ร�ำลึกวันวาน
เกร็ดประวัติ ปกณิ กธรรม และพระธรรมเทศนา
ท่านพระอาจารย์ม่ัน ภูรทิ ตตฺ เถร
อนุสรณ์พิพิธภณั ฑ์ฉนั ทกรานุสรณ์
วัดป่าอัมพโรปัญญาวนาราม ในพระสงั ฆราชปู ถัมภ์
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อมพฺ รมหาเถร) สมเดจ็ พระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
รำ� ลกึ วนั วาน
เกรด็ ประวตั ิ ปกณิ กธรรม และพระธรรมเทศนา ทา่ นพระอาจารยม์ ัน่ ภูรทิ ตฺตเถร
เลขมาตรฐานหนังสอื : ๙๗๘-๖๑๖-๔๔๕-๖๓๐-๓
พมิ พค์ รง้ั ที่ ๒ : ธันวาคม ๒๕๖๐
จ�ำนวนพมิ พ์ : ๕,๐๐๐ เลม่
จัดพิมพ์โดย : มลู นธิ ิพุทธสมนุ ไพรค่แู ผ่นดนิ ไทย ในพระบรมราชปู ถัมภ์
สงวนลิขสิทธ์ิ : หา้ มคัดลอก ตัดตอน เปลีย่ นแปลง แก้ไข ปรบั ปรงุ
ขอ้ ความใดๆ ท้ังสิน้ หรือนำ� ไปพมิ พ์จำ� หน่าย
หากทา่ นใดประสงคจ์ ะพมิ พเ์ พื่อใหเ้ ป็นธรรมทาน
โปรดติดต่อขออนญุ าตจากทางกองทนุ แสงตะวนั
วดั ปทมุ วนารามราชวรวิหาร
พิมพ์ที่ : บริษทั ศลิ ป์สยามบรรจุภณั ฑ์และการพิมพ์ จ�ำกัด
๖๑ ถนนเลียบคลองภาษีเจรญิ ฝง่ั เหนอื ซ.เพชรเกษม๖๙
แขวงหนองแขม เขตหนองแขม กรงุ เทพมหานคร
โทรศพั ท์ ๐-๒๔๔๔-๓๓๕๑-๙ โทรสาร ๐-๒๔๔๔-๐๐๗๘
E-mail: [email protected] www.silpasiam.com
ค�ำปรารภ
เร่ืองการจัดท�ำหนังสือมรดกธรรมยอดโอวาทค�ำสอนของสมณะนักปราชญ์
วสิ ทุ ธเิ ทวา (พระปา่ ) จดั ทำ� ขน้ึ ๓๔ องค์ สมยั กรงุ รตั นโกสนิ ทร์ ระหวา่ งปี พทุ ธศกั ราช
๒๔๖๐-๒๕๕๔ โอวาทธรรมยอดแห่งค�ำสอนของวิสุทธิบุคคล ท่านแสดงบริสุทธิ์
สมบรู ณไ์ มว่ า่ ยคุ ใดสมยั ใด นำ� ผสู้ นใจพยายามตง้ั ใจปฏบิ ตั ติ าม ยอ่ มกา้ วลว่ งทกุ ขไ์ ปได้
สมความปรารถนา คณะปสาทะศรทั ธาเห็นควรจัดทำ� ข้ึนสงวนรกั ษาไว้ เพ่อื กุลบตุ ร
สุดท้ายภายหลังที่ พิพิธภัณฑ์ฉันทกรานุสรณ์ วัดป่าอัมพโรปัญญาวนาราม บ้าน
หนองกลางดอน ต�ำบลคลองกว่ิ อ�ำเภอบา้ นบึง จังหวดั ชลบุรี ผสู้ นใจกรณุ าเขา้ ไป
ศกึ ษาได้ตามโอกาส เวลาพอดี
ผฉู้ ลาดยึดหลักนักปราชญ์เปน็ แบบฉบับพาดำ� เนนิ ปกครองรกั ษาตน
คณะปสาทะศรทั ธา
ห้ามพิมพเ์ พือ่ จ�ำหนา่ ย สงวนลขิ สทิ ธ์ิ
สารบญั
รำ� ลึกวนั วาน
เกรด็ ประวตั ิ ปกิณกธรรม และพระธรรมเทศนา ๑
ท่านพระอาจารย์ม่นั ภูรทิ ตตฺ เถร ๗
ตอนท่ี ๑ เกร็ดประวัติ ทา่ นพระอาจารยม์ ัน่ ภูรทิ ตฺตเถร ๘๓
- ลักษณะนสิ ัย ปฏปิ ทา ทา่ นพระอาจารย์ม่ัน ภรู ทิ ตฺตเถร ๙๙
ตอนที่ ๒ ปกณิ กธรรม ทา่ นพระอาจารยม์ ัน่ ภูริทตฺตเถร ๑๙๓
ตอนที่ ๓ ร�ำลกึ พระธรรมเทศนา ทา่ นพระอาจารยม์ ัน่ ภูรทิ ตตฺ เถร
พระภูริทตโฺ ต หลวงปมู่ ัน่
วดั ป่าสทุ ธาวาส อ�ำ เภอเมอื ง จังหวดั สกลนคร
รำ� ลกึ วันวาน
เกร็ดประวัติ ปกณิ กธรรม และพระธรรมเทศนา
ท่านพระอาจารยม์ ่ัน ภรู ทิ ตตฺ เถร
1
เถรัมภกถา
หนังสอื เลม่ น้ี เขยี นขึ้นจากความทรงจ�ำของ พระอาจารย์ทองค�ำ จารวุ ณโฺ ณ
(ญาโณภาโส) เกย่ี วกับเกรด็ ประวัติ และปกิณกธรรมของท่านพระอาจารยใ์ หญม่ ่ัน
ภรู ทิ ตฺโต ซึง่ เปน็ เรอื่ งท่ีนา่ สนใจ นา่ อา่ น นา่ ศกึ ษาอยา่ งยงิ่ อาตมาเองไดม้ ีโอกาสอ่าน
ขอ้ เขยี นของพระอาจารยท์ องคำ� อยบู่ า้ ง และไดร้ วบรวมมาไวใ้ นหนงั สอื เลม่ น้ี โดยเฉพาะ
เรื่องเทศน์ซ้�ำเฒ่า ซึ่งเรียกว่าเป็นเทศน์กัณฑ์สุดท้ายของท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่น
ก็รสู้ กึ ปลาบปล้มื ใจ ที่พระอุปัฏฐากใกลช้ ดิ ของท่านพระอาจารย์ใหญ่ และได้อยูใ่ น
เหตุการณ์ไดน้ �ำออกมาเผยแพร่ เรียกวา่ หาฟังหาอา่ นไดย้ าก
ส�ำหรับอาตมากับพระอาจารย์ทองค�ำนั้นรู้จักคุ้นเคยกัน ต้ังแต่สมัยท่ีอยู่กับ
ท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่น ท่ีเสนาสนะบ้านโคก พระอาจารย์ทองค�ำท่านไปอยู่ก่อน
อาตมา และไดเ้ ปน็ พระอปุ ฏั ฐากทา่ นพระอาจารยใ์ หญผ่ ใู้ กล้ จนกระทงั่ ถงึ วาระสดุ ทา้ ย
ของท่านพระอาจารย์ใหญ่ท่ีวัดป่าสุทธาวาสนั้น แต่ภายหลังอาจเป็นด้วยวิบากกรรม
ของพระอาจารยท์ องคำ� ยงั ไมส่ นิ้ กระมงั จงึ ตอ้ งมเี หตใุ หส้ กึ สาลาเพศออกมามคี รอบครวั
แตว่ าสนาในผ้ากาสาวพสั ตรย์ ังไมส่ ้ินไปซะทเี ดยี ว ราวปี พ.ศ. ๒๕๓๖ ท่านจึงได้
กลับมาบวช อีกครั้ง ณ พระอุโบสถวัดราชบพิธฯ โดยมีท่านเจ้าพระคุณสมเด็จ
พระพุทธปาพจนบดีเป็นพระอุปัชฌาย์ และได้กลับมาทบทวนถึงเรื่องราวท่ีผ่านมา
สมัยท่ีอยู่กับท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่น และได้รจนาตามความสามารถท่ีจะนึกจะจ�ำ
น�ำมาเขยี นได้
2
ดังน้ันเรื่องราวและขอ้ มูลอาจจะเป็นไปตามอายขุ ัยของท่าน ในขณะทเี่ ร่มิ เขียน
เรม่ิ รจนา กค็ งจะราวๆ ๗๐ กวา่ ปเี ขา้ ไปแลว้ อายุ เรอื่ งราวเนอื้ หาบางเรอ่ื งกอ็ าจสามารถ
ทำ� ใหผ้ อู้ า่ นไดเ้ กบ็ ตกจากประวตั ขิ องทา่ นพระอาจารยใ์ หญม่ นั่ ทคี่ รบู าอาจารยผ์ ทู้ รงคณุ
ผทู้ รงธรรมไดเ้ คยรจนาไวแ้ ลว้ กอ่ นหนา้ นไี้ มม่ ากกน็ อ้ ย ดว้ ยอาตมาหวงั วา่ หนงั สอื เลม่ น้ี
คงจักเป็นประโยชน์ และช่วยเสริมทัศนะของท่านผู้อ่านท้ังหลาย ขอให้ท่านผู้อ่าน
หนังสอื เล่มนี้ ไดอ้ า่ นอยา่ งมวี ิจารณญาณคอื พจิ ารณาธรรมอันนี้ให้เกดิ ประโยชน์ให้
ถี่ถว้ น และใหเ้ ขา้ ใจอย่างถ่องแท้ รวมท้งั ท�ำความเขา้ ใจให้มากๆ
สุดท้ายนี้อาตมาขออนุโมทนา ในกศุ ลเจตนาของคณะผ้จู ัดทำ� และผ้ทู ี่บรจิ าค
ปจั จัยพิมพ์หนงั สอื เลม่ นี้ทุกๆ ท่านเทอญ.
(หลวงปู่หลอด ปโทมโิ ต)
วัดสริ กิ มลาวาส กรงุ เทพมหานคร
3
ค�ำปรารภ
เม่อื พ.ศ. ๒๕๔๑ ขา้ พเจ้าไดจ้ ำ� พรรษาอยทู่ ว่ี ัดปทุมรังสี อำ� เภอนาคู จงั หวดั
กาฬสินธุ์ ซ่งึ เป็นวัดทท่ี ่านเจ้าคณุ พระมหาชยั ทวี คุตฺตจติ โฺ ต ซ่งึ ข้าพเจ้ารกั และเคารพ
ไปสร้างไว้ พอออกพรรษาได้มาพักกับท่านท่ีวัดปทุมวนาราม กรุงเทพมหานคร
บางโอกาสไดน้ งั่ สนทนาธรรมกบั ทา่ นเจา้ คณุ ฯ ทา่ นฯ ไดก้ ลา่ วถงึ ทา่ นพระอาจารยม์ น่ั
ในเรอ่ื งเกย่ี วกบั ธรรมะบา้ ง เกย่ี วกบั บคุ คล โบราณสถาน โบราณวตั ถบุ า้ ง ทา่ นเจา้ คณุ ฯ
สนใจเป็นพิเศษได้ขอให้ขา้ พเจา้ เขียนขน้ึ มา
ข้าพเจ้าสนใจเร่ืองเกี่ยวกับสถานที่ เก่ียวกับบุคคล เก่ียวกับวัตถุโบราณ
สถานโบราณ เกยี่ วกบั ประวัติศาสตร์ เป็นพิเศษ ไดฟ้ ังแล้วจะไมล่ ืม หลายปีก็ไม่ลมื
พอไปฟงั เทศนท์ า่ นพระอาจารย์ม่ัน จึงถือเป็นกรณพี เิ ศษ
บางเรอื่ งทา่ นฯ จะเลา่ ขณะทขี่ า้ พเจา้ ไดถ้ วายการนวด หลงั จากทา่ นเทศนเ์ สรจ็ แลว้
นอกจากขา้ พเจา้ ทไี่ ดฟ้ งั แลว้ กม็ ที า่ นอาจารยว์ ริ ยิ งั ค์ สริ นิ ธฺ โร ทา่ นอาจารยว์ นั อตุ ตฺ โม
ทา่ นอาจารยห์ ลา้ เขมปตโฺ ต ทา่ นก็พูดแตไ่ มม่ าก แต่สองรูปท่ที า่ นพดู ให้ฟงั มาก คือ
ขา้ พเจ้ากับทา่ นอาจารยว์ ิรยิ ังค์ สริ ินฺธโร
สว่ นทา่ นอาจารยม์ หาบวั าณสมปฺ นโฺ นนนั้ ทา่ นเปน็ เจา้ ปญั ญา ทา่ นพระอาจารย์
ไมไ่ ดพ้ ดู โดยตรง จะพดู โดยออ้ ม สลบั มากบั พระธรรมเทศนา ดว้ ยสตปิ ญั ญาของทา่ น
สงู สง่ ทา่ นกเ็ ลยนำ� มาเขยี น แตบ่ างอยา่ งกผ็ ดิ กนั กบั ขา้ พเจา้ บางอยา่ งกถ็ กู กนั โดยเฉพาะ
เน้ือหาสาระส�ำคัญ จะผิดกนั บา้ งกค็ งเป็นสว่ นปลกี ยอ่ ย
4
บางเรื่องก็เกิดจากอัตถุปัตติเหตุ เช่น เร่ืองพระพุทธเจ้าเป็นบรรพบุรุษของ
คนไทย จากสาเหตุกระดาษห่อธูปท่ีบริษัทผู้ผลิต เอารูปพระพุทธเจ้ามาท�ำเป็น
เครอื่ งหมายการคา้ ขา้ พเจา้ ไดเ้ กบ็ นำ� ไปถวายใหท้ า่ นฯ ดู ทา่ นฯ เลยเทศนใ์ หฟ้ งั ขณะนนั้
เพื่อนภิกษุยังไม่ข้ึนไปกุฏิท่าน ซ่ึงเป็นการกลับตาลปัตร เพราะเรื่องนี้ไม่ปรากฏใน
ประวตั ิศาสตร์ และคัมภีรใ์ นพระพทุ ธศาสนา ท�ำใหผ้ ้ฟู งั งงงวยสบั สนขึน้ เมอ่ื เรอื่ งมี
อย่างน้ี ขอใหอ้ ยใู่ นดลุ ยพนิ ิจ จงสอ่ื เอาแต่ผลประโยชน์เกอ้ื กลู เถิด
บางเรื่องก็ได้ฟังจากพระธรรมเทศนาบ้าง ฟังจากศิษย์รุ่นก่อนๆ เช่น ท่าน
พระอาจารยเ์ ทสก์ เทสรฺ สํ ี พระอาจารยม์ นู พระอาจารยม์ หาทองสกุ สจุ ติ โฺ ต พระอาจารย์
พรหม จิรปญุ โฺ บ้าง เป็นตน้ จดจ�ำมาปะติดปะต่อกนั จนมาเป็นหนงั สือน้ี โดยมไิ ด้
คาดคะเน หรอื เดาสมุ่ เพม่ิ เตมิ มสี งิ่ บกพรอ่ งคอื ไมล่ ะเอยี ดถถ่ี ว้ น บางสว่ นขาดหายไป
เช่น ค�ำอุปมาอุปไมยอันไพเราะเพราะพร้ิง ท่ีท่านยกมาเปรียบเปรย แต่ก็คงจะหา
เนอ้ื หา สาระได้บ้าง ส�ำหรับเป็นแนวทางแห่งการศึกษา และการปฏบิ ตั ิ ของผ้ใู ครใ่ น
คณุ ธรรมอนั พเิ ศษในพระพทุ ธศาสนาน้ี ขอความผาสกุ จงมแี ดผ่ ู้อา่ นทกุ ท่านเทอญ.
หลวงตาทองคำ� จารุวณฺโณ
5
ตอนท่ี ๑
เกร็ดประวตั ิ
ท่านพระอาจารย์ม่ัน ภรู ทิ ตตฺ เถร
7
...สมทุ ยั คอื อาลัยรัก
เพลินย่ิงนักทำ� ภพใหมไ่ มห่ นา่ ยหนี
วา่ อยา่ งต�่ำกามคณุ ห้าเป็นราคี
อยา่ งสูงชี้สมุทยั อาลัยฌาน...
จากขนั ธะวิมุตสิ ะมงั คธี รรมะ
8
ประวตั ิทา่ นพระอาจารย์ม่ันโดยสงั เขป
หลวงปมู่ น่ั ภรู ทิ ตตฺ เถร เปน็ บรุ พาจารยข์ องพระวปิ สั สนากมั มฏั ฐาน ในชว่ งรอยตอ่
ในยคุ กงึ่ พทุ ธกาล อาจจะกลา่ วไดว้ า่ ทา่ นไดเ้ ปน็ ผกู้ อ่ ใหเ้ กดิ วงศพ์ ระปา่ ณ ยคุ สมยั นน้ั
ซึ่งมบี ทบาทมาถงึ ปจั จุบัน
หลวงปมู่ นั่ เกดิ เมอ่ื วนั ที่ ๒๐ มกราคม พ.ศ. ๒๔๑๓ ทบ่ี า้ นคำ� บง อำ� เภอโขงเจยี ม
จังหวดั อุบลราชธานี บดิ าชอ่ื นายค�ำด้วง แกน่ แกว้ มารดาคือ นางจันทร์ แกน่ แก้ว
เปน็ พช่ี ายคนโตของพ่ีนอ้ ง ซึง่ มีอยู่ดว้ ยกนั ท้ังหมด ๙ คน แตเ่ สียชีวิตตง้ั แตย่ ังเลก็
๖ คน
ทา่ นเขา้ สรู่ ม่ ผา้ กาสาวพสั ตรค์ รง้ั แรก โดยบรรพชาเปน็ สามเณรเมอ่ื อายไุ ด้ ๑๕ ปี
พออายไุ ด้ ๑๗ ปี ไดล้ าสกิ ขาตามคำ� ขอรอ้ งของบิดา เพื่อไปชว่ ยงานของครอบครัว
กระท่ังอายไุ ด้ ๒๒ ปี จึงขอบิดามารดาอุปสมบทเปน็ พระภิกษุดว้ ยใจทมี่ ศี รัทธา
ทา่ นบวชเปน็ พระภกิ ษทุ วี่ ดั ศรที อง (ปจั จบุ นั คอื วดั ศรอี บุ ลรตั นาราม) อำ� เภอเมอื ง
จังหวดั อุบลราชธานี เมือ่ วันที่ ๑๒ มถิ นุ ายน พ.ศ. ๒๔๓๖ มีพระอริยกวี (อ่อน
ธมฺมรกฺขิโต) เป็นพระอุปัชฌายะ พระครูสีทา ชยเสโน เป็นพระกรรมวาจาจารย์
พระครปู ระจกั ษอ์ บุ ลคณุ (สยุ้ าณาสโย) เปน็ พระอนสุ าวนาจารย์ และเขา้ รบั การศกึ ษา
ทางดา้ นวปิ ัสสนาธุระ กับพระอาจารยเ์ สาร์ กนตฺ สโี ล ทว่ี ัดเลยี บ จังหวดั อุบลราชธานี
9
ท่านเปน็ พระปฏบิ ตั ิดี ปฏบิ ตั ิตรง ปฏิบตั ชิ อบ ตามค�ำสอนของพระพทุ ธองค์
ผลแหง่ การน้นั ท�ำใหท้ า่ นเจริญในธรรมมาตามล�ำดบั ทา่ นบรรลุธรรมชนั้ สงู และได้
เพาะบ่มศิษยานุศิษย์ ซ่ึงเจริญรอยตามไว้เป็นก�ำลังของพระพุทธศาสนาจ�ำนวนมาก
จนอาจกลา่ วไดว้ า่ พระภกิ ษสุ งฆท์ เ่ี ปน็ พระกมั มฏั ฐาน ผปู้ ฏบิ ตั ดิ ี ปฏบิ ตั ติ รง ปฏบิ ตั ชิ อบ
เปน็ ท่เี คารพสักการะของพทุ ธศาสนกิ ชน ในรุ่นหลงั ๆ น้นั ส่วนใหญ่แลว้ ล้วนกอ่ เกดิ
ข้นึ มาจากรากฐานท่ีทา่ นและหลวงปเู่ สาร์ กนฺตสีโล ไดว้ างแบบแผนไว้ทั้งสน้ิ
ตามประวตั ทิ ท่ี า่ นไดเ้ ลา่ สบุ นิ นมิ ติ ของทา่ น และพจิ ารณาสบุ นิ นมิ ติ นน้ั ไดค้ วาม
วา่ ทา่ นจะสำ� เรจ็ ปฏสิ มั ภทิ านศุ าสน์ คอื ฉลาดรใู้ นเทศนาวธิ ี และอบุ ายทรมาน แนะนำ�
สัง่ สอนสานุศิษย์ ใหเ้ ข้าใจพระธรรมวินัย และอุบายฝึกฝนจิตใจ แตจ่ ะไมไ่ ด้จตุ-
ปฏิสัมภทิ าญาณ เพราะปฏสิ ัมภิทาญาณมี ๔ ประการดังน้คี ือ
๑. ปรชี าแตกฉานในธรรมคอื หวั ขอ้ ธรรมหรอื หลกั ธรรมหรอื เหตปุ จั จยั ทเี่ รยี กวา่
ธัมมปฏิสัมภิทาญาณ
๒. ปรีชาแตกฉานในอรรถ หรือเนื้อความหรือค�ำอธิบายหรือผลประโยชน์
ซึ่งเรียกกนั วา่ อตั ถปฏิสัมภิทาญาณ
๓. ปรชี าแตกฉานในภาษาทพ่ี ดู กนั ในหมู่ชน รู้คำ� สงู ตำ�่ หนกั เบา ร้คู วามหมาย
ของคำ� ฉลาดในการเลือกใชค้ �ำพดู มาประกอบเขา้ เป็นประโยค ให้ได้ความกะทดั รัด
ไพเราะสละสลวยหรือเรยี กว่า นริ ุตตปิ ฏสิ มั ภทิ าญาณ
๔. ปรีชาแตกฉานในการกล่าวธรรมดว้ ยปฏภิ าณญาณ หรือมไี หวพรบิ ทนั คน
ในการโตต้ อบปญั หา ปรวิ รรตเทศนาไปตามจรติ อธั ยาศยั ของผฟู้ งั จงึ เรยี กวา่ ปฏภิ าณ
ปฏิสมั ภิทาญาณ
ปฏสิ มั ภทิ าญาณทงั้ ๔ ประการน้ี ตอ้ งไดค้ รบบรบิ รู ณท์ งั้ ๔ ประการ จงึ จะเรยี กวา่
สำ� เรจ็ จตปุ ฏสิ มั ภทิ าญาณ แตถ่ า้ ไดท้ ง้ั ๔ ประการนน้ั แตไ่ มบ่ รบิ รู ณ์ เปน็ แตเ่ พยี งอนโุ ลม
กเ็ รยี กวา่ จตปุ ฏสิ มั ภทิ านโุ ลมญาณ ทา่ นนา่ จะไดใ้ นขอ้ หลงั น้ี (หมายเหตเุ ปน็ ขอ้ สงั เกต
10
จากพระอรยิ คณุ าธาร (เสง็ ปสุ โฺ ส) ซงึ่ ลงพมิ พใ์ นหนงั สอื ประวตั ขิ องทา่ นทแ่ี จกในงาน
ถวายเพลิงศพ)
ท่านสามารถก�ำหนดรู้จิต นิสัย วาสนา ของคนอื่นและเทวดา เป็นต้น หรือ
ท่ีเรียกว่า ไตรวิธญาณ และใช้ปรีชาญาณน้ีอบรมสั่งสอนสานุศิษย์ ด้วยอุบายวิธี
ตา่ งๆ ทำ� ใหศ้ ษิ ยจ์ ำ� นวนมากบรรลถุ งึ ความเปน็ สปุ ฏปิ นั โน อชุ ปุ ฏปิ นั โน ญายปฏปิ นั โน
สามีจิปฏปิ ันโน
ในชว่ งทที่ า่ นยงั แข็งแรง ได้ออกธดุ งคห์ ลกี เร้นไปบำ� เพ็ญเพยี ร ตามป่าตามเขา
ตา่ งๆ ทง้ั ภาคอสี าน ภาคกลางและภาคเหนอื บางแหง่ กเ็ ปน็ ปา่ ดงพงลกึ ยากทจ่ี ะตดิ ตาม
ไปได้
ก่อนเข้าชว่ งปัจฉมิ สมัย ทา่ นวิเวกอย่ทู างภาคเหนือ เป็นเวลาถึง ๑๑ ปี แล้วจงึ
กลบั มาจำ� พรรษาอยู่ในภาคอีสาน ตามคำ� อาราธนาของคณะศษิ ยานศุ ษิ ย์ในปี พ.ศ.
๒๔๘๓ กระท่ังถึงปี พ.ศ. ๒๔๘๗ จึงย้ายมาพ�ำนัก ณ เสนาสนะป่าบ้านหนองผือ
ตำ� บลนาใน อำ� เภอพรรณานคิ ม จงั หวดั สกลนคร และเปน็ ชว่ งทท่ี า่ นไดอ้ บรมสงั่ สอน
ศษิ ยท์ างสมถวปิ สั สนา เปน็ อนั มาก ไดม้ กี ารเทศนา อบรมจติ ใจสานศุ ษิ ยเ์ ปน็ ประจำ� วนั
ศษิ ยผ์ ใู้ กลช้ ดิ ไดบ้ นั ทกึ ธรรมของทา่ นไว้ และไดม้ กี ารรวบรวมพมิ พข์ น้ึ เผยแพรไ่ ปอยา่ ง
กว้างขวาง โดยใหช้ อ่ื ว่า มตุ โตทยั
กระทงั่ ในปี พ.ศ. ๒๔๙๒ ซงึ่ เปน็ ปที ท่ี า่ นอายุ ๘๐ ปี เรม่ิ มอี าการอาพาธ คณะศษิ ย์
ได้ท�ำการรักษาพยาบาลท่านเต็มก�ำลังความสามารถ จนกระท่ังได้น�ำท่านมาพ�ำนักที่
เสนาสนะป่าบ้านภู่ อ�ำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร เพ่ือสะดวกแก่ผู้รักษาและ
คณะศษิ ยท์ จี่ ะมาเยย่ี มพยาบาล และไดน้ ำ� ทา่ นมาพำ� นกั ทวี่ ดั ปา่ สทุ ธาวาส เมอ่ื วนั ท่ี ๑๐
พฤศจิกายน กระทั่งท่านได้ละขันธ์ไปด้วยอาการสงบที่วัดป่าสุทธาวาส อ�ำเภอเมือง
จงั หวดั สกลนคร เม่ือวนั ท่ี ๑๑ พฤศจกิ ายน พ.ศ. ๒๔๙๒ เวลา ๐๒.๒๓ น.
ปวงศิษยานุศิษย์ท้ังบรรพชิตและคฤหัสถ์ได้หล่ังไหลมาร่วมงานถวายเพลิงศพ
ท่านจ�ำนวนมาก และได้ร่วมกันสร้างอุโบสถข้ึน ณ บริเวณท่ีต้ังเมรุถวายเพลิงศพที่
11
วดั ปา่ สทุ ธาวาสเพอ่ื เปน็ อนสุ รณใ์ หแ้ กอ่ นชุ นรนุ่ หลงั ตอ่ มาไดม้ กี ารสรา้ งอาคารพพิ ธิ ภณั ฑ์
ภายในวดั ปา่ สทุ ธาวาสนนั้ เพอ่ื เกบ็ รกั ษาอฐั บรขิ าร และอฐั ขิ องทา่ น ซงึ่ ตอ่ มาไดก้ ลาย
เปน็ พระธาตอุ ยา่ งนา่ อศั จรรย์ ไวใ้ หส้ าธชุ นไดส้ กั การะ และเปน็ วตั ถพุ ยานประกาศสจั จะ
แหง่ คำ� สอนของพระพุทธองคท์ ่วี ่า ธรรมะนั้น อกาลโิ ก คอื ไมจ่ ำ� กดั กาล ผูท้ ่ปี ฏบิ ตั ิดี
ปฏิบัติตรง ปฏบิ ัตชิ อบ ไมว่ ่ายุคใดสมัยใด ย่อมลว่ งเขา้ สูม่ รรคผลนิพพานได้โดย
ไมจ่ �ำกดั กาลเวลา
12
ประวตั ทิ ่านเลา่
การเลา่ ประวตั นิ บั ตงั้ แตว่ นั ทา่ นอปุ สมบทมานนั้ ทา่ นพระอาจารยม์ ไิ ดเ้ ลา่ ตดิ ตอ่ กนั
แตเ่ ลา่ เปน็ คราวๆ เปน็ บางโอกาส บางเวลา สลบั มากบั ธรรมเทศนาบา้ ง เวลาฉนั นำ้� รอ้ น
นำ้� ชาบ้าง เวลาท่านพักผ่อนถวายการนวดบา้ ง สว่ นมากไม่ไดเ้ ล่าแก่สาธารณะทวั่ ไป
จะเล่าเฉพาะศิษย์
เรอื่ งปฏปิ ทา ปฏบิ ตั ิ สบุ นิ นมิ ติ สมาธนิ มิ ติ ทเ่ี กดิ จากการภาวนา ดงั จะเลา่ ตอ่ ไปน้ี
มผี เู้ ลา่ ผเู้ ขยี นคอื พระอาจารยม์ หาบวั พระอาจารยว์ ริ ยิ งั ค์ และผเู้ ขยี น หนงั สอื ทพี่ มิ พ์
ครง้ั แรก คอื พมิ พแ์ จกในงานถวายเพลงิ ศพของทา่ นฯ มรี ายละเอยี ดดเี ยย่ี ม เรยี บเรยี ง
สำ� นวนโดยพระอริยคุณาธาร (เสง็ ปสุ โฺ ส) และมผี ู้พมิ พต์ ่อไปอย่างแพร่หลาย
แต่ทีจ่ ะเล่าต่อไปน้ี เพือ่ ท�ำเน้อื เร่อื งให้ติดต่อและละเอียด จุดประสงค์เพ่ือเป็น
อุบายเครอื่ งเปรียบเทียบ สำ� หรับท่านผูส้ นใจในแนวปฏบิ ัติ ทั้งคฤหัสถ์และบรรพชติ
เผอื่ ทา่ นทปี่ ฏบิ ตั ิ มนี มิ ติ มปี ญั หาเกดิ จากการภาวนา จะไดเ้ ปน็ ขอ้ เปรยี บเทยี บ สำ� หรบั
ผู้ปรารถนาบรรลุมรรคผล อาจเป็นอบุ ายแก้ปัญหาได้
ทา่ นฯ ว่า พออปุ สมบทแลว้ ระยะแรกๆ นอนหลบั ฝันไป ปรากฏวา่ ทา่ นฯ เอง
ยงั เปน็ สามเณรอยู่ ยงั ไมเ่ ปน็ พระ นงั่ ภาวนาพอจติ รวมเปน็ อปุ จาระ กป็ รากฏวา่ ยงั เปน็
สามเณรอยู่ ท่านฯ มาเฉลยี วใจว่า เอ๊ะน้เี ปน็ เรอื่ งอะไร พิจารณาได้ความวา่ ครองผ้า
สงั ฆาฏชิ นั้ เดยี วเปน็ ผา้ ดาม (เยบ็ เปน็ ดกู แบนๆ เรยี กผา้ ดาม) จงึ ไปกราบเรยี นตอ่ พระ
13
ผใู้ หญ่ ทา่ นก็ยอมรับ จัดหาสังฆาฏิ ๒ ชัน้ ให้ แล้วเขา้ โบสถท์ �ำทัฬหิกรรมใหม่ ทีน้ี
นอนหลับฝันว่า ได้เปน็ พระโดยสมบูรณ์ ปรากฏวา่ บนบา่ ข้างซา้ ยมีดาบสะพายอยู่
เทา้ ทง้ั ๒ มรี องเทา้ พระชนดิ คบี ทำ� ดว้ ยหนงั สวมอยู่ พจิ ารณาไดค้ วามวา่ ดาบคอื ปญั ญา
รองเทา้ คอื สมาธิ มีสมาธมิ ัน่ คง มปี ัญญาแกป้ ัญหาได้
ผ้เู ล่ากราบเรียนถามวา่ “แคส่ งั ฆาฏิชั้นเดียว ห้ามมรรคผลดว้ ยหรอื ”
ทา่ นฯ วา่ “เปน็ วตั ถวุ บิ ตั ิ ขนึ้ ชอ่ื วา่ วบิ ตั แิ ลว้ กเ็ ปน็ วบิ ตั วิ นั ยงั คำ่� คนื ยงั รงุ่ อยนู่ น้ั ”
ทา่ นพระอาจารยเ์ ลา่ ตอ่ วา่ คนื หนงึ่ ทา่ นนอนฝนั ไปวา่ ไดไ้ ปยนื อยบู่ นขอนไมช้ าติ
ทถ่ี กู ตดั ใหล้ ม้ ลงแลว้ ตน้ หนงึ่ มองดขู า้ งปลาย ใบกห็ ลน่ หมดแลว้ มองดขู า้ งตอคงตดั
มานาน สงู ประมาณ ๑ คบื มีเปลือกผพุ ังบ้างแลว้
ในขณะนน้ั มมี า้ ตวั หนงึ่ มายนื เคยี งขา้ งขอนไมช้ าตนิ นั้ อยา่ ลมื วา่ ดาบและรองเทา้
ตดิ ตวั เสมอ พอนกึ อยากขกี่ ข็ หี่ ลงั มา้ เลย มา้ กพ็ าวง่ิ ขา้ มทงุ่ ไปทางทศิ ตะวนั ออก มองเหน็
แสงสะทอ้ นจากวตั ถชุ นดิ หนงึ่ คลา้ ยกระจกบานใหญ่ รบั แสงสะทอ้ นจากพระอาทติ ย์
มา้ ก็วิง่ เข้าส่วู ัตถุน้ัน
พอเข้ามาใกล้วตั ถุนั้น คลา้ ยต้พู ระไตรปิฎกไมม่ ีผดิ ทา่ นลงจากหลงั ม้าคล�ำดู
แตข่ า้ งนอก รูว้ า่ เป็นตพู้ ระไตรปฎิ กจริง แตม่ ิได้เปิดดู มา้ กห็ ายไป มองไปข้างหลงั ตู้
พระไตรปฎิ ก มีแต่ป่ารมิ ทงุ่ รกชฏั แล้วกต็ นื่ ข้นึ มา
ภายหลงั ทา่ นมาพจิ ารณาวา่ ขอนชาตนิ นั้ คอื อตั ภาพของทา่ น ชาตแิ ปลวา่ ความเกดิ
เราเกดิ ชาตนิ ีจ้ ะไม่ได้มาอาศยั ขันธวบิ าก คอื อตั ภาพนส้ี ้นิ ภพสิน้ ชาตเิ พราะถกู บุคคล
ตดั ใหล้ ม้ ลง กย็ งิ่ มคี วามเชอ่ื มนั่ วา่ จะไดบ้ รรลคุ ณุ ธรรมวเิ ศษแน่ แตย่ งั ตดิ ขอ้ งอยใู่ น
โพธญิ าณ เพราะไดต้ งั้ ความปรารถนาไว้ ตอ่ หนา้ พระพกั ตรพ์ ระพทุ ธเจา้ จงึ ตดั สนิ ใจวา่
ขอรวบรดั ตดั ตอนดกี วา่ เพราะวา่ พระโพธสิ ตั วท์ ไ่ี ดร้ บั การพยากรณแ์ ลว้ ยงั มเี ปน็ อนั มาก
ทย่ี งั ไมไ่ ด้รับการพยากรณก์ ย็ ังมีอีกมใิ ชน่ อ้ ย
14
มา้ นนั้ คอื ตบะคอื ความเพยี ร ไมไ่ ดเ้ ปดิ ตพู้ ระไตรปฎิ ก จงึ ไมบ่ รรลปุ ฏสิ มั ภทิ าญาณ
แตส่ มั ผสั แคต่ ู้ จงึ สามารถนำ� ธรรมของพระพทุ ธเจา้ มาสงั่ สอนศษิ ย์ และประชาชนได้
ทา่ นเจา้ คณุ อบุ าลฯี (จนั ทร์ สริ จิ นโฺ ท) วา่ คณุ มน่ั เธอไดป้ ฏสิ มั ภทิ านศุ าสน์ รใู้ น
อรรถในภาษา และการตอบโตป้ ญั หาได้ รไู้ ด้ ใชไ้ ดผ้ ลเปน็ ทนี่ า่ พอใจ ทา่ นวา่ ดงั นเ้ี วลา
ทท่ี า่ นแสดงธรรม ท่านเจา้ คุณฯ ไดฟ้ ัง ชมวา่ “คณุ มั่นเธอแสดงธรรมเกดิ มุตโตทยั
เปน็ มุตโตทัย”
พรรษาท่ี ๑-๒ ทา่ นพระอาจารยก์ ค็ งจำ� พรรษาทว่ี ดั เลียบ เมอื งอบุ ลฯ น้นั เอง
แต่ในฤดูแล้ง รับกฐินแล้วออกแสวงวิเวก ตามร่มไม้ชายป่า ใกล้หมู่บ้านกับท่าน
พระอาจารยเ์ สาร์
พรรษาที่ ๓ ก็จ�ำพรรษาทีว่ ดั เลยี บเมอื งอบุ ลฯ
ท่านพระอาจารยเ์ ลา่ ว่า พรรษานั้นมีการซ่อมแซมศาลา เลอ่ื ยไมไ้ สกบ ท่านฯ
กท็ �ำกับเพื่อน เวลาเพลก็ฉนั เพล แต่พอฉนั เข้าไปแลว้ เกิดปวดทอ้ ง เป็นเวลาชั่วโมง
จงึ ไปทำ� งานกับเพ่ือนได้ เลยฉันแต่หนเดยี ว
ต้ังแต่นั้นมาท�ำงานก็ไม่เหน่ือยไม่หิว ท�ำวัตรสวดมนต์เช้าเย็นตามกฎของวัด
ไมเ่ คยขาด สว่ นขอ้ วตั รสว่ นตวั กม็ เี ดนิ จงกรม นงั่ สมาธกิ ไ็ มข่ าด บทภาวนาพทุ โธๆๆ
แค่น้ี ไมไ่ ด้เปลีย่ นมาหลายปี
ในพรรษา ๓ นนั้ เองกร็ จู้ กั จติ รวมเปน็ สมาธิ พอจติ รวมเปน็ อปั ปนาสมาธิ ปฐมฌาน
อคุ คหนมิ ติ กป็ รากฏวา่ ตวั ของทา่ นมานอนตายอยขู่ า้ งหนา้ หา่ งประมาณ ๑ วา มสี นุ ขั
ตวั หนง่ึ ลากไสอ้ อกไปกนิ จงึ กำ� หนดอยใู่ นนมิ ติ นนั้ จนรา่ งนนั้ เนา่ ผเุ ปอ่ื ยเหน็ หลายศพ
ทงั้ ตายเกา่ ตายใหม่ แรง้ กา สนุ ขั ทง้ึ กดั กนิ อยู่ เหลอื แตร่ า่ งกระดกู เตม็ ไปหมดทงั้ วดั
เริ่มมองเข้ามาในตน กเ็ ห็นแตร่ ่างกระดกู มองเพ่อื นพระเณรก็เหน็ แตผ่ า้ จีวร
คลมุ รา่ งกระดกู เนอื้ หนงั ตบั ไตไสพ้ งุ ไมม่ ี เวลาไปบณิ ฑบาต มองดชู าวบา้ น กเ็ หน็ แต่
15
เครอ่ื งนงุ่ หม่ หอ่ กระดกู เวลาพดู กนั เหน็ แตฟ่ นั กระทบกนั ทำ� ใหเ้ กดิ เปน็ เสยี ง นกึ แลว้
อยากหัวเราะ แต่มสี ญั ญาณบอกว่า อย่านะ เดีย๋ วเป็นบา้
พระอาจารย์ท่านได้ไปเรียนถามท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านก็บอกว่า “ไม่รู้สิ
เราไมเ่ ปน็ ใหพ้ จิ ารณาไป” ทา่ นใหแ้ ตพ่ จิ ารณาไป จงึ เพง่ แตร่ า่ งกระดกู นน้ั จนกระดกู นนั้
รวมเป็นดวงแก้ว ประมาณเท่าผลมะพร้าว เพ่งดูดวงแก้วสว่างไปข้างหน้า ปรากฏ
เปน็ ทางใหญ่ คลา้ ยลาดดว้ ยซเี มนต์ นกึ อยากไป จงึ ไปตามทางนนั้ ปรากฏวา่ ตวั ทา่ น
พระอาจารย์เดินไปตามทางนน้ั แต่ขณะเดยี วกันองค์ท่านกย็ ังคงนง่ั อย่ทู ี่เดิม
ในระหวา่ งทางทงั้ สองขา้ ง มภี เู ขาและถำ�้ มเี งอ้ื มผา มพี ระภกิ ษนุ ง่ั สมาธอิ ยู่ มที อ่ี ยู่
คลา้ ยประทนุ เกวยี นเรยี งรายอยู่ ทง้ั ขา้ งซา้ ยและขา้ งขวา เดนิ ไปจนสดุ หนทางมเี หวลกึ
อย่ขู ้างหน้า เดินไปไม่ไดก้ ็กลบั
วนั ตอ่ มา พอนง่ั สมาธจิ ติ สงบ เหน็ ถนนนน้ั กเ็ ดนิ ไปอกี พอสดุ ถนนอยหู่ นา้ เหวลกึ
มสี ะพานทอดขา้ มไปฝง่ั โนน้ ทา่ นฯ กเ็ ดนิ ขา้ มเหวไปจนสดุ สะพาน เปน็ ภเู ขาอกี ฝง่ั หนงึ่
แตม่ องไปขา้ งหนา้ เหน็ หลงั คาคลา้ ยหลงั คาโบสถ์ วหิ ารหรอื พระราชวงั อยา่ งนนั้ มกี ำ� แพง
ประตคู า่ ยคู หอรบ เดนิ ตอ่ ไปถงึ ประตเู อามอื ผลกั ดู ปรากฏวา่ ประตตู ดิ ลกู ดาลแนน่ หนา
ผลักไม่ออกจงึ เดินกลับ
วนั ต่อมา พอนง่ั สมาธจิ ิตสงบก็เดนิ ไปอกี พอถึงก�ำแพง ประตูเปดิ คอยอยแู่ ลว้
เลยเดนิ เขา้ ไป จะวา่ วดั กไ็ มใ่ ช่ จะวา่ วงั กไ็ มใ่ ช่ แตม่ โี บสถ์ มวี หิ าร มวี งั สะอาดสะอา้ น
แตไ่ มม่ คี นหรือพระอยู่ ท่านกเ็ ดนิ ไปตามสถานทต่ี ่างๆ น้นั
พอไปถึงโบสถซ์ ึ่งเปิดประตูอยู่ ก็เดนิ เข้าไป เปน็ โบสถว์ ่างไม่มีคนอยู่ แต่เห็น
ธรรมาสน์ตงั้ อยู่ มีหมอน มีที่รองน่งั เหมือนธรรมาสน์เทศนท์ ่ัวไป แตส่ วยงามวิจิตร
ด้วยลวดลายลงรกั ปดิ ทอง ทา่ นพระอาจารย์ก็ข้ึนไปนั่ง บนธรรมาสน์น้นั พอนั่งเสรจ็
กเ็ หน็ ภาชนะอาหารมาวางขา้ งหนา้ มกี อ่ งขา้ ว ในภาชนะมกี บั คอื แตงกวาทซ่ี อยเปน็ คำ�
และมีน�้ำพริกปลาปน่ ทา่ นฯ ไดฉ้ ันอาหารนนั้ ซึ่งมรี สอรอ่ ยเหมอื นอาหารธรรมดา
16
พอฉนั เสรจ็ ภาชนะนนั้ กห็ ายไป มคี วามรสู้ กึ ขน้ึ มาวา่ สถานทน่ี ค้ี อื พระนพิ พาน
พกั อยพู่ อประมาณแลว้ กเ็ ดนิ ออกมา จติ กถ็ อนจากสมาธเิ ปน็ จติ ธรรมดา มคี วามรสู้ กึ
ว่าท่านถึงพระนิพพานแลว้
มาภายหลงั ทา่ นพระอาจารยว์ า่ มีถ้�ำสองขา้ งทาง ซ่ึงมพี ระภิกษุน่ังสมาธิอยใู่ ต้
ประทนุ เกวยี นนั้น คอื รปู พรหมโลก
ส่วนทีว่ า่ วัดหรอื วังนน้ั คอื อรูปพรหมโลก
พระอาจารยท์ า่ นวา่ พอนงั่ สมาธจิ ติ กส็ ง่ ออกไปอยสู่ ถานทน่ี นั่ นกึ วา่ ถงึ นพิ พานแลว้
แต่พอออกมาเป็นจิตธรรมดา มากระทบกระท่ังกับอารมณ์ภายนอก เห็นรูปที่น่ารัก
โดยเฉพาะเพศตรงข้ามก็ยังเกิดรัก เห็นหรือได้ยินเสียงท่ีน่าชัง ก็ยังชังอยู่ เลยมา
เฉลียวใจว่า เอ๊ะ นี่เรามาถึงนิพพานแล้ว ท�ำไมจึงมาหลงรักหลงชังอยู่ได้เล่า เห็นจะ
ไม่ใช่พระนพิ พานกระมัง นงั่ สมาธทิ ไี รกไ็ ปที่นั่นทุกที
พอนกึ ไดด้ งั นแ้ี ลว้ จงึ ตง้ั ใจใหม่ แตไ่ มใ่ หจ้ ติ มนั รวม เดนิ จงกรมกเ็ อาจติ ไวท้ ก่ี าย
จะบรกิ รรมพทุ โธ หรอื มลู กมั มฏั ฐานกแ็ ลว้ แต่ ไมใ่ หจ้ ติ รวม ไมน่ ง่ั สมาธิ เวลาจะนอน
ก็นอนเลย ท�ำอย่างน้นั อยา่ งตอ่ เนือ่ งไม่ให้ขาดสติ
พอวันทีส่ ามเอาไม่อยู่ เพราะความพรอ้ มทงั้ สติ และสมั ปชญั ญะ พอนั่งสมาธิ
จิตก็รวมใหญ่ รวมคราวนไี้ มอ่ อกไปขา้ งนอก อยูก่ บั ที่ ปรากฏว่า รา่ งกายน้ีพงั ทลาย
ลงไปเลย
ปรากฏเปน็ ไฟเผาเหลือแต่กองเถา้ ถา่ น แล้วจมหายลงไปในแผ่นดิน ขณะนน้ั
จติ อยกู่ ับทีร่ ขู้ นึ้ มาวา่ เออ ..ถูกละ่ ทนี ้ี เพราะจิตไม่ไปไหน อยกู่ ับทีแ่ ล้ว ไม่หยุดอยู่
แคน่ นั้ แล้วเกดิ ความร้ขู ้ึนมาวา่
ทุกข์ คือ สภาพท่ีทนได้ยาก เราควรกำ� หนดรู้ เราไดร้ ้แู ลว้
สมุทัย คอื แดนเกิดแห่งทุกข์ เปน็ สภาพท่ีควรละ เราไดล้ ะแลว้
17
นโิ รธ คือ การกระทำ� ใหแ้ จง้ ซง่ึ อรยิ สัจ เราไดท้ �ำให้แจง้ แลว้
มรรค คือ ศลี สมาธิ ปญั ญา เป็นปฏิปทา ควรเจรญิ เราได้เจรญิ แลว้
พระอาจารยท์ า่ นวา่ “ขณะนนั้ จติ ของทา่ นหมนุ เปน็ ปรากฏการณแ์ ปลกประหลาด
ซึง่ ไมเ่ คยมมี าก่อน และท่านวา่ กิริยาของจิตทเ่ี ป็นอยา่ งนั้น เป็นไปโดยไม่ได้ไปแตง่
เป็นผลเกดิ มาจากการอบรมภาวนา เจรญิ มรรคมอี งคแ์ ปดใหต้ อ่ เนื่อง ตรงกบั คำ� ว่า
ภาวิโต พหุลกี โต อภิญฺ าย สมฺโพธาย นิพพฺ านาย สงฺวตตฺ ติ เปน็ ไปพร้อมเพื่อ
ความรยู้ ง่ิ เพอ่ื ความตรสั รพู้ รอ้ ม เพอื่ ความดบั สนทิ ” และทา่ นฯ ยงั ยำ�้ อกี วา่ “สงวฺ ตตฺ ตๆิ
ยอ่ มเปน็ ไปพรอ้ มๆ หรือเปน็ ไปพร้อมอยู่ แลว้ แต่จะว่ากัน”
ทา่ นพระอาจารยว์ า่ อาการของจติ ทเ่ี ราพดู กนั สว่ นใหญจ่ ะเขา้ ใจวา่ มอี าการยดึ
ยาวไปเหมอื นเชอื กลา่ มววั ลา่ มควาย หรอื ขวา้ งไปเหมอื นหมาคาบบงั้ ขา้ วหลามกห็ าไม่
ลักษณะอาการของจิตกค็ อื เกดิ ดับ เกิดดบั อยา่ งต่อเน่ือง ยกอยู่ในฌานหรือ
เสวยผลแหง่ มรรคทเ่ี จรญิ แลว้ เทา่ นน้ั ลกั ษณะของจติ ทเ่ี ปน็ อยา่ งนเ้ี รยี กวา่ โคตรภญู าณ
คอื ญาณความรทู้ ก่ี า้ วขา้ มจากปถุ ชุ นโคตร กา้ วสอู่ รยิ โคตรเปน็ ปฐมมรรค โสดาปตั ตผิ ล
เป็นพระโสดาบัน แต่ท่านพระอาจารย์มิได้พูดว่าท่านเป็น
ทา่ นพระอาจารยอ์ ธบิ ายวา่ เปน็ กิริยาของจติ ซ่งึ เปน็ ผลมาจากการปฏิบตั ธิ รรม
ภาวนา อบรมมรรค ๘ หรือมรรคมอี งค์ ๘ คอื ศีล สมาธิ ปัญญา
ผเู้ ล่าสงสยั วา่ อริยบุคคลตอ้ งเปน็ อย่างนท้ี ง้ั หมดหรอื จงึ คอยหาโอกาสกราบ
เรยี นถาม พอไดโ้ อกาส เวลาฉนั นำ้� รอ้ นนำ�้ ชาสองตอ่ สอง จงึ ไดจ้ งั หวะกราบเรยี นถาม
ท่านพระอาจารยต์ อบว่าไม่เป็นอยา่ งนั้น จะรแู้ จง้ สจั ธรรมไมไ่ ด้ จะร้ไู ดอ้ ย่างไร
ความตรสั รู้ จะเปน็ สมั พทุ ธะ และสาวกอนพุ ทุ ธะกเ็ ปน็ แนวเดยี วกนั จงึ เปน็ อรยิ บคุ คลได้
พอเรียนถามว่า ครั้งพุทธกาล นางวิสาขาพร้อมบริวาร ๕๐๐ ฟังธรรมจาก
พระพทุ ธเจา้ วา่ กนั วา่ พากนั ยนื ฟงั กลางถนน พอเทศนเ์ สรจ็ กส็ ำ� เรจ็ กนั แลว้ ดรู วดเรว็ นกั
18
ท่านเหล่าน้ันจะรู้ตัวหรือเปล่า ท่านพระอาจารย์ก็ตอบว่า พระพุทธเจ้าชั้นบรมครู
พระองคท์ �ำได้ ไม่เหมอื นพวกเรา สอนจนปากเปียกปากแฉะกย็ งั ไมร่ ู้
พอเรียนถามวา่ แลว้ ท่านเหล่านัน้ จะร้ตู ัวหรือเปลา่
ทา่ นพระอาจารยต์ อบวา่ “ในเบอื้ งตน้ อาจไมร่ ตู้ วั เพราะเขาเหลา่ นน้ั ฌานยงั ออ่ น
ภายหลังจงึ รู้ตัวได้ เพราะเหตนุ ้ี พระโสดาบันจึงปดิ ประตอู บายภูมิ ๔ ได”้
ทา่ นเหลา่ น้ันดำ� รงตนอยูใ่ นสรณะและศลี ๕ อยา่ งม่นั คง กิริยา วาจาและใจท่ี
เคยเป็นอกุศล กายฆา่ สตั ว์ วาจากล่าวมสุ า และใจเป็นอกศุ ลวิตก ที่เคยชนิ มานาน
หลายภพหลายชาติ พอจิตก้าวสอู่ ริยวังสปฏิปทาแลว้ อกุศลเหลา่ นั้นจะเกดิ ข้นึ กจ็ ะ
มีญาณ เกดิ ขนึ้ หา้ ม เป็นหิริโอตตปั ปะมากางกน้ั ไว้
ฉะนนั้ พระโสดาบนั จึงปดิ ประตอู บายภูมไิ ด้ แมแ้ ตท่ ่านภทั ทวคั คยี พ์ รอ้ มสหาย
ทง้ั ๓๐ เดนิ ทางไปเทย่ี วปา่ ไรฝ่ า้ ย พบพระพทุ ธเจา้ ไดฟ้ งั ธรรม สำ� เรจ็ แคพ่ ระโสดาบนั
บวชเป็นเอหิภิกขุ พระพุทธองค์ยังส่งไปประกาศพระศาสนาได้ ต่อมาเม่ือมาเฝ้า
พระพทุ ธเจา้ ในวนั เพญ็ เดือน ๓ ทรงแสดงพระโอวาทปาฏโิ มกข์ จงึ ไดส้ ำ� เรจ็ เป็น
พระอรหนั ต์
ทา่ นพระอาจารย์วา่ อยา่ งนี้
นี่คอื เหตุการณใ์ นพรรษาที่ ๓ ที่วดั เลียบเมืองอบุ ลฯ ของทา่ นพระอาจารย์
พอปวารณาออกพรรษารบั กฐนิ สน้ิ ภาระแลว้ จงึ ปรกึ ษากบั ทา่ นพระอาจารยเ์ สาร์
ชวนกันมาศึกษาต่อที่กรงุ เทพฯ
19
ทา่ นพระอาจารย์ม่นั มาอยกู่ รงุ เทพฯ
ในพรรษาท่ี ๘ ทา่ นพระอาจารยม์ าอยทู่ กี่ รงุ เทพฯ ทวี่ ดั สระปทมุ มงุ่ ทงั้ การศกึ ษา
และปฏบิ ตั ไิ ปพรอ้ มๆ กนั กจิ วตั รอยา่ งหนงึ่ คอื การเทย่ี วไปศกึ ษาสนทนา และฟงั เทศน์
ทา่ นเจา้ คุณอุบาลคี ุณปู มาจารย์ (จันทร์ สิริจนโฺ ท) ที่วดั บรมนิวาส
วันหน่ึง ขณะกลับจากการฟังธรรมท่านเจ้าคุณฯ ก�ำลังเดินกลับวัดสระปทุม
พร้อมเพ่อื นสหธรรมิก ๔-๕ รูป คนื เดอื นหงาย พระจนั ทรส์ ่องแสงสว่าง มองเหน็
สงิ่ ตา่ งๆ ได้ พอรวู้ า่ อะไรเปน็ อะไร พอเดนิ มาถงึ หนา้ วงั ของกรมพระสวสั ดฯ์ิ (ปจั จบุ นั
เปน็ โรงเรยี นชา่ งกลปทมุ วนั ) กแ็ ลเหน็ วงั สรา้ งแบบยโุ รป ในความรสู้ กึ ของคนทว่ั ไปวา่
สวยงามดี ทา่ นพระอาจารยแ์ ลเหน็ กว็ า่ สวยงาม แตค่ วามตอ่ เนอ่ื งของสตสิ มั ปชญั ญะ
พอคดิ วา่ สวยงามเทา่ นน้ั จติ กร็ วมลงไป แลว้ เกดิ ความรขู้ นึ้ มาวา่ ดนิ หนนุ ดนิ แลว้ จติ
ก็ไมห่ ยุดนง่ิ กลับรวมลงไปอกี
แลว้ ก็เกิดญาณขน้ึ กำ� หนดรอู้ รยิ สจั เหมอื นพรรษาท่ี ๓ ทวี่ ัดเลียบ เกดิ เปน็
ครั้งท่สี อง ในพรรษาท่ี ๘ หา่ งกันถงึ ๔-๕ ปี ก็เหมือนอยา่ งวา่ คือ จติ ทำ� อรยิ มรรค
ท่สี องซ้ำ� ของเก่า
ได้ความรู้ว่า ดินหนุนดิน คือสังขารท้ังหลายท้ังที่มีวิญญาณครอง และไม่มี
วญิ ญาณครอง เพราะธาตทุ งั้ ๔ รวมกนั โดยมธี าตดุ นิ เปน็ ธาตนุ ำ� เพราะเปน็ ของแขง็
เหมอื นเอาดินก่อก่ายกองกันข้ึนมา สว่ นธาตุนอกนัน้ เปน็ ธาตุอาศัย
ท่านพระอาจารย์วา่ ได้ความรู้อกี ว่า อรยิ ธรรมนี้ ไม่ได้ต้ังอยบู่ นหัวหลกั หัวตอ
ขีด้ ิน ขห้ี ญา้ ฟา้ แดดดนิ ลม พระอาทิตย์ พระจนั ทร์ ดวงเดอื น ดาว นกั ขัตฤกษ์
ท่ไี หน (ค�ำน้ี ดทู ่านจะย้ำ� บ่อยๆ ธรรมเทศนาสว่ นมากท่านจะย�ำ้ คำ� นเี้ สมอ) คงตัง้ อยู่
ทคี่ นนเ่ี อง ไมเ่ ลอื กกาล สถานที่ อริ ยิ าบถ ดแู ตเ่ รานส่ี ิ ยนื วา่ กนั กลางถนนในกรงุ เทพฯ
น้เี ลย
20
ขณะจติ ทำ� อรยิ มรรคนนั้ เพอื่ นสหธรรมกิ เดนิ ลว่ งหนา้ ไปกอ่ นโดยไมร่ วู้ า่ ใครทำ�
อะไรที่ไหน กม้ หนา้ ก้มตาเดนิ ไปเรื่อยๆ เหมอื นหมีกินผงึ้ ท่านว่าอย่างนน้ั
ในพรรษาท่รี ้แู จ้ง
คะเนดวู า่ เปน็ ชว่ งทที่ า่ นฯ จะจำ� พรรษาตดิ ตอ่ กนั ระหวา่ งกรงุ เทพฯ กบั ประเทศ
พมา่ จวนจะเขา้ พรรษา ทา่ นพระอาจารยพ์ จิ ารณาไดค้ วามวา่ เราควรหลกี ออกจากหมู่
ไปอยู่รปู เดียว พจิ ารณาไดท้ ่ถี �้ำสารกิ า จงั หวัดนครนายก จึงออกเดินทางมุ่งหน้าสู่
ถ้�ำสาริกา นครนายก
เมอ่ื ถงึ แลว้ ไดถ้ ามชาวบา้ นแถวนน้ั ซง่ึ เป็นชาวโคราชมาทำ� ไร่ ต้ังบา้ นอย่ชู ือ่ ว่า
บา้ นห้วยอเี หน็ บ้านเรือนยงั ไมม่ ี มแี ตป่ ่า ไม่เหมือนทกุ วนั นี้ บอกความประสงค์ที่
จะจ�ำพรรษาทีถ่ ำ�้ น้ี ชาวบ้านกย็ นิ ดี ว่าจะได้ท�ำบุญกบั ท่าน
แต่ชาวบ้านถามว่า ท่านพระอาจารย์จะอยู่ได้ไหม ปีท่ีแล้วมีพระมาจ�ำพรรษา
๔ รปู ยงั ไมพ่ น้ พรรษา ตายคาถำ�้ ๒ รปู ออกไปตายขา้ งนอกอกี ๒ รปู ทา่ นพระอาจารย์
บอกว่าไหนๆ กร็ อนแรมจากกรงุ เทพฯ มาไกล จวนจะเข้าพรรษาแลว้ ลองดู จะตาย
เป็นองคท์ ี่ ๕ กจ็ ำ� เปน็
ชาวบา้ นกใ็ หค้ วามรว่ มมอื เปน็ อยา่ งดี นคี่ อื คนไทย อยปู่ า่ อยบู่ า้ นมแี ตบ่ ญุ กบั บญุ
สมกบั มพี ระพทุ ธเจ้าเป็นบรรพบุรษุ จรงิ ๆ
พอเขา้ พรรษาได้ ๓ วนั กไ็ ดเ้ รอื่ งทเี ดยี ว จติ ใจฟงุ้ ซา่ น กายรำ� คาญ เตม็ ไปดว้ ยความ
วติ กนานาประการ ล้วนแตห่ าสาระไมไ่ ด้ท้ังนัน้ ธาตพุ กิ ารอาหารไมย่ อ่ ย ฉนั ขา้ วโพด
เข้าไป ถ่ายเป็นเมลด็ ออกมา ไม่เป็นอนั หลบั อนั นอน พิจารณาทบทวนไปมา เลยคิด
ไดว้ า่ ลองไมฉ่ นั ดกี วา่ บอกชาวบา้ นวา่ “ถา้ ไมเ่ หน็ อาตมาลงไปบณิ ฑบาต อยา่ ขนึ้ มานะ”
ชาวบ้านพาซื่อ ไมข่ ้ึนมาจริงๆ บอกวา่ ถ้าถงึ ๗ วนั ไม่เหน็ ลงไปบิณฑบาต ข้ึนมาเอา
ไฟมาดว้ ยจะได้เผากนั ทา่ นฯ วา่ อยา่ งนเ้ี ลย
21
แลว้ กไ็ มม่ กี ารพกั ผอ่ นกนั เลยละ่ ทา่ นพระอาจารยเ์ ดนิ จงกรม พจิ ารณากำ� หนด
จิตอยู่ในร่างกายนี้ พอสมควรแล้วก็น่ังสมาธิ ความวติ กกังวลทับถมเขา้ มา รา่ งกาย
เจ็บปวด เวทนา ท้ังแสบทั้งรอ้ นสารพัดเกยี้ วขา สารพาเก้ยี วแขง้ ทา่ นฯ วา่
พอคดิ ขน้ึ ไดว้ า่ จะเปน็ ตายรา้ ยดี กใ็ หต้ ดั สนิ กนั วนั นี้ เมอื่ ลงใจไดเ้ ชน่ นี้ พจิ ารณา
ก�ำหนดอยู่ในรา่ งกายไม่ถอย จิตก็รวมใหญ่ ปรากฏว่า ร่างน้พี ังไปเลย เกิดไฟเผา
ไหมเ้ ป็นเถา้ ถา่ นจมหายไปในแผ่นดนิ เกดิ ความร้ขู ้ึนมาเหมอื นคร้งั อยวู่ ัดเลยี บ และ
ทีก่ รงุ เทพฯ ซ�้ำข้ึนมาอีก เป็นครง้ั ที่ ๓
เวทนาและความวติ กกงั วลทง้ั หลาย หายหมดสน้ิ เหลอื แตป่ ตี ิ สขุ และเอกคั คตา
เกิดความรูแ้ ปลกประหลาดขน้ึ มา เปน็ บาทคาถาบาลีวา่
สุตวโต จ โข ภิกฺขเว อสสฺ ุตวตา ปุถชุ ชฺ เนนาปิ ภควํมลู กา โน ภนเฺ ต ภควํ-
เนตตฺ กิ า ภควํปฏิสรณา
ความวา่ ดกู อ่ นภกิ ษทุ ง้ั หลาย ภกิ ษโุ ยคาวจรเจา้ ผไู้ ดศ้ กึ ษามากด็ ี ภกิ ษโุ ยคาวจรเจา้
ทไ่ี มไ่ ดศ้ กึ ษา เพราะความทตี่ นเป็นปถุ ชุ นคนหนากด็ ี ใหเ้ อาพระผู้มพี ระภาคเจา้ เปน็
มูลเหตุ เอาพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นเนติแบบฉบับ เอาพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นท่ีพึ่ง
ทอี่ าศยั เสมอดว้ ยชวี ติ เพราะเรอื่ งทงั้ หลายเหลา่ น้ี แมแ้ ตพ่ ระตถาคตเจา้ กไ็ ดก้ ระทบ
กระท่ังมาแลว้ อย่างแสนสาหัส
ชอ่ื คาถานไี้ ม่เคยไดย้ ินไดฟ้ ังมาเลย ทา่ นพระอาจารย์วา่
ท่านพระอาจารยน์ ง่ั ทำ� สมาธอิ ย่ใู นถ�ำ้ น้นั หนั หนา้ ออกขา้ งนอก จติ ใจเบิกบาน
แจ่มใส ดว้ ยปตี ปิ ราโมทย์ในธรรม
ขณะนัน้ มลี งิ แมล่ ูก ๒ ตวั อยูข่ ้างนอก แม่เข้ามาส่องดูทา่ น กลบั ไปแลว้ กลบั มา
๒-๓ ครัง้ ท่านพระอาจารย์ก�ำหนดพจิ ารณาดวู ่า ลิงสองแมล่ กู มนั ทำ� อะไร รู้ขึน้ มา
ในใจว่าลงิ แม่มาดเู รา แล้วไปพดู กับลูกว่า “พระท่านมาจำ� ศีลอย่ทู น่ี ี่” ทา่ นจึงนกึ วา่
ลงิ มนั ก็รู้จกั ศีล แต่รกั ษาศลี ไม่เป็น องค์ประกอบไม่พรอ้ มเหมอื นมนษุ ย์ จงึ รักษา
ศลี ไม่ได้ เลยน้อมเขา้ มาหาตัววา่ เรารกั ษาศลี รู้จักศลี แล้วหรือ
22
พอตกตอนบา่ ย ท่านลุกข้ึนทำ� ความสะอาด ปัดกวาดบรเิ วณพลาญหินหนา้ ถ�้ำ
สติสมั ปชญั ญะและปีตปิ ราโมทย์ พร้อมตลอดเวลา ขณะนั้นฝูงปลวกดำ� ไตข่ ึ้นมาบน
แผน่ หินหนา้ ถ้�ำ ทา่ นพระอาจารยก์ วาดไปถึง ค่อยๆ พดู วา่ “หนีเน้อสู กูจะกวาด
วัดไปถูกตอ้ งตัวเข้า จะหาว่าเบียดเบยี น” หวั หนา้ ปลวกพูดข้ึนว่า “หนีเถอะพวกเรา
นี้วดั ธรรมยตุ ทา่ น” แลว้ พากนั หนีไป ทา่ นคดิ ในใจวา่ พวกปลวกมันยงั รวู้ ่า เราเปน็
พระธรรมยุต แลว้ เราล่ะ ร้จู กั ธรรมยตุ หรอื ยงั พจิ ารณาไดค้ วามว่า ธรรมยุต คอื
ยุติธรรม คือความถกู ต้องเป็นธรรมนน่ั เอง
ท่านพระอาจารย์กำ� หนดไป พิจารณาไป ท�ำกจิ วตั รไป เกิดนำ้� ตาไหลเหมอื น
ร้องไห้
เอ๊ะ...น่เี ราไมไ่ ดเ้ จ็บปวดหรอื เศร้าโศก ทำ� ไมน�ำ้ ตาไหล ไดค้ วามวา่ กำ� ลังปีติ
ทต่ี ามระลกึ ถงึ พระมหากรณุ าธคิ ณุ ทพี่ ระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ ไดท้ รงวางศาสนาไวใ้ หเ้ รา
ได้ปฏิบตั เิ ป็นพระมหากรณุ าอันยิง่ ใหญ่ พระอรหนั ตสาวก และพระสาวกที่ประพฤติ
ปฏบิ ตั สิ บื ต่อมาจนถึงตัวเรา ก็ด้วยพระมหากรณุ าอันยิ่งใหญ่น้ี
องค์พระมหากษัตริย์ของไทย ได้ทรงยกย่องพระพุทธศาสนา ทุกพระองค์
เป็นเอกอัครศาสนปู ถมั ภก เปน็ พระมหากรณุ าอันสงู สง่ ประมาณมิได้ เพราะว่า ดว้ ย
พระบรมเดชานภุ าพของพระองคย์ งิ่ ใหญ่ จะทำ� ลายศาสนากไ็ ด้ จะยกยอ่ งศาสนากไ็ ด้
แตพ่ ระองคม์ ไิ ด้ทำ� ลาย มแี ตย่ กย่อง จงึ เปน็ พระมหากรุณาอนั ใหญย่ ่งิ
ทา่ นฯ วา่ เชน่ น้ี
ตกตอนเยน็ ฝูงนกท้ังหลายทอ่ี าศยั นอนบนตน้ ไม้ เวลาใกล้ค�ำ่ กลับจากหากนิ
สง่ เสยี งรอ้ งเจย๊ี วจา๊ วระงมไปหมด ทา่ นพระอาจารยก์ ำ� หนดพจิ ารณาวา่ นกมนั วา่ อะไร
ได้ความว่า วันน้ีพวกเราไปหากินอ่ิมไหม มีอันตรายจากมนุษย์และสัตว์มีอ�ำนาจ
มเี หยย่ี ว เปน็ ตน้ ทำ� อนั ตรายไหม มาครบกนั ไหมทำ� นองนน้ั สว่ นตอนเชา้ กพ็ ดู กนั วา่
วนั นพี้ วกเราจะไปทางไหน แบง่ กนั ไปกพ่ี วก ท�ำนองนน้ั
23
ท่านพระอาจารย์พักผ่อนไม่ฉันอาหาร ๒-๓ วัน ท้ังร่างกายและจิตใจสงบ
เป็นปกติ เที่ยวบิณฑบาตทุกวัน จนออกพรรษา ชาวบ้านชมว่า เก่งจริงไม่ตาย
ปวารณาพรรษาแล้ว บอกลาชาวบา้ นจะกลบั กรุงเทพฯ
ชาวบา้ นถึงเขาจะยากจน ยังมผี ้าจำ� นำ� พรรษา และปจั จยั มาถวาย พรอ้ มพชื ไร่
มีฟกั ทอง ถ่วั ขา้ วโพด ตามมตี ามเกดิ ดว้ ยจติ ศรทั ธา ด้วยความอาลยั อาวรณเ์ พราะ
ร่วมสุขทุกข์กนั มาตลอด ๓ เดอื น
นี่ละหนอโลก ทา่ นฯ วา่
ทา่ นไดพ้ จิ ารณาเหตกุ ารณท์ เ่ี กดิ ขน้ึ ทถี่ ำ้� สารกิ าแลว้ ไดค้ วามวา่ พวกพระภมู เิ จา้ ท่ี
ทอี่ ารกั ขาถำ้� อยู่ เขาทดลองวา่ จะเปน็ พระมศี ลี ไหม ถา้ ไมเ่ กง่ จรงิ ตอ้ งตายแน่ เหมอื น
พระสร่ี ปู ทตี่ ายคาถำ�้ สองรปู กระเสอื กกระสนออกไปตายขา้ งนอก อกี สองรปู ตง้ั ใจไว้
วา่ ตนจะเอาดดี ว้ ยการอดอาหาร แตพ่ อหวิ กพ็ ากนั ไปเกบ็ ผลไมป้ า่ มาบรโิ ภค คอื กลว้ ย
เห็นกลว้ ยปา่ สกุ เป็นการท�ำลายศีล พรากพีชคาม ฉันอาหารท่ไี ม่ไดป้ ระเคน บริโภค
อาหารในเวลาวกิ าล ใหล้ ่วงลำ� คอเข้าไป พวกนัน้ กล็ งโทษ ทา่ นพระอาจารยว์ ่า
ทา่ นฯ เลา่ ตอ่ วา่ หลงั ออกพรรษาได้ ๓-๔ วัน กำ� ลงั จะเดนิ ทางกลับกรุงเทพฯ
มีทหารมหาดเลก็ ๔ คนหามเสล่ยี งมา พากันข้นึ มากราบท่าน ขอนิมนตท์ า่ นกลบั
กรงุ เทพฯ เพือ่ รว่ มรับกฐินวัดปทมุ วนาราม
ทา่ นพระอาจารยจ์ งึ เกบ็ บรขิ าร กราบนมสั การพระพทุ ธรปู อำ� ลาเทพารกั ษ์ และ
ชาวบา้ นออกเดินทาง
จะพกั แรมกันท่ไี หนบา้ ง ผเู้ ล่าก็ไมไ่ ดถ้ าม ท่านพระอาจารย์เลา่ แต่วา่ พกั แรม
๓ วัน ก็ถึงกรงุ เทพฯ
ในปีน้ัน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จะเสด็จพระราชทานผ้า
พระกฐนิ ทวี่ ดั ปทมุ วนาราม ไดม้ รี บั สงั่ แกเ่ จา้ คณุ พระปญั ญาพศิ าลเถร (หนู €ติ ปญโฺ )
เจา้ อาวาสในขณะนน้ั วา่ “พระสงั กดั วดั ปทมุ ฯ จำ� พรรษาอยทู่ ใ่ี ด ขอนมิ นตม์ าใหห้ มด”
24
ท่านเจ้าคณุ ฯ ถวายพระพรว่า “คุณมั่น เธอจ�ำพรรษาอย่ทู ่ีถ�้ำสารกิ า” กท็ รงรับส่ังว่า
“ไมเ่ ป็นไร จะให้มหาดเล็กไปรับเอง”
เมอ่ื วนั กฐนิ มาถงึ เสรจ็ พธิ แี ลว้ มกี ารออกสลากภตั โดยพระบาทสมเดจ็ พระเจา้
อยู่หวั ฯ ทรงเป็นประธาน คล้ายกบั ว่า ทรงทำ� เปน็ กรณีพิเศษ รว่ มกับขา้ ราชบรพิ าร
ของน�ำมาจับสลากตามแตศ่ รัทธา สงิ่ ทีท่ รงนำ� มาออกสลาก เปน็ ตะเกยี งลาน ๒ อัน
นา่ ประหลาดทจี่ บั สลากทงั้ ๒ ครง้ั ตะเกยี งลานกไ็ ดแ้ ก่ ทา่ นพระอาจารยท์ ง้ั สองครง้ั
จึงได้พระราชทานแก่ท่านพระอาจารย์ ด้วยพระหัตถ์ พร้อมทั้งตรัสว่า “คุณมั่น
เธออยปู่ ่ามีแสงสว่างนอ้ ย เราขอให้แสงสว่างแด่เธอ”
นี่คือ ความเป็นมาของเร่ือง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรง
พระราชทานเสลย่ี ง ไปรบั ทา่ นพระอาจารยจ์ ากนครนายก กลบั มารบั กฐนิ หลวง แตท่ า่ น
พระอาจารยไ์ มข่ นึ้ นงั่ เสลย่ี ง เอาแตบ่ รขิ ารวางไว้ แลว้ กเ็ ดนิ กลบั มากบั มหาดเลก็ จนถงึ
กรงุ เทพฯ ดังกล่าว
เรง่ ความเพยี รท่ีถ้�ำไผข่ วาง
ต่อมาท่านพระอาจารย์ก็พิจารณาว่า จะออกแสวงหาวิเวก ปรารภความเพียร
ตอ่ พิจารณาไดใ้ นสมาธินิมิตวา่ มถี �ำ้ ๆ หน่งึ อยูบ่ นเขา มีลักษณะผินหน้าไปทิศนั้น
มสี ญั ลกั ษณอ์ ยา่ งนนั้ ๆ ทา่ นจงึ วา่ เราควรจะไปเจรญิ สมณธรรมทนี่ น่ั เมอื่ ไดโ้ อกาสไป
นมสั การกราบเรยี นท่านเจ้าคณุ อุบาลฯี ทา่ นบอกวา่ ถ�ำ้ ท่วี า่ น้ี อยเู่ ขาพระงาม จงั หวัด
ลพบุรี ช่ือถ�ำ้ สงิ ห์โตหรือถำ้� ไผข่ วาง
ท่านเจ้าคณุ อุบาลีฯ ซอื้ ตวั๋ รถไฟถวาย ท่านฯ ก็เดนิ ทางจากกรุงเทพฯ สลู่ พบุรี
ด้วยขบวนรถไฟ อยู่ที่นั่นมีโยมผู้หญิงมาถวายบิณฑบาต พร้อมกับบุตรสาวทุกวัน
ด้วยความศรัทธาและเล่ือมใส มีเพื่อนสหธรรมิก ๔-๕ รูป ท่านฯ ไม่ได้บอกว่า
เพื่อนเหล่านีอ้ ยกู่ ่อนหรอื หลัง แตท่ ุกรูปก็ตงั้ หนา้ ต้ังตาทำ� ความเพยี ร ไม่รบกวนกัน
ตา่ งคนต่างอย่นู อกจากทำ� ขอ้ วตั รเทา่ นั้น จึงรวมกัน
25
เดือนอ้ายผ่านไป เดือนย่ีผ่านไป เดือนสามย่างเข้ามา การเจริญสมณธรรม
เปน็ ไปอยา่ งสมำ่� เสมอ พอถงึ วนั เพญ็ เดอื น ๓ พจิ ารณาไดค้ วามวา่ เราบำ� เพญ็ สมณธรรม
มาถงึ บดั นก้ี เ็ ปน็ เวลาถงึ ๑๒ ปี ทกุ อยา่ งพรอ้ มแลว้ ทจ่ี ะทำ� ทส่ี ดุ แหง่ ทกุ ขใ์ นวฏั สงสาร
ได้ในคืนวนั เพญ็ นี้
พอรู้อย่างนี้แล้ว ก็เตรียมการงานที่เคยท�ำเป็นต้นว่า การปัดกวาดบริเวณกุฏิ
ตลอดจนการสรงนำ้� จดั แจงทอ่ี ยู่ ทนี่ ง่ั ใหพ้ รอ้ ม ถงึ เวลาเดนิ จงกรมกเ็ ดนิ พอไดเ้ วลา
น่ังสมาธิกน็ ง่ั พอหนั หนา้ สู่ทศิ ตะวนั ออก รู้สึกโล่งในจิต กเ็ ข้าสมาธิทันที
พอน่งั ไดไ้ มน่ าน เกิดอาการวติ กกงั วลขึน้ ทางจิตใจ ทางรา่ งกายก็มอี าการเจบ็
แสบร้อนโหมขึ้นมา แตเ่ รือ่ งน้ีเคยผา่ นมาแลว้ สมัยยังอย่ถู ำ�้ สารกิ า จึงระงับไดบ้ า้ ง
พอจิตสงบหนอ่ ยหนง่ึ จิตก็สว่างไปขา้ งหน้า ปรากฏเหน็ หญิงผเู้ ปน็ บตุ รสาวของโยม
อปุ ฏั ฐาก ยนื รอ้ งเรียกความรกั จากท่านอยู่ ซ่งึ ปกติก็ไมเ่ คยมี ไมเ่ คยพบเห็น ถือเป็น
เรือ่ งธรรมดา จิตไม่เคยมีความยนิ ดอี ะไร แต่ในนิมิตปรากฏเช่นนนั้
ทา่ นพระอาจารยก์ พ็ จิ ารณาวา่ อนั เรอ่ื งเกดิ แกเ่ จบ็ ตาย เรากไ็ ดพ้ จิ ารณามาอยา่ ง
ชำ่� ชองแลว้ จะมาหลงอกี หรอื พอกำ� หนดดงั น้ี หญงิ นนั้ กแ็ กเ่ ฒา่ ลม้ ตายลง เหลอื แต่
กองกระดกู หายไปในแผน่ ดนิ จิตกถ็ อนออกมาเป็นจิตธรรมดา ทกุ ขเวทนายังมีอยู่
จึงก�ำหนดจิตพจิ ารณาลงไปอีก ปรากฏเป็นความสว่างออกไปขา้ งหน้า เม่ือจติ
รวมแลว้ เห็นคนใหญโ่ ต ในความรสู้ ึกวา่ เป็นยักษ์ เดินถอื กระบองจากภูเขาขา้ งหนา้
เขา้ มาหา มีความรู้สึกว่า ยักษ์จะตีหัว พอไดส้ ตกิ ็นึกได้ทันทวี ่า อ�ำนาจใดๆ ในโลก
ทง้ั ๓ ไมม่ อี ำ� นาจอานภุ าพใด จะเหนอื พระพทุ ธานภุ าพไปได้ พอกำ� หนดไดด้ งั น้ี ภาพนน้ั
กห็ ายไป
ท่านฯ ว่าจติ ถอนออกมาอีก คราวน้ีเวทนา วิตก จางลงไปมาก แต่ยงั ไมห่ มด
ทา่ นกำ� หนดพจิ ารณาอกี จติ กร็ วมลงไป ปรากฏวา่ ฝนตกนำ้� นอง ชมุ่ ชนื่ ขน้ึ มา มกี ำ� ลงั
ปตี ซิ าบซา่ นไปทัว่ มีความสุข และจติ เขา้ ถงึ เอกคั คตาญาณ มกี ายปสฺสทฺธิ กายสงบ
จติ ตฺ ปสสฺ ทธฺ ิ จติ สงบ กายลหตุ า กายเบา จติ ตฺ ลหตุ า จติ เบา กายปาคญุ ฺ ตา กายควร
26
แกก่ ารงาน จติ ตฺ ปาคุญฺ ตา จติ ควรแกก่ ารงาน จติ ก็กา้ วลงสูป่ ฐมฌาน ทตุ ยิ ฌาน
ตติยฌาน และจตุตถฌานโดยล�ำดบั พักอยใู่ นจตุตถฌานนานพอสมควร จิตก็ถอย
ออกมาสู่ ตติยฌาน ทุตยิ ฌาน ถงึ ปฐมฌานหยุดอยู่แคน่ ้ี
เกดิ ความรชู้ นดิ หนงึ่ ขน้ึ มา คอื รเู้ หน็ ชาตภิ พ ในกาลกอ่ น ทเ่ี รยี กวา่ ปพุ เพนวิ าสา-
นสุ สตญิ าณ เปน็ ตวั วปิ สั สนาญาณขนึ้ มาวา่ ปจั จบุ นั เราเปน็ อยา่ งนี้ ในอดตี ชาตเิ ราเกดิ
อยู่บ้านเมอื งน้ัน ประเทศนนั้ มอี าหารอยา่ งนั้น มผี วิ พรรณอย่างนั้น มสี ุขอยา่ งนนั้
มที กุ ขอ์ ย่างนน้ั เปน็ ลำ� ดับไป จนถึงคร้ังเป็นเสนาบดี นงั่ ฟงั ธรรมของพระพทุ ธเจ้า
เฉพาะพระพักตร์ และได้ตั้งความปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า ต่อหน้าพระพักตร์
เปน็ เวลาผา่ นมาประมาณ ๔-๕๐๐ ชาติ
จึงระลกึ ได้วา่ การทเ่ี ราเวยี นว่ายตายเกดิ อยู่อย่างนี้ ก็เพราะจิตดวงนี้ พอพกั
จิตได้ จิตก็หยุด ก้าวลงสู่ทุติยฌาน ตติยฌานและจตุตถฌาน ปฐมยามผ่านไป
พอเขา้ ยามท่ี ๒ มชั ฌมิ ยาม จติ กพ็ กั เอากำ� ลงั ตอ่ จติ อยใู่ นฌานน้ี คอื การพกั เอากำ� ลงั
สว่ นปฐมฌานนนั้ คอื การพจิ ารณาวปิ สั สนาญาณ เปรยี บดว้ ยการทำ� งานแลว้ พกั ผอ่ น
เอาก�ำลงั
ท่านพระอาจารย์ว่า พอจิตพักอยู่ในจตุตถฌานมีก�ำลังแล้ว ก็ถอยออกมา
โดยล�ำดับ ทุติยฌานและตติยฌานคือ ทางผ่าน ท่านฯ ว่า ออกมาถึงปฐมฌาน
เกดิ วปิ ัสสนาญาณ เหน็ ภพและชาติ และธาตุขนั ธซ์ ่งึ เป็นท่ีอาศยั ของสตั วโ์ ลก เร่ิมแต่
บดิ ามารดาเปน็ ตน้ ไป ว่าคนนัน้ ชาตินนั้ ไดเ้ กดิ เป็นคนเปน็ สตั ว์ มอี าหาร มรี ูปรา่ ง
มกี ารงาน ทำ� อยา่ งนน้ั ไดส้ ขุ ไดท้ กุ ขอ์ ยา่ งนนั้ ไมม่ ที สี่ น้ิ สดุ ไมม่ ปี ระมาณ สตั วท์ ง้ั หลาย
เหล่านีเ้ วียนว่ายตายเกิดในวฏั สงสาร กเ็ พราะอาศยั จติ ดวงนี้ จติ ก็หยดุ กา้ วเข้าสู่
ทุติยฯ ตตยิ ฯ และจตตุ ถฌานตามลำ� ดบั อกี เพอื่ พกั เอาก�ำลงั มชั ฌมิ ยามผา่ นไป
ในปจั ฉิมยาม คอื ยามภายหลงั แหง่ ค�่ำคืนวนั นั้น พอจิตพักได้ก�ำลังแลว้ กถ็ อย
ออกมาสปู่ ฐมฌาน อนั เปน็ บาทฐานแหง่ วปิ สั สนาญาณ จติ กพ็ จิ ารณา ปจั จยาการ คอื
อาการของปจั จยั เกิดมีคำ� ใหมเ่ พมิ่ ขึน้ อกี วา่
27
€ีติภูตํ อวิชฺชา ปจฺจยา สงฺขารา สงฺขารา ปจฺจยา ฯลฯ จนถึง โทมนสฺส
อปุ ายาสา สมภฺ วนฺติ
ได้ความวา่ €ตี ิภตู ํ คอื จติ ดวงเดมิ ของสรรพสัตวท์ ัง้ มวล ทยี่ งั มไิ ด้อบรมศลี
สมาธิ ปญั ญา ตามแนวทางแหง่ พระสัพพัญญตุ ญาณนั้น กอ่ ใหเ้ กดิ อวิชชา
อวชิ ชา เป็นปจั จัยใหเ้ กิด สงั ขาร
วญิ ญาณ
สงั ขาร เปน็ ปัจจัยใหเ้ กดิ นามรูป
สฬายตนะ
วญิ ญาณ เปน็ ปจั จัยใหเ้ กดิ ผสั สะ
ตัณหา
นามรูป เปน็ ปจั จยั ให้เกดิ อปุ าทาน
ภพ
สฬายตนะ เปน็ ปจั จยั ให้เกดิ ชาติ
ชรา พยาธิ มรณะ โสกปริเทวนา
ผสั สะ เป็นปจั จัยใหเ้ กิด
ตัณหา เป็นปัจจัยใหเ้ กดิ
อปุ าทาน เปน็ ปจั จยั ใหเ้ กดิ
ภพ เป็นปจั จัยใหเ้ กิด
ชาติ เป็นปจั จยั ใหเ้ กิด
รอ้ งไหพ้ ไิ รรำ� พนั ถงึ กนั จนเกดิ ทกุ ขโ์ ทมนสั สะ ใจไมด่ ี อปุ ายาสะ คบั แคน้ แนน่ ใจ
วา่ แลว้ ทา่ นพระอาจารย์ก็ เอวเมตตสฺส เกวลสสฺ สมทุ โย โหติ ท่ีสัมพนั ธก์ นั เกิดเป็น
ปจั จยั ใหเ้ กดิ ทกุ ขอ์ ยา่ งนี้ ทา่ นพระอาจารยว์ า่ เมอ่ื จติ ไดอ้ รยิ มรรคญาณแลว้ จติ ดวงเดมิ
คอื ฐีติภูตัง เปน็ ฐีตญิ าณ เป็นเครอ่ื งตัดขาดจากอวิชชา
เม่ืออวิชชาไม่เกาะเก่ียวได้แล้ว จึงเป็น อวิชฺชายเตฺวว อเสสสงฺขารนิโรโธ
สงฺขารนโิ รธา วิญฺ าณนโิ รโธ วิญฺ าณนิโรธา จนถงึ ตณฺหานโิ รโธ ตณฺหานโิ รธา
ภวนโิ รโธ ภวนโิ รธา ชาตนิ โิ รโธ ชาตนิ โิ รธา ชรามรณํ โสกปรเิ ทวทกุ ขฺ โทมนสสฺ ปุ ายาสา
นริ ุชฌฺ นฺติ ไดค้ วามว่า เมื่ออวิชชาดับสังขารก็ดับ สงั ขารดบั วิญญาณก็ดับ ตลอดจน
ฯลฯ ถงึ ตณั หา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ โสกปริเทวะ ทุกข์โทมนสั
28
อุปายาสะ ก็ดบั หมด ทา่ นฯ ว่า เอวเมตสฺส เกวลสสฺ ทกุ ขฺ กฺขนฺธสฺส นโิ รโธ โหติ
เปน็ ความดับขนั ธ์ อนั เปน็ ทกุ ข์อย่างเดยี วน้ัน น่ันแล ทา่ นฯ ว่า
พอมาถงึ ตอนนี้จิตกว็ างการพจิ ารณา แล้วจติ กร็ วมใหญ่ รวมคราวนจี้ ติ ไมพ่ กั
เหมือนข้างต้น เกดิ มญี าณตัดสินข้ึนมาวา่
ภพเบอ้ื งหนา้ เราไมม่ แี ลว้ พรหมจรรยเ์ ราไดอ้ ยจู่ บแลว้ กจิ อนั เราควรทำ� เราไดท้ ำ�
เสร็จแล้ว กจิ อ่นื ที่ควร ไมม่ อี ีกแล้ว
ญาณชนิดนี้เรียกว่า อาสวักขยญาณ คือ ความรู้ว่าความส้ินไปแห่งอาสวะ
พร้อมกับอวิชชากห็ ายไป ไมก่ อ่ นไมห่ ลงั ตะวนั ขึน้ มาและเดือนก็ตกไป รวมความวา่
ญาณเกดิ ขน้ึ อวชิ ชาหายไป พระอาทติ ยข์ นึ้ มา พระจนั ทรต์ กไปเรยี กวา่ อปพุ พํ อจริ มํ
ไมก่ ่อนไม่หลัง ทา่ นพระอาจารย์ว่านะ่ ไม่ใช่ผเู้ ลา่ วา่ เอง
ท่านพระอาจารย์ยังเล่าต่อไปว่า เมื่อญาณเกิดขึ้นก็ไม่ได้ขับไล่ไสส่งอวิชชา
เจา้ ผอู้ วชิ ชาเอย๋ เจา้ เปน็ ผไู้ มร่ ไู้ มเ่ หน็ เจา้ จงหนไี ป อยกู่ บั ขา้ ไมไ่ ดแ้ ลว้ และอวชิ ชากไ็ มไ่ ด้
บอกกล่าวอ�ำลาวา่ ญาณผูแ้ จง้ ผู้เหน็ จริง เจา้ เปน็ ผรู้ ู้ผู้เห็นเอ๋ย ข้าอยู่กบั เจ้าไม่ไดแ้ ล้ว
ข้าขอลาเจา้ ไปก่อน ตา่ งไมไ่ ดข้ ับไล่ แต่ทา่ นวา่ ความมดื และพระอาทิตยก์ ็เหมือนกัน
พระอาทิตย์ข้ึนมาความมืดก็หายไป พระอาทิตย์ก็ไม่ได้ขับไล่ไสส่งความมืด หรือ
พระจนั ทรจ์ ะวา่ เจา้ ผมู้ ดื ผดู้ ำ� เอย๋ เจา้ อยกู่ บั ขา้ ไมไ่ ดแ้ ลว้ เจา้ จงหนไี ป ความมดื กไ็ มไ่ ด้
บอกกลา่ วอำ� ลา หรอื ไมไ่ ดว้ า่ พระอาทติ ยผ์ แู้ จง้ ผสู้ วา่ ง ผมู้ เี ดชอนั กลา้ เอย๋ ขา้ อยกู่ บั เจา้
ไม่ได้แล้ว ข้าขอลาเจ้าไปก่อน หาใช่อย่างน้ันไม่ เมื่อพระอาทิตย์ข้ึนมาความมืดก็
หายไปฉนั ใดก็ฉันนนั้
วา่ แล้วทา่ นพระอาจารยก์ ็หัวเราะ
พอร่งุ เช้าวันนั้น ท่านฯ ลกุ จากทีน่ ัง่ ทำ� สรีรกจิ และวัตรท่เี คยประพฤตเิ ปน็ ปกติ
ทา่ นฯ บอกกบั เพอื่ นวา่ ของดฉนั ภตั ตาหารซกั ๗ วนั สว่ นเพอ่ื นสหธรรมกิ ผกู้ ม้ หนา้
กม้ ตาบำ� เพ็ญเพยี ร คงไมร่ ู้หรอกวา่ ใครท�ำอะไรท่ไี หน กับใคร ตั้งแต่เมือ่ ไร “เราก็
29
ไม่รู้เหมือนกันว่า เพ่ือนเจริญสมณธรรม จิตเป็นอย่างไร เพราะเรื่องอย่างนี้เป็น
ปจจฺ ตฺตํ เวทิตพโฺ พ วิญฺญหู ิ” ทา่ นฯ ว่า
การงดฉันภัตตาหารน้นั เพอ่ื ท�ำใหว้ สหี า้ เปน็ ธรรมชาติ คล่องแคลว่ ช�ำนาญและ
เสวยผลแหง่ มรรค ทา่ นฯ วา่
พอผา่ นไป ๔ วนั โยมอปุ ฏั ฐากพรอ้ มทงั้ บตุ รสาว นำ� ภตั ตาหารมาถวาย พดู วงิ วอน
วา่ “พระคณุ เจ้าอดมาหลายวันแล้วจะหวิ จะลำ� บาก ขอนมิ นตฉ์ ันเจา้ ข้าๆ” ทา่ นฯ ก็
ลองฉนั พอฉนั เสรจ็ โยมกลบั ไป มาพจิ ารณาเกดิ ไมค่ ลอ่ งแคลว่ อดื อาดแตท่ ำ� ไดอ้ ยนู่ ี้
มนั อะไร ไดค้ วามวา่ เพราะเสยี สจั จะ ทา่ นเลยงดฉนั ภตั ตาหารตอ่ อกี ๓ วนั ครบแลว้
จงึ ฉัน ก็คลอ่ งแคลว่ อกี ทกุ อย่างกเ็ ลยละเอยี ดอ่อนไปหมด
น่คี ือ มรรคผลคุณวิเศษในพระพุทธศาสนานี้
ปพุ เพนิวาสานุสสติญาณ
ขอไขขอ้ วปิ สั สนาญาณ ทเ่ี ปน็ ปพุ เพนวิ าสานสุ สตญิ าณ พอเปน็ นทิ ศั นอทุ าหรณ์
เทา่ ทผี่ เู้ ลา่ ไดฟ้ งั มา เกย่ี วกบั การเกดิ ในชาตกิ อ่ นและบคุ คลทเี่ กย่ี วขอ้ ง ชาตหิ นง่ึ นน้ั
ทา่ นพระอาจารยเ์ กดิ ในมณฑลยนู นาน ในตระกูลขายผ้าขาว มีน้องสาวคนหนง่ึ เคย
สงเคราะห์ชว่ ยเหลอื กัน มาชาตินค้ี อื นางนุม่ ชวุ านนท์ คหบดีชาวสกลนคร ผู้สร้าง
วดั ปา่ สุทธาวาสให้ และท่านกไ็ ดส้ งเคราะห์ด้วยธรรมเปน็ ทพ่ี อใจ
ชาตหิ นงึ่ เกดิ ทโี่ ยนกประเทศ ปจั จบุ นั คอื เมอื งเชยี งตงุ ประเทศพมา่ ในตระกลู
ชา่ งทำ� เสื่อล�ำแพน (เสอ่ื ล�ำแพนคือเสื่อปูพ้ืนทำ� ด้วยหวาย) ท่านพระอาจารยเ์ สารเ์ ปน็
นายช่างใหญ่ องค์ทา่ นเป็นผูจ้ ดั การ ส่วนพระธรรมเจดีย์ (จมู พนธฺ ุโล) เปน็ คนเดิน
ตลาด
ชาตหิ น่งึ เกิดทแี่ คว้นกรุ รุ ฐั ชมพทู วีป (ประเทศอินเดยี ) ผ้เู ก่ยี วข้องคอื เจ้าคุณ
พระอุบาลคี ุณปู มาจารย์ (จนั ทร์ สริ จิ นฺโท) เปน็ พ่ชี าย คอื พระปทุมราชา ผคู้ รอง
30
แควน้ กรุ ุ ทา่ นเปน็ เสนาบดี พระอาจารยเ์ ทสก์ (พระอาจารยเ์ ทสก์ เทสรฺ สํ )ี เปน็ หลาน
หวั ดอ้ื ใครบอกไมเ่ ชอ่ื นอกจากทา่ น พระบดิ าจงึ มอบใหท้ า่ นฯ ดแู ล ไดเ้ ฝา้ พระพทุ ธเจา้
เฉพาะพระพกั ตร์ และได้ต้ังความปรารถนา ขอเป็นพระพุทธเจ้าต่อหนา้ พระพกั ตร์
ดงั ท่ีผู้เล่าไดก้ ลา่ วมาแล้ว
ชาตหิ นงึ่ เกดิ ทลี่ งั กาทวปี (ประเทศศรลี งั กา) และบวชเปน็ พระ ไดเ้ ขา้ รว่ มสงั คายนา
พระไตรปฎิ กครงั้ ท่ี ๔ ซงึ่ มพี ระเปน็ หมน่ื พกั เสนาสนะรว่ มกนั สององคบ์ า้ งสามองคบ์ า้ ง
ทา่ นวา่ ได้อย่เู สนาสนะเดยี วกับทา่ นวิรยิ งั ค์ (พระอาจารย์วิริยงั ค์ สริ นิ ฺธโร) เป็นเพ่ือน
กันมาจนบดั นี้ ทา่ นฯ ว่า
เร่อื งราวจากพรรษา ๑-๑๒ ของท่านพระอาจารย์ คงจะพอสมควรแกก่ าลเวลา
เทา่ นี้
31
สรุปการเดนิ ทางจ�ำพรรษาตลอดสมัย ของทา่ นพระอาจารยม์ ั่น
ภูริทัตตเถระ
ด้วยความท่ีท่านหวังเพื่อให้เป็นประโยชน์แก่ชนเป็นอันมาก เหตุน้ันท่านจึง
ไมอ่ ยเู่ ปน็ ทเ่ี ปน็ ทางหลกั แหลง่ เฉพาะแหง่ เดยี ว เทยี่ วไปเพอื่ ประโยชนแ์ กช่ นในสถานที่
น้ันๆ ดงั น้ี
๑. ณ กาลสมยั นน้ั ทา่ นพระอาจารยม์ นั่ ฯ อยวู่ ดั เลยี บนนั้ มานานจงึ ไดเ้ ขา้ ไปจำ� พรรษา
ท่ีกรุงเทพฯ และทางเขาพระงาม จังหวัดลพบุรี จนถึง พ.ศ. ๒๔๕๗ ครั้นแล้วท่าน
จึงมาหาสหธรรมทางอุบลราชธานี จ�ำพรรษาท่ีวัดบูรพาในจังหวัดน้ัน เมื่อปี พ.ศ.
๒๔๕๘ ทา่ นมีพรรษาได้ ๒๕ พรรษา
๒. พ.ศ. ๒๔๕๗ จ�ำพรรษาที่ภผู ากดู บา้ นหนองสงู อำ� เภอคำ� ชะอี จังหวัด
นครพนม
๓. พ.ศ. ๒๔๖๐ จ�ำพรรษาทีบ่ า้ นดงปอ “ห้วยหลวง” อำ� เภอเพ็ญ
๔. พ.ศ. ๒๔๖๑ จำ� พรรษาที่ถ้�ำผาบิ้ง จังหวดั เลย
๕. พ.ศ. ๒๔๖๒ จำ� พรรษาทบี่ า้ นค้อ อ�ำเภอบา้ นผอื จังหวัดอุดรธานี
๖. พ.ศ. ๒๔๖๓ จำ� พรรษาที่อ�ำเภอท่าบอ่ จังหวัดหนองคาย
๗. พ.ศ. ๒๔๖๔ จำ� พรรษาทบี่ า้ นหว้ ยทราย อำ� เภอมกุ ดาหาร จงั หวดั นครพนม
๘. พ.ศ. ๒๔๖๕ จำ� พรรษาทตี่ ำ� บลหนองลาด อำ� เภอวารชิ ภมู ิ จงั หวดั สกลนคร
๙. พ.ศ. ๒๔๖๖ จำ� พรรษาที่วดั มหาชยั อำ� เภอหนองบวั ล�ำภู จงั หวดั อดุ รธานี
๑๐. พ.ศ. ๒๔๖๗ จำ� พรรษาทบี่ ้านค้อ อำ� เภอบา้ นผือ จังหวดั อุดรธานี
๑๑. พ.ศ. ๒๔๖๘ จ�ำพรรษาที่อำ� เภอทา่ บ่อ จังหวดั หนองคาย
๑๒. พ.ศ. ๒๔๖๙ จ�ำพรรษาทบ่ี ้านสามผง อ�ำเภอทา่ อเุ ทน จังหวัดนครพนม
๑๓. พ.ศ. ๒๔๗๐ จำ� พรรษาที่บ้านหนองขอน อ�ำเภอบงุ่
(ปัจจุบนั อำ� เภอหวั ตะพาน จังหวดั อุบลราชธาน)ี
32
๑๔. พ.ศ. ๒๔๗๑ จ�ำพรรษาทกี่ รงุ เทพฯ วัดสระปทุม
๑๕. พ.ศ. ๒๔๗๒-๒๔๘๒ จ�ำพรรษาทจี่ ังหวดั เชยี งใหม่
๑๖. พ.ศ. ๒๔๘๓-๒๔๘๔ จ�ำพรรษาท่วี ดั โนนนเิ วศน์ จงั หวัดอุดรธานี
๑๗. พ.ศ. ๒๔๘๕ จ�ำพรรษาทเ่ี สนาสนะป่าบา้ นโคก จังหวดั สกลนคร
๑๘. พ.ศ. ๒๔๘๖ จำ� พรรษาทเ่ี สนาสนะป่าบ้านนามน จังหวัดสกลนคร
๑๙. พ.ศ. ๒๔๘๗ จ�ำพรรษาท่ีเสนาสนะปา่ บา้ นโคก จงั หวัดสกลนคร
๒๐. พ.ศ. ๒๔๘๘-๒๔๙๒ จำ� พรรษาทบ่ี ้านหนองผือ ตำ� บลนาใน
อำ� เภอพรรณานคิ ม จังหวดั สกลนคร
ไดม้ รณภาพ ณ ท่ีวดั ปา่ สุทธาวาส จังหวัดสกลนคร ตรงกับวันที่ ๑๑
พฤศจกิ ายน พ.ศ. ๒๔๙๒ เวลา ๐๒.๒๓ สริ ิชนมายรุ วมได้ ๘๐ ปี
(คัดจากหนงั สือชวี ประวัตแิ ละปฏปิ ทา พระอาจารยฝ์ ้ัน อาจาโร หน้าที่ ๑๗)
หมายเหตุ
เรอ่ื งสถานทบี่ รรลธุ รรมของทา่ นพระอาจารยม์ น่ั น้ี หลวงตาทองคำ�
เล่าว่า ทา่ นพระอาจารยม์ ั่นไม่เคยระบตุ รงๆ วา่ เป็นสถานที่ใด แต่ทา่ น
จะกลา่ วถงึ การปฏบิ ตั ิ โดยเทยี บเคยี งกบั สง่ิ ทพ่ี ระพทุ ธเจา้ ทรงเทศนาไว้
ศษิ ย์ต้องจบั และเทียบเคียงกบั เรอื่ งการออกธดุ งค์ และจำ� พรรษาของ
ทา่ นพระอาจารยเ์ อง ทัง้ หมดน้เี ป็นความเข้าใจของหลวงตาทองคำ�
อนึง่ หลวงตามหาบัว าณสมฺปนฺโน ได้เล่าไว้ในหนังสอื ประวตั ิ
ทา่ นพระอาจารยม์ นั่ ถงึ เรอื่ งเดยี วกนั นไี้ วก้ วา้ งๆ วา่ ทา่ นพระอาจารยม์ น่ั
บรรลุ ธรรมท่ีถ้�ำสาริกาจังหวัดนครนายก และท่ีจังหวัดเชียงใหม่ตาม
ล�ำดับ
33
ประวตั ถิ �้ำไผข่ วางหรือถ้ำ� สิงห์โต
ท่านพระครโู สภณกิจจารกั ษ์ (พระอาจารยณ์ รงคพ์ ร กนฺตสโี ล) แห่งวัดทงุ่ สิงหโ์ ต
ได้เมตตาเล่าให้ฟังถึงประวัติถ้�ำสิงห์โตว่า เดิมเรียกถ�้ำน้ีว่าถ้�ำไผ่ขวางตามช่ือบ้าน คือ
บา้ นไผข่ วาง เมอื่ ครงั้ ทท่ี า่ นพระอาจารยม์ น่ั จารกิ ธดุ งคม์ าเจรญิ สมณธรรมทวี่ ดั เขาพระงาม
(วดั สริ จิ นั ทรนมิ ติ วรวหิ าร) ลพบรุ นี น้ั ทา่ นฯ ไดม้ นี มิ ติ วา่ มสี งิ หโ์ ต ๒ ตวั กำ� ลงั เลน่ หยอกลอ้
กนั อยหู่ นา้ ถำ้� แหง่ หนง่ึ ในเขาลกู นี้ ทา่ นฯ จงึ ออกเดนิ ธดุ งคม์ าจนพบถำ้� ไผข่ วาง ตงั้ แตน่ น้ั มา
จงึ มชี อื่ เรยี กอกี ชอ่ื หนงึ่ วา่ ถำ้� สงิ หโ์ ตตามนมิ ติ ของทา่ น ตอ่ มาไดม้ กี ารสรา้ งวดั ขนึ้ มาทเี่ ชงิ เขา
ดา้ นลา่ ง เมอ่ื พ.ศ. ๒๔๕๙ จงึ ตง้ั ชอ่ื วดั วา่ วดั ทงุ่ สงิ หโ์ ต (วดั ทงุ่ สงิ หโ์ ตและวดั เขาพระงาม
อยใู่ นเขาลูกเดียวกนั แต่คนละด้าน) ส�ำเร็จเป็นวัดโดยสมบูรณ์ เม่อื ปี พ.ศ. ๒๔๗๐
หลังจากน้ันท่านพระอาจารย์เสาร์ และท่านพระอาจารย์ม่ัน ได้จาริกธุดงค์มายัง
ถำ้� สงิ หโ์ ตนอ้ี กี ๒-๓ ครง้ั โดยทา่ นพระอาจารยเ์ สารไ์ ดม้ าบำ� เพญ็ สมณธรรม อยทู่ ถี่ ำ้� เชงิ เขา
ด้านล่าง ต่อจากน้ันก็จะมีศิษย์ของท่านจาริกธุดงค์มาบ�ำเพ็ญสมณธรรมยังถ้�ำแห่งน้ีอีก
หลายรปู
อาทิเช่น
หลวงปสู่ ิงห์ ขนตฺ ยฺ าคโม ทา่ นพ่อลี ธมมฺ ธโร วดั อโศการาม
หลวงปแู่ หวน สุจณิ ฺโณ หลวงปู่ฝนั้ อาจาโร
หลวงป่อู ่อน าณสิร ิ หลวงปู่มหาบวั าณสมฺปนฺโน
หลวงปชู่ า สภุ ทฺโท หลวงปู่วิรยิ งั ค์ สิรินธฺ โร
หลวงปพู่ ธุ €านโิ ย พระอาจารย์วนั อตุ ตฺ โม เปน็ ตน้
แมใ้ นปจั จุบันนกี้ ย็ ังมพี ระภิกษจุ าริกธุดงค์มาบ�ำเพ็ญสมณธรรมยังถ�ำ้ นอี้ ยู่เนอื งๆ
จากบทสมั ภาษณท์ า่ นพระครโู สภณกจิ จารกั ษ์ (พระอาจารยณ์ รงคพ์ ร กนตฺ สโี ล) เมอื่ วนั ท่ี
๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๗ ณ วัดทุ่งสิงห์โต บ้านไผ่ขวาง ต�ำบลเขาพระงาม อ�ำเภอเมือง
จังหวดั ลพบรุ ี
34
สบุ นิ นมิ ิตบ่งบอก
สบุ นิ นมิ ติ (ฝนั ) กบ็ ง่ บอกชะตาชวี ติ และอปุ นสิ ยั ของบคุ คล ทเ่ี คยอบรมสง่ั สม
มาแตป่ างก่อน ท่านพระอาจารย์มัน่ เล่าว่า นบั ตั้งแต่วันบวชเปน็ พระมา ฝนั ทุกครั้งท่ี
นอนหลับคือ ฝันวา่ ไดไ้ ปโนน่ ไปน่ี อยใู่ นสภาพทเ่ี ป็นพระน้ี และแปลกเพราะบนบ่า
สะพายดาบ ทเี่ ทา้ ทัง้ สองขา้ งมีรองเท้าทำ� ดว้ ยหนัง
ภายหลงั มาพจิ ารณาไดค้ วามวา่ ดาบคอื ปญั ญา รองเทา้ คอื สมาธิ เมอื่ ปฏบิ ตั ไิ ป
หากไมม่ อี าจารย์แนะนำ� ก็สามารถแก้ปญั หาดว้ ยตนเองได้ทา่ นว่า และยงั ว่าต่อไปว่า
บุคคลผู้บริจาควัตถุประเภทโลหะ เช่น บาตร มีดโกน และเข็มเย็บผ้า เป็นการ
เพิ่มปัญญาบารมี เวลาท่านจะใหข้ องเบด็ เตลด็ แกศ่ ษิ ย์ มักจะหยิบเข็มออกมาย่นื ให้
สานุศษิ ย์ ผเู้ ล่ากเ็ คยไดร้ ับจากมือท่าน สว่ นการบริจาคหนงั เช่น หนงั รองน่งั และ
รองเท้า เปน็ การบ�ำเพญ็ เจริญฌาน อธิษฐานบารมี มีผลานิสงส์
ผู้เลา่ เคยตัดรองเทา้ หนังถวายทา่ น และพระเถระหลายองค์ รองเทา้ ที่เป็นฝีมือ
ของผเู้ ลา่ คอื คเู่ ลก็ สว่ นคใู่ หญเ่ ปน็ ฝมี อื ของทา่ นอาจารยว์ ริ ยิ งั ค์ ดไู ดท้ พี่ พิ ธิ ภณั ฑท์ า่ น
พระอาจารย์มน่ั อยทู่ ว่ี ัดปา่ สุทธาวาส จังหวดั สกลนคร
หมายเหตุ เครอื่ งรองนงั่ ทกุ ชนดิ เชน่ ผา้ ปนู ง่ั พรมปนู ง่ั มใี นจมั มขนั ธ์ ผบู้ รจิ าคมอี านสิ งส์
ทำ� จิตใหร้ วมเร็ว
35
สองท่านพระอาจารย์มงุ่ ส่กู รุงเทพฯ
เหตผุ ลของทา่ นพระอาจารย์ม่นั ทา่ นพระอาจารย์เสารไ์ ด้มาอยู่วดั ปทุมวนาราม
ไดเ้ ลา่ ไปแลว้ วา่ เมอ่ื ทา่ นฯ อปุ สมบทแลว้ จำ� พรรษาอยวู่ ดั เลยี บเมอื งอบุ ลฯ ฤดแู ลง้ ออก
แสวงวเิ วก ปรารภความเพียร ขึ้นเหนือสู่อ�ำเภอม่วงสามสิบ ลอ่ งใตส้ ปู่ ากเซ และที่
ภหู ล่นบ้าง พรรษาที่ ๓ จ�ำที่วดั เลยี บเช่นเดมิ แตป่ นี น้ั ท่านฯ ภาวนาดมี าก
พอออกพรรษา ชวนพระอาจารย์ลงสกู่ รงุ เทพฯ จุดประสงคต์ อ้ งการศกึ ษาตอ่
เพราะสมัยน้นั พระปฏบิ ตั ิท่ีมชี อ่ื เสียงคือ พระอบุ าลีคุณปู มาจารย์ (จนั ทร์ สริ ิจนโฺ ท)
เป็นคนอุบลฯ เหมือนกัน มาถึงกรุงเทพฯ แลว้ น่าจะอยวู่ ดั บรมนิวาส เพราะตอ้ งการ
ศกึ ษากบั ทา่ นเจ้าคณุ อุบาลีฯ
ท่านฯ เล่าว่าอยภู่ าคกลาง ๘ ปี ใน ๘ ปีทา่ นกไ็ มไ่ ด้บอกวา่ จำ� พรรษาอยู่ท่ี
วัดสระปทมุ แตท่ ่านเลา่ วา่ พรรษาที่ ๑๒ นบั แตบ่ วชมาจ�ำพรรษาทถี่ �ำ้ สารกิ าจงั หวัด
นครนายก จงึ คาดวา่ ใน ๖ พรรษา คงจำ� ตดิ ตอ่ กนั จะเวน้ บา้ งกต็ อนทท่ี า่ นไปจำ� พรรษา
ท่ปี ระเทศพมา่ แลว้ กลับอีสานเมื่อพรรษา ๑๒ อยู่อีสานก็หลายปี
สดุ ทา้ ยอยอู่ ำ� เภอบา้ นผอื จงั หวดั อดุ รธานี คดิ ปลกี วเิ วกสภู่ าคเหนอื บอกหมคู่ ณะ
แล้วจงึ นำ� ส่งมารดา แตไ่ มไ่ ดบ้ อกว่าจะไปกรงุ เทพฯ หรือเชียงใหม่ จะนำ� ส่งมารดา
เทา่ นัน้ ให้หมู่รออยทู่ นี่ ่ีก่อน ว่าจะกลับมา แตไ่ ม่ได้กำ� หนด เกรงวา่ หมจู่ ะหาวา่ โกหก
คอื ท่านประสงคจ์ ะหนจี ากหมู่ ท่านฯ ว่าอยา่ งน้ี
36
สง่ มารดาแลว้ เดนิ ทางเขา้ กรงุ เทพฯ ในพรรษานน้ั ไมไ่ ดไ้ ปเชยี งใหม่ จงึ พกั จำ� พรรษา
ทว่ี ดั สระปทมุ นี้ ทา่ นอยกู่ รงุ เทพฯ คงจะเนน้ หนกั ดา้ นการศกึ ษา และคน้ ควา้ ตำ� รบั ตำ� รา
มากกวา่ จากการสงั เกตของผเู้ ลา่ ทไี่ ดอ้ ยกู่ บั ทา่ นมา ๖-๗ ปี ทา่ นสวดมนตส์ ตู รตา่ งๆ
ปาฏิโมกข์ พทุ ธประวตั ิ วินยั มขุ เลม่ ๑, ๒, ๓ ฯลฯ ไดห้ มด
วนั ลงอุโบสถ ทา่ นพระอาจารยน์ ง่ั ฟังอยู่ พอพระสวดจะตกหล่น พระผู้ท่ีท�ำ
หนา้ ทที่ าน ยังไมท่ นั บอก ทา่ นกจ็ ะบอกกอ่ น เลยได้สวดต่อไป โดยยงั ไมท่ ันตกหลน่
เวลาท่านเทศน์อบรมศิษย์ เหมือนกับยกแบบเรียนขึ้นอ่าน โดยพุทธประวัติ
ทงั้ ๓ เลม่ ทา่ นจะเทศนใ์ นวนั มาฆะ วนั วสิ าขะทกุ ปี ชดั ถอ้ ยชดั คำ� เหมอื นจบั แบบอา่ น
เทศนแ์ ต่ละครัง้ อยา่ งนอ้ ยจะท�ำเวลา ๖ ช่วั โมง จนถึงถวายพระเพลงิ แจกพระบรม
สารีริกธาตุ สลบั กบั ปฐมสมโพธิกถา ทัง้ บาลีและแปล ฟงั แลว้ ไดค้ วามรู้แจม่ แจ้ง
เขา้ ใจวา่ ชว่ งทา่ นมาอยกู่ รงุ เทพฯ คงเนน้ หนกั ดา้ นการศกึ ษา พรอ้ มกบั ประกอบ
ความเพยี ร ไปพร้อมๆ กนั
37
มงคลสถานแหง่ การร้แู จ้ง
เรื่องเทศนานนั้ ปกตทิ า่ นเทศนน์ าน บางเรอ่ื งใน ๑๐ วนั ถ้าเทศน์ไม่จบก็ไม่มี
ใครหนี ส่วนการอบรมพระเณรในช่วงปัจฉิมวยั หลังจากท่านฯ จากภาคเหนือมาสู่
อสี านนนั้ ทา่ นจะเทศนป์ ระมาณ ๒ ชวั่ โมงเปน็ ประจำ� เริม่ ตงั้ แต่ ๑ ทุม่ ถงึ ๓ ท่มุ
นอกจากกรณพี เิ ศษ ทา่ นสงั่ คำ� เดยี วแลว้ กเ็ ลกิ กนั กรณพี เิ ศษคอื พวกเทพจะมา
ขอฟังธรรม หากมีโอกาสเช่นนั้นท่านจะก้มหน้าลงนิดหนึ่ง แล้วก็หลับตาประมาณ
ช่ัวอดึ ใจ แล้วเงยหนา้ ขึ้นมาก็บอกเลิกกนั หมายถงึ วา่ พวกเทพมาเตือนแลว้ ว่าเขาจะ
มาฟังเทศน์ แตเ่ รอื่ งการรบั แขกภายใน ส่วนมากท่านจะเลา่ เปน็ สว่ นบคุ คล ไมไ่ ดเ้ ล่า
เป็นสาธารณะ
ส่วนเรื่องจิตใจท่ีท่านปฏิบัติผ่านมาแล้ว ท่านจะสลับมาเป็นพระธรรมเทศนา
แล้วก็ให้พจิ ารณาในคราวนั้น วา่ เป็นอย่างไรทา่ นก็พดู ให้ฟัง ส�ำหรับผู้ที่ไมร่ ูเ้ ร่อื งฟงั
แลว้ คลา้ ยกบั วา่ ทา่ นพดู ไปตามตำ� ราทก่ี ลา่ วไวใ้ นพระไตรปฎิ ก ผทู้ อี่ ยใู่ กลช้ ดิ ทา่ นจะ
พจิ ารณาเล่าเป็นส่วนบุคคลไป
ทา่ นฯ เล่าเรื่องจติ ของท่าน เก่ยี วกบั พรรษาแรก คอื จติ ของทา่ นได้กา้ วเข้าสู่
อรยิ มรรคโสดาบันน่ันแหละ ทา่ นกเ็ ล่าว่าจิตของท่านเปน็ อยา่ งน้ันๆ
38
พรรษาท่ี ๓ ทา่ นไดส้ ำ� เรจ็ เปน็ อรยิ บคุ คล โสดาบนั ทวี่ ดั เลยี บ จงั หวดั อบุ ลราชธานี
พรรษาที่ ๘ ทา่ นไดส้ �ำเร็จเปน็ อริยบุคคล สกิทาคามิ อยทู่ ่ีกลางถนน บรเิ วณที่ใน
ยคุ นั้นเรยี กวา่ วงั กรมพระสวสั ด์ิ ปจั จบุ ันนีเ้ รยี กวา่ โรงเรียนชา่ งกลปทุมวนั
ขณะน้ันท่านจ�ำพรรษาอยู่ท่ีวัดปทุมวนาราม ไปฟังเทศน์ ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ
ทวี่ ดั บรมนวิ าส ขณะกำ� ลงั เดนิ กลบั วดั ทา่ นกพ็ จิ ารณามาตามกระแสธรรม จติ ของทา่ น
ก็เกิดรวมลงไป อรยิ มรรคญาณก็เกดิ ข้นึ อกี เป็นคร้ังที่ ๒ อรยิ มรรคญาณกเ็ หมือน
กับครง้ั แรก ในพรรษาท่ี ๑๒ ทา่ นจำ� พรรษาทอ่ี สี านบา้ ง จำ� พรรษาท่ีภาคกลางบ้าง
ปนี ัน้ ทา่ นกไ็ ดส้ �ำเร็จเป็นพระอนาคามี ที่ถ�ำ้ สารกิ าจังหวัดนครนายก
39
จำ� พรรษาทพ่ี มา่
สาเหตุท่ีท่านพระอาจารยไ์ ปจ�ำพรรษาทพ่ี ม่า คือ
๑. พมา่ เมอื่ ครงั้ พทุ ธกาล เขาเปน็ ชาวโกศล พระพทุ ธเจา้ เสดจ็ จำ� พรรษามากกวา่
แคว้นอ่นื (วัดเชตวนั มหาวหิ าร) มเี ศรษฐีเป็นผู้อุปถัมภ์พระพทุ ธศาสนา
๒. ชาวพม่าเป็นครู่ ักคู่แค้นกบั ไทย ไม่เปน็ มติ รแท้ ไม่เปน็ ศัตรูถาวร แต่ท้ิงกัน
ไม่ได้
๓. ท่านเจ้าคุณบญุ มนั่ (บญุ ม่ัน มนตฺ าสโย) คือ พระธรรมปาโมกข์ เจ้าอาวาส
วัดปทมุ วนาราม รูภ้ าษาองั กฤษ จำ� พรรษาอยทู่ ี่น่นั ถ้าท่านไปอยจู่ ะไม่ยากเร่อื งภาษา
ทา่ นพระอาจารยเ์ ลา่ วา่ จำ� พรรษาอยทู่ นี่ น่ั การเจรญิ สมณธรรม กแ็ คท่ รงตวั บคุ คล
ผจู้ ะมาศึกษาธรรมะไมม่ ี กลั ยาณมิตร กลั ยาณธรรมก็ไมม่ ี ดีแต่วา่ เขายงั ใส่บาตร
ให้เราฉนั พิจารณาถึงคณุ ธรรมอนั สงู สุด คอื ผบู้ รรลอุ รยิ มรรค อริยผล ท้งั ประเทศ
ในขณะนน้ั คงมแี ต่ตาผ้าขาว ทท่ี า่ นไปอย่จู ำ� พรรษาดว้ ยเท่านน้ั ได้มรรคท่ี ๓
ไมเ่ หมอื นเมอื งไทย ซง่ึ มมี าไมข่ าดสาย จะวา่ งกเ็ ปน็ บางคราว ไมช่ า้ กม็ ผี มู้ าฟน้ื ฟู
ขนึ้ อีก เกิดจากการปฏบิ ตั บิ ้าง จตุ จิ ากสวรรคม์ าบา้ ง เพราะไทย คอื ศูนย์กลางของ
พระพุทธศาสนา ทีม่ ีคณุ สมบตั ิพร้อมดงั กลา่ วมาแล้ว ต่างประเทศท่ีไม่อยูใ่ นแวดวง
พระพุทธศาสนา ยง่ิ ห่างไกลออกไป เพราะนอกวงจร นอกแวดวง
40
ผู้เล่าเคยได้ยินท่านพูด เชิงพูดเล่นพูดจริงว่า พวกท่ีไปสอนพระพุทธศาสนา
ให้ฝรัง่ น้นั สอนให้เขาเปน็ อะไร จะสอนจนไดส้ �ำเรจ็ มรรคผลนนั้ เป็นไปไมไ่ ด้ดอก
เพราะเปน็ พาหริ ประเทศ คนไทยเราก็พอสอนไดอ้ ยู่ โอกาสไดม้ รรคผลมี เพราะอยู่
ในวงศ์พระพทุ ธศาสนา มีบารมอี ันเคยอบรมสงั่ สมมาแล้ว ทา่ นฯ วา่
41
จากอีสานสภู่ าคเหนือ
เร่อื งราวทจ่ี ะเล่าตอ่ ไปน้ี ท่านพระอาจารย์เล่าเองบ้าง พระอาจารยเ์ นยี ม โชติโก
เลา่ บา้ ง ทา่ นพระอาจารยม์ นั่ เลา่ วา่ พอไปถงึ วนั แรกกเ็ จอเขา้ แลว้ พกั ทรี่ มิ ปา่ การตอ้ นรบั
การจดั สถานทจ่ี ากชาวบา้ นอยา่ หวงั มแี ตพ่ น้ื ดนิ และรม่ ไมเ้ ทา่ นนั้ เปน็ สถานทพี่ กั เวลา
เชา้ ไปบณิ ฑบาตชาวบ้านน่ังจับกลมุ่ ผงิ ไฟกัน พอเหน็ ทา่ นก็ถามว่า “ต๊เุ จ้ามาเอาหยงั ”
ดแี ตเ่ ขาพดู ภาษาคำ� เมอื งได้ ทา่ นตอบวา่ “ตมู ากมุ ขา้ ว” เขาเอาขา้ วสารมาจะใสบ่ าตรให้
ทา่ นบอก “ตเู อาขา้ วสกุ ” จงึ เอาขา้ วสกุ มาใสบ่ าตรให้ เขาถาม “กนิ กบั หยงั ” “สกู นิ หยงั
ตกู ก็ ินน้ัน” เขาถาม “หมูสับสกู นิ ก๊า” ตอบ “กิน” เขาเอาเนื้อหมูดบิ มาให้ ท่านบอก
“ตูบม่ ไี ฟป้ิง เอาสกุ ” เขาก็เอาเนอ้ื สกุ มา เขาถาม “พริก เกลือ สกู ินกา๊ ” เขาก็เอามา
ใสบ่ าตรให้
ตอนขากลับชาวบ้านตามมาหลายคน เขามาเหน็ ท่ีพัก เขาถาม “ตุ๊เจ้านอนบา้ น
บ่ได้กา๊ ” ตอบ “นอนได้” “ตูจะเยียะบา้ นให้ เอากา๊ ” “เอา” “ตุ๊เจา้ เยยี ะบไ่ ด้กา๊ ” “เยยี ะ
บไ่ ด้ เปน็ ตเุ๊ จา้ ตดั ตน้ ไม้ ขดุ ดนิ ผดิ ศลี ” เขาบอก “ตเู ยยี๊ ะบถ่ อื บอกเนอ้ ” (ทา่ นพระอาจารย์
วา่ คำ� นเี้ ปน็ คำ� ปวารณา เรากใ็ ชเ้ ขาไดต้ ามพระวนิ ยั ) เขามาจดั ทพ่ี กั จนเสรจ็ และมาบอก
รับใช้ปวารณาทกุ วนั
ทา่ นถอื โอกาสแนะนำ� สงั่ สอนเขา โดยเฉพาะดา้ นเศรษฐกจิ ครอบครวั เพราะเขา
จนมาก เขาท�ำไร่เล่อื นลอย ปลูกพชื ผลทุกชนดิ รวมทงั้ ขา้ วแต่ไมพ่ อกิน ต้องเอาของ
ปา่ ลงมาแลกขา้ งลา่ งล�ำเลียงขึน้ ไปกนิ กัน ท่านบอกไมใ่ หบ้ กุ เบกิ ถากถางปา่ ตอ่ ใหท้ �ำ
ซำ้� ทเ่ี ดิมท่ีเคยท�ำมาแล้ว ๑-๒ ปี เขาบอกวา่ “บ่งามก๊า” ทา่ นรบั รองวา่ งามเขากเ็ ชือ่
เพือ่ สหธรรมิกมพี ระมหาทองสุก สุจิตโฺ ต พระอาจารยม์ นู พระอาจารยเ์ นียม โชตโิ ก
และนอ้ งชายช่ือโยมแพง
42
การท�ำไร่แบบชาวเขานี้ พระอาจารย์เนียมทา่ นเชีย่ วชาญมาก เพราะท่านเคยทำ�
สมยั ยงั ไมบ่ วช ทา่ นจะชแี้ นะเรมิ่ ตง้ั แต่ การขดุ การพรวนดนิ การปลกู การหวา่ นขา้ วไร่
และพืชอื่นๆ มขี า้ วโพด ฟักทอง ฟกั แฟงแตงเต้าทุกชนดิ หลงั ปลูกมกี ารดายหญ้า
พรวนดินใสป่ ุ๋ยชนดิ ปุย๋ คอก ปุ๋ยหมกั ตามสูตรของทา่ น ปีนน้ั พชื ผลงอกงามดีมาก
ลมื บอกไปวา่ ชาวเขาชอบเลยี้ งหมไู วร้ บั ประทานเนอื้ ทกุ ครวั เรอื น ฆา่ กนิ แจกเพอ่ื นบา้ น
น�ำมาแลกข้าวบา้ ง ข้าวโพดเป็นอาหารหมูของชาวเขา
รมิ ทางขณะไปบณิ ฑบาต ขา้ วโพดฝกั ใหญก่ ำ� ลงั ผลดิ อกออกผล ทา่ นอาจารยเ์ นยี ม
นกั เกษตรจำ� เปน็ พบเหน็ ทกุ วนั แตไ่ มเ่ หน็ เขาปง้ิ เผาใสบ่ าตรสกั ที ทา่ นกเ็ ลยบอกเขาวา่
“สูเอาข้าวโพดป้ิงใสบ่ าตรให้ตูกินบา้ งก๊า” เขาตอบ “ขา้ วโพดของหมูกินกา๊ ” ท่านว่า
“ตเุ๊ จ้ากินก็ได้ก๊า” เขาว่า “ตเุ๊ จา้ อยากกนิ อาหารหมู” ต้งั แตว่ ันนน้ั เขาป้ิงใส่บาตรทุกวนั
ตามรมิ ทางยอดฟกั ทองงอกงามนา่ รบั ประทานแตเ่ ขาไมก่ นิ กนั ทา่ นอาจารยเ์ นยี ม
นักเกษตรจ�ำเป็นก็บอกอีกว่า “สูแกงหมูก็เอายอดฟักทองใส่ลงไปด้วย” เขาบอก
“หมกู ล็ �ำพอแลว้ อรอ่ ยพอแลว้ ไม่จ�ำเป็นต้องใส่ยอดฟักทองอกี ” ท่านอาจารยเ์ นียม
พอเจอค�ำว่าหมูก็อร่อยพอแล้วจะใส่ยอดฟักทองอีกท�ำไม ท่านก็อ้�ำอ้ึง ครุ่นคิดอยู่
ในใจไม่ร้จู ะพูดให้เขาเขา้ ใจอยา่ งไร
เร่อื งนีท้ ่านพระอาจารยม์ นั่ ถือเป็นเรอ่ื งขบขันมาก ทกุ คร้ังทเ่ี ลา่ เรื่องนี้ ทา่ นจะ
หวั เราะชนดิ หวั เราะใหญอ่ ยา่ งขบขนั แมผ้ เู้ ลา่ และผฟู้ งั กอ็ ดหวั เราะไมไ่ ด้ คำ� ตอบมอี ยู่
ว่าท่ีใหเ้ อายอดฟักทองใส่แกงเน้ือหมูน้ัน ยอดฟักทองงามนา่ กนิ และมมี าก ใส่ยอด
ฟักทองเพ่ือประหยัดเน้ือหมู และท�ำให้มีรสชาติยิ่งข้ึนไปอีก เพิ่มคุณค่าทางอาหาร
อีกดว้ ย นค่ี ือค�ำตอบ
ปนี น้ั และปตี อ่ ๆ มา พชื พนั ธธ์ุ ญั ญาหารของชาวเขาอดุ มสมบรู ณ์ ทำ� บญุ ใสบ่ าตร
รับพร เสยี งสาธกุ ารลัน่ ไปหมด กลา่ วขวัญกนั ว่า ได้อยู่ได้กนิ เพราะบุญตุ๊เจ้าแตแ๊ ต๊
43