The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เอกสารประกอบการสอน วิชาธุรกิจและการเป็นผู้ประกอบการ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Atthapongck, 2024-02-07 17:33:13

ธุรกิจและการเป็นผู้ประกอบการ

เอกสารประกอบการสอน วิชาธุรกิจและการเป็นผู้ประกอบการ

Keywords: ผู้ประกอบการ,ธุรกิจ,การเป็นผู้ประกอบการ

หน่วยที่ 5 กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจและการเป็นผู้ประกอบการ สาระสำคัญ การประกอบธุรกิจทุกประเภทย่อมมีกฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้อง จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ประกอบการ ใหม่ในการเตรียมพร้อมควรศึกษาทำความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจและ ผู้ประกอบการเพื่อประโยชน์ รวมทั้งได้รู้สิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายและปฏิบัติตนได้ถูกต้อง ซึ่ง กฎหมาย ที่เกี่ยวข้อง เช่น การเสียภาษีซึ่งถือเป็นภาระหน้าที่ของผู้ประกอบการที่พึงปฏิบัติ กฎหมาย คุ้มครอง แรงงานซึ่งเป็นกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคม มุ่งที่จะคุ้มครองสิทธิขั้น พื้นฐาน ของลูกจ้าง รวมถึงกฎหมายประกันสังคม เป็นหลักประกันที่ลูกจ้างและผู้สมัครเข้าประกันตน ได้รับ การสงเคราะห์ซึ่งจะทำให้ชีวิตของลูกจ้างและสังคมมีความมั่นคงยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีกฎหมาย ฉบับอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การจดทะเบียนพาณิชย์ สิทธิบัตร และเครื่องหมายการค้า เนื้อหาสาระ 1. การจดทะเบียนพาณิชย์ 2. สิทธิบัตร 3. เครื่องหมายการค้า 4. ภาษีอากรสำหรับธุรกิจ 5. กฎหมายคุ้มครองแรงงาน 6. กฎหมายประกันสังคม จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม 1. ยกตัวอย่างธุรกิจที่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ได้ 2. อธิบายลักษณะของการประดิษฐ์ที่ขอรับสิทธิบัตรได้ 3. อธิบายลักษณะของเครื่องหมายการค้าแต่ละประเภทได้ 4. ระบุแนวทางการเสียภาษีแต่ละประเภทได้ 5. บอกสิทธิเบื้องต้นของแรงงานในธุรกิจได้ 6. บอกหน้าที่เกี่ยวกับการประกันสังคมของธุรกิจต่อแรงงานได้


146 แบบทดสอบก่อนเรียน คำชี้แจง จงทำเครื่องหมาย X ลงบนตัวอักษรข้อที่คิดว่าถูกที่สุดเพียงคำตอบเดียว 1. ผู้มีหน้าที่จดทะเบียนพาณิชย์ ได้แก่ข้อใด ก. นิติบุคคล ข. การค้าแผงลอย ค. มูลนิธิ สมาคมต่าง ๆ ง. กลุ่มเกษตรกรที่ได้จดทะเบียนตาม ปว.141 2. ธุรกิจในข้อใดที่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ ก. สหกรณ์ ข. มูลนิธิ สมาคม ค. หาบเร่แผงลอย ง. ร้านให้เช่าอินเทอร์เน็ต 3. สิทธิบัตร (Patent) คืออะไร ก. การออกแบบผลิตภัณฑ์ ข. การออกแบบสิ่งประดิษฐ์ ค. หนังสือที่รัฐออกให้เพื่อคุ้มครองการประดิษฐ์ ง. หนังสือที่ผู้ขอยื่นต้องการให้มีการคุ้มครองผลิตภัณฑ์ 4. การประดิษฐ์ในข้อใดที่ขอรับสิทธิบัตรได้ ก. การประดิษฐ์ที่มีชั้นประดิษฐ์สูงขึ้น ข. การผลิตผลิตภัณฑ์เพื่ออุตสาหกรรม ค. การประดิษฐ์บำบัด รักษาโรคของมนุษย์หรือสัตว์ ง. การออกแบบระบบข้อมูลการทำงานของคอมพิวเตอร์ 5. จากภาพเป็นเครื่องหมายการค้าประเภทใด ก. Trade Mark ข. Service Mark ค. Collective Mark ง. Certification Mark 6. ผู้ใดมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ก. ผู้นำเข้าสินค้า ข. ผู้ส่งออกสินค้า ค. บริษัท ห้างร้านที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ง. บุคคลที่มีเงินได้ขั้นต่ำถึงเกณฑ์ที่ประมวลรัษฎากรกำหนดไว้


147 7. การประกอบกิจการประเภทใดที่ใช้อัตราภาษีร้อยละ 0 ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม ก. การขายสินค้า ข. การให้บริการ ค. การส่งออกสินค้าไปขายต่างประเทศ ง. การนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศที่นำเข้าไปในเขตปลอดอากร 8. ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานว่าด้วยความปลอดภัยอาชีวอนามัยและ สภาพแวดล้อมในการทำงาน ก. ต้องหยุดงานให้ลูกจ้างไปตรวจสุขภาพ ข. ต้องจัดให้มีเครื่องมืออุปกรณ์ที่ปลอดภัย ค. จัดสภาพแวดล้อมให้ลูกจ้างอย่างไรก็ได้ ง. ต้องจ่ายค่าแรงและค่าตรวจสุขภาพให้ลูกจ้าง 9. กรณีที่ผู้ประกอบการให้ลูกจ้างมาทำงานในวันหยุด ลูกจ้างที่ไม่มีสิทธิ์ได้รับค่าจ้างในวันหยุด ผู้ประกอบการต้องจ่ายค่าจ้างในวันหยุดเพิ่มไม่น้อยกว่ากี่เท่าของอัตราค่าจ้างตามจำนวนที่ทำ ก. ไม่ต้องจ่าย เพราะจำเป็นต้องมาทำ ข. จ่ายเพิ่มไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของค่าแรงที่ได้ ค. ต้องจ่ายเพิ่มจากค่าจ้างไม่น้อยกว่า 1 เท่า ของอัตราค่าจ้าง ตามจำนวนที่ทำ ง. ต้องจ่ายเพิ่มจากค่าจ้างไม่น้อยกว่า 2 เท่า ของอัตราค่าจ้าง ตามจำนวนที่ทำ 10.นายจ้างต้องจ่ายเงินสมทบกองทุนประกันสังคม ร้อยละ 1.5 ในกรณีใด ก. ตาย ชราภาพ ข. ทุพพลภาพ คลอดบุตร ค. สงเคราะห์บุตร ตาย ง. ว่างงาน ประสบอันตราย


148 การจดทะเบียนพาณิชย์ การจดทะเบียนพาณิชย์ ถือเป็นหลักฐานทางการค้าที่จะช่วยเพิ่มน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจ ซึ่งจะ ทำให้ลูกค้าเกิดความมั่นใจในสินค้าและบริการของธุรกิจนั้น ๆ ดังนั้นผู้ประกอบการใหม่ จึงควรทำ ความเข้าใจเกี่ยวกับการจดทะเบียนพาณิชย์ในแง่มุมต่าง ๆ ดังนี้ 1. ผู้มีหน้าที่จดทะเบียนพาณิชย์ ผู้มีหน้าที่จดทะเบียนพาณิชย์ คือ บุคคลธรรมดาคนเดียว หรือหลายคน (ห้างหุ้นส่วนสามัญ) หรือนิติบุคคล รวมทั้งนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศที่มาตั้งสำนักงานสาขา ในประเทศ ไทย ซึ่งประกอบกิจการอันเป็นพาณิชยกิจตามที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด 2. กิจการค้าที่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้ออกประกาศให้ผู้ประกอบกิจการดังต่อไปนี้ต้องจด ทะเบียนพาณิชย์ คือ 2.1 ผู้ประกอบกิจการโรงสีข้าวและโรงเลื่อยที่ใช้เครื่องจักร 2.2 ผู้ประกอบกิจการขายสินค้าไม่ว่าอย่างใด ๆ อย่างเดียวหรือหลายอย่างคิดรวม ทั้งสิ้นในวันหนึ่งขายได้เป็นเงินตั้งแต่ 20 บาทขึ้นไป หรือมีสินค้าดังกล่าวไว้เพื่อขายมีค่ารวมทั้งสิ้น เป็นเงินตั้งแต่ 500 บาทขึ้นไป 2.3 นายหน้าหรือตัวแทนค้าต่างซึ่งทำการเกี่ยวกับสินค้าไม่ว่าอย่างใด ๆ อย่างเดียว หรือ หลายอย่างก็ตาม และสินค้านั้นมีค่ารวมทั้งสิ้นในวันหนึ่งวันใดเป็นเงินตั้งแต่ 20 บาทขึ้นไป 2.4 ผู้ประกอบกิจการหัตถกรรมหรืออุตสาหกรรมไม่ว่าอย่างใด ๆ อย่างเดียวหรือ หลายอย่างก็ตาม และขายสินค้าที่ผลิตได้ คิดราคารวมทั้งสิ้นในวันหนึ่งวันใดเป็นเงินตั้งแต่ 20 บาท ขึ้นไป หรือในวันหนึ่งวันใดมีสินค้าที่ผลิตได้มีราคารวมทั้งสิ้นตั้งแต่ 500 บาทขึ้นไป 2.5 ผู้ประกอบกิจการขนส่งทางทะเล การขนส่งโดยเรือกลไฟหรือเรือยนต์ประจำ ทาง การขนส่งโดยรถไฟ การขนส่งโดยรถราง การขนส่งโดยรถยนต์ประจำทาง การขายทอดตลาด การรับซื้อขายที่ดิน การให้กู้ยืมเงิน การรับแลกเปลี่ยน หรือซื้อขายเงินตราต่างประเทศ การซื้อหรือ ขายตั๋วเงิน การธนาคาร การโพยก๊วน การทำโรงรับจำนำ และการทำโรงแรม 2.6 ขาย ให้เช่า ผลิต หรือรับจ้างผลิต แผ่นซีดี แถบบันทึก วีดิทัศน์ แผ่นวีดิทัศน์ ดีวี ดี หรือแผ่นวีดิทัศน์ ระบบดิจิทัล เฉพาะที่เกี่ยวกับการบันเทิง 2.7 ขายอัญมณี หรือเครื่องประดับซึ่งประดับด้วยอัญมณี 2.8 ซื้อขายสินค้าหรือบริการโดยวิธีการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบเครือข่าย อินเทอร์เน็ต บริการอินเทอร์เน็ต ให้เช่าพื้นที่ของเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่าย บริการเป็นตลาดกลางใน การซื้อขายสินค้าหรือบริการ โดยวิธีการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต


149 2.9 การให้บริการเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อใช้อินเทอร์เน็ต 2.10 การให้บริการฟังเพลงและร้องเพลงโดยคาราโอเกะ 2.11 การให้บริการเครื่องเล่นเกม 2.12 การให้บริการตู้เพลง 2.13 โรงงานแปรสภาพ แกะสลักและการหัตถกรรมจากงาช้าง การค้าปลีก การค้า ส่ง งาช้างและผลิตภัณฑ์จากงาช้าง 3. กิจการค้าที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ กิจการค้าบางอย่างที่ได้รับการ ยกเว้นไม่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ คือ 3.1 การค้าเร่ การค้าแผงลอย 3.2 พาณิชยกิจเพื่อการบำรุงศาสนาหรือเพื่อการกุศล 3.3 พาณิชยกิจของนิติบุคคลซึ่งได้มีพระราชบัญญัติ หรือพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งขึ้น 3.4 พาณิชยกิจของกระทรวง ทบวง กรม 3.5 พาณิชยกิจของมูลนิธิ สมาคม สหกรณ์ 3.6 พาณิชยกิจของกลุ่มเกษตรกรที่ได้จดทะเบียนตาม ปว. 141 4. สถานที่จดทะเบียน 4.1 ในเขตกรุงเทพมหานคร ยื่นจดทะเบียนพาณิชย์ได้ที่ 1) สำนักงานเศรษฐกิจการ คลัง สำนักการคลัง กรุงเทพมหานคร รับจดทะเบียนพาณิชยกิจของผู้ประกอบพาณิชยกิจที่มี สำนักงาน แห่งใหญ่ตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร และ 2) ฝ่ายปกครอง สำนักงานเขตทุกแห่งรับจด ทะเบียน พาณิชยกิจของผู้ประกอบพาณิชยกิจ ที่มีสำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่ในท้องที่ของเขตนั้น 4.2 ในภูมิภาค ยื่นจดทะเบียนได้ที่ เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล หรือเมือง พัทยา รับจดทะเบียนพาณิชย์ของผู้ประกอบพาณิชยกิจที่มีสำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่ในท้องที่เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล หรือเมืองพัทยาแล้วแต่กรณี 5. หน้าที่ของผู้ประกอบพาณิชยกิจ 5.1 ต้องขอจดทะเบียนต่อนายทะเบียนภายใน 30 วัน นับแต่วันที่เริ่มประกอบ เปลี่ยนแปลง หรือ เลิกกิจการ 5.2 ต้องแสดงใบทะเบียนพาณิชย์หรือใบแทนใบทะเบียนพาณิชย์ไว้ ณ สำนักงาน ในที่เปิดเผยและเห็นได้ง่าย 5.3 ต้องจัดให้มีป้ายชื่อที่ใช้ในการประกอบพาณิชยกิจไว้หน้าสำนักงานแห่งใหญ่และ สำนักงานสาขาโดยเปิดเผยภายในเวลา 30 วันนับแต่วันที่จดทะเบียนพาณิชย์ ป้ายชื่อให้เขียน เป็น อักษรไทย อ่านง่ายและชัดเจน จะมีอักษรต่างประเทศในป้ายชื่อด้วยก็ได้ และจะต้องตรงกับ ชื่อที่จด ทะเบียนไว้ หากเป็นสำนักงานสาขาจะต้องมีคำว่า “สาขา” ไว้ด้วย


150 5.4 ต้องยื่นคำขอใบแทนใบทะเบียนพาณิชย์ ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่สูญหายหรือ ชำรุด 5.5 ต้องไปให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับรายการจดทะเบียนตามคำสั่งของนายทะเบียน 5.6 ต้องอำนวยความสะดวกแก่นายทะเบียนและพนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งเข้าทำการ ตรวจสอบในสำนักงานของผู้ประกอบกิจการ ปัจจุบันการจดทะเบียนพาณิชย์ สามารถยื่นจดทะเบียนได้อย่างง่าย สะดวกรวดเร็ว โดยสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากบริการออนไลน์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เว็บไซต์ www.dbd.go.th/news_view.php?nid=3730 ภาพที่ 5.1 การบริการทางออนไลน์ของกรมธุรกิจการค้า 6. บทกำหนดโทษ 6.1 ประกอบพาณิชยกิจโดยไม่จดทะเบียน แสดงรายการเท็จ ไม่ยอมให้ถ้อยคำ ไม่ ยอมให้พนักงานเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบในสำนักงาน มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท กรณีไม่จดทะเบียนอันเป็นความผิดต่อเนื่อง ปรับอีกวันละไม่เกิน 100 บาท จนกว่าจะได้ปฏิบัติ ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติ 6.2 ถ้าใบทะเบียนพาณิชย์สูญหายไม่ยื่นคำร้องขอใบรับแทน หรือไม่แสดงใบ ทะเบียน พาณิชย์ไว้ที่สำนักงาน ที่เห็นได้ง่าย ไม่จัดทำป้ายชื่อ มีความผิดปรับไม่เกิน 200 บาท และ ถ้าเป็นความผิดต่อเนื่อง ปรับอีกวันละไม่เกิน 20 บาท จนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง 6.3 ผู้ประกอบพาณิชยกิจซึ่งกระทำการฉ้อโกงประชาชน ปนสินค้าโดยเจตนาทุจริต ปลอมสินค้าหรือกระทำการทุจริตอื่นใดอย่างร้ายแรงในการประกอบกิจการจะถูกถอนใบทะเบียน


151 พาณิชย์เมื่อถูกสั่งถอนใบทะเบียนพาณิชย์แล้วจะประกอบกิจการต่อไปไม่ได้ เว้นแต่รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์จะสั่งให้รับจดทะเบียนพาณิชย์ใหม่ 6.4 ผู้ประกอบพาณิชยกิจที่ถูกสั่งถอนใบทะเบียนพาณิชย์แล้ว ยังฝ่าฝืนประกอบ พาณิชยกิจต่อไป มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือ ทั้ง ปรับทั้งจำ การจดทะเบียนสิทธิบัตร สิทธิบัตร (Patent) หมายถึง หนังสือสำคัญที่รัฐออกให้เพื่อคุ้มครองการประดิษฐ์ (Invention) หรือการออกแบบผลิตภัณฑ์ (Product Design) สิทธิบัตรเป็นสิทธิพิเศษที่ให้ผู้ประดิษฐ์คิดค้นหรือผู้ออกแบบผลิตภัณฑ์มีสิทธิ์ที่จะผลิตสินค้า จำหน่ายสินค้าแต่เพียงผู้เดียว ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง นอกจากนี้ยังสามารถนำสิ่งที่ประดิษฐ์คิดค้น ไป ใช้ในการศึกษาค้นคว้าวิจัย และพัฒนาต่อไปได้ส่งผลให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีให้สูงขึ้นอีกด้วย 1. หลักเกณฑ์ในการพิจารณาขอรับสิทธิบัตร การประดิษฐ์ที่ขอรับสิทธิบัตรได้ต้องประกอบด้วยลักษณะดังต่อไปนี้ 1. เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ แตกต่างจากเดิม ยังไม่เคยมีใช้หรือเผยแพร่มาก่อน 2. เป็นการประดิษฐ์ที่มีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้น คือมีลักษณะที่เป็นการแก้ปัญหาทาง เทคนิค 3. เป็นการประดิษฐ์ที่สามารถประยุกต์ในทางอุตสาหกรรม การประดิษฐ์ดังต่อไปนี้ไม่ได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตรฯ นี้ 1. จุลชีพและส่วนประกอบส่วนใดส่วนหนึ่งของจุลชีพที่มีอยู่ตามธรรมชาติสัตว์พืช หรือสารสกัดจากสัตว์หรือพืช 2. กฎเกณฑ์และทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ 3. ระบบข้อมูลสำหรับการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ 4. วิธีการวินิจฉัยบำบัดหรือรักษาโรคมนุษย์หรือสัตว์ 5. การประดิษฐ์ที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี 2. คำขอรับสิทธิบัตร การยื่นคำขอรับสิทธิบัตรผู้ยื่นคำขอจะต้องยื่นคำขอพร้อมรายละเอียดประกอบคำขอดังนี้ 2.1 แบบพิมพ์คำขอรับสิทธิบัตรแบบ สป/ส/อสป/001-ก 2.2 รายละเอียดการประดิษฐ์ ที่มีหัวข้อครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด 2.3 ข้อถือสิทธิ


152 2.4 รูปเขียน (ถ้ามี) 2.5 บทสรุปการประดิษฐ์ 2.6 เอกสารอื่น ๆ (ถ้ามี) เช่น หนังสือโอนสิทธิ สัญญาการว่าจ้าง หนังสือมอบอำนาจ ฯลฯ ในส่วนของ อนุสิทธิบัตร (Petty Patent) คือ หนังสือสำคัญที่รัฐออกให้เพื่อคุ้มครอง การประดิษฐ์จะมีลักษณะคล้ายกับการประดิษฐ์ แต่เป็นความคิดสร้างสรรค์ที่มีระดับการพัฒนา เทคโนโลยีไม่สูงมาก หรือเป็นการประดิษฐ์คิดค้นเพียงเล็กน้อย และมีประโยชน์ใช้สอยมากขึ้น ผู้ประดิษฐ์สามารถเลือกที่จะยื่นขอรับจดทะเบียนสิทธิบัตร หรืออนุสิทธิบัตร อย่างใด อย่าง หนึ่งได้โดยพิจารณาลักษณะของการประดิษฐ์คิดค้นนั้น ๆ ซึ่งผู้ประกอบการสามารถศึกษาข้อมูล เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของกรมทรัพย์สินทางปัญญา http://www.ipthailand.go.th 3. สถานที่ยื่นขอจดเบียน ผู้ประกอบการสามารถยื่นคำขอจดทะเบียนได้ที่ ส่วนบริหารงานจดทะเบียน (ชั้น 3) สำนัก สิทธิบัตร กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดที่ผู้ขอ มีภูมิลำเนา อยู่ 4. อายุสิทธิบัตร/อนุสิทธิบัตร อายุสิทธิบัตร 1. สิทธิบัตรการประดิษฐ์ มีอายุ 20 ปี นับจากวันยื่นคำขอรับสิทธิบัตร 2. สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ มีอายุ 10 ปี นับจากวันยื่นคำขอรับสิทธิบัตร 3. อายุอนุสิทธิบัตร : 6 ปี ต่ออายุได้สองครั้ง ครั้งละสองปี เครื่องหมายการค้า เครื่องหมายเป็นทรัพย์สินทางปัญญาชนิดหนึ่งที่สร้างมูลค่าทางการตลาดได้เป็นอย่างดี จะ เห็นได้จากสินค้าที่มีแบรนด์ดัง อาจสร้างมูลค่าทางการตลาดได้หลายร้อยล้านบาท ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงควรศึกษาทำความเข้าใจเกี่ยวกับเครื่องหมายการค้าเพื่อเป็นแนวทาง ในการพัฒนา สินค้าและบริการของตนเอง ดังนี้ 1. ประเภทของเครื่องหมายการค้า กฎหมายเครื่องหมายการค้าให้ความคุ้มครองเครื่องหมายการค้า 4 ประเภท ดังนี้ 1.1 เครื่องหมายการค้า (Trade Mark) หมายถึง เครื่องหมายที่ใช้หรือจะใช้กับสินค้า เพื่อแสดงว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายของเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้นแตกต่างกับสินค้าที่ ใช้ เครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่น เช่น Coca-Cola มาม่า กระทิงแดง เป็นต้น


153 ภาพที่ 5.2 ตัวอย่างเครื่องหมายการค้า 1.2 เครื่องหมายบริการ (Service Mark) คือ เครื่องหมายที่ใช้เป็นที่หมายหรือ เกี่ยวข้องกับบริการ เพื่อแสดงว่าบริการที่ใช้เครื่องหมายนั้นแตกต่างกับบริการที่ใช้เครื่องหมาย บริการ ของบุคคลอื่น เช่น เครื่องหมายของสายการบิน ธนาคาร โรงแรม เป็นต้น ภาพที่ 5.3 ตัวอย่างเครื่องหมายบริการ 1.3 เครื่องหมายรับรอง (Certification Mark) คือ เครื่องหมายที่เจ้าของเครื่องหมาย รับรอง ใช้หรือจะใช้กับสินค้าหรือบริการของบุคคลอื่น เพื่อเป็นการรับรองเกี่ยวกับแหล่งกำเนิด ส่วนประกอบ วิธีการผลิต คุณภาพ หรือคุณลักษณะอื่นใดของสินค้านั้น หรือเพื่อรับรองเกี่ยวกับสภาพ คุณภาพ ชนิด หรือ คุณลักษณะอื่นใดของบริการนั้น เช่น เชลล์ชวนชิม, ISO, ฮาลาล (Halal) เป็นต้น


154 ภาพที่ 5.4 ตัวอย่างเครื่องหมายรับรอง 1.4 เครื่องหมายร่วม (Collective Mark) หมายถึง เครื่องหมายการค้าหรือ เครื่องหมาย บริการที่ใช้หรือจะใช้โดยบริษัทหรือรัฐวิสาหกิจในกลุ่มเดียวกัน หรือโดยสมาชิกของ สมาคม สหกรณ์ สหภาพ สมาพันธ์ กลุ่มบุคคล หรือองค์กรอื่นใดของรัฐหรือเอกชน เช่น เครื่องหมาย ตราช้างของ บริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด กลุ่มเจริญโภคภัณฑ์ CP เป็นต้น ภาพที่ 5.5 ตัวอย่างเครื่องหมายร่วม


155 2. การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า การยื่นขอจดทะเบียนการค้า โดยทั่วไปผู้ที่ต้องการจะยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ควร ที่จะขอตรวจค้นดูข้อมูลเบื้องต้นทางอินเทอร์เน็ต หรือติดต่อศูนย์บริการทรัพย์สินทางปัญญา ว่ามี เครื่องหมายการค้าที่จะทะเบียนไว้ก่อนแล้ว เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของตนหรือไม่ถ้า มีเครื่องหมายที่เหมือนหรือคล้ายกันได้จดทะเบียนแล้ว ก็ไม่สามารถจดทะเบียนการค้าที่ต้องการจด ทะเบียนได้ 3. ลักษณะของเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนได้ ลักษณะของเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนได้นั้นจะต้องมีลักษณะตามที่กฎหมายกำหนด โดยประกอบด้วยลักษณะ 3 ประการ คือ 3.1 มีลักษณะบ่งเฉพาะ คือ มีลักษณะที่ทำให้ประชาชนหรือผู้ซื้อสินค้านั้นทราบและ เข้าใจได้ว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายนั้นแตกต่างจากสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าอื่น เช่น เป็นภาพ หรือ คำที่ได้ประดิษฐ์ขึ้น ลายมือชื่อหรือภาพของผู้เป็นเจ้าของ เป็นต้น 3.2 ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย เช่น ธงชาติ เครื่องหมายราชการ พระบรม ฉายาลักษณ์ เป็นต้น 3.3 ไม่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว 4. อายุความคุ้มครอง การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีอายุความคุ้มครอง 10 ปี นับแต่วันที่จดทะเบียน (เริ่ม นับตั้งแต่วันยื่นคำขอ) โดยเมื่อจะครบกำหนดสามารถต่ออายุได้เป็นคราว ๆ คราวละ 10 ปี โดยการ ยื่นคำรองต่ออายุภายใน 90 วันก่อนวันหมดอายุ 5. วิธีการและสถานที่ยื่นคำขอ การยื่นคำขอจดทะเบียนการค้าสามารถทำได้ 3 วิธี ดังนี้ 5.1 การยื่นคำขอด้วยตนเอง พร้อมชำระค่าธรรมเนียม ณ ศูนย์บริการทรัพย์สินทาง ปัญญา ชั้น 3 กรมทรัพย์สินทางปัญญา หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัด ที่ผู้ขอมีภูมิลำเนาอยู่ 5.2 ยื่นคำขอทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ ถึงกรมทรัพย์สินทางปัญญา พร้อม ชำระ ค่าธรรมเนียมทางธนาณัติสั่งจ่ายกรมทรัพย์สินทางปัญญา 5.3 ยื่นคำขอทางอินเทอร์เน็ต โดยชำระค่าบริการ ตามวิธีการที่กำหนดทางเว็บไซต์ www.ipthailand.org


156 ภาษีอากรสำหรับธุรกิจ ภาษีอากร ในความหมายทั่วไป หมายถึง เงินได้หรือทรัพยากรที่เคลื่อนย้ายจากภาคเอกชน ไปสู่ภาครัฐบาล แต่ไม่รวมการกู้ยืมหรือขายสินค้าหรือให้บริการในราคาทุนโดยรัฐบาล การประกอบ กิจการที่มีรายได้จะต้องเสียภาษีอากร ภาษีจึงนับว่าเป็นต้นทุนอย่างหนึ่งของกิจการ ซึ่งผู้ประกอบการ จำเป็นจะต้องให้ความสำคัญ ภาษีที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจนั้นมีหลายประเภท เช่น ภาษีเงิน ได้ บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ ภาษีอากรถือ เป็น ภาระหน้าที่ที่ผู้ประกอบการต้องจ่ายให้แก่รัฐ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศเป็นส่วนรวม ทั้งยังเอื้ออำนวยต่อการเติบโตของตลาดไม่มากก็น้อยอีกด้วย 1. คำจำกัดความของภาษีอากร 1.1 ภาษีอากร โดยทั่วไปมีลักษณะบังคับจัดเก็บจากผู้มีรายได้ 1.2 ภาษีอากร มีลักษณะเป็นการเคลื่อนย้ายทรัพยากรจากผู้เสียภาษีมาสู่ภาครัฐ โดยที่ ผู้เสียภาษีจะไม่ได้รับผลตอบแทนโดยตรงแต่ผู้เสียภาษีจะได้รับประโยชน์ทางอ้อมจากเงินภาษีที่ รัฐนำไปบริหารจัดการให้กับสังคม 1.3 ภาษีอากรที่รัฐบาลได้รับไม่ก่อให้เกิดภาระแก่รัฐบาลที่จะต้องชดใช้คืนให้แก่ ภาคเอกชน 1.4 ภาษีอากรไม่จำเป็นต้องเรียกเก็บเป็นเงินเสมอไป อาจเรียกเก็บในรูปของสินค้า หรือ บริการก็ได้ ในแต่ละรอบปีภาษี (1 มกราคม - 31 ธันวาคม) กิจการขนาดย่อมจะต้องเสียภาษี ต่าง ๆ ตามที่กฎหมายกำหนด แต่ละกิจการจะเสียภาษีต่างกันไปตามประเภทของกิจการนั้น ๆ 2. ประเภทภาษีอากร ประมวลรัษฎากรเป็นกฎหมายที่ให้อำนาจกรมสรรพากรจัดเก็บภาษี 5 ประเภทใหญ่ ๆ ได้แก่ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากร แสตมป์ ภาษีอากรแต่ละประเภทมีลักษณะและวิธีการจัดเก็บที่แตกต่างกัน 3. ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 3.1 ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คือ ภาษีที่จัดเก็บจากบุคคลทั่วไป หรือจากหน่วยภาษี ที่ มีลักษณะพิเศษ ตามที่กฎหมายกำหนดและมีรายได้เกิดขึ้นตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยปกติจัดเก็บ เป็นรายปี รายได้ที่เกิดขึ้นในปีใดๆ ผู้มีรายได้มีหน้าที่ต้องนำไปแสดงรายการตนเองตามแบบแสดง รายการภาษีที่กำหนดภายในเดือนมกราคมถึงมีนาคมของปีถัดไป สำหรับผู้มีเงินได้บางกรณีกฎหมาย ยังกำหนดให้ยื่นแบบฯ เสียภาษีตอนครึ่งปี สำหรับรายได้ที่เกิดขึ้นจริง ในช่วงครึ่งปีแรก เพื่อเป็นการ บรรเทาภาระภาษีที่ต้องชำระและเงินได้บางกรณี กฎหมายกำหนดให้ผู้จ่ายทำหน้าที่ หักภาษี ณ ที่ จ่ายจากเงินได้ที่จ่ายบางส่วน เพื่อให้มีการทยอยชำระภาษีขณะที่มีเงินได้เกิดขึ้นอีกด้วย


157 3.2 ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ได้แก่ ผู้ที่มีเงินได้เกิดขึ้นระหว่างปีที่ผ่าน โดยมีสถานะ อย่างหนึ่งอย่างใด ได้แก่ บุคคลธรรมดา ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่ นิติ บุคคล ผู้ถึงแก่ความตายระหว่างปีภาษี กองมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง 3.3 กิจการเจ้าของคนเดียว หรือห้างหุ้นส่วนสามัญที่มีเงินได้เกิน 30,000 บาท ต่อปี ต้องชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เงินได้ในที่นี้นอกจากเงินสดแล้ว ยังหมายรวมถึงทรัพย์สิน และ ประโยชน์อื่นใดที่ได้รับ ซึ่งสามารถคำนวณเป็นเงิน นอกจากนี้ผู้ที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคล ธรรมดา ยังรวมถึงผู้ที่มีเงินได้จากการให้เช่าทรัพย์สินนั้น ไม่ว่าจะเป็นบ้าน อาคาร สิ่งปลูกสร้าง ที่ดิน 3.4 การเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสามารถยื่นแบบเสียภาษีได้ปีละ 2 ครั้ง ดังนี้ - ภาษีครึ่งปี ใช้แบบฟอร์ม ภ.ง.ด. 94 ตั้งแต่ 1 กรกฎาคม - 30 กันยายนของทุกปี - ภาษีสิ้นปี ใช้แบบฟอร์ม ภ.ง.ด. 90 ตั้งแต่ 1 มกราคม - 31 มีนาคมของปีถัดไป 4. ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีเงินได้นิติบุคคล เป็นภาษีอากรประเภทหนึ่งที่บัญญัติไว้ในประมวลรัษฎากร จัดเก็บ จาก เงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ที่จดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และ หมายความรวมถึงนิติบุคคลอื่น ๆ ที่ไม่ได้จดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ด้วย 4.1 นิติบุคคลที่ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ กระทรวง ทบวง กรม องค์การของรัฐบาล หรือ สหกรณ์ นอกจากนี้ยังมีนิติบุคคลที่ได้รับการยกเว้นตามบทบัญญัติของกฎหมาย ได้แก่ - บริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ตามข้อผูกพันที่ประเทศไทยมีอยู่ตามสัญญาว่า ด้วยความร่วมมือทาง เศรษฐกิจ หรือทางเทคนิคระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลต่างประเทศ - บริษัทจำกัดที่ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้ตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการ ลงทุน - บริษัทจำกัดและนิติบุคคลที่มีสภาพเช่นเดียวกับบริษัทจำกัดซึ่งตั้งขึ้นตาม กฎหมาย ไทยหรือกฎหมายต่างประเทศที่ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามพระราชบัญญัติ ภาษีเงินได้ - บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่อยู่ในประเทศที่มีอนุสัญญาว่าด้วยการเว้นการ เก็บภาษีซ้อนกับประเทศไทย ตามเงื่อนไขที่กำหนดในอนุสัญญา 4.2 ฐานภาษีในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล คำนวณจากเงินได้ที่ใช้เป็นหลักฐาน ในการคำนวณภาษีคูณด้วยอัตราภาษีที่กำหนด ดังนั้น เงินได้ที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลหรือ ฐาน ภาษีเงินได้นิติบุคคลนั้น โดยทั่วไปได้แก่กำไรสุทธิที่คำนวณตามเงื่อนไขที่กำหนด แต่เพื่อความ เป็น ธรรมและอุดช่องว่างในการจัดเก็บภาษีเงินได้ จึงได้มีการบัญญัติจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคล จากเงิน ได้หรือฐานภาษี ที่แตกต่างกัน ดังนี้ - กำไรสุทธิ


158 - ยอดรายได้ก่อนหักรายจ่าย - เงินได้ที่จ่ายจากหรือในประเทศไทย - การจำหน่ายเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนที่จดทะเบียนนิติบุคคลเสียภาษีนี้ โดยนำรายได้ที่เกิดขึ้นใน รอบ บัญชีหักออกด้วยรายจ่าย จะเหลือเป็นกำไรสุทธิ จากนั้นคิดภาษีร้อยละ 20 จากยอดกำไรสุทธิ 4.3 อัตราภาษีเงินได้จากกำไรสุทธิของบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล กฎหมาย กำหนดให้เสียร้อยละ 20 แต่สำหรับผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งเป็นนิติ บุคคลที่มีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมไทย รัฐบาลได้ปรับลดอัตราภาษีเงินได้ นิติบุคคล เพื่อส่งเสริมให้เกิดการลงทุน ดังนี้ ตารางที่ 5.1 อัตราภาษี กำไรสุทธิ (บาท) อัตราภาษี (ร้อยละ) ไม่เกิน - 300,000 300,000 3,000,000 3,000,000 ขึ้นไป 0 15 20 ทีมา : www.rd.g.th 4.4. การคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกำไรสุทธิ ผู้ประกอบการสามารถจะ คำนวณ ภาษีปีละ 2 ครั้ง ดังนี้ - คำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งรอบระยะเวลาบัญชีนั้น โดยจัดทำประมาณการ กำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิในรอบระยะเวลานั้นแล้ว ให้คำนวณและชำระเงินได้นิติบุคคลจาก จำนวน กึ่งหนึ่งของประมาณการกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น ภาษีที่คำนวณได้ ถือว่าเป็น เครดิตใน การเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล เมื่อสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีต้องนำไปหักออกจากภาษีที่ต้องจากกำไรสุทธิ ของทั้งรอบระยะเวลาบัญชี และในกรณีภาษีที่เสียไว้ครึ่งรอบระยะเวลาบัญชี สูงกว่าภาษีที่จะต้องเสีย ทั้งรอบระยะเวลาบัญชี กิจการมีสิทธิ์ขอคืนภาษีที่ชำระไว้เกินได้ - คำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลเมื่อสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีจากกำไรสุทธิ ตาม เงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในประมวลรัษฎากร โดยนำกำไรสุทธิคูณด้วยอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล 4.5 การยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษี บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เสีย ภาษี เงินได้จากกำไรสุทธิ จะต้องยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษี ดังนี้ - การเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งรอบระยะเวลาบัญชี จะต้องยื่นแบบแสดง รายการพร้อมชำระภาษี (ถ้ามี) ตามแบบ ภ.ง.ด. 51 ภายใน 2 เดือน นับจากวันสุดท้ายของเดือน ครึ่ง รอบ ระยะเวลาบัญชี


159 ภาพที่ 5.6 แสดงองค์ประกอบการหักภาษี ณ ที่จ่าย - การเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกำไรสุทธิเมื่อสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีจะต้อง ยื่น แบบแสดงรายการพร้อมชำระภาษี (ถ้ามี) ตามแบบ ภ.ง.ด. 50 ภายใน 150 วัน นับแต่วันสุดท้าย ของ รอบระยะเวลาบัญชี 5. ภาษีมูลค่าเพิ่ม 5.1 ภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value Added Tax : VAT) เป็นภาษีที่เรียกเก็บจากผู้ขายสินค้า ใน ประเทศ การให้บริการในประเทศ และการนำเข้าสินค้า ผู้ประกอบการที่ขายสินค้าหรือให้บริการ ในทางธุรกิจหรือวิชาชีพเป็นปกติธุระ ไม่ว่าจะประกอบกิจการในรูปของบุคคลธรรมดา คณะบุคคล หรือห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล หรือนิติบุคคลใด ๆ หากมีรายรับจากการขายสินค้าหรือให้ บริการเกินกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี มีหน้าที่ต้องยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อเป็น ผู้ประกอบการจดทะเบียน โดยคำนวณภาษีที่ต้องเสียจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อในแต่ละเดือน 5.2 ผู้มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม แบ่งเป็น 3 ประเภท (1) ผู้ประกอบการ มีองค์ประกอบดังนี้ ก. เป็นบุคคลธรรมดา คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล หรือนิติบุคคล ข. ขายสินค้าหรือให้บริการในทางธุรกิจหรือวิชาชีพ ค. ประกอบกิจการในราชอาณาจักร (2) ผู้นำเข้า คือ ผู้ประกอบการ/บุคคลอื่นซึ่งนำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักรไม่ว่า เพื่อการใด รวมทั้งการนำสินค้าที่ต้องเสียอากรขาเข้า หรือที่ได้รับยกเว้นอากรขาเข้า (3) ผู้ที่กฎหมายกำหนดให้มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นกรณีพิเศษ ผู้จ่ายเงินได้ กฎหมายที่กำหนด ให้หักภาษี ผู้รับเงินได้ ประเภทเงินได้ พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร


160 5.3 อัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม มี 2 อัตรา ได้แก่ (1) อัตราภาษีปกติ ตามประมวลรัษฎากรมีอัตราเดียวคือร้อยละ 10 แต่ปัจจุบันมี พระราชกฤษฎีกาลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มจากร้อยละ 10 เหลือร้อยละ 7 (ภาษีมูลค่าเพิ่ม ร้อยละ 6.3 รวมกับภาษีท้องถิ่น ร้อยละ 0.7) (2) อัตราภาษีร้อยละ 0 มีผลไม่ต้องเสียภาษีขายจากร้านค้าหรือบริการและยัง ได้รับคืน ภาษีซื้อ ตัวอย่างผู้ประกอบการที่เสียภาษีอัตราร้อยละ 0 เช่น การส่งออกสินค้าของ ผู้ประกอบการ จดทะเบียนการขายสินค้าหรือบริการให้กับองค์การสหประชาชาติ สถาน เอกอัครราชทูต เป็นต้น 5.4 การคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มมีวิธีการคำนวณ 2 กรณี ดังนี้ (1) กรณีเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนทั่วไป ภาษีที่ต้องชำระ = ภาษีขาย - ภาษีซื้อ ภาษีขาย คือ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนได้เรียกเก็บจากผู้ซื้อ สินค้า หรือผู้รับบริการ หากภาษีขายเกิดขึ้นในเดือนใดก็เป็นภาษีขายของเดือนนั้น ภาษีซื้อ คือ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการได้จ่ายให้กับผู้ขายสินค้า หรือผู้ ให้บริการ หากภาษีซื้อเกิดขึ้นในเดือนใดก็เป็นภาษีซื้อของเดือนนั้น ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม มีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มให้กับกรมสรรพากร ถ้าในเดือนใดกิจการมีภาษีขายมากกว่าภาษีซื้อกิจการ แต่ถ้ากิจการมีภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย กิจการ ที่เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน มีสิทธิ์ได้รับคืนภาษีหรือขอเป็นเครดิตในเดือนถัดไป (2) กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มอัตราร้อยละ 0 ให้คำนวณเช่น เดียว กับการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ร้อยละ 7 เพียงแต่ภาษีขายมีค่าเป็น 0 เสมอ ภาษีซื้อจะเกิด ตลอดเวลา ตัวอย่าง การคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม สมชายผลิตเฟอร์นิเจอร์ ได้ซื้อไม้มา 10,000 บาท วัสดุอื่น ๆ เช่น นอต ตะปู ทินเนอร์สีทาไม้ รวม 4,000 บาท ขายไปในราคาตัวละ 40,000 บาท ดังนั้น ภาษีมูลค่าเพิ่มที่สมชายจะต้องเสีย มีวิธีการคำนวณ ดังนี้ ภาษีขาย (เรียกเก็บจากผู้ซื้อ) = 40,000 x 7 100 = 2,800 บาท ภาษีซื้อ (จ่ายให้แก่ผู้ขายไม้) = 10,000 x 7 100 + 4,000 x 7 100 = 980 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องชำระ = ภาษีขาย - ภาษีซื้อ = 2,800 - 980 บาท = 1,820 บาท


161 กรณีราคาไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม เมื่อมีการขายสินค้าจะคิดภาษีมูลค่าเพิ่มจากราคาที่ กำหนด เช่น เสื้อราคา 1,000 บาท อัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% บริษัทต้องเรียกเก็บเงินจากลูกค้าเท่ากับ 1,070 บาท กรณีราคาสินค้ารวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วเมื่อมีการขายก็จะเรียกเก็บจากลูกค้าตามราคาที่ กำหนดและต้องออกใบกำกับภาษีเต็มรูปให้ลูกค้า บริษัทต้องคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มจากราคาขายนั้น ตัวอย่าง บริษัทได้กำหนดราคาสินค้ารวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว = 1,500 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม = 1,500 x 7 100 = 105 บาท มูลค่าสินค้าไม่รวมภาษี = 1,500 x 100 107 = 1,000 บาท 5.5 การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม มีรายละเอียดดังนี้ (1) ผู้มีหน้าที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ได้แก่ ผู้ประกอบการที่มีลักษณะต่อไปนี้ ก. มีรายรับจากการขายสินค้าหรือให้บริการเกินกว่า 1,200,000 บาท ข. เป็นผู้ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่มีความประสงค์จะขอจดทะเบียน ภาษี มูลค่าเพิ่ม เช่น มีรายรับไม่เกิน 1,200,000 บาทต่อปี หรือขายสินค้าทางการเกษตร ขาย หนังสือพิมพ์ นิตยสาร ตำราเรียน เป็นต้น ค. อยู่นอกราชอาณาจักรและได้ขายสินค้า/ให้บริการในราชอาณาจักรเป็น ปกติธุระ (2) กำหนดเวลาจดทะเบียน ก. ยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มก่อนวันเริ่มประกอบกิจการ หรือ ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่มีรายรับเกินเกณฑ์ที่กำหนด โดยใช้แบบขอจดทะเบียน ภ.พ. 01 ข. การยื่นคำขอจดทะเบียนสามารถยื่นคำขอจดทะเบียนได้ ณ ที่ว่าการ อำเภอ เมื่อจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วจะได้รับใบทะเบียน หรือในเขตท้องที่ที่สถานประกอบการ ตั้งอยู่ ภาษีมูลค่าเพิ่มตามแบบ ภ.พ.20 (3) หน้าที่ของผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม มีดังนี้ ก. เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ และออกใบกำกับ ภาษี เพื่อเป็นหลักฐานในการเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ใบกำกับภาษีคือเอกสารหลักฐานที่ ผู้ประกอบการ จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มมีหน้าที่ต้องจัดทำ และออกให้แก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ ทุกครั้งที่ขาย ข. จัดทำรายงานตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งได้แก่ รายงานภาษีซื้อ รายงาน ภาษีขาย และรายงานสินค้าและวัตถุดิบ


162 ค. ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีตามแบบ ภ.พ. 30 อย่างไรก็ตาม การเสียภาษีมูลค่าเพิ่มก็มีข้อยกเว้นให้กิจการบางประเภทที่ไม่ต้องเสียภาษี มูลค่าเพิ่ม เช่น การขายสินค้า ให้บริการที่มีรายรับไม่เกิน 600,000 บาทต่อปี การขายพืชผล การเกษตร รวมทั้งวัตถุพลอยได้จากพืชที่มีสภาพเดิม การขายสัตว์ที่มีชีวิต ไม่มีชีวิต ส่วนต่าง ๆ ของ สัตว์และวัตถุพลอยได้ที่มีสภาพสด ขายปุ๋ย ปลาป่น อาหารสัตว์ เคมีภัณฑ์สำหรับพืชและสัตว์ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร ตำราเรียน ให้บริการขนส่งในราชอาณาจักร ให้บริการเช่าอสังหาริมทรัพย์ ปัจจุบันการยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษี ไม่ว่าจะเป็น ภ.ง.ด. 90 ภ.ง.ด. 50 หรือ ภพ. 30 นั้น สามารถยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีได้ทาง Internet ซึ่งสร้างความสะดวก รวดเร็ว ไม่ต้องเสียเวลา ในการคำนวณ โดยสามารถใช้บริการของกรมสรรพากรได้ที่ www.rd.go.th ภาพที่ 5.7 การยื่นแบบภาษีผ่านอินเทอร์เน็ต


163 ภาพที่ 5.8 ตัวอย่างใบกำกับภาษี ในการขายสินค้าหรือบริการนั้นย่อมต้องมีหลักฐาน ซึ่งหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ใบเสร็จ รับเงินซึ่งเป็นใบรับที่แสดงการรับชำระเงิน หากเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มก็จะต้อง มีใบกำกับภาษีมาเกี่ยวข้องนอกเหนือจากใบเสร็จรับเงินด้วย ลักษณะของใบเสร็จรับเงินและ ใบกำกับ ภาษีจะต้องมีสาระสำคัญที่กฎหมายกำหนดไว้จึงจะถือว่าถูกต้อง สำหรับผู้ประกอบการ จดทะเบียน ภาษีมูลค่าเพิ่มจะใช้ใบกำกับภาษีกับใบเสร็จรับเงินในฉบับเดียวกันก็ได้ 6. ภาษีธุรกิจเฉพาะ ภาษีธุรกิจเฉพาะเป็นภาษีตามประมวลรัษฎากรประเภทหนึ่ง จัดเก็บจากการประกอบ กิจการเฉพาะอย่างแทนภาษีการค้าที่ถูกยกเลิก ภาษีธุรกิจเฉพาะเริ่มใช้บังคับใน พ.ศ. 2535 พร้อมกับ ภาษีมูลค่าเพิ่ม การประกอบธุรกิจต่อไปนี้ต้องจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะ ได้แก่ การธนาคาร ธุรกิจ การเงิน การประกันชีวิต การรับจำนำ การประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคาร พาณิชย์ การขาย อสังหาริมทรัพย์เป็นทางการค้าหรือหากำไร การขายหลักทรัพย์และการประกอบการอื่นตามที่กำหนด โดยพระราชกฤษฎีกา การยื่นขอจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะผู้ประกอบการจะต้องเสียภาษีโดยคำนวณจาก ยอดขายในอัตราร้อยละ 3.3 ในแต่ละเดือน และนำยื่นภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป โดยใช้ แบบฟอร์ม ภ.ธ. 40 7. อากรแสตมป์ อากรแสตมป์ เป็นภาษีตามประมวลรัษฎากรประเภทหนึ่ง จัดเก็บจากการกระทำ ตราสาร 28 ลักษณะ ตามที่กำหนดไว้ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ 7.1 ผู้มีหน้าที่เสียอากรแสตมป์ มีดังนี้


164 - บุคคลตามที่ระบุไว้ในช่องที่ 3 ของบัญชีอัตราอากรแสตมป์ เช่น ผู้ให้เช่า ผู้โอน ผู้ให้กู้ ผู้รับประกันภัย ฯลฯ - ถ้าตราสารทำขึ้นนอกประเทศ ให้เป็นหน้าที่ของผู้ทรงตราสารคนแรกในประเทศ เป็น ผู้เสียอากรภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น - ตั๋วเงินที่ยื่นให้ชำระเงิน มิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ผู้รับตั๋วจะเสียอากรและใช้สิทธิ์ ไล่ เบี้ยจาก ผู้มีหน้าที่เสียอากร หรือหักค่าอากรจากเงินที่จะชำระก็ได้ - ผู้มีหน้าที่เสียอากร ตามที่ระบุไว้ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ อาจตกลงให้ คู่กรณีอีก ฝ่ายหนึ่งเป็นผู้เสียอากรแทนตนก็ได้ ในการประกอบธุรกิจนั้นนอกเหนือจากการปฏิบัติตามกฎหมายด้านภาษีแล้ว ผู้ประกอบการ จำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับธุรกิจ ซึ่งเป็นกฎระเบียบของหน่วยงาน เมื่อขอจัดตั้ง กิจการแล้วก็ต้องมีการเสียภาษี นอกจากนี้การทำธุรกิจยังเกี่ยวข้องกับบุคคลที่เข้ามา ปฏิบัติงานใน ธุรกิจนั้น ๆ ดังนั้นผู้ประกอบการจึงต้องมีการกำหนดบทบาทหน้าที่ ความรับผิดชอบ วางกฎระเบียบ รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนงานกับเพื่อนร่วมงาน และระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างอีกด้วย เพื่อให้ เกิดความเข้าใจอันดีระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง ดังนั้นจึงต้องมีการจัดทำคู่มือ ต่าง ๆ เพื่อสื่อสารให้เกิด ความเข้าใจและความชอบธรรมทั้งสองฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการคัดเลือก การฝึกอบรม การจ่าย ค่าตอบแทน วันหยุด ระเบียบวินัย ความปลอดภัยต่าง ๆ อีกด้วย ๆ ดังนั้นผู้ประกอบการจึงต้องมี ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายต่าง ๆ ได้แก่ กฎหมายคุ้มครองแรงงาน กฎระเบียบเกี่ยวกับอาชีวอนามัยและ ความปลอดภัยในสถานประกอบการ กฎหมายแรงงานสัมพันธ์ และกฎหมายประกันสังคม กฎหมายคุ้มครองแรงงาน 1. ลักษณะของกฎหมายคุ้มครองแรงงาน กฎหมายคุ้มครองแรงงานที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ คือ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ปรับปรุง พ.ศ. 2562 เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 5 พฤษภาคม 2562 เป็นกฎหมาย ที่ตรา ขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการคุ้มครองผู้เป็นลูกจ้างไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบจากนายจ้าง หรือเพื่อให้มี การใช้แรงงานอย่างเป็นธรรมและเหมาะสม กฎหมายคุ้มครองแรงงานจะไม่คุ้มครอง ลูกจ้างในงาน เกษตรกรรม งานที่รับไปทำที่บ้าน กิจการโรงเรียนเอกชน (เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้อง กับครูใหญ่ และ ครู) กฎหมายคุ้มครองแรงงานเป็นกฎหมายที่บัญญัติถึงสิทธิ หน้าที่ระหว่างนายจ้าง ลูกจ้าง โดย กำหนดเกี่ยวกับมาตรฐานขั้นต่ำในการจ้าง (ค่าจ้างเหมาะสม) การใช้แรงงาน การจัด สถานที่และ อุปกรณ์ในการทำงาน ซึ่งสรุปลักษณะสำคัญของกฎหมายคุ้มครองแรงงานได้ ดังนี้


165 - เป็นกฎหมายที่เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพทางเศรษฐกิจและสังคม กฎหมาย คุ้มครอง แรงงานนั้นผูกพันอยู่กับสภาพสังคม เศรษฐกิจและการเมือง เมื่อสภาพต่าง ๆ เหล่านี้ เปลี่ยนแปลงไป กฎหมายคุ้มครองแรงงานก็สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้สอดคล้องกับภาวะที่ เปลี่ยนแปลงไปได้ - เป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน กฎหมายคุ้มครอง แรงงาน มุ่งที่จะสร้างความเป็นธรรมในสังคม โดยเฉพาะเพื่อคุ้มครองลูกจ้างมิให้ถูกนายจ้างเอารัด เอา เปรียบเกินไป ที่มีโทษทางอาญาหากมีการฝ่าฝืน และนายจ้างอาจถูกดำเนินคดีทางแพ่งเพื่อบังคับให้ จ่ายเงิน หรือชดใช้ค่าเสียหายแก่ลูกจ้างบทบัญญัติในกฎหมายคุ้มครองแรงงานจึงเป็นข้อบังคับที่ เด็ดขาด เป็นกฎหมาย - เป็นกฎหมายถึงมหาชนกึ่งเอกชน คือเป็นกฎหมายที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่าง นายจ้างและลูกจ้าง จึงมีลักษณะเป็นกฎหมายเอกชน และมีโทษทางอาญาเมื่อมีการฝ่าฝืน ซึ่งเป็น ลักษณะของกฎหมายมหาชน - เป็นกฎหมายทางสังคม กฎหมายคุ้มครองแรงงานตราขึ้นเพื่อสร้างความเป็นธรรม ในสังคม มุ่งที่จะคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของลูกจ้าง 2. ขอบเขตการบังคับใช้ ขอบเขตการบังคับใช้ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 (ปรับปรุง พ.ศ. 2562) ใช้ บังคับแก่นายจ้าง ลูกจ้างในกิจการจ้างงานทุกราย ไม่ว่าจะประกอบกิจการประเภทใด และไม่ว่าจะมี จำนวนลูกจ้างเท่าใด ยกเว้นนายจ้างหรือกิจการตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4 คือ 2.1 ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น 2.2 รัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ 2.3 นายจ้างประเภทที่ได้กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ซึ่งจะไม่ใช้บังคับตามกฎหมาย ทั้งฉบับหรือบางส่วนก็ได้ ซึ่งได้ออกกฎกระทรวง 2 ฉบับ ยกเว้นมิให้ใช้บังคับกฎหมายทั้งฉบับ แก่ โรงเรียนเอกชนในส่วนที่เกี่ยวกับครูและครูใหญ่งานเกษตรกรรมและงานรับไปทำที่บ้านกับยกเว้น ไม่ให้ใช้บังคับกฎหมายบางส่วนแก่นายจ้างซึ่งจ้างลูกจ้างทำงานเกี่ยวกับงานบ้านอันมิได้ประกอบธุรกิจ รวมอยู่ด้วย (ฎีกาที่ 3206/2533) และนายจ้างซึ่งจ้างลูกจ้างทำงานที่มิได้แสวงหากำไร ในทาง เศรษฐกิจ ตัวอย่างงานที่มิได้แสวงหากำไรทางเศรษฐกิจ เช่น สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ (ฎีกา ที่ 1340/2525) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ฎีกาที่ 1785/2527) สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา (ฎีกาที่ 2762/2528) กองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายตามกฎหมายว่าด้วยอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527 มิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไรทางเศรษฐกิจ จึงไม่มีอำนาจฟ้องกองทุนให้รับผิดค่าชดเชย


166 3. ข้อพึงปฏิบัติของผู้ประกอบการ ข้อพึงปฏิบัติของผู้ประกอบการตามสาระสำคัญของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2562 (ในที่นี้จะใช้อัตราค่าจ้างของวันที่ 1 เมษายน 2561) มีดังนี้ 3.1 อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ค่าจ้างขั้นต่ำเป็นรายวัน เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2561 แบ่งได้ ดังนี้ - กำหนดปรับค่าจ้างขั้นต่ำ เป็นวันละ 330 บาท ในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ภูเก็ตและ ระยอง - กำหนดปรับค่าจ้างขั้นต่ำ เป็นวันละ 325 บาท ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ฉะเชิงเทรา นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ และสมุทรสาคร - กำหนดปรับค่าจ้างขั้นต่ำ เป็นวันละ 320 บาท ในพื้นที่จังหวัดกระบี่ ขอนแก่น เชียงใหม่ ตราด นครราชสีมา พระนครศรีอยุธยา พังงา ลพบุรี สงขลา สระบุรี สุพรรณบุรี สุราษฎร์ ธานี หนองคาย และอุบลราชธานี - กำหนดปรับค่าจ้างขั้นต่ำ เป็นวันละ 318 บาท ในพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ จันทบุรี นครนายก ปราจีนบุรี มุกดาหาร สกลนคร และสมุทรสงคราม - กำหนดปรับค่าจ้างขั้นต่ำ เป็นวันละ 315 บาท ในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี ชัยนาท นครพนม นครสวรรค์ น่าน บึงกาฬ บุรีรัมย์ ประจวบคีรีขันธ์ พะเยา พัทลุง พิษณุโลก เพชรบุรี เพชรบูรณ์ ยโสธร ร้อยเอ็ด เลย สระแก้ว สุรินทร์ อ่างทอง อุดรธานี และ อุตรดิตถ์ - กำหนดปรับค่าจ้างขั้นต่ำ เป็นวันละ 310 บาท ในพื้นที่จังหวัดกำแพงเพชร ชัยภูมิ ชุมพร เชียงราย ตรัง ตาก นครศรีธรรมราช พิจิตร แพร่ มหาสารคาม แม่ฮ่องสอน ระนอง ราชบุรี ลำปาง ลำพูน ศรีสะเกษ สตูล สิงห์บุรี สุโขทัย หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ และอุทัยธานี - กำหนดปรับค่าจ้างขั้นต่ำ เป็นวันละ 308 บาท ในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ปัตตานี และยะลา ทั้งนี้ในการกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำนั้น ผู้ประกอบการควรตรวจสอบข้อมูลและ ศึกษาระเบียบต่าง ๆ ซึ่งสามารถตรวจสอบข้อมูลอัตราค่าจ้างขั้นต่ำได้ที่จังหวัดที่ตนเองสังกัดอยู่ หรือ หน่วยงานที่ให้บริการ เช่น กระทรวงแรงงาน http://www.mol.go.th/ 3.2 เวลาทำงานปกติ ให้นายจ้างกำหนดเวลาทำงานปกติของลูกจ้างในทุกประเภท งาน ไม่เกิน 8 ชม. ต่อวัน และไม่เกิน 48 ชม. ต่อสัปดาห์ เว้นแต่งานที่อาจเป็นอันตราย ไม่เกิน 7 ชม. ต่อวัน และไม่เกิน 42 ชม. ต่อสัปดาห์ 3.3 เวลาพัก ในวันที่มีการทำงานให้นายจ้างจัดให้ลูกจ้างมีเวลาพักระหว่างการ ทำงาน วันหนึ่งไม่น้อยกว่า 1 ชม. หลังจากลูกจ้างทำงานมาแล้วไม่เกิน 5 ชม. ติดต่อกัน นายจ้างและ ลูกจ้าง อาจตกลงกันล่วงหน้าให้มีเวลาพักครึ่งน้อยกว่า 1 ชั่วโมงก็ได้ แต่เมื่อรวมกันแล้ววันหนึ่งต้องไม่


167 น้อยกว่า 1 ชั่วโมง เวลาพักระหว่างการทำงานไม่ให้นับรวมในเวลาทำงาน เว้นแต่เวลาพักที่รวมกัน ใน วันหนึ่งเกิน 2 ชม. ต่อวัน ให้นับเวลาที่เกิน 2 ชม. เป็นเวลาทำงานปกติ 3.4 วันหยุดประจำสัปดาห์ ให้จัดวันหยุดประจำสัปดาห์ไม่น้อยกว่า 1 วัน โดยต้องมี ระยะห่างไม่เกิน 6 วัน แล้วแต่ตามตกลงว่าจะเป็นวันใด 3.5 วันหยุดตามประเพณี ให้มีวันหยุดไม่น้อยกว่า 13 วันต่อปี โดยรวมวันที่ 1 พฤษภาคม คือ วันแรงงานแห่งชาติด้วย ให้นายจ้างกำหนดวันหยุดจากวันหยุดราชการ วันหยุดทาง ศาสนา หรือตามธรรมเนียมประเพณีท้องถิ่น หากตรงกับวันหยุดประจำสัปดาห์ของลูกจ้างก็ให้หยุด ชดเชย ในวันทำงานถัดไป กรณีที่ไม่อาจหยุดในวันหยุดตามประเพณีได้ ก็ให้ตกลงหยุดในวันอื่นชดเชย หรือจ่ายค่าตอบแทนในวันหยุดไป 3.6 วันหยุดพักผ่อนประจำปี ลูกจ้างที่ทำงานมาครบ 1 ปี มีสิทธิ์หยุดพักผ่อน ประจำปีได้ ไม่น้อยกว่า 6 วันทำงานต่อปี ในปีต่อมาอาจให้หยุดได้มากกว่า 8 วันก็ได้ ซึ่งนายจ้างและ ลูกจ้าง อาจตกลงกันล่วงหน้าให้สะสมวันหยุดที่ลูกจ้างไม่ได้หยุดในปีนั้น รวมเข้ากับปีต่อ ๆ ไปได้ ส่วน ลูกจ้างที่ยังทำงานไม่ครบ 1 ปี นายจ้างอาจคำนวณตามสัดส่วนของการทำงานแล้วแต่กรณี 3.7 การลาป่วย ลูกจ้างมีสิทธิ์ลาป่วยได้ตามที่ป่วยจริง หากลา 3 วันขึ้นไปนายจ้าง อาจ ให้ลูกจ้างแสดงใบรับรองแพทย์ หากลูกจ้างไม่สามารถแสดงใบรับรองแพทย์ได้ให้ลูกจ้างชี้แจงกับ นายจ้างทราบว่าไม่สามารถมาทำงานได้เนื่องจากประสบอันตราย หรือเจ็บป่วยระหว่างทำงาน หรือ ลาคลอด ซึ่งจะไม่ถือเป็นวันลาป่วยตามเงื่อนไขนี้ - สิทธิ์ลาเพื่อการอื่น ให้สิทธิ์เพื่อลาทำหมัน และลาเนื่องจากการทำหมันตามเวลา ที่แพทย์กำหนด ให้สิทธิ์เพื่อรับราชการทหาร ในการเรียกพลเพื่อตรวจสอบตามกฎหมายว่าด้วยการ รับราชการทหาร - สิทธิ์ลาคลอดบุตร ลาคลอดบุตรได้ครรภ์หนึ่งไม่เกิน 98 วัน รวมถึงวันลาเพื่อ ตรวจครรภ์ก่อนคลอดบุตรโดยนับรวมวันหยุดที่มีระหว่างวันลาด้วย 3.8 ข้อห้ามการใช้แรงงานหญิง ห้ามมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างซึ่งเป็นหญิง ทำงานอย่าง ใด อย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้ - งานเหมืองแร่หรืองานก่อสร้างใต้ดิน ใต้น้ำ ในถ้ำ อุโมงค์ หรือปล่องภูเขา เว้นแต่ ลักษณะงานไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ - งานที่ต้องทำบนนั่งร้านสูง 10 เมตรขึ้นไป - งานผลิตหรือขนส่งวัตถุระเบิดหรือวัตถุไวไฟ งานอื่นตามที่กำหนดใน กฎกระทรวง ห้ามมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างหญิงที่ตั้งครรภ์ ทำงานระหว่างเวลา 22:00 น. – 06:00 น. ทำงานล่วงเวลา ทำงานในวันหยุด หรือทำงานดังต่อไปนี้


168 ก. งานเกี่ยวกับเครื่องจักรที่มีความสั่นสะเทือน ข. งานขับเคลื่อนหรือติดไปกับพาหนะ ค. งานยก แบก หาม หาบ ทูน ลาก หรือเข็นของหนักเกิน 15 กิโลกรัม ง. งานในเรือ จ. งานอื่นๆ ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง 3.9 ข้อห้ามในการใช้แรงงานเด็ก - ห้ามจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี การจ้างเด็กอายุไม่ถึง 18 ปี ต้องแจ้งพนักงาน ตรวจแรงงานภายใน 15 วัน จัดทำบันทึกสภาพการจ้าง ภายใน 7 วันนับจากวันที่เด็กออกจากงาน และแจ้งสิ้นสุดการจ้างต่อพนักงานตรวจแรงงาน - ให้มีเวลาพักวันหนึ่งไม่น้อยกว่า 1 ชม. ติดต่อกัน หลังจากทำงานมาแล้วไม่เกิน4 ชม. และใน 4 ชม. ให้มีเวลาพักเพื่อให้เด็กมีโอกาสเปลี่ยนอิริยาบถ - ห้ามนายจ้างให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ทำงานระหว่างเวลา 22:00 น. – 06:00 น. เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากกรมคุ้มครองแรงงาน และห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ทำงานล่วงเวลาหรือ วันหยุด ยกเว้นในบางกรณี - ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ทำงานต่อไปนี้ ก. งานหลอม เป่า หล่อ รีดโลหะ ข. งานปั๊มโลหะ ค. งานเกี่ยวกับความร้อน ความเย็น ความสั่นสะเทือน เสียงและแสงที่มี ระดับต่างจากปกติ ง. งานเกี่ยวกับสารเคมีที่เป็นอันตราย จ. งานเกี่ยวกับจุลชีวันเป็นพิษ ฉ. งานเกี่ยวกับวัตถุมีพิษ วัตถุระเบิด วัตถุไวไฟ เว้นแต่งานสถานีน้ำมัน เชื้อเพลิง ช. งานขับ บังคับ หรือยกปั้นจั่น ซ. งานใช้เลื่อยเดินด้วยพลังไฟฟ้าหรือเครื่องยนต์ ฌ. งานใต้ดิน ใต้น้ำ ในถ้ำ อุโมงค์ หรือปล่องในภูเขา ญ. งานเกี่ยวกับกัมมันตภาพรังสี ฎ. งานทำความสะอาดเครื่องจักรหรือเครื่องยนต์ขณะที่เครื่องยนต์กำลัง ทำงาน ฎ. งานบนนั่งร้านสูงกว่า 10 เมตรขึ้นไป


169 3.10 ค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด งานที่ เท่า เทียมกัน ปริมาณเท่ากัน นายจ้างจะต้องจ่ายค่าจ้างเท่ากันไม่ว่าชายหรือหญิง และจ่ายเป็นเงิน ตรา ไทย เว้นแต่จะได้รับการยินยอมจากลูกจ้าง - นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างตามปกติในวันหยุดประจำสัปดาห์ (เว้นแต่ลูกจ้างได้รับ ค่าจ้างรายวัน รายชั่วโมง หรือต่อหน่วย) วันหยุดตามประเพณี และวันหยุดพักผ่อนประจำปีค่าจ้าง ใน วันลาป่วยเท่ากับค่าจ้างในวันทำงาน ตลอดระยะเวลาที่ลา แต่ 1 ปีต้องไม่เกิน 30 วันทำงาน - ลูกจ้างใช้สิทธิ์ลาเพื่อทำหมัน หรือลารับราชการทหาร ให้จ่ายค่าจ้างเท่ากับ ค่าจ้างในวันทำงาน ตลอดระยะเวลาที่ลา แต่ 1 ปี ต้องไม่เกิน 60 วัน - ลูกจ้างหญิงที่ลาคลอดบุตรจะได้รับค่าจ้างตลอดระยะเวลาที่ลาแต่ไม่เกิน 45 วัน - ค่าจ้างล่วงเวลาในวันทำงาน ต้องจ่ายในอัตราไม่น้อยกว่า 1 % ของอัตราค่าจ้าง ต่อชั่วโมงในวันทำงาน หรือของอัตราค่าจ้างต่อหน่วยในวันทำงานสำหรับลูกจ้าง ซึ่งได้รับค่าจ้างตาม ผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย - ค่าจ้างในวันหยุด แบ่งเป็น 2 กรณี ก. ลูกจ้างที่มีสิทธิ์ได้ค่าจ้างในวันหยุด ให้จ่ายเพิ่มจากค่าจ้างไม่น้อยกว่า 1 เท่า ของอัตราค่าจ้างตามจำนวนที่ทำ ข. ลูกจ้างที่ไม่มีสิทธิ์ได้รับค่าจ้างในวันหยุด ให้จ่ายไม่น้อยกว่า 2 เท่าของ อัตรา ค่าจ้าง ตามจำนวนที่ทำ - ค่าล่วงเวลาในวันหยุด ให้จ่ายไม่น้อยกว่า 3 เท่าของอัตราค่าจ้างตามจำนวนที่ ทำ ในกรณีที่นายจ้างมิได้จัดให้ลูกจ้างหยุดงาน หรือหยุดงานน้อยกว่าที่กำหนดในกฎหมาย ให้นายจ้าง จ่ายค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด เสมือนลูกจ้างทำงานในวันหยุด 3.11 การคำนวณค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด ใน กรณี ลูกจ้างรับค่าจ้างเป็นรายเดือน - อัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงาน = ค่าจ้างรายเดือน หารด้วย 30 x ชั่วโมง ทำงานโดยเฉลี่ย - การคำนวณชั่วโมงทำงานล่วงเวลา กรณีนายจ้างกำหนดเวลาทำงานปกติเป็น สัปดาห์ ให้นับวันหยุดตามประเพณี วันหยุดพักผ่อนประจำปี และวันลาเป็นวันทำงาน - การคำนวณค่าจ้างเป็นรายเดือน รายวัน รายชั่วโมง หรือระยะเวลาอย่างอื่นไม่ เกิน 1 เดือน หรือตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย ให้จ่ายไม่น้อยกว่า 1 ครั้งต่อ 1 เดือน เว้นแต่ตก ลง กันอย่างอื่นอันเป็นประโยชน์ต่อลูกจ้าง เช่นเดียวกับค่าล่วงเวลา และค่าล่วงเวลาในวันหยุด แต่ หากนายจ้างเลิกจ้าง นายจ้างจะต้องจ่ายค่าจ้าง ค่าทำงานในวันหยุด ค่าล่วงเวลา และค่าล่วงเวลา ใน วันหยุด ตามสิทธิ์ที่ลูกจ้างควรได้ใน 3 วันหลังจากเลิกจ้าง


170 3.12 การพักงาน นายจ้างมีสิทธิ์พักงานเพื่อสอบสวนความผิดของลูกจ้าง เว้นแต่มี ข้อบังคับหรือข้อตกลงในการพักงาน ได้ไม่เกิน 7 วัน และต้องจ่ายเงินในช่วงพักงาน ตามอัตราที่ กำหนดไม่ต่ำกว่า 50% ของค่าจ้าง เมื่อสอบสวนแล้วพบว่าไม่มีความผิดนายจ้างต้องจ่ายเงิน ให้กับ ลูกจ้างคืนให้เท่ากับวันทำงานปกติ นับแต่วันที่ถูกพักงาน พร้อมดอกเบี้ย 15% ต่อปี 3.13 ค่าชดเชย ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยกรณีเลิกจ้าง ดังนี้ - ทำงานครบ 120 วัน แต่ไม่ครบ 1 ปีให้จ่ายไม่น้อยกว่าอัตราสุดท้าย 30 วัน - ทำงานครบ 1 ปี แต่ไม่ครบ 3 ปี จ่ายไม่น้อยกว่า 90 วัน - ทำงานครบ 3 ปี แต่ไม่ครบ 6 ปี จ่ายไม่น้อยกว่า 180 วัน - ทำงานครบ 6 ปี แต่ไม่ครบ 10 ปี จ่ายไม่น้อยกว่า 240 วัน - ทำงานครบ 10 ปีขึ้นไป จ่ายไม่น้อยกว่า 300 วัน - ทำงานครบ 20 ปีขึ้นไป จ่ายไม่น้อยกว่า 400 วัน - ค่าชดเชยพิเศษนอกเหนือจากค่าชดเชยปกติ กรณีนายจ้างเลิกจ้างเพราะ ปรับปรุง หน่วยงาน กระบวนการผลิต เนื่องจากเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี โดยลูกจ้างที่ทำงานครบ 6 ปี ขึ้นไป และได้รับค่าชดเชยพิเศษไม่น้อยกว่า 15 วัน รวมแล้วไม่เกิน 360 วันนายจ้างไม่ต้องจ่าย ค่าชดเชย ให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างในกรณีต่อไปนี้ ก. ทุจริตในหน้าที่หรือทำผิดทางอาญาโดยเจตนาต่อนายจ้าง ข. จงใจให้นายจ้างได้รับความเสียหาย ค. ประมาทเลินเล่อทำให้นายจ้างเสียหายอย่างร้ายแรง ง. ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างอัน ชอบ ด้วยกฎหมายและเป็นธรรมซึ่งได้ตักเตือนเป็นหนังสือ ยกเว้นกรณีร้ายแรงที่นายจ้างไม่ต้อง ตักเตือน จ. ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 3 วันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันควร ฉ. รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาสูงสุดให้จำคุก เว้นแต่ความผิดโดยประมาท 3.14 กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ต้องจัดให้ ลูกจ้างเข้าเป็นสมาชิกกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างในกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เพื่อเป็นทุน สงเคราะห์ลูกจ้างในกรณีออกจากงานหรือตาย หรือในกรณีอื่นตามกำหนด โดยนายจ้างต้องจ่าย เงิน สมทบให้แก่ลูกจ้างแต่ละคนเข้ากองทุน พร้อมกับหักค่าจ้างของลูกจ้างแต่ละคน แล้วจัดทำ ทะเบียน รายชื่อของลูกจ้าง ให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน 4. กฎระเบียบว่าด้วยความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานเกี่ยวกับความปลอดภัย อาชีวอนามัยและ สภาพแวดล้อมใน การทำงาน บังคับให้นายจ้างต้องมี อาคาร สถานที่ทำงาน อุปกรณ์ เครื่องใช้ที่เหมาะสม ปลอดภัย ไม่


171 ก่อให้เกิดอันตรายในการปฏิบัติงาน และจัดให้มีคณะกรรมการต่าง ๆ มากำหนด ให้เป็นมาตรฐานและ ระบบ เพื่อป้องกันและควบคุมการบาดเจ็บหรืออุบัติเหตุอันเนื่องจากการ ประกอบอาชีพ ป้องกันและ ควบคุมโรค และเพื่อคุ้มครองสุขภาพอนามัยและความปลอดภัยของ ผู้ประกอบอาชีพให้มีสุขภาพ อนามัยที่สมบูรณ์ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหามาตรการ ระเบียบ และข้อบังคับ เพื่อนำมาใช้ ควบคุมสถานประกอบการให้ปฏิบัติตาม ซึ่งจะเป็นผลดีแก่ เจ้าของสถานประกอบการและลูกจ้างที่มี แนวปฏิบัติตนที่ถูกต้องและเหมาะสม ซึ่งพระราชบัญญัติ คุ้มครองแรงงาน 2541 มีเนื้อหาสาระ แบ่งเป็นหมวดต่าง ๆ 16 หมวด หมวดที่มีสาระเกี่ยวข้องกับ งานความปลอดภัย อาชีวอนามัย และ สภาพแวดล้อมในการทำงานที่สำคัญได้แก่ หมวด 8 ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อม ในการทำงาน ดังนี้ (อนามัย (ธีรวิโรจน์) เทศกะ ทึก 2549 หน้า 238) มาตรา 100 ให้มีคณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมใน การ ทำงาน ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เป็นประธานกรรมการ อธิบดี กรม สวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ผู้แทนกรมอนามัย ผู้แทนกรมโรงงานอุตสาหกรรม ผู้แทน กรมโยธาธิ การ และผู้แทนกรมควบคุมมลพิษ เป็นกรรมการ กับผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทน ฝ่ายลูกจ้าง ฝ่าย ละเจ็ดคน ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งเป็นกรรมการ และข้าราชการกรมสวัสดิการและ คุ้มครองแรงงานซึ่ง รัฐมนตรีแต่งตั้งเป็นกรรมการและเลขานุการ มาตรา 101 คณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมใน การทำงานมี อำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ 1) เสนอความเห็นต่อรัฐมนตรีเกี่ยวกับนโยบายแผนงานหรือมาตรการความ ปลอดภัย อาชีวอนามัย และการพัฒนาสภาพแวดล้อมในการทำงานของลูกจ้าง 2) เสนอความเห็นต่อรัฐมนตรีในการออกกฎกระทรวง ประกาศ หรือระเบียบ เพื่อ ดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้ 3) ให้ความเห็นแก่หน่วยงานของรัฐเกี่ยวกับการส่งเสริมความปลอดภัยอาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานของลูกจ้าง 4) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่พระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่นบัญญัติให้เป็นอำนาจ หน้าที่ของคณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานหรือตาม ที่ รัฐมนตรีมอบหมาย มาตราที่ 104 กรณีที่พนักงานตรวจแรงงานพบว่า นายจ้างผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม กฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา 103 ให้พนักงานตรวจแรงงานมีอำนาจออกคำสั่งเป็นหนังสือให้ นายจ้างปรับปรุงสภาพแวดล้อมในการทำงาน อาคาร สถานที่ หรือจัดทำหรือแก้ไขเครื่องจักรหรือ อุปกรณ์ที่ลูกจ้างต้องใช้ในการปฏิบัติงานหรือที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานให้ถูกต้องหรือเหมาะสม ภายในระยะเวลาที่กำหนด


172 มาตราที่ 105 ในกรณีที่พนักงานตรวจแรงงานพบว่า สภาพแวดล้อมในการทำงาน อาคาร สถานที่ เครื่องจักรหรืออุปกรณ์ที่ลูกจ้างใช้จะก่อให้เกิดความไม่ปลอดภัยแก่ลูกจ้างหรือนายจ้าง ไม่ ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานตามมาตรา 104 เมื่อได้รับอนุมัติจากอธิบดีหรือผู้ซึ่ง อธิบดี มอบหมายให้พนักงานตรวจแรงงานมีอำนาจสั่งให้นายจ้างหยุดการใช้เครื่องจักรหรืออุปกรณ์ดังกล่าว ทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราวได้ ให้นายจ้างจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างซึ่งพนักงานตรวจแรงงานสั่งให้นายจ้างหยุดการใช้ เครื่องจักร หรืออุปกรณ์ตามวรรคหนึ่ง เท่ากับค่าจ้างในวันทำงานตลอดระยะเวลาที่ลูกจ้างหยุดทำงาน ทั้งนี้ จนกว่านายจ้างจะได้ดำเนินการให้ถูกต้องตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานนั้นแล้ว มาตรา 106 คำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานตามมาตรา 104 หรือมาตรา 105 ให้อุทธรณ์ ต่อคณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานได้ภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ทราบคำสั่ง คำวินิจฉัยของคณะกรรมการนั้นให้เป็นที่สุดการอุทธรณ์ตามวรรคหนึ่งย่อม ไม่ เป็นการทุเลาการปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานเว้นแต่คณะกรรมการความ ปลอดภัย อา ชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น มาตรา 107 ให้นายจ้างจัดให้มีการตรวจสุขภาพของลูกจ้างและส่งผลการตรวจดังกล่าว แก่ พนักงานตรวจแรงงาน ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง หรือเว็บไซต์ กรม สวัสดิการคุ้มครองแรงงาน ภาพที่ 5.9 เว็บไซต์ที่เกี่ยวกับกฎ ระเบียบ อาชีวอนามัย และความปลอดภัย


173 กฎหมายแรงงานสัมพันธ์ ในการดำเนินงานทรัพยากรมนุษย์ นับได้ว่ามีความสำคัญต่อองค์กรเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้น องค์กรจึงจำเป็นต้องปฏิบัติกับพนักงานหรือลูกจ้างภายในกรอบของจริยธรรมและคุณธรรม แต่เป็น ธรรมการอยู่รวมกันของคนหมู่มากย่อมต้องมีปัญหาเกิดขึ้น ซึ่งฝ่ายบริหารต้องมีการจัดการที่เหมาะสม และ กฎหมายแรงงานสัมพันธ์จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การกำหนด นโยบาย ทรัพยากรมนุษย์ การจ้างงาน และการเลิกจ้าง ตลอดจนความสัมพันธ์และบทบาทของ ภาครัฐ นายจ้าง และลูกจ้าง เพื่อธุรกิจและผู้ประกอบการสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข กฎหมายแรงงานสัมพันธ์ เป็นกฎหมายที่กำหนดแนวทางปฏิบัติต่อกันระหว่างบุคคล สอง ฝ่าย คือ ฝ่ายนายจ้าง และฝ่ายลูกจ้าง เพื่อให้บุคคลทั้งสองฝ่ายได้มีความเข้าใจอันดีต่อกัน สามารถ ทำข้อตกลงในเรื่องสิทธิ หน้าที่ และผลประโยชน์ในการทำงานร่วมกันได้ รวมทั้งกำหนดวิธีการระงับ ข้อขัดแย้งหรือข้อพิพาทแรงงานที่เกิดขึ้นให้ยุติลงโดยรวดเร็วและด้วยความพอใจของทั้งสองฝ่ายมาก ที่สุด ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความสงบสุขในอุตสาหกรรม อันจะนำมาซึ่งความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ และความ มั่นคงของประเทศชาติเป็นสำคัญ ลักษณะกฎหมายแรงงานสัมพันธ์เป็นกฎหมายสังคม เป็นกฎหมาย ที่มีโทษทางอาญา เป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย สำหรับบทกำหนดโทษนั้น กฎหมาย แรงงานสัมพันธ์ได้กำหนดโทษทางอาญาผู้ฝ่าฝืนตั้งแต่มาตรา 128 ถึงมาตรา 159 โทษ ขั้นต่ำสุด คือ ปรับไม่เกิน 50 บาทต่อวันในความผิดเกี่ยวกับการจัดตั้งองค์การนายจ้างและลูกจ้าง ไปจนโทษขั้น สูงสุดคือ จำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งเป็นโทษ เกี่ยวกับการไม่ ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ หรือคำวินิจฉัยอุทธรณ์รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ความผิดตามกฎหมายแรงงานสัมพันธ์มิใช่ ความผิดที่ เปรียบเทียบได้ดังกฎหมายคุ้มครองแรงงาน กฎหมายแรงงานกำหนดให้ 1) ให้สถานประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 20 คนขึ้นไป จัดให้มีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพ การ จ้างโดยทำเป็นหนังสือซึ่งมีข้อตกลงอย่างน้อยในเรื่องต่อไปนี้ คือ เงื่อนไขการจ้างหรือการทำงาน กำหนดวันและเวลาทำงาน ค่าจ้าง สวัสดิการ การเลิกจ้าง การยื่นเรื่องราวร้องทุกข์ของลูกจ้าง การ แก้ไขเพิ่มเติม หรือการต่ออายุข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง 2) นายจ้างต้องอนุญาตให้ลูกจ้างจัดตั้งสหภาพแรงงานโดยผู้เริ่มก่อการไม่น้อยกว่า 10 คน เพื่อป้องกันการกระทำที่ไม่เป็นธรรมจากนายจ้าง 3) ในขณะที่ข้อเรียกร้องอยู่ในระหว่างการเจรจาการไกล่เกลี่ย หรือการชี้ขาดข้อพิพาท แรงงานห้ามมิให้นายจ้างเลิกจ้าง หรือโยกย้ายหน้าที่การงาน ลูกจ้าง ผู้แทนลูกจ้าง กรรมการ อนุกรรมการ หรือสมาชิกสหภาพแรงงานที่เกี่ยวข้อง


174 4) ในกรณีที่สหภาพแรงงานและฝ่ายบริหารไม่สามารถตกลงกันได้เกี่ยวกับสัญญา แรงงาน หรือความขัดแย้งอื่น ๆ ได้แล้ว การใช้อนุญาโตตุลาการก็จะเกิดขึ้น นั่นคือบุคคลที่ 3 จะเข้ามาทำการ ไกล่เกลี่ยหรือเสนอแนวทางออกเพื่อยุติข้อโต้แย้งนั้นซึ่งทั้งสองฝ่ายไม่ได้ถูกผูกมัดให้ยอมรับ ข้อเสนอแนะดังกล่าวนี้ แต่การใช้อนุญาโตตุลาการทั้งสองฝ่ายจะต้องยอมรับการตัดสินนั้น อาวุธที่ สหภาพแรงงานและฝ่ายบริหารที่ใช้มัก ได้แก่ การนัดหยุดงาน การกีดกันบุคคลอื่น ไม่ให้เข้าทำงาน และไม่ยอมซื้อสินค้าจากนายจ้าง เป็นต้น กฎหมายประกันสังคม กฎหมายประกันสังคม เป็นกฎหมายที่กำหนดให้มีการจัดตั้งกองทุนประกันสังคมขึ้นโดยให้ ลูกจ้างหรือผู้สมัครเข้าประกันตน นายจ้างและรัฐบาลร่วมออกเงินสมทบเพื่อใช้กองทุนดังกล่าวเป็น หลักประกันให้แก่ลูกจ้างและผู้สมัครเข้าประกันตนได้รับการสงเคราะห์เมื่อประสบอันตราย เจ็บป่วย ทุพพลภาพ หรือตายอันมิใช่เนื่องจากการทำงาน คลอดบุตร ชราภาพ และว่างงาน รวมทั้ง การ สงเคราะห์บุตร ซึ่งจะทำให้ชีวิตของลูกจ้างและสังคมมีความมั่นคงขึ้น ขอบเขตปัจจุบัน การประกันสังคมเป็นการให้หลักประกันและความคุ้มครองแก่พนักงาน ใน กรณีว่างงาน เจ็บป่วย ทุพพลภาพ ได้แก่ กองทุนประกันสังคม กองทุนเงินทดแทน และ กองทุนเลี้ยง ชีพ กฎหมายประกันสังคมใช้บังคับในกิจการที่มีลูกจ้าง 10 คนขึ้นไป ยกเว้นครูของ โรงเรียนเอกชน ตามกม.ว่าด้วยโรงเรียนเอกชน ลูกจ้างองค์กรระหว่างประเทศ ข้าราชการ หรือ ลูกจ้างประจำของ ราชการ ลูกจ้างที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับงานบ้าน ลูกจ้างกิจการเพาะปลูก ประมง ป่าไม้ เลี้ยงสัตว์ ซึ่งมิได้ ใช่ลูกจ้างตลอดปีและไม่มีลักษณะงานอื่นเกี่ยวข้องด้วย การประกันสังคม จะเกี่ยวกับสิ่งต่อไปนี้ 1. ผู้มีหน้าที่จ่ายเงินสมทบ ได้แก่ นายจ้าง ลูกจ้าง และรัฐบาลมีหน้าที่จ่ายเงินสมทบ ฝ่ายละ เท่า ๆ กัน ในอัตราไม่เกินร้อยละ 1.5 ของค่าจ้างในเวลาทำงานปกติของผู้ประกันตน กรณี ประสบ เหตุอันตรายหรือเจ็บป่วย ทุพพลภาพ คลอดบุตร และตาย ในอัตราไม่เกินร้อยละ 3 กรณี สงเคราะห์ บุตรและผู้ชราภาพ และในอัตราร้อยละ 0.5 ในกรณีว่างงาน 2. หน้าที่ของนายจ้างตามกฎหมายประกันสังคม ได้แก่ 2.1 ยื่นแบบแสดงรายชื่อผู้ประกันตน อัตราค่าจ้างและข้อความอื่น ๆ ตามที่ สำนักงาน ประกันสังคมกำหนดภายใน 30 วันหลังจากลูกจ้างนั้นเป็นผู้ประกันตน หากมีการ เปลี่ยนแปลงต้อง แจ้งภายใน 15 วันนับแต่มีการเปลี่ยนแปลง เมื่อนายจ้างยื่นแบบแล้ว สำนักงาน ประกันสังคมจะ ออกหนังสือแสดงตนขึ้นทะเบียนประกันสังคมให้แก่นายจ้างและออกบัตร ประกันสังคมแก่ลูกจ้างเท่า ๆ กัน 2.2 จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมร่วมกับผู้ประกันตนและรัฐบาล ฝ่ายละ


175 2.3 หักค่าจ้างของผู้ประกันตนที่เป็นลูกจ้าง ตามจำนวนที่จะต้องส่งเงินสมทบในส่วน ของผู้ประกันตนและส่งสำนักงานประกันสังคมภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป 2.4 จัดให้มีทะเบียนผู้ประกันตนและเก็บรักษาไว้ ณ สถานที่ทำงานของนายจ้าง สำหรับให้เจ้าหน้าที่ตรวจตราได้ กรณีนายจ้างฝ่าฝืนต้องระวางโทษอาญาจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือ ปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 3. กองทุนประกันสังคมให้ความคุ้มครองผู้ประกันตน 7 กรณีได้แก่ กรณีเจ็บป่วย หรือประสบ อันตราย กรณีคลอดบุตร กรณีทุพพลภาพ กรณีเสียชีวิต กรณีสงเคราะห์บุตร กรณี ชราภาพ และ กรณีว่างงาน 4. บทลงโทษนายจ้างที่ไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติประกันสังคม นายจ้างที่ ไม่ยื่นแบบ รายการแสดงรายชื่อผู้ประกันตน อัตราค่าจ้าง และข้อความอื่น ๆ ตามที่กำหนดต่อ สำนักงาน ประกันสังคมภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ลูกจ้างนั้นเป็นผู้ประกันตน หรือไม่แจ้งเป็นหนังสือ ขอ เปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขเพิ่มเติมข้อความในแบบรายการที่ได้ยื่นไว้ต่อสำนักงานประกันสังคมให้ ตรงกับ ข้อเท็จจริงภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป นับจากเดือนที่มีการเปลี่ยนแปลง ต้องระวางโทษ จำคุกไม่ เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ อนึ่ง รายละเอียดเกี่ยวกับการประกันสังคมซึ่งผู้ประกอบการและลูกจ้างควรรู้นั้นสามารถ ศึกษาข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ของสำนักงานประกันสังคม www.sso.go.th ภาพที่ 5.10 แสดงเว็บไซต์ของสำนักงานประกันสังคม


176 สรุป ผู้มีหน้าที่จดทะเบียนพาณิชย์ คือ บุคคลธรรมดา หรือบริษัทห้างร้านที่จดทะเบียนนิติบุคคล ทั้งในประเทศและต่างประเทศตามที่ตั้งขึ้นตามกฎหมาย สิทธิบัตร คือ หนังสือสำคัญที่รัฐออกให้ เพื่อ คุ้มครองการประดิษฐ์ ซึ่งผู้ประกอบการใหม่ควรจดทะเบียนเพื่อไม่ให้ผู้อื่นละเมินสิทธิ์ นอกจากนี้ การ จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้ง 4 ประเภท ได้แก่ เครื่องหมายการค้า เครื่องหมายร่วม เครื่องหมาย บริการ เครื่องหมายรับรอง เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของสินค้าของเราว่ามีความแตกต่าง กับผู้อื่นซึ่ง ช่วยป้องกันการลอกเลียนแบบได้เป็นอย่างดี การจดทะเบียนทั้งสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้า ปัจจุบันสามารถศึกษาขั้นตอนวิธีการได้จากเว็บไซต์ของกรมทรัพย์สิน ทางปัญญา เมื่อผู้ประกอบการ ดำเนินธุรกิจต้องเสียภาษี ซึ่งการจัดเก็บภาษีธุรกิจจะมี 5 ประเภท ใหญ่ๆ ได้แก่ ภาษีเงินได้บุคคล ธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ นอกจากการ เสียภาษีแล้วกฎหมายกำหนดให้ธุรกิจต้องดำเนินธุรกิจอย่าง ไม่ผิดกฎหมายด้วย กฎหมายที่เกี่ยวข้อง กับบุคคลที่ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญ ได้แก่ กฎหมายคุ้มครองแรงงาน ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับสิทธิ หน้าที่ของนายจ้างและลูกจ้างที่ควรปฏิบัติรวมถึงอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงานของ แรงงานด้วย ส่วนกฎหมายประกันสังคม ซึ่งเป็นกฎหมายที่กำหนดให้มีการจัดตั้งกองทุนประกันสังคม ขึ้นโดยให้ลูกจ้าง นายจ้าง และรัฐบาล มีส่วนร่วมออกเงินสมทบเพื่อใช้ในกองทุนดังกล่าวเพื่อเป็น หลักประกันแก่ลูกจ้างนั่นเอง


177 ใบงานที่ 5.1 ประกอบการเรียนเรื่อง กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ และการเป็นผู้ประกอบการ ระดับชั้น ปวช. จุดประสงค์ 1. เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ด้านภาษีและกฎหมาย 2. เพื่อให้ผู้เรียนระบุวิธีการในเรื่องความสัมพันธ์ในการทำงานระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างได้ 3. ใช้เทคโนโลยีสืบค้นข้อมูลหน่วยงานที่เกี่ยวกับกฎหมายธุรกิจได้อย่างน้อย 3 เว็บไซต์ ลักษณะของกิจกรรม 1. แบ่งนักเรียนเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 5-7 คน 2. ครูมอบหมายหัวข้อ “ร้านขายแซนด์วิช” ต้องเสียภาษีอะไรบ้าง และทำธุรกิจอย่างไร โดย ไม่ผิดกฎหมาย 3. แต่ละกลุ่มระดมสมอง ตัวแทนกลุ่มนำเสนอผลการอภิปรายหน้าชั้นเรียน สื่อ/อุปกรณ์ - การวัดและประเมินผล - ประเมินการนำเสนอผลงานกลุ่ม


178 เกณฑ์การให้คะแนน รายการ 5 4 3 2 1 เนื้อหาสาระ ส า ร ะ ค ร บ ถ ้ ว น ค ร อ บ ค ลุ ม ชัดเจนตาม วัตถุประสงค์ ส า ร ะ ส ่ ว น ใหญ่ ครบถ้วน ค ร อ บ ค ลุ ม ชัดเจน ตาม วัตถุประสงค์ ส า ร ะ ครอบคลุม ไม่ ครบถ้วน ตาม วัตถุประสงค์ ส า ร ะ ไ ม่ ครอบคลุม ไม่ ครบถ้วน ตาม วัตถุประสงค์ ส า ร ะ ไ ม่ ครอบคลุม ไม่ ครบถ้วน ไม่ ต ร ง ต า ม วัตถุประสงค์ รูปแบบ การ นำเสนอ ร ู ป แ บ บ เ ห ม า ะ ส ม น่าสนใจ ใช้ เทคนิคแปลก ใหม่และ สื่อ ประกอบ เทคนิคแปลก ใหม่ แต่ขาด ก า ร ใ ช ้ สื่ อ ประกอบ ร ู ป แ บ บ นำเสนอ ไม่ เ ห ม า ะ ส ม เ ท ค นิ ค น ำเ ส น อ ไม่ น่าสนใจ การตรงต่อ เวลา รักษาเวลาใน การพูดได้ดี ตาม เวลาที่ กำหนด ใช้เวลาในการ พ ู ด น ้ อ ย เกินไป หรือ มากเกินไป ระดับคุณภาพ คะแนน 9-10 หมายถึง ดีมาก คะแนน 7-8 หมายถึง ดี คะแนน 5-6 หมายถึง พอใช้ คะแนน ต่ำกว่า 5 หมายถึง ปรับปรุง


179 ใบงานที่ 5.2 ประกอบการเรียนเรื่อง กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ และการเป็นผู้ประกอบการ ชื่อชิ้นงาน กรณีศึกษา ระดับชั้น ปวช. จุดประสงค์ 1. เพื่อให้ผู้เรียนยกตัวอย่างธุรกิจที่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ได้ 2. บอกหน้าที่เกี่ยวกับประกันสังคมของธุรกิจต่อแรงงานได้ถูกต้อง 3. อธิบายลักษณะของเครื่องหมายการค้าได้ 4. บอกสิทธิ์เบื้องต้นของแรงงานในธุรกิจได้ 5. บอกหน้าที่เกี่ยวกับการประกันสังคมของธุรกิจต่อแรงงานได้ ลักษณะของกิจกรรม จากกรณีศึกษา นำเสนอในประเด็นต่อไปนี้ 1. ธุรกิจร้านดอกไม้ของนิดาต้องจดทะเบียนพาณิชย์หรือไม่ เพราะอะไร 2. นิดาควรปฏิบัติอย่างไรกับลูกจ้างตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน 3. นิดาควรดำเนินการอย่างไรเกี่ยวกับการประกันสังคม 4. จากกรณีศึกษา นักเรียนคิดว่าจุดบกพร่องของนิดาในเรื่องใดที่ควรปรับปรุงด่วน 5. นักเรียนจะแนะนำความรู้เกี่ยวกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจและการเป็นผู้ประกอบการ ในด้านต่าง ๆ เพื่อให้นิดามีความรู้ความเข้าใจมากยิ่งขึ้นได้จากเว็บไซต์ใดได้บ้าง สื่อ/อุปกรณ์ - ใบงานที่ 5.2 การวัดและประเมินผล - ประเมินการนำเสนอผลงาน


180 เกณฑ์การให้คะแนน รายการ 5 4 3 2 1 เนื้อหาสาระ ส า ร ะ ค ร บ ถ ้ ว น ค ร อ บ ค ลุ ม ชัดเจนตาม วัตถุประสงค์ ส า ร ะ ส ่ ว น ใหญ่ ครบถ้วน ค ร อ บ ค ลุ ม ชัดเจน ตาม วัตถุประสงค์ ส า ร ะ ครอบคลุม ไม่ ครบถ้วน ตาม วัตถุประสงค์ ส า ร ะ ไ ม่ ครอบคลุม ไม่ ครบถ้วน ตาม วัตถุประสงค์ ส า ร ะ ไ ม่ ครอบคลุม ไม่ ครบถ้วน ไม่ ต ร ง ต า ม วัตถุประสงค์ รูปแบบ การ นำเสนอ ร ู ป แ บ บ เ ห ม า ะ ส ม น่าสนใจ ใช้ เทคนิคแปลก ใหม่และ สื่อ ประกอบ เทคนิคแปลก ใหม่ แต่ขาด ก า ร ใ ช ้ สื่ อ ประกอบ ร ู ป แ บ บ นำเสนอ ไม่ เ ห ม า ะ ส ม เ ท ค นิ ค น ำเ ส น อ ไม่ น่าสนใจ การตรงต่อ เวลา รักษาเวลาใน การพูดได้ดี ตาม เวลาที่ กำหนด ใช้เวลาในการ พ ู ด น ้ อ ย เกินไป หรือ มากเกินไป ระดับคุณภาพ คะแนน 9-10 หมายถึง ดีมาก คะแนน 7-8 หมายถึง ดี คะแนน 5-6 หมายถึง พอใช้ คะแนน ต่ำกว่า 5 หมายถึง ปรับปรุง


181 กรณีศึกษา ร้านดอกไม้ของ “น้องดา” นิดามีความมุ่งมั่นที่จะเป็นเจ้าของกิจการ ไม่ต้องการเป็นลูกน้องใคร เมื่อเรียนจบ ด้านคหกร รม นิดาจึงเปิดร้านรับจัดดอกไม้ จำหน่ายดอกไม้ และส่งของขวัญสำหรับโอกาส ต่าง ๆ รวมทั้งผลิต และจำหน่ายช็อกโกแลตด้วย โดยใช้พื้นที่หน้าบ้าน ที่ร้านของนิดามีลูกจ้าง 3 คน ลูกจ้างแต่ละคนช่วยกันทำงานทุกอย่างภายในร้าน ในส่วนของ การผลิตและจำหน่ายช็อกโกแลตก็ดำเนินการผลิตด้วยเช่นกัน ดังนั้นลูกจ้าง แต่ละคนทำหน้าที่ มากกว่า 1 หน้าที่ จึงทำให้ลูกจ้างต้องทำงานมากยิ่งขึ้น บางครั้ง ทำงานเกินเวลา แต่นิดาก็ไม่ได้เพิ่ม ค่าแรงให้ลูกจ้าง ทั้งนี้เพื่อเป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย เพราะนิดามีโครงการที่จะขยายกิจการ


182 ใบมอบหมายงานที่ 5 ประกอบการเรียนเรื่อง กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ และการเป็นผู้ประกอบการ ระดับชั้น ปวช. จุดประสงค์ 1. เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับภาษีและกฎหมาย 2. เพื่อให้ผู้เรียนระบุแนวทางส่งเสริมการดำเนินธุรกิจที่ไม่ผิดกฎหมาย 3. เพื่อให้ผู้เรียนตระหนักถึงความสำคัญของการดำเนินธุรกิจที่ไม่ผิดกฎหมาย ลักษณะของกิจกรรม 1. ให้นักเรียนสรุปความรู้ ความคิดที่ได้รับลงในแบบฟอร์มที่ครูกำหนดให้ 2. ส่งงานตามกำหนดเวลา สื่อ/อุปกรณ์ - แบบสรุปความรู้ความคิด การวัดและประเมินผล - ประเมินผลงานรายบุคคล เกณฑ์การให้คะแนน รายการ 4 3 2 1 กระบวนการคิด มีเหตุผล ใช้หลัก วิชาการ มีเหตุผล ใช้หลัก วิชาการเล็กน้อย มีเหตุผล แต่ไม่ เป็น ไปตามหลัก วิชาการ ไม่มีเหตุผล ไม่มี หลักวิชาการ ความประณีต มีความตั้งใจใน การ ทำงาน มีระเบียบ เ ร ี ย บ ร ้ อ ย ครบถ้วน สมบูรณ์ มีความตั้งใจใน การทำงาน แต่ยัง ไม่เป็นระเบียบ เ ร ี ย บ ร ้ อ ย เท่าที่ควร ทำงานแบบไม่ ตั้งใจ ไม่เรียบร้อย ตรงต่อเวลา ส่งงานทันกำหนด เวลา ส ่ ง ง า น เ ล ย ก ำ ห น ด เ ว ล า เล็กน้อย ส่งงานล่าช้ามาก เกินกำหนดเวลา


183 ระดับคุณภาพ คะแนน 9-10 หมายถึง ดีมาก คะแนน 7-8 หมายถึง ดี คะแนน 5-6 หมายถึง พอใช้ คะแนน ต่ำกว่า 5 หมายถึง ปรับปรุง


184 แบบสรุปความรู้ความคิด ความรู้ใหม่ที่ได้จากบทเรียน ยกตัวอย่างธุรกิจที่ต้อง Web Site ที่ให้บริการ จดทะเบียนพาณิชย์ จดสิทธิบัตร ประโยชน์จาก ดำเนินธุรกิจผิดกฎหมาย การเรียนเรื่องนี้ ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการ ……………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………… …………………………………………………… …………………………………………………… …………………………………………………… …………………………………………………… …………………………………………………… …………………………………………………… …………………………………………………… …………………………………………………… …………………………………………………… กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ ธุรกิจ และการเป็น ผู้ประกอบการ …………………………………………………… …………………………………………………… …………………………………………………… …………………………………………………… …………………………………………………… …………………………………………………… …………………………………………………… …………………………………………………… …………………………………………………… ……………………………………………………


185 แบบฝึกหัด หน่วยที่ 5 ตอนที่ 1 จงตอบคำถามต่อไปนี้ 1. มานิตเป็นเจ้าของร้านซ่อมรถยนต์ เมื่อกิจการเจริญเติบโต มีทุนและยอดขายจำนวนมากได้กำไร มากขึ้น มานิตจะจัดสวัสดิการเพิ่มขึ้นและลดเวลาการทำงานของลูกจ้างลงกว่าที่กฎหมายคุ้มครอง แรงงานกำหนดได้หรือไม่ เพราะเหตุใด ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. ประสิทธิ์อยากให้ลูกจ้างมีคุณภาพชีวิตที่ดี จึงลดชั่วโมงการทำงานลง เพิ่มเวลาพัก เพิ่มวันหยุด พักผ่อนได้หรือไม่ ประสิทธิ์ควรทำอย่างนั้นหรือไม่ เพราะอะไร ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. ปรีชาเป็นเจ้าของร้านอาหารแห่งหนึ่ง มีลูกจ้าง 5 คน ปรีชาเห็นว่าโรงงานของตนอยู่ในชุมชน คงไม่ มีพนักงานมาตรวจแรงงาน จึงไม่ยอมจ่ายค่าแรงตามกฎหมายค่าแรงขั้นต่ำ เพราะถ้า ปรีชาจ่ายตาม ค่าแรงขั้นต่ำก็จะได้กำไรน้อย ในฐานะที่นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจในกฎหมาย ธุรกิจ นักเรียนจะให้ คำแนะนำกับปรีชาว่าอย่างไร ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 4. ลูกจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายคุ้มครองแรงงานอย่างไร ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 5. งานอาชีวอนามัยและความปลอดภัยมีบทบาทสำคัญต่อสถานประกอบการอย่างไร ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………


186 แบบทดสอบหลังเรียน คำชี้แจง จงทำเครื่องหมาย X ลงบนตัวอักษรข้อที่คิดว่าถูกที่สุดเพียงคำตอบเดียว 1. กิจการในข้อใดที่มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ ก. ห้างหุ้นส่วนสามัญ ข. ร้านขายผลไม้ในตลาด ค. สมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย ง. มูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย 2. ต้อยขายข้าวเหนียวหมูปิ้งอยู่หน้าห้างสรรพสินค้า ต้อยต้องจดทะเบียนพาณิชย์หรือไม่ เพราะอะไร ก. ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ เพราะเป็นการค้าขาย ข. ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ เพราะมีรายได้ไม่ต่ำกว่าวันละ 20 บาท ค. ไม่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ เพราะเป็นลักษณะหาบเร่ แผงลอย ง. ไม่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ เพราะเป็นการหารายได้ระหว่างเรียน 3. หนังสือสำคัญที่รัฐออกให้เพื่อคุ้มครองการประดิษฐ์ เรียกว่าอะไร ก. สิทธิบัตร ข. อนุสิทธิบัตร ค. สิทธิบัตรการประดิษฐ์ ง. การออกแบบสิ่งประดิษฐ์ 4. การประดิษฐ์ในข้อใดที่ขอรับสิทธิบัตรไม่ได้ ก. การประดิษฐ์ขึ้นใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิม ข. การประดิษฐ์ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ ค. การประดิษฐ์บำบัดรักษาโรคของมนุษย์หรือสัตว์ ง. การประดิษฐ์ที่มีลักษณะเป็นการแก้ไขปัญหาทางเทคนิค 5. ข้อใดเป็นเครื่องหมายการค้าประเภท Trade Mark ก. ข. ค. ง. 6. บุคคลที่มีเงินรายได้ขั้นต่ำถึงเกณฑ์ที่ประมวลรัษฎากรกำหนดไว้ มีหน้าที่ต้องเสียภาษีในข้อใด ก. ภาษีธุรกิจเฉพาะ ค. ภาษีเงินได้นิติบุคคล ข. ภาษีมูลค่าเพิ่ม ง. ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา


187 7. การให้บริการขนส่งระหว่างประเทศที่ประกอบการโดยนิติบุคคล ต้องใช้อัตราภาษีร้อยละเท่าไรใน การคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม ก. ร้อยละ 0 ข. ร้อยละ 0.7 ค. ร้อยละ 7 ง. ร้อยละ 10 8. ผู้ประกอบการต้องจัดสภาพแวดล้อมที่ดีในการทำงานให้กับลูกจ้าง เป็นความคุ้มครองของกฎหมาย ในข้อใด ก. ประกันสังคม ข. แรงงานสัมพันธ์ ค. กฎหมายว่าด้วยแรงงาน ง. อาชีวอนามัยและความปลอดภัย 9. ผู้ประกอบการต้องจ่ายค่าจ้างไม่น้อยกว่า 2 เท่า ของอัตราค่าจ้างในกรณีใด ก. ค่าจ้างล่วงเวลาในหยุด ข. ค่าล่วงเวลาในวันทำงาน ค. ค่าล่วงเวลาลูกจ้าที่มีสิทธิ์ได้รับค่าจ้างในวันหยุด ง. ค่าล่วงเวลาลูกจ้างที่ไม่มีสิทธิ์ได้รับค่าจ้างในวันหยุด 10.พระราชบัญญัติประกันสังคมกำหนดให้นายจ้างจ่ายเงินสมทบในอัตราร้อยละเท่าไหร่ของ ค่าจ้าง ผู้ประกันตนกรณีประสบอุบัติเหตุ เจ็บป่วย ทุพพลภาพ ก. ไม่เกินร้อยละ 0.5 ค. ไม่เกินร้อยละ 1.5 ข. ไม่เกินร้อยละ 1 ง. ไม่เกินร้อยละ 3


หน่วยที่ 6 รูปแบบและการจัดทำแผนธุรกิจ สาระสำคัญ แผนธุรกิจเป็นกระบวนการคิดและตัดสินใจของผู้ประกอบการที่แสดงออกมาเป็น ลายลักษณ์ อักษร ซึ่งแผนจะแสดงรายละเอียดต่าง ๆ ที่ต้องปฏิบัติในการลงทุนนั้น ๆ แผนธุรกิจ จึงเปรียบเสมือน แผนที่ในการเดินทางของธุรกิจ ที่จะเป็นแนวทางในการประกอบธุรกิจได้เป็นอย่างดี ในการจัดทำแผน ธุรกิจนั้น สิ่งที่ผู้อ่านแผนต้องการคำตอบก็คือ ธุรกิจนั้นมีอนาคตในการเติบโต หรือไม่ น่าให้การ สนับสนุนหรือไม่ ดังนั้นในการจัดทำแผนธุรกิจผู้ประกอบการจึงควรให้ข้อมูล รายละเอียดอย่าง ครบถ้วน ซึ่งจะช่วยให้ผู้อ่านได้คำตอบที่ต้องการอย่างชัดเจน โดยเฉพาะแผน หลัก ๆ ในแผนธุรกิจ ซึ่ง ผู้ประกอบการใหม่จำเป็นต้องศึกษาข้อมูลอย่างลึกซึ้ง เพราะเป็นส่วนสำคัญของการดำเนินธุรกิจให้ ประสบความสำเร็จ เนื้อหาสาระ 1. ความรู้เกี่ยวกับแผนธุรกิจ 2. แผนหลักในแผนธุรกิจ 3. รูปแบบแผนธุรกิจ 4. การจัดทำแผนธุรกิจ จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม 1. บอกความหมายและความสำคัญของแผนธุรกิจได้ 2. สรุปสาระสำคัญของแผนหลักในแผนธุรกิจได้ 3. ระบุองค์ประกอบและส่วนประกอบที่สำคัญของรูปแบบแผนธุรกิจได้ 4. จัดทำแผนธุรกิจอย่างง่ายได้ 5. วางแผนและดำเนินงานตามแผนอย่างเป็นระบบได้


189 แบบทดสอบก่อนเรียน คำชี้แจง จงทำเครื่องหมาย X ลงบนตัวอักษรข้อที่คิดว่าถูกที่สุดเพียงคำตอบเดียว 1. ข้อใดไม่ใช่ความหมายของแผนธุรกิจ ก. การวางแผนทำธุรกิจในอนาคต ข. แผนงานจัดซื้อจัดจ้างของธุรกิจ ค. ภาพของธุรกิจในอนาคตของผู้เขียนแผน ง. แผนงานทางธุรกิจที่แสดงกิจกรรมที่ต้องปฏิบัติ 2. ข้อใดคือความสำคัญของการจัดทำแผนธุรกิจ ก. ป้องกันไม่ให้เกิดความเสี่ยง ข. ช่วยให้ผู้ประกอบการมีเป้าหมาย ค. ทำให้ใช้ทรัพยากรอย่างต่อเนื่อง ง. เป็นเครื่องมือแสวงหาเงินทุน ผู้ร่วมลงทุน 3. แผนธุรกิจประกอบด้วยแผนหลัก ได้แก่ อะไรบ้าง ก. บทสรุปผู้บริหาร แผนฉุกเฉิน ข. แผนการเงิน แผนการตลาด แผนฉุกเฉิน ค. การเงิน การตลาด การผลิต บทสรุปผู้บริหาร ง. แผนการผลิต การตลาด การเงิน บริหารจัดการ 4. เนื้อหาในบทสรุปผู้บริหาร จะกล่าวถึงเรื่องใด ก. โครงสร้างองค์กรและผู้บริหาร แนวคิดธุรกิจ ข. โอกาสทางธุรกิจ แผนการตลาด การผลิต ค. วิเคราะห์ปัจจัยภายในและภายนอก ผลตอบแทน ง. ความเป็นมา โอกาสทางธุรกิจ กลยุทธ์ ผลตอบแทน 5. ผลิตภัณฑ์/บริการ เด่นกว่า ด้อยกว่าคู่แข่งอย่างไร ควรจัดอยู่ในแผนใด ก. แผนการเงิน ข. แผนการผลิต ค. แผนการตลาด ง. แผนการบริหารจัดการ 6. ลักษณะของแผนธุรกิจที่ดีต้องตอบคำถามใดได้ ก. มีสินค้าและบริการอะไร ข. เหตุผลของการประกอบธุรกิจ ค. สินค้าที่ผลิตสามารถวางตลาดได้ ง. ธุรกิจในอนาคตมีการเจริญเติบโตอย่างไร


190 7. ส่วนประกอบที่สำคัญของรูปแบบแผนธุรกิจคือข้อใด ก. แผนการตลาด แผนการผลิต แผนการบริหารจัดการ แผนการเงิน ข. บทสรุปผู้บริหาร แผนการตลาด แผนการผลิต แผนการบริหารจัดการ ค. ความเป็นมาของธุรกิจ กลยุทธ์การบริหารกิจการ แผนหลัก ๆ ในแผนธุรกิจ ง. สรุปความเป็นมาของธุรกิจ การวิเคราะห์สถานการณ์ กลยุทธ์การบริหารกิจการ 8. แผนการตลาด และการวิเคราะห์คู่แข่งขัน ต้องเขียนไว้ในส่วนใดของรูปแบบการจัดทำแผนธุรกิจ ก. บทสรุปผู้บริหาร ข. แผนหลักในแผนธุรกิจ ค. กลยุทธ์การบริหารกิจการ ง. การวิเคราะห์สถานการณ์ 9. ข้อใดคือสิ่งที่ควรคำนึงถึงก่อนการเขียนแผนธุรกิจ ก. สินค้าที่ผลิตสามารถวางตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ ข. สินค้าที่จะผลิตมีกระบวนการผลิตที่มีประสิทธิภาพเพียงใด ค. เหตุผลในการจัดทำ ใครเป็นคนอ่านแผน รายละเอียดที่ต้องระบุในแผนธุรกิจ ง. ธุรกิจมีความได้เปรียบ/มีความสามารถในการแข่งขันหรือไม่ และมีแผนฉุกเฉินอย่างไร 10.การเขียนบทสรุปผู้บริหารควรเขียนอย่างไร ก. เขียนให้กระชับ ดึงดูดความสนใจ น่าเชื่อถือ ข. เขียนสรุปให้ชัดเจนครบถ้วนเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจได้ ค. เขียนให้สั้นสรุปเฉพาะผลที่จะได้จากการลงทุนครั้งนี้ ง. เขียนรายละเอียดเพื่อให้ทราบว่าจะประสบความสำเร็จได้อย่างไร


191 ความรู้เกี่ยวกับแผนธุรกิจ 1. ความหมายของแผนธุรกิจ คำว่า แผนธุรกิจ (Business Plan) มีผู้ให้ความหมายไว้หลากหลาย ซึ่งแต่ละความหมาย จะ มีสาระคล้ายคลึงกัน ความหมายของแผนธุรกิจ มีดังนี้ (รัชกฤช คล่องพยาบาล, 2550) แผนธุรกิจ คือแผนงานทางธุรกิจที่แสดงกิจกรรมต่าง ๆ ที่ต้องปฏิบัติในการลงทุน ประกอบการ โดยมีจุดเริ่มต้นจาก จะผลิตสินค้าและบริการอะไร มีกระบวนการปฏิบัติอย่างไร และผล จากการ ปฏิบัติออกมาได้มากน้อยแค่ไหน ใช้งบประมาณและกำลังคนเท่าไร เพื่อให้เกิดเป็นสินค้าและ บริการแก่ลูกค้า และจะบริหารธุรกิจอย่างไรธุรกิจจึงจะอยู่รอด แผนธุรกิจ เป็นเครื่องมือที่มีความสำคัญยิ่งสำหรับผู้ประกอบการที่ริเริ่มจะก่อตั้งกิจการ แผน นี้เป็นผลสรุปหรือผลรวมแห่งกระบวนการคิดพิจารณาและการตัดสินใจที่จะเปลี่ยนความคิดของ ผู้ประกอบการออกมาเป็นโอกาสทางธุรกิจ มีผู้เปรียบเทียบว่าแผนธุรกิจเปรียบเหมือนแผนที่ ในการ เดินทางที่จะชี้แนะขั้นตอนต่าง ๆ ทีละขั้นตอนในกระบวนการก่อตั้งกิจการ แผนจะให้ รายละเอียด ต่าง ๆ ทั้งเรื่องของการตลาดการแข่งขันกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจ การคาดคะเนทาง การเงินที่จะ ชี้นำผู้ประกอบการไปสู่ความสำเร็จหรือชี้ให้เห็นถึงจุดอ่อนและข้อควรระวัง จากความหมายของแผนธุรกิจจะเห็นได้ว่า แผนธุรกิจเป็นกระบวนการคิดและตัดสินใจ ของ ผู้ประกอบการที่แสดงออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งจะแสดงรายละเอียดต่าง ๆ ที่ต้องปฏิบัติ ในการ ลงทุนในทุกด้าน แผนธุรกิจจึงเปรียบเสมือนแผนที่ในการเดินทางของธุรกิจ ที่จะเป็นแนวทาง การ ประกอบธุรกิจได้เป็นอย่างดี ดังนั้นผู้ประกอบการจึงควรรวบรวมรายละเอียดข้อมูลต่าง ๆ สำหรับการ จัดทำแผนธุรกิจที่มีประสิทธิภาพ 2. ความสำคัญของแผนธุรกิจ 2.1 ขั้นตอนในแผนงานของแผนธุรกิจจะช่วยให้ผู้ประกอบการมีเป้าหมายที่ชัดเจน ตัดสินใจปฏิบัติการอย่างใดอย่างหนึ่งโดยมีแนวทางและวิธีการที่ถูกต้องมากขึ้น 2.2 แผนธุรกิจที่ดีจะก่อให้เกิดโอกาสทางธุรกิจและการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า 2.3 เป็นเครื่องมือที่จะแสวงหาเงินทุนจากผู้ร่วมลงทุน สถาบันการเงิน 2.4 เกิดความชัดเจนด้านวิสัยทัศน์/พันธกิจ/เป้าหมายของธุรกิจ 2.5 ช่วยลดความเสี่ยงในการดำเนินงาน เพราะมีแนวทางที่จะปฏิบัติอย่างชัดเจน 2.6 ทำให้มีรายละเอียดด้านการจัดการธุรกิจ การตลาด การเงิน การผลิต บุคลากร การแข่งขัน และกลยุทธ์ธุรกิจ


192 3. ประเภทของแผนธุรกิจ การแบ่งประเภทของแผนธุรกิจนั้นสามารถแบ่งได้เป็น 5 ประเภทใหญ่ ๆ ดังนี้ 3.1 แผนธุรกิจเพื่อขอรับการสนับสนุนทางการเงิน ประกอบด้วย แผนธุรกิจเพื่อขอ สินเชื่อ แผนธุรกิจเพื่อการร่วมลงทุน และแผนธุรกิจเพื่อขอรับการสนับสนุนเงินช่วยเหลือ 3.2 แผนธุรกิจเพื่อการเริ่มต้นธุรกิจ เป็นแผนสำหรับการเริ่มต้นธุรกิจ มีลักษณะ คล้ายกับการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการโดยทั่วไปจะใช้เพื่อประมาณการในการลงทุนเริ่มต้น 3.3 แผนธุรกิจเพื่อการบริหารจัดการธุรกิจ เป็นแผนที่จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อ ปรับปรุงประสิทธิภาพการบริหารจัดการหรือเพื่อขยายธุรกิจ เช่น การปรับปรุงกระบวนการผลิต 3.4 แผนธุรกิจที่ใช้ในการศึกษา เป็นแผนธุรกิจของผู้ที่เข้าร่วมโครงการเสริมสร้าง ผู้ประกอบการ เช่น โครงการเสริมสร้างผู้ประกอบการใหม่ หรือโครงการให้ความรู้แก่ SMEs อื่น ๆ 3.5 แผนธุรกิจที่ใช้ในการประกวดแข่งขัน โดยทั่วไปหลักเกณฑ์ที่ใช้ในการพิจารณา จะ ประกอบด้วย เรื่องของความคิดสร้างสรรค์หรือแนวคิดธุรกิจใหม่ ความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์ และ ทักษะในการเขียนแผนธุรกิจ ในบางครั้งการแข่งขันอาจกำหนดเกณฑ์การพิจารณาที่แตกต่างกัน หรือมีรายละเอียดปลีกย่อย แต่โดยส่วนใหญ่แล้วจะมีโครงสร้างพิจารณาอยู่ 3 ประเด็นดังกล่าว 4. องค์ประกอบของแผนธุรกิจ ในการจัดทำแผนธุรกิจนั้นองค์ประกอบของแผนธุรกิจมิได้กำหนดไว้ตายตัวหากแต่ องค์ประกอบ ซึ่งนักลงทุนพิจารณาว่าเป็นสิ่งสำคัญและต้องการรู้ ประกอบด้วยหัวข้อดังนี้ - บทสรุปผู้บริหาร - วัตถุประสงค์ในการนำเสนอแผนธุรกิจ - ความเป็นมาของธุรกิจ - ผลิตภัณฑ์ - การวิเคราะห์อุตสาหกรรมและการวิเคราะห์ตลาด - แผนการบริหารจัดการ - แผนการตลาด - แผนการผลิต - แผนการเงิน - แผนฉุกเฉินหรือแผนประเมินความเสี่ยง 5. ลักษณะของแผนธุรกิจที่ดี ลักษณะของแผนธุรกิจที่ดีนั้น เมื่ออ่านแล้วควรตอบคำถามเหล่านี้ได้ - การก่อตั้งธุรกิจมีความชัดเจนขนาดไหน เสร็จสมบูรณ์แล้วหรือยัง


193 - โครงการนี้น่าลงทุนหรือไม่ ความคิดสร - มีแนวโน้มหรือโอกาสที่จะประสบความสำเร็จตั้งแต่เริ่มกิจการมากน้อยเพียงใด - ธุรกิจมีความได้เปรียบ/ความสามารถในการแข่งขันในระยะยาวมากน้อยเพียงใด - สินค้า/บริการที่จะผลิตมีกระบวนการผลิตที่มีประสิทธิภาพเพียงใด - สินค้าที่ผลิตสามารถวางตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด - หน้าที่ต่าง ๆ เช่น การผลิต การจำหน่าย การจัดการทางการเงิน การจัดการคน มีการจัดการที่ดีเหมาะสมเพียงใด - จำนวนและคุณภาพของพนักงานที่ต้องการมีเพียงพอหรือไม่ รูปแบบแผนธุรกิจ รูปแบบแผนธุรกิจนั้นจะละเอียดมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการเขียน แผน ธุรกิจ เช่น วัตถุประสงค์เพื่อขอสินเชื่อ ผู้อ่านแผนธุรกิจคือเจ้าหน้าที่ของธนาคาร ดังนั้นการเขียน แผน ธุรกิจจะต้องมีความละเอียดครบถ้วนที่จะตอบคำถามผู้อ่านแผนได้อย่างชัดเจน แต่ถ้า ต้องการเขียน แผนเพื่อเป็นแนวทางในการประกอบธุรกิจ โครงการหารายได้ระหว่างเรียน แผนธุรกิจจะมี รายละเอียดแบบย่อ ดังนี้ ส่วนที่ 1 สรุปความเป็นมาของธุรกิจ สรุปความเป็นมาของธุรกิจ 1. ชื่อเจ้าของกิจการ………………………………………………ชื่อกิจการ (ถ้ามี)…………………………….. 2. ที่ตั้งของสถานที่ประกอบการ……………………………………………………………………………………. 3. ประเภทสินค้าหรือบริการ..................................................................................................... 4. มูลเหตุจูงใจ หรือแรงบันดาลใจ ที่ทำให้ประกอบธุรกิจหรือขยายกิจการ ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 5. ระยะเวลาการก่อตั้ง เป็นผู้ประกอบการใหม่ ไม่เคยทำธุรกิจมาก่อน คาดว่าจะเริ่มดำเนินการ ประเมินเดือน..........................................ปี.................................. ดำเนินธุรกิจมาแล้วไม่เกิน 1 ปี ดำเนินธุรกิจมาแล้วมากกว่า 1 ปี


194 วัตถุประสงค์และวงเงินการขอสินเชื่อ (กู้ยืมเงิน) เพื่อการลงทุนในการประกอบธุรกิจ เพื่อขยายธุรกิจ ปรับปรุงกิจการ เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินการ เพื่อชำระหนี้อื่น อื่น ๆ (ระบุ.......................................................................... วงเงินที่ต้องการขอสินเชื่อ (กู้ยืมเงิน..........................................บาท ส่วนที่ 2 การวิเคราะห์สถานการณ์ (SWOT Analysis) การวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรค - ภาครวมของทั้งบริษัท จุดแข็ง ปัจจัยภายในองค์กรที่ทำให้กิจการมีความได้เปรียบคู่แข่ง ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… จุดอ่อน ปัจจัยภายในองค์กรที่ทำให้กิจการเสียเปรียบคู่แข่งขัน ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… โอกาส (เป็นปัจจัยภายนอกที่จะส่งเสริม หรือสนับสนุนให้กิจการเติบโตได้ในอนาคต) อุปสรรค (เป็นปัจจัยภายนอกที่จะทำให้กิจการไม่รุ่งเรือง เติบโตช้า เป็นอุปสรรคต่อการ ดำเนินธุรกิจ) ปัจจัยภายนอกองค์กร โอกาส อุปสรรค 1. อุตสาหกรรมมีแนวโน้มขยายตัว ใช่ ไม่ใช่ 2. จำนวนคู่แข่งขันมีแนวโน้มลดลง ใช่ ไม่ใช่ 3. ธุรกิจได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ใช่ ไม่ใช่ 4. ............................................................................................................. ใช่ ไม่ใช่ 5. ............................................................................................................. ใช่ ไม่ใช่


Click to View FlipBook Version