ภาวนา
ภาวนา คอื การอบรมใจใหฉ้ ลาดเทย่ี งตรงตอ่ เหตผุ ล อรรถธรรม
รู้จักวิธีปฏิบัติต่อตัวเองและสิ่งท้ังหลาย ไม่ให้จิตผาดโผนโลดเต้น
แบบไมม่ ฝี ง่ั มฝี า ยดึ การภาวนาเปน็ รว้ั กนั้ ความคดิ ฟงุ้ ของใจใหอ้ ยใู่ น
เหตุผล อันจะเปน็ ทางแหง่ ความสงบสขุ ใจทีย่ ังมไิ ดร้ ับการอบรมจาก
ภาวนา จึงยังเป็นเหมือนสัตว์ที่ยังมิได้รับการฝึกหัดให้ท�ำหน้าท่ี
ของตนอย่างสมบูรณ์ มีจ�ำนวนมากน้อย ก็ยังมิได้รับประโยชน์จาก
มนั เทา่ ทีค่ วร จำ� ต้องฝึกหดั ให้ท�ำประโยชน์ตามประเภทของมันก่อน
ถึงจะได้รับประโยชน์ตามควร ใจ จึงควรได้รับการอบรมให้รู้เรื่อง
ของตัวเสียบ้าง จะเป็นผู้ควรแก่การงานทั้งหลาย ทั้งส่วนหยาบ
สว่ นละเอยี ด ทงั้ สว่ นเลก็ สว่ นใหญ่ ทงั้ ภายในและภายนอก ผมู้ ภี าวนา
เปน็ หลกั ใจ จะทำ� อะไร ชอบใชค้ วามคดิ อา่ นเสมอ ไมค่ อ่ ยเอาตวั เขา้ ไป
เสี่ยงต่อการกระท�ำที่ไม่แน่ใจ ซ่ึงอาจเกิดความเสียหายแก่ตนและ
ผเู้ ก่ยี วขอ้ งตลอดสว่ นรวมเม่ือผิดพลาดลงไป
การภาวนาจึงเป็นงานเพื่อผลในปัจจุบันและอนาคต ไม่เสีย
ประโยชน์ทั้งสองทาง ประโยชน์ส�ำคัญ คือประโยชน์เฉพาะหน้า
ที่เรียกว่า ทิฏฐธรรมมิกัตถประโยชน์ การงานทุกชนิดที่ท�ำด้วยใจ
~ 200 ~
ของผูม้ ภี าวนา จะสำ� เรจ็ ลงด้วยความเรียบร้อย ขณะท่ีท�ำก็ไม่ท�ำแบบ
ขอไปที แตท่ ำ� ดว้ ยความใครค่ รวญ และเลง็ ถงึ ประโยชนท์ จี่ ะไดร้ บั จาก
งานเม่ือส�ำเร็จลงไปแล้ว จะไปมาในทิศทางใด จะทำ� อะไร? ย่อมเล็ง
ถงึ ผลไดเ้ สยี เกยี่ วกบั การนน้ั ๆ เสมอ การปกครองตนกส็ ะดวกไมฝ่ า่ ฝนื
ตัวเอง ซ่งึ เป็นผู้มีหลักเหตผุ ลอยแู่ ลว้ ถือหลักความถกู ตอ้ ง เป็นเขม็ ทศิ
ทางเดนิ ของกาย วาจา ใจ ประจ�ำตวั ไมย่ อมเปิดชอ่ งให้ความอยาก
อันไม่มีขอบเขตเข้ามาเก่ียวข้อง เพราะความอยากไป อยากมา
อยากท�ำ อยากพูด อยากคดิ ทเี่ คยเปน็ มาด้งั เดิม เปน็ ไปตามอ�ำนาจ
ของกิเลสตัณหา ซ่ึงไม่เคยสนใจต่อความผิดถูกดีชั่วเสียมากต่อมาก
และพาเราเสยี ไปจนนบั ไมถ่ ว้ นประมาณไมถ่ กู จะเอาโทษกบั มนั กไ็ มไ่ ด้
นอกจากยอมใหเ้ สยี ไปอยา่ งนา่ เสยี ดาย แลว้ พยายามแกต้ วั ใหมเ่ ทา่ นน้ั
เมอื่ ยงั มสี ตอิ ยบู่ า้ ง พอจะหกั ลา้ งกนั ได้ ถา้ ไมม่ สี ตพิ อระลกึ บา้ งเลยแลว้
ท้ังของเก่าก็เสียไป ท้ังของใหม่ก็พลอยจมไปด้วย ไม่มีวันกลับฟื้น
คนื ตวั ไดเ้ ลย น่แี ลเรือ่ งของกเิ ลส ตอ้ งพาให้เสียหายเรอื่ ยไป
ฉะนนั้ การภาวนาจงึ เปน็ เครอื่ งหกั ลา้ งความลามกไมม่ เี หตผุ ลของ
ตนไดด้ ี แตว่ ิธภี าวนานัน้ รู้สึกลำ� บากอย่บู ้าง เพราะเปน็ การบังคบั ใจ
ซึ่งเหมือนบังคับลิงให้อยู่เชื่องๆ พองามตาบ้าง ย่อมเป็นของล�ำบาก
ฉะน้ัน
~ 201 ~
คติธรรม
ดใี ดไม่มโี ทษ ดีนน้ั ชื่อว่าดเี ลิศ
ไดส้ มบตั ิทัง้ ปวง ไม่ประเสรฐิ เทา่ ได้ตน
เพราะตัวตน เปน็ บ่อเกิดแห่งสมบัตทิ ัง้ ปวง
พระภรู ิทตั โต (หลวงปมู่ ่ัน)
จดจารึกโดย พระธรรมวิสทุ ธมิ งคล
(พระาณสมปฺ นฺโน หลวงตามหาบวั )
ตลุ าคม พทุ ธศักราช ๒๕๑๔
~ 202 ~
ในพระธรรมเทศนาของท่านพระอาจารยม์ ัน่
ท่านแสดงภาคปฏบิ ัติ ดังน้ี
วิธีเดนิ จงกรม ต้องให้อย่ใู นท่าส�ำรวมท้งั กายและใจ ต้ังจิตและ
สติไว้ท่ีจุดหมายของงานท่ีตนก�ำลังท�ำอยู่ คือก�ำลังก�ำหนดธรรม
บทใดอยู่ พิจารณาขนั ธ์ใดอยู่ อาการแหง่ กายใดอยู่ พงึ มีสติอยู่กับ
ธรรมหรืออาการนนั้ ๆ ไม่พึงส่งใจและสติไปอ่ืน อนั เป็นลักษณะของ
คนไม่มหี ลกั ยึด ไม่มคี วามแนน่ อนในตวั เอง
การเคลื่อนไหวไปมาในทิศทางใด ควรมีความรู้สึกด้วยสติพา
เคลื่อนไหว ไม่พึงท�ำเหมือนคนนอนหลับไม่มีสติตามรักษาความ
กระดุกกระดิกของกาย และความละเมอเพ้อฝันของใจในเวลาหลับ
ของตน การบณิ ฑบาต การขบฉัน การขบั ถา่ ย ควรถอื อรยิ ประเพณี
เปน็ กจิ วตั รประจำ� ตวั ไมค่ วรทำ� เหมอื นคนผไู้ มเ่ คยอบรมศลี ธรรมมาเลย
พึงท�ำเหมือนสมณะคือเพศของนักบวช อันเป็นเพศที่สงบเยือกเย็น
มีสตปิ ญั ญาเครือ่ งกำ� จัดโทษที่ฝังลกึ อย่ภู ายในอยู่ทกุ อริ ยิ าบถ
การขบฉันพึงพิจารณาอาหารทุกประเภทด้วยดี อย่าปล่อยให้
อาหารท่ีมีรสเอร็ดอร่อยตามชิวหาประสาทนิยมกลายมาเป็นยาพิษ
แผดเผาใจ แม้ร่างกายจะมีก�ำลังเพราะอาหารท่ีขาดการพิจารณา
~ 203 ~
เขา้ ไปหลอ่ เลยี้ ง แตใ่ จจะอาภพั เพราะรสอาหารเขา้ ไปทำ� ลายจะกลาย
เป็นการท�ำลายตนด้วยการบ�ำรุงคือการท�ำลายใจ เพราะการบ�ำรุง
รา่ งกายดว้ ยอาหารโดยความไมม่ สี ติ
สมณะไปทใี่ ด อย่ทู ่ีใด ไม่พึงก่อความเป็นภัยแก่ตวั เองและผู้อื่น
คอื ไมส่ ง่ั สมกเิ ลสสงิ่ นา่ กลวั แกต่ วั เอง และระบาดสาดกระจายไปเผาลน
ผู้อ่ืน ค�ำว่า กิเลส อริยธรรมถือเป็นสิ่งน่ากลัวอย่างยิ่ง พึงใช้ความ
ระมดั ระวงั ดว้ ยความจงใจ ไมป่ ระมาทตอ่ กระแสของกเิ ลสทกุ ๆ กระแส
เพราะเปน็ เหมอื นกระแสไฟทจี่ ะสังหารหรือท�ำลายไดท้ ุกๆ กระแสไป
การยืน เดนิ นงั่ นอน การขบฉนั การขับถ่าย การพดู จาปราศยั
กบั ผู้มาเกีย่ วขอ้ งทกุ ๆ ราย และทุกๆ คร้งั ด้วยความสำ� รวม นแ้ี ลคอื
อรยิ ธรรม เพราะพระอรยิ บคุ คลทกุ ประเภททา่ นดำ� เนนิ อยา่ งนก้ี นั ทง้ั นน้ั
ความไมม่ สี ติ ไมม่ กี ารสำ� รวม เปน็ ทางของกเิ ลสและบาปธรรม เปน็ ทาง
ของวัฏฏะล้วนๆ ผู้จะออกจากวัฏฏะจึงไม่ควรสนใจกับทางอันลามก
ตกเหวเช่นน้ัน เพราะจะพาให้เป็นสมณะท่ีเลว ไม่เป็นผู้อันใครๆ
พงึ ปรารถนา
อาหารเลวไม่มีใครอยากรบั ประทาน สถานท่บี ้านเรือนเลวไม่มี
ใครอยากอยอู่ าศยั เครอ่ื งนงุ่ หม่ ใชส้ อยเลวไมม่ ใี ครอยากนงุ่ หม่ ใชส้ อย
~ 204 ~
และเหลอื บมอง ทกุ สงิ่ ที่ “เลว” ไมม่ ใี ครสนใจเพราะความรงั เกยี จโดย
ประการทง้ั ปวง คนเลว ใจเลว ยงิ่ เปน็ บอ่ แหง่ ความรงั เกยี จของโลก
ผู้ดที ้ังหลาย ย่ิงสมณะคอื นักบวชเราเลวดว้ ยแลว้ ก็ยง่ิ เป็นจดุ ท่มิ แทง
จติ ใจของท้ังคนดคี นชั่ว สมณะชีพราหมณ์ เทวบตุ ร เทวดา อนิ ทร์
พรหม ไมเ่ ลือกหน้า จงึ ควรสำ� รวมระวงั นกั หนา
การบ�ำรุงรักษาสิ่งใดๆ ในโลก การบ�ำรุงรักษาตนคือใจเป็น
เยยี่ ม จุดทเี่ ยี่ยมยอดของโลกคอื ใจ ควรบ�ำรุงรักษาดว้ ยดี ได้ใจแล้ว
คือได้ธรรม เห็นใจตนแล้วคือเห็นธรรม รู้ใจแล้วคือรู้ธรรมทั้งมวล
ถึงใจตนแล้วคอื ถึงพระนิพพาน ใจน้แี ลคอื สมบัติอนั ลน้ ค่า จึงไมค่ วร
อยา่ งยงิ่ ทจ่ี ะมองขา้ มไป คนพลาดใจคอื ไมส่ นใจปฏบิ ตั ติ อ่ ใจดวงวเิ ศษ
ในรา่ งนี้ แมจ้ ะเกดิ สกั รอ้ ยชาตพิ นั ชาติกค็ อื ผู้เกดิ ผิดพลาดนั่นเอง
เมอ่ื ทราบแลว้ วา่ ใจเปน็ สง่ิ ประเสรฐิ ในตวั เรา จงึ ไมค่ วรใหพ้ ลาด
ท้ังรู้ๆ จะเสียใจภายหลัง ความเสียใจท�ำนองน้ีไม่ควรให้เกิดได้
เมือ่ ทราบอยา่ งเต็มใจ มนุษยเ์ ปน็ ชาติที่ฉลาดในโลก แต่อยา่ ใหเ้ รา
ทเี่ ป็นมนษุ ยท์ ง้ั คน โงเ่ ตม็ ตัว จะเลวเตม็ ทน และหาความสขุ ไมเ่ จอ
จดจารกึ โดย พระธรรมวสิ ุทธมิ งคล
(พระาณสมฺปนโฺ น หลวงตามหาบัว)
~ 205 ~
~ 206 ~
~ 207 ~
~ 208 ~
~ 209 ~
~ 210 ~
~ 211 ~
~ 212 ~
~ 213 ~
จากหนังสือเพชรน�้ำหนง่ึ และขันธะวิมุติสะมงั คธี รรมะ
ถอดจากลายมือท่านพระอาจารยม์ ่ัน โดยคณะสงฆว์ ัดป่าดานวเิ วก
วนั เสาร์ ขึ้น ๖ ค�่ำ เดือน ๕ ปขี าล
วันที่ ๙ เมษายน พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๔
~ 214 ~
ขันธะวิมุตสิ ะมังคธี รรมะ
~
บทประพนั ธข์ อง
ท่านพระอาจารยม์ ั่น ภรู ทิ ัตโต
ถอดจากลายมือท่านพระอาจารย์มน่ั
~
โดย คณะสงฆว์ ัดป่าดานวิเวก
เมื่อวนั ท่ี ๑๒ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๔๙
~ 215 ~
ขันธะวิมุตสิ ะมงั คีธรรมะ
นะมัตถุ สคุ ะตสั สะ ปัญจะธรรมะขนั ธานิ
ข้าพเจ้าขอนอบน้อมซึ่งพระสุคต บรมศาสดาสักยมุนีสัมมา-
สมั พทุ ธเจา้ แลพระนวโลกตุ รธรรม ๙ ประการ แลอรยิ สงฆส์ าวก บดั น้ี
ขา้ พเจา้ จกั กลา่ วซึง่ ธรรมขนั ธโ์ ดยสังเขปตามสติปญั ญา
๚ ยังมีท่านคน ๑ รักตัวคิดกลัวทุกข์ อยากได้สุขพ้นภัยเทียว
ผายผนั เขาบอกวา่ สขุ มที ไี่ หนกอ็ ยากไป แตเ่ ทย่ี วหมน่ั ไปมาอยชู่ า้ นาน
นสิ ัยทา่ นนั้นรักตัวกลัวตายมาก อยากจะพ้นแทๆ้ เรื่องแก่ตาย
วนั หนง่ึ ทา่ นรจู้ รงิ ทงิ้ สมทุ ยั พวกสงั ขาร ทา่ นกป็ ะถำ้� สนกุ สขุ ไมห่ าย
เปรียบเหมอื นดงั กายนีเ้ อง ฯ
ชะโงกดูถ�้ำสนกุ ทกุ ข์คลาย
แสนสบายรู้ตัวเร่ืองกลัวนั้นเบา ท�ำเมินไปเมินมาอยู่หน้าเขา
จะกลับไปป่าวร้องซึ่งพวกพ้องเลา่ ก็กลัวเขาเหมาว่าเป็นบา้ บอ
~ 216 ~
สู้อยู่ผู้เดียวหาเรื่องเคร่ืองสงบ เป็นอันจบเร่ืองคิดไม่ติดต่อ
ดกี วา่ เทยี่ วรุ่มร่ามท�ำสอพลอ เดยี๋ วถกู ยอถูกตเิ ป็นเร่ืองเครอ่ื งรำ� คาญ
ฯ ยงั มบี รุ ษุ คน ๑ อกี กลวั ตายนำ้� ใจฝอ่ มาหาแลว้ พดู ตรงๆ นา่ สงสาร
ถามวา่ ทา่ นพากเพยี รมากช็ า้ นาน เหน็ ธรรมทจ่ี รงิ แลว้ หรอื ยงั ทใี่ จหวงั
เอะ๊ ทำ� ไมจงึ รใู้ จฉนั บรุ ษุ นน้ั กอ็ ยากอยอู่ าศยั ทา่ นวา่ ดๆี ฉนั อนโุ มทนา
จะพาดูเขาใหญ่ถ้�ำสนุกทุกข์ไม่มี คือกายคตาสติภาวนา ชมเล่นให้
เยน็ ใจหายเดอื ดรอ้ น หนทางจรอรยิ วงศ์ จะไปหรอื ไมไ่ ปฉนั ไมเ่ กณฑ์
ใช่หลอกเล่นบอกความให้ตามจริง แล้วกล่าวปริศนาท้าให้ตอบ
ปริศนาน้นั วา่ ระวงึ คอื อะไร ตอบวา่ วง่ิ เรว็ คือวญิ ญาณอาการไว
เดินเป็นแถวตามแนวกัน สัญญาตรงไม่สงสยั ใจอยู่ในว่ิงไปมา
สญั ญาเหนยี วภายนอกหลอกลวงจติ ทำ� ใหค้ ดิ วนุ่ วายเทยี่ วสา่ ยหา
หลอกเปน็ ธรรมตา่ งๆ อยา่ งมายา ถามวา่ หา้ ขนั ธใ์ ครพ้นจนทงั้ ปวง
แก้ว่าใจซิพ้นอยู่คนเดียว ไม่เกาะเก่ียวพัวพันติดส้ินพิษหวง
หมดทห่ี ลงอยู่เดยี วดวง สญั ญาลวงไม่ได้หมายหลงตามไป
ถามว่า ที่ว่าตายใครเขาตายท่ีไหนกัน แก้ว่าสังขารเขาตาย
ทำ� ลายผล
~ 217 ~
ถามว่าสิง่ ใดก่อใหต้ ่อวน แก้ว่ากลสัญญาพาให้เวียน
เชื่อสัญญาจึงผิดติดยินดี ออกจากภพนี้ไปภพน้ันเท่ียวหันเหียน
เลยลืมจติ จำ� ปดิ สนทิ เนยี น ถึงจะเพียรหาธรรมกไ็ มเ่ ห็น
ถามวา่ ใครกำ� หนดใครหมายเปน็ ธรรม แกว้ า่ ใจกำ� หนด ใจหมาย
เรื่องหาเจ้าสญั ญานัน้ เอง คือว่าดคี วา้ ชว่ั ผลักติดรักชัง
ถามว่ากินหนเดียวไมเ่ ทยี วกนิ แกว้ า่ สนิ้ อยากดูร้ไู ม่หวงั ในเร่ือง
เหน็ ตอ่ ไปหายรุงรงั ใจก็น่งั แทน่ นงิ่ ทิ้งอาลยั
ถามว่าสระส่ีเหลี่ยมเปี่ยมด้วยน�้ำ แก้ว่าธรรมส้ินอยากจากสงสัย
สะอาดหมดราคีไม่มีภัย สัญญาในนั้นภาคสังขารขันธ์นั้นไม่กวน
ใจจงึ เป่ยี มเตม็ ทีไ่ ม่มีพรอ่ ง เงยี บระงบั ดวงจติ ไมค่ ดิ ครวญ เป็นของ
ควรชมช่ืนทุกคืนวัน แม้ได้สมบัติทิพย์สักสิบแสน ก็ไม่เหมือนรู้จริง
ท้ิงสังขาร หมดความอยากเป็นย่ิงส่ิงส�ำคัญ จ�ำอยู่ส่วนจ�ำไม่ก้�ำเกิน
ใจไมเ่ พลนิ ทง้ั สน้ิ หายดน้ิ รน เหมอื นดงั วา่ กระจกสอ่ งเงาหนา้ แลว้ อยา่
คดิ ตดิ สญั ญา เพราะวา่ สญั ญานน้ั เหมอื นดงั เงา อยา่ ไดเ้ มาไปตามเรอ่ื ง
เครื่องสงั ขาร ใจขยับจับใจท่ไี ม่ปน ไหวส่วนตนรแู้ นเ่ พราะแปรไป
ใจไมเ่ ทยี่ งของใจใชต่ อ้ งวา่ รขู้ นั ธห์ า้ ตา่ งชนดิ เมอื่ จติ ไหว แตก่ อ่ น
นั้นหลงสัญญาวา่ เปน็ ใจ สำ� คญั วา่ ในว่านอกจงึ หลอกลวง
~ 218 ~
คราวนี้ใจเป็นใหญ่ไม่หมายพึ่ง สัญญาหนึ่งสัญญาใดมิได้หวง
เกดิ ก็ตามดับก็ตามส่ิงทั้งปวง ไมต่ ้องหวงไมต่ อ้ งกันหม่สู ัญญา
เปรียบเหมือนขึ้นยอดเขาสูงแท้ แลเห็นดินแลเห็นสิ้นทุกตัวสัตว์
แกว้ า่ สงู ยงิ่ นกั แลเหน็ เรอื่ งของตนแตต่ น้ มา เปน็ มรรคาทงั้ นน้ั เชน่ บนั ได
ถามวา่ นำ�้ ขน้ึ ลงตรงสจั จงั นนั้ หรอื ตอบวา่ สงั ขารแปรแกไ้ มไ่ ด้ ธรรมดา
กรรมแต่งไม่แกล้งใคร ขืนผลกั ไสจบั ต้องก็หมองมวั ช่วั ในจิต ไมต่ อ้ ง
คิดขดั ธรรมดาสภาวะส่งิ เป็นจริงฯ
ดชี ว่ั ตามแตเ่ รอ่ื งของเรอื่ งเปลอ้ื งแตต่ วั ไมพ่ วั พนั สงั ขารเปน็ การเยน็
รู้จักจริงต้องทิ้งสังขารท่ีผันแปรเมื่อแลเห็น เบ่ือแล้วปล่อยได้คล่อง
ไมต่ อ้ งเกณฑ์ ธรรมกเ็ ย็นใจระงบั รบั อาการ
ถามว่าห้าหน้าที่มีครบกัน ตอบว่าขันธ์แบ่งแจกแยกห้าฐาน
เร่ืองสังขารต่างกองรบั หน้าทม่ี กี ิจการ จะรบั งานอืน่ ไมไ่ ด้เตม็ ในตัว
แม้ลาภยศสรรเสริญเจริญสุข นินทาทุกข์เสื่อมยศหมดลาภท่ัว
รวมลงตามสภาพตามเปน็ จรงิ ทงั้ แปดอยา่ งใจไมห่ นั ไปพวั พนั เพราะ
ว่ารูปขันธ์ก็ท�ำแก่ไข้มิได้เว้น นามก็มิได้พักเหมือนจักรยนต์ เพราะ
รับผลของกรรมทท่ี ำ� มา
~ 219 ~
เรอื่ งดพี าเพลดิ เพลนิ เจรญิ ใจ เรอื่ งชว่ั ขนุ่ วนุ่ จติ คดิ ไมห่ ยดุ เหมอื น
ไฟจุดจิตหมองไมผ่ อ่ งใส
นกึ ขนึ้ เองทงั้ รกั ทง้ั โกรธไปโทษใคร อยากไมแ่ กไ่ มต่ ายไดห้ รอื คน
เปน็ ของพ้นวิสัยจะไดเ้ ชย
เช่นไม่อยากให้จิตเท่ียวคิดรู้ อยากให้อยู่เป็นหนึ่งหวังพ่ึงเฉย
จติ เปน็ ของผันแปรไมแ่ นเ่ ลย สญั ญาเคยอย่ไู ดบ้ ้างเปน็ ครง้ั คราว
ถ้ารู้เท่าธรรมดาทั้งห้าขันธ์ ใจน้ันก็ขาวสะอาดหมดมลทินสิ้น
เรอื่ งราว ถา้ รไู้ ดอ้ ยา่ งนจ้ี งึ ดยี งิ่ เพราะเหน็ จรงิ ถอนหลดุ สดุ วถิ ี ไมฝ่ า่ ฝนื
ธรรมดาตามเป็นจริง จะจนจะมีตามเร่ืองเครื่องนอกใน ดีหรือช่ัว
ต้องดับเล่ือนลับไป ยึดส่ิงใดไม่ได้ตามใจหมาย ใจไม่เท่ียงของใจ
ไหววบิ วบั สงั เกตจบั รไู้ ดส้ บายยง่ิ เลก็ บงั ใหญร่ ไู้ มท่ นั ขนั ธบ์ งั ธรรมมดิ
ผิดที่นี่ มัวดูขันธ์ธรรมไมเ่ หน็ เป็นธุลไี ป ส่วนธรรมมีใหญ่กว่าขันธ์น้ัน
ไม่แล
ถามวา่ มีไมม่ ี ไมม่ มี ี น้คี อื อะไร ทีนตี้ ดิ หมดคดิ แกไ้ มไ่ หว
เชญิ ชใ้ี หช้ ดั ทงั้ อรรถแปลโปรดแกเ้ ถดิ ทวี่ า่ เกดิ มตี า่ งๆ ทง้ั เหตผุ ล
แลว้ ดับไม่มีชดั ใช่สตั วค์ น นีข้ ้อต้นมีไมม่ อี ย่างนต้ี รง
~ 220 ~
ขอ้ ปลายไมม่ มี นี เ้ี ปน็ ธรรม ทล่ี กึ ลำ้� ใครพบจบประสงค์ ไมม่ สี งั ขาร
มธี รรมท่ีม่ันคง นนั้ แหละองคธ์ รรมเอกวิเวกจริง
ธรรมเปน็ ๑ ไมแ่ ปรผนั เลศิ ภพสงบยงิ่ เปน็ อารมณข์ องใจไมไ่ หวตงิ
ระงับน่งิ เงยี บสงัดชัดกบั ใจ
ใจกส็ รา่ งจากเมาหายเรา่ รอ้ น ความอยากถอนไดห้ มดปลดสงสยั
เรือ่ งพัวพันขนั ธ์ ๕ ซาส้นิ ไป เครื่องหมนุ ในไตรจักรก็หกั ลง
ความอยากใหญ่ยิ่งก็ท้ิงหลุด ความรักหยุดหายสนิทส้ินพิษหวง
รอ้ นทั้งปวงก็หายหมดดงั ใจจง ๚
เชิญโปรดชอ้ี ีกอย่างหนทางใจ สมุทัยของจติ ทปี่ ดิ ธรรม
แก้ว่าสมุทัยกว้างใหญ่นัก ย่อลงก็คือความรักบีบใจอาลัยขันธ์
ถา้ ธรรมมีกับจิตเป็นนิจนิรันดร์ เปน็ เลกิ กันสมุทยั มไิ ด้มี
จงจำ� ไว้อยา่ งน้ีวิธีจิต ไม่ต้องคิดเวยี นวนจนปน่ ปี้ ธรรมไม่มอี ยู่
เปน็ นติ ยต์ ิดยนิ ดี ใจตกทส่ี มทุ ัยอาลัยตัว
วา่ อย่างย่อทกุ ข์กับธรรมประจ�ำจิต เอาจนคดิ รเู้ ห็นจรงิ จงึ เยน็ ทั่ว
จะสขุ ทกุ ข์เท่าไรมไิ ด้กลวั สร่างจากเคร่ืองมวั คือสมทุ ยั ไปทีด่ ี
~ 221 ~
รู้เท่าน้ีก็คลายหายร้อน พอพักผ่อนเสาะแสวงหาทางหนี จิตรู้
ธรรมลมื จิตทตี่ ิดธุลี ใจรู้ธรรมที่เป็นสขุ ขันธท์ กุ ข์แท้แนป่ ระจำ�
ธรรมคงธรรม ขันธ์คงขันธ์เท่าน้ัน และค�ำว่าเย็นสบายหาย
เดอื ดรอ้ น หมายจติ ถอนจากผดิ ทต่ี ดิ แท้ แตส่ ว่ นสงั ขารขนั ธป์ ราศจากสขุ
เปน็ ทกุ ข์แท้ เพราะตอ้ งแก่ไขต้ ายไม่วายวนั
จิตรู้ธรรมที่ล้�ำเลิศ จิตก็ถอนจากผิดเคร่ืองเศร้าหมองของแสลง
ผิดเปน็ โทษของใจอยา่ งร้ายแรง เห็นธรรมแจงถอนผดิ หมดพิษใจ
จติ เหน็ ธรรมดีลน้ ที่พน้ ผิด พบปะธรรมเปลื้องเครื่องกระสนั มีสติ
อยใู่ นตวั ไมพ่ วั พัน เร่ืองรักขนั ธ์ขาดส้นิ หายยนิ ดี
สิน้ ธุลีทง้ั ปวงหมดห่วงไย ถึงจะคิดก็ไม่หา้ มตามนสิ ัย เมอ่ื ไมห่ า้ ม
กลับไม่ฟ้งุ พ้นยงุ่ ไป พึงรูไ้ ด้วา่ บาปมีขน้ึ เพราะขืนจรงิ
ตอบว่าบาปเกิดได้เพราะไม่รู้ ถ้าปิดประตูเขลาได้สบายย่ิง
ช่ัวทั้งปวงเงียบหายไมไ่ หวตงิ ขนั ธท์ กุ สิ่งย่อมทุกข์ไมส่ ุขเลย
แต่ก่อนข้าพเจ้ามืดเขลาเหมือนเข้าถ�้ำ อยากเห็นธรรมยึดใจจะ
ใหเ้ ฉย ยดึ ความจำ� วา่ เปน็ ใจหมายจนเคย เลยเพลนิ เชยชมจำ� ทำ� มานาน
~ 222 ~
ความจำ� ผดิ ปดิ ไวไ้ มใ่ หเ้ หน็ จงึ หลงเลน่ ขนั ธห์ า้ นา่ สงสาร ใหย้ กตวั
อวดตนพน้ ประมาณ เที่ยวระรานตคิ นอนื่ เปน็ พื้นไปไมเ่ ป็นผล
เที่ยวดูโทษคนอื่นนนั้ ข่ืนใจ เหมือนก่อไฟเผาตวั ตอ้ งมัวมอม
ใครผิดถูกดีช่ัวก็ตัวเขา ใจของเราเพียรระวังตั้งถนอม อย่าให้
อกศุ ลวนมาตอม ควรถึงพร้อมบุญกศุ ลผลสบาย
เห็นคนอ่นื เขาชว่ั ตวั ก็ดี เป็นราคยี ึดขันธท์ ม่ี น่ั หมาย ยึดขนั ธ์ตอ้ ง
ร้อนแท้เพราะแกต่ าย เลยซำ้� ร้ายกิเลสกลุ้มเขา้ รมุ กวน
เตม็ ท้งั รักทง้ั โกรธโทษประจักษ์ ท้ังกลวั นักหนกั จิตคิดโหยหวน
ซ�้ำอารมณ์กามหา้ ก็มาชวน ยกั กระบวนทกุ อยา่ งต่างๆ ไป
เพราะยดึ ขนั ธท์ งั้ ๕ วา่ ของตน จงึ ไมพ่ น้ ทกุ ขภ์ ยั ไปไดน้ า ถา้ รโู้ ทษ
ของตวั แลว้ อยา่ ชาเฉย ดอู าการสงั ขารทไ่ี มเ่ ทย่ี งรำ่� ไปใหใ้ จเคย คงได้
เชยชมธรรมะอนั เอกวเิ วกจติ ไมเ่ ทยี่ งนน้ั หมายใจไหวจากจำ� เหน็ แลว้
ซำ้� ดๆู อยู่ทไ่ี หว พออารมณ์นอกดบั ระงบั ไปหมดปรากฏธรรม
เหน็ ธรรมแลว้ ยอ่ มหายวนุ่ วายจติ ๆ นนั้ ไมต่ ดิ คู่ จรงิ เทา่ นห้ี มดประตู
รไู้ ม่รู้อยา่ งนี้วธิ ใี จ
~ 223 ~
รู้เทา่ ทีไ่ ม่เทยี่ ง จิตตน้ พ้นรเิ รม่ิ คงจิตเดมิ อยา่ งเทีย่ งแท้ รู้ต้นจิต
พน้ จากผิดทงั้ ปวงไม่หว่ ง ถ้าออกไปปลายจติ ผดิ ทันที คำ� ทีว่ ่ามืดนัน้
เพราะจิตคิดหวงดี จิตหวงน้ีปลายจิตคิดออกไป จิตต้นดีเม่ือธรรมะ
ปรากฏหมดสงสัย เห็นธรรมะอันเลิศล�้ำโลกา เร่ืองคิดค้นวุ่นหามา
แตก่ อ่ น กเ็ ลกิ ถอนเปลอ้ื งปลดไดห้ มดสน้ิ ยงั มที กุ ขต์ อ้ งหลบั นอนกบั กนิ
ไปตามเรอ่ื ง ใจเชอ่ื งชดิ ตน้ จติ คดิ ไมค่ รวญ ธรรมดาของจติ กต็ อ้ งคดิ นกึ
พอรูส้ กึ จติ ต้นพน้ โหยหวน เงียบสงดั จากเรอ่ื งเคร่ืองรบกวน ธรรมดา
สังขารปรากฏหมดดว้ ยกัน เส่อื มท้ังนนั้ คงทไี่ ม่มีเลย
ระวงั ใจเมอ่ื จำ� ทำ� ละเอยี ด มกั จะเบยี ดใหจ้ ติ ไปตดิ เฉย ใจไมเ่ ทยี่ ง
ของใจซำ้� ใหเ้ คย เมอื่ ถงึ วยั หากรเู้ องเพลงของใจ
เหมือนดังมายาท่ีหลอกลวง ท่านว่าวิปัสสนูปกิเลส จ�ำแลงเพศ
เหมอื นดังจริงท่แี ทไ้ มใ่ ช่จริง
รู้ขึ้นเองหมายนามว่าความเห็น ไม่ใช่เช่นฟังเข้าใจช้ันไต่ถาม
ทัง้ ตรกึ ตรองแยกแยะแกะรูปนาม กใ็ ช่ความเห็นเองจงเล็งดู
รขู้ น้ึ เองใช่เพลงคิด รตู้ ้นจติ จติ ต้นพน้ โหยหวน ต้นจติ รตู้ ัวแน่
ว่าสังขารเรอื่ งแปรปรวน ใช่กระบวนไปดหู รือรู้อะไร
~ 224 ~
รู้อยู่เพราะหมายคู่ก็ไม่ใช่ จิตคงรู้จิตเองเพราะเพลงไหว จิตรู้
ไหวๆ ก็จิตตดิ กันไป แยกไมไ่ ด้ตามจริงสง่ิ เดียวกัน
จิตเป็นสองอาการเรียกว่าสัญญาพาพัวพัน ไม่เที่ยงน้ันก็ตัวเอง
ไปเลง็ ใคร
ใจรเู้ สื่อมของตวั ก็พน้ มัวมดื ใจกจ็ ดื สนิ้ รสหมดสงสยั ขาดค้นคว้า
หาเร่ืองเครือ่ งนอกใน ความอาลยั ท้ังปวงกร็ ว่ งโรย
ทั้งโกรธรักเคร่ืองหนักใจก็ไปจาก เรื่องใจอยากก็หยุดได้หาย
หวนโหย พน้ หนักใจทง้ั หลายโอดโอย เหมอื นฝนโปรยใจ ใจเย็น
เหน็ ดว้ ยใจ
ใจเย็นเพราะไม่ต้องเที่ยวมองคน รู้จิตต้นปัจจุบันพ้นหวั่นไหว
ดีหรือชวั่ ทงั้ ปวงไมห่ ว่ งใย ต้องดบั ไปทง้ั เรื่องเครือ่ งรุงรัง
อยเู่ งยี บๆ ตน้ จติ ไมค่ ดิ อา่ น ตามแตก่ ารของจติ สน้ิ คดิ หวงั ไมต่ อ้ ง
วุ่นต้องวายหายระวงั นอนหรอื น่งั นกึ พ้นอย่ตู ้นจติ
ทา่ นชม้ี รรคฟงั หลกั แหลม ชา่ งตอ่ แตม้ กวา้ งขวางสวา่ งไสว ยงั อกี
อยา่ งทางใจไม่หลดุ สมุทัย ขอจงโปรดช้ีใหพ้ สิ ดารเป็นการดี
~ 225 ~
ตอบว่าสมุทัยคืออาลัยรัก เพลินยิ่งนักท�ำภพใหม่ไม่หน่ายหนี
วา่ อย่างตำ�่ กามคณุ หา้ เป็นราคี อย่างสูงชีส้ มุทยั อาลัยฌาน
ถา้ จะจบั ตามวธิ มี ใี นจติ กเ็ รอ่ื งคดิ เพลนิ ไปในสงั ขาร เพลนิ ทง้ั ปวง
เคยมาเสียช้านาน กลับเป็นการดไี ปให้เจริญจติ ไปในสว่ นทผ่ี ดิ
ก็เลยแตกกิ่งก้านฟุ้งซ่านใหญ่ เที่ยวเพลินไปในผิดไม่คิดเขิน
ส่ิงใดชอบอารมณ์กช็ มเพลิน เพลินจนเกินลืมตวั ไม่กลวั ภัย
เพลินดูโทษคนอื่นด่ืนด้วยช่ัว โทษของตัวไม่เห็นเป็นไฉน
โทษคนอื่นเขามากสกั เทา่ ไร ไมท่ �ำให้เราตกนรกเลย
โทษของเราเศรา้ หมองไมต่ อ้ งมาก สง่ วบิ ากไปตกนรกแสนสาหสั
หมั่นดูโทษตนไว้ให้ใจเคย เว้นเสียซึ่งโทษนั้น คงได้เชยชมสุขพ้น
ทุกขภ์ ยั
เม่ือเห็นโทษตนชัดรีบตัดท้ิง ท�ำอ้อยอิ่งคิดมากจากไม่ได้
เรือ่ งอยากดไี มห่ ยุดคอื ตัวสมุทัย เปน็ โทษใหญก่ ลวั จะไม่ดนี ีก้ ็แรง
ดีแลไม่ดีนี้เป็นพิษของจิตนัก เหมือนไข้หนักถูกต้องของแสลง
ก�ำเรบิ โรคด้วยพษิ ผิดส�ำแดง ธรรมไมแ่ จงเพราะอยากดีน้ีเปน็ เดมิ
~ 226 ~
ความอยากดีมีมากมักหลอกจิต ให้เที่ยวคิดวุ่นไปจนใจเหิม
สรรพช่ัวมวั หมองก็ต้องเติม ผิดย่งิ เพ่มิ รำ่� ไปไกลจากธรรม
ท่ีจริงช้ีสมุทัยนี้ใจฉันคร้าม ฟังเน้ือความไปข้างหน่ึงทางยุ่งย่ิง
เมอื่ ช้มี รรคฟงั ใจไม่ไหวติง ระงบั นิ่งใจสงบจบกนั ที ๚
อันนี้ช่ือว่าขันธวิมุติสะมังคีธรรมะประจ�ำอยู่กับท่ี ไม่มีอาการไป
ไม่มอี าการมา สภาวธรรมทเ่ี ปน็ จริงสิ่งเดยี วเท่านนั้ และไม่มีเร่ืองจะ
แวะเวียน ส้นิ เนือ้ ความแตเ่ พยี งเทา่ น้ี ๚
ผดิ หรือถูกจงใช้ปัญญาตรองดูให้รเู้ ถดิ ๚
พระภรู ิทัตโตฯ (หม่ัน)
วัดสระประทุมวนั
เปน็ ผูแ้ ต่ง ฯ
~ 227 ~
คตธิ รรมค�ำสอน
พระภรู ทิ ตฺตเถร หลวงปูม่ ่นั
๏ คุณธรรม ยังผู้เข้าถึงให้เป็นผู้ฉลาดปราดเปร่ืองเล่ืองระบือ
มีความฉลาดกวา้ งขวางในอุบายวิธี ไม่มีความคบั แคบจนมมุ
การพฒั นาตน
คนเราทุกคนใหญ่แตก่ าย ใหญแ่ ตช่ าติ
ใหญ่แตช่ ือ่ ใหญ่แต่ยศ ใหญ่แต่ความส�ำคญั ตน
แตค่ วามรู้-ความฉลาดเท่านั้น ทีจ่ ะท�ำตนใหร้ ่มเย็นเป็นสุข
ทง้ั กายและใจโดยถกู ทาง
ตลอดจนให้ผูอ้ ่นื ได้รับความรม่ เย็นเปน็ สขุ ดว้ ย
นน่ั ไมค่ ่อยเจริญเตบิ โตดว้ ย
และไม่สนใจบ�ำรงุ ให้ใหญโ่ ตด้วย
จึงเกดิ ความเดอื ดร้อนกันอย่ทู กุ หนทกุ แห่ง
โดยไมเ่ ลอื กเพศ-วยั -ชาติ-ช้ันวรรณะ อะไรเลย
~ 228 ~
ขนั ธะวมิ ุตติ
“ใครผิดถกู ดีชว่ั ก็ตัวเขา
ใจของเรา เพยี งระวงั ตงั้ ถนอม
อย่าให้ อกศุ ล วนมาตอม
ควรถึงพร้อม บุญกศุ ล ผลสบาย
เหน็ คนอืน่ เขาชัว่ ตวั ก็ดี
เป็นราคี ยดึ ขันธ์ ที่มัน่ หมาย
ยึดขันธต์ อ้ ง รอ้ นแท้ เพราะแก่ตาย
เลยซ้ำ� ร้าย กเิ ลสกลุ้ม เข้ารุมกวน”
ภรู ิทตตฺ ธมโฺ มวาท
ศลี พึงร้ไู ดด้ ว้ ยการอยู่รว่ มกัน
ความสะอาดพงึ รไู้ ดด้ ว้ ยการงาน
ปัญญาพึงรไู้ ดด้ ้วยการสนทนา
ธรรมชาติของดที ้ังหลาย
ยอ่ มเกิดมาแต่ของไม่ดี
~ 229 ~
อปุ มาดง่ั ดอกประทุมชาติอนั สวยๆ งามๆ
กเ็ กดิ จากโคลนตมอนั เป็นของสกปรก
คุณธรรมความดี
ความไมย่ ัง่ ยืน เป็นส่ิงทีย่ ิง่ ใหญ่และแนน่ อน
ความยิ่งใหญ่ คอื ความไม่ยั่งยืน
ชวี ิตทยี่ ่งิ ใหญ่ คือชีวติ ทีอ่ ย่ดู ้วย
ทาน ศลี เมตตา และกตัญญู
ชวี ิตท่ีมคี วามดี อาจมใิ ชค่ วามยงิ่ ใหญ่
แต่ชีวิตท่ยี ่งิ ใหญ่ ต้องอาศยั คณุ ธรรมความดีเทา่ น้ัน
การต�ำหนิติเตียนผอู้ ่ืน
ถึงเขาจะผดิ จริงก็เป็นการก่อกวนจิตใจตนเองให้ขนุ่ มวั ไปด้วย
ความเดอื ดร้อนวุ่นวายใจท่ีคิดตำ� หนผิ อู้ น่ื จนอยไู่ ม่เปน็ สุขนนั้
นกั ปราชญถ์ ือเป็นความผดิ และบาปกรรม ไมม่ ีดเี ลย
จะเปน็ โทษใหท้ า่ นไดส้ ่ิงไมพ่ งึ ปรารถนามาทรมานอยา่ งไม่คาดฝนั
การกล่าวโทษผอู้ น่ื โดยขาดการไตรต่ รอง
เปน็ การสง่ั สมโทษและบาปใสต่ นใหไ้ ด้รบั ความทกุ ข์
~ 230 ~
จงึ ควรสลดสังเวชตอ่ ความผดิ ของตน
งดความเหน็ ท่เี ป็นบาปภัยแก่ตนเสยี
ความทกุ ข์เปน็ ของน่าเกลยี ดน่ากลวั
แตส่ าเหตุทีท่ ำ� ใหเ้ กดิ ทุกข์ ท�ำไมพอใจสร้างข้ึนเอง
อย่าผูกพันกับอดีตหรอื อนาคต
สิ่งทล่ี ่วงไปแลว้ ไม่ควรทำ� ความผูกพัน
เพราะเป็นสิง่ ที่ล่วงไปแลว้ อย่างแทจ้ รงิ
แมก้ ระท�ำความผกู พันและหมายมั่นใหส้ ิง่ นน้ั
กลบั มาเป็นปัจจุบนั กเ็ ป็นไปไม่ได้
ผ้ทู �ำความส�ำคญั มั่นหมายน้ันเปน็ ทุกข์แต่ผูเ้ ดยี ว
โดยความไม่สมหวงั ตลอดไป
อนาคตท่ียงั มาไมถ่ ึงนน้ั
เป็นสงิ่ ไม่ควรไปยดึ เหนยี่ วเก่ียวขอ้ งเชน่ กนั
อดตี ควรปลอ่ ยไว้ตามอดีต
อนาคตควรปล่อยไว้ตามกาลของมัน
ปจั จุบันเท่าน้ันจะสำ� เรจ็ ประโยชน์ได้
เพราะอยู่ในฐานะทีค่ วรทำ� ไดไ้ มส่ ุดวสิ ยั
~ 231 ~
คตพิ จน์
คำ� ที่เปน็ คตอิ นั หลวงปมู่ ัน่ ภรู ิทัตโต กล่าวอย่บู อ่ ยๆ เพ่อื เป็นหลกั
วนิ จิ ฉัยความดีท่ที ำ� ด้วยกาย วาจา ใจ แกศ่ ิษยานุศษิ ย์ ดงั น้ี
๑. ดีใดไมม่ โี ทษ ดนี น้ั ชือ่ ว่าดเี ลิศ
๒. ได้สมบัติทงั้ ปวงไม่ประเสรฐิ เท่าไดต้ น
เพราะตวั ตนเปน็ บ่อเกดิ แหง่ สมบัติทงั้ ปวง
เมอื่ ทา่ นอธิบายตจปัญจกกมั มัฏฐานจบลง
มกั จะกลา่ วเตือนขึ้นเป็นค�ำกลอนว่า
“แก้ให้ตกเนอ้ แกบ้ ต่ กคาพกเจา้ ไว้
แกบ้ ่ไดแ้ ขวนคอตอ่ งแต่ง แก้บ่พ้นคาก้นยา่ งยาย
คาย่างยายเวียนตายเวียนเกิด เวยี นเอากำ� เนิดในภพทง้ั สาม
ภพทง้ั สามเป็นเฮือน (เรือน) เจา้ อยู่” ดงั นี้
เมอ่ื คราวท่านเทศนาสง่ั สอนพระภิกษุ
ผเู้ ป็นสานศุ ษิ ย์ถอื ลัทธิฉันเจให้เขา้ ใจทางถกู และละเลกิ ลทั ธนิ ั้น
คร้ันจบลงแล้วได้กล่าวค�ำเป็นคตขิ นึ้ ว่า
“เหลือแต่เวา้ บเ่ หน็ บ่อนเบาหนกั
เดนิ บไ่ ปตามทาง สถิ ืกดงเสอื ฮา้ ย (ร้าย)” ดงั น้ี
~ 232 ~
จดุ ท่ีเยย่ี มยอดของโลก คอื ใจ
การบำ� รุงรักษาส่ิงใดๆ ในโลก
การบ�ำรงุ รกั ษาตนคอื ใจเปน็ เยีย่ ม
จดุ ท่ีเยีย่ มยอดของโลก คอื ใจ
ควรบ�ำรุงรักษาด้วยดี
ได้ใจแลว้ คอื ไดธ้ รรม
เห็นใจแล้ว คอื เห็นธรรม
รใู้ จตนแลว้ คอื ร้ธู รรมทัง้ มวล
ถงึ ใจตนแลว้ คอื ถึงพระนิพพาน
ใจนแ่ี ลคือสมบัตอิ ันลำ้� คา่ จึงไมค่ วรอยา่ งยง่ิ ที่จะมองขา้ มไป
คนพลาดใจ คือ ไม่สนใจปฏิบตั ติ อ่ ใจดวงวิเศษในร่างน้ี
แมจ้ ะเกิดสกั ร้อยชาตพิ ันชาติ กค็ อื ผูเ้ กดิ ผิดพลาดนน่ั เอง
เม่ือทราบแล้วว่าใจเป็นสิง่ ประเสริฐในตัวเรา
จงึ ไม่ควรใหพ้ ลาดทงั้ รๆู้ จะเสียใจในภายหลัง
ธรรมทีแ่ สดงน้ี คอื ธรรมของท่านผมู้ ีความเพยี ร
ของทา่ นผอู้ ดผูท้ น ของท่านผู้เปน็ นักต่อสู้
~ 233 ~
เพื่อเอาตวั รอดเป็นยอดคนของผ้พู ้นจากทกุ ข์โดยส้นิ เชิง
ปราศจากสง่ิ กดข่ีบงั คบั ของทา่ นผู้เปน็ อิสระอยา่ งเตม็ ภูมิ
คือพระพุทธเจา้ ผู้เป็นศาสดาของโลกทง้ั สาม
ถ้าทา่ นเห็นว่าธรรมท้งั นี้ เปน็ ธรรมส�ำคัญสำ� หรบั ทา่ น
ทา่ นจะเป็นผไู้ มม่ ีกิเลสในไมช่ า้ นี้
จงึ ขอฝากธรรมไวก้ ับท่านนำ� ไปพจิ ารณาด้วยดี
๏ มวั แตเ่ ว้าบ่เห็นบอ่ นเบาหนัก เดินบ่ไปตามทางสิถกื ดงเสอื ฮา้ ย
~
~ 234 ~
พระธรรมวิสุทธิมงคล
(พระาณสมฺปนฺโน หลวงตามหาบวั )
~ 235 ~
หลักธรรมยอดแห่งคำ� สอนสมณะนกั ปราชญ์ภาคปฏบิ ตั ิ
สมัยกรุงรตั นโกสนิ ทร์ ระหวา่ งปีพุทธศกั ราช ๒๔๖๐ – ๒๕๐๑
จารกึ ลง วันจนั ทร์ท่ี ๑๒ ตุลาคม ตรงกับแรม ๑๕ ค�ำ่ เดอื น ๑๐
ปพี ุทธศกั ราช ๒๕๕๘
~
เล่มที่ ๓ พระธรรมวสิ ทุ ธิมงคล
(พระาณสมฺปนโฺ น หลวงตามหาบวั )
ปัญญาอบรมสมาธิ
พสิ ูจนต์ ายเกดิ ตายสญู
นพิ พานคอื นิพพาน นิพพานมิใชอ่ ัตตา มใิ ช่อนตั ตา
~ 237 ~
สมาธิ
ธรรมกรรมฐานทุกบทเป็นรั้วก้ันความคะนองของใจ ใจที่ไม่มี
กรรมฐานประจำ� และควบคุม จงึ เกิดความคะนองได้ทกุ วัย ทงั้ เดก็ เล็ก
หนมุ่ สาว เฒ่าแกช่ รา คนจน คนมี คนฉลาด คนโง่ คนมฐี านะสงู ต่ำ�
ปานกลาง คนตาบอด หหู นวก ตาดี หดู ี งอ่ ยเปลีย้ เสียขา พิกลพกิ าร
และอน่ื ๆ ไมม่ ปี ระมาณ ทางศาสนธรรมเรยี กวา่ ผยู้ งั ตกอยใู่ นวยั ความ
คะนองทางใจ หมดความสง่าราศีทางใจ หาความสุขไม่ได้ อาภัพ
ความสขุ ทางใจ ตายแลว้ ขาดทนุ ทงั้ ขนึ้ ทง้ั ลอ่ ง เชน่ เดยี วกบั ตน้ ไมจ้ ะมี
ก่ิงก้านดอกผลดกหนาหรือไม่ ไม่เป็นประมาณ รากแก้วเสียหรือ
โค่นลงแล้ว ย่อมเสียความเป็นสง่าราศีและผลประโยชน์ฉะน้ัน
แต่ล�ำต้นหรือก่ิงก้านของต้นไม้ ก็ยังอาจจะมาท�ำประโยชน์อย่างอ่ืน
ไดบ้ ้างไมเ่ หมือนมนษุ ย์ตาย
โทษแหง่ ความคะนองของใจทไี่ มม่ ธี รรมะเปน็ เครอื่ งรกั ษา จะหา
จุดความสุขไม่พบตลอดกาล แม้ความสุขจะเกิดเพราะความคะนอง
ของใจเป็นผู้แสวงหามาได้ ก็เป็นความสุขชนิดเป็นบทบาทท่ีจะเพ่ิม
ความคะนองของใจใหม้ ีความกลา้ แขง็ ไปในทางท่ีไม่ถูก มากกว่าจะ
เป็นความสุขทพี่ ึงพอใจ
~ 238 ~
ฉะนนั้ สมาธิ คอื ความสงบหรือความต้งั ม่นั ของใจ จงึ เปน็ ข้าศึก
ต่อความคะนองของใจทไ่ี ม่อยากรบั “ยา” คอื กรรมฐาน ผู้ต้องการ
ปราบปรามความคะนองของใจ ซ่ึงเคยเป็นข้าศึกต่อสัตว์มาหลายกัป
นบั ไม่ถว้ น จงึ จ�ำเปน็ ต้องฝืนใจรับ “ยา” คอื กรรมฐาน การรับยา
หมายถงึ การอบรมใจของตนด้วยธรรมะ ไม่ปล่อยตามลำ� พงั ของใจ
ซง่ึ ชอบความคะนองเป็นมติ รตลอดเวลา คือนอ้ มธรรมเขา้ มากำ� กับใจ
ธรรมก�ำกับใจ เรียกว่า กรรมฐาน มี ๔๐ ห้อง ตามจริตนิสัย
ของบรรดาสัตว์ไม่เหมือนกัน มี กสิณ ๑๐ อสุภ ๑๐ อนุสสติ ๑๐
พรหมวิหาร ๔ อาหาเรปฏิกูลสัญญา ๑ จตุธาตุววัตถาน ๑ และ
อรปู ๔ จะขอยกมาพอประมาณทใี่ ชก้ นั โดยมาก และใหผ้ ลแกผ่ ปู้ ฏบิ ตั ิ
เปน็ ท่ีพงึ พอใจ คืออาการของกาย ๓๒ มี เกสา (ผม) โลมา (ขน)
นขา (เล็บ) ทนฺตา (ฟนั ) ตโจ (หนงั ) นี่ท่านเรียกวา่ กรรมฐาน ๕
หรือ พทุ ฺโธ ธมโฺ ม สงโฺ ฆ ฯลฯ หรอื อานาปานสติ (ระลึกลมหายใจ
เข้าออก) บทใดก็ไดต้ ามแตจ่ ริตชอบ เพราะนสิ ยั ไมเ่ หมอื นกนั จะใช้
กรรมฐานอย่างเดียวกัน ย่อมเป็นการขัดต่อจริตไม่ได้ผลเท่าท่ีควร
เม่อื ชอบบทใดก็ตกลงใจน�ำบทนน้ั มาบรกิ รรม เช่น จะบรกิ รรมเกสา
ก็นึกว่าเกสาซ้�ำอยู่ในใจ ไม่ออกเสียงเป็นค�ำพูดให้ได้ยินออกมา
ภายนอก (แตล่ �ำพงั นึกเอาชนะใจไม่ได้ จะบรกิ รรมท�ำนองสวดมนต์
เพื่อให้เสียงผูกใจไว้จะได้สงบก็ได้ ท�ำจนกว่าใจจะสงบได้ด้วย
~ 239 ~
ค�ำบริกรรมจึงหยุด) พร้อมทั้งใจให้ท�ำความรู้สึกไว้กับผมบนศีรษะ
จะบรกิ รรมบทใดก็ให้ท�ำความรู้อยกู่ ับกรรมฐานบทน้ัน เช่นเดียวกบั
บริกรรมบทเกสา ซึ่งท�ำความรอู้ ยู่ในผมบนศีรษะฉะนั้น
สว่ นการบรกิ รรมบท พทุ โฺ ธ ธมโฺ ม สงโฺ ฆ บทใดๆ ใหท้ ำ� ความรู้
ไวจ้ ำ� เพาะใจ ไมเ่ หมอื นบทอนื่ ๆ คอื ใหค้ ำ� บรกิ รรมวา่ พทุ โฺ ธ เปน็ ตน้
สมั พนั ธก์ นั อยกู่ บั ใจไปตลอดจนกวา่ จะปรากฏ พทุ โฺ ธ ในคำ� บรกิ รรม
กบั ผรู้ คู้ อื ใจเปน็ อนั เดยี วกนั แมผ้ จู้ ะบรกิ รรมบท ธมโฺ ม สงโฺ ฆ ตามจรติ
กพ็ งึ บรกิ รรมใหส้ มั พนั ธก์ นั กบั ใจจนกวา่ จะปรากฏ ธมโฺ ม หรอื สงโฺ ฆ
เปน็ อันเดยี วกันกบั ใจ ทำ� นองเดยี วกบั บท พทุ ฺโธ เถิดฯ
อานาปานสตภิ าวนา ถือลมหายใจเข้าหายใจออก เป็นอารมณ์
ของใจ มีความรู้และสติอยกู่ ับลมหายใจเขา้ ออก เบอื้ งตน้ การตั้งลม
ควรตั้งที่ปลายจมูกหรือเพดานเพราะเป็นที่กระทบลมหายใจ พอถือ
เอาเป็นเครือ่ งหมายได้ เม่ือทำ� จนชำ� นาญและลมละเอยี ดเขา้ ไปเท่าไร
จะค่อยรู้หรือเข้าใจความสัมผัสของลมเข้าไปโดยล�ำดับ จนปรากฏ
ลมอยทู่ ีท่ า่ มกลางอก หรอื ลิน้ ปแ่ี หง่ เดียว ทีน้ีจงก�ำหนดลม ณ ท่นี ้ัน
ไม่ต้องกังวลออกมาก�ำหนดหรือตามรู้ลมท่ีปลายจมูกหรือเพดาน
อีกต่อไป
~ 240 ~
การก�ำหนดลมจะตามด้วย พุทฺโธ เป็นค�ำบริกรรมก�ำกับ
ลมหายใจเข้าออกด้วยก็ได้ เพ่ือเป็นการพยุงผู้รู้ให้เด่นจะได้ปรากฏ
ลมชัดขึ้นกับใจ เมื่อช�ำนาญในลมแล้ว ต่อไปทุกคร้ังที่ก�ำหนด
จงกำ� หนดลงทล่ี มหายใจทา่ มกลางอกหรอื ลน้ิ ปโ่ี ดยเฉพาะ ทง้ั นสี้ ำ� คญั
อยู่ทีต่ งั้ สติ จงตง้ั สติกำ� กบั ใจ ใหม้ คี วามรู้สึกในลมทุกขณะทีล่ มเข้า
และลมออกส้ันหรือยาว จนกว่าจะรู้ชัดในลมหายใจ มคี วามละเอียด
เข้าไปทุกที และจนปรากฏความละเอยี ดของลมกับใจเปน็ อันเดียวกัน
ทีน้ใี ห้กำ� หนดลมอยจู่ ำ� เพาะใจ ไม่ต้องกงั วลในคำ� บริกรรมใดๆ
ทง้ั สน้ิ เพราะการกำ� หนดลมเขา้ ออกและสน้ั ยาวตลอดคำ� บรกิ รรมนน้ั ๆ
ก็เพ่ือจะให้จิตถึงความละเอียด เม่ือถึงลมละเอียดท่ีสุด จิตจะปรากฏ
มีความสว่างไสว เยือกเย็น เป็นความสงบสุข และรู้อยู่จ�ำเพาะใจ
ไม่เก่ียวข้องกับอารมณ์ใดๆ แม้ท่ีสุดกองลมก็ลดละความเก่ียวข้อง
ในขณะน้ันไม่มีความกังวล เพราะจิตวางภาระ มีความรู้อยู่จ�ำเพาะ
ใจดวงเดยี ว คอื ความเป็นหนึง่ (เอกคั คตารมณ)์ น่คี อื ผลทไ่ี ดร้ ับจาก
การเจริญอานาปานสติกรรมฐาน ในกรรมฐานบทอื่นพึงทราบว่า
ผู้ภาวนาจะตอ้ งไดร้ ับผลเช่นเดยี วกนั กบั บทนี้
~ 241 ~
การบริกรรมภาวนา มีบทกรรมฐานน้ันๆ เป็นเครื่องก�ำกับใจ
ด้วยสติ จะระงับความคะนองของใจได้เป็นล�ำดับ จะปรากฏความ
สงบสขุ ขน้ึ ที่ใจ มีอารมณ์อันเดยี วคือรอู้ ยจู่ �ำเพาะใจ ปราศจากความ
ฟุ้งซ่านใดๆ ไม่มีสิ่งมากวนใจให้เอนเอียง เป็นความสุขจ�ำเพาะใจ
ปราศจากความเสกสรรหรอื ปรุงแต่งใดๆ ท้งั สนิ้ เพยี งเท่านี้ผู้ปฏิบตั ิ
จะเห็นความอัศจรรย์ในใจท่ีไม่เคยประสบมาแต่กาลไหนๆ และเป็น
ความสขุ ท่ดี ูดดื่มย่ิงกว่าความสขุ อืน่ ใดที่เคยผ่านมา
อนง่ึ พงึ ทราบ ผบู้ รกิ รรมบทกรรมฐานนน้ั ๆ บางทา่ นอาจปรากฏ
อาการแห่งกรรมฐานที่ตนก�ำลงั บรกิ รรมนั้นขึน้ ท่ีใจ ในขณะท่ีก�ำลงั
บรกิ รรมอย่กู ไ็ ด้ เช่น ปรากฏผม ขน เลบ็ ฟนั หนงั เนือ้ เอน็ กระดกู
เป็นต้น อาการใดอาการหน่ึง ประจักษ์กับใจเหมือนมองเห็นด้วย
ตาเนื้อ เม่ือปรากฏอย่างนี้ พึงก�ำหนดดูอาการท่ีตนเห็นนั้นให้ชัด
จนติดใจ และก�ำหนดให้ต้ังอยู่อย่างน้ันได้นานและติดใจเท่าไรย่ิงดี
เม่ือติดใจแนบสนิทแล้ว จงท�ำความแยบคายในใจ ก�ำหนดส่วนท่ี
เห็นน้ัน โดยเป็นของปฏิกูลโสโครก ทั้งอาการส่วนในและอาการ
สว่ นนอกของกายโดยรอบ และแยกสว่ นของกายออกเปน็ สว่ นๆ หรอื
เป็นแผนกๆ ตามอาการน้ันๆ โดยเป็นกองผม กองขน กองเน้ือ
กองกระดูก ฯลฯ
~ 242 ~
เสรจ็ แลว้ กำ� หนดใหเ้ นา่ เปอ่ื ยลงบา้ ง กำ� หนดไฟเผาบา้ ง กำ� หนดให้
แรง้ กา หมา กินบ้าง กำ� หนดใหแ้ ตกลงสธู่ าตเุ ดมิ ของเขา คือ ดิน
นำ�้ ลม ไฟ บ้างเปน็ ต้น การท�ำอยา่ งนีเ้ พอื่ ความช�ำนาญคล่องแคล่ว
ของใจในการเหน็ กาย เพื่อความเหน็ จริงในกายว่า มอี ะไรอยูใ่ นนั้น
เพื่อความบรรเทาและตัดขาดเสียได้ซึ่งความหลงกาย อันเป็นเหตุให้
เกิดราคะตณั หา คอื ความคะนองของใจ ท�ำอย่างน้ีไดช้ �ำนาญเทา่ ไร
ยงิ่ ดี ใจจะสงบละเอยี ดเขา้ ทกุ ที ขอ้ สำ� คญั เมอื่ ปรากฏอาการของกายขนึ้
อย่าปล่อยให้ผ่านไปโดยไม่สนใจ และอย่ากลัวอาการของกายท่ี
ปรากฏ จงก�ำหนดไว้เฉพาะหน้าทันที กายนี้เม่ือภาวนาได้เห็นจน
ติดใจจริงๆ จะเกิดความเบ่ือหน่ายสลดสังเวชตน จนเกิดขนพอง
สยองเกล้า น�้ำตาไหลลงทันที อนง่ึ ผทู้ ป่ี รากฏกายขนึ้ เฉพาะหน้าใน
ขณะภาวนา ใจจะเปน็ สมาธิไดอ้ ยา่ งรวดเร็ว และจะท�ำปญั ญาใหแ้ จง้
ไปพร้อมๆ กันกับความสงบของใจที่ภาวนาเหน็ กาย
ผู้ท่ีไม่เห็นอาการของกาย จงทราบว่า การบริกรรมภาวนา
ท้ังน้ีก็เป็นการภาวนาเพื่อจะยังจิตให้เข้าสู่ความสงบสุขเช่นเดียวกัน
จงึ ไมม่ ีขอ้ ระแวงสงสัยทตี่ รงไหนว่า จิตจะไม่หย่ังลงสคู่ วามสงบ และ
เหน็ ภยั ดว้ ยปญั ญาในวาระตอ่ ไป จงทำ� ความมน่ั ใจในบทภาวนา และ
ค�ำบริกรรมของตนอย่าท้อถอย ผู้ด�ำเนินไปโดยวิธีใด พึงทราบว่า
~ 243 ~
ดำ� เนนิ ไปสจู่ ดุ ประสงคเ์ ชน่ เดยี วกนั และจงทราบวา่ บทธรรมทงั้ หมดน้ี
เปน็ บทธรรมทจี่ ะนำ� ใจไปสสู่ นั ตสิ ขุ คอื พระนพิ พาน อนั เปน็ จดุ สดุ ทา้ ย
ของการภาวนาทุกบทไป ฉะนั้น จงท�ำตามหน้าท่ีแห่งบทภาวนา
ของตน อยา่ พะวกั พะวนในกรรมฐานบทอนื่ ๆ จะเปน็ ความลงั เลสงสยั
ตัดสินใจลงไปสู่ความจริงไม่ได้ จะเป็นอุปสรรคแก่ความจริงใจ
ตลอดกาล จงตั้งใจท�ำด้วยความมีสติจริงๆ และอย่าเรียงศีล สมาธิ
ปญั ญา ให้นอกไปจากใจ เพราะกิเลสคอื ราคะ โทสะ โมหะ เป็นตน้
อยทู่ ใี่ จ ใครไมไ่ ดเ้ รยี งรายเขา เมอ่ื คดิ ไปทางผดิ มนั กเ็ กดิ กเิ ลสขน้ึ มา
ทใี่ จดวงนน้ั ไมไ่ ดก้ ำ� หนดหรอื นดั กนั วา่ ใครจะมากอ่ นมาหลงั มนั เปน็
กิเลสมาทีเดียว กิเลสชนิดไหนมา มันก็ท�ำให้เราร้อนได้เช่นเดียวกัน
เร่ืองของกิเลสมันจะต้องเป็นกิเลสเร่ือยไปอย่างน้ี กิเลสตัวไหนจะมา
ก่อนมาหลังเป็นไม่เสียผล ท�ำให้เกิดความร้อนได้ท้ังนั้น วิธีการแก้
กิเลสก็อย่าคอยให้ศลี ไปกอ่ น สมาธิมาทสี่ อง ปญั ญามาท่ีสาม นีเ่ รียก
ว่าทำ� สมาธเิ รยี งแบบ เปน็ อดตี อนาคตเสมอไป หาความสงบสุขไม่ได้
ตลอดกาล
จดจารกึ ปพี ุทธศกั ราช ๒๕๐๑
พระธรรมวิสุทธมิ งคล
(พระาณสมฺปนฺโน หลวงตามหาบวั )
~ 244 ~
ปญั ญาอบรมสมาธิ
ความจริงการภาวนาเพ่ือให้ใจสงบ ถ้าสงบด้วยวิธีปลอบโยน
โดยทางบรกิ รรมไมไ่ ด้ ตอ้ งภาวนาดว้ ยวธิ ปี ราบปรามขเู่ ขญ็ คอื คน้ คดิ
หาเหตุผลในส่ิงท่ีจิตติดข้องด้วยปัญญา แล้วแต่ความแยบคายของ
ปัญญาจะหาอุบายทรมานจิตดวงพยศ จนปรากฏใจยอมจ�ำนนตาม
ปัญญาว่าเป็นความจริงอย่างนั้นแล้ว ใจจะฟุ้งซ่านไปไหนไม่ได้
ตอ้ งหยงั่ เขา้ สคู่ วามสงบ เชน่ เดยี วกบั สตั วพ์ าหนะตวั คะนอง ตอ้ งฝกึ ฝน
ทรมานอย่างหนักจึงจะยอมจำ� นนต่อเจ้าของ
ฉะนน้ั ในเรื่องน้จี ะขอยกอปุ มาเป็นหลกั เทยี บเคยี ง เช่น ต้นไม้
บางประเภทตั้งอยู่โดดเด่ียวไม่มีส่ิงเกี่ยวข้อง ผู้ต้องการไม้ต้นนั้น
กต็ อ้ งตดั ดว้ ยมดี หรอื ขวาน เมอ่ื ขาดแลว้ ไมต้ น้ นนั้ กล็ ม้ ลงสจู่ ดุ ทห่ี มาย
แล้วน�ำไปได้ตามต้องการ ไม่มีความยากเย็นอะไรนัก แต่ไม้อีก
บางประเภทไมต่ ง้ั อยโู่ ดดเดยี่ ว ยงั เกยี่ วขอ้ งอยกู่ บั กง่ิ แขนงของตน้ อนื่ ๆ
อกี มาก ยากทจี่ ะตดั ใหล้ งสทู่ ห่ี มายได้ ตอ้ งใชป้ ญั ญาและสายตาตรวจ
ดูส่ิงท่ีเกี่ยวข้องของต้นไม้น้ันโดยถี่ถ้วนแล้ว จึงตัดต้นไม้นั้นให้ขาด
พร้อมท้ังตัดส่ิงเก่ียวขอ้ งจนหมดสน้ิ ไป ไม้ยอ่ มตกหรอื ลม้ ลงส่ทู ี่หมาย
และนำ� ไปได้ตามความต้องการฉันใด จริตนิสยั ของคนเรากฉ็ นั นน้ั
~ 245 ~
คนบางประเภทไม่ค่อยมีสิ่งแวดล้อมเป็นภาระกดถ่วงใจมาก
เพยี งใชค้ ำ� บรกิ รรมภาวนา พทุ โฺ ธ ธมโฺ ม สงโฺ ฆ เปน็ ตน้ บทใดบทหนง่ึ
เข้าเท่าน้ัน ใจก็ได้รับความสงบเยือกเย็นเป็นสมาธิลงได้ กลายเป็น
ต้นทุนหนุนปญั ญาให้กา้ วหน้าต่อไปได้อย่างสบาย ที่เรียกวา่ สมาธิ
อบรมปญั ญา แตค่ นบางประเภทมสี ง่ิ แวดลอ้ มเปน็ ภาระกดถว่ งใจมาก
และเปน็ นสิ ยั ชอบคดิ อะไรมากอยา่ งน้ี จะอบรมดว้ ยคำ� บรกิ รรมอยา่ งที่
กล่าวมาแล้วนั้น ไม่สามารถท่ีจะยังจิตให้หยั่งลงสู่ความสงบเป็น
สมาธไิ ด้ ตอ้ งใชป้ ญั ญาไตรต่ รองเหตผุ ล ตดั ตน้ เหตขุ องความฟงุ้ ซา่ น
ด้วยปัญญา เม่ือปัญญาได้หว่านล้อมในสิ่งท่ีจิตติดข้องนั้นไว้อย่าง
หนาแน่นแล้ว จิตจะมีความรู้เหนือปัญญาไปไม่ได้ และจะหยั่งลงสู่
ความสงบเป็นสมาธิได้ ฉะน้ัน คนประเภทน้ีจะต้องฝึกฝนจิตให้เป็น
สมาธิได้ดว้ ยปญั ญา ท่เี รยี กว่า ปญั ญาอบรมสมาธิ ตามชอื่ หวั เรือ่ งท่ี
ใหไ้ วแ้ ลว้ ในเบอื้ งตน้ นน้ั เมอ่ื สมาธเิ กดิ มขี น้ึ ดว้ ยอำ� นาจปญั ญา อนั ดบั
ตอ่ ไปสมาธกิ ก็ ลายเปน็ ตน้ ทนุ หนนุ ปญั ญาใหม้ กี ำ� ลงั กา้ วหนา้ สดุ ทา้ ย
ก็ลงรอยเดียวกันกับหลักเดิมทว่ี ่า สมาธอิ บรมปญั ญา
ผู้ต้องการอบรมใจให้เป็นไปเพื่อความฉลาด รู้เท่าทันกลมายา
ของกิเลส อย่ายดึ ปรยิ ตั จิ นเกดิ กิเลส แต่กอ็ ยา่ ปลอ่ ยวางปรยิ ตั ิจนเลย
ศาสดา ผิดพระประสงค์ของพระพุทธเจ้าท้ังสองนัย คือในขณะท่ี
~ 246 ~
ท�ำสมาธิภาวนา อย่าส่งใจไปยึดปริยัติจนกลายเป็นอดีตอนาคตไป
ใหต้ ง้ั จติ ลงสปู่ จั จบุ นั คอื เฉพาะหนา้ มธี รรมทต่ี นเกย่ี วขอ้ งเปน็ อารมณ์
เทา่ นนั้ เมอื่ มขี อ้ ขอ้ งใจ ตดั สนิ ใจลงไมไ่ ดว้ า่ ถกู หรอื ผดิ เวลาออกจาก
ท่ภี าวนาแล้ว จงึ ตรวจสอบกบั ปรยิ ัติ แต่จะตรวจสอบทุกขณะไปกผ็ ดิ
เพราะจะกลายเป็นความรู้ในแบบ ไม่ใช่ความรู้เกิดจากภาวนา
ใช้ไมไ่ ด้
สรุปความ ถ้าจิตสงบได้ด้วยอารมณ์สมถะ คือ ค�ำบริกรรม
ด้วยธรรมบทใด ก็บรกิ รรมบทนนั้ ถ้าจะสงบไดด้ ้วยปัญญาสกดั กน้ั
โดยอุบายต่างๆ ก็ต้องใช้ปัญญาเป็นพี่เล้ียงเพ่ือความสงบเสมอไป
ผลรายไดจ้ ากการอบรมทั้งสองวิธนี ้ี คอื ความสงบและปัญญา อนั จะ
มรี ัศมีแฝงขึ้นจากความสงบนัน้ ๆ
สมาธิ
สมาธิ ว่าโดยชอื่ และอาการแหง่ ความสงบ มี ๓ คือ
ขณกิ สมาธิ ต้งั มัน่ หรือสงบช่วั คราวแล้วถอนขน้ึ มา
อปุ จารสมาธิ ทา่ นวา่ รวมเฉยี ดๆ นานกวา่ ขณกิ สมาธแิ ลว้ ถอนขนึ้ มา
จากนข้ี อแทรกทศั นะของ “ธรรมปา่ ” เขา้ บ้างเลก็ น้อย อปุ จารสมาธิ
~ 247 ~
เมอ่ื จติ สงบลงไปแล้ว ไมอ่ ยู่กบั ท่ี ถอยออกมาเลก็ นอ้ ย แล้วตามรู้เรอื่ ง
ตา่ งๆ ตามแตจ่ ะมาสมั ผสั ใจ บางครง้ั กเ็ ปน็ เรอื่ งเกดิ จากตนเองปรากฏ
เปน็ นมิ ติ ขึน้ มา ดีบา้ ง ชวั่ บา้ ง แต่เบ้อื งตน้ เปน็ นิมติ เกดิ กับตนมากกวา่
ถ้าไม่รอบคอบก็ท�ำให้เสียได้ เพราะนิมิตที่จะเกิดข้ึนจากสมาธิ
ประเภทน้ี มีมากเอาประมาณไม่ได้ บางคร้ังก็ปรากฏเป็นรูปร่าง
ของตวั เองนอนตายและเน่าพองอยตู่ อ่ หน้า เป็นผีตายและเนา่ พองอยู่
ตอ่ หน้าบ้าง มแี ต่โครงกระดูกบ้าง เปน็ ซากศพเขาก�ำลังหามผ่านมา
ต่อหน้าบ้าง เป็นต้น ที่ปรากฏลักษณะน้ี ผู้ฉลาดก็ถือเอาเป็น
อคุ คหนมิ ติ เพอื่ เปน็ ปฏภิ าคนมิ ติ ได้ เพราะจะยงั สมาธใิ หแ้ นน่ หนา และ
จะยังปัญญาให้คมกล้าได้เป็นล�ำดับ ส�ำหรับผู้กล้าต่อเหตุผลเพื่อจะ
ยังประโยชน์ตนใหส้ ำ� เร็จ ย่อมไดส้ ตปิ ญั ญาจากนมิ ิตนัน้ ๆ เสมอไป
แต่ผู้ขข้ี ลาดหวาดกลวั อาจจะทำ� ใจให้เสยี เพราะสมาธปิ ระเภทนี้
มีจำ� นวนมาก เพราะเร่ืองท่ีน่ากลัวมีมาก เชน่ ปรากฏมคี น รปู รา่ ง
สีสัน วรรณะ นา่ กลวั ทำ� ทา่ จะฆา่ ฟัน หรอื จะกินเป็นอาหาร อยา่ งนี้
เปน็ ตน้ แต่ถ้าเปน็ ผู้กล้าหาญตอ่ เหตุการณแ์ ลว้ ก็ไมม่ ีความเสยี หาย
อะไรเกดิ ขน้ึ ยง่ิ จะไดอ้ บุ ายเพมิ่ ขน้ึ จากนมิ ติ หรอื สมาธปิ ระเภทนเี้ สยี อกี
สำ� หรบั ผมู้ กั กลวั ปกตกิ แ็ สห่ าเรอ่ื งกลวั อยแู่ ลว้ ยง่ิ ปรากฏนมิ ติ ทน่ี า่ กลวั
กย็ ่งิ ไปใหญ่ ดไี ม่ดีอาจจะเปน็ บา้ ขน้ึ ในขณะน้ันก็ได้
~ 248 ~
สว่ นนมิ ติ นอกทผี่ า่ นมา จะรหู้ รอื ไมว่ า่ เปน็ นมิ ติ นอกหรอื นมิ ติ เกดิ
กบั ตวั นนั้ ตอ้ งผา่ นนมิ ติ ใน ซง่ึ เกดิ กบั ตวั ไปจนชำ� นาญแลว้ จงึ สามารถ
รไู้ ด้ นมิ ติ นอกนนั้ เปน็ เรอื่ งทเี่ กย่ี วกบั เหตกุ ารณต์ า่ งๆ ของคนหรอื สตั ว์
เปรต ภูตผี เทวบุตร เทวดา อินทร์ พรหม ทม่ี าเกยี่ วขอ้ งกบั สมาธิ
ในเวลาน้ัน เชน่ เดยี วกบั เราสนทนากนั กบั แขกท่ีมาเยี่ยม เรื่องปรากฏ
ข้ึนจะนานหรือไม่น้ัน แล้วแต่เหตุการณ์จะยุติลงเม่ือใด บางคร้ัง
เรื่องหน่ึงจบลง เร่ืองอ่ืนแฝงเข้ามาต่อกันไปอีกไม่จบส้ินลงได้ง่ายๆ
เรียกว่า สั้นบ้างยาวบ้าง เมื่อจบลงแล้ว จิตก็ถอนขึ้นมา บางคร้ังก็
กินเวลาหลายชวั่ โมง
สมาธิประเภทนี้แม้รวมนานเท่าใดก็ตาม เม่ือถอนข้ึนมาแล้ว
กไ็ มม่ กี �ำลงั เพม่ิ สมาธใิ ห้แนน่ หนา และไม่มกี ำ� ลังหนุนปัญญาได้ด้วย
เหมอื นคนนอนหลบั แลว้ ฝนั ไป ธาตขุ นั ธย์ อ่ มไมม่ กี ำ� ลงั เตม็ ที่ สว่ นสมาธิ
ที่รวมลงแล้วอยู่กับที่ พอถอนข้ึนมาปรากฏเป็นก�ำลังหนุนสมาธิ
ใหแ้ นน่ หนา เชน่ เดยี วกบั คนนอนหลบั สนทิ ดไี มฝ่ นั พอตน่ื ขน้ึ ธาตขุ นั ธ์
รู้สึกมีก�ำลังดี ฉะนั้น สมาธิประเภทน้ีถ้ายังไม่ช�ำนาญและรอบคอบ
ดว้ ยปญั ญา กท็ ำ� ใหเ้ สยี คน เชน่ เปน็ บา้ ไปได้ โดยมากนกั ภาวนาทเี่ ขา
เล่าลือกันว่า “ธรรมแตก” น้ัน เป็นเพราะสมาธิประเภทนี้ แต่เมื่อ
รอบคอบดีแลว้ ก็เป็นประโยชนเ์ กย่ี วกับเหตุการณไ์ ดด้ ี
~ 249 ~