อุปนสิ ยั หรอื วาสนาบารมี ก็หมายถึงการสรา้ งความดีงามมาโดยสม่ำ� เสมอ สร้างมา
มากเพียงไร ก็ฝังลงไปในจิตใจของผู้นั้นจนกลายเป็นนิสัยวาสนาขึ้นมา เม่ือใจได้
เคลื่อนยา้ ยไปสถานทีใ่ ด ภพใดภมู ิใด ก็ต้องข้ึนอย่กู บั ความดีที่ตนได้สรา้ งไว้ และ
บรรจอุ ยภู่ ายในจติ ใจ นเ่ี ปน็ เครอื่ งหนนุ จติ ใจใหเ้ ปน็ ไปในทางดมี สี คุ ตเิ ปน็ ทห่ี วงั และ
เป็นท่ีอยทู่ ่ีเสวย
ร่างกายน้ันมีป่าช้า เราไปตั้งบ้านต้ังเรือนอยู่ท่ีไหนก็ต้องมีป่าช้าสำ� หรับร่างกาย
ไม่วา่ จะอยู่บ้านนอก จะอยใู่ นเมอื ง จะอยใู่ นปา่ ในเขา อย่ใู นถ้ำ� บนบก มนั มปี า่ ชา้
อยดู่ ว้ ยกนั ทั้งน้ัน เพราะธรรมชาติน้ีเป็นสง่ิ ที่เกิดแล้วต้องตาย ตายทีไ่ หนกเ็ ป็นป่าช้า
ทีน่ น่ั รา่ งกายเปน็ อยา่ งนี้
สว่ นจิตใจไม่มีป่าช้า เพราะใจไม่ตาย หลกั ใหญ่อยู่ตรงน้ี กรณุ าพากนั จดจ�ำไว้
ใหด้ ี นี่แหละหลกั ความจริงอันตายตวั ของเรา ถ้าผูม้ คี วามใคร่ครวญพนิ จิ พจิ ารณา
เรอ่ื งจติ ใจดว้ ยดี และพยายามปฏบิ ตั ติ อ่ ตนเองดว้ ยความดที งั้ หลายตามธรรมทส่ี อนไว้
ผู้น้นั จะเปน็ ผ้มู ีหวงั อยูท่ ่ีใด ไปท่ีใด เกดิ ในสถานท่ีใดกต็ าม จะเป็นผู้ไม่ผิดพลาด
จากความมงุ่ หวงั หรือความมุ่งหมายทีต่ นตั้งไว้ จะเปน็ ผสู้ มหวงั ดั่งใจหมาย
อย่างเราทงั้ หลายท่มี าอบรมในวันน้ี กค็ ือการมาอบรมธรรมเพื่อเข้าถงึ จิตใจให้
เป็นหลักยึด และอาศัยธรรมะน้ีเป็นหลักเกณฑ์แก่จิตใจ เพราะใจนี้เป็นสิ่งไม่ตาย
ไม่หมายปา่ ช้า ไม่เหมือนธาตขุ นั ธ์ คอื ร่างกาย รา่ งกายแตกดบั แตใ่ จไมแ่ ตกดบั
เม่อื ออกจากร่างนกี้ ไ็ ปเข้ารา่ งนน้ั ออกจากร่างนัน้ ก็ไปเขา้ ร่างโน้น สงู ๆ ตำ�่ ๆ ลุ่มๆ
ดอนๆ นั้นเปน็ เพราะสิง่ ทมี่ ีอยู่ภายในจิต ท่านเรียกวา่ “วิบาก” ซึง่ เกิดขน้ึ จากกรรม
หรอื การกระทำ� ของจติ เอง จติ เปน็ ผคู้ ดิ เปน็ ผปู้ รงุ ในเรอื่ งดี เรอื่ งชวั่ จติ เปน็ ผบู้ งการ
ออกมาทางวาจา ทางกาย ใหก้ ระท�ำทางวาจา ทางกาย การกระท�ำทางใจน้นั เรียกว่า
“มโนกรรม” พดู ทางวาจาเรยี กวา่ “วจกี รรม” ทำ� ทางกายเรยี กวา่ “กายกรรม” คำ� วา่
“กรรม” คอื การกระทำ� จงึ มกี ารเกดิ ไดท้ ก่ี าย วาจา ใจของคนเรานเ้ี ปน็ สำ� คญั เมอื่ กรรม
เปดิ ทางเพอ่ื ผลคอื ดชี วั่ อยแู่ ลว้ สขุ ทกุ ขท์ เ่ี ปน็ ผลของกรรมดชี ว่ั กย็ อ่ มเกดิ ขน้ึ ชนดิ หา้ ม
ไมไ่ ด้
444
มโนกรรมคอื การกระทำ� ทางใจ ท�ำไดท้ ง้ั ดี ทั้งช่ัว ทงั้ กลางๆ พดู ไดท้ ้งั ดี ทง้ั ชัว่
ทงั้ กลางๆ ทำ� ทางกายไดท้ ง้ั ดี ทง้ั ชวั่ ทงั้ กลางๆ การกระทำ� เหลา่ นท้ี า่ นเรยี กวา่ “กรรม”
ตามหลักพุทธศาสนาเรียกว่า “กรรม” คือการกระท�ำ ความเคล่ือนไหวของจิต
ความเคล่ือนไหวของกาย วาจา ท่านถือว่าเป็นการกระท�ำทเี่ รียกวา่ “กรรม” เมอื่ มี
การกระท�ำ มกี ารเคล่อื นไหว เปน็ ต้นเหตแุ ห่งการกระทำ� แล้ว “วบิ าก” คือผล ตอ้ ง
สืบทอดกนั ไปเปน็ ล�ำดบั ๆ เปน็ แตช่ า้ หรอื เร็วต่างกนั เพยี งเลก็ นอ้ ยเทา่ น้นั บางอยา่ ง
ก็เกิดเปน็ ผลได้เร็ว บางอย่างก็ชา้ เชน่ เดียวกับผลทางโลกทเี่ ราเห็นกนั อยู่ บางอย่าง
กข็ น้ึ อยกู่ บั เวลาเพยี งเลก็ นอ้ ย บางอยา่ งกป็ รากฏขนึ้ ในขณะนนั้ บางอยา่ งเปน็ เวลานานๆ
ค่อยปรากฏตวั ขึน้ แต่สดุ ทา้ ยก็เรยี กว่าเป็นผลดว้ ยกนั นีแ่ หละทา่ นเรยี กวา่ “วิบาก”
ซึ่งมีอยู่ภายในใจ ใจเป็นผูส้ รา้ งข้ึนมา ใจเปน็ ผทู้ ำ� ขนึ้ มา แตใ่ จจำ� ไม่ได้บ้าง จ�ำได้บา้ ง
สดุ ท้ายก็จ�ำไมไ่ ด้ เพราะท�ำอยเู่ สมอ ท�ำอยู่ทุกภพทุกชาติ ท�ำอยูท่ ุกวนั ทุกคนื ทุกปี
ทกุ เดอื น ใครจะไปชนะจดจ�ำเอาไว้ได้หนกั หนา ต้งั แตเ่ ราเกิดมาในโลกน้ี ไม่ตอ้ งพดู
ถึงวนั น้ันเดอื นน้ี เราพูดในวันนี้เทา่ นนั้ เรากจ็ ำ� ไม่ไดว้ า่ ในวันนเี้ ราคดิ เรอ่ื งอะไรบ้าง
แตค่ วามคดิ ความปรุงการกระท�ำดี กระทำ� ช่วั ทางกาย วาจาของเรานี้ไม่ได้ขึน้ อยู่กบั
การจำ� ไดห้ รอื ไมไ่ ด้ ขน้ึ อยกู่ บั การกระทำ� เทา่ นนั้ ผลด-ี ชวั่ ต้องปรากฏจากการกระทำ�
เสมอ นเี่ ปน็ หลักส�ำคัญ ทา่ นจึงสอนใหพ้ ยายามทำ� ดีเสมอ เวลานี้เปน็ โอกาสท่เี ราจะ
ตักตวงหรอื แกไ้ ขอะไรทเ่ี หน็ วา่ บกพรอ่ งไดท้ กุ แงท่ กุ มุม ซ่งึ ไมส่ ดุ ความสามารถไปได้
ถ้าหากผ่านพ้นจากชีวิตอัตภาพน้ีแล้วเป็นความไม่แน่นอน ทั้งการกระท�ำและการ
เสวยผล เพราะในเมอื งผี เมอื งเทพ ไมป่ รากฏวา่ มโี รงงานเหมอื นเมอื งมนษุ ยเ์ รา พอจะ
ข้เี กยี จท�ำดีในโลกนี้ แลว้ ไปขยันหมัน่ เพียรในโลกหนา้ คือโลกเมืองผี เมอื งเทพโนน้
นน่ั เป็นความเข้าใจผดิ
นักปราชญท์ ้ังหลายจงึ สงั่ สอน ผูม้ าสอนเราไม่ใช่คนโง่ คำ� วา่ “พระพทุ ธเจา้ ”
นนั้ คอื จอมศาสดา เปน็ ศาสดาของโลกทง้ั สาม เปน็ ผูร้ ู้แจ้งเหน็ จรงิ จริงๆ ธรรมที่ตรสั
แต่ละบทละบาท เป็นความแน่นอนตายตัว เป็นความสัตย์ความจริง ไม่มีธรรม
ปลอมแปลงแฝงอยภู่ ายในพระโอวาทนน้ั ๆ เลย ทา่ นจงึ เรยี กวา่ “สวากขาตธรรม” แปลวา่
ธรรมทพี่ ระพทุ ธเจา้ ตรสั ไวช้ อบแลว้ คำ� วา่ “ชอบ” คอื ความพรอ้ มมลู สมบรู ณท์ กุ อยา่ ง
445
แลว้ นั่นเอง นิยยานกิ ธรรม เปน็ ธรรมท่ยี ังผู้ปฏิบัตสิ มควรแกธ่ รรมใหพ้ ้นจากทุกขไ์ ป
ได้โดยลำ� ดับ ไม่มที างสงสัยเลย เปน็ ธรรมตายตวั เปน็ ธรรมแนน่ อน ใครทีจ่ ะพูด
ถูกต้องแม่นย�ำตลอดมาเหมือนพระพุทธเจ้าน้ี รู้สึกว่าไม่มีแล้วในโลกมนุษย์เรา
ถ้าจะเทยี บแล้ว สามญั ชนทั่วไปพดู ๑๐๐ ค�ำ อาจปลอมไปอยา่ งนอ้ ยราว ๒๕ คำ�
จะมจี รงิ เพยี ง ๗๕ ถา้ พดู ไปนานๆ ไอป้ ลอมรสู้ กึ จะมากขน้ึ ๆ และอาจกลายเปน็ ปลอม
ไปหมด แต่ค�ำพูดของพระพุทธเจ้าไม่ปลอม เพราะพระทัยไม่ปลอม พระทัยเป็น
พระทัยที่บริสุทธิ์ รู้จริงเห็นจริงจากการปฏิบัติแท้ ประทานโอวาทอันใดออกมา
จึงออกมาจากพระทัยที่เป็นของดีของแท้ทั้งน้ัน แล้วจะหาความปลอมมาจากท่ีไหน
จึงเป็นพระโอวาทและเป็นศาสดาท่ีเราทั้งหลายจะยึดถือเป็นหลักตายตัวหรือตายใจ
ไดเ้ ลยวา่ พระพทุ ธเจา้ และศาสนธรรมของพระองคไ์ มเ่ ปน็ ศตั รคู อู่ รแิ กพ่ วกเราทง้ั หลาย
พระพุทธเจ้าก็ดี พระธรรมก็ดี พระสงฆ์ก็ดี เป็นผู้วิเศษและเป็นธรรมประเสริฐ
เหนือโลก
การที่ทา่ นประทานพระโอวาท คอื พระศาสนาไว้ ก็เพ่อื หมชู่ นเท่านั้น ไมไ่ ด้เพือ่
พระพุทธเจ้า ไม่ได้เพ่ือพระธรรม ไม่ได้เพื่อพระสงฆ์สาวกองค์ใดบรรดาท่ีผ่านพ้น
ไปแล้ว แต่เพือ่ พวกเราอย่างเดยี ว ท่านไม่มีสง่ิ ใดบกพร่องพอจะหวังผลจากพวกเรา
เป็นเคร่ืองตอบแทน เพราะพระเมตตานีเ้ ทา่ นั้นที่ประทานพระโอวาทไวแ้ กห่ มชู่ นพอ
ได้ยดึ เปน็ ทศิ ทางเดนิ
เราเพียงแต่จะปฏิบัติตามพระโอวาทของท่าน ก็เห็นว่าเป็นความล�ำบากล�ำบน
ไมส่ ามารถจะตะเกยี กตะกายตามทา่ นไปไดแ้ ลว้ เราจะอยใู่ นโลกนไ้ี ดด้ ว้ ยวธิ ใี ดจงึ จะ
มคี วามสขุ กายสขุ ใจสมกบั มนษุ ยเ์ ปน็ ผฉู้ ลาดเพอื่ แสวงหาความสขุ ใสต่ น นเี่ ปน็ ปญั หา
ที่เราควรยกขึ้นถามตัวเองเวลาความข้ีเกียจมักง่ายเกิดขึ้น เพ่ือจะแก้ส่ิงเหล่าน้ีที่
เป็นมารคอยกีดกันทางด�ำเนินได้ ด้วยอุบายอันชอบธรรมและเฉลียวฉลาดของเรา
พอมีทางเพ่ือก้าวไปเพ่ือความสุขสมหวัง ไม่ตีบตันอั้นตู้ไปเสียทุกภพทุกชาติทุกวัน
เวลาดังท่เี ปน็ อยนู่ ้ี ซ่ึงเตม็ ไปดว้ ยกองทุกข์ภายในใจจนหาทางและวธิ ปี ลอ่ ยวางไมไ่ ด้
สมกับมนุษย์มีมากในโลกปัจจุบันแทบจะไม่มีแผ่นดินให้อยู่ ยังมีผู้ฉลาดแหลมคม
446
หาอุบายแหวกว่ายไปได้บ้าง ไม่มืดมนอนธการไปด้วยกันเสียสิ้น ซึ่งน่าสลดสังเวช
ของนกั ปราชญท์ า่ นนกั หนา
เราควรจะวินิจฉัยใคร่ครวญกันอย่างไรบ้าง เมื่อเราคอยล้างมือเปิบเท่าน้ีก็ยัง
ทำ� ไม่ได้ พระโอวาทท่านสอนมาแลว้ โดยถกู ต้องแมน่ ยำ� ทุกส่งิ ทุกอย่าง เพยี งแตจ่ ะ
ปฏิบตั ติ ามเท่านยี้ ังเหน็ วา่ ลำ� บาก เราจะไปหาความสะดวกทไี่ หน เราเกิดมานานแลว้
ในโลกนี้ เราไดค้ วามสะดวกจากอะไรบา้ ง ควรถามเราอยา่ งนบี้ า้ งอาจไดข้ อ้ คดิ ถา้ จะ
เป็นไปตามความต้องการของเราว่า อยากสะดวก อยากได้งา่ ยๆ สบายๆ เรากค็ วร
จะเปน็ คนงา่ ยคนสบายมานานแลว้ ไมค่ วรจะมาแบกกองทกุ ขอ์ ยเู่ หมอื นโลกทวั่ ๆ ไป
แตน่ ม่ี นั ไมเ่ ปน็ ไปตามความวาดภาพเอาอยา่ งใจหมาย นอกจากกเิ ลสมนั หลอกพวกเรา
เทา่ นนั้ เพราะกเิ ลสเคยหลอกมนษุ ยแ์ ละสตั วท์ ง้ั หลายมาเปน็ เวลานาน เรายงั ไมเ่ หน็ โทษ
แห่งความหลอกลวงของมันบ้างเลย นอกจากเชื่ออย่างสนิทด้วยการกล่อมให้หลับ
อย่างถนัดของมนั เท่าน้ัน
ศาสดาในวฏั สงสารกค็ อื กเิ ลสนเี่ อง ลงมนั ไดส้ อนใครเปน็ ตดิ มอื มนั มาเปน็ พวงๆ
จนรับไม่ไหว เพราะสัตว์โลกชอบกลอุบายแห่งการเส้ียมสอนของมันมาก ไม่มีวัน
เบอ่ื หนา่ ยอ่ิมพอกนั บ้างเลย แม้จะไดร้ ับความทกุ ขท์ รมานเพราะถกู หลอกมานาน
สว่ นศาสดาของววิ ฏั ฏะกค็ อื พระพทุ ธเจา้ องคเ์ อก ความรกู้ เ็ อก การอบรมสง่ั สอน
กเ็ อก ไม่มีใครเสมอเหมือน แต่กเิ ลสไมช่ อบ และขวางกบั ธรรมอยเู่ รอ่ื ยมา สัตว์โลก
ผชู้ อบกเิ ลสจงึ มกั เบอ่ื ธรรม ธรรมจงึ มกั ไมเ่ ขา้ ถงึ ใจแมจ้ ะฟงั และปฏบิ ตั มิ านาน ความเปน็
ทง้ั นี้ทั้งน้ันกรุณาดูตวั เราตวั ท่านกพ็ อทราบไดไ้ ม่ยากนัก
เราจะไปทางใด เราตอ้ งแยกแยะออกดู ถา้ เราจะเปน็ ศษิ ยท์ มี่ คี รสู อนคอื ศาสดา
ของเรากต็ อ้ งพยายาม การทำ� ความดกี เ็ พอื่ จะชะลา้ งสงิ่ ทชี่ วั่ รา้ ยทง้ั หลาย การตอ่ สกู้ ต็ อ้ ง
มคี วามหนักความลำ� บากบ้างเป็นธรรมดา เราตอ้ งคิดอย่างนี้ไว้เสมอ ดกี ว่าเอากเิ ลส
ความขเี้ กยี จมกั งา่ ยมาเปน็ ศาสดาฉดุ ลากเราลงทางตำ่� ใหท้ นทกุ ขท์ รมาน ไมม่ ขี อบเขต
เหตุผลวา่ จะปลดเปลือ้ งทกุ ขไ์ ปได้เมอ่ื ไร
447
ขณะน้ีเป็นโอกาสทเี่ ราควรจัดการอยู่แลว้ พร้อมอย่แู ล้วทกุ อยา่ ง ชวี ติ อตั ภาพ
รา่ งกายกเ็ ปน็ ไปดว้ ยดี และทราบอยวู่ ่าเราเป็นมนษุ ยไ์ ดพ้ บพระพุทธศาสนา และเปน็
โอกาสทจ่ี ะไดบ้ ำ� เพญ็ คณุ งามความดเี ขา้ สจู่ ติ ใจ เพอื่ จะไดถ้ งึ จดุ ทห่ี มายซงึ่ เราตอ้ งการ
มีใจกับธรรมเท่าน้ันท่ีจะให้ความสมหมายแก่เราได้ เราต้องพยายามเอาส่ิงดีงาม
เขา้ บรรจทุ ใ่ี จซงึ่ เปน็ ของไมต่ าย นอกนนั้ หาความแนน่ อนไมไ่ ด้ เพราะโลกสมมตุ ทิ ง้ั มวล
เปน็ อนจิ จัง พรอ้ มทั้งตวั เราเอง อาศยั อะไรกค็ อยแตจ่ ะทะลายลงไป ทะลายลงไป
เราเหน็ อยทู่ กุ แหง่ ทกุ หน มอี ยทู่ วั่ ไป ทา่ นจงึ เรยี กวา่ “อนจิ จงั ทกุ ขงั อนตั ตา” มรี อบดา้ น
ทงั้ ภายนอกภายใน เปน็ ทใ่ี หค้ วามไวว้ างใจไมไ่ ด้ นอกจากคณุ ความดี คอื ปฏบิ ตั ติ น
ให้มีความราบรื่นดีงามด้วยธรรมนี้เท่าน้ัน เป็นหลักอันส�ำคัญท่ีจะให้ความมุ่งม่ัน
ของเราส�ำเร็จเป็นระยะๆ
ใจนน้ั อยากไปเสมอ ไมอ่ ยากอยใู่ นกองทกุ ขท์ รมาน อยากเปน็ สขุ กค็ อื ใจ ถา้ พดู ถงึ
ขน้ั ถงึ ภมู คิ อื สวรรคพ์ รหมโลก กค็ อื ใจเปน็ ผอู้ ยากไป สว่ นนรกไมอ่ ยากลงเลย ความทกุ ข์
ไมอ่ ยากประสบพบเหน็ ในชวี ติ ไมอ่ ยากสมั ผสั ถกู ตอ้ งเลย แตท่ ำ� ไมโลกถงึ ไดป้ ระสบ
และสมั ผัสถูกตอ้ งกนั เรื่อยมา ก็เพราะหลงกลอบุ ายของกเิ ลส ซ่ึงมีอำ� นาจและความ
ฉลาดแหลมคมกว่าสตั ว์ทั้งหลายนนั่ เอง เปน็ อาจารยส์ อนสตั ว์ ฉดุ ลากสตั ว์ทง้ั หลาย
ใหจ้ มลงทงั้ ๆ ไมอ่ ยากจะจม จะมอี ะไรเลา่ ทเี่ ปน็ ศาสดาแหง่ วฏั ฏะ ทแี่ หลมคมของโลก
ทกุ วนั น้ี นอกจากกิเลสตัณหาอาสวะน้เี ทา่ นั้น ไมม่ แี ล้วในโลกสมมุตทิ ้งั สามอันเป็น
ทอี่ ยแู่ หง่ มวลสตั ว์ และไมม่ อี นั ใดทจ่ี ะสามารถถอดถอนธรรมชาตนิ อี้ อกได้ นอกจาก
ธรรมทเ่ี รยี กวา่ “สวากขาตธรรม” ของพระพทุ ธเจา้ เทา่ นนั้ ใครอยากพน้ ทกุ ขก์ พ็ ยายาม
ตะเกยี กตะกายปฏบิ ตั ติ ามธรรมทา่ น ยอ่ มจะมที างผา่ นพน้ ไปได้ ใครขยนั บน่ ใหท้ กุ ข์
ก็บ่นไปตามความถนัด ถ้าไม่อยากให้กิเลสหัวเราะเยาะซ�้ำเข้าอีก เราควรพยายาม
ทำ� ความเขา้ ใจกบั เราเสมอ เพราะถงึ เวลาจนตรอกจนมมุ จนจริงๆ เวลาเช่นนนั้ เข้าถงึ
ตัวเราจะท�ำอย่างไร เราตอ้ งตั้งกระท้ถู ามเราไว้ก่อน เวลาหนาว สิง่ ที่ท�ำความอบอุน่
เราเหน็ วา่ สำ� คญั ในขณะน้ัน เวลารอ้ น สิง่ ทจ่ี ะทำ� ความรม่ เย็นใหเ้ ราคืออะไร เราจะ
ถือเป็นส�ำคัญเวลานั้น เวลาทุกข์เกิดขึ้นมา ส่ิงท่ีจะท�ำให้เราได้รับความสุขคืออะไร
ที่เป็นคู่เคียงกันมาก็คือความดี เป็นเครื่องระงับดับทุกข์ได้ และดับได้อย่างม่ันใจ
448
ไมค่ ลางแคลงสงสยั เพราะไมม่ ีกิเลสตัวใดมีอ�ำนาจเหนือธรรมไปได้แตไ่ หนแตไ่ รมา
สรปุ แลว้ ถา้ มคี วามดอี ยทู่ ไี่ หนกเ็ ปน็ สขุ อบอนุ่ ใจ อปุ มาใกลๆ้ เหมอื นคนตกนำ้�
ไม่มีท่ีเกาะท่ียึดในเวลาน้ัน แม้จะเคยกลัวผีมาแต่วันก�ำเนิดเกิดขึ้นมาเป็นมนุษย์
กต็ าม แตข่ ณะทตี่ กนำ�้ นน้ั ถา้ มซี ากผตี ายลอยผา่ นเขา้ มา ซงึ่ เปน็ ขณะทค่ี นๆ นน้ั กำ� ลงั
จะจมน�้ำตาย และกำ� ลงั คว้าหาทพี่ ่ึงที่ยึดท่เี กาะอย่างกระวนกระวายใจ พอซากผลี อย
ผา่ นเขา้ มาเขาจะควา้ เกาะซากผตี ายนน้ั ทนั ที เพอ่ื ประทงั ชวี ติ ไวใ้ หพ้ น้ ตาย โดยไมค่ ำ� นงึ
ถึงความกลัวผที ่เี คยกลวั มาเลย เพราะชีวติ มคี วามส�ำคญั ย่ิงกวา่ ความกลวั ผี นแี่ หละ
เปน็ เคร่ืองเทยี บ เวลาชีวิตจติ ใจของคนทจี่ นตรอกจนมุมเข้ามาจริงๆ วาระสุดท้ายที่
ชวี ติ สิน้ สดุ ลงต้องเป็นแบบน้ี จิตจะต้องคิดไปต่างๆ เช่น คิดถงึ คุณงามความดีบา้ ง
คิดถึงความชั่วบ้าง เมื่อไม่มีความดีติดตัวพอให้อุ่นใจบ้าง ก็คิดถึงความชั่วจนได้
แลว้ เกดิ ความเดอื ดรอ้ นเสยี ใจขน้ึ มา เลยสมุ เขา้ ไปภายในจติ ใจใหร้ มุ่ รอ้ นเพมิ่ ขน้ึ ไปอกี
และพาจมไปเลย ถา้ เคยทำ� ความดไี ว้ พอคดิ ถงึ ความดี จติ เกาะปบ๊ั ทนั ที และเยน็ ไปเลย
ยง่ิ ผปู้ ฏบิ ตั คิ วามดอี ยเู่ รอื่ ยมาแลว้ ไมต่ อ้ งสงสยั ความดนี น้ั แลเปน็ เพอื่ นสอง เปน็ มติ ร
สหาย เปน็ คพู่ ง่ึ เป็นพึ่งตายไดอ้ ย่างแทจ้ รงิ ยง่ิ กว่าสง่ิ ใดๆ ในโลก
พวกเราชาวพุทธ กรุณาท�ำความเข้าใจไว้กับตนเองเถดิ คือ ใจเป็นสิ่งสำ� คญั
ที่อธิบายไว้เปน็ ๒ แง่ คือ แง่หนงึ่ ศาสดาของวฏั ฏะนั้นคอื อะไร ศาสดาของววิ ฏั ฏะ
น้นั คืออะไร ท่ีพดู มาเมือ่ ตะกี้น้ี กรณุ าอยา่ ได้ลืม
ขอยตุ เิ พยี งเท่าน้กี อ่ น เพ่ือท่านปญั ญาฯ จะได้แปลใหท้ ่านผู้ฟังทราบตอ่ ไป
449
ตอบคำ� ถาม วันองั คาร
วันท่ี ๑๘ มถิ ุนายน ๒๕๑๗ (๑๙๗๔)
ถ.๑-ญ.๑ เวลาทำ� สมาธแิ ลว้ มกั จะมี Yoki Sleep (เขา้ ภวงั คล์ กึ ) บางคนบอกวา่ ดี
บางคนบอกวา่ ไมด่ ี เป็นอย่างไร
ตอบ ขอใหอ้ ธิบาย Yoki Sleep และถามวา่ ตนเองรูส้ ึกอยา่ งไร ภายหลงั
ที่รสู้ ึกตวั แลว้ ได้อะไรตดิ มาในจิตบ้างไหม?
ญ.๑ ผถู้ ามตอบ ไมม่ ีอะไรติดมา แต่รู้สกึ สดชื่นขึน้
ตอบ คนนั้นว่าดี คนน้ีว่าไม่ดี ท�ำไมจะไปเชื่อเขา เราต้องรู้อยู่กับตนเองว่า
ดหี รอื ไมด่ ี จงึ ไมค่ วรบอก กลวั จะตดิ อยใู่ นคำ� ทบี่ อก ธรรมทแี่ สดงเพยี ง
เร่ิมๆ ยังไม่แตกแขนงพอให้ผู้เรียนได้รับประโยชน์ เพราะฉะน้ันจึง
ตอบบา้ งไม่ตอบบา้ งดี การตอบมากๆ เปน็ พิษแกจ่ ติ ใจ เจา้ ของควรจะ
พจิ ารณาผลทเี่ กดิ แกจ่ ติ ตนเอง ทพ่ี ดู นตี้ อ้ งแลว้ แตผ่ มู้ าตดิ ตอ่ ดว้ ย วา่ ควร
จะรับหรือจะรับธรรมอย่างใด ธรรมดา กลาง สงู ตำ�่ ตามขั้นภูมขิ อง
ผู้มาเก่ียวข้อง
ถามอยา่ งนที้ ำ� ใหค้ ดิ ว่าหลกั ของธรรมไมแ่ น่นอน ผปู้ ฏบิ ัตติ อ้ งผา่ น
มาแลว้ ถา้ ทำ� สมาธจิ ติ ตกลกึ จติ ตอ้ งรู้ ถา้ หลบั ไป ตน่ื ขน้ึ ไมม่ ใี ครทราบ
เปน็ เสยี ง “งว่ งนอน” นอนเสมอ ตวั เราจะทราบเรอื่ งจติ ไดอ้ ยา่ งไร การทำ�
สมาธิ พอจติ จะลง เรากว็ า่ ไมใ่ หล้ ง บงั คบั ใหท้ ำ� งาน ฉะนน้ั จงึ สรา้ งความ
ม่นั คงให้จิตไมไ่ ด้ สมกับคำ� ว่าทำ� สมาธเิ พ่อื ความสงบ คำ� วา่ สมาธิมไิ ด้
หมายความวา่ หลบั ไมร่ อู้ ะไร ตอ้ งรกู้ บั ตวั เองโดยเฉพาะ ไมร่ กู้ บั อะไรอน่ื
นอกจากตัวเอง
ถ.๒-ญ.๒ เร่ืองหัวใจกบั อนัตตายังไม่เข้าใจ
450
ตอบ เข้าใจ อตั ตา ไหม (ญ.๒ ตอบว่า เข้าใจ)
เคยทำ� สมาธหิ รอื เปลา่ ? (เขาเขา้ ใจ) จติ ไดร้ บั ความสงบกบั อารมณใ์ ด
วธิ กี ารใด วธิ กี ารน้ันจะใช้เรยี นอัตตาหรืออนัตตากต็ าม ในระยะต้นๆ
ให้ยึดอัตตาไว้ก่อน ต่อไปค่อยถอนความยึดถืออัตตาลงเป็นล�ำดับๆ
จนถอนไดเ้ ดด็ ขาด เพราะจติ เป็นตวั ของตัวเองดว้ ยหลกั ธรรมชาติอยา่ ง
สมบรู ณแ์ ลว้ แต่มิใชเ่ ปน็ ตนแบบอตั ตาดงั กล่าวมา นีเ่ ปน็ สมมตุ ิ แต่นัน้
เปน็ วมิ ตุ ติ จงึ ผิดกนั (อนตั ตา)
ถ.๓-ช.๑ ท�ำอย่างไรจึงจะท�ำสมาธิได้ดี ในชีวิตประจ�ำวันมีธุระต้องไปไหนก็ต้อง
งดไปกระนั้นหรือจึงจะปฏบิ ตั ไิ ดส้ ม่ำ� เสมอ?
ตอบ ถ้าจิตทราบความเจริญและความเสื่อมของตนเองมันก็ยกจิตข้ึนเอง
ถ้าไม่เข้าใจ จิตก็หลงตัวเรา การพิจารณาข้ึนอยู่กับจิต โอกาส ถ้ามี
การงานมาก ภาวนาลดลงไป กไ็ ปลดตวั จากผลทคี่ วรได้ จติ จงึ เสอ่ื ม ทจ่ี รงิ
จติ ไมไ่ ดเ้ สอ่ื ม อาการเหลา่ นแ้ี สดงเจรญิ หรอื เสอื่ มเปน็ เพยี งอาการของจติ
ตัวจิตไมไ่ ดเ้ สอ่ื ม
ถ.๔-ช.๒ “Aping or Monkey practice” ซ่งึ หมายความวา่ การเห็นใครเขา
ทำ� อะไร ตนอยากจะแสดงตนวา่ เปน็ พวกเดยี วกบั เขา กท็ ำ� อยา่ งเขาทกุ อยา่ ง
ท�ำอย่างไรจะรู้ว่าปฏิบัติจริงหรอื ไม่จรงิ ?
ตอบ ตวั ทา่ นเองจะรตู้ วั เอง คำ� ตอบนอี้ ยใู่ นคำ� ถามของทา่ นเองแลว้ เราเองเปน็
ตวั การอยแู่ ลว้ ไมจ่ �ำเป็นตอ้ งไปตะครบุ เงา ซง่ึ เป็นของเทียม
ถ.๕-ช.๓ ทที่ า่ นวา่ จติ สะสมความดไี วม้ ากกไ็ ปเกดิ ในทดี่ ขี น้ึ อยากทราบวา่ ดขี นึ้ นน้ั
คอื จะไปเปน็ อะไร?
ตอบ จติ สรา้ งกรรมขน้ึ มา ผลกอ็ ยทู่ จี่ ติ สง่ จติ ไปยงั ทค่ี วรแกผ่ ลนน่ั เอง เจา้ ของจติ
ดวงน้ันไม่รู้ ไม่มีสิ่งที่ท�ำให้รู้ มีพระพุทธเจ้าและพระสาวกท่ีปรากฏว่า
451
ท่านสามารถรู้ได้ ฉะน้ันจึงมักหลงเร่ืองของตัวมาประจ�ำโลกด้วยกัน
ไมม่ ใี ครยง่ิ หยอ่ นกวา่ กนั เราปฏบิ ตั เิ องจติ เรารเู้ อง ถา้ จติ สามารถ สตปิ ญั ญา
ตอ้ งละเอยี ดยงิ่ ข้ึน แล้วท่านจงึ จะทราบไดเ้ องโดยไมต่ ้องถามใคร ไมม่ ี
อะไรเหลือวิสัยของสติปัญญาไปได้ เพราะบรรดากิเลสกลัวธรรมคือ
สตปิ ญั ญาเปน็ ตน้ ทง้ั สนิ้ ไมม่ กี เิ ลสชนดิ ใดเหนอื ธรรมคอื สตปิ ญั ญาไปได้
ถา้ ฝึกให้สามารถ
ถ.๖-ช.๔ จติ จะกลับมาเป็นมนษุ ยย์ ากหรอื เปลา่ ?
ตอบ เกดิ มาเปน็ มนษุ ยย์ ากไหม? ตวั เราไมท่ ราบเรอ่ื งของเรา เพราะวา่ จติ ไมม่ ี
กำ� ลงั ถา้ มสี ตกิ ท็ ราบเปน็ ระยะๆ เคยอธบิ ายใหฟ้ งั แลว้ วา่ ขนั ธม์ แี ตจ่ ะแตก
ขณะทข่ี นั ธจ์ ะแตก จติ กลบั แขง็ แรงขน้ึ ขณะทจ่ี ติ จะแยกกบั ขนั ธ์ มคี วาม
ทุกข์มากหรือน้อย หรือไม่มี วัดกันได้ว่าจิตมีสติหรือไม่ ภาคปฏิบัติ
ยอ่ มทราบวา่ จติ ตา่ งกนั ไม่มอี ะไรละเอียดย่ิงกวา่ จิต วัดกนั ไมไ่ ด้ จติ มี
สตปิ ญั ญาจงึ จะตามได้ ดงั นนั้ ตอ้ งแลว้ แตส่ ตปิ ญั ญาทอี่ บรมมามากนอ้ ย
ตา่ งกนั
มกี ลา่ วไวว้ า่ ขณะทพ่ี ระพทุ ธเจา้ จะเสดจ็ เขา้ ปรนิ พิ พาน ทา่ นทรงเขา้
ฌานสมาบตั ิ ตงั้ แตป่ ฐมฌานขน้ึ ไป จนถงึ สญั ญาเวทยติ นโิ รธ พระอนรุ ทุ ธ-
เถระ ซง่ึ เปน็ ผเู้ ชย่ี วชาญทางจติ กก็ ำ� หนดจติ ตดิ ตามพระพทุ ธเจา้ พระจติ
ของพระพุทธเจ้าเขา้ ฌานไหน คอื ตง้ั แตร่ ูปฌาน ๔ ขึน้ ไป อรูปฌาน ๔
ตลอดถงึ สญั ญาเวทยติ นโิ รธ ทรงพกั อยทู่ นี่ น่ั ครหู่ นงึ่ แลว้ ทรงถอยลงมา
อรูปฌานและรูปฌานจนถึงจิตบริสุทธ์ิปกติแล้วทรงเข้าปฐมฌานถึง
จตุตถฌาน และเสด็จปรินิพพานระหว่างรูปฌานกับอรูปฌานต่อกัน
จากนั้นกส็ ดุ วิสัยทีใ่ ครๆ จะตามรู้ได้ เพราะพ้นจากสมมุติโดยประการ
ทัง้ ปวงไปแล้ว
452
ในขณะทกี่ ำ� ลงั ทรงเขา้ ฌานตา่ งๆ อยนู่ น้ั พระอนรุ ทุ ธเถระสง่ กระแสจติ
ตามไมล่ ดละ และรตู้ ามวาระจติ ของพระพทุ ธเจา้ โดยลำ� ดบั เมอ่ื พระสาวก
ท้ังหลายถามในขณะน้ันว่า “พระองค์ปรินิพพานแล้วหรือ?” ท่านก็
ตอบว่ายงั และบอกไปตามลำ� ดบั ที่ทรงเข้าและถอยจากฌานนน้ั ๆ และ
บอกไดต้ ลอดจนถงึ ขณะพระพุทธเจา้ เขา้ ปรนิ พิ พาน
ทำ� ไมทา่ นจงึ รขู้ ณะจติ ของพระพทุ ธเจา้ ไดท้ กุ วาระ ทท่ี รงเคลอื่ นไหว
เข้าและออกจากฌานน้ันๆ? ผิดกับพวกเราท่ีมีใจรับรู้สิ่งต่างกัน
เชน่ เดยี วกนั แคไ่ หน ความรคู้ วามสามารถแหง่ จติ ทฝ่ี กึ อบรมจนสมบรู ณ์
เต็มภูมิแล้วย่อมแตกต่างจากจิตสามัญธรรมดาอยู่มากราวฟ้ากับดิน
จติ ทเี่ ตม็ ไปดว้ ยภาระหนกั ราวกบั ถงั มตู รคถู กดถว่ งจติ ใจอยตู่ ลอดเวลาแลว้
กับจิตที่บริสุทธ์ิสุดส่วนแล้ว จึงน�ำมาเทียบเคียงและแข่งขันกันไม่ได้
ผู้ฉลาดจึงยอมเช่ือผู้ท่ีมีความรู้ความสามารถเหนือกว่าเป็นครู เช่น
พทุ ธบรษิ ทั ถอื พระพทุ ธเจา้ เปน็ ศาสดาและเปน็ สรณะเปน็ ตน้ ผดิ กบั คนโง่
ท่ีมัวส�ำคัญว่าตนฉลาด จนความฉลาดพาให้ล่มจมฉิบหายป่นปี้ ก็ยัง
ไมย่ อมรสู้ กึ ตวั วา่ เปน็ อยา่ งไรเลย ความฉลาดแบบนมี้ มี ากในโลกมนษุ ยเ์ รา
และนับวนั เพิม่ ข้ึนอยา่ งไมม่ ีประมาณจนน่ากลวั จะไมม่ โี ลกให้อยู่
ปดิ ประชมุ เวลา ๑๘.๐๐ น.
453
การอธิบายธรรม วนั พุธ
วันท่ี ๑๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๑๗ (ค.ศ.๑๙๗๔)
เปิดประชุมเวลา ๑๘.๓๐ น.
ทา่ นอาจารย์... “จะเทศน์เร่อื ง การภาวนา”
การภาวนา เป็นการมาเรียนเร่ืองหรือสอดส่องดูกาย ทดสอบจิตใจ อ่านดู
เรอื่ งราวของใจ จิตใจจะเขียนเร่อื งต่างๆ วนั ยังค่ำ� เขียนแลว้ ไม่เคยอ่าน แม้ไมเ่ คย
ทราบว่าตนได้คิดดีชั่วอะไรบ้างในวันและเวลาหน่ึงๆ แต่ก็เป็นนิสัยของจิตที่ชอบ
คดิ ปรงุ แตง่ ไปตา่ งๆ จะแสดงออกมาในเวลาทเ่ี ราภาวนา เพราะจติ ดนิ้ รนกวดั แกวง่ มาก
ไม่อยู่เป็นสุขได้ นิสัยของจิตสามัญชนทั่วไปมักเป็นเช่นนี้ จึงเป็นส่ิงท่ีหักห้ามยาก
กว่าสงิ่ ใดๆ เพราะปกติจิตกเ็ ป็นของละเอียดอยแู่ ล้ว จงึ ต้องอาศัยสตกิ ับปญั ญาเป็น
ผคู้ วบคุมรกั ษา
ยงิ่ ไดท้ ดสอบดูความผดิ ถูก ช่ัวดี ของตนแล้วมกั ไม่มีขอบเขต ส่งิ เสียมีมาก
เพราะฉะนน้ั หลกั ศาสนาจงึ สอนใหไ้ ตรต่ รองดสู ว่ นดสี ว่ นเสยี ของตน บางทแี สดงออก
ไปทางทุกข์บ้าง สุขบ้าง ศาสนาเป็นเคร่ืองมือที่ยอดเย่ียมอยู่แล้ว ส่วนมากก็สอน
เร่ืองใจมากกว่าอย่างอื่น มีหลักธรรมเท่านั้นท่ีเป็นเคร่ืองมือทันกับใจ นอกจากเรา
จะประกอบการใหเ้ หมาะสมกบั เครอ่ื งมือนไ้ี ด้หรอื ไม่ สง่ิ ของทกุ อยา่ งเขาใชเ้ ครื่องมือ
ถา้ นายชา่ งทมี่ ฝี มี อื ดี สงิ่ ของกง็ ดงามนา่ ใช้ กาย วาจา ใจของเรากเ็ หมอื นกนั รา่ งกาย
เปรยี บเหมอื นไมย้ นื ตน้ เนอ้ื ออ่ นหรอื แขง็ ไมส่ ำ� คญั สำ� คญั อยทู่ ชี่ า่ งตอ้ งนำ� มาดดั แปลง
เปน็ เคร่อื งใช้ เช่น โตะ๊ เก้าอ้ี เปน็ ต้น แลว้ แต่จะต้องการชนิดใด ส่งิ น้นั กส็ �ำเร็จและ
งดงาม น่าอยู่ หรือใช้สอย ตามเนื้อไม้และความสามารถของนายชา่ ง กาย วาจา ใจ
กเ็ ชน่ กนั เมอ่ื ไดด้ ดั แปลงแกไ้ ขตามหลกั ธรรมดว้ ยความเพยี รอยา่ งเตม็ ภมู แิ ลว้ จะเปน็
สมบัติอันมีค่ายิ่งกว่าส่ิงใดๆ เพราะคนไม่เหมือนสัตว์ จะมีคุณค่าสูงต�่ำเพียงไรน้ัน
ย่อมขึ้นอยู่กับความดีเป็นคุณสมบัติ มิใช่เนื้อหนังเป็นคุณค่า ส่วนสัตว์ท้ังหลาย
454
โลกถือว่าอวัยวะเนื้อหนังต่างๆ ของเขามีคุณค่า ดังน้ันเวลาเขาตายจึงไม่มีใคร
รังเกียจกัน แต่คุณค่าของมนุษย์มิได้อยู่ที่อวัยวะเนื้อหนังอย่างเดียว ต้องมีความ
ประพฤตดิ งี ามเปน็ เครอื่ งประกนั คณุ คา่ ของมนษุ ย์ ความประพฤตดิ ดี ว้ ยกาย วาจา ใจ
น้แี ล คอื คุณค่าอันสงู สง่ ของมนุษย์เรา คณุ ค่าและความงามอนั นี้ไมเ่ ปลี่ยนแปลงไป
ตามวยั เหมือนร่างกาย ตามธรรมดาร่างกายคนเราย่อมเปลีย่ นแปลงไปตามวยั ถา้ มี
คณุ งามความดเี ปน็ เครอื่ งประดบั ตนแลว้ ถงึ รา่ งกายจะรว่ งโรยไปเปน็ ลำ� ดบั แตค่ ณุ งาม
ความดยี ังเด่นอยมู่ ไิ ดร้ ว่ งโรยไปตามรา่ งกาย
โดยเฉพาะการอบรมภาวนา พยายามระงับจิตของตนให้หยุดปรุงแต่งต่างๆ
พอเป็นความสงบเย็นใจได้บ้าง ย่อมเริ่มจะเห็นคุณค่าของใจข้ึนมา ขณะภาวนา
พยายามให้จติ ปรงุ เฉพาะงานทีต่ นต้องการ เชน่ “พุทโธๆๆ” อนั เป็นงานทจี่ ะยังใจ
ให้สงบ เม่อื พยายามท�ำด้วยความสนใจ มสี ตกิ �ำกบั จติ ยอ่ มสงบลงได้ อารมณ์ไม่
รบกวน ใจทป่ี ราศจากสงิ่ รบกวนย่อมเปน็ สขุ สงบเย็น รเู้ ห็นประจกั ษ์ใจในขณะน้นั
ความสงบสุขของจติ ที่ไม่มีอารมณ์รบกวนย่อมเป็นสุขที่พึงหวังอย่างยงิ่ จติ ทท่ี รงตัว
อยู่ด้วยความรเู้ พียงอนั เดียว ท่านเรยี กวา่ “เอกคั คตาจิต”
“เอกัคคตาจิต” คือรู้อันเดียว เป็นความสุขใจไม่มีอะไรเสมอเหมือน แม้แต่
พระพุทธเจา้ ผู้ทรงธรรมอนั เลศิ เสด็จปรนิ พิ พานไปแล้วต้ัง ๒๕๑๗ ปี แตพ่ ระคณุ
ท้ังหลายก็ยังเป็นท่ีพ่ึงที่เคารพนับถือของชาวพุทธทั้งหลายไม่มีท่ีส้ินสุด เม่ือส้ิน
พุทธสมัยของพระพุทธเจ้าองค์น้ีแล้วก็ยังจะมีพระพุทธเจ้าองค์ใหม่มาตรัสรู้และ
ส่งั สอนโลกสบื ทอดกนั ไป
ใจถ้าสงบขาดจากอารมณ์ในขณะนั้น เราจะทราบความอัศจรรย์ของใจทันที
แม้ไม่เคยประสบมาก่อน เพราะเป็นความแปลกประหลาดและอัศจรรย์ในชีวิตของ
ผไู้ มเ่ คยประสบความสงบของจติ ขณะจิตสงบ ยอ่ มไมค่ ิดปรุงอารมณข์ ้นึ มารบกวน
ตนเองให้ยุง่ เหยิงวุน่ วาย ตั้งตนเปน็ เอกจิต เอกธรรม อยโู่ ดยเฉพาะ จนกว่าจะถอน
ขึ้นมา และคดิ ปรงุ อารมณต์ า่ งๆ ต่อไปตามนสิ ัยทเ่ี คยคิดปรงุ ถ้าจิตลงได้สงบตัวลง
เพียงครั้งเดียวเท่านั้น ย่อมจะท�ำความต่ืนเต้นแก่ผู้บ�ำเพ็ญอย่างน่าประหลาด และ
455
ไม่มีวันหลงลืมได้ง่ายๆ เลย นอกจากจะพยายามท�ำภาวนาให้ย่ิงข้ึนไปโดยล�ำดับ
ถา่ ยเดยี ว ฉะน้ัน ผทู้ ี่ปรากฏผลแลว้ จงึ มักจะมคี วามเพียรกลา้ ไมท่ ้อถอย
ภาคปริยัติที่เรียนรู้ก็ยกไว้บูชา จะขอน�ำภาคปฏิบัติมาอธิบายให้ท่านทั้งหลาย
ทราบก่อนพอเป็นแนวทาง เพราะเรียนธรรมต้องรู้ธรรม ปฏิบัติธรรมต้องรู้ผล
เพราะธรรมไมใ่ ชส่ ง่ิ ลล้ี บั ตง้ั แตพ่ ระพทุ ธเจา้ ตรสั รแู้ ลว้ จนถงึ บดั น้ี ธรรมทปี่ ระกาศสอน
ให้เราทราบอยู่บัดน้ีก็ยังคงจริง ไม่มีบกพร่องเลยแม้แต่น้อย การปฏิบัติตาม
พระพทุ ธศาสนาก็ยังคงได้ผลไม่ยิ่งหย่อนไปกวา่ ทีเ่ คยประกาศสอนไปแลว้ นอกจาก
ผปู้ ฏบิ ตั ไิ มส่ ามารถเหมอื นผปู้ ฏบิ ตั สิ มยั โนน้ เทา่ นนั้ ผลจงึ ไมเ่ หมอื นกนั เหตยุ อ่ หยอ่ น
ผลกอ็ อ่ นก�ำลัง เหตไุ ม่มี ผลกไ็ มป่ รากฏ แลว้ จะควรต�ำหนิอะไรหรือต�ำหนใิ ครจึงจะ
ควรแกเ่ หตผุ ล เวลานใ้ี ครเลา่ กำ� ลงั ขวางธรรมอยู่ ไมก่ า้ วเดนิ ทางทท่ี า่ นสอน นอกจาก
ตัวเราเอง
ในครั้งพุทธกาล ธรรมเป็นธรรมจริงๆ เรียนธรรมเพ่ือรู้เห็นธรรมและปฏิบัติ
ธรรมจรงิ ไมไ่ ด้หนว่ งเหนี่ยวให้ธรรมเปน็ โลก อาจารย์ขอเรยี นวา่ อาจารย์เองก็ไมด่ ี
ไปเสียทุกอย่าง ท่ีมาเย่ียมพ่ีน้องในลอนดอน ก็มีความดีความช่ัวติดตัวมาด้วย
หากผิดพลาดกห็ วงั วา่ คงได้รับอภัยจากทา่ นผู้ฟงั ทั้งหลาย
จะยกตวั อยา่ งธรรมเป็นโลกให้ท่านทัง้ หลายฟัง เบอื้ งแรกอาจารย์เรยี นหนงั สอื
สอบไล่ได้เป็นนักธรรมตรี ดีใจใหญ่ มีกิเลสกองหน่ึง ต่อมาได้นักธรรมโท เอก
ตัวก็ใหญ่พองข้ึน กิเลสก็เพ่ิมกองใหญ่ขึ้นจนจะก้าวไม่ออก มีแต่กิเลสเต็มไปหมด
ในตัวเรา คิดว่าตนเปน็ คนฉลาด ตอ่ มาไดเ้ ปน็ มหาเปรียญ กย็ ่งิ คดิ วา่ ตนเกง่ ที่จรงิ
ก็เก่งแต่จ�ำช่ือกิเลสตัณหาอาสวะได้มาก รู้แต่ช่ือ แต่ไม่เคยสะดุดใจ และท�ำให้
กิเลสแมแ้ ต่นอ้ ยหลดุ ไปจากใจของตนไดเ้ ลย มแี ต่สำ� คญั วา่ ตัวฉลาด ได้ช้ันนั้นชน้ั นี้
ถา้ ไม่สังเกตก็ไมท่ ราบวา่ “ธรรมกลายเป็นโลกไปเมอื่ ไร”
พอหนั มาสนใจปฏบิ ตั ิ จิตมงุ่ ต่ออรรถต่อธรรม ความพองตัวกค็ ่อยๆ ลดลงไป
การเปน็ นกั ธรรมชัน้ ใดเปรียญชั้นใดก็เร่ิมหมดความหมายไปโดยล�ำดบั จนรสู้ กึ อาย
ไมอ่ ยากจะใหใ้ ชค้ ำ� วา่ “มหา” นำ� หนา้ ชอื่ เลย นกี่ ก็ ลายเปน็ กเิ ลสอกี ชนดิ หนง่ึ เหมอื นกนั
456
เขา้ ใจวา่ เปน็ ความคดิ ถกู แตก่ อ่ นนชี้ อบใหม้ ชี อื่ มมี หาอยขู่ า้ งหนา้ เดย๋ี วนอ้ี ยากใหม้ หา
อยู่ข้างหลัง กิเลสกค็ อื ธรรมไมเ่ ป็นธรรม กลายมาเป็นโลก เมอื่ ปฏบิ ัติธรรมมากขน้ึ
กิเลสเหล่านก้ี ็ค่อยๆ สลายตวั ไปในใจ ขอเรยี นว่าไมไ่ ด้มงุ่ ใหก้ ระทบกระเทือนใคร
เล่าเร่ืองของตนว่าเคยเป็นอย่างน้ี ที่เรียกว่าธรรมกลายเป็นโลก ถ้าไม่เข้าใจธรรม
จะไม่สามารถแก้กเิ ลสทีแ่ ฝงอย่อู ยา่ งลกึ ลับไดเ้ ลย คำ� ว่า “สมาธิ” ท่ีเคยไดย้ นิ แต่ชื่อ
กม็ าปรากฏทใี่ จ เมอ่ื เรยี นปรยิ ตั นิ น้ั ทอ่ งเสยี จนคลอ่ งตดิ ปากตดิ ใจ มารคู้ วามจรงิ บา้ ง
เม่ือปฏิบตั ไิ ปตามกำ� ลัง แต่ก็มไิ ด้หมายความว่ารูจ้ นเกดิ กเิ ลสกองเท่าภูเขา ทั้งทตี่ ัว
เท่าหนูหรือตัวเท่าช้างสารอะไรหรอก เล่าตามเร่ืองของกิเลสซ่ึงมีอยู่ในจิต เจ้าของ
ตอ้ งเป็นผู้รู้เองละเองตา่ งหาก
สมาธคิ ือความมน่ั คงของใจ ก็มน่ั คงเปน็ ลำ� ดบั จงึ ร้ทู ัง้ ช่ือ รู้ทั้งตวั สมาธิ และ
รกู้ บั ใจตนเอง เมอื่ พจิ ารณาธาตขุ นั ธ์ รปู กายเปน็ ธาตุ ๔ ทงั้ ภายในภายนอก รวมแลว้
กล็ งไตรลักษณ์ อนจิ จัง ทุกขงั อนตั ตา
เร่ืองของปัญญา ก็ได้ทั้งช่ือ ได้เห็นทั้งใจ ท�ำงานด้วยปัญญาไม่ขาดวรรค
ขาดตอนเตม็ ความสามารถ ตามภาคปฏบิ ตั เิ ป็นอย่างนี้ สติปัญญากเ็ ปน็ ธรรมทีร่ อู้ ยู่
กับตัว ค�ำว่า มรรค ผล ก็ไมส่ งสัยท่ไี หนแลว้ “มรรค” กค็ ือสติปัญญาท่ที ำ� ให้กิเลส
หลุดลอยจากใจไปเป็นลำ� ดับ เหน็ อย่ทู ่ีใจว่า ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค เป็นของจริง
มาดง้ั เดมิ เมอ่ื สตปิ ญั ญาอา่ นไดถ้ กู ตอ้ งตามความจรงิ จนถงึ ใจแลว้ ความสงสยั กส็ นิ้ ไป
ผไู้ ม่สงสัยกอ็ ย่อู ยา่ งเยน็ ใจ ไมย่ งุ่ กับอะไรต่อไปอีก เรื่องก็มเี ทา่ นี้ ธรรมกเ็ ป็นธรรม
โลกก็เป็นโลก ตา่ งอนั ตา่ งจรงิ ตา่ งอนั ต่างอยู่ ความกระทบกระท่งั กนั ระหว่างจิตกับ
สิง่ ท้ังหลายก็ไมม่ ี
คำ� วา่ “เตสงั วปู สโม สโุ ข” มไิ ดห้ มายความวา่ ตายเพราะดบั สงั ขารแลว้ กเ็ ปน็ สขุ
อย่างเดียว แต่การดับสังขารอันเป็นตัวสมุทัยให้เกิดกิเลสได้เม่ือไรก็เป็นสุขเมื่อนั้น
เหมอื นกัน แม้ยังไมต่ าย
วนั นอ้ี ธบิ าย “ธรรมเปน็ ธรรม” กบั “ธรรมกลายเปน็ โลก” ถา้ ปฏบิ ตั ใิ หไ้ ดเ้ ชน่ ทท่ี า่ น
กระทำ� กนั ในพทุ ธกาล กจ็ ะไดผ้ ลเชน่ ครงั้ พทุ ธกาลดว้ ย แตน่ า่ เสยี ดายทธี่ รรมเปน็ ของจรงิ
457
ส่วนพวกเราชอบท�ำเล่นกันเป็นส่วนมาก ส่ิงที่ปรากฏจนน่าร�ำคาญจึงมักมีแต่ค�ำ
ถกเถียงกันว่ามรรคผลนิพพานหมดเขตหมดสมัยไปเสียแล้ว ใครปฏิบัติดีสักเท่าไร
กไ็ มม่ หี วงั บรรลุ ราวกบั เปน็ ผผู้ กู ขาดมรรคผลนพิ พานแตผ่ เู้ ดยี ว ประหนงึ่ เปน็ สพั พญั ญู
ท้ังท่ีกิเลสเต็มตัวไม่มีใครกล้าแข่ง ศาสนาจึงมักมีแต่ชื่อ ส่วนความจริงแห่งธรรม
ในวงของผู้เข้าใจว่าตนนับถือพุทธศาสนา ได้ถูกกิเลสขโมยหรือปล้นเอาไปกินแทบ
ไมม่ เี หลอื อยใู่ นใจกายวาจาบา้ งเลย ถา้ ยงั ขนื เขา้ ใจดงั ทเ่ี ปน็ อยู่ ตอ่ ไปกน็ า่ กลวั จะเปน็
ศาสนาคมั ภีร์ มแี ต่ชือ่ ”
ตอบค�ำถาม วนั พุธ
วนั ที่ ๑๙ มิถุนายน ๒๕๑๗ (๑๙๗๔)
ถ.๑-ญ.๑ ทา่ นปญั ญาฯ วา่ จติ ดา้ นหนงึ่ จะไปหาธรรม อกี ใจหนงึ่ อยากจะไปทางโลก
ควรจะไปทางไหน?
ตอบ เมอ่ื ทงั้ สองตอ่ สกู้ นั ถา้ จติ คลอ้ ยไปตามโลก ธรรมกแ็ พ้ พระพทุ ธเจา้ และ
พระสาวกไมใ่ ชเ่ ปน็ ไมแ้ หง้ หรอื คนตาย ทา่ นเปน็ คนอยา่ งเราๆ พระพทุ ธเจา้
ยังทรงสละทรัพย์สมบัติผู้คนบริวารครอบครัวเสด็จออกทรงผนวชได้
แสดงวา่ เปน็ ผทู้ ท่ี รงตอ่ สู้ ฝา่ ฝนื จนไมม่ อี ะไรจะฝนื ราวโลกธาตหุ วน่ั ไหว
ลกู เมยี ใครๆ กร็ กั บรวิ ารทรพั ยส์ มบตั กิ ต็ อ้ งเสยี ดายเปน็ ธรรมดา ทท่ี รง
ฝืนก็เพราะทรงเห็นว่าทางนี้ดีกว่า พระพุทธเจ้าและพระสาวกมีไม่น้อย
ทต่ี อ่ สู้ แลว้ ตดั สนิ ใจหนั มาทางธรรมน้ี และปฏบิ ตั ติ อ่ สกู้ บั โลกในดวงใจ
จนชนะและพ้นไปได้ สว่ นพวกเราเคยแพก้ เิ ลสมาทุกภพทุกชาติ ไม่คิด
อยากชนะมันบ้างหรอื หรอื กลัวพน้ ทุกข์จึงไมอ่ ยากฝืนมัน
ถา้ เปรียบเทยี บกันแลว้ อะไรจะเลวร้ายยิ่งกว่ากเิ ลส และอะไรจะ
เลศิ ลำ้� นำ� คนใหป้ ระเสรฐิ ยงิ่ กวา่ ธรรม จะเอาอยา่ งไรด?ี ดกี บั เลวกท็ ราบกนั
458
อยแู่ ลว้ ตามขอ้ เปรยี บเทยี บ สว่ นกเิ ลสมนั มอี ยใู่ นใจของพวกเราอยแู่ ลว้
ถ้าจะเลศิ กค็ วรเลิศไปนานแล้ว ไมจ่ ำ� เป็นต้องมาคัดเลือกให้เสียเวลา
ถ.๒-ญ.๒ ปัญหาเกิดแก่จิตดิฉันเอง คิดตัดสินใจไม่ได้ ไม่แน่ว่าจะท�ำอย่างไรดี
ท่ีสดุ ?
ตอบ คนเราอยู่ในโลกมานานเท่าไร ย่อมมีปัญหาเกิดขึ้นให้ต้องแก้ไขกัน
อย่เู สมอ ไม่ทราบว่าเคยปฏบิ ัติต่อปญั หาเหล่าน้ันอย่างไรบ้าง จึงอยู่มา
ได้จนป่านน?ี้
ถ.๓-ญ.๒ จะใหเ้ รียนจากความผดิ พลาดเช่นนน้ั หรอื คะ?
ตอบ การแก้ปญั หากม็ หี ลายอย่าง ยอมแพเ้ ลย เหน็ ควรสกู้ ็สู้ เหน็ ควรยอม
ก็ยอม ก็เรารู้อยู่ว่าในกรณีเช่นนั้นท�ำอย่างไรจะชนะได้ ก็ท�ำอย่างนั้น
ถา้ ไมอ่ ยากเปน็ คนแพอ้ ยรู่ ำ�่ ไป แตถ่ า้ แพเ้ ปน็ พระชนะเปน็ มาร แบบนกี้ ด็ ี
นักธรรมะท่านแพ้แบบน้ี ถ้านักโทษก็ชอบเอาชนะผู้อื่น แต่ตนยอม
ตดิ ตะราง สว่ นการแพก้ ิเลสแบบนกั โทษนั้นดลี ะหรือ? ควรพจิ ารณาให้
ละเอียดถถี่ ว้ น
ถ.๔-ช.๑ ถ้าทำ� สมาธดิ ว้ ย “ยบุ หนอ-พองหนอ” แลว้ เกดิ ความเจ็บปวดขึ้นจะควร
เพ่งทค่ี วามเจ็บปวด หรือ “ควรเพ่งทย่ี ุบหนอ-พองหนอ?”
ตอบ ท�ำตามธรรมดา ยังไม่เกิดทุกขเวทนาใดมากพอจะถอนจิตไปพิจารณา
เร่ืองน้ัน ถ้ามันเกิดทุกข์มากก็ต้องถอนออกจากการพิจารณายุบหนอ-
พองหนอ มาพิจารณาความเจ็บ เพื่อให้ทราบความจริง ถ้าเรามัวยึด
“ยุบหนอ-พองหนอ” อยู่ กเ็ ลยไม่รคู้ วามจริง คือตวั ทกุ ข์ แล้วจิตกจ็ ะ
เกดิ ความระอา ถอยความเพียรไปเสีย เลยไมเ่ กดิ ผล
แตถ่ า้ พจิ ารณาทกุ ข์ มนั ทกุ ขม์ ากจนทนไมไ่ ดจ้ รงิ ๆ มนั เหลอื เขญ็ แลว้
ก็ต้องยอมบ้าง แต่ส�ำคัญที่จิตไม่ยอมถอย จะต้องการเข้าใจเร่ืองน้ี
459
จิตปักลงไปก็ท�ำให้ทุกข์ดับได้ เพราะจิตพิจารณาแยกความทุกข์ออก
เปน็ ทกุ ขท์ กี่ ายหรอื ทจี่ ติ ถา้ จติ สามารถดว้ ยปญั ญา ยอ่ มรเู้ ทา่ และเวทนา
ก็ถอนได้ เกิดอัศจรรย์อย่างไม่เคยพบเห็นมาก่อน ก็จะมาเห็นกันใน
ครง้ั นี้ และไม่มลี มื ตลอดไป
ถ.๕-ช.๑ การพจิ ารณานน้ั คือท�ำอยา่ งไร?
ตอบ การพิจารณาคือการแยกแยะตัวทุกข์ออกดู ว่าทุกข์เกิดในจุดใดที่เด่น
กวา่ เพอื่ น เราเข้าใจว่าน่ันเป็นทุกข์ เรากต็ รวจสอบอยู่ตรงท่ตี า่ งๆ เชน่
เจ็บที่ไหนแน่ ที่กระดูกหรือกล้ามเนื้อ หรือหนัง จิตต้องจ่อท่ีมันเป็น
ทุกข์มากกว่าเพ่ือนนั้น ถ้ารู้ว่ามันทุกข์ท่ีกระดูก ก็พิจารณาต่อไปว่า
ถ้าตายแล้วเขาเอากระดูกไปเผา ท�ำไมกระดูกไม่เจ็บ เม่ือพิจารณา
ครบถ้วนแล้ว เรากจ็ ะเห็นวา่ ทกุ สว่ นของร่างกายมนั กเ็ ป็นอยา่ งเดียวกนั
คอื ตา่ งอนั ต่างจรงิ ตามธรรมชาตขิ องตน จิตใจเราต่างหากทีย่ ึดเอาทุกข์
ขึ้นมาเป็นตน เป็นเรา เราเปน็ ทกุ ข์ เรากจ็ ะรวู้ ิธีดับทุกขต์ ามช้นั ตามภมู ิ
แหง่ สตปิ ญั ญาของตน และไดค้ วามรอู้ ยา่ งนา่ อศั จรรย์ ทพี่ ดู นน้ั กเ็ พอ่ื ให้
นักปฏิบัติทัง้ หลายยึดไวป้ ฏิบตั ใิ นเวลาจำ� เป็นเกดิ ขนึ้ เช่น เวลานง่ั นาน
หรอื เวลาเจบ็ ไข้เปน็ ทุกข์มากๆ
ถ.๖-ญ.๑ ถ้าเป็นความเจ็บทางจิตใจ จะใช้วิธีพิจารณาอย่างนี้ได้ไหม? และจะ
หายไปได้หรอื ไม?่
ตอบ ใช้ได้ ทุกข์ทางใจก็ได้แก่เสียใจ ยุ่งใจต่างๆ ถ้าพิจารณาแลว้ ทกุ ขก์ ็
หายไปเหมือนกนั แต่การพจิ ารณาดบั ทุกขท์ างใจน้ัน ตอ้ งแลว้ แต่นิสัย
ของบคุ คลวา่ จะเหมาะสมอยา่ งไร ถา้ เปน็ คนไมเ่ ดด็ เดย่ี วอาจหาญกแ็ กไ้ ด้
ด้วยวธิ หี น่ึง ถา้ เป็นคนเดด็ เดีย่ วอาจหาญ กต็ อ้ งใชอ้ ีกวิธหี นง่ึ จติ ต้อง
ตรวจดูตัวเอง หมุนตัวเข้าหาทางดับทุกข์ท่ีเหมาะแก่นิสัยจิตของตน
ไม่เช่นนั้นก็ขดั ต่อนิสัย และไม่ได้ผลเท่าทคี่ วร
460
ถ.๗-ญ.๒ ถ้าเอาอยา่ งพระพทุ ธเจ้า คือละบา้ นเรอื นไปเสียแล้ว กจ็ ะลำ� บากสำ� หรบั
บุตรภรรยา ถ้าพวกเราทำ� ไมแ่ นใ่ จว่าจะด?ี
ตอบ เม่ือยังไม่แน่ใจอะไรก็อย่าเพิ่งท้ิงไป ศาสนามิได้สั่งบังคับว่าทุกคน
ต้องสละหมดอย่างพระพุทธเจ้าทุกกระเบียด แต่เรายอมรับว่าเราไม่
สามารถเหมอื นพระพทุ ธเจา้ เพราะฉะนน้ั เราจงึ พอทำ� ตามไดต้ ามทเี่ หน็ วา่
เหมาะสมกบั เราผู้เป็นศษิ ย์มคี รู แต่กค็ วรระวังไว้บ้างว่า ถ้านอนใจโดย
คิดว่าเราเป็นขั้นลูกศิษย์ท่าน จะท�ำอย่างท่านไม่ได้ แต่เราจะท�ำตาม
กิเลสบงการน้นั อาจจะลืมระลกึ ถึงคุณครู คือศาสดา ผู้ทรงสอนให้คน
มีความขยันหมั่นเพียรเพ่ือเดินตามครูก็ได้ จึงควรระลึกข้อนี้ไว้เสมอ
จะไม่ลืมตัวใหก้ เิ ลสหัวเราะเอา
ถ.๘-ญ.๒ ดิฉนั อยากจะออกจากครอบครวั ไปปฏิบตั ิธรรม แต่กลวั ลูกจะเสยี ใจ
ตอบ เรายังไปไม่ได้ก็ไมม่ ีใครมาท�ำโทษ คนเราก็เหมือนผลไม้ เมอื่ ยังไมส่ ุก
ก็ติดอยกู่ บั ข้วั ไปกอ่ นจนกวา่ จะควรแกก่ าล พอถงึ คราวสุกมนั กส็ ุกเอง
พองอมเต็มท่แี ลว้ ก็หลน่ จากขว้ั ไดฉ้ นั ใด มนษุ ยเ์ รากย็ งั ต้องรอว่าพรอ้ ม
ท่ีจะสละได้เมือ่ ใดฉันนน้ั ไม่ใช่ท�ำตามอยา่ งกนั ไปโดยทีต่ นยงั ไมพ่ รอ้ ม
แต่ก็ไม่ควรคิดเร่ืองเสียใจของคนอ่ืนถ่ายเดียว ควรคิดถึงเร่ืองจะเสีย
การของตนแฝงไปเสมอ จะไมป่ ระมาทเพราะผอู้ ่ืนเปน็ เหตอุ ย่างเดยี ว
ถ.๙-ญ.๒ เราท�ำลายความสัมพันธ์หรืออุปาทานยึดถือกัน แล้วยังคงอยู่ในบ้าน
เดียวกนั จะได้ไหม?
ตอบ (ทา่ นอาจารยไ์ มต่ อบ แตช่ ีแ้ จงกับลูกศิษย์ไทย ๒ คน และพระฝรง่ั
๒ องค์ว่า ถ้าบอกว่าใช้ได้แล้ว จะกลายเป็นเปิดทางให้คนท่ีออกไป
แลว้ กลบั เขา้ ไปใหม่ แลว้ กห็ นไี มพ่ น้ อปุ าทาน ความจรงิ พระพทุ ธเจา้ และ
พระอรหนั ตท์ า่ นละอปุ าทานในขนั ธแ์ ลว้ ทา่ นกย็ งั อาศยั ขนั ธไ์ ปตลอดวนั
นพิ พาน ไมเ่ ห็นทา่ นแยกจากขันธ์ไปอยู่เสียทอี่ ืน่ )
461
ถ.๑๐-ญ.๒ ไดอ้ า่ นหนังสือ Forest Dhamma ธรรมะป่า แล้วรสู้ ึกวา่ ท่านอาจารย์
จะเปน็ คนดุ แตม่ าไดพ้ บทา่ นอาจารยแ์ ลว้ เหน็ ทา่ นหวั เราะได้ พดู เลน่ ได้
ยมิ้ แย้มดี
ตอบ แสดงวา่ หนังสือน้ันไมใ่ ชค่ นนี้เขยี นใช่ไหม หรอื มิฉะนั้นก็อาจเปน็ ไปได้
ท่ีจะคิดว่าคนอ่ืนเขียนอย่างหน่ึง หรือเจ้าของเขียนเอง แต่เขียนเวลา
ที่รสู้ ึกดุ
หมายเหต ุ ผู้ฟังทง้ั ปวงแสดงกริ ิยาเหน็ ด้วยกับการท่ี ญ.๒ ตั้งข้อสงั เกตเชน่ น้นั
ถ.๑๑-ญ.๒ ทา่ นจะประชมุ ครง้ั สุดท้ายเม่อื ไรคะ?
ตอบ เย็นวนั ศุกร์ วนั ที่ ๒๑ มถิ ุนายน ๒๕๑๗ วันที่ ๒๒ มิถุนายน ก็ตอ้ ง
ลากลบั แตเ่ ชา้ กลบั ไปกจ็ ะคดิ ถงึ พน่ี อ้ งทลี่ อนดอนเราเหมอื นกนั อาจารย์
ก็เปน็ คนอยูใ่ นโลก โลกดกุ ด็ ไุ ด้ โลกหวั เราะก็หัวเราะได้ ไม่ใชพ่ ระอฐิ
พระปนู ลอนดอนนห้ี นาว อากาศหนาวขน้ึ อาจารยไ์ ปแลว้ กค็ ดิ ถงึ พนี่ อ้ ง
ทางลอนดอน ไม่แน่ว่าจะได้มาอีกเมื่อไร และก็ไม่แน่อีกเหมือนกันที่
พ่ีน้องทางลอนดอนอาจไปเย่ียมอาจารย์ทางโน้นบ้างก็ได้ พี่น้องทาง
เมอื งไทยหว่ งอาจารย์ และอาจารยก์ ็ห่วงเขา เพราะความเกยี่ วเนือ่ งกัน
ทางศาสนาท่ีต้องเป็นห่วงกัน ตลอดความสุข-ทุกข์ท่ีมีอยู่กับเพื่อน
รว่ มโลก ซ่ึงตนพอจะชว่ ยบรรเทาและปลดเปลือ้ งไดต้ ามก�ำลงั
ปิดประชุมเวลา ๒๐.๑๐ น.
462
วนั พฤหัสบดี วนั ท่ี ๒๐ มิถนุ ายน พ.ศ. ๒๕๑๗ (๑๙๗๔)
เช้าวันน้ี ตอนถวายภตั ตาหารแดพ่ ระสงฆ์ ณ ธมั มปทีปวิหาร กรุงลอนดอน
พนั เอกพเิ ศษ หมอ่ มราชวงศ์ พงศด์ ศิ ดศิ กลุ ผชู้ ว่ ยทตู ทหารบก สถานเอกอคั รราชทตู
ไทยประจำ� กรงุ ลอนดอน และ Mr.J.Brian DYAS ประธาน Mrs.Sue TUCKER
กรรมการของกลมุ่ พทุ ธศาสนกิ ชนของ HAMPSHIRE ประเทศองั กฤษ มานมสั การ
และถวายอาหาร ในโอกาสนไี้ ดถ้ อื โอกาสกราบเรยี นถามทา่ นอาจารยม์ หาบวั ญาณสมั ปนั โน
ดงั ต่อไปนี้
ตอบคำ� ถาม วันที่ ๒๐ มิถนุ ายน ๒๕๑๗
ถ.๑-Mrs.Dyas ไดจ้ ดหมายติดตอ่ กบั ทา่ นปญั ญาวฑั โฒ จงึ ไดท้ ราบวา่ ทา่ นอาจารย์
มากรงุ ลอนดอน จึงอยากจะเรียนถามว่า วิธเี จริญสติในเวลาอ่นื ๆ เชน่
เวลาทำ� งานให้มีสติ ไมใ่ ชต่ อ้ งน่ังทำ� สมาธิ จะท�ำได้หรือไม?่
ตอบ การฝกึ สตขิ องนกั ธรุ กจิ ทำ� อยา่ งไร จะตอ้ งระลกึ ถงึ อะไรบา้ ง จะตอ้ งมสี ติ
สัมปชญั ญะ รูต้ วั อยูว่ ่ากำ� ลังท�ำอะไร เพราะเหตุใด สืบตอ่ เนอื่ งกนั โดย
ไมเ่ ผลอตวั นักธุรกิจกเ็ จรญิ สติได้ นกั ภาวนาก็ควรจะทำ� ได้ในอิรยิ าบถ
ต่างๆ ท่ีก�ำลังประกอบกิจการใดๆ อยู่ เพราะสติกับปัญญาอยู่กับใจ
ผเู้ ปน็ เจ้าของงานนัน้ ๆ ซึ่งควรจะน�ำมาใชไ้ ดท้ ุกเวลา หรอื ใชไ้ ดม้ ากกวา่
นกั ธรุ กจิ เสยี อกี จงึ ไมม่ อี ปุ สรรคในการตงั้ สตทิ กุ ๆ อริ ยิ าบถกบั งานนน้ั ๆ
ถ.๒-Mrs.Wint เขา้ ใจวา่ ภาวนาพทุ โธ นน้ั ควรใชเ้ วลานงั่ ภาวนาเทา่ นนั้ จะใชเ้ วลาอน่ื
ได้หรอื ไม?่
ตอบ เวลาท�ำงานต้องใช้จิตคิดไปทางอ่นื หรอื เปลา่ ถา้ ภาวนา “พทุ โธ” แตจ่ ิต
ไปคดิ เรอื่ งอน่ื ๆ แมข้ ณะนง่ั ภาวนาอยกู่ ไ็ มม่ ปี ระโยชน์ ฉะนน้ั การภาวนา
463
บทใดกต็ าม สตอิ ยกู่ บั ใจ ระลกึ ไดท้ กุ เวลา จะใชใ้ นเวลาใดกไ็ ด้ ไมข่ ดั ขอ้ ง
ส�ำหรบั ผสู้ นใจฝึกตน
ถ.๓-Mrs.Cherry รสู้ ึกว่าใจดฉิ ันเหมอื นลิง โดดไปก่งิ โน้นก่ิงนี้ จะท�ำอย่างไรดี?
ตอบ ใชว้ ธิ ภี าวนา “ลงิ จบั ลงิ ” คอื พยายามใหจ้ ติ มานกึ ถงึ คำ� ภาวนา สตเิ ครอื่ ง
ระลึกรู้ตัวนั้นรวดเร็วย่ิงกว่าลิง จึงสามารถเอาสติจับจิตท่ีเหมือนลิงได้
อย่างไม่มีปญั หา
ถ.๔-Mrs.Wint มผี หู้ ญงิ คนหนงึ่ ขอนดั จะมาหาทา่ นอาจารย์ เพอื่ ขอใหช้ ว่ ยแกป้ ญั หา
ทางจติ ใจใหเ้ ขา คือก่อนที่เขาจะมาเปน็ พุทธ เขาเคยไปหาพวกอนิ เดีย
และนับถือเทพต่างๆ บัดนี้เขายังรู้สึกว่าเทพของอินเดียยังเข้ามาท�ำให้
เขากลวั เขาเคยเปน็ นกั เปยี โนมชี ่ือ บดั น้อี อกจากงานแล้ว
ตอบ เปน็ เรือ่ งจิตหลอกเจ้าของเอง เจา้ ของคดิ ไป ก็หลอกเจ้าของไป แล้วไป
เชื่อว่าเทพของอินเดียมาหลอก ทั้งๆ ที่หลอกตัวเอง มีนิทานเร่ือง
พระกรรมฐานทบ่ี วชใหมก่ ลวั ผี อาจารยพ์ าไปอยทู่ ป่ี า่ ชา้ บอกใหน้ งั่ ตรงนี้
แล้วอาจารย์จะไปนั่งตรงโน้น ให้น่ังหลับตาภาวนาไปจนกว่าผมจะมา
เรยี กจึงค่อยลกุ อาจารย์ส่งั แลว้ ก็ไปนงั่ ท่โี นน้ พักหน่งึ แล้วจึงเลยไปวดั
สว่ นพระใหมน่ ั้นนงั่ หนั หนา้ ไปทางท่ีอาจารย์นัง่ แลว้ ก็ภาวนาต่อไป
โดยไม่นกึ กลวั ผี เพราะเข้าใจวา่ อาจารย์น่ังควบคมุ ผใี ห้ พอนานเขา้ ชกั
นกึ หวาดเรอ่ื งผขี น้ึ มา จงึ คอ่ ยๆ ลกุ แลว้ เดนิ มาหาทซ่ี ง่ึ อาจารยบ์ อกวา่ จะนง่ั
อยดู่ ว้ ย ครนั้ เดนิ มาทนี่ นั่ ไมเ่ หน็ อาจารยก์ เ็ กดิ ความกลวั และวง่ิ แนว่ มาวดั
อาจารยก์ พ็ ดู กบั พระองคน์ น้ั วา่ กผ็ มยงั ไมไ่ ดไ้ ปตาม ลกุ มาทำ� ไม แลว้ ก็
ดเุ อาบา้ ง นี่แสดงวา่ เวลาทา่ นนกึ วา่ อาจารยอ์ ยู่ดว้ ยกไ็ ม่กลัว พอไมเ่ หน็
อาจารย์อยู่ที่นั่นตามความเข้าใจก็เกิดกลัวผีย่ิงขึ้น จนต้องว่ิงถึงวัด
โดยไมร่ ออาจารยใ์ หม้ ารบั ตวั เลย นแี่ ลคอื ลกั ษณะของจติ ทห่ี ลอกตวั เอง
464
โดยผีไม่จ�ำเป็นต้องมาหลอกแต่อย่างใด ฉะนั้นค�ำว่าเทพอินเดียเข้ามา
ทำ� ใหก้ ลัวจงึ มกั เปน็ จิตตวั เองกอ่ เรือ่ งหลอกตัวเองมากกวา่
ถ.๕-ม.ร.ว.พงศด์ ิศ จะฝึกกรรมฐานอยา่ งไรจึงจะไม่มีอนั ตราย?
ตอบ ปลกู ตน้ ไม้ยา้ ยบอ่ ยๆ ตน้ ไมไ้ มง่ อกงามฉนั ใด การฝึกสมาธถิ า้ เปลยี่ น
วิธีบ่อยๆ มักจะไม่ได้ผล ควรจะฝึกต้ังลมและสติไว้ท่ีตรงลมสัมผัส
ไมม่ อี นั ตราย เพราะจติ ไมส่ ง่ ออกนอกเพอ่ื หาเรอื่ งมาหลอกหลอนตวั เอง
การพิจารณาธรรมก็ดีเหมือนกัน แต่จิตต้องสนใจกับการพิจารณาอย่า
ให้ส่งออกนอกลู่นอกทาง
ถ.๖-Mrs.Cherry ดฉิ นั ภาวนา “พทุ โธ” และทำ� อยา่ งเดยี ว ถา้ หายใจเขา้ “พทุ ” หายใจออก
“โธ” จะดไี หม?
ตอบ ไม่ห้าม ท�ำให้สบายใจตามจริตท่ีชอบย่อมได้ผลเหมือนกันถ้ามีสติ
แต่ถ้าขาดสติควบคุม ไม่ว่าจะภาวนาแบบไหน ก็คือแบบไม่มีสติและ
แบบไมไ่ ดผ้ ลนั้นเอง
ถ.๗-Mr.Dyas อานาปานสติต้องเฝ้าดูลม ดูอะไร ดูว่ามีลมหายใจกับผู้เห็น
ลมหายใจหรอื ?
ตอบ เร่ิมด้วยมีสติเฝ้าดูลมหายใจเข้าและลมหายใจออก กับผู้รู้ลมหายใจ
นแี้ หละ แต่ตอ่ ไปลมหายใจกับจิตจะคอ่ ยๆ เช่ือมโยงเขา้ หากนั แม้แต่
องคภ์ าวนากด็ บั ไปดว้ ย เหลอื แตต่ วั รเู้ ทา่ นนั้ และอยกู่ บั ความรอู้ ยา่ งเดยี ว
ไม่กงั วลกบั สง่ิ ใดอีก
ทา่ นอาจารยแ์ ละพระภิกษุฝรง่ั อกี สองรปู ข้ึนไปกฏุ ิเวลาราว ๑๐.๓๕ น.
465
การอธบิ ายธรรม
วันพฤหัสบดี วนั ท่ี ๒๐ มถิ ุนายน ๒๕๑๗ (๑๙๗๔)
เริ่มประชมุ ฟงั ธรรมในตอนเย็นเวลา ๑๘.๒๕ น.
ทา่ นอาจารย์ “คนเราเมอื่ ใจเคยรกั ชอบในเรือ่ งใด เมื่อพูดสิ่งนนั้ เรอ่ื งนัน้ ขึน้ มา ทำ� ให้
จิตใจมีความร่ืนเริง เพลิดเพลิน เป็นธรรมดา เช่น นักกีฬาพูดเรื่องกีฬาวันยังคำ�่
ไม่ต้องกินข้าว กนิ น้ำ� เขาก็อยู่ได้ เขาสนุกเขา นกั ธรรมก็เหมอื นกนั พดู เรือ่ งธรรม
พดู ในวงปฏบิ ตั โิ ดยเฉพาะ พดู เรอ่ื งจติ ตภาวนานแี้ ลว้ ยอ่ มมคี วามเพลนิ ไปโดยลำ� ดบั
เพลนิ จนลมื เวลำ�่ เวลา กช่ี ว่ั โมงไมไ่ ดค้ ำ� นงึ ในขณะทส่ี นทนาธรรมปฏบิ ตั กิ นั จะมเี พยี ง
๒ องค์กต็ าม ๓ องค์กต็ าม เปน็ เรอ่ื งเพลดิ เพลนิ โดยดี ครูอาจารยท์ า่ นอบรมส่ังสอน
เรื่องสมาธิสมาบัติ สติปัญญา พูดกันเร่ืองการละการถอดถอนกิเลสประเภทต่างๆ
ดว้ ยอำ� นาจของสติ ปญั ญา ศรทั ธา ความเพยี ร ไปเปน็ ลำ� ดบั ๆ ยง่ิ ทำ� ใหม้ คี วามเพลดิ เพลนิ
ไปตามทา่ น แมเ้ จา้ ของจะยงั ไมส่ ามารถรเู้ หน็ ธรรมในสว่ นใดไปตามทา่ นกต็ าม แตก่ ท็ ำ�
ให้มีความร่ืนเริงบันเทิงในธรรมที่ท่านได้ประพฤติปฏิบัติ ได้รู้ได้เห็นและมาเล่าให้
เราฟงั อยา่ งเพลนิ ใจ ไมม่ วี นั และไมม่ เี วลาอมิ่ พอ ทา่ นกลา่ วไวใ้ นธรรมวา่ “รสแหง่ ธรรม
ช�ำนะรสท้ังปวง” คำ� ว่า ทั้งปวง นี้คอื ทง้ั หมด ไมว่ า่ รสอันใดๆ ไมย่ งิ่ ไปกวา่ รสธรรม
รสธรรมนช้ี นะหมด ถา้ รสธรรมไมเ่ ลศิ ประเสรฐิ ขนาดนนั้ โลกทง้ั สามกไ็ มย่ อมกราบไหว้
บชู าธรรม ธรรมก็ไม่จัดว่ายิง่ ไม่สามารถจะเปน็ สรณะเป็นที่ยึด เป็นท่ีแน่ใจ เป็นที่
ตายใจของสาธุชนทงั้ หลายไดเ้ ลย
เท่าทช่ี าวพทุ ธศาสนิกชนทั้งหลายมคี วามเคารพเล่อื มใสในธรรม กเ็ พราะธรรม
เป็นของประเสริฐสมช่ือและเกียรติศักดิ์ของธรรมที่ระบือมาจากพระพุทธเจ้าแต่ละ
พระองคๆ์ และพระสงฆส์ าวกมจี ำ� นวนไมน่ อ้ ยทเ่ี ปน็ สาวกของพระศาสดาแตล่ ะพระองค์
จนลงมาถึงพวกเรา ล้วนแล้วแต่ท่านผู้ได้ด่ืมรสแห่งธรรมด้วยใจ ด้วยพระทัยแล้ว
น�ำธรรมที่ทรงรู้ทรงเห็นและรู้เห็นน้ันมาประกาศแก่โลก จนกระทั่งปัจจุบันนี้ ไม่ใช่
ท่านด้นเดาว่ารสแห่งธรรมชนะรสทั้งหลาย แต่เป็นท่านผู้ได้รู้รสของธรรม ท้ังเห็น
466
ประจกั ษใ์ นธรรมทง้ั หลาย จงึ ไดน้ ำ� ความรู้ ความปรากฏนนั้ ออกมาประกาศสอนโลก
ตามหลักความจริงที่รู้ที่เห็นมาแล้ว โดยเอาความรู้ความเห็นของตนเองออกเป็น
สกั ขีพยานในการประกาศธรรมสอนโลก นีแ่ หละท่ีเราวา่ “ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ”
มคี วามลึกซ้งึ ขนาดไหน ไม่ใช่ธรรมอนั ผิวเผนิ รู้เหน็ อย่างผิวเผิน และสอนโลกอยา่ ง
ผวิ เผิน แตท่ รงรตู้ ามความจริง สอนโลกตามความจริงแหง่ ธรรมทกุ ขนั้ ผู้ฟังจึงควร
ฟังด้วยความสนใจ ปฏิบัติด้วยความจริงใจ ผลที่จะได้รับจากธรรมจะเป็นธรรม
อนั ถงึ ใจเปน็ ขน้ั ๆ ตลอดจนถอดถอนกเิ ลสประเภทตา่ งๆ กถ็ อดถอนไดโ้ ดยสนิ้ เชงิ ถงึ ใจ
รปู้ ระจกั ษใ์ จตวั เอง ดงั ธรรมสอนไวว้ า่ “สนั ทฏิ ฐโิ ก” คอื รเู้ องเหน็ เอง แมพ้ ระพทุ ธเจา้
ประทับอยู่ต่อหน้า ก็ไม่ทูลถามให้เสียเวลา เพราะเป็นความจริงเสมอกันและรู้เห็น
อย่างเดียวกัน
แตก่ ารปฏบิ ตั ธิ รรมระหวา่ งนกั ปราชญท์ ง้ั หลาย ทา่ นระมดั ระวงั มาก เพราะธรรม
ไม่เหมือนโลก ถ้าธรรมเหมือนโลกแล้ว ธรรมก็ไม่เรียกว่าธรรม เพราะเหมือนกัน
วา่ โลก คำ� เดยี วเทา่ นนั้ กพ็ อแลว้ กลมกลนื กนั ไปกบั ทางโลก แตน่ เี่ พราะธรรมกบั โลก
ไม่เหมอื นกนั แมจ้ ะอยใู่ นโลกดว้ ยกนั ก็ไม่เป็นอันเดยี วกนั เปน็ แตแ่ ทรกอยู่ดว้ ยกนั
แตไ่ ม่เหมือนกนั เปน็ แตอ่ ยู่ดว้ ยกันเฉยๆ เช่นอยา่ งเราทั้งหลายอยดู่ ว้ ยกัน ณ บดั นี้
พระกับฆราวาสอยูด่ ้วยกนั แตไ่ มใ่ ช่อันเดียวกนั ผหู้ ญงิ กบั ผู้ชายอยู่ด้วยกันแตไ่ ม่ใช่
อันเดียวกนั เด็กกบั ผู้ใหญอ่ ยดู่ ว้ ยกนั แตไ่ ม่ใช่อันเดยี วกัน ถงึ จะอย่ดู ว้ ยกันกเ็ ป็น
คนละสดั ละสว่ น คนละชนิ้ ละอนั อยนู่ นั่ เองแหละ นแ่ี หละเรอื่ งธรรมกบั เรอ่ื งของโลก
เปน็ อย่างนี้
นกั ปราชญท์ า่ นปฏบิ ตั จิ นรเู้ หน็ ประจกั ษใ์ จ แลว้ นำ� ศาสนามาดว้ ยความสมำ่� เสมอ
ไมแ่ สลงหแู สลงตาของผนู้ บั ถอื พระพทุ ธศาสนา คอื พระพทุ ธเจา้ และพระสาวกอรหนั ต์
ทา่ นนำ� มาใหเ้ ราดู เราชมดว้ ยความสวยงามอยา่ งยงิ่ ทา่ นไมไ่ ดน้ ำ� มาแบบกระเทอื นฝง่ั
ในข้อน้ีจะเรียนให้ท่านท้ังหลายทราบพอเป็นคติเล็กน้อย ส�ำหรับท่านผู้ก�ำลัง
ประพฤติปฏิบัติธรรมภายในใจอยู่ และอาจมีกรุ่นๆ หรือปริ่มๆ อยู่บ้างภายในใจ
ในเม่ือมีโอกาสอาจระบายหรือประกาศโฆษณาออกได้ โดยไม่มีความกระดากอาย
467
ว่าใครจะต�ำหนิติเตียนอย่างใดบ้าง เพราะความอยากดังอยากเด่นอันเป็นเรื่องของ
กเิ ลสมันผลกั ดนั จึงขอนำ� คติของปราชญ์ ที่ท่านทำ� ตามหลกั ท่พี ระพทุ ธเจา้ พาดำ� เนิน
มาแสดงเปน็ ทัศนคตบิ ้าง เชน่ พระอัสสชไิ ดบ้ รรลเุ ปน็ พระอรหนั ต์ทัง้ องค์ ในจำ� นวน
ปัญจวคั คียท์ ้งั ห้าทเี่ ปน็ ปฐมสาวกของพระพุทธเจ้า มพี ระอัญญาโกณฑัญญะเป็นตน้
พระอสั สชเิ ปน็ องคท์ หี่ า้ ทา่ นบรรลธุ รรมแลว้ ตอนนนั้ ทา่ นอปุ ตสิ สะ คอื พระสารบี ตุ รทเ่ี ปน็
พระอคั รสาวกขา้ งขวาของพระพทุ ธเจา้ นน่ั เอง แตก่ อ่ นทที่ า่ นยงั ไมไ่ ดเ้ ปน็ พระสาวกทา่ น
กำ� ลงั ออกบวชในสำ� นกั ปรพิ าชก บำ� เพญ็ ไปตามประเพณขี องคนสมยั นนั้ เวลามาเหน็
พระอสั สชทิ ม่ี คี วามสวยงามมากดว้ ยกริ ยิ ามารยาท กา้ วหนา้ ถอยกลบั เหลอื บซา้ ย แลขวา
เปน็ ผมู้ อี ากปั กริ ยิ าทส่ี ำ� รวมนา่ เคารพเลอ่ื มใสมาก จงึ พยายามแอบดอ้ มตามหลงั ทา่ นไป
พอพน้ จากหมบู่ า้ น กเ็ รยี นถามสำ� นกั ทอี่ ยอู่ าศยั ของอปุ ชั ฌายอ์ าจารยข์ องทา่ น ทา่ นกพ็ ดู
ให้ฟังเพียงย่อๆ เก่ียวกับเร่ืองธรรมของศาสดาหรือครูอาจารย์ท่านสอนอย่างไร
ทา่ นวา่ “เราไมม่ คี วามรอู้ นั กวา้ งขวาง จะแสดงใหท้ า่ นฟงั ไดเ้ พยี งยอ่ ๆ เทา่ นนั้ “เย ธมมฺ า
เหตปุ ปฺ ภวา” เปน็ ตน้ “ธรรมทง้ั หลายเกดิ จากเหตุ เมอื่ ดบั กต็ อ้ งดบั เหตกุ อ่ น” พระพทุ ธเจา้
ทา่ นสอนอยา่ งน”้ี เพยี งเทา่ นพี้ ระสารบี ตุ รทเี่ ปน็ ปรพิ าชกทา่ นไดบ้ รรลพุ ระโสดาขนึ้ ทนั ที
ส่วนพระอัสสชิผู้เป็นอาจารย์นั้น ท่านหาได้ประกาศตนไม่ว่าท่านเป็นพระอรหันต์
องคห์ นง่ึ ทา่ นไมป่ รปิ ากพดู เลย สว่ นพระสารบี ตุ รอาจทราบภมู ธิ รรมทา่ นไดใ้ นขณะที่
ไดฟ้ ังธรรมย่อ เพราะภูมพิ ระโสดาปตั ติมรรค โสดาปัตติผลน้ี สามารถจะหย่ังทราบ
ความจริงของท่านทีม่ ภี ูมสิ ูงกว่าตนได้ จงึ สามารถสอนธรรมประเภทอศั จรรย์ไมเ่ คย
ฟังให้แก่ตนจนได้บรรลุ แต่ไม่ปรากฏในต�ำนานว่าพระสารีบุตรท่านได้ทราบจาก
พระอัสสชเิ ล่าใหฟ้ งั ว่าท่านเป็นพระอรหันต์ เพราะพระอสั สชไิ ม่ไดแ้ สดงตวั ออกมาว่า
ท่านเป็นพระอรหนั ต์ น่ขี ้อหน่งึ เปน็ เครือ่ งสาธกพอหยิบยกเทดิ ทูน
ขอ้ ทสี่ อง กอ็ ยา่ งทน่ี ายกามนติ ซง่ึ ไปพบพระพทุ ธเจา้ ในเรอื นชา่ งหมอ้ เวลาพระองค์
ถามวา่ จะไปไหน กบ็ อกวา่ จะไปเฝา้ พระพทุ ธเจา้ จะไปเฝา้ พระพทุ ธเจา้ ทไ่ี หน? กบ็ อกวา่
จะไปโนน้ อยเู่ มอื งสาวตั ถนี น่ั แนะ่ แตพ่ ระพทุ ธเจา้ หาไดบ้ อกไมว่ า่ เราคอื พระพทุ ธเจา้
ความท่นี ักปราชญท์ า่ นลกึ ซึง้ ขนาดไหนทีท่ า่ นไมบ่ อก ท่านทรงทราบเหตผุ ลทุกอยา่ ง
แล้ววา่ การบอกมีผลประการใดบ้าง มีความไดเ้ สยี ประการใดบา้ ง เมอื่ บวกลบกัน
468
ดแู ลว้ การไมบ่ อกมปี ระโยชนด์ กี วา่ กนั อยา่ งไรบา้ ง ทา่ นจงึ ออกทางไมบ่ อก เลยไมบ่ อก
ว่าเราเป็นพระพุทธเจ้า ท้ังที่นายกามนิตน่ันจะไปหาพระองค์อยู่แล้ว พอต่ืนเช้าเขา
กจ็ ากพระพทุ ธเจา้ ไป พอดไี ปเจอพระสารบี ตุ ร พระโมคคลั ลาน์ ซงึ่ กำ� ลงั เดนิ สวนทางมา
จะไปเฝ้าพระพุทธเจา้ ทเี่ รือนชา่ งหม้อน้ัน ท่านได้ถามนายกามนติ คนนัน้ เขาบอกวา่
เขาจะไปเฝ้าพระพุทธเจ้า พระสาวกทง้ั สองนน้ั กถ็ ามวา่ เม่ือผ่านมานน้ั ได้พบใครบา้ ง
ณ สถานทีใ่ ดบา้ ง เขาบอกวา่ ได้พบสมณะองค์หนึ่งอยใู่ นเรือนชา่ งหมอ้ ท่านเปน็ ผูม้ ี
อากปั กริ ยิ านา่ เคารพเลอื่ มใสมาก ทา่ นประกอบความเพยี รเมอื่ คนื นที้ งั้ คนื เทศนาวา่ การ
ไพเราะเพราะพรง้ิ เปน็ ทจี่ บั จติ จบั ใจมาก แตเ่ รายงั ไมจ่ ใุ จ ยงั อยากจะไปเฝา้ พระพทุ ธเจา้
อีกจึงไดจ้ ากท่านมา
พระสารีบุตร พระโมคคัลลาน์ก็ไม่ได้บอกอย่างไรเลยว่า นายคนน้ีหาทราบ
ไม่วา่ น่นั คอื พระพทุ ธเจา้ เพราะเหตุใดถึงไม่บอก เพราะนกั ปราชญท์ ่านก็เปน็ อย่างนี้
ถ้าจะบอกก็ควรเป็นเรื่องของพระพุทธเจ้าบอกมาเสียก่อน จ�ำเป็นอะไรจะต้องให้
นายคนนเ้ี ขาผา่ นมาทง้ั คนื ทง้ั วนั จนกระทงั่ มาพบกบั พระสารบี ตุ รและพระโมคคลั ลาน์
ระหวา่ งทาง เปน็ แตพ่ ดู กนั ลบั หลงั นายคนนนั้ วา่ “เออ อตี าบรุ ษุ คนนน้ั ไมท่ ราบเลยวา่
ตนได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าแล้ว พระองค์ท่านก็ไม่รับส่ังว่าอย่างไร พูดง่ายๆ ว่า
เพราะฉะนั้นพวกเราจึงบอกไม่ได้” นน่ี กั ปราชญท์ ่านถึงกนั ทนั ที ความรูค้ วามเขา้ ใจ
ไมข่ ดั แย้งกนั เลย ไม่เหมอื นคนทม่ี ีกเิ ลสทัง้ หลาย ซง่ึ คอยแตจ่ ะขายตัวยั่วยกุ ิเลสให้
พอกพูนจติ ใจมากขึน้ ยิง่ กว่าจะพยายามถอนมนั
การปฏบิ ตั ธิ รรมในวงพระศาสนามกั มอี ยเู่ สมอ จงึ ไดว้ ติ กวจิ ารณเ์ ปน็ หว่ งเปน็ ใย
ท้ังๆ ทีเ่ ราก็นา่ จะเปน็ ห่วงตวั เราเองมากกว่าผอู้ ื่น แตก่ ็อดเปน็ หว่ งเพื่อนฝงู ตลอดจน
อบุ าสก อบุ าสกิ า คณะศรทั ธาทง้ั หลายในวงกวา้ งออกไปโดยลำ� ดบั ไมไ่ ด้ หากมอี ยใู่ น
รายใดรายหนงึ่ ที่แสลงใจขนึ้ มาในลักษณะนี้ ซงึ่ ไม่ใชท่ างเดินของพุทธบริษทั ไมใ่ ช่
ทางเดนิ ของผูต้ อ้ งการความเปน็ บัณฑิตนกั ปราชญ์ตามทางของพระพุทธเจา้ ย่อมจะ
ทำ� ความเสอื่ มเสยี แกต่ นและวงพระศาสนาไดเ้ ชน่ กนั ผปู้ ฏบิ ตั ธิ รรมจงึ ควรสำ� รวมระวงั
ไวเ้ ป็นการดี เพราะธรรมต่างจากโลก
469
การปฏิบัติธรรม แม้จะมุ่งต่อมรรคผลนิพพานโดยตรง จนสามารถบรรลุผล
ทเี่ ราตอ้ งการได้ เชน่ อรหตั ตผลกต็ าม ทา่ นมไิ ดป้ รปิ ากพดู วา่ ทา่ นรทู้ า่ นสำ� เรจ็ เพราะ
เหตุใดท่านจึงไม่พูด ก็เพราะค�ำว่าได้ส�ำเร็จนั้นจะเป็นอุบายวิธีอะไรที่จะให้ผู้ฟังได้
รบั ประโยชน์บ้าง ไม่เห็นมี นอกจากจะเปน็ การอวดภมู ขิ องตนตามโลกที่เขานยิ มกนั
เทา่ นน้ั ไมม่ อี ะไร ทา่ นจงึ ไมใ่ ชว้ ธิ นี นั้ ทา่ นใชโ้ ดยวธิ กี ารแนะนำ� พรำ่� สอนโดยเหตโุ ดยผล
ควรสอนในแง่หนักเบามากน้อยเพียงไร ท่านก็สอนไปตามภูมิของผู้มาอบรมศึกษา
และตามกาล สถานที่ บุคคล ตามช้นั ตามภูมิทีค่ วรจะอบรมศึกษาได้ ท่านกส็ ั่งสอน
ไปตามเหตตุ ามผลนน้ั ๆ ท่านไมพ่ ูดทา่ นไมบ่ อกวา่ ท่านได้สำ� เร็จธรรมขน้ั น้ันๆ ส่ิงนนั้
ไมใ่ ช่ของงาม ทา่ นไมต่ ิดใจอยากพูด เพราะเปน็ ความไมร่ าบรนื่ สมภมู ขิ องปราชญ์
ครั้งพุทธกาลท่านถือกันนัก ท่านระมัดระวังกันมากในเรื่องน้ี แม้ในสมัย
ปจั จบุ นั น้ี ถา้ เปน็ ผดู้ ำ� เนนิ ตามทางของพระพทุ ธเจา้ จรงิ ๆ แลว้ เขา้ ใจวา่ ทา่ นจะไมเ่ ดนิ
ปลีกจากร่องรอยนี้ไป นอกจากนักปราชญ์สมัยปัจจุบันน้ี ซ่ึงมีจ�ำนวนมากนับทั้ง
ผเู้ ทศนด์ ว้ ยกไ็ ด้ วา่ กำ� ลงั ปรม่ิ ๆ อยเู่ สมอ คอยจะเลยเถดิ เรอ่ื ยไป ถา้ เปน็ เชน่ นนั้ แสดงวา่
ความลน้ ฝง่ั ภายในจติ ใจมากไป ไมใ่ ชธ่ รรม ถา้ รจู้ รงิ เหน็ จรงิ กใ็ หก้ งั วานอยภู่ ายในใจ
ของตนโดยเฉพาะอย่าใหอ้ อกไปข้างนอก มันกระทบกระเทือน มีดท่คี ม เราใสฝ่ ัก
เกบ็ ไวใ้ นทป่ี ลอดภยั ดี ทงิ้ เกลอื่ นกลาด ไมว่ า่ มดี ชนดิ ไหน ศาสตราวธุ ชนดิ ใด เปน็ ภยั
ทั้งแก่ตัวและผู้อื่นได้ ถ้าเก็บไว้เรียบร้อยไม่เป็นภัย นอกจากจะได้รับประโยชน์แต่
ถา่ ยเดียว ผปู้ ฏิบัตพิ ดู อวดตัวว่า เราเปน็ ผู้สำ� เร็จพระโสดา พระสกิทา พระอนาคา
พระอรหนั ต์ ไม่มเี หตผุ ลทผ่ี ใู้ ดจะยินดฟี ัง นอกจากจะคลายศรทั ธาลงไปโดยล�ำดับๆ
แลว้ เหน็ กเิ ลสของคนๆ นน้ั อยา่ งเตม็ ใจ อยา่ งนา่ เบอ่ื นา่ เออื มระอาเทา่ นน้ั ไมม่ อี ยา่ งอนื่
ทนี่ า่ นบั ถอื ฉะนนั้ ผปู้ ฏบิ ตั ทิ งั้ หลาย ถา้ เปน็ ผมู้ งุ่ ตอ่ ธรรมจรงิ ๆ ตอ้ งมงุ่ ตอ่ เหตผุ ลมากกวา่
จะประกาศธรรมอย่างน้ีออกมา ซึ่งไม่ใช่ทางของพระพุทธเจ้า เป็นทางของปลาเน่า
ประกาศใหแ้ มลงวันมาตอม ประกาศขายปลาเน่าให้แกแ่ มลงวนั นนั่ เอง เรอ่ื งปลาเน่า
เป็นอย่างนี้ ผ่านเข้าหูมันก็ฉุนในหู ผ่านเข้าทางจมูกมันก็ฉุนในจมูก ฉุนเข้าหัวใจ
ทำ� ไมมนั ถงึ ฉนุ อยา่ งนี้ ถา้ ธรรมของจรงิ ทำ� ไมจะฉนุ ทง้ั ๆ ทเ่ี ราตอ้ งการธรรมของจรงิ น้ี
ด้วยกนั ทุกคน แตเ่ วลาส่ิงเหลา่ นัน้ มาผ่านเข้าในจติ ใจ มนั ฉุนและเบื่อไปตามๆ กัน
470
ตา่ งคนตา่ งม่งุ ต่ออรรถธรรมขั้นสงู แต่ประกาศมาอย่างหาเหตุผลไมไ่ ด้ นัน่ คอื ความ
อดั อน้ั ตนั ใจ คอื ความหวิ โหย เมอื่ ประกาศออกมามนั จงึ ไมน่ า่ ฟงั แมเ้ จา้ ของจะไมร่ สู้ กึ ตวั
กต็ าม คนอน่ื เตอื นกค็ วรจะรบั ทราบ ถา้ เปน็ ผมู้ งุ่ อรรถมงุ่ ธรรมอยแู่ ลว้ กค็ วรจะรสู้ กึ ตวั
แล้วพึงส�ำรวมระวังตนต่อไป อย่าท�ำตนเป็นปลาเน่าในวงพระศาสนา ซึ่งเป็นธรรม
ทีห่ อมหวนชวนให้เคารพบชู ามาประจำ� โลกเป็นเวลานาน
วนั นีอ้ ธิบายเพยี งเท่านก้ี ่อน ท่านปญั ญาฯ อธิบายต่อไป ถา้ พูดมากประเดย๋ี ว
จะลืมเสยี บรรดาทพ่ี ดู ไปแล้ว
(หมายเหตุ ทา่ นปญั ญาฯ แปลเปน็ ภาษาองั กฤษแลว้ ยงั มเี วลาอยหู่ นอ่ ย ทา่ นอาจารย์
จึงพูดตอ่ ไปดังนี้)
นิทานสมัยปัจจุบันนี้ อาจารย์หมอ (ศ.นพ.อวย เกตุสิงห์) เคยได้ยินไหม?
พูดถึงเร่ืองความตรงไปตรงมา ตรงเสียจนเปน็ นิทานขึน้ มา คอื
มพี ระองคห์ นง่ึ สมยั ปจั จบุ นั นนี้ ะไมใ่ ชน่ านอะไร สมยั ทา่ นอาจารยม์ น่ั เรานแ้ี หละ
มีพระไปฝึกบ�ำเพ็ญธรรมกรรมฐานด้วยกันบนภูเขา ไม่ต้องบอกจังหวัดท่ีไปภาวนา
การภาวนานน้ั พอหกทมุ่ เทีย่ งคนื ภกิ ษุรูปน้นั ท่านพจิ ารณาอะไรไม่ทราบ เขา้ ใจว่า
ตนบรรลธุ รรมเปน็ พระอรหนั ตข์ น้ึ มา มอื ล้วงเข้าไปเอากล้องยานตั ถุเ์ ปล่าๆ ในย่าม
มาเป่า ปรี๊ดๆๆ พระอีก ๒ องค์อยู่บนเขารีบวง่ิ มาหา ตายจรงิ เกิดเหตุอันตรายอะไร
ไม่ทราบ ไม่เคยคิดว่าถา้ ท่านบรรลธุ รรมท่านจะเปา่ นกหวดี จงึ นึกวา่ เปน็ อันตราย
“โอ๊ย เป็นอะไรเรอะ?”
“ไมเ่ ป็นไรดอก ก็ผมส�ำเร็จแลว้ น”่ี
“โอ๊ยตาย ส�ำเร็จอะไร?”
“กส็ �ำเร็จอรหันตน์ ่ะซิ”
พระ ๒ องคน์ นั้ ไมไ่ ดพ้ ดู รสู้ กึ วา่ กำ� ลงั ใจหมดไปแลว้ นนี่ ะถงึ วา่ เปน็ พระอรหนั ต์
กต็ าม ส่งิ หนงึ่ ที่มันหนกั ว่านน้ั กม็ อี ย่นู ี่นะ
471
“โอ้โฮ ส�ำเร็จเป็นพระอรหันต์ไปแล้วเป่านกหวีด น่ีมันจะขั้นไหนนะ” สงสัย
แต่ทา่ นไม่พดู อะไร เพราะความครุ่นคิดตา่ งๆ แล้วท่านเลยกลับไปด้วยความออ่ นใจ
ตอ่ มาอกี คืนหนง่ึ ราวเที่ยงคนื เช่นเดยี วกัน พระทัง้ สองไดย้ ินเสียงนกหวดี อกี
ท่านนกึ วา่ “คงจะสำ� เรจ็ ขั้นไหนข้นึ มาอีกแลว้ ” แต่จะไม่มาดกู ็ไม่ได้ เพราะมอี ย่ดู ้วย
กันเทา่ น้ี เผอ่ื มีอันตรายมาจรงิ มนั ก็เป็นหน้าที่ท่จี ะตอ้ งช่วยกนั อย่ดู ี ทา่ นทงั้ สองก็มา
หาพระองคท์ ่เี ปา่ นกหวดี อกี และถามท่านว่า
“เป่านกหวีดคราวน้ีมันส�ำเร็จข้ันไหนอีก มันไม่ปาเข้าถึงขั้นบ้าไปแล้วหรือ
พระอรหนั ตอ์ ะไรยงุ่ จรงิ ” คราวนท้ี า่ นประกาศวา่ “เมอื่ คนื กอ่ นเขา้ ใจผดิ วา่ สำ� เรจ็ กเ็ ปา่
เรียกหมู่พวกมาบอกด้วยความดีใจ ครั้นคืนนี้พิจารณาแล้วพบว่าไม่สำ� เร็จ ก็ต้อง
เป่านกหวีดเพ่ือจะให้เพ่ือนทราบว่าท่ีจริงไม่ได้ส�ำเร็จดอก” พระทั้งสององค์เกิด
ความขบขันและสลดใจในความเป็นบ้าของพระอรหนั ต์นกหวีดองค์น้ัน ถึงกบั เลา่ ให้
เพือ่ นฝงู ฟงั จนกลายเปน็ นทิ านมานเ่ี อง
พระองค์นีย้ ังมเี ร่ืองอกี คือ คราวหน่งึ นั่งภาวนา มีดวงสว่างเหมอื นพระอาทิตย์
โตขนาดมะพร้าว ตกลงตรงหน้า จิตเป็นสมาธิว่าเห็นแสง ก็เดินตามแสงน้ันไป
แสงนน้ั เล่ือนไป ท่านกล็ ุกจากทีต่ ามแสงนั้นไปโดยไม่รู้สกึ ตัว แสงนัน้ ขึ้นต้นไม้ท่าน
ก็ข้ึนตาม แสงนั้นเหาะลอยหายเงียบไป จึงไดส้ ติระลกึ รูต้ วั อยู่บนต้นไม้ เลยรอ้ งไห้
อยู่บนต้นไม้จนเพ่ือนฝูงว่ิงมาดู และช่วยกันน�ำพระองค์นั้นลงจากต้นไม้ และถาม
เรื่องราวตา่ งๆ จงึ ทราบว่าสมาธิพาเหาะลอยข้นึ ตน้ ไมไ้ ปดงั น้ี
เม่ือ ๒ ปีกว่ามาน้ี มีเณรองค์หน่ึงมาเล่าให้ฟังขณะที่อาจารย์ไปพักอยู่ที่วัด
แหง่ หน่งึ เณรน้ขี ึน้ มาหาพรอ้ มกับพระอกี องคห์ นง่ึ มาเล่าเรื่องความรตู้ า่ งๆ กฟ็ ังเล่า
จนจบ เมื่อจบแล้วอาตมาก็บอกวา่ “เณรตอ้ งระวังนะ จะตะครุบเงา หรือขน้ึ ตน้ ไม้
ไลต่ ามแสงสวา่ ง” อาตมาไมเ่ คยทราบวา่ เณรเคยเปน็ มาอยา่ งไร ตอ่ มาจงึ มผี เู้ ลา่ ใหฟ้ งั วา่
เณรนเี้ คยพาพระไล่ตามแสงสว่างมาแล้ว แสงสว่างพาเขา้ ไปในป่า เณรกว็ ิง่ ตามและ
เรียกพระให้มาช่วยกันจับแสงสว่างให้ พระที่ไม่รู้ในทางนี้ก็พากันค้นหาแสงสว่าง
อึกทึกไป จนพระในทน่ี ัน้ ทราบและมาดูจงึ เลกิ รากนั ไป
472
ท่จี ริงเรอ่ื งของจิตชนดิ นี้มีไม่มากนัก มรี าว ๕ เปอรเ์ ซ็นตเ์ ห็นจะได้ ถา้ มีครู
อาจารย์ที่ถกู ตอ้ ง พวกน้ดี ี นสิ ยั ผาดโผน อาตมาก็เคยเป็นมาเหมอื นกัน แต่จิตไมส่ ง่
ไปข้างนอก เรารูท้ ัน ความสวา่ งพงุ่ ขน้ึ แบบเหาะเหนิ เดนิ ฟ้าตายไมม่ ีปา่ ช้า เรารู้แลว้
ถอนจิตมาทฐ่ี านเดมิ ของจติ พอจติ เห็นแล้วก็ดับไดท้ ันทีๆ เจา้ ของต้องผ่านเรือ่ งบ้าๆ
เช่นนี้มามาก จึงพอทราบเร่ืองต่างๆ ของนักปฏิบัติได้พอสมควร และแก้ไขกันได้
ไมแ่ หวกแนว หรือเหาะเหนิ เดนิ ฟา้ ทัง้ ทไี่ ม่มีปกี
คราวหน่ึงก�ำลังน่ังภาวนาอยู่ในกระโจมในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ซ่ึงมีปอบดุมาก
พระมันก็เข้า ได้ไปภาวนาในป่าเวลาตี ๔ เห็นคนหน่ึงที่ชาวบ้านว่าเป็นปอบนั้นมา
ตามันลอกแลก มนั เขา้ มาทเ่ี ราพกั แล้วเดินแยกไปหมบู่ า้ นอืน่ เวลาภาวนาเราไม่รวู้ า่
เราอยทู่ ่ีไหน พอผมี าเจอเราในขณะทนี่ ่ังสมาธภิ าวนา เราหลบ ตอนนนั้ กายเรากห็ ล่น
ตุ้บลงมา รู้ตัวแลว้ ขบขันเหลอื เกนิ เรารวู้ ่าจิตทำ� เรา แต่เราไมไ่ ดพ้ ูดกบั ใคร เราเห็น
อะไรรู้สกึ อะไร ต้องใช้ปัญญาพิจารณาวา่ อะไรแน่ ตอ้ งหาทางแก้ ถ้าอะไรผา่ นเข้ามา
หลงวา่ เป็นจรงิ ไปหมดก็จะพลาด เราตอ้ งมีความรูต้ วั และพิจารณาอยเู่ สมอ ถ้าไมร่ ู้
ก็สอนคนไม่ได้
จิตบางนิสัยพิสดารมาก ถ้าไม่มีครูอาจารย์ก็จะเสียหาย ถ้ามีครูอาจารย์คอย
แนะให้ ผู้น้ันจะได้รับประโยชน์เร็ว ใช้ได้ดี ต้องอบรมสติปัญญาให้ทัน จิตจึง
จะไม่เสียไปได้และเป็นประโยชน์กว้างขวางไม่มีประมาณ จิตและอารมณ์ของจิต
รู้สึกพิสดารมาก ยากจะพรรณนาให้ถูกต้องกับความจริงท่ีปรากฏนั้นๆ แต่ถ้าเป็น
นกั ปฏบิ ตั ธิ รรมดว้ ยกนั มนี สิ ยั คลา้ ยคลงึ กนั รเู้ หน็ สง่ิ ตา่ งๆ เหมอื นกนั กพ็ ดู กนั รเู้ รอื่ ง
เชน่ เดียวกับเราเรยี นวชิ าแขนงเดียวกันยอ่ มพดู กนั รูเ้ ร่อื ง แมค้ นอืน่ จะไม่เข้าใจ”
473
ตอบค�ำถาม วันพฤหัสบดี
วนั ท่ี ๒๐ มิถนุ ายน พ.ศ. ๒๕๑๗ (๑๙๗๔)
ถ.๑-ญ.๑ ในประเทศอังกฤษ ไม่มอี าจารยด์ ๆี อย่ทู ี่น่ี จะทำ� อย่างไร?
ตอบ ถ้าไม่มีอาจารย์ เราก็ต้องปฏิบัติสมาธิเอาเอง และพิจารณาให้ทันและ
ใหม้ าก จติ ทมี่ นี สิ ยั ชอบรสู้ งิ่ ภายนอกเกดิ ขนึ้ มาในขณะทำ� สมาธิ ถา้ ปลอ่ ย
ให้มันออกไปข้างนอกตัวเรา คือออกไปรู้ไปเห็นอะไร ก็อาจเข้าใจว่า
เราเกดิ มหี ูทพิ ยต์ าทพิ ยอ์ ะไรขึน้ ถา้ พจิ ารณาโดยอยา่ รบี เชอื่ เชน่ นน้ั ทนั ที
เราจะเขา้ ใจวา่ อนั ใดจติ ปรงุ แตง่ ขน้ึ มา และอนั ใดเปน็ ความจรงิ ทางทดี่ ี
ใหห้ นั กลบั มาพจิ ารณาตวั เอง กจ็ ะไมเ่ กดิ ประสบการณท์ เ่ี ปน็ ปญั หาอะไร
ส�ำคัญทกี่ ารปฏิบัติต่อจติ ของตนใหถ้ ูก ขัน้ เริ่มแรกควรใหจ้ ติ อยกู่ ับตวั
อย่าสง่ ออกไปขา้ งนอก จิตอาจเกิดนิมิตต่างๆ ซึ่งตามร้ไู มท่ นั จะพาให้
เสียหลักได้ แตเ่ มื่อชำ� นาญแล้วกไ็ มม่ ปี ญั หาอะไร
ถ.๒-ช.๑ ถ้าได้อปุ จารสมาธแิ ล้วเกิดอะไรขน้ึ จะแก้อยา่ งไร?
ตอบ ควรรายงานใหค้ รอู าจารยข์ องเราทราบ ตอนนย้ี งั ไมค่ ดิ จะตอบ เพราะจะ
ไม่เกิดประโยชน์ จึงขอผา่ นไป
ถ.๓-ญ.๒ ในประเทศนมี้ หี นงั สอื เรอ่ื ง ทกุ ขงั อนจิ จงั อนตั ตา เมอ่ื เราเรยี นสงู ๆ ขน้ึ ไป
ในทส่ี ดุ ชกั ไมเ่ ข้าใจวา่ อะไรกันแน่
ตอบ การเรยี นสงู รสู้ งู ขน้ึ ไปมาก ความรอู้ าจเขา้ ขนั้ อวกาศกเ็ ปน็ ได้ จงึ ไมเ่ ขา้ ใจ
วา่ อะไรเปน็ อะไร เพราะมนั ละเอยี ดมากไป ความจดจำ� จากการเรยี นกบั
ความจรงิ นนั้ ตา่ งกนั พวกเรารดู้ ว้ ยความจดจำ� พระอรยิ บคุ คลทา่ นรดู้ ว้ ย
ความจรงิ จงึ ละ อนจิ จงั ทกุ ขงั อนตั ตา ได้ แลว้ พน้ ทกุ ขอ์ ยา่ งหมดเยอื่ ใย
อย่างเร่ืองแม่กับลูกไปเท่ียวจับปลา ต่างคนก็คล�ำลงไปท่ีโคลนหาปลา
474
ลกู จบั ได้งู ไมร่ ูว้ ่างู ชูขึ้นให้แมด่ ู แม่รู้ แต่มสี ติไหวทนั ร้องบอกลูกวา่
“ปลาดีหายาก ให้จับไว้ให้แน่น อย่าปล่อยเลย แม่จะตามไปช่วย”
ลูกก็จับคองูไว้แน่น พอแม่เดินมาถึงก็ช่วยตีงูตาย แล้วจึงบอกลูกว่า
“นน่ั ไมใ่ ชป่ ลา เปน็ งพู ษิ แตถ่ า้ แมบ่ อกเจา้ ตอนนน้ั เจา้ อาจกลวั และปลอ่ ย
มนั ไป มันกจ็ ะกลับมากดั เอา แม่จึงต้องใช้วธิ ีนี”้
เรื่องนีเ้ ปน็ ตวั อยา่ งส�ำหรับผู้ปฏบิ ตั ธิ รรม คืออ่านมากแล้ว ก็จะเริ่มต้น
อัตตา อนตั ตา ไมย่ ดึ ไมถ่ ืออะไร จนไม่มีหลักจะยึด ต้องถืออัตตาไว้
ในขณะทเ่ี ราปฏบิ ตั ธิ รรมเปน็ ขนั้ ๆ เหมอื นเรายดึ บนั ไดกา้ วขน้ึ ไปทลี ะขนั้ ๆ
พ้นข้ันใดก็ไมย่ ดึ ถือขน้ั นั้น จนกระทง่ั เราขึน้ ถึงหอ้ งชนั้ บนทเี่ ราต้องการ
เราก็ทิง้ บนั ได ไม่ไปยดึ มนั ไว้อกี เข้าหอ้ งพกั ผ่อนให้มีความสขุ ดังนัน้
เรอื่ งอนจิ จงั ทุกขัง อนตั ตา นัน้ เราก็ปลอ่ ยไดใ้ นท่สี ุด แตจ่ ะปลอ่ ยเสีย
ในตอนแรกๆ ไม่ได้ก่อน จ�ำตอ้ งอาศยั กันไปเป็นข้นั ๆ ตอนๆ ปลอ่ ยไป
เปน็ ขน้ั ๆ ตอนๆ จนสามารถปล่อยได้ไมเ่ หลอื
ถ.๔-ญ.๓ จะสง่ จดหมายไปถงึ ทา่ นอาจารย์ได้ทไ่ี หนด?ี
ตอบ ใหจ้ ่าหนา้ ส่งทร่ี ้านขายยา ชวลิต ๙๖ ถนนโพศรี อำ� เภอเมือง จังหวดั
อุดรธานี เขาจะน�ำไปส่งได้เร็วข้ึน เพราะเขาเคยปฏิบัติรับใช้ทางวัด
อยแู่ ล้ว
(หมายเหตุ : ตอ่ มาร้านนี้เลิกกิจการ จงึ ส่งท่รี า้ นส่งเสริมบรกิ าร ๘๘-๘๙ ถนนโพศรี
อำ� เภอเมืองอดุ รธานี ๔๑๐๐๐)
ปิดประชุมเวลา ๑๙.๕๐ น.
475
วันศุกร์ วันท่ี ๒๑ มถิ นุ ายน ๒๕๑๗ (๑๙๗๔)
นับแต่วนั ที่ ท่านอาจารยม์ หาบัว ญาณสัมปันโน พระปญั ญาวฑั โฒ (Peter
John MORGAN) พระอภเิ จโต (George Rodney CHERRY) เข้าพ�ำนักใน
ธัมมปทีปวิหาร ต้ังแต่วันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๑๗ จนถึงวันออกเดินทางกลับ
ประเทศไทย ในวันที่ ๒๒ มถิ นุ ายน ๒๕๑๗ พระกมั มฏั ฐานท้ัง ๓ องค์ปฏิบตั ติ าม
พระวนิ ยั เครง่ ครดั เชน่ เดยี วกบั ทปี่ ฏบิ ตั อิ ยใู่ นประเทศไทย เชน่ รบั บณิ ฑบาต ฉนั อาหาร
มอ้ื เดยี วในวนั หนง่ึ ๆ และฉันในบาตร
ฆราวาสทั้งชาวอังกฤษและชาวไทยที่อยู่ในกรุงลอนดอน ต่างก็มาใส่บาตรกัน
อยา่ งปลม้ื ปีติดว้ ยศรทั ธาทกุ วนั ในเวลา ๙.๐๐ น. มลี กู ศษิ ย์หนมุ่ ๆ ๒ คน เป็นชาว
องั กฤษ คนหนง่ึ เคยไปบวชเปน็ เณรทวี่ ดั บวรนเิ วศวหิ าร กรงุ เทพฯ แลว้ ไปฝกึ ปฏบิ ตั ธิ รรม
ณ วดั ปา่ บา้ นตาด อยกู่ บั ทา่ นอาจารยม์ หาบวั มากอ่ น อกี คนหนง่ึ เปน็ นกั ศกึ ษาชาวองั กฤษ
ซึ่งมาฝึกปฏิบัติธรรม ณ ธัมมปทีปวิหารแห่งน้ีอยู่ ลูกศิษย์หนุ่มทั้งสองจึงปฏิบัติ
พระสงฆไ์ ด้อย่างเรียบรอ้ ย คลอ่ งแคล่ว งดงาม คนไทยได้เหน็ แลว้ ชมเชยกันมาก
เชา้ วนั น้กี ็เหมอื นกับทุกๆ วัน คอื เมอื่ ฆราวาสใส่บาตรแลว้ ก็นงั่ อยรู่ อบๆ หอ้ ง
ชาวอังกฤษน่ังน่ิงท�ำสมาธิในระหว่างพระฉันจังหัน คนไทยโดยมากเพ่ิงมาพบรู้จัก
กนั บา้ ง มกี จิ ธรุ ะตอ้ งปรกึ ษากนั ในเรอื่ งอำ� นวยความสะดวกแกพ่ ระสงฆ์ ในตอนทจ่ี ะ
ส่งท่านกลบั ประเทศไทยแตล่ �ำพงั บ้าง ทัง้ นเ้ี พราะ ศ.นพ.อวย เกตสุ งิ ห์ ศษิ ยไ์ ทย
ทม่ี าดว้ ยคนหนง่ึ จะตอ้ งเดนิ ทางไปประชมุ ยงั ประเทศเยอรมนั ตอ่ ไป และม.ร.ว. หญงิ
เสริมศรี เกษมศรี ศิษย์อกี คนหนงึ่ จะตอ้ งเดนิ ทางไปสหรฐั อเมรกิ าต่อไป ดังนนั้ ท่าน
อาจารย์จึงปรารภให้คนไทยสนทนากันไดต้ ามอัธยาศัย
วันนี้สุภาพสตรีชาวอังกฤษคนหน่ึงมาใส่บาตรแล้วก็นั่งอยู่ข้าง ม.ร.ว.เสริมศรี
ตลอดเวลา เพอื่ ฟงั อธบิ ายวา่ ทำ� ไมพระจงึ ทำ� อยา่ งนนั้ อยา่ งนี้ และหาโอกาสทจี่ ะเรยี นถาม
อะไรท่านอาจารย์ด้วย
476
หลงั จากพระสงฆฉ์ นั อาหารแลว้ เชา้ วนั นที้ า่ นอาจารยพ์ ดู ถงึ วตั รปฏบิ ัตขิ องพระ
และฆราวาสที่เป็นศรัทธากด็ ี หรอื เป็นเพอื่ นเกา่ ของพระภิกษุรปู ใดกด็ ี ว่าควรจะวาง
ขอบเขตไวใ้ หแ้ นบเนยี น อยา่ ประมาท มฉิ ะนนั้ ทางฝา่ ยพระภกิ ษกุ ค็ ลกุ คลกี บั ฆราวาส
เกนิ ไป ฆราวาสก็เข้ามาคลุกคลีกบั พระภกิ ษเุ กนิ ไป ควรจะกำ� หนดเวลารบั แขกและ
ประเภทของกิจธรุ ะทภี่ กิ ษุพึงเก่ยี วขอ้ งกบั ฆราวาส
เสริมศรีได้แปลเรื่องท่ีท่านอาจารย์ปรารภกับพระภิกษุเป็นภาษาไทยน้ัน
ให้เพ่ือนใหม่ชาวอังกฤษฟัง พอเขาฟังแล้วน้�ำตาเขาไหลราวกับร้องไห้ เขาบอกว่า
“ท่านอาจารยต์ อบเขาเร็วเกนิ ไป ต้งั แตต่ ี ๔ มาแล้ว เขาสงสยั อะไร ท่านตอบเรือ่ ยๆ
จนแมเ้ รอื่ งยากๆ ทเ่ี ขาเพง่ิ นกึ ขน้ึ ในระหวา่ งทเ่ี ดนิ ทางโดยรถไฟจากบา้ นมาธมั มปทปี วหิ าร
ทา่ นกต็ อบทนั ทอี กี แลว้ ความคดิ ทเ่ี พงิ่ เกดิ นม้ี วี า่ เขาเปน็ คนหนง่ึ ทมี่ าฝกึ สมาธิ ณ ธมั ม-
ปทปี วหิ ารนน้ั ตงั้ แต่ ๑๒ ปที ลี่ ว่ งมาแลว้ เขาวติ กวา่ พระภกิ ษทุ มี่ าอยู่ ณ วหิ ารนมี้ กั จะ
ติดต่อกับฆราวาสจนไมม่ ีขอบเขต จงึ ไดม้ อี ันเป็นอยไู่ ม่ยดื ด้วยประการตา่ งๆ ใจเขา
นกึ ถามขน้ึ มาวา่ จะมวี ธิ ใี ดทจี่ ะใหท้ งั้ พระภกิ ษแุ ละฆราวาสตา่ งวางขอบเขตการพบปะ
สังสรรค์กนั ให้เป็นทางป้องกันมใิ หพ้ ระต้องสึกออกไป บดั นีย้ งั ไมม่ ภี ิกษุอยปู่ ระจ�ำ
ณ ธมั มปทปี วหิ ารเลย ทงั้ ๆ ทว่ี หิ ารนมี้ พี รอ้ มทงั้ กฏุ แิ ละทนุ ทรพั ยท์ จ่ี ะบำ� รงุ พระสงฆไ์ ด้
ครน้ั ถงึ ตอนทท่ี า่ นอาจารยเ์ ปดิ โอกาสใหฆ้ ราวาสถามปญั หาสว่ นตวั ได้ สภุ าพสตรี
อังกฤษผู้นี้จึงขอใหเ้ สรมิ ศรแี ปลถวาย
ถ.๑-ญ.๑ เม่อื เวลาตี ๔ ของเชา้ วันนี้ เขาอย่ทู ่บี า้ น ไดย้ ินเสียงท่านอาจารย์พดู
ดว้ ย เขาไม่รู้คำ� พูด เขาลุกข้นึ ดูก็ไมเ่ หน็ ใคร ตอ่ มาเขาคดิ ถามท่านแลว้
มานงั่ ดกู ระจก แตไ่ มเ่ หน็ ตวั เอง กลับไดค้ วามรสู้ ึกเหมือนท่านอาจารย์
ตอบเขาเป็นความว่า ไม่ควรคิดเร่ืองน้ี ไม่ควรคิดเรื่องนี้ แล้วทุกส่ิง
จะเรียบร้อยเอง และเมื่อนั่งในรถไฟเขาก็คิดค�ำถามข้ึน ซึ่งเม่ือตะก้ีน้ี
เสรมิ ศรไี ดแ้ ปลคำ� ปรารภของทา่ นอาจารยใ์ หฟ้ งั แลว้ เขานำ�้ ตาไหลพราก
รูส้ ึกว่าทา่ นอาจารยต์ อบเขาเรว็ มาก
477
ตอบ น้ำ� ตาน้นั ออกไดใ้ นกรณีตา่ งๆ เช่น โดนควนั ไฟ ดีใจ เสยี ใจ ส�ำคญั ที่
น้ำ� ใจ
ถ.๒-ญ.๑ เม่อื ค�่ำวานนี้ ตอนแรกท่านอาจารยเ์ ทศน์อยา่ งเอาจรงิ เอาจงั เขากร็ ้สู ึก
จรงิ จังมาก เขายนิ ดที ี่ไดเ้ รียนรเู้ ร่ืองสำ� คัญ ตั้งใจรบั ปฏบิ ัติ ต่อมาท่าน
อาจารย์เล่าเรือ่ งตลก คลายความตงึ เครียดลง เขากค็ อ่ ยๆ คลายความ
ตงึ เครยี ดลง เลยรสู้ กึ วา่ ทา่ นอาจารยก์ ำ� ลงั ยกเรอื่ งตลกนน้ั ขนึ้ มาเตอื นเขา
เขาเลยรู้สึกสบายใจข้ึนว่า ท่านอาจารย์สนใจและเมตตาช่วยระวังจิต
ของเขา
ตอบ (ท่านอาจารย์น่ิง มิได้ตอบเขาตอนน้ี แต่บอกเสริมศรีตอนหลังว่า
ทา่ นเจตนาทำ� เพ่อื ผลอันน้ีจรงิ ๆ)
ถ.๓-ญ.๒ ไดท้ ำ� อานาปานสติ เวลาลมออกกร็ ู้ เขา้ กร็ ู้ ไดพ้ บวา่ จติ สงบไมไ่ ด้ มนั รสู้ กึ
คล้ายๆ จะเข้าประตูแล้วไมเ่ ขา้
ตอบ ถา้ ตามลมเข้า ตามลมออก กท็ ำ� ใหผ้ ลเปน็ เช่นนนั้ ควรจะกำ� หนดจุด
ทรี่ สู้ กึ ชดั ทสี่ ดุ แหง่ เดยี ววา่ ลมเขา้ หรอื ออกกผ็ า่ นจดุ นนั้ ทำ� เชน่ นจี้ ะไมร่ สู้ กึ
เหมือนจะเขา้ ประตู จะออกประตูอย่างท่ีว่านน้ั
ถ.๔-ญ.๓ จติ ของดฉิ นั กบั ญ.๑ เหมอื นกนั คอื เปน็ หว่ งเปน็ ใยคนอนื่ ยากทจี่ ะจบั จติ
ของตนเองใหอ้ ยู่ทเี่ ดียว จะให้สงบจะควรแก้ไขอย่างไร?
ตอบ เวลาทจี่ ติ ออกไปทอี่ นื่ เวลาเจา้ ของรเู้ ชน่ นนั้ มนั กด็ บั แลว้ จติ กต็ งั้ ขน้ึ ใหมอ่ กี
พอจะออกไปอีกเราก็รู้ มันก็ดับ เราก็เรียกมันเข้าท่ีท�ำงานตามท่ีเรา
ก�ำหนดไว้ ทำ� บอ่ ยๆ เขา้ มนั ก็ยอมอยทู่ แี่ ละสงบได้
ปิดประชมุ รอบเช้า เวลา ๑๐.๓๐ น.
478
การอธบิ ายธรรม
วันศุกร์ วันที่ ๒๑ มถิ ุนายน ๒๕๑๗ (๑๙๗๔)
เริ่มประชมุ เวลา ๑๘.๔๐ น.
ตอนแรกทา่ นอาจารยส์ นทนากบั คนไทยทมี่ า ถงึ พวกหากนิ กบั ศาสนา เชน่ นำ� รปู
พระอาจารยต์ า่ งๆ ไปทำ� จำ� หนา่ ยกนั แลว้ ทา่ นจงึ เรมิ่ อธบิ ายธรรมเพอ่ื ใหท้ า่ นปญั ญาฯ
แปลใหพ้ ทุ ธศาสนิกชนชาวองั กฤษฟังตอ่ ไป ดงั ตอ่ ไปนี้
ทา่ นอาจารย์ “เมอ่ื กนี้ ไี้ ดพ้ ดู กนั ถงึ เรอื่ งการทำ� ลายพระศาสนา โดยมเี จตนาหรอื ไมก่ ต็ าม
สง่ิ ทผี่ ดิ พลาดยอ่ มผดิ เสมอไป แตเ่ ปน็ ของทเ่ี ปน็ กนั มาแลว้ เกดิ จากของจรงิ ของปลอม
ของแท้ ของเทียม ขา้ งนอก ข้างใน นแ้ี หละ
ที่จรงิ มันก็เกดิ ขน้ึ ภายในใจดวงเดียวกัน ความปลอมน่ะมอี ยมู่ ากในใจของเรา
แตล่ ะทา่ นๆ รวมทัง้ ผแู้ สดงอยู่ ณ บัดน้ีดว้ ย ที่เคยเปน็ มาและเคยทราบเร่ืองของตน
เนอื่ งจากการสำ� เหนยี กอบรม หรอื การศกึ ษาภาวะความเปน็ ของจติ เสมอมา จงึ พอทราบ
ไดว้ ่าสิ่งใดปลอมสิ่งใดจริง
ส่วนมากมแี ต่ของปลอมๆ ทัง้ นัน้ ปรงุ แต่งใหเ้ ราหลงไปตาม โดยไม่รู้ตวั เลยว่า
สงิ่ นน้ั เปน็ ของจอมปลอม แตเ่ ขา้ ใจวา่ เปน็ ของจรงิ ลว้ นๆ จงึ เชอื่ ตาม โดยไมม่ ปี ฏกิ ริ ยิ า
อะไรเปน็ เครอ่ื งตา้ นทานหรอื พสิ จู นค์ วามคดิ ประเภทนนั้ ๆ บา้ งเลย เชน่ เรานง่ั ภาวนา
ในขณะ ๓ วนิ าทแี รก รสู้ กึ วา่ จะจรงิ เราจะกำ� หนด พทุ โธๆๆ กร็ สู้ กึ วา่ เปน็ พทุ โธจรงิ ๆ
พอ ๔ วนิ าที ๕ วนิ าทีหลงั ไป จนกระทง่ั ถึง ๑ นาที ของปลอมทง้ั หลายเร่ิมหลั่งไหล
ขน้ึ จากจติ เรอื่ ย ออกลกู ออกเตา้ ออกหลานออกเหลน แตกแขนงแผก่ ระจายออกไปมี
แตข่ องปลอม ค�ำว่า “พุทโธ” เลยไมท่ ราบหายไปไหน เหลอื แต่เร่ืองอารมณ์ทเี่ คยคดิ
เคยปรงุ เคยหลอกลวงตนเองมาแลว้ นน้ั แหละ เปน็ เครอ่ื งฉดุ ลากเอาไปโดยไมร่ สู้ กึ ตวั
แล้วคลอ้ ยตามไปด้วย เคล้ิมตามเขาไปด้วย เพลนิ ไปอยา่ งสดๆ รอ้ นๆ เพลนิ ไปกบั
เจ้าของปลอมนั้นๆ
479
“พทุ โธ” กห็ าย อานาปานสตกิ เ็ งยี บ ทงั้ ๆ ทห่ี ายใจอยู่ แตก่ เ็ งยี บๆ ในความจดจอ่
เงียบในทางก�ำหนดจดจ่อด้วยความต้ังใจด้วยความมีสติสตัง เลยหายเงียบไป
ตามๆ กนั พอระลกึ ขน้ึ มาไดก้ ว็ า่ เราภาวนามากน็ านพอสมควร ไมเ่ หน็ ปรากฏผลอยา่ งไร
ข้นึ บ้างเลย มนั เป็นเพราะเหตไุ ร ความคิดข้ึนมาเช่นน้ีรสู้ ึกวา่ จะถกู ต้อง แต่แล้วกลับ
ผิดไปอีก คือท่ีคิดข้ึนมาอย่างนั้นเหมือนว่าจะเห็นโทษของตัว แต่ไม่ได้คิดว่าก็เรา
ไม่ได้ภาวนาเพ่ือให้ได้ผลอย่างน้ีน่ีนา เราภาวนาให้ได้ผลแบบอะไรไม่ทราบต่างหาก
เป็นความสะดุดใจว่าน่าจะได้สติ ครั้นแล้วกลับเป็นอย่างน้ันอีก ว่าเรานั่งนานแล้ว
เอ้า พกั เสียหน่อยเถอะ ตื่นขนึ้ มาแล้วจะเอาใหญ่ละคราวนี้ แตม่ นั ไม่หลบั สักหน่อย
นีน่ ะ ไม่หลับสักงีบ พอหลบั แล้วมันไปใหญเ่ ลยจนกระทัง่ ตะวนั โผล่ขึน้ ฟ้า ตน่ื ข้ึนมา
โอ แลว้ กนั วนั หลงั เอาใหม่ มนั กโ็ กหกเรอ่ื ยๆ วนั หลงั กเ็ รมิ่ เอา ๓ วนิ าทแี รกอกี ๔ วนิ า
ทหี ลงั ๆ ไปกเ็ หลวไปเรอื่ ยๆ นคี่ อื พวกจอมปลอม นอกจากนย้ี งั ทำ� ลายตนเองวา่ นเี่ รา
ภาวนามากน็ านแลว้ กไ็ มเ่ หน็ ไดค้ วามดบิ ความดอี ะไร เราจะภาวนาไปหาอะไร เราเปน็
คนอาภพั วาสนา มบี ญุ น้อยวาสนาน้อย ไม่สมควรแกอ่ รรถแก่ธรรมของพระพทุ ธเจ้า
มากกวา่ ทำ� ไปกไ็ มเ่ กดิ ประโยชนอ์ ะไร เสยี เวลำ่� เวลาไปเปลา่ ๆ หยดุ เสยี ดกี วา่ โดยไม่
ไดค้ ำ� นงึ เลยวา่ หยดุ ไปนน้ั จะดกี วา่ จรงิ ๆ หรอื หยดุ ภาวนาดจี รงิ หรอื ถา้ ดจี รงิ คนทง้ั โลก
ทไี่ มไ่ ดภ้ าวนาเลยกน็ า่ จะดกี นั ทง้ั โลกไปนานแลว้ ถา้ เรายอ้ นคดิ อกี วา่ หยดุ แลว้ จะดกี วา่
ภาวนาไดอ้ ย่างไร เราทำ� อยแู่ ลว้ ยังไม่ได้เร่อื ง ถา้ เราหยดุ แล้วมันจะดกี วา่ ท่ตี รงไหน
มนั ไมไ่ ดเ้ รอื่ งมาจากไหน? กจ็ ากเรานน่ั เอง มนั ตม้ เราเรอื่ ยๆ ปลอมนอก ปลอมในจติ
อย่โู ดยดี
ปลอมอะไรก็ตาม ส�ำคัญท่ีปลอมในตัวเอง หลอกตัวเองนี่เป็นส�ำคัญมาก
ควรจะไดพ้ นิ จิ พจิ ารณากนั เราทกุ ๆ ทา่ นไดโ้ ดนตม้ โดนตนุ๋ โดนหลอกลวงมาพอแลว้
หัวใจเจ้าของหลอกลวงเจ้าของน้ันแล โดยไม่ทราบว่าเจ้าของหลอกลวงเจ้าของ
ท่ียกขึ้นมาเล็กน้อยนี้ก็พอจะทราบได้ว่าถูกฝ่ายต�่ำหลอกลวงเราไปมากน้อยเพียงไร
เราอยากจะทราบวา่ ๓-๔ วนิ าทแี รกมนั ดี แต่ ๓-๔ วนิ าทหี ลงั มนั ไมด่ ี กต็ ง้ั สตเิ ขา้ อกี
ขยับเข้าไปอีกเรื่อยๆ ต่อมามันก็ทราบขณะท่ีจิตจะแสดงอะไรออกมาเป็นฝ่ายไม่ดี
ฝา่ ยผดิ จากเจตนาความมงุ่ หมายของเรา เราจะเรม่ิ ทราบ เรมิ่ ทราบกเ็ รม่ิ ตง้ั สติ ตง้ั จติ ใหม่
480
ทราบเขา้ ไปเรอื่ ยๆ ตอ่ ไปกท็ ราบเรอ่ื ยๆ เราถงึ จะทราบความเหลวไหลและทราบความ
ไมเ่ ป็นผลของจิตตามความตอ้ งการของเรา ว่าไมเ่ ป็นผลเพราะเหตุนเ้ี อง
พอได้ต้ังใจกันเอาจริงเอาจังอย่างน้ัน พวกปลอมมันก็ยอมเหมือนกันนะ คือ
พวกนค้ี อยพยายามเอาตอนเวลาเราเผลอ ถา้ เราตงั้ หนา้ ตงั้ ทา่ ตง้ั ทางเขากห็ มอบ แตค่ ำ� วา่
หมอบนี้อยา่ เขา้ ใจวา่ เขาหมอบนอนเหมือนเรานะ เขาหมอบจ้อง พอจะท�ำเราไดท้ ไี ร
เขาก็ท�ำทันที ตะครุบเราไวยิ่งกว่าแมวตะครุบหนูเสียอีก แล้วก็หายเงียบ เขาคอย
ตบตอ่ ยทบุ ตเี วลาเราเผลอ ถา้ ไมเ่ ผลอเขากไ็ มท่ ำ� ตอนทเ่ี ราไดใ้ จวา่ เราไมเ่ ผลอนนั้ แหละ
เป็นเวลาทีเ่ ขาได้ใจ นั่นแนะ่ ถกู ตม้ กนั อยูเ่ รื่อยๆ คงจะมกี นั ทกุ ราย อาจารยผ์ ู้แสดง
อย่เู วลานีก้ เ็ คยเปน็ มาแลว้ เพราะฉะนน้ั จงึ ต้องหาวิธกี ารหาสถานทสี่ �ำคญั ๆ เพ่ือดัด
สันดานเจา้ ของ ชว่ ยทำ� ความเพียร อีกหลายดา้ นหลายทาง ตามทไี่ ดเ้ ขยี นมาแล้วใน
ประวตั ทิ ่านพระอาจารย์มั่น หรอื ในปฏปิ ทาพระกัมมฏั ฐานสายท่านอาจารย์มน่ั หรอื
ในท่ีเรยี กวา่ “Forest Dhamma ธรรมะปา่ ”
แต่พระไม่เหมือนฆราวาส ไปอยู่ท่ีไหนก็สะดวกสบาย สถานที่ท่ีจะบ�ำเพ็ญ
กส็ ะดวกสบาย เพราะมหี นา้ ทอ่ี นั เดยี ว เชน่ ทเี่ ขา้ ไปอยตู่ ามปา่ ตามเขา สถานทน่ี า่ กลวั
เพราะสถานทนี่ นั้ มจี รงิ ๆ เรอ่ื งสัตวร์ า้ ยต่างๆ เช่น เสอื หมี งู เป็นต้น เวลาไปอยใู่ น
สถานที่เช่นนั้นความรู้สึกของเราจะเปลี่ยนแปลง เช่น ความข้ีเกียจในการประกอบ
ความเพียรนี้ก็ลดลงไปเป็นล�ำดับ ความขี้เกียจมีน้อย พอเข้าไปถึงตาจนจริงๆ
ความข้ีเกียจหายไปหมด ไม่ทราบว่ามันหายไปไหน เหลือแต่ความจนตรอกจนมุม
สติมาเองทีเดียว เวลาตั้งหน้าต้ังตาบ�ำเพ็ญความพากเพียร เหงื่อมันมาจากไหน
เหงือ่ มาเพราะความกลวั ตายบงั คับมันออกมา ตอนนั้นสตดิ ี ดไี มด่ ี เสอื มันกระหึ่มๆ
อยขู่ า้ งๆ ทางจงกรมดว้ ยซำ้� นเ่ี คยโดนมาแลว้ ไมใ่ ชม่ าคยุ เฉยๆ เคยโดนมาไมร่ กู้ ค่ี รง้ั
เสอื กระหม่ึ อยขู่ า้ งทอ่ี ยู่ ไมใ่ ชเ่ สอื ธรรมดาเสยี ดว้ ย แตเ่ ปน็ เสอื ใหญ่ เสอื โครง่ ขณะนน้ั
ปรากฏวา่ ผมบนศีรษะปลวิ ขึน้ ไปบนเมฆเสียหมด ไม่ทราบว่าเป็นอยา่ งไร ตัวส่นั ทัง้ ที่
ไม่หนาว แต่จติ ไมย่ อมถอย หมนุ ตัวลงไปน่ี (ทา่ นชี้ทห่ี ัวใจ) จะเปน็ จะตายเวลานเ้ี รา
ได้มอบถวายพระพทุ ธเจ้าแลว้ เวลาน้ีมีพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์เทา่ น้นั
ทจี่ ะรกั ษาจติ ใจของเราไวไ้ ด้ หากวา่ จะถงึ กาลจรงิ ๆ แลว้ จติ ของเรากไ็ มเ่ ผลอ เราไดม้ อบ
481
จติ ของเราไว้ทีพ่ ระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ทกุ ประการแลว้ จะไปเวลาใดเรา
ก็พร้อมแล้วท่ีจะไป อยู่ก็ขอให้มีสติสตัง อย่าให้เสียท่าเสียที อะไรจะมาเอาไปกิน
ก็มาเถดิ แต่เราจะไม่ปลอ่ ยวางเร่ืองพระพุทธเจา้ พระธรรม พระสงฆ์ จิตมอบเลย
พอจติ มอบกบั พระพทุ ธเจา้ พระธรรม พระสงฆแ์ ลว้ หมดอาลยั เรอ่ื งอาลยั ตายอยาก
ในชีวิตจติ ใจไม่มี ความรักความสงวนในร่างกายน้ีหมดไปเลย เหลือแต่จติ ท่ีแนว่ แน่
ต่ออรรถตอ่ ธรรม ความกลวั หายหมดในขณะน้ัน ความกลัวไมม่ เี หลอื เลย จติ รวม
ดง่ิ ลงสพู่ ระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ภายในใจหมด ไมป่ รากฏอะไรมารบกวน
อกี เลยขณะนนั้ เมอ่ื จติ ดง่ิ ลงแลว้ เปน็ พลงั เตม็ ทแ่ี ลว้ ความกลวั หายหมด หลงั จากนน้ั
ไม่ว่าเสือจะร้องกระห่ึมๆ ขอให้เสือเดินมาเถิด เดินมาตรงหน้าเรา เราสามารถจะ
เดนิ เขา้ ไปลบู คล�ำหลังเสือได้อยา่ งสบายด้วยความเมตตาสงสาร ด้วยความเป็นมิตร
อนั เดยี วกนั ดว้ ยความสนทิ สนมกนั วา่ เปน็ เพอื่ นเกดิ แกเ่ จบ็ ตายดว้ ยกนั ในความรสู้ กึ นนั้
ไมไ่ ดค้ ดิ แมน้ ดิ หนงึ่ วา่ เสอื นน้ั เปน็ อนั ตราย และจะทำ� อนั ตรายแกต่ นไดใ้ นขณะเขา้ ไป
ลูกคลำ� หลังเขา เชน่ นเ้ี ปน็ ต้น มแี ตค่ วามสนทิ สนม ความออ่ นโยนด้วยเมตตาต่อเขา
อย่างเดียวความกลวั จงึ หาย
อุบายวธิ ีท่เี ราจะฝึกฝนทรมานจิตมหี ลายด้านหลายทาง พอเราได้หลกั ดี ไดส้ ิ่ง
เปน็ เครอื่ งระลกึ ในเวลานแี้ ลว้ เวลาตอ่ ไปเรานำ� หลกั นแี้ หละไปประพฤตปิ ฏบิ ตั ิ ไปอยู่
ในสถานทเ่ี ชน่ ไร เวลาจนตรอกจนมมุ เรอ่ื งทเ่ี ราเคยทำ� และเคยไดผ้ ลมาแลว้ จะวงิ่ เขา้
ถงึ กนั ทันที
การเผชญิ อนั ตราย หรอื เผชญิ กบั เหตกุ ารณแ์ ตล่ ะครง้ั ถา้ เปน็ นกั ตอ่ สแู้ ลว้ จะตอ้ ง
ไดค้ ติอนั ส�ำคัญๆ กบั เหตุการณน์ ้ันๆ ทกุ ครง้ั ไป นอกจากว่าจะไปแหล่มไิ ปแหลน่ น้ั
เอาแนไ่ มไ่ ด้ เดยี๋ วเปน็ บา้ ไปเพราะจติ ไมแ่ นน่ อน ไมว่ างลงเปน็ หลกั เปน็ เกณฑ์ จะมอบ
กับสิ่งใดกไ็ มย่ อมมอบ ลงั เลสงสยั อาจเปน็ บา้ ก็ได้ ถา้ จิตไดม้ อบลงไปจริงๆ แล้ว
ไมม่ อี ะไรทจ่ี ะมอี ำ� นาจเหนอื จติ กบั ธรรมทเี่ ขา้ สมั พนั ธเ์ กย่ี วเนอ่ื งเปน็ อนั หนง่ึ อนั เดยี วกนั
ไปได้ และแน่ใจดว้ ยว่าในเวลานน้ั ไมม่ อี ะไรท่ีจะสามารถทำ� อนั ตรายเราได้เลย ไม่วา่
จะเป็นสัตว์เสือหรืออะไร ท่ีจะท�ำอันตรายเราได้ในโลกน้ี ไม่ได้กลัวอะไรท้ังสิ้นใน
482
บรรดาสงิ่ ที่เคยเปน็ ภยั และเคยกลวั มาแลว้ ฉะนน้ั จติ กับธรรมเม่อื ไดเ้ ขา้ เปน็ อนั หนงึ่
อันเดียวกนั แลว้ จึงมอี ำ� นาจมากเหนือสงิ่ ใดๆ ในโลก เพราะเหตนุ ้ีธรรมจงึ เหนือโลก
ทง้ั สาม
อ�ำนาจของจิต รู้สึกว่าเหนืออะไรทั้งหมดในโลกนี้ นี่เป็นอุบายวิธีฝึกทรมาน
ความจอมปลอมของตน อนั เกย่ี วกบั ทม่ี นั เคยจอมปลอมอยภู่ ายในจติ ถา้ อยตู่ ามลำ� พงั
ไมเ่ ข้าไปในสถานที่จนตรอกจนมุม มันก็ย่�ำยีเราแหลกหมด พอเข้าท่ีจนตรอกจนมุม
เรากข็ ยำ� มนั เหมอื นกนั แตส่ ว่ นมากมแี ตม่ นั ขยำ� เรา เราไมไ่ ดข้ ยำ� มนั ถา้ เราไดข้ ยำ� มนั
สกั หนหนง่ึ กค็ ยุ กนั จนปากเปยี ก คยุ ตงั้ ปกี ไ็ มจ่ บ จนกระทง่ั ตายกไ็ มจ่ บ เวลามนั ขยำ�
เราจนราบ เราไมเ่ คยพดู เลย มนุษยเ์ ราน้ีก็อวดเกง่ เกนิ ไปนะ มนั เปน็ อย่างน้นั จริงๆ
คือ เวลาธรรมเขา้ ถงึ ใจเพราะการทรมานเชน่ น้นั เราจงึ พดู ได้อย่างเตม็ ปาก เพราะ
ความรเู้ ห็นอยา่ งถงึ ใจในขณะนั้นทเี่ ราได้ฝึกฝนอบรมเตม็ ท่ี เราไดม้ อบชวี ติ จติ ใจกบั
อรรถกับธรรม กบั เหตกุ ารณต์ า่ งๆ อย่างเตม็ ใจแล้ว ผลมันถงึ ใจจริงๆ ชนะก็ชนะ
อย่างเห็นได้ชัดเจน ผลแห่งความชนะเป็นอย่างไรบ้าง ก็แสดงความอัศจรรย์อย่าง
ถงึ ใจเหมือนกนั เหตใุ ดจะลืมได้ ลมื ไมไ่ ดจ้ นกระทงั่ วนั ตาย
วันน้ีอธบิ ายเพียงเท่านก้ี อ่ น ต่อไปมอี ะไรค่อยพดู กนั ”
(ยตุ ิในตอนที่หน่ึง)
(หลงั จากแปลแลว้ เมอื่ ทปี่ ระชมุ นงิ่ เงยี บสงบ ไมม่ ผี ใู้ ดตงั้ คำ� ถามอนั ใด ทา่ นอาจารย์
จึงไดอ้ ธบิ ายธรรมต่อไปดังนี้
“จิต” ถา้ ยงั ไมเ่ ห็นอะไรจากตวั เองในเวลาจ�ำเปน็ แล้ว กย็ งั ไมเ่ หน็ ความสำ� คัญ
ของตัว ก็จะหวงั พง่ึ ผู้อน่ื ไปเรอ่ื ยๆ ในธรรมท่ที ่านว่า “อตตฺ า หิ อตตฺ โน นาโถ” คือ
ตนเป็นที่พ่ึงของตน ก็ยังไม่สนิทใจ ต่อเม่ือได้ไปเจอเหตุการณ์ที่สามารถแก้ไขได้
โดยลำ� พงั เราเอง จนเหตกุ ารณน์ นั้ ลลุ ว่ งไปไดด้ ว้ ยความมชี ยั เราจงึ จะเชอ่ื ในธรรมบท
ที่วา่ “อตตฺ า หิ อตฺตโน นาโถ” อยา่ งฝังใจจริงๆ
483
จติ ทไี่ ดร้ ไู้ ดเ้ หน็ ความจรงิ ในขณะทจ่ี นตรอก เชน่ ทกุ ขเวทนาครอบงำ� ในขณะที่
เราเป็นไข้หรือนั่งนาน หรือไปเจอเหตุการณอ์ ะไรกต็ าม เปน็ สง่ิ รุนแรงอาจถึงกบั ชีวติ
ก็ได้ ถ้าเป็นนักต่อสจู้ รงิ ๆ จติ หมุนรอบตวั ไมค่ ิดเพื่อหวงั อะไรจากสงิ่ ภายนอกแล้ว
นั่นละจิตจะได้เหน็ ความสำ� คัญของตนแต่ละครั้งๆ เป็นส่งิ ทอ่ี ศั จรรยม์ าก ถา้ ได้เคย
ผ่านส่ิงเหล่าน้ันมาแล้ว ย่อมไม่มีความวิตกวิจารณ์ถึงความเป็นอยู่ ความตายไป
ทกุ ขเวทนาจะเกดิ ขนึ้ ดว้ ยอาการใดบา้ ง หรอื เกดิ ดว้ ยวธิ ใี ดบา้ ง เราจะตอ่ สกู้ บั ทกุ ขเวทนา
ได้หรือไม่ หรือตายแล้วเราจะไปเกิดที่ไหน ความกลัวว่าเราจะเสียชาติเสียทีเมื่อ
ทกุ ขเวทนาครอบงำ� จติ ใจ จติ ถึงกบั ไมไ่ ด้สติประคองใจเราเป็นอยา่ งไร เร่ืองทำ� นองนี้
จะไม่มีในจิตเลย คือเวลาถึงความจ�ำเป็นอย่างนั้น จิตและสติจะว่ิงเข้าหากันทันที
เพอ่ื เขา้ สแู่ นวรบ วา่ อยา่ งนนั้ เถอะ เพราะมนั เคยรบมาแลว้ เคยชนะมาแลว้ พอจวนแจ
จริงๆ สติกับปัญญาจะว่ิงเข้าหากัน เม่ือมีเหตุการณ์อย่างน้ี สติปัญญาจะวิ่งเข้า
ประสานกัน จะไม่ยอมหนี ไม่ยอมถอย แตจ่ ะหมนุ ต้ิวเข้าส่เู หตกุ ารณท์ ันที ในเรอื่ งนี้
เปน็ กบั ตายนน้ั ไมย่ อมเปน็ ทาส นอกจากจะใหร้ คู้ วามจรงิ ในเหตกุ ารณท์ กี่ ำ� ลงั ปรากฏ
อยกู่ บั จติ นเี้ ทา่ นน้ั เพราะความเชอื่ ธรรม เชอื่ ตวั เอง เชอื่ ธรรมตรงนแ้ี ลจะเชอ่ื ตรงไหน
ต�ำรับต�ำราท่านได้พูดไว้โดยถูกต้อง แต่ความจริงคือธรรมภายในใจยังไม่ปรากฏ
ก็ไม่มีอะไรเป็นเคร่อื งยืนยนั เป็นสกั ขพี ยาน ให้เป็นความมั่นใจข้นึ มาได้ พอใจกบั
เหตกุ ารณไ์ ด้ประสบกนั เข้า และได้รูไ้ ดเ้ หน็ กันอย่างถนัดชดั เจนแล้ว กบั ธรรมท่ีท่าน
แสดงไวใ้ นตำ� รับต�ำรา กไ็ มม่ อี ะไรขัดกัน
นกั ปราชญท์ ง้ั หลายเวลาทา่ นจ�ำเป็นจริงๆ ท่านจงึ ไม่คอ่ ยจะชอบอย่ใู นที่เกลอ่ื น
กลน่ วนุ่ วาย ทา่ นชอบหาทเี่ หมาะสมของทา่ น ใหส้ มกบั ทที่ า่ นเคยไดเ้ หตไุ ดผ้ ลอยา่ งนน้ั
มาในสถานทีเ่ ปลย่ี วๆ หรือสถานทโี่ ดดเดีย่ วเปลย่ี วกายเปลยี่ วใจ
พวกเราไมเ่ ปน็ อยา่ งนน้ั พอเรมิ่ ไมส่ บายละก็ “โอย๊ ลกู อยทู่ ไ่ี หน? หลานอยทู่ ไ่ี หน
น่ลี ูกไมด่ ูแล หลานไมเ่ หลียวแล หนไี ปไหนกัน ญาตมิ ิตรหายไปไหนหมด อะไรๆ
กไ็ ม่ดีไปหมด ทอดอาลยั กบั เราไปหมด ใครก็รงั เกยี จเรา ไม่มีใครเห็นอกเหน็ ใจเรา
ทกุ ข์จะเปน็ จะตายกไ็ มม่ ีใครเหลียวแล” จติ กย็ ุ่งกันไปใหญ่ หาหลักยดึ เพ่ือลดหยอ่ น
484
ผ่อนคลายดว้ ยตัวเองไม่ไดเ้ ลย “ผัวแต่กอ่ นที่อยดู่ ้วยกันก็ดี เวลาเราจะตายเขา้ จริงๆ
ไมเ่ หน็ มามองหนา้ บา้ งเลย ผวั กไ็ มด่ ี ลกู กไ็ มด่ ี หลานกไ็ มด่ ี ไมด่ ไี ปหมด” เพราะความ
ไมด่ ภี ายในใจจงึ เอาความสกปรกภายในใจไปเทย่ี วสาดไปขา้ งนอกใหส้ กปรกไปหมด
เพราะน�ำ้ สกปรกภายในใจคอื ความกลวั ตาย ความไมเ่ ป็นท่าของตวั เรานีแ่ หละ เทย่ี ว
สาดคนอนื่ ใหพ้ ลอยไมส่ บายไปดว้ ย นีค่ ือความไม่มอี ะไรเป็นหลกั ใจ ค�ำวา่ “อตฺตา
หิ อตตฺ โน นาโถ” ไมค่ ำ� นงึ มแี ตห่ วงั พงึ่ ผอู้ น่ื ถา่ ยเดยี ว เกดิ มาเรากพ็ ง่ึ ผอู้ นื่ มานานแลว้
ใครเกดิ มากต็ อ้ งเคยพงึ่ ผอู้ น่ื มากอ่ นทงั้ นนั้ พงึ่ พอ่ พง่ึ แม่ พง่ึ พเ่ี ลยี้ งใครตอ่ ใคร พงึ่ ครู
พง่ึ อาจารยเ์ รอ่ื ยมา แลว้ สดุ ทา้ ยเรายงั จะพง่ึ คนอนื่ อกี จนกระทง่ั ถงึ วนั ตาย ไมค่ ำ� นงึ วา่
จะพง่ึ ตนเองแมแ้ ต่นดิ หนง่ึ เร่ืองมันจึงลำ� บาก และลำ� บากไปกระทงั่ วนั ตาย ตัง้ หลัก
ตง้ั ฐานภายในใจไมไ่ ด้เลย
พระพทุ ธเจา้ ท่านสอนให้พ่ึงตนเอง “อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ” พงึ่ คนอ่ืนก็พง่ึ มา
พอสมควรแลว้ เอาผลประโยชนจ์ ากคนอน่ื มาพอเปน็ พลงั สำ� หรบั ตน เพอื่ ทำ� ความพง่ึ
ตนเองในวาระตอ่ ไป นนั่ เปน็ หลกั สำ� คญั ทช่ี าวพทุ ธควรคำ� นงึ เสมอ กจิ การอะไรพอ่ แม่
กส็ อน ครอู าจารยก์ ส็ อน พระพทุ ธ พระธรรม พระสงฆ์ ทา่ นก็สอน ควรเอาวธิ กี าร
จากความรู้ความเข้าใจที่เราได้เล่าเรียนศึกษามาประกอบกันเป็นองค์ความเพียรเพื่อ
ชว่ ยตนเองได้ เม่ือเราเห็นความสำ� คญั ในตวั เราแล้ว อยา่ งอนื่ ไม่สำ� คัญ มนั ปลอ่ ยไป
หมดนน่ั แหละ จิตของผู้ได้รับการอบรม เวลาเข้าตาจนจรงิ ๆ แลว้ มันจะสลัดหมด
จะเป็นญาติมิตรเพ่ือนฝูง ใครต่อใครก็ตาม ไม่อยากให้มายุ่งเลย เราจะท�ำหน้าท่ี
เฉพาะนีเ้ ท่านัน้ ใหจ้ ติ หมนุ ติ้วลงไปเลย เพราะไมม่ อี าลัยอาวรณอ์ ะไรในโลกน้ี ดิน
น้�ำ ลม ไฟ เรากพ็ จิ ารณาได้ชัดเจนแล้ว มันเป็นดนิ เป็นน้ำ� เป็นลมเป็นไฟ แมแ้ ต่
ผสมกนั อยมู่ นั กค็ อื สว่ นผสมของดนิ นำ้� ลมไฟนนั่ เอง เราใหช้ อื่ มนั วา่ เปน็ กาย เปน็ เรา
เปน็ ของเรา ว่ามนั เปน็ น่นั เป็นนี่ ไมม่ ีส้นิ สุด แต่ธรรมชาติมนั ไม่ไดเ้ ปน็ ถงึ คราวมัน
จะตายมันก็ไม่เป็น มันจะตายท่าเดียว มันจะแตกท่าเดียว สติปัญญาท่ีเราได้เคย
อบรมมา แยกธาตุแยกขันธ์ไว้อย่างชัดเจน ทุกสิ่งทุกอย่างพิจารณาลงในความจริง
หมดแลว้ จิตกจ็ ริง ธาตกุ จ็ รงิ เวทนา สญั ญา สังขาร วิญญาณ หรืออะไรกจ็ รงิ
จรงิ ทกุ ส่งิ ทุกอย่าง ไมม่ เี ร่อื งย่งุ ผ่านไปได้อย่างสบายๆ เปน็ สคุ โต ไปอยา่ งดี ไมม่ ี
485
เรื่องราวยุ่งเหยิงวุ่นวาย ไม่ก่อความทุกข์ล�ำบากให้ตนและผู้อ่ืน แสนสุขแสนสบาย
ตายแลว้ ไมต่ อ้ ง กสุ ลา ธมมฺ า อกสุ ลา ธมมฺ า ไปนมิ นตพ์ ระมายงุ่ ไป วา่ อยา่ งนน้ั แหละ
ขรัวตาบัว วดั ปา่ บา้ นตาด พดู อยา่ งน้พี ดู อยา่ งแน่ใจ ตดั สนิ ใจนะ เราเคยพูดเสมอ
เคยเทศน์สอนญาติสอนโยม นี่เราสร้างตนอบรมตนมา เราบวชมาก่ีพรรษาแล้ว
เรากย็ งั สรา้ งแต่ กสุ ลา ธมมฺ า พยายามสรา้ งกศุ ล ใครอยากได้ กสุ ลา ธมมฺ า ใหส้ รา้ งเอา
เวลาตายไปแลว้ ผูย้ งั อยู่ไปเท่ียวกวา้ นเอาพระมาใหบ้ ญุ กุสลา ธมมฺ า ไล่พระเขา้
ตามปา่ ตามรกยงุ่ กนั ไปหมด เราไมอ่ ยากใหเ้ ปน็ อยา่ งนนั้ ได้ กสุ ลา ความฉลาดใสใ่ นจติ ใจ
กุสลาแปลวา่ ความฉลาดน้ี จงหาเอาให้พอ อุบายท่ีจะท�ำความสขุ ความสบายแก่ตน
ใหพ้ ยายามทำ� กันเสียแตบ่ ัดนี้ เวลาตายแลว้ ไปนิมนต์พระมา กสุ ลา ธมมฺ า ให้พระ
ทา่ นมายงุ่ ไปดว้ ย ไมด่ ี ผดิ ความประสงคข์ องศาสนาทสี่ งั่ สอนคนใหฉ้ ลาด หาความดี
ใส่ตนแต่เวลาท่ียังไม่ตาย เมื่อถึงกาลแล้วเป็นสุคโต ไปเลยอย่างหายห่วง
ถงึ ตอนสดุ ทา้ ยแลว้ เวลาเราตาย คอื เวลาหลวงตาบวั ตาย อยา่ ไปนมิ นตพ์ ระมาทำ� ให้
ยงุ่ ไปดว้ ยนะ หลวงตาบัว กสุ ลา ธมมฺ า ตั้งแต่วนั ปฏิบัตมิ าจนกระท่ังป่านนี้ ถ้ายังจะ
โงอ่ ยอู่ ยา่ งสนิ้ ทา่ แลว้ กใ็ หต้ าย ลม่ จมไปแตห่ ลวงตาบวั คนเดยี ว อยา่ ใหค้ นอนื่ มาโงไ่ ป
ดว้ ยอกี เลย พดู ตรงๆ อยา่ งนแ้ี หละ พดู กบั ลกู ศษิ ยล์ กู หา และเปน็ ความจรงิ อยา่ งนนั้ ดว้ ย
เราไมเ่ คยวติ กวจิ ารณ์กบั อะไร ถึงเวลาปลอ่ ยแลว้ กป็ ลอ่ ยอย่างสนกุ ตายอย่างสบาย
หายหว่ งไปเลย
โลกทัง้ หลายกอดธาตุกอดขันธ์ เวลาจะตายละก็ โอย๊ เศรา้ โศกโศกา ข้างหนา้
ข้างหลัง ไมอ่ ยากใหต้ าย ตวั จะตายแล้วกอ็ ยากใหเ้ ป็นอยู่ ถงึ คราวจะตายแลว้ ก็ยงั
ไมย่ อมจะไป ยงุ่ ไปหมด ไมใ่ หม้ นั เปน็ เชน่ วา่ นี้ พระพทุ ธเจา้ ทา่ นจงึ ใหร้ ตู้ ามความเปน็ จรงิ
ถึงเวลาไปแล้วเหรอ เอ้า ไปก็ไป ถึงเวลาไม่ไปเหรอ อยู่ก็อยู่ซิ มีน้�ำส้มน้�ำหวาน
เอามาเวลามนั ยงั ฉนั หมดนนั่ แหละ เวลาจะตายอยา่ มายงุ่ เวลานน้ั จะปลอ่ ย มนั หนกั
เหลือเกิน “ภารา หเว ปญฺจกขฺ นฺธา” นี่ปล่อยตามความจรงิ แลว้ ผา่ นไปอย่างสบาย
นั่นเต็มยศของนักปฏิบัติ พระพุทธเจ้าท่านเป็นอย่างนั้น สาวกท่านเป็นอย่างน้ัน
เรากเ็ ดินตามร่องรอยของพระพทุ ธเจา้ แล้ว ไม่นา่ จะเปน็ อย่างอ่ืนไปไดเ้ ลย ต้องเปน็
อยา่ งนนั้ แนๆ่ ไม่สงสยั
486
เอาละ เพียงเทา่ น้ี เทศน์เป็น ๒ กัณฑแ์ ลว้ นะ
พรงุ่ นก้ี จ็ ะไมไ่ ดอ้ ย่เู สยี แลว้ จะกลบั เมอื งไทย ให้คดิ ถึงพ่ีน้องทงั้ หลายท่ไี ด้มา
เวลานี้ก็ตั้งใจมาจริงๆ เพราะเห็นแก่น�้ำใจนี่แหละ อาจารย์มาอังกฤษนี้ ไม่ได้มา
เพือ่ อามิสอะไรทัง้ หมด ไมว่ า่ จะอย่ใู นวัดเจ้าของ ไม่ว่าจะไปในวัดใด ไปสถานท่ีใด
ในเมืองไทย ไม่เคยมจี ติ ใจคดิ ไปเพือ่ อามสิ วา่ ไปเพ่อื วัตถสุ งิ่ ของ เพ่อื เงินเพือ่ ทอง
เพอ่ื รำ�่ เพอ่ื รวย ไมเ่ คยมใี นจติ แต่ไปเพือ่ จิตใจของประชาชน ใหเ้ ขาได้รบั ประโยชน์
แม้มาอังกฤษน้ีก็มีความรู้สึกเต็มเปี่ยมภายในใจอย่างน้ันเหมือนกัน เรื่องน้�ำใจเป็น
สงิ่ ทม่ี นี ำ�้ หนกั มากยง่ิ กวา่ สงิ่ ใดทงั้ หมด ถา้ นำ้� ใจดแี ลว้ ทกุ สงิ่ ทกุ อยา่ งกด็ ไี ปตาม ถา้ นำ�้ ใจ
ไมด่ แี ลว้ เสยี ไปตามกนั หมด ฉะนนั้ มาเยย่ี มพนี่ อ้ งทง้ั หลายชาวองั กฤษเราทล่ี อนดอน
จงึ มาดว้ ยนำ้� ใจ เวลาจะจากไปกค็ ดิ ถงึ นำ้� ใจทา่ นทงั้ หลาย หากวา่ โอกาสวาสนาของเรา
ยังมเี หลือ่ มล�้ำกันอยู่ กาลเวลาผ่านไปเราอาจจะผ่านมา หรือทางน้ีอาจไดผ้ า่ นไป คอื
ไปเยี่ยมกันก็ได้ ทางโน้นมาเย่ียมก็ได้ เพราะโลกนี้มันกลม ใจของสัตว์โลกก็เป็น
วัฏวนดว้ ยกิเลสท้งั หลาย พาให้เวยี นเกดิ เวียนตายไมเ่ ลิกแลว้ สักที จงึ กรุณาพากนั
ทำ� จติ ใหเ้ ปน็ “ววิ ัฏฏะ” เสยี จะแสนสบาย ไม่ตอ้ งวกเวยี น
การแสดงธรรมวันน้ีก็เห็นวา่ พอดี ขอยตุ ิ ทา่ นผูใ้ ดมีขอ้ ข้องใจอะไร จะปรึกษา
ปรารภก็ปรกึ ษาได้ สำ� หรับพรุ่งน้ีไมม่ ีเวลาแล้ว ตอนเชา้ ฉันแตเ่ ช้าแลว้ ก็ออกเดินทาง
ทา่ นปัญญาฯ อธบิ ายตอ่ ไปได้
การอธิบายธรรมตอนน้ี จบเวลา ๑๙.๒๕ น
487
ตอบค�ำถาม
วนั ท่ี ๒๑ มิถุนายน ๒๕๑๗ (๑๙๗๔)
ถ.๑-ช.๑ ถ้าฝกึ หัดปฏบิ ตั ิธรรม กร็ ู้วา่ ตนเองมีทกุ ขอ์ ยู่เร่อื ยๆ ผลจะเป็นอยา่ งไร?
ตอบ ปกติคนเราเห็นทุกข์ในเร่ืองที่ตนล�ำบากมากๆ ส่วนที่เป็นความพอใจ
ของตนกเ็ หน็ วา่ เปน็ สขุ พอมกี ารเปลยี่ นแปลงไปจากทต่ี นพอใจกเ็ หน็ วา่
นั่นเป็นความทุกข์ และไม่มีปัญญาแก้ทุกข์นั้น สุดท้ายก็นอนจมอยู่
ดว้ ยกนั โดยไมส่ นใจหาทางออก เพราะการพยายามหาทางออกจากทกุ ข์
กถ็ ือวา่ ล�ำบาก จึงตอ้ งยอมเอาทุกข์เปน็ เพื่อนเสมอไป
การฝกึ หดั ปฏบิ ตั ธิ รรม ใหร้ จู้ กั ทกุ ขต์ ามความเปน็ จรงิ ใชส้ ตปิ ญั ญา
พิจารณาฝึกจิตให้ถอดถอนกิเลสจนกระทั่งประสบรสของความสุข
ภายในจติ ยอ่ มเปน็ การชว่ ยใหไ้ ดพ้ บความสขุ แทจ้ รงิ และไดห้ ลกั ยดึ มนั่
ทางใจ ไมว่ ่ากรณีจะเปน็ เช่นใด
ถ.๒-ญ.๑ เม่อื ภาวนา “พทุ โธ” จ�ำเป็นต้องนั่งภาวนาไหม?
ตอบ ท�ำได้ทุกอิริยาบถ พระพุทธเจ้ามิได้สอนให้คนจนตรอกจนมุมในการ
ต่อสู้กับส่ิงไม่ดีท้ังหลาย แต่สอนให้มีความฉลาดเพ่ือชัยชนะเสมอไป
พวกเราจึงควรคิดหาช่องทางเพ่ือความฉลาดและชัยชนะ ตามท่านที่
แสดงธรรมมาแลว้ นนั้ ๙๕ เปอรเ์ ซ็นตเ์ ปน็ ธรรมะป่า แสดงความส�ำคัญ
ของจติ ตภาวนา เพือ่ ชว่ ยให้จติ อย่ใู นตัว อยา่ ปลอ่ ยจติ ออกไปข้างนอก
สำ� หรบั จติ ทม่ี นี สิ ยั ชอบออกขา้ งนอกนนั้ การภาวนาพทุ โธไวน้ จี้ ะชว่ ยแก้
ปญั หาได้มาก
สุภาพสตรีอว้ นทม่ี ักมีค�ำถามท่านอาจารย์มากๆ ขอขอบคณุ ท่านอาจารยเ์ ปน็ อย่างสูง
ทีก่ รุณามาชว่ ยเหลอื พวกเราให้ได้ความรูค้ วามเข้าใจอะไรยง่ิ ข้ึน
488
ตอบ เสียใจที่ไม่สามารถพูดภาษาอังกฤษให้ท่านเข้าใจโดยตรงได้ การพูด
โดยมีผู้แปลนั้นย่อมท�ำให้น่าสนใจน้อยลงไปเป็นธรรมดา เพราะอาจ
ไม่เต็มเมด็ เต็มหน่วยเหมอื นท่อี ธิบายเป็นภาษาเดยี วกนั
ปดิ ประชมุ เวลา ๒๐.๐๐ น.
เสรมิ ศรี เกษมศรี
(ม.ร.ว. เสรมิ ศรี เกษมศรี)
๑๑ กมุ ภาพันธ์ ๒๕๑๘
489
รายงานการเดินทาง
คณะพระภิกษุในพทุ ธศาสนาแห่งประเทศไทยไปสู่กรุงลอนดอน
วนั ท่ี ๗-๒๒ มถิ ุนายน พ.ศ. ๒๕๑๗
๑) คณะทเ่ี ดนิ ทางไปมี
ฝา่ ยพระภกิ ษุ ทา่ นอาจารยพ์ ระมหาบวั ญาณสมั ปนั โน เจา้ อาวาสวดั ปา่ บา้ นตาด
จงั หวดั อุดรธานี พระปญั ญาวฑั โฒ และพระอภเิ จโต รวม ๓ รูป
ฝ่ายฆราวาส ศ.นพ.อวย เกตสุ ิงห์ กบั ม.ร.ว. เสริมศรี เกษมศรี รวม ๒ คน
๒) การเดนิ ทางเท่ยี วไปกรุงลอนดอน
วนั ที่ ๗ มถิ นุ ายน พ.ศ. ๑๕๑๗ (ศกุ ร์) เวลา ๒๓.๐๐ น. คณะเดินทางโดย
เครอ่ื งบินการบินไทย ออกจากกรงุ เทพฯ
กอ่ นเวลา ๒๓.๐๐ น. ณ ห้องว.ี ไอ.พี. ท่าอากาศยานดอนเมือง มีบรรดา
สานศุ ษิ ย์ของท่านอาจารย์มารอส่งกันมากมาย อยูข่ า้ งนอกกอ็ กี ไมน่ ้อย พอได้เวลา
เจ้าหนา้ ท่ีของเครอื่ งบินก็มานมิ นต์ไปขึน้ เครื่องบิน โดยขึน้ รถยนต์จากตึกรบั รองนนั้
ไปสลู่ านบนิ ทา่ นอาจารยเ์ ปน็ หว่ งศษิ ยท์ มี่ าสง่ อยขู่ า้ งนอกหอ้ ง จงึ อตุ สา่ หข์ อออกไปพบ
ร่�ำลากันแล้วจึงข้ึนรถไปข้ึนเคร่ืองบิน คณะนี้น่ังในช้ันนักท่องเที่ยว (Economic
Class) เจ้าหน้าที่บริษัทการบินนี้รู้วิธีต้อนรับพระภิกษุในพระพุทธศาสนาเป็นอันดี
จงึ ไดจ้ ดั ทน่ี งั่ ใหพ้ ระไมต่ อ้ งไปปนกบั ผหู้ ญงิ ตอ่ มาเมอ่ื เครอ่ื งบนิ ขน้ึ สอู่ ากาศพกั หนง่ึ แลว้
เจา้ หนา้ ทไ่ี ดม้ านมิ นตพ์ ระภกิ ษไุ ปนง่ั ทางชนั้ ทหี่ นง่ึ เพอื่ ใหท้ า่ นไดพ้ กั ผอ่ นสบายขนึ้ บา้ ง
490
เมอื่ บินไปได้ ๖ ช่วั โมง กถ็ ึงกรุงเตหะราน ประเทศอหิ ร่าน เวลาที่นนั่ ๖.๐๐ น.
แต่ยังไม่สว่าง เขาก็เล้ียงอาหารเช้าในเครื่องบินแก่ผู้โดยสารทั้งปวง ส่งคนลงแล้ว
บนิ ตอ่ มาอีก ๖ ชว่ั โมง กถ็ งึ กรงุ ลอนดอน เวลาทนี่ ่นั เป็นเวลา ๗.๐๕ น. ของวันท่ี
๘ มถิ ุนายน พ.ศ. ๒๕๑๗ ฝนตกพร�ำๆ อากาศค่อนขา้ งหนาว
ศ.นพ.อวย เกตุสิงห์ ช่วยถือของและดูเร่ืองหนังสือเดินทาง การผ่านด่าน
คนเข้าเมอื ง อนามยั และศุลกากรใหท้ า่ นอาจารย์ พระฝรัง่ สององคท์ ่านจัดของท่าน
ได้เอง เพราะท่านตอ้ งเข้าด่านตา่ งกนั ตามทเ่ี ขาเขียนบอกไว้ ม.ร.ว.เสริมศรี เกษมศรี
ดแู ลขา้ วของและความเคลอ่ื นไหวตา่ งๆ บรรดาทจี่ ำ� เปน็ ในการเดนิ ทางระหวา่ งประเทศ
ท่ปี ระเทศอังกฤษ มร.เบน วินท์ มร.ยอช ชารพ์ คณุ สนุ ยี ์ รามอนิ ทรา กบั
หลานสาวชอ่ื คณุ บษุ ยา ศริ ไิ พบลู ย์ และคณุ ชวน ศริ กิ จิ พรอ้ มกบั รถรบั คณะอกี ๒ คนั
มารอรับอยู่ข้างนอก คณะออกจากสนามบินแล้วเดินทางไปยังธัมมปทีปวิหาร
ณ แฮมสเตด ลอนดอน ใชเ้ วลาประมาณชวั่ โมงครงึ่ ฝนตกพรำ� อากาศมวั จนไมเ่ หน็
สองขา้ งทาง ไปถงึ ทน่ี ่นั ราว ๘.๓๕ น. พระภิกษุขน้ึ วหิ ารแล้ว รถไปส่ง ศ.นพ.อวย
กบั เสรมิ ศรี ทโ่ี ฮเตล็ สมยั ใหมซ่ งึ่ อยไู่ มไ่ กลจากวหิ ารนกั ชอื่ โพสตเ์ ฮา้ ส์ แลว้ นดั พบกนั
ทวี่ หิ ารอกี เวลา ๙.๐๐ น. วนั นั้น
วนั ท่ี ๘ มถิ ุนายน พ.ศ. ๒๕๑๗ เวลา ๙.๐๐ น. คณะธัมมปทปี วหิ ารและ
พุทธศาสนิกชนชาวอังกฤษท่ีเคยไปประเทศไทย ได้เตรียมอาหารถวายพระไว้แล้ว
เพราะทราบว่าพระกัมมัฏฐานฉันอาหารวันหน่ึงม้ือเดียว ยิ่งกว่าน้ันยังได้ทราบกัน
ภายหลงั วา่ เมอื่ เขาเลย้ี งอาหารกนั ในเครอ่ื งบนิ ทกี่ รงุ เตหะรานกด็ ี และเมอื่ อกี ๑ ชว่ั โมง
จะลงจากเครอื่ งบนิ กด็ ี พระทง้ั ๓ ของเรานน้ั ทา่ นมไิ ดฉ้ นั อาหาร เพยี งแตฉ่ นั เครอ่ื งดม่ื
เท่าน้ัน
เมื่อพระฉันเสร็จแล้ว ก็มีการปรึกษากันระหว่างผู้ติดตามมาจากกรุงเทพฯ
และผู้ต้อนรับในประเทศอังกฤษ วาดเค้าโครงการด�ำเนินงานระหว่างที่คณะอยู่ใน
กรุงลอนดอนวา่ ใครจะท�ำอะไร ที่ไหน เมอ่ื ไร
491
ในเชา้ วนั แรกนี้ ตกลงกันเป็นเลาๆ ว่าดังนี้
๑. มกี ารใส่บาตร-บิณฑบาตกันทุกเช้า เวลา ๙.๐๐ น. ใครจะใสบ่ าตรก็น�ำ
อาหารมาท่ีวิหาร ต้ังแต่ ๘.๓๐ น. เจา้ หนา้ ทีเ่ ตรียมโต๊ะยาวเตีย้ ๆ ไวใ้ ห้ส�ำหรับต้ังของ
ใส่บาตร ณ ห้องใตด้ ิน ซง่ึ อยูต่ ิดกับครวั ของวหิ ารและห้องฉันของพระดว้ ย
๒. วนั ใดมผี ู้นิมนตไ์ ปฉนั ข้างนอก ทางธัมมปทปี วิหารก็ไมต่ ้องเตรียมอาหาร
๓. เมอื่ พระฉนั เสรจ็ แลว้ ทา่ นยอ่ มสนทนากบั ญาตโิ ยมทไ่ี ปทำ� บญุ ในระหวา่ งนนั้
ใครมปี ญั หาอยากจะถามโดยไม่จุ้นจ้านกท็ ำ� ได้ เวลาประมาณ ๑๐ น. - ๑๑ น.
พระจงึ ขน้ึ กุฏขิ องทา่ น
๔. ต้ังแต่วันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๑๗ เป็นต้นไป ท่านอาจารย์และ
พระภิกษุท่ีมาน้ีจะข้ึนไปท่ีหอพระ ฆราวาสผู้สนใจขึ้นไปประชุมท่ีนั่น ฟังธรรมหรือ
ขอใหท้ ่านอาจารยต์ อบคำ� ถามได้ ตง้ั แตเ่ วลา ๑๘.๓๐ น. - ๒๐ น.
๕. เฉพาะวันที่ ๑๔ มถิ ุนายน พ.ศ. ๒๕๑๗ งดการประชมุ ฟงั ธรรม เพราะ
คณะกรรมการองคก์ ารทรสั ตเ์ พอ่ื คณะสงฆพ์ ทุ ธศาสนาในประเทศองั กฤษ ขอประชมุ
กรรมการ พรอ้ มกบั นิมนต์ทา่ นอาจารยก์ ับทา่ นปญั ญาวัฑโฒร่วมปรึกษาดว้ ย
วนั ท่ี ๘ มถิ ุนายนนัน้ เมอ่ื พระฉนั แลว้ ฆราวาสกร็ ับประทานอาหาร แลว้ แยก
ย้ายกนั ไปพักตลอดวนั
๓) เหตุการณร์ ะหว่างทีพ่ กั อยู่ ณ กรุงลอนดอน
วันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๑๗ เร่ิมประชมุ ฟงั ธรรมกนั ดังปรากฏในบันทึก
ธรรมนั้นแล้ว
วนั ที่ ๑๐ มถิ นุ ายน พ.ศ. ๒๕๑๗ ตอนพระฉนั สภุ าพบรุ ษุ ชาวพมา่ ชอ่ื อู เมยี ต
ซอว์ (U.Myat SAW) เจา้ ของศนู ยพ์ ทุ ธศาสนกิ ท่ใี กล้อ๊อกซ์ฟอรด์ ได้มานมิ นต์คณะ
ภกิ ษแุ ละฆราวาสทงั้ ปวงไปฉนั และรบั ประทานเลยี้ งทศี่ นู ยเ์ ขา ในเชา้ วนั ท่ี ๑๒ มถิ นุ ายน
เวลา ๗.๐๐ น. จะสง่ รถมารบั ที่ธัมมปทีปวหิ าร
492
วนั ท่ี ๑๑ มิถนุ ายน พ.ศ. ๒๕๑๗ ตอน ๑๗.๔๕ มิสเตอรค์ ริสตม์ าส ฮมั เฟรย์
นายกพุทธสมาคมแห่งประเทศอังกฤษพร้อมด้วยภริยา มานมัสการเย่ียมเยียน
ทา่ นอาจารย์ ณ หอพระในธมั มปทีปวหิ ารน้ี การสนทนาไดบ้ นั ทึกไว้แล้ว
วันที่ ๑๒ มถิ ุนายน พ.ศ. ๒๕๑๗ อู เมยี ต ซอว์ ไดส้ ่งรถขนาดยาว (Ex-
ecutive Tour) ไปรอรับทว่ี หิ าร เวลา ๗.๐๐ น. ทา่ นอาจารยก์ ับภกิ ษุ ๒ รูป และ
ลูกศิษย์ฝรั่ง คอื ร็อบ จอนสัน ขึ้นรถแท็กซีส่ ดี ำ� ซงึ่ มิสซสิ เชอรร์ จี่ า้ งไว้ประจำ� คณะ
พระภิกษุตลอดงาน คนขับรถเป็นพุทธศาสนิก ช่ือ เทอร์ร่ี ชายน์ (Mr.Terry
SHINE) และเปน็ ผปู้ ฏบิ ตั สิ มาธเิ ปน็ ประจำ� อยู่ ณ ธมั มปทปี วหิ ารนดี้ ว้ ย สว่ นฆราวาส
มมี สิ ซสิ เชอรร์ ี่ กบั หลานสาวชอื่ มสิ ซสิ แมค๊ วทิ ต้ี (Mrs.K.G.MCVITTIE) ซง่ึ มาจาก
คานาดา มสิ ซสิ ฟรดี า้ วนิ ท์ ศ.นพ.อวย เกตสุ งิ ห์ ม.ร.ว. เสรมิ ศรี ไปรถทอี่ ู เมยี ต ซอว์
ส่งมารับ คณะพากันไปยงั ศูนยพ์ ุทธศาสนิกชน ชื่อและตำ� บลดงั ขา้ งลา่ งน้ี
“THE BUDDHIST CENTRE”
Oakenholt, Farmoor, near OXFORD
สถานทแี่ หง่ นี้ เดมิ เปน็ คฤหาสนข์ องทา่ นลอรด์ คนหนงึ่ สรา้ งเมอ่ื ๑๐๐ ปมี าแลว้
มตี กึ ใหญส่ วยงามอยกู่ ลางทด่ี นิ หลายสบิ เอเคอร์ อู เมยี ต ซอว์ ไดซ้ อ้ื ไวเ้ ปน็ กรรมสทิ ธ์ิ
และได้แบง่ ใช้ทด่ี ินดังน้ี
๑. ที่อยขู่ องตนและครอบครัว คือ ตัวตึกใหญ่กับสนามหญ้าใกล้ๆ นน้ั
๒. สว่ นหนงึ่ ทำ� เปน็ ศนู ยพ์ ทุ ธศาสนกิ ชน มเี รอื นไมก้ บั โครงเหลก็ ยาวๆ เปน็ ทอ่ี ยู่
ของพระภิกษุชาวลังกา ๒ รปู วนั ที่เราไปนัน้ พระ ๒ รปู นี้ไปโรงพยาบาล จงึ ไม่ได้
พบกนั ในเรอื นนตี้ อ่ มามีห้องสมุดและห้องประชุม
๓. สว่ นทที่ ำ� เปน็ “สำ� นกั วปิ สั สนา” เปน็ เรอื นโครงเหลก็ รปู ยาวๆ แตท่ ำ� เปน็ เฉลยี ง
หรือทางเดินยาวตลอดข้างหน่ึง อีกข้างหนึ่งกั้นเป็นห้องเล็กพออยู่ได้สบาย ห้องละ
๑ คน ภายในห้องมีเตยี งนอน ต้ลู ิน้ ชักสงู กับเกา้ อ้ี ๑ คเู่ ท่านัน้ เขารับให้คนมาอยู่
493