ความประสงคอ์ ย่างเดียวกัน แต่การงานตา่ งกันอย่างนี้ ในการงาน
ทงั้ หลายทท่ี ำ� นน้ั เปน็ บาปกม็ ี ไมเ่ ปน็ บาปกม็ ี เปน็ บาปตรงกม็ ี เปน็ บาป
โดยทางอ้อมก็มี การงานเป็นบาปตรงน้ัน เหมือนอย่างการงานไป
ฆ่าสัตว์ลักฉ้อโกงเอาของท่านดังนี้เป็นตัวอย่าง การงานท่ีเป็นบาป
โดยทางอ้อมนน้ั คือตวั การงานน้นั ไม่เปน็ บาป เปน็ การงานบริสทุ ธ์ิ
เหมอื นการทำ� นาทำ� สวน การคา้ ขาย เหลา่ นเี้ ปน็ การงานทไ่ี มเ่ ปน็ บาป
แตเ่ ปน็ บาปโดยทางออ้ มคอื ทำ� โดยเจตนาโกง ดงั ทำ� นาทำ� สวนกข็ ฉี้ อ้
เอาเขตนาเขตสวนของเขา ลกั เอาขา้ วกลา้ พชื พนั ธข์ุ องเขามาปลกู ใสน่ า
ใส่สวนของตน คา้ ขายกม็ ีเจตนาโกงท�ำของปลอมบา้ ง ของราคาถูก
ว่าราคาแพง หรือโกงด้วยตาชั่งตราชูบ้าง มีประเภทต่างๆ อย่างนี้
ช่ือว่าการงานเป็นบาปโดยทางออ้ ม ใหต้ ดั สินดว้ ยเจตนา ถา้ เจตนา
บริสุทธิ์ ไม่คิดเบียดเบียนผู้อื่นและสัตว์อื่นให้ได้รับความเดือดร้อน
เป็นการงานไม่เป็นบาป ถ้าการงานมีเจตนาให้ผู้อ่ืนและสัตว์อื่น
เดอื ดรอ้ น การงานเช่นนัน้ เป็นบาป
การงานทเ่ี ปน็ บาปนเี้ ปน็ อปั มงคล จะนำ� ความทกุ ขค์ วามเดอื ดรอ้ น
มาให้ แม้ได้ข้าวของเงินทองมาด้วยการงานอันเป็นบาปน้ัน ชื่อว่า
ได้มาโดยไม่ชอบธรรม สิ่งใดท่ีท�ำมาหาได้โดยไม่ชอบธรรม ชื่อว่า
ไดม้ าดว้ ยบาป ถา้ อปุ โภคบริโภคส่งิ ทเ่ี ปน็ บาปเช่นนั้น ตวั ก็กลายเปน็
~ 100 ~
คนบาปไป ดว้ ยรา่ งกายเป็นอยู่ไดด้ ว้ ยปัจจยั ๔ ถา้ ปัจจยั ๔ เปน็ บาป
ตัวก็เป็นบาปไปเท่านั้น เหมือนอย่างร่างกายเป็นอยู่ด้วยอาหาร
ถา้ อาหารเปน็ บาป รา่ งกายกเ็ ปน็ บาปไปเทา่ นน้ั ถา้ รา่ งกายเปน็ บาปแลว้
ใจก็ต้องเป็นบาป เม่ือร่างกายจิตใจเป็นบาปเช่นน้ัน ได้ส่ิงใดมาก็
จกั กลายเปน็ บาปตามกนั ไปหมด โดยทสี่ ดุ ไดล้ กู หลานมากเ็ ปน็ ลกู บาป
หลานบาป จะเป็นคนวา่ ยากสอนยาก เปน็ คนอกตญั ญู นำ� แตค่ วาม
เดอื ดรอ้ นมาให้ การงานทเ่ี ปน็ บาปนน้ั จงึ ชอ่ื วา่ อปั มงคล ใหง้ ดเวน้ เสยี
ใหท้ ำ� แตก่ ารงานทไ่ี มเ่ ปน็ บาป คอื การงานทไ่ี มม่ เี จตนาทจี่ ะเบยี ดเบยี น
ผอู้ ื่นและสัตว์อ่ืน ทำ� สิง่ ใดก็ตง้ั ใจทำ� โดยความบรสิ ุทธ์ิ ถ้าไดข้ า้ วของ
เงินทองมาด้วยความบริสุทธิ์ ช่ือว่าได้มาโดยชอบธรรม จะอุปโภค
บรโิ ภคกล็ ว้ นแตเ่ ปน็ บญุ ทง้ั สนิ้ แมร้ า่ งกายจติ ใจทอ่ี บรมใหเ้ ปน็ ไปดว้ ย
บญุ เชน่ นนั้ แม้จะได้สิ่งใดมาโดยท่สี ดุ แต่ได้ลกู ได้หลาน ก็ล้วนแต่เปน็
ลูกบญุ หลานบญุ จะเป็นคนว่าง่ายสอนง่ายเฉลยี วฉลาด เป็นคนตง้ั อยู่
ในกตญั ญกู ตเวที นำ� แตค่ วามสขุ สำ� ราญมาโดยสว่ นเดยี ว การงดเวน้
จากกรรมอันเป็นบาปจึงชอื่ ว่าเป็นมงคลประการ ๑
มงคลท่ี ๒ ในฉัฏฐมคาถาท่ี ๖ นี้วา่ มชชฺ ปานา จ สญฺ โม
การระวังจากการดื่มน�้ำเมา เป็นมงคลอันสูงสุดดังน้ีนั้น อธิบายว่า
น้�ำเมาได้แก่สุราและเมรัย สุราได้แก่เหล้าที่เขากลั่นแล้วมีฤทธ์ิกล้า
~ 101 ~
จะท�ำด้วยวัตถุอะไรก็ตาม ถือเอารสที่เมาเป็นประมาณ ช่ือว่าสุรา
เมรัยน้ันได้แก่เหล้าที่เขายังไม่กลั่น หรือเขาไม่ต้องกล่ัน ที่เขาหมัก
เขาดองให้เกิดมีรสเมาข้ึนแล้ว ดังน�้ำตาลเมาเป็นตัวอย่าง ฤทธ์ิอ่อน
แต่เมาเหมือนกัน ชื่อว่าเมรัย สุราและเมรัยน้ีมีมากอย่างนับไม่ถ้วน
ให้ถือเอาความเมามึนท�ำให้ผู้ด่ืมเสียสติ เป็นคนวิกลจริตไปเป็น
ประมาณ คนผู้ดื่มสุราและเมรัยน้ันมีโทษมาก ท่านพรรณนาไว้
หลายประการ ในทนี่ จี้ ะแสดงไวพ้ อไดใ้ จความ คอื ธรรมดาของมนษุ ย์
ทั่วโลก โดยปกติเป็นคนเมาอยู่แล้ว คือเมาต่อวัย ไม่รู้สึกว่าตัวแก่
อยู่ทุกวัน เมาต่อความไม่มีโรค เข้าใจว่าตัวหาโรคาอาพาธมิได้
เมาตอ่ ชีวติ ไม่รู้สึกวา่ ชวี ิตส้ินไปทุกวัน ความเมาทงั้ ๓ น้ีเป็นประธาน
ต่อไปความเมาทเ่ี ป็นบริวารกม็ ีมานบั ไม่ถว้ น คือเมามเี มาจน เมาได้
เมาเสีย เมาสุขเมาทุกข์ เป็นต้น สุดแท้แต่มีสิ่งใดก็เมาในสิ่งน้ัน
จะพรรณนาไม่มีท่ีส้ินสุด เป็นความเมาท่ีมีประจ�ำอยู่เต็มท่ีด้วยกัน
ทุกคนแล้ว ซ�้ำไปหาเอาของเมามาเติมเข้าอีก ก็เป็นคนวิกลจริตไป
เทา่ นัน้
น้�ำเมาเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดโรคต่างๆ และเป็นเหตุให้เสีย
ยุติธรรม และเป็นเหตุใหย้ ากใหจ้ นใหเ้ สียโภคทรัพย์ และเป็นเหตุให้
คนดูหม่ิน วาจาไมศ่ กั ดิ์สิทธ์ิ โทษมมี าก การดื่มน้�ำเมาชอ่ื วา่ ทำ� กรรม
~ 102 ~
ท�ำเวรใส่ตน ท่านจงึ นบั เข้าไว้ในเวร ๕ เพราะเหตนุ นั้ การดืม่ น้ำ� เมา
และตง้ั ใจจะดมื่ ใหเ้ มา จงึ ชอื่ วา่ เปน็ อปั มงคลโดยแท้ ถา้ ดม่ื เพยี งเปน็ ยา
หรือดื่มเพยี งเปน็ มงคลกห็ าโทษมิได้ เพราะเหตนุ ั้นท่านจงึ แสดงไวว้ ่า
สญฺ โม ให้ระวงั ถงึ จะดมื่ โดยฐานะทีไ่ ม่มโี ทษกใ็ หร้ ะวงั ถ้าขาด
ความระวงั กค็ อื ขาดสติ ถา้ ดื่มโดยไมม่ สี ติ จะหลงจะเพลนิ ไป เพราะ
นิสัยเดมิ เปน็ คนเมาอยู่แลว้ การระวงั ไม่ดื่มเสียทเี ดียวเป็นการชอบย่ิง
ด้วยทางพระพุทธศาสนา พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสรรเสริญสติว่า
มีคุณมาก เป็นอุปการะอุดหนุนการงานได้ทุกหน้าท่ีตลอดถึงทาง
มรรคผลนพิ พาน กต็ อ้ งอาศยั สติ ถ้าขาดสติ สมาธกิ ต็ ัง้ ไมไ่ ด้ ถา้ ขาด
สมาธิ วิปัสสนาปัญญากเ็ กิดไม่ได้ ถา้ ขาดสงั วรคอื สัญญมะ ก็ขาดสติ
เพราะเหตุน้�ำเมาเป็นเหตุให้เสียสติ จึงให้ระวังการด่ืมน�้ำเมา คือ
ไม่ดื่มนั่น น่ันแหละจึงชื่อว่า มชฺชปานา จ สญฺโม เป็นมงคล
อนั สงู สดุ ประการ ๑
มงคลข้อที่ ๓ ในฉัฏฐมคาถานี้ว่า อปฺปมาโท จ ธมฺเมสุ
ความไมป่ ระมาทในธรรมทงั้ หลายเปน็ มงคลอนั สงู สดุ ดงั นี้ อธบิ ายวา่
คำ� ทว่ี า่ ธรรมทง้ั หลายกนิ ความกวา้ งมาก บาปกช็ อื่ วา่ ธรรม บญุ กช็ อื่ วา่
ธรรม ไม่ใช่บาปไม่ใช่บุญก็ชอื่ ว่าธรรม ทา่ นแจกประเภทแหง่ ธรรม
ท้ัง ๓ นั้นไวใ้ นคมั ภีรพ์ ระอภธิ รรม มีถงึ ๕๒ ดวง ฝา่ ยบาปธรรมให้
~ 103 ~
ชอื่ วา่ อกศุ ลเจตสกิ ๑๔ ดวง ฝา่ ยกศุ ลนนั้ ใหช้ อื่ วา่ โสภณเจตสกิ ๒๕ ดวง
ฝ่ายไม่ใช่บาปไม่ใช่บุญนั้นให้ชื่อว่าอัญญสมานาเจตสิก ๑๓ ดวง
ที่ท่านแสดงไว้เพียงเท่าน้ันก็พอให้เป็นตัวอย่างเท่าน้ัน ถ้าจะน�ำมา
แสดงในที่น้ีเวลาไม่พอ พึงให้เข้าใจไว้ว่าธรรมท้ังหลายเหล่าน้ัน
กินความกว้างเท่าน้ัน และพึงเข้าใจไว้อีกช้ันหน่ึง ค�ำที่ว่าธรรม
ทงั้ หลายนนั้ ทา่ นหมายคณุ ธรรม คอื คณุ ของธรรม ตวั ธรรมนนั้ ไดแ้ ก่
สภาวธรรม คือสกลกายของเรานี้เองชื่อว่าธรรม มีอันเดียวเท่าน้ัน
ที่ว่า เอโก ธมฺโม ธรรมเอก ธรรมไม่มีคู่ ส่วนธรรมท้ังหลายน้ัน
เป็นลักษณะหรือเป็นอาการ ธรรมประเภทใดมีขึ้นท่ีสกลกายท่ีเป็น
สภาวธรรมนี้ จึงรอ้ งเรยี กสกลกายที่เป็นสภาวธรรมน้ไี ปตามลักษณะ
อาการแห่งประเภทธรรมนั้นๆ ธรรมทั้งหลายเหล่าน้ันจึงชื่อว่า
คุณธรรม พึงเข้าใจตัวอย่างดังนี้ สกลกายของเรานี้เป็นสภาวธรรม
สัมปยุตด้วยบาปก็ชื่อว่าอกุศลธรรม ถ้าสัมปยุตด้วยบุญก็ช่ือว่า
กุศลธรรม ถ้าไม่สัมปยุตด้วยบาปด้วยบุญ ก็ชื่อว่าอัพยากตธรรม
ลงสู่สภาวธรรม ความเป็นกลางนั่นเอง ถ้าสัมปยุตด้วยศีล ก็ช่ือว่า
ศีลธรรม ถ้าสัมปยุตด้วยสมาธิและปัญญา ตลอดถึงมรรคธรรม
ผลธรรม นิพพานธรรม ก็เรียกไปตามคุณธรรมน้ันๆ พึงเข้าใจว่า
ธรรมมอี นั เดียวเท่าน้ี แตค่ ุณธรรมมีมาก ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขนั ธ์
~ 104 ~
คำ� ทวี่ า่ อปปฺ มาโท ความไมป่ ระมาทนน้ั หมายความตง้ั ใจ เราจะ
ประพฤตธิ รรมประเภทใดทเ่ี หน็ วา่ เราจกั เปน็ ผสู้ ามารถประพฤตธิ รรม
ประเภทน้ีได้ ก็ตั้งใจรักษาไม่เลินเล่อไม่ปล่อยสติ ระวังตนอยู่เสมอ
ชอื่ วา่ ไมป่ ระมาท เหมอื นอยา่ งเราสามารถจะรกั ษาศลี ๕ ศลี ๘ ศลี ๑๐
ศีลพระปาฏิโมกข์ ก็ต้ังใจระวังรักษาใจของตนอยู่เสมอ ไม่ให้ศีล
เศรา้ หมอง อยา่ งนช้ี อื่ วา่ ไมป่ ระมาทในศลี ธรรม ถา้ เหน็ วา่ ตนสามารถ
จะท�ำสมาธิได้ ก็ต้ังใจเจริญสมถวิปัสสนา ท�ำสมาธิให้เกิดให้จนได้
ถ้าได้แล้วก็ต้ังใจรักษา ท�ำให้เกิดวสี อย่าให้เส่ือมทรามไปได้
อย่างนี้ชื่อว่าไม่ประมาทในสมาธิธรรม ตลอดข้ึนไปถึงมรรคผล
นิพพาน ก็ให้ถือเอาตามนัยนี้ ท่ีแสดงมาเป็นตัวอย่างนี้เป็นฝ่าย
กศุ ลธรรม ฝา่ ยอกศุ ลธรรมกต็ อ้ งไมป่ ระมาทเชน่ เดยี วกนั เหมอื นโลภะ
โทสะ โมหะ กช็ อ่ื วา่ โลภธรรม โทสธรรม โมหธรรม เปน็ อกศุ ลธรรม
ถ้าเราเห็นโทษแล้วเราก็ตั้งใจระวังรักษาความไม่โลภ ตั้งใจรักษา
ความไมโ่ กรธ รกั ษาความไมห่ ลง ดว้ ยศลี สงั วรบา้ ง ดว้ ยอนิ ทรยี สงั วร
บ้าง ด้วยขันติสังวรบ้าง ด้วยสติสังวรบ้าง ด้วยญาณสังวรบ้าง
สดุ แท้แตข่ ม่ ไม่ใหค้ วามโลภ ความโกรธ ความหลงตงั้ ขนึ้ ได้ อยา่ งน้ี
ชอื่ วา่ ไมป่ ระมาทในโลภธรรม ในโทสธรรม ในโมหธรรม ฝา่ ยอกศุ ล-
ธรรมกถ็ อื เอาลกั ษณะเชน่ นีเ้ ปน็ ตัวอยา่ งทัว่ ไป
~ 105 ~
อธิบายว่า เมื่อเราจะท�ำให้กุศลธรรมเจริญขึ้นก็ต้องอาศัยความ
ไม่ประมาท เราจะยังอกุศลธรรมให้เสื่อมสูญไปก็ต้องอาศัยความ
ไมป่ ระมาท อปั ปมาทธรรมนจ้ี งึ ชอ่ื วา่ เปน็ ทรี่ วมแหง่ ธรรมทง้ั สนิ้ ถงึ แม้
การงานทป่ี ระพฤตกิ นั อยใู่ นโลกทกุ วนั น้ี กต็ อ้ งอาศยั ความไมป่ ระมาท
เหมอื นกนั จะเวน้ เสยี ไมไ่ ดท้ กุ หนา้ ท่ี เหมอื นอยา่ งการปกครองประเทศ
บ้านเมืองหรือหมู่คณะ ก็ต้องพ่ึงความไม่ประมาทเหมือนกัน ถึงแม้
การท�ำมาหากินจะต้ังเป็นบริษัทหรือท�ำโดยเอกชนก็ตาม ก็ต้องพึ่ง
อาศัยความไม่ประมาทจึงจะเป็นผลส�ำเร็จได้ ตลอดถึงการศึกษา
เล่าเรียนสรรพวิชาศิลปศาสตร์ท้ังหลาย จะยกเว้นอัปปมาทธรรม
ไมไ่ ด้เลย แม้ทสี่ ดุ การบรหิ ารรา่ งกายของพวกเราท้งั หลาย กต็ ้องพ่งึ
ความไมป่ ระมาท ระวังการกนิ การนอน ระวงั อิริยาบถทง้ั ๔ ใหพ้ อ
สมควรแกก่ นั ตอ้ งคอยสงั เกตรา่ งกายของตน จะมโี รคอะไรบงั เกดิ ขนึ้
รบี แกไ้ ขเสยี แตต่ น้ มอื โรคบางอยา่ งถา้ ทงิ้ ไวช้ า้ ไมม่ ที างทจี่ ะรกั ษาได้
ที่แสดงมาน้ี ประสงค์จะให้เห็นคุณของอัปปมาทธรรม คือความ
ไม่ประมาท เป็นธรรมอันประเสริฐ ควรพุทธบริษัทจะบ�ำรุงให้มีข้ึน
ในตน จะเปน็ ผลสำ� เรจ็ ตามปรารถนาทกุ ประการ อปปฺ มาโท จ ธมเฺ มสุ
ความไม่ประมาทในธรรมทั้งหลาย จึงนับว่าเป็นมงคลอันสูงสุด
ประการ ๑ ดว้ ยประการฉะน้ี
~ 106 ~
ได้แสดงมงคล ๓ ประการ ในฉฏั ฐมคาถาน้ี คือ อารตี วิรตี
ปาปา การงดเว้นจากกรรมอันเป็นบาป ๑ มชฺชปานา จ สญฺโม
การระวังจากการดม่ื นำ�้ เมา ๑ อปฺปมาโท จ ธมฺเมสุ การไมป่ ระมาท
ในธรรมทั้งหลาย ๑ เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ แต่ละอย่างล้วนเป็นมงคล
อันสูงสุด ควรพุทธบริษัทจะมนสิการตรวจตรองพิจารณาดูในตน
ถา้ มงคลใดยงั บกพรอ่ งกร็ บี เรง่ ทำ� ใหม้ ขี นึ้ สว่ นใดทม่ี อี ยแู่ ลว้ กอ็ ตุ สาหะ
รกั ษาให้มน่ั คงหรอื ใหเ้ จริญขึ้น ถา้ ประพฤตไิ ดเ้ ช่นน้นั ก็จักได้ประสบ
แต่อิฏฐผลอันตนต้องประสงค์ ดงั วสิ ัชนามาดว้ ยประการฉะน.้ี
~
~ 107 ~
กัณฑท์ ี่ ๗
มงคลกถา
(๔ กนั ยายน ๒๔๗๐)
อิทานิ อฏฺมีทิวเส สนฺนิปติตาย พุทฺธปริสาย กาจิ ธมฺมีกถา
กถิยเต. คารโว จ นิวาโต จ สนฺตุฏฺี จ กตญฺญุตา กาเลน
ธมฺมสฺสวนํ เอตมฺมงฺคลมุตฺตมนฺติ อิมสฺส ธมฺมปริยายสฺส อตฺโถ
สาธายสมฺ นฺเตหิ สกกฺ จจฺ ํ โสตพฺโพต.ิ
ณ วันน้ีเป็นวันอัฏฐมีดิถีที่ ๘ ค่�ำแห่งสุกกปักข์ เป็นวันอัน
พทุ ธบรษิ ทั มาสนั นบิ าตประชมุ กนั เพอื่ ประกอบการกศุ ลอนั จกั เปน็ ทพี่ งึ่
แก่ตนได้ พร้อมกนั ยกข้ึนซงึ่ ดอกไม้ธูปเทยี นเคร่ืองสกั การะถวายบชู า
พระรัตนตรัยส�ำเร็จในส่วนอามิสบูชาแล้ว และได้ไหว้พระสวดมนต์
สมาทานศีล ๕ ศีล ๘ ซึ่งเป็นส่วนปฏิบัติบูชา ส�ำเร็จบุพพกิจใน
เบื้องตน้ แล้ว บัดน้ีเปน็ โอกาสทจี่ ักฟังพระธรรมเทศนาต่อไป
ให้พุทธบริษัทต้ังใจปลูกศรัทธาความเช่ือความเล่ือมใสของตน
ให้ม่ันในคุณพระรัตนตรัย ด้วยพระพุทธศาสนาต้ังขึ้นในโลก
~ 108 ~
และได้รับเป็นมรดกสืบๆ กันมา นับแต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จ
ดับขันธปรินิพพานมาได้ ๒๔๗๐ ปีแล้ว ถ้านับแต่พระองค์ตรัสรู้
ทรงประกาศพระพุทธศาสนามีพระชนม์อยู่ ๔๕ ปีประสมเข้าด้วย
ตอ้ งนบั วา่ พระพทุ ธศาสนากาลลว่ งแลว้ ๒๕๑๕ พรรษา เปน็ กาลยดื ยาว
ไมใ่ ช่เลก็ น้อยและเปน็ ของนา่ อัศจรรย์ เพราะมิได้รกั ษาใหพ้ ระพทุ ธ-
ศาสนาเป็นมาด้วยอ�ำนาจอาชญา ไม่ได้รักษาป้องกันด้วยศัสตราวุธ
เป็นแต่พุทธบริษัทรับเป็นมรดกศาสนทายาทสืบๆ กันมาเท่านั้น
พระพุทธโอวาทยังบริบูรณ์ดี ไม่มีส่วนใดบกพร่อง ยังบกพร่องอยู่
แตภ่ ิกษณุ ีสงฆ์เท่านน้ั
ข้อท่ีภิกษุณีสงฆ์สาบสูญไปน้ัน จะเป็นด้วยพระผู้มีพระภาคเจ้า
ผู้มีอนาคตังสญาณทรงเห็นประโยชน์เพียงน้ัน แล้วทรงส่ังไว้ว่า
ถ้าพระศาสนาล่วงไปถึงเท่าน้ันๆ ปี ให้พระเถรานุเถระประชุมกัน
ประกาศเลกิ ถอนพระภกิ ษุณสี งฆเ์ สีย อย่าให้มีต่อไป อยา่ งนี้ก็เป็นได้
ข่าวภิกษุณีในศาสนประวัติปรากฏสืบมาถึงสมัยระหว่างนับแต่พุทธ
ปรนิ ิพพานมาราว ๔๐๐ หรอื ๕๐๐ ปี ตอ่ แตน่ ัน้ มาข่าวประวัติแห่ง
ภิกษุณหี ายไป หรือจะเปน็ ดว้ ยสมัย ๔๐๐–๕๐๐ ปีนนั้ พระอรหันต-
ขีณาสพเจ้ายังมีมาก จะพิจารณาด้วยอนาคตังสญาณเห็นว่า ต่อไป
เบอื้ งหนา้ การบรหิ ารแหง่ ภกิ ษณุ สี งฆจ์ ะเปน็ ไปดว้ ยยาก เพราะอำ� นาจ
~ 109 ~
ของบ้านเมืองจะไม่ต้ังมั่น ถ้าเกิดจลาจลข้ึน ญาติโยมก็จักอพยพ
ครอบครัวหนีทัพหนีศึกไป ฝ่ายภิกษุ ภิกษุณี ก็จ�ำจะต้องติดตาม
ญาติโยมไป ถ้าเปน็ เช่นนั้น เมือ่ ภิกษุ ภิกษณุ ี ยกกนั ไป โดยพวก
มากบ้างพวกนอ้ ยบา้ ง ก็เป็นเหตุให้เส่ือมเสยี เกยี รติยศของพระพทุ ธ-
ศาสนาไป ควรรักษาเกียรติยศของพระศาสนาให้ตั้งอยู่นานโดย
ความบรสิ ุทธดิ์ กี ว่า เห็นอย่างนี้แล้วจงึ นัดประชมุ สงฆส์ วดประกาศให้
เลิกถอนภกิ ษุณสี งฆ์เสยี ในระหว่าง ๔๐๐–๕๐๐ ปนี ้ันกเ็ ปน็ ได้ แตเ่ ปน็
การอนมุ านทงั้ ๒ ประเภท หรอื จะเปน็ ดว้ ยบา้ นเมอื งเกดิ จลาจลขน้ แคน้
เข้าจนภิกษุ ภิกษุณี ต้ังอยู่ไม่ได้ ถึงความวิบัติไปเอง เหมือนอย่าง
ในประเทศอินเดียซึ่งเป็นต้นพุทธศาสนา เม่ือบ้านเมืองเกิดจลาจลข้ึน
พทุ ธศาสนากอ็ นั ตรธานไปเอง เพราะภกิ ษณุ ปี รากฏในศาสนประวตั มิ ี
แตป่ ระเทศอนิ เดยี แลว้ เลอื่ นมาถงึ ลงั กาทวปี เพยี งเทา่ นน้ั ประเทศไทย
ทั้งสิ้นยังไม่เคยมีภิกษุณีสงฆ์เลย ในประเทศลังกาก็อาจเกิดจลาจล
แก่บ้านเมืองจนถึงพุทธศาสนาอันตรธานอย่างประเทศอินเดีย
สกั คราวหนง่ึ กเ็ ปน็ ได้ เมอื่ สน้ิ ชดุ ทมี่ ภี กิ ษุ ภกิ ษณุ ี นน้ั แลว้ กลบั ตงั้ ตวั ใหม่
ก็คงจะไปต่อมาจากทางใดทางหนึ่ง หรือต่อไปจากประเทศพม่า
ประเทศไทยกไ็ ด้ เพราะ ๒ ประเทศนี้ ศาสนาออกมาคราวเดยี วกนั กบั
ประเทศลงั กา พระโมคคลั ลบี ตุ รตสิ สเถรเจา้ ทา่ นสง่ แตพ่ ระสงฆฝ์ า่ ยเดยี ว
ออกมาประกาศพระพุทธศาสนา จงึ มไิ ด้มภี กิ ษุณีสงฆ์สบื มาจนบัดนี้
~ 110 ~
ทพี่ รรณนาใหฟ้ งั โดยยดื ยาวนี้ ประสงคก์ นั ความสงสยั ของบคุ คล
บางคน ด้วยพทุ ธบริษทั มี ๔ เหลา่ คือ ภกิ ษุ ภิกษุณี อุบาสก อบุ าสกิ า
เหตุใดภิกษุณีบริษัทจึงหายไป ซ�้ำไม่ปรากฏว่ามีประวัติไว้ในที่ไหน
เสียด้วย เหตุนั้นจึงอนุมานให้ฟังพอหายสงสัย แต่พึงเข้าใจว่า
พระพทุ ธศาสนาเปน็ ของประเสรฐิ ประกาศของจรงิ ถงึ ใครจะพยายาม
ท�ำให้อันตรธานอย่างไรก็ไม่สูญ ประเทศอินเดียเป็นผู้พยายาม
ท�ำให้พุทธศาสนาอันตรธานก่อน แต่ทุกวันน้ีกลับมีคนนิยมเล่ือมใส
ในพระพุทธศาสนามากข้นึ แม้ในนานามหาประเทศทัว่ โลก ผใู้ ฝ่ใจ
คน้ หาของจรงิ กม็ คี วามเลอื่ มใสในพระพทุ ธศาสนามากขน้ึ ทกุ ประเทศ
เช่ือว่าถ้ามนุษย์ผู้มีปัญญาค้นหาเหตุผลยังมีอยู่ในโลกตราบใด
พระพุทธศาสนาคงตง้ั อยู่ตราบนน้ั อยา่ ว่าแต่ ๕,๐๐๐ ปีเลย ต่อให้
๕๐,๐๐๐ ปี พระพทุ ธศาสนากไ็ มส่ ญู ถา้ หมดคนฉลาดเมอ่ื ใด พทุ ธศาสนา
ก็หมดลงเม่ือนั้น ไม่ถึง ๕,๐๐๐ ปีก็สูญได้ ในพวกเราชาวสยามน้ี
ควรเห็นได้ว่าเป็นคนมีบุญมาก เกิดมาได้พบพระพุทธศาสนาทีเดียว
ดว้ ยบุรพบรุ ษุ พานับถอื มานานกว่า ๒,๐๐๐ ปแี ล้ว อย่าพากันมคี วาม
ประมาท พึงตั้งใจปฏิบตั ิใหเ้ หน็ ผล จนรู้สึกตัวว่าเรามที ่ีพ่งึ อนั ได้แล้ว
จงึ จะเปน็ คนทไ่ี มเ่ สยี ทที ไ่ี ดพ้ บพระพทุ ธศาสนา บดั นจ้ี กั แสดงมงคลใน
สตั ตมคาถาตอ่ ไป
~ 111 ~
ในคาถาท่ี ๗ นี้ ประดับไปด้วยมงคล ๕ ประการ คือ คารโว
จ ความเคารพ ๑ นิวาโต จ ความถอ่ มตัว ๑ สนตฺ ุฏฺ ี จ ความยินดี
ดว้ ยของมอี ยู่แห่งตน ๑ กตญฺญตุ า ความเปน็ ผ้รู ู้อุปการะอนั ชนอื่นทำ�
แลว้ แก่ตน ๑ กาเลน ธมมฺ สฺสวนํ การฟงั ธรรมตามกาล ๑ เอตมฺมงฺ-
คลมุตฺตมํ เบญจพิธธรรมทั้ง ๕ ประการน้ี ล้วนเป็นมงคลอันสูงสุด
แต่ละอย่างๆ มเี นื้อความตามนยั พระคาถาเพียงเทา่ นี้ บดั นี้จกั อธิบาย
มงคลทั้ง ๕ ประการนน้ั ตอ่ ไป
มงคลท่ี ๑ ในสัตตมคาถาน้ีที่ว่า คารโว จ ความเคารพเป็น
มงคลนั้น พึงถือเอาเน้ือความว่า ความเคารพในสถานท่ีควรเคารพ
เป็นมงคล สถานทค่ี วรเคารพน้นั ท่านยกตวั อย่างข้นึ ไว้ ๖ ประการ
คอื พระพุทธเจา้ ๑ พระธรรม ๑ พระสงฆ์ ๑ ไตรสกิ ขา คอื ศีล
สมาธิ ปัญญา ๑ อัปปมาทธรรม คือ ความไมป่ ระมาท ๑ ปฏิสันถาร
การต้อนรบั แขก ๑ นอกจากนี้ก็คอื ปูชนียบคุ คล ได้แกผ่ ูเ้ จริญวยั หรือ
มารดาบิดา ครูอุปัชฌาย์ อาจารย์ ก็ชื่อว่าท่ีควรเคารพ หรือท่ีอื่น
นอกออกไปจากน้ี เป็นต้นว่าสถานท่ีอันมหาชนเขาเคารพกันมากๆ
ดงั เทวสถาน หรอื ปชู นยี สถานของมหาชนชาตอิ นื่ หรอื ศาสนาอนื่ กต็ อ้ ง
นับเขา้ ในทคี่ วรเคารพเหมอื นกัน
~ 112 ~
การเคารพนน้ั ตา่ งกนั เคารพตอ่ พระพทุ ธ พระธรรม พระสงฆน์ นั้
ต้องแสดงความอ่อนน้อมด้วยกาย วาจา ใจ ในปูชนียสถาน คือ
พระพทุ ธรูป พระสถูปเจดยี ์ หรอื สถานท่เี ก็บพระไตรปิฎก และหมแู่ ห่ง
พระสงฆ์ ด้วยการบูชาหรือการกราบไหว้ ไมแ่ สดงตนเปน็ คนกระดา้ ง
กระเด่ืองในเวลาที่ตนเข้าไปใกล้ในที่เช่นนั้น ชื่อว่าเคารพใน
พระรตั นตรยั เคารพตอ่ ไตรสกิ ขานนั้ ตอ้ งตง้ั ใจศกึ ษาใหเ้ ขา้ อกเขา้ ใจ
ในอธิศลี อธจิ ิต อธิปญั ญา เคารพตอ่ ความไม่ประมาทนนั้ ต้องตง้ั ใจ
ระวงั ในกจิ การทกุ หนา้ ท่ี เคารพตอ่ การปฏสิ ันถารน้นั เมอ่ื มีแขกมาสู่
มาหา ให้แสดงความเอ้อื เฟอื้ ควรตอ้ นรบั ด้วยอามสิ หรือปฏสิ ันถาร
ด้วยถ้อยค�ำเป็นที่ให้เกิดความยินดีตามสมควรแก่ฐานานุรูป เคารพ
ต่อผเู้ จริญวัยและมารดาบิดา ครอู ุปชั ฌาย์ อาจารย์ ก็ใหแ้ สดงความ
ออ่ นนอ้ ม และตง้ั ใจปฏบิ ตั ใิ หถ้ กู ตอ้ งตามความประสงคข์ องทา่ น ชอ่ื วา่
แสดงความเคารพในท่าน การเคารพต่อปูชนียสถานของมหาชน
ต่างชาติต่างศาสนาน้ัน เม่ือตนเข้าไปในท่ีเช่นน้ันก็ให้แสดงความ
อ่อนน้อมด้วยกายด้วยวาจา อย่าแสดงความกระด้างเย่อหย่ิงในท่ี
เชน่ นนั้ ด้วยทีเ่ คารพเป็นของสำ� คญั ถ้าใครแสดงความหม่ินประมาท
กระด้าง ไม่แสดงความอ่อนน้อมในที่เชน่ นัน้ ยอ่ มเป็นทเ่ี กลียดชงั ของ
มหาชนในหมู่นั้นเหมือนกันท่ัวไปหมด เพราะเหตุน้ันจึงควรเคารพ
~ 113 ~
คือแสดงความเอื้อเฟอื้ ให้เปน็ ทย่ี ินดีแกม่ หาชนหม่นู น้ั การเคารพในที่
ควรเคารพชือ่ ว่า คารโว เปน็ มงคลอันสงู สดุ ประการ ๑
มงคลท่ี ๒ ในสตั ตมคาถาน้ีว่า นวิ าโต จ การประพฤตกิ �ำจัด
ลมพิษออกเสีย คือประพฤติถ่อมตัวเป็นมงคลน้ัน ค�ำท่ีว่า ลมพิษ
ในท่ีนี้ประสงค์ประพฤติตนเป็นคนเย่อหย่ิง ไม่ใช่เป็นการเบียดเบียน
ผอู้ น่ื เพราะการประพฤตเิ บยี ดเบยี นผอู้ น่ื ในทางกายทางวาจานน้ั มอี ยู่
ในบณั ฑติ ลกั ษณะแลว้ ทนี่ ป้ี ระสงคค์ วามเพยี งแตท่ ำ� ตนของตนเองให้
เปน็ ทรี่ งั เกยี จแกผ่ อู้ น่ื เทา่ นนั้ คอื เปน็ คนไมร่ ปู้ ระมาณตน เปน็ ตน้ วา่ จะ
แตง่ เนอื้ แตง่ ตวั กส็ งู เกนิ ภาคภมู ขิ องตน จะทำ� สงิ่ ใดกท็ ำ� เกนิ ภาคภมู เิ กนิ
วาสนาของตน แม้จะไปในที่ใดกแ็ สดงอาการเห่ออาการหยิ่งของตน
ถึงจะพูดจาก็พดู ใฝส่ งู เกนิ ตวั อวดฉลาดรำ�่ ไป การประพฤตใิ นทใี่ ด
ก็แสดงอาการเห่ออาการหย่ิง อย่างน้ีไม่ได้ท�ำให้ผู้อ่ืนเสียหายอะไร
ทำ� ใสต่ วั เอง คนอ่นื เป็นแต่เขาช่วยกนั เกลยี ดชงั เท่าน้นั จงึ ช่อื ว่าลมพิษ
หรอื เย่อหยง่ิ ถ้ากำ� จัดออกเสยี ไม่ให้มีในตน ประพฤติตนให้เปน็ คน
สุภาพถ่อมตัว ย่อมเป็นที่รักที่เจริญใจของชนท้ังหลาย การท่ีก�ำจัด
ลมพิษคือความประพฤติเป็นเหตุให้โลกเขาเกลียดชังเหล่าน้ันออก
เสียไดจ้ งึ ชอื่ ว่า นวิ าโต เปน็ มงคลอันสงู สุดประการ ๑
~ 114 ~
มงคลขอ้ ที่ ๓ ในสตั ตมคาถานว้ี า่ สนฺตุฏฺี จ การประพฤติยินดี
ในของซ่งึ มีแหง่ ตนนน้ั อธบิ ายว่า การท่ียนิ ดแี ตข่ องที่มอี ย่ขู องตนก็
เป็นการหัดใจไม่ให้มี อภิชฌา ความเพ่งอยากได้ข้าวของของท่าน
ผู้อื่นด้วยไถยยจิต โลภเจตนาซึ่งเป็นฝ่ายอกุศลเจตนา ของที่มีแห่ง
ตนนน้ั ไมจ่ ำ� กดั วา่ อะไร สดุ แตม่ สี ง่ิ ใดกย็ นิ ดใี นสง่ิ นน้ั เปน็ ตน้ วา่ มสี ามี
ภรรยาแลว้ กย็ นิ ดแี ตใ่ นสามภี รรยาของตน กนั มจิ ฉาจารได้ แมน้ วตั ถุ
ข้าวของท่ีมีวิญญาณและหาวิญญาณมิได้ สิ่งใดที่ตนมีอยู่ก็ยินดี
ใช้สอย ไม่ไปยินดีในของผู้อ่ืน กันการขโมยและฉ้อโกงผู้อ่ืนได้
ซ้�ำมีผลคือเป็นการไม่เกียจคร้านต่อการงานของตน ความจริงของ
ของตนย่อมเป็นประโยชน์แก่ตนตามส่วนมากส่วนน้อย การที่ยินดี
ตอ่ ของของตนยอ่ มเปน็ การชอบยิง่ ของของผอู้ น่ื จะมีมากนอ้ ยเท่าไร
กเ็ ป็นประโยชน์แก่ผูอ้ น่ื ไมค่ วรเอามาเป็นอารมณ์ของใจ ถึงทางลาภ
ทางยศ ทางวชิ าศลิ ปศาสตร์ กใ็ หถ้ ือ สนตฺ ุฏฺ ี ทัว่ ไป ลาภสว่ นทต่ี นได้
นอ้ ยนนั่ แหละจะเปน็ ประโยชนแ์ กต่ น คนอน่ื เขาไดม้ ากกเ็ ปน็ ประโยชน์
ของเขา ส่วนวิชาศิลปศาสตร์ ตนก็ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนเต็มที่แล้ว
แต่ก็ได้ส่วนน้อยๆ ทม่ี อี ยูท่ ่ตี นนั้นแล จักเปน็ ประโยชน์แก่ตน คนอ่ืน
เขาจักศกึ ษาเลา่ เรียนได้มากเทา่ ไร กเ็ ป็นประโยชนข์ องเขาไปเท่าน้ัน
ตนจะไดอ้ ะไรกับเขา การที่ยินดีแตข่ องซ่ึงมีอย่แู หง่ ตนชือ่ วา่ สนฺตฏุ ฺ ี
เปน็ มงคลอันสูงสดุ ประการ ๑
~ 115 ~
มงคลข้อที่ ๔ ในสัตตมคาถานี้ว่า กตญฺญุตา การที่รู้จักคุณ
ของท่านผู้ซึ่งไดท้ �ำอปุ การะแลว้ แก่ตนเป็นมงคลนนั้ อธิบายว่า บคุ คล
ผู้ระลึกถึงคุณท่ีท่านท�ำไว้แล้วแก่ตนไม่ลืมเสีย ที่เรียกว่าไม่ลืมบุญ
ไมล่ มื คณุ ของทา่ นนนั่ แหละ ชอื่ วา่ กตญญฺ ู ไมไ่ ดก้ ลา่ วถงึ การตอบแทน
เพราะวา่ ไมล่ มื บญุ ไมล่ มื คณุ เทา่ นน้ั กน็ บั วา่ เปน็ คนดไี ดอ้ ยแู่ ลว้ ธรรมดา
ผู้ท่ีไม่ลืมบุญคุณของท่านย่อมไม่แสดงความลบหลู่ท่าน และจะ
ไม่หม่ินประมาทในท่าน เม่ือเห็นท่านมีกิจการงาน หรือเมื่อท่าน
ผู้มีคุณตกทุกข์ได้ยาก ก็จักได้ช่วยเหลือ เป็นปฏิการตอบแทนคุณ
ของท่าน บ�ำเพ็ญกตเวทีขึ้นอีก กตเวทีเป็นคู่กับกตัญญู เป็นมงคล
ด้วยกนั ถา้ จะชี้ตัวบุคคล กค็ อื บพุ พการี ผทู้ ำ� คณุ แกต่ นไว้ก่อน ได้แก่
มารดาบิดา ครูอุปัชฌาย์ อาจารย์ เป็นต้น ถึงพระราชาผู้ทรงเป็น
ประธานในการปกปักรกั ษาให้ได้พากันอยู่เย็นเป็นสขุ ต้งั เป็นหมเู่ ปน็
คณะอยู่ได้ทั่วพระราชอาณาจักร ก็ช่ือว่าบุรพการีของประชาชนทั่ว
พระราชอาณาจกั รเหมอื นกนั
ฝ่ายพระพุทธศาสนา พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและหมู่พระสงฆ์
ช่ือว่าบรุ พการขี องพทุ ธบริษทั ท่ัวไป เม่อื ระลึกได้วา่ ท่านจ�ำพวกนนั้ ๆ
ไดม้ อี ุปการะแกต่ นแล้ว ด้วยเหตุน้ๆี อย่างน้ีชอื่ วา่ กตญฺญู ถ้าตนได้
~ 116 ~
ประพฤติให้ถูกต้องตามความประสงค์ของท่านน้ันๆ ช่ือว่า กตเวที
สนองคุณของทา่ น กตญฺญู จึงชื่อวา่ เป็นมงคลอนั สูงสดุ ประการ ๑
มงคลขอ้ ท่ี ๕ ในสตั ตมคาถานวี้ า่ กาเลน ธมมฺ สสฺ วนํ การฟงั ธรรม
ตามกาลเปน็ มงคลประการ ๑ นนั้ อธบิ ายวา่ คำ� ทว่ี า่ ธรรมนนั้ มปี ระเภท
เป็นอันมากต้ังต้นแต่กุศลธรรม อกุศลธรรม สุจริตธรรม ศีลธรรม
สมาธิธรรม ปัญญาธรรม วิมุตติธรรม วิมุตติญาณทัสสนธรรม
มรรคธรรม ผลธรรม นิพพานธรรม ท่านจัดเปน็ ขนั ธ์ไวถ้ งึ ๘๔,๐๐๐
พระธรรมขันธ์ ถ้าไม่หาโอกาสฟังเหตุไฉนจึงจะรู้ ด้วยพระธรรมที่
ยกช่ือขึน้ มาช้ีน้ัน แตล่ ะอยา่ งๆ มลี ักษณะอาการมใิ ชน่ ้อย ต้องอาศยั
การหมน่ั ฟงั จงึ จะเขา้ ใจในทางปฏบิ ตั ิ ถา้ จะฟงั บอ่ ยๆ กข็ ดั ขอ้ งตอ่ การ
ท�ำมาหาเลยี้ งชีพ เพราะเหตุนัน้ จงึ ตอ้ งกำ� หนดกาล ก�ำหนดเวลาไว้
เหมอื นอยา่ งวันพระ ๘–๑๔–๑๕ คำ่� กช็ อ่ื วา่ กาล หรอื วันเขา้ พรรษา
วันมหาปวารณา มาฆบูชา วสิ าขบูชา ก็ชื่อว่ากาล หรอื ในเทศกาล
เขา้ พรรษา ๓ เดือน ก็ชอ่ื ว่ากาล ถา้ ละการงานหาเลีย้ งชีพมาฟงั ได้
ตามกาลดงั ทพี่ รรณนาไวน้ นั้ ชอ่ื วา่ ฟงั ธรรมตามกาล ถา้ ตง้ั ใจฟงั แลว้
จะปราศจากความรู้ไม่มี ไม่รู้มากก็คงรู้น้อย อาจท�ำที่พึ่งแก่ตนได้
ดว้ ยการหมนั่ ฟังนัน่ เอง เพราะพระพุทธโอวาทประกาศประโยชนแ์ ก่
ผู้ฟังอยู่เสมอ ถ้าผู้หมั่นฟังอาจจักได้รับประโยชน์ตามความประสงค์
~ 117 ~
ของตนโดยไมต่ อ้ งสงสยั เพราะเหตนุ น้ั กาเลน ธมมฺ สสฺ วนํ การฟงั ธรรม
ตามกาล จึงเป็นมงคลอันสงู สดุ ประการ ๑
ได้แสดงในสัตตมาคาถาอันประดับด้วยมงคล ๕ ประการ คือ
คารโว จ การเคารพ ๑ นวิ าโต จ การกำ� จดั ลมพษิ ออกจากตน ๑
สนตฺ ฏุ ฺ ี จ การยนิ ดีแตใ่ นวตั ถุของตน ๑ กตญฺญตุ า การรูอ้ ุปการคณุ
อนั ทา่ นทำ� ไวแ้ ลว้ แกต่ น ๑ กาเลน ธมมฺ สสฺ วนํ การฟงั ธรรมตามกาล ๑
เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ เบญจพิธธรรมท้ัง ๕ ประการน้ี ล้วนเป็นมงคล
อันสูงสุดแต่ละอย่าง และเป็นธรรมอันพุทธบริษัทจะพึงรู้พึงเข้าใจ
เพราะจะต้องปฏบิ ัตอิ ยทู่ กุ เม่อื ถา้ ส่วนใดที่ยงั บกพรอ่ งในตน กจ็ ะได้
ขวนขวายให้มีขึ้น ส่วนใดท่ีตนได้ให้มีอยู่แล้ว ก็จะได้เพิ่มความ
ยนิ ดีขน้ึ และจะได้รักษาให้ภิญโญยิ่งขนึ้ ไปทนี ัน้ แม้ตนปรารถนาสุข
ประโยชน์อันใดก็คงจะส�ำเร็จได้ทุกประการ ดังวิสัชนามาด้วย
ประการฉะนี้.
~
~ 118 ~
กัณฑ์ที่ ๘
มงคลกถา
(๑๐ กนั ยายน ๒๔๗๐)
อทิ านิ ปณฺณรสที วิ เส สนฺนปิ ติตาย พุทฺธปริสาย กาจิ ธมฺมีกถา
กถิยเต. ขนตฺ ี จ โสวจสสฺ ตา สมณานญฺจ ทสฺสนํ กาเลน ธมฺมสากจฉฺ า
เอตมมฺ งคฺ ลมุตฺตมนตฺ ิ อิมสฺส ธมฺมปริยายสฺส อตฺโถ สาธายสมฺ นฺเตหิ
สกฺกจจฺ ํ โสตพฺโพต.ิ
ณ วนั นเ้ี ปน็ วนั ปัณณรสีดถิ ที ี่ ๑๕ ค�ำ่ แหง่ สกุ กปักข์ พุทธบรษิ ทั
ไดม้ าสนั นบิ าตพรอ้ มเพรยี งกนั เพอ่ื ฟงั พระธรรมเทศนา ไดท้ ำ� บพุ พกจิ
กอ่ นแตก่ ารฟงั ธรรมสำ� เรจ็ ทกุ ประการแลว้ ตอ่ นเี้ ปน็ โอกาสทจ่ี กั ตงั้ ใจ
ฟงั พระธรรมเทศนาอันเป็นพุทธโอวาท ดังจกั ไดแ้ สดงตอ่ ไป
ด้วยว่าพวกเราทั้งหลายแต่ล้วนเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยมงคล ๒
ประการเต็มที่ด้วยกัน คือได้อัตภาพเป็นมนุษย์ ช่ือว่า ปฏิรูปเทส
ประเทศอันสมควร คือควรท่ีจักประกอบคุณความดีได้เต็มที่ ทั้งได้
ปพุ เฺ พ จ กตปญุ ฺ ตา ผมู้ บี ุญไดท้ ำ� ไวแ้ ล้วแตก่ าลก่อน ซึง่ มรี ปู สมบัติ
~ 119 ~
บริบูรณ์ พ้นจากใบ้บ้าบอดหนวกเสียจริตเป็นพยาน ผู้ที่มีมงคล
ท้งั ๒ นพี้ รักพร้อมแลว้ ย่อมเป็นคนสามารถทจ่ี กั ประกอบกิจการงาน
ใหส้ �ำเร็จไดท้ กุ หนา้ ที่ ทง้ั ฝา่ ยคดโี ลกคดีธรรม บัดน้เี ปน็ โอกาสท่จี ัก
ประกอบฝา่ ยคดธี รรม คอื จกั หาทพ่ี ง่ึ ในสมั ปรายกิ ภพเบอ้ื งหนา้ เพราะ
ว่าในชาติน้ีก็นับว่าได้รับความสุขพอสมควรอยู่แล้ว ด้วยว่าความสุข
อนั มนุษยส์ ามัญจะพึงได้ พวกเราทง้ั หลายก็ยอ่ มร้ดู ว้ ยตน และรดู้ ว้ ย
การคาดหมายของตนทกุ ประการแลว้ ความสขุ ในมนษุ ยน์ ้ี ทจี่ กั มวี เิ ศษ
ยง่ิ ขึ้นไปกว่าทเี่ รารเู้ ราเห็นนี้ไมม่ เี ลย และความสุขในมนษุ ยน์ ้ีลว้ นแต่
มีความทกุ ข์หอ้ มล้อมอยู่ทกุ หนา้ ท่ี หาความสขุ ที่ปลอดโปร่งไม่ไดเ้ ลย
ความสุขของชาวสวรรค์ยังพิเศษกว่ามนุษย์มาก เพราะกายเป็นทิพย์
เครอื่ งอปุ โภคบรโิ ภคกเ็ ป็นทิพย์ ส�ำเร็จดว้ ยบุญของตน หาผู้เบียดบงั
ฉ้อลักมิได้ ร่างกายก็ไม่เป็นที่เกิดแห่งโรค มีแต่เสวยกามสุขตลอด
เขตอายุ ถ้าผู้ปรารถนาก็ให้ตั้งใจรักษากายวาจาใจของตนให้ถึง
พระไตรสรณคมน์ ให้มี หิริ โอตตปั ปะ อายบาป กลัวบาป ใหย้ นิ ดี
ในทานศีลอยู่ทกุ เมือ่ เพียงเท่านี้ก็อาจจักส�ำเร็จได้
การท�ำกุศลเพียงเท่าน้ีก็ไม่ล�ำบากนัก ด้วยยังอยู่ใต้อ�ำนาจ
ของพระยามาร ส่วนมรรคผลนิพพานน้ันเป็นของแสนยาก เพราะ
เปน็ การฝ่าฝืนอ�ำนาจของพระยามาร แต่ถ้าผู้ใดปราบพระยามารกับ
~ 120 ~
ท้ังเสนามารให้พ่ายแพ้ไปได้ ผู้นั้นรอดตัวได้เสวยความสุขอย่างเอก
เปน็ เอกนั ตบรมสขุ เปน็ ความสขุ อนั ไมเ่ จอื ดว้ ยทกุ ข์ ไดช้ อื่ วา่ นริ ามสิ สขุ
ตามศาสนโวหารว่า พระนิพพาน พระนิพพานนั้นอย่าเข้าใจว่า
เป็นของสูญ สูญแต่ส่วนให้เกิดทุกข์เท่าน้ัน เหมือนอย่างความเกิด
ความแก่ ความปว่ ยไข้ ความตาย เหลา่ นเี้ ปน็ ตวั ทกุ ขด์ ว้ ย เปน็ เหตแุ หง่
ทกุ ขด์ ว้ ย ตอ้ งสญู หมดไมม่ ใี นพระนพิ พาน ทว่ี า่ พระนพิ พานไมส่ ญู นนั้
พึงสันนิษฐานดังนี้ ในตัวของเราน้ีส่วนภพชาติเป็นส่วนของมนุษย์
ผู้ครองภพครองชาติน้ันท่านให้ชื่อว่า สัตว์ ตัวสัตว์นั้นเป็นผู้ไม่ตาย
อยา่ งชาดกตา่ งๆ ทพ่ี ระพทุ ธเจา้ นำ� มาแสดง อนั ตวั ทไ่ี มต่ ายนน้ั ทา่ นให้
ชอื่ วา่ โพธสิ ตั ว์ พงึ สนั นษิ ฐานไดว้ า่ สตั วน์ น้ั แลคอื ตวั เรา เปน็ ผไู้ มต่ าย
เหมือนอย่างพระอริยเจ้า มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น เม่ือได้ส�ำเร็จพระ
อรหัตตผลแล้ว ก็เป็นอันได้ส�ำเร็จพระนิพพาน เม่ือท่านส�ำเร็จพระ
นพิ พานแล้ว สัตวท์ ่ตี รัสรู้ ทไ่ี มเ่ คยตายน้นั กย็ งั อยู่ ไม่สญู ไปขา้ งไหน
สูญแต่กิเลสเคร่ืองก่อภพก่อชาติเท่าน้ันเอง จึงพอสันนิษฐานเห็นได้
ว่า พระนิพพานไมส่ ญู อย่างเอก แตก่ ารทจ่ี ักท�ำใหส้ ำ� เร็จ ตอ้ งฝา่ ฝืน
อ�ำนาจของพระยามาร
หน้าตาของเจ้าพระยามารก็คือเจ้ากามน่ันเอง เขาเป็นใหญ่
ครอบโลก ราคะ ตณั หา อรดี เปน็ แต่เพยี งธิดาของเขา โลภะ โทสะ
~ 121 ~
โมหะ เป็นต้น คืออกุศลเจตสิก ๑๔ ดวงน่ันเองเป็นเสนาของเขา
ถา้ เราตอ้ งการความสขุ เพยี งโลกยี ์ เขาไมว่ า่ กระไร เขาชอบใจเสยี อกี
ถ้าใครต้องการความสุขส่วนโลกุตระแล้ว เขาโกรธเขาแค้นนักหนา
ถา้ เขาได้โอกาสเมือ่ ไร เขาประหารชีวติ เสยี ทเี ดียว พวกเราจะยอมอยู่
ในอ�ำนาจเขาอยา่ งนรี้ �ำ่ ไปหรอื หรอื จะต้งั ใจตอ่ สเู้ อาตัวรอด ไปเสวย
เอกันตบรมสุข ถ้าจักเอาตัวรอด พระพุทธเจ้าผู้เป็นพระบรมครูสอน
ไวว้ า่ เอตญหฺ ิ ตมุ เฺ ห ปฏปิ ชชฺ ถ มารเสนปปฺ โมหนํ ความวา่ ทา่ นทงั้ หลาย
จงดำ� เนนิ ตามทางพระอฏั ฐงั คกิ มรรคนนั้ เถดิ ทางเดยี วเทา่ นน้ั เปน็ ทาง
ทำ� พระยามารและเสนามารใหห้ ลงตามไมถ่ กู ตามไมท่ นั ดงั นี้ ทางหนี
ทางซ่อน พระองค์ก็ชไี้ วใ้ ห้อย่างนี้ จะตามเสดจ็ พระสมั มาสัมพทุ ธเจา้
ไปเสวยนิพพานสขุ ก็ได้ ถา้ เป็นห่วงเจา้ พระยามาร เห็นวา่ ตนเคยเป็น
ข้าเก่าเต่าเล้ียงของเขามา จะต้องสวามิภักดิ์หาความชอบอยู่กับเขา
ก็ได้เหมือนกัน ความสุขเขาก็บ�ำเหน็จให้เหมือนกัน แต่ไม่พอแก่
ความทกุ ข์ ถึงคราวเขาบ�ำเหนจ็ ความทกุ ข์ อย่างความแก่ไขเ้ จ็บตาย
อย่างน้ี แต่ละช้ินน่าสยดสยอง ขอให้ท่านทั้งหลายตรองดูให้เข้าใจ
ความเถิด
ตอ่ นจ้ี กั แสดงมงคลคาถาท่ี ๘ ตอ่ ไป ในอฏั ฐมคาถานปี้ ระดบั ดว้ ย
มงคล ๔ ประการ คือ ขนฺตี จ ความอดทน ๑ โสวจสฺสตา ความเปน็
~ 122 ~
คนวา่ งา่ ยสอนงา่ ย ๑ สมณานญจฺ ทสสฺ นํ การเหน็ พระสมณะผรู้ ะงบั บาป ๑
กาเลน ธมฺมสากจฉฺ า การสนทนาธรรมตามกาล ๑ เอตมมฺ งคฺ ลมุตฺตมํ
จตพุ ธิ ธรรมท้งั ๔ นี้ ล้วนเป็นมงคลอันสงู สุด แตล่ ะอย่างๆ มีเนือ้ ความ
ตามนัยพระคาถาเพียงเท่านี้ บัดน้ีจักอธิบายเน้ือความในมงคลท้ัง
๔ ข้อน้นั พอเปน็ เครื่องประดบั สติปญั ญาของพทุ ธบรษิ ัทตอ่ ไป
มงคลข้อที่ ๑ ในอัฏฐมคาถานี้ว่า ขนฺตี จ ความอดทนเป็น
มงคลประการ ๑ ดังนี้ แท้จรงิ ขันตี ความอดทนนี้ ยอ่ มเป็นคุณเป็น
ประโยชนท์ ว่ั ไป ทง้ั คดโี ลกคดธี รรม นบั เขา้ ในพระบารมี ๑๐ ประการ
ของพระพุทธเจา้ ด้วย ถ้าผู้ใดบ�ำเพญ็ ให้มขี นึ้ ในตน ยอ่ มเปน็ ตปคุณ
เคร่ืองเผาความชว่ั รา้ ยความหายนะท้งั สนิ้ ยอ่ มกำ� จดั เสยี ซง่ึ ความยาก
ความจน ความโงค่ วามเขลา ขันตีเปน็ เครอ่ื งประดับของนักปราชญ์
ผปู้ ระดบั ดว้ ยขนั ตจี กั เจรญิ ดว้ ยลาภ ยศ สรรเสรญิ และความสขุ ทกุ เมอ่ื
ขันตีเป็นเคร่ืองก�ำจัดอกุศลมูลทั้งสิ้น ขันตีเป็นเหตุ เป็นท่ีต้ังแห่งศีล
สมาธิ ปญั ญา ตลอดถงึ วชิ ชา วิมุตติ มรรคผล นิพพาน และจกั เปน็
ท่ีเจริญใจของเทพดาและมนุษย์ทั่วไป ขันตีเป็นสะพานแห่งวิชชา
ทง้ั สนิ้ ขนั ตเี ปน็ รากเหง้าแหง่ กศุ ลมูลท้ังสน้ิ แม้จะเจริญสมถวิปัสสนา
จะประพฤตพิ รตพรหมจรรยท์ ง้ั สนิ้ ตอ้ งมขี นั ตนี ำ� หนา้ อยเู่ สมอ กจิ การ
ท้ังปวงส�ำเร็จหมด อานิสงส์แห่งขันตีท่านพรรณนาไว้ไม่มีท่ีสิ้นสุด
~ 123 ~
ผู้มีขันตีความอดทน ย่อมเป็นคนไม่ผิด และไม่มีการทะเลาะวิวาท
กับใคร ผูม้ ปี ญั ญาพงึ พิจารณาดูใหเ้ ห็นประโยชน์แหง่ ขันตี ขันตเี ปน็
ยอดธรรมอนั ประเสรฐิ ผปู้ รารถนาความสขุ สว่ นตน พงึ บำ� เพญ็ ขนั ตใี ห้
หนกั แนน่ ในตน จะมแี ตค่ วามเจรญิ ใหส้ ำ� เรจ็ ประโยชนท์ ต่ี นตอ้ งประสงค์
ทกุ หนา้ ที่ เหตุน้นั ขันตคี วามอดทนจงึ นับว่าเปน็ มงคลประการ ๑
มงคลข้อท่ี ๒ ในอฏั ฐมคาถานี้ ว่า โสวจสฺสตา ความเป็นคน
ว่างา่ ยสอนง่าย เปน็ มงคล ดังน้ี อธิบายว่า ธรรมดาของมนุษย์จะเปน็
คนรู้คนฉลาดขึ้นเองไม่ได้ จะต้องอาศัยได้ยินได้ฟังเสียก่อนจึงจะเกิด
ความรคู้ วามฉลาด เพราะเหตนุ นั้ จงึ ตอ้ งมโี รงเรยี นสำ� หรบั ใหก้ ลุ บตุ ร
ไดเ้ ลา่ เรยี น การเลา่ เรยี น ถา้ เปน็ คนวา่ ยากสอนยากเสยี แลว้ กต็ ดั ทาง
แห่งคุณความดีเสียสิ้น จะได้วิชาศิลปศาสตร์มาแต่ไหน คนว่ายาก
สอนยากเป็นอัปมงคลมีแต่ความเสื่อมอย่างเดียว และเป็นท่ีเกลียดชัง
ของครบู าอาจารยด์ ้วย ถงึ ใครๆ เขากไ็ มช่ อบ คนดื้อด้านคนว่ายาก
สอนยาก เขาว่าคนหัวด้ือ ช่ือว่าเป็นคนท�ำโทษแต่ตัวเอง จึงช่ือว่า
เปน็ อัปมงคล ถ้าเปน็ คนว่างา่ ยสอนงา่ ย ยอ่ มเปน็ ท่ชี อบใจของครบู า-
อาจารย์ แม้เป็นข้าเจ้าบ่าวขุนนางก็เป็นที่ชอบใจของนาย จะอยู่กับ
พ่อแม่พี่น้องหรืออยู่กับใครๆ ก็เป็นที่ชอบใจของคนน้ันๆ ส่วนตัวก็
จักได้ความรู้ความฉลาด ปรารถนาวิชาศิลปศาสตร์อันใดก็จักสำ� เร็จ
~ 124 ~
ตามความประสงค์ แม้ผู้บวชในพระพุทธศาสนา จะเล่าเรียนศึกษา
ธรรมวินยั ถา้ เปน็ คนว่าง่ายสอนง่าย กจ็ ะไม่นอ้ ยหนา้ อายเขา จะเปน็
คนฉลาดในธรรมวินยั ถงึ การฟังธรรมการสนทนาธรรมกเ็ หมอื นกนั
ถ้าเป็นคนว่าง่ายสอนง่ายแล้ว จะได้รับความรู้ความฉลาดในไม่ช้า
คุณแห่งความเป็นคนว่าง่ายสอนง่ายน้ีก็มาก จะไปอยู่ที่ไหนก็ไม่
เดือดร้อน มแี ตค่ วามสขุ โดยส่วนเดียว ผู้เป็นคนว่าง่ายสอนง่าย ชอื่ วา่
เป็นคนแต่งความสุขความสบายให้แก่ตน โสวจสฺสตา จึงช่ือว่าเป็น
มงคลอนั สูงสุดประการ ๑
มงคลขอ้ ท่ี ๓ ในอฏั ฐมคาถานวี้ า่ สมณานญจฺ ทสสฺ นํ การไดเ้ หน็
พระสมณะผู้ระงับบาปเป็นมงคล ดังน้ี อธิบายว่า ข้อที่ว่า สมณะ
หมายความว่าผู้มบี าปอนั ระงับแลว้ กค็ อื ท่านผู้เปน็ นักปราชญ์นั้นเอง
คอื วา่ ถา้ ผใู้ ดยงั อกศุ ลธรรมทง้ั ปวง มคี วามโลภ ความโกรธ ความหลง
ให้สงบแล้ว มีการเบียดเบียนผู้อื่นด้วยกายด้วยวาจาด้วยน้�ำใจอัน
สงบแล้ว มีอุปกิเลสเครื่องเศร้าหมองใจมีราคะเป็นต้นอันสงบแล้ว
ผนู้ นั้ แลชอื่ วา่ สมโณ ผรู้ ะงบั บาป ผลู้ อยบาป ถา้ ไดป้ ระสบพบเหน็ บคุ คล
ผู้เชน่ น้ัน ช่อื วา่ เปน็ มงคล เพราะเหตวุ า่ เม่ือเราได้พบได้เห็นได้เขา้ ใกล้
ไตถ่ าม กเ็ ปน็ เหตใุ หเ้ ราเกดิ ศรทั ธาความเชอื่ ความเลอื่ มใส ตวั ของเรา
ก็จักเป็นคนระงับบาปได้ด้วย เพราะได้รับโอวาทค�ำสั่งสอนของท่าน
~ 125 ~
ข้อนี้พึงสันนิษฐานบรรดาผู้ที่ได้ประสบพบเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เปน็ ตวั อยา่ ง เพราะพระพทุ ธเจา้ ทา่ นเปน็ สมโณ ผมู้ บี าปอนั ลอยเสยี แลว้
จึงได้ท�ำประโยชน์แก่พุทธบริษัท พากันได้ลอยบาปตามเสด็จ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้านับด้วยร้อยด้วยพันมิใช่พันเดียว การท่ี
พทุ ธบรษิ ัทได้ประสบพบเหน็ พระสมั มาสัมพุทธเจ้า เกิดความเลือ่ มใส
แล้วพากันสละบ้านเรือนเคหสถานออกบวชตามเสด็จพระสัมมา-
สัมพุทธเจ้า เป็นภิกษุบ้าง เป็นภิกษุณีบ้าง นับไม่ถ้วน อย่างต่�ำก็
ปฏิญาณตนเป็นอุบาสกบ้างเป็นอุบาสิกาบ้าง นับไม่ถ้วน ยังเป็น
พืชพันธุ์สืบศาสนวงศ์มาจนถึงพวกเราจนทุกวันนี้ ก็เพราะได้พบได้
เห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นพระมหาสมณะ ผู้ระงับบาปนั่นเอง
เปน็ ตน้ เหตุ ในพทุ ธบรษิ ทั ทกุ วนั น้ี ซง่ึ ไดพ้ ากนั มศี รทั ธาความเชอ่ื ความ
เล่ือมใส ไดป้ ระพฤตคิ ุณความดตี ่างๆ กัน บางพวกไดป้ ระพฤติพรต
รักษาพรหมจรรย์ บางพวกได้ให้ทานรักษาศีลเจริญเมตตาภาวนา
รักษาสุจริตธรรม ยังพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองอยู่ได้ทุกวันน้ี
กเ็ พราะไดป้ ระสบพบเหน็ พระภกิ ษสุ ามเณรผเู้ ปน็ ศาสนทายาทสบื ๆ กนั มา
พระภกิ ษสุ ามเณรกช็ อื่ วา่ สมณะผลู้ อยเสยี ซง่ึ บาป ตามเสดจ็ พระสมั มา-
สมั พุทธเจา้ เหมอื นกัน แตล่ อยเสียได้มากบา้ งน้อยบ้าง แต่ถึงอยา่ งนั้น
พระภิกษุสงฆ์สามเณรก็ยังนับว่าเป็นวัตถุแห่งทัสสนานุตตริยะ
~ 126 ~
อยู่นั่นแหละ เพราะพระสงฆ์สามเณรเป็นเหตุเป็นที่ตั้งแห่งบุญกุศล
เปน็ นาบญุ ของโลก ถ้าไมม่ พี ระสงฆเ์ สียแลว้ กจ็ ักพากันลังเลหาท่ีพง่ึ
ไปต่างๆ เหมือนอย่างชาวบ้านป่าเขาดง พากันเอาไม้มาหยักเป็น
รปู คนบา้ ง รปู อะไรบา้ ง เอากระดกู ศรี ษะจระเขบ้ า้ ง มาวางไวบ้ นศาลเจา้
แลว้ กพ็ ากนั กราบไหวบ้ นบานขอใหป้ อ้ งกนั ภยนั ตรายตา่ งๆ มตี วั อยา่ ง
ถมไป เพราะขาดความได้พบได้เห็นพระสมณะผู้ระงับบาป อย่าง
พุทธบริษัททุกวันนี้ได้พากันปฏิญาณตนถึงพระไตรสรณคมน์เป็น
สรณะท่ีพึ่ง ซ่ึงเป็นท่ีพึ่งอันพ้นภัยได้จริงนี้ ก็เพราะได้ประสบพบเห็น
พระสงฆส์ ามเณรเปน็ ตน้ เหตุ เพราะเหตนุ นั้ สมณานญจฺ ทสสฺ นํ การที่
ไดท้ ศั นาการเหน็ ทา่ นผมู้ บี าปอนั ระงบั แลว้ จงึ ชอ่ื วา่ เปน็ มงคลอนั สงู สดุ
ประการ ๑
มงคลข้อท่ี ๔ ในอฏั ฐมคาถาน้วี า่ กาเลน ธมฺมสากจฉฺ า การท่ี
สนทนาธรรมตามกาล เป็นมงคลประการ ๑ ดงั นี้ อธิบายวา่ ค�ำทว่ี า่
สนทนา ก็คือไต่ถามพูดจากันในข้ออรรถข้อธรรมแก่กันและกัน
นนั่ แหละชือ่ ว่า “ธมฺมสากจฉฺ า” ธมมฺ สากจฺฉา นีเ้ ปน็ เหตใุ ห้แตกฉาน
ในข้ออรรถข้อธรรมมาก ท่านจึงยกอุเทศการแสดงธรรมปริปุจฉา
การไตถ่ ามขอ้ อรรถขอ้ ธรรมขนึ้ ไวว้ า่ เปน็ กจิ อนั พระอปุ ชั ฌายอ์ าจารย์
กับสานุศิษย์จะพึงปรารภให้เป็นกิจวัตรอันหน่ึง ท่านจึงก�ำหนดเขต
~ 127 ~
ไวว้ า่ ภกิ ษตุ ง้ั แต่ ๑ พรรษาขนึ้ ไปถงึ ๕ พรรษา อยใู่ นเขตศกึ ษาเลา่ เรยี น
ให้แตกฉานในธรรมวินัย แต่ ๕ พรรษาข้ึนไปถึง ๑๐ พรรษา
เป็นเขตท่ีจักอุทเทสและปริปุจฉา คือว่าข้อใดยังไม่แจ่มแจ้งแก่ใจ
ก็ให้รีบไต่ถามเสียในระหว่างนี้ ข้อใดท่ีแจ่มแจ้งแล้วก็ให้แสดงแก่
สพรหมจารีและพทุ ธบริษทั ต้งั หนา้ ท�ำประโยชนต์ นและประโยชน์แก่
หม่คู ณะ ใหส้ ำ� เร็จกิจเสยี ในระหว่าง ๑๐ พรรษาน้ี แต่ ๑๐ พรรษา
ข้นึ ไปแล้ว ช่ือว่า เถโร ผ้มู ีราตรอี ันตง้ั มน่ั แล้ว ให้ประพฤตโิ ยคะคอื
ประกอบความเพียร เจริญสมถะวิปัสสนา ยังสมาธิสมาบัติมรรคผล
นิพพานให้มีขึ้น ที่ท่านก�ำหนดเขตแดนไว้อย่างน้ี ก็เป็นการเหมาะ
สมควรอยา่ งยิ่ง ทกุ วันนอ้ี อกจะไม่เอาใจใส่ในขอ้ นีโ้ ดยมาก เพราะ
กิจส่วนโลกออกจะมากกว่ากิจส่วนธรรม ก็ต้องประพฤติไปตามๆ
กนั เท่านัน้ เอง แต่การหมั่นสนทนาขอ้ อรรถข้อธรรมแก่กนั และกันนั้น
อย่างไรก็มีประโยชน์ดีกว่าท่ีไม่สนทนากันเสียเลย ตัวอย่างดังป่าช้า
วดั สระเกศ เปน็ สนามประชมุ สากจั ฉามานมนานแตไ่ มน่ ยิ มวา่ เรอื่ งอะไร
สุดแต่ใครจะมีเร่ืองอะไรก็เอามาขยายขึ้นว่ากันนัว แต่อย่างนั้น
ยังมปี ระโยชน์มาก ทำ� ใหค้ นฉลาดอาจหาญในทางคดีโลกคดธี รรม
ขนึ้ ไดม้ ากสดุ แตผ่ จู้ ะชอบอยา่ งไรกเ็ ลอื กเอาตามชอบใจ เปน็ โรงเรยี น
สำ� คญั ตำ� บลหนงึ่ ทนี่ ำ� มาแสดงนจี้ ะใหเ้ หน็ วา่ ธมมฺ สากจฉฺ า การสนทนา
~ 128 ~
ธรรมตามกาลตามเวลาที่จักประชุมกันได้ เป็นเหตุให้เกิดความรู้
ความฉลาดลึกซึ้ง จงึ นบั วา่ เปน็ มงคลอันสงู สุดประการ ๑
ได้แสดงมงคล ๔ ประการในอัฏฐมคาถา คือ ขนฺตี จ
ความอดทน ๑ โสวจสสฺ ตา ความเป็นคนวา่ งา่ ย ๑ สมณานญฺจ ทสฺสนํ
การไดเ้ หน็ ทา่ นผรู้ ะงบั บาป ๑ กาเลน ธมมฺ สากจฉฺ า การสนทนาธรรม
ตามกาล ๑ เอตมฺมงฺคลมตุ ตฺ มํ ธรรมทงั้ ๔ ประการเหลา่ นั้นลว้ นเปน็
มงคลอันสูงสดุ แตล่ ะอย่าง ด้วยประการฉะน้ี มงคลทง้ั ๔ ข้อนี้กเ็ ปน็
กิจอนั พทุ ธบรษิ ทั จะพึงมนสิการ เพราะเปน็ กจิ อันตนจะพึงปฏบิ ัติตาม
ถา้ ผปู้ ฏิบัติใหเ้ กดิ ให้มใี นตนได้ กจ็ ักไดป้ ระสบพบเห็นแต่ธรรมสงิ่ ซงึ่
เป็นมงคล โดยนยั ดังวสิ ชั นามาดว้ ยประการฉะนี.้
~
~ 129 ~
กณั ฑ์ที่ ๙
มงคลกถา
(๑๙ กนั ยายน ๒๔๗๐)
อิทานิ อฏฺมีทิวเส สนฺนิปติตาย พุทฺธปริสาย กาจิ ธมฺมีกถา
กถยิ เต. ตโป จ พรฺ หฺมจรยิ ญฺจ อรยิ สจฺจาน ทสฺสนํ นิพฺพานสจฺฉิกริ ยิ า
จ เอตมมฺ งคฺ ลมตุ ฺตมนตฺ ิ อิมสสฺ ธมฺมปริยายสฺส อตฺโถ สาธายสมฺ นเฺ ตหิ
สกฺกจฺจํ โสตพโฺ พติ.
ณ วนั นเ้ี ป็นวนั อฏั ฐมดี ิถีท่ี ๘ คำ�่ แห่งกาฬปักข์ พุทธบริษทั ได้มา
สนั นบิ าตเพอ่ื จะสดบั พระธรรมเทศนา และไดพ้ รอ้ มกนั ยกขน้ึ ซงึ่ ดอกไม้
ธูปเทียนกระท�ำสักการะบูชาพระรัตนตรัย และไหว้พระสวดมนต์
สมาทานศีล ๕ ศลี ๘ ให้เปน็ สว่ นปฏบิ ตั ิบชู าเสร็จแล้ว ตอ่ นี้เปน็ โอกาส
ท่ีจักฟังพระธรรมเทศนา พึงตั้งใจฟังให้ส�ำเร็จประโยชน์ของตนๆ
ด้วยว่าการฟังพระธรรมเทศนาเป็นเหตุแห่งความสุข และเป็นของได้
ดว้ ยยาก คือยากด้วยกันท้ัง ๒ ฝา่ ย ผู้แสดงธรรมกห็ ายาก ผฟู้ ังจะ
เข้าใจใหถ้ กู ตอ้ งตามพุทธประสงค์กห็ ายาก
~ 130 ~
ทว่ี า่ ผแู้ สดงธรรมเป็นของหายากนั้น หมายความว่าผ้รู ธู้ รรมจรงิ
ผ้ปู ฏบิ ตั จิ ริง เป็นของหายาก ดว้ ยวา่ เมอื่ ผแู้ สดงไมเ่ ขา้ ใจจริง จะแสดง
ใหผ้ ฟู้ งั เขา้ ใจ ยอ่ มเปน็ เหตขุ ดั ขอ้ งอยเู่ อง ผฟู้ งั ทวี่ า่ เปน็ ของหายากนนั้
คอื ผู้ต้ังใจฟงั เพอื่ จะถือเอาเนอื้ ความแหง่ พทุ ธโอวาท แล้วจะไดป้ ฏิบตั ิ
ตามให้ถูกต้องตามพระพุทธประสงค์จริงจังเป็นของหายาก ผู้ตั้งใจ
ฟังจริงๆ แต่จะให้เป็นคนรู้จริงก็เป็นของหายาก ผู้รู้จริงแต่จะหา
ผู้ปฏิบัติจริงก็เป็นของหายาก พากันเข้าใจเสียว่า พระพุทธศาสนา
ลว่ งมาถงึ เพียงนแ้ี ล้ว จะเอามรรคเอาผลทไ่ี หนมา ปฏบิ ตั ิเอาแต่เพียง
เป็นอุปนสิ ยั ปจั จัย ใหไ้ ดบ้ ุญมากๆ ก็แล้วกนั มักหาโทษใสต่ วั อยา่ งน้ี
โดยมาก ไม่เช่ือพระอัฏฐังคิกมรรคว่าเป็นทางด�ำเนินให้ถึงมรรคผล
ไดจ้ ริง ซ้ำ� อวดดพี ดู ต่อไปอกี ว่า ใครเปน็ ผไู้ ด้สำ� เร็จมรรคผล ขอให้
ชีต้ ัวให้ดสู ักทีเถอะ การทเ่ี หน็ อยา่ งนี้พูดอยา่ งน้ีเปน็ การประกาศกเิ ลส
หยาบของตนต่างหาก คนจ�ำพวกนี้ ถ้าตนรับประทานอะไรอร่อย
ก็เข้าใจเสียว่าคนอื่นเขาก็คงอร่อยเหมือนตัว ความคิดความเห็นของ
คนชนดิ นว้ี งแคบนกั อยา่ ถอื เอาเปน็ อาจารยเ์ ลย คนประเภทนยี้ งั ไมเ่ หน็
โทษของกาม เหน็ แตค่ ณุ ฝา่ ยเดยี ว ถา้ ใครยงั ไมเ่ หน็ โทษของกามแลว้
จะปฏิบัติด�ำเนินตามพระอัฏฐังคิกมรรคเป็นการขัดข้องอย่างเอก
เพราะเหตุนั้นให้พุทธบริษัทพึงพิจารณาให้เห็นโทษของกามเสียบ้าง
~ 131 ~
ทา่ นแสดงไวใ้ นกามาทีนวกถาวา่ อปปฺ สสฺ าทา กามา กามท้งั หลาย
คือ รปู เสยี ง กลิ่น รส เครอ่ื งสมั ผัส ให้เกิดความยนิ ดมี ปี ระมาณนอ้ ย
พหุทุกขฺ า มที กุ ข์มาก พหุปายาสา มคี วามคบั แค้นมาก พหุปริสฺสยา
มีอันตรายเคร่ืองเบียดเบียนมาก แล้วยกข้ออุปมาข้ึนเทียบไว้ถึง ๑๐
ประการ น่าสยดสยองมาก
ข้อ ๑ วา่ อฏฺ กิ งฺขลปู มา กามา กามทัง้ หลายเปรียบดว้ ยรา่ ง
กระดกู อนั สัตวบ์ ริโภค ไดร้ ับความอม่ิ และความสขุ มีประมาณนอ้ ย
ข้อ ๒ วา่ มสํ เปสปู มา กามทง้ั หลายเปรยี บดว้ ยกอ้ นเน้อื ถา้ สัตว์
ตัวใดคาบไว้ไม่วาง กจ็ กั ถูกการยอ้ื แยง่ แตต่ ัวอื่นไม่มที ส่ี ้ินสดุ
ข้อที่ ๓ ว่า ติณฺณุกฺกูปมา กามท้ังหลายเปรียบด้วยคบหญ้าท่ี
ติดเพลิง อันบุคคลถือไว้เหนือลม มีแต่จะลวกจะลนให้ผู้ถือเร่าร้อน
อย่รู ่�ำไป
ขอ้ ๔ วา่ องคฺ ารกาสปู มา กามทงั้ หลายเปรยี บดว้ ยหลมุ อนั เตม็ ไป
ดว้ ยถา่ นเพลงิ ถา้ ใครตกลงไปแลว้ จะตอ้ งไดร้ บั ทกุ ขเวทนาแสนสาหสั
ข้อ ๕ ว่า สุปินกูปมา กามทั้งหลายเปรียบด้วยความฝันเห็น
พอต่นื ขึ้นแลว้ กห็ ายไปเทา่ นัน้
~ 132 ~
ข้อ ๖ วา่ ยาจติ กูปมา กามทัง้ หลายเปรียบดว้ ยของยมื ทา่ นมาใช้
บัดเด๋ยี วก็ต้องส่งคืนเจา้ ของเขาไป
ขอ้ ๗ ว่า รกุ ฺขผลูปมา กามท้งั หลายเปรียบเหมือนต้นไม้ทม่ี ผี ล
มีแตจ่ ะทำ� กงิ่ กา้ นสาขาของตนใหห้ กั ให้ขาดยบั เยินไปเท่านั้น
ข้อ ๘ ว่า อสิสุลูปมา กามท้ังหลายเปรียบด้วยคมดาบคมมีด
ถ้าใครไปกระทบเข้า ก็มีแต่จะได้บาดได้แผลเจ็บปวดทนทุกขเวทนา
ไปเท่านั้น
ข้อ ๙ ว่า สตฺตีสุลูปมา กามท้ังหลายเปรียบด้วยคมหอก
คมหลาว ถา้ ใครถกู ทมิ่ แทงเขา้ แลว้ กม็ แี ตจ่ ะไดร้ บั ความเจบ็ ปวดเสวย
ทกุ ขเวทนาไปเทา่ นั้น
ข้อ ๑๐ วา่ สปฺปสิรปู มา กามทัง้ หลายเปรยี บดว้ ยศีรษะอสรพษิ
ถา้ ใครไมพ่ นิ จิ ไปเหยยี บเขา้ กจ็ กั ถกู ขบกดั จะไดร้ บั พษิ เกดิ ทกุ ขเวทนา
แทบประดาตายเทา่ น้ัน
ใหพ้ ทุ ธบริษทั เพ่งพินจิ ดใู หเ้ หน็ โทษของกามเสยี บา้ ง ถ้าไม่เห็น
โทษเสยี เลย กจ็ ะพากนั หมกมนุ่ เมามายเกนิ ไป จกั มไิ ดด้ ำ� เนนิ ตามทาง
~ 133 ~
พระอัฏฐังคิกมรรคให้พ้นจากอ�ำนาจของกามได้ ก็จะพากันเป็น
หลกั ตอทนทุกขเวทนาอยใู่ นวัฏฏสงสารหาท่ีสุดมไิ ด้
บัดน้จี ักแสดงมงคลในนวมคาถาต่อไป
ในคาถาท่ี ๙ นี้ประดบั ไปดว้ ยมงคล ๔ ประการ คอื ตโป จ
การประพฤติตบะ ๑ พฺรหฺมจริยญฺจ การประพฤติพรหมจรรย์ ๑
อรยิ สจจฺ าน ทสสฺ นํ การเหน็ พระอรยิ สจั ๑ นพิ พฺ านสจฉฺ กิ ริ ยิ า จ การทำ�
ให้แจง้ ซึง่ พระนพิ พาน ๑ เอตมฺมงฺคลมุตตฺ มํ จตุพิธธรรมทั้ง ๔ นลี้ ้วน
เปน็ มงคลแตล่ ะอย่างๆ ดงั น้ี มีเนือ้ ความตามนยั พระคาถาเพียงเทา่ น้ี
บัดนจี้ ักอธบิ ายข้อมงคลท้ัง ๔ ประการนนั้ ตอ่ ไป
มงคลขอ้ ท่ี ๑ ในนวมคาถานีว้ ่า ตโป จ การประพฤตติ บะเป็น
มงคลประการ ๑ ดังนี้ คำ� ทว่ี ่า ตปธรรม น้นั ประสงคธ์ รรมทเ่ี ผา
กิเลสใหเ้ รา่ รอ้ น มหี ลายประเภท ขันติ ความอดทน กช็ ่อื วา่ ตปธรรม
สมถวปิ สั สนา กช็ ่อื ว่าตปธรรม รวมความวา่ ความเพยี รประเภทใด
อันกุลบุตรประกอบให้มีข้ึนในตัว เป็นเหตุยังกิเลสให้เร่าร้อน กิเลส
ต้ังอยู่ไม่ได้ ธรรมประเภทนั้นช่ือว่าตบะ ค�ำท่ีว่ากิเลสนั้น ประสงค์
อกุศลเจตสิก มีโลภะ โทสะ โมหะ เป็นตน้ ถ้าเกดิ ขึ้นแล้วท�ำให้จิต
~ 134 ~
ขุ่นมัวเศร้าหมอง จึงช่ือว่ากิเลส ถ้าจะถือเอาเน้ือความโดยย่อแล้ว
ศีล สมาธิ ปัญญา ก็ชื่อว่าตปธรรม เพราะเม่ือกุลบุตรบ�ำเพ็ญให้
บริบรู ณ์ข้นึ ในตนแล้ว ย่อมเผากเิ ลส คอื โลภ โกรธ หลง อยา่ งหยาบ
อย่างกลาง อย่างละเอียดให้ดับไป ตปธรรมเป็นชื่อแห่งความเพียร
ความหมนั่ ความเพยี รความหมนั่ จงึ ชอ่ื วา่ เปน็ มงคลอนั สงู สดุ ประการ ๑
มงคลขอ้ ท่ี ๒ ในนวมคาถานวี้ ่า พฺรหมฺ จริยญจฺ การประพฤติ
พรหมจรรยเ์ ปน็ มงคลประการ ๑ ดงั นี้ อธิบายวา่ ท่วี า่ พรหมจรรย์นนั้
ทา่ นหมายความว่าประพฤตติ นใหเ้ หมอื นพรหม พรหมนั้นไม่ปรากฏ
เพศหญงิ เพศชาย เพราะวถิ จี ติ ทสี่ มั ปยตุ ดว้ ยกามาพจรชวนะดบั เสยี แลว้
กอ่ นแต่ไดป้ ฐมฌาน ผ้ทู ี่จักไดอ้ ตั ภาพเป็นพรหม ตอ้ งใหส้ �ำเรจ็ ฌาน
แต่ปฐมฌานข้ึนไป เพราะเหตุน้ัน พวกพรหมจึงไม่ปรากฏเป็น
เพศหญิงเพศชายเหตุนั้น ผู้ประพฤติพรตเว้นจากกามจึงชื่อว่า
ผปู้ ระพฤตพิ รหมจรรย์ ถา้ เวน้ จากอสทั ธรรมกามบรโิ ภคแลว้ จะถอื เพยี ง
ศลี ๕ หรือกุศลกรรมบถ กช็ ่ือวา่ ประพฤติพรหมจรรย์ได้ การรักษา
อุโบสถศีลหรือศีล ๑๐ ศีลพระปาฏิโมกข์ ชื่อว่าประพฤติพรต
พรหมจรรยโ์ ดยตรง
~ 135 ~
การประพฤติพรหมจรรย์น้ี มีคุณานิสงส์เป็นอันมาก เพราะตัด
มูลเหตุแห่งความเดือดร้อนออกจากใจของตนได้ ด้วยว่าความร้อน
อะไรในโลกจะร้อนเสมอด้วยเพลิงย่อมไม่มี มีแต่กามอย่างเดียว
เท่าน้ัน ร้อนย่ิงกว่าเพลิงธรรมดาเสียอีก บรรดานักปราชญ์ในโลก
ผู้เห็นโทษของกามแล้ว ย่อมสละออกประพฤติพรตพรหมจรรย์มีอยู่
ไมข่ าด ไมจ่ �ำเพาะแต่ในพทุ ธกาล มฤี ษปี ริพาชกเป็นตัวอย่าง เมอ่ื มา
ถึงพุทธสมัยองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซ่ึงได้เป็นประธานแห่ง
พทุ ธบรษิ ทั ปรากฏพระนามมาจนทกุ วนั นี้ พระองคก์ ท็ รงเหน็ โทษของ
กามวา่ เปน็ เครอื่ งผกู พนั ทำ� ปญั ญาใหท้ พุ พลภาพ เปน็ เครอ่ื งขดั ขอ้ งตอ่
ทางพระดำ� รทิ จี่ ะออกจากชาติ ชรา มรณะ อนั เปน็ ตน้ แหง่ ทกุ ขท์ ง้ั ปวง
พระองค์จึงได้ทรงสละสุขสมบัติออกทรงประพฤติพรตพรหมจรรย์
บ�ำเพญ็ ตปธรรมจนได้บรรลพุ ระสยมั ภูญาณสมั พุทธวิสัย แลว้ ได้ทรง
ประกาศพระพุทธศาสนาแก่พุทธบริษัทให้ได้ด�ำเนินตามต่อๆ มาจน
ทุกวันน้ี พระองค์ผู้เดียวทรงท�ำคุณท�ำประโยชน์แก่โลกไม่มีส้ินสุด
น่าพิศวงอัศจรรย์เหลือเกิน ที่จักส�ำเร็จสยัมภูสัมมาสัมโพธิญาณ
ถึงปานนั้นก็เพราะทรงประพฤติพรหมจรรย์เป็นเหตุ เพราะเหตุน้ัน
การประพฤติพรหมจรรย์จงึ ชือ่ วา่ เปน็ มงคลอันสูงสดุ ประการ ๑
~ 136 ~
มงคลข้อที่ ๓ ในนวมคาถานว้ี ่า อริยสจจฺ าน ทสสฺ นํ การเหน็
อรยิ สจั ทง้ั หลายเปน็ มงคลประการ ๑ ดงั นี้ อธบิ ายวา่ อรยิ สจั จ์ แปลวา่
ของจรงิ อนั ประเสรฐิ ของจรงิ ไมม่ ขี า้ ศกึ คอื วา่ ของจรงิ นน้ั ถา้ ผใู้ ดเหน็
แล้วยอ่ มหมดขา้ ศึกแห่งตวั ไมท่ ำ� ตวั ใหเ้ ป็นข้าศกึ แกต่ ัวตอ่ ไป ด้วยว่า
คนอนื่ เปน็ ขา้ ศกึ ไมเ่ ปน็ ขอ้ สำ� คญั อะไรนกั และมที างทจ่ี กั ปอ้ งกนั ไดม้ าก
และมหี า่ งๆ นานๆ จงึ จะมขี น้ึ สว่ นตวั เปน็ ขา้ ศกึ แกต่ วั นี้ ออกจะมเี กอื บ
ไมเ่ วน้ วนั หาทางแกท้ างปอ้ งกนั กแ็ สนยาก ขา้ ศกึ นนั้ คอื อะไร คอื โลภะ
โทสะ โมหะ อสิ สา พยาบาท ความรัก ความชัง ทฏิ ฐิ มานะ เหลา่ นี้
เป็นตน้ ข้าศกึ เหล่าน้ีตนท�ำใส่ตนเอง แลว้ ไดร้ บั ผลเป็นทุกข์ คอื โสกะ
ความโศกเศรา้ เสยี ใจ ปรเิ ทวะ ความบน่ รำ�่ รร้ี ำ�่ ไร โทมนสั ความตำ่� ตอ้ ย
นอ้ ยใจ อปุ ายาส ความคบั แคน้ ใจ เปน็ ตวั ผลทนทกุ ขเวทนาแสนสาหสั
ข้าศึกผู้น�ำผลเป็นทุกข์มาให้บ่อยๆ เหล่านี้ ถ้าเห็นสัจจะทั้งหลาย
เหลา่ นน้ั แลว้ กจ็ กั ลม้ เลกิ การตอ่ สู้ ไมม่ ารบกวนอกี ตอ่ ไป สจั จะทง้ั หลาย
เหล่านัน้ จงึ ชอ่ื วา่ เปน็ สจั จะอันประเสริฐ
ในพระจตรุ ารยิ สจั ทั้ง ๔ ประการ คอื ทกุ ข์ ๑ เหตแุ หง่ ทกุ ข์ ๑
ความดับทุกข์ ๑ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ๑ คุณธรรมท้ัง ๔
ประการนี้ ช่ือว่าของจริงอริยสัจ
~ 137 ~
เมื่อรูว้ า่ คณุ ธรรมทงั้ ๔ นี้เปน็ ของจริงแลว้ ยงั ตอ้ งการความเหน็
อกี ชนั้ หนงึ่ คอื ใหเ้ หน็ จรงิ ในคณุ ธรรมทงั้ ๔ นนั่ แหละตามความเปน็ จรงิ
อย่างไร ในท่นี ้ีผู้แสดงไมป่ ระสงคจ์ ะแสดงให้ยดื ยาวเพราะเวลาจ�ำกัด
ขอแสดงโดยย่อพอไดใ้ จความเทา่ นัน้
การเห็นอริยสัจนั้น พึงตั้งสกลกายของตนนี้เป็นประธานส�ำหรับ
รับรองคณุ ธรรมทง้ั ๔ นั้น คอื ใหร้ ูใ้ ห้เห็นสกลกายนเ้ี ป็นทกุ ข์ เพราะ
ชาติ ชรา มรณะ ความไมร่ ไู้ มเ่ หน็ วา่ สกลกายนเี้ ปน็ ตวั ทุกข์นนั่ แหละ
เป็นสมุทัย เพราะให้เกิดโสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาส
เมื่อความรู้ความเห็นว่าสกลกายน้ีเป็นตัวทุกข์ ความไม่รู้ไม่เห็นนั้น
ก็ดับไป ชอ่ื วา่ นิโรธ เพราะดับโสกะ ปรเิ ทวะ ทกุ ขะ โทมนัส อปุ ายาส
ความรู้ความเห็นสกลกายน้ีว่าเป็นทุกข์ด้วยเหตุน้ี เป็นสมุทัยด้วย
เหตุนี้ เป็นนิโรธด้วยเหตุน้ี น่ันแหละเป็นมรรค คือเป็นสัมมาทิฏฐิ
จะเป็นองค์สมั มาทิฏฐิข้ึนได้กต็ อ้ งอาศยั มคั คสมังคี คอื องค์อวัยวะของ
มรรคทัง้ ๘ มีสัมมาทฏิ ฐิเป็นตน้ สมั มาสมาธเิ ป็นที่สุด มีขึน้ พรอ้ มกัน
ท่ีสกลกายน้ี สกลกายจึงชื่อว่าเป็นมรรค ให้พุทธบริษัทพึงส�ำคัญ
อริยสจั ๔ ใน ๑ อริยมรรค ๘ ใน ๑ หนึง่ คือสกลกายนี้ อย่าไป
เพง่ ในที่อ่ืน รู้ตวั เห็นตัว ช่อื วา่ สมั มาทิฏฐิ ชือ่ ว่าวชิ ชา ในทนี่ ้รี นู้ อก
ออกไปจากตัวน้ี ไม่นับเข้าในญาณทัสสนะ ความรู้ความเห็นสัจจะ
~ 138 ~
ทั้ง ๔ นี้ เป็นเหตุให้ทุกข์ดับเสียได้ จึงช่ือว่าเป็นมงคลอันสูงสุด
ประการ ๑
มงคลข้อท่ี ๔ ในนวมคาถานวี้ ่า นพิ ฺพานสจฉฺ กิ ิริยา จ การทำ�
ให้แจ้งซ่ึงพระนพิ พาน เปน็ มงคลประการ ๑ ดงั น้ี จกั อธิบายพอเปน็
ทางด�ำริ ด้วยพระนิพพานย่อมแจ้งแก่ผู้ได้ผู้ถึงเท่าน้ัน ผู้ไม่ได้ไม่ถึง
ก็ได้แต่เพียงอนุมานเท่านั้น ตามท่ีมาต่างๆ ท่านแสดงนิพพานไว้
๒ อยา่ ง เรยี กวา่ สอปุ าทเิ สสนพิ พาน ๑ ทา่ นหมายความวา่ ดบั แตก่ เิ ลส
วบิ ากขนั ธ์ยงั อยู่ อนุปาทเิ สสนพิ พาน ๑ ท่านหมายดบั วบิ ากขันธเ์ ม่ือ
สน้ิ ลมหายใจแลว้ เรยี กว่า กเิ ลสนพิ พาน ขนั ธนิพพาน ดังนี้ ถา้ จกั เพ่ง
ตามรูปศัพท์หาเป็นเช่นนั้นไม่ ควรจะเห็นว่า สอุปาทิเสสนิพพานน้ัน
ไดแ้ กน่ พิ พานของทา่ นพระโสดาฯ พระสกทิ าฯ พระอนาคาฯ คอื กเิ ลส
ของทา่ นดบั เปน็ แตเ่ อกเทศ ยงั มที ฏิ ฐอิ ปุ าทานอยู่ จงึ ชอื่ วา่ สอปุ ทเิ สส-
นิพพาน นิพพานยังมีอุปาทานเหลืออยู่ อนุปาทิเสสนิพพาน ได้แก่
นพิ พานของพระอรหนั ต์ ไม่มอี ปุ าทานเหลอื อยู่ ส่วนน้เี ป็นความเหน็
ให้ก�ำหนดไว้พิจารณา จะตัดสินเด็ดขาดได้ต่อเม่ือเราได้เองเห็นเอง
น่นั แหละ
~ 139 ~
การเห็นอย่างน้ีเห็นตามในบทมาติกาท่ีว่า อุปาทินฺนุปาทานิยา
ธมมฺ า ธรรมทงั้ หลายเปน็ อปุ าทนิ นกสงั ขารดว้ ย เปน็ ทตี่ ง้ั แหง่ อปุ าทาน
ด้วย ไดแ้ ก่ ปุถชุ น อนปุ าทินฺนปุ าทานยิ า ธมมฺ า ธรรมทัง้ หลายเปน็
อนุปาทนิ นกสงั ขาร แตย่ งั เป็นท่ีต้ังแหง่ อุปาทาน ได้แก่ พระโสดาฯ
พระสกิทาคาฯ พระอนาคาฯ เป็นอนุปาทินนกะ รู้เท่าสังขารแล้ว
แตถ่ อนอปุ าทานยงั ไมอ่ อก เพราะกำ� ลงั มรรคยงั ออ่ น อนปุ าทนิ นฺ าน-ุ
ปาทานยิ า ธมมฺ า ธรรมทง้ั หลายเปน็ อนปุ าทนิ นกะดว้ ย เปน็ อนปุ าทาน
ด้วย ได้แก่ พระอรหันต์ เป็นอนุปาทินนกสังขาร หาอุปาทานมิได้
จงึ เรยี กว่าอนปุ าทเิ สสนิพพาน นพิ พานน้ันเป็นชื่อแห่งกเิ ลสดับ ไม่ใช่
ตัวดับ ตัวนนั้ หมายสตั ว์ ตามในชาดกทีเ่ รยี กว่า โพธิสตฺโต สตั วผ์ ูจ้ ะ
ตรัสรู้ สัตว์นั้นเม่ือยังดับกิเลสไม่ได้ ก็ต้องเวียนเกิดเวียนตายอยู่
ในภพน้อยภพใหญ่ ทนทุกข์ทนยากล�ำบากอยู่ในสังสารวัฏร่�ำไป
ไม่มีที่สิ้นสุด ต่อเม่ือกิเลสดับหมดจากขันธสันดานแล้ว สัตว์น้ันก็เป็น
ผู้บริสุทธ์ิไป ไม่ถือเอาภพเอาชาติต่อไปอีก เสวยเอกันตบรมสุขโดย
ส่วนเดียว ความสุขในพระนิพพานเป็นนิรามิสสุข ไม่เจือด้วยอามิส
เป็นความสุขไม่มีอะไรเปรียบ พอจะเทียบให้เห็นได้ก็แต่ความสุข
ในวเิ วก ผทู้ ไ่ี ดอ้ ปั ปนาฌาน มปี ฐมฌานเปน็ ตน้ ปตี แิ ละสขุ ในฌานนนั้
เป็นความสุขอย่างประณีต แต่มีปีติและสุขอย่างน้ัน ความสุขยัง
~ 140 ~
ไม่ประณีตเท่าจตุตถฌานที่มีแต่เอกัคคตากับอุเบกขา ความสุขเพียง
ฌานเทา่ นก้ี ป็ ระณตี พเิ ศษยงิ่ กวา่ กามสขุ รอ้ ยเทา่ พนั ทวี แตค่ วามสขุ ใน
ฌานเปน็ ความสขุ อนั ประณตี ถงึ เพยี งนนั้ กย็ งั ไมเ่ ทา่ สว่ นเสย้ี วความสขุ
ในพระนพิ พาน พระนพิ พานเปน็ ของมีไม่สญู อยา่ งเอก เป็นวิสยั ของ
พระอริยมรรคจะเป็นผเู้ หน็ ปุถชุ นเป็นแต่อนุมานเทา่ น้ัน ไมม่ ใี นที่อนื่
มีอยทู่ ีส่ กลกายของเรานเ่ี อง จะไปหาทีอ่ ื่นไม่พบเลย
ข้อที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า อตฺถิ ภิกฺขเว ตทายตนํ ดูกร
ภกิ ษทุ ั้งหลาย อายตนะคือพระนิพพานน้ันมอี ยู่ แตไ่ ม่ใช่ดิน นำ�้ ไฟ
ลม ไม่ใช่อะไรๆ หมดที่ปฏิเสธเสียหมดน้ัน ประสงค์จะไม่ให้หลง
ตามสญั ญาโลก ท่ีวา่ อายตนะคอื พระนิพพานมีอยูน่ ้ัน จะอ่ืนไปจาก
มนายตนะ ธัมมายตนะ ไม่ได้ แต่ไม่ใช่ มนายตนะ ธัมมายตนะ
ทีเ่ ปน็ สัญญาอดตี อย่างท่ีรู้กนั อยูโ่ ดยธรรมดาน้ี จงึ เปน็ วิสัยของมรรค
เป็นปัจจุบันธรรม อายตนะเช่นน้ันจะเห็นได้ต่อเมื่อสัมมาทิฏฐิ-
ญาณทสั สนะบงั เกิดข้นึ จ�ำเพาะตัว
ท่ีแสดงมาน้ีเป็นแต่ชี้ทางไว้ให้เดินเท่านั้น ผู้ใดปรารถนาก็พึง
มนสกิ ารดำ� เนินตามวิธีแห่งพระอรยิ มรรค จะเห็นแจ้งซงึ่ พระนพิ พาน
เป็นอันได้ประสบพบเห็นบรมสุขอันหาสิ่งเปรียบมิได้ การกระท�ำให้
แจ้งซึง่ พระนิพพาน จงึ นบั ว่าเป็นมงคลอันสงู สดุ ประการ ๑
~ 141 ~
ต่อนี้จักแสดงบาลีมุตตกนิพพานไว้สักหน่อย นิพพานนอกบาลี
นพิ พานมี ๒ อยา่ ง นพิ พานยากจนอยา่ ง ๑ นพิ พานมง่ั มอี ย่าง ๑
นพิ พานยากจนนนั้ ไดแ้ กน่ พิ พานพวกเดยี รถยี ์ ภายนอกพระพทุ ธศาสนา
นิพพานอนัตตา ถ้าใครส�ำเร็จแล้วจนทุกคน ท่ีอยู่ท่ีอาศัยก็จน
อาหารการบริโภคก็จน ผ้าจะนุ่งจะห่มก็จน การกินก็ไม่สะอาด
การนุ่งห่มก็ไม่สะอาด สกปรก น่าเกลียด ตัวของตัวก็ไม่ปฏิบัติให้
สะอาด เหน็ เปน็ อนตั ตาไปหมด ชาตนิ ยี้ ากจนเสยี แลว้ ไปชาตหิ นา้ กย็ ง่ิ
จนหนกั ขนึ้ จงึ ใหช้ อ่ื วา่ นพิ พานยากจน นพิ พานมง่ั มนี น้ั ไดแ้ ก่ นพิ พาน
ของพระพุทธเจ้า ตั้งต้นแต่สร้างพระบารมีมาก็ไม่จน มั่งมีบริบูรณ์
มาทกุ ภพทกุ ชาติ จนถงึ ปจั ฉมิ ชาตกิ ไ็ ดเ้ ปน็ กษตั รยิ ์ ออกประพฤตพิ รต
พรหมจรรย์ก็ไม่จน เมื่อได้ตรัสรู้พระสยัมภูญาณแล้ว เสด็จเข้าบ้าน
เข้าเมืองเสวยนิพพานสมบัติล้นหลาม มีแต่ผู้สร้างวัดวาวิหารถวาย
และนอ้ มนำ� มาซง่ึ เครอื่ งสกั การะอยา่ งฟมุ่ เฟอื ยถงึ ๔๕ พรรษา จงึ เสดจ็
ดบั ขนั ธปรนิ พิ พาน และยงั ไดร้ บั เครอ่ื งสกั การะในสมยั ฌาปนกจิ อยา่ ง
พระเจ้าจักรพรรดิราช เคร่ืองสักการะในพระพุทธเจ้านนั้ ยงั ลน้ หลาม
มาจนทุกวันน้ี จะได้ขาดแต่สักวันไม่มีเลย โดยที่สุดแต่สาวกผู้รับ
ศาสนทายาท ถา้ ไดเ้ ปน็ เจา้ หมเู่ จา้ คณะแลว้ ไมม่ ใี ครจนเลย มง่ั มตี ามๆ
กันมาจนทุกวันนี้ เพราะเหตุน้ัน นิพพานของพระพุทธเจ้าจึงช่ือว่า
~ 142 ~
นพิ พานมงั่ มี แสดงไวเ้ ผอื่ เลอื ก ใครจะชอบนพิ พานประเภทไหนกต็ ามใจ
ถ้าต้องการนพิ พานพระพุทธเจ้า อยา่ ทิ้งบารมี ๑๐ ประการ
ไดแ้ สดงมงคล ๔ ประการ ในคาถาท่ี ๙ คอื ตโป จ การประพฤติ
ตบะ ๑ พฺรหฺมจริยญฺจ การประพฤติพรหมจรรย์ ๑ อริยสจฺจาน
ทสสฺ นํ การเห็นอริยสัจทั้งหลาย ๑ นพิ พฺ านสจฉฺ ิกิริยา จ การกระทำ�
ให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน ๑ ว่าเป็นมงคลสูงสุดแต่ละอย่างๆ และเป็น
มงคลอันพึงปรารถนาทุกประการ พุทธบริษัทพึงสันนิษฐานให้ได้
ใจความ แล้วตั้งใจปฏิบัติด�ำเนินตามก็จักประสบความสุขอันตน
ประสงค์ทกุ ประการ โดยนัยดังวิสชั นามาดว้ ยประการฉะนี.้
~
~ 143 ~
กณั ฑ์ที่ ๑๐
มงคลกถา
(๒๖ กันยายน ๒๔๗๐)
อทิ านิ ปณฺณรสที ิวเส สนฺนิปติตาย พทุ ฺธปรสิ าย กาจิ ธมฺมีกถา
กถิยเต. ผฏุ ฺสฺส โลกธมฺเมหิ จติ ตฺ ํ ยสสฺ น กมปฺ ติ อโสกํ วริ ชํ เขมํ
เอตมฺมงคฺ ลมตุ ฺตมนตฺ ิ อมิ สฺส ธมฺมปรยิ ายสฺส อตโฺ ถ สาธายสมฺ นเฺ ตหิ
สกกฺ จฺจํ โสตพโฺ พติ.
ณ วนั นเ้ี ปน็ วนั ปณั ณรสดี ถิ ที ี่ ๑๕ คำ�่ แหง่ สกุ กปกั ข์ เปน็ วนั สนั นบิ าต
แห่งพุทธบริษัท เพื่อจะกระท�ำการบูชาพระรัตนตรัยด้วยอามิสและ
ปฏบิ ตั ิ ไดก้ ระทำ� บพุ พกจิ เสรจ็ แลว้ วาระนเี้ ปน็ โอกาสทจี่ กั ฟงั พระธรรม
เทศนา พึงต้ังใจฟังคอยก�ำหนดตาม อย่าให้เสียทีท่ีได้สละกิจการ
งานบ้านเรือนมาโดยศรัทธา ไม่ได้มาด้วยการรับจ้างหรือถูกบังคับ
กะเกณฑใ์ หม้ า หวงั หาทพ่ี งึ่ ส่วนตัวเท่านนั้
การมานี้ ชือ่ วา่ เปน็ ผู้มอี ิสรภาพในตน ควรได้รับความสรรเสรญิ
แต่เทพดาและมนษุ ยโ์ ดยแท้ ให้ถอื เอาโอกาสที่ได้มายังท่ีประชมุ นว้ี ่า
~ 144 ~
เป็นลาภอนั สำ� คญั ของตน เพราะพ้นจากอุปสรรคเคร่ืองขัดข้องต่างๆ
จึงมาได้ และให้พิจารณาให้เห็นตนว่า เปรียบเหมือนยังตกอยู่ใน
ที่ล้อมทีข่ ัง เขายงั งดเวน้ ให้ ยังไมถ่ งึ วนั กำ� หนดประหารชีวติ เท่าน้นั
พวกเรากับนักโทษถึงตายไม่ต่างอะไรกัน เมื่อยังไม่ถึงวันก�ำหนด
ประหารก็อยู่ไปกินไป พอถึงวันก�ำหนดเขาก็น�ำไปประหารเท่านั้น
พวกเราท่ีเป็นอยู่ทุกวันน้ีก็เช่นเดียวกันกับนักโทษถึงตายนั้น เม่ือยัง
ไมถ่ งึ วนั ตายกย็ งั อยไู่ ปกนิ ไป สนกุ ไปทกุ ขไ์ ป พอถงึ วนั ตายกต็ อ้ งตาย
เท่าน้ัน และไม่มีเขตเครื่องหมายว่าจะให้ตายเมื่อไรเสียด้วย แต่เขา
ไม่ยกเวน้ ใหส้ กั คนเดียว เท่ากนั กบั นักโทษถึงตายเช่นน้นั
เมื่อพิจารณาเห็นความน้ีกระจ่างข้ึนแก่ใจแล้ว ต้องตรองหา
ทางหนที างสู้ ค�ำที่วา่ เขา นน้ั คอื หมายพระยามัจจุราช นสิ ยั ของเขา
ต้องการแต่กายนครท่ีคนอื่นสร้างขึ้นแล้วเท่าน้ัน เม่ือเจ้าของเขาทิ้ง
เสียแล้ว ตัวก็ครอบครองไม่ได้เสียอีก เม่ือรู้ว่าตนเป็นผู้หมดอ�ำนาจ
ที่จักสู้รบกับเขา จ�ำเป็นต้องยอมสละพระนครให้แก่เขา แต่ทรัพย์
สมบัติพยายามขนออกจากพระนครให้หมด ให้เหลือไว้แต่เปลือก
เมือง อธบิ ายวา่ ถ้าเราสามารถจะบริจาคทานหรอื การกอ่ สร้างสิง่ ใด
ให้เป็นของถาวรไว้ในพระพุทธศาสนา ก็ให้รีบท�ำให้เป็นท่ีระลึก
ของตนไว้แล้วเตรียมเคร่ืองรางส�ำหรับกล้าหาญของใจให้มีข้ึนไว้
~ 145 ~
เสียโดยเร็ว เครื่องรางก็คือ ทาน ศีล ภาวนา เท่านั้นก็พอ แต่ว่า
ถา้ จะอาศยั แต่เพยี งทานกับศลี แท้ กำ� ลงั ยังออ่ น เพราะเก่ียวด้วยวตั ถุ
ภายนอก ยงั เกย่ี วด้วยอามสิ มาก ภาวนาเปน็ เครอื่ งรางสำ� คัญ เพราะ
เก่ยี วดว้ ยใจอยา่ งเดียว
ภาวนาแปลว่า ท�ำให้เกิดให้มี ท�ำมรรคน้ีแหละให้เกิดให้มีข้ึน
ท่ีเรียกวา่ มรรคภาวนา มรรคนัน้ มีลกั ษณะเป็น ๓ คอื ศลี ๑ สมาธิ ๑
ปัญญา ๑ ต้องมีขึ้นด้วยกันท้ัง ๓ ประเภท จึงจะเป็นมรรคสมังคี
เกิดญาณทัสสนะขน้ึ ได้ ทา่ นแสดงไว้ในวสิ ุทธิมรรคว่า าณทสฺสน-
วสิ ทุ ฺธิ นามมคโฺ ค ปวจุ ฺจติ ความว่า าณทสฺสนวสิ ุทฺธิ ความบริสทุ ธิ์
แห่งความรู้ความเห็นตามความเป็นจริงอย่างไร ในสรรพสังขาร
คือยถาภูตญาณทัสสนะน่ันแล ท่านกล่าวว่าเป็นชื่อของมรรค ดังน้ี
พยายามกระทำ� มรรคนแี้ หละใหเ้ กดิ ขน้ึ ชอ่ื วา่ มรรคภาวนา แตต่ อ้ งการ
ศลี สมาธิ ปญั ญา อยา่ งทเี่ ปน็ บาทแหง่ กนั และกนั ตามทมี่ าในโอวาท
ปาฏโิ มกขห์ รอื ในทา้ ยอนศุ าสนว์ า่ สลี ปรภิ าวโิ ต สมาธมิ หปผฺ โล โหติ
มหานสิ โํ ส สมาธปิ รภิ าวติ า ปญฺ ามหปผฺ ลา โหติ มหานสิ สํ า ปญฺ า-
ปรภิ าวติ ํ จติ ฺตํ สมมฺ เทว อาสเวหิ วมิ จุ ฺจติ ดังนี้ ความว่า ศีลเปน็ บาท
แหง่ สมาธิ สมาธเิ ปน็ บาทแหง่ ปญั ญา ปญั ญาเปน็ บาทแหง่ วมิ ตุ ติ ดงั นี้
~ 146 ~
ความเห็นว่าอินทรียสังวรศีลนี้ ใกล้ต่อสมาธิและปัญญามาก
ศีลประเภทอื่นก็ให้รักษาไว้ให้เป็นภาคพ้ืนตามภูมิของตน ถ้าจะเล็ง
ศนู ยก์ นั จรงิ จงั แลว้ ตอ้ งรกั ษาอนิ ทรยี สงั วรศลี คอื ตอ้ งรกั ษาใจใหเ้ ปน็
ปกติให้จงได้ ถ้าใจเป็นปกติเมอ่ื ไร จะเหน็ จักษุ โสตะ ฆานะ ชวิ หา
กาย ใจ และรปู เสียง กลิ่น รส เครื่องสัมผสั ธมั มารมณ์ เปน็ ปกติ
เมือ่ นน้ั ความจรงิ จกั ษุ โสตะ ฆานะ ชวิ หา กาย ใจ และรูป เสยี ง
กลิ่น รส เครื่องสัมผัส ธมั มารมณ์ เขาเป็นปกตเิ ปน็ ศีลอย่แู ล้ว แตใ่ จ
ไมส่ งบไม่เห็นปกติ เพราะสงั โยชน์ ๓ ไมข่ าด ใจ ๑ ตา หู จมกู ล้ิน
กาย ๑ รปู เสียง กล่นิ รส เครอื่ งสมั ผสั ธัมมารมณ์ ๑ ตอ่ ประสานกนั
อยูเ่ สมอ เรยี กว่า สังโยชน์ เมื่อใจสงบ ทตี่ ่อขาดจากกัน สมมตวิ า่
สังโยชน์ขาด จึงเห็นปกติแจ้งชัด ท้ังอายตนะภายนอกและภายใน
ตัวอายตนะนั่นแหละชื่อว่าศีล ความสงบของใจน่ันแหละช่ือว่าสมาธิ
ความเห็นปกตินั่นแหละช่ือว่าปัญญา เป็นตัวยถาภูตญาณทัสสนะ
เปน็ มรรคปฏปิ ทา ถ้าวถิ ีจติ เดนิ ถงึ มรรคปฏิปทานไ้ี ด้ จติ น้ันกอ็ งอาจ
กลา้ หาญ จงึ ชอื่ วา่ มเี ครอื่ งรางสำ� คญั ในตน ไมก่ ลวั ตอ่ พระยามจั จรุ าช
คือยอมสละเปลือกเมืองให้เขาเสียเท่านั้น ท่ีแสดงมานี้เป็นทางหนี
ทางส้ตู ่อมรณภยั ควรพุทธบรษิ ัทจะมนสิการใหม้ ีไวใ้ นตนเปน็ ความ
ชอบย่ิง บัดนีจ้ ักแสดงมงคลในทสมคาถาตอ่ ไป
~ 147 ~
ในคาถาท่ี ๑๐ นปี้ ระดบั ไปด้วยมงคล ๔ ประการ คอื ผฏุ ฺ สสฺ
โลกธมฺเมหิ จิตฺตํ ยสฺส น กมฺปติ จิตของบุคคลผู้ใดอันโลกธรรม
ทง้ั หลายถูกต้องแลว้ ยอ่ มไมห่ วนั่ ไหว เป็นมงคลประการ ๑ อโสกํ
ผไู้ ม่มีโศก เป็นมงคลประการ ๑ วริ ชํ ผมู้ กี เิ ลสเพียงดงั ธลุ ีไปปราศแล้ว
เป็นมงคลประการ ๑ เขมํ ผู้มีจิตอันเกษม เป็นมงคลประการ ๑
เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ จตุพิธธรรมทั้ง ๔ ประการนี้ ล้วนเป็นมงคลอัน
สูงสุด แตล่ ะอยา่ งๆ มเี น้ือความโดยยอ่ ตามพระคาถาเพยี งเทา่ นี้ บัดนี้
จกั อธบิ ายเน้ือความแหง่ มงคลทั้ง ๔ ขอ้ น้ันตอ่ ไป พอเปน็ เคร่ืองบ�ำรงุ
ปัญญาแห่งพุทธบรษิ ทั
มงคลที่ ๑ ในทสมคาถานว้ี ่า ผฏุ ฺสฺส โลกธมฺเมหิ จิตตฺ ํ ยสสฺ
น กมปฺ ติ จติ ของผใู้ ดอนั โลกธรรมทงั้ หลายถกู ตอ้ งแลว้ ยอ่ มไมห่ วนั่ ไหว
เป็นมงคลประการ ๑ ดังนี้ อธิบายว่า ค�ำที่ว่าโลกธรรม ประสงค์
เอาธรรมที่ประจ�ำอยู่กับโลก คือประจ�ำอยู่กับหมู่สัตว์ เป็นฝ่าย
อิฏฐารมณ์ คือเป็นอารมณ์อันพงึ ปรารถนา ๑ เป็นฝา่ ยอนิฏฐารมณ์
คือเป็นอารมณ์อันไม่พึงปรารถนา ๑ ท่านจัดไว้เป็น ๔ คู่ มีลาภ
เสอื่ มลาภคู่ ๑ มยี ศเสือ่ มยศคู่ ๑ นินทาสรรเสรญิ คู่ ๑ สุขทกุ ข์คู่ ๑
ลาภยศสรรเสรญิ ความสขุ เปน็ ฝา่ ยอฏิ ฐารมณ์ เสอื่ มลาภเสอ่ื มยศนนิ ทา
ทุกข์เป็นฝ่ายอนิฏฐารมณ์ บุคคลผู้ใดเม่ืออารมณ์ท้ังสองฝ่ายน้ันมา
~ 148 ~
กระทบถูกต้องเข้า คือมาถึงแก่ตนเข้า บุคคลผู้นั้นมีจิตไม่หว่ันไหว
คือจติ ไม่ยุบลงและฟขู ้นึ ตามอารมณ์ ชอ่ื วา่ มีจิตไมห่ ว่นั ไหว การทีจ่ กั
มีจิตไม่หวั่นไหวนั้น ก็ต้องมีความรู้ความฉลาดพอ จึงจักป้องกันได้
คือให้เห็นว่าธรรมเหล่าน้ีเขาประจ�ำอยู่กับสัตวโลกมานมนานแล้ว
เกดิ ขน้ึ แลว้ กด็ บั ไป เพราะสตั วบ์ คุ คลเปน็ สภาวะไมเ่ ทย่ี ง สว่ นคณุ ธรรม
ทง้ั ๘ นั้น ถึงจะเป็นของเทย่ี งมีสำ� หรบั โลกอยเู่ สมอ แตเ่ มื่อสมั ปยุต
เขา้ กับสตั ว์บคุ คลซง่ึ เปน็ ของไมเ่ ท่ยี ง ก็แสดงความไมเ่ ท่ียงไปตามกนั
เท่านั้น ให้เห็นว่าอารมณ์ทั้ง ๘ น้ีเป็นคติแห่งสังขารธรรมดาของ
สังขาร ย่อมมีความเกิดขน้ึ และดับไป ไมเ่ ทยี่ ง เป็นทกุ ข์ เป็นอนัตตา
เราจะได้สมประสงค์ในส่ิงน้ันแต่ท่ีไหน เมื่อท�ำความรู้เท่าอย่างนี้
จิตก็เป็นกลาง ชื่อว่าผู้ไม่หว่ันไหวต่อโลกธรรม ให้ท�ำความเห็นว่า
ลาภ ยศ สรรเสริญ และความสุข หรือเสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา
ทกุ ข์ คณุ ธรรมทงั้ หลายเหลา่ นเ้ี ปน็ ของมปี ระจำ� อยกู่ บั สตั วโลกทกุ เมอ่ื
ก็คือเป็นสมบัติของสัตวโลกท่ัวไป ส่วนตัวเราก็เป็นสัตวโลกคนหน่ึง
จ�ำเป็นจะต้องใช้สมบัติกลางของโลกเหมือนเขา ให้ถือเสียว่าสมบัติ
กลางท้ัง ๘ ประการนน้ั เป็นของส�ำหรบั ใช้เพยี งเท่านนั้ อยา่ ให้ของ
ส�ำหรบั ใชอ้ ยูเ่ หนอื เรา ใหต้ นอยเู่ หนอื ลาภ ยศ สรรเสริญ ความสุข
และเสอื่ มลาภ เส่ือมยศ นนิ ทา ทุกข์ เหมือนอย่างคนอยเู่ หนอื หลงั ช้าง
~ 149 ~