...จะพาดเู ขาใหญถ่ ำ�้ สนุกทกุ ข์ไมม่ ี
คือกายคตาสตภิ าวนา
ชมเลน่ ใหเ้ ยน็ ใจ
หายเดือดร้อน
หนทางจรอริยวงศ์
จะไปหรือไม่ไปฉนั ไม่เกณฑ์
ใช่หลอกเลน่ บอกความใหต้ ามจรงิ ...
จากขนั ธะวมิ ุติสะมังคีธรรมะ
194
เหตทุ ีผ่ ูฟ้ งั เทศน์ไม่ยอมลกุ หนี
ตลอด ๓๐ กว่าปี ที่ท่านพระอาจารย์แนะน�ำ สั่งสอน พทุ ธบริษัทชาวไทยมา
ดทู า่ นจะแนะนำ� สัง่ สอน แนวประโยชน์ทงั้ ๓ ทพ่ี ระพทุ ธเจ้าตรสั ไว้นน้ั ถอื เปน็
หลกั สำ� คญั พอๆ กัน ไมย่ ิ่งหย่อนไปกวา่ กัน ทกุ ครั้งแห่งธรรมเทศนา ทา่ นจะไม่ละ
ประโยชน์ท้ัง ๓ ทั้งอ้างท่ีมาในพระสูตร พระวินัย และพระอภธิ รรมพรอ้ มๆ กันไป
ศษิ ยข์ องทา่ นทไี่ ดเ้ ขยี น ไดเ้ ลา่ ประวตั ขิ องทา่ น มกั เลา่ แตห่ ลกั เปน็ สว่ นมาก เขยี น
หรอื เล่าปลกี ยอ่ ยนอ้ ยมาก แตศ่ ิษย์เก่ากำ� ลังจะเลา่ นี้ จะเลา่ ทั้งเหตุและผล พร้อมท้ัง
ท่มี าที่ไปพร้อมๆ กัน พอเปน็ การเกอ้ื กลู เพือ่ ความสุขแกผ่ ู้ได้ฟังเป็นท่ีต้ัง
ท่านพระอาจารย์จะแสดงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ
มรรคผล นิพพาน อันเป็นสัมปรายิกตั ถะและปรมตั ถะกด็ ี จะน�ำประโยชน์ทั้ง ๒ นี้
มาเปรียบเทียบกับทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ แบบสัมพันธ์เป็นวงจรหรือวัฏจักรเสมอ
เพ่ือเปรยี บเทียบ
เพราะเหตุน้ี ธรรมะของท่านพระอาจารย์ ผู้ฟังไม่ยอมลุกหนี ถ้าท่านเทศน์
ไมจ่ บจะไมย่ อมลกุ หนี เพราะชวนฟงั ตลอด และคลา้ ยเปน็ ของงา่ ย เหมอื นปอกกลว้ ย
เขา้ ปาก น�ำไปปฏบิ ัติกเ็ ปน็ ผล ประสบความส�ำเร็จจริง ตามสมควรแกก่ ารปฏิบัติ
ขอกลา่ วถงึ อปุ นสิ ยั และปฏปิ ทา ของทา่ นพระอาจารยก์ อ่ น ผเู้ ลา่ สงั เกตวา่ ทา่ นฯ
มีความเป็นอยู่แบบเศรษฐกิจสัมพันธ์ และพลานามัยพร้อมมูล กล่าวคือมักน้อย
195
สนั โดษ ไม่ระคนด้วยหมู่ แสวงหาวเิ วก ปรารภความเพยี ร เทย่ี วบณิ ฑบาตเป็นวตั ร
นุ่งห่มผ้าบังสุกุล ฉันหนเดียวฉันในบาตรและอยู่ป่าเป็นวัตร เสมอต้นเสมอปลาย
จนทา่ นละสงั ขาร
ปฏิปทาและวัตรที่กล่าวมาน้ี ผู้เล่าเคยถวายความเห็นให้เว้นในวัตรบางข้อ
เช่น ฉันหนเดียว ทา่ นก็ไมย่ อม ท่านบอกวา่ หนเดียวกม็ ีค่าเพยี งพอแล้ว
ทา่ นมกั ยกเอาพระมหากสั สปะ มาเป็นอทุ าหรณบ์ อ่ ยๆ
ทา่ นแสดงถึงประโยชนท์ ้งั ๒ คือ ประโยชนเ์ ปน็ ทไี่ ปพร้อมในเบื้องหน้าและ
ประโยชนอ์ ยา่ งยง่ิ คอื พระนพิ พาน ทา่ นจะยกมาเปรยี บกบั ประโยชนใ์ นปจั จบุ นั เปรยี บ
ดว้ ยการทำ� นา หวังผลคอื ขา้ วสกุ เพ่อื ใช้บริโภค
ทา่ นฯ กลา่ ววา่ ในปจั จยั ๔ เหตทุ เี่ อาผา้ หรอื เครอ่ื งนงุ่ หม่ เปน็ ขอ้ ๑ นน้ั เพราะ
คนเราเกดิ จากครรภม์ า หลงั จากลา้ งชำ� ระสะอาดแลว้ จะเอาผา้ รองรบั กอ่ น สว่ น ๓ อยา่ ง
คือ เศรษฐกิจ ปจั จยั อ่ืน และครอบครัวจึงตามมา
ทา่ นฯ วา่ ปจั จยั ๔ สำ� หรบั บรรพชติ พระพทุ ธเจา้ ทรงถอื เปน็ พน้ื ฐาน ของมรรคผล
ธรรมวเิ ศษทพี่ ระองคต์ รสั รู้ ตลอด ๔๕ พรรษาทต่ี รสั เทศนาแกพ่ ทุ ธบรษิ ทั จงึ ทรงแสดง
เป็นอเนกปริยาย ทัง้ พระสูตร พระวนิ ัย และพระอภิธรรม
สำ� หรบั คฤหสั ถน์ นั้ พระพทุ ธเจา้ ทรงแสดง ทงั้ คณุ และโทษ ดงั สมเดจ็ พระมหา-
สมณเจ้าฯ ทรงแสดงไว้ ในหนังสอื นวโกวาท ภาคคหิ ิปฏิบัติ ตั้งแต่ จตุกกะ คอื
หมวด ๔ ถงึ ฉกั กะ คอื หมวด ๖ อยากรรู้ ายละเอยี ดโปรดคน้ ดไู ดใ้ นหนงั สอื นวโกวาท
จะกลา่ วตามแนวท่านพระอาจารยม์ ั่น พอเป็นตวั อย่าง
ผูท้ ำ� นาจะไดผ้ ลคือ ขา้ วสกุ น�ำมาบรโิ ภคอยา่ งอร่อย อ่ิมหน�ำสำ� ราญ พรอ้ มบุตร
และภรรยานั้น เร่ิมตั้งแตก่ ารไถ หวา่ น ต้องหม่ันเอาใจใส่ เมอื่ ปักด�ำแล้วก็คอยดูแล
คนั นา น้ำ� หญา้ ท่ีเปน็ ศตั รขู ้าว และแมลงต่างๆ โดยน�้ำอย่าใหข้ าด
196
ท่านพดู เปน็ ค�ำพงั เพยว่า นาน�ำ้ ลัด นาน้�ำลว่ ง นาหมาเห่าเมีย หมายความว่า
นาทีค่ นั นาขาด คนั นารวั่ น้ำ� ไมม่ ีขงั อยู่ ขา้ วกไ็ มไ่ ดผ้ ล ขา้ วไม่พอกนิ อดอยากข้าว
เมยี กห็ าของฝาก ยคุ โบราณมไี ต้ ชาวอสี านเรยี กวา่ กระบอง (ขไี้ ตม้ ดั รวมกนั ๑๐ ทอ่ น
เรยี กวา่ ลมึ กระบอง) นำ� ไปแลกขา้ วบา้ นอนื่ หมากเ็ หา่ จงึ กลา่ ววา่ นาหมาเหา่ เมยี เพราะ
นาขาดการดแู ล ขา้ วจึงไม่พอกิน
อันน้เี ปน็ เรือ่ งความเจริญในแบบเศรษฐกิจครอบครวั
สว่ นเรอ่ื งความเสอ่ื มทางเศรษฐกจิ ทา่ นฯ แสดงไวว้ า่ อิตฺถี ทูโต สรุ า ทโู ต
อกฺขา ทูโต ปาปมิตฺโต จโย นโิ ร ลทธฺ ํ ลทฺธา วนิ าเสติ ความเปน็ นกั เลงหญิง
การเปน็ นกั เลงการพนนั การเปน็ นกั เลงสรุ า การคบคนชว่ั เปน็ มติ ร ผใู้ ดประพฤตเิ ชน่ น้ี
ทรัพย์ท่ไี ด้กจ็ ะเสอ่ื มเสยี ไป ทา่ นเทศนอ์ ยา่ งนีบ้ ่อยๆ ขอเลา่ พอสงั เขป
ลลี าแสดงธรรมของทา่ นพระอาจารย์
ท่านพระอาจารย์ม่ันเทศน์ไม่ลกุ หนี เพราะลีลาการแสดงธรรมของทา่ น มีอา้ ง
คมั ภรี บ์ า้ ง เชน่ ธรรมบท ขทุ ทฺ กนกิ าย หนงั สอื ทกี่ ลา่ วถงึ พระพทุ ธเจา้ ทรงแสดงธรรม
แก่บุคคลน่ันทนี่ น้ั เปน็ ต้น
หากแสดงแก่บรรพชิตคือ พระท่ีเข้าไปนมัสการฟังธรรมเป็นครั้งคราว หรือ
ศิษย์ท่ีอยู่ประจ�ำ ดูจะอ้างอิงคัมภีร์มากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะหนังสือท่ีทรงรจนา
โดยพระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ ฯ และสมเดจ็ พระมหาสมณเจา้ ฯ เชน่ บทสวดตา่ งๆ
ทพ่ี ระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล้าฯ ทรงแสดง มีจตุรารักขกัมมัฏฐานเปน็ ตน้ ส่วนของ
สมเด็จพระมหาสมณเจา้ ฯ น้นั จะเน้นนวโกวาท วินัยมุข และพทุ ธประวัติ
พทุ ธประวัตนิ น้ั จะไมล่ ะเลยแม้แต่ครงั้ เดยี ว
ลลี าการแสดงธรรมตา่ งๆ ของทา่ นพระอาจารยม์ น่ั ทา่ นเอามาจากพระไตรปฎิ กบา้ ง
แมใ้ นคมั ภรี ใ์ นนทิ านตา่ งๆ เชน่ คมั ภรี พ์ ระเวสสนั ดร อณุ หสิ สวชิ ยั สตู ร ปญั ญาปารมสี ตู ร
197
หรือพระนิพนธ์ต่างๆ ของสองพระองค์ดังกล่าว ก็น�ำมาแสดง ท่านมิได้แสดงเป็น
อยา่ งอื่น แตท่ �ำไมศิษยแ์ ละผฟู้ งั จึงเคารพเชอ่ื ฟงั และเลอื่ มใส
ทา่ นว่า “ธรรมะของพระพทุ ธเจ้า เปน็ สจั จธรรม
สามัญชนพดู มีคา่ เทา่ กับ สามัญญโวหาร
กัลยาณชนพูด มีคา่ เทา่ กบั วสิ ามัญญโวหาร
พระอริยเจา้ พดู เป็นพระอรยิ โวหาร
มคี า่ ต่างๆ กันดงั น้ี
เปรียบด้วยข้าว เปล่ยี นใหม้ ีรสชาตยิ ่งิ หยอ่ นกว่ากนั ได”้
ทเี่ ลา่ มานค้ี อื สตู รประจำ� ปฏปิ ทาของทา่ นพระอาจารยม์ น่ั ทา่ นพระอาจารยเ์ สาร์
198
ความตรสั รขู้ องพระพทุ ธเจ้า
เรอ่ื งนเ้ี กดิ ขน้ึ ทวี่ ดั ปา่ อำ� เภอโคกศรสี พุ รรณ จงั หวดั สกลนคร มพี ระภกิ ษรุ ปู หนง่ึ
เปน็ ผอู้ ปุ ฏั ฐากใกลช้ ดิ ชอื่ คำ� ดี เปน็ นอ้ งชายพระอาจารยส์ มิ หรอื ฉมิ (สมิ พทุ ธฺ าจาโร)
พอเอย่ ชื่อใครๆ ก็รู้ ทา่ นเปน็ คนชา่ งพดู มักถามนั่นถามนกี่ ับทา่ นพระอาจารย์ ผู้เล่า
เป็นผูช้ ่วยอปุ ฏั ฐาก ไม่ค่อยพูดจาเพราะขณะน้ันยงั ใหมอ่ ยู่
วนั หนงึ่ ทา่ นคำ� ดไี ดพ้ ดู ปรารภขน้ึ วา่ “ความตรสั รขู้ องพระพทุ ธเจา้ นี้ นา่ อศั จรรย์
กระผมอา่ นพุทธประวตั ิแลว้ ขนลุกชูชัน”
ทา่ นพระอาจารยก์ ร็ บั วา่ “จรงิ อยา่ งนนั้ “อนั น”ี้ (หมายถงึ ตวั ทา่ น) ไดพ้ จิ ารณาแลว้
และไดอ้ า่ นพทุ ธประวัติ ทีส่ มเด็จพระมหาสมณเจา้ กรมพระยาวชริ ญาณวโรรส ทรง
รจนาไวเ้ ปน็ แบบเลา่ เรยี นศกึ ษา พระองคท์ รงไดแ้ ยม้ ความมหศั จรรยเ์ อาไว้ ตงั้ แตท่ รง
ออกผนวชครงั้ แรก จนถึงวนั ตรัสรู้ แตผ่ ศู้ ึกษาไม่ซึ้งถึงพระประสงค์ของพระองค์วา่
เป็นอย่างไร”
ทา่ นว่า “อนั นี้ไดพ้ ิจารณาแล้ว สมเด็จฯ พระองคท์ ่าน เปน็ จอมปราชญแ์ ห่งยุค
สองพันกวา่ ปี ในยุคกรงุ รตั นโกสนิ ทร์ไมม่ ีปราชญใ์ ดๆ เทียม”
ทา่ นพระอาจารยม์ นั่ ภรู ทิ ตโฺ ต ทรงยกยอ่ งสมเดจ็ พระมหาสมณเจา้ กรมพระยา
วชริ ญาณวโรรส องคน์ ว้ี า่ เปน็ พระสาวกผทู้ รงไวซ้ งึ่ จตปุ ฏสิ มั ภทิ าญาณ สมบรู ณแ์ บบ
ในยคุ พุทธศาสนาผา่ นมาได้ ๒,๐๐๐ กวา่ ปี คอื พระองค์เดยี วเท่าน้นั
199
ดทู า่ นพระอาจารยจ์ ะยกยอ่ งเอามากๆ ขนาดกลา่ ววา่ พระองคท์ รงรจนาหลกั สตู ร
นกั ธรรมบาลี ใหก้ ลุ บตุ รไดร้ บั การศกึ ษา จากพระไตรปฎิ กโดยไมผ่ ดิ เพย้ี น ทงั้ ยอ่ และ
พสิ ดารไดอ้ ยา่ งเขา้ ใจ ใชภ้ าษางา่ ยๆ และไพเราะมาก จะเปน็ ปญั ญาชนหรอื สามญั ชน
อ่านก็เขา้ ใจไดท้ นั ที
ทา่ นฯ วา่ สมเดจ็ พระมหาสมณเจา้ ฯ ทรงพรรณนาความตอนพระพทุ ธเจา้ เสดจ็ ออก
บรรพชา อาการของพระมหาบุรุษทรงปรากฏว่า ขณะท่ีบรรดาพระสนมทรงขบั กลอ่ ม
บำ� เรอ ไมท่ รงเพลดิ เพลนิ แลว้ ทรงบรรทมหลบั ไป เมอื่ ตน่ื บรรทม ทรงเหน็ อาการวปิ ลาส
ของพระสนมว่า บางคนมีพณิ พาดอก บางคนตกอยู่ข้างรกั แร้ เปลอื ยกายสยายผม
บน่ เพ้อพึมพ�ำ น้ำ� ลายไหล ปรากฏในพระหฤทยั เหมือนซากศพผีดบิ ในป่าชา้
พระอาจารยม์ น่ั ทา่ นวา่ ขณะนน้ั พระหฤทยั ของพระองค์ พิจารณากจิ ในอรยิ สจั
๔ อยา่ ง พระองคท์ รงแสดงไวว้ า่ สจั จญาณ กจิ จญาณ และกตญาณ จติ ของพระองค์
ก็ก้าวเข้าสู่อริยมรรค ต่อมาภายหลังทรงบัญญัติเรียกว่า อริยโสดาบัน จึงตัดสิน
พระทยั วา่ เราอยู่ทีน่ ี่ไม่ได้แล้ว จงึ เสด็จออกผนวชในคนื นั้น ต่อจากน้นั ก็เสดจ็ เขา้ สู่
มคธรัฐ เพือ่ บ�ำเพญ็ สมณธรรมตอ่ ไป
ทา่ นพระอาจารยม์ นั่ เลา่ วา่ ตอนไปทรงศกึ ษากบั ดาบสทง้ั สองนน้ั จติ ของพระองค์
ก็บรรลุมรรคทีส่ องคือ สกทิ าคามี
ผเู้ ลา่ สงสยั ขนึ้ ในใจวา่ แลว้ อยา่ งนนั้ การบรรลธุ รรมครง้ั ทสี่ องของพระพทุ ธเจา้
จะไม่สมกับคำ� วา่ “ตรัสรู้ดว้ ยพระองค์เอง” ดอกหรือ แตไ่ มท่ นั ได้เรยี นถาม ท่านฯ
แถลงก่อนว่า ดาบสท้ังสองได้ฌานสมาบัติ ๗-๘ อรูปพรหมเท่าน้ัน แต่ท่านทั้งสอง
ขาดวปิ สั สนา ปญั ญาญาณ ซง่ึ ไมใ่ ชส่ งิ่ อศั จรรยส์ ำ� หรบั พระองค์ จงึ เปน็ ครขู องพระองค์
ไม่ได้
ทา่ นพระอาจารย์วา่ อยา่ งนี้
ทา่ นฯ พรรณนาถงึ พทุ ธประวัตไิ ว้หลายวาระ จะน�ำมากลา่ วสกั สองวาระ
200
ทา่ นพระอาจารยม์ กั พดู พลางหวั เราะดว้ ยความชอบใจ ในพระดำ� รสั ของสมเดจ็
พระมหาสมณเจ้าฯ ว่า ทรงกดพระตาลุ ดว้ ยพระชิวหา เม่ือลมอัสสาสะ ปสั สาสะ
เดินไม่สะดวก ก็เกิดเสยี งดังอใู้ นช่องพระกรรณทัง้ สอง ทำ� ให้เกิดทกุ ขเวทนากล้าจน
ปวดพระเศยี ร เสยี ดพระอทุ ร รอ้ นในพระวรกายเปน็ กำ� ลงั กย็ งั ไมส่ ามารถจะตรสั รไู้ ด้
จึงทรงเปล่ียนวาระใหม่ โดยผ่อนพระกระยาหารลงจนไม่เสวยเลย จนพระวรกาย
ผอมโซ ซูบซีด ขุมเสน้ พระโลมาเน่า ทรงลบู เสน้ พระโลมากห็ ลดุ เพราะขมุ ขนเนา่
มีกำ� ลังน้อย ทรงดำ� เนินไปมากเ็ ซลม้ มีผวิ ดำ� คล้ำ� จนมหาชนพากนั โจษขานกันไป
ตา่ งๆ นานา
กอ่ นทา่ นจะพูดตอ่ กม็ ีอาการยม้ิ หวั เราะ ออกเสียงพอเหมาะ ดูคล้ายทา่ นจะ
พอใจในพระดำ� รสั ของสมเดจ็ พระมหาสมณเจา้ ฯ วา่ “มหาชนบางพวกพอเหน็ กก็ ลา่ ว
ขวญั กนั พระสมณโคดมทรงดำ� ไปบา้ ง บางพวกกลา่ ววา่ ไมใ่ ชด่ ำ� คลำ�้ ไปบา้ ง บางพวก
กล่าววา่ ไม่ใช่คล�้ำ พรอ้ ยไปบ้างอย่างนี้ จนเหลือก�ำลงั ทีบ่ ุรุษไหนจะทำ� ได้ แต่ก็ไมไ่ ด้
ตรสั รู้ จงึ ไดอ้ ุปมา ๔ ข้อน้ีในพระหฤทยั ทรงเสวยพระกระยาหาร ทรงมกี �ำลงั ”
ทา่ นพระอาจารยว์ า่ ตอนพระองคท์ รงเรม่ิ วปิ สั สนาญาณ เปน็ คำ� รบสาม พระหฤทยั
ของพระองค์กท็ รงกระทำ� ญาณสามคือ สัจจญาณ กจิ จญาณ และกตญาณ เหมือน
สองวาระแรก จิตของพระองค์ก็กา้ วเขา้ สู่มรรคท่ีสามคอื อนาคามีมรรค
ท่านเลา่ วา่ มหาบุรษุ อย่างพระองค์ ทรงกระท�ำอะไรไม่สญู เปล่า
อา...เร่ืองสจั จญาณ กิจจญาณ และกตญาณน้ี ทา่ นฯ อธบิ ายไดล้ ะเอียดวจิ ติ ร
พสิ ดาร มาเช่ือมโยงตง้ั แต่ เอเต เต ภิกขะเวฯ มัชฌิมา ปฏปิ ทา ฯลฯ จนถงึ ยงั กญิ จิ
สมทุ ยธัมมัง สพั พนั ตงั นโิ รธ ธัมมันติ ถึง อญั ญาสิ วต โภ โกณฑัญโญ
พระมหาบรุ ษุ อยา่ งเจา้ ชายสทิ ธตั ถะ พระบารมขี องพระองคท์ รงบำ� เพญ็ มาพอแลว้
ด้านปัญจวัคคีย์ก็เกิดเบ่ือหน่าย หนีจากพระองค์ไป ความวิเวกก็เกิดข้ึน วันเพ็ญ
เดือน ๖ แห่งฤกษ์วิสาขะก็มาถึง นางสุชาดา ก็จะแก้บน จึงถวายข้าวมธุปายาส
201
ในภาชนะซ่งึ เปน็ ถาดทองคำ� เพอื่ ใหม้ ่นั พระทัย พระองค์จงึ อธษิ ฐานลอยถาดทองค�ำ
ในแมน่ ้�ำเนรญั ชราว่า “ถ้าจะได้ตรัสร้ใู นวันน้ีขอให้ถาดนี้จงลอยทวนกระแสน้ำ� ”
ค�ำข้าวมธปุ ายาสกม็ ี ๔๙ คำ� พอดี พอจะรักษาพระวรกายของพระองคไ์ ปได้
ตลอด ๔๙ วัน
ทา่ นฯ พดู อยา่ งนี้
เมื่อความพร้อมทุกอย่าง ความตรสั รขู้ องพระองค์เป็นสพั พญั ญุตญาณ อรหัง
สมั มาสมั พทุ โธ กเ็ กดิ ขนึ้ ในวนั เพญ็ เดอื น ๖ นแี้ ล โดยไมม่ ใี ครมาแสดงอา้ งวา่ เปน็ ครู
หรือเปน็ ศาสดาของพระองคเ์ ลย
ทา่ นพระอาจารยม์ น่ั บอกวา่ “จๆู่ มาถงึ วนั นนั้ จะมาตรสั รเู้ ลยทเี ดยี วไมไ่ ด้ พระองค์
ไดพ้ นื้ ฐานหลกั ประกนั ความมน่ั คงแลว้ ตงั้ แตอ่ ยใู่ นปราสาท วนั เสดจ็ ออกผนวชนนั้ แล
มฉิ ะนน้ั พระองคท์ รงกระทบกระทง่ั ตอ่ สญั ญา อารมณต์ า่ งๆ ในระหวา่ งทรงบำ� เพญ็ เพยี ร
คงถอยหลงั กลบั ไปทรงเสวยราชสมบตั อิ กี เพราะเบอ้ื งหลงั ของพระองคก์ ย็ งั พรอ้ มอยู่
จงึ ถอยไมไ่ ดเ้ พราะมหี ลกั ประกันแลว้ ” ทา่ นฯ อธบิ ายจนจบ
ผ้เู ลา่ เฉลียวใจว่า ถา้ อยา่ งน้ัน ยสกลุ บุตร กค็ งส�ำเรจ็ มาจากปราสาทละซิ
“ยสกลุ บตุ ร เปน็ ไปไมไ่ ด้ เพราะวสิ ยั อนพุ ทุ ธะ ตอ้ งฟงั กอ่ นจงึ จะรไู้ ด้ ไมเ่ หมอื น
สมั พทุ ธะอยา่ งพระพทุ ธเจา้ ” แลว้ ทา่ นฯ ยงั เตอื นผเู้ ลา่ วา่ “ปฏบิ ตั ไิ ปหากมอี ะไรเกดิ ขน้ึ
จงใช้สตกิ บั ปัญญา สติกบั ปัญญา สติกบั ปญั ญา”
ยำ�้ ถงึ ๓ ครั้ง
“รบั รองวา่ ไมผ่ ดิ แนเ่ พราะทกุ วนั นม้ี แี ตค่ รคู อื พระธรรมวนิ ยั ขาดครคู อื เจา้ ของ
พระธรรมวินัยคอื บรมคร”ู
202
พทุ ธภาษา
มคธภาษา บาลีภาษา เป็นภาษาท่ีพระพุทธเจ้าตรัสรู้มาโดยเฉพาะเรียกว่า
“พุทธภาษา”
วันหนึ่งผู้เล่ากลับบ้านถ่ินก�ำเนิด เพ่ือท�ำบุญให้มารดาผู้บังเกิดเกล้า กลับมา
นมัสการท่าน ได้โอกาสขอนิสัย ตามวินัยกรรม กล่าวค�ำขอนิสัย จบประโยคว่า
นิสสฺ าย อสสฺ ามิ ผิด เป็น วจฺฉามิ จงึ จะถูก ทา่ นเตอื น
ผูเ้ ล่าคดิ ว่า พวกชาวมคธเวลาเขาพดู กนั เขาพดู อย่างน้ี แสดงชั้นสูงหรือค�ำสงู
นเิ ทศ แสดงออกเปน็ อเุ ทศ เปน็ พทุ ธภาษา นเิ ทศแสดงแกช่ าวมคธกอ่ น ปฏนิ เิ ทศแสดง
เปน็ ภาษาต่างๆ ทวั่ โลก อยา่ งกว้างขวาง อุปมาอุปไมย เพื่อให้ชาวโลกเขา้ ใจเนอ้ื หา
แหง่ พระธรรมนั้นๆ
เมอื่ พระพทุ ธศาสนานหี้ มดลง ภาษานก้ี จ็ ะอนั ตรธานไปดว้ ย จนกวา่ พระพทุ ธเจา้
องค์ใหม่มาตรัสรู้ ก็ตรัสรู้ด้วยภาษานี้ มิฉะน้ันความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าก็ไม่น่า
อัศจรรย์ เพราะภาษาชาตติ ่างๆ ใครๆ กพ็ ูดได้ เหตนุ ้จี งึ เรียกวา่ มคธภาษา เพราะ
พระพทุ ธเจ้าตรัสเทศนาเผยแพรแ่ ก่ชนชาวมคธเปน็ คร้งั แรก
ชาวมคธคอื ใคร กค็ อื ชาวไทยเรานแ้ี หละ ดแู ตภ่ าษาทเ่ี ราพดู กนั แตล่ ะคำ� ทง้ั ภาษา
สามญั และภาษาทางการ ล้วนแตพ่ ุทธภาษาท้งั นนั้ ฉะนั้นไม่มีชาตไิ หนจะพดู เขียน
ภาษานไ้ี ดถ้ กู ตอ้ งทสี่ ดุ พรอ้ มทงั้ อกั ขระฐานกรณ์ ทง้ั ภาคยางค์ เพราะชาวมคธยอมรบั
นบั ถือ น�ำมาใช้กอ่ นจงึ เรียกวา่ มคธภาษา
203
จำ� เปน็ ตอ้ งคงพทุ ธภาษานไี้ ว้ เพราะทรงไวซ้ งึ่ พทุ ธวจนะหรอื พระไตรปฎิ ก ถา้ ใช้
ภาษาของชาตติ ่างๆ ท่แี ปลออกมาแล้ว ผู้ปฏิบตั ิเห็นแก่ง่าย จะตคี วามเข้าขา้ งตนเอง
มากขึ้น พุทธวจนะก็วิปรติ ได้ จะแปลเปน็ ภาษาของชาติไหนๆ แตพ่ ุทธภาษา กย็ งั คง
ก�ำกับไวอ้ ยู่ เชน่ ภาษาไทยฉบบั บาลี หรือชาติอ่นื ๆ เช่นอังกฤษ กม็ บี าลีภาษากำ� กบั
ทกุ ชาตจิ ึงเรยี กบาลภี าษา คือรกั ษาไว้ซึง่ พทุ ธวจนะน่ันเอง
พุทธภาษา เป็นภาษาท่ีมีอักขระคือ สระและพยัญชนะ พร้อมท้ังฐานกรณ์
ไมข่ าดไมเ่ กนิ ไม่เหมือนภาษาสามัญ เชน่ อกั ษรไทยเกนิ ไป อกั ษรองั กฤษไม่พอ
จึงเรียกว่า “ตันติภาษา” ภาษาท่ีมีระเบียบแบบแผน สืบทอดกันมาตั้งแต่
พระพทุ ธเจา้ องคก์ ่อนๆ
บณั ฑติ นกั บาลไี วยากรณร์ ดู้ ี เพราะบณั ฑติ เหลา่ นเี้ ปน็ บณั ฑติ โดยเฉพาะ “ตสสฺ ตโฺ ถ
ปณฺฑเิ ตนะ เวทติ พโฺ พ” ภาษาน้ี เปน็ ภาษาทอ่ งจ�ำสงั วธั ยาย สวดมนต์ และบนั ทกึ ลง
เป็นอกั ษร ทงั้ กระดาษ ใบลาน และวสั ดทุ ีค่ วรตา่ งๆ ไม่ใชภ่ าษาทชี่ าตใิ ดๆ ใชพ้ ดู กัน
ในโลก
พทุ ธภาษานี้ มคี วามมหัศจรรย์ พระพุทธเจา้ ตรัสได้ ๘ ค�ำ พระอานนทพ์ ดู ได้
๑ ค�ำ พระอานนท์พดู ได้ ๘ คำ� สามญั ชนพูดได้ ๑ คำ� พระพทุ ธเจ้าตรัสได้ ๑๖ ค�ำ
พระอานนท์พดู ได้ ๘ คำ� แต่สามญั ชนพดู ได้ค�ำเดียว
อทุ าหรณ์ ประเทศไทยเป็น “ปฏิรูปเทส” พระพทุ ธเจ้าตรัสวา่
ปฏริ ูปเทสวาโส จ ปพุ เฺ พ จ กตปญุ ฺตา
อตฺตสมมฺ าปณิธิ จ เอตมฺมงคฺ ลมุตตฺ มํ
สามัญชนพูดได้ค�ำเดียวน้ีคือ ความมหัศจรรย์ของพุทธภาษา หากเป็นภาษา
สามัญชน ความตรสั รูข้ องพระพุทธเจ้าก็ไมเ่ ป็นของมหศั จรรย์
น่คี ือค�ำพดู ของทา่ นพระอาจารยม์ นั่ ทีผ่ ูเ้ ล่าได้ฟงั มา
204
คำ� ผญาสอนศิษย์
บทโคลง กาพย์ กลอน หรอื ผญานนั้ เปน็ เรอ่ื งธรรมดาทท่ี า่ นจะนำ� มาพดู มาสอน
สลบั กบั พระธรรมเทศนา เชน่ คราวใดทจ่ี ติ ของผฟู้ งั สว่ นมาก มอี าการตามกระแสธรรม
ของทา่ น เมอ่ื ทา่ นก�ำหนดจติ ดวู ่า ขณะนี้ จิตของผู้ฟังเกิดปตี ิเพลดิ เพลนิ เกินไปจน
ลืมทุกข์ คิดว่าจะยินดีพอใจในอารมณ์นั้น ท่านก็จะสลับเป็นผญาหรือร่ายออกมา
“เออ เอ้า อยา่ พากนั ลืมทุกข์เนอ้ ”
เหมือนค�ำวา่ ทุกข์ตัง้ แต่ในขันธ์หา้ โฮมมาขันธส์ ี่ ทุกขต์ ัง้ แต่ในโลกน้ี โฮมข่อย
ผเู้ ดยี ว เมอ่ื มคี วามเพลนิ จนลมื ตวั ตอ่ ไปกจ็ ะลมื ไตรลกั ษณ์ นเ้ี ปน็ ความรสู้ กึ ของผเู้ ลา่
ผ้ปู ฏิบตั ิเกดิ ปตี สิ ขุ เอกคั คตา อนั เกดิ จากฌานสมาธิสมถะ เปน็ ที่พักเอาก�ำลังปัญญา
เลยไปตดิ ในนน้ั ทา่ นจงึ ใหเ้ อาไตรลกั ษณแ์ ก้ หรอื เพอ่ื ความรา่ เรงิ อาจหาญ บนั เทงิ บา้ ง
ตามแต่จติ ของผู้ฟังจะมีอาการ ทีท่ ่านแสดงเป็นอาเทสนาปาฏหิ ารยิ ์ของท่าน
คำ� วา่ มะหบั มะหายไป เกดิ ขน้ึ แลว้ กห็ ายไป เกดิ ขน้ึ แลว้ กห็ ายไป เหมอื นธดิ ามาร
มาล่อลวงพระพทุ ธเจ้า เหมือนมีตัวมตี นแลว้ ก็จางหายไป หรอื เหมือนพยบั แดดมอง
ดูไกล เหมือนมีตัวมีตน พอเข้าใกลก้ ็จางหายไป
สารพัดเก้ยี วขา สาระพาเกย้ี วแข้ง สายตอ่ งแต่งเก้ียวคอ นั่งก่อส่อเหมอื นลงิ
ติดตงั ๑
205
ความหมาย ตณั หารกั ลกู เหมอื นเชอื กผกู คอ ตณั หารกั เมยี (ผวั ) เหมอื นปอผกู ศอก
ตณั หารกั วตั ถขุ า้ วของเหมอื นปลอกใสต่ นี (เทา้ ) นง่ั คอตกจนปญั ญา คาความคดิ เหมอื น
ลิงตดิ ตงั ๑
ผญาบางบท เป็นของนักปราชญ์แต่ปางก่อนแต่งไว้บ้างท่ีเข้ากันได้กับธรรมท่ี
ทา่ นแสดง ธรรมดาพระอรยิ เจา้ ชน้ั ใดช้นั หน่ึง ทา่ นมวี าสนาในนริ ุตติ (นริ กุ ติศาสตร)์
ปฏสิ ัมภทิ าญาณ เวลาทา่ นแสดงธรรม คำ� เหล่านจ้ี ะขนึ้ มาจากญาณของท่าน อันเปน็
อาเทสนาปาฏหิ ารยิ ข์ องพระอริยเจา้
๑ ตัง : ยางไมช้ นดิ หนึ่ง ชาวบ้านนอกเอามาตดิ จกั จน่ั ตดิ นก ลงิ เลยไปติดเขา้
206
รวบรวมคำ� ผญา
ในการอบรมสานศุ ษิ ย์ ทา่ นพระอาจารยม์ กั จะสอดแทรกคำ� ผญา หรอื บทกลอน
มาเปรยี บเปรยเป็นคตธิ รรม อปุ มา อุปไมย ดว้ ยความไพเราะอยา่ งยิ่ง มีท้ังทีท่ า่ น
แตง่ เองและเปน็ ของเก่าโบราณมา เชน่ แหล่เทศน์พระเวสสนั ดรชาดกบา้ ง กาพย์ปู่
สอนหลานของท่านเจ้าคณุ อุบาลีฯ บ้าง คณะผู้จดั ท�ำจึงได้รวบรวมจากหนังสอื ตา่ งๆ
ทีศ่ ิษย์ของท่านได้บันทกึ ไว้ มารวมไว้ในทีเ่ ดียวกัน ดังน้ี
หวายซาววาหย่งั คง บ่อเห็นสน้ ๑
ลึกบ่อตืน้ คำ� เข่า หยอ่ นลงกะเถิง
ความหมาย : การแสวงหาธรรมน้ัน ถา้ เราจะซาวหา (ค้นหา) ย่งิ หาก็ยิ่งไกล
ยิ่งจะไม่เห็น แต่นี่หาเข้ามา ตรงท่ีคำ� ข้าวหย่อนลงไปถึงน่ีแหละ ตรงท่ามกลางอก
นั่นแหละ แสวงหาธรรมจะไปค้นหาตามแบบตามตำ� รา ย่ิงหาก็ยงิ่ ไกล
กลว้ ยสหี่ วี จวั น้อย (สามเณรนอ้ ย) นง่ั เฝา้ ๑
พระเจ้านง่ั ฉนั
ความหมาย : กลว้ ยสห่ี วี ไดแ้ ก่ ธาตุ ๔ ดนิ นำ�้ ไฟ ลม จวั นอ้ ยนงั่ เฝา้ หมายถงึ
คนท่ีโง่เขลาเบาปัญญา ไม่รู้เท่าทนั ตามหลกั ของธาตุสี่ นงั่ เฝา้ ตวั เองอยู่ ไมร่ วู้ า่ ในตัว
ของตนนนั้ มอี ะไรบา้ ง กนิ แลว้ กน็ อน พระเจา้ นง่ั ฉนั หมายถงึ พระอรยิ เจา้ ทงั้ หลายทร่ี ู้
207
หลกั ความจรงิ อนั ประเสรฐิ เมอื่ ภาวนาไดท้ แ่ี ลว้ กเ็ อาธาตสุ ี่ (กลว้ ย ๔ หว)ี มาพจิ ารณา
ตามหลกั แหง่ ความเปน็ จรงิ จนทา่ นเหลา่ นน้ั สำ� เรจ็ คณุ ธรรมเบอ้ื งสงู คอื พระอรหนั ต์
ทา่ นไมน่ ่งั เฝา้ อยู่เฉยๆ
หินกอ้ นลา้ นหนักหน่วงเสมอจติ เอาสโนมาติด คือ สซิ ังซากนั ได้๑
บดั เฮาเอาตาซา้ ยแนเบง่ิ (เลง็ ด)ู คอื สิหนกั ไปทางสโน
ความหมาย : จติ อนั เดียวทีไ่ ปยดึ มั่นถือม่ัน เรยี กวา่ หนักหน่วงเสมอจิต ใจนี่
เดย๋ี วมนั กส็ า่ ยหาความรกั เดย๋ี วมนั กส็ า่ ยหาความชงั มนั เอยี งอยอู่ ยา่ งนนั้ มนั ไมต่ รงใจ
มันเป็นอยา่ งนั้น ทา่ นจงึ ให้มสี ติส�ำรวมดูใจ ดูจติ ขณะเราพูด จิตของเราใจของเรา
มนั เอยี งไปทางไหนแลว้ ถา้ เอยี งไปทางความรกั เอยี งไปทางความชงั กผ็ ดิ ทาง ทา่ นให้
สำ� รวม
ไม้ซกงก หกพนั งา่ กะปอมกา่ แล่นขึ้นมอ้ื ละฮ้อย๑
กะปอมนอ้ ยแลน่ ขน้ึ ม้อื ละพนั ตวั ใดม๋ าบ่ทันแลน่ ขน้ึ นำ� คมู่ ื้อๆ
ความหมาย : ไมซ้ กงก ไดแ้ ก่ ตวั ของเรานแี่ หละ รา่ งกายของเรานแ่ี หละ หกพนั งา่
หมายถงึ อายตนะท้งั หกน่เี อง (ตา หู จมกู ลนิ้ กาย ใจ) กะปอมก่า เทียบได้กบั
กเิ ลสตวั ใหญ่ (คอื รกั โลภ โกรธ หลง) อนั แกก่ ล้าน่นั แหละ แล่นข้นึ มอ้ื ละฮ้อย
คอื กเิ ลส มนั วง่ิ เขา้ สจู่ ติ ใจคนวนั ละรอ้ ยครงั้ กะปอมนอ้ ยแลน่ ขนึ้ มอ้ื ละพนั เปรยี บกบั
กิเลสที่มันเล็กน้อย ก็วิ่งเข้าสู่จิตใจวันละพันครั้ง ตัวใด๋มาบ่ทัน แล่นข้ึนน�ำคู่ม้ือๆ
กเิ ลสทไี่ มร่ ู้ ไม่ระวงั ก็จะเกิดข้ึนได้ทกุ วนั อยา่ งท่วี ่า กเิ ลสพันห้า ตัณหาร้อยแปด
นน่ั แหละ
กวางกินบกั ขามป้อมไปคาคอมั่ง มั่งข้ีออกสามมอ้ื กระต่ายตาย๒
กระต่ายตายแล้วจนั ฟอนซ�ำ้ ผัดมาเนา่ จนั ฟอนเน่าแลว้ เหนโอ้มเนา่ นำ�
208
ความหมาย : การทบ่ี ดิ ามารดานับถอื ศาสนาอะไร บตุ รกย็ อ่ มจะนบั ถอื ศาสนา
นนั้ ตาม ถา้ บดิ ามารดานบั ถอื ศาสนาทเี่ ปน็ มจิ ฉาทฏิ ฐิ บตุ รกย็ ดึ ถอื ตามนน้ั เชน่ นบั ถอื
ภูตผี เทพเทวดาต่างๆ เป็นตน้
นกเอี้ยงกนิ หมากโพชัย แซวๆ เสยี งบม่ ีโตฮ้อง๒
แซวๆ ฮอ้ งตัวเดียวเบอดหมู่
ความหมาย : เปรียบเทยี บคนเราทำ� อะไร มักจะไมร่ บั ผิดชอบในการกระทำ�
ของตน แตม่ กั ชอบโยนความผดิ ใหค้ นนน้ั คนนอี้ ยรู่ ำ่� ไป จนหาผทู้ ร่ี บั ผดิ ชอบในสงิ่ นนั้
ไมไ่ ด้ ซ่ึงเปน็ เครื่องบง่ บอกถึง ความเห็นแก่ตัวของมนุษยผ์ ู้ยงั มีกเิ ลสหนา
สาละแวก ปลาแดกใสต่ มุ้ ๓
ปลาเกา่ กะบไ่ ด ้ ปลาใหมก่ ะบ่ได้
เอาบญุ หยงั ฮ ึ พ่อออก แม่ออก มอ้ื วานน้ี
คำ� เหลืองสรอ้ ย ซิเป็นฮอยหิห�ำ่ ๔
ข้าวก่ำ� เปน็ ข้าวพัว้ งวั สิใหต้ อ่ ควาย
ความหมาย : ทา่ นเปรยี บผเู้ รยี นรมู้ าก แลว้ ลาสกิ ขาออกไป เปรยี บดว้ ยขา้ วในนา
จวนจะสกุ อย่แู ล้ว เลยถกู หนอนคอรวงกดั กนิ เสยี หายหมด เลยไมไ่ ดก้ ิน สญู เปลา่
มะหับมะหายไป๔
ความหมาย : เกดิ ขนึ้ แลว้ กห็ ายไป เหมอื นธดิ ามารมาลอ่ ลวงพระพทุ ธเจา้ เหมอื น
มตี ัวตนแล้วก็จางหายไป หรอื เหมือนพยบั แดดดูไกลเหมือนมตี ัว พอเข้าใกลก้ จ็ าง
หายไป
209
สารพดั เกย้ี วขา สาระพาเกี้ยวแขง้ ๔
สายตอ่ งแต่งเกีย้ วคอ นงั่ กอ่ สอ่ เหมอื นลิงติดตัง
ความหมาย : ตณั หารักลกู เหมือนเชือกผูกคอ ตณั หารกั เมีย (ผวั ) เหมอื นปอ
ผกู ศอก ตณั หารักวัตถุ ขา้ วของเหมือนปลอกใส่ตีน (เทา้ ) นง่ั คอตกไปไหนไมไ่ ด้
จนปัญญาคาความคดิ เหมอื นลงิ ติดตงั
เหลอื แตเ่ ว้า บ่เห็นบอ่ นเบาหนัก๔
เดนิ บ่อไปตามทาง สิถกื ดงเสอื ฮ้าย
ทุกข์ต้งั แต่ในขันธ์ห้า โฮมมาขันธ์ส่ี๔
ทุกขต์ ้ังแตใ่ นโลกน ้ี โฮมข่อยผ้เู ดยี ว
ฝนตกบ่ชอบ เมือ่ นักปราชญ์เบ่อื ครองธรรม๔
คนบ่ยำ� นกั บวช เพราะนกั บวชละสิกขาวนิ ัย
เมอ่ื หนา้ หากซมิ ีแลฯ
แกใ้ ห้ตกเน้อ แกบ้ ต่ กคาพกเจา้ ไว้๔
แก้บไ่ ด้แขวนคอนำ� ตอ่ งแต่ง แกบ้ ่พน้ คากน้ ย่างยาย
คาย่างยายเวยี นตายเวยี นเกิด เวยี นเอาก�ำเนิดในภพท้ังสาม
ภพท้ังสามเป็นเฮอื นเจา้ อยู่
หนทางกว้างตอ่ กว้าง สงั มาเดนิ สองขอบ๔
ปลาแดกน้ีโจ้โก้ สังมาจ�ำ้ ต้งั แตต่ อง
210
สัมมาทุกขแ์ ทห้ นอ สมกับเผยี กปอใสห่ มากกอ่ ๔
ยากมะลงึ่ ตงึ่ ตั่ง ดึงหนา้ จอ่ งหลัง
ถกู มาต้ังแต่ตน้ ฮวงเม่าจึงม๔ี
ผดิ มาตัง้ แตต่ น้ ฮวงเมา่ บม่ ี
บา้ นเมอื งคล่อนขนุ โจรญาดไผ ่ สังฆเจา้ ถือมือบถ่ อื ขณั ฑ์๔
บ้านเมืองคลอ่ นขุนโจรญาดไผ่ ผสู้ าวญาดชเู ห็นหน้ายากหวั
ยามเม่ือนงั่ ใหค้ ดึ หาคลอง ยามเมื่อนอนใหต้ รองหาเหตุ๔
ใหต้ งั้ ใจเจตนต์ อ่ แกว้ พุทโธ
ขอกราบประทานอภยั ตอ่ พอ่ แมค่ รอู าจารย์ และทา่ นผรู้ ทู้ ง้ั หลาย ทอี่ าจจะยงั มคี ำ� ผญาหลงเหลอื อยู่
มไิ ด้น�ำมารวบรวมไว้ หรอื ความผดิ พลาดทางข้อมลู ท้งั หลาย
๑ จากหนงั สอื บรู พาจารย์ พมิ พค์ รงั้ ท่ี ๒ หนา้ ๕๒๐-๕๒๒ โดย พระอาจารยอ์ วา้ น เขมโก วดั ปา่ นาคนมิ ติ ต์
อ�ำเภอโคกศรสี ุพรรณ จังหวัดสกลนคร
๒ จากหนังสอื ปโมทิตเถรบชู า หนา้ ๘๒ โดย หลวงปหู่ ลอด ปโมทิโต วัดสริ กิ มลาวาส กรงุ เทพมหานคร
๓ จากหนังสือบรู พาจารย์ หนา้ ๑๒๗ โดย พระอาจารยพ์ ยุง ชวนปญฺโ วดั ป่าบา้ นหนองผือ อำ� เภอ
พรรณานคิ ม จังหวัดสกลนคร
๔ จากบันทกึ หลวงตาทองคำ� จารวุ ณฺโณ
211
อรยิ วาส อริยวงศ์
เรอื่ งมอี ยวู่ า่ สมยั ทผี่ เู้ ลา่ อยกู่ บั ทา่ นพระอาจารยท์ บี่ า้ นหนองผอื มชี าวกรงุ เทพ-
มหานครไปกราบนมสั การ ถวายทานฟงั เทศน์ และไดน้ ำ� กระดาษหอ่ ธปู มเี ครอ่ื งหมาย
การค้า รูปตราพระพุทธเจ้า (บัดน้ีรูปตรานั้นไม่ปรากฏ) ตกหล่นที่บันไดกุฏิท่าน
พอไดเ้ วลาผเู้ ลา่ ขึ้นไปทำ� ขอ้ วัตร ปฏิบตั ิท่านตามปกติ พบเขา้ เลยเก็บขนึ้ ไป พอทา่ นฯ
เหลอื บมาเหน็ ถามว่า “น่นั อะไร” “รปู พระพุทธเจา้ ขอรบั กระผม” ทา่ นกล่าว “ดสู คิ น
เรานับถือพระพุทธเจา้ แต่เอาพระพุทธเจา้ ไปขายกนิ ไม่กลวั นรกนะ” แลว้ ท่านก็ย่นื
ให้ผูเ้ ล่า บอกว่า “ใหบ้ รรจเุ สยี ”
ผ้เู ลา่ เอามาพิจารณาอยู่ เพราะไม่เขา้ ใจค�ำวา่ บรรจุ จบั พิจารณาดพู ระพกั ตร์
เหมอื นแขกอินเดยี ผเู้ ลา่ อย่กู บั ท่านองค์เดยี ว ทา่ นวันยังไม่ขน้ึ มา ท่านพูดซ�ำ้ อีกว่า
“บรรจเุ สีย” “ท�ำอยา่ งไรขอรับกระผม” “ไหนเอามาซ”ิ ยนื่ ถวายทา่ น ทา่ นจับไม้ขีดไฟ
มาทำ� การเผาเสยี และพดู ตอ่ วา่ “หนงั สอื ธรรมะสวดมนตท์ ตี่ กหลน่ ขาดวน่ิ ใชไ้ มไ่ ดแ้ ลว้
กใ็ หร้ บี บรรจเุ สยี กลัวคนไปเหยยี บยำ่� จะเป็นบาป”
ผเู้ ลา่ เลยพูดไปว่า “พระพุทธเจ้าเปน็ แขกอินเดยี นะกระผม” ท่านฯ ตอบ “หือ
คนไมม่ ีตาเขยี น เอาพระพทุ ธเจ้าไปเปน็ แขกหัวโตได”้ ทา่ นฯ กล่าวต่อไปว่า “อันน้ี
ไดพ้ จิ ารณาแลว้ วา่ พระพทุ ธเจา้ เปน็ คนไทย พระอนพุ ทุ ธสาวกในยคุ พทุ ธกาล ตลอด
จนถงึ ยุคปจั จุบนั ล้วนแต่ไทยท้ังนัน้ ชนชาติอ่ืน แม้แตส่ รณคมนแ์ ละศลี ๕ เขาก็
ไมร่ ้จู ะเป็นพระพุทธเจา้ ได้อยา่ งไร ดูไกลความจรงิ เอามากๆ เราไดเ้ ลา่ ให้เธอฟงั แล้ว
212
วา่ ชนชาตไิ ทย คอื ชาวมคธ รวมรฐั ต่างๆ มีรฐั สกั กะ เปน็ ต้น หนีการลา้ งเผา่ พนั ธ์ุ
มาในยคุ นนั้ และชนชาวพมา่ คอื ชาวรฐั โกศลเปน็ รฐั ใหญ่ รวมทงั้ รฐั เลก็ ๆ จะเปน็ วชั ชี
มัลละ เจตี เปน็ ตน้ ก็ทะลกั หนตี าย จากผู้ย่ิงใหญ่ด้วยโมหะ อวิชชา มาผสมผสาน
เป็นมอญ (มลั ละ) เปน็ ชนชาติตา่ งๆ ในพมา่ ในปัจจบุ ัน”
“ส่วนรฐั สกั กะนน้ั ใกลก้ ับรฐั มคธ ก็รวมกันอพยพมาสวุ รรณภูมิ ตามสายญาติ
ท่ีเดินทางมาแสวงโชคล่วงหน้าก่อนแล้ว” ผู้เล่าเลยพูดขึ้นว่า “ปัจจุบัน พอจะแยก
ชนชาตใิ นไทยไดไ้ หม ขอรบั กระผม” “ไมร่ สู้ ิ อาจเปน็ ชาวเชยี งใหม่ ชาวเชยี งตงุ ในพมา่
ก็ได้” ขณะน้ันท่านวนั ขนึ้ ไปพอดี ตอนท้ายกอ่ นจบท่านเลยสรุปว่า “อนั นี้ (หมายถงึ
ตัวท่าน) ไดพ้ ิจารณาแลว้ ทง้ั รทู้ ั้งเห็นโดยไมม่ ีข้อสงสัยใดๆ ทง้ั ส้ิน” ผูเ้ ล่าพดู อีกว่า
“แขกอนิ เดยี ทกุ วนั นคี้ อื พวกไหน ขอรบั กระผม” ทา่ นบอก “พวกอสิ ลามทมี่ าไลฆ่ า่ เรา
นะ่ สิ” “ถา้ เช่นนนั้ ศาสนาพราหมณ์ ฮินดู เจา้ แมก่ าลี การลอยบาปแมน่ �้ำคงคา ทำ� ไม
จึงยังมีอยู่ รวมท้งั ภาษาสนั สกฤตดว้ ย” “อันน้ันเป็นของเกา่ เขาเหน็ วา่ ดี บางพวก
ก็ยอมรับเอาไปสืบต่อๆ กันมาจนปัจจุบัน ส่วนพวกเราพระพุทธเจ้าสอนให้ละทิ้ง
หมดแล้ว เราหนมี าอยทู่ างนี้ พระพทุ ธเจา้ สอนอยา่ งไรกท็ ำ� ตาม”
ทา่ นยงั พดู คำ� แรงๆ วา่ “คณุ ตาบอด ตาจาวหรอื เมอื งเราวดั วา ศาสนา พระสงฆ์
สามเณร เตม็ บา้ นเตม็ เมอื งไมเ่ หน็ หรอื ” (ตาบอดตาจาวเปน็ คำ� ทท่ี า่ นจะกลา่ วเฉพาะกบั
ผเู้ ลา่ ) “แขกอนิ เดยี เขามเี หมอื นเมอื งไทยไหม ไมม่ ี มแี ตจ่ ะทำ� ลาย โชคดที อี่ งั กฤษมา
ปกครอง เขาออกกฎหมายหา้ มทำ� ลายโบราณวตั ถุ โบราณสถาน แตก่ เ็ หลอื นอ้ ยเตม็ ที
ไมม่ รี อ่ งรอยใหเ้ ราเหน็ อยา่ วา่ แตพ่ ระพทุ ธเจา้ เลย ตวั เธอเองนนั่ แหละถา้ ไดไ้ ปเหน็ สภาพ
ความเป็นอยูข่ องชาวอินเดยี จา้ งเธอกไ็ มไ่ ปเกดิ ”
“ของเหลา่ นน้ี น้ั ตอ้ งไปตามวาสตามวงศต์ ระกลู อยา่ งเชน่ วงศพ์ ระพทุ ธศาสนา
ของเรานั้น เป็นอริยวาส อริยวงศ์ อริยตระกูล เป็นวงศ์ที่พระพุทธเจ้าจะมาอุบัติ
คุณแปลธรรมบทมาแลว้ ค�ำวา่ ปคุ คฺ โล ปุริสาธญฺโ ลองแปลดูซวิ ่าพระพทุ ธเจา้
จะเกดิ ในมัชฌมิ ประเทศ หรอื อะไรทีไ่ หนก็แลว้ แต่ จะเปน็ ทีอ่ ินเดยี หรอื ทีไ่ หนกต็ าม
ทุกแหง่ ตกอยู่ในหว้ งแหง่ สงั สารวฏั ฏ์ ถึงวนั นนั้ พวกเราอาจจะไปอยอู่ ินเดียก็ได”้
213
“พระพทุ ธเจา้ ทรงวางพทุ ธศาสนาไว้ จะเปน็ ระหวา่ งพทุ ธนั ดรกด็ ี สญุ ญกปั ปก์ ด็ ี
ทีไ่ ม่มีพระพทุ ธศาสนา แต่ชนชาติทไ่ี ด้เปน็ อรยิ วาส อริยวงศ์ อริยประเพณี อรยิ นิสัย
ก็ยงั สบื ต่อไปอยู่ ถงึ จะขาด ก็คงขาดแต่ผูไ้ ดส้ �ำเรจ็ มรรคผลเทา่ นั้น เพราะว่างจาก
บรมครู ต้องอบรมครูมาตรัสรู้ จงึ ว่ากันใหม่”
ผู้เล่าไดฟ้ งั มาดว้ ยประการละฉะนีแ้ ลฯ
214
ผลของปาณาติบาต
เรอื่ งนผี้ เู้ ลา่ และทา่ นอาจารยว์ นั ไดฟ้ งั ดว้ ยกนั ทว่ี ดั ปา่ บา้ นหนองผอื แตเ่ หตเุ กดิ
ท่ีเชียงใหม่ เหตุมาจากการเข่นฆ่ากนั เม่อื สงครามโลกครั้งที่ ๒ บางทา่ นคงไดย้ ินวา่
ศิษย์ของท่านติดตามหาท่านไม่พบ ทา่ นหนีเข้าป่าลึกจนศิษย์ตดิ ตามไมถ่ ึง
ท่านว่าได้ยินข่าวภายนอกน้อยมาก เพราะไม่มีคนไปถึง คงพิจารณาธรรม
ตามปกติ พูดถึงสงครามขณะน้ันดูจะเร่ิมต้นจากเยอรมัน เข่นฆ่ากันอย่างเมามัน
แลว้ ลุกลามไปอยา่ งกว้างขวาง กลายเปน็ สงครามโลก แต่ทา่ นมไิ ด้เอามาเปน็ อารมณ์
วนั หนง่ึ ขณะทำ� สมาธอิ ยจู่ วนจะสวา่ ง ปรากฏวา่ ทา่ นยนื อยบู่ นทสี่ งู จะเปน็ บนดนิ
บนภูเขา อากาศก็ไมใ่ ช่ คล้ายยนื อย่บู นกอ้ นเมฆ มองดรู อบทิศ เหน็ เตาไฟมหี มอ้
ใบใหญไ่ ฟแดงฉาน ทัง้ เตา ทัง้ หมอ้ ใบใหญ่บรรจุวตั ถุได้มาก หากเป็นมนุษยก์ เ็ ปน็
รอ้ ยๆ คน แตล่ ะลกู แดงฉาน ทง้ั เตา ทง้ั หมอ้ แตเ่ ปลวไฟมบี า้ ง ไมถ่ งึ กบั บงั วตั ถทุ อ่ี ยู่
ในหมอ้ นนั้
ทา่ นกำ� หนดพจิ ารณา จงึ รขู้ นึ้ มาวา่ นคี้ อื ทหารทตี่ ายในสงคราม พากนั มาตกนรก
แออดั กันอยู่อยา่ งนี้ พจิ ารณาดูแต่ละหมอ้ ไม่ไดเ้ ลอื กชาติว่าชาตินน้ั ตอ้ งตกหม้อน้นั
ชาตนิ ตี้ อ้ งตกหมอ้ น้ี ตกรวมกนั หมด แตล่ ะหมอ้ แออดั กจ็ รงิ ดเู หมอื นเตม็ แลว้ แตพ่ วก
ทท่ี ยอยกนั มากย็ งั ตกไดอ้ ีก ถมเทา่ ไรไมร่ ู้จกั เต็ม ทา่ นฯ วา่
215
ทา่ นพจิ ารณาตอ่ ไปวา่ เขาเหลา่ นน้ั รสู้ กึ ตวั ไหม รสู้ กึ ทกุ คน ตา่ งกป็ รบั ทกุ ขก์ นั วา่
“พวกเราไม่นา่ เลยๆ เปน็ เพราะนายแท้ๆ” “แล้วนายเลา่ ” “นายยงั ไม่ตาย ถา้ ตายละก็
นายจะลงไปลกึ กวา่ นี้ ชนดิ พวกเราตามไมต่ ดิ ” พวกสตั วน์ รกเขาพดู กนั เหมอื นพดู เลน่
ท่านว่า ลักษณะทหารแต่ละคนไม่มีอาวุธ มีแต่เคร่ืองแบบ แต่ละเอียดมากขนาด
กระทะนรกที่เรามองเหน็ เต็มแลว้ ลงได้อีก ชนดิ ถมเท่าไรไมร่ จู้ ักเตม็
พอทา่ นเหน็ เหตดุ งั นนั้ จงึ มาพจิ ารณาตามหลกั แหง่ สงั สารวฏั ฏ์ หรอื ทกุ ขใ์ นวฏั ฏะ
ได้ความวา่
สัตว์หนาดว้ ยราคะ โลกฉบิ หายด้วยไฟ
สัตว์หนาด้วยโทสะ โลกฉบิ หายดว้ ยลม
สตั ว์หนาดว้ ยโมหะ โลกฉบิ หายดว้ ยน�ำ้
ท่านมาเฉลยี วใจว่า “สัตว์หนาด้วยราคะ โทสะ และโมหะแล้ว ท�ำไมผู้ฉิบหาย
จึงเปน็ โลก ทำ� ไมจึงไมเ่ ป็นสตั ว์ฉบิ หายเล่า”
ท่านอธบิ ายย่อๆ ว่า “ราคะ โทสะ และโมหะน้นั เปน็ ผลของอวิชชา ทีก่ ล่าวไว้
ในธรรมจักร (สมทุ ยั สัจจะ) ว่า กามตณั หา ภวตณั หา วภิ วตณั หา ก็คือ ราคะ โทสะ
โมหะ อันเป็นผลมาจากอวชิ ชาน้ันเอง”
“ตวั เหตคุ อื อวชิ ชา ครอบงำ� จติ สนั ดานของสตั ว์ เปน็ ผลใหส้ ตั วเ์ กดิ ราคะ โทสะ
โมหะ ทงั้ สตั วท์ ง้ั โลก กฉ็ บิ หาย คอื กระทบกระเทอื นไปหมด ทงั้ ภายนอกคอื สตั วแ์ ละ
โลกทงั้ ปวง ท้ังภายในคือจิตสันดานของสัตว์แสดงออกมา มีแตฉ่ บิ หายกับฉิบหาย
อย่างเดียว”
ท่านฯ อธบิ าย เป็นอเนกปริยาย ปฏนิ ิเทส อปุ มาอปุ ไมยมาก ฟงั ไมเ่ บ่อื
216
รากแก้วของพระพทุ ธศาสนา
บทธรรมเทศนาเร่ืองศีลของท่านพระอาจารย์นั้น ท่านแสดงเป็นอเนกปริยาย
ผเู้ ลา่ จะน�ำมาเลา่ พอได้ใจความ ศีลเป็นฐานรองรับ สมาธิ ปญั ญา วิมตุ ติ เมือ่ ทา่ น
อธบิ ายเรอ่ื งศลี จะตอ้ งสมั พนั ธเ์ ขา้ กบั อปุ สมั ปทาวธิ เี สมอ เพราะเปน็ เรอื่ งของพระพทุ ธ-
ศาสนาโดยตรง
มีความว่า ผู้จะน�ำกุลบุตร เข้ามาสู่พระธรรมวินัย ในพระพุทธศาสนาน้ี
พระอปุ ชั ฌาย์ จะสอนกลุ บตุ รนน้ั กอ่ นวา่ เธอไดน้ ำ� ตนเขา้ มาขอบรรพชา อปุ สมบทใน
พระพทุ ธศาสนานี้ เบอื้ งตน้ จงตงั้ ศรทั ธาคอื ความเชอื่ ความเลอ่ื มใสในพระรตั นตรยั กอ่ น
เพราะพระรตั นตรยั เปน็ พน้ื ฐานอนั มน่ั คงในพระพทุ ธศาสนา หากพน้ื ฐานตง้ั มน่ั ดแี ลว้
ความเจรญิ ยอ่ มเกดิ แกเ่ ธอ ผเู้ ชอ่ื และเลอื่ มใสในพระคณุ นน้ั ๆ พระรตั นตรยั ทง้ั ๓ นนั้
คอื พระพทุ ธเจา้ ๑ พระธรรม ๑ พระสงฆ์ ๑
ท่ีเรียกวา่ รัตนะนน้ั แปลว่าแก้วอนั ประเสรฐิ เปรยี บเหมือนแก้ว ๗ ประการ
ของพระเจา้ จักรพรรดิราช
แตแ่ กว้ ๓ ดวงในพระพทุ ธศาสนานดี้ ลบนั ดาลใหเ้ กดิ ศลี สมาธิ ปญั ญา วมิ ตุ ติ
วมิ ตุ ตญิ าณทสั สนะ มรรคผล ธรรมวเิ ศษ นพิ พาน ยงิ่ กวา่ รตั นะจกั รพรรดริ าชเสยี อกี
เพราะไตรสรณะท้งั ๓ น้ี เปน็ ไปเพือ่ ความสน้ิ ทกุ ข์ ส้นิ ภพ สนิ้ ชาติ ส่วนจักรพรรดิ-
รัตนะน้ัน เป็นไปเพ่ือทุกข์ในวัฏฏะ มีกิเลสเป็นเหตุให้ท�ำกรรม เสวยวิบากต่อไป
หมนุ เวยี นเป็นวฏั จกั รหาทส่ี ดุ มิได้
217
อันพระคุณของพระพุทธเจ้าน้ี มีมากไปอนันตนัย รวมลงเป็นพระพุทธคุณ
๙ ประการ และรวมลงเปน็ ๓ โดยยอ่ คอื พระปัญญาธคิ ุณ พระบริสทุ ธคิ ณุ และ
พระมหากรณุ าธคิ ณุ
พระปญั ญาธิคณุ นนั้ ทรงตรัสร้ใู นอริยสัจ ๔ รตู้ ลอดทัง้ ภพน้ี ภพท่เี ป็นไปใน
เบอื้ งหนา้ รูภ้ พและภมู ทิ ้งั ๓
พระบรสิ ทุ ธคิ ณุ นน้ั ในพระหฤทยั ของพระพทุ ธเจา้ นน้ั บรสิ ทุ ธส์ิ ะอาดปราศจาก
กิเลสอาสวะทั้งปวง
พระมหากรณุ าธคิ ณุ นนั้ ทรงมคี วามเมตตา กรณุ า สงสารสตั วโ์ ลก คดิ จะชว่ ยให้
สัตว์โลกนนั้ พน้ จากทกุ ข์ในวัฏสงสาร
เม่ือกลุ บุตรผ้หู วังบวชอทุ ศิ อก ถวายแด่พระพุทธศาสนา จงน้อมนำ� พระคณุ นี้
มาเป็นท่พี ่งึ เสมอด้วยชวี ิต
ส่วนพระธรรมคุณ คือธรรมวินัย ค�ำส่ังสอนของพระพุทธเจ้า ประกอบด้วย
พระคุณ ๖ ประการ รวมลงในศลี สมาธิ ปัญญา ไตรสกิ ขา อันจะศึกษาให้ยงิ่ ขน้ึ ไป
เป็นคุณธรรมอันวิเศษ จงน้อมน�ำมาสใู่ จ ยดึ ม่นั เป็นทพ่ี งึ่ ทีร่ ะลกึ เสมอดว้ ยชีวิต
พระสงั ฆคณุ คอื คณุ แหง่ พระสงฆน์ น้ั ประกอบดว้ ยสงั ฆคณุ ๙ ประการ หมายถงึ
พระอริยบุคคลในพระพุทธศาสนา ช้ันต้นจนถึงชั้นสูงสุด ในอดีตมีปัญจวัคคีย์
พระยสะพรอ้ มดว้ ยสหาย เปน็ ตน้ สบื ทอดพระพทุ ธศาสนาตอ่ ๆ มาจนถงึ ยคุ ปจั จบุ นั
ทา่ นเหลา่ นป้ี ฏบิ ตั ดิ ี ปฏบิ ตั ชิ อบ ตามพระธรรมวนิ ยั ของพระพทุ ธเจา้ แลว้ สอนผอู้ นื่
ใหป้ ระพฤตติ ามดว้ ย นเ้ี ปน็ คณุ ของพระสงฆ์ ฉะนนั้ ผบู้ วชอทุ ศิ อกเพอื่ พระพทุ ธศาสนา
จงตัง้ ศรทั ธาความเช่ือปสาทะความเลื่อมใส น้อมน�ำพระคณุ ของพระสงฆ์มาเปน็ ท่พี ่ึง
ท่ีระลึกเสมอดว้ ยชวี ิต
218
ศาสนาภายนอกและภายใน
ทา่ นพระอาจารย์สอนว่า อริ ยิ าบถทั้ง ๔ คือ ยืน เดนิ น่งั นอน น้นั นะสร้าง
บุญขึ้นมาได้ เช่น เราเดินไปก็ระลึกพุทโธไป เรานั่งอยู่ก็ระลึกพุทโธ เรานอนอยู่
ก็ระลึกพุทโธ พยายามท�ำให้มันติดต่อ ท�ำการท�ำงานก็ระลึกพุทโธอยู่ อย่างท่านฯ
ไปสอนชาวบา้ นนอกนะ ถงึ ฤดูท�ำไร่ เขาไปดายหญา้ สับจอบสบั เสยี มลงดิน ก็ให้
ระลึก พุทโธ เวลาเก่ียวข้าวกเ็ หมือนกนั แหละ เกย่ี วกอ ๑ กพ็ ุทโธ กอ ๒ กพ็ ทุ โธ
หมายความว่า งานทเี่ ราท�ำก็ได้ บุญเรากไ็ ด้ อนั นีเ้ ป็นลกั ษณะของบุคคลผ้มู ีปัญญา
ท�ำการงานทุกอย่างอย่าท้งิ พุทโธ เพราะเหตไุ ร เพราะว่าบญุ เกดิ ทางใจ
บญุ นน้ั ไมไ่ ดเ้ กดิ แตก่ ารบรจิ าคทานอยา่ งเดยี ว บญุ เกดิ จากการรกั ษาศลี บญุ เกดิ
จากการภาวนา โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ คอื การเจรญิ ภาวนา เปน็ บญุ ทสี่ ามารถทำ� ไดไ้ มเ่ ลอื ก
บคุ คล ไมว่ า่ จะเปน็ คนแกค่ นเฒา่ หรอื เดก็ หญงิ หรอื ชาย หรอื คนเจบ็ ปว่ ยกต็ ามสามารถ
ทำ� ได้
คนท่มี สี ติปัญญา ยนื เดิน นั่ง นอน กเ็ ปน็ บญุ แลว้ ท�ำการท�ำงานก็เป็นบญุ
ทุกสาขาอาชีพท่ีเป็นอาชีพบริสุทธิ์ ถ้าเราระลึกพุทโธคราวใด บุญก็เกิดข้ึนคราวนั้น
ไม่ต้องหาไกล คนมีปญั ญาไมต่ อ้ งหาไกล หาอยู่ในกาย หาอยู่ในวาจา หาอยู่ในจติ
ศาสนานน้ั อยใู่ นธาตุ ๔ ขนั ธ์ ๕ อายตนะ ๖ ทา่ นฯ บอกวา่ มกี ลา่ วไวใ้ นคมั ภรี ์ วนิ ยั
ขันธปัญญธาตุอยู่ที่ไหน อายตนะอยู่ที่ไหน ไม่ใช่อยู่ในตัวเราหรือ เพราะเหตุน้ัน
219
ศาสนาจึงอยู่ในตัวเรา สมบูรณ์แบบไม่มีบกพร่อง นอกจากเราจะเสริมสร้างให้มัน
เพอ่ื ให้เรารจู้ กั ศาสนาในตัวของเรา นี่คอื บุคคลผู้ทีเ่ ปน็ พุทธแท้ ท่านฯ บอกอยา่ งนั้น
ศาสนายงั แบง่ ออกเปน็ ศาสนาภายนอก และศาสนาภายใน ศาสนาภายนอกคอื
พระสงฆ์ สามเณร วัด กุฏิ วหิ าร ศาลาการเปรยี ญ เจดีย์ เปน็ ต้น
ส่วนศาสนาภายใน คือ ศีล สมาธิ ปัญญา มันมีอยู่แล้ว ต้ังอยู่ในบุคคล
แตบ่ คุ คลไมร่ วู้ า่ อะไร คอื ศาสนาภายนอก ภายใน การบำ� รงุ พระพทุ ธศาสนา เราจะตอ้ ง
บำ� รงุ ไปพรอ้ มกนั ภายนอกกบ็ ำ� รงุ ภายในกบ็ ำ� รงุ ถา้ เราจะบำ� รงุ แตภ่ ายนอก ทงิ้ ภายใน
เสียเรากไ็ ม่รจู้ ักศาสนาอยใู่ นตัวเราเอง
อปุ มาเปรยี บเหมอื น ทกุ คนมขี าสองขา ขาหนง่ึ มดั ตดิ ไวเ้ สยี ไมใ่ ช้ หมายความวา่
เราเดนิ ได้แต่ไมส่ ะดวก นน่ั คอื รักษาแตศ่ าสนาภายนอก ศาสนาภายในไม่รกั ษา
เหมอื นกนั กบั รกั ษาศาสนาภายใน ภายนอกไมร่ กั ษา กเ็ ปรยี บเหมอื นมขี าสองขา
แต่ใชข้ าเดยี ว
เพราะฉะน้ันการบำ� รงุ ศาสนา จงึ ตอ้ งบำ� รุงไปพร้อมกนั ทัง้ ศาสนาภายนอกและ
ศาสนาภายใน ผู้ท่ีนับถือพระพทุ ธศาสนา สว่ นมากจะไมเ่ ข้าใจอยา่ งน้ี ท่านฯ จงึ ว่า
ทำ� อะไรให้มสี ตปิ ญั ญา
220
อศั จรรย์ปัญญาถ้วน ๕
ท่านพระอาจารยอ์ ธิบาย คำ� ว่าปญั ญาถ้วน ๕ หมายถงึ อนิ ทรยี ์ ๕ พละ ๕
ให้ปัญญามันมีอยู่ในทุกอิริยาบถ ทุกกิจกรรม ทุกอย่าง นับตั้งแต่การอยู่การกิน
การนงุ่ การหม่ การอยใู่ นบา้ น เกยี่ วกบั ปจั จยั ทง้ั ๔ จะตอ้ งใชส้ ตปิ ญั ญาทง้ั นนั้ การใชส้ อย
ปจั จยั ๔ จงึ สมบรู ณ์แบบ ถา้ ขาดสตปิ ัญญา การใช้สอยปัจจัย ๔ น้ีไม่สมบูรณ์แบบ
เม่อื ไมส่ มบรู ณ์แลว้ ความบกพร่องจงึ เกดิ ขึน้ ทุกข์ก็จะเสรมิ เข้ามา ทา่ นฯ ว่าอย่างนัน้
เชน่ การใชจ้ า่ ยทรพั ยน์ ้ี ถา้ นอกเหนอื ไปจากพระพทุ ธเจา้ บญั ญตั แิ ลว้ นะ ทรพั ยท์ ี่
จา่ ยไปไมค่ มุ้ คา่ ทา่ นวา่ นะ แลว้ ทนี ป้ี ระโยชนท์ ส่ี อนคอื สมั ปรายกิ ตั ถประโยชนจ์ ะเปน็
สทั ธาสมั ปทา สลี สมั ปทา จะคะสมั ปทา ปัญญาสมั ปทา ก็ยงั อาศยั ปญั ญา แม้แตใ่ น
โลกตุ ตระก็เหมอื นกนั ถา้ ขาดสติปัญญาแล้ว ไมส่ ามารถจะบรรลโุ ลกุตตระได้ อันน้ี
คือความหมายวา่ อัศจรรยป์ ญั ญาถว้ น ๕ ทา่ นอธิบายไวอ้ ย่างน้ี
ฉะนัน้ ทุกอยา่ ง ปญั ญาจะต้องเขา้ ไปเสรมิ อยเู่ สมอ ถา้ ขาดปัญญา กห็ มายถงึ ว่า
ทกุ สงิ่ ทเ่ี ราทำ� ไปในชวี ติ ประจำ� วนั ไมค่ มุ้ คา่ สญู เปลา่ แมแ้ ตจ่ ะกวาดพน้ื กด็ ี ในบรเิ วณ
บนบา้ นกด็ ี ไมใ่ ชว่ า่ กวาดแลว้ ใหม้ นั กระจดั กระจายไป คอื กวาดเอาไป รวมกนั แหง่ ใด
แหง่ หนึ่ง แลว้ จึงค่อยเกบ็ นำ� ไปทง้ิ ในท่ที ้ิงขยะนั้น
สว่ นการปดั กวาดบรเิ วณวดั นนั้ ทา่ นพระอาจารยม์ นั่ สอนวา่ โดยปกตเิ ราจะตอ้ ง
กวาดออกจากทอี่ ยู่ เชน่ จากรอบกฏุ นิ อี้ อกไป เมอื่ เรากวาดเสรจ็ แลว้ กจ็ ะเปน็ บรเิ วณ
ท่เี ราพัฒนาให้เปน็ วดั หรอื เป็นลานวดั แล้ว อนั นี้กเ็ ปน็ ส่วนหนง่ึ
221
สว่ นทเี่ ลยขอบออกไปกจ็ ะเปน็ ปา่ ธรรมชาติ ถา้ เรากวาดใบไมไ้ ปทบั ถมธรรมชาติ
อนั นนั้ คอื ขาดปญั ญาแลว้ เพราะแดนพฒั นากใ็ หเ้ ปน็ แดนพฒั นา แดนธรรมชาตกิ ใ็ ห้
เป็นแดนธรรมชาติ ท่ีถูกต้องเราจะต้องปัดกวาด จากแดนธรรมชาติเข้ามาข้างใน
แลว้ กก็ วาดขา้ งในไปหาขา้ งนอก และเกบ็ เปน็ กองๆ ไว้ จะเผาไฟกใ็ หร้ บี สมุ เสยี ปลอ่ ยไว้
ลมจะพัดไปได้ อกี วิธคี อื เราขุดหลมุ ไว้ เรากวาดแล้วไปเทลงหลมุ หลุมนีเ้ ตม็ ก็ไป
ขุดใหม่
ทนี ถี้ า้ หากวา่ เรากวาดออกไปๆ เรอ่ื ยๆ บรเิ วณรอบกฏุ ขิ องเรานม้ี นั จะตำ�่ ลงและ
ขอบจะสงู ขนึ้ นน้ั คอื สงิ่ แวดลอ้ มสกปรกแลว้ สงิ่ ทเี่ ราพฒั นากแ็ ปรรปู ไปแลว้ มนั จะเปน็
คล้ายๆ กบั กน้ กระทะ อนั น้นั คอื การขาดสตปิ ัญญา ไดอ้ ย่างหนึ่ง มนั เสียอย่างหนึง่
ทา่ นฯ มกั เตอื นอยเู่ สมอวา่ กวาดเขา้ ไปทำ� ไม ทำ� ไมไมก่ วาดออกมา มนั ไปกระทบ
กบั สงิ่ แวดลอ้ ม หมายความวา่ สงิ่ แวดลอ้ มทมี่ อี ยกู่ ใ็ หอ้ ยไู่ ปตามของเขา เราอยา่ เอาไปใส่
ถา้ เอาไปใส่ มนั จะกระทบสง่ิ แวดลอ้ ม พนื้ ทพี่ ฒั นาแลว้ กอ็ ยใู่ นสภาพทพี่ ฒั นาแลว้ พน้ื ที่
ยงั ไมพ่ ฒั นาก็ให้เป็นปา่
ในปจั จุบันส่วนมากจะเหน็ เป็นขอบโดยรอบ เพราะผู้ท่ีตามมาภายหลงั เขาไม่รู้
จดุ ประสงค์ ทท่ี า่ นพระอาจารยม์ นั่ ปดั กวาดอยา่ งนี้ มนั มไี ดม้ เี สยี อยา่ งไร นคี้ อื ความ
ไมเ่ หมาะสมเพราะฉะนนั้ จงึ วา่ อศั จรรยป์ ญั ญาถว้ น ๕ เราจะทำ� อะไรสกั อยา่ ง เราตอ้ ง
มีปัญญาไปแทรกอยู่เสมอ ถ้าไม่มีปัญญาเข้าไปแทรกก็หมายความว่า ส่ิงเหล่านั้น
ไมส่ มบรู ณแ์ บบตามคำ� สอนของพระพทุ ธเจา้ คำ� สอนของพระพทุ ธเจา้ มที งั้ อยา่ งหยาบ
อยา่ งกลาง อยา่ งละเอยี ด
นีค่ ือความหมายในเรื่องน้ี
222
อคั รฐานเป็นทต่ี ัง้ แห่งมรรคผลนพิ พาน
เทศน์กัณฑ์นี้เกิดที่วัดปทุมวนาราม ความเดิมมีว่า หลังจากท่านพระอาจารย์
มั่นไปเจริญสมณธรรมอยู่ท่ีถ้�ำสิงห์โต หรือเรียกอีกช่ือว่าถ�้ำไผ่ขวาง ท่านฯ พักอยู่
พอสมควรแล้วก็กลับเข้ากรุงเทพฯ พักท่ีวัดสระปทุม (วัดปทุมวนาราม) มีโอกาส
กไ็ ปนมัสการท่านเจา้ คุณพระอบุ าลีคณุ ปู มาจารย์ (จันทร์ สิริจนโฺ ท) เลา่ ความเป็นไป
ในการปฏิบตั ิบ้าง สนทนาธรรมบ้าง ตามประสาศิษย์และครู
ไดป้ รารภถงึ การแนะนำ� สง่ั สอนหมคู่ ณะเชงิ ปรกึ ษาวา่ ทา่ นฯ มวี าสนาทางนไ้ี หม
ท่านเจา้ คณุ ก็รบั รองวา่ มี พอกลบั มาวัดสระปทมุ ทา่ นฯ กพ็ ิจารณาเรือ่ งการแนะนำ�
หม่คู ณะ เกดิ ความรขู้ ้ึนมาจากภายในวา่
อคคฺ ํ €านํ มนสุ ฺเสสุ มคคฺ ํ สตฺต วิสทุ ธฺ ยิ า
ไดค้ วามวา่ ฐานะอนั เลศิ มอี ยใู่ นหมมู่ นษุ ย์ มแี ตห่ มมู่ นษุ ยเ์ ทา่ นนั้ ทจ่ี ะดำ� เนนิ ไป
สหู่ นทางเพอื่ ความดับทุกขไ์ ด้ ทา่ นฯ พจิ ารณาได้ความว่า การแนะน�ำหม่คู ณะเปน็ ไป
ไดอ้ ยู่ ธรรมเทศนาเรอ่ื งน้ี ทา่ นฯ อธบิ ายอ้างอิงคมั ภีร์เป็นพิเศษ
ทา่ นฯ วา่ ผทู้ จี่ ะมาตรสั รเู้ ปน็ พระพทุ ธเจา้ หรอื พระสาวกกด็ ี ตอ้ งเปน็ มนษุ ยเ์ ทา่ นน้ั
ทงั้ อดตี นบั ดว้ ยแสนเปน็ อเนกกด็ ี ปจั จบุ นั กด็ ี ในกาลอนาคตอนั จะมาถงึ กด็ ี ผทู้ จ่ี ะมา
ตรัสรเู้ ป็นพระพทุ ธเจา้ หรอื พระสาวกกด็ ี มแี ตม่ นุษย์เทา่ น้นั
223
สว่ นเทพ อนิ ทร์ พรหม และอบายภมู ทิ งั้ ส่ี กไ็ มส่ ามารถจะมาตรสั รไู้ ด้ เพราะวา่
กายของเทพละเอยี ดเกนิ ไป กายของอบายภมู สิ ก่ี ห็ ยาบเกนิ ไป สว่ นมนษุ ยอ์ ยทู่ า่ มกลาง
แหง่ ภพทงั้ สาม โดยเฉพาะกามภพ ๑๑ นบั ขนึ้ ขา้ งบน ๖ นบั ลงขา้ งลา่ ง ๔ รวมเปน็ ๑๐
มนษุ ย์อยตู่ รงกลางรวมเป็น ๑๑
มนษุ ยน์ คี้ อื อคั รฐาน มคี ณุ สมบตั หิ รอื องคป์ ระกอบพรอ้ มทกุ อยา่ ง มนษุ ยผ์ เู้ ลศิ
มนษุ ยผ์ ปู้ ระเสรฐิ มนษุ ยผ์ มู้ คี วามสามารถ ทำ� ไดท้ ง้ั โลกยี ปญั ญา และโลกตุ ตรปญั ญา
มนุษย์อยู่ในท่ามกลาง จะข้ึนข้างบนก็ได้ จะลงข้างล่างก็ได้ นักปราชญ์ทั้งหลายมี
พระพุทธเจ้าเปน็ ตน้ ทรงแนะน�ำไว้ท้งั สองทาง โดยยกสรณะ ๓ ศีล ๕ ธรรม ๕
มงคลสูตร ธรรมบท ขุททกนกิ าย มหาสมยั สตู รและสตู รอน่ื ๆ อีก
จะขอกลา่ วแค่ ๘ สตู ร คอื สกุ กฺ ธมมฺ สตู ร สตู รนเ้ี ปน็ เทวธมมฺ สตู ร ในพระธรรมบท
มหลลฺ กภิกฺขุ พหุภณทฺ กิ ภิกฺขุ พวกเทพเรียกเทวธรรมว่า สกุ ฺกธรรม ผูเ้ ลา่ จะยกมา
พอเป็นอุทาหรณ์ เนื้อความพิสดาร ท่านพระอาจารย์เปิดกว้าง ให้บัณฑิตอธิบาย
เพ่ิมเตมิ ได้ โดยไม่ผดิ วา่ เปน็ มนุสฺสธมฺ เกดิ เปน็ มนษุ ย์มีความสามารถ
ผ้ไู มม่ ีสรณะ ๓ ถอื ลัทธอิ น่ื เป็นสรณะ ละเมดิ ศลี ๕ ขอ้ ๑ ตายแลว้ ลงข้างลา่ ง
เกดิ เปน็ มนษุ ยอ์ ายสุ น้ั ละเมดิ ขอ้ ๒ ขอ้ ๔ ตายแลว้ ลงขา้ งลา่ ง เกดิ เปน็ เปรตอสรุ กาย
ทอ้ งโต รปู ากเทา่ รเู ขม็ เพราะฉอ้ ราษฎรบ์ งั หลวง เงนิ เหลา่ นเี้ กดิ จากหยาดเหงอ่ื แรงงาน
ของมนษุ ยด์ ว้ ยกนั รงั แกขม่ เหง เอาเปรยี บ จงึ ไปเกิดเป็นเปรต กนิ ไมอ่ ิ่ม หิวเป็นนจิ
เพราะรูปากเลก็
ละเมดิ ข้อ ๓ ลงขา้ งลา่ งเกดิ เปน็ สนุ ัขนบั ชาตไิ ม่ถว้ น ละเมิดขอ้ ๕ ลงข้างล่าง
สรุ าเมรยั ยาเสพตดิ ทกุ ชนดิ ตกโลหะกมุ ภี ดมื่ นำ้� ทองแดง ตบั ไตไสพ้ งุ ทะลุ เกดิ ใหม่
กนิ อกี ไม่กินก็ไมไ่ ดเ้ พราะหวิ ไม่มอี ะไรจะกนิ พน้ แล้วได้เกิดเปน็ มนษุ ย์ เปน็ บา้ ใบ้
เสียจรติ ผดิ มนุษย์ นับชาตไิ ม่ถ้วน นมี้ สี ่วนลงข้างล่าง
ส่วนขึน้ ข้างบนน้นั ท่านฯ อ้างคัมภรี ์หนึง่ คอื มงคลสูตร ต้งั แต่อเสวนา ฯ เป ฯ
ผุฏ€ฺ สสฺ โลก ธมฺเมหิ ฯ เป ฯ วา่ เปน็ ยอดมงคลอันอุดมเลิศ ทา่ นย�ำ้ มากคอื ปฏิรูป-
224
เทสวาโส จ ฯลฯ เอตมมฺ งคฺ ลมตุ ตฺ มํ เพราะคนไทย ประเทศไทยเปน็ ปฏริ ปู เทส มคี ณุ สมบตั ิ
และองคป์ ระกอบสมบรู ณแ์ บบ ไมม่ ชี าติไหนเหมอื น
ภมู ปิ ระเทศไทยมลี กั ษณะ ๔ คอื ภเู ขา แมน่ ำ�้ ทงุ่ กวา้ ง สาวงาม ลกั ษณะ ๔ อยา่ ง
นมี้ ใี นประเทศใด ประเทศนน้ั จะพฒั นาตวั ของมนั โดยไมห่ ยดุ ยง้ั ถา้ มปี จั จยั ภายนอก
เข้าไปเสรมิ กจ็ ะพัฒนาไปได้เรว็ หากไมม่ ี เขาก็พัฒนาของเขาได้ ทา่ นฯ วา่ อย่างนี้
225
เทศน์มลู กัมมัฏฐาน
ทา่ นพระอาจารยไ์ ดเ้ ทศนเ์ รอื่ งนวี้ า่ กอ่ นพระอปุ ชั ฌายจ์ ะบวชใหก้ ลุ บตุ รทงั้ หลายนนั้
จะตอ้ งสอนเรอื่ งมลู กมั มฏั ฐานกอ่ น
เกสา โลมา นขา ทนตฺ า ตโจ น้เี ป็นอนโุ ลม
ตโจ ทนฺตา นขา โลมา เกสา น้เี ปน็ ปฏโิ ลม
ตอ่ จากนนั้ พระอปุ ชั ฌายก์ จ็ ะอธบิ าย พอใหไ้ ดใ้ จความวา่ รากเหงา้ ของพระกมั มฏั ฐาน
ทั้งหมด อันผู้ปฏบิ ตั ิจะพจิ ารณานั้น ออกไปจากกมั มฏั ฐาน ๕ อยา่ งนเี้ อง จึงเรียกว่า
มูล คือ เค้าเป็นมูลเหตุ อันมูลกัมมัฏฐานน้ี ท่านพระอาจารย์อธิบายได้ละเอียด
เป็นอเนกปริยายอยา่ งมรี ะบบ ซึ่งผู้เล่าจะนำ� มาเล่าพอไดใ้ จความดงั นี้
ทา่ นแปล เกสา อันว่าผมทัง้ หลาย โลมา อันวา่ ขนทัง้ หลาย นขา อันวา่ เลบ็
ทัง้ หลาย ทนตฺ า อันวา่ ฟันทั้งหลาย ตโจ อนั ว่าหนงั ท่านไม่วา่ ทง้ั หลาย ก็มนั หนงั
ผืนเดียวน้ี หมุ้ หอ่ ร่างกายอยู่ นอกนน้ั มันมมี าก กว็ า่ ท้ังหลาย
ผมอยู่บนศีรษะอยู่เบื้องสูง ตามองดูจะเห็นส่วนบนก่อน ต่อจากนั้นจึงเห็น
โดยล�ำดับรวมลงที่สุดคอื หนัง
หนังเปน็ ใหญ่กวา่ อะไรทง้ั หมด ความนิยมชมชอบ ความสมมติว่า เปน็ พระ-
เณร-เถรทา้ ว รวมไปทง้ั บตุ ร ภรรยา สามกี เ็ พราะหนงั ผนื นห้ี มุ้ หอ่ หากไมม่ หี นงั หมุ้ หอ่
มีแต่เลือดเนื้อเอ็น ตับไต ไส้พุง สุดท้ายเหลือแต่กระดูกในหม้อในโหล หรือว่า
226
เหลอื แตโ่ ครงกระดกู ใครเลา่ จะนยิ มชมชอบ วา่ บคุ คลนเี้ ปน็ พระเณรเถรทา้ ว นเี้ ปน็ บตุ ร
ภรรยา สามขี องเรา มไี หมละ่
ดว้ ยเหตุนีเ้ อง พระอปุ ัชฌาย์จงึ ได้สอนกุลบุตรผ้จู ะบรรพชา อปุ สมบทใหเ้ รยี น
มลู กมั มฏั ฐานกอ่ น เพราะวา่ ราคะความกำ� หนดั ยนิ ดี อยากจะไดช้ มเชย เชยชดิ กเ็ พราะ
ไอเ้ จา้ ตา มองไปเหน็ หนังก่อน ไมว่ า่ ชายเห็นหญงิ หญิงเห็นชาย แล้วอยากได้มา
เปน็ ภรรยา สามี กเ็ พราะหนงั ผนื นเ้ี อง นอกนนั้ เปน็ แคส่ ว่ นประกอบ หนงั เปน็ ตน้ เหตุ
หนงั กอ่ ทกุ ข์ หนงั กอ่ ภพ กอ่ ชาติ ไมว่ า่ คนและสตั วห์ มู หมา กาไก่ ชา้ งมา้ โค กระบอื
แม้กระท่ังลาก็หนังผืนน้แี ล
ทำ� ไมพระอปุ ชั ฌายจ์ งึ สอนใหพ้ จิ ารณามลู กมั มฏั ฐาน เพราะวา่ เจา้ ราคะ เจา้ โทสะ
เจ้าโมหะ เจ้ากามตณั หา ภวตณั หา วิภวตัณหา เกิดจากตา ไปกระทบกบั เค้ามูลน้ี
จงึ ตอ้ งรู้สภาวะท่ีแท้จรงิ ทีเ่ กดิ ลักษณะอาการ กลิน่ สี ให้เห็นเป็นส่งิ ปฏกิ ลู ไม่งาม
นา่ เกลยี ด โสโครก เพื่อบรรเทา ก�ำจัดกิเลสอาสวะใหห้ มดสน้ิ ไป ตามความต้งั ใจ
ของกลุ บุตร ท่ีมศี รทั ธาเขา้ มาบวชในพระพุทธศาสนา
ทา่ นยกอทุ าหรณ์ในเร่อื งมูลกมั มัฏฐานไว้ว่า
แมส้ มเด็จพระสัพพัญญูเจ้าก็ตรสั สอน พระราหลุ พทุ ธชิโนรส เป็นกรณพี เิ ศษ
พระโอวาทนเ้ี รยี กวา่ จฬู ราหโุ ลวาทสตู ร เปน็ การทดสอบความสามารถของพทุ ธชโิ นรส
ครงั้ แรก เพราะพระราหลุ ทรงไดร้ บั การยกยอ่ ง จากพระศาสดาวา่ เลศิ กวา่ สาวกทงั้ หลาย
เปน็ ผใู้ คร่ต่อการศกึ ษา
ครั้งที่ ๒ ทรงแสดงแก่พระราหุลก็มูลกัมมัฏฐาน แต่เป็นอเนกปริยายตาม
อัธยาศยั ของพระราหุล ชือ่ วา่ มหาราหโุ ลวาทสตู ร จบลงจงึ ได้ส�ำเร็จเป็นพระอรหันต์
พรอ้ มกบั จตปุ ฏสิ มั ภทิ าญาณอยา่ งสมบรู ณ์ ไดร้ บั สมญาวา่ พระมหาราหลุ ตง้ั แตบ่ ดั นน้ั
หลงั จากนน้ั พระอปุ ชั ฌายก์ ค็ ลผี่ า้ กาสาวพสั ตร์ เอาองั สะจากผา้ ไตรจวี ร หม่ เฉวยี ง
บา่ ขา้ งซ้าย อธิบายวิธีครองผา้ เสร็จ มอบผ้ากาสายะใหน้ �ำไปครอง
227
ครองผา้ เสรจ็ เขา้ มาในทา่ มกลางสงฆ์ กราบสามหน ถวายดอกไมก้ ลา่ วคำ� ขอสรณะ
และศลี พระอุปชั ฌาย์กไ็ ดใ้ หส้ รณะและศลี โดยบทบาลวี ่า พทุ ฺธํ ฯปฯ สงฺฆํ สรณํ
คจฉฺ ามิ วาระท่ี ๑ สามหน ทตุ ยิ มฺปิ พุทธฺ ํ ฯปฯ สงฆฺ ํ สรณํ คจฺฉามิ วาระที่สอง
สามหนเปน็ ๖ ตตยิ มฺปิ พทุ ฺธํ ฯปฯ สงฺฆํ สรณํ คจฉฺ ามิ วาระทส่ี าม สามหนเป็น ๙
แลว้ อาจารยจ์ ะบอกวา่ การบรรพชาเปน็ สามเณรสำ� เรจ็ ลงดว้ ยไตรสรณคมนเ์ พยี งเทา่ นี้
ทา่ นพระอาจารย์ได้อธิบายต่อไปวา่ สรณะในศาสนามแี ค่ ๓ แมจ้ ะว่าถึงวาระ
ท่ี ๓ เกา้ หนกไ็ ตรสรณะอันเก่า ไม่มคี �ำว่าภเู ขาต้นไม้ รกุ ฺขเจตยิ า สรณํ คจฺฉามิ ภตู ผี
ปีศาจ เสือสาง คางแดง สรณํ คจฉฺ ามิ ถ้าเพมิ่ เขา้ มาอย่างนีผ้ ิด สรณะไม่เป็นสรณะ
ไมเ่ ป็นบรรพชิต จะเพิ่มเขา้ มาภายหลงั สรณะกเ็ ศร้าหมอง ท่านฯ วา่
ตอ่ จากนัน้ จะบอกให้สามเณรสมาทานสกิ ขาบท อนั จะพึงศกึ ษา ๑๐ ประการ
ส่วนการอุปสมบทเป็นพระภกิ ษุน้ัน ไมต่ ้องสมาทานศลี ๒๒๗ เป็นเรอ่ื งของสงฆ์จะ
ยกฐานะให้เปน็ พระภิกษุ เมอ่ื คณะสงฆ์ยนิ ยอมแล้ว ก็เปน็ พระสงฆโ์ ดยสมบูรณ์
จากน้ันเป็นหน้าท่ีพระอุปัชฌาย์จะสอนอนุศาสน์ข้อห้าม และข้ออนุญาต
การแสดงธรรมของท่านพระอาจารย์มั่น มิได้สอนพระใหม่ท่ีท�ำหน้าที่พระอุปัชฌาย์
เทา่ นนั้ แตท่ า่ นสอนศษิ ยท์ งั้ เกา่ และใหม่ เพอื่ ใหศ้ ษิ ยส์ ำ� นกึ เสมอวา่ การปฏบิ ตั ติ ามโอวาท
พระอุปัชฌายน์ ัน้ สามารถบรรลุธรรมวิเศษ ช้ันใดชั้นหน่ึง มพี ระโสดาบนั เปน็ ตน้
ภายใน ๗ วัน ๗ เดือน ๗ ปี ๑๒ ปี และ ๑๖ ปี เปน็ อยา่ งชา้
ทา่ นฯ สอนสลบั กนั ไป ทง้ั ภาษาบาลแี ละภาษาไทย อยา่ งมรี ะบบ ละเอยี ด อปุ มา
อปุ ไมย เปน็ อเนกปรยิ าย ชนิดผู้ฟงั ใจจดใจจอ่ อยากฟงั ตลอดเวลา ท่านฯ เปรยี บ
พระอุปัชฌาย์เหมือนมารดาผู้ให้ก�ำเนิดลูก จะสอนลูกทุกอย่าง ให้ทุกอย่างที่เป็น
มนษุ ยส์ มบตั ิ พอกนิ พอใชจ้ นวนั ตาย ไมม่ ผี ใู้ ดเทยี บไดจ้ งึ ไดช้ อื่ วา่ เปน็ มติ รในเรอื นเปน็
พรหมของบุตร เป็นพระอรหันต์ในกระท่อมจนถึงมหาปราสาท ฉันใดก็ฉันนั้น
ทา่ นฯ ว่า
228
สอนเศรษฐกิจสมั พนั ธแ์ ละพลานามัย
เศรษฐกจิ สมั พนั ธแ์ ละพลานามยั น้ี เปน็ พระธรรมเทศนา ทท่ี า่ นพระอาจารยม์ น่ั
แสดงสลบั กบั การแสดงพระธรรมวนิ ยั ความมงุ่ หมายเพอ่ื ความอยดู่ กี นิ ดขี องชาวบา้ น
และทา่ นถือเป็นภาระอันส�ำคัญ ตามหลกั ในประโยชน์ ๓ คอื ประโยชน์ในปจั จบุ นั
ประโยชนใ์ นเบอ้ื งหนา้ และประโยชนอ์ ย่างย่ิงคือ พระนิพพาน
ท่านเล่าว่า เราจะต้องสอนเขาโดยการแสดงจากผลไปหาเหตุ หลักแสดงผลไป
หาเหตุ งา่ ยแกก่ ารปฏบิ ตั สิ ำ� หรบั การครองชพี เพอ่ื ความเปน็ อยขู่ องชาวบา้ น จะไดอ้ ยดู่ ี
กินดี
คนส่วนมากเข้าใจว่า ท่านพระอาจารย์มุ่งสอนแต่ให้คนบรรลุพระนิพพาน
แม้สานุศิษย์ของท่านก็เข้าใจเช่นน้ัน จะเห็นได้จากการเล่าประวัติ ก็มักจะอธิบาย
แตเ่ รอื่ งการละกเิ ลส ตณั หา ราคะ เพอ่ื บรรลมุ รรคผลเปน็ สว่ นมาก แตก่ ลบั กนั กบั เรอ่ื ง
ท่านพระอาจารย์สอนมุ่งผลประโยชน์ ๓ อย่าง สอนให้ผู้ท่ียังไม่บรรลุถึงนิพพาน
ใหเ้ ขามคี วามสุขบ้าง มิฉะน้นั จะเรยี กว่า มนุษยส์ มบตั ิไดอ้ ย่างไร
ก่อนจะกล่าวถึงผลและเหตุแห่งเศรษฐกิจสัมพันธ์ ผู้เล่าขอกล่าวหลักการ
เศรษฐกจิ ก่อน เล่าตามที่จำ� ได้
เศรษฐกจิ คอื การงานทชี่ าวบา้ นกระทำ� เพอื่ ใหเ้ กดิ ประโยชนแ์ กก่ ารครองเรอื นให้
อยใู่ หก้ นิ ดที สี่ ดุ ไมข่ ดั สน หลกั เศรษฐกจิ มี ๔ ประการคอื ๑. ผลติ กรรม ๒. บรโิ ภคกรรม
๓. วิภาคกรรม ๔. ปรวิ รรตกรรม น้ีคอื หลกั การใหญๆ่ ทา่ นแจกแจงตอ่ ไปว่า
229
ผลิตกรรมนน้ั คอื การผลิตหรอื ตกแต่งปลูกฝงั ขึน้ จากชาวบ้านธรรมดาๆ
น้เี อง มกี ารไถหวา่ น การเลย้ี งรกั ษาโรค การคา้ ขาย การแลกเปล่ียนเงินและทองเปน็
หลักใหญ่ท่ีเป็นสัมมาอาชีพ แต่อย่าท�ำอบายมุขนะเพราะเป็นปากเป็นทางแห่งความ
ฉบิ หาย ท่านวา่
ผลที่เกิดจากการผลิต เราไดอ้ ยูไ่ ดก้ ินไดใ้ ช้ สำ� เรจ็ ประโยชน์อิม่ หนำ� ส�ำราญ
เบิกบานใจ หายหวิ เรียกว่า บรโิ ภคกรรม
ผลผลิตที่มีพอกินพอใช้ ผลก�ำไรท่ีเกิดจากผลิตผลน้ัน แจกจ่ายไปตาม
สดั สว่ นสบู่ คุ คล สถานท่ี และเหตกุ ารณต์ า่ งๆ ตามกรณแี วดลอ้ ม เรยี กวา่ วภิ าคกรรม
ผลผลติ ท่ีเกิดจากผลติ กรรมข้อหนง่ึ จากเกษตรกรรมมพี ืชพันธุ์ธัญญาหาร
คือ ขา้ ว ถ่วั งา เปน็ ตน้ และจากแร่ธาตุท่เี กิดจากสนิ แร่ ธาตุหิน หรอื วัตถุธาตุ
เป็นต้นวา่ ทองค�ำ เงนิ ก็ดี ที่ไดห้ ลอ่ หลอมเปน็ แท่งแลว้ มาตกแต่งแปรสภาพใหม้ รี ูป
มลี กั ษณะตา่ งๆ ดว้ ยวธิ กี ารอตุ สาหกรรมขนาดตา่ งๆ ใหญ่ กลาง เลก็ แตท่ า่ นพระอาจารย์
จะอธบิ ายบอ่ ยๆ กแ็ ตอ่ ตุ สาหกรรมเลก็ เปรยี บเทยี บ สำ� เรจ็ รปู แลว้ นำ� มาบรโิ ภค ใชส้ อย
ตามความตอ้ งการของแต่ละบุคคลน้ี เรียกวา่ ปรวิ รรตกรรม
ได้บอกไวแ้ ลว้ วา่ เรื่องเศรษฐกจิ สมั พนั ธน์ ี้ ท่านฯ แสดงจากผลไปหาเหตุ ผลนี้
เกดิ จากเหตอุ ะไร ทา่ นอธบิ ายเปน็ โยงใยสมั พนั ธเ์ ปน็ ลกู โซ่ เขา้ กบั ทฏิ ฐธมั มกิ ตั ถประโยชน์
คอื ประโยชนใ์ นปจั จบุ นั ๔ อยา่ ง ในบาลใี ชค้ ำ� วา่ ธรรม ๔ ประการ เปน็ ไปเพอื่ เกอ้ื กลู
เพือ่ สขุ ในปจั จบุ นั ๔ อย่างคือ
อฏุ ฐานสมั ปทา ถงึ พรอ้ มดว้ ยความหมน่ั ในการประกอบกจิ เครอ่ื งเลย้ี งชวี ติ กด็ ี
ในการศึกษาเลา่ เรยี นก็ดี ในการท�ำธรุ ะหนา้ ท่ีของตนกด็ ี
อารกั ขสัมปทา ถงึ พร้อมด้วยการรักษา คือการรักษาทรัพยท์ แ่ี สวงหามาได้
ด้วยความหมน่ั ไมใ่ ห้เปน็ อันตรายก็ดี รกั ษาการงานของตนไม่ให้เสือ่ มเสียก็ดี
กลั ยาณมติ ตตา ความมีเพ่อื นเป็นคนดี ไมค่ บคนช่ัว
230
สมชีวิตา ความเลย้ี งชีวิตตามสมควรแก่ก�ำลงั ทรพั ย์ ทหี่ ามาได้ ไม่ให้ฝืด
เคืองนัก ไมใ่ หฟ้ ูมฟายนัก
หลักธรรม ๔ ประการนี้เปน็ เหตุใหเ้ กิดผล คอื ความสขุ ของคฤหัสถ์มี ๔ อยา่ ง
คือ
สุขเกดิ จากความมีทรัพย์
สขุ เกิดจากการจ่ายทรัพยบ์ รโิ ภค
สขุ เกดิ จากความไมต่ อ้ งเป็นหนี้
สุขเกดิ จากการประกอบการงานที่ปราศจากโทษ
สุขของคฤหัสถ์ ๔ อย่างนี้โยงใยเข้ากับประโยชน์ที่เกิดจากการแสวงหา
โภคทรัพยใ์ นทางที่ชอบ ๕ อยา่ งคอื
เลยี้ งตวั มารดา บดิ า บุตร ภรรยา บ่าวไพร่ให้เปน็ สขุ
เล้ยี งเพอ่ื นฝงู ใหเ้ ปน็ สขุ
บำ� บดั อันตรายที่เกดิ แตเ่ หตตุ ่างๆ
ทำ� พลกี รรม ๕ อยา่ ง คอื
ก. ญาตพิ ลี สงเคราะหญ์ าติ
ข. อติถิพลี ต้อนรับแขก
ค. ปุพพเปตพลี ทำ� บญุ อุทศิ ให้แก่ผู้ตาย
ง. ราชพลี ถวายเขา้ หลวง มีภาษอี ากร เป็นต้น
จ. เทวตาพลี ทำ� บุญอทุ ศิ ให้เทวดา
บริจาคทาน ในสมณชพี ราหมณผ์ ู้ประพฤติดี ประพฤติชอบ
ท้ังหมดน้ีจะสัมพันธ์เข้ากับประโยชน์ซ่ึงเกิดจากการถือโภคทรัพย์ ๕ อย่าง
โดยจะสมั พนั ธเ์ ขา้ กบั ขอ้ ๔ คอื การทำ� พลกี รรม ๕ อยา่ ง โดยจำ� เพาะคอื ขอ้ ง. ราชพลี
231
ถวายเขา้ หลวง มภี าษอี ากร เปน็ ตน้ ขอ้ นอกจากน้สี มั พนั ธ์กนั ให้เกิดผลพลอยได้
ตามมา
ทั้งหมดนี้โยงใยเป็นลูกโซ่ เข้ากับพลานามัยแบบท่านพระอาจารย์ม่ันอย่างมี
ระบบพลานามยั น้ีจะโยงใยเปน็ ลกู โซ่สัมพันธ์ เขา้ กบั หลักเศรษฐศาสตร์ ขอ้ ๔ คอื
ปรวิ รรตกรรม หลกั การเศรษฐกจิ ใหญๆ่ ทา่ นฯ ไมค่ อ่ ยพดู บอ่ ยนกั มกั พดู แตห่ ลกั ยอ่ ยๆ
เพอื่ ผ้ฟู ังจะได้เข้าใจง่ายและท�ำไดง้ ่ายๆ
ขอ้ ๔ ปริวรรตกรรมนี้ คือ การแปรรปู ผลผลติ มาเป็นอตุ สาหกรรม ทกุ ขนาด
ที่ได้กล่าวมาแล้ว จะมีการแข่งขันกันสูงขึ้น เพื่อสร้างผลิตผลให้มีคุณภาพดียิ่งขึ้น
อนั จะนำ� มาซง่ึ ปจั จยั ในการดำ� รงชพี อยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพและประสทิ ธผิ ล ใหเ้ กดิ การ
กนิ ดี อยดู่ ี มที ่อี ยู่ถูกสขุ ลักษณะ มสี ่ิงแวดล้อมกลมกลนื กบั ธรรมชาติท่ดี ี มเี ครอื่ ง
นุ่งห่มท่ีสะอาดราคาพอประมาณ มีอาหารที่ถูกสุขลักษณะปราศจากเชื้อโรคครบทั้ง
๕ หมู่ โดยไม่เบยี ดเบียนสตั ว์อน่ื มีสถานพยาบาลเพียงพอแก่ชุมชนน้นั หมนุ เวยี น
เป็นวฏั จกั ร เป็นวงจรเหมือนวฏั วน ๓ คอื กเิ ลส กรรม วบิ าก ตลอดจนสงสาร
อนั ไมม่ ที สี่ น้ิ สุด แตเ่ ศรษฐกิจสมั พนั ธ์นี้เปน็ วัฏจักร หากเศรษฐสมั พันธ์เขา้ คู่กับสตั ว์
โลกอยา่ งถกู หลกั โลกนกี้ เ็ ปน็ ทป่ี รารถนาของสตั ว์ ผหู้ วงั สาวกภมู ิ ปจั เจกภมู ิ พทุ ธภมู ิ
และจกั รพรรดริ าช สมกบั คำ� วา่ เปน็ สถานกลางของกามาวจรภพ ๑๑ คอื มนสุ สภพน้ี
อย่างสมบูรณ์แบบ ทา่ นฯ วา่ ดังนี้
ผเู้ ลา่ เฝา้ สงั เกตตดิ ตามฟงั และประเมนิ ผลมาเปน็ เวลา ๖ ปกี วา่ เรอ่ื งเศรษฐกจิ
สมั พันธ์ และพลานามยั นี้ ทุกครง้ั แหง่ ธรรมเทศนาของท่าน จะปรากฏไม่ละเว้นเลย
เป็นหลักการบา้ ง อปุ มาเปรียบเทยี บบ้าง หลักเศรษฐกจิ สัมพนั ธแ์ ละพลานามัยแบบ
ทา่ นพระอาจารยม์ ัน่ น้ี ทา่ นจะแสดงทุกวนั ทุกคืน ทุกสถานที่ ทกุ อริ ิยาบถ และ
ทกุ โอกาส
สว่ นมากขอ้ ธรรมเทศนา ของทา่ นพระอาจารยม์ น่ั จะแสดงเรอื่ ง การบำ� เพญ็ ทาน
การรกั ษาศลี จะเปน็ ศลี สามญั หรอื อรยิ ศลี กต็ าม สมาธิ และปญั ญา ทงั้ ทเี่ ปน็ โลกยิ ะ
232
และโลกตุ ตระ ท่านจะแสดงถงึ โลก คอื แผ่นดินภายนอก ไดแ้ ก่ พน้ื พิภพและสตั ว์
ผอู้ ยู่อาศยั มนุษยชาตเิ ราเป็นสัตว์ประเสรฐิ ทอี่ าศัยอยู่ในพิภพนี้ และมนษุ ย์น้แี หละ
จะเป็นผู้สร้างความเจริญ และความหายนะใหแ้ กพ่ ภิ พนี้
สมเดจ็ พระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ ไดต้ รสั รใู้ นโลกนี้ และประดษิ ฐานพระพทุ ธศาสนา
ไว้ท้ังภายนอก คือบนพ้นื โลกทสี่ ตั ว์อาศัย และภายในตัวสัตว์ คอื มนุษย์ บุคคล
ตวั ตน เรา เขา น้แี หละ
คำ� พังเพยทที่ ่านไม่ละ มักสลับมากับเทศนาเสมอวา่ พระพุทธเจ้าไมไ่ ด้บญั ญัติ
พระพุทธศาสนาไว้ในหัวหลักหัวตอ ดิน หญ้า ฟ้า แดด ลม อากาศกลางหาว
ดวงเดอื น ดาว นักขตั ฤกษ์ พระอาทิตย์ พระจันทรท์ ไี่ หน คงบญั ญตั แิ ตง่ ตง้ั ไวใ้ นตวั
คนเรานแี้ หละ ฉปญฺ ตตฺ โิ ย, ขนธฺ ปญฺ ตตฺ โิ ย, อายตนปญฺ ตตฺ โิ ย, ธาตปุ ญฺ ตตฺ โิ ย,
ฯลฯ ขันธ์ อายตนะ ธาตอุ ยู่ที่ไหน อยู่ทีต่ วั บคุ คลใชไ่ หม
ทา่ นฯ อธบิ ายเรอื่ ง ทานกถา สมั พนั ธอ์ ะไรกบั การกสกิ รรม (การไถ การหวา่ น)
เกยี่ วขอ้ งวนั ยงั คำ่� คนื ยงั รงุ่ กอ่ นจะออกบณิ ฑบาต ทา่ นฯ จะเดนิ จงกรมกอ่ นไดเ้ วลา
จงึ ครองจวี รลงศาลาหอฉนั ถอื ไมเ้ ทา้ เดนิ ทาง พระอปุ ฏั ฐากรบั บาตรเดนิ นำ� พระสงฆ์
เดนิ นำ� บา้ ง เดินตามบา้ ง ห่างบา้ งแล้วแต่จงั หวะ
ทา่ นฯ พบเศษไม้ หรอื วตั ถอุ ะไรขวางหน้า ก็จะเขี่ยออกนอกทาง เศษผา้ ก็จะ
เขยี่ ห้อยกิ่งไมไ้ ว้ แลว้ กเ็ ทศนไ์ ปเรอื่ ยๆ “ไมเ้ ท้านี้ก็ดเี ขี่ยอะไรขวางหน้าก็ได้ สนุ ขั เหน็
กลัวกห็ ลีกทางให”้ พอถงึ อุปจารคาม วางไมเ้ ทา้ ในที่ควร แล้วรับบาตรเดนิ ส�ำรวม
ต่อไป บางแห่งชาวบา้ นจัดมา้ นง่ั ยาวให้ท่านรับบิณฑบาต และให้พร
จงั หวะนลี้ ะโยมทม่ี าใสบ่ าตร บางคนกพ็ ดู วา่ “วนั นไ้ี ดม้ ะเขอื ตม้ นำ้� พรกิ (ตำ� แจว่ )
ใส่บาตร อญั ญาท่าน” ทา่ นฯ ว่า “มะเขือเกดิ จากดิน คนปลกู รดนำ�้ พรวนดิน
ร้ัวรอบขอบชิดกันสัตว์เข้าไปคุ้ยเขี่ย เป็นหมากเป็นผลกินก็อร่อยอ่ิม ทานก็ได้บุญ
ขายก็ได้เงนิ นนั่ ละ โยมบน่ แตว่ า่ ไม่มอี ะไรจะกินๆ ปลกู ฝังรกั ษาแล้ว ไม่ตอ้ งรอ้ ง
เรียกวา่ มะเขือเอย๋ พริกเอ๋ย หนอ่ ข่าเอ๋ย ขิงเอย๋ ตลอดกะเพรา นางรักฟักแฟง
233
แตงเตา้ วา่ สทู ัง้ หลายจงเกิดขนึ้ สทู งั้ หลายจงใหญ่สงู สูทั้งหลายจงผลิดอกออกผล
ขา้ ทง้ั หลายจะไดก้ นิ ไดท้ าน ไดค้ า้ ไดข้ ายไมต่ อ้ งเรยี กรอ้ ง เมอ่ื ปลกู ฝงั รกั ษาลำ� ตน้ ดแี ลว้
ไดก้ นิ ได้ทานเอง”
นค้ี อื บทเทศนเ์ รอื่ งเศรษฐกจิ สมั พนั ธใ์ นครอบครวั เขาเหลา่ นน้ั ยอมรบั วา่ ไดก้ นิ
ได้ทานเพราะอัญญาท่าน สั่งสอนให้ท�ำสวนครัว เพราะฉะนั้นหมู่บ้านท่ีท่านไปอยู่
๓-๔ เดือนใหห้ ลัง จะมีผลิตผลเหลา่ นี้ไมข่ าดส่วน
234
วินิจฉัยปจั จยั ส่ี
วาทะท่านพระอาจารยม์ นั่ นา่ คดิ เศรษฐกจิ น้ีก็คอื ปัจจัย ๔ ใชไ่ หม
ปจั จยั ๔ เปน็ เสฏโฺ € เสฏ€ฺ า เสฏ€ฺ ํ ทง้ั ปฯํุ ทงั้ อติ ฯฺ และนปฯุํ ครบทง้ั ๓ ลงิ ค์
เสฏฺ€ แปลวา่ เจรญิ ทส่ี ุด เจรญิ อย่างไร เจริญเคยี งคู่กับคน เศรษฐกิจหรอื
ปัจจยั ๔ นี้ มนุษยจ์ ะอยู่ได้ เพราะอาศยั ความเจริญนไ้ี ปพรอ้ มๆ กนั จึงสืบต่อมาได้
ทา่ นฯ วา่ พระพทุ ธเจา้ ตรสั ไว้ ในพระวนิ ยั ปาฏโิ มกข์ ทเี่ กยี่ วขอ้ งกบั หลกั การเศรษฐกจิ
นีเ้ กอื บจะทกุ สิกขาบท
บางสิกขาบท ท่านพระอาจารย์กว็ นิ จิ ฉยั และเขา้ ใจความหมาย เชน่ สกิ ขาบท
เกย่ี วกบั ปัจจยั ที่ ๔ คอื ยารักษาโรค ความวา่ ภิกษุไมเ่ ป็นไข้ ติดไฟเองก็ดี ใช้ให้
คนอนื่ ตดิ กด็ ี เพอื่ จะผงิ ไฟนน้ั ตอ้ งอาบตั ปิ าจติ ตยี ์ แตท่ า่ นพระอาจารยม์ นั่ มกั จะผงิ ไฟ
เป็นนสิ ัย
ขอ้ นที้ ำ� ใหศ้ ษิ ยส์ งสยั กนั มาก โดยเฉพาะในฤดหู นาว จะทำ� ซมุ้ ไฟตดิ ไฟ ตงั้ แคร่
นงั่ นอนในซมุ้ ไฟ เทศนแ์ กศ่ ษิ ยใ์ นซมุ้ ไฟ ศษิ ยก์ ไ็ ดผ้ งิ ไฟไปดว้ ย ไมต่ อ้ งหนาวลำ� บาก
ข้อน้ที ่านบอกวา่ ค�ำว่า ไขน้ น้ั หนาวจนทนไม่ไหว ก็คอื ไขน้ ้ันเอง หรอื จะให้เปน็ ไข้
จบั สนั่ จวนจะตายอยแู่ ลว้ จงึ จะผงิ ไฟไดอ้ ยา่ งนน้ั หรอื อยา่ ไปผงิ เลยนอนคอยตายดกี วา่
คนหนาวจะตายแล้วไฟก็เป็นยา ท�ำให้ร่างกายอบอุ่น เลือดลมเดินได้สะดวกเจริญ
สมณธรรมได้ ดีกวา่ อดทนหนาวตาย ไม่เกดิ ประโยชน์อะไร
235
ทา่ นวา่ นสิ ยั ทพ่ี ระอปุ ชั ฌาย์ สอนครง้ั แรกขอ้ ๔ วา่ อาศยั นำ�้ มตู รเนา่ เปน็ ยานนั้
ตามความเข้าใจของนักวนิ ัยทง้ั หลาย หมายเอาผลมะขามป้อม ผลสมอมาดองด้วย
นำ�้ มตู รนำ�้ เยยี่ วอนั นนั้ กถ็ กู แตท่ า่ นหมายเอานำ�้ ปสั สาวะกค็ อื นำ้� เนา่ ทดี่ องในรา่ งกายคน
แกโ้ รคไดเ้ พราะ “อนั น้ี ได้พิจารณาแล้ว” (อนั น้ีหมายถึงทา่ นพระอาจารย์ม่ัน)
ค�ำวา่ เภสัชน้นั หมายถึง ยาทกุ ชนดิ ท่แี กโ้ รคได้ แตล่ ะอยา่ งตอ้ งการกรรมวิธี
ดว้ ยการหมกั ดองใหเ้ นา่ เสยี กอ่ น รวมความแลว้ ยาตอ้ งดองดว้ ยนำ้� มตู รเนา่ กนิ ความ
กวา้ ง หมายเอายารกั ษาโรคทว่ั ไป รวมทง้ั ยาบำ� รงุ ดว้ ย เชน่ เภสชั ทงั้ ๕ ทา่ นฯ วา่ อยา่ งนี้
ในพระวินัย พระพุทธเจ้าทรงแสดงเป็นอเนกปริยาย พระพุทธเจ้าทรงเป็น
นกั เศรษฐศาสตรช์ น้ั เยยี่ ม ทา่ นพระอาจารยเ์ นน้ ในวนิ ยั ปาฏโิ มกข์ คอื เสขยิ วตั รทงั้ หมด
เปน็ เศรษฐกจิ สมบูรณแ์ บบ รวมทง้ั สังคม และมารยาทในสงั คมดว้ ย
ท่านฯ อธบิ ายสมณสารูป ๒๖ ว่า สมณสารูป สมณะผ้มู ีรปู งาม จะน่งุ จะห่ม
จะยืนเดินล้วนมีความงามทั้งนั้น นุ่งให้เรียบร้อย ห่มให้เรียบร้อย ท้ังในวัดและ
ในบา้ น จงึ เรยี กวา่ เปน็ ปรมิ ณฑล ทา่ นฯ ยำ�้ ใหเ้ กดิ บรรยากาศ แหง่ ความรา่ เรงิ ในธรรม
ว่า ไมใ่ ช่ ปรมิ นั ซงั ซะ ไปไหนก็ซงั ซะ มาไหนก็ซังซะ (หมายถงึ ไมเ่ รียบรอ้ ย ไม่งาม
ไม่เป็นระเบยี บ) ไมใ่ ชส่ มณสารูป
เศรษฐกจิ สมั พนั ธโ์ ยงใยไปถงึ ธรรมวภิ าคทส่ี มเดจ็ พระมหาสมณเจา้ กรมพระยา-
วชริ ญาณวโรรสทรงรจนา เปน็ หลกั สตู รนกั ธรรมตรี แต่หาเปน็ เช่นนั้นไม่ ท้งั ธรรม
ทง้ั วินัย เป็นสงิ่ ผกู พนั กับชวี ติ มนษุ ยท์ ุกรูปทกุ นาม เพราะฉะน้นั พระองค์ จึงทรงวาง
หลักเกณฑ์ไว้ในค�ำน�ำว่า กุลบุตรผู้บวชภายในไตรมาส ๓ เดือน ก่อนลาสิกขา
ใหท้ อ่ งให้จบ คือ เดอื นท่ี ๑ ทอ่ งวินยั บัญญตั ิ เดือนท่ี ๒ ทอ่ งธรรมวภิ าค เดือน
ท่ี ๓ ท่องคิหิปฏิบตั ิจบพอดี กุลบุตรลาสิกขาบทไป จะได้รหู้ ลกั ธรรมน�ำไปปฏิบัติ
หนงั สอื นวโกวาท เปน็ หนงั สอื ธรรมวนิ ยั ย่อๆ แตร่ วมเศรษฐกจิ สัมพันธไ์ ปดว้ ย
อยา่ งสมบูรณ์ เพราะเหตนุ ท้ี ่านพระอาจารย์มนั่ จงึ ย้ำ� นักย้�ำหนา ใหศ้ ิษยท์ ่องให้ได้
236
ผเู้ ลา่ เคยถวายกณั ฑส์ งั ฆาทเิ สส พระวนิ ยั และธรรมวภิ าคหมวด ๑๐ อภณิ หปจั จเวกขณ์
ทว่ี า่ บรรพชติ ควรพจิ ารณาเนอื งๆ และคหิ ปิ ฏบิ ตั ิ เกยี จครา้ นทำ� การงานมโี ทษ ๖ อยา่ ง
ในหมวด ๑๐ ทา่ นฯ มักจะยำ้� เรอื่ งกถาวตั ถุ ๑๐ ขอ้ ๑ ขอ้ ๒ ว่า มักน้อย
สนั โดษ อปั ปจิ ฉกถา สนั ตฏุ ฐกี ถา คอื ความมัธยสั ถ์ ใชส้ อยพอดีแกฐ่ านะของตน
กด็ ำ� รงชวี ติ อย่างมีความสุข
ทา่ นพระอาจารยก์ ลา่ วเตอื นศษิ ยเ์ สมอวา่ จะสอนศลี ธรรมแกช่ าวบา้ น ตอ้ งสอน
ให้อ่ิมปากอิ่มท้องเสยี ก่อน จงึ คอ่ ยสอนศีลธรรมทหี ลงั สรปุ ไดว้ า่ เศรษฐกิจสัมพนั ธ์
และพลานามยั แบบทา่ นพระอาจารยม์ น่ั ดจู ะสมั พนั ธผ์ กู พนั ตอ่ เนอ่ื งเปน็ วงจร ระหวา่ ง
พระสูตร พระวนิ ยั และพระอภิธรรม
ท่านพระอาจารย์ว่า อย่าไปท�ำตัวเป็นนักการค้าผลิตผลของชาวบ้านเสียเอง
เพราะหากทำ� เชน่ นนั้ ทา่ นพระอาจารยว์ า่ มหจิ ฉฺ ตา อสนตฺ ฏุ €ฺ ี สสํ คคฺ ณกิ า ไมเ่ กดิ วเิ วก
มีความเกียจคร้าน จิตก็ห่างจากศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ
อนั ควรเป็น ควรมคี วรได้ จากเพศพรหมจรรย์
237
ความเป็นมาของชาวไทย
พระปฐมเจดีย์เป็นเจติยสถาน ท่ีตั้งอยู่ในประเทศสุวรรณภูมิ ที่เรียกว่า
“แหลมทอง” คือประเทศไทยในปจั จุบนั
ทา่ นพระอาจารย์ม่นั เลา่ ว่า เมื่อคร้งั มีการท�ำสงั คายนาครงั้ ที่ ๓ น้ัน พิเศษคอื
มพี ระมหากษตั รยิ ์ ทรงพระปรชี าสามารถอนั กวา้ งไกล เหน็ วา่ พระพทุ ธศาสนามารวม
เป็นกระจุกอยู่ท่ีชมพูทวีป หากมีอันเป็นไปจากเภทภัยต่างๆ พระพุทธศาสนาอาจ
สญู ส้นิ กไ็ ด้ จึงมีพระประสงคจ์ ะเผยแผ่พระพทุ ธศาสนา ไปยงั นานาประเทศ สำ� หรับ
พระสงฆส์ ายต่างๆ ผเู้ ลา่ จะไมน่ ำ� มากลา่ ว จะกล่าวเฉพาะท่มี ายังสุวรรณภมู ปิ ระเทศ
ตามที่ทา่ นพระอาจารย์เล่าใหฟ้ งั
ท่านท่เี ป็นหัวหนา้ มาสุวรรณภูมิคราวน้ัน ตามประวัตศิ าสตรท์ ี่ไดจ้ ารึกไว้ คือ
ทา่ นพระโสณะและท่านพระอตุ ตระ
การส่งพระสงฆ์ไปประกาศพระพุทธศาสนา คราวสังคายนาครั้งท่ี ๓ น้ัน
อยา่ เขา้ ใจวา่ จดั แจงบรขิ ารลงในบาตรและยา่ ม ครองผา้ เสรจ็ กอ็ อกเดนิ ทางได้ ตอ้ งมี
การจดั การเปน็ คณะมากพอสมควร รวมทง้ั พระสหจร และสามเณร อบุ าสก อบุ าสกิ า
ด้วยเป็นกระบวนใหญ่ การเดินทางรอนแรมระยะไกล ไปต่างประเทศ พระสงฆ์
ผ้เู ป็นหวั หน้า และสหจร ท่านคงมสี ายญาติ และญาตโิ ยมผ้เู คารพนับถือตามไปด้วย
คงไม่ปล่อยให้ท่านเหล่านั้น เดินทางไปล�ำบาก ต้องมีคณะติดตามเพื่อจะได้คอย
238
ชว่ ยเหลอื หุงหาเสบยี งอาหารในระหว่างเดินทาง อกี อย่างหน่งึ หากพบภูมปิ ระเทศ
ที่เหมาะสมก็ต้ังถิ่นฐานแสวงโชคอยู่ท่ีสุวรรณภูมิประเทศได้ จึงได้พากันมาเป็น
กระบวนใหญ่
ชนชาตเิ จา้ ของถน่ิ เดมิ ทอี่ าศยั อยใู่ นสวุ รรณภมู ปิ ระเทศมอี ยแู่ ลว้ แตค่ งไมม่ าก
หากมอี นั ตรายจากสตั วร์ า้ ย และเภทภยั ตา่ งๆ มายำ่� ยเี บยี ดเบยี น การปอ้ งกนั กล็ ำ� บาก
เพราะกำ� ลังไม่เพียงพอ นครปฐมคงเป็นทรี่ วมชุมชน กระบวนการเผยแผพ่ ระพุทธ-
ศาสนาและนกั แสวงโชคจากชมพทู วปี คงเอาทน่ี นั้ เปน็ จดุ เรม่ิ ตน้ ชาวสวุ รรณภมู กิ ค็ ง
ได้ยินกิตติศพั ท์เชน่ กัน จึงตอ้ นรบั ดว้ ยความยินดี
การเผยแผพ่ ระพุทธศาสนากด็ ี การแสวงโชคของญาตโิ ยมท่ตี ามมากด็ ี ไดร้ ับ
การสนับสนุนด้วยดี ประกอบกับผืนแผ่นดินก็กว้างใหญ่ไพศาล อุดมสมบูรณ์
ชาวประชาถนิ่ เดมิ กย็ อมรบั นบั ถอื พระรตั นตรยั และศลี ๕ มกี ารสรา้ งวดั ถวาย คงเปน็
วดั พระปฐมเจดยี ์ เดยี๋ วน้ี ส่วนนักแสวงโชคก็คงประกอบสมั มาอาชพี ไปตามความ
สามารถ และปฏบิ ัติพระสงฆไ์ ปด้วยพรอ้ มๆ กนั นีค้ ือชนชาวชมพทู วีปทีไ่ ดเ้ ขา้ มาสู่
ดนิ แดนสุวรรณภูมิเป็นครงั้ แรก
นกั แสวงโชคเหลา่ นนั้ เมอื่ ประสบโชคแลว้ แทนทจ่ี ะหยดุ อยแู่ คน่ นั้ กน็ กึ ถงึ ญาตๆิ
ทางชมพทู วปี กลบั ไปบอกขา่ วสารแกญ่ าตๆิ จงึ มกี ารอพยพยา้ ยถนิ่ ฐานตามกนั มาอกี
ลุสกั ราชประมาณ ๕๐๐ ถึง ๙๐๐ ปี หลังพุทธปรนิ ิพพาน อาเพศเหตุรา้ ย
ก็เริ่มเกิดขึ้น เนื่องจากชนชาติชาวเปอร์เซีย ในปัจจุบันคือแถบตะวันออกกลาง
เกิดมลี ัทธิอย่างหนง่ึ ขึ้นมา ในปัจจบุ ันคอื ศาสนาอสิ ลาม
ไดจ้ ดั ขบวนทพั อนั เกรยี งไกร รกุ รานเขา้ สชู่ มพทู วปี คอื ประเทศอนิ เดยี ในปจั จบุ นั
อนิ เดยี สมยั นนั้ มสี มเดจ็ พระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ เปน็ สรณะทพ่ี งึ่ อาศยั ของชาวชมพทู วปี
ท้ัง ๗ รฐั รวมท้งั ชาวศากยวงศ์ของพระองค์ อยดู่ ้วยกันฉนั พ่นี ้อง การเตรียมรบจึง
ไมเ่ พยี งพอ เมอ่ื กองทพั อนั เกรยี งไกรยกเขา้ มา การฆา่ ลา้ งเผา่ พนั ธแ์ุ บบสน้ิ ชาติ กเ็ กดิ ขนึ้
การหนีตายอย่างทุลักทุเลของรัฐเหล่าน้ันจะเป็นอย่างไร มหาวิทยาลัยนาลันทาเอย
239
พระเวฬวุ นั เอย พระเชตวนั เอย บพุ พารามเอย รวมทงั้ พระสงฆเ์ ปน็ หมน่ื ๆ ประวตั ศิ าสตร์
กไ็ ด้จารึกไว้แลว้ ตายเปน็ เบือราบเรียบเปน็ หน้ากลอง
ชาวรัฐโกศลและรัฐเล็กรัฐน้อย เช่น ลิจฉวี มัลละ ก็ทะลักเข้าสู่ดินแดน
ชะเวดากอง คือ พม่า มอญ ไทยใหญ่ในปัจจบุ นั ชาวมคธรฐั มีเมืองราชคฤหเ์ ป็น
ราชธานี กห็ นตี ามสายญาตทิ ไ่ี ดเ้ ดินทางมากอ่ นแลว้ มงุ่ สสู่ วุ รรณภูมิ รวมทั้งรัฐเลก็
รฐั น้อย มีรฐั สักกะ โกลิยะ และอนื่ ๆ ก็ตดิ ตามมาด้วย แยกเปน็ สองสาย สายหนึง่
ไปทางโยนกประเทศ คือ รฐั ฉาน ปัจจุบนั อย่ใู นพม่า และเลยไปถงึ มณฑลยนู นาน
ของประเทศจีน
รัฐใหญ่ในครั้งพุทธกาล คือ รัฐมคธเป็นไทยในปัจจุบัน รัฐโกศลคือพม่า
(เมียนมาร์ในปัจจุบัน) ท่านพระอาจารย์เล่าว่าพม่าและไทย พระพุทธเจ้าทรงโปรด
และตรสั สอนเปน็ พิเศษ สองประเทศน้จี ึงมพี ระพุทธศาสนาท่ีม่ันคงมายาวนาน และ
จะยาวนานต่อไป แต่พมา่ เปน็ เมืองเศรษฐีอปุ ถัมภ์ สมัยเปน็ ชาวโกศลก็มคี หบดี คือ
ท่านอนาถบิณฑิกะและนางวิสาขาเป็นผู้อุปถัมภ์ แต่ไทยมีองค์พระมหากษัตริย์เป็น
เอกอคั รศาสนูปถมั ภก พเิ ศษกว่าพมา่
ชาวพม่ามีอุปนสิ ยั ทกุ อยา่ ง โดยเฉพาะความซื่อสตั ย์ เหมอื นคนไทย เปน็ มติ ร
ครู่ กั คแู่ คน้ จะฆา่ กนั กไ็ มไ่ ด้ จะรกั กนั กไ็ มล่ ง ทา่ นฯ วา่ อยา่ งนี้ สมยั พทุ ธกาล รฐั มคธ
มปี ัญหาอะไรก็ชว่ ยกันและกนั บางคราวก็รบกันผลัดกันแพผ้ ลัดกนั ชนะ มาเป็นไทย
เป็นพม่าก็รบกัน ประวัติศาสตรก์ ็จารกึ ไวแ้ ลว้
สว่ นพระปฐมเจดีย์นั้น ผู้เล่ากราบเรยี นถามทา่ นพระอาจารย์ ท่านตอบวา่ คงจะ
สรา้ งเปน็ อนุสรณแ์ ห่งการนำ� พุทธศาสนามาส่สู วุ รรณภมู คิ ร้ังแรก ฟังแต่ชื่อก็แลว้ กัน
ปฐมกค็ อื ทห่ี นง่ึ คอื พระเจดยี อ์ งคแ์ รก ทา่ นกลา่ วตอ่ ไปวา่ คงบรรจพุ ระธาตพุ ระอรหนั ต์
รวมทง้ั พระบรมสารรี กิ ธาตดุ ว้ ย เมอ่ื มกี ารบรู ณะแตล่ ะครง้ั ผจู้ ารกึ เรอ่ื งราว มกั บนั ทกึ
เป็นปัจจุบันเสยี ประวัติศาสตร์เบอื้ งตน้ จงึ ไมต่ ดิ ต่อ ขาดเป็นขัน้ เป็นตอนวา่ คนนั้น
สรา้ งบา้ ง คนนสี้ รา้ งบา้ ง แล้วแตเ่ หตกุ ารณจ์ ะเกดิ ขึ้น
240
คำ� พูดแต่ละยุค มกี ารเปลีย่ นแปลงไปตามสมยั ย้อนถอยหลังกลับไป ค�ำวา่
ประเทศพมา่ คนไทยจะไมร่ จู้ กั รจู้ กั พมา่ วา่ เมอื งมณั ฑะเลยห์ รอื หงสาวดี และคนพมา่
จะไม่รจู้ ักคำ� วา่ ประเทศไทย จะรจู้ ักไทยว่าเมืองอโยธยา เรอื่ งราวเหลา่ น้ีผู้เลา่ ได้ฟัง
มาจากทา่ นพระอาจารยม์ นั่ และพระอาจารยช์ อบ
ต่อไปจะไดเ้ ลา่ เรอ่ื งชนชาวไทย ชนชาวลาว
ท่านพระอาจารยเ์ ลา่ ว่า ชาวลาวฝั่งซา้ ยแมน่ �ำ้ โขง กค็ ือชาวนครราชคฤห์ หรอื
รัฐมคธ เช่นเดียวกันกับชาวไทย ไทยและลาวจึงเป็นเชื้อชาติเดียวกัน แต่หนีตาย
จากการฆา่ ล้างเผ่าพันธุ์มาคนละสาย ลาวเขา้ ส่แู ดนจนี จนี จงึ เรยี กว่าพวกฮวน คอื
คนปา่ คนเถอ่ื นทหี่ นเี ขา้ มา โดยชาวจนี ไมย่ อมรบั จงึ มกี ารขบั ไลเ่ กดิ ขน้ึ (ประวตั ศิ าสตร์
ไทยเขียนไวว้ า่ ไทยมาจากจีนเห็นจะเป็นตอนนีก้ ระมัง)
ความจ�ำเป็นเกิดข้ึน จึงมีการต่อสู้แบบจนตรอก ถอยร่นลงมาสู่ดินแดน
สวุ รรณภมู ิตามสายญาตคิ อื ไทย สู่สิบสองจไุ ทยหรือเจา้ ไทย สิบสองปันนา หนองแส
และแควน้ หลวงพระบาง ปจั จบุ นั กย็ งั มคี นไทยตกคา้ งอยู่ (สบิ สองเจา้ ไทย และสบิ สอง
ปันนา อยู่ในดนิ แดนของจีน)
พอถอยรน่ มาถงึ นครหลวงพระบางเหน็ วา่ ปลอดภยั แลว้ และภมู ปิ ระเทศกค็ ลา้ ย
กบั นครราชคฤห์ จงึ ไดต้ ง้ั หลกั ปกั ฐานอยทู่ น่ี นั่ และอยใู่ กลญ้ าตทิ ส่ี วุ รรณภมู ดิ ว้ ย คอื
นครปฐมเป็นพวกทีม่ าต้งั อยู่ก่อน และพวกทเ่ี ข้ามาตอนหนีตายคราวน้นั
การสรา้ งบา้ นแปลงเมอื งเปน็ มาโดยราบรน่ื โดยใหช้ อื่ วา่ “กรงุ ศรสี ตั ตนาคนหตุ ”
(เมืองล้านช้าง) จนถึงพระเจ้าโพธิสารเป็นพระมหากษัตริย์ พระองค์มีราชโอรส
สองพระองค์ ชอื่ เสยี งทา่ นไมไ่ ดบ้ อกไว้ พอเจรญิ วยั พระเจา้ โพธสิ าร ทรงเหน็ วา่ เมอื ง
ปจั จบุ นั คบั แคบมภี เู ขาลอ้ มรอบ ขยายขอบเขตยาก การเกษตรกรรมทำ� นาไมเ่ พยี งพอ
และเพ่ือเป็นการขยายอาณาจักรด้วย จึงส่งราชโอรสองค์ใหญ่ ไปตามล�ำแม่น�้ำโขง
มาถงึ เวยี งจนั ทนจ์ ึงได้ต้ังบ้านเรือนขึ้น มเี มอื งหลวงชอ่ื วา่ “กรงุ จันทบรุ ีศรสี ตั ตนา-
คนหตุ ”
241
ส่วนพระราชโอรสองค์น้อง ได้ไปตามล�ำน�้ำน่าน มาต้ังบ้านเมืองอยู่ที่สุโขทัย
โดยมีเมืองหลวงชือ่ ว่า “กรงุ สโุ ขทัย” ท่านพระอาจารย์แปลให้ฟงั ด้วยว่า “สโุ ขทยั ”
แปลวา่ ไทยเปน็ สขุ เหตทุ อี่ ยทู่ น่ี เ้ี พราะปจั จยั ในการครองชพี เออ้ื อำ� นวย และใกลญ้ าติ
ทางนครปฐมไปมาหาส่กู ส็ ะดวก ท่านฯ ว่าอยา่ งนี้
นครปฐมกม็ เี มอื งหลวงคอื “ทวาราวดศี รอี ยธุ ยา” ทเ่ี รยี กวา่ ยคุ ทวาราวดนี น้ั เอง
เวยี งจนั ทนจ์ งึ เปน็ พระเจา้ พี่ สโุ ขทยั เปน็ พระเจา้ นอ้ ง นครปฐม สโุ ขทยั หลวงพระบาง
เวยี งจนั ทน์ กค็ อื ชนชาติชาวราชคฤหใ์ นครั้งพุทธกาลนัน่ เอง
การอพยพหนตี ายคราวนน้ั บางพวกลงเรอื ขา้ มทะเล ไปขนึ้ ฝง่ั ทนี่ ครศรธี รรมราช
กม็ ี ซ่ึงมพี ระบรมธาตนุ ครศรีธรรมราชเปน็ สกั ขพี ยานว่า ชาวใตท้ ัง้ หมดกเ็ ปน็ ชนชาติ
รัฐมคธในคร้ังพุทธกาลเหมือนกันกับชาวพม่า มอญ กระเหรี่ยง ไทยใหญ่ก็คือ
ชาวโกศลในคร้ังพุทธกาลน่ันเอง
242
คนไทยเป็นบคุ คลทโี่ ชคดีทส่ี ดุ ในโลก
คืนหน่ึง หลังจากเทศน์อบรมพระเณรจบลง ท่านพระอาจารย์เข้าพักผ่อน
ผเู้ ลา่ ถวายการนวด เรอื่ ง พนั เอกนม่ิ ชโยดม คลา้ ยกบั คา้ งอยยู่ งั ไมจ่ บ ความเปน็ คนไทย
นบั ถอื พระพทุ ธศาสนา เขา้ สพู่ ทุ ธวงศ์ (หรอื เขา้ สวู่ งจรชาวพทุ ธ) มใิ ชเ่ ปน็ ของไดง้ า่ ยๆ
ทา่ นเลยยกพทุ ธภาษิตท่ีมาจากคมั ภรี ์พระธรรมบท ขทุ ทกนกิ ายว่า
กจิ โฺ ฉ มนสุ ฺสปฏิลาโภ กิจฉฺ ํ มจจฺ านชีวิตํ
ภาษติ ท่ียกมาน้นั ทา่ นเอามงคลสูตรมากลา่ ว ต้ังแต่อเสวนาเปน็ ต้นไป จนถึง
ผฏุ €ฺ สฺส โลกธมฺเมหิ ฯลฯ เป็นอวสาน มงคลทท่ี า่ นย้�ำเป็นพเิ ศษ คือ บท ๒ ปฏริ ปู -
เทสวาโส ฯลฯ บท ๓ และ บท ๔ ทานญจฺ ฯลฯ อนวชฺชานิ กมมฺ านิ เพราะ ๔ บทนี้
เปน็ พื้นฐาน ของมงคลทัง้ หมด โดยเฉพาะเรอ่ื งปฏริ ูปเทสนี้ สำ� คญั มาก ทา่ นดจู ะ
หมายเอาประเทศไทย โดยเฉพาะ
พอท่านอธิบายจบแต่ละมงคล ก็จะย้�ำเป็นบาลี ว่า เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ ถึง
๓ ครงั้ และเปน็ ภาษาไทยวา่ เปน็ ความเจรญิ อนั อดุ มเลศิ เปน็ ความเจรญิ อนั อดุ มเลศิ
เปน็ ความเจริญอนั อุดมเลิศ ถงึ ๓ คร้งั
ครงั้ สุดท้าย พอข้ึน ผุฏฺ€สสฺ โลกธมฺเมหิ จิตตฺ ํ ยสสฺ น กมฺปติ อโสกํ วิรชํ เขมํ
เอตมมฺ งคฺ ลมตุ ตฺ มํ นั่นละ ถงึ เปน็ มงคลถึงทีส่ ุด คือ พระนิพพานเลย
243