245 หลักการบริหารงานคุณภาพและมาตรฐานการผลิต หลักเบื้องต้นในการบริหารงานคุณภาพเป็นหลักการหนึ่งที่ผู้ประกอบการควรปฏิบัติและ นำไปใช้ อีกทั้งการบริหารงานคุณภาพตามมาตรฐานสากลจะช่วยให้องค์กรสามารถสนองความ ต้องการของลูกค้าในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ 1. หลักเบื้องต้นในการบริหารงานคุณภาพ หลักเบื้องต้นในการบริหารคุณภาพ และการนำแนวทางไปปฏิบัตินั้น ในระบบคุณภาพ ISO 9000:2015 ได้กำหนดแนวทางการบริหารงานคุณภาพ (Quality management principles) การ นำไปปฏิบัติการปรับใช้ที่เป็นประโยชน์ เน้นพื้นฐานของหลักการจัดการ 7 ประการ ดังนี้ 1.1 มุ่งเน้นที่ลูกค้า (Customer focus) เป็นการมุ่งเน้นที่การบริหารคุณภาพที่ทำให้ บรรลุความต้องการและความคาดหวังของลูกค้า ซึ่งผู้บริหารสูงสุดต้องแสดงให้เห็นถึงภาวะผู้นำ และ ความมุ่งมั่นต่อการให้ความสำคัญกับลูกค้า โดยทำให้มั่นใจว่าความต้องการของลูกค้าจะได้รับการ ตอบสนอง รวมทั้งการลดความเสี่ยงและเพิ่มความสามารถในการบรรลุความพึงพอใจ ของลูกค้า 1.2 ความเป็นผู้นำ (Leadership) ผู้บริหารควรมีมุมมอง ทิศทางที่ชัดเจนเพื่อ กำหนด จุดมุ่งหมายและเป้าหมายที่สามารถวัดได้ รวมถึงกลยุทธ์ในการปฏิบัติให้บรรลุผลแล้วทำการ สื่อสารกับพนักงานในองค์กรเพื่อให้เกิดความเข้าใจและตระหนักถึงสิ่งต่าง ๆ รวมทั้ง สนับสนุนระบบริ หารคุณภาพ ส่งเสริมการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง และสนับสนุนบทบาทของ ระบบการจัดการอื่น ๆ ที่ เกี่ยวข้องที่แสดงถึงภาวะผู้นำ 1.3 การมีส่วนร่วมของบุคลากร (Engagement of people) บุคลากรควรมีส่วน ร่วม ในการตัดสินใจ ควรปรับปรุงกระบวนการในระดับที่เหมาะสม การเป็นเจ้าของจุดมุ่งหมาย ของ องค์กร และการทำให้บุคลากรมีความพึงพอใจในงานและมีส่วนร่วมในการพัฒนาตนเองทั้งนี้เพราะ ความสำเร็จขององค์กรจะมาจากบุคลากรที่มีความสามารถ 1.4 การบริหารเชิงกระบวนการ (Process Approach) เป็นการกำหนดและควบคุม กระบวนการให้เป็นไปตามข้อกำหนดและความต้องการของลูกค้า โดยกำหนดหน้าที่ ความรับผิดชอบ และทรัพยากรต่าง ๆ รวมทั้งการวัดความสามารถของกระบวนการ และกำหนด ช่องทางในการ ปรับปรุง เช่น กำหนด Input ที่ต้องการและ Output ที่คาดหวัง ลำดับขั้นตอน และ ความสัมพันธ์ ของกระบวนการต่าง ๆ แสดงเกณฑ์ วิธีการ รวมถึงตรวจวัด และตัวชี้วัดสมรรถนะ ของกระบวนการ ฯลฯ และมอบหมายหน้าที่ความรับผิดชอบในแต่ละกระบวนการ มีการเฝ้าระวัง วัดและประเมิน กระบวนการอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งจัดทำ documented information ที่จำเป็น เพื่อสนับสนุนแต่ละ กระบวนการและจัดเก็บเพื่อให้มั่นใจว่ากระบวนการเป็นไปตามแผนที่วางไว้
246 1.5 การปรับปรุง (Improvement) เป็นการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน เป็นไปได้ และ สามารถวัดได้ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการวางแผน และ กำหนดกลยุทธ์ทางธุรกิจ รวมถึงการปรับปรุงกระบวนการในการป้องกันความไม่สอดคล้อง รวมทั้ง จัดเก็บ documented information เพื่อเป็นหลักฐานแสดงผลลัพธ์ของการปฏิบัติการแก้ไข รวมทั้ง ปรับปรุงผลของการบริหารคุณภาพ 1.6 การตัดสินใจบนพื้นฐานของหลักฐาน (Evidence-base Decision Making) คือ การตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้องเป็นจริง เชื่อถือได้ เพื่อเป็นข้อมูลที่เหมาะสม ในการ กำหนดจุดมุ่งหมายและเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ 1.7 หลักการบริหารความสัมพันธ์ (Relationship management) องค์กรที่ประสบ ความสำเร็จ อย่างยั่งยืนจะต้องมีการจัดการความสัมพันธ์อันดีกับผู้เกี่ยวข้อง เช่น ผู้จัดจำหน่าย ผู้ส่ง มอบลูกจ้าง ฯลฯ การสร้างความสัมพันธ์กับผู้เกี่ยวข้องโดยให้การสนับสนุนในการปรับปรุง ความสามารถ การสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ และกำหนดแผนกลยุทธ์ในการสร้างความสัมพันธ์จะ ช่วยให้องค์กร ประสบความสำเร็จได้อย่างยั่งยืน จากหลักการบริหารคุณภาพดังกล่าว ผู้ประกอบการสามารถนำมาปรับใช้ในกิจการ ของตนเองได้ โดยระบบบริหารงานคุณภาพที่สมบูรณ์แบบนั้นในทางปฏิบัติแล้วผู้ประกอบการควร ต้อง คำนึงถึงสิ่งต่าง ๆ ต่อไปนี้ - การรับฟังความคิดเห็นจากลูกค้า เพื่อเรียนรู้สิ่งที่ลูกค้าคาดหวังจากตัวสินค้า หรือ บริการการรับฟังความคิดเห็นของลูกค้าอาจทำในลักษณะการสำรวจความพึงพอใจต่อสินค้าและ บริการ การสังเกต และสัมภาษณ์ เพื่อเป็นแนวทางในการปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องของกิจการ - สร้างวัฒนธรรมองค์กรในด้านคุณค่าแห่งคุณภาพ โดยการปลูกฝังให้บุคลากรทุก คนใน องค์กรตระหนักและยึดถือหลักการคุณภาพเป็นสำคัญก่อนอื่นใดหรือที่เรียกว่า Quality First เพื่อให้การปฏิบัติงานเหล่านั้นส่งผลถึงคุณภาพของสินค้าและบริการทั้งทางตรงและทางอ้อม - ใช้เครื่องมือและเทคนิคการบริหารคุณภาพที่สมบูรณ์แบบในองค์กรของตนเอง อย่าง ถูกต้อง เช่น การใช้กิจกรรมกลุ่ม QC โดยให้ทุกคนร่วมกันค้นหาปัญหา และหาวิธีแก้ไขหรือ การตั้งเกณฑ์มาตรฐานในการตรวจสอบคุณภาพ 2. ระบบมาตรฐานการผลิต การบริหารงานคุณภาพตามมาตรฐานอุตสาหกรรมหรือมาตรฐานสากลจะช่วยให้องค์กร เกิดผลดีในระยะยาว ดังนี้ 2.1 การขยายตลาดทำได้ง่ายขึ้น เช่น การเข้าสู่ระบบมาตรฐาน ISO 9000:2000 มาตรฐาน HACCP, GMP จะทำให้ลูกค้าเกิดความมั่นใจในคุณภาพของสินค้าและบริการ ทำให้มี โอกาสเข้าสู่ตลาดนานาชาติอีกด้วย
247 2.2 การลดต้นทุนการผลิตทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น การผลิตตามมาตรฐาน อุตสาหกรรม มอก. หรือ อ.ย. จะช่วยลดโอกาสที่จะมีปัญหาทางกฎหมายด้านการคุ้มครองผู้บริโภค และการผลิตที่มีคุณภาพจะช่วยลดต้นทุนในการผลิต 2.3 การสร้างระบบการทำงานที่ดี พนักงานจะทำงานด้วยความระมัดระวังมากขึ้น เพราะ ต้องทำงานให้อยู่ในระดับมาตรฐาน ระบบมาตรฐานการผลิตนั้นมีหลากหลายประเภท ที่พบเห็นกันบ่อย ๆ ได้แก่ 1) ร ะ บ บ บ ร ิ ห า ร ง า น ค ุ ณ ภ า พ ISO 9000:2000 (International Organization for Standardization) เป็นมาตรฐานระบบบริหารคุณภาพให้การรับรองระบบการบริหารงานขององค์กร แนวคิดหลัก เพื่อตอบสนองความพึงพอใจของลูกค้าในคุณภาพของผลิตภัณฑ์หรือ บริการอย่าง สม่ำเสมอ เป็นหลักประกันคุณภาพที่สามารถตรวจสอบได้ 2) HACCP (Hard Analysis Critical Control) มาตรฐานการผลิตที่มีมาตรการป้องกัน อันตรายที่ผู้บริโภคอาจได้รับจากอาหารจากการปนเปื้อนทางเคมีทางชีวภาพและกายภาพ 3) GMP (Good Manufacturing Practice) ระบบควบคุมมาตรฐานการผลิตที่เน้น ความสำคัญของสุขลักษณะ และสุขาภิบาลที่ดีในการผลิตอาหารทั้งคน สถานที่ โรงงาน เครื่องจักร และการควบคุมสัตว์และแมลง 4) Thailand Brand ตราสัญลักษณ์รับรองคุณภาพสินค้าไทยจากกระทรวงพาณิชย์ ที่ให้การ รับรองคุณภาพของผลิตภัณฑ์ 5) มอก. มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรมให้การรับรอง คุณภาพของ ผลิตภัณฑ์ ภาพที่ 7.4 ตัวอย่างเครื่องหมายรับรองระบบมาตรฐานการผลิต ที่มา : https://maneekarnportfolio.blogspot.com/2017/08/5.html
248 การเพิ่มผลผลิต 1. การเพิ่มผลผลิต การเพิ่มผลผลิต (Productivity) ได้มีผู้ให้ความหมายแตกต่างกันไป เช่น การปรับปรุง ประสิทธิภาพในการผลิต การเพิ่มปริมาณผลผลิต เป็นต้น ความหมายการเพิ่มผลผลิต สามารถแบ่ง ออกเป็น 2 แนวคิด ดังนี้ 1.1 การเพิ่มผลผลิตตามแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ การเพิ่มผลผลิตตามแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ หมายถึง อัตราส่วนระหว่างปัจจัยการ ผลิตที่ใช้ไป (Input) เช่น แรงงาน เครื่องมือ วัตถุดิบ เครื่องจักร พลังงาน และอื่น ๆ กับผลผลิตที่ได้ จาก กระบวนการผลิต (Output) เช่น ตู้เย็น รถยนต์ การเพิ่มผลผลิตตามแนวคิดนี้คำนวณได้จาก การเพิ่มผลผลิต = ผลผลิต (Output) (Productivity) ปัจจัยการผลิต (Input) 1.2 การเพิ่มผลผลิตตามแนวคิดทางเศรษฐกิจและสังคม การเพิ่มผลผลิตตามแนวคิดทางเศรษฐกิจและสังคม หมายถึง การที่จะหาทาง ปรับปรุงสิ่งต่าง ๆ ให้ดีขึ้นอยู่เสมอ โดยมีความเชื่อว่า “เราสามารถทำสิ่งต่าง ๆ ในวันนี้ให้ดีกว่าเมื่อ วานนี้ และวันพรุ่งนี้จะดีกว่าวันนี้” ซึ่งเป็นความสำนึกในจิตใจ (Consciousness of Mind) เป็น ความสามารถ หรือพลังความก้าวหน้าของมนุษย์ที่จะแสวงหาทางปรับปรุงสิ่งต่าง ๆ ให้ดีขึ้นเสมอ ทั้ง เรื่องของ การประหยัดทรัพยากรพลังงาน และเงินตรา ที่ต้องร่วมมือปรับปรุงเร่งรัดการเพิ่มผลผลิตใน ทุกระดับ เพื่อหาความเจริญมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยโดยรวม ลงแปลง ประสิทธิภาพ จะเห็นได้ว่าการเพิ่มผลผลิตโดยภาพรวม หมายถึง การปรับปรุงประสิทธิภาพการลด ต้นทุน การเพิ่มผลผลิต ซึ่งเป็นการวัดว่าถ้าใช้ปัจจัยการผลิต 1 หน่วยในการผลิตจะก่อให้เกิดผลผลิต ได้เท่าใด ผู้ประกอบการสามารถนำเอา Productivity ของกิจการในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งเปรียบเทียบ กับอีกช่วงเวลาหนึ่ง หรือเปรียบเทียบกับคู่แข่งขัน ค่า Productivity ที่สูงกว่าจะสะท้อนให้เห็นว่ามี ประสิทธิภาพในการผลิตที่ดี เพราะปัจจัยการผลิต 1 หน่วย สามารถก่อให้เกิดผลผลิตในจำนวนหน่วย ที่มากกว่า 2. ความสำคัญของการเพิ่มผลผลิต - ช่วยเพิ่มคุณภาพของสินค้าและบริการ - ลดต้นทุนและเพิ่มกำไร - ช่วยให้ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ - เพื่อการแข่งขันในทางธุรกิจ
249 - เพื่อเป็นเครื่องมือช่วยในการวางแผนทั้งในปัจจุบันและในอนาคต เช่น การวางแผน ปริมาณการผลิตให้สอดคล้องกับอุปสงค์ของตลาด 3. วงจรการเพิ่มผลผลิต วงจรการเพิ่มผลผลิต (Productivity Cycle) หมายถึง กระบวนการดำเนินกิจกรรมอย่าง ต่อเนื่อง 4 องค์ประกอบ ดังภาพที่ 7.5 ภาพที่ 7.5 แสดงวงจรการเพิ่มผลผลิต จากภาพที่ 7.5 จะเห็นได้ว่าวงจรการเพิ่มผลผลิตเป็นกระบวนการดำเนินกิจกรรมอย่าง ต่อเนื่อง เริ่มตั้งแต่ การวัดผลการทำงาน (Measurement) ซึ่งจะถูกนำไปประเมิน (Evaluation) เพื่อ เปรียบเทียบกับเป้าหมายที่กำหนดไว้ ซึ่งจะทำให้ทราบเป้าหมายใหม่และสามารถจัดเตรียม แผนงาน (Planning) เพื่อรองรับเป้าหมายใหม่ดังกล่าว และนำแผนนั้นไปปฏิบัติเพื่อดำเนินการ ปรับปรุงการ เพิ่มผลผลิต (Improvement) 4. องค์ประกอบของการเพิ่มผลผลิต องค์ประกอบของการเพิ่มผลผลิตเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการจะต้องคำนึงถึง เพราะเป็นสิ่งที่ เกี่ยวข้องโดยตรงกับความอยู่รอดของกิจการ องค์ประกอบดังกล่าวประกอบด้วย QCDSMEE ซึ่ง มี รายละเอียด ดังนี้ 4.1 คุณภาพ (Quality) การสร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้า สนองความต้องการของ ลูกค้าได้จะช่วยให้องค์กรอยู่รอด 4.2 ต้นทุน (Cost) หมายถึง ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เราจ่ายไปเพื่อดำเนินการผลิตสินค้า หรือบริการ ประกอบด้วย การวัดผลงาน การปรับปรุง การประเมินผล การวางแผน
250 - ต้นทุนวัตถุดิบ (Material Cost) คือ ค่าวัตถุดิบที่ซื้อมาจากหน่วยงานภายนอก เพื่อนำไปผลิตเป็นสินค้าหรือบริการตลอดจนค่าวัสดุต่าง ๆ ที่จำเป็นจะต้องใช้ในการปฏิบัติงาน - ต้นทุนค่าแรงงาน (Labor Cost) คือ ค่าจ้างพนักงานเพื่อมาทำหน้าที่ต่าง ๆ ทั้ง ฝ่ายบริหารและฝ่ายปฏิบัติการ - ต้นทุนค่าโสหุ้ย (Overhead Cost) หมายถึง ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดอื่น ๆ นอกเหนือ จากค่าวัตถุดิบและค่าแรงงาน เช่น ค่าวัตถุดิบทางอ้อม ค่าแรงทางอ้อม ค่าพลังงานและเชื้อเพลิงค่า เสื่อมราคาเครื่องจักร ค่าสวัสดิการผู้บริหารและพนักงาน ค่าขนส่ง ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อม บำรุง ค่าใช้สอยอื่น ๆ 4.3 การส่งมอบ (Delivery) หมายถึง การจัดสรรวัตถุดิบ ชิ้นงาน หรืองานที่ผลิตแล้ว เสร็จ ให้กับองค์กรอื่น (ลูกค้า) ดังนั้นองค์กรจึงต้องจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่ให้สามารถผลิตสินค้า หรือ บริการให้ถึงมือลูกค้าตรงตามกำหนดทั้งด้านเวลา สถานที่ และจำนวน อย่างไรก็ตาม การส่งมอบ ไม่ได้หมายถึงเฉพาะการส่งสินค้าให้กับลูกค้าภายนอกอย่างเดียว แต่ยังหมายรวมถึงการส่งมอบภายใน องค์การด้วย 4.4 ความปลอดภัย (Safety) คือ สภาวะที่ปราศจากอุบัติเหตุ หรือสภาวะที่ปลอด จาก การเจ็บปวด การบาดเจ็บ หรือความสูญเสีย ฯลฯ หรือหมายถึงการควบคุมการสูญเสียจาก อุบัติเหตุ ซึ่งเกิดจากการควบคุมและป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นเนื่องจากกระบวนการผลิต นอกจากนี้ยังรวมถึงการจัดสภาพแวดล้อมที่ดี ที่เอื้อต่อความสะดวกในการทำงาน 4.5 ขวัญและกำลังใจในการทำงาน (Morale) หมายถึง สภาพจิตใจของผู้ปฏิบัติงาน อัน เกิดจากสภาพของอารมณ์ จิตใจ และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของกลุ่ม ขวัญและกำลังใจมีทั้ง เชิงบวกและลบ มีลักษณะที่ไม่หยุดนิ่งสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา 4.6 สิ่งแวดล้อม (Environment) หมายถึง สิ่งที่อยู่โดยรอบ ซึ่งมีความสำคัญและส่ง ผลกระทบโดยตรงต่อความเป็นอยู่ และคุณภาพชีวิตของมนุษยชาติเป็นอย่างมาก ความตระหนักต่อ สิ่งแวดล้อม ทำให้องค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน ISO กำหนดอนุกรมมาตรฐาน ระบบ การจัดการสิ่งแวดล้อม หรืออนุกรมมาตรฐาน ISO 14000 ซึ่งบางประเทศใช้เป็นเงื่อนไขกีดกัน ทาง การค้าอีกรูปแบบหนึ่ง กล่าวคือ องค์การใดไม่ผ่านอนุกรมมาตรฐาน ISO 14000 ก็ไม่สามารถ นำ สินค้าเข้าไปจำหน่ายในประเทศนั้น ๆ ได้ จึงเป็นการยกระดับความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อม มากขึ้น สำหรับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการผลิต เช่น น้ำเน่า กากสารพิษ ขยะและของเสีย บางอย่าง สลายยาก ความร้อนและควันดำที่เกิดจากการเผาไหม้ กลิ่นเหม็น การเกิดมลภาวะต่าง ล้วนส่งผลให้ คุณภาพชีวิตของประชากรต่ำลง ซึ่งขัดกับเป้าหมายของการผลิต ดังนั้น การป้องกัน และปรับปรุง คุณภาพสิ่งแวดล้อมจึงเป็นองค์ประกอบที่สำคัญต่อการเพิ่มผลผลิต การเพิ่มผลผลิต ที่ไม่ทำลาย สิ่งแวดล้อม เรียกว่า Green Productivity หมายถึง การปรับปรุงการเพิ่มผลผลิต โดยการใช้
251 กระบวนการผลิตที่สะอาดขึ้น (Cleaner Production) รวมถึงระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ดี (Environment Management System : EMS) เพื่อผลิตสินค้าและบริการที่ไม่เป็นผลเสีย ต่อ สิ่งแวดล้อม อันจะนำไปสู่การยกระดับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น ตลอดจนสามารถทำกำไร ที่ยั่งยืน ให้กับธุรกิจ อย่างไรก็ตามสำหรับกระบวนการผลิตที่สะอาดขึ้นนั้นถือเป็นหัวใจ นอกจากนี้ กระบวนการผลิตและเครื่องมือเครื่องใช้ก็ต้องปรับเปลี่ยนทำให้เสียเวลาและการใช้ทรัพยากรไม่คุ้มค่า เท่าที่ควร ภาพที่ 7.6 องค์ประกอบของการเพิ่มผลผลิต 5. ประโยชน์ของการเพิ่มผลผลิต 5.1 ทำให้เกิดประสิทธิภาพ คุณภาพและการลดต้นทุนของธุรกิจ 5.2 ผู้บริโภคได้รับสินค้าและบริการที่มีคุณภาพ ราคายุติธรรม ทำให้เกิดความพึง พอใจ ระบบเศรษฐกิจของประเทศดีขึ้น และระบบการเงินของประเทศมีสภาพคล่องขึ้น 5.3 ทำให้เกิดความมั่นคงของตนเองและครอบครัวในอนาคต เพราะผู้ประกอบการ สามารถขายสินค้าและบริการได้อย่างต่อเนื่องทำให้เกิดการขยายธุรกิจเพิ่มมากขึ้น นั่นหมายถึง กำไร ของธุรกิจมีมากขึ้น ส่งผลต่อสวัสดิการของพนักงานทุกระดับในองค์กร 5.4 รัฐบาลมีงบประมาณเพื่อการพัฒนาประเทศมากขึ้น เพราะการเพิ่มผลผลิตที่ เกิดขึ้นในหน่วยธุรกิจส่งผลต่อผู้บริโภคและลูกจ้างทั้งหมดจะส่งผลดีต่อสภาวะทางด้านเศรษฐกิจใน ภาพรวมของประเทศมีเสถียรภาพ รัฐบาลสามารถเก็บภาษีอากรต่าง ๆ ได้ การเพิ่มผลผลิต (Productivity) เป็นความพยายามของมนุษย์ในการปรับปรุงสิ่งต่าง ๆ ให้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงงานหรือคุณภาพชีวิต ทั้งส่วนตัวและส่วนรวม ซึ่งเป็นการยกระดับ ฐานะความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับการพัฒนาประเทศที่มุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนใน ประเทศ QCD SM EE เพื่อลูกค้า เพื่อพนักงาน เพื่อสังคม
252 6. แนวทางการเพิ่มผลผลิต 30cc noo12 แนวทางเพิ่มผลิตภาพนั้นมีหลายรูปแบบ เช่น ออกแบบงานใหม่ ปรับปรุงองค์กร หรือ เพิ่ม ประสิทธิภาพวิธีการผลิตที่เป็นอยู่ วิธีการต่างๆ เหล่านี้เป็นความพยายามที่จะใช้ปัจจัยการผลิต ให้มี ประสิทธิภาพมากที่สุดในการสร้างผลผลิต แนวทางการเพิ่มผลผลิต สามารถทำได้ดังตารางที่ 7.1 ตารางที่ 7.1 แสดงแนวทางการเพิ่มผลผลิต รายการ แนวทางที่ 1 แนวทางที่ 2 แนวทางที่ 3 แนวทางที่ 4 แนวทางที่ 5 ผลิตผล ปัจจัยการ ผลิต ตัวอย่าง แนวทางการเพิ่มผลผลิต ทั้ง 5 แนวทาง ของนักเรียน ชั้น ปวช.3 แผนกผ้าซึ่งตัดเย็บ เสื้อผ้า เด็กเดิมผลิตเสื้อ 100 ตัว ใช้ผ้าจำนวน 50 หลา มีดังนี้ แนวทางที่ 1 ผลผลิตเพิ่ม ปัจจัยการผลิตเท่าเดิม ผลิตเสื้อให้ได้ 120 ตัว โดยใช้ผ้า 50 หลาเท่าเดิม แนวทางที่ 2 ผลผลิตเพิ่ม ปัจจัยการผลิตลดลง ผลิตเสื้อให้ได้ 120 ตัว โดยใช้ผ้าลดลงเหลือเพียง 40 หลา แนวทางที่ 3 ผลผลิตเท่าเดิม ปัจจัยการผลิตลดลง ผลิตเสื้อให้ได้ 100 ตัวเท่าเดิม โดยใช้ผ้า 40 หลา แนวทางที่ 4 ผลผลิตลดลง ปัจจัยการผลิตลดลง ผลิตเสื้อให้ได้ 90 ตัว โดยใช้ผ้า 40 หลาเท่าเดิม แม้ว่า ผลผลิตจะลดลง แต่วัตถุดิบคือผ้าที่ใช้ลดลงมากกว่า แนวทางที่ 5 ผลผลิตเพิ่มขึ้น ปัจจัยการผลิตเพิ่มขึ้น ผลิตเสื้อให้ได้ 150 ตัว โดยใช้ผ้า 60 หลา แม้ว่าจะใช้ผ้า มากขึ้น แต่การเพิ่มของสินค้ามากกว่าการเพิ่มของผ้าที่ใช้
253 ตารางที่ 7.2 แสดงอัตราการเพิ่มผลผลิต รายการ เดิม 1 2 3 4 5 ผลิตผล (เสื้อผ้าสำเร็จรูป) 100 120 120 100 90 150 ปัจจัยการผลิต (ผ้า) 50 50 40 40 40 60 อัตราการเพิ่มผลผลิต 2 2.4 3 2.5 2.25 2.25 จากตารางที่ 7.2 จะเห็นได้ว่าทั้ง 5 แนวทางมีทั้งการเพิ่มปริมาณการผลิต ผลผลิต เท่าเดิม แต่ใช้ปัจจัยลดลง และการลดผลผลิตลง เนื่องจากในภาวะตลาดหดตัว ยอดขายลดลง เรา ควรลดการ ผลิตลง แต่ต้องลดการใช้ปัจจัยลงด้วย นอกจากนี้ในการเพิ่มผลผลิต ยังสามารถคำนวณ ในรูปของ มูลค่า (เงิน) สินค้าเทียบต้นทุนของปัจจัยการผลิตได้ ดังนี้ ตารางที่ 7.3 แสดงการเปรียบเทียบต้นทุนของปัจจัยการผลิตเป็นจำนวนเงิน หน่วย : บาท รายการ เดิม 1 2 3 4 5 ผลิตผล (เสื้อผ้าสำเร็จรูป-บาท) 8,000 (100 x 80) 9,600 9,600 8,00 7,200 12,000 ปัจจัยการผลิต (ต้นทุนผ้า-บาท) (50 x 30) 1,500 1,200 1,200 1,200 1,800 อัตราการเพิ่มผลผลิต 5.3 6.4 8 6.6 6 6.6 จากตารางที่ 8.3 เสื้อ 10 ตัว ราคาขายตัวละ 80 บาท ต้นทุนค่าผ้าที่ใช้ ราคาหลาละ 30 บาท ถ้าเราผลิตแล้วสามารถขายได้หมด การเพิ่มผลผลิตแบบคิดมูลค่า จะเป็นดังตารางข้างต้น จะเห็นได้ว่าการเพิ่มผลผลิตนั้น ไม่ใช่การเพิ่มปริมาณการผลิตแต่เพียงอย่างเดียวการผลิตเท่า เดิม แต่ลดต้นทุน ลดการสูญเสียและใช้ประโยชน์จากปัจจัยการผลิตต่าง ๆ ก็เรียกได้ว่า เป็นการเพิ่ม ผลผลิตเช่นกัน ดังนั้นการเพิ่มผลผลิตจึงเป็นเครื่องมือในการดำเนินธุรกิจเป็นอย่างดี การเพิ่มผลผลิตในองค์กร ในวงการธุรกิจไม่ว่าจะเป็นการประกอบการในลักษณะใดก็ตาม จะมีแนวคิดที่จะปรับปรุง กิจกรรมขององค์กรให้มีประสิทธิภาพ โดยการส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตในองค์กรให้เกิดขึ้น เช่น พัฒนา ทรัพยากรมนุษย์ จัดหาวิทยาการใหม่ ๆ ฯลฯ รวมถึงการนำระบบคุณภาพแบบต่าง ๆ เข้ามาใช้
254 กิจกรรมทั้งหลายล้วนแต่เป็นกิจกรรมที่ทำให้เกิดการพัฒนาขององค์กรทั้งสิ้น การเพิ่มผลผลิตใน องค์กรสามารถทำได้หลายลักษณะ ดังนี้ 1. การเพิ่มผลผลิตด้านทุน (Capital Productivity) วิธีการเพิ่มผลผลิตด้านทุนสามารถทำได้ดังนี้ 1.1 ปรับราคาขายให้สูงขึ้น - การเพิ่มราคาจัดเป็นการเพิ่มผลิตด้านทุนเพราะเป็น การทำให้เงินลงทุนได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้น แต่ในปัจจุบันการแข่งขันมีมากขึ้นในขณะที่กำลังในการ ซื้อโดยรวมลดลงทำให้ขายสินค้าและบริการได้ยากขึ้น การเพิ่มราคาจึงเป็นการยากที่จะทำให้สินค้า และบริการขายได้มากขึ้น ดังนั้นโอกาสในการเพิ่มราคาจึงเป็นไปได้ยาก 1.2 เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต - เป็นการเพิ่มอัตราผลผลิตให้สูงขึ้นแต่ใช้เวลาการ ทำงานเท่าเดิมซึ่งจะเป็นการประหยัดต้นทุนในการดำเนินงาน 1.3 ลดต้นทุนค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการซื้อวัตถุดิบเพื่อผลิตเป็นสินค้าและบริการ วิธีการลดต้นทุนดังกล่าว ได้แก่ การลดต้นทุนวัตถุดิบ เช่น การลดความสูญเสีย และความสิ้นเปลืองใน การผลิต การลดต้นทุนการทำงานของเครื่องจักร เช่น ลดชั่วโมงการทำงาน 1.4 ประหยัดพลังงานและทรัพยากรอื่น ๆ เช่น การประหยัดน้ำ ประหยัดไฟ การใช้ โทรศัพท์ ฯลฯ 1.5 ควบคุมและลดความสูญเสียด้านเครื่องจักร 1.6 ลดความสูญเสียด้านวัตถุดิบ เช่น ผลิตหรือการใช้งานหรือไม่อย่างไร และ สามารถ ใช้วัตถุดิบอื่นทดแทนได้หรือไม่ 1.7 ควบคุมและลดความสูญเสียเกี่ยวกับพนักงาน หมายถึง การใช้หลักการบริหาร เพื่อ ลดค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร โดยการพัฒนาพนักงานให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ (Efficiency) และประสิทธิผล (Effectiveness) 1.8 ปรับปรุงงานอย่างสม่ำเสมอทุกวัน 2. การเพิ่มผลผลิตด้วยกำลังคน แนวทางการเพิ่มผลผลิตด้านกำลังคนเพื่อให้มีประสิทธิภาพในการทำงาน สามารถทำได้ดังนี้ ลดค่าใช้จ่ายด้านแรงงาน โดยมีหลักการคือจัดคนให้เหมาะกับงาน ปรับปรุงวิธีการทำงานให้มี มาตรฐาน ลดการว่างงานในการดำเนินการผลิตเสริมสร้างคุณภาพชีวิตของกำลังคนให้ดีขึ้น สามารถ ทำได้ดังนี้ - การจ่ายค่าตอบแทนที่เป็นธรรม - กำหนดนโยบายที่ชัดเจนในการบริหารงาน - มีสื่อสัมพันธภาพที่ดีภายในองค์การ - จัดสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการทำงาน
255 - เปิดโอกาสให้บุคลากรได้พัฒนาตนเอง - อื่นๆ 3. การเพิ่มผลผลิตด้วยเทคโนโลยี การเพิ่มผลผลิตด้วยเทคโนโลยี แบ่งออกเป็น 4 ส่วนใหญ่ ๆ คือ 3.1 เทคโนโลยีหรือนวัตกรรมใหม่ (New Technology or New Innovation) เทคโนโลยี (Technology) คือ วิทยาการที่เกี่ยวกับการนำเอาวิทยาศาสตร์ประยุกต์ มาใช้ให้เกิดประโยชน์ในทางปฏิบัติ นวัตกรรม (Innovation) คือ การเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่ที่ต้องใช้เทคโนโลยีที่ ซับซ้อน ระดับสูง เพื่อให้เกิดแนวทางการทำงานระบบใหม่ เครื่องจักรใหม่ หรือผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ดีกว่า เดิม รูปแบบเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมใหม่ที่นิยมใช้ เช่น การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการ ออกแบบ (Computer Aided Design : CAD) ระบบคอมพิวเตอร์ช่วยในการผลิต (Computer Aided Manufacturing : CAM) การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการผลิตโดยรวม (Computer Integrated Manufacturing : CIM) หุ่นยนต์ (Robot) เทคนิคแสงเลเซอร์ (Laser Beam Techniques) เทคโนโลยี ทางพลังงาน (Energy Technology) การประหยัดพลังงาน (Reduced) 3.2 วิทยากรหรือความรู้เพื่อรองรับเทคโนโลยี องค์กรจำเป็นต้องมีการฝึกอบรม พัฒนา บุคลากรให้มีความรู้ความชำนาญ สามารถใช้เทคโนโลยีใหม่ได้ วัตถุประสงค์ของการฝึกอบรม ด้าน เทคโนโลยีเพื่อให้พนักงานเกิดทักษะและความชำนาญ เพื่อวัตถุประสงค์ในการปฏิบัติงานเหล่านี้ คือ การบำรุงรักษาเครื่องจักร การซ่อมบำรุงตามแผน การรักษาคุณภาพ การปรับปรุงแบบ ค่อยเป็น ค่อยไป การปรับปรุงในส่วนสำนักงาน การสอนงานและฝึกอบรม การบริหารแผนใหม่ ความปลอดภัย ในที่ทำงาน 3.3 วิทยาการเพื่อสร้างจิตสำนึกและความพร้อมสำหรับเทคโนโลยี ปัจจุบันมี นวัตกรรม ต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย เทคโนโลยีที่ทันสมัยก็จะค่อย ๆ เสื่อมลงหากไม่มีการสร้างจิตสำนึก ของคน ที่ใช้เทคโนโลยีนั้นให้มีความพร้อม องค์กรจึงจำเป็นต้องเสริมด้วยการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เพื่อที่ จะรักษาและปรับปรุงองค์กรให้ดีขึ้น โดยการสร้างจิตสำนึกให้เกิดขึ้น 3.4 การใช้เทคนิควิศวอุตสาหการ (Industrial Engineering : IE) IE เป็นเทคนิคที่ใช้ ใน การปรับปรุงงานโดยการปรับปรุงการทำงานอย่างเป็นระบบเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน โดยลดขั้นตอนการทำงานที่ไม่จำเป็น ขจัดของเสีย ปรับปรุงอุปกรณ์ วัสดุที่ใช้งานเพื่อให้ทำงานได้ ง่าย ขึ้น รวมทั้งการยกระดับคุณภาพของผลิตภัณฑ์ให้สูงขึ้น เทคนิคที่ใช้เป็นพื้นฐานเพื่อลดความ สูญเสีย จากกระบวนการผลิตที่ขาดประสิทธิภาพ ได้แก่ การศึกษาวิธีการทำงาน (Method Study) และการ วัดผลงาน (Work Measurement)
256 การศึกษาวิธีการทำงาน (Method Study) เป็นกระบวนการวิเคราะห์การทำงานที่ ปฏิบัติอยู่เพื่อพัฒนาวิธีการทำงานให้ดีขึ้น สะดวกขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยยึดหลัก 2 ประการ - การยศาสตร์ (Ergonomic) เป็นเทคนิคที่เกี่ยวกับกิจกรรมในการออกแบบอุปกรณ์ ที่เหมาะสมกับสมรรถนะ สภาพแวดล้อมทางกายภาพของพนักงาน - สภาพแวดล้อมในการทำงาน เป็นการปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการทำงาน เพื่อสุขภาพที่ดีของร่างกายและจิตใจของพนักงาน การวัดผลงาน (Work Measurement) เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาวิธีการทำงาน เพื่อค้นหาเวลาที่ไร้ประสิทธิภาพในรายละเอียดขั้นตอนย่อยของการทำงานและกำหนดมาตรฐานเวลา ในการทำงาน เช่น - การศึกษาเวลาโดยตรง เป็นการจับเวลาในขณะที่ทำการปฏิบัติงาน - การสุ่มงาน เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูล สัดส่วนของเวลาทำงานทำให้ทราบ เวลา มาตรฐานของคนและเครื่องจักร ภาพที่ 7.7 ระยะการปฏิบัติงานหลักการยศาสตร์ ที่มา : https://www.jorportoday.com/workplace-ergonomics-benefits/
257 ภาพที่ 7.8 การนั่งและการยืนปฏิบัติงานหลักการยศาสตร์ ที่มา : https://www.educatpro.net/occupational-health-ergonomics/ 4. การเพิ่มผลผลิตด้วยผลิตภัณฑ์ ตัวผลิตภัณฑ์เป็นสิ่งจูงใจหรือกระตุ้นให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจในสินค้าและบริการ ฉะนั้น การพัฒนารูปแบบของผลิตภัณฑ์จึงเป็นสิ่งหนึ่งที่จะทำให้เกิดการเพิ่มผลผลิต สามารถทำได้ดังนี้ 4.1 การเพิ่มประเภทผลิตภัณฑ์ เป็นการเพิ่มชนิดของผลิตภัณฑ์ให้มีหลากหลาย จะ ช่วยให้องค์กรมีการเพิ่มผลผลิตโดยรวมมากขึ้น ปัจจัยที่ทำให้หลายองค์กรมีการเพิ่มประเภท ผลิตภัณฑ์หรือกลุ่มผลิตภัณฑ์ 4.2. การวิจัยและพัฒนา เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้องค์กรทราบถึงความต้องการ ของ ลูกค้าเพื่อผลิตสินค้าให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจ อันจะส่งผลสัมฤทธิ์ต่อการจำหน่ายสินค้า 4.3 การกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์ ความสูญเสียเนื่องจากผลิตภัณฑ์ไม่มีมาตรฐาน เดียวกัน จะทำให้ค่าใช้จ่ายในการผลิตสูงและไม่สามารถใช้ทดแทนกันได้ นอกจากนี้กระบวนการ ผลิต และเครื่องมือเครื่องใช้ก็ต้องปรับเปลี่ยนทำให้เสียเวลาและการใช้ทรัพยากรไม่คุ้มค่าเท่าที่ควร 4.4 การลอกเลียนแบบ คือ การนำแนวความคิดที่ดีขององค์กรอื่นที่ดำเนินธุรกิจ เดียวกัน มาปรับใช้ในธุรกิจของตนเอง 4.5 การโฆษณาและการส่งเสริมการขาย เช่น การลด แลก แจก แถม
258 ภาพที่ 7.9 การเพิ่มผลผลิตด้วยผลิตภัณฑ์แปรรูปข้าว ที่มา : https://www.biotechthailand.com/article/1481/sme?section=Advertorials 5. การเพิ่มผลผลิตด้วยหลักการบริหาร การเพิ่มผลผลิตด้วยหลักการบริหาร เป็นการนำหลักการบริหารมาใช้ในการเพิ่มผลผลิต ใน องค์กรที่มีประสิทธิภาพ หลักการบริหารที่นิยมนำมาใช้ เช่น TQC/TQM JIT TPM 5.1 TQC/TQM TQC มาจากคำว่า Total Quality Control หมายถึง การควบคุมคุณภาพทั่วทั้ง องค์กร เป็นแบบของญี่ปุ่น ส่วน TQM มาจากคำว่า Total Quality Management หมายถึง การ จัดการ คุณภาพโดยรวม เป็นแบบของประเทศตะวันตก ทั้ง TQC/TQM เป็นแนวทางการบริหารที่ยึด ปรัชญา ที่ว่า “วิธีที่ดีที่สุดที่จะเพิ่มยอดขายและทำกำไรให้แก่บริษัท คือการทำให้สินค้าและบริการ สร้าง ความพึงพอใจแก่ลูกค้าได้” กิจกรรม TQC/TQM เป็นระบบการบริหารการจัดการที่เกิดจาก จิตสำนึก ของบุคลากรที่มุ่งจะผลิตสินค้าและบริการที่ดี มีคุณภาพ โดยเน้นการมีส่วนร่วมของบุคลากร ทุกคนในองค์กร ซึ่งมีหลักการของกลุ่มคุณภาพเป็นพื้นฐานในการบริหารงาน TQM/TQC แนวคิดที่สำคัญในการทำงาน 7 ประการ - สมาชิกทุกคนในองค์กรมีส่วนร่วม ปฏิบัติกันในทุกแผนกงานทั่วทั้งองค์กร - ปฏิบัติกันทุกขั้นตอนของกระบวนการธุรกิจ ควบคุมและปรับปรุง QCDSM - ส่งเสริมการทำงานด้วยกิจกรรม PDCA
259 - ให้ความสำคัญต่อปรัชญาและวิธีการแก้ไขแบบควบคุมคุณภาพ - ใช้ประโยชน์จากเครื่องมือและวิธีการปฏิบัติแบบควบคุมคุณภาพ 5.2 ระบบทันเวลาพอดี (Just In Time : JIT) คือ ระบบการผลิตซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐาน ของ การขจัดความสูญเปล่าต่าง ๆ ทั้งหมด ปัจจัยการผลิตต่าง ๆ จะต้องถูกนำมาใช้แบบทันเวลาพอดี คือ ปัจจัยที่ต้องการ ในเวลาที่ต้องการ และในปริมาณที่ต้องการเท่านั้น หลักการพื้นฐานของ JUST IN TIME ในการผลิตเพื่อให้ได้ระบบตามอุดมคติที่ปราศจากความสูญเปล่า เมื่อพบว่ามีสิ่ง ผิดปกติเกิดขึ้นพนักงานจะต้องหยุดการทำงานทุกสิ่งทุกอย่างทันทีและทำการสอบสวนค้นหาสาเหตุ ทันที ซึ่งเป็นระบบที่เรียกว่า ระบบอัตโนมัติด้วยสัมผัสมนุษย์ (Automation with human touch) พื้นฐานของการผลิตที่ดีที่สุดคือ การผลิตด้วยความสมดุลแบบปรับเรียบการผลิต (Load smoothing production) มีองค์ประกอบพื้นฐาน 2 อย่างคือ 1. การผลิตแบบทันเวลาพอดี 2. ระบบอัตโนมัติด้วยสัมผัสมนุษย์ คุณลักษณะของ JUST IN TIME 1. เป็นการนำเครื่องมือและเทคนิคของวิศวกรรมอุตสาหกรรม (Industrial Engineering : IE) มาใช้เพื่อปรับปรุงการผลิต โดยทำให้การผลิตราบรื่น ลดขนาดให้เล็กที่สุดและ ตั้งใจที่จะผลิตเฉพาะสิ่งที่ต้องการในเวลาและจำนวนที่ต้องการเท่านั้น 2. ค้นหาสาเหตุของปัญหาที่แท้จริงโดยตรวจสอบจากที่เกิดเหตุจริง ๆ แล้ว แก้ไข และกำหนดมาตรการป้องกันมิให้เกิดซ้ำขึ้นอีก 3. ลดเวลาของขั้นตอนการทำงานต่าง ๆ ลง โดยการปรับปรุงขั้นตอนการ ทำงาน ให้มีลักษณะใกล้เคียงกับการทำงานด้วยเครื่องจักรอัตโนมัติ 4. ลดจำนวนคนในแต่ละขั้นตอนลง โดยการปรับปรุงงานจะสามารถลด จำนวน คนลงได้โดยผลผลิตคงเดิมหรือมากขึ้นได้ 5.3 การบำรุงรักษาทวีผลที่ทุกคนมีส่วนร่วม (Total Productive Maintenance :TPM) TPM (Total Productive Maintenance) คือ การบำรุงรักษาทวีผลโดยใช้การทำงานเป็นทีม หรือกิจกรรมกลุ่มของพนักงาน ซึ่งได้รับการสนับสนุนและให้ความร่วมมือจากทุก ๆ ระดับ ทุก ๆ ฝ่าย ในองค์กร ตั้งแต่ผู้บริหารสูงสุดจนถึงพนักงานในสายการผลิต โดยมีวัตถุประสงค์คือ 1. เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้เครื่องจักรให้สูงขึ้น 2. เพื่อสร้างระบบการบำรุงรักษา สำหรับป้องกันและปรับปรุงไม่ให้เกิด ปัญหา
260 3. เพื่อให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรม และเกิดความร่วมแรงร่วมใจ กันใน ทุกฝ่ายตั้งแต่ผู้บริหารระดับสูงจนถึงพนักงานในสายการผลิต 4. เพื่อสนับสนุนและทำให้เกิดการทำกิจกรรมกลุ่ม หรือการทำงานเป็นทีม ในการบำรุงรักษาและปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้เครื่องจักร เป้าหมายหลักของ TPM 1. เพื่อขจัดปัญหาเครื่องจักรขัดข้องให้หมดไป 2. เพื่อขจัดปัญหาการผลิตงานที่ไม่ได้คุณภาพให้หมดไป องค์กรทุกองค์กรย่อมต้องมีการลงทุนในปัจจัยการผลิต (แรงงาน วัตถุดิบ เครื่องจักร) เพื่อผลิตสินค้าและบริการ การบริหารปัจจัยการผลิตอย่างคุ้มค่าจะทำให้องค์กรประสบ ความสำเร็จ บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ นั่นหมายถึงการเพิ่มผลผลิตที่สามารถวัดได้ด้วยอัตราส่วนของ ผลิตผล (สินค้าและบริการ) ต่อปัจจัยการผลิตที่ใช้ไป ว่ามีการใช้ปัจจัยการผลิตอย่างคุ้มค่าหรือไม่ ซึ่ง สามารถตอบสนองความคาดหวังของลูกค้า ตัวสินค้าและบริการที่มีปริมาณเพียงพอ คุณภาพ สินค้าที่ ดี ราคาไม่แพง ได้รับสินค้าและบริการรวดเร็ว TPM ประกอบด้วยกิจกรรมหลัก ดังนี้ 1. กิจกรรมการเพิ่มประสิทธิผลโดยรวมของเครื่องจักร คือการกำจัดความ สูญเสียของเครื่องจักร 2. สร้างระบบการบำรุงรักษาเครื่องจักรโดยพนักงานฝ่ายผลิตเพื่อให้ พนักงาน สามารถหาความผิดปกติของเครื่องจักรได้ด้วยตนเอง 3. สร้างระบบการบำรุงรักษาตามคาบเวลาโดยพนักงานฝ่ายซ่อมบำรุงเพื่อ เพิ่มประสิทธิภาพ การบำรุงรักษา 4. การฝึกอบรมทักษะการใช้งานเครื่องจักรและการบำรุงรักษาเครื่องจักรที่ ถูกวิธี เพื่อจัดทำระบบการฝึกอบรมพนักงานให้มีความสามารถในการใช้เครื่องจักร 5. ใช้หลักการประหยัดในทุกวิถีทางและดูถึงผลการประหยัดในภาพรวม ด้วย ก่อนตัดสินใจปรับปรุงงาน ถ้าพนักงานมีเวลาว่างให้ฝึกการทำงานให้ได้มาตรฐาน เช่น การฝึก การ เปลี่ยนแม่พิมพ์ 6. พร้อมที่จะปรับเปลี่ยนได้อย่างทันทีทันใด มีระบบที่สามารถปรับตัวต่อ การ เปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว ทั้งภายในและภายนอกองค์กร 7. ทำกิจกรรมลดต้นทุนอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา ถือว่ากิจกรรมลดต้นทุน เป็น กิจกรรมที่ต้องกระทำอยู่ตลอดเวลา 8. ลดสินค้าคงเหลือลงให้เหลือน้อยที่สุด ตั้งเป้าหมายท้าทายให้เป็นศูนย์ โดยไม่มีสินค้าระหว่างทำอยู่เลยได้หรือไม่ ถ้าคำตอบคือไม่ได้ ก็ให้เหลือไว้เพียง 1 ชิ้นก็พอ
261 การประยุกต์ใช้หลักการบริหารงานคุณภาพและเพิ่มผลผลิตในองค์กร การบริหารงานคุณภาพและเพิ่มผลผลิตในองค์กร เป็นความรับผิดชอบของทุกคน ในแง่ของ บริษัทหรือโรงงาน ผู้บริหารต้องมีความเข้าใจในเรื่องการบริหารคุณภาพและเพิ่มผลผลิต รวมทั้ง ให้ การสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมอย่างเต็มที่ ในขณะเดียวกัน ฝ่ายพนักงานต้องให้ความร่วมมือ โดย การทำงานอย่างเต็มความสามารถและเพิ่มทักษะการทำงานให้สูงขึ้น นอกจากนี้การบริหาร คุณภาพ และเพิ่มผลผลิตยังต้องอาศัยความร่วมมือจากพนักงานเจ้าหน้าที่ บุคลากร และหน่วยงาน อื่นทั่ว ๆ ไป ในการร่วมกันวางแผน ควบคุม ปรับปรุง อันจะส่งผลต่อการเพิ่มผลผลิตของธุรกิจ สอดคล้องกับคำ ว่าที่ “เติบโตเมื่อปรับปรุง ยั่งยืนเมื่อเปลี่ยนแปลง” ดังนั้นผู้ประกอบการจึงจำเป็น ที่จะต้องนำ หลักการบริหารคุณภาพและเพิ่มผลผลิตในองค์กรมาประยุกต์ใช้ในการวางแผน และดำเนินงาน ซึ่ง สามารถทำได้ในหลายรูปแบบ ในที่นี้จะขอนำเสนอ ดังนี้ 1. การนำระบบข้อเสนอแนะ ซึ่งคือระบบและกลไกที่กระตุ้น สนับสนุนให้พนักงานนำเสนอ ความคิดที่เป็นประโยชน์ ในการแก้ไขปัญหา ปรับปรุงงาน โดยความคิดที่เสนอนั้นอาจเป็นเรื่อง เกี่ยวกับการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน การลดต้นทุนการผลิต การบริการ การปรับปรุง สภาพแวดล้อมในการทำงาน การปรับปรุงหน้าที่งาน การปรับปรุงผลิตภัณฑ์ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ ใหม่ ๆ และอื่น ๆ อีกมากมาย เป็นต้น สามารถพัฒนาความคิด (Idea) ได้ ทำให้เกิด “ความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์” ขณะที่กำลังคิดหาวิธีการอื่น ๆ ที่จะทำให้ปฏิบัติงานดีขึ้น ภาพที่ 7.10 ระบบข้อเสนอแนะ ที่มา : https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190527-feedback-development-working/
262 2. นำเทคนิคการเพิ่มผลผลิต โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการทำงานเกี่ยวกับ การใช้ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ เช่น CAD มาช่วยในการออกแบบ CAM มาช่วยในการออกแบบวางแผน และ ควบคุมกระบวนการผลิต Simulation Program มาวิเคราะห์การทำงานของผลิตภัณฑ์ และ หุ่นยนต์ เข้ามาช่วยในการผลิต ภาพที่ 7.11 การนำ CAD มาใช้ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ ที่มา : https://www.toolmakers.co/cad-cam-%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0% 3. การประยุกต์ใช้กิจกรรมกลุ่มคุณภาพ QC ในการวางแผนและดำเนินงานเพื่อเพิ่มผลผลิต ซึ่งมีแนวทางในการนำ QC มาใช้ในการวางแผนและดำเนินงาน ดังนี้ 3.1 เลือกหัวข้อปัญหา โดย 3.1.1 เก็บข้อมูลในระหว่างการทำงาน โดยใช้ตารางตรวจสอบ ประสบการณ์ของหัวหน้าหรือสมาชิก การระดมสมอง 3.1.2 จำแนกข้อมูล นำข้อมูลที่ได้มาจัดลำดับความสำคัญโดยใช้แผนภูมิ พาเรโต เลือกหัวข้อที่มีความสำคัญสูงสุดมาเป็นหัวข้อปัญหา 3.2 วิเคราะห์สาเหตุ โดย 3.2.1 ใช้แผนภูมิก้างปลา ระดมพลังความคิดเพื่อหาสาเหตุออกมา
263 3.2.2 ใช้ข้อมูลประกอบกับเทคนิคเครื่องมือ และประสบการณ์ของสมาชิก ระบุสาเหตุ ที่แท้จริงและที่สำคัญในแผนภูมิก้างปลา 3.2.3 เรียงลำดับสาเหตุต่าง ๆ ไว้เป็นข้อ ๆ เพื่อหาวิธีแก้ไข 3.3 เลือกวิธีและทดลองแก้ไข โดย 3.3.1 เลือกวิธีหรือแนวทางที่ดีที่สุดเพื่อเป็นทางแก้ของสาเหตุแต่ละข้อ 3.3.2 นำวิธีหรือแนวทางที่เอามาทดลองแก้หรือปฏิบัติ 3.4 ติดตามผล ในระหว่างทดลองแก้ไข โดยใช้ตารางตรวจสอบและจำข้อมูลมา จำแนก หรือแสดงด้วยกราฟและแผนภูมิพาเรโต 3.5 ทำมาตรฐานการปฏิบัติ เมื่อเปรียบเทียบผลการทดลองกับข้อมูลเดิมและ เป้าหมาย แล้ว ถ้าปรากฏว่าได้ผลตามเป้าหมาย หรือดีกว่าเป้าหมายก็ทำมาตรฐานการปฏิบัติงานไว้ ภาพที่ 7.12 แสดงเครื่องมือ 7QC Tools ที่มา : http://www.moro.co.th/%A0%E0%B8%B2%E0%B8%94-7-qc-tools/ 4. การประยุกต์ใช้การเพิ่มผลผลิตด้วยผลิตภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันผู้ประกอบการ เพื่อให้เกิดต่างให้ความสำคัญกับการปรับตัวเพื่อสร้างจิตสำนึกความรับผิดชอบต่อสังคม นวัตกรรม ใหม่ ๆ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน การเพิ่มผลผลิตด้วยผลิตภัณฑ์สีเขียว (Green Productivity) จะเป็นการมุ่งสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ตัวอย่างผลิตภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อมที่เป็น นวัตกรรมรักษ์โลก เปลี่ยนขยะให้เป็นประโยชน์ เช่น
264 ภาพที่ 7.13 อินโนเวสต์ นวัตกรรมจากขยะเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม “อินโนเวสต์” เป็นแน่คิดการนำขยะมูลฝอยที่มีจำนวนมาก เช่น ขวดน้ำ ถุงพลาสติก กล่อง โฟม เศษกระดาษ นำมาเป็นส่วนผสมในวัสดุประเภทต่าง ๆ เพื่อใช้ให้หมดไป (Zero waste) โดยเป็น การใช้ทรัพยากรตามหลัก 3R ได้แก่ การลด (Reduce) การใช้ซ้ำ (Reuse) การนำกลับมา ใช้ใหม่ (Recycle) นำมาผลิตเป็นวัสดุก่อสร้าง วัสดุตกแต่งอาคารสีเขียว ตลอดจนเป็นวัสดุเฟอร์นิเจอร์ ภายในอาคารที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและประหยัดพลังงาน ภาพที่ 7.14 กระเป๋ากันน้ำจากใบกล้วย ที่มา : https://www.smethailandclub.com/index.php/entrepreneur/5549.html
265 ภาพที่ 7.15 แก้วที่ย่อยสลายได้ ที่มา : https://www.advancebio11.com/custom-products/th/cup ภาพที่ 7.14 กระเป๋ากันน้ำจากใบกล้วย (Green Banana Paper) เป็นกระเป๋าสตางค์ ที่ทำ จากใยของใบกล้วย เป็นวัสดุที่ป้องกันน้ำได้ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ส่วนภาพที่ 7.15 แก้วน้ำที่ ย่อยสลายได้ เป็นการเปลี่ยนภาชนะจากพลาสติก ให้กลายเป็นภาชนะที่สามารถย่อยสลาย ได้โดย วิธีการเชิงนิเวศวิทยา เช่น แก้วกาแฟที่เห็นในภาพนี้ ทำขึ้นจากกระดาษ FSC certified เป็นมิตรต่อ สิ่งแวดล้อม ใช้เวลาในการย่อยสลายเพียงครึ่งปี และยังสามารถละลายไปกับน้ำได้อีกด้วย สรุป การบริหารงานคุณภาพ (Quality Management) หมายถึง หน้าที่ทางการบริหารประเภท หนึ่งที่เกี่ยวเนื่องด้วยการกำหนดและการนำไปปฏิบัติจริงตามนโยบายคุณภาพ ซึ่งประกอบด้วย กิจกรรมหลัก 3 อย่าง ได้แก่ การวางแผนคุณภาพ การควบคุมคุณภาพ และการปรับปรุงคุณภาพ กิจกรรมพื้นฐานในการส่งเสริมคุณภาพที่ควรนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น 5 ส ระบบ ข้อเสนอแนะ ระบบปรับรื้อ QCC หลักการบริหารงานคุณภาพ ประกอบด้วยหลักการพื้นฐานสำคัญ 8 ประการ ได้แก่ การมุ่งเน้นที่ลูกค้า ความเป็นผู้นำ การมีส่วนร่วมของพนักงาน การดำเนินงาน อย่าง เป็นกระบวนการ การบริหารโดยมุ่งที่ระบบ การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง การตัดสินใจบน พื้นฐานของ ข้อเท็จจริง และความสัมพันธ์กับผู้ส่งมอบเพื่อประโยชน์ร่วมกัน การเพิ่มผลผลิต โดยภาพ หมายถึง การเพิ่มประสิทธิภาพและการลดต้นทุน องค์ประกอบสำคัญของการเพิ่มผลผลิต ได้แก่ QCDSMEE แนวทางการเพิ่มผลผลิตมี 5 แนวทาง ได้แก่ ผลผลิตเพิ่ม ปัจจัยการผลิต เท่าเดิม ผลผลิตเพิ่ม ปัจจัย การผลิตลดลง ผลผลิตเท่าเดิม ปัจจัยการผลิตลดลง ผลผลิตลดลง ปัจจัยการผลิตลดลง และผลผลิต เพิ่มขึ้น ปัจจัยการผลิตเพิ่มขึ้น การเพิ่มผลผลิตในองค์กรสามารถ ทำได้หลายลักษณะ ได้แก่ การเพิ่ม
266 ผลผลิตด้านทุน ด้านกำลังคน ด้านเทคโนโลยี เพิ่มผลผลิต ด้วยผลิตภัณฑ์ การเพิ่มผลผลิตด้วย หลักการบริหาร
267 ใบงานที่ 7 ประกอบการเรียนเรื่อง หลักเบื้องต้นในการบริหารงานคุณภาพและเพิ่มผลผลิตในองค์กร ชื่อชิ้นงาน สัมภาษณ์ ระดับชั้น ปวช. จุดประสงค์ 1. เพื่อให้ผู้เรียนเขียนหลักการบริหารงานคุณภาพของผู้ประกอบการ 2. เพื่อให้ผู้เรียนตระหนักถึงความสำคัญของการบริหารงานคุณภาพ ลักษณะของกิจกรรม 1. ให้นักเรียนสัมภาษณ์ผู้ประกอบการในชุมชนของนักเรียน เพื่อศึกษาแนวทางการ บริหารงานและขั้นตอนการดำเนินงาน 2. บันทึกผลจากการสัมภาษณ์ แล้วตอบคำถามต่อไปนี้ ส่งตามกำหนดเวลา - ผู้ประกอบการที่นักเรียนสัมภาษณ์มีลักษณะอย่างไร - เขามีแนวทางการบริหารงานเพื่อให้บริการอย่างมีคุณภาพอย่างไร - เขามีวิธีการอย่างไรที่จะเปิดโอกาสให้พนักงานมีส่วนร่วม - บอกกระบวนการในการทำงานของเขาที่ทราบ - เขียนกระบวนการเกี่ยวกับการทำงานของนักเรียน ตั้งแต่เริ่มวางแผนสัมภาษณ์จน เสร็จสิ้นกระบวนการ สื่อ/อุปกรณ์ - แบบบันทึกการสัมภาษณ์ การวัดและประเมินผล - ประเมินผลงานรายบุคคล
268 เกณฑ์การให้คะแนน รายการ 4 3 2 1 กระบวนการคิด มีเหตุผล ใช้หลัก วิชาการ มีเหตุผล ใช้หลัก วิชาการเล็กน้อย มีเหตุผล แต่ไม่ เป็น ไปตามหลัก วิชาการ ไม่มีเหตุผล ไม่มี หลักวิชาการ ความประณีต มีความตั้งใจใน ก า ร ท ำง า น มี ร ะ เ บ ี ย บ เ ร ี ย บ ร ้ อ ย ครบถ้วนสมบูรณ์ มีความตั้งใจใน การทำงาน แต่ยัง ไม่เป็นระเบียบ เ ร ี ย บ ร ้ อ ย เท่าที่ควร ทำงานแบบไม่ ตั้งใจ ไม่เรียบร้อย ตรงต่อเวลา ส่งงานทันกำหนด เวลา ส ่ ง ง า น เ ล ย ก ำ ห น ด เ ว ล า เล็กน้อย ส ่ ง ง า น เ ล ย ก ำ ห น ด เ ว ล า เล็กน้อย ระดับคุณภาพ คะแนน 9-10 หมายถึง ดีมาก คะแนน 5-6 หมายถึง พอใช้ คะแนน 7-8 หมายถึง ดี คะแนน ต่ำกว่า 5 หมายถึง ปรับปรุง
269 แบบบันทึกการสัมภาษณ์ ผู้รับการสัมภาษณ์ ชื่อ - นามสกุล………………………………………………………………………………………………. สถานที่สัมภาษณ์..........................................................................................................ทำการสัมภาษณ์ เมื่อวันที่...............เดือน.....................................พ.ศ.....................เวลา................น. ถึง......................น. วัตถุประสงค์ในการสัมภาษณ์ ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ข้อมูลที่สรุปได้จากการสัมภาษณ์ ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ข้อคิดเห็น ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ผู้สัมภาษณ์...................................................... (......................................................)
270 ใบมอบหมายงานที่ 7 ประกอบการเรียนเรื่อง หลักเบื้องต้นในการบริหารงานคุณภาพและเพิ่มผลผลิตในองค์กร ชื่อชิ้นงาน สรุปความรู้ความคิด ระดับชั้น ปวช. จุดประสงค์ 1. เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการบริหารงานคุณภาพและเพิ่มผลผลิต 2. เพื่อให้ผู้เรียนนำความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินงานได้ 3. เพื่อให้ผู้เรียนตระหนักถึงความสำคัญของคุณภาพ ลักษณะของกิจกรรม 1. ให้นักเรียนสรุปความรู้ ความคิดที่ได้รับลงในแบบฟอร์มที่ครูกำหนดให้ 2. ส่งงานตามกำหนดเวลา สื่อ/อุปกรณ์ - แบบสรุปความรู้ความคิด การวัดและประเมินผล - ประเมินผลงานรายบุคคล เกณฑ์การให้คะแนน รายการ 4 3 2 1 กระบวนการคิด มีเหตุผล ใช้หลัก วิชาการ มีเหตุผล ใช้หลัก วิชาการเล็กน้อย มีเหตุผล แต่ไม่ เป็น ไปตามหลัก วิชาการ ไม่มีเหตุผล ไม่มี หลักวิชาการ ความประณีต มีความตั้งใจใน ก า ร ท ำง า น มี ร ะ เ บ ี ย บ เ ร ี ย บ ร ้ อ ย ครบถ้วนสมบูรณ์ มีความตั้งใจใน การทำงาน แต่ยัง ไม่เป็นระเบียบ เ ร ี ย บ ร ้ อ ย เท่าที่ควร ทำงานแบบไม่ ตั้งใจ ไม่เรียบร้อย ตรงต่อเวลา ส่งงานทันกำหนด เวลา ส ่ ง ง า น เ ล ย ก ำ ห น ด เ ว ล า เล็กน้อย ส ่ ง ง า น เ ล ย ก ำ ห น ด เ ว ล า เล็กน้อย
271 ระดับคุณภาพ คะแนน 9-10 หมายถึง ดีมาก คะแนน 7-8 หมายถึง ดี คะแนน 5-6 หมายถึง พอใช้ คะแนน ต่ำกว่า 5 หมายถึง ปรับปรุง
272 แบบสรุปความรู้ความคิด ความรู้ใหม่ที่ได้จากบทเรียน ร้านอาหารที่มีคุณภาพเป็น มาตรฐานการผลิตที่นักเรียน อย่างไร รู้จัก ยกตัวอย่างการเพิ่มผลผลิตด้วย บอกแนวทางการเพิ่มผลผลิต ผลิตภัณฑ์ ในองค์กร ……………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………… …………………………………………………… …………………………………………………… …………………………………………………… …………………………………………………… …………………………………………………… …………………………………………………… …………………………………………………… …………………………………………………… …………………………………………………… หลักเบื้องต้น ในการ บริหารงานคุณภาพ และ เพิ่มผลผลิตในองค์กร …………………………………………………… …………………………………………………… …………………………………………………… …………………………………………………… …………………………………………………… …………………………………………………… …………………………………………………… …………………………………………………… …………………………………………………… ……………………………………………………
273 แบบฝึกหัด หน่วยที่ 7 ตอนที่ 1 จงตอบคำถามต่อไปนี้ 1. เพราะเหตุใดผู้ประกอบการจึงต้องให้ความสำคัญกับการบริหารงานคุณภาพ ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. หลักการบริหารคุณภาพ ประกอบด้วย ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. จงบอกแนวทางการเพิ่มผลผลิตในองค์กรมา 2 แนวทาง ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 4. องค์ประกอบของการเพิ่มผลผลิต ประกอบด้วย ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 5. จงแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคำกล่าวที่ว่า “เติบโตเมื่อปรับปรุง ยั่งยืนเมื่อเปลี่ยนแปลง” ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………
274 ตอนที่ 2 ให้นักเรียนเขียนแนวทางการมีส่วนช่วยเพิ่มผลผลิตของตนเอง รายการ แนวทางการเพิ่มผลผลิต 1. ในสถานศึกษา …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… 2. ครอบครัวของนักเรียน …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… 3. เพิ่มผลผลิตให้ตนเอง …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… 4. สังคม/ประเทศชาติ …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………
275 แบบทดสอบหลังเรียน คำชี้แจง จงทำเครื่องหมาย X ลงบนตัวอักษรหน้าข้อที่คิดว่าถูกที่สุดเพียงคำตอบเดียว 1. กิจกรรมการวางแผน การควบคุม การปรับปรุงคุณภาพ เกี่ยวข้องกับข้อใดมากที่สุด ก. การบริหารงานคุณภาพ ข. ระบบการควบคุมคุณภาพ ค. แนวทางการกำหนดเป้าหมายที่มีประสิทธิภาพ ง. กิจกรรมกลุ่มคุณภาพ 2. ผู้ประกอบการที่ไม่ให้ความสำคัญกับการบริหารงานคุณภาพจะเป็นอย่างไร ก. สินค้าและบริการไม่ทันสมัย ข. เน้นมาตรฐานการผลิต ค. ลูกค้าไม่ซื้อสินค้า/บริการ ง. ต้นทุนต่ำ กำไรสูง 3. กิจกรรม 5 ส ในข้อใดที่สอดคล้องกับสุขลักษณะ ก. แยกของที่ไม่ใช้ออกจากของที่ใช้ ข. คำนึงถึงความปลอดภัยด้วยตนเอง ค. จัดเก็บสิ่งของในบริเวณที่เหมาะสม ง. หยิบก็ง่าย หายก็รู้ ดูก็งามตา 4. กิจกรรมในข้อใดที่มุ่งแก้ปัญหาโดยวิธีใช้ทีมงานที่มีคุณภาพ ก. QCC ข. Re-enginnering ค. Suggestion system ง. 5 ส 5. การสื่อสารความต้องการและความคาดหวังของลูกค้าเป็นหลักการบริหารงานคุณภาพในข้อใด ก. หลักมุ่งเน้นที่ลูกค้า ข. หลักการมีส่วนร่วมของพนักงาน ค. การบริหารงานโดยมุ่งที่ระบบ ง. การตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง 6. ข้อใดเป็นการประยุกต์ใช้หลักการบริหารงานคุณภาพที่เน้นการมีส่วนร่วมของบุคลากร ก. การตัดสินโดยใช้ข้อมูลที่เชื่อถือได้ ข. การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้เกี่ยวข้องกับธุรกิจ ค. การประเมินผลงานที่มีเกณฑ์การประเมินที่ชัดเจน ง. การสร้างการยอมรับต่อการปฏิบัติงานของพนักงาน 7. ข้อใดเป็นตราสัญลักษณ์รับรองคุณภาพสินค้าไทยจากกระทรวงพาณิชย์ ก. Quality ข. มอก. ค. ISO 9000 ง. Thailand Brand
276 8. Green Product เป็นการเพิ่มผลผลิตเพื่อใคร ก. เพื่อลูกค้า ข. เพื่อสังคม ค. เพื่อพนักงาน/ลูกจ้าง ง. เพื่อผู้เกี่ยวข้องกับธุรกิจ 9. การพัฒนาสภาพแวดล้อมการทำงานให้ดีเป็นระเบียบเรียบร้อยเพื่อการเพิ่มผลผลิตควรทำ อย่างไร ก. เปลี่ยนผู้รับผิดชอบใหม่ ข. รับสมัครพนักงานเพิ่มเติม ค. ให้พนักงานทำกิจกรรม 5 ส ง. จัดซื้อเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อการเพิ่มผลผลิต 10.ข้อใดเป็นการประยุกต์ใช้การเพิ่มผลผลิตด้วยผลิตภัณฑ์ ก. นกจัดทำบรรจุภัณฑ์ย่อยสลายง่าย ข. นุ่นนำเข้านาฬิการุ่นพิเศษจากต่างประเทศมาขาย ค. นุชมีการวิเคราะห์ วิจัยข้อมูลที่ถูกต้องและเชื่อถือได้ ง. นิ่มใช้โปรแกรม CAD ช่วยในการออกแบบผลิตภัณฑ์
หน่วยที่ 8 การประยุกต์ใช้ปรัชญา ของเศรษฐกิจพอเพียงในการเป็นผู้ประกอบการ สาระสำคัญ การดำเนินธุรกิจในปัจจุบันให้สามารถอยู่รอดได้อย่างยั่งยืนนั้น ผู้ประกอบการจำเป็นต้อง คำนึงถึงผู้บริโภค สังคมและสิ่งแวดล้อมด้วย การมีหลักปรัชญาที่ดีในการดำเนินธุรกิจที่ตั้งอยู่บน พื้นฐานของทางสายกลางสำหรับเป็นแนวทางในการประพฤติปฏิบัติจะทำให้สังคม และผู้ประกอบการ สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข ในการพัฒนา SMEs ให้มีความเข้มแข็ง ยั่งยืนนั้นผู้ประกอบการ จึง ควรยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นที่ตั้ง เน้นพัฒนาคนให้มีคุณภาพ มีความสามารถ ใน อาชีพ ให้มีความมั่นคง เป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่นำไปสู่การพึ่งพาตนเองของ SMEs รวมถึงการ พัฒนาภาคเกษตรอย่างเป็นขั้นตอนโดยยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงจะเป็นแนวทางพัฒนา เกษตรกรให้รู้จักพึ่งพาตนเอง พึ่งพาผู้อื่นและพึ่งพาซึ่งกันและกัน ให้สามารถ อยู่ได้อย่างยั่งยืน มี ความสุข เนื้อหาสาระ 1. ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 2. การประยุกต์ใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 3. ผู้ประกอบการกับความพอเพียง 4. เกษตรทฤษฎีใหม่ : การดำรงชีวิตแบบพอเพียง 5. คุณธรรมพื้นฐาน 8 ประการ จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม 1. บอกหลักการของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงได้ถูกต้อง 2. ระบุแนวทางการประกอบธุรกิจตามแนวพอเพียงได้ 3. อธิบายลักษณะของผู้ประกอบการแบบพอเพียงได้ 4. ประยุกต์ใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในการวางแผนและดำเนินงานได้ 5. บอกคุณธรรมพื้นฐานที่ควรปฏิบัติในการดำรงชีวิตของบุคคลทั่วไปได้
278 แบบทดสอบก่อนเรียน คำชี้แจง จงทำเครื่องหมาย X ลงบนตัวอักษรหน้าข้อที่คิดว่าถูกที่สุดเพียงคำตอบเดียว 1. หลักการของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงคือข้อใด ก. 2 ห่วง 3 เงื่อน ข. 3 ห่วง 2 เงื่อน ค. เน้นพื้นฐานความมีเหตุมีผล ง. การมีคุณธรรมนำความรู้ 2. เศรษฐกิจพอเพียงเน้นเรื่องใดเป็นหลัก ก. การพึ่งพาตนเอง ข. การรวมกลุ่มของคนในชุมชน ค. การช่วยเหลือกันของคนในชุมชน ง. การจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่ 3. “เมื่อ น.ส.บัวจะทำอะไรเธอมักจะคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้น รอบคอบ เสมอ” จากข้อความดังกล่าว น.ส.บัวมีคุณลักษณะสอดคล้องกับข้อใดมากที่สุด ก. ความพอเพียง ข. ความมีเหตุผล ค. ความพอประมาณ ง. มีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว 4. ความพอดีทางด้านจิตใจ ตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงมีลักษณะอย่างไร ก. การเป็นผู้ที่มีจิตใจดี มีความเมตตาต่อผู้อื่น ข. การมีจิตใจที่เข้มแข็ง มั่นคง ค. การเป็นผู้ที่รู้จักพอ ไม่โลภมากจนเกินไป ง. การเป็นผู้ไม่คิดร้ายพยาบาทต่อผู้อื่น 5. ข้อใดสอดคล้องกับการมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว ก. นำกำไรที่ได้ส่วนหนึ่งมาช่วยเหลือสังคม ข. รู้จักใช้ภูมิปัญญาไทยในการผลิต ค. ไม่ลงทุนเกินตัว ไม่ลงเงินจากภายนอก ง. กระจายความเสี่ยง วางแผนเติบโตอย่างระมัดระวัง 6. ข้อใดคือผลที่คาดว่าจะได้รับจากการนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ ก. เป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยี ค. การพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืน ข. ธุรกิจสามารถทำกำไรได้สูงสุด ง. เศรษฐกิจของประเทศมีความมั่นคง
279 7. การสรรหาพนักงานอย่างเป็นระบบด้วยการเลือก “คนดีและคนเก่ง” มาเป็นหัวหน้า สอดคล้อง กับข้อใด ก. การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดี ข. ความรอบรู้ ค. ความมีเหตุมีผล ง. ความพอประมาณ 8. ผู้ประกอบการสามารถนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในด้านการผลิต ได้อย่างไร ก. ให้ความสำคัญกับการตลาดท้องถิ่น ค. นำแนวคิดของบรรษัทภิบาลมาใช้ ข. จัดทำแผนธุรกิจแบบพอเพียง ง. สร้างเครือข่ายในการประกอบธุรกิจ 9. 30 : 30 : 30 : 10 พื้นที่สัดส่วนของทฤษฎีใหม่คืออะไรบ้าง ก. ที่อยู่อาศัย, ปลูกพืชผสม, ปลูกข้าว, ขุดสระ ข. ปลูกพืชผสม, ที่อยู่อาศัย, ปลูกข้าว, ขุดสระ ค. ปลูกข้าว, ขุดสระ, ที่อยู่อาศัย, ปลูกพืชผสม ง. ขุดสระ, ปลูกข้าว, ปลูกพืช, ที่อยู่อาศัย 10. คุณธรรมในข้อใดที่มีความสำคัญกับหลักเศรษฐกิจพอเพียงมากที่สุด ก. เป็นคนมีศีลธรรม ข. มีความละอายต่อบาป ค. เป็นผู้มีความโอบอ้อมอารี ง. มีความซื่อสัตย์ ขยันหมั่นเพียร
280 ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ในการประกอบธุรกิจในยุคโลกาภิวัตน์นั้น นอกจากความเข้าใจในหลักการของระบบ เศรษฐกิจแบบตลาดแล้ว ปรัชญาการดำเนินธุรกิจที่เหมาะสมกับสภาวะของระบบเศรษฐกิจ เป็นสิ่ง สำคัญประการหนึ่งที่องค์กรควรนำมาประยุกต์ใช้ในการประกอบธุรกิจและการดำเนินชีวิต ปรัชญา ของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาหนึ่งที่ผู้ประกอบการควรนำมาประยุกต์ใช้กับการประกอบธุรกิจ และการดำเนินชีวิตของตนเพื่อความสงบสุข และร่มเย็น อันจะส่งผลให้ธุรกิจ สังคม และ ผู้ประกอบการอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสงบสุขและยั่งยืน เศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy) เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิ เบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระราชดำรัสชี้แนะแนวทา ดำเนินชีวิตแก่ พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดโดยได้ทรงเน้นย้ำแนวทางการแก้ไขเพื่อให้รอดพ้น และสามารถดำรงอยู่ ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์และความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ โดยมีหลักพิจารณา อยู่ด้วยกัน 5 ส่วน ดังนี้ 1. กรอบแนวคิด ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญา ที่ชี้แนะแนวทางการดำรงอยู่และ ปฏิบัติตนในทางที่ควรจะเป็นมุ่งเน้น การพึ่งพาตนเองโดยมีพื้นฐานมาจากวิถีชีวิตดั้งเดิมของสังคมไทย สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ตลอดเวลา ภาพที่ 8.1 ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ที่มา : http://images.google.co.th/
281 2. คุณลักษณะ เศรษฐกิจพอเพียงสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการปฏิบัติตนได้ในทุก ระดับ โดยเน้นการปฏิบัติบนทางสายกลางและการพัฒนาอย่างเป็นขั้นตอน 3. คำนิยาม ความพอเพียงประกอบด้วย 3 คุณลักษณะพร้อม ๆ กัน ดังนี้ - ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดีที่ไม่น้อยเกินไป และไม่มากเกินไปโดยไม่ เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น เช่น การซื้อสินค้าและบริการที่อยู่ในระดับพอประมาณ - ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับของความพอเพียงนั้น จะต้อง เป็น ไปอย่างมีเหตุผล โดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้องตลอดจนคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้น จากการกระทำนั้น ๆ อย่างรอบคอบ - การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและ การ เปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นโดยคำนึงถึง ความเป็นไปได้ของสถานการณ์ต่าง ๆ ที่ คาดว่าจะ เกิดขึ้นในอนาคตทั้งใกล้และไกล 4. เงื่อนไข การตัดสินใจและการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ให้อยู่ในระดับพอเพียงนั้น ต้องอาศัย ทั้งความรู้และคุณธรรมเป็นพื้นฐานกล่าวคือ - เงื่อนไขความรู้ ประกอบด้วย ความรอบรู้ในวิชาการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ความ รอบคอบ ที่จะนำความรู้เหล่านั้นมาพิจารณาให้เชื่อมโยงกันเพื่อประกอบการวางแผน และความ ระมัดระวังในขั้นปฏิบัติ - เงื่อนไขคุณธรรม ที่จะต้องเสริมสร้างประกอบด้วย ความตระหนักในคุณธรรม มี ความ ซื่อสัตย์สุจริต อดทน มีความเพียรใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต ไม่โลภ ไม่ตระหนี่ 5. แนวทางปฏิบัติ ผลที่คาดว่าจะได้รับ จากการนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมา ประยุกต์ใช้ คือ การพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืน พร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงในทุกด้าน ทั้งด้าน เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ความรู้และเทคโนโลยี เป้าหมายของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มุ่งให้เกิดความสมดุลพร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลง อย่างรวดเร็วและกว้างขวาง ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้ เป็นอย่างดี
282 การนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ใช้นั้น ต้องคำนึงถึง 4 มิติ ดังนี้ ตารางที่ 8.1 การนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ด้านเศรษฐกิจ ลดรายจ่าย / เพิ่มรายได้ / ใช้ชีวิตอย่างพอควร / คิดและวางแผนอย่าง รอบคอบ / มีภูมิคุ้มกัน ไม่เสี่ยงเกินไป การเผื่อทางเลือกสำรอง ด้านสังคม ช่วยเหลือเกื้อกูล / รู้รักสามัคคี / สร้างความเข้มแข็งให้ครอบครัวและ ชุมชน ด้านทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม รู้จักใช้และจัดการอย่างฉลาดและรอบคอบ / เลือกใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ อย่างรู้ค่า และเกิดประโยชน์สูงสุด / ฟื้นฟูทรัพยากรเพื่อให้เกิดความ ยั่งยืนสูงสุด ด้านวัฒนธรรม รักและเห็นคุณค่าในความเป็นไทย เอกลักษณ์ไทย / เห็นประโยชน์และ คุณค่า ของภูมิปัญญาไทย ภูมิปัญญาท้องถิ่น / รู้จักแยกแยะและเลือก รับวัฒนธรรมอื่น ๆ การประยุกต์ใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เศรษฐกิจพอเพียงโดยพื้นฐานแล้วก็คือ การพึ่งตนเอง เป็นหลักการทำอะไรอย่างเป็นขั้นเป็น ตอน รอบคอบ ระมัดระวัง เศรษฐกิจพอเพียงสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้กับทุกด้าน ซึ่งแต่ละด้าน จะ เน้นการพึ่งพาตนเองโดยยึดหลัก 3 ห่วง 2 เงื่อนไข เป็นสำคัญ ถ้าทุกองค์กรนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจ พอเพียงมาใช้ทั้งการดำรงชีวิต และการประกอบอาชีพจะทำให้ธุรกิจ ผู้ประกอบการ และสังคม อยู่ ร่วมกันได้อย่างมีความสุข ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนั้นสามารถประยุกต์ใช้ในด้านต่าง ๆ ดังนี้ 1. การประยุกต์ใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในด้านต่าง ๆ การประยุกต์ใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงนั้นสามารถนำไปใช้ในด้านต่าง ๆ ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ ด้านจิตใจ ด้านสังคม ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงด้านเทคโนโลยี แนวทางการประยุกต์ใช้ดังแสดงในตารางที่ 8.2
283 ตารางที่ 8.2 ตัวอย่างการประยุกต์ใช้เศรษฐกิจพอเพียงในด้านต่าง ๆ การประยุกต์ใช้เศรษฐกิจพอเพียงในด้านต่าง ๆ ด้านเศรษฐกิจ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ใช้ชีวิตอย่างพอควร คิดและ วางแผนอย่าง รอบคอบ มีภูมิคุ้มกัน ไม่เสี่ยงเกินไป การเพื่อทางเลือกสำรอง ด้านจิตใจ มีจิตใจเข้มแข็ง พึ่งตนเองได้ มีจิตสำนึกที่ดี เอื้ออาทรประนีประนอม นึกถึงผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก ด้านสังคม ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน รู้รักสามัคคี สร้างความเข้มแข็ง ให้ครอบครัวและ ชุมชน ด้านทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม รู้จักใช้และจัดการอย่างฉลาดและรอบคอบ เลือกใช้ ทรัพยากรที่มีอยู่ อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด ฟื้นฟูทรัพยากรเพื่อให้เกิดความ ยั่งยืนสูงสุด ด้านเทคโนโลยี รู้จักใช้เทคโนโลยีที่เหมาสม สอดคล้องกับความต้องการ และ สภาพแวดล้อม (ภูมิสังคม) /พัฒนาเทคโนโลยี จากภูมิปัญญาชาวบ้าน เองก่อน/ก่อให้เกิดประโยชน์กับคนหมู่มาก ที่มา : ปรียานุช พิบูลสราวุธ โครงการวิจัยเศรษฐกิจพอเพียง, 2550 : 5 ตารางที่ 8.3 ตัวอย่าง ลักษณะกิจกรรมเศรษฐกิจพอเพียงระดับครัวเรือน ระดับชุมชน กิจกรรม คุณลักษณะ ระดับครัวเรือน ระดับชุมชน 1. การลด รายจ่าย 1. ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์เพื่อบริโภค 2. ใช้ปุ๋ยชีวภาพ สารชีวภาพป้องกันศัตรูพืช 3. ใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นในการผลิตสินค้า 4. ผลิตเครื่องอุปโภคใช้เอง เช่น น้ำยา ล้างจาน 5. ประหยัดไฟฟ้า, น้ำประปา, น้ำมัน เชื้อเพลิง 6. ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น 7. นำวัสดุที่ใช้งานแล้วมาประยุกต์ใช้ให้ เกิดประโยชน์ใหม่ 1. ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์เพื่อบริโภคในชุมชน 2. ทำเกษตรอินทรีย์ เช่น ทำปุ๋ย และ สารชีวภาพใช้ในการเกษตร 3. มีศูนย์สาธิตการตลาด ร้านค้าชุมชน 4. ใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นในการผลิตสินค้า 5. มีกิจกรรมรณรงค์การประหยัด พลังงาน 6. ลดรายจ่ายของชุมชนที่ไม่จำเป็น 7. การช่วยกันรักษาสาธารณสมบัติของ หมู่บ้าน
284 กิจกรรม คุณลักษณะ ระดับครัวเรือน ระดับชุมชน 2. ก า ร เ พิ่ ม รายได้ 1. ปลูกพืชหมุนเวียนหลายชนิด 2. พัฒนาอาชีพให้มีประสิทธิภาพ 3. มีการแปรรูปผลผลิตเพื่อเพิ่มมูลค่า 4. ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ 5. ใช้ที่ดินทำการเกษตรอย่างคุ้มค่า 1. มีวิสาหกิจชุมชน เช่น โรงสี โรงแปร รูป ผลผลิตทางการเกษตร กลุ่มอาชีพ 2. ทำเกษตรผสมผสาน 3. บริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวใน ชุมชน โดยชุมชน 3. การดำารง ชีวิต 1. ปฏิบัติตามหลักศาสนา สืบทอด ประเพณี วัฒนธรรม และภูมิปัญญา 2. มีความซื่อสัตย์สุจริต ขยัน อดทน มี คุณธรรม 3. เลิกอบายมุข เช่น สุรา ยาเสพติด การ พนัน 4. จัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายครัวเรือน 5. มีแผนชีวิตหรือแผนครอบครัว 6. รอบรู้ทันเหตุการณ์ รู้จักฟัง ดู อ่าน ข่าว 7. รู้จักพอประมาณในการลง ทุน ประกอบอาชีพ 8. ไม่ก่อหนี้โดยไม่จำเป็นและเกินกำลัง 9. รู้จักคิด วิเคราะห์อย่างมีเหตุผล ใช้ หลักประชาธิปไตย 1. มีแผนชุมชน 2. มีการบริหารจัดการชุมชนที่ดี 3. ผู้นำมีความโปร่งใส ซื่อสัตย์ สุจริต 4. ประชาชนยึดมั่นในหลักศาสนา 5. ยึดหลักประชาธิปไตย 6. มีกฎระเบียบชุมชนที่ใช้ปฏิบัติร่วมกัน 7. ม ี ก ิ จ ก ร ร ม ส ื บ ท อ ด ป ร ะ เ พ ณี วัฒนธรรม ภูมิปัญญาของคนในชุมชน 8. มีกิจกรรมเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต 9. มีกิจกรรมการเรียนรู้ร่วมกันของ ชุมชน 10. มีเครือข่ายองค์กรชุมชนที่มีกิจกรรม สม่ำเสมอ 4. การออม 1. มีการวางแผนการใช้จ่ายเงิน 2. มีกิจกรรมการออม เช่น เป็นสมาชิก กลุ่ม ออมทรัพย์ฯ, สหกรณ์ออมทรัพย์ฯ, กองทุน หมู่บ้าน, กองทุนอื่น ๆ และ ธนาคาร เป็นต้น 1. มีกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตหรือ กลุ่มอื่น ๆ ที่มีกิจกรรมการออมทรัพย์ 5. การอนุรักษ์ แ ล ะ ใ ช้ ท ร ั พ ย า ก ร 1. ใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่าและ ประหยัด 2. ใช้สารอินทรีย์และชีวภาพในการทำ การเกษตร 1. มีการจัดระเบียบชุมชน เช่น การ รักษา ความสะอาดในที่สาธารณะ การ กำจัดขยะ และขยะมลพิษที่ถูกต้อง
285 กิจกรรม คุณลักษณะ ระดับครัวเรือน ระดับชุมชน ธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม 3. การบริโภคสินค้าที่ไม่ส่งผลกระทบต่อ สิ่งแวดล้อม เช่น โฟม สารเคมีต่างๆ 4. มีการกำจัดขยะของเสียอย่างถูกวิธี เช่น แยกขยะ 2. มีกิจกรรมการรักษาดูแลแม่น้ำ ลำ คลอง 3. มีกิจกรรมการอนุรักษ์ป่าไม้และ ทรัพยากรธรรมชาติอื่น ๆ 4. แผนชีวิต มีกิจกรรมการอนุรักษ์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 6. ก า ร เอื้ อ อาทร (กา ร แบ่งปัน/การ ช่วยเหลือซึ่ง กัน และกัน) 1. ได้รับการสนับสนุนดูแลจากกลุ่ม เศรษฐกิจชุมชน 2. ได้รับการสนับสนุนดูแลจากครัวเรือน ที่ประสบความสำเร็จในการนำแนวคิด เศรษฐกิจพอเพียงไปปฏิบัติ 3. ครัวเรือนเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ของ ชุมชน 1. มีสวัสดิการชุมชน หรือกิจกรรมการ ดูแล ผู้สูงอายุ เด็ก คนพิการ และ ผู้ด้อยโอกาส 2. มีกิจกรรมวิสาหกิจชุมชน เช่น โรงสี ข้าว ชุมชน โรงงานแปรรูปผลผลิตชุมชน กลุ่มอาชีพ 3. ชุมชนรู้รักสามัคคี 4. ชุมชนมีวิธีการช่วยเหลือตัวเองและ สมาชิก ในชุมชน เมื่อเกิดภัยพิบัติต่าง ๆ ที่มา : สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอน้ำพอง http://www.villagefund.or.th/Sitedirectory/ 2. การประยุกต์ใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงกับการประกอบธุรกิจ การวางรากฐานในการพัฒนาธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ให้มีความเข้มแข็ง อัน จะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนนั้น ผู้ประกอบการควรนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มา ประยุกต์ใช้ โดยเน้นที่การพัฒนาคนเป็นเบื้องต้นเพื่อให้คนมีคุณภาพ มีความสามารถในการ ประกอบ อาชีพจะได้ประกอบกิจการต่าง ๆ ให้มีความมั่นคงในชีวิต เป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิต เพื่อนำไปสู่การ พึ่งพาตนเองของ SMEs การนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้กับ SMEs ในด้านต่าง ๆ มีดังนี้ (ทองทิพา วิริยะพันธ์, 2550 หน้า 41-67) 2.1 ด้านการผลิตและการแปรรูป การนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้กับ SMEs ในด้านการผลิตและการแปร รูปนั้น มีแนวทางในประยุกต์ใช้ดังนี้
286 2.1.1 การลงทุนในการผลิต ควรเลือกพิจารณาการลงทุนให้อยู่ในขนาดที่ เหมาะสมกับฐานะการเงินของตน การลงทุนที่เกินตัวอาจนำไปสู่ความล้มเหลว 2.1.2 การพัฒนาธุรกิจและขยายธุรกิจ ควรดำเนินการขยายกิจการเพื่อเพิ่ม กำไรเมื่อธุรกิจมีความมั่นคง อยู่รอดได้แล้ว 2.1.3 สร้างเครือข่ายในการประกอบธุรกิจ โดยยึดหลักการพึ่งพาอาศัยซึ่ง กันและกัน ในด้านต่าง ๆ ร่วมทั้งสร้างเครือข่ายกับผู้ผลิตวัตถุดิบ เพื่อสร้างความมั่นคงและความ แน่นอนว่าจะมี วัตถุดิบป้อนโรงงานอย่างสม่ำเสมอ สร้างเครือข่ายผู้บริโภคเพื่อสร้างความมั่นคง ทางการตลาด และความเข้มแข็งให้ชุมชน 2.1.4 การใช้ปัจจัยการผลิตเพื่อลดความเสี่ยง ลดต้นทุนและเพิ่มกำไร ควร ใช้ประโยชน์จากปัจจัยการผลิตในท้องถิ่นให้มีสัดส่วนที่เหมาะสม เพราะนอกจาก จะเป็นการช่วยลด ความเสี่ยงในการขาดแคลนวัตถุดิบแล้วยังสร้างความเป็นปึกแผ่นมั่นคงให้แก่สังคมในท้องถิ่นด้วย 2.1.5 การใช้เทคโนโลยี ควรใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับกระบวนการผลิต ไม่ส่งผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม 2.1.6 ทักษะของผู้ประกอบการในการทำธุรกิจและการบริหารจัดการ ผู้ประกอบการ ควรมีการพิจารณาขั้นตอนในการผลิตอย่างรอบคอบ จะได้สามารถเชื่อมโยงการผลิต การจัดหาวัตถุดิบ การแปรรูปและการตลาดให้เป็นระบบในลักษณะการพึ่งพาอาศัยกันได้ 2.2 ด้านการตลาด การตลาดนับว่าเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจ ดังนั้นการบริหารการตลาด ถ้าองค์กรนำ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้จะส่งผลดีต่อธุรกิจในระยะยาว ซึ่งแนวทางการนำมา ประยุกต์ใช้ มีดังนี้ 2.2.1 การบริหารจัดการด้านการตลาด การหาข้อมูลทางการตลาด การหา ช่องทาง ขยายตลาดทั้งภายในและภายนอกประเทศ ซึ่งผู้ประกอบการควรพยายามขยายตลาดอย่าง เป็น ขั้นตอนต่อเนื่อง โดยอาศัยข้อมูลข่าวสารทางการตลาดจากแหล่งต่าง ๆ 2.2.2 การให้ความสำคัญกับตลาดท้องถิ่นและและตลาดภายในประเทศ โดยเน้น การผลิตเพื่อป้อนตลาดในท้องถิ่นเป็นสำคัญ แล้วจึงค่อยขยายไปสู่ตลาดภายในประเทศ 2.3 ด้านการบริหารจัดการองค์กร ผู้ประกอบการสามารถนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้กับ การ บริหารจัดการหรือการดำเนินงานให้เป็นรูปธรรมได้ ดังนี้ 2.3.1 จัดทำแผนธุรกิจ แผนธุรกิจแบบพอเพียง คือ การมีข้อมูลที่ถูกต้อง หรือ ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด ซึ่งผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญกับข้อมูลและการ วิเคราะห์ ข้อมูลอย่างละเอียดรอบคอบในทุกด้าน และควรจะเป็นการลงทุนที่ไม่เกินตัว โดยมีวิสัยทัศน์
287 ที่รู้เท่าทันและชี้นำถูกทาง ไม่ประมาท มีความพอเพียง พอประมาณ เพราะจะส่งผลกระทบต่อ ความสามารถในการบริหารจัดการและความสามารถในการชำระหนี้ 2.3.2 มีความรู้การบริหารจัดการยุคใหม่ ผู้ประกอบการจะต้องมีความรอบ รู้ มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจที่ทำเป็นอย่างดี รู้จริง รู้สึก ตลอดจนรู้ข้อดี ข้อเสีย ของธุรกิจที่ตนทำอย่าง ลึกซึ้ง จะทำให้สามารถบริหารจัดการ และปรับตัวเชิงรุกเพื่อสร้างความได้เปรียบ และสร้างโอกาสทาง การตลาดให้เกิดขึ้นได้ ดังนั้นผู้ประกอบการจึงต้องพัฒนาตนเองและให้การสนับสนุนผู้ใต้บังคับบัญชา ให้มีการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ก่อให้เกิดเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization) ซึ่งจะ ส่งผลให้ผู้ประกอบการและบุคลากรมีคุณภาพ 2.3.3 มีคุณธรรมจริยธรรมทางธุรกิจ ผู้ประกอบการควรนำคติไทยที่ว่า “ซื่อ กินไม่หมด คดกินไม่นาน” มาใช้ในการบริหารจัดการ หรือส่งเสริมให้มีการยึดมั่นในนโยบายของ ความซื่อสัตย์สุจริต ตลอดจนการนำแนวคิดของบรรษัทภิบาล (Good Corporate Governance) อัน ได้แก่ การประกอบธุรกิจอย่างสุจริต โปร่งใส เป็นธรรม มาใช้เป็นหลักในการบริหาร รวมถึง ประกอบ ธุรกิจโดยสุจริต ไม่ผิดกฎหมาย ศีลธรรม ไม่เอาเปรียบ ไม่คดโกง ไม่เห็นแก่ตน ฯลฯ 2.3.4 การสร้างและพัฒนาวัฒนธรรมองค์กรบนพื้นฐานของค่านิยมองค์กร ผู้ประกอบการควรกำหนดแนวทางคุณค่าหลักขององค์กรให้สอดคล้องกับลักษณะของธุรกิจ เช่น ถ้า เป็นโรงงานผลิตสินค้า ควรให้ความสำคัญกับจิตสำนึกเรื่องความปลอดภัย เป็นต้น วิธีการนี้จะเป็นวิธี หนึ่งที่จะทำให้ลูกค้ากลับมาใช้สินค้าหรือบริการ 2.3.5 ให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนา และการสร้างนวัตกรรม ผู้ประกอบการ ควรทำการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับกระบวนการผลิตและ สอดคล้องกับ ขีดความสามารถของบุคลากรโดยไม่จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีที่สูงเกินไป และควร ส่งเสริม ภูมิปัญญาไทย/ท้องถิ่นที่สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า และระวังไม่ให้ส่งผลกระทบ ต่อสภาพแวดล้อม 2.3.6 มีการสร้างพันธมิตรธุรกิจ การประกอบธุรกิจผู้ประกอบการควรใช้กล ยุทธ์ ชนะ-ชนะ (Win-Win Strategy) นั่นหมายถึง ผู้เกี่ยวข้องจะได้รับประโยชน์จากธุรกิจร่วมกัน การ สร้างเครือข่ายในการประกอบธุรกิจเป็นเรื่องสำคัญเพราะจะนำไปสู่สังคมแห่งการเกื้อกูลแบ่งปัน ผู้ประกอบการสามารถใช้ประโยชน์จากพันธมิตรทางธุรกิจได้ในแง่ของการสร้างความเข้มแข็ง ให้แก่ ธุรกิจ และลดความเสี่ยงในการดำเนินงานอีกทั้งมีการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน 2.3.7 คิดอย่างเป็นระบบ คำว่า ระบบ จะนำไปสู่กระบวนการบริหาร จัดการที่เป็น ระบบการส่งเสริมให้มีการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ มีขั้นตอน แบบค่อยเป็นค่อยไป มี การวางแผน อย่างรอบคอบ ไม่รีบร้อนให้มีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว จะทำให้มีการเจริญเติบโตอย่าง มั่นคง มีเสถียรภาพ เพื่อให้เกิดผลประโยชน์ร่วมกันอย่างเป็นระบบต่อไป
288 2.3.8 มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ผู้ประกอบการสามารถนำภูมิปัญญาไทย หรือ ภูมิปัญญาท้องถิ่นมาสร้างสรรค์ให้เป็นผลงานด้วยการค้นหาสิ่งที่ดีหรือสิ่งที่มีอยู่แล้วมาใช้ ประโยชน์ตามความเหมาะสมและความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งจะเป็นการสร้างเอกลักษณ์ความเป็น ไทยที่ มีความโดดเด่นให้แก่สินค้า/บริการได้ 2.3.9 มีทีมงานที่ดีมีประสิทธิภาพ การบริหารทีมงานด้วยการใช้ความรู้คู่ คุณธรรม และจริยธรรมเป็นพื้นฐาน โดยคำนึงถึงการมีความรอบรู้ การใช้เหตุผล มีความซื่อสัตย์สุจริต และ มีความเมตตาต่อกันเป็นที่ตั้ง จะเป็นแบบอย่างที่ดีของการทำงานเป็นทีม ทีมงานจะทำงาน ร่วมกัน อย่างมีความสุข ยอมรับซึ่งกันและกันและทำงานด้วยสติปัญญาและรอบคอบ ระมัดระวัง ซึ่ง จะสร้างความแข็งแกร่งให้แก่องค์กร นอกจากที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว แนวทางในการปฏิบัติขององค์กรธุรกิจตาม หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงนั้น ยังมีแนวทางที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์สำหรับ SMEs อันจะ เป็นแนวทางในการปฏิบัติแก่ธุรกิจที่ต้องการสร้างความสำเร็จอย่างยั่งยืนดังต่อไปนี้ 1. มองการณ์ไกลในการบริหารจัดการและตัดสินใจในเชิงนโยบาย อย่า มุ่งหวัง กำไรในระยะสั้น แต่คิดถึงผลกระทบในระยะยาว 2. ให้คุณค่าแก่พนักงานอย่างจริงใจ พัฒนาพนักงานอย่างต่อเนื่อง หลีกเลี่ยง การให้พนักงานออกแม้แต่ในยามทุกข์ยาก เพราะพนักงานคือสินทรัพย์ที่พัฒนาได้ของ องค์กร 3. จริงใจและหวังดีต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของธุรกิจทั้งหมดรวมถึงบุคคลและ สังคม 4. ให้ความสำคัญต่อการพัฒนานวัตกรรมทั้งองค์กรไม่ใช่เฉพาะผลิตภัณฑ์/ บริการ 5. ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล เกิดประโยชน์สูงสุด 6. พัฒนาเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพแต่ราคาไม่สูงโดยเฉพาะเทคโนโลยี ไทย ๆ 7. ขยายธุรกิจอย่างค่อยเป็นค่อยไป เมื่อพร้อมทุกด้านเท่านั้น 8. ลดความเสี่ยงโดยการมีผลิตภัณฑ์ ตลาด และการลงทุนที่หลากหลาย 9. แบ่งปันความรู้และอื่น ๆ ที่มีเพื่อพัฒนาตลาดโดยคำนึงถึงประโยชน์เป็น หลัก 10. ยึดถือจริยธรรม มีความอดทนและขยันหมั่นเพียร
289 ตัวอย่าง แนวทางการนำเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้กับ SMEs ความพอประมาณ - พิจารณารับงานตามจำนวนพนักงานที่มี - ไม่ลงทุนเกินตัว กำไรส่วนหนึ่งนำมาช่วยเหลือสังคม ความมีเหตุผล - สรรหาพนักงานด้วยการเลือกคนดีและเก่ง - บริหารงานแบบตั้งมั่นในความเป็นธรรม มีภูมิคุ้มกันที่ดี - มีการวางแผนเติบโตอย่างระมัดระวัง กระจายความเสี่ยง ความรอบรู้ - ใช้ภูมิปัญญาไทย รอบรู้ในกระบวนการผลิต เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง คุณธรรม - เน้นคุณธรรม ช่วยเหลือชุมชนดูแลสิ่งแวดล้อม 3. การประยุกต์ใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในการจัดทำแผนธุรกิจ การประยุกต์ใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในการจัดทำแผนธุรกิจนั้น เป็นการ ประยุกต์ใช้ หลักความพอเพียงในการวางแผนและดำเนินงานเพื่อช่วยลดความเสี่ยงอันอาจเกิดจากการดำเนิน ธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่สามารถนำมาประยุกต์ ใช้ในการจัดทำแผน ธุรกิจในที่นี้จะยกตัวอย่างแผนธุรกิจของนักศึกษา ประเภทวิชาคหกรรม วิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา ที่นำแนวคิดแบบพอเพียงมาใช้จัดทำเป็นแผนธุรกิจแบบพอเพียงซึ่งช่วยให้สามารถดำเนินงานภายใต้ ขอบเขตของทรัพยากรที่มีอยู่ อีกทั้งยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการควบคุมผลผลิตได้ด้วยตนเอง และลดการใช้จ่ายเกินตัวได้อีกด้วย สรุปการประยุกต์ใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงโดยย่อได้ ดังนี้ โครงการ “ของที่ระลึกจากต้นโสน แนวคิดคิดธุรกิจพอเพียง เริ่มจากความถนัด ความชำนาญ บวกกับ ความต้องการที่ จะอนุรักษ์ และสืบสานงานศิลปหัตถกรรมไทย รวมทั้งส่งเสริมการใช้วัตถุดิบที่มีอยู่ จึงได้คิดนำต้นโสน ที่มีอยู่จำนวนมากมาใช้ในการแกะสลักทำเป็นผลิตภัณฑ์ของที่ระลึก การตลาดแบบพอเพียง ของที่ระลึกจากต้นโสน เป็นงานแกะสลักไม้จาก ต้นโสน ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากวัตถุดิบในชุมชนนำมาจัดทำเป็นของที่ระลึกโคมไฟสำหรับประดับตกแต่ง เป็นของขวัญของฝาก ของที่ระลึกจากประเทศไทย มีหลายขนาดให้เลือกผลิตและ จำหน่ายให้กับกลุ่ม นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และชาวต่างประเทศ โดยใช้ช่องทางการกระจายสินค้า ทั้งจากการตรง ฝาก ขาย ขายทางอินเทอร์เน็ต
290 ภาพที่ 8.2 ผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกจากต้นโสน ที่มา:https://www.smebank.co.th/press-release/sme การผลิตแบบพอเพียง ใช้วัตถุดิบที่มีจำนวนมากในชุมชน นอกจากนำมา รับประทานแล้ว ลําต้นนำมาใช้ในการแกะสลักเป็นของที่ระลึกทดแทนไม้ยืนต้น ต้นทุนต่ำสามารถ พัฒนาให้ทันสมัย สวยงาม สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ได้ ภาพที่ 8.3 ผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกจากต้นโสน การบริหารแบบพอเพียง โครงการของที่ระลึกจากต้นโสนเป็นโครงการที่ ดำเนินงานโดยนักศึกษา ปวส. ที่มีความถนัดความชำนาญในการแกะสลัก การออกแบบผลิตภัณฑ์ ที่ บริหารงานโดยยึดหลักคุณธรรม ลักษณะการบริหารเป็นการบริหารแบบมอบหมายหน้าที่ โดยชัดเจน และมีการปรึกษาหารือ รับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกัน
291 แผนการเงินแบบพอเพียง ใช้เงินลงทุนจากเงินออมของสมาชิกเป็นเวลา 2 เดือน ซึ่งไม่ต้องกู้ยืมเป็นเงินทุนส่วนตัว สำหรับใช้ในการบริหารจัดการธุรกิจ ระยะแรกได้กำไรจาก การ ลงทุนยังไม่มากเนื่องจากผลิตจำนวนไม่กี่ชิ้น เมื่อเริ่มขายได้จึงผลิตจำนวนมากขึ้น และ เริ่มฝากขายใน หลายที่ มีการจัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย โดยยึดหลักคุณธรรม ซื่อสัตย์ โปร่งใส ตรวจสอบได้ การประยุกต์ใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทางในการจัดทำแผนธุรกิจสรุปได้ ดังนี้ ตารางที่ 8.4 ถอดบทเรียนการประยุกต์ใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในการจัดทำแผนธุรกิจ พอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว - พอประมาณกับความรู้ ความสามารถของตนเอง - พอประมาณกับกำลังทรัพย์ ที่จะต้องใช้จ่าย - พอประมาณกับความสามารถ ในการผลิต - เลือกธุรกิจที่ตนองถนัด รัก ชอบงานที่ทำ และสามารถทำ กำไรได้ - เลือกใช้วัตถุดิบที่มีอยู่ใน ชุมชน ที่ต้นทุนต่ำราคาถูก - สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับต้นโสน - รู้จักเก็บเงินออมเพื่อลงทุน - เห็นโอกาสทางธุรกิจ รู้ว่า ชาวต่างชาตินิยมงานฝีมือ ประเภทศิลปะของคนไทย - รู้จักเลือกช่องทางการตลาด ที่สอดคล้องกับผู้บริโภค เงื่อนไขความรู้ - การแกะสลัก ออกแบบผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ ช่องทางการ จำหน่าย - หลักการบริหารจัดการ การตลาด การผลิต การเงินบัญชี เงื่อนไขคุณธรรม - ความขยัน อดทน ความมุ่งมั่นตั้งใจ - ความรับผิดชอบต่อหน้าที่ มีความซื่อสัตย์ สุจริต - ผลิตและจำหน่ายสินค้าที่มีคุณภาพ ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม นำสู่ 4 มิติ เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม - สร้างอาชีพที่ดี สร้าง รายได้ - ช่วยแบ่งเบาภาระ ของครอบครัว - พึ่งพาตนเอง พึ่งพา ผู้อื่น และพึ่งพาซึ่งกัน และกัน - มีคว ามรู้ในการ ท ำ ง า น เ ป็ น กระบวนการกลุ่ม - มีคว ามรู้ในการ นำเสนองาน - การวางแผนการ ทำงานร่วมกันเป็น กลุ่ม - ช ่ ว ย ร ั ก ษ า สิ่งแวดล้อม - ช่วยลดปริมาณการ ใช้ ไม้ยืนต้นได้ เพิ่ม มูลค่า ให้กับต้นโสน - รณรงค์ให้บุคคลอื่น เห็นความสำคัญ - สามารถใช้ความรู้ แสวงหา ศึกษาและ ดำรงวัฒนธรรมไทย ได้อย่างกว้างขวาง - สืบสานการอนุรักษ์ ภูมิปัญญาท้องถิ่น
292 ผู้ประกอบการกับความพอเพียง ผู้ประกอบการควรตระหนักถึงความพอเพียง ความสมดุลและความพร้อมต่อการ เปลี่ยนแปลงทั้งในการทำธุรกิจและการดำรงชีวิต ซึ่งการดำเนินธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ ผู้ประกอบการจำเป็นต้องหาวิธีการต่าง ๆ เพื่อสามารถรักษาธุรกิจให้อยู่ได้ยืนยาว การเป็น ผู้ประกอบการแบบพอเพียงจะช่วยให้ธุรกิจบรรลุเป้าหมาย การเป็นผู้ประกอบการแบบพอเพียงที่ ควรยึดเป็นแนวทางในการดำเนินธุรกิจ มีดังนี้ 1. พัฒนาตนเอง การดำเนินธุรกิจในยุคที่สังคมมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ธุรกิจและ ผู้ประกอบการต้องเรียนรู้ไปพร้อม ๆ กับการปรับตัวตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง ธุรกิจที่ สามารถ สนองความต้องการของผู้บริโภคได้จึงจะอยู่ได้ ดังนั้นผู้ประกอบการจำเป็นที่จะต้องพัฒนา ทั้งความรู้ ความสามารถของตนเองในด้านต่าง ๆ เช่น ความรู้ด้านการบริหารจัดการ ความก้าวหน้า ทาง เทคโนโลยี การพัฒนาเทคนิควิธี ฯลฯ ทั้งนี้เพื่อเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันที่ดี พร้อมรับ การเปลี่ยนแปลง ในอนาคต การพัฒนาตนเองบางครั้งก็ไม่ได้ทำเพื่อตนเอง แต่ต้องทำเพื่อสั่งให้ คนอื่นทำ การพัฒนา ตนเองนี้ยังรวมถึงการพัฒนาความประพฤติที่ดีงามเหมาะสมด้วย สิ่งเหล่านี้ จะช่วยให้ธุรกิจและ ผู้ประกอบการสามารถอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างมีความสุข 2. ดำเนินธุรกิจแบบพอเพียง ผู้ประกอบการควรยึดหลักการดำเนินธุรกิจแบบพอเพียงซึ่งจะเป็นแนวทางหนึ่งที่ช่วยให้ สามารถพัฒนาธุรกิจไปสู่ความสำเร็จได้ด้วยรากฐานที่มั่นคงอย่างยั่งยืน ค่อยเป็นค่อยไป ในการดำเนิน ธุรกิจแบบพอเพียงนั้น ผู้ประกอบการควรเลือกดำเนินธุรกิจ ดังนี้ 2.1 เลือกธุรกิจที่มีความเสี่ยงน้อย ทำอะไรแบบค่อยเป็นค่อยไป รวมถึงการรู้จัก หลีกเลี่ยง ความเสี่ยงจากการแข่งขัน เมื่อธุรกิจอยู่ตัวแล้วจึงขยายธุรกิจต่อไป 2.2 พัฒนาเครือข่ายความร่วมมือ เพราะในอนาคตเครือข่ายในชุมชนอาจกลายเป็น แหล่งพัฒนาสินค้าที่ราคาต่ำก็ได้ 2.3 เติบโตอย่างมั่นคงด้วยแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง เช่น พัฒนาประสิทธิภาพการ ผลิต จากนวัตกรรมไปสู่ชุมชนก่อนจะช่วยให้สามารถผลิตสินค้าใหม่ในราคาที่เหมาะสมและต้นทุนต่ำ 3. นวัตกรรมกับการเป็นผู้ประกอบการ นวัตกรรม (Innovation) หมายถึง “ความรู้ที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่สภาพที่ดีขึ้น และสามารถนำมาใช้สร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจได้” การเปลี่ยนแปลงสิ่งต่าง ๆ ในสังคม อาจทำให้ เกิดความรู้ใหม่ที่นำไปสู่นวัตกรรมในอนาคตได้เช่นกัน นวัตกรรมเกิดจากการประยุกต์ใช้องค์ความรู้ ต่าง ๆ ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือด้านอื่นที่เกี่ยวข้องกับปัญหานั้น ผลที่ได้จากนวัตกรรม
293 สามารถนำไปผลิตให้เป็นรูปธรรมได้ ดังนั้นนวัตกรรมจึงจำเป็นต้องเชื่อมโยง ระหว่างองค์ความรู้และ การผลิตออกสู่ตลาด นวัตกรรมจึงมิได้หมายถึงแค่สิ่งประดิษฐ์ (Invention) ที่ต้องอาศัยความก้าวหน้า ทางเทคโนโลยีเท่านั้น แต่นวัตกรรมยังรวมถึงกระบวนการในการแปลงโอกาสไปสู่แนวคิดใหม่ และทำ ให้สิ่งนั้นสามารถที่จะปฏิบัติในเชิงสังคมและพาณิชย์ได้จริง และ นวัตกรรมยังทำให้เราสามารถนำ ความรู้และวิทยาศาสตร์ใหม่ ๆ ไปประยุกต์ใช้ในการผลิตสินค้า/บริการไปสู่ผู้บริโภคได้เป็นอย่าง ตัวอย่าง ผู้ประกอบการกับความพอเพียง วริสร รักษ์พันธุ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท Chumphon Cabana Resort and Diving Center จังหวัดชุมพร วริสร รักษ์พันธุ์ ได้นำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ทั้งนี้เพื่อความอยู่รอดปลอดภัย และ มีความสุขในการทำธุรกิจ หลักสำคัญของเศรษฐกิจพอเพียงที่นำมาประยุกต์ใช้การดำเนินธุรกิจมี ดังนี้ 1. การระเบิดจากข้างใน โดยการเริ่มจากข้างในแล้วจึงออกสู่ข้างนอก เป็นการเริ่มที่ตนเอง และ พนักงานก่อน ด้วยการศึกษาเรื่องข้าว เริ่มปลูกพืชด้วยวิธีเกษตรกรรมธรรมชาติ นำขยะมาทำ เป็นปุ๋ย 2. ปลูกทุกอย่างในใจคน เริ่มจากปลูกในใจตัวเองก่อน แล้วจึงสร้างเครือข่ายขยายให้คน ใกล้ชิด รอบข้างให้เกิดพลังศรัทธา และพลังผลักดัน นำแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้อย่างเป็น รูปธรรม 3. ใช้หลัก Clinic and Coach ในกรณีที่เกิดปัญหาต้องมีผู้ช่วยชี้แนะแนวทางแก้ไขปัญหา รวมถึงการให้คำแนะนำเป็นระยะ ๆ อย่างต่อเนื่อง 4. ปูพื้นฐานให้ดี ด้วยการควบคุมค่าใช้จ่าย ไม่ตาโตกับรายได้ที่มากขึ้น การรู้จุดแข็งของธุรกิจ และเสริมจุดแข็งนั้นเป็นการสร้างความมั่นคงของธุรกิจ ตัวอย่างเช่น คุณวริสร ตัดสินใจต่อเรือเพิ่มขึ้น เพื่อรับส่งนักท่องเที่ยวไปดูปะการัง นับได้ว่าเป็นการสร้างรายได้และเป็นการตอกฐานธุรกิจให้มั่นคง 5. ความพอเพียงหรือพอประมาณ เพราะความพอประมาณไม่ก่อให้เกิดปัญหาตามมา 6. รู้จักภูมิสังคมของท้องถิ่นตนเอง การเรียนรู้ท้องถิ่นแสดงให้เห็นจากกิจกรรมที่เกี่ยวกับข้าว เช่น การรับซื้อข้าวเปลือกจากชาวนาบริเวณใกล้เคียงในราคาที่สูงกว่าราคาในท้องตลาด การตั้ง โรงสี ข้าวซึ่งมีกิจกรรมต่อเนื่องตามมา เช่น นำแกลบมาทำปุ๋ย แปรรูปข้าว จัดกิจกรรมท่องเที่ยวในนาข้าว
294 7. การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัวเอง เครือข่ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมข้าว และกิจกรรมอื่น ๆ ทำให้ ทุกคนสามารถมีชีวิตอยู่รอดได้ หากเกิดเหตุคับขัน ชุมชนมีข้าวกิน มีอาหาร ไม่อดตาย สามารถ อยู่รอด อย่างมีความสุข 8. ขาดทุนคือกำไร ยิ่งทำยิ่งได้ ยิ่งให้ ยิ่งมีการให้ด้วยใจที่สะอาด เช่น การทำกิจกรรมค้าขาย ระหว่างคุณวริสรกับพนักงานในโรงแรม ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความพอดี ความพอใจ การมีรายได้ เพิ่มขึ้น อันนำไปสู่ความสุขที่ได้ “ให้” ซึ่งกันและกัน ทีมา : http://www. .sarakadee.com การประยุกต์ใช้เศรษฐกิจพอเพียงกับการดำเนินธุรกิจของ วริสร รักษ์พันธุ์ นั้นเป็น การ ดำเนินธุรกิจด้วยการปูพื้นฐานให้มั่นคงความรอบคอบ ความพอประมาณและสร้างภูมิคุ้มกัน ให้กับ ตนเอง เป็นแนวทางการบริหารธุรกิจที่เติบโตด้วยความมั่นคง เกษตรทฤษฎีใหม่ : การดำรงชีวิตแบบพอเพียง เกษตรทฤษฎีใหม่เป็นแนวทางการพัฒนาภาคเกษตรอย่างเป็นขั้นตอนซึ่งเป็นตัวอย่างการใช้ หลักเศรษฐกิจพอเพียงในทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมเฉพาะในพื้นที่ที่เหมาะสม ทฤษฎีใหม่ จะเน้น เกษตรกรรายย่อยที่มีที่ดินจำนวนน้อย สามารถเลี้ยงตัวเองได้ โดยเน้นการผลิตข้าวให้เพียงพอต่อการ บริโภคตลอดทั้งปี โดยให้มีพืชผักและอาหารโปรตีนจากการเลี้ยงปลา เป็ด ไก่ ไว้บริโภคได้ตลอดทั้งปี เกษตรทฤษฎีใหม่มีรายละเอียด ดังนี้ (มูลนิธิชัยพัฒนา 2560, ออนไลน์) 1. ความสำคัญของทฤษฎีใหม่ 1.1 มีการบริหารและจัดแบ่งที่ดินแปลงเล็กออกเป็นสัดส่วนที่ชัดเจน เพื่อประโยชน์ สูงสุด ของเกษตรกร ซึ่งไม่เคยมีใครคิดมาก่อน 1.2 มีการคำนวณโดยใช้หลักวิชาการเกี่ยวกับปริมาณน้ำที่จะกักเก็บให้พอเพียงต่อ การ เพาะปลูกได้อย่างเหมาะสมตลอดปี 1.3 มีการวางแผนที่สมบูรณ์แบบสำหรับเกษตรกรรายย่อย 2. ขั้นตอนการดำเนินงาน พระราชดำริ “ทฤษฎีใหม่” เป็นแนวทางหรือหลักการในการจัดการทรัพยากรระดับไร่นา คือ ที่ดินและน้ำ เพื่อการเกษตรในที่ดินขนาดเล็กให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในการดำเนินการทฤษฎีใหม่ ได้ พระราชทานขั้นตอนดำเนินงาน ดังนี้