45 ประกันมีชีวิตอยู่จนครบตามที่กรมธรรม์กำหนดไว้ก็จะได้เงินคืนตามเงื่อนไขของสัญญาซึ่งสามารถใช้ เป็นเครื่องมือออมเงินเพื่อไว้ใช้ยามชรา หรือออมไว้เพื่อเก็บเป็นทุนการศึกษาของ บุตรหลาน ทั้งนี้การ ออมวิธีนี้ทั้งนี้การออมวิธีนี้ไม่สามารถถอนเงินในลักษณะของการฝากเงินได้ การประกันชีวิตมีหลาย แบบ แต่ละแบบจะมีลักษณะความคุ้มครองและผลประโยชน์แตกต่างกันออกไป ดังนี้ (สำนักงาน คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย 2562, ออนไลน์) 3.1 แบบตลอดชีพ เป็นการประกันชีวิตที่ให้ความคุ้มครองตลอดชีพ ถ้าผู้เอา ประกันภัย เสียชีวิตเมื่อใดในขณะที่กรมธรรม์มีผลบังคับ บริษัทประกันชีวิตจะจ่ายจำนวนเงินเอา ประกันภัยให้แก่ผู้รับประโยชน์ วัตถุประสงค์เบื้องต้นของการประกันภัยแบบนี้เพื่อจัดหาเงินทุน สำหรับจุนเจือบุคคลที่อยู่ในความอุปการะเมื่อผู้เอาประกันภัยเสียชีวิต หรือเพื่อเป็นเงินทุนสำหรับการ เจ็บป่วยครั้งสุดท้ายและค่าทำศพ ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ตกเป็นภาระของคนอื่น 3.2 แบบสะสมทรัพย์ เป็นการประกันชีวิตที่บริษัทจะจ่ายจำนวนเงินเอาประกันภัย ให้แก่ผู้เอาประกันภัย เมื่อมีชีวิตอยู่ครบกำหนดสัญญา หรือจ่ายเงินเอาประกันภัยให้แก่ผู้รับ ประโยชน์ เมื่อผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตลงภายในระยะเวลาประกันภัย การประกันชีวิตแบบ สะสมทรัพย์เป็น ส่วนผสมของการคุ้มครองชีวิตและการออมทรัพย์ ส่วนของการออมทรัพย์ คือ ส่วนที่ผู้เอาประกันภัย ได้รับคืนเมื่อสัญญาครบกำหนด 3.3 แบบชั่วระยะเวลา เป็นการประกันชีวิตที่บริษัทประกันชีวิตจะจ่ายเงินให้แก่ ผู้รับประโยชน์เมื่อผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตในระยะเวลาประกันภัย วัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองการ เสียชีวิตก่อนวัยอันสมควร การประกันชีวิตแบบนี้ไม่มีส่วนของการออมทรัพย์ เบี้ยประกันภัย จึงต่ำ กว่าแบบอื่น ๆ และไม่มีเงินเหลือคืนให้หากผู้เอาประกันภัยอยู่จนครบกำหนดสัญญา 3.4 แบบเงินได้ประจำ เป็นการประกันชีวิตที่บริษัทประกันชีวิตจะจ่ายเงินจำนวน หนึ่ง เท่ากันอย่างสม่ำเสมอ ให้แก่ผู้เอาประกันภัยทุกเดือนนับแต่ผู้เอาประกันภัยเกษียณอายุ หรือมี อายุ ครบ 55 ปี หรือ 60 ปี เป็นต้นไป แล้วแต่เงื่อนไขในกรมธรรม์ที่กำหนดไว้ สำหรับระยะเวลาการ จ่ายเงินได้ประจำนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้เอาประกันชีวิตที่จะเลือกซื้อ
46 ผลประโยชน์ที่ได้รับ ภาพที่ 2.1 ตัวอย่างผลประโยชน์ที่ได้รับจากการซื้อประกันชีวิต 4. การออมทรัพย์กับสหกรณ์ การออมทรัพย์กับสหกรณ์ (Co-operative) เป็นการออมที่มุ่งส่งเสริมการออมเงินใน หมู่ สมาชิกให้รู้จักประหยัด รู้จักการออมทรัพย์ และให้บริการเงินกู้แก่สมาชิกเพื่อนำไปใช้จ่ายเมื่อ เกิด ความจำเป็น โดยยึดหลักการช่วยเหลือตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ซึ่งสามารถออมเงิน ได้ใน 2 รูปแบบ คือ การซื้อหุ้น และการรับฝากเงิน 4.1 การซื้อหุ้น สหกรณ์กำหนดให้สมาชิกส่งชำระค่าหุ้นเป็นประจำทุกเดือน โดยการ หัก เงินค่าหุ้น ณ ที่จ่ายเงินเดือนและจ่ายเงินปันผลค่าหุ้นให้แก่สมาชิกตามอัตราที่พระราชบัญญัติ สหกรณ์ พ.ศ. 2542 กำหนดไว้ เงินปันผลที่ได้รับนี้ไม่ต้องเสียภาษีให้แก่รัฐจากสหกรณ์ก็สามารถถอน ค่าหุ้นคืนได้และเมื่อสมาชิกลาออก 4.2 การรับฝากเงิน สหกรณ์มีบริการด้านเงินฝากทั้งประเภทเงินฝากประจำและเงิน ฝาก ออมทรัพย์ และให้ผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ยในอัตราเดียวกับธนาคารพาณิชย์ หรือสูงกว่าตาม ฐานะของแต่ละสหกรณ์ 5. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) คือ กองทุนที่ตั้งขึ้นจากความสมัครใจของ นายจ้างและลูกจ้าง มีวัตถุประสงค์สนับสนุนการออมเพื่อเป็นทุนทรัพย์แก่พนักงานสำหรับไว้ใช้ จ่าย ยามเกษียณอายุ ออกจากงาน ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิต โดยในภาคเอกชนเรียก “กองทุนเลี้ยงชีพ” ส่วนราชการเรียก “กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ” (Government Pension Fund) กองทุน
47 เลี้ยงชีพมี 2 รูปแบบ คือ กองทุนเดี่ยว ซึ่งเป็นกองทุนที่ประกอบด้วยนายจ้างรายเดียว และกองทุน รวม เป็นกองทุนที่มีนายจ้างตั้งแต่ 2 รายขึ้นไป 6. กองทุนประกันสังคม กองทุนประกันสังคม (Social Security Fund) มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างสวัสดิการพื้นฐาน ให้กับลูกจ้าง โดยมีสำนักงานประกันสังคมเป็นผู้ดูแล ทั้งนายจ้าง ลูกจ้าง ต้องจ่ายเงินสมทบโดย รัฐบาลจะจ่ายสมทบเพิ่มให้อีกส่วนหนึ่ง ให้ความคุ้มครอง 7 ประเภท ดังภาพที่ 2.2 7. การออมในหลักทรัพย์ต่าง ๆ การออมในหลักทรัพย์ต่าง ๆ เป็นการออมในรูปแบบต่าง ๆ เช่น กองทุนรวม หุ้นกู้ พันธบัตร หุ้นสามัญ ซึ่งนอกจากจะให้การกู้ยืมเงินแล้ว ยังให้บริการในรูปของการออมอีกด้วย สิ่งที่ต้องคำนึงถึง สำหรับการออมนี้ก็คืออัตราผลตอบแทนที่จะได้รับและความเสี่ยง ภาพที่ 2.2 แสดงความคุ้มครองของประกันสังคม การสร้างนิสัยในการออมเงิน บุคคลที่มีเป้าหมายในชีวิตมักจะให้ความสำคัญกับการออมเงินเพราะการออมเงินจะเป็น สิ่งที่ ช่วยให้เขาบรรลุสิ่งที่ต้องการได้ ดังนั้นการสร้างวินัยในการออมเงินให้เกิดขึ้นกับบุคคล จึงเป็น สิ่งที่ ควรฝึกให้เกิดขึ้น (ธนัยวงศ์ กีรติวานิชย์, 2550 หน้า 47) การคุ้มครอง ประสบอันตราย สงเคราะห์บุตร คลอดบุตร ชราภาพ ทุพพลภาพ ว่างงาน ตาย
48 1. แนวทางการสร้างนิสัยในการออมเงิน นิสัยในการออมนั้นสามารถสร้างให้เกิดขึ้นกับบุคคลได้ด้วยการฝึกปฏิบัติ ดังนี้ 1.1 ตั้งเป้าหมายในการออม เช่น จะออมเงินเพื่ออะไร จะต้องเก็บเดือนละเท่าไร และ ใช้ระยะเวลาเท่าใดจึงจะถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ เป้าหมายที่ตั้งควรมีความท้าทาย ไม่ง่ายจนเกินไป หรือยากที่จะบรรลุเป้าหมายได้ 1.2 ตระหนักว่าการเก็บเงินออมนั้นมาจากการกันเงินไว้สำหรับการออม ส่วนที่เหลือ จึง จะนำไปใช้จ่ายอื่นๆ ใช้จ่ายอื่น ๆ ไม่ใช่นำเงินไปใช้จ่ายก่อนแล้วเหลือเงินเท่าไหร่จึงเก็บเป็นเงิน ออม เพราะการ กระทำเช่นนั้น แสดงให้เห็นว่าการออมไม่สำคัญ ดังนั้นจึงใช้จ่ายเงินตามความ ต้องการก่อน ถ้ามี เงินเหลือจึงจะออม 1.3 ก่อนที่จะจ่ายเงินซื้ออะไร ควรคำนึงถึงความจำเป็นก่อนว่าควรซื้อหรือไม่ อะไรที่ ไม่จำเป็นไม่ควรซื้อ อะไรที่จำเป็นต้องซื้อก่อน ซึ่งเป็นการใช้จ่ายเงินอย่างมีเหตุผล ที่ยึดตามแนวคิด หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 1.4 เริ่มต้นออมทีละน้อย ๆ ก่อน เมื่อเงินรายได้เพิ่มขึ้นก็เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่ง ต้องฝึก ให้เกิดจนเป็นนิสัย การออมนั้นต้องไม่ทำให้ผู้ออมเดือดร้อน ดังนั้นก่อนออมเงิน ผู้ออมควรมี การจัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายเงิน เพื่อตรวจสอบว่าเราสามารถออมเงินได้เดือนละเท่าไหร่ 1.5 จัดสรรเงินออมเพื่อเป้าหมายในสัดส่วนที่เหมาะสมกับชีวิต เช่น เงินออมระยะ สั้น ถึงปานกลาง ใช้สำหรับท่องเที่ยว ดาวน์รถ, เงินออมระยะยาวซึ่งเป็นเงินออมเพื่ออนาคต ใช้ สำหรับ เป็นค่าการศึกษาบุตร หรือใช้ยามเกษียณ, เงินออมสำหรับใช้ยามฉุกเฉิน เช่น เจ็บไข้ได้ป่วย และ เงินออมสำหรับการลงทุน 1.6 หาวิธีการออมเงินซึ่งเบิกถอนได้ยาก เช่น การฝากเงินโดยไม่ใช่บัตร ATM หรือ ซึ่งต้องครบกำหนดการถอนจึงจะได้ดอกเบี้ยการฝากเงินแบบประจำ 1.7 ลงมือปฏิบัติจริงด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ “คิดแล้วไม่ทำ ไม่มีประโยชน์” ดังนั้นเมื่อ คิด จะเก็บออมต้องจริงจัง การฝึกนิสัยการออมให้ประสบความสำเร็จนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ออมต้องมี ความจริงจัง ไม่ใช่บางทีก็เก็บ บางทีก็ไม่เก็บ “อย่ามองข้ามเงินเล็กน้อย” สายสมร เริ่มเก็บเงินออมวันละ 50 บาท ตอนที่อายุ 20 ปี 1 เดือน = 1,500 1 ปี = 18,000 5 ปี = 90,000 10 ปี = 180,000 เมื่อสายสมร อายุ 30 ปี จะมีเงินเก็บแบบสบาย ๆ ไม่เดือนร้อน 180,000 บาท
49 2. การปฏิบัติเกี่ยวกับการออมที่ดี การที่เราจะออมเงินได้หรือไม่นั้น สิ่งที่จะทำให้เรารู้ก็คือการจัดทำงบประมาณเงินสดส่วน บุคคล เพราะจะทำให้เราทราบว่าแต่ละเดือนจะมีเงินคงเหลือเป็นเงินออมได้เท่าไหร่ซึ่งการปฏิบัติ เกี่ยวกับการออมที่ดีบุคคลควรมีการปฏิบัติ ดังนี้ 2.1 ทำงบประมาณรายได้รายจ่าย เพื่อจะรู้ว่ามีเงินเหลือเก็บออมได้เท่าไหร่ การ จัดทำ งบประมาณจะช่วยให้สามารถจัดการเรื่องการเงิน ป้องกันปัญหาทางการเงิน เป็นผู้บริโภคที่ ชาญฉลาด กำหนดเป้าหมายทางการเงินและทำให้บรรลุผล ที่สำคัญช่วยสร้างอนาคตที่มั่นคง 2.2 เมื่อรู้จำนวนเงินที่จะเก็บออมได้แล้ว ให้กันเงินออมส่วนนั้นนำไปเก็บไว้ทันที โดย เก็บแยกส่วนไว้ หรือนำไปฝากธนาคาร 2.3 รายได้ที่เกิดจากเงินออม เช่น ดอกเบี้ยที่ได้รับ ควรนำไปลงทุนต่อเพื่อให้เกิด ประโยชน์ พอกพูนเติบโตมากขึ้น 2.4 นำเงินออมไปลงทุนหาผลประโยชน์อย่างถูกวิธี ปลอดภัย เกิดผลประโยชน์สูงสุด จะทำให้มีโอกาสในการออมเพิ่มขึ้น การหาทางเพิ่มพูนรายได้จากเงินออมให้สูงขึ้นมีหลายวิธี เช่น ถ้า นำเงินไปฝากธนาคาร จะมีดอกเบี้ยเพิ่มทำให้เงินต้นของการออมเพิ่ม ถ้าซื้อหุ้นจะได้กำไรจาก การ จำหน่ายหุ้น ถ้ามีที่ดินที่ได้จากการออมเงินซื้อมามีโอกาสจะขายได้ในราคาที่ต้องการ 3. วิธีการคำนวณเงินออม เมื่อบุคคลตั้งเป้าหมายว่าจะออมเงินแล้ว จะมีคำถามว่าจะต้องออมเงินเท่าไหร่จึงจะ เพียง พอที่จะไม่เดือดร้อน อยู่ได้สบาย ๆ ถ้าออมเงินมากเกินไปก็จะไม่มีเงินใช้ ถ้าออมน้อยเมื่อถึง วันที่ต้อง ใช้เงินออมก็อาจไม่พอใช้ มีผู้คิดค้นสูตรเพื่อจะดูเงินออมว่าพอเพียงหรือไม่ ให้พิจารณา ว่าตอนนี้มีเงิน ต้นเท่าใดแล้ว เงินออมที่ควรจะมีอยู่ในมือแล้ว คือ ร้อยละ 10 ของรายได้ทั้งปี คูณด้วยอายุของผู้ออม ในขณะนั้น 1/10 x รายได้ต่อปี x อายุ ตัวอย่าง วิธีการคำนวณเงินออม ขณะนี้ เจตพัฒน์ อายุ 25 ปี มีเงินเดือน เดือนละ 10,000 บาท ดังนั้นในเวลานี้เจตพัฒน์ ควร มีเงินออมประมาณ 300,000 บาท มีวิธีการคำนวณ ดังนี้ แทนค่า = 1/10 x (10,000 x 12) × 25 เงินออมที่ควรมี = 300,000 บาท จากตัวอย่างข้างต้น จะเห็นได้ว่าเจตพัฒน์ควรจะต้องเก็บเงินออมให้ได้ 300,000 บาท หาก เจตพัฒน์ยังมีเงินออมน้อยกว่าที่คำนวณได้เจตพัฒน์ต้องรีบออม เมื่อยามเกษียณจะได้สบาย
50 ความรู้เกี่ยวกับการลงทุนและแนวทางการออม การลงทุน (Investment) เป็นการนำทรัพย์สินที่บุคคลมีอยู่ไปดำเนินการในทางที่ก่อให้เกิด ประโยชน์ ซึ่งจะได้รับผลตอบแทนกลับคืนมาในช่วงระยะเวลานั้น ๆ 1. ลักษณะของการลงทุน การลงทุนแบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ คือ 1.1 การลงทุนในสินทรัพย์ที่มีตัวตน (Tangible investment) เป็นการลงทุนที่เห็น ประโยชน์จากการใช้ได้อย่างชัดเจน เช่น การลงทุนซื้อบ้าน รถยนต์ ที่ดิน 1.2 การลงทุนในสินทรัพย์ที่ไม่มีตัวตน (Intangible investment) เป็นการลงทุนที่ ไม่เห็น ประโยชน์การใช้ได้โดยชัดเจน เช่น การลงทุนในหุ้นพันธบัตร ตราสารการเงินอื่น ๆ 2. ผลตอบแทนจากการลงทุน การลงทุนมีความสัมพันธ์กับผลตอบแทน (Returns) และความเสี่ยง (Risks) โดยทั่วไป ผู้ ลงทุนคาดหวังว่าจะได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่า ผลตอบแทนจากการลงทุนมีหลายลักษณะ ได้แก่ 2.1 รายได้ตามปกติ (Current income) ได้แก่ ดอกเบี้ย หรือเงินปันผล ในกรณีที่ บุคคล ซื้อพันธบัตรหรือลงทุนในหุ้นต่างๆ ซึ่งเมื่อถึงกำหนดเวลาก็จะได้รับดอกเบี้ย หรือเงินปันผล ตามที่บริษัทระบุไว้ 2.2 กำไรจากการซื้อขายหุ้น (Capital gains) ในกรณีของหุ้นสามัญที่บุคคลลงทุนซื้อ ไว้มี ราคาสูงขึ้น ซึ่งเมื่อขายออกไปก็จะได้กำไร 2.3 ค่าเช่า (Rent) ในการลงทุนซื้อทรัพย์สินโดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกอสังหาริมทรัพย์ เช่น ที่ดิน ที่อยู่อาศัย อาคารพาณิชย์ เมื่อนำไปให้ผู้อื่นเช่าก็จะมีรายได้ค่าเช่าที่คืนมาสู่เจ้าของ 2.4 ผลตอบแทนอื่น ๆ (Others) เช่น การซื้อหุ้นสามัญก็จะมีสิทธิ์ในการออกเสียง เลือก คณะกรรมการของบริษัท และถ้าถือหุ้นไว้มากก็มีโอกาสจะได้รับเลือกเป็นผู้บริหารซึ่งสามารถ กำหนดนโยบายของบริษัทได้ หรือสิทธิ์ในการซื้อขายหุ้นใหม่ได้ในราคาพิเศษ เป็นต้น 3. ความเสี่ยงจากการลงทุน ความเสี่ยงจากการลงทุน หมายถึง โอกาสเกิดความสูญเปล่าจากการลงทุน หรือขาดทุนซึ่ง อาจเกิดขึ้นได้ดังนั้นผู้ลงทุนต้องรู้จักบริหารจัดการความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นนั้น ความเสี่ยงที่อาจเกิด จากการลงทุนมี 7 ประเภท ได้แก่ 3.1 ความเสี่ยงจากการดำเนินธุรกิจ (Business risk) เช่น การบริหารงานผิดพลาด ต้นทุนสูงขึ้น สู้คู่แข่งไม่ได้ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผู้ลงทุนที่จะต้องสูญเสียรายได้ หรือเงินลงทุน 3.2 ความเสี่ยงที่เกิดจากการสูญเสียในเงินลงทุน (Market risk) เป็นผลจากการ เปลี่ยนแปลงราคาหุ้นในตลาดหุ้น ตามสภาพ Demand และ Supply
51 3.3 ความเสี่ยงที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงในผลตอบแทนอันเนื่องมาจากการ เปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยในท้องตลาด (Interest rate risk) เช่น อัตราดอกเบี้ยในท้องตลาด สูงขึ้น แต่หลักทรัพย์ที่เราลงทุนไปยังคงจ่ายดอกเบี้ยเท่าเดิม 3.4 ความเสี่ยงที่เกิดจากอำนาจการซื้อของเงินได้ลดลง (Purchasing power risk) เช่น ได้รับดอกเบี้ยปีละ 1,000 บาท ตลอดระยะเวลา 10 ปี เมื่อคำนึงถึงค่าของเงินแล้ว เงิน 1,000 บาท ที่ได้รับในวันนี้ย่อมมีค่ามากกว่า 1,000 บาที่จะได้รับในปีต่อ ๆ ไป 3.5 ความเสี่ยงทางการเงิน เป็นความเสี่ยงอันเนื่องจากกิจการที่เราได้ลงทุนไว้มีการ ก่อหนี้มากเกินไป (Financial risk) เมื่อมีหนี้มากก็ต้องจ่ายดอกเบี้ยมาก ซึ่งอาจนำพาธุรกิจไปสู่การ ล้มละลายในที่สุด 3.6 ความเสี่ยงจากการลงทุนนั้นไม่มีความคล่องตัวที่จะกลับคืนมาเป็นเงินสดได้ (Liquidity risk) คือไม่สามารถได้คืนมาในราคาที่สมเหตุสมผล ขายคืนได้ก็ไม่ได้ราคาตามที่ต้องการ 3.7 ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง (Event risk) ทั้งจากภายในบริษัท เอง หรือสถานการณ์ภายนอก เช่น ข่าวลือต่าง ๆ หรือบางครั้งเกิดวิกฤติทางการเมือง สถานการณ์ โลกเปลี่ยนไป ภาพที่ 2.3 นโยบายการลงทุน ความเสี่ยง และผลตอบแทน ที่มา : https://www.setinvestnow.com/th/knowledge/article/93-tsi-asset-allocationbased-on-the-investment-pyramid-principles 4. การเตรียมความพร้อมก่อนการลงทุน ก่อนที่จะลงทุนผู้ลงทุนควรมีความพร้อมพื้นฐาน ความพร้อมพื้นฐานจะเป็นแนวทางให้ ผู้ ลงทุนก้าวสู่การลงทุนได้อย่างมั่นใจ รอบคอบ และไม่เดือดร้อน ความพร้อมดังกล่าว ได้แก่
52 4.1 สำรวจฐานะทางการเงินของตนเอง และจัดการเกี่ยวกับภาระทางการเงินต่าง ๆ ให้ เรียบร้อยก่อน เช่น การสร้างบ้านใหม่ ซ่อมแซมบ้าน เงินสะสมสำรองเพื่อใช้ฉุกเฉิน การศึกษาบุตร เงินประกันต่าง ๆ ฯลฯ 4.2 ประเมินตนเองเกี่ยวกับเป้าหมายในการลงทุน ผลตอบแทนที่จะได้รับ ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการลงทุนนั้นพอหรือไม่ มีเวลาใส่ใจกับการลงทุนมากน้อยเพียงใด พร้อมที่ จะรับ ความเสี่ยงนั้นมากน้อยเพียงใด 4.3 ประเมินสภาพแวดล้อมในการลงทุนทั้งด้านสภาพเศรษฐกิจ สังคม การเมือง 4.4 ทำความเข้าใจกับการลงทุนประเภทต่าง ๆ 4.5 ตัดสินใจเลือกลงทุนที่เหมาะสมกับตนเองมากที่สุด 5. แหล่งข้อมูลเพื่อการลงทุน ปัจจุบันแหล่งข้อมูลเพื่อการลงทุนสามารถสืบค้นได้ทางอินเทอร์เน็ต หรือศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม จากหน่วยงานต่าง ๆ ดังนี้ 5.1 ธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานควบคุมสถาบันการเงินต่าง ๆ 5.2 สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (สนง. ก.ล.ต.) 5.3 บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม หรือเรียกว่า บริษัทจัดการลงทุน (บลจ.) 5.4 สมาคมบริษัทจัดการลงทุน www.aimc.or.th 5.5 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย www.bex.or.th หรือ www.set.or.th 5.6 สถาบันที่ให้คำแนะนำปรึกษาการลงทุน เช่น ธนาคารพาณิชย์ บริษัทหลักทรัพย์ เป็นต้น 5.7. แหล่งข้อมูลภายในของบริษัท เช่น งบการเงิน รายงานประจำปี 5.8. แหล่งข้อมูลเกี่ยวกับการลงทุนทางการเงิน เช่น หนังสือพิมพ์ วารสารด้านการ ลงทุน บทความ บทวิเคราะห์ ข่าวสารต่าง ๆ 5.9. แหล่งข้อมูลจากบุคคลที่เกี่ยวข้อง เช่น เพื่อน ญาติ นักลงทุน แนวทางการลงทุน ก่อนที่จะเลือกลงทุนอะไรก็แล้วแต่ ผู้ลงทุนควรศึกษาแนวทางที่ประสบความสำเร็จ ไม่สูญ เปล่า เพื่อประกอบการตัดสินใจ ดังนี้
53 1. หลักการลงทุน หลักการลงทุนเป็นปรัชญาในการลงทุนที่ผู้ลงทุนควรพิจารณา ดังนี้ 1.1 ความปลอดภัยของเงินลงทุน หมายถึง การลงทุนที่มุ่งรักษาไว้ซึ่งเงินลงทุน เป็น การลงทุนที่หวังจะได้รับเงินลงทุนแน่นอน เช่น การฝากเงินกับธนาคาร หรือการซื้อหลักทรัพย์รัฐบาล เป็นต้น 1.2 เสถียรภาพของรายได้ เป็นการลงทุนที่ให้รายได้ประจำ แน่นอน สม่ำเสมอ เช่น การลงทุนในหุ้นสามัญที่มีการจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอ การฝากธนาคารซึ่งคิดดอกเบี้ยให้ทุก ๆ 6 เดือน หรือการลงทุนในหลักทรัพย์อื่น ๆ ที่มีการจ่ายเงินคืน เช่น จ่ายเงินปันผลคืนทุก ๆ 3 ปี เป็น จำนวนเงิน 20,000 บาท 1.3 ความเจริญเติบโตของเงินลงทุน หมายถึง การลงทุนที่ทำให้เงินทุนมีมูลค่าเพิ่ม ขึ้น โดยทั่วไปแล้วบุคคลที่ลงทุนต้องการให้เงินที่ลงทุนไปนั้นมีค่าเพิ่มพูนขึ้น โดยอาจอยู่ในรูปของการ ลงทุนระยะยาว หรือการลงทุนเพื่อเก็งกำไร หรือการนำรายได้จากการลงทุนที่ได้รับไปลงทุนใหม่ อีก ครั้งหนึ่ง การลงทุนในลักษณะนี้ เช่น การลงทุนประกอบอาชีพ การลงทุนในหุ้นสามัญ 1.4 ความคล่องตัวในการซื้อขาย หมายถึง การลงทุนในหลักทรัพย์ที่ซื้อง่ายขาย คล่อง คือเป็นหลักทรัพย์ที่อยู่ในความต้องการของตลาด เช่น การลงทุนซื้อทองคำ การลงทุนซื้อหุ้น สามัญของบริษัทขนาดใหญ่ 1.5 การกระจายเงินทุน การลงทุนไม่ควรทุ่มเงินลงทุนไปในหลักทรัพย์ชนิดใดชนิด หนึ่ง เพราะถ้าธุรกิจนั้นล้มเหลว เงินที่ลงทุนจะสูญเสียไปทั้งหมด การกระจายการลงทุนจะช่วยลด ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้เป็นอย่างดี ดังนั้นในการลงทุนผู้ลงทุนควรเลือกกระจายเงินทุน เช่นเลือก ลงทุนในหลักทรัพย์ประเภทเดียวกันแต่ต่างบริษัทกัน 1.6 หลักเกี่ยวกับภาษี เป็นการลงทุนที่คำนึงถึงผลตอบแทนหลังจากหักภาษีแล้ว การลงทุนต้องพิจารณาถึงภาษีด้วยว่าผลตอบแทนที่ได้รับจะต้องเสียภาษี หรือได้รับการยกเว้นภาษี หรือไม่ เพราะจะส่งผลต่อผลตอบแทนที่ได้รับ 2. ทางเลือกในการลงทุน แนวทางการลงทุนก็จะมีลักษณะคล้าย ๆ กับการออมซึ่งมีหลายรูปแบบ แต่ละรูปแบบ มี ลักษณะการลงทุน ผลตอบแทนต่างกัน ทางเลือกสำหรับการลงทุนแบ่งได้เป็น 3 ประเภท ดังนี้ 2.1 การลงทุนเพื่อการบริโภค เป็นการลงทุนของผู้บริโภคเพื่อใช้สำหรับการซื้อ ทรัพย์สิน ที่สร้างความพึงพอใจ หรือความสะดวกสบาย ซึ่งมีลักษณะเป็นการลงทุนในทรัพย์สินที่มี ตัวตน เช่น ซื้อบ้าน รถยนต์ ทองคำ ฯลฯ
54 2.2 การลงทุนในทางธุรกิจ เป็นการลงทุนซึ่งเจ้าของเงินทุนจัดตั้งธุรกิจด้วยตนเอง ตาม รูปแบบการประกอบธุรกิจ เช่น กิจการเจ้าของคนเดียว ห้างหุ้นส่วน หรือบริษัทจำกัด ผู้ลงทุนก็ คือ ผู้ประกอบการนั่นเอง การลงทุนประเภทนี้มุ่งหวังกำไรจากการประกอบธุรกิจเป็นสำคัญ ภาพที่ 2.4 การลงทุนเปิดร้านกาแฟสด 2.3 การลงทุนทางการเงิน เป็นการลงทุนในหลักทรัพย์ประเภทต่าง ๆ ผู้ลงทุนจะ ได้รับ ผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ย หรือเงินปันผล ขึ้นอยู่กับหลักทรัพย์ที่เลือกลงทุน เช่น การซื้อ พันธบัตร หุ้นกู้ หุ้นสามัญ ฯลฯ การซื้อที่ดินเพื่อเก็งกำไร และการซื้อขายเงินตราต่างประเทศ การลงทุนทางการเงินยังสามารถแบ่งเป็น การลงทุนที่ทำให้เกิดรายได้ประจำ กับ การลงทุนที่ทำให้เกิดรายได้ผันแปร การลงทุนที่ทำให้เกิดรายได้ประจำ - การฝากเงินกับธนาคารพาณิชย์ - การฝากเงินกับสถาบันการเงิน ได้แก่ บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ บริษัท เครดิตฟองซิเอร์ สหกรณ์ออมทรัพย์
55 - การซื้อพันธบัตร หมายถึง ตราสารที่มีลักษณะคล้ายตั๋วสัญญาใช้เงินที่มี จำนวน เงินกำหนดไว้เป็นจำนวนแน่นอน มีอัตราดอกเบี้ย และระยะเวลาในการไถ่ถอน คืนเงินต้น พร้อมดอกเบี้ย - การซื้อสลากออมสิน เป็นการลงทุนที่ได้รับผลตอบแทนตามหน่วยที่ เกิดขึ้นจากกซื้อสลากออมสินตามประเภทของสลาก โดยมีระยะเวลาแน่นอน - การซื้อกรมธรรม์ประกันชีวิต เป็นการลงทุนที่ได้รับความคุ้มครองตาม ประเภทของ การออม เช่น การประกันแบบสะสมทรัพย์หรือการประกันชีวิตเพื่อการศึกษาของบุตร - การซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ เป็นการลงทุนซื้อหุ้นจะได้รับผลตอบแทน เป็น เงินปันผลตามผลกำไรแต่ละปีของบริษัทที่ถือหุ้นอยู่ ผู้ลงทุนจะต้องติดต่อซื้อหุ้นกับบริษัทแทน การซื้อ-ขายหุ้น หรือ Broker ซึ่งจะทำการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย - กองทุนรวม ผู้ลงทุนสามารถซื้อหน่วยลงทุน หรือกองทุนรวมได้ในราคา หน่วยละ 10 บาท ซึ่งการลงทุนขั้นต่ำ 1,000 บาท มีอายุการลงทุน 5 ปีขึ้นไป การลงทุนที่ทำให้เกิดรายได้ผันแปร การลงทุนที่ทำให้เกิดรายได้ผันแปร เป็นการลงทุนในหลักทรัพย์ที่ก่อให้เกิดผลตอบแทน ผัน แปรไปตามปัจจัยต่าง ๆ เช่น นโยบายของหน่วยงาน มติที่ประชุม กำไรจากการดำเนินงาน สิทธิ การ ครอบครองสินทรัพย์ รูปแบบการลงทุนดังกล่าว ได้แก่ - การซื้อหุ้นสามัญ ซึ่งผู้ถือหุ้นจะได้รับเงินปันผลมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับกำไรจากการ ดำเนินงานของบริษัท - การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เช่น ที่ดิน อาคาร บ้าน - การซื้อขายโภคภัณฑ์ล่วงหน้า เป็นการลงทุนซื้อหุ้นของบริษัทขายสินค้าทางด้าน การเกษตรล่วงหน้า ซึ่งจะมีผลตอบแทนสูงเมื่อเกิดความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการเมือง การลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ ถือได้ว่าเป็นหลักทรัพย์ประเภทหนึ่ง ที่สามารถป้องกัน ความ เสี่ยงของเงินเฟ้อได้ สินค้าโภคภัณฑ์ คือ สินค้าที่ใช้อุปโภคหรือบริโภค ซึ่งสามารถแบ่ง ออกได้เป็น 4 กลุ่มหลัก ดังนี้ - พลังงาน (energy) ประกอบด้วย น้ำมันดิบ น้ำมันกลั่นน้ำมันเบนซิน น้ำมันอากาศ ยานและก๊าซธรรมชาติ - โลหะอุตสาหกรรม (industrial metals) ประกอบด้วย ทองแดง สังกะสี นิกเกิล ตะกั่ว ดีบุก และอะลูมิเนียม - โลหะมีค่า (precious metals) ประกอบด้วย ทอง เงิน ทองคำขาว - สินค้าเกษตร (agricultural products) ประกอบด้วย ข้าวสาลี ข้าวโพด ถั่วเหลือง น้ำมันถั่วเหลือง อาหารถั่วเหลือง (Soybean meal) น้ำตาล กาแฟ โกโก้ และสินค้าปศุสัตว์
56 3. ความแตกต่างระหว่างการออมและการลงทุน การออมและการลงทุนนั้นมีความแตกต่างกันทั้งด้านวัตถุประสงค์ วิธีการสะสม ความเสี่ยง ผลตอบแทน รวมทั้งข้อได้เปรียบเสียเปรียบ ดังแสดงในตารางที่ 2.2 ตารางที่ 2.2 เปรียบเทียบการออมและการลงทุน ประเด็น การออม (Savings) การลงทุน (Investment) วัตถุประสงค์ เป็นการสะสมเงินเพื่อให้พอกพูนใน ระยะสั้น เพื่อไว้ใช้จ่ายยามฉุกเฉิน เป็นการสะสมเงินให้งอกเงย ต่อเนื่องในระยะยาว วิธีการสะสม เงินฝากธนาคาร และบริษัทเงินทุน ลงทุนในพันธบัตร หุ้นกู้ หุ้น กองทุนรวมกองทุนส่วนบุคคล กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ความเสี่ยง ความเสี่ยงต่ำ เนื่องจากรัฐบาลค้ำประกันเงิน ฝากทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยเต็มจำนวน) มีความเสี่ยงมากน้อยตาม ประเภทและลักษณะของ หลักทรัพย์ที่ลงทุน ปัจจุบันถือ ว่ามีความเสี่ยงสูงกว่าการฝาก เงิน ผลตอบแทน ดอกเบี้ย ดอกเบี้ย เงินปันผล และ/หรือ ผลกำไรหรือขาดทุนจากการ ลงทุน ข้อได้เปรียบ มีสภาพคล่องสูง ได้รับผลตอบแทนในระยะยาว สูงกว่า ข้อเสียเปรียบ ผลตอบแทนจากดอกเบี้ยเงินฝากต่ำ มีโอกาสขาดทุนจากการลงทุน ได้ ที่มา : http://www.thaimutualfund.com จากตารางที่ 2.2 การออมและการลงทุนนั้นถึงแม้จะมีความแตกต่างกัน แต่ทั้งการออม และ การลงทุนนั้นจะมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน จะเห็นได้จากการออมเพื่อสะสมเงิน และนำเงิน ออมที่ สะสมนั้นมาลงทุนให้งอกเงย ปัจจุบันการออมและการลงทุนนั้นมีหน่วยงานหลายหน่วยงาน ที่ ให้บริการทั้งเรื่องการออมและการลงทุน ในส่วนของความเสี่ยงการออมจะมีความเสี่ยงต่ำกว่า แต่ ผลตอบแทนก็ได้น้อยกว่าการลงทุนเช่นกัน ผลตอบแทนที่ได้รับจะมีลักษณะการลงทุนคล้าย ๆ กัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะของการเลือกออมและการลงทุนนั้น ๆ
57 4. แหล่งข้อมูลเพื่อการลงทุน ปัจจุบันแหล่งข้อมูลเพื่อการลงทุนสามารถสืบค้นได้ทางอินเทอร์เน็ต หรือศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม จากหน่วยงานต่าง ๆ ดังนี้ - ธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานควบคุมสถาบันการเงินต่าง ๆ - สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (สนง. ก.ล.ต.) - บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม หรือเรียกว่า บริษัทจัดการลงทุน (บลจ.) - สมาคมบริษัทจัดการลงทุน www.aimc.or.th - ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย www.bex.or.th หรือ www.set.or.th - สถาบันที่ให้คำแนะนำปรึกษาการลงทุน เช่น ธนาคารพาณิชย์ บริษัทหลักทรัพย์ เป็นต้น - แหล่งข้อมูลภายในของบริษัท เช่น งบการเงิน รายงานประจำปี - แหล่งข้อมูลเกี่ยวกับการลงทุนทางการเงิน เช่น หนังสือพิมพ์ วารสารด้านการ ลงทุน บทความ บทวิเคราะห์ ข่าวสารต่าง ๆ - แหล่งข้อมูลจากบุคคลที่เกี่ยวข้อง เช่น เพื่อน ญาติ นักลงทุน ภาพที่ 2.5 ธนาคารพาณิชย์ต่าง ๆ ที่มา : https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/59392 สรุป เงินออม คือ เงินรายได้เมื่อหักรายจ่ายแล้วจะมีส่วนซึ่งเหลืออยู่ซึ่งเรียกว่าเงินออมนั่นเอง โดยทั่วไปวัตถุประสงของการออมเงินก็เพื่อเป็นการสร้างหลักประกันชีวิตและความมั่นคงให้กับบุคคล ในด้านต่าง ๆ ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการออมคือ สิ่งจูงใจและผลตอบแทนที่จะได้รับ การออมมี 3 ประเภท ได้แก่ การออมเพื่อความมั่นคงหรือเพื่อรายจ่ายฉุกเฉิน การออมเพื่อเกษียณ และออมเพื่อ
58 การลงทุน การออมมีหลายรูปแบบ เช่น การฝากเงินกับธนาคาร การซื้อพันธบัตรรัฐบาล ฯลฯ นิสัย ในการออมนั้นสามารถสร้างให้เกิดขึ้นในบุคคลได้ การสร้างนิสัยในการออมควรเริ่มต้นตั้งแต่ การ ตั้งเป้าหมายของการออมก่อนเพื่อจะได้รู้ว่า ควรจะทำอะไร อย่างไร ส่วนการลงทุนเป็นการนำ ทรัพย์สินที่มีอยู่ไปก่อให้เกิดประโยชน์ ซึ่งจะได้รับผลตอบแทนกลับคืนมาในช่วงระยะเวลานั้น ๆ การ ลงทุนมี 2 ลักษณะ คือ การลงทุนในสินทรัพย์ที่มีตัวตน และไม่มีตัวตน แนวทางการลงทุนมี 3 ลักษณะ ได้แก่การลงทุนเพื่อการบริโภค การลงทุนทางธุรกิจ และการลงทุนทางการเงิน การลงทุน ย่อมมีความเสี่ยง ดังนั้นผู้ลงทุนจึงควรศึกษาข้อมูลเพื่อตัดสินใจลงทุนอย่างรอบคอบ ทั้งนี้ ผลตอบแทน จากการลงทุน มักอยู่ในรูปของดอกเบี้ย เงินปันผล
59 ใบงานที่ 2.1 ประกอบการเรียนเรื่อง การออมและการลงทุน ชื่อชิ้นงาน เด็กดีมีเงินออม ระดับชั้น ปวช. จุดประสงค์ 1. เพื่อให้ผู้เรียนวางแผนการออมและลงทุนได้ 2. เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจแนวทางการออมและการลงทุนได้ 3. เพื่อให้ผู้เรียนเห็นความสำคัญของการออมและการลงทุน ลักษณะของกิจกรรม 1. ให้นักเรียนเขียนแนวคิดเกี่ยวกับการออมเงินของนักเรียน 2. บันทึกลงในแบบฟอร์มที่กำหนด 3. ส่งตามกำหนดเวลา สื่อ/อุปกรณ์ - แบบฟอร์มโครงการ เด็กดีมีเงินออม การวัดและประเมินผล - ประเมินผลงานรายบุคคล
60 เกณฑ์การประเมิน รายการประเมิน ระดับคุณภาพ 4 3 2 1 กระบวนการคิด มีเหตุผล ใช้หลัก วิชาการ มีเหตุผล ใช้หลัก วิชาการเล็กน้อย มีเหตุผล แต่ไม่ เป็นไปตามหลัก วิชาการ ไม่มีเหตุผล ไม่มี หลักวิชาการ ความประณีต มีความตั้งใจใน การทำงานมี ระเบียบ เรียบร้อย ครบถ้วนสมบูรณ์ มีความตั้งใจใน การทำงาน แต่ยัง ไม่เป็นระเบียบ เรียบร้อย เท่าที่ควร ทำงานแบบไม่ ตั้งใจ ไม่ เรียบร้อย ตรงต่อเวลา ส่งงานทัน กำหนดเวลา ส่งงานเลย กำหนดเวลา เล็กน้อย ส่งงานล่าช้ามาก เกินกำหนดเวลา ระดับคุณภาพ คะแนน 9-10 หมายถึง ดีมาก คะแนน 9-10 หมายถึง คะแนน 9-10 หมายถึง คะแนน 9-10 หมายถึง
61 เด็กดีมีเงินออม โครงการออมเงินของ ............................................................................................................................. รายการ แนวทาง กำหนดเป้าหมายของการออมออม เงินเพื่ออะไร เก็บเงินออมเท่าไหร่ ระยะเวลาเท่าใด ………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………….. วางแผนการใช้จ่ายเงิน (1 เดือน) ตามลำดับ ความสำคัญ รายรับ …………………………………………………………………บาท หัก เงินออม……………………………………………………..……บาท เหลือเงินสำหรับใช้จ่าย.............................…………………บาท รายละเอียดรายจ่าย - ………………................................................. - ………………................................................. - ………………................................................. - ………………................................................. - ………………................................................. - ………………................................................. - ………………................................................. รวมรายจ่าย………………………………………………………..…บาท เงินคงเหลือ…………………………………………………..………บาท วางแผนเพิ่มรายได้ให้สูงขึ้น จากการออมเงินอย่างไร ………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………..
62 ใบงานที่ 2.2 ประกอบการเรียนเรื่อง การออมและการลงทุน ชื่อชิ้นงาน แนวทางการออมลงทุน ระดับชั้น ปวช. จุดประสงค์ 1. เพื่อให้ผู้เรียนบอกแนวทางการสร้างวินัยในการออมของตนเองได้ 2. เพื่อให้ผู้เรียนบอกผลตอบแทนที่ได้รับและความเสี่ยงที่เกิดจากการลงทุนได้ 3. เพื่อให้ผู้เรียนเห็นคุณค่าของการออมและการลงทุน ลักษณะของกิจกรรม 1. ให้นักเรียนเขียนแนวทางการลงทุนตามแบบฟอร์มที่กำหนด 2. ส่งงานตามกำหนดเวลา สื่อ/อุปกรณ์ - ใบงานที่ 2.2 การวัดและประเมินผล - ประเมินผลงานรายบุคคล เกณฑ์การประเมิน รายการประเมิน ระดับคุณภาพ 4 3 2 1 กระบวนการคิด มีเหตุผล ใช้หลัก วิชาการ มีเหตุผล ใช้หลัก วิชาการเล็กน้อย มีเหตุผล แต่ไม่ เป็นไปตามหลัก วิชาการ ไม่มีเหตุผล ไม่มี หลักวิชาการ ความประณีต มีความตั้งใจใน การทำงานมี ระเบียบ เรียบร้อย ครบถ้วนสมบูรณ์ มีความตั้งใจใน การทำงาน แต่ยัง ไม่เป็นระเบียบ เรียบร้อย เท่าที่ควร ทำงานแบบไม่ ตั้งใจ ไม่ เรียบร้อย ตรงต่อเวลา ส่งงานทัน กำหนดเวลา ส่งงานเลย กำหนดเวลา เล็กน้อย ส่งงานล่าช้ามาก เกินกำหนดเวลา
63 ระดับคุณภาพ คะแนน 9-10 หมายถึง ดีมาก คะแนน 9-10 หมายถึง คะแนน 9-10 หมายถึง คะแนน 9-10 หมายถึง
64 แนวทางการออมและลงทุน 1. แนวทางการสร้างวินัยในการออมของข้าพเจ้า ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ 2. แนวทางที่จะทำให้เงินออมเพิ่มขึ้น ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ 3. แนวทางการออมเงินของข้าพเจ้า ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ 4. แนวคิดการนำเงินออมไปลงทุนประกอบธุรกิจเพื่อหารายได้ระหว่างเรียน 4.1 จะนำเงินออมไปลงทุน ................................................................................................................................................................ ......................................................................................................................................... ....................... ................................................................................................................................................................ 4.2 เหตุผลที่เลือกลงทุนในธุรกิจนี้ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ 5. วางแผนการลงทุนประกอบธุรกิจของตนเอง ลักษณะของธุรกิจที่จะลงทุน เงินลงทุนที่ต้องใช้ เป้าหมายของการลงทุน
65 ใบมอบหมายงานที่ 2 ประกอบการเรียนเรื่อง การออมและการลงทุน ชื่อชิ้นงานสรุปความรู้ความคิด ระดับชั้น ปวช. จุดประสงค์ 1. เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการออม 2. เพื่อให้ผู้เรียนระบุหลักการออมและการลงทุนได้ ลักษณะของกิจกรรม 1. ให้นักเรียนสรุปความรู้ ความคิดที่ได้รับลงในแบบฟอร์มที่ครูกำหนดให้ 2. ส่งงานตามกำหนดเวลา สื่อ/อุปกรณ์ - แบบสรุปความรู้ความคิด การวัดและประเมินผล - ประเมินผลงานรายบุคคล เกณฑ์การประเมิน รายการประเมิน ระดับคุณภาพ 4 3 2 1 กระบวนการคิด มีเหตุผล ใช้หลัก วิชาการ มีเหตุผล ใช้หลัก วิชาการเล็กน้อย มีเหตุผล แต่ไม่ เป็นไปตามหลัก วิชาการ ไม่มีเหตุผล ไม่มี หลักวิชาการ ความประณีต มีความตั้งใจใน การทำงานมี ระเบียบ เรียบร้อย ครบถ้วนสมบูรณ์ มีความตั้งใจใน การทำงาน แต่ยัง ไม่เป็นระเบียบ เรียบร้อย เท่าที่ควร ทำงานแบบไม่ ตั้งใจ ไม่ เรียบร้อย ตรงต่อเวลา ส่งงานทัน กำหนดเวลา ส่งงานเลย กำหนดเวลา เล็กน้อย ส่งงานล่าช้ามาก เกินกำหนดเวลา
66 ระดับคุณภาพ คะแนน 9-10 หมายถึง ดีมาก คะแนน 9-10 หมายถึง คะแนน 9-10 หมายถึง คะแนน 9-10 หมายถึง
67 แบบสรุปความรู้ความคิด ความรู้ใหม่ที่ได้จากบทเรียน มีเงิน 100 บาท จะออมเท่าไหร่ เราออมเงินเพื่ออะไร เพราะอะไร การลงทุนที่ปลอดภัยที่สุด ยกตัวอย่าง ทางเลือกการลงทุน ……………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………… …………………………………………………… …………………………………………………… …………………………………………………… …………………………………………………… …………………………………………………… …………………………………………………… …………………………………………………… …………………………………………………… …………………………………………………… การออมและการลงทุน …………………………………………………… …………………………………………………… …………………………………………………… …………………………………………………… …………………………………………………… …………………………………………………… …………………………………………………… …………………………………………………… …………………………………………………… ……………………………………………………
68 แบบฝึกหัด หน่วยที่ 2 ตอนที่ 1 จงตอบคำถามต่อไปนี้ 1. จงอธิบายความหมายของการออม ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ 2. ถ้านักเรียนมีเงิน 50,000 บาท นักเรียนจะเลือกออมเงินแบบใด เพราะอะไร ................................................................................................................................................................ ......................................................................................................................................................... ....... ................................................................................................................................................................ 3. นักเรียนจะมีแนวทางสร้างนิสัยในการออมได้อย่างไร ................................................................................................................................................................ .................................................................................................................................... ............................ ................................................................................................................................................................ 4. เราควรเตรียมความพร้อมก่อนลงทุนอย่างไร ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ 5. จงแสดงความคิดเห็นจากบทกลอนต่อไปนี้ มีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท อย่าให้ขาดสิ่งของต้องประสงค์ มีน้อยใช้น้อยค่อยบรรจง อย่าจ่ายลงให้มากจะยากนาน ไม่ควรซื้อก็อย่าไปพิไรซื้อ ให้เป็นมื้อเป็นคราวทั้งคาวหวาน เมื่อพ่อแม่แก่เฒ่าชรากาล จงเลี้ยงท่านอย่าให้อดรันทดใจ ................................................................................................................................................................ .................................................................................................................................................. .............. ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ .......................................................................................................................................................... ......
69 ตอนที่ 2 จงทำเครื่องหมาย ✓ หน้าข้อที่คิดว่าถูก และทำเครื่องหมาย X หน้าข้อที่คิดว่าผิด ............. 1. ส่วนที่เหลือจากเงินรายได้-รายจ่าย เรียกว่า เงินออม ............. 2. บุคคลที่มีเป้าหมายในชีวิตเท่านั้นจึงจะเก็บออม ............. 3. เป้าหมายของการออม คือ การสร้างอนาคตที่มั่นคงให้แก่ตนเองและครอบครัว ............. 4. ผลตอบแทนที่ได้รับไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดที่ส่งผลให้บุคคลออมเงิน ............. 5. หลักการออมควรเริ่มจากการกำหนดเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ของการออม ............. 6. ผลตอบแทนที่ได้รับจากการออมจะอยู่ในรูปของดอกเบี้ยเท่านั้น ............. 7. อุปนิสัยในการออมสามารถสร้างให้เกิดขึ้นในบุคคลได้ ............. 8. การลงทุนย่อมมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการลงทุนนั้น ๆ ............. 9. การลงทุนซื้อบ้าน รถยนต์ ที่ดิน เป็นการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีตัวตน ............. 10. ความเสี่ยงที่เกิดจากอำนาจการซื้อของเงินลดลง เป็นความเสี่ยงอันเนื่องมาจากภาวะเงิน เฟ้อ ............. 11. ช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการลงทุนคือช่วงเวลาที่เรามีความพร้อมทางการเงิน ............. 12. เราควรเลือกลงทุนในสิ่งที่ให้อัตราผลตอบแทนกลับคืนมาสูงเท่านั้น โดยไม่จำเป็นต้อง พิจารณาส่วนอื่นประกอบ ............. 13. ในการลงทุนควรกู้ยืมเงินให้มากที่สุด เพราะช่วยให้มีเงินทุนมากสำหรับดำเนินกิจการ ............. 14. การประเมินสภาพแวดล้อมในการลงทุนนั้น ต้องประเมินทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและ การเมือง ............. 15. การลงทุนประกอบอาชีพ จัดเป็นการลงทุนทางการเงิน
70 แบบทดสอบหลังเรียน คำชี้แจง จงทำเครื่องหมาย X ลงบนตัวอักษรข้อที่คิดว่าถูกที่สุดเพียงคำตอบเดียว 1. ข้อใดหมายถึงการออม ก. เจี๊ยบขอเงินแม่ไปฝากธนาคาร ข. แจ๋วมีเงินเท่าไหร่เก็บออมหมด ค. จิบนำเงินฝากธนาคาร 5,000 บาท ง. จอยเก็บเงินหยอดกระปุกวันละ 5 บาท 2. แนวทางการออมเงินแบบใดที่ได้รับผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ย ก. การซื้อประกันชีวิต ข. การซื้อสลากออมสิน ค. การฝากเงินกับธนาคาร ง. การออมกับสหกรณ์ออมทรัพย์ 3. การออมเงินกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเหมาะสมกับใครมากที่สุด ก. นุ่นเป็นแม่บ้าน ทำหน้าที่ดูแลครอบครัว ข. นิดเป็นครูสอนวิทยาลัยอาชีวศึกษาแห่งหนึ่ง ค. น้ำเป็นพนักงานบริษัทผลิตอุปกรณ์รถยนต์ ง. น้อยเป็นนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ปีที่ 3 4. นักเรียนจะสร้างวินัยในการออมให้ตนเองได้อย่างไร ก. เลือกซื้อของที่ราคาต่ำ ข. ไม่ใช่จ่ายเงินซื้อของฟุ่มเฟือย ค. เดือนไหนมีเงินก็เก็บ ไม่มีก็ไม่เก็บ ง. เก็บเงินหยอดกระปุกทุกวันอย่างเคร่งครัด 5. ข้อใดส่งผลต่อการสร้างนิสัยในการออมมากที่สุด ก. การวางแผนอย่างมีขั้นตอน ข. การมีความรู้เกี่ยวกับการออม ค. การฝากเงินออมแบบมี ATM ง. แนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจ
71 6. นายเอจัดทำบัญชีครัวเรือนเพื่อนำมาปรับใช้และวางแผนดำเนินชีวิต การกระทำของนายเอ สอดคล้องกับข้อใดมากที่สุด ก. นายเอเป็นนักวางแผนที่มีวิสัยทัศน์ แลกรมการขนดกิจ ข. นายเอเป็นคนประหยัดและรอบคอบ ค. นายเอเห็นคุณค่าความสำคัญของการออม ง. นายเอเป็นผู้ที่ควบคุมรายจ่ายอย่างเคร่งครัด 7. สิ่งที่ควรพิจารณาในการเลือกลงทุนคือข้อใด ก. ชื่อเสียงของบริษัท ข. ความปลอดภัยของเงินทุน ค. ผลตอบแทนที่จะได้รับ ง. การเลือกแนวทางที่จะลงทุน 8. การลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงสัมพันธ์กับข้อใด ก. ภาษีสูง ข. ความเสี่ยงสูง ค. สภาพคล่องสูง ง. ความปลอดภัยสูง 9. สุวิทย์เลือกลงทุนโดยการซื้อกรมธรรม์ประกันชีวิต เขาจะได้รับผลตอบแทนในลักษณะใด ก. มีสิทธิ์ได้รับรางวัลจากการออม ข. ได้รับเงินปันผลเมื่อถึงกำหนดเวลา ค. ได้รับผลตอบแทนสูงกว่าการออมแบบอื่น ๆ ง. ได้รับความคุ้มครองตามประเภทของการออม 10.ข้อใดจัดเป็นการลงทุนทางการเงิน ก. การให้บริการซ่อมรถยนต์ ข. การซื้อที่ดินเพื่อที่อยู่อาศัย ค. การเปิดร้านอาหารเพื่อหวังกำไร ง. การเล่นหุ้นกับตลาดหลักทรัพย์
หน่วยที่ 3 ธุรกิจและการเป็นผู้ประกอบการ สาระสำคัญ ธุรกิจนับได้ว่ามีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตในปัจจุบัน และมีความจำเป็นต่อเศรษฐกิจและ การพัฒนาประเทศเป็นอย่างมาก เพราะจะช่วยให้เกิดการสร้างสรรค์งานนวัตกรรม และสร้าง อาชีพ ให้กับคนในชุมชน ในการประกอบธุรกิจผู้ประกอบการนับว่ามีความสำคัญต่อความสำเร็จ และความ ล้มเหลวของธุรกิจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการดำเนินธุรกิจในยุคที่สังคมเกิดการ เปลี่ยนแปลงไป อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ธุรกิจและผู้ประกอบการต้องเรียนรู้ไปพร้อม ๆ กับการปรับตัว ดังนั้นการสร้าง ความรู้ความเข้าใจในตนเองและธุรกิจจะช่วยให้สามารถนำพาธุรกิจไปสู่ความสำเร็จ ได้ในที่สุด เนื้อหาสาระ 1. ความหมายของธุรกิจ 2. ประเภทของธุรกิจ 3. รูปแบบการดำเนินธุรกิจ 4. แนวคิดการเป็นผู้ประกอบการ 5. คุณสมบัติของการเป็นผู้ประกอบการ 6. จริยธรรมผู้ประกอบการ จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม 1. อธิบายความหมายของธุรกิจได้ถูกต้อง 2. ยกตัวอย่างธุรกิจแต่ละประเภทได้ถูกต้อง 3. เลือกรูปแบบการดำเนินธุรกิจได้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่กำหนด 4. สรุปแนวคิดการเป็นผู้ประกอบการที่ดีได้ 5. บอกคุณสมบัติของผู้ประกอบการที่ดีได้ 6. บอกคุณค่าและความสำคัญของการเป็นผู้ประกอบการที่มีจริยธรรมได้ 7. มีเจตคติที่ดีในการเป็นผู้ประกอบการ
73 แบบทดสอบก่อนเรียน คำชี้แจง จงทำเครื่องหมาย X ลงบนตัวอักษรข้อที่คิดว่าถูกที่สุดเพียงคำตอบเดียว 1. ข้อใดหมายถึงธุรกิจ ก. สมชายขายซีดีเถื่อน ข. สมหญิงให้บริการรับกำจัดปลวก ค. สมใจนำกล้วยหลังบ้านที่กำลังสุกมาทำกล้วยบวชชีขาย ง. สมจิตรจำหน่ายขนมเพื่อนำรายได้ไปบริจาคให้เด็กผู้ยากไร้ 2. แดงเปิดร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น ทีวี ตู้เย็น พัดลม ธุรกิจของแดงจัดเป็นธุรกิจประเภทใด ก. การผลิต ข. บริการ ค. จัดจำหน่าย ง. ธุรกิจค้าส่ง 3. ร้านอาหารเพื่อสุขภาพ จัดเป็นธุรกิจประเภทใด ก. บริการ ข. การผลิต ค. จัดจำหน่าย ง. ธุรกิจค้าส่ง 4. นางสาวเอมีเงินจำนวนเพียงพอต่อการเปิดร้าน เธอมีความถนัดในการทำอาหารแต่ไม่มี ความรู้ ทางด้านการตลาด การเงิน/บัญชี นางสาวเอควรเลือกรูปแบบการประกอบธุรกิจแบบใด เพราะอะไร ก. บริษัท จำกัด ข. ธุรกิจเจ้าของคนเดียว ค. ห้างหุ้นส่วนจำกัด ง. ห้างหุ้นส่วนสามัญ 5. นวัตกรรมมีความสำคัญต่อผู้ประกอบการอย่างไร ก. ช่วยให้ผู้ประกอบการหนีไกลคู่แข่ง ข. ช่วยให้บริษัทมีกำไรมากยิ่งขึ้น ค. ช่วยให้พนักงานเกิดการตื่นตัวในการพัฒนา ง. ธุรกิจและผู้ประกอบการประสบความสำเร็จ 6. ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งมีจำนวน 500 หลังคาเรือน ทุกบ้านมีคอมพิวเตอร์ และคนในหมู่บ้าน รัก สุขภาพ มนตรีจบการศึกษาด้านคอมพิวเตอร์ แต่ชื่นชอบการทำอาหาร บ้านของมนตรี อยู่หน้าปาก ซอยหมู่บ้าน มนตรีควรเลือกทำธุรกิจในข้อใด ก. ร้านคลินิกคอมพิวเตอร์ ข. ร้านขายอาหารเพื่อสุขภาพ ค. ร้านขายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ง. ร้านอาหารและมีบริการ Wifi ฟรี
74 7. ข้อใดเป็นแนวคิดการเป็นผู้ประกอบการที่ดี ก. ผลิตสินค้าหลาย ๆ ชนิด ข. เรียนรู้และพัฒนาตนเองตลอดเวลา ค. เลียนแบบผลิตภัณฑ์เพื่อความสะดวก ง. เลือกลงทุนกับธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงเพื่อผลกำไร 8. อ้อย เรียนจบด้านคหกรรม และคิดจะเป็นผู้ประกอบการ ต้องการคำแนะนำในการเป็น ผู้ประกอบการ ถ้านักเรียนมีโอกาสให้คำแนะนำ จะแนะนำว่าอะไร ก. ควรเลือกธุรกิจออนไลน์ จะช่วยให้ขายสินค้าได้ง่าย ข. ควรเลือกทำในสิ่งที่ตนรัก ถนัด มีโอกาส สามารถทำกำไรได้ ค. ควรคิดให้ดีก่อนเพราะการเป็นผู้ประกอบการกับการเป็นลูกจ้างแตกต่างกัน ง. ควรศึกษาต่อในสาขาวิชาที่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน 9. ร้านเบเกอรี่ต้องปฏิบัติตนอย่างไรจึงจะได้ชื่อว่าเป็นผู้ผลิตที่มีจริยธรรม ก. ลดราคาให้ลูกค้าที่ซื้อเป็นประจำ ข. เลือกใช้แต่วัตถุดิบที่มีคุณภาพ ค. ใช้วัตถุดิบทดแทนเพื่อให้ราคาถูกลง ง. ประกาศให้ลูกค้ารู้ว่าส่วนผสมที่ใช้มีอะไรบ้าง 10.กาแฟ “สุดเพรียว” รับประทานเพียง 1 สัปดาห์ น้ำหนักลดลง 10 กิโลกรัม จากโฆษณาดังกล่าว ขัดกับจริยธรรมของผู้ประกอบการในข้อใด ก. จริยธรรมของผู้ประกอบการต่อคู่แข่ง ข. จริยธรรมของผู้ประกอบการต่อสังคม ค. จริยธรรมของผู้ประกอบการต่อลูกค้า ง. จริยธรรมของผู้ประกอบการต่อหน่วยงานราชการ
75 ความหมายของธุรกิจ ธุรกิจ (Business) เป็นการกระทำกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตสินค้า บริการที่มีการซื้อขายแลกเปลี่ยน จำหน่าย การกระจายสินค้า และการกระทำนั้น ๆ เพื่อหวังผลกำไร หรือรายได้เป็นการตอบแทนจากการลงทุนด้วยทรัพย์สิน แรงงาน และการกระทำนั้น มีความเสี่ยงต่อ การขาดทุนด้วย Boone and Kurtz (1990, p.4) กล่าวว่า ธุรกิจเป็นกิจกรรมในการแสวงหากำไร และ เป็น กิจกรรมในการผลิตสินค้าและบริการที่จำเป็นในระบบเศรษฐกิจธุรกิจนอกจากจะแสวงหา กำไรแล้ว ยังต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคมด้วยซึ่งแนวคิดในปัจจุบัน ธุรกิจต้องตอบสนองต่อ สิ่งต่าง ๆ ดังนี้ (ประภัสสร บุญมี, 2550 : 2) 1. สนองตอบความต้องการของผู้บริโภคทั้งสินค้าและบริการให้มากที่สุด 2. ต้องสามารถสร้างกำไรให้กับผู้ถือหุ้นหรือเจ้าของกิจการ 3. ต้องสร้างความมั่นคงให้แก่กิจการและให้ความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจกับพนักงาน 4. ต้องให้บริการและรับผิดชอบต่อชุมชนและสังคม 5. ต้องปฏิบัติตามกฎข้อบังคับของรัฐบาล 6. ต้องมีจริยธรรมในทางธุรกิจ ธุรกิจ (Business) คือ กิจกรรมที่ดำเนินการโดยบุคคลหรือกลุ่มบุคคลเพื่อให้เกิดรายได้ โดย มุ่งหวังกำไร ธุรกิจอาจเป็นการผลิตสินค้าเพื่อจำหน่าย การให้บริการ หรือการซื้อสินค้ามาเพื่อ ขายต่อ ก็ได้ ในอีกแง่มุมหนึ่ง ธุรกิจ หมายถึง การสร้างมูลค่าเพิ่ม คือ เป็นการทำกิจกรรมที่ก่อให้เกิด มูลค่าเพิ่ม แล้วทำกำไรจากมูลค่าเพิ่มนั้น ๆ เช่น การนำผ้า ราคา 75 บาท มาตัดเป็นเสื้อ 1 ตัว ซึ่งมี มูลค่า 250 บาท นั่นคือ ทำให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้นถึง 175 บาท และหลังจากหักค่าใช้จ่ายอื่น แล้ว ทำให้ เหลือเป็นกำไร 125 บาท ผ้า ราคา 75 บาท ผลิตเสื้อสำเร็จรูป = 250 บาท มูลค่าเพิ่ม 175 บาท หัก ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ 50 บาท = มีกำไร 125 บาท ภาพที่ 3.1 ธุรกิจในแง่การสร้างมูลค่าเพิ่ม
76 จากความหมายของธุรกิจจะเห็นได้ว่า ธุรกิจเป็นกระบวนการทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจ อย่าง ต่อเนื่องของมนุษย์ที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายแลกเปลี่ยน การผลิต/การบริการ จัดจำหน่าย โดย เจ้าของกิจการยอมรับความเสี่ยงเพื่อหวังผลกำไร และนอกจากหวังผลกำไรแล้วยังต้องมีความ รับผิดชอบต่อสังคมด้วย ส่วนในอีกแง่มุมหนึ่งธุรกิจยังหมายถึงการสร้างมูลค่าเพิ่มแล้ว ทำกำไรจาก มูลค่าเพิ่มนั้น ๆ ธุรกิจจึงประกอบด้วยภาระหน้าที่งานทางธุรกิจ ซึ่งมักถูกใช้เพื่อ แบ่งความรับผิดชอบ ภายใต้ภาระงาน โดยโครงสร้างขององค์การ (Organization Structure) ของธุรกิจจะกำหนดหน้าที่ ของงานแต่ละงานซึ่งมีขอบเขตที่ชัดเจน หน้าที่งานทางธุรกิจหลัก ๆ ได้แก่ หน้าที่ด้านก ด้านการตลาด การผลิต การบริหารจัดการ การเงินและบัญชี ซึ่งแต่ละหน้าที่ ก็จะมีกิจกรรมที่ต้องปฏิบัติอย่างชัดเจน ตารางที่ 3.1 แสดงภาระหน้าที่ของงานทางธุรกิจ หน้าที่ ภาระงานเกี่ยวกับ การผลิต - การผลิต/การดำเนินงาน ข้อมูลสินค้าคงคลัง ข้อมูลจากผู้ขายวัตถุดิบ ข้อมูลแรงงานและบุคลากร การตลาด - หน้าที่ในการแลกเปลี่ยน การกระจายสินค้า การอำนวยความสะดวก การกำหนดลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย กลยุทธ์การตลาด ผลิตภัณฑ์ ราคา ช่อง ทางการจำหน่าย การส่งเสริมการตลาด การเงินและบัญชี - การรับเงินและการเบิกจ่ายเงิน การบันทึกบัญชีและทะเบียนคุม รายจ่ายการรายงานผลการเบิก-จ่ายเงินการตรวจสอบทางระบบบัญชี ตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารการเบิก การบริหารจัดการ - โครงสร้างการบังคับบัญชา หน้าที่ความรับผิดชอบของบุคลากร การ จ้าง บุคลากรใหม่ การประเมินความสามารถของบุคลากร หน้าที่ทางธุรกิจนั้นเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบธุรกิจจำเป็นต้องศึกษา ทำความเข้าใจ ทั้งนี้เพราะ หน้าที่ทางธุรกิจนั้นมีหลายหน้าที่ ซึ่งหน้าที่ทางธุรกิจจะซับซ้อนมากน้อยแค่ไหนนั้นขึ้นอยู่กับประเภท และขนาดของธุรกิจที่จะดำเนินการ การศึกษาธุรกิจให้รู้ลึก รู้จริง จะช่วยลดข้อผิดพลาดที่อาจ เกิดขึ้น ก่อนการประกอบธุรกิจจริงได้เป็นอย่างดี
77 ประเภทของธุรกิจ การแบ่งประเภทของธุรกิจนั้นแบ่งได้หลายประเภท โดยทั่วไปธุรกิจแบ่งได้ ดังนี้ 1. ธุรกิจการผลิต (Manufacturing Industry) คือ ธุรกิจที่ดำเนินการแปรรูปวัตถุดิบให้ เป็น สินค้าสำเร็จรูปหรือบริการ เช่น ร้านทำเฟอร์นิเจอร์ ร้านทำกรอบรูป ร้านอาหาร ฯลฯ รายได้หลัก ของธุรกิจประเภทนี้ได้จากการขายสินค้า ส่วนค่าใช้จ่าย คือ ต้นทุนในการซื้อวัตถุดิบ ค่าจ้าง พนักงาน ค่าใช้จ่ายในกระบวนการผลิต 2. ธุรกิจบริการ (Service Business) หมายถึง ธุรกิจที่ตั้งขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวก ตอบสนองความพึงพอใจของผู้บริโภคในด้านต่าง ๆ ด้วยบริการที่ไม่มีตัวตนทางกายภาพ เช่น ร้าน เสริมสวย สปา ร้านซ่อมมอเตอร์ไซค์ ฯลฯ ธุรกิจบริการเป็นธุรกิจที่ต้องอาศัยแรงงานและ ฝีมือเฉพาะ อาชีพ ที่สามารถเปลี่ยนตนเองมาเป็นเจ้าของธุรกิจได้ตรงกับความถนัดและ ความชำนาญรายได้หลัก ของธุรกิจประเภทนี้มาจากค่าธรรมเนียม ค่าบริการ ส่วนรายจ่ายหลักคือ เงินเดือนพนักงาน ค่าวัสดุ สิ้นเปลือง ค่าเช่า ค่าสาธารณูปโภคอื่น ๆ 3. ธุรกิจจัดจำหน่าย (Distribution Industry) เป็นธุรกิจที่นำสินค้า หรือบริการ ไปแลกเป็น เงิน ซึ่งผู้ขายอาจไม่ได้เป็นเจ้าของสินค้าหรือบริการนั้นโดยตรงก็ได้ มักเป็นธุรกิจที่ ทำหน้าที่ของคน กลางที่อยู่ในช่องทางจำหน่ายทั้งที่เป็นการค้าส่งและการค้าปลีก เช่น ร้าน ขายของชำ Lotus Big C ร้านขายเสื้อผ้าสำเร็จรูป ฯลฯ รายได้หลักของธุรกิจประเภทนี้คือ รายได้ จากการจำหน่ายสินค้า ส่วน ค่าใช้จ่ายหลักแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ต้นทุนสินค้าขาย และค่าใช้จ่าย ในการขายและบริหาร การประกอบธุรกิจแต่ละประเภทนั้นมีความแตกต่างกัน แต่ทุกธุรกิจก็จะมีความเกี่ยวข้อง พึ่งพาอาศัยกัน เป็นเครือข่ายซึ่งกันและกันอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เพื่อให้ธุรกิจสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ ตามเป้าหมายที่ต้องการได้อย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง ตัวอย่างความเกี่ยวข้องพึ่งพาอาศัย ซึ่งกันและ กันนั้น ได้แก่ การที่ธุรกิจเมื่อผลิตสินค้ามาแล้วจำเป็นต้องอาศัยธุรกิจบริการเพื่อประโยชน์ ในการ ขนส่งสินค้าไปยังตัวแทนจำหน่าย ในขณะเดียวกันตัวแทนจำหน่ายเองก็ต้องไปรับสินค้า ที่ผลิตเพื่อมา จัดจำหน่ายให้กับผู้บริโภค โดยอาศัยธุรกิจบริการขนส่งสินค้า ซึ่งจะต้องเกี่ยวข้องกัน อยู่ตลอดเวลา ดังภาพที่ 3.2 ธุรกิจการผลิต ธุรกิจการบริการ ธุรกิจจัดจำหน่าย ภาพที่ 3.2 แสดงความเกี่ยวข้องกันของธุรกิจ
78 รูปแบบการประกอบธุรกิจ รูปแบบในการประกอบธุรกิจนั้นมีหลายรูปแบบให้เลือกเพื่อให้เกิดความสอดคล้องเหมาะสม กับกิจการและวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายของการประกอบธุรกิจรวมถึงเงินทุน รูปแบบของธุรกิจนั้น จะเกี่ยวข้องกับภาษีและกฎหมายที่กำหนด ดังนั้นก่อนตัดสินใจประกอบธุรกิจ จึงควรพิจารณา ลักษณะของรูปแบบแต่ละรูปแบบให้เข้าใจก่อนจัดตั้ง ดังนี้ 1. กิจการเจ้าของคนเดียว กิจการเจ้าของคนเดียว (Sole Proprietorship) เป็นกิจการที่มีบุคคลคนเดียวเป็นเจ้าของ ซึ่ง เป็นผู้ลงทุนและรับความเสี่ยงรวมทั้งผลประโยชน์ที่ได้แต่เพียงผู้เดียว กิจการเจ้าของคนเดียว มักเป็น กิจการส่วนตัวที่มีเงินทุนดำเนินการไม่มาก การบริหารงานเรียบง่ายเน้นความสัมพันธ์ ระหว่างเจ้าของ กับลูกค้าเป็นสำคัญ ตารางที่ 3.2 ข้อดี-ข้อเสียของธุรกิจเจ้าของคนเดียว ข้อดีของกิจการเจ้าของคนเดียว ข้อเสียของกิจการเจ้าของคนเดียว 1. การจัดตั้งทำได้ง่าย เหมาะกับกิจการขนาดเล็ก 2. กำไรเป็นของเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว 3. มีความอิสระในการบริหารงาน และ มีความ คล่องตัวในการดำเนินงาน 4. มีข้อบังคับทางกฎหมายน้อย 5. การเลิกกิจการทำได้ง่าย 6. ค่าใช้จ่ายด้านการบริหารต่ำ 1. รับผิดชอบในหนี้สินไม่จำกัด 2. การเพิ่มทุนทำได้ยาก 3. ใช้ความคิด ตัดสินปัญหาธุรกิจเพียงคนเดียว อาจมีข้อผิดพลาดง่าย 4. อายุของกิจการขึ้นอยู่กับเจ้าของกิจการ 5. เจ้าของกิจการมักมีความรู้เฉพาะด้าน 6. ความเสียเปรียบทางด้านภาษีอากร 2. ห้างหุ้นส่วน ห้างหุ้นส่วน (Partnership) เป็นการประกอบธุรกิจที่มีบุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปมาลงทุน ร่วมกันเพื่อกระทำกิจกรรมและแบ่งเงินปันผล และรับผิดชอบร่วมกันตามส่วนของเงินลงทุนหรือ ตามที่ตกลงกัน แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ 2.1 ห้างหุ้นส่วนสามัญ (Ordinary or General Partnership) คือ ห้างหุ้นส่วน ประเภท ที่ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนต้องรับผิดชอบในหนี้สินของกิจการไม่จำกัดจำนวนห้างหุ้นส่วนประเภท นี้ กฎหมายบัญญัติไว้ว่าจะจดทะเบียนหรือไม่ก็ได้ ถ้าจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล เรียกว่า “ห้างหุ้นส่วน สามัญนิติบุคคล” 2.2 ห้างหุ้นส่วนจำกัด (Limited Partnership) คือ ห้างหุ้นส่วนที่ต้องจดทะเบียน เป็นนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีหุ้นส่วน 2 ประเภท คือ
79 2.2.1 หุ้นส่วนประเภทที่จำกัดความรับผิดชอบ จะรับผิดชอบเพียงไม่เกิน วงเงิน ที่ตนนำมาลงทุนในกิจการของห้างเท่านั้น ดังนั้นคุณสมบัติของหุ้นส่วนประเภทนี้จึงไม่ได้เป็น สาระสำคัญ 2.2.2 หุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดชอบ หุ้นส่วนจะต้องรับผิดชอบ ในหนี้สิน ของห้างโดยไม่จำกัดจำนวน คุณสมบัติของหุ้นส่วนประเภทนี้เป็นสาระสำคัญ เพราะหุ้นส่วน ประเภทนี้จะมีสิทธิ์ในการบริหารกิจการของห้าง และมีสิทธิ์ได้รับผลตอบแทนมากกว่า ตารางที่ 3.3 ข้อดี-ข้อเสียของห้างหุ้นส่วน ข้อดีของห้างหุ้นส่วน ข้อเสียของห้างหุ้นส่วน 1. สามารถระดมเงินทุนได้มากกว่าเจ้าของคนเดียว 1. ขาดอิสระในด้านการตัดสินใจ เพราะต้อง ฟังความเห็นของหุ้นส่วนคนอื่น ๆ ด้วย 2. เป็นแหล่งรวมความรู้ ความสามารถ และ ประสบการณ์ของผู้เชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ มาช่วย บริหารงาน 2. อาจเกิดปัญหาของความไม่ซื่อสัตย์ของ หุ้นส่วนที่เข้าไปดำเนินการ 3. การจัดตั้งไม่ยุ่งยาก จะจดทะเบียนก็ได้ หรือ ไม่ จดทะเบียนก็ได้ 3. หุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดชอบ เกิดความเสี่ยง ทำให้ไม่กล้าขยายกิจการ 4. หุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดชอบจะ ทำงานอย่างเต็มที่ เสมือนเป็นกิจการของตนเอง 4. อายุของห้างขึ้นอยู่กับชีวิตของหุ้นส่วน ถ้า หุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดชอบ คน ใดคนหนึ่งเสียชีวิต ล้มละลาย หรือขายหุ้น ห้างต้องล้มเลิก 5. เลิกกิจการได้ง่าย 5. การโอนหุ้นทำได้ยาก เพราะหุ้นส่วนจะ โอนหุ้นให้บุคคลภายนอกไม่ได้ 3. บริษัท จำกัด บริษัท จำกัด (Limited Company) เป็นนิติบุคคลที่ก่อตั้งขึ้นตามบัญญัติมาตรา 1096 แห่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เพื่อวัตถุประสงค์ในการแสวงหาผลกำไรจากการดำเนินงาน โดย แบ่งทุนออกเป็นหุ้นมีมูลค่าหุ้นละเท่า ๆ กัน ผู้ถือหุ้นทุกคนรับผิดชอบจำกัดเพียงไม่เกินจำนวน เงินที่ ตนยังใช้ไม่ครบมูลค่าหุ้นที่ตนถือเท่านั้น บริษัทจำกัดมีลักษณะสำคัญ ๆ ดังนี้ 3.1 ต้องมีผู้ก่อการ จำนวนไม่น้อยกว่า 3 คน มีผู้ถือหุ้นตั้งแต่ 1 คน แต่ไม่เกิน 100 คน 3.2 แบ่งทุนออกเป็นหุ้น หุ้นละเท่า ๆ กัน มูลค่าหุ้นไม่ต่ำกว่า 5 บาท 3.3 การแบ่งกำไรบริษัทจำกัดแบ่งกำไรตามสัดส่วนหุ้นที่ถือ
80 3.4 ผู้ถือหุ้นจะขายหุ้น หรือโอนให้ใครก็ได้ 3.5 แบ่งหุ้นเป็น 2 ชนิด ได้แก่ 3.5.1 หุ้นสามัญ (Common Stock) คือ หุ้นที่มีสิทธิ์ออกเสียงในการ ดำเนินงานของบริษัท เงินปันผลจะขึ้นอยู่กับกำไร ถ้าล้มละลายจะได้คืนทุนหลังผู้อื่น 3.5.2 หุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock) คือ หุ้นที่ไม่มีสิทธิ์ออกเสียงในการ ดำเนินกิจการ และได้รับเงินปันผลในอัตราตามที่ระบุไว้ในหุ้นแต่จะได้รับการคืนทุนก่อนหุ้นสามัญ ตารางที่ 3.4 ข้อดี-ข้อเสียของบริษัทจำกัด ข้อดีของบริษัทจำกัด ข้อเสียของบริษัทจำกัด 1. ผู้ถือหุ้นรับผิดชอบในหนี้สินของบริษัทจำกัด เฉพาะที่ยังส่งไม่ครบ 1. การจัดตั้งมีความยุ่งยาก และหน่วยงานของ รัฐเข้ามาดูแลเข้มงวด 2. อายุการดำเนินกิจการไม่ได้ขึ้นอยู่กับผู้ถือหุ้น 2. เสียค่าใช้จ่ายในการบริหารสูง เพราะต้องจ้าง ผู้ตรวจสอบบัญชี 3. ขยายกิจการได้ง่ายด้วยการออกหุ้นใหม่ตาม มติที่ประชุมผู้ถือหุ้น 3. เก็บความลับเกี่ยวกับการดำเนินงานได้ยาก 4. สามารถโอนหรือขายหุ้นของตนให้แก่ผู้อื่นได้ 4. ขาดความภักดี เนื่องจากฝ่ายบริหารไม่ จำเป็นต้องเป็นผู้ถือหุ้นหรือเจ้าของบริษัท 5. สามารถหาผู้มีความรู้ความสามารถมาบริหาร งานของบริษัทได้โดยไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของ 5. เสียภาษีซ้ำซ้อน เนื่องจากบริษัทต้องจ่ายภาษี จากผลกำไรถึง 2 ครั้ง คือ จากผลกำไรสุทธิและ ผลตอบแทนจากการถือหุ้น 6. การจัดตั้งรูปแบบบริษัทมีความน่าเชื่อถือ มากกว่ากิจการเจ้าของคนเดียว หรือห้าง หุ้นส่วน ตารางที่ 3.5 สรุปลักษณะของธุรกิจแต่ละรูปแบบ ลำดับที่ รูปแบบ ลักษณะ 1 ธุรกิจเจ้าของคนเดียว บุคคลทั่วไปที่มีชีวิตอยู่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์(มาตรา 15) 2 ห้างหุ้นส่วนสามัญ ที่ไม่ จดทะเบียน นิติบุคคล บุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ตกลงเข้ากันเพื่อการทำกิจการ ร่วมกัน โดยมีวัตถุประสงค์แบ่งปันกำไรที่ได้จากกิจการที่ทำ (หน่วยภาษีตามมาตรา 56 แห่งประมวลรัษฎากร)
81 ลำดับที่ รูปแบบ ลักษณะ ห้างหุ้นส่วนสามัญที่จด ทะเบียน นิติบุคคล บุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป มาลงทุนและเป็นเจ้าของกิจการ ร่วมกัน โดยหุ้นส่วนทุกคนไม่จำกัดความรับผิดและต้องจด ทะเบียน เป็นนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ ห้างหุ้นส่วนจำกัด บุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป มาลงทุนและเป็นเจ้าของกิจการ ร่วมกัน หุ้นส่วนมีทั้งที่จำกัดความรับผิดและไม่จำกัดความ รับผิด และต้อง จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 3 บริษัทจำกัด บุคคลตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป มาลงทุนและเป็นเจ้าของกิจการ ผู้ ถือหุ้น รับผิดในหนี้ต่าง ๆ ไม่เกินจำนวนเงินที่ผู้ถือหุ้นแต่ละ คนลงทุนและ ต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะของธุรกิจแต่ละรูปแบบนั้นมีทั้งข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันไป ดังนั้นผู้ประกอบการ จึงต้องพิจารณาเลือกรูปแบบการประกอบธุรกิจให้มีความสอดคล้องเหมาะสมกับธุรกิจของตน การ เลือกรูปแบบใดนั้นขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละกิจการซึ่งแตกต่างกันไป ปัจจัยที่ผู้ประกอบการ ควรใช้ ในการพิจารณาตัดสินใจเลือกรูปแบบการประกอบธุรกิจมีดังนี้ 1. พิจารณาความยุ่งยากในการจัดตั้งและผลการจัดตั้งธุรกิจ 2. จำนวนเงินทุนที่ต้องระดมมาในการประกอบการ เช่น ถ้ากิจการต้องใช้เงินทุนมากก็ต้อง จัดตั้งองค์กรในรูปบริษัทจำกัด หรือห้างหุ้นส่วนก็ได้ 3. ความรู้ความสามารถและประสบการณ์ของตนเอง ถ้ามีความรู้เพียงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง อาจจะต้องหาผู้ร่วมกิจการ ดังนั้นอาจตั้งกิจการในรูปห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือบริษัทจำกัด 4. ความสามารถในการบริหารและการควบคุมกิจการ ต้องพิจารณาว่าเราจะสามารถ บริหารงานและควบคุมกิจการแต่ละรูปแบบได้มากน้อยเพียงไร 5. พิจารณาสภาพของธุรกิจโดยทั่วไป เช่น ระยะเวลาประกอบธุรกิจนานเพียงใด สามารถ สร้างความน่าเชื่อถือให้องค์กรธุรกิจที่เกี่ยวข้องได้หรือไม่ ขยายกิจการได้หรือไม่ 6. พิจารณาความรับผิดในบรรดาหนี้สินอันอาจเกิดจากการประกอบการ เช่น ห้างหุ้นส่วน รับผิดชอบในหนี้สินของห้างอย่างไม่จำกัดจำนวน กิจการเจ้าของคนเดียวมีความเสี่ยงสูง บริษัท จำกัด หรือบริษัทมหาชน รับผิดชอบจำกัด เฉพาะมูลค่าหุ้นที่ลงทุน
82 7. พิจารณาระยะเวลาและความต่อเนื่องในการประกอบกิจการ ว่าต้องการประกอบธุรกิจ เพียงระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง หรือนาน ๆ ที 8. วิธีการแบ่งปันผลกำไรจากการประกอบการ ถ้าเป็นบริษัทการแบ่งปันผลกำไรมีข้อจำกัด ทางกฎหมายบางประการที่จะต้องตั้งทุนสำรองไว้ตามกฎหมาย 9. พิจารณาถึงความสามารถในการขยายรูปแบบองค์กรธุรกิจในอนาคต 10. พิจารณาถึงภาระภาษีขององค์กรธุรกิจแต่ละแบบ ปัจจัยการเลือกรูปแบบการประกอบธุรกิจนั้น ผู้ประกอบการจะต้องพิจารณาในแง่มุมต่าง ๆ เพื่อให้มีความสอดคล้องเหมาะสมกับธุรกิจที่เลือกดำเนินการ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ผู้ประกอบการใหม่ ควรต้องศึกษา ทำความเข้าใจ และพิจารณาก่อนตัดสินใจ ทั้งนี้เพราะการเลือกรูปแบบ การดำเนินงาน นั้นย่อมเกี่ยวข้องกับกฎระเบียบต่าง ๆ และข้อจำกัดมากมาย ซึ่งผู้ประกอบการ จำเป็นต้องดำเนิน ธุรกิจอย่างไม่ผิดกฎหมาย และเมื่อเลือกรูปแบบการประกอบธุรกิจได้แล้ว ธุรกิจ แต่ละรูปแบบต้องจด ทะเบียนจัดตั้งกิจการ ซึ่งในการจดทะเบียนจัดตั้งกิจการนั้นผู้ประกอบการสามารถศึกษารายละเอียด เกี่ยวกับกฎหมายการจัดตั้งกิจการได้ในหน่วยการเรียนต่อไป หรือ จากหนังสือกฎหมายธุรกิจ และ เว็บไซต์ของกรมสรรพากร http://www.rd.go.th ที่อำนวยความสะดวกในการให้ความรู้ บริการ ติดต่อสอบถาม แนวคิดการเป็นผู้ประกอบการ 1. ความหมายของผู้ประกอบการ คำว่า “ผู้ประกอบการ” (entrepreneur) มาจากภาษาฝรั่งเศส จากคำว่า “entreprendre หมายถึง การเข้ารับผิดชอบ ดังนั้นความหมายของผู้ประกอบการจึงหมายถึง บุคคลผู้ทำหน้าที่ รับผิดชอบในการจัดตั้งองค์กรธุรกิจ การจัดการดำเนินงาน และรับผิดชอบ ยินดียอมรับความเสี่ยง ใน การดำเนินธุรกิจ มีนักวิชาการหลายท่านได้ให้ความหมายของผู้ประกอบการไว้คล้ายคลึงกัน สรุปได้ ดังนี้ ผู้ประกอบการ หมายถึง บุคคลที่ก่อตั้งองค์กรเป็นเจ้าของหรือหุ้นส่วนและดำเนินการ โดย ยอมรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในการดำเนินกิจการมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในธุรกิจ พร้อมทั้ง เป็นผู้ แบกรับความเสี่ยงจากการประกอบธุรกิจเพื่อผลกำไรและความพอใจ ปัจจุบันความหมายของผู้ประกอบการได้ขยายความกว้างขึ้นว่า ผู้ประกอบการ และสามารถ ฉกฉวยโอกาสเป็นผู้ริเริ่ม บุกเบิก หรือนักพัฒนา เป็นผู้รับรู้มองเห็นโอกาสที่เกิดขึ้น ที่เกิดขึ้นนั้นมา เปลี่ยนแปลงโดยผ่านกระบวนการให้กลายเป็นความคิดเชิงธุรกิจที่ สามารถสร้างสรรค์ให้เกิดสิ่งใหม่ นำออกขายได้และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ โดยใช้เวลาความพยายาม เงินทุน หรือทักษะ ดำเนินงาน
83 นำความคิดนั้นสู่การปฏิบัติ เพื่อมุ่งหวังผลกำไร เป็นสิ่งตอบแทนจากการใช้ความพยายามนั้น โดย ยอมรับความเสี่ยงจากการดำเนินการในตลาด ที่มีการแข่งขัน (พิบูล ทีปะปาล, 2552 : 2) สรุปได้ว่า ผู้ประกอบการ คือ บุคคลที่จัดตั้งองค์กรธุรกิจ ที่มองเห็นโอกาสทางธุรกิจ และ ยอมรับความเสี่ยง เพื่อหวังผลกำไรจากการดำเนินธุรกิจ โดยนำเอาประโยชน์จากโอกาส หรือความคิด รวมทั้งเสาะแสวงหาโอกาสในการดำเนินธุรกิจและพยายามอย่างเต็มที่เพื่อ ไปสู่ความสำเร็จ 2. แรงดลใจที่ทำให้บุคคลหันมาประกอบธุรกิจ แรงดลใจหรือเหตุผลต่าง ๆ ที่ทำให้บุคคลหันมาประกอบธุรกิจ เป็นเจ้าของกิจการ หรือ เป็น ผู้ประกอบการ มักมาจากแรงดลใจหรือเหตุผล ดังนี้ 2.1 กำไรและความมั่นคง การเป็นผู้ประกอบการจะทำให้ได้รับกำไร ผลตอบแทน จากการประกอบการอย่างเต็มที่ ซึ่งสร้างความมั่นคงให้กับครอบครัว 2.2 ความพอใจส่วนบุคคล การมีโอกาสได้เลือกทำในสิ่งที่ตนเองชอบ มีความถนัด หรือ ความสนใจ จะทำให้ทำงานอย่างมีความสุข โดยเฉพาะงานที่ท้าทายความสามารถ ไม่น่าเบื่อ 2.3 ความเป็นอิสระและอำนาจการประกอบธุรกิจของตนเองทำให้ได้เป็นนายของ ตนเอง ไม่ต้องอยู่ภายใต้บังคับบัญชาของใคร มีอิสระและอำนาจในการตัดสินใจอย่างเต็มที่ 2.4 สถานภาพทางสังคม ผู้ประกอบการมักจะได้รับการยอมรับจากสังคมมากกว่า การเป็นลูกจ้าง ซึ่งก่อให้เกิดความนับถือและเกิดความภาคภูมิใจในตนเอง 2.5 ความเกี่ยวข้องกับครอบครัว การประกอบธุรกิจมักเริ่มต้นจากครอบครัว โดยเฉพาะ ครอบครัวที่ดำเนินธุรกิจอยู่แล้ว มักให้ลูกหลานสืบทอดกิจการต่อเพื่อความมั่นคงสืบไป 3. ความเสี่ยง/อุปสรรคของผู้ประกอบการ ความเสี่ยง (Risks) เป็นโอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ หรือสิ่งที่ไม่คาดคิด หรือ ไม่ต้องการ ให้เกิดขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อกิจการในเชิงลบ ความเสี่ยงต่าง ๆ เหล่านั้นได้แก่ 3.1 ความเสี่ยงต่อธุรกิจ เป็นความเสี่ยงที่อาจเกิดจากการบริหารจัดการที่ล้มเหลว หรือ จากระบบเศรษฐกิจโดยรวม เช่น อัตราดอกเบี้ยสูง การแข่งขัน สังคม วัฒนธรรม ฯลฯ 3.2 ความเสี่ยงต่อทรัพย์สิน ได้แก่ ความเสี่ยงที่เกิดจากไฟไหม้ น้ำท่วม แผ่นดินไหว ฯลฯ รวมถึงความเสี่ยงจากการถูกลักขโมยทรัพย์สิน การฉ้อโกง 3.3 ความเสี่ยงจากบุคลากร เช่น ความเสี่ยงต่อการทุจริต ความไม่ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ ของลูกจ้าง รวมถึงความเสี่ยงที่ลูกจ้างเก่าที่มีประสบการณ์แล้วแยกตัวออกไปดำเนินธุรกิจแข่ง 3.4 ความเสี่ยงจากลูกค้า ถ้าพิจารณาในแง่ของการคุ้มครองผู้บริโภค ความเสี่ยงที่ อาจเกิดจากลูกค้า ได้แก่ ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับลูกค้า ส่งผลให้ถูกร้องเรียนชดใช้ฟ้องร้อง เป็นต้น 4. การสร้างและหาไอเดียที่เหมาะสมกับผู้ประกอบการ การสร้างและหาไอเดียธุรกิจที่เหมาะ กับผู้ประกอบการเป็นสิ่งจำเป็นเพราะการหาไอเดีย ธุรกิจที่เหมาะสมกับตนเองจะช่วยให้
84 ผู้ประกอบการสามารถดำเนินธุรกิจได้ประสบความสำเร็จ การสร้างและหาไอเดียธุรกิจนั้น ไม่ จำเป็นต้องเป็นความคิดที่ใหญ่ แต่เป็นความคิดที่ชอบ และ ต้องเป็นความคิดที่ใช่ ที่สามารถทำเป็น ธุรกิจเพื่อสร้างผลตอบแทนเป็นรายได้ นอกจากนี้ต้อง เหมาะกับระยะเวลา เงินทุน และความสามารถ ของผู้ประกอบการด้วย อีกทั้งต้องมองเห็น ความต้องการของตลาดและมองเห็นลูกค้าชัดเจน รวมทั้งมี สินค้าที่มีความแตกต่างจากที่มีอยู่ ในตลาด เลียนแบบยาก การสร้างและหาไอเดียธุรกิจอาจเกิดจาก สถานการณ์ต่าง ๆ ดังนี้ (กรมพัฒนาธุรกิจการค้า, 2558, ออนไลน์) 4.1 ชีวิตประจำวันที่เราพบเห็นอยู่ทุกวัน ชีวิตประจำวันที่เราพบเห็นอยู่ทุกวัน เชื่อว่าทุกคนต้องมีความรู้สึกถึงสิ่งรอบตัวในแต่ ละวัน แต่ละสถานที่ ที่ไม่สามารถตอบสนองความต้องการหรือไม่สามารถแก้ปัญหา หรือ อำนวยความ สะดวกได้เท่าที่คิด เช่น หน้าปากซอยไม่มีน้ำเต้าหู้ขาย ในซอยนี้มีคนอยู่จำนวนมาก และปัจจุบันคน ดูแลสุขภาพ ดังนั้นน้ำเต้าหู้น่าจะขายได้ในหมู่บ้านนี้ จากปัญหาที่พบจะนำไปสู่ ความคิดที่จะ ตอบสนองความต้องการของตนเองและอีกหลายคน ซึ่งต้องมากพอสำหรับ การสร้างเป็นธุรกิจ เช่น พัฒนาการบริการ รับซ่อมรถ-ล้างรถถึงบ้าน การบริการส่งผักสด/ผลไม้ เป็นประจำที่บ้าน เปิดคลินิก คอมพิวเตอร์ ฯลฯ 4.2 สิ่งที่เรารัก ถนัด เก่ง จุดเด่น ลองสำรวจตนเอง และเรียบเรียงจากประสบการณ์ที่ผ่านมาว่า สิ่งที่เราชอบอย่าง แท้จริงคืออะไร เรามีความถนัดความสามารถอะไรเพื่อเป็นแนวทางในการสร้างไอเดียการทำในสิ่งที่ เรารักและถนัด จะทำให้มีความสุขกับการทำงาน และมีความสนใจอยากแสวงหา ความรู้ใหม่ ๆ มา พัฒนาอยู่เสมอ เช่น ชอบเย็บปักถักร้อย เปิดร้านขายอุปกรณ์และสอนเย็บปัก ถักร้อย หรืออาจเริ่มต้น ธุรกิจจากงานที่ตนเองทำอยู่แล้ว หรือต่อยอดธุรกิจของครอบครัว ฯลฯ ภาพที่ 3.3 ตัวอย่างความถนัดทางด้านการเย็บปักถักร้อย ที่มา: https://th.pinkoi.com/product/YSCHdtJs
85 4.3 ดัดแปลงธุรกิจที่เคยพบเห็นของเดิมนำมาปรับใหม่หรือเป็นนวัตกรรมใหม่ ผู้ประกอบการสามารถนำนวัตกรรมมาสร้างโอกาสและช่องทางใหม่ ๆ ที่ต่างออกไป นวัตกรรมไม่ จำเป็นต้องเป็นสิ่งใหม่ ของดั้งเดิมตั้งแต่บรรพบุรุษก็สามารถทำให้กลายเป็น นวัตกรรมได้ด้วยการต่อ ยอดจากความคิดสร้างสรรค์ ทำให้สนองความต้องการเพิ่มขึ้น หรือ สร้างความต้องการใหม่ เช่น การ นำผ้าขาวม้ามาทำเป็นผลิตภัณฑ์กระเป๋าต่าง ๆ ภาพที่ 3.4 ตัวอย่างการนำผ้าขาวม้ามาพัฒนาเป็นกระเป๋ารูปแบบต่าง ๆ 4.4 ซื้อธุรกิจเดิมที่มีอยู่แล้ว หรือมองหาธุรกิจแฟรนไชส์ ลดความเสี่ยงการเริ่มต้น โดยลำพัง 4.4.1 การซื้อธุรกิจเดิม ต้องประเมินเหตุผลที่คนเดิมเขาไม่ทำ ต้องยอม รับภาระ หรือสภาพปัญหาที่เกิดขึ้น โดยต้องมีวิธีและความพร้อมที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างมั่นใจ เช่น ลูกจ้างได้รับกิจการจากนายจ้างหรือผู้สูงวัยไม่มีทายาทสืบทอดกิจการ
86 4.4.2 ธุรกิจแฟรนไชส์ คือ การเป็นเจ้าของธุรกิจโดยผ่านช่องทางการเข้า เป็นสมาชิก การรับสิทธิ์ทางการค้า หรือที่เรียกว่า แฟรนไชส์ ก็คือข้อตกลงซึ่งผู้เป็นเจ้าของสิทธิ์ (Franchisor) อนุญาตให้ผู้ใช้ ใช้สิทธิ์ในการค้าของตนได้ โดยมีเงื่อนไขและวิธีการที่ผู้รับสิทธิ์ต้อง ปฏิบัติ และ จะต้องจ่ายค่าตอบแทนเป็นการแลกเปลี่ยน แฟรนไชส์เป็นรูปแบบที่วางระบบการบริหาร จัดการ จัดหาสินค้า/บริการซึ่งเป็นที่ยอมรับของตลาดแล้ว นับเป็นการลงทุนธุรกิจทางลัด ทำให้ไม่ ต้องกังวล ในเรื่องจะบริหารจัดการธุรกิจอย่างไร จะโฆษณา ประชาสัมพันธ์สินค้า/บริการอย่างไร ภาพที่ 3.5 ตัวอย่างธุรกิจแฟรนไชส์ ที่มา: http://www.yesspathailand.com/ 4.5 การทำธุรกิจออนไลน์ : ขายสินค้าทาง e-Commerce การทำธุรกิจผ่านทาง ออนไลน์เป็นการตัดค่าใช้จ่ายการเปิดหน้าร้าน/การบริหารจัดการสามารถขยายตลาดในวงกว้าง และ เริ่มต้นได้ทันที เหมาะสมกับยุคสมัย เป็นที่นิยมของลูกค้า อีกทั้งยังให้บริการได้ 7 วัน 24 ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม ต้องกำหนดกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจนการวางระบบ การจัดหาสินค้าที่เหมาะสม การ จัดส่ง และการชำระเงินที่น่าเชื่อถือ ทั้งนี้ผู้ประกอบธุรกิจพาณิชย์ อิเล็กทรอนิกส์จะต้องจดทะเบียน พาณิชย์ตามที่ตั้งของสถานประกอบการหรือตามที่อยู่ของผู้ประกอบการเว็บไซต์ Trustmarkthai.com เป็นเว็บไซต์ที่ให้บริการตรวจสอบข้อมูลและยืนยันตัวตน ของผู้ประกอบธุรกิจ e-Commerce ที่จดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อสร้างความมั่นใจ ให้ผู้บริโภคก่อนตัดสินใจซื้อสินค้า/บริการออนไลน์ ทั้งนี้สามารถสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับร้านค้า ออนไลน์ได้ที่ กองพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เว็บไซต์http://www.dbd.go.th นอกจากไอเดียดังกล่าวแล้ว ผู้ประกอบการควรศึกษาสภาพปัจจุบันของสภาพแวดล้อมทาง เศรษฐกิจที่เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วส่งผลให้ธุรกิจและผู้ประกอบการต้องปรับตัว ไปพร้อม ๆ กัน การศึกษาธุรกิจในรูปแบบใหม่ที่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจโฉมใหม่ พฤติกรรม
87 บริโภครุ่นใหม่ จะช่วยให้ผู้ประกอบการมีแนวคิดที่ดี รูปแบบธุรกิจแบบใหม่มีลักษณะ ดังนี้(ชัยทวี เสนะวงศ์, 2561) 1. สินค้าและบริการจะต้องตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะบุคคล (personalized) ผู้บริโภค รุ่นใหม่มีพฤติกรรมที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูง มีความต้องการที่หลากหลาย เฉพาะเจาะจงไม่ ต้องการใช้สินค้าและบริการแบบเหมาโหล และต้องการตอบสนองที่รวดเร็วเฉพาะ ฉะนั้นโมเดลธุรกิจ โฉมใหม่จะต้องตอบโจทย์ดังกล่าว ตัวอย่างเช่น Startup ของไทยชื่อ WashBox24 เป็นธุรกิจ ให้บริการซักเสื้อผ้าสำหรับคนที่มีเวลาว่างไม่เหมือนคนอื่น WashBox24 ออกแบบโมเดลธุรกิจ ที่ให้ ความสำคัญกับลูกค้าด้วยการให้บริการลูกค้าด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ (Application) เมื่อต้องการที่จะ ส่งเสื้อผ้ามาซักรีด และรับเสื้อผ้าที่ซักรีดเรียบร้อยแล้ว เมื่อไหร่ ที่ไหนก็ได้ ตลอด24 ชั่วโมง เป็นต้น ภาพที่ 3.6 ธุรกิจบริการรับซักเสื้อผ้า ที่มา: https://www.sangarcheep.com/ 2. กระบวนการปฏิบัติงานต้องสะท้อนความเป็นตัวตนขององค์กร (Closed-loop Process) เพราะเป็นการผูกใจลูกค้าในระยะยาวได้ เช่น IKEA เป็นองค์กรที่ผลิตและจำหน่าย เฟอร์นิเจอร์ ประเภท Do it by yourself (DIY) ที่ราคาถูก ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ที่เน้นความเป็น IKEA ตั้งแต่ตัวสินค้า ที่ต้องมีความสะดวก ง่ายในการประกอบ ติดตั้ง ใช้งาน ด้วยตัวของลูกค้าเอง วัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ รวมทั้งบรรจุภัณฑ์ ก็จะเน้นความเป็นธรรมชาติ ใส่ใจในสิ่งแวดล้อม และมีราคา ที่ไม่แพงมากนัก (เมื่อ เปรียบเทียบกับเฟอร์นิเจอร์ประเภทการจ้างช่างทำ) เป็นต้น 3. ใช้ประโยชน์ในสินทรัพย์ร่วมกัน (Asset Sharing Economy) เป็นโมเดลที่ให้ ความสำคัญ กับการใช้ประโยชน์ร่วมกันในสินทรัพย์ เช่น Uber (บริษัทที่ให้บริการ Taxi) ซึ่งไม่มีรถ Taxi ของ ตนเองเลย แต่เปิดโอกาสให้เจ้าของรถส่วนตัวนำรถของตนเองมาให้บริการในช่วงเวลาที่เขามีเวลาว่าง ซึ่งเป็นโมเดลธุรกิจที่เป็นตัวกลางในการจัดสรรความต้องการของผู้มีความต้องการ ใช้ให้ลงตัว กับ เจ้าของทรัพย์สินที่ช่วงเวลานั้น ๆ เขาไม่ได้ใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินเหล่านั้น
88 ภาพที่ 3.7 UBER การให้บริการรถ Taxi 4. การคิดราคาเมื่อใช้ (Usage-based Pricing) ผู้บริโภคคำนึงถึงประโยชน์สูงสุด ของการ จ่ายเงินเมื่อซื้อสินค้าหรือบริการมากขึ้น เพราะฉะนั้นถ้าเป็นไปได้โมเดลธุรกิจควร สร้างรายได้ที่มี ความสัมพันธ์กับระยะเวลาของการใช้งานในตัวสินค้าหรือบริการ เช่น การคิดราคา ค่าเบี้ยประกัน รถยนต์ตามระยะทางที่ใช้ ค่าอินเทอร์เน็ตตามเวลาที่ใช้, ค่าบริการของ Airbnb ซึ่งเป็นบริการเกี่ยวกับ การแบ่งปันที่พัก ซึ่งมีราคาตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลักหมื่นบาทต่อคืน ค่าบริการเครื่องถ่ายเอกสาร ตามจำนวนที่ใช้งาน เป็นต้น 5. คำนึงถึงความสมดุลของระบบนิเวศ (Collaborative Ecosystem) องค์กรธุรกิจยุคใหม่จึง ต้องนำเรื่องของระบบนิเวศมาออกแบบโมเดลธุรกิจที่จะต้องเป็นส่วนหนึ่งของมนุษยชาติ ที่จะต้องให้ ความร่วมมือเป็นส่วนหนึ่งของสังคม เช่น LAZADA, Alibaba เป็นธุรกิจ E-commerce ออกแบบ กระบวนการซื้อ ขาย สินค้า บริการ ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ที่ประหยัดเวลา ในการเดินทางในการซื้อ และขาย ช่วยลดการใช้พลังงานในแง่การเดินทางได้ เป็นต้น 6. ต้องมีความคล่องตัวในการเปลี่ยนแปลง (Agile and Adoptive Organization) ด้วย สภาพแวดล้อมในปัจจุบันมีความผันผวน สลับซับซ้อน ไม่แน่นอน และเทคโนโลยีสมัยใหม่ มีอัตราการ เปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว องค์กรที่จะอยู่รอดในภาวการณ์เช่นนี้จะต้องมีโมเดลธุรกิจ ที่มีความคล่องตัวสูง พร้อมที่จะปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา เพราะสิ่งที่จะต้องเจอก็คือการแข่งขันกับ Startup ใหม่ ๆ และ Startup เหล่านี้จะเป็นภัยคุกคามองค์กรที่ไม่พร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลง ในทุก ๆ โอกาส คุณสมบัติของการเป็นผู้ประกอบการ คุณลักษณะของการเป็นผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จซึ่งมีผู้ศึกษาไว้หลายท่านส่วน ใหญ่มีลักษณะคล้ายกัน สรุปได้ดังนี้
89 1. มีเป้าหมายในชีวิต เพราะเป้าหมายเป็นแรงผลักดันให้คนเราก้าวไปข้างหน้า และพร้อมที่ จะต่อสู้กับอุปสรรคโดยไม่ย่อท้อเพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย 2. เป็นนักแสวงหาโอกาส คือ เป็นผู้ที่มองเห็นโอกาสทางการตลาด แม้ตกอยู่ในภาวะวิกฤต ก็ จะใช้โอกาสนั้นได้อย่างเหมาะสม เข้าตำราที่ว่า “เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส 3. กล้าเสี่ยง ธุรกิจกับความเสี่ยงเป็นของคู่กัน ผู้ประกอบการต้องกล้าได้กล้าเสีย พร้อมที่จะ ดำเนินการทันทีเมื่อมองเห็นโอกาส 4. มีความรู้ความชำนาญในทักษะวิชาชีพ และทักษะด้านบริหาร ทั้งนี้เนื่องจากในระยะแรก ผู้ประกอบการมักต้องลงมือดำเนินธุรกิจเองจึงควรต้องมีความรู้ความชำนาญในเรื่องนั้น ๆ 5. มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ สามารถคิดนอกกรอบโดยไม่ซ้ำแบบใคร รู้จักนำประสบการณ์ ในอดีตมาประยุกต์ใช้ในการสร้างสรรค์หาวิธีการใหม่ ๆ รูปแบบใหม่ ๆ ที่ดีกว่าเดิม 6. มีความรับผิดชอบ ดูแลกิจการของตนเองด้วยความเอาใจใส่ พยายาม มุ่งมั่นทุ่มเท และ ตั้งใจที่จะให้ธุรกิจประสบผลสำเร็จตามเป้าหมาย 7. มีวิสัยทัศน์กว้างไกล คิดถึงอนาคตของธุรกิจด้วยการวางแผนอย่างรอบคอบมีจุดมุ่งหมายที่ ชัดเจนว่าจะไปทางไหนและมีแนวทางในการดำเนินการอย่างไร 8. ใฝ่หาความรู้เพิ่มเติม โดยเฉพาะความรู้ทางการบริหาร การตลาด เศรษฐกิจ การเมือง กฎหมายข้อมูลเหล่านี้จะช่วยในการวิเคราะห์สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปได้เป็นอย่างดี 9. ต้องการมุ่งความสำเร็จ ผู้ประกอบการที่ต้องการความสำเร็จมักจะมีความมุ่งมั่น ในการใช้ พลังความคิดความสามารถทั้งหมดทุ่มเทให้กับการทำงาน เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ตัวอย่าง คุณลักษณะ ของผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จ เจริญ สิริวัฒนภักดี ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอร์เรจ จำกัด (มหาชน) เป็น ผู้นำของเหล้าแม่โขง เหล้าแสงโสม เบียร์ช้าง รายได้ต่อวัน 250 ล้านบาท เสียภาษีปีละ ประมาณ 40,000 ล้านบาท คุณลักษณะพิเศษของ เจริญ สิริวัฒนภักดี - เป็นคนที่มีหัวการค้าตั้งแต่เล็ก กล้าได้กล้าเสีย - มีหัวนักการตลาด อะไรควรซื้อก็ซื้อเลย - อ่อนน้อมถ่อมตน มีน้ำใจ ไม่ว่าเรื่องการค้าหรือส่วนตัว - เป็นคนที่มีวาทศิลป์ นำประสบการณ์ที่ผิดมาเป็นครู - เป็นคนที่ชอบวางแผน เป็นคนที่รุกมากกว่ารับ - เป็นคนที่มีสายสัมพันธ์ดีเยี่ยมในวงการค้า - เป็นคนที่มีความคิดดี คิดแล้ว สรุปลงมือทำตามขั้นตอน - มีความอดทน ตัดสินใจเร็ว ใช้ทีมงานน้อยมาก - เป็นคนที่ซื้อของได้ในราคาถูก ทำให้มีต้นทุนต่ำ
90 - เป็นคนประหยัด ใช้เงินเป็นทั้งในชีวิตส่วนตัวและธุรกิจ - เป็นคนทำงานหนักมาก เป็นเวลากว่า 25 ปี จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่าคุณลักษณะของผู้ประกอบการที่ดีที่ประสบความสำเร็จนั้น นอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้นแล้วนั้น ยังรวมถึงความพร้อมที่จะทำงานหนัก ไม่ย่อท้อ มุ่งมั่น อัธยาศัยดี มนุษยสัมพันธ์ดี มีความกล้าในการตัดสินใจ มีภาวะผู้นำ มีหัวการค้า มีวาทศิลป์ในการ พูดจาสื่อความเข้าใจกับคนอื่นได้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นคนที่ก่อร่างสร้างตัว ก่อนก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการมาลองทำแบบสำรวจความพร้อมในการเป็นผู้ประกอบการ ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเพื่อดูว่า ในเบื้องต้นเรามีความพร้อมในด้านการเป็นผู้ประกอบการและ ด้านธุรกิจหรือไม่ แบบสำรวจความพร้อมในการเป็นผู้ประกอบการ รายการ ใช่ ไม่ใช่ ด้านการเป็นผู้ประกอบการ 1. คุณกล้าเสี่ยง กล้าตัดสินใจ และกล้าลงทุน 2. คุณพร้อม และสามารถทำงานหนักได้ตลอด 24 ชั่วโมง 3. คุณมีความคิดเป็นของตัวเอง และแตกต่าง 4. คุณมีความอดทนต่อปัญหาและอุปสรรคที่เข้ามาโดยไม่ท้อถอยและพร้อมที่ จะเริ่มต้นใหม่ 5. ครอบครัวสนับสนุนความคิด และการทำงานของคุณ 6. คุณรู้จักคนหลากหลาย ชอบพบปะผู้คนเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดี 7. คุณมองเห็นโอกาสจากสิ่งรอบตัวอยู่เสมอ 8. คุณเป็นคนที่ยอมรับและพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลง 9. คุณมีความมั่นคง พร้อมรับความเสี่ยง ด้านธุรกิจ 10. คุณรู้จักการจัดการทางการเงิน การจัดหาแหล่งเงินทุน 11. คุณสามารถบริหารจัดการบุคลากรได้ 12. คุณสามารถวางแผนธุรกิจได้ 13. คุณสามารถวิเคราะห์ความต้องการ และมองเห็นโอกาสทางการตลาด ที่มา : กรมพัฒนาธุรกิจการค้า, 2558, ออนไลน์
91 ถ้าตอบว่า ใช่ มากกว่า 8 ข้อ เป็นด้านผู้ประกอบการ 5 ข้อ ด้านธุรกิจ 3 ข้อ คุณมี แนวโน้ม หรือมีโอกาสในการเป็นผู้ประกอบการได้ไม่ยาก ดังนั้นเพื่อเป็นการเน้นย้ำคุณสมบัติของ ผู้ประกอบการที่ดี ควรประกอบด้วยลักษณะ ดังนี้ 1. อดทน ยึดมั่น ไม่ย่อท้อ วางเป้าหมายสู่ความสำเร็จ มีความทะเยอทะยานในระดับสูง ถือ เป็นหัวใจสำคัญที่จะเป็นพลังผลักดันให้ลุกขึ้นมาดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายดำเนินการ 2. ชอบความเสี่ยง มีความสามารถในการประเมินความเสี่ยง ตั้งแต่ก่อนจะเริ่มดำเนินการ วิเคราะห์อย่างรอบคอบและพยายามขจัดความเสี่ยงที่จะกระทบต่อธุรกิจแล้วจึงค่อยตัดสินใจ 3. คิดอย่างสร้างสรรค์ สร้างฝันให้ยิ่งใหญ่ไปให้ถึง การเริ่มจากก้าวเล็ก ๆ แล้วค่อย ขยายใหญ่ เช่นนี้สามารถมองจากจุดเล็ก ๆ โดยสร้างจากสิ่งที่ตนรักแล้วสานฝันให้ขยายเป็นกิจการใหญ่โตได้ 4. กล้าเปลี่ยนแปลงถือเป็นโอกาส มีความคิดเชิงบวกกับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงมอง การ เปลี่ยนแปลงเป็นโอกาสและจุดเริ่มต้นของสิ่งใหม่ ๆ และใช้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงนั้น กับ ธุรกิจของคุณ การสร้างทักษะทางธุรกิจเป็นเรื่องที่ต้องหาความรู้ สร้างประสบการณ์ จริยธรรมผู้ประกอบการ 1. ความหมายของจริยธรรม จริยธรรม มาจากภาษากรีก ว่า “Ethos” ซึ่งแปลว่า ลักษณะนิสัยที่สามารถตัดสินคุณค่า ได้ ตามความดี ความงาม และความสุข จริยธรรม (Ethics) สามารถใช้คำไทยได้หลายคำนอกเหนือ จาก คำว่า จริยธรรม เช่น หลักจรรยา จรรยาบรรณ ซึ่งมีความหมายว่า ข้อพึงปฏิบัติ จริยธรรม หมายถึง หลักที่ว่าด้วยความประพฤติ แนวทาง แบบแผน หรือหลักการ ความดี งาม ซึ่งมีพื้นฐานมาจากหลักการของศาสนา หรือสิ่งที่คนในสังคมยอมรับว่าเป็นความดี ความถูกต้อง จริยธรรม (Ethics) หมายถึง ธรรมที่เป็นข้อประพฤติปฏิบัติของบุคคลเพื่อให้อยู่ในกรอบ และ กฎของศีลธรรมที่สังคมยึดถือปฏิบัติ จริยธรรมเป็นแบบแผนของการกระทำที่ถูกต้อง หรือ เป็นเครื่อง นำทางไปสู่หลักในการประพฤติปฏิบัติที่ถูกหลักศีลธรรม หรือเป็นแนวคิดของการประพฤติที่ถูกต้อง จริยธรรมของผู้ประกอบการ หมายถึง มาตรฐานการผลิตสินค้า และการให้บริการ เพื่อ ผลตอบแทนตามคุณค่าของการลงทุนโดยให้เกิดความเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายทั้งเจ้าของกิจการ ผู้บริหาร ผู้ร่วมงาน ผู้บริโภค ผู้รับบริการ รัฐบาล และสังคม ซึ่งเป็นผู้เกี่ยวข้องกับธุรกิจ สรุปได้ว่า จริยธรรม หมายถึง ข้อพึงปฏิบัติที่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องมีเพื่อเป็นสิ่งกำกับ และเพื่อขจัดการล่วงละเมิดสิทธิ์อันชอบธรรมที่อาจเกิดขึ้นกับผู้เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถอยู่การ ปลูกฝังจริยธรรมจึงเปรียบเสมือนการพัฒนาคุณภาพจิตร่วมกันในสังคมได้อย่างมีความสุข ที่มีอิทธิพล ต่อความประพฤติของมนุษย์ในสังคม
92 2. ประโยชน์ของการประกอบธุรกิจอย่างมีจริยธรรม การที่ผู้ประกอบการดำเนินธุรกิจอย่างมีจริยธรรมจะก่อให้เกิดประโยชน์ ดังนี้ 2.1 จริยธรรมก่อให้เกิดความเชื่อถือซึ่งเป็นที่มาของเครดิตดี 2.2 จริยธรรมก่อให้เกิดการทุ่มเทการทำงานของพนักงานเต็มความสามารถด้วย ความรักผูกพันกับเจ้าของหรือผู้ประกอบการของหน่วยงานนั้น 2.3 จริยธรรมก่อให้เกิดภาพลักษณ์ที่ดี ทำให้ลูกค้าจงรักภักดีตลอดไป จริยธรรมทาง ธุรกิจคือที่มาแห่งความสำเร็จและความร่ำรวย 2.4 จริยธรรมก่อให้เกิดการลดหย่อนทางกฎหมาย เนื่องจากภาพลักษณ์ของบริษัทดี ในสายตาของผู้บริโภคมาตลอด หากมีกรณีสุดวิสัยเกิดขึ้น ย่อมได้รับความเห็นอกเห็นใจ จาก ประชาชนและรัฐบาล 2.5 จริยธรรมก่อให้เกิดการทำงานอย่างมีความสุข เพราะผู้เกี่ยวข้องล้วนเป็นผู้มี จริยธรรม ทำให้มีสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน และมีชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี ไม่มีสารพิษปนเปื้อนทั้งในดิน นำ และอากาศ ทำให้สุขภาพกายและจิตใจดี 2.6 จริยธรรมช่วยทำให้ธุรกิจเจริญเติบโตอย่างมั่นคง เพราะชุมชนในสังคมให้การ ยอมรับ และสนับสนุน ซึ่งจะนำไปสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน
93 ภาพที่ 3.8 การประกอบธุรกิจอย่างมีจริยธรรมทำให้ผู้เกี่ยวข้องได้รับความเป็นธรรม 3. หลักจริยธรรมของผู้ประกอบการ จริยธรรมที่เป็นพื้นฐานที่ผู้ประกอบการควรต้องมีในการประกอบธุรกิจ ได้แก่ 3.1 ความรับผิดชอบ หมายถึง มีคุณธรรม สร้างความดี ละเว้นสิ่งที่ผิดศีลธรรม ใน การประกอบการและการดำเนินธุรกิจ 3.2 การมีส่วนรับผิดชอบ หมายถึง มีส่วนส่งเสริมความดีของสังคมส่วนรวมในโอกาส ต่าง ๆ ตามกำลังและความสามารถ 3.3 การรู้จักประมาณ หมายถึง การรู้จักควบคุมความต้องการและการกระทำต่าง ๆ ให้อยู่ในขอบเขตอันควรสภาพและฐานะของบุคคล จริยธรรม (Ethic) ภาครัฐ คู่ค้า ลูกจ้าง ลูกค้า เจ้าหนี้ ผู้ถือหุ้น คู่แข่ง สังคม ชุมชน
94 3.4 ความซื่อสัตย์สุจริต หมายถึง การประพฤติอย่างเหมาะสมตามความเป็นจริง ไม่ ทำให้ เกิดการเอารัดเอาเปรียบ และไม่กระทำอะไรที่ละเมิดกฎหมายโดยจงใจ 3.5 เมตตากรุณาต่อผู้อื่น หมายถึง การสร้างความปลอดภัย ส่งเสริมสวัสดิการเสมอ กัน ในหมู่ผู้ร่วมงาน ตลอดจนส่งเสริมการพัฒนาตนเองของผู้ร่วมงานโดยเท่าเทียมกัน 3.6 ความกตัญญูกตเวที หมายถึง ความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา และ พระมหากษัตริย์ ตลอดจนปฏิบัติตามกฎระเบียบของรัฐบาลอย่างบริสุทธิ์ใจ นอกจากนี้มูลนิธิเพื่อสถาบันการศึกษาวิชาการจัดการแห่งประเทศไทย (Institute for Management Education for Thailand : IMET ) ได้เสนอจริย ธ รร ม ข อง นั กธ ุ ร กิจ หรือ ผู้ประกอบการ เพื่อเป็นหลักเกณฑ์ให้ประพฤติปฏิบัติต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ดังนี้ (พิบูลย์ ทีปะปาล, 2552) 1. จริยธรรมต่อลูกค้าที่พึงปฏิบัติ ได้แก่ ขายสินค้าและบริการในราคายุติธรรมถูกต้อง ตาม จำนวน คุณภาพ ราคา และมีความรับผิดชอบตามภาระผูกพันของตน ให้บริการแก่ลูกค้า ทุกคนเท่า เทียมกัน ละเว้นการกระทำที่จะควบคุมการตัดสินใจของลูกค้าในการซื้อ หรือปรับบริการ โดยใช้ความ ใหญ่ขององค์กรเป็นเครื่องต่อรอง หรือทำให้สินค้ามีราคาสูงขึ้นโดยไม่มีเหตุผล เช่น การกักตุนสินค้า หลอกให้ลูกค้าหลงเชื่อ 2. จริยธรรมต่อคู่แข่งขันที่พึงปฏิบัติ ได้แก่ พึงละเว้นจากการกลั่นแกล้ง ให้ร้ายป้ายสี ทั้ง ทางตรงและทางอ้อม หรือข่มขู่และกีดกันอันจะทำให้คู่แข่งขันเสียโอกาสอย่างไม่เป็นธรรม เช่น การ ขายตัดราคา แย่งขาย ฯลฯ ควรให้ความร่วมมือในการแข่งขัน เพื่อสร้างภาวะตลาดที่ดี เช่น การ สร้างสรรค์สินค้าใหม่ ๆ การใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดประโยชน์ การหาวัสดุอื่นมาทดแทน ฯลฯ 3. จริยธรรมต่อหน่วยงานราชการที่พึงปฏิบัติ ได้แก่ พึงทำธุรกิจกับหน่วยงานราชการ อย่าง ตรงไปตรงมา ซื่อสัตย์สุจริตและเป็นธรรม ปฏิบัติตามข้อกำหนดของกฎหมายในการทำธุรกิจ ไม่ติด สินบนข้าราชการ ไม่สนับสนุนข้าราชการที่มีเจตนาทุจริต ให้ความร่วมมือกับหน่วยราชการ ในการทำ หน้าที่ของพลเมืองที่ดี ให้ความช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมและชุมชนอย่าง แท้จริง 4. จริยธรรมต่อพนักงาน/ลูกจ้างที่พึงปฏิบัติ ได้แก่ ให้ความเป็นธรรมในการปกครอง ดูแล ช่วยเหลือตามความเหมาะสม ให้ผลตอบแทนที่เป็นธรรม รวมทั้งการให้รางวัลเมื่อธุรกิจมีกำไร มาก ขึ้น เอาใจใส่ในสวัสดิการและสภาพความเป็นอยู่ของพนักงาน พัฒนาให้ความรู้เพื่อเพิ่ม ความชำนาญ และประสบการณ์ของพนักงาน เคารพสิทธิส่วนบุคคลและความสามารถของ พนักงานและรักษา ข้อมูลไว้อย่างดี ให้ความเชื่อถือไว้วางใจโดยมอบหมายงานที่มีความรับผิดชอบ เพิ่มขึ้น ยอมรับใน ฐานะที่เป็นมนุษย์เหมือนกัน และสนับสนุนพนักงานให้ประพฤติตนเป็นพลเมืองที่มีประโยชน์ต่อสังคม ส่วนรวม