เมตตาผเู้ ลา่
ท่านพระอาจารย์มั่น เป็นผู้รู้จักอัธยาศัยของบรรดาสานุศิษย์เป็นอย่างดี
ท่านเคยพูดเสมอว่า “คุณทองค�ำนี้เป็นบุคคลท่ีมีสติปัญญาอ่อน และวาสนาน้อย
ถา้ จะอปุ มาเปรยี บสานศุ ษิ ยท์ ง้ั หลาย เหมอื นเหลก็ ซง่ึ ถกู หลอมมาเปน็ แทง่ แลว้ เพราะ
ฉะนน้ั เมอ่ื ถกู ไฟเผา เนอื้ เหลก็ ออ่ น กต็ อ้ งตดี ว้ ยคอ้ นแปดปอนด์ มนั ไมเ่ สยี หายอะไร
แตค่ ณุ ทองค�ำน้ี เปรยี บเหมือนเนอ้ื เหล็กผสมอยู่กบั หินทีม่ ันเกดิ ทีแรก ถ้าเราใช้ฆ้อน
ทบุ ก็จะแหลกละเอียดหมด”
ตอนทท่ี า่ นพระอาจารยเ์ รม่ิ อาพาธ ไดเ้ มตตาผเู้ ลา่ วา่ “ทองคำ� เอย เรากส็ งสารเธอ
ไมม่ อี ะไรจะให้ ขอใหเ้ ธอจงจดจำ� ไว้ อนั นเี้ ปน็ คำ� สง่ั สำ� หรบั คณุ โดยเฉพาะครง้ั สดุ ทา้ ย
เมอ่ื เราตายไปแลว้ จะไมม่ ใี ครสงั่ สอนคณุ เหมอื นดงั เราสงั่ สอน ขอใหค้ ณุ ปฏบิ ตั ติ าม
คำ� สง่ั สอนของพระอปุ ชั ฌาย์ ทสี่ อนครง้ั แรกตงั้ แตว่ นั บวช คอื การตงั้ ศรทั ธาความเชอ่ื
ในคุณพระรัตนตรยั อยา่ งแน่วแน”่
ต่อจากน้ันก็พจิ ารณาองคก์ มั มฏั ฐาน ๕ คอื เกสา - โลมา - นขา - ทนตฺ า
- ตโจ ขอให้ยึดมนั่ อยา่ งนี้ เพราะวา่ นอกเหนือจากพระพุทธเจ้าผทู้ รงเป็นบรมครู
แล้วก็มคี รคู นท่ีสองรองจากพระพทุ ธเจา้ คือพระอปุ ัชฌาย์นี้เอง
พระอปุ ชั ฌายจ์ ะสอนตง้ั แตส่ รณคมน์ จนกระทง่ั ถงึ พระนพิ พาน ใหต้ ง้ั ศรทั ธาตอ่
พระรตั นตรยั ให้พิจารณากัมมัฏฐาน ๕ คือ เกสา - โลมา - นขา - ทนตฺ า - ตโจ
94
ใหย้ ดึ มั่นในหลักน้ี รับรองไม่ผดิ ท่านว่าอยา่ งนัน้ นีเ้ ป็นการสั่งสมวาสนาบารมีให้
ยงิ่ ๆ ข้ึนไป ถงึ ไม่รูช้ าตนิ ชี้ าติตอ่ ไปก็สามารถรู้ได้
ผู้เล่ามาคิดเฉลียวใจว่า เราปฏิบัติไปอย่างน้ี เกิดเป็นบ้าเป็นอะไรขึ้นมาจะท�ำ
อยา่ งไร ทา่ นฯ บอกวา่ “อยา่ ไปนกึ เปน็ บา้ เปน็ อะไรไมต่ อ้ งหว่ ง เพราะวา่ ถา้ คณุ ไปเพง่
ออกนอกคุณจะเปน็ บา้ หากมีอะไรเกดิ ข้นึ คุณมาเพง่ ในนี้คือ เกสา - โลมา - นขา
- ทนตฺ า - ตโจ มันจะแกข้ องมนั ไปเอง” ท่านว่าอยา่ งนั้น
แลว้ ก็ทำ� ให้มนั ตอ่ เนอ่ื งเป็นภาวติ า พหุลีกตา เจริญใหม้ าก ถ้าหากวา่ บุคคลที่
มีวาสนาบารมีแลว้ อย่างเรว็ ๗ วัน หรอื ๗ เดอื น ต้องได้บรรลุคณุ วิเศษอย่างใด
อย่างหน่ึง มีพระโสดาบันเป็นต้น แต่วาสนาพอปานกลาง อบรมต่อเนื่องบ้าง
ไม่ต่อเน่ืองบ้าง ก็ไม่เกิน ๗ ปี ต้องได้บรรลุคุณวิเศษ ผู้ที่อบรมต่อเน่ืองบ้าง
ไม่ต่อเนื่องบ้าง ย่อหย่อนไปแต่ว่าไม่ท้อถอย มีความเชื่อมั่น อยู่ในค�ำสอนของ
พระอุปชั ฌาย์ อย่างช้าก็ ๑๖ ปี
ท่านพระอาจารย์ว่าเป็นไปได้ทุกคนน้ันแหละ ถ้ายึดม่ันในค�ำสอนของ
พระอุปชั ฌายไ์ ด้ รับรองไมม่ ผี ิดทา่ นวา่ ง้ัน และมรรคผลในธรรมวิเศษนั้น เปน็ ของ
คนไทยโดยเฉพาะ ทำ� ไมจงึ วา่ เปน็ ของคนไทยโดยเฉพาะ เพราะเราไดป้ ฏบิ ตั ิ สบื ธรรม
คำ� สอนของพระพทุ ธเจา้ มาเปน็ พนั ๆ ปแี ลว้ ความพรอ้ มของคนไทยจงึ มี เพราะฉะนนั้
ผูท้ ่ปี ระสงคจ์ ะไดบ้ รรลุคุณธรรมวิเศษนั้น มโี อกาสทุกคน
95
ทา่ นพระอาจารย์เปน็ “ผพู้ อ”
เรอ่ื งการรบั บริจาคปัจจยั ๔ น้นั ดจู ะมขี อบเขตค�ำว่า “พอ” หรอื พอละ (อลํ)
ในกฏุ ขิ องท่าน นอกจากสิง่ จำ� เปน็ ส�ำหรับใชส้ อยประจ�ำวันแลว้ ไม่มอี ะไรเลย ผเู้ ลา่
เคยนำ� เอาไตรจวี ร ทท่ี า่ นฯ รบั บงั สกุ ลุ ไปเกบ็ ไวใ้ นหอ้ งทา่ น ทา่ นฯ ไปเหน็ เขา้ ดตุ ะเพดิ
ผเู้ ลา่ “ใครเอาอะไรมาไวท้ น่ี ”้ี “กระผมขอรบั ” “เหอะ เราไมใ่ ชห่ ลวงตาสารโมบโลภมาก
รบี เอาหนี ใครอยากไดก้ ็เอาไป” ท่านวา่ ผูเ้ ล่ารีบเอาไตรจวี รออกไปทันที
แม้การรับบริจาคทานของท่านพระอาจารย์ เท่าท่ีผู้เล่าเคยสังเกตมาหลายปี
ทา่ นพระอาจารย์จะเปดิ โอกาส ให้ผมู้ ศี รัทธาบริจาค ดจู ะเปน็ กาลเปน็ สมยั เชน่ กาล
กฐินภายใน ๓๐ วัน วสิ าขะบชู าเดือน ๖ เพ็ญ ภายใน ๓ วัน คือ ขึ้น ๑๔-๑๕ คำ�่
และแรม ๑ ค่�ำ ก่อนเข้าพรรษาเร่ิมตั้งแต่เดือน ๗ แรมค่�ำหน่ึง ถึงเดือน ๘
แรมค่�ำหน่ึง
ยกเวน้ กรณีพิเศษบคุ คลเหล่านี้คือหญงิ มีครรภ์ คนชรา คนปว่ ย และคนจะไป
สนามรบ ทา่ นฯ จะอนญุ าตเปน็ พิเศษ ผ้เู ลา่ เคยเหน็ ทา่ นกวกั มอื เรียกเขา้ มาเลย ถ้ามี
บุคคลไปถวายทาน ในกาลในสมยั ท่ีวา่ นีเ้ ปดิ เต็มท่ี ใครทนั ก็ทัน ใครไม่ทนั กไ็ ม่ทัน
นอกกาลถ้ามีคนมาถวายทาน ทา่ นฯ จะถามวา่ “บุตร ภรรยา สามี บิดามารดา
ของทา่ น พอหรอื ยงั อาตมา (บางทที า่ นเรยี กพระเฒา่ แทนตวั ทา่ น) และภกิ ษสุ ามเณร
96
รวมท้ังผ้าขาวที่อยู่กับอาตมาพอแล้ว ตั้งแต่กาลกฐินน้ัน ถ้าบุตรภรรยาของท่านยัง
ไม่พอให้ทานบุตรภรรยาของท่านเสียก่อน” โยมก็พูดว่า “กระผมอยากได้บุญกับ
ทา่ นอาจารย์” ทา่ นฯ บอกว่า “การให้บุตรภรรยา บดิ า มารดากไ็ ดบ้ ุญเหมอื นกนั ”
บุตรภรรยาบิดามารดา เป็นหน้าที่ของกุลบุตรผู้ครองเรือน ต้องรับผิดชอบ
ท่านฯ คงประสงค์ใหก้ ลุ บตุ รเอาใจใสก่ ่อนจะให้ใคร ใหน้ ึกถึงทา่ นเหลา่ นี้ก่อน
ในความร้สู กึ ของผ้เู ลา่ ทา่ นพระอาจารย์ คงมุง่ ผลประโยชน์ของเศรษฐกจิ ใน
ครอบครัวชาวบา้ นมาก ต้องการใหช้ าวบา้ นมีกนิ มีใช้ จงึ ไมร่ บกวนชาวบา้ น เปน็ อยู่
อยา่ งสมถะจรงิ ๆ เมอื่ มเี ศรษฐหี รอื อสิ ระชนมาถวายทานทา่ นพระอาจารยก์ ลบั ไปแลว้
ทา่ นมกั บน่ ๆ ใหผ้ เู้ ลา่ ฟงั วา่ “พวกนมี้ นั มาอวดมง่ั อวดมตี อ่ เรา” นกึ วา่ ทา่ นพระอาจารย์
ยนิ ดีจะได้ของดๆี ราคาแพง ไดม้ ากๆ ทา่ นฯ กลับวา่ มาอวดมงั่ อวดมกี บั ทา่ น
ท่านพระอาจารย์ม่ันเคารพนับถือ ให้เกียรติคณะปกครองบริหารท้ังสองคณะ
(ธรรมยตุ และมหานกิ าย) ทา่ นไปอยู่บ้านใด ต�ำบลใด จะแจง้ ให้เจา้ คณะตำ� บลนัน้
ทราบเสมอทง้ั สองฝา่ ย หากจะมกี ารกอ่ สรา้ งจะปรกึ ษาและขอความเหน็ จากผปู้ กครอง
เสยี กอ่ น เหน็ ดแี ลว้ จงึ ทำ� ทา่ นเปน็ บคุ คลถอ่ มตน ไมถ่ อื วา่ เปน็ ผมู้ บี ญุ หนกั ศกั ดใิ์ หญ่
มีคนนับหน้าถอื ตามาก ทา่ นไมล่ ืมตวั ว่า ทา่ นก็มาจากเดก็ ท้องทุ่ง
97
ตอนท่ี ๒
ปกิณกธรรม
ทา่ นพระอาจารย์ม่ัน ภรู ทิ ตตฺ เถร
99
...หมั่นดโู ทษตนไวใ้ หใ้ จเคย
เวน้ เสยี ซ่ึงโทษนั้น
คงไดเ้ ชยชมสขุ พ้นทกุ ข์ภัย
เมือ่ เหน็ โทษตนชดั รบี ตดั ทง้ิ
ท�ำอ้อยอง่ิ คิดมากจักไม่ได้...
จากขนั ธะวมิ ตุ ิสะมงั คธี รรมะ
100
เทวดาป้องกนั อากาศหนาวให้
ทา่ นฯ เลา่ วา่ ปนี น้ั ทา่ นพกั อยบู่ นดอยมเู ซอ พรอ้ มดว้ ยพระมหาทองสกุ อากาศ
หนาวมากเปน็ พเิ ศษกวา่ ทกุ ปี หากมเี ครอ่ื งวดั กค็ งจะตดิ ลบหลายองศา ขนาดชาวบา้ น
ไม่ยอมหนีจากกองไฟตลอดวันตลอดคืน
ทงั้ ๒ ท่านก็รู้สกึ หนาวมาก ติดไฟก็ไมค่ อ่ ยจะตดิ นำ�้ ค้างแขง็ เป็นน้�ำแข็งหมด
เอาละตดั สนิ ใจจะหนาวตายวนั นก้ี ย็ อม กลบั ขนึ้ ไปกฏุ ิ ทา่ นฯ ไหวพ้ ระสวดมนตเ์ สรจ็
เขา้ สมาธิทันที พอจิตสงบ ท่านเหน็ บุคคลหนึง่ พร้อมบริวาร ๔ คน ผูเ้ ปน็ หวั หนา้
แตง่ ตวั แบบกษตั รยิ ์ ทรงผา้ สแี ดง มาชบ้ี อกให้บรวิ ารกางผ้ามา่ นให้ทา่ นทัง้ ๔ ทิศ
ทงั้ ข้างบนข้างลา่ ง
จงึ ก�ำหนดพจิ ารณาวา่ เปน็ ใครนน่ั แตไ่ มไ่ ด้ถามพระยาองคน์ ้นั เพราะเห็นกำ� ลงั
สาละวนอยูก่ บั การกางผ้าม่าน ร้ใู นใจข้นึ มาว่า เป็นทา้ วเวสสุวรรณ มาปอ้ งกันอากาศ
หนาวให้ โดยใชผ้ ้าม่านสแี ดงกางกน้ั ไว้ มคี วามอบอ่นุ พอดๆี เทวดาเหลา่ นั้นก็ไปกาง
ถวายพระมหาทองสกุ ดว้ ย พอกางเสรจ็ ก็ไป แปลกไม่บอกไม่ลาไม่ไหว้ ท�ำธุระเสรจ็
แลว้ กห็ ายไป ไมเ่ หมอื นเทพองคอ์ นื่ ๆ เวลามาหามกี ารกลา่ วขานกนั แตเ่ ทพนมี้ าแปลก
ทา่ นว่า
อาการของมา่ นเวลาจะไปบณิ ฑบาตหรอื ยนื เดนิ นง่ั นอน ปรากฏวา่ จะกางกนั้
ไว้ไม่กว้างไม่แคบพอดีๆ ต่ืนเช้าถามพระมหาทองสุกว่า “หนาวไหม” “ไม่หนาว”
101
แต่ท่านจะรู้ว่ามีม่านกั้นหรือเปล่าไม่ไม่ได้ถาม แต่ตัวท่านพระอาจารย์เห็นม่านกั้น
พระมหาทองสกุ อยู่ พอไปบณิ ฑบาต ชาวเขารอ้ งทกั วา่ “ตเุ๊ จา้ บห่ นาวกา๊ ๆ” ตลอดทาง
ทา่ นฯ ว่า ม่านนน้ั ค่อยๆ จางไป พรอ้ มกบั อากาศคอ่ ยอุน่ ขนึ้
จนบัดนี้กไ็ ม่เคยเห็น ทา้ วเวสสวุ รรณอีก
102
การสรรหาเจา้ คณะมณฑลและเจ้าคณะจังหวดั
เม่ือต�ำแหน่งเจ้าคณะมณฑลหมากแข้ง และเจ้าคณะจังหวัดนครพนมว่างลง
ความทราบถงึ สมเดจ็ พระสงั ฆราชเจา้ กรมหลวงชนิ วรสริ วิ ฒั น์ สถติ ณ วดั ราชบพธิ ฯ
ใหส้ รรหาผสู้ มควร แตค่ วรเปน็ คนทางภาคอสี าน ไมม่ ใี ครนอกจากพระจนั ทร์ (จนั ทร์
เขมโิ ย) กบั พระมหาจมู (จมู พนธฺ โุ ล) วดั เทพศริ นิ ทร์ โปรดใหน้ ำ� ตวั เขา้ เฝา้ ทอดพระเนตร
เห็นตรสั ว่า “พระจนั ทร์ มวี ฒุ ิแคน่ ักธรรมตรี อายพุ รรษากม็ ากอยู่ แตว่ ฒุ ิการศึกษา
ไม่เข้าเกณฑ์ จะเป็นเจ้าคณะมณฑล เป็นเจ้าคณะจังหวัดได้ ให้ไปด�ำรงต�ำแหน่ง
เจา้ คณะจงั หวัดนครพนม
“ส่วนพระมหาจมู เปรียญ ๓ นักธรรมโทเข้าเกณฑ์ แต่อายแุ ค่ ๒๘ พรรษา ๘
อายพุ รรษายงั น้อยนัก จะไหวหรือ” นีค้ อื พระดำ� รัส แต่ไมม่ ตี ัวเปลยี่ น จงึ น�ำตวั พระ
ท้ัง ๒ รูป เข้าเฝา้ พระเจา้ แผ่นดนิ คือ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ในขณะนั้น
สมเดจ็ พระสงั ฆราชเจา้ ทรงปรกึ ษาเรอ่ื งพระมหาจมู กบั พระเจา้ อยหู่ วั พระองค์
ทรงรบั รองอยา่ งแน่พระทยั ตรสั วา่ “ส่งไปไดเ้ ลย หม่อมฉนั รบั รองพระมหาองคน์ ้นั
ไมม่ ที างเสยี หาย มแี ตท่ างด”ี สมเดจ็ พระสงั ฆราชเจา้ กส็ นองพระประสงค์ พระจนั ทร์
เขมโิ ย และพระมหาจูม พนธฺ โุ ล เคยออกปฏบิ ตั กิ ัมมฏั ฐานกบั ท่านพระอาจารย์มน่ั
ท่านเห็นว่า ไม่เป็นวิสัย จึงน�ำฝากเข้าศึกษาพระปริยัติธรรม ที่วัดเทพศิรินทร์
(ท่านพระอาจารย์เล่าว่า ธรรมเนียมการส่งพระสงฆ์ผู้ทรงคุณวุฒิ ไปด�ำรงต�ำแหน่ง
103
วัดส�ำคัญ จะต้องน�ำตัวเข้าเฝ้าสมเด็จพระสังฆราชเจ้า หรือพระสังฆราช และองค์
พระมหากษัตริยก์ ่อน)
มณฑลหมากแขง้ ประกอบดว้ ย จงั หวดั เลย หนองคาย นครพนม สกลนคร และ
อดุ รธานี เปน็ วดั คณะธรรมยตุ จดั การศกึ ษาทงั้ ดา้ นบาลแี ละนกั ธรรม การปฏบิ ตั ธิ รรม
วนิ ยั เป็นไปอย่างมรี ะเบียบดีย่งิ มากขึน้ ทกุ จงั หวดั มีศนู ยก์ ลางอยู่ท่ีวดั โพธิสมภรณ์
แม้ต่างมณฑลยงั สง่ มาเรยี นทีน่ ่ี
สามส่ีปีให้หลังผลงานออกมาเป็นท่ยี อมรบั ได้รับพระราชทานตำ� แหนง่ พระครู
สญั ญาบตั รท้ัง ๒ องค์ สมเดจ็ พระสงั ฆราชเจา้ ทรงชมเชยพระเจา้ อย่หู วั ต่อหนา้
พระพักตร์ว่า ทรงมีสายพระเนตรไกล มองดูบุคคลออก พระพรรษาน้อยอย่าง
พระมหาจมู พอพระทยั สง่ ไปเป็นเจ้าคณะมณฑลได้ น้ีคอื ผู้เล่าไดฟ้ ังจากทา่ นฯ
104
สมเดจ็ พระสงั ฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรสริ ิวฒั น์
พระนามเดมิ หมอ่ มเจา้ ภชุ งค์ พระนามฉายา สริ วิ ฑฒฺ โน เปน็ หมอ่ มเจา้ ชายใหญ่
ในพระวรวงศ์เธอกรมขนุ เจริญผลพลู สวสั ดิ์ พระมารดาชอ่ื ปุ่น ประสตู ใิ นรชั กาลท่ี
๔ เมอื่ วนั ศกุ ร์ เดือนอา้ ย แรม ๗ ค�่ำ ปมี ะแม จุลศักราช ๑๒๒๑ ตรงกับวันที่ ๑๖
ธนั วาคม พ.ศ. ๒๔๐๒
พ.ศ. ๒๔๑๖ พระชนมายุได้ ๑๕ ปี ทรงผนวชเป็นสามเณรท่ีวัดพระศรี-
รตั นศาสดาราม สมเด็จพระมหาสมณเจา้ กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ เมอ่ื ครงั้
ดำ� รงพระยศเปน็ กรมหมน่ื บวรรงั สสี รุ ยิ พนั ธ์ุ เปน็ พระอปุ ชั ฌาย์ พระองคเ์ จา้ พระอรณุ -
นิภาคุณากร แตย่ ังเป็นหม่อมเจ้าพระราชาคณะเปน็ พระอาจารย์ เมือ่ ทรงผนวชแลว้
ได้เสดจ็ ประทับท่ีวดั ราชบพธิ สถิตมหาสมี าราม
ในปนี น้ั พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยู่หัวเสดจ็ ออกทรงผนวช เสดจ็
ประทบั อยทู่ พ่ี ระพทุ ธรตั นสถานมนทริ าราม (ประดษิ ฐานในพระบรมมหาราชวงั ชนั้ ใน)
เปน็ เวลา ๑๕ วัน ตลอดเวลาทพี่ ระภกิ ษพุ ระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจ้าอยหู่ วั
ทรงผนวชและเสด็จออกบิณฑบาต ทรงมีรับสั่งให้สามเณร หม่อมเจ้าภุชงค์ออก
ตามเสดจ็ ทกุ คราวจนกระท่งั เสดจ็ ลาผนวช
สามเณรหม่อมเจา้ ภุชงคไ์ ด้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ เม่ือวันอาทิตย์ ขน้ึ ๑๑ คำ่�
เดอื น ๘ ปเี ถาะ เอกศก จลุ ศกั ราช ๑๒๔๑ (พ.ศ. ๒๔๒๒) เวลาบา่ ย ๒ โมง ๕๐ นาที
สมเดจ็ พระวันรัต (ทบั พุทฺธสริ )ิ วดั โสมนัสวิหารเป็นพระอุปชั ฌาย์ พระองคเ์ จ้าพระ
อรณุ นิภาคณุ ากร เป็นพระกรรมวาจาจารย์ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จ-
พระสงั ฆราช (สา ปสุ สฺ เทโว) เปน็ พระอนสุ าวนาจารย์ ทรงมพี ระฉายาวา่ “สริ วิ ฑฒฺ โน”
105
พ.ศ. ๒๔๒๕ สอบเปรยี ญได้ ๔ ประโยค
พ.ศ. ๒๔๒๙ สอบเปรยี ญได้ ๕ ประโยค
วันท่ี ๑๐ พฤศจกิ ายน พ.ศ. ๒๔๓๐ เปน็ หม่อมเจ้าพระราชาคณะ มพี ระราช-
ทินนามว่า หมอ่ มเจ้าพระสถาพรพริ ยิ พรต
พ.ศ. ๒๔๓๘ ทรงเลอ่ื นสมณศักดิ์เปน็ พระราชาคณะผูใ้ หญ่ เสมอชั้นเทพ
พ.ศ. ๒๔๔๒ ทรงเลอ่ื นสมณศกั ด์ิเปน็ ช้นั ธรรม ต�ำแหน่งพระธรรมปาโมกข์
พ.ศ. ๒๔๔๔ เป็นเจ้าอาวาสวัดราชบพิธ
พ.ศ. ๒๔๔๙ ทรงสถาปนาเป็นพระองค์เจ้า มีสมณศักด์ิเสมอพระพรหมมุนี
เจ้าคณะรองในคณะกลาง มีราชทินนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า พระเจ้า-
วรวงศ์เธอพระองค์เจ้าสถาพรพิริยพรต
พ.ศ. ๒๔๕๓ ไดส้ ถาปนาเพม่ิ พระอสิ รยิ ยศเลอ่ื นขน้ึ เปน็ เจา้ ตา่ งกรม เปน็ พระเจา้ -
วรวงศเ์ ธอ กรมหม่นื ชินวรสริ วิ ัฒน์
เมื่อสิ้นรัชกาล พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จ-
พระปรเมนทรมหาวชริ าวธุ พระมงกฎุ เกลา้ เจา้ อยหู่ วั เสดจ็ ขน้ึ เสวยราชยไ์ ดม้ พี ระบรม
ราชโองการด�ำรัสส่งั ให้ สถาปนาเป็นสมเดจ็ พระสังฆราชเจา้ ด�ำรงตำ� แหนง่ สกลมหา-
สงั ฆปรณิ ายก ประธานาธบิ ดแี หง่ สงั ฆมณฑลทวั่ ราชอาณาจกั ร เมอ่ื วนั ท่ี ๒๐ สงิ หาคม
พ.ศ. ๒๔๖๔
พระเจา้ วรวงศเ์ ธอ กรมหลวงชนิ วรสริ วิ ฒั น์ สมเดจ็ พระสงั ฆราชเจา้ สน้ิ พระชนม์
เมอ่ื วันท่ี ๒๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๐ เวลา ๑๐.๐๕ น. รวมพระชนมายุได้ ๗๘
พรรษา
106
การปลูกต้นโพธ์ิ
ครง้ั หนง่ึ ทา่ นพระอาจารยไ์ ปพกั อยใู่ นวดั รา้ งแหง่ หนงึ่ วดั นน้ั มตี น้ โพธห์ิ ลายตน้
แผก่ ง่ิ ก้านสาขาออกไปกวา้ งขวางมาก ใบแหง้ หล่นเป็นกองพะเนนิ ท่านกเ็ ลยบน่ วา่
“ตน้ โพธนิ์ เี้ อามาปลกู ทำ� ไมกนั รกท่ี ตน้ ไมอ้ นื่ กข็ น้ึ ไมไ่ ด้ นกมาขใ้ี ส่ ทำ� ลายโบสถว์ หิ าร”
ผเู้ ลา่ คิดในใจว่า โพธติ์ รัสรู้ ใครๆ กอ็ ยากไดบ้ ญุ
ขณะนั้นท่านก�ำลังกวาดใบโพธ์ิแห้งอยู่ จึงพดู วา่ “เหอ...บุญมีแต่ปลกู ต้นโพธ์ิ
เท่านีห้ รือ อยา่ งอน่ื ไม่มหี รอื ต้นโพธิพ์ ระพุทธเจา้ มาตรสั รู้ พระองค์ก็ตรสั รไู้ ปแลว้
และตน้ โพธิ์ที่ปลูกกันเป็นรอ้ ยๆ พันๆ กไ็ ม่เห็นมใี ครสกั คนเดียวมาตรสั ร้อู กี ”
ทา่ นฯ วา่ แตล่ ะยคุ มพี ระพทุ ธเจา้ มาตรสั รอู้ งคเ์ ดยี ว แลว้ จะปลกู ใหใ้ ครมาตรสั รอู้ กี
แต่ละพระองคท์ ม่ี าตรสั รู้ ก็ไมใ่ ชใ่ ต้ต้นโพธิ์อย่างเดยี ว ต้นไม้อื่นกม็ ี ทา่ นวา่ อยา่ งนี้
107
ไมต้ รสั รู้ ๑๐ ชนดิ *
พระโพธสิ ตั ว์ จำ� นวน ๑๐ พระองค์ มีพระนามดงั กลา่ วมานี้
จักเป็นพระพุทธเจา้ ในอนาคตกาลฯ
๑ พระเมตไตรย จักเปน็ พระพทุ ธเจา้ ทรงพระนามวา่
เมตไตรยฯ มีไม้กากะทิง เป็นไม้ตรสั รูฯ้
๒ พระราม จกั เป็นพระพุทธเจา้ ทรงพระนามวา่
รามะฯ มีไม้จนั ทน์ เป็นไมต้ รัสรูฯ้
๓ พระเจา้ ปสั เสนทิโกศล จักเป็นพระพทุ ธเจา้ ทรงพระนามวา่
ธรรมราชาฯ มไี ม้กากะทงิ เปน็ ไม้ตรสั รฯู้
๔ พระยามาราธริ าช จักเปน็ พระพุทธเจ้าทรงพระนามวา่
ธรรมสามีฯ มีไมส้ าละ เป็นไม้ตรัสรฯู้
๕ พระทฆี ชงั ฆี อสรุ ินทราหู จักเปน็ พระพทุ ธเจา้ ทรงพระนามว่า
นารทะฯ มไี มจ้ ันทน์ เป็นไมต้ รัสรู้ฯ
๖ โสภพราหมณ์ จักเปน็ พระพทุ ธเจา้ ทรงพระนามว่า
รงั สมี นุ ฯี มีไม้ปิปผลิ เปน็ ไมต้ รัสรู้ฯ
๗ สุภพราหมณ ์ จกั เป็นพระพุทธเจา้ ทรงพระนามวา่
เทวเทพฯ มีไม้จำ� ปา เป็นไมต้ รสั รู้ฯ
๘ โสณพราหมณ ์ จักเปน็ พระพุทธเจ้าทรงพระนามวา่
นรสีห์ฯ มีไมแ้ คฝอย เป็นไมต้ รสั ร้ฯู
๙ ชา้ งธนบาล จักเปน็ พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า
ติสสะฯ มีไมน้ ิโครธ เปน็ ไมต้ รสั รู้ฯ
๑๐ ชา้ งปาลิเลยยะ จกั เป็นพระพทุ ธเจ้าทรงพระนามวา่
สมุ ังคละฯ มไี มก้ ากะทิง เปน็ ไมต้ รัสรฯู้
* จาก พระคัมภีร์อนาคตวงศ์ พมิ พค์ รง้ั ท่ี ๑ หนา้ ๑๔๐-๑๔๑ คดั ถ่ายทอด แปล
โดย ประภาส สรุ ะเสน
108
เหตกุ ารณค์ ร้ังสงครามโลกครงั้ ที่ ๒
ทา่ นพระอาจารยเ์ ลา่ วา่ คราวนนั้ ทา่ นพกั อยดู่ อยอะไรจำ� ชอ่ื ไมไ่ ด้ แตเ่ ปน็ ชาวลซี อ
ทา่ นมิไดส้ นใจเรื่องภายนอก มีแตพ่ จิ ารณาธรรมภายใน
เชา้ วนั หนง่ึ ไปบณิ ฑบาต สงั เกตเหน็ ชาวบา้ นจบั กลมุ่ สนทนากนั มที า่ ทางตนื่ เตน้
ฟงั ไม่ค่อยรู้ภาษา จำ� ไดแ้ ตว่ ่า ยาปาน ยาปาน พอกลบั ถึงวัด ท่านเลยถามเปน็ ภาษา
ค�ำเมอื งว่า “เขาพูดอะไรกัน” ไดค้ วามวา่ ทหารยาปาน (ญี่ปนุ่ ) บกุ ข้นึ ประเทศไทย
ทเี่ มอื งสงขลา การรบไดเ้ ปน็ ไปอยา่ งหนกั หนว่ ง มแี มค่ า้ ทขี่ ายของเปน็ ประจำ� ในตอนเชา้
เขา้ ร่วมรบด้วย มีหวั หน้าชื่อนางสาวกอบกลุ พร้อมนกั รบแม่ลกู อ่อน มีทงั้ แม่ลกู หน่ึง
ลูกสอง ทา่ นไดฟ้ งั แลว้ ก็ย้ิมกบั ชาวบ้านถามวา่ “นกั รบ แม่ลูกอ่อนก็มดี ้วยหรือ”
ต่อมาได้มีค�ำส่ังจากรัฐบาลถึงกองทัพ ให้ทหารไทยหยุดยิง โดยอ้างว่าญ่ีปุ่น
ไมต่ อ้ งการรบกบั ไทย ขอผา่ นเฉยๆ แตท่ หารไทยประจำ� แนวหนา้ พรอ้ มนกั รบแมล่ กู ออ่ น
กไ็ มห่ ยดุ ยงิ ไมถ่ อย ทหารญปี่ นุ่ ขนึ้ บกไมไ่ ด้ ตายเขยี วไปทง้ั ทะเลวา่ อยา่ งนนั้ จนรฐั บาล
ตอ้ งสง่ กองทหารอนื่ เขา้ ไป สง่ั ใหท้ หารญป่ี นุ่ หยดุ ยงิ ขอสบั เปลย่ี นกองทหาร ทพั แนวหนา้
และนักรบแมล่ กู ออ่ น จึงได้หยุดยิงถอยเขา้ กรมกอง ฝ่ายกองทัพญ่ปี ุ่นจึงขน้ึ บกได้
ทา่ นกไ็ มไ่ ดถ้ อื เอาเปน็ อารมณ์ คดิ วา่ เปน็ กรรมของสตั ว์ เจรญิ สมณธรรมตามปกติ
วนั ร่งุ ขน้ึ พอจวนจะสว่าง ทา่ นวติ กข้ึนว่า ชะตาประเทศไทยจะเปน็ อย่างไรหนอ
109
ปรากฏนมิ ติ ว่าประเทศไทยคล้ายภูเขาสงู บนยอดมีธงไทย ๓ สี ปลิวสะบัดอยู่
และมพี ระแก้วมรกตประดษิ ฐานอยูเ่ หนอื ธงไทย มองดูตีนเขาลกู น้นั มธี งชาติตา่ งๆ
ปักล้อมรอบเป็นแถวๆ ท่านพิจารณาได้ความว่า ประเทศไทยไม่เป็นอะไรมาก
นอกจากผมู้ กี รรมเทา่ นนั้ และตอ่ ไปนานาประเทศจะยอมรบั นบั ถอื เพราะประเทศไทย
พระพทุ ธเจา้ สอนไมใ่ หเ้ บยี ดเบยี น รงั แกขม่ เหง เพอ่ื นมนษุ ยแ์ ละสตั ว์ และประเทศไทย
ก็ไมเ่ คยข่มเหงประเทศใด นอกจากปอ้ งกันตวั เทา่ น้ัน ชาตติ า่ งๆ จงึ ยอมรบั นบั ถือ
เปน็ กลั ยาณมิตร
อกี คราวหน่งึ ทา่ นพักทีด่ อยมูเซอ วนั หนง่ึ พระสยามเทวาธิราช พรอ้ มคณะเทพ
บรวิ ารไปกราบนมสั การทา่ นพระอาจารย์ ทา่ นกำ� ลงั เดนิ จงกรมอยู่ พอรายงานตวั เสรจ็
ทา่ นถาม วตั ถุประสงค์ พระสยามเทวาธิราชตอบว่า “เวลานฝี้ า่ ยสมั พันธมิตรได้มา
ท้ิงระเบิดทกี่ รงุ เทพฯ อยา่ งหนกั หน่วง พวกข้าพเจา้ ปอ้ งกันเตม็ ที”่
ท่านฯ ถามวา่ “มีคนบาดเจบ็ ล้มตายไหม”
ตอบ “ม”ี
ท่านพระอาจารย์ “ทำ� ไมไม่ช่วย”
ตอบ “ช่วยไมไ่ ด้ เพราะเขามีกรรมเวรกับฝ่ายข้าศึก จะช่วยไดแ้ ต่ผไู้ มม่ กี รรม
สถานท่สี ำ� คัญและพระพุทธศาสนา เท่านั้น”
ท่านพระอาจารย์ “มานปี้ ระสงคอ์ ะไร”
เขาบอกว่า “ขอให้ท่านบอกคาถาปัดเป่าลูกระเบิดไม่ให้ตกถูกท่ีส�ำคัญด้วย”
ท่านฯ ไดฟ้ งั จึงกำ� หนด พิจารณาหนอ่ ยหนง่ึ ได้ความวา่
นโม วมิ ุตตฺ านํ นโม วมิ ตุ ตฺ ยิ า
เทา่ นั้นเอง เทพคณะนั้นกส็ าธกุ าร แล้วลากลบั ไป ไม่เหน็ กลบั มาอีกเลย
110
การต้อนรับแขกเทวา
เรอ่ื งนี้เกดิ ขึ้นประมาณกลางฤดูหนาวของปี พ.ศ. ๒๔๙๐
ในคืนหน่ึง เวลาประมาณหนึ่งถงึ สองท่มุ เปน็ เวลาที่ท่านพระอาจารย์กำ� ลงั ให้
โอวาทแกส่ านศุ ิษย์ มที งั้ เก่าและใหม่ ขณะใหโ้ อวาทอยู่ ทา่ นหยดุ ไปครหู่ นงึ่ กลนั้ ใจ
อึดหนึ่งก้มหน้านิดๆ พอเงยหน้าขึ้นมาก็โบกมือ บอกว่า “เลิกกัน” ปกติแบบน้ีมี
ไม่บ่อยนกั ศษิ ย์กง็ ง นงั่ เฉยอยู่ ทา่ นย้�ำอีก “บอกเลิกกันไมร่ ้ภู าษาหรือ” ไม่มใี คร
คิดอะไร บอกเลกิ ก็เลิก ท่านฯ ส่งั ผเู้ ลา่ เชิงบังคับใหร้ ีบเก็บของเขา้ หอ้ ง เสร็จแล้วให้
กลับกุฏิ มีภิกษุบางรูปเฉลียวใจไม่ยอมนอนพัก รอท่ีกุฏิของตนพอสมควรแล้ว
ยอ้ นกลับมามองทกี่ ุฏขิ องท่านพระอาจารย์ เหน็ กุฏขิ องท่านสว่างไสวไปหมด คิดวา่
ไฟไหมก้ ฏุ ิ แตด่ ูไปแล้วไม่ใชแ่ สงไฟเปน็ แสงใสนวลๆ คล้ายปยุ สำ� ลี แต่ใส ดตู ้งั นาน
ไมม่ อี ะไรเกิดขนึ้ ก็เลยกลบั กฏุ ิ
รุ่งเชา้ ข้ึนมา ท่านลุกขึน้ กระทำ� สรีรกิจตามปกติ เหมือนไม่มอี ะไรเกิดข้นึ ตกคำ่�
ถงึ เวลาให้โอวาท วนั นน้ั ท่านฯ แสดงเรือ่ ง ทกุ กะคือหมวด ๒ วา่ สมเดจ็ พระมหา-
สมณเจา้ กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ให้ช่ือวา่ โลกปาลธรรม ธรรมอนั คุ้มครองโลก
ในนวโกวาท ค�ำว่า นวโกวาท ทา่ นแปลใหฟ้ งั ว่า คอื โอวาทสอนพระใหม่ พระเกา่
ก็สอนไดไ้ ม่ใช่วา่ สอนแต่พระใหม่
วันน้ันดูท่านอธิบายเร่ืองน้ีเต็มท่ีถึง ๒ ช่ัวโมงเต็ม มีเหตุผลอุปมา อุปไมย
โดยยกเอา ท่านพระมหากัสสปะเป็นอุทาหรณ์ ท่ีพระพุทธเจ้าประทานอุปสมบท
111
แก่พระมหากัสสปะเป็นพิเศษที่ว่า ดูก่อนกัสสปะ เธอจงเข้าไปตั้งความละอายและ
ความเกรงกลัว (เคารพ) ในเพือ่ นพรหมจรรยท์ ้งั เกา่ และใหมเ่ ป็นตัวอยา่ ง ยกมาเปน็
นทิ ัสสนะอทุ าหรณ์ ตอนสุดท้าย ทา่ นแสดงอานสิ งสว์ ่า ผตู้ ง้ั อยู่ในหริ แิ ละโอตตัปปะ
เป็นที่รักของมนุษย์ เทพ พรหม ทั้งหลาย และท�ำให้มีอายุยืนด้วย เหมือนท่าน
พระมหากัสสปะ พอได้เวลาทา่ นกห็ ยดุ พัก
คนื นนั้ ผเู้ ขา้ เวร มผี เู้ ลา่ ทา่ นวนั (พระอาจารยว์ นั อตุ ตฺ โม) ทา่ นหลา้ (พระอาจารย์
หลา้ เขมปตโฺ ต) ทา่ นเลยเมตตาเล่าเพิม่ เตมิ ใหแ้ กพ่ วกเราฟงั อกี วา่ เมือ่ คนื วานนีพ้ อ
เทศนใ์ หห้ มูฟ่ ังไปหนอ่ ยหนงึ่ มเี ทพตนหน่ึงชอื่ ปญั จสิกขะ มาบอกวา่ “วนั น้จี ะมเี ทพ
จากชนั้ ดาวดงึ สม์ าฟงั ธรรมจากทา่ น ขอนมิ นตท์ า่ นเตรยี มตวั รบั แขก เทวา” พอกำ� หนด
ไดก้ ไ็ ลห่ มหู่ นที นั ทเี พราะพวกนเ้ี ขาจะมาตามกำ� หนด ถา้ เลยกำ� หนดเขาจะไมร่ อ ทา่ นวา่
เทวาพวกน้ีมีประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ ตน เพิ่งจากมนุษย์โลกจากเมืองไทยไป
เรมิ่ แตท่ า่ นพระอาจารย์มาพักทีบ่ า้ นหนองผอื นี้ ผูเ้ ล่าสงสยั วา่ วดั ปา่ บ้านหนองผือก็
แค่นี้มแี ตป่ า่ เทวดา ๕๐๐,๐๐๐ ตน จะอย่อู ยา่ งไรคนแคร่ อ้ ย สองร้อยกไ็ มม่ ีท่จี ะอยู่
แล้ว ท่านพูดวา่ เทวดาพวกนี้มีกายเปน็ ทพิ ย์ ท่านยงั พูดเป็นภาษาบาลใี นธรรมบทวา่
“อนตฺ ลิกฺเข” แปลดว้ ยวา่ ในหว้ งแห่งจกั รวาล มีอากาศมชี ่องว่างเป็นทีซ่ ึ่งจะเหน็ รูป
ท้ังหลาย ปรากฏว่ารปู แผน่ ดิน ตน้ ไม้ ภเู ขาไม่มีทัง้ สนิ้ มีเทวดาเท่าไรบรรจไุ ด้หมด
ไม่มีค�ำว่าเต็ม ท่านว่า
ท่านพระอาจารย์ก�ำหนดถามว่า “พวกทา่ นต้องการฟงั ธรรมและมีวตั ถปุ ระสงค์
อะไร” เขาตอบว่า “อยากฟังสุกฺกธมมฺ สตู ร มีวตั ถุประสงค์คือ เทพบางพวกท�ำบุญ
นอ้ ยไดฟ้ ังสุกกฺ ธมมฺ สตู ร จะไดเ้ สวยทิพยสมบัตินานๆ” ท่านเฉลยี วใจว่า อะไรคอื
สุกกฺ ธมฺมสูตร “พระสูตรนมี้ ีนอ้ ยองค์นกั ที่จะไดแ้ สดงให้เทพฟงั เว้นพระสพั พญั ญู
และพระอัครสาวกเท่านน้ั ” พวกเทพวา่ ท่านกำ� หนดพิจารณากไ็ ดค้ วามปรากฏข้ึนว่า
หิริโอตฺตปฺปสมฺปนฺนา ฯเปฯ สนฺโต สปฺปุริสา โลเก เทวธมฺมาติ วุจฺจเร
ท่านอุทานในใจวา่ อ๋อ เทวธรรมนเี้ อง คอื สุกกฺ ธมฺมสูตรของเทวา
112
พอเรมิ่ จะอธบิ ายก็ไดย้ ินเสยี งแว่วมาวา่ “เดี๋ยวกอ่ น ขา้ พเจ้าจะเตอื นพวกเทพ
พวกน้ีก่อน เพราะเขาไม่เคยมาฟัง ยังไม่รู้ธรรมเนียม” ท่านก�ำหนดเห็นพระนาง
สชุ าดานงั่ เปน็ ประธาน สว่ นเสยี งทปี่ รากฏนน้ั เปน็ เสยี งของทา้ วสกั กะดแู ลอยเู่ บอ้ื งหลงั
พอไดเ้ วลาก็ได้ยนิ เสียงแวว่ มาอกี วา่ “พรอ้ มแลว้ ”
ท่านฯ ก็เร่ิมเทศน์อธิบาย ด้วยการก�ำหนดจิตพิจารณาเนื้อหาสาระแห่งธรรม
เพียงพอแลว้ หากพวกเทพเข้าใจเขาจะใหเ้ สยี งสาธุการ ถ้าไมเ่ ขา้ ใจเราอธิบาย เขาจะ
ไม่ยอม ตอ้ งว่ากันใหม่ สอนเทพสบาย ไมย่ ากเหมือนสอนมนษุ ย์ มนษุ ย์ตอ้ งใช้
เสยี งโวๆ เวๆ ล่ันไปหมด พดู มากก็เหนอื่ ย และสอนบ่อยปานน้ัน ยังเข้าใจยาก
สอนเทพสบายกวา่ ทา่ นว่าอยา่ งนัน้
113
มรดกธรรมของทา่ นพระอาจารย์
นอกจากบทประพนั ธเ์ รอ่ื งขนั ธะวมิ ตุ สิ ะมงั คธี รรมะ ซงึ่ ทา่ นไดเ้ ขยี นเปน็ บทกลอน
หรอื รา่ ยแลว้ กย็ งั มบี ทธรรมบรรยาย และธรรมเทศนา ทไ่ี ดม้ อบไวเ้ ปน็ มรดกแกค่ ณะ
ศิษยานศุ ิษย์ และอนชุ นรุ่นหลัง โดยรวบรวมพิมพ์พรอ้ มชีวประวตั ิของทา่ น แจกใน
งานถวายเพลิงศพทา่ น โดยใหช้ ื่อหนงั สอื ว่า ชวี ประวตั ิ ธรรมเทศนา บทประพนั ธ์
และธรรมบรรยาย ของ พระอาจารยม์ น่ั ภูรทิ ัตตเถร
ดังจะยกตัวอย่าง คำ� นำ� ซึง่ เขียนโดย พระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) และ
ค�ำชี้แจงโดย พระอริยคุณาธาร (เส็ง ปุสฺโส) จากหนังสือฉบับท่ีพิมพ์แจกในงาน
ถวายเพลิงศพทา่ น เมอื่ วันท่ี ๓๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๙๓
114
115
116
117
118
119
120
121
122
123
124
125
126
จอมไทย
หลังเทศน์จบ พระไปกันหมดแล้วก่อนจะจ�ำวัด ท่านพระอาจารย์มักมีค�ำพูด
ขำ� ขนั บา้ ง เปน็ ปรศิ นาบา้ ง เปน็ คำ� ของบคุ คลสำ� คญั พดู บา้ ง อยา่ งทผ่ี เู้ ลา่ กำ� ลงั จะเลา่ เรอื่ ง
ภาคกลาง ต่อไปนี้
สมเดจ็ พระมหาวรี วงศ์ (อว้ น ตสิ โฺ ส) เคยพดู วา่ ภาคกลางคอื “จอมไทย” (ผปู้ ฏบิ ตั ิ
ใกลช้ ิด คิดอยากรอู้ ยากฟัง ไม่ต้องถามท่านพระอาจารยด์ อก ถวายการนวดไปท่าน
ก็เล่าไป พอจบเรื่องท่านก็หลับ โปรดเข้าใจการสนทนาธรรมด้วยอิริยาบถนอน
เปน็ การไมเ่ คารพธรรม แตท่ า่ นพระอาจารยก์ ลา่ ววา่ เวลานอนมเิ ปน็ การสนทนาธรรม
เปน็ การพูดกันธรรมดาๆ แบบกนั เอง ทา่ นจงึ ไม่เป็นอาบตั ิ)
คำ� ว่า “จอม” หมายถึง วัตถุแหลมๆ อยบู่ นท่สี ูง เช่น ยอดพระเจดยี เ์ ปน็ ต้น
“จอมไทย” กค็ อื กรงุ เทพมหานครเรานเ้ี อง ทา่ นทเี่ ปน็ ปราชญ์ กเ็ รยี กวา่ จอมปราชญ์
มงกฎุ ฉลองพระมหากษตั รยิ ก์ เ็ รยี ก จอมมงกฎุ พระมหากษตั รยิ ก์ เ็ รยี ก จอมกษตั รยิ ์
วดั พระแก้วมรกตอกี แหง่ หนึ่ง เรียกว่า จอมวัด ก็ไมผ่ ดิ
วดั พระแกว้ นเ้ี ป็นวดั พระพุทธเจ้าโดยเฉพาะ พระสงฆ์อยไู่ ม่ได้ เพราะพระสงฆ์
มาจากตระกลู ตา่ งๆ ทง้ั หยาบทั้งละเอียด ไม่รูพ้ ุทธอัธยาศยั พทุ ธธรรมเนียม เพราะ
พระพทุ ธเจ้าเป็นทัง้ กษตั ริย์ และพระพทุ ธเจา้ ผสู้ ุขมุ าลชาติ เมื่อไม่รูพ้ ุทธธรรมเนียม
พระสงฆ์ไปอยู่กม็ ีแตบ่ าปกินหัว ทา่ นวา่
127
ผรู้ ทู้ ง้ั พทุ ธอธั ยาศยั และพทุ ธธรรมเนยี มแลว้ มพี ระมหากษตั รยิ อ์ งคเ์ ดยี วเทา่ นน้ั
ครงั้ พทุ ธกาลกม็ พี ระเจา้ พมิ พสิ ารเทา่ นน้ั ทรงรู้ แตจ่ อมไทย คอื พระมหากษตั รยิ ท์ รงรู้
มาแล้ว ไดท้ รงสรา้ งวัดถวายจ�ำเพาะพระแกว้ เทา่ นัน้
พระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ เป็นหน่อเน้ือพุทธางกูร คือ จะได้ตรัสรู้
เป็นพระพุทธเจ้าในกาลข้างหน้า ต่างแต่วาสนาบารมีมากน้อยเท่านั้น ท่านจึงทรงรู้
พุทธอัธยาศัยเป็นตัวแทนพระพุทธเจ้า (พระพุทธศาสนา ก็เป็นจอมพุทธศาสนาท่ี
กรุงเทพฯ น)ี้
ไทยนนั้ เป็นเจา้ ขององคพ์ ระแก้วมรกต ผู้ใดยา่ งกรายเข้าสูว่ ดั พระแกว้ เป็นบุญ
ทุกขณะท่อี ย่ใู นบริเวณวัด แมแ้ ตช่ าวตา่ งชาติ จะเป็นฝรง่ั องั กฤษ อเมริกา มีโอกาส
ไดเ้ ขา้ ไปในบรเิ วณวดั พระแกว้ จะดว้ ยศรทั ธาหรอื ไมก่ ต็ ามกไ็ ดเ้ ขา้ มาสวู่ งศพ์ ระพทุ ธ-
ศาสนาโดยปริยาย หรอื จะบังเอิญก็แลว้ แต่ สามารถเป็นนสิ ยั ใหเ้ ขา้ มาได้ พลัดชาติ
มาเกิดเปน็ คนไทย สบื ต่อบุญบารมีสำ� เรจ็ มรรคผลได้
นคี้ ือบทสนทนาแบบกนั เองของครูและศษิ ย์
ปี พ.ศ. ๒๔๘๕ จอมพล ป. พบิ ลู สงคราม เปน็ นายกรัฐมนตรี ไดใ้ ห้สมญานามภาคเหนือว่า “ถิ่นไทยงาม”
ตอ่ มาสมเดจ็ พระมหาวรี วงศ์ (อว้ น ตสิ โฺ ส) ไดใ้ หส้ มญานามภาคอสี านวา่ “ถนิ่ ไทยด”ี และสมญานามภาคใต้
วา่ “ถิ่นไทยอุดม” สว่ นภาคกลางได้สมญานามว่า “ถิ่นจอมไทย”
128
พระอรหันตแ์ หง่ กรงุ รัตนโกสนิ ทร์
ท่านพระอาจารยเ์ ล่าว่า พระอริยบคุ คลในยคุ รัชกาลท่ี ๔ คอื สมเดจ็ พระมหา-
สมณเจา้ กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ซง่ึ เปน็ พระโอรสของรัชกาลที่ ๔ น้นั เองเป็น
องค์แรก
ท่านเป็นพระอริยบุคคลโสดาบันตั้งแต่คร้ังพระพุทธเจ้าเสด็จเข้าสู่กรุงราชคฤห์
เทศนาโปรดพระเจา้ พมิ พิสาร พระสหายเพ่ือปลดเปลื้องคำ� ปฏิญญา๑ ทพ่ี ระพุทธเจ้า
ไดใ้ หไ้ ว้ เมอ่ื เสดจ็ ออกผนวชครง้ั แรก
พระชาติปัจจุบัน ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ เป็นชาติท่ี ๗ ชาติสุดท้าย
ทรงแตกฉานในจตุปฏสิ มั ภิทาญาณ อยา่ งสมบูรณแ์ บบในยคุ น้ี
ท่านพระอาจารย์ยกตัวอย่าง ความสามารถท่ีไม่มีใครเทียบสมเด็จพระมหา-
สมณเจ้าฯ ว่า แตก่ อ่ นพวกบัณฑิตทเี่ รียนบาลี คอื มูลกจั จายนค์ มั ภีร์ สนธ-ิ นาม
ต้องเรียนถึง ๓ ปี จึงแปลบาลีออก สมเดจ็ ฯ ทรงรจนา บาลีไวยากรณ์ใหก้ ลุ บตุ ร
เล่าเรียน ในปัจจบุ นั ๓ เดือน กแ็ ปลหนงั สอื บาลอี อก
นัน่ อศั จรรยไ์ หมท่าน
๑ หลงั จากทพ่ี ระโพธสิ ตั วส์ ทิ ธตั ถะทรงออกผนวชแลว้ ไดเ้ สดจ็ จารกิ ไปยงั เมอื งราชคฤห์ แควน้ มคธ พระเจา้ -
พมิ พิสารไดท้ รงพบพระองค์ และไดต้ รัสปฏิญญาวา่ “ถา้ พระองค์ได้สำ� เร็จเปน็ พระพทุ ธเจ้าแลว้ ขอจงเสด็จ
มาทแ่ี ว่นแคว้นของหม่อมฉันกอ่ น” พระโพธสิ ตั วส์ ิทธตั ถะทรงรับปฏิญญาของพระเจ้าพิมพิสารไว้
(จากหนงั สอื ชวี ประวตั ิพุทธอบุ าสก เล่ม ๒ หน้า ๓๖ เรยี บเรียงโดย จำ� เนยี ร ทรงฤกษ์)
129
ทา่ นพระอาจารยเ์ ล่าตอ่ ไปว่า...
เมอื่ สมเดจ็ พระมหาสมณเจ้าฯ ทรงรจนาวินยั มขุ เล่ม ๑ หลกั สูตรนักธรรมตรี
จิตของพระองคก์ ำ� หนดวิปสั สนาญาณ ๓ ทก่ี ล่าวมาแล้ว คอื สจั จญาณ กิจจญาณ
และกตญาณ ไดบ้ รรลุชนั้ สกทิ าคามี
ตอ่ มาพระองคเ์ สด็จประพาสสวนหลวง เมืองเพชรบุรี ทรงรจนาธรรมวิจารณ์
พระหฤทัยของพระองคก์ บ็ รรลพุ ระอนาคามี
พระองคท์ รงมภี าระมาก ดจู ะทรงรบี เรง่ เพอ่ื จดั การศกึ ษา และปฏบิ ตั สิ บื ตอ่ อายุ
พระพุทธศาสนา ประกอบกับสุขภาพของพระองค์ ก็อย่างท่ีพวกเราเห็นใน
พระฉายาลกั ษณ์น้นั เอง ดูจะทรงงานมาก ผอมไป และยุคนน้ั การแพทย์กไ็ มเ่ จรญิ
แต่พระองคก์ ็ทรงบ�ำเพ็ญกรณยี กจิ จนเข้ารูปเข้ารอย จนพวกเราสามารถจะประสาน
ต่อไปได้ พระองค์ทรงพิจารณาเห็นสังขารของพระองค์ว่าไปไม่ไหวแล้ว จึงเร่ง
วปิ ัสสนาญาณ ส�ำเรจ็ พระอรหันต์เขา้ สูพ่ ระนพิ พาน
น่ีคอื ค�ำบอกเลา่ ของท่านพระอาจารย์มั่นทผี่ ู้เลา่ ไดฟ้ ังมา
130
พระชาตปิ ระวัติ
สมเดจ็ พระมหาสมณเจา้ กรมพระยาวชริ ญาณวโรรส ประสูตเิ ม่ือวันพฤหสั บดี
ท่ี ๑๒ เมษายน พ.ศ. ๒๔๐๓ (ร.ศ. ๗๙) เปน็ พระเจ้าลูกยาเธอ พระองคท์ ่ี ๔๗
ในพระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั รชั กาลที่ ๔ และเจา้ จอมมารดาแพ. ทรงศกึ ษา
อักษรสมยั เบอ้ื งตน้ ในสำ� นกั ของทา่ นนก ธิดาพระศรวี ิโรจน์, พระชนมายุ ๘ พรรษา
พ.ศ. ๒๔๑๖ พระชนมายุ ๑๔ พรรษา ทรงผนวชเปน็ สามเณร ประทับ ณ
วดั บวรนเิ วศวหิ าร เป็นเวลา ๗๘ วนั จึงทรงลาผนวช
พ.ศ. ๒๔๒๒ พระชนมายุ ๒๐ พรรษาบริบูรณ์ ทรงผนวชเป็นพระภกิ ษุ สมเดจ็
พระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ทรงเป็นพระอุปัชฌาย์ พระจันทร-
โคจรคุณ (จนทฺ รสํ ี ยม้ิ ) เปน็ พระกรรมวาจาจารย์ ประทบั วัดบวรนเิ วศวหิ าร.
พระอิสริยยศและพระสมณศกั ดิ์
พ.ศ. ๒๔๒๔ ทรงผนวชได้ ๓ พรรษา, ทรงรบั สถาปนาเฉลมิ พระยศเปน็ พระเจา้
นอ้ งยาเธอ กรมหมน่ื วชริ ญาณวโรรส. พ.ศ. ๒๔๔๙ พระชนมายุ ๔๗ พรรษา ทรงรบั
สถาปนาเฉลิมพระยศเปน็ พระเจา้ น้องยาเธอ กรมหลวงวชริ ญาณวโรรส. พ.ศ. ๒๔๕๓
พระชนมายุ ๕๐ พรรษา ทรงรบั มหาสมณตุ มาภเิ ษก เปน็ สมเดจ็ พระมหาสมณะ ตำ� แหนง่
สมเดจ็ พระสงั ฆราช แตโ่ ดยทพ่ี ระองคท์ รงเปน็ เจา้ นายชน้ั สงู จงึ เรยี กพระนามเปน็ พเิ ศษ
วา่ สมเดจ็ พระมหาสมณเจา้ และไดท้ รงรบั สถาปนาพระอสิ รยิ ยศเปน็ สมเดจ็ พระเจา้ บรม
วงศเ์ ธอกรมพระยาวชริ ญาณวโรรส. พ.ศ. ๒๔๖๔ พระชนมายุ ๖๒ พรรษา ทรงรับ
สถาปนาเปลย่ี นค�ำน�ำหน้าพระนามเป็น สมเดจ็ พระมหาสมณเจา้ .
พระกรณยี ะด้านการศกึ ษา
พ.ศ. ๒๔๓๖ พระชนมายุ ๓๔ พรรษา ทรงจดั ตงั้ มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั เปน็ สถานท่ี
ศึกษาวิชาการแบบใหม่ สำ� หรับคณะสงฆ์และกุลบุตรทั่วไป ตามพระบรมราชโองการ
ของพระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยู่หวั
131
ทรงจดั ใหม้ กี ารสอบความรนู้ กั ธรรมขนึ้ เปน็ ครง้ั แรก ซง่ึ ตอ่ มาเรยี กวา่ “นกั ธรรม”
มี ๓ ชนั้ คอื นกั ธรรมชน้ั ตรี นกั ธรรมชนั้ โท และนกั ธรรมชน้ั เอก อนั เปน็ การศกึ ษาชนั้ ตน้
มลู ฐานของพระภกิ ษสุ ามเณรในประเทศไทยสบื มาจนปัจจบุ ันนี้
พระกรณียะพเิ ศษ
ทรงเป็นพระอปุ ธั ยาจารย์ของพระมหากษตั ริย์ ๒ พระองค์ คือ พระบาทสมเดจ็
พระมงกฎุ เกลา้ เจา้ อยหู่ วั รชั กาลที่ ๖ เมอื่ ทรงผนวช พ.ศ. ๒๔๔๗ และพระบาทสมเดจ็
พระปกเกลา้ เจา้ อยหู่ วั รชั กาลท่ี ๗ เมอ่ื ทรงผนวช พ.ศ. ๒๔๖๐ ทรงเปน็ พระอปุ ธั ยาจารย์
ของเจา้ ฟ้าและพระเจ้าลกู ยาเธอ ในรัชกาลท่ี ๕ อกี หลายพระองค์
งานพระนพิ นธ์
ทรงนพิ นธห์ นงั สอื ตำ� ราสำ� หรับใชเ้ ปน็ แบบเรยี น หลกั สตู รนักธรรมชั้นตรี ๘ เล่ม
หลักสูตรนักธรรมชั้นโท ๖ เล่ม หลักสูตรนักธรรมช้ันเอก ๗ เล่ม หลักสูตรบาลี
ไวยากรณ์ ๖ เล่ม ทรงนพิ นธพ์ ระธรรมเทศนา ๘๐ กัณฑ์ ทรงวรรณนา (อธิบาย)
พระสูตร ๒๕ เรื่อง ทรงแปลพระสูตรต่างๆ ๔๗ สูตร ทรงนิพนธ์พระโอวาทและ
ธรรมคดคี วามเรยี ง ๗๐ เรอื่ ง ทรงนพิ นธร์ อ้ ยแกว้ และรอ้ ยกรองเปน็ ภาษาบาลี ๑๕ เรอ่ื ง.
ทรงช�ำระพระคัมภีร์และปกรณ์ต่างๆ คือ ทรงช�ำระพระไตรปิฎก ๑๐ เล่ม
ทรงชำ� ระธมั มปทฏั ฐกถา สำ� หรบั ใชเ้ ปน็ หลกั สตู รบาลปี ระโยค ๓ จำ� นวน ๘ เลม่ ทรงชำ� ระ
มงั คลตั ถทีปนี (หลกั สตู รบาลปี ระโยค ๔) ภาค ๑ และมังคลตั ถทีปนี (หลักสตู รบาลี
ประโยค ๕) ภาค ๒ ทรงชำ� ระสมันตปั ปาสาทกิ า ภาค ๓ (หลักสตู รบาลีประโยค ๖)
และสมนั ตปั ปาสาทกิ า ภาค ๑-๒ (หลกั สูตรบาลีประโยค ๗)
พระอวสานกาล
ส้นิ พระชนมเ์ มื่อวนั ที่ ๒ สงิ หาคม พ.ศ. ๒๔๖๔ ณ พระตำ� หนักเดมิ วดั บวร
นเิ วศวหิ าร พระชนมายุ ๖๒ พรรษา ทรงเป็นสมเด็จพระมหาสมณเจา้ องค์สกลมหา-
สังฆปรณิ ายก ๑๒ ปี ทรงครองวดั บวรนเิ วศวิหาร เปน็ ลำ� ดบั ที่ ๓ เป็นเวลา ๒๘ ป.ี
132
การถ่ายรูปทา่ นพระอาจารย์มน่ั
รปู ทา่ นพระอาจารยม์ น่ั ทเี่ ราเหน็ นน้ั จะเปน็ รปู ทท่ี า่ นตง้ั ใจใหถ้ า่ ยทงั้ หมด ถา้ ทา่ น
ไมใ่ ห้ กไ็ มม่ ีใครถ่ายติด น่เี ป็นเรอื่ งจรงิ
มีอยคู่ รง้ั หน่ึงขุนศรปี ทุมวงศ์ นายหล้า พังโคน มาอปุ ัฏฐากทา่ นพระอาจารย์
เทีย่ วไปฟังเทศน์ ไปอุปการะด้วยปจั จัย ๔ เม่อื ทา่ นฯ อาพาธ ขนุ ศรีฯ ก็ส่งหมอไป
ไมใ่ ช่หมอปริญญาหรอก เป็นชาวเวยี ดนาม ท�ำงานที่โรงพยาบาลท่าแขก ถูกฝรงั่ เศส
ขับไล่สมยั ที่มาปกครอง จงึ มาเปิดคลนิ ิกแถวพงั โคน หมอฉดี ยาให้ทา่ น ๒ เขม็ และ
ให้ยาไวฉ้ นั ดว้ ย หมอของขนุ ศรีฯ พักอยู่ทน่ี ั่นถงึ ๓ วัน อาการดีขึ้น ท่านก็บอกว่า
“พอแล้วนะ ไม่ต้องมาฉดี อกี อาการหายแลว้ ”
พอขนึ้ ไปครงั้ ทส่ี อง เอาชา่ งถา่ ยภาพไปดว้ ย กราบนมสั การทา่ นวา่ “พวกกระผม
ขออนญุ าตถ่ายภาพทา่ นอาจารย์ไวเ้ ป็นท่ีเคารพบูชา”
ท่านฯ ว่า “ไม่ได้ดอกโยมหมอ อาตมาไม่ให้ เพราะโยมหมอถ่ายภาพของ
อาตมาไป เพือ่ จะท�ำการซื้อขาย หาอย่หู ากนิ กลัวโยมจะเป็นบาป อาตมาไม่ให้”
เขากก็ ราบออ้ นวอน
ทา่ นฯ บอกวา่ “เราเปน็ คน รจู้ กั ภาษา ไมใ่ ห้ ไมใ่ ห้ เขา้ ใจไหมละ่ ” เขากเ็ ลยเลกิ
ไมอ่ อ้ นวอนอีก
133
พอเช้ามาท่านไปบิณฑบาต เขากไ็ ปตง้ั กล้องในที่ลับ กลอ้ งขาหยั่งสามขาถา่ ย
ถ่ายเสร็จกเ็ อาม้วนน้อี อกไป หลังจากท่านบิณฑบาต ทา่ นนั่งให้พร ถ่ายม้วนท่ีสอง
ไปอกี มาม้วนที่สาม ม้วนท่สี ่ี จนส่มี ้วนแล้วก็ไปอีก น่คี รง้ั ทห่ี นึง่ ครง้ั ทสี่ องเอาอีก
สี่ท่า ครง้ั ทีส่ ามเอาอกี ส่ที ่า กลบั ไปล้างอยู่ท่พี ังโคน ไม่มีอะไรตดิ เลย นเ่ี ปน็ เร่อื งจรงิ
จะเชือ่ หรอื ไมก่ แ็ ล้วแต่
แม้แต่ท่านอาจารย์วิริยังค์ ก็เหมือนกัน ฉีกทิ้งไม่รู้ว่ากี่แผ่น นายช่างฉายา
สกลเจรญิ เอากลอ้ งไปถา่ ยทไี่ หน เอาไปลา้ งกม็ แี ตส่ ญู เปลา่ ทง้ั หมดเลย สงิ่ ทจ่ี ะปรากฏ
ไปแล้วอุจาดตา ท่านเจ็บป่วย ท่านล้มหายตายจากก็ดี มารยาทของความล้มหาย
ตายจากก็ถ่ายไม่ติด ท�ำไมท่านจึงไม่ให้ติด เพราะวา่ การเห็นรปู ภาพเช่นน้ัน จิตของ
บุคคลผ้ทู ีเ่ หน็ อาจจะเป็นกศุ ลหรอื อกุศล และเพือ่ รักษาจิตผพู้ บเห็นไมใ่ ห้เปน็ อกศุ ล
ทา่ นจงึ อธษิ ฐานไว้ไม่ให้ติด
สมยั นน้ั ผทู้ ่ถี า่ ยภาพทา่ นแลว้ ก็ไมม่ ใี ครนำ� ไปถวายท่านหรอก ถา้ ถวายท่าน
ก็จะตะเพิดเอาท่านไม่รับ ท่านฯ ว่า “ลบู ๆ คล�ำๆ จับๆ วางๆ มนั จะได้ประโยชน์
อะไร”
อย่างรูปยืนท่ีเราเห็นนั้น คงจะเป็นรูปที่ท่านต้องการให้ถ่าย จึงห่มให้เป็น
กิจจลกั ษณะ คล้ายก�ำลังเดนิ จงกรม ปกติเวลาทา่ นเดนิ จงกรม ถา้ เป็นฤดูหนาวก็จะ
คลุมผ้ากนั หนาว ถา้ ฤดูรอ้ นท่านกจ็ ะใส่แตผ่ ้าองั สะ ท�ำแบบสบายๆ
จังหวะในการเดินกป็ กติ ไม่เรว็ ไม่ชา้ ใหเ้ ปน็ ปกติ กา้ วปกตกิ า้ วขนาดไหน
ก็ให้ก้าวขนาดนั้น พอประชิดทางจงกรมเราจะหมุนกลับ จากซ้ายไปขวา ทิศที่จะ
เดินจงกรม มีอยู่ ๒ ทศิ คอื ตะวนั ตกกับตะวันออก หรอื อสี านกบั หรดี นอกน้นั
เดนิ ขวางตะวนั ถา้ ใครทำ� ท่านฯ จะดุ มนั ไมถ่ กู ทา่ นวา่ เดินไปจนตายจะใหจ้ ิตรวม
มันไมร่ วมหรอก
134
ผเี ฝ้าหวงกระดกู
เรอ่ื งนเี้ กดิ ขนึ้ เมอ่ื ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๙๐ ขณะทผี่ เู้ ลา่ อยกู่ บั ทา่ นพระอาจารยม์ นั่
ทว่ี ัดปา่ บ้านหนองผือ
วนั หนง่ึ นายฟอง ชนิ บตุ ร โยมผนู้ มี้ าวดั เปน็ ประจำ� เธอไดแ้ บกไหกระเทยี มชนดิ
ปากบาน มฝี าครอบ ขนาดใหญเ่ กอื บเทา่ ขวดโหล ขา้ งในบรรจกุ ระดกู นำ� มาถวายทา่ น
พระอาจารย์
โยมฟองเล่าว่า เจ้าของไหเขานำ� มาถวาย เป็นไหใสก่ ระดกู คน ดูเหมอื นจะเป็น
กระดกู เดก็ แตก่ ระดกู นนั้ นำ� ไปฝงั ดนิ แลว้ ปากไหบน่ิ เพราะถกู ผานไถขดู เอา โยมฟอง
ไดเ้ ล่าถงึ เหตทุ ไ่ี ด้ไหนีม้ าว่า
นายกู่ พิมพบุตร ผูเ้ ป็นเจ้าของนา ตงั้ ใจจะไปไถนาตอนเช้าตรู่ ตน่ื ขึน้ มาเห็น
ยงั มดื อยู่ จงึ นอนต่อ พอเคลิ้มหลบั ไปกฝ็ ันเหน็ วา่ มชี ายคนหนง่ึ เดินเขา้ มาหาบอกวา่
“ให้ไปเอาไหกระดกู ๒ ใบ ไปถวายทา่ นพระอาจารย์ม่นั ใหด้ ว้ ย”
นายก่ถู าม “ไหอยทู่ ไ่ี หน” ชายคนนั้นตอบ “ไถนาไปสัก ๓ รอบ ก็จะเหน็ ”
ถามว่า “ชื่ออะไร” ตอบ “ชื่อตาเชียงจวง มาเฝา้ กระดกู ลกู อยทู่ น่ี ี่ได้ ๕๐๐ ปีแล้ว”
วนั หนงึ่ ไดย้ นิ เสยี งทา่ นพระอาจารยม์ น่ั เทศนแ์ วว่ ๆ มาในเวลากลางคนื วา่ เปน็ หมามา
น่ังเฝ้าหวงกระดูกแล้วก็กัดกัน ส่วนเน้ือล่�ำๆ อร่อยๆ มนุษย์เอาไปกินหมดแล้ว
135
มัวแต่มานั่งเฝ้าห่วงเฝ้าหวงกระดูกตนเอง กระดูกลูกเมีย ตายแล้วไปเป็นผีเปรต
ต้องมานงั่ เฝ้ากระดูกถงึ ๕๐๐ ปแี ล้ว
จึงไดส้ ตริ ะลึกได้ ทัง้ ๆ ท่ีอดๆ อยากๆ ผอมโซ กย็ ังพอใจเฝา้ หวง เฝ้าหว่ ง
กระดูกลกู เมียอยู่ เฝา้ สิ่งท่รี ักและอาลยั จนลมื วนั ลมื เวลา
นแี่ หละ เพราะความรัก ความห่วงหาอาลยั เปน็ เหตุใหไ้ ปเกดิ เปน็ ผเี ปน็ เปรต
เฝ้าส่งิ ท่ีรกั และอาลัย จนลมื วนั ลมื เวลา
136
พระแก้วมรกต
เรอ่ื งน้ี อัตถปุ ัตตเิ หตุ เกดิ ขน้ึ เมอื่ ครง้ั ทา่ นพระอาจารย์มัน่ พกั อยู่ท่ีวดั ปา่ บา้ น
หนองผอื ขณะทพี่ ระอปุ ชั ฌายอ์ นุ่ (พระครบู รบิ าลสงั ฆกจิ อนุ่ อตุ ตฺ โม วดั อดุ มรตั นาราม
อำ� เภออากาศอำ� นวย จงั หวดั สกลนคร) ไดไ้ ปนมสั การฟงั เทศนแ์ ละไดน้ ำ� รปู พระแกว้
มรกต ขนาด ๒๐ น้ิว เป็นภาพพมิ พ์ใส่กรอบไปถวายท่านพระอาจารย์ แตด่ ทู า่ น
จะลมื ทำ� ความสะอาด เพราะมีฝุ่นจบั อยู่ ทา่ นพระอาจารยก์ ็น้อมรับด้วยความเคารพ
หลังจากท่านอุปัชฌาย์อุ่นลาลงกุฏิไปแล้ว ท่านพระอาจารย์ได้ท�ำความสะอาด
โดยนำ� ผา้ สรงนำ�้ ของทา่ นฯ มาเชด็ ถู ผเู้ ลา่ เอาผา้ เชด็ พนื้ เขา้ ไปชว่ ยทำ� ความสะอาดดว้ ย
เพราะเหน็ วา่ ผา้ ยงั สะอาดอยู่ ทา่ นฯ หนั มาเหน็ เขา้ พดู วา่ “อะไรกนั นน่ั รปู พระพทุ ธเจา้
แทๆ้ ยงั เอาผา้ เช็ดพืน้ มาถกู ได”้ ผเู้ ล่าสะดุ้งไปทัง้ ตัว เพราะความโง่เขลา ปญั ญาอ่อน
ทา่ นฯ ก็เลยทำ� ความสะอาดเอง
เสรจ็ แลว้ กม็ เี พอื่ นภกิ ษทุ ยอยกนั ขนึ้ ไป รวมทง้ั ทา่ นอาจารยว์ ริ ยิ งั คด์ ว้ ย ทา่ นฯ
เลยเทศนถ์ งึ ความมหศั จรรยข์ องพระแกว้ มรกต ทา่ นวา่ พระแกว้ มรกตประดษิ ฐานอยู่
ในประเทศใด ประเทศนน้ั จะไมว่ า่ งจากพระอรยิ บคุ คล พระอรยิ บคุ คลมใี นประเทศใด
ประเทศนน้ั จะไมฉ่ บิ หายด้วยภยั แหง่ สงคราม
ทา่ นพระอาจารย์มน่ั เล่าวา่ พระแก้วมรกตหล่อทีล่ งั กาทวปี ผู้เป็นประธานหล่อ
คือ พระจลุ นาคเถระ เปน็ ชาวลงั กา หลอ่ เมอ่ื ศาสนาลว่ งมาได้ ๓๐๐ ปี สว่ นแกว้ น้นั
ทา่ นเล่าเปน็ เชิงปาฏิหาริย์ พอเริม่ จะหล่อไม่ได้ตง้ั ใจจะเอาแก้วมรกต เพราะเป็นของ
หายาก บอกบญุ ตามแตศ่ รทั ธา จะเปน็ แกว้ อะไรกไ็ ด้ รอ้ นถงึ พระอนิ ทรอ์ ยบู่ นสวรรค์
137
มาอาสาเป็นช่างหล่อ และพระองค์มีแก้วอยู่ดวงหน่ึง ขออนุโมทนาเป็นกุศลด้วย
พระอนิ ทรไ์ มไ่ ดเ้ ปน็ ชา่ ง แตช่ า่ งคอื เทพบตุ ร ชอื่ พระวษิ ณกุ รรม สว่ นแกว้ กไ็ มใ่ ชข่ อง
พระอินทร์ แต่เป็นแกว้ อย่ใู นถ้ำ� จิตรกูฏ หรอื อนิ ทสารนี้ละผูเ้ ลา่ ไมม่ ัน่ ใจ
ท่านพระอาจารย์เล่าว่า เป็นแก้วหน่อเน้อื พทุ ธางกูร ประจ�ำภัทรกัปป์ เหลอื อยู่
๒ ลกู มยี กั ษร์ กั ษา พระอนิ ทรไ์ ปขอแกว้ ดวงใหญ่ ซงึ่ สกุ ใสกวา่ จากยกั ษต์ นนน้ั แตย่ กั ษ์
ไมใ่ ห้ บอกว่าไม่ใชข่ องเจ้า จึงใหแ้ กว้ ดวงเล็กมา คอื แกว้ ประจ�ำหนอ่ เนื้อพุทธางกรู
องคป์ จั จบุ นั พระอนิ ทรน์ ำ� มาทำ� การหลอ่ เปน็ ผลสำ� เรจ็ แตย่ งั มแี กว้ เหลอื คา้ งอยทู่ เ่ี รยี ก
วา่ แกว้ กน้ เตา เผาอยา่ งไรกไ็ มล่ ะลาย พระจลุ นาคเถระจงึ อธษิ ฐานบรรจไุ วใ้ ตฐ้ าน ปรากฏ
เป็นกระปกุ ระปะ ไมเ่ รียบ
หลอ่ เสรจ็ มกี ารสมโภช ทา่ นจลุ นาคเถระ ไดอ้ ธษิ ฐานอญั เชญิ พระบรมสารรี กิ ธาตุ
มาประดษิ ฐาน ๕ แหง่ คอื ระหวา่ งพระขนง ๑ แหง่ พระองั สาทง้ั สอง ๒ แหง่ พระเมาลี
๑ แห่ง และพระนาภี ๑ แหง่ ท่านฯ ว่าอยา่ งนี้
การเสด็จไปสสู่ ถานทีต่ ่างๆ ของพระแก้วมรกตนน้ั มปี จั จัย ๓ อย่าง คอื เพื่อ
เผยแผพ่ ระพุทธศาสนา เกดิ กลียุคในประเทศนั้น และด้วยความรัก
ทา่ นพระอาจารยเ์ ลา่ ตอ่ วา่ ไดม้ กี ารอญั เชญิ จากลงั กาสนู่ ครศรธี รรมราช โดยทาง
เรอื เพ่ือเผยแผ่พระพทุ ธศาสนา น�ำโดยเถรเจ้าปา่ (คำ� ว่า เถรเจา้ ปา่ หมายความถึง
พระกัมมัฏฐานที่ชอบออกปฏิบัติภาวนาอยู่ตามป่าเขา) อยู่นครศรีธรรมราชก็ไม่ได้
กำ� หนดวา่ นานเทา่ ไร ตอ่ จากนนั้ จงึ อญั เชญิ ไปสนู่ ครวดั นครธม ประเทศเขมร เพอ่ื เผยแผ่
พระศาสนา นำ� โดยเถรเจา้ ปา่ อีกนั่นแหละ
จากนครวดั นครธม สกู่ รงุ จนั ทบรุ ศี รสี ตั ตนาคนหตุ (ประเทศลาว) ปจั จบุ นั คอื
เวยี งจนั ทน์ สาเหตเุ กดิ กลยี คุ แยง่ ราชสมบตั ิ เถรเจา้ ปา่ ทา่ นเหน็ วา่ พระแกว้ จะไมป่ ลอดภยั
จงึ ได้เอาผ้าห่อแล้วบรรจลุ งในบาตร (คงจะเปน็ บาตรขนาดใหญ่) เพื่ออ�ำพรางผทู้ ศุ ีล
ไม่ให้แย่งชงิ ไป เถรเจ้าปา่ องคน์ ้นั ไปอยทู่ ่ีเวียงจนั ทน์กไ็ มม่ กี �ำหนดปเี หมอื นกนั
138
จากนครเวยี งจนั ทน์ก็ไดเ้ สดจ็ สนู่ ครล�ำปาง และนครเชยี งใหม่ ดว้ ยสาเหตุแห่ง
ความรกั เนอื่ งจากเจา้ ผคู้ รองเวยี งจนั ทน์ ไดบ้ ตุ รเขยเปน็ ชาวเชยี งใหม่ หลงั จากแตง่ งาน
จะนำ� บตุ รสี เู่ ชยี งใหม่ บดิ าใหพ้ รบตุ รวี า่ อยากไดอ้ ะไรกจ็ ะให้ บตุ รจี งึ ขอพระแกว้ มรกต
ไปด้วย ด้วยความรกั ของบิดากจ็ �ำยอมยกให้
พอไปถงึ ลำ� ปาง ชา้ งทน่ี งั่ ไปไมย่ อมไปเอาดอื้ ๆ จะขบั ไสอยา่ งไรชา้ งกไ็ มไ่ ป ตกลงกนั
ว่าองค์พระแก้วมีพระประสงค์จะประทับที่ล�ำปางแน่ พระแก้วก็เลยประดิษฐานท่ี
ลำ� ปางกอ่ น นานพอสมควรจงึ ไดอ้ ญั เชญิ ไปประดษิ ฐานทว่ี ดั เจดยี ห์ ลวง จงั หวดั เชยี งใหม่
ทา่ นกไ็ มไ่ ดบ้ อกวา่ กปี่ ี ตอ่ มาบตุ รเขยกเ็ สยี ชวี ติ ลง บตุ รเี จา้ ผคู้ รองนครกก็ ลบั สเู่ วยี งจนั ทน์
และน�ำพระแก้วมรกตกลับมาด้วย จงึ ประดิษฐานอยูท่ ่เี วียงจันทน์อีก เป็นคร้ังท่ีสอง
ทา่ นพระอาจารยม์ น่ั เลา่ วา่ ไทยคอื ลาว ลาวคอื ไทย เปน็ ชาตเิ ดยี วกนั ตงั้ แตค่ รง้ั อยู่
ราชคฤห์ แต่หนตี ายมาคนละสาย มาบรรจบกันท่แี ม่นำ�้ ใหญ่ๆ ๔ สายคอื แม่นำ�้ โขง
เจ้าพระยา สาละวนิ และแม่น�ำ้ ตาปี
ตอ่ มาเหตกุ ารณบ์ า้ นเมอื งในลาวเปลย่ี นแปลงไป เกดิ กลยี คุ ราชวงศแ์ ละราชบตุ ร
เปน็ ศตั รกู นั ราชบตุ รมกั ถกู รงั แกใสค่ วาม ทนไมไ่ หว จงึ อพยพครอบครวั ขา้ มโขงมาอยู่
อกี ฝง่ั หนงึ่ (ปจั จบุ นั คอื จงั หวดั หนองบวั ลำ� ภ)ู ราษฎรกท็ ยอยตดิ ตามมา โดยมพี ระตา
นอ้ งชายราชบตุ ร และพระวอลกู ชายราชบตุ ร เป็นหวั หน้า ราชวงศ์ยังยกกองทัพตาม
มารังแกขม่ เหงอกี
ฝ่ายพระตาและพระวอก็ได้ถอยร่นลงมาสู่ดอนมดแดง คืออุบลราชธานี
ในปัจจบุ ันอยา่ งทุลกั ทเุ ล บังเอญิ กองทัพทางเวยี งจนั ทน์เสบียงขาดแคลนลง จงึ ต้อง
ยกทพั กลับ หลงั จากนน้ั ก็ไดย้ กทพั เข้ามาตีอีกเปน็ คร้งั ท่ี ๒ ชาวดอนมดแดงได้ตอ่ สู้
ถวายหวั เต็มกำ� ลังความสามารถ
พระตาสวรรคตในสนามรบอยา่ งสมพระเกยี รติ พระวอเหน็ ทา่ ไมไ่ ด้การ ได้ให้
ม้าเรว็ นำ� สาส์น ขอกำ� ลงั จากบางกอกไปชว่ ย สมัยน้ันสมเดจ็ พระเจ้าตากสินมหาราช
เป็นพระมหากษตั รยิ ์ จงึ ส่งกองทัพมา้ เป็นทัพหนา้ เดินทางไปกอ่ น กองทัพหลวงน�ำ
139
โดยสมเดจ็ เจา้ พระยามหากษตั รยิ ศ์ กึ เปน็ แมท่ พั ยกตามไป ชาวดอนมดแดงกม็ กี ำ� ลงั ใจ
สูถ้ วายหัว พอกองทัพหลวงยกมาถึง กองทัพทางเวียงจันทน์จงึ แตกพ่ายยกกลบั ไป
ท้งั ทพั มา้ ศึกและทัพหลวงแห่งบางกอก พรอ้ มกองอาสาสมคั รแหง่ ดอนมดแดง
ก็ติดตามไลต่ ไี ม่ลดละ จนถงึ ฝ่งั โขง และขา้ มโขงเขา้ ยดึ นครเวียงจนั ทน์ไวไ้ ดท้ ัง้ หมด
หลังจากชนะศึกแล้ว ชาวลาวได้ยินยอมพร้อมใจ มอบพระแก้วมรกต และ
พระบางใหม้ าประดิษฐานที่กรุงเทพฯ นค้ี ือสาเหตทุ พี่ ระแกว้ มรกตมาประดษิ ฐานใน
ประเทศไทย
ปนี น้ั บางกอกเกดิ ฝนแลง้ โหรหลวงทำ� นายวา่ เพราะพระแกว้ และพระบางมาอยู่
รวมกนั เปน็ เหตุ สมเดจ็ เจา้ พระยามหากษตั รยิ ศ์ กึ จงึ สง่ สาสน์ แจง้ ไปยงั เจา้ มหาชวี ติ ลาว
พระองค์ยนิ ดรี ับคืน แตใ่ ห้ส่งไปนครหลวงคอื กรงุ ศรีสตั ตนาคนหุต ไทยไดท้ ำ� การ
สักการะจดั ส่งอย่างสมพระเกียรติ ทา่ นพระอาจารย์มน่ั เลา่ อย่างน้ี ตง้ั แตว่ ันพระบาง
ไปถึงกรงุ ศรสี ัตตนาคนหตุ กเ็ ปล่ยี นช่อื เป็นเมอื งหลวงพระบางมาจนบดั นี้
ทา่ นฯ ยงั เลา่ ตอ่ ไปวา่ เดมิ ไมไ่ ดเ้ รยี กเมอื งหลวงพระบาง เรยี ก “หลวงพระบา้ ง”
เพราะวา่ ทองทหี่ ลอ่ นนั้ เปน็ ทองหลายชนดิ ผมู้ ศี รทั ธาไปรว่ มพธิ เี ททองหลอ่ นนั้ มที ง้ั
สร้อยทองคำ� ตมุ้ หูทองคำ� ก�ำไลทองค�ำ เงนิ ทองแดง นาก ทองสมั ฤทธ์ิ เอาออกมา
ใสล่ งในเบ้าหลอ่ โดยทุกคนกก็ ล่าววา่ ฉนั บา้ ง ขา้ บา้ ง กบู ้าง ขา้ นอ้ ยบา้ ง เมอื่ เปน็
พระออกมากค็ งจะมชี อื่ อยา่ งอน่ื ชอ่ื อะไรทา่ นมไิ ดก้ ลา่ วๆ แตค่ นนนั้ กว็ า่ พระบา้ ง คนนี้
กพ็ ระบา้ ง ลกั ษณะชายจวี รบาง แผอ่ อกทงั้ สองขา้ ง เปน็ แผน่ บางๆ คนภายหลงั มาเหน็
เลยกลายจากบ้าง มาเป็นบาง จากพระบา้ งมาเป็นพระบางไป
หลงั จากสมเดจ็ เจา้ พระยามหากษตั รยิ ศ์ กึ ไดเ้ สดจ็ เสวยราชยเ์ ปน็ รชั กาลท่ี ๑ แลว้
ไดย้ กฐานะบ้านดอนมดแดงขึ้นเปน็ เมอื งใหช้ อื่ วา่ เมอื งอบุ ลราชธานี ต้งั พระวอเปน็
พระวรวงศาธิราชครองเมืองอุบลฯ พระวรวงศาธิราชส�ำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ
ท่พี ้นภัยพบิ ตั มิ าได้ จึงไดป้ ระกาศเป็นทางการว่า แผน่ ดินฝั่งขวาแม่น�ำ้ โขงท้งั หมดขอ
ขนึ้ ตรงต่อบางกอก ไมข่ ้ึนตรงต่อเวยี งจันทน์ ตัง้ แต่วันนนั้ มาจนถึงปัจจุบัน ปรากฏ
อยใู่ นแผนที่ประเทศไทยโดยสมบูรณ์
140
ยกยอ่ งพระมหาเถระ
สมเดจ็ พระมหาวีรวงศ์ (อว้ น ติสโฺ ส) เปน็ พระมหาเถระอกี องคห์ นงึ่ ทที่ า่ น
พระอาจารยย์ กย่อง ดว้ ยคณุ สมบตั พิ ิเศษ
เป็นนกั ปกครองชน้ั เยย่ี ม
มคี วามซ่ือสัตย์
มีผลงานที่ผ้บู งั คบั บัญชายอมรบั
มีความขยนั และอดทนสงู
ท่านเป็นพระโพธสิ ัตวไ์ ม่ใช่พระอรยิ เจา้
ขอ้ ๑. ไมก่ ล่าวถงึ คนทว่ั ไปกร็ ู้ ๒. ทา่ นเปน็ ธรุ ะสนองงานให้คณะสงฆ์ ตงั้ แต่
อายุ ๒๓ ปมี าตลอด ผลงานเปน็ ทย่ี อมรับของผู้บังคับบัญชา เป็นผู้มคี วามอดทนสงู
และขยนั ประวตั ศิ าสตรไ์ ดจ้ ารกึ ไวใ้ นทำ� เนยี บพระเถระฝา่ ยบรหิ ารวา่ ไมม่ ใี ครเทยี บเทา่
สมัยไปเป็นเจ้าคณะมณฑลจ�ำปาศักด์ิต้องเดินทางด้วยเท้าเปล่าจากจ�ำปาศักด์ิ
สู่กรุงเทพฯ เพ่ือรายงานราชการคณะสงฆ์ และให้ค�ำแนะน�ำในการท�ำมาหากินแก่
ชาวบา้ น อันเปน็ นโยบายของ ๓ พระองคพ์ ่อลกู (พระบาทสมเด็จพระจอมเกลา้ -
เจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระมหาสมณเจ้า
กรมพระยาวชิรญาณวโรรส) ที่ใหไ้ วแ้ กค่ ณะสงฆใ์ นสมัยน้นั
141
แมท้ า่ นพระอาจารยม์ นั่ กย็ ดึ ถอื มาตลอด ดงั คำ� อบรมศษิ ยผ์ จู้ ะออกแสวงวเิ วกวา่
การสอนคนหมายถงึ สอนชาวบา้ น ตอ้ งสอนปากสอนทอ้ งใหเ้ ขาอม่ิ กอ่ น จงึ สอนศลี ธรรม
สมเดจ็ ฯ นำ� คณะเดินทางจากจำ� ปาศกั ด์มิ าถงึ ช่องเม็ก จะเขา้ เขตอุบลราชธานี
บังเอิญพระที่ร่วมเดินทางมาด้วยกัน ล้มป่วยเสียชีวิตลง เหลือโยมคอยน�ำเสบียง
เดนิ ทาง ๒ คน เดนิ ทางมาดว้ ยกนั ๔ คน ตายเสยี คนหนงึ่ ชว่ ยกนั หาฟนื เผาเสรจ็ แลว้
ห่อกระดูกใส่ย่าม สะพายมามอบแก่มารดาบิดาของเธอ ท้ังหนักกระดูกตนเอง
แลว้ ยงั หนกั กระดกู เพอ่ื น ทา่ นพระอาจารยเ์ ลา่ ไปหวั เราะไป ทา่ นฯ ชมเชยความอดทน
สงู ของสมเดจ็ ฯ มาก สมเดจ็ ฯ ทา่ นปฏบิ ตั หิ นา้ ทมี่ าจนแกเ่ ฒา่ ไดพ้ กั ไมก่ ป่ี กี ม็ รณภาพ
142
เจ้าพระคณุ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์
(ตสิ โฺ ส อ้วน)
นามเดิม อว้ น แสนทวสี ขุ
บดิ า *เพียเมอื งกลาง (เคน)
มารดา บุดสี แสนทวีสุข
เกิด วันท่ี ๒๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๑๐ ตรงกับวัน ๗ ฯ ๑๓๔ ปีเถาะ
บรรพชาและอุปสมบท พ.ศ. ๒๔๒๙ ได้บรรพชาเป็นสามเณรท่ีวัดบ้านสว่าง
อ�ำเภอวารนิ ช�ำราบ จังหวัดอบุ ลราชธานี ไดอ้ ปุ สมบททวี่ ดั ศรีทอง อำ� เภอเมือง จงั หวดั
อุบลราชธานี เม่อื วนั ที่ ๒๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๓๐ โดยมีญาทา่ นพระเทวธมฺมี (ม้าว)
เป็น พระอปุ ชั ฌาย์ พระโชตปิ าลเถระ (ทา) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอุบาลคี ุณู-
ปมาจารย์ (จันทร์ สิรจิ นฺโท) เปน็ อทุ เทศาจารย์
สมณศกั ด์ิ ๒๔ ธันวาคม ๒๔๔๗ ไดร้ บั พระราชทานสมณศักดิ์ เปน็ พระราชา
คณะท่ี พระศาสนดลิ ก
๑๐ พฤศจกิ ายน ๒๔๕๕ ไดเ้ ปน็ พระราชาคณะที่ พระราชมุนี
๒๔ กันยายน ๒๔๖๔ ไดเ้ ปน็ พระราชาคณะที่ พระเทพเมธี
๙ พฤศจกิ ายน ๒๔๖๘ ไดเ้ ปน็ พระราชาคณะท่ี พระโพธิวงศาจารย์
๖ พฤศจกิ ายน ๒๔๗๒ ไดเ้ ปน็ พระราชาคณะ เจา้ คณะรองที่ พระพรหมมนุ ี
๑ มนี าคม ๒๔๘๒ ทรงพระกรณุ าโปรดเกลา้ ฯ ใหเ้ ปน็ สมเดจ็ พระราชา-
คณะท่ี สมเด็จพระมหาวีรวงศ์
143