The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by wonchai890, 2022-02-23 20:53:14

ธรรมคู่แข่งขัน หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

ธรรมคู่แข่งขัน หลวงตา

จติ กเ็ หมอื นสง่ิ ทงั้ หลาย มตี น้ ไมแ้ ละเดก็ เปน็ ตน้ ตอ้ งไดร้ บั การบำ� รงุ
ส่งเสริมจึงจะเจริญข้นึ แต่จิตนั้นตอ้ งแลว้ แตเ่ จ้าของเองจะบำ� รุงอย่างไร
กเ็ ป็นไปตามนัน้

สัมโมทนียกถาของท่านอาจารย์

ยนิ ดีที่ไดม้ าชว่ ยตอบปญั หาทา่ นในทีน่ ้ี การมานเ้ี ป็นการชัว่ คราว อยนู่ านไมไ่ ด้
เนอ่ื งจากมกี จิ ธรุ ะมากในประเทศไทย เพราะเปน็ ประเทศพทุ ธศาสนา มคี น ๘๐-๙๐%
นบั ถอื พุทธศาสนา ตอ้ งตดิ ตอ่ กับประชาชนลูกศษิ ยล์ กู หา จะมาประเทศอังกฤษต้อง
เตรยี มทำ� ไว้ต้ัง ๓-๔ เดือนจึงมาได้สำ� เรจ็ แต่ก็ตอ้ งรีบกลับเพราะทางโน้นคอยอยู่
มาได้รับความเอื้อเฟื้อจากพ่ีน้องชาวอังกฤษทั้งหลายก็ยินดีคิดอยากจะมาอีก
แต่ก็อนิจจงั -ทุกขัง-อนตั ตา ทำ� ให้เราแน่ใจไม่ไดว้ า่ จะมโี อกาสมาได้อีกเมอื่ ไร

เชอื่ วา่ ธรรมะทพี่ ดู กนั ในวนั นค้ี งจะทำ� ใหท้ า่ นไดส้ าระอนั สำ� คญั นำ� ไปปฏบิ ตั ติ อ่ ไป

อาตมาเสยี ดายทที่ า่ นปญั ญาฯ ทา่ นอยเู่ มอื งไทย ๑๒ ปี พดู ไทยเขา้ ใจภาษาไทยได้
อาตมากพ็ ยายามเรยี นภาษาองั กฤษจากทา่ นปญั ญาฯ ในระยะน้เี หมือนกัน แต่เรยี น
ไม่ได้จรงิ ๆ จงั ๆ มาครง้ั นจ้ี งึ ไม่สามารถจะพูดกับท่านเป็นภาษาอังกฤษได้ ตอ้ งพง่ึ
การแปลของทา่ นปญั ญาฯ

ถ.๑๒-ช.๓ บัดน้ีท่านอาจารย์ได้มาเห็นกรุงลอนดอน เมืองใหญ่ที่คนท�ำงานชุลมุน
วนุ่ วายเชน่ นี้ ใครจ่ ะเรยี นถามวา่ ในบา้ นเมอื งเชน่ นค้ี นจะฝกึ สมาธไิ ดห้ รอื ?

ตอบ ถา้ คนตายแลว้ กฝ็ กึ สมาธไิ มไ่ ด้ แตถ่ า้ ยงั มชี วี ติ อยกู่ ฝ็ กึ ได้ เพราะมเี วลาวนุ่
เวลาวา่ ง ไมไ่ ดย้ งุ่ เสมอไป พูดถงึ เมอื งมนษุ ยแ์ ลว้ เมืองไหนกค็ ือเมอื ง
ของคนที่มีปากมีท้อง ซึ่งจ�ำต้องวิ่งเต้นขวนขวายหามาเยียวยาความ
บกพร่องต้องการของธาตุขันธ์เชน่ เดยี วกนั จ�ำต้องมคี วามชลุ มนุ วนุ่ วาย
เหมอื นๆ กนั ไปบา้ นใดเมอื งใด กม็ แี ตบ่ า้ นเมอื งทว่ี นุ่ วายดว้ ยกนั ทว่ั โลก

394

เพราะอาชพี บังคับ เห็นไมว่ ุ่นแตป่ ่าช้าคือบา้ นคนตายเทา่ นน้ั แต่ใครเล่า
จะอยากไปบา้ นทไี่ มว่ นุ่ วายแบบนน้ั แมแ้ ตส่ ตั วย์ งั ไมอ่ ยากไปกนั ฉะนนั้
เม่ือพวกเราอยากอยู่เมืองชุลมุนวุ่นวายดังที่เป็นกันอยู่ก็จ�ำต้องทนเอา
เพราะความจ�ำเป็นบังคับดังทีร่ ้ๆู เหน็ ๆ กนั อยูท่ ่ัวไปในโลกมนษุ ยแ์ ละ
สตั วท์ มี่ ีปากมที อ้ งด้วยกนั จะพงึ ขวนขวายเพื่อความอยู่รอด

ปดิ ประชุมเวลา ๒๐.๓๐ น.

วันพธุ วนั ที่ ๑๒ มิถนุ ายน ๒๕๑๗ (๑๙๗๔)

ถ.๑-ช.๑ วานนท้ี า่ นบอกวา่ การกำ� จดั ความโกรธนนั้ ยาก แตพ่ อพดู เขา้ ใจได้ ขอให้
ท่านอธบิ ายวนั นี้บา้ งได้ไหม?

ตอบ พยายามมองใหเ้ หน็ โทษของความโกรธแลว้ จะขจดั มนั ไปได้ ความโกรธ
ทค่ี นอนื่ แสดงตอ่ เรา เราไมช่ อบ เราเหน็ วา่ ไมด่ ี เวลาเราโกรธคนอนื่ กเ็ ปน็
อาการทไ่ี มด่ ี และทำ� ใหเ้ กดิ ผลรา้ ยตามมา แตเ่ รามกั ไมร่ สู้ กึ ตวั วา่ นน่ั ไมด่ ี

ธรรมดาถา้ เรารวู้ า่ อะไรไมด่ เี ปน็ ภยั ภายหลงั เรากไ็ มท่ ำ� ถา้ เราคดิ วา่ ดี
หรอื ไมค่ ดิ เหน็ โทษของมนั และทำ� ตามอารมณแ์ หง่ ความโกรธ เรากข็ จดั
ความโกรธไมไ่ ด้ นอกจากจะเปน็ การสง่ เสรมิ ความโกรธใหม้ กี ำ� ลงั มากขนึ้
เพ่ือรังควานตนเองและเผาผลาญผู้อ่นื อย่รู �ำ่ ไปเทา่ นน้ั

ถ.๒-ช.๒ การแสดงความโกรธมีบางคราวมนั กส็ มควรได้บ้างไหม?

ตอบ ความโกรธนนั้ ร้อน แตค่ นมกั คิดวา่ ดี ชอบแสดงออกมา ใครท�ำอะไร
ไมไ่ ดอ้ ยา่ งใจเรากโ็ กรธ ถา้ เราไมค่ วบคมุ อารมณ์ มนั กม็ แี ตจ่ ะรนุ แรงยง่ิ ขน้ึ
เคยรู้สกึ หรอื ไมว่ า่ บางทเี รากโ็ กรธตัวเอง เพราะท�ำอะไรไมท่ นั ใจตวั เอง
ความร้สู กึ โกรธท�ำใหร้ อ้ น ไมส่ งบเยน็ ใจ กริ ิยาแสดงความโกรธไม่นา่ ดู

395

การปลอ่ ยให้เกิดความโกรธอยู่เรื่อยๆ โดยไม่พยายามระงบั ดับเสียบา้ ง
ก็เกิดเป็นนิสยั เพราะเป็นการสง่ เสริมมนั แลว้ ทา่ นจะเอาความสบายใจ
มาจากไหน ถา้ ความโกรธเปน็ ปยุ๋ พอใสต่ น้ ไมไ้ ด้ กค็ วรโกรธเวลาตอ้ งการ
ปุ๋ยใส่ต้นไม้ ถ้าใช้ต่างปุ๋ยหรือเป็นปุ๋ยไม่ได้ แต่ยังยินดีส่งเสริมความ
โกรธอยกู่ เ็ ป็นสิง่ ไมส่ มควร

ถ.๓-ช.๒ ถ้าเราไม่ได้รับความยุตธิ รรมจะท�ำอย่างไร เช่น เขามากล่าวโทษเราโดย
เราไมไ่ ด้ท�ำผิด?

ตอบ ควรปฏบิ ัติตามเหตผุ ลอนั ควร การกระทำ� ใดๆ ที่เปน็ ไปตามความโลภ
ความโกรธ ความหลงนน้ั ท่านวา่ ไม่ดี ถ้าอีกฝ่ายหนึง่ ท�ำผิด แต่เราเปน็
ฝา่ ยถูกฝ่ายดี แล้วเราไปปลอ่ ยอารมณ์บา้ ไปกบั เขาดว้ ยไม่ดี เราทีเ่ คย
เปน็ คนดอี ยแู่ ลว้ กจ็ ะกลายเปน็ คนเลวไปดว้ ย ซงึ่ มใิ ชข่ องดสี ำ� หรบั ผหู้ วงั
ความดีทั้งหลาย ถ้าเราต้องการเป็นคนดี เราต้องอดกลั้นความโกรธ
พิจารณาหาทางที่จะปฏิบัติให้เหมาะสมต่อตัวเองและต่อผู้ท่ีให้ร้าย
แก่เรานั้น โดยไม่ท�ำให้บุคคลอื่นเห็นเราพลอยเป็นคนเลวไปด้วยตาม
ฝา่ ยทกี่ ระทำ� ผิดนน้ั

ถ.๔-ช.๒ ถา้ เราโกรธแลว้ ไมแ่ สดงออก อกี ฝา่ ยหนงึ่ กไ็ มร่ ตู้ วั วา่ เราโกรธ เพราะฉะนนั้
จงึ ควรแสดงปฏกิ ริ ยิ าตอ่ การกระทำ� ของเขาดว้ ยความโกรธ เขาจะไดไ้ มท่ ำ�
กบั เราอกี ?

ตอบ การแสดงความโกรธไม่ใช่ของดี เราควรจะพิจารณาหาทางพูดกันดีๆ
ดว้ ยเหตดุ ว้ ยผลกจ็ ะสำ� เรจ็ ประโยชนไ์ ด้ โดยไมเ่ กดิ โทษตามมาทหี ลงั อกี
ถา้ พดู กนั โดยไมใ่ ชอ้ ารมณโ์ กรธ เรากไ็ มเ่ อาความบา้ มาพดู ดว้ ย อกี ฝา่ ยหนง่ึ
จะเขา้ ใจ และนบั ถอื ยอมท�ำตามเราได้ดว้ ยความเต็มใจ เร่ืองกจ็ ะดขี นึ้
ไมล่ กุ ลาม เหมอื นเอานำ้� สะอาดชะลา้ งสงิ่ สกปรก สงิ่ นน้ั จะมที างสะอาดได้
ไมเ่ พม่ิ ความสกปรกยงิ่ ขนึ้ การแสดงหนา้ ยกั ษห์ นา้ ผใี สก่ นั เชน่ นน้ั กไ็ มใ่ ชค่ น
แต่มันกลายเป็นยกั ษไ์ ปด้วยกนั แลว้

396

ถ.๕-ช.๓ ถา้ เราไมแ่ สดงปฏกิ ิริยา เราจะอดไดอ้ ย่างไร?

ตอบ ถา้ อดใจต้องอดได้ แต่ส่วนมากไมอ่ ดกนั และชอบปลอ่ ยตามอารมณ์
ไมค่ อ่ ยมใี ครสนใจจะอดทนต่อความโกรธของตน เราตอ้ งสังเกตตัวเรา
ว่าอะไรเราชอบหรอื ไม่ชอบ สง่ิ ท่เี ขาทำ� แก่เราทำ� ใหเ้ ราโกรธ เราอดกลนั้
ไม่แสดงอาการผดิ ปกตอิ ยา่ งใด เราพจิ ารณาแกท้ ต่ี ัวเราเอง โดยคิดถึง
อกเขาบ้างว่าเราได้ท�ำอะไรท่ีเขาน่าจะโกรธหรือเปล่า เราจ�ำไว้ไม่ท�ำอีก
ถา้ เขาผดิ เราไมผ่ ดิ เขาแสดงความโกรธออกแตเ่ ราไมแ่ สดง ใจเขากร็ อ้ นเอง
คนอนื่ กเ็ หน็ เขาเลวเอง เรามไิ ดเ้ ลวเพราะความไมแ่ สดงปฏกิ ริ ยิ าตอบเขา
ยง่ิ กลบั เปน็ บคุ คลทน่ี า่ ชมเชยอกี คนทโ่ี กรธไมม่ ใี ครชมเชยวา่ เขาดเี พราะ
โกรธเก่ง เม่ือเราโกรธให้ใครก็ตาม ใครจะชมว่าเราดีเพราะโกรธเก่ง
เพราะความโกรธคนนี้ โกรธไม่ใช่ของดีการดี ใครก็กลัวและเบ่ือกัน
ทวั่ โลก แมแ้ ตส่ ตั วม์ นั กย็ งั รแู้ ละรบี หาทห่ี ลบซอ่ นตวั กลวั ความโกรธซง่ึ มี
พษิ ภยั ยงิ่ กวา่ ไฟ ฉะนน้ั จงึ เปน็ สง่ิ ไมค่ วรสง่ เสรมิ นอกจากจะหาทางดบั
ให้มุดมอดลงถ่ายเดียวจนไม่เหลือ

ถ.๖-ญ.๑ ท�ำไมเราพบคนบางคนใหม่ๆ เราก็รสู้ กึ ชอบหรือไม่ชอบเขาแล้ว เขายัง
ไมไ่ ดม้ าทำ� อะไรให้เรา?

ตอบ คนทไ่ี มใ่ ชค่ นตายยอ่ มมคี วามรสู้ กึ ดงั นน้ั ฉะนนั้ เปน็ ความรสู้ กึ ธรรมดา
ทเี่ หน็ อะไรกช็ อบหรอื ไมช่ อบ ไมเ่ ปน็ การเสยี หายอะไร เพราะนสิ ยั มนษุ ย์
ทีม่ กี เิ ลสก็มักจะเป็นเชน่ นน้ั แทบทงั้ โลก นอกจากไม่แสดงออกกร็ าวกบั
ไม่มีอะไรเกดิ ขน้ึ

ถ.๗-ช.๒ การสลดั ความไม่ชอบเขาออกทันทีจะดีกวา่ แผเ่ มตตาไหม?

ตอบ ถา้ สลดั ออกไดก้ ด็ ี หรอื ถา้ แผเ่ มตตาไดก้ ด็ ี แตส่ ว่ นมากมกั ไมท่ ำ� ทงั้ สองอยา่ ง
แต่ไปท�ำสิ่งไม่น่าท�ำนั่นแล ถ้าเราเกิดความรู้สึกโกรธใครไม่ชอบใคร
เราเห็นโทษในตัวเราเองวา่ มนั ทำ� ให้เราไมส่ บายใจ เราก็ระงบั ความรู้สึก

397

อันนั้นเสียจึงจะตรงจุดที่หมาย ก่อนอื่นต้องพิจารณาโทษของตนเอง
หรือโทษที่จะเกิดหรอื เกิดแกต่ นเอง แล้วสลดั ความรสู้ กึ อนั นั้นเสยี

เมอ่ื เรมิ่ การปฏบิ ตั ธิ รรมะนนั้ ตอนแรกยงั ไมเ่ ขา้ ใจตนเอง เราไดแ้ ต่
รู้สึกตอ่ สง่ิ ภายนอก และมชี อบไม่ชอบ เราเริม่ สังเกตดคู นอน่ื คนโกรธ
แสดงกริ ยิ าโกรธอยา่ งนน้ั ๆ เราไมช่ อบ เรากพ็ ยายามไมท่ ำ� อาการอยา่ งนนั้
ตอ่ คนอนื่ ทำ� เชน่ นเ้ี ราเรม่ิ เขา้ ใจจติ ใจของเราเอง ทำ� บอ่ ยๆ ความรสู้ กึ จะไวขนึ้
ความรู้จักตัวรู้จักจิตของเราก็จะเร็วข้ึน พอเราได้รับการแสดงออกจาก
ผู้อ่ืนอย่างไรก็รู้ตัวและระงับอารมณ์ได้ ท�ำดังนี้ก็จะถอดถอนกิเลส
ออกไดท้ ลี ะนอ้ ย ระงบั ทกุ ขแ์ ละความรอ้ นใจตนเองได้ ความไมพ่ อใจใน
อะไรๆ นน้ั เปน็ ความทกุ ขท์ งั้ สนิ้ ดงั ธรรมทา่ นสอน แตค่ นเรามกั ฝนื ธรรม
คอื ความถกู ตอ้ งดงี าม จงึ มกั เจอทกุ ขก์ นั เสมอโดยไมเ่ ขด็ หลาบ ความไม่
เข็ดหลาบจงึ ทำ� ใหเ้ จออยบู่ อ่ ยๆ

ถ.๘-ญ.๒ ถา้ เรารสู้ กึ เปน็ หว่ งบคุ คลอนื่ เกนิ ไปจนรสู้ กึ กระวนกระวาย จะแกอ้ ยา่ งไร?

ตอบ คนเราท�ำอะไรหรือรู้สึกอะไรเกินไปนั้นไม่ดีทั้งนั้น เป็นเหตุให้เกิดทุกข์
ถา้ เราตอ้ งรบั ผดิ ชอบตอ่ ใครในเรอ่ื งอะไรเรากค็ ดิ ใหร้ อบคอบ พยายามคดิ
พยายามแกป้ ญั หาไปตามทมี่ นั จะเกดิ ขนึ้ ตามปกตถิ า้ ไมค่ ดิ อะไรใหม้ าก
เกินกว่าเหตุ ก็พอจะสงบระงับความกระวนกระวายหรือความห่วงเขา
จนเกนิ ไปเสยี ได้ คำ� วา่ เกนิ ไปโปรดทราบวา่ มนั เลยความพอดี ซงึ่ จะเกดิ
ทุกขถ์ า่ ยเดียว ผู้หวงั ในเหตุผลอรรถธรรมจงึ ควรระวังไว้เสมอ

ถ.๙-ช.๓ ความไมช่ อบเกดิ ขน้ึ เราจะดบั ไดด้ ว้ ยการกระทำ� เชน่ เดยี วกบั ทท่ี า่ นใหท้ ำ�
ตอ่ ความโกรธหรือครบั ?

ตอบ ได้ ท�ำตามอบุ ายวิธที ี่ความไม่ชอบจะระงบั ดบั ไปด้วยวิธนี ้ันๆ ยอ่ มเปน็
ความถูกต้องกับงานแขนงนั้น

398

ถ.๑๐-ช.๒ (ถามเช่นเดยี วกับคำ� ถาม ๙)

ตอบ เวลานเี้ ราพดู เรอื่ งชอบไมช่ อบกนั เพราะความสมั ผสั ใหแ้ กไ้ ขกนั ไปในทาง
ท่ีจะแกไ้ ขได้ แต่ยังไมพ่ ดู ถึงเรอื่ งกรรมและวิบาก

ถ.๑๑-ญ.๓ การท�ำสมาธโิ ดยเดินจงกรมนัน้ จะมวี ธิ ีเดนิ อยา่ งไรจึงจะถูกตอ้ ง?

ตอบ ท่านอาจารย์มั่นเคยแนะนำ� ว่ามี ๒ ทางดว้ ยกนั คอื

๑. เดินจากตะวันออกไปตะวันตก หรือเดินเฉียงตะวันออกไป
ตะวนั ตก (ตะวนั ไมเ่ ข้าตา)

๒. เราก�ำหนดจิตให้ท�ำงานอย่างใดอย่างหน่ึงไว้ก็ให้รักษาจิตให้ทำ�
แต่สง่ิ นั้น อยา่ วอกแวกไปอ่ืน ตอ้ งถอื งานนั้นเปน็ อารมณ์ เช่นบางวธิ ใี ห้
กา้ วเท้า ยกหนอ ยา่ งหนอ กต็ อ้ งทำ� อย่างนั้น เพราะเป็นงานทใ่ี ห้จิตท�ำ
ถา้ วธิ อี ื่นมีอยา่ งใด เรากม็ ีอารมณ์จดจอ่ อยูก่ บั เรอ่ื งนัน้

๓. การพิจารณาธรรมก็พิจารณาไปให้มันเสร็จเป็นเรื่องๆ ให้มี
สติสืบต่อกันไปทุกอิริยาบถ การปฏิบัติธรรมน้ันที่จริงไม่มีอะไรขัดกัน
แตผ่ ปู้ ฏบิ ตั มิ กั เขา้ ขา้ งตวั เหน็ วธิ ขี องตนเองถกู วธิ ขี องคนอน่ื ไมม่ คี ณุ คา่
แลว้ กท็ ะเลาะกัน หรอื ยกตัววา่ ใครดกี วา่ กัน วธิ ีเราทำ� ดกี วา่ คนอน่ื นำ� ไป
ใช้อาจไมเ่ หมาะแกเ่ ขา ไมถ่ ูกไม่พอใจกไ็ ด้ วิธที ี่คนอ่นื เขาทำ� ดี เรานำ� มา
ทำ� บา้ งไมเ่ กดิ ผลดแี กเ่ รากเ็ ปน็ ได้ การปฏบิ ตั ธิ รรมจงึ แลว้ แตอ่ ปุ นสิ ยั ของ
บุคคลเป็นรายๆ ไป ทำ� นองลางเนือ้ ชอบลางยา

ถ.๑๒-ช.๒ ถา้ เราใชว้ ธิ หี นงึ่ มานานแลว้ ตอ่ มาคนมาแนะวธิ อี น่ื อกี จะควรทำ� อยา่ งเกา่
ต่อไปหรอื ว่าไม่เหมาะ?

ตอบ ถา้ เราท�ำอย่างไหนถนดั พอใจ ไดผ้ ลเปน็ ความสงบเยน็ ใจแลว้ กใ็ ชว้ ิธี
นนั้ ได้ การปฏบิ ตั ภิ าวนานนั้ ชน้ั เรม่ิ แรกอารมณธ์ รรมเปน็ อยา่ งหนงึ่ ปฏบิ ตั ิ
ไปเรื่อยๆ จิตจะเปลี่ยนแปลงความร้สู ึกตวั เอง ดังนนั้ เบ้อื งแรกตอ้ ง

399

ใหใ้ จมหี ลกั ยึดจิตสงบกอ่ น ต่อไปก็อาจเปลี่ยนวิธไี ด้ แต่วธิ ีทเ่ี คยไดผ้ ล
เปน็ สำ� คญั ควรยดึ เปน็ หลกั ในการบำ� เพญ็ อยา่ ไปโยกคลอน หเู บา เชอ่ื งา่ ย
ใครวา่ อยา่ งไร อะไรดกี ็ทำ� ตามทงั้ ทไ่ี ม่ไดผ้ ล
ถ.๑๓-ช.๔ การทำ� แบบ “ยบุ หนอ-พองหนอ” นนั้ ทำ� ใหเ้ กดิ ความรสู้ กึ แปลกๆ เพราะ
อะไร
ตอบ ถา้ จติ ตงั้ อยทู่ ี่ “ยบุ หนอ-พองหนอ” กไ็ มม่ อี ะไร ทเ่ี กดิ ความรสู้ กึ แปลกๆ ขนึ้
เพราะจติ เผลอไป จงึ ไปรเู้ รอื่ งทตี่ า่ งออกไป จำ� ตอ้ งใหก้ ลบั มาทอี่ ารมณเ์ ดมิ
และใหจ้ ติ ทำ� งานในเรื่องนนั้ ถ้าปลอ่ ยจติ ไปเร่อื ยๆ ตามจิตไป มันก็จะ
หลอกเจ้าของตา่ งๆ ไมม่ ที างสนิ้ สุด สดุ ท้ายก็หาหลกั เกณฑไ์ มไ่ ด้ กลาย
เปน็ หลกั ลอย
ถ.๑๔-ญ.๔ การทำ� อานาปานสตนิ น้ั ใหส้ นใจทล่ี มหายใจเขา้ -ออก แตถ่ า้ ไดย้ นิ เสยี ง
อะไรขา้ งนอก การดลู มหายใจเขา้ -ออกกห็ ายไป พดู กนั วา่ ถา้ ไดย้ นิ เสยี งอะไร
กใ็ หน้ กึ วา่ “ไดย้ นิ หนอ” แลว้ กท็ ำ� ตอ่ ไป แตด่ ฉิ นั รสู้ กึ วา่ เขา้ สมาธไิ ดย้ าก?
ตอบ วิธีแรกน้ันแหละดี ไม่ต้องเพิ่มภาระมากขึ้น คือเอาจิตไว้ที่ลมหายใจ
เขา้ -ออก
วิธหี ลังนนั้ เพมิ่ ภาระใหจ้ ติ คอื พอได้ยนิ เสียงจิตตอ้ งมา ทราบหนอ
แล้วก็กลับมาต้ังไว้ท่ีเก่า ถ้ามีอะไรมากระทบบ่อยๆ จิตของเราก็จะ
เชอื นแชไป ไมต่ งั้ อยใู่ นงานทจ่ี ติ ตอ้ งทำ� ได้ ในตอนเรมิ่ ปฏบิ ตั จิ ติ ยงั ไมม่ ี
กำ� ลงั ไปเพมิ่ ภาระใหจ้ ติ มากนกั ไมด่ ี เปรยี บเหมอื นใชเ้ ดก็ ทำ� งานตอ้ งคอย
บอกให้ท�ำทีละอย่างๆ ถ้าไปบอกให้ท�ำมากอย่างก็เป็นการยากเกินไป
กจ็ ะข้ีเกียจข้ึนมา เดก็ อาจเถลไถลไปได้ จติ กเ็ หมือนกัน
ถ.๑๕-ญ.๒ จะพิจารณาสว่ นของร่างกายพรอ้ มกับการเดินจงกรมดว้ ยจะได้ไหม?
ตอบ ตอนแรกเราตอ้ งการใหใ้ จสงบ ถา้ ใจสงบแลว้ เมอื่ จติ ถอนจากความสงบแลว้
เรากใ็ หจ้ ติ พจิ ารณา และทำ� ความเขา้ ใจใหเ้ กดิ ขนึ้ ตามลำ� ดบั อาจมลี ำ� ดบั

400

ทเ่ี กนิ ความเขา้ ใจของเรา กไ็ มต่ อ้ งกงั วลวา่ จติ จะสงบหรอื ไม่ เรง่ พจิ ารณา
ตอ่ ไป งานของจิตนั้นมเี พ่ือสงบส่วนหน่งึ เพื่อถอดถอนกเิ ลสภายในอกี
สว่ นหนงึ่ แตข่ ณะพจิ ารณาเพอ่ื ความเขา้ ใจและแยบคายในรา่ งกายสว่ นตา่ งๆ
สติเคร่ืองก�ำกับการพิจารณาเป็นสิ่งจ�ำเป็น เช่นเดียวกับการท�ำสมาธิ
เพ่อื ความสงบ สตติ อ้ งคอยควบคุมงานอยูเ่ สมอ
ถ.๑๖-ญ.๒ การพิจารณาร่างกายเป็นงานดา้ นไหน?
ตอบ การพจิ ารณาถอดถอนกเิ ลสภายในและภายนอกทำ� เสมอๆ เปน็ งานของ
จติ ตภาวนาเป็นวิปสั สนา ถ้าพจิ ารณาได้แล้วจะเกิดความขยันพจิ ารณา
ข้ึนมาเองท�ำมากๆ ต้องหันมาพักจิต ท�ำให้จิตสงบอยู่ในสมาธิบ้าง
เพราะฉะนั้นจึงต้องท�ำสมาธิให้จิตสงบให้ช�ำนาญก่อน เพ่ือเพ่ิมก�ำลัง
ของจติ ไวท้ ำ� วปิ สั สนาญาณ และใชส้ มาธเิ ปน็ เครอ่ื งทำ� ใหจ้ ติ พกั ผอ่ นเพอื่
ทำ� งานตอ่ ไป จนเกดิ มหาสติ มหาปญั ญา จติ จะมคี วามแกลว้ กลา้ สามารถ
มสี ตปิ ญั ญาถอดถอนกเิ ลส นเ่ี ปน็ ตวั มรรค เมอ่ื ถงึ ขนั้ นแ้ี ลว้ ความขเ้ี กยี จ
หายหมด ทำ� จติ ตภาวนาไดอ้ ยา่ งลมื เวลา ทำ� ใหน้ งั่ ไดน้ านมาก ไดผ้ ลเปน็
คุณคา่ อันสงู เมื่อนัง่ นานแล้ว ก็เดินพิจารณาเปล่ยี นอิรยิ าบถ มหาสติ
มหาปญั ญา กใ็ ชแ้ กป้ ญั หาไป จนไมม่ กี เิ ลสเหลอื จะใหแ้ ก้ ตนกจ็ ะทราบ
กบั ตนเองวา่ จติ กบั ธรรมไดเ้ ขา้ ถงึ กนั แลว้ ภาคปฏบิ ตั จิ งึ ชว่ ยใหเ้ กดิ ความรู้
ความเข้าใจในเรอื่ งจิตไดด้ ังนี้
จติ ใจเปน็ สงิ่ สำ� คญั ในตวั ของคน เราเกดิ มาเปน็ คนกเ็ พราะจติ ใจเปน็
ตวั ทำ� ใหเ้ กดิ มาเปน็ คน ดไี มด่ ี สงู หรอื ตำ่� เมอ่ื จติ ใจเปน็ ตน้ เหตุ เราจงึ ตอ้ ง
อาศัยเคร่ืองผลักดันจิตใจ ถ้าเจริญดีขึ้นจนถึงเป็น “สุคโต” คือผู้มี
ความสุขดี ถา้ ใจส่งั สมความไมด่ ไี วโ้ ดยทีต่ วั ไมร่ ูว้ ่านไี่ มด่ ี ผลทไี่ ดร้ ับก็
ไมด่ วี นั ยงั คำ่� ถา้ ปฏบิ ตั ธิ รรมไดด้ ี กเ็ กดิ ความสบายใจ คนเรามกั ไมท่ ราบ
ว่าท�ำไมเราจึงไดร้ ับทุกข์ เม่ือไรจะพ้นทุกข์ เพราะเราไมร่ ตู้ วั วา่ ทำ� ไม่ดไี ว้
แตเ่ มอ่ื ไร ปรากฏแต่ผลทเี่ กดิ ทกุ ขข์ ้นึ มาในขณะน้นั

401

แตบ่ ดั นี้ เราจงึ ควรพยายามเลอื กงานใหจ้ ติ ทำ� ถา้ เปน็ บาปเปน็ อกศุ ล
เราก็เวน้ เสีย ถา้ เคยท�ำอยกู่ พ็ ยายามหาทางละเวน้ เราควรสง่ เสริมให้มี
คุณความดี แม้ว่าจะเป็นการยากก็ตาม ค่อยฝึกค่อยทำ� ไปจนเคยชิน
ใชป้ ญั ญาเป็นเคร่ืองบังคับ คนเกียจคร้าน คนที่ไมช่ อบดแี ลว้ กไ็ มม่ ี
ประโยชนอ์ ะไร เพราะไมม่ ปี ญั ญาบงั คบั ถา้ คนรกั ดปี ญั ญากบ็ งั คบั ใหท้ ำ� ดี
จนจิตใจเคยชิน ผลเป็นความสงบเย็นใจมีความสขุ ก็จะเกิดขน้ึ อาจมี
ความประหลาดอัศจรรย์ของจิตอย่างอื่นตามมาเอง เราไม่รู้จักความ
อัศจรรย์นั้นก็ได้ แต่จะเกิดขึ้นจากการบ�ำเพ็ญความดี มีจิตตภาวนา
เป็นสำ� คัญ

สว่ นคนทไ่ี มด่ นี ั้น กม็ ีแตค่ วามไม่ดี วุ่นวาย มเี รื่องปนี เกลยี วกับ
ธรรม กบั ใครๆ ตลอดจนใจของตนเอง เพราะใจไมม่ คี วามควบคมุ ใหใ้ จ
กาย วาจา ด�ำเนินในทางที่ถูกท่ีควร อันเป็นผลให้ได้รับความสุข
เพราะฉะนนั้ จงึ ตอ้ งชำ� ระสะสาง พยายามใหจ้ ติ ทำ� งานดว้ ยวธิ จี ติ ตภาวนา
ทำ� ใหส้ งิ่ ไมด่ ภี ายในตวั สลายไป จติ ใจกจ็ ะมคี วามสงา่ ผา่ เผยขน้ึ มา สมกบั
คณุ คา่ ของจิตทีเ่ ป็นของมคี ณุ คา่ สูงตามธรรมชาตอิ ยูแ่ ลว้

ถ้าอบรมจิต เราก็จะเห็นจิตของเราก่อนใครๆ ถ้าปฏิบัติตามที่
พระพทุ ธเจา้ ทรงสอนไว้ เรากเ็ ปน็ คนฉลาด ถา้ เราปฏบิ ตั ติ ามคนทไี่ มร่ จู้ รงิ
กเ็ ปรยี บเหมอื นคนตาบอด คนโงจ่ งู คนตาบอดไมส่ ามารถจะเดนิ ใหถ้ กู ทาง
ถึงจุดหมายปลายทางตามประสงค์ได้ ถ้าย่ิงไม่ยอมให้ผู้รู้จูง ก็ยิ่งโง่
ไม่ฉลาด ไมเ่ กิดผลท่ีตอ้ งการ

ความฉลาดต้องอาศยั สติปญั ญาหาเหตผุ ล คนในโลกไมใ่ ช่เกิดมา
ดเี อง ตอ้ งอาศยั การศกึ ษาและมกี ารอบรม อบรมใหจ้ ติ สงู ขน้ึ คนทไ่ี มอ่ บรม
จติ กส็ งู ขน้ึ ไมไ่ ด้ กเิ ลสดงึ ใหจ้ ติ ตำ�่ ลงจนถอดถอนไมไ่ ด้ แตจ่ ติ ทฝี่ กึ ดแี ลว้
ถอดถอนกเิ ลสได้ มคี ุณอยา่ งยง่ิ

ปิดประชมุ เวลา ๒๐.๒๐ น.

402

ตอบ ท่บี า้ น Mr.Benedict WINT
วนั พฤหสั บดี วนั ที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๑๗ (CAMBRIDGE)

เชา้ วนั น้ี Mr.Benedict WINT (เบนเนดคิ วนิ ท)์ นมิ นตท์ า่ นอาจารยแ์ ละคณะ
ผตู้ ดิ ตามทงั้ พระภกิ ษแุ ละฆราวาสไปฉนั ทบ่ี า้ นของเขา ในเมอื งมหาวทิ ยาลยั เคมบรดิ จ์
นายเบนฯ เคยมาบวชเป็นสามเณรที่วัดบวรนิเวศวิหาร แล้วไปอยู่ฝึกปฏิบัติธรรม
ณ วดั ปา่ บา้ นตาด อำ� เภอเมอื ง จงั หวดั อดุ รธานี ในความดแู ลฝกึ อบรมของทา่ นอาจารย์
มหาบวั ญาณสมั ปนั โน มาแลว้ ญาตมิ ติ รของนายเบนฯ ทร่ี อรบั รองทา่ นอาจารยแ์ ละ
คณะอยนู่ ้นั มี ๗ คน รวมทัง้ ภรยิ าและบตุ รของเขาด้วย หลงั จากฉนั แล้ว พระภกิ ษุ
ทง้ั สามองคไ์ ดไ้ ปหาความสงบในสวนหลงั บา้ นนายเบนฯ สว่ นฆราวาสทง้ั ปวงรบั ประทาน
อาหาร

หลงั จากทีท่ ุกคนรับประทานอาหารแลว้ ทง้ั พระภิกษุและฆราวาสจึงมารวมกนั
ในห้องที่ฉันภัตตาหารในตอนเช้า ญาติมิตรของนายเบนฯ จึงเริ่มกราบเรียนถาม
ทา่ นอาจารย์ ดังต่อไปนี้


คำ� ถาม - คำ� ตอบ

ถ.๑-ญ.๑ ดฉิ นั เคยเรยี นทำ� สมาธแิ บบเซน็ (Zen) ใหน้ บั ลมหายใจ ๑-๑๐ กลบั ไป
กลบั มา แล้วให้โกอาน (ปรศิ นาไปคิด) คำ� วา่ “ม”ู ซ่งึ แปลว่า “วา่ ง”
ให้เพ่งดทู ท่ี อ้ ง เลอื ดในทอ้ ง เอาจิตแผเ่ ขา้ ในท้อง พอท�ำไดห้ น่อยหนึ่ง
ดิฉันรู้สึกตึงตามหน้าตาและศีรษะ แล้วก็ปวดศีรษะ ระหว่างท�ำสมาธิ
ก็มีการทำ� เสียงดัง ตีกลอง ตรี ะฆงั ดฉิ นั พยายามจะพักร่างกาย แตก่ ็
ทำ� ไมไ่ ด้ เวลานเ้ี พยี งแตค่ ดิ จะทำ� สมาธกิ ป็ วดศรี ษะแลว้ อยากจะทราบวา่
เปน็ เพราะอะไร?

ทา่ นถาม กอ่ นที่จะรสู้ กึ ตงึ ทห่ี น้าและทศี่ ีรษะน้ัน เอาจิตไวท้ เ่ี สยี งหรือไวท้ ี่ท้อง?

403

ญ.๑ เอาไวท้ ี่ท้อง เพราะตอ้ งภาวนา “ม”ู แลว้ เพ่งกำ� ลงั ใสล่ งในท้อง

ตอบ เปน็ เรอื่ งของรา่ งกาย และเปน็ ปฏกิ ริ ยิ าของตวั ทา่ นเอง เขา้ ใจวา่ ตงั้ ใจมาก
เกินไป จงึ กระเทอื นรา่ งกาย เหมือนมกี ารตอ่ สูก้ ัน ควรถามอาจารย์ของ
ทา่ นเองท่ีเป็นผสู้ อนวา่ เกดิ อปุ สรรคเชน่ น้ีจะแกอ้ ยา่ งไร

ญ.๑ อาจารย์จะช่วยเวลาอยู่ท่ีวัดเท่าน้ัน ถ้าออกจากวัดแล้วเขาไม่ติดต่อกับ
ศิษย์ทางจดหมาย เวลานีด้ ิฉนั ก็หนั มาทางอานาปานสตแิ ลว้

ตอบ เราตอ้ งเพียรพจิ ารณาหาเหตผุ ล และเปลี่ยนแปลงวิธกี ารไปตามเหตุผล
ทสี่ มควรท่ีจะให้จติ เปน็ ปจั จบุ ันอยูเ่ สมอ ก็อาจหายได้

ถ.๒-ช.๑ สตคิ ืออะไร?

ตอบ การทเ่ี ราจับอะไรกร็ ู้ว่าเราจับอะไร นั้นคือสติ

ถ.๓-ช.๒ ในโรงเรียน ครถู ามวา่ ทางพทุ ธศาสนากลา่ วถงึ การสรา้ งโลกว่าอย่างไร?

ตอบ พทุ ธศาสนาสอนใหค้ นแกป้ ญั หา คลายทกุ ขเ์ ปน็ ขนั้ ๆ ไป เชน่ เราจะเขา้ มา
ในบา้ นน้ี เรากเ็ ปิดประตูกอ่ น ไมใ่ ช่รอ้ื บา้ นท้ังหลัง หรือเด็กนักเรยี น
เร่ิมเรียนหนังสอื กเ็ รยี นเป็นข้ัน เปน็ ชนั้ แลว้ ขึ้นสงู ๆ ขึ้นไปตามล�ำดับ
ดังนัน้ ถ้าเราเอาเรือ่ งสูงๆ มาสอนนกั เรียนช้นั ต้นกไ็ มม่ ปี ระโยชน์อันใด
การรู้เรอื่ งสรา้ งโลกจงึ ไมเ่ ป็นประโยชนอ์ ะไร

ถ.๔-ช.๒ การถอื พระรตั นตรยั เปน็ สรณะทพ่ี ง่ึ นน้ั สว่ นทว่ี า่ ถงึ พระพทุ ธ พระธรรมนน้ั
พอจะเขา้ ใจได้ แต่ส่วนท่ีเกีย่ วกบั สังฆงั สรณงั คัจฉามิ น้นั หมายถงึ
ว่าให้เราถือพระสงฆ์นี้เป็นท่ีพึ่งหรือ? ประเทศอังกฤษยังไม่มีพระสงฆ์
จะท�ำอยา่ งไร?

ตอบ พทุ ธัง สรณงั คจั ฉามิ หมายความว่า ถือพระพุทธเจา้ ทุกพระองค์
เปน็ สรณะพง่ึ

404

ธัมมัง สรณัง คจั ฉามิ หมายถึง ถอื พระธรรมทพ่ี ระพุทธเจา้ ทุก
พระองค์ไดท้ รงสอนแล้วเป็นทพ่ี ึ่ง

สงั ฆัง สรณงั คัจฉามิ หมายถงึ ถอื พระสงฆ์สาวกของพระพทุ ธเจา้
ทกุ พระองคท์ เ่ี ปน็ “สปุ ฏปิ ันโน” คอื ผ้ปู ฏบิ ตั ดิ แี ลว้ “อชุ ปุ ฏปิ นั โน” คือ
ปฏิบตั ติ รงตามพระวินยั ท่ีพระพุทธเจ้าทรงกำ� หนดไว้ ไมเ่ ลีย่ งพระวินยั
“ญายปฏปิ นั โน” คอื ผู้ปฏบิ ัตเิ พ่ือความรู้แจง้ เหน็ จรงิ และปลอ่ ยวาง กบั
“สามจี ปิ ฏปิ นั โน” คอื ผู้ปฏิบัติธรรมตามสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบยิง่
ในหน้าทีข่ องพระ ทา่ นใหถ้ อื เหล่านี้เป็นที่พ่ึง

พระสงฆท์ กุ วนั นี้ ปฏบิ ตั ติ ามทบี่ รรยายนกี้ ถ็ อื เปน็ ทพ่ี ง่ึ ได้ อยา่ งเปน็
ผลพลอยได้ เพราะพระสงฆผ์ ปู้ ฏบิ ัตถิ ูกต้องกอ็ ยใู่ นพวก “สงั ฆะ” วธิ ี
ท่ีท่านจะบอกวา่ มีพระสงฆ์ทจ่ี ะถอื เปน็ สรณะที่พึง่ ไดห้ รือไมอ่ ยู่ตรงน้ี

ถ.๕-ช.๒ ทป่ี ระเทศอังกฤษหาพระสงฆ์ยากมาก

ตอบ ถา้ จะคำ� นงึ ถงึ พระสงฆต์ ามลกั ษณะทกี่ ลา่ วแลว้ กห็ ายากไมว่ า่ ประเทศไหนๆ

ถ.๖-ช.๒ ท�ำไมเวลาให้ศีลจงึ ตอ้ งพดู ภาษาบาลี?

ตอบ เมอื่ พระพทุ ธเจา้ ตรสั สอนพระศาสนา ทา่ นตรสั เปน็ ภาษาบาลี มคี วามหมาย
อยา่ งนน้ั ๆ ถา้ เราจะถอื ความเขา้ ใจ จะพดู ภาษาอะไรทเี่ ขา้ ใจไดก้ ไ็ ด้ ถา้ เรา
เหน็ วา่ “ภาษาใจ” เป็นสง่ิ ส�ำคญั กิรยิ าที่แสดงออกเป็นเรอ่ื งสงั คมนิยม
เราจะถอื ภาษาบาลเี ปน็ ภาษาใจ กลา่ วคำ� นน้ั เราคนตา่ งภาษากนั กเ็ ขา้ ใจได้
ตามภาษาของตนๆ สังคมของตนๆ กเ็ ป็นการดี ไม่ใชห่ รอื

ถ.๗-ช.๓ กฎแห่งกรรม กบั กฎทางวิทยาศาสตร์คา้ นกันหรอื เปล่า?

ตอบ กฎทางวทิ ยาศาสตร์ว่ากระไร ขอใหบ้ อกกอ่ น เรอื่ งกรรมนั้น กรรมคือ
การทค่ี นคดิ พดู ทำ� ซงึ่ มดี ี ชว่ั กลางๆ ไมด่ ี ไมช่ วั่ การกระทำ� ลงไปแลว้
ผลยอ่ มจะตามมา ผลก็มีดี ชัว่ กลางๆ เหมอื นกนั

405

ช.๓ วิทยาศาสตรไ์ มเ่ กย่ี วกบั ดชี ่วั หรืออนาคต

ตอบ เรยี นวิทยาศาสตรแ์ ลว้ แก้หวิ ขา้ วได้บา้ งไหม? เม่อื หวิ ข้าว กนิ ข้าวก็อม่ิ
ทางพุทธศาสนามุง่ แกท้ ุกข์ ถา้ มีอะไรเปน็ ทุกข์ก็ม่งุ แก้อันน้ัน หลักธรรม
ในพระพุทธศาสนามรี ะดับต่างๆ กนั ตง้ั แต่งา่ ยๆ ไปหายากๆ

ถ.๘-ญ.๑ สมัยน้ีดิฉันอยากจะเรียนท�ำสมาธิบ้าง อยากจะรู้จักตัวเองอย่างใหม่
แต่กม็ ีอปุ สรรคทางใจดงั ไดเ้ รยี นแล้ว จะแกอ้ ยา่ งไร?

ตอบ ขอ้ นเ้ี หน็ ใจ แตจ่ ะบอกวธิ แี กก้ ล็ ำ� บาก เพราะการปฏบิ ตั มิ ที างแตกตา่ งกนั
ถ้าครูสอนอย่างไร ผู้เรียนก็ท�ำตามไปอย่างนั้น จะแน่ใจได้อย่างไร
ว่าทางที่ผู้นั้นให้เป็นทางท่ีถูกต้อง จึงควรหาหลักที่จะให้แน่ใจได้ว่า
เป็นจุดหมายปลายทางอันเดียวกัน หลักท่ีจะให้ได้กลางๆ เช่นน้ีก็คือ
“ขออยา่ ให้ส่งจิตออกไปข้างนอก” จติ ออกข้างนอก บางอยา่ งท�ำใหจ้ ิต
เพลิดเพลิน เราเพ่ิงฝึกใหม่ๆ ไม่ทราบว่าส่ิงน้ันมาจากใจเรา หรือมา
จากไหน ถา้ เปน็ สงิ่ นา่ รกั สวยงามเรากร็ กั ถา้ เปน็ สงิ่ นา่ เกลยี ด และสำ� คญั
ที่สงิ่ น่ากลัว เราจะกลัว เพราะฉะน้ันเพ่ือปอ้ งกันมิให้กลวั ตอ้ งรกั ษา
ใหจ้ ติ อยู่ภายใน ใหเ้ กดิ ความสงบภายใจ เย็นใจ

ถ.๙-ญ.๑ เวลาน้ีโลกเรามีแต่ความยุ่งเหยิง ตกต�่ำ สังคมมีการเปล่ียนแปลง
ท่านคิดว่าจะเปล่ยี นแปลงไปในทางดีได้อย่างไรบา้ ง?

ตอบ เร่ืองโลกเราเปล่ียนแปลงก็เป็นธรรมดาอยู่ เร่ืองสังคมเปลี่ยนแปลง
ก็เหมือนกัน สงั คมประกอบด้วยคนในสังคม คนในสงั คมนัน้ ๆ ต้อง
พจิ ารณาตรวจสอบวา่ อะไรดี อะไรไมพ่ งึ ปรารถนาในสงั คม ควรจะแกไ้ ข
อยา่ งไร จงึ จะถกู จะควร คนอยภู่ ายนอกสงั คมนนั้ ไมม่ คี วามรคู้ วามเขา้ ใจ
พอจะไปคดิ เปลี่ยนใหไ้ ด้

ปดิ ประชมุ เวลา ๑๓.๓๐ น.

406

ตอบคำ� ถาม วันพฤหสั บดี
วันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๑๗ (๑๙๗๔)

ทา่ นอาจารยล์ งมา ณ หอ้ งพระ เวลา ๑๘.๒๕ น. ทา่ นปญั ญาวฑั โฒ มาไลๆ่ กนั นนั้
ทา่ นอภเิ จโต ลาไปเยยี่ มโยมมารดา มาชา้ หนอ่ ย มพี ทุ ธศาสนกิ ชาวองั กฤษนงั่ ทำ� สมาธิ
อยใู่ นหอ้ งพระแลว้ ๑๔ คน ต่อมามฆี ราวาสมาเต็มห้อง (นัง่ เก้าอ้ี ๓๐ คน นง่ั กับพนื้
หอ้ งอกี ๓ คน รวมเป็น ๓๓ คน เตม็ หอ้ ง)

ทา่ นอาจารยถ์ ามเราว่า อธบิ ายธรรมก่อนดไี หม เสริมศรีแปลใหผ้ มู้ าประชุมฟัง
คนสว่ นใหญข่ อใหอ้ ธบิ ายธรรมกอ่ น ทา่ นอาจารยจ์ งึ เรม่ิ อธบิ ายธรรม เวลา ๑๘.๓๕ น.
จนถงึ เวลา ๑๙.๐๕ น. จงึ จบ รวม ๓๐ นาที

การอธิบายธรรม

ทา่ นอาจารย์ “เทา่ ทเ่ี ราสนใจในพระพทุ ธศาสนา กเ็ พราะเราสนใจในตวั เราและผเู้ กยี่ วขอ้ ง
มากนอ้ ยรอบตวั เรา วา่ จะควรปฏบิ ตั ติ อ่ ตนและสง่ิ เหลา่ นน้ั อยา่ งไรบา้ ง สำ� หรบั ศาสนา
แลว้ เปน็ ธรรมกลางๆ ถา้ เราเฉยเสยี ไมส่ นใจ กก็ ลายเปน็ สมบตั กิ ลางๆ เพราะพระพทุ ธเจา้
ได้ประทานไวก้ ลางๆ แกม่ นุษย์ แกพ่ ทุ ธบริษทั คือ เราทั้งหลายน้ี

ศาสนาจะกลายมาเป็นสมบัติของคนแต่ละระดับได้ ขึ้นอยู่กับการสนใจและ
การรบั ไปปฏบิ ตั ิ ดดั กาย ใชเ้ ปน็ อาหารใจ ใหถ้ กู ตามทที่ า่ นทรงสอน ผลจะเปน็ ความ
สงบเย็นใจตามเพศตามวัยเป็นข้ันๆ ศาสนากับเราจึงแยกกันไม่ออก เช่นเดียวกับ
ทางเดนิ ไปสจู่ ดุ ตา่ งๆ ทางเปน็ สง่ิ จำ� เปน็ สำ� หรบั เรา เราจะไปจดุ ไหนตอ้ งศกึ ษาวา่ ทางนี้
จะนำ� ไปอยา่ งไร มที หี่ มายอะไร ถ้าไปไมถ่ กู ทางก็เสยี เวลา ศาสนากเ็ ปน็ เช่นนน้ั

ทางพระพทุ ธศาสนาเป็นทางสงบ เป็น “นยิ ยานิกธรรม” น�ำผูป้ ฏบิ ัตใิ ห้พน้ ทกุ ข์
กนั ไปไดต้ ามระดบั แหง่ ภมู ธิ รรมภมู จิ ติ ของบคุ คล ผทู้ อ่ี ยใู่ นความวนุ่ วาย ไมส่ บายใจ

407

ไมร่ จู้ ะปฏบิ ตั อิ ยา่ งไร ไมร่ จู้ ะกำ� จดั สงิ่ ทไี่ มพ่ อใจอยา่ งไร เมอื่ ไดศ้ าสนาเปน็ ทางเดนิ แลว้
การประพฤตปิ ฏบิ ตั กิ ถ็ กู ตอ้ งดงี าม ศาสนาจงึ จำ� เปน็ สำ� หรบั เรา ผตู้ อ้ งการความถกู ตอ้ ง
ดีงามนั้นอยู่

ปญั หาระหว่างเรากับศาสนา มกี ับตวั เราเอง คอื ตัวเราตอ้ งเกิด ตอ้ งประสบ
ความทกุ ข์ ลำ� บาก และตาย

ปญั หาของเราคอื เกดิ ขน้ึ มาแล้วท�ำอยา่ งไรจะสะดวกสบาย ไมส่ ะสมความทุกข์
ความเดือดร้อนใหต้ ัวเอง หรือทำ� ความเดือดรอ้ นให้คนอน่ื และสงั คม เพราะความรู้
เท่าไมถ่ ึงการณ์

ความตายน้ันไม่มีใครต้องการ เพราะกลวั วา่ จะล่มจมฉบิ หาย ไดร้ ับความทุกข์
ลำ� บาก ซง่ึ อาจเกดิ ขน้ึ ในตอนทตี่ ายแลว้ กไ็ ด้ ถา้ ยงั มชี วี ติ อยู่ ลม่ จมอยา่ งไรบา้ ง ตวั เอง
กร็ อู้ ยแู่ ลว้ โลกจงึ ไมอ่ ยากตาย ถา้ ทราบวา่ ตายแลว้ จะไดร้ บั ความสขุ สบาย ใครๆ กอ็ ยาก
จะตายในบัดน้ี เพราะมีสิ่งท่ีหวังว่าจะได้ มีคุณค่ามากกว่านี้รอเราอยู่แล้ว ถ้าเรา
ปล่อยภาชนะคือร่างกายนี้ ความเป็นอยู่อันน้ีเป็นเครื่องกีดขวางสมบัติท่ีจะได้เมื่อ
ตายอยู่ แต่ถ้าคนยังไม่แน่ใจว่าตายแล้วจะได้รับความล่มจมหรือความสุขสบาย
คนจึงไม่อยากตายกัน

เครื่องยืนยันตัวเองคือหลกั ธรรม ซึ่งเป็นความแน่นอนเชอ่ื ถือได้ พระวาจาของ
พระพทุ ธเจา้ ถกู ตอ้ งแมน่ ยำ� ตรสั ออกมาจากพระทยั บรสิ ทุ ธิ์ ธรรมทกุ บทกอ่ นทจ่ี ะทรง
นำ� มาสอนประชาชนนนั้ พระพทุ ธเจา้ ทรงรทู้ รงปฏบิ ตั แิ ละไดร้ บั ผลเปน็ ทพี่ อพระทยั แลว้
และทรงสอนดว้ ยพระทยั บรสิ ทุ ธแิ์ ละเปย่ี มดว้ ยพระเมตตาแกส่ ตั วท์ งั้ หลาย เพราะฉะนน้ั
พระธรรมจึงเป็นธรรมท่ีให้ความหวังแก่ผู้ปฏิบัติอย่างเต็มใจ เม่ือเราได้ปฏิบัติอย่าง
จรงิ ใจแลว้ ความหวงั จะประจกั ษแ์ กต่ วั เราเอง ผปู้ ฏบิ ตั ธิ รรม คอื ปฏบิ ตั ติ อ่ จติ ใจของตน
ถูกตอ้ งตามหลกั ธรรม ปรากฏผลแกต่ นเองเปน็ ที่แน่ใจได้

ความรทู้ ล่ี มุ่ ๆ ดอนๆ แตก่ อ่ น จะถกู หลกั ธรรมทน่ี ำ� ไปปฏบิ ตั แิ ลว้ ลม้ ลา้ งหมดสน้ิ
ไปปรากฏแกใ่ จ จะมีชีวิตนานเทา่ ไรก็ไม่หว่นั ไหวพร่ันพรงึ เพราะตนทราบว่าปฏบิ ตั ิ

408

อยา่ งไร ใหผ้ ลอยา่ งไรเปน็ ระยะๆ เมอ่ื ชวี ติ ตาย จะไปเกดิ ในทใี่ ด เปน็ ทไ่ี ดร้ บั ความทกุ ข์
หรอื ความสขุ อย่างไร กป็ ระจักษแ์ กต่ นแลว้ ไม่ตอ้ งสงสยั เพราะฉะนน้ั ผปู้ ฏบิ ัติตาม
พระพทุ ธเจา้ กต็ ดั ความหวาดหวนั่ พรน่ั พรงึ ตดั ความสงสยั ใดๆ ได้ เหลอื แตค่ วามจรงิ
เตม็ ใจ มชี วี ติ อยา่ งสขุ สบายไมเ่ ดอื ดรอ้ น จงึ วา่ ควรเรยี นปญั หาของตนเองใหจ้ บสน้ิ แลว้
ศาสนาชว่ ยให้เกิดความหวงั แกต่ น”

คำ� ถาม-คำ� ตอบ

ถ.๑-ช.๑ ขอทราบเรือ่ งปฏบิ ตั ธิ รรมแล้วเมอื่ แก่ลงจะไม่เดอื ดร้อนวุ่นวาย

ตอบ เราไดเ้ ห็นอะไรตามถนนหนทาง เราไปไหน เราไปถึงไหน เราจึงทราบ
ไปถกู ทห่ี รอื ผดิ ที่ เราแกไ้ ขขณะนน้ั ไมไ่ ด้ เลยเสยี เวลา ถา้ เราตงั้ จดุ หมาย
ว่าจะไปไหน เราศึกษาทางท่ีจะไปก่อน แล้วเดินไปตามทางนั้นกไ็ ปถูกที่
ไมม่ ปี ญั หาอะไร ศาสนากส็ อนใหเ้ ราหลบหลกี สง่ิ เปน็ ภยั ใหจ้ ติ ใจมหี ลกั
ของตน แล้วก็ไม่มีความหว่ันไหวสะทกสะท้าน หรือสงสัยว่าตายไป
จะเปน็ อยา่ งไร ไม่สนใจจะคดิ อะไรนอกตัวเรา อยา่ ง “ตะครุบเงา”

ถา้ ทา่ นจะไปสถานทห่ี นงึ่ ไมแ่ นใ่ จวา่ จะไดร้ บั ความสะดวก เรากเ็ ตรยี ม
เอาเคร่ืองใช้ให้ความสะดวกแก่เราไปด้วยให้ครบ เราก็แน่ใจได้ว่าเรา
จะไดร้ บั ความสะดวก ไมอ่ ดอยาก เมือ่ เราไมแ่ น่ใจวา่ ทน่ี ั่นมอี าหารแล้ว
เรากม็ อี าหารไปดว้ ย เรากไ็ มพ่ รนั่ พรงึ ความดเี ปรยี บเหมอื นอาหาร อาหาร
เปน็ อาหารของรา่ งกาย ความดเี ปน็ อาหารของจติ การบำ� เพญ็ ธรรมจะเปน็
อาหารจิตตดิ ตัวเราไป ใจเราจะสบาย ตายเม่ือไรกไ็ มเ่ ปน็ ทุกข์

เราทราบวา่ รา่ งกายต้องการอาหาร ขาดอาหารชนิดใดก็รบั ประทาน
จิตใจเราต้องการความดี ต้องการธรรม ถ้าขาดอาหารนี้ก็เกิดอาการ
ว่นุ วาย ใจไม่สบาย เดอื ดรอ้ น เราจงึ ควรทราบว่าอะไรบกพรอ่ งและรีบ
จัดการแกไ้ ข และสง่ั สมความดีเสียแตบ่ ดั นี้

409

ทา่ นอาจารยอ์ ธิบายธรรมต่อไปว่า

“บญุ นน้ั คอื ความสขุ กุศลนัน้ คือความฉลาดหาสง่ิ ทีจ่ ะให้ความสขุ
แกต่ น

ทา่ นทม่ี านแ้ี สวงหาความดอี นั เปน็ อาหารของใจ เชน่ มาทำ� สมาธภิ าวนา
ใจบ�ำเพ็ญความดีสม�่ำเสมอ จิตก็มีความสามารถ กล้าหาญ อบอุ่น
และมั่นใจในทางข้างหน้า เหมือนคนเดินทางที่เตรียมส่ิงจ�ำเป็นท่ีใช้ใน
การเดินทางไปพร้อมแลว้ เราจะเดนิ ทางมาจากภพไหนไมท่ ราบ แต่เรา
เปน็ มนษุ ย์คือคนอยเู่ วลาน้ี ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย คนก็ฉลาดกวา่
สตั วด์ ริ จั ฉาน ในโลกนเ้ี ราพบวา่ เกดิ เปน็ มนษุ ยแ์ ลว้ ตง้ั แตเ่ กดิ กม็ ที กุ ข์ สขุ
ลำ� บากวุน่ วาย เรากท็ ราบมาเปน็ ล�ำดบั ๆ เราศกึ ษาความเป็นมาของเรา
ต่อไปข้างหน้าเราก็ต้องตายสักวันหน่ึง ตายแล้วจะเป็นอย่างไร ถ้าเรา
บ�ำเพ็ญจิตใจของตนให้ชัดเจนแล้ว ปัญหานี้ก็แก้ได้เอง เราก็แน่ใจ
สบายใจ รูส้ กึ มนั่ ใจในตนเอง”

ถ.๒-ช.๒ วิธที ำ� สมาธิน้ัน ทา่ นอาจารย์สอนส�ำหรบั ทุกคน หรือมวี ธิ ีต่างๆ กัน?

ตอบ สอนวธิ กี ลางๆ ซง่ึ ใครจะทำ� กไ็ ดใ้ นเบอ้ื งตน้ เมอื่ ปฏบิ ตั ไิ ปจรงิ จงั แลว้ ผล
ทแี่ ตล่ ะคนไดร้ ับจะไม่เหมือนกัน ตามระดับของภูมจิ ิต และตอนนั้นจงึ
จะแนะวธิ ที เี่ หมาะแกจ่ รติ ใหแ้ ตล่ ะคน เพราะวธิ ที ำ� สมาธมิ หี ลายวธิ เี หมาะ
แก่จริตและนิสัยของบุคคล เปรียบเหมือนยา ต้องให้ยาถูกกับโรคจึง
จะหาย

ถ.๓-ช.๓ การท�ำสมาธนิ ั้น อาจารยผ์ แู้ นะน�ำเป็นสำ� คัญใชไ่ หม?

ตอบ เมอื่ จติ ละเอยี ดขนึ้ ๆ กต็ อ้ งการอาจารยเ์ ปน็ ลำ� ดบั เพอ่ื ใหช้ แ้ี จงวา่ ทางใด
ถกู หรอื ผดิ เพราะวา่ การทำ� สมาธนิ เี้ ราจะไดร้ สู้ งิ่ ทใ่ี หม่ ไมเ่ คยรไู้ มเ่ คยเหน็
ถ้าเราปลอ่ ยไปตามนั้นจะหลงไป จึงต้องการครูอาจารย์มากยิ่งข้นึ

410

ถ.๔-ญ.๑ วานน้ีท่านอาจารย์พูดถึงเร่ืองฝึกสมาธิแล้วต้องพิจารณา การพิจารณา
ท�ำอย่างไร?

ตอบ การพจิ ารณาแยกแยะสิง่ ตา่ งๆ วา่ มีอะไรประกอบกันบ้าง เช่น รา่ งกาย
มสี ว่ นตา่ งๆ อะไรรวมกนั อยู่ ต้องใชป้ ญั ญาแยกแยะออก

ถ.๕-ญ.๑ นอกจากพจิ ารณารา่ งกายแล้ว ใช้พิจารณาเรื่องอ่นื ๆ ไดไ้ หม?

ตอบ ได้ พิจารณาจากข้างนอกเข้าหาข้างใน หรือพิจารณาจากข้างในไปหา
ขา้ งนอก ถ้าเขา้ ใจอาการของร่างกายและอาการของใจแล้ว

ถ.๖-ช.๔ วิธที �ำสมาธิของพระเยซู (Jesus Christ) กบั ของพระพทุ ธเจา้ ต่างกนั
หรือเหมือนกนั อยา่ งไร?

ตอบ ศาสนาทกุ ศาสนาสอนใหค้ นเป็นคนดี อาจารยไ์ มอ่ าจเอือ้ มเอาพระเยซู
กบั พระพุทธเจา้ มาชกมวยแชมเปี้ยนกันบนเวที เพราะศาสนาไมม่ ีอะไร
จะทะเลาะและตีกัน แต่คนเราท่ีเป็นบริษัทของคริสต์และพุทธต่างหาก
ชอบทะเลาะตกี นั ดว้ ยฝปี าก เพราะดอื้ ไมป่ ฏบิ ตั ติ ามศาสนานน้ั ๆ ศาสดา
องค์ใดสอนไว้อย่างไรก็เหมือนท่านให้ทางเราเดินดีแล้วด้วยเมตตา
เราควรจะระลกึ ถงึ คณุ ของทา่ น เปรยี บเหมอื นเราจะเดนิ ทางไปสจู่ ดุ หนง่ึ
เราตงั้ ตน้ เดนิ ทางทเ่ี รารู้ แล้วไปถงึ ทเ่ี ราไม่รู้เรากถ็ ามผรู้ ๆู้ ก็บอกทางให้
เรากเ็ ดนิ ไปอกี พอถงึ ทไ่ี มร่ ู้ กถ็ ามไปอกี จนกระทง่ั ถงึ จดุ หมายปลายทาง
ผู้ทบ่ี อกทางให้เราทกุ คนมบี ญุ คุณแกเ่ รา เราควรจะระลึกถึงคณุ ทา่ น

พระพทุ ธเจา้ ทา่ นเหน็ ประจกั ษใ์ นธรรมและวธิ กี ารฝกึ ของทา่ น ดงั นน้ั
ท่านจึงไม่จนมุมแก่พุทธบริษัท ท่านพร้อมท่ีจะช่วยโลกให้พ้นจาก
อนั ตรายตา่ งๆ ไดด้ ว้ ยพระอบุ ายทเี่ ตม็ ไปดว้ ยพระเมตตา รวมความแลว้
ทง้ั สองศาสนาทา่ นสง่ั สอนคนใหด้ ดี ว้ ยเมตตาเหมอื นกนั จะตา่ งกนั อยบู่ า้ ง
ก็ความสามารถท่ีอาจแหลมคมต่างกัน ศาสนาจึงอาจมีความหยาบ
ละเอียดต่างกนั ไปตามผูเ้ ปน็ เจา้ ของศาสนา

411

ถ.๗-ช.๕ การทอ่ ง “พทุ โธ” น้ัน ท่องไปเฉยๆ หรอื ตอ้ งท่องพร้อมกับหายใจเขา้ -
ออกด้วย?

ตอบ แล้วแต่เจ้าของจะชอบ ทำ� ไดเ้ ป็น ๓ ทาง คือ
๑. เราภาวนา “พทุ โธๆๆๆ” ถ่ๆี จนจติ น่ิงกบั พุทโธก็ได้
๒. เราท่อง “พุทโธ” ตามลมหายใจเขา้ หายใจออกกไ็ ด้
๓. เราจะภาวนา “พทุ ” พรอ้ มกบั ลมหายใจเขา้ “โธ” พรอ้ มกบั ลมหายใจ

ออกก็ได้
ส�ำคัญอยู่ที่สติให้รู้อยู่กับงานที่ท่านต้ังให้จิตท�ำ และไม่ต้องคาด

จะเอาผลในขณะทท่ี ำ� เมอื่ สตกิ บั งานสบื ตอ่ กนั ผลจะเกดิ ขนึ้ เองโดยลำ� ดบั
ของการท�ำภาวนา
ถ.๘-ญ.๒ ขอให้ทา่ นอธิบายสตใิ นชีวติ ประจำ� วนั
ตอบ สติเป็นธรรมจ�ำเป็นในที่ทั้งปวง ระลึกรู้ตัวอยู่เสมอ ไม่ว่าจะท�ำอะไร
อยทู่ ไี่ หน กริ ยิ าทงั้ ปวง เราจะปฏบิ ตั ไิ ดแ้ คไ่ หน พระพทุ ธเจา้ มพี ระประสงค์
ใหเ้ รามเี งนิ เปน็ ลา้ นๆ แตต่ วั เราเองจะมไี ดแ้ คไ่ หนนน้ั เกยี่ วกบั ความสามารถ
ของแตล่ ะคน ความมสี ติอยูก่ บั ตวั ท�ำงานไม่พลาด วิธีนั่งสมาธิจะนั่ง
แบบไหนก็ได้ ส�ำคัญทสี่ ติจดจ่ออยู่ในงานอนั เดียวน้นั

ปดิ ประชมุ เวลา ๑๙.๕๕ น.

412

วันศุกร์ วันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๑๗ (๑๙๗๔)

ณ ธัมมปทีปวิหาร วนั นีไ้ มม่ ีการประชุมฟังธรรมซักถามปัญหาแต่ประการใด
เพราะทา่ นอาจารยม์ หาบวั ญาณสมั ปนั โน กบั ทา่ นปญั ญาวฑั โฒ ไดร้ บั นมิ นตเ์ ขา้ รว่ ม
ประชุมกับคณะกรรมการบริหาร THE ENGLISH SANGHA TRUST,
LTD.;DHAMMAPADIPA VIHARA ซงึ่ ประกอบดว้ ยกรรมการ ๕ คน แตป่ จั จบุ นั นี้
คงเหลือเพียง ๓ คน คือ

๑. Professor Maurice WALSHE
Essex, England
๒. Mr.George SHARP
The Secretary, Dhammapadipa Vihara, Hamstead, London
๓. Mr.Alan JAMES

ค่�ำน้ี ศ.นพ.อวย เกตุสิงห์ และม.ร.ว.เสริมศรี เกษมศรี ไปสนทนากับ
Mrs.Freda WINT มารดาของ Mr.Benedict WINT, ท่านอภิเจโต (George
R.CHERRY) กับโยมมารดาของท่าน คือ Mrs.L.G. CHERRY, Toronto,
CANADA

ครนั้ เวลา ๒๐.๐๐ น. ศ.นพ.อวย เกตสุ ิงห์ และ ม.ร.ว.เสริมศรี เกษมศรี
เดินข้ามฟากจากธัมมปทีปวิหาร ไปรับประทานอาหารร้านแขก สักครู่ PROF.
WALSHE ไดเ้ ดนิ เขา้ มานง่ั รบั ประทานอาหารดว้ ย และเลา่ วา่ วนั นค้ี ณะกรรมการของ
THE ENGLISH SANGHA TRUST, LTD. มมี ตวิ า่ ธัมมปทีปวิหารจะไมร่ ับ
พระภิกษุอื่นใดต้ังแต่วันน้ีเป็นต้นไป นอกจากภิกษุท่ีท่านอาจารย์มหาบัวกับท่าน
ปญั ญาวฑั โฒแนะนำ� มาเทา่ นนั้ โปรเฟสเซอรม์ อรซี วอลช์ (Maurice WALSHE) ผนู้ เ้ี คย
ไปจ�ำศีลภาวนาท่ีวัดป่าบ้านตาด อ�ำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี อยู่กับท่านอาจารย์
มหาบวั ญาณสมั ปนั โน มาแลว้ ไดแ้ สดงความปรารถนาจะไปกรงุ เทพฯ เพอ่ื ไปวดั ปา่
บา้ นตาดอกี

413

การอธิบายธรรม
วนั เสาร์ วนั ที่ ๑๕ มิถนุ ายน ๒๕๑๗ (๑๙๗๔)

เริ่มเวลา ๑๘.๑๕ น.

ทา่ นอาจารย์... “ในพระพทุ ธศาสนา ทา่ นแสดงธรรมไว้เป็น ๓ ภาค คอื

๑. ภาคปรยิ ัติ ได้แก่ การศึกษาเพอื่ ความรู้ ความเขา้ ใจ ในวิธีปฏิบตั ิ

๒. ภาคปฏบิ ตั ิ ไดแ้ ก่ เมอ่ื ไดร้ บั การศกึ ษาแลว้ กต็ งั้ หนา้ ปฏบิ ตั ติ ามทท่ี รงสอนไว้

๓. ภาคปฏเิ วธ ได้แก่ ความรู้ ผลส�ำเรจ็ จากการปฏบิ ตั ิ รูแ้ จ้งแทงตลอด

ในคร้ังพุทธกาล พระพุทธเข้าไม่ได้สอนสาวกมากถึงกับสอบชั้นตรี ช้ันโท
เปน็ เปรยี ญ กนั อยา่ งสมยั น้ี แตเ่ ปน็ เรยี นเพอื่ ปฏบิ ตั ิ ผทู้ รงพระไตรปฎิ กไดก้ ม็ อี ยไู่ มน่ อ้ ย
แต่ไม่ได้รับใบประกาศนียบัตรเพื่อเชิดชูตนข้ึน แต่เป็นความรู้ความเข้าใจที่เรียนไป
เพอ่ื ทำ� ใหย้ งิ่ ๆ ขนึ้ ในวาระตอ่ ไป พระพทุ ธเจา้ ทรงสอนสาวกทกุ คนใหพ้ จิ ารณา “เกศา
โลมา นขา ทนั ตา ตโจ” คือ ผม ขน เลบ็ ฟัน หนงั อนั เปน็ สงิ่ ท่ีมีในตวั เราแลว้
แตเ่ ราเองไมส่ ามารถจะทราบวา่ สง่ิ เหลา่ นเ้ี กดิ -ดบั ๆ แปรปรวนไปตามความจรงิ ของเขา
เพื่อได้ทราบความที่เป็นจริงท่ีเขาประกาศตัว เม่ือสิ่งเหล่านี้แสดงตัวข้ึนมาในสภาพ
ท่ีไม่ชอบใจก็เกิดความไม่สบายใจ ถึงกระนั้นคนก็ยึดถือว่ามันเป็นสมบัติของตน
จนปจั จบุ นั นต้ี อ้ งมกี ารตกแตง่ บำ� รงุ รกั ษากนั ตอ่ ไปอกี ไมม่ ปี ระมาณ ทท่ี รงสอนอยา่ งน้ี
ก็เพ่ือให้เราไมร่ ้สู กึ เดือดรอ้ นในเม่ือสิ่งเหล่านแี้ สดงผิดปกติขน้ึ มา

เกศา โลมา นขา ทนั ตา ตโจ นม้ี ปี รมิ าณ อาการแปรสภาพไปเรอื่ ยๆ ไมเ่ ลอื กชาติ
ชน้ั วรรณะ ผศู้ กึ ษายอ่ มรจู้ รงิ ไดเ้ พราะตดิ อยทู่ ตี่ วั เรา การเกดิ แก่ ปรวนแปร มที กุ ข์
ลำ� บาก และทกุ ขใ์ นจติ ใจคน พระพทุ ธเจา้ กท็ รงสอนพระสงฆส์ าวกทกุ รปู ดว้ ยกรรมฐาน ๕ นี้
แล้วก็สง่ ไปบำ� เพญ็ ในป่า ใหศ้ กึ ษา “เกศา โลมา นขา ทันตา ตโจ” นโ้ี ดยอนโุ ลม คอื
พจิ ารณาเรยี งไปตามลำ� ดบั แลว้ ปฏโิ ลมคอื พจิ ารณายอ้ นทวนขน้ึ มาตามลำ� ดบั พระสงฆ์

414

สาวกไปปฏิบัติตามภูเขา ในถ�้ำ ในเหว ตามแต่จะสะดวกสบายแก่ท่านผู้บ�ำเพ็ญ
โดยยดึ กรรมฐาน ๕ เปน็ ตน้ นเ้ี ปน็ หลกั บำ� เพญ็ เพยี ร จนเกดิ ความรแู้ จง้ ทง้ั กายและจติ
ท่ีได้เรียนกับพระพุทธเจ้านั้นเป็นภาคปริยัติ ก�ำจัดความโง่เขลาเกี่ยวกับส่ิงที่
ตัวเรามอี ยู่ในสกลกายของเราเอง
ภาคปฏบิ ัตกิ ็ไดแ้ ก่ การน่งั สมาธิ เดนิ จงกรม พิจารณาสง่ิ ทง้ั ๕ นเ้ี ป็นประหนงึ่
หินลับปัญญาให้คมกล้าจนรู้ความจริงตา่ งๆ ก็เกดิ ความฉลาดขน้ึ มาในใจ แม้สมาธิ
เกิดขึ้น ทำ� ใหใ้ จสงบ เย็น ก็ช่อื ว่าผลปรากฏ
ภาคปฏเิ วธธรรมนน้ั คอื ความรูแ้ จง้ แทงทะลุในสจั ธรรมท้ังหลาย จนถึงวมิ ตุ ติ
หลุดพ้นโดยสิ้นเชิง ธรรมท้ังสามมีความจ�ำเป็นต่อเนื่องกันอย่างแยกกันไม่ออกมา
ตลอดสาย ผู้มุ่งผลจากธรรมจงึ ควรปฏบิ ัตติ ามไมใ่ หบ้ กพร่อง ผลจะเปน็ ทปี่ ระจักษ์
อย่างพึงใจไปทุกสมัย
สง่ิ ทที่ า่ นสอนครงั้ พทุ ธกาลจนถงึ ปจั จบุ นั นไ้ี มม่ เี ปลย่ี นแปลง ผเู้ รยี นและปฏบิ ตั ิ
จงึ ควรทราบวา่ คอื คำ� สอนให้เราทราบว่าจะปฏิบัตติ อ่ ร่างกาย จติ ใจ ของเราอยา่ งไร
ตอนทเ่ี กิดเกลียด โลภ โกรธ หลง เพราะมันยอ่ มจะเกดิ ไม่ทราบกพี่ นั ครง้ั ในชวี ติ
ทำ� ใหเ้ รารสู้ กึ วา่ เปน็ ทกุ ข์ เปน็ ภยั เพราะความไมร่ อบคอบ ไมร่ ะวงั ความคดิ ความปรงุ
ของใจ เราต้องศึกษาให้รู้ว่าปฏิบัติอย่างไรจึงเกิดให้โทษหรือให้คุณ ปฏิบัติศาสนา
กค็ อื ปฏบิ ตั ทิ ตี่ วั เรานเ่ี อง ใหเ้ ปน็ ไปในทางทใี่ หค้ วามสงบเยน็ ใจ ใหค้ ณุ แกต่ นๆ มากขน้ึ
สมกบั ศาสนาสอนคนใหฉ้ ลาดในการรักษาตนใหพ้ น้ ภัย”

415

ตอบคำ� ถาม วันเสาร์ วนั ท่ี ๑๕ มถิ นุ ายน ๒๕๑๗ (๑๙๗๔)

ถ.๑-ช.๑ เรอื่ งจิตไม่ตาย อยูถ่ าวร ทที่ ่านอธบิ ายวานน้ี ทำ� ใหเ้ ขา้ ใจว่า ยืนยนั ว่า
จติ เหมอื นกบั SOUL วญิ ญาณในครสิ ตศาสนา ขอใหท้ า่ นชแี้ จงเพม่ิ เตมิ
จดุ นอ้ี กี สกั หนอ่ ย?

ทา่ นถาม SOUL เป็นอะไร?

ช.๑ SOUL ตอ้ งสมั พันธก์ ับพระเจา้ คนหน่ึงมี SOUL หนง่ึ ตายแลว้
SOUL ไปรออย่จู นพระเจา้ พิพากษา แลว้ กไ็ ปสวรรคห์ รือไปนรก

ตอบ จติ มโน วญิ ญาณ ในขนั ธ์ ๕ ไดแ้ ก่ ตวั รู้ คอื จติ ใจ วญิ ญาณ ความรสู้ กึ
จากการรสู้ ัมผสั ของตา หู จมกู ลิน้ กาย ใจ สิ่งเหลา่ นี้ เกิด-ดบั ๆๆ

แต่ปฏิสนธิวิญญาณ เป็นจิตท่ีไปเกิดในท่ีต่างๆ ในลักษณะต่างๆ
ไมเ่ หมอื นกนั เพราะจิตนมี้ ีพืชพนั ธตุ์ ิดไปคือกรรมทท่ี �ำไว้ สง่ ใหไ้ ปเกิด
ตา่ งๆ กันได้

ในพระพุทธศาสนาอธิบายว่า สัตว์เกิดมาไม่เหมือนกันเพราะ
ปฏสิ นธวิ ญิ ญาณหรอื จติ ในวญิ ญาณหรอื จติ นม้ี สี ภาพเปน็ อนจิ จงั ทกุ ขงั
อนตั ตาอยู่ กรรมเปน็ เครอื่ งบงั คบั ใหเ้ ปน็ ไป ตอ่ เมอ่ื ไดช้ ำ� ระฟอกจติ ดวงนี้
ใหบ้ ริสทุ ธ์ิ ปราศจากกเิ ลส ปราศจากกรรม อนั จะตดิ ไปกับจิตดวงน้ี
จติ นน้ั กบ็ รสิ ทุ ธิ์ รตู้ วั เองวา่ ไมไ่ ปเกดิ อกี และเปน็ วมิ ตุ ตพิ น้ จากกฎอนจิ จงั
ทุกขงั อนตั ตา อย่างเดด็ ขาด

ถา้ จติ หรอื ปฏสิ นธวิ ญิ ญาณ ยงั ไมบ่ รสิ ทุ ธอ์ิ ยตู่ ราบใด ยงั ตอ้ งอยใู่ นกฎ
ของอนจิ จงั ทกุ ขงั อนตั ตา จติ นล้ี ะเอยี ดยงิ่ นกั จะเปน็ อนตั ตาไดอ้ ยา่ งไรนนั้
ขอเปรยี บกบั การหาความว่าง ดงั นี้

416

สมมตุ วิ า่ มผี บู้ อกชายคนหนง่ึ ใหไ้ ปดหู อ้ งนซี้ วิ า่ งไหม? ในหอ้ งนไ้ี มม่ ี
ของอะไรอยเู่ ลย ชายคนนกี้ เ็ ขา้ ไปในหอ้ งนน้ั แลว้ บอกวา่ หอ้ งวา่ ง แตผ่ สู้ งั่
บอกวา่ จะวา่ งไดอ้ ยา่ งไร กท็ า่ นไปยนื ขวางอยกู่ ลางหอ้ งทง้ั คน เชน่ นี้ ชายนน้ั
กร็ สู้ กึ ตวั ถอยออกมาอยู่นอกห้อง หอ้ งจงึ วา่ งจริงๆ

จิตท่ีถอนอัตตานุทิฏฐิออกโดยส้ินเชิง ไม่มีสมมุติเหลืออยู่แม้นิด
จงึ เรยี กวา่ จติ วา่ ง หรอื จติ บรสิ ทุ ธ์ิ ไดเ้ ตม็ ภมู ิ เพราะอตั ตาและอนตั ตาไมม่ ี
ในจิต จติ พน้ จากธรรมท้ังสอง คอื อัตตาและอนตั ตาอยา่ งตายตวั แล้ว

ถ.๒-ญ.๑ ทกุ ขงั เป็นอะไร?

ตอบ ทกุ ขม์ อี ยกู่ บั ทกุ คน ถา้ พดู ตามหลกั ธรรม ทกุ ขเ์ ปน็ ของจรงิ ทกุ คนมที กุ ข์
ใจเราไมเ่ หน็ ตามความจรงิ กแ็ ยง้ กบั ทกุ ขเ์ สมอ จติ หลงไมร่ คู้ วามจรงิ กท็ กุ ข์
ตอ้ งหาทางแก้ ตัวเองหาทางแก้ไมไ่ ดเ้ พราะไม่รู้ต้นเหตขุ องทกุ ข์ ทกุ ข์ก็
กลายเปน็ เรา เรากเ็ ปน็ ทกุ ขอ์ ยรู่ ำ�่ ไป ทง้ั ทท่ี ราบหรอื ไมท่ ราบวา่ ทกุ ขค์ อื อะไร
เปน็ อะไร ทีว่ ่าทกุ ขเ์ ป็นอะไรนนั้ กรุณาสงั เกตดขู ณะเราเปน็ ทุกขน์ นั้ ทกุ ข์
เปน็ อะไร และจะไปถามใครใหร้ ู้ ถา้ เราผเู้ ปน็ ทกุ ขไ์ มร่ ทู้ กุ ขเ์ สยี เอง เพราะ
สิ่งเหลา่ น้ีมอี ย่กู บั ทกุ คนไมล่ �ำเอยี ง ถ้าอยากทราบกป็ ฏบิ ตั ติ ามทางของ
พระพุทธเจ้าท่ีทรงสอนไว้ นน่ั ถงึ ทางทราบทุกข์แน่นอน ไมเ่ ปน็ อ่นื

ถ.๓-ช.๒ “Intuition” เป็นอะไร เช่น เวลามีปัญหาอะไร คดิ แก้เทา่ ไรๆ ก็ไมอ่ อก
พอนอนหลับแล้ว ตื่นเช้าขึ้นมาความคิดแก้ปัญหาเกิดขึ้นเองและเป็น
ทางแกท้ ่ถี ูกต้องดว้ ย

ตอบ อย่างนใ้ี นวงผู้ปฏบิ ัติมเี สมอ แตเ่ ป็นเรื่องภายในจำ� เพาะตน ไม่อาจพูด
ใหใ้ ครฟังได้

ถ.๔-ช.๓ สงั สาระ กค็ อื ความรใู้ ชไ่ หม? อนจิ จงั ทกุ ขงั อนตั ตา กค็ อื ความรู้ เวลาฝนั
ตัวความร้นู ั้นกท็ �ำงาน

417

ตอบ ในวงของนกั ปฏบิ ัติ สงั สาระคือความรู้ เป็นการถกู ต้องแล้ว จติ ไม่หลง
จะปลดเปล้ืองปล่อยวางก็ตัวนี้ แต่ขอเตือนว่าท่ีใช้ปัญญาพิจารณาจน
เข้าใจได้อย่างน้ี อย่าเพิ่งพอใจ เพราะอาจน�ำเขวไปทีหลังได้ ต้องใช้
ปญั ญาน้อี ย่างมีด คือให้ใชท้ กุ ด้าน ดา้ นคมใช้กบั ตนเอง ตัด ถอดถอน
ดา้ นสนั ใชก้ ับคนอน่ื แต่มนุษยเ์ รามกั ใช้ดา้ นคมกบั คนอื่น พอถึงเรอื่ ง
ของตัวเองใช้ด้ามหรือสัน

กอ่ นทที่ ราบวา่ จติ เปน็ ตวั สังสาระ ปัญญายอ่ มพจิ ารณาส่ิงภายนอก
จนรู้แจ้งและปล่อยวางไปแล้ว จึงมาเห็นภัยในตัวการแห่งสังสาระแท้
คอื จติ เมื่อเหน็ จิตเป็นสังสาระกเ็ รยี กว่าเห็นแบบปฏิโลม คือยอ้ นกลบั
เข้ามารตู้ ัวเอง และหมดปัญหาในขณะนนั้

ต้องพจิ ารณาทงั้ ขา้ งนอกและขา้ งใน ข้างนอกนนั้ มีสภาพแวดลอ้ ม
ดนิ นำ�้ ลม ไฟ ขา้ งในนนั้ คอื ภายในจติ ของเรา จะถอดถอนอะไรใหท้ ราบ
เปรยี บเหมอื นแกว้ นำ้� ตกแตก ตอ้ งดตู ามเรอื่ งของมนั ถา้ เราไปปรงุ วา่ เปน็
ความผิดของใครที่ทำ� ตกแตกก็ร้อนใจ ถ้าเราเห็นว่ามันก็ไปตามสภาพ
ของมนั ปลดปลอ่ ยใจเสยี กไ็ มต่ อ้ งรอ้ นใจ มนั กแ็ ตกไปตามเรอ่ื งของมนั
สำ� คญั จิตต้องหมนุ ใหท้ ัน

สดุ ทา้ ยกร็ ตู้ วั ผปู้ รงุ คอื สงั ขารนแ่ี ล คอื ตวั กอ่ เรอ่ื ง เรอ่ื งกย็ ตุ ลิ งทนั ที
ไม่สืบต่อกอ่ แขนงออกไปให้ยดื ยาว

การสนทนาธรรมวันน้เี ต็มอรรถเตม็ ธรรม มีความรน่ื เริงเป็นลำ� ดับ
ทงั้ ผถู้ ามและผตู้ อบ และผฟู้ ังควรจะมีภาคปฏิบตั ิดว้ ย การปฏิบัติเปน็
อยา่ งไร ก็น�ำผลมาส่ตู นเอง ให้ได้รไู้ ด้เห็นเตม็ ที่ ถ้าน�ำผลทีเ่ ราปฏบิ ตั ิ
มาเล่าสู่กันฟังและรายงานครูอาจารย์ จะแก้ไขหรือให้ความกระจ่าง
ความมั่นใจแก่ผู้ปฏิบัติ เพราะว่าแต่ละคนปฏิบัติแล้วได้ผลตามภูมิจิต
ภมู ิธรรมของตนๆ ไมเ่ หมือนกนั จึงทำ� ใหค้ รอู าจารย์อธิบายไปเร่ือยๆ

418

ชว่ ยใหผ้ ปู้ ฏบิ ตั มิ กี ำ� ลงั ใจขนึ้ ได้ เพราะไดร้ ถู้ งึ ผลปฏบิ ตั ขิ องตนและเพอ่ื น
ผปู้ ฏบิ ตั ดิ ว้ ยกนั นนั้ อยา่ งหนง่ึ และเพราะครอู าจารยท์ รี่ แู้ จง้ แทงตลอดแลว้
ทา่ นจะสามารถพดู ใหท้ ะลปุ รโุ ปรง่ จนลกู ศษิ ยก์ ไ็ ดท้ ะลไุ ดห้ ลดุ พน้ ไปดว้ ย
ศาสนาไมใ่ ช่ “โมฆราช” เปน็ ของจรงิ แท้ สามารถทำ� ใหป้ ลดเปลอ้ื งทกุ ขไ์ ด้
แต่คนเราท�ำศาสนาให้กลายเป็นเคร่ืองมือทะเลาะวิวาทกันไปก็มาก
อาจารย์อยากอธิบายใหเ้ ข้าใจดว้ ยเหตุดว้ ยผลเต็มท่ี แตส่ ุดวิสัย เพราะ
ภาษาอังกฤษของอาจารยไ์ มไ่ ดเ้ รอ่ื ง ต้องพดู โดยอาศยั ผ้แู ปล

เรอื่ งวมิ ตุ ตนิ พี้ ระพทุ ธเจา้ ทรงแสดงไวเ้ ตม็ ท่ี เพราะพระองคไ์ ดท้ รงรู้
จรงิ ๆ พระอรหนั ตสาวกกไ็ ดร้ อู้ ยา่ งเดยี วกนั เลยไมค่ ดั คา้ นกนั และกนั และ
ยกมาแสดงอย่างเดียวกัน แต่พวกเรารุมกันสงสัยหมด พระอรหันต์
ทง้ั ปวงทา่ นไม่สงสัยเลย ท่านเหน็ แล้วว่า “นิพพานัง ปรมงั สุขงั ”

“นพิ พานงั ปรมงั สญุ ญงั ” ซง่ึ เราทง้ั หลายเคยทราบอยา่ งโลกๆ คอื
“สูญ” น้ัน เราเข้าใจว่าหายไปหมด เชน่ แกว้ นี้มีอยู่ ถา้ ใครเอาไปหรือ
แตกเสยี เรากส็ ูญแก้วนี้ไป น่เี ปน็ เรือ่ งของโลกสมมุติ

แต่ “สญู ” แบบวมิ ตุ ติ อยา่ งทพี่ ระพทุ ธเจา้ และพระอรหนั ตส์ าวกรนู้ นั้
เปน็ คนละอยา่ ง ความสขุ จากความสญู คนธรรมดากไ็ มเ่ คยเหน็ เรากต็ อ้ ง
สงสยั และปฏเิ สธทั้งๆ ที่พระพทุ ธเจ้าทรงนำ� ของจริงมาเสนอ แต่จิตของ
เราซึ่งยังไม่บริสุทธ์ิก็ยังรับไม่ได้ เข้าใจไม่ถึง เพราะจิตยังปลอมจึงยัง
ไมย่ อมรับอารมณข์ องจรงิ ได้

เปรยี บเหมอื นอาหารทีท่ ำ� มาอยา่ งวเิ ศษ พลดั ตกลงไปท่ดี ินกไ็ ม่น่า
รบั ประทานแลว้ ธรรมของพระพทุ ธเจา้ บรสิ ทุ ธิ์ จติ คนสกปรกกร็ บั กนั ไมไ่ ด้
ไมด่ ี เมอื่ ใดจติ กบั ธรรมบรสิ ทุ ธดิ์ ว้ ยกนั กก็ ลมเกลยี วกนั ได้ พระอรหนั ต์
ทั้งหลายทา่ นจงึ ไม่มีขอ้ ขอ้ งใจในวิมตุ ตทิ ี่พระพุทธเจา้ ทรงสอนเลย

ถ.๕-ช.๔ ที่ถอื ตวั ตน นน้ั มาจากอะไร?

419

ตอบ มาจากตัวเอง สมมุติว่าถ้าเราจะตามหา “ม้า” เราไปพบม้าทั้งตัวแล้ว
เรายงั ไมจ่ บั กลบั ตอ้ งยอ้ นตามรอยมนั ไปวา่ จะเปน็ มา้ ทม่ี าจากทน่ี น่ั ใชไ่ หม
จะไดป้ ระโยชนอ์ ะไร หรอื อกี นยั หนง่ึ วา่ ถา้ เราเดนิ ไปถกู หนามตำ� เราจะ
ควรจะปฏิบัติอย่างไร เอาหนามออก ใส่ยารักษาดีหรือต้องค้นคว้าว่า
หนามอะไร มาจากไหน ถ้าเป็นอย่างหลัง แผลก็อาจเน่าลามจนต้อง
ตัดขาก็ได้ ถา้ เสียดายขากเ็ อาแบบต้น ถ้าไม่เสยี ดายขากเ็ อาแบบหลัง

ถ.๖-ญ.๒ หนามมคี วามเจบ็ ปวดดว้ ยหรอื เรอื่ งอตั ตานน้ั ยากจะเขา้ ใจ ดฉิ นั กไ็ มเ่ ขา้ ใจ
วา่ อะไรทจี่ ะนำ� ไปบอกให้คนรู้

ตอบ (ท่านนงิ่ ไม่ตอบเพราะไม่เกดิ ประโยชน)์

ปดิ ประชุมเวลา ๑๙.๕๐ น.

การอธิบายธรรมวันอาทติ ย์
วนั ที่ ๑๖ มิถนุ ายน ๒๕๑๗ (๑๙๗๔)

การนดั ประชมุ วนั นี้ นดั เวลา ๑๘.๓๐ น. ศ.นพ.อวย เกตสุ งิ ห์ และ ม.ร.ว.เสรมิ ศรี
เกษมศรี ไปถงึ ธัมมปทีปวิหาร เวลา ๑๗.๐๐ น. ไดพ้ บคนอังกฤษและคนไทยมาท�ำ
สมาธิอย่ใู นวิหารแล้ว ท่านอาจารยแ์ ละพระฝรง่ั อกี ๒ รูปนัน้ ลงมาเวลา ๑๗.๔๕ น.
วันนสี้ ังเกตเห็นมีผูห้ ญงิ มากกวา่ ผูช้ าย คนเต็มหอ้ ง ถึงนัง่ กับพน้ื กันบ้าง

ท่านอาจารย์ “วันนีจ้ ะอธบิ ายกอ่ น ตอบคำ� ถามทหี ลงั จะไม่อธบิ ายยาว เกรงผแู้ ปล
จะจำ� ไม่ได้

คำ� วา่ “ศาสนา” นน้ั ถา้ จะเปรยี บกบั วตั ถกุ เ็ หมอื นนำ�้ สะอาดบรสิ ทุ ธ์ิ จติ ใจของเรา
เหมือนวัตถุสิ่งหนึ่งที่ใช้สอยเป็นประจ�ำ ย่อมจะกระทบกับความสกปรกอยู่เสมอ
ตอ้ งชำ� ระซกั ฟอกอยเู่ สมอ มฉิ ะนนั้ กไ็ มค่ วรใชส้ อยตอ่ ไปไดอ้ กี จติ ใจทำ� งานทงั้ กลางวนั

420

กลางคนื คดิ พดู และกระทำ� ตลอดไป จติ จงึ สำ� คญั สำ� หรบั คน-สตั ว์ การคดิ การปรงุ
เสมอ โดยไมค่ ดิ วา่ อะไรดหี รอื ไมด่ ี กเ็ ปน็ ภยั แกต่ วั เองหรอื ผอู้ นื่ ทมี่ สี ว่ นเกยี่ วขอ้ งดว้ ย

ศาสนาเป็นเสมือนน้�ำซักฟอกช�ำระจิตใจให้สะอาดอยู่เสมอ ถ้าเป็นผ้าก็ใช้
นุ่งหม่ ได้ ถ้าเป็นบ้านเรือนเคร่อื งใช้กใ็ ชไ้ ดด้ ี ไมน่ า่ รังเกยี จ ถ้าไม่ลา้ งท�ำความสะอาด
เสมอๆ กใ็ ชไ้ มด่ ฉี นั ใด จติ ใจทไ่ี มด่ กี ฉ็ นั นนั้ จติ ใจทซ่ี กั ฟอกอบรมอยเู่ สมอ ยอ่ มเปน็
จติ ใจทผ่ี อ่ งใส สะอาด สงบ เยน็ ใจ มคี วามเจรญิ สมควรแกธ่ รรม ไมม่ สี ง่ิ ใดในโลก
ทจ่ี ะรองรับธรรมได้ดเี หมอื นจติ ใจ จติ ใจเป็นภาชนะรองรบั ธรรม พระพทุ ธเจา้ ทรง
บำ� เพญ็ จนพระทยั บรสิ ทุ ธิ์ ธรรมกส็ ะอาด พระทยั กส็ ะอาด ปราศจากมลทนิ ทหี่ มองมวั
หรอื เมาไปกบั โลกแลว้ ไมว่ า่ ชาตชิ น้ั วรรณะใด ทา่ นกท็ รงสอนเหมอื นกนั หมด ศาสนา
จงึ ไมเ่ ปน็ ภยั แกใ่ คร เชน่ เดยี วกบั นำ้� สะอาดใชไ้ ดท้ กุ ชาติ ชนั้ วรรณะ ไมม่ ใี ครรงั เกยี จ
ศาสนาออกมาจากทา่ นผ้บู รสิ ทุ ธิจ์ ริงๆ พระพทุ ธเจา้ เปน็ มอื แรกทสี่ ะอาด พระสาวก
ของพระพุทธเจา้ กม็ อื สะอาด มือที่ ๑ มือท่ี ๒ สะอาด เพราะพระสงฆส์ าวกถึงความ
บริสทุ ธ์ิเป็นพระอรหันตก์ นั แลว้ ท้งั นั้น ธรรมที่ประกาศสอนในสมัยน้ันจงึ สะอาดและ
มีผลแกผ่ ู้ฟังเตม็ เมด็ เตม็ หนว่ ย

จากนนั้ มากเ็ รม่ิ มวั หมองเรอื่ ยๆ มวั หมองเกยี่ วกบั ผเู้ กยี่ วขอ้ งกบั ศาสนา ศาสนา
ก็กลายเป็นที่จ้องมองไป โดยเห็นว่าเป็นข้าศึกระหว่างศาสนาท่ีตนไม่ชอบ คนเกิด
ชอบศาสนานี้ รังเกยี จศาสนานนั้ ขน้ึ มา ซง่ึ มใิ ช่ความมุง่ หมายของศาสนาหรอื ศาสดา
ผู้สอนต้องการให้เป็นเช่นน้ัน ศาสดาทุกศาสนาไม่ต้องการให้คนเสียความสามัคคี
การแตกแยกขัดต่อศาสนธรรม ท่านสอนให้มีความกลมเกลียวกัน ไม่สอนให้
แตกแยกความสามัคคี การแตกแยกขัดต่อศาสนา แต่เพราะใจมีโลกอยู่ภายใน
โลกทแี่ ฝงอยภู่ ายในมอี ำ� นาจทำ� ใหค้ นเปน็ ไปตามสงิ่ ทแี่ ฝงอยนู่ น้ั ศาสนาจงึ เปน็ ภยั แก่
ผไู้ มช่ อบ และเปน็ คณุ แกผ่ ชู้ อบ ระหวา่ งผถู้ อื ศาสนาตา่ งกนั เลยเกดิ ขดั แยง้ กนั ขนึ้ และ
ดถู กู เหยยี ดหยามศาสนาของกนั และกนั ศาสนาเลยกลายเปน็ เครอ่ื งมอื เปน็ คทู่ ะเลาะ
วิวาทกนั ไดด้ ว้ ยใจโสมมทพี่ าให้เปน็ ไป

421

ศาสนานัน้ ดีอยู่ เพราะสอนให้เปน็ คนดีดว้ ยกัน ตามความรคู้ วามสามารถและ
เจตนาดดี ้วยกัน เชน่ เดยี วกบั เราส�ำเร็จวชิ าแขนงตา่ งๆ ไมใ่ ช่จากผสู้ อนคนเดยี วกนั
เราเรียนวิชานั้นจากครูคนนั้น วิชาน้ีจากครูคนน้ี จะให้เหมือนกันย่อมเป็นไปไม่ได้
พระพทุ ธเจา้ ทรงสอนใหเ้ ปน็ ไดถ้ งึ ขน้ั พระอรหตั อรหนั ต์ ถงึ ขน้ั วสิ ทุ ธคิ ณุ เปน็ วสิ ทุ ธบิ คุ คล
และวิสุทธิจิต ใครมีภูมิเท่าใดก็สอนไว้เท่านั้นตามสมรรถภาพของผู้สอน ผู้เรียนก็
รับไว้ได้ตามสมรรถภาพของผู้เรียนด้วยเหมือนกัน ดังน้ันเราจะสามารถประพฤติ
ปฏบิ ตั ศิ าสนาไดเ้ พยี งไรกแ็ ลว้ แตค่ วามสามารถของเราดว้ ย จะใหย้ งิ่ กวา่ ความสามารถ
ของผสู้ อนและผูป้ ฏบิ ัติย่อมไมไ่ ด้

ถา้ ใครจะยดึ เอาเนอ้ื ธรรมวนั นเ้ี ปน็ บทสนทนาธรรม กย็ นิ ดชี แี้ จงตามสตปิ ญั ญา
ท่ีจะท�ำได้

ในตวั เราทุกคนตา่ งก็มีความหวังอยู่กับใจของเราแลว้ ไมใ่ ช่คนส้ินหวัง แต่ยัง
ไมแ่ สดงออกใหท้ ราบ ความหวงั เคยสำ� เรจ็ มาบา้ ง ไมส่ ำ� เรจ็ บา้ ง ยงั ไมส่ ำ� เรจ็ บรบิ รู ณบ์ า้ ง
หลักธรรมในพุทธศาสนาท�ำให้คนส�ำเร็จเต็มตามความหวังอย่างเต็มภาคภูมิมาแล้ว
ไมต่ อ้ งพดู ถงึ คนสน้ิ หวงั เพราะเปน็ คนไมต่ งั้ ความประสงคไ์ วใ้ หด้ ี กย็ อ่ มพลาดหวงั ไป
ฉะน้ันเราจึงควรประพฤติตนให้มีความหวังไว้เสมอ หวังท�ำตนให้เป็นคนดี มีการ
ทำ� ทาน ศลี ภาวนา ต้ังแต่บดั น้ี วันนี้ วันหนา้ ชาติน้ี ชาตหิ นา้ ต่อไป เราไมใ่ ช่คน
หมดทพ่ี งึ่ ทอี่ าศยั เรามพี ระธรรมทสี่ บื ตอ่ กนั มา ธรรมชาตคิ อื ใจ มที ง้ั สงิ่ ดี ชวั่ กลางๆ
อนั มคี วามเสอื่ มความเจรญิ ได้ นกั ปราชญจ์ งึ ไดพ้ ยายามฝกึ จติ ใจใหเ้ ปน็ คนดี ถงึ ลำ� บาก
ก็จะสามารถเอาชนะส่ิงที่ไม่ดีท้ังหลาย เพ่ือยึดธรรมเป็นที่พ่ึง เป็นหลักของใจ
ความหวังของใจจะได้สมบูรณเ์ ตม็ ทใี่ นกาลตอ่ ไป

ท่านผู้ใดข้องใจไหม ถามได้ จะเป็นธรรมท่ีแสดงวันนี้ หรือวันอื่นก็ถามได้
จิตใจคนเรานั้นไม่สูญสิ้น เจริญได้ เสื่อมได้ ท�ำให้บริสุทธิ์ได้ จิตบริสุทธิ์แล้ว
ความสุขซึ่งไม่ใช่อย่างโลกๆ ผู้ปฏิบัติจะได้รับกับตนเองว่า เป็นความสุขอย่างไร
แค่ไหน”

422

คำ� ถาม-ค�ำตอบ

ถ.๑-ญ.๑ จติ เป็นความร้สู ึกผิดชอบของคน จิตพกั อยูท่ ี่หัวใจ ใช่หรอื ไม่?

ตอบ ใช่ เปน็ ธรรมชาตริ ู้สกึ ประจำ� ตน รู้สกึ ผิดชอบของคน ของสัตว์ ท่านว่า
จิตอาศัยอยู่ทหี่ ทัยวตั ถอุ นั เปน็ ศูนย์กลางของร่างกาย แตพ่ ึงทราบว่าจติ
เปน็ นามธรรม สกั แตร่ ู้ ไมใ่ ชว่ ตั ถุ แมอ้ ยใู่ นหทยั วตั ถกุ ไ็ มเ่ หมอื นไขห่ รอื
ผลไมอ้ ย่ใู นกระปอ๋ ง จงึ เปน็ สักว่าอยเู่ ทา่ นนั้ คาดได้ยาก เดาลำ� บาก

ถ.๒-ช.๑ น่งั สมาธิแล้วมคี วามเจบ็ ปวด จะแกอ้ ยา่ งไร?

ตอบ วิธแี กม้ หี ลายอยา่ ง เชน่

๑. นอนดีกวา่ หันเข้าพึ่งหมอนเป็นสรณะ
๒. เมื่อปวดเจ็บเพราะน่ัง ก็ลุกข้ึนเดินจงกรม เปลี่ยนอิริยาบถ

ความเจบ็ ปวดก็หายไป
๓. พอเจบ็ ปวดขึน้ มาก็เพ่งพจิ ารณาวา่ ทุกข์ทีต่ รงไหน ดอู าการของ

กาย ของจติ ของเวทนา จนเหน็ ตามความจรงิ เสมอกนั ทกุ ขเวทนากด็ บั หมด
หรอื จะเหน็ ความจรงิ วา่ รา่ งกายสว่ นนนั้ ๆ ของตนเปน็ ทกุ ข์ แตจ่ ติ ไมท่ กุ ข์
เพราะฉะนน้ั ทกุ ขจ์ งึ ไมส่ ามารถบงั คบั จติ ได้ จติ ตง้ั มน่ั คง อาการกถ็ งึ ทสี่ ดุ
ยตุ ิลงเอง

ถ้าเชื่อตนเองได้ว่าวิธีท่ีต่อสู้กับทุกข์ด้วยการพิจารณาเป็นวิธี
ยอดเยยี่ ม เราควรแยกแยะทกุ ขอ์ อกเปน็ ภายนอกภายใน แตก่ ารบำ� เพญ็
เพยี รนน้ั มคี วามเจบ็ ปวดจรงิ ๆ ราวกบั กระดกู ทกุ ชน้ิ จะหลดุ จากกนั หรอื
ร้อนราวกับไฟท้ังกองเผาลน เราต้องการทราบความสามารถของตน
แตก่ ต็ อ้ งตอ่ สกู้ อ่ นจงึ จะรวู้ า่ จติ ของเราสามารถแคไ่ หน ทกุ ขเวทนาไมร่ วู้ า่
มนั เปน็ อะไรกนั แน่ เปน็ ทกุ ข์ สมทุ ยั นโิ รธ หรอื มรรค สตปิ ญั ญาตอ้ งคดิ คน้
คน้ ไดส้ ำ� เรจ็ กด็ บั ทกุ ขไ์ ด้ เหมอื นไฟไหมด้ นิ ปนื แลว้ กด็ บั พบึ่ ไป เหลอื จติ ใจ

423

ฉะนน้ั ใหเ้ อาทกุ ขเวทนามาพจิ ารณาวา่ ทกุ ขใ์ นขณะจะแตกดบั นนั้ คอื ทกุ ข์
ตัวไหน ความจริงทุกข์ เกิด-ดับๆๆ ไป จิตใจไม่ปรากฏว่าตัวตาย
จิตยง่ิ เด่นและสงบลงอยา่ งผิดคาดหมาย แต่พวกกลวั ตายจะยง่ิ ได้ตาย
จึงควรเอาจิตตภาวนานี้ไปปฏิบัติ แต่เป็นเรื่องยากมากกว่าวิธีธรรมดา
แบบหลบั ๆ ตืน่ ๆ ซึ่งผลไมค่ อ่ ยมเี ท่าท่ีควร

ถ.๓-ช.๒ วิธอี ยา่ งนี้ใช้แก้ปัญหาอ่ืน เชน่ ความฟงุ้ ซา่ น ไดห้ รือไม?่

ตอบ ความทุกขจ์ ากการเจ็บปวดเป็นทุกข์ของธาตขุ ันธ์ ความฟุง้ ซา่ นเป็นทกุ ข์
เหมอื นกนั แตเ่ ปน็ ความทกุ ขท์ เี่ กดิ จากใจ เพราะสมทุ ยั เปน็ เหตุ จะระงบั
ดว้ ยวธิ ดี งั กลา่ วกไ็ ด้ นกั ปฏบิ ตั ทิ า่ นเคยปฏบิ ตั จิ นไดผ้ ลอยา่ งพงึ ใจมาแลว้
ผู้ต้องการผลอันเยี่ยมจึงไม่ควรขยะแขยงต่อวิธีนี้ ซ่ึงเป็นวิธีที่ต้านกับ
กลมายาของกิเลสไดด้ กี วา่ วิธีอื่นๆ

ถ.๔-ช.๒ ตณั หาเป็นทเ่ี กิดของทุกข์ใชไ่ หม?

ตอบ ทกุ ขอ์ ยา่ งไรเปน็ ตัณหา อย่างไหนไม่เป็นตัณหา ต้องพจิ ารณาอกี คอื
ความอยากใหท้ กุ ขห์ ายไปเฉยๆ เปน็ ตณั หา แตถ่ า้ อยากรเู้ หตผุ ลวา่ ทกุ ข์
เปน็ อะไร มอี ะไรเปน็ เหตุ จะดบั ทกุ ขไ์ ดอ้ ยา่ งไร นเี่ ปน็ มรรค ความอยาก
ในทางทจี่ ะปลดเปลอื้ งทกุ ข์ หนั ไปหาทางสนั ตสิ ขุ ไมใ่ ชต่ ณั หา เปน็ มรรค

ถ.๕-ช.๓ สตกิ ับสมาธเิ ปน็ ๒ ขน้ั ของมรรค ๘ ดเู หมือนจะเปน็ ขน้ั ท่ี ๗-๘ สติกบั
สมาธิในมรรค ๘ ต่างกนั อย่างไร?

ตอบ สตเิ ป็นตัวกำ� กับจติ สมาธอิ าศัยสตคิ วบคุมจนจิตต้งั ตรงอย่ไู ด้ เกิดเป็น
ความสงบขนึ้ หลายครงั้ คอื ครง้ั แรกเปน็ ขณกิ สมาธิ สงบชวั่ ครแู่ ลว้ กถ็ อน
ตอ่ มาสงบลกึ ขนึ้ หนอ่ ย เปน็ อปุ จารสมาธิ ตอ้ งอาศยั สตคิ วบคมุ จนกระทง่ั
ปัญญาเข้ามาพิจารณา ปัญญาก็ต้องอาศัยสติจึงจะพิจารณาส่ิงต่างๆ
ได้ตลอด และสติก็เป็นมหาสติ ปัญญาก็เป็นมหาปัญญา ได้ถ้ามีสติ

424

เข้าควบคุม จิตทีม่ โี ทษอยู่ อาศัยสตเิ ปน็ เคร่อื งปอ้ งกนั แก้ไขโทษในจติ
ถา้ จติ สงบเปน็ อิสระ ไม่มกี เิ ลสฟงุ้ แล้ว กไ็ ม่ตอ้ งแก้ไขในขณะนนั้ จติ ก็
สงบอยา่ งแนบแน่น เปน็ อปั ปนาสมาธิ พูดตามภาคปฏิบัตเิ ป็นอย่างนี้

การฝกึ หดั เบอ้ื งตน้ ลำ� บาก ประการหนง่ึ ยงั ไมเ่ คยทำ� ไมเ่ คยเหน็ ผล
ของการทำ� มาบา้ ง ตอ้ งอาศยั สตบิ งั คบั เปน็ การฝนื ใจเราดว้ ยเหตผุ ล พอผล
เริ่มปรากฏในจิตแล้ว ความสนใจ ความมีแกใ่ จ ความพยายามจะค่อย
ตามมา ยง่ิ ปรากฏผลมากนอ้ ยเพยี งไร กย็ งิ่ อยากเหน็ ผลทแ่ี ปลกประหลาด
ยิง่ ๆ ขนึ้ ไป ความเพยี รกต็ ามมาเอง ธรรมเครื่องใหถ้ งึ ความสำ� เรจ็ คอื
อทิ ธบิ าท ๔ มฉี นั ทะ-ความพอใจ, วริ ยิ ะ-ความเพยี ร. จติ ตะ-ความชอบใจ
ฝักใฝ่, และวิมังสา-คือการใคร่ครวญ ต่างมีก�ำลังมากขึ้นตามๆ กัน
จนสามารถยังผู้บ�ำเพ็ญให้ถึงจุดท่ีมุ่งหมายได้โดยไม่มีอุปสรรคมา
กีดขวางได้

ถ.๖-ญ.๑ เมื่อท�ำสมาธิได้แล้ว จะถึงเวลาที่ผู้ปฏิบัติไม่ต้องน่ังภาวนอีกต่อไป
หรอื คะ?

ตอบ ก่อนท่ีเราจะอ่านหนังสือออก เราต้องพากเพียรเรียนและสะกดเป็นค�ำ
หดั เขยี นใช่ไหม? พอเราจะเขียนคำ� ว่า “ท่าน” ก็ตอ้ งว่า “ท่ า น” ต่อมา
เขยี นได้ไว พอนกึ ถึงทา่ นกเ็ ขยี นได้โดยไมต่ ้องท่อง ทา่ น เมอ่ื อ่านเขยี น
ไดแ้ ล้ว ผนู้ ั้นเลยหยดุ อา่ นหยุดเขียนกระน้นั หรอื ?

การฝกึ สมาธกิ เ็ หมอื นกนั ตอนแรกตอ้ งใชส้ ตคิ อยควบคมุ บงั คบั ให้
ต้องทำ� ท�ำไปๆ ผู้ปฏิบัติจะได้ผล พบผลต่างๆ เอง และเกิดความ
คล่องแคล่วช�ำนิช�ำนาญข้ึน เมื่อท�ำสมาธิและพยายามถอดถอนกิเลส
จนหลุดพ้นแล้วเม่ือไร ท่านผู้หลุดพ้นก็ยังท�ำสมาธิอยู่ต่อไป แต่ไม่ใช่
ท�ำความเพียรเพ่ือปลดเปลื้องกิเลสกันอีก เพราะกิเลสหมดไปแล้ว
เวลาพกั นอนหลบั ทา่ นกห็ ยดุ เวลาตน่ื ขน้ึ สตกิ บั ปญั ญากใ็ ชใ้ นกจิ การตา่ งๆ

425

ตลอดการทำ� สมาธภิ าวนาตอ่ ไปไมท่ อดทง้ิ งานทเ่ี คยทำ� เหมอื นผรู้ หู้ นงั สอื
อา่ นเขยี นไดม้ าก กอ็ า่ นเขยี นไปเพอ่ื เปน็ ประโยชนต์ า่ งๆ ยง่ิ ขน้ึ มไิ ดห้ ยดุ
ไปเลยเพราะความท่ีเขียนได้อ่านออกเพียงเท่าน้ัน การทำ� สมาธิภาวนา
ของผสู้ นิ้ กเิ ลสแลว้ กเ็ ชน่ กนั จำ� ตอ้ งทำ� ไปเพอื่ วหิ ารธรรม ความอยสู่ บาย
ในทฏิ ฐธรรมท่ีธาตขุ นั ธ์ยงั ครองตัวอยู่

ถ.๗-ญ.๑ เวลาไมส่ งบใจ ขอท่านให้คำ� แนะนำ� วา่ จะแกอ้ ยา่ งไร?

ตอบ ธรรมดาของผู้ปฏิบัติ ก็เหมือนที่อธิบายมาแล้ว จะต้องใช้วิริยะมาก
จนเกดิ ความสงบ และใชส้ ตปิ ญั ญาแกส้ ง่ิ ขดั ขอ้ งตามความเหมาะสมของ
การปฏบิ ตั ิ จนกระทง่ั ผปู้ ฏบิ ตั ทิ ราบดว้ ยตนเองวา่ พรอ้ มทจ่ี ะหลดุ พน้ ไป
ไมต่ อ้ งเกดิ อกี แลว้ เพราะธรรมเปน็ ความเสมอภาค และพรอ้ มทจี่ ะแสดง
ผลมากนอ้ ยแกผ่ ปู้ ฏบิ ตั อิ ยา่ งแทจ้ รงิ อยเู่ สมอ พระพทุ ธเจา้ และพระสาวก
ในพระไตรปิฎกก็บอกว่าท่านต้องบังคับพระองค์ตั้งความเพียรเป็น
อนั มากจนกระทง่ั ไดต้ รสั รู้ นบั แตน่ น้ั จนเสดจ็ เขา้ ปรนิ พิ พาน พระพทุ ธเจา้
และพระสาวกทา่ นกย็ งั เขา้ สมาธแิ ละนโิ รธสมาบตั ิ ซง่ึ เปน็ การอยสู่ ะดวก
สบายระหว่างขันธ์กับจิต ที่เรยี กว่าเปน็ “วหิ ารธรรม” จนถงึ เวลาทจ่ี ิต
จะแยกออกจากร่างกาย ซ่งึ จะทนอย่ตู อ่ ไปไม่ได้อกี แล้ว เขา้ สนู่ พิ พาน
อนั เป็นบรมสขุ ส้ินกังวลโดยประการท้ังปวง

ตอนท่ีพระพุทธเจ้าจะเสด็จเข้าปรินิพพานท่านก็ท�ำสมาธิ คือ
เขา้ ปฐมฌานไปโดยลำ� ดบั ถงึ สญั ญาเวทยติ นโิ รธสมาบตั ิ แลว้ ถอยกลบั
ลงมาปฐมฌาน แล้วทรงเขา้ ปฐมฌานจนถึงจตุตถฌาน จงึ ปรนิ พิ พาน
ระหว่างรปู ฌานกบั อรูปฌานต่อกัน

เพราะพระพุทธเจ้าท่านทรงท�ำและรู้เห็นได้ถึงข้ันสูงสุด ดังนี้พระสาวก
ท้ังหลายก็ได้พากเพียรท�ำตาม จนได้บรรลุผลเป็นพระอรหันต์ตาม
พระพทุ ธเจา้ พระพทุ ธเจา้ ทรงคน้ พบพระธรรมจนไดต้ รสั รแู้ ละทรงถอื เปน็

426

ธรรมเครื่องพร�่ำสอนหมู่ชนจนวันเสด็จเข้าสู่พระนิพพาน เราท้ังหลาย
จงึ ได้ลงใจนับถอื

“พุทธัง สรณัง คจั ฉามิ” ถึงพระพทุ ธเจ้าเป็นทพ่ี ึ่ง

“ธมั มัง สรณงั คัจฉามิ” ถึงพระธรรมเปน็ ท่ีพงึ่

“สงั ฆัง สรณงั คจั ฉาม”ิ ถึงพระสงฆ์เป็นที่พงึ่ เรอ่ื ยมาในฐานะเปน็
พุทธบริษัท มิได้ยกเอาบุคคลใดมาเป็นสรณะอย่างสนิทใจเหมือน
พระพทุ ธเจ้า พระธรรม และพระสงฆอ์ งค์วิเศษเหลา่ น้เี ลย

ถ.๘-ญ.๑ วิปสั สนาไม่เขา้ ถงึ ฌาน จริงไหม?

ตอบ พระพุทธเจ้าก็ทรงเข้าฌานสมาบัติ พระสาวกก็เพียรช�ำระกิเลสจนถึง
ความบรสิ ทุ ธ์ิ เป็นพระอรหตั อรหนั ต์ ๔ ประเภท ซ่งึ ความบรสิ ทุ ธ์ิของ
พระอรหนั ต์ ๔ ประเภทน้ไี มย่ ิง่ หย่อนกว่ากนั แตจ่ ิตทา่ นมีคณุ พเิ ศษไป
ตามนสิ ยั วาสนา ดงั ทไี่ ดร้ บั ความยกยอ่ งทางเอตทคั คะตา่ งๆ กนั เมอื่ ขนั ธ์
กับจิตยังไม่แยกจากกัน ท่านก็เข้าสมาธิสมาบัติไปตามอัธยาศัยท่ีถนัด
ตา่ งๆ กนั จนถงึ วาระสดุ ทา้ ย “ฌาน” เปน็ สถานทพ่ี กั ใจ สว่ น “วปิ สั สนา”
เป็นการพจิ ารณาสภาวธรรมเพ่อื รู้แจง้ ตามความเปน็ จริง และปลอ่ ยวาง
ไปโดยล�ำดับ กระท่ังหมดสิ้นสิ่งที่ควรปล่อยวาง จึงถึงความบริสุทธ์ิ
หลุดพ้น ส่วนการท่ีวิปัสสนาจะเข้าถึงฌานหรือไม่น้ัน เป็นเร่ืองของ
โมฆบุรุษจะลูบคล�ำกันไปตามวสิ ยั จึงไม่ขอเก่ียวข้อง

ถ.๙-ญ.๑ ไม่ทราบว่าอาการเข้าฌานนนั้ เปน็ อยา่ งไร

ตอบ อยา่ ไปกังวลกบั ฌาน ฌานเป็นเพยี งผลพลอยได้ในการปฏบิ ัติ ไม่ควร
เอามาเปน็ อารมณ์ การมงุ่ ฝกึ หดั เพอื่ ตดั กเิ ลสใหข้ าดจากใจเปน็ สงิ่ ทคี่ วร
สนใจอย่างยิ่ง

427

ถ.๑๐-ช.๔ จิตหมายความวา่ กระไร?

ตอบ ๑. วิญญาณในขนั ธ์ ๕ นนั้ เป็นความรทู้ เ่ี กดิ ขน้ึ เม่ือมสี ่งิ ภายนอกมา
สัมผัสกับตา หู จมกู ลิน้ กาย ใจเรา เม่ือสัมผสั จิตกร็ ู้ แลว้ กด็ ับไป
อนั เปน็ เร่ืองเกิดๆ ดับๆ

๒. ความรเู้ ปน็ พน้ื ๆ นเ้ี ป็นจติ จะไปกอ่ ภพกอ่ ชาติ ไปเกิด ณ ทีใ่ ด
กแ็ ลว้ แต่สงิ่ ทแ่ี ทรกอยใู่ นจติ

ถ.๑๑-ช.๔ จิต กบั ปญั ญา เป็นอนั เดียวกนั ใชไ่ หม?

ตอบ จติ กบั ปญั ญาเปน็ คนละอนั แตส่ มั พนั ธก์ นั มที างทจ่ี ะเปน็ อนั เดยี วกนั ได้
ส�ำหรับผู้ปฏิบัติจะพึงรู้โดยธรรมชาติตามล�ำพังในขณะปฏิบัติตามหลัก
ท่ัวไป สติ กบั ปญั ญา เปน็ ธรรมเกดิ และดับไดเ้ ชน่ สง่ิ ทว่ั ไป จึงเป็น
อนั เดยี วกับใจยังไมถ่ นัด แตเ่ ป็นของ “มรรค” หรอื เคร่ืองมอื แก้กเิ ลส
เพ่ือความบริสทุ ธ์ิแห่งใจต่างหาก

ถ.๑๒-ญ.๒ จะขอนัง่ สมาธิพรอ้ มกับทา่ นอาจารย์นานๆ ได้ไหม?

ตอบ การน่ังสมาธนิ านๆ สำ� หรบั ผู้ทเ่ี คยปฏิบัตแิ ลว้ ก็ไม่เป็นปัญหา แตผ่ ทู้ ีม่ า
เรม่ิ เรียนใหม่ๆ จะใหน้ ่ังนานๆ ไม่ได้ ดังนนั้ ตอ้ งกำ� หนดเวลาตามควร
แก่ความสามารถของตนๆ ส่วนจะน่ังพร้อมใครหรือไม่น้ันย่อมเป็นไป
ตามโอกาส ที่ส�ำคัญควรนั่งตามอัธยาศัยโดยล�ำพัง จะได้นานหรือไม่
เป็นอัธยาศยั ของเจา้ ของเอง

ถ.๑๓-ช.๕ อนัตตาตา่ งกับการไปเกิดใหม่อย่างไร?

ตอบ อัตตา-อนัตตา เป็นธรรมคู่กันตลอดจนสุดสายสมมุติ กระทั่งจิตพ้น
กเิ ลสแลว้ เปน็ จติ เปน็ บคุ คลพเิ ศษไปแลว้ อตั ตาและอนตั ตากห็ ายไปเอง
ไม่ต้องถูกขับไล่ไสส่งใดๆ ท้ังสิ้น มีเฉพาะความบริสุทธ์ิของจิตล้วนๆ
เป็นเอกจติ เอกธรรม ไม่มีสองกับสิง่ ใดอีกแล้ว

428

ค�ำวา่ อนัตตา เปน็ ธรรมไตรลกั ษณ์ ผปู้ ระสงค์ความบรสิ ทุ ธิ์วมิ ตุ ติ
พระนพิ พาน จำ� ตอ้ งพจิ ารณา “อนจิ จงั ทกุ ขงั อนตั ตา” จนรแู้ จง้ เหน็ จรงิ
ในไตรลักษณน์ ้ีแล้ว จงึ ชือ่ ว่าจิตหลดุ พ้นแลว้ ดว้ ยดี เพราะพระนิพพาน
มิใชอ่ นตั ตา จะบงั คบั ให้มาอยู่กบั อนตั ตา ซึ่งเปน็ ไตรลักษณ์ และเป็น
ทางเดนิ เพื่อพระนพิ พานไดอ้ ยา่ งไร

ปดิ ประชุมเวลา ๒๐.๑๐ น.

การอธิบายธรรมวันจนั ทร์
วันท่ี ๑๗ มิถนุ ายน ๒๕๑๗ (๑๙๗๔)

เริม่ เวลา ๑๘.๑๕ น.

ทา่ นอาจารย์... “ขณะจติ สงบมันกอ็ ยากหลบั เหมอื นกนั ชอบกล คอื ขณะจติ สงบมัน
สบาย จิตไม่สงบไม่สบาย คดิ โน้นคดิ น้ี ไมม่ ีความสบายก็ไมอ่ ยากหลับ พอจิตเรมิ่
สงบเขา้ สงบเข้า ก็อยากหลับ คอื จะไดค้ วามสุขเพมิ่ ขน้ึ เมื่อตะกน้ี ้นี งั่ ท�ำความสงบ
มันรู้สึกอยากหลับเหมือนกัน เป็นเพียงเราไม่ให้มันหลับ เพราะการหลับเป็นการ
พกั จติ ดว้ ย พักร่างกายด้วย

เวลาเราน่ังฟังเทศน์ ขณะท่านเทศน์ฟังมันเพลินในธรรมแล้วจิตจดจ่อใน
คำ� เทศนม์ อี ารมณอ์ นั เดยี ว จติ คอ่ ยสงบตวั ลงไป ตอนนน้ั ชกั งว่ งๆ จะเคลม้ิ หลบั ไปกม็ ี
บางคนกต็ ำ� หนติ นเองวา่ “เอ นเ่ี วลาอยลู่ ำ� พงั คนเดยี วหรอื พดู คยุ กบั เพอื่ นฝงู ไมเ่ หน็ มนั
อยากหลบั อยากนอน เวลามาฟงั เทศนท์ ำ� ไมถงึ อยากหลบั อยากนอน นงั่ สปั หงกงกงนั
มนั มารมาจากไหนกนั น่ี”

ก็จะมารอะไร จิตไม่เคยไดร้ บั ความสขุ ความสบาย พอไดร้ ับกระแสของธรรม
กลอ่ มใหม้ คี วามสขุ สงบสบายมันกอ็ ยากหลบั เทา่ นั้น จะมีมารมาจากไหน ความจริง

429

เจา้ ของเปน็ มารกอ่ กวนเจา้ ของเองทง้ั วนั ทง้ั คนื ไมไ่ ดร้ บั ความสะดวกสบาย จนกระทง่ั
จิตหลับไม่ได้เพราะไม่สงบ เราไม่ทราบ เหตุน้ีพอฟังธรรมในขณะที่ท่านแสดง
จติ มีความสงบในขณะนั้นจึงอยากหลับ เรากว็ า่ มันเปน็ มาร ความจริงมนั ไม่ใช่มาร
พอสบายเขา้ กอ็ ยากหลบั กนั ทกุ คน นห่ี มายถงึ ผลขนั้ ทจี่ ติ พอใหส้ บายๆ แลว้ อยากหลบั
หมายถงึ ขั้นเริ่มแรกทไ่ี ดร้ ับการอบรม

ถ้าจิตมีหลักฐานแห่งความสงบ แล้วมีงานท�ำในขณะท่ีฟังเทศน์ตามฐานะหรือ
ตามชั้นภูมิของจิตแล้วจะไม่งว่ ง ถา้ ทำ� สมาธิกจ็ ะเพลินไปทางสมาธิ ขัน้ ของปัญญาก็
จะเพลินไปตาม เวลาทา่ นเทศนใ์ จเราจะคลอ้ ยไปตาม ท�ำให้เพลิดเพลินกบั อารมณ์
แห่งธรรม เหมือนกับท่านช่วยบุกเบิกให้ เราก็ก้าวตามหลังไปเรื่อยๆ น่ีหมายถึง
ข้นั วปิ ัสสนา ได้แก่ การไตร่ตรอง จติ ก็เพลินไปตาม อย่างนนั้ กไ็ มม่ คี วามโงกง่วง
น่ีกล่าวถึงความโงกง่วงในเวลาเร่ิมแรกปฏิบัติ คือจิตของเราไม่อยากลงสู่ความสงบ
พอจิตเร่ิมสงบ จึงเป็นเหตใุ ห้อยากหลบั อยากนอน เพราะเป็นความสบาย

การทดสอบหรือการพิสูจนเ์ รื่องศาสนา เฉพาะอย่างยิง่ เร่ืองพุทธศาสนาซึ่งเปน็
ค�ำส่ังสอนของพระพุทธเจ้า ควรจะทดสอบกับใจของตนเอง ท่านสอนอย่างไรแล้ว
ใหน้ ำ� วธิ ขี องทา่ นไปปฏบิ ตั หิ รอื นอ้ มวธิ ที ท่ี า่ นสอนนน้ั เขา้ มาปฏบิ ตั สิ ำ� หรบั ใจเราเอง คอื
ปฏิบตั ติ ่อใจเราเอง ถา้ ใจเราด�ำเนนิ ไปตามแนวทางทีท่ ่านสั่งสอนไวน้ ัน้ ผลจะปรากฏ
เปน็ อยา่ งไรเราจะทราบเองเปน็ ลำ� ดบั นเี่ ปน็ การพสิ จู นเ์ รอ่ื งศาสนธรรมกบั ใจเราเองวา่
อนั ใดจะเปน็ ของดขี องจรงิ อนั ใดจะเปน็ ของปลอม เราจะทราบไดโ้ ดยลำ� ดบั โดยถอื
หลักค�ำส่ังสอนเป็นเครื่องพิสูจน์เพื่อทราบของจริงและของปลอมท่ีมีอยู่ในใจเราเอง
ไม่ได้มีอยู่ท่ีอ่นื นอกจากใจเท่าน้นั

ส่วนมากเราไมท่ ราบวา่ เปน็ ของปลอม ปลอมมาตั้งแต่ไหนแตไ่ รเราไมท่ ราบได้
ขณะที่เราไม่ทราบน้ันเราเข้าใจว่าเราดี เราเข้าใจว่าเราฉลาด ฉลาดกว่าค�ำสอนใดๆ
ฉลาดกวา่ ศาสนา ฉลาดกว่าพระพทุ ธเจา้ ฉลาดกวา่ ศาสดาองคใ์ ดๆ ที่น�ำศาสนามา
สอนโลก นเี่ ปน็ ความสำ� คญั ตนทงั้ ๆ ทเ่ี วลานนั้ กำ� ลงั โงเ่ ตม็ ท่ี เรากำ� ลงั โงเ่ ตม็ ทจ่ี งึ ทำ� ให้
ส�ำคัญตนว่าฉลาดเต็มภูมิ เมื่อเราได้น�ำหลักศาสนาเข้ามาประพฤติปฏิบัติ เป็นการ

430

ทดสอบดูว่าอันใดจะจริงเพียงใด ปลอมแค่ไหน นั่นเราจะทราบได้ตามหลักธรรม
ทท่ี ่านสอนไว้

เบอ้ื งตน้ เรายงั ไมส่ ามารถกเ็ อาเพียงย่อๆ ก่อน หรอื เอาวธิ สี ้นั ๆ งา่ ยๆ ดังที่ท่าน
สอนให้ภาวนา กำ� หนดอยา่ งไรทเ่ี รยี กวา่ “ภาวนา”

ตามหลกั ทศี่ าสนาทา่ นสอนไว้ มอี บุ ายวธิ ตี า่ งๆ กนั ตามความถนดั ของผจู้ ะปฏบิ ตั ิ
เพอ่ื ใหไ้ ดร้ บั ความสงบเยน็ ใจอนั เปน็ ผลขนึ้ มาจากการปฏบิ ตั ิ เชน่ กำ� หนดอานาปานสติ
กำ� หนดลมหายใจเขา้ ออก ใหม้ คี วามรสู้ กึ ลมทส่ี มั ผสั เขา้ ออกโดยสมำ่� เสมอ ไมพ่ ลง้ั เผลอ
สติ ไมป่ ลอ่ ยจติ ใหส้ ง่ ไปทอ่ี น่ื ทำ� ความเขา้ ใจทำ� ความรอู้ ยกู่ บั ลมเทา่ นนั้ นเี่ ปน็ วธิ หี นง่ึ
ที่จะทราบเร่ืองความจริงความปลอมของใจตนเอง เม่ือใจสงบเข้ามาก็จะเห็นความ
ปลอมของใจตนด้วย จะเห็นความจริงของตนด้วยในขณะเดียวกัน เห็นโทษทั้ง
ความฟ้งุ ซา่ นของใจที่ก่อกวนตนเองให้ได้รับทุกข์ด้วย เหน็ คณุ ของความสงบเย็นใจ
อันเป็นความสุขแก่ตนในขณะที่ใจสงบด้วย นี่เป็นอันว่าเห็นท้ังโทษทั้งคุณไปใน
ขณะเดียวกัน ส�ำหรับผู้ทต่ี งั้ ใจปฏบิ ตั จิ ริงๆ ต้องเหน็ อย่างนี้ เพราะหลักพุทธศาสนา
เป็นเครื่องรับรองเหตุว่าถูกต้องแม่นย�ำ และผลเป็นที่พึงใจมาแล้วแต่พระพุทธเจ้า
พระองค์แรก

นี่เป็นวิธีหน่ึง เพียงวิธีหน่ึงในบรรดาวิธีท้ังหลายท่ีจะทดสอบดูเรื่องของจิตให้
เหน็ ผลขนึ้ มาโดยลำ� ดบั จากการปฏบิ ตั ิ เชน่ ใหม้ สี ติ ใหม้ สี มั ปชญั ญะ ทำ� ความรสู้ กึ ตวั
อยู่เสมอ น้ีก็คือการระมัดระวังจิตให้รู้อยู่ในวงที่ก�ำหนดไว้ ให้มีขอบเขตเป็นที่รู้
ไมใ่ หร้ ู้แบบเตลดิ เปิดเปงิ ทไ่ี ม่มเี ขตมแี ดน ตามความร้สู ึกทั้งหลายที่เปน็ ไปอยทู่ ว่ั โลก
ความรู้ความเห็นชนิดน้ันไม่เป็นความรู้ความเห็นที่เข้าสู่ระดับท่ีจะท�ำให้เกิดความสุข
ความสบายใหเ้ หน็ เหตเุ หน็ ผลได้ ทา่ นจงึ ตอ้ งมวี งจำ� กดั ในการปฏบิ ตั ติ อ่ จติ ใจ โดยถอื
หลกั ธรรมคอื หลกั ศาสนาเปน็ เสน้ ทางเดนิ ของจติ หรอื เปน็ เสน้ ทางเดนิ เพอ่ื จติ ใจจะได้
ด�ำเนินตามวิถีนน้ั ๆ ซึ่งหลักศาสนาสอนไว้ อันเป็นทางถกู โดยฝา่ ยเดยี วไมเ่ ปน็ อ่ืน

ถ้าก�ำหนดค�ำบริกรรมค�ำใดค�ำหน่ึง ก็ให้มีความรู้สึกอยู่กับค�ำบริกรรมน้ันๆ
หากจะเผลอคดิ ในแงต่ ่างๆ ก็ให้ท�ำความเข้าใจหรือหาอุบายวธิ ีฝึกด้วยวิธีตา่ งๆ เช่น

431

บริกรรมให้ถ่ีเข้าไป อุบายใดก็ตาม วิธีใดก็ตามที่จะท�ำให้ใจของเราให้ได้รับผลคือ
ความสงบเยน็ ใจ ให้ได้เกดิ อบุ ายต่างๆ ข้ึนมาภายในใจ นจ้ี ัดว่าเปน็ วิธที ่ีถูกต้องใน
การฝึกฝนอบรมตนเอง

ถ้าจติ ไดส้ งบลงไปมากน้อย ความกงั วลวุ่นวาย กาลสถานทไ่ี มเ่ ข้ามาเกย่ี วข้อง
มแี ตค่ วามรอู้ ยอู่ นั เดยี ว เพยี งเทา่ นนั้ กเ็ ปน็ สขุ นงั่ นานหรอื ไมน่ านไมม่ อี ะไรมารบกวน
นง่ั อยู่ในท่เี ช่นไร นัง่ เป็นเวลานานเทา่ ใด ไมม่ ีอะไรมาเก่ยี วขอ้ ง ถา้ จิตไมย่ ุ่งออกไป
เกย่ี วกบั สงิ่ เหลา่ นี้ มธี รรมเปน็ อารมณข์ องใจ มคี วามสงบอยโู่ ดยลำ� พงั รตู้ วั อยเู่ ฉพาะหนา้
น้ีเรียกว่าความรู้ในการภาวนา หรือความรู้ในการรักษาจิต มีขอบเขตเป็นที่รู้ที่เห็น
นี่คือวิธดี ำ� เนนิ เบ้ืองตน้

จะปฏบิ ัตไิ ปนานเพยี งใดกต็ าม วธิ ีทเ่ี ราเคยดำ� เนนิ ทเี่ ราเคยปฏิบัตมิ า ไม่ควร
ลดละปลอ่ ยวาง ควรยึดหลักน้ันไว้ เชน่ เราเคยก�ำหนดอานาปานสติ เรากย็ ึดลม
นั้นแหละเป็นหลักขณะเร่ิมต้น แต่ความช�ำนาญของจิตที่เคยท�ำไปอยู่โดยสม�่ำเสมอ
และจติ สงบบอ่ ยๆ จะมคี วามรเู้ รว็ ตา่ งกนั มาก เพยี งขณะเดยี วเทา่ นนั้ กผ็ า่ นไป ผา่ นไป
ละเอียดหายเงียบไปเลย ไม่ทราบลมไปไหน นั่นหมายถึงความคล่องแคล่วของจิต
เหมอื นอยา่ งเราเขยี นหนงั สอื เขยี นเปน็ ภาษาไทยกเ็ ขยี น “ทา่ น” อยา่ งน้ี ผฝู้ กึ หดั เขยี น
จะตอ้ งระลกึ ถงึ ตวั หนง่ึ แลว้ อกี ตวั หน่งึ ๆ จนกว่าจะครบ ถ้าฝึกไปนานๆ แล้ว “ท่าน”
ผุดขน้ึ มาพร้อมกนั ไปหมดทัง้ สระพยัญชนะ ความช�ำนาญของจติ จะเปน็ สมาธกิ ต็ าม
จะเป็นปัญญาก็ตาม กม็ ลี กั ษณะน้นั ดังที่ท่านว่า “ฌาน ฌานสี่ ปฐมฌาน ทตุ ยิ ฌาน
ตติยฌาน จตุตถฌาน” ท่ีเรยี กวา่ รูปฌาน และยงั มี อรปู ฌาน อกี ๔ รวมกันเปน็
“สมาบตั ิ ๘” และสญั ญาเวทยติ นโิ รธ ซงึ่ ดบั สญั ญาและเวทนา แตส่ มาบตั นิ เ้ี ปน็ ธรรม
ปลกี ย่อย หรือเกยี่ วข้องกับนสิ ัยวาสนาของผจู้ ะควรเปน็ ไปก็เป็นไปเอง ไมใ่ ช่ธรรม
จ�ำเป็นในมรรคในผลที่จะถอดถอนกิเลสถึงชั้นภูมิแห่งความบริสุทธิ์ของใจ เช่น
พระอรหนั ต์ เปน็ ตน้ แตจ่ ะอยา่ งไรกต็ าม ถา้ ผชู้ ำ� นาญในฌาน กเ็ ปน็ ลกั ษณะเชน่ เดยี วกบั
ผชู้ ำ� นาญในการเขยี นหนงั สอื นนั่ เอง อยา่ งปฐมฌาน ทตุ ยิ ฌาน เปน็ ตน้ วง่ิ ถงึ กนั หมด
เพราะความรวดเรว็ ของจติ อาการของจติ เทา่ นน้ั ทจี่ ะเปลยี่ นแปลงไปโดยลำ� ดบั ๆ ไมใ่ ช่
จะกา้ วขน้ึ ไปเหมอื นเรากา้ วขน้ึ บนั ได จากขนั้ นกี้ า้ วขน้ึ ขนั้ นนั้ กา้ วจากขน้ั นนั้ ถงึ ขนั้ โนน้

432

แม้การขึ้นบันได ถึงจะช�ำนาญเท่าใดก็ต้องก้าวไปทีละขั้นๆ มิได้โดดข้ามข้ันไป
ความชำ� นาญของจิตเพียงขณะเดียวเท่านัน้ ก็ถึงจุดหมายรวดเรว็ ทส่ี ดุ ไมม่ ีอะไรทจ่ี ะ
รวดเรว็ ยงิ่ กวา่ ใจ ใจนรี้ วดเร็วทสี่ ุด ยง่ิ มีความชำ� นาญในหนา้ ทขี่ องตนดว้ ยแล้วก็ยิง่
รวดเร็วมาก ผิดคาดผิดหมายส�ำหรับผู้ท่ียังไม่เคยเห็นอ�ำนาจของจิตที่เคยชินต่อ
การรู้การเหน็ ตา่ งๆ ทางดา้ นธรรมปฏบิ ตั ิ

สมาธกิ เ็ หมือนกนั น่งั อย่เู ฉยๆ เราไมจ่ ำ� เปน็ ต้องหาค�ำบรกิ รรมใดมากำ� หนดมา
เปน็ เครอ่ื งบงั คบั ผกู มดั จติ ใจใหเ้ ขา้ สคู่ วามสงบ เมอื่ ใจเคยมคี วามสงบดว้ ยความชำ� นิ
ชำ� นาญของตนอยแู่ ลว้ เพยี งกำ� หนดจติ ดว้ ยสตเิ ทา่ นน้ั กส็ งบลงไปเลยทเี ดยี ว ชว่ั ขณะ
ครง่ึ วนิ าทเี ทา่ นน้ั กส็ งบลงถงึ ฐานอยา่ งราบคาบ ไมม่ อี ะไรขดั ขอ้ ง ลงถงึ ฐานของสมาธแิ ลว้
น่ีหมายถึงผู้มีความช�ำนาญในสมาธิ เพียงก�ำหนดขณะเดียวกันเท่านั้นก็ทะลุไปเลย
เหมือนกับเราเขียนหนังสือว่า “ท่าน” อย่างนี้ มาพร้อมกันอ่านได้ความทีเดียว
ไม่ต้องมวั ไปนกึ หาสระพยัญชนะนัน้ ใหเ้ สียเวลาเหมือนข้นั เร่มิ แรก

พดู ถงึ สมาธเิ ปน็ ขน้ั ๆ เมอื่ มคี วามชำ� นาญแลว้ เปน็ อยา่ งนี้ แตก่ รณุ าอยา่ ไปยดึ วา่
ช�ำนาญหรือไม่ช�ำนาญ มันเป็นความคาดหมายที่ออกไปจากตัว แล้วกลับมาหลอก
ตวั เองใหเ้ สยี เวลา จะไมป่ รากฏผลเทา่ ทคี่ วร จะชำ� นาญหรอื ไมช่ ำ� นาญกต็ าม ใหเ้ ราฝกึ
อย่ใู นธรรมทีเ่ คยฝกึ อยใู่ นหนา้ ท่ที เี่ คยทำ� น่เี ปน็ หลักสำ� คัญ เหมอื นเราเขยี นหนังสอื
เขยี นอยนู่ นั้ แหละจนชำ� นาญ ไมต่ อ้ งไปคาดตวั นน้ั ตวั น้ี ตอ่ ไปมนั กช็ ำ� นาญเอง วธิ กี าร
ฝึกใจกเ็ ปน็ เชน่ นน้ั จะเกดิ ความช�ำนาญขน้ึ ในตัวของเราเอง

“ปญั ญา” ปญั ญาคอื ความแบคายของจติ ความคดิ ปรงุ ความไตรต่ รองในเหตผุ ล
ในแง่อรรถแง่ธรรมต่างๆ ท่านเรียกว่า “ปัญญา” คือการสอดส่อง การไตร่ตรอง
พจิ ารณาเรอื่ งธาตุ เรอ่ื งขนั ธ์ ความแปรสภาพทง้ั ภายนอกภายในเปน็ ไปอยทู่ ง้ั วนั ทงั้ คนื
เปน็ ไปอยทู่ กุ แหง่ หน ถา้ ผมู้ สี ตปิ ญั ญากำ� หนดไปทไ่ี หนจะเปน็ ธรรมทง้ั นนั้ สง่ิ เหลา่ นนั้
เป็นเสมือนหนิ ลับปัญญาอยูโ่ ดยสมำ่� เสมอ ไมว่ า่ กลางวนั กลางคนื ยืน เดิน น่งั นอน
จะเหน็ สภาพทง้ั หลายเหลา่ นแ้ี สดงอาการใหเ้ ราทราบทางปญั ญาอยทู่ กุ ระยะ เปน็ หนิ ลบั
ของปญั ญาอยตู่ ลอดเวลา ธรรมจงึ มอี ยทู่ วั่ ไป ไมใ่ ชจ่ ะมอี ยแู่ ตเ่ ฉพาะตวั ของเรา ไมใ่ ช่

433

จะมอี ยเู่ ฉพาะเวลานงั่ ภาวนา เฉพาะเวลาเดนิ จงกรม มีอยู่ทกุ เวลาถ้าจะทำ� ใหม้ ี และ
มอี ยทู่ ุกอริ ยิ าบถ เรื่องความช�ำนิชำ� นาญของสมาธกิ ็ดี ของสตปิ ญั ญากด็ ี ย่อมเป็น
ในท�ำนองเดียวกันดังท่ีกล่าวแล้ว แต่จะไม่อธิบายมาก เพราะจะฟั่นเฝือมากไป
เร่อื งปญั ญานี้กวา้ งขวางมาก พสิ ดารมาก ถา้ จะให้เหมาะจริงๆ ก็ควรอธบิ ายให้ฟัง
เฉพาะผู้ที่มีความจ�ำเป็นในปัญญาข้ันน้ันๆ นั่นแหละเป็นเหมาะท่ีสุด นอกจากนั้น
กอ็ ธบิ ายพอเปน็ บาทหรอื เปน็ แนวทางใหผ้ ทู้ เี่ รม่ิ ฝกึ หดั ไดพ้ นิ จิ พจิ ารณาตาม ดงั ทอี่ ธบิ าย
ผา่ นมาแล้วเมือ่ กนี้ ้ี

จิตเป็นส่ิงที่ฝึกหัดได้ อาการของจิตเป็นส่ิงที่เปล่ียนแปลงไปได้โดยล�ำดับ
เปลี่ยนแปลงจากความหยาบเข้าสู่ความละเอียดได้ แล้วเปล่ียนแปลงจากความ
ละเอียดลงสู่ความหยาบกไ็ ด้ ตามแต่เราผ้เู ปน็ เจา้ ของจะพาด�ำเนินไปในทางใด เช่น
เรามาอบรมศีลธรรม ฝึกหัดสมาธิภาวนาเวลานี้ เป็นการฝึกหัดจิตอบรมใจของเรา
ใหข้ น้ึ สรู่ ะดบั สงู ถา้ พดู ถงึ กระแสจติ กค็ ดิ ในแงเ่ หตแุ งผ่ ล แงด่ แี งร่ า้ ยทงั้ หลาย อนั เปน็
ทางที่จะทำ� ให้เราบำ� เพ็ญใหม้ ีข้นึ และเป็นสิ่งทีเ่ ราจะถอดถอนออกจากตัวของเรา คือ
มีทั้งสว่ นท่คี วรละทเี่ ห็นว่าไม่ดี มที ัง้ สว่ นที่ควรบ�ำเพ็ญท่ีเห็นวา่ ถกู แลว้ ให้ยิ่งๆ ขึ้นไป
เรียกว่าเป็นการบ�ำเพ็ญหรืออบรมจิตให้มีระดับความรู้ความเห็น มีเหตุมีผลสูงขึ้น
ไปเปน็ ลำ� ดบั ถ้าจิตเสอ่ื มกเ็ ปลี่ยนความรู้ความเหน็ ลงเรื่อยๆ ถ้าจิตถึงความบรสิ ทุ ธิ์
หมดจดเต็มท่ีแล้ว ความเส่ือมก็ไม่ปรากฏ ความเจริญก็ไม่ปรากฏ เพราะอาการ
ท่ีท�ำให้เกิดความเสื่อมหรือความเจริญน้ันได้หมดส้ินไปจากใจแล้ว เหลือแต่ความ
บรสิ ทุ ธ์ลิ ้วนๆ ใจเป็นธรรม ธรรมเปน็ ใจ ใจกับธรรมเปน็ อนั เดียวกนั แลว้ ไมม่ คี วาม
เปลยี่ นแปลงอีกตอ่ ไป เป็นผสู้ ้ินสดุ ในการประพฤตพิ รตพรหมจรรย์เพื่อธรรมชัน้ สงู
และเสร็จกิจในการละกิเลสทุกประเภท เม่ือเสร็จกิจในการละ และในการบ�ำเพ็ญ
ทงั้ สองประเภทนนั้ แลว้ จะละอะไรอกี กไ็ มม่ อี นั ละนี่ เพราะไดล้ ะหมดแลว้ จะทำ� อะไร
ใหเ้ จรญิ ยง่ิ กวา่ นนั้ กท็ ำ� ไมไ่ ด้ เพราะไดเ้ จรญิ ขนึ้ ถงึ ทสี่ ดุ แลว้ จะเสอ่ื มลงไปกม็ ใิ ชฐ่ านะ
จะเปน็ ได้ เพราะเปน็ “อกปุ ปธรรม” แลว้ ไมม่ ที างกำ� เรบิ กจิ ที่ควรทำ� ไดแ้ กก่ ารละ
และการบำ� เพ็ญ ไดท้ ำ� ใหส้ มบรู ณเ์ ตม็ ที่แลว้ จติ ประเภทนี้ไม่มสี มมตุ ิเขา้ เคลือบแฝง
ไมม่ กี าล ไมม่ สี ถานท่ี ไมม่ อี ดตี อนาคต เกยี่ วโยงปจั จบุ นั เชน่ บดั นเ้ี ปน็ อยา่ งน้ี ตอ่ ไป

434

จะเปน็ อยา่ งไรอกี อยา่ งนไี้ มม่ ี ชาตนิ เ้ี ปน็ อยา่ งนี้ ชาตหิ นา้ จะเปน็ อยา่ งนนั้ ไมม่ ี เพราะ
อดตี อนาคตรวมเขา้ สคู่ วามเปน็ ปจั จบุ นั อนั เดยี ว มาบรสิ ทุ ธอิ์ ยทู่ ใ่ี จอนั เดยี วนแ้ี ล อดตี
อนาคตท่ีเคยเกี่ยวข้องอยู่กับใจจึงไม่มีความหมายอันใดท้ังส้ิน เพราะใจปราศจาก
ความหมายทจ่ี ะทำ� ใหล้ มุ่ หลงโดยประการทง้ั ปวงแลว้ จะเรยี กวา่ สดุ จติ สดุ วถิ ที างเดนิ
ของใจกไ็ ม่ผดิ

ที่กล่าวมาทั้งนี้ กล่าวด้วยหลักปฏิบัติอันเป็นผลของการปฏิบัติธรรม มีหลัก
ตามพระพุทธศาสนาเป็นทางเดินอันถูกต้องตายตัว เป็นที่แน่ใจได้ส�ำหรับชาวพุทธ
ท้ังหลาย ไม่มีทางสงสัยว่าธรรมของพระพุทธเจ้าน้ีมีแง่ใดบ้างท่ีจะท�ำโลกให้ล่มจม
จะทำ� เราใหผ้ ดิ หวงั ใหเ้ ชอื่ ไมไ่ ด้ มตี รงไหนบา้ งในบรรดาธรรม ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขนั ธ์
ไมม่ ี จึงหมดปญั หาสำ� หรับผ้จู ะปฏิบัตดิ �ำเนนิ ตาม

มีแต่ว่าเราจะพึงประพฤติปฏิบัติตนอย่างไรบ้าง ให้เป็นไปตามหลักธรรมของ
พระพุทธเจา้ ทีเ่ รียกว่า “สวากขาตธรรม” คือ ตรัสไวช้ อบแลว้ เปน็ นิยยานกิ ธรรม
น�ำผูป้ ฏิบัตถิ กู ตอ้ งแมน่ ย�ำน้ีให้พน้ จากอุปสรรคความกีดขวางภายในจติ ไปโดยล�ำดับ
จนทะลปุ รโุ ปรง่ ถงึ วมิ ตุ ตหิ ลดุ พน้ โดยสน้ิ เชงิ ไมม่ สี งิ่ ใดเหลอื หลออยภู่ ายในใจ อนั เปน็
ผลสุดยอดจากการปฏบิ ัตธิ รรมทางพระพทุ ธศาสนา เมอื่ ถงึ ข้นั นแ้ี ล้ว ใจกับศาสนา
กเ็ ปน็ อันเดยี วกัน ศาสนากบั ใจก็หาทางต้องตกิ นั ไมล่ ง ใจก็จริง ศาสนากแ็ ท้ ต่างอัน
ตา่ งแท้ ตา่ งอนั ตา่ งจรงิ นแี่ หละทพ่ี ระพทุ ธเจา้ ทา่ นวา่ “ผใู้ ดเหน็ ธรรม ผนู้ น้ั เหน็ เราตถาคต”
หมายถึงธรรมดวงน้ี ตถาคตนั้นไม่ใช่รปู รา่ ง รปู รา่ งนนั้ เปน็ ตถาคตประเภทหนึ่ง คอื
เปน็ เรอื นรา่ งของพระพทุ ธเจา้ ซงึ่ เหมอื นกบั รา่ งกายของพวกเราทงั้ หลาย คอื พระกายนนั้
เป็นเรือนร่างของพุทธะอันวิเศษ เราได้เห็นพระพุทธเจ้า ได้กราบไหว้บูชาพระองค์
เปน็ ขวญั ตาขวญั ใจ กไ็ ดช้ อื่ วา่ เราไดเ้ หน็ ตถาคตทางตา ซง่ึ จดั วา่ เหน็ ตถาคตประเภทหนงึ่
อกี อยา่ งหนง่ึ ผรู้ ะลกึ ถงึ พระพทุ ธเจา้ พระธรรม พระสงฆด์ ว้ ยความเชอื่ ความเลอ่ื มใส
กช็ อ่ื วา่ ไดถ้ งึ ธรรม หรอื ไดถ้ งึ พระพทุ ธเจา้ อกี ทางหนงึ่ ผสู้ ำ� เรจ็ พระโสดา สกทิ าคา อนาคา
เป็นข้ันๆ ข้ึนไป ก็ชื่อว่าได้เห็นตถาคตโดยล�ำดับจนถึงข้ันสมบูรณ์ ตถาคตแท้
คือความบริสุทธ์ิแห่งธรรม ความบริสุทธ์ิแห่งใจ ธรรมกับใจเป็นอันเดียวกัน

435

หาทางแยกทางแยะกนั ไมไ่ ด้ ใจอยู่ทใ่ี ดธรรมอย่ทู น่ี ั้น ธรรมอยูท่ ่ีใดตถาคตอยทู่ น่ี ั่น
จงึ เรยี กได้ว่า “ผู้ใดเหน็ ธรรม ผูน้ น้ั เห็นเราตถาคต” การเหน็ ภาคปฏิบตั เิ ปน็ อยา่ งนี้
คือ รู้เห็นธรรมข้ันบริสุทธ์ิโดยทางใจตามพระพุทธเจ้า เรียกว่าเห็นธรรมหรือเห็น
ตถาคตโดยสมบรู ณ์ จงึ ไมส่ งสยั วา่ พระพุทธเจา้ ปรนิ พิ พานนานไปแลว้ ได้ ๒๕๑๗ ปี
หรอื จะปรนิ ิพพานไปกกี่ ัปก่กี ลั ปก์ ต็ าม เพราะนน่ั เป็นสมมตุ ิ ซงึ่ เหมอื นกับโลกสมมตุ ิ
ทว่ั ๆ ไป และน่นั ท่านแสดงไวต้ ามกาลตามสถานท่ี เพื่อเปน็ กรุยหมายปา้ ยทางไว้ให้
ทราบกาลสถานที่ของท่านต่างหาก ส�ำหรับพุทธศาสนิกชนผู้เคารพเลื่อมใสท่าน
ไดก้ ราบไหว้สกั การบูชาตามกาลสถานทว่ี นั เวลา สว่ นตถาคตแท้นน้ั คอื ความบริสุทธ์ิ
แหง่ ใจลว้ นๆ ไมม่ กี าลสถานทเ่ี ขา้ เกย่ี วขอ้ งเลย ผบู้ รสิ ทุ ธล์ิ ว้ นๆ แลว้ อยใู่ นสถานทใี่ ด
กเ็ ทา่ กับไดเ้ ฝ้าพระพทุ ธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ อยู่ตลอดเวลาอกาลโิ ก

จงึ กรุณาประพฤตปิ ฏิบตั ิศาสนธรรมเหล่านี้ให้เจรญิ ขนึ้ ภายในใจเถดิ ชอ่ื ว่าเรา
ไมไ่ ดป้ ราศจากศาสดา อยใู่ นสถานทใ่ี ดกเ็ ทา่ กบั ไดเ้ ฝา้ พระศาสดา พระธรรม พระสงฆ์
อยู่ทุกเวลา กระทั่งได้เข้าถึงวิมุตติหลุดพ้นภายในจิตใจ ก็ทราบชัดว่าศาสดาคือ
พระองคใ์ ดแนโ่ ดยไมต่ อ้ งสงสยั

การอธิบายธรรม นับว่าพอสมควร จงึ ขอยตุ ิเพียงเทา่ น้ี”

ตอบคำ� ถาม
วันที่ ๑๗ มถิ นุ ายน ๒๕๑๗ (๑๙๗๔)

ท่านอาจารย์ “การฟงั คำ� อธบิ ายธรรมะ ถ้าม่งุ จะจำ� เจ้าของไม่ได้รับประโยชน์ทางจิต
แต่ถ้าให้จิตมุ่งรับประโยชน์ จิตก็หมุนไปกับการพิจารณา ควรจะถอดถอนกิเลส
ขณะนน้ั กถ็ อดถอนกนั ไปตามกรณี แตจ่ ำ� ไมไ่ ดว้ า่ ทา่ นอธบิ ายเรอื่ งอะไรบา้ ง การฟงั เทศน์
ทางภาคปฏบิ ตั สิ ว่ นมากไมส่ นใจจะจำ� มากกวา่ สงั เกตจติ กบั ธรรมทที่ า่ นแสดงในเวลานนั้
เพอื่ ถอื เอาประโยชนใ์ นขณะฟงั เชน่ จติ สงบบา้ ง อบุ ายปญั ญาเกดิ และถอดถอนกเิ ลส
บางชนิดไดใ้ นขณะนน้ั บ้าง”

436

ตอ่ ไปนี้จะตอบปญั หา

ถ.๑-ญ.๑ พระพุทธเจ้าท่านละเอียดมาก ท่านใช้ค�ำใดย่อมมีความหมายตรงตัว
ทำ� ไมท่านจึงใช้จิตบ้าง มโนบา้ ง?

ตอบ จติ มโน เปน็ ไวพจน์ของกนั และกันกับวญิ ญาณ ใช้แทนกันได้ ทำ� ไม
โลกจงึ ตอ้ งมหี ลายคำ� จากคำ� วา่ “กนิ ” คำ� เดยี ว เชน่ Eat, ate, eating,
eaten? จะวา่ “กิน” ค�ำเดยี ว หรือ Eat ค�ำเดียวไม่ได้หรอื ? ค�ำวา่ จติ
หรอื มโนก็เช่นกนั ยอ่ มเป็นไปตามความเหมาะสมท่ีจะใช้

ถ.๒-ญ.๒ จิตไม่ใชว่ ญิ ญาณขันธ์ เพราะฉะน้ันไมเ่ หมอื นกับวญิ ญาณอะไร

ตอบ มโนวิญญาณ = ปฏสิ นธิวิญญาณ ท่ีไปเกดิ ในภพต่างๆ

คำ� สอนของพระพทุ ธเจา้ วา่ กนั วา่ มี ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขนั ธ์ ไมม่ าก
เพราะพระพุทธเจ้าท่านสรุปให้พอเหมาะกับก�ำลังของสัตว์โลกลงได้
เทา่ นนั้ เวลาปฏบิ ตั ิ ความรแู้ ตกแขนงออกไปมากตอ่ มาก ผปู้ ฏบิ ตั ดิ ว้ ยกนั
มาพดู กนั กจ็ ะได้รูอ้ ะไรอีกมาก ถา้ ยังไม่ไดร้ ับผลจากการปฏบิ ตั ิ ถงึ จะ
แสดงอยา่ งไรกไ็ ม่ค่อยเกิดประโยชน์ พระพุทธเจ้าทรงรเู้ หน็ มากกวา่ นน้ั
เวลาสาวกไปทลู ถามเรอ่ื งความรวู้ า่ พบสง่ิ นน้ั และรเู้ หน็ อยา่ งนนั้ พระองค์
ทรงทราบกอ่ นหมดแลว้ ทรงตอบไดท้ นั ที เพราะวา่ แตล่ ะคนมปี ระสบการณ์
ไมเ่ หมือนกนั ผู้ท่ไี ดผ้ า่ นประสบการณเ์ ชน่ น้นั มาแลว้ จึงจะเขา้ ใจ และ
แนะนำ� กนั ได้ตามทางท่ีรู้เห็นมา

ถ.๓-ญ.๓ “ฌาน” ไมต่ อ้ งการสำ� หรบั เจริญปัญญา เปน็ อยา่ งไร?

ตอบ เรอ่ื ง “ฌาน” นนั้ ถา้ เราไมม่ นี สิ ยั กไ็ มต่ อ้ งพยายามใหไ้ ดฌ้ าน ถา้ ปรากฏ
ก็ท�ำไปได้ ใครไม่ควรขวนขวายจะมีฌานยิ่งกว่ามุ่งมรรคผลนิพพาน
เพราะฌานเปน็ ธรรมปลีกยอ่ ยจาก ศลี สมาธิ ปัญญา อันเป็นเครอื่ ง
แกก้ เิ ลสทง้ั ปวง เปรียบเหมอื นภาษาประจำ� ชาติ ใครๆ กท็ ราบด้วยกัน

437

แมจ้ ะไมไ่ ดเ้ รยี นสอบเอาปรญิ ญา คนเราไมต่ อ้ งเอาปรญิ ญาเพราะการเรยี น
ก็ได้ แตภ่ าษาประจ�ำชาตยิ ่อมพดู ได้ฟงั ได้ดว้ ยกนั

“ฌาน” นั้นแปลว่า “เพ่ง” ภาวนา พุทโธๆๆๆ ก็เป็นฌานแล้ว
ฌานเปน็ หลักธรรมชาติ ฌานไมจ่ ำ� เปน็ สำ� หรับเจริญปญั ญา เพราะการ
พจิ ารณารปู = กม็ วี ติ ก ซง่ึ คือการยกจติ ข้ึน มวี ิจารณ์ คอื การคลีค่ ลาย
สง่ิ ทเี่ หน็ นนั้ ออก ถา้ การทำ� อยา่ งนต้ี ามหลกั ธรรมชาติ ผปู้ ฏบิ ตั กิ ม็ ฌี านได้
ตามนสิ ยั ของตนแมไ้ มเ่ ดน่ ดงั ทที่ า่ นอธบิ ายไว้ คำ� วา่ “ฌาน” ชาวพทุ ธเรา
สนใจกันมาก แต่ไม่ค่อยได้รับผลตามความจริงของฌาน นอกจาก
พดู กันแบบหรๆู พอรำ� คาญเท่าน้นั

ถ.๔-ญ.๔ ขอทราบวธิ ีเจริญสมถะ

ตอบ การอบรมให้จิตสงบเป็นสมถะ การพจิ ารณาแยกแยะเปน็ ขน้ั ๆ ให้เกิด
ความเข้าใจเป็นปัญญาตามขั้นของปญั ญา

ถ.๕-ญ.๒ ทจ่ี ะเจรญิ สมาธวิ ปิ สั สนาเปน็ ๒ ทางใชไ่ หม บางคนบอกวา่ เปน็ ทางสมถะ
บางคนว่าเป็นวปิ ัสสนา หรือใชส้ ลบั กันได้?

ตอบ ขณะใดเราต้องการสงบ ขณะนั้นเราท�ำสมถะ ขณะใดท่ีจะพิจารณา
ด้วยปญั ญาให้เกดิ อบุ ายแยกแยะ ทดสอบทัง้ ภายนอกภายใน เรยี กวา่
วปิ ัสสนา

ถ.๖-ญ.๒ ร้สู ึกวา่ ล�ำบากในการเจรญิ ปญั ญามากกว่าสมถะ

ตอบ ขณะท�ำสมาธิก็มุ่งต่อความสงบ ขณะท�ำวิปัสสนาก็มุ่งต่อความเห็นจริง
ดว้ ยปญั ญา พงึ ทำ� ตา่ งขณะกนั ไมค่ วรใหส้ บั ปนคละเคลา้ กนั งานมหี ลาย
ประเภท งา่ ย หนกั กม็ ี งานทางโลกกม็ เี ชน่ นเี้ หมอื นกนั บางคนกจ็ ำ� เปน็
ตอ้ งทำ� งานหนกั ถา้ มวั กลวั ยากลำ� บาก งานใดๆ กไ็ มไ่ ดท้ ำ� ทงั้ นน้ั ถงึ เวลา
จะท�ำงานใด จึงควรมุมานะต่องานน้ันจริงๆ จนเห็นผลของงานนั้น
ถ้าท�ำเช่นนม้ี ีทางปรากฏผลงานท้ังสมาธแิ ละวปิ สั สนาไมเ่ หลือวสิ ัย

438

ถ.๗-ญ.๒ จะสรา้ งทัศนคติให้ไม่กลัวยากไดอ้ ยา่ งไร?

ตอบ การฝกึ เจรญิ ปญั ญานนั้ จะทำ� เมอื่ ไรทำ� ทไ่ี หนกไ็ ด้ ฝกึ หดั คดิ อา่ นไตรต่ รอง
แยกธาตขุ ันธจ์ ากภายนอกเข้ามาภายใน แยกธาตุขันธ์นข้ี องตน ซึ่งอยู่
ภายในออกเทียบเคียงกับสิ่งภายนอกจนเห็นด้วยปัญญาว่ามีลักษณะ
เหมือนกัน ถ้าเข้าวิปัสสนาแล้วจะทราบด้วยตนเองกว้างขวางไปเร่ือยๆ
ถา้ กลวั แตค่ วามยากลำ� บาก กจ็ ะเจอแตค่ วามยากลำ� บากทม่ี อี ยกู่ บั ใจเรา
ขวางงานที่จะท�ำอยตู่ ลอดกาล ไม่มโี อกาสทจ่ี ะทำ� งานนั้นๆ ได้ตลอดไป
ความกลวั ยากนนั้ กค็ อื กเิ ลสตวั สำ� คญั ตวั หนงึ่ เราดๆี นเี่ อง ความมมุ านะสู้
เปน็ มรรคคือเครือ่ งมือแก้กิเลสทกุ ประเภท จึงควรสนใจ

ถ.๘-ญ.๒ อกี ๒-๓ วนั ดฉิ นั จะไปเขา้ ศกึ ษาหลกั สตู รฝกึ ครใู หส้ อนเดก็ ทางศาสนา
จะช่วยเด็กใหเ้ ข้าใจกวา้ งในศาสนาไดอ้ ย่างไร?

ตอบ ไม่มีอะไรเป็นอุปสรรคในการสอนใครมากกว่าสอนตนเองให้เข้าใจ
เรือ่ งน้ันๆ กอ่ นจะสอนคนอน่ื การสอนศาสนา ถ้าตนเขา้ ใจศาสนาได้
หยาบละเอยี ดเพยี งใด กส็ ามารถสอนคนอนื่ ไดต้ ามทต่ี นเขา้ ใจ ความเขา้ ใจ
ศาสนาตามตำ� รานน้ั งา่ ย แตจ่ ะเขา้ ใจศาสนาดว้ ยใจจรงิ นนั้ ยากทงั้ ตนและ
ผู้อ่นื ฉะน้นั การปฏบิ ตั เิ พอื่ รศู้ าสนาอยา่ งแทจ้ ริงจึงส�ำคญั อยมู่ าก

ถ.๙-ญ.๕ เม่อื ตงั้ ใจฟัง แต่จำ� ไมไ่ ด้ ทา่ นวา่ เป็นอย่างไร?

ตอบ เวลาจำ� ได้ ไดป้ ระโยชนอ์ ะไรบา้ ง ตอบวา่ ไดเ้ ปน็ แนวในการปฏบิ ตั ิ แตท่ จ่ี รงิ
จ�ำไมไ่ ดก้ ไ็ มเ่ สยี กลบั ไดผ้ ลประโยชนอ์ กี ทางหนง่ึ คอื ใจไดร้ บั ความสงบ
ในขณะนนั้ เพราะไมม่ กี งั วลในการจดจำ� ธรรมทต่ี กคา้ งในใจกจ็ ำ� ไดเ้ อง
ทฟี่ งั แลว้ เขา้ ใจกซ็ าบซง้ึ ไป ไดผ้ ลเปน็ สขุ ใจในขณะฟงั เปรยี บเหมอื นเดก็
รบั ประทานอาหาร เดก็ ไมจ่ ำ� ตอ้ งรวู้ า่ อาหารมาจากไหน โรงงานไหน เวลา
รบั ประทานไดร้ สชาตทิ พ่ี อใจไดอ้ าหารไปหลอ่ เลย้ี งรา่ งกายบำ� รงุ รา่ งกาย
กพ็ อแล้ว ไมจ่ �ำเปน็ ต้องจดจ�ำไปเสียทกุ อยา่ งในขณะฟัง แต่สำ� รวมใจ

439

ใหร้ อู้ ยู่กบั ตวั ไมส่ ง่ ไปอื่นในขณะนั้น จิตรบั ทราบไปตามธรรมทแ่ี สดง
โดยตดิ ต่อสืบเนอ่ื งกันก็ยอ่ มเกิดผล คือ ความสงบเย็น หรอื เกิดอบุ าย
ตา่ งๆ ขนึ้ มาในขณะฟัง ชื่อว่าไดผ้ ลจากการฟังทางปฏิบัติ ดงั ทท่ี า่ นได้
ปฏิบตั กิ ันมาโดยทำ� นองน้ที ้ังน้ัน
ถ.๑๐-ญ.๕ ทา่ นว่าจำ� ไมไ่ ด้กไ็ ม่เสยี หาย เช่นน้ที ำ� ให้ให้เกิดความหวงั มากขึน้
ตอบ การฟังโดยจดจ�ำเอาช่ือเอาค�ำ ไม่ได้ประโยชน์อะไร จะได้แต่ชื่อของ
ธรรมและของกิเลสเท่าน้ัน แต่กิเลสไม่ลดลงหรือน้อยไป ถ้าฟังไม่จ�ำ
แต่ฟังตามไปด้วยความเข้าใจ ย่อมจะถอดถอนกิเลสไปเรื่อยๆ ถึงจ�ำ
ไมไ่ ด้กไ็ ด้ส�ำเร็จผลทางภาคปฏบิ ัติ เพราะขณะฟังดว้ ยความมสี ติต้ังม่ัน
อยกู่ บั ใจตนเอง ไมส่ ง่ ออกภายนอก แมส้ ง่ ออกไปหาผแู้ สดงในขณะนนั้
มีความร้อู ย่จู �ำเพาะตวั ยอ่ มจะเขา้ ใจธรรมที่แสดงนน้ั ได้ดกี วา่ การส่งจติ
ออกไปรบั จะปรากฏผลขน้ึ กบั ใจโดยลำ� ดบั ระงบั และถอดถอนกเิ ลสได้
เป็นตอนๆ ทกุ คร้ังทฟ่ี งั จนสามารถผ่านพน้ ไปได้ ดงั ครัง้ พุทธกาลทา่ น
ส�ำเร็จมรรคผลกันในขณะท่ีฟัง ฉะนั้นการฟังธรรมจึงเป็นภาคปฏิบัติ
สำ� คญั ยง่ิ กวา่ การปฏบิ ัตโิ ดยล�ำพงั นกั ปฏบิ ตั ิทา่ นสนใจกนั มากเรอ่ื ยมา
ต่อจากน้นั ทา่ นอาจารย์นำ� ท�ำสมาธิ ๕ นาที
ปิดประชมุ เวลา ๑๙.๔๕ น.

440

การอธบิ ายธรรม วันอังคาร
วันท่ี ๑๘ มิถุนายน ๒๕๑๗ (๑๙๗๔)

เริม่ เวลา ๑๘.๑๕ น.

ท่านอาจารย์... “จะเริ่มอธิบายธรรมเช่นท่ีเคยปฏิบัติ หลังจากน้ันท่านผู้มีข้อข้องใจ
ในแงใ่ ดกต็ าม ค่อยปรารภกนั ทหี ลงั

การฟังธรรมเช่นทไ่ี ดเ้ คยพดู ให้ฟัง เช่นเมื่อวานนีเ้ ป็นตน้ ปรากฏว่ามีผถู้ ามถงึ
เรือ่ งความจำ� ได้ จำ� ไมไ่ ด้ การจำ� ไม่ไดม้ ีประโยชนอ์ ย่างไร?

การฟงั ธรรมทางภาคปฏบิ ตั ิ ขณะทท่ี า่ นฟงั ทา่ นเขา้ ใจคำ� ชแ้ี จง แตเ่ วลานอี้ าจารย์
พูดเป็นภาษาหนึ่งต่างหาก ท่านผู้ฟังอาจจะยังไม่เข้าใจในขณะที่อาจารย์ก�ำลังแสดง
ถา้ จติ อยจู่ ำ� เพาะหนา้ คอื ตงั้ ใจฟงั ในขณะนนั้ แลว้ กบั กระแสแหง่ ธรรมทแี่ สดงเขา้ ไป
สมั ผสั ภายในจติ ใจ กจ็ ะทำ� ใหใ้ จรสู้ กึ กบั ความสมั ผสั แหง่ เสยี งนน้ั ๆ แลว้ เปน็ ความสงบ
เย็นใจจนได้ เพราะเป็นอารมณท์ ่จี ะยังจติ ให้เป็นปจั จบุ ันจิตได้

สำ� หรบั ทา่ นผฟู้ งั ซงึ่ เขา้ ใจภาษาโดยลำ� ดบั ๆ ในขณะทกี่ ำ� ลงั แสดงอยแู่ ลว้ นน้ั เปน็
สง่ิ ทท่ี ราบไดช้ ดั ในขณะทฟี่ งั แลว้ จติ กม็ คี วามเพลดิ เพลนิ ไปในบทแหง่ ธรรมทท่ี า่ นแสดง
เพราะการแสดงธรรมนน้ั จะตอ้ งพดู เรอื่ ง หรอื สง่ิ ทม่ี อี ยใู่ นตวั ของเราดว้ ยกนั เพราะสง่ิ
เหลา่ น้มี ีอยทู่ วั่ โลก คอื สิ่งทธ่ี รรมท่านกล่าวถึงและศาสนาไดป้ ระกาศลงไว้ เป็นเรื่อง
ของสง่ิ ทมี่ อี ยปู่ ระจำ� สตั วแ์ ละสงั ขารทวั่ ๆ ไป ซงึ่ ควรจะทราบไดด้ ว้ ยกนั และเขา้ ใจเรอื่ ง
ของมีอยู่ของตน ท่ีศาสนาทา่ นประกาศสอนไว้แลว้ ในสมัยน้นั ทา่ นแสดงเร่อื งน้ดี ้วย
เราผฟู้ งั จึงไดร้ ับความเขา้ ใจเป็นล�ำดับๆ ตามความจริงท่ีธรรมทา่ นสอน

ในขณะฟงั ทจี่ ติ เรามคี วามจดจอ่ ตอ่ ธรรมนน้ั จะเกดิ ความสงบเยน็ ใจเปน็ ลำ� ดบั ๆ
ไม่คดิ ไปในสถานทีต่ ่างๆ และอารมณใ์ ดๆ ในขณะฟงั ใจก็มีความสงบลงได้ และ
เย็นสบาย ลืมเวล�่ำเวลา ตลอดจนความเหน็ดเหน่ือยเม่ือยล้า ลืมไปหมด ถ้าจิต

441

มีความหนักไปในทางพินิจพิจารณา ท่ีท่านเรียกว่า วิปัสสนา หรือ ปัญญา น้ัน
เปน็ อกี แงห่ นงึ่ ขณะทที่ า่ นแสดงไป จติ จะขยบั ตามเรอื่ ยๆ เหมอื นกบั เดนิ ตามรอยเทา้
ที่ท่านเดินไปก่อนหน้าเรา พอท่านยกเท้าขึ้นเราก็สวมรอยตามท่านไปโดยล�ำดับๆ
คือทา่ นบุกเบกิ ทางให้เราได้ทราบได้เข้าใจในขณะฟัง เมือ่ ทราบและเขา้ ใจ ไตรต่ รอง
ตามทา่ นไป นกี้ ท็ ำ� ใหเ้ กดิ ความเพลดิ เพลนิ และเขา้ ใจไปเรอื่ ยๆ และสามารถถอดถอน
กิเลสอาสวะไปไดใ้ นขณะที่ฟงั เพราะฉะน้ัน คร้ังพทุ ธกาลเวลาสาวกทั้งหลายท่านฟงั
พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม จึงปรากฏว่าส�ำเร็จมรรคผลนิพพานเป็นจ�ำนวนมากก็
เพราะเหตุนีเ้ อง บางครง้ั จติ ก้าวไปได้แค่น้ี ฟังคราวตอ่ ไปจติ ขยบั ขึน้ ไปเรือ่ ยๆ จนถงึ
ทสี่ ดุ แหง่ ธรรม ทา่ นเรยี กวา่ บรรลธุ รรมสงู สดุ โดยเขา้ ใจในขณะทฟี่ งั นนั้ เทา่ นนั้ ไมส่ นใจ
กบั ความจดจำ� ไดป้ ระโยชนใ์ นขณะทฟ่ี งั คอื ไดค้ วามสงบเยน็ ใจ ไดค้ วามเขา้ ใจแจม่ แจง้
ไปโดยล�ำดบั ไดค้ วามสุขความสบาย ไดอ้ ุบายแยบคายตา่ งๆ ในขณะทีฟ่ งั นีเ่ ปน็ ผล
ทที่ า่ นไดร้ บั ในขณะทฟ่ี งั ไมไ่ ดจ้ ากการจดจำ� เหมอื นเราทอ่ งบน่ สงั วธั ยายธรรมในสตู ร
ต่างๆ แต่ถ้าธรรมบทใดบาทใดตกค้างอยู่ในความทรงจ�ำของเรานั้น เราก็จ�ำได้เอง
การฟังธรรมภาคปฏบิ ตั จิ ึงถือกนั มากในวงปฏิบตั ิ

จะขอเล่าเร่ืองทา่ นอาจารยม์ นั่ ซ่งึ เปน็ อาจารยใ์ นกรรมฐานสายน้ี ให้ท่านผฟู้ ัง
ท้ังหลายทราบบ้างเล็กน้อยว่า ท่านมีความหนักแน่นหรือสนใจในทางใด เก่ียวกับ
บรรดาลกู ศษิ ยท์ ไี่ ปศกึ ษากบั ทา่ น ทา่ นมคี วามสนใจในการแสดงธรรมอบรมพระเณรท่ี
ไปศกึ ษากบั ทา่ นมากกวา่ อยา่ งอน่ื และสอดสอ่ งดกู ริ ยิ ามารยาท ความประพฤตปิ ฏบิ ตั ิ
ของพระเณร กลวั วา่ จะผดิ พลาดจากหลกั ธรรมวนิ ยั นเี่ ปน็ ประการทส่ี อง ประการแรก
คือการอบรมสั่งสอนให้พระเณรเข้าใจในปัจจุบันธรรม อันเป็นท่ีรวมแห่งความรู้
ความเข้าใจตลอดมรรคผลเบอ้ื งสูง

ท่านแสดงธรรมครง้ั หนงึ่ ๆ ถ้ามีเฉพาะพระเณรเทา่ นนั้ อยา่ งน้อย ๒ ชว่ั โมง
ถงึ จะจบลง บางครง้ั ก็ ๓ ชั่วโมงบา้ ง ๔ ชว่ั โมงบ้าง บางครั้งถงึ ๖ ช่วั โมงกม็ ี แตก่ ็
น่าประหลาดเหมอื นกัน บรรดาทา่ นผู้นั่งฟังอยู่ในขณะนัน้ เงียบไมม่ เี สียง ประหนึ่งวา่
ไมม่ พี ระไมม่ เี ณรอยใู่ นสถานทนี่ นั้ เลย ไดย้ นิ แตเ่ สยี งธรรมทา่ นกงั วานอยเู่ ปน็ ลำ� ดบั ๆ
ไม่ขาดสาย ไม่ขาดวรรคขาดตอน จนกระท่งั จบลงเท่าน้นั

442

พระเณรมจี ำ� นวนมากเพยี งใดกเ็ ทา่ กบั ไมม่ ี เพราะตา่ งองคต์ า่ งฟงั ดว้ ยความสนใจ
ฟงั ดว้ ยความจดจอ่ ทกุ องคอ์ ยใู่ นความสงบ จติ มงุ่ ตอ่ อรรถตอ่ ธรรมเพอื่ เปน็ ความสงบ
เยน็ ใจ ถ้าจติ ก้าวเข้าสภู่ มู ิปญั ญา คอื ความคดิ อา่ นไตร่ตรองตามทา่ นได้ จิตก็ขยบั
ตามธรรมทา่ นเรอ่ื ยๆ เป็นอันวา่ เพลนิ ดว้ ยกนั ท้งั สองขน้ั คอื
ขนั้ ที่ ๑ ความสงบ กเ็ พลนิ ไปตามความสงบ และเพลนิ ไปตามธรรมทข่ี บั กลอ่ ม
จติ ใจใหไ้ ดค้ วามสงบเยน็ ฉำ�่ ในขณะนนั้ ๆ
ขนั้ ที่ ๒ ทเี่ รยี กวา่ ปญั ญา คอื เพลนิ ไปตามธรรมทจี่ ะใหจ้ ติ ใจไดร้ บั คตเิ ปน็ ระยะๆ
จึงเป็นความสนใจในธรรมจนไม่มีความสนใจกับความเหน็ดเหน่ือยเม่ือยล้าใดๆ
ทั้งส้ินในขณะท่ีฟัง และท่านจะเทศน์แต่ข้อปฏิบัติ ตั้งแต่เรื่องของสมาธิ ปัญญา
ลว้ นๆ ศีลก็ตา่ งคนตา่ งประพฤตปิ ฏบิ ตั ิอยแู่ ลว้
ทา่ นไมแ่ สดงอะไรมาก จะแสดงแตห่ ลกั ของสมาธิ ของปญั ญา และวมิ ตุ ตหิ ลดุ พน้
ถ้าลงได้แสดงในวันประชุมวันใดก็ตาม จะต้องทะลุปรุโปร่งไปถึงมรรคผลนิพพาน
ทเี ดยี ว ไมเ่ คยคง่ั คา้ งในทแ่ี หง่ หนง่ึ แหง่ ใดเลย นเี่ ปน็ นสิ ยั ของทา่ น เพราะทา่ นมคี วามรู้
ความฉลาดทางด้านปฏิบัติมากมาย และมีความรอบคอบ มีความช�ำนิช�ำนาญมาก
ทางดา้ นปฏิบัติ ใจเราเมื่อไดร้ ับการอบรมดว้ ยอรรถธรรมอยเู่ สมอ จะมีหลกั ยดึ ใจ
ที่มีหลกั ยดึ ยอ่ มอยู่เป็นสุข ปกติก็เปน็ สขุ ประกอบหน้าทีก่ ารงานกเ็ ป็นสขุ เพราะใจ
มหี ลกั เปน็ อยู่ก็เป็นสขุ ตายก็เปน็ สขุ เพราะมีหลกั ยดึ อยู่ภายใน คนมหี ลกั ยดึ ย่อม
ไมเ่ ดอื ดรอ้ น ธรรมคอื หลกั ยดึ ของใจ ดา้ นวตั ถเุ ปน็ หลกั ยดึ หรอื เปน็ ทอ่ี าศยั ของกาย เชน่
ตกึ รามบา้ นชอ่ ง เสอื้ ผา้ เครอื่ งนงุ่ หม่ ใชส้ อย อาหารหวานคาวทเ่ี ปน็ อาหารเปน็ ทพ่ี ง่ึ ทอี่ าศยั
ของกาย การทเ่ี รามีความจำ� เปน็ ตอ้ งอาศัยส่งิ เหล่าน้ี เพราะเกิดมาก็เกิดจากสิง่ เหลา่ น้ี
ตอ้ งอาศยั สง่ิ เหลา่ นี้เปน็ เคร่ืองบำ� บดั รักษาเร่อื ยๆ ไปจนวันสุดทา้ ยแห่งชีวิต
สว่ นใจมธี รรมเปน็ เครอ่ื งพยงุ เปน็ เครอ่ื งอาศยั เปน็ เครอ่ื งรกั ษา เปน็ เครอ่ื งเสวย
ท่ีเรียกว่ามีธรรมเป็นอาหารของใจ หรือเป็นอารมณ์ของใจ แต่ค�ำว่าอารมณ์น้ัน
อารมณด์ กี ม็ ี ชวั่ กม็ ี ถา้ อารมณไ์ มด่ กี เ็ ปน็ ยาพษิ แกใ่ จ และแผดเผาจติ ใจใหเ้ ดอื ดรอ้ น
ถ้าอารมณ์ดีก็ท�ำจิตใจให้เยือกเย็นเป็นสุข แล้วฝังอยู่ในจิตนั้นด้วย ท่ีท่านเรียกว่า

443


Click to View FlipBook Version