The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by wonchai890, 2022-02-23 20:53:14

ธรรมคู่แข่งขัน หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

ธรรมคู่แข่งขัน หลวงตา

รอตอ้ นรบั อยตู่ ราบนนั้ แมจ้ ะไดร้ บั ความเศรา้ สลดใจจากอารมณอ์ นั ไมป่ รารถนานน้ั ๆ
เปน็ บางคราว กย็ งั หวงั ไดร้ บั ความเพลดิ เพลนิ และความสขุ จากอารมณอ์ นั นา่ ปรารถนา
เปน็ เครอื่ งยวั่ และแกก้ นั ไปในตวั ซง่ึ มปี ะปนกนั อยู่ สงิ่ ทมี่ อี ยใู่ นภพในภมู ซิ งึ่ พอเหมาะ
สมกับจิตทยี่ งั มคี วามชอบรักเป็นนิจสนิ กค็ อื รูป เสยี ง กลน่ิ รส และเครือ่ งสมั ผสั
แตล่ ะอยา่ งๆ มอี ยโู่ ดยสมบรู ณ์ เชน่ เดยี วกบั สนิ คา้ ตา่ งๆ ซงึ่ มอี ยใู่ นทอ้ งตลาด อนั จะพงึ
เลือกชมและหาซื้อได้ตามความต้องการทุกเวลาฉะนั้น ดังนั้นเมื่อจิตมีอารมณ์ทิพย์
เป็นเครื่องบ�ำรุงบ�ำเรออยู่ตลอดเวลาในภพในภูมิน้ันๆ จึงเป็นการยากที่จะฉุดลาก
ออกหนีใหห้ ่างไกลได้ เหมือนเด็กยงั ไมร่ ู้จกั เดียงสา ซ่ึงกำ� ลังมวั เมาในการเล่นตาม
ภาวะของตนๆ แมผ้ ู้ปกครองจะพึงว่ากลา่ วหรือฉุดลากออกจากทีเ่ ล่น เพื่อประกอบ
การงานทางบา้ นอนั เปน็ ประโยชนแ์ ละความดขี องเดก็ ในอนาคต กม็ ไิ ดเ้ อาใจใสใ่ นคำ� วา่
กลา่ วของผปู้ กครองฉะนน้ั เมอื่ จติ มคี วามผวนผนั ในอารมณห์ าเวลาอมิ่ พอมไิ ดแ้ มแ้ ต่
เวลาเดยี วเชน่ น้ี จึงเป็นเหมอื นไฟไหม้เช้ือ ธรรมดาเชอื้ ไฟไมว่ า่ จะเป็นเชอ้ื เล็กๆ หรือ
ใหญ่โตมากนอ้ ยเท่าไร และไม่ว่าจะเปน็ เชื้อชนิดใดๆ จะพึงเปน็ ส่งิ ทยี่ ังไฟใหก้ �ำเรบิ
ลกุ ลามเปน็ กองเพลงิ อนั ใหญโ่ ตไดท้ งั้ นน้ั ผลทสี่ ดุ ในเมอื่ ไฟไดเ้ ชอื้ พอแลว้ จะมกี ำ� ลงั
สามารถเผาผลาญสงิ่ ตา่ งๆ ไดห้ มด ไม่ว่าสิง่ ทต่ี ายแห้งหรือยังสดช่นื อยู่ จนกระทั่ง
ตกึ รามบา้ นชอ่ ง หรอื แรธ่ าตทุ กุ ชนดิ ซง่ึ มไิ ดเ้ ปน็ เชอ้ื เพลงิ เลย กจ็ ะตอ้ งกลายเปน็ กองเพลงิ
ไปตามๆ กันหมด ไมม่ ีสงิ่ ใดยงั เหลอื คา้ งดว้ ยกำ� ลงั ไฟกลา้ ซงึ่ ไดจ้ ากเช้ือต่างๆ

เชอ้ื สำ� คญั ทยี่ งั จติ ใหก้ ำ� เรบิ ลกุ ลามกค็ อื อารมณเ์ ครอื่ งยวนใจ จะเปน็ อารมณท์ ชี่ อบ
หรือไม่ก็ตาม เพียงแต่จิตได้รับสัมผัสเข้าเท่านั้น ก็จะแสดงลวดลายพรายกระซิบ
ขนึ้ มาทนั ที จงึ เปน็ เหตใุ หท้ วคี วามดใี จเสยี ใจเกยี่ วพนั กนั ไป ไมม่ วี นั และเวลาเปน็ ปกติ
ทงั้ นไี้ มว่ า่ อารมณท์ น่ี า่ เสยี ใจและนา่ ดใี จ จะพงึ เปน็ สงิ่ ทส่ี ามารถยงั ใจ ใหก้ ำ� เรบิ ในการ
ครนุ่ คิดทีจ่ ะหาทางหลีกเลย่ี งและปรารถนา ผลคอื ความสุขความทุกขก์ ็จะพงึ เกดิ ข้ึน
ในลำ� ดบั เมื่อเชื้อคืออารมณ์ เปน็ เหย่ือป้อนจิตผูช้ อบแสวงหาอย่ทู กุ ขณะแล้ว กจ็ ะ
ปรากฏผลคือความสขุ ความทกุ ข์ สบื หน่อตอ่ แขนงเปน็ ลูกโซต่ ่อกนั ไป ตลอดวนั คืน
ปเี ดอื นและตลอดภพชาติ จะปรากฏในกำ� เนดิ แหง่ ภพนน้ั ๆ เปน็ ลมุ่ ๆ ดอนๆ ทงั้ รปู กาย
ท้ังความตา่ งแหง่ ภพนัน้ ๆ จะพงึ สับสนระคนกันไปตลอดกัปตลอดกัลปโ์ ดยทำ� นองนี้

44

ไมม่ เี วลาสนิ้ สดุ ลงได้ ทางศาสนโวหารเรยี กวา่ ความหมนุ เวยี น คอื หมนุ เวยี นระหวา่ งเหตุ
คืออารมณ์กับจิต ระหว่างผลคือสุขทุกข์กับจิต และความหมุนเวียนระหว่างเหตุ
คอื ภพ ระหว่างผลคอื ชาติและสขุ ทกุ ขอ์ ันมปี ระจำ� ในภพชาตินน้ั ๆ ความหลงจติ เพียง
ดวงเดียวเท่านั้นก็เป็นเหตุให้หลงอารมณ์แม้มีจ�ำนวนมาก จากนี้ก็หลงภพหลงชาติ
หลงสุขลืมทุกข์ คล้ายกับว่าส่ิงท้ังน้ีตนมิได้เคยประสบมาก่อนเลย ซ่ึงล้วนแล้วแต่
บ้านเคยอยู่อเู่ คยนอน หมอนเคยเรียงเสบยี งเคยกนิ ท้งั นั้น เมอื่ ความเป็นไปของจติ
ปรากฏอยู่อย่างนี้ไม่ยอมเปล่ียนความประพฤติของตนเสียใหม่ พฤติการณ์ของจิต
กจ็ ะเปน็ ไปในทำ� นองภาษติ ทกี่ ลา่ วไวว้ า่ สกกฺ าโร ปรุ สิ ํ หนตฺ ิ ปลายอ่ มตายเพราะเหยอื่ ลอ่
หรอื จะพยายามสงั่ สมอารมณแ์ ละภพชาตไิ วม้ ากๆ ดว้ ยหวงั ใจวา่ จะใหร้ ำ่� รวยเกนิ โลกเขา
กอ็ าจจะเป็นท�ำนองขรวั ตาธมั มาๆ เขา้ บ้านก็ได้

เร่ืองมีอยู่ว่า ขรัวตาธัมมาอายุแก่ ความโลภในลาภสักการะก็แก่เท่าเทียมกัน
ท่านอยู่วัดด้วยกันสององค์กับสามเณรน้อยผู้เป็นหลาน เธอเป็นคู่หูคู่ตาคอยดูแล
ฟงั เหตกุ ารณต์ า่ งๆ ซงึ่ อาจเกดิ จากทางบา้ นมากกวา่ อน่ื ตามปกตขิ รวั ตาธมั มาชอบซอ้ ม
กสุ ลาไวเ้ สมอจนคลอ่ งปาก เพราะเปน็ ธรรมคชู่ วี ติ ของทา่ นในเวลาคำ�่ คนื หรอื เวลาฉกุ เฉนิ
ซงึ่ อาจเกดิ ขน้ึ บอ่ ยๆ ในเวลาคนตาย ทา่ นเองกช็ อบสนใจในทางนดี้ ว้ ยมากกวา่ ทางอน่ื
ตามปกติเวลาท่านจ�ำวัด (เวลาพักนอน) จะเป็นเวลากลางคืนหรือกลางวันก็ตาม
ท่านต้องใช้ให้เณรน้อยเป็นคนเฝ้ายามท่านเสมอ เผ่ือเวลาคนตายเขามานิมนต์
สามเณรจะได้รับทราบไว้แล้วบอกกับท่านเม่ือเวลาตื่นนอน หรือปลุกท่านเวลา
กะทันหันจะได้ทันกับเวลาต้องการของศรัทธาและอะไรๆ ของท่าน นอกจากน้ัน
เวลาปกติได้ยนิ เสยี งเดก็ หรอื ใครรอ้ งไหใ้ นบา้ น ขรวั ตาสำ� คญั ว่าคนตาย ตอ้ งสัง่ เณร
ใหเ้ ข้าไปดทู ันทวี า่ “เณรนอ้ ย ไม่ใชเ่ รอื่ งนั้นหรอื ไปดซู ิ ถ้าจรงิ รีบมาบอกเรา”

ตามปกติเณรนอ้ ยไม่คอ่ ยจะไดน้ อนเป็นหลบั เป็นตน่ื ถกู สง่ั ให้เข้าไปดูคนตาย
วันยังคำ�่ คืนยงั ร่งุ เพราะเดก็ และผู้ใหญท่ ้งั บา้ นย่อมมีการหัวเราะร้องไหเ้ ป็นธรรมดา
แตข่ รวั ตาสำ� คญั วา่ เปน็ เรอ่ื งของคนตายทง้ั นนั้ ในเมอื่ ไดย้ นิ เสยี งรอ้ งไหเ้ กดิ ขนึ้ เณรนอ้ ย
เขา้ ไปดเู หน็ วา่ ไมใ่ ชค่ นตาย แลว้ กลบั ออกมาโดยทำ� นองนเี้ ปน็ เวลานาน ยงิ่ เดก็ มมี าก
กย็ ่อมรอ้ งไหบ้ อ่ ยตามภาวะของเดก็ เร่อื งท้ังนก้ี ็ย่งิ เปน็ ข้าศกึ แกส่ ามเณรมากเขา้

45

หนักเข้าเณรเกิดความร�ำคาญใจ เวลาขรัวตาสั่งให้เข้าไปดูคนตายในขณะ
เด็กร้องไห้ ก็เลยได้โอกาสคบคิดกับญาติโยมทางบ้าน ท�ำเป็นอุบายร้องไห้เหมือน
คนตายจรงิ ๆ เณรไดเ้ หตสุ ำ� คญั แลว้ กร็ บี ออกมาบอกหลวงตา ฝา่ ยทางบา้ นกป็ รบั ปรงุ
ความเขา้ ใจใหเ้ ปน็ ทร่ี กู้ นั แลว้ กท็ ำ� เปน็ ทที า่ ใหบ้ รุ ษุ ชายฉกรรจค์ นหนง่ึ ตาย แลว้ พรอ้ มกนั
ท�ำโลงบรรจุศพ เสรจ็ แลว้ กเ็ ขยี นหนา้ บุรุษน้ันด้วยสตี ่างๆ ด่างๆ ด�ำๆ น่ากลัวพลิ กึ
เหมือนผีตายจริงๆ เสร็จแล้วก็ให้บุรุษน้ันเข้าไปนอนอยู่ในโลงผี พอตกตอนบ่าย
เยน็ หน่อย ซึ่งเป็นเวลาผีตกป่าชา้ ตามธรรมเนยี มแล้ว ตา่ งกจ็ ดั คนไปนิมนต์ขรวั ตา
ธัมมา เมือ่ ไปถงึ วดั ยงั ไม่ได้นมิ นต์ ขรวั ตารีบรดุ ออกมาถามเสยี ก่อน ก็ไดร้ บั คำ� ตอบ
จากโยมว่าคนตายในบ้าน จะมานิมนต์ท่านไปโปรดสัตว์ พอทราบเท่าน้ันท่านก็รีบ
เตรยี มตวั เขา้ ไปในบา้ นทนั ที และสง่ั เณรใหร้ กั ษากฏุ ิ พรอ้ มดว้ ยใหป้ ดิ ประตใู สก่ ลอน
เพราะเกรงว่าขโมยจะมาลักเอาสิ่งของซ่ึงมีอยเู่ ป็นจำ� นวนมาก

พอขรัวตาไปพ้นเขตวัด สามเณรซึ่งได้รับการเสี้ยมสอนจากญาติโยมมาแล้ว
เป็นอย่างดี ก็รีบมาปิดประตูใส่กลอนอย่างแน่นหนา ความหวังใจก็เพื่อจะดัดเส้น
หลวงพอ่ แลว้ กเ็ ขา้ ไปนอนขบขนั ผา้ คลมุ หวั ยนั ตนี อยใู่ นหอ้ งหวั เราะคนเดยี ว เวลานน้ั
ความสนุกร่ืนเริงของสามเณรน้อยได้เกิดขึ้นอย่างเต็มท่ี จากอุบายอันฉลาดและ
สามารถตม้ หลวงพอ่ ไดส้ ดๆ ทง้ั หวั เราะทงั้ คอยฟงั เหตกุ ารณข์ องหลวงพอ่ อยภู่ ายในหอ้ ง
คนเดียว

พอหลวงพ่อไปถึงบา้ นแล้ว เขากน็ มิ นต์จูงศพไปป่าชา้ พอไปถงึ ป้าช้าแล้วตา่ ง
ก็ทำ� ท่าลืมไม้ขีดไฟ ขวาน เสียม บ่นเอ็ดกนั ไปพกั หนง่ึ แลว้ ก็ทำ� ทา่ รบี กลบั ไปบ้าน
เพ่ือน�ำของทลี่ มื กลับมา

พอไปถึงคร่ึงทาง ที่ไหนได้ ต่างก็พร้อมกันตัดหนามจุกทางเสียจนเต็มหมด
หาชอ่ งหลกี เวน้ ไมไ่ ดแ้ มแ้ ตน่ อ้ ย ปลอ่ ยใหข้ รวั ตาสวดกสุ ลาธมั มาคอยทา่ อยอู่ งคเ์ ดยี ว
โดยส�ำคญั วา่ เขาจะกลบั มา เมอ่ื สวดกสุ ลาไปถงึ ครง่ึ ผที งั้ เปน็ ซึง่ อยใู่ นโลงกเ็ รมิ่ แสดง
ปาฏหิ ารยิ แ์ ละเรมิ่ ปรากฏเสยี งขน้ึ ในโลงตงึ ตงั ๆ ขรวั ตาชกั ยงั ไงๆ วา่ กสุ ลาไปบา้ ง หยดุ ฟงั
และตาจ้องบ้าง และว่าได้แต่เพียงกุสลาธัมมาบ้าง เพียงกุๆ บ้าง เพียงธัมมาบ้าง

46

ตามองทางเพ่ือเอาตัวรอดบ้าง ผีในโลงก็เริ่มปาฏิหาริย์ ขรัวตาก็เริ่มตั้งท่าจะว่ิงหนี
ท้ังมองผีในโลง ทั้งมองทางจะเผ่น กุสลาซึ่งเคยคล่องแคล่วก็ชักยังไงๆ ชอบกล
มอื ก�ำยา่ ม ตาทงั้ มองทางจะหนี ทง้ั มองผีจะว่ิงตาม ทง้ั มองหาใครก็ไม่เหน็ พอดผี ี
กโ็ ผลห่ นา้ ขน้ึ มามองดตู าแดงคว้ิ ขมวดหนวดใตค้ างดำ� ป๋ี สหี นา้ เหมอื นยกั ษ์ พรอ้ มทงั้
พยักหนา้ ท�ำท่าจะกดั กนิ จรงิ ๆ ซึ่งนับแต่วนั ขรวั ตาหากินทางนี้มาก็นบั เปน็ เวลานานปี
ไมเ่ คยมเี หมอื นอยา่ งคราวน้ี ผเู้ ฒา่ กอ็ อกอทุ าน “โธต่ าย” เทา่ นี้ พรอ้ มทงั้ กระโดด และออก
เสยี งกสุ ลาไดเ้ พยี งธมั มากบั มาๆๆๆ ไปตามทาง ไอผ้ จี ญั ไรกก็ ระโดดออกจากโลงแลว้
กว็ งิ่ ไล่ ขรวั ตาทง้ั กลวั ๆ จนตวั สนั่ และมาๆๆ กระเสอื กกระสนไปตามทาง ทางกเ็ จา้ กรรม
ทำ� ขรัวตา ผู้มากอ่ นตดั หนามก้ันทางหมด จะว่งิ หลบหลีกปลกี ไปไหนกไ็ ม่ได้ ตอ้ ง
ว่ิงฝ่าหนาม ผกี ็วิง่ ตามหลงั กสุ ลาออกหน้า ต่างก็ว่งิ ไม่หยุด จวี รหลดุ อยกู่ ับหนาม
ยา่ มกต็ ก สบงกข็ าด ไมอ่ ินงั ขอแต่ชีวติ ยงั อยูค่ ู่ทองคำ� น�ำตดิ ตวั ไมข่ าดสญู นับว่า
เปน็ บญุ คณุ ของพอ่ คราวนี้ เนอ้ื ตวั ของหลวงตาเตม็ ไปดว้ ยบาดแผลไมม่ เี วน้ เปน็ เลอื ด
หมดทงั้ ตวั จวี ร สบง และยา่ ม ฝากหนามไวไ้ มค่ ำ� นงึ เพราะดวงใจตกตะลงึ พรงึ เพรดิ
ว่ิงเตลิดเลยกุฏิ กว่าจะมีสติกลับมาได้ วิ่งใส่บานประตู กระแทกบานประตูก่ีคร้ัง
กไ็ ม่หลุด หลวงตาวงิ่ ทวั่ วดั ทง้ั ถลอกปอกเปิกหมดเนื้อตัว กวา่ เณรนอ้ ยจะเปดิ ประตู
ให้ขรวั ตาเกิดเป็นลม ผีไม่รู้วา่ หยุดไลแ่ ตท่ ่ีไหน

พอได้สติขึน้ มาก็เกิดอธิกรณ์กนั กับเณร หาว่าเณรแกล้งปิดประตู เณรก็แก้ว่า
หลวงพอ่ สงั่ ใหป้ ดิ และใสก่ ลอนใหแ้ นน่ หนา และแกว้ า่ นอนหลบั ขณะหลวงพอ่ มาไมร่ สู้ กึ

ขรัวตาธัมมารักษาบาดแผลที่ฟกช�้ำตามบริเวณร่างกาย กว่าจะหายได้สนิท
ก็เกือบไปเกอื บอยู่

นับแต่ขรัวตาไปซ้อมรบในโรงเรียนดัดสันดานจากผีท้ังเป็นมาแล้ว ได้มีการ
ระวงั ตวั เขม้ งวดดนี กั แมท้ ส่ี ดุ จงิ้ จกวง่ิ ไลก่ นั ตกลงมาถกู ทบี่ รเิ วณใกลๆ้ ทา่ นกต็ นื่ และ
กระโดดทนั ทีพร้อมกับยกธรรมาวธุ ขึน้ รับวา่ “มาๆ” ทกุ ครั้งทมี่ เี หตมุ าเผชิญ ได้ยิน
เสียงหนูและเณรเปิดปิดประตูก็ตกใจ เพราะส�ำคัญว่าผี เผลอตัวพูดขึ้นท้ังแรงว่า
“มาๆ” เอะอะก็ “มาๆ” ทง้ั นั้น เรื่องรอดตายเปน็ ประโยคใหญ่หลวง ได้ยนิ เสียงอะไร

47

ไม่ได้เปน็ ตอ้ ง “มาๆ” ไปทวั่ ท้งั ปา่ ทง้ั บา้ น จนเขาไดข้ นานนามให้ทา่ นวา่ ขรวั ตาธัมมา
มาจนบดั นี้

ตอ่ มาไมน่ านถกู คนตายเขา้ จรงิ ๆ เขามานมิ นต์ ขรวั ตากข็ เู่ ขญ็ ใหญว่ า่ “พวกทา่ น
จะต้มเราอีกหรือ มองดูตัวเราซิว่าเป็นไงบ้าง คราวท่ีแล้วเราก็เป็นเพียงสลบและ
บาดแผลเต็มตัว ผ้าจวี รสบงและยา่ มขาดตกหายไปไหนไม่รู้ จนป่านนเ้ี รากย็ ังไม่ได้
มองหนา้ ไปทางปา่ ชา้ เพราะความเขด็ หลาบ คราวนพี้ วกทา่ นจะมาลอ่ เราไปฆา่ หรอื เรา
ไมไ่ ป ไมไ่ ปเปน็ เดด็ ขาด บาดแผลเรายงั เตม็ ตวั ความกลวั เรายงั ไมห่ าย มแี ตก่ ายเปลา่ ๆ
ซ่ึงเตม็ ไปดว้ ยแผล ไตรจีวรแมต้ ัวเดยี วก็มไิ ดต้ ดิ ตวั เรามา เราจะเปลือยกายไปโดย
ปราศจากเครอ่ื งนงุ่ หม่ ปกปดิ มีอย่างหรอื ? พวกทา่ นจะเอาเราไปต้มยำ� ท่ไี หนอีกเล่า”

พวกโยมก็วิงวอนขอร้องให้หลวงพ่อเมตตาครั้งแล้วครั้งเล่า ขรัวตาทนความ
วงิ วอนไมไ่ หวจงึ ยอ้ นถามวา่ ไอค้ นนนั้ มนั ตายจรงิ ๆ หรอื ? เขาบอกวา่ ตายจรงิ คนตาย
น่นั นะ่ เปน็ หญงิ หรือเปน็ ชายแน่ บอกเราโดยตรง เขาบอกว่าเป็นชาย หลวงพอ่ ตอบ
พรอ้ มดว้ ยความอ่อนใจว่า เราตายอกี แลว้ ตายแนๆ่ และถามอีกวา่ คนทีต่ ายน้ันนะ่
เป็นคนอ้วนผอมสูงต่�ำประการใดอยากทราบไว้ก่อน เขาก็บอกตามความจริงว่า
คนอว้ นสงู แต่ถงึ อยา่ งไรก็ตายแน่แลว้ หลวงพอ่ ไมต่ ้องกลัว

“เราไม่เช่ือใครง่ายๆ เราเคยถกู มาจังๆ แล้วเมอื่ สองสามวันนเี้ อง คราวกอ่ นเรา
กย็ งั แขง็ แรงอยบู่ า้ ง ในคราวนหี้ ากวา่ ถกู ผแี บบเปรตนน้ั เขา้ อกี และกห็ นทางแบบผนี นั้
เข้าแล้ว เราก็ต้องนอนตายอยู่กับผีตัวนั้นอย่างหมดลมหายใจท้ังเป็นแน่เทียว เอ้า!
ขอถามย้�ำอีก ถ้าพวกท่านจะให้เราไปจริง แล้วก็คนท่ีตายน้ันน่ะ พวกท่านมัดตีน
มดั มือมันไวห้ รอื เปลา่ ” เขาบอกว่าเปล่า

“ถา้ จะให้เราไป พวกทา่ นรบี กลับไปมดั ตีนมัดมือปดิ ตามันไว้ให้ดี อยา่ ให้มัน
กระดิกตัวลืมตามองไปไหนได้” เขาก็กลับไปท�ำตามค�ำหลวงพ่อโดยไม่ขัดขืนค�ำส่ัง
แตป่ ระการใด เสรจ็ แลว้ กลบั มานมิ นตห์ ลวงพอ่ ใหเ้ ขา้ ไป ขรวั ตากเ็ ตรยี มออกเดนิ ทาง
ดว้ ยความจำ� ใจและระมดั ระวังภัยรอบด้าน

48

พอไปถงึ บา้ นกส็ ง่ั ใหเ้ ขาเปดิ โลงผดี ตู ลอดหมดทงั้ ตวั เหน็ วา่ ตายจรงิ อยา่ งเขาวา่
แลว้ กน็ ำ� ศพไปปา่ ชา้ ตามองหนา้ มองหลงั และถามเขาบอ่ ยครง้ั วา่ ไมข้ ดี ไฟขวานเสยี ม
และมดี พรา้ เอามาดว้ ยหรอื เปลา่ เขาบอกวา่ เอามาพรอ้ มหมดแลว้ ยงั ตอ้ งขอดใู หเ้ หน็ แน่
จากเขาจนเหน็ หมดทกุ อยา่ งจงึ ยอมไป ผตี ายแลว้ กต็ อ้ งใหผ้ กู มดั หมด และยงั ตรวจดู
ถถ่ี ้วนทกุ ประการ เวลาเดินน�ำหนา้ ศพกส็ วดกุสลาไปตามทาง ไม่ยอมนั่งสวดเหมือน
คราวก่อนๆ ทางปากสวดกุสลา ตามองไปขา้ งหน้ามองมาขา้ งหลัง กลัวเขาจะวง่ิ หนี
ตอนกลางทาง

“กสุ ลา ธมั มาๆ พวกทา่ นอยา่ ดว่ นหนีนะ” เป็นท�ำนองน้โี ดยตลอดทาง “กุสลา
ธมั มา อยา่ เดินเร็วนัก กุสลา ธัมมา อย่าพากันวิง่ หนนี ะ กุสลา ธมั มา เม่อื ถึงปา่ ชา้
ใหเ้ รากลบั กอ่ น กสุ ลา ธมั มา อยา่ ตดั หนามกนั้ ทางนะ กสุ ลา ธมั มา เรายงิ่ ตาไมด่ นี ะ”
กุสลา ก็เลยได้เพยี งแคน่ ไี้ มถ่ ึงไหน

เมอ่ื ถงึ ปา่ ชา้ กส็ งั่ ใหเ้ ขารบี จดั การ พอเสรจ็ พธิ แี ลว้ ขรวั ตาธมั มากไ็ ลโ่ ยมพวกหนงึ่
ใหเ้ ดนิ ออกหนา้ และไล่โยมพวกหนึ่งใหเ้ ดินตามหลัง ตวั ทา่ นเองกเ็ ดินกลาง ใหโ้ ยม
เดินห้อมล้อมจนมาถึงบ้าน แห่ไปถึงวัดเหมือนประชาชนแห่พระเวสสันดรเข้าเมือง
จากน้ันมาเม่ือคนตายเขามานิมนต์เพ่ือไปโปรดสัตว์ แต่ละงานต้องซักซ้อมโยม
จนไม่มีช่องโหว่แล้วค่อยไปด้วยความระมัดระวัง ทั้งฟังเหตุการณ์ ไม่ได้ไปด้วย
ความโลเลเหมือนคราวที่แลว้ ๆ มา

นทิ านเรอ่ื งนส้ี อนใหร้ วู้ า่ ความโลภมมี ากความอยากมหี ลายกเ็ ลยกลายเปน็ ทกุ ข์
และฉบิ หาย คือไตรจีวรของเกา่ ก็ฝากหนามจนหมดสิ้น รา่ งกายกเ็ ต็มดว้ ยบาดแผล
หมดทงั้ ตวั ความกลวั คราวทแี่ ลว้ เปน็ ครสู อนขรวั ตาธมั มาไดอ้ ยา่ งเอก ความประพฤติ
ภายในภายนอกของทา่ นหนั เข้าหาทางมัชฌมิ า เปน็ ทีเ่ จริญศรทั ธาของบรษิ ัท นับวา่
ท่านมีนิสัย เพราะรับธรรมเทศนาจากผีทั้งเป็นเพียงครั้งเดียวเท่าน้ันก็กลับตัวเป็น
คนดีได้ ยังกลบั เป็นขวัญใจของชาวบ้านเสียอีก ซ่ึงแตก่ ่อนเป็นขา้ ศึกกนั ควรเป็น
คติได้ท้ังตอนตน้ ตอนปลาย

49

การน�ำนิทานมาลงประกอบทั้งนี้ เพื่อเป็นคติสอนใจที่เพลิดเพลินเกินขอบเขต
มิได้มุ่งกิเลสอ่ืนใดแม้แต่น้อย ความทะเยอทะยานในอารมณ์โดยปราศจากความ
ไตร่ตรองอาจเป็นภัยแก่จิตเป็นพิษแก่ตัวไม่รู้วาย แม้ตายแล้วเกิดเล่าถึงภพของเก่า
กห็ ลงเรอื่ ยไป อาการของจติ เปน็ อยา่ งนี้ ทา่ นเรยี กวา่ สงั สารจกั ร หากไมพ่ ยายามแกไ้ ข
ก็จะเป็นไปท�ำนองน้ีตลอดอนันตกาล นักปราชญ์ท่านฉลาดแสวงหายาแก้คือธรรม
โรคคือสังสารจักรจึงขาดกระเด็นออกจากใจ ปรากฏธรรมจักรเกิดข้ึนแทนท่ี นี้คือ
ยาแกท้ ถี่ กู กบั โรคจติ ซง่ึ เปน็ โรครา้ ยแรงและเรอื้ รงั ฝงั อยใู่ นจติ นานมาแลว้ หาเงอ่ื นตน้
เง่ือนปลายมไิ ด้

ศาสนธรรมกับผปู้ ฏิบตั ใิ นครง้ั พทุ ธกาลกบั สมัยปจั จุบัน

คำ� วา่ “ศาสนธรรม” ไดอ้ ธบิ ายไวบ้ า้ งแลว้ จะอธบิ ายเพยี งเลก็ นอ้ ย เพอื่ เขา้ อนสุ นธิ
กบั บทธรรมซง่ึ เกยี่ วแกผ่ ปู้ ฏบิ ตั ิ คำ� วา่ “พทุ ธกาล” หมายถงึ สมยั ทพ่ี ระพทุ ธเจา้ ยงั ทรง
พระชนม์อยู่ คำ� ว่า สมยั ปจั จบุ ัน หมายถงึ พระพทุ ธเจา้ ลว่ งไปแล้วนาน คอื สมัยนี้
น่เี อง ศาสนธรรมทเ่ี กี่ยวกบั ผทู้ รงไว้แบง่ เปน็ ๓ คอื

๑. ธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงไว้และสั่งสอนพุทธบริษัทด้วยพระโอษฐ์ของ
พระองคเ์ อง

๒. ธรรมทส่ี าวกนน้ั ๆ ทรงไวแ้ ละสงั่ สอนผอู้ น่ื ดว้ ยธรรมนน้ั ๆ ตามความสามารถ
ของผแู้ สดงและผสู้ ดบั

๓. ธรรมซงึ่ ในสมยั ตอ่ ๆ มาทรงจำ� กนั เปน็ ลำ� ดบั ตลอดจารกึ ลงในคมั ภรี ใ์ บลาน
และสั่งสอนกันโดยคัมภีร์หรืออตั โนมตั สิ บื ตอ่ กนั มาเป็นทอดๆ จนถึงสมัยนี้

แมพ้ ระธรรมจะเปน็ ธรรมชาตทิ รงคณุ ภาพไวอ้ ยา่ งสมบรู ณโ์ ดยความเปน็ อกาลโิ ก
ก็จริง แต่ยังต้องอาศัยผู้ทรงธรรมซึ่งมีสมรรถภาพยิ่งหย่อนกว่ากัน และจะพึงน�ำ
ความหมายของธรรมออกมาสสู่ มมตุ ติ ามสมรรถภาพของตนๆ ดงั นนั้ ธรรมจงึ ประกาศ
คณุ ภาพ คอื ความจรงิ ตอ่ สว่ นรวมเทา่ ทผ่ี ทู้ รงธรรมจะสามารถนำ� ออกได้ เมอ่ื เปน็ เชน่ น้ี

50

จงึ จำ� เป็นควรแยกศาสนธรรมไว้เป็น ๓ ทัง้ ๆ ทีศ่ าสนธรรมออกจากพระโอษฐ์ของ
พระองคผ์ ู้เดยี ว

พระพุทธเจ้าพระองค์ฉลาดในธรรมท้ังหลาย และทรงมีความรู้อันกว้างขวาง
เหมอื นทอ้ งฟา้ มหาสมทุ ร ทง้ั ฉลาดในการเทศนา ทรงวางยาคอื ธรรมโอสถใหพ้ อเหมาะ
แก่จรติ นสิ ัยของเวไนยผูร้ บั ธรรม และในขณะทพ่ี ระองคท์ รงแสดงธรรมอยู่ บริษัท
บางพวกไดต้ รสั รธู้ รรมชน้ั สงู สดุ บางพวกไดบ้ รรลมุ รรคผลเปน็ ขน้ั ๆ ตามอปุ นสิ ยั วาสนา
ของตนๆ บางพวกไดป้ ฏญิ าณตนถงึ สรณะ พรอ้ มทงั้ รบั เอาธรรมไปปฏบิ ตั จิ นไดบ้ รรลุ
มรรคผลในล�ำดับต่อๆ มา การปฏบิ ตั ิและตรสั ร้ธู รรมเปน็ ข้ันๆ ทง้ั น้เี ปน็ ไปแต่แรก
เรมิ่ เทศนาจนวนั เสดจ็ เขา้ สปู่ รนิ พิ พาน ไมข่ าดวรรคขาดตอน ทงั้ หญงิ ชาย ทงั้ นกั บวช
และฆราวาส ถ้าจะปริมาณนบั แบบสมยั ปจั จุบันน้ีคงมีจ�ำนวนหลายๆ ลา้ นคน ท้งั น้ี
หมายถึงพระปรีชาสามารถของพระองค์ทรงรื้อฟื้นพระองค์เดียว ไม่เกี่ยวกับสาวก
องคใ์ ดทั้งส้นิ จึงควรแยกศาสนธรรมท่ีพระองค์ทรงและสง่ั สอนเองไวใ้ นอนั ดบั หน่ึง

พระสาวกผสู้ ดบั ไดต้ รสั รตู้ ามพระองค์ ยอ่ มมสี มรรถภาพรองจากพระองคล์ งมา
ในการส่งั สอนผู้อนื่ เพือ่ ถอื เอาประโยชนจ์ ากธรรมและความฉลาดในอุบายเทศนาวิธี
ผสู้ ดบั ธรรมและถอื เอาประโยชนจ์ ากธรรมกม็ จี ำ� นวนนอ้ ยลงกวา่ พระองคท์ รงสง่ั สอน
โดยพระองค์เอง ฉะนั้นผู้ทรงธรรมแม้จะเข้าถึงความจริงของธรรมร้อยเปอร์เซ็นต์
แตเ่ มอื่ นำ� ออกแสดงเพอื่ ประโยชนแ์ กส่ ว่ นรวมแลว้ คณุ ภาพของธรรมจะพงึ ลดจำ� นวนลง
โดยท�ำนองเดยี วกนั ฉะนน้ั ศาสนธรรมท่สี าวกทรงไวแ้ ละส่ังสอนผอู้ ื่นโดยธรรมน้ันๆ
จึงควรแยกไว้เปน็ อนั ดับสอง

สมยั ตอ่ ๆ มาจนถงึ ปจั จบุ นั ผทู้ รงธรรมโดยมากมกั จะมภี าชนะทไี่ มส่ ะอาด คอื จติ
ซ่งึ เปน็ ทสี่ ถิตของธรรม แปดเปอ้ื นแทรกซึมดว้ ยอาสวะท้ังหลาย แมธ้ รรมจะเปน็ ของ
บริสุทธ์ิ แต่เม่ืออาศัยภาชนะคือเคร่ืองรับไม่สะอาดแล้วก็อาจจะมัวหมองไปบ้าง
เช่นเดียวกับอาหารที่พลัดตกจากมือลงพื้นที่ไม่สะอาด ก็จะกลายเป็นของปฏิกูล
ไมน่ า่ รบั ประทานฉะนนั้ ฉะนน้ั ธรรมเมอื่ อาศยั ผทู้ รงไวม้ จี ติ ไมบ่ รสิ ทุ ธิ์ แมจ้ ะประกาศผล
ของธรรมคือมรรคผลนพิ พานแก่สว่ นรวม เพือ่ ถอื เอาประโยชน์จากธรรม ธรรมกจ็ ะ

51

พงึ ลดจำ� นวนคณุ ภาพลงตามส่วนของผูท้ รงธรรม ผ้แู สดงธรรม และผ้รู บั ธรรม ซ่งึ มี
ภาชนะในลักษณะเช่นเดียวกัน เข้าในท�ำนองว่า นายช่างไม่ฉลาดรักษาเคร่ืองมือ
ท�ำงานและไม่ช�ำนาญในงาน ผลของงานจึงไม่สมบูรณ์เท่าท่ีควร ฉะน้ันควรแยก
ศาสนธรรมของผู้ทรงธรรมในลักษณะน้ไี วใ้ นอันดบั สาม

ดงั นนั้ ศาสนธรรมกบั การปฏบิ ตั ธิ รรมในครง้ั พทุ ธกาลกบั สมยั ทกุ วนั น้ี จงึ แตกตา่ ง
กนั อยูบ่ ้าง ทง้ั นี้เนอ่ื งจากผู้ทรงธรรม ผปู้ ฏิบัตธิ รรม และผูร้ บั ธรรม มีภาชนะคอื ใจ
อนั เดยี วกัน แตต่ า่ งกนั โดยคณุ ลกั ษณะของจติ และความสำ� นกึ ในแง่ธรรมหนกั เบา
ตา่ งกัน ผลทไี่ ดร้ บั จากธรรมจงึ ไม่คอ่ ยตรงกนั

ในครั้งพุทธกาล แม้พระพุทธเจ้าก่อนหน้าจะปรากฏพระองค์เองว่าเป็นผู้ควร
แกธ่ รรม และปรากฏพระองคใ์ นทา่ มกลางพทุ ธบรษิ ทั วา่ เปน็ ศาสดาจารย์ กป็ รากฏวา่
พระอธั ยาศัยของพระองค์หนกั แนน่ ในการปฏบิ ตั ิธรรมเพื่อความพ้นทกุ ขจ์ ริงๆ ด้วย
การบ�ำเพ็ญโดยวิธีต่างๆ ซ่ึงล้วนแล้วแต่เป็นวิธีท่ีทุ่มเทก�ำลังความเพียร เป็นต้น
ลงอย่างมองไม่เห็นใครจะสามารถท�ำได้อย่างพระองค์ ความพยายามทั้งน้ีก็พอ
มองเหน็ แลว้ วา่ พระองคเ์ ปน็ ผมู้ งุ่ ความจรงิ ตอ่ พระธรรมเพยี งไร ซง่ึ ตรงกบั ความหมาย
ของธรรมแท้ที่จะพึงสนองผลตอบแทนในความเป็นพุทธประจักษ์ใจเกิดขึ้นเฉพาะ
พระองค์

สาวกของพระองคเ์ ล่า พระพุทธเจา้ ทรงด�ำเนนิ โดยวิธใี ด สาวกกม็ ิได้ทอ้ ถอย
คงดำ� เนนิ ปฏปิ ทา คอื ศลี สมาธิ ปญั ญา ซง่ึ เปน็ ขอ้ ปฏบิ ตั ติ ามเสดจ็ พระองค์ โดยความ
รื่นเริงในธรรมที่ได้สดับแล้วจากพระองค์ จนกวา่ จะสำ� เร็จความม่งุ หวงั ในธรรมทีต่ น
จะพงึ บรรลเุ สยี เมอื่ ใด เมอื่ นน้ั สาวกนนั้ ๆ จงึ จะหนั หนา้ มาดโู ลกอยา่ งเตม็ ตาวา่ ควรจะ
สง่ั สอนบรษิ ทั ตามความสามารถของตน และตามอธั ยาศยั ของผรู้ บั และผปู้ ฏบิ ตั ธิ รรม
กอ่ นหนา้ การตรสั รธู้ รรมสาวกทง้ั หลายมไิ ดร้ วนเรในความพยายามและในการสง่ั สอนใคร
มุ่งหน้าต่อธรรมเป็นเครื่องตรัสรู้โดยเฉพาะ ทั้งมิได้ถือชาติถือตระกูลและยศศักด์ิ
ซึง่ จะเปน็ อปุ สรรคแก่ความเพียร และอปุ สรรคแก่สังคมคอื หมู่สาวกดว้ ยกนั ตลอด
พระภิกษุหนุ่มและสามเณรน้อย มีความเคารพอธิปไตยแห่งกันและกันตามคุณวุฒิ

52

และอายุพรรษา ด�ำเนินสามีจิปฏิปทาให้งามเป็นสง่าราศีแผ่ซ่านไปท่ัวสังคมและ
ประชาชนโดยตลอด

ความเป็นสังฆโสภณาทั้งน้ี เนื่องจากใจที่บริสุทธ์ิทรงไว้ซ่ึงธรรมบริสุทธ์ิ
จงึ กลายเปน็ ธรรมทง้ั แท่ง ดังนัน้ การปฏิบตั ิของพระพทุ ธเจา้ กับสาวกจงึ ไหลลงรวม
ในธัมมาธิปไตยโดยธรรมชาติ ปราศจากความเสกสรรยกยอ ทั้งๆ ทีไ่ มจ่ ริงตามค�ำ
กลา่ วอ้าง

อน่ึง สถานที่และการบ�ำเพ็ญธรรมเพื่อความตรัสรู้โดยถูกต้องตามมัชฌิมา
พระองคก์ ็ทรงสอนไวเ้ สรจ็ และสาวกนัน้ ๆ ก็ตั้งใจปฏบิ ตั ิไดต้ ามทีพ่ ระองค์ทรงชี้ไว้
ทกุ ประการ ทง้ั มรรคผลนพิ พานอนั จะพงึ สำ� เรจ็ จากขอ้ ปฏบิ ตั ขิ องผทู้ ำ� จรงิ จะเปน็ ธรรม
ทน่ี ง่ิ นอนองคอ์ ยู่ไมไ่ ดเ้ ลย ตรงกบั บทธรรมว่า อกาลโิ ก ตอ้ งปรากฏในมโนทวารแน่
และตรงกับบทธรรมว่า ปจจฺ ตตฺ ํ เวทิตพโฺ พ วญิ ญฺ หู ิ

ฉะนั้น สมัยโน้นจึงปรากฏมีผู้ได้ดื่มรสอมตธรรมเป็นจ�ำนวนมาก เนื่องจาก
อาการทก่ี ลา่ วมานเี้ ปน็ สำ� คญั และพงึ ทราบบทธรรมวา่ อกาลโิ ก แตผ่ ปู้ ฏบิ ตั หิ นกั ไปใน
ทางอา้ งกาลเวลา ผลทจี่ ะพงึ ไดร้ บั จากธรรมกจ็ ะเปน็ กาลโิ ก ประกอบดว้ ยกาลอนั ควร
เหมอื นกัน จะต�ำหนพิ ระธรรม ผูเ้ ขยี นก็ไมม่ คี วามรู้และความสามารถตำ� หนิวา่ ท�ำไม
พระธรรมจงึ เปน็ “อกาลิโก” บา้ ง เป็น “กาลิโก” บา้ งอยา่ งนั้น ท้ังนเี้ พราะความสนใจ
และการปฏบิ ตั ขิ องผตู้ อ้ งการเปน็ เครอ่ื งวดั ในตวั เสรจ็ แลว้ แมธ้ รรมทกุ ขน้ั ซง่ึ ประกอบ
ดว้ ยเหตผุ ลทพ่ี ระพทุ ธเจา้ ทรงปรงุ ใหเ้ ปน็ เหมอื นอาหารทม่ี รี สพอ แลว้ นำ� ออกแสดงแก่
เวไนยผมู้ คี วามมงุ่ หวงั อยแู่ ลว้ เตม็ ใจ กจ็ ะพงึ ไดร้ บั ประโยชนจ์ ากธรรมนน้ั ๆ โดยควรแก่
อปุ นสิ ยั ของเวไนยผรู้ บั ธรรมเทา่ นน้ั หาไดล้ ว่ งเลยหรอื ซมึ ซาบแกภ่ าชนะทถี่ กู ควำ่� ไวไ้ ม่
เพราะคำ� วา่ อกาลิโก เปน็ เรอ่ื งของธรรมโดยเฉพาะ ส่วนผู้สนใจและปฏบิ ตั ิมากนอ้ ย
เป็นกาลิโกของผู้ต้องการ เหมือนสมบัติซึ่งมีเต็มแผ่นดินและมีอยู่ทุกกาลก็จริง
แต่ผู้ต้องการสมบัติมากน้อยน้ันเป็นเรื่องของบุคคลจะพึงน�ำมาตามก�ำลังและความ
ต้องการของตนๆ กลายเป็นเรือ่ งของผตู้ ้องการไป

53

ฉะนน้ั ธรรมของพระพทุ ธเจา้ จะปรากฏเดน่ ชดั แกผ่ สู้ นใจและตอ้ งการ จงึ สำ� คญั ไป
ตามรายบุคคล ท้ังผู้ทรงธรรมน�ำมาแสดงและผู้รับธรรมจะพึงปฏิบัติตนให้ตรงกับ
ความหมายของธรรม ผลท่ีได้รับจะเป็นท่ีพอใจนับแต่ครั้งพุทธกาลมาจนถึงสมัย
ปจั จบุ นั ธรรมทจ่ี ะพงึ ใหผ้ ลแกผ่ ปู้ ฏบิ ตั นิ นั้ ๆ ไมป่ รากฏวา่ บกพรอ่ งทตี่ รงไหน นอกจาก
ความสนใจและการปฏิบตั ิของผู้ต้องการเป็นรายๆ ไปเทา่ นัน้ จะเป็นไปไม่สม�ำ่ เสมอ
ตามความหมายของธรรม จึงเกิดมีปัญหาขึ้นในสังคมเกี่ยวแก่มรรคผลอันผู้ปฏิบัติ
จะพงึ ไดร้ บั ในครงั้ พทุ ธกาลกบั สมยั ปจั จบุ นั วา่ ไมส่ มำ�่ เสมอและไมม่ จี ำ� นวนมากเหมอื น
คร้งั พุทธกาล ความเปน็ ทัง้ น้อี าจตคี วามหมายได้หลายนยั คือ

๑. ผสู้ ามารถปฏบิ ตั แิ ละบำ� เพญ็ กจิ ของตนใหร้ ธู้ รรมทางใจตามพระพทุ ธเจา้ ทรง
สอนไว้ ซง่ึ จะมาเป็นผู้น�ำของบริษทั มจี �ำนวนน้อย

๒. ความสนใจมกี ำ� ลังมาก แต่เนื่องจากขาดขอ้ ท่ี ๑ เปน็ ปจั จยั เครื่องหนนุ ให้มี
กำ� ลงั ใจ และชท้ี างทถี่ กู ตอ้ งใหผ้ ศู้ กึ ษาธรรมไดป้ ฏบิ ตั กิ จิ ของตนตามแนวทางทถ่ี กู นน้ั
โดยอชุ ุปฏบิ ัติ ไม่คดเลีย้ วจากแนวทาง จงึ ท�ำให้เขวหลักธรรม ไม่ไดผ้ ลเทา่ ที่ควรแก่
ข้อปฏิบัติ

๓. โรคน้ีไมส่ นใจในหยกู ยาเสยี เอง ปล่อยใจให้ลอยลมไปเลย แลว้ แตจ่ ะตก
ถ่ินไหนๆ เปน็ พอใจท้ังนัน้ ขอแตไ่ ด้ทำ� ไดพ้ ูด และไดค้ ดิ อย่างอสิ รเสรี จะดหี รอื ชั่ว
ไมค่ ำ� นึง เรยี กวา่ หลบั ทงั้ เปน็ (ท้งั ลืมตา)

๔. ไมย่ อมเชอ่ื ในกรรมดกี รรมชว่ั ทพ่ี ระพทุ ธเจา้ ทรงสอนไวว้ า่ เปน็ ของมปี ระจำ� ตวั
ท้ังๆ ท่ีไดร้ บั สุขรบั ทุกขอ์ ันเกดิ เปน็ ผลขนึ้ มาจากกรรมดกี รรมช่วั ตลอดเวลาอกาลโิ ก

๕. ความสำ� คญั วา่ ตายแลว้ สญู หมดโดยประการทง้ั ปวง ไมม่ เี ชอื้ อนั ใดทจ่ี ะเพาะ
ใหเ้ กดิ ขน้ึ มาเปน็ สตั วเ์ ปน็ บคุ คลเปน็ ตน้ ได้ ตลอดดี ชวั่ บญุ บาป ทเี่ ปน็ วบิ าก คอื ผล
ซง่ึ เกดิ จากกรรมดกี รรมชว่ั สง่ิ เหลา่ นก้ี ล็ อยลมไปเลย ไมม่ ใี ครเปน็ เจา้ ของรบั ผดิ ชอบ
เพราะก�ำเนดิ ความเกดิ อีกไมม่ ี ทงั้ ๆ ทจ่ี ิตก�ำลังเพาะตวั จากอารมณ์เคร่ืองยั่วยวนอยู่
ทุกขณะ และแสดงความติดต่อพอใจในอารมณ์ที่เป็นส่ือสารชักชวนจิตให้เพลิน

54

ติดอยู่ทุกเวลา แต่จิตยังมีข้อผูกพันซึ่งปล่อยวางไม่ได้ จึงแสดงเพียงอาการฟักตัว
กบั อารมณน์ น้ั ๆ ไวเ้ ทา่ นนั้ เมอ่ื หมดขอ้ ผกู พนั คอื ตายเมอ่ื ไร จติ จะพงึ ตดิ ตามอารมณ์
อันเปน็ สอื่ สารก่อให้เกิดทันที

ในขอ้ น้ี จติ ทบี่ รสิ ทุ ธแิ์ ลว้ ไมย่ อมเพาะตวั กบั อารมณใ์ ดๆ ทง้ั สนิ้ จะเปน็ อารมณท์ ดี่ ี
หรือช่ัว ไมพ่ วั พันและซมึ ซาบถงึ ใจได้ ไมค่ ุน้ กบั อารมณ์ใดๆ แม้แต่นอ้ ย เปน็ การ
ตดั สะพานจากอารมณซ์ งึ่ เคยเปน็ มติ รประดษิ ฐใ์ จใหห้ ลงเพลนิ อนั เปน็ แนวทางกอ่ ให้
เกิดอีก อยูโ่ ดยเฉพาะๆ ในขณะที่สมั ผัส

๖. ความเช่อื บา้ งไมเ่ ช่อื บา้ ง เอาแน่ลงทางใดไมไ่ ด้ พอเป็นเร่ืองรำ� คาญใจของ
จ่านรกผถู้ ือบัญชจี ดทะเบียนของสตั ว์ผู้ท�ำดที ำ� ช่วั ไมไ่ ด้ปล่อยมอื และหลบั นอน

๗. ความเช่อื ในทำ� นองขอ้ ๖ เวลาทำ� บุญสนุ ทาน ตอ้ งการเกียรตยิ ศใหป้ รากฏ
แกโ่ ลก เปน็ สว่ นมากกวา่ ตอ้ งการกศุ ลเครอื่ งชำ� ระมลทนิ ในใจ ใหห้ นกั ไปทางพธิ รี ตี อง
ต่างๆ ตามความนิยมที่ตนชอบ มิได้ค�ำนึงถึงความหมายของธรรมและศาสดา
ผเู้ ปน็ เจา้ พธิ ี ในระเบยี บการทดี่ อี นั จะยงั ทำ� ความดใี หไ้ ดผ้ ลเปน็ อยมั ภทนั ตา ทง้ั ภายใน
ภายนอกเทา่ ทค่ี วรจะเปน็ ไปได้ ค�ำว่า ระเบยี บ พระธรรมวนิ ัยเป็นระเบยี บท่ีเต็มไป
ด้วยเหตุผลและความหมาย ฉะนัน้ ผูน้ �ำศาสนาออกมาส่ตู ลาดโลก จึงจดั วา่ เปน็ ผ้นู �ำ
ระเบยี บมาพรอ้ มเสร็จ

๘. การศกึ ษาและประพฤตธิ รรมทง้ั หลายเปน็ ไปเพอ่ื เขา้ ฝา่ ยตวั เสมอ ไมย่ อมแกไ้ ข
ลทั ธนิ ิสยั ซึ่งเป็นข้าศึกแกศ่ าสนธรรม ให้เป็นการเข้าฝ่ายธรรม

การกล่าวอุปสรรคแกก่ ารบรรลุมรรค ผล นพิ พาน ในคร้งั พุทธกาลกับสมยั
ทกุ วนั นี้ รวมเปน็ ๘ ขอ้ วา่ มคี วามแตกตา่ งกนั ไดก้ ลา่ วไวพ้ อประมาณ เพราะศาสนธรรม
จากครงั้ พทุ ธกาลมาจนถงึ สมยั นพ้ี ระองคว์ างไวเ้ ปน็ แบบเดยี ว มไิ ดแ้ ยกไวต้ ามสมยั นนั้ ๆ
พอที่ผู้ปฏิบัติจะได้รับผลเป็นอย่างอ่ืนไปเสีย อันเป็นเหตุจะให้เกิดการทุ่มเถียงกัน
ในระหวา่ งพทุ ธบรษิ ทั ผปู้ ฏบิ ตั ศิ าสนธรรมแหง่ เดยี วกนั ซงึ่ พอทจ่ี ะตำ� หนพิ ระพทุ ธเจา้
และพระธรรมวา่ ลำ� เอยี งในการใหผ้ ล ทงั้ นไ้ี มว่ า่ สมยั ใดๆ ถา้ ลงปฏบิ ตั ไิ มถ่ กู ตอ้ งตาม

55

แนวทางแหง่ ศาสนธรรมแล้ว พระธรรมไมเ่ ป็นทาสของผใู้ ดพอท่ีจะถอื อาสนะวิง่ ตาม
รับรองผู้ท�ำผิด เพราะความผิดกับความถูกไม่ใช่ญาติสนิทมิตรสหายหรือศัตรูคู่เวร
ของผู้ใด แต่เป็นที่ผู้ท�ำผิดกับท�ำถูกจะประดิษฐ์ข้ึนมาได้จากตัวเองท้ังนั้น เพราะ
พระธรรมไม่เป็นรูปร่างกลางตัวพอที่จะนิรมิตเพศเป็นอินทร์พรหมยมยักษ์ ดักใส่
รา้ ยป้ายความดแี กผ่ ใู้ ด และไมม่ ีพระพทุ ธเจา้ หรือพระธรรมบทใดจะมาท�ำโซต่ ตี รวน
ใส่ขาคน หากเป็นโทษคือความผิดนิรมิตใส่ตัวเอง แม้การแสวงหาธรรมและการ
ปฏบิ ตั ธิ รรม หากวา่ เปน็ ไปตามความหมายของธรรมแลว้ ปญั หาในเรอื่ งมรรคผลกค็ ง
เป็นความสงบลงได้อย่างง่ายดาย เหตุที่จะท�ำให้ปัญหาท้ังนี้ลุกลามขึ้นในใจและ
กระจายออกไปสสู่ ังคม กเ็ พราะความดแู ตต่ วั ผลโดยถา่ ยเดยี ว มไิ ด้มองดตู ัวเหตุคือ
ข้อปฏิบัติที่ถูกทางอันเป็นบ่อเกิดแห่งตัวผล ซึ่งจะน�ำไปสู่ความส�ำเร็จและตัดปัญหา
ภายในใจเสียได้ เม่อื เป็นผู้หนกั ในเหตุอันเป็นบ่อเกดิ แหง่ ผลทุกประเภทแล้ว ปฏิบัติ
ด้วยศรัทธา ความเช่ือ และวิริยะ ความพากเพียร เป็นต้น ไม่ท้อถอย ผลคือ
ความสขุ กายสบายใจ เปน็ สมบตั สิ ำ� หรบั ตวั ในทฐิ ธรรม และสมั ปรายภพ สมกบั คำ� วา่
อกาลโิ ก ซึ่งเปน็ เครื่องรองรับสุภาพบุรษุ และสภุ าพสตรีอยู่ตลอดกาล
อนง่ึ ความหวิ โหยยอ่ มเปน็ เหตใุ หบ้ น่ ครำ�่ ครวญไปตา่ งๆ ไมม่ สี นิ้ สดุ แตเ่ มอื่ หมด
ความหิวโหยแลว้ ความรำ� คาญใจอนั เป็นผลกส็ นิ้ สุดลงเอง เรื่องธรรมซึ่งเปน็ อาหาร
ท่ดี ีเลศิ ของใจ เมื่อสาธชุ นได้ด่มื แล้ว ความหิวโหยซึ่งเกิดจากความสงสยั นานาชนิด
ก็จะดับลงทันที โดยไม่ต้องแต่งทนายข้ึนฟ้องร้องคดีระหว่างใจกับความสงสัยใน
ศาลใดๆ จะเป็นการเลิกแล้วจากการวินิจฉัยและตัดสินด้วยตนเอง ตรงกับค�ำว่า
ปจจฺ ตฺตํ เวทิตพโฺ พ วิญญฺ หู ิ แทแ้ ล

56

ศาสนธรรมย่อ แตย่ งั คงเสน้ คงวาตามเดิม

ในโอวาทปาฏโิ มกข์ ทา่ นยน่ คำ� ลงไวพ้ อประมาณ แตท่ รงคณุ ภาพตามเดมิ บาลี
จะไมย่ กมา ผ้ปู รารถนาพึงดูในเอกเทศสวดมนต์เถดิ

ความอดกลนั้ ขนั ตเิ ปน็ ธรรมเครือ่ งแผดเผากเิ ลสไดเ้ ป็นอย่างดี ๑
พระพทุ ธเจ้าทั้งหลายกลา่ วสรรเสริญพระนิพพานว่าเยี่ยมกวา่ ส่ิงใดๆ ๑
นกั บวชเปน็ ผู้เว้นจากการฆา่ และการเบยี ดเบียน ถา้ ประกอบกิจเชน่ นน้ั ไม่เรยี ก
ว่าผูส้ งบ ๑
การไมท่ �ำบาปทง้ั หลายทุกประเภท ๑
การยังกุศลใหถ้ งึ พรอ้ ม ๑
การยงั จติ ของตนใหผ้ ่องใส ๑
น้คี ือค�ำส่งั สอนของพระพทุ ธเจ้าทั้งหลายแต่โดยย่อ
การไมด่ ูถกู เหยยี ดหยามคนอน่ื ๑
การไมฆ่ า่ มนุษยแ์ ละสัตวท์ ัง้ หลาย ๑
การสำ� รวมตนในแนวทางใหเ้ กดิ ความหลดุ พน้ ๑ (การสำ� รวมในพระปาฏโิ มกข)์
ความรจู้ กั ประมาณพอเป็นมัชฌิมาในการบริโภคใช้สอย ๑
ความเปน็ ผูม้ ที ่นี ่งั ท่นี อนอันสงัด ๑
การชำ� ระจิตของตนให้ย่ิง หรืออยู่เหนือสงิ่ แวดลอ้ ม ๑
น่ีก็เป็นค�ำสัง่ สอนของพระพทุ ธเจา้ ทกุ ๆ พระองคแ์ ต่โดยยอ่

ธรรมเครื่องประดับความงามส�ำหรับ กาย วาจา ใจ ของมนุษย์และสัตว์
ซึ่งไม่จ�ำกัดเพศและวัยว่าหญิงชายและเด็กหนุ่มหรือแก่ปานกลาง เมื่อสวมเครื่อง
ประดบั คอื ธรรมเขา้ แลว้ งามทงั้ นนั้ ความงามในเครอื่ งประดบั คอื ธรรมนี้ ไมเ่ ปน็ ไปเพอ่ื
สงั่ สมกิเลสให้ล่มุ หลงเหมอื นความงามในเคร่ืองประดับฝ่ายตรงกันข้าม และยงั กลับ
ถอดถอนกิเลสได้ด้วยเคร่ืองประดับทั้งนี้ด้วย นักปราชญ์ผู้มีปัญญาลึกซึ้งจึงชอบ

57

ประดับตวั ด้วยธรรม เพราะประดบั เข้าแลว้ งามไมจ่ ดื จางตลอดอายขุ ยั งามในชาตนิ ี้
แลชาตหิ นา้ คอื เบ้ืองต้นแหง่ วยั ก็งาม ทา่ มกลางแห่งวยั กง็ าม และทส่ี ดุ แหง่ วัยก็งาม

อนึง่ เบือ้ งต้นแห่งการบ�ำเพ็ญจติ เพ่ือการหลุดพ้นกง็ าม ทา่ มกลางแหง่ จติ ทไี่ ด้
ด�ำเนนิ ในทางมรรคก็งาม และทสี่ ดุ แห่งจติ ท่ไี ด้ด�ำเนินทางมรรคจนไดบ้ รรลุทีม่ ุ่งหวงั
แล้วก็งาม จิตได้มีความเป็นอยู่อย่างอิสรเสรีโดยปราศจากกิเลสเครื่องก่อกวน
มคี วามบรสิ ทุ ธอ์ิ ยโู่ ดยเฉพาะหนา้ แลว้ กง็ าม แมท้ ส่ี ดุ ขนั ธท์ งั้ หลายจะพงึ แตกทำ� ลายลง
สธู่ าตเุ ดมิ คอื ดนิ นำ�้ ลม ไฟ ไปแลว้ ใจทย่ี งั เหลอื อยเู่ ปน็ ธรรมทงั้ แทง่ กง็ าม และงามไป
ตลอดอนนั ตกาล นอกจากนนั้ ยงั ไวล้ วดลายคอื ความงามแกส่ าธชุ นผสู้ นใจในความงาม
ทั้งนีอ้ กี จนกลายเปน็ ความงามไมม่ ีทสี่ ้นิ สุด มีพระพทุ ธเจา้ เป็นต้น พระองคง์ าม
ลึกซึ้งในทางธรรม แม้ปรินิพพานไปแล้วความงามของท่านยังคงอยู่คู่ฟ้าดินสลาย
ไมก่ ลบั กลายเสอื่ มสญู ไปเลย และยงั เปน็ ทดี่ ดู ดม่ื ใจของพทุ ธบรษิ ทั ตลอดมา ความงาม
ในธรรมาลงั การน้ี แผไ่ ปทกุ ทศิ ทกุ ทาง เบอื้ งบน เบอื้ งลา่ ง และสถานกลาง เปน็ ทเ่ี คารพรกั
ของเทวดาและมนุษย์ท้ังหลาย ตลอดสัตว์เขายังรู้จักเคารพรักในท่านผู้มีธรรมเป็น
เครอื่ งประดับ

ธรรมาลังการมีมาก จะเป็นการฟั่นเฝือเหลือวิสัยของพุทธบริษัทผู้มีกำ� ลังน้อย
จะพงึ ประดบั ธรรมาลงั การใหพ้ อดแี กว่ สิ ยั ของตนๆ พระองคจ์ งึ ทรงยน่ ยอ่ ลงตามสว่ น
เพอ่ื พอดีแก่กำ� ลงั ของผู้ทรงธรรมาลงั การ แต่ยังคงเสน้ คงวาอยูต่ ามเดิม ไมบ่ กพร่อง
ในส่วนคุณภาพที่ผู้ปฏิบัติจะพึงได้รับตามนัย ความแปลออกจากภาษาย่อมีอยู่ว่า
ความอดกลน้ั ขันตีตอ่ สิ่งทีม่ ากระทบ ซ่ึงเป็นเหตยุ ่ัวโทสะให้แผพ่ ังพานหรอื รศั มอี อก
เพอื่ ตอ่ สเู้ อาชยั ชนะ โดยวาทะหรอื ทบุ ตตี า่ งๆ การอดกลนั้ เหตทุ งั้ นด้ี ว้ ยขนั ตี จงึ จดั วา่
เป็นธรรมเคร่ืองแผดเผากิเลสได้เป็นอย่างดี บรรดาพระพุทธเจ้าท้ังหลายกล่าว
สรรเสริญพระนิพพานว่าเป็นธรรมยิ่งกว่าสิ่งใดๆ ท้ังหมด ซ่ึงมีอยู่ในไตรโลกธาตุ
ทงั้ นเ้ี พราะสงิ่ ทง้ั หลายเปน็ สง่ิ ทยี่ งั ไมค่ งเสน้ คงวา มคี วามแปรปรวนประจำ� ตน สบั เปลยี่ น
หมนุ เวยี นกนั อยไู่ มม่ วี นั สน้ิ สดุ เหมอื นรบั ประทานขา้ วสกุ และปลาเนอ้ื ทง้ั แกลบรำ� และ
ทงั้ ก้างทัง้ กระดกู เปน็ ตน้ ฉะน้ัน แม้ความสุขก็เจอื ดว้ ยทุกข์ ไมส่ ขุ ล้วน เกดิ แล้ว

58

กลบั ตายไดแ้ ลว้ กลบั สญู หาย ดแี ลว้ กลบั ชวั่ จะถอื เอาจรงิ เอาจงั กบั สงิ่ ใดๆ แทก้ ไ็ มไ่ ด้
พลอยจะหลดุ มอื ตกหายไปทกุ เวลา ความเปน็ ทงั้ นจ้ี งึ เปน็ เหตใุ หน้ อนใจไมไ่ ด้ เหมอื นอยู่
ใกลอ้ สรพษิ คอยจะขบกัดจกิ ตอ่ ยอยู่เสมอ

พระนิพพาน ถา้ จะพดู ถึงความดบั ทุกขก์ ็ดบั สนทิ ไม่มีทกุ ข์เจอื ปน พูดถงึ สุข
กส็ ขุ ลว้ นๆ ไม่มีขา้ วสารแกลบร�ำคอื ทุกขเ์ จอื ปน ไมม่ ีสมมุตใิ ดๆ เข้าถงึ แม้ทา่ นได้
อนปุ าทเิ สสนิพพานแล้ว ถึงจะมีอายตนะภายใน คอื ตา หู เปน็ ต้น เปน็ บนั ไดสำ� หรับ
รับแขกคืออารมณภ์ ายนอก ซ่ึงเกิดจากอายตนะภายนอก คือ รปู เสยี ง เป็นต้นอยู่
บรรดาแขกคอื อารมณน์ น้ั ๆ กไ็ มส่ ามารถจะยงั จติ นพิ พานของทา่ นใหห้ วนั่ ไหวตามได้
แขกคงเป็นแขก เจา้ ถิ่นคงเป็นเจ้าถิ่นอยตู่ ามเดิม ไมร่ ะคนกนั ซง่ึ พอทจ่ี ะให้หลงตาม
เมื่อหยุดจากการรับแขกแล้วมิได้หลงอารมณ์ของแขกท่ีขาดไป มีความเป็นอยู่อย่าง
อสิ รเสรโี ดยธรรมชาติ ปราศจากเครอื่ งย่วั ยวนใดๆ ท้ังส้นิ ความเปน็ อยู่ทั้งนมี้ ิไดม้ ี
การขู่เข็ญบังคับแต่อย่างใด หากเป็นธรรมเป็นเอง ปราศจากเคร่ืองปรุงแต่งและ
เสกสรร ฉะนนั้ นพิ พานธรรมจงึ เปน็ ธรรมทยี่ อดยงิ่ กวา่ สงิ่ ใดๆ ตามนยั ทพี่ ระพทุ ธเจา้
ท้ังหลายทรงสรรเสรญิ ไว้

นักบวชเวน้ จากการฆา่ และเบยี ดเบยี นสัตว์แล้ว จะทำ� กิจเชน่ น้ันอีก ไม่เรยี กวา่
ผสู้ งบ นอกจากการไมฆ่ า่ และไมเ่ บยี ดเบยี นแลว้ ยงั ตอ้ งมเี มตตาพรหมวหิ าร ในมนษุ ย์
และสตั ว์ทัว่ ไปเป็นเคร่อื งประดับสมณะใหง้ ามในศาสนาประจ�ำเพศของตน

การไม่ท�ำบาปทั้งปวงทุกประเภท ค�ำว่า บาป คือความเศร้าหมอง เป็นผล
เดือดร้อนแก่ผู้ท�ำ และเป็นเครื่องถ่วงตนลงในความเลวทรามเสมอ ท่านจึงมิให้ท�ำ
กรรมประเภทน้ีด้วยท้งั กาย วาจา ใจ

การยังกุศลใหถ้ ึงพรอ้ ม คำ� ว่า กุศล คือความฉลาด ฉลาดในการทำ� เลือกเฟน้
ทำ� แตส่ งิ่ ทเี่ ปน็ ประโยชนแ์ กต่ นและสว่ นรวม และฉลาดในศลิ ปวทิ ยาตา่ งๆ ทงั้ ทางคดี
โลกและคดธี รรม ฉลาดพดู ในสิ่งทีค่ วรพดู ซงึ่ ประกอบด้วยประโยชน์ อันเปน็ เสน่ห์
ความดึงดูดใจของผู้ฟังให้รื่นเริงไปในทางท่ีดีและเคารพรัก เป็นศรีศักดิ์ในการพูด

59

ทั้งเป็นรสชาติอันดีแก่ผู้ฟัง ยังกันและกันให้รื่นเริง และฉลาดในการคิดประดิษฐ์
อารมณ์เครื่องฟอกจิต และฉลาดเลือกสรรมิตรภายในใจ อารมณ์อันใดเป็นข้าศึก
แกก่ ศุ ลรีบแก้ไขไมร่ รี อ นแี้ ลท่านเรียกว่าความฉลาด คนท่ีมีความฉลาดฝังใจ แม้จะ
สรา้ งโลกก็ไม่กระเทอื นถำ�้ แม้จะสรา้ งธรรมกไ็ มก่ ระเทือนใคร คอ่ ยเป็นคอ่ ยไปดว้ ย
อบุ ายความฉลาด และคนเราจะเปน็ นกั ปราชญไ์ ดต้ อ้ งอาศยั อบุ ายอนั ฉลาดคอื ปญั ญา

การช�ำระจิตของตนให้ผ่องใส น้ไี ดอ้ ธบิ ายผ่านมาแลว้ ขอยุตไิ ว้

คาถายอ่ นเ้ี ปน็ คำ� สอนของพระพทุ ธเจา้ ทกุ พระองค์ การสำ� รวมในแนวทางทจี่ ะให้
เกิดความหลดุ พน้ สิง่ ทจ่ี ะพึงส�ำรวมคือขวากหนาม ศาสนโวหารเรยี กว่ากเิ ลส กิเลส
ท้ังน้ีเป็นภัยส�ำหรับผู้ก�ำลังด�ำเนิน มรรค คือข้อปฏิบัติ ประหน่ึงขวากหนามหรือ
สัตวร์ า้ ย ซ่งึ ซมุ่ ซอ่ นอยใู่ นระหวา่ งทาง ผปู้ ฏบิ ัติเพอ่ื โมกขธรรม จงึ ควรระวงั สิง่ เหลา่ นี้
ให้มาก ศลี ๕ กด็ ี ๘ กด็ ี ๑๐ กด็ ี ๒๒๗ ก็ดี หรืออนบุ ญั ญตั ิท่ีทรงเพ่ิมเตมิ ทหี ลัง
ประหนึ่งว่ารั้วกั้นทางความชั่วซ่ึงจะร่ัวไหลออกทางทวาร พระองค์ทรงวางแนวทาง
ทถี่ กู คอื ธรรมไวเ้ ป็นเคร่อื งด�ำเนนิ ทรงกนั้ ร้วั หนามไว้ ๒ ฟากทางคอื พระวนิ ยั การท่ี
พระองค์ทรงวางแนวทางไว้ทั้งนี้ เพื่อความสวัสดีต่อเวไนยโดยถ่ายเดียว มิได้หวัง
เครอ่ื งตอบแทนแมแ้ ต่น้อย

ความรจู้ กั ประมาณในมชั ฌมิ าทจ่ี ะบรโิ ภคใชส้ อยแตพ่ อดงี ามในปจั จยั ทงั้ หลาย
ค�ำว่าประมาณ หรือมัชฌิมา มีความหมายกว้างขวาง คือกินอยู่หลับนอนก็ให้เป็น
มชั ฌมิ า การไปมากา้ วหนา้ ถอยกลบั กใ็ หเ้ ปน็ มชั ฌมิ าพองาม ปฏปิ ทาขอ้ ปฏบิ ตั ทิ กุ อยา่ ง
กใ็ หเ้ ปน็ มชั ฌมิ า ความรคู้ วามเหน็ กใ็ หเ้ ปน็ มชั ฌมิ า การทำ� การพดู การคดิ ทกุ กริ ยิ า
ท่ีเคล่ือนไหวก็ให้เป็นมัชฌิมา คือความพอดีพองาม แม้ท่ีสุดความบริสุทธ์ิของจิต
กต็ ้องเป็นมชั ฌมิ า คอื รูก้ ลางๆ ซึ่งสมั ปยตุ ด้วยญาณ แตไ่ มใ่ ชก่ ลางทาง คือมรรค
สรุปความเรียกวา่ กลางสมมุติ กบั วิมุตติ สมมตุ กิ ร็ ู้เท่า วมิ ุตติก็รู้ทนั ปลอ่ ยวาง
ทงั้ สองเงอื่ นไวต้ ามเปน็ จรงิ เพราะศาสนธรรมเปน็ มชั ฌมิ า ไมเ่ ขา้ ใครออกใคร ผปู้ ฏบิ ตั ิ
และรู้ธรรมแล้วตามเปน็ จรงิ ยงั จะเหยยี บยำ่� อนัตตา ลงและยกอัตตาขึ้น ซึ่งเป็นการ

60

เขา้ ขา้ งโนน้ ออกขา้ งนอ้ี ยู่ จะจดั วา่ รรู้ อบคอบในธรรมอยา่ งไรได้ เพราะสว่ นทต่ี นสำ� คญั
วา่ เปน็ อตั ตายงั ถือไวอ้ ยู่ กเ็ รยี กว่ารโู้ ลกแล้วกลับหลงธรรมและถอื ธรรมเทา่ นนั้

คนทั้งโลกข้ามแม่น�้ำด้วยเรือ ข้ึนถึงฝั่งซึ่งเป็นท่ีปลอดภัยแล้วปล่อยเรือไว้ใน
ลำ� แมน่ ำ�้ เพราะเรอื เปน็ สง่ิ อาศยั ชวั่ คราวในเวลาเดนิ ทางมไิ ดแ้ บกหามไปดว้ ย อนตั ตา
เปรียบเหมือนลูกคลื่นหรือสัตว์ร้ายในน้�ำ อัตตาเปรียบเหมือนเรือซ่ึงขับข่ีข้ามแม่น้�ำ
ในเวลาเดนิ ทาง เมอื่ ถงึ ฝง่ั ซง่ึ เปน็ ทปี่ ลอดภยั แลว้ อตั ตาซง่ึ เปรยี บเหมอื นเรอื เปน็ ธรรม
อาศยั ชวั่ คราว จะพงึ เปน็ ธรรมทค่ี วรปลอ่ ยวางโดยแท้ ไมค่ วรยดึ ถอื เอาไวโ้ ดยประการ
ทง้ั ปวง จติ ทรงความเปน็ ยถาภตู ญาณทสั สนะตลอดกาล คอื รเู้ หน็ ตามเปน็ จรงิ ทง้ั ธรรม
ฝ่ายอนตั ตา ท้งั ธรรมฝา่ ยอตั ตา ทั้งพุทธธรรม ธรรมคือผรู้ ู้ ไม่มชี ่องโหวไ่ วซ้ ึง่ พอ
ที่จะให้เกดิ ความลุ่มหลงและยดึ ถือแม้แต่น้อย

เรียกว่า มัชฌิมา โดยธรรมชาติ คือเป็นกลางระหว่างธรรมทั้งหลายกับจิต
ระหว่างจิตกับธรรมท้ังหลาย และระหว่างจิตกับจิตอีกวาระหน่ึงเป็นบทสุดท้าย
ขณะรากเหง้าเค้ามูลของวัฏจักรเร่ิมถอนตัวออกจากใจ เปลี่ยนบทบาทพลิกสันมา
เป็นคมจากมีดเล่มเดียวซ่ึงมีทั้งสันทั้งคม กลายเป็นจิตท่ีควรแก่ตนเองและธรรม
ทั้งหลาย มิไดถ้ ือในสภาวธรรมทัง้ หลายวา่ เป็นศตั รคู ู่มิตร เม่อื จติ หมดความเปน็ พษิ
ในตวั เอง ไมต่ น่ื เงาซงึ่ เกดิ กบั ตวั เองมาแตก่ าลไหนๆ พรอ้ มกบั ความรเู้ ทา่ ตวั เองวา่ เปน็
ความจรงิ เสมอธรรมใดๆ แลว้ สภาวธรรมใดๆ ทกุ สว่ น ท้งั ใกลท้ ้งั ไกล ท้งั ภายใน
ภายนอก เลยกลายเปน็ สภาพปกติ หรอื เอนอ่อนไปตามๆ กันหมด ไมป่ รากฏธรรม
ทั้งนแี้ สดงตวั เป็นศัตรคู ู่มติ ร หรือแสดงตวั เปน็ เจา้ บุญเจา้ บาปของผู้ใด คงเป็นปกติ
ธรรมดาแตเ่ ริม่ ต้ังแผ่นดินมา และจะเปน็ สภาวะปกตอิ ย่างนไ้ี ปตลอดอนันตกาล

เหตุท่ีจะเสกสรรธรรมทั้งน้ีขึ้นให้เป็นต่างๆ ก็เพราะความส�ำคัญผิดของจิต
แต่ผู้เดียว เมอื่ จติ เกดิ ความรแู้ จง้ ชัดข้นึ ในตัวเองแลว้ สภาวธรรมทง้ั หลายซึง่ เคยถกู
ตำ� หนติ ชิ มจากจติ มาเปน็ เวลานาน ทงั้ นส้ี ภาวธรรมเหลา่ นก้ี ม็ ไิ ดเ้ ปลย่ี นฉากเปน็ แนวรบ
กลับเข้ามาต�ำหนิติชมหรือโจมตีจิตแต่อย่างใด ต่างก็คงความปกติไว้ตามสภาพ

61

จากน้ันมาจิตจะพึงเห็นโทษในตัวเองซ่ึงได้เคยต�ำหนิติชมในสภาวธรรมท้ังหลาย
ใหเ้ ป็นต่างๆ ตามท่อี ารมณข์ องจิตต้องการ เชน่ เดยี วกับคนไข้จะพึงเห็นโทษของตน
ในเวลาหายจากไข้แลว้ ซึ่งได้เคยกระท�ำความผดิ พลาดล่วงเกนิ ต่อหมอในเวลาทีต่ น
ก�ำลังปว่ ยอยู่ ทงั้ ๆ ท่ีหมอมไิ ด้ถือสีถอื สาอะไรกับคนไขฉ้ ะน้นั

ความเปน็ ผมู้ ที นี่ ง่ั ทนี่ อนอนั เงยี บสงดั ปราศจากความระคนกบั หมชู่ นทงั้ นกั บวช
และฆราวาส ความสงดั เป็นปัจจัยแกก่ ารบำ� เพญ็ สมณธรรมเป็นอย่างดยี ่งิ จะพงึ เหน็
พระพทุ ธเจา้ กบั พระสาวกทงั้ หลายไดด้ ำ� เนนิ มาเปน็ ตวั อยา่ ง เวลาพระองคก์ บั พระสาวก
ก�ำลังบ�ำเพ็ญสมณธรรม ปรากฏว่าชอบเท่ียวบ�ำเพ็ญสมณธรรมในที่เช่นน้ันเป็น
ปกตนิ สิ ยั การประสตู ิ การตรสั รู้ และการปรนิ พิ พานของพระองคใ์ นปา่ ทง้ั นนั้ แมท้ สี่ ดุ
จากองค์ท่านมาก็สั่งสอนสาวกให้ยินดีในป่า เม่ือมีความหวาดเสียวเพราะความ
อยู่เปล่ยี วเกดิ ขนึ้ ก็ทรงแนะให้ยกธงสามสี คอื อิตปิ ิ โส ฯลฯ สวฺ ากขฺ าโต ฯลฯ
สุปฏปิ นฺโน ฯลฯ ขึน้ เป็นเครือ่ งปลอบใจ ใหม้ ีความอาจหาญและร่าเรงิ ตอ่ ความเพยี ร
จะเหน็ ไดใ้ นธชคั คสตู ร

เพราะในทเี่ ชน่ นน้ั เป็นทัศนยี ภาพเครอื่ งปลุกประสาทอยู่ทกุ เวลา สามารถจะยัง
ปญั ญาใหเ้ กดิ ขน้ึ ไดใ้ นขณะทสี่ มั ผสั เพราะปราศจากเครอ่ื งกอ่ กวน และสง่ เสรมิ กเิ ลส
ท่ีมีอยู่ภายในใจให้ฟงุ้ ตัวขนึ้ สิ่งทจี่ ะใหป้ ลงปัญญากค็ อื ความอยู่ผู้เดียว เปลย่ี วกาย
เปลย่ี วจติ ทงั้ ไมม่ องเหน็ ใครเปน็ ทพ่ี ง่ึ ในเมอ่ื อนั ตรายนานาชนดิ เกดิ ขน้ึ เพราะทเี่ ชน่ นนั้
โดยมากจะมแี ตเ่ สยี งนกเสยี งสตั วต์ า่ งๆ ทงั้ สตั วร์ า้ ย มเี สอื เปน็ ตน้ และสตั วธ์ รรมดา
ซ่ึงมีอยู่มากตามป่า สัตว์เหล่านี้ชอบร้องเวลากลางคืนในยามสงัดๆ หากเป็นผู้หวัง
นพิ พานสมบัติจรงิ ๆ แล้ว ส่งิ เหลา่ นจ้ี ะช่วยปลกุ หรือเตอื นสตปิ ญั ญาและความเพียร
ตลอดเวลา เพราะความหวาดกลวั บงั คบั จติ ปราศจากทพี่ งึ่ ภายนอก จะตอ้ งยอ้ นกลบั
เข้ามาภายใน น้อมพระรัตนตรัยเป็นที่พ่ึง สละชีวิตเลือดเนื้อท้ังหมดถวายไว้กับ
พระรัตนตรัย ประคองใจด้วยความเพียร มีสติสัมปชัญญะตลอดเวลาท้ังกลางวัน
กลางคนื ยนื เดนิ นัง่ นอน

62

เมื่อใจได้ถูกเครื่องปลุกประสาทอยู่ท�ำนองน้ี ก็ยิ่งทวีความเพียรไม่หยุดย้ัง
ปัญญาก็นับวันจะไหวตัวเกิดข้ึน ความอาจหาญท่ีจะท�ำจิตให้พ้นทุกข์ก็ย่ิงมีก�ำลัง
ส่ิงแวดล้อมซึ่งเคยถือว่าเป็นศัตรูคู่ประหารชีวิตท่ีมีอยู่รอบๆ บริเวณ ก็เลยกลาย
เป็นมิตรมิได้หว่ันไหว เพราะอาศัยส่ิงเหล่านี้เป็นเคร่ืองฟอกจิตและลับปัญญาให้
คมกล้า จิตเลยแปรรูปความเห็นเสียใหม่ว่า ที่เช่นนั้นกลับเต็มไปด้วยธรรมกถึก
คอื นกั เทศน์เอก สอนใหต้ ัง้ สติเจริญปญั ญาอยู่ตลอดเวลา ยงิ่ มีศรัทธาเช่อื ทเี่ ชน่ นั้น
ว่าเป็นที่เพาะสันติธรรมได้จริงอย่างพระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้ทุกประการ การอยู่
และประกอบความเพียรในที่เช่นนั้นก็เลยกลายเป็นความสะดวกกายและสบายใจ
ไปตามๆ กันหมด จนสามารถถอดถอนกิเลสได้โดยสิ้นเชิง ณ สถานท่ีเช่นน้ัน
ความเป็นทั้งนี้ผู้เขียนเคยอยู่และเคยปรากฏส่ิงแวดล้อมท�ำนองนี้มาแล้วมากราย
แต่มิได้หมายความว่าได้รู้ธรรมในท่ีเช่นน้ัน เป็นแต่เล่าเรื่องหยาบๆ ซึ่งเคยปรากฏ
ใหท้ า่ นผู้อ่านฟงั เพ่อื แกง้ ว่ งเลก็ น้อย

การอยใู่ นท่เี ปล่ยี วๆ และสงดั เชน่ นน้ั จะพึงประคองความเพยี รง่ายและดกี ว่า
ท่ีท้ังหลาย ซึ่งตรงกันข้ามกับท่ีเช่นนั้น เพราะการอยู่ในป่าซึ่งเป็นท่ีอยู่อาศัยของ
สัตว์ร้ายทุกประเภท ย่อมเป็นเหตุให้ตื่นตัวอยู่เสมอ จะประมาทนอนใจในข้อวัตร
ซงึ่ เปน็ กจิ ประจำ� วนั ไมไ่ ด้ จะปรากฏความแปลกหแู ปลกตาขน้ึ ในเวลาใดกไ็ ด้ แลว้ แต่
กรณีทีท่ ำ� ผิดจะพึงบนั ดาลหรือเป็นปจั จยั ยงั เหตนุ ัน้ ๆ ใหเ้ กดิ เหตุท้งั น้ผี ้เู ขียนไม่กล้า
รับรองว่าจะเป็นเหตุเกิดขึ้นจากอะไร ในต�ำนานกล่าวสิ่งที่ไม่สามารถมองเห็นด้วย
ตาเนื้อ แต่เป็นส่ิงที่ไม่เหลือวิสัยของใจจะพึงรู้เห็นว่าเป็นของมีอยู่ในไตรโลกธาตุ
อยา่ งสมบรู ณ์ จงึ ขอเมธีชนพิจารณาดว้ ยวิจารณญาณเอาเอง

การอยใู่ นทเี่ ปลย่ี วเชน่ นนั้ ไมม่ รี ปู เสยี ง และสง่ิ อนื่ ๆ จะมารบกวนและยวั่ ยวนจติ
ใหก้ เิ ลสภายในฟงุ้ แมว้ า่ รปู จะมที วั่ ไปกจ็ รงิ แตท่ เ่ี ชน่ นนั้ จะมแี ตร่ ปู ตน้ ไม้ ภเู ขา รปู นก
หรือรูปปลา ซึง่ อยูต่ ามล�ำธารโดยมาก ไมม่ ีรูปหญงิ รูปชาย ตลอดสตั ว์พาหนะ และ
พสั ดสุ งิ่ ของใดๆ จะมายั่วยวนให้หลงตาม แมว้ า่ เสยี งเป็นตน้ กจ็ ะมีแตเ่ สยี งนกและ
เสียงสัตวต์ า่ งๆ รอ้ งตามภาษาของเขา ซึ่งไมพ่ อจะให้เกดิ ความยนิ ดียินรา้ ยได้

63

นอกจากสงิ่ แวดลอ้ มกลายเปน็ มติ รแลว้ การหลบั นอนกต็ รงเวลาไมค่ ลาดเคลอื่ น
นอนนอ้ ยกนิ นอ้ ย และคดิ ไปในทางสงั่ สมกเิ ลสกน็ อ้ ยกวา่ อยใู่ นทธี่ รรมดาสามญั ผมู้ งุ่
ต่อสนั ตธิ รรมจรงิ ๆ จะเหน็ ทเ่ี ชน่ นัน้ เปน็ สมรภมู ใิ นการรบกเิ ลสไดเ้ ปน็ อย่างดเี ลิศ

การท่ีพระพุทธเจ้าท่านสอนให้อยู่ป่า ก็มีพระพุทธประสงค์เพ่ือการประกอบ
ความเพยี รโดยสะดวก จติ เมอ่ื ถกู ธรรมกถกึ นานาชนดิ ชว่ ยพทุ ธองคส์ งั่ สอน กจ็ ะเปน็
การชว่ ยพทุ ธภาระไปในตวั ทงั้ จะยงั ประโยชนค์ อื สนั ตธิ รรมใหเ้ กดิ มใี นใจของโยคาวจร
น้นั ๆ ดว้ ย

แตก่ ารอยปู่ า่ จะถอื วา่ ดเี สยี ทเี ดยี วกผ็ ดิ เพราะสตั วน์ านาชนดิ ซงึ่ บางจำ� พวกอาศยั
ป่าเป็นนิจก็ไม่เห็นวิเศษ ท้ังนี้เพราะอยู่ตามประสาสัตว์ไม่รู้จักดีช่ัวและความหมาย
อะไร ทำ� ความดอี ยไู่ หนกด็ ี แตห่ นกั เบานนั้ เปน็ อกี เรอื่ งหนงึ่ เชน่ เดยี วกบั พนื้ ท่ี แมเ้ ปน็
แผ่นดินอย่างเดยี วกันยอ่ มมคี ณุ ค่าต่างๆ กันฉะน้นั ข้อส�ำคญั กค็ ือการทำ� แต่อาศยั
ปัจจัยภายนอกเป็นเคร่ืองหนุนให้งานและผลงานน้ันๆ ก้าวหน้าตามใจหวัง เพราะ
ภายนอกกับภายในต้องอาศัยกัน สถานท่ีจึงเป็นสิ่งที่เทิดความเพียร ซึ่งจัดเข้าใน
สัปปายะขอ้ หน่งึ ของนกั ปฏิบัติ จะพึงเลือกหาความสะดวกเพือ่ สมณธรรม

แต่วา่ ผูป้ ฏบิ ัติแบบนกค้างคาว คอื มีทัง้ หมู ที ง้ั ปีก จะวา่ เป็นนกกไ็ มเ่ ชิง จะวา่
เปน็ หนกู ไ็ มใ่ ช่ จะไปอยใู่ นปา่ เปลยี่ วซงึ่ ประกอบไปดว้ ยสตั วร์ า้ ยเชน่ นน้ั ลำ� บากอยบู่ า้ ง
เพราะการหงึ หวงในชวี ติ เปน็ เหตใุ หใ้ จแนว่ แนล่ งในธรรมไดย้ าก ยง่ิ สตั วต์ า่ งๆ ซงึ่ มอี ยู่
ตามปา่ เทย่ี วหากนิ ในเวลากลางคนื เขาเทย่ี วมารอบๆ บรเิ วณใกลๆ้ แลว้ กส็ ำ� คญั แตว่ า่
มีอะไร จะมาท�ำอะไร ตอนนีอ้ าจจะกลายเปน็ ขรวั ตาหาญขนึ้ กไ็ ด้

ตามนิทานสมัยปจั จบุ นั มีอยู่ว่า ขรัวตาองคห์ น่งึ ชือ่ ขรัวตาหาญ ท่านองคน์ ีเ้ พ่งิ
บวชใหม่ เรยี น ปฏิสังขาโยฯ ก็ยังไมจ่ บ อยากไปเท่ยี วทำ� กรรมฐานเป็นกำ� ลัง ไปลา
อาจารยๆ์ หา้ มไมใ่ หไ้ ป เพราะเหน็ วา่ บวชใหม่ แมจ้ ะแกอ่ ายกุ จ็ รงิ แตค่ ณุ ธรรมเพงิ่ จะ
เรม่ิ เรยี นปฏสิ งั ขาโยฯ กไ็ มฟ่ งั คำ� อาจารย์ พระเณรหา้ มกไ็ มฟ่ งั เมอ่ื อาจารยไ์ มย่ อมให้
ไปจะสึกวันพรงุ่ นีแ้ น่ ไมย่ อมอยู่ เพราะอยู่ไม่ไดป้ ระโยชน์ เท่ียวโปรดสตั ว์โปรดเสือ

64

ตามป่า เที่ยวบิณฑบาตกับเทวดาตามภูเขาดีกว่าอยู่อย่างน้ี พูดยืนค�ำแบบกระต่าย
ขาเดยี ว ใครจะหา้ มก็ไมฟ่ ัง อาจารยห์ มดท่าเลยปล่อยตามเรอ่ื ง เมอ่ื อาจารยอ์ นุญาต
แล้วก็เตรียมตัวและเตรียมบริขาร กลด มุ้ง ออกเดินทางไปถึงบ้านหน่ึงใกล้ภูเขา
บา้ นนนั้ เปน็ บา้ นปา่ รกชฏั เตม็ ไปดว้ ยสตั วร์ า้ ยนานาชนดิ พอไปถงึ กบ็ อกกบั โยมหวั หนา้
บา้ นใหบ้ อกกนั พาท่านไปหาทนี่ งั่ ท�ำกรรมฐาน เขาพาไปดูทไ่ี หนกไ็ มช่ อบ จึงพาทา่ น
ผ่านไปในที่แห่งหน่ึง ท่ีน้ันท้ังป่ารกทั้งใกล้ภูเขา ขรัวตาหาญเลยชอบท่ีเช่นนั้นเข้า
ยนื ยันว่าจะอยู่ในทเ่ี ชน่ นน้ั ท�ำนองเดียวกับพูดตอ่ อาจารย์ ใครหา้ มก็ไมย่ อมฟงั เสยี ง

เขาบอกวา่ ทนี่ อ่ี ยไู่ มไ่ ดแ้ นท่ า่ นตา เพราะเมอ่ื วานนเี้ สอื โครง่ ใหญต่ วั หนง่ึ ความยาว
ของลำ� ตัวมันยาวประมาณ ๘ ศอก นายพรานเขาเหน็ มนั บอ่ ยครงั้ กดั ควายตวั หนงึ่
แลว้ กินอยใู่ นป่าน้ี ใครๆ ในบา้ นกลวั มัน ไม่กลา้ มาเอาเนือ้ ไปรับประทานเลย เพราะ
มนั หวงซากควายเตม็ ท่ี และเสอื โครง่ ใหญต่ วั นดี้ มุ ากดว้ ย ขอนมิ นตท์ า่ นตาไปอยทู่ อี่ นื่
ดีกว่า พวกผมเกรงว่าจะไม่ตลอดคืน เพราะเสือหวงซากนี้ร้ายกาจมากนะท่านตา
ปลอ่ ยให้เขากนิ ซากควายหมดเสียก่อน เขาหนีไปทอ่ี ่ืนแล้วคอ่ ยกลบั มาอยู่ พวกผม
จะจัดให้ไม่ขัดข้องอะไร เวลานี้เกรงว่าเขาจะมารบกวนท่านตาไม่มีเวลาหลับนอน
และเสือตัวน้ไี ม่คอ่ ยจะกลวั และหนคี นด้วย ร้ายจริงๆ ท่านตา เขาพรอ้ มกนั วิงวอน
ดว้ ยความสงสาร

ท่านตาไมฟ่ ังเสยี งเลย พดู ยนื ตัวอยู่คำ� เดียวเท่านั้นไม่ยอมหนไี ปท่ีอืน่ เขาเลย
ยอ้ นถามทา่ นวา่ หากเสอื ตวั นน้ั มาและจะทำ� อนั ตรายแกท่ า่ นตาจรงิ ๆ จะทำ� อยา่ งไรละ่ ?

ทา่ นตากต็ อบเขาอยา่ งทนั ควนั วา่ เสอื มนั จะเหนอื ธรรมไปไดห้ รอื ? อกี อยา่ งหนง่ึ
ชื่อของอาตมาก็บอกอยู่ในตัวแล้วว่า “หลวงตาหาญ” อะไรจะมาพาลก็ลองฤทธ์ิกัน
ดวู นั นี้ จะไปกลัวอะไรกับเสอื เลา่ กิเลสมันร้ายกวา่ เสืออาตมายงั จะฆ่ามนั อยูเ่ วลานี้
แต่ยงั ไมไ่ ดท้ ี่เหมาะ กิเลสจงึ รอมาปา่ นนีย้ งั ไมต่ าย บัดนไ้ี ดท้ ีด่ ีแล้วอาตมาจกั ฆ่ามนั
ใหต้ ายในคนื วนั น้ีเอง รีบจดั ที่ให้อาตมาเดี๋ยวนี้ กเิ ลสมันกวนเหลือเกิน

65

ดว้ ยความจำ� เปน็ เขาเลยพรอ้ มกนั จดั ทใี่ หใ้ นพน้ื ราบ ใกลก้ บั ซากศพควายซงึ่ เสอื
ก�ำลังกินและหวงอยู่ ประมาณ ๑ เส้นพอดี พอท�ำเสร็จแล้วเขาก็พากันกลับบ้าน
ปลอ่ ยขรวั ตาหาญอยอู่ งคเ์ ดียว

พอราว ๒๐.๐๐ น. เทา่ นั้น ค่มู ติ รสีแดงลายพาดกลอนของขรวั ตาหาญกม็ าถึง
ซากควายพอดี พอมาถึงซากควายก็มองเห็นมุ้งและกลดพระธรรมกรรมฐานตั้ง
ตระหงา่ นขวางฟา้ อยู่ สหายผสู้ ำ� คญั ของทา่ นกต็ รงเขา้ มาอยา่ งไมร่ รี อ พอถงึ หอปราสาท
พระธรรมเจ้าก็รีรอนิดหน่อยเพื่อฟังเหตุการณ์พระธรรมกรรมฐานจะสั่ง พระธรรม
กรรมฐานพอเหน็ ทา่ ไมด่ กี เ็ ลยเอย่ คำ� ขนึ้ ปราศรยั กบั คบู่ ารมขี องทา่ นวา่ เรามาทน่ี กี่ เ็ พอ่ื
จะโปรดเธอน่ันเอง เพราะเธอเป็นสัตว์อยู่ในป่ามาก็เป็นเวลานานแล้ว ฉันอยากจะ
ให้เธอข้นึ สวรรคช์ ้นั ฟ้ากบั เขาบา้ ง

พอเสือโคร่งใหญล่ ายพาดกลอนลำ� ตัวยาว ๘ ศอก ได้ยินเสียงภายในมงุ้ กเ็ กิด
ความสำ� คญั ขนึ้ ทนั ทวี า่ ใครจะมาแยง่ อำ� นาจเราในปา่ เวลาคำ่� คนื เชน่ นี้ กเ็ รม่ิ คำ� รามเสยี ง
ข้ึนเป็นการทดลองพระธรรม ท่านจะโปรดจริงหรือท่านคลายเมตตาธรรม แล้วว่า
“ฮือ” ครง้ั ที่ ๑ พระธรรมกเ็ งียบ นง่ั ตวั สนั่ อยู่ในมงุ้

เสยี งปรากฏเหมือนฟ้าค�ำรามในฤดเู ดอื น ๖-๗ พอเร่มิ “ฮือๆๆ” คร้งั ที่ ๒-๓
แล้วก็กระโดดข้ามมุ้งกลดพระธรรมกรรมฐาน ทั้งหางก็ฟาดพื้นดิน เสียงคราง
ก็ค�ำรามหนักเข้า แล้วกระโดดข้ามมุ้งกลดไปมา ขรัวตาหาญค้นคิดหามนต์คาถา
บทใดกไ็ ม่เห็น แม้แตป่ ฏสิ ังขาโยฯ ก็เพิ่งเรมิ่ เรียน เสอื ก็ยิ่งแสดงฤทธิห์ นักเขา้ ทกุ ที
พอดีเล็บเสือเกาะมุ้งขรัวตาหาญเลิกขึ้น ขรัวตาส�ำคัญว่าเสือตะครุบก็ออกอุทานว่า
ตายแล้ว มือคว้าบาตรกับกระป๋องยาสูบอยู่ภายในบาตรได้ก็กระโดดว่ิงออกมา
ไอ้เสอื โครง่ ตกประหมา่ ดว้ ยสำ� คัญวา่ อะไร จงึ กระโดดเขา้ ป่าไป

ฝ่ายขรัวตาวง่ิ เข้าบ้าน ออกอุทานไปตามทางวา่ แสๆๆ ไปตลอดทาง ทั้งเสยี ง
กระป๋องยาสูบกระทบกับบาตรดังกอ๊ กๆ ทางปากขรวั ตาดังแสๆๆ ก๊อกๆๆ เป็นเสยี ง
กลอ่ มกนั ไปตลอดทาง เสยี งบาตรกด็ งั กอ๊ กๆๆ เสียงปากกด็ ังแสๆๆ ไมม่ หี ยดุ ยง้ั ได้

66

ว่ิงเข้าบ้านจนเลยบ้านไปอีกไม่รู้ตัว เพราะความกลัวบังคับ ญาติโยมในบ้านได้ยิน
เสียงดงั ทงั้ กอ๊ กๆ ท้ังแสๆ ผา่ นบ้านไปไม่รู้อะไรเปน็ อะไร กวา่ จะวิ่งตามไป ขรวั ตา
วิ่งเลยบ้านไปเสียแล้ว ชาวบ้านเข้าใจกันว่าขรัวตาธรรมแตกเพราะความเพียรกล้า
เกินไป กวา่ จะวงิ่ ตามได้ตวั มา ทา่ นเสกคาถาแสๆๆ ไปไดต้ ัง้ หลายเส้นไมห่ ยุดปาก
ถามเรื่องอะไรเลยไม่ไดค้ วาม มแี ตแ่ สๆ กับมีแตจ่ ะวิง่ ต่อไปอีกโดยถ่ายเดียว จนพา
กลับมาถึงบ้านแล้วก็ยังมีค�ำว่าแสๆ อีก ยังมีค�ำว่าแสๆ อยู่ท�ำนองน้ันไม่หยุดปาก
ผา้ สบง จวี รขาดหลดุ ลยุ่ ไปหมด เหลอื แตต่ วั และบาดแผลเตม็ ไปหมดทง้ั ตวั เพราะทา่ น
วงิ่ บกุ ป่า ไม่เดินตามทาง ชาวบา้ นพรอ้ มกนั มาถามก็ยงั ไมไ่ ด้ความ คงมีแต่ค�ำว่าแสๆ
เทา่ นนั้ รา่ ยอยไู่ มห่ ยดุ ปาก จนกวา่ ฤทธค์ิ วามกลวั คอ่ ยสรา่ งลง จงึ ไดค้ วามวา่ เสอื กระโดด
ข้ามมงุ้ จะกนิ หัว

ชาวบา้ นเหน็ ทา่ อาการหนกั เชน่ นนั้ กพ็ รอ้ มกนั ทำ� ขวญั ใหห้ ลวงตาหาญพกั ใหญห่ นงึ่
ค่อยฟื้นสติคืนมาหน่อยหน่ึง แต่ยังไม่สมบูรณ์ เขาเลยนิมนต์ให้ท่านอยู่วัดในบ้าน
เพื่อโปรดโยม เพราะโปรดสัตว์โปรดเสือท่านก็เคยโปรดมาแล้ว ท่านบอกว่าไม่อยู่
เพราะกลัวเสือ จึงต้องจัดวาระให้ญาติโยมมานอนเป็นเพ่ือนท่านทั้งกลางวันและ
กลางคืนตลอดเวลาจะขาดคนไม่ได้ ถงึ อย่างนน้ั เวลาทา่ นไปบิณฑบาตเพื่อโปรดสัตว์
บางครงั้ ก�ำลงั รับบาตรอยูส่ ุนัขวิ่งไลก่ นั มาใกลๆ้ ท่านตกประหม่าก็แสๆ ทนั ทตี อ่ หน้า
ทายกทายกิ า เขาพรอ้ มกนั ขบขนั หวั เราะทา่ นเสยี งสนนั่ ไปทว่ั บา้ น นบั แตค่ รง้ั แสดงฤทธ์ิ
กับเสือมาแล้ว ท่านต้ังใจไว้ไม่อยู่ เอะอะเป็นต้องแสๆ ทันทีทุกครั้งที่กระทบเหตุ
ไม่ยอมใหผ้ ่านไปได้ เสือตวั น้ันป่านนี้จะวงิ่ ไปถึงภเู ขาลูกไหนกไ็ ม่รู้ ต่างคนต่างกลวั
ฤทธก์ิ ัน เสอื เข้าปา่ ขรัวตาเข้าบ้าน ตอ่ ๆ มาไดโ้ อกาสดี ชาวบ้านนึกขบขนั ขนึ้ มาก็พูด
หยอกเย้าทา่ นบา้ งว่า ทา่ นตาไมน่ กึ อยากไปโปรดสัตว์โปรดเสือบ้างหรอื ทา่ นกด็ ทุ ันที
(ท่านจะว่าเสอื ๆ แต่เพราะความกลวั เผลอสติจงึ ออกเปน็ แสๆ ไป)

การนำ� นทิ านมาประกอบทงั้ นี้ เพอื่ แสดงใหเ้ หน็ ความตง้ั ใจจรงิ หรอื ไมจ่ รงิ หากวา่
ทา่ นตาหาญไมห่ วน่ั ไหวไปตามกริ ยิ าของเสอื คำ� ราม ยงั้ สตเิ ฉพาะหนา้ ถวายชวี ติ ไวก้ บั
พระธรรมจรงิ ๆ แตต่ น้ มอื แลว้ เสอื คงไมส่ ามารถทำ� ไดร้ นุ แรงถงึ ขนาดนน้ั เพราะเคย

67

ทราบเรอ่ื งจากทา่ นนกั ปฏบิ ตั ทิ งั้ หลายซง่ึ เคยประสบเหตกุ ารณท์ ำ� นองเดยี วกนั แตท่ า่ น
ยบั ย้ังจิตไว้ดว้ ยความเพยี ร ถวายชีวติ ไว้กับพระธรรมเลย สัตว์ร้ายเกิดใจอ่อนและ
หนไี ปเองไม่กล้าทำ� เพราะความรสู้ ึกเป็นธรรมชาตอิ นั เดียวกัน ต่างแต่รูปกายเท่าน้ัน
หากวา่ ตง้ั จติ ใหช้ ดิ ตอ่ ธรรมแลว้ ทา่ นตาอาจไดอ้ บุ ายสำ� คญั ๆ เกดิ ขน้ึ ในขณะสงคราม
เสือกบั ทา่ นกำ� ลังเป็นไปอยู่ นกี้ ็เพราะกลา้ เกนิ ตัว กลัวเกินไป เลยเสียหลัก

การประกอบความเพียรเพื่อช�ำระจิตให้ย่ิงเหนือสิ่งแวดล้อมท้ังหลายได้อธิบาย
ผา่ นมาแลว้

ธรรมทงั้ นเี้ รยี กวา่ โอวาทปาฏโิ มกข์ อมใจความสำ� คญั ๆ ของศาสนธรรมไวห้ มด
ในท่นี ้มี ไิ ด้น�ำพระบาลีมาลงประกอบ ผูต้ อ้ งการโปรดดูในโอวาทปาฏโิ มกข์

พทุ ธะไม่ใช่เป็นสมบตั ิของพระพุทธเจา้ แตผ่ ู้เดียว

กิจโฺ ฉ พทุ ฺธานมปุ ฺปาโท ความเกิดข้นึ แหง่ พระพุทธเจ้าท้งั หลายเป็นของหายาก
ค�ำว่า พุทธะ มี ๔ คือ พุทธะของพระพุทธเจ้าทัง้ หลาย ๑ ของพระปัจเจกพทุ ธะ ๑
ของสาวกทงั้ หลาย ๑ และพุทธะของสามญั มนุษยแ์ ละสัตวท์ ่ัวไป ๑

กอ่ น พทุ ธะ ของพระพทุ ธเจา้ ทงั้ หลายจะอบุ ตั ขิ น้ึ แตล่ ะองคๆ์ ปรากฏในตำ� ราวา่
ตอ้ งสรา้ งพระบารมีมากมาย ตัง้ แต่ ๔ ถงึ ๒๐ อสงไขย ไม่เชน่ น้นั กเ็ ป็นพระพุทธเจา้
ผู้แทนของไตรภพไม่ได้ ถึงอย่างนั้นก็ยังมีผู้ต้องการความเป็นพระพุทธเจ้าอยู่มาก
ซ่ึงเวลานก้ี �ำลังสรา้ งบารมีอยู่

พทุ ธะของพระพทุ ธเจา้ ทพี่ ระองคไ์ ดร้ บั จากพระบารมนี นั้ เปน็ พทุ ธะทแี่ ปลกจาก
สามญั ชนมาก ในด้านคุณภาพและความบรสิ ทุ ธิ์ทัง้ ๆ ท่ีธาตรุ ู้เดิมของพุทธะนเ้ี หมือน
พุทธะของสามัญชนและสัตว์ทั่วไป แต่อาศัยพระองค์เป็นนายช่างผู้ฉลาด สามารถ
เจยี ระไนได้ดว้ ยเครอื่ งมอื ทที่ นั สมยั คือพระบารมี ๑๐ มศี รัทธาบารมีเปน็ ตน้ พทุ ธะ
อันนจ้ี งึ ปรากฏขึ้นมาเป็นคุณคา่ แก่โลกทั่วสากลพภิ พ พรอ้ มทัง้ โลกไดถ้ อื พุทธะอนั น้ี
เป็นสรณะตลอดสมัยปัจจบุ ัน

68

พทุ ฺธํ สรณํ คจฺฉามิ พุทธะที่มอี ยใู่ นสามัญมนษุ ย์และสตั ว์ ต้องไหลมารวม
เป็นความเชื่อความเล่ือมใส ฝากเป็นฝากตายกับพุทธะดวงวิเศษของพระพุทธเจ้า
ดงั เราทง้ั หลายนอบน้อมถงึ พระพทุ ธคุณอยู่ทุกวนั น้ี ฉะน้ันพุทธะซ่งึ มปี ระจ�ำองค์ของ
พระพทุ ธเจา้ จงึ เปน็ เหมอื นนำ�้ ในมหาสมทุ ร ซง่ึ เปน็ ทไี่ หลรวมแหง่ แมน่ ำ้� ทงั้ หลายฉะนนั้

ความเปน็ พทุ ธะซง่ึ จะพงึ มไี ดใ้ นพทุ ธบรษิ ทั เปน็ คนๆ ไปนนั้ พระพทุ ธเจา้ ไมท่ รง
ผกู ขาดแตพ่ ระองค์เดียว และการวางศาสนธรรมลงไว้ประจ�ำโลก กเ็ พอ่ื พระประสงค์
จะให้เวไนยชนยึดเป็นเครื่องมือถือเป็นข้อปฏิบัติ เพื่อก�ำจัดกิเลสซึ่งสิงอยู่กับ
พทุ ธะไมใ่ หฉ้ ายแสงออกมาไดอ้ ยา่ งอสิ รเสรเี ทา่ นนั้ มไิ ดม้ งุ่ ประสงคอ์ ยา่ งอนื่ ใดทงั้ สนิ้
ในเมอ่ื พทุ ธบรษิ ทั ตา่ งทำ� หนา้ ทที่ พี่ ระองคช์ บ้ี อกแลว้ นามวา่ พทุ ธะซงึ่ มอี ยปู่ ระจำ� ทกุ ทา่ น
เมอ่ื ถกู ซกั ฟอกดว้ ยธรรมทที่ รงมอบใหแ้ ลว้ กจ็ กั พงึ เลอื่ นฐานะของตนขนึ้ สคู่ วามสงบ
โดยลำ� ดบั ในทสี่ ดุ พทุ ธะดวงนน้ั กจ็ ะปรากฏดวงขนึ้ เปน็ พทุ ธะทบ่ี รสิ ทุ ธเิ์ ตม็ ท่ี และจะเปน็
สมบัติของเราโดยเฉพาะซึ่งหาได้ในตัวเอง โดยที่พระพุทธเจ้าก็ไม่ทรงเรียกค่า
ธรรมเนยี มจากเราผไู้ ดพ้ ทุ ธะดวงพเิ ศษแมแ้ ตน่ อ้ ย และยงั มคี วามอสิ รเสรจี ากสง่ิ ทเ่ี คย
เปน็ ขา้ ศกึ ตลอดอนันตกาลดว้ ย

พุทธะของพระพทุ ธเจา้ กด็ ี ของพระปัจเจกพุทธเจา้ ก็ดี ของพระสาวกทงั้ หลาย
ก็ดี ทั้งน้ีกว่าจะอุบัติข้ึนมาในระหว่างโลกท่ัวไปก็ดี ในระหว่างโลกคือขันธ์ก็ดีเป็น
ของยาก ตามพระพทุ ธภาษติ ทต่ี รสั ไว้ว่า กจิ ฺโฉ พุทฺธานมปุ ฺปาโท ฉะนี้แล

กจิ ฺฉํ สทฺธมฺมสฺสวนํ การฟงั ธรรมเป็นของยาก ธรรมในท่นี ม้ี ี ๒ คือ ธรรมท่ี
ผู้ร้ธู รรมจรงิ ทรงไว้ ๑ ธรรมทีผ่ ศู้ กึ ษาทรงไว้ ๑ การฟังธรรมก็จัดใหม้ ี ๒ เป็นคูก่ ัน
คือการฟงั ธรรมเป็นของง่าย ๑ การฟังธรรมเปน็ ของยาก ๑ การฟังธรรมจากผู้แสดง
ตามสถานทตี่ า่ งๆ ในสมยั ทมี่ พี ระพทุ ธศาสนาประจำ� เชน่ สมยั นี้ การฟงั ธรรมกก็ ลายเปน็
ของงา่ ย ยงิ่ สมัยทุกวนั นีม้ ีทง้ั การแสดงทางวทิ ยุกระจายเสียง และแสดงตามวัดหรือ
สถานท่ีต่างๆ จนผู้ฟังเบ่ือ จะเห็นได้ในศาสนพิธีต่างๆ พอพระเริ่มจะแสดงธรรม
กป็ รากฏกริ ยิ าของผฟู้ งั มอี าการชอบกล และสมยั ตอ่ ๆ มาจนถงึ สมยั ปจั จบุ นั ผแู้ สดง
อาจมีจ�ำนวนมาก ผู้ฟงั อาจมจี �ำนวนน้อย

69

เม่ือของส่ิงใดมีปริมาณมากข้ึน ของส่ิงน้ันจะพึงลดคุณภาพและราคาลงตาม
ความนิยมของคน แมข้ องส่งิ น้ันจะทรงคณุ ภาพไว้อย่างสมบรู ณ์กต็ าม เช่น สนิ ค้าที่
มมี ากจากตา่ งประเทศทส่ี ง่ เขา้ ปะทะกนั มากราย จนถงึ กบั ทา� ใหพ้ อ่ คา้ ใหญๆ่ ซงึ่ หวงั กา� ไร
ในการคา้ ดว้ ยกนั เกดิ การทะเลาะเบาะแวง้ กนั ขน้ึ และเกดิ ความเสยี หายเพราะเหตทุ ง้ั นี้
ก็มมี ากราย
การฟังธรรมในท�านองท่ีว่าผู้แสดงก็สักแต่ว่า ผู้สดับก็ท�านองเดียวกันเช่นน้ ี
การฟงั ธรรมจดั วา่ เปน็ ของงา่ ย แตก่ ารฟงั ธรรมจากผทู้ รงธรรมและรธู้ รรมอยา่ งแทจ้ รงิ
ภายในจติ อยา่ งพระพทุ ธเจา้ แลสาวกทง้ั หลายรแู้ ละสอนจรงิ ตามทรี่ จู้ รงิ และการฟงั ธรรม
โดยธรรมชาติที่ประกาศกังวานอยู่ภายในกายในจิตตลอดเวลาตามที่อธิบายมาแล้ว
กบั ผ้ฟู งั ตงั้ ใจฟังเพือ่ จะถือเอาประโยชน์จริงๆ ในธรรม อย่างนก้ี ารฟงั ธรรมจดั เป็น
ของยาก เพราะยากทั้งผแู้ สดง ยากทั้งผ้ฟู ังในท�านองเดยี วกัน
ฉะน้นั การฟังธรรมจงึ จดั ว่าเป็นของยากกม็ เี ปน็ ของง่ายกม็ ี ดว้ ยประการฉะนี้

70

ธรรมสามคั คี

71



ธรรมสามัคคี

ความสามัคคีเป็นสิ่งที่โลกต้องการเสมอมา เพราะเป็นธรรมท่ีมีคุณค่ามาก
ยากจะหาอะไรเสมอได้ ตลอดสตั วน์ านาชนดิ ทถ่ี อื ความพรอ้ มเพรยี งสามคั คเี ปน็ ชวี ติ
จิตใจ เช่น พวกมด มมี ดแดงเปน็ ต้น เขาไมย่ อมใหอ้ ะไรเขา้ ไปรกุ ลำ�้ ได้เลย เป็นต้อง
ช่วยกันรุมกัดแบบเอาชีวิตเข้าแลกเลยทีเดียว แม้ตัวเล็กทีท่าไม่น่าเกรงขามก็ตาม
แตใ่ จทร่ี กั พวกรกั รวงรงั รกั ความสามคั คแี ละสละชวี ติ ดว้ ยความพรอ้ มเพรยี ง เพอื่ ทรงหมู่
ทรงคณะอยู่ไดน้ นั้ มไิ ด้เล็กไปตามรา่ งเลย ใครอยากเหน็ ความส�ำคัญในความพรอ้ ม
เพรยี งเพ่ือสมบัตคิ อื รวงรัง ไข่ และลูกอ่อนของเขา กล็ องเอามือหรอื ไม้ไปแหยห่ รอื
จอ่ เขา้ ทร่ี งั เขาดู จะเหน็ ความคกึ คกั กลา้ หาญในการตอ่ สขู้ องเขาแตล่ ะตวั จนหมดทงั้ รงั
แสดงออกมาทนั ทไี มช่ กั ชา้ ขณะทเ่ี กดิ เหตตุ า่ งๆ จากศตั รนู นั้ ตา่ งตวั จะตงั้ ทา่ ตอ่ สู้ และ
วงิ่ สบั สนอลหมา่ นเพอ่ื บอกเหตอุ นั ตรายแกก่ นั และกนั อยา่ งไมช่ กั ชา้ เลย เมอ่ื ทราบเหตุ
ตัวอยู่ในรังก็จะรีบออกมาช่วยกันอย่างชุลมุนวุ่นวายชนิดไม่กลัวตายใดๆ ท้ังส้ิน
ตา่ งตวั ตา่ งรมุ กดั คนละทลี่ ะทางแบบลอ็ กตายไมย่ อมปลอ่ ยวาง ถา้ จบั กน้ ตวั ทก่ี ดั ดงึ ออก
หัวต้องขาดคาติดกับคนโดยไม่ยอมปล่อยวาง อันเป็นลักษณะถอยทัพกลับแพ้เลย
จะตอ่ ส้จู นตายหรอื ต้องชนะศตั รเู ทา่ น้ัน เปน็ ความจริงใจของเขาทีเ่ ปน็ นกั ต่อสู้ ตวั ที่
ตายก็ตายไป ตัวท่ียังก็รุมกัดชนิดโหมกันทั้งรัง หากสู้ก�ำลังของศัตรูไม่ไหวก็ยอม
ตายกนั ท้งั รังดว้ ยทา่ ตอ่ สู้ ถ้าชีวติ ยังมีเหลือตายก็ใหย้ ังเหลือด้วยกนั แบบนักตอ่ สู้เพอ่ื
ชาติของเขา ค�ำว่าถอยทัพยอมรับความปราชัยพ่ายแพ้และต่างตัวต่างวิ่งหนีเพื่อเอา

73

ตัวรอดนน้ั ไม่มีในพวกมดแดงทฝี่ ังใจในความรักชีวติ ของกนั และกนั เลย รวงรังและ
ไขพ่ รอ้ มลกู ออ่ นเปน็ ทร่ี วมแหง่ ชวี ติ และความรกั สงวนของเขา ใครๆ จะไปแตะตอ้ งไมไ่ ด้
ถ้าไม่อยากเห็นฤทธ์ิแห่งความเอาจริงเอาจังของเขาท่ีเป็นชาตินักรบโดยสมบูรณ์
แสดงออกในขณะนนั้

มดแดงเปน็ สัตวท์ ่ีรกั ชาติและความพรอ้ มเพรียงสามคั คแี ทช้ าติหนึง่ มนษุ ยเ์ รา
หากธรรม ๒ ข้อนีย้ งั ไม่ซมึ ซาบถึงใจ จงึ ควรสะดดุ ใจและน�ำคตขิ องเขามาปฏิบตั ิบา้ ง
คงจะเป็นประโยชน์แก่มวลมนุษย์มากมาย การขาดคุณธรรม คือความรักกันและ
ความสามคั คกี นั ไมใ่ ชเ่ รอ่ื งเลก็ นอ้ ยซง่ึ จะควรนอนใจ มดแดงแมจ้ ะไมม่ คี วามรลู้ กึ ซง้ึ
กว้างขวางเหมือนมนุษย์ที่ไปเรียนข้ามทวีปแบกใบประกาศนียบัตรมาอวดกันก็ตาม
แต่ความรู้และการกระท�ำของเขาน่าสรรเสริญและเป็นคติได้ดี ไม่เพียงสักแต่ว่าเขา
เป็นมดทอ่ี ยู่ใตอ้ �ำนาจแห่งการเยอ่ หยงิ่ และเบียดเบยี นท�ำลายของผ้หู าความรู้สึกตัว
และเมตตามไิ ด้ ท้งั ทีต่ วั เองสู้เขาไมไ่ ดใ้ นคณุ ธรรมบางประเภทดังกลา่ วมา การรักษา
สมบตั มิ รี งั เปน็ ตน้ เขารกั ษาตลอดเวลาทง้ั กลางวนั กลางคนื มไิ ดป้ ระมาท นอนขบั กลอ่ ม
กนั อยใู่ นรงั คอยอนั ตรายดว้ ยความเพลดิ เพลนิ จนลมื ตวั เขามกี ารอยเู่ วรกนั เปน็ ประจำ�
และเทย่ี วตรวจตราตามบรเิ วณรอบรงั มไิ ดข้ าด อยทู่ ปี่ ากรงั บา้ ง ตามบรเิ วณขา้ งนอกรงั
ทว่ั ๆ ไปบา้ ง เมอ่ื มีเหตเุ กิดขน้ึ เขาจะวงิ่ ถงึ กันเพ่อื บอกเหตทุ นั ที แล้วพร้อมกันออก
ตรวจตราต่อสู้ การหากินก็แบ่งกนั ไปเปน็ พวกๆ เมอื่ ไดอ้ าหารมากก็ ินด้วยกนั ไม่มี
การแย่งชิงกันกิน และไม่มีการแอบซ่อนอาหารไว้กินล�ำพังตัวเดียว ไม่รังแกกันท้ัง
ตัวเล็กตวั ใหญ่ เวลามีเหตุอันตรายเกดิ ขนึ้ ก็ช่วยกนั ตอ่ สูด้ ้วยความกลา้ หาญชาญชยั
ไม่หวาดกลัวท้อถอยหรือหลบหลีกปลีกหนีเอาตัวรอดว่าเป็นยอดดี โดยปล่อยให้
เพอ่ื นๆ ตาย อาการทกุ อยา่ งของเขาดงั กลา่ วมา มนษุ ยเ์ รายงั อาจสเู้ ขาไมไ่ ด้ ซง่ึ นา่ อบั อาย
ทีค่ วามรูค้ วามสามารถมมี ากแตส่ ูส้ ตั ว์ เชน่ มดแดงไมไ่ ด้

ผเู้ ขยี นยงิ่ ตวั ขข้ี ลาดหวาดกลวั ทส่ี ดุ ไมม่ ใี ครในโลกทวี่ า่ ขขี้ ลาดออ่ นแอจะมาหาญ
สไู้ ด้ ถา้ ไม่อยากแพบ้ นเวทีขขี้ ลาดของคนไม่เป็นท่า ฉะนนั้ เม่อื พูดถงึ ความบกพรอ่ ง
แหง่ คณุ ธรรมทสี่ มู้ ดไมไ่ ด้ จงึ อดทจี่ ะเอาเรอ่ื งของตวั ออกมาตแี ผไ่ มไ่ ด้ เพอื่ ทา่ นผอู้ า่ น

74

ทง้ั หลายไดท้ ราบบา้ งวา่ พระขขี้ ลาดออ่ นแอกย็ งั มใี นศาสนาถงึ กบั ใครมาแขง่ ไมย่ อมแพ้
งา่ ยๆ แตถ่ า้ เปน็ ความขยนั หมนั่ เพยี ร ความกลา้ หาญชาญชยั ทน่ี า่ ชมเชยแลว้ ยอมแพ้
แต่ยังไม่ขึน้ เวที

ความสามัคคีตามหลักธรรมท่านกล่าวไว้ว่า เป็นรากฐานแห่งความมั่นคงของ
หมคู่ ณะตลอดคนทงั้ ชาติ มคี วามสามคั คเี ปน็ พนื้ ฐานรบั รองไว้ หากขาดความสามคั คี
เสยี อยา่ งเดยี วแมแ้ ตร่ า่ งกายก็ทนอยู่ไม่ได้ ยอ่ มแตกสลายอย่างไมม่ ปี ัญหา แต่ความ
สามัคคีจะมีได้โดยสมบูรณ์ต้องอาศัยแต่ละคนเห็นความส�ำคัญของส่วนรวมท่ีอาศัย
กันอยู่ ไมเ่ ห็นวา่ ส�ำคัญเฉพาะตัวคนเดียว เมอื่ คนเราเหน็ ความส�ำคัญของกนั และกนั
วา่ มคี ณุ คา่ เสมอกนั ในความเปน็ มนษุ ยท์ อี่ าศยั กนั การแสดงออกยอ่ มไมเ่ ปน็ ภยั ตอ่ กนั
นอกจากเปน็ คณุ ถา่ ยเดยี วเทา่ นน้ั ไมเ่ ปน็ คนเหน็ แกต่ วั จดั อนั เปน็ เหตใุ หเ้ อารดั เอาเปรยี บ
เพอ่ื นมนษุ ย์ และเปน็ เครอ่ื งสง่ เสรมิ ความโลภมากไมม่ ขี อบเขตเหตผุ ล เลง็ เหน็ แกไ่ ด้
ถ่ายเดียวอนั เปน็ ช่องทางให้หลวมตัว จนลมื เพือ่ นมนุษยว์ า่ เปน็ อะไรไป คนเราจะมี
ความร่�ำรวยและเสวยสุขอยู่คนเดียว ในท่ามกลางแห่งความทุกข์ร้อนของผู้อ่ืนเป็น
จ�ำนวนมากนั้น ย่อมเป็นไปไมไ่ ด้ หากเป็นส่งิ ท่ีเป็นไปได้ ปราชญ์ท่านคงสอนให้ต้งั
บ้านเรือนบนศีรษะมนุษย์มานานแล้ว ความเห็นแก่ตัวจัดอันเป็นมิตรสหายของ
ความโลภไมม่ เี พยี งพอน้ี นอกจากเปน็ ภยั แกต่ วั อยา่ งลกึ ลบั ทเ่ี จา้ ตวั ไมอ่ าจมองเหน็ แลว้
ยงั เปน็ ภยั แกผ่ อู้ น่ื อยา่ งไมม่ ปี ระมาณ ทา่ นจงึ สอนใหล้ ะใหป้ ลอ่ ยวางพอมที างเยน็ ใจบา้ ง
สำ� หรบั ตวั เองและเพือ่ นมนษุ ยด์ ้วยกนั ซง่ึ เปน็ สตั วข์ ี้ขลาดอย่คู นเดยี วไม่ได้ จะได้เห็น
คณุ คา่ ของกนั และกนั พออยกู่ นั ไดเ้ ปน็ ผาสกุ คนเราอาศยั ใครและสงิ่ ใด ควรถอื ผนู้ น้ั
และสิง่ นนั้ เปน็ สำ� คญั ไมเ่ หยยี บย่�ำทำ� ลายอันเปน็ ลกั ษณะคนเนรคณุ ไม่มีความเจรญิ
จรี ังถาวร

อย่เู รอื นใหร้ กั ษาเรอื น หมนั่ ปัดกวาดเช็ดถูให้สะอาดนา่ อยูอ่ าศัยหรอื หลับนอน
ใชเ้ สื้อผ้าเครือ่ งน่งุ ห่มเคร่อื งใช้สอยต่างๆ ใหห้ ม่นั ชะล้างซกั ฟอกและเกบ็ รักษาดว้ ยดี
ไม่ทง้ิ เกลือ่ นกลาดสาดกระจายอนั เปน็ ความเสยี หายแก่สง่ิ ของและตวั เราเอง ทัง้ เปน็
การสอ่ นสิ ยั วา่ ไมเ่ อาไหน ไปอยกู่ บั ใครกท็ ำ� ความหนกั ใจแกผ่ รู้ บั ใหอ้ ยดู่ ว้ ย จนกลายเปน็
คนโลกแคบแม้แผ่นดนิ ถิ่นอาศัยมีอย่มู าก

75

อาศยั เมอื งซง่ึ เปน็ สถานทข่ี องคนหมมู่ าก กใ็ หช้ ว่ ยกนั รกั ษาสถานทอี่ ยแู่ ละทำ� เล
คา้ ขาย ตลอดถนนหนทางตรอกซอยทไี่ ปมาหาสกู่ นั อยา่ ทงิ้ อะไรใหเ้ กลอื่ นกลาดและ
ท�ำให้สกปรกรกรงุ รัง คอยแตเ่ ทศบาลจะมาเกบ็ กวาดรกั ษาให้ เทศบาลก็คนเรากค็ น
ท�ำให้สกปรกก็ยังท�ำได้ ส่วนท�ำให้สะอาดท�ำไมจึงท�ำไม่ได้ต้องคอยเทศบาล หรือ
กลัวเทศบาลจะปรับไหมใส่โทษเอา ถ้าท�ำดีดังท่ีว่าหากเทศบาลจับไปลงโทษก็กรุณา
ไปบอกผู้เขียน จะพามาเดินขบวนว่ะ สิ่งเหล่านี้เข้าใจว่าต้องท�ำได้ ถ้าไม่ทอดธุระ
เพราะความขเี้ กียจเสียอย่างเดยี ว

อนึ่ง ส่ิงใดทีเ่ ป็นสมบตั สิ ว่ นรวม อย่าคะนองมอื คะนองเทา้ ไปแตะตอ้ งเตะถบี
ท�ำลาย จะกลายเป็นตัวบุ้งตัวหนอนท�ำลายบ้านเมือง ซึ่งเป็นของมีค่าส�ำหรับอาศัย
แห่งคนในชาติ ไปบา้ นใดเมอื งใดใหถ้ อื เหมือนถ่นิ ฐานบ้านเรอื นของตน จะกนั ความ
คะนองตา่ งๆ และดดั นิสัยทเ่ี คยเป็นมาเสียได้ ต่างคนต่างอยู่อาศยั ต่างคนตา่ งรกั ษา
ทัว่ ประเทศเขตแดน ความสงา่ งามนา่ ดตู ลอดความมัน่ คงหากเกิดข้ึนเองจากต่างคน
ต่างบ�ำรุงรักษา ชาติเป็นของคนไทยทุกคน สมบัติของชาติเป็นของทุกคนที่อาศัย
จงึ ควรชว่ ยกันบ�ำรุงรักษาใหจ้ รี ังถาวร

ปกตินิสยั แล้วต้องขออภยั หากผิดพลาดจากความเป็นจรงิ คนไทยเราสว่ นมาก
นับผู้เขียนด้วยคนหน่ึง มักมีนิสัยชอบสะดวกมักง่าย ซ่ึงออกมาจากความข้ีเกียจ
น่นั เอง ท�ำอะไรจึงมกั เอาความสะดวกเขา้ ว่ากนั ส่วนผลจะเป็นอยา่ งไรไม่คอ่ ยค�ำนึง
สุดท้ายก็เป็นท�ำนองสุกเอาเผากิน ส่ิงท่ีเห็นได้ชัดก็คือ กฎหมายข้อบังคับระเบียบ
ตา่ งๆ ฯลฯ ทตี่ ราไวส้ ำ� หรบั คนไทยเปน็ สว่ นมาก เพราะเปน็ เจา้ ของประเทศ ซง่ึ คนไทย
เปน็ ผตู้ ราเสยี เอง ตลอดพระธรรมวนิ ยั ทท่ี รงประทานไวด้ ว้ ยความถกู ตอ้ งดงี ามสำ� หรบั
สตั วโ์ ลก และคนไทยทเ่ี ปน็ ชาวพทุ ธนำ� มาปฏบิ ตั ิ เพอื่ ความสงบสขุ แกต่ นและสว่ นรวม
แตก่ ไ็ มพ่ น้ ทจี่ ะเอาความสะดวกมกั งา่ ยตามใจตวั ขเี้ กยี จเขา้ ไปทำ� ลาย ผลทไี่ ดร้ บั กค็ อื
ความเดือดร้อนเสียหายแก่ผู้ละเมิดน่ันแล นอกจากน้ันยังท�ำให้ผู้อื่นต้องเดือดร้อน
เสียหายไปดว้ ยเพราะความสะดวกตามใจชอบเปน็ ผู้น�ำ

76

กาลใดที่จิตใจประชาชนห่างเหินจากศีลธรรม กาลนั้นความเดือดร้อนวุ่นวาย
นับวันทวีรนุ แรงยิง่ ขึ้น ล�ำพงั กฎหมายเพียงอย่างเดยี วซึง่ บงั คบั แต่ภายนอก คือกาย
วาจาเทา่ นน้ั ยอ่ มไมอ่ าจใหค้ วามสงบสขุ แกห่ มชู่ นไดเ้ ทา่ ทค่ี วร หากจติ ใจคนเขา้ ใกลช้ ดิ
สนิทกับศีลธรรม มีธรรมเป็นเคร่ืองปกครองใจ ย่อมไม่คิดไม่ท�ำในส่ิงที่จะก่อให้
เกิดความเดอื ดรอ้ นแก่ผู้อืน่ นอกจากมคี วามเมตตาสงสารเข้าเคลือบแฝง เพ่อื ความ
สงเคราะห์อนเุ คราะหแ์ กผ่ ้อู ื่นเท่านั้น คนทป่ี ระพฤตทิ ุจรติ ต่างๆ เชน่ ลกั ขโมยปล้นจ้ี
แยง่ ชงิ ว่งิ ราว ฉอ้ ราษฎร์บงั หลวง คดโกงรดี ไถเหลา่ น้ี เป็นการประกาศอย่ใู นตวั วา่
ไม่มีศีลธรรมภายในใจและความประพฤติบ้างเลย คนไม่มีศีลธรรมในใจนั่นแล
มักกอ่ เร่อื งราวตา่ งๆ ให้เกิดความเดือดรอ้ นเสียหายแก่หมชู่ นอยเู่ สมอมา

ดังน้ัน ศาสนาจึงมิใช่เรื่องเล็กน้อย แต่ศาสนาเป็นทั้งท�ำนบกั้นความร่ัวไหล
แตกซึมแห่งทรัพย์สมบัติ ไม่ให้รั้วไหลไปในทางไม่เกิดประโยชน์และเกิดโทษแก่
เจ้าของ เปน็ ทงั้ ก�ำแพงกนั้ จิตใจความประพฤติให้เดินออกตามช่องทางแห่งศลี ธรรม
ทเี่ ปดิ ไว้ วา่ ทางนนั้ ถกู ตอ้ งชอบธรรม อนั เปน็ ทางสมหวงั ดงั ใจหมายไมเ่ ปน็ อนื่ ทางนนั้
ไม่ควรด�ำเนินจะน�ำทุกข์ร้อนมาสู่ตัวและผู้อ่ืนไม่มีประมาณท้ังปัจจุบันและอนาคต
เป็นทั้งเพือ่ นสนิทมิตรอันตายใจ

ตามหลักธรรมว่า พระธรรมย่อมรักษาผู้ปฏบิ ัติธรรม ไม่ให้ตกไปในทช่ี ว่ั และ
ให้เกิดสขุ ชนิดไม่มีใครสามารถหยบิ ย่ืนใหใ้ นโลก แม้พ่อแม่ บตุ รธดิ า สามภี รรยา
ทถ่ี อื วา่ รักกนั ยง่ิ กวา่ ใครและส่ิงใดๆ ในโลกกไ็ ม่อาจหยิบยนื่ ใหไ้ ด้ เพอื่ นใจของเรา
คอื ธรรม ธรรมคอื แกว้ สารพดั นกึ ของผมู้ คี วามดที ไ่ี ดส้ รา้ งไวแ้ ลว้ ไมม่ สี ง่ิ ใดเสมอเหมอื น
เปน็ ทง้ั กลอ้ งสอ่ งทางทง้ั ใกลแ้ ละไกล ใหผ้ ปู้ ฏบิ ตั บิ ำ� เพญ็ เหน็ สง่ิ ตา่ งๆ ทงั้ โลกเมอื งคน
ท้ังโลกเมืองผี ทั้งโลกแห่งเทวดาอินทร์พรหม กระท่ังโลกุตระอันสูงสุด สิ่งก�ำบัง
ท้ังหลายท่ีมวลสัตว์มัวเมา ได้แก่เจ้าจอมมืดคืออวิชชา ที่หุ้มห่อจิตใจอย่างมืดมิด
มองไมเ่ หน็ สงิ่ ทเี่ ปน็ พษิ เปน็ ภยั ซงึ่ มอี ยกู่ บั ตวั จำ� ตอ้ งลบู คลำ� ไปตามยถากรรม ธรรมเปน็
เครอื่ งกำ� จดั ความมดื บอดเหลา่ นไ้ี ดเ้ ปน็ อยา่ งดตี ามกำ� ลงั ของความเพยี รพยายาม ผมู้ ี
ความเพียรกล้าก็สามารถก�ำจัดได้โดยสิ้นเชิง เหลือเฉพาะดวงใจที่บริสุทธิ์กับวิมุตติ
พระนพิ พาน เป็นค่เู คียงกันภายในใจดวงเดียว

77

ฉะนนั้ ศาสนธรรมจงึ เปน็ ทพ่ี ง่ึ ของสตั วโ์ ลก มมี นษุ ยเ์ ปน็ ฐานสำ� คญั โดยไมเ่ ลอื ก
ชาตชิ น้ั วรรณะ ไมเ่ ลอื กคนมคี นจน คนโงค่ นฉลาด เมอื่ ยดึ ธรรมเปน็ ทพี่ งึ่ ธรรมยอ่ ม
เปน็ ท่ีพึ่งได้ตลอดไป การดำ� เนนิ การครองชพี ทกุ แขนง เชน่ การจ่ายไม่ร้จู ักประมาณ
ว่าควรไม่ควร จ่ายดะไปไม่มีขอบเขตเหตุผล จ่ายจนเป็นนิสัยที่เรียกว่านักจ่าย
จา่ ยจนเสยี คนและเงนิ ไมม่ คี า้ งกระเปา๋ เหลา่ นเ้ี รยี กวา่ ความเหลงิ ในธรรม ความตระหนี่
ถ่ีเหนียวจนตัวเองก็ยอมอดอยากทั้งที่สมบัติมีอยู่ ตระหน่ีจนเข้ากับใครไม่ได้
คบกับใครเขาก็รังเกียจ สมบตั มิ ีมากน้อยแทนท่ีจะเกิดประโยชน์ แต่กลบั เปน็ ท่เี กาะ
ของความตระหนไี่ ปจนวนั ตาย กเ็ พราะความขาดธรรมเครอื่ งวจิ ารณ์ จงึ ไมม่ สี ตปิ ญั ญา
คดิ ทำ� สมบตั ใิ หเ้ กดิ ประโยชนไ์ ด้ เพราะความไมม่ ธี รรมจงึ มกั มแี ตข่ า้ ศกึ คอื กเิ ลสยำ่� ยอี ยู่
รอบดา้ น ทงั้ ทโ่ี ลกเขายกยอ่ งวา่ มคี วามสขุ แตต่ วั เองกลบั ตกนรกหลมุ ลกึ ลบั ภายในใจ
ไม่มีใครทราบได้ นอกจากเจ้าตัวเพียงคนเดียว เพราะความมีธรรมจึงพอจะทราบ
หรือทราบเรื่องนรกหลุมลึกลับน้ีได้ดี โดยไม่ต้องถามใครให้เสียเวลาและประกาศ
ความโง่ของตัวให้โลกร�ำคาญเปล่าๆ ระหว่างคนตระหนี่ถ่ีเหนียวกับคนท่ีมีน�้ำใจ
กวา้ งขวางชอบสงเคราะหใ์ หท้ าน ยอ่ มมคี วามสขุ ภายในใจผดิ กนั อยมู่ าก ตลอดผวิ พรรณ
วรรณะก็ต่างกัน ระหว่างเพ่ือนฝูงของคนทั้งสองก็มีมากน้อยต่างกันราวฟ้ากับดิน
หนิ กบั เพชรทเี ดยี ว

ดว้ ยเหตุนี้ ธรรมทา่ นจึงสอนใหค้ นมใี จกว้างขวาง ด้วยเมตตาต่อเพือ่ นมนษุ ย์
และสตั วท์ ง้ั หลาย อยา่ งนอ้ ยกเ็ พอื่ ความสมานความสนทิ ชดิ ชอบตอ่ กนั ยงิ่ กวา่ นน้ั มนษุ ย์
และสตั วท์ ง้ั หลายรกั ชอบ ใหค้ วามเคารพนบั ถอื ไมเ่ ปน็ ภยั ตอ่ ผใู้ ด ไปทใ่ี ดกเ็ ปน็ สคุ โต
ใหค้ วามหวงั และความพงึ่ พงิ รม่ เยน็ แกเ่ พอ่ื นมนษุ ยแ์ ละสตั วท์ วั่ ไป ผดิ กบั ความคบั แคบ
ถเ่ี หนียวท่มี ีแต่ความโลภคอยลดิ รอน รดี ไถ เอารดั เอาเปรยี บผู้อ่ืนเปน็ นิสัย ไปทใี่ ด
ไมค่ อ่ ยมผี อู้ ยากคบคา้ สมาคม เพราะกลวั เปน็ เหยอ่ื ทถี่ กู เคย้ี วกลนื ราวกบั เมย่ี ง คนเรา
มหี วั ใจแมจ้ ะแสนโงเ่ ขลาเบาปญั ญาเพยี งไรกอ็ ดทราบไมไ่ ดเ้ มอื่ ถกู ลดิ รอนตม้ ตนุ๋ บอ่ ยๆ
เนื่องจากส่วนมากคนโง่และคนซื่อสัตย์สุจริตมักเป็นเหย่ือของคนประเภทร้อยสัน
พันคมกินไมเ่ ลอื กอยู่เสมอ ในที่ทุกสถานตลอดกาลทุกเมอื่ แตไ่ หนแต่ไรมา

78

ความเห็นแก่ตัวเป็นเครื่องท�ำลายญาติมิตรเพ่ือนฝูง ความสามัคคีและสังคม
ตลอดความมั่นคงของชาติ ให้ร้าวรานแตกแยกจนถึงขั้นแตกทลายได้โดยไม่สงสัย
ดงั จะเหน็ ไดจ้ ากสว่ นยอ่ ยไปถงึ สว่ นใหญ่ เชน่ ในวงงานบรษิ ทั หา้ งรา้ นทร่ี วมกำ� ลงั กนั
ดำ� เนนิ กจิ การตา่ งๆ ตามเปา้ หมาย แตค่ นในวงงานเชือ่ ถอื กนั ไมไ่ ด้ คอยแต่จะเจาะ
จะไชสมบตั สิ ว่ นรวมใหร้ วั่ ไหลแตกซมึ เพราะความเหน็ แก่ตัวเป็นเคร่ืองบ่ันทอนและ
ทำ� ลาย สดุ ทา้ ยกล็ ม้ ละลายไปไมร่ อด ดงั นนั้ ทา่ นผเู้ หน็ การณไ์ กลของโลกทร่ี วมกนั อยู่
เปน็ หมเู่ ปน็ คณะ เปน็ บา้ นเมอื ง เปน็ ประเทศ จะไดอ้ ยกู่ นั เปน็ ผาสกุ รม่ เยน็ ปราศจาก
ภยนั ตรายตา่ งๆ มคี วามเหน็ แกต่ วั เปน็ ตน้ จงึ สอนใหส้ ละละวางภยั อนั นที้ จ่ี ะคอยขวาง
และทำ� ลายผอู้ นื่ ไดอ้ ยา่ งกวา้ งขวาง และสอนใหม้ คี วามสามคั คใี นระหวา่ งเพอื่ นฝงู และ
กจิ การตา่ งๆ ทว่ั ประเทศเขตแดนทมี่ นษุ ยย์ งั อาศยั กนั อยู่ ใหเ้ ปน็ ปกึ แผน่ มน่ั คง เพราะ
ความสามัคคีเป็นก�ำลังส�ำคัญของหมู่ชนทุกชาติ จะเว้นเสียมิได้ถ้าไม่อยากเห็นชาติ
ลม่ จม ในธรรมมวี า่ สามัคคี สามคั คานงั ตโป สุโข ความพร้อมเพรยี งของหมชู่ น
เปน็ เคร่อื งทำ� ลายอุปสรรคต่างๆ ให้เกดิ สขุ

คนและสตั วท์ อ่ี ยกู่ นั ไดเ้ พราะความสามคั คแี หง่ ธาตตุ า่ งๆ ทรี่ วมกนั อยู่ หากธาตใุ ด
ธาตหุ นงึ่ เกดิ วกิ ารขน้ึ มาในรา่ งกาย นน่ั คอื กายเรม่ิ จะแตกสามคั คี เจา้ ตวั กเ็ รม่ิ ไมส่ บาย
ขึ้นมาตามส่วนวิการของธาตุมากน้อย จ�ำต้องรีบรักษาให้หาย ไม่ง้ันก็เป็นอันตราย
ถงึ ตายได้ สามภี รรยาแยกจากกนั เพราะความแตกสามคั คี ดว้ ยความเหน็ ไมล่ งรอยกนั
ย่อมเป็นความทุกข์มาก พ่อแม่กับลูกแตกสามัคคีกันเพราะความไม่ปรองดองกัน
ยอ่ มเปน็ ความระสำ�่ ระสาย คนในบา้ นเดยี วกนั ตลอดในประเทศเดยี วกนั มกี ฎหมาย
ปกครองอันเดียวกัน เกิดการแตกแยกจากกันเพราะความรู้ความเห็นไม่ลงรอยกัน
เพราะการยุแหยก่ อ่ กวนกนั เพราะการปลกุ ปัน่ ต่างๆ เกดิ การประหัตประหารกันให้
ลม้ ตายฉบิ หายไปฝา่ ยละมากๆ ทกุ แหง่ หนตำ� บลหมบู่ า้ นจนทวั่ ประเทศเขตแดน ยงิ่ กวา่
คนที่ไม่เคยได้รับการศึกษามาเลย เหล่านี้ล้วนเป็นความเสียหายอย่างคาดไม่ได้
ประมาณไมถ่ ูก ทัง้ นีเ้ พราะโทษแห่งความแตกสามคั คพี าให้เป็นไป

79

ความสามคั คเี ทา่ นน้ั จะสามารถรกั ษาสมบตั ทิ งั้ ปวง พรอ้ มกบั คนทง้ั ชาตใิ หต้ ง้ั อยู่
จีรังถาวรได้ เสือ้ ผ้าเคร่อื งนุ่งหม่ ต่างๆ ทส่ี ำ� เรจ็ เป็นผืนขน้ึ มาได้ เพราะความรวมแห่ง
เสน้ ดา้ ยเสน้ ไหมทงั้ หลายทน่ี ายชา่ งทอขนึ้ เปน็ ผนื ๆ เปน็ ไมๆ้ เปน็ พบั ๆ ถว้ ยชามหมอ้ ไห
ไตถาดตลอดภาชนะเครือ่ งใช้สอยต่างๆ ย่อมส�ำเร็จข้นึ มาจากสงิ่ ทัง้ หลายรวมตัวกัน

บ้านเรือน บริษัทห้างร้านท่ีใหญ่มโหฬารต่างๆ ล้วนส�ำเร็จมาจากการรวมทัพ
สัมภาระเครือ่ งกอ่ สรา้ งตา่ งๆ มไี ม้ เหล็ก ปูน หิน ทราย เป็นต้น ทีย่ ดึ เหนยี่ วกันไว้
ให้แน่นหนาม่ันคง ควรแก่การอาศัยและเป็นอยู่หลับนอนได้อย่างสะดวกสบาย
หากสิ่งเหล่าน้ันเร่ิมทรุดโทรมก็แสดงว่าเครื่องก่อสร้างต่างๆ เริ่มหมดก�ำลังแห่งการ
รวมตัว หากไมร่ บี ซอ่ มแซมแก้ไขก็ต้องพงั ทลายลงในวนั หนงึ่ แนน่ อน

หญา้ แพรกตามทอ้ งนาเปน็ เสน้ เลก็ ๆ เมอ่ื นำ� มาเดด็ ทลี ะเสน้ กข็ าดไดอ้ ยา่ งงา่ ยดาย
แต่เมื่อน�ำมามัดรวมกันจนเป็นมัดแล้ว ย่อมไม่อาจเด็ดให้ขาดได้อย่างง่ายดาย
การรวมใจ รวมกาย รวมทรัพย์ รวมความคดิ สติปญั ญาในแงต่ า่ งๆ ทเ่ี ป็นประโยชน์
แกส่ ่วนรวมของคนหลายคนเขา้ กนั เปน็ กำ� ลงั อันเดยี วกันยอ่ มมีก�ำลังมาก สามารถยงั
กิจการต่างๆ แม้มากใหส้ ำ� เร็จไดด้ ้วยอ�ำนาจแหง่ ความสามัคคี

อนง่ึ บา้ นเมอื งอนั มถี นนหนทางตลาดรา้ นคา้ ทที่ กุ คนตอ้ งอาศยั สมบตั ขิ องชาติ
เป็นสมบัติของส่วนรวมท่ีคนในชาติต้องอาศัย ควรถือเป็นส�ำคัญและช่วยกันบ�ำรุง
รักษาให้สะอาดและม่ันคงถาวรเป็นคู่ของชาติบ้านเมือง ไม่ควรบ่อนท�ำลายด้วยวิธี
การต่างๆ ซ่งึ เปน็ การท�ำลายชาตดิ ้วยในขณะเดยี วกัน

ทุกคนเป็นคนของชาติ มีพระมหากษัตริย์และกฎหมายของชาติปกครอง
อันเดียวกัน มีศาสนาเป็นธรรมร่มเย็นเครื่องส่องทางด�ำเนินชีวิตและด้านจิตใจ
ไมผ่ ดิ พลาด ควรชว่ ยกนั เทดิ ทนู รกั ษา เพราะมนษุ ยเ์ ราไมเ่ หมอื นสตั วซ์ งึ่ ไมร่ จู้ กั ศาสนา
คอื อะไร ตนื่ ขน้ึ มากเ็ ทย่ี วหากนิ เลยี้ งปากเลย้ี งทอ้ งไปวนั หนง่ึ ๆ และเบยี ดเบยี นทำ� ลายกนั
ตามประสาของเขาที่ไม่รู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด ส่วนมนุษย์เรารู้ทุกอย่างท่ีสัตว์ไม่รู้
ไม่สามารถ มนุษยจ์ งึ ตา่ งจากสัตวท์ ่ตี รงนี้ หากไปท�ำเหมอื นสัตวเ์ ขา้ กเ็ รยี กวา่ ไปแยง่

80

งานของสัตวม์ าทำ� ถ้าเขาจะว่าเอาบ้างวา่ มนุษย์นสี้ ้ินท่าหาทางไปไม่ได้จริงๆ จึงพากัน
มาแยง่ งานของพวกเราทเี่ ปน็ สตั วไ์ ปเสยี หมด ดงั นก้ี ไ็ มน่ า่ จะผดิ เพราะพวกเราเปน็ มนษุ ย์
ไม่ควรจะทำ� ตวั เปน็ คนสิ้นทา่ ดงั ทส่ี ัตว์ตำ� หนิ เพ่ือรักษาเกียรติมนุษย์ไว้ จึงควร
ประพฤตติ ัวให้ดี อย่าเที่ยวฉกลกั ขโมยของเพ่อื นมนษุ ยม์ ากินมาใช้ อย่าเบยี ดเบียน
ท�ำลายกัน อย่าชิงดีชิงเด่นกันทั้งที่ตนยังไม่มีพอจะแซงออกหน้าเขา เด๋ียวกระต่าย
ซ่ึงเป็นสัตว์วิ่งเร็วจะหัวเราะเยาะเอา อย่าคดโกง อย่ารีดไถเพื่อนมนุษย์ด้วยกันท่ี
นา่ สงสาร อย่าเท่ยี วหลอกลวงตม้ ตนุ๋ กนั จงเปน็ คนซือ่ สัตยส์ จุ ริตต่อกนั ซึ่งเปน็ สง่ิ ที่
เชือ่ ถือกนั ได้ อยู่ด้วยกันได้ ท�ำมาค้าขายร่วมกันได้ จะเจรญิ ร่งุ เรืองและร่มเยน็

เราทุกคนเป็นคนไทย เป็นลูกของแผ่นดินไทย ผู้เป็นข้าราชการทุกช้ันตั้งแต่
สูงสดุ ลงมาทุกๆ แผนกถงึ ขน้ั ตำ่� สดุ เรยี กวา่ เป็นคนงานของชาตหิ รอื แรงงานของชาติ
จึงควรเป็นคนงานท่ีสุจริตต่อชาติ ต่างตั้งหน้าท�ำงานในหน้าท่ี ไม่เป็นคนทุจริตต่อ
หน้าท่ีหรือทรยศต่อชาติ ด้วยการประพฤติตัวเป็นข้าศึกต่อบ้านเมืองดังกล่าวมา
จะกลายเปน็ คนงานกาฝากคอยดดู กนิ สมบตั เิ งนิ ทอง เปน็ ตน้ อนั เปน็ เนอื้ หนงั ของชาติ
ให้ร่อยหรอลงไป เพราะการดูดกินไมอ่ มิ่ พอของจ�ำพวกกาฝาก เมอ่ื หนกั เขา้ ชาตกิ ็ไป
ไมร่ อดตอ้ งจอดจม สว่ นพวกกาฝากแทนทจ่ี ะเจรญิ รงุ่ เรอื งดว้ ยการกนิ แบบนน้ั แตต่ อ้ ง
พงั ทลายไปกบั ชาตไิ มส่ งสยั คดิ ดอู วยั วะชา้ งสารทงั้ ตวั ทถ่ี กู เชอื ดเฉอื นออกทลี ะชน้ิ ละอนั
ไม่ลดละปล่อยวาง จากบุคคลหลายเพศหลายวัยท่ีรุมกันเอาเนื้อหนังไปกินไปขาย
ไมห่ ยดุ หยอ่ น สดุ ทา้ ยแมก้ ระดกู ชนิ้ เดยี วของชา้ งทง้ั ตวั กไ็ มม่ เี หลอื หลออยไู่ ด้ ชา้ งสาร
ท้ังตัวยังน้อยไปไมพ่ อกับการเชอื ดเฉอื นท�ำลาย

แมแ้ ตภ่ เู ขาหนิ แทง่ ทบึ ทงั้ ลกู กย็ งั ไมพ่ อกบั การทำ� ลายของคนหมมู่ าก ทคี่ วามอยาก
ไม่มวี ันอมิ่ พอ ต้องถกู พงั ราบเปน็ หนา้ กลองไปในไมช่ ้า สมบัติของชาตมิ ไิ ดก้ องใหญ่
เทา่ ภเู ขาหรอื แผน่ ดนิ เมอ่ื ถกู ทำ� ลายจากบคุ คลผเู้ หน็ แกต่ วั ไมห่ ยดุ ยง้ั จำ� ตอ้ งพงั ทลาย
ลงโดยไมช่ กั ชา้ หากคนไทยเราไมอ่ ยากประสบพบเหน็ เมอื งไทยพงั ทลายลม่ จมลงดว้ ย
วธิ กี ารทำ� ลายตา่ งๆ ดงั กลา่ วมา กค็ วรเหน็ โทษของความรสู้ กึ และการทำ� ลายลา้ งแบบน้ี
แล้วต่างคนหันหน้าเข้าสู่ความรักชาติ ความสามัคคีและสงวนสมบัติของชาติไว้

81

อยา่ งมนั่ คง อยา่ พากนั บอ่ นทำ� ลายดว้ ยวธิ กี ารตา่ งๆ ทงั้ ทกี่ ำ� ลงั ประกาศใหโ้ ลกทราบวา่
ตนพฒั นาประเทศชาตดิ ว้ ยการทำ� ถนนหนทาง เปน็ ตน้ แตอ่ บุ ายแหง่ การเจาะไช เพอื่
ความรว่ั ไหลแตกซมึ ของเงนิ ในกรมกองพฒั นา กก็ ำ� ลงั คบื คลานไปดว้ ยในขณะเดยี วกนั

การทำ� ลายชาตซิ ง่ึ เปน็ เนอื้ หนงั ของตวั เอง คนไทยเรามกั ทำ� ลายกนั แบบนจ้ี นชนิ
ชาหน้าด้าน หมดยางอายประจ�ำชาตมิ นุษย์ ชาติกค็ ่อยๆ ทรุดโทรมและล่มจมลงไป
ทลี ะเล็กละน้อย จนสดุ ท้ายก็อาจจะเหลือแต่ความหลังท่นี า่ ทเุ รศ แตช่ ่วยอะไรไมไ่ ด้

ขณะท่ียังไม่สายเกินไปก็น่าจะพากันแก้ไขเสียแต่บัดนี้ ถ้าไม่ปล่อยให้มณฑล
วังสะพุงกางขวางงานสุจริตไปเสียสิ้นจนหาทางแก้ไม่ได้ ก็นับว่าเป็นกรรมของสัตว์
ผเู้ หน็ แกต่ วั แกพ่ งุ ไมม่ อี ะไรใหญย่ ง่ิ กวา่ แมแ้ ผน่ ดนิ ทว่ี า่ เปน็ สมบตั ทิ ร่ี กั สงวนของชาติ
กเ็ ปน็ ของเลก็ นดิ เดยี ว เพราะอำ� นาจแหง่ ความโลภ ความเหน็ แกต่ วั ครอบงำ� จนมดื มดิ
มองไม่เห็น

การทจุ รติ ตอ่ ชาตดิ ว้ ยการแทะเลม็ หรอื กอบโกยนน้ั มใิ ชเ่ รอื่ งเลก็ นอ้ ยเลย เพราะ
เปน็ การทำ� ลายสมบตั แิ ละคนของชาติ ความมน่ั คงของชาตใิ หห้ มดกำ� ลงั และลม่ จมไป
ในทสี่ ดุ เนอ่ื งจากผทู้ ำ� ลายมมี ากตอ่ มากดว้ ยกนั เมอื่ รวมสมบตั ทิ ถี่ กู ทำ� ลายเดอื นหนงึ่ ๆ
เขา้ ดว้ ยกนั แลว้ อาจมากกวา่ เงนิ เดอื นขา้ ราชการทกุ ๆ แผนกทว่ั ประเทศเสยี อกี เพราะ
ความรวั่ ไหลนนั้ ไมม่ ปี ระมาณ โอกาสเทา่ นนั้ เปน็ สำ� คญั ของผแู้ สวงผลประโยชนส์ ว่ นตวั
มโี อกาสหรอื ช่องทางมากกก็ อบโกยมาก โดยไมม่ ีค�ำว่าพอละ เดีย๋ วทอ้ งแตก ผู้ใหญ่
ผู้นอ้ ยมอี �ำนาจหนา้ ทีโ่ อกาสต่างกนั และมีทางทำ� ได้มากน้อยตา่ งกัน สว่ นเงนิ เดอื นนน้ั
มอี ตั ราตายตวั ของแตล่ ะคนซง่ึ พอกำ� หนดได้ สำ� หรบั ความรวั่ ไหลไมม่ ปี ระมาณตายตวั
และนับวันทวคี ณู จะทราบไดโ้ ดยยาก บางรายเดือนหนึ่งๆ เปน็ แสนๆ หรือล้านๆ
ตามอำ� นาจเถอ่ื นออกแผลงฤทธใิ์ ครจะไปทราบได้ แมเ้ จา้ ของเองยงั ไมอ่ าจทราบไดว้ า่
นับแต่วนั ริเร่ิมวธิ กี ารอนั ลึกลบั นม้ี าจนปจั จบุ นั รวมแล้วเทา่ ไร เพราะท�ำอย่เู ป็นอาจณิ
ตา่ งคนตา่ งดำ� เนนิ ตามแผนการของตน หลายครง้ั หลายหน หลายเดอื นหลายปี กม็ าก
จนนับไม่ได้ไปเอง ความมากแบบน้ีจึงมากด้วยการท�ำลายสมบัติและประเทศชาติ
จะเปน็ ประเทศใดกต็ าม จะทนความมากดว้ ยการทำ� ลาย ตงั้ อยแู่ นน่ หนามนั่ คงไปไมไ่ ด้

82

ตอ้ งล่มจมไปในที่สดุ จึงไมอ่ ยากพบเหน็ ความล้มลกุ คลุกคลาน ตลอดความล่มจม
ฉบิ หายของประเทศทมี่ คี ณุ คา่ มหาศาล ซง่ึ ถกู บอ่ นทำ� ลายดว้ ยวธิ กี ารตา่ งๆ จากมนษุ ย์
ใจด�ำอ�ำมหิตที่ไม่เห็นคุณค่าของผู้ใด ยิ่งไปกว่าการแสวงผลประโยชน์แก่ตนและ
พวกของตน บนศีรษะของเพือ่ นมนษุ ย์ทั้งชาติ ทีก่ ำ� ลังกระเสอื กกระสนหวงั พ่งึ ชาติ
เดยี วกนั อยอู่ ยา่ งกระหายใจจะขาด แตแ่ ลว้ กม็ าเจอเอาผตี วั กระหายเลอื ดอยา่ งเตม็ เปา
ทค่ี อยดดู เลอื ดเนอ้ื ผอู้ น่ื ไมม่ วี นั อม่ิ พอ ดว้ ยจติ ใจคบั แคบตบี ตนั จนตวั เองกแ็ ทบหาชอ่ ง
หายใจไม่ได้

ความจรงิ พระพทุ ธศาสนาออกมาจากทา่ นผมู้ จี ติ ใจอนั เบกิ บานกวา้ งขวาง ยงิ่ กวา่
ทอ้ งฟา้ มหาสมุทร คอื พระพทุ ธเจา้ พระองค์เสดจ็ ออกทรงผนวชด้วยความเสียสละ
ดงั ทโี่ ลกทราบกนั ทรงปฏบิ ตั บิ ำ� เพญ็ ดว้ ยความเสยี สละเพอื่ ธรรมและโลกจรงิ ๆ ทรงตดั
ความหว่ งใยเสยี ดายใดๆ ทงั้ สน้ิ แมพ้ ระชนมชพี เวลาไดต้ รสั รแู้ ลว้ นำ� ธรรมออกประกาศ
สอนโลกก็ทรงน�ำออกด้วยพระเมตตา ซ่ึงจัดว่าเป็นการเสียสละอย่างเอกไม่มีเสมอ
เหมอื นในไตรภพ อรรถธรรมทป่ี รากฏใหพ้ วกเราชาวพทุ ธไดศ้ กึ ษาปฏบิ ตั แิ ละการไหวบ้ ชู า
เรอ่ื ยมาจนปจั จบุ นั กล็ ว้ นเปน็ ผลแหง่ พระเมตตาสดุ สว่ นทปี่ ระทานไวแ้ กโ่ ลก มไิ ดห้ วงั
อะไรจากใครแมแ้ ตน่ อ้ ยเปน็ เครอ่ื งตอบแทน ซงึ่ ควรเทดิ ทนู อยา่ งยง่ิ วา่ พทุ ธศาสนาคอื
เคร่ืองหมายแห่งความเสียสละอย่างเอกของพระพุทธเจ้า ผู้เป็นจอมพระเมตตาของ
สตั วโ์ ลก แตพ่ วกเราทเี่ ปน็ ชาวพทุ ธเกอื บทงั้ ประเทศ ระลกึ ไมไ่ ดบ้ า้ งหรอื อยา่ งไรในธรรม
เหลา่ น้ี

ความปนี เกลยี วราวกบั คแู่ ขง่ ธรรม ระหวา่ งความคบั แคบตบี ตนั กบั ความเมตตา
กวา้ งขวาง รสู้ กึ จะเพมิ่ กำ� ลงั ในการแขง่ ธรรมขน้ึ เรอื่ ยๆ ประหนง่ึ เราเปน็ พทุ ธรบกบั ธรรม
ของตวั และจะกลายเปน็ ผแู้ พอ้ ธรรมคอื ความคบั แคบเหน็ แกต่ วั ไปในทส่ี ดุ ราวกบั จะ
ลบล้างศีลธรรมอันดงี ามไมใ่ ห้มีเหลอื หลอตกคา้ งอยู่ในหวั ใจมนุษยบ์ ้างเลย

ในขณะเดยี วกนั กบั ทศี่ ลี ธรรมถกู ลบลา้ งไปจากดวงใจมนษุ ย์ สงิ่ ทไ่ี มพ่ งึ ปรารถนา
คือความทุกข์ความอัดอั้นตันใจนานาชนิดท่ีไม่คาดฝัน จะรุมกันเข้ามาประชิดกับ
ดวงใจมนุษย์ชนิดคาดไม่ถึงอย่างรวดเร็ว เพราะโลกท่ีมีแต่กิเลส โลภะตัณหา

83

ตาเป็นไฟ เปน็ เจา้ อ�ำนาจท�ำการปกครองมวลสัตวถ์ ่ายเดียว โดยไม่มธี รรมเป็นเบรก
ห้ามล้อไว้บ้างเลยนั้น ใครจะเก่งกล้าสามารถขนาดไหนก็ตาม ต้องเป็นเหมือนช้าง
ตวั ตกมันท่ีถกู นายควาญของมนั ซงึ่ อยบู่ นหลัง สับเขกลงบนหัวอย่างเตม็ แรงดว้ ยขอ
อันแหลมคม ได้ยินแต่เสียงร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด และยอมจ�ำนน
กระเทือนไปทั่วจักรวาลราวกับเสยี งฟา้ รอ้ งนัน่ แล

ค�ำว่าทุกข์แม้น้อยนิด ไม่เคยมีสัตว์โลกรายใดรักชอบและปรารถนากันเลย
ต่างก็กลัวและขยะแขยงกันแต่ไหนแต่ไรมา หากจะมีก็อาจจะได้พบได้เห็นกันใน
สมัยปจั จุบัน ขณะทศี่ ีลธรรมซ่ึงเคยให้ความรม่ เย็นแกโ่ ลกตลอดมา กำ� ลงั ถกู ตำ� หนิ
ลบล้างด้วยความรู้ความเห็นการกระท�ำต่างๆ ของสมัยปัจจุบัน ซ่ึงก�ำลังหมุนเข้า
ใกล้ชิดติดพันกับจรวดดาวเทียมโดยล�ำดับน่ีแล ทั้งนี้อาจเห็นความสงบสุขที่เป็นมา
เพราะศลี ธรรมเปน็ ของเกา่ แก่ ไมแ่ นใ่ จวา่ จะเปน็ ของครลึ า้ สมยั ไปนานแลว้ หากมามวั
ถืออยู่ก็อาจพาให้ตนครึและล้าสมัยไปด้วย ควรเปลี่ยนทิศทางและวิธีการเสียใหม่
ก็อาจมที างเป็นไปได้

แต่ไม่ควรลมื วา่ ร่างกายธาตุขนั ธ์และจิตใจของสตั ว์ท่วั โลก เป็นสิ่งทอี่ าภัพและ
แตกสลายได้ด้วยความทุกข์ทรมานเบียดเบียนหรือบีบบังคับ เพราะร่างกายจิตใจ
เปรยี บเหมอื นตน้ ไมใ้ บหญา้ ความทกุ ขท์ รมานเปรยี บเหมอื นนำ�้ รอ้ น เมอ่ื รดลงบนตน้ ไม้
ใบหญา้ ตน้ ใด ตน้ นนั้ จะตอ้ งยบุ ยอบและตายไปไมอ่ าจตา้ นทานความรอ้ นได้ การผลติ
ทกุ ขข์ นึ้ ดว้ ยความรคู้ วามเหน็ ทม่ี คี วามอยากความทะเยอทะยานเปน็ ผบู้ งการ ผลทไี่ ดร้ บั
มากน้อยต้องไม่พ้นกายกับใจจะเป็นผู้รับเคราะห์กรรมนั้นๆ กายใจของสัตว์โลก
เป็นสมบัติท่ีรักสงวนย่ิงกว่าส่ิงอ่ืนใด จึงไม่สมควรท่ีจะพาคิดพาท�ำในส่ิงที่เป็นภัย
แก่ตน ดว้ ยความคะนองผยองตนนอกลนู่ อกทางท่คี ติธรรมไม่นยิ ม

ปราชญท์ งั้ หลายทา่ นศกึ ษาปฏบิ ตั แิ ละรเู้ หน็ คตธิ รรม นำ� สตั วโ์ ลกไปในทางสงบสขุ
มไิ ดน้ ำ� เขา้ ปา่ เขา้ รกตกเหวเลวทรามอนั เปน็ สงิ่ ไมพ่ งึ ปรารถนาใดๆ ทงั้ สนิ้ ผปู้ ฏบิ ตั ติ าม
ปราชญ์ฉลาดตามคลอง ไม่จองหองอวดดีไปดับไฟนรก ซึ่งราวกบั ไปดบั ความร้อน
บนดวงอาทติ ย์ ชอื่ วา่ เปน็ ผมู้ ธี รรมเปน็ หลกั ใจ หลกั ความประพฤตกิ ารดำ� เนนิ จะเปน็

84

ผู้เพลิดเพลินในสมบัติอันเกิดจากความประพฤติดีของตนทั้งปัจจุบันแลอนาคต
สว่ นผศู้ ึกษาและด�ำเนนิ แหวกแนวจากคตธิ รรมย่อมเป็นผูห้ มดหวัง ทงั้ ทวี่ ่าตนฉลาด
แหลมคม เวลาไปโดนของคมยง่ิ กวา่ ความฉลาดเขา้ ตอ้ งยอมรบั กรรมทตี่ นเคยอวดดี
อยา่ งหลกี เลยี่ งไมไ่ ด้ เชน่ เดยี วกนั กบั เสอื รา้ ยทเี่ ขา้ ใจวา่ ตวั ฉลาดสามารถทกุ แงท่ กุ มมุ
เวลาท่ียังไม่โดนจับ แต่พอถูกจับได้ลวดลายก็หายไปเหลือแต่ความส้ินท่าท่ีมีโทษ
เต็มตัว ใครๆ จึงไม่ควรอวดรอู้ วดฉลาด ท้ังทตี่ า หู จมกู ล้นิ กาย ใจ เหมือนกบั
โลกทั่วไปไม่มีอะไรเป็นพิเศษ เพราะสิ่งท่ีสุดวิสัยของตา หู จมูก ล้ิน กาย ใจ
ของสัตวโ์ ลกจะสัมผัสรบั ร้ไู ด้ยังมมี ากต่อมาก และมากกว่าที่ร้ๆู เหน็ ๆ กันอย่ดู ว้ ย
อายตนะธรรมดาเราเป็นไหนๆ ฝูงเป็ดที่ว่ายน�้ำข้ามสระหน้าบ้านได้ก็ว่าตัวเก่งกาจ
สามารถ แต่มหาสมุทรทะเลซ่ึงกว้างแสนกว้างลึกแสนลึก ที่ฝูงเป็ดยังไม่เคยพบ
เคยเหน็ นบั แตว่ นั เกดิ มา ยงั มอี กี มากกวา่ นำ�้ ในสระหนา้ บา้ นเปน็ ไหนๆ ฝงู เปด็ จงึ คยุ โม้
ไดเ้ ตม็ ปาก หากคนบางพวกไดย้ นิ ฝงู เปด็ ทพี่ ดู อวดตวั วา่ วา่ ยนำ้� สระหนา้ บา้ นเกง่ กอ็ าจ
เห็นด้วย และเช่ือว่าเก่งจริง เรือสู้ไม่ได้ เพราะตนว่ายน้�ำไม่เป็นและยังไม่เคยเห็น
มหาสมุทรทะเลอันกว้างใหญ่ ตลอดเรือท่ีเดินทะเลกับเขา ส่วนจ�ำพวกที่จัดเจนใน
มหาสมทุ รทะเลมาแลว้ ก็เห็นเปน็ เรื่องธรรมดาของสตั วช์ นิดหนงึ่ ที่ว่ายนำ�้ เป็นเท่านนั้
ส่วนมหาสมุทรทะเลหลวงนั้น เป็นวิสัยของเรือเดินทะเล ข้อน้ีฉันใด ข้ออุปไมยก็
ฉนั นน้ั ปราชญท์ งั้ หลายมพี ระพทุ ธเจา้ เปน็ ตน้ เปน็ ผฉู้ ลาดแหลมคมเหนอื วสิ ยั มนษุ ย์
สามญั เราอยมู่ ากราวฟา้ กบั ดนิ ถา้ เทยี บกบั คนกเ็ หมอื นคนทจ่ี ดั เจนในมหาสมทุ รทะเล
ถ้าเทียบกับเรือก็คือเรือเดินสมุทรทะเล จึงทรงสามารถฉลาดรู้ท้ังในสิ่งท่ีมนุษย์
ธรรมดารู้ ทัง้ ในส่ิงท่มี นษุ ยเ์ ทวดาอนิ ทรพ์ รหมทัง้ หลายไม่อาจร้ไู ด้ จงึ ทรงสง่ั สอนได้
ทง้ั โลกธรรมดาและโลกลกึ ลบั ทใ่ี ครๆ ไมอ่ าจรเู้ หน็ และสงั่ สอนได้ ความรคู้ วามสามารถ
ของคนธรรมดาสามัญเรา เท่ากับความรู้และความสามารถของฝูงเป็ดที่ว่ายน�้ำ
สนุกเพลนิ อยูก่ ับสระหน้าบา้ น สว่ นความรูค้ วามสามารถของพระพทุ ธเจา้ เทยี บกบั
มหาสมทุ รและเรอื เดนิ ทะเล ทผี่ ิดกับฝงู เปด็ และสระหนา้ บา้ นอยมู่ ากจนไม่อาจนำ� มา
เทียบกันได้

85

ดว้ ยเหตนุ จ้ี งึ ไมม่ คี วามรใู้ ดในแหลง่ ไตรภพทใี่ ครตามเรยี นจบดว้ ย แตย่ งั มกี เิ ลส
เคร่ืองปิดบังอยู่บนหัวใจ พร้อมท้ังค�าสั่งสอนหรือลัทธิใดก็ตาม ถ้ายังอยู่ใต้อ�านาจ
ของกิเลสดังกล่าว ท่ีจะให้ความเสมอภาคพร้อมด้วยความสนิทสนมแก่มวลสัตว ์
เหมือนคา� สั่งสอนของพระพทุ ธเจ้าผทู้ รงส้ินกเิ ลสความเห็นแก่ตัวส้ินเชงิ แลว้ นั้นไม่ได้
การประกาศธรรมสอนโลกก็ทรงประกาศดว้ ยพระเมตตาลว้ นๆ เสมอตน้ เสมอปลาย
ไม่มีพิษสงใดๆ แม้แต่น้อยเจือปนอยู่ในวงศาสนธรรมน้ันเลย ธรรมดาความรู้ของ
คนมกี เิ ลสทัว่ ๆ ไป สว่ นมากมกั มีเพอื่ คนอืน่ โดยกิริยาอนั เป็นเหยอื่ ลอ่ ปลา สดุ ท้าย
กเ็ พอ่ื ตม้ หัวปลานนั่ เอง คา� ว่าเอาอาหารเลี้ยงปลาไมค่ อ่ ยมีในความรหู้ รือลทั ธิของผู้มี
กเิ ลสบนหวั ใจ สว่ นศาสนธรรมเปน็ อาหารเลยี้ งปลาลว้ นๆ ไมม่ เี ลห่ เ์ หลย่ี มเพอื่ ทบุ หวั
ปลาตม้ หวั ปลาเปน็ อาหารอยใู่ นธรรมของพระพทุ ธเจา้ เลยแมแ้ ตน่ อ้ ย จงึ เปน็ ศาสนธรรม
ท่ีฝากเปน็ ฝากตายไดต้ ลอดมาและตลอดไปอย่างไม่มีข้อกงั ขา

86

ธรรมสถติ

87



ธรรมสถิต

ค�ำว่า ธรรมเน้ือแท้ เป็นธรรมท่ีกว้างขวางและละเอียดสุขุมคัมภีรภาพมาก
มาตลอดอนันตกาล เป็นธรรมท่ีคาดไม่ได้ประมาณไม่ถูก ไม่มีอะไรในโลกสมมุติ
เปรียบเทียบให้เหมือนได้ ไม่เคยลดธรรมชาติของตนลงสู่ความหยาบ หรือก้าวขึ้น
สคู่ วามละเอียดอนั เป็นลกั ษณะลุ่มๆ ดอนๆ สูงๆ ต่ำ� ๆ ดงั โลกสมมุตทิ ่วั ไปเปน็ กัน
อยู่ตลอดเวลาน้ีเลย ธรรมนี้เพียงเอ่ยช่ือเท่าน้ัน โลกมนุษย์ส่วนมากมักเข้าใจกัน
เฉพาะอยา่ งยิ่งผู้นับถอื พระศาสนาซึ่งมธี รรมเป็นแกน มีธรรมเป็นหลักประจ�ำศาสนา
ของตนๆ ย่อมจะเข้าใจได้ทันที นอกจากผู้ไม่สนใจ หรือโลกท่ีไม่มีศาสนาเท่านั้น
จึงไม่เข้าใจแม้ธรรมจะมีประจ�ำโลกมานานและสัมผัสกับตนอยู่ตลอดเวลา ส�ำคัญที่
ผ้สู นใจอยากทราบหรอื ไม่ มากกว่าเหตอุ ื่นๆ ผปู้ ระสงคอ์ ยากทราบย่อมมที างทราบ
และรู้เห็นได้ตามก�ำลังของตน พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ที่ทรงค้นพบธรรมนี้และ
น�ำมาสั่งสอนโลก ก็ทรงทราบได้ด้วยสาเหตุแห่งความอยากทราบอยากรู้เห็นธรรม
จึงทรงพยายามปฏิบัติบ�ำเพ็ญเต็มพระสติปัญญาความสามารถ จนได้ตรัสรู้ธรรม
ประจกั ษพ์ ระทยั ทง้ั นเ้ี พราะธรรมเนอื้ แทม้ อี ยใู่ นโลกตลอดเวลา อกาลโิ ก เปน็ แตโ่ ลก
ไมส่ ามารถฉลาดรธู้ รรมได้ เพราะความโงเ่ ขลามดื บอดปดิ บงั ใจทค่ี วรแกก่ ารรเู้ หน็ ธรรม
ทง้ั หลายไว้ ไมใ่ หม้ องเหน็ ความจรงิ ตา่ งๆ อนั เปน็ สายทางกา้ วเขา้ สธู่ รรมเนอ้ื แทเ้ ทา่ นน้ั
ธรรมแทน้ ้ีแลท่ศี าสนาต่างๆ ยึดมาเปน็ ใจกลางแห่งศาสนาของตนๆ ตามความร้สู ึก
ลกึ ตน้ื หนาบางของผนู้ บั ถอื ศาสนานน้ั ๆ ฉะนนั้ คำ� วา่ ธรรม จงึ เปน็ คำ� ไพเราะเสนาะนม่ิ

89

ออ่ นหวานสมานจติ ใจใหซ้ าบซา่ นไปดว้ ยธรรมไมม่ เี วลาอม่ิ พอ เพราะธรรมเนอ้ื แทน้ น้ั
ประเสริฐสดุ ไม่มีส่งิ ใดเหมือน ไม่มีสงิ่ ใดทดั เทยี มเสมอไดใ้ นโลกทง้ั สาม

หากธรรมเนื้อแท้นั้น พึงเป็นวัตถุสมบัติที่จะควรน�ำออกสังคมหรือร้านค้า
พอโลกไดช้ มบา้ ง เหมอื นสมบตั หิ รอื สนิ คา้ ตา่ งๆ ของโลก ทงั้ กรรมกอ็ ำ� นวยพอใหเ้ ปน็
ไปได้แล้วไซร้ สตั ว์ทุกประเภททั้งมรี ่างหรอื หารา่ งมไิ ด้ ท้ังร่างเลก็ รา่ งใหญ่ ท้ังในน้�ำ
บนบกใตด้ นิ บนอากาศ ตลอดภตู ผที กุ กำ� เนดิ ทวยเทพทกุ ชน้ั ทกุ ภมู ใิ นสามภพ ซง่ึ ยงั มี
ความบกพรอ่ งตอ้ งการความสมั ผสั เครอ่ื งสง่ เสรมิ ความสขุ ความไพบลู ย์ และมโี อกาส
เขา้ ชมธรรมสมบตั ทิ น่ี ำ� ออกแสดงนดี้ ว้ ยตวั เอง บรรดาสตั วโ์ ลกทงั้ มวลทเี่ ขา้ ชม จะไมม่ ี
สัตว์ชนิดใดรายใดมีความเบ่ือหน่ายอิ่มพอในสมบัติน้ัน แล้วหวนกลับคืนสู่ถิ่นเดิม
ของตน หรอื เกดิ ความพสิ ดารแหวกแนว โดดลงนรกเสวยทกุ ขแ์ ขง่ ธรรมสมบตั นิ นั้ เลย
โดยเห็นวา่ สู้ไปนอนหาเหาเกาหมดั อยูใ่ นแดนนรกไม่ได้ สนุกดีกว่าดังน้ี แต่จะพากัน
ลืมวันลืมคืนลมื เดือนลืมปี ลมื ความทกุ ข์ยากต่างๆ โดยสนิ้ เชงิ แมม้ วลมนษุ ยเ์ รามี
ผู้เขยี นเปน็ ตวั การส�ำคัญท่มี กั มนี สิ ัยขเี้ กยี จในการบ�ำเพญ็ ธรรมก็ตาม แต่กลัวจะลืม
ทกุ สงิ่ ทกุ อยา่ งในแดนสมมตุ ิ อยา่ วา่ แตเ่ มอื งมนษุ ยท์ ถี่ อื วา่ สนกุ สนานจนลมื เนอ้ื ลมื ตวั
ลืมอายุสังขาร ลมื เป็นลืมตายอยา่ งไมม่ วี นั ตืน่ นีเ่ ลย

ขณะทพี่ ากนั ชมธรรมสมบตั ิ ดว้ ยความดดู ดม่ื เพลดิ เพลนิ พอเปน็ ขวญั ตาขวญั ใจ
อยเู่ วลานน้ั เกดิ มเี สยี งธรรมบนั ดาลประกาศออกมาวา่ หมดเวลาแลว้ กรณุ าพากนั กลบั
ถนิ่ ฐานบา้ นเรอื นทอี่ ยขู่ องตนเถดิ และเปน็ เชงิ ประกาศเตอื นใหร้ สู้ กึ ตวั วา่ ใครตอ้ งการ
ธรรมสมบัติท่ีก�ำลังชมกันอย่างเพลินตาเพลินใจเวลาน้ีไปครองเป็นสมบัติของตน
โดยสมบูรณ์ ไม่มใี ครมายือ้ แยง่ แจง้ เวลาให้เสยี หวงั ดังทเ่ี ป็นอย่นู ้เี ลย กรณุ าพากนั
กลับไปบ�ำเพ็ญให้เต็มสติก�ำลังความสามารถของตนๆ เถิด การท�ำบุญให้ทานหาก
มกี ำ� ลงั พอทำ� ไดว้ สิ ยั อำ� นวย กก็ รณุ าพากนั บำ� เพญ็ โดยสมำ�่ เสมอ อยา่ ลดละปลอ่ ยวาง
อยา่ เปน็ คนเปน็ สตั วต์ ระหนถี่ เี่ หนยี ว เพราะความตระหนคี่ อื ความเหน็ แกต่ วั ซง่ึ นบั เปน็
กเิ ลสตวั เหนยี วแนน่ แกน่ แหง่ ความโลภ ความเอารดั เอาเปรียบผูอ้ น่ื ที่สุด เขา้ กับใคร
ไมไ่ ด้ เขารงั เกยี จและเกลียดกลวั จะไปกัดแทะฉีกกนิ เนอ้ื กนิ หนงั เขาเข้าอกี ปราชญ์

90

ทง้ั หลายทา่ นกลวั กนั ทกี่ ลา้ หาญกอ็ าจจะเปน็ จำ� พวกแบกหามกเิ ลสชนดิ นนั้ ไวบ้ นหวั ใจ
โดยไมร่ จู้ กั พษิ สงของมนั วา่ เคยทำ� ลายตวั เองและโลกมาแลว้ เพยี งไรเทา่ นนั้ จงึ พากนั
ถนอมรักษามันไว้บนเศียรคือหัวใจ ไม่สะดุดใจเห็นโทษพอได้คิดท�ำลายมันบ้าง
ด้วยความเสียสละ เพ่ือความสุขแก่ผู้อ่ืนหรือประโยชน์ส่วนรวม สมกับตนข้ีขลาด
มนษุ ยข์ กี้ ลวั ตอ้ งอาศยั กนั อยเู่ ปน็ หมเู่ ปน็ คณะ เปน็ บา้ นเปน็ เมอื งเปน็ ประเทศ เรอ่ื ยมา
แตด่ กึ ดำ� บรรพ์ ไมส่ ามารถกำ� จดั ความขขี้ ลาดหวาดกลวั ออกบา้ งเลย สสู้ ตั วบ์ างชนดิ ท่ี
เขาชอบอยู่ตวั เดยี วกไ็ ม่ได้ เม่อื อาศัยกนั อยู่กไ็ มเ่ ห็นคุณคา่ ของกันและกัน ยงั ย้ือแย่ง
แข่งดีกัน เอารัดเอาเปรียบกัน คดโกงกัน รีดไถกัน กดขี่ข่มเหงกัน ท�ำลายและ
เบยี ดเบยี นกนั หลอกลวงตม้ ตนุ๋ กนั ดว้ ยกลอบุ ายตา่ งๆ โดยถอื วา่ ตวั เกง่ กวา่ เพอ่ื นมนษุ ย์
ดว้ ยกนั เมอ่ื ถกู ไลใ่ หไ้ ปอยคู่ นเดยี วกไ็ มย่ อมไป เวลาอยกู่ บั เพอ่ื นมนษุ ยก์ ไ็ มเ่ หน็ คณุ คา่
ของเขา อยากท�ำอะไรก็ทำ� ตามแต่กเิ ลสความเหน็ แกต่ วั จัดพาไปลอกคราบใครเมื่อไร
เปน็ ตอ้ งไปตอ้ งทำ� ไมม่ ีหิริโอตตัปปธรรมแฝงอยใู่ นใจบ้างเลย เวลาชมธรรมสมบตั ิ
กลบั ไปแลว้ อยา่ พากนั ทำ� อยา่ งนอ้ี กี เพราะนเี้ ปน็ กริ ยิ าการกระทำ� ของเปรตผี ของสตั ว์
นรกที่ไม่เคยทราบเรื่องศีลเร่ืองธรรมว่าเป็นอย่างไรมาแต่ก�ำเนิดเขา และมิใช่กิริยา
การกระท�ำของมนุษยผ์ ู้แผว้ ถางทางไปพระนพิ พาน เพือ่ ชมธรรมสมบตั อิ ันเปน็ ธรรม
เหนอื โลก

เพยี งไดย้ นิ เสยี งธรรมบนั ดาลประกาศสง่ั สอนโดยสงั เขปพอเปน็ แนวทางเทา่ นนั้
บรรดาสตั วโ์ ลกผไู้ ด้ชมและได้ฟงั ธรรมประกาศเตอื นสตแิ ล้วใหพ้ ากนั กลบั ไปถน่ิ ฐาน
ของตนๆ หากสตั วโ์ ลกอยใู่ นวสิ ยั ทจี่ ะกลบั ตวั และปฏบิ ตั ติ ามได้ คงจะไมม่ สี ตั วร์ ายใด
ฝนื ดอื้ ด้านมีสนั ดานเปรตผีอีกตอ่ ไป อยา่ งไรก็ตอ้ งกระหยิ่มยิ้มยอ่ งผอ่ งใสต่อธรรม
ทป่ี ระกาศ และพยายามตะเกยี กตะกายบำ� เพญ็ คณุ งามความดที งั้ หลายอยา่ งสดุ กำ� ลงั
ดไี มด่ อี าจลมื กนิ อยหู่ ลบั นอน เพราะความดดู ดม่ื ในธรรม มแี ตต่ งั้ หนา้ กลา้ ตายตอ่ การ
บ�ำเพ็ญคุณงามความดีทั้งหลาย ท่ีจะพาให้ได้ชมธรรมสมบัติอันประเสริฐด้วยความ
ไมท่ ้อถอยอ่อนแอ

91

หากเปน็ มนษุ ยเ์ รา ผเู้ ขยี นชกั จะอวดความเชอ่ื ของตน วา่ ไมม่ สี ตั วโ์ ลกในแหลง่
แหง่ ภพภมู ใิ ดจะหาญสมู้ วลมนษุ ยไ์ ด้ ในการบำ� เพญ็ คณุ งามความดที ง้ั หลายเพอ่ื ธรรม
สมบตั นิ นั้ การใหท้ านกจ็ ะเกง่ กลา้ สามารถ แมห้ นอ่ โพธญิ าณทเ่ี กง่ ในการบำ� เพญ็ ทาน
เกอื บจะสไู้ มไ่ ด้ เพราะใหท้ านดว้ ยกำ� ลงั นำ้� ใจสดุ สว่ น การรกั ษาศลี ทกุ ประเภทกน็ า่ จะ
ไม่มีค�ำว่าด่างพร้อยขาดทะลุเลย ตลอดวันสลายวายชนม์ เพราะรักษาด้วยความ
เห็นค่าของศีลเพื่อธรรมนั้นจริงๆ สัตว์ชนิดต่างๆ ท่ีเคยหวาดกลัวต่อภัยมนุษย์มา
ประจำ� นสิ ยั ตา่ งกจ็ ะมคี วามอยเู่ ยน็ เปน็ สขุ โดยทวั่ กนั ตลอดกาลสถานที่ เพราะตา่ งกไ็ ด้
ไปชมธรรมอนั ประเสรฐิ สงู สดุ มาแลว้ ซง่ึ ควรจะมคี ณุ คา่ ตอ่ จติ ใจอยา่ งหาทเี่ ปรยี บมไิ ด้
ใครอยู่ที่ไหนก็เป็นแดนสวรรค์ขึ้นมาในถิ่นของตน ท้ังที่ยังไม่ถึงธรรมดวงนั้น
สมบัตติ ่างๆ ในครอบครองที่รกั หวงแหนก็จะไม่สญู หาย เพราะการทำ� ลายและขโมย
ของกนั และกนั ตา่ งคนทเ่ี ปน็ เจา้ ของกน็ อนหลบั สนทิ จติ แจม่ ใส ไมว่ า้ วนุ่ ขนุ่ มวั ดว้ ยสมบตั ิ
และโจรขโมยเหมือนแต่ก่อน สามภี รรยาซง่ึ เปน็ ทรี่ ักสลกั จิตและเปน็ คู่มิตรกบั ความ
ระแวงฝังอยู่ในหัวอกแทบจะเป็นโรคประสาทอยู่ทุกวันเวลา หรือผู้ท่ีเป็นอยู่แล้วก็
นบั วนั จะเบาบางสรา่ งซาลงโดยลำ� ดบั กลบั เปน็ คพู่ ง่ึ เปน็ พง่ึ ตายกนั อยา่ งสนทิ ใจ ลกู หลาน
ญาติมิตรสายโลหิตของใครท่ีผู้ปกครอง ซ่ึงเคยเป็นกังวลหนักใจมาแต่ก่อน ต่างก็
จะมีความสงบร่มเย็นโดยทั่วกัน ไม่มีตัวบุ้งตัวหนอนคอยแทะกัดชอนไช อยู่ที่ใด
ไปที่ใดก็สะดวกกายสบายใจ แม้โลกที่อยู่อาศัยก็จะกลายเป็นโลกที่มีความสัตย์
ความจริงต่อกัน ไม่เป็นโลกท่ีเต็มไปด้วยความโกหกหลอกลวงต่างๆ ดังที่เป็นอยู่
เวลาน้ี ซ่ึงน่าอกแตกจริงๆ ความมึนเมา ม่ัวสุมต่างๆ ท่ีมีสุราเมรัยเป็นตัวเหตุให้
คนเป็นบา้ มีกเิ ลสคือราคะตัณหา โลภโกรธหลง เปน็ เครอ่ื งนำ� ใหส้ ัตว์โลกลุ่มหลง
ทะนงตัวว่ามีความรู้ฉลาดแหลมคม หลงคารมของตัวว่าตนอุดมไปด้วยโภคสมบัติ
มบี รษิ ทั บรวิ ารมาก ไปมาทางใดจนคบั โลกแทบหาทางกา้ วเดนิ ไมไ่ ด้ เพราะความสำ� คญั
ความเสกสรรมนั ใหญเ่ กนิ ตัว เหลา่ นีก้ ็นบั วันจะเบาบางจางไปจากโลก ที่มศี ลี มธี รรม
เป็นท่รี ักใคร่เทดิ ทนู ของผู้หวงั ตอ่ ธรรมสมบัตดิ วงเลิศประเสรฐิ ในไตรภพ

แม้การไหว้พระสวดมนต์ การเดินจงกรมน่ังสมาธิภาวนา ซ่ึงเป็นแนวธรรมท่ี
กา้ วเขา้ สู่แดนธรรมอนั ประเสรฐิ แต่ไม่ค่อยมใี ครสนใจหรือไม่เคยสนใจมากอ่ นเลย

92

โดยเห็นว่าเป็นเร่ืองของคนแก่ คนล้าสมัย จนตรอกไม่มีทางไปนอกจากท�ำอย่างน้ี
หรือไปวัดหาพระท่ีอยู่ในเกณฑ์แห่งบุคคลผู้สิ้นท่าอย่างเดียวกันจะพอรู้เรื่องกันบ้าง
เหลา่ นกี้ จ็ ะกลายเปน็ ความรสู้ กึ ใหมข่ นึ้ มา ศรทั ธาความเชอื่ ตอ่ ผลแหง่ การภาวนากม็ าก
ความพากเพียรเพ่ือผลแห่งการภาวนาก็มาก สติ ความระลึกรใู้ นงานแห่งการภาวนา
กม็ าก สมาธคิ วามเหนยี วแนน่ มน่ั คงตอ่ องคภ์ าวนา เพอื่ ผลแหง่ ความสงบมน่ั คงของใจ
กม็ าก ปัญญาความฉลาดแหลมคมไปตามงานคอื จติ ตภาวนาก็มาก ไม่มกี ารลดละ
ท้อถอย นอกจากจติ หยดุ พกั สงบตัวลงสสู่ มาธเิ ป็นบางเวลาเทา่ นัน้ นอกนน้ั เปน็ งาน
ของสตปิ ญั ญาทำ� หนา้ ทบ่ี กุ เบกิ เพกิ ถอนเสย้ี นหนามคอื กเิ ลสประเภทตา่ งๆ ออกจากใจ
โดยลำ� ดบั ไมม่ กี ารยบั ยงั้ พลงั้ เผลอเหมอ่ มองแบบคนสน้ิ ทา่ สตเิ ลอื่ นลอย กเิ ลสในหวั ใจ
แม้จะหนาแน่นยิ่งกว่าภูเขาหิน ก็ทนต่อสติ ปัญญา ศรัทธา ความเพียรไปไม่ได้
ต้องแตกกระจายพา่ ยกระเจงิ แบบไมเ่ ปน็ ขบวนโดยไมส่ งสัย

ธรรมเน้ือแท้ท่ียกมาเป็นเครื่องเปรียบเทียบด้วยสินค้า เพื่อสัตว์โลกในแหล่ง
แหง่ ไตรภพไดช้ มนนั้ เมอื่ ตกมาเปน็ อตั สมบตั ิ คอื เปน็ ของตนโดยสมบรู ณแ์ ลว้ ไดแ้ ก่
ธัมโม ปทีโป ท่ีสว่างไสวอยู่ในดวงใจที่บริสุทธิ์ของท่านผู้มีจิตหลุดพ้นแล้วน่ันแล
ฉะนั้นผู้เข้าถึงธรรมดวงนี้แล้ว จึงเป็นผู้ปลงภาระทางจิตใจโดยส้ินเชิง คือพ้นแล้ว
จากหลมุ นรกแห่งวัฏวน

แตเ่ ป็นธรรมที่สุดวิสยั ของพระพทุ ธเจ้าทง้ั หลาย ท่จี ะดัดแปลงธรรมใหเ้ ปน็ ไป
ตามใจสัตว์โลกที่มีกิเลสเสียทุกอย่าง และไม่ทรงสามารถยังธรรมเนื้อแท้นั้นมาแปร
สภาพเปน็ วตั ถสุ มบตั นิ ำ� ออกสสู่ งั คมแหง่ สตั วโ์ ลกทวั่ ไตรภพไดช้ มสมพระทยั หมายได้
หากเปน็ สงิ่ ทอ่ี ยใู่ นวสิ ยั ซง่ึ จะควรดดั แปลงแกไ้ ข หรอื ผลติ เปน็ วตั ถสุ มบตั ไิ ด้ ไมข่ ดั ตอ่
ธรรมชาตทิ ่เี ป็นอฐานะแลว้ ไม่มีท่านผใู้ ดในโลกทงั้ สามจะมเี มตตากรุณาแก่สัตวโ์ ลก
ย่ิงไปกว่าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ซึ่งเป็นผู้ประกาศธรรมสอนโลกติดต่อกันมาตามยุค
ตามสมยั เมอ่ื ทรงเลง็ เหน็ วา่ สงิ่ ใดจะเปน็ ความเหมาะสมและสะดวกรวดเรว็ ทนั ใจของ
สัตว์โลก จะไม่ต้องไดร้ ับความล�ำบากรำ� คาญใจไปนาน พระพุทธเจา้ ทัง้ หลายจะทรง
แก้ไขดัดแปลงสิ่งน้ันๆ ให้เหมาะสมจนสุดพระก�ำลังความสามารถท่ีมีอยู่ทุกกรณี

93


Click to View FlipBook Version