The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by wonchai890, 2022-02-18 01:13:04

รำลึกวันวาน

ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ

พยากรณ์อายุ

เรอื่ งการสบื ตอ่ อายจุ าก ๖๐ ปมี าเปน็ ๘๐ ปี ทา่ นไดเ้ ลา่ ไวห้ ลายสถานทห่ี ลายโอกาส
หลายวาระ ปนี ั้นท่านจ�ำพรรษาท่อี �ำเภอพร้าว จังหวดั เชียงใหม่ อย่ทู ร่ี าบไมใ่ ชภ่ ูเขา
กบั พระมหาทองสกุ ทกุ ครงั้ ทเ่ี หน็ หนา้ พระมหาทองสกุ ไปนมสั การ ทา่ นจะพดู ทนั ทวี า่
“น่นั เพอื่ นตายเรา มาแล้ว” นานๆ พบกนั ก็ยงั พดู อย่างนี้เหมือนเดมิ
ผูเ้ ล่าคดิ วา่ เป็นค�ำพงั เพย พูดหยอกกัน แลว้ ความจริงก็ปรากฏขึน้ สานุศิษย์
เป็นร้อย แต่ไปตายกับพระมหาทองสุกจริงๆ อะไรเป็นสักขีพยาน ก็พระอุโบสถ
อนสุ าวรยี ์ ทา่ นพระอาจารยม์ ่ันนนั่ ไง นนั่ ละฝีมือของพระมหาทองสกุ
(หลังจากถวายเพลิงท่านพระอาจารย์มั่นแล้ว จุดที่เป็นที่ตั้งเมรุนั้นได้สร้าง
อโุ บสถขน้ึ โดยเรม่ิ ตงั้ แตป่ ี พ.ศ. ๒๔๙๓ - พ.ศ. ๒๕๐๐ ในสมยั พระมหาทองสกุ สจุ ติ โฺ ต
เป็นเจ้าอาวาสวดั ป่าสุทธาวาส)
ปนี น้ั พอเรม่ิ เขา้ พรรษา ท่านมีอาการเจ็บป่วย พระผพู้ ยาบาลก็พระมหาทองสกุ
นน้ั ล่ะ ทา่ นมคี วามร้ทู างยาดว้ ย ท่านพระอาจารย์ก�ำหนดรแู้ ล้วว่า ท่านถึงอายขุ ัยจะ
สน้ิ ชพี ปนี แี้ น่ แตม่ ขี อ้ แมว้ า่ ถา้ ทา่ นมอี ทิ ธบิ าทอนั เจรญิ ดแี ลว้ สามารถอยตู่ อ่ ไปไดอ้ กี
๒๐ ปี เป็น ๘๐ ปี เทา่ พระพุทธเจ้า

44

ท่านจงึ มาพิจารณาดูวา่ อยกู่ ับตายอยา่ งไหนมีค่ามาก ร้วู า่ อยู่มีค่ามาก เพราะ
สานศุ ษิ ย์ ทง้ั คฤหสั ถแ์ ละบรรพชติ หวงั เฉพาะใหท้ า่ นอยู่ แตค่ ำ� วา่ อทิ ธบิ าทอนั เจรญิ ดแี ลว้
เจรญิ ขน้ึ ข้นั ไหน อยา่ งไร

ธรรมทั้งหลายทีป่ รากฏแลว้ ทง้ั โลกิยธรรม และโลกตุ ตรธรรม นำ� มาพิจารณา
ไมข่ ดั ข้อง ไม่สงสยั แต่กย็ งั ไม่ไดค้ วาม อาการปว่ ยจะดขี ้ึนกไ็ มใ่ ช่ จะหนกั กไ็ ม่เชิง
แตเ่ ที่ยวบณิ ฑบาตได้ทุกวนั อาการทสี่ ำ� คญั คือคอมองซ้ายขวายาก เดอื นท่ี ๒ ผ่าน
ไปอาการดขี น้ึ และไดค้ วามรเู้ กิดขนึ้ ซงึ่ ไม่เคยไดย้ นิ ได้ฟงั วา่

นาญฺ ตตฺ ร โพชฌฺ าตปสา นาญฺ ตตฺ ร ปฏนิ สิ สฺ คคฺ า นาญฺ ตตฺ ร อนิ ทฺ รยิ สวํ รา

ได้ความวา่ อิทธิบาท ๔ อนั อบรมดแี ลว้ กค็ ือการพจิ ารณาโพชฌงค์ ๗ นเี้ อง
ท่านฯ อธบิ ายวา่ ภาวิตา พหุลกี ตา เจรญิ ให้มาก ท�ำใหม้ ากกเ็ ป็นไปเพื่อความรยู้ งิ่
ความตรสั รู้ พรอ้ มความดบั สนทิ (หมายถงึ อวยั วะทชี่ ำ� รดุ ในรา่ งกายแลว้ เปลยี่ นอะไหล่
ใหม่ด้วยฌาน)

แลว้ ทา่ นฯ ยงั อปุ มาเปรยี บเทยี บวา่ เมอื่ พระมหาโมคคลั ลาน์ และพระมหากสั สปะ
ได้ฟงั พระดำ� รสั นี้ กห็ ายจากอาพาธ แม้ในกาลบางคราว พระพุทธองค์กย็ ังใหท้ า่ น
พระจนุ ทเถระ สวดถวาย

แตค่ ำ� วา่ ผมู้ อี ทิ ธบิ าท ๔ อนั เจรญิ ดแี ลว้ ขอเลา่ เทา่ ทจ่ี ำ� ได้ ทา่ นฯ วา่ “เราพจิ ารณา
ปพุ พภาคปฏปิ ทา ตง้ั แตจ่ ติ เรารวมเปน็ สมาธโิ ดยลำ� ดบั ปฐมฌาน ทตุ ยิ ฌาน ตตยิ ฌาน
แลว้ เขา้ อรูปฌานต่อเป็นอากาสา ฯลฯ จนถึง เนวฺสญฺ านาสญฺ ายตนหนอ่ ยหน่ึงก็
ไม่มแี ล้ว ถอยจิตออกมาอยใู่ น สญฺ าเวทยิตนิโรธ อปุ มาเหมอื นหนทาง ๓ แพร่ง
ท่านว่า จติ เรามาอยใู่ นทา่ มกลางทาง ๓ แพรง่ แพรง่ หนงึ่ ไปอรปู พรหมโลก แพร่ง
หน่ึงไป รปู พรหมโลก คือ จตตุ ถฌาน อีกแพรง่ หน่งึ เข้าสพู่ ระนพิ พาน จติ อยูช่ ้ันนี้
และเราจะอธิษฐานไดว้ า่ เราจะมีชีวิตอยู่ต่อไป แล้วกถ็ อยออกจากทาง ๓ แพร่งนั้น
มาพกั ที่ จตตุ ถฌาน จะพกั นานเทา่ ไรกแ็ ลว้ แต่ พอมกี ำ� ลงั แลว้ จติ จะถอยออกสตู่ ตยิ ฯ
ทุติยะฯ พอมาถงึ ปฐมฌานกอ็ ธษิ ฐานรู้วา่ เราจะอยไู่ ปอีกเทา่ น้นั ปี เท่าน้ีปี

45

กวา่ จะมาถงึ ขัน้ น้ี ก็เป็นเวลาเดือนสดุ ท้ายแหง่ การจ�ำพรรษาแลว้
ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสแก่พระอานนท์ว่า ดูก่อนอานนท์ผู้ท่ีมีอิทธิบาทอันเจริญ
ดแี ล้ว สามารถดำ� รงชีวิตอยไู่ ดเ้ ปน็ กปั หรอื เกินกวา่ เป็นความจรงิ
ทา่ นฯ วา่ ทา้ วสกั กะแกก่ ลายเปน็ ทา้ วสกั กะหนมุ่ กด็ ว้ ยอทิ ธบิ าทนี้ แตท่ า้ วสกั กะ
ยังมกี ิเลส ไม่ไดฌ้ านดว้ ยตวั เอง แต่ด้วยพระพุทธานุภาพ ทรงนำ� กระแสพระทยั ของ
ทา้ วสกั กะ ให้ผ่านขั้นตอนจนเปน็ อทิ ธบิ าทอันเจริญดแี ล้ว ทถี่ ำ�้ อนิ ทสาร ทา้ วสกั กะ
แก่จึงเป็นทา้ วสกั กะหนุ่มได้ ด้วยพระพทุ ธานภุ าพ ดงั นี้

46

ได้รับจดหมายใหญ่

คงจะเป็นความผูกพันระหว่างศิษย์กับอาจารย์อย่างแน่นแฟ้น เม่ือครั้งที่ท่าน
พระอาจารยส์ ่งพระจันทร์ ซึง่ ภายหลงั คอื พระเทพสทิ ธาจารย์ (จนั ทร์ เขมโิ ย) และ
สามเณรจมู ซึง่ ภายหลังคือ พระธรรมเจดยี ์ (จมู พนฺธโุ ล) ไปศกึ ษาต่อท่ีกรงุ เทพ-
มหานคร ต่อมาทางราชการได้ส่งพระทั้งสองรูป มาปฏิบัติศาสนกิจทางภาคอีสาน
เป็นศิษย์ของท่านฯ ท่านพระอาจารย์ส่งไปศึกษาเอง เวลามาท�ำงานท่ีภาคอีสาน
นกั ปราชญอ์ ยา่ งทา่ นพระอาจารยจ์ ะไมเ่ อาธรุ ะชว่ ย คงเปน็ ไปไมไ่ ด้ คลา้ ยๆ กบั วา่ มอี ะไร
ผูกพนั กนั อยอู่ ยา่ งนั้น

คร้ังท่านพระอาจารย์จ�ำพรรษาอยู่ภาคเหนือ ทุกปีท่านเจ้าคุณพระมหาจูมส่ง
จดหมายไปกราบนมัสการนมิ นตก์ ลับภาคอสี าน ปแี ลว้ ปเี ล่าท่านพระอาจารยก์ เ็ ฉยๆ
ปนี ้นั ทา่ นเจา้ คณุ ฯ จึงไปกราบนมสั การดว้ ยตนเอง ขอนิมนต์กลบั ภาคอีสาน ทา่ นฯ
ตอบรบั ทนั ทแี ลว้ ยงั เรง่ ดว้ ยวา่ “จะกลบั วนั ไหนกลบั ดว้ ยกนั ทกุ ปเี หน็ แตจ่ ดหมายเลก็
เลยไมก่ ลับ ปีนีจ้ ดหมายใหญม่ าแล้ว ต้องกลบั ” ท่านวา่ ทา่ นเจา้ คุณฯ จึงกราบเรยี น
ท่านว่า “นิมนต์พกั อยู่ก่อน กระผมจะไปอดุ รธานี จดั ทีพ่ ักเรียบรอ้ ยแลว้ จะสง่ คน
มารบั ทีหลัง”

ท่านเจ้าคุณฯ ไดจ้ ดั วัดโนนพระนเิ วศนเ์ มืองอดุ รธานี (ปจั จุบนั คือ วดั ปา่ โนน-
นิเวศน์ อ�ำเภอเมอื ง จังหวัดอุดรธานี) ถวายใหท้ ่านพำ� นกั เปน็ วัดแรก หลงั จากท่านฯ
ไปจำ� พรรษา ทภี่ าคเหนือ ถงึ ๑๑ ปี (พ.ศ. ๒๔๗๒-๒๔๘๒) ทา่ นได้มาช่วยศิษย์
ทัง้ สองเตม็ ก�ำลงั ดงั ผลงานที่ได้ปรากฏอยูท่ ัว่ ไปในภาคอสี าน

47

ข่าวสงคราม

สมยั สงครามโลกครง้ั ที่ ๒ เมอื่ ญปี่ นุ่ บกุ ประเทศไทย ผเู้ ลา่ พกั อยวู่ ดั ปา่ สทุ ธาวาส
ทจี่ งั หวัดสกลนคร มเี ครอ่ื งรบั วทิ ยขุ องเทศบาล ๑ เครอื่ ง ต้งั อย่ทู ่สี ่แี ยกของโรงแรม
เทศบาล และอีก ๑ เครื่องเปน็ ของพอ่ คา้ เอกชน
ตอนค�ำ่ เลิกคา้ ขายของจะกลับไปบา้ นพกั นอกเมอื ง เพอ่ื หลบภัยทางอากาศ
บ้านพักคหบดีคนนี้อยู่ใกล้วัดป่าสุทธาวาส พระมหาเส็ง ปุสฺโส จะใช้ผู้เล่า
(ซง่ึ ขณะนน้ั ยงั เปน็ สามเณรอย)ู่ ไปรบั ฟงั ขา่ วสารเปน็ ประจำ� จนไดฉ้ ายาวา่ “วทิ ยนุ อ้ ย”
ไปนำ� ความมาเลา่ จะไดค้ วามละเอยี ดและความแมน่ ยำ� เหมอื น “วทิ ยนุ อ้ ย” ทำ� อยา่ งนี้
๒ ปีติดตอ่ กัน
ก่อนทหารญป่ี ่นุ บกุ ประเทศไทยไม่มีวีแ่ ววจากสื่อใดๆ เลย แต่มปี รากฏการณ์
ธรรมชาตแิ ปลกประหลาด เวลาประมาณ ๑๙.๓๐ น. เหน็ จะได้ ผเู้ ลา่ มาจากกุฏิ
เจา้ อาวาสพกั อยโู่ บสถไ์ มห้ ลงั เกา่ มลี กู ไฟขนาดใหญเ่ ทา่ ลกู มะพรา้ วทง้ั เปลอื ก พงุ่ จาก
ตะวนั ออกสตู่ ะวนั ตก แสงรงุ่ โรจนม์ องเหน็ ลายมอื ไปอยา่ งรวดเรว็ ประมาณอดึ ใจใหญๆ่
ก็ดบั พอดับได้ยินเสยี งดังตมู ตามมา คนทไี่ ดเ้ หน็ ไดย้ นิ เสยี งนั้น ต่างวพิ ากษว์ จิ ารณ์
กนั ไปตา่ งๆ นานา และปนี น้ั ฝนก็ตกเดอื นอา้ ยเดอื นย่ตี ิดต่อกัน โบราณว่า จะเกิด
ศึกสงครามหรอื โรคหา่ ลง

48

หลงั จากน้นั มาประมาณ ๑๕ วัน ต่นื เชา้ ไปบิณฑบาต ชาวบ้านจับกลุ่มผิงไฟ
วิพากษ์วจิ ารณก์ นั แซด วา่ ทหารญ่ปี ่นุ บกุ สิงคโปร์ และประเทศไทย ทจ่ี ังหวดั สงขลา
หนกั หนว่ ง สาหสั สากรรจ์ ตง้ั แตต่ สี ่ี ตอนทบ่ี ณิ ฑบาตนนั้ กย็ งั รบกนั อยู่ ทางหอกระจาย
ข่าวเทศบาล กก็ ระจายเสียงของรัฐบาล แถลงขา่ วเป็นระยะๆ
ผา่ นไปไดอ้ กี ๔-๕ วนั รัฐบาลก็แถลงเป็นทางการวา่ พ่นี ้องชาวไทย ไมต่ อ้ ง
วติ กกงั วล จงตง้ั หนา้ ตง้ั ตาทำ� มาหากนิ เปน็ ปกติ ทหารญป่ี นุ่ ไมไ่ ดเ้ ปน็ ศตั รไู ทย แคข่ อ
ผา่ นไปรบกบั องั กฤษทพ่ี มา่ และอนิ เดยี และยงั แถลงตอ่ ไปวา่ ญปี่ นุ่ คอื มหามติ รของเรา
พวกเราได้เขา้ ร่วมวงไพบูลยก์ ับญป่ี ่นุ แล้ว

49

เปน็ อยู่ระหว่างสงคราม

ปวารณาออกพรรษาแล้ว ค�ำว่ากฐินผ้าป่าไม่ต้องกล่าวถึง เพราะอยู่ในภาวะ
สงคราม ผา้ พน้ื บา้ นมอี ยู่ แตจ่ ำ� กดั เปน็ ผา้ ดา้ ยหยาบธรรมดาๆ ในความรสู้ กึ ของพระสงฆ์
ไมม่ คี า่ นยิ ม แตท่ า่ นพระอาจารยท์ ำ� เปน็ ตวั อยา่ ง นำ� มาทำ� เปน็ สบงขนั ธ์ ทำ� เปน็ จวี รใช้
แตไ่ ม่ท�ำเป็นสังฆาฏิ
ท่านฯ บอกว่า “แต่ก่อนเราก็ใช้ผ้าอย่างน้ี ไม่มีผ้าเจ๊กผ้าจีน เรายังสืบทอด
ศาสนามาได้” ตงั้ แตน่ นั้ มาพระเลยไม่อดจวี รใช้กนั
ไมข้ ดี ไฟกต็ อ้ งแบง่ กา้ นกนั กลกั เปลา่ เกบ็ ไว้ เทยี นไข แบง่ เลม่ เวลาจะใช้ จะจดุ
บหุ รก่ี น็ ับดวู ่ามถี งึ ๕ คนไหม ถา้ ไมถ่ ึง กจ็ ดุ ไม่ได้ จะไมค่ ้มุ ค่า เวลาไปห้องน�้ำไดท้ า่
ดีแล้วต้องดับเทียนไวก้ ่อน หรืออยูใ่ นหอ้ งนอนสงสยั วา่ จะมีสตั วอ์ นั ตราย จึงจุดไฟ
ไปดู เป็นตน้

50

สร้างกุฏิ

ปี พ.ศ. ๒๔๘๘ สงครามโลกเพงิ่ ยตุ ลิ ง แตอ่ ะไรๆ กย็ งั หายากอยู่ ผา้ กย็ งั คงใช้
ผา้ พน้ื บา้ นตามปกติ ทา่ นพระอาจารยก์ ย็ งั คงพกั ทศ่ี าลา ความบกพรอ่ ง ความไมพ่ รอ้ ม
ยงั คงมอี ยู่ แต่ท่านพระอาจารยก์ ็ทนได้ สิ่งทพี่ รอ้ มคือ เสนาสนะ เพราะไม้มมี าก
แต่คนไม่พรอ้ ม

ทงั้ พระทงั้ ชาวบา้ นกนิ งา่ ยๆ อยงู่ า่ ยๆ แตห่ ากฉกุ คดิ สกั หนอ่ ยวา่ ควรจะทำ� กฏุ ถิ วาย
ท่านให้ดีกว่าท่ีเหน็ มีห้องพักฤดรู ้อน มลี มโกรก มีทน่ี ั่งด่ืมน�ำ้ ร้อน มีท่ีพกั กลางวัน
ฤดหู นาวตดิ ไฟไดน้ า่ จะเปน็ อยา่ งนน้ั แตข่ าดผนู้ ำ� ทมี่ หี วั คดิ สรา้ งสรรค์ ขนสง่ กล็ ำ� บาก
จึงอดเอา

กว่าจะได้มาเป็นกุฏิหลังเล็กๆ ๒ หลังที่เห็นก็เกือบตาย ผู้เล่าเที่ยวชักชวน
ชาวบา้ นนำ� ออกเลอ่ื ยไมใ้ นปา่ ไดค้ นเขา้ เปน็ คู่ พอไดไ้ มโ้ ครงเสรจ็ จะนำ� เขา้ วดั กไ็ มง่ า่ ย
เดก็ เลย้ี งควาย ความรู้ ประถม ๒ อายุ ๒๒ พรรษา ๒ ท�ำไมอาจหาญชาญชยั นัก
กไ็ มร่ ู้

การนำ� ไมเ้ ขา้ วดั หากไมม่ คี วามคดิ ไมม่ หี วงั การจะสรา้ งกฏุ ถิ วายทา่ น โดยไปปรารภ
ให้ท่านฟังก่อนก็ไม่มีทางเป็นไปได้ แต่การน�ำไม้เข้าต้องมีใบรับรองจากป่าไม้อ�ำเภอ
และอยา่ พดู วา่ จะเอามาสร้างกุฏิ ตอ้ งบอกวา่ ชาวบ้านคนหนงึ่ เขาสร้างบา้ นมไี มเ้ หลือ
อยากถวายวัด

51

ทา่ นก็ว่า “ศรัทธามกี ็เอามา”

หากทา่ นถามหาใบอนญุ าตกต็ อ้ งเอาใหท้ า่ นดู โชคดวี นั นนั้ กำ� นนั นำ� ใบอนญุ าต
มาให้ เหน็บอยทู่ ีป่ ระคดเอวผูเ้ ลา่ ทา่ นขอดูก็เอาใหด้ ไู ดท้ นั ที ท่านดแู ลว้ ก็ส่งคืน

ความเกยี จครา้ นของคนสมัยนนั้ ขนไม้เข้าวดั แล้ว มแี ตไ่ ม้โครง แตไ่ มม่ เี สา
ทง้ิ ไวว้ นั แลว้ วนั เลา่ ผเู้ ลา่ จะวงิ่ เตน้ ชกั ชวนอยา่ งไร กบ็ อกกนั แตว่ า่ พรงุ่ น้ี พรงุ่ นก้ี อ่ นๆ
ไม่สน้ิ สดุ สกั ที

วนั นนั้ มาถงึ เขา้ ทา่ นฉนั เสรจ็ เดนิ ลงมาจะไปหอ้ งนำ้� ยนื ดกู องไม้ ขณะนนั้ มโี ยม
๓-๔ คน พร้อมผู้เล่าติดตามไป พอเห็น ท่านกพ็ ูดแรงๆ วา่ “ใครเอาไม้มากองไว้
น่ีมันรกวดั จะทำ� อะไรกไ็ มเ่ หน็ ทำ� เสาก็ไม่มี เอาคนหรือเปน็ เสา คนนน้ั ไปยนื นนั่
คนน้ไี ปยนื น่ี อย่างนน้ั หรอื รบี ขนออกไป ใครจะเลอื่ ยเอาไปแบง่ กันกเ็ อาไป”

ทา่ นวา่ แลว้ กท็ งั้ รสู้ กึ กลวั ทงั้ ขบขนั เอาคนมาเปน็ เสา ๕-๖ วนั ใหห้ ลงั กไ็ ดเ้ สามา
พทุ โธเ่ อย๋ ชา่ งไรส้ ตเิ สยี จรงิ ๆ ทน่ี เ้ี สามาแลว้ ไมม่ ใี ครทำ� อา้ งแตว่ า่ ทำ� ไมเ่ ปน็ ๆ ทงั้ พระ
ท้ังโยม

เดก็ เลย้ี งควายประถม ๒ ผกู้ ลา้ หาญชาญชยั เหมอื นเดมิ ตดั สนิ ใจใหโ้ ยมเอาตน้
หญา้ สาบเสอื มา เอาตอกมดั สรา้ งโครงขนึ้ พระอาจารยเ์ ดนิ มาเหน็ ทา่ นถามวา่ “จะทำ�
อะไร” เรยี นทา่ นว่า “จะสรา้ งกระต๊อบด้วยไม้ท่มี อี ยกู่ ระผม” “นหี้ รอื แบบ” “กระผม”
“เออ ใชไ้ ด้” ทา่ นว่าฟังแลว้ แสนจะดีใจ “ปลูกทีไ่ หนเล่า” “ปลูกท่ีนี่ขอรบั กระผม”

ทๆี่ มีผไู้ ปนมสั การเห็นกนั อยตู่ อนนี้ล่ะ แตก่ อ่ นมีต้นหวา้ อยู่ข้างหลัง เวลาบ่าย
มีนกเขามาขนั ทุกวนั กราบเรียนทา่ นวา่ นกเขามาขันท่ตี ้นหวา้ นที้ ุกวัน จะไดฟ้ งั เสยี ง
นกเขา ท่านวา่ “เออดี ปลกู กป็ ลูก”

เร่ิมโครงสร้างได้ ๒ วันพระอาจารยพ์ รหม จิรปญุ ฺโ มาพอดี ผู้เล่าโลง่ อกเรา
ไมต่ ายแลว้ พรงุ่ นฉ้ี นั เชา้ เสรจ็ พระอาจารยพ์ รหมกไ็ ปสงั่ การ ใชแ้ กนถา่ นไฟฉายขดี เสน้

52

เจาะตรงนั้น ผา่ ตรงน้ี ทั้งโยม ทงั้ พระระดมกนั ใหญ่เลย ประมาณ ๑๐ วันก็เสรจ็
เรยี บร้อย
ชาวบ้านขอนิมนต์ท่านพระอาจารย์ข้ึนไปอยู่ ท่านบอกว่า “ไม้ยังใหม่อยู่ยัง
ไม่คลายกลิ่น หมดกลนิ่ ไมก้ ่อนค่อยไป”
ต้ังแต่วันท่านพระอาจารย์ไปอยู่จนบัดน้ี ไปกราบนมัสการคราวใดขนหัวลุก
ทงั้ ละอาย คดิ ไมถ่ กู ควรทำ� ใหล้ กั ษณะดกี วา่ น้ี นพ่ี อเปน็ รปู โกโรโกโส ทง้ั สลดทง้ั สงั เวช
ตนเอง เด็กประถม ๒ เดก็ เลย้ี งควายบา้ นนอก ทำ� ไมแกมาอาจหาญชาญชยั ให้ผ้ดู ี
มเี กยี รติมาดหู วั คดิ ฝีมอื ของแกได้ เป็นจิตสำ� นกึ มาจนบดั นี้

53

โยมแพงแห่งบ้านนามน

แม่นุม่ ชวุ านนท์ พรอ้ มน้องสาวสองคน ไดส้ รา้ งวัดป่าสทุ ธาวาสถวายจำ� เพาะ
ท่านพระอาจารยเ์ สารแ์ ละท่านพระอาจารยม์ ัน่

เมอ่ื ทา่ นฯ มาพกั อยอู่ ดุ รธานี และปรารภจะไปอยสู่ กลนคร แมน่ มุ่ กจ็ ดั สรา้ งกฏุ ิ
มีระเบยี งรอบหอ้ งนอน ต่อออกมาเปน็ หอ้ งรับแขก มปี ระตแู ละฝากัน้ ท่านฯ มาพัก
เพียง ๑๕ วัน ก็อำ� ลาญาติโยม เดนิ ทางสบู่ ้านนามน อำ� เภอโคกศรีสพุ รรณ จงั หวดั
สกลนคร เป็นหมู่บ้านทท่ี า่ นพระอาจารยเ์ สาร์เคยอยจู่ �ำพรรษา

บคุ คลทคี่ วรกล่าวถึงคือ โยมแพง พร้อมภรรยาและบุตรสาว บตุ รชาย ซึง่ ได้
ใหก้ ารบำ� รงุ ดว้ ยศรทั ธาเลอื่ มใส คนๆ นขี้ ยนั ชว่ ยตนเอง บตุ รอยใู่ นโอวาท ไดส้ รา้ งกฏุ ิ
และศาลาถวายทา่ นพระอาจารย์

เธอและบตุ รจะจดั อาหาร สำ� หรับท่านพระอาจารย์ต่างหาก จะมีพริกกบั เกลือ
ขา่ บด ขงิ บด ตะไคร้บด และผกั ป่า ผกั บ้านของเธอจะมที ุกฤดู สมกับเธอขยนั จริงๆ
เน้อื สับ ไขต่ ม้ ปลาต้ม ปลาสับ ส่งิ เหล่านจ้ี ะหอ่ ใส่บาตรทกุ วนั แต่ข้าวเจ้าหุง เธอจะ
ใสห่ มอ้ ใหล้ กู หวิ้ มาถวายตา่ งหาก โภชนะตา่ งๆ เธอทำ� เปน็ สดั สว่ น กอ่ นทา่ นพระอาจารย์
จะฉัน ท่านจะน�ำมาผสมกัน มีโภชนะต่างๆ แกงบ้าง น้�ำพริกบ้าง มีเกือบครบก็
แลว้ กนั ทา่ นฯ ตักใสบ่ าตรเหลอื เทา่ ไรกแ็ จกพระตอ่ จะถึงไหนก็แลว้ แต่ เพราะส่วน
ของพระมีตา่ งหาก

54

เธอคดิ ท�ำเองหรือท่านพระอาจารยส์ ง่ั ผ้เู ลา่ ไมไ่ ดถ้ าม สงั เกตดูท่านจะยอมรบั
การกระทำ� แบบนี้ ทา่ นจดั การเอง มพี ระปฏบิ ตั ชิ ว่ ยบา้ ง แตก่ ารผสมสว่ นทา่ นฯ ทำ� เอง
ผอู้ นื่ ทำ� ทา่ นวา่ ไมไ่ ดส้ ว่ นกนั สว่ นเครอ่ื งหวานทม่ี ไี มข่ าดคอื กลว้ ยสกุ และมะพรา้ วขดู
ไมค่ น้ั กะทิ ตอนเยน็ กม็ นี ำ�้ ออ้ ยสด ยงั มอี าหารอกี ชนดิ หนง่ึ ซงึ่ ทอี่ น่ื ไมม่ ี มที น่ี แ่ี หง่ เดยี ว
เท่าน้นั มไี มเ่ คยขาดคอื ปลาแดกสามปี (ปลาหมกั กับเกลอื เกบ็ ไว้ ๓ ปี) เปน็ ปลาดกุ
ขนาดเลก็ บา้ ง กลางบา้ ง เปน็ ตวั ปง้ิ ไมเ่ ละ เปน็ ตวั แตเ่ หนยี ว จะใสบ่ าตรวนั ละ ๒ ตวั
จำ� เพาะทา่ นพระอาจารย์ ผู้เล่าเคยได้แบง่ หลายหน อรอ่ ยอยา่ บอกใคร
โยมแพงเธอมคี วามเคารพ ในทา่ นพระอาจารยเ์ สารแ์ ละทา่ นพระอาจารยม์ นั่ มาก
แต่ไม่ค่อยจะคุ้นเคยกับพระอ่ืนๆ บางวันแกก็มากราบนมัสการ น่ังพอสมควรแล้ว
ก็กราบลาไป ไม่เคยถามปญั หาใดๆ เลย ทเ่ี ธอไม่ลืมคอื ค�ำปวารณาว่า “กระผมขอ
ปวารณาตอ่ ทา่ นอาจารยด์ ว้ ยปจั จยั ทงั้ สี่ ถา้ ขดั ขอ้ งอยา่ งไรใหบ้ อกกระผม” เปน็ ประจำ�
ท่านพระอาจารย์ก็สนทนาธรรมด้วย แต่ไม่มาก เพราะเธอไม่ชอบน่ังกับท่าน
พระอาจารยน์ านๆ เกรงทา่ นจะล�ำบาก
ครัง้ หนึ่งผูเ้ ล่าจ�ำได้ ทา่ นฯ ถามว่า “โยมแพง ภาวนาเปน็ อย่างไร”
โยมแพงตอบ “ภาวนานั่นเปน็ ภาวนาอยแู่ ล้ว ทงั้ กลางวันกลางคืน ถ้าเรามสี ต”ิ
ท่านพระอาจารย์ว่า “ถกู ตอ้ ง น่ันละคือคนภาวนาเป็น”
แคน่ ้ันเธอกก็ ราบลากลบั

55

บ�ำบดั อาพาธด้วยธรรม

ปกตทิ า่ นพระอาจารยม์ นั่ จะจากวดั ทอ่ี ยจู่ ำ� พรรษา จารกิ สทู่ เ่ี ปน็ ทเี่ ทย่ี วไป กต็ อ้ ง
ส้ินฤดูกาลกฐินเสียก่อน เมื่อท่านพระอาจารย์ปรารภจะเปล่ียนสถานที่ เพราะอยู่
บา้ นนามน บา้ นโคกศรสี พุ รรณมานานแลว้ มหี ลายสำ� นกั ทศี่ ษิ ยไ์ ปจดั ถวายไว้ แตท่ า่ น
ปรารภจะไปส�ำนักป่าบา้ นหว้ ยแคน ห่างไม่เกนิ ๑๐ กม.

พอได้เวลาก็ออกเดินทาง พระไปส่งหลายรูป ทา่ นฯ ส่งกลับหมด ผู้เลา่ โชคดี
ได้อยู่ ๒ องค์กับทา่ น มตี าปะขาวอกี คนหน่งึ ชือ่ แดง ความเปน็ อยู่ก็สะดวกสบาย
ตามอตั ภาพ

แม้ชาวบ้านยากจน แต่เขาก็ไม่ให้ท่านพระอาจารย์ยากจนด้วย จึงมีเหลือฉัน
ทุกวัน มิหนำ� โยมทไี่ ปถวายบณิ ฑบาตขาไปเต็มกระตบิ ขากลับก็ยังเหลอื เตม็ กระตบิ
เพราะหมู่บา้ นใกลเ้ คยี งไดข้ า่ วก็มาใส่บาตร บ้านน้ันบา้ งบ้านน้บี า้ ง มีอาจารย์วริ ยิ งั ค์
อาจารยเ์ นตร อาจารยม์ นู น�ำมาบา้ ง

บางวนั มกี จิ กรรมบรู ณะ หรอื ซกั สบงจวี ร ทา่ นเหลา่ นนั้ กช็ ว่ ยกนั ทำ� ใหเ้ สรจ็ กอ่ น
จึงกลับ หากเปน็ วนั ลงอุโบสถ พระลกู ศิษยท์ ่ีพ�ำนกั ในท่ตี ่างๆ จะมารวมกัน รูปทอ่ี ยู่
ไกลหนอ่ ยกม็ าพกั แรม นำ� ญาติโยมหาบเสบียงมาพักแรม ทำ� อาหารบิณฑบาตถวาย
ดว้ ยเสมอมา จงึ ไมม่ อี ปุ สรรคใดๆ ในการเจริญสมณธรรม

56

หนง่ึ เดอื นผา่ นไป อากาศเรมิ่ หนาวจดั ทา่ นพระอาจารยป์ รารภจะทำ� ซมุ้ ไฟ ผเู้ ลา่
บณิ ฑบาตได้มาฉันกับท่านแลว้ ชว่ ยกนั ทำ� กับชาวบ้าน วันสองวนั กเ็ สรจ็

ประมาณเริม่ เดือนยี่ ท่านเริม่ ไม่สบาย มีอาการคอตัง้ เอยี งซ้ายขวายาก โรคน้ี
คลา้ ยเปน็ โรคประจำ� แตไ่ ม่เปน็ บ่อย มาสกลนคร ๖-๗ ปี กเ็ พ่งิ จะเปน็ ครง้ั นี้ กเ็ ชน่
เคยทา่ นบน่ ถงึ พระมหาทองสกุ ผเู้ ลา่ เลยใหโ้ ยมไปนมิ นตท์ า่ นๆ พกั วดั ปา่ บา้ นหว้ ยหบี
และทา่ นอาจารยส์ อ สมุ งคฺ โลดว้ ย ทา่ นอยบู่ า้ นนามน ทา่ นทง้ั สองกเ็ ดนิ ทางมาวนั นน้ั เลย

พอมาถึง ท้งั ชาวบา้ นและผา้ ขาวแดง ระดมกนั หายา มีเปลือกแดง เปลือกดู่
ใบเปา๊ ใบพลบั พลงึ (ใบหวั วา่ นชนอสี าน) ใบการบรู (ใบหนาดโคกอสี าน) มาสบั มาโขลก
ละเอียดดีแล้ว ต้ังหม้อห่อยาวางบนปากหม้อ ร้อนแล้วเอาผ้ารองวางประคบบนบ่า
ไหลบ่ า้ ง หลงั บ้าง หนา้ อกบา้ ง บนศีรษะบ้าง ๖ วนั ผา่ นไป ท่านกย็ ังออกบณิ ฑบาต
ทุกวนั

ผู้เล่านอนพักที่ซุ้มไฟกับท่าน ตั้งแต่เริ่มไม่สบาย พอวันรุ่งขึ้นเป็นวันท่ี ๗
ท่านฯ ต่นื เวลา ๐๓.๐๐ น. เป็นปกติ ปลกุ ผู้เลา่ ลุกข้ึนสมุ ไฟ เพราะไฟอ่อนแสงแล้ว
ทา่ นลา้ งหนา้ ครองผา้ สวดมนต์ แลว้ กน็ ง่ั สมาธิต่อ จะต้มยาถวายเหมือนทุกวันท่าน
ไมเ่ อา ผู้เล่ากไ็ หว้พระน่งั ภาวนาจะนอนก็อายท่าน ตลอด ๖ วันทผี่ า่ นมา มเี วลา
นอนไม่พอ นั่งสัปหงกตลอดรุ่ง หลับๆ ต่ืนๆ พอสว่างจัดบริขารออกบิณฑบาต
พระพยาบาลทมี่ าพกั คา้ งดว้ ย ไมต่ อ้ งหว่ งเรอ่ื งบณิ ฑบาต เพราะพระทอี่ ยใู่ นรศั มใี กล้
จะพาญาติโยมมาอังคาส๑ เตม็ ท่ี

ตกตอนเย็นหลังจากเดินจงกรมแล้ว ทา่ นฯ เขา้ ซ้มุ ไฟ ผู้เลา่ เข้าไปก่อน เตรยี ม
ปเู สอื่ สำ� หรบั หมคู่ ณะ พอไดเ้ วลาจะตม้ ยา ทา่ นฯ วา่ ไมต่ อ้ ง คอ่ ยยงั ชวั่ แลว้ ตอ่ จากนนั้
ท่านฯ ก็เรมิ่ อธบิ ายธรรมะ ยกเปน็ ภาษาบาลแี รกว่า อฏ€ฺ เตรส แลว้ ถามทา่ นสอ
(ทา่ นอาจารยส์ อ สุมงคฺ โล ตอ่ มาท่านมรณภาพทีว่ ัดปา่ บา้ นหนองผือ) “แปลวา่ อะไร”

๑ อังคาส : เล้ียงพระ, ดูแลการถวายภตั ตาหาร

57

ท่านสอวา่ “กระผม ไมร่ ภู้ าษาบาลี”
“หอื ” ท่านมหาทองสุก เข้าให้แล้ว
ทา่ นมหากอ็ ำ้� ๆ องึ้ ๆ ดว้ ยความเกรงวา่ จะเปน็ การอวดฉลาด “แปลใหฟ้ งั กอ่ นนา
ท่านมหาเรียนมาแล้วกลวั ท�ำไม”
ทา่ นมหาตอบ “อฏ€ฺ แปลว่า ๘ เตรสแปลว่า ๑๓ ขอรับกระผม”
“ถกู ตอ้ งๆ สมเปน็ มหาจริงๆ” ทา่ นฯ ว่า
ท่านอธิบายว่า “อาพาธคราวน้ี บำ� บัดดว้ ยมรรค ๘ และธุดงค์ ๑๓ เปน็ มรรค
สามัคคีกัน” ต่อจากนั้นธรรมเทศนาใหญ่ก็เกิดขึ้น พระที่อยู่ในรัศมีใกล้ยังไม่กลับ
ประมาณ ๑๕ รปู ซมุ้ ไฟบรรจเุ ตม็ ทจี่ ะน่ังได้ ๒๐ รูป ท่านอธิบายมรรค ๘ สัมพันธ์
กบั ธดุ งค์ ๑๓ อยา่ งมรี ะบบเปน็ วงจรเหมอื นลกู โซ ่ ซงึ่ ผเู้ ลา่ และพระในนน้ั กไ็ มเ่ คยฟงั
๒ ชัว่ โมงเต็ม พอเลกิ ตา่ งก็พูดกันวา่ โชคดี เพราะไมเ่ คยฟงั
เดอื น ๓ ยา่ งเขา้ มา ทา่ นพระอาจารยก์ ห็ ายเปน็ ปกติ เพอื่ นบรรพชติ ตา่ งกท็ ยอย
กนั กลบั สำ� นกั เดมิ ทง้ั นเี้ พอื่ ทา่ นพระอาจารยจ์ ะไดว้ เิ วกจรงิ ๆ คงมผี เู้ ลา่ และผา้ ขาวแดง
เทา่ นน้ั กส็ ะดวกดี เพราะทง้ั ผ้เู ลา่ และผา้ ขาว กเ็ ปน็ บคุ คลสัปปายะของท่านอยู่ ซ้มุ ไฟ
ยงั ไม่รอื้ อากาศยงั หนาวอยู่

58

จากบา้ นห้วยแคน

วนั หนง่ึ เวลาประมาณ ๒๐.๐๐ น. เศษๆ กำ� ลงั นง่ั อยใู่ นซมุ้ ไฟกบั ทา่ นพระอาจารย์
เสยี งเคร่ืองบินกระหม่ึ ขน้ึ บินผา่ นหัวไป ทา่ นฯ บอกใหผ้ ้เู ล่าพรางไฟ ผเู้ ล่าหาอะไร
ไมท่ ันกเ็ อาจวี รคลมุ โปง สองมือกางออกยนื ครอ่ มกองไฟไว้ จนกวา่ เคร่ืองบนิ จะบิน
ผา่ นไป วนไปวนมา ๒-๓ ครัง้ ชา่ งนานเสียเหลอื เกนิ

ต่ืนเช้าไปบิณฑบาต จึงรู้ว่ามีการจัดต้ังกองโจร ขับไล่กองทัพญ่ีปุ่นออกไป
เครื่องบินน�ำเอาอาวุธยุทธปัจจัย มาให้ฝึกพลพรรค การเอาเปรียบเพ่ือนมนุษย์จึง
เกิดขึน้ เช่น เกณฑ์คนไปฝึกอาวธุ เกณฑ์เสบียง ร้กู ันอยวู่ ่าปีนัน้ ฝนแลง้ ข้าวมีน้อย
แต่ถกู เกณฑไ์ ปใหพ้ ลพรรค แมบ่ า้ นตอ้ งหาขุดกลอย ขุดมนั มากนิ แทนข้าว พระเณร
กฉ็ นั อยา่ งนนั้ ทกุ ขแ์ ทบเลอื ดตากระเดน็ แตผ่ มู้ อี ำ� นาจและพลพรรคเหลอื กนิ เหลอื ใช้
เพราะส่งมาจากต่างประเทศโดยเครอ่ื งบิน สงครามคือการเอาเปรยี บ กดขี่ ขม่ เหง
บงั คบั ขู่เขญ็

เดอื น ๓ ผ่านไปซมุ้ ไฟถกู ร้ือถอน เพราะอากาศอบอุ่นขึ้นแลว้ พอเดอื น ๔
มชี าวบ้านหนองผือ ประมาณ ๕ คน ไดข้ ึ้นมาที่ศาลาทท่ี า่ นพกั อยู่ กราบนมสั การ
แลว้ ยน่ื จดหมายถวาย ท่านฯ ยนื่ ให้ผเู้ ลา่ อา่ นใหฟ้ งั

เนื้อความในจดหมาย ขอนิมนต์ท่านพระอาจารย์ไปพักท่ีวัดป่าบ้านหนองผือ
ท่านตอบรบั ทนั ที สั่งให้เตรยี มข้าวของ

59

ชาวบ้านเขาบอก “ไม่ใช่ให้ท่านพระอาจารย์ไปวันนี้ จะกลับไปกราบเรียน
พระอาจารยห์ ลุย (พระอาจารยห์ ลยุ จนฺทสาโร) เสียก่อน แลว้ ท่านจะจดั คนมารับ
พระอาจารยห์ ลุยส่งั อยา่ งน”ี้
“เออดเี หมือนกัน เราก็ยงั ไม่ได้บอกหมู่ วันข้ึน ๑๕ ค�่ำ เดือน ๔ เพญ็ หมู่จะ
มาลงอุโบสถกัน บอกหมแู่ ล้วกใ็ หโ้ ยมมาวันนั้น พกั แรมหนึง่ คนื วนั แรมค�่ำหนึ่งเรา
กอ็ อกเดินทางกนั ”
ผเู้ ลา่ ไมเ่ คยคดิ เพง่ิ รวู้ า่ วสิ ยั สตั บรุ ษุ ไมย่ อมละทงิ้ หมู่ เชน่ ตอนทท่ี า่ นอาพาธหนกั
จะจากพรรณานิคมไปสกลฯ (พักวัดป่าสุทธาวาส) ยังพูดกับโยมมารับว่า “หมู่ล่ะ
จะไปอย่างไร”
คุณวิเศษ เชาวนสมทิ ธิ์ กราบเรียนว่า “ได้เตรียมรถรับสง่ ตลอดมีเท่าไรเอาไป
ให้หมด”
ท่านพระอาจารย์ว่า “ถา้ อย่างน้นั เอาพวกเราไป”
หลงั ทำ� อโุ บสถแลว้ ทา่ นบอกวา่ อกี ไมน่ านถนิ่ นจ้ี ะมแี ตท่ หารเตม็ ไปหมด ใครจะอยู่
ใครจะไปกต็ ามใจ

60

เมตตาชาวบา้ นห้วยแคน

๔ เดือนให้หลังแหง่ การอยบู่ า้ นห้วยแคน ทา่ นไดแ้ นะน�ำชาวบ้านวา่ ขา้ วเกิด
จากดิน ไถคราดแผ่นดิน หว่านลงบนดิน ปกั ดำ� ลงบนดนิ บุกเบิกชำ� ระดินให้เตียนดี
ไถดนิ ดนิ แลว้ ดนิ เลา่ กค็ นนแี่ หละทำ� บา้ นอน่ื เขากค็ น เรากค็ นเหมอื นกนั เขามขี า้ วกนิ
เราอดข้าวกนิ มันอะไรกนั ทำ� นองนีแ้ หละที่ทา่ นพระอาจารย์ส่งั สอน

วันจากบา้ นหว้ ยแคนสบู่ า้ นหนองผือ ผูห้ ญิงร้องไห้ ผชู้ ายบางคน เชน่ ผู้ใหญ่
ฝนั ก็รอ้ งไห้ ครำ่� ครวญว่า “เป็นเพราะพวกเรายากจนท่านจึงไม่อยู่ดว้ ย” ท่านฯ ก็วา่
“เราอยมู่ าแลว้ ๔ เดอื น พวกทา่ นอดอยาก แตพ่ ระกไ็ ดฉ้ นั ทกุ วนั อยแู่ ผน่ ดนิ เดยี วกนั
คดิ ถงึ ก็ไปเย่ียมยามถามขา่ วกนั ได”้ ทา่ นฯ วา่

สองปผี า่ นไป ขบวนเกวยี นลำ� เลยี งขา้ วเปลอื ก และขา้ วสาร พรอ้ มวตั ถอุ นั บคุ คลพงึ
บรโิ ภค กล็ ำ� เลยี งจากบา้ นหว้ ยแคน สวู่ ดั ปา่ บา้ นหนองผอื ดนิ แดนทา่ นพระอาจารยม์ น่ั
พักเกวียนไว้ริมทาง ใกล้หมู่บ้านริมทุ่ง ผูกล่ามวัวให้อาหารวัว หาฟืนหุงหาอาหาร
เลี้ยงดกู นั

เวลาเช้า ถวายบิณฑบาตท่านพระอาจารย์ม่ันพร้อมพระสงฆ์ ฟังเทศน์เสร็จ
แลว้ ถวายข้าวเปลือกหลายกระสอบ และข้าวสาร อันเปน็ ผลผลิตจากน�้ำมือชาวบา้ น
ท่านฯ ถาม “อะไรกนั นี้” เขาตอบ “พวกกระผมชาวบา้ นห้วยแคน แตก่ ่อนอดอยาก
เดยี๋ วนไี้ มอ่ ดแลว้ เพราะฟงั เทศนท์ า่ นพระอาจารยว์ า่ ใหเ้ อาขา้ วกลา้ หวา่ นดำ� ลงบนดนิ

61

บัดน้ีพวกกระผมได้ท�ำลงบนดิน ได้ข้าวมาถวาย ตอบแทนบุญคุณท่านที่สอน
พวกกระผมใหไ้ ดก้ ินไดใ้ ช้ ไม่ต้องเอาลึมกระบอง๑ ไปแลกบ้านอืน่ อีกแล้ว”
พกั อกี หนง่ึ คนื ถวายทานเสรจ็ ชาวบา้ นหว้ ยแคนกก็ ราบลาทา่ นพระอาจารยม์ น่ั
ยกขบวนเกวียนกลบั


๑ ลมึ กระบอง : ข้ไี ต้มดั รวมกัน ๑๐ อนั

62

ไมห่ ยดุ จะหนี

เหตุการณ์น้ีเกิดขึ้น หลังจากเข้าพรรษาไปได้ประมาณครึ่งเดือนที่วัดป่า-
บา้ นหนองผอื หนว่ ยกองโจรพลพรรคกย็ กเขา้ ไปตงั้ คา่ ย อยหู่ า่ งประมาณกโิ ลเมตรเศษๆ
เสียงปืน เสียงระเบิด ไม่มีหูเข้าหูออก ทั้งกลางวันกลางคืน ผู้รักสันติอย่างท่าน
พระอาจารยส์ ดู้ ้วยวธิ ีการดังผ้เู ล่าจะเลา่ ต่อไปนี้

เขา้ พรรษาผา่ นไปแลว้ ประมาณ ๑๗ วนั วนั นน้ั ดทู า่ ทางทา่ นฯ ขรมึ เวลาไปบณิ ฑบาต
ปกตทิ า่ นจะชี้น่ันชนี้ ่ี อธบิ ายไปด้วย วนั นน้ั เงียบขรึม จดุ ท่ีรับบิณฑบาตมมี ้านง่ั ยาว
สำ� หรับน่งั ให้พร ยถา เปฯ สพพฺ ี เสร็จ ทา่ นฯ เอย่ ถามชาวบ้านว่า “ป่านี้ขา้ ศกึ ศตั รู
กไ็ ม่มีเขายิงอะไรกนั ” ชาวบ้านตอบ “ไม่ทราบครับกระผม” ทา่ นฯ วา่ “ป่าที่นี้มนั เป็น
ดงเสอื ปา่ เสอื หรอื วา่ เขาอยากยงิ เสอื ” วา่ แลว้ กล็ กุ ขน้ึ เดนิ ไปบณิ ฑบาตตลอด ๔ แหง่
กพ็ ดู อยา่ งนนั้

ตกตอนเย็นพอสิ้นแสงอาทิตย์ ท้ังเสียงปืน ทั้งเสียงระเบิดก็ดังสน่ันกึกก้อง
ตลอดทง้ั คนื จนรงุ่ สาง มพี ลพรรคเปน็ ไขต้ ายในบงั เกอร์ ๒ คน อกี ๓ คน กระเสอื ก
กระสนออกไปตายอย่บู ้านตนเอง ๓ ศพ รวมเป็น ๕ ศพ

ครอู ทุ ยั สพุ ลวณชิ ย์ ชาวหนองผอื มาเล่าให้ฟงั วา่ พอสิ้นแสงอาทติ ย์ มองไป
ทศิ ไหนกม็ แี ตเ่ สอื ทง้ั นนั้ ชนดิ ลายพาดกลอน ทงั้ แยกเขยี้ ว คว้ิ ขมวดใสเ่ ปน็ รอ้ ยๆ พนั ๆ
ถา้ เสยี งระเบิด เสียงปนื ซาลงเมอ่ื ไร เสยี งเสอื ย่งิ เขา้ มาใกล้ เลยหยดุ ยิงไมไ่ ด้ ยิงปนื
จนร่งุ สางพอสวา่ งเสอื ตัวเดยี วกไ็ มม่ ีแมแ้ ตร่ อย

63

ลองคิดถึงค�ำพูดของทา่ นพระอาจารยด์ ซู ิ วา่ ขา้ ศึกศัตรูก็ไมม่ ี เขายิงอะไร ทน่ี ี่
มีแต่ดงเสือ เขาอยากยงิ เสือหรือ และได้ยงิ จริงๆ ดว้ ย ส้กู องพลเสอื ไม่ได้ แตกหนี
ต้ังแต่วนั น้นั จนถงึ วันน้ี กองโจรพลพรรคก็ไมเ่ หน็ หน้ากลับมาอีก
การฝึกพลพรรคใครๆ ก็กลัวตาย มาขอร้องก�ำนัน ให้มากราบเรียนท่าน
พระอาจารย์ ใหท้ ำ� หลอดตะกรดุ และผา้ ยนั ต์ ทา่ นทำ� อยู่ ๑๕ วนั กส็ งั่ หยดุ อยา่ งกะทนั หนั
ยงั บอกกำ� นนั วา่ ท่านหยดุ แล้ว หากก�ำนันไมห่ ยุด ทา่ นจะหนกี ลางพรรษา ถือว่าเปน็
ภัยทางพระวินัย เปน็ อนั ยตุ แิ ตว่ นั น้ัน
ผู้เล่าไม่รู้ไม่เฉลียวใจ จนผ่านมาหลายปี กองโจรพลพรรค ได้กลายมาเป็น
กองโจรคอมมิวนิสต์เต็มรูปแบบ จึงรู้ว่าท่านฯ เล็งเห็นแล้วว่า พวกน้ีเป็นภัยต่อ
พระพุทธศาสนาครบู าอาจารย์ผู้เปน็ สัตบรุ ุษ จงึ ไม่สนบั สนนุ

64

ความเปน็ มาของมุตโตทยั

สมัยที่อยู่วัดป่าบ้านหนองผือนั้น เวลาได้ฟังท่านพระอาจารย์พูดค�ำใดซ้�ำแล้ว
ซำ�้ อกี เปน็ ทพี่ อใจ ผเู้ ลา่ กจ็ ะนำ� มาเขยี นซำ้� แมแ้ ตท่ า่ นพระอาจารยว์ ริ ยิ งั ค์ ทา่ นอาจารยว์ นั
กม็ ีความคิดแนวเดยี วกนั ทง้ั ๒ องค์ เขยี นแลว้ กเ็ อามาวางไว้ให้ขา้ งทีน่ อนของผเู้ ลา่
เปน็ ลักษณะคลา้ ยๆ กบั บนั ทกึ ความเขา้ ใจ หรอื บนั ทึกความจ�ำเพื่อกันลมื

เหตทุ ม่ี าเปน็ หนงั สอื มตุ โตทยั นน้ั เนอ่ื งจากเจา้ คณุ พระอรยิ คณุ าธาร (เสง็ ปสุ โฺ ส)
ขณะนนั้ ทา่ นเปน็ รองเจา้ คณะภาค ทา่ นมาตรวจราชการ และไดไ้ ปกราบนมสั การทา่ น
พระอาจารยม์ นั่ ทา่ นพกั อยู่ ๓ คนื ทก่ี ฏุ ขิ องผเู้ ลา่ ตอนพกั กลางวนั ทา่ นไปเหน็ บนั ทกึ น้ี
กเ็ ลยเอามาอา่ น พออา่ นเสรจ็ เรากข็ น้ึ ไปปฏบิ ตั ทิ า่ นเจา้ คณุ ฯ เพราะเคยเปน็ ลกู ศษิ ยท์ า่ น
ทา่ นสอนบาลใี ห้ ทา่ นเจา้ คณุ ฯ ถามวา่ “อนั นใ้ี ครเขยี นละ่ ” “เขยี นหลายคนขอรบั กระผม”
“มีใครบ้าง” “มีกระผม ท่านอาจารย์วิริยังค์ และท่านอาจารย์วัน ขอรับกระผม”
“เออ ...ดมี าก เราจะเอาไปพมิ พ”์ “แลว้ แตท่ า่ นเจา้ คณุ ขอรบั กระผม” ดว้ ยความเคารพ
เพราะท่านมบี ญุ คุณ

ท่านจากไปประมาณสักสามเดือน ก็มีห่อหนังสือส่งมา ในนามของท่าน
พระอาจารย์มน่ั ผเู้ ล่าน�ำไปถวายท่าน “อะไรน่ัน” ทา่ นพระอาจารยถ์ าม “กระผมก็ยงั
ไม่ทราบเพราะยงั ไมไ่ ด้เปดิ ดู แต่ว่าคล้ายๆ กับหนงั สอื ” “เปดิ ดูซิ” คือ ลักษณะนสิ ัย
ของทา่ นพระอาจารยม์ ่นั นั้น ทา่ นไมใ่ หพ้ ดู ตรงๆ ถ้ายังไม่ได้ดูเสยี กอ่ น ไมใ่ หพ้ ูดวา่
อะไรอย่ขู ้างใน เราจะไปบอกวา่ หนงั สอื ทา่ นไมเ่ อา

65

แมแ้ ตเ่ ครอื่ งใชไ้ มส้ อยบรขิ ารทผ่ี เู้ ลา่ เปน็ พระภณั ฑาคารกิ ๑ เวลาพระสงฆไ์ ปขอ
สบง จวี ร เพอ่ื ผลดั เปลย่ี นนะ ท่านจะถามวา่ “ว่ายงั ไงทองคำ� มไี หม” กต็ ้องบอกวา่
“กระผมยงั ไมไ่ ดด้ ู จะลองไปดเู สยี กอ่ นอาจจะมกี ไ็ ด”้ ตอ้ งพดู อยา่ งนน้ั ถา้ เราจะไปรบั
โดยตรงอ๋อมี มีถมไป มเี ยอะแยะนะ่ แหละ เด๋ยี วทา่ นตะเพดิ เอา ทา่ นไมใ่ ห้พดู ตรงๆ
ทา่ นใหพ้ ดู ดว้ ยสตปิ ญั ญา ลกั ษณะคลา้ ยๆ กบั พดู เลยี บๆ เคยี งๆ ไป ถา้ พดู เลยี บเคยี ง
ทา่ นก็ทราบเองว่า ของนนั้ มอี ยู่ แล้วเรากเ็ ช่ือมนั่ ว่ามนั มี แตถ่ า้ เรายงั สงสัยวา่ มีอยู่ก็
ตอ้ งบอกวา่ “ขอโอกาส ครบู าอาจารย์ กระผมยงั สงสยั อยขู่ อไปดเู สยี กอ่ น” ตอ้ งบอก
ว่ายังสงสัยอยู่ ถ้ามกี ็บอก “กระผมยงั ไม่ไดด้ ู อาจจะมีกไ็ ด”้

ที่ท่านใหพ้ ูดอยา่ งน้นั น่ะเปน็ ค�ำสอน เพ่ือฝกึ สติปัญญาของสานศุ ิษย์ ใหม้ ีสติ
ด้วยให้มปี ญั ญาด้วย ถา้ มีปัญหาเกิดข้ึน คำ� ทเี่ ราพดู ออกไป ถา้ จะเป็นโทษแกเ่ ราถงึ
ขึ้นโรงข้ึนศาล เราก็สามารถท่ีจะเอาตัวรอดได้ เพราะฉะน้ันท่านถึงไม่ให้พูดตรง
เหมอื นอย่างเราพูดว่า “ท่านครบู าอาจารย์ วนั น้ไี ดป้ ลานำ� มาใสบ่ าตรนะ นมิ นตท์ า่ น
ฉนั ลาบ ฉันก้อยนะ” พระฉันไมไ่ ด้ ผดิ พระวนิ ัยเพราะออกชอ่ื โภชนะท้ังหา้ ทา่ นคง
จะถอื หลักนแี้ หละ

หลังจากท่านฯ รับหนังสือมาแล้วจึงเปิดดู “เอ เราเคยได้ยินเจ้าคุณอุบาลีฯ
พดู วา่ คุณมนั่ เธอเทศนาดว้ ยภาษามุตโตทยั เป็นมุตโตทัย ภาษามุตโตทยั เปน็ ค�ำพดู
ของเจ้าคุณอบุ าลฯี แล้วท�ำไมจึงมาเป็นชื่อหนังสืออนั นลี้ ่ะ ไดม้ าจากไหน”

ผเู้ ลา่ “ท่านเจา้ คณุ อริยคณุ าธาร ไปค้นพบจากท่ีนอนของกระผม”

ท่านฯ “ใครเขียนละ่ ”

ผเู้ ลา่ “เขียนหลายรูป โดยเฉพาะอย่างยิง่ คือ ท่านอาจารยว์ ริ ยิ งั ค์ เพราะท่าน
เปน็ ผนู้ ำ� ในการเขยี น พวกกระผมกไ็ ดเ้ ขยี น ทา่ นวนั กไ็ ดเ้ ขยี น ผดิ ถกู ขอโอกาสครบู า
อาจารย์ กระผมยอมรบั ผิดทุกอยา่ ง”

๑ พระภณั ฑาคาริก : ภกิ ษผุ ู้ไดร้ ับแต่งต้งั จากสงฆ์ ใหเ้ ป็นผู้มีหน้าทรี่ ักษาคลงั เก็บพัสดขุ องสงฆ์

66

หลงั จากทา่ นฉนั จงั หนั เสรจ็ ทา่ นกเ็ ขา้ หอ้ ง ผเู้ ลา่ กข็ น้ึ ไปปฏบิ ตั ทิ า่ น นำ� หอ่ หนงั สอื
ขน้ึ ไปถวาย เปน็ เวลาที่ท่านจะตอ้ งพัก แตท่ ่านไม่พกั อา่ นต่อจนกระทงั่ ถงึ เวลาทีท่ ่าน
ฉนั น้�ำชา ผู้เลา่ ข้ึนไปท�ำข้อวตั ร ทา่ นกบ็ อกวา่ “เออ ดีเหมือนกนั นะ เปน็ เทศนาค�ำย่อ
ผู้มีปญั ญาพจิ ารณาได้” ท่านวา่ อยา่ งนนั้

หนงั สอื มตุ โตทัย ทพ่ี ิมพแ์ จกในงานถวายเพลงิ ศพของท่านพระอาจารยม์ ่นั น้นั
กม็ ีของทา่ นอาจารยว์ ริ ิยังคเ์ ป็นบทนำ� ตอ่ จากนน้ั กเ็ ปน็ ของหลวงตาทองคำ� เป็นอนั ดบั
๒ อนั ดบั ๓ คอื ทา่ นอาจารยว์ นั ทา่ นทง้ั หลายทไี่ ดอ้ า่ นหนงั สอื มตุ โตทยั กค็ อื หนงั สอื
ท่ีท่านพระอาจารยม์ ่ันไดต้ รวจทานแล้ว เปน็ ของท่ที า่ นยอมรบั แล้วว่า ดอี ยู่ เพราะว่า
เทศนาเปน็ ค�ำยอ่ แตผ่ ู้มีปญั ญากพ็ ิจารณาได้

ท่านมักจะพูดเสมอเร่ืองค่าของศูนย์ ท่านเปรียบถึงพระนิพพาน นิพฺพานํ
ปรมํ สุญฺ ํ พระนิพพานเป็นสญู อยา่ งยงิ่ “ศนู ย์ทำ� ไมจึงมอี ยู่ ทองค�ำ ลองเขียนดซู ิ”
๑-๒-๓-๔-๕-๖-๗-๘-๙-๐ ธรรมดาเลขนั้นมีอยู่ ๙ ตัวใช่ไหมที่มันนับได้
บวกลบคณู หารกนั ได้ สว่ นเลขศนู ยม์ นั อา่ นได้ มนั มอี ยแู่ ตไ่ มม่ คี า่ ฉะนน้ั เอาไปบวกลบ
คูณหารกับเลข ๑ ถึง ๙ ก็ไม่ท�ำให้เลขจ�ำนวนนั้นมีค่าสูงขึ้น แต่ศูนย์ก็ยังมีอยู่
เม่ือน�ำไปต่อกบั เลขอืน่ เชน่ ๑ กจ็ ะกลายเป็น ๑๐ แต่ศูนย์อยตู่ ามลำ� พังก็จะไม่มีคา่

เปรียบเหมือนฐีติภูตงั คอื จิตดวงเดิมทม่ี ีอยู่ เปน็ อยู่ แต่ถกู ห่อห้มุ ดว้ ยอวิชชา
ตัณหา อุปาทาน เมื่อชำ� ระด้วย ศลี สมาธิ ปญั ญาแล้ว เป็นฐตี ญิ าณัง จติ คอื ผู้รวู้ า่
สูญจากอาสวะ และรู้ว่าสูญจากอาสวะก็เป็นบรมสุข พ้นจากทุกข์ทั้งปวง ดังค�ำว่า
นิพฺพานํ ปรมํ สขุ ํ พระนิพพานเปน็ สขุ อยา่ งย่งิ เป็นคู่กนั กบั นิพพฺ านํ ปรมํ สญุ ฺ ํ

พระพทุ ธเจา้ รวมทงั้ พระสาวก หลายหมนื่ หลายแสนองค์ เขา้ สพู่ ระนพิ พานเพราะ
พระนิพพานไม่มีท่ีเต็ม ว่างอยู่ตลอด อย่ากลัวพระนิพพานเต็ม พวกเราจงเร่งไป
ส่พู ระนพิ พานเหมอื นกับพระพุทธเจา้ เถิด พระนพิ พานไม่เตม็ หรอก ท่านฯ ว่ายงั ง้นั

มีแต่พวกขี้เกียจ กุสโี ต หนี วิรโิ ย ท่านพดู เปน็ ภาษาบาลี ตายแล้วเกดิ เกดิ
แลว้ ตาย ไมม่ ที สี่ นิ้ สดุ แกใ้ หต้ กเนอ้ แกบ้ ต่ กคาพกเจา้ ไว้ แกบ้ ไ่ ดแ้ ขวนคอนำ� ตอ่ งแตง่

67

แก้บพ่ น้ คากน้ ย่างยาย คาย่างยาย เวียนตายเวียนเกิด เวยี นเอาก�ำเนดิ ในภพทง้ั สาม
ภพทง้ั สามเป็นเฮอื นเจ้าอยู่ ตายแล้วเกดิ เกิดแลว้ ตาย บม่ ีที่สิน้ สดุ เหมือนกับศัพท์
บาลที วี่ า่ สงฺสาเร อนมตฺตคเฺ ค ในสงสารมีเบอื้ งตน้ และทสี่ ดุ อนั ใครๆ กต็ ามไปรู้
ไมไ่ ด้แลว้ นอกจากพระสัพพญั ญูเจ้าเท่านนั้ จะรไู้ ด้ เพราะอาศยั อะไร เพราะอาศยั
อวชิ ชา ตัวน้แี หละหมุ้ ห่อ จงึ ไม่รู้
เวลาทา่ นมอี ารมณ์สนกุ ๆ กจ็ ะพูดกบั พวกเรา พูดภาษาพ้นื ๆ ธรรมดา ไมใ่ ช่วา่
ทา่ นจะพูดพรำ่� เพรื่อ บางทีทา่ นอาจจะพจิ ารณาว่า บุคคล สถานท่ี วัตถุ นน่ั ละ่ เรายงั
ไมไ่ ดพ้ ดู ใหใ้ ครฟงั ทา่ นกจ็ ะถอื โอกาสจงั หวะเวลานน้ั พดู เกยี่ วกบั พระแกว้ มรกตเอย
เกยี่ วกบั พระนครปฐมเอย อะไรทำ� นองนี้

68

หนงั สือในสำ� นกั ท่านพระอาจารยม์ ัน่

ทา่ นพระอาจารยค์ งจะมเี หตผุ ลกลใดสกั อยา่ ง จงึ ยอมรบั นบั ถอื พระบาทสมเดจ็
พระจอมเกล้าเจา้ อยู่หัวฯ และสมเดจ็ พระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส
เปน็ กรณีพิเศษ แบบแผนขนบธรรมเนียม บทสวดพระปรติ รและปาฐะตา่ งๆ รวมท้งั
พระราชนิพนธ์ พระนิพนธ์ของท้ังสองพระองค์น้ี ไม่ว่าจะเป็นปาฐะและคาถาต่างๆ
ท่านจ�ำได้หมด ทั้งบาลีท้ังแปล อธิบายสลับกับพระธรรมเทศนา ได้อย่างละเอียด
ลึกซงึ้ จะเปน็ โมกขปุ ายคาถา และจตรุ ารักขกมั มฏั ฐานก็ดี นบั เป็นธรรมเทศนาประจำ�
ทเี ดียว รวมทัง้ ขนบธรรมเนียมตา่ งๆ ทา่ นฯ มักอา้ งเสมอวา่ “แบบพระจอมฯ แบบ
พระจอมฯ” ทำ� นองนแ้ี ล

ดว้ ยเหตนุ ท้ี า่ นจงึ มกี ฎบงั คบั ไวว้ า่ ผจู้ ะอยศู่ กึ ษากบั ทา่ นพระอาจารยท์ งั้ สองตอ้ ง
ทอ่ งนวโกวาท ๗ ตำ� นาน ๑๒ ตำ� นาน และปาฏโิ มกข์ใหไ้ ด้ อยา่ งช้าใหเ้ วลา ๓ ปี
ถา้ ไมไ่ ด้ ไมใ่ หอ้ ยรู่ ว่ มสำ� นกั สว่ นหนงั สอื อา่ นประกอบนนั้ วนิ ยั มขุ เลม่ ๑, ๒, ๓ และ
พุทธประวตั เิ ล่ม ๑, ๒, ๓ นอกจากนี้ห้ามอ่าน ถงึ ขนาดนนั้ ท่านว่าหากได้อยา่ งว่า
จะอยูใ่ นศาสนาก็พอจะรักษาตวั ได้ ถึงจะไมไ่ ดศ้ กึ ษามาก กร็ กั ษาตนคุ้มแล้ว

ตวั อย่างเชน่ พระอาจารย์กงมา จริ ปญุ ฺโ เป็นพระมหานิกาย มาขอศกึ ษา
ขอ้ ปฏิบตั ิและขอญัตตกิ รรมเปน็ พระธรรมยุต ทา่ นว่า ให้ท่องปาฏิโมกขใ์ ห้ได้ จึงจะ
ญตั ตใิ ห้

69

ทา่ นอาจารยก์ งมาอา่ นหนงั สอื ไมอ่ อก เพราะไมไ่ ดเ้ ขา้ โรงเรยี น จงึ เรยี นปาฏโิ มกข์
ปากต่อปาก ค�ำตอ่ ค�ำ และหัดอา่ นพร้อมกันไปด้วย ใช้เวลาถึง ๓ ปีจึงสวดได้ และ
อ่านหนงั สอื ออก จึงไดม้ าญตั ติ ทวี่ ดั บรู พา จังหวดั อบุ ลราชธานี โดยทา่ นเจ้าคุณ
พระปญั ญาพศิ าลเถร (หนู €ติ ปญฺโ) เปน็ พระอปุ ัชฌาย์ เมอื่ วันท่ี ๒๗ พฤษภาคม
๒๔๗๑
ท่านท้งั ๓ รปู นเ้ี ป็นศิษย์ท่านพระอาจารยม์ ่นั ซ่ึงผ้เู ล่าขอถวายนามวา่ “วีรบรุ ษุ ”
เหมอื นครง้ั พุทธกาล พระจักขุบาลเป็นวีรบุรุษในยคุ นนั้
แมใ้ นเรื่องมังสวริ ัติ ๑๐ อยา่ ง ท่านพระอาจารย์กล่าวว่า ท�ำไมพระพุทธเจ้าจึง
ทรงหา้ ม ทา่ นฯ อธบิ ายใหฟ้ งั วา่ เนอ้ื มนษุ ยไ์ มเ่ ปน็ คา่ นยิ ม ผรู้ ทู้ งั้ หลายมพี ระพทุ ธเจา้
เปน็ ตน้ ทรงตเิ ตียน เพราะความเป็นมนุษย์มคี ่ามาก เกิดกินกนั ขน้ึ มหันตภยั กเ็ กิด
ขึน้ แก่โลกไม่สิน้ สดุ
สัตว์นอกจากนี้เป็นสัตว์อันตราย สมัยก่อนมีมาก พระออกธุดงค์บริโภคเน้ือ
สตั วอ์ นั ตรายเหลา่ นี้ กล่ินของสัตว์จะออกจากรา่ งกายผบู้ รโิ ภค เช่น ฉันเน้อื งู กลิ่นงู
กอ็ อก งไู ดก้ ลนิ่ กจ็ ะเลอื้ ยมาหา นกึ วา่ พวกเดยี วกนั พอมาถงึ ไมใ่ ชพ่ วกเดยี วกนั กฉ็ ก
กัดเอาเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต ตั้งใจเจริญสมณธรรมเลยไม่ได้อะไรตายเสียก่อน
พระพุทธเจ้าจึงทรงหา้ ม

70

ท่านพระอาจารยป์ ฏิบัติตอ่ สตรเี พศ

สตรีเพศน้ันเป็นเพศยั่วยวนกามกิเลสของบุรุษเพศ ในขณะเดียวกันบุรุษเพศ
กเ็ ปน็ ทย่ี วั่ ยวนกามกเิ ลสของสตรี เปน็ คกู่ นั มากบั โลกฉะนน้ั พระเถระชอื่ วา่ พระอานนท์
ผทู้ รงคณุ สมบตั ถิ งึ ๕ ประการ ขอ้ ทว่ี า่ มนี ติ คิ อื อบุ ายเปน็ เครอ่ื งนำ� ไปของพระเถระนนั้
พระอานนทไ์ ดเ้ ลง็ เหน็ การณไ์ กล ตอ่ พระภกิ ษผุ จู้ ะสบื ตอ่ อายพุ ระพทุ ธศาสนา ในกาล
ตอ่ ไปขา้ งหนา้ ในวนั ทพ่ี ระพทุ ธเจา้ จะปรนิ พิ พาน จงึ กราบทลู ถาม เรอื่ งการปฏบิ ตั ติ อ่
สตรเี พศ ของพระภิกษุวา่
พระอานนท์ “ขา้ แต่พระองค์ผเู้ จรญิ อันพระภกิ ษใุ นธรรมวนิ ยั จะปฏบิ ตั ติ อ่
สตรีเพศอย่างไร”
พระพุทธเจ้าตรสั วา่ “ดูก่อนอานนท์ การไม่รไู้ มเ่ ห็นเป็นการด”ี
พระอานนท์ “ถา้ จำ� เปน็ ตอ้ งดตู ้องร้ตู ้องเห็น ควรท�ำอย่างไรพระเจ้าข้า”
พระพทุ ธเจา้ “ถา้ เหน็ ไมพ่ ดู เปน็ การดี ถา้ จำ� เปน็ ตอ้ งพดู กต็ อ้ งมสี ติ พดู พอประมาณ
อานนท์”
ขอ้ นพี้ ระพทุ ธเจา้ ทรงแสดงเปน็ อนโุ ลมคอื ตามไปหรอื เปน็ อนวุ ตั รคอื ความกลบั
แตท่ า่ นฯ นนั้ ปฏบิ ตั เิ ปน็ ปฏโิ ลมคอื ถอยหลงั กลบั หรอื ปฏวิ ตั กิ ลบั หลงั เมอื่ จำ� เปน็ ตอ้ งพดู

71

มสี ติพูด เมอ่ื เห็นไม่พดู เจรจา เอาขอ้ แรกทพ่ี ระพุทธเจ้าตรัส คือ ไม่รู้ไม่เหน็ เป็นหลกั
ทา่ นฯ วา่ คือ ไม่รู้ไม่เห็น เป็นการดนี ั่นเอง
ในการสงั เกตของผเู้ ลา่ ทา่ นพระอาจารย์ จะปฏบิ ตั ขิ อ้ ไมร่ ไู้ มเ่ หน็ ตลอดมา เสมอตน้
เสมอปลาย เพราะท่านไมค่ ลุกคลกี บั เพศหญงิ เลย แม้แต่หลานเหลนของทา่ น
ศิษยส์ ายของทา่ นจะยึดขอ้ นต้ี ามแนวของทา่ น

72

การรบั ศิษยใ์ นยคุ ปลายสมัย

ลูกศษิ ยท์ กุ ท่านทเ่ี ขา้ ไปศกึ ษากบั ท่านพระอาจารย์มั่นในยคุ ต้นๆ ทา่ นจะเร่งในเรื่อง
การทำ� ความเพยี ร เดินจงกรม และภาวนา อยา่ งชนิดทเ่ี รยี กว่า เอาเปน็ เอาตาย ศษิ ยก์ ม็ ี
ความเชื่อมั่นกับครูบาอาจารย์ มีความเชื่อม่ันต่อพระพุทธเจ้าว่าไม่ตาย เพราะเราท�ำถูก
แต่อยา่ ทำ� ผิดพืน้ ฐานคือพระวนิ ัย รบั รองไม่ตาย

ยุคหลังนักศึกษาท่ีส�ำเร็จนักธรรม ส�ำเร็จบาลีมา ก็เริ่มเข้าไปศึกษา ท่านเหล่านี้
ยกตวั อยา่ ง ทา่ นอาจารยม์ หาบวั ทา่ นพระอาจารย์ พดู ไมม่ าก ไดฟ้ งั แลว้ กเ็ ขา้ ใจ เปน็ ลกั ษณะ
ของผู้มีปัญญามาก

ผู้ที่ผ่านการศึกษานักธรรมบาลีมาแล้ว จึงจะรับให้อยู่ในส�ำนัก สามเณรก็ต้อง
อายุถึง ๑๗ ปีเสียก่อน ท�ำบัตรประชาชนแล้วถึงจะรับ ถ้าเป็นพระต้องคัดเลือกทหาร
กอ่ นท่านถึงจะรับ ต้องผา่ นการศึกษามาแลว้ เพราะวา่ เขาเหลา่ นร้ี แู้ บบแผนแล้ว เม่ือมา
ปฏบิ ตั จิ นรเู้ หน็ ดว้ ย จะเปน็ ประโยชนท์ ง้ั สองดา้ น สามารถเผยแผศ่ าสนาไปในทางทถ่ี กู ตอ้ ง
อันน้ีเป็นวัตถุประสงคข์ องทา่ นพระอาจารยม์ นั่

ศษิ ยท์ ่ีเข้ามาในยุคปลายก็มีทา่ นอาจารยว์ ัน ทา่ นอาจารย์วริ ยิ ังค์ หลวงปูห่ ล้า และ
ลกู ศิษย์ของท่านเจา้ คณุ ธรรมเจดยี ์ ท่ผี ่านนกั ธรรมบาลีมาทง้ั นน้ั เชน่ เจ้าคณุ มหาเขียน๑
เจา้ คณุ มหาโชติ๒ พระมหาประทศิ เจา้ คุณกง๓ พระมหาศีล

๑ เจ้าคณุ มหาเขยี น คอื พระอริยเวที (เขยี น €ิตสีโล) วัดรงั สปี าลิวนั
อ�ำเภอคำ� มว่ ง จังหวัดกาฬสินธุ์ ปจั จุบนั มรณภาพแล้ว
๒ เจ้าคุณมหาโชติ คือ พระเทพสทุ ธาจารย์ (โชติ คณุ สมปฺ นโฺ น) วดั วชิราลงกรณ์
อำ� เภอปากช่อง จงั หวัดนครราชสีมา ปจั จุบนั มรณภาพแล้ว
๓ เจา้ คุณกง ปัจจบุ ัน (พ.ศ. ๒๕๔๗) ดำ� รงต�ำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดสกลนคร และ
เจา้ อาวาสวัดพระธาตเุ ชงิ ชมุ วรวิหาร อำ� เภอเมอื ง จังหวัดสกลนคร

73

เรง่ อบรมพระเณร

คงจะเปน็ ครงั้ สดุ ทา้ ยแหง่ ชวี ติ ของทา่ นพระอาจารย์ หลงั สงครามโลกครง้ั ทสี่ อง
สงบลง สภาพแวดลอ้ มเอ้อื อำ� นวย ปจั จยั ทเ่ี ปน็ เครื่องด�ำรงชพี สะดวกสบาย ปจั จยั สี่
พอเพยี ง จติ ใจของประชาชนไมส่ บั สนวนุ่ วาย สรรพสนิ คา้ เกษตรกรรม พาณชิ ยกรรม
อุตสาหกรรม หลัง่ ไหลเขา้ สู่ตลาดการคา้ ทงั้ ของไทยและของตา่ งประเทศ

ท่านพระอาจารย์ถอื เอาจังหวะนี้ เรง่ รดั อบรมสั่งสอน ศลี ธรรม สมถวปิ ัสสนา
แกพ่ ระสงฆแ์ ละประชาชน หนทางยงั กนั ดารอยู่ เดนิ ทางดว้ ยเทา้ เปลา่ ขา้ มเขา เปน็ เรอื่ ง
สนุกของชาวกรุงเทพฯ ไปแล้ว ทั้งหญงิ ชายจากกรงุ เทพฯ จนั ทบรุ ี ชยั นาท สระบรุ ี
เชยี งใหม่ เขา้ ไปถวายทานกราบนมสั การเปน็ ระยะ เปน็ หมเู่ ปน็ คณะตงั้ แตอ่ อกพรรษา
ตลอดฤดูหนาว ๔ เดอื น ท้ังใกล้ไกล

ทา่ นพระอาจารยต์ อ้ งทำ� กจิ ประจำ� ๕ ประการใหม้ ากยงิ่ ขนึ้ ตอนเชา้ เทย่ี วบณิ ฑบาต
ตอนบา่ ยเทศนาส่ังสอนประชาชน พลบค�ำ่ ให้โอวาทแก่พระสงฆ์ เกอื บจะไมม่ วี นั เว้น
อกี ๒ อย่าง เปน็ เรือ่ งภายในสว่ นตวั ของท่าน ผ้เู ล่าไมส่ ามารถน�ำมาเลา่ ได้

พระเถระฝ่ายบริหาร ทั้งเป็นเพ่ือนเก่าและใหม่ ได้เดินทางข้ามเขา ไปกราบ
นมัสการหลายรูป เท่าที่จ�ำได้เพื่อนเก่า มีเจ้าคุณปราจีน๑ เจ้าคุณสิงห์บุรี เจ้าคุณ
ลพบุรี๒ (อ่�ำ) เจ้าคุณใหม่ มีเจ้าคุณรักษ์หนองคาย๓ เจ้าคุณเมืองเลย๔ เจ้าคุณ
พระมหาโชตสิ รุ นิ ทร๕์ เจ้าคุณเขียนนครราชสมี า๖

๑ เจา้ คณุ ปราจีน คือ พระปราจนี มนุ ี (เพ็ง กิตฺตงิ ฺกโร) วัดมะกอก จังหวัดปราจนี บุรี
๒ เจา้ คุณลพบุรี (อ�ำ่ ) คือ พระเทพวรคณุ (อ�ำ่ ภทรฺ าวโุ ธ) วดั มณชี ลขนั ฑ์ จังหวดั ลพบรุ ี
๓ เจา้ คณุ รกั ษห์ นองคาย คอื พระธรรมไตรโลกาจารย์ (รักษ์ เรวโต) วัดศรเี มือง จังหวัดหนองคาย
๔ เจ้าคุณเมืองเลย คอื พระธรรมวราลงั การ (ศรีจนั ทร์ วณณฺ าโภ) วัดศรสี ทุ ธาวาส จังหวัดเลย
๕ เจ้าคณุ พระมหาโชติ คอื พระเทพสทุ ธาจารย์ (โชติ คณุ สมฺปนโฺ น) วดั วชิราลงกรณ์ จงั หวัดนครราชสมี า
๖ เจ้าคุณเขยี นนครราชสมี า คอื พระอริยเวที (เขยี น €ติ สีโล) วัดรังสีปาลวิ นั จงั หวดั กาฬสินธุ์

74

แสดงบุพพนมิ ติ

ประมาณต้นปี ๒๔๙๒ ปีที่ท่านฯ เร่ิมจะอาพาธ มนั เปน็ ลกั ษณะคล้ายๆ กบั
เปน็ ลางสงั หรณข์ องชวี ติ แตล่ ะบคุ คล ปกตทิ า่ นพระอาจารยม์ น่ั จะมตี ะเกยี งโปะ๊ เลก็ ๆ
ส่วนมงุ้ นน้ั เปน็ มุ้งผา้ ชาวบา้ นทอเอง ขณะน้ันเป็นฤดหู นาว อากาศหนาวมากคล้าย
ภาคเหนอื จุดไฟมาหลายปี ไมม่ อี ะไรเกิดขึน้

แตว่ ันนั้นอย่างไรกไ็ ม่ทราบ ทา่ นฯ ร้องขนึ้ ประมาณตี ๒ “โอ้ย! โอ้ย! ไฟไหม้
ใครไดย้ นิ มาชว่ ยดว้ ย ไฟไหมใ้ ครไดย้ นิ มาชว่ ยดว้ ย” มกี ฏุ ิ ๓-๔ หลงั อยใู่ กลๆ้ ผเู้ ลา่
ไดย้ นิ เสยี งทา่ น ตนื่ ขนึ้ มาเปดิ ประตกู ระโดดไป ไฟขา้ งในสวา่ งอยแู่ ลว้ กำ� ลงั จะไหมม้ งุ้
ผา้ สว่ นหน่ึงมันปิดทา่ นอยู่ ท่านแก้ไมอ่ อก ผ้าหม่ ส่วนหนง่ึ แยกออกไปไดแ้ ล้ว ท่านก็
พยายามหอบผา้ ท่แี ยกออกแลว้ พงั ออกไป

ผู้เล่าผลักประตูเข้าไปแรงๆ ประตูก็พังไปเลย แล้วก็ผลักประตูข้างหน้าอีก
ผลกั ประตหู นา้ ตา่ งอกี หนา้ ตา่ งกบั ประตมู นั มพี นื้ ฐานเทา่ กนั ผลกั เขา้ ไปแลว้ กร็ บี เปดิ
ผา้ ออกแล้วประคองทา่ นออกมาข้างนอก ท่านลุกข้นึ เข้าไปดึงมุ้งลงมา ไฟมันจะข้นึ
ตดิ เพดานก�ำลังจะไหมแ้ ล้ว ผู้เลา่ ก็กระโดดเข้าไป ลืมคิดถึงอนั ตราย บุกตะลุยเลย
โยนมุ้งลงไปข้างล่างเป็นแสงวูบไป พอปลอดภัยแล้วพระรูปนั้นก็มา พระรูปน้ีก็มา
สวา่ งพอดีจึงกลับไปกุฏิเตรียมบาตร ลงไปศาลา

ทา่ นฯ มองดผู ู้เลา่ มันทั้งดำ� ทั้งแดงไปหมด “เจบ็ ไหมล่ะ” ท่านฯ วา่ “พอทนได้
มันรอ้ น ก็พอทนได้” ทา่ นฯ มนี ้�ำมันท�ำเอง ส�ำหรับใชท้ ารดิ สดี วงทเี่ ปน็ โรคประจ�ำตัว
ของทา่ น เวลาถา่ ยแลว้ เลือดออก ตอ้ งใชน้ ้ำ� มันนน้ั “นำ้� มนั เรามี เอาไปทา เอา้ หลา้
ช่วยกันทานะ” ไมพ่ อง ๒-๓ วันก็เปน็ ปกติ จะเป็นดว้ ยอานุภาพของทา่ นก็ได้ เพราะ
สงิ่ เหล่านมี้ ันเป็นอจนิ ไตย

75

นำ�้ มนั น้ี ท่านท�ำใช้เฉพาะองคเ์ ดยี ว มนี ้ำ� มันมะพรา้ ว ข้ีผึง้ แท้เป็นสว่ นประกอบ
นอกจากนน้ั กอ็ ะไรทไ่ี มใ่ ชเ่ ปน็ ของแสบรอ้ น ใชร้ กั ษาแผล เมนทอลทา่ นไมเ่ อา ทาเขา้ ไป
เยน็ ๆ ใช้ ๒-๓ อยา่ งเทา่ นนั้ ถา้ ไมม่ จี รงิ ๆ กใ็ ชน้ ำ้� มนั มะพรา้ วกบั ขผ้ี งึ้ เทา่ นน้ั ใชไ้ ดน้ าน
๒-๓ ปี จึงจะหมด กฏุ ิทไี่ ฟไหม้ คอื หลงั ปจั จุบนั ทีว่ ดั ปา่ บา้ นหนองผอื น่ันแหละ

76

ก่อนนิพพานที่วัดปา่ บ้านภู่

หลงั จากออกพรรษาแลว้ อาการปว่ ยของทา่ นฯ ดจู ะหนกั ขน้ึ ทกุ วนั บรรดาศษิ ย์
ผูใ้ หญ่ของท่านไดป้ ระชุมตกลงกนั จะน�ำท่านไปยังวดั ปา่ สทุ ธาวาส จงั หวัดสกลนคร
โดยแวะพักท่ีวดั ป่าบ้านภกู่ อ่ น ผู้เล่าจะขอเล่าเหตกุ ารณใ์ นวาระสดุ ท้ายทจี่ ำ� ได้ดงั นี้

เหตุการณ์ในระหว่างเดินทางจากหนองผือสู่พรรณาฯ ระยะทางจากหนองผือ
มบี า้ นหว้ ยบุ่น นาเลา ค�ำแหว ทิดไทย โคกเสาขวญั กดุ ก้อม และพรรณาฯ นาเลา
ค�ำแหว หมบู่ า้ นหา่ งออกไปต้องเดนิ อ้อมเขา คนสมัยน้ันมไี ม่มาก แตค่ นมาจากไหน
มากมายเกนิ กวา่ สมยั นนั้ ทงั้ หญงิ ทง้ั ชายทง้ั เดก็ ทอ่ี อ้ มหว้ ยมาทางลดั ทงั้ ชอ่ งเขา ทา่ นำ�้
ชอ่ งปา่ ไม้ คนมากนั ทกุ ทศิ ทกุ ทาง ทงั้ ๆ ทไี่ มร่ วู้ า่ ทา่ นพระอาจารยจ์ ะออกเดนิ ทางวนั นน้ั
เพราะพดู ตกลงวันนัน้ ท�ำเสล่ียงเสรจ็ วันทีส่ องก็น�ำทา่ นมาเลย มคี นแบกคานหาม
๔ คน ล้วนแตเ่ ปน็ ชายฉกรรจ์ทัง้ น้ัน

พอเดินไปไดป้ ระมาณ ครง่ึ กิโลเมตร ผรู้ อเปลยี่ นคานหามกบ็ อกว่า “เธอออก
ไปเราจะเขา้ หามแทน”

คนหามก็บอกว่า “มายงั ไมถ่ งึ ๑๐ วา จะมาแย่งแลว้ ”

“อ้าวเธอหามไกลแล้วต้องให้เราซิ” ทะเลาะกันมาตลอดทาง พระอาจารย์ฝั้น
ตอ้ งติดตามใกลช้ ดิ คอยหา้ มทพั ไมใ่ หท้ ะเลาะกนั

พอคนนนั้ ออกมา ผเู้ ลา่ ถามวา่ “ทำ� ไมหามไปไกลแลว้ ยงั วา่ หามไปไมถ่ งึ ๑๐ วา”
เขาบอกวา่ “เวลาแบกเสาแบกฟนื หามน้นั หามน้ี มแี ตห่ นกั แต่หามอญั ญาทา่ นมั่น
เบาเหมอื นกับว่าเทา้ ไมต่ ดิ ดิน” น้ีคอื คำ� บอกเลา่ ของคนหาม

77

จากบ้านคำ� แหว (อ่านวา่ หะแว) ถึงบา้ นโคก กอ่ นถึงบา้ นโคกมีลำ� ห้วย น้ำ� เยน็
ไหลใสสะอาด คนหามขอพกั ลา้ งมอื ลบู ไล้แขนขาเพ่อื เข้าสูห่ มู่บา้ น ท่านพระอาจารย์
กอ็ นุญาตและท่านก็ลา้ งหน้าดว้ ย ศิษยเ์ ชด็ ตวั ถวาย ขณะนนั้ ตัวท่านรอ้ นอยู่คลา้ ยๆ
จะมไี ข้ พรอ้ มแล้วกห็ ามท่านเดินทางต่อ

จนกระทง่ั อกี ไมเ่ กนิ ๑๐ ก.ม. จะถงึ พรรณาฯ เลยบา้ นกดุ กอ้ มออกมา มที างแยก
สองแพรง่ แพร่งหน่งึ ไปพรรณาฯ แพรง่ หนึ่งไปบ้านมว่ งไข่จึงเอาท่านวางลง

ทว่ี ดั ป่าบ้านภู่พรรณาฯ ทา่ นอาจารย์ฉลวย สธุ มฺโม เตรยี มรบั พรอ้ ม วดั ป่า
บา้ นมว่ งไข่ ทา่ นอาจารยอ์ อ่ น าณสริ ิ เตรยี มรบั พรอ้ ม เลยเจรจากนั แตย่ งั ตกลงกนั
ไมไ่ ด้ ไดย้ ินถึงทา่ นพระอาจารย์เลยถามว่า “ถงึ หรอื ยัง”

ตอบ “ยังไม่ถึง”

“เออ ไมถ่ งึ จะอย่นู ้หี รือ”

“กราบเรยี นทา่ นอาจารยอ์ อ่ นจะนำ� ไปมว่ งไข่ ทา่ นอาจารยฉ์ ลวยจะนำ� ไปพรรณาฯ”

“บ้านม่วงไข่ เราไม่ไป เราจะไปวัดโยมออ่ น ร้แู ล้วหรอื ยัง รู้แล้วก็ไป”

พอถึงทุง่ นาหมดทางเกวียนแลว้ ชาวบา้ นต้องเดินตามคนั นากว้างไมเ่ กิน ๕๐
เซนตเิ มตร ขา้ วแกก่ ม็ ี กำ� ลงั จะแกก่ ม็ ี แตค่ นหามรวมทง้ั คนเอามอื ประคองเปน็ สบิ ๆ เลย
หยุดยืนกลัวจะเหยียบย่�ำข้าว เจ้าของนาทุกคนที่ติดตามไป เขาไปยืนอยู่บนคันนา
ประกาศขนึ้ ว่า “ข้าวเอ๋ยข้าว บัดนี้ความจ�ำเปน็ เกิดขน้ึ แลว้ ขอย�ำ่ ขอกรายดว้ ย” แล้ว
กห็ นั มาบอกพวกหามวา่ “ไปไดเ้ ลย” แลว้ กพ็ ากนั เดนิ เอาคนั นาไวก้ ลาง ยำ�่ ไรน่ าไปเลย
ผู้เล่าเดินตามหลัง ไม่เห็นมีข้าวล้มแม้แต่กอเดียว เพราะคนหามก็คือชาวนานี่เอง
เขาตอ้ งระวงั เปน็ พเิ ศษ ข้าวกเ็ ลยปลอดภยั

ถงึ วดั กลางบา้ นภู่ ประมาณ ๑๖.๐๐ น. เศษๆ ทำ� เวลาไดเ้ รว็ กวา่ ปกติ สว่ นหมคู่ ณะ
ทั้งพระเถระ อนุเถระ ตดิ ตามทา่ นฯ มาเกอื บหมดวัด เดนิ ตามกม็ มี าก เดนิ ลัดเขามา
ก็มี ผไู้ ม่ค่อยมกี �ำลงั ก็เดินลัดเขาเพราะใกลก้ ว่า

78

เปน็ เวลา ๑๑ วนั ทท่ี า่ นไดพ้ กั อยู่ วดั กลางบา้ นภู่ อนั เปน็ วดั ทโี่ ยมออ่ น โมราราษฎร์
เปน็ ผสู้ รา้ ง โยมออ่ นเปน็ ผมู้ ศี รทั ธารบั สง่ สง่ิ ของตา่ งๆ ทสี่ ง่ มาจากกรงุ เทพฯ เชยี งใหม่
จนั ทบรุ ี โดยทางพสั ดไุ ปรษณยี บ์ า้ ง ฝากคนมาบา้ ง สง่ ถงึ วดั ปา่ บา้ นหนองผอื ตลอด ๕ ปี
ผู้เล่าคิดว่าท่านพระอาจารย์ คงจะเห็นอุปการะส่วนน้ี อันเป็นวิสัยของนักปราชญ์
จงึ มาพักฉลองศรัทธาของโยมออ่ น

บรรดาพระสงฆท์ เี่ ปน็ ศษิ ยท์ ง้ั พระเถระ อนเุ ถระทง้ั ไกลทง้ั ใกล้ ไดม้ าดแู ลปฏบิ ตั ิ
เป็นจ�ำนวนร้อย ต่างพักหมู่บ้านใกล้เคียง มีหนองโดก ม่วงไข่ บะทอง เป็นต้น
สว่ นวดั กลางบ้านภไู่ มต่ อ้ งกลา่ วถึง นอกกฏุ ิ ตามรม่ ไม้ ริมปา่ ปักกลดเตม็ ไปหมด

ทางราชการมที า่ นนายอำ� เภอพรรณานคิ มเปน็ ประธาน กไ็ ดป้ ระกาศเปน็ ทางการ
ให้ชาวพรรณาฯ ทุกต�ำบล หมบู่ ้าน ขอให้มาช่วยกันดูแล เพอ่ื ความสะดวกสบายแก่
พระสงฆเ์ ปน็ จำ� นวนรอ้ ยๆ นน้ั อาหารบณิ ฑบาต ทพ่ี กั นำ�้ ปานะเพยี งพอไมม่ บี กพรอ่ ง
อาการเจ็บป่วยของท่านพระอาจารย์ ดูจะทรุดลงเรื่อยๆ ตัวร้อนเป็นไข้ ไอจะสงบ
ก็เป็นครัง้ เปน็ คราว พอให้ท่านไดพ้ ักบ้าง

บรรดาศษิ ยท์ งั้ คฤหสั ถแ์ ละบรรพชติ ไดม้ กี ารประชมุ กนั มที า่ นเจา้ คณุ ธรรมเจดยี ์
(จมู พนธฺ โุ ล) เปน็ ประธาน ความวา่ จะใหท้ า่ นฯ มรณภาพทนี่ ่ี หรอื ทสี่ กลนคร มตใิ น
ทปี่ ระชมุ เหน็ วา่ ใหท้ า่ นฯ มรณภาพทนี่ แี่ ลว้ คอ่ ยนำ� ไปสกลฯ โดยใหพ้ ระมหาทองสกุ ไป
จดั สถานทีค่ อยทว่ี ัดป่าสทุ ธาวาส สกลนคร

คนื วันที่ ๑๑ ทีม่ าพกั วดั กลางบา้ นภู่ เวลาตสี ามเห็นจะได้ ท่านพระอาจารยม์ ี
อาการไม่สบายมาก ท่านโบกมือขวาบอกว่าไปสกลฯ ไปสกลฯ จนอาการทุเลาลง
คณะคลิ านุปัฏฐาก๑ กท็ �ำการเชด็ ตัว ถวายน้�ำลา้ งหนา้ เชด็ หน้า หม่ ผา้ กร็ งุ่ สวา่ งพอดี

อาหารบณิ ฑบาตพระปว่ ยกน็ ำ� มา ผเู้ ลา่ ตกั ถวาย ทา่ นอาจารยว์ นั ประคองขา้ งหลงั
อาหารชอ้ นแรก ท่านฯ เริม่ เคี้ยวพอกลนื ไดค้ ร่ึงหน่ึง ก็มอี าการไอ ไอ ไอติดตอ่ กัน
อาหารช้อนแรกยงั ไมไ่ ด้กลนื ก็ต้องคายออก

๑ คลิ านปุ ัฏฐาก : ผ้ปู ฏบิ ตั ิภกิ ษุไข้

79

ตักถวายช้อนที่สอง ทา่ นฯ ยงั ไม่ไดเ้ คย้ี วเกดิ ไอ ไอ ไอใหญ่ ทา่ นฯ คายลง
กระโถนแลว้ บอกว่า

“เรากนิ มา ๘๐ ปแี ลว้ กนิ มาพอแลว้ ”

ผเู้ ล่าถวายนำ้� อุน่ ให้ดม่ื เพือ่ ระงับอาการไอ

ท่านฯ บอกวา่ “เอากับขา้ วออกไป”

ผู้เล่าอ้อนวอนท่านฯ อีก “เอาอีกแล้ว ทองค�ำน้ี พูดไม่รู้จักภาษา บอกว่า
เอาออกไป มนั พอแล้ว” ก็จำ� ใจนำ� ออกไป

พอท่านบ้วนปากเสร็จ จึงเข้าไปประคองแทนท่านอาจารย์วัน ท่านฯ บอกว่า
“พลกิ เราไปดา้ นน้นั ทางหน้าต่างดา้ นใต้” แลว้ บอกว่า “เปิดหน้าตา่ งออก”

ผ้เู ลา่ กราบเรียนวา่ “อากาศยงั หนาวอยู่ สายๆ จึงค่อยเปดิ ”

“เอาอกี แลว้ ทองคำ� นไ้ี มร่ ภู้ าษาจรงิ ๆ บอกวา่ ใหเ้ ปดิ ออก หจู าวหรอื จงึ ไมไ่ ดย้ นิ ”

พอเปิดหน้าต่างออกไป อะไรได้คนเต็มไปหมดทั้งบริเวณ ประมาณได้เป็น
รอ้ ยๆ คน ทกุ คนทม่ี าจะเงยี บหมดไมม่ เี สยี งใหป้ รากฏ ถา้ เราอยทู่ ลี่ บั ตาจะไมร่ วู้ า่ มคี นมา
ทกุ คนกม้ กราบนัง่ ประนมมือ

ท่านพระอาจารยก์ ลา่ ววา่

“พวกญาติโยมพากันมามาก มาดูพระเฒ่าป่วยดูหน้าตาสิ เป็นอย่างน้ีละ
ญาตโิ ยมเอย๋ ไมว่ า่ พระไมว่ า่ คน พระกม็ าจากคน มเี นอ้ื มหี นงั เหมอื นกนั คนกเ็ จบ็ ปว่ ยได้
พระก็เจบ็ ปว่ ยได้ สดุ ท้ายกค็ อื ตาย ได้มาเห็นอยา่ งนแ้ี ล้วก็จงพากนั น�ำไปพิจารณา
เกดิ มาแลว้ กแ็ ก่ เจบ็ ตาย แต่กอ่ นจะตาย ทานยงั ไมม่ กี ็ใหม้ เี สยี ศลี ยงั ไมเ่ คยรกั ษา
กร็ ักษาเสยี ภาวนายงั ไมเ่ คยเจริญ ก็เจริญใหพ้ อเสยี จะไดไ้ ม่เสยี ทีทไ่ี ดเ้ กิดมาพบ
พระพทุ ธศาสนา ดว้ ยความไมป่ ระมาท นน้ั ละจงึ จะสมกบั ทไี่ ดเ้ กดิ มาเปน็ คน เทา่ นล้ี ะ

80

พดู มากกเ็ หนอ่ื ย” นคี้ อื โอวาททท่ี า่ นฯ ใหไ้ วแ้ กช่ าวพรรณานคิ มตง้ั แตน่ นั้ จนวาระสดุ ทา้ ย
ท่านฯ ไม่ได้พดู อกี เลย

ประตูที่พักดา้ นหนา้ เปิดอยู่ ท่านฯ บอกหนั ตัวเราไปทางประตู พอหนั เสร็จก็
เหน็ คนแตง่ ตวั ผดู้ ี ๓-๔ คน นงั่ บนเสอื่ ทปี่ อู ยขู่ า้ งลา่ ง สำ� หรบั ใหแ้ ขกนง่ั ทา่ นฯ เพง่ ดู
แล้วถามว่า “ใคร” แขก “กระผม วเิ ศษ ลกู เขยแม่นุ่ม เอารถมารับท่านอาจารยก์ ลับ
สกลฯ ทา่ นมหาทองสกุ บอกเมอื่ วานนี้ กระผมเลยน�ำรถมารับ ขอรับ”

“เออไปซิ เราอยากไปตั้งแตเ่ มื่อคนื น้ี เอา้ วนั ทองคำ� แต่งของเร็ว”

“เราจะไปอยา่ งไร รถจอดบนทางหลวง นี่มนั มีแต่ทางเกวยี น”

นายวิเศษ “ไม่ยาก กระผมไดน้ ำ� เปลพยาบาลมา เปน็ ผา้ ใบเบาๆ นมิ่ ๆ นิมนต์
นอนพกั ไปสบายๆ”

“คนหามเลา่ ”

นายวิเศษ “ท่านแขวงฯ ได้เตรียมคนมาพร้อมแล้ว รถก็สบายไม่กระเทือน
เพราะเปน็ รถประจำ� ต�ำแหน่งของท่าน”

พอแตง่ ของเสร็จ หมอกถ็ วายยาให้ท่านนอนหลับไปสบายๆ ก่อนไปท่านเอ่ย
ขนึ้ วา่ “กห็ มูเ่ ลา่ จะไปกันอย่างไร”

วเิ ศษ “ไมย่ ากกระผม ท่านแขวงฯ ไดเ้ ตรยี มรถบรรทกุ คนงานมาพร้อมแล้ว
บรรทุกได้เป็นสิบๆ รูป จะขนถ่ายให้หมดวันน้ี” จึงน�ำท่านฯ ไปขึ้นรถ สมัยน้ัน
หารถยาก รถประจ�ำต�ำแหน่งท่านแขวงฯ ไม่รู้ว่าย่ีห้ออะไร ได้ยินเขาพูดกันว่า
แลนดโ์ รเวอร์ ส่วนรถบรรทกุ เขาว่ารถดอ้ จ หรอื ฟาร์โก้นีล้ ะ

จากพรรณานคิ ม ถงึ วัดปา่ สทุ ธาวาส สกลนคร เกือบ ๑๒ นาฬกิ า เพราะทาง
หนิ ลกู รงั กลวั จะกระเทอื นมาก ทา่ นฯ กห็ ลบั มาตลอด นำ� ทา่ นฯ ขนึ้ กฏุ ิ ศษิ ยผ์ ใู้ กลช้ ดิ
กม็ ีผูเ้ ลา่ ท่านวัน ท่านหลา้ ผจู้ ดั ทน่ี อนให้ทา่ นฯ ได้ผนิ ศีรษะไปทางทิศใต้ ปกติ

81

เวลานอน ท่านฯ จะผนิ ศีรษะไปทางทิศตะวันออก ดว้ ยความพะว้าพะวัง จงึ พากัน
ลมื คดิ ท่จี ะเปลีย่ นทศิ ทางผนิ ศีรษะของทา่ นฯ
เวลาประมาณ ๐๑.๐๐ น. เศษ ทา่ นฯ รูส้ ึกตวั ตื่นจากหลับ แล้วพูดออกเสยี ง
ได้แต่อือๆ แล้วก็โบกมือเป็นสัญญาณ แต่ไม่มีใครทราบว่าท่านฯ ประสงค์สิ่งใด
มีสามเณรรูปหนึง่ อย่ทู ี่นั้น เหน็ ท่าอาการไม่ดี จงึ ใหส้ ามเณรอีกรูปไปนมิ นตพ์ ระเถระ
ทกุ รปู มีเจ้าคณุ จมู พระอาจารยเ์ ทสก์ พระอาจารยฝ์ ้ัน เปน็ ตน้ มากนั เตม็ กฏุ ิ
เทา่ ทสี่ งั เกตดู ทา่ นใกลจ้ ะละสงั ขารแลว้ แตอ่ ยากจะผนิ ศรี ษะไปทางทศิ ตะวนั ออก
ทา่ นพลิกตัวไปได้เล็กน้อย ทา่ นหลา้ (พระอาจารย์หลา้ เขมปตโฺ ต) คงเขา้ ใจ เลยเอา
หมอนค่อยๆ ผลกั ทา่ นไป ผ้เู ลา่ ประคองหมอนท่ที ่านหนนุ แตท่ า่ นรู้สกึ เหนือ่ ยมาก
จะเปน็ การรบกวนท่านฯ กเ็ ลยหยุด ท่านฯ กเ็ หน็ จะหมดเรย่ี วแรง ขยับตอ่ ไปไมไ่ ด้
แล้วก็สงบน่ิง ยังมีลมหายใจอยู่ แต่ตอ้ งเงยี่ หูฟัง ทา่ นวันไดค้ ล�ำชพี จรท่ีเทา้ ชีพจร
ของท่านเต้นเร็วชนิดรัวเลย รัวจนสุดขีดแลว้ กด็ บั ไปเฉยๆ ดว้ ยอาการอันสงบ
เปน็ อันวา่ อวสานแหง่ ขันธวิบากของท่านฯ ไดส้ น้ิ สดุ ลงแล้ว ทา่ มกลางศษิ ย์
จ�ำนวนมาก ในเวลาประมาณ ๐๒.๐๐ น. เศษๆ ณ วัดปา่ สทุ ธาวาส อำ� เภอเมอื ง
จงั หวัดสกลนคร เหลอื ไวแ้ ตผ่ ลงานของท่านมากมายเหลือคณานับ

82

ลักษณะนิสยั ปฏปิ ทา
ทา่ นพระอาจารยม์ นั่ ภรู ทิ ตตฺ เถร

83

บทเรยี นอันมคี ่า

เหตุการณท์ ี่จะน�ำมาเลา่ น้ี เกดิ ขน้ึ ขณะพักอยวู่ ัดปา่ สุทธาวาส เป็นเวลา ๑๕ วัน

กอ่ นจะจากวดั ปา่ สทุ ธาวาสไป ชาวสกลฯ มขี นุ อรา่ มรชั ดากร ชอื่ จำ� ไมไ่ ด้ นามสกลุ
สุคนธชาติ ไดก้ ราบเรยี นทา่ นพระอาจารย์วา่ “ขอนมิ นตใ์ หท้ ่านฯ พักนานๆ อยู่โปรด
ญาตโิ ยมชาวสกลนคร ทา่ นอยแู่ ตป่ า่ มานานแลว้ โปรดชาวเมอื งดว้ ย” วา่ แลว้ กย็ กขนั
นมิ นตถ์ วายทา่ น

ท่านพระอาจารย์ตอบว่า “อาตมาไม่รับ อาตมาไม่อยู่ ไม่มีประโยชน์สู้อยู่ป่า
ไม่ได”้

โยมขุนฯ พูดขนึ้ วา่ “ไมม่ ีประโยชนอ์ ยา่ งไรท่าน”

ท่านพระอาจารยต์ อบว่า “ก็ไม่มีประโยชนน์ ะ่ ซิ จะใหอ้ าตมาสงั่ สอนพวกท่าน
ใหเ้ ปน็ อะไร จะสอนใหฉ้ ลาด พวกทา่ นกฉ็ ลาดแลว้ จะสอนใหพ้ วกทา่ นมศี ลี มธี รรม
พวกท่านก็มแี ล้ว จะสอนใหพ้ วกท่านมกี นิ มที าน มีใช้ พวกทา่ นกม็ ีแล้ว หรอื จะให้
อาตมาสอนใหพ้ วกท่านเป็นแท่งทอง อาตมาสอนไมไ่ ด้ อาตมาไม่รับ อาตมาไมอ่ ย่”ู

“ชาวบ้านนอกบ้านป่า มีอะไรหลายๆ อย่างที่เขายังขาดแคลน อาตมามีเร่ือง
จะสอนเขาอกี มาก ถา้ อาตมาไมไ่ ปสอน กไ็ มม่ ใี ครสอน นนั่ เปน็ หนา้ ทข่ี องอาตมา หรอื
ใครจะไปสอนแทนอาตมา อาตมาต้องไปสอนเขา เพราะไมม่ ีใครสอน” ท่านฯ วา่

เรื่องนีผ้ ูเ้ ล่าจำ� ไมล่ มื เปน็ บทเรยี นอันมีคา่ เพราะในยุคนั้นไม่มีใครสอนจรงิ ๆ
นอกจากครูสอนเด็กเทา่ นนั้ เปน็ ความจรงิ แท้ๆ

84

บคุ ลกิ พเิ ศษของท่านพระอาจารย์

ท่านพระอาจารยม์ น่ั ภรู ทิ ตโฺ ต เปน็ ผมู้ ีปฏปิ ทามกั น้อย สนั โดษ ไม่ระคนด้วย
หมู่แสวงหาวิเวก ปรารภความเพยี ร ตง้ั แตว่ นั บรรพชา อุปสมบท จนกระท่ังวาระ
สุดทา้ ยเรยี กว่าครบบริบรู ณ์เหมอื นกับว่า เมือ่ มเี หตกุ ต็ อ้ งมีผล ผลคอื ศลี สมาธิ
ปัญญา วิมตุ ติ วมิ ตุ ติญาณทัสสนะ อันน้เี ปน็ ผลของความมักน้อย สันโดษ ไมร่ ะคน
ดว้ ยหมู่ แสวงหาวิเวก ปรารภความเพียร ท่านพระอาจารย์ม่นั ท�ำไดส้ ม่ำ� เสมอ ตั้งแต่
เบื้องต้นแหง่ ชีวิต จนกระทงั่ บัน้ ปลายแห่งชวี ติ

ธดุ งควัตรของท่านคอื บณิ ฑบาตเป็นวัตร ฉันมือ้ เดียวเปน็ วตั ร ฉนั ในบาตร
เป็นวัตร ใช้ผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ผู้ที่จะไปถวาย ถ้าเป็นจีวรสักผืนหนึ่ง ผ้าสบง
ผ้าเชด็ หน้าหรอื ผา้ เล็กๆ น้อยๆ กต็ าม เรยี กวา่ ผา้ แลว้ กัน ถา้ จะถวายท่าน เขามักจะ
ไปวางไวท้ บ่ี นั ไดบ้าง วางใกล้ๆ บันไดกฏุ ทิ ่านฯ บ้าง วางตรงทางเดินไปห้องน้ำ� บา้ ง
ท่านฯ เหน็ ก็บงั สกุ ลุ เอา บางผืนก็ใช้ บางผืนกไ็ ม่ได้ใช้ ผู้ไม่รู้อธั ยาศัยเอาไปถวาย
กบั มือ ท่านฯ จะไมใ่ ช้

ทา่ นพระอาจารยม์ ั่น ภูรทิ ตฺโต เปน็ พระนักปฏบิ ัติ เปน็ สาวกของพระพทุ ธเจ้า
พระนามวา่ โคดม ในยคุ ๒,๐๐๐ ปี เปน็ สาวกทมี่ ลี กั ษณะสมบรู ณแ์ บบ ดว้ ยลกั ษณะ
ภายนอกและภายใน เพราะเหตุนั้นช่ือเสียง และเกียรติศักด์ิเกียรติคุณของท่าน
จงึ ขจรขจายถึงทกุ วันน้ี แทนทจ่ี ะเป็น ๖๐ ปแี ล้วเลอื นหายไป กลบั เพ่มิ ขึ้นๆ ท้งั ใน
ประเทศ และตา่ งประเทศ เพราะบคุ ลกิ ของทา่ นนน้ั เปน็ บคุ ลกิ ทส่ี มบรู ณแ์ บบ ในความ
รูส้ ึกของผู้เล่า ทา่ นพระอาจารย์ม่นั เปน็ บุคคลนา่ อัศจรรยใ์ นยคุ นี้

85

ขอใหท้ ่านสงั เกตดใู นรปู ภาพ คิ้ว คาง หู ตา จมกู มอื และเท้า ตลอดชีวิต
ของทา่ นนนั้ ทา่ นเดนิ ทางขา้ มเขาไปไมร่ กู้ ล่ี กู จนเทา้ พอง ไมใ่ ชเ่ ทา้ แดง หรอื เทา้ เหลอื ง

คิ้วท่านมีไฝตรงระหว่างคิ้ว ลักษณะคล้ายกับพระอุณาโลมของพระพุทธเจ้า
ไฝอนั นเ้ี ปน็ จุดดำ� เล็กๆ ไม่ไดน้ นู ขน้ึ มา มีขนออ่ น ๓ เส้นไม่ยาวมากและโค้งหกั เป็น
ตัวอกั ษร ก เปน็ เสน้ ละเอียดอ่อนมาก ถ้าไม่สงั เกตจะไมเ่ ห็น ขณะทา่ นปลงผมจะ
ปลงขนนี้ออกด้วย แตจ่ ะข้นึ ใหมใ่ นลกั ษณะเดิมอีก

ใบหูของท่านมีลักษณะหูยาน จมูกโด่ง แววตาของท่านก็เหมือนแววตาไก่ป่า
บางคนอาจไม่เคยเห็นไก่ป่า คือเป็นวงแหวนในตาด�ำ มือของท่านน้ิวชี้จะยาวกว่า
แล้วไลล่ งมาจนถงึ น้ิวก้อย นวิ้ เทา้ ก็เหมือนกัน

นคี่ อื ลกั ษณะของทา่ นพระอาจารยม์ น่ั ภรู ทิ ตโฺ ต เรยี กวา่ เปน็ สาวกของพระพทุ ธเจา้
ยุค ๒,๐๐๐ ปี เปน็ พระผ้นู ่าอศั จรรย์ มบี คุ ลิกทีส่ มบูรณ์แบบ

หลวงปู่หล้าท่านก็เคยเล่าว่า เวลาล้างเท้าหลวงปู่มั่น เห็นฝ่าเท้าท่านเป็นลาย
กน้ หอย ๒ อัน และมรี อยอยกู่ ลางฝา่ เท้า เหมือนกากบาท เวลาทา่ นเดินไปไหน
ท่านเดนิ กอ่ น สานุศษิ ยจ์ ะไม่เหยยี บรอยท่าน พอท่านเดินผ่านไปแลว้ ชาวบา้ นจะไป
มองดูจะเหน็ เป็นลายตารางปรากฏอยทู่ งั้ สองฝ่าเทา้

รอยน้ิวเทา้ กเ็ ปน็ ก้นหอยเหมอื นกัน จะเรยี กก้นหอยหรอื วงจักรกไ็ ด้ มอี ันใหญ่
กบั เลก็ ๒ อนั เปน็ ลกั ษณะพเิ ศษของทา่ น (หลวงปจู่ นั ทรโ์ สม กติ ตฺ กิ าโร วดั ปา่ นาสดี า
อ�ำเภอบา้ นผอื จงั หวดั อดุ รธานี ได้เล่าเสริมว่า ขณะหลวงปู่จันทร์โสมพักอยวู่ ัดปา่
บ้านหนองผอื น้ัน ไดถ้ วายการนวดหลวงปู่มน่ั เมื่อท่านหลบั แล้ว หลวงปไู่ ด้พลิกดู
ฝา่ มอื ของหลวงปมู่ น่ั พบวา่ มเี สน้ กากบาทเตม็ ฝา่ มอื ทง้ั ๒ ขา้ ง และมอื ทา่ นกน็ มิ่ มาก)

บคุ คลทกุ ระดบั เม่ือเข้าไปถึงท่านแล้ว ทา่ นจะเปน็ กนั เองมาก คยุ สนกุ สนาน
เหมอื นคนรจู้ กั กนั มานาน แตเ่ ปน็ ทนี่ า่ สงั เกตวา่ บคุ คลทม่ี กั จะเอาเปรยี บเพอ่ื นมนษุ ย์
ท่านไมค่ อ่ ยจะเป็นกันเองเท่าไหร่ ถามคำ� ไหนได้คำ� นั้น ถ้าไม่ถามทา่ นก็นง่ั เฉย

86

ท่านพระอาจารย์มั่นเคยพูดว่า ผู้ท่ีจะมาศึกษาธรรมะกับเรา จะเป็นญาติโยม
ก็ดีหรือเป็นพระสงฆ์ก็ดี ขอให้เก็บหอกเก็บดาบไว้ที่บ้านเสียก่อน อย่าน�ำมาที่นี่
อยากมาปฏบิ ตั ิ มาฟงั เทศนฟ์ งั ธรรม ถา้ นำ� หอกนำ� ดาบมา จะไมไ่ ดฟ้ งั เทศนข์ องพระแก่
องค์น้ี
แม้กระทงั่ เดก็ ที่ไมร่ ูเ้ ดยี งสา ป. ๒-๓-๔ ทา่ นก็ท�ำเปน็ เพื่อนได้ ในความร้สู กึ
ของผเู้ ลา่ ผอู้ ยใู่ กลช้ ดิ เวลาทา่ นอยกู่ บั เดก็ กรยิ าของทา่ นกเ็ ขา้ กบั เดก็ ไดด้ ี เพราะฉะนนั้
ความโดดเด่นของท่าน ใครเขา้ ไปแลว้ กลับออกมา ก็อยากเข้าไปอกี ใครไดฟ้ ังเทศน์
ฟังธรรมแล้ว กลับออกมาก็อยากฟงั อกี
อนั น้คี ืออานิสงส์ ทีท่ ่านตัง้ ปณธิ านว่า ข้าพระองค์ขอปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า
เหมือนอย่างพระองค์ หลังจากที่ได้ฟังพระพุทธเจ้าเทศนาจนจบ จึงได้ต้ังปณิธาน
เฉพาะพระพักตร์ของพระพุทธเจ้า คือ องค์สมณโคดมน้ี หลังจากน้ันก็เวียนว่าย
ตายเกดิ จนชาตปิ ัจจบุ ันมาเปน็ ทา่ นพระอาจารยม์ นั่
ทีน้ีท�ำไมจึงละความปรารถนาพุทธภูมิ ท่านพิจารณาแล้ว รู้สึกตัวว่าเราน้ี
ปรารถนาพทุ ธภมู จิ งึ มาสรา้ งบารมี ผทู้ ป่ี รารถนาพทุ ธภมู ิ เขาคดิ อยใู่ นใจเหมอื นกบั เรา
นับไม่ถว้ น ผู้ทอ่ี อกปากแล้วเหมือนกับเรากน็ บั ไม่ถว้ น ผทู้ ่ไี ดร้ ับพระพทุ ธพยากรณ์
แลว้ กน็ บั ไมถ่ ว้ น และผทู้ จี่ ะมาตรสั รู้ ขา้ งหนา้ มอี กี ๘ พระองค์ เชน่ พระศรอี รยิ เมตไตรย
พระเจา้ ปเสนทโิ กศล กวา่ จะถงึ วาระของเรา มนั จะอกี นานเทา่ ไหร่ เราขอรวบรดั ตดั ตอน
ให้สิ้นกิเลสในภพนี้เสียเลย ท่านพิจารณาเช่นน้ี จึงได้ละความปรารถนาท่ีจะเป็น
พระพุทธเจ้า

87

เทศนซ์ �้ำเฒา่

ลกั ษณะเสียงของท่าน ขณะเทศนอ์ บรมพระเณรน้นั จะทุม้ กไ็ ม่ใช่ จะแหลม
กไ็ ม่เชงิ อยู่ในระหวา่ งกลางทุม้ กบั แหลม เสยี งดงั ฟงั ชัด เสียงกังวาน เสียงชดั เจน
ไม่มีแหบ ไม่มีเครือ ชว่ั โมงแรกนะไม่เท่าไรธรรมดาๆ ๑ ชั่วโมงผา่ นไปเสยี งจะดงั
ขน้ึ ๒ ช่ัวโมงผา่ นไป เสยี งจะดงั ข้ึนอกี ถ้าตดิ ต่อกัน ๓-๔ ชวั่ โมงแล้วเหมอื นกบั
ตดิ ไมค์ อันนเี้ ป็นเร่ืองจริง จากวัดปา่ บ้านหนองผอื จรดบา้ นหนองผอื โน่น เรียกวา่
บ้านโยมพฒุ นัน่ นะ ลุกมาน่ังฟังธรรมดา เหมอื นทา่ นมาพูดใกลๆ้ ชาวบา้ นหนองผือ
ที่นอนแล้ว ก็ลุกขนึ้ มานัง่ ฟงั หมด ไม่จ�ำเป็นตอ้ งมาทวี่ ัด อนั น้คี ือชัว่ โมงท่ี ๒ ขึ้นไป

ปกติท่านจะเทศน์ ๒ ชั่วโมง ในช่วั โมงที่ ๒ นั่นละ่ ชาวบา้ นได้ยนิ แล้ว ลุกมา
นง่ั ฟังแล้ว เทศน์กรณีพิเศษ เช่น เดอื น ๓ เพญ็ เดือน ๖ เพ็ญ วนั เขา้ พรรษา
ออกพรรษา อยา่ งนอ้ ยกป็ ระมาณ ๔ ชวั่ โมงถงึ ๖ ชวั่ โมง จะดงั ขนึ้ เรอื่ ยๆ ถงึ ๖ ชวั่ โมง
ยงิ่ ดัง

พระอาจารย์เทสก์ได้เคยเล่าให้ฟังว่า สมัยท่านพระอาจารย์ม่ันอยู่ท่ีเชียงใหม่
เทศนท์ ี่วดั เจดยี ์หลวง เทศน์ต้ังแต่ ๑ ทุ่ม ถงึ ๑๑ นาฬกิ าวันใหม่ ลงจากธรรมาสน์
ทา่ นจงึ จะมาฉันจงั หนั นั่นเป็นกี่ช่วั โมง ตืน่ เชา้ ข้นึ มาท่านยังเทศน์อยู่ เสียงมนั ดงั

ทนี พี้ วกขา้ ราชการ แมบ่ า้ นหว้ิ ตะกรา้ ไปตลาดตอนเชา้ พอไดย้ นิ เสยี งทา่ นเทศน์
คิดวา่ พระทะเลาะกนั พากนั เข้าไปก็เหน็ ทา่ นพระอาจารยม์ ัน่ เทศน์ เลยอยฟู่ ังเทศน์

88

ลมื วา่ จะไปตลาดและตอ้ งกลบั ไปทำ� กบั ขา้ วใหล้ กู ผวั กนิ ลกู ผวั ตามมาเหน็ อยทู่ ว่ี ดั เจดยี ์
หลวงฟงั เทศนอ์ ยู่ ก็เลยบอกวา่ จะไปจ่ายตลาดเอง แล้วกจ็ ะเลยไปท�ำงาน

ผู้ท่ีจะไปขายของก็เหมือนกัน ผ่านมาพอได้ยินเสียง คิดว่าพระทะเลาะกัน
ก็พากันเขา้ ไป ไม่ต้องขายของ วางตะกรา้ แลว้ ก็ฟังเทศนต์ ่อ จนกระทัง่ ทา่ นเทศนจ์ บ
จงึ ไป พระอาจารยเ์ ทสกพ์ ูดให้ฟังอย่างนี้

ทา่ นเทศนน์ านทีส่ ุดคอื เทศนป์ สี ดุ ทา้ ย เป็นวันมาฆะบูชา หลงั จากเวียนเทยี น
เสร็จแลว้ ท่านก็เร่มิ เทศน์ มชี าวบา้ นหนองผือมานัง่ ฟงั อยู่ข้างลา่ ง มีทั้งผูห้ ญิงผชู้ าย
ลกู เลก็ เดก็ แดง อมุ้ นอนอยทู่ ตี่ กั เดก็ กไ็ มร่ อ้ ง ปรากฏวา่ มคี นอมุ้ เดก็ กลบั ไปแค่ ๓ คน
นอกนัน้ อยจู่ นร่งุ ถึงจะกลบั บ้าน ทา่ นฯ เทศน์อยู่ ต้ังแต่ ๑ ทุม่ จนถงึ เชา้ อนั น้ี
เป็นความจำ� ของผเู้ ลา่

ทา่ นพูดวา่ เราจะเทศนแ์ ลว้ แหละ เทศน์ซำ�้ เฒา่ นะ ตอ่ จากนีไ้ ปจะไม่ได้เทศน์
นานอยา่ งนอี้ ีกแลว้ รสู้ กึ ว่าจะเป็นวนั เพญ็ เดือน ๓ พอตกเดือน ๕ ทา่ นกเ็ ริม่ ป่วย
มีอาการไอและป่วยมาเรอ่ื ยๆ จนกระทง่ั เดอื นอา้ ยเปน็ เวลา ๙ เดอื น

ปกตนิ น้ั ทา่ นจะเทศนต์ ามเหตกุ ารณใ์ นพทุ ธประวตั ิ ทสี่ มเดจ็ พระมหาสมณเจา้
กรมพระยาวชริ ญาณวโรรส ทรงรจนา ถา้ เพญ็ เดอื น ๖ จะปรารภถงึ เรอ่ื งประสตู ิ ตรสั รู้
และปรนิ พิ พาน ถา้ เพญ็ เดอื น ๓ จะปรารภเรอื่ ง การแสดงโอวาทปาฏโิ มกขแ์ กพ่ ระสงฆ์
๑,๒๕๐ รปู ท่พี ระเวฬุวัน ตลอดคืนจนสวา่ ง

ทำ� ไมจะมากมายก่ายกองขนาดนน้ั กเ็ พราะทา่ นไม่ไดเ้ ลา่ เปน็ วิชาการ ทา่ นเล่า
ให้ละเอยี ดไปกว่านน้ั อีก เร่อื งกเ็ ลยยดื ยาวไป

เวลาเทศน์ท่านจะลืมตา หมากไม่เคี้ยว บุหร่ีไม่สูบ น้�ำไม่ดื่ม ท่านจะเทศน์
อยา่ งเดยี ว พระเณรกล็ กุ หนไี มไ่ ด้ ไมม่ ใี ครลกุ หนเี ลย ไปปสั สาวะกไ็ มไ่ ป จะไอจะจาม
กไ็ มม่ ี จะบว้ นนำ�้ ลายก็ไมม่ ี จะนงิ่ เงยี บจนเทศน์จบ

89

เมตตาชาวภูไท

ผู้เล่าเคยสังเกต ดูท่านจะไม่คลุกคลีด้วยกับบุคคลผู้มักเอาเปรียบ ข่มเหง
รงั แกสตั ว์ โดยเฉพาะพวกฉอ้ ราษฎรบ์ งั หลวง ถงึ ไม่มีใครบอกทา่ น ทา่ นกร็ ู้ เข้าไป
หาทา่ นจะเฉยๆ ไมค่ ่อยพดู ด้วย ไม่ยนิ ดีตอ้ นรบั

สว่ นชนตา่ งชาตติ า่ งภาษา กม็ พี มา่ ทที่ า่ นจะยอมรบั และเคยไปจำ� พรรษา สว่ นชาว
ยโุ รปทา่ นดจู ะเมตตาชาวรัสเซยี เป็นพิเศษ เพราะเหตุใดกส็ ดุ วิสัยท่ีจะเดาได้

สว่ นภูมิประเทศทีไ่ มส่ ัปปายะแก่ทา่ น หากไม่มคี วามจ�ำเปน็ แลว้ ท่านก็จะไม่ไป
เช่น อบุ ลราชธานี ผเู้ ล่าไดก้ ลา่ วไวว้ า่ หลังจากท่านกลบั จากลพบรุ สี ู่กรงุ เทพฯ แลว้
ท่านพระอาจารย์ได้สนทนากับทา่ นเจ้าคณุ อุบาลีฯ (จันทร์ สิริจนโฺ ท) ว่า มีวาสนาจะ
สอนหมู่ได้ไหม แล้วท่านฯ ก็กลบั อบุ ลฯ ไปยังวดั พระอาจารย์เสาร์ พร้อมดว้ ยพระ
อาจารยส์ ิงห์ และพระมหาปิ่น

ระหว่างเดินธุดงค์รุกขมลู อยูถ่ นิ่ อบุ ลฯ ถูกตอ่ ต้านจากชาวบ้านอย่างแรง ด้วย
วิธีการตา่ งๆ สารพัด ท่านฯ ว่า จึงไดช้ วนท่านพระอาจารยเ์ สาร์ มุง่ หน้าสมู่ กุ ดาหาร
คำ� ชะอี หนองสงู ถน่ิ นเ้ี ปน็ ทอ่ี ยขู่ องชนเผา่ ภไู ท สถานทส่ี ปั ปายะ เหมาะแกก่ ารแสวงหา
วเิ วก และชาวบา้ นก็ให้ความอุปถมั ภ์บ�ำรงุ ด้วยศรทั ธาและเล่อื มใส ตัง้ แต่เบ้ืองตน้
แหง่ ชีวิต จนกระทัง้ เบ้ืองปลายแห่งชวี ติ กไ็ ดอ้ าศยั ชนเผา่ ภูไทนีแ้ หละ

90

บางคนสงสยั ได้กราบเรียนถามทา่ นวา่ “เหตใุ ดทา่ นพระอาจารย์มกั อยู่กบั พวก
ภไู ท” ทา่ นตอบวา่ “เพราะชาวภไู ทวา่ งา่ ยสอนงา่ ย” ศษิ ยข์ องทา่ นเปน็ เผา่ ภไู ทมชี อื่ เสยี ง
หลายรูป เช่น พระอาจารย์ฝัน้ อาจาโร พระอาจารยส์ ิม พุทฺธาจาโร เป็นต้น
ทา่ นได้กลบั ไปอุบลฯ สองครั้ง ครงั้ แรกกลับไปส่งมารดา กอ่ นขนึ้ ไปเชียงใหม่
ครัง้ ท่สี องไปทำ� ฌาปนกิจศพทา่ นพระอาจารย์เสาร์ หลังจากนั้นกไ็ มเ่ คยไปอีกเลย

91

ความอศั จรรยข์ องท่านพระอาจารย์

เมอ่ื ครงั้ พุทธกาล ขณะพระพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรมเทศนา แก่พุทธบรษิ ัท
ท้งั สีน่ ้ัน ทุกคนจะเงียบ ตง้ั ใจฟงั โดยแต่ละคนสำ� คญั ในใจว่า พระพทุ ธเจ้าเทศน์
ใหเ้ ราฟัง จ�ำเพาะใชภ้ าษาของเรา อนั นเ้ี ปน็ ความร้สู กึ ของพุทธบริษทั เหลา่ นัน้ ซึ่งมี
หลายชาตหิ ลายภาษา ทา่ นพระอาจารยม์ ัน่ กเ็ ช่นเดียวกนั ดังจะเลา่ ต่อไปนี้

เม่ือท่านพระอาจารย์จำ� พรรษาอยู่วัดป่าในบ้านหนองผือน้ัน มีคนไทยเช้ือสาย
เวียดนามคนหน่ึง ชอ่ื ว่า อัมพร พงษเ์ จริญ เป็นบุรษุ พยาบาล ประจ�ำโรงพยาบาล
แขวงค�ำม่วน (ท่าแขก) ประเทศลาว เป็นชาวญวนอพยพมาอยพู่ งั โคน ไดเ้ ปดิ คลนิ ิก
รกั ษาคนไข้ เคยมารกั ษาทา่ นพระอาจารย์ เกดิ ความเลอื่ มใส ฟงั เทศนภ์ าษาลาว และ
ภาษาไทยได้ชัดเจน

วนั หนึ่งเธอพาลูกนอ้ งมา ๔-๕ คน เพ่งิ อพยพมาใหม่ พูดภาษาลาวไทยไม่เป็น
มาฟังเทศน์ด้วย

หลงั จากฟงั เทศนจ์ บกก็ ราบลากลบั ทา่ นพระอาจารยพ์ กั เธอและคณะนงั่ พกั อยู่
ผู้เลา่ เดนิ ไปหา เธอยกมอื ไหวพ้ ร้อมคณะตามธรรมเนียมไทย

เธอถามวา่ “ท่านพระอาจารย์เปน็ เวียดนามหรือเปน็ ไทย”
ผู้เลา่ “ไทยแท้รอ้ ยเปอร์เซน็ ต์”

92

ถาม “เอ๊ะ ทำ� ไม ท่านพดู ภาษาเวยี ดนามได้”
ผู้เล่า “ไมท่ ราบ ได้ยนิ แต่ทา่ นพดู ไทย”
“ก็ท่านเทศน์เมื่อกี้น้ี เทศน์ภาษาเวียดนามท้ังนั้น พวกผมก�ำลังพูดกันเรื่องนี้
อยวู่ า่ รปู รา่ งหนา้ ตา ผวิ พรรณกเ็ หมอื นเวยี ดนาม กำ� ลงั สนทนากนั อยวู่ า่ ทา่ นเปน็ ไทย
หรือเวียดนาม”
ผ้เู ล่า “เรากฟ็ งั อย่ดู ว้ ยกัน ทา่ นไมไ่ ด้เทศน์ภาษาเวยี ดนาม เทศน์ภาษาไทย”
“เอ แปลกนะ ผรู้ ธู้ รรมมีอศั จรรย์ หลายอย่าง” เธอพูด

อีกเร่ืองหน่ึง ท่ีวัดป่าบ้านหนองผือเหมือนกัน โยมเง็กหงส์ เป็นชาวจีนมา
อยู่เมืองไทย พูดไทยได้สะเปะสะปะ มาฟังเทศน์พร้อมคณะชาวจีนเหมือนกัน
ภาษาใช้อยู่กินธรรมดา กส็ ะเปะสะปะ ภาษาธรรมะยิง่ แล้วใหญ่ แต่ชอบทำ� บญุ ตาม
ประเพณไี ทย ฤดูแลง้ มาปฏบิ ตั ธิ รรมถอื ศีลพร้อมคณะ กบั ทา่ นพระอาจารยท์ กุ ปี

วันหนง่ึ หลงั จากฟงั เทศนแ์ ลว้ ไปนั่งสนทนากับพวกที่มาดว้ ยกนั เขาพูดภาษา
จีนสนทนาเร่อื งธรรมะ ทที่ ่านพระอาจารย์เทศน์ ผเู้ ล่าก็เดนิ ไปพบ นัง่ ณ ทคี่ วรแล้ว

โยมกก็ ราบถามวา่ “พดู กนั เรอื่ งเทศนท์ า่ นพระอาจารย์ เพราะทา่ นพดู จนี เทศน์
ภาษาจีน ฟังเข้าใจดี ฟังพระในกรุงเทพฯ เทศน์ภาษาไทยไมค่ อ่ ยเข้าใจ เพง่ิ รู้เด๋ียว
น้ีเองวา่ ท่านพระอาจารยม์ น่ั เป็นคนจนี รูปรา่ งผวิ พรรณหน้าตากจ็ ีนท้งั นน้ั ”

ผู้เล่าจะตอบปฏิเสธก็เกรงว่าเขาจะหมดศรัทธา “แต่ท่านเทศน์พวกอาตมา
พระเณรโยมชาวบา้ นเทศนไ์ ทย”

“นน่ั นา ภาษาไทยกเ็ กง่ ภาษาจนี กเ็ กง่ นค้ี อื ผปู้ ฏบิ ตั ริ แู้ ท้ เปน็ เซยี นองคห์ นง่ึ ได”้
คือ ค�ำพูดของโยมเง็กหงส์

อยากรปู้ ระวตั ขิ องโยมน้ี ถามไดท้ ว่ี ดั อโศการาม ไดย้ นิ วา่ ทา่ นไปเปน็ ชหี มดอายุ
ทน่ี น้ั

93


Click to View FlipBook Version