กณั ฑท์ ี่ ๒
มงคลกถา
(๒๘ กรกฎาคม ๒๔๗๐)
อทิ านิ จาตทุ ทฺ สีทิวเส สนนฺ ิปติตาย พุทธฺ ปริสาย กาจิ ธมมฺ กี ถา
กถิยเต. ปฏริ ูปเทสวาโส จ ปุพฺเพ จ กตปุญฺตา อตฺตสมฺมาปณธิ ิ จ
เอตมมฺ งคฺ ลมุตตฺ มนตฺ ิ.
วันนี้เป็นวันจาตุททสีดิถีที่ ๑๔ ค�่ำแห่งปักขคณนา เป็นวันที่
พทุ ธบรษิ ทั มาประชมุ กนั เพอ่ื รกั ษาศลี และฟงั พระธรรมเทศนา เนอ่ื งดว้ ย
บรมพุทธานุญาต นิยมกันว่าวันธรรมสวนะบ้าง วันอุโบสถบ้าง
วนั ธรรมสวนะ หมายความวา่ เปน็ วนั ฟงั ธรรม วนั อโุ บสถหมายความวา่
เปน็ วันทำ� ความสงบของใจ เพราะเหตนุ ัน้ จงึ ต้องรักษาศีล ๘ เพราะ
ศลี ๘ เกีย่ วดว้ ยอินทรียสังวรศลี
การท่ีให้เว้นการประพฤติอสัทธรรมนั้น ก็เพ่ือจะให้รักษาใจ
ใหเ้ ยน็ เพราะราคะเปน็ เพลงิ เครื่องรอ้ นเผาใจใหเ้ ร่าร้อนอยู่เปน็ นติ ย์
เรยี กวา่ ราคคั คิ เพลิง คือราคะ
~ 50 ~
ท่ีให้รักษาวิกาลโภชน์ ไม่ให้บริโภคอาหารในเวลาวิกาลน้ัน
เปน็ เครือ่ งตดั กังวล และเป็นการระวงั ลนิ้ ไมใ่ หห้ ลงไปตามรสต่างๆ
ท่ีให้รักษานัจจคีตะนั้น คือให้ระวังหูระวังตา ไม่ให้หลงไปใน
เสียงและในรูปตา่ งๆ
ให้รกั ษามาลาคันธวิเลปนะนั้น คอื ให้ระวังฆานะ ไมใ่ หห้ ลงไป
ในกลนิ่ ของหอมต่างๆ
ให้รักษาอุจจาสยนะนั้น คือ ระวังกายไม่ให้หลงไปในเครื่อง
ถูกตอ้ งกายทีเ่ รยี กวา่ โผฏฐัพพารมณ์
คงได้ความวา่ ระวงั ตา หู จมกู ลิน้ กาย น่นั เอง สว่ นใจให้เปน็
ผูร้ ะวงั เปน็ ผ้รู ักษา ด้วยว่าอารมณท์ งั้ ๕ คือ รปู เสยี ง กลิ่น รส เคร่อื ง
สมั ผสั กาย ชอ่ื วา่ เบญจกามคณุ แปลวา่ คณุ เครอื่ งเหนย่ี วใจ ๕ ประการ
ใจของสัตว์ทั่วโลกย่อมพะวงอยู่ในอารมณ์ท้ัง ๕ เท่าน้ัน บางแห่ง
ทา่ นเรยี กวา่ เบญจมาร มาร ๕ บางแหง่ ทา่ นเรยี กวา่ ปปุ ผมาร ดอกไม้
ของมาร ในอาทิตตปริยายสูตรท่านว่า อาทิตตัคคิ แปลว่าเพลิง
เครอ่ื งเผาให้เรา่ รอ้ นแตต่ น้ การรกั ษาอโุ บสถศีล กเ็ พอ่ื จะใหส้ งบจิต
จากอารมณ์ทั้ง ๕ ได้วนั หน่งึ คนื หนึง่ ก็ช่ือวา่ พกั รอ้ นของจติ ชวั่ คราว
~ 51 ~
คือรักษาความสุขกายสบายจิตของตนเอง เรียกว่า นิรามิสสุข
ความสขุ ปราศจากเครือ่ งปรุงแตง่
อานิสงส์แห่งการรักษาอุโบสถศีล พรรณนาไม่มีที่สิ้นสุด ชื่อว่า
ได้รักษาจตุปาริสุทธิศีลเต็มที่ เป็นศีลเป็นบาทแห่งสมาธิ ใกล้ต่อ
มรรคผลนพิ พาน ใหพ้ ทุ ธบรษิ ทั เหน็ อำ� นาจประโยชนร์ กั ษาโดยถกู ตอ้ ง
ใหเ้ หน็ เหตเุ หน็ ผลดว้ ยตน อยา่ เปน็ แตส่ กั วา่ รกั ษาตามเขา จะไดไ้ มเ่ สยี ที
ทเ่ี ราไดอ้ ยใู่ นปฏริ ปู เทส อยใู่ นเขตแหง่ มงคลสถาน บดั นจ้ี กั แสดงมงคล
ในคาถาที่ ๒ ต่อไป
ในทตุ ยิ คาถาน้ี ประดบั ไปดว้ ยมงคล ๓ ประการ มเี นอ้ื ความตาม
นัยพระคาถาทีไ่ ด้ยกขนึ้ ในเบ้ืองต้นวา่ ปฏิรปู เทสวาโส จ การทไ่ี ด้
อย่ใู นประเทศอันสมควร ๑ ปพุ ฺเพ จ กตปญุ ฺตา ความเป็นผมู้ ีบญุ
ไดส้ ร้างสมมาแลว้ แตป่ างก่อน ๑ อตฺตสมมฺ าปณธิ ิ จ การทีต่ ัง้ ตนไว้
ในที่ชอบ ๑ เอตมฺมงฺคลมตุ ฺตมํ ไตรพิธธรรมท้งั ๓ ประการน้ีลว้ นเปน็
มงคลอันสูงสุด แต่ละอย่างๆ มีเนื้อความโดยย่นย่อตามพุทธภาษิต
เพียงเท่าน้ี บัดนี้จักแสดงโดยอัตโนมัตยาธิบายเล็งพุทธประสงค์
เป็นหลัก พอเปน็ เคร่ืองบำ� รุงสติปัญญาของพทุ ธบรษิ ัทตอ่ ไป
~ 52 ~
ในข้อที่ ๑ ซ่ึงว่า ปฏิรูปเทสวาโส จ การท่ีได้อยู่ในประเทศ
อนั สมควรนน้ั หมายเอาประเทศทม่ี พี ทุ ธศาสนาถาวร หรอื ประเทศทมี่ ี
นกั ปราชญเ์ ปน็ ยตุ ธิ รรมชว่ ยแนะนำ� สง่ั สอน ประเทศเชน่ นน้ั เปน็ เหตใุ หผ้ ู้
อยอู่ าศยั ไดร้ บั โอวาทคำ� สง่ั สอน ถอนตนใหพ้ น้ จากกองทกุ ข์ จงึ ชอื่ วา่
ได้อยูใ่ นประเทศอนั สมควร นับว่าเป็นมงคลประการ ๑ ถา้ จะถือเอา
เน้ือความตามนัยที่ว่า ประเทศซ่ึงเป็นที่ตั้งอยู่แห่งพุทธศาสนา หรือ
ประเทศท่อี ดุ มด้วยนักปราชญ์บัณฑิต ชือ่ ว่าปฏิรูปเทส กค็ ือหมายเอา
แผ่นดินและท้องฟ้าอากาศในประเทศนั้นๆ ช่ือวา่ ปฏริ ปู เทส ประเทศ
เปน็ มงคล ถา้ พสิ จู นด์ ตู ามประเทศนนั้ ๆ กเ็ หน็ วา่ เปน็ มงคลบา้ ง อปั มงคล
บ้างท่วั ไป ผู้ทรี่ กั ษาสุจริตธรรมก็เป็นมงคล ผูท้ ีป่ ระพฤติทุจรติ กเ็ ป็น
อปั มงคล มที ว่ั ไปทกุ ประเทศ ถ้าจะน้อมเอาปฏริ ูปเทสเข้ามาส่รู ่างกาย
ของมนุษย์ คือถือเอาเน้ือความว่า ร่างกายของมนุษยชาติน้ีแลช่ือว่า
ปฏิรูปเทส ประเทศมีรูปเปรียบประเทศอันสมควร ให้ลงกันกับ
พระธรรมคุณที่วา่ โอปนยโิ ก สามารถจะน้อมพระธรรมน้ันมาสู่ตน
ได้ดังน้ี ก็เห็นจะสมควรเป็นโวหาราธิบาย เพราะบางแห่ง เทโส
ทา่ นแปลวา่ กาย ถา้ พดู ตามสทั ทศพั ท์ เขาใหแ้ ปลว่าประเทศ ถา้ ถือ
เอาเนื้อความว่าร่างกายของมนุษยชาตินี้แลช่ือว่า ปฏิรูปเทส แต่จะ
รบั รองวา่ เปน็ มงคลทว่ั ไปไมไ่ ด้ ถา้ ฉลาดกท็ ำ� ใหเ้ ปน็ มงคล ถา้ โงเ่ ขลาก็
~ 53 ~
ทำ� ใหเ้ ปน็ อปั มงคลไป มงคลและอปั มงคลเปน็ สงั ขตธรรมตกแตง่ เอาได้
ท่ีให้น้อมปฏิรูปเทสเข้ามาสู่ตนก็เพื่อให้รู้สึกว่าตนของเรานี้เป็น
ปฏิรูปเทส เราเกิดมาเป็นมนุษย์นี้ช่ือว่าได้อยู่ในมงคลสถานแล้ว
คุณความดีท้ังหลายสมควรแก่เราทุกหน้าที่ ด้วยว่าผู้ท่ีเป็นพระราชา
มหาอ�ำมาตย์ ที่เป็นเศรษฐี คฤหบดี ก็ปรากฏอยู่ในชาติมนุษย์นี้
ตามแบบแผนต�ำราชแ้ี จงไว้วา่ ผ้ทู ไ่ี ดท้ พิ ยสมบัติ เป็นเทวดา อินทร์
พรหม หรือผู้ที่พ้นทุกข์โดยเอกเทศ ได้แก่ พระโสดาฯ สกิทาคาฯ
อนาคาฯ หรอื ผทู้ พ่ี น้ ทกุ ขโ์ ดยหาเศษมไิ ด้ ไดแ้ กพ่ ระอรหนั ต์ กล็ ว้ นแต่
ผไู้ ด้อตั ภาพแหง่ มนุษยน์ ้ีท้ังสิน้ จึงเหน็ ไดว้ ่ามนุษยชาตินี้เป็นมงคลแท้
สมกบั พทุ ธภาษติ วา่ ปฏริ ปู เทสวาโส จ การทไ่ี ดอ้ ยใู่ นประเทศอนั สมควร
เป็นมงคลประการ ๑ ดังน้ี
ในมงคลท่ี ๒ ในทุตยิ คาถานวี้ า่ ปุพเฺ พ จ กตปญุ ฺ ตา ความเปน็
ผมู้ บี ญุ ไดก้ ระทำ� ไวแ้ ลว้ แตก่ าลกอ่ น เปน็ มงคลอนั สงู สดุ ประการ ๑ นนั้
หมายความถงึ มงคลท่ี ๑ ทว่ี า่ ปฏริ ปู เทโส แมไ้ ดอ้ ตั ภาพเปน็ มนษุ ยแ์ ลว้
ถา้ ขาด ปุพเฺ พ จ กตปุญฺ ตา จะทำ� การสิ่งใดกไ็ มส่ ำ� เรจ็ เหมือนกัน
ดว้ ยอตั ภาพของมนษุ ยม์ อี ตั ตสมบตั เิ ทา่ กนั เปน็ บรุ ษุ สมบตั ขิ องบรุ ษุ กม็ ี
เทา่ กนั เปน็ สตรสี มบตั ขิ องสตรกี ม็ เี ทา่ กนั เปน็ แตป่ ระณตี และเลวทราม
ต่างกันเท่านน้ั ถา้ ปุญญาภิสังขารเป็นผู้ตกแตง่ ยอ่ มได้รูปสมบัติ คือ
~ 54 ~
ตา หู จมกู ปาก คว้ิ คาง ผิวพรรณ มอื เท้า ลว้ นแต่ประณตี สะอาด
งดงามนา่ ดนู า่ ชม ปัญญาสมบตั กิ เ็ ฉลียวฉลาดอาจหาญ อายุสมบัตกิ ็
บรบิ ูรณ์ โภคสมบัตกิ บ็ รบิ รู ณด์ ้วย อันนี้เปน็ เครื่องหมายแห่ง ปพุ ฺเพ จ
กตปุญฺตา ผมู้ ีบุญได้ท�ำไวแ้ ลว้ แตก่ าลก่อน ถ้าไดอ้ ตั ภาพเป็นมนษุ ย์
แลว้ ต้องได้ ปพุ ฺเพ จ กตปญุ ฺ ตา น้ีดว้ ย จงึ จะเป็นมงคลสงู สุด คือ
สามารถจะประกอบคุณความดีได้ทุกประการ แม้ปรารถนาสวรรค์
นิพพานกอ็ าจส�ำเร็จได้ ถึงไดป้ ฏิรปู เทสเปน็ มงคลแล้ว แตข่ าด ปุพเฺ พ
จ กตปญุ ฺ ตา กเ็ ปน็ อปั มงคล คือ อปญุ ญาภสิ ังขาร ได้แก่กรรมอนั
เปน็ บาป เป็นผูต้ กแตง่ ไดอ้ ตั ตสมบตั เิ ลวทราม คือได้อัตภาพมหี ู ตา
มอื เท้า เปน็ ตน้ พกิ ารหรอื เกิดโรคเรอ้ื รงั มีขท้ี ูดกฏุ ฐัง เปน็ ต้น หรอื
ขาดปญั ญาสมบตั ิ เปน็ ใบบ้ า้ เสยี จรติ หรอื ขาดอายสุ มบตั ิ เกดิ มาไมก่ ป่ี ี
กต็ ายเสยี หรือขาดโภคสมบัติ เกิดยากจนขน้ แคน้ ต้องขอทานเขากนิ
ถ้าเช่นน้ีจะท�ำคุณความดีอะไรได้ เป็นอภัพพสัตว์ ไม่ควรได้รับ
คุณความดีท้งั ชาตนิ แ้ี ละชาตหิ นา้ ขาดคณุ สมบตั ิจงึ ชอื่ ว่าเปน็ อัปมงคล
ผู้ได้อัตภาพเป็นมนุษย์ ต้องได้สุขสมบัติบริบูรณ์ คือ ได้อัตตสมบัติ
ปญั ญาสมบตั ิ อายสุ มบตั ิ โภคสมบตั ิ พรอ้ มมลู จงึ จะนบั วา่ เปน็ ปพุ เฺ พ จ
กตปุญฺตา เป็นมงคลแท้ ตามนัยพุทธภาษติ นน้ั
~ 55 ~
แมไ้ ดส้ ขุ สมบตั พิ รอ้ มมลู แลว้ เปน็ มงคลแลว้ แตข่ าด อตตฺ สมมฺ าปณธิ ิ
คือขาดความตง้ั ตนไวใ้ นท่ชี อบ ประกอบตนในทผ่ี ดิ ประพฤติทุจรติ
ดว้ ยกาย วาจา ใจ เปน็ คนอสตั ย์อธรรมไป ก็กลายเป็นอปั มงคลไปได้
เพราะเหตนุ นั้ พระผมู้ พี ระภาคเจา้ จงึ ทรงแสดงมงคลท่ี ๓ ในทตุ ยิ คาถาน้ี
ต่อไปว่า อตตฺ สมฺมาปณิธิ การทีต่ ้งั ตนไวด้ ว้ ยดี คอื ตั้งตนไวใ้ นท่ชี อบ
เป็นมงคล ประการ ๑ การท่ีตงั้ ตนไว้ในท่ชี อบนนั้ พงึ เขา้ ใจตามนัย
ทจ่ี กั อธบิ ายตอ่ ไป คอื ผมู้ สี ตปิ ญั ญาพงึ รำ� พงึ วา่ บดั นตี้ วั ของเราไดป้ ระสบ
มงคลถงึ ๒ ประการแล้ว คือได้อตั ภาพเปน็ มนษุ ย์ เป็นปฏิรูปเทสแล้ว
และได้ ปพุ ฺเพ จ กตปุญฺตา มบี ญุ ไดก้ ระท�ำไว้แลว้ แต่กาลก่อน คือ
มีสุขสมบัติบริบูรณ์ สมควรท่ีเราจะต้ังตนไว้ในที่ชอบให้ครบท้ัง ๓
มงคลจึงจะสมควร
การท่ตี งั้ ตนไวใ้ นทช่ี อบน้ัน ก็คือชอบใจของตนนน้ั เอง ท่ีชอบใจ
นั้นแบ่งเป็น ๒ คอื ทผ่ี ิด ๑ ท่ถี ูก ๑ ท่ผี ดิ น้ัน เหมอื นอยา่ งใจของเรา
ชอบประพฤติทุจริต มีโจรกรรม หรือสูบฝิ่น กินเหล้า ประพฤติ
ปรทารกรรมและฉ้อโกงท่านผู้อื่น หรือชอบยิงเนื้อยิงนกหรือเล่น
การพนันตา่ งๆ เป็นอาทิ สง่ิ เหลา่ นั้นช่อื วา่ ที่ผิด ถา้ ใจเราไปชอบเข้า
และไปประพฤติในส่ิงที่ผิดน้ัน ช่ือว่าต้ังตนไว้ในท่ีผิด เป็นอัปมงคล
~ 56 ~
ทเ่ี ปน็ มงคลนนั้ คอื ทชี่ อบเหมอื นอยา่ งการตง้ั ตนในปจั จบุ นั หาความสขุ
สบายในโลก กค็ อื การกสกิ รรม ทำ� นา ทำ� สวน เปน็ ตน้ พาณชิ ยกรรม
คอื การคา้ ขายในสงิ่ ทไี่ มม่ โี ทษ และราชภฏั กรรม ทำ� ราชการ เปน็ ตน้
การงานทงั้ หลายเหลา่ น้ี เปน็ การงานทชี่ อบ ถา้ ใจเราชอบและไปทำ� เขา้
ช่ือว่าตั้งตนไว้ในท่ีชอบ ย่อมเป็นมงคล คือให้เกิดลาภยศ เป็นเหตุ
ให้อยเู่ ยน็ เปน็ สขุ ตลอดชีวติ จงึ ชอื่ วา่ เปน็ มงคล เม่อื ไดม้ งคลช้ันนแี้ ล้ว
ควรจะดำ� ริหามงคลชั้นสงู ขน้ึ ตอ่ ไป
มงคลจดั เป็น ๒ คอื เปน็ โลกยิ มงคล ประการ ๑ โลกตุ รมงคล
ประการ ๑
โลกิยมงคลน้ัน ก็คือต้ังเน้ือต้ังตัวให้สมบูรณ์ด้วยลาภและยศ
ไดร้ บั ความสขุ ความสบาย สำ� เรจ็ มาแตส่ จุ รติ ธรรมทตี่ นไดป้ ระพฤตมิ า
ดว้ ยกายกรรม วจกี รรม มโนกรรม นนั่ เอง สจั จะและศีลเป็นธรรม
แต่งความสุขให้แก่สัตว์ท่ัวโลก การที่ประพฤติสุจริตธรรมจึงชื่อว่า
โลกิยมงคล เม่ือได้รับมงคลคือความสุขปัจจุบันแล้ว จะต้องด�ำริถึง
มงคลคอื เหตใุ หเ้ กดิ ความสขุ ในชาตหิ นา้ ตอ่ ไป ทาน การบรจิ าค ศลี ๕
ศีล ๘ หิริ ความละอายบาป โอตตัปปะ ความกลัวบาป เป็นต้น
ธรรมท้ังหลายเหล่าน้ีช่ือว่าท่ีชอบ ถ้าเราต้ังตนไว้ในทาน ในศีล
~ 57 ~
ในหริ ิ โอตตปั ปะ ชอื่ วา่ ตง้ั ตนไวใ้ นทช่ี อบ เปน็ เหตใุ หไ้ ดม้ นษุ ยสมบตั ิ
สวรรคสมบัติ ชื่อว่าเปน็ ผแู้ สวงหาโลกิยมงคลในชาติหน้าตอ่ ไป
เมื่อได้ประพฤติให้บริบูรณ์ในโลกิยมงคลแล้ว ก็ไม่ควรยินดี
อยเู่ พียงเทา่ นนั้
โลกุตรมงคลยังมี และเป็นมงคลประเสริฐสูงสุดแท้ เพราะเป็น
มงคลพน้ จากวฏั ฏทกุ ขท์ งั้ ปวง สว่ นโลกยิ มงคลนน้ั ถงึ จะใหผ้ ลไดเ้ ปน็
พระราชา มหาอำ� มาตย์ เปน็ เศรษฐี คฤหบดมี งั่ มบี รบิ รู ณ์ กไ็ มพ่ น้ จาก
ทุกขใ์ นวัฏฏะ คอื เกิด แก่ เจบ็ ตาย ต้องพลดั พรากจากกนั จะตอ้ ง
ได้ประสบส่ิงท่ีชอบใจบ้างไม่ชอบใจบ้างอยู่อย่างนี้เอง เป็นความสุข
ท่ไี ม่แนน่ อน ถงึ แม้ไดเ้ สวยทิพยสมบตั เิ ปน็ เทวดา อนิ ทร์ พรหม ก็ยัง
ไม่พ้นวฏั ฏทกุ ข์
เพราะเหตุนั้นนักปราชญ์ผู้เห็นโทษของวัฏฏทุกข์เห็นเป็นภัยพึง
สยดสยองยิง่ นกั จึงแสวงหาทางออกจากวฏั ฏทกุ ข์ มอี งคพ์ ระบรม-
ศาสดาสมั มาสมั พุทธเจา้ เปน็ ตวั อย่าง เมื่อพระองค์เพียบพรอ้ มอยู่ดว้ ย
สรรพอฏิ ฐารมณ์ เสวยความสขุ ในโลกอยา่ งเตม็ ขดี ตามในพทุ ธประวตั ิ
พระองค์เสวยความสุขถึงเพียงน้ัน พระองค์ไม่ลืมความแก่ ความไข้
ความตายของตนและสัตว์อื่น เห็นเป็นเพลิงเคร่ืองร้อนเผาสัตว์อยู่
~ 58 ~
ทัว่ โลก เมอ่ื ความเจ็บความตายมาถึงเข้า พากนั วงิ วอนถงึ พระอิศวร
นารายณ์ วงิ วอนถงึ พระเปน็ เจา้ ขอใหม้ าชว่ ยใหร้ อดพน้ จากความตาย
ก็ไมเ่ หน็ ใครไดร้ บั บ�ำเหนจ็ สักคนเดียว เม่ือทรงพระดำ� รไิ ป เกิดความ
สลดสังเวชพระทยั นัก อยากจะหาทางออกจากกองทุกขเ์ หลา่ นี้ ถ้าตน
ออกไดแ้ ล้วจะช่วยโลกใหอ้ อกดว้ ย อาศยั เหตุน้ี พระองคจ์ งึ เสดจ็ ออก
ประพฤติพรหมจรรย์ แสวงหาสันติธรรม คือพระนิพพาน กระท�ำ
ทุกรกิริยาอยู่ถึง ๖ ปี จึงส�ำเร็จเป็นพระสยัมภู ตรัสรู้ทางดับทุกข์
ออกจากทุกข์ได้ และได้ทรงชี้แสดงให้ผู้อื่นออกจากทุกข์ได้ด้วย
ตามศาสนประวัติ พระองค์ได้ทรงประกาศเผยแผ่พุทธโอวาท
ยังพทุ ธบรษิ ัทท้ัง ๔ คอื ภิกษุ ภิกษณุ ี อบุ าสก อุบาสกิ า ให้ได้บรรลุ
โลกตุ รมงคลคณนาไม่ถว้ น และได้รับศาสนทายาทต่อๆ มาจนบัดน้ี
ทางโลกุตรมงคล ทรงแสดงเป็นหลักไว้ว่า มคฺคานฏฺงฺคิโก
เสฏโฺ ทางมอี งค์ ๘ เปน็ ทางประเสรฐิ เปน็ ทางสำ� หรบั ไปถงึ โลกอดุ ร
เอเสว มคฺโค นตฺถญโฺ ทสฺสนสฺส วิสทุ ธฺ ิยา มที างเดียวคืออฏั ฐงั -
คิกมรรคเท่านี้ เป็นทางบริสุทธิ์แห่งทัสสนะ ทางอ่ืนนอกจากนี้ไม่มี
เอตญฺหิ ตุมเฺ ห ปฏปิ ชชฺ ถ มารเสนปปฺ โมหนํ ท่านท้ังหลายจงดำ� เนนิ ไป
สู่ทางนั้นเถิด ทางนั้นแลเป็นท่ียังมารและเสนามารให้หลง เอตญฺหิ
ตุมฺเห ปฏปิ นฺนา ทกุ ขฺ สสฺ นฺตํ กริสสฺ ถ เมื่อทา่ นทง้ั หลายดำ� เนินไปตาม
~ 59 ~
ทางนน้ั อยู่ จกั ทำ� ทส่ี ดุ แหง่ ทกุ ขไ์ ด้ ยงั ทรงซำ�้ ความนน้ั อกี วา่ “อกขฺ าโต
โว มยา มคฺโค อญฺาย สลฺลสตถฺ น”ํ ทาง คืออัฏฐังคิกมรรคนนั้
อนั เรารชู้ ดั แลว้ วา่ เปน็ ทางเปน็ ทสี่ ลดั คนื เสยี ซงึ่ ลกู ศรคอื กามกเิ ลสอนั ฝงั
อยใู่ นหฤทัย เราไดบ้ อกแกท่ า่ นทงั้ หลายแล้ว ตมุ เฺ หหิ กิจจฺ ํ อาตปปฺ ํ
ความเพียรเป็นเหตุเผากิเลสให้เร่าร้อน เป็นกิจอันท่านท้ังหลายต้อง
ทำ� เอง อกขฺ าตาโร ตถาคตา พระตถาคตเจา้ ทงั้ หลายเปน็ แตผ่ บู้ อกทาง
ให้เทา่ นั้น ปฏปิ นนฺ า ปโมกขฺ นตฺ ิ ฌายโิ น มารพนฺธนา ชนท้งั หลาย
ดำ� เนินตาม เพง่ พินจิ ตาม ซึง่ ทางคือพระอัฏฐังคกิ มรรคนนั้ อยู่ จะเปน็
ผู้พ้นจากเคร่ืองผูกแห่งมารกิเลส เป็นสมุจเฉทปหาน พระองค์ทรงชี้
ทางแห่งโลกุตรมงคลไว้อย่างนี้ ถ้าผู้เห็นโทษแห่งวัฏฏทุกข์อุตส่าห์
ด�ำเนินตาม ก็คงจะพ้นจากวัฏฏทุกข์ได้ เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้า
มพี ระวาจามไิ ดว้ ปิ รติ ถา้ ผใู้ ดรวู้ า่ พระอฏั ฐงั คกิ มรรคเปน็ ทางประเสรฐิ
และตั้งตนไวใ้ นพระอัฏฐงั คกิ มรรคนั้น ชอ่ื วา่ ตั้งตนไวใ้ นทช่ี อบอย่าง
สูงสุด
ไดแ้ สดงมงคลประเภททง้ั ๓ ในทุติยคาถาน้ี คอื การทไ่ี ดอ้ ยใู่ น
ประเทศอนั สมควร ๑ การทมี่ บี ญุ ไดท้ ำ� มาแลว้ แตก่ าลกอ่ น ๑ การตง้ั ตน
ไวใ้ นทชี่ อบ ๑ แต่ละส่วนล้วนเปน็ มงคลอันสงู สดุ เมื่อพทุ ธบริษัทได้
สดบั แลว้ ให้ตรวจดูในตน มงคลใดท่ตี นไดแ้ ลว้ ก็พงึ ท�ำความยนิ ดี
~ 60 ~
มงคลใดทยี่ งั ไม่มใี นตน กพ็ ึงพยายามกระท�ำให้มีขึ้น จะได้ไม่เสียที
ท่ีได้เกิดมาพบพระพุทธศาสนา ถ้าผู้ตั้งใจปฏิบัติด�ำเนินตามพุทธ-
มงคลดังแสดงมานี้ ก็คงจะได้บรรลุสุขสถานสมดังความปรารถนา
ทกุ ประการดังแสดงมาดว้ ยประการฉะนี้.
~
~ 61 ~
กัณฑท์ ่ี ๓
มงคลกถา
(๕ สงิ หาคม ๒๔๗๐)
อิทานิ อฏฺมีทิวเส สนฺนิปติตาย พุทฺธปริสาย กาจิ ธมฺมีกถา
กถิยเต. พาหุสจฺจญฺจ สิปฺปญฺจ วินโย จ สุสิกฺขิโต สุภาสิตา จ
ยา วาจา เอตมฺมงฺคลมุตฺตมนฺติ อิมสฺส ธมฺมปริยายสฺส อตฺโถ
สาธายสมฺ นฺเตหิ สกฺกจฺจํ โสตพโฺ พต.ิ
ณ วันนี้เป็นวันอัฏฐมีดิถีท่ี ๘ ค�่ำแห่งปักขคณนา เป็นวันอัน
พทุ ธบริษัทได้มาสนั นบิ าตประชมุ กัน ปรารภทจี่ กั ฟงั พระธรรมเทศนา
และเปน็ วนั รกั ษาอโุ บสถศลี แหง่ คฤหสั ถบรษิ ทั ดว้ ย เมอื่ ทา่ นทงั้ หลายได้
พรอ้ มเพรยี งกนั แลว้ และไดท้ ำ� กจิ เบอื้ งตน้ มยี กขนึ้ ซงึ่ ดอกไม้ ธปู เทยี น
ถวายบูชาพระรัตนตรยั เฉพาะพระพทุ ธปฏมิ ากรเจา้ เปน็ ประธาน และ
ไหวพ้ ระสวดมนตส์ มาทานศลี ๘ ศลี ๕ ตามความสามารถของตนเสรจ็
แลว้ ตอ่ นเ้ี ปน็ โอกาสทจ่ี กั ฟงั พระธรรมเทศนาตอ่ ไป พงึ ตง้ั ใจฟงั ดว้ ยดี
ใหเ้ หมอื นทา่ นผเู้ ทศนก์ บั เรานงั่ พดู กนั เฉพาะตวั เมอ่ื ทา่ นแสดงลกั ษณะ
ทผ่ี ดิ ทถี่ กู ใหเ้ พง่ ดใู นตวั ของเรา ใหถ้ อื วา่ โอวาทนพ้ี ระพทุ ธเจา้ สอนเรา
~ 62 ~
คนเดียว เราคนเดียวจะรับปฏิบัติตาม ท�ำอย่างนี้ชื่อว่า โยนิโส
มนสกิ าโร ท�ำในใจโดยแยบคาย
ด้วยการที่เรามาวัดวันน้ี มาด้วยศรัทธาเชื่อว่าจะได้ฟังธรรม
และรกั ษาศลี มาบำ� เพญ็ การกศุ ลสว่ นตน อยา่ เพง่ โทษผอู้ น่ื วา่ ผนู้ นั้ ทำ�
อย่างนั้น ผู้โน้นท�ำอย่างนี้น่าเกลียดน่าชัง ให้เพ่งดูแต่ตัวของเรา
ถ้าเราดีคนเดียวดีหมดทง้ั โลก หาทางตเิ ตียนใครไม่ได้ ใหร้ ำ� พงึ ถึง
คุณความดีของตน ท่ีตนได้สุขสมบัติ คือได้อัตภาพเป็นมนุษย์พร้อม
ด้วยรปู สมบัติ พน้ จากใบบ้ ้าบอดหนวกเสยี จริต พ้นจากโรคภยั ไข้เจบ็
มชี วี ติ อย่มู าได้ถึงวันนี้ ส�ำเร็จมาแต่ ปพุ เฺ พ จ กตปุญฺ ตา คอื เปน็ มูล
แหง่ กศุ ลอนั ตนไดท้ ำ� มาแลว้ แตก่ าลกอ่ น การทร่ี ำ� พงึ อยา่ งนเี้ ปน็ อบุ าย
กล่อมใจของตนไม่ให้ไปเกี่ยวเกาะคนอื่น ใจจะได้แน่วแน่ก�ำหนด
ตามกระแสพระธรรมเทศนา ถ้าฟังเปน็ ไมช่ ้าสักเท่าไรก็จะไดค้ วามรู้
ความฉลาด ได้ปีติความอิ่มเอิบในธรรม คือได้ด่ืมรสพระสัทธรรม
ไดท้ พี่ งึ่ อนั มน่ั คงในพระพทุ ธศาสนา เกดิ ความรคู้ วามเหน็ ธรรมอนั เปน็
แก่นสารในตน ไม่ต้องไหลเลอะเช่ือตามถ้อยค�ำของผู้พูดเพ้อเจ้อ
อวดฉลาดแกผ่ มู้ คี วามรนู้ อ้ ยกวา่ ตน ถา้ ฟงั ไมเ่ ปน็ ถงึ จะฟงั ทกุ วนั ๆ ละ
๓ กัณฑ์ ๔ กัณฑ์ ตอ่ ให้ ๑๐ ปี ก็จะไม่ไดค้ วามฉลาด ไมไ่ ด้ที่พ่ึงเลย
จักถอนอะไรหนอออกจากตนไม่ได้เลย เพราะเหตุนั้น ให้พากัน
~ 63 ~
หัดฟังธรรมเสียใหม่ คือให้ต้ังใจฟัง ก�ำหนดถือเอาใจความให้ได้
ถึงไม่ได้มากก็ใหไ้ ดน้ อ้ ย พอนำ� ไปฝากลกู หลานผู้เขาไม่ไดม้ า ได้ช่อื
ว่าท�ำประโยชน์ตนประโยชน์ท่านให้ส�ำเร็จ อย่าให้เสียทีที่มาฟัง
พระธรรมเทศนา บัดนีจ้ กั ไดแ้ สดงมงคลคาถาท่ี ๓ ต่ออนสุ นธิไป
ในคาถาท่ี ๓ น้ีประดับไปดว้ ยมงคล ๔ ประการ ตามนัยพุทธ-
ปริหารวา่ พาหุสจจฺ ญฺจ ความเปน็ พหสู ูต คอื ความเลา่ เรียนจ�ำทรงไว้
ไดม้ าก ๑ สปิ ปฺ ญจฺ มศี ลิ ปศาสตร์ ๑ วนิ โย จ สสุ กิ ขฺ โิ ต มวี นิ ยั อนั ศกึ ษา
ดีแล้ว ๑ สภุ าสติ า จ ยา วาจา ชอบกล่าวแต่วาจาท่ดี ี ๑ เอตมฺมงคฺ ล-
มตุ ตฺ มํ จตพุ ธิ ธรรมทงั้ ๔ ประการน้ี ลว้ นเปน็ มงคลอนั สงู สดุ แตล่ ะอยา่ งๆ
มเี นอ้ื ความตามนยั พระคาถาเพยี งเทา่ นี้ ตอ่ นจ้ี กั อธบิ ายขยายเนอื้ ความ
แห่งมงคลทงั้ ๔ นัน้ สืบไป
ในมงคลท่ี ๑ ในคาถาท่ี ๓ นซี้ งึ่ วา่ พาหสุ จจฺ ญจฺ ความเปน็ พหสู ตู
น้ันหมายบุคคลผู้ศึกษาเลา่ เรียนมาก คอื เรียนพทุ ธวจนะ ได้แก่เรียน
พระสูตร พระวนิ ัย พระปรมตั ถ์ เรียนพระไตรปฎิ ก แลว้ จำ� ทรงไว้ให้
ไดม้ ากๆ ชอื่ ว่าพหูสูต ทีว่ ่าเป็นมงคลน้นั กค็ อื เปน็ เหตุใหไ้ ด้ลาภ ได้ยศ
ไดค้ วามสรรเสรญิ ไดร้ ับความสขุ สำ� เร็จมาแต่ความเปน็ พหสู ตู นั้น
~ 64 ~
ขอ้ นใ้ี หพ้ งึ สงั เกตภกิ ษบุ รษิ ทั บรรดาพระมหาเถระผเู้ ปน็ เจา้ หมเู่ จา้
คณะสบื ศาสนทายาทมาตามล�ำดบั ทบ่ี ริบูรณด์ ว้ ยลาภและยศแตล่ ว้ น
ผู้เป็นพหูสูตทั้งนั้น หรือผู้เป็นหัวหน้าอุบาสกอุบาสิกา ก็ล้วนแต่เป็น
พหูสูต ถงึ แม้ในอดตี กาลที่ล่วงลับไปแล้ว มีพระสารบี ุตร พระโมค-
คัลลานเถรเจา้ พระอุบาลีเถรเจ้า และพระอานนท์เถรเจ้า ท่ีมชี อื่ เสยี ง
ปรากฏในพระศาสนายิ่งกว่าพระสาวกอื่นๆ ก็ล้วนแต่เป็นพหูสูตผู้
ทรงไวซ้ ่ึงพุทธวจนะมากทงั้ นน้ั
ผู้เป็นพหูสูตนั้น ส่วนตนก็มีกิตติศัพท์เกียรติคุณอันฟุ้งเฟื่อง
เล่ืองลือ และได้ท�ำประโยชน์แนะน�ำผู้อื่นให้ได้ความรู้ ความฉลาด
สามารถเปน็ ศาสนูปถมั ภก จงึ ช่อื ว่าเปน็ มงคลอันสงู สุด ใชแ่ ตจ่ ำ� ทรง
พทุ ธวจนะเทา่ นั้นไดช้ อื่ วา่ เป็นพหสู ูตก็หาไม่ ถึงแม้จำ� ทรงวตั ถุนิทาน
หรอื นยิ ายแบบแผนต�ำราโบราณต่างๆ ซ่ึงเปน็ ของส�ำหรบั โลก หรอื
จ�ำทรงแบบบทกฎหมายซ่ึงเป็นคดีโลกก็ช่ือว่าพหูสูตเหมือนกัน ผู้นั้น
ย่อมได้รับเครื่องสักการะแต่คุณวิชาที่ตนจ�ำทรงไว้น้ันตามสมควร
ทุกประเภทจงึ นับเขา้ ในพหูสูต เป็นมงคล คือเป็นเหตุไดร้ ับลาภ ยศ
สรรเสรญิ ความสขุ ตามควรแกว่ ชิ านนั้ ๆ พงึ เขา้ ใจวา่ การเปน็ พหสู ตู ชอื่ วา่
วชิ าจะสงู หรอื ตำ�่ ตามภมู ขิ องวชิ าทตี่ นจำ� ทรงไวน้ นั้ ทกุ ประการ โดยนยั
ดงั บรรยายมานี้
~ 65 ~
มงคลท่ี ๒ ในคาถาที่ ๓ นี้ว่า สิปฺปญฺจ ผู้มีศิลปศาสตร์เป็น
มงคลนั้น ค�ำที่ว่า ศิลปศาสตร์นั้น หมายวิชาท่ีเกี่ยวด้วยหัตถกรรม
การช่างต่างๆ คือ การกอ่ สร้าง การถาก การตัด การวาด การเขียน
การปัน้ การปรุง การจกั การสาน การเย็บปกั ถกั รอ้ ย ตลอดถงึ การ
ตัดผา่ บาดแผล เปน็ อาทิ สดุ แต่วิชาอนั ใดท่ีท�ำไดด้ ว้ ยมือของตน ก็นบั
เขา้ ในประเภทศิลปศาสตรท์ ้งั สน้ิ
ศิลปศาสตรน์ กี้ เ็ ปน็ มงคลสำ� คัญ ถึงในฝา่ ยบรรพชิต ถา้ เปน็ ช่าง
เปน็ ตน้ วา่ ฉลาดในการกอ่ สรา้ งหรอื การตดั เยบ็ สบงจวี ร เปน็ ตน้ กอ็ าจ
ท�ำประโยชน์แก่วัดวาวิหาร หรือท�ำประโยชน์ส่วนตัวและสงเคราะห์
แกส่ พรหมจารีได้ ยอ่ มเป็นทเี่ คารพนับถอื แก่ชนโดยมาก
ยิ่งเป็นฆราวาสผู้ครองเรือนย่ิงต้องการศิลปศาสตร์มากข้ึน
เพราะเปน็ อบุ ายทางหาโภคทรพั ย์ แมก้ ารกสกิ รรมทำ� นาทำ� สวน หรอื
พาณชิ ยกรรมการคา้ ขาย กเ็ กย่ี วดว้ ยศลิ ปศาสตร์ ถา้ ไมม่ กี ารชา่ งในตวั
ของเราแตส่ กั อยา่ งสองอยา่ ง จะเปน็ คนหมดทางหาเลย้ี งชพี ถงึ ไมม่ มี าก
ก็ให้มสี ักอยา่ งสองอยา่ ง ให้เป็นจริงๆ เปน็ ต้นว่า ช่างป้นั ชา่ งเขยี น
ช่างเหลก็ ช่างทอง โดยที่สุดแตช่ ่างป้ันหม้อตหี ม้อ หรอื อยา่ งเลวท่สี ุด
หดั ขับรถใหเ้ ขาขไ่ี ดก้ ย็ งั ดี ยังมที างหาเลย้ี งชีพได้ ถ้าลงลากรถใหเ้ ขา
~ 66 ~
ข่ีแล้ว ก็เป็นยอดเลวของศิลปศาสตร์ แต่ถึงอย่างน้ันก็ยังดีกว่า
วชิ าขโมยฉ้อลกั ฉกชงิ วิ่งราว เพราะการลากรถล�ำบาก เหน็ดเหน่ือย
ชัว่ เวลาท�ำการงานเทา่ นน้ั หยุดพกั แลว้ กส็ บายไป
ส่วนศิลปศาสตร์ของพวกทุจริตนั้น ในเวลาไปประกอบการท�ำ
ทจุ รติ กล็ ำ� บาก ยงั ตอ้ งระวงั ความผดิ ถา้ เขาจบั ไดต้ อ้ งไดร้ บั โทษทกุ ข์
ตามโทษานุโทษ เทา่ กบั สมุ ไฟไว้เหนือตน เผาลนให้ตนเร่าร้อนอยู่
เป็นนิตย์ ที่ต้องได้รับความเดือดร้อนเหล่านี้ก็เพราะเหตุที่ตัวไม่มี
ศลิ ปศาสตร์ ขาดทางหาเลย้ี งชพี โดยสะดวก ซง่ึ เปน็ ทางสจุ รติ จงึ ตอ้ งหา
เลี้ยงชีพโดยทางทุจริต เพราะขาดศิลปศาสตร์จึงเป็นอัปมงคลไป
ถา้ มศี ลิ ปศาสตรค์ อื วชิ าสำ� หรบั ทำ� ดว้ ยมอื ของตนได้ จงึ นบั วา่ เปน็ มงคล
คือเป็นเหตุน�ำมาซ่ึงโภคทรัพย์โดยทางบริสุทธิ์ ไม่หนักกายหนักใจ
เหลือประมาณ พระผู้มีพระภาคเจ้าจงึ ทรงแสดงว่าผู้มศี ิลปศาสตรเ์ ป็น
มงคลประการ ๑ ดงั น้ี
คำ� ที่ว่า วิชาศลิ ปศาสตร์ จะแยกออกจากกันทเี ดียวไม่ได้ ถ้าพดู
แต่ว่าผู้มีวิชาอย่างเดียว ได้ในบทพหูสูตเพราะผู้ทรงความรู้ไว้มาก
อาจทำ� ใหก้ จิ สำ� เรจ็ ดว้ ยความรนู้ น้ั ไมไ่ ด้ ตอ้ งทำ� ดว้ ยมอื แตบ่ ทศลิ ปะน้ี
ตอ้ งทำ� ดว้ ยมอื กต็ อ้ งเอาวชิ ามาเกย่ี วดว้ ย เพราะความทำ� เปน็ นนั่ แหละ
~ 67 ~
ตวั วิชา จึงเรยี กวา่ วชิ าศลิ ปศาสตร์ พึงถอื เอาเนื้อความในบทมงคล
ที่ว่า สปิ ฺปญฺจ โดยนยั ดังอธบิ ายมาดว้ ยประการฉะนี้
มงคลท่ี ๓ ในคาถาที่ ๓ นว้ี ่า วนิ โย จ สสุ กิ ขฺ ิโต วนิ ยั อนั ตน
ศกึ ษาดีแลว้ เปน็ มงคลประการ ๑ ดงั น้ี วนิ โย แปลวา่ น�ำเสียให้วนิ าศ
อธิบายว่า พุทธอาณาท่ีพระพุทธเจ้าทรงปรารภเหตุนั้นๆ แล้วทรง
บัญญัติแต่งตั้งไว้ ก�ำหนดโทษหนักและเบาตามเหตุ เป็นสิกขาบท
ให้ภิกษุบริษัทปฏิบัติตาม น�ำโทษท่ีบังเกิดทางกาย วาจา ออกเสีย
ให้ประพฤติแต่มารยาทอันงาม สมควรแก่สมณเพศ ชื่อว่า วินโย
พระธรรมสงั คาหกเถรเจา้ ท้งั หลายไดจ้ ดั ออกไว้เป็นหมวดหนึง่ ชื่อว่า
วินัยปิฎก เป็นรากเหง้าแห่งพระพุทธศาสนา อาศัยพระวินัยบัญญัติ
น้ันเอง พระภิกษุผู้ศาสนทายาทจึงได้ประพฤติตามเป็นระเบียบ
เรียบร้อยมาจนถึงบัดนี้ การศึกษาให้เข้าใจจ�ำทรงพระวินัยน้ันได้
ช่ือว่า สสุ กิ ขฺ โิ ต เป็นมงคล เพราะเปน็ เหตุน�ำผูเ้ ขา้ ใจแล้วปฏบิ ัตติ าม
ไปสูค่ ุณความดชี น้ั สูงตอ่ ขึ้นไป
การปฏิบัติตามพระวินัยน้ันชื่อว่ารักษาศีล ศีลเป็นภาคพ้ืนแห่ง
สมาธิ สมาธิเป็นภาคพ้ืนแห่งปัญญา ปัญญาเป็นทางมาแห่งวิมุตติ
และวิมุตติญาณทัสสนะ วิมุตติเป็นรสของพรหมจรรย์ เป็นแก่นสาร
~ 68 ~
ของพรหมจรรย์ ผู้บวชในพระศาสนา ถ้าไม่รู้วิมุตติ ชื่อว่ายังไม่ได้
ดมื่ รสของพรหมจรรย์ เพราะเหตนุ นั้ กลุ บตุ รผมู้ งุ่ หวงั ตอ่ วมิ ตุ ติ จำ� ตอ้ ง
ศึกษาพระวินัยให้เข้าใจ จะได้รู้ศีลของตนบริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์
ด้วยพระวินัยเป็นต้นทางแห่งความประพฤติปฏิบัติ ผู้ศึกษาให้ฉลาด
ในพระวินยั จงึ ชอื่ วา่ เป็นมงคลประการ ๑
ฝ่ายอุบาสกอุบาสิกา คฤหัสถ์บริษัท ก็ต้องศึกษาให้ฉลาด
ในพระวินยั เหมอื นกัน พระวินยั ท่พี ระพทุ ธเจา้ ทรงบัญญตั ไิ ว้สำ� หรบั
อุบาสกอบุ าสกิ าก็คอื ศลี ๕ ศีล ๘ กศุ ลกรรมบถ ๑๐ อาชวี ฏั ฐมกสีล
ศีลในองค์อริยมรรค พระบัญญัติเหล่าน้ีคฤหัสถ์สามารถจะรักษาได้
จึงนับวา่ เป็นคฤหัสถวินัย ศลี ๕ ศีล ๘ กศุ ลกรรมบถ เปน็ ของสำ� หรบั
โลกมาก่อนแต่พุทธกาลก็จริง แต่พระผู้มีพระภาคได้ทรงอนุมัติเห็น
ชอบดว้ ย อนุญาตให้ปฏบิ ตั ติ าม จงึ นบั เป็นพุทธบัญญตั ขิ ึ้นได้ และได้
พากันปฏบิ ัติสืบมาจนทุกวนั นี้ การรกั ษาศลี ๕ ก็ตอ้ งศกึ ษาให้ฉลาด
ในศลี ๕ รกั ษาศลี ๘ กต็ อ้ งศกึ ษาใหเ้ ขา้ ใจในศลี ๘ รกั ษากศุ ลกรรมบถ
ก็ต้องรักษาให้รู้ให้ฉลาดในกุศลกรรมบถ จะรักษาอาชีวัฏฐมกสีล
ก็ต้องศึกษาให้เข้าใจในอาชีวัฏฐมกสีล เพราะศีลทุกประเภทช่ือว่า
พระวินัยท้ังนั้น เพราะเป็นเหตุน�ำเสียซ่ึงโทษอันเกิดข้ึนแต่กิเลส
ส่วนหยาบ อันท�ำให้กายวิการ วจีวกิ าร
~ 69 ~
ผู้ที่ต้ังใจรักษาศีลของตนให้ดีถูกต้องตามพุทธบัญญัติ ถึงแม้
ไม่ไดบ้ รรลคุ ุณเบอ้ื งสูง ไดร้ ับแตผ่ ลของศลี เทา่ น้นั ก็อาจทำ� ความสขุ
ให้แก่ตนเป็นอย่างหาสิ่งเปรียบไม่ได้ จะยืน เดิน นั่ง นอน หรือ
ไปอยู่สถานที่ใดๆ ย่อมได้รับแต่ความสุขตลอดชีวิต เพราะเหตุนั้น
การศึกษาวินัยให้เข้าใจด้วยดีตามภูมิของตน ผู้เป็นนักบวชก็ศึกษา
วินัยส่วนของนักบวช ผู้เป็นคฤหัสถ์ก็ศึกษาวินัยส่วนของคฤหัสถ์
ให้เข้าใจดี จะได้รักษาใหถ้ ูกต้องตามภูมิของตน การศกึ ษาพระวนิ ยั
ดว้ ยดีจงึ นับว่าเป็นมงคลประการ ๑ ดงั บรรยายมาน้ี
มงคลที่ ๔ ในคาถาท่ี ๓ น้วี า่ สภุ าสติ า จ ยา วาจา การกลา่ วแต่
วาจาดี เปน็ มงคลประการ ๑ ดงั นี้ วาจาดนี นั้ อธบิ ายไดห้ ลายประเภท
เหมอื นกลา่ วคำ� กาพย์ คำ� กลอน คำ� โคลง คำ� ฉนั ท์ คำ� ยกยอ่ งสรรเสรญิ
เป็นอาทิ ก็ชือ่ ว่ากลา่ ววาจาดี แตส่ ภุ าษิตในท่ีน้หี มายความวา่ วาจาท่ี
ปราศจากโทษ เปน็ วาจาทเี่ ปน็ ประโยชนแ์ กผ่ ฟู้ งั เหมอื นอยา่ งหนงั สอื ที่
ทา่ นตง้ั ชอ่ื วา่ หนงั สอื สภุ าษติ ตา่ งๆ กล็ ว้ นแตห่ นงั สอื ทแี่ สดงเปน็ โอวาท
คำ� ส่ังสอนให้ผ้อู ่านผูฟ้ งั ได้รับความรคู้ วามฉลาดในคดีโลก คดธี รรม
ช่ือว่าสุภาษิต พึงถือเอาความว่าพุทธโอวาททั้งสิ้น ก็ช่ือว่าสุภาษิต
จดั เปน็ อย่างสงู อย่างกลาง อยา่ งต�่ำ
~ 70 ~
เหมือนพระโอวาทท่ีพระองค์ทรงแนะแก่บุคคลบางพวกด้วย
สัมปทา ๔ คอื ใหม้ คี วามเพยี รความหม่นั ในการงานซ่ึงเป็นทางมา
โภคทรัพย์ ๑ ใหฉ้ ลาดในการบรหิ ารรกั ษาทรพั ย์ท่หี ามาได้ ๑ ใหร้ ู้
ประมาณในการใชจ้ า่ ยทรพั ยท์ ต่ี นหามาได้ ๑ ใหค้ บมติ รสหายทเี่ ปน็
คนดี อยา่ คบนกั เลงการเลน่ ตา่ งๆ ๑ คณุ ธรรมทงั้ ๔ ประการนี้ ถา้ ผใู้ ด
ปฏบิ ตั ไิ ด้ จะบรบิ รู ณด์ ว้ ยลาภและยศ จะมคี วามสขุ สบายตลอดชวี ติ ดงั น้ี
จัดเปน็ สภุ าษติ อย่างต่�ำ เพราะให้ส�ำเร็จความสขุ แตใ่ นปัจจุบันเท่านั้น
สว่ นพทุ ธโอวาททแ่ี นะนำ� สง่ั สอนใหพ้ ทุ ธบรษิ ทั รกั ษาสจุ รติ ธรรม
คอื ใหร้ กั ษาศลี ๕ หรอื กศุ ลกรรมบถเปน็ ตน้ หรอื พระโอวาททที่ รงสง่ั สอน
ให้พุทธบริษัทยินดีในการให้ทาน รักษาศีล ให้มีหิริโอตตัปปะ
ละอายต่อบาปกลัวต่อบาป ให้มีสติระวังใจของตนอยู่ทุกเม่ือ
ใหม้ ปี ญั ญารรู้ อบคอบในตนอยเู่ สมอ พทุ ธโอวาทเหลา่ นช้ี อ่ื วา่ สภุ าษติ
เป็นอย่างกลาง เพราะเป็นเหตุแห่งความสุขทั้งในชาติน้ีและชาติหน้า
ตอ่ ไป
ส่วนพุทธโอวาทท่ีทรงแนะน�ำให้พุทธบริษัทบ�ำเพ็ญไตรสิกขา
คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ให้ตรงตามพระอัฏฐังคิกมรรคนั้น จัดเป็น
สุภาษิตอยา่ งสงู
~ 71 ~
ความท่ีภาษติ วาจาดี ยอ่ มนบั เขา้ ในมงคลไดท้ กุ ประเภท เพราะ
วาจาน้ีเป็นผู้ให้โทษให้คุณแก่ตนมากกว่าสิ่งอ่ืน วาจาเป็นข้าศึก
ภายใน ถ้ากล่าวผิดไปแล้วบางประการไม่มีทางแก้ ข้าศึกภายนอก
ยังมีทางป้องกันหลายประการ ไม่ล�ำบากเท่าวาจาของตนเป็นข้าศึก
แก่ตน แม้ฝ่ายคณุ ความดกี ็เหมอื นกนั วาจาเป็นมหามติ รผูใ้ ห้ลาภให้
ยศอย่างประเสริฐ มิตรภายนอกจะหาผู้สงเคราะห์ให้ความสุขแก่เรา
เทา่ กับวาจาของเราสงเคราะหต์ นของเราเองเปน็ อนั ไม่มี
บรรดาวาจาทเี่ ปน็ สภุ าษติ วาจาจรงิ เปน็ ของสำ� คญั วาจาทจ่ี รงิ นนั้
มลี กั ษณะเปน็ ๓ ฐาน ใจของผู้กล่าวก็มีเจตนาดจี รงิ วาจาทีก่ ลา่ วนั้น
กเ็ ปน็ วาจาดจี ริง วตั ถุทีถ่ กู กล่าวนน้ั กเ็ ป็นของดีจริง อาจสามารถให้
ประโยชน์แก่ผู้รับท�ำตามได้จริงด้วย วาจาเช่นนั้นแลชื่อว่า สุภาษิต
วาจา วาจาเป็นสุภาษติ เป็นมงคลอนั สูงสดุ
ได้แสดงมงคล ๔ ประการในคาถาที่ ๓ นี้ คอื ความเปน็ พหสู ตู
ฟังมากจ�ำทรงไวไ้ ด้มาก ๑ มศี ลิ ปศาสตร์ได้เล่าเรยี นไวส้ ำ� หรบั ตน ๑
ได้ศึกษาวินัยไว้ส�ำหรับตน ๑ ชอบกล่าวแต่วาจาท่ีเป็นสุภาษิตยัง
ประโยชนต์ นประโยชน์ท่านให้ส�ำเร็จ ๑ คณุ ธรรมท้ัง ๔ ประการนี้
ล้วนเป็นมงคลอันสูงสุดแต่ละอย่างๆ โดยนัยดังพรรณนามา
ดว้ ยประการฉะน้ี.
~ 72 ~
กณั ฑท์ ี่ ๔
มงคลกถา
(๑๒ สงิ หาคม ๒๔๗๐)
อิทานิ ปณณฺ รสที ิวเส สนฺนปิ ตติ าย พุทฺธปรสิ าย กาจิ ธมมฺ กี ถา
กถิยเต. มาตาปิตุอุปฏฺานํ ปุตฺตทารสฺส สงฺคโห อนากุลา จ
กมฺมนฺตา เอตมฺมงฺคลมุตฺตมนฺติ อิมสฺส ธมฺมปริยายสฺส อตฺโถ
สาธายสมฺ นฺเตหิ สกฺกจจฺ ํ โสตพฺโพต.ิ
ณ วันนเ้ี ปน็ วันปณั ณรสดี ิถที ี่ ๑๕ คำ�่ แห่งสกุ กปักข์ พทุ ธบรษิ ทั
ได้มาประชุมพร้อมกันแล้ว และได้ประกอบกิจเบื้องต้นท่ีเรียกว่า
บุพพกิจเสร็จแล้ว ต่อน้ีไปพึงต้ังใจฟังพระธรรมเทศนาให้ส�ำเร็จ
ประโยชนข์ องตน
พึงสังเกตการแสดงธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้า เม่ือพระองค์
ยังทรงธรรมโปรดเวไนยสัตว์อยู่ ถ้าผู้รับเทศนายังอ่อนด้วยศรัทธา
หรืออ่อนด้วยปัญญา พระองค์ทรงสั่งสอนผ่อนผันตามอัธยาศัย
เหมือนอย่างยศกุลบุตรยังอ่อนด้วยศรัทธา พระองค์ทรงสั่งสอนด้วย
~ 73 ~
อนุบุพพิกถา แสดงทาน ศีล สวรรค์ แล้วทรงแสดงโทษของกาม
แล้วทรงแสดงอานิสงส์แห่งเนกขัมมะการออกจากกาม ผู้ที่อ่อนต่อ
ปัญญาดงั พระเบญจวคั คีย์และปุราณชฎลิ พระองคท์ รงแสดงวปิ สั สนา
ทีเดียว ดังธรรมจักกัปปวัตตนสูตร อนัตตลักขณสูตร อาทิตต-
ปริยายสตู ร พระสตู รเหลา่ น้ีเปน็ วธิ วี ปิ สั สนานัย ช้ที ุกข์ ชีเ้ หตุแห่งทุกข์
ชคี้ วามดบั ทกุ ข์ ชอี้ บุ ายแหง่ ความดบั ทกุ ข์ ซง่ึ เปน็ ของจรงิ พอตรองตาม
เห็นได้ ชื่อว่าอริยสัจ ย่นลงเป็นลักษณะ ๒ คือเป็นอุบายให้เกิด
ความสังเวชและความเลอ่ื มใส
ในวธิ ที รงแสดงนน้ั ประกอบดว้ ยลกั ษณะอาการ ๓ อยา่ ง ตามนยั
แหง่ โคตมเจติยสูตรวา่ อภิญฺ าย ธมฺมํ เทเสติ ทรงแสดงธรรมเพ่อื จะ
ใหผ้ ฟู้ งั รยู้ ง่ิ รจู้ รงิ ตามความเปน็ จรงิ อยา่ งไร ปราศจากมายาสาไถย ๑
สนิทานํ ธมฺมํ เทเสติ ทรงแสดงธรรมประกอบด้วยเหตุ ด้วยนิทาน
มีทอี่ ้างองิ ไมล่ กึ เกิน ไมต่ นื้ เกนิ พอผู้ฟงั เข้าใจได้ ๑ สปฺปาฏหิ ารยิ ํ
ธมมฺ ํ เทเสติ ทรงแสดงธรรมมปี าฏหิ ารยิ ์ คอื อาจนำ� ปรปกั ษอ์ อกเสยี ได้
เหมือนอย่างศีลมีอ�ำนาจ อาจน�ำกิเลสอย่างหยาบทางกายทางวาจา
ออกได้ สมาธมิ อี ำ� นาจ อาจนำ� กเิ ลสอยา่ งกลางออกจากใจได้ ปญั ญา
มีอ�ำนาจ อาจน�ำกิเลสอย่างละเอียดอันฝังแน่นอยู่ในใจที่เรียกว่า
อปุ ธิกเิ ลสออกเสียได้ ๑
~ 74 ~
วิธีทรงแสดงธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงเป็นที่ต้ังแห่งความ
เล่อื มใสของพุทธบริษทั ดว้ ยพระองคท์ รงแสดงมิได้มีอาการทจ่ี กั เพง่
หวงั ตอ่ อามสิ ลาภยศสรรเสรญิ ทรงแสดงโดยมขุ คอื ศลี สมาธิ ปญั ญา
อนั ประกอบด้วยพระมหากรุณา เป็นนิยยานกิ ธรรม น�ำผ้ปู ฏบิ ตั ใิ ห้ถึง
ความดับทกุ ขไ์ ด้ ควรพทุ ธบริษทั จะกราบไหวแ้ ละสกั การะบูชา ระลึก
ถึงพระเดชพระคุณอย่เู นืองนติ ยว์ า่ อิตปิ ิ โส ภควา อรหํ และระลกึ ถงึ
คุณแห่งพระธรรมค�ำส่ังสอนของพระองค์ว่า สฺวากฺขาโต ภควตา
ธมฺโม และระลึกถึงคุณแห่งพระสงฆ์ผู้เป็นสาวกของพระองค์ว่า
สุปฏิปนฺโน สงโฺ ฆ ดงั น้ี เปน็ อนุสสตานตุ ตริยกศุ ล เม่อื เขา้ ใจวิธรี ะลึก
ถึงคุณพระรัตนตรัยฉะน้ีแล้ว เบื้องหน้าแต่นี้พึงตั้งใจฟังมงคลคาถา
ตอ่ ไป
ในจตุตถคาถานี้ประดับด้วยมงคล ๔ ประการคือ มาตาปิตุ-
อุปฏฺานํ การอุปัฏฐากมารดาบิดา ๑ ปุตฺตทารสฺส สงฺคโห การ
สงเคราะหบ์ ุตร ๑ การสงเคราะหภ์ รรยา ๑ อนากุลา จ กมมฺ นฺตา
การทที่ ำ� การงานทง้ั หลายไมใ่ หอ้ ากลู ๑ เอตมมฺ งคฺ ลมตุ ตฺ มํ จตพุ ธิ ธรรม
ทง้ั ๔ นี้ ลว้ นเปน็ มงคล แตล่ ะอยา่ งๆ มเี นอื้ ความตามนยั พระคาถาดงั น้ี
บัดน้ีจักอธิบายให้เน้ือความแห่งมงคลนั้นชัดข้ึน พอถือเอาเน้ือความ
เพื่อเปน็ ทางปฏบิ ัติตามได้
~ 75 ~
ขอ้ ท่ี ๑ ในจตุตถคาถานี้ ซึง่ ว่า มาตาปิตุอุปฏฺานํ การอุปัฏฐาก
มารดาบิดาน้ัน มารดาบิดานั้น หมายเอาท่านผู้ก่อเกิดทะนุบ�ำรุงมา
ชอื่ วา่ มารดาบดิ า ถงึ แมผ้ อู้ น่ื ไมใ่ ชผ่ กู้ อ่ เกดิ แตท่ า่ นกไ็ ดท้ ะนบุ ำ� รงุ เลย้ี งดู
ให้ชีวิตและความสุขแก่ตน ก็นับเข้าในมารดาบิดา ตามนัยแห่ง
ภาษาบาลี ทา่ นยกมารดาไวห้ นา้ วา่ มาตาปิตโร ดังน้ี ดเู หมือนจะให้
เหน็ วา่ มารดาเปน็ ผมู้ คี ณุ มากกวา่ บดิ า แตจ่ ะเอาเปน็ หนง่ึ ไมไ่ ด้ ถา้ บดิ า
เป็นผู้ม่ังมี ท่านเลี้ยงบุตรเสียเอง มารดาเป็นแต่ผู้คลอดให้เท่าน้ัน
ถ้าเช่นนั้นก็ควรเห็นได้ว่าบิดามีคุณมากกว่ามารดา ส่วนคุณมาก
คณุ นอ้ ยน้ี ใหถ้ อื เอาอปุ การกจิ เปน็ เครอ่ื งตดั สนิ ถงึ ผไู้ มใ่ ชม่ ารดาบดิ า
แต่ท่านมีอุปการะมาก ก็ให้ถือเอาเป็นมารดาบิดาเหมือนกัน
การอุปัฏฐากน้ัน ก็คอื การเกอ้ื กลู อุดหนุนด้วยอามสิ และปฏิบตั ิ
การเก้ือกูลด้วยอามิสก็ดูแต่การอันสมควร ด้วยมารดาบิดามี
หลายประเภท บางพวกทา่ นบริบรู ณ์อยูแ่ ลว้ ไม่ตอ้ งการสง่ิ ของที่บุตร
จะตอ้ งไปแสวงหามาให้ บางพวกมีความจำ� นงตอ่ บตุ ร บุตรไดส้ ง่ิ ใด
มาใหก้ ็ชนื่ ชมยินดี ถา้ เชน่ นนั้ กต็ อ้ งใหข้ า้ วของเงินทองเครอ่ื งอปุ โภค
บรโิ ภค ช่อื วา่ เกื้อกลู ดว้ ยอามสิ
~ 76 ~
แตก่ ารเกอื้ กูลดว้ ยปฏบิ ตั นิ ้ัน มารดาบดิ าต้องจำ� นงในบตุ รทวั่ ไป
ขอ้ ส�ำคญั คือเราต้งั ตวั เปน็ คนดี ท�ำตามความประสงคข์ องท่าน ตั้งตน้
แต่ยังเด็กยังหนุ่ม ท่านประสงค์ให้ท�ำส่ิงใดก็ท�ำตามความประสงค์
หรือท่านอยากให้เล่าเรียนวิชาสิ่งใดก็ท�ำตาม คร้ันเติบโตข้ึนมี
เหย้าเรือนแล้วก็ต้ังหน้าท�ำมาหาเลี้ยงชีพโดยทางสุจริต ไม่ให้เป็น
คนยากจนข้นแคน้ ถา้ ท�ำมาหาไดม้ ง่ั มีต้ังตวั ได้ ย่อมเปน็ ทพ่ี อใจของ
มารดาบิดาทั่วไป เมื่อบุตรบริบูรณ์แล้ว ย่อมมีทางที่จักเกื้อกูลให้
ความสุขแก่มารดาบิดาได้ท้ังอามิสและปฏิบัติ ถ้าท่านเกิดโรคา
อาพาธป่วยไข้ กม็ เี วลาจะไปเฝ้าปฏบิ ตั ิ หรอื เมอื่ ทา่ นแกเ่ ฒา่ มีกำ� ลงั
ทุพพลภาพแล้ว ก็มีเวลาจะท�ำการในหน้าท่ีทดแทนได้ทุกประการ
ซึ่งเป็นส่วนปฏิบัติ บุตรผู้มีกตัญญูตั้งใจสนองตอบแทนคุณของท่าน
เล้ียงดูท่านจนถึงตลอดชีวิต มกี ารทำ� ฌาปนกิจประกอบการกศุ ลอุทศิ
ใหเ้ ปน็ ท่ีสดุ ลกั ษณะบุตรท่ีดี ยอ่ มประพฤติปฏิบตั ิเกือ้ กูลมารดาบิดา
อย่างนี้
ให้กุลบุตรผู้เกิดมาในโลกพึงเห็นว่าตนของตนเป็นบุตรของ
ทา่ นคนหน่งึ มารดาบดิ าชือ่ ว่าบุพการี ผทู้ �ำอุปการะก่อน และชื่อว่า
บรุ พาจารย์ เปน็ ครผู สู้ อนกอ่ น ชอ่ื วา่ เปน็ พรหมของบตุ ร เพราะเปน็ ผมู้ ี
เมตตากรุณาก่อนผู้อ่ืน ท่านบรรยายไว้หลายประการ ยกมาแสดง
~ 77 ~
แต่พอได้ใจความเท่านั้น พึงเข้าใจว่าสกลกายของตนท่ีเป็นอยู่นี้
เนอื่ งมาจากมารดาบดิ า สว่ นตวั ของเราแทม้ แี ตว่ ญิ ญาณจติ ทเ่ี รยี กวา่
ปฏสิ นธจิ ติ กบั กสุ ลา กศุ ลเปน็ ผอู้ ปุ ถมั ภใ์ หป้ ระณตี และเลวทรามเทา่ นน้ั
ตัวภพตัวชาตินี้ต้องถือเอาความว่าแบ่งมาจากมารดานั่นแหละเป็น
ส่วนมาก คือเม่ือต้ังปฏิสนธิขึ้นแล้ว ต้องอาศัยแบ่งเลือดเน้ือจากส่วน
ของมารดาเป็นสกลกายของตนตามธรรมดานิยม จนถึงคลอดออก
มาแล้วก็ยังต้องด่ืมน้�ำนมของมารดาบ�ำรุงร่างกายของตนจนเจริญ
ขึน้ ตามลำ� ดบั ในระหว่างยังหาเล้ียงตัวเองไม่ได้ ก็ตอ้ งอาศยั มารดา
บิดาเล้ียงชีพ สกลกายอันน้ีจึงชื่อว่า เน่ืองอยู่กับด้วยมารดาบิดา
ให้เห็นว่ามารดาบิดามีอยู่ในตนทุกเมื่อ ถึงแม้ท่านล่วงลับไปแล้วก็ดี
ก็ล่วงลับไปแต่ส่วนของท่านเท่านั้น ส่วนท่ีท่านแบ่งให้แก่เราแล้วตัว
เรายังมีอยู่ตราบใด ก็ช่ือว่าท่านยังอยู่ตราบนั้น ถ้าเห็นมารดาบิดา
อยู่กับตนอย่างนี้จึงจักเห็นคุณของท่าน คือว่าท่ีตนได้รับความสุขใน
โลกทกุ สงิ่ ทกุ อยา่ ง กเ็ พราะมรี า่ งกายทอ่ี าศยั มารดาบดิ าเปน็ แดนเกดิ นี้
ถึงแม้มีทุกข์บ้างก็เป็นธรรมดา ความจริงชาติมนุษย์นี้ท่านเรียกว่า
มนษุ ยสขุ เพราะตดิ สขุ จงึ ไมม่ ใี ครพอใจทจ่ี กั ออกจากโลก ตนของเรา
ที่ได้มีศรัทธาความเช่ือความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ได้บ�ำเพ็ญ
บญุ กุศล มี ทาน ศลี ภาวนา เป็นต้น ถึงเพียงนี้ ก็เพราะอาศยั มารดา
~ 78 ~
บิดาเป็นแดนเกิด ถ้าผู้คิดได้อย่างน้ี การอุปัฏฐากเก้ือกูลมารดาบิดา
ด้วยอามิสและการปฏิบัติก็จักไม่รังเกียจ และจักไม่กล้าท่ีจักกระท�ำ
ความชว่ั เพราะเหน็ แกม่ ารดาบดิ า การทไี่ มท่ ำ� ความชว่ั นน่ั แหละชอื่ วา่
บูชามารดาบดิ าดว้ ยปฏบิ ัติบูชา การที่หม่นั ไปมาหาสู่เนืองๆ นั้นแหละ
ชื่อว่า มาตาปิตุอุปฏฺานํ ถ้าจ�ำเป็นต้องอยู่ห่างไกลกัน ก็ให้หมั่น
สง่ ข่าวและฝากสิ่งของมาให้ สดุ แท้แตจ่ ะใหท้ า่ นเกดิ ความยินดใี นตน
ได้ด้วยอาการอย่างไร ก็ให้ท�ำอย่างนั้น ช่ือว่า มาตาปิตุอุปฏฺานํ
เปน็ มงคลอันสูงสดุ ประการ ๑
มงคลขอ้ ท่ี ๒ ในจตตุ ถคาถานวี้ า่ ปตุ ตฺ สงคฺ โห การสงเคราะหบ์ ตุ ร
เป็นมงคลประการ ๑ อธิบายว่า ธรรมดาของผู้เป็นมารดาบิดาต้อง
รกั บตุ รของตน ดว้ ยบตุ รเปน็ ทรพั ยอ์ นั ประเสรฐิ ของมารดาบดิ า บรรดา
ทรัพย์สมบัติอันมีอยู่ในบ้านในเรือน สิ่งอะไรจะท�ำความปล้ืมใจ
เอิบอาบใจ เท่าทรัพย์คือบุตรเป็นอันไม่มี เม่ือเป็นเช่นน้ีก็ควรแล้วท่ี
มารดาบิดาจะสงเคราะห์
การสงเคราะหน์ ้ัน ต้องตั้งใจระวงั ไปแตเ่ บื้องต้น ตง้ั แตบ่ ตุ รอยู่
ในครรภ์มาจนถึงเปน็ ทารกยังอยู่ในอใู่ นเปล ใหค้ อ่ ยกลอ่ มคอ่ ยไกว
อย่ากระทบกระแทก อย่าจับอู่จับเปลกลอก สะเทือนศีรษะมาก
~ 79 ~
กอ้ นมนั ในสมองคลอน เตบิ โตขนึ้ มาปญั ญาซมึ มกั เปน็ ลมขนึ้ เบอื้ งสงู
ถ้าเจริญขึ้นควรหัดจรรยาอันดีอย่างไรก็ให้หัดไป อย่าเอาความรัก
ออกมาอวดเด็กมาก เดก็ จะดถู กู จะสอนไม่ได้ ความรักเอาไวใ้ นใจ
ท�ำอาการตึงๆ เอาบ้าง ให้เป็นคนสุภาพไปแต่ยังเด็กยังเล็กเป็นดี
แม้การด่าและตีก็ให้เป็นการส่ังสอน อย่าเอาโทโสโมโหเข้ามาเป็น
หวั หนา้ เวลาใกลบ้ ริโภคอาหาร ๑ เวลาจะนอน ๑ สองเวลาน้หี า้ ม
อย่าด่าอย่าตีเด็ก มีโทษ คือว่าถ้าเกิดความเศร้าโศกเสียใจแล้วกิน
ไมไ่ ดน้ อนไมห่ ลบั ทำ� ใหเ้ ดก็ เสยี กำ� ลงั ไป เมอื่ ถนอมบำ� รงุ เจรญิ ขน้ึ ตาม
ล�ำดบั สมควรแก่วิชาอนั ใด กใ็ ห้บุตรไดศ้ ึกษา ใหม้ วี ิชาศิลปศาสตรพ์ อ
เลีย้ งตนได้ เม่อื บุตรเจริญวยั พอควรเป็นเหยา้ เป็นเรอื น ก็ช่วยตกแตง่
ให้สมควรแก่ภาคภูมิของตน ข้อสำ� คัญคือป้องกันไม่ให้บุตรของตน
ตกไปในฝา่ ยเป็นคนอนั ธพาลไดน้ นั้ แหละ เป็นการสงเคราะหอ์ ย่างดี
แทจ้ รงิ บตุ รเปน็ ผจู้ ะรบั มรดกเชดิ ชสู กลุ ถา้ มารดาบดิ าไมส่ งเคราะห์
ใหเ้ ลา่ เรยี นวชิ าศลิ ปศาสตร์ ไมฝ่ กึ ฝนใหป้ ระพฤตคิ ณุ ความดี บตุ รนน้ั
จักไม่สามารถบ�ำรุงวงศ์สกุลให้เจริญได้ ถ้าเป็นเช่นน้ันก็เป็นอัน
เสื่อมเสียเกียรติยศของมารดาบิดาอยู่เอง การบ�ำรุงบุตรก็ต้องตาม
ภาคภูมขิ องตน อย่าให้ตำ่� ลงไป ถ้าบ�ำรุงให้ย่ิงกวา่ ภาคภูมขิ องตนได้
ก็ยิง่ พิเศษ ดว้ ยบุตรนั้นทา่ นเปรียบไว้ว่า เปน็ เพลิงสำ� หรบั มารดาบิดา
~ 80 ~
ธรรมดาเพลิง ถ้าปฏิบัติดีก็ให้ประโยชน์ท่ีตนประสงค์ส�ำเร็จ
ทกุ ประการ ถา้ ปฏบิ ตั ไิ มด่ กี อ็ าจจกั เปน็ โทษไหมบ้ า้ นเรอื นทรพั ยส์ มบตั ิ
เสยี ประโยชน์ไปหมด บุตรกเ็ ชน่ นน้ั ถา้ บำ� รงุ ดกี ็อาจจกั เชดิ ชเู กียรติยศ
ใหค้ วามสขุ แกม่ ารดาบิดาไม่มสี ิน้ สุด ถา้ บำ� รงุ ไม่ดีก็อาจจักทำ� มารดา
บิดาให้ได้รับความเศร้าโศกแสนสาหัส พวกปล้นภายนอกยังมีทางท่ี
จกั บรหิ ารง่าย ถา้ บตุ รเป็นพวกปล้นจะหาทางป้องกนั ไมไ่ ด้
สภุ าษติ ทา่ นสอนไว้ว่า มาตา มิตฺตํ สเก ฆเร มารดาเปน็ มิตร
ในเรอื นของตน อธบิ ายว่า ถา้ มารดาบิดาตั้งตนเปน็ คนดี บตุ รนน้ั ช่ือ
วา่ ไดค้ บกลั ยาณมติ รตงั้ แตย่ งั ยอ่ มยงั เยาว์ อาจจกั เปน็ คนดไี ด้ มารดา
บดิ าเปรยี บเหมอื นตน้ ไม้ บตุ รเปรยี บเหมอื นเถาวลั ย์ ถา้ ตน้ ไมใ้ หญส่ งู
ตรงดี เถาวลั ยก์ ็เล้ือยตามตรงดี ถา้ ต้นไมค้ ด เต้ยี ต�่ำ เถาวัลยก์ ็เล้ือย
คด เตยี้ ตำ่� ไปตามเช่นนน้ั เพราะเหตุนนั้ การสงเคราะหบ์ ตุ รตอ้ ง
นับว่าเป็นของจ�ำเป็นอยู่เอง เมื่อบุตรได้รับสงเคราะห์แต่มารดาบิดา
ถงึ ต้งั ตนเปน็ คนดไี ด้ จนเปน็ ผสู้ มควรแด่ทรพั ย์มรดก ก็เป็นเกียรตยิ ศ
เชิดชสู กลุ เปน็ สงา่ แก่มารดาบิดานน้ั เอง การสงเคราะห์บตุ รนนั้ จงึ ช่อื
ว่าได้ท�ำประโยชน์ตนและผู้อื่นให้ส�ำเร็จ จึงนับว่าเป็นมงคลอันสูงสุด
ประการ ๑
~ 81 ~
มงคลขอ้ ที่ ๓ ในจตตุ ถคาถาน้ี แยกออกจากบาทคาถา “ปตุ ตฺ ทารสสฺ
สงฺคโห” ปุตฺตสงฺคโห เป็นมงคลข้อท่ี ๒ ซ่ึงได้แสดงมาแล้ว
ทารสงคฺ โห เปน็ มงคลข้อท่ี ๓ จกั แสดงตอ่ ไป ทาระ ศัพท์ ทา่ นแปลวา่
เมยี คำ� วา่ ผวั เมยี ฟงั ดมู นั ครๆึ ขอเอาภรรยาสามมี าใชแ้ ทน ทารสงคฺ โห
การสงเคราะห์ภรรยา ข้อนี้ท่านหมายตรงกัน ฝ่ายภรรยาก็ต้อง
สงเคราะห์แกส่ ามี ฝา่ ยสามกี ต็ ้องสงเคราะหแ์ กภ่ รรยา การสงเคราะห์
ในระหวา่ งสามภี รรยาน้ี ขอ้ สำ� คญั กค็ อื ความซอื่ สตั ยต์ อ่ กนั ไมย่ กั ยอก
ทรพั ยส์ มบตั ทิ ห่ี ามาไดด้ ว้ ยกนั ไปพอกพนู คนอนื่ ไมน่ อกใจกนั นนั้ แหละ
เปน็ การสงเคราะหก์ นั และกนั อยา่ งสงู สดุ จะอยเู่ ยน็ เปน็ สขุ เปน็ มงคลแท้
แต่น่ันแหละ เรอ่ื งสามีภรรยามีหลายประเภท จะสนั นษิ ฐานลงเปน็ ๑
อยา่ งมงคลอนื่ ลำ� บากมาก บางทสี ามเี ปน็ คนดภี รรยาเปน็ คนเลว บางที
ภรรยาเป็นคนดีสามีเป็นคนเลว ประพฤติไม่ตรงกัน แต่ว่าก็คงเป็น
อัปมงคล หาความสุขสบายมิได้ ย่ิงขนบธรรมเนียมของประเทศเป็น
มาแต่ดึกดำ� บรรพ์ ไม่ใช่ของใหม่ ถ้าสามีนอกใจภรรยา ไม่มีโทษ
ตามพระราชบัญญัติ ถ้าฝ่ายภรรยานอกใจ ต้องได้รับโทษตาม
พระราชบญั ญัติ เพราะเหตุนั้นฝา่ ยสามจี งึ ต้องเล่นตัวพอใจประพฤติ
นอกใจเอาเปรียบแกภ่ รรยามากออกจะมีโดยชกุ ชุม แต่อย่างน้นั กค็ ง
เปน็ อปั มงคลอยนู่ นั่ เอง ยกเสยี แตท่ า่ นผมู้ บี ญุ ญาภนิ หิ าร บรบิ รู ณด์ ว้ ย
ลาภและยศ ถึงท่านจะมีภรรยามากเท่าใด ท่านก็เกื้อกูลสงเคราะห์
~ 82 ~
ให้ได้รับความสุขท่ัวกัน การท่ีท่านสงเคราะห์ให้มีความสุขได้น้ันแล
ชื่อว่า ทารสงฺคโห หาโทษมิได้ ข้อท่ีจักมีโทษก็คือขาด สังคหกิจ
ท�ำความขุ่นมัวเศร้าหมองให้แก่กันและกัน จึงนับว่าเป็นอัปมงคล
หาความสขุ มไิ ด้ ถ้ารักษาสามัคคีบำ� รงุ น�้ำใจแหง่ กันและกันใหเ้ ป็นสขุ
อยู่ได้ จึงชื่อว่าสามีภรรยาสงเคราะห์ซึ่งกันและกัน นับว่าเป็นมงคล
อนั สงู สดุ ประการ ๑
มงคลที่ ๔ ในจตตุ ถคาถานีว้ า่ อนากุลา จ กมฺมนฺตา การงาน
ทงั้ หลายไมอ่ ากลู เปน็ มงคลประการ ๑ นน้ั คำ� ทวี่ า่ การงานทง้ั หลายนน้ั
เป็นสาธารณะทั่วไปในกิจการอันบุคคลพึงท�ำด้วยกาย มีท�ำนา
ท�ำสวน ทำ� การกอ่ สรา้ ง ถากไม้ ไสกบ วาดเขยี น เปน็ ต้น หรอื อนั จะ
พึงท�ำด้วยวาจา มีการวินิจฉัยอรรถคดี และการเล่าเรียนท่องบ่น
จ�ำทรง เปน็ ต้น หรอื อันจะพงึ ทำ� ดว้ ยใจ มกี ารคดิ การค�ำนวณ หรือ
การเจริญสมถวิปัสสนา เป็นต้น ช่ือว่าการงานทั้งหลาย ค�ำที่ว่า
อนากุลา ไม่อากูลน้ัน หมายความว่า ท�ำสิ่งไรให้ส�ำเร็จไป ช่ือว่า
ไม่อากลู ถา้ ท�ำส่ิงไรใหค้ ้างอยไู่ มใ่ ห้แลว้ ช่อื ว่าอากลู
จริงอยู่ การที่ท�ำงานให้ค่ังค้าง ท�ำส่ิงน้ีก็ไม่แล้วท�ำส่ิงน้ันอีก
ส่ิงน้ันยังไม่แล้วท�ำส่ิงโน้นอีก ส่ิงนี้ก็ค้างส่ิงโน้นก็ค้าง ถ้าเป็นเช่นน้ี
~ 83 ~
จะได้ความสุขมาแต่ไหน เหมือนอย่างช่างเหล็กช่างทองเป็นตัวอย่าง
คนน้ีมาจ้างก็รับแล้วลงมือท�ำให้ยังไม่เสร็จ คนนั้นมาจ้างอีกก็รับอีก
ลงมอื ทำ� ของคนใหมอ่ กี ถา้ คนมาจา้ งมากรายเขา้ ของคนเกา่ กไ็ มแ่ ลว้
ของคนใหม่ก็ไม่แล้ว ทีน้ีถูกเจ้าของมาทวงไม่หยุด ได้รับแต่ความ
รำ� คาญร่ำ� ไป จึงช่ือว่าเปน็ อปั มงคล การงานที่ท�ำด้วยวาจา เหมอื น
ผูพ้ พิ ากษาอรรถคดใี นโรงศาลเปน็ ตัวอย่าง วินิจฉัยเรอื่ งนี้ยงั ไมเ่ สร็จ
เรอ่ื งใหมม่ าอกี เรอื่ งนย้ี งั ไมเ่ สรจ็ เรอื่ งโนน้ มาอกี แตล่ ว้ นเปน็ การงาน
ทตี่ นจะตอ้ งทำ� เองทกุ เรอ่ื ง ถา้ คา้ งอยมู่ ากๆ เรอื่ ง จะรำ� คาญสกั ปานใด
ถงึ การทท่ี ำ� ดว้ ยใจกเ็ ชน่ เดยี วกนั คดิ สงิ่ นย้ี งั ไมแ่ ลว้ ตอ้ งถกู คดิ สงิ่ ใหมอ่ กี
ถ้าไม่แล้วหลายเร่ืองเข้าก็ยุ่ง ได้รับแต่ความร�ำคาญ ถึงการเจริญ
สมถวิปัสสนาก็เหมือนกัน ท�ำสิ่งใดก็ไม่เสร็จ แต่เป็นกิจจ�ำต้องท�ำ
ชอ่ื วา่ อากูลทง้ั สิ้น ยกตัวอย่างมาแสดงพอเข้าใจความเทา่ นน้ั ถา้ การ
ส่ิงใดค่ังค้าง สิง่ น้นั เป็นอปั มงคล ถา้ ทำ� สงิ่ ใดใหส้ ิ่งนั้นเสรจ็ ไป ชอ่ื วา่
อนากุลา การงานทัง้ หลายไมอ่ ากูล เปน็ มงคลอนั สูงสดุ ประการ ๑
มงคลทั้ง ๔ ประการดังท่ีแสดงมานี้ ล้วนเป็นส่ิงที่จะต้องท�ำ
ดว้ ยกนั ทุกคนทุกมงคล ถา้ เขา้ ใจแลว้ จะได้ท�ำใหถ้ กู ต้อง จะไดร้ บั แต่
ความสุขกายสบายจติ ทุกเมือ่ ด้วยประการฉะน้ี.
~
~ 84 ~
กณั ฑ์ท่ี ๕
มงคลกถา
(๒๐ สงิ หาคม ๒๔๗๐)
อิทานิ อฏฺมีทิวเส สนฺนิปติตาย พุทฺธปริสาย กาจิ ธมฺมีกถา
กถิยเต. ทานญฺจ ธมฺมจริยา จ าตกานญฺจ สงฺคโห อนวชฺชานิ
กมฺมานิ เอตมฺมงฺคลมุตฺตมนฺติ อิมสฺส ธมฺมปริยายสฺส อตฺโถ
สาธายสมฺ นเฺ ตหิ สกกฺ จจฺ ํ โสตพโฺ พต.ิ
ณ วันนี้เป็นวันอัฏฐมีดิถีที่ ๘ ค�่ำแห่งกาฬปักข์ เป็นวันอัน
พทุ ธบรษิ ทั มาประชมุ กนั เพอ่ื จกั ฟงั พระธรรมเทศนา และเปน็ วนั รกั ษา
อโุ บสถศีลของอบุ าสกอุบาสกิ า เม่อื พรอ้ มด้วยสันนิบาตฉะน้แี ลว้ และ
ได้พร้อมใจกันกระท�ำบุพพกิจเสร็จแล้ว เบ้ืองหน้าแต่น้ีพึงต้ังใจฟัง
พระธรรมเทศนา
อนั การฟงั พระธรรมเทศนาตอ้ งไมม่ เี วลาพอ เพราะวา่ พทุ ธโอวาท
เป็นของสุขุมคัมภีรภาพอย่างย่ิงท่ีพระองค์ทรงแสดงไว้ล้วนแต่เป็น
ประโยชนแ์ ก่ผู้สดับตรบั ฟัง สว่ นใดทีย่ งั ไมเ่ คยฟังก็จักได้ฟงั สว่ นใด
~ 85 ~
ที่เคยฟังมาแล้วก็จักช�ำนาญขึ้น การฟังเทศน์มีแต่ได้ก�ำไรอย่างเดียว
แต่ให้ตั้งใจฟังคอยก�ำหนดตาม อย่าเพ่งโทษผู้แสดง ด้วยผู้แสดง
รู้พุทธาธิบายต่างกัน คงแสดงตามความเข้าใจของตนโดยมาก
ส่วนความเข้าใจนนั้ บางทีอาจผิดตอ่ พุทธประสงคก์ เ็ ป็นได้ แตค่ งถูก
มากกว่าผิด ส่วนตัวของเราผู้ฟังก็เป็นพุทธบริษัทคนหนึ่ง อาจจะน�ำ
เอาไปวินิจฉัยได้ว่าถูกหรือผิด ถึงเราพิเคราะห์ดูรู้จักผิดและถูกแล้ว
ตัวเรากถ็ อื เอาแต่สว่ นถูก แล้วอย่าเอาผดิ ของตัวไปให้ทา่ น ปล่อยให้
ท่านผิดไปคนเดียว เปน็ การสบายดี
ให้เห็นว่า ตัวของเรา เป็นของส�ำคัญกว่าคนอื่น การฟังเทศน์
ก็ประสงค์จะรู้จักตัว ด้วยพุทธโอวาททั้งสิ้นช้ีเข้ามาในตัวของเรา
ทกุ ประการ ถา้ หมน่ั ฟงั อาจจกั ร้ตู ัวว่า ตวั เปน็ คนพาลหรือเปน็ บัณฑิต
ตัวเป็นสัตบุรุษหรืออสัตบุรุษ เพียงรู้ตัวว่าเรายังเป็นคนพาล ยังเป็น
อสตั บรุ ษุ อย่เู ทา่ น้ีกด็ เี สียแล้ว เพราะมีทางจะแกต้ วั ตัวเป็นคนพาลแต่
ไม่รู้ตัวว่าเป็นคนพาล ตัวเป็นอสัตบุรุษแต่ไม่รู้ตัวว่าตัวเป็นอสัตบุรุษ
ข้อน้ีร้ายมากเพราะหาทางแกต้ วั ไม่ได้
ท่านทั้งหลายที่หมั่นมาฟังพระธรรมเทศนาบ่อยๆ พึงสังเกต
ในตัวดู คนพาลในตัวของเราค่อยมีก�ำลังอ่อนลงมาก เพลียลงมาก
ไมอ่ งอาจกลา้ หาญเหมอื นแตก่ อ่ นไมใ่ ชห่ รอื บณั ฑติ ในตวั ของเราคอ่ ย
~ 86 ~
มกี ำ� ลงั มากขนึ้ ทกุ ทไี มใ่ ชห่ รอื ความกลา้ ตอ่ กรรมอนั เปน็ บาปนนั้ แหละ
หน้าตาของคนพาล ความกล้าตอ่ บญุ กุศล มที าน ศีล ภาวนา เปน็ ตน้
นั่นแหละหน้าตาของบัณฑิต ความมีหิริ โอตตัปปะ อายต่อกรรม
อันเป็นบาป กลัวหว่ันหวาดต่อกรรมอันเป็นบาป นั่นแหละหน้าตา
ของสัตบุรษุ ความไมล่ ะอายต่อบาป ไม่กลัวตอ่ บาป น่ันแหละหน้าตา
ของอสัตบุรุษ จะรู้ตนได้อย่างนี้ก็เพราะอาศัยที่ตนหม่ันมาฟัง
พระธรรมเทศนาบ่อยๆ นั่นเอง พึงเห็นอานิสงส์แห่งการฟังด้วยตน
อยา่ งนี้ ถา้ เหน็ อานสิ งสเ์ กดิ ขน้ึ ในตนอยา่ งน้ี การฟงั ธรรมของเรากจ็ กั
ไม่ย่อหย่อน ย่ิงฟังก็ยิ่งได้ความฉลาดข้ึน รสของพระสัทธรรมก็ย่ิง
ซึมซาบ ไม่มีเวลาเบ่ือหน่าย ขาดไปวันพระหน่ึงสองวันพระกลับจัก
เสยี ใจเสยี อกี ไดบ้ รรยายอานิสงสแ์ หง่ การฟงั ธรรมไวพ้ อสมควรเพียง
เทา่ น้ี บัดน้ีจกั แสดงมงคลในปญั จมคาถาต่อไป
ในปัญจมคาถาท่ี ๕ น้ีประดับไปด้วยมงคล ๔ ประการ คือ
ทานญฺจ การให้ทาน ๑ ธมฺมจริยา จ การประพฤติธรรม ๑
าตกานญฺจ สงฺคโห การสงเคราะห์ญาติท้ังหลาย ๑ อนวชฺชานิ
กมฺมานิ การทำ� การงานท่ไี ม่มโี ทษ ๑ เอตมฺมงคฺ ลมตุ ตฺ มํ จตพุ ธิ ธรรม
ทั้ง ๔ นี้ แต่ละส่วนล้วนเป็นมงคลอันสูงสุด มีเนื้อความตามนัย
พระคาถาเพียงเท่าน้ี บดั น้จี กั อธบิ ายมงคลนนั้ ๆ ต่อไป
~ 87 ~
ข้อที่ ๑ ในปัญจมคาถานว้ี ่า ทานญจฺ การใหก้ ็คือการให้ทาน
เป็นมงคลประการ ๑ การให้สิง่ ของแก่กนั และกนั นน้ั มหี ลายประเภท
เหมือนอย่างให้ทรัพย์มรดกแก่ลูกหลาน หรือวัตถุส่ิงของท่ีหาได้มา
ดว้ ยกันแจกแบง่ ปันกนั เป็นต้น อยา่ งน้ีไมน่ บั ในการให้ทาน การให้
ทานนป้ี ระสงคจ์ าคเจตนาดว้ ย คอื สละใหโ้ ดยมไิ ดห้ วงั ตอ่ การตอบแทน
แต่ปฏิคาหก สัมปยุตด้วยเมตตากรุณา หวังประโยชน์ความสุขแก่
ปฏิคาหกผู้รับ ถ้าผู้รับขัดสน ช่ือว่าให้โดยการสงเคราะห์ ถ้าผู้รับ
ไม่ขัดสน แต่ท่านทรงคุณควรบูชา เราให้แก่ผู้เช่นน้ันช่ือว่าให้โดย
การบูชา
การใหท้ านนน้ั หวงั กศุ ลผลบญุ เปน็ ผลชอื่ วา่ ทานํในทนี่ ้ีกศุ ลผลบญุ
ท่ีจะพึงไดใ้ นการใหท้ านนน้ั คอื อยา่ งไร กศุ ลนั้นคอื ความฉลาด คนผู้
ฉลาดจึงให้ทานได้ เม่ือให้ทานแล้วก็เกิดผลคือบุญ บุญนั้นเป็นช่ือ
แห่งการสุขกายสุขใจ ด้วยผู้ให้ทานย่อมได้รับความยินดีว่าทานเรา
ได้ใหแ้ ลว้ ปฏคิ าหกเราไดส้ งเคราะห์และบูชาแล้ว สว่ นปฏิคาหกผรู้ ับ
กไ็ ดร้ บั แลว้ ความยนิ ดเี กดิ ขนึ้ แกป่ ฏคิ าหกวา่ ไทยทานของทา่ นเราได้
รับแลว้
การท่ีได้รับความยินดีด้วยกันทั้งสองฝ่ายดังน้ี ช่ือว่า ผลบุญ
ความยนิ ดอี นั นีจ้ ำ� เพาะจะได้แกผ่ ้ใู ห้ทาน ผูไ้ มใ่ ห้ทานจักไม่ไดพ้ บกบั
~ 88 ~
เขาเลย การทไ่ี ดค้ วามปตี ยิ นิ ดตี อ่ การใหท้ านนี้ ชอื่ วา่ ไดบ้ ญุ ในปจั จบุ นั
ทันตา เมื่อในปัจจุบันได้รับกุศลผลบุญเสียแล้ว ในเบื้องหน้าเรา
ไม่ต้องปรารถนาก็ได้ เพราะกุศลผลบุญเราได้ฝังแล้วในใจของเรา
ใจเปน็ ผทู้ ำ� ใจเปน็ ผไู้ ด้ ใจเปน็ ผไู้ มต่ าย ในชาตนิ ใี้ จกเ็ อบิ อม่ิ มคี วามสขุ
สบายตลอดชีวิต เท่ากับผู้มีเครื่องรางอันศักด์ิสิทธ์ิ เข้าสู่สงคราม
ยอ่ มไม่กลัวตอ่ มรณภัยเชน่ นัน้
แท้จริงทานของทายกนี้เองเป็นรากแก้วของพระพุทธศาสนา
ทายกผ้ไู ด้บรจิ าคทานในพระพุทธศาสนาน้อยก็ตามมากก็ตาม กไ็ ด้
ชื่อว่าอัครศาสนูปถัมภก ยกย่องพระพุทธศาสนาตามก�ำลังของตน
พระพทุ ธศาสนาต้ังมาได้ ๒๔๐๐ ปีเศษเป็นมาได้ด้วยอะไร พระสงฆ์
สามเณรท�ำไร่นาค้าขายอะไร อาศัยแต่ทานของทายกทายิกาเป็น
เคร่ืองเลี้ยงชีพ ได้มีเวลาพากันศึกษาเล่าเรียนรับศาสนทายาทมาจน
บดั น้ี พจิ ารณาเห็นเทา่ นก้ี ็รู้จักคุณของทาน
แม้องค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าเม่ือพระองค์
ยงั ทรงสรา้ งพระบารมี ๑๐ ประการ กย็ กทานบารมีขึน้ เป็นบทหน้า
ว่า ทานบารมี สีลบารมี เป็นต้น หมายความว่าทรงยกทานบารมี
ขึ้นเปน็ ใหญ่กว่าบารมที ั้งปวง
~ 89 ~
ส่วนวัตถุทานต้องอ้างท่ีมาในพระวินัยเป็นหลัก ในพระวินัย
ทรงอนญุ าตปัจจยั ๔ คือ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คลิ านเภสชั ขนึ้ วา่
เปน็ กรณขี องควรท�ำแห่งพทุ ธบริษทั ทจ่ี ักมอี านิสงสม์ ากและนอ้ ยน้ัน
แล้วแต่วัตถุทานกับปฏิคาหกผู้รับ ท่านแสดงไว้ว่าทานน้ันประกอบ
ด้วยเหตุ ๓ จึงมีผลมาก คือวัตถุทานก็เป็นของประณีตบริสุทธ์ิ ๑
ผใู้ หท้ านกเ็ ตม็ ไปดว้ ยศรทั ธา ตดั มจั ฉรยิ ะเสยี ได้ ๑ ผรู้ บั กเ็ ปน็ ผทู้ รงคณุ
ความดี มสี ลี าทคิ ณุ เปน็ ตน้ ๑ ทานพรอ้ มดว้ ยองค์ ๓ น้ี จงึ ชอื่ วา่ อคั คทาน
เป็นทานอนั เลิศ เป็นทานมีผลใหญ่ ทา่ นแสดงเปน็ แบบแผนสืบกนั มา
อย่างน้ี พึงถือเอาเน้ือความตามพระสังฆคุณบทว่า อนุตฺตรํ
ปุญฺกฺเขตฺตํ โลกสฺส พระสงฆ์เป็นนาบุญอันสูงสุดของโลก ดังนี้
เห็นว่าเป็นพระสงฆ์แล้ว ก็จะถือเอาว่าเป็นนาบุญอันสูงสุดไปหมด
ก็ไม่ได้ ท่ีท่านแสดงไว้นี้ท่านหมายพระอริยสงฆ์ ทุกวันนี้จะหา
พระอริยสงฆ์ที่ไหน เพราะเหตุนั้นต้องเลือกดูพระสงฆ์ผู้มีสีลาทิคุณ
เป็นเครื่องหมาย ให้เป็นผู้แทนพระอริยสงฆ์ เปรียบเหมือนผู้ท�ำนา
ท�ำสวนกต็ ้องดูพืน้ ที่ ถา้ พน้ื ทีม่ ตี ้นหญา้ ตน้ ไมข้ นึ้ งาม พงึ ทำ� เถดิ ทนี่ ่ัน
คงเกดิ ผลตามประสงค์ ถา้ ตน้ หญา้ ตน้ ไมใ้ นพนื้ ทน่ี นั้ ไมง่ อกงาม ถงึ จะทำ�
ก็ไร้ผล การให้ทาน ถ้าท�ำถูกต้องตามลักษณะท่ีท่านพรรณนาไว้
ก็อาจจักให้ผล ได้รับความช่ืนชมยินดีท้ังในปัจจุบันและเบื้องหน้า
จงึ นบั ว่าเปน็ มงคลประการ ๑
~ 90 ~
มงคลท่ี ๒ ในปัญจมคาถานว้ี ่า ธมมฺ จริยา จ การประพฤตธิ รรม
เป็นมงคลประการ ๑ ดังนี้ อธบิ ายว่า ความประพฤติน้ัน ก็คอื ความ
ปฏิบัติด้วยกายวาจาใจ ให้ถูกต้องตามคลองธรรมท่ีดีท่ีชอบนั้นเอง
เพราะพระธรรมน้ันมีหลายประเภท กุศลกรรมบถช่ือว่าสุจริตธรรม
ศลี ๕ ศลี ๘ ศีลในองค์อริยมรรค ศลี ๑๐ ศลี พระปาฏโิ มกข์ กช็ ่อื วา่
ศีลธรรม สมาธิและปัญญาก็ช่ือว่าสมาธิธรรมและปัญญาธรรม
ตลอดถึงมรรคผลนพิ พานก็ช่ือวา่ ธรรมท้งั สน้ิ กุศล อกุศล อพั ยากฤต
กช็ อ่ื วา่ ธรรม เมอ่ื ยน่ ลงใหน้ อ้ ยทส่ี ดุ กค็ อื สกลกายของเราอนั เดยี วเทา่ น้ี
จะเป็นผู้รบั คุณธรรมนัน้ ๆ เมื่อตรวจคุณธรรมประเภทใดเปน็ ทพี่ อใจ
ของตน เห็นว่าจะเป็นที่พ่ึงได้ และสามารถท่ีจักปฏิบัติให้เกิดให้มี
ในตนได้ กต็ ง้ั ใจปฏบิ ตั ใิ หต้ รงตอ่ ธรรมประเภทนนั้ จนใหร้ สู้ กึ วา่ ธรรม
ประเภทน้ันมีในตน เหมือนอย่างเราชอบใจในสุจริตธรรม ก็ต้ังใจ
รกั ษากายกรรม วจกี รรม มโนกรรม ของตนใหต้ รงตามแบบแผน
จนรู้สกึ วา่ สุจรติ ธรรมมีในตนแลว้ ดังนีเ้ ปน็ ตวั อย่าง แมใ้ นศีล สมาธิ
ปญั ญา วชิ ชา วมิ ตุ ติ ถา้ ตนชอบใจประเภทใด กพ็ งึ ทำ� ใหเ้ กดิ ใหม้ ใี นตน
จนรู้สึกเช่นนั้นเหมือนกัน การที่ประพฤติปฏิบัติธรรมประเภทใดได้
ตามประสงค์ ก็จักเกิดความอ่ิมใจอุ่นใจ ได้รับความสุขความสบาย
ตามช้ันตามภูมิของธรรมประเภทนั้นๆ จักอ�ำนวยผล ธมฺมจริยา
การประพฤติธรรมจึงชอื่ ว่าเป็นมงคลประการ ๑
~ 91 ~
มงคลที่ ๓ ในปัญจมคาถาน้ีว่า าตกานญฺจ สงฺคโห
การสงเคราะหแ์ กญ่ าตทิ ง้ั หลายเปน็ มงคลประการ ๑ ดงั น้ี อธบิ ายวา่
ค�ำที่ว่าญาติน้ันกินความกว้าง ถ้าตามประเทศนิยมหมายเอาหมู่ชน
ทเ่ี กดิ รว่ มวงศส์ กลุ อนั เดยี วกนั ชอื่ วา่ ญาติ วงแคบไปหนอ่ ย ถา้ ถอื เอาตาม
รูปศัพท์ ญาติแปลวา่ ผูร้ ู้จกั กันคนุ้ เคยกัน ชอ่ื วา่ ญาติ ถา้ ถือเอาตาม
นยั น้ีวงกวา้ งดี ครอบได้ท้ัง ๒ ประเภท การสงเคราะหน์ น้ั กค็ ือการ
ช่วยเหลอื เก้ือหนนุ ดว้ ยกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ตามส่วนทีต่ น
สามารถจะทำ� ได้ เปน็ ตน้ วา่ กจิ การงานของญาตเิ กดิ ขนึ้ เราไมเ่ พกิ เฉย
ชว่ ยแบกช่วยหามช่วยถอ่ ชว่ ยพายจนใหง้ านของญาตนิ น้ั สำ� เร็จ ช่อื วา่
สงเคราะห์ด้วยกายกรรม ถ้ากิจอันใดควรจะส�ำเร็จด้วยวาจาเกิดขึ้น
ในระหว่างญาติก็มิได้เพิกเฉย ต้ังใจช่วยว่าช่วยกล่าวช่วยตักเตือน
ส่ังสอน ให้กิจนั้นส�ำเร็จไปด้วยวาจาของตน ช่ือว่าสงเคราะห์ด้วย
วจกี รรม ขอ้ คดอี นั ใดเกดิ ขน้ึ ในระหวา่ งหมู่ญาติ สามารถจะชว่ ยดว้ ย
ความคิดความตรองก็ไม่เพิกเฉยเสีย อุตส่าห์ช่วยคิดช่วยตรองจนให้
คดีน้ันๆ กิจนั้นๆ ส�ำเร็จด้วยความคิดของตน ช่ือว่าสงเคราะห์ด้วย
มโนกรรม
ความเปน็ จรงิ การทจ่ี กั สงเคราะหค์ นอนื่ นตี้ อ้ งแลว้ แตก่ ำ� ลงั ของตน
ด้วยมนุษย์เรามีก�ำลังบุญญาภินิหารต่างกันไม่เหมือนกัน ผู้มี
~ 92 ~
ก�ำลังน้อย น้อยจริงๆ แต่จะสงเคราะห์ตัวเองพอให้ได้ความสุข
ชวั่ วนั หนงึ่ ก็ไมไ่ ด้ ผู้มีกำ� ลังมาก มากจริงๆ อย่างมหาเศรษฐีประเทศ
อเมริกา เท่ียวต้ังโรงพยาบาลรักษาคนป่วยเจ็บในนานาประเทศได้
ทวั่ โลก เพราะกำ� ลงั ของเขามาก เขาทำ� ความสงเคราะหแ์ กโ่ ลกไดม้ าก
แม้องค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงประกาศ
พระศาสนาใหส้ ตั วโลกไดร้ บั ความสขุ ไมม่ ที ส่ี น้ิ สดุ กย็ ง่ิ พเิ ศษขนึ้ ไปอกี
ชใ้ี หเ้ หน็ เปน็ ตวั อย่างอีกประการ ๑ การแจกจา่ ยแบ่งปันวตั ถขุ า้ วของ
ท่ีควรเกื้อกูลให้แก่หมู่ญาติ ชื่อว่าสงเคราะห์ด้วยอามิส เม่ือตนเป็น
ผู้สามารถจะช่วยแนะน�ำส่ังสอนข้ออรรถธรรมแก่หมู่ญาติได้ ก็ต้ังใจ
ชว่ ยแนะน�ำส่ังสอนใหไ้ ด้ความรู้ความฉลาด สามารถจะทำ� ตนใหเ้ ปน็
ทพ่ี ง่ึ แกต่ นได้ อยา่ งน้ี ชอื่ วา่ สงเคราะหห์ มญู่ าตดิ ว้ ยธรรม เมอ่ื หมญู่ าติ
ได้รบั ความสงเคราะหแ์ ตต่ นแล้ว ก็จักพากนั ได้รบั ความสุขกายสบาย
จิตท้ังชาตนิ ชี้ าติหนา้ ผ้สู งเคราะห์ชอ่ื ว่าได้ท�ำประโยชนต์ นประโยชน์
ท่านให้ส�ำเร็จเป็น าตกานญฺจ สงฺคโห การสงเคราะห์หมู่ญาติ
ทงั้ หลายจงึ นบั วา่ เป็นมงคลประการ ๑
มงคลที่ ๔ ในปัญจมคาถานีว้ า่ อนวชชฺ านิ กมฺมานิ กระทำ� การ
งานอนั หาโทษมไิ ด้ เปน็ มงคลประการ ๑ ดงั นี้ อธบิ ายวา่ อนวชั ชกรรม
การงานอันไม่มีโทษ คือการงานอันนักปราชญ์ไม่พึงติเตียน
~ 93 ~
ด้วยการงานเป็นกิจอันมนุษย์จะพึงท�ำมีมากจะนับประมาณมิได้
การงานที่เก่ียวด้วยการเบียดเบียนชีวิตและร่างกายและเบียดเบียน
ความสุขของผู้อื่น ดังฆ่าสัตว์ขายเลี้ยงสัตว์ส�ำหรับเป็นอาหารไว้ขาย
ท�ำลอบ ทำ� ไซ ถักข่ายถกั แหไวข้ าย เป็นต้น ใหพ้ ิจารณาดูการงาน
ทเ่ี กยี่ วดว้ ยการเบยี ดเบยี นผอู้ นื่ สตั วอ์ นื่ ทงั้ สน้ิ เปน็ การงานทน่ี กั ปราชญ์
ทา่ นเว้น ท่านตเิ ตยี น เปน็ การงานประกอบไปดว้ ยโทษ เปน็ การงาน
ให้โทษท้ังชาตินี้ชาติหน้า ช่ือว่าการงานอันเป็นอัปมงคล ถึงจะได้
ขา้ วของเงนิ ทองมาดว้ ยการงานอนั เปน็ อปั มงคลเชน่ นนั้ กช็ อื่ วา่ สมบตั ิ
ได้มาโดยไม่ชอบธรรม เพราะเหตุน้นั การงานเช่นนัน้ นกั ปราชญ์ผ้รู ู้
ผฉู้ ลาด ทา่ นตรองเหน็ โทษแลว้ ทา่ นจงึ เวน้ ทา่ นจงึ ตเิ ตยี น สว่ นการงาน
ที่หาโทษมิได้น้ันก็มีมากนับไม่ถ้วน เหมือนอย่างการท�ำนา
ท�ำสวน การค้าขายโดยทางสจุ ริต การรบั จ้างเป็นชา่ งตา่ งๆ เหมือน
อยา่ งสรา้ งรถสรา้ งเรอื ไวข้ ายเปน็ ตวั อยา่ ง จะนบั การงานในโลกไมม่ ี
ทสี่ นิ้ สดุ ใหต้ ดั สนิ ดว้ ยประโยชนต์ น ผทู้ ำ� กไ็ ดป้ ระโยชน์ และไมท่ ำ� ให้
เสียประโยชน์ของผู้อื่นด้วย การงานเช่นน้ันช่ือว่าอนวัชชกรรม หรือ
การท�ำบุญด้วยวิธีต่างๆ มีการสร้างพระพุทธรูป พระสถูปเจดีย์
สรา้ งวดั วาวหิ าร สรา้ งศาลา ขดุ บอ่ นำ�้ สรา้ งสระนำ้� ปลกู ตน้ ไมส้ ำ� หรบั
เป็นดอกเป็นผล ส�ำหรับอาศัยร่มเงาไว้ให้เป็นทานเป็นต้นเหล่าน้ี
~ 94 ~
ล้วนเป็นการงานท่ีไม่มีโทษ มีแต่คุณโดยส่วนเดียว จึงชื่อว่า
อนวชั ชกรรม เปน็ การงานหาโทษมไิ ด้ นบั ว่าเปน็ มงคลประการ ๑
ไดแ้ สดงลกั ษณะอาการแหง่ มงคล ๔ ประการ ในปญั จมคาถานค้ี อื
ทานํ การใหท้ าน ๑ ธมฺมจริยา การประพฤติธรรม ๑ าตกานญจฺ
สงคฺ โห การสงเคราะหญ์ าตทิ ง้ั หลาย ๑ อนวชชฺ านิ กมมฺ านิ การกระทำ�
แต่การงานอันหาโทษมไิ ด้ ๑ แต่ละสว่ นลว้ นเปน็ มงคลอันสูงสุด และ
เป็นกิจอันพวกเราทั้งหลายจะต้องท�ำด้วย เพราะเป็นวิธีหาเล้ียงชีพ
และเปน็ วธิ ีก่อสร้างทางบญุ ทางกศุ ล เพอ่ื ใหส้ ำ� เรจ็ ประโยชนค์ วามสขุ
ทั้งชาติน้ีชาติหน้า ควรพุทธบริษัทจะพึงใฝ่ใจแล้วตั้งใจประพฤติ
ปฏิบัติตาม จะได้ส�ำเร็จประโยชน์และความสุขอันตนประสงค์ท้ังใน
ปจั จุบนั และเบอ้ื งหนา้ โดยนัยดงั พรรณนามาด้วยประการฉะน.้ี
~
~ 95 ~
กัณฑท์ ่ี ๖
มงคลกถา
(๒๗ สงิ หาคม ๒๔๗๐)
อทิ านิ ปณณฺ รสีทิวเส สนนฺ ปิ ตติ าย พทุ ธฺ ปรสิ าย กาจิ ธมมฺ กี ถา
กถยิ เต. อารตี วริ ตี ปาปา มชชฺ ปานา จ สญฺโม อปฺปมาโท จ
ธมฺเมสุ เอตมฺมงฺคลมุตฺตมนฺติ อิมสฺส ธมฺมปริยายสฺส อตฺโถ
สาธายสมฺ นฺเตหิ สกกฺ จจฺ ํ โสตพโฺ พติ.
ณ วันน้ีเป็นวันปัณณรสีดิถีท่ี ๑๕ ค่�ำแห่งกาฬปักข์ เป็นวันอัน
เนื่องด้วยบรมพุทธานุญาตให้พุทธบริษัทสันนิบาตประชุมกันเพื่อฟัง
พระธรรมเทศนา เพราะเหตุน้ันจึงได้เป็นธรรมเนียมแบบแผนมา
จนบดั น้ี เมอื่ ทา่ นท้งั หลายไดพ้ ร้อมเพรียงกันแล้ว และได้ทำ� บุพพกจิ
เบอ้ื งต้น มที �ำการบชู าพระรตั นตรยั ด้วยดอกไมธ้ ปู เทยี น เปน็ ตน้ และ
ได้ไหว้พระสวดมนต์สมาทานศีลเสร็จแล้ว ต่อนี้เป็นโอกาสที่จักฟัง
พระธรรมเทศนา พงึ ตั้งใจฟงั ใหส้ �ำเร็จประโยชน์ของตน ประโยชนก์ ็
คอื ความเขา้ ใจในกระแสพระธรรมเทศนา ให้เกิดความสังเวชสลดใจ
~ 96 ~
ในเหตุที่ควรสังเวช เกิดปีติยินดีชุ่มช่ืนดวงใจในเหตุที่ควรเลื่อมใส
นีแ่ หละชื่อวา่ ประโยชน์ในการฟังธรรม ดว้ ยพทุ โธวาทของพระผมู้ -ี
พระภาคเจา้ กม็ ีประสงคอ์ ย่างนน้ั
เหมือนอย่างทรงแสดงให้พิจารณา ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ
ทเ่ี รยี กวา่ อภณิ หปจั จเวกขณะ คอื ใหพ้ จิ ารณาทกุ วนั วา่ เรามคี วามเกดิ
ความแก่ ความป่วยไข้ ความตาย เปน็ ธรรมดา จะลว่ งพน้ ไปไม่ได้
ดังน้ี เป็นวธิ วี ิปสั สนานยั ด้วย ความเกดิ น้ีเปน็ ตัวส�ำคัญ ถ้าเกิดขึ้นเปน็
อตั ภาพรา่ งกายแลว้ ยอ่ มเปน็ อาธารสำ� หรบั รบั รองสรรพสง่ิ ทงั้ ปวง คอื
ความเกดิ อนั เดยี วนแี้ ลเปน็ ประธาน ความแกก่ ม็ าพรอ้ ม เมอ่ื เกดิ ขน้ึ แลว้
ฉันนวุตตโิ รค ๙๖ ประการก็มมี า ไมอ่ ยา่ งหนึง่ ก็อยา่ งหนงึ่ มีเจ็บตา
ปวดท้อง เป็นต้น เม่ือเกิดข้ึนมาแล้วความตายก็มาด้วยกันไม่มีทาง
จะแกไ้ ข สิง่ อ่นื ๆ ก็มีมา คอื ความเปน็ หนุม่ เป็นสาว การมสี ามีภรรยา
การมีลูกมีหลาน การมีการจน การได้การเสีย การชื่นชมยินดี
การเศรา้ โศกเสียใจ การพลดั พรากจากกนั การมลี าภเสือ่ มลาภมียศ
เส่ือมยศ การสรรเสรญิ การนินทาสขุ ทุกข์ เป็นต้น พรรณนาไม่ถว้ น
ต้องเหมาเสียว่า ๘๔,๐๐๐ อย่าง ต้องมีขึ้นเพราะความเกิดอันเดียว
เท่านัน้ เปน็ ผู้รบั รอง ถ้าไม่มเี กดิ สรรพส่ิงเหล่านนั้ ไม่มีเลย
~ 97 ~
ให้พิจารณาโทษและคุณแห่งความเกิดให้เห็นชัดแก่ใจ
ถา้ พจิ ารณาเหน็ ความแก่หรือความปว่ ยไข้ ความตาย ความเศรา้ โศก
เสยี ใจตอ้ งมแี กต่ นเปน็ แน่ เมอื่ เหน็ อยา่ งนกี้ เ็ ปน็ เหตใุ หเ้ กดิ ความสงั เวช
สลดใจ เห็นโทษแห่งความเกดิ ถา้ พิจารณาเหน็ ว่าเราได้รบั ความสุข
ทั้งหลาย ตั้งต้นแต่ความสุขคือได้เป็นหนุ่มเป็นสาว มีเหย้ามีเรือน
มีลูกมีหลาน มีลาภมียศ จนถึงเราได้ประสบพบเห็นพระพุทธศาสนา
ได้มีศรัทธาเชื่อกรรมเชื่อผลของกรรม ได้ประพฤติคุณความดี คือ
ได้ให้ทาน รักษาศีล ฟังพระธรรมเทศนา ได้เป็นอุบาสกอุบาสิกา
ไดบ้ วชเรยี นในพระพทุ ธศาสนา ไดบ้ รรลมุ รรคผลคณุ ความดถี งึ เพยี งนี้
ก็จักเห็นคุณในความเกิด ให้พิจารณาเห็นท้ังโทษและคุณ ถ้าส่ิงใด
มีโทษมาก ส่ิงน้ันก็มีคุณมาก ส่ิงใดมีโทษน้อย ส่ิงนั้นก็มีคุณน้อย
เหมอื นอยา่ งเพลงิ เปน็ ของมโี ทษมากกเ็ ปน็ ของมคี ณุ มาก เหมอื นอยา่ ง
ความเกดิ ความแก่ ความปว่ ยไข้ ความตายน้ี ชอ่ื วา่ เปน็ โทษอนั ไมพ่ งึ
ปรารถนาของสตั วอ์ ยา่ งลกึ ซง้ึ แตเ่ ปน็ ของมคี ณุ หาทส่ี ดุ มไิ ด้ ถา้ ใครยงั
ไมเ่ หน็ โทษแหง่ ความเกดิ แกเ่ จบ็ ตายแลว้ ยงั หา่ งตอ่ ทางพระนพิ พานนกั
บรรดาท่านที่ส�ำเร็จพระนิพพาน ย่อมอาศัยความเกิดแก่เจ็บตายน้ี
ทั้งน้ัน ให้พุทธบริษัทพึงก�ำหนดความเกิดแก่เจ็บตายนี้เป็นวิปัสสนา
อยู่เป็นนิตย์ เม่ือมีอุปนิสัยก็จักได้บรรลุมรรคผลนิพพานสมดังความ
ปรารถนา บดั น้จี ักไดแ้ สดงในมงคลฉัฏฐมคาถาต่อไป
~ 98 ~
ในคาถาที่ ๖ น้ีประดับไปด้วยมงคล ๓ ประการ คือ อารตี
วริ ตี ปาปา การงดเวน้ จากกรรมอนั เปน็ บาป ๑ มชชฺ ปานา จ สญฺ โม
การระวงั จากการดืม่ นำ้� เมา ๑ อปฺปมาโท จ ธมฺเมสุ การไมป่ ระมาท
ในธรรมทัง้ หลาย ๑ เอตมมฺ งฺคลมตุ ตฺ มํ ไตรพิธธรรมท้งั ๓ นีล้ ว้ นเปน็
มงคลอนั สูงสุด แตล่ ะอย่างๆ มีเน้อื ความตามนัยพระคาถาเพยี งเทา่ น้ี
บดั นจ้ี กั อธบิ ายมงคลทง้ั ๓ นนั้ ต่อไป
มงคลขอ้ ที่ ๑ ในฉฏั ฐมคาถาซึง่ มีเนือ้ ความว่า อารตี วิรตี ปาปา
การงดเวน้ จากกรรมอนั เปน็ บาปนน้ั อธบิ ายว่า กรรมไดแ้ กก่ ารงาน
ท้ังหลาย ท่ีบุคคลทั้งหลายท�ำอยู่ในโลก การงานท้ังหลายที่ท�ำน้ัน
ก็เพ่ือหาปัจจัยทั้ง ๔ มาบ�ำรุงซึ่งตนและครอบครัวของตนเป็นเหตุ
การงานที่ท�ำนนั้ โดยทางตรงบา้ ง โดยทางออ้ มบ้าง การงานทีท่ �ำ
โดยทางตรงนน้ั เหมอื นอย่างเราตอ้ งการสิ่งใดกท็ �ำสงิ่ นนั้ ดังท�ำนา
ท�ำสวนเป็นตัวอย่าง การงานที่ท�ำโดยทางอ้อมนั้น ตนประสงค์
อย่างหนึ่งแต่ต้องท�ำงานอย่างอื่น หาเงินและส่ิงของมาซื้อหา
แลกเปลย่ี น ดงั การคา้ ขาย หรอื การรบั จา้ ง และทำ� ราชการเปน็ ตวั อยา่ ง
ความประสงค์เพือ่ จะหาปจั จัย ๔ คอื เคร่ืองอุปโภคได้แกเ่ ครื่องนุ่งห่ม
ใช้สอยท้ังปวง เครื่องบรโิ ภคได้แกข่ ้าวปลาอาหารท้ังปวง ทอี่ ยูอ่ าศยั
ได้แก่บ้านเรือนทั้งปวง ยาส�ำหรับแก้โรคาพาธไข้เจ็บทั้งปวง
~ 99 ~