The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by wonchai890, 2022-02-24 20:00:27

โอวาทธรรมอย่างล้ำค่าของวิสุทธิบุคคล (พระป่า)

วัดป่าดานวิเวก

หลังมา้ หรอื รถเกวียน เปน็ ตน้ เราตอ้ งอยเู่ หนือของใช้ ถา้ ให้ของใช้
อยู่เหนือเราจะไม่ได้การ ผู้รู้เท่าธรรมดาเช่นน้ันย่อมไม่หว่ันไหวต่อ
โลกธรรม ความไม่หว่ันไหวต่อโลกธรรมเลวที่สุดเป็นอัปมงคลก็มี
เหมือนอย่างบุคคลบางจ�ำพวกชอบประพฤติทุจริต เป็นคนข้ีฉ้อข้ีโกง
ขเ้ี มาเปน็ ตน้ มหี ลายประเภท ใครจะตเิ ตยี นนนิ ทาดา่ วา่ อยา่ งไรกช็ า่ ง
ท�ำเฉย เป็นผู้ไม่หวั่นไหวต่อโลกธรรมเช่นน้ัน เขาว่าคนหน้าด้าน
เป็นตัวอัปมงคลอย่างเอก ที่ไม่หว่ันไหวต่อโลกธรรมเป็นมงคลน้ัน
ทา่ นประสงคบ์ คุ คลผเู้ ปน็ บณั ฑติ รเู้ ทา่ ธรรมดา มตี นอนั ฝกึ ฝนทรมาน
ดีแล้ว ส่วนตนของท่านไม่ประพฤติส่วนทุจริต แม้แต่บาปเล็กน้อย
ท่านกต็ ้งั ใจงดเวน้ รู้ดีแลว้ ว่าตนไมม่ ีความผดิ การท่ีมีลาภ เส่ือมลาภ
เปน็ ตน้ เหลา่ นนั้ สำ� เรจ็ มาแตก่ ศุ ลากศุ ลกรรมเปน็ ผจู้ ำ� แนกใหส้ ตั วไ์ ดด้ ี
ได้ชวั่ ตา่ งๆ กัน ทา่ นเช่ือกรรม เชือ่ ผลของกรรม ท่านจงึ ไมห่ ว่นั ไหว
ตอ่ โลกธรรม การทเี่ ชอื่ ตอ่ คณุ ความดซี งึ่ มใี นตนอยา่ งนแ้ี ลว้ ไมห่ วนั่ ไหว
ต่อโลกธรรม จึงนบั วา่ เป็นมงคลอันสงู สุดประการ ๑

มงคลข้อ ๒ ในทสมคาถานี้ว่า อโสกํ ผู้ไม่มีความเศร้าโศก
ชอื่ วา่ เป็นมงคลประการ ๑ ดังน้ี อธิบายว่า บคุ คลผู้ไม่มคี วามแห้งใจ
เศร้าใจ ในเวลาวบิ ตั อิ นั ตรายมาถึงเขา้ เป็นตน้ วา่ อนั ตรายจะมาถึง
ตัวเองหรือมาถงึ ผู้ซ่งึ เป็นทรี่ ักทน่ี ับถอื มบี ดิ ามารดาคณาญาตเิ ป็นต้น

~ 150 ~

หรือความวิบัติแห่งโภคทรัพย์มาถึงเข้า ก็ไม่มีความโศกเศร้าเสียใจ
บคุ คลผูเ้ ช่นน้นั ช่อื วา่ อโสกํ ผ้หู าโศกมไิ ด้ ถ้าผูใ้ ดทำ� ไดเ้ ช่นนั้นก็เป็น
คนสบายเท่าน้นั เอง แต่จะท�ำได้ไม่ใช่ง่ายๆ

ผทู้ ีท่ า่ นไม่มีโศกน้นั ทา่ นต้องเป็นคนรูเ้ หตรุ ผู้ ลเพียงพอ โศกจงึ
จะไมเ่ กดิ ขนึ้ ได้ ถา้ ตอ้ งการจะไมใ่ หม้ โี ศก ตอ้ งตดั ความรกั ใหข้ าดใน
สรรพสงิ่ ทง้ั ปวง ถา้ ความรกั ยงั มเี กย่ี วอยใู่ นสง่ิ ใด สง่ิ นน้ั แหละจะนำ� โศก
มาให้ เพราะความรกั เป็นเหตแุ ห่งความโศก ถึงจะเป็นสามภี รรยากนั
นับว่าเป็นที่รักอย่างส�ำคัญ ถ้าหย่ากันขาดแล้วถึงเขาจะเป็นอะไรก็
ไม่โศก เพราะสิ้นความรักเสียแล้ว พึงเห็นเป็นตัวอย่างดังน้ีทั่วไป
ถ้าหากตัดความรักความพอใจออกเสียได้จากสรรพส่ิงท้ังปวงแล้ว
ความโศกเศรา้ เสยี ใจจะมมี าแตไ่ หน แตน่ นั่ แหละ การทจี่ กั ตดั ความรกั
ออกจากสรรพส่งิ ทงั้ ปวงน้ันไม่ใชข่ องงา่ ย ถ้าไม่ดำ� เนินในศลี สมาธิ
ปญั ญา ใหเ้ กดิ ญาณทสั สนะรเู้ ทา่ สงั ขารเมอ่ื ใด ตดั รกั ไมข่ าด ถา้ ตดั รกั
ไมข่ าด โศกกไ็ ม่ขาดเหมือนกนั พงึ เข้าใจว่า อโสกํ ความไมโ่ ศกเปน็
ธรรมชน้ั สูง จึงนบั ว่าเปน็ มงคลประการ ๑

มงคลข้อท่ี ๓ ในทสมคาถาน้ีว่า วิรชํ ผู้มีกิเลสเพียงดังธุลีไป
ปราศแลว้ เป็นมงคลประการ ๑ ดังนี้ คำ� วา่ รชํ แปลวา่ ธุลี อธิบายว่า

~ 151 ~

ธุลีน้ันคือผงละอองท่ีปลิวมาตามอากาศ อย่างขี้เถ้าแกลบโรงสีเป็น
ตัวอย่าง มาจับติดของท่สี ะอาดมีสีหรอื ผ้าขาวเปน็ ต้น ย่อมทำ� ให้ของ
ท่สี ะอาดนัน้ ๆ มัวหมองคล้�ำดำ� ไป แลมฉี ันใด กิเลสมีความโลภโกรธ
หลง เปน็ อาทิ ถา้ มาจบั ตอ้ งฉาบทาในดวงจติ ของผใู้ ดเขา้ แลว้ ยอ่ มทำ�
ดวงจิตของผู้นั้นให้เศร้าหมองขุ่นมัวมืดดำ� ไป เหมือนธุลีท่ีปลิวมาจับ
ท�ำให้ของท่ีสะอาดเสียสวยไปฉันนั้น เพราะเหตุน้ัน ท่านจึงให้ชื่อ
กเิ ลสน้นั วา่ รชํ แปลว่าธุลีคอื กิเลส ถ้าผูใ้ ดทำ� ใจไมใ่ หก้ ิเลสเหลา่ นัน้
เข้ามาฉาบทาในดวงจิตของตนได้ จิตของผู้น้ันก็สะอาดผ่องใส
ช่ือว่า วิรชํ จิตมีธุลีไปปราศแล้ว ความจริงจิตนี้ถ้าโดยปกติก็ย่อม
เปน็ ของสะอาด เม่ือความโลภ โกรธ หลง มากระทบเข้า จงึ เปน็ ของ
ขุ่นมัวไป ก็เปน็ จรงิ อยา่ งนั้น พระอรรถกถาจารย์ท่านจึงแสดงไวว้ ่า
กเิ ลสเปน็ อาคนั ตุกะเป็นของมาใหม่ จิตเดมิ ไมม่ กี ิเลส ดังน้ี

ถ้าจักถือเอาตามนัยน้ีตรงทีเดียวจักไม่ส�ำเร็จ จักดูหม่ินกิเลสว่า
เขามอี ยแู่ ตภ่ ายนอกเทา่ นน้ั ภายในตวั ไมม่ ี จกั หมดความเพยี รทจ่ี กั ทำ�
อรยิ มรรคใหเ้ กดิ ขนึ้ อรยิ มรรคฆา่ กเิ ลสภายในตา่ งหาก กเิ ลสภายใน
ทา่ นเรยี กวา่ อนสุ ยั กเิ ลสภายนอกไมส่ เู้ ปน็ ปญั หาอะไรนกั ถา้ อรยิ มรรค
ประหารกิเลสภายในให้ขาดไปแล้ว กิเลสภายนอกไม่มีอ�ำนาจเลย

~ 152 ~

กิเลสภายในท่ีมีอยู่น้ันละเอียดนัก เปรียบเหมือนความสว่างอันมีอยู่
ในจักษุของเรา ถา้ เราอยู่ในท่ีมืด ดูเหมือนว่าความสวา่ งไม่มี ต่อเมอื่
ได้แสงไฟหรือแสงอาทิตย์ ความสว่างก็ออกมารับ จะเหน็ ไปวา่ ความ
สว่างนัยน์ตาไม่มี ความสว่างอยู่กับแสงไฟหรือแสงอาทิตย์ต่างหาก
เหน็ อยา่ งนไี้ มช่ อบ คนตาบอด ทำ� ไมแสงไฟแสงอาทติ ยจ์ งึ ไมท่ ำ� ใหเ้ ขา
สวา่ งไดเ้ ลา่ ผเู้ หน็ วา่ กเิ ลสเปน็ แตอ่ าคนั ตกุ ะจรมาใหม่ คอื เหน็ ความโกรธ
เกิดข้ึนอันน้ี เพราะกระทบเสียงคนน้ัน เป็นอาคันตุกะมาใหม่แท้
ความเหน็ นตี้ นื้ นกั นกั เลงหมากรกุ เขาพดู กนั วา่ เดนิ มา้ ตาเตย้ี เหน็ แตผ่ ล
ไม่เหน็ เหตุ ในตัวเราความบรสิ ุทธม์ิ เี หมือนกนั ไมไ่ ดป้ ฏเิ สธ แตว่ ่าเรา
สร้างสมกิเลสมาแสนอเนกชาติ กิเลสเหล่าน้ันเป็นตัวอนุสัยหรือเป็น
อนิ ทรีย์กว็ า่ ได้

ถ้าเราบรสิ ทุ ธ์มิ าแลว้ เราไม่ต้องมีภพมีชาติ ท่มี ภี พมีชาตปิ รากฏ
อยู่น้ี พึงเข้าใจเถิดว่าเรายังมีกิเลส ให้นักปราชญ์พิสูจน์ดูกิเลสที่
มรรคประหาร คือ สักกายทิฏฐิ วจิ ิกิจฉา สีลัพพตปรามาส กามราคะ
พยาบาท รปู ราคะ อรปู ราคะ มานะ อุทธัจจะ อวชิ ชา เป็นช่อื ของกเิ ลส
ภายในท้ังส้ิน มรรคไม่ได้เกี่ยวข้องที่จักประหารกิเลสภายนอกเลย
ให้เห็นว่าตัวของเรายังมีกิเลสดีกว่า จะได้ตั้งหน้าท�ำความเพียรให้
อธศิ ีล อธจิ ิต อธปิ ัญญา ซึง่ เป็นองค์อวยั วะของมรรคบังเกิดข้นึ ธุลคี ือ

~ 153 ~

กิเลสจะได้ปราศไปจากสันดาน จิตที่บริสุทธ์ิไม่มัวหมองด้วยกิเลส
จงึ ชอ่ื วา่ เปน็ มงคลอนั สูงสดุ ประการ ๑

มงคลข้อท่ี ๔ ในทสมคาถานี้ว่า เขมํ จิตเกษม จิตประเสริฐ
เปน็ มงคลประการ ๑ ดังน้ี อธบิ ายว่าจติ ทพ่ี น้ ไปจากสังโยชน์ ๓ คอื
กามสงั โยชน์ ภวสงั โยชน์ อวชิ ชาสงั โยชน์ จติ ทพ่ี น้ ไปจากสงั โยชน์ ๓ นี้
เป็นจติ สูง กามสงั โยชน์ พระอนาคามมิ รรคประหารขาด ภวสงั โยชน์
อวชิ ชาสงั โยชน์ พระอรหตั มรรคประหารขาด แตถ่ า้ พวกเราจะเหน็ ไป
เสยี ว่าสังโยชน์ ๓ เปน็ วิสัยของพระอนาคาฯ พระอรหันต์ จะเปน็ ผู้ละ
ให้ขาดได้ พวกเราไม่ต้องพยายามที่จักข้ามสังโยชน์ ถ้าเห็นไปเสีย
อย่างนั้นก็จะท�ำประโยชน์ของตนให้เสียไป ในเบื้องต้นแต่ท่านยัง
ไม่ไดพ้ ระอนาคาฯ พระอรหนั ต์ ทา่ นกเ็ ปน็ ปถุ ชุ นเหมอื นพวกเราน้เี อง
แต่ท่านเห็นโทษของกาม เห็นโทษของภพ เห็นโทษของอวิชชา
ท่านก็ตั้งหน้าประพฤติพรหมจรรย์ก่อน พรากกายให้ห่างออกจาก
กามเสียก่อน แม้จะยังเกี่ยวเกาะอยู่ด้วยใจก็ยังมีสมาธิเป็นทางแก้
เม่ือล่วงกามด้วยกายด้วยใจได้แล้ว แม้เพียงตทังคปหานหรือ
วิกขัมภนปหาน ก็ยังเป็นโอกาสที่จักให้ส�ำเร็จสมุจเฉทปหานและ
เป็นภาคพื้นแห่งวิชชาวิมุตติชั้นสูง ผู้จะปราบภพและอวิชชาให้หมด
อ�ำนาจได้ คือสังโยชนท์ ั้ง ๓ จะขาดออกไปได้ ก็อาศยั ความประพฤติ

~ 154 ~

ใหถ้ ูกต้อง พระอฏั ฐงั คกิ มรรค คอื ศีล สมาธิ ปัญญา เม่ือยังเปน็ ภูมิ
ปถุ ุชนอยู่ กอ็ ย่างพวกเรานเี้ อง คำ� ทวี่ า่ กามน้ัน หมายความวา่ ความ
รกั ใครช่ อบใจในรูป เสยี ง กลิ่น รส สมั ผัส ภพนั้นหมาย กามภพ
รูปภพ อรูปภพ หรือให้ใกล้เข้ามาหมายสกลกายที่มีอยู่นี้ก็ชื่อว่าภพ
คือ กรรมภพ อุปปัตติภพ กรรมภพได้แก่เจตนา อุปปัตติภพได้แก่
รูปกาย อวชิ ชาหมายความไมร่ ้ตู ัว คอื ไมร่ วู้ า่ ตัวเป็นธรรมอะไร เป็น
ธรรมประเภทไหน หาตวั ไมพ่ บ ชื่อวา่ อวชิ ชา กาม ๑ ภพ ๑ อวชิ ชา ๑
ช่ือว่าสังโยชน์ เพราะเป็นเครื่องเกี่ยวเกาะผูกรัดมัดดวงจิตอยู่เสมอ
ถา้ จติ ลว่ งสงั โยชนท์ งั้ ๓ นไ้ี ด้ ชอื่ วา่ เขมํ แปลวา่ จติ ประเสรฐิ จงึ นบั วา่
เป็นมงคลอันสงู สุดประการ ๑

ได้แสดงมงคล ๔ ประการ ในคาถาท่ี ๑๐ น้ี คือ ผุฏฺสฺส
โลกธมฺเมหิ จิตฺตํ ยสฺส น กมฺปติ จิตผู้ใดอันโลกธรรมท้ังหลาย
ถกู ตอ้ งแล้วย่อมไม่หวั่นไหว ๑ อโสกํ ผู้ไม่โศกเศร้าเสียใจ ๑ วริ ชํ
ผู้มีกิเลสเพียงธุลีปราศไปแล้ว ๑ เขมํ ผู้มีจิตอันประเสริฐ คือมีจิต
ปราศจากสังโยชน์เครื่องเกี่ยวเกาะ ๑ เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ คุณธรรม
ทั้ง ๔ ประการน้ี เป็นมงคลอนั สูงสดุ แตล่ ะอย่างๆ และเปน็ มงคลอนั นา่
พงึ ปรารถนา

~ 155 ~

เมื่อพุทธบริษัทได้สดับแล้วให้พึงมนสิการ ถ้าเห็นเป็นประโยชน์
เป็นท่ีพอใจของตนแล้ว ก็ให้รีบพยายามประพฤติปฏิบัติให้เกิดให้
มีขึ้นในตน จะได้รับผลคือความสุขความส�ำราญทั้งในปัจจุบันและ
เบื้องหน้า โดยนัยดงั วสิ ชั นามาดว้ ยประการฉะน.ี้

~

~ 156 ~

กณั ฑท์ ่ี ๑๑

มงคลกถา

(๑ ตุลาคม ๒๔๗๐)

อิทานิ อฏฺมีทิวเส สนฺนิปติตาย พุทฺธปริสาย กาจิ ธมฺมีกถา
กถิยเต. เอตาทิสานิ กตฺวาน สพฺพตฺถมปราชิตา สพฺพตฺถ โสตฺถึ
คจฺฉนฺติ ตนฺเตสํ มงฺคลมุตฺตมนฺติ อิมสฺส ธมฺมปริยายสฺส อตฺโถ
สาธายสฺมนฺเตหิ สกฺกจจฺ ํ โสตพโฺ พต.ิ

ณ วันนี้เป็นวันอัฏฐมีดิถีที่ ๘ ค่�ำแห่งสุกกปักข์ พุทธบริษัทได้
มาสันนิบาต ปรารภในการจะฟังพระธรรมเทศนาเป็นเหตุ และได้
พร้อมกันกระท�ำบุพพกิจเบ้ืองตน้ มีไหว้พระสวดมนต์ สมาทานศีล ๕
ศีล ๘ ตามความสามารถของตนๆ เสร็จแล้ว ตอ่ น้เี ปน็ โอกาสที่จักฟัง
พระธรรมเทศนา

ในพรรษาน้ีได้แสดงมงคลคาถาตามล�ำดับมา มงคล ๓๘ ข้อ
จบลงเพยี งคาถาท่ี ๑๐ เทา่ นนั้ ในคาถาที่ ๑๑ นี้ เปน็ การประกาศบอก
อานสิ งสแ์ หง่ มงคลเหลา่ นน้ั เมอื่ พทุ ธบรษิ ทั ไดส้ ดบั มาจนตลอดเรอื่ งแลว้

~ 157 ~

คงจะได้ความชื่นชมยินดี เพราะได้ทราบว่ามงคลบางประการตนได้
ปฏบิ ตั ใิ หม้ ใี นตนอยแู่ ลว้ และคงจะรไู้ ดว้ า่ ตนมบี ญุ ไดก้ ระทำ� มาแลว้ แต่
กาลกอ่ น ดว้ ยมพี ยานหลกั ฐานคอื ทไี่ ดอ้ ตั ภาพรา่ งกายอนั สมบรู ณแ์ ลว้
พ้นจากใบ้ บา้ บอด หนวก วิกลจรติ นเ้ี องเปน็ เคร่อื งหมาย เปรยี บ
เหมือนบุคคลที่ได้พ้ืนที่อันดี และซ�้ำไม่มีความประมาท รีบอุตสาหะ
เพาะปลูกให้พืชผลบริบูรณ์ข้ึนในพื้นท่ีของตนฉันใด แม้ตนของเรา
เม่ือได้อัตภาพอันสมบูรณ์ด้วยสุขสมบัติเห็นปานน้ัน และมิได้เป็น
คนประมาท ยังมีอุตสาหะเพาะปลูกบุญกุศลให้ไพบูลย์ขึ้นทุกหน้าท่ี
เมื่อเห็นความข้อนี้ชัดข้ึนแก่ใจก็น่ายินดีไม่ใช่น้อย ซ้�ำได้สดับ
พุทธโอวาทอันประกาศมงคล เป็นโอวาทอันน่าจับใจเพ่ิมเข้าอีก
กย็ ิ่งกระท�ำใจของตนให้เฟอื่ งฟูปลาบปลม้ื ย่ิงขึ้นไปอกี

การท่ีได้ฟังพุทธมงคลและถือเอาใจความได้ท้ัง ๓๘ ข้อ น้ัน
เป็นบุญลาภอันส�ำคัญ คือจักได้ก�ำจัดอัปมงคลให้ออกไปเสียสิ้น
ให้เหลือแต่ส่วนซึ่งเป็นมงคล จักได้ประสบแต่สวัสดิผล ตามนัยที่
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศไว้ในปัจฉิมคาถานี้ มีเนื้อความว่า
เอตาทสิ านิ กตวฺ าน เทพยดาและมนษุ ยท์ งั้ หลายไดก้ ระทำ� ตามซง่ึ มงคล
ท้ังหลายเหล่านี้อยู่ สพฺพตฺถมปราชิตา จะเป็นผู้ไม่มีปราชัยพ่ายแพ้
ในที่ทั้งปวง คือบรรดาข้าศึกภายในภายนอกไม่มีอ�ำนาจอาจจักน�ำ

~ 158 ~

ความทกุ ขม์ าทบั ถมทา่ นผทู้ รงไวซ้ งึ่ มงคลทงั้ หลายเหลา่ นนั้ ได้ สพพฺ ตถฺ
โสตถฺ ึ คจฉฺ นตฺ ิ ทา่ นผทู้ ท่ี รงไวซ้ งึ่ มงคลทงั้ หลายเหลา่ นนั้ จะเปน็ ผบู้ รรลุ
โสตถธิ รรม คือความสวัสดใี นทท่ี ุกสถาน ตนฺเตสํ มงฺคลมตุ ตฺ มํ ขอ้ ที่
มีชัยชนะในที่ทั้งปวง และได้บรรลุความสวัสดีในท่ีทุกสถานน้ัน
เป็นอุดมมงคลของเทพยดาและมนุษย์ท้ังหลาย มีเน้ือความตามใน
พระคาถาเพียงเทา่ นี้

เม่ือได้สดับอานิสงส์ข้อท่ีว่า สพฺพตฺถมปราชิตา สพฺพตฺถ โสตฺถึ
คจฉฺ นฺติ ผ้ทู ่ที รงไว้ซึง่ มงคลทั้งหลายเหลา่ น้ัน จะมีชยั ชนะในทีท่ ้งั ปวง
จะบรรลุสวัสดีในที่ทุกสถาน ดังน้ี เมื่อตรองตามเห็นจริงด้วย เกิด
ความเช่อื มนั่ วา่ ถ้าผใู้ ดทรงไว้ไดจ้ รงิ ผ้นู น้ั ก็คงได้รับผลอย่างน้ันจริง
ไมม่ คี วามสงสยั เลย และไดร้ ะลกึ ถงึ โบราณกบณั ฑติ ทไ่ี ดใ้ ชม้ งคลสตู ร
ในการมงคลทุกประการ ก็เห็นจะมีความเช่ือว่าพุทธมงคลน้ีเป็น
อุดมมงคลจริง ถ้าผู้ใดได้สดับตรับฟังก็อาจจักเป็นมงคลได้ หรือ
อย่างต�่ำได้ต้ังเคร่ืองสักการะบูชาพระพุทธมงคลให้ครบทั้ง ๓๘
ประการน้ัน ก็จักเป็นอามิสบูชาอย่างเลิศ อาจจักให้ส�ำเร็จมงคลได้
ตามปรารถนา คอื ในสมยั ทเี่ กดิ อธไิ ทโพธบิ าทวอ์ ยา่ งใดอยา่ งหนง่ึ ขนึ้
ประสงค์จะก�ำจัดโพยภัยนัน้ ๆ เสยี ใหก้ ลบั กลายเปน็ มงคลขึน้ กใ็ ห้ตั้ง
เคร่ืองสักการะบูชาพระพุทธมงคลน้ีสิ่งละ ๓๘ คือดอกไม้ ธูปเทียน

~ 159 ~

ชอ่ ธง และเครอื่ งกระยาหารตา่ งๆ อยา่ งละ ๓๘ ทกุ ประการ เปน็ เครอื่ ง
บูชากัณฑ์ แล้วนิมนต์พระภิกษุมาแสดงมงคลคาถานี้ แล้วพากัน
ตั้งใจฟัง อาจจักหายเสนียดจัญไรเหล่าน้ันได้ และจะส�ำเร็จวิบุลผล
ตามความปรารถนาไดท้ กุ ประการ เพราะพระพทุ ธมงคลเปน็ ของจรงิ
กอ็ าจจักให้ผลได้จรงิ ท่แี สดงไว้นี้ สำ� หรบั ผทู้ ่ไี มส่ ามารถจะยงั มงคล
ทง้ั หลายเหลา่ นนั้ ใหส้ ำ� เรจ็ ขนึ้ ในตนได้ ถา้ ทำ� ใหเ้ กดิ ใหม้ ขี น้ึ ในตนได้
ไม่ต้องท�ำอะไรเลย จะมีแต่ความชนะต่อสรรพอุปัทวันตรายทั้งสิ้น
จะมีแต่ความสุขสวสั ดีในท่ีทุกสถาน

บัดนี้จักประมวลมงคล ๓๘ ข้อนั้นมาประดิษฐานในกัณฑ์
สดุ ทา้ ยน้ี สำ� หรบั จะไดฟ้ งั งา่ ย และคน้ หาขอ้ มงคลทตี่ นตอ้ งการงา่ ยขน้ึ

มงคลขอ้ ท่ี ๑ ว่า อเสวนา จ พาลานํ การท่ีไม่คบหาสมาคมกับ
ดว้ ยคนพาล เปน็ มงคลประการ ๑ มงคลขอ้ นเ้ี ปน็ เหตจุ ะไดค้ บหาสมาคม
กับดว้ ยบณั ฑติ เป็นอานิสงส์

มงคลขอ้ ท่ี ๒ วา่ ปณฑฺ ติ านญจฺ เสวนา การคบหาสมาคมกบั ดว้ ย
บณั ฑติ เปน็ มงคลประการ ๑ ในขอ้ นเี้ ปน็ เหตจุ ะไดต้ งั้ ตนประพฤตติ าม
โอวาทของทา่ น กลบั ตัวใหเ้ ปน็ บัณฑติ ได้เป็นอานิสงส์

~ 160 ~

มงคลข้อที่ ๓ วา่ ปูชา จ ปชู นยี านํ การบชู าซึ่งผ้คู วรบชู าหรอื
สถานท่ีควรบูชา เป็นมงคลประการ ๑ ข้อน้ีเป็นเหตุจะได้รับการ
บชู าตอบหรอื ได้รับความช่นื บานของจิตเปน็ อานสิ งส์

มงคลข้อที่ ๔ ว่า ปฏิรูปเทสวาโส จ การที่ได้อยู่ในประเทศ
อันสมควร เป็นมงคลประการ ๑ ข้อน้ีเป็นเหตุจะได้พบนักปราชญ์
บัณฑิต และเป็นเหตุจะได้ประพฤติคุณงามความดีได้ทุกสถานเป็น
อานสิ งส์

มงคลข้อที่ ๕ วา่ ปพุ เฺ พ จ กตปุญฺ ตา การท่ีเป็นบุคคลผมู้ ีบญุ
ไดก้ ระทำ� มาแลว้ แตก่ าลกอ่ น เปน็ มงคลประการ ๑ ขอ้ นจี้ ะเปน็ เหตใุ ห้
ทา่ นผนู้ น้ั บรรลวุ บิ ลุ ผลอนั ตนพงึ ปรารถนาทงั้ ชาตนิ ช้ี าตหิ นา้ ตลอดถงึ
ปรารถนาโลกตุ รธรรม ก็จกั ส�ำเร็จไดท้ กุ ประการเป็นอานิสงส์

มงคลขอ้ ที่ ๖ วา่ อตตฺ สมฺมาปณธิ ิ จ การที่ต้งั ตนไว้ในทีช่ อบ
เปน็ มงคลประการ ๑ ขอ้ นเ้ี ปน็ เหตจุ ะใหบ้ รรลคุ ณุ สมบตั ทิ ต่ี นปรารถนา
ทุกประการ เพราะการตั้งตนไวใ้ นที่ชอบ ประกอบดว้ ยสจุ ริต มิให้
ผิดทางแห่งสตั บุรษุ ย่อมไดบ้ รรลโุ สตถิผลเป็นธรรมดาเปน็ อานิสงส์

~ 161 ~

มงคลข้อที่ ๗ ว่า พาหุสจฺจญฺจ การเป็นพหูสูต คือเป็นผู้สดับ
ตรบั ฟงั จำ� ทรงไวไ้ ดม้ าก เปน็ มงคลประการ ๑ ขอ้ น้ีเป็นเหตุจะใหเ้ ปน็
คนองอาจกล้าหาญในท่ีประชุม และเป็นท่ีเคารพนับถือของมหาชน
ท่ัวไป ชื่อว่าเป็นผู้สามารถจะท�ำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้
ลุล่วงไปได้ทกุ ประการเป็นอานิสงส์

มงคลขอ้ ท่ี ๘ วา่ สิปปฺ ญจฺ การที่มศี ลิ ปวทิ ยาศาสตร์ เป็นมงคล
ประการ ๑ ขอ้ นเี้ ปน็ เหตจุ ะใหต้ นทำ� มาหาเลยี้ งชพี โดยชอบธรรม และ
เปน็ เหตจุ ะใหม้ ง่ั มบี รบิ รู ณด์ ว้ ย ชอื่ วา่ เปน็ อนั ชว่ ยตวั ใหไ้ ดค้ วามสขุ และ
มโี อกาสทจี่ กั ชว่ ยผอู้ นื่ ใหส้ ำ� เรจ็ ดว้ ยศลิ ปศาสตรข์ องตน ใหผ้ อู้ นื่ ไดร้ บั
ความสขุ ด้วยเป็นอานิสงส์

มงคลข้อที่ ๙ วา่ วนิ โย จ สุสกิ ฺขโิ ต การท่ีมีพระวนิ ัยอันศึกษา
ดีแล้ว เป็นมงคลประการ ๑ ข้อน้ีเป็นเหตุจะได้ประพฤติมรรยาท
อันสมควรถูกต้องตามพระวินัย จะเป็นผู้พ้นจากโทษอันโลกจะพึง
ตเิ ตยี นเป็นอานสิ งส์

มงคลข้อที่ ๑๐ ว่า สภุ าสิตา จ ยา วาจา การทีเ่ ปน็ ผู้มวี าจาเป็น
สภุ าษติ เปน็ มงคลประการ ๑ ขอ้ นเี้ ปน็ เหตจุ ะใหเ้ ปน็ ทเี่ คารพนบั ถอื และ

~ 162 ~

เปน็ ทร่ี กั เจรญิ ใจของเทพยดาและมนษุ ยท์ งั้ หลาย แมผ้ นู้ นั้ จะตกไปอยู่
ณ สถานตำ� บลใด ก็จะมแี ต่ความสขุ ส�ำราญทุกเมอื่ เป็นอานสิ งส์

มงคลข้อท่ี ๑๑ วา่ มาตาปติ อุ ุปฏฺานํ การอปุ ถมั ภบ์ ำ� รงุ มารดา
บดิ า เป็นมงคลประการ ๑ ขอ้ น้เี ป็นเหตใุ ห้ได้รับความรกั ความนับถือ
ของมารดาบดิ า และจะไดร้ บั ความสรรเสรญิ แตป่ ระชมุ ชนทง้ั ปวง และ
จะเปน็ แบบแก่บุตรและหลานสืบต่อไปเป็นอานสิ งส์

มงคลขอ้ ที่ ๑๒ วา่ ปตุ ตฺ สงฺคโห การสงเคราะหแ์ ก่บตุ ร เปน็ มงคล
ประการ ๑ ขอ้ นเี้ ปน็ เหตจุ ะไดใ้ หบ้ ตุ รเปน็ คนดี เพราะวา่ บตุ รเปน็ ทรพั ย์
อันประเสริฐของมารดาบิดา ถ้าได้รับการสงเคราะห์แต่มารดาบิดา
ก็จักเป็นคนเคารพเอื้อเฟื้อต่อมารดาบิดา ต้ังใจสนองคุณของมารดา
บิดา บำ� รงุ สกุลให้เจริญต่อไปเป็นอานสิ งส์

มงคลขอ้ ท่ี ๑๓ วา่ ทารสงคฺ โห การสงเคราะหภ์ รรยา ภรรยา
สงเคราะห์สามี เป็นมงคลประการ ๑ ข้อนี้เป็นเหตุให้อยู่เย็นเป็นสุข
โวหารโลกกล่าวไว้ว่า ผัวแก้วเมียทิพย์ เป็นคู่สร้างบารมีและเป็น
เนติแบบแผนอันดีส�ำหรับบุตรและหลานได้สืบเชื้อสายเป็นวงศ์สกุล
อนั ดีสืบต่อไปเป็นอานสิ งส์

~ 163 ~

มงคลข้อที่ ๑๔ วา่ อนากุลา จ กมมฺ นตฺ า การที่ไม่ทำ� ให้การงาน
อากลู คัง่ คา้ ง เปน็ มงคลประการ ๑ ขอ้ นี้เปน็ เหตทุ �ำความปลอดโปรง่
ใหเ้ กดิ ขนึ้ แก่ใจ ชอื่ วา่ เป็นผู้ไม่ท�ำความยุ่งให้เกดิ ความรำ� คาญแกต่ น
เป็นอานิสงส์

มงคลขอ้ ท่ี ๑๕ วา่ ทานญจฺ การให้ทาน เปน็ มงคลประการ ๑
ข้อน้ีเป็นเหตุให้ได้รับความยินดีเอิบอิ่มใจ และได้ทำ� ความสุขให้เกิด
แกผ่ อู้ ่นื ยอ่ มไดร้ บั ความสรรเสริญแต่เทพดาและมนษุ ยเ์ ป็นอานิสงส์

มงคลข้อท่ี ๑๖ ว่า ธมฺมจริยา จ การประพฤติธรรมสุจริต
เป็นมงคลประการ ๑ ข้อนี้เป็นเหตุให้ได้รับความสุขกายสบายจิต
เพราะพน้ จากทุจริต หาภัยหาเวรมไิ ดเ้ ป็นอานิสงส์

มงคลข้อที่ ๑๗ ว่า าตกานญฺจ สงฺคโห การสงเคราะห์แก่
หม่ญู าติ เป็นมงคลประการ ๑ ขอ้ นี้เปน็ เหตจุ ะให้เป็นทเี่ คารพนบั ถอื
และความสรรเสรญิ แตห่ มญู่ าติ จะเปน็ ผเู้ ฟอ่ื งฟดู ว้ ยเกยี รตคิ ณุ อยา่ งยง่ิ
เปน็ อานิสงส์

มงคลข้อที่ ๑๘ ว่า อนวชชฺ านิ กมฺมานิ การทก่ี ระท�ำแต่การงาน
อนั ปราศจากโทษ เป็นมงคลประการ ๑ ขอ้ น้เี ปน็ เหตจุ ะให้พน้ จากภัย

~ 164 ~

พน้ จากเวร ไมม่ คี ดเี กยี่ วขอ้ งในโรงศาล จกั อยเู่ ยน็ เปน็ สขุ ทกุ อริ ยิ าบถ
เป็นอานสิ งส์

มงคลข้อที่ ๑๙ ว่า อารตี วิรตี ปาปา การงดเว้นจากบาป
เปน็ มงคลประการ ๑ ขอ้ นเี้ ปน็ เหตแุ ตง่ ตนใหเ้ กดิ ความสขุ ชอ่ื วา่ ทำ� ตน
ใหเ้ ป็นทพ่ี ่งึ แก่ตน ทั้งชาติน้ีชาตหิ นา้ เปน็ อานสิ งส์

มงคลขอ้ ท่ี ๒๐ วา่ มชชฺ ปานา จ สญฺ โม การสงั วรระวงั จากการ
ดมื่ นำ้� เมา เป็นมงคลประการ ๑ ข้อนเ้ี ปน็ เหตุจะทำ� ตนให้มีสติปัญญา
ตั้งอยใู่ นยตุ ธิ รรม กนั ความประมาทเสียไดเ้ ป็นอานิสงส์

มงคลข้อที่ ๒๑ ว่า อปปฺ มาโท จ ธมฺเมสุ การที่ไมป่ ระมาทใน
ธรรมทงั้ หลาย เปน็ มงคลประการ ๑ ข้อน้เี ป็นเหตจุ ะไมใ่ หพ้ ลาดเผลอ
ในกิจการทั้งหลายท่ัวไป จะประกอบกิจส่ิงใดจะลุล่วงได้ทุกสถาน
เป็นอานิสงส์

มงคลข้อที่ ๒๒ ว่า คารโว จ การเคารพในท่ีควรเคารพ
เปน็ มงคลประการ ๑ ข้อนเ้ี ป็นเหตุใหไ้ ดร้ บั ความเคารพตอบแตผ่ อู้ น่ื
หาผู้หมนิ่ ประมาทมิไดเ้ ปน็ อานสิ งส์

~ 165 ~

มงคลขอ้ ท่ี ๒๓ วา่ นวิ าโต จ การทก่ี ำ� จดั ลมพษิ คอื ความเยอ่ หยง่ิ
ออกจากตนเสียได้ เป็นมงคลประการ ๑ ขอ้ นี้เป็นเหตุถอ่ มตัวกระท�ำ
ตนให้เป็นท่ีรกั ท่ีเจรญิ ใจแก่คนทัง้ หลายเป็นอานสิ งส์

มงคลขอ้ ที่ ๒๔ วา่ สนฺตุฏฺี จ การท่ีมีความยนิ ดแี ตว่ ัตถทุ ่เี ปน็
ของมีแห่งตน เป็นมงคลประการ ๑ ขอ้ น้เี ป็นเหตใุ หไ้ ด้รบั ความสขุ แต่
โภคทรัพย์ ถึงจะมีน้อยก็จะได้รับความสุขเท่ากับผู้มีสมบัติมากเป็น
อานสิ งส์

มงคลขอ้ ท่ี ๒๕ วา่ กตญญฺ ตุ า การทรี่ อู้ ปุ การคณุ ทท่ี า่ นทำ� ไวแ้ ลว้
แก่ตน เป็นมงคลประการ ๑ ข้อน้ีเป็นเหตุให้ได้สนองตอบแทนคุณ
ของท่านเป็นกตเวที ผู้ท่ีตั้งอยู่ในกตัญญูกตเวทีย่อมได้รับความ
สรรเสรญิ จะมีแต่ความเจรญิ ในทีท่ กุ สถานเปน็ อานสิ งส์

มงคลข้อที่ ๒๖ ว่า กาเลน ธมฺมสฺสวนํ การฟังธรรมตามกาล
ตามสมยั เปน็ มงคลประการ ๑ ขอ้ นเ้ี ปน็ เหตใุ หไ้ ดร้ บั ความรคู้ วามฉลาด
อาจหาญในทป่ี ระชมุ เปน็ เหตทุ ำ� ตนใหเ้ ปน็ ทพ่ี งึ่ แกต่ นไดเ้ ปน็ อานสิ งส์

มงคลขอ้ ท่ี ๒๗ ว่า ขนตฺ ี จ การอดทนเป็นมงคลประการ ๑ ข้อน้ี
เป็นเหตุให้ส�ำเร็จกิจที่ตนปรารถนาตลอดถึงมรรคผลนิพพานได้เป็น
อานสิ งส์

~ 166 ~

มงคลข้อที่ ๒๘ ว่า โสวจสฺสตา การท่ีเป็นคนว่าง่ายสอนง่าย
เปน็ มงคลประการ ๑ ขอ้ นเี้ ป็นเหตใุ หไ้ ดร้ ับความรู้ความฉลาด จกั เป็น
คนสภุ าพ เปน็ ทร่ี กั แก่คนทงั้ หลายเป็นอานิสงส์

มงคลขอ้ ที่ ๒๙ ว่า สมณานญฺจ ทสสฺ นํ การทีไ่ ดเ้ ห็นท่านผมู้ บี าป
อนั ระงบั แลว้ เปน็ มงคลประการ ๑ ขอ้ นเ้ี ปน็ เหตจุ ะไดร้ บั ความเลอ่ื มใส
และจะไดร้ บั โอวาทของทา่ น จะไดก้ ระทำ� ตนใหเ้ ปน็ คนพน้ จากบาปดว้ ย
เป็นอานิสงส์

มงคลข้อที่ ๓๐ ว่า กาเลน ธมฺมสากจฺฉา การสนทนาธรรม
ตามกาลตามสมยั เปน็ มงคลประการ ๑ ข้อน้เี ป็นเหตใุ ห้เกิดความรู้
ความฉลาดในขอ้ อรรถขอ้ ธรรม และเปน็ เหตกุ ำ� จดั ความสงสยั อนั มอี ยู่
ในใจให้หลุดพน้ ไปไดเ้ ปน็ อานสิ งส์

มงคลขอ้ ที่ ๓๑ วา่ ตโป จ การประพฤติตบะ คอื มีความเพียร
ยงั กิเลสใหร้ อ้ น เป็นมงคลประการ ๑ ขอ้ นี้เปน็ เหตุจะใหส้ �ำเรจ็ ธรรม
ช้ันสูงอันตนปรารถนาได้สมประสงค์ เพราะว่าผู้จะพ้นจากกองทุกข์
ท้งั ปวงได้ ตอ้ งอาศยั ความเพยี รเป็นอานิสงส์

~ 167 ~

มงคลข้อท่ี ๓๒ ว่า พฺรหฺมจริยญฺจ การประพฤติพรหมจรรย์
เป็นมงคลประการ ๑ ข้อนี้เป็นเหตุจะได้บรรลุฌานสมาบัติและ
ธรรมวิเศษช้ันสูงๆ ข้ึนไปตามประสงค์ เพราะพรากกายของตนออก
จากกามได้แลว้ ช่อื วา่ ตัดมลู แหง่ มหายุง่ ออกไดเ้ ปน็ อานิสงส์

มงคลขอ้ ที่ ๓๓ วา่ อรยิ สจจฺ าน ทสสฺ นํ การเหน็ สัจจะของจริง
ทง้ั หลาย เป็นมงคลประการ ๑ หมายเหน็ พระอริยสจั ๔ ข้อนเี้ ปน็ เหตุ
จะให้ได้บรรลุโลกุตรธรรม ระงับดับทุกข์เสียได้เป็นชั้นๆ ตลอดถึง
หาเศษมิได้เปน็ อานิสงส์

มงคลข้อที่ ๓๔ ว่า นพิ พฺ านสจฺฉิกริ ยิ า จ การกระท�ำให้แจ้งซึง่
พระนพิ พาน เป็นมงคลประการ ๑ ข้อนี้เปน็ เหตุให้ไดเ้ สวยนิรามสิ สขุ
หาสว่ นเปรียบมไิ ด้เปน็ อานสิ งส์

มงคลขอ้ ที่ ๓๕ วา่ ผุฏฺสฺส โลกธมเฺ มหิ จติ ฺตํ ยสสฺ น กมปฺ ติ
จิตของผู้ใดอันโลกธรรมทั้งหลายถูกต้องแล้วย่อมไม่หว่ันไหว
เปน็ มงคลประการ ๑ ขอ้ นเ้ี ปน็ เหตใุ หท้ า่ นผนู้ นั้ มแี ตค่ วามสขุ กายสบาย
จิตอยู่ทกุ เมือ่ เพราะจิตทเี่ ปน็ มธั ยัสถ์นนั้ เป็นอานสิ งส์

~ 168 ~

มงคลขอ้ ที่ ๓๖ วา่ อโสกํ การทเี่ ปน็ ผหู้ าความโศกมไิ ด้ เปน็ มงคล
ประการ ๑ ขอ้ นเ้ี ป็นเหตบุ อกว่าเปน็ ผู้มคี วามสขุ ธรรมดาของผู้ที่ไม่มี
ความโศก กต็ อ้ งไมม่ คี วามรกั ถา้ ตดั รกั เสยี ได้ กเ็ ปน็ อนั ตดั โศกเสยี ได้
เป็นอานสิ งส์

มงคลขอ้ ที่ ๓๗ วา่ วริ ชํ การทเี่ ปน็ ผมู้ กี เิ ลสเพยี งดงั ธลุ ไี ปปราศแลว้
เป็นมงคลประการ ๑ ข้อนเ้ี ป็นเหตุทำ� ใจให้ผอ่ งใส มีความสขุ สำ� ราญ
เพราะใจไมม่ วั หมอง ใจแชม่ ช่นื อยู่ทกุ เมอื่ เป็นอานิสงส์

มงคลข้อที่ ๓๘ ว่า เขมํ การท่ีเป็นผู้มีใจอันเกษม คือมีใจ
อนั ประเสริฐ เป็นมงคลประการ ๑ ขอ้ นเ้ี ป็นเหตใุ ห้พน้ ไปจากทุกขภ์ ยั
ทงั้ สนิ้ ทวี่ า่ ใจประเสรฐิ นนั้ คอื ใจปราศจากเครอ่ื งเกยี่ วเกาะในกามภพ
รูปภพ อรูปภพ มีพระนิพพานเป็นที่อยู่ เป็นยอดแห่งมงคลท้ังปวง
เปน็ อานิสงส์

ไดส้ ริ ริ วมมงคลครบทง้ั ๓๘ ประการไวใ้ นกณั ฑน์ ี้ และไดอ้ ธบิ าย
บอกอานสิ งสม์ งคลละเลก็ ละนอ้ ย พอเปน็ นทิ สั นอทุ าหรณ์ แทจ้ รงิ มงคล
ท้ังหลายเหล่าน้ันแต่ละข้อจะพรรณนาคณุ ไม่มที ีส่ ิ้นสดุ ดว้ ยพระผู้มี-
พระภาคสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นพระบรมครู ทรงพระปรีชาญาณ

~ 169 ~

อันกว้างใหญ่ ได้ทรงภาษิตไว้ข้อ ๑ หรือ ๒ ข้อว่า ให้มีความ
ไม่ประมาท หรอื วา่ ใหม้ ขี ันตีเท่านี้ ให้คิดอธบิ ายไปเถอะ กนิ ความไป
ทุกหน้าท่ี ในมงคลทั้งหลายก็มีนัยดังนั้นทุกประการ ผู้ต้องการ
เน้ือความอันวิตถาร ก็พึงมนสิการ คงจะได้ความรู้ความฉลาดอัน
ไพศาลตามความปรารถนา แสดงไว้พอเป็นสงั ขติ นัยเทา่ นัน้

ในที่สุดน้ี จักขอประสิทธิ์ประสาทอ�ำนวยอวยพรแด่พุทธบริษัท
ผู้มีโสมนัสต้ังใจสดับตรับฟังพุทธมงคลน้ันก็ดี หรือผู้ยินดีตั้งเคร่ือง
สักการะบูชาซ่ึงมงคลทั้งหลายน้ันก็ดี จะเชิญสัจจวาจาข้ึนเป็นท่ีต้ังว่า
เอเตน สจฺจวชฺเชน สุวตฺถิ โหตุ สพฺพทา ดว้ ยอ�ำนาจสัจจวาจา
ท่ีได้แสดงมงคล ๓๘ ข้อว่า เป็นพุทธโอวาทและเป็นมงคลอันสูงสุด
แตล่ ะอยา่ งเปน็ ภาษติ ทจี่ รงิ แทไ้ มแ่ ปรผนั ขอจงเปน็ ปรติ รเครอ่ื งปอ้ งกนั
สรรพภยันตรายท้ังภายในและภายนอกให้เสื่อมหายแด่พุทธบริษัท
ให้สมดังใจหวัง และขอให้ส�ำเร็จจตุพิธพรทั้ง ๔ ประการ อายุ
ขอให้มีอายุอันยืนยงคงทนอยู่ได้ตามเขตอายุขัย วณฺโณ ขอให้มี
ผิวพรรณอันผ่องใสตลอดไปตามเขตอายุ สุขํ ขอให้มีความสุขกาย
สุขใจอย่ทู กุ อิริยาบถ พลํ ขอให้สมบูรณ์ดว้ ยก�ำลัง ๔ ประการ คอื
กำ� ลงั กาย กำ� ลงั วาจา กำ� ลงั ปญั ญา กำ� ลงั ทรพั ย์ วฑฺฒนฺตุ ขอพระพร

~ 170 ~

ท้ัง ๔ ประการนี้ จงเจริญวัฒนาการแด่ท่านทั้งหลาย ขอให้ท่าน
ท้ังหลายได้ประสบแต่สวัสดีมงคลในที่ทุกสถานตลอดกาลทุกเมื่อ
ดังได้วสิ ชั นามาดว้ ยประการฉะน.้ี

~

~ 171 ~

ธรรมวจิ ยานุศาสน์

สุวชิ าโน ภวํ โหติ ทวุ ิชาโน ปราภโว
ธมมฺ กาโม ภวํ โหติ ธมฺมเทสฺสี ปราภโวฯ

บัดนี้ จักแสดงพระธรรมเทศนา ในพุทธภาษิตคาถา ซึ่งมีมา
ในปราภวสูตร เพ่ือให้ส�ำเร็จประโยชน์การฟังธรรมแด่พุทธบริษัท
พอสมควรแก่กาลเวลา ด้วยท่านท้ังหลายมีกุศลเจตนาญาณสัมปยุต
ผุดขึ้นในขันธสันดาน เบิกบานด้วยโสมนัสจิต คิดจะฟังพระธรรม
เทศนาด้วยศรัทธาปสันทนาการอันส�ำเร็จมาแต่สุตมยญาณปรีชา
แทจ้ ริง อนั พุทธภาษิตคำ� สอนของพระผมู้ ีพระภาคเจ้านั้น ยอ่ มเป็นไป
กับด้วยประโยชน์ทั้ง ๓ คือ ประโยชน์ชาตินี้ ประโยชน์ชาติหน้า
ประโยชนอ์ ยา่ งยง่ิ คอื พระนพิ พาน และในประโยชนท์ ง้ั ๓ นนั้ ยอ่ มเปน็
ไปเพอ่ื อตั ตตั ถประโยชน์ ประโยชนต์ น แลปรตั ถประโยชน์ ประโยชน์
ผู้อ่ืน

~ 172 ~

ก็บดั น้ี พวกเราทั้งหลายเป็นผ้อู ดุ มด้วยมนุษยชาติ ซง่ึ เป็นต้นทาง
แห่งสุคติ ทุคติ ด้วยว่าผู้จะไปนรกต้องมาเกิดเป็นมนุษย์เสียก่อน
ผู้จะไปสวรรค์หรือพรหมโลกหรือถึงพระนิพพานก็ต้องมาบังเกิดเป็น
มนษุ ยบ์ รุ ษุ สตรี ประกอบดว้ ยอดุ มเพศอนั นเี้ สยี กอ่ น เพราะภพชาตขิ อง
มนษุ ยน์ ีเ้ ป็นกลาง เมอื่ ไดเ้ กดิ เป็นมนษุ ยแ์ ลว้ จะปรารถนาสุขหรือทกุ ข์
เพยี งชัน้ ไหน ยอ่ มจะส�ำเรจ็ ได้ทกุ ประการ

แตม่ นษุ ยเ์ ราโดยมากมกั จะแสวงหาสขุ ในทางแหง่ ทกุ ขเ์ สยี เปน็ พนื้
เพราะอะไรเป็นเหตุ? เพราะความรู้นี้เองเป็นเหตุ รู้สิ่งใดก็ยินดีใน
ส่ิงน้ัน รู้วิชาศิลปศาสตร์สิ่งใดก็ยินดีในวิชาศิลปศาสตร์ส่ิงนั้น คือ
รู้ท�ำสวนก็ยินดีในสวน รู้ท�ำนาก็ยินดีในนา รู้ค้าขายก็ยินดีในการ
ค้าขาย รู้วาดเขียนก็ยินดีในการวาดเขียน รู้กฎหมายก็ยินดีในการ
เป็นหมอความ สุดแท้แต่ว่ารู้ศิลปศาสตร์สิ่งใดก็ย่อมยินดีไปตาม
ความรู้ของตัว โดยท่ีสุดแต่ผู้รู้ปั้นอิฐหรือปั้นหม้อขายก็ยินดีในการ
ป้ันอฐิ แลป้ันหม้อ ซ่ึงเป็นความรู้ของตนนนั่ เอง

ในความประพฤติส่วนตัวก็เช่นเดียวกัน เมื่อรู้เพลงฆ่าสัตว์
ก็ยนิ ดีในการฆา่ สัตว์ ร้เู พลงลกั ขโมยของเขาก็ยนิ ดีในการลักขโมย
รู้เพลงมจิ ฉาจารก็ยนิ ดีในการทำ� มิจฉาจาร รเู้ พลงมุสาวาทก็ยนิ ดีใน

~ 173 ~

การกล่าวมุสาวาท รูเ้ พลงสุราก็ยนิ ดีในการเสพสุรา รเู้ พลงการพนัน
ต่างๆ ก็ยินดีในการพนัน ตามความรู้ของตนโดยท่ีสุดแต่รู้เล่น
หมากรุกหมากแยกก็ต้องชอบการเล่นหมากรุกหมากแยก ตามภูมิ
ความรู้ของตน ทางสจุ รติ ก็มอี าการเช่นเดยี วกัน เมื่อรู้คณุ ของทานก็
ชอบใหท้ าน รคู้ ณุ ของศลี กช็ อบรกั ษาศลี รคู้ ณุ ของภาวนากช็ อบภาวนา
รู้คุณของมรรคผลนิพพานก็ชอบมรรคผลนิพพาน รู้จักคุณพระพุทธ
พระธรรม พระสงฆ์ กช็ อบเคารพนบนอบพระพทุ ธ พระธรรม พระสงฆ์
สุดแท้แต่ความรู้ซึ่งช�ำนิช�ำนาญในวิชาศิลปศาสตร์ประเภทใดก็ย่อม
ยินดพี อใจในสิ่งนัน้

เพราะเหตุน้ัน ท่านผู้เป็นพุทธาทิบัณฑิตจึงได้ผูกเป็นฉันทภาค
ในมงคลคาถาไวเ้ ปน็ สำ� คญั วา่ “อเสวนา จ พาลานํ ปณฑฺ ิตานญฺจ
เสวนา” การที่ไม่คบพวกพาล คบแต่ท่านที่เป็นบัณฑิตทั้งหลาย
เป็นมงคลอันล�้ำเลิศประเสริฐสูงสุด ดังนี้ เพราะว่าการคบหาสมาคม
เป็นต้นทางท่จี ะใหเ้ กิดความรู้ ถ้าแรกเรมิ่ ได้คบกบั ทา่ นที่เป็นบัณฑิต
กอ็ าจรจู้ กั ศลิ ปศาสตรท์ างดไี ด้ ถา้ คบคนพาลเสยี กอ่ น กอ็ าจรศู้ ลิ ปศาสตร์
ส่วนที่ชั่ว ถ้ารู้วิชาศิลปศาสตร์ส่วนท่ีช่ัวเข้าไว้จนเกิดความยินดีต่อ
ความรขู้ องตนเสยี แล้ว กเ็ ป็นการล�ำบากทจ่ี ะแกไ้ ข

~ 174 ~

อาศยั เหตดุ งั ทบ่ี รรยายมาทง้ั ปวงน้ี สมเดจ็ พระผมู้ พี ระภาคบรม-
ศาสดาผู้พิเศษในพิธีเทศนา จึงได้แสดงเป็นพุทธนิพนธคาถาใน
ปราภวสตู ร ในคาถาทแ่ี รกดงั ไดย้ กอเุ ทศขน้ึ ในเบอ้ื งตน้ วา่ “สวุ ชิ าโน
ภวํ โหต”ิ ความรดู้ ยี อ่ มเปน็ เขม็ ทศิ ชที้ างใหเ้ กดิ ความเจรญิ “ทวุ ชิ าโน
ปราภโว” ความรู้ช่ัวย่อมเป็นเข็มทิศช้ีทางให้เกิดความเส่ือมทราม
“ธมฺมกาโม ภวํ โหต”ิ ความรกั ใคร่ชอบใจในธรรมยอ่ มเปน็ เขม็ ทิศ
ช้ีทางให้เกิดความเจรญิ “ธมมฺ เทสสฺ ี ปราภโว” ความเกลียดชงั ธรรม
ย่อมเป็นเข็มทศิ ชี้ทางใหเ้ กดิ ความเสอ่ื มทราม ดังนี้ เน้อื ความโดยยอ่
ในพระคาถาน้ี มแี ตค่ วามรดู้ เี ปน็ สะพานแหง่ ความเจรญิ ความรชู้ วั่ เปน็
สะพานแหง่ ความเสอื่ มทราม ความรกั ใครช่ อบใจในธรรมเปน็ สะพาน
แหง่ ความเจรญิ ความเกลยี ดชงั ธรรมเปน็ สะพานแหง่ ความเสอื่ มทราม
เทา่ นนั้ มไิ ดแ้ สดงอาการแหง่ รดู้ รี ชู้ วั่ รกั ใครเ่ กลยี ดชงั ธรรมวา่ มลี กั ษณะ
อย่างไร

ถ้าเราจะลงความเป็นกลางแล้ว ความรู้ดีรู้ชั่วเป็นตัวสัจจญาณ
ควรจะรู้ใหร้ อบทั้ง ๒ อยา่ ง ถงึ พระบรมศาสดาเอง พระองค์กท็ รงรู้ดี
จึงแสดงความดีแก่สาวกได้ ส่วนความชั่วพระองค์ก็ทรงรู้ จึงแสดง
ความชว่ั ใหส้ าวกฟงั ได้ เปน็ ขอ้ สำ� คญั อยทู่ กี่ จิ จญาณ คอื ความประพฤติ
ความท�ำ ถ้าประพฤติผิดทางแห่งสจุ รติ แลว้ เป็นอนั ไม่ไดร้ ับความสุข

~ 175 ~

เป็นแนน่ อน การทีจ่ ะประพฤติสจุ ริตได้ ก็เพราะรู้เหตรุ ผู้ ลแหง่ สจุ รติ
วา่ มอี ำ� นาจประโยชนอ์ ยา่ งไร กค็ งหนคี ำ� ทวี่ า่ รดู้ รี ชู้ วั่ ไมไ่ ด้ การรดู้ รี ชู้ ว่ั
เป็นหัวข้อสำ� คญั สมควรทจ่ี ะกลา่ ววา่ เป็นมขุ เปน็ ประธาน เป็นสะพาน
แหง่ ความเจริญและความเส่ือมโดยแท้ฯ

ตอ่ นจี้ ักขยายขอ้ ท่ีวา่ รู้ดรี ู้ช่ัวนั้นโดยมตขิ องตน เพื่อเป็นทางดำ� ริ
ตรติ รองของผอู้ ่านผู้ฟัง

ขอ้ ที่ ๑ วา่ สวุ ิชา วิชาดี คอื รดู้ ี ร้อู ยา่ งไรจงึ จะควรนับวา่ รู้ดี
ถ้าจะว่าโดยทางโลก วิชาศิลปศาสตร์อันใดที่หาโทษมิได้ คือ วิชา
ศิลปศาสตร์สัมปยุตด้วย เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา น้ันแหละ
ชื่อว่า สุวชิ า วชิ าดี จะยกตัวอยา่ งวิชาหนังสือ คือมีความเหน็ ว่า การรู้
หนงั สอื เปน็ ทางแหง่ ความสขุ อยากไดค้ วามสขุ จงึ ตอ้ งเรยี นหนงั สอื เปน็
ลกั ษณะของเมตตา อยากใหต้ นพน้ จากความโงท่ อี่ า่ นหนงั สอื ไมอ่ อก
จงึ ต้องต้ังใจเรยี น เป็นลักษณะของกรุณา เมอ่ื อา่ นหนงั สอื ออกแล้วก็
มคี วามสำ� ราญใจ เปน็ ลกั ษณะของมทุ ติ า อาการทท่ี ำ� ใจใหเ้ ปน็ กลาง
คือสมยั ที่ควรแกเ่ มตตาก็ต้งั อยู่ในเมตตา สมัยที่ควรแก่กรุณาก็ต้ังอยู่
ในกรณุ า สมยั ทคี่ วรแกม่ ทุ ติ ากต็ ง้ั อยใู่ นมทุ ติ า สมยั ทคี่ วรแกอ่ เุ บกขา
ก็ตั้งอยู่ในอุเบกขา อย่างน้ีเป็นลักษณะแห่งอุเบกขา วิชาหนังสือน้ี
สมั ปยตุ ด้วยพรหมวหิ ารด้วยอาการอย่างนี้ เม่อื เมตตา กรณุ า มุทิตา

~ 176 ~

อุเบกขา มีในตนแล้ว ย่อมมีทางท่ีจะแผ่ไปแก่ผู้อื่นได้ทั่วไปไม่มี
ท่ีสิ้นสุด วิชาใดๆ ก็ตาม ถ้าสัมปยุตด้วยพรหมวิหารธรรมเช่นน้ี
ตอ้ งนับเข้าใน สวุ ชิ า วิชาดี ทั้งสนิ้

ถ้าจะวา่ โดยทางธรรม ตามหลกั ฐานท่มี าในสัปปุรสิ ธรรม ทา่ น
แสดงวา่ รู้ธรรม ๑ รู้ลักษณะอาการของธรรม ๑ รตู้ น ๑ ร้ปู ระมาณ
ของตน ๑ รกู้ าลของตน ๑ รจู้ กั บรษิ ทั ๑ รจู้ กั บคุ คล ๑ นแ่ี หละ ทา่ นวา่ เปน็
วิชาอยา่ งดีทส่ี ดุ ช่ือว่า สุวชิ า วชิ าดี ถา้ ผูใ้ ดรู้ดว้ ย ประพฤตติ นให้
สม่�ำเสมอในธรรมทง้ั ๗ ประการนดี้ ้วย ผนู้ ้นั เปน็ สปั บุรษุ จงึ ช่ือวา่
รดู้ ี แตว่ ชิ าในทางพระพทุ ธศาสนาชที้ ม่ี าตา่ งๆ หมายความวา่ รตู้ นเปน็
ยอดวชิ า ดงั ในปฏจิ จสมปุ บาท แสดงวชิ าและอวชิ ชา หมายความวา่ รตู้ น
และไมร่ ้ตู น ตรงทเี ดยี ว

การรู้ตนนัน้ ก็มีดบี า้ งช่ัวบ้างเหมือนกัน ส่วนรตู้ นชวั่ น้ัน จะยกไว้
แสดงในบท ทุวิชา ในที่น้ีจะแสดงแตส่ ่วน รูต้ นดี เทา่ นั้น คือ ร้วู า่ ตน
เปน็ ชาตมิ นษุ ย์ จะเปน็ บรุ ษุ หรอื สตรกี ต็ าม ขอ้ นน้ั เราแตง่ ไมไ่ ด้ เมอื่ เปน็
บุรุษก็ประกอบกิจของบุรุษไป เมื่อเป็นสตรีก็ประกอบกิจของสตรีไป
ตามวิสัยธรรมดาของโลก แตส่ ว่ นธรรมปฏิบตั ินัน้ ไมม่ ีขดี ขนั้ วา่ บรุ ุษ
หรือสตรี มีหน้าท่ีเสมอกัน เป็นแต่ในสมัยนี้สตรีจะอุปสมบทไม่ได้
เท่านั้น แต่ถึงอย่างน้ัน ทางที่จะประพฤติพรหมจรรย์ก็ยังมีโอกาส

~ 177 ~

คือ ร้ตู นว่าเป็นมนุษยชาตนิ ี้ประเสริฐ ไมม่ ีอะไรจะเสมอ เป็นตน้ ทาง
แหง่ ภพแห่งชาติทั้งปวง จะเป็นเทวดาอนิ ทร์พรหมยมยกั ษ์กจ็ ะต้องได้
อัตภาพเป็นมนุษย์เสียก่อน หรือทางที่สูงสุดอันพระพุทธศาสนานิยม
อย่างย่ิง คือ โลกุตตรธรรม ชั้นต�่ำเพียงพระโสดา ตลอดข้ึนไปถึง
สกทาคามี อนาคามี อรหนั ตเ์ ปน็ ทส่ี ดุ กจ็ ะตอ้ งมาไดอ้ ตั ภาพเปน็ มนษุ ย์
บุรุษสตรีนี้เสียก่อนจึงจะส�ำเร็จได้ แลเห็นว่าอัตภาพซ่ึงเป็นมนุษย์น้ี
เปน็ บ่อเกิดแหง่ สรรพวิชาในโลก

เว้นเสียแต่เป็นคนวิการ คือ ใบ้ บ้า โง่เขลา หรือกายวิการ
มีหูหนวกหรอื ตนตัวหวั ขาไมส่ มบูรณ์ เปน็ ต้น หรอื โลภ โกรธ หลง
ครอบง�ำเกนิ ประมาณ สำ� เรจ็ มาแตอ่ เหตกุ ปฏสิ นธิจติ เป็นเหตุ มนุษย์
จำ� พวกเหล่านข้ี าดมนุษยสมบัติ เปน็ ผู้ไม่สามารถจะบ�ำรุงมนุสสธรรม
คอื กายสุจริต ๓ วจสี ุจรติ ๔ มโนสจุ รติ ๓ ให้บรบิ ูรณ์ขึ้นในตนได้
ไมน่ บั เขา้ ในชาตมิ นษุ ยแ์ ท้ เพราะไมเ่ ปน็ ทตี่ ง้ั ขน้ึ ไดแ้ หง่ สรรพวชิ าทว่ั ไป

ส่วนผู้ท่ีมีมนุษยสมบัติเต็มท่ี คือ ไม่มีวิการเหล่านั้นครอบง�ำ
ขันธสันดานแล้ว อาจบ�ำรุงมนุสสธรรมให้สมบูรณ์ขึ้นได้ ส�ำเร็จมา
แต่ทุเหตุ ไตรเหตุ จึงช่ือว่าเป็นชาติมนุษย์แท้ ในที่น้ี ถ้าเป็นชาติ
มนษุ ย์แท้ กต็ อ้ งเปน็ เจา้ วชิ าแท้ คือจะเล่าเรียนส่ิงไรอาจส�ำเรจ็ ได้หมด
เปน็ แตว่ ่าวชิ าในโลกไม่ใชข่ องเลก็ นอ้ ย อายุของมนุษย์มีเพียง ๗๐ ปี

~ 178 ~

๘๐ ปีเทา่ นนั้ ถงึ จะไมท่ ำ� ธรุ ะอ่ืน ตั้งหนา้ แตเ่ รียนวชิ าซ่ึงโลกเขารกู้ นั
ท�ำกันอยู่แล้วเท่าน้ัน ชีวิตเพียงเท่าน้ันก็จะหมดไปเปล่า วิชาในโลก
กจ็ ะยังไม่รู้ทว่ั ถงึ เพราะเหตุนัน้ จ�ำเปน็ จะตอ้ งใครค่ รวญดู เห็นวา่ วชิ า
สงิ่ ใดพอทจ่ี ะบำ� รงุ ความสขุ แหง่ ตนได้ กเ็ รยี นเพยี งอยา่ งหนง่ึ สองอยา่ ง
เท่าน้ัน แต่ให้จริงให้เป็นท่ีพึ่งแก่ตนได้จริงๆ เป็นพอกัน แต่พึง
เข้าใจว่าวิชาส่ิงใดท่ีตนพอใจแล้วจะต้องส�ำเร็จหมด เพราะอัตภาพ
ทีเ่ ปน็ มนษุ ยแ์ ทน้ ี้เอง เป็นเจ้าของวิชาอยทู่ ั่วโลก อตั ภาพของมนษุ ย์น้ี
ถ้าจะเปรียบด้วยยานพาหนะที่ใช้กันอยู่ในโลกทุกวันนี้ที่นับว่าเป็น
ยานพาหนะอย่างดีท่ีสุด ทางน้�ำก็คือเรือยนต์ ทางบกก็คือรถยนต์
ทางอากาศก็เรอื เหาะใชเ้ คร่อื งยนต์เหมอื นกนั สว่ นเรอื เหาะกไ็ ปได้แต่
ในท้องอากาศ ด้วยก�ำลัง ดนิ นำ้� ไฟ ลม เมื่อสนิ้ อาหารคอื น�้ำมันแลว้
ก็ต้องตกลงมาสู่ดิน ส่วนเรือยนต์ก็แล่นไปได้แต่ในน้�ำเท่าน้ัน ส่วน
รถยนตเ์ ลา่ กแ็ ลน่ ไปไดแ้ ตต่ ามทางทเ่ี ขาปราบใหเ้ รยี บราบแลว้ เทา่ นน้ั
ไมน่ ่าอัศจรรย์นัก เพราะเปน็ ของถ่ายออกไปจากสรรี ยนต์น้เี อง

สรีรยนต์ คือ อัตภาพรา่ งกายนี้ มลี ้อ ๔ คือ ยนื เดนิ นัง่ นอน
เป็นเครื่องบริหาร ใช้ข้าวปลาอาหารของบริโภคต่างๆ แทนน�้ำมัน
จะใช้ข่ีขับไปทางใดส�ำเร็จตลอด ไม่เลือกว่าทางน�้ำ ทางบก ภูเขา
ปา่ ดง ใกล้ ไกล ไดต้ ลอด ส่งถงึ เป็นพระราชามหากษตั รยิ ์ เสนาบดี

~ 179 ~

เศรษฐี พ่อคา้ นกั ปราชญ์ ราชบัณฑิต เปน็ ไดท้ ุกหน้าท่ี สุดแต่ความ
ปรารถนา แมจ้ ะปรารถนาสวรรคสมบตั ิ พรหมสมบตั ิ โลกตุ ตรสมบตั ิ
ก็อาจส�ำเร็จได้ เพราะมีตัวอย่างท่านแต่ก่อนได้เคยขี่ขับไปถึงแล้ว
ทุกสถาน ท่านช้ีมรรควิถีทางท่ีจะด�ำเนินไปให้ถึงสุนทรสถานท้ัง ๓
ประเภทนัน้ ดว้ ยมรรคอันเดยี ว แต่ประดับดว้ ยองค์ ๘ มชี ือ่ ปรากฏ
ทว่ั กันว่า อฏั ฐังคิกมรรค คือ สมั มาทฏิ ฐิ ความเหน็ ชอบ ๑ สมั มา-
สังกัปโป ความด�ำริตริตรองชอบ ๑ สัมมาวาจา เจรจาชอบ ๑
สัมมากัมมันโต การงานของกายชอบ ๑ สัมมาอาชีโว เล้ียงชีวิต
โดยชอบ ๑ สมั มาวายาโม เพียรชอบ ๑ สัมมาสติ ตง้ั สติไวช้ อบ ๑
สมั มาสมาธิ ตง้ั ใจไวเ้ สมอชอบ ๑ องคท์ งั้ ๘ น้ี ทา่ นใหช้ อ่ื วา่ อรยิ มรรค
เพราะเปน็ ทางด�ำเนินของกาย วาจาใจ แหง่ พระอรยิ บุคคล

ถา้ พวกเราไมต่ อ้ งการเปน็ พระอรยิ บคุ คล ตอ้ งการเพยี งแตส่ วรรค-
สมบตั ิ ก็พึงดำ� เนินเพียงชัน้ ศลี ขันธ์ คือ สมั มาวาจา สัมมากัมมนั โต
สัมมาอาชีโว ให้แน่วแน่ อย่าให้พลาดเผลอ เป็นอันได้สวรรค์แน่
ชื่อว่าขี่ขับสรีรยนต์ส่งถึงสวรรค์ เมื่อถึงภูมิสวรรค์ได้แล้ว ต้องการ
พรหมสมบตั อิ ันยง่ิ ข้ึนไป กพ็ ึงดำ� เนินเพม่ิ สมาธิขนั ธ์ คือ องค์ สัมมา-
วายาโม สัมมาสติ สัมมาสมาธิ ให้แน่วแน่ต่อไป ถ้าฌานไม่เส่ือม
เป็นอันได้พรหมสมบัติตรงทีเดียว ชื่อว่าเป็นอันขี่ขับสรีรยนต์ส่งถึง

~ 180 ~

พรหมโลก เมื่อได้ส�ำเรจ็ พรหมโลกแล้ว จะปรารถนาโลกุตตรสมบัติ
อันยิ่งต่อไป ก็พึงด�ำเนินเพิ่ม ปัญญาขันธ์ขึ้น คือ องค์ สัมมาทิฏฐิ
สัมมาสังกัปโป ด้วยวิปัสสนาญาณทัสสนะ ก�ำจัดทิฎฐิวิปลาสเสียให้
สน้ิ เชงิ กจ็ ะไดส้ ำ� เรจ็ โลกตุ ตรสมบตั ิ เมอ่ื สำ� เรจ็ อมตธรรม โลกตุ ตรสมบตั ิ
ได้แล้ว ก็เป็นอันช่ือว่าขับข่ีสรีรยนต์ถึงฝั่งคือพระนิพพาน สิ้นชาติ
ชรา พยาธิ มรณะ กันดาร เป็นเอกนั ตบรมสขุ โดยส่วนเดียว รถยนต์
คือสรีระนี้เป็นชาติกายสิทธิ์ อาจจักขี่ขับให้ถึงสุนทรสถานได้ตาม
ปรารถนา มตี ัวอยา่ ง คือ ไดส้ ง่ ทา่ นทัง้ หลายแต่ปางกอ่ นให้ถงึ แล้ว
ทุกสถาน พวกเราได้รถยนต์คือร่างกายอันสมบูรณ์เช่นนี้ ไม่ควรจะ
ใช้ในทางที่ผิด ปล่อยให้คร�่ำคร่าช�ำรุดหักพังเสียเปล่า คือยังส่งเรา
ให้ถึงสุนทรสถานไม่ได้ ชื่อว่าเสียทีที่มีของดีแต่ใช้การดีไม่ได้
กลบั ท�ำโทษใหแ้ กต่ นเสยี อีก การที่มารวู้ า่ สรรพวชิ าในโลกตลอดถงึ
โลกุตตระ ตนน้ีแลอาจจะท�ำให้ส�ำเร็จได้ทั้งสิ้น อย่างน้ีแหละชื่อว่า
รู้ตนดี เปน็ ทางมาแหง่ ความเจรญิ ฯ

ในข้อที่ ๒ ซ่ึงว่า ทุวิชาโน ปราภโว วิชาช่ัวเป็นสะพานแห่ง
ความเส่อื มทราม ดังนี้นัน้ อธบิ ายว่าวชิ าใดท่ีสัมปยตุ ดว้ ยความโลภ
ความโกรธ ความหลง เปน็ มลู คอื เมอ่ื เลา่ เรยี นศกึ ษากเ็ พง่ แตจ่ ะใหร้ า้ ย
แกผ่ อู้ นื่ เอาเปรยี บเอาดแี ตส่ ว่ นตวั ดงั วชิ าฉอ้ โกง ฉกลกั ปลน้ สะดมเขา

~ 181 ~

คือเพ่งความเสียหายใหแ้ กเ่ ขา เอาความไดค้ วามดไี วส้ ่วนตัว วชิ าชัว่
เหลา่ นัน้ บางสง่ิ ก็เป็นของจ�ำเป็นจะต้องเล่าเรยี น บางสงิ่ ก็ไม่จ�ำเป็นจะ
ตอ้ งเลา่ เรยี น ดงั วชิ าทหาร วชิ าฝกึ หดั ยงิ ปนื ใหแ้ มน่ ยำ� เปน็ ตน้ กช็ อ่ื วา่
ทุวิชา เป็นวิชาชั่วโดยแท้ เพราะขาดเมตตา กรุณา แก่ฝ่ายหน่ึง
วิชาท�ำปืน ท�ำดาบ สรรพอาวุธยุทธภัณฑ์ทั้งปวง ดังเรือรบต่างๆ
มเี รอื เหาะ เรือใตน้ ำ้� ลูกแตก ลกู ตอรป์ โิ ด เป็นตน้ ต้องนบั วา่ เป็น
วชิ าช่วั เป็นสะพานแห่งความเสอ่ื มทราม ความฉบิ หายโดยแท้ แต่วา่
วิชาเหลา่ นถี้ งึ รู้ว่าเปน็ วิชาช่ัวก็จ�ำเป็นจะต้องเรียนใหร้ ใู้ หฉ้ ลาด แต่พงึ
เข้าใจวา่ เป็นวชิ าชว่ั เปน็ สะพานแหง่ ความเสอื่ มทราม มตี วั อยา่ งดังจะ
ช้ีให้เห็น ที่เกิดมหาสงครามขึ้นในประเทศยุโรปในพุทธศก ๒๔๕๗
ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมมาปรากฏในสมัยนี้ พากันได้รับความพินาศ
ฉิบหายใหญ่ คือมนุษย์ด้วยกันควรรักกัน ควรป้องกันรักษาซึ่งกัน
และกนั จงึ จะชอบ จึงจะนบั ว่าเปน็ ชาตศิ วิ ไิ ลซฯ์

ความจริงเหตุที่จะบังเกิดขึ้น ตามข่าวก็ไม่ใหญ่โตสักปานใด
ไดค้ วามวา่ คนชาตเิ ซอรเ์ บยี ไดป้ ลงพระชนมชพี รชั ทายาททง้ั พระชายา
ของประเทศออสเตรีย ในเวลาเม่ือเสด็จประพาสประเทศเซอร์เบีย
โดยวสิ ยั ของพวกอนั ธพาลเปน็ เหตุ สองประเทศจงึ ไดเ้ ปน็ ปากเปน็ เสยี ง
กันขึ้น แลหารือไปยังมหาประเทศให้ช่วยระงับเหตุ ข้างฝ่ายรัสเซีย

~ 182 ~

ก็เขา้ กบั เซอรเ์ บยี ขา้ งฝ่ายเยอรมนั กเ็ ขา้ กับออสเตรยี ขา้ งฝา่ ยอังกฤษ
ฝร่ังเศส เข้าฝ่ายรัสเซีย เม่ือถืออ�ำนาจเข้าหากันทั้ง ๒ ฝ่ายเช่นนั้น
ต่างฝา่ ยกม็ ไิ ดต้ ้งั ใจจะระงับเหตุ มุง่ แตจ่ ะวางอำ� นาจ จนถงึ พรอ้ มกัน
ประกาศสงครามเข้าสับประหารชิงชัยซึ่งกันและกัน ลุกลามไปทั่ว
ทั้งโลก ล้มตายกันด้วยอาวุธศาสตราก็นับไม่ถ้วน ล้มตายเสียด้วย
อดอาหารหรือเกิดโรคต่างๆ เพราะกลิ่นไอโสโครกก็นับไม่ถ้วน
มิใช่จะตายแต่พลรบอย่างเดียว คนแก่และผู้หญิงและเด็กท่ีอพยพยก
ครอบครวั หนขี า้ ศกึ ไป ไมม่ อี าหารจะเลย้ี งกนั ตายเสยี กม็ ากนบั ไมถ่ ว้ น
คนตายในระหวา่ งมหาสงครามคราวนี้ ไมต่ อ้ งนบั ดว้ ยลา้ น เหน็ จะตอ้ ง
นับดว้ ยโกฏิ นา่ สลดสังเวช จะตอ้ งพลัดพรากจากกนั ในระหวา่ งสามี
ภรรยาบุตรธิดา จะต้องเป็นหม้ายเป็นก�ำพร้า ไม่มีผู้พาท�ำมาหากิน
จะต้องยากจนต่อไปอีกจนพรรณนาไม่มีที่สิ้นสุด ชักมาชี้แจงเพียง
เล็กน้อยเพ่ือจะให้เห็นอ�ำนาจของวิชาช่ัว ย่อมให้โทษร้ายแรงถึง
อยา่ งนี้ คอื ตา่ งฝ่ายตา่ งก็ถอื ว่าตนเปน็ เจา้ ของวชิ า เรอื เหาะขา้ กท็ ำ� ได้
เรือด�ำน�้ำข้าก็ท�ำได้ เรือรบข้าก็มาก ลูกแตกลูกระเบิดข้าก็ท�ำได้
ค่าท่ีต่างฝ่ายต่างอวดวิชาของตน จึงมีความกล้าหาญเข้าสู้รบชิงชัย
กนั และกัน ปราศจากเมตตาปรานี แลเห็นกันเปน็ เนือ้ เปน็ ปลาไปหมด
ทีเดียว คือวิชาชั่วเป็นเหตุแห่งความฉิบหาย จะมากหรือน้อยให้ดู

~ 183 ~

ก�ำหนดตามก�ำลังของวิชา ดังวิชาท�ำหอกท�ำดาบแหลนหลาวเป็นต้น
ประโยคท่ีท�ำก็ไม่ใหญ่โตนัก ผลแห่งความฉิบหายที่ได้จากอาวุธ
ศาสตราเหล่านั้นก็ไม่มากสักปานใด ถ้าวิชามีประโยคใหญ่ดังวิชา
ท�ำปืน ท�ำลูกแตก ลูกระเบดิ เป็นตน้ ผลแห่งความฉิบหายท่ีจะได้ก็
เปน็ ของใหญด่ งั ปรากฏอยใู่ นสมยั ทกุ วนั น้ี พงึ เขา้ ใจวา่ วชิ าทส่ี มั ปยตุ
ด้วยโลภะ โทสะ โมหะ อิจฉา พยาบาท ชอื่ วา่ “ทวุ ิชา” สมดว้ ย
พทุ ธภาษิตวา่ ทุวิชาโน ปราภโว วิชาช่วั เปน็ สะพานแห่งความเสือ่ ม
ความฉิบหายดงั น้ีฯ

ส่วนท่ีแสดงมาน้ีเป็นทุวิชาภายนอกตน ยังทุวิชาภายในตนอีก
ประเภทหนึ่ง การทเ่ี หน็ ตวั ชวั่ กม็ ีอาการหลายอย่าง ดังเหน็ ว่าตัวของ
เรายังสมั ปยุตอยดู่ ว้ ยโลภะ โทสะ โมหะ ยังประพฤติทุจรติ มฆี ่าสตั ว์
ฉ้อโกงเขา เป็นต้น อย่างน้ีก็ช่ือว่ารู้ตัวช่ัว ถ้ารู้ว่าตัวชั่วเช่นนั้น
ก็รีบแก้ไขไม่ให้ความชั่วเหล่าน้ันมีในตน ก็กลับจะเป็นทางแห่ง
ความเจริญเสียอกี ถ้ารูว้ า่ ตัวช่ัวแล้วยังขืนท�ำร่ำ� ไป กเ็ ปน็ ทางมาแห่ง
ความเส่อื มทรามโดยแท้ฯ

ยงั มอี กี ประเภทหนง่ึ เจตนากไ็ มห่ วงั ชวั่ ความเหน็ กไ็ มร่ สู้ กึ วา่ เปน็
ของชั่ว ความตั้งใจกเ็ ป็นกุศล ความเห็นก็เข้าใจว่าตรงตามแบบแผน

~ 184 ~

ความท�ำก็ตามทางสมถวิปัสสนาตรงทีเดียว แต่มันกลับเป็นทุวิชาไป
ก็เปน็ ได้ ดงั ผู้เจรญิ พระไตรลักษณ์ หรืออสุภกรรมฐาน มรณานสุ สติ
กรรมฐาน เปน็ ตน้ คอื พจิ ารณาในสกลกาย ทน่ี ยิ มวา่ เปน็ ตวั น้ี ใหเ้ หน็
วา่ เป็น อนิจจัง ไม่เท่ยี ง เห็นเปน็ ทกุ ขงั ทนลำ� บาก เห็นเปน็ อนตั ตา
ไมใ่ ช่ตวั ตน เห็นเปน็ อสจุ ิ ไม่สะอาด เหน็ เป็น อสภุ งั ไม่งาม เห็นเปน็
ปฏกิ ลู งั นา่ เกลยี ด ไมม่ ปี ระโยชนอ์ ะไร สำ� หรบั ถมแผน่ ดนิ เปลา่ เทา่ นน้ั
ดงั นี้ อาการท่ีเหน็ อยา่ งนก้ี ็เปน็ เหตุให้เกดิ ความสังเวช กำ� จัดความรัก
ใคร่ชอบใจในตนได้อยา่ งหน่ึง และกนั ความเมาความหลงในสญั ญา
ออกเสียได้ส่วนหนึ่ง ท่านจึงยกขึ้นมาเป็นตัววิปัสสนากรรมฐาน
คณุ กม็ มี าก ไมม่ ที ีส่ นิ้ สดุ ส่วนโทษกม็ หี ลายโทษนนั้ ดงั ภกิ ษพุ วกมาก
เจรญิ มรณานสุ สติ เกดิ ความเบอ่ื หนา่ ยเกลยี ดชงั ตวั จนถงึ เอาบาตรจวี ร
จา้ งนายพรานชอื่ มคิ ลณั ฑกิ ะใหป้ ลงชวี ติ ตนเสยี เปน็ อนั มาก ซงึ่ ปรากฏ
ในตติยปาราชกิ สกิ ขาบทเปน็ ตัวอยา่ ง กเ็ พราะโทษเหน็ ตัวช่วั ร้ตู วั ช่ัว
ใชจ่ ะมแี ตเ่ ทา่ นั้นถ่ายเดยี ว พวกทีเ่ ห็น อนิจจงั ทกุ ขงั อนัตตา พากัน
เปน็ บ้าเปน็ บอไปเสยี กม็ าก พากันเปน็ อุจเฉททฏิ ฐิ เห็นบญุ บาปไมม่ ี
ตายแล้วสูญไปเท่านั้นก็มีมาก แต่ความจริงท่ีเห็นเช่นน้ันก็มิใช่วิชา
ของตัวทีเดยี วนัก เป็นวชิ าเขาว่าเสียโดยมาก คือมีเป็น ๒ จ�ำพวก

~ 185 ~

พวกหน่ึงโง่ ไม่รจู้ กั อะไร ไดฟ้ งั แต่เขาอธบิ ายแยกธาตุอย่างน้ัน
อย่างน้ี ดังเขาอธิบายว่า ความคิดความนึกน้ีมันอาศัยมันสมอง
เทา่ นน้ั เอง ตายแลว้ ไมม่ มี นั สมอง จะเอาอะไรไปเกดิ ความเกดิ กอ็ ยกู่ บั
บดิ ามารดาเทา่ นน้ั มกั เหน็ เพยี งชน้ั นโ้ี ดยมาก การทอี่ าศยั บดิ ามารดา
เป็นแดนเกิดนั้น ใครๆ ไม่ปฏิเสธ มิใช่จะอาศัยแต่เพียงเกิดเท่านั้น
ถงึ เกดิ มาแลว้ กต็ อ้ งอาศยั จนใหญจ่ นโต บดิ ามารดาเปน็ เจา้ บญุ เจา้ คณุ
จะพรรณนาไมม่ ที สี่ นิ้ สดุ แตพ่ งึ ตรองดู สง่ิ ทบ่ี ดิ ามารดาแตง่ ใหเ้ กดิ นนั้
คืออะไรบ้าง ถ้าพิเคราะห์ดูให้แน่นอนแล้ว มักจะเห็นแต่เป็นเองเสีย
ทงั้ เรอ่ื ง จะหาวา่ บดิ ามารดาเปน็ ตน้ เกดิ กไ็ มน่ า่ จะลงเนอื้ เหน็ ใหเ้ ตม็ ทไ่ี ด้
เปรียบความดังช่างหม้อปั้นปรุงหม้อข้ึนซื้อขายได้ จะลงเนื้อเห็นว่า
ช่างหม้อเป็นต้นก็ได้อยู่ แต่ว่ายังตื้น เพราะดินเหนียวส�ำหรับที่จะ
ปั้นหม้อได้เป็นของมีอยู่แล้วฉันใด สัมภาระท่ีจะให้เกิดบุตรเป็นของ
มีอยู่ก่อนบิดามารดาแล้วฉันนั้น เม่ือเป็นเช่นน้ี ผู้เห็นเพียงช้ันบิดา
มารดาเปน็ ตน้ ยงั ไมเ่ หมาะ คอื เหน็ แตช่ นั้ สงั ขตธรรมเทา่ นน้ั ยงั ไมเ่ หน็
อสังขตธรรม เพราะเหตุน้ันจึงเหมาคนช้ันน้ียังโง่มาก คือยังมิได้ใช้
ความรคู้ วามเหน็ ของตน เชอื่ แตค่ นอน่ื เขาวา่ เทา่ นน้ั การทแ่ี ยกธาตไุ ด้
ก็เปน็ แต่เชื่อเขาเทา่ นน้ั ความจริงจะแยกอยา่ งไร คงแยกได้แต่อาการ
เท่าน้ัน แท้ที่จริงเข็มเล่มหนึ่งจะปฏิเสธได้หรือว่าไม่พร้อมด้วยธาตุ

~ 186 ~

ทงั้ ๔ แตอ่ ากาศละเอยี ดยง่ิ กวา่ เขม็ ยงั ปฏเิ สธไมไ่ ดว้ า่ ไมม่ ธี าตุ ๔ ครบ
เม่อื อากาศละเอยี ดถงึ เพียงนั้นแล้ว ธาตุยงั แยกจากกันไมไ่ ด้ เมอ่ื เปน็
เช่นนัน้ จะหมายเอาความในการแยกธาตุดว้ ยประการใด

อีกพวกหนึ่งมีสติปัญญามากเกินไป เอาอนัตตานุปัสสนา
สุญญตานุปัสสนา เป็นอารมณ์เกินไป จนเกิด อนัตตสัญญา
สญุ ญตสญั ญา เหน็ ไมม่ ตี นไมม่ ตี วั เหน็ สญู วา่ งเปลา่ ถอื เอาความวา่ ง
ความสูญ เข้ามาเป็นอารมณ์ เข้าใจว่าความว่าง ความสูญ เป็น
พระนิพพาน ตกลงพวกนี้เอาอวิชชาเป็นสรณะเป็นที่พึ่ง ความสูญ
ความไม่มีนั้นเองเป็นตัวอวิชชา จึงช่ือว่าเอาตัวอวิชชาเป็นท่ีพ่ึง
เป็นตัว โมฆปุริโส บุรุษเปล่าแท้ เป็นตัวอกตัญญูขาดจากคุณ
พระรัตนตรัย คุณบิดามารดา คุณครูบาอาจารย์ คุณพระราชา
มหาอำ� มาตย์ ไมม่ ใี นตน คนเหลา่ นจี้ ะเหน็ วา่ ตายสญู หรอื ตายเกดิ กต็ าม
ก็คงตกอยู่ในพวกมิจฉาทิฏฐิ จะท�ำคุณความดีแก่ตนไม่ได้อีกแล้ว
เลยยกโทษเอาครูบาอาจารย์ว่า ท่านรู้จักของจริงเต็มตัว แต่ท่าน
อาศยั การหลอกลวงเขาเล้ียงชีวิต ท่านจึงแสดงวา่ ทำ� อย่างน้นั เปน็ บุญ
ทำ� อยา่ งนน้ั เปน็ บาป ตงั้ หนา้ หลอกเขากนิ เทา่ นนั้ ทจี่ รงิ จะเอาบญุ บาป
ท่ีไหนมา มกั พดู อยา่ งนี้ คนจำ� พวกนน้ั มกั ยกโทษท่านผู้มคี ุณ ยกตน
ขม่ ทา่ นดว้ ยประการตา่ งๆ อยา่ งนี้ สว่ นตนกไ็ มท่ ำ� บญุ ใหท้ านรกั ษาศลี

~ 187 ~

ยังซำ้� ตเิ ตียนท่านผอู้ ่ืนเสยี ดว้ ย เสียทั้งประโยชนส์ ว่ นตัว ท้งั ประโยชน์
ผู้อ่ืนซึ่งคบหาสมาคม เป็นท้ังนี้ก็เพราะโทษเห็นอนัตตาสูญเปล่า
เป็นตัวมจิ ฉาทฏิ ฐคิ ือรู้ผิดเห็นผดิ จึงชอื่ วา่ มิจฉาทฏิ ฐิ

เป็นผู้ศึกษาในพระศาสนา แต่กลายเป็นภายนอกไปเสียไม่รู้ตัว
อย่างนี้นับด้วยร้อยด้วยพันไม่ถ้วน ผู้ศึกษาธรรมในพระศาสนาควร
ตรกึ ตรองใหม้ าก อยา่ ใหพ้ ลาด อนจิ จงั ทกุ ขงั อนตั ตา ไมใ่ ชข่ องเลน่
ถ้าดีก็ตรงพระนิพพานทีเดียว ถ้าพลาดท่าก็ตกโลกันต์เลยทีเดียว
การรู้ตัวเห็นตัวว่าเป็นของชั่ว ท่านจึงแสดงว่าเป็นสะพานแห่งความ
เส่ือมความฉิบหาย สมด้วยพุทธปริยายว่า “ทุวิชาโน ปราภโว”
ดว้ ยประการฉะนี้ฯ

ข้อท่ี ๓ ว่า “ธมมฺ กาโม ภวํ โหติ” ความรักใครช่ อบใจในธรรม
เป็นเหตแุ หง่ ความเจริญ นน้ั พึงศกึ ษาให้เข้าใจในธรรมให้ไดค้ วาม
ชดั เจนเสียกอ่ นว่าอะไรชื่อวา่ ธรรม คอื พระธรรมนั้น ถา้ จะแสดงตาม
ลกั ษณะอาการแลว้ ไมม่ ที สี่ นิ้ สดุ ดงั ทที่ า่ นจำ� แนกไวว้ า่ ปรยิ ตั สิ ทั ธรรม
ปฏิบัติสัทธรรม ปฏิเวธสัทธรรม หรือ กุศลธรรม อกุศลธรรม
อัพยากฤตธรรม เป็นตัวอย่าง คงถือเอาเนื้อความโดยชัดเจนไม่ได้
เพราะเหตุนนั้ ท่านจงึ สรปุ ความลงอกี ทีหนงึ่ ว่า “สฺวากขฺ าโต ภควตา

~ 188 ~

ธมฺ โม” พระธรรมอันพระผูม้ ีพระภาคเจ้าตรัสดแี ล้ว ดังน้ี คงได้ความ
ว่า ค�ำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งสิ้นช่ือว่าพระธรรม ถ้าเช่นน้ัน
กจ็ ะไมม่ ีท่ีสน้ิ สุดเหมือนกัน เพราะคำ� สอนของพระองค์กวา้ งขวางมาก
ย่นประเภทคำ� สอนของพระองคล์ งเป็น ๓ อีก คือชลี้ ักษณะวา่ “อาทิ-
กลฺยาณํ มชฺเฌกลฺยาณํ ปริโยสานกลฺยาณํ” ค�ำสอนของพระองค์
เพราะในเบอ้ื งตน้ คอื ศลี เพราะในท่ามกลางคือสมาธิ เพราะในท่ีสดุ
คอื ปญั ญา

ดงั นี้ คงไดเ้ นอื้ ความวา่ ศลี สมาธิ ปญั ญา นแี้ หละชอ่ื วา่ พระธรรม
เพราะเป็นค�ำสอนของพระพุทธเจ้า ถ้าเช่นนั้นเราจะต้องค้นดูให้เห็น
ตัวศีล ตัวสมาธิ ตัวปัญญา เพราะค�ำสอนของพระพุทธเจ้าเป็น
สันทิฏฐิโก ผู้ปฏิบัติพึงเห็นด้วยตน ถ้าเราไม่รู้จักศีล ไม่เห็นศีล
เราจะรักษาศลี อย่างไร ดงั ผไู้ ม่รู้จกั โค ไม่เหน็ โค จะเล้ยี งโคอย่างไร
ถ้าอยากจะเห็นศีลรู้ศีล ก็ให้รู้จักกาย รู้จักวาจา รู้จักใจเสียก่อน
ความประชมุ แห่งธาตุ ๖ ชอื่ วา่ กาย เสยี งทเ่ี ปลง่ ออกไปจากมุขทวาร
อันส�ำเร็จมาแต่กายช่ือว่าวาจา ความน้อมนึกตรึกคิดรู้อารมณ์ทั่วไป
ซง่ึ เนือ่ งมาแตก่ ายช่ือวา่ ใจ ทา่ นบญั ญตั ศิ ีลลงทกี่ าย วาจา ใจ นี้เอง

~ 189 ~

ส่วนใจนั้น เป็นตัวเจตนากรรม เม่ือพูดถึงศีลแล้วจะเว้นใจเสีย
ไมไ่ ดเ้ ลย คอื ผรู้ ะวงั กใ็ จ ผรู้ กั ษากใ็ จ ระวงั อะไร ระวงั กาย ระวงั วาจา
รกั ษาอะไร กร็ ักษากาย รกั ษาวาจาน้ีเอง ก็ตกลงวา่ ตวั ระวงั ตวั เอง
ตัวรักษาตวั เอง เพราะกายก็ตวั วาจากต็ ัว ใจกต็ วั ระวังรกั ษากาย
ก็คอื ไม่ให้ฆา่ สตั ว์ ลักของท่าน ล่วงประเวณขี องทา่ น ไม่ให้กนิ เหล้า
ระวังรักษาวาจาก็คือไม่ให้กล่าวเท็จ ค�ำหยาบ ค�ำส่อเสียด ค�ำไม่มี
ประโยชน์ เม่อื กายวาจาพน้ จากโทษเหล่าน้ันได้ กช็ ื่อวา่ สัมมาวาจา
สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว เป็นตัว สีลขันโธ คือแปลว่าตัวเป็น
กอ้ นศีลนัน้ เอง เมื่อเห็นวา่ ตวั เปน็ ศลี เชน่ นน้ั กค็ งรไู้ ดว้ า่ ตัวเปน็ ธรรม
ไม่ใช่หรือ เพราะศีลเป็นค�ำสอนของพระพุทธเจ้า ค�ำสอนของ
พระพุทธเจ้าก็ช่ือว่าพระธรรม เมื่อเห็นว่าตัวเป็นศีล ศีลเป็นธรรม
เชน่ นน้ั กช็ อื่ วา่ ผถู้ งึ พระธรรมในชน้ั ศลี ผทู้ รี่ กั ษาศลี กช็ อ่ื วา่ ผรู้ กั ษาธรรม
ผู้รักษาธรรมก็ชื่อว่าผู้รักษาศีล ถ้าส่ิงใดเป็นศีล สิ่งนั้นแหละจะเป็น
สมาธแิ ละปญั ญา ผชู้ อบธรรม รกั ธรรม ในชั้นศีลธรรม สมาธธิ รรม
ปญั ญาธรรม สว่ นใดกต็ าม กค็ งไดร้ บั ผลแหง่ ความเจรญิ ยง่ิ และหยอ่ น
ตามอำ� นาจของธรรม ซงึ่ ตนถงึ ตนรกั ใครช่ อบใจตามสมควร สมดว้ ย
พุทธภาษิตว่า “ธมฺมกาโม ภวํ โหติ” ความชอบธรรม รักธรรม
เป็นเหตถุ ึงความเจริญดงั น้ฯี

~ 190 ~

ขอ้ ที่ ๔ วา่ “ธมมฺ เทสสฺ ี ปราภโว” ความเกลยี ดชงั ธรรมเปน็ สะพาน
แหง่ ความเสอ่ื มเสยี นน้ั กพ็ งึ เขา้ ใจดจุ เดยี วกนั คอื เมอ่ื รวู้ า่ ตนเปน็ ธรรม
ธรรมเปน็ ตนเชน่ นนั้ และยังขืนทำ� ตนใหเ้ ปน็ อกศุ ลธรรมอย่เู สมอ คือ
ปล่อยตนให้ลุอ�ำนาจแห่งโลภะ โทสะ โมหะ ประพฤติทุจริตบาป
อกุศล ดว้ ยกาย ด้วยวาจา ด้วยน้ำ� ใจอยรู่ ่ำ� ไป อย่างน้ชี ่ือวา่ ชังธรรม
คอื หมายความวา่ ผใู้ ดยงั ทำ� ตนใหเ้ ปน็ ขา้ ศกึ แกต่ นอยู่ ผนู้ น้ั แหละชอ่ื วา่
ชงั ธรรมฯ คำ� ทว่ี า่ เปน็ ขา้ ศกึ แกต่ นนน้ั พงึ เขา้ ใจความอยา่ งนี้ อายตนะ
ภายใน ๖ คอื ตา หู จมกู ลน้ิ กาย ใจ นี้แหละเปน็ ลกั ษณะอาการ
ของตน ถา้ มคี รบบริบูรณท์ ้ัง ๖ ก็คอื วา่ พรกั พร้อมบริบรู ณ์ด้วยสมบัติ
เตม็ ที่ อาจใหส้ ำ� เรจ็ กจิ ตามประสงคไ์ ดท้ กุ ประการ ถา้ ขาดแตอ่ ยา่ งหนง่ึ
สองอย่าง ก็เป็นอภัพพบุคคล ไม่อาจท�ำประโยชน์ชั้นสูงให้ส�ำเร็จได้
ถึงแม้ผู้มีครบท้ัง ๖ ก็จริง แต่อาศัยความโง่เขลาเข้าครอบง�ำ
ทำ� อายตนะเหลา่ นน้ั ใหเ้ ปน็ ขา้ ศกึ แกต่ น คอื เมอื่ เหน็ รปู ดว้ ยตา ฟงั เสยี ง
ด้วยหู สูดกลิ่นดว้ ยจมูก ร้รู สด้วยล้ิน รูส้ ัมผัสดว้ ยกาย รู้ธรรมารมณ์
ดว้ ยใจ ถา้ สว่ นใดเปน็ อฏิ ฐารมณ์ เปน็ อารมณท์ พี่ งึ ปรารถนา กอ็ ยากได้
อยากมี ยินดีชอบใจจนเกนิ ไป ถึงแกใ่ หท้ กุ ข์ โทมนัส ปฏฆิ ะ เกิดขึ้น
ทำ� ตนใหไ้ ดร้ บั ความโศกเศรา้ เสยี ใจมปี ระการตา่ งๆ ถา้ ไดร้ บั อารมณ์
ส่วนใดซึ่งเป็นอนิฏฐารมณ์ คืออารมณ์อันไม่เป็นท่ีพอใจ ก็เกิด

~ 191 ~

ความชังจนเหลือเกิน จนได้รับทุกข์โทษโศกเศร้าเสียใจมีประการ
ต่างๆ อย่างนี้แหละ ชื่อว่าท�ำตนให้เป็นข้าศึกแก่ตน ผู้นั้นก็ไม่อาจ
ท�ำประโยชน์ช้ันสูงให้ส�ำเร็จแก่ตนได้ พึงถือเอาใจความว่า ผู้ใดยัง
เศรา้ โศกเสยี ใจ ยงั มโี ทมนสั ปฏฆิ ะ คบั แคน้ อดั อน้ั ตนั ใจ เพราะอาศยั
ตา หู จมูก ล้ิน กาย ใจ เปน็ เหตุ ช่ือว่าเป็นข้าศกึ แกต่ น ผเู้ ป็นข้าศกึ
แก่ตนน้ีแหละ ช่ือว่า “ธมฺมเทสฺสี” ผู้เกลียดชังธรรม ย่อมจะได้รับ
ความเสื่อมความฉิบหายโดยแท้ สมตามพุทธภาษิตว่า “ธมฺมเทสฺสี
ปราภโว” ดังบรรยายมานฯ้ี

สรุปความในพทุ ธภาษติ ท้ัง ๔ น้ี คือ วชิ าดี วิชาชั่ว รักธรรม
ชงั ธรรม เปน็ ๔ โดยอาการ ถา้ ยน่ ลงคงเป็นหน่ึงเท่านน้ั คือ วชิ าดี
กค็ ือร้ตู วั ดี วิชาชั่วก็คือรตู้ ัวช่วั รักธรรมกค็ อื รกั ตัว ชังธรรมก็คือชงั ตวั
ตกลงกเ็ ป็นหนึง่ อย่ทู ตี่ วั นี้เองฯ เพราะเหตนุ ั้น ผู้รูต้ วั เห็นตัว ท่านจึง
ยกว่าเป็นยอดแห่งวิชาดังพรรณนามาฉะนี้ ท่านผู้อ่านผู้ฟังอาศัย
มนสกิ ารโดยแยบคาย คงจะไมเ่ ปลา่ จากประโยชนโ์ ดยแท้ฯ

~

~ 192 ~

พระภูรทิ ตโฺ ต หลวงป่มู ่นั

~ 193 ~



หลกั ธรรมยอดแห่งคำ� สอนสมณะนักปราชญภ์ าคปฏบิ ัติ

สมยั กรงุ รตั นโกสินทร์ ระหว่างปพี ทุ ธศักราช ๒๔๖๐ – ๒๕๐๑
จารึกลง วันจนั ทร์ที่ ๑๒ ตลุ าคม ตรงกบั แรม ๑๕ คำ�่ เดอื น ๑๐

ปพี ทุ ธศกั ราช ๒๕๕๘

~

เลม่ ท่ี ๒ พระภูรทิ ตฺโต หลวงปู่มนั่
ทาน ศลี ภาวนา

พระธรรมเทศนาของทา่ นพระอาจารย์ม่ัน
ขันธะวมิ ตุ สิ ะมงั คธี รรมะ ลายมอื หลวงปู่ม่นั

~ 195 ~

ทาน

ทาน คือ เครอื่ งแสดงน้�ำใจของมนษุ ย์ผมู้ จี ิตใจสูง ผูม้ ีเมตตาจติ
ต่อเพ่ือนมนุษย์ และสัตว์ผู้อาภัพ ด้วยการให้การเสียสละแบ่งปัน
มากน้อยตามก�ำลังของวัตถุเคร่ืองสงเคราะห์ท่ีมีอยู่ จะเป็นวัตถุทาน
ธรรมทาน หรือวิทยาทานแขนงต่างๆ ก็ตาม ท่ีให้เพ่ือสงเคราะห์
ผอู้ น่ื โดยมไิ ดห้ วงั คา่ ตอบแทนใดๆ นอกจาก กศุ ล คอื ความดที เ่ี กดิ จาก
ทานน้ันซึ่งจะเป็นส่ิงตอบแทนให้เจ้าของทาน ได้รับอยู่โดยดีเท่าน้ัน
ตลอดอภัยทานที่ควรให้แก่กัน ในเวลาอีกฝ่ายหน่ึงผิดพลาด หรือ
ล่วงเกนิ คนมที าน หรือคนทเี่ ดน่ ในการใหท้ าน ย่อมเปน็ ผสู้ ง่าผา่ เผย
และเด่นในปวงชนโดยไม่นิยมรูปร่างลักษณะ ผู้เช่นน้ีมนุษย์และสัตว์
ตลอดเทวดาท่ีมองไม่เห็นก็เคารพรัก จะตกทิศใดแดนใด ย่อมไม่
อดอยากขาดแคลน หากมสี ่ิง หรอื ผู้อปุ ถัมภจ์ นได้ ไม่อบั จนทนทกุ ข์
แม้ในแดนมนุษย์เรานี้ก็พอเห็นได้อย่างเต็มตารู้ได้อย่างเต็มใจว่า
ผมู้ ที านเปน็ เครอ่ื งประดบั ตวั ยอ่ มเปน็ คนไมล่ า้ สมยั ในสงั คม และบคุ คล
ทกุ ช้นั ไมม่ ใี ครรังเกียจ แมแ้ ต่คนทมี่ ัง่ มี แตแ่ สนตระหนี่ถเี่ หนียว ก็ยงั
หวังต่อการสงเคราะห์ช่วยเหลือจากผู้อ่ืนเช่นเดียวกับมนุษย์ท่ัวๆ ไป
ไม่ต้องพูดถึงคนที่ช่วยตัวเองไม่ได้ แต่ไม่หวังให้ผู้อื่นช่วยเหลือ
จะไมม่ ใี นโลกเมืองไทยเรา

~ 196 ~

อ�ำนาจทาน ท�ำให้ผู้มีใจชอบบริจาคเกิดความเคยชินต่อนิสัย
จนกลายเป็นผู้มีฤทธ์ิบันดาลไม่ให้อดอยากในภพที่เกิด ก�ำเนิดที่อยู่
นน้ั ๆ ฉะนน้ั ทานและคนทม่ี ใี จ เปน็ นกั ใหท้ านการเสยี สละ จงึ เปน็ เครอื่ ง
และเปน็ ผคู้ ำ้� จนุ หนนุ โลกใหเ้ ฟอ่ื งฟตู ลอดไป โลกทย่ี งั มกี ารสงเคราะห์
กันอยู่ ยังจัดเป็นโลกที่มีความหมายตลอดไป ไม่เป็นโลกท่ีไร้ชาติ
ขาดกระเจงิ เหลือแตซ่ ากคือแผน่ ดินแน่ๆ

ทาน จึงเป็นสาระส�ำคัญส�ำหรับตัว และโลกท่ัวๆ ไป ผู้มีทาน
ย่อมเป็นผู้อบอุ่นและหนุนโลกให้ชุ่มเย็น ไม่เป็นบุคคล และโลกท่ี
แหง้ แลง้ แข่งกบั ทกุ ขต์ ลอดไป

ศลี

ศลี คอื รั้วก้ันความเบียดเบยี น และทำ� ลายสมบัติร่างกาย และ
จติ ใจของกนั และกนั ศลี คอื พชื แหง่ ความดอี นั ยอดเยย่ี ม ทคี่ วรมปี ระจำ�
ชาตมิ นษุ ย์ ไมป่ ลอ่ ยใหส้ ญู หายไปเสยี เพราะมนษุ ยท์ ไ่ี มม่ ศี ลี เปน็ รว้ั กนั้
และเปน็ เครอ่ื งประดบั ตวั เสยี เลย กค็ อื กองเพลงิ แหง่ มนษุ ยเ์ ราดๆี นเ่ี อง
การเบียดเบียนและท�ำลายกัน ย่อมมีไปทุกหย่อมหญ้า และทั่วโลก
ดินแดน ไม่มีเกาะมีดอนพอจะเอาศีรษะซุกนอนให้หลับสนิทได้โดย
ปลอดภัย แม้โลกจะเจริญด้วยวัตถุจนกองสูงกว่าพระอาทิตย์บน

~ 197 ~

ทอ้ งฟา้ แตค่ วามรมุ่ รอ้ นแผดเผาจะทวคี ณู ยงิ่ กวา่ พระอาทติ ยเ์ ปน็ ไหนๆ
โลกจะไมม่ ที ป่ี ลงใจไดเ้ ลย ถา้ ยงั มวั คดิ วา่ วตั ถมุ คี า่ ยง่ิ กวา่ ศลี ธรรมอยู่
เพราะศีลธรรมเป็นสมบัติของจอมมนุษย์ คือพระพุทธเจ้า ผู้ค้นพบ
และน�ำมาประดับโลกท่ีก�ำลังมืดมัวกลัวทุกข์ พอให้สว่างไสวร่มเย็น
ควรอาศยั ได้บา้ ง ดว้ ยอ�ำนาจศีลธรรมเปน็ เคร่อื งปดั เปา่ กำ� จัด

ล�ำพังความคิดของมนุษย์ที่มีกิเลส คิดผลิตอะไรออกมา ท�ำให้
โลกรอ้ นจะบรรลยั อยแู่ ลว้ ยงิ่ จะปลอ่ ยใหค้ ดิ ตามอำ� นาจโดยไมม่ กี ลนิ่
แห่งศีลธรรมช่วยเป็นยาแก้และชโลมไว้บ้าง ก็น่ากลัวความคิดนั้นๆ
จะผลติ ยกั ษใ์ หญต่ วั โหดรา้ ยทท่ี รงพษิ ขน้ึ มากแี่ สนกล่ี า้ นตวั ออกเทยี่ ว
หากว้านกินมนุษย์ให้ฉิบหายกันท้ังโลก ไม่มีอะไรเหลืออยู่บ้างเลย
ความคิดของคนสิ้นกิเลสทที่ รงคณุ อย่างสงู สดุ คือพระพุทธเจา้ มีผลให้
โลกได้รบั ความร่มเยน็ ซาบซง้ึ กบั ความคดิ ท่เี ปน็ ไปด้วยกเิ ลส ทีม่ ีผล
ให้ตัวเองและผู้อ่ืนได้รับความเดือดร้อนจนจะคาดไม่ถึงนี่แล
เป็นความคิดท่ีผิดกันอยู่มาก พอจะน�ำมาเทียบเคียงเพ่ือหาทางแก้ไข
ผ่อนหนกั ผอ่ นเบาลงไดบ้ า้ ง ไม่จมไปกับความคิดประเภทนั้นจนหมด
ทางแกไ้ ข

~ 198 ~

ศีลจึงเป็นเหมือนยาปราบโรค ท้ังโรคระบาดและโรคเร้ือรัง
อย่างน้อยก็พอให้คนไข้ท่ีสุมด้วยกิเลสกินอยู่หลับนอนได้บ้าง ไม่ถูก
บบี คนั้ ดว้ ยโรคทเ่ี กดิ แลว้ ไมย่ อมหายนตี้ ลอดไป มากกวา่ นน้ั กห็ ายขาด
อยสู่ บาย ท่านพระอาจารย์ม่นั ทา่ นเมตตาส่ังสอนฆราวาส ใหร้ คู้ ุณ
ของศลี และใหร้ โู้ ทษของความไมม่ ศี ลี อยา่ งถงึ ใจจรงิ ๆ ฟงั แลว้ จบั ใจ
ไพเราะ แมผ้ ้เู ขยี นเอง พอได้ทราบว่าทา่ น (พระอาจารย์ม่นั ) สงั่ สอน
ประชาชนให้เห็นโทษเห็นคุณในศีลอย่างซาบซ้ึงจับใจเช่นน้ัน
ยังเผลอตัวไปว่า “อยากมีศลี ๕ กับเขาบ้าง” ท้งั ๆ ทขี่ ณะนั้นตนก็มี
ศลี อย่ถู งึ ๒๒๗ ศีลอยแู่ ลว้ เพราะความปตี ผิ าดโผนไปบ้าง เวลาน้นั
จึงขาดสติไปพักหน่ึง พอได้สติขึ้นมาเลยนึกอายตัวเอง และไม่กล้า
บอกใคร กลัวท่านเหลา่ นน้ั จะหาว่าเราบา้ ซำ�้ เขา้ ไปอีก เพราะขณะน้ัน
เรากช็ ักจะบ้าๆ อย่บู า้ งแลว้ ท่ีคดิ วา่ อยากมศี ีล ๕ กับฆราวาสเขาโดย
ไม่คล�ำดูศีรษะบ้างเลย อย่างนี้แล คนเราเวลาคิดไปทางช่ัวจนถึงกับ
ท�ำช่ัวตามความคิดจริงๆ ก็คงเป็นไปในลักษณะดังกล่าวมา จึงควร
ส�ำเหนียกในความคิดของตนไปทุกระยะว่า คิดไปในทางดีหรือช่ัว
ถูกหรือผิด ต้องคอยชักบังเหียนไว้เสมอ ไม่เช่นน้ันมีหวังเลยเถิดได้
แนน่ อน

~ 199 ~


Click to View FlipBook Version