สว่ นอคุ คหนมิ ติ ทปี่ รากฏขนึ้ จากจติ ตามทไี่ ดอ้ ธบิ ายไวข้ า้ งตน้ นนั้
เป็นนิมิตท่ีควรแก่การปฏิภาคในหลักภาวนา ของผู้ต้องการอุบาย
แยบคายด้วยปัญญาโดยแท้ เพราะเป็นนิมิตที่เกี่ยวกับอริยสัจ นิมิต
อันหลังตอ้ งน้อมเข้าหาจึงจะเป็นอรยิ สจั ได้บา้ ง แต่ทงั้ นมิ ติ เกิดกับตน
และนิมิตผา่ นมาจากภายนอก ถา้ เปน็ คนขลาดก็อาจเสยี ไดเ้ หมอื นกนั
ส�ำคัญอยู่ท่ีปัญญาและความกล้าหาญต่อเหตุการณ์ ผู้มีปัญญาจึง
ไม่ประมาทสมาธิประเภทนี้โดยถ่ายเดียว เช่น งูเป็นตัวอสรพิษ
เขาน�ำมาเล้ียงไว้เพ่ือถือเอาประโยชน์จากงูก็ยังได้ วิธีปฏิบัติใน
นิมิตท้ังสองซึ่งเกิดจากสมาธิประเภทน้ี นิมิตท่ีเกิดจากจิตท่ีเรียกว่า
“นิมิตใน” จงท�ำปฏิภาค มีแบ่งแยก เป็นต้น ตามที่ได้อธิบายไว้
ขา้ งตน้ แลว้ นมิ ติ ทผ่ี า่ นมาอนั เกยี่ วแกค่ นหรอื สตั ว์ เปน็ ตน้ ถา้ สมาธยิ งั
ไมช่ ำ� นาญ จงงดไวก้ อ่ นอยา่ ดว่ นสนใจ เมอ่ื สมาธชิ ำ� นาญแลว้ จงึ ปลอ่ ย
จติ ออกรตู้ ามเหตกุ ารณท์ ป่ี รากฏ จะเปน็ ประโยชนท์ เ่ี กย่ี วกบั เรอ่ื งราว
ในอดีตอนาคตไม่น้อยเลย สมาธิประเภทนี้เป็นสมาธิที่แปลกมาก
อยา่ ดว่ นเพลดิ เพลนิ และเสยี ใจในสมาธปิ ระเภทนโี้ ดยถา่ ยเดยี ว จงทำ�
ใจให้กล้าหาญขณะที่นิมิตนานาประการเกิดข้ึนจากสมาธิประเภทน้ี
เบอื้ งต้นใหน้ ้อมลงสไู่ ตรลักษณ์ ขณะนมิ ติ ปรากฏข้ึนจะไม่ทำ� ให้เสยี
แตพ่ งึ ทราบวา่ สมาธิประเภทมีนมิ ิตนไ้ี มม่ ีทกุ รายไป รายที่ไม่มี
กค็ ือเมือ่ จิตสงบแลว้ รวมอยกู่ ับที่ จะรวมนานเท่าไร ก็ไมค่ ่อยมนี มิ ิต
~ 250 ~
มาปรากฏ หรอื จะเรียกงา่ ยๆ ก็คือ รายที่ปญั ญาอบรมสมาธิ แมส้ งบ
รวมลงแล้วจะอยู่นานหรือไม่นานก็ตามก็ไม่มีนิมิต เพราะเก่ียวกับ
ปัญญาแฝงอยูใ่ นองค์สมาธนิ นั้ สว่ นรายที่สมาธอิ บรมปญั ญา มกั จะ
ปรากฏนิมิตแทบทุกรายไป เพราะจติ ประเภทนี้รวมลงอยา่ งเรว็ ท่สี ดุ
เหมอื นคนตกบอ่ ตกเหวไมค่ อ่ ยระวงั ตวั ลงรวดเดยี วกถ็ งึ ทพี่ กั ของจติ แลว้
ก็ถอนออกมารู้เหตกุ ารณต์ ่างๆ จงึ ปรากฏเปน็ นิมติ ขนึ้ มาในขณะนนั้
และก็เป็นนิสัยของจิตประเภทนี้แทบทุกรายไป แต่จะเป็นสมาธิ
ประเภทใดกต็ าม ปญั ญาเปน็ สิ่งสำ� คัญประจำ� สมาธิประเภทนัน้ ๆ เมือ่
ถอนออกมาแลว้ จงไตร่ตรองธาตขุ นั ธด์ ้วยปัญญา เพราะปัญญากับ
สมาธิเป็นธรรมคู่เคียงกัน จะแยกจากกันไม่ได้ ถ้าสมาธิไม่ก้าวหน้า
ต้องใช้ปญั ญาหนุนหลงั ขอยุติเร่อื งอุปจารสมาธแิ ตเ่ พยี งเท่านี้
อัปปนาสมาธิ เปน็ สมาธิท่ีละเอยี ดและแนน่ หนามัน่ คง ท้งั รวมอยู่
ไดน้ าน จะใหร้ วมอยหู่ รอื ถอนขน้ึ มาไดต้ ามตอ้ งการ สมาธทิ กุ ประเภท
พึงทราบว่า เป็นเคร่ืองหนุนปัญญาได้ตามก�ำลังของตน คือ สมาธิ
อยา่ งหยาบ อยา่ งกลาง และอย่างละเอยี ด ก็หนุนปญั ญาอยา่ งหยาบ
อย่างกลาง และอย่างละเอียดเป็นชั้นๆ ไป แล้วแต่ผู้มีปัญญาจะน�ำ
ออกใช้ แตโ่ ดยมากจะเปน็ สมาธปิ ระเภทใดกต็ ามปรากฏขน้ึ ผภู้ าวนา
มกั จะตดิ เพราะเปน็ ความสงบสขุ ในขณะทจี่ ติ รวมลงและพกั อยู่ การท่ี
~ 251 ~
จะเรยี กวา่ จติ ตดิ สมาธิ หรอื ตดิ ความสงบไดน้ นั้ ไมเ่ ปน็ ปญั หา ในขณะที่
จิตพักรวมอยู่ จะพักอยู่นานเท่าไรก็ได้ตามข้ันของสมาธิ ท่ีส�ำคัญ
ก็คือ เมื่อจิตถอนขึ้นมาแล้วยังอาลัยในความพักของจิต ทั้งๆ ท่ีตน
มีความสงบพอท่ีจะใช้ปัญญาไตร่ตรอง และมีความสงบจนพอตัว
ซงึ่ ควรจะใชป้ ญั ญาไดอ้ ยา่ งเตม็ ทแ่ี ลว้ แตย่ งั พยายามทจี่ ะอยใู่ นความ
สงบ ไม่สนใจในปัญญาเลย อย่างนี้เรียกว่า ตดิ สมาธิถอนตัวไม่ข้นึ
จดจารกึ ปพี ุทธศักราช ๒๕๐๑
พระธรรมวิสุทธิมงคล
(พระาณสมฺปนโฺ น หลวงตามหาบวั )
ปัญญา
ทางท่ีถูกและราบร่ืนของผู้ปฏิบัติก็คือ เม่ือจิตได้รับความสงบ
พอเห็นทางแล้ว ต้องฝึกหัดจิตให้คิดค้นในอาการของกาย จะเป็น
อาการเดยี วหรือมากอาการก็ตาม ด้วยปัญญาคล่คี ลายดกู ายของตน
เรม่ิ ตง้ั แต่ ผม ขน เล็บ ฟนั หนัง เนอ้ื เอน็ กระดูก เยือ่ ในกระดกู
มา้ ม หัวใจ ตบั พังผืด ไต ปอด ไส้นอ้ ย ไส้ใหญ่ อาหารใหม่ อาหาร
เกา่ ๆ ฯลฯ ทีเ่ รยี กวา่ อาการ ๓๒ ของกาย ส่ิงเหล่าน้ีตามปกตเิ ตม็ ไป
~ 252 ~
ด้วยของปฏิกูล น่าเกลียดตลอดเวลา ไม่มีอวัยวะส่วนใดจะสวยงาม
ตามโมหนิยม ยังเป็นอยู่กป็ ฏิกูล ตายแลว้ ยงิ่ เปน็ มากข้ึน ไม่วา่ สัตว์
บุคคลหญิงชาย มีความเป็นอย่างน้ีทั้งน้ัน ในโลกนี้เต็มไปด้วยของ
อยา่ งน้ี หาสงิ่ ทแ่ี ปลกกวา่ นไ้ี มม่ ี ใครอยใู่ นโลกนต้ี อ้ งมอี ยา่ งนี้ ตอ้ งเปน็
อยา่ งน้ี ตอ้ งเห็นอยา่ งน้ี
ความเปน็ อนจิ จฺ ํ ไมเ่ ทีย่ งก็กายอนั น้ี ทุกฺขํ ความล�ำบากก็กาย
อนั น้ี อนตตฺ า ปฏเิ สธความประสงคข์ องสตั วท์ ั้งหลายกก็ ายอันนี้ ส่งิ ที่
ไมส่ มหวงั ทงั้ หมดกอ็ ยทู่ ก่ี ายอนั นี้ ความหลงสตั วห์ ลงสงั ขารกห็ ลงกาย
อนั นี้ ความถือสตั ว์ถือสังขารกถ็ อื กายอนั นี้ ความพลัดพรากจากสัตว์
และสังขารก็พลัดพรากจากกายอันน้ี ความหลงรักหลงชังก็หลงกาย
อนั นี้ ความไมอ่ ยากตายกห็ ว่ งกายอนั นี้ ตายแลว้ รอ้ งไหห้ ากนั กเ็ พราะ
กายอนั น้ี ความทุกข์ทรมานแต่วันเกดิ จนถึงวนั ตายก็เพราะกายอันนี้
ทงั้ สตั วแ์ ละบคุ คลวงิ่ วอ่ นไปมาหาอยหู่ ากนิ ไมม่ วี นั ไมม่ คี นื กเ็ พราะเรอ่ื ง
ของกายอนั เดยี วนี้ มหาเหตมุ หาเรอ่ื งอนั ใหญโ่ ตในโลกทเี่ ปน็ กงจกั ร
ผนั มนษุ ยแ์ ละสตั วไ์ มม่ วี นั ลมื ตาเตม็ ดวง ประหนงึ่ ไฟเผาอยตู่ ลอดเวลา
ก็คอื เรอื่ งของกายเป็นเหตุ กเิ ลสทว่ มหวั จนเอาตวั ไมร่ อดก็เพราะกาย
อนั นี้ สรปุ ความเรื่องในโลกคอื เรือ่ งเพอ่ื กายอนั เดียวนีท้ ้ังนนั้
~ 253 ~
เมื่อพิจารณากายพร้อมทั้งเรื่องของกายให้แจ้งประจักษ์กับใจ
ดว้ ยปญั ญาอยอู่ ยา่ งนไ้ี มม่ เี วลาหยดุ ยงั้ กเิ ลสจะยกกองพลมาจากไหน
ใจจึงจะสงบลงไม่ได้ ปัญญาอ่านประกาศความจริงให้ใจฟังอยู่
อยา่ งน้ตี ลอดเวลา ใจจะฝนื ความจริงจากปัญญาไปไหน เพราะกเิ ลส
กเ็ กิดจากใจ ปัญญาก็เกิดจากใจ เรากค็ อื ใจ จะแกก้ เิ ลสด้วยปัญญา
ของเราจะไม่ได้อย่างไร เมื่อปัญญาเป็นไปในกายอยู่อย่างนี้ จะไม่
เหน็ แจง้ ในกายอยา่ งไรเลา่ ? เมอ่ื เหน็ กายแจง้ ประจกั ษใ์ จดว้ ยปญั ญา
อยา่ งน้ี ใจตอ้ งเบอ่ื หนา่ ยในกายตน และกายคนอนื่ สตั วอ์ น่ื ตอ้ งคลาย
ความก�ำหนัดยินดีในกาย แล้วก็ถอนอุปาทานความถือมั่นในกาย
โดย สมุจเฉทปหาน พร้อมทั้งความรู้เท่ากายทุกส่วน ไม่หลงรัก
หลงชงั ในกายใดๆ อีกต่อไป
การที่จิตใช้กล้อง คือ ปัญญา ท่องเที่ยวในเมือง “กายนคร”
ย่อมเห็น “กายนคร” ของตน และ “กายนคร” ของคนและสตั ว์ทั่วไป
ไดช้ ัด ตลอดจนทางสามแพร่ง คือ ไตรลกั ษณ์ อนิจจฺ ํ ทุกขฺ ํ อนตตฺ า
และทางสี่แพร่ง คือ ธาตุส่ี ดิน น�้ำ ลม ไฟ ทั่วท้ังตรอกของทาง
สายต่างๆ คือ อาการของกายทุกส่วน พร้อมท้ังห้องน้�ำ ครัวไฟ
(ส่วนข้างในของร่างกาย) แห่งเมืองกายนคร จัดเป็น โลกวิทู
ความเห็นแจ้งในกายนครท่ัวทั้งไตรโลกธาตุก็ได้ด้วย ยถาภูต-
~ 254 ~
ญาณทัสสนะ ความเหน็ ตามเปน็ จรงิ ในกายทกุ สว่ น หมดความสงสยั
ในเรอ่ื งของกายทเ่ี รยี กว่า รปู ธรรม
ตอ่ ไปนจี้ ะอธบิ ายวปิ สั สนาเกย่ี วกบั นามธรรม คอื เวทนา สญั ญา
สังขาร และวิญญาณ นามธรรมท้ังสี่นี้เป็นส่วนหน่ึงของขันธ์ห้า
แตล่ ะเอยี ดไปกวา่ รปู ขนั ธ์ คอื กาย ไมส่ ามารถมองเหน็ ดว้ ยตา แตร่ ไู้ ด้
ทางใจ เวทนา คอื สง่ิ ทจ่ี ะตอ้ งเสวยทางใจ สขุ บา้ ง ทกุ ขบ์ า้ ง เฉยๆ บา้ ง
สัญญา คือ ความจ�ำ เชน่ จำ� ชอื่ จ�ำเสียง จำ� วตั ถุสิ่งของ จ�ำบาลีคาถา
เปน็ ตน้ สังขาร คือ ความคิด ความปรุง เช่น คิดดี คดิ ชวั่ คิดกลางๆ
ไม่ดี ไม่ชั่ว หรอื ปรุงอดีตอนาคต เปน็ ตน้ และ วญิ ญาณ ความรบั รู้
คือ รับรู้ รูป เสียง กลนิ่ รส เครอ่ื งสมั ผัส และธรรมารมณ์ ในขณะท่ี
ส่ิงเหลา่ นีม้ ากระทบ ตา หู จมูก ล้นิ กาย และใจ นามธรรมทง้ั สน่ี ี้
เป็นอาการของใจ ออกมาจากใจ รไู้ ดท้ ใ่ี จ และเปน็ มายาของใจดว้ ย
ถา้ ใจยังไมร่ อบคอบ จงึ จัดวา่ เป็นเคร่อื งปกปดิ ก�ำบงั ความจริงได้ด้วย
การพจิ ารณานามธรรมทง้ั สี่ ตอ้ งพจิ ารณาดว้ ยปญั ญา โดยทาง
ไตรลักษณ์ ล้วนๆ เพราะขันธ์เหล่านี้มีไตรลักษณ์ประจ�ำตนทุก
อาการทเี่ คลอ่ื นไหว แตว่ ธิ พี จิ ารณาในขนั ธท์ งั้ สน่ี ี้ ตามแตจ่ รติ จะชอบ
ในขันธ์ใด ไตรลักษณ์ใด หรือท่ัวไปในขันธ์ และไตรลักษณ์นั้นๆ
~ 255 ~
จงพจิ ารณาตามจรติ ชอบในขนั ธแ์ ละไตรลักษณน์ ้นั ๆ เพราะขนั ธ์และ
ไตรลกั ษณห์ นง่ึ ๆ เปน็ ธรรมเกยี่ วโยงถงึ กนั จะพจิ ารณาเพยี งขนั ธห์ รอื
ไตรลักษณ์เดียว ก็เป็นเหตุให้ความเข้าใจหย่ังทราบไปในขันธ์และ
ไตรลกั ษณ์อ่นื ๆ ได้โดยสมบูรณ์ เชน่ เดยี วกบั พิจารณาไปพร้อมๆ กนั
เพราะขันธ์และไตรลักษณ์เหล่านี้มีอริยสัจเป็นรั้วกั้นเขตแดนรับรอง
ไว้แล้ว เช่นเดียวกับการรับประทานอาหารลงในที่แห่งเดียว
ย่อมซึมซาบไปทั่วอวัยวะน้อยใหญ่ของร่างกาย ซ่ึงเป็นส่วนใหญ่
รับรองไวแ้ ลว้ ฉะน้ัน
เพราะฉะน้ันผู้ปฏิบัติจงต้ังสติและปัญญาให้เข้าใกล้ชิดต่อ
นามธรรม คอื ขนั ธส์ น่ี ้ี ทกุ ขณะทข่ี นั ธน์ น้ั ๆ เคลอื่ นไหว คอื ปรากฏขนึ้
ตงั้ อยู่ และดบั ไป และไม่เทีย่ ง เปน็ ทุกข์ เป็นอนัตตาประจ�ำตน ไม่มี
เวลาหยดุ ยงั้ ตามความจรงิ ของเขา ซง่ึ แสดงหรอื ประกาศตนอยอู่ ยา่ งนี้
ไมม่ เี วลาสงบแมแ้ ตข่ ณะเดยี ว ทงั้ ภายใน ทง้ั ภายนอก ทวั่ ทงั้ โลกธาตุ
ประกาศเป็นเสียงเดยี วกนั คือ ไมเ่ ทย่ี ง เปน็ ทกุ ข์ เปน็ อนัตตา ปฏิเสธ
ความหวงั ของสตั ว์ พดู งา่ ยๆ กค็ อื ธรรมทงั้ นไ้ี มม่ เี จา้ ของ ประกาศตน
อย่อู ยา่ งอสิ ระเสรตี ลอดกาล ใครหลงไปยึดเขา้ ก็พบแตค่ วามทกุ ขด์ ้วย
ความเหย่ี วแหง้ ใจ ตรอมใจ หนกั เขา้ กนิ อยหู่ ลบั นอนไมไ่ ด้ นำ�้ ตาไหล
จนจะกลายเปน็ แมน่ ำ�้ ลำ� คลอง ไหลนองตลอดเวลาและตลอดอนนั ตกาล
~ 256 ~
ทีส่ ัตวย์ งั หลงขอ้ งอยู่ ชใ้ี หเ้ ห็นงา่ ยๆ ขนั ธท์ งั้ หา้ เปน็ บอ่ หลงั่ นำ�้ ตาของ
สัตว์ผู้ลุ่มหลงน่ันเอง การพิจารณาให้รู้ด้วยปัญญาชอบในขันธ์และ
สภาวธรรมทัง้ หลาย ก็เพื่อจะประหยัดน้�ำตาและตัดภพชาตใิ หน้ อ้ ยลง
หรอื ใหข้ าดกระเด็นออกจากใจผูเ้ ป็นเจา้ ทุกข์ ใหไ้ ด้รับความสขุ อยา่ ง
สมบูรณ์นั่นเอง
สภาวธรรมมขี นั ธเ์ ปน็ ตน้ น้ี จะเปน็ พษิ สำ� หรบั ผยู้ งั ลมุ่ หลง สว่ นผรู้ ู้
เท่าทันขันธ์และสภาวธรรมทั้งปวงแล้ว ส่ิงท้ังน้ีจะสามารถท�ำพิษ
อะไรได้ และทา่ นยงั ถอื เอาประโยชนจ์ ากสง่ิ เหลา่ นไ้ี ดเ้ ทา่ ทคี่ วร เชน่ เดยี ว
กบั ขวากหนามทมี่ อี ยทู่ วั่ ไป ใครไมร่ ไู้ ปโดนเขา้ กเ็ ปน็ อนั ตราย แตถ่ า้ รู้
วา่ เปน็ หนามแลว้ นำ� ไปทำ� รว้ั บา้ นหรอื กนั้ สงิ่ ปลกู สรา้ ง กไ็ ดร้ บั ประโยชน์
เทา่ ทีค่ วรฉะน้ัน เพราะฉะน้ันผปู้ ฏิบัตจิ งทำ� ความแยบคายในขันธ์และ
สภาวธรรมดว้ ยดี สง่ิ ทงั้ นเ้ี กดิ ดบั อยกู่ บั จติ ทกุ ขณะ จงตามรคู้ วามเปน็ ไป
ของเขาดว้ ยปญั ญาวา่ อยา่ งไรจะรอบคอบและรเู้ ทา่ ทนั จงถอื เปน็ ภาระ
สำ� คญั ประจ�ำอริ ิยาบถ อย่าไดป้ ระมาทนอนใจ
ธรรมเทศนาที่แสดงขึ้นจากขันธ์และสภาวธรรมทั่วไปในระยะนี้
จะปรากฏทางสติปัญญาไม่มีเวลาจบส้ิน และเทศน์ไม่มีจ�ำนน
ทางส�ำนวนโวหาร ประกาศเรื่องไตรลักษณ์ประจ�ำตัวตลอดเวลา
~ 257 ~
ท้งั กลางวัน กลางคืน ยนื เดิน นัง่ นอน ท้ังเป็นระยะท่ีปญั ญาของเรา
ควรแก่การฟังแล้ว เหมือนเราได้ไตร่ตรองตามธรรมเทศนาของ
พระธรรมกถกึ อยา่ งสุดซง้ึ น่นั เอง ขั้นน้ีนกั ปฏิบตั จิ ะร้สู ึกวา่ เพลิดเพลนิ
เต็มท่ีในการค้นคดิ ตามความจริงของขันธ์ และสภาวธรรมทปี่ ระกาศ
ความจริงประจ�ำตน แทบจะไม่มีเวลาหลับนอน เพราะอ�ำนาจ
ความเพียรในหลักธรรมชาติ ไม่ขาดวรรคขาดตอนโดยทางปัญญา
สืบต่อในขันธแ์ ละสภาวธรรม ซ่งึ เปน็ หลักธรรมชาติเช่นเดียวกนั ก็จะ
พบความจริงจากขันธ์และสภาวธรรมประจักษ์ใจขึ้นมาด้วยปัญญา
ว่า แม้ขันธ์ท้ังมวลและสภาวธรรมทั่วไปตลอดไตรโลกธาตุ ก็เป็น
ธรรมชาติธรรมดาของเขาอย่างนั้น ไม่ปรากฏว่าสิ่งเหล่าน้ีเป็นกิเลส
ตัณหาตามโมหนยิ มแต่อย่างใด
อุปมาเปน็ หลกั เทยี บเคียง เช่น ของกลางทีถ่ ูกโจรลกั ไปก็พลอย
เป็นเร่ืองราวไปตามโจร แต่เมื่อเจา้ หนา้ ทไ่ี ด้สบื สวนสอบสวนดถู ว้ นถ่ี
จนไดพ้ ยานหลกั ฐานเปน็ ทพ่ี อใจแลว้ ของกลางจบั ไดก้ ส็ ง่ คนื เจา้ ของเดมิ
หรือเก็บไว้ในสถานที่ควรไม่มีโทษแต่อย่างใด เจ้าหน้าที่ก็มิได้
ติดใจในของกลาง ปัญหาเร่ืองโทษก็ข้ึนอยู่กับโจร เจ้าหน้าท่ีจะ
ต้องเก่ียวข้องกับโจรและจับตัวไปสอบสวนตามกฎหมาย เมื่อได้
ความตามพยานหลักฐานถูกต้องตามกฎหมายว่าเป็นความจริงแล้ว
~ 258 ~
กล็ งโทษผู้ต้องหาตามกฎหมาย และปลอ่ ยตวั ผู้ไม่มคี วามผดิ และไม่มี
สว่ นเกย่ี วข้องออกไปเป็นอิสรเสรตี ามเดิม ฉนั ใด เรื่องอวชิ ชา จิตกบั
สภาวธรรมทงั้ หลายกฉ็ นั นนั้
ขันธ์และสภาวธรรมท่ัวท้ังไตรโลกธาตุไม่มีความผิด และเป็น
กิเลสบาปธรรมแตอ่ ย่างใด แตพ่ ลอยเป็นเรื่องไปด้วย เพราะจติ ผ้ฝู ัง
อยู่ใต้อ�ำนาจของอวิชชา ไม่รู้ตัวว่าอวิชชา คือ ใคร อวิชชากับจิต
จึงกลมกลืนเป็นอันเดียวกัน เป็นจิตหลงไปท้ังดวง เที่ยวก่อเร่ืองรัก
เรื่องชัง ฝงั ไว้ตามธาตุขันธ์ คือ ตามรปู เสียง กลน่ิ รส เคร่อื งสมั ผัส
ตามตา หู จมกู ลน้ิ กาย และใจ และฝงั รักฝงั ชังไว้ตามรปู เวทนา
สญั ญา สงั ขาร วิญญาณ ตลอดไตรโลกธาตุ เปน็ สภาวะที่ถูกจับจอง
และรักชงั ยึดถือจากใจดวงลุ่มหลงน้ที งั้ สน้ิ เพราะอ�ำนาจความจบั จอง
ยึดถือเปน็ เหตุ ใจอวชิ ชาดวงน้ีจึงเท่ยี วเกดิ แก่ เจบ็ ตาย หมุนเวยี น
ไปไดท้ ุกก�ำเนิด ไมว่ า่ สูง ต่�ำ ดี ชัว่ ในภพท้งั สามนี้
แม้จะแยกก�ำเนิดของสัตว์ท่ีต่างกันในภพนั้นๆ ไว้มากเท่าไร
ใจดวงอวชิ ชานสี้ ามารถจะไปถอื เอากำ� เนดิ ในภพนน้ั ๆ ไดต้ ามแตป่ จั จยั
เคร่ืองหนุนของจิตดวงน้ี มีก�ำลังมากน้อยและดีช่ัวเท่าไร ใจดวงน้ี
ต้องไปเกิดไดต้ ามโอกาสทจ่ี ะอ�ำนวย ตามสภาวะท้ังหลายที่ใจดวงนี้
~ 259 ~
มีความเกี่ยวข้อง จึงกลายเป็นเรื่องผิดจากความจริงของตนไปโดย
ล�ำดับ เพราะอ�ำนาจอวิชชาอันเดียวเท่านี้ จึงก่อเหตุร้ายป้ายสีไปทั่ว
ไตรโลกธาตุ ใหแ้ ปรสภาพ คือ ธาตลุ ว้ นๆ ของเดิมไป เป็นสตั ว์ เป็น
บุคคล และเปน็ ความเกดิ แก่ เจบ็ ตาย ตามโมหะ (อวิชชา) นิยม
เม่ือทราบชัดด้วยปัญญาว่า ขันธ์ห้าและสภาวธรรมทั้งหลายไม่ใช่
ตัวเร่ืองและตัวก่อเร่ือง เป็นแต่พลอยมีเรื่อง เพราะอวิชชาเป็นผู้เรือง
อ�ำนาจ บันดาลให้สภาวะทั้งหลายเป็นไปได้ตามอย่างนแ้ี ลว้ ปญั ญา
จึงตามค้นลงทีต่ ้นตอ คือ จิตดวงรู้ อนั เป็นบ่อเกดิ ของเร่ืองทั้งหลาย
อย่างไม่หยุดย้ังตลอดอิริยาบถ คือ ยืน เดิน นั่ง นอน โดยความ
ไม่วางใจในความรอู้ นั นี้
เมอื่ สตปิ ญั ญาทไ่ี ดฝ้ กึ ซอ้ มเปน็ เวลานานจนมคี วามสามารถเตม็ ที่
ไดแ้ ผว่ งลอ้ มและฟาดฟนั เขา้ ไปตรงจดุ ใหญ่ คอื ผรู้ ทู้ เ่ี ตม็ ไปดว้ ยอวชิ ชา
อยา่ งไมร่ รี อ ตอ่ ยทุ ธก์ นั ทางปญั ญา เมอื่ อวชิ ชาทนตอ่ ดาบเพชรคอื สติ
ปัญญาไม่ไหว ก็ทลายลงจากจิตท่ีเป็นแท่นบัลลังก์อันประเสริฐของ
อวิชชามาแต่กาลไหนๆ เมื่ออวิชชาได้ถูกท�ำลายตายลงไปแล้วด้วย
อ�ำนาจ “มรรคญาณ” ซ่ึงเป็นอาวุธทันสมัย เพียงขณะเดียวเท่าน้ัน
ความจริงทั้งหลายท่ีได้ถูกอวิชชากดขี่บังคับเอาไว้นานเป็นแสนกัป
นบั ไมถ่ ว้ น กไ็ ดถ้ กู เปดิ เผยขน้ึ มาเปน็ ของกลาง คอื เปน็ ความจรงิ ลว้ นๆ
~ 260 ~
ทง้ั สน้ิ ธรรมทไ่ี ม่เคยรู้ไดป้ รากฏข้ึนมาในวาระสุดท้ายวา่ “ยถาภตู -
ญาณทัสสนะ” เป็นความรู้เห็นตามเป็นจริงในสภาวธรรมท้ังหลาย
อยา่ งเปดิ เผย ไม่มีอะไรปดิ บงั แมแ้ ตน่ ้อย
เมอื่ อวชิ ชาเจา้ ผคู้ รองวฏั ฏะตายไปแลว้ ดว้ ยอาวธุ คอื ปญั ญาญาณ
พระนิพพานจะทนต่อความเปิดเผยของผู้ท�ำจริง รู้จริง เห็นจริงไป
ไมไ่ ด้ แมส้ ภาวธรรมทงั้ หลาย นบั แตข่ นั ธห์ า้ อายตนะภายใน ภายนอก
ท่ัวท้ังไตรโลกธาตุ ก็ได้เป็นธรรมเปิดเผยตามความจริงของตน
จงึ ไมป่ รากฏวา่ จะมอี ะไรทเี่ ปน็ ขา้ ศกึ แกใ่ จตอ่ ไปอกี นอกจากจะปฏบิ ตั ิ
ขนั ธห์ า้ พอใหถ้ งึ กาลอนั ควรอยคู่ วรไปของเขาเทา่ นน้ั กไ็ มเ่ หน็ มอี ะไร
เรอ่ื งทง้ั หมดกม็ อี วชิ ชา คอื ความรโู้ กหกอนั เดยี วเทา่ นนั้ เทย่ี วรงั แกและ
กดี ขวางตอ่ สภาวะใหเ้ ปลย่ี นไปจากความจริงของตน
อวชิ ชาดบั อนั เดยี วเทา่ นนั้ โลก คอื สภาวะทวั่ ๆ ไปกก็ ลายเปน็ ปกติ
ธรรมดา ไมม่ ใี ครจะไปตำ� หนติ ชิ มใหเ้ ขาเปน็ อย่างไรต่อไปได้อีกแลว้
เช่นเดียวกับมหาโจรผู้ลือนามได้ถูกเจ้าหน้าที่ฆ่าตายแล้ว
ชาวเมืองพากันอยู่สบายหายความระวังภัยจากโจรฉะนั้น ใจทรง
ยถาภูตญาณทัสสนะ คือความรู้เห็นตามเป็นจริงในสภาวธรรม
ทงั้ หลายอยา่ งสมบรู ณ์ และเปน็ ความรทู้ ส่ี มำ่� เสมอไมล่ ำ� เอยี งตลอดกาล
~ 261 ~
นับแต่วันอวิชชาได้ขาดกระเด็นไปจากใจแล้ว ใจย่อมมีอิสระเสรีใน
การนกึ คดิ ไตรต่ รองรเู้ หน็ ในสภาวธรรมทเ่ี กย่ี วกบั ใจไดอ้ ยา่ งสมบรู ณ์
ตา หู จมูก ฯลฯ และรูป เสียง กลน่ิ รส ฯลฯ กก็ ลายเป็นอิสระเสรีใน
สภาพของเขาไปตามๆ กัน ไม่ถกู กดขี่บงั คบั หรือส่งเสรมิ ใดๆ จากใจ
อีกเช่นเคยเป็นมา ทั้งน้ีเน่ืองจากใจเป็นธรรม มีความเสมอภาคและ
ให้ความเสมอภาคแกส่ งิ่ ท้ังปวง จงึ หมดศัตรูต่อกนั เพยี งเท่าน้ี
เปน็ อนั วา่ จติ กบั สภาวธรรมทงั้ หลายในไตรโลกธาตุ ไดป้ ระกาศ
สนั ตคิ วามสงบตอ่ กนั ลงในสจั จะความจรงิ ดว้ ยกนั อยา่ งสมบรู ณ์ ภาระ
ของจติ และเรอื่ งวปิ สั สนาของนามธรรมทเ่ี กยี่ วกบั จติ จงึ ขอยตุ ลิ งเพยี ง
เทา่ น้ี
ฉะน้ันจึงขออภัยโทษเผดียงท่านนักปฏิบัติท้ังหลาย เพื่อก�ำจัด
กิเลสด้วยธรรมของพระพุทธเจ้า จงเห็นธรรมในคัมภีร์ทุกๆ คัมภีร์
ชตี้ รงเขา้ มาหากเิ ลสและธรรมในตวั ของเรา อยา่ เหน็ วา่ กเิ ลสและธรรม
มีนอกไปจากตัวของเรา โดยไปซุ่มซ่อนอยู่ในท่ีใดที่หน่ึง ผู้ใดมี
โอปนยกิ ธรรมประจำ� ใจ ผนู้ น้ั จะเอาตวั รอดได้ เพราะศาสนธรรมสอน
ผูฟ้ งั ใหเ้ ป็น โอปนยิกะ คอื นอ้ มเขา้ มาสตู่ วั ทงั้ นัน้ และอยา่ พึงเหน็ ว่า
ศาสนธรรมของพระพุทธเจ้า เป็นอดีต อนาคต โดยไปอยู่กับคนที่
~ 262 ~
ล่วงลบั ไปแลว้ และไปอยู่กบั คนท่ยี ังไมเ่ กดิ จงทราบวา่ พระพทุ ธเจ้า
ไมไ่ ดส้ อนคนตายแลว้ และไมส่ อนคนทย่ี งั ไมเ่ กดิ จงเหน็ วา่ พระองคส์ อน
คนเปน็ คอื ยงั มชี วี ติ อยู่ เชน่ พวกเราทง้ั หลาย สมกบั พระพทุ ธศาสนาเปน็
ปจั จุบนั ทนั สมัยตลอดกาล
ขอความสวัสดมี งคล จงมีแดท่ ่านผอู้ า่ นผู้ฟังทัง้ หลายโดยทว่ั หน้า
กันเถดิ ฯ
จดจารึก ปพี ุทธศกั ราช ๒๕๐๑
พระธรรมวิสทุ ธมิ งคล
(พระาณสมปฺ นโฺ น หลวงตามหาบัว)
~ 263 ~
พสิ ูจน์ตายเกดิ ตายสูญ
การส่งั สอนโลกน้ัน พระองค์สง่ั สอนดว้ ยพระเมตตาจรงิ ๆ ไม่ได้
มโี ลกามิสใดๆ เข้าเคลอื บแฝงเลย เพราะพระทัยท่านบริสุทธิ์ ไมม่ ุ่ง
ประสงคส์ ง่ิ ใดนอกจากหัวใจของสตั วโ์ ลกได้รบั ผลประโยชน์ มีความ
ร่มเย็นเป็นสุข และรู้เหตุรู้ผล รู้ดีรู้ชั่ว รู้บุญรู้บาป รู้นรกสวรรค์
ประจกั ษต์ ามพระโอวาททที่ รงสงั่ สอนนน้ั เทา่ นนั้ นน้ั เปน็ สงิ่ ทพี่ ระองค์
ต้องการอย่างยิง่
เราอย่าเชื่อเราจนเกนิ ไป เรามกี ิเลส เหมือนคนตาบอดเชอ่ื ตัวเอง
ไม่เช่ือคนตาดี เดินไปที่ไหนชนแต่ไม้โดนแต่ไม้ เจ็บแข้งเจ็บขา
กเ็ จบ็ แขง้ เจบ็ ขาคนตาบอดนน้ั แล ไมใ่ ชเ่ จบ็ แขง้ เจบ็ ขาคนตาดี การเชอื่
คนตาดีดีกว่าเชื่อตัวเองซึ่งเป็นคนตาบอด คนโง่ควรจะเชื่อคนฉลาด
เปน็ ของดี
ถ้าเราเช่ือเรามากจนเกินไป โดยไม่ค�ำนึงถึงว่าผู้ใดบ้างที่จะมี
ความฉลาดแหลมคมยง่ิ กว่าเรา ถือว่าเราเปน็ ผูฉ้ ลาดเหนือใครๆ หรอื
ว่าฉลาดเต็มตัว น้ันมักจะโง่เต็มตัวอยู่ทุกขณะ การท่ีเชื่อย่อมมีเช่ือ
หลายดา้ นหลายทาง เชน่ เช่ือว่าตายแล้วสูญก็มี น่ีเช่ืออย่างจมไปเลย
~ 264 ~
ความทวี่ า่ ตายแลว้ สญู นน้ั เราคน้ หาสาเหตอุ นั ใดมา มเี หตมุ ผี ลอยา่ งไร
พอที่จะยืนยันไดว้ ่า ตายแลว้ สูญเล่า?
ตายแล้วเกิด นี่มีหลักมีเหตุผลเป็นเคร่ืองยืนยัน ดังพระพุทธเจ้า
ทรงแสดงไวแ้ ลว้ เกดิ แลว้ ตาย ตายแล้วเกิด ท่านเรยี กว่าวฏั วน วนไป
เวียนมาอยู่ในก�ำเนิดต่างๆ แล้วแต่กรรมที่มีอยู่ภายในจิตใจจะพา
ให้ไปเกดิ ในภพนอ้ ยภพใหญ่ ช้นั สงู ชัน้ ต�่ำ ชน้ั ใดๆ ไมเ่ ลอื ก สำ� คญั
อยทู่ กี่ รรมซ่ึงมอี ยูภ่ ายในใจ กรรมดีกรรมช่วั น่ีเปน็ เช้อื อนั สำ� คัญทจ่ี ะ
ยังสตั วท์ ้ังหลายใหไ้ ปเกดิ และมีความสุขความทกุ ข์ มีอำ� นาจวาสนา
โง่ฉลาดต่างกนั มีอยู่ทตี่ รงนี้ ไมไ่ ด้มอี ยู่ท่ีความส�ำคัญเอาเฉยๆ
ผู้ท่ีว่าตายแล้วสูญน้ันแล เป็นเหตุท่ีจะให้ท�ำความชั่วช้าลามก
ตา่ งๆ ได้อย่างเต็มที่ โดยไมค่ �ำนึงถึงผลว่าจะเปน็ อยา่ งไร ความเช่อื
ตัวเองน้ันแลเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ เราส�ำคัญว่าตายแล้วสูญ
แตค่ วามจริงมันไม่สญู เมอ่ื ไปเกดิ ในภพต่างๆ เพราะอ�ำนาจแหง่ การ
ท�ำกรรมหนัก ก็จะได้รับความทุกข์แก่ตัวเองน้ันแล เช่นเดียวกับ
คนตาบอดไมเ่ ชอ่ื คนตาดี ความเจบ็ กจ็ ะต้องตัวเองเปน็ คนเจ็บ โดนไม้
โดนอะไรก็ตาม ความไม่เชื่อคนตาดี ผลสุดท้ายก็คนตาบอดนั้นแล
เป็นผูไ้ ดร้ ับความทกุ ข์ เพราะความเชื่อตัวเอง
~ 265 ~
ผู้ที่ไม่ได้ปฏิบัติ ประเภทท่ีสุดวิสัย หูมี ตามี อวัยวะท้ังหมดมี
แต่บอดหมดหนวกหมด ไม่สนใจในศีลในธรรม ในบาปในบุญ
แตแ่ ลว้ สรา้ งแตบ่ าปวนั ยงั คำ�่ คนื ยงั รงุ่ ผนู้ เี้ องเปน็ ผทู้ จี่ ะรบั เหมาในเรอื่ ง
กองทกุ ขท์ ้งั หลาย
คำ� วา่ บญุ และบาปนน้ั ลบไมส่ ญู ใครจะวา่ บญุ และบาปไมม่ กี ต็ าม
ก็เหมือนกับว่าตายแล้วสูญนั่นแหละ สิ่งที่มีอยู่ย่อมเป็นสิ่งที่เปิดเผย
ด้วยความมีอยู่ของตน แตล่ ีล้ ับส�ำหรับคนที่ไมเ่ หน็ เชน่ หนามที่ขวาง
ทางอยู่ เป็นความเปิดเผยด้วยความมีอยู่ของมัน แต่เราไม่เห็นไป
เหยยี บเขา้ หนามทเ่ี ราไมเ่ หน็ นน่ั แลมนั ปกั เทา้ เราใหเ้ จบ็ ได้ คำ� วา่ บาป
หรอื บญุ นี้ เราเทยี บกนั ไดอ้ ยา่ งชดั เจน กค็ อื วา่ สขุ กบั ทกุ ข์ เคยหนจี าก
ร่างมนุษย์และร่างสัตว์เมื่อใด สุขทุกข์มีมาดั้งเดิม บาปก็คือความชั่ว
อนั เปน็ สาเหตใุ หเ้ กดิ ความทุกข์ บญุ ก็คอื ความดีอันเป็นสาเหตใุ หเ้ กดิ
ความสขุ เราจะลบล้างได้อยา่ งไร
เรอ่ื งเหลา่ นมี้ แี ตก่ เิ ลสกลอ่ มใจสตั วท์ ง้ั นนั้ แหละ ธรรมะทา่ นไมไ่ ด้
กล่อม ส่ิงใดจริงสิ่งใดแท้ ท่านบอกไว้ตามความจริง เช่นว่าบาปมี
อยา่ ท�ำบาปนะ การท�ำบาปเป็นความทุกข์ท่านก็บอก เพราะพระองค์
เคยทุกข์เพราะการท�ำบาปมาแล้วจึงน�ำมาสอนโลก โลกท่ียังไม่รู้
~ 266 ~
พระองคก์ ร็ บี สงั่ สอนแนะนำ� ดว้ ยความถงึ ใจๆ ถงึ พระทยั เหมอื นกบั วา่
ใจหาย รีบแนะน�ำส่ังสอนสัตว์โลกด้วยความเห็นโทษจริงๆ ไม่ใช่
ธรรมดา เหมือนกับไฟไหม้บ้านไหม้เรอื น รบี ไปฉดุ ไปลากคนทก่ี ำ� ลัง
จะถกู ไฟเผาอยใู่ นบ้านเรอื นนั้นออกมาอย่างไม่รู้จักเปน็ จกั ตาย
พระพทุ ธเจา้ องคส์ น้ิ กเิ ลสวเิ ศษวโิ สเลศิ โลก เปน็ ผทู้ รงแสดงไวแ้ ลว้
สิ่งเหล่านี้ กิเลสมันวิเศษวิโสที่ตรงไหน ตั้งแต่เกิดมามันเคยไปเห็น
สวรรค์นิพพานที่ไหน มีแต่มันเผาหัวใจคนเหยียบย�่ำอยู่บนหัวใจคน
ตลอดเวลาเท่าน้ัน นัน่ คอื สวรรคน์ พิ พานของมัน
ถา้ หากวา่ ตายแลว้ สญู จรงิ ๆ กเิ ลสอยกู่ บั อะไร พจิ ารณากนั ซิ ถา้ วา่
ตายแล้วสญู กเิ ลสตอ้ งสูญไปดว้ ยซิ เพราะกเิ ลสอยู่กบั ใจ ใจสญู กเิ ลส
ก็ต้องสูญไปด้วยซิจึงจะตรงกับความจริง แต่นี่เห็นไหม ความทุกข์
ความลำ� บาก ความอยากความทะเยอทะยาน ราคะตณั หา ยงิ่ พอกยงิ่ พนู
ยงิ่ มากมนู ขน้ึ ไปโดยลำ� ดบั ลำ� ดา ไมเ่ หน็ หรอื ในหวั ใจเรานแ่ี หละ ไมต่ อ้ ง
ไปดูหัวใจคนอ่ืน มันเหมือนกันหมดในโลกธาตุซึ่งเต็มไปด้วยสิ่ง
เหล่าน้ี
เทศนอ์ บรม ณ วัดปา่ อุดมสมพร จังหวัดสกลนคร
วันท่ี ๒๑ มกราคม พุทธศกั ราช ๒๕๒๑
~ 267 ~
พิสูจน์ตัวเราทางภาคปฏบิ ตั ิ
ทีนี้ขอย้อนเข้ามาถึงเร่ืองการปฏิบัติท่ีจะให้เห็นส่ิงเหล่าน้ี
ปิดไม่อยู่ ขอใหป้ ฏบิ ัตเิ ถิด อุปนสิ ยั สามารถทีจ่ ะรู้กวา้ งแคบขนาดไหน
ในสิ่งภายนอก นอกจากอริยสัจที่จะท�ำใจให้บริสุทธิ์ได้แล้ว
ยังสามารถท่ีจะรู้ได้เห็นได้ รองพระพุทธเจ้าลงมาเป็นล�ำดับล�ำดา
นี่ละพระสาวกอรหันต์ ท่านเป็นเครื่องยืนยันพระพุทธเจ้า หรือเป็น
ผยู้ ืนยนั พระพทุ ธเจ้า ไมเ่ พียงแตย่ นื ยันในความบริสทุ ธว์ิ า่ บรสิ ทุ ธ์ิมา
จากอะไร บรสิ ุทธมิ์ าจากอรยิ สจั ๔ อรยิ สัจ ๔ เป็นเคร่อื งกลน่ั กรอง
จติ ใจใหบ้ รสิ ุทธิโ์ ดยแทอ้ ยา่ งเดียว
เราอยากจะใหเ้ หน็ เรอื่ งของเรา เรากพ็ ยายามทำ� ใจของเราใหส้ งบ
ลองดเู ปน็ ยงั ไง เพยี งใจสงบเทา่ นนั้ กเ็ ปน็ เรอ่ื งประเสรฐิ แลว้ สำ� หรบั เรา
ทไ่ี มเ่ คยพบเคยเหน็ ธรรมทสี่ งู กวา่ นี้ วนั หนงึ่ เชน่ อยา่ งเราไปทำ� งานอยนู่ ี้
ขอให้สมมุติว่าในขณะนี้เราท�ำภาวนาของเรา จิตใจของเราได้เกิด
ความสงบ แปลกประหลาดอัศจรรยข์ ้นึ มา วนั พรงุ่ นี้ไปทำ� งาน จิตจะ
ประหวัดอยู่กับธรรมทั้งวัน จะประหวัดอยู่กับสมาธิท้ังวัน อ่ิมเอิบอยู่
ตลอดเวลา นน่ั ความสุขท่ีเกิดจากสมาธนิ ี้ทำ� ให้เราอิ่มเอบิ ตลอดเวลา
~ 268 ~
ไม่เหมือนกับสิ่งทั้งหลายที่คิดไปเท่าไรร้อนเท่านั้น คิดไปเท่าไรร้อน
เทา่ นน้ั ชอบเทา่ ไรยง่ิ รอ้ น ชอบเทา่ ไรยง่ิ รอ้ น ทง้ั รกั ทง้ั สงวน ทงั้ ยงุ่ เหยงิ
วุน่ วาย ทัง้ กงั วลว่นุ ไปหมด มีแตก่ องทกุ ขเ์ ผาเจ้าของ
ส่วนสมาธิธรรมท่านไม่เป็นอย่างน้ัน มีแต่ความรักใคร่ความ
ใฝ่ใจ มแี ต่ความอาลัยเสยี ดาย อยากจะท�ำอยู่ตลอดเวลา น่ันแหละ
รสแหง่ ธรรมแทรกเขา้ ถึงใจแล้ว จะเรม่ิ ชนะกิเลส เราจะเรม่ิ เห็นความ
ฟุ้งซ่านร�ำคาญของใจ ซ่ึงเป็นเรื่องของกิเลสผลิตข้ึนมาโดยล�ำดับ
ลำ� ดา ยิ่งจิตมีความสงบ ค�ำวา่ สงบๆ นี้ สงบครัง้ หน่ึงๆ นั้น สามารถที่
จะสร้างรากฐานจิตใจให้มีความแน่นหนาม่ันคงข้ึนเป็นล�ำดับล�ำดา
จนกระทั่งว่าเป็นสมาธิ ค�ำว่าสมาธิคือความแน่นหนามั่นคงของใจ
อันเปน็ ฐานสำ� คัญ ซงึ่ ความสงบนั้นแลเปน็ ผูห้ นุนๆ ให้เกิดขนึ้ มา
คำ� วา่ ความสงบนี้ กรณุ าอยา่ ไดค้ าดนะ ขอใหเ้ ปน็ ในจติ ใจของทา่ น
ผปู้ ฏบิ ตั เิ อง การคาดการหมายไม่เกดิ ประโยชนอ์ ะไร ให้เปน็ ข้ึนใน
เจา้ ของเอง
เทศน์อบรม ณ วัดราชบพิธฯ กรุงเทพมหานคร
วันที่ ๒๘ พฤศจิกายน พทุ ธศักราช ๒๕๓๑
พระธรรมวสิ ทุ ธมิ งคล
(พระาณสมฺปนโฺ น หลวงตามหาบวั )
~ 269 ~
นพิ พานคือนพิ พาน
นพิ พานมิใชอ่ ัตตา มใิ ช่อนตั ตา
พระนพิ พานนนั้ คอื พระนพิ พาน ทา่ นแสดงไวใ้ นธรรมวา่ มรรค ๔
ผล ๔ นพิ พาน ๑ มรรค ๔ นัน้ ได้แก่ โสดาปตั ติมรรค โสดาปตั ติผล
สกทิ าคามมิ รรค สกทิ าคามผิ ล อนาคามมิ รรค อนาคามผิ ล อรหตั มรรค
อรหัตผล น่เี รียกว่า มรรค ๔ ผล ๔ นพิ พาน ๑ คือพ้นจาก ๘ ภูมนิ ้ี
ไปแลว้ เป็นนิพพาน ๑ นพิ พานมีหนงึ่ เท่านัน้ ไมเ่ คยมีสอง ไมม่ ีสองกบั
อัตตา ไม่มีสามกบั อนัตตา
นิพพานคือนิพพาน อัตตา อนัตตา นั้นเป็นทางเดินเพื่อ
พระนพิ พานล้วนๆ เป็นพระนิพพานไปไมไ่ ด้ พระองค์แสดงไวแ้ ลว้ วา่
สุญฺโต โลกํ อเวกขฺ สสฺ ุ โมฆราช สทา สโต แล้วก็ อตตฺ านทุ ิฏฺ€ึ
อูหจจฺ เอวํ มจจฺ ุตตฺ โร สยิ า เอวํ โลกํ อเวกขฺ นฺตํ มจฺจรุ าชา น ปสสฺ ติ
คอื ดกู อ่ นโมฆราช เธอจงเป็นผูม้ ีสติ ดโู ลกใหเ้ ห็นเปน็ ของวา่ งเปลา่
ถอนอัตตานุทิฏฐิเสียได้ อตั ตาฟังซิ ถอนอัตตานุทิฏฐิ อตั ตานุทิฏฐิ
ก็เป็นทางเดิน ถอนอัตตานุทิฏฐิเสียแล้ว พญามัจจุราชจะติดตาม
เธอไมท่ ันอีกแล้ว นั่นทา่ นให้ถอนอตั ตานุทฏิ ฐิ แลว้ ยังทำ� ไม อัตตา
~ 270 ~
จะมาเป็นนิพพานเสียเอง เอาพิจารณาซิ ยันกันอย่างนั้นซิ อนิจฺจํ
ทุกฺขํ อนตฺตา กเ็ ปน็ ทางเดินเพือ่ กา้ วสพู่ ระนพิ พาน อัตตาความยดึ ม่นั
ถอื มนั่ กต็ อ้ งพจิ ารณาอตั ตานี้ เพอ่ื ใหผ้ า่ นอตั ตานไี้ ปไดแ้ ลว้ จงึ ไปเปน็
พระนิพพานได้ เหตุใดพระนิพพานจึงจะมาเป็นอัตตาเป็นอนัตตา
เสียเอง เอาพิจารณาซิ ภาคปฏิบัติเท่านั้นจะตัดสินศาสนาพุทธได้นะ
เพียงภาคปริยัติตดั ไมไ่ ดว้ ่างเี้ ลย ยนั ไดเ้ ลย…
ถ้าศาสนามที ้งั ปริยตั ิทั้งปฏบิ ตั ิแล้ว ปฏเิ วธไมต่ อ้ งถาม...
อนั น้มี แี ตภ่ าคปริยตั ิ เรียนจำ� ไดเ้ ฉยๆ กิเลสไม่ไดถ้ ลอกปอกเปิก
จากการเรียนนะ ตอ้ งถลอกปอกเปิกหรอื ขาดสะบ้ันไปจากการปฏบิ ัติ
ตา่ งหาก คำ� วา่ นพิ พาน นิพพานมีลักษณะยงั ไงนนั่ ?
นพิ พานไมม่ ลี กั ษณะ ถา้ มรี ปู รา่ งขน้ึ มากต็ อ้ งมลี กั ษณะ พระนพิ พาน
ไม่มีรูปมีร่าง เป็นนามธรรม แต่นามธรรมพ้นจากความสมมุติ
โดยประการทั้งปวง ท่านตั้งชื่อข้ึนมาว่านิพพาน น่ีก็เป็นสมมุติ
อันหน่ึงเหมือนกัน ธรรมธาตุ หลักธรรมชาติน้ันเป็นอันหน่ึง อันนี้
ตงั้ ชอ่ื ขน้ึ มา เมอื่ ตง้ั ชอื่ ขนึ้ มานก้ี แ็ ยกแยะไปขดั แยง้ กนั ไปทวั่ แลว้ หาวา่
นิพพานเป็นอัตตาบา้ ง เปน็ อนัตตาบา้ ง ทว่ี ่า นิพพานเป็นอัตตาหรอื
อนัตตาน้ี เราต้องดูหัวใจของผู้ปฏิบัติ ผู้นี้ละเป็นผู้ตัดสินเอง จิตท่ี
~ 271 ~
จะเป็นวมิ ุตติบรสิ ุทธเิ์ ตม็ ทน่ี ้นั จติ ตอ้ งปล่อย อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตตฺ า น้ี
ทง้ั หมดเสยี ก่อน อันนเี้ ป็นสมมตุ ิ ความหลุดพน้ นน้ั เป็นวมิ ตุ ติ จิตตอ้ ง
ปล่อยนห้ี มด สลดั น้ีออกแล้วจติ กเ็ ปน็ นิพพาน
เพราะฉะนั้น ค�ำว่านิพพานกับอัตตากับอนตั ตา จงึ เข้ากันไม่ได้
ในภาคปฏิบตั ิ เรายนั ได้เลยในหวั ใจหลวงตาบวั สามแดนโลกธาตนุ ้ี
หลวงตาบวั ไม่เคยหว่ันไหวกับอะไรท้งั นน้ั เพราะเป็นสมมุติ จติ ดวงนี้
เป็นวิมุตติเรียบร้อยแล้ว ไม่มีอะไรเข้ามาเอ้ือมถึง เราจึงเอาจิตท่ี
ไม่มีอะไรมาเอื้อมถึงนี้ มาพิจารณา แยกออกไปให้สมมุติทั้งหลาย
ได้พิจารณาได้ฟังกันบ้าง น่ีคือผลแห่งการปฏิบัติตามพุทธศาสนา
เห็นประจักษ์อยทู่ ่ใี จน้ี
เทศนอ์ บรม ณ เข่อื นภมู ิพล จงั หวัดตาก
วนั ที่ ๒๓ กมุ ภาพนั ธ์ พุทธศักราช ๒๕๔๒
~ 272 ~
ท่านผู้ใดบ�ำเพ็ญข้อวัตรปฏิบัติให้สมบูรณ์เต็มภูมิ ดังท่ี
พระพทุ ธเจา้ ไดส้ งั่ สอนไวแ้ ลว้ ธรรมชาตนิ ไี้ มต่ อ้ งมใี ครมาบอก จะรเู้ อง
เห็นเอง เพราะอ�ำนาจแห่งมัชฌิมาปฏิปทาเป็นเครื่องบุกเบิกท�ำลาย
สง่ิ ทรี่ กรงุ รงั พวั พนั อยภู่ ายในใจ จะแตกกระจายออกไปหมด เหลอื แต่
ธรรมลว้ นๆ จติ ล้วนๆ ท่ีเป็นจติ บรสิ ุทธ์ิ จากนั้นจะเอาอะไรมาเปน็ ภยั
ต่อจิตใจ แม้สังขารร่างกายจะมีความทุกข์ความล�ำบากแค่ไหน
กส็ กั แตว่ า่ สงั ขารรา่ งกายเปน็ ทกุ ขเ์ ทา่ นน้ั ไมส่ ามารถทจ่ี ะทบั ถมจติ ใจ
ให้บอบช้�ำให้ขุ่นมัวได้เลย เพราะธรรมชาตินั้นไม่ใช่สมมุติ ขันธ์
ทงั้ หมดนเี้ ปน็ สมมตุ ลิ ว้ นๆ ธรรมชาตนิ น้ั เปน็ วมิ ตุ ติ หลดุ พน้ จากสง่ิ กดข่ี
ท้ังหลายซึ่งเป็นตัวสมมุติแล้ว แล้วจะเกิดความเดือดร้อนได้อย่างไร
เป็นก็เป็น ตายก็ตาย เรื่องของขันธ์สลายลงไปตามสภาพของมัน
ทปี่ ระชมุ กันเทา่ น้ัน
อบรมพระ ณ วัดป่าบา้ นตาด จงั หวดั อุดรธานี
วันท่ี ๖ มถิ ุนายน พทุ ธศักราช ๒๕๒๑
พระธรรมวิสทุ ธมิ งคล
(พระาณสมฺปนโฺ น หลวงตามหาบัว)
~ 273 ~
ค�ำอทุ ศิ มหากศุ ลผลบุญ
ต้งั นะโมฯ ๓ จบ
มหากุศลผลบุญที่ปวงข้าพเจ้าท้ังหลายได้อุตส่าห์บ�ำเพ็ญเพียรมาแล้ว ด้วยกาย วาจา ใจ
ได้สร้างพุทธสถานทรัพยากรวัดป่าดานวิเวก พร้อมด้วยเสนาสนะ สร้างเจดีย์มหามงคล “บัว”
สร้างพระธาตุมงคลแปดทิศ สร้างมหากุศลช่วยชาติในยามวิกฤติ สร้างพระสถูปศิลามหามงคล
สร้างพระธาตุพุทธรตนมหามงคล เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุและอัฐิธาตุ ธาตุกายสิทธ์ิ
พระสาวกอรหันต์ บรรจุวัตถุมงคลมหามงคล และสิ่งศักดิ์สิทธ์ิในสากลโลก สร้างหลักศิลาจารึก
ชุดยอดค�ำสอนของสมณนักปราชญ์ สร้างหนังสือโอวาทธรรมของวิสุทธิบุคคล ถวายไว้ในบวร
พระพุทธศาสนาพร้อมด้วยอานิสงส์รักษาศีล ๕ ทอดผ้ามหาบังสุกุล และน้อมถวายจตุปัจจัยแก่
พระสงฆ์มาจากทิศท้ัง ๔ รวมมหากุศลผลบุญท้ังหมด ท่ีได้อุตส่าห์บ�ำเพ็ญมาแต่ปางก่อน อันเกิด
จากน�้ำใจใสศรัทธาของปวงข้าฯ ท้ังหลาย ณ โอกาสน้ี ปวงข้าฯ ท้ังหลาย ขอน้อมจิตแผ่อุทิศ
ให้บิดามารดา ผู้มีพระคุณหาประมาณมิได้ พระอุปัชฌาย์ผู้เลิศคุณ พระอาจารย์ผู้เกื้อหนุน
พระมหากษัตริยาธิราชเจ้า ผู้ทรงมีพระคุณแก่แผ่นดินไทยทุกพระองค์ ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ
พรอ้ มดว้ ยพระบรมวงศานวุ งศท์ ล่ี ว่ งลบั ไปแลว้ ซง่ึ มพี ระคณุ แกป่ วงขา้ ฯ ทง้ั หลาย พรอ้ มทงั้ ทา่ นผมู้ บี ญุ
มีพระคุณของปวงข้าฯ ท้ังหลาย โดยเจตนาในวันน้ี แผ่อุทิศให้ดวงวิญญาณท้ังหลาย ของเหล่า
นักรบหรือผู้ท่ีพลีชีพเพ่ือแผ่นดินไทย นับแต่บรรพบุรุษในสมัยโบราณกาล ตลอดมาจนถึงปัจจุบัน
ณ วนั นี้ รวมทง้ั ญาตมิ ติ ร หรือมิใช่ญาติมใิ ช่มิตร เปตานงั เปตาญาตทั้งหลาย และสัตวเ์ หล่าอื่น
ทเี่ ปน็ กลางๆ พรอ้ มทง้ั เทพทงั้ ปวงใน ๑๐ แดนโลกธาตุ จงไดร้ บั และอนโุ มทนา สว่ นมหากศุ ลผลบญุ
ท้งั หมดในกาลน้ี เป็นเมตตาแผก่ วา้ งไม่มีประมาณท่พี วกขา้ พเจ้าทัง้ หลายได้อทุ ศิ ใหแ้ ล้ว
อน่ึง สัตว์เหล่าใดยังไม่รับรู้ส่วนมหากุศลผลบุญในคร้ังนี้ ขออัญเชิญเทพท้ังปวงทุกช้ันภูมิ
ผู้สามารถรับรู้สัตว์ทั้งหลายที่ท�ำกรรมดีกรรมช่ัว จงน�ำมหากุศลผลบุญทั้งมวลไปแจ้งแก่สรรพสัตว์
ทงั้ หลายจงได้รับ เมือ่ ตกทกุ ขข์ อให้พ้นจากทุกข์ เม่ือมสี ุขกข็ อใหม้ ีสุขยิง่ ๆ ข้ึนไป ตราบก้าวเข้าสู่
แดนบรมสขุ เกษมส�ำราญ จงทวั่ กันเทอญ
การอทุ ศิ มหากุศลผลบุญน้ี ทำ� ได้ทกุ วนั ย่งิ ดี
เป็นอานสิ งสใ์ หค้ วามร่มเย็นใจแก่ตนเอง และปวงชนทว่ั แผน่ ดินตลอดสตั ว์โลกทงั้ มวล
๑๒ สงิ หาคม พุทธศักราช ๒๕๖๓
~ 274 ~
แผ่นจารกึ โอวาทธรรมคำ� สอนทางภาคปฏบิ ัตวิ ิสทุ ธบิ คุ คล
สร้างดว้ ยก�ำลงั นำ�้ ใจ คณะปสาทะศรัทธา
~ 275 ~