The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by wonchai890, 2022-02-18 01:13:04

รำลึกวันวาน

ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ

หน้าที่การพระศาสนา เปน็ ผอู้ ำ� นวยการศกึ ษามณฑลอสี าน เปน็ เจา้ คณะ
มณฑลอสี าน เจา้ คณะมณฑลอบุ ลราชธานี เจา้ คณะมณฑลนครราชสมี า รงั้ ตำ� แหนง่
เจา้ คณะมณฑลรอ้ ยเอด็ ครง้ั หนง่ึ และรกั ษาการ ในตำ� แหนง่ เจา้ คณะมณฑลอดุ รธานี
๒ ครั้ง และเปน็ สงั ฆนายกรปู แรก
มรณภาพ ไดถ้ งึ แกม่ รณภาพ เมอื่ วนั พฤหสั บดที ่ี ๒๖ มกราคม พ.ศ. ๒๔๙๙
เวลา ๑๘.๔๕ ในหอธรรมวจิ ารณ์ วดั บรมนิวาส กรุงเทพฯ สริ ริ วมอายไุ ด้ ๘๙ ปี

* เพยี เมอื งกลาง เปน็ ตำ� แหนง่ ขา้ ราชการหวั เมอื งลาวกาว-ลาวพวน มหี นา้ ทเ่ี ปน็ ผดู้ แู ลพสั ดุ
ทุกอยา่ ง และรักษาดูแลนักโทษ

144

สวู่ งศพ์ ระพุทธศาสนา

หลังจากการท�ำสงคราม ยดึ นครจ�ำปาศักดเิ์ สรจ็ สน้ิ ลง มีนายทหารทา่ นหน่งึ มา
กราบทา่ นพระอาจารยม์ น่ั ดว้ ยความเลอื่ มใส มาถงึ ตอนเชา้ กถ็ วายทาน ปกตริ ะเบยี บ
ของทา่ นพระอาจารยม์ นั่ ถา้ แขกมาอยา่ งนน้ี ะ่ ทา่ นจะใหม้ าเวลาเชา้ เวลานท้ี า่ นจะตอ้ ง
ใหต้ อ้ นรบั แตถ่ ้าเลกิ ฉนั บิณฑบาตแลว้ หมดเวลา จนถงึ บา่ ย ๓ โมง และจะต้องมี
ผูน้ ำ� มา ถ้าไมม่ ีผูน้ �ำ ท่านไมใ่ หเ้ ข้ามา

ทีน้ีท่านมาคนเดียว ข้ึนไปกราบนมัสการแล้ว ท่านก็รายงานตามแบบทหาร
ชอื่ นน้ั ชอ่ื นี้ ยศทา่ น เทา่ น้ี ทา่ นพระอาจารยม์ นั่ กเ็ ทศนาเกย่ี วกบั ทาน ศลี เนกขมั มะ
การออกจากกาม โทษของกาม หลงั จากเทศน์จบกล็ ากลบั

พอตกค่�ำ หลังจากอบรมพระเณรเสร็จแล้ว ผู้เล่าได้ขึ้นไปปฏิบัติท่าน ถวาย
การนวด ทา่ นกป็ รารภเปรยๆ ข้ึนว่า “อนั น้ไี ด้เหตุละ่ นะ่ ” (อนั นหี้ มายถงึ ตวั ท่าน)
วันน้ันตอนเช้า ใกล้จะสว่าง ท่านก�ำลังท�ำสมาธิอยู่ ก็มีนิมิตปรากฏว่า มีนายพัน
คนหน่งึ มารายงานตวั วา่ ผมมาจากวอชงิ ตัน ตอนน้ันกย็ งั ไมไ่ ด้พจิ ารณาอะไรหรอก
บังเอญิ มาพบนายพนั ทหารไทยคนน้ี ท่านก็จึงหวนพิจารณา

ไดค้ วามวา่ นายพนั ทหารไทยคนนน้ี ะ่ สมยั สงครามโลกครง้ั ที่ ๑ ไปรบอยทู่ ป่ี ระเทศ
เยอรมนั มยี ศเป็นนายพนั ทหารเหมือนกนั เปน็ คนอเมริกนั และพระเจา้ อยู่หวั รัชกาล
ที่ ๖ ไดส้ ง่ ทหารไทยไปรบ อย่ทู ี่เยอรมนั นัน้ เอง อย่ฝู า่ ยสัมพันธมิตร

สมยั นน้ั เวลาพกั รบนะ่ พกั จรงิ ๆ ขนาดทหารฝา่ ยสมั พนั ธมติ รกบั ทหารเยอรมนั
จุดบุหร่ี ดว้ ยกันได้ ไม่เหมอื นทุกวันน้ี หลงั จากพักรบแล้ว นายพนั ทหารไทยก็มา
นอนอ่านหนังสืออยู่ทเ่ี ปล นายพนั ทหารอเมริกนั กเ็ ขา้ มาถาม

145

“อา่ นหนังสืออะไร”

นายพนั ทหารไทย “อ่านหนงั สือเรื่องเบญจศลี เบญจธรรม เขยี นโดย สมเด็จ
พระมหาสมณเจา้ กรมพระยาวชริ ญาณวโรรส”

“ผมอยากรู้ อธบิ ายให้ผมฟงั ได้ไหม”

นายทหารไทยก็อธบิ ายให้ฟัง แกก็เลอื่ มใส พูดว่า “ผมถือคริสต์ ผมจะปฏิบัติ
อยา่ งนไี้ ด้ไหม”

“ข้ึนชอ่ื ว่าความดีนี้ ไมเ่ ลอื ก จะนับถอื อะไรกท็ ำ� ได้” ทหารไทยตอบ

แกก็เลยสมาทานศลี ห้า กลบั ไปอเมรกิ า ไปสน้ิ ชวี ิตลงทีน่ ัน่

ด้วยอานิสงส์ของการรักษาศีล ๕ นี้ ก็พลัดเข้ามาสู่วงศ์พระพุทธศาสนา
พอพลดั เขา้ มาแล้ว ก็ยังได้มาเป็นนายพันทหารอกี เหมอื นกัน คือ ทา่ นพนั เอก นิ่ม
ชโยดม คนท่ีมาเมือ่ เช้านน่ั แหละ เธอต้องการอยากจะส�ำเร็จเป็นพระโสดาบนั

เธอพูดกับท่านพระอาจารย์ว่า “จะได้ปิดประตูอบายภูมิ จะเป็นไปได้ไหม
ทา่ นอาจารย์”

ท่านฯ บอก “ส�ำหรบั ผู้ปฏบิ ัติ กค็ งจะได้กระมัง”

เธอกย็ งั สงสัยลังเลอยู่ ยังไม่ม่นั ใจ พอกลบั ไปกราบท่านพระอาจารย์ คร้ังที่ ๒
ก็ถามอกี ครัง้ ท่ี ๓ กถ็ ามอกี ท่านพระอาจารย์ม่นั ก็พดู เหมอื นเดิม

หลังจากนายพันเอกน่ิมกลับไปแล้ว ขณะผู้เล่าถวายการนวดอยู่ ท่านพูดว่า
“เป็นไปไมไ่ ดห้ รอก เพราะบารมยี ังอ่อน เขาเป็นพาหิราศาสนา ศาสนาภายนอกมา
หลายภพหลายชาติ ดว้ ยอานสิ งสท์ ร่ี ักษาศีล ๕ ในพระพทุ ธศาสนา จงึ พลดั เขา้ มาสู่
วงศพ์ ระพุทธศาสนา ตอ้ งมาเกิดในประเทศไทย นี้ถึง ๒ ชาติ เสียกอ่ น จึงจะได้
ส�ำเร็จเป็นอรยิ บคุ คล โสดาบัน เพราะบารมียังออ่ น”

146

ประวัติพนั เอกนมิ่ ชโยดม ท.ช., ท.ม.

เกิด ๒๘ มกราคม ๒๔๔๐ ณ บ้านปลักแรด อ�ำเภอบางระกำ� จงั หวัด
พษิ ณุโลก เริ่มเรยี นหนงั สอื ครั้งแรกทีบ่ า้ นเกดิ จนกระทง่ั อายุ ๑๙ ปี ในปี พ.ศ.
๒๔๖๐ สอบเขา้ โรงเรยี นนายรอ้ ยทหารบก สำ� เรจ็ ออกรบั ราชการ ในปี พ.ศ. ๒๔๖๕
ได้รับพระราชทานบรรดาศกั ด์ิ เป็นขนุ นมิ มานกลยทุ ธ

ในวันท่ี ๑๖ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๔ ขณะเป็นผบู้ ังคบั กองพนั ทหารราบ
ท่ี ๒ กรมทหารราบที่ ๑ มหาดเลก็ รกั ษาพระองค์ ในพระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอม-
เกลา้ เจา้ อยหู่ วั ไดน้ ำ� ทหารในบงั คบั บญั ชาปฏบิ ตั กิ ารรบ เพอ่ื ปอ้ งกนั เขตแดนไทย
ทเี่ มอื งจำ� ปาศกั ดิ์ ได้รบั ชัยชนะอย่างงดงาม ที่เรียกวา่ “วรี กรรมบา้ นพร้าว”

ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๙๐-๒๔๙๒ ยา้ ยไปรบั ราชการเปน็ ผบู้ งั คบั การทหารบก
อุบลราชธานี มีหน่วยทหารในภาคอีสานหลายจังหวัดขึ้นตรงกับทหารบก
อุบลราชธานี

ในโอกาสออกตรวจเยย่ี มหนว่ ยทหาร ทา่ นไดถ้ อื โอกาสเขา้ ไปกราบนมสั การ
ท่านพระอาจารยม์ ่ัน ภรู ทิ ตโฺ ต ณ วดั ป่าบ้านหนองผือ

ถึงแกก่ รรมเมื่อวนั ท่ี ๒๘ กันยายน ๒๕๓๑

“คณุ พอ่ ภมู ใิ จอย่างทสี่ ดุ ว่า มโี อกาสไปกราบฝากตวั เปน็ ศิษย์
ของท่านพระอาจารย์ม่นั ”

ณรงค์ ชโยดม

คณะกองบรรณาธกิ ารไดต้ ดิ ตอ่ ครอบครวั พนั เอกนม่ิ ชโยดม เพอื่ สอบถาม
ขอ้ มลู เพมิ่ เตมิ ในเรอื่ งน้ี ซงึ่ กไ็ ดร้ บั ความกรณุ าอยา่ งสงู จากครอบครวั ชโยดม จงึ ขอ
ขอบพระคุณไวอ้ ยา่ งสงู ณ ทนี่ ี้ดว้ ย

147

คณุ ณรงค์ ชโยดม บตุ รชายคนโตของ พนั เอกนมิ่ เลา่ วา่ คณุ พอ่ ไดเ้ ลา่ ให้
คณุ ณรงค์ฟงั หลายคร้ัง ถงึ เรอื่ งการได้มบี ุญไปกราบท่านพระอาจารยม์ นั่ เพราะ
เวลาไปไหนมาไหน คณุ ณรงค์จะเปน็ คนขับรถพาคณุ พ่อไป ท่านจึงเล่าเร่อื งโนน้
เรื่องนใี้ หฟ้ ังอยู่เสมอ

“ทุกคร้ังท่ีเล่า ท่านพูดด้วยความภูมิใจอย่างท่ีสุดว่า มีโอกาสไปกราบ
ฝากตวั เปน็ ศิษย์ของทา่ นพระอาจารย์ม่นั ”

แม้ว่า คุณณรงค์จะได้รับฟังเร่ืองราวดังกล่าว จากคุณพ่อมาหลายครั้ง
แตเ่ นอ่ื งจากเวลาผา่ นมานานมาก และไมเ่ คยจดบนั ทกึ ไว้ จงึ จำ� ไดจ้ ากความทรงจำ�
วา่ คณุ พอ่ ของทา่ นเลา่ วา่ การไปวดั ปา่ บา้ นหนองผอื สมยั นนั้ ไมไ่ ดไ้ ปงา่ ยๆ วดั อยู่
ในปา่ ในหบุ เขา ถนนเปน็ หลมุ เปน็ บอ่ นงั่ รถทหารไปจนสดุ ถนนทร่ี ถจะวงิ่ ได้ กน็ ง่ั
เกวยี นตอ่ จนใกล้จะถงึ วดั มลี ำ� ห้วยขวางหนา้ ชาวบา้ นตอ้ งชว่ ยกนั ยกเกวียนขา้ ม
ลำ� หว้ ยไป กวา่ จะถงึ วดั กเ็ ปน็ เวลาพลบคำ่� แลว้ มคี นมาตอ้ นรบั และนำ� ไปพกั ยงั ศาลา
ที่จัดเตรียมรอไว้ พรุง่ นี้ทา่ นจงึ จะออกมาใหน้ มัสการ

“คณุ พอ่ อศั จรรยใ์ จอยา่ งทสี่ ดุ เมอื่ พบวา่ ทพี่ กั นน้ั ไดเ้ ตรยี มทน่ี อนไวพ้ อดบิ
พอดเี ทา่ กบั จำ� นวนคนทร่ี ว่ มคณะไปทงั้ หมด ซง่ึ มดี ว้ ยกนั ๘ คน พอสอบถามแมช่ ี
กท็ ราบวา่ ทา่ นพระอาจารยม์ นั่ สงั่ เตรยี มไวล้ ว่ งหนา้ ตง้ั แตก่ ลางวนั แลว้ วา่ จะมคี ณะ
มาพกั ๘ คนน่ี เรอื่ งนเ้ี ป็นปาฏิหารยิ ท์ ี่คณุ พ่อประทบั ใจมาก

รุง่ ข้นึ หลงั จากท่านฯ ฉนั อาหารเสรจ็ คณุ พ่อก็พาคณะไปกราบท่าน แลว้
กราบเรียนว่าจะมาฝากตัวเป็นศิษย์ ขอให้ท่านฯ เมตตาอบรมเพ่ือน�ำไปปฏิบัติ
เพราะทา่ นปรารถนาที่จะบรรลุธรรม ทา่ นฯ ก็เทศน์ให้คณุ พอ่ ฟัง คุณพอ่ เลา่ วา่
เทศนาน้นั กเ็ ป็นเร่อื งธรรมะท่ัวไปรกู้ ันดี ไม่ได้โลดโผน แตว่ า่ ลกึ ซง้ึ ซึง่ คนท่ัวไป
ปฏิบตั ิไม่ได.้ ..”

148

จะเปน็ ดว้ ยการฟงั ธรรมครงั้ นนั้ หรอื พลวปจั จยั แตห่ นหลงั อยา่ งไรกแ็ ลว้ แต่
ตอ่ มาพนั เอกนม่ิ ไดม้ น่ั คงในพระพทุ ธ พระธรรม พระสงฆ์ อยา่ งเปน็ ทส่ี ดุ เมอ่ื มา
ตงั้ นวิ าสถานอยใู่ กลว้ ดั พระศรมี หาธาตุ บางเขน กเ็ ปน็ โอกาสอนั ดที ไ่ี ดส้ นทนาธรรม
และนิมนต์บรรดาพระธุดงคกัมมัฏฐาน ท่ีลงมากรุงเทพฯ มาฉนั ทบ่ี า้ นอยเู่ นอื งๆ

“คณุ พอ่ ชอบคยุ เรอื่ งธรรมะ เรอื่ งการปฏบิ ตั ิ ทา่ นรจู้ กั ครบู าอาจารยส์ มยั กอ่ น
เกอื บทกุ องค.์ ..”

เม่ือถึงกาลเข้าพรรษา พันเอกน่ิมก็จะไปถือศีล ปฏิบัติธรรม เป็นเวลา
หนง่ึ พรรษา กบั ครบู าอาจารยซ์ ง่ึ เปน็ ศษิ ยข์ องหลวงปมู่ นั่ อยา่ งหลวงปแู่ หวน สจุ ณิ โฺ ณ
หลวงปฝู่ น้ั อาจาโร ฯลฯ เรอ่ื ยมาจนชราภาพ ลกู หลานจงึ ขอใหท้ า่ นงดไปปฏบิ ตั ธิ รรม
ทวี่ ดั ไกลๆ เนอ่ื งจากห่วงเรื่องสขุ ภาพของท่าน

“คณุ พอ่ ทา่ นเปน็ คนรปู รา่ งสงู ใหญ่ ปหี นง่ึ ทท่ี า่ นกลบั มาจากการปฏบิ ตั ธิ รรม
แถวอีสาน เดนิ เข้าบา้ นมา คุณแมบ่ อกใหผ้ มไปดซู ิว่า ใครมา คณุ แมจ่ ำ� ไมไ่ ด้
เพราะทา่ นผอมลงมาก และผมก็ขาวท้ังศรี ษะ คุณพ่อวา่ พระท่านฉันอยา่ งไรอยู่
อยา่ งไร ท่านก็กนิ อยา่ งนนั้ อยู่อย่างน้ัน...”

“คณุ พอ่ เคยเลา่ ครบั วา่ ชาตกิ ่อนทา่ นไมไ่ ดเ้ กิดทเ่ี มอื งไทย ดูเหมอื นท่าน
จะเกิดเป็นฝรง่ั ไม่ได้เกิดในบวรพระพุทธศาสนา”

เมอื่ ทางกองบรรณาธกิ ารเลา่ ใหค้ ณุ ณรงคฟ์ งั ถงึ ขอ้ เขยี นของหลวงตาทองคำ�
ในเรอื่ งน้ี คุณณรงคก์ ็รบั วา่ เป็นเร่ืองเดียวกับทค่ี ุณณรงค์เคยไดย้ นิ จากปากของ
พนั เอกน่มิ เช่นเดียวกนั แตไ่ ม่ได้มีรายละเอียดถงึ ขนาดน้ี

“เร่ืองของผลการปฏบิ ตั ิทา่ นกเ็ ล่าให้ฟงั เหมือนกันครับ แตจ่ ำ� รายละเอยี ด
ไมไ่ ด้ จะพดู ไปก็เป็นปาฏหิ าริย์ คณุ พอ่ บอกวา่ เม่อื ปฏิบตั เิ องกจ็ ะเข้าใจเอง...”

149

อานุภาพแห่งฌาน

วันหนึ่งฝนตกฟ้าผ่าต้นพลวงใหญ่ (ไม้กุง) ย�่ำลงมาแต่ยอดตลอดรากแก้ว
ราบเรียบไปเลย ตน้ พลวงใหญน่ นั้ อยใู่ กลๆ้ ศาลา แตฝ่ นซาบ้างแล้ว
ขณะนน้ั สามเณรจนั ดยั กำ� ลงั ถอื กานำ้� รอ้ น จะไปกฏุ ทิ า่ นพระอาจารย์ ซงึ่ อยหู่ า่ ง
ออกไปประมาณ ๓๐ เมตร ไมไ่ ดย้ นิ เสียง ไม่รสู้ ึกวา่ ฟ้าผ่า ผู้เล่าเตรียมลงจากกุฏิ
ไปเหน็ เขา้ จงึ รวู้ า่ ฟา้ ผา่ พระเณรในวดั ประมาณ ๑๐ รปู ไมม่ ใี ครไดย้ นิ เสยี ง สว่ นทา่ น
พระอาจารย์กำ� ลังทำ� สมาธิ ทา่ นกบ็ อกวา่ ไม่ได้ยินเสยี ง
เม่อื พระทยอยกนั ขนึ้ ไป ทา่ นฯ ได้ถามก่อนว่า “เหน็ ฟ้าผา่ ไมก้ ุงไหม” พระทอ่ี ยู่
ทางอืน่ กไ็ มเ่ หน็ สว่ นผู้เล่า พระอาจารย์กงมา (พระอาจารย์กงมา จิรปญุ โฺ ) และ
พระอาจารยห์ ลอด (พระอาจารยห์ ลอด ปโมทโิ ต ปจั จุบนั พ�ำนกั อยทู่ ีว่ ดั สิรกิ มลาวาส
กรุงเทพมหานคร) ได้เห็น ท่านบอกว่า “ผ่าขณะสามเณรจันดัยเดินมาถึงพอดี”
แต่สามเณรบอกว่าไดเ้ หน็ แตไ่ มไ่ ดย้ นิ
ผ้เู ล่าคิดวา่ ด้วยอานภุ าพแหง่ ฌานของทา่ น เพราะชว่ งนนั้ ทา่ นก�ำลังเขา้ ฌานอยู่
พวกเราจงึ ไมไ่ ดย้ นิ แตช่ าวบา้ นอยใู่ นทงุ่ นาหา่ งไกลออกไป กลบั ตอ้ งหมอบราบตดิ ดนิ
เพราะกลวั เสียงซ่งึ ดังมาก เขาเล่ากนั วา่ ราวกับผา่ อยใู่ กลๆ้ ทเี ดียว

150

เหตุทท่ี �ำให้ฝนแล้ง

ปนี นั้ ฟา้ ฝนไมค่ อ่ ยดี แตไ่ มถ่ งึ กบั แลง้ นาลมุ่ พอไดเ้ กย่ี ว นาบกเฉาตาย ชาวบา้ น
ก็บน่ ต่างๆ นานา บางคนถามท่านพระอาจารยซ์ ื่อๆ ดว้ ยความเคารพ และกนั เองวา่
“ทำ� ไม อญั ญาท่าน”

“อญั ญาทา่ น” เปน็ ภาษาสกลนครทถ่ี วายใหเ้ กยี รตอิ ยา่ งสงู แกพ่ ระเถระทปี่ ระชาชน
เคารพนบั ถือมาก ทัง้ จงั หวัดจะไดส้ มญาน้ีนอ้ ยมาก

อัญญาทา่ นตอบ

“ฝนตกบช่ อบ เม่ือนกั ปราชญ์เบื่อครองธรรม
คนบ่ยำ� ๑ นักบวช เพราะนักบวชละสกิ ขาวินยั
เมือ่ หน้าหากซมิ แี ลฯ”


นนั่ ได้ยนิ ไหม ฟงั เอา ไมอ่ ยากใหฝ้ นแลง้ กอ็ ยา่ ใหเ้ ป็นอย่างนั้นซิ

นค่ี ือคำ� ตอบ

๑ ย�ำ หมายถึง เกรง กลัว เคารพ

151

พธิ ีเถราภิเษก

๑๕ วนั ทท่ี า่ นพระอาจารยม์ นั่ พกั อยทู่ ว่ี ดั ปา่ สทุ ธาวาส มเี หตกุ ารณท์ คี่ วรนำ� มาเลา่
คอื เรอ่ื ง “เถราภเิ ษก” ภาษาอสี านเรยี กวา่ กองฮด๑ คอื นำ� ผา้ ไตรมา แลว้ มกี ารสรงนำ้�
พระสงฆท์ เ่ี คารพนบั ถอื ถวายบรขิ ารใหม่ สมมตเิ ปน็ สมเดจ็ พระอปุ ชั ฌาย์ (ชา) เปน็ ครู
(ราชครู) ลาภ ๑ ลาภ ๒ ไปเร่ือยๆ ชาวสกลนคร ได้น�ำไตรจีวรมาฮดมาสรง
ท่านพระอาจารย์ไมย่ อมรับ
ทา่ นอธบิ ายวา่ “เปน็ ประเพณที ม่ี มี าจากเวยี งจนั ทน์ ทอ่ี นื่ ไมม่ ี ครงั้ พทุ ธกาลไมม่ ี
แลว้ พวกญาตโิ ยมจะมาแตง่ อาตมาใหเ้ ปน็ อะไรอกี เปน็ พระอาตมากเ็ ปน็ แลว้ พระสงฆ์
อปุ ัชฌาย์ อาจารย์ แต่งให้แลว้ เป็นพระโดยสมบรู ณ์ คณะสงฆร์ ับรองแลว้ ”
“พระพทุ ธเจา้ มใี ครไปฮดไปสรงใหเ้ ปน็ พระพทุ ธเจา้ บา้ ง ไมม่ ี พระองคต์ รสั รเู้ อง
พระสาวก พระพทุ ธเจา้ กไ็ มไ่ ดฮ้ ด ไมไ่ ดส้ รง ฟงั พระพทุ ธเจา้ แสดงธรรมแลว้ ไดบ้ รรลุ
ธรรม ทพี่ ระพทุ ธเจา้ สงั่ สอน นม่ี อี ำ� นาจกวา่ แลว้ จะมาฮดสรงแตง่ อาตมาใหว้ เิ ศษกวา่
พระพุทธเจ้าหรือ”
“อันเรือ่ ง เถราภิเษก หรอื ฮดสรงนี้ เป็นขตั ติยประเพณี สำ� หรับอภเิ ษก แตง่ ตัง้
พระมหาสงั ฆนายก สมเด็จพระสงั ฆราชตา่ งหาก มีมาแต่ครั้งกรุงสโุ ขทัย ไมใ่ ช่ของ

๑ ฮด หมายถงึ รด เทราด หรือสาดลงไป

152

ราษฎรบุคคลสามัญจะท�ำกัน ทางเวียงจันทน์ก็ท�ำเหมือนกัน คร้ันราษฎรสามัญชน
เหน็ เข้า ขออนญุ าตใหร้ าษฎรทำ� บา้ ง ก็เลยเป็นประเพณี”
“สว่ นพระผถู้ กู ฮดถกู สรง ก็ไม่เหน็ ว่า วเิ ศษ ไดส้ ำ� เร็จอะไร สึกหาลาเพศไปมี
ครอบครัวมีกิเลสถมเถไป ไม่เหน็ วเิ ศษวโิ สอะไร แล้วพวกท่านเปน็ ฆราวาส อาตมา
เปน็ พระ ตกั น้ำ� มาฮดหัวอาตมาๆ เปน็ สงฆฺ ํ สรณํ คจฉฺ ามิ ของพวกท่าน แทนท่ี
จะได้บุญกลับเป็นบาปเสียอีก” มีโยมคนหน่ึงพูดขึ้นว่า “ถ้าเช่นน้ันวัตถุทานน้ีท่าน
ไม่รบั จะทำ� อย่างไร” ท่านฯ ก็บอกว่า “ถวายสงฆ์ซิ พระสงฆ์น่ังอยนู่ ่เี ตม็ ไปหมด”
โยมได้กราบเรียนถามวา่ “ถวายสงฆ์ทำ� อย่างไร”
“ใครเป็นประธาน ก็ถวายองค์น้ัน อาตมาไม่ใชป่ ระธานนะ อาตมาพระจรมา
อาศยั ชว่ั คราว ก็ท่านมหาเสง็ ไงเล่า จะถวายตอ่ มอื ทา่ นกไ็ ด้ วางไวต้ ่อหนา้ กไ็ ด้เปน็
บังสุกุล ได้บญุ มาก” ท่านฯ วา่
“กลา่ วค�ำถวายไหม” โยมถามอกี
ท่านวา่ “กลา่ วทำ� ไม มนุษย์รูเ้ ร่ืองกันอยู่ วางไว้ข้างหนา้ ก็พอแลว้ จะรับพรหรือ
ไม่รบั กไ็ ดบ้ ุญแลว้ ไดถ้ วายทา่ นแล้ว ถา้ ยงั สงสัยกเ็ อาคนื ไป”
โยมวางไวเ้ สรจ็ ก็เป็นอันยุติ

153

พิธเี ถราภเิ ษก

ในกาลก่อนน้ัน การสถาปนาเถราภเิ ษก เป็นประเพณนี ิยม มีธรรมเนียมตาม
หวั เมอื งตา่ งๆ เจา้ ผคู้ รองหวั เมอื งพรอ้ มดว้ ยทา้ วเพยี จดั ใหม้ พี ธิ กี รรมมรุ ธาภเิ ษกฮดสรง
เพอ่ื สถาปนาภกิ ษสุ ามเณรตามหวั เมอื งตน เปน็ พธิ กี รรมทท่ี ำ� อยใู่ นชนบทหวั เมอื งเทา่ นน้ั

“เคร่ืองกองหด”

เมอ่ื เหน็ เปน็ การสมควรวา่ พระภกิ ษสุ ามเณรรปู ใด ไดส้ ำ� เรจ็ การศกึ ษาควรแกก่ าร
ยกยอ่ ง ใหเ้ ตรยี มกองหดจะมไี ตรจวี ร (สามเณรไมต่ อ้ งใสส่ ังฆาฏ)ิ มดี โกน กล่องเขม็
มีดตัดเลบ็ ธมกรก ประคดเอว ผ้าห่ม รองเท้า ไมเ้ ท้า ตาลปตั ร มดี ชะนาก เงี่ยง
(กระโถน) ขนั หมาก หลาบเงิน มขี นาดและจำ� นวนตามเครื่องยศ เทียนกง่ิ (คือทำ�
เทยี นเปน็ เหมอื นหอกสามงา่ มสำ� หรบั ใชต้ ดิ โฮงหด) เทยี นเลก็ ไดแ้ กเ่ ทยี นนอ้ ยไตถ้ วาย
พระตอนพระมาหด บายศรี ๑ คู่ เทียนอาจ (เทียนเลม่ บาท ๒ คู่) นำ้� หอม ๓ ตมุ่

การหด ใหท้ ำ� นำ�้ อบนำ้� หอมใสต่ มุ่ ไวใ้ หม้ าก เอาโฮงหดมาตง้ั เอาตน้ กลว้ ยเปน็ เสา
เอาใบตองกลว้ ยและหญา้ แพรกมารอง ถา้ สงู จนหยอ่ นขาได้ เรยี กวา่ บลั ลงั กศ์ ลิ าอาสน์
ถ้าต่�ำกว่านั้น เรียกว่า หินศิลาอาสน์ ตั้งไว้ใต้ป่องน้�ำโฮงหด เวลาเทน�้ำใส่โฮงหด
น�ำ้ จะไหลลงมารดผูร้ บั การรดน้�ำพอดี

การหดน�้ำนท้ี �ำต่างหากกไ็ ด้ ทำ� ร่วมกบั บญุ อ่ืนๆ ก็ได้ พระเถระผใู้ หญ่จะน�ำใน
การประกอบพิธี พระรดก่อน ต่อจากนน้ั ก็คนเฒา่ คนแกแ่ ละชาวบ้านทั่วไปตามลำ� ดับ

เมอื่ รดนำ้� เสรจ็ แลว้ กม็ กี ารถวายไตรจวี ร พระทร่ี บั ไตรจวี รกจ็ ะพนิ ทผุ า้ ปจั จทุ ธรณ์
ผ้า (ถอนผ้าเก่าถ่ายใส่ผา้ ใหม่) อธิษฐานผา้ และครองผ้า เปลย่ี นท่ีเปยี กออกเสร็จแล้ว
ชาวบา้ นจะเอาฆ้องมาให้ตี พ่อใหญ่ทายกจะหิว้ เชือกฆ้องไว้ พระท่รี บั การรดน�้ำนัน้ จะ
เอาก�ำปัน้ ตีจูมฆ้อง ๓ ครง้ั แต่ละครงั้ ทต่ี ใี หบ้ รกิ รรมว่า “สหี นาทํ นทนฺเต เต ปริสาสุ
วิสารทา” ต่อจากนั้นก็ไปให้ศีล และรับถวายกองหดท้ังหมด จากญาติโยมเจ้าภาพ
และให้พร เปน็ อันจบพิธี

จากหนังสือ ตำ� รามรดกอสี านหรือมลู มงั อสี าน หน้า ๗๐๑-๗๐๓ โดยอาจารย์สวิง บญุ เจมิ
ป.ธ.๙, M.A.

154

การครองผ้า-สีผา้

ท่านพระอาจารย์เล่าว่า การครองผ้าแบบพาดบ่าข้างเดียว แล้วมีผ้ารัดอกนั้น
เปน็ พระราชบญั ญตั ชิ วั่ คราว ตราขนึ้ หลงั กรงุ ศรอี ยธุ ยาจะแตกประมาณ ๑๐๐ ปี สาเหตุ
มีสงครามตดิ พัน รบกันบอ่ ยคร้งั กบั ทหารพมา่ พวกจารกรรมพม่า แต่งตวั เปน็ พระ
เขา้ มาสบื ราชการลบั รบคราวใดแพท้ กุ ครง้ั ผดิ สงั เกต พระพมา่ มกั เขา้ มาในกองทพั ไทย
คิดวา่ เปน็ พระไทยจึงรบแพ้ จึงตราพระราชบัญญตั ขิ ้ึนมา ใหพ้ ระไทยหม่ อยา่ งว่านัน้
พระพมา่ ทีเ่ ข้ามา กค็ ือจารบุรุษนัน่ เองไม่ใช่พระ
เมอื่ ศกึ สงครามเลกิ แลว้ กย็ กเลกิ พระราชบญั ญตั นิ นั้ ดว้ ย แตส่ มยั นน้ั การคมนาคม
ไมส่ ะดวก คำ� ส่ังไมท่ ่วั ถึง จึงถือกนั มาจนบดั นี้
ผเู้ ลา่ คิดวา่ เรามาครองแบบวินยั มขุ กันเถดิ เพราะพวกเรากล็ ้วนบณั ฑิตท้ังนัน้
อยา่ เหน็ แกท่ ฏิ ฐมิ านะ เพราะทฏิ ฐมิ านะไมไ่ ดน้ ำ� เราไปสวรรคน์ พิ พานได้ ผเู้ ลา่ ไดฟ้ งั มา
อย่างนี้
เรอื่ งสผี า้ นัน้ ทา่ นพระอาจารย์เลา่ ว่า สผี ้านั้นพระวนิ ัยกล่าวไว้อยา่ งชดั เจนคือ
สีกรัก สีเหลืองหม่น สีเหลืองคล้�ำ และสีอนุโลมอีกสองสีคือ สีเหลืองแก่ และสี
มะเขือสกุ แก่

155

สาเหตแุ ห่งการปรับปรุง เสริมสร้าง บูรณปฏิสงั ขรณ์ พระพทุ ธศาสนาใหเ้ จริญ
กา้ วหนา้ ทง้ั ดา้ นการศกึ ษา การปกครอง การปฏบิ ัตจิ นเปน็ ทยี่ อมรบั กันในปจั จุบนั นี้
มสี าเหตแุ ละปจั จัยหลายอยา่ ง โดยเฉพาะภัยแหง่ สงคราม เป็นภัยใหญ่ บา้ นเมอื ง
เมื่อเกิดศึกสงคราม ผู้ชายต้องออกรบ ผู้หญิงมีหน้าท่ีส่งเสบียง จ�ำเป็นต้องอาศัย
พระคณุ เจา้ เลย้ี งเดก็ ดแู ลสตั วเ์ ลย้ี ง ปกั ดำ� เกย่ี วขา้ ว เลยเปน็ ธรรมเนยี มไป พระอาจารย์
ท่านเลา่ อย่างน้ี
ท่านฯ วา่ ก่อนเราจะเสียกรุงให้แก่พม่า กอ่ นประมาณ ๑๐๐ ปี การรบราฆ่าฟัน
ดูจะรุนแรงย่ิงขน้ึ ซงึ่ เราจะสงั เกตได้จากพระพกั ตร์ของพระพุทธรปู มพี ระลกั ษณะ
เคร่งขรึม เข้มแขง็ เอนเอยี งไปทางดรุ า้ ย ซ่งึ หมายถงึ ใจ เตรยี มพรอ้ มรบั ศกึ อย่ตู ลอด
เวลาหากเกิดมกี ารรบกัน

156

การวนิ จิ ฉัยอธิกรณ์

เรอ่ื งน้เี กดิ ข้นึ เม่ือท่านพระอาจารย์มั่นพกั อยู่วัดปา่ บ้านหนองผือ หลวงตามนั
นิมฺมโล อยูว่ ดั วริ ิยะพล อ�ำเภอเต่างอย จังหวัดสกลนคร เป็นศิษย์คนหน่ึง เป็นผู้
ปฏบิ ตั ิดี มชี าวสกลนครนบั ถอื นมิ นตม์ ารบั สังฆทาน โดยพกั ทวี่ ดั ปา่ สทุ ธาวาสเป็น
ประจ�ำ

คราวหนง่ึ เธอดว่ นจะกลบั วดั ฉนั เชา้ เสรจ็ แลว้ นำ� โยมไปเอาปจั จยั สว่ นแบง่ กบั
ผา้ ขาวคนหนึง่ ท่ีเปน็ ไวยาวัจกร พระที่รบั นิมนตม์ ี ๗ รูป ไดไ้ ปรับปัจจัย ปรากฏวา่
หายไปส่วนหนงึ่ ไม่ครบพระ ถามผ้าขาว เธอบอกว่า “หลวงตามนั เอาไปสองส่วน”

อธกิ รณเ์ กดิ ขน้ึ มหี ลกั ฐานพยานเพยี งพอ คณะสงฆจ์ งั หวดั ตดั สนิ วา่ หลวงตามนั
ละเมดิ อทินนาทานสกิ ขาบท จ�ำนวนเงินทไ่ี ดร้ ปู ละ ๒.๕๐ บาท สองสว่ นรวมเปน็
๕ บาท เธอปฏิเสธ แต่หักล้างหลักฐานไม่พอ คณะสงฆ์ตัดสินวินิจฉัยให้เธอสึก
เธอบอกหากจะใหส้ ึก กรณุ าพาไปกราบท่านพระอาจารยม์ นั่ กอ่ น คณะสงฆ์พรอ้ มทัง้
เจา้ คณะจงั หวัด (ธ) จงึ พาหลวงตามนั ไปวดั ป่าบา้ นหนองผือ

พอไปถึงกราบนมัสการ เจ้าคณะจังหวัดยื่นเอกสารถวายท่าน พระอาจารย์
ทา่ นว่า “วางไวน้ น่ั ก่อน” ถามวา่ “เรอ่ื งอะไร” เจา้ คณะจังหวัดกราบเรยี นวา่ “เรอื่ ง
หลวงตามัน ละเมิดอทินนาทานสิกขาบท คณะวินิจฉัยให้เธอสึก เธออยากให้
พระอาจารย์วินจิ ฉัยอีก” ท่านพระอาจารย์ถามวา่ “แล้วจะเช่ือผมไหม” พากันตอบวา่

157

“เชอื่ ” “ถา้ อยา่ งนนั้ เอาเอกสารไปเผาไฟเดย๋ี วน้ี เพราะตวั หนงั สอื เลก็ ไป เอาตวั หนงั สอื
ใหญค่ ือ พวกเรามาวนิ จิ ฉัยกัน” ทา่ นฯ ว่า
เจา้ คณะจังหวัดจึงจัดการเผาทันที ทา่ นพระอาจารยว์ า่ “อันเงินน้ันหลวงตามัน
ไมไ่ ดเ้ อาไปสองสว่ น เอาไปสว่ นเดยี ว คนทเ่ี อาเงนิ นนั้ ไปคอื คนทอ่ี ยใู่ กลเ้ งนิ ใครอยใู่ กล้
คนนน้ั เอา”
ตาผา้ ขาวคนหนงึ่ ซง่ึ นงั่ นง่ิ อยทู่ นี่ นั้ กส็ ารภาพขนึ้ ตอ่ หนา้ สงฆ์ ทท่ี า่ นพระอาจารย์
เปน็ ประธาน ทา่ นพระอาจารยว์ ่า “น่นั เหน็ ไหม ตัวหนงั สอื ใหญ่แจ้งจางปาง ปานเห็น
เสอื กลางวนั ลายพาดกลอนเตม็ ตวั ” ทา่ นวา่ “หลวงตามนั เธอเปน็ พระมศี ลี ทา่ นเจา้ คณะ
จงั หวัดกด็ ี ท่านมหาทองสกุ ก็ดี คณะสงฆ์กด็ ี ท�ำอะไรใหร้ อบคอบ จะทำ� ลายพระ
มีศลี โดยไมร่ ูต้ วั จะไปตกนรกเปล่าๆ ไมเ่ สยี ดายหรือ ประพฤตพิ รหมจรรย์มานาน
หวงั มรรคผลนพิ พาน ตอ้ งมาตกนรกมนั ไมค่ มุ้ คา่ กนั อยา่ ไปทำ� ลายพระมศี ลี ” ทา่ นวา่
เรอื่ งกส็ งบลงโดยความบรสิ ทุ ธ์ิ ยตุ ธิ รรม เปน็ ตวั อยา่ งแกค่ ณะพระวนิ ยั ธรตอ่ ไป
หลวงตามันกพ็ ้นคดีไป เป็นพระบริสุทธิ์
ท่ไี ดเ้ หน็ ได้ฟัง ท่านพระอาจารย์มั่นวินจิ ฉยั อธกิ รณ์ มคี ร้งั นี้ครง้ั เดยี ว

158

มงคลสถาน

สถานท่ที ้งั หมดเปน็ มงคลถ้าบุคคลท�ำตนใหเ้ ป็นมงคล
ข้อนี้เลา่ เปน็ นยิ าม คอื ไมก่ �ำหนดแนน่ อน
มงคลสถานท่ีขอเลา่ เป็นนยิ าม ตามทท่ี า่ นพระอาจารยบ์ อก ก�ำหนดดงั นี้
ทศิ ตะวนั ออกตง้ั แตม่ กุ ดาหารเขา้ มาทศิ ใตต้ นี ภเู ขา ตง้ั แตม่ กุ ดาหาร คำ� ชะอี กดุ สมิ
(อำ� เภอเขาวง) ถงึ อำ� เภอสหัสสขันธ์
ทิศตะวนั ตกต้งั แต่อ�ำเภอสหสั สขันธ์ ถึงอ�ำเภอสวา่ งแดนดิน
ทศิ เหนอื ตง้ั แต่ อำ� เภอสวา่ งแดนดนิ เสน้ ทางสายอดุ ร-สกลฯ จรดนาแก ธาตพุ นม
ภายในภพู านทง้ั หมด เปน็ มงคลสถานเหมาะแกก่ ารเจรญิ สมณธรรม ภาวนาจติ สงบดี
สามารถบรรลุมรรคผลได้ ทา่ นฯ วา่ เพราะเป็นมงคลสถาน

159

รอยพระพทุ ธบาท

ทา่ นพระอาจารยเ์ คยเลา่ ใหฟ้ ังถึงเรอ่ื งรอยพระพุทธบาท ทอ่ี ยูจ่ งั หวัดสระบรุ วี า่
เป็นรอยพระพุทธบาทแท้ ตามต�ำนานปรัมปราว่า ประทานแก่ฤาษีหรือนายพราน
แต่ท่านพระอาจารยว์ ่า ทรงประทานไวแ้ ก่พระเรวตะ ผ้เู ปน็ น้องชายพระสารีบตุ ร

ความเดมิ วา่ เมอื่ พระเรวตะบวชแลว้ ไดไ้ ปอยู่ป่าไม้สะแก พระสารีบตุ รผู้พ่ชี าย
พกั อยพู่ ระเชตะวนั พอออกพรรษาแลว้ จงึ ทลู เชญิ พระพทุ ธเจา้ เสดจ็ ไปเยยี่ ม สามเณร
น้องชาย พระพุทธเจ้าตรัสห้ามว่า “ดูก่อนสารีบุตร ขณะน้ียังเป็นปลายฤดูฝนอยู่
พนื้ ดินยังชื้นแฉะ จงรอกอ่ น ตถาคตก็จะไปดว้ ย”

พอสิ้นฤดูฝนพ้ืนดินแห้งแล้ว พระองค์ก็เสด็จไปพร้อมภิกษุบริวาร ๕๐๐
พอถึงทางสองแพร่ง จงึ ตรสั ถามพระอานนท์วา่ “ทางไปป่าไม้สะแกไกลเท่าไหร”่

พระอานนทก์ ราบทูลว่า “ขา้ แตพ่ ระองค์ผเู้ จริญ ถา้ ไปทางอ้อมใชเ้ วลาเดนิ ทาง
๖๐ วนั มบี า้ นเปน็ ทเี่ ที่ยวภิกขาจาร ถ้าไปทางตรงใช้เวลา ๓๐ วนั พระเจา้ ข้า”

พระพทุ ธเจา้ ทรงรบั สงั่ ถามวา่ “ดกู อ่ นอานนท์ พระสวี ลมี าไหม” พระอานนทท์ ลู วา่
“มาพระเจา้ ข้า” “ถา้ อยา่ งนน้ั ไปทางตรง บญุ ของพระสวี ลจี ะไม่ขดั ขอ้ งดว้ ยปัจจัย ๔”
พระพุทธเจา้ พรอ้ มหมู่ภิกษุ ๕๐๐ เสดจ็ ถึงป่าไม้สะแก

เรวตะสามเณรไดจ้ ดั เสนาสนะ ถวายการตอ้ นรบั พระพทุ ธองค์ พระองคท์ รงประทบั
อยอู่ ย่างทรงพระสำ� ราญ ไดต้ รสั ถามสามเณรเรวตะดว้ ยปัญหา ๑๐ ขอ้ ความวา่

160

มีหนง่ึ ไมม่ สี อง ได้แกอ่ ะไร สามเณรทูลตอบวา่ พระสัมมาสัมพทุ ธเจา้
มสี องไม่มีสาม ได้แก ่ รูปและนาม
มีสามไมม่ สี ี่ คอื เปน็ ตกิ ะหมวด ๓ ไดแ้ ก่ เวทนา ๓ ไตรลกั ษณ์
หรอื พระสรณคมน์ รตั นะ ๓ อยา่ งกถ็ ูก เพราะเป็นหมวด ๓
มสี ี่ไม่มหี ้า คือ เปน็ จตกุ กะ อริยสจั ๔ ก็ถูก ธาตุ ๔ ก็ถกู
มีหา้ ไมม่ หี ก คอื อนิ ทรยี ์ ๕ พละ ๕ กถ็ กู
มีหกไม่มีเจด็ คือ อายตนะภายในภายนอก
มีเจ็ดไม่มแี ปด คอื โพชฌงค์เจด็
มแี ปดไมม่ ีเก้า คือ มรรคมีองคแ์ ปด
มีเก้าไมม่ สี บิ คือ นวโลกตุ ตรธรรมเก้า
มีสิบไม่มสี ิบเอ็ด คอื ทศพลญาณสบิ

ท่านพระอาจารย์ว่า พระพุทธเจ้าก็ประทานสาธุการแก่สามเณร เม่ือตรัสถาม
ตอ่ ไปวา่ “สามเณรอย่ทู ่ีน้ีมองเห็นอะไร” สามเณรกราบทลู ว่า “เหน็ ทะเลพระเจา้ ข้า”
(แตก่ อ่ นทะเลอาจอยแู่ ถวประตนู ำ�้ พระอนิ ทรห์ รอื แถวรงั สติ กไ็ ด้ แตแ่ หง้ ขอดลงไปถงึ
สมทุ รปราการ ทา่ นฯ ว่า)

พระพุทธเจ้าตรัสถาม “เธอเห็นทะเลเธอคิดอย่างไร” สามเณรทูลว่า “ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์คิดว่า สัตว์ทั้งหลายที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารน้ี
อันไม่มีท่ีสิ้นสุด มีเบื้องต้นและท่ีสุดอันใครๆ ตามไปรู้ไม่ได้แล้ว ตายแล้วเกิด
เกิดแล้วตาย พลัดพรากจากกัน คิดถึงอาลัยอาวรณ์หากันเศร้าโศก ร้องไห้หากัน
น�้ำตาของคนๆ หนึ่งมากกว่าแม่น�้ำในมหาสมุทร พระเจ้าข้า” พระพุทธเจ้าตรัสว่า
“ถกู แล้วสามเณร” แล้วประทานสาธกุ าร

เมื่อพระองค์ทรงพระส�ำราญพอควรแก่อัธยาศัยแล้วก็เสด็จกลับ ก่อนกลับ
เรวตะสามเณรไดข้ ออะไรสกั อยา่ ง เพอื่ เปน็ เครอื่ งระลกึ ถงึ พระพทุ ธองคจ์ งึ ไดป้ ระทาน
รอยพระบาทนีไ้ ว้

161

ทา่ นพระอาจารยเ์ คยไปนมสั การเลา่ วา่ มมี ณฑปทพี่ ระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ -
เจ้าอยหู่ ัวฯ ทรงสรา้ งไวม้ ีคนเฝา้ รักษา ท่านฯ อยากดูภาพมงคล ๑๐๘ แตค่ นเฝา้
ไม่ยอมเปิด อ้างว่าไมไ่ ดร้ ับพระบรมราชานญุ าต เลยไม่ได้ดู ท่านฯ วา่

ส่วนรอยที่ ๒ ชื่อว่า พระบาท “ฮังฮุ้ง” (รังเหย่ียวใหญ่) พระพุทธบาทนี้
ประดษิ ฐานอย่ทู ่โี ยนกประเทศ หรือโยนกบรุ ี อย่ทู ีเ่ มืองเชียงตงุ ประเทศพม่า

รอยพระบาทนีป้ ระทานแก่ อชติ ฤาษี ซ่ึงเปน็ พระโพธิสัตว์ จะมาตรสั รู้ขา้ งหน้า
เคยเปน็ พระสหาย สงเคราะหก์ ันมาหลายชาติ ประทานไว้บนแผ่นหนิ

ความวา่ หลงั จากเสด็จเยยี่ มฤาษี ได้สนทนารา่ เรงิ กันแล้ว ฤาษีได้ถวายผลไม้
พรอ้ มทัง้ ตม้ น้ำ� กระดกู สัตว์ถวาย กอ่ นเสดจ็ กลบั ฤาษขี อรอยพระบาทไวเ้ ป็นท่ีระลกึ
พระองคต์ รสั ถาม “จะไวท้ ไี่ หน” ฤาษกี ราบทลู วา่ “บนแผน่ หนิ มรี งั เหยยี่ วใหญอ่ าศยั เลยี้ ง
ลกู อย”ู่ พระองคต์ รสั ถาม “ทำ� ไมจงึ ใหป้ ระทบั ไวท้ นี่ นั่ ” ฤาษกี ราบทลู วา่ “ในวนั ฝนตก
ไมไ่ ด้ออกไปหาผลไม้ ขา้ พระองค์ได้อาศยั เก็บกระดูกสัตว์มาต้มบริโภค ถา้ พระองค์
ประทานรอยไว้ท่ีน่ัน วันท่ีข้ึนไปเก็บกระดูกสัตว์ จะได้ท�ำความสะอาด และกราบ
นมสั การดว้ ย”

พระบาทฮงั ฮงุ้ เรยี กตามภาษาทอ้ งถน่ิ เชยี งใหมก่ บั เชยี งตงุ พระอาจารยม์ นเู คย
ไปกราบนมัสการ เลา่ ให้ฟังว่า พระบาทฮงั ฮุ้งน้อี ยูบ่ นแผน่ หนิ ทตี่ ง้ั ข้นึ ไป ไมม่ ที างขนึ้
เจ้าเมืองเชียงตุงทำ� บันไดเวียนข้ึนไปแต่นานแล้ว บันไดตอนกลางต่อโซ่ใส่พอได้ปีน
ขนึ้ ไป แตผ่ หู้ ญงิ หรอื คนไมแ่ ขง็ แรงขนึ้ ไมไ่ ด้ พระอาจารยม์ นตู งั้ ใจจะขน้ึ ไปพกั ภาวนา
แตพ่ อข้นึ ไปแลว้ แผน่ หนิ น้ันเหมอื นหลงั ชา้ ง ไม่มีทใ่ี หพ้ ัก บริเวณไมก่ ว้างประมาณ
๑๐ วา รอบปรมิ ณฑล เอาบรขิ ารไปด้วย พะรงุ พะรังล�ำบาก ขากลับ น�ำเอาบริขาร
พะรุงพะรังกลับลงมา ถา้ พลัดตกลงมาคงไมไ่ ดก้ ลับบ้านเรา

เรอื่ งพระพุทธบาทท่านเล่าแค่น้ี

162

ครแู ละศษิ ยส์ นทนาธรรม

เมอื่ ครงั้ ท่ี ทา่ นพระอาจารยอ์ าพาธหนกั แตล่ กุ นงั่ เดนิ ไปมาในระยะใกลไ้ ด้ และ
ยังสนทนาธรรมตามปกติ เวลาบ่ายวันหน่ึงมีพระอาจารย์เทสก์ ท่านวัน และผู้เล่า
รวมท้ังทา่ นพระอาจารยเ์ ป็น ๔ รูป
พระอาจารยเ์ ทสกเ์ รยี นถามทา่ นฯ วา่ “เวลาครบู าอาจารยอ์ าพาธ พจิ ารณาธรรม
อะไร สนทนาในฐานะศิษยเ์ คารพครูนะ อย่าเขา้ ใจวา่ ไล่ภูม”ิ
ท่านฯ ตอบว่า “พจิ ารณาไปเทา่ ไหร่ กเ็ ห็นแตภ่ พ มีแตภ่ พ ไมม่ ที ่สี ้นิ สุด”
พระอาจารยเ์ ทสก์ ยอ้ นถามวา่ “เมอื่ เหน็ แตภ่ พ ครบู าอาจารยพ์ จิ ารณาเพอื่ อะไร”
ทา่ นฯ ตอบ “เพอื่ ใหร้ แู้ ละเรากร็ มู้ านานแลว้ ไมไ่ ดส้ งสยั เหตทุ พี่ จิ ารณาเพอื่ ใหท้ า่ น
(หมายถึงพระอาจารยเ์ ทสก์) และคนอ่ืนๆ หมายถงึ สานศุ ษิ ยแ์ ละสตั วโ์ ลกทั่วไปรูว้ า่
คน สตั ว์ ทอี่ ยใู่ นภพ หรอื ผปู้ ฏบิ ตั จิ ะมที งั้ สนกุ ตนื่ เตน้ เศรา้ สลดสงั เวช และเปน็ ธรรม
อนิจจฺ ํ ทกุ ฺขํ อนตตฺ า จะรวู้ า่ ตนอยู่ในภพนั้นนอ้ ยมาก
เพราะอวชิ ชาปิดบงั ไว้ เมือ่ ไม่ร้วู ่าตนอยู่ในภพ กไ็ ม่รู้พระนพิ พาน
เมือ่ เรารวู้ ่าตนอย่ใู นภพแล้วจะอย่ใู นภพท�ำไม
กอ็ ยใู่ นพระนิพพานเทา่ น้นั เอง” ทา่ นว่า
พระอาจารย์เทสก์ก็บอกท่านฯ ว่า “กระผมกพ็ ิจารณาอย่างพระอาจารยว์ ่า”
ต่างก็ช่ืนชมในระหว่างครูและศษิ ย์

163

อานุภาพการสวดมนต์และเสียงสาธุการ

สมยั ที่ทา่ นพระอาจารย์มนั่ พกั อยู่บนดอยปะหร่องกบั พระอาจารยม์ นู ตอนเชา้
เที่ยวบิณฑบาตให้พรชาวบ้าน พอให้พรเสร็จสุขังพะลังจบ ท่านได้สอนให้ชาวบ้าน
กล่าวสาธุพร้อมกันด้วยเสียงสูง ท่านเล่าเป็นเชิงตลกว่า มือทั้งสองข้างของเขาชูข้ึน
ขา้ งบนเหมือนบง้ั ไฟจะขึ้นสู่ท้องฟ้าว่างั้น

วันหน่ึง ท่านน่ังพักในส่วนท่ีท�ำเป็นท่ีพักกลางวัน มีเทพพวกหนึ่งมาจากเขา
จติ รกฏู อยไู่ หนไมร่ เู้ รากไ็ มร่ จู้ กั มาถามทา่ นวา่ “เสยี ง สาธุ สาธุ สาธอุ ะไร สะเทอื นสะทา้ น
ทกุ วนั พวกเทพทงั้ หลายไดฟ้ งั มคี วามสขุ ไปตามๆ กนั ” ทา่ นมาพจิ ารณาวา่ เสยี งอะไร
ท่ไี หน จึงระลึกได้วา่ เสยี งสาธขุ องชาวบ้านตอนถวายทานน่นั เอง พอรับทราบแลว้
พวกเทพกก็ ลา่ ววา่ “เขากส็ าธกุ ารดว้ ย” แลว้ ทำ� ประทกั ษณิ เวยี นขวาลากลบั ไป สว่ นมาก
พวกเทพเขาจะทำ� อยา่ งนน้ั

ทา่ นเลยมาพิจารณาตอ่ วา่

พุทธมนต์น้ันใครสวดกต็ าม จะเป็นกจิ วตั รของพระสงฆ์เช้า เยน็
หรือชาวพุทธทุกคนสวดพุทธคุณ หรือ

ระลกึ ในใจ มีอานุภาพแผ่ไปได้หม่ืนจกั รวาล
พูดสวดออกเสยี งพอฟังได้ มอี านภุ าพแผ่ไปได้แสนจกั รวาล
สวดมนต์เชา้ เย็นธรรมดา มีอานุภาพแผไ่ ปไดแ้ สนโกฏิจกั รวาล
สวดเต็มเสียง สดุ กู่ มีอานุภาพแผไ่ ปไดอ้ นันตจักรวาล

164

แม้สัตว์ที่อาศัยอยู่ในสามภพ และท่ีสุดอเวจีมหานรก ยังได้รับความสุข
เมอ่ื แวว่ เสยี งพระพทุ ธมนต์ ผา่ นลงไปถงึ ชวั่ ขณะหนงึ่ ครหู่ นง่ึ (ชวั่ ชา้ งพบั หงู แู ลบลน้ิ )
ดีกวา่ หาความสขุ ไมไ่ ดเ้ ลยตลอดกาล
น้คี อื อานิสงส์ของพระพุทธมนต์ ทา่ นพระอาจารยว์ ่าอยา่ งนี้

165

ถ้ำ� ตบั เตา

ถำ�้ ตบั เตา หรือ ถ้�ำดับเถ้า ภาษาของทา่ นพระอาจารย์ (ปจั จุบนั อยใู่ นเขตตำ� บล
ศรดี งเย็น อำ� เภอไชยปราการ จงั หวัดเชียงใหม่) ถ�้ำนเี้ ป็นสถานท่ีท่านพระอาจารย์
พจิ ารณา พระอภธิ รรมปฎิ ก ทา่ นวา่ พจิ ารณาไดด้ ี ไมต่ ดิ ขดั ละเอยี ด ลกึ ซง้ึ มาก นค้ี อื
เหตทุ ีท่ ่านต้องไปเชียงใหม่ เพราะท่านฯ พิจารณาแลว้ ภาคอน่ื ไม่เหมาะ ไม่สะดวก
เหมอื นภาคเหนอื
ทา่ นเปรยี บใหฟ้ งั วา่ เหมอื นปลาใหญว่ า่ ยอยใู่ นแมน่ ำ้� แคบและตน้ื พอมาพจิ ารณา
ทถี่ ำ�้ ตบั เตาหรอื ถำ้� ดบั เถา้ ทภี่ าคเหนอื นี้ เหมอื นปลาใหญว่ า่ ยออกสทู่ ะเลหลวง จะเหวย่ี งหวั
เหว่ยี งหาง ไปทิศไหนกไ็ ม่ขดั ข้อง ทา่ นฯ วา่ อย่างนี้
ถ�้ำแห่งนมี้ ีประวัติเก่ียวพันกับพระอรหันต์ ครงั้ พทุ ธกาล ๒ รูป รปู หนงึ่ คอื
ท่านพระภัคคุ๑ ในกษัตริย์ ๖ พระองคน์ น้ั รวมทั้งนายชา่ งกัลบก (ช่างตดั ผม) คอื
พระอุบาลดี ว้ ย แต่พระอบุ าลีไม่ได้มานิพพานที่น้ี หมายถงึ ทา่ นพระภคั คใุ นกษตั ริย์
๖ พระองค์ ท่ีออกบวชในคราวน้ัน
ท่านพระอาจารยร์ ้วู า่ ถา้ อยากรูร้ ายละเอียดของทา่ นพระภัคคุ ตอ้ งเข้าฌานให้
ละเอยี ดเหมือนควันไฟจงึ จะรู้ แต่ทา่ นฯ บอกวา่ ทา่ นทำ� ไม่ได้ รูแ้ ต่ว่าทา่ นพระภัคคุ
มานพิ พานทนี่ ี้
ถำ�้ ดบั เถา้ อาจเปน็ วา่ ถา้ ดบั ไฟไมท่ นั กระดกู ของทา่ นอาจเปน็ เถา้ หมดกไ็ ด้ เลยเปน็
ถ้�ำดับเถ้า กลายมาเป็นถ�ำ้ ตับเตาอย่างน่าเสยี ดาย

๑ ทา่ นพระภคั คุ เจา้ ศากยะองคห์ นง่ึ ทอี่ อกบวชพรอ้ มกบั พระอนรุ ทุ ธะ ไดส้ ำ� เรจ็ อรหนั ตแ์ ละเปน็ พระมหาสาวก
องคห์ นงึ่ ในจำ� นวน ๘๐ พระองค์ กษตั รยิ ์ ๖ พระองคท์ อ่ี อกบวชคราวนน้ั มี ๑. พระอนรุ ทุ ธะ ๒. พระอานนท์
๓. พระภัคค ุ ๔. พระกมิ พิละ ๕. พระภทั ทิยะ ๖. พระเทวทัต

166

ประวัติวัดถ�ำ้ ตับเตา

วัดถ้�ำตับเตาเป็นศาสนสถานโบราณนานนับเวลาหลายร้อยปีมาแล้ว ต้ังอยู่ใน
หมบู่ า้ นที่ ๑๓ บา้ นถำ้� ตบั เตา ตำ� บลศรดี งเยน็ อำ� เภอไชยปราการ จงั หวดั เชยี งใหม่ มลี ำ� ธาร
นำ�้ ใสสะอาดไหลผา่ กลางบรเิ วณวดั ไหลมาจากหนองนำ�้ เลก็ ๆ ทเี่ กดิ จากตานำ�้ ผดุ หา่ งไป
ทางดา้ นหลงั ถำ�้ ประมาณ ๑ กโิ ลเมตรเศษ

วดั ถำ้� ตบั เตาจะสรา้ งในสมยั ใด และใครเปน็ ผสู้ รา้ งไมป่ รากฏแนช่ ดั ตามคำ� บอกเลา่
ของเจา้ อาวาสรปู ปจั จบุ นั (พระอาจารยศ์ ลิ ปะชยั าณวโร) ทา่ นสนั นษิ ฐานวา่ นา่ จะสรา้ ง
ในสมยั สมเดจ็ พระเอกาทศรถ คราวพระองคย์ กกองทพั หนา้ เพอ่ื จะเขา้ ตพี มา่ และตเี มอื ง
ตองอูในประมาณปี พ.ศ. ๒๑๓๕ และสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงยกทพั หลวงไป
ทางเชยี งดาว เขา้ พักพลทีเ่ มอื งหางซึง่ ขณะนั้นเป็นเมืองในราชอาณาจกั รไทย

วัดถ�้ำตับเตา เปน็ ชอ่ื ทเี่ รยี กเพี้ยนมาจากคำ� ว่า ดบั เตา้ คือ หมายถึงดบั ขเี้ ถ้าที่
เกิดจากการเผาไหมข้ องปา่ ไมด้ ้วยไฟ นานๆ เขา้ ก็เพยี้ นไปเปน็ ตบั เตา คนในภาคอ่ืน
ไมท่ ราบความหมาย เรยี กขานวา่ ถำ้� ตบั เตา่ ซงึ่ มคี วามหมาย คอื ตบั ของสตั วช์ นดิ หนง่ึ ตบั เตา
เพ้ยี นมาจากค�ำในภาษาพูดของคนในภาคเหนือทพ่ี ดู วา่ ดบั เต้า คอื ดบั ขี้เถา้ นัน่ เอง

ตำ� นานถำ�้ ตับเตา

ในสมัยตอนปลายพทุ ธกาล ขณะที่สมเดจ็ พระสัมมาสมั พุทธเจา้ ทรงมีพระชนม์
พรรษาชราภาพมากแล้ว หลังจากทรงตรากตร�ำพระวรกายในการเที่ยวประกาศพระ
ศาสนาในถนิ่ ฐานตา่ งๆ จนมพี ทุ ธสาวกและพทุ ธบรษิ ทั สเี่ ปน็ ปกึ แผน่ จวนจะไดเ้ วลาเสดจ็
ดบั ขนั ธ์ เขา้ สพู่ ระปรนิ พิ พานตามคำ� ทลู อาราธนาของพญามาร พระพทุ ธองคไ์ ดเ้ สดจ็ รบั
บณิ ฑบาตอาหาร ท่ีประกอบขึ้นดว้ ย สูกรมัทวะ จากนายจนุ ทะ

หลงั จากรบั บณิ ฑบาต พระพทุ ธองคก์ ท็ รงพระประชวร มอี าเจยี นบอ่ ยเพราะอาหาร
เปน็ พษิ ขณะทที่ รงประชวรอยนู่ ัน้ ก็ไดเ้ สด็จมาประทับพักอยูท่ ถ่ี ้�ำแหง่ หนงึ่ พรอ้ มด้วย

167

พระอานนท์ พุทธอุปัฏฐาก ขณะที่พระพุทธองค์ประทับอยู่ที่ถ้�ำนี้ ความได้ทราบถึง
พระสงฆส์ าวกจำ� นวน ๕๐๐ รปู กพ็ ากนั เดนิ ทางมายงั ถำ้� แหง่ นเ้ี พอื่ เขา้ เฝา้ เยย่ี มพระอาการ
ประชวร พระสงฆ์เหล่านบี้ า้ งเปน็ พระอรหนั ต์สำ� เรจ็ อภญิ ญา บา้ งเปน็ พระอรยิ เจา้ ระดบั
รองลงมา บ้างยังเป็นพระสุปฏิปันโนท่ีเป็นกัลยาณปุถุชนอยู่ก็มี เม่ือทราบพระอาการ
หนกั หนาสาหสั กม็ คี วามเหน็ ใหพ้ ระสงฆส์ าวกผสู้ ำ� เรจ็ อรหนั ตท์ รงอภญิ ญา เหาะไปบอก
หมอชวี กโกมารภัจจ์ ใหม้ ารกั ษาพยาบาล ฝ่ายหมอชวี กโกมารภจั จก์ เ็ ดนิ ทางมาพรอ้ ม
พระอรหนั ตเ์ จา้ ใหโ้ อสถเพอ่ื รกั ษาพระอาการประชวร แตร่ กั ษาอยไู่ ด้ ๓ วนั พระอาการ
ก็ไม่บรรเทา มีแตท่ รุดลง กใ็ ห้พระอรหันต์เจ้ารปู เดิมนน้ั เดนิ ทางไปเชิญพระฤาษีผู้เปน็
อาจารย์ประสิทธ์ิประสาทวิชาการแพทย์แก่ตน ให้เดินทางมาท�ำการรักษา พยาบาล
ฝา่ ยพระฤาษผี อู้ าจารยก์ ็เดินทางมาพรอ้ มดว้ ยยาสมนุ ไพรจ�ำนวนมาก

เมื่อตรวจดูแล้วรู้ว่าจะรักษาด้วยยาธรรมดาไม่ได้ แต่มียาอยู่ขนานหนึ่งเรียกว่า
เปน็ ยาวิเศษรักษาอาการปว่ ยได้ทกุ อย่าง จึงขออาราธนาพระอรหนั ต์เจา้ รปู นัน้ ไปเอายา
มาให้ พระอรหนั ตร์ ปู นน้ั เวยี นไปเอายาถงึ ๓ ครงั้ กไ็ มต่ รงตามตอ้ งการ ตกลงหมอชวี ก
โกมารภจั จต์ อ้ งเดนิ ทางกลบั ไปเอามาดว้ ยตนเอง โดยอาศยั อทิ ธฤิ ทธข์ิ องพระอรหนั ตเ์ จา้
องค์นั้นช่วยพาไปและกลบั มาโดยเร็ว

เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ไม่อาจรอดพ้นจากข่ายพระญาณของสมเด็จพระสุคตเจ้า
ไปได้ พระองคก์ ป็ รารภแกพ่ ระอานนท์ พทุ ธอนชุ าวา่ ตถาคตไดร้ บั อาราธนาจากพระยามาร
เพอ่ื เสดจ็ เขา้ สพู่ ระปรนิ พิ พานแลว้ ประการหนงึ่ และยงั ไดร้ บั บณิ ฑบาตอาหารมอื้ สดุ ทา้ ย
ทท่ี ำ� ใหส้ ำ� เรจ็ ผลานสิ งสเ์ ปน็ อนั มากแกผ่ ถู้ วายคอื นายจนุ ทะ ถา้ พระองคท์ รงรบั เอาโอสถ
จากพระฤาษมี าฉนั ทำ� ใหห้ ายอาการประชวร กจ็ ะไมเ่ ปน็ การรกั ษาสจั จะแกพ่ ญามาร และ
จะท�ำให้อาหารมื้อสุดท้ายนที้ ีไ่ ดร้ บั บณิ ฑบาตไม่มีผลานสิ งส์แก่ผู้ถวายเต็มท่ี จ�ำเปน็ จะ
ต้องหาทางไปจากถ�้ำแห่งนี้ เพ่ือแสวงหาสถานท่ีอันเหมาะสมแก่การเสด็จดับขันธ์เข้าสู่
พระปรนิ ิพพาน สมเด็จพระพุทธองค์ทรงตั้งสจั จาธษิ ฐานวา่ ขอให้เพดานถำ�้ จงบังเกิด
เปน็ โพรง เพอ่ื จกั พาพระอานนทพ์ ทุ ธอปุ ฏั ฐากเสดจ็ เหาะหนไี ปทางอากาศได้ พระพทุ ธองค์
กพ็ าเอาพระอานนท์เสดจ็ เหาะไปยงั เมอื งกสุ นิ ารา

168

การทส่ี มเดจ็ พระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ เสดจ็ เหาะหนไี ปนนั้ ทำ� ใหพ้ ระสงฆส์ าวกทงั้ หลาย
ที่ยังเป็นปุถุชนพากันโศกเศร้าร่�ำไห้คร่�ำครวญ ส่วนท่ีเป็นพระอริยเจ้าก็สงบสติส�ำรวม
พิจารณาเหตุการณด์ ว้ ยธรรม และต่างกพ็ ากนั แสวงหาสถานทบี่ �ำเพญ็ สมณธรรมตอ่ ไป
ตามควรแกต่ น เมอื่ พระสงฆเ์ หลา่ นไี้ ดส้ ำ� เรจ็ อรหตั ผลแลว้ ครบถว้ น กพ็ ากนั มายงั บรเิ วณ
หน้าถำ้� แห่งนัน้ พร้อมกนั ดับขันธ์นิพพานหมดสน้ิ ท้ิงให้ซากศพทอดรา่ งไว้บนพน้ื ปฐพี
และส่งกล่ินเน่าเหม็นตลบไปทั่วท้ังป่าบริเวณน้ัน พระอินทร์จึงได้ให้เทพบุตรตนหนึ่ง
น�ำเอาไฟทิพย์จากสวรรค์มาเผาผลาญซากศพพระอรหันต์เหล่าน้ัน ไฟทิพย์น้ีมีความ
ร้อนแรงยิ่งนัก ส่งความร้อนไปถึงเมืองบาดาลแห่งหน่ึง อันเป็นท่ีอยู่ของพระยานาค
ชอื่ วา่ อรุ นุ าคราช พระยานาคตนนจ้ี งึ นำ� บรวิ ารพนั หนงึ่ ชำ� แรกพนื้ ดนิ ขนึ้ มา ปลอ่ งทพ่ี ระยานาค
น�ำบรวิ ารชำ� แรกพื้นดินขนึ้ มาน้ี คอื ตาน�ำ้ ผุดทไี่ ดก้ อ่ ให้เกิดหนองน้ำ� เล็กๆ ดา้ นหลังถำ�้
นนั่ เอง หนองนำ�้ แหง่ นไี้ ดไ้ หลเปน็ ลำ� ธารใสสะอาดผา่ นบรเิ วณวดั และไหลลงสแู่ มน่ ำ้� ฝาง
ไปทางทิศตะวันออก พื้นดินบริเวณวัดถ�้ำตับเตาและบริเวณใกล้เคียงจึงเป็นพื้นดินที่
มีสีขุ่นขาวคลา้ ยขี้เถ้าปนอยู่ และจะเป็นอย่างนไ้ี ปจนถึงยคุ สมัยพระศรอี ริยเมตไตรย

พระพทุ ธองคย์ งั ไดท้ ำ� นายไวอ้ กี วา่ สถานทแี่ หง่ นี้ จะไดเ้ ปน็ ทปี่ ระดษิ ฐานพระพทุ ธ-
ศาสนา เมอ่ื กาลเวลาผา่ นก่งึ พทุ ธกาลไปแลว้

อน่ึงสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ตรัสเล่าถึงอดีตของพระอรหันต์เจ้าท้ัง
๕๐๐ รปู ทพ่ี ากนั มาถวายบงั คมเยย่ี มพระอาการประชวร และตอ่ มาสำ� เรจ็ อรหตั ผลและ
พากนั มาดบั ขนั ธส์ ูพ่ ระนพิ พาน ณ ทีน่ ้พี รอ้ มกันวา่

ในสมัยสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามหากัสสปะ พระองค์ได้น�ำพระสงฆ์สาวก
เดนิ ทางมาพกั พระอริ ิยาบถ ณ ถ�ำ้ แห่งน้ี ไดส้ วดทอ่ งบทพระธรรมเทศนาทไี่ ด้รับฟงั มา
ด้วยเสียงอนั ไพเราะกังวาน ฝูงค้างคาวจ�ำนวน ๕๐๐ ตัว ทีเ่ กาะอยูต่ ามเพดานถ้ำ� ไดฟ้ งั
กระแสเสยี งอนั ไพเราะกงั วานนน้ั กม็ คี วามเคลบิ เคลม้ิ จติ ตกภวงั คห์ ลน่ ลงมากระทบพนื้
หนิ ตาย ดว้ ยอำ� นาจผลแหง่ บญุ ทเ่ี หลา่ คา้ งคาวนน้ั ไดส้ ดบั รบั ฟงั พระธรรมเทศนากพ็ ากนั
บงั เกดิ ในสวรรคช์ น้ั ดาวดงึ ส์ มปี ราสาทวมิ านสงู ถงึ ๑๒ โยชน์ รงุ่ เรอื งงดงามดว้ ยความ

169

เปน็ ทิพย์ แดนสวรรค์แหง่ นัน้ พลันมีปราสาทเรยี งรายกนั ไปดุจนว้ิ มือถึง ๕๐๐ องค์
เหลา่ เทพบตุ รนจ้ี งึ มีชือ่ เรียกวา่ องั คลุ ีเทพบตุ ร
คร้ันเมื่อพระโพธิสัตว์เจ้าลงมาบังเกิดเป็นพระสิทธัตถกุมาร และออกผนวช
เหลา่ เทพกไ็ ดอ้ อกบวชเปน็ นกั บวชในพระศาสนาของพระสมณโคดมพทุ ธเจา้ และสำ� เรจ็
พระอรหันต์ โดยครบถ้วนทงั้ ๕๐๐ องค์
ฝ่ายพระฤาษีอาจารยห์ มอชีวกโกมารภจั จ์ เมอ่ื ไมอ่ าจจะถวายโอสถอนั วิเศษยง่ิ น้ี
แกพ่ ระพทุ ธองคใ์ หห้ ายพระประชวรได้ กม็ คี วามเสยี ใจยงิ่ นกั ยกมอื อนั สน่ั เทาทกี่ ำ� ถว้ ย
โอสถขนึ้ พลางกลา่ ววา่ อนั โอสถวเิ ศษของตนู ้ี จะไมม่ ไี วส้ ำ� หรบั รกั ษาผใู้ ดอกี ตอ่ ไป ไมม่ ี
ประโยชนอ์ นั ใดอีกแลว้ ทจ่ี ะรักษาไว้ วา่ แล้วก็สาดโอสถวิเศษนนั้ ท้ิงไปทั่วบริเวณ ท�ำให้
พื้นท่ดี นิ บรเิ วณแถบถำ้� ตบั เตาน้ี มีพืชสมนุ ไพรข้นึ จ�ำนวนมากมายหลายชนิด แต่เพราะ
อ�ำนาจค�ำกล่าวทคี่ ล้ายค�ำสาป วา่ ไมม่ ีประโยชน์อนั ใดจะรกั ษาไว้ จงึ ทำ� ให้พืชสมนุ ไพร
ที่เกิดข้ึนในบริเวณภูเขาถ้�ำตับเตา มีคุณภาพในการประกอบข้ึนเป็นยารักษาโรคต่างๆ
อ่อนมาก ไม่เหมอื นสมนุ ไพรชนิดเดียวกัน ทเ่ี กดิ ขึน้ ในทอ่ี น่ื แต่มคี ุณภาพดกี วา่

170

อัฐบรขิ ารในอาคารพิพิธภัณฑ์

เราทราบกนั มาแลว้ วา่ ทา่ นพระอาจารยม์ นั่ ทรงผา้ ๓ ผนื เปน็ วตั ร ทรงผา้ บงั สกุ ลุ
เป็นวัตร แต่ ๓ ปสี ุดทา้ ยทา่ นทรงผา้ คหปติจีวร โดยการน�ำมาทอดกฐนิ ของนายวนั
นางทองสกุ คมนามลู ชาวนครราชสมี า นำ� สนบั สนนุ โดยพระอาจารยส์ งิ ห์ ขนตฺ ยฺ าคโม
ศษิ ย์คนสำ� คัญรูปหนงึ่ ของทา่ น แต่ท่านพระอาจารย์ไดร้ ับเปน็ ผา้ ปา่ ทัง้ หมด

อฐั บริขารในอาคารพิพิธภัณฑ์ ที่ท่านทัง้ หลายเห็นน้ัน เป็นผา้ คหปตจิ วี รปีท่ี ๒
ทที่ า่ นทรง ผเู้ ลา่ ไดเ้ กบ็ รกั ษาไว้ สว่ นผา้ คหปตจิ วี รปสี ดุ ทา้ ยหม่ ถวายไป พรอ้ มกบั รา่ ง
ของทา่ น

สว่ นบาตรใบแท้ พระอาจารย์มหาทองสุก ขอถวายพระอุปัชฌาย์ คือ เจ้าคุณ
พระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธโุ ล)

ส่วนใบท่อี ยใู่ นพพิ ิธภัณฑ์ เป็นบาตรกฐินปีสุดทา้ ย ซ่งึ ทา่ นพระอาจารย์ ไม่ได้
ใชเ้ พราะท่านอาพาธหนักแลว้

หลังจากเก็บรวบรวม อัฐบริขารเรียบร้อยแล้ว ผู้เล่าเลยสั่งต่อตู้ เงินไม่พอ
ไดค้ ณุ วเิ ศษช่วยจนสำ� เรจ็ เรียบร้อย แลว้ กน็ �ำมาต้ังไวใ้ กลห้ ีบศพท่าน

ทา่ นพระอาจารย์ เปน็ ผเู้ ครง่ ในเรอื่ งบรขิ าร มกั นอ้ ยจรงิ ๆ บรขิ ารแทจ้ รงิ ให้ ๒ คน
ถือข้ึนไปก็หมด ที่เห็นอยู่ในพิพิธภัณฑ์นั้นคือ อัฐบริขาร ที่สานุศิษย์ และบุคคล
ผเู้ ลอื่ มใสไดร้ บั ไปจากทา่ น พอมอี าคารพพิ ธิ ภณั ฑเ์ กดิ ขนึ้ ทา่ นเหลา่ นน้ั ไดน้ ำ� มามอบให้
เพือ่ ให้ศาสนกิ ชนและอนชุ นรนุ่ หลังได้ศกึ ษา

171

เอกสารปรารภความดำ� ริในการทอดกฐนิ รว่ ม
เพ่ือสรา้ งอาคารพพิ ิธภัณฑ์บริขาร
วดั ปา่ สุทธาวาส ๒๕๑๕
โดย ดร.เชาว์ ณ ศีลวนั ต์

...หลงั จากทท่ี า่ นพระอาจารยม์ นั่ ภรู ทิ ตั ตเถระ ไดถ้ งึ แกม่ รณภาพเมอ่ื ๑๑ พฤศจกิ ายน
๒๔๙๒ หรอื เมื่อ ๒๒ ปีเศษมาแลว้ ปรากฏวา่ บริขารและเครือ่ งใชต้ า่ งๆ ของท่านได้
กระจัดกระจายไปอยู่ในท่ีหลายแห่ง โดยที่บรรดาสานุศิษย์และผู้อยู่ใกล้ชิดทั้งหลาย
ในระยะนน้ั ตา่ งกข็ อนำ� ไปเกบ็ รกั ษาไว้ เพอื่ การเคารพบชู าเปน็ อนสุ ติ หรอื เพอ่ื ความเปน็
สิริมงคล

กระผมได้มีโอกาสพบเห็นบริขารและเครื่องใช้สอยขององค์ท่านจ�ำนวนหน่ึง
เกบ็ อยใู่ นตเู้ ก่าๆ ในกฏุ ิเล็กๆ หลังหนง่ึ ณ วดั ป่าสุทธาวาส ทำ� ให้เกิดความรสู้ ึกขนึ้
โดยทันทีว่า วัตถุเหล่านี้เป็นของท่ีมีคุณค่าสูงอันจะประมาณคุณค่ามิได้ โดยเฉพาะ
สำ� หรบั บรรดาสานศุ ษิ ยท์ งั้ หลายในสายตาของทา่ นพระอาจารยม์ น่ั จงึ เปน็ กจิ หรอื หนา้ ที่
ของเราทจ่ี ะตอ้ งจดั ดำ� เนนิ การอยา่ งหนง่ึ อยา่ งใด ทจี่ ะรวบรวมเกบ็ รกั ษาไวใ้ นทอี่ นั ควรแก่
คุณคา่ และเพอ่ื ประโยชน์อนั ย่ิงแดอ่ นุชนรนุ่ หลงั ดงั น้ัน จงึ มีความดำ� รโิ ดยหลกั การวา่
ควรจะจัดสรา้ งอาคารในลักษณะตกึ พิพธิ ภัณฑข์ ึ้นหลังหน่ึง แลว้ จัดการรวบรวมบริขาร
และเครอ่ื งใชส้ อยทง้ั หมดเทา่ ทจี่ ะพงึ หาได้ รวมถงึ พระธาตขุ ององคท์ า่ นดว้ ย เกบ็ และจดั
แสดงไวใ้ นลักษณะอนั ควร และเหมาะสมแก่การเคารพ ระลึกถงึ พระคณุ แหง่ องคท์ ่าน
ประการหน่ึง เพือ่ แสดงซ่งึ ปฏิปทาความเปน็ สมณะอันแทจ้ รงิ ขององค์ทา่ นประการหน่ึง
และประการสุดท้าย เพื่อจักเป็นเหตุแหง่ ศรัทธาของผู้ท่มี าพบเหน็

ในการนกี้ ระผมกไ็ ดจ้ ดั ทำ� บญั ชรี ายการตา่ งๆ พรอ้ มบนั ทกึ ภาพบรขิ ารตา่ งๆ และ
เครอ่ื งใช้สอยของท่านไวไ้ ดป้ ระมาณ ๑๕๐ ภาพ สว่ นบรขิ ารอน่ื ๆ ท่ียังกระจดั กระจาย
อยู่เท่าท่ีสืบหาได้ กไ็ ดพ้ ยายามตดิ ตามจนพบ ในบางกรณีก็ไดป้ รารภความคิดข้างต้น
กบั ท่านเจ้าของ ผู้เก็บรกั ษาวัตถุอันมคี ุณค่าอย่างยงิ่ เหล่าน้ไี ว้บชู าเป็นสมบัตขิ องตนเอง
หรือเพื่อลูกหลานแห่งสกุล แต่เมื่อท่านได้ทราบถึงเจตจ�ำนงในด�ำริท่ีจะจัดสร้างเป็น
พิพธิ ภัณฑข์ ึ้นรวบรวมไว้ เพื่อประโยชนส์ ่วนรวมและเปน็ ทรัพย์สินของพุทธศาสนกิ ชน
ทั้งหมดโดยแทจ้ ริง ตา่ งก็มีความยินดีที่จะเสียสละมอบใหแ้ กพ่ พิ ธิ ภณั ฑแ์ ห่งนี.้ ..

172

พบนาคราช

เมื่อครั้งอยู่เชียงใหม่ ท่านพระอาจารย์จ�ำพรรษาอยู่บนเขากับพวกมูเซอ
มีพระมหาทองสุกอยู่เปน็ เพ่ือน ใกลท้ พี่ ักเป็นล�ำธาร มนี ำ้� ไหลตลอดปี อาศยั น�้ำทีน่ ัน้
ใช้อปุ โภคและบริโภค
มนี าคราชตนหนง่ึ ชอ่ื วา่ สวุ รรณนาคราช อาศยั อยทู่ ลี่ ำ� ธารแหง่ นน้ั พรอ้ มดว้ ยบรวิ าร
นาคราชตนนีเ้ คยเป็นนอ้ งชายทา่ นมาหลายภพ หลายชาติ ด้วยความสับสนแห่งภพ
จึงมาเกิดเปน็ นาคราช เขารักเคารพและให้การอารักขาเปน็ อย่างดี เวลาเดนิ จงกรม
จะมาอารกั ขาตลอด จนกวา่ จะเลกิ เดิน
หลายวันต่อมา นาคนั้นหายไป เกิดฝนไม่ตกร้อนอบอ้าว ข้าวไร่เริ่มขาดน�้ำ
ไมง่ อกงาม เหตุการณ์เกดิ ขนึ้ ประมาณ ๑๕-๑๖ วัน จงึ ได้เหน็ หนา้ นาคน้ัน
ท่านพระอาจารย์ ถามวา่ “หายไปไหน”
นาคตอบ “ไปขัดตาทัพอยู่ปากทาง (ล�ำธาร) ลงสแู่ ม่น�้ำปงิ ”
ท่านพระอาจารย์ “ทำ� ไม”
นาคราช “มีนาคอันธพาลตนหน่ึงอาศัยอยู่แถวนั้นจะเข้ามา เลยไม่มีโอกาส
แตง่ ฝน มัวแต่ไปขดั ตาทัพอยู่”
ท่านพระอาจารย์ “ใหเ้ ขาเขา้ มาเป็นไร เพราะเป็นนาคเหมอื นกัน”
นาคราช “ไมไ่ ด้ เขา้ มาแล้วมารงั แกข่มเหง เบยี ดเบียนบรวิ าร”

173

ท่านพระอาจารย์ “เปน็ ไปไดห้ รือ”

นาคราช “กเ็ หมอื นมนษุ ยแ์ ละสตั วท์ ว่ั ๆ ไปนนั้ แหละ พวกอนั ธพาลกม็ กั จะลำ�้ แดน
ของกนั และกนั เราต้องตอ่ สู้ปอ้ งกันตวั ”

ทา่ นฯ จึงรู้ว่า อันน้ีเป็นลกั ษณะของสัตว์ ผมู้ อี วิชชาเป็นตวั เหตุ โลกจึงวุ่นวาย

ชว่ งเยน็ ฝนตกอยา่ งหนกั จนถงึ สวา่ ง นำ้� ในลำ� ธารเตม็ ไปหมด ขา้ มไปบณิ ฑบาต
ไม่ได้ หากวนั ไหนทา่ นไม่ได้ไปบณิ ฑบาต วันน้ันกอ็ ด เพราะชาวบา้ นเขาวา่ “ต๊เุ จา้ บ่
กินก๊า”

พระมหาทองสกุ คดิ ได้ จงึ เอาไม้ไผม่ าปักเรียงกัน เอาเถาวลั ยท์ ่ชี าวบ้านน�ำมา
ท�ำกฏุ มิ าผูกกบั ต้นไม้ฝ่ังน้ี จบั ปลายข้างหนึ่ง ลอยขา้ มไปผกู ไวก้ บั อกี ต้น ท่ฝี ัง่ โน้น
แล้วกลับมาน�ำบริขารของท่านพระอาจารย์และตนเอง ข้ามไปฝั่งโน้น แล้วพาท่าน
พระอาจารยป์ ระคองไปตามราวไมไ้ ผ่ ข้ามฝ่งั ท้ังขาไปขากลบั แปลกแตจ่ ริง ขาไปผูก
เถาวัลย์ ทา่ นมหาจับไปตามราวและขากลบั ลอยคอไป

ตอนนำ� ทา่ นพระอาจารยไ์ ปและกลบั ปรากฏวา่ เดนิ เหยยี บไปบนแผน่ หนิ มนี ำ้�
ประมาณแคเ่ ข่าเทา่ น้นั

ทา่ นมหาเลา่ วา่ “เราไม่ได้คดิ อะไรมาก คดิ แต่ความปลอดภยั เท่านั้น” ตกตอน
เยน็ เหน็ นาคราชมาอารกั ขา

ท่านอาจารย์ ถามวา่ “ทำ� ไมให้ฝนตกมากนัก”

นาคว่า “ห้ามเขาไม่ฟงั เพราะละเลยมานาน”

ท่านอาจารย์ “ท�ำให้เราล�ำบาก”

“ท่านกเ็ ดินบนหลงั ขา้ พเจา้ ไปสบายอยู่น้”ี นาคพดู

ทา่ นฯ ก็บอก “เรากไ็ ม่ว่าพวกทา่ นดอก บ่นไปเฉยๆ อย่างนัน้ ละ” ท่านฯ วา่

174

ทา่ นพระอาจารย์โปรดโยมมารดา

พ.ศ. ๒๔๘๗ ผเู้ ล่ามีอายุ ๒๑ ปี ไดไ้ ปกราบนมสั การ ทา่ นพระอาจารยม์ ่ันที่
วดั ปา่ นาคนมิ ติ ต์ บา้ นนามน วสิ าขะแลว้ ทา่ นพระอาจารยป์ รารภจะจำ� พรรษาทบี่ า้ นโคก
พระอาจารย์ กงมา จริ ปญุ โฺ  ไดส้ รา้ งกฏุ คิ อยอยแู่ ลว้ การเดนิ ทางไมม่ ปี ญั หา เพราะ
ระยะทางใกลก้ ิโลเมตรเศษๆ เทา่ นั้น ผู้เลา่ โชคดที ่านอนุญาตให้ตดิ ตามมาด้วย

เหลอื เวลาอกี ประมาณ ๒๐ วนั จะเขา้ พรรษา ผเู้ ลา่ ไดร้ บั ขา่ วรา้ ย มพี ระมาบอกวา่
มารดาเสยี ชวี ติ จำ� ลาทา่ นฯ กลบั บา้ นเกดิ เพอื่ ความระลกึ ถงึ พระคณุ ของมารดา ไมม่ ี
สมบตั อิ ะไร มแี ต่บรขิ าร ไมไ่ ด้คิดอะไร เมือ่ พบบิดาและไดด้ หู ลุมฝังศพมารดาก็พอ
กลับถึงบา้ นพัก เป็นกระท่อมพออยอู่ าศัย กลางวันไปปา่ ชา้ เย่ียมหลมุ ฝงั ศพมารดา
อุทศิ บญุ บวชให้ เพราะไม่มวี ัตถุอื่นจะถวายแก่พระสงฆ์

จวนจะเขา้ พรรษากอ่ นเดินทางกลบั บดิ าไดม้ อบผ้าขาวให้ เป็นผ้าทอด้วยมือ
ของแม่เอง แมเ่ สยี ชีวติ ด้วยอาการคล้ายไข้ไทฟอยดอ์ ยา่ งแรง เพยี ง ๔ วนั ก็เสยี
ชีวติ ผ้าขาวผนื น้ี กอ่ นแม่เสียชีวิต ๑ วัน ได้ส่ังไว้วา่ หากเปน็ อะไรไปใหน้ ำ� ผ้าขาวน้ี
ไปถวายท่านพระอาจารยม์ น่ั ดว้ ย พระลูกชายก็อยนู่ ัน่

ผเู้ ลา่ ไดน้ ำ� ผา้ ขาวนนั้ ไปถวายทา่ นพระอาจารย์ ทำ� ผา้ อาบนำ้� ฝนได้ ๒ ผนื ทา่ นฯ
สงเคราะห์รบั ผนื หนึง่ สงเคราะหผ์ ู้เล่าผืนหน่ึง ผ้เู ลา่ เปน็ ผตู้ ัดเย็บยอ้ มเสร็จ

175

วันอธิษฐานพรรษาผ่านไปประมาณ ๑๐ วันเห็นจะได้ ผเู้ ลา่ นอนพักกลางวัน
ฝนั เห็นมารดา มาปรากฏเตม็ ร่าง แตด่ ทู า่ นยังสาว บอกว่า “ลูกเอยแมไ่ ด้เสยี ชีวิต
ไปจากเจ้าแลว้ จะไมไ่ ดพ้ บกนั อีกชาติน้ี ชาติหนา้ พบกนั ใหม”่ ดูทา่ นเปน็ สาวสวยมี
เสือ้ ผ้าอาภรณ์หลากสี
ในฝนั นนั้ คดิ วา่ แมเ่ รานา่ รกั อยากเปน็ เดก็ ดดู นมอกี คดิ แคน่ น้ั กต็ นื่ ขนึ้ ทง้ั สะอน้ื
ท้ังน้�ำตาท่ังเทออกมา ได้ยินถึงพระอาจารย์หลอด ปโมทิโต (ปัจจุบันท่านอยู่วัด
สริ กิ มลาวาส ลาดพรา้ ว กทม.) ทา่ นเลยมาถาม กบ็ อกไปตามเรอ่ื ง พอไดเ้ วลาไปทำ� ขอ้ วตั ร
ก็ล้างหนา้ อดกลนั้ เหมอื นไม่มอี ะไรเกิดข้ึน
วนั ทสี่ อง ไมฝ่ นั แตร่ อ้ งไหเ้ หมอื นเดมิ โธเ่ อย๋ ...ความรกั ของแมก่ บั ลกู น้ี เปน็ ความ
โศกที่เต็มไปด้วยความคิดถึง ผสมความสดช่ืน จากเมตตากรุณาของพระคุณแม่
พอไดเ้ วลา ไปท�ำขอ้ วตั ร ท่านพระอาจารย์ถามวา่ “ทองคำ� ร้องไหค้ ิดถงึ แม่หรอื ”
เท่านน้ั ละปตี ซิ าบซา่ นไปทั้งตัว ทา่ นฯ ว่า “ไมม่ ีอะไรตายดอกธาตสุ ่ีเขาแยกกนั
เขาอยดู่ ว้ ยกนั มานานแลว้ จติ กไ็ มต่ าย แมค่ ณุ เลอื่ มใสรบั ศลี และสรณคมน์ จากครบู า
อาจารย์เสาร์ เขาไปสู่สุคติแลว้ ”
สาธุ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ พระสงฆเ์ ป็นที่พึง่ ทีร่ ะลกึ ได้จริงๆ
เลยส้ินความสงสยั มาแตว่ ันนน้ั และความโศกก็หายไปตัง้ แตว่ ันน้ัน

176

เทพบอกใสบ่ าตร

เมอ่ื ทา่ นพระอาจารยอ์ อกเดนิ ทางจากวดั ปา่ บา้ นหว้ ยแคน สวู่ ดั ปา่ บา้ นหนองผอื
เร่มิ ออกเดินทางเดือน ๘ แรมค�ำ่ หนึ่ง

วันแรก พักวัดบา้ นนากับแก้ วันทส่ี องพักวัดบ้านโพนนากา้ งปลา สองคืนแรก
เดินทางปกติไม่มีเหตกุ ารณ์ วันท่ีสาม พกั ศาลากลางบ้านของกรมทางหลวง ศาลาน้ี
ตั้งอย่บู ้านลาดกระเฌอ ตำ� บลหว้ ยยาง อำ� เภอเมือง จังหวัดสกลนคร ขณะน้นั ยงั
ไม่เป็นหมบู่ า้ น เป็นปางเลีย้ งวัว เลย้ี งควาย ของชาวสกลนคร ทำ� เลเหมาะแก่การพัก
ของคนเดนิ ทาง มีบอ่ น้ำ� ใหด้ มื่ ใหใ้ ช้

ท่านพระอาจารย์ไปถึงกแ็ วะพกั ขณะไปถึงนน้ั เปน็ เวลาประมาณ ๑๓.๐๐ น.
มีพระและผ้าขาวตดิ ตาม ชาวบา้ นหนองผอื อีก ๑๒ คน รวมทัง้ ท่านฯ เปน็ ๒๑ คน
พระชว่ ยกันปัดกวาด ญาตโิ ยมนำ� น้ำ� มาไว้ด่ืมไว้ใช้ ปูท่พี ักถวายท่านเสรจ็

หนงึ่ ชวั่ โมงผา่ นไป ทา่ นพระอาจารยก์ น็ ง่ั เฉย เอนนอนเฉยอยู่ ชาวบา้ นหนองผอื
ผ้เู ป็นหัวหน้าไปรบั เป็นคนใจรอ้ น คิดวา่ ถา้ ท่านพระอาจารยพ์ ักอย่นู ้ี จะฉันอะไร
คนต้ังมากมาย จึงเข้าไปกราบนมัสการ ขอนิมนต์เดินทางต่อไปพักบ้านโพนงาม
ระยะทางประมาณ ๗-๘ กโิ ลเมตร จะไดท้ นั เวลา ท่านฯ บอกวา่ “เราไมไ่ ป เขาเป็น
ชาวบ้านปา่ ชาวเขา เราพกั อยนู่ ี้ เขาจะไดก้ นิ ไดท้ าน” หากท่านพระอาจารยว์ า่ “ไม”่
แล้วอยา่ ได้พดู ซ�้ำอีก

177

ตอนเย็นชาวบ้านก็น�ำอาหารมาเลี้ยงแขกโยม พอเช้าได้เวลาท่านพระอาจารย์
และพระสงฆเ์ ทยี่ วบณิ ฑบาต มคี นนำ� ไปเพราะเป็นปางควายปางวัว บ้านแตล่ ะหลงั มี
ทางลดั แคบๆ พอสมควรแลว้ คนกน็ ำ� กลบั ขณะกำ� ลงั ถวายนำ้� ลา้ งเทา้ ทา่ นพระอาจารย์
ก็ไดย้ นิ เสยี งรถยนต์ก�ำลงั ตรงเข้ามา

ทา่ นฯ และคณะกำ� ลงั นงั่ จดั บาตร ชาวลาดกระเฌอดจู ะเปน็ ผชู้ ายมากกวา่ เพราะ
ไปรกั ษาสตั ว์ไมใ่ ช่ไปตงั้ บ้านเรอื น กม็ าถึงประมาณ ๕-๖ ครอบครัว ท่านแขวงกรม
ทางหลวงข้นึ มากราบนมัสการท่านพระอาจารยว์ ่า “พวกกระผมชวนกันมากนิ ข้าวป่า
เป็นบุญของพวกกระผม ท่ีได้มาพบท่านพระอาจารย์” เขาไม่รู้หรอกว่า น่ันคือ
พระอาจารย์มั่น แต่เขาเป็นผู้ดีไทย กราบเรียนว่า “พระคุณท่านไม่ต้องหนักใจว่า
มาพกั ทก่ี ระผม มารบกวนพวกกระผม เปน็ บญุ ของพวกกระผมแทๆ้ ” แลว้ สงั่ ลกู นอ้ ง
เอาหม้อข้าว หมอ้ แกง ป่นิ โตน�ำถวายท่านพระอาจารย์รว่ มกับชาวบา้ น

มเี นอื้ สตั วป์ า่ ทกุ ชนดิ นบั ตง้ั แตเ่ นอื้ กวาง จนถงึ ตะกวด กระรอก กระแต อเี หน็
ไกป่ า่ สารพดั เนอ้ื สตั ว์ ชาวสกลนครเขาเปน็ คนมมี ารยาท ออ่ นนอ้ ม นา่ รกั และพดู จา
เหมือนผู้ดีคอยแนะน�ำ นี่เน้ือน้ัน นั้นเน้ือนี้ มีท้ังต้มท้ังแกง แต่ส่วนมากแล้วเป็น
เนือ้ ปงิ้

ยถา ฯปฯ สพพฺ ีฯ ฉันเสร็จแลว้ ท่านแขวงฯ ข้นึ ไปกราบนมัสการพร้อมคณะ
วา่ “ความจรงิ พวกกระผมไมไ่ ดต้ ง้ั ใจมา พอดผี ชู้ ว่ ยไปยนื บอกหนา้ บนั ไดตอนมดื แลว้
จ�ำได้แต่เสียงว่า พรุ่งน้ีเราไปกินข้าวป่าที่ลาดกระเฌอกัน ผมนัดชาวปางเขาไว้แล้ว
ก็เลยตกลง” ฝ่ายผูช้ ่วยกบ็ อกว่า

“ทา่ นแขวงฯ ให้เด็กไปบอกว่า พรงุ่ นเ้ี ราไปกินขา้ วป่าท่ีลาดกระเฌอกัน ผมเลย
ให้แม่บา้ นจดั อาหารแต่เชา้ เสียงเอ็ดตะโรทงั้ พ่อบ้านแม่บา้ นว่า คนน้นั ไปบอก คนน้ี
ไปบอก แซดกนั ไปหมดไมไ่ ดข้ นึ้ ไปบอกขา้ งบน ไดย้ นิ แตเ่ สยี งอยขู่ า้ งลา่ ง วา่ เปน็ เสยี ง
คนน้นั คนน้ี”

178

พอมาอยดู่ ว้ ยกนั แลว้ ตา่ งคนปฏเิ สธลนั่ วา่ ผมไมไ่ ดไ้ ปบอก ดฉิ นั ไมไ่ ดไ้ ปบอก
เลยงงไป ตามๆ กนั
ทา่ นแขวงฯ กเ็ ลยพดู วา่ “ถา้ อยา่ งนนั้ ใครไปบอก” แลว้ มองไปทที่ า่ นพระอาจารย์
ทา่ นพระอาจารยต์ อบวา่ “ถ้าไม่มใี ครไปบอกกค็ งเปน็ เทพนัน่ ซ”ิ
เท่านเ้ี ร่ืองกเ็ ปน็ อันยุติ
เลี้ยงอาหารกันต่อทั้งคณะแขวงการทาง คณะท่านพระอาจารย์ และชาวบ้าน
ทง้ั หมดรบั ประทานกนั อยา่ งอม่ิ หนำ� สำ� ราญ ทา่ นแขวงบน่ เสยี ดาย ไมม่ ถี นนไปโพนงาม
ถา้ ไปสกลฯ หรอื สร้างค้อทา่ นจะนำ� สง่ ตลอด จากนน้ั ต่างอ�ำลาแล้วกเ็ ดนิ ทางต่อ
คนื ทีส่ ่ี นอนพักวดั บ้านกุดนำ้� ใส ต�ำบลนาใน (ปจั จบุ นั ขนึ้ กับอำ� เภอกดุ บาก)
ฉนั เชา้ เสรจ็ เดนิ ทางตอ่ ถงึ บา้ นหนองผอื กอ่ นทา่ นพระอาจารยจ์ ะไปถงึ พระอาจารยห์ ลยุ
จนทฺ สาโร สงั่ พระเณร แม้ทง้ั หมาและแมว ใหห้ นอี อกจากวดั ว่างไว้ประมาณ ๒ วัน
แตว่ ัตถใุ ช้สอยครบและหางา่ ย
ท่ีพักของทา่ นเปน็ กระท่อมเลก็ ๆ ไมส่ ะดวก ท่านพระอาจารย์อยู่กระทอ่ มเลก็ ๆ
จ�ำเพาะองค์ไดเ้ สียเมอ่ื ไร ไหนพระอปุ ัฏฐาก ไหนญาตโิ ยม จะไปนัง่ เบยี ดทา่ นหรอื
หญ้าคา ไมไ้ ผ่ ไมท่ ุบเปลอื กไมอ่ ด ช่วยกันทำ� แค่ ๑๐ วนั ได้ถงึ ๕ ห้อง ยงั ดู
ทา่ นลำ� บากตลอดพรรษา พระใกลช้ ดิ และผา้ ขาว ชว่ ยกนั ตอ่ หอ้ งถวาย พอพระอปุ ฏั ฐาก
น่งั ได้
พออกพรรษา ทา่ นฯ เลยไปพกั อยมู่ มุ ศาลา ชว่ ยกนั ทำ� ผา้ กน้ั แตก่ ล็ ำ� บากเพราะ
ต้องใช้เปน็ ทฉ่ี ันดว้ ย ท�ำสงั ฆกรรมด้วย ดหี น่อยตรงทเ่ี วลามกี จิ กรรมได้ท่ีพอเท่าน้นั

179

กาลกฐนิ

ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๙๐ ยงั อยใู่ นพรรษา กำ� นนั ตำ� บลนาใน ไดน้ ำ� จดหมายของ
นายอำ� เภอพรรณานคิ มไปถวายทา่ นทก่ี ฏุ ิ ผเู้ ลา่ กอ็ ยนู่ นั่ กราบเสรจ็ กำ� นนั กน็ ำ� จดหมาย
นอ้ มถวาย ท่านยงั ไม่รับ ถามก่อนว่า “นัน่ อะไร” กำ� นันกราบเรยี นวา่ “ใบจองกฐนิ
ของนายอำ� เภอพรรณานคิ ม ครับกระผม” ทา่ นโบกมือไมร่ ับและกล่าวว่า “อย่านำ� มา
ตดิ ใสว่ ดั อาตมานะ กำ� นนั อยา่ ขนื ทำ� นะ กลบั ไปบอกนายอำ� เภอดว้ ยวา่ นายอำ� เภอเอา
อำ� นาจทไี่ หน จากใคร มาหา้ มไมใ่ หค้ นมาทำ� บญุ ทนี่ ี้ อาตมาไมร่ บั ใครอยากมาทำ� บญุ
กม็ า ไมม่ ใี ครหา้ ม จะมาจอง ไมใ่ หค้ นมาทำ� บุญไม่ได้ ไปบอกนายอำ� เภอด้วย”

กำ� นนั นำ� ความกลบั ไป ชแี้ จงใหน้ ายอำ� เภอฟงั นายอำ� เภอยอมรบั ผดิ ใหก้ ราบเรยี น
ทา่ นพระอาจารยด์ ว้ ยวา่ ทา่ นไมม่ เี จตนาจะลว่ งเกนิ เพยี งแตเ่ หน็ คนทง้ั หลายเขาทำ� กนั
อยา่ งนี้ ก็ท�ำบ้าง กำ� นันมากราบเรียนทา่ นฯ ว่า “นายอำ� เภอจะมาทำ� บญุ ดังท่ตี ้ังใจไว้
ใครจะมาอกี กไ็ มห่ า้ มครบั กระผม” ทา่ นฯ กย็ ม้ิ กลา่ ววา่ “นายอำ� เภอคนน้ี พดู จาเขา้ ใจงา่ ย
ต่อไปจะได้เปน็ ใหญ่เป็นโต” สมจริงภายหลงั ปรากฏว่า ทา่ นได้เป็นถึงอธิบดีกรมการ
ปกครอง

ปวารณาออกพรรษาแล้ว กฐินกองตา่ งๆ กห็ ล่งั ไหลเข้ามา ทีจ่ ำ� ได้ บา้ นมว่ งไข่
อ�ำเภอพรรณานคิ ม กองที่ ๑ กองที่ ๒ ลืม กองท่ี ๓ เป็นบ้านมว่ งไข่ผ้าขาวนำ� มา
กองที่ ๔ เป็นของนายอ�ำเภอ ต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ไปถวายกฐินท่าน
พระอาจารยม์ ่ัน

180

มีผูม้ าถวายกฐนิ ตลอดจนถึงเดอื น ๑๒ เพญ็ ล้วนแต่กองกฐินทัง้ นั้น บรรดา
พระสงฆ์สามเณร และผ้าขาวท�ำการเย็บตัดย้อมจีวร ผลัดเปลี่ยนเพียงพอทุกรูป
จนพรรษาสุดทา้ ยก็เปน็ อยา่ งน้ี ตลอดมา
ปีนน้ั มกี องกฐนิ พเิ ศษอยหู่ นง่ึ กอง อนั เป็นกองที่ ๕ เจ้าของกฐนิ ชอื่ เถ้าแก่ไฮ
มีเชือ้ ชาติจนี คา้ ขายอยู่บา้ นคางฮุง ตำ� บลพอกน้อย อ�ำเภอพรรณาฯ ทกุ คนรจู้ ักดี
โดยไมม่ ใี ครทราบลว่ งหนา้ มากอ่ น เธอนำ� ขบวนเกวยี น บรรทกุ เครอื่ งบรขิ ารมาพกั อยู่
นอกบ้าน ต่ืนเช้าพาคณะมาถวายบิณฑบาตเสรจ็ แลว้ จงึ ขอนิมนตท์ ่านพระอาจารย์
รับกฐนิ
ทา่ นฯ เตรยี มตัวลงศาลา พร้อมพระสงฆแ์ ต่ลงไมห่ มดทกุ องค์ เพราะบางองค์
ไม่รูท้ ่านก็ไม่ว่า พธิ กี รน�ำรับศลี ถวายทานเสรจ็ พธิ กี รถามเถา้ แกว่ ่า “จะฟังเทศน์
ไหม” เถา้ แกต่ อบ “ฟังท�ำไมเทศน์ ให้ทานแลว้ ไดบ้ ญุ แลว้ เสร็จแล้วกจ็ ะลากลับ”
พระอาจารย์ย้มิ แล้วกลา่ วว่า “ถกู ตอ้ งแล้วๆ โยมไดบ้ ุญมาตัง้ แต่คดิ จะท�ำแลว้
เพราะประกอบดว้ ยปญั ญา” เถา้ แกไ่ ฮ ยงั พดู อกี วา่ “ถา้ ขอฟงั เทศนท์ า่ นฯ เราไมท่ านจรงิ
เพราะขอส่งิ ตอบแทน ไดบ้ ญุ ไมเ่ ต็ม” ว่าเข้าไปอกี ทา่ นอาจารยย์ ้�ำอีกว่า “ถูกตอ้ งๆ
เถ้าแก่พดู ถกู ต้อง” แคน่ น้ั เถ้าแกไ่ ฮ ก็กราบลาและลาชาวบ้านทกุ คน เดนิ ทางกลบั
ต้งั แต่วันนน้ั มา ไมว่ ่าท่านจะอยูท่ ี่กฏุ ิ หรอื เท่ียวบณิ ฑบาต มักจะปรารภเรอ่ื ง
เถ้าแก่ไฮเสมอ วา่ เขาทำ� ถกู หลายปีผ่านไปหากมีเหตกุ ารณเ์ กิดข้นึ ท่านมกั จะปรารภ
เรือ่ งเถา้ แกไ่ ฮน้ี เปน็ ตวั อยา่ ง

181

การฟืน้ ฟูศาสนาในไทย

เร่อื งพระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล้าเจ้าอย่หู ัวฯ รชั กาลท่ี ๔ น้ี ท่านฯ ปรารภ
หลายวาระ หลายสถานที่ ทา่ นพระอาจารยเ์ ล่าว่า สมยั หน่ึงเมอื่ พระเจา้ ปเสนทโิ กศล
เสด็จเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ที่พระเชตวัน พระพุทธเจ้าทรงปรารภถึง ความชราภาพ
ของพระองคท์ ั้งสองวา่ “ตถาคต และพระองค์กย็ า่ งเขา้ สวู่ ัยชราแลว้ ไม่ช้า ตถาคตก็
จะปรนิ พิ พาน และกเ็ ชน่ กนั พระองคก์ จ็ ะเสดจ็ สวรรคต ตถาคตไมก่ ลับมาสภู่ พนอ้ี กี
ส่วนพระองค์เปน็ หน่อเน้ือพุทธางกูร และเปน็ พระสหายของตถาคต ยังตอ้ งกลับมา
สรา้ งบารมตี อ่ ถา้ คราวใดศาสนาของตถาคตเสอื่ มลง ขอพระองคท์ รงกลบั มาฟน้ื ฟดู ว้ ย”

ตอ่ มาไมน่ าน พระโอรสวฑิ ฑู ภะกอ่ การกบฏขนึ้ ในแผน่ ดนิ พระเจา้ ปเสนทโิ กศล
ไดเ้ สดจ็ หนไี ปยงั แควน้ มคธ เพอื่ ขอความชว่ ยเหลอื จากพระเจา้ อชาตศิ ตั รู แตพ่ ระองค์
เสดจ็ ไปไมท่ นั ประตูเมอื งถกู ปิดลงเสียก่อน ด้วยความชราภาพและเหนอ่ื ยอ่อนจาก
การเดินทาง พระองค์กเ็ สด็จสวรรคตอยา่ งเดยี วดาย ไรญ้ าติขาดมิตร ท่ศี าลาท่ีพกั
คนเดนิ ทางนอกประตเู มอื ง นแี่ หละหนอสงั สารวัฏฏ์ มเี บอ้ื งต้น และท่สี ดุ อันใครๆ
กต็ ามไปรไู้ มไ่ ด้

พระพุทธเจ้าคงจะทรงเห็นเหตุอันน้ี จึงตรัสกับพระเจ้าปเสนทิโกศลอย่างนั้น
ทา่ นพระอาจารยเ์ ลา่ วา่ พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ฯ กค็ อื พระเจา้ ปเสนท-ิ
โกศล นัน่ เอง ท่ีทรงมาฟ้นื ฟพู ระพุทธศาสนาเม่อื ถงึ จุดน้ัน

182

พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ฯ เปน็ นกั เสรมิ สรา้ ง นกั ฟน้ื ฟู นกั บรู ณะ
นกั ปฏสิ งั ขรณ์ ทรงทำ� สงิ่ ทชี่ ำ� รดุ ใหด้ ขี นึ้ ทำ� สงิ่ ทผ่ี ดิ จากของเดมิ ใหเ้ ขา้ สทู่ เ่ี ดมิ ถา้ จะเปรยี บ
ก็เหมือนการซ่อมบ�ำรุงวัตถุ ใช้งาน ท่ีเสื่อมสภาพให้มีสภาพใช้งานได้เหมือนเดิม
ผเู้ ล่าจะไม่กล่าวโครงสรา้ งฟน้ื ฟู เพราะประวัติศาสตรไ์ ดบ้ ันทึกไว้มากแลว้ จะกล่าว
เฉพาะผลงานดา้ นการศกึ ษา การพระศาสนา และการปกครองแผน่ ดนิ ภาษาองั กฤษ
กต็ รสั ไดเ้ ปน็ คนแรกของชาวไทย ภาษาบาลี เปน็ พระมหาเปรยี ญ ทรงรจนาพระคาถา
และพระปรติ รตา่ งๆ ไว้มาก มีอรรถรส อนั ลกึ ซึง้ และทรงเปน็ นักวิทยาศาสตร์สาขา
ดาราศาสตร์ติดอันดับโลก

การปรับปรุง เสริมสร้างบูรณะปฏิสังขรณ์ พระพุทธศาสนาให้เจริญก้าวหน้า
ทง้ั ดา้ นการศกึ ษา การปกครอง การปฏบิ ตั ิ จนเปน็ ทยี่ อมรบั กนั ในปจั จบุ นั น้ี มสี าเหตุ
และปจั จยั หลายอยา่ ง โดยเฉพาะภยั แหง่ สงครามเปน็ ภยั ใหญ่ ทา่ นพระอาจารยเ์ ลา่ วา่
กอ่ นเราจะเสียกรุงใหพ้ ม่าประมาณ ๑๐๐ ปี การรบราฆา่ ฟนั ดจู ะรุนแรงย่งิ ข้นึ ซ่งึ เรา
จะสงั เกตไดจ้ ากพระพกั ตรข์ องพระพทุ ธรปู มพี ระลกั ษณะเครง่ ขรมึ เขม้ แขง็ เอนเอยี ง
ไปทางดรุ า้ ย ซง่ึ หมายถงึ ใจของชาวอยธุ ยาเตรยี มพรอ้ มรบั ศกึ อยตู่ ลอดเวลา หากเกดิ
มกี ารรบตดิ พันกนั ขน้ึ ชายทุกคนต้องเป็นทหารออกรบ หญงิ ทั้งสาวทั้งแก่กต็ ้องร่วม
ออกรบ สง่ เสบยี ง ไถนา ดำ� นาสารพดั แมแ้ ตพ่ ระสงฆก์ ค็ งจะระสำ่� ระสายชว่ ยอยดู่ า้ นหลงั
จนกระทง่ั กรุงศรีอยธุ ยาแตก

ความเปน็ ผ้แู พ้มแี ต่ทกุ ขก์ ับทุกข์ เจบ็ ปว่ ยจากการเหนด็ เหน่ือยในสงครามเอย
บาดแผลจากคมหอกคมดาบเอย อดอยากเอย ซากศพทง้ั เดก็ ผใู้ หญ่ ชายหญงิ ทง้ั ตายเกา่
ตายใหม่ เรอื่ งเหลา่ นคี้ อื เหตแุ หง่ ความเสอ่ื มของศาสนา ทพ่ี ระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้
เจ้าอยู่หวั ฯ ทรงมาเริ่มการฟนื้ ฟู

ทุกท่านยอมรับผลงานของพระองค์ ว่าตามความจริงในปัจจุบัน การศึกษา
การปกครอง การปฏิบัติ ล้วนเป็นผลงานของพระองค์ การศึกษาวิทยาการทาง
พระพทุ ธศาสนาก็ดี การปกครองคณะสงฆก์ ็ดี การปฏบิ ัติตามพระพุทธบัญญัติทาง
พระวนิ ยั ก็ดี การเจรญิ แสวงหาวิเวก เดนิ รกุ ขมูลธุดงคก์ ด็ ี พระองคท์ รงท�ำเป็นแบบ

183

อย่างครบถ้วนบริบูรณ์ พอเป็นตัวอย่างให้คนรุ่นหลังได้ แม้ท่านพระอาจารย์ม่ัน
กย็ อมรบั วา่ ไดแ้ บบอยา่ งมา รองจากครง้ั พทุ ธกาลกม็ พี ระจอมเกลา้ ฯ นเี้ ปน็ แบบฉบบั
ตลอดมา
เมอ่ื คร้ังพระองคเ์ สด็จจาริกธดุ งค์จากกรงุ เทพฯ มุ่งหนา้ สกู่ รุงสโุ ขทัย ไปตาม
ฝั่งลุ่มแม่น้�ำเจ้าพระยา ค่�ำที่ไหนก็ปักกลดพักตามชายทุ่ง ชายป่าใกล้อุปจารคาม
เจรญิ สมณธรรม หากมชี าวบา้ นมาฟงั ธรรม กแ็ สดงธรรมใหฟ้ งั ใหไ้ ดป้ ระโยชนท์ งั้ ตน
ผู้อนื่ และพระศาสนาไปพรอ้ มๆ กัน
พอถึงสโุ ขทัยกำ� ลงั หาทพี่ ัก ชาวบา้ นกม็ ากราบถวายพระพรวา่ มดี อนแห่งหนึ่ง
เปน็ แดนศกั ดสิ์ ทิ ธิ์ ปกตชิ าวบา้ นไมย่ นิ ยอมใหเ้ ขา้ ไป เพราะเคยมพี ระเขา้ ไป แลว้ แสดง
กิริยาไม่เหมาะสมต่อสถานท่ีนั้น ท�ำให้ชาวบ้านเจ็บป่วยเดือดร้อน แต่พระองค์ทรง
รบั รองกับชาวบ้านว่า น้ีคือเจา้ ของป่าดอนนนั้ หากมกี ารเจ็บปว่ ยเกดิ ขนึ้ พระองค์จะ
ทรงตายแทน ชาวบา้ นก็ยนิ ยอมอาราธนานมิ นตพ์ ระองคไ์ ปพัก
เดินจงกรมเจริญสมณธรรมที่น่ัน พระองค์ได้ไปพบ หลักศิลาจารึกของ
พอ่ ขุนรามค�ำแหงเข้าโดยบังเอญิ ขากลบั ทรงนำ� กลับมาไว้ที่กรุงเทพฯ
นี้คือตัวอย่างการออกจาริกธุดงค์กัมมัฏฐาน ท่ีทรงท�ำเป็นแบบอย่างมาจน
ทกุ วันน้ี

184

ส่งศษิ ย์ปราบผี

เมื่อครั้งท่านพระอาจารย์พ�ำนักอยู่อ�ำเภอโคกศรีสุพรรณ มีหลวงตารูปหน่ึง
สมยั หนมุ่ เคยเปน็ โยมอปุ ฏั ฐากทา่ น ไปนมสั การและอยปู่ ฏบิ ตั ธิ รรมดว้ ย ผเู้ ลา่ นง่ั ถวาย
งานพดั ทา่ นพระอาจารยถ์ ามหลวงตารปู นนั้ วา่ “เคยไปบา้ นนาหมนี ายงู ไหม” “เคยขอรบั
กระผม” “เปน็ อยา่ งไรความเปน็ อยขู่ องเขา พอมกี นิ มใี ชไ้ หม กอ่ นหนา้ เราจะไปเชยี งใหม่
เราพักอยูแ่ ถวน�้ำโสม ทา่ บอ่ ”

ทา่ นฯ เลา่ วา่ สมยั นนั้ เคยมชี าวบา้ นมาหาและกราบเรยี นวา่ “ขอนมิ นตพ์ ระคณุ เจา้
ไปอยกู่ ับพวกกระผม ไปต้ังหมู่บ้านใหมท่ ด่ี งนาหมี นายูง พวกกระผมจะไม่ใหท้ า่ น
พระอาจารยอ์ ดอยาก จะผลดั เปลยี่ นกนั ลงมาเอาเสบยี ง” ยคุ นน้ั เตม็ ไปดว้ ยปา่ ดงพงพี
ไขป้ า่ เอย อสรพษิ เอย เสอื โครง่ ลายพาดกลอนเอย ภตู ผเี อย มเี ปน็ ธรรมดา หลวงตา
รปู นน้ั ถวายคำ� ตอบวา่ “เดย๋ี วนเี้ ขาเปน็ บา้ นเปน็ เมอื ง มกี นิ มใี ชแ้ ลว้ วดั กเ็ ปน็ วดั โดยสมบรู ณ์
ผู้คนมธี รรมะเปน็ ประจ�ำ ตง้ั แตน่ ้ันมา”

ทา่ นฯ เลา่ ตอ่ ไปวา่ “เหตอุ ะไรจงึ มานมิ นต”์ เขาเลา่ วา่ “อยา่ งอน่ื ไมก่ ลวั กลวั แตผ่ ี
อย่างเดยี ว ธรรมดาสัตว์ป่าจะเป็นช้างหรอื เสอื กลวั ไฟกบั เสยี งมนุษย์ หากเหน็ ไฟ
และไดย้ นิ เสียงมนุษยม์ นั จะหลกี หนหี า่ งออกไป แต่ผนี ีซ้ ิยงิ่ แหยเ่ หมอื นยิง่ ยุ เปน็ ตัว
เป็นตนเหมือนคน ห้อยถุงย่ามไว้มันมาปลดท้ิง หม่าข้าวไว้มันมาเททิ้ง อยู่ใกล้ๆ
แต่ไม่เห็นตัว”

185

“พวกเราตดิ ไฟไวม้ นั เขา้ มาเอาฟนื ออก เราถอื พรา้ อโี ตเ้ ขา้ ไปจะฟนั มนั มนั วง่ิ หนี
เราซัดฟืนใส่มนั มันกลบั ซดั ฟนื มาหาเรา ถา้ เราเฝา้ ทับคนเดยี ว พอหมูก่ ลบั มามันก็
หายเข้าป่าไป เป็นอยอู่ ยา่ งน้ี ขอนิมนต์ท่านพระอาจารยช์ ว่ ยปราบผีด้วย” ว่าน้ัน
ท่านฯ ว่า “เราก็แปลกใจเหมือนกัน เพราะเหตุการณ์อย่างน้ียังไม่เคยพบ”
สว่ นสตั วน์ น้ั ไมน่ า่ กลวั ตดิ ไฟไวจ้ า้ งกไ็ มเ่ ขา้ มา ยงิ่ ชา้ งถา้ มขี วดเปลา่ หรอื กระบอกเลก็ ๆ
เป่าสัญญาณข้ึน แค่น้ันก็ว่ิงจนป่าราพณาสูรไปเลย เพราะมันส�ำคัญว่าเสียงสะไน๑
ของนายพรานช้าง
ทา่ นพระอาจารยม์ น่ั ปรกึ ษากบั ศษิ ยว์ า่ ใครจะไปปราบผคี รงั้ นี้ พระอาจารยอ์ อ่ น
าณสริ ิ รบั อาสาโดยชวนพระอาจารยฝ์ น้ั อาจาโร ไปดว้ ย พรอ้ มดว้ ยพระสหจร ๔ รปู
รวมเปน็ ๖ รูป
ก่อนออกเดินทาง ท่านพระอาจารย์เตือนศิษย์ให้มีสติ เจริญพระพุทธคุณ
และกรณยี เมตตสูตร แล้วกำ� หนดจติ เป็นปริมณฑล ๓ รอบใกลต้ วั และกำ� หนดให้
ปริมณฑลห่างออกไป และห่างออกไปอกี ก�ำหนดเจริญก�ำแพง ๗ ช้นั ด้วยบทวา่
พทุ โฺ ธ ธมโฺ ม สงโฺ ฆ เมตตฺ า กรณุ า มทุ ติ า อเุ ปกขฺ า สว่ นชาวบา้ นใหเ้ ขาตงั้ อยใู่ นสรณะ
และศีล ๕ กอ่ นนอนใหเ้ จรญิ พุทธคุณ ธรรมคณุ สงั ฆคุณ
ครน้ั เดนิ ทางไปถงึ ทที่ บั (ทพี่ กั ) เหน็ แตร่ อ่ งรอยผมี ารบกวน จดั สถานทพ่ี กั แลว้
นับต้งั แตว่ นั นน้ั จนถึงวนั นี้ ผพี วกน้นั หายเขา้ ป่าไปเลย
ปกตทิ า่ นไมเ่ คยสง่ เสรมิ ในเรอ่ื งนี้ นอกจากมเี หตุ ศษิ ยส์ ว่ นมากจงึ ไมค่ อ่ ยรเู้ รอ่ื ง

๑ สะไน : กระบอกกลวงทำ� ด้วยเขาควายส�ำหรับควาญชา้ งหรือพรานชา้ ง

186

ความสมั พนั ธว์ ัดสระปทุมและวัดป่าสุทธาวาส

วดั ปา่ สทุ ธาวาส เปน็ วดั ท่ี ๓ พน่ี อ้ ง คอื แมน่ มุ่ แมน่ ลิ และแมล่ กู อนิ ทน์ สรา้ งถวาย
ทา่ นพระอาจารย์เสาร์ ทา่ นพระอาจารยม์ ัน่

กอ่ นสงครามโลกครงั้ ท่ี ๒ จะสงบลง ทา่ นพระอาจารยม์ น่ั พกั อยโู่ คกศรสี พุ รรณ
แมน่ ุ่มไปขอพระไปเป็นเจ้าอาวาส

ระหวา่ งทา่ นพระอาจารยก์ บั แมน่ มุ่ นน้ั พดู กนั ไมถ่ อื สาหาความ พดู เหมอื นพกี่ บั
น้องพูดกัน “น่มุ นี้วนุ่ แตว่ ัดภายนอก ส่วนวัดภายในใจนน่ั นะคือ ศลี สมาธิ ปัญญา
เหมอื นตะกร้า ไม่มหี มากพล”ู ท่านฯ วา่ ทำ� นองน้ี แตแ่ ม่นุ่มเขาไมโ่ กรธไม่ถอื

ครั้งท่านพระอาจารย์มาพัก ที่วัดป่าบ้านหนองผือ หลังสงครามโลกสงบแล้ว
แมน่ มุ่ มาขออกี ทา่ นฯ วา่ “อยากไดใ้ คร” “อยากไดท้ า่ นฝน้ั (พระอาจารยฝ์ น้ั อาจาโร)
เพราะเป็นคนถิ่นนี้” ทา่ นพระอาจารย์ว่า “วดั น้เี ป็นสาขาวดั สระปทุม”

พระอาจารยฝ์ น้ั เปน็ คนสกลนคร พระมหาทองสกุ (ทองสกุ สจุ ติ โฺ ต) คนสระบรุ ี
ทำ� ไมทา่ นพระอาจารยจ์ งึ ทำ� อยา่ งนน้ั ทา่ นคงมเี หตผุ ลของทา่ น พระมหาทองสกุ ขอรอ้ ง
ไมอ่ ยากรบั ทา่ นพระอาจารยก์ ข็ อรอ้ ง และเหน็ ใจพระมหาทองสกุ เพราะพระมหาทองสกุ
ท่านตงั้ ปณธิ านอย่างหน่งึ แต่ไดท้ ำ� สิ่งทไ่ี มไ่ ดป้ ณิธานไว้ แต่ด้วยความเคารพ ทา่ นก็
นอ้ มรับ ผลงานทอี่ อกมา ชาวสกลนครยอมรบั ทกุ ถว้ นหนา้

187

การแต่งตง้ั ทา่ นเจา้ คณุ พระปญั ญาพิศาลเถร

ท่านพระอาจารย์หนู €ิตปญฺโ ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล และท่าน
พระอาจารยม์ ัน่ ภรู ิทตฺโต เปน็ ศิษยว์ ดั ไหน และสาเหตทุ ีพ่ ระอาจารยห์ นู €ติ ปญฺโ
ไดร้ บั อาราธนามาเปน็ เจ้าอาวาสที่วัดปทมุ วนาราม?

เรอ่ื งน้ี ทา่ นพระอาจารยม์ น่ั ไดเ้ มตตาเลา่ ไวห้ ลายครงั้ หลายคราวและหลายปี วา่
การศกึ ษาพระปรยิ ตั ธิ รรมและอบรมกมั มฏั ฐานระยะที่ ๒ ของพระอาจารยท์ งั้ ๓ รปู นนั้
ทา่ นไดม้ าศกึ ษาทกี่ รงุ เทพมหานคร โดยมที า่ นเจา้ คณุ พระอบุ าลคี ณุ ปู มาจารย์ (จนั ทร์
สริ จิ นโฺ ท) วดั บรมนวิ าสเปน็ พระอาจารย์ แตท่ ำ� ไมทา่ นพระอาจารยท์ ง้ั ๓ รปู ไมพ่ กั ท่ี
วดั บรมนวิ าส แตม่ าพกั ทวี่ ดั ปทมุ วนาราม หรอื วดั สระปทมุ ปทมุ วนั ทง้ั นเี้ พราะทง้ั ๓ รปู
มีความผกู พันกับวดั ปทุมวนาราม

วัดปทุมวนารามน้ี เป็นพระอารามที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ
รชั กาลท่ี ๔ ผทู้ รงเปน็ ตน้ วงศค์ ณะธรรมยตุ ไดท้ รงพระกรณุ าโปรดเกลา้ ฯ สถาปนาขนึ้
เม่ือปี พ.ศ. ๒๔๐๐ พร้อมทงั้ ไดท้ รงอาราธนาเจา้ อธิการก่�ำ จากวัดบวรนิเวศวหิ าร
ซ่ึงเปน็ สทั ธวิ หิ ารกิ เดมิ สมยั ทท่ี รงผนวช มาเป็นเจ้าอาวาสที่วัดปทมุ วนาราม ทรงพระ
กรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสมณศักด์ิ เป็นพระครูเจ้าอาวาสพระอารามหลวง
วิปัสสนา ที่พระครูปทุมธรรมธาดา มีพระสงฆ์จากวัดบวรนิเวศวิหาร จ�ำนวนหนึ่ง
เป็นพระอนจุ รมาจำ� พรรษาด้วย

188

พระอารามแห่งนีอ้ ย่ภู ายนอกพระนคร สถานที่เงยี บสงบ เหมาะแกก่ ารปฏบิ ัติ
กมั มฏั ฐาน เจา้ อาวาสรปู แรกและรปู ตอ่ ๆ มา มภี มู ลิ ำ� เนาอยทู่ จี่ งั หวดั อบุ ลราชธานี จงั หวดั
รอ้ ยเอด็ และจงั หวดั ยโสธร มเี ฉพาะทา่ นเจา้ อาวาสรปู ท่ี ๖ คอื พระธรรมปาโมกข์ (บญุ มน่ั
มนฺตาสโย) เทา่ นั้น ท่เี ป็นชาวกรุงเทพมหานคร

ก่อนอุปสมบท พระธรรมปาโมกข์ท่านเป็นมหาดเล็กในพระบาทสมเด็จ-
พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อย่หู ัวฯ รัชกาลท่ี ๕ ทา่ นเปน็ นกั เรยี นของโรงเรียนพระตำ� หนกั
สวนกุหลาบรนุ่ แรก

ทา่ นออกบวชในคราวที่ พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ฯ รชั กาลที่ ๕
เสดจ็ ประพาสยโุ รปครงั้ ท่ี ๒ พระเดชพระคณุ มชี อื่ คลา้ ยทา่ นพระอาจารยม์ นั่ ภรู ทิ ตโฺ ต
และทา่ นได้ติดตามท่านพระอาจารย์มัน่ ออกธุดงค์ทภ่ี าคเหนอื และประเทศพม่า

ทา่ นเจา้ คณุ พระอบุ าลคี ณุ ปู มาจารย์ (จนั ทร์ สริ จิ นโฺ ท) วดั บรมนวิ าส ไดอ้ อกไป
เรยี นวปิ สั สนาอยกู่ บั ทา่ นเจา้ คณุ พระปญั ญาพศิ าลเถร (สงิ ห)์ เจา้ อาวาสวดั ปทมุ วนาราม
และได้เขา้ มาจำ� พรรษาทว่ี ัดปทุมวนารามในปี พ.ศ. ๒๔๓๙

ท่านเจา้ คุณพระปัญญาพิศาลเถร (สิงห)์ เจา้ อาวาสวัดปทมุ วนาราม รูปท่ี ๓
เมือ่ กอ่ นพระคณุ ท่าน เป็นเจา้ อาวาสอย่ทู ่ี วัดพระแท่นศิลาอาสน์ จงั หวดั อตุ รดิตถ์
ไดร้ บั พระราชทานสมณศกั ด์ิ เปน็ พระราชาคณะ ทีพ่ ระธรรมวิโรจน์ พระบาทสมเด็จ
พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลท่ี ๕ ได้เสด็จประพาสต้นไปยังวัดพระแท่น-
ศิลาอาสน์ ทรงพบทา่ นเจ้าคณุ พระธรรมวโิ รจน์ (สงิ ห)์ ทรงเลื่อมใสในวัตรปฏิบตั ิ
เพราะพระคณุ ทา่ นเคร่งครัดในพระธรรมวินยั ปฏิบัตกิ มั มฏั ฐาน จึงทรงอาราธนาให้
มาเปน็ เจา้ อาวาสทว่ี ดั ปทมุ วนาราม เพราะทา่ นพระครปู ทมุ ธรรมธาดา (สงิ ห์ อคคฺ ธมโฺ ม)
เจา้ อาวาสรปู ที่ ๒ มรณภาพ วดั ยงั วา่ งเจา้ อาวาส ทรงพระกรณุ าโปรดเกลา้ ฯ พระราชทาน
สมณศกั ดเิ์ ปน็ พระราชาคณะ เจา้ อาวาสพระอารามหลวงวปิ สั สนา ทพ่ี ระปญั ญาพศิ าลเถร
พร้อมทง้ั พระราชทานพดั งาสาน เป็นพัดยศสมณศกั ด์ิ

189

พดั งาสานน้ี พระราชทานเฉพาะพระราชาคณะ เจา้ อาวาสวดั ปทมุ วนาราม ซงึ่ ไดร้ บั
พระราชทานมี ๔ รูป คอื

๑. พระปญั ญาพศิ าลเถร (สงิ ห)์ เจ้าอาวาสรูปที่ ๓
๒. พระวิสุทธญิ าณเถร (ผิว) เจ้าอาวาสรูปท่ี ๔
๓. พระปัญญาพิศาลเถร (หนู €ิตปญฺโ) เจา้ อาวาสรูปท่ี ๕
๔. พระธรรมปาโมกข์ (พระปญั ญาพศิ าลเถร บุญมั่น มนตฺ าสโย) เจ้าอาวาส
รปู ท่ี ๖

หลงั จากทที่ า่ นเจา้ คณุ พระปญั ญาพศิ าลเถร (บญุ มนั่ มนตฺ าสโย) ไดร้ บั พระราชทาน
เลอ่ื นสมณศกั ดเ์ิ ปน็ ชน้ั ราชในนามเดมิ จงึ คนื พดั ยศงานสานเลม่ นนั้ ไป ทกี่ รมการศาสนา
หลงั จากนน้ั มา พัดงาสานกไ็ ม่ได้อยูท่ ีว่ ัดปทุมวนารามอกี เลย พระอาจารย์ท้ัง ๓ จึง
ถอื ว่า เคยอยู่สำ� นกั วัดปทมุ วนาราม แมแ้ ต่บทนพิ นธ์ขันธะวมิ ุตสิ ะมงั คีธรรมะ ทที่ ่าน
พระอาจารยม์ ัน่ เขียนขึ้นกย็ ังใช้ค�ำว่า “พระภรู ิทตโฺ ต (หมั่น) วดั สระประทมุ วนั เปน็
ผแู้ ต่ง” สมดุ เลม่ น้ีปรากฏอยู่ท่พี ิพิธภัณฑ์ พระอาจารยม์ ั่น ภรู ทิ ตฺโต วดั ปา่ สทุ ธาวาส
จังหวดั สกลนคร

ท่านพระอาจารย์ม่นั ไดเ้ มตตาเลา่ ใหฟ้ ังวา่ ในฤดูแลง้ ปีหน่ึง ไดพ้ ากันจารกิ ไป
ธุดงค์แถวจงั หวดั นครนายก วันหน่ึงเวลาวา่ ง ทา่ นพระอาจารยห์ นู €ติ ปญโฺ  ไดเ้ ลา่
ความฝนั ใหเ้ พอ่ื นสหธรรมกิ ทอี่ อกธดุ งคด์ ว้ ยกนั ฟงั วา่ “ทา่ นฝนั วา่ ไดล้ อยขา้ มทงุ่ กวา้ ง
มงุ่ หนา้ สู่ทศิ ตะวนั ตก แลว้ ลอยต่ำ� ลงๆ จนถึงพน้ื ดนิ ไดม้ บี รุ ษุ ๔ คน แต่งตัวคลา้ ย
มหาดเลก็ สมัยโบราณ บนศรี ษะใสก่ ระโจมแหลมๆ เหมอื นคนที่แตง่ เป็นเทวดาเวลา
มีขบวนแห่ขบวนใหญ่ๆ ได้น�ำเสล่ียงเข้ามาหา แล้วยื่นหนังสือพระบรมราชโองการ
จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวถวาย เสร็จแล้วนิมนต์ท่านขึ้นเสลี่ยงต้ังขบวน
แห่แหน ทา่ นเขา้ เฝ้าถวายพระพร” ทา่ นตื่นพอดี

หลังจากนั้นไม่นานก็เป็นจริงเหมือนตามฝัน ท่านเจ้าคุณพระวิสุทธิญาณเถร
(ผวิ ) เจา้ อาวาสวดั ปทมุ วนาราม เจา้ อาวาสรปู ที่ ๔ มรณภาพ จงึ มพี ระบรมราชโองการ

190

อาราธนาพระอาจารยห์ นู €ติ ปญฺโ มาเปน็ เจา้ อาวาสวดั ปทุมวนาราม รูปที่ ๕ และ
ทรงพระกรณุ าโปรดเกลา้ ฯ พระราชทานสมณศกั ด์ิ เปน็ พระครปู ทมุ ธรรมธาดา พระครู
เจา้ อาวาสพระอารามหลวงวปิ สั สนา แลว้ ไดร้ บั พระราชทานสมณศกั ด์ิ เปน็ พระราชาคณะ
เจ้าอาวาสพระอารามหลวงวิปัสสนาในโอกาสต่อมา โดยพระราชทานพัดยศงาสาน
เปน็ พัดยศสมณศกั ด์ิ
ทา่ นพระอาจารยม์ นั่ ไดก้ รณุ าเลา่ ใหฟ้ งั วา่ การแตง่ ตง้ั เจา้ อาวาสพระอารามหลวง
ทสี่ �ำคญั ๆ ในสมัยน้ัน เมอื่ เจา้ อาวาสว่างลง หลังจากท่ีเลือกสรรผูท้ ่ีจะดำ� รงต�ำแหน่ง
เจา้ อาวาสไดแ้ ลว้ ตอ้ งเขา้ เฝา้ สมเดจ็ พระสงั ฆราช สมเดจ็ พระสงั ฆราชจะทรงพจิ ารณา
ถ้ามีความเหมาะสมด้วยประการใดแล้ว จึงน�ำเข้าเฝ้าถวายพระพรพระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยหู่ ัว
วดั ปทมุ วนารามกเ็ ชน่ เดยี วกนั ทา่ นเจา้ คณุ พระวสิ ทุ ธญิ าณเถร (ผวิ ) มรณภาพลง
สมเดจ็ พระสงั ฆราชเจา้ กรมหลวงชนิ วรสริ วิ ฒั น์ วดั ราชบพธิ สถติ มหาสมี าราม ไดถ้ วาย
พระพรสมเด็จบรมบพิธพระราชสมภารเจ้าว่า วัดปทุมวนาราม เป็นพระอารามที่
เกยี่ วเนอื่ งดว้ ยพระกมั มฏั ฐาน และผคู้ นทอี่ ยใู่ นบรเิ วณรอบวดั กอ็ พยพมาจากลา้ นชา้ ง
ผทู้ ี่เป็นเจา้ อาวาส ก็มาจากพระกมั มฏั ฐานและมาจากมณฑลอบุ ลราชธานี ในคร้งั นก้ี ็
สมควรทจี่ ะอาราธนา พระอาจารยห์ นู €ติ ปญโฺ  ซงึ่ เปน็ ชาวอบุ ลราชธานมี าเปน็ เจา้ อาวาส
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเห็นดีด้วย จึงได้มีพระบรมราชโองการอาราธนา
พระอาจารย์หนู €ติ ปญฺโ มาเปน็ เจา้ อาวาสรูปท่ี ๘ ดงั กล่าว

191

ประวัติพระปัญญาพิศาลเถร (หนู ติ ปญฺโ)

เกดิ พ.ศ. ๒๔๐๗ ทอ่ี ำ� เภอเมอื ง จังหวดั อุบลราชธานี
อปุ สมบท ท่วี ัดศรที อง (ปจั จบุ ันคือวดั ศรีอบุ ลรัตนาราม)
อ�ำเภอเมือง จังหวัดอบุ ลราชธานี ญาทา่ นเทวธมมฺ ี (มา้ ว)
เปน็ พระอุปชั ฌาย์

ท่านเป็นสหธรรมิกที่รักและคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีย่ิง
กบั ทา่ นพระอาจารยเ์ สาร์ เคยรว่ มธดุ งคไ์ ปนครพนมดว้ ยกนั
ทา่ นเปน็ พระอปุ ชั ฌายข์ องพระสทุ ธธิ รรมรงั สคี มั ภรี เมธาจารย์
(ลี ธมฺมธโร วัดอโศการาม) และพระราชสงั วรญาณ (พุธ
€านิโย)
ท่านได้รับอาราธนามาเป็นเจ้าอาวาสวัดปทุมวนาราม
องคท์ ่ี ๕

มรณภาพ เม่ือ ๒๒ ตลุ าคม พ.ศ. ๒๔๘๗

192

ตอนที่ ๓
ร�ำลึกพระธรรมเทศนา

ทา่ นพระอาจารยม์ นั่ ภูริทตตฺ เถร

193


Click to View FlipBook Version