โอวาทธรรมอยา่ งล�้ำค่าของวสิ ุทธิบุคคล (พระปา่ )
ระหว่างปีพุทธศกั ราช ๒๔๖๐
เลขมาตรฐานหนงั สอื : ๙๗๘-๖๑๖-๕๖๕-๖๕๗-๓
พิมพ์คร้ังท่ี ๑ : มกราคม ๒๕๖๓
จ�ำนวนพมิ พ์ : ๑๐,๐๐๐ เลม่
พมิ พค์ รัง้ ท่ี ๒ : สงิ หาคม ๒๕๖๓
จำ� นวนพมิ พ์ : ๑๐,๐๐๐ เล่ม
พิมพ์ครัง้ ท่ี ๓ : เมษายน ๒๕๖๔
จ�ำนวนพมิ พ์ : ๑๐,๐๐๐ เล่ม
จัดพิมพโ์ ดย : วดั ป่าดานวิเวก ต�ำบลศรชี มภู อ�ำเภอโซพ่ ิสยั จังหวัดบึงกาฬ
สงวนลขิ สิทธ์ิ : ห้ามคัดลอก ตดั ตอน เปล่ยี นแปลง แก้ไข ปรับปรุง
ขอ้ ความใดๆ ทงั้ สน้ิ หรือน�ำไปพิมพ์จำ� หน่าย
หากทา่ นใดประสงคจ์ ะพิมพ์เพอื่ ใหเ้ ป็นธรรมทาน
โปรดตดิ ตอ่ ขออนญุ าตจากทางวัดป่าดานวเิ วก
ต�ำบลศรชี มภู อำ� เภอโซ่พิสัย จังหวัดบงึ กาฬ
พมิ พ์ที่ : บรษิ ัท ศลิ ป์สยามบรรจภุ ณั ฑ์และการพิมพ์ จำ� กดั
๖๑ ถนนเลยี บคลองภาษเี จรญิ ฝัง่ เหนอื ซ.เพชรเกษม๖๙
แขวงหนองแขม เขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร
โทรศพั ท์ ๐- ๒๔๔๔-๓๓๕๑-๒ โทรสาร ๐-๒๔๔๔-๐๐๗๘
E-mail: [email protected] www.silpasiam.com
~2~
คำ� ปรารภ
เรอ่ื งจดั ทำ� หนงั สอื โอวาทธรรมของวสิ ทุ ธบิ คุ คล (พระปา่ ) สมยั กรงุ
รัตนโกสินทร์ ระหว่างปีพุทธศักราช ๒๔๖๐ ที่ได้จารึกลงแผ่นเงิน
ตามท่ีเหน็ ควร โอวาทธรรมของพระอบุ าลคี ุณูปมาจารย์ (สิริจนโฺ ท
จันทร์) นักปราชญ์เมืองอุบลธรรมกถึกเอก และโอวาทธรรม
พระภูริทตฺโต ท่านหลวงปู่มั่น นักปราชญ์ชาติอาชาไนย (พระป่า)
ผู้มีปัญญาญาณชาญฉลาด ชาติเกิดเมืองอุบล โอวาทธรรมสมณะ
นกั ปราชญ์ พระธรรมวสิ ทุ ธมิ งคล พระาณสมปฺ นโฺ น (หลวงตามหาบวั )
แดนเกิดท่ีเมืองอุดรธานี เป็นสานุศิษย์ท่านหลวงปู่มั่น เป็นผู้เลิศใน
ทางแสดงธรรมเทศนาและเกอื้ กลู หนนุ โลก เตม็ เปย่ี มดว้ ยเมตตาธรรม
หนังสือชุดนี้เป็นมรดกธรรมอย่างล้นค่า ผู้ฉลาดยึดหลักนักปราชญ์
มาเป็นแบบฉบับปกครองรักษาตน ซึ่งมีแต่ความเจริญรุ่งเรืองสงบ
ร่มเย็นและปลอดภัย และได้พิมพ์เพ่ิมโอวาทธรรม พระภูริทตฺโต
ท่านหลวงป่มู ั่นเพิ่มข้นึ ทง้ั ได้แกไ้ ขสิ่งทีพ่ ิมพผ์ ิดพลาดให้สมบูรณ์
คณะปสาทะศรัทธา
~3~
คณะศรัทธาผู้มีน้�ำใจบริสุทธ์ิผ่องใสสร้างโอวาทธรรมของ
วิสุทธิบุคคลพระอรหันต์ (พระป่า) มรดกธรรมอย่างล้�ำค่าสมัยกรุง
รัตนโกสินทร์ ระหวา่ งปีพทุ ธศักราช ๒๔๖๐ จารึกลงแผ่นเงินจ�ำนวน
ทงั้ หมด ๑,๕๔๐ แผ่น บรรจใุ สห่ บี ไม้พนั ธ์ชุ าติ ๕ ชุด ชดุ ละ ๓๐๘ แผ่น
ถวายไว้ในบวรพุทธศาสนา
ณ พิพธิ ภัณฑว์ ัดปา่ สทุ ธาวาส จงั หวัดสกลนคร ๑ ชุด
ณ พิพธิ ภณั ฑว์ ัดหนองป่าพง จงั หวัดอุบลราชธานี ๑ ชุด
ณ พิพธิ ภัณฑ์วดั พิชัยพัฒนาราม (วดั เขานอ้ ยสามผาน) จังหวัด
จนั ทบรุ ี ๑ ชดุ
ณ พพิ ธิ ภณั ฑว์ ัดปา่ อมั พโรปญั ญาวนาราม จังหวัดชลบุรี ๑ ชุด
ณ วัดปา่ ศรัทธารวม จงั หวดั นครราชสีมา ๑ ชุด
~4~
พระอบุ าลคี ณุ ปู มาจารย์
(พระสิรจิ นโฺ ท จนั ทร)์
~5~
หลักธรรมยอดแห่งคำ� สอนสมณะนักปราชญ์ภาคปฏบิ ตั ิ
สมัยกรงุ รัตนโกสนิ ทร์ ระหว่างปพี ทุ ธศกั ราช ๒๔๖๐ – ๒๕๐๑
จารกึ ลง วนั จันทรท์ ี่ ๑๒ ตุลาคม ตรงกับแรม ๑๕ ค�ำ่ เดือน ๑๐
ปพี ุทธศกั ราช ๒๕๕๘
~
เล่มที่ ๑ พระอบุ าลคี ุณูปมาจารย์
(พระสิรจิ นฺโท จันทร์)
พทุ ธคุณ ธรรมคุณ สังฆคณุ
มงคล ๓๘ ประการ
ธรรมวจิ ยานุศาสน์
~7~
กัณฑท์ ี่ ๔๔
พุทโธ
(๒๑ กันยายน ๒๔๖๗)
ณ วันน้ีเป็นวันอัฎฐมีดิถีท่ี ๘ ค�่ำแห่งปักขคณนา พุทธบริษัท
ไดม้ าสันนิบาตพรักพร้อมกนั มคี วามประสงค์เพอ่ื จะรกั ษาอุโบสถศีล
และเบญจเวรวิรัติตามความสามารถของตน และได้กระท�ำบุพพกิจ
ในเบ้ืองต้น มีไหว้พระสวดมนต์ สมาทานอุโบสถศีลเป็นต้น ส�ำเร็จ
บรบิ รู ณแ์ ลว้ และตงั้ ใจฟงั พระธรรมเทศนาอนั เปน็ พทุ ธโอวาท เพอ่ื ให้
สำ� เรจ็ ปฏบิ ตั บิ ชู า ในองคส์ มเดจ็ พระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ ทง้ั พระธรรมและ
พระสงฆ์ เบอ้ื งหนา้ แตน่ ใี้ หพ้ ากนั สดบั พระธรรมเทศนาโดยความตง้ั ใจ
เพอ่ื จะไดถ้ อื เอาเนอ้ื ความแหง่ การแสดงธรรม และถอื เอาเนอื้ ความแหง่
พระธรรมคำ� สง่ั สอนของพระพทุ ธเจา้ เพอื่ ใหส้ ำ� เรจ็ ประโยชนข์ องตนๆ
ดว้ ยว่าพทุ ธโอวาทค�ำสอนของพระพทุ ธเจ้า เป็นไปกบั ดว้ ยประโยชน์
ทกุ อย่าง คอื ประโยชน์ชาตนิ ี้ ประโยชน์ชาติหน้า ประโยชน์อย่างยิ่ง
คือพระนิพพาน การฟังมีประโยชน์อย่างสูงสุด แต่ต้องอาศัยการฟัง
ดว้ ยดี จงึ จะเกดิ ผลเกดิ ประโยชนต์ ามทบี่ รรยายไว้ อานสิ งสท์ บ่ี คุ คลจะ
~8~
พงึ ได้ ทา่ นประสงคใ์ หถ้ อื เอาเนอื้ ความไดด้ ว้ ยดี ถา้ ฟงั แตถ่ อื เนอื้ ความ
ไมไ่ ด้ประโยชน์ในการฟังก็นอ้ ย เพราะมีแต่ความเชอ่ื ความเลอื่ มใส
จะถือเอาเน้ือความก็ไม่ได้ ให้เข้าใจว่ามนุษย์เราท่ีจะอาศัยคนอ่ืน
ส่ังสอนแนะน�ำโดยส่วนเดียวนั้นไม่ส�ำเร็จ ต้องอาศัยฝึกหัดตนของ
ตนเองทลี ะเลก็ ละนอ้ ย การทจี่ ะสอนตวั ของตวั ได้ กเ็ พราะมคี วามเขา้ ใจ
ตามพุทธโอวาทท่ีตนได้สดับมา เม่ือความผิดบังเกิดขึ้นในตน
ก็ส่ังสอนตนฝึกหัดตนของตนไป แต่การฟังเมื่อไม่เข้าใจเสียแล้ว
ประโยชนก์ ไ็ ดน้ อ้ ย ความรใู้ นปรยิ ตั ธิ รรมจะมมี ากสกั ปานใดๆ กต็ าม
เม่อื ไมเ่ ขา้ ใจ ยอ่ มท�ำประโยชน์ให้ส�ำเร็จไม่ได้
ในการปฏิบัติต้องอาศัยเข้าใจจึงจะท�ำประโยชน์ให้ส�ำเร็จได้
ถ้าเปน็ แต่เรยี นรู้อ่านรู้ เข้าใจเนื้อความฉลาดอาจหาญสารพัดท้งั ปวง
แตค่ วามประพฤตไิ มส่ มแกธ่ รรม จะเรยี กวา่ รไู้ มไ่ ด้ ทา่ นจงึ แสดงไวว้ า่
ธัมมานธุ มั มปฏิบตั ิ ใหป้ ฏบิ ตั ิธรรมโดยสมควรแกธ่ รรม คือใหป้ ฏบิ ัติ
สมควรแกค่ วามรูค้ วามฉลาด ถ้าหากว่ามคี วามรู้ความฉลาดจรงิ แล้ว
และประพฤติปฏิบัติด้วย อย่างนี้จึงจะเป็นรสอย่างย่ิง ความรู้ความ
ฉลาดน้ันน้อย แต่ต้ังใจปฏิบัติท�ำตนให้พ้นจากทุกข์ได้ อย่างน้ีต้อง
นับว่าดีกว่าที่รู้มากแต่ไม่ปฏิบัติตาม เพราะผู้รู้มากแต่ไม่ปฏิบัติตาม
ก็ไมไ่ ดร้ บั ความสุข เพราะเหตนุ ้ัน จึงควรตอ้ งจดจำ� พทุ ธโอวาทไว้ว่า
~9~
อย่างนี้ผิด อย่างนั้นถูก ตามพุทธประสงค์ อย่างนี้ควรประพฤติ
อย่างน้ันไม่ควรประพฤติ ท่ีพระพุทธเจ้าให้ปฏิบัติตามต้องกระท�ำ
อย่างน้ันอย่างน้ี เมื่อรู้อย่างนี้ต้องศึกษาปฏิบัติไปทีละเล็กละน้อย
ตนของตนต้องสั่งสอนตนเอง ตนของตนต้องรู้ตนเอง บุคคลผู้อื่นท่ี
เราจะอาศยั โดยสว่ นเดยี วไมไ่ ด้ เป็นแตเ่ ม่ือได้สดบั ตรบั ฟงั แลว้ ไปตรกึ
ไปตรอง ตามแก้ตนของตนเองได้เพียงเท่าน้ี ข้อน้ีพึงสันนิษฐานดู
อาจเห็นได้ง่ายๆ เหมือนอย่างคนที่ร้องไห้เหตุลูกตายเมียตายแล้ว
ใครจะไปตักเตือนว่าอย่าร้องไห้ไปเลย ถึงจะร้องไห้ไปสักเท่าไร
ก็ไม่กลับคืนมาได้เลย นิ่งเสียเถอะ อย่างนี้ก็ไม่ส�ำเร็จประโยชน์
กลับจะโกรธใหเ้ สียอีก ตอ้ งอาศัยผนู้ ัน้ รตู้ นเอง คอ่ ยผ่อนออกทลี ะเลก็
ทลี ะน้อยจงึ จะสำ� เร็จ แมเ้ ราจะปฏบิ ตั ิตามพุทธโอวาท ก็ตอ้ งค่อยจด
ค่อยจ�ำ ถือเอาเน้ือความให้ได้แล้วค่อยปฏิบัติ คือก�ำจัดกิเลสให้
หมดไปทลี ะเลก็ ทลี ะน้อย กจ็ ักส�ำเรจ็ ประโยชนไ์ ด้
ในการฟงั พระธรรมเทศนาไม่ใช่เปน็ ของงา่ ย โอวาทคำ� สั่งสอน
ของพระพุทธเจ้าเป็นของลึกซึ้งคัมภีรภาพละเอียดสุขุมยิ่งนัก ยากที่
บุคคลจะเข้าใจได้ ผู้ที่แสดงพระธรรมเทศนาก็มีเป็นหลายช้ัน
บางประเภทไดศ้ กึ ษาเลา่ เรยี นอาจหาญในพระปรยิ ตั ิ กเ็ ทศนาไปตาม
ระเบยี บของพระปริยัติ ผฟู้ งั เมอ่ื เขา้ ใจตามพระปริยตั อิ ยา่ งน้ี ก็พากนั
~ 10 ~
ยนิ ดพี อใจในพระปรยิ ตั นิ เี้ ปน็ ระเบยี บอนั ๑ คอื เปน็ ตามแบบตามตำ� รา
อาการนไี้ ดป้ ระโยชนน์ อ้ ย อกี อาการ ๑ ผเู้ ทศนไ์ ดต้ รวจตรองพจิ ารณา
ตามต�ำราน้ันเห็นชัดใจแล้ว ยกขึ้นมาแล้ว คือเทศน์ในต�ำราเข้าไป
อีกที ๑ เปรียบเหมือนต�ำรายา เขามีบอกไว้อย่างไรก็อ่านไปว่า
ยาอย่างนั้นก็ดีอย่างน้ีก็ดี แต่ไม่เข้าใจท้ังสิ้น การที่แสดงในต�ำรา
เขา้ ไปนน้ั คือรวู้ ่าต้นยาเปน็ อยา่ งนน้ั รสชาตขิ องยานั้น แก้โรคภัยได้
อย่างนั้นอย่างน้ี รู้จักลึกซึ้งเข้าไปอีกชั้น ๑ ผู้ฟังเมื่อฟังได้ความใน
ประเภทที่แสดงในต�ำราอย่างนี้ย่อมส้ินความสงสัย ถ้าฟังได้ความ
เพยี งตามตำ� ราเทา่ นน้ั ไมส่ นิ้ ความสงสยั เหมอื นผรู้ แู้ ตต่ ำ� รายาเทา่ นนั้
ไมส่ นิ้ ความสงสยั ตอ่ เมอ่ื ผนู้ นั้ ไปหาตน้ ยาได้ และรจู้ กั รสชาตขิ องตน้ ยา
ว่ามีคุณอย่างไร จึงจะสิ้นความสงสัย ข้อนี้ในธรรมก็เช่นเดียวกัน
เพราะเหตนุ น้ั จงึ ไมใ่ หป้ ระมาทในการฟงั ตอ้ งกระทำ� ใจใหห้ นกั แนน่
ถึงท่านเทศนาอย่างไร ก็ต้องให้ใจหนักแน่นไว้ก่อน อย่าเพิ่งถือไป
ทีเดียว ท่านเทศน์อย่างไร ให้ก�ำหนดไว้ดั่งในกาลามสูตรที่สมเด็จ
พระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ สอนพวกกาลามชนไวเ้ ปน็ หลกั วา่ อยา่ เชอ่ื ตามเขา
อย่าเช่ือตามการคาดคะเน อย่าเชื่อตามต�ำราแบบแผนหนังสือ
อย่าเช่ือผู้แสดง อย่าเชื่อว่าสมณะองค์น้ีเป็นท่ีเคารพนับถือของเรา
ท่านว่าอย่างไรเราต้องท�ำตาม อย่างนี้ให้ใจเป็นกลางไว้แล้วต้อง
~ 11 ~
จบั เหตจุ บั ผล เพราะวา่ ธรรมดาสง่ิ ใดมเี หตแุ ลว้ ตอ้ งมผี ล มผี ลแลว้ ตอ้ ง
มเี หตุ ดัง่ ในที่มาวา่ เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา ธรรมทั้งหลายมเี หตุเปน็
แดนเกดิ เมื่อจบั เหตจุ บั ผลไดแ้ ลว้ จึงควรปฏบิ ตั ิตาม คอื เขา้ ใจความ
โดยชดั ใจนน่ั เอง การฟงั พระธรรมเทศนามอี าการอยา่ งนี้ อยา่ เหน็ วา่
ฟังมากๆ เป็นเข้าใจทีเดียว ต้องเข้าใจว่าความจ�ำธรรมเป็นนัย ๑
ความท�ำได้เป็นนัย ๑ เพราะเหตุน้ัน อย่าพากันมีความประมาท
ให้พากันตรวจดูให้ชัดใจขึ้น ถึงในธรรมท่ีเทศน์อยู่เสมอใน
พระพุทธคุณจนถึงบัดนี้ ก็ให้ถือเอาเน้ือความอย่างน้ีแหละ อย่าเพิ่ง
เช่ือกอ่ น คอื ตอ้ งฟังให้ไดค้ วามเป็น ๒ เงื่อนเสมอไป ใหร้ ู้จกั คุณของ
พระพุทธเจ้าว่า พระองค์ทรงพระนามว่า พุทโธ ทรงคุณอย่างน้ี
เราเป็นลูกศิษย์จะประพฤติปฏิบัติให้พระคุณน้ันมีในตนอย่างน้ี
จึงจะมปี ระโยชน์ คอื จะทำ� ธรรมให้สำ� เร็จแก่ตนได้ เน้ือความในบท
ที่วา่ พุทโธ ต่างกันกบั บทเบ้อื งต้นวา่ สมั มาสมั พทุ โธ บทว่า สมั มา-
สมั พทุ โธ นนั้ พระพทุ ธเจา้ เปน็ ผตู้ รสั รชู้ อบดว้ ยพระองคเ์ อง คอื ไมม่ คี รู
ส่งั สอน ประกาศพระปญั ญาคุณ วา่ พระองค์ทรงพระปัญญาคุณดว้ ย
อาการอย่างน้ี ในบททา้ ยน้วี ่าพทุ โธเฉยๆ ไม่ไดม้ ี สมฺมาสมฺพุทฺโธ
พทุ โธ ศพั ท์แปลว่า ตรัสรู้ ในบทพทุ โธนตี้ ามแบบของพระโบราณาจารย์
ทไี่ ดแ้ นะนำ� ตกั เตอื นสง่ั สอนกนั มา วา่ เกย่ี วดว้ ยพระกรณุ าคณุ สมมฺ า-
~ 12 ~
สมฺพุทฺโธ เก่ียวด้วยพระปัญญาคุณ พระนามว่า พุทโธ ท่านจึง
หมายความว่าเป็นผู้เบิกบานแล้วเต็มท่ี ค�ำว่าเบิกบานแล้วเต็มที่
หมายความว่าพระองค์ได้กระท�ำพุทธกิจส�ำเร็จแล้ว แต่ในพระคุณ
นามวา่ สมมฺ าสมพฺ ทุ โฺ ธ ความรกู้ ม็ บี รบิ รู ณห์ มด แตพ่ ทุ ธกจิ ยงั ไมส่ ำ� เรจ็
ประโยชน์ ตอ่ เม่อื พระองค์ไดก้ ระท�ำพุทธกจิ โปรดพระเบญจวคั คยี ใ์ ห้
สำ� เรจ็ โลกตุ ตรธรรมไดแ้ ลว้ พระนามทีว่ ่า พทุ โธ นี้จึงเต็มที่ กระทำ�
พุทธกิจส�ำเร็จแล้วน้ัน หมายความว่าได้พยานที่พระองค์ได้ตรัสรู้
ก็การที่ตรัสเทศนาสั่งสอนเบญจวัคคีย์จนได้บรรลุโลกุตตรธรรม
น่ีแหละ ช่ือว่าพระองค์ได้พยานเต็มท่ีบริบูรณ์ พระนามที่ว่า พุทโธ
จึงปรากฏเบิกบานแล้วเต็มท่ี เบ้ืองหน้าแต่นั้น พระองค์ก็ได้กระท�ำ
พทุ ธกจิ ทงั้ หลายสบื เนอื่ งกนั มาจนตลอด ๔๕ พรรษา จงึ ไดช้ อ่ื วา่ พทุ โธ
โอวาททพ่ี ระองคป์ ระกาศใหเ้ บกิ บานขน้ึ แกโ่ ลก กเ็ พราะพระองคเ์ ปน็
ผู้ฉลาดในวิธีเทศนาต่างๆ คือรู้จักนิสสัยของบุคคลท่ัวโลก ว่าบุคคล
จ�ำพวกนั้นมีนิสสัยอย่างน้ี บุคคลจ�ำพวกน้ีเป็นภัพพสัตว์สามารถที่จะ
ตรัสรู้ตามได้ ธรรมอย่างนี้ชอบใจกับบุคคลอย่างนั้น พระองค์เป็น
ผู้ฉลาด เรียกว่า อธิมุตติกญาณ อาศัยเหตุท่ีพระองค์ฉลาด จึงต้ัง
ศาสนมณฑลบรบิ รู ณ์ขนึ้ ได้
~ 13 ~
วิธีเทศนาของพระองค์ท่านแสดงไว้มี ๓ อย่าง อันน้ีเป็นหลัก
ควรจะถือเอาเน้ือความให้เข้าใจไว้ ท่ีพระองค์ทรงพระนามว่า
พทุ โธ นน้ั เพราะพระองคท์ รงสง่ั สอนเพอ่ื จะใหร้ ยู้ ง่ิ เหน็ จรงิ ดง่ั ทวี่ า่ มา
อภญิ ฺ าย โข โส ภควา ธมมฺ ํ เทเสติ โน อนภญิ ฺ าย วา่ พระองคเ์ ทศนา
ส่ังสอนเวไนยสัตว์ ประสงค์ที่จะให้ผู้ฟังรู้ย่ิงเห็นจริง คือไม่มีอาการ
ทป่ี กปดิ ไมม่ ภี ายใน ไมม่ ภี ายนอก เมอ่ื สงสยั อยา่ งไรๆ แลว้ พระองค์
ก็ช้ีแจงให้สิ้นสงสัยตลอดหมดท้ังภายในและภายนอก ไม่มีอาการท่ี
จะต้องรอเวลานาน ว่าเวลาเท่าน้ันเท่านี้จึงจะแสดงได้ อย่างน้ีไม่มี
ถ้าผู้ที่สามารถจะแสดงให้ฟังได้ ก็แสดงทีเดียว อันน้ีเป็นอาการท่ี ๑
ในพระพทุ ธประสงค์ อาการท่ี ๒ วา่ สนิทานํ ธมฺมํ เทเสติ โน อนทิ านํ
พระองคท์ รงแสดงธรรมประกอบดว้ ยเหตดุ ว้ ยนทิ าน ไมไ่ ดแ้ สดงธรรม
โดยเหลวไหล คำ� ทีว่ ่ามเี หตุมีนิทาน คือพระองค์แสดงของทีม่ ี ถ้าไม่มี
แลว้ พระองคก์ ไ็ มเ่ ทศนา ขอ้ นเี้ ปน็ ขอ้ สำ� คญั มาก ของทไ่ี มม่ นี นั้ หาพยาน
หลกั ฐานไมไ่ ด้ พระองค์จึงไม่ทรงเทศน์ ถงึ ใครจะอ้อนวอนกราบทลู
อยา่ งไรๆ พระองคก์ ไ็ มเ่ ทศน์ เหมอื นอยา่ งในอพั ยากตปญั หา ใจความวา่
ถงึ ใครๆ จะเขา้ ไปทลู ถามวา่ คนเรานต้ี ายไปแลว้ เกดิ อกี หรอื ๆ ตายไป
แล้วไม่เกิดอีก และโลกเรานี้เท่ียงหรือไม่เที่ยง มีที่สุดหรือไม่มีที่สุด
เปน็ ตน้ ผทู้ ถี่ ามอยา่ งนี้ พระองคไ์ มไ่ ดเ้ ทศนา เพราะขาดพยาน หาพยาน
~ 14 ~
ไม่ได้ ยกเลิก ถ้าหากว่าจะแนะน�ำส่ังสอนเพราะขาดพยานเหล่าน้ี
กจ็ ะเปน็ ทสี่ งสยั แกศ่ ษิ ยานศุ ษิ ยไ์ มม่ ที ส่ี ดุ ทพี่ ระองคส์ ง่ั สอนนน้ั มไิ ดข้ าด
จากเหตุ คือตัวของตัวไปเลย มีตัวของตัวเป็นเหตุทุกอย่างทีเดียว
ข้อนี้ต้องหมายว่าพระองค์ชี้ในร่างกายนี้ให้เข้าใจ ค�ำที่ว่าวิชชา
ไมต่ อ้ งหมายอยา่ งอนื่ คอื หมายความรตู้ วั ทเี ดยี ว จงึ นบั วา่ เปน็ ผมู้ วี ชิ ชา
ที่ไปรู้ภายนอก เหมือนอย่างรู้จักเครื่องจักรเคร่ืองยนต์ต่างๆ นั้น
ใช้ไม่ได้ รู้เช่นน้ันคงตกอยู่ในวิชชาของอวิชชา คือเป็นวิชชาสมุทัย
น่นั เอง ไม่ใชว่ ิชชาของมรรค มรรคคือรตู้ วั ของตัว อันนตี้ ้องกำ� หนด
ให้เข้าใจไว้ ที่พระองค์เทศนาสั่งสอนเวไนยสัตว์ว่า สพฺเพ สงฺขารา
อนจิ จฺ า สพเฺ พ สงขฺ ารา ทุกฺขา สพฺเพ ธมฺมา อนตตฺ า สังขารธรรม
ท้ังส้ินเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ธรรมทั้งสิ้นไม่ใช่ตัว เป็นอนัตตา
ท่ีแสดงอย่างนก้ี ห็ มายตวั ของเราเอง เพราะเหตนุ ัน้ ในธัมมจักกัปป-
วตั ตนสตู รจงึ วา่ ยงกฺ ญิ จฺ ิ สมทุ ยธมมฺ ํ สพพฺ นตฺ ํ นโิ รธธมมฺ ํ ปญั ญาจกั ษุ
ของพระโกณฑัญญะเกิดขึ้น หมายปัญญาที่เห็นธรรม ว่าสรรพส่ิง
ทัง้ ปวงปรากฏเกดิ ขึ้นเปน็ ธรรมดา ย่อมดับไปเปน็ ธรรมดา ท่านแสดง
ไว้อย่างนี้ อันนี้แสดงประเภทของสังขาร ถงึ ในบทว่า สพฺเพ สงขฺ ารา
อนิจจฺ า สพเฺ พ สงฺขารา ทุกขา สพฺเพ ธมมฺ า อนตฺตา กว็ า่ ในสังขาร
ถา้ เปน็ สงั ขารแลว้ ยอ่ มเปน็ ของไมเ่ ทยี่ งทง้ั นนั้ พระพทุ ธเจา้ จะเกดิ กต็ าม
~ 15 ~
ไมเ่ กดิ กต็ าม เราจะรกู้ ต็ าม ไมร่ กู้ ต็ าม ยอ่ มเปน็ ธรรมฐติ ิ ธรรมนยิ าม
ตั้งอยู่อย่างนัน้ ส่วนนแ้ี สดงช้ันสังขาร ถ้ามสี งั ขารแลว้ ตอ้ งมีวิสงั ขาร
ค�ำที่ว่าสังขารก็ปรากฏจากธรรมท่ีเป็นวิสังขาร เพราะเหตุน้ัน
โยคาวจรผู้แสวงหาของจริง เมื่อไปพบของที่ไม่จริง ก็จงค้นหา
ถือเอาแต่ของจริง อย่าถือเอาของท่ีไม่จริง ของจริงก็มีอยู่ที่ของ
ไม่จริงนัน่ เอง เหมอื นอยา่ งเรามาพิจารณาวา่ สังขารเปน็ ของไมเ่ ท่ียง
แล้วค้นเข้าไปหาให้ถึงตัว เมื่อค้นไปๆ ก็จะพบตัววิสังขารอีกท่ี ๑
อย่าไปถือแต่สังขารว่าตัวเราไม่เที่ยง ตัวเราเป็นทุกข์ ถ้าอย่างน้ี
ตัวของเราก็ต้องจมอยู่ในกองทุกข์น่ันเอง ตกลงเป็นอนิจจัง ทุกขัง
อนตั ตา ตะพดึ ตะพอื ไปทเี ดยี ว เชน่ นจี้ ะเอาความสขุ ทไี่ หนมาเลา่ เพราะ
ไปยนื ตายอยทู่ ขี่ องไมเ่ ทยี่ งเสยี แลว้ เหตนุ น้ั ใหพ้ จิ ารณาสงั ขาร คน้ หา
วิสังขารของท่ีมีจริงให้ได้จริง ธรรมชาติของวิสังขารนั้นเป็นธรรม
ไม่ใชต่ วั แต่ไม่มีอนจิ จัง ทกุ ขัง ต้องตรวจต้องตรองให้เห็น ต้องเห็น
ท่ีตัวของเราจึงจะใช้ได้ พระพุทธเจ้าพระองค์เทศนามีเหตุมีนิทาน
อยา่ งนเี้ อง ไมใ่ ชเ่ ปน็ ของเหลวไหล อนั นเ้ี ปน็ ขอ้ สำ� คญั อนั ๑ ในขอ้ ท่ี ๓
ว่า สปฺปาฏิหาริยํ ธมฺมํ เทเสติ โน อปฺปาฏิหาริยํ พระองค์เทศนา
มีปาฏิหาริย์ คอื กำ� จดั ข้าศึกได้ ถา้ เราเป็นคนมศี ีลแล้ว ขา้ ศกึ คอื ความ
ทศุ ีลกไ็ ม่แผว้ พาน เพราะมีศีลเป็นปกติจนไมต่ ้องลูบๆ คลำ� ๆ อีกแล้ว
~ 16 ~
สีลัพพตปรามาส ก็ดับไป ถ้าบรรลุโลกุตตรธรรมแล้ว โลกิยธรรม
ที่หยาบก็ดับไปไม่มีเหลือเลย วิจิกิจฉา ความสงสัยที่มีอยู่ในตนของ
ตนก็ไม่มี เพราะเห็นธรรมท่ีเป็นปัจจุบันท่ีตั้งขึ้น เห็นอดีตอนาคต
รวมกันอยู่แห่งเดียวแล้ว หมดความสงสัยทีเดียว เม่ือยังชัดใจ
ไม่ได้ ความสงสัยก็มีอยู่ร�่ำไป การที่จะให้ส้ินความสงสัย ต้องค้น
ให้ถึงธรรมฐิติธรรมนิยามข้ันในคือวิสังขาร จึงจะหายสงสัยได้
ถา้ ค้นไมไ่ ดก้ ต็ ้องสงสัยอยูว่ ันยังค่ำ� บน่ ไปอะไรไปว่าอะไรหนอๆ อยู่
ร่�ำไป ข้อที่ว่าพระองค์ทรงแสดงธรรมมีปาฏิหาริย์ ก็คือน�ำกิเลสซ่ึง
เป็นปรปักษ์ออกจากใจเสียได้นั้นเอง เพราะเหตุนั้น ควรนิยมตามที่
พระพทุ ธเจา้ ทรงเทศนาในโคตมกเจตยิ ธรรมปรยิ ายวา่ พระองคท์ รง
แสดงเพ่ือความรยู้ ง่ิ เห็นจริง และทรงแสดงมเี หตุมีผลจริง มปี าฏิหาริย์
การเทศนาก็เทศนด์ ว้ ยศีล สมาธิ ปัญญา นเี่ อง ไม่ใช่ทอ่ี ่นื เลย และ
ไม่ได้หวังต่อลาภสักการแต่อย่างใดๆ การเทศนาก็ต้องมีพระมหา-
กรณุ าวา่ สตั วท์ งั้ หลายเกดิ แก่ เจบ็ ตาย ดว้ ยกนั มเี จตนาทจ่ี ะใหร้ จู้ รงิ
เห็นจริงด้วยกัน ให้บังเกิดขึ้นในใจของตน คือให้มีความสุขความ
ส�ำราญเกิดข้ึนในตน อาศัยเหตุที่พระองค์เทศนาอย่างนี้ จึงทรงต้ัง
ศาสนาขึ้นได้ใหญโ่ ตเตม็ โลก
~ 17 ~
บทว่า พุทโธ ในวิธีแนะน�ำสั่งสอนให้พุทธบริษัทได้รู้แล้ว
ประพฤติปฏิบัติตามด้วยอาการอย่างน้ีแล้ว ก็ให้พากันระลึกดูว่า
พระพุทธเจ้าเป็นผู้ฉลาดแนะน�ำส่ังสอนที่จะให้รู้ย่ิงเห็นจริง มีเหตุ
มีผลจริง มีปาฏิหาริย์จริง อาการแสดงธรรมของพระองค์ท้ัง ๓
อย่างน้ัน ให้ตรวจดูตนของตนว่า บัดนี้ในตัวของเราเป็นอย่างไร?
ไดร้ ู้ไดร้ ับแลว้ หรอื ยัง? ถา้ ร้จู ักของจรงิ ในสกลกายของเรานี่แหละวา่
ส่วนนี้เป็นสงั ขาร ส่วนน้ีเป็นวิสงั ขาร เมือ่ เพ่งดูเหน็ ได้แลว้ ก็เช่ือว่าเรา
ได้รับพระมหากรุณา ในข้อท่ีว่าพระองค์ได้แนะน�ำส่ังสอนให้รู้จริง
เห็นจริง หรอื ท่ปี ระกาศสั่งสอน ประกอบดว้ ยเหตดุ ว้ ยนิทาน คอื ธรรม
ท้ังหลายที่พระองค์แสดงนั้นไม่พ้นไปจากเหตุ เราได้เห็นเหตุเห็น
ผลแล้วหรือยัง? สังขารหน้าตาเป็นอย่างไร? วิสังขารหน้าตาเป็น
อย่างไร? ที่มีอยู่ในตนของเรานี้ ถ้ารู้จริงเห็นจริงแล้วก็แปลว่า
เราไดร้ บั พระมหากรณุ าคุณเต็มที่ เปน็ ตน้ ว่าความโลภ ความโกรธ
ความหลง อนั นเี้ ปน็ ขา้ ศกึ ของตวั ความโลภเปน็ ขา้ ศกึ ของทาน ถา้ ความ
โลภมีอยู่แล้วให้ทานไม่ได้ ถ้าความโกรธมีอยู่แล้วรักษาศีลไม่ได้
ถ้าความหลงมีอยู่ บ�ำเพ็ญภาวนาไม่ได้ ถ้าความโลภ ความโกรธ
ความหลงมีอยู่ ปฏิบัติไม่ได้อย่างน้ี เหตุน้ันต้องเพิกออกไปเสีย
เม่ือเข้าใจแล้วให้ตรองดูว่าทานของเรามีอยู่แล้วหรือ? ศีลรักษา
~ 18 ~
กายวาจามีอยู่แล้วหรือ? ภาวนามีแล้วหรือ? ให้ตรวจดู ถ้าเรามี
พร้อมบริบูรณ์แล้วเพราะได้กระท�ำอยู่เสมอ เมื่อเช่นน้ีก็ได้ชื่อว่าได้
รับพระมหากรุณาของพระพุทธเจ้าแล้ว และจักเห็นได้ว่าตัวของเรา
เปน็ ผู้หนง่ึ ซง่ึ เป็นผ้ถู งึ พระคณุ คอื พุทฺโธ ไดแ้ ลว้ เบกิ บานตามอยา่ งที่
พระองค์แนะน�ำสง่ั สอนแล้ว เพราะแตก่ อ่ นเราไมไ่ ดไ้ มถ่ งึ ครัน้ ไดร้ บั
คำ� สง่ั สอนจงึ เขา้ ใจปฏบิ ตั ไิ ดแ้ ลว้ เมอื่ จะภาวนาในบทวา่ พทุ โฺ ธๆ กใ็ ห้
คิดถงึ ขอ้ ปฏบิ ตั ิ ในข้อท่วี ่าพระพุทธเจ้าทรงพระนามอย่างนี้ วา่ บดั น้ี
เราก็ถึงแล้วถึงด้วยอาการอย่างนี้ๆ อันนี้เป็นข้อส�ำคัญ ในบทว่า
พทุ โธ เมื่อเข้าใจอยา่ งน้ีแล้ว จงพากนั ตั้งใจประพฤติปฏบิ ัตอิ ย่เู สมอ
เชน่ นกี้ จ็ ะมคี ณุ วฒุ งิ อกงามเจรญิ สขุ ทกุ สรรพราตรกี าลในศาสนธรรม
คำ� สง่ั สอนของสมเดจ็ พระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ โดยปรยิ ายทไ่ี ดว้ สิ ชั ชนามา
ด้วยประการฉะนี.้
~
~ 19 ~
กัณฑท์ ี่ ๔๖
พระธรรมคุณ
(๖ ตลุ าคม ๒๔๖๗)
ณ วันนี้เป็นวันอัฏฐมีดิถีที่ ๘ ค่�ำแห่งปักขคณนา เป็นโอกาส
อันพุทธบริษัทได้มาประชุมพร้อมเพรียงกัน และได้กระท�ำบุพพกิจ
ในเบอื้ งตน้ คอื ไดไ้ หวพ้ ระสวดมนต์ สมาทานอโุ บสถศลี และเบญจเวร-
วิรัติตามความสามารถของตนๆ เบื้องหน้าแต่นี้เป็นโอกาสท่ีจะฟัง
พระธรรมเทศนาใหส้ ำ� เรจ็ เปน็ สว่ นพทุ ธบชู า ธรรมบชู า สงั ฆบชู า คอื จกั
บำ� รงุ ปฏบิ ตั บิ ชู าใหเ้ ตม็ ทขี่ นึ้ เพราะการฟงั ธรรมเปน็ เหตนุ ำ� ประโยชน์
มาสตู่ นไดท้ กุ สถาน คอื ประโยชนช์ าตนิ ี้ ประโยชนช์ าตหิ นา้ ประโยชน์
พน้ จากชาตนิ ช้ี าตหิ นา้ คอื พระนพิ พาน ทง้ั ประโยชนต์ นและประโยชน์
ท่าน จึงเป็นกิจอันพุทธบริษัทจะพึงยินดีต้ังใจฟังให้สำ� เร็จประโยชน์
ตามประสงค์ ด้วยพุทธโอวาทย่อมประกาศประโยชน์ท้ังเหตุและ
ผลทัว่ ไป การแสดงพระพทุ ธคณุ พระธรรมคณุ พระสังฆคุณ ตลอด
ไตรมาสทุกๆ ปีนั้น คือเห็นความว่า เม่ือพุทธบริษัทเข้าใจในคุณ
พระรัตนตรัยแล้ว ตั้งใจปฏิบัติให้พระคุณนั้นๆ มีขึ้นท่ีตนก็เป็น
~ 20 ~
อันชื่อว่าได้สรณะที่พึ่ง ด้วยพระรัตนตรัยมีเน้ือความเกี่ยวเน่ืองเป็น
อันเดียวกัน เมื่อแสดงพระพุทธคุณ ก็เป็นอันแสดงพระธรรมคุณ
พระสังฆคุณด้วย เมอื่ แสดงพระธรรมคุณ ก็เปน็ อันแสดงพระพทุ ธคุณ
พระสงั ฆคณุ ดว้ ย เม่อื แสดงพระสงั ฆคุณ ก็เป็นอันแสดงพระพุทธคณุ
พระธรรมคณุ ดว้ ย แตก่ ารฟงั จะใหเ้ ขา้ ใจนน้ั เปน็ การลำ� บาก ตอ้ งอาศยั
การต้ังใจฟัง เพราะท่านผู้แสดงท่านศึกษาเล่าเรียนจ�ำทรงท่องบ่น
ส่วนพุทธบริษทั เป็นแตผ่ ฟู้ ัง จงึ ถอื เอาเนอ้ื ความไดด้ ้วยยาก ความจรงิ
การแสดงธรรมก็ไม่ประสงค์จะให้ผู้ฟังจ�ำเอาอรรถพยัญชนะตาม
ที่แสดง ประสงค์จะให้เข้าใจเนื้อความตามประเภทของธรรมน้ันๆ
เทา่ น้ัน.
ตอ่ นจี้ ะแสดงพระธรรมคณุ ตามหลกั สตู รทพี่ ทุ ธบรษิ ทั ไดไ้ หวพ้ ระ
สวดมนต์อยู่เสมอ มี สฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม เป็นอาทิ แปล
เนอ้ื ความตามปาฐะนน้ั วา่ สวฺ ากขฺ าโต ภควตา ธมโฺ ม ธรรมอนั พระผมู้ ี
พระภาคเจา้ ตรัสดแี ล้ว พระธรรมน้นั เป็น สนฺทฏิ ฺ€โก ผปู้ ฏิบัติจะพงึ
เห็นด้วยตน ธรรมน้ันเป็น อกาลิโก ไม่อ้างกาล ธรรมนั้นเป็น
เอหิปสฺสิโก อวดผู้อื่นได้ ธรรมนั้นเป็น โอปนยิโก น้อมมาสู่ตนได้
ธรรมน้ันเป็น ปจฺจตฺตํ วิญญูชนทั้งหลายจะพึงรู้แจ้งประจักษ์ที่ตน
มีเนื้อความโดยย่อเพียงเท่านี้ ต่อน้ีจะอธิบายข้อว่า สฺวากฺขาโต
~ 21 ~
ภควตา ธมโฺ ม พระธรรมทพ่ี ระผมู้ พี ระภาคเจา้ ตรสั ดแี ลว้ นน้ั จะหมายเอา
เนอ้ื ความวา่ ศลี สมาธิ ปัญญา วชิ ชา วิมตุ ติกไ็ ด้ หรอื จกั หมายเอา
ปริยตั ธิ รรม ปฏบิ ัตธิ รรม ปฏิเวธธรรมกไ็ ด้ หรอื จักหมายเอาพระสตู ร
พระวินยั พระปรมตั ถ์ ก็ได้ มีเนอ้ื ความเกีย่ วเนอื่ งถึงกันทั้งน้ัน และ
เป็นสวากขาตธรรมทั้งสิ้น คือ เป็นธรรมท่พี ระผมู้ ีพระภาคตรสั ดแี ลว้
บทเบอ้ื งหลงั ๕ บท คอื สนทฺ ฏิ ฺ โิ ก ถงึ ปจจฺ ตตฺ ํ เปน็ บทสำ� หรบั วนิ จิ ฉยั
คือพระธรรมที่เป็นสวากขาตธรรมแท้ ยอ่ มมลี ักษณะอาการ ๕ อยา่ ง
ดงั นี้ ถา้ ธรรมอันใดไมไ่ ดล้ กั ษณะอาการ ๕ อยา่ งน้ี ไมค่ วรเชอื่ วา่ เปน็
สวากขาตธรรม บดั นจ้ี ักแสดงปริยัติธรรม ปฏบิ ตั ิธรรม ปฏเิ วธธรรม
ใหเ้ หน็ วา่ เปน็ สวากขาตธรรม คอื เปน็ สนทฺ ฏิ ฺ โิ ก อกาลโิ ก เอหปิ สสฺ โิ ก
โอปนยิโก ปจฺจตฺตํ
สว่ นพระปรยิ ตั ธิ รรมนนั้ เมอื่ วา่ โดยทม่ี าตา่ งๆ ตามทที่ า่ นแสดงไว้
ได้แก่พระธรรมวินัยทั้งส้ิน คือ พระสูตร พระวินัย พระปรมัตถ์
พระสตู รนน้ั ไดแ้ กพ่ ระสตุ ตนั ตปฎิ กทงั้ สนิ้ พระวนิ ยั นน้ั ไดแ้ กพ่ ระวนิ ยั ปฎิ ก
ทง้ั สนิ้ พระปรมตั ถน์ นั้ ไดแ้ กพ่ ระปรมตั ถปฎิ กทงั้ สน้ิ ชอ่ื วา่ พระปรยิ ตั ธิ รรม
เพราะเป็นธรรมชาติที่จะต้องศึกษาเล่าเรียน ท่องบ่นจ�ำทรงให้ขึ้น
ปากข้ึนใจท้ังน้ัน ส่วนปฏิบัติธรรมนั้นได้แก่ศีล สมาธิ ปัญญา คือ
เปน็ ขอ้ ปฏิบัติ จึงช่อื ว่าปฏิบตั ิธรรม ส่วนปฏเิ วธธรรม ได้แกม่ รรค ผล
~ 22 ~
นพิ พาน เปน็ ธรรมจะตอ้ งรแู้ จง้ แทงตลอด จงึ ชอ่ื วา่ ปฏเิ วธธรรม ธรรม
ทงั้ ๓ ประเภทน้ี เปน็ สนฺทฏิ ฺ โิ ก อกาลโิ ก เอหปิ สสฺ โิ ก โอปนยโิ ก
ปจฺจตฺตํ ทั้งส้ิน จึงช่ือว่าเป็นสวากขาตธรรมแท้ แสดงอย่างนี้ตาม
ระเบียบแบบแผนท่ีท่านต้ังไว้เป็นหลัก ถ้าเรียนรู้ระเบียบตามต�ำรา
เชน่ นน้ั กม็ คี ณุ มปี ระโยชนเ์ พยี งชนั้ พหสุ สฺ โุ ต เปน็ ผพู้ หสู ตู รเทา่ นนั้ ถา้ จะ
ใหเ้ ห็นชั้นอตั ตสรณา ธัมมสรณา ต้องนอ้ มธรรมทั้ง ๓ ประเภทนน้ั
เขา้ มาสตู่ น ใหเ้ ปน็ โอปนยโิ ก ปรยิ ัติ แปลว่าเล่าเรียน คือเรยี นใหร้ ู้
พอดบิ พอดใี นสกลกายน้ี จกั อธบิ ายพอใหไ้ ดค้ วาม ปรยิ ตั ภิ ายนอกนนั้
ฉายออกไปแตภ่ ายใน การทร่ี จู้ กั อวยั วะของตนวา่ อนั นน้ั เปน็ นนั่ อนั น้ี
เปน็ น่ี ดังรู้วา่ นัน่ ผม ขน เล็บ ฟนั หนงั เปน็ ต้น หรือทร่ี ูจ้ ักศรี ษะ มอื
เทา้ หู ตา แข้ง ขา เปน็ ตน้ หรือที่รจู้ ักนาม ร้จู กั รูป รู้จักธาตุ ร้จู กั
ขนั ธ์ ร้จู กั อายตนะ อินทรยี ์ อรยิ สจั จ์ ปฏจิ จสมปุ บาท ซึง่ มใี นตนน้ี
ช่ือว่ารู้ปริยัติตลอดถึงรู้พระสูตร คือท่ีท่านจัดไว้เป็นหมวด เป็นกอง
น้นั เองช่ือวา่ สตู ร ดงั เกสา โลมา ถึงมตั ถเก มัตถลุงคัง เป็นสตู รอัน ๑
สว่ นนามรูปทที่ า่ นจัดเปน็ ธาตุ ๖ หมวด ๑ จัดเป็นขนั ธ์ ๕ หมวด ๑
จัดเป็นอายตนะ ๖ หมวด ๑ จดั เป็นธาตุ ๑๘ หมวด ๑ จัดเปน็ อนิ ทรยี ์
๒๒ หมวด ๑ จดั เปน็ อริยสัจจ์ ๔ หมวด ๑ จัดเปน็ ปฏิจจสมุปบาท
๑๒ หมวด ๑ ท่านจดั รอ้ ยเขา้ ไว้ใหเ้ ป็นหมวดเปน็ กองอย่างนี้ เรียกวา่
~ 23 ~
พระสูตร พระวนิ ัยนนั้ ไดแ้ ก่ขอ้ ปฏิบัตซิ ง่ึ นำ� วิติกกมโทษออกเสยี จาก
กาย วาจาใจ ชอ่ื วา่ พระวนิ ยั ถา้ จกั ชว้ี นิ ยั ใหช้ ดั ใจแลว้ กค็ อื ปฏบิ ตั ธิ รรม
นน่ั แหละชอ่ื วา่ วนิ ยั สว่ นปรมตั ถน์ นั้ ไดแ้ กธ่ รรมทส่ี ขุ มุ อนั วนิ ยั นำ� ธรรม
ทห่ี ยาบออกหมดแลว้ ทเี่ หลอื อยกู่ ช็ อ่ื วา่ ปรมตั ถก์ ค็ อื ปฏเิ วธธรรมนน่ั เอง
การแสดงอยา่ งนป้ี ระสงคจ์ ะใหร้ จู้ กั ปรยิ ตั ภิ ายใน พงึ เขา้ ใจปรยิ ตั ธิ รรม
อย่างนี.้
บดั นจี้ กั อธบิ ายปฏบิ ตั ธิ รรมซงึ่ เปน็ ภายใน คอื ใหต้ รงกบั โอปนยโิ ก
คำ� ที่ว่าประพฤติหรอื ปฏิบตั ิเปน็ อันเดยี วกนั คอื การท่ปี ระกอบกรณียะ
ทั้งสิ้นในการบริหารตน ชื่อว่าประพฤติธรรม ตั้งต้นแต่บริหาร
ร่างกาย มียนื เดิน นั่ง นอน หรือบรโิ ภคอาหาร ประกอบกิจการงาน
ดีชั่วเปน็ ตน้ ช่อื ว่าปฏิบตั ิธรรมท้งั ส้ิน ถา้ ประพฤติส่วนดี ก็เปน็ กุสลา
ธมั มา ถ้าประพฤตสิ ่วนชั่ว กเ็ ปน็ อกสุ ลา ธัมมา ไปเท่านน้ั ในทน่ี ีท้ ่าน
ประสงคแ์ ตส่ ว่ นดี เหตนุ นั้ จงึ ยกศลี สมาธิ ปญั ญา ขน้ึ เปน็ ทตี่ งั้ ใหช้ อื่ วา่
ปฏิบัติธรรม ศีลช่ือว่าวินัย คือ น�ำกิเลสหยาบ ได้แก่ความโลภ
ความโกรธ ความหลง ออกจากกายวาจาใจได้ สมาธกิ ช็ อื่ วา่ พระวนิ ยั
เพราะน�ำกิเลส คือโลภะ โทสะ โมหะ อยา่ งกลาง ได้แก่กามฉันท์
คือโลภะนั้นเอง พยาบาทคอื โทสะนน้ั เอง ถนี มทิ ธะ อทุ ธัจจกุกกุจจะ
วิจิกิจฉา คือโมหะน่ันเอง ออกเสียจากใจ จึงควรนับว่าสมาธิ
~ 24 ~
ก็ชื่อว่าวินัย ส่วนปัญญาน�ำกิเลสอย่างละเอียดออกจากใจได้ คือตัว
อุปธิกิเลส ได้แก่นามรูป ธาตุ ขันธ์ อายตนะ อินทรีย์ อริยสัจจ์
ปฏิจจสมุปบาท ซึ่งฝังแน่นอยู่ในตน ย่นเน้ือความลงให้ส้ัน ค�ำที่ว่า
ปัญญานั้น หมายญาณทัสสนะ เมื่อเกิดข้ึนแล้วก็ก�ำจัดสังขตธรรม
ทง้ั สนิ้ อนั เปน็ ขา้ ศกึ ของตนออกเสยี ได้ เหตนุ นั้ ปญั ญากช็ อื่ วา่ วนิ ยั แสดง
อยา่ งนป้ี ระสงคค์ วามวา่ จะใหร้ สู้ กึ วา่ ศลี สมาธิ ปญั ญา เปน็ ปฏบิ ตั ธิ รรม
ตรงกบั ทวี่ า่ พระสตู ร พระวนิ ยั พระปรมตั ถ์ พระสตู รตรงกบั พระปรยิ ตั ิ
พระวนิ ยั ตรงกบั พระปฏบิ ตั ธิ รรม พระปรมตั ถต์ รงกบั พระปฏเิ วธธรรม
พงึ เขา้ ใจพระปฏบิ ตั ธิ รรม ดงั น.้ี
ส่วนปฏิเวธธรรมนน้ั เป็นผลส�ำเร็จมาแตป่ ฏบิ ตั ิธรรม ตามที่มา
ต่างๆ ท่านแสดงว่ามรรคผลนิพพาน ช่ือว่าปฏิเวธธรรม ความจริง
มรรคผลนพิ พานเปน็ แตส่ ญั ญานามธรรมเทา่ นน้ั ทำ� ไฉนเราจงึ จะรไู้ ด้
เม่ือเช่นนั้นต้องดูปริยัติธรรมและปฏิบัติธรรมซึ่งมีในตน ส่วนปริยัติ
คือรู้ลักษณะอาการของสกลกาย มีผม ขน เป็นต้น หรือรู้นาม
รปู ธาตุ ขนั ธ์ อายตนะ ซงึ่ มใี นสกลกายเปน็ ตน้ สว่ นปฏบิ ตั ธิ รรม คอื รู้
ความประพฤตริ กั ษาร่างกายตลอดขึน้ ไปจนรจู้ กั ศลี ๕ ศลี ๘ ศีล ๑๐
ศีลพระปาฏโิ มกขซ์ ่ึงมที ต่ี น เหมอื นอยา่ งผทู้ เี่ ห็นวา่ กายของตนเปน็ ศีล
เพราะไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักของท่าน ไม่ล่วงกามผิด ไม่ดื่มสุราเมรัย
~ 25 ~
วาจาของตนเปน็ ศลี เพราะไมก่ ลา่ วคำ� เทจ็ ไมก่ ลา่ วคำ� หยาบ ไมก่ ลา่ ว
ค�ำส่อเสียด ไม่กล่าวค�ำโปรยประโยชน์ และมีอาชีวกรรมบริสุทธ์ิ
เลี้ยงชีพโดยชอบธรรม รู้สึกว่าศีลของตนเป็นอธิศีล และรู้จิตของตน
ว่าเป็นสมาธิ เพราะสงบจากนวิ รณ์เปน็ อธิจิต รปู้ ัญญาของตนวา่ เป็น
อธิปญั ญา เพราะก�ำจดั อปุ ธิกิเลสออกได้ คือรเู้ ท่าสังขารและวสิ ังขาร
เม่ือรู้ตนได้ในปริยัติธรรมและปฏิบัติธรรมโดยชัดเจนเช่นนี้ ส่วน
ปฏเิ วธธรรมก็ร้อู ยู่เอง คือไม่ใช่อืน่ ออกไปจากปฏิบัตธิ รรม พงึ เขา้ ใจ
ความวา่ ปฏเิ วธธรรมเปน็ ผลของปฏบิ ตั ธิ รรมนนั่ เอง อธบิ ายวา่ ปญั ญา
ทร่ี ูจ้ กั ธรรมฐิติชัน้ สงั ขาร คือธรรมดาของสังขารย่อมเป็นของไมเ่ ท่ยี ง
เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาอยู่โดยปกติ เป็นธรรมฐิติ ธรรมนิยามชั้น
พระสูตร เป็นของจริงด้วย แต่จริงเพียงช้ันสังขารเท่านั้น ปัญญารู้
เพียงเท่านี้ยังไม่นับว่าเป็นปฏิเวธธรรม ต่อเมื่อปัญญาท�ำลายกิเลส
คือตัวสังขารธรรมท้ังส้ินออกเสียได้ คงยังเหลืออยู่แต่วิสังขารธรรม
วิสังขารธรรมนั้นหมายสภาวะความเป็นเอง ความจริงสกลกายน้ี
ถ้าดูให้ละเอียดแล้ว ก็จักแลเห็นได้ว่าล้วนแต่ของเป็นเองทั้งส้ิน
การปรุงได้แต่งได้ ก็ปรุงก็แต่งได้ตามสภาพความเป็นเองท้ังสิ้น
เหมือนอยา่ งอาการทสี่ งู ต�ำ่ ด�ำขาว ศีรษะ มือ เทา้ อวยั วะน้อยใหญ่
ทง้ั ปวงซง่ึ มใี นสกลกายน้ี ลว้ นแตข่ องเปน็ เองทงั้ สน้ิ ทวี่ า่ บญุ ญาภสิ งั ขาร
~ 26 ~
อบุญญาภิสังขารปรุงแต่งนั้นก็จริง แต่แต่งได้เพียงให้ประณีตหรือ
ให้เลวทรามเท่าน้ัน ส่วนสภาวะซ่ึงเป็นตัวภพตัวชาตินั้น คงเป็นไป
ตามหนา้ ทีข่ องตน ไม่เป็นวปิ รณิ ามธรรม คือไมม่ ีอนจิ จงั ไมม่ ที กุ ขงั
คงมอี ยแู่ ตอ่ นตั ตา คอื ไมใ่ ชต่ วั เปน็ ธรรมตา่ งหาก คอื มารตู้ วั เปน็ ธรรม
รูธ้ รรมเป็นตวั อย่างนแ้ี หละชอื่ ว่าปฏิเวธธรรม ไมต่ อ้ งกลา่ วถึงมรรค
ผลพิพพาน ข้อน้ันผู้ปฏิบัติเมื่อรู้แจ้งแทงตลอดแล้วจะพึงเห็นเอง
เปน็ สนฺทฏิ ฺโิ ก การจะรู้จะเหน็ ก็ไม่ตอ้ งอ้างกาลอ้างเวลา เพราะตน
มอี ยู่ทกุ เม่อื เปน็ อกาลโิ ก และอาจท้าทายอวดผู้อนื่ ได้ว่า ทา่ นจงมา
ดูเถดิ เป็น เอหิปสสฺ โิ ก และเป็นธรรมน้อมมาส่ตู นได้ ทั้งปริยัติ ปฏิบตั ิ
ปฏเิ วธ เป็น โอปนยิโก และเปน็ ธรรมอันผู้ปฏิบัตจิ ะพงึ รจู้ ำ� เพาะทตี่ น
ไม่ต้องไปรูท้ ผ่ี อู้ นื่ คือไมต่ ้องไปหาหมอดู เปน็ ปจฺจตฺตํ พทุ ธบริษทั
พึงเข้าใจเถิด พระปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ เป็นสวากขาตธรรมแท้
จึงประกอบด้วยพระคุณทั้ง ๕ ประการ มี สนฺทิฏฺิโก เป็นต้น
เปน็ พยานในตนด้วยประการฉะนี.้
เพื่อพุทธบริษัทได้สดับพระธรรมคุณดังบรรยายมาน้ี พึงตรวจดู
ในตนวา่ ตนของเราทกุ วนั นี้ รจู้ กั ปรยิ ตั ธิ รรมแลว้ หรอื ? สว่ นปฏบิ ตั ธิ รรม
ไดม้ แี กต่ นแลว้ เพียงช้ันไหน? ศีล สมาธิ ปญั ญา ของเราเปน็ อธิศีล
อธจิ ติ อธปิ ญั ญา หรอื ยงั ? สว่ นปฏเิ วธธรรมไดแ้ จม่ แจง้ แกต่ นหรอื ยงั ?
~ 27 ~
เมื่อมีปัจจเวกขณญาณอย่างนี้ ก็จักรู้ตนว่าตนต้ังอยู่ในภูมิไหน?
ส่วนใดท่ีมีบริบูรณ์แล้ว ก็ควรช่ืนชมยินดี ส่วนใดท่ียังบกพร่อง
ก็ควรรีบเร่งบ�ำเพ็ญให้บริบูรณ์ขึ้นด้วยพระธรรมย่อมอาจให้ผล คือ
ให้ประโยชน์และความสุขตามชั้นตามภูมิของตน ชั้นปริยัติก็ให้คุณ
ตามชน้ั ปรยิ ตั ิ ชนั้ ปฏบิ ตั กิ ใ็ หค้ ณุ ตามชนั้ ปฏบิ ตั ิ ชนั้ ปฏเิ วธกใ็ หค้ ณุ ตาม
ช้ันปฏิเวธ เหตุน้ันควรพุทธบริษัทตรวจตรองให้ได้ความชัดเจนแล้ว
ต้ังหน้าประพฤติปฏิบัติ อย่าให้เสียทีท่ีได้เกิดมาพบพุทธศาสนา
จงทำ� ตนให้เปน็ แกน่ สาร คือใหม้ สี รณะท่พี ่ึงอนั แน่นอน ก่อนแต่ชรา
พยาธิ มรณะ ยงั ไมม่ าครอบง�ำ จงึ จะนบั ว่าเป็นผู้ฉลาด อาจใหส้ ำ� เรจ็
ประโยชนข์ องตน โดยนัยดังวิสชั ชนามาด้วยประการฉะนี้.
~
~ 28 ~
กณั ฑ์ที่ ๔๗
พระสงั ฆคุณ
(๒๓ ตุลาคม ๒๔๖๗)
ณ วันนี้เป็นวันปัณณรสีดิถีท่ี ๑๕ ค�่ำแห่งปักขคณนา และเป็น
วันมหาปวารณาด้วย พุทธบริษัทได้มาสโมสรสันนิบาตพร้อมกันใน
ธมั มสั สวนมณฑลนี้ ไดย้ กขน้ึ ซงึ่ เครอื่ งสกั การวรามสิ มดี อกไมธ้ ปู เทยี น
เปน็ ตน้ บชู าพระพทุ ธ พระธรรม พระสงฆ์ ใหส้ ำ� เรจ็ ในสว่ นอามสิ บชู า
และไดไ้ หวพ้ ระสวดมนต์ สมาทานอโุ บสถศลี และเบญจเวรวริ ัติ ตั้งใจ
จะฟังพระธรรมเทศนา เพ่ือให้ส�ำเร็จส่วนปฏิบัติบูชาในพระพุทธ
พระธรรม พระสงฆ์ ซึ่งนิยมว่าเป็นบูชาอย่างย่ิง เมื่อกิจเบื้องต้นได้
กระท�ำเสร็จแล้ว ต่อนี้ไปเป็นโอกาสที่จะฟังพระธรรมเทศนา ในวัน
มหาปวารณานี้นิยมกันว่าเป็นวันส�ำคัญ คือเป็นวันเนื่องด้วยบรม-
พทุ ธานญุ าต ใหพ้ ระสงฆก์ ระทำ� การปวารณาใหโ้ อกาสแกก่ นั และกนั
เพอื่ ใหต้ กั เตือนกันได้ ในวนั มหาปวารณานี้ พระเถรเจ้าแต่ปางก่อน
มักปรารภความเพียรอย่างกล้าหาญ ถือเนสัชชิกธุดงค์ เจริญสมถะ
วิปัสสนาตลอดคืนยังรุ่งโดยมาก คือท่านท่ีตั้งเจตนาไว้แต่วัน
~ 29 ~
เข้าพรรษาว่า จะทำ� ความเพยี รให้ถงึ พระโลกตุ ตรธรรมในพรรษานี้
ครั้นกระท�ำมาจนถึงวันปวารณาก็ไม่ส�ำเร็จ เพราะอินทรีย์ยังอ่อน
เพราะเหตุนั้น ครั้นถึงวันปวารณา ท่านจึงตั้งสัจจะถือเนสัชชิกธุดงค์
ไมน่ อนตลอดคืนยงั รุง่ เจรญิ สมถะวิปัสสนาเพอ่ื จะใหส้ ำ� เรจ็ คณุ ธรรม
ตามที่ตนตงั้ เจตนาไว้นั้น ทา่ นมักประพฤตอิ ย่างนโี้ ดยมาก แม้ท่าน
ท้ังหลายก็ได้พากันตั้งสัจจะลงไว้ว่า ในไตรมาส ๓ เดือนน้ี เราจะ
บรจิ าคทานอยา่ งนี้ จะรกั ษาศลี ประเภทน้ี จกั ถอื ขนั ตไิ มโ่ กรธ จะเจรญิ
สมถะวิปัสสนาตามเวลาที่กะไว้อย่างนี้ๆ ให้เป็นสัจจะตลอดไตรมาส
๓ เดอื น บดั นม้ี าถึงก�ำหนดทต่ี นตั้งใจไวแ้ ล้ว เมอ่ื ตรวจดเู ห็นว่าสจั จะ
ของตนลลุ ว่ งมาไดต้ ามปรารถนา ไมม่ อี ปุ สรรคเหตขุ ดั ขอ้ ง กค็ วรชน่ื ชม
ยินดีต่อข้อปฏิบัติที่ตนกระท�ำให้ส�ำเร็จมาแล้ว ส่วนใดยังบกพร่อง
กใ็ ห้รีบกระท�ำแกต้ วั เสียให้ส�ำเรจ็ ในวนั น.ี้
ดว้ ยวนั นใ้ี นคณะธรรมยตุ ตกิ นกิ าย เถรสมาคมไดว้ างแบบแผนไว้
คือเป็นวันคล้ายกับวันพระราชสมภพและสวรรคตแห่งพระบาทสมเด็จ
พระจอมเกล้าเจ้าสยาม ซ่ึงเป็นบุพพการีในคณะธรรมยุตติกนิกาย
ให้พร้อมใจกันกระท�ำสักการบูชาด้วยอามิสและปฏิบัติบูชา อุทิศ
พระราชกศุ ลถวายทกุ ปไี ป แสดงกตญั ญกู ตเวทใี หป้ รากฏในคณะของ
ตนตลอดไป เหตนุ น้ั ในคำ่� วนั นจี้ ะมกี ารฟงั ธรรมเทศนาตลอดคนื ยงั รงุ่
~ 30 ~
ใหพ้ ุทธบริษัทตง้ั ใจกระทำ� กจิ ของตนๆ ให้สำ� เรจ็ ประโยชน์ การทจ่ี ะ
กระทำ� กจิ ใดๆ ใหส้ ำ� เรจ็ ได้ ตอ้ งอาศยั ศรทั ธาความเชอ่ื ตอ่ ผลของการ
งานนน้ั ๆ จงึ จะมวี ริ ยิ ะความเพยี รอาจหาญ ถา้ ศรทั ธาวริ ยิ ะมกี ำ� ลงั กลา้
ในการงานใดๆ การงานนนั้ ๆ ยอ่ มจะสำ� เรจ็ ไดต้ ามปรารถนา ทางคดโี ลก
หรอื คดธี รรมกเ็ ชน่ เดยี วกนั เมอ่ื มงุ่ ตอ่ โลกตุ ตรธรรมแลว้ กอ็ ยา่ พากนั
ทำ� ใจออ่ นแอไป สว่ นสตรกี อ็ ยา่ อา้ งวา่ ธรรมชน้ั สงู เปน็ กจิ ของบรุ ษุ ควร
ทำ� ได้ สว่ นบรุ ษุ กอ็ ยา่ อา้ งวา่ ธรรมชนั้ สงู เปน็ กจิ ของสตรผี มู้ กี งั วลนอ้ ย
ควรท�ำได้ ส่วนคฤหสั ถ์ก็ไม่ควรอ้างวา่ นักบวชควรท�ำได้ ส่วนนักบวช
ก็ไม่ควรอ้างว่าคฤหัสถ์ควรท�ำได้ ให้พึงเข้าใจว่าเป็นมนุษย์ด้วยกัน
เหมอื นกนั ตา่ งกนั กแ็ ตเ่ พศพรรณวรรณสสี ณั ฐานเทา่ นน้ั สว่ นสขุ ทกุ ข์
ดีชั่วบุญบาปท�ำได้เสมอกันหมด ความแก่ ความป่วยไข้ ความตาย
เหมือนกันหมด จะต่างกนั ก็เพียงว่าเปน็ คนมีโรคมากมีโรคนอ้ ย หรือ
ตายหนุ่มตายแก่เท่าน้นั ความตายเลา่ ก็ไม่มเี ครอื่ งหมายวา่ จะมาถงึ
ตนเมื่อไร เม่ือมาค�ำนวณเห็นชัดเจนว่าตนเป็นสัตว์จะต้องตายแน่แท้
กค็ วรรีบแสวงหาที่พงึ่ อนั แนน่ อนแกต่ นเสีย ก่อนแต่ชรา พยาธิ มรณะ
ยังไม่มาครอบงำ� เป็นการควรแท้ สรณะทพ่ี ง่ึ น้ัน อะไรจะประเสริฐ
ย่งิ กวา่ ไตรสรณคมนเ์ ป็นไม่มี เพราะเหตนุ ้นั จงึ ได้แสดงพระพุทธคุณ
พระธรรมคณุ พระสังฆคณุ ตลอดไตรมาสทุกปี เพือ่ จะให้เขา้ ใจว่า
~ 31 ~
พระพทุ ธคณุ มอี าการอยา่ งนี้ พระธรรมคณุ มอี าการอยา่ งน้ี พระสงั ฆคณุ
มอี าการอย่างน้ี การที่ถงึ ของบคุ คลคอื ถึงด้วยอาการอย่างน้ี เพอ่ื ให้
สำ� เรจ็ ประโยชน์ในการถึงพระไตรสรณคมน์.
ต่อน้ีจักแสดงพระสังฆคุณตามบาลีท่ีพุทธบริษัทได้ท่องบ่นจ�ำ
ทรงไหว้พระสวดมนตอ์ ยเู่ สมอ มี “สปุ ฏิปนฺโน ภควโต สาวกสงฺโฆ”
เปน็ อาทิ มเี น้ือความว่า สปุ ฏิปนโฺ น ภควโต สาวกสงฺโฆ พระสงฆ์
สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว อุชุปฏิปนฺโน เป็น
ผู้ปฏิบัติตรงแล้ว ายปฏิปนฺโน เป็นผู้ปฏิบัติเพ่ือรู้พระนิพพานแล้ว
สามีจิปฏิปนโฺ น เปน็ ผปู้ ฏิบตั ชิ อบสมควรแก่พระนพิ พานแล้ว พระสงฆ์
นน้ั ท่านจดั ไว้ ๔ คู่ คอื โสดาปตั ตมิ รรค โสดาปตั ตผิ ล คู่ ๑ สกทา-
คามิมรรค สกทาคามิผล คู่ ๑ อนาคามิมรรค อนาคามิผล คู่ ๑
อรหัตตมรรค อรหตั ตผล คู่ ๑ ถา้ เรียงตวั บุคคล เปน็ ๘ ทา่ น ๔ คู่
๘ บคุ คลนี้ ช่ือว่าเป็นสาวกของพระผู้มพี ระภาคเจา้ ทา่ นเหลา่ น้ันชื่อ
อาหเุ นยฺโย เป็นผคู้ วรรับวตั ถทุ านทเ่ี ขานำ� มาถวาย ปาหุเนยฺโย เปน็
ผู้ควรไปรับวัตถุทานท่ีเขาตั้งไว้เพ่ือต้อนรับ ทกฺขิเณยฺโย เป็นผู้ควร
เพื่อทักขิณาทาน คือทานที่เขาหวังผลเพ่ือตนหรือเพ่ือเปตญาติ
อญฺชลีกรณีโย เป็นผู้ควรรับการไหว้กราบ อนุตฺตรํ ปุญฺกฺเขตฺตํ
โลกสสฺ เปน็ นาบญุ อนั ประเสรฐิ ของโลก มเี นอ้ื ความโดยยอ่ เพยี งเทา่ น.้ี
~ 32 ~
ต่อนจี้ กั อธบิ ายพอไดใ้ จความ ขอ้ ทวี่ ่าพระสงฆส์ าวกของพระผมู้ ี
พระภาคเจา้ สปุ ฏปิ นโฺ น เปน็ ผปู้ ฏบิ ตั ดิ แี ลว้ นน้ั คอื ทา่ นประพฤตดิ พี รอ้ ม
ทงั้ กาย วาจา ใจ ไมป่ ระพฤติชัว่ คอื ประพฤตธิ รรมสมควรแก่ธรรม
ธรรมสว่ นใดทที่ า่ นประพฤตไิ ดแ้ ลว้ ไมก่ ลบั กลายไมถ่ อยหลงั คอื กเิ ลส
สิ่งใดทีท่ ่านละได้ขาดแล้ว กเิ ลสส่ิงนัน้ ไมก่ ลบั มาเกิดอกี ได้ ทา่ นจึงได้
ชือ่ ว่า สุปฏปิ ันโน เหตุทีท่ ่านจดั เป็น สปุ ฏปิ นโฺ น ก็เพราะทา่ นปฏบิ ัติ
ศีล สมาธิ ปัญญา ให้ตรงตามพระอรยิ มรรค คือ มคั คสมังคี ให้องค์
มรรคทงั้ ๘ มพี รอ้ มขน้ึ ในตน จนเกดิ วปิ สั สนาปญั ญาเปน็ ญาณทสั สนะ
เพง่ นามรปู รจู้ กั เบญจขนั ธ์ เหน็ เปน็ ของไมเ่ ทยี่ ง เปน็ ทกุ ข์ เปน็ อนตั ตา
แลว้ คน้ หาเหตวุ า่ ทำ� ไมนามรปู เบญจขนั ธจ์ งึ เปน็ ของไมเ่ ทย่ี ง เปน็ ทกุ ข์
เป็นอนตั ตา มอี ะไรเปน็ เหตุ ก็จักเห็นว่าอวิชชาความทีไ่ มร่ จู้ ักนามรปู
เบญจขันธว์ า่ เปน็ คตขิ องสงั ขาร นี่เองเป็นตัวเหตุ ในทม่ี าต่างๆ ทา่ น
ก็แสดงอยู่ว่า สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา สังขารท้ังสิ้นไม่เท่ียง สพฺเพ
สงขฺ ารา ทกุ ขฺ า สงั ขารทง้ั สิ้นเปน็ ทุกข์ สพเฺ พ ธมมฺ า อนตตฺ า ธรรม
ท้ังส้ินเป็นอนัตตา นามรูปเบญจขันธ์น้ีเป็นสังขารธรรมแท้ จึงไม่
เท่ียง เป็นทุกข์ ส่ิงท่ีไม่เท่ียงเป็นทุกข์ สิ่งนั้นต้องเป็นอนัตตาแน่แท้
ส่วนอนัตตาในบทท้ายนี้ ท�ำไมจึงไม่พูดถึงสังขารเหมือน ๒ บท
ขา้ งตน้ เปน็ สพั เพ ธมั มา อนตั ตา ไป ในขอ้ นพ้ี งึ สนั นษิ ฐานใหเ้ ขา้ ใจวา่
~ 33 ~
ทา่ นประสงคจ์ ะใหแ้ บง่ ธรรมเปน็ ๒ คอื สงั ขารธรรม ๑ วสิ งั ขารธรรม ๑
ส่วนนามรูปเบญจขันธ์เป็นสังขารธรรมแท้ จึงเป็นอนิจจัง ทุกขัง
อนัตตา ครบทั้ง ๓ ประเภท ส่วนวิสงั ขารธรรมไมเ่ ปน็ อนิจจัง ไมเ่ ป็น
ทุกขงั เป็นแต่อนัตตาอยา่ งเดยี ว การท่แี สดงสงั ขารเปน็ ของไมเ่ ที่ยง
เป็นทุกข์ ธรรมทั้งสิ้นเป็นอนัตตา ตามในธรรมนิยามสูตรนั้น
ก็เป็นแต่สุตตันตเทศนา หาใช่ปรมัตถเทศนาไม่ เพราะเหตุนั้น
ให้พระโยคาวจรเจ้าทั้งหลาย แบ่งสกลกายน้ีออกเป็น ๒ ภาค คือ
ใหเ้ หน็ เปน็ สงั ขารธรรมภาค ๑ ใหเ้ หน็ เปน็ วสิ งั ขารธรรมภาค ๑ สว่ นใด
เปน็ สังขารธรรม ส่วนน้ันเป็นสมมตโิ วหาร สว่ นใดเป็นวสิ ังขารธรรม
ส่วนนั้นเป็นบัญญัติโวหาร เหมือนตัวอย่าง ดังผู้เห็นสกลกายนี้เป็น
สังขารธรรม คือเป็นนามรูปเบญจขันธ์เป็นต้น เป็นอัตตาเป็นตัว
เปน็ ตน ชื่อว่าสมมตโิ วหาร ถา้ ผเู้ ห็นสกลกายนไ้ี มใ่ ช่นามรปู ไมใ่ ช่
เบญจขันธ์ เป็นวิสังขารธรรมต่างหาก หมายเอาวิสังขารธรรมน้ัน
เป็นอตั ตา คอื เปน็ ตัวเป็นตน ช่อื วา่ บญั ญตั ิโวหาร สงั ขารธรรมกค็ ือ
สังขตธรรมน่ันเอง วิสังขารธรรมก็คืออสังขตธรรมน่ันเอง อย่าเห็น
อสังขตธรรมเป็นพระนิพพาน ให้เห็นเป็นคู่กันกับสังขตธรรมเท่านั้น
สว่ นอสงั ขตธรรมทเ่ี ปน็ พระนพิ านนน้ั ตอ้ งมอี กี นยั ๑ สำ� หรบั อรยิ มรรค
เปน็ ผชู้ ้ี แมถ้ งึ ในทมี่ าในอคั คปั ปสาทสตู ร ทา่ นกแ็ สดงไวว้ า่ สงขฺ ตา วา
~ 34 ~
อสงฺขตา วา วริ าโค เตสํ อคฺคมกฺขายติ ความวา่ บรรดาสังขตธรรม
ทง้ั หลายกด็ ี อสงั ขตธรรมทง้ั หลายกด็ ี ทา่ นกลา่ ววา่ วริ าคธรรมเปน็ ของ
เลศิ กวา่ ธรรมทง้ั หลายเหลา่ นนั้ ดงั น้ี ในสว่ นสงั ขตธรรมนนั้ ทา่ นแสดง
ไวว้ ่า อรโิ ย อฏฺ€งฺคิโก มคฺโค เตสํ อคฺคมกฺขายติ ความวา่ บรรดา
สงั ขตธรรมทงั้ หลาย พระอรยิ มรรคทงั้ ๘ เปน็ ของเลศิ กวา่ สงั ขตธรรม
ทัง้ หลายเหลา่ นั้น ดังนี้ ทย่ี กมาแสดงน้ี ประสงคจ์ ะใหร้ ูจ้ กั สงั ขตธรรม
และอสังขตธรรมเท่านั้น อสังขตธรรมหมายสภาพที่เป็นเอง ส่วน
สังขตธรรมนั้น หมายความปรุงแต่งสภาพท่ีเป็นเองนั้นๆ ให้เป็นไป
ตามความประสงคข์ องตนตลอดถงึ การสมมตขิ องทเี่ ปน็ เอง ใหเ้ ปน็ นน่ั
เปน็ นี่ กต็ กอยูใ่ นคติแหง่ สงั ขตธรรมนน่ั เอง
การแสดงมานี้ช้ีทางวิปัสสนาลักษณะไว้พอเป็นทางด�ำเนิน
ของท่านผู้มุ่งหวังต่อสัจจธรรมเท่าน้ัน ส่วนพระสงฆ์ผู้ทรงคุณ คือ
สุปฏิปันโน นั้น ท่านหมายผู้ปฏิบัติดีด้วย กาย วาจา ใจ คือ
ละสกั กายทิฏฐิ วิจิกจิ ฉา สีลัพพตปรามาส ไดแ้ ล้ว ชื่อวา่ สปุ ฏิปันโน
ผู้ปฏบิ ัตดิ แี ลว้ การละสักกายทิฏฐิน้ัน ถา้ แสดงตามนยั จฬู เวทลั ลสูตร
พระนางธรรมทินนาเถรีได้แสดงแก่วิสาขอุบาสก ท่านช้ีเบญจขันธ์
วา่ เปน็ สกั กายสมทุ ยั คอื เหน็ วา่ เบญจขนั ธเ์ ปน็ ตวั หรอื ตวั เปน็ เบญจขนั ธ์
หรอื เหน็ วา่ เบญจขนั ธอ์ ยใู่ นตวั หรอื ตวั อยใู่ นเบญจขนั ธ์ เปน็ ทฏิ ฐวิ ปิ ลาส
~ 35 ~
๒๐ ประการ เปน็ ตวั อตั ตานุทฏิ ฐิ เป็นสักกายสมุทยั ส่วนสักกาย-
นิโรธนั้น ท่านหมายเบญจขันธ์ดับ เพราะเบญจขันธ์เป็นแต่เพียง
สงั ขตธรรมเทา่ น้ัน เมื่อเหน็ อสงั ขตธรรมชัดขึน้ แลว้ สังขตธรรมก็ดับ
ไปเอง คือทิฏฐิ ๒๐ น้ันแหละดับไป ชื่อว่าเป็นผู้ละสักกายทิฏฐิได้
ส่วนวิจิกิจฉาน้ัน หมายความสิ้นสงสัยในอดีตอนาคตปัจจุบัน
คือรู้เท่าเบญจขันธ์ เห็นชัดว่าเบญจขันธ์เป็นสัญญาอดีตไม่มีจริง
ส่วนอนาคตก็เป็นของยังไม่มาถึงก็เป็นอันไม่มีจริง ท่ีมีที่เป็น
อนาคตนั้นก็คือสัญญาอดีตน่ันเอง ความจริงอดีตอนาคตฉายไป
จากปจั จุบนั น้ีเอง ชอื่ วา่ เปน็ ผสู้ น้ิ สงสัยทงั้ ใน ๓ กาล ชอ่ื ว่าเปน็ ผู้ละ
วิจิกิจฉาได้ ส่วนสีลัพพตปรามาสนั้น หมายความว่าเป็นผู้สิ้นสงสัย
ในศลี และวตั ร ไมต่ อ้ งลบู คลำ� วา่ อะไรหนอๆ คอื เชอื่ ตอ่ ไตรสกิ ขาทตี่ น
ไดป้ ระพฤตมิ าแล้ว ให้ส�ำเร็จเปน็ ผลขึน้ อย่างนี้ คำ� ท่วี า่ วัตรน้นั ก็คอื
ความประพฤติ ความท�ำของตนใหเ้ ป็นศลี เปน็ สมาธิ เป็นปัญญาข้นึ
นั้นเอง เช่ือศีลและวัตรในตัวของตนเอง ไม่ต้องเชื่อต่อศีลและ
วัตรภายนอกตัวออกไป ก็เป็นอันสิ้นสงสัยในพระพุทธ พระธรรม
พระสงฆ์ น่ันเอง ชื่อว่าเป็นผู้ละสีลัพพตปรามาสได้ ผู้ชักลูกศรคือ
กังวลท้ัง ๓ ประการน้ีออกจากใจเสียได้แล้ว ชื่อว่าเป็นผู้ตกกระแส
โลกตุ ตรธรรม จึงช่อื วา่ สุปฏิปันโนบุคคล
~ 36 ~
แสดงมาโดยยืดยาวในประเภทแห่งบุคคลจ�ำพวกเดียว
เพราะเห็นว่าเป็นบันไดข้ันต้น ถ้าก้าวขึ้นขั้นต้นได้แล้ว ข้ันต่อๆ
ข้ึนไปไม่ต้องแสดงให้มาก เพราะผู้ข้ึนขั้นต้นได้แล้ว ขั้นต่อๆ
ข้ึนไปจักรู้ด้วยตนเอง คือเดินทางตรงได้แก่ศีล สมาธิ ปัญญา
ไม่แวะเวียนไปสู่กามสุขัลลิกานุโยค อัตตกิลมถานุโยค เดินตรงต่อ
มัชฌิมาปฏิปทาไปทีเดียว ช่ือว่าเป็นอุชุปฏิปันโนบุคคล ก็คือตรงต่อ
พระนพิ พาน เพอื่ รู้พระนพิ พาน เหน็ พระนิพพาน จึงช่ือวา่ เป็นญาย-
ปฏิปันโนบุคคล เม่ือด�ำเนินถึงพระนิพพานได้แล้ว ได้ชื่อว่าสามีจิ-
ปฏิปันโนบุคคล คือเป็นบุคคลควรแก่สามีจิกรรม พระสงฆ์ท่านทรง
คณุ ๔ ประการ คือ ปฏบิ ัตดิ ี ปฏิบัติตรง ปฏบิ ัตเิ พื่อทำ� พระนิพพาน
ใหแ้ จง้ ปฏิบัตชิ อบย่ิง คอื บรรลพุ ระนิพพานไดแ้ ล้ว พระคณุ สมบัติ
ท้ัง ๔ ประการนี้ เป็นส่วนอัตตัตถประโยชน์ คือประโยชน์ตน
สว่ น ๕ บทเบอ้ื งปลาย แตอ่ าหเุ นยโยไป เปน็ ปรตั ถประโยชน์ คอื แสดง
คณุ ประโยชนเ์ กอ้ื กลู แกผ่ อู้ น่ื พระสงฆผ์ ทู้ รงคณุ ธรรมทง้ั ๔ ประการนนั้
ท่านจึงเป็นอาหุเนยโยเป็นต้น โดยนัยดังได้แสดงแล้วในเบ้ืองต้น
เม่อื พุทธบริษทั เข้าใจ คอื รูจ้ กั คณุ แห่งพระสงฆ์ เห็นวา่ พระสงฆ์ทา่ น
ทรงคณุ อยา่ งนๆี้ กจ็ ะเกดิ ความเชอ่ื ความเลอื่ มใสในพระสงฆ์ เปน็ เหตุ
บ�ำรุงทานศีลภาวนาของตนให้มีผลอันย่ิงใหญ่ไพศาลข้ึน และจะได้
~ 37 ~
ตรวจตนของตนว่า ตัวของเราได้ถึงคุณแห่งพระสงฆ์เพียงช้ันไหน
เพยี งชน้ั ศลี หรอื ชน้ั สมาธหิ รอื ชนั้ ปญั ญา เพยี งนกี้ เ็ ปน็ แตช่ นั้ กลั ยาณชน
เทา่ น้นั ถ้าถงึ ชั้นละสักกายทิฏฐิ วิจกิ ิจฉา สลี ัพพตปรามาส ไดแ้ ล้ว
ต้องเลื่อนช้ันเป็นอริยบุคคลขึ้น อริยบุคคล แปลว่า บุคคลไม่มีข้าศึก
คอื ตา หู จมกู ล้นิ กาย ใจ ของตนไม่เป็นขา้ ศกึ แก่ตน ปุถชุ นชือ่ ว่า
เปน็ คนมขี า้ ศกึ อยใู่ นตน คอื ตา หู จมกู ลน้ิ กาย ใจ ของตนเปน็ ขา้ ศกึ
แก่ตนเอง คือน�ำเอาทุกข์โทมนัสคับแค้นใจมาให้แก่ตนอยู่เนืองๆ
เมื่อตรวจดูคุณแห่งพระสงฆ์ ส่วนใดท่ีตนถึงตนได้แล้วก็ควรยินดี
ส่วนใดท่ียังไม่ได้ก็ควรรีบเร่งบ�ำเพ็ญให้เกิดให้มีข้ึน แต่นั้นก็จัก
มีแต่ความสุขส�ำราญรุ่งเรืองในพระพุทธศาสนา ดังวิสัชชนามา
ด้วยประการฉะน้.ี
~
~ 38 ~
กณั ฑท์ ่ี ๑
มงคลกถา
(๒๒ กรกฎาคม ๒๔๗๐)
อิทานิ อฏฺมีทิวเส สนฺนิปติตาย พุทฺธปริสาย กาจิ ธมฺมีกถา
กถิยเต. อเสวนา จ พาลานํ ปณฑฺ ิตานญจฺ เสวนา ปูชา จ ปูชนยี านํ
เอตมฺมงฺคลมุตตฺ มนฺติ.
ณ วนั นเ้ี ปน็ วนั อฏั ฐมดี ถิ ที ี่ ๘ คำ่� แหง่ กาฬปกั ข์ เปน็ วนั อนั พทุ ธบรษิ ทั
มาสันนิบาตประชุมกันเพื่อจะสดับตรับฟังพระธรรมเทศนาตาม
กาลนิยมในพระพทุ ธศาสนา เมอ่ื พรอ้ มด้วยสนั นิบาตประชมุ และได้
พร้อมใจกันกระทำ� บพุ พกิจ มไี หว้พระและสมาทานศลี เสรจ็ แล้ว ต่อน้ี
เป็นโอกาสท่ีจักฟังพระธรรมเทศนา พึงต้ังใจฟังด้วยดีให้ส�ำเร็จ
ประโยชนข์ องตน เวลาฟงั เทศนก์ จ็ งตง้ั ใจใหเ้ ปน็ หนงึ่ แน่ ระวงั อยา่ ให้
แสไ่ ปในที่อน่ื ทำ� ความรู้สกึ ให้เหมอื นทา่ นผ้เู ทศน์พดู กบั เราเฉพาะตวั
หรือใหเ้ หมือนเราพูดกบั ตัวเราเอง เม่อื ทา่ นแสดงโทษหรอื คณุ กิรยิ า
อาการที่ผิดธรรม ก็ให้เพ่งดูท่ีตนของเราให้รู้สึกว่าท่านแสดงให้เรา
เขา้ ใจความประพฤตขิ องตนทง้ั นนั้ ดว้ ยพทุ ธโอวาททงั้ สนิ้ พระพทุ ธเจา้
~ 39 ~
ทรงแสดง หมายสกลกายอันนี้เท่านั้น แล้วให้ก�ำหนดใจความไว้
จะไดเ้ ปน็ เหมอื นแผนที่สำ� หรับปฏบิ ัตติ ่อไป
ในพรรษาน้ีตั้งใจไว้ว่า จะแสดงมงคลกถาทุกวันพระไป ด้วย
แต่ก่อนมาในวันธรรมสวนะในพรรษา ๓ เดือน ได้แสดงพุทธคุณ
ธรรมคณุ สังฆคณุ ซ้�ำๆ ซากๆ กวา่ ๒๐ ปี จนพทุ ธบรษิ ทั ได้บันทึก
ลงไวเ้ ปน็ แบบแผน ได้พมิ พ์แจกจา่ ยสกู่ ันอ่านสกู่ ันฟงั สมควรจะเข้าใจ
คณุ พระรตั นตรยั ไดแ้ ล้ว
ในพรรษาน้ีจักแสดงมงคล ค�ำที่ว่ามงคลนั้น ก็คือคุณธรรม
เป็นเหตุให้ผู้ประพฤติปฏิบัติถึงความเจริญด้วยลาภและยศ มีความ
สุขกายสุขใจอยู่ทุกเมื่อ ตลอดถึงได้บรรลุโลกุตรธรรมเป็นท่ีสุด
จึงช่ือว่ามงคล ในมงคลนัน้ พระผูม้ พี ระภาคเจา้ ทรงอาศัยเทพดามา
ทลู ถามใหเ้ ปน็ เหตุ จงึ ทรงแสดงผกู เปน็ ฉนั ทภาค ๑๐ คาถา มมี งคล ๓๘
ประการ ลว้ นแต่ธรรมอันเปน็ แกน่ สาร ควรแก่พุทธบริษทั ท้งั คฤหัสถ์
และบรรพชิต จะพึงก�ำหนดจดจ�ำไว้ ส�ำหรับเป็นไม้เท้าด�ำเนินไปสู่
สุขสถานตามความสามารถปรารถนาของตนๆ ในการที่จะแสดง
มงคลนั้น จะยืนหลักตามพุทธภาษิตคาถาไว้เท่านั้น ส่วนอธิบายน้ัน
จะลงเอาไว้แตเ่ น้ือความ และประโยชนเ์ ป็นเกณฑ์ ให้เหมาะแกท่ ่จี ัก
~ 40 ~
ปฏิบัติตามได้เท่าน้ัน เพราะต้ังใจเทศน์วันละคาถา ในคาถาหน่ึงๆ
บรรจุมงคลไวถ้ ึง ๔-๕ ขอ้ ก็มี เพราะเหตนุ นั้ จะแสดงให้กวา้ งขวาง
ตามนัยอรรถกถา เวลาก็ไม่พอ จะแสดงให้ย่อตามนัยพุทธภาษิต
ความก็ไมก่ ระจ่างดี จะอธบิ ายพอให้ได้ใจความทุกมงคลไป
ในปฐมคาถาทย่ี กขน้ึ เปน็ อเุ ทศน้ี มมี งคล ๓ ประการ วา่ อเสวนา
จ พาลานํ การทไี่ มค่ บหาสมาคมคนพาลทง้ั หลาย ๑ ปณฑฺ ติ านญจฺ เสวนา
การคบหาสมาคมกบั บัณฑิตทัง้ หลาย ๑ ปูชา จ ปชู นยี านํ การบชู า
บุคคลผคู้ วรบชู า ๑ เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ ไตรพธิ ธรรมท้งั ๓ ประเภทน้ี
ลว้ นเปน็ มงคลอนั สงู สดุ แตล่ ะอยา่ งๆ มเี นอื้ ความยอ่ ตามนยั พทุ ธภาษติ
คาถาเพียงเท่านี้ บัดนจี้ กั อธิบายให้รจู้ กั คนพาลและบณั ฑติ และบุคคล
ผ้คู วรบูชาต่อไป
พาลศัพท์ ในบทว่า อเสวนา จ พาลานํ น้ี ทา่ นเรยี กว่าคนพาล
ในทน่ี ้ี ทา่ นหมายปัญญาทราม ปัญญาอ่อน มปี ัญญารกั ษาตนให้
พ้นจากกรรมอันเปน็ บาปไม่ได้ ชอ่ื ว่าคนพาล ทา่ นยกทุจรติ ทงั้ ๓ ขึ้น
ชเี้ ป็นตวั อย่าง คือ ท�ำช่ัวด้วยกาย ยงั ฆา่ สตั ว์ ลกั ทรัพย์ ประพฤติผิด
ในกาม อยา่ งใดอยา่ งหนงึ่ อยู่ ทำ� ชวั่ ดว้ ยวาจา ยงั กลา่ วคำ� เทจ็ คำ� หยาบ
ค�ำส่อเสียด ค�ำโปรยประโยชน์อยู่ ยังคิดช่ัวด้วยใจ คือมีเจตนาเพ่ง
~ 41 ~
อยากไดข้ องทเ่ี ขาหวงแหนโดยทางไถยจติ ยงั คดิ ประทษุ รา้ ยผกู ใจเจบ็
ในผูอ้ นื่ ยังเห็นผดิ คลองธรรมทีด่ ี เหล่านเ้ี ปน็ ธรรมไม่มปี ระโยชนอ์ ยู่
ทจุ ริตท้ัง ๓ นี้เปน็ นมิ ิตเครอื่ งหมายแหง่ คนพาล ถ้าผ้ปู ระพฤติเชน่ น้ัน
อยา่ คบเปน็ มติ รเปน็ สหาย ชอ่ื วา่ ไมค่ บคนพาล จดั เปน็ มงคลประการหนง่ึ
ปณฑฺ ิตานญจฺ เสวนา ให้คบแต่ท่านท่ีเป็นบัณฑติ ลักษณะแหง่
บณั ฑติ กต็ รงกนั ขา้ มกบั ลกั ษณะแหง่ คนพาล คอื ผปู้ ระพฤตสิ จุ รติ ดว้ ย
กายวาจาใจ มไี มฆ่ า่ สตั ว์ ไมก่ ลา่ วคำ� เทจ็ ไมล่ ะโมบโลภเอาของทา่ น
ผอู้ น่ื เปน็ ตน้ ชอ่ื วา่ บณั ฑติ ผใู้ ดรกั ษาตนใหพ้ น้ จากกรรมอนั เปน็ บาป
ไดเ้ ชน่ นน้ั ชอื่ วา่ บณั ฑติ ใหค้ บบคุ คลเชน่ นน้ั เปน็ มติ รสหาย เปน็ ครบู า-
อาจารย์ ชอื่ ว่าคบบัณฑิต เปน็ มงคลประการหนง่ึ
ในมงคล ๒ ประการนี้ ถ้าเล็งให้ได้ความชัดแล้ว ก็คือบุคคล
ผ้ลู ุอ�ำนาจแห่งความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นคนพาล ผู้ไม่ลุ
อำ� นาจแหง่ ความโลภ ความโกรธ ความหลง เปน็ บณั ฑติ การคบบคุ คล
ที่เป็นพาลเช่นนั้น ก็เป็นแต่คนพาลภายนอก ถึงจะคบก็ไม่เสียหาย
อะไรนกั บางบคุ คลถา้ เราไมค่ บ อาจจกั มโี ทษแกเ่ รากเ็ ปน็ ได้ เหน็ ความวา่
คนพาลภายนอกไมเ่ ปน็ ขอ้ สำ� คญั อะไรนกั ข้อสำ� คญั คนพาลภายใน
คือ ธัมมาธิษฐาน ได้แก่ ตัวของเราคบความโลภ ความโกรธ
~ 42 ~
ความหลง เขา้ ไวอ้ ยู่ ตวั ของเราคบทจุ รติ ทางกาย ยงั ฆา่ สตั ว์ ลกั ทรพั ย์
ประพฤติผิดในกามอยู่ คบทุจริตทางวาจา ยังกล่าวคำ� เท็จ คำ� หยาบ
คำ� สอ่ เสยี ด คำ� โปรยประโยชนอ์ ยู่ คบมโนทจุ รติ ยงั ละโมบโลภเอาของ
ท่านอยู่ ยังผูกใจเจ็บต่อผู้อ่ืนอยู่ ยังเป็นมิจฉาทิฏฐิเห็นผิดเป็น
ชอบอยู่ ถ้ายังประพฤติผิดอย่างน้ี ช่ือว่าคบคนพาลภายใน เมื่อขับ
คนพาลออกไปหมดแลว้ กเ็ ปน็ อนั คบบณั ฑติ คอื เปน็ ผไู้ มโ่ ลภ ไมโ่ กรธ
ไม่หลง น่ันเอง เปรียบเหมือนทางสองแพร่ง ถ้าเราไม่ไปทางซ้าย
ก็ไปทางขวาเท่านั้น ส่วนเคร่ืองหมายผู้เป็นบัณฑิตภายนอกก็คือ
ผไู้ มโ่ ลภ ไมโ่ กรธ ไมห่ ลง ผปู้ ระพฤตสิ จุ รติ ดว้ ยกายวาจานน่ั เอง หรอื
ผมู้ หี ริ ิโอตตปั ปะ อายต่อกรรมอันเปน็ บาป กลัวตอ่ กรรมอันเป็นบาป
เปน็ ผสู้ ดบั ตรบั ฟงั พทุ ธโอวาทมาก เปน็ ผปู้ รารภความเพยี ร จะใหส้ ำ� เรจ็
คุณความดีในเบื้องสงู อย่เู สมอ เป็นผรู้ ะวงั ตวั กลัวผดิ อย่เู สมอ เปน็ ผ้ใู ช้
ปัญญาความรอบคอบอยู่เสมอ ผู้ประพฤติเช่นนี้เป็นเคร่ืองหมายให้รู้
วา่ เปน็ บณั ฑติ การคบบณั ฑติ นน้ั กค็ อื การเขา้ หามาสู่ ถอื เปน็ ทเ่ี คารพ
ของตน ช่ือว่าคบบัณฑิต แต่การคบบัณฑิตภายนอกเช่นน้ันก็ดี
เปน็ มงคลนนั่ แหละ แตด่ ไี ดเ้ ปน็ บางคน ไมด่ ที ว่ั ไป สคู้ บบณั ฑติ ภายใน
ไม่ได้ บัณฑิตภายในน้นั กค็ ือความไม่โลภ ไม่โกรธ ไมห่ ลง นน่ั เอง
เป็นธัมมาธิษฐาน หรือความเป็นคนมีหิริโอตตัปปะ มีพาหุสัจจะ
~ 43 ~
วริ ยิ ารมั ภะ สตปิ ญั ญา หรอื ธมมฺ ญญฺ ู รธู้ รรม อตถฺ ญญฺ ู รอู้ รรถาธบิ าย
ของธรรม อตตฺ ญญฺ ู รตู้ นว่าตนต้ังอยใู่ นธรรมประเภทใด มตฺตญฺญู
รู้มาตรารักษาตนในธรรมประเภทน้ัน กาลญฺญู รู้กาลที่ควรแก่ตน
ปริสญฺญู รู้บริษัท ปุคฺคลญฺญู รู้บุคคลผู้ย่ิงและหย่อน ธรรมเหล่านี้
เป็นลักษณะของบัณฑิตภายใน ถ้าท�ำให้เกิดให้มีข้ึนในตน ช่ือว่า
คบบัณฑิตภายใน ถ้าใครคบได้ ดีทุกคน ไม่เลือกบุคคลช้ันไหน
เป็นมงคลอันสูงสุด ตามนัยพทุ ธภาษิตวา่ ปณฺฑติ านญจฺ เสวนา ดงั นี้
ในมงคลขอ้ ที่ ๓ ว่า ปชู า จ ปชู นียานํ ใหบ้ ูชาบุคคลผู้ควรบูชา
ทเี่ รยี กวา่ ปชู นยี บคุ คล คอื บคุ คลควรเคารพนบั ถอื นนั่ เอง จำ� แนกออกเปน็
หลายจำ� พวก มารดาบดิ าเปน็ ปูชนียะของบุตรและธิดา คนเฒ่าคนแก่
เป็นปูชนียะของผู้น้อยผู้หนุ่ม ผู้หนุ่มในสกุลเป็นปูชนียะของวงศ์ญาติ
ในสกุล พระราชาเป็นปูชนียะของปริชนอันอยู่ในพระราชอาณาจักร
ครูบาอาจารย์เป็นปูชนียะของศิษยานุศิษย์ พระรัตนตรัยเป็นปูชนียะ
ของพุทธบริษทั ที่ยกมาแสดงน้ี เพอื่ จะใหเ้ หน็ เปน็ ตวั อยา่ ง พึงถือเอา
เนื้อความว่า ผู้ที่ตนควรเคารพนับถือก็ต้องนับว่าเป็นปูชนียบุคคล
ของตนท่ัวไป ค�ำท่ีว่าปูชนียบุคคล ก็คือบุคคลที่ตนควรบูชา บัดน้ี
จักอธิบายการบูชาตอ่ ไป การบูชาเป็น ๒ คอื บชู าดว้ ยอามสิ ชื่อว่า
อามิสบูชา ประการ ๑ บูชาด้วยความประพฤติของตนให้ต้องตาม
~ 44 ~
ความประสงค์ของท่านเหล่าน้ัน ช่ือว่าปฏิบตั ิบชู า ประการ ๑ เหมอื น
อย่างบุตรและธิดา จะพึงบูชามารดาบิดาแห่งตนด้วยอามิส ก็จะต้อง
เล็งความประสงคข์ องมารดาบิดาวา่ ท่านตอ้ งประสงคอ์ ะไร ในปัจจยั
ทงั้ ๔ คอื ผา้ ส�ำหรบั นุ่งหม่ ใชส้ อย อาหารทจ่ี ะพึงบริโภค ที่อยูท่ อ่ี าศยั
และเครอ่ื งอปุ โภคสำ� หรบั ใชส้ อยตา่ งๆ และเภสชั วตั ถยุ าสำ� หรบั บำ� บดั โรค
หรือเงินทองท่ีเป็นมูลแห่งปัจจัย ให้ส่ิงของเหล่าน้ีตามประสงค์
ของท่าน ช่ือวา่ บชู าท่านด้วยอามสิ ถงึ แมใ้ นปูชนียบคุ คลประเภทอื่น
การท�ำอามิสบูชาก็พึงถือเอาเนื้อความโดยนัยอันเดียวกันนี้
ความเกื้อกูลอุดหนุนให้เป็นท่ีพอใจของท่านน่ันแล ชื่อว่าบูชาท่าน
ส่วนปฏิบัติบูชาน้ันได้แก่ ความประพฤติของตนให้ต้องตามความ
ประสงค์ของทา่ น แต่มารดาบดิ ามีหลายประเภท ถา้ ท่านจะประสงค์
ใหเ้ ราทำ� กรรมอนั เปน็ บาป เราจะไมท่ ำ� ตามกไ็ มม่ โี ทษ แตส่ ว่ นทท่ี า่ น
ประสงค์จะให้เราประพฤติดี มีการหาเลี้ยงชีพโดยสุจริตธรรม หรือ
มีประสงค์จะให้เราประกอบการกุศล มีทาน ศีล ภาวนา เป็นต้น
เราตอ้ งทำ� ตาม ถา้ ไมท่ ำ� ตามชอื่ วา่ เปน็ คนอกตญั ญู และจะตอ้ งอปุ ฏั ฐาก
คือหม่ันเข้ามาหาสู่รับภาระช่วยในกิจขัดข้องของท่านให้สำ� เร็จ และ
รกั ษาพยาบาลในเวลาปว่ ยไข้ สดุ แทจ้ ะทำ� ใหถ้ กู ใจของทา่ นดว้ ยความ
ประพฤติดีของตนนั่นแหละ ช่ือว่าบูชาท่านผู้ควรบูชาด้วยปฏิบัติบูชา
~ 45 ~
บรรดาบุคคลที่เราเคารพนับถือ ต้องบูชาท่านด้วยอามิสและปฏิบัติ
โดยนัยนี้ แต่สว่ นพระราชาและพระรตั นตรยั นั้นตอ้ งเปน็ พิเศษ
ส่วนพระราชานั้นเราต้องมีราชพลี คือเราต้องท�ำมาหากินโดย
ชอบธรรม ใหไ้ ดเ้ สยี สว่ ยสาอากร ชว่ ยบำ� รงุ พระราชทรพั ย์ เครอ่ื งบำ� รงุ
พระราชอาณาจกั รใหเ้ ปน็ อามสิ บชู า และฝกึ หดั ทรมานตนใหส้ มบรู ณ์
อย่ดู ว้ ยสุจรติ ธรรม ให้เปน็ พลเมอื งดี ได้ชือ่ ว่าปฏบิ ัติบูชาในพระราชา
มหากษัตริย์ หรือจะถือเอาความว่าบูชาประเทศอันตนได้พ่ึงพาอาศัย
มีความสุขก็ได้
แต่พระรัตนตรัยนั้น ผู้เป็นพุทธบริษัทจะต้องตั้งเคร่ืองสักการะ
ตามประทีปน้�ำมันและธูปเทียนในท่ีปูชนียสถาน มีพระพุทธรูปและ
พระเจดียเ์ ปน็ อาทิ น้อมใจอุทศิ ถวายพระพทุ ธ พระธรรม พระสงฆ์
ท่ีท่านล่วงลับไปแล้ว ให้มีอาการอย่างว่าท่านตั้งอยู่เฉพาะหน้า
เปน็ อนุสสตานุตตริยกศุ ล หากจะมีผ้คู ัดคา้ นว่า พระพุทธ พระธรรม
พระสงฆ์ ท่านเปน็ ผไู้ กลกเิ ลส ทา่ นจะมายนิ ดีดว้ ยเคร่อื งสักการะด้วย
เหตุอะไร เมื่อเราให้ของแก่ผู้ไม่ชอบ คือผู้ไม่ยินดีรับ เราจะได้ผล
อะไร? ดงั น้ี พงึ ช้ีให้เขา้ ใจว่า การทีท่ �ำสักการะในปูชนียสถานเชน่ นี้
เปน็ เครอื่ งเชดิ ชบู ำ� รงุ นำ้� ใจของตนใหส้ ะอาดผอ่ งใส แมผ้ อู้ นื่ ไดม้ าเหน็
~ 46 ~
ก็เปน็ เหตุให้เกิดความยินดี น่ันแหละ เป็นบญุ เปน็ กุศล ส่วนพระพทุ ธ
พระธรรม พระสงฆ์ ทา่ นจะยินดหี รอื ไมย่ นิ ดี ข้อนั้นไม่เป็นประมาณ
เปรียบเหมือนท่ีนาท่ีสวน ถ้าท่ีนั้นเป็นที่ดี เราก็รู้ว่าท่ีนั้นเป็นที่ดี
เรากล็ งมอื ทำ� นาทำ� สวนในทนี่ น้ั พนื้ ทใี่ นสถานทน่ี นั้ จะยนิ ดกี บั ดว้ ยเรา
ก็ตาม หรอื จะไม่ยนิ ดีกบั ดว้ ยเรากต็ าม ผลทเี่ ราปรารถนาคงจะสำ� เร็จ
เต็มท่ีไมต่ ้องสงสยั พงึ เห็นเน้อื ความตามนยั น้ี สว่ นนวี้ า่ ดว้ ยอามสิ บชู า
ในพระรัตนตรัย
ส่วนปฏิบัติบูชาในพระรัตนตรัยนั้น ต้องหมายศรัทธาความเช่ือ
เป็นใหญ่ คือเชื่อกรรมเชื่อผลของกรรม เช่ือว่าท�ำดีได้ดีท�ำชั่วได้ช่ัว
เช่ือแน่นอนวา่ กรรม คือความท�ำดีทำ� ช่วั เปน็ ผแู้ ตง่ สัตวใ์ หไ้ ด้ประณตี
และเลวทรามต่างกัน เชื่อแน่ว่าศีลสมาธิปัญญาเป็นทางด�ำเนินของ
พระอริยเจ้าท้ังหลาย และเช่ือว่าตนเป็นผู้สามารถคนหนึ่งพอท่ีจะ
ด�ำเนินให้ศีลสมาธิปัญญาเต็มรอบได้ เมื่อมีความเช่ือแน่ฉะน้ีแล้ว
ก็ตง้ั ใจรักษาศีลตามพระวนิ ัยบญั ญตั ิ เวน้ ขอ้ หา้ ม ท�ำตามข้ออนุญาต
แล้วบำ� เพญ็ ศีลสมาธแิ ละปญั ญาใหส้ ะอาดขนึ้ ทกุ ที กจิ วัตรอันใดควร
แกต่ นกม็ ไิ ดเ้ ลกิ ละทอ้ ถอย มไี หวพ้ ระสวดมนตภ์ าวนาเปน็ ตน้ อตุ สาหะ
ท�ำให้เต็มทท่ี กุ อย่างไป ผทู้ บ่ี ริบูรณด์ ว้ ยศลี และวัตรอยา่ งนี้ ชื่อว่าเป็น
ผู้กระทำ� ปฏบิ ตั ิบูชาในพระรัตนตรัย
~ 47 ~
ส่วนสมมติสงฆ์ทุกวันน้ี ก็นับว่าเป็นปูชนียบุคคลของพุทธบริษัท
อกี ประเภทหนึ่ง พุทธบริษทั จะต้องบูชาด้วยอามิสและปฏบิ ัตเิ ป็นพิเศษ
อีกส่วนหน่งึ ด้วยพระสมมติสงฆ์ทา่ นเป็นผู้นำ� พระรตั นตรยั มาให้เรา
ไดพ้ บไดเ้ หน็ พระพทุ ธคณุ คอื ปญั ญาคณุ เครอ่ื งตรสั รขู้ องพระพทุ ธเจา้
พระสงฆ์ท่านได้เล่าเรียนจ�ำทรงมาแล้ว พุทธโอวาททั้งสิ้นชื่อว่า
พระธรรม พระสงฆท์ า่ นไดท้ รงไวแ้ ลว้ ตนของทา่ นเองกเ็ ปน็ สปุ ฏปิ นโฺ น
ผู้ปฏิบัติดี อุชุปฏิปนฺโน ผู้ปฏิบัติตรง ายปฏิปนฺโน ผู้ปฏิบัติเพ่ือ
ความรู้ยิ่ง สามจี ปิ ฏปิ นฺโน ผู้ปฏบิ ัติชอบยง่ิ คือ ออกจากเรอื นได้แลว้
ควรจะเป็น อาหุเนยฺโย ปาหุเนยฺโย ทกฺขิเณยฺโย อญฺชลีกรณีโย
อนุตฺตรํ ปุญฺกฺเขตฺตํ โลกสฺส แทนพระอริยสงฆ์ได้ ผู้ท่ีมีศรัทธา
เลอื่ มใสในพระสมมตสิ งฆ์ ไดถ้ วายปจั จยั ลาภทงั้ ๔ คอื จวี ร บณิ ฑบาต
เสนาสนะ คิลานเภสัช หรือถวายดอกไม้ธูปเทียนแก่ท่าน ก็ช่ือว่าได้
กระท�ำอามิสบูชา ผู้ปฏิบัติตามโอวาทค�ำสอนของท่าน ก็ชื่อว่าได้
กระท�ำปฏบิ ตั บิ ูชาในพระสมมติสงฆ์ การที่ไดบ้ ชู าในพระสมมติสงฆ์
ก็เป็นอันชื่อว่าได้บูชาในหมู่พระอริยสงฆ์เหมือนกัน เพราะท่านเป็น
ผแู้ ทนพระอรยิ สงฆ์ แตน่ น่ั แหละ ธรรมดาผฉู้ ลาด จะทำ� นาทำ� สวนตอ้ ง
ดูพื้นท่ี ถ้าพ้ืนท่ีดี ต้นไม้ต้นหญ้าในต�ำบลนั้นมันบอก ถ้าต�ำบลใด
ต้นไม้ต้นหญ้างาม ให้ท�ำเถอะเป็นได้ผล ถ้าต้นไม้ต้นหญ้าไม่งาม
~ 48 ~
ไปทำ� ลง ถงึ จะไดผ้ ลกค็ งไมเ่ ตม็ มรรคเตม็ ผล พงึ เขา้ ใจบคุ คลผคู้ วรบชู า
โดยนยั ทบี่ รรยายมานี้ ถา้ บชู าในบคุ คลผคู้ วรบชู าถกู ตอ้ งตามลกั ษณะ
นน่ั แลว้ ยอ่ มเปน็ มงคล คอื จกั อยเู่ ยน็ เปน็ สขุ ทง้ั ปจั จบุ นั และสมั ปรายภพ
สมดงั พทุ ธภาษติ วา่ ปชู า จ ปชู นียานํ เอตมมฺ งฺคลมตุ ตฺ มํ ดงั นี้ ไดแ้ สดง
มงคลทัง้ ๓ คอื การไมค่ บคนพาล ๑ การคบบณั ฑติ ๑ การบชู าใน
บุคคลผู้ควรบูชา ๑ ในปฐมคาถาพอได้ใจความเพียงเท่านี.้
~
~ 49 ~