The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ประวัติท่านอาจารย์มั่น โดยหลวงตามหาบัว

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ืทีมงานกรุธรรม, 2022-02-10 22:10:15

ประวัติท่านอาจารย์มั่น โดยหลวงตามหาบัว

ประวัติท่านอาจารย์มั่น โดยหลวงตามหาบัว

Keywords: ประวัติท่านอาจารย์มั่น โดยหลวงตามหาบัว

91

เสียที

ต้องขออภัยจากท่านผู้อา่ นมาก ๆ ที่บางเรอ่ื งผเู้ ขียนก็ ไมส่ ะดวก ใจที่จะเขยี น แต่เรอ่ื งทวี่ ่า 
ไมส่ ะดวกก็มผี ู้กอ่  ไว้แลว้ พอ ใหเ้ กิดปัญหากลืน ไม่ ไดค้ าย ไม่ออกขวางอย่ ูในคอด ี ๆ นี่เอง ถ้า ได้
ระบายออกตามความจรงิ กน็ ่าจะเป็นธรรม เหมือนพระทา่ นแสดงอาบัตกิ เ็ ปน็ วธิ ีทท่ี ำ�  ใหห้ มด โทษ
หมดกังวล ไม่ก�ำเริบต่อ ไป จึงขอเรยี นเป็นบางตอนพอเป็นขอ้ คิดจากทงั้ ท่านผู้เป็นเจ้าของเรือ่ ง ท้งั
ท่านผู้ช�ำระเรอื่ ง ทงั้ พวกเราผมู้ หี วั  ใจทอี่ าจมีความคิดอยา่ งนนั้ บา้ ง

โดยมากนกั บวชและนักปฏิบตั ิที่ โดนเทศน์เจ็บ ๆ อยบู่ ่อย กเ็ นื่องจากอายตนะภายนอก คอื
รปู เสียง เป็นตน้ ท่ีเปน็ วิสภาคต่อกันนั่นเอง มากกวา่ เรอื่ งอ่ืน ๆ ต้นเหตุทถี่ กู เทศน ์โดยมาก
ก็เวลาบิณฑบาตซ่ึงเป็นกิจจ�ำเป็นของพระจะละเว้นมิ ได้ เวลา ไปก็ต้องเจอ เวลาเจอก็จ�ำต้อง
คิด ไปต่าง ๆ บางรายพอเจอเข้าเกิดความรักชอบ ความคิดกลายเป็นกงจักร ไป โดย ไม่รู้สึกตัว
น่ีแลคือตน้ เหตุสำ� คญั ท่ีฉุดลาก ใจ ให้คดิ ออก ไปนอกลนู่ อกทางทงั้ ที ่ไม่อยาก ให้เป็นเช่นน้ัน พอ ได้
สตริ ง้ั กลบั มา ได้ ตกตอนเยน็ มาก ็โดนเทศน์ แลว้ พยายามทำ� ความสำ� รวมตอ่  ไป พอวาระตอ่  ไป
ก็ ไปเจอเอาของดเี ขา้ อีก ท�ำ ให้แผลกำ� เรบิ ข้ึนอีก ขากลบั มาวัดก ็โดนยาขนานเด็ด ๆ ใ สแ่ ผลเข้าอกี
คือ โดนเทศนน์ น่ั เอง ถ้าองคน์ ี ้ไม ่โดนของดี แตอ่ งค์นัน้ ก็ โดนเขา้ จน ได้ เพราะพระ – เณรมีมาก
ต่อมากและต่างองคก์ ม็ แี ผลเครือ่ งรบั ของแสลงดว้ ยกนั ฉะนัน้ จึง ไป โดนแตข่ องดีมาจน ไม่ชนะจะ
หลบหลีกแก้ ไข พอมาถึงวัดและสบจงั หวะก ็โดนเทศน์จากท่านเขา้ อกี ธรรมดาความคิดของคน
มีกิเลสก็ตอ้ งมีคดิ  ไปตา่ ง ๆ ดบี ้างชัว่ บา้ ง ท่านเองก็ ไม่ ใชน่ กั ดุดา่  ไปเสียทกุ ขณะจิตทีค่ ิด ท่ที า่ น
ต�ำหนิก็คือ ส่ิงที่ท่านอยาก ให้คิด เช่น คิดอรรถคิดธรรมด้วยสติปัญญาเพ่ือหาทางปลดเปล้ืองตน
ออกจากทุกข์ อันเป็นความคิดที่ถูกทางและเบา ใจแก่ผู้อบรมสั่งสอนน้ัน ไม่ค่อยชอบคิดกัน แต่
ชอบ ไปคิด ในสิ่งท่ี ไม่อยาก ให้คิด จึง โดนเทศน์กันอยู่เสมอแทบทุกคืน เพราะผู้ท�ำ ให้ท่านต้อง
เทศนบ์ ่อย ๆ มีมาก

ทงั้ นกี้ ลา่ วถงึ ความรู้ ความละเอยี ดแหง่ ปรจติ ตวชิ า คอื การกำ� หนดร ู้ใจผอู้ น่ื ของทา่ นพระ
อาจารยม์ นั่ ว่าทา่ นร้แู ละสามารถจริง ส่วนความคดิ ทน่ี ่าตำ� หนนิ ้นั ก็ม ิไดเ้ ป็นขน้ึ ด้วยเจตนาจะสั่งสม
ของผู้คิด หากแต่เป็นขึน้ เพราะความเผอเรอทสี่ ติตาม ไม่ทันเปน็ บางครัง้ เทา่ นั้น แม้เช่นน้ัน ในฐานะ
ท่ีท่านเป็นอาจารย์ผู้คอย ให้ความรู้ความฉลาดแก่ลูกศิษย์ เม่ือเห็นว่า ไม่เหมาะสมก็รีบเตือนเพ่ือ
ผูน้ ัน้ จะได้สตแิ ละเข็ดหลาบ แลว้ ระวังส�ำรวมตอ่  ไป ไมห่ ลวมตวั คดิ อยา่ งนนั้ อีก จะเป็นทางเบิกกวา้ ง
เพอ่ื ความเสียหายต่อ ไป เพราะความคดิ ซ�ำ้ ซากเปน็ เครือ่ งสง่ เสรมิ

92

การสัง่ สอนพระรูส้ ึกว่าทา่ นส่งั สอนละเอียดถถ่ี ว้ นมาก ศลี ทเ่ี ป็นฝ่ายวินัยท่านก็สอนละเอยี ด
สมาธแิ ละปญั ญาทเ่ี ปน็ ฝา่ ยธรรมทา่ นยง่ิ สอนละเอยี ดลออมาก แตป่ ญั ญาขนั้ สงู สดุ จะเขยี นลงขา้ งหนา้
ตามประวัติทา่ นที่บำ� เพ็ญธรรมข้ันสงู ข้นึ  ไปเป็นลำ� ดับ ส่วนสมาธิทุกขนั้ และปญั ญาขน้ั กลางท่าน
เร่มิ มคี วามชำ� นาญมาแล้วจากถำ้� สารกิ า นครนายก พอมาฝกึ ซ้อมอย่ทู างภาคอสี านนานพอควรก็
ยง่ิ มีความช�ำนิช�ำนาญย่ิงขึ้น ฉะนนั้ การอธบิ ายสมาธทิ ุกขัน้ และวปิ ัสสนาขัน้ กลางแกพ่ ระ – เณร
ท่านจึงอธิบาย ได้อย่างคล่องแคล่วมาก ไม่มีการเคล่ือนคลาดจากหลักสมาธิปัญญาท่ีถูกต้องเลย
ผรู้ บั การอบรม ได้ฟงั อย่างถงึ  ใจทกุ ขั้นของสมาธิและปญั ญาขน้ั กลาง

สมาธิท่านรู้สกึ แปลกและพสิ ดารมาก ทง้ั ขณกิ สมาธิ อปุ จารสมาธิ และอปั ปนาสมาธิ
คอื ขณะจติ รวมเปน็ ขณิกสมาธแิ ลว้ ตัง้ อย ู่ไดข้ ณะเดยี ว แตม่  ิได้ถอนออกมาเป็นจิตธรรมดา หากแต่
ถอนออกมาส่อู ปุ จารสมาธิ แลว้ ออกร้สู งิ่ ตา่ ง ๆ ไ ม่มปี ระมาณ บางคร้ังกเ็ กยี่ วกบั พวกภตู ผี เทวบุตร
เทวธดิ า พญานาคตา่ ง ๆ นบั ภพนับภูมมิ  ิไดท้ ี่มาเกย่ี วข้องกับสมาธปิ ระเภทนี้ ซ่ึงทา่ น ใช้รบั แขก
จำ� พวกมีรปู  ไมป่ รากฏดว้ ยตา มีเสยี ง ไม่ปรากฏด้วยหูมาเปน็ ประจำ� บางครง้ั จติ กเ็ หาะลอยออกจาก
กายแล้วเที่ยวชมสวรรค์วิมานและพรหม โลกชัน้ ต่าง ๆ และลง ไปเท่ยี วดภู พภูมิของสัตว์นรกทีก่ �ำลงั
เสวยกรรมมปี ระเภทตา่ งกนั อยทู่ ที่ ่ีทรมานต่าง ๆ กันตามกรรมของตน

ค�ำว่าข้ึน – ลงตามค�ำสมมุติที่ โลกน�ำมา ใช้กันตามกิริยาของกายซ่ึงเป็นอวัยวะหยาบนั้น
ผิดกับกริ ิยาของจิตซึง่ เปน็ ของละเอียดอยมู่ ากจนกลายเปน็ คนละ โลกเอาเลย ค�ำวา่ ขึน้ หรือลงของ
กายรู้สกึ เป็นประ โยคพยายามอยา่ งเอาจริงเอาจัง แตจ่ ติ ถ้าจะ ใชก้ ิริยาแบบกายบ้างว่าขนึ้ หรอื ลงก็
สักแต่วา่ เทา่ นั้น แตม่ ิ ไดเ้ ป็นประ โยคพยายามวา่ จติ ขนึ้ หรือลงเลย ค�ำว่าสวรรค์ พรหม โลก และ
นิพพานอยสู่ ูงขึน้  ไปตามลำ� ดบั แห่งความละเอียดของชั้นนั้น ๆ ก็ดี คำ� วา่ นรกอยูต่ ำ�่ ลง ไปตามลำ� ดบั
ของความต่�ำแห่งภูมิและผู้มีกรรมต่าง ๆ กันก็ดี นี้เราน�ำด้านวัตถุเข้า ไปวัดกับนามธรรมเหล่านั้น
ตา่ งหาก นรก – สวรรค์ เป็นต้น จงึ มตี ำ�่  – สงู  ไปตาม โลก

เราพอเทยี บกัน ได้บ้าง เช่น นัก โทษทั้งลหุ โทษและครุ โทษที่อยู่ ในเรือนจ�ำอันเดียวกันซ่ึง
ต้ังอยู่ ในท่ีท่ีมนุษย์ผู้ ไม่มี โทษทัณฑ์อะ ไรอยู่กัน ในนัก โทษทั้งสองชนิด ไม่มีการขึ้น – ลงต่างกัน
ท่ีตรง ไหนบ้างเลยเพราะอยู่ ในเรือนจ�ำอันเดียวกัน และ ไม่มีขึ้น – ลงต่างกันกับมนุษย์ผู้ ไม่มี โทษ
อกี ด้วย เพราะเรอื นจ�ำหรอื ตะรางอนั เป็นทอี่ ยขู่ องนัก โทษทกุ ชนิดอยกู่ นั กับสถานทท่ี ่มี นษุ ย์อยูก่ ัน
มนั เปน็ แผน่ ดินอันเดยี วกนั บา้ นเมืองอันเดียวกัน เป็นแตแ่ ยกเป็นเอกเทศกนั อยู่คนละส่วนเทา่ นน้ั
เมือ่ ตา่ งคนตา่ งมตี าดหี ูดีท้ังลห ุโทษ คร ุโทษ และมนุษยผ์ ปู้ ราศจาก โทษตา่ งกม็ องเห็น ได้ยนิ และ

93

รู้เรื่องของกันและกันได้อย่างธรรมดาท่ัว ๆ  ไป ไม่เป็นปัญหาเหมือนระหว่างพวกนรกกับเทวดา
ระหวา่ งเทวดากบั พรหม และระหวา่ งพวกเทพ ฯ ทุกชนั้ กบั สตั ว์นรกทุกภมู ิ และระหว่างสัตวน์ รก
ทุกภูมิและเทวดา พรหม ทุกชน้ั กบั พวกมนษุ ย์ท่ี ไมร่ ้เู รอื่ งของกันเอาเลย

แม้กระแส ใจของทุก ๆ จ�ำพวกจะสง่ ประสานผา่ นภมู ิทอี่ ยูข่ องกนั และกนั อยู่ตลอดเวลา แต่
ก็เหมือน ไม่ ได้ผ่านและเหมือน ไม่มีอะ ไรมีอยู่ ใน โลก นอกจากเราคนเดียวท่ีรู้เร่ืองของตัวทุกอย่าง
เท่านน้ั จะรับรองตน ได้ว่าการมอี ย ู่ใน โลก เพยี ง ใจทีม่ ีอย่กู บั ทกุ คนตลอดสัตวก์ ย็ ัง ไม่สามารถร้เู รือ่ ง
ความคดิ ด ี – ช่ัวของกันและกัน ได้ ถ้าจะปฏเิ สธวา่  ใจของคนและสตั ว์ ไม่มี ถา้ มที ำ�  ไม ไมร่ ู้ ไม่เห็น ใจ
และเร่ือง ใจกนั บ้างดงั นี้ ก็พอจะปฏิเสธ ได้ถา้ จะเป็นความจริงตามคำ� ปฏเิ สธ แตจ่ ะปฏเิ สธวนั ยังค่ำ�
ก็คงผิด ไปทัง้ วัน เพราะปรกติคนและสตั วท์ ย่ี งั ครองตวั อยยู่ อ่ มมี ใจดว้ ยกันทกุ ราย แมจ้ ะ ไม่รู้ ไม่เห็น
ความคดิ ของกนั กป็ ฏิเสธ ไม่ ได้วา่  ใจ ไม่ม ีในร่าง ทีเ่ รา ไมส่ ามารถมองเห็นและ ได้ยนิ ส่งิ ละเอียดทีส่ ดุ
วิสัยของตาหูจะรับรู้ ได้ใน โลกแห่งสัตว์ทั้งหลายก็คงขึ้นอยู่กับความ ไม่สามารถของแต่ละราย ไม่
ขน้ึ กบั ส่ิงท่ีมอี ย่เู ปน็ อยู่จะปกปดิ ตวั เอง

ค�ำว่าสวรรค์และพรหม โลกช้ันนั้น ๆ สูงขึ้น ไปเป็นล�ำดับน้ัน ก็มิ ได้สูงขึ้น ไปแบบบ้านท่ีมี
หลายช้ัน ซึ่งเป็นด้านวัตถุดังที่รู้ ๆ กันท่ีจะต้อง ใช้บัน ไดหรือลิฟท์ข้ึน ไปเป็นชั้น ๆ หากสูงแบบ
นามธรรม ขึน้ แบบนามธรรมด้วยนามธรรม คือ ใจดวงมสี มรรถภาพภาย ในตวั เพราะกรรมดีคือ
กุศลกรรม ค�ำว่านรกตำ�่ ก็มิ ไดต้ ำ�่ แบบลงเหวลงบ่อ แตต่ ำ�่ แบบนามธรรม ลงแบบนามธรรม และ
ดดู ้วยนามธรรม คือ  ใจดวงมีความสามารถภาย ในตัว แตผ่ ูล้ ง ไปเสวยกรรมของตนต้อง ไปด้วย
อำ� นาจกรรมช่วั ทพี่ า ใหเ้ ป็น ไป ในทางตรงกนั ข้าม อยรู่ บั ความทุกขท์ รมานก็อยู่ด้วยกรรมพา ใหอ้ ยู่
จนกว่าจะพ้น โทษ เหมือนคนติดคกุ ตะรางตามก�ำหนดเวลา เมอื่ พน้  โทษกอ็ อกจากคุกตะราง ไป
ฉะน้ัน

ส่วนอุปจารสมาธิของท่านรู้สึกเร่ิมเก่ียวพันกันกับขณิกสมาธิมาแต่เร่ิมแรกปฏิบัติ เพราะ
จิตท่านเป็นจิตท่ีว่อง ไวผาด โผนมาดั้งเดิม เวลารวมลงเพียงขณะเดียวท่ีเรียกว่าขณิกสมาธิก็เริ่ม
ออกเทีย่ วรเู้ ห็นสิง่ ตา่ ง ๆ ทอี่ ยู ่ในวงของอปุ จาระ จนกระทัง่ ท่านมีความช�ำนาญและบงั คบั  ให้อย่กู บั ที่
หรือ ให้ออกรู้เหตุการณ์ต่าง ๆ ก็ ได้แล้ว จากน้ันท่านต้องการจะปฏิบัติต่อสมาธิประเภท ใดก็ ได้
สะดวกตามต้องการ คือจะ ใหเ้ ปน็ ขณกิ ะแล้วเลือ่ นออกมาเปน็ อุปจาระเพ่อื รบั รู้ส่งิ ต่าง ๆ หรือจะ 
ให้รวมสงบลงถึงฐานสมาธิอยา่ งเตม็ ท่ที เ่ี รยี กวา่ อปั ปนาสมาธิ แลว้ พกั อยู่ ในสมาธนิ ั้นตามตอ้ งการ
ก ็ได้

94

อัปปนาสมาธเิ ปน็ สมาธทิ ่สี งบละเอยี ดแนบแนน่ และเป็นความสงบสขุ อย่างพอตัว ผปู้ ฏบิ ตั ิ
จึงมีทางติดสมาธิประเภทนี้ ได้ ท่านพระอาจารย์มั่นท่านเล่าว่าท่านเคยติดสมาธิประเภทนี้บ้าง
เหมือนกนั แต่ทา่ นเป็นนสิ ยั ปญั ญาจึงหาทางออก ได้ ไม่นอน ใจและตดิ อยู่ ในสมาธปิ ระเภทน้ีนาน
ผตู้ ิดสมาธิประเภทนที้ ำ�  ใหเ้ นนิ่ ชา้  ไดเ้ หมอื นกนั ถา้  ไมพ่ ยายามคดิ คน้ ทางปญั ญาตอ่  ไป นกั ปฏบิ ตั ทิ ต่ี ดิ
อย ู่ในสมาธปิ ระเภทนมี้ เี ยอะแยะ เพราะเปน็ สมาธทิ เ่ี ตม็  ไปดว้ ยความสขุ ความเยอ่ื  ใยและออ้ ยอง่ิ ที่
นา่ อาลยั เสยี ดายอยมู่ าก ไมค่ ดิ อยากแยกตัวออก ไปทางปัญญาอันเป็นทางถอนกเิ ลสทง้ั มวล ถ้า ไมม่ ี
ผ้ฉู ลาดมาตักเตอื นดว้ ยเหตุผลจริง ๆ จะ ไมย่ อมถอดถอนตัวออกมาสู่ทางปัญญาเอาเลย เม่ือจติ ตดิ
อยู่ ในสมาธปิ ระเภทนี้นาน ไปอาจเกดิ ความส�ำคญั ตน ไปต่าง ๆ ได้ เชน่ สำ� คญั วา่ นพิ พานความสน้ิ ทกุ ข์
กต็ อ้ งมอี ย ู่ในจดุ แหง่ ความสงบสขุ นหี้ ามอี ย ู่ในทอี่ น่ื  ใด ไมด่ งั น้ี ความจริงจิตที่รวมตัวเข้าเป็นจดุ เดยี ว
จนรู้เห็นจุดของจิต ได้อย่างชัดเจนและรู้เห็นความสงบสุขประจักษ์ ใจ ในสมาธิข้ันอัปปนาน้ีเป็นการ
รวมกิเลสภพชาติอยู่ ในจิตดวงนั้นด้วย ในขณะเดียวกัน ถ้า ไม่ ใช้ปัญญาเป็นเคร่ืองบุกเบิกท�ำลาย
ก็มหี วงั ตงั้ ภพ – ชาติอีกตอ่  ไป โดย ไมต่ ้องสงสยั ฉะน้นั ผปู้ ฏบิ ัติ ในสมาธขิ ้ัน ใดกต็ าม ปญั ญาจึงควร
มีแอบแฝงอย่เู สมอตาม โอกาสทค่ี วร เฉพาะอัปปนาสมาธดิ ว้ ยแลว้ ควร ใช้ปญั ญาเดินหนา้ อย่างยิง่
ถา้  ไม่อยากรูอ้ ยากเห็นจิตทม่ี ีเพียงความสงบสุขอย่อู ย่างเดยี ว ไม่มีความฉลาดรอบตวั เลยเทา่ นั้น

ท่านพระอาจารย์มั่นนับแต่ท่านกลับมาทางภาคอีสานเท่ียวน้ี ท่านช�ำนาญ ในปัญญาข้ัน
กลางมาก จริงอยู่เพราะผู้ก้าวขึ้นสู่ภูมิธรรมข้ันสามคือพระอนาคามีต้องนับว่ามีปัญญาขั้นกลาง
อย่างพอตัว ไม่เช่นนั้นจะพิจารณาภูมิธรรมข้ันน้ัน ไม่ ได้ การก้าวข้ึนสู่ภูมิธรรมข้ันน้ีต้องผ่าน
กายคตาสติ ทงั้ สภุ ะความเหน็ วา่ กายเปน็ ของสวยงาม ทง้ั อสภุ ะความเหน็ วา่ กายเปน็ ของ ไมส่ วยงาม
ไปดว้ ยปญั ญาม ิไดต้ ิดอยู่ โดยจิตแยกสภุ ะและอสภุ ะออกดว้ ยปญั ญาแลว้ ก้าวผ่าน ไป ในท่ามกลาง
คอื มัชฌมิ าตรงกลาง ได้แก่ ระหวา่ งสภุ ะและอสภุ ะตอ่ กัน หมดความสงสัยและเยื่อ ใย ในธรรม
ทั้งสองน้นั อนั เปน็ เพียงทางเดนิ ผา่ นเท่าน้นั การพิจารณาถงึ ขนั้ ทีว่ ่าน้จี ัดวา่ เพยี งผ่าน ไป ได้ ถ้าเทยี บ
การสอบ ไลก่ เ็ พียง ได้คะแนนตามกฎทต่ี ้ัง ไว้เทา่ นั้น ยงั ม ิไดค้ ะแนนสงู และสูงสุด ในช้ันนัน้ ผูบ้ รรลุ
ธรรมถึงระดับนี้แล้วจ�ำต้องฝึกซ้อมปัญญาเพื่อความช�ำนาญและละเอียดข้ึน ไปจนเต็มภูมิของธรรม
ชน้ั นั้นที่เรยี กวา่ อนาคามเี ต็มภมู ิ ถ้าตาย ในขณะน้นั ก็ ไปเกิด ในช้นั อกนฏิ ฐาพรหม โลกชัน้ ทห่ี ้าทนั ที
ไมต่ อ้ งเกดิ  ในพรหม โลกส่ีชั้นต่�ำน้ัน

ทา่ นพระอาจารย์มนั่ ท่านเล่าวา่ ท่านเคยติดอยู่ ในภมู ินนี้ านเอาการอยู่ เพราะ ไม่มีผ้คู อย 
ให้อบุ าย ใด ๆ เลย ต้องลูบคลำ� กันอย่างระมัดระวังมาก กลวั จะผดิ พลาดเพราะทาง ไม่เคยเดนิ
เทา่ ท่สี ังเกตรตู้ ลอดมาเวลาสติปญั ญาละเอียด ธรรมละเอยี ด สว่ นกเิ ลสท่จี ะท�ำ ใหห้ ลงกล็ ะเอยี ด ไป

95

ตาม ๆ กัน จึงเป็นความลำ� บากอยู่ ไม่นอ้ ย ในธรรมแต่ละขัน้ กว่าจะผา่ น ไป ได้ทา่ นเลา่ น่าอัศจรรย์
เหลือประมาณ อุตส่าห์คล�ำ ไม้คล�ำตอและขวากหนาม โดยมิ ได้รับค�ำแนะจาก ใครนอกจากธรรม
ในคัมภีร์เท่านั้น กว่าจะผ่านพ้น ไป ได้และมาเมตตาส่ังสอนพวกเราก็อดที่จะระลึกถึงความทุกข์
อย่างมหันต์ของท่านมิ ได้เวลาก�ำลังบุกป่าฝ่าดง ไปองค์เดียว มี โอกาสดี ๆ ท่านเล่าถึงการบ�ำเพ็ญ
ของทา่ น ใหฟ้ ังทนี่ า่ สมเพชเวทนาท่านนกั หนา ผูเ้ ขียนเองเคยนำ�้ ตาร่วงสองครงั้ ด้วยความเหน็ ทุกข ์
ไปตามเวลาท่านลำ� บากมาก ในการบ�ำเพ็ญและด้วยความอัศจรรย์ ในธรรมที่ท่านเล่า ให้ฟังซ่ึงเป็น
ธรรมละเอยี ดลกึ ซ้งึ จนเกิดความคิดขนึ้ มาวา่ เรานีจ้ ะพอมวี าสนาบารมีแค่ ไหนบา้ งหนอพอจะถ ูไถ
เสอื กคลาน ไปกบั ทา่ น ไดเ้ พยี ง ใดหรอื  ไมก่ ม็  ีในบางขณะ ตามประสาของปถุ ชุ นอยา่ งนน่ั เอง แตค่ ำ� พดู
ท่านเป็นเครื่องปลุกประสาท ให้ต่ืนตัวตื่น ใจ ได้ดีมาก นี่แลเป็นเครื่องพยุงความเพียร ไม่ ให้ลดละ
เพื่ออนาคตของตนตลอดมา ท่านเลา่ ว่า พอเรง่ ความเพียรทางปญั ญาเขา้ มากที ไรยง่ิ ท�ำ ใหจ้ ิต ใจ
จดื จางออกจากหมู่คณะมากข้นึ และกลับดูดด่มื ทางความเพยี รมากเขา้ ทุกที ทั้งทีท่ ราบเร่อื งของตัว
มา โดยลำ� ดบั วา่ กำ� ลังของเรายัง ไม่พอ แตก่ ็จ�ำต้องอยู่รออบรมหมู่คณะพอ ใหม้ หี ลกั ฐานทาง ใจบา้ ง

ทราบวา่ ทา่ นจำ� พรรษาทจ่ี งั หวดั นครพนมหลายปตี ามแถบหมบู่ า้ นสามผง อำ� เภอศรสี งคราม
ถา้ จำ�  ไม่ผิดก็ราว ๓ – ๔ ปี ท่บี า้ นห้วยทราย ๑ ปี ซึ่งตงั้ อยู่เขตอำ� เภอคำ� ชะอจี งั หวดั เดยี วกัน แถบ
หมู่บ้านห้วยทราย บ้านค�ำชะอี หนองสงู โคกกลางเหล่าน้ี มภี เู ขามาก ท่านชอบพักอยู่แถบนีม้ าก
ทเ่ี ขาผักกดู ซึง่ อยู ่ใกลห้ มูบ่ ้านแถบนนั้ ท่านวา่ เทวดาก็ชุม เสือก็ชมุ มาก ตอนกลางคืนเสือก็มาเทยี่ ว
รอบ ๆ บรเิ วณทท่ี า่ นพักอยู่ เทวดาก็ชอบมาฟงั ธรรมทา่ นบ่อยเชน่ กนั กลางคืนเสยี งเสือ โคร่ง ใหญ่
กระหึ่มอย ู่ใกล้ ๆ กับที่พักท่าน บางคนื มนั กระหมึ่ พรอ้ มกนั ทีละหลาย ๆ ตัว เสียงสนน่ั หวั่น ไหว 
ไปทัว่ ท้ังป่า เสียงมันร้องรับกนั เหมือนเสียงคนร้องหากันนเ่ี อง ทาง โนน้ ก็ร้อง ทางนี้กร็ อ้ งกระห่มึ
รับกนั เป็นพัก ๆ ทลี ะหลาย ๆ ตัวนา่ กลวั มาก พระ – เณรบางคนื  ไม ่ไดห้ ลับนอนกันเลย กลัวเสือ
จะมาฉวย ไปกิน

ท่านฉลาดหาอบุ ายพูดแปลก ๆ ใ หพ้ ระเณรกลวั เสอื เพือ่ จะ ไดพ้ ากันขยันท�ำความเพียร โดย
พดู วา่  ใครข้เี กยี จท�ำความเพียรระวงั  ใหด้ นี ะ เสอื  ในเขาลกู น้ีชอบพระเณรท่ขี ี้เกยี จท�ำความเพยี รนัก
กินกอ็ รอ่ ยดี ใคร ไมอ่ ยากเปน็ อาหารอรอ่ ยของมันต้องขยนั ใครขยันท�ำความเพียร เสอื กลัวและ 
ไมช่ อบเอาเป็นอาหาร พอพระ – เณร ได้ยินดังนั้นต่างกพ็ ยายามทำ� ความเพยี รกัน แม้เสอื กำ� ลงั
กระหึ่มอยู่รอบ ๆ  ก็จำ� ต้องฝืนออก ไปเดนิ จงกรมแบบสละตายท้ังทกี่ ลัว ๆ  เพราะเช่ือค�ำท่านวา่
 ใครขี้เกียจ เสือจะมาเอา ไปเป็นอาหารอันอร่อยของมัน เพราะที่อยู่นั้นมิ ได้เป็นกุฎีเหมือนวัด
ท่ัว ๆ  ไป แต่เป็นร้านเล็ก ๆ พอหมกตัวเวลาหลับนอนเท่านั้น และเตี้ย ๆ ด้วย เผื่อเสือนึกหิว

96

ข้ึนมาและ โดดมาเอาไปกินกต็ อ้ งเสียท่า ใหม้ ันจรงิ  ๆ เพราะฉะน้นั พระทา่ นถึงกลวั และเชอื่ ค�ำของ
ท่านอาจารย์

ท่านเล่า ใหฟ้ งั ก็น่ากลวั ดว้ ย วา่ บางคนื เสือ โคร่ง ใหญ่เข้ามาถงึ บริเวณท่พี ระพักอยกู่ ็มี แต่ก็ 
ไมท่ ำ� อะ ไรเปน็ เพียงเดินผา่ น ไปมาเทา่ นน้ั ตามปรกตทิ ่านก็ทราบอยูแ่ ลว้ ว่าเสอื  ไม่กล้ามาท�ำอะ ไร 
ได้ ทา่ นวา่ เทวดารักษาอยตู่ ลอดเวลา คอื เวลาเทวดามาเยยี่ มฟงั เทศนท์ า่ น เขาบอกกบั ทา่ นวา่ เขา
พากนั อารกั ขา ไม ่ใหม้ ีอะไรมารบกวนและทำ� อันตราย ได้ และขออาราธนาท่าน ให้พกั อยทู่ นี่ ัน้ นาน ๆ
ฉะนนั้ ท่านจงึ หาอุบายพดู  ใหพ้ ระ – เณรกลัวและสน ใจต่อความเพียรมากขึ้น เสอื เหลา่ นนั้ ก็รู้สกึ
จะทราบว่าท่ีบริเวณทา่ นพักอย่เู ป็นสถานทเ่ี ย็น ใจ พวกสัตว์เสอื ตา่ ง ๆ ไ มต่ ้องระวงั อันตรายจาก
นายพราน เพราะตามปรกตชิ าวบา้ นทราบวา่ ทา่ น ไปพกั อยทู่  ี่ใด เขา ไมก่ ลา้  ไปเทยี่ วลา่ เนอ้ื ทน่ี นั้ เขา
บอกวา่ กลัวเปน็ บาปและกลัวปืนจะระเบดิ ทง้ั ลำ� กลอ้ ง ใส่มอื เขาตายขณะยิงสัตว ์ในที่ ใกลบ้ รเิ วณน้ัน

ส่งิ ทแี่ ปลกอยอู่ ย่างหน่ึงกค็ ือ เวลาท่าน ไปพกั อยู่ ณ สถานท ี่ใด ซง่ึ เป็นแหล่งท่เี สอื ชมุ  ๆ
ทน่ี ัน้ แม้ปรกตเิ สือจะเคยมาเที่ยวหากดั วัว – ควายกินเปน็ ประจำ� ตามหมู่บ้านแถบน้ัน แต่ก็เลกิ รา
กนั  ไป ไม่ทราบว่ามัน ไปเทยี่ วหากินกันที ่ไหน เรอื่ งทั้งน้ีทา่ นเองกเ็ คยเลา่  ใหฟ้ งั และชาวบา้ น
หลายหมู่บา้ นที่ทา่ นเคย ไปพักอยูก่ เ็ คยเล่า ใหฟ้ ังเหมือนกนั ว่าเสอื  ไม ่ไปท�ำอันตรายสตั วเ์ ลี้ยงเขา
เลย น่าอัศจรรยม์ ากดังนี้ ยงั มขี อ้ แปลกอยู่อีกอย่างหน่ึง คือเวลาพวกเทวดามาเย่ียมฟังเทศน์ท่าน
หวั หน้าเทวดาเลา่ ว่า ทา่ นมาพักอยูท่ ่นี ่ที ำ�  ให้พวกเทวดาสบาย ใจ ไปท่วั กนั เทวดามคี วามสุขมาก
ผิดปรกติ เพราะกระแสเมตตาธรรมท่านแผ่กระจายครอบท้องฟ้าอากาศและแผ่นดิน ไปหมด
กระแสเมตตาธรรมท่านเป็นกระแสที่บอก ไมถ่ กู และอัศจรรย์มาก ไมม่ อี ะ ไรเหมอื นเลยดังน้ี แล้ว
พูดต่อ ไปว่า ฉะน้ัน ท่านพักอยู่ที่ ไหนพวกเทวดาต้องทราบกันจากกระแสธรรมที่แผ่ออกจาก
องคท์ า่ น ไปทกุ ทศิ ทกุ ทาง แมเ้ วลาทา่ นแสดงธรรมแกพ่ ระ – เณรและประชาชน กระแสเสยี งทา่ น
ก็สะเทือน ไปหมดทั้งเบื้องบนเบ้ืองล่าง ไม่มีขอบเขต ใครอยู่ท่ี ไหนก็ ได้เห็น ได้ยิน นอกจาก
คนตายแล้วเทา่ น้นั จะ ไม่ ไดย้ ิน

ท่านพระอาจารย์มั่นสนทนากับเทวดา

ตอนน้ีต้องขออภัยท่านผู้อ่านมาก ๆ อีกด้วย จะ ได้เชิญอาราธนาค�ำพูดระหว่างท่านพระ
อาจารย์กบั พวกเทวดาสนทนากนั มาลงอีกเลก็ น้อย สว่ นจะจริงหรือเท็จก็เขียนตามท ่ีไดย้ นิ  ไดฟ้ งั มา
ท่านย้อนถามเขาบ้างว่า ก็มนุษย์ ไม่เห็น ได้ยินกันบ้างถ้าว่าเสียงเทศน์สะเทือน ไป ไกลดังท่ีว่านั้น
หวั หนา้ เทพ ฯ รบี ตอบทา่ นทนั ทวี า่ กม็ นษุ ยเ์ ขาจะรเู้ รอ่ื งอะ ไรและสน ใจกบั ศลี กบั ธรรมอะ ไรกนั ทา่ น

97

ตา หู จมกู ลิ้น กาย ใจของเขา เขาเอา ไป ใช ้ในทางบาปทางกรรมและขนนรกมาทบั ถมตวั อยตู่ ลอด
เวลานบั แต่วันเขาเกิดมาจนกระทง่ั วันเขาตาย ไป เขามิ ได้สน ใจกบั ศลี กับธรรมอะ ไรเทา่ ท่คี วรแก่
ภูมิของตนหรอกท่าน มีน้อยเต็มทที ี่ผู้สน ใจจะน�ำตา หู จมูก ลน้ิ กาย ใจ ไปท�ำประ โยชนค์ ือ
ศีลธรรม ชีวิตเขาก็น้อยนิดเดียว ถ้าเทียบกันแล้วมนุษย์ตายคนละก่ีสิบกี่ร้อยคร้ัง เทวดาที่อยู่
ภาคพื้น แม้เพียงรายหนึ่งก็ยัง ไม่ตายกันเลย ไม่ต้องพูดถึงเทวดาบนสวรรค์ช้ันพรหมซึ่งมีอายุ
ยืนนานกนั เลย มนษุ ยจ์ ำ� นวนมากมีความประมาทมาก ที่มีความ ไม่ประมาทนอ้ ยเตม็ ที มนุษย์
เองเป็นผู้รักษาศาสนา แต่แล้วมนุษย์เสียเอง ไม่รู้จักศาสนา ไม่รู้จักศีลธรรมซ่ึงเป็นของดีเย่ียม
มนุษย์คน ใดชั่วก็ยิ่งรู้จักแต่จะท�ำชั่วถ่ายเดียว เขายังแต่ลมหาย ใจเท่านั้นพอเป็นมนุษย์อยู่กับ
 โลกเขา พอลมหาย ใจขาด ไปเท่านัน้ เขาก็จม ไปกบั ความชั่วของเขาทนั ทีแล้ว เทวดาก ็ไดย้ ิน
ทำ�  ไมจะ ไม ่ไดย้ นิ ปดิ  ไมอ่ ยู่ เวลามนุษยต์ ายแลว้ นิมนต์พระทา่ นมาสาธยายธรรมกสุ ลาธมั มา ให้
คนตายฟัง เขาจะเอาอะ ไรมาฟังส�ำหรับคนชั่วขนาดนั้น พอแต่ตายลง ไปกรรมช่ัวก็มัดดวง
วิญญาณเขา ไปแล้วเร่มิ แตข่ ณะสิ้นลมหาย ใจจะม ีโอกาสมาฟงั เทศนฟ์ งั ธรรม ไดอ้ ยา่ ง ไร แมข้ ณะที่
เขายงั มีชีวติ อย่กู  ็ไมส่ น ใจอยากฟงั เทศน์ฟังธรรม นอกจากคนทย่ี ังเป็นอยเู่ ทา่ นนั้ พอฟงั  ไดถ้ า้ สน ใจ
อยากฟัง แตเ่ ขามิ ไดส้ น ใจฟังหรอกท่าน ทา่ น ไมส่ งั เกตดเู ขาบ้างหรอื เวลาพระท่านสาธยายธรรม
กสุ ลาธมั มา ให้ฟัง เขาสน ใจฟังเมอื่  ไร ศาสนาม ิได้ถงึ  ใจมนษุ ย์เท่าทีค่ วรหรอกท่าน เพราะเขา
ไม่สน ใจกับศาสนา สิ่งท่ีเขารักชอบที่สุดนั้นมันเป็นส่ิงท่ีต่�ำทรามที่สัตว์เดียรัจฉานบางตัวก็ยัง ไม่
อยากชอบ น่ันแลเป็นสิ่งที่มนุษย์ที่ ไม่ชอบศาสนาชอบมากกว่าสิ่งอื่น ใดและชอบแต่ ไหนแต่ ไรมา
ทง้ั ชอบแบบ ไม่มีวนั เบอื่  ไมร่ ู้จกั เบื่อเอาเลย ขณะจะขาด ใจยงั ชอบอย่เู ลยทา่ น พวกเทวดารเู้ รอื่ ง
ของมนษุ ย์ ได้ดีกว่ามนษุ ยจ์ ะมาสน ใจรู้เรอ่ื งของพวกเทวดาเป็น ไหน ๆ มที ่านนีแ่ ลเปน็ พระวเิ ศษ
รู้ทั้งเรอื่ งมนษุ ย์ ทง้ั เร่ืองเทวดา ทง้ั เร่อื งสัตวน์ รก สตั ว์กี่ประเภททา่ นร ู้ไดด้ ีกวา่ เป็น ไหน ๆ ฉะน้นั
พวกเทวดาท้งั หลายจึงยอมตนลงกราบ ไหวท้ า่ น

พอหวั หนา้ เทวดาพูดจบลง ทา่ นพระอาจารย์ม่นั กพ็ ดู เปน็ เชงิ ปรกึ ษา วา่ เทวดาเป็นผ้มู ี
ตาทพิ ย์หทู ิพย์ แลเหน็  ได ้ไกล ฟงั เสียง ได ้ไกล รเู้ ร่อื งดี – ชว่ั ของชาวมนุษย์ ได้ดีกวา่ มนษุ ยจ์ ะรู้เรื่อง
ของตัวและร้เู ร่ืองของพวกมนุษยด์ ้วยกนั จะ ไม่พอมีทางเตอื นมนุษย์ ให้รสู้ กึ ส�ำนึก ในความผิด – ถูก
ทตี่ นทำ�  ไดบ้ ้างหรอื อาตมาเข้า ใจว่าจะ ไดผ้ ลดีกว่ามนษุ ย์ด้วยกนั ตักเตือนกันสัง่ สอนกัน จะพอมี
ทาง ได้บ้าง ไหม หัวหนา้ เทวดาตอบทา่ นวา่ เทวดายงั  ไมเ่ คยเห็นมนษุ ยม์ ีกีร่ ายพอจะมี ใจเปน็ มนษุ ย์
สมภมู ิเหมอื นอยา่ งพระคุณเจ้าซ่ึง ให้ความเมตตาแก่ชาวเทพ ฯ และชาวมนุษยต์ ลอดมาเลย พอท่ี
เขาจะรับทราบว่า ใน โลกน้ีมีสัตว์ชนิดต่าง ๆ หลายต่อหลายจ�ำพวกอยู่ด้วยกัน ทั้งท่ีเป็นภพหยาบ

98

ทั้งท่เี ป็นภพละเอยี ด ซ่ึงมนุษยจ์ ะยอมรับว่าเทวดาประเภทต่าง ๆ มีอยู ่ใน โลก และสัตว์อะ ไร ๆ ที่
มีอยู่ ใน โลกก่ีหมืน่ ก่ีแสนประเภทวา่ มจี ริงตามทีส่ ัตว์เหลา่ นน้ั มีอยู่ เพราะนบั แต่เกดิ มามนษุ ย ์ไมเ่ คย
เหน็ สิ่งเหลา่ นีม้ าแต่พอ่ แตแ่ ม่ แต่ปู ่ – ย่า – ตา – ยาย แลว้ มนษุ ยจ์ ะมาสน ใจอะ ไรกับเทวดาเลา่ ทา่ น
นอกจากเห็นอะ ไรผิดสังเกตบ้าง จรงิ หรอื  ไม่จริง ไม่คำ� นงึ พวกมนุษย์มแี ตพ่ ากันกลา่ วตวู่ ่าผีกนั
เท่าน้นั จะมาหวงั ค�ำตักเตือนดชี อบอะ ไรจากเทวดา แมเ้ ทวดาจะรเู้ ห็นพวกมนษุ ยอ์ ยตู่ ลอดเวลา
แต่มนุษยก์ ็มิ ไดส้ น ใจจะรเู้ ทวดาเลย แล้วจะ ใหเ้ ทวดาตกั เตอื นส่งั สอนมนษุ ยด์ ้วยวิธี ใด เปน็ เรื่อง
จน ใจทีเดยี ว ปล่อยตามกรรมของ ใครของเรา ไว้อยา่ งน้นั เอง แมแ้ ตพ่ วกเทวดาเองก็ยงั มกี รรม
เสวยอยูท่ กุ ขณะ ถา้ ปราศจากกรรมแล้ว เทวดาก ็ไปนิพพาน ไดเ้ ท่านั้นเอง ทา่ นจะพากันอยู่ ให้
ลำ� บาก ไปนานอะ ไรกัน

ทา่ นพระอาจารย์มน่ั ถามเขาวา่ พวกเทวดากร็ ูน้ ิพพานกนั ด้วยหรือ ถงึ ว่าหมดกรรมแล้วก ็
ไปนพิ พานกนั  ได้ และพวกเทวดาก็มคี วามทกุ ขเ์ ช่นสตั วท์ ง้ั หลายเหมอื นกันหรอื เขาตอบทา่ นว่า
ทำ�  ไมจะ ไม่รู้ทา่ น ก็เพราะพระพทุ ธเจา้ องค ์ใดมาสง่ั สอน โลกก็ล้วนแต่สอน ให้พ้นทุกข ์ไปนพิ พานกนั
ทงั้ นน้ั ม ิได้สอน ใหจ้ มอย ู่ในกองทุกข์ แต่สตั ว ์โลก ไมส่ น ใจพระนิพพานเทา่ เครอ่ื งเล่นทเ่ี ขาชอบเลย
จงึ  ไมม่ ี ใครคดิ อยาก ไปนิพพานกัน คำ� ว่านพิ พาน พวกเทวดาจ�ำ ไดอ้ ยา่ งติด ใจจากพระพทุ ธเจา้ แต่
ละองคท์ มี่ าสงั่ สอนสตั ว ์โลก แตเ่ ทวดากม็ กี รรมหนาจงึ ยงั  ไมพ่ น้ จากภพของเทวดา ให ้ได ้ไปนพิ พานกนั
จะ ได้หมดปญั หา ไม่ต้องวกเวยี นถว่ งตนดังทีเ่ ป็นอยู่นี้ ส่วนความทุกข์นนั้ ถา้ มีกรรมอย่แู ล้ว ไม่วา่ สตั ว์
จ�ำพวก ใดตอ้ งมที ุกข ์ไปตามสว่ นของกรรมดี – ชว่ั ทีม่ มี ากนอ้ ย ในตวั สัตว์

ท่านถามเทวดาวา่ พระที่พูดกับเทวดารู้เรอื่ งกันมีอยู่แยะ ไหม ? เขาตอบว่ามอี ยเู่ หมือนกนั
ทา่ น แต ่ไม่มากนกั  โดยมากกเ็ ปน็ พระซึง่ ชอบปฏบิ ตั ิบำ� เพญ็ อย ู่ในป่า ในเขาเหมือนพระคณุ เจ้านี่แล
ท่านถามวา่ สว่ นฆราวาสเลา่ มบี า้ ง ไหม ? เขาตอบวา่ มเี หมอื นกนั แตม่ นี อ้ ยมาก และตอ้ งเปน็ ผ ู้ใคร่
ทางธรรมปฏบิ ตั ิ ใจผอ่ ง ใสถงึ รู้ ได้ เพราะกายพวกเทวดานนั้ หยาบสำ� หรับพวกเทวดาด้วยกัน
แตก่ ็ละเอยี ดส�ำหรบั มนษุ ย์จะรู้เหน็  ได้ท่ัว ไป นอกจากผู้มี ใจผ่อง ใสจงึ จะรู้จะเห็น ได ้ไมย่ ากนัก ท่าน
ถามเขาวา่ ทธ่ี รรมท่านวา่ พวกเทวดา ไมอ่ ยากมาอย่ ูใกลพ้ วกมนษุ ย์เพราะเหมน็ สาบคาวมนุษย์นัน้
เหมน็ สาบคาวอยา่ ง ไรบ้าง ขณะทที่ า่ นทง้ั หลายมาเยย่ี มอาตมา ไมเ่ หม็นคาวบา้ งหรือ ท�ำ ไมถงึ
พากนั มาหาอาตมาบ่อยนัก เขาตอบว่า มนุษยท์ ม่ี ีศีลธรรมม ิใชม่ นุษยท์ ี่ควรรงั เกยี จ ยง่ิ เป็นท่ี
หอมหวนชวน ใหเ้ คารพบชู าอยา่ งยงิ่ และอยากมาเยยี่ มฟงั เทศนอ์ ยเู่ สมอ ไมเ่ บอื่ เลย มนษุ ยท์ เ่ี หมน็ คาว
น่ารังเกยี จคอื มนุษย์ทเ่ี หม็นคาวศลี ธรรม รังเกยี จศีลธรรม ไมส่ น ใจ ในศีลธรรม มนุษยป์ ระเภทท่ี
เบ่ือศีลธรรมซึ่งเป็นของดีเลิศ ใน โลกทง้ั สามแตช่ อบ ในสงิ่ ทน่ี า่ รงั เกยี จของทา่ นผดู้ มี ศี ลี ธรรมทงั้ หลาย

99

มนุษย์ประเภทนี้น่ารังเกียจจริง ไม่อยากเข้า ใกล้และเหม็นคาวฟุ้ง ไป ไกลด้วย แต่เทวดามิ ได้ต้ังข้อ
รงั เกียจชาวมนษุ ย์แต่อยา่ ง ใด หากเป็นนิสยั ของพวกเทวดามคี วามรู้สกึ อย่างน้นั มาดัง้ เดมิ ดงั นี้

เวลาท่านเล่าเรื่องเทวดาภูตผีชนิดต่าง ๆ  ให้ฟัง ผู้ฟังเคลิ้ม ไปจนลืมตัวและลืมเวล�่ำเวลา
ลืมเหน็ดเหนื่อยเม่ือยลา้  ไปตาม ๆ กนั ประหน่ึงตนก ็ใครร่ ้อู ยา่ งนน้ั บ้าง และคิดวา่ จะรูจ้ ะเหน็
อยา่ งนั้นบ้าง ในวันหนึง่ ขา้ งหนา้ แลว้ ทำ�  ให้เกิดความกระหย่มิ ตอ่ ความเพยี รเพือ่ ผลอยา่ งน้ันขนึ้ มา
กบั ตอนทา่ นเล่าอดีตชาตขิ องท่านและของคนอื่นเปน็ บางรายทเ่ี ห็นวา่ จ�ำเป็น ให้ฟัง ยง่ิ ทำ�  ใหอ้ ยาก
รเู้ รื่องอดีตของตนจนลืมความคดิ ท่ีอยากพน้ ทุกข ์ไปนพิ พาน ในบางครัง้ พอรูต้ วั เกดิ ตก ใจและต�ำหนิ
ตนวา่ ออ๋ เรานจ่ี ะเรมิ่ บา้  ไปเสยี แลว้ แทนทจี่ ะคดิ  ไป ในทางหลุดพ้นดงั ท่ที ่านสงั่ สอน แตก่ ลับ ไป
คว้าและงมเงา ในอดีตทีผ่ ่านมาแล้ว กท็ �ำ ใหร้ สู้ ึกตวั  ไปพักหนง่ึ พอเผลอก็คดิ  ไปอกี แล้ว ต้องคอย
ปราบปรามตวั เองอยู่เร่ือย

เวลาท่านเลา่ เรอ่ื งพวกเทวดาพวกภตู ผีชนดิ ตา่ ง ๆ มาเยยี่ มทา่ น รสู้ กึ นา่ ฟงั มาก เฉพาะพวก
ภตู ผรี สู้ ึกมีผีอนั ธพาลเชน่ กบั มนษุ ย์เรา ถา้ พวก ใดชอบกอ่ ความ ไม่สงบมาก เขาต้องจับพวกน้นั
มาขังรวมกัน ไว้ ในคอกที่มนุษย์เรียกว่าห้องขังน่ันเอง ขัง ไว้เป็นพวก ๆ เป็นห้อง ๆ เต็มห้องขัง
แต่ละหอ้ ง มที ัง้ ผีอันธพาลหญงิ ผีอันธพาลชาย และอันธพาลประเภท โหดร้ายทารุณ จ�ำพวก
ทารณุ ยงั มที ง้ั หญงิ ทั้งชายอกี ดว้ ย มองดหู นา้ ตาพวกนี้บอกอย่างชดั แจ้งวา่ แผ่เมตตา ให้ ไม่ยอมรบั
พวกผีนี้เขามีบ้านเมืองเหมือนมนุษย์เราเหมือนกันเป็นบ้านเมือง ใหญ่ โตมาก มีหัวหน้าปกครอง
ดแู ลเหมอื นกนั ผที ม่ี อี ปุ นิสัย ใฝ่บุญกุศลกม็ ีอยู่แยะ พวกผธี รรมดาและผีจ�ำพวกอนั ธพาลเคารพ
นับถอื มาก เพราะผมู้ ีอปุ นิสัยวาสนาเปน็ ผู้มฤี ทธาศกั ดานุภาพมาก ผที ้ังหลายเคารพเกรงกลวั มาก
ตามหลักธรรมชาติ มิ ใชก่ ารประจบประแจง

ท่านเล่าว่า ที่ว่าบาปมีอ�ำนาจน้อยกว่าบุญนั้น ท่าน ไปพบเห็น ในเมืองผีเป็นพยาน
อกี ประเด็นหนึ่ง คอื ผมี วี าสนาแต่มาเสวยกรรมตามวาระ เช่น มาเกดิ เป็นภูตผี แต่นสิ ยั  ใจคอ
ในทางบญุ นั้น ไมเ่ คยเปลย่ี นแปลงเลยและมอี �ำนาจมากดว้ ย เพียงผูเ้ ดียวเท่านนั้ ก็สามารถปกครองผี 
ไดเ้ ป็นจำ� นวนมากมาย เพราะเมืองผ ีไมม่ กี ารถอื พวกถือพ้องเหมอื นเมอื งมนษุ ย์เรา แตถ่ อื อำ� นาจ
ตามหลกั กรรม แมจ้ ะฝืนถอื อย่างมนุษย์ก็เป็น ไป ไม่ ไดเ้ พราะกรรม ไมอ่ ำ� นวย ไปตามต้องขน้ึ อยูก่ ับ
กรรมด ี – ช่วั เท่านัน้ เปน็ หลกั ตายตวั อ�ำนาจท ี่ใช้อยู่ ในเมืองมนุษยจ์ งึ นำ�  ไป ใช ้ในปร โลก ไม ่ได้ ทา่ น
เลา่ ตอนนร้ี สู้ กึ พิสดารมาก แต่จำ�  ไดเ้ พยี งเลก็ น้อยขาด ๆ ว่ิน ๆ จงึ ขออภยั ด้วย เวลาท่านออกเทยี่ ว 
โปรดสตั ว์ตามสถานทท่ี ีพ่ วกผตี ัง้ บ้านเรอื นอยู ่โดยทางสมาธภิ าวนา พอเขามองเหน็ ท่าน เขารบี  

100

โฆษณาบอกกันมาทำ� ความเคารพเหมือนมนษุ ย์เรา ทา่ นเดนิ ผ่าน ไปตามที่ตา่ ง ๆ ใ นที่ชุมนุมผีและ
ผ่าน ไปท่คี ุมขังผอี นั ธพาลหญิง – ชาย โดยมหี วั หน้าผเี ป็นผ้พู าน�ำทางดว้ ยความเคารพเล่ือม ใสท่าน
มาก และอธบิ ายสภาพความเปน็ อยูข่ องผชี นดิ ตา่ ง ๆ ใ หท้ า่ นฟัง และอธิบายเรอ่ื งผีที่ถกู คมุ ขังวา่
เป็นผู้มี ใจ โหดร้ายคอยรบกวนผู้อ่ืน ไม่ ให้มีความสงบสุขเท่าที่ควร ต้องขัง ไว้ตามแต่ โทษหนักเบา
ของเขา คำ� วา่ ภตู ผนี น้ั เปน็ คำ� ทม่ี นษุ ยเ์ รา ใหช้ อื่ เขาตา่ งหาก ความจรงิ เขากเ็ ปน็ สตั วช์ นดิ หนงึ่ เชน่ เดยี ว
กับสตั วช์ นดิ ต่าง ๆ ท่มี อี ย ู่ใน โลกทั่ว ไปตามภมู ขิ องตน

ก�ำลังเรายังไม่พอ

ท่านว่าท่ี ใดมีป่ามีเขามากท่านพระอาจารย์มั่นชอบพักอยู่ท่ีน้ันนาน ไป ๆ มา ๆ อยู่ตาม
แถบเขาน้ัน ๆ เม่อื ทา่ นพกั อยนู่ ครพนมและอบรมหมู่คณะนานพอสมควรแล้ว ทำ�  ใหค้ ดิ ถึงตวั เอง
มากขน้ึ โดยค�ำนึงถงึ ความร้สู ึกทีเ่ คย โผลข่ ้ึนเสมอวา่ ก�ำลังเรายงั  ไมพ่ อดงั นี้ ถา้ จะฝนื อยูก่ ับหมู่คณะ 
ไปท�ำนองน้ีความเพียรก็ล่าช้า ท่านว่าเท่าท่ีสังเกตดูนับแต่กลับมาจากภาคกลางมาอบรมส่ังสอน
หมู่คณะอยู่ทางภาคอีสานรู้สึกว่าภูมิจิต ใจ ไม่ค่อยก้าว ไปรวดเร็วเหมือนอยู่องค์เดียว จะต้อง
เร่งความเพียรอีกสักพักจนบรรลุถึงความพึง ใจแล้วนั่นแหละถึงจะหมดความกังวลห่วง ใยตัวเอง
ประกอบกบั ระยะนน้ั ทา่ นรบั  โยมมารดามาบวชเปน็ อบุ าสกิ าอบรมอย่ดู ้วยประมาณ ๖ ปี จะ ไปมา
ทาง ใด ไม่ค่อยสะดวกท�ำ ให้เป็นอารมณ์ห่วง ใยอยู่เสมอ เลยท�ำ ให้ท่านตัดสิน ใจจะเอา โยมมารดา 
ไปส่งที่จังหวัดอุบลราชธานี มารดาท่านก็เห็นดีด้วย ไม่ขัดอัธยาศัย จากนั้นท่านก็เริ่มพามารดา
ออกเดนิ ทางจากนครพนม โดยเดนิ ตดั ตรง ไปภเู ขาแถบหนองสงู คำ� ชะอี ออก ไปอ�ำเภอเลิงนกทา
จังหวัดอุบล ฯ ขณะท่ีท่านออกเดินทางทราบว่ามีพระ – เณรติดตาม ไปด้วยมากมาย ปีน้ัน ไป
จ�ำพรรษาบ้านหนองขอน* อ�ำเภออ�ำนาจเจริญ อุบล ฯ มีพระ – เณรจ�ำพรรษากับท่านมาก
ขณะท่จี �ำพรรษาอยูน่ ก้ี  ็ไดท้ �ำการอบรมพระ – เณร อบุ าสก – สิกาอย่างเตม็ กำ� ลัง มผี ู้คนพระ – เณร
เกดิ ความเชือ่ เล่ือม ใสและอบรมกบั ทา่ นมากขึ้นเปน็ ลำ� ดบั

นิมิตพระแซงหน้าแซงหลัง

คนื วันหนึง่ เวลาดกึ สงัด ท่านก�ำลังเข้าท่ภี าวนา พอจติ สงบรวมลง ไปปรากฏเหน็ พระเณร
จ�ำนวนมาก ท่ีค่อย ๆ เดินตามหลังท่านมาด้วยความเคารพและมีระเบียบสวยงามน่าเลื่อม ใสก็มี
ทเ่ี ดนิ แซงหน้าทา่ น ไปข้างหน้าดว้ ยอาการลุกลลี้ กุ ลน ไม่มีความเคารพและสำ� รวมอนิ ทรียเ์ ลยก็มี ที่
ก�ำลังจะหา โอกาสเดินแซงหน้าท่าน ไปด้วยท่าทางที่ ไม่มีระเบียบธรรมวินัยติดตัวเลยก็มี พวกที่

* ปัจจุบันข้ึนกับอ�ำเภอหัวตะพาน จังหวัดอ�ำนาจเจริญ

101

ก�ำลังเอา ไม้มีลักษณะเหมือน ไม้ผ่าครึ่งเหมือนหีบปิ้งปลามาคีบหัวอกท่านอย่างแน่นแทบหาย ใจ
ไม ่ไดก้ ม็ ี เมอ่ื เหน็ ความแตกตา่ งแหง่ พระทง้ั หลายทแี่ สดงอาการ ไมม่ คี วามเคารพและทำ� ความ โหดรา้ ย
ทรมานทา่ นด้วยวธิ ีการต่าง ๆ กันเช่นนน้ั ท่านก็ก�ำหนดจติ ดูเหตุการณท์ ี่เกดิ เฉพาะหนา้  ให้ละเอียด
ก็ทราบข้ึนมาทันที ว่าจ�ำพวกที่ค่อย ๆ เดินตามหลังท่านด้วยความเคารพและมีระเบียบสวยงาม
เป็นทนี่ ่าเลือ่ ม ใส นั้นคอื จำ� พวกทีจ่ ะประพฤติปฏบิ ัตชิ อบตาม โอวาทคำ� สง่ั สอนทา่ น จะเป็นผู้เคารพ
เทิดทนู ท่านและพระศาสนา ใหเ้ จรญิ ร่งุ เรอื งต่อ ไป ในอนาคต จะสามารถท�ำตน ให้เปน็ ประ โยชน์แก่
พระศาสนาตลอดหมู่ชนทวั่  ไป ได้ และสามารถจะยังขนบธรรมเนยี มประเพณอี นั ดีงามทางศาสนา 
ให้คงท่ดี งี ามตอ่  ไปเปน็ ทีน่ ่าเคารพเลือ่ ม ใสท้งั มนุษย์และเทวดาอนิ ทรพ์ รหมยมยักษท์ ่ัวหนา้ กัน ซ่งึ
นับว่าเปน็ ผู้ทรงตนและพระศาสนา ไว้ ไดต้ ามแบบอริยประเพณ ีไม่เสอื่ มสูญ

จ�ำพวกท่ีเดินแซงหน้าท่าน ไปด้วยท่าทาง ไม่ระวังส�ำรวม นั้นคือจ�ำพวกอวดรู้อวดฉลาด
เขา้  ใจว่าตนเรยี นมากรู้มากปฏิบตั ิดยี ่ิงกวา่ ครูอาจารย์ผูพ้ าปฏบิ ัตดิ �ำเนนิ ดว้ ยสามจี ิกรรมมาก่อน ไม่
สน ใจเคารพเอ้ือเฟื้อต่อการศึกษา ไต่ถามข้ออรรถข้อธรรม ใด ๆ เพราะความส�ำคัญตนว่าฉลาด
รอบรู้ทุกอย่าง แล้วปฏิบตั ติ น ไปด้วยความส�ำคัญนัน้  ๆ อนั เป็นทางลม่ จมแกต่ นและพระศาสนา
ตลอดประชาชนผมู้ าเกย่ี วข้องศึกษา ต่างจะน�ำยาพิษเพราะความเห็นผดิ จากอาจารยอ์ งค์นั้น ไป ใช้
แล้วกลายเปน็ ผทู้ ำ� ลายตนและหมูช่ นตลอดกุลบตุ รสดุ ท้ายภายหลัง ให้เสยี หาย ไปตาม โดย ไม่ร้สู ึก
ระลึก ไดว้ ่าเปน็ ทางถูกต้องดงี ามหรอื  ไมป่ ระการ ใด

จำ� พวกทก่ี �ำลังคอยหา โอกาสเดนิ แซงหนา้ ท่าน ไป ในล�ำดบั ตอ่ มา น้นั คอื จ�ำพวกที่ก�ำลงั เริ่ม
กอ่ ตั้งความเส่อื มเสยี แกต่ นและวงพระศาสนาต่อ ไปดว้ ยความส�ำคญั ผดิ ชนิดต่าง ๆ ท�ำนองจำ� พวก
ก่อนซึ่งเป็นจ�ำพวกท่ีจะช่วยกันท�ำลายตนและพระศาสนาอันเป็นส่วนรวมดวง ใจของประชาชน
ชาวพุทธ ให้ฉบิ หายล่มจมลง ไป โดยมิ ไดส้ น ใจวา่ ผดิ หรอื ถกู ประการ ใด จำ� พวกท่เี อา ไม้มาคีบหัวอก
ท่านน้ันคือจ�ำพวกที่เข้า ใจว่าตนฉลาดรอบรู้และปฏิบัติ ไปด้วยความส�ำคัญนั้น ๆ โดยม ิไดค้ ำ� นึงวา่
ผดิ หรือถูก ท้ังทีค่ วามจริงการปฏิบัตินัน้ เปน็ ทางผดิ และยงั มสี ่วนกระทบกระเทอื นวงพระศาสนา
และครอู าจารยท์ พ่ี าดำ� เนนิ มากอ่ น ใหม้ สี ว่ นบอบชำ้� เสยี หาย ไปดว้ ย สว่ นจำ� พวกหลงั นที้ ่านเลา่ วา่ ท่าน
รตู้ ัวและนามของพระนัน้  ๆ ดว้ ย ท่ีมาทำ�  ให้ท่านล�ำบาก ในเวลาต่อมา คอื พระท่เี ปน็ ลกู ศษิ ยท์ า่ นอยู่
ก่อน เปน็ แต่ออก ไปจำ� พรรษาอยู ่ไม่ห่างกันนัก ซึ่งทา่ นเองเปน็ ผู้เหน็ ชอบและอนุญาต ใหอ้ อก ไป

เมอ่ื กำ� หนดดเู หตกุ ารณท์ ราบละเอยี ดแลว้ ทา่ นกม็ ารำ� พงึ ถงึ พระจำ� พวกทมี่ าทำ� ความทรมาน 
ให้ท่านล�ำบากว่าเป็นพระท่ีมีความเคารพเลื่อม ใสและนับถือท่านมาก ไม่น่าจะท�ำอย่างน้ัน ได้

102

หลังจากนัน้ ท่านกค็ อยสงั เกตความเคลื่อน ไหวของบรรดาลูกศิษยเ์ หล่าน้นั ตลอดมา โดยม ิไดแ้ สดง
เรื่องท่ีปรากฏ ในคืนวันนั้น ให้ ใครทราบเลย ต่อมา ไม่ก่ีวันก็มีผู้ว่าราชการจังหวัดกับข้าราชการ
หลายทา่ น และพระอาจารย์ที่เป็นลกู ศิษยท์ า่ นและเป็นองค์ทเ่ี ป็นหัวหน้าพากนั เอา ไม้มาคบี หวั อก
ท่านมาเย่ียมท่านที่ส�ำนัก ทั้งสองฝ่ายมาแสดงความประสงค์ขอ ให้ท่านช่วยอนุเคราะห์ประกาศ
เรี่ย ไรเงนิ จากชาวบา้ น ในตำ� บล อำ� เภอนัน้ เพื่อสร้าง โรงเรยี นขน้ึ ๒ – ๓ แหง่ อันเปน็ การชว่ ย
ทางราชการอีกทางหน่ึงด้วย โดยความเห็นของทัง้ สองฝ่ายทตี่ กลงกันมาก่อนแลว้ ว่าท่านพระ
อาจารย์มนั่ เปน็ ทเี่ คารพเล่อื ม ใสของประชาชนมาก ท่านพดู อะ ไรข้นึ มาตอ้ งส�ำเร็จแนน่ อน จงึ  ได้
พากนั มาหาท่าน ให้อนเุ คราะห์ช่วยเหลือ พอทราบความประสงคข์ องผมู้ าตดิ ต่อแลว้ ทา่ นกท็ ราบ
ทันทีว่าพระทั้งสองรูปนี้เป็นตัวการส�ำคัญท่ีท�ำ ให้ท่านล�ำบากซ่ึงเทียบกับเอา ไม้มาคีบหัวอกท่าน 
โอกาสต่อ ไปท่าน ได้เรียกพระท้ังสองรูปนั้นมาอบรมส่ังสอน เพื่อ ให้รู้สิ่งท่ีควรหรือ ไม่ควรแก่เพศ
สมณะปฏบิ ัติผูต้ งั้ อยู่ ในความสงบและสำ� รวมระวงั

ท่ีเรียนท้ังน้ีก็เพ่ือท่านผู้อ่าน ได้ทราบว่า จิตเป็นธรรมชาติลึกลับและสามารถรู้ ได้ท้ังสิ่ง
เปดิ เผยและลึกลับ ทงั้ อดีต อนาคต และปจั จบุ ัน ดังเร่ืองทา่ นพระอาจารย์มั่นเป็นตัวอยา่ งมา
หลายเรื่อง ท่านเปน็ พระท่ีปฏิบตั เิ พอ่ื ความเท่ียงตรงตอ่ อรรถธรรม มิ ไดม้ ีความคิดที่เป็น โลกามสิ
แอบแฝงอยู่ด้วยเลย ค�ำพูดที่ออกจากความรู้ความเห็นท่านแต่ละค�ำจึงเป็นค�ำที่ควรสะดุด ใจว่า
มิ ใช่เป็นค�ำ โกหกหลอกลวงท่านผู้หน่ึงผู้ ใดทั้งที่อยู่ ใกล้ชิดและทั่ว ๆ  ไป ให้งมงายเสียหาย ไปด้วย
แตอ่ ยา่ ง ใด เพราะค�ำพูดท่านทีน่ �ำมาลงนีเ้ ปน็ คำ� พูดท่พี ดู  ในวงจ�ำเพาะพระทอ่ี ย่ ูใกลช้ ดิ ม ิไดพ้ ูด
ทั่ว ไป โดย ไม่มีขอบเขต แต่ผู้เขียนอาจเป็นนิสัย ไม่ดีอยู่บ้างท่ีตัดสิน ใจน�ำเอาเรื่องท่านออกมา
ความคดิ ก็เพือ่ ทา่ นท่ีสน ใจ ได้อ่านและพจิ ารณาดบู ้าง ซึ่งอาจเกิดประ โยชนเ์ ทา่ ที่ควร เรอื่ งท่าน
พระอาจารยม์ นั่ เปน็ เรื่องอศั จรรยแ์ ละพสิ ดารอยู่มาก ในพระปฏิบัตสิ มยั ปัจจุบัน ท้งั ภาคปฏิบตั แิ ละ
ความรู้ทที่ ่านแสดงออกแต่ละประ โยค การสัง่ สอนบางประ โยคกบ็ อกตรง ๆ บางประ โยคกบ็ อก
เป็นอุบาย ไม่บอกตรง ท้ังส่ิงท่ีควรและ ไม่ควร การท�ำนายทายทักทางจิต ใจนับแต่เรื่องขรัวตา
ท่ีชายเขาถ�้ำสาริกาเป็นต้นเหตุมาแล้ว ท่านระวังมาก ท้ังที่อยากเมตตาสงเคราะห์บอกตาม
ความคิดของผมู้ าอบรมนัน้  ๆ แสดงออก ในทางผดิ  – ถูกตา่ ง ๆ อย่างบรสิ ุทธิ์ ใจ ในฐานะเปน็ อาจารย์
สอนคน แตเ่ วลาบอก ไปตามตรงวา่ ทา่ นผนู้ นั้ คดิ อยา่ งนน้ั ผดิ ทา่ นผนู้ คี้ ดิ อยา่ งนถ้ี กู ตอ้ ง แทนทจ่ี ะ
 ไดร้ บั ประ โยชนต์ ามเจตนาอนเุ คราะห์ แต่ผ้รู บั ฟงั กลับคิด ไปอีกทางหนึ่งซง่ึ เป็นความเสียหายแก่ตน
แทบทั้งน้นั ไม่คอ่ ยมาสน ใจตามเหตุผลและเจตนาสงเคราะหเ์ ลย

103

บางรายพอเห็นคิด ไม่ดีและเริ่มจะเป็นชนวนแห่งความเสียหายส่วน ใหญ่ท่านก็ตักเตือนบ้าง
 โดยอุบาย ไม่บอกตรง เกรงว่าผู้ถูกเตือนจะกลัวและอายหมู่เพื่อน เพียงเตือน ให้รู้สึกตัว
มิ ได้ระบุนาม แม้เช่นนั้นยังเกิดความรุ่มร้อนแทบจะเป็นบ้าเป็นหลัง ไปต่อหน้าต่อตาท่านและ
หมู่คณะก็ยังมี เรื่องทั้งนี้จึงเท่ากับเตือน ใหร้ ู้เทา่ ทนั ถงึ อบุ ายวธิ ีสั่งสอน ไป ในตัวทกุ ระยะที่เหตกุ ารณ์
เก่ียวขอ้ งบงั คับอยู่ ต้องขออภยั หากเป็นความ ไมส่ บาย ใจ ในบางตอนทีเ่ ขียนตามความจริงท่บี ันทกึ
และจดจ�ำมาจากท่านเองและจากครูอาจารย์ที่อยู่กับท่านมาเป็นคราว ๆ หลายท่านด้วยกัน จึงมี
หลายเรื่องและหลายรสดว้ ยกนั

โดยมากส่ิงท่ีเป็นภัยต่อนักบวชนักปฏิบัติ และนักบวชนักปฏิบัติชอบคิด โดย ไม่มีเจตนา
แต่เปน็ นิสัยทีฝ่ งั ประจำ� สนั ดานมาดง้ั เดมิ ก็คอื อายตนะภายนอก ไดแ้ ก่ รูป เสยี ง กล่นิ รส สมั ผัส
ธรรมารมณข์ องเพศท่เี ปน็ วสิ ภาคกันน่ันแล คือกณั ฑ์เทศน์กัณฑเ์ อกทีท่ า่ นจ�ำต้องเทศนแ์ ละเตอื น
ทัง้ ทางตรงทางออ้ มอยเู่ สมอ มิ ไดร้ ามือพอ ให้สบาย ใจ ได้บ้าง การนกึ คดิ อย่างอ่ืน ๆ ก็มี แตถ่ ้า ไม่
สำ� คญั นกั ท่านก็ทำ� เป็น ไมส่ น ใจ ที่ส�ำคญั อยา่ งยง่ิ กเ็ วลาประชุมฟงั ธรรมซงึ่ ท่านตอ้ งการความสงบ
ทงั้ ทางกายและทาง ใจ ไมต่ อ้ งการอะ ไรมารบกวนทงั้ ผูฟ้ งั และผ ู้ให ้โอวาท จุดประสงค์ก็เพอ่ื  ไดร้ บั
ประ โยชนจ์ ากการฟงั จริง ๆ ใครเกิด ไปคะนองคดิ เรอื่ งแสลงเพศแสลงธรรมขนึ้ มา ในขณะน้ัน ฟ้า
มักจะผ่าเปรย้ี ง ๆ ลง ในท่ามกลางความคดิ ทีก่ ำ� ลังคดิ เพลิน และทา่ มกลางท่ปี ระชุม ท�ำเอาผ้กู ำ� ลงั
กล้าหาญคดิ แบบ ไมร่ ู้จกั ตายตวั สน่ั แทบสลบ ไป ในขณะน้ัน ท้ังท่ ีไม ่ไดร้ ะบุตวั บุคคล แตร่ ะบเุ รอ่ื งที่
คิดซ่ึงเปน็ เรอื่ งกระตุก ใจของผู้กำ� ลังคดิ เร่ืองนั้นอย่างส�ำคญั แมผ้ อู้ ่นื  ในทปี่ ระชมุ ก็พลอยตก ใจและ
บางรายตัวสนั่  ไปด้วยเผ่ือคิดเชน่ น้นั ข้ึนมาบา้ งขณะเผลอ

ถ้าถูกฟ้าผ่าอยู่เร่ือย ๆ ขณะฟังเทศน์ ปรากฏว่าจิต ใจผู้ฟังหมอบและมีสติระวังตัวอย่าง
เขม้ งวดกวดขนั บางรายจิตรวมสงบลงอยา่ งเต็มท่กี ็ม ีในขณะนั้น ผ้ ูไมร่ วมขนาดนัน้ ก็อยู่ ในเกณฑ์
สงบ และระวงั ตวั เพราะกลวั ฟา้ จะลงเปรย้ี ง หรอื เหยยี่ วจะลง โฉบเอาศรี ษะขณะ ใดก ็ไมร่ ถู้ า้ เผลอคดิ
ไมเ่ ข้าเรือ่ ง ในขณะน้นั ฉะนั้น ผู้ที่อย่กู ับทา่ นจงึ มีหลัก ใจเปน็ ทมี่ ั่นคง ไป โดยลำ� ดบั อยกู่ บั ทา่ น ไป
นานเท่า ไรกย็ ่งิ ทำ�  ให้นิสยั ทั้งภาย ในภายนอกกลมกลนื กับนิสยั ทา่ น ไป ไม่มสี ้นิ สดุ ผ้ ูใดอดทนอย่กู ับ
ทา่ น ได้นาน ๆ ดว้ ยความ ใฝ ่ใจยอมเปน็ ผา้ ขรี้ ว้ิ  ให้ท่านดุดา่ ส่งั สอน คอยยดึ เอาเหตเุ อาผลจากอุบาย
ตา่ ง ๆ ทีท่ ่านแสดง ในเวลาปรกติหรือเวลาแสดงธรรม ไมล่ ดละความสงั เกต และพยายามปฏบิ ตั ิ
ตน ให้เป็น ไปตามทา่ นทกุ วันเวลา นสิ ัยความ ใครธ่ รรมและหนักแน่น ในขอ้ ปฏบิ ตั ิทุกด้านนแี่ ล จะ
ท�ำ ให้เป็นผมู้ ่นั คงทางภาย ในขึ้นวันละเลก็ ละน้อยจนสามารถทรงตัว ได้ ท่ี ไมค่ อ่ ย ได้หลักเกณฑจ์ าก
การอยูก่ บั ทา่ น โดยมากมกั จะเพ่งเลง็ ภายนอกยิง่ กว่าภาย ใน เช่น กลัวท่านดุดา่ บ้าง เวลาคดิ  ไป

104

ต่าง ๆ ตามเรื่องความ โง่ของตน พอถูกท่านว่า ให้บ้างเลยกลัว โดยมิ ได้คิดจะแก้ตัวสมกับ ไปศึกษา
อบรมกบั ทา่ น เพ่อื หาความด ีใสต่ ัว ไมม่ ีเหตุมผี ลอะ ไรเลย ไปอยกู่ ับท่านก ็ไปแบบเรา อยแู่ บบ
เรา ฟงั แบบเรา คิด ไปรอ้ ยแปดแบบเราทเี่ ป็นทางด้งั เดมิ อะ ไร ๆ กเ็ ปน็ แบบเราซึง่ มีกเิ ลสหนาอยู่
แลว้ ไมม่ ีแบบท่านเข้ามาแทรกบา้ งเลย เวลาจากท่าน ไปก็จำ� ตอ้ ง ไปแบบเรา ทเ่ี คยเป็นมาอยา่ ง ไร
กเ็ ปน็  ไปอยา่ งนนั้ ชือ่ ว่าความดี ไมม่ อี ะ ไรเปล่ยี นแปลงพอ ใหเ้ ปน็ ทนี่ า่ ชมเชย แตค่ วามช่ัวท่ที บั ถม
จน ไมม่ องเห็นตวั น้นั ย่ิงสัง่ สมขนึ้ ทกุ วนั เวลา ไม่มีความเบื่อหนา่ ยอิ่มพอ ผลจึงเปน็ คนอาภพั อยเู่ สมอ
ไม่มสี ่งิ  ใดมาฉุดลากพอ ให้กลับฟ้นื ตัว ได้บ้างเลย ถ้า ไปอยูก่ บั ทา่ นแบบทวี่ ่าน้ี จะอยู่นานเทา่  ไร
ก ็ไม่ผดิ อะ ไรกบั ทพั พีอยกู่ บั แกงที่มีรสอรอ่ ย แต่ทัพพจี ะ ไม่รูเ้ รื่องอะ ไรกับแกง นอกจาก ให้เขาจับ 
โยนลงหม้อนั้นหม้อนี้ ไม่ ได้หยุดหย่อนเท่านั้น กิเลสตัณหาเครื่องพอกพูนความชั่ว ไม่มีประมาณ
จบั เรา โยนลงกองทุกข์หมอ้ น้นั หม้อนก้ี ท็ ำ� นองเดียวกนั

ผู้เขียนก็นับเข้า ในจ�ำนวนถูกจับ โยนลงหม้อน้ันหม้อนี้ด้วย โดย ไม่สงสัย เพราะชอบขยัน
หม่ันเพียร แตส่ ง่ิ หนงึ่ นนั้ คอยกระซบิ  ให้ข้ีเกียจ ชอบ ไปแบบทา่ น อย่แู บบท่าน ฟังแบบท่าน
คดิ แบบทา่ นอย่างเป็นอรรถเปน็ ธรรม แตส่ ิ่งหนึ่งก็คอยกระซิบ ให้ ไปแบบเรา อยูแ่ บบเรา ฟัง
แบบเรา คดิ แบบเรา อะ ไร ๆ กก็ ระซิบ ให้เปน็ แบบเราท่ีเคยเป็นมาดัง้ เดมิ และกระซบิ  ไมอ่ ยาก 
ให้เปล่ยี นแปลงอะ ไรท้ังนั้น สุดทา้ ยก็เชอ่ื มนั จนเคล้ิมหลบั สนทิ และยอมทำ� ตามแบบดง้ั เดิม เราจึง
เป็นคนด้ังเดิม ไม่มีอะ ไรเปลี่ยนแปลง ในทางดีขึ้น พอ ให้ตัวเองและผู้อื่น ได้ชมเชยบ้าง ค�ำว่า
‘ดง้ั เดมิ ’ จงึ เปน็ เรอื่ ง ใหญส่ ำ� หรบั เราและ ใคร ๆ จนมรี ากฝงั ลกึ อยภู่ าย ใน ยากทจ่ี ะถอดถอนออก ได้
ถ้า ไม่สังเกตสอดรคู้ วามเปน็ มาและเป็น ไปของตนอย่างเอา ใจ ใสจ่ ริง ๆ

พอตกหนา้ แลง้ ท่านพระอาจารยม์ ่นั ก็เริม่ พา โยมมารดาท่านออกเดินทาง พาพักบ้าน
ละคืนสองคืน ไปเรอื่ ย จนถงึ บ้านและพกั อยู่ทบ่ี ้านทา่ นนานพอควร ใหก้ ารอบรมมารดาและ
ชาวบา้ นพอมีความอบอ่นุ  โดยท่วั กัน แลว้ ก็ลา โยมมารดาและญาตอิ อกเดนิ ทาง ธุดงค ์ไปเรอ่ื ย ๆ
โดยมุง่ หนา้ ลง ไปทางภาคกลาง ไปแบบธุดงคกรรมฐาน ไมร่ บี  ไม่ด่วน เจอหม่บู า้ นหรือสถานท่ีมี
น�้ำทา่ สมบูรณ์ กก็ างกลดลงที่นนั้ แลว้ พกั บำ� เพญ็ สมณธรรมอยอู่ ย่างเย็น ใจ พอมีกำ� ลังกายก�ำลงั  ใจ
แลว้ กเ็ ดินทางต่อ ไป สมัย โน้นเดินดว้ ยเท้ากนั ทัง้ นัน้ รถรา ไมม่ ีเหมือนสมัยนี้ ทา่ นวา่ ท่านม ิได้
เรง่ รบี กบั เวลำ�่ เวลา จดุ  ใหญอ่ ยทู่ ก่ี ารภาวนาเทา่ นน้ั เดนิ ทางทง้ั วนั กเ็ ทา่ กบั เดนิ จงกรมภาวนา ไปทงั้ วนั

ขณะทา่ นจากหมคู่ ณะเดนิ ทางลงมากรงุ เทพ ฯ เพยี งองคเ์ ดยี วนนั้ เหมอื นชา้ งสารตวั  ใหญอ่ อก
จาก โขลงเทย่ี วหากนิ  ในปา่ ลำ� พงั ตวั เดยี ว เปน็ ความเบากายเบา ใจเหมอื นถอดเสย้ี นถอดหนามออก

105

จากหัวอกทเ่ี คยหนักหน่วงถ่วงกายถว่ ง ใจมานาน กายก็เบา  ใจกเ็ บา ขณะเดนิ ทางดว้ ยวธิ ีจงกรม
ภาวนา ไปแถบทงุ่ กวา้ งทม่ี ีสับกันเป็นตอน ๆ แตภ่ าย ใน ใจ ไม่มคี วามรู้สึกวา่ ร้อนเพราะแดดแผดเผา
เลย บรรยากาศคล้ายกับเปน็ เครือ่ งส่งเสรมิ การเดินทาง ใหม้ คี วามสะดวกสบาย ไปเป็นลำ� ดบั บน
บ่าทีเ่ ตม็  ไปดว้ ยบรขิ ารของพระธดุ งค์ มีบาตร กลด เป็นต้น ซง่ึ รวมหลายชน้ิ ด้วยกันตามปรกติ
กพ็ อทำ� ความลำ� บาก ให้พอดู แต่ ในความรู้สกึ กลบั  ไมห่ นกั หนาอะ ไรเลย กายกับ ใจทถ่ี อดถอน
ความกงั วลจากหมู่คณะออกหมดแลว้ จงึ เป็นเหมอื นจะเหาะลอยข้นึ บนอากาศ ในขณะนั้น เพราะ
หมดอาลัยหายห่วง โดยประการท้งั ปวง โยมมารดาก็ ได้อบรมส่งั สอนอย่างเตม็ ภมู ิ จนมหี ลักฐาน
ทางจติ  ใจอยา่ งมน่ั คงหมดห่วงแล้ว มคี วามรบั ผดิ ชอบเฉพาะตวั คนเดียวนบั แต่บัดนีเ้ ป็นต้น ไป

นี่เป็นค�ำร�ำพึงบริกรรมภาวนา ไปตามทาง ซึ่งท่าน ใช้เป็นบทธรรมเตือนสติตัวเองมิ ให้
ประมาท เดนิ ทาง โดยวิธจี งกรมภาวนา ไปตามสายทางที่ปราศจากผูค้ นสัญจร ไปมา ขณะเดนิ ทาง
ตอนกลางวันแดดกำ� ลังรอ้ นจัด มองดมู ีต้น ไม ้ใบหนาตามชายปา่ ทเี่ หน็ วา่ เหมาะกแ็ วะเขา้  ไปอาศยั พกั
พอหายเหนอื่ ยนงั่ ภาวนาสงบอารมณ ์ใตร้ ม่  ไม ้ให ้ใจเยน็ สบาย ตกบ่าย ๆ อากาศร้อนค่อยลดลงบา้ งก็
เริ่มออกเดินทางต่อ ไป ด้วยทา่ ทางของผู้เห็นภยั  ในวัฏฏสงสาร มสี ติสมั ปชญั ญะประคอง ใจ ไปถึง
หมู่บา้ นก่หี ลังคาเรอื นพอ ไดอ้ าศัยเขา โคจรบณิ ฑบาตกพ็ อแลว้ ไมต่ อ้ งการความเหลอื เฟอื อะ ไรมาก 
ไปกวา่ นนั้ ตามองหาทพี่ กั อยหู่ า่ ง ไกลจากหมบู่ ้านพอประมาณ และแวะพัก ไปเปน็ ทอด ๆ แล้วแต่
ท�ำเลเหมาะสมจะพกั ภาวนาสะดวกเพียง ไร บางแหง่ ที่เปน็ ความสะดวกแกก่ ารบำ� เพญ็ กพ็ กั อย่เู ปน็
เวลานาน แลว้ เดนิ ทางตอ่  ไป

ท่านเลา่ วา่ ตอนเดินทาง ไปถงึ ดงพญาเย็น ระหวา่ งสระบุรีกบั นครราชสีมาตอ่ กัน มปี า่ เขา
ล�ำเนา ไพรมากท�ำ ให้เกิดความช่ืนบานหรรษา คิดอยากพักอยู่ที่น้ันนาน ๆ เพ่ือบ�ำเพ็ญเพียรเสริม
ก�ำลัง ใจท่ีกระหายต่อการอยู่คนเดียว ในป่า ในเขามานาน เม่ือมาเจอท�ำเลเหมาะ ๆ เข้าก็อยาก
พักภาวนาอยู่ท่ีนั้นเปน็ เวลานาน แลว้ ค่อยผา่ น ไปเร่อื ย พกั  ไปเรื่อย ทา่ นวา่ ทา่ นกเ็ พลดิ เพลนิ  ไป
กบั สัตว์ชนิดตา่ ง ๆ เหมอื นกัน เพราะปา่ เขาแถบนั้นมีสตั วน์ านาชนดิ ชกุ ชมุ มาก มอี เี ก้ง หมู กวาง
ลิง คา่ ง บา่ ง ชะนี เสอื ชา้ ง อีเหน็ ไก่ป่า ไก่ฟา้ หมี เม่น กระจอ้ น กระแต เวน้
สัตว์เล็ก ๆ ทีเ่ ที่ยวหากินเปน็ ประจำ� เสีย สัตว์นอกนนั้ ยงั พากนั มาเทยี่ วหากิน ในเวลากลางวัน ท่าน
เคยเจอเขาบอ่ ยซ่งึ เขาก็ ไมแ่ สดงอาการกลัวท่านนกั ปา่ แถบนีแ้ ต่ก่อน ไม่มบี า้ นผบู้ ้านคน ถึงมกี อ็ ยู่
ห่าง ๆ กันและมเี พยี ง ๓ – ๔ หลงั คาเรอื น ตั้งอยเู่ ปน็ หยอ่ ม ๆ ซ่ึงอาศยั ทำ�  ไรข่ า้ วและปลูกสิ่งตา่ ง ๆ 
เป็นอาชีพ ตง้ั อยู่ตามชายเขาระหวา่ งทางทผี่ า่ น ไป ท่านอาศยั ชาวบา้ นเหลา่ น้นั เปน็  โคจรบิณฑบาต 
ไปเป็นระยะ ๆ หมบู่ า้ นทอี่ ยแู่ ถบน้นั เขามศี รทั ธา ในพระธุดงคด์ ีมาก พวกน้อี าศยั สตั วป์ ่าเปน็ อาหาร

106

เพราะสัตว์ปา่ ชนิดตา่ ง ๆ มีมาก เวลาพักอย่กู บั เขา ไดร้ ับความสะดวกแกก่ ารบำ� เพญ็ มาก เขา ไม่
มารบกวน ใหเ้ สียเวลาเลย ตา่ งคนต่างอยแู่ ละตา่ งท�ำหนา้ ท่ีของตน ปรากฏวา่ การเดินทางเปน็  ไป
ด้วยความสะดวกราบรน่ื ทั้งทางกายและทาง ใจจนถงึ กรุงเทพ ฯ ด้วยความสวสั ดี

ท่านขึ้นเชียงใหม่บ�ำเพ็ญความเพียรขั้นแตกหัก

ท่านเข้าพักวดั ปทุมวัน ท่านวา่ การขนึ้  – ล่องระหวา่ งกรงุ เทพ ฯ กับภาคอีสานท่านข้ึน – 
ล่องเสมอ บางเที่ยวขึ้นรถ ไฟ ไปลงเอาที่สุดรถ ไฟ ไปถึง เพราะแต่ก่อนรถ ไฟยัง ไม่ถึงที่สุดทาง
บางเท่ียวก็เดินธุดงค์ ไป – มาเร่ือย ๆ ก็มี เวลาท่านพักและจ�ำพรรษาท่ีวัดปทุมวัน ได้มาศึกษา
อรรถธรรมกับท่านเจ้าคุณพระอุบาลี ฯ ท่ีวัดบรมนิวาสเสมอ ออกพรรษาแล้ว หน้าแล้งท่าน
เจ้าคณุ อุบาลี ฯ จะ ไปเชียง ใหม่ ทา่ นนิมนต์ทา่ นอาจารย ์ไปเชียง ใหมด่ ้วย ท่านเลย ไปเทยี่ วทาง
เชยี ง ใหม่กับทา่ นเจา้ คุณอุบาลี ฯ ขณะน่งั รถ ไฟ ไปเชียง ใหม่ท่านเล่าวา่ ทา่ นเข้าสมาธิภาวนา ไป
เร่ือย ๆ เกือบตลอดทาง มพี กั นอนบา้ งกเ็ วลารถ ไฟออกจากกรุงเทพ ฯ ไปถงึ ลพบุรี พอถงึ อุตรดิตถ์
รถจะเร่ิมเข้าเขา ท่านก็เริ่มเข้าสมาธิภาวนาแต่บัดน้ันเป็นต้น ไป จนจะถึงสถานีเชียง ใหม่ถึง ได้
ถอนจิตออกจากสมาธิเพราะขณะจะเร่ิมท�ำสมาธิภาวนา ท่านตั้งจิต ไว้ว่าจะ ให้จิตถอนออกจาก
สมาธติ อ่ เมอ่ื รถ ไฟจวนเข้าถงึ ตวั เมืองเชยี ง ใหม่ แลว้ กเ็ ร่มิ ปฏิบตั หิ น้าท่ภี าวนาตอ่  ไป โดยมิ ไดส้ น ใจ
กับอะ ไรอกี

ขณะนง่ั ทำ� สมาธ ิไมน่ านประมาณ ๒๐ นาที จิตก็รวมลงสคู่ วามสงบถึงฐานของสมาธอิ ยา่ ง
เตม็ ที่ จากขณะนน้ั แล้ว ก็ ไมท่ ราบวา่ รถ ไฟว่งิ หรือหา ไม่ มแี ตจ่ ติ ทีแ่ นว่ ลงสู่ความสงบระงบั ตัวจาก
สิ่งภายนอกทงั้ มวล ไม่มีอะ ไรปรากฏ แม้ทส่ี ุดกายก ็ไดห้ าย ไป ในความร้สู ึกเปน็ จติ ทีด่ บั สนทิ จาก
การรบั รแู้ ละรบกวนจากสิ่งต่าง ๆ เปน็ เหมอื น โลกธาตุ ไมม่ อี ะ ไรเหลืออยเู่ ลย ประหน่ึง ไดด้ บั  ไป
พร้อมกับความคิดปรุงและความส�ำคัญรับรู้ต่าง ๆ ของขันธ์ โดยส้ินเชิง ขณะน้ันเป็นความรู้สึกว่า
กายหาย ไป รถ ไฟและเสียงรถหาย ไป ผู้คน โดยสาร ในรถ ไฟหาย ไป ตลอดสิ่งตา่ ง ๆ ท่ีเคยเก่ียวข้อง
กันกับจิต ได้หาย ไปจากความรู้สึก โดยส้ินเชิง ส่ิงท่ีเหลืออยู่ ในเวลาน้ันก็น่าจะเป็นสมาธิสมาบัติ
อย่างเดยี วเทา่ นัน้ เพราะ ในขณะนนั้ มิ ได้สำ� คญั ตนว่าอยู่ ในทีเ่ ช่น ไร จิตทรงตวั อย่ ูในลักษณะน้ี
ตลอดมา แต่ ๒๐ นาทแี รกเร่ิมสมาธิจนถงึ ชานเมืองเชยี ง ใหม่ จงึ  ได้ถอนตวั ออกมาเป็นปรกตจิ ติ
ลมื ตาข้ึนมองดูสภาพท่ัว ไปก็พอดีเห็นตึกรามบ้านช่องขาวดาดาษ ไปทุกทิศทุกทาง จากนั้นก็เร่ิม
ออกจากทแ่ี ละเตรียมจะเกบ็ สิง่ ของบริขาร มองดูผคู้ น ในรถรอบ ๆ ขา้ ง ต่างพากันมองมานยั นต์ า
จบั จอ้ งมองดูทา่ นอย่างพศิ วงสงสยั  ไปตาม ๆ กนั รูส้ กึ จะเป็นที่ประหลาด ใจของคน ในรถ ไฟทงั้ ขบวน

107

นับต้ังแต่เจ้าหนา้ ที่รถ ไฟลงมา ไมน่ ้อยเลย มาทราบ ไดช้ ดั เจนเอาตอนทา่ นจะขนส่งิ ของบรขิ ารลง
จากรถ ขณะทรี่ ถจะถึงท่ี เจา้ หนา้ ทรี่ ถ ไฟต่างมาช่วยขนสงิ่ ของลงรถช่วยทา่ นดว้ ยสีหนา้ ย้มิ แยม้
แจม่  ใสทั้งที่ ไมเ่ คยร้จู กั กนั มาก่อนเลย ท้งั คน โดยสารและเจ้าหน้าท่รี ถ ไฟต่างยนื มองท่านจนวาระ
สุดทา้ ยอย่าง ไมก่ ระพริบตา ไปตาม ๆ กนั แมก้ อ่ นจะลงจากรถก็มเี จ้าหน้าท่ีรถ ไฟและคน โดยสารมา
ถามทา่ นว่า ทา่ นอยวู่ ดั  ไหน และทา่ นจะเดนิ ทาง ไป ไหนต่อ ไป ท่านก ็ไดต้ อบว่า ทา่ นเปน็ พระ
อยตู่ ามป่า ไม่คอ่ ยมหี ลักฐานวัดวาแนน่ อนนกั และต้ัง ใจจะมาเที่ยววเิ วกตามเขาแถบนี้ เจา้ หนา้ ท่ี
รถ ไฟและผ้ ูโดยสารบางคนก็ถามท่านดว้ ยความเอ้อื เฟ้อื เลื่อม ใสว่า ขณะน้ที า่ นจะ ไปพักวดั  ไหนและ
มผี มู้ ารับหรือตามสง่ หรือยงั ท่านแสดงความขอบคุณเจา้ หน้าท่ีรถ ไฟและเรยี นว่ามผี มู้ ารบั เรียบรอ้ ย
แล้ว เพราะทา่ น ไปกบั ท่านเจา้ คณุ อุบาลี ฯ ซง่ึ เปน็ พระผ้ ูใหญ่และเป็นท่ีเคารพเลอื่ ม ใสของชาวเมอื ง
เป็นอยา่ งยิ่งนับแต่เจา้ ผูค้ รองนครลงมาถึงพ่อค้าประชาชน

ขณะนน้ั ปรากฏวา่ มผี ู้คนพระเณร ไปรอรับทา่ นเจ้าคุณอุบาล ี ฯ อยู่คับคง่ั แม้รถยนต์ซึ่งเป็น
ของหายาก ในสมัยนั้น แต่ก็ปรากฏว่ามีรถ ไปรอรับอยู่หลายคัน ทั้งรถข้าราชการและพ่อค้า
ประชาชน รบั ท่านเจ้าคณุ  ฯ จากสถานีมาวัดเจดียห์ ลวง

เมื่อประชาชนทราบว่าท่านเจ้าคุณอุบาล ี ฯ มาพักทวี่ ัดเจดียห์ ลวง จังหวัดเชียง ใหม่ ตา่ งก็
มากราบนมสั การเย่ยี มและฟงั  โอวาททา่ น ใน โอกาสทีป่ ระชาชนมามากน้ัน ท่านเจ้าคุณอบุ าล ี ฯ
ได้อาราธนาท่านพระอาจารย์มั่นเป็นองค์แสดงธรรม ให้ประชาชนฟัง ปรากฏว่าท่านแสดงธรรม 
ไพเราะเพราะพริ้งจับ ใจท่านผู้ฟังมากมาย ไม่อยาก ให้จบลงง่าย ๆ เทศน์กัณฑ์น้ันทราบว่า
ท่านเริ่มแสดงแต่ต้นอนุบุพพิกถาข้ึน ไปเป็นล�ำดับจนจบลง ในท่ามกลางแห่งความเสียดายของ
พทุ ธศาสนกิ ชนทกี่ ำ� ลงั ฟงั เพลนิ พอเทศนจ์ บลงทา่ นลงมากราบพระเถระแลว้ หลกี ออก ไปหาทพี่ กั ผอ่ น
ตามอัธยาศัย

ขณะน้ันท่านเจ้าคุณอุบาลี ฯ  ได้กล่าวชมเชยธรรมเทศนาของท่าน ในท่ามกลางบริษัท
วา่ ทา่ นมัน่ แสดงธรรม ไพเราะมาก หาผู้เสมอเหมอื น ได้ยาก และแสดงธรรมเป็นมุต โตทัย คือ
แดนแห่งความหลุดพ้นที่ผู้ฟัง ไม่มีที่น่าเคลือบแคลงสงสัย นับว่าท่านแสดง ได้อย่างละเอียดลออ
ดีมาก แม้แต่เราเองก ็ไม่อาจแสดง ได้ ในลักษณะแปลก ๆ และชวน ให้ฟังเพลิน ไปอย่างทา่ นเลย
ส�ำนวน โวหารของพระธุดงคกรรมฐานนี้แปลกมาก ฟังแล้วท�ำ ให้ ได้ข้อคิดและเพลิน ไปตาม ไม่มี
เวลาอิ่มพอและเบอื่ ง่ายเลย

108

ทา่ นเทศน์ ในสิ่งที่เราเหยยี บย่ำ�  ไป – มาอยนู่ ่ีแล คอื สิง่ ทเ่ี ราเคยเหน็ เคย ไดย้ ินอยู่เปน็ ประจำ�
แตม่ ิ ได้สน ใจคดิ และน�ำมาทำ� ประ โยชน์ เวลาท่านเทศนผ์ ่าน ไปแลว้ ถงึ ระลึก ได้ ทา่ นมั่นท่านเป็น
พระกรรมฐานองค์ส�ำคัญที่ ใช้สติปัญญาตามทางมรรคที่พระพุทธเจ้าทรงสอน ไว้จริง ๆ  ไม่น�ำมา
เหยียบย่�ำท�ำลาย ให้กลายเป็น โลก ๆ เลว ๆ  ไปเสียดังท่ีเห็น ๆ กัน ท่านเทศน์มีบทหนักบทเบาและ
เน้นหนักลงเปน็ ตอน ๆ พร้อมท้ังการคล่คี ลายความสลบั ซบั ซ้อนแห่งเนอื้ ธรรมทล่ี กึ ลับ ซึง่ พวกเรา
 ไมอ่ าจแสดง ไดอ้ อกมาอยา่ งเปดิ เผย และสามารถแยกแยะธรรมนนั้  ๆ ออกมาชแี้ จง ใหเ้ ราฟงั  ไดอ้ ยา่ ง
ถึง ใจ โดย ไม่มีปัญหาอะ ไรเลย นับว่าท่านฉลาดแหลมคมมาก ในเชิงเทศนาวิธีซึ่งหาตัวจับ ได้ยาก
อาตมาแม้เป็นอาจารย์ทา่ น แต่ก็ยก ใหท้ า่ น สำ� หรบั อบุ ายต่าง ๆ ทีเ่ รา ไม่สามารถซ่ึงมีอย่เู ยอะแยะ

เฉพาะท่านมั่นท่านสามารถจริง อาตมาเองยังเคยถามปัญหาขัดข้อง ใจท่ีตน ไม่สามารถ
แก้ ได้ โดยล�ำพังกบั ท่าน แตท่ า่ นยังสามารถแก ้ได้อย่างคลอ่ งแคล่วว่อง ไวดว้ ยปญั ญา เราพลอย 
ได้คตจิ ากทา่ น ไม่มีประมาณ อาตมาจะมาเชียง ใหมจ่ งึ  ไดน้ มิ นต์ท่านมาด้วย ซ่ึงทา่ นกเ็ ต็ม ใจมา
 ไมข่ ัดข้อง สว่ น ใหญท่ า่ นอาจเหน็ ว่าท่เี ชียง ใหมเ่ รามปี ่ามภี ูเขามาก สะดวกแก่การแสวงหาท่วี เิ วก
ถงึ  ได้ตกลง ใจมากับอาตมาก็เปน็  ได้ เป็นแต่ท่านม ิได้แสดงออกเทา่ นั้นเอง พระอยา่ งท่านมั่น
เปน็ พระที่หา ได้ยากมาก อาตมาแม้จะเปน็ ผ ู้ใหญ่กวา่ ทา่ น แตก่ เ็ คารพเลอื่ ม ใสธรรมของทา่ นอยู่
ภาย ใน ทา่ นเองกย็ ่งิ มคี วามอ่อนน้อมถ่อมตนต่ออาตมามาก จนละอายทา่ น ในบางคราว ท่าน
พักอย่ทู พี่ อสมควรแล้วกอ็ อกแสวงหาท่วี ิเวกต่อ ไป อาตมาก็จ�ำต้องปลอ่ ยตามอธั ยาศัยทา่ นไม่กล้า
ขัด ใจ เพราะพระจะหาแบบทา่ นมัน่ น้ีรสู้ ึกยากจะหา ได้อยา่ งยิ่ง เมือ่ ท่านมเี จตนามุ่งตอ่ ธรรม
อย่างย่งิ เราก็ควรอนุ โมทนา เพอ่ื ทา่ นจะ ได้บ�ำเพ็ญประ โยชนแ์ ก่ตนและประชาชน พระ – เณร
ในอนาคตอัน ใกลน้ ี้

ทา่ นผ ู้ใดมขี อ้ ขอ้ ง ใจเกยี่ วกบั การอบรมภาวนากเ็ ชญิ  ไปศกึ ษา ไตถ่ ามทา่ น จะ ไมผ่ ดิ หวงั แนน่ อน
แต่กรุณาอย่า ไปขอตะกรุดวิชาคาถาอาคมอยู่ยงคงกระพันชาตรีความแคล้วคลาดปลอดภัยต่าง ๆ
ทีผ่ ิดทางจะเปน็ การ ไปรบกวนทา่ น ให้ล�ำบาก โดยม ิใชท่ าง บางทที า่ นอาจ ใสป่ ญั หาเจบ็ แสบเอาบา้ ง
จะวา่ อาตมา ไม่บอก เพราะทา่ นมัน่ ม ิใช่พระประเภทนัน้ ทา่ นเป็นพระจริง ๆ และสั่งสอนคน ให้
เห็นผิดเห็นถูก เห็นชัว่ เห็นดี และเห็นบาปเหน็ บุญจริง ๆ มิ ได้สั่งสอนออกนอกลูน่ อกทาง ไปจาก
คลองธรรม ทา่ นเปน็ พระปฏบิ ัติจริงและรธู้ รรมตามทีพ่ ระพุทธเจ้าทรงส่ังสอน ไว้จริง ๆ

เท่าท่ี ได้สนทนาธรรมกับท่านแล้วรู้สึก ได้ข้อคิดอย่างน่าอัศจรรย์ซึ่ง ใคร ๆ ไ ม่อาจพูด ได้อย่าง
ทา่ นเลยเท่าท่ีผา่ นมา ในสมัยปัจจุบนั อาตมาเคารพเลอ่ื ม ใสท่านมากภาย ใน ใจ โดยท่ที ่าน ไมท่ ราบ

109

วา่ อาตมาเคารพท่าน ถา้ ทา่ น ไม่ทราบด้วยญาณเอง เพราะมิ ไดพ้ ูด ให้ทา่ นฟงั ทา่ นเปน็ พระที่
นา่ เคารพบูชาจรงิ  ๆ และอยู่ ในขา่ ยแห่งปุญญักเขตตัง โลกัสสะขน้ั  ใดข้นั หนง่ึ แนน่ อน ไมส่ งสยั แต่
ทา่ นเองม ิไดแ้ สดงตัววา่ เป็นพระท่ตี ัง้ อยู ่ในธรรมขั้นนนั้  ๆ หากพอรู้ ได ้ในเวลาสนทนากนั  โดยเฉพาะ 
ไมม่ ี ใครเข้า ไปเก่ียวขอ้ งดว้ ย

อาตมาเองเชอ่ื ว่าเปน็ ผตู้ ้ังอย่ ูในอรยิ ธรรมขนั้ สามอย่างเต็มภมู ิ ทงั้ น้ที ราบจากการแสดงออก
แหง่ ธรรมท่ีท่านรู้เหน็ แม้ทา่ นจะ ไม่บอกภมู ิทบี่ รรลุ ว่าภูมินัน้  ๆ แตก่ ็ทราบ ได้อยา่ ง ไมม่ ีข้อ
สงสยั เพราะธรรมทีท่ า่ นแสดง ใหฟ้ งั เปน็ ธรรม ในภมู นิ นั้  ๆ แนน่ อน ไม่ผิดกบั ปรยิ ตั ทิ ่แี สดง ไว้ ท่าน
เป็นพระที่มีความเคารพและจงรักภักดีต่ออาตมามากตลอดมา ไม่เคยแสดงอากัปกิริยากระด้าง
วางตัวเยอ่ หยิง่ แตอ่ ยา่ ง ใด ให้เห็นเลย นอกจากวางตัวแบบผา้ ข้รี ้วิ ซ่ึงเห็นแล้วอดเลื่อม ใสอย่าง
จับ ใจ ไม่ ได้ทุก ๆ คร้ัง ไปเท่านั้น น่ีเป็นค�ำของเจ้าคุณอุบาลี ฯ กล่าวชมเชยท่านพระอาจารย์ม่ัน
ในที่ลับหลัง ให้ญาติ โยมและพระเณรฟังหลังจากท่านแสดงธรรมจบลงแล้วหลีก ไป พระที่ ได้ยิน
ค�ำชมเชยน้ีแล้วน�ำ ไปเล่า ให้ท่านฟัง ท่านจึงน�ำเร่ืองนี้มาเล่า ให้คณะลูกศิษย์ฟังเวลามี โอกาสดี ๆ
คำ� ว่า “มุต โตทยั ” ทีม่ ี ในชีวประวตั ิย่อของทา่ นซึง่ พิมพ์แจก ในงานฌาปนกิจศพท่าน ก็เป็นนิมติ
ตกนาม ไปจากคำ� ชมเชยของทา่ นเจา้ คุณอุบาล ี ฯ ครงั้ น้ันสืบต่อมา ทราบว่าท่าน ไปพกั บำ� เพ็ญเพยี ร
อยทู่ ี่จังหวดั เชียง ใหมเ่ ม่ือ พ.ศ. ๒๔๗๒ จนถงึ พ.ศ. ๒๔๘๓ จึง ได้ ไปจงั หวัดอุดร ฯ ตามค�ำอาราธนา
ของท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ วดั  โพธิสมภรณ์ จงั หวดั อดุ รธานี ตอนเกี่ยวกับอุดร ฯ จะรอเขยี นลง
ขา้ งหนา้ เมอ่ื เรอื่ งทา่ นด�ำเนนิ  ไปถึง

ท่านพกั อยู่วดั เจดียห์ ลวง จงั หวัดเชียง ใหม่ พอสมควรแล้ว ก็กราบลาทา่ นเจา้ คุณอุบาลี ฯ
เพื่อ ไปเทยี่ วแสวงหาทวี่ ิเวกตามอ�ำเภอต่าง ๆ ท่มี ีปา่ มีเขามาก ท่านเจ้าคุณอบุ าล ี ฯ กอ็ นุญาตตาม
อัธยาศัย ท่านเริ่มออกเที่ยวคร้ังแรกท่จี ังหวัดเชยี ง ใหม่ ทราบว่าทา่ น ไปเท่ยี วองคเ์ ดยี ว จงึ เป็น 
โอกาสอันเหมาะอย่างยิ่งท่ีช่วย ให้ท่านมีตนเป็นผู้เดียว ในการบ�ำเพ็ญเพียรอย่างสม ใจที่หิวกระหาย
มานาน นับแตส่ มยั ทอี่ ยเู่ กล่ือนกลน่ กับหมู่คณะมาหลายปี เพิง่  ได้มเี วลาเปน็ ของตน ในคราวนน้ั
ทราบว่าทา่ นเทีย่ ววิเวก ไปทางอำ� เภอแมร่ มิ เชียงดาว เป็นต้น เขา้  ไปพกั  ในป่า ในเขาตามนิสัย
ทง้ั หนา้ แล้งหนา้ ฝน

การบำ� เพ็ญเพยี รคราวนท้ี า่ นเลา่ วา่ เปน็ ความเพยี รขั้นแตกหัก ทา่ นพรำ่� สอนตนว่าคราวนจ้ี ะ
ดีหรือ ไมด่ ี จะเปน็ หรือจะตายต้องเหน็ กนั แนน่ อน เร่ืองอืน่  ๆ ไ ม่มียงุ่ เกีย่ วแลว้ เพราะความสงสาร
หมูค่ ณะและการอบรมสง่ั สอนก็ ได้ท�ำเต็มความสามารถมาแลว้ ไม่มีทางสงสยั ผลเปน็ ประการ ใด

110

กเ็ ห็นประจักษ์มาบา้ งแล้ว บัดนี้ถงึ เวลาแล้วท่จี ะสงสารตัวเองอบรมสงั่ สอนตัวเอง ยกตวั เอง ใหพ้ น้
จากส่ิงมืดมิดปิดบงั ทม่ี ีอยภู่ าย ใน ใหพ้ น้  ไป ชวี ิตความเปน็ อยูข่ องคนที่มีภาระเก่ียวข้องด้วยหมคู่ ณะ
เป็นชีวติ ทีเ่ กล่ือนกลน่ ทนทุกข์จนเหลือทน แทบ ไม่มีเวลาปลกี ตัวออก ได้ แม้จะมสี ติปัญญาพอ
เป็นเครื่องพาหลบซ่อนผ่อนคลายความทกุ ข์ ได้บา้ ง ไม่เผาลนจนเกนิ  ไปกต็ าม แต่ก็จำ� ตอ้ งยอมรบั ว่า
เป็นชวี ิตท่กี ระเสือกกระสนอดทนต่อความทุกขร์ ้อนอยู่น่ันเอง การบำ� เพญ็ กน็ อ้ ย ผลท่จี ะพึง ได้รับ
กน็ ิดเดยี ว ไมส่ มกับความเหนือ่ ยยากลำ� บากมานาน

บัดนี้เป็น โอกาสท่ีเหมาะสมอย่างยิ่งท่ี ได้หลีกออกมาบ�ำเพ็ญอยู่คนเดียว ในสถานที่
เปล่าเปลี่ยว ไม่เก่ียวข้องกับส่ิง ใด น่ีคือชีวิตของบุคคลผู้เดียว ไม่เก่ียวเกาะ นี่คือสถานท่ีอยู่
ทบี่ �ำเพ็ญ ทีเ่ ป็นและท่ตี ายของบคุ คลผมู้ ุง่ ตดั ความเยื่อ ใยทั้งภาย ในภายนอกออกจาก ใจ มิ ใหม้ ีส่งิ
กังวลเศษเหลืออยู่พอเป็นเช้ือแห่งภพ – ชาติอันเป็นที่ ไหลมาแห่งกองทุกข์ท้ังมวลซ่ึงจะตามมา
บบี บังคับ ใหจ้ ำ� ตอ้ งทรมานต่อ ไป ไมม่ เี วลาจบส้ินลง ได้ นีค่ ือสถานท่ีของผู้มีความเพียรตามตดิ เพอ่ื
ประชิดต่อสิ่งที่เคยก่อภพก่อชาติอันเป็นจอมฉลาดทางปล้ินปล้อนหลอกลวง ให้พลอยหลงตามอยู่
ภาย ใน ให้ขาดกระเดน็  ไปจาก ใจ ใน ไมช่ ้า อย่ามวั พะวา้ พะวงกับสง่ิ  โน้นสิ่งน้ี คน โนน้ คนน้ี อนั เปน็
เรื่องของเรอื พว่ งทเ่ี พยี บด้วยภาระหนกั จะ ไป ไม่ถงึ  ไหนและ ใกลต้ อ่ ความอับปาง ท้งั หา่ งเหินต่อ
ฝ่งั แห่งพระนิพพาน เม่อื ถงึ ท่ีหมายตาม ใจหวงั แล้วความเมตตาสงสารจะดับ ไปตามกิเลสความเหน็
แกต่ วั ไมเ่ หลยี วแลผ ู้ใดทกี่ ำ� ลงั ตกทกุ ขก์ ข็ อ ใหร้ กู้ นั  ในวงแหง่ ความบรสิ ทุ ธทิ์ ก่ี ำ� ลงั มงุ่ มน่ั หวน่ั เกรงกลวั
จะ ไม่ถึงอยเู่ วลาน้ี ขณะนจี้ งหว่ ง ใยตัวเอง เมตตาตัวเอง ใหพ้ อกับความหวงั ด้วยความเพยี รของ
ผู้เป็นศิษยพ์ ระตถาคตผปู้ รากฏเดน่ ทางความเพียร ไมล่ ดละและถอยกำ� ลัง

เราทราบหรอื ยังว่า เวลานเี้ รามาท�ำความเพียรพยายามเพือ่ ข้าม โลกขา้ มสงสาร มพี ระ
นิพพานเป็นหลกั ชัย ไกลกงั วลและพ้นทุกข์ โดยประการทั้งปวง ถา้ ทราบแลว้ ประ โยคพยายามของผู้
จะขา้ ม โลกสมมุติทา่ นดำ� เนินกนั อยา่ ง ไรบ้าง พระศาสดาผทู้ รงพาด�ำเนนิ และประกาศสอนธรรม ไว้
ทา่ นพาดำ� เนินและสอน ไวอ้ ยา่ ง ไร ท่านสอน ไวว้ ่าพอรเู้ หน็ อรรถธรรมบา้ งแลว้  ให้เรมิ่ หว่ งนน้ั หว่ งนี้
จนลืมตัวหรืออย่าง ไร ? แรกเร่ิมท่ีพระองค์ทรงประกาศพระศาสนาแก่หมู่ชน โดยมีพระองค์และ
พระสาวก ไม่ก่ีองค์ท่ีควรช่วยพุทธภาระ ให้เบาลงและเพ่ือพระศาสนา ได้แพร่ ไป ในหมู่ชนกว้างขวาง
โดยรวดเรว็ ขอ้ นนั้ ควรอยา่ งยงิ่ สำ� หรบั เรา ไมเ่ ขา้  ในลกั ษณะนนั้ จงึ ควรเหน็ ตนเปน็ สำ� คญั  ในขณะนี้
เมื่อตนชอบยิ่งแล้วประ โยชน์เพื่อผู้อ่ืนจะค่อยตามมาอย่างแยก ไม่ออก นี่จัดว่าเป็นผู้รอบคอบและ 
ไม่เน่ินช้า ควรน�ำมาขบคิดเพ่ือเป็นคติแก่ตัวเรา

111

เวลาน้ีเราก�ำลังเข้าอยู่ ในสนามรบเพื่อชิงชัยระหวา่ งกเิ ลสกบั มรรคคือขอ้ ปฏบิ ตั ิ เพื่อชว่ งชิง
จติ  ใหพ้ ้นจากความเป็นสมบัติสองเจา้ ของ มาครองเปน็ เอกสิทธ์ิแตผ่ ู้เดียว ถ้าความเพียรย่อหย่อน
ความฉลาด ไม่พอ จิตจ�ำต้องหลุดมอื ตก ไปอยู่ ในอำ� นาจของฝ่ายตำ่� คือกิเลสและพา ใหเ้ ป็นวฏั ฏจกั ร
หมนุ เพอื่ ความทกุ ขร์ อ้ น ไปตลอดอนนั ตกาล ถา้ เราสามารถดว้ ยความเพยี รและความฉลาดแหลมคม
จิตจ�ำต้องตกมาอย ู่ในเงอื้ มมือและเป็นสมบตั อิ นั ล้นค่าของเราแตผ่ เู้ ดยี ว คราวน้ีเป็นเวลาทเี่ ราจะ
รบรนั ฟันแทงกับกเิ ลสอยา่ งสะบ้ันหัน่ แหลก ไม่รรี อยอ่ หย่อนอ่อนกำ� ลงั โดยเอาชวี ิตเขา้ ประกัน
ถ้า ไม่ชนะก็ยอมตายกับความเพียร โดยถ่ายเดียว ไม่ยอมถอยหลังพังทลาย ให้กิเลสหัวเราะเยาะเย้ย
ซึง่ เป็นสิง่ ที่นา่ อับอาย ไปนาน ถา้ ชนะเรากค็ รองอิสระอย่างสมบรู ณ์ ไปตลอดกาล ทางเดนิ ของ
เรามที างเดยี วเทา่ นี้ คอื ต้องสูจ้ นถึงตายกบั ความเพียรเพอ่ื ชยั ชนะอย่างเดยี วเท่านั้น ไม่มีทางอนื่
เป็นทางออกตวั เหลา่ นเี้ ปน็  โอวาททท่ี ่านพร่�ำสอนตัวเอง ให้เกดิ ความกล้าหาญเพ่อื ชยั ชนะอนั เปน็
ความสมหวังดงั  ใจหมาย ตอ่  ไปกเ็ ปน็ ประ โยคแห่งความเพยี รทีด่ �ำเนินตามกฎข้อบงั คับแบบตายตัว
ท้งั กลางวนั กลางคนื ยนื เดนิ น่งั นอน เวน้ แต่ขณะหลับเท่านั้น นอกน้ันเปน็ ความเพียร ไป
ตลอดสาย สติกับปญั ญาหมนุ รอบความสัมผัสภายนอกและความคิดภาย ใน มสี ติกับปญั ญาเป็น
ผู้วินิจฉัย ไต่สวนเรื่องที่เกิดกับ ใจ ไม่ยอม ให้ผ่าน ไป ได้ เพราะสติปัญญาข้ันนี้เป็นธรรมจักรหมุน
รอบตัวอยตู่ ลอดเวลา ไม่นิยมอริ ยิ าบถ

ทา่ นเล่าความเพยี รตอนนี้ ผฟู้ งั ทั้งหลายตา่ งนั่งตวั แขง็ เหมือน ไม่มลี มหาย ใจ ไปตาม ๆ กัน
เพราะเกิดความอศั จรรย ์ในธรรมทา่ นอยา่ งสุดขีด เหมอื นทา่ นเปิดประตพู ระนพิ พานออก ให้ดทู ้ังท่ ี
ไมเ่ คยรวู้ ่าพระนิพพานเปน็ เช่น ไรเลย แมอ้ งคท์ า่ นเองก็ปรากฏว่ากำ� ลงั เร่งฝเี ท้าคือความเพียรเพ่ือ
บรรลุพระนิพพานอยา่ งรีบด่วนอย่เู ช่นกัน ในขณะน้นั หากแต่ธรรมที่ทา่ นเลา่ เพียงขน้ั ก�ำลงั ด�ำเนิน
นน้ั เป็นธรรมทผ่ี ้ ูไมเ่ คย ได้ยนิ มาก่อนจะทรงตัวอยู ่ไม่ ได้ จำ� ตอ้ ง ไหวตามด้วยความอศั จรรย์อย ู่โดยดี

ท่านเล่าว่าจติ ทา่ นทรงอริยธรรมขน้ั ๓ อย่างเต็มภูมมิ านานแลว้ แต่ ไมม่ เี วลาเร่งความเพยี ร
ตาม ใจชอบเพราะภารกิจเก่ียวกับหมู่คณะมีมากตลอดมา พอ ได้ โอกาสคราว ไปพักที่เชียง ใหม่
จงึ  ไดเ้ รง่ ความเพยี รเตม็ เมด็ เตม็ หนว่ ย และก ็ไดอ้ ยา่ ง ใจหมาย ไปทกุ ระยะสถานทบี่ รรยากาศกอ็ ำ� นวย
พน้ื เพของจติ ทเี่ ปน็ มาดง้ั เดมิ กอ็ ย ู่ในขน้ั เตรยี มพรอ้ ม สขุ ภาพทางรา่ งกายกส็ มบรู ณค์ วรแกค่ วามเพยี ร
ทุก ๆ อิรยิ าบถ ความหวัง ในธรรมขัน้ สุดยอด ถ้าเปน็ ตะวนั ก็ก�ำลังทอแสงอยแู่ ล้วทุกขณะจติ วา่
แดนพ้นทุกข์กับเราคงเจอกัน ใน ไม่ช้านี้ ท่านเทียบจิตกับธรรมและกิเลสขั้นนี้เหมือนสุนัข ไล่เน้ือ
ตัวอ่อนก�ำลังเต็มท่ีแล้วเข้าสู่ที่จนมุมรอคอยแต่วาระสุดท้ายของเนื้อจะตกเข้าสู่ปากและบดเคี้ยว
 ใหแ้ หลกละเอียดอยู่เทา่ นั้น ไม่มีทางเป็นอย่างอื่น เพราะเปน็ จติ ทส่ี มั ปยตุ ดว้ ยมหาสติมหาปญั ญา 

112

ไม่มีเวลาพลั้งเผลอตัวแม้ ไม่ตั้ง ใจระวังรักษา เน่ืองจากเป็นสติปัญญาอัต โนมัติหมุนกับเหตุการณ์
ตา่ ง ๆ ทีเ่ กีย่ วขอ้ ง ไป โดยลำ� พังตนเอง เมือ่ ทราบเหตุผลแล้วปล่อยวาง ไว้ตามเป็นจรงิ ไม่ตอ้ งมีการ
บงั คบั บญั ชาเหมือนขนั้ เรมิ่ แรกปฏิบตั ิ ว่าต้องพจิ ารณาสง่ิ นั้น ตอ้ งปฏิบตั ิต่อสิ่งนี้ อยา่ เผลอตวั ดงั น้ี
แตเ่ ป็นสตปิ ญั ญาทีม่ ีเหตุมีผลอยู่กบั ตวั อย่างพร้อมมูลแล้ว ไม่จ�ำต้องหาเหตุหาผลหรอื อุบายต่าง ๆ
มาพร�่ำสอนสตปิ ัญญาขน้ั น ี้ให้ออกทำ� งาน

เพราะ ในอริ ยิ าบถทั้งสเ่ี ว้นแต่หลับเทา่ นัน้ เป็นเวลาท�ำงานของสตปิ ัญญาขัน้ นต้ี ลอด ไป ไม่
ขาดวรรคขาดตอน เหมือนน�ำ้ ซบั นำ�้ ซมึ ท่ ีไหลรนิ อยู่ตลอดหน้าแล้งหนา้ ฝน โดยถือเอาอารมณ์
ทีค่ ดิ ปรุงจากจติ เป็นเป้าหมายแหง่ การพจิ ารณาเพือ่ หามูลความจริงจากความคิดปรงุ นน้ั  ๆ ขนั ธ์ส่ี
คือ นามขันธ์ ได้แก่ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ น่ีแลคือสนามรบของสติปัญญาข้ันนี้
ส่วนรูปขันธ์เรม่ิ หมดปญั หามาแตป่ ญั ญาขน้ั กลางทที่ ำ� หนา้ ทเ่ี พื่ออริยธรรมข้นั ๓ คือ อนาคามีธรรม
นน้ั แล้ว อริยธรรมขน้ั ๓ นี้ตอ้ งถือรูปขนั ธ์เปน็ เป้าหมายแหง่ การพจิ ารณาอยา่ งเตม็ ทแี่ ละละเอยี ด
ถี่ถ้วนจนหมดทางสงสัยแลว้ ผา่ น ไปอย่างหายห่วง เมื่อถึงขั้นสดุ ทา้ ยนามขันธ์เป็นธรรมจ�ำเปน็ ที่ตอ้ ง
พจิ ารณา ใหร้ ู้แจง้ เหน็ จรงิ ท้ังที่ปรากฏขึน้ ตัง้ อยู่ และดบั  ไป โดยมอี นตั ตาธรรมเปน็ ท่รี วมลง คือ
พจิ ารณาลง ในความว่างเปลา่ จากสตั วบ์ คุ คลหญิง – ชาย – เรา – เขา ไม่มคี �ำวา่ สัตว์บคุ คล เป็นตน้
เขา้  ไปแทรกสงิ อย ู่ในนามธรรมเหลา่ นน้ั เลย การเหน็ นามธรรมเหลา่ นตี้ อ้ งเหน็ ดว้ ยปญั ญาหยง่ั ทราบ
ตามหลักความจริงจริง ๆ ไ  ม่เพียงเห็นด้วยความคาดหมายหรือคาดคะเนเดาเอาตามนิสัยของมนุษย์
ที่ชอบด้นเดามาประจ�ำสันดาน ความเห็นตามสัญญากับความเห็นด้วยปัญญาต่างกันอยู่มากราว
ฟ้ากับดิน ความเห็นด้วยสัญญาพา ให้ผู้เห็นมีอารมณ์มากมักเสกสรรตัวว่ามีความรู้มากทั้งที่ก�ำลัง
หลงมาก จึงมที ฏิ ฐิมานะมาก ไม่ยอมลง ใครง่าย ๆ

เราพอทราบ ไดเ้ วลาสนทนาธรรมกนั  ในวงนกั ศกึ ษาทต่ี า่ งรดู้ ว้ ยความจดจำ� ดว้ ยกนั สภาธรรม
มักจะกลายเปน็ สภามวยฝีปากกนั อยเู่ สมอ โดย ไมจ่ ำ� กดั ชาตชิ ัน้ วรรณะและเพศวยั เลย เพราะ
ความส�ำคัญตนพา ให้เป็น ไปจนลืมมรรยาทความเคารพอันดีงามต่อกันตามประเพณีของมนุษย์
ผู้มีธรรม ส่วนความเห็นด้วยปัญญาเป็นความเห็นซ่ึงพร้อมท่ีจะถอดถอนความส�ำคัญมั่นหมาย
ตา่ ง ๆ อนั เป็นตวั กเิ ลสทิฏฐิมานะน้อย ใหญ่ออก ไป โดยลำ� ดบั ท่ปี ญั ญาหย่ังถงึ ถา้ ปัญญาหยัง่ ลง โดย
ทัว่ ถงึ จรงิ  ๆ กเิ ลสทง้ั มวลก็พังทลาย ไปหมด ไม่มกี ิเลสชนิด ใดจะทนตอ่ สตปิ ญั ญาขัน้ ยอดเยย่ี ม ไป ได้
ฉะนั้น สติปัญญาจึงเป็นอาวุธข้ันน�ำของธรรมที่กิเลสท้ังมวล ไม่หาญสู้ ได้แต่ ไหนแต่ ไรมา พระ
ศาสดา ได้เป็นพระพทุ ธเจา้ กเ็ พราะสตปิ ัญญา พระสาวก ได้บรรลถุ ึงพระอรหตั ต์ก็เพราะสติปญั ญา
ความรจู้ ริงเหน็ จริง ม ิไดถ้ อดถอนกิเลสด้วยสัญญาความคาดหมายหรือเดาเอาเฉย ๆ เลย นอกจาก

113

น�ำมา ใชพ้ อเป็นแนวทาง ในขั้นเร่ิมแรกเท่าน้ัน แม้เชน่ นนั้ กจ็ ำ� ตอ้ งระวังสญั ญาจะแอบแฝงตวั ขน้ึ มา
เป็นความจรงิ  ให้หลงตามอยู่ทุกระยะมิ ได้น่ิงนอน ใจ การประกาศพระศาสนาเพ่อื ความจริงแก ่โลก
ท้งั พระพุทธเจ้าและพระสาวก ทรงประกาศดว้ ยปัญญาความรู้จรงิ เห็นจรงิ ท้ังน้ัน ดงั นน้ั ผปู้ ฏิบัติ
ทางจิตตภาวนาจงึ ควรระวงั เจ้าสญั ญาจะแอบเข้าทำ� หนา้ ท่ีแทนปัญญา โดยรเู้ อาหมายเอาเฉย ๆ 
แตก่ ิเลสแมต้ ัวเดยี วก ็ไม่ถอดออกจาก ใจบ้างเลย และอาจกลายเปน็ ท�ำนองวา่ ‘ความรทู้ ่วมหวั แต่
เอาตัว ไป ไมร่ อด’ ก ็ได้ ธรรมข้นั ร้เู หน็ ด้วยปัญญาน่ีแลทพ่ี ระพุทธเจา้ แสดงแก่กาลามชนว่า ไม่ ให้เชอื่
แบบสุ่มเดาแบบคาดคะเน ไม ่ใหเ้ ชอ่ื ตาม ๆ กนั มา ไม ่ใหเ้ ชอ่ื ตามครอู าจารยท์ คี่ วรเชอ่ื  ได้ เปน็ ตน้
แต ่ใหเ้ ชอื่ ดว้ ยปญั ญาทหี่ ย่งั ลงสู่หลักความจริงดว้ ยตัวเองซึง่ เป็นความรู้ท่ีแน่ ใจอย่างย่งิ พระพุทธเจ้า
และสาวกอรหันต์ท่านม ิไดม้ ีคนประกันรบั รองวา่ ท่าน ไดบ้ รรลุธรรมจรงิ อยา่ งน้นั ไม่จรงิ อยา่ งนี้ แต่
สนั ทฏิ ฐิ โกมีอยกู่ ับทุกคนถ้าปฏิบตั ติ ามธรรมท่ีแสดง ไว ้โดยสมควรแกธ่ รรม

ท่านพระอาจารย์มั่นเล่าว่า ปฏบิ ตั มิ าถึงขน้ั นม้ี คี วามเพลิดเพลนิ จนลมื เวลำ่� เวลา ลืมวัน
ลืมคืน ลืมพักผอ่ นหลบั นอน ลืมความเหนด็ เหนือ่ ยเมื่อยลา้ จติ ตง้ั ท่าแต่จะสู้กเิ ลสทกุ ประเภทด้วย
ความเพยี รเพ่ือถอดถอนมนั พรอ้ มทง้ั ราก โดย ไมม่ คี วามสะทกสะทา้ นหว่ันเกรงอะ ไรเลย นบั แต่
ออกจากวดั เจดีย์หลวง ไปบำ� เพ็ญ โดยลำ� พังองคเ์ ดียวดว้ ยเวลาเปน็ ของตนทุก ๆ ระยะ ไม่ปลอ่ ย ให้
วนั คืนผ่าน ไปเปลา่ ไม่นานนกั เลยก็ ไปถึงบึง ใหญช่ ่อื ‘หนองอ้อ’ และ ‘ออ้ น่ีเอง’ คือนบั แต่ขณะ
ปลกี ออก ไป จติ ทา่ นเริ่มแสดงตวั อย่างผาด โผนเหมอื นมา้ อาชา ไนยตวั องอาจ

ทง้ั จะเหาะเหนิ เดนิ ฟา้ ทงั้ จะดำ� ดนิ และบนิ ขนึ้ บนอากาศ ทง้ั จะออกรสู้ งิ่ ตา่ ง ๆ ไมม่ ปี ระมาณ
บรรดามีอยู่ ใน โลกธาตุ ท้ังจะขุดค้นร้ือถอนกิเลสภาย ใน ใจ ให้หมดสิ้น ไปประหนึ่ง ในอึด ใจเดียว
เพราะความสามารถอาจหาญของสติปัญญาท่ีถูกกักขังบังคับ ไว้ด้วยภาระเกี่ยวกับหมู่คณะเป็นเวลา
นาน ม ิไดอ้ อกแล่น ในหว้ งมหาสมมตุ ิมหานยิ ม เพอื่ ชมและเลือกเฟ้นกล่นั กรอง ให้สุดสตปิ ญั ญา
ท่ีแสนอยากรู้มานาน คราวนั้นจึงสบ โอกาสวาสนาอ�ำนวย สติปัญญาจึงแผลงฤทธิ์ทะยานออก
ล่องหนคน้ ด ูไตร โลกธาตุ ทัง้ ภาย ในภายนอกวิง่ ออกว่ิงเข้าแหวกวา่ ยผุดขน้ึ ด�ำลง ท้งั ปลดท้งั ปลง
ท้ังปลอ่ ยท้ังวาง ทง้ั ตดั ทัง้ ฟนั ทง้ั ขย้ที �ำลายส่ิงจอมปลอมท้ังหลายอย่างสุดกำ� ลงั เหมอื นปลา ใหญ่
สนุกแหวกว่ายหัวหางกลางตัว ในทะเลหลวงฉะน้นั

จิตมองคืน ไปข้างหลังท่ีผ่านมาแล้วเห็นแต่ความตีบตันมืดมิดและเต็ม ไปด้วยภัยนานาชนิด
สุดที่จะรั้งรออยู ่ได้ ใจสน่ั รกิ  ๆ เพ่ือหาทางรอดพ้น มอง ไปขา้ งหนา้ เหน็ มแี ตค่ วามสงา่ ผา่ เผยเวง้ิ วา้ ง
สวา่ ง ไสวสดุ ความรคู้ วามเหน็ ทจี่ ะพรรณนา ใหจ้ บสนิ้ ลง ได้ และยากทีจ่ ะน�ำมาเขียนลงเพือ่ ท่าน ได้

114

อา่ นอยา่ งสม ใจ จงึ ขออภัย ไว้ดว้ ย ในตอนท่ี ไม่สามารถจะนำ� มาลง ซ่งึ มอี ยูม่ ากมายตามทท่ี ่านเล่า
ใหฟ้ งั

ในเวลา ไม่นาน นักนับแต่ท่านออกรีบเร่งตักตวงความเพียรด้วยมหาสติมหาปัญญาซ่ึง
เปน็ สติปัญญาธรรมจกั รหมุนรอบตัวและรอบส่งิ เกยี่ วขอ้ ง ไม่มีประมาณตลอดเวลา ในคนื วนั หนึ่ง
เวลาดึกสงัด ท่านนั่งสมาธิภาวนาอยู่ชายภูเขาท่ีมีหินพลาญกว้างขวางและเตียน โล่ง อากาศก็
ปลอด โปรง่ ดี ท่านวา่ ทา่ นนั่งอย ู่ใตร้ ม่  ไม้ซึง่ ตัง้ อยู่ โดดเดย่ี วเพยี งต้นเดยี วมี ใบดกหนาร่มเย็นดี ซง่ึ  
ในตอนกลางวันท่านก็เคยอาศยั นั่งภาวนาทน่ี ้ันบา้ ง ในบางวนั แตผ่ ู้เขยี นจ�ำชือ่ ต้น ไมแ้ ละทอ่ี ย่ ูไม่ ได้
ว่าเป็นตำ� บลอำ� เภอและชายเขาอะ ไร เพราะขณะฟงั ท่านเลา่ กม็ แี ตค่ วามเพลดิ เพลนิ  ในธรรมทา่ น
จนลมื คิดเร่ืองอืน่  ๆ ไ ปเสยี หมด หลังจากฟงั ทา่ นผ่าน ไปแลว้ กน็ �ำธรรมท่ีทา่ นเล่า ให้ฟงั  ไปบรกิ รรม
ครุ่นคิดแต่ความอัศจรรย์แห่งธรรมนั้นถ่ายเดียวว่า ตัวเราน้ีจะเกิดมาเสียชาติและจะน�ำวาสนา
แหง่ ความเปน็ มนุษย์น ี้ไปท้ิงลง ในตม ใน โคลนท ่ีไหนหนอ จะมวี าสนาบารมีพอมวี นั  โผลห่ นา้ ข้ึนมา
เหน็ ธรรมดวงเลิศดงั ท่านบ้างหรือเปล่าก็ทราบ ไม ่ได้ดังนี้ จงึ ลมื  ไปเสยี ส้นิ มิ ได้สน ใจวา่ จะมีส่วน
เก่ยี วข้องเร่ืองราวกบั ท่าน ในวาระตอ่  ไป ดงั  ได้นำ� ประวตั ทิ ่านมาลงอยู่ขณะน้ี

ท่านพระอาจารย์มั่นบรรลุธรรมอัศจรรย์

นับแตต่ อนเย็น ไปตลอดจนถึงยามดกึ สงดั ของคนื วันนัน้ ทา่ นวา่  ใจมีความสัมผสั รบั รอู้ ยกู่ บั
ปัจจยาการ คือ อวชิ ชฺ าปจฺจยา สงขฺ ารา เปน็ ตน้ เพียงอย่างเดยี ว ท้ังเวลาเดนิ จงกรมตอนหวั ค�่ำ
ทั้งเวลาน่ังเข้าที่ภาวนา จึงท�ำ ให้ท่านสน ใจพิจารณา ในจุดน้ัน โดยมิ ได้สน ใจกับหมวดธรรมอ่ืน ใด
ต้งั หนา้ พจิ ารณาอวิชชาอย่างเดียวแตแ่ รกเร่มิ น่งั สมาธภิ าวนา โดยอนุ โลมปฏ ิโลมกลบั  ไปกลับมาอยู่
ภาย ในอนั เปน็ ทรี่ วมแหง่ ภพ – ชาตกิ ิเลสตัณหามอี วิชชาเป็นตัวการ เริม่ แต่ ๒๐ น. คือ ๒ ทมุ่
ทอี่ อกจากทางจงกรมแลว้ เป็นตน้  ไป ตอนน้เี ปน็ ตอนส�ำคัญมาก ในการรบของท่านระหว่างมหาสติ
มหาปญั ญาอนั เป็นอาวุธคมกลา้ ทนั สมัยกับอวชิ ชาซึง่ เป็นข้าศึกทเ่ี คยทรงความฉลาด ในเชิงหลบหลกี
อาวธุ อยา่ งวอ่ ง ไวแลว้ กลบั ยงิ  โตต้ อบ ใหอ้ กี ฝา่ ยหนงึ่ กลบั พา่ ยแพย้ บั เยนิ  ไมเ่ ปน็ ทา่ และครองตำ� แหนง่
กษตั ริย์วัฏฏจกั รบนหวั  ใจสตั ว์ โลกต่อ ไปตลอดอนันตกาล ไมม่ ี ใครกลา้ ตอ่ สู้กับฝีมอื  ได้

แตข่ ณะท่ตี ่อยทุ ธสงครามกันกับทา่ นพระอาจารยม์ น่ั  ในคนื วันนัน้ ประมาณเวลาราวตี ๓
ผลปรากฏว่าฝา่ ยกษตั ริยว์ ฏั ฏจักรถูกสงั หารทำ� ลายบัลลังก์ลงอยา่ งพนิ าศขาดสญู ปราศจากการ
ต่อสู้และหลบหลีก ใด ๆ ทง้ั ส้นิ กลายเปน็ ผู้ส้นิ ฤทธิ์ สิน้ อำ� นาจ ส้ินความฉลาดทั้งมวลทจี่ ะครอง
อ�ำนาจอยู่ตอ่  ไป ขณะกษตั รยิ ์อวชิ ชาดับชาตขิ าดภพลง ไปแล้วเพราะอาวุธสายฟ้าอนั สง่าแหลมคม

115

ของท่านสังหาร ท่านว่า ขณะน้ันเหมือน โลกธาตุหวั่น ไหว เสียงเทวบุตรเทวดาท่ัว โลกธาตุ
ประกาศก้องสาธุการเสียงสะเทือนสะท้าน ไปทั่วพิภพ ว่าศิษย์พระตถาคตปรากฏขึ้น ใน โลกอีก
หน่งึ องคแ์ ลว้ พวกเราทงั้ หลายมีความยินดีและเปน็ สุข ใจกับทา่ นมาก แตช่ าวมนุษย์คง ไมม่ ี โอกาส
ทราบ อาจมวั แตเ่ พลิดเพลนิ หาความสขุ ทาง โลกเกนิ ขอบเขต ไม่ม ีใครสน ใจทราบว่า ธรรม
ประเสริฐ ในดวง ใจเกิดขึ้น ในแดนมนุษยเ์ มื่อสักครู่นี้

พอขณะอัศจรรยก์ ระเทอื น โลกธาตุผ่าน ไป เหลือแต่ ‘วิสทุ ธธิ รรม’ ภาย ใน ใจ อนั เป็น
ธรรมชาติแท้ซึ่งแผ่ซ่าน ไปท่ัวสรรพางค์ร่างกายและจิต ใจ แผ่กระจาย ไปทั่ว โลกธาตุ ในเวลานั้น
ท�ำ ให้ท่านเกิดความแปลกประหลาดและอัศจรรย์ตัวเองมากมายจน ไม่สามารถจะบอกกับ ใคร ได้
ท่ีเคยมีเมตตาต่อ โลกและสน ใจจะอบรมส่ังสอนหมู่คณะและประชาชนมาดั้งเดิมเลยกลับกลาย
หายสูญ ไปหมด เพราะความเห็นธรรมภาย ใน ใจว่าเป็นธรรมละเอียดและอัศจรรย์ จนสุดวิสัย
ของมนุษย์จะรู้เห็นตาม ได้ และเกิดความท้อ ใจ จนกลายเป็นผู้มีความขวนขวายน้อย ไม่คิดจะ
ส่ังสอน ใครตอ่  ไป ในขณะนั้น คิดจะเสวยธรรมอศั จรรย ์ในทา่ มกลาง โลกสมมตุ แิ ตผ่ ูเ้ ดียว

ใจหนกั  ไปทางร�ำพงึ ร�ำพนั ถึงพระคุณของพระพทุ ธเจ้าผ้เู ป็นบรมครู ทรงรูจ้ รงิ เหน็ จริงและ
สง่ั สอนเว ไนยเพอ่ื วิมุตติหลุดพ้นจริง ๆ ไม่มีค�ำ โกหกหลอกลวงแฝงอยู่ ในพระ โอวาทแม้บทเดียว
บาทเดียวเลย แล้วกราบ ไหวบ้ ูชาพระคุณทา่ น ไมม่ ีเวลาอ่ิมพอตลอดคนื จากนัน้ ก็คิดเมตตาสงสาร
หมู่ชนเป็นก�ำลังท่ีเห็นว่าสุดวิสัยจะสั่งสอน ได้ โดยถือเอาความบริสุทธิ์และอัศจรรย์ภาย ใน ใจมา
เปน็ อุปสรรควา่ ธรรมน้มี ิ ใช่ธรรมของคนมีกิเลสจะครอง ได้ ถ้าสงั่ สอน ใครกเ็ กรงจะถูกหาวา่ เปน็ บ้า
วา่  ไปหาเรอื่ งอะ ไรมาสงั่ สอนกนั คนด ี ๆ มสี ตสิ ตงั อยบู่ า้ ง เขาจะ ไมน่ ำ� เรอ่ื งทำ� นองนม้ี าสอนกนั ดงั น้ี
กนั ท่ัว โลก จะ ไมม่ ี ใครอาจรูเ้ ห็นตาม ไดพ้ อเปน็ พยาน ใหเ้ กิดก�ำลัง ใจ ในการส่ังสอน นอกจากอย่ ูไป
คนเดียวอย่างนี้พอถึงวันตายเท่านั้น ก็พอแล้วกับความหวังที่อุตส่าห์เสาะแสวงมาเป็นเวลานาน
อย่าหาเรอื่ งรา้ ย ใส่ตวั เองเลย จะกลายเปน็ ว่าทำ� คณุ กลับ ได ้โทษ โปรดสตั ว์กลับ ได้บาป ไปเปลา่  ๆ

น้ีเป็นความคิดท่ีเกิดขึ้นกับท่านขณะท่ีค้นพบธรรมอัศจรรย์ ใหม่ ๆ ยังมิ ได้คิดอะ ไร ให้
กว้างขวางออก ไปพอมีทางเชื่อม โยงถึงการอบรมส่ังสอนตามแนวศาสนธรรมท่ีพระศาสดาพา
ดำ� เนนิ มา ในวาระตอ่ มาค่อยมี โอกาสทบทวนธรรมทีร่ เู้ หน็ และปฏปิ ทาเครื่องด�ำเนิน ตลอดตวั เอง
ที่รูเ้ ห็นธรรมอยขู่ ณะน้ันวา่ ก็เปน็ มนษุ ยเ์ ดินดินกนิ ผกั กินหญา้ เหมือน โลกท่วั  ๆ ไ ป ไมม่ ีอะ ไรพิเศษ
แตกต่างกันพอจะเป็นบุคคลพิเศษสามารถอาจรู้เฉพาะผู้เดียว ส่วนผู้อื่น ไม่สามารถทั้งที่มีอ�ำนาจ
วาสนาสามารถรู้ ได้อาจมอี ย่จู �ำนวนมาก จงึ เปน็ ความคดิ เหน็ ทเ่ี หยียบย่�ำท�ำลายอ�ำนาจวาสนาของ

116

เพ่ือนมนุษย์ด้วยกันเพราะความ ไม่รอบคอบกว้างขวางซ่ึง ไม่เป็นธรรมเลย เพราะปฏิปทาเครื่อง
ด�ำเนินเพื่อมรรคผลนิพพานพระศาสดาม ิไดป้ ระทาน ไวเ้ ฉพาะบคุ คลคนเดยี ว แตป่ ระทาน ไวเ้ พอ่ื  โลก
ทง้ั มวล ทง้ั กอ่ นและหลงั การเสดจ็ ปรนิ ิพพาน ผู้ตรัสรู้มรรคผลนพิ พานตามพระองค์ด้วยปฏปิ ทาท่ี
ประทาน ไวม้ จี �ำนวนมหาศาลเหลอื ทจี่ ะนบั จะประมาณ ม ิไดม้ เี ฉพาะเราคนเดยี วทกี่ ำ� ลงั คดิ มองขา้ ม 
โลกวา่  ไรส้ มรรถภาพอยเู่ วลาน้ี

พอพิจารณาทบทวนทัง้ เหตุและผล ทัง้ ต้นและปลายแห่งพระ โอวาททีป่ ระกาศปฏปิ ทาทาง
ดำ� เนินเพอื่ มรรคเพอ่ื ผล ว่าเป็นธรรมสมบรู ณ์สุดส่วนและควรแกส่ ัตว์ โลก โดยท่ัว ไป ไมล่ �ำเอยี งต่อ
ผู้หน่ึงผู้ ใดที่ปฏิบัติชอบอยู่ จึงท�ำ ให้เกิดความหวังที่จะสงเคราะห์ผู้อ่ืนขึ้นมา มีความพอ ใจท่ีจะ
อบรมสั่งสอนแก่ผู้มาเก่ียวข้องอาศัยเท่าที่จะสามารถทั้งสองฝ่าย แต่การแสดงธรรมผู้แสดงต้องมี
ความเคารพต่อธรรม ไม่แสดงแก่บุคคล ไมม่ คี วามเคารพและ ไม่สน ใจทจี่ ะฟัง ขณะฟังมผี ู้สง่ เสยี ง
อ้ืออึง ไม่สน ใจว่าธรรมมีคุณค่าเพียง ไร ขณะนี้เป็นเวลาเช่น ไร และก�ำลังอยู่ ในสถานท่ีเช่น ไร
ควรจะ ใช้กิริยามรรยาทอย่าง ใดถึงจะเหมาะสมกับกรณี เห็นเป็นธรรมดา ๆ แบบ โลกที่ชินชาต่อ
ธรรมมาจนจำ� เจ ชินชาต่อวดั ชินชาต่อพระ ชนิ ชาตอ่ ธรรม เหมือนส่งิ ธรรมดาท่ัว ไปอยา่ งนก้ี ็
แสดง ไม่ลง เราก็เปน็  โทษ ผฟู้ งั ก ็ไม ่ไดร้ บั ประ โยชนท์ ค่ี วรจะ ได้

กว่าจะ ได้ธรรมมาแสดงก็แทบกระอักเลือดตายอยู่กลางป่ากลางเขาอยู่แล้วเพราะความ
พยายามตะเกียกตะกายสุดก�ำลัง แถมยังน�ำธรรมมาละลายกับน้�ำ ในทะเลเสียอีก ซึ่งมีท่ี ไหน
ทา่ นพาท�ำกนั สืบมาพอจะ ไมค่ ิดค�ำนงึ บ้างส�ำหรับสมณะซึ่งเป็นเพศท่ี ใคร่ครวญ แม้แต่กะปิเขายัง
รู้จักท่ีท่ีควรละลาย ธรรมมิ ใช่กะปิจึงควรพิจารณาด้วยดีก่อนจะน�ำออกท�ำประ โยชน์ มิฉะนั้น
จะกลายเปน็  โทษ โดย ไมร่ ู้สึกและ ไม่มีอะ ไรส�ำคญั  ใน โลกเลย การแสดงธรรมก็เพ่ืออนเุ คราะห ์โลก
เหมอื นหมอวางยาแกค่ น ไขเ้ พอ่ื หาย โรคและทกุ ขเวทนา หวงั ความอยสู่ บายเปน็ ผล ถา้ เขา ไมส่ น ใจ
อยากฟังกจ็ ะ ไปกระวนกระวายแสดงธรรมหาประ โยชนอ์ ะ ไร

ถ้าเรามีธรรม ใน ใจจริง อยู่คนเดียวก็สบายพอแล้ว ไม่จ�ำต้อง ไปแสวงหาเพื่อนหรือ ใคร ๆ
มาคุยด้วยเพ่ือแก้ร�ำคาญหรือบรรเทาทุกข์เพราะความอยากเทศน์อยากคุยซ่ึงเป็นการเสริมทุกข์
แกต่ วั เปลา่  ๆ ผู้ทรงธรรม ในลกั ษณะเชน่ น้ันกเ็ ปน็ เพยี งชื่อเท่าน้ัน ไม่เปน็ ความจริง ใจ ในธรรม
อย่างแท้จริงท่ีว่ารธู้ รรมเห็นธรรมดงั พระพุทธเจา้ และพระสาวกทรงรู้เห็น ส�ำหรับผมเองอยคู่ นเดยี ว
เป็นความสนิท ใจว่า ได้ปรับตัวท้ังทางกายและทาง ใจ ได้ดีพอ เพราะผู้มีธรรมก็คือผู้ ไม่กระเพื่อม
คะนองทาง ใจนัน่ เอง ธรรมคือความสงบ ใจที่มีธรรมบรรจอุ ยู่ก็คอื  ใจดวงสงบระงบั จากเรื่องทง้ั ปวง
นัน่ แล

117

ด้วยความรู้สึกประจ�ำ ใจอย่างนี้แลจึงชอบอยู่แต่ป่าแต่เขาประจ�ำนิสัยเพราะเป็นที่ ให้ความ
สขุ ทางวิหารธรรม ได้ดีกว่าทที่ ้ังหลาย การสงเคราะห์ โลกเปน็ กรณีพเิ ศษท่ีมเี ป็นบางกาล ไม่ถือเปน็
ความจำ� เป็นเสมอ ไปดังสขุ วหิ ารธรรมที่จะควรท�ำ ให้มีอยู่เสมอ ในเวลาขันธ์ยงั ครองตัวอยู่ ไม่เช่นนั้น
ย่อม ไมส่ ะดวก ในการครองตวั ธรรมเมอื่ มอี ย่กู ับเรา เราร้อู ยู่ เห็นอยู่ ทรงอยู่ จะกระวนกระวาย 
ไป ไหนซง่ึ ลว้ นเป็นการแสห่ าทุกขท์ ัง้ นั้น ธรรมอยู่ที ่ไหนความสงบสุขกอ็ ย่ทู ่นี ั้น ตามหลักธรรมชาติ
แล้วธรรมอย่ทู ี่ ใจของผปู้ ฏบิ ตั ธิ รรม ความสงบสุขจึงมักเกิดข้นึ ทน่ี ัน้ ที่อืน่  ไมม่ ที างเกดิ ความสงบสขุ  
ได้

การแสดงธรรมผมระวงั เอานกั เอาหนา ไม่แสดงแบบสุม่ สสี่ ุ่มห้า เพราะธรรมมิ ใช่ธรรมสุ่มส่ี
สุม่ หา้ การปฏบิ ตั ิธรรมก็ม ิไดป้ ฏิบัตแิ บบส่มุ ส่ีสุ่มหา้ แต่ปฏบิ ตั ิอยา่ งมีกฎเกณฑ์มีขอ้ บงั คบั มีระเบียบ
แบบแผนต�ำรบั ตำ� ราพาดำ� เนนิ เวลารู้กม็ ิ ไดร้ สู้ มุ่ สสี่ มุ่ หา้ แตร่ ตู้ ามหลักความจรงิ ตามความสามารถ
มากนอ้ ยเพียง ไร พระนกั ปฏิบตั ิจึงควรระวังและสำ� นึกตัวเสมอวา่ เรามิ ใช่พระส่มุ สีส่ ุ่มหา้ แต่เปน็
พระที่มีระเบียบ ธรรมวินัยคือองค์แทนของศาสดาเป็นเครื่องปฏิบัติด�ำเนิน ความสงบเสงี่ยม
เจียมตวั ระวังกายวาจา ใจ ไม่ ใหเ้ คล่ือน ไป ในทางผดิ นั่นแลคอื พระท่ที รงมรรค ทรงผล ทรงธรรม
ทรงวนิ ัยจะสามารถทรงตน ไดด้ ีทั้งปัจจบุ ันและอนาคต ไมเ่ ส่ือมเสยี ท่านวา่ ท่านพดู ถึงการแสดง
ธรรมแล้วก็ย้อนมาหาธรรมภาย ในอีกว่า ขณะท่ีธรรมแสดงข้ึนกับ ใจอย่างเต็มท่ี โดยมิ ได้คิดอ่าน 
ไตร่ตรอง ไว้ก่อนเลยนั้น เป็นขณะที่ผิดคาดผิดหมายและสุดวิสัยที่จะคาดคะเนหรือด้นเดา ให้ถูก
กับความจรงิ ของธรรมจรงิ  ๆ ไ ด้ รูส้ กึ เหมือนเราตายแลว้ เกดิ ชาติ ใหมข่ ึน้ มา ในขณะนน้ั ซึ่งเปน็
การตายและการเกิดท่อี ัศจรรย์ ไม่มีอะ ไรจะเทยี บ ได้ ความรู้ซงึ่ เปลีย่ นตวั ขน้ึ มาท่วี า่ เกดิ  ใหม่นี้เป็น
ความรู้ท ่ีไมเ่ คยพบเคยเหน็ ท้ัง ๆ ทม่ี อี ยกู่ บั ตัวมาดั้งเดมิ แตเ่ พิ่งมาปรากฏอยา่ งตน่ื เตน้ และอัศจรรย์
เหลอื ประมาณเอาขณะน้นั นน่ั เอง จงึ ทำ�  ใหเ้ กดิ ความคิดเห็น ไปตา่ ง ๆ ซึ่งออกจะนอกล่นู อกทาง
ไปบา้ งตอนคิดว่า ไมม่ ีทางจะสง่ั สอนคนอ่ืน ใหร้ ู้ตาม ได้ เพราะธรรมนี้สุดวสิ ัยท ี่ใคร ๆ จะร้ ูได้ ดังน้ี

ทา่ นพระอาจารย์ม่ันท่านมนี สิ ัยผาด โผนมาด้งั เดิมนับแตเ่ ร่มิ ออกปฏบิ ัติ ใหม่ ๆ ดงั ท่ีเรียน
แล้ว แม้ขณะจิตจะเขา้ ถงึ จดุ อันเปน็ วาระสดุ ทา้ ยกย็ งั แสดงลวดลาย ใหอ้ งค์ท่านเองระลกึ อยู่ ไมล่ ืม
ถึงกับ ไดน้ �ำมาเลา่  ใหบ้ รรดาลูกศิษยฟ์ ังพอเปน็ ขวญั  ใจ คอื พอจติ พลกิ คว�่ำวัฏฏจกั รออกจาก ใจ โดย
สนิ้ เชงิ แลว้ ยังแสดงขณะเปน็ ลักษณะฉวัดเฉวยี นเวียนรอบตวั วิวัฏฏจติ ถงึ สามรอบ รอบทห่ี นงึ่
สนิ้ สดุ ลงแสดงบทบาลีขนึ้ มาว่า ‘ โล โป’ บอกความหมายข้นึ มาพรอ้ มว่า ขณะ ใหญ่ของจิตท่ี
ทำ� หนา้ ท่ีสิน้ สดุ ลงนน้ั คือการลบสมมุติทงั้ สิน้ ออกจาก ใจ รอบท่ีสองสิน้ สุดลงแสดงคำ� บาลีข้ึนมาวา่
‘วมิ ตุ ตฺ ’ิ บอกความหมายว่าขณะ ใหญ่ของจิตท่ที �ำหน้าทส่ี ้นิ สดุ ลงนั้น คอื ความหลดุ พน้ อยา่ งตายตัว

118

รอบทส่ี ามส้ินสุดลงแสดงคำ� บาลีข้นึ มาวา่ ‘อนาล โย’ บอกความหมายขึ้นมาว่า ขณะ ใหญ่ของจิตท่ี
ทำ� หนา้ ทส่ี ้ินสดุ ลงน้นั คอื การตดั อาลัยอาวรณ์ โดยสนิ้ เชงิ เป็นเอกจติ เอกธรรม จติ แทธ้ รรมแทม้ ี
อนั เดยี ว ไมม่ สี องเหมอื นสมมตุ ทิ งั้ หลาย นค่ี อื วมิ ตุ ตธิ รรมลว้ น ๆ ไ มม่ สี มมตุ เิ ขา้ แอบแฝงจงึ ม ีไดเ้ พยี ง
อนั เดยี วร ู้ไดเ้ พยี งครง้ั เดยี ว ไมม่ สี องมสี ามมาสบื ตอ่ สนบั สนนุ กนั พระพทุ ธเจา้ และพระสาวกลว้ นแตร่ ู้
เพยี งครัง้ เดียวกเ็ ป็นเอกจติ เอกธรรมอนั สมบรู ณ์ ไมแ่ สวงเพื่ออะ ไรอกี สมมุติภาย ในคือขันธ์ก็เปน็
ขันธล์ ว้ น ๆ ไ มเ่ ป็นพิษเปน็ ภยั และทรงตวั อยตู่ ามปกตเิ ดิม ไม่มกี ารเพมิ่ ขนึ้ และลดลงตามความตรสั รู้
คือขนั ธ์ทเี่ คยนกึ คิดเป็นตน้ กท็ ำ� หน้าทีข่ องตน ไปตามค�ำส่งั ของจิตผบู้ งการ จติ ทเี่ ปน็ วมิ ตุ ตกิ ห็ ลดุ พน้
จากความคละเคลา้ พวั พัน ในขันธ์ ตา่ งอนั ต่างอยู่ ตา่ งอนั ตา่ งจริง ตา่ ง ไมห่ าเรอ่ื งหลอกลวงตม้ ตุ๋น
กันดังทเี่ คยเป็นมา ต่างฝ่ายต่างสงบอยูต่ ามธรรมชาติของตน ต่างฝ่ายต่างทำ� ธุระหน้าที่ประจำ� ตน
จนกว่าจะถึงกาลแยกย้ายจากส่วนผสมเม่ือกาลนน้ั มาถงึ จติ ท่ีบริสทุ ธิก์ แ็ สดง ยถาที โป จ นพิ พฺ ุ โต
เหมือนประทปี ดวง ไฟท่ีหมดเชื้อแลว้ ดบั  ไปฉะนั้น ไปตามความจริง เรอื่ งของสมมุติทเ่ี ก่ยี วขอ้ งกัน
ก็มีเพียงเท่าน้ี นอกนั้น ไม่มสี มมุตจิ ะติดตอ่ กัน ให้เกดิ เรือ่ งราวต่อ ไป นีค่ ือธรรมแสดง ในจิตทา่ น
ขณะแสดงลวดลายเป็นขณะสามรอบจบลงอันเป็นวาระสุดท้ายแห่งสมมุติกับวิมุตติท�ำหน้าท่ีต่อกัน
และแยกทางกนั เดินตง้ั แตบ่ ัดน้ันเป็นต้นมา

ตลอดคืนวันนั้นทา่ นว่า ท่านปลงความสลดสงั เวช ในความ โง่เขลาเต่าต่นุ ซึ่งเปรยี บเหมือน
หนุ่ ตัวท่องเทย่ี ว ในภพนอ้ ยภพ ใหญ ่ไมม่ ปี ระมาณจนน้�ำตา ไหลตลอดคนื ในขณะทเ่ี ดนิ ทางมาพบ
บงึ  ใหญม่ นี ำ้�  ใสสะอาดรสชาตมิ หศั จรรยท์  ี่ไมเ่ คยพบมากอ่ น ชอื่ วา่ ‘หนองออ้ ’ และ ‘ออ้ นเ้ี องหรอื ’
ทพ่ี ระพุทธเจา้ และสาวกทา่ นคน้ พบวา่ หนองออ้ และประกาศธรรมสอน โลกมา ไดต้ ้งั ๒,๐๐๐ กว่าปี
แล้ว เพงิ่ มาพบวนั น้ี และกราบพระคุณของพระพุทธเจา้ พระธรรมและพระสงฆอ์ ย่างถึง ใจ โดย
กราบแล้วกราบเลา่ อยู่ท�ำนองน้นั  ไม่อิม่ พอ ถา้ มคี น ไปพบเห็นเข้าซงึ่ ก�ำลังน่งั ปลงธรรมสงั เวชด้วยทงั้
น�้ำตาและก้มกราบแลว้ กราบเลา่ อย่เู ชน่ นน้ั คงจะมีความรูส้ ึกผดิ ปรกติข้นึ มาทันทวี ่า สมณะรูปนี้
เห็นท่าจะมีทุกข์มากถึงกับน้�ำตาร่วง ไหลออกมา และคงกราบกรานสารกล่าวเพื่อวิงวอนเทวดา
อารกั ษท์ ่สี ิงสถติ อยู่ ในทิศทงั้ หลาย ให้ชว่ ยระบายคลายทุกข ์ใหอ้ ยา่ งแน่นอน หรอื มิฉะน้ันคงจวน
เขา้ ขั้น...แลว้ เปน็ แน่ ดงั นีแ้ นน่ อน เพราะเปน็ กิรยิ าท่ผี ดิ ปรกติเอามาก ในเวลาน้ัน ความจริงก็คือ
ทา่ นถงึ พทุ ธะ ธมั มะ สงั ฆะ ประจกั ษ ์ใจ ในคำ� วา่ ผ ู้ใดเหน็ ธรรม ผนู้ น้ั เหน็ เราตถาคต และเขา้ เฝา้
พระพทุ ธเจ้า พระธรรม พระสงฆท์ างมรรยาทของบคุ คลผูม้ ีกตัญญูกตเวทิตาธรรม ใน ใจจะพึงท�ำ
ฝนื ทนอย่มู  ิได้

119

 ในคืนวันน้นั ชาวเทพท้งั หลายท้งั เบื้องบนช้นั ต่าง ๆ ท้ังเบอ้ื งลา่ งทุกทิศทกุ ทาง หลังจาก
พร้อมกัน ให้สาธุการประสานเสียงส�ำเนียง ไพเราะเสนาะ โสตจนสะเทือน โลกธาตุ เพื่อประกาศ
อน ุโมทนากบั ทา่ นแล้ว ยังพรอ้ มกันมาเยี่ยมฟงั ธรรมท่านอีกวาระหนง่ึ แตท่ า่ น ไม่มเี วลารับแขก
เพราะภารกิจเกี่ยวกับธรรมขั้นสูงสุดยัง ไม่ยุติลงเป็นปรกติ ท่านเป็นเพียง ให้อาณัติสัญญาบอก
ชาวเทพทงั้ หลาย ให้ทราบว่าทา่ น ไมว่ า่ ง โอกาสหน้าคอ่ ยมา ใหม่ ชาวเทพทุกภูมพิ ากันกลับ ไป
ด้วยความ โสมนสั ยนิ ดี โดยท่ัวกนั ท่ ีได้มาพบเห็นวิสทุ ธิเทพ ในคืนแรกทท่ี ่านเหน็ ธรรม

พอสว่างออกจากท่ีภาวนาแล้ว ท่านยังหวนระลึกถึงธรรมท่ีแสดงความอัศจรรย์ ในตอน
กลางคนื อยูม่  ิได้ลมื ทงั้ ขณะทีแ่ สดงความหลุดพ้น ทัง้ ขณะทีแ่ สดงสามรอบตอนสดุ ท้ายทแ่ี สดง
ความหมายต่าง ๆ ใหท้ ่านเหน็ อยา่ งละเอยี ดลออ ทัง้ หวนระลกึ คณุ ของตน้  ไมท้ ีท่ า่ นอาศยั น่งั ภาวนา
และสถานทอ่ี ยอู่ าศยั ตลอดชาวบา้ นท ่ีใหท้ านอาหารปจั จยั ความเปน็ อยทู่ กุ อยา่ งตลอดมา จนถงึ เวลา
บิณฑบาตซึ่งทีแรกท่านนึกจะ ไม่ ไปบิณฑบาตมาฉัน โดยคิดว่าเท่าท่ีเสวยวิมุตติสุขตอนกลางคืน
มาถึงบัดนี้ก็พอกบั ความต้องการอยูแ่ ลว้ แตอ่ ดคดิ เมตตาสงสารชาวบ้านป่าบา้ นเขาทเ่ี คยมบี ญุ คณุ
ต่อท่านมิ ได้ เลยจ�ำตอ้ ง ไปทง้ั ที ่ไมป่ ระสงคจ์ ะ ไป ขณะออก ไปบิณฑบาต ในหมบู่ า้ นชาวเขา สายตา
ปรากฏวา่ ตั้งหน้าตงั้ ตาจับจอ้ งมองดูชาวบา้ นทัง้ ทม่ี า ใสบ่ าตร ท้ังทอ่ี ยตู่ ามบา้ นตามเรอื นตลอดเด็ก
เล็ก ๆ ที่เล่นคลุกฝุ่นอยู่ตามหน้าบ้านหลังเรือนด้วยความสน ใจและเมตตาสงสารเป็นพิเศษ ทั้งท่ี
แตก่ อ่ น ไมค่ อ่ ยมองด ูใคร แมป้ ระชาชนทง้ั บา้ นกร็ สู้ กึ หนา้ ตายม้ิ แยม้ แจม่  ใสเปน็ พเิ ศษ มองเหน็ ทา่ น
แลว้ ตา่ งยม้ิ ยอ่ งผ่อง ใส ไปตาม ๆ กัน กลบั มาถึงที่พกั แลว้  ใจกอ็ มิ่ ธรรม ธาตขุ ันธ์กอ็ ่มิ พอ ในอาหาร
ทั้งทยี่ งั มิ ได้ลงมอื ฉนั จติ  ใจและธาตุขนั ธ ์ไมร่ ้สู ึกหิว โหยอะ ไรเลย แต่กฝ็ ืนฉนั  ไปตามจารีตของขนั ธ์
ทมี่ คี วามสบื ตอ่ กนั ดว้ ยอาหารปจั จยั เป็นเครอ่ื งประสาน ขณะฉันอาหารก็ ไมม่ รี สชาติ มแี ต่รสแห่ง
ธรรมท่วมทน้  ไปหมดทั่วร่างกายจติ  ใจ เข้า ในบทธรรมวา่ รสแห่งธรรมช�ำนะซึ่งรสทัง้ ปวง

ในคนื ตอ่ มาชาวเทพทงั้ หลายทม่ี คี วามหวิ กระหาย ในธรรม ไดพ้ ากนั มาเยยี่ มทา่ นเปน็ พวก ๆ
ทัง้ เบอื้ งบนเบื้องล่างแทบทกุ ทศิ ทกุ ทาง ตา่ งพวกกม็ าเล่าความอัศจรรย์แห่งรศั มแี ละอานุภาพแห่ง
ธรรมของคืนวันน้นั  ให้ทา่ นฟงั วา่ เหมอื นสวรรคว์ มิ านพภิ พ ครฑุ นาค เทวดา อนิ ทร์ พรหม ยม
ยกั ษท์ ุกชั้นทุกภมู  ิในแดน โลกธาตุสะเทือนสะท้านหวั่น ไหว ไปตาม ๆ กนั พรอ้ มกับความอัศจรรย์
ซง่ึ ไมเ่ คยมมี ากอ่ น ส่งแสงสว่าง ไปทั่วพิภพเบอื้ งบนเบือ้ งล่าง ไมม่ ีประมาณ ผู้มีญาณหยัง่ ทราบต้อง
สามารถมองเห็นกัน ได้ทั่วแดน โลกธาตุ ไม่มีอะ ไรปิดบังเพราะความสว่าง ไสวแห่งธรรมที่พุ่งออกจาก
กายจาก ใจของพระคณุ เจา้ ย่งิ กวา่ ความสว่างของดวงอาทิตย์ร้อยดวงพันดวงเปน็  ไหน ๆ ใคร ไมเ่ หน็
และเกดิ ความอัศจรรยก์ น็ ับว่าเหลอื ทนท่ีเกดิ เป็นคนเป็นสตั ว์นอนค้าง โลกอยู่เปล่า ๆ นอกจากสตั ว์

120

ตัวมดื มิดปิดทวารเอาเสียจรงิ  ๆ จน ไม่มชี ่องวา่ งเอาเลยถงึ จะ ไมร่ ู้ ไม่เห็นความอัศจรรยข์ องคนื วนั น้ัน
ใครอยทู่ ่ี ไหนตา่ งกต็ กตะลงึ พรงึ เพรดิ เกดิ พศิ วงงงงันและอัศจรรย ์ไปตาม ๆ กนั พวกเทวดา ในภพภูมิ
ต่าง ๆ จึง ได้พากันเปล่งเสียงสาธุการเพ่ืออนุ โมทนา โพธิสมภารที่เกิดจากบุญบันดาลเพราะบารมี
ของพระคณุ เจา้ เปน็ เสียงเดียวกัน ถา้  ไม่อัศจรรยถ์ งึ ขนาดนั้น ใครจะ ไมร่ ้ทู ่วั ถงึ กันเลย นับว่าพระคณุ
เจ้ามีบญุ หนกั ศกั ดิ์ ใหญ่ มวี าสนาบารมแี ก่กล้าสามารถทำ�  ให้มวลสัตวม์ ากมายหลายภพหลายภูมิ ได้
อาศัยพ่งึ รม่ เงาแห่งความร่มเย็นจากบารมที ่าน ได้เปน็ สุขทัว่ หน้ากนั นาน ๆ ทถี งึ จะมีสกั ครัง้ ผ ู้ไม่มี
บุญวาสนา ไมว่ า่ มนุษยม์ นา เทวดา อินทร์ พรหม ใตน้ �ำ้ บนบก ในเวหาอากาศท่ัว ไตร โลกธาตุเกิด
มาตายเปลา่  ไม่ ไดพ้ บ ไดเ้ หน็ อยา่ งงา่ ยดาย ท้งั นีน้ บั ว่าพวกขา้ พเจา้ ท้งั หลายมีบญุ ชักน�ำมาวาสนา
ตามส่งถึง ได้พบ ได้เห็น ได้กราบ ไหว้บูชาท่านอย่างสม ใจและ ได้ฟัง โอวาทค�ำสั่งสอนที่ท่านเมตตา
ชแี้ จงพอเปน็ แสงสวา่ งแก่จติ  ใจและทางด�ำเนินเพื่อภพเพอ่ื ภูมอิ นั สูงส่งขึ้น ไปดว้ ยความสดชืน่ ตื่นตวั

คู่บารมี

พอพวกเทวดาที่มาจากชั้นและที่ต่าง ๆ กลับ ไปตามวาระของตนซึ่งมา ในเวลาต่าง ๆ กันแล้ว
ทา่ นก็เริม่ ร�ำพึงธรรมที่ ได้รเู้ หน็ มาด้วยความทกุ ขย์ ากล�ำบาก ปรากฏ ไดค้ วามส�ำหรับทา่ นผู้คอ่ นขา้ ง
ปฏิบัติยากผิดธรรมดาวา่ “ธรรมรอดตาย” ถา้  ไม่รอดตายก็คง ไม ่ไดพ้ บเหน็ แนน่ อน เมอื่ พยายาม
แหวกวา่ ยจนถงึ ฝง่ั แหง่ ความปลอดภยั  ไรท้ กุ ขแ์ ลว้ จากนน้ั พอเรม่ิ ทำ� ภาวนาท ีไรทำ�  ใหท้ า่ นหวนระลกึ
ถงึ สง่ิ ท่ ีไมค่ วรระลึกแทบทุกคร้งั  ไปท้งั ทแ่ี ต่กอ่ นทา่ น ไม่เคยสน ใจเลย ตอนน้ีตอ้ งขออภยั จากท่าน
ผอู้ า่ นมาก ๆ ดว้ ยท่จี �ำต้องนำ� เรื่องน้ีมาลง โดยเห็นวา่ เปน็ เรื่องเกย่ี วเนอ่ื งกนั ถ้า ไม่นำ� มาลงก็รู้สกึ จะ
ขาดเรอื่ งน่าคดิ  ไป ซึง่ เรอ่ื งท�ำนองนีอ้ าจเป็นเงาเทยี มตวั อยกู่ บั ทกุ ท่านก็ ไดน้ อกจาก ไมร่ เู้ ร่อื งของ
ตวั เทา่ นั้น หากเปน็ การ ไม่งามก็กรณุ าต�ำหนิผนู้ �ำมาลงซึง่  ไม่มคี วามรอบคอบพอ เพราะเรื่องนท้ี า่ น
ผู้อ่านก็คงทราบว่าต้องเป็นเร่ืองภาย ในที่ระหว่างอาจารย์กับลูกศิษย์พูดต่อกัน โดยเฉพาะเท่านั้น
แต่ผู้น�ำมาลงก็พยายามปราบความอยากเขียนอยากน�ำลงตัวน้ีอย่างเต็มก�ำลังเหมือนกัน จึงขอ
ความเห็น ใจวา่ เราพยายามปราบเทา่  ไรความอยากตัวน้ีก็รูส้ กึ ยิง่ อยากมากขน้ึ เลยจำ� ตอ้ งปลอ่ ย 
ให้ลองดู พอ ได้เขียนเร่ืองนี้แล้วความอยากคอ่ ยหาย ไป ดงั นั้นจงึ สารภาพตัวว่าเหลวจรงิ  ๆ และ
หวังวา่ คง ได้รับอภยั จากท่าน โดยท่วั กนั และอาจเปน็ ขอ้ คิดส�ำหรับชาวเราท่ียังอยู่ ในกฎแห่งความ
หมนุ เวยี นด้วยกนั

สง่ิ น้ันเก่ยี วกบั คู่บารมีทา่ นมาดงั้ เดิม ทา่ นเล่าว่าแตก่ อ่ นทย่ี งั  ไม่ถงึ ธรรมข้นั น้ี คู่บารมีทีเ่ คย
ปรารถนาพุทธภูมมิ าด้วยกันแต่สมัยก่อน โนน้ ก็เคยมาเย่ยี มทา่ นทางสมาธภิ าวนาเสมอ ทา่ นแสดง

121

ธรรม ให้ฟังเล็กน้อยแล้วสั่ง ใหก้ ลบั  ไป นาน ๆ มาครัง้ หนง่ึ แตม่ า ในรปู แหง่ วญิ ญาณ มองร่าง
 ไม่ปรากฏเหมอื นภพภูมอิ ื่น ๆ เวลาทา่ นถามก็ตอบวา่ เปน็ ห่วงท่านมาก ยงั ม ิไดต้ ั้ง ใจจะ ไปเกิด ใน
ภพภมู ิท่ีเป็นหลักเปน็ ฐาน ใด ๆ ทงั้ สนิ้ ทง้ั กลวั ท่านจะหลงลมื ความสัมพันธ์ และความปรารถนาที่
เคยพาปรารถนาเปน็ พระพทุ ธเจ้าองคห์ นงึ่  ในอนาคต จึงตอ้ งมาคอยฟังเร่อื งราวอยเู่ สมอดว้ ยความ
เป็นหว่ งและเสียดาย ท่านก็ ได้บอกว่า ไดข้ องดความปรารถนาน้นั  ไปแลว้ และ ได้ตั้ง ใจปฏบิ ัตติ น 
ให้พน้ จากทกุ ข ์ในชาตินี้ ไม่ขอเกิดอกี ซ่งึ เทา่ กบั ไมข่ อเอาทกุ ขภ์ ัยทีเ่ คยพบเคยเห็นมากบั ชาตนิ น้ั  ๆ
มาแบกหามตอ่  ไปอกี แม้ม ิได้ตอบ ใหท้ า่ นทราบว่าหายห่วงหรอื ยังหว่ งอย ู่ในเร่อื งนน้ั แต่กย็ ังเปน็
ห่วงคดิ ถงึ ท่านตลอดมาม ิได้หลงลมื จดื จางแตน่ าน ๆ มาเยย่ี มทา่ นหนหนึง่ ดงั นี้

พอมาถึงระยะนี้องค์ท่านเองนึกเป็นห่วงและสงสารท่ีเคยรับความทุกข์ยากล�ำบาก ใน
ภพชาติน้ัน ๆ มาด้วยกันตามท่ีท่านพิจารณารู้เห็น จึงนึกวิตกอยากพบเผ่ือจะ ได้ปรับปรุงความ
เข้า ใจและเลา่ อะ ไรทีจ่ ำ� เป็น ใหฟ้ ัง จะ ได้หายสงสัยหมดกังวลความผูกพัน ในความหลัง เพียง
นึกวิตกเท่านั้น พอตกกลางคืนยามดกึ สงดั ค่บู ารมที ่านก็มาจริง ๆ และมา ในรูปแหง่ วญิ ญาณ
ตามเดิม ทา่ นเริ่มถามถึงภพ – ชาติท่ีกำ� ลงั เป็นอยู่ ว่าท�ำ ไมมีแตด่ วงวิญญาณ ไมม่ รี า่ งเหมอื นภูมิ
อนั เปน็ ทิพยท์ ัว่  ๆ ไป เวลาน้เี กดิ เปน็ อะ ไรจึง ไดม้ า ในลักษณะวิญญาณเช่นน้ี

ดวงวิญญาณตอบทา่ นว่า น่ีเป็นภพย่อยอนั ละเอยี ดอกี ภพหน่งึ  ในบรรดาภพทงั้ หลาย ท่มี า
รออยู่ ในภพนกี้ ็เพราะความเปน็ หว่ งดังทเ่ี คยเรียนแล้วน่นั เอง ท่มี าน้ีกท็ ราบว่าทา่ นอยาก ให้มาถึง ได้
มา ไมก่ ลา้ มาบ่อยนกั เพราะเปน็ ความกระดากอายอยู่ภาย ในท้งั  ๆ ทอ่ี ยากมาบ่อยท่สี ุด แม้มาแล้ว
จะ ไม่มคี วามเสียหายอะ ไรทง้ั สองฝ่ายเพราะมิ ใช่วิสยั จะทำ�  ให้เกดิ ความเสยี หาย ไดก้ ต็ าม แตค่ วาม
รสู้ กึ อนั ดงั้ เดมิ ทเ่ี คยมตี อ่ กนั หากทำ�  ใหเ้ กดิ ความตะขดิ ตะขวง ใจ ไมก่ ลา้ มาไปเอง ทงั้ ทา่ นก็เคยบอกว่า 
ไม่ ใหม้ าบอ่ ยนกั แม้ ไมเ่ สยี หายกอ็ าจเปน็ อารมณ์เครือ่ งท�ำ ให้เนนิ่ ช้าแก่การปฏบิ ตั ิ ได้ เพราะ ใจเปน็
ส่งิ ละเอยี ดอาจรบั เอาอารมณ์อนั ละเอยี ดมาเปน็ อปุ สรรคแกก่ ารดำ� เนินของตน ได้ ก็เช่อื ว่าอาจเปน็  
ไดด้ งั ทีบ่ อกจงึ ม ิได้มาบ่อยนกั

คนื วนั ท่านตัดขาดจากภพจากชาติ จากญาตมิ ติ รสหาย จากสายบารมผี หู้ วงั พง่ึ เปน็ พ่ึงตาย
อย่าง ไมอ่ าลัยเสียดายเลยนัน้ กท็ ราบ เพราะเรื่องกระเทือน ไปทวั่  โลกธาตุจ�ำตอ้ งทราบกนั ทกุ แห่ง
หน แต่แทนท่จี ะเกิดความชืน่ บานหรรษาอน ุโมทนาด้วยดังท่เี คยมีเคยเปน็ มาแตก่ อ่ นนั้นเลยกลับ
เกิดความนอ้ ยเนื้อต�ำ่  ใจด้วยความวิปรติ คิด ไปต่าง ๆ ว่าทา่ น ไปแบบ ไมเ่ หลยี วแล แมค้ ู่บารมีทเ่ี คย
ทุกขเ์ คยตะเกียกตะกายถวายความจงรกั ภักด ีในภพน้อยภพ ใหญ่มาดว้ ยกนั ก ็ไมเ่ หลอื บมอง ชาติ

122

วาสนาของตัวนแี้ สนอาภัพก็อยู่ ไปตามกรรมมแี ต่ลูบคลำ� ทกุ ข์ ไมม่ วี นั ปลอ่ ยวางอยา่ งนีแ้ ล ผ้พู ้น ไปก ็
ไกลทกุ ขแ์ ต่ผู้ที่ก�ำลังตกอยู่ ในกองทุกขก์ อ็ ดทน ไป คดิ  ไปมากเทา่  ไรก็เหมือนคน ไมม่ ปี ญั ญาแตอ่ ยาก
ข้ึน ไปชมเดือนดาวบนฟ้า สุดท้ายก็กลับมาน่ังนอนกอดกับทุกข์ ไปตามแบบของคนมีกรรมหนา
หาทางออก ไม่ ได้ ผู้อาภัพชาติวาสนาท่ีก�ำลังด้ินรนทนทุกข์บ่นหาความสุขอยู่เวลาน้ีก็คือผู้ก�ำลัง
เสีย ใจร้อง ไห้อยากขึ้น ไปชมเดือนดาวบนฟ้าซ่ึงแสนน่าทุเรศเอาหนักหนาน่าเวทนาเหลือประมาณ
ผูน้ ี้เองจะเป็นผู้อนื่  ใดที่ ไหนกัน ท่านผเู้ ป็นเสมอื นเดอื นดาวบนฟ้าส่งแสงสวา่ งจา้ ท่วั สารทศิ จะสถติ
อยูท่ ี ่ใดก็ ไมอ่ ับเฉาเขลา ในธรรม มแี ต่ความสวา่ ง ไสว ไปทกุ ทิศทกุ ทางรอบขอบเขตจกั รวาล สนกุ
อย่ดู ้วยความส�ำราญบาน ใจ

หากบญุ วาสนาของดวงวญิ ญาณขา้ บาทบริจาริกายังพอมีอยู่บา้ งไมข่ าดสญู พนู ทุกข์ กข็ อ
ท่าน ได้ โปรดเมตตาแผ่กระแสธรรม ไปบันดาลพร้อมท้ังดวงปัญญาญาณอันบริสุทธ์ิผ่อง ใส ไป โปรด
ประทานพอ ได้พน้ จาก โทษ ในสงสาร บรรลพุ ระนิพพาน ไปตาม ใน ไม่ชา้ นเ้ี ถดิ จะ ไม่อดรนทนทกุ ข์
ทรมานจิต ใจ ไปช้านาน ขอคำ� วงิ วอนสัตยาธิษฐานน้ีจงมกี �ำลงั บนั ดาล ให้เปน็  ไปดงั  ใจหมายของขา้
อยา่ เน่นิ นาน ได้ โพธสิ มภารอย่าง ใกลช้ ดิ เรว็ พลนั เถิด น่ีเปน็ คำ� ของดวงวญิ ญาณวิงวอนอธษิ ฐาน
หวงั  โพธสิ มภารหมายปองด้วยความละล�่ำละลกั ซง่ึ เปน็ คำ� ท่ีน่าสมเพชเวทนาเอานักหนา

ท่านตอบว่าเท่าที่นึกวิตกอยาก ให้มาก็มิ ได้มุ่งเจตนา ให้เกิดความเสีย ใจดังท่ีเป็นอยู่เวลานี้
ซงึ่ เป็นทางที่ผิด สตั ว ์โลกทมี่ อี ยู่ทว่ั  โลกธาตุซึ่งมีความหวังดีต่อกันเขาม ิได้น�ำเรื่องทำ� นองนี้มาคิดกัน
คำ� วา่ เมตตา กรุณา มุทติ า อุเบกขา ในพรหมวิหารก็เคยบำ� เพญ็ มาม ิใชห่ รอื ดวงวิญญาณ
ตอบวา่ เคยบำ� เพญ็ มาช้านานจึงอดคิดถงึ ความผกู พนั ทีเ่ คยบำ� เพญ็ ธรรมทั้งส่ีนม้ี าด้วยกนั  ไม่ ได้ เมอื่
ผู้หนึ่งเอาตัวรอด ไปเสียเพียงคนเดียวเช่นน้ี ธรรมดาสัตว์ท่ีมีกิเลสเช่นวิญญาณนี้จึงอดกลั้นความ
เสีย ใจ ไม่ ได้ แล้วก็ ได้รับความทุกข์เพราะความสลัดปัดท้ิง ไม่เหลียวแลน้ัน จนเวลาน้ีก็ยังมอง
ไม่เห็นความสว่างสร่างซาแห่งความทุกขน์ ัน้ ลงบา้ งเลย

ทา่ นพดู ตอบวา่ การสรา้ งความดีมาท้ังมวลทงั้ ที่สรา้ ง โดยลำ� พงั ตนเอง ทัง้ ทผี่ ้อู นื่ พาสร้างก็
เพือ่ แกค้ วามกงั วลขนทุกขอ์ อกจากตัว มิ ได้สร้างเพื่อความรอ้ นรนขนทกุ ขเ์ ขา้  ใส่ตัวจนถึงกับต้อง ได้
รับความเดอื ดรอ้ นวุ่นวายมิ ใชห่ รือ ดวงวิญญาณตอบว่า ใช่ แต่วสิ ยั ของผู้มีกเิ ลสเมือ่  ไมส่ ามารถ
เลือกทางเดนิ ทร่ี าบรน่ื ปลอดภัย ได้กจ็ ำ� ต้องลบู คลำ�  ไปตามประสา โดย ไมท่ ราบวา่ ทท่ี ำ�  ไปนั้นถูกหรอื
ผดิ จะพา ใหต้ นเปน็ สุขหรอื เป็นทกุ ข์ ส่วนที่เปน็ ทุกข์กร็ ้อู ยู่แก่ ใจ แต ่ไม่ทราบจะหาทางออกดว้ ยวิธี 
ใด กจ็ �ำต้องดิ้นรนบน่ ทกุ ข์ ไปทำ� นองดงั ท่ีเหน็ อยู่เวลานี้ ท่านเลา่ ว่า วิญญาณท�ำความเหนียวแนน่

123

แมน่ มนั่ ปรบั ทกุ ข์ปรับร้อนกับทา่ นอย่างเอาจริงเอาจัง หาวา่ ท่านหลบหลีกปลกี ตัว ไปเสียคนเดยี ว
ปราศจากความเมตตาสงสารกบั ผูท้ ่ีเคยตะเกยี กตะกายเสอื กคลานผ่านทุกขม์ าดว้ ยกนั ไม่เหลอื บ
มองเพ่อื อนุเคราะห์สง่ เสริมพอ ให้มที างผ่านพน้  ไปด้วย ได้

ตอนนี้ทา่ นพูดเปน็ ประ โยคแทรก ในระหว่าง จากนั้นก็อนุสนธิสืบตอ่ กับดวงวิญญาณต่อ ไป
ท่านพูดปลอบ โยนกับดวงวิญญาณว่า การรับประทานแม้จะรับอยู่ร่วมวง ในภาชนะหรือ ใน โต๊ะ
เดียวกันก็ยังมีผู้อ่ิมก่อน ผู้อ่ิมทีหลัง จะ ให้อิ่ม ในขณะเดียวกันย่อม ไม่ ได้ การบ�ำเพ็ญความดี
ทั้งหลายแมจ้ ะบำ� เพญ็ มาด้วยกนั ดงั พระพทุ ธเจ้ากบั พระนางพมิ พาย โสธราคพู่ ระบารมีก็ยงั ปรากฏ
ว่าพระองค์ทรงบรรลุถึงแดนพ้นทุกข์ก่อนแล้วเสด็จกลับมาประทานพระ โอวาทแก่พระนางแล้ว
คอ่ ยสำ� เรจ็ ในวาระตอ่  ไป เรือ่ งเช่นนี้ก็ควรนำ�  ไปคดิ อา่ น ไตรต่ รองยดึ เปน็ คติยอ่ มจะเกดิ ประ โยชน์
มหาศาลแก่เราเอง ดีกว่าจะมาปรับทุกข์ปรับร้อนแก่ฝ่ายหนึ่ง ซึ่งก�ำลังพยายามคิดหาทาง
ช่วยเหลืออยู่อย่างเต็ม ใจและเสาะแสวงหาทางเพ่ือช่วย ให้หลุดพ้นอย่างเต็มก�ำลัง มิหน�ำยังถูก
หาว่ามี ใจจดื จางวางปล่อย ไมเ่ หลยี วแล กย็ ง่ิ เพิ่มความทกุ ขท์ ัง้ สองฝ่ายเขา้  ไปอกี ซ่งึ เป็นความคิด
ที่ ไม่เหมาะสมเลยควรเปล่ียนความคิดเสีย ใหม่ตามแบบพระชายาของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นทาง
 ใหเ้ กิดความสขุ และเปน็ แบบฉบบั ทถี่ กู ตอ้ งดงี ามแกผ่ อู้ น่ื ดว้ ย

การวติ กอยาก ใหม้ ากเ็ พอ่ื จะอนเุ คราะห์ ม ิไดเ้ พอ่ื จะขบั  ไล ่ไสสง่ การสัง่ สอนตลอดมาก็เพื่อ
อนเุ คราะหส์ ง่ เสรมิ ตามแบบฉบบั แหง่ ธรรมแกผ่ คู้ วรอนเุ คราะห์ คำ� วา่ ปลอ่ ยปละละเลย ไมเ่ หลยี วแลน้ี
ยงั มอง ไมเ่ ห็นวา่  ได้ทอดธุระปล่อยวางห่างเหนิ อยา่ ง ไร ความคดิ และอบุ ายทีแ่ สดงออกทกุ ขณะจติ
ทคี่ ดิ เพอื่ อนเุ คราะหเ์ ปน็ ขณะจติ ทบ่ี รสิ ทุ ธด์ิ ว้ ยเมตตากรณุ าจรงิ  ๆ เพอ่ื ผลทผี่ รู้ บั  ไปปฏบิ ตั  ิไดม้ ากนอ้ ย
เพียง ใด ก็รอคอยจะแสดงมุทิตาจิต ไปด้วยอยู่เสมอ หาก ได้ผลเป็นท่ีพึงพอ ใจ ไม่มีข้องแวะ
ที่ ไหนแล้ว ผู ้ใหค้ วามอนเุ คราะหก์ ็เบา ใจหายห่วง จิตกบั อเุ บกขาธรรมกเ็ ขา้ กนั  ไดส้ นิท การทพ่ี า
ปรารถนาพทุ ธภมู กิ ม็ งุ่ จะพาขา้ ม โลกสงสาร การของดจากพทุ ธภมู มิ าตง้ั ความปรารถนาเปน็ สาวกภมู ิ
อันเป็นภูมิของผู้สิ้นกิเลสอาสวะก็เป็นความมุ่งหมายเพ่ือจะพาส้ินกิเลสและกองทุกข์ทั้งมวล
ก้าวเข้าสู่บรมสุขคือพระนิพพานอันเป็นจุดเดียวกัน การพาบ�ำเพ็ญกุศล ในชาติต่าง ๆ ตลอดมา
จนชาตปิ ัจจุบนั  ได้มาบวชบ�ำเพ็ญ ในศาสนา มีสติปญั ญาเพยี ง ใดพอติดต่อขา่ วสารถึง ได้ก็พยายาม
เสมอมา จน ได้มาพบเห็นกัน ในภพน้ีและ ได้ ให้ โอวาทส่ังสอนเต็มสติปัญญาตลอดมาถึงปัจจุบัน
บัดน้ี ล้วนเป็นอุบายวิธีอนุเคราะห์ด้วยความเมตตาสงสารสุดที่จะประมาณอยู่แล้ว ไม่มีขณะ
จิต ใดท่ีจะทอดอาลยั หมายหลีกปลกี ตัว ให้พน้  ไปแตผ่ เู้ ดียว แต่เปน็ ขณะจิตท่ีเตม็  ไปดว้ ยความเปน็
หว่ งสงสาร หวงั จะฉดุ จะลากจะพรากออกจากกองทกุ ขภ์ พ – ชาติ ในสงสาร  ให้ถึงพระนิพพาน

124

เพียงอยา่ งเดยี วเทา่ นั้น

ความคดิ วปิ รติ  ไป ในทางนอ้ ยเน้อื ต่ำ�  ใจ ทสี่ �ำคญั ว่าทอดทงิ้ ปล่อยวาง ไม่เหลยี วแลนี้ เปน็
ความคดิ ท ี่ไมเ่ กดิ ประ โยชนอ์ ะ ไรทง้ั สองฝ่าย จึงควรระงบั ดบั มนั เสยี อย่า ใหเ้ กิดมขี ึน้ มาเหยียบยำ่�
ท�ำลายจิต ใจอกี ตอ่  ไป ผลคอื ความทกุ ข์จะตามมาอีก ไม่มีเวลาจบสิ้นลง ไดต้ ลอดกาล และผดิ กับ
ความมุ่งหมายของผ้หู วังอนเุ คราะหด์ ว้ ย ใจเมตตาสงสารตลอดมา คำ� วา่ หลดุ พ้น ไป ไม่อาลยั อาวรณ์
น้ัน หลุดพ้น ไป ไหน ? และ ไม่อาลัยผ ู้ใด ? เพราะขณะน้กี ำ� ลังชว่ ยฉดุ ช่วยลากช่วยถากชว่ ยถาง
ช่วยอนเุ คราะห์กันอยอู่ ยา่ งเต็มกำ� ลงั แม้การอบรมสงั่ สอนท้งั มวลกล็ ้วนออกจากความอาลยั สงสาร
 โดยถ่ายเดยี วม ิใชห่ รอื  ? จะหาความอาลยั สงสารจากท ี่ไหน ใหย้ ง่ิ กวา่ ทก่ี ำ� ลัง ให้และกำ� ลงั  ไดร้ บั อยู่
เวลาน้ี

การอบรมบ่มนิสัยเพ่ือการเชิดชูส่งเสริมตลอดมาก็ ได้ถอดออกมาจากดวง ใจท่ีเปี่ยมด้วย
ความสงสารย่ิงกวา่ น�ำ้  ในมหาสมทุ รทะเล และ ไดท้ ุ่มเทลงอย่าง ไม่อดั  ไม่อั้น ไม่คดิ เป็นคดิ ตายและ
คิดจะหมดหรือยังเหลอื อย่ ูในบรรดาธรรมทม่ี อี ยูภ่ าย ใน ใจ ขอ ไดเ้ ข้า ใจตามเจตนาทห่ี วงั อนเุ คราะห์
อยเู่ สมอมา และรับ ไปเปน็ สริ ิมงคลแก่ตนตามธรรมท่อี บรมส่ังสอนมานี้ ผลคอื ความสุข ใจจะเป็น
ที่ยอมรับอยู่กับตัวผู้เชื่อถือและปฏิบัติตาม นับแต่ออกบวชและปฏิบัติธรรมแทบเป็นแทบตาย
แม้แตข่ ณะจิตหนึ่งที่คดิ ขึ้นเพอ่ื เป็นคน ใจดำ� นำ้� ขนุ่ ยงั  ไม่เคยปรากฏวา่ มีเลย การวติ กคิดถงึ อยาก ให้
มาหากม็ ิ ไดห้ วงั เพื่อจะต้มตุ๋นหลอกลวง ให้ลม่ จมเสียหาย แต่หวังจะอนเุ คราะหอ์ ยา่ งสม ใจทเี่ มตตา
สงสารอย่างเดยี วเทา่ นั้น ถา้ ยังเป็นทเ่ี ชื่อถือ ไม ่ไดอ้ ยูแ่ ลว้ กย็ ากท่ีจะ ไปแสวงหาความเช่ือถือท่ี
 ไวว้ าง ใจ ไดจ้ ากผ ู้ใดท่ีเห็นว่าดีเยีย่ มและซ่ือสตั ยส์ ุจรติ ย่ิงกวา่ นี้

ท่ีว่าทราบเร่ืองสะเทือน โลกธาตุ ในคืนวันนั้น น้ันเป็นการทราบความสะเทือนแห่งธรรม
ประเภทหลอกลวงต้มตุ๋น ให้ โลกล่มจมปรากฏขึ้นหรืออย่าง ไร ? จึง ไม่แน่ ใจและปลง ใจที่จะยอม
เชื่อถือตามค�ำอบรมสั่งสอนที่ต้ัง ใจอนุเคราะห์ด้วยความเมตตา ถ้าเข้า ใจว่าธรรมเป็นธรรมแล้ว
ความสะเทือน โลกธาตุนั้นก็ควรน�ำมาคิดเพื่อปลงจิตปลง ใจเชื่อถือและเย็น ใจว่าเรายังมีวาสนา
บารมีอยู่มาก แม้มาอุบัติ ในภพชาติท่ีลึกลับควรจะสุดวิสัยแลว้ แตย่ ัง ไดร้ ับฟังสิ่งด ี – ช่ัวของตวั
จากธรรมท่ีมีผู้เมตตาแสดง ให้ฟัง ได้ ไม่เสียกาล ไปเปล่า นับว่าเป็น โชควาสนาของเราท่ีเคยส่ังสม
อบรมมา และควรจะภาคภูมิ ใจ ในวาสนาของตัวที่มีผู้มาฉุดมาลากมาช่วยพรากจากความมืดมน
อนธการ พอ ไดร้ ู้ความผิดพลาดของตัวบา้ ง ไม่มดื บอดจอดจม ไปถ่ายเดยี ว หากคิดอยา่ งน้ีกน็ ่า
อนุ โมทนาสาธกุ ารและพลอยเบา ใจหายห่วง ไปดว้ ย ไม่เป็นความคดิ ท่ ีให้ทุกข์ผกู มัดรัดตวั จนพากัน

125

หาทางออกม ิได้ เพราะธรรมกลายเปน็  โลก ความห่วง ใยสงสารกลายเปน็ ศัตรคู กู่ ่อเวร

ขณะที่ฟังท่านส่ังสอนด้วยความเมตตาสงสาร เหมือนสายน้�ำทิพย์ ในล�ำธารประพรม 
โสรจสรงด้วยทัง้ เหตแุ ละผลระคนคละเคลา้ กัน ไป ไม่หยุดหย่อน บาทบริจารกิ าคู่บารมกี ลับ ไดส้ ติ
กลายเปน็ ผู้มี ใจออ่ นนอ้ มยอมรับธรรมดว้ ยความซาบซ้งึ เพลิดเพลินจนลมื เวล�่ำเวลา พอจบเทศนา
วินิจฉัยปัญหาก็ยอมตนเป็นผู้ผิด ว่ามาท�ำ ให้ท่าน ได้รับความล�ำบากล�ำบนเพราะความมืดมนด้วย
ความรกั ความอาลยั โดยเขา้  ใจวา่ ทา่ นปลอ่ ยทา่ นวาง ไปกบั ดนิ กบั หญา้ ไมเ่ มตตาเออื้ เฟอ้ื อาลยั จงึ
เกดิ ความเสยี อกเสยี  ใจจน ไมม่ ที ป่ี ลงทวี่ าง นกึ วา่ ตน ไรญ้ าตขิ าดมติ รปลดิ ชวี ติ ชวี า  ไมม่ ที พ่ี ง่ึ พาอาศยั
มาบัดน้ี ไดร้ บั ความสว่างจากดวงธรรม ใจเกิดความเย็นฉ�่ำเป็นสุข ทุกข์ทเ่ี คยแบกหามมากป็ ลงวาง
ลง ได้ เพราะธรรมเหมอื นนำ�้ อมฤตรส โสรจสรงชะลา้ ง ใหเ้ กิดความสวา่ ง ไสวขนึ้ มา โทษ ใดท ี่ไดล้ ่วง
เกินพระคุณท่านด้วยความรู้เทา่  ไม่ถงึ การณ์ ขอ ได ้โปรดประทาน โทษนั้น ให้แกข่ า้ บาทดวงวญิ ญาณ
เพอ่ื จะ ได้ตัง้ หนา้ ส�ำรวมระวงั ต่อ ไปตลอดอวสาน ไมห่ ลงลมื ผิดพลาดขลาดเขลาอีกต่อ ไป จากนั้น
ท่านก็อธิบายแนะน�ำเกี่ยวกับภพก�ำเนิดว่าขอ ให้ ไปเกิด ในภพท่ีเป็นหลักฐานอันสมควรแก่ภาวะ
ของตน ไมค่ วรมากงั วลวกเวยี นเกยี่ วขอ้ งกบั ความเปน็ หว่ ง ใยดงั ทเี่ คยเปน็ มาอกี ตอ่  ไป ดวงวญิ ญาณ
ยนิ ดรี บั ค�ำท่านด้วยความเคารพนบน้อม กอ่ นจะจาก ไป ไดก้ ราบขอพรว่า เมอ่ื  ได้ ไปเกิด ในภพท่ี
เหมาะสมแล้วขอ ให้ ได้มารับฟัง โอวาทตามความปรารถนาดังท่ีเคยท�ำมาขอ ได้ โปรดประทานพร
ตาม ใจหวงั เถิด เมื่อท่านอนญุ าตแล้วกห็ าย ไป ในขณะนนั้ พอดวงวิญญาณจาก ไปแล้วจิตถอนข้ึน
มาราวตี ๕ จวนสวา่ ง คนื นั้นทา่ นมิ ได้พักผอ่ นร่างกายเลยเพราะเรม่ิ นงั่ สมาธภิ าวนาแตข่ ณะออก
จากทางจงกรมราว ๒๐ น. ตอนดึกก็รบั แขกวญิ ญาณเสียหลายชว่ั  โมง

ทา่ นเล่าว่า ตอ่ มา ไมน่ านนกั ดวงวิญญาณกม็ าเยี่ยมฟังเทศน์ท่านอกี คราวนมี้ า ในรา่ ง
แหง่ เทวดาผูม้ รี ปู สวยงามมาก แต่ม ิได้ตกแตง่ ด้วยเคร่อื งประดับตา่ ง ๆ ตามปรกติของพวกเทวดาท่ี
ท�ำกนั เพราะมาหาพระองคส์ �ำคัญซึ่งเทวดาถอื เปน็ ความเคารพมาก โดยทวั่  ไป พอเทวดามาถงึ ก็
เลา่ ถวายท่านว่า พอ ไดร้ ับค�ำช้ีแจงจากทา่ น ให้หายสงสยั  ไร้ทกุ ข์ทีเ่ คยทรมาน ใจมาแล้ว ก็ ไปอุบตั ิ
เป็นเทวดา ในสวรรค์ช้ันดาวดึงส์พิภพซึ่งมีความสุขสนุกสนานด้วยเครื่องบ�ำรุงบ�ำเรอต่าง ๆ ที่ล้วน
แตส่ �ำเร็จ ไปจากการบำ� เพญ็ เมอ่ื อยู่กับทา่ น ในเมืองมนุษย์ทงั้ น้นั แม้จะมคี วามสขุ สบายตามวบิ าก
กรรมอำ� นวยกต็ าม แต่กอ็ ดระลกึ ม ิไดว้ า่ วิบากสมบัติที่ปรากฏ ให ้ได้รับเสวยเหล่านั้น ลว้ นเปน็
สาเหต ุไปจากพระคุณทา่ นเป็นผ้พู ารเิ ริม่ บ�ำเพ็ญแต่ต้นมา เพียงล�ำพังตวั ผ้เู ดยี ว ไม่มปี ัญญาสามารถ
คิดอ่านบ�ำเพ็ญ ให้ส�ำเรจ็ เป็นสมบัตทิ พ่ี ึงพอ ใจอยา่ งมหาศาลเช่นนน้ั  ได้ เวลามีวาสนา ได้ ไปเกดิ  ใน
กองมหาสมบัตอิ ันเป็นทพิ ย์และมีความสขุ สบายหาย โกรธแค้นนอ้ ย ใจแลว้ จงึ  ไดร้ ะลึกถงึ พระคณุ

126

ของทา่ นทม่ี ีแกต่ นอยา่ งมากมายเหลือทปี่ ระมาณ ได้

ฉะนั้น การเลือกเฟ้น ในทุกส่ิง ไม่ว่าการงานอาหารและส่ิงของนานาชนิดตลอดมิตรสหาย
เพ่ือนหญิงเพื่อนชายที่ควรก่อน เป็นสิ่งจ�ำเป็นอย่างย่ิงท่ีผู้ต้องการครองตัวด้วยความราบรื่นจะ
พึงถือเป็นกิจจ�ำเป็น เฉพาะอย่างย่ิงการเลือกคู่ครองเพ่ือหวังพึ่งเป็นพ่ึงตายจริง ๆ ควรถือเป็น
กรณพี เิ ศษกวา่ สงิ่ อน่ื  ใด เพราะคคู่ รองนนั้ เปน็ เหมอื นกบั  ใชล้ มหาย ใจและความเปน็ อย่ทู กุ ดา้ นร่วม
อันเดยี วกัน ความสุข – ทุกข์นอ้ ยมากยอ่ มเป็นสงิ่ กระเทือนถงึ กันทุกระยะ ผ้ ูไดค้ ูค่ รองที่ดแี ม้ตัวจะ
ต�่ำบา้ งทางฐานะความรคู้ วามฉลาดการประพฤติจริตนสิ ัย แต่กย็ ังดที ่ีมีผูค้ อยฉุดคอยลากคอย ให้
คตเิ ตอื น ใจเสมอและพาประพฤตดิ ำ� เนนิ  ในกจิ การตา่ ง ๆ ทง้ั ทาง โลกอนั เปน็ เครอ่ื งสง่ เสรมิ ครอบครวั  
ใหม้ ่นั คงและสงบสุขและทางธรรมซ่งึ เปน็ ความดีงามแก่จติ  ใจ ตลอดการงานอยา่ งอนื่ ทพ่ี ลอยมีสว่ น
ดงี าม ไปด้วย ไม่มืดมิดปดิ ตา ก�ำด�ำก�ำขาว ไปถา่ ยเดียว โดยหาความแน่นอนและรับรองผล ไม ่ได้

ถ้าต่างฝ่ายต่างดีด้วยกันก็เท่ากับต่างช่วยกันสร้างวิมานหลังใหญ่ ในครอบครัว ให้อยู่เย็น
เปน็ สุขร่วมกัน ไปตลอดอวสาน ไมม่ ีการทะเลาะวิวาทถกเถียงกัน ครัวเรอื นยอ่ มเปน็ สุข ไมม่ ี
เรือ่ งขนุ่ ข้องหมอง ใจมารบกวน เพราะตา่ งฝา่ ยตา่ งสร้างสรรค์ ตา่ งฝา่ ยต่างสำ� รวมระวัง ตา่ งฝา่ ย
ต่างตั้งอยู่ ในเหตุผลหลักธรรม ไม่ท�ำตาม ใจชอบท่ีผิดจากหลักศีลธรรมอันเป็นหลักรับรองความ
รม่ เย็นผาสกุ ต่อกัน ค่คู รองแตล่ ะฝ่ายจึงเป็นผ้ชู ว่ ยกนั สร้างกรรมด ี – ชวั่  – สุข – ทกุ ข ์ – บุญ – บาป – 
นรก – สวรรคเ์ กยี่ วเน่ืองกันแต่เริ่มต้นชีวิตรว่ มกันเป็นต้น ไปเหมือนลูก โซ่ ทั้งปัจจุบันชาตนิ ้ตี ลอด
อนาคตของภพ – ชาติต่อ ไปดังข้าบาท ได้เห็นประจักษ์กับตัวเอง (ค�ำว่าข้าบาทเป็นค�ำแทนชื่อที่
ถนดั  ใจของเทวดาเรยี กตวั เองกบั ทา่ นพระอาจารยม์ น่ั ) ท ่ีไดม้ บี ญุ ตดิ สอยหอ้ ยตามบาท ไป ในภพชาติ
ต่าง ๆ ด้วยการน�ำของพระคุณท่านพาสร้างแต่ความดีมาประจ�ำนิสัย ไม่พาสร้างบาปกรรมท�ำช่ัว
มัวหมองเลยจึงพลอย ได้เป็นคนดีติดตามบาทมาแทบทุกชาติทุกภพ และพา ให้แคล้วคลาดจาก
ภยั เวรทั้งหลายตลอดมา

นึกถงึ พระคุณแล้วท�ำ ใหซ้ ึง้  ในจติ  ใจสดุ ทีจ่ ะเรยี น ไดถ้ ูก คราวนีข้ ้าบาท ไดเ้ หน็  โทษของตัวท่ี
เคยผิดพลาดล่วงเกินพระคุณทา่ นมา ในอดตี ท้ังชาตแิ ห่งวญิ ญาณและอดตี กาลทีผ่ า่ นมานาน ขอ
ท่าน ได้ โปรดเมตตาอ โหสกิ รรมน�ำเสยี ซึ่ง โทษ อยา่  ไดม้ กี รรมมีเวรสืบต่อเกยี่ วขอ้ งอีกตอ่  ไป ทา่ น ได้
อ โหสกิ รรมแกเ่ ทวดาตามความปรารถนา และ ไดแ้ สดงธรรมอบรมสง่ เสริมบารม ีให้เป็นทีร่ ื่นเริงจน
ควรแก่กาลแลว้ เทวดานมัสการลากระท�ำประทักษณิ สามรอบ หลกี ออกหา่ งจากทา่ นพอประมาณ
แลว้ เหาะลอยขนึ้ ส่อู ากาศด้วยความ โสมนสั ศรัทธาเปน็ ล้นพ้น

127

ระหว่างวิญญาณมาปรับทุกข์ด้วยความน้อยอกน้อย ใจกับท่านรู้สึกว่าพิสดารเหลือจะ
พรรณนา ผู้เขยี น ไม่สามารถน�ำมาลง ได้ทกุ ประ โยค ไปจงึ ขออภัยท่าน ไวด้ ้วย เทา่ ทจี่ ำ�  ไดแ้ ละน�ำ
มาลงน้กี ็ ไมค่ ่อยสนทิ  ใจนัก ถา้ จะผา่ น ไปก็รู้สกึ จะขาดเน้ือเรอื่ งท่นี ่าคิด ไปดงั ที่เรยี น ไว้แล้วตอนก่อน
ทจี่ ะเขยี นเร่อื งน้ี

พระพุทธเจ้าและพระสาวกอรหันต์เสด็จมาอนุ โมทนา

หลังจากท่านเดินทางถึงแดนแห่งวิมุตติแล้ว คืนต่อ ๆ มามีพระพุทธเจ้าพร้อมพระสาวก
จ�ำนวนมากเสด็จมาอนุ โมทนาวิมุตติธรรมกับท่านเสมอมิ ได้ขาด คืนน้ันพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น
กับพระสาวกบรวิ ารเป็นจ�ำนวนหมน่ื เสด็จมาเยย่ี ม คนื นน้ั พระพทุ ธเจา้ พระองคน์ ้ันกบั สาวกบรวิ าร
จ�ำนวนแสนเสด็จมาเย่ียม คืนน้ันพระพุทธเจ้าพระองค์น้ันมีสาวกเท่านั้นเสด็จมาเย่ียมอนุ โมทนา
จ�ำนวนพระสาวกที่ตามเสด็จพระพุทธเจ้ามาแต่ละพระองค์น้ันมีจ�ำนวน ไม่เท่ากัน ทั้งน้ีท่านว่า
ขึ้นอยูก่ ับวาสนาของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ ไม่เหมอื นกัน ทีพ่ ระสาวกตามเสด็จมาด้วยแต่ละ
พระองค์น้ันมิ ได้ตามเสดจ็ มาท้งั หมด ในบรรดาพระสาวกของแตล่ ะพระองคท์ ีม่ ีอยู่ แต่ที่ตามเสด็จ
มามากนอ้ ยตา่ งกนั นนั้ พอแสดง ใหเ้ หน็ ภมู พิ ระวาสนาบารมขี องแตล่ ะพระองคน์ น้ั ตา่ งกนั เทา่ นน้ั บรรดา
พระสาวกจ�ำนวนมากของแต่ละพระองคท์ ่ตี ามเสดจ็ มาน้นั มีสามเณรตดิ ตามมาด้วยครง้ั ละ ไมน่ อ้ ย
เลย ท่านสงสัยจงึ พิจารณากท็ ราบว่า ค�ำว่าพระอรหันต ์ในนามธรรมน้นั ม ิไดห้ มายเฉพาะพระ แต่
สามเณรทม่ี จี ติ บรสิ ทุ ธหิ์ มดจดกน็ บั เขา้  ในจำ� นวนสาวกอรหนั ตด์ ว้ ย ฉะนน้ั ทส่ี ามเณรตดิ ตามมาดว้ ย
จงึ  ไมข่ ดั กนั

 ในพระ โอวาทของพระพุทธเจ้าท้ังหลายที่ประทานอนุ โมทนาแก่ท่านพระอาจารย์มั่นน้ัน
สว่ น ใหญม่ วี า่ เราตถาคตทราบว่าเธอพน้  โทษจากอนนั ตรทุกข ์ในทีค่ มุ ขงั แหง่ เรอื นจ�ำของวฏั ฏทุกข์
จึง ไดม้ าเย่ียมอน ุโมทนา ท่คี มุ ขังแหล่งนี้ ใหญ่ โตม โหฬารและแน่นหนามน่ั คงมาก และมีเครอ่ื ง
ยว่ั ยวนชวน ให้เผลอตัวและติดอยรู่ อบตัว ไมม่ ีช่องวา่ ง จงึ ยากท่จี ะมีผ้แู หวกวา่ ยออกมา ได้ เพราะ
สัตว์ โลกจ�ำนวนมาก ไม่ค่อยมีผู้สน ใจกับทุกข์ท่ีเป็นอยู่กับตัวตลอดมาว่าเป็นส่ิงที่ทรมานและเสียด
แทงร่างกายจติ  ใจเพยี ง ใด พอจะคิดเสาะแสวงหาทางออกด้วยวิธตี ่าง ๆ เหมอื นคนเปน็  โรคแตม่ ิ ได้
สน ใจกับยา ยาแมม้ ีมากจึง ไมม่ ปี ระ โยชน์สำ� หรบั คนประเภทน้ัน ธรรมของเราตถาคตกเ็ ชน่ เดียว
กับยา สัตว ์โลกอาภพั เพราะ โรคกิเลสตณั หาภาย ใน ใจเบียดเบียนเสียดแทง ท�ำ ให้เป็นทกุ ข์แบบ 
ไม่มีจดุ หมายวา่ จะหาย ได้เม่ือ ไร สิ่งตายตัวกค็ อื  โรคพรรคน์ ถ้ี ้า ไม่ ได้รับยาคอื ธรรมจะ ไมม่ วี นั หาย ได้
ต้องฉุดลากสตั ว์ โลก ให้ตายเกดิ คละเคล้า ไปกบั ความทกุ ขก์ ายทกุ ข ์ใจ และเกยี่ ว โยงกนั เหมือนลกู  โซ่

128

ตลอดอนนั ตรกาล ธรรมแมจ้ ะมีเตม็  ไปทั้ง โลกธาตุก็ ไมส่ ามารถอำ� นวยประ โยชน ์ให้แกผ่ ู ้ไม่สน ใจ
นำ� ไปปฏบิ ตั ริ กั ษาตวั เทา่ ทคี่ วรจะ ไดร้ บั จากธรรม ธรรมกอ็ ยแู่ บบธรรม สตั ว ์โลกกห็ มนุ ตวั เปน็ กงจกั ร
ไปกับทุกข์ ในภพนอ้ ย ภพใหญ่แบบสตั ว์ โลก โดย ไม่มจี ดุ หมายปลายทางวา่ จะสนิ้ สุดทกุ ขก์ นั ลง ได้
เม่ือ ใด ไม่มีทางช่วย ได้ถ้า ไม่สน ใจช่วยตัวเอง โดยยึดธรรมมาเป็นหลัก ใจและพยายามปฏบิ ัตติ าม
พระพุทธเจา้ จะมาตรสั รูเ้ พม่ิ จำ� นวนองคแ์ ละส่ังสอนมากมายเพยี ง ไร ผลที ่ไดร้ บั กเ็ ทา่ ท ี่โรคประเภท
คอยรบั ยามอี ยเู่ ทา่ นัน้ ธรรมของพระพทุ ธเจ้า ไม่วา่ พระองค์ ใด มแี บบตายตัวอยู่อยา่ งเดยี วกัน คือ
สอน ให้ละช่ัวท�ำดีท้ังนั้น ไม่มีธรรมพิเศษและแบบสอนพิเศษ ไปกว่านี้ เพราะ ไม่มีกเิ ลสตณั หา
พิเศษ ใน ใจสัตว์ โลกที่พิเศษเหนือธรรมซึ่งประกาศสอน ไว้ เท่าที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายประทาน 
ไว้แล้วเป็นธรรมที่ควรแก่การร้ือถอนกิเลสทุกประเภทของมวลสัตว์อยู่แล้ว นอกจากผู้รับฟังและ
ปฏิบัติตามจะยอมแพ้ต่อเรื่องกิเลสตัณหาของตัวเสียเองแล้วเห็นธรรมเป็นของ ไร้สาระ ไปเสีย
เท่านน้ั

ตามธรรมดาแล้วกิเลสทุกประเภทต้องฝืนธรรมมาด้ังเดิม คนที่คล้อยตามมันจึงเป็นผู้ลืม
ธรรม ไมอ่ ยากเชอ่ื ฟังและทำ� ตาม โดยเห็นวา่ ลำ� บากและเสยี เวลาทำ�  ในสิ่งท่ตี นชอบ ทัง้ ท่ีสง่ิ น้ัน
 ให้ โทษ ประเพณขี องนกั ปราชญผ์ ู้ฉลาดมองเห็นการณ ์ไกลยอ่ ม ไมห่ ดตวั มวั่ สมุ อยเู่ ปลา่  ๆ เหมอื น
เต่าถูกนำ�้ ร้อน ไมม่ ที างออก ต้องยอมตาย ในหมอ้ ที่กำ� ลงั เดอื ดพลา่ น โลกเดือดพลา่ นอยู่ด้วยกเิ ลส
ตัณหาความแผดเผา ไม่มีกาลสถานที่ท่ีพอจะปลงวางลง ได้ จ�ำต้องยอมทนทุกข์ทรมาน ไปตาม ๆ
กนั โดย ไม่นยิ มสัตว์น้ำ� สัตวบ์ ก สัตว์อยู่บนอากาศและ ใตด้ ิน เพราะสงิ่ แผดเผาเรา่ ร้อนอยู่กบั  ใจ
ความทกุ ขจ์ ึงอยทู่ น่ี ่นั ทนี่ ี่เธอเหน็ พระตถาคตอย่างแทจ้ รงิ แลว้ ม ิใช่หรือ ? พระตถาคตแทค้ อื อะ ไร
คือ ความบริสุทธิ์แห่ง ใจท่ีเธอเห็นแล้วน้ันแล ท่ีพระตถาคตมา ในร่างน้ีมา ในร่างแห่งสมมุติ
ตา่ งหาก เพราะพระตถาคตและพระอรหันตอ์ ันแทจ้ รงิ ม ิใชร่ า่ งแบบที่มากนั น้ี นเ่ี พียงเปน็ เรอื นรา่ ง
ของตถาคต โดยทางสมมตุ ติ ่างหาก

ท่านพระอาจารยก์ ราบทลู วา่ ขา้ พระองคท์ ราบพระตถาคตและพระสาวกอรหนั ตอ์ นั แทจ้ รงิ
 ไม่สงสัย ท่สี งสยั กค็ อื พระองค์ท้งั หลายกับพระสาวกทา่ นท่ีเสด็จ ไปด้วยอนปุ าทิเสสนิพพาน ไมม่ ี
สว่ นสมมตุ ิยงั เหลืออยูเ่ ลย แลว้ เสดจ็ มา ในรา่ งน้ ีไดอ้ ย่าง ไร ? พระพทุ ธเจ้าตรสั วา่ ถ้าอีกฝา่ ยหนงึ่
แม้มคี วามบริสทุ ธิท์ าง ใจดว้ ยดแี ลว้ แตย่ ังครองรา่ งอนั เป็นส่วนสมมตุ อิ ยู่ ฝ่ายอนปุ าทเิ สสนพิ พาน
ก็ต้องแสดงสมมุติตอบรับกัน คือต้องมา ในร่างสมมุติซึ่งเป็นเครื่อง ใช้ช่ัวคราว ได้ ถ้าต่างฝ่าย
ต่างเป็นอนุปาทิเสสนิพพานด้วยกันแล้ว ไม่มีส่วนสมมุติยังเหลืออยู่ ตถาคตก็ ไม่มีสมมุติอัน ใดมา
แสดงเพื่ออะ ไรอกี ฉะนัน้ การมา ในรา่ งสมมุตนิ ้ีจึงเพอื่ สมมุติเทา่ น้ัน ถ้า ไม่มสี มมตุ เิ สยี อย่างเดียว

129

ก็หมดปัญหา

พระพุทธเจ้าท้ังหลายทรงทราบเรื่องอดีตอนาคตก็ทรงถือเอานิมิตคือสมมุติอันดั้งเดิมของ
เร่ืองน้ัน ๆ เป็นเคร่ืองหมาย ให้ทราบ เช่น ทรงทราบอดีตของพระพทุ ธเจ้าทงั้ หลายวา่ ทรงเปน็ มา
อยา่ ง ไร เปน็ ตน้ กต็ อ้ งถอื เอานมิ ติ ของพระพทุ ธเจา้ พระองคน์ นั้ และพระอาการน้ัน ๆ เปน็ เครื่องหมาย
พจิ ารณา ใหร้ ู้ ถ้า ไมม่ สี มมุตขิ องส่ิงน้นั  ๆ เป็นเคร่ืองหมายก ็ไมม่ ที างทราบ ได ้ในทางสมมตุ ิ เพราะ
วมิ ตุ ตลิ ว้ น ๆ ไ มม่ ที างแสดง ได้ ฉะนนั้ การพจิ ารณาและทราบ ไดต้ อ้ งอาศยั สมมตุ เิ ป็นหลกั พิจารณา
ดังทเี่ ราตถาคตน�ำสาวกมาเยยี่ มเวลานก้ี จ็ �ำต้องมา ในรูปลกั ษณะอนั เปน็ สมมตุ ดิ ้งั เดิม เพ่ือผอู้ ื่นจะ
พอมีทางทราบ ได้วา่ พระพทุ ธเจา้ พระองคน์ ัน้  ๆ และพระอรหนั ต์องคน์ น้ั  ๆ มรี ปู ลกั ษณะอยา่ งน้ัน ๆ
ถา้  ไมม่ า ในรูปลักษณะนี้แลว้ ผอู้ ื่นก ็ไม่มที างทราบ ได้ เมือ่ ยงั ตอ้ งเกย่ี วกบั สมมตุ  ิในเวลาตอ้ งการ
อยู่ วมิ ตุ ตกิ จ็ ำ� ตอ้ งแยกแสดงออก โดยทางสมมตุ เิ พอื่ ความเหมาะสมกัน ถ้าเปน็ วมิ ตุ ตลิ ว้ น ๆ เชน่
จิตที่บรสิ ุทธ์ริ ูเ้ หน็ จติ ทบ่ี ริสทุ ธ์ิด้วยกนั กเ็ พยี งแตร่ อู้ ย่เู หน็ อยูเ่ ทา่ นนั้ ไมม่ ที างแสดงใหร้ ยู้ ง่ิ กวา่ นน้ั  ไป ได้
เมอื่ ตอ้ งการทราบลกั ษณะอาการของความบรสิ ทุ ธว์ิ า่ เปน็ อยา่ ง ไรบา้ ง ก็จ�ำต้องน�ำสมมุติเข้ามาช่วย
เสริม ให้วิมุตติเด่นขึ้นพอมีทางทราบกัน ได้ว่าวิมุตติมีลักษณะว่างเปลา่ จากนมิ ติ ทง้ั ปวง มคี วาม
สวา่ ง ไสวประจำ� ตวั มคี วามสงบสขุ เหนอื สงิ่  ใด ๆ เปน็ ตน้ พอเปน็ เครอ่ื งหมาย ใหท้ ราบ ได้ โดยทาง
สมมุติทั่ว ๆ  ไป ผู้ทราบวิมุตติอย่างประจักษ์ ใจแล้วจึง ไม่มีทางสงสัยทั้งเรื่องวิมุตติแสดงตวั ออกตอ่
สมมุติ ในบางคราวที่ควรแกก่ รณแี ละทรงตวั อย่ตู ามสภาพเดมิ ของวิมุตติ ไม่แสดงอาการ

ทเี่ ธอถามเราตถาคตน้ันถามดว้ ยความสงสัยหรือถามพอเปน็ กริ ิยาแห่งการสนทนากนั ทา่ น
กราบทลู วา่ ขา้ พระองคม์  ิไดม้ คี วามสงสยั ทงั้ สมมตุ แิ ละวมิ ตุ ตขิ องพระองคท์ ง้ั หลาย แตท่ กี่ ราบทลู นนั้
ก็เพ่ือถวายความเคารพ ไปตามกิริยาแหง่ สมมตุ เิ ทา่ นนั้ แม้พระองคก์ บั พระสาวกจะเสดจ็ มาหรือ ไม่
กม็  ิไดส้ งสยั ว่า พระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆอ์ นั แทจ้ ริงมอี ยู่ ณ ท่แี ห่ง ใด แตเ่ ปน็ ความเช่ือ
ประจักษ์ ใจอยเู่ สมอว่า ผู้ ใดเห็นธรรม ผ้นู ั้นเห็นเราตถาคต อันแสดงวา่ พระพทุ ธเจา้ พระธรรม
และพระสงฆม์  ิใชธ่ รรมชาตอิ นื่  ใดจากทบ่ี รสิ ทุ ธห์ิ มดจดจากสมมตุ  ิในลักษณะเดียวกันกับพระรัตนตรัย
พระพทุ ธเจ้าตรัสวา่ การท่ีเราตถาคตถามเธอกม็ ิ ไดถ้ ามด้วยความเขา้  ใจว่าเธอมีความสงสัย แต่
ถามเพื่อเป็นสัม โมทนียธรรมต่อกันเท่าน้ัน

บรรดาพระสาวกที่ตามเสด็จพระพุทธเจ้ามาแต่ละพระองค์และแต่ละคร้ังนั้นมิ ได้กล่าว
ปราศรยั อะ ไรกับทา่ นพระอาจารย์ม่นั เลย มีพระพทุ ธเจา้ ประทานพระ โอวาทพระองคเ์ ดยี ว ส่วน
พระสาวกท้ังหลายเป็นเพียงน่ังฟังอยู่อย่างสงบเสง่ียมน่าเคารพเลื่อม ใสมากเท่าน้ัน แม้สามเณร

130

องคเ์ ลก็  ๆ ทนี่ า่ รกั มากกวา่ จะนา่ เคารพเลอื่ ม ใสก็นั่งฟังอยู่อย่างสงบเสงี่ยม เช่นเดียวกับพระสาวก
ท้ังหลาย อันเป็นที่น่าเคารพเลื่อม ใสมาก และนา่ รักมากด้วย ซง่ึ ยงั อย ู่ในวยั เล็กมากกม็ ี อายุ
ราว ๙ ขวบ ๑๐ ขวบ ๑๑ – ๑๒ ขวบทน่ี ่ารกั มาก ท่านเลา่ ว่าพอเหน็ สามเณรอรหันต์ท่านแล้ว
เกิดความร้สู ึกรักมากและสงสารมาก ถ้าตามภาษาของผ้ ูใหญพ่ ดู กบั เดก็ ธรรมดาทว่ั  ไปกว็ า่ เณร
ตวั เลก็  ๆ ตา ใสแจว๋ ใครเห็นแลว้ กอ็ ดทีจ่ ะรกั  ไม ่ได้ ดี ไม่ดีถ้า ไม่ทราบ ไวก้ อ่ นวา่ ท่านเป็นสามเณร
อรหนั ตแ์ ลว้ นา่ กลัวจะดื้อมือ ไปควา้ เอาศีรษะท่านมาขยเ้ี ขยา่ เล่น โดยม ิได้ส�ำนึก ในบาปแน่

ทา่ นพูดตอนนเ้ี ลยนกึ คนั มอื ขึน้ มาว่า ถงึ ผู้เขยี นก็เถอะอาจเปน็ ผหู้ น่งึ ก่อน ใครทจ่ี ะอดควา้  
ไม่ ได้ เป็นอะ ไรเปน็ กนั แล้วคอ่ ยขอขมา โทษท่านทหี ลงั เพราะอดรกั อดเล่น ไม่ ได้ ท่านว่าแมท้ า่ น
จะเปน็ สามเณรองคเ์ ลก็  ๆ กต็ าม แตม่ รรยาททา่ นเปน็ ผ ู้ใหญส่ งบเสงยี่ มสวยงามมากเหมอื นพระสาวก
ท้ังหลาย สรปุ แลว้ บรรดาพระสาวกอรหันต์และสามเณรที่ตามเสด็จมากบั พระพุทธเจ้าแต่ละครั้ง
ลว้ นมมี รรยาทอันสวยงามน่าเคารพเล่ือม ใสมาก เหมือนผา้ ท่ถี ูกพบั และเกบ็  ไวเ้ ปน็ ระเบียบงามตา
ฉะนั้น เวลาทา่ นเกดิ ความสงสยั เกีย่ วกับระเบียบขนบประเพณีดั้งเดิม เช่น การเดนิ จงกรม นั่ง
สมาธิ ความเคารพต่อกันระหวา่ งผ้อู าว ุโสกับภันเต และการครองผา้ เวลานงั่ สมาธหิ รือเดินจงกรม
จำ� เปน็ ทกุ คร้งั  ไปหรือ ไมอ่ ย่าง ไร ขณะน่ังภาวนาท่านนึกวติ กอยากทราบความจรงิ ทพ่ี ระพุทธเจ้า
และพระสาวกพาด�ำเนินมาก่อนท่านท�ำกันอย่าง ไรดังน้ี ถ้า ไม่ ใช่พระพุทธเจ้าเสด็จมาแสดงวิธี
 ให้ดูเอง ก็เป็นพระสาวกองค์ ใดองค์หน่ึงมาแสดง ให้ดตู ัวอยา่ งจน ได้ เช่น การเดินจงกรมจะควร
ปฏิบัติตัวอย่าง ไร ในขณะเดิน จึงจะถูกต้องและเป็นความเคารพธรรมตามหน้าท่ีของผู้สน ใจ
เคารพธรรม ในเวลาเช่นนั้น ทา่ นก็เสด็จมาแสดงวิธวี างมือ วธิ ีกา้ วเดิน วธิ ีส�ำรวมตน ในเวลาเดนิ  
ใหด้ ูอย่างละเอียด บางครงั้ ก็ประทานพระ โอวาทประกอบกับวธิ ีแสดงดว้ ย บางครง้ั กแ็ สดงเพยี ง
วิธีท่าต่าง ๆ  ให้ดู แม้พระสาวกอรหันต์มาแสดง ให้ดูก็ท�ำ ในลักษณะเดียวกัน การนั่งท�ำสมาธิ
ทำ� อย่าง ไร ควรหนั หน้า ไปทางทศิ  ใดเป็นการเหมาะกว่าทศิ อ่นื  ๆ ท่านัง่ จะตง้ั ตัวอย่าง ไรเปน็ การ
เหมาะสม ในขณะนนั้ ท่านแสดง ใหด้ ทู ุกวิธี

ความเคารพต่อกันระหว่างอาว ุโสกบั ภนั เต ตอนนท้ี ่านเล่าแปลกอยู่บา้ ง คอื ขณะท่ที ่าน
นึกวิตกอยากทราบว่าครง้ั พทุ ธกาลท่านปฏิบัติตอ่ กนั อย่าง ไร ทีเ่ ป็นสามีจกิ รรมตอ่ กนั  โดยชอบธรรม
พอวิตก ไม่นานก็ปรากฏมีพระพุทธเจ้าและพระสาวกทั้งหนุ่มทั้งแก่และแก่จนหง่อมศีรษะหงอกขาว 
ไปหมดตลอดสามเณรเล็ก ๆ และ โตพอประมาณซ่ึงล้วนอย ู่ในวยั ท่ีน่ารักตามเสด็จมามากมาย แต่
การเสด็จมาของพระพุทธเจ้ากับการมาของพระสาวกทั้งหลายมิ ได้มาพร้อมกัน ต่างองค์ต่างมา
องค ์ใดมาถงึ กอ่ นองคน์ น้ั กน็ ง่ั อาสนะขา้ งหนา้ องคม์ าทสี่ องทส่ี ามกน็ งั่ รองกนั ลงมาตามลำ� ดบั ทม่ี าถงึ

131

ไมน่ ยิ มวยั และอาว ุโสภนั เต แมส้ ามเณรมาถงึ กอ่ นกน็ ง่ั ขา้ งหนา้ พระ จนถงึ องคส์ ดุ ทา้ ย องคแ์ ก ่ ๆ
รุ่นปู่รุ่นทวดสามเณรมาถึงทีหลังก็ต้องน่ังอาสนะสุดท้าย โดยมิ ได้มีองค์ ใดแสดงกิริยาขวยเขิน
กระดากอายต่อกันเลย แม้องค์พระพุทธเจ้าเองเสด็จมาถึงล�ำดับ ใดก็ประทับอาสนะนั้นที่ควรแก่
ผมู้ าถงึ ทหี ลงั

ท่านเหน็ อาการอย่างน้ันจึงเกดิ ความสงสัยวา่ พระครั้งพทุ ธกาล ไมม่ ีการเคารพกันบา้ งหรือ
อย่าง ไรถึง ได้ท�ำอย่างนี้ ดู ไม่มีระเบียบงามตาบ้างเลย แล้วพระพุทธเจ้าและพระสาวกทรง
ประกาศพระศาสนา ให้ประชาชนเคารพนับถือ ได้อย่าง ไรเม่ือพระศาสนาและผู้น�ำของศาสนาตลอด
ผู้ปฏิบตั ศิ าสนาอยา่ ง ใกล้ชดิ ประพฤติตอ่ กันอยา่ ง ไมม่ ีระเบียบเชน่ นัน้ สกั ประเดย๋ี วธรรมกผ็ ดุ ขนึ้ มา 
ใน ใจทา่ นเอง โดยพระพทุ ธเจา้ และสาวกยังม ิไดป้ ระทานพระ โอวาทแตอ่ ยา่ ง ใด ว่านคี่ อื วิสุทธธิ รรม
ลว้ น ๆ ไ ม่มสี มมุตเิ ข้าเจอื ปนเลย จงึ  ไมม่ กี ฎข้อบังคับหรอื ระเบยี บ ใด ๆ เขา้ มาเก่ยี วขอ้ ง ที่แสดง
อย่างน้ีแสดงเร่ืองวิสุทธิธรรมที่เป็นความเสมอภาคทั่วกัน ไม่นิยมว่าอ่อนว่าแก่ว่าสูงว่าต�่ำอันเป็น
เรอ่ื งของสมมุติ นบั แตพ่ ระพุทธเจ้าลงมาถึงสาวกอรหนั ตอ์ งค์สดุ ท้าย จะเปน็ พระหรอื เณร ไมจ่ �ำกัด
แต่มีความเสมอกันด้วยความบริสทุ ธ์ิ ทา่ นแสดงบคุ คลาธษิ ฐาน ในลักษณะน้เี ป็นเครือ่ งบอกความ
บรสิ ทุ ธิข์ องกนั และกนั ว่า ไม่มี ใครยง่ิ หยอ่ นกวา่ กนั บรรดาพระและเณรที่เปน็ อรหนั ต์ดว้ ยกัน

พอธรรมท่ีแสดงขนึ้ สงบลง ทา่ นนึกวติ กอกี วา่ ทา่ นเคารพกันตามสมมุตินนั้ เคารพกันอย่าง ไร
บา้ งหนอ พอความวติ กระงบั ลงภาพของพระพทุ ธเจ้าและพระสาวกท้ังหลายทปี่ ระทับนั่ง และ
น่ังกันอย่าง ไม่มีระเบยี บอยู่ขณะนั้นก ็ไดเ้ ปลี่ยนแปลง ไปอย่างรวดเร็ว และเปล่ียนท่าประทบั และ
ทา่ นั่ง ใหม่ทนั ที คราวนป้ี รากฏวา่ พระพทุ ธเจา้ ประทบั น่งั เป็นประมขุ อย่ขู า้ งหน้าสงฆ์ สามเณร
องค์เล็ก ๆ ที่มาถึงก่อนและเคยนั่งอยู่ข้างหน้าก็ ได้เปล่ียนเป็นนั่งอยู่สุดท้ายอย่างมีระเบียบงามตา
นา่ เคารพเลื่อม ใสมาก ขณะนนั้ ธรรมผดุ ขนึ้  ใน ใจท่านวา่ นีค่ อื ระเบียบและขนบประเพณีของพระ
ครง้ั พทุ ธกาลเคารพกนั ทา่ นเคารพกนั อยา่ งนี้ แมเ้ ปน็ พระอรหนั ตแ์ ลว้ แตย่ งั ออ่ นพรรษาอยกู่ จ็ ำ� ตอ้ ง
เคารพพระอาวุ โสทีป่ ฏบิ ตั ดิ ีท้ังท่ียังมกี ิเลสภาย ใน ใจอยู่ ต่อล�ำดับนัน้ พระองคป์ ระทานพระ โอวาท
ว่า พระของเราตถาคตตอ้ งมีความเคารพและสนทิ สนมกนั ประหน่ึงอวยั วะอันเดยี วกนั แตม่  ิได้
สนทิ กนั แบบ โลก หากแต่สนทิ กนั ตามแบบของธรรมซงึ่ เป็นความเสมอภาค ไม่ลำ� เอียง พระของเรา
ตถาคตอยดู่ ว้ ยกันแมจ้ ำ� นวนมากก ็ไม่ทะเลาะกนั ไม่มีการเผยอเย่อหยิง่ ตอ่ กนั พระท ี่ไมเ่ คารพกนั
ตามหลักธรรมวินัยที่เป็นองค์ศาสดาแทนเราตถาคตมิ ใช่พระของตถาคต แม้จะเลียนแบบของ
ลูกศิษย์ตถาคตก็คือพระท่ีเลียน ๆ อยู่น่ันแล ไม่จริงดังค�ำประกาศอวดอ้าง ถ้าพระยังมีความ
เคารพกันตามหลกั ธรรมวินัย คือ ตถาคต และเปน็ ผู้มคี วามจงรกั ภกั ดีต่อธรรมวนิ ัย  ไมฝ่ ่าฝนื

132

พระนน้ั จะอย่ทู  ่ีใด บวชเมื่อ ไร เป็นชาติช้ันวรรณะและออกมาจากสกุล ใด กค็ อื พระลูกศิษย์เรา
ตถาคตอยู่นั่นแล ช่ือว่าผู้เดินตามเราตถาคต ต้องปรากฏความส้ินสุดทุกข์ ในวันหน่ึงแน่นอน
พอประทานพระ โอวาทยอ่ จบลง นบั แต่พระพทุ ธเจา้ ลงมาตา่ งองค์ตา่ งหาย ไป ในขณะน้นั ทา่ น
อาจารยเ์ องกส็ นิ้ สงสัยลง  ในขณะทน่ี ิมติ มาแสดงบอกอย่างชดั เจนนน้ั เชน่ กนั

แมก้ ารครองผ้า ในเวลานง่ั สมาธหิ รือเดนิ จงกรม พระสาวกก็ ไดม้ าแสดง ใหด้ ูตามล�ำดบั ท่ี
เกิดความสงสยั  ไมแ่ น่ ใจ ว่า ไมจ่ ำ� เปน็ ต้องครองผา้ ทุกครงั้  ไป โดยทา่ นมาแสดงการนั่งสมาธิและเดนิ
จงกรม ในทา่ ครองผ้าและ ไมค่ รองผ้า ใหด้ จู นสน้ิ ความสงสยั ทกุ กรณ ีไป ตลอดสผี ้าสบง จีวร สงั ฆาฏิ
อนั เป็นเคร่อื งนุ่งหม่ ของพระท่านกแ็ สดง ใหด้ ู โดยแสดงผา้ สกี รักคือสีแกน่ ขนุนออกเปน็ สามสี คอื
สีกรกั ออ่ น สีกรกั ขนาดกลาง และสกี รกั แก ่ให ้โดยละเอียด เทา่ ทพ่ี ิจารณาตามท่านเลา่  ให้ฟงั แล้ว
ก็พอทราบ ได้วา่ ท่านทำ� อะ ไรลง ไปมกั มแี บบฉบบั มาเปน็ เคร่ืองยนื ยนั รับรองความแน ่ใจ ในการทำ�
เสมอ ม ิได้ทำ� แบบสมุ่ เดาทเี่ รียกว่าเอาตนเขา้  ไปเสีย่ งตอ่ กจิ การท ่ีไมแ่ น่ ใจ ฉะนัน้ ปฏิปทาทา่ นจึง
ราบรนื่ สม่�ำเสมอตลอดมา ไมม่ ีขอ้ ท่ีน่าตำ� หนิและกระทบกระเทอื น ใด ๆ มาแต่ตน้ จนอวสาน ซ่ึงจะ
หาผู้เสมอ ได้ยาก ในสมยั ปัจจบุ ัน บรรดาสานศุ ิษยท์ ยี่ ดึ เอาปฏิปทาทา่ น ไปปฏบิ ตั ยิ ่อมเปน็ ความงาม
เสมอต้นเสมอปลายแบบลกู ศษิ ย์มีครู นอกจากท่ชี อบแหวกแนวแบบผี ไมม่ ีปา่ ชา้ ลูก ไม่มีพอ่  – แม่
ศษิ ย์ ไม่มอี าจารยซ์ งึ่ อาจม ีได้เทา่ น้นั ปฏิปทาท่ีทา่ นพาดำ� เนินมาจึงอาจถูกดดั แปลง ไปตามความ
คดิ เห็น นอกนนั้ ปฏปิ ทาทา่ นนับว่าราบเรียบมาก ท้ังนี้ท่านรู้สึกมอี ะ ไร ๆ ทพ่ี ดู  ไม่ออกบอก ไม่ถูก
อยู่ภาย ในอย่างลกึ ลับเป็นเขม็ ทิศพาด�ำเนิน ซึง่ ผูป้ ฏบิ ัติทั้งหลาย ไมอ่ าจม ีไดอ้ ย่างทา่ น

ความรู้พิเศษภายในของท่านพระอาจารย์ม่ัน

การจำ� พรรษาของท่าน ในจังหวดั เชยี ง ใหม่ทราบว่าท่านจำ� ทห่ี ม่บู ้านจอมแตง อำ� เภอแมร่ ิม
๑ พรรษา ทีบ่ า้ น โปง่ อ�ำเภอแมแ่ ตง ๑ พรรษา ทีบ่ ้านกลอย อ�ำเภอพรา้ ว ๑ พรรษา ในเขาอ�ำเภอ
แม่สรวย* ๑ พรรษา ท่บี ้านปพู่ ระยา อ�ำเภอแม่สรวย ๑ พรรษา ทวี่ ัดเจดียห์ ลวง ๑ พรรษา ท่ีบา้ น
แมท่ องทิพย์ อำ� เภอแมส่ าย จงั หวดั เชยี งราย ๑ พรรษา ที่จังหวดั อตุ รดติ ถ์ ๑ พรรษา ส่วนทท่ี า่ น
เท่ียวบ�ำเพ็ญสมณธรรม ในที่ต่าง ๆ ตามบ้านป่าบ้านเขาน้นั จำ�  ไม ่ได้ทกุ สถานท ่ีไป และ ไมส่ ามารถ
น�ำมาเรียงล�ำดับพรรษาก่อนและหลงั กัน ได้ เพราะทา่ นเทยี่ วอยู่แถบจังหวัดเชียง ใหม่และเชียงราย
นานถงึ ๑๑ ปี ตอ่  ไปจะขอระบุเฉพาะหมบู่ า้ นท่ที ่านพักซงึ่ เกย่ี วกับเหตุการณเ์ ป็นแห่ง ๆ ไ ป
ท่ ีไม่จ�ำเปน็ จะ ไมข่ อกล่าวถงึ ท่านพักอย ู่ในท่ีนน้ั  ๆ ไ ม่วา่ จ�ำพรรษาหรอื เทยี่ ววเิ วกธรรมดา เวน้
วดั เจดียห์ ลวง นอกน้ันทราบว่าเป็นป่าเป็นเขาซง่ึ เปน็ ทเ่ี ปลี่ยว ๆ แทบทั้งนน้ั และเป็นการเสี่ยง

* ปัจจุบันอ�ำเภอแม่สรวย ขึ้นกับจังหวัดเชียงราย

133

ตอ่ ภยันตรายหลายอยา่ งมาตลอดระยะที่ท่านเท่ยี วบ�ำเพ็ญ ฉะน้นั ประวตั ทิ ่านจงึ เป็นประวตั ทิ ่ี
ส�ำคัญมาก ท้ังการเท่ียวธุดงคกรรมฐานและการรู้เห็นธรรมประเภทต่าง ๆ เป็นเรื่องที่แปลกและ
พิสดารผิดกบั ประวัตขิ องอาจารย์ทั้งหลายทเ่ี ป็นนักท่องเที่ยวบ�ำเพ็ญเหมอื นกันอยู่มาก

เริ่มแรกท่ีท่านออกปฏิบัต ิในเขตจังหวดั เชียง ใหมท่ ่าน ไปเทย่ี วและพกั อยู่เพยี งองค์เดียว ถ้า
เปน็ แบบ โลกกน็ ับวา่ เปล่าเปล่ียวทส่ี ุด ความหวาดหวน่ั พร่นั พรงึ คงแทบ ไมห่ าย ใจเพราะความกลัว
บงั คับอยูท่ ้ังวันท้ังคืน ไม่เป็นอันกินอยูห่ ลบั นอน ได้ แตส่ �ำหรบั ทา่ นแล้ว ในอริ ิยาบถทั้งสีซ่ ึง่ เป็น
เรอื่ งของบคุ คลผู้เดยี ว ท่านถอื วา่ มีความสุขทางจิต ใจและสะดวกทางความเพยี รมาก เพราะการ
ถอดถอนกิเลส ท่านก็ถอดถอน ได้ด้วยอ�ำนาจความเพียรของบุคคลผู้เดียวดังที่กล่าวผ่านมาแล้ว
ตอ่ มาคอ่ ยมพี ระทยอย ไปหาทา่ น มที า่ นเจา้ คณุ เทสก์ อำ� เภอทา่ บอ่ จงั หวดั หนองคาย ทา่ นอาจารย์
สาร ทา่ นอาจารยข์ าว วัดถำ้� กลองเพล เป็นต้น แตอ่ ยูก่ บั ท่านชว่ั ระยะกาลเทา่ นั้น ทา่ นกส็ งั่  ให้
ออกหาที่วิเวกตามท่ีต่าง ๆ แถบหมู่บา้ นชาวเขาทีต่ ั้งอยหู่ า่ ง ๆ กัน ที่ชายเขาบ้าง บนหลังเขาบ้าง
หม่บู า้ นละ ๔ – ๕ หลังคาเรอื นบา้ ง ๙ – ๑๐ หลังคาเรอื นบา้ ง พอ ได้อาศัยเขา ไปเปน็ วัน ๆ
ท่านเองกช็ อบอยลู่ �ำพงั องค์เดียวตามนสิ ยั

พระกรรมฐานสมัยท่านเปน็ ผู้นำ� พาด�ำเนนิ ครัง้ นน้ั ปรากฏวา่ เด็ดเดี่ยวอาจหาญมาก เที่ยว
แสวงหาธรรมกนั แบบเอาชีวติ เขา้ ประกันจริง ๆ ไ มอ่ าลัยชวี ิตย่ิงกว่าธรรม ที่ ใดมีสตั ว์เสือชุม ทา่ น
ชอบสัง่  ให้พระ ไปอยูท่ นี่ ัน้ เพราะเป็นทช่ี ว่ ยกระต้นุ เตอื นสตปิ ัญญามิ ให้นิง่ นอน ใจ ความเพียร
ก็จ�ำต้องติดต่อกัน ไปเองและเป็นเคร่ืองหนุนจิต ใจ ให้มีก�ำลังขึ้นอย่างรวดเร็วกว่าปรกติท่ีควร
จะเป็น ทา่ นเองกพ็ กั บำ� เพญ็ เปน็ สขุ วหิ ารธรรมอยสู่ บาย ในปา่  ในเขาทส่ี งดั ปราศจากผคู้ นทงั้ กลางวนั
กลางคนื การติดต่อกับพวกกายทิพย์ เช่น เทวบุตร เทวดา อนิ ทร์ พรหม พญานาค ภูตผิ ี ทีม่ าจาก
ที่ต่าง ๆ ท่านถือเปน็ ธรรมดา เชน่ เดยี วกบั มนษุ ยต์ ดิ ตอ่ กบั พวกมนษุ ยช์ าตติ า่ ง ๆ ทรี่ ภู้ าษากนั เพราะ
ทา่ นชำ� นชิ ำ� นาญ ในทางน้ีมาช้านานแลว้

ท่านพักอยู่ท่ีป่าที่เขา โดยมากก็ท�ำประ โยชน์แก่พวกกายทิพย์น้ีและพวกชาวเขาซ่ึงเป็นคน
ซือ่ สัตยส์ จุ ริต ไมค่ อ่ ยมแี งง่ อนตา่ ง ๆ เวลาเขารูน้ ิสยั และซาบซึ้ง ในธรรมท่านแล้ว เขาเคารพเล่อื ม ใส
ทา่ นมาก แบบเอาชีวิตเขา้ ประกัน ได้เลย ค�ำวา่ ชาวป่าชาวเขา เช่น พวกอกี ้อ ขมุ มเู ซอ แม้ว ยาง
เหลา่ นี้ ตามความคาดหมายของคนทั่ว ไปเขา้  ใจวา่ เขาเป็นคนป่าคนเขารปู รา่ งทั้งหญิงทัง้ ชายต้อง
ข้ีร้ิวขเ้ี ลอะตัวด�ำกำ�  โคลนราวกับตอตะ โกแน่ ๆ  แตท่ า่ นว่าคนพวกน้ีรปู รา่ งหน้าตาสวยงามและขาว
สะอาดสะอา้ น กิรยิ าเรยี บรอ้ ยมรี ะเบยี บขนบธรรมเนยี มดี เคารพนบั ถอื ผู้ ใหญแ่ ละผเู้ ปน็ หวั หนา้  

134

ในหมบู่ า้ นดมี าก สามคั คกี นั ด ีไมค่ อ่ ยมปี ระเภทแหวกแนวแฝงอย ู่ในหมบู่ า้ นเหลา่ นนั้  ในสมยั น้นั มี
ความเช่ือถือผ ู้ใหญ่และหวั หน้าบา้ นมาก หวั หนา้ พดู อะ ไรชอบเช่อื ฟังและท�ำตาม ไม่ด้ือดึงฝ่าฝนื
ส่งั สอนกง็ า่ ย ไม่ค่อยมที ิฏฐมิ านะ ค�ำว่าป่าแทนที่จะเป็นปา่ เถอ่ื นแบบสัตว์ แต่กลบั เป็นป่าแห่งคนดี
มสี ตั ยม์ ศี ีล ไมม่ กี ารฉกลกั ข โมยปลน้ จี้กนั เหมอื นปา่ มนษุ ย์ล้วน ๆ

ป่า ไม้ ป่าสตั ว์ เป็นปา่ ท ่ีไม่ค่อย ไดร้ ะเวยี งระวงั มากเหมือนป่ามนุษย์ล้วน ๆ ทเ่ี ตม็  ไปด้วยภัย
นานาชนิด กเิ ลส ความ โล โภ โท โส โม โห เปน็ ป่าลึกลับชนิดท ่ีโดนเอา ๆ ไ ม่เวน้ แต่ละเวลา เมื่อ 
โดนเข้าแลว้ ตอ้ งเปน็ แผลลึกอยภู่ าย ใน และคอยท�ำลายสขุ ภาพทางร่างกายและจติ  ใจ ให้เกิดทุกข์
เสียหาย ไปนาน ๆ ไม่คอ่ ยมีวันหาย ไดเ้ หมอื นแผลชนดิ อ่นื  ๆ และ ไมค่ อ่ ยสน ใจหายามาระงับหรอื
ก�ำจดั กันด้วย แผลลกึ ทกี่ เิ ลสเหลา่ นตี้ ำ� จึงมักจะเปน็ แผลเรือ้ รัง ผู้ถูกตำ� ก็มักปลอ่ ยทง้ิ  ไว ้ใหห้ าย ไปเอง
ป่าประเภทน้มี ีอยู ่ใน ใจของมนษุ ยห์ ญิง – ชาย พระ – เณรทกุ คน ไม่เลอื กหนา้ ถา้ เผลอก็เสยี ทา่
ใหม้ ันจน ได้ ท่านวา่ เท่าที่ท่านพยายามอย่ ูในป่าก็เพื่อจะก�ำจดั ตัดปา่ เสือรา้ ยภาย ในตัวคกึ คะนอง
และ โหดรา้ ยทารณุ  ไม่มวี ันสงบซบเซาลงบา้ งเลยน้ี ใหส้ งบหรือ ตาย ไปจาก ใจ พอ ไดอ้ ยู่สบาย
หายวนุ่ บา้ ง สมกับมนุษยเ์ ป็นสัตว์ฉลาดแสวงหาความสุข ใส่ตน ในเวลาที ่ได้เกิดมาเป็นคนท้งั ชาติ
ไมข่ าดทุนสูญอำ� นาจวาสนาแห่งความเป็นมนุษย์ ไปเปล่า ๆ

ท่านอยูป่ า่ อยู่เขาเชน่ น้ัน เวลามีหม่คู ณะ ไปอาศยั ท่าน การอบรมสง่ั สอนกเ็ ดด็ เดี่ยว ไปตาม
สถานท่ีและผู้ ไปเกีย่ วข้อง เพราะผทู้  ่ีไปหาทา่ น โดยมากมกั มีแตผ่ กู้ ล้าตายแบบเสียสละทกุ อย่าง
แล้วทงั้ นนั้ การสัง่ สอนจึงท�ำ ให้สมภมู ทิ ง้ั สองฝ่าย จะตายก็ยอม ใหต้ าย ไปดว้ ยความเพยี ร เมอื่ ชีวติ
ยงั เปน็  ไปอยู่ก็ขอ ให้ร ู้ให้เหน็ ธรรมและหลุดพ้นจากทุกขภ์ าย ใน ใจ ไม่ต้องกลบั มาเกดิ  – ตายและทน
ทกุ ขซ์ ำ�้ ซากอย ู่ใน โลก ไม่มีขอบเขตแห่งความสนิ้ สุดนี้ การอบรมสัง่ สอนพระ ในคราวอยเู่ ชยี ง ใหม่
ผดิ กบั แตก่ อ่ นอยู่ ไม่มกี ารอนุ โลมผอ่ นผัน ใด ๆ เลย แมพ้ ระท่ ีไปอบรมกับทา่ น โดยมากกเ็ ป็นพระ
ประเภทปฏ ิโลม ฟงั กนั แบบปฏ ิโลมคือคอยจอ้ งมองดกู เิ ลสของตวั จะแสดงขึน้ มาอยา่ ง ไรบ้าง เพือ่
ปราบปราม ใหห้ ายพยศลดกำ� ลงั ลง โดยถา่ ยเดยี ว ม ิได ้ไปสน ใจคดิ วา่ ทา่ นเทศนห์ นกั  ไป เผด็ รอ้ น ไป
ยิ่งท่านเทศน์เผ็ดร้อนเท่า ไร ธรรมก็ย่ิงสูงข้ึนเป็นล�ำดับ ใจก็ย่ิงสงบแนบแน่นดีส�ำหรับผู้ที่อยู่ ใน
ขั้นสงบ ผอู้ ย ู่ในขน้ั ปญั ญาจติ กพ็ ยายามคิดค้นตามค�ำเทศนท์ า่ น ไปเรอ่ื ย ไมล่ ดละ ท่านอยู่เชยี ง ใหม่
เทศนธ์ รรมสูงมาก เพราะความรู้ท่านกเ็ ต็มภมู ิ ผู ้ไปศกึ ษาอบรมกม็ ีภมู ิจติ  ใจสงู และเปน็  ไปด้วย
ความหมายมั่นป้ันมือท่จี ะ ใหร้  ู้ใหเ้ หน็ ข้นั สูงขนึ้  ไปเป็นล�ำดับจนสดุ ภูมิ นอกจากเทศน์ธรรมดาแล้ว
ยงั มธี รรมแปลก ๆ คอยดัก ใจผู้คดิ ออกนอกลนู่ อกทางอีกด้วย ประเภทหลงั น้ีมีอ�ำนาจมาก ในการ
ดักจบั และปราบ โจรภาย ในของพระท่ีชอบขโมยสง่ิ ของเกง่ แบบ ไม่เลอื กกาลสถานท่ี คือข โมยคิด

135

เร่อื งร้อยแปดตามนสิ ยั ของคนมีกเิ ลส ม ิใชแ่ บบเขาข โมยกนั ทวั่  ๆ  ไป

มาถึงตอนนม้ี ีเรอื่ งแปลก ๆ ท ่ีไมน่ ่าจะม ีได้ แต่ก ็ไดม้ แี ทรกข้นึ  ในวงกรรมฐานมาแลว้ สมัย
ทา่ นพกั อยู่ ในเขาท่ีเชยี ง ใหม่ จงึ ขออภยั เขยี น ไว้บ้างตามที่ ไดย้ นิ มา เผื่อเปน็ ข้อคิดและเป็นคตเิ ตอื น 
ใจแกช่ าวเราทีต่ า่ งกก็ �ำลงั ตกอยู ่ในภาวะทำ� นองเดียวกนั เร่อื งน้ีคดิ วา่ เป็นเรือ่ งกรรมกนั  โดยมาก
บรรดาท ี่ไดท้ ราบกนั  ในวง ใกลช้ ดิ มที า่ นพระอาจารยม์ นั่ เปน็ ตน้ ผ ู้ใหข้ อ้ วพิ ากษว์ จิ ารณเ์ รอ่ื งนพี้ อ ได้
เปน็ ขอ้ คิดตลอดมา พระอาจารยร์ ปู หน่งึ ซง่ึ เคยอย่กู ับทา่ นอาจารยม์ ั่นเลา่  ให้ฟงั ว่า บ่าย ๆ วนั หนง่ึ
ท่านกับพระอีกรปู หนง่ึ  ไปอาบน้�ำที่แอ่งหิน ใกลก้ บั หนทาง ไป ไร่ ไปสวนของชาวบา้ นแถบน้ัน แตอ่ ยู่
หา่ ง ไกลจากหมบู่ ้านมาก ขณะจะลงอาบน้ำ� เผอิญมีพวกสีกามาจาก ไรเ่ ดินผา่ นมาท่ีตรงนั้นซ่งึ แต่
ก่อน ไม่เคยมเี ลย พอพระรปู น้ันเจอเข้าจติ ก็เกดิ แปรปรวนขึ้นมาทนั ทีทัน ใด โดย ไม่ทัน ไดม้ ีสติยับย้ัง
เอาเลย จงึ เกดิ เปน็  ไฟราคะตัณหาเผาลนตัวเองขนึ้  ในขณะนั้นและรอ้ นสมุ อยู่ตลอด ไป พยายาม
แก ้ไขเทา่  ไรก ็ไมต่ ก ทัง้ กลัวทา่ นอาจารยจ์ ะทราบกก็ ลัว ท้ังกลัวเจา้ ตัวจะเสีย ไปเพราะเรื่องนีก้ ก็ ลัว
เลยทำ�  ใหพ้ ระรปู น้นั ตง้ั ตวั  ไม่ติดนบั แต่ขณะนัน้  ไปถงึ กลางคนื จนตลอดคนื ท่พี ิจารณากันอยู่อย่าง
ไมห่ ยุดยงั้ ลดละ เพราะความ ไม่เคยเปน็ มาก่อนเลย เพงิ่ มาเจอเอาขณะนั้น ทา่ นจึงรู้สึกเป็น
ทกุ ขม์ าก ในคนื นน้ั ทา่ นอาจารยก์ พ็ จิ ารณาทราบเชน่ กนั วา่ พระรปู น ี้ไปเจอเอาของดเี ขา้ แลว้ กำ� ลงั
เกิดความกระวนกระวายด้วยความรักและความกลัว ตลอดคืนมิ ได้หลับนอนด้วยความพยายาม
แกไ้ ขอย่างสดุ กำ� ลงั ตื่นเช้าขึน้ มาท่านกม็  ิได้ว่าอะ ไร เพราะทราบว่าเจ้าตัวกำ� ลงั กลัวท่านมาก
อย่แู ล้ว ถ้า ไปวา่ เข้าเดีย๋ วเกดิ เป็นอะ ไร ไปก็ยิ่งจะแย่เข้า ไปอีก ท่านแสดงอาการย้ิมต่อพระองค์น้ัน
ขณะที่มาพบกันตอนเชา้ ดูอาการของเธอทง้ั อายท้งั กลัวทา่ นมากแทบตัวส่ัน ท่านก็ทำ� อาการเป็น 
ไมร่ ้ ูไม่ชเ้ี ฉย ๆ ไ ปเสยี

พอถึงเวลาบิณฑบาตท่านเลยหาอุบายพูดเพื่ออะ ไรก็ยากจะเดา ได้ถูกว่าท่าน...ก�ำลังเร่ง
ภาวนาอยา่ งเอาจรงิ เอาจงั จะเร่งตอ่  ไป ไม่ต้อง ไปบณิ ฑบาตก ็ได้ ไปแตพ่ วกเราก็ยงั  ได้ พระเพยี ง
องคเ์ ดยี วจะเลย้ี ง ไม่ ได้อย่าง ไร ทา่ นอยากภาวนาต่อก็ ไปภาวนาเสีย ภาวนาเผอื่ หมู่คณะด้วยนะ
แต่ทา่ นมิ ไดม้ องดูพระรปู นั้นเลย เพราะท่านทราบดยี งิ่ กวา่ พระรปู นน้ั จะทราบเรอ่ื งของตวั อย่แู ล้ว
ว่าแลว้ ท่านก็น�ำหมู่คณะออกบิณฑบาต สว่ นพระรปู นัน้ กจ็ �ำ ใจเขา้ ทางจงกรมทำ� ความเพียร ทั้งนี้
ทา่ นทำ� เพือ่ อนุเคราะหพ์ ระที่เป็นขนึ้ ดว้ ยความบังเอญิ ไม่มเี จตนา แต่สุดวสิ ยั จะหา้ ม ได้ ท่านก็
ทราบวา่ พระรปู นน้ั พยายามอยูอ่ ย่างเตม็  ใจท่ีจะแกเ้ รื่องของตัว จึงตอ้ งหาอุบายช่วยดว้ ยวิธีตา่ ง ๆ
โดยม ิใหก้ ระทบกระเทือนจติ  ใจเธอแตอ่ ยา่ ง ใด เวลากลบั จากบณิ ฑบาตมาถงึ ทพี่ ักแล้วกพ็ รอ้ มกัน
จดั อาหาร ใส่บาตรเธอ และสัง่  ใหพ้ ระ ไปนิมนตเ์ ธอมาฉันหรอื จะฉนั ณ ท่อี ยู่ของตนก ็ไดต้ ามแต่

136

สะดวก พอทราบเธอกร็ บี มาฉันรว่ มหมู่คณะ ขณะเธอเดนิ มาทา่ นก็ทำ� เปน็  ไมร่ ู้ ไม่เหน็ ไม่มอง
แตพ่ ูดอยา่ งน่มิ นวลอ่อนหวานเพือ่ ประสาน ใจที่เปน็ รอยรา้ วตลอดมาน้นั ไม่ปรารภเรอ่ื งทจ่ี ะท�ำ ให้
เสยี  ใจ ใด ๆ เลย แม้เธอจะมาฉนั รว่ มหมคู่ ณะแตก่ ฉ็ นั  ไดน้ ดิ เดียว พอเปน็ พธิ ี ไม่ ใหเ้ สยี มรรยาท
เทา่ นนั้ วนั น้นั พระทอี่ ยดู่ ว้ ยกนั สองรปู คอื รูปท่ีเลา่ นด้ี ้วย เพราะแต่ก่อนทา่ นยงั  ไม่ทราบเรื่อง
พากนั เกดิ ความสงสยั  โดยคดิ วา่ แตก่ อ่ นทา่ นอาจารย ์ไมเ่ คยทำ� อยา่ งนก้ี บั  ใครเลย แตม่ าคราวนที้ า่ น
ท�ำ ไมถึงท�ำอย่างน้กี บั ทา่ น... นี้ ชะรอยท่านคงภาวนาดีแน ่ ๆ ท่านถงึ  ไดช้ ่วยสนบั สนุน พอ ได ้
โอกาสก็แอบ ไปหาทา่ น... นนั้ ถามการภาวนาว่า ทา่ นอาจารย์วา่ ท่านกำ� ลงั เรง่ ความเพยี รจึง ไม ่ให้ 
ไปบณิ ฑบาต แต่ทา่ นมิ ได้บอกวา่ ทา่ นภาวนาดี ทีนกี้ ารภาวนาทา่ นเป็นอยา่ ง ไรบ้าง นิมนตเ์ ลา่  ให้
ผมฟังบ้าง

พระรปู นั้นกย็ ม้ิ แหง้  ๆ แล้วตอบว่า ผมจะภาวนาดียัง ไงทา่ นอาจารย์เห็นคนจะตาย ทา่ น
ก็ทำ� ท่าช่วยเสริม ไปตามอุบายแหง่ ความฉลาดของท่านอย่างนั้นเอง ผถู้ ามเซา้ ซ ้ีใหเ้ ลา่  ใหฟ้ ังตาม
ความจรงิ ต่างก ็ไล่กัน ไปเลย่ี งกนั มาอยู่พักหน่งึ และถามวา่ ทวี่ ่าท่านอาจารยเ์ หน็ คนจะตายทา่ นก็
ช่วยเสรมิ  ไวน้ ้ัน จะตายอยา่ ง ไรและช่วยเสรมิ อยา่ ง ไร ? เม่อื ทน ไม่ ไหวเธอก็ก�ำชบั วา่  ไม่ ให้เล่าถวาย
ทา่ นอาจารย์ทราบ เพราะท่านทราบเร่ืองของผมละเอยี ดแลว้ ยิ่งกวา่ ผมทราบเรื่องของตวั เป็น
ไหน ๆ ฉะนน้ั ผมจงึ กลวั และอายทา่ นมาก แลว้ พดู ตอ่  ไปวา่ วานนเ้ี รา ไปอาบนำ้� ดว้ ยกนั ทแ่ี อง่ หนิ
ทา่ น ไดเ้ หน็ อะ ไรบ้างขณะก�ำลงั จะอาบน้�ำ รปู ทีถ่ ามตอบว่าก็ ไม่เห็นเหน็ อะ ไร นอกจากผหู้ ญงิ ที่
พากันมาจาก ไรผ่ ่าน ไปบา้ นตอนพวกเราก�ำลงั จะอาบน้�ำนั้นเทา่ นน้ั

พระทีถ่ กู ถามตอบว่า นน่ั แลทา่ นที่ผมจะตายอยขู่ ณะนี้ จนถงึ กับท่านอาจารย ์ไม่ยอม 
ใหผ้ ม ไปบณิ ฑบาต ท่านกลวั จะ ไปสลบหรือตายอย ู่ในบา้ นขณะท ่ีไปเจอเขา้ อกี อยา่ ง ไรเลา่ ผมจะ
ภาวนาดอี ะ ไร ทา่ นทราบหรอื ยงั วา่ คนจะตายนั้นหรอื คอื คนภาวนาดี องค์ท่ถี ามตกตะลงึ โอ ้โฮ
ตายจรงิ ทา่ น ไปเป็นอะ ไรกบั เขาพวกน้ันเขา้ ล่ะ รูปน้นั ตอบว่าผมจะ ไปเป็นอะ ไรกับเขา นอกจาก 
ไปข โมยรกั เขาเขา้ โดย ไมร่ สู้ กึ ตวั จนกรรมฐานแตกกระเจงิ  ไปหมด ปรากฏแตค่ วามสวยงามกบั ความ
บา้ รักของผมเท่าน้นั เหยียบยำ่� ท�ำลายหวั  ใจผมแทบตายทงั้ คนื เมอื่ คนื นี้ แมเ้ ดีย๋ วนกี้ ย็ งั  ไมล่ ดละ
เรอ่ื งบ้านั่นเลย ไมท่ ราบจะทำ� อย่าง ไรกบั มนั ทา่ นชว่ ยผมหนอ่ ย ได ้ไหม นับวา่ เมตตาเอาบุญ

องค์ถาม เวลานี้ก็ยัง ไมล่ ดลงบา้ งหรอื  ? เปล่า เธอตอบ ซง่ึ เปน็ คำ� ท่ีน่าสงสารเอามากมาย
องค์ถาม ถ้าอยา่ งน้นั ผมจะชว่ ย ใหอ้ ุบายทา่ น คือถา้ ทา่ น ไมส่ ามารถระงบั มัน ได้ ท่านฝนื อยูท่ ีน่ ี่
ต่อ ไปก็ ไม่เกิดประ โยชน์อะ ไร นอกจากมนั จะกำ� เรบิ ข้ึนเท่านั้น ผมวา่ ทา่ นควรหลีกจากทีน่  ่ีไปหา

137

ภาวนาเสียท่อี ่นื จะดกี วา่ ถ้าทา่ น ไม่สามารถกราบเรียนทา่ นอาจารย์ ได้ ผมจะชว่ ยกราบเรียนท่าน 
ให้ วา่ ท่านประสงค์จะ ไปแสวงหาที่วเิ วก ใหม่เพราะอยทู่ ่ีน ี่ไมส่ บาย เขา้  ใจวา่ ทา่ นคงจะอนุญาต
ทันที เพราะทา่ นก็ทราบเร่อื งทา่ นดีอยู่แล้ว โดยปรยิ าย เป็นแต่ทา่ นยัง ไม่พูดเทา่ นัน้ เกรงทา่ นจะ
อายท่าน เธอก็เห็นดดี ้วยและตกลงกัน ในขณะนั้น

พอตกเยน็ ท่านทีจ่ ะช่วยอนุเคราะห์กเ็ ข้า ไปกราบเรยี นทา่ นอาจารย์ ทา่ นกอ็ นญุ าตทันที
แต่มปี ญั หาเหนบ็ แนมมาดว้ ยอยา่ งลึกลับว่า โรคกรรมนีม้ ันหายยาก โรคทีม่ ีเชอื้ เดิมอยแู่ ล้วตดิ ต่อ
ลุกลาม ได้เร็ว เทา่ น้ที ่านก็หยดุ  ไม่พูดอะ ไรตอ่  ไปอกี แม้ผู้ ไปกราบเรียนก ็ไม่เข้า ใจปญั หาท่าน
เร่ืองน้ีต่างคนตา่ งปดิ กัน คอื ผู้เปน็ ก็ปดิ ทา่ นอาจารย์ ผู้อนุเคราะห์ช่วยเหลือก็ปิดทา่ นอกี แม้
ทา่ นอาจารยเ์ องกป็ ิด ทง้ั ท่ที ราบอย่างเต็ม ใจแล้วกท็ �ำเปน็ เหมือน ไมท่ ราบ ตา่ งคนตา่ ง ไม่ยอมบอก
ความจรงิ ต่อกนั แตต่ า่ งฝ่ายต่างกร็ ูเ้ รือ่ ง ได้ดดี ว้ ยกัน วันหลงั เธอกเ็ ข้า ไปกราบนมสั การลาท่าน
ทา่ นกอ็ นุญาต ให ้ไปด้วยดี โดยมิ ไดพ้ ูดเร่ืองเธอแตอ่ ยา่ ง ใด

เธอ ไปพกั อย ู่ในหมู่บา้ นแหง่ หนึง่ ซง่ึ  ไกลจากหมูบ่ า้ นน้ันมาก ถา้ ม ิใช่กรรมดงั ทา่ นอาจารย์ว่า
จรงิ  ๆ  กค็ งหวังพ้นภัย ได้แน่ ไมม่ อี ะ ไรเกดิ ข้ึน ไดอ้ กี แตก่ เ็ จา้ กรรมอนิจจา เปน็ ดงั ท่านว่า ไม่ผดิ
แมก้ ระเบยี ดเดียว พอเธอหายหน้า ไปจากบา้ นนนั้ ไม่นานนกั ลูกศรท่ีอยทู่ างน้ีก็คงเจ้ากรรมอย่าง
เดยี วกนั อกี อุตส่าห์ด้นดน้ั เปะปะ ไปหาจนเจอกนั เขา้ จน ได้ ซึง่ ธรรมดาผ้หู ญิงป่า ไม่เคยเป็น ไป
อย่างนั้น แต่ก ็ไดเ้ ป็น ไปเสียแล้ว จึงเปน็ เร่ืองท่นี า่ คิดอยา่ งยงิ่ หลังจากท่านอาจารย์และหมคู่ ณะ
จากหมบู่ า้ นนนั้  ไป ไมน่ านนกั กท็ ราบวา่ พระองคน์ นั้ สึกเพราะดมยาสลบซ�้ำ ๆ ซาก ๆ จนทน ไม่ ไหว
สุดท้ายกรรมก็พาหมุนกลับมา ได้เสียเป็นคู่ผัวตัวเมียกันกับสาวงามชาวเขาเผ่ามูเซอคนน้ันที่บ้าน
น่ันเอง นบั วา่ กรรมเอาเสยี จรงิ  ๆ ถา้  ไมก่ รรมแลว้ จะเป็น ไป ได้อย่าง ไร

เพราะเท่าที่พระองค์น้ันเล่า ให้ฟังขณะที่ ใจเริ่มก�ำเริบทีแรกก็เพ่ิงเร่ิมพบกันขณะเดียว
เท่าน้นั มิ ได้เคยพบเห็นและพดู จาพาทีกนั ท่ี ไหนมาก่อนเลย ขอ้ นบ้ี รรดาพระทอ่ี ย่รู ่วมกันมา
ก็ยอมรบั ว่าเปน็ ความจรงิ เพราะอยู่ดว้ ยกัน ในวดั ตลอดเวลา ม ิได ้ไป ไหนมา ไหนพอจะหลวมตัว
ทง้ั กอ็ ยกู่ บั ท่านพระอาจารยเ์ สียเอง อนั เปน็ สถานท่ี ใหค้ วามปลอดภยั ตลอดมา ไมม่ ีข้อที่น่าสงสัย
นอกจากเจา้ กรรมหรือคูบ่ าปคบู่ ุญมาถงึ เขา้ เทา่ น้นั เธอเล่า ใหพ้ ระท่เี คยอนเุ คราะหฟ์ งั ว่า เพยี ง
ประสาททางตากระทบกนั เท่าน้ันมนั เหมอื นดมยาสลบเขา้  ไป ไม่ ไดส้ ตสิ ตงั เอาเลย ปรากฏแต่
ความรักความผูกพันมัดจิตมดั  ใจจนแทบจะหาย ใจ ไม่ออก ท�ำ ให้จิต ใจเซ่อซ่า ไปตามอารมณ์น้ัน
จนตัว ไมเ่ ปน็ ตัวของตวั และ ไมม่ เี วลาลดหยอ่ นผ่อนคลายลงบ้างเลย เมือ่ เห็นท่า ไม ่ไดก้ ารก็พยายาม

138

ปลกี ตวั หนี ไป เจ้าของยากต็ าม ไปเยี่ยมคน ไขอ้ กี เรอ่ื งกเ็ สร็จกันเทา่ น้ันเอง จะ ไปท่ ีไหนรอด ใคร 
ไมเ่ คยถูกก็ดยู ้มิ  ได้ ถา้ ถกู เขา้ ก็รเู้ อง เพราะมิ ใชพ่ ระสุนทรสมุทรพอจะเหาะออกทางทวารบนแห่ง
บ้าน ได้ ตามปรกตพิ วกนี้ ไมค่ ุ้นกับพระ แตก่ รรมหากพาเป็น ไปเอง เร่ืองกรรมนจ้ี งึ  ไมส่ ้นิ สุดอยู่
กบั ผ ู้ใด เพราะกรรมมอี �ำนาจเหนอื  ใคร ใน โลกท่สี รา้ งกรรม พระอาจารยท์ ่านทราบอย่างเต็ม ใจจงึ
ต้องมีอบุ ายปฏบิ ัตติ ่อเธออยา่ งน้นั ทัง้  ๆ ที ่ไมเ่ คยทำ� ต่อผู้ ใดมากอ่ นเลย แตก่ ค็ งสดุ วสิ ยั ทา่ นจึงมิ ได้
แนะอบุ ายอะ ไร เพ่อื เธอ ใหย้ งิ่ ไปกว่าทีอ่ นเุ คราะหม์ าแล้วนนั้ เรอื่ งก็ลงเอยกนั ตรงท่ีเมอื่  ไป ไม่รอด
ก็จำ� ตอ้ งจอดเรือ ซึ่งเป็นคติธรรมดาของ โลกท่อี ย ู่ใต้อ�ำนาจของกรรม ดงั นนั้ จงึ  ได้น�ำเร่ืองน้ีมาลง 
ไวเ้ พอ่ื เปน็ คตเิ ตือน ใจพวกเราทอี่ าจเป็น ได้ หากเปน็ การ ไม่สมควรประการ ใดกห็ วงั  ไดร้ ับอภยั จาก
ทา่ นผ้อู า่ นตามเคย

กอ่ นจะมาถงึ เรอื่ งนี้ ไดก้ ลา่ วถงึ ความรพู้ เิ ศษของทา่ นพระอาจารยม์ นั่ ทเ่ี คยดกั จบั ข โมยพระ
ได้ผลดี และเปน็ เคร่อื งมอื ดกั  ใจทาย ใจท่คี ดิ ออกนอกลู่นอกทาง ให้รู้สกึ และระมัดระวังตัว ไดด้ ี เวลา
ทา่ นพักอยทู่ เ่ี ชียง ใหม่ เม่ือมพี ระปฏิบัติท่เี ด็ดเด่ยี วอาจหาญทางความเพียร ไปหา ทา่ นมกั จะ ใช้วิชา
แขนงนช้ี ่วย ในการส่งั สอนเสมอ ไมค่ ่อยระวังว่าจะเกดิ ผลเสียหายตามมาดังท ี่ใชก้ ับผ้ ูไมต่ งั้  ใจจริงจงั
โดยมากพระท ่ีไปอบรมเป็นผู้ม่งุ ตอ่ อรรถตอ่ ธรรมจริง ๆ  พอรวู้ า่ ตวั ผดิ และท่านตกั เตอื น จะเปน็
ทางตรงหรือทางออ้ ม กพ็ รอ้ มทีจ่ ะแก ้ไขความผิดของตนอย่างเต็มสติกำ� ลงั ไมล่ ะอายและกลวั ทา่ น 
ในส่ิงท่ตี นพลงั้ เผลอเมอื่  ไดร้ บั ค�ำตักเตอื นจากทา่ น โดยอบุ ายต่าง ๆ  การอบรมสั่งสอนทา่ นก็เมตตา
แสดงอย่างถงึ  ใจผฟู้ ังจรงิ  ๆ  ไมป่ ิดบังลลี้ บั ท้ังความรภู้ าย ในและการช้แี จงของผูม้ คี วามบกพรอ่ งของ
ผมู้ าศกึ ษา ผิดถกู อยา่ ง ไรกว็ า่ กลา่ วสั่งสอนกนั  ไปตามเรอื่ ง เจตนาหวงั สงเคราะห์กนั จรงิ  ๆ ผู้มา
ศึกษาก็ ไม่แสดงอาการกระด้างวางตัว ในลักษณะของผู้ ไม่ยอมรับความจริงหรือหยิ่งในภูมิว่าตน ได้
รับการศึกษามามาก ซงึ่ มกั มแี ทรกอยเู่ สมอ

การอธิบายธรรมของทา่ นก�ำหนดแนน่ อน ไม่ ไดต้ ้องข้ึนอยกู่ ับผู้ ไปศึกษาเป็นราย ๆ ไ ป ผู้ ไป
ศกึ ษามภี ูมิธรรมขน้ั  ใดกอ็ ธิบาย ใหฟ้ ังตามจุดทส่ี ำ� คญั  ๆ  ทง้ั จุดที่เห็นว่าถูกต้องแล้วเพอื่ สง่ เสรมิ  ใหย้ ่ิง
ขนึ้  ไป ทง้ั จดุ ทเี่ หน็ วา่  ไมถ่ กู และลอ่ แหลมตอ่ อนั ตราย เพอื่ ผนู้ น้ั จะมที างลดละปลอ่ ยวาง ไมด่ ำ� เนนิ
ต่อ ไป การแสดงธรรมแก้จิต ใจของนักปฏิบัติธรรมท่ี ไปศกึ ษา ไต่ถาม นบั วา่ ท่านอธบิ ายอยา่ ง
มนั่ เหมาะตามจุดแหง่ ความสงสัย ไมผ่ ดิ พลาด ผู ้ไปศกึ ษาไมผ่ ดิ หวัง เทา่ ทที่ ราบมาซึง่ ควรจะพดู
ได้ว่า ร้อยท้ังรอ้ ยต้องมีหวงั ถ้าเป็นทางจติ ตภาวนา เพราะท่านชำ� นชิ �ำนาญทางจิตตภาวนามาก
นบั แต่ขัน้ ตำ�่ ถงึ ขน้ั สงู สดุ  ไม่มีอะ ไรบกพรอ่ ง การแสดงออกแห่งธรรมแต่ละประ โยคจงึ จับ ใจ ไพเราะ
หาทางเสมอ ไดย้ าก ในสมยั ปัจจุบัน แสดงเร่อื งศีลกน็ า่ ฟัง แสดงสมาธิทุกข้ันและปัญญาทุกภูมิ

139

ก็ถึง ใจอย่างย่ิง ฟังแล้วท�ำ ให้อ่ิมเอิบเพลิดเพลิน ไปหลายวันกวา่ ความรสู้ กึ นน้ั จะจางลง

ปรกตทิ ที่ า่ นอย ู่ในปา่  ในเขา โดดเดย่ี วแตผ่ เู้ ดยี ว ในเวลาบำ� เพญ็ เพอ่ื ธรรมเบอ้ื งสูง ทา่ นวา่ ท่าน
อยู่กบั ความเพยี รทาง ใจแทบตลอดเวลา จะมเี วลาว่างเฉพาะเวลาหลับนอนเทา่ นนั้ นอกนนั้ เปน็
ความเพยี รลว้ นๆ โดยม ิไดก้ ำ� หนดอริ ยิ าบถ ใด ๆ เลย การพจิ ารณาธรรมภาย ในเพ่อื ถอดถอนกเิ ลส
มีสติกบั ปญั ญาเปน็ เพื่อนสอง คือท่านพูดคุย โตต้ อบกบั กิเลสดว้ ยสติปัญญา มีความมุ่งม่ันเพื่อ
แดนพ้นทุกข์เป็นส่ือชวน ให้คุยกับส่ิงเหล่าน้ัน แต่มิ ได้พูดคุยด้วยปากเหมือนเราคยุ กนั หลายคน
หากแตพ่ ดู คยุ ดว้ ยการคดิ การ ไตรต่ รอง การ โตต้ อบกบั กเิ ลสภาย ในดว้ ยสตปิ ญั ญา กิเลสผู้คอยหา
ช่องทางออกตัวจะออกทาง ใดชอ่ ง ใดหรอื ตบตอ่ ยผกู มัดท่านด้วยกลอบุ าย ใด ทา่ นก็ ใช้สติปัญญา
ตามต้อนตบตีขยี้ขยำ� กิเลส โดยอบุ ายต่าง ๆ  จนเอาชนะ ไป ได้เปน็ พัก ๆ 

จุด ใดที่ท่านทราบว่ากิเลสยังเหนือกว่าอยู่ก็พยายามส่งเสริมอาวุธ คือสติปัญญาศรัทธา
ความเพียร ให้มีก�ำลังกล้าขน้ึ  โดยล�ำดบั จนกว่าจะเหนอื กว่าก�ำลงั ของกิเลสทเี่ ปน็ ฝา่ ยข้าศกึ จน
เอาชนะ ไป ได้ โดยตลอดถึงขั้น โลกธาตุหว่ัน ไหวภาย ใน ใจขณะเจ้าผู้ครองวัฏฏจิตถูกท�ำลายลงด้วย
มรรคญาณ ดังทเ่ี ขยี นผา่ นมาแลว้ นเี่ ปน็ วธิ ดี ำ� เนนิ ความเพยี รทา่ น ในขน้ั สดุ ทา้ ย คอื การเดนิ จงกรม
การนง่ั สมาธภิ าวนาทา่ นมิ ไดก้ ำ� หนดเวลา แต่ถือเอาความเพยี รเพื่อชยั ชนะเปน็ ที่ตั้ง ไปตลอดสาย มี
สติปัญญาเป็นเคร่อื งดำ� เนนิ พอพ้นจากดงหนาปา่ ทบึ  ไป ได้แลว้ ทา่ นว่าเคร่อื งมือเขา้ สสู่ งครามคือ
สตปิ ัญญาประเภทนน้ั ย่อมหมดปญั หา ไปเอง เหลอื แต่สติปัญญาท ี่ใช้อยปู่ ระจ�ำขันธเ์ ทา่ นั้น เวลา
ต้องการ ใช้เพ่ือคิดอรรถคิดธรรมลึกต้ืนหยาบละเอียดหรือธุระอย่างอื่นก็น�ำมา ใช้เป็นคราว ๆ  ไป
พอสน้ิ เร่อื งแล้วก็ระงับ ไป ในท่นี ้นั เอง ไม่มกี ารเตรยี มรกุ เตรียมรบกับอะ ไรดังท่เี คยเปน็ มา ถ้า ไมม่ ี
ข้ออรรถข้อธรรมมาสัมผัสจิตพอจะ ให้คิดอ่าน ไตร่ตรอง ไปตามก็อยู่ ไปเหมือนคน ไม่มีสติปัญญา
หรือเหมือนคน โง่แบบ ไม่เอาเร่ืองเอาถ่านกับอะ ไรที่เคยเก่ียวข้องกันมาอย่างชุลมุนวุ่นวายนั่นเลย
ปรากฏมแี ตค่ วามสงบสุขเดน่ อยู่ ใน ใจประเภทอกาล ิโกเท่านัน้ ไมม่ ีอะ ไรมายุ่งเกี่ยว ถ้าอยลู่ ำ� พงั
ใจท่ีสงบราบคาบจากสิ่งทั้งหลาย ไม่คิด ไปถึงเร่ืองที่เคยมีเคยเป็นอยู่ตามธรรมชาติของเขา
ทว่ั ไตร โลกธาตุ กเ็ ปน็ เหมอื น ไมม่ อี ะ ไรเหลอื อยเู่ ลย ประหนงึ่ ดบั  ไปพรอ้ มกบั กเิ ลส โดยสนิ้ เชงิ

เวลามหี มคู่ ณะเขา้  ไปอาศยั อบรมดว้ ยกม็ กี ารประชมุ  ให ้โอวาทสงั่ สอน คอยตกั เตอื นวา่ กลา่ ว
 ในเวลาท่ีเห็นว่าราย ใด ไมส่ ู้งามตางาม ใจ หรอื ทราบเรื่องของ ใคร ในทางจิตตภาวนา โดยการ
แสดงภาพนิมิตของผู้น้ัน ให้ปรากฏเป็นความ ไม่ดี ไม่งามก็ดี โดยการรู้ขณะจิตที่คิด ไปนอกลู่
นอกทางกด็ ี กต็ ้องแสดงอุบายเป็นเชิงเปรียบเปรย ใหเ้ จา้ ตัวรู้ เพอ่ื ทำ� ความส�ำรวมระวังต่อ ไป

140

การแสดงภาพนิมิต ให้ปรากฏแก่จิตตภาวนาน้ัน จะขอยกตัวอย่างมา ให้ท่านผู้อ่านทราบ
พอเป็นเคร่ืองเทียบเคียงกับนิมิตท้ังหลายท่ีเคยปรากฏแก่จิตตภาวนาของท่านพระอาจารย์ม่ันเสมอ
มา ซ่งึ มลี ักษณะตา่ ง ๆ กันตามรปู การณข์ องผเู้ ปน็ ตน้ เหตุแห่งนิมติ นั้น ๆ  คอื มีพระรูปหนึ่งเมื่อเปน็
ฆราวาสเธอเคยเป็นนักมวยที่มีช่ือเสียง ในวงการมวย เวลาบวชแล้วเกิดความเล่ือม ใสอยากออก
ปฏบิ ัติธุดงคกรรมฐาน ได้ทราบกติ ติศพั ทก์ ิตติคุณของท่านพระอาจารย์ม่ันวา่ เปน็ พระปฏิบัตดิ ีและ
เชยี่ วชาญทางจติ ตภาวนานา่ เคารพเลอ่ื ม ใสมาก จงึ ออกเดนิ ทางมงุ่ หนา้  ไปสำ� นกั ทา่ นพระอาจารยม์ นั่
แต่ขณะที่จะออกเดินทาง ไปหาท่าน มิ ได้นึกเฉลียว ใจเรื่องของตัว คือเธอ ได้ถ่ายภาพนักมวย
ชกกันท่าตา่ ง ๆ  ไว ้ในกระเป๋าราว ๑๐ กว่าแผ่นติดยา่ ม ไปดว้ ย แต่ตอนเธอถา่ ยภาพน้ันจะถ่าย
แต่เมื่อ ไรทา่ นม ิได้เล่า ใหฟ้ งั

เวลาเธอออกเดินทางจากพระนคร ไปเชียง ใหม่หาท่านพระอาจารย์มั่นที่อยู่ ในภูเขาลึกจึง
น�ำตดิ ตวั  ไปด้วย พอ ไปถงึ กก็ ราบรายงานตวั และความประสงค์ถวายทา่ น ใหท้ ราบ ขณะน้นั ทา่ น
กม็ ิ ได้พูดเป็นเชิงตำ� หนหิ รอื ชมเชยแตอ่ ย่าง ใด เป็นอนั ว่าทา่ นรับ ให้อย ู่ในสำ� นกั ดว้ ย ตกกลางคนื
ท่านคงพจิ ารณาเรอ่ื งพระรปู นนั้ อยา่ งละเอียดแน่นอน พอตอนเชา้ เวลาพระมารวมกันทบ่ี รเิ วณท่ี
ฉนั ท่านก็ออกมาพอดี และเร่ิมพดู เรอ่ื งพระรปู นน้ั ออกมาทนั ทีวา่ ทา่ น....นตี้ ามเจตนาเดมิ ก็มุ่ง
มาเพื่อศกึ ษาอรรถธรรม มองดูอากปั กริ ิยาที่แสดงออกก็ ไมแ่ สลงหแู สลงตา เปน็ กริ ยิ าที่นา่ สงสาร
แตค่ นื นีท้ �ำ ไมทา่ นนแ้ี สดงกริ ิยานา่ กลัวพลิ กึ คอื ผมก�ำลงั นัง่ ภาวนาอยู่ ปรากฏว่าท่าน....เดนิ มายืน
ตรงหน้าผม หา่ งกนั ประมาณหนง่ึ วาเศษ แล้วต้ังหมัดตั้งมวยออกทา่ น้นั ทา่ น ้ีใหผ้ มดอู ยพู่ กั  ใหญ่
แล้วคอ่ ยถอยหา่ งออก ไป จากนั้นก็เดนิ ชกลมชกแลง้ เตะเมฆเตะหมอกเตะซา้ ยถีบขวา ไปจนลับ
สายตา ท่านน้ีเคยเปน็ นกั มวยมาหรอื อยา่ ง ไร กอ่ นจะมาบวชถงึ  ได้แสดงลวดลายนักมวย ให้ดู
เป็นการ ใหญ่

ขณะนั้นพระที่อยู่กับท่านและพระท่ีเป็นนักมวยต่างนั่งน่ิงเงียบด้วยความฉงนสนเท่ห์
เฉพาะรูปน้ันมองดหู น้าซดี เซยี ว ไปหมด วา่ อย่าง ไรท่าน.... ท่านเป็นอยา่ ง ไร ในความรูส้ กึ ถงึ  ได้
มาทำ� อย่างน้นั  ให้ผมดู แตด่ ีอย่หู นอ่ ยท่ี ไม่มาตอ่ ยเอาผมเขา้ เช้าวันนั้นท่านพดู เพียงเทา่ น้ันก็ยุติ
เพราะ ได้เวลาออกบณิ ฑบาต หลังจากน้ันก็ม ิไดพ้ ูดอะ ไรต่อ ไปอกี ตกกลางคนื ทา่ นอบรมพระ
เสร็จแล้วต่างก็แยกย้ายกัน ไปเรื่องก็ ไมม่ ีอะ ไร พอตกกลางคืนท่านคงพจิ ารณาพระรูปนน้ั อีก จงึ  ได้
เรอ่ื งพระรปู นน้ั มาพดู อกี  ในเชา้ วนั ตอ่ มาวา่ ทา่ น....นที้ า่ นมาหาผมเพอ่ื อะ ไรแน่ คนื นท้ี า่ นกม็ าตงั้ หมดั
ตง้ั มวย โดด โน้นเตะน้ี ใหผ้ มดเู กอื บตลอดคนื เรอื่ งท่านแสดงความผดิ ปรกติของพระผมู้ าด้วยเจตนา
หวงั ดีมา ได้สองคืนแลว้ ทา่ นมคี วามรสู้ ึกอย่าง ไรทงั้ ก่อนจะมาหาผมและขณะทม่ี าอย่กู บั ผมขณะน้ี


Click to View FlipBook Version