The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หลวงปู่ฝั้น อาจาโร - หลวงปู่กงมา จิรปุญโญ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by wonchai890, 2022-02-18 01:14:30

หลวงปู่ฝั้น-หลวงปู่กงมา

หลวงปู่ฝั้น อาจาโร - หลวงปู่กงมา จิรปุญโญ

ชีวประวัติและพระธรรมเทศนา

พระอาจาโร หลวงปฝู่ นั้

วัดปา่ อุดมสมพร อำ� เภอพรรณานคิ ม จังหวัดสกลนคร

พระจิรปญุ โฺ  หลวงป่กู งมา

วดั ดอยธรรมเจดยี ์ อำ� เภอโคกศรสี ุพรรณ จงั หวัดสกลนคร

อนุสรณพ์ ิพิธภณั ฑฉ์ นั ทกรานุสรณ์
วัดปา่ อัมพโรปญั ญาวนาราม ในพระสงั ฆราชปู ถัมภ์
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อมพฺ รมหาเถร) สมเดจ็ พระสงั ฆราช สกลมหาสังฆปรณิ ายก

ชีวประวตั ิและพระธรรมเทศนา

พระอาจาโร หลวงปู่ฝ้นั  พระจิรปญุ ฺโ หลวงปู่กงมา

เลขมาตรฐานหนังสือ : ๙๗๘-๖๑๖-๔๔๐-๐๕๙-๗
พมิ พค์ ร้ังท่ี ๑ : มถิ ุนายน ๒๕๖๐
จ�ำนวนพิมพ์ : ๕,๐๐๐ เล่ม
จัดพิมพโ์ ดย : วัดป่าดานวิเวก ต�ำบลศรีชมภู อ�ำเภอโซพ่ ิสัย จังหวัดบงึ กาฬ

สงวนลิขสิทธิ์ : ห้ามคดั ลอก ตัดตอน เปล่ยี นแปลง แก้ไข ปรบั ปรุง
ข้อความใดๆ ท้ังส้ิน หรอื น�ำไปพมิ พ์จ�ำหน่าย
หากทา่ นใดประสงคจ์ ะพิมพเ์ พ่อื ให้เป็นธรรมทาน
โปรดติดตอ่ ขออนญุ าตจากทางวัดปา่ ดานวิเวก
ตำ� บลศรชี มภู อำ� เภอโซ่พสิ ัย จงั หวัดบงึ กาฬ โทร. ๐๘๙-๑๗๒-๔๔๒๘

พิมพ์ที่ : บรษิ ทั ศิลป์สยามบรรจภุ ณั ฑแ์ ละการพมิ พ์ จำ� กดั
๖๑ ถนนเลยี บคลองภาษเี จริญฝั่งเหนือ ซ.เพชรเกษม​๖๙
แขวงหนองแขม เขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร
โทรศพั ท์ ๐­-­­๒๔๔๔-๓๓๕๑-๙ โทรสาร ๐-๒๔๔๔-๐๐๗๘
E-mail: [email protected] www.silpasiam.com

ค�ำปรารภ

เร่ืองการจัดท�ำหนังสือมรดกธรรมยอดโอวาทค�ำสอนของสมณะนักปราชญ์
วสิ ทุ ธเิ ทวา (พระปา่ ) จดั ทำ� ขน้ึ ๓๔ องค์ สมยั กรงุ รตั นโกสนิ ทร์ ระหวา่ งปี พทุ ธศกั ราช
๒๔๖๐-๒๕๕๔ โอวาทธรรมยอดแห่งค�ำสอนของวิสุทธิบุคคล ท่านแสดงบริสุทธิ์
สมบรู ณไ์ มว่ า่ ยคุ ใดสมยั ใด นำ� ผสู้ นใจพยายามตง้ั ใจปฏบิ ตั ติ าม ยอ่ มกา้ วลว่ งทกุ ขไ์ ปได้
สมความปรารถนา คณะปสาทะศรทั ธาเห็นควรจัดทำ� ข้ึนสงวนรกั ษาไว้ เพ่อื กุลบตุ ร
สุดท้ายภายหลังที่ พิพิธภัณฑ์ฉันทกรานุสรณ์ วัดป่าอัมพโรปัญญาวนาราม บ้าน
หนองกลางดอน ต�ำบลคลองกว่ิ อ�ำเภอบา้ นบึง จังหวดั ชลบุรี ผสู้ นใจกรณุ าเขา้ ไป
ศกึ ษาได้ตามโอกาส เวลาพอดี

ผฉู้ ลาดยึดหลักนักปราชญ์เปน็ แบบฉบับพาดำ� เนนิ ปกครองรกั ษาตน
คณะปสาทะศรทั ธา

ห้ามพิมพเ์ พือ่ จ�ำหนา่ ย สงวนลขิ สทิ ธ์ิ

สารบญั ๑

พระอาจาโร หลวงปู่ฝนั้ ๑๒๑
ชีวประวัตแิ ละพระธรรมเทศนา พระอาจาโร หลวงปู่ฝั้น ๑๒๒
ชีวประวัติพระอาจาโร หลวงปูฝ่ ้นั ๑๓๑
เรยี บเรยี งโดย หลวงปูส่ ุวจั น์ สุวโจ ๑๓๖
พระธรรมเทศนา พระอาจาโร หลวงป่ฝู นั้ ๑๔๓
- ๑ มนุษย์ ๗ จำ� พวก ๑๕๐
- ๒ หายหลงเพราะรู้จัก “นะโม” ๑๕๔
- ๓ หลงของเกา่ ๒๐๙
- ๔ วัด...วดั ตนวดั ตัวของเรา
- ๕ ตามหา “ผรู้ ้”ู ๒๑๑
พระอภิธรรมสงั คิณมี าตกิ าบรรยาย ๒๑๓
เรยี บเรียงโดย พระอาจารย์ฝนั้ อาจาโร ๒๕๑
พหลุ กถาโอวาทของทา่ นพระอาจารยใ์ หญฝ่ ้นั อาจาโร ๒๕๓
๒๕๘
พระจริ ปญุ ฺโ หลวงป่กู งมา ๒๖๑
ชีวประวัติและพระธรรมเทศนา พระจริ ปุญโฺ  หลวงป่กู งมา
ชีวประวตั ิพระจิรปญุ ฺโ หลวงป่กู งมา
พระธรรมเทศนา พระจริ ปุญโฺ  หลวงปูก่ งมา
- “กัน...อานิสงส”์
- คตทิ ีพ่ ระอาจารย์กงมาใหแ้ ก่พระเณรวัดศรีโพนเมือง
- ปจั ฉมิ เทศนาของพระอาจารยก์ งมา จิรปุญโฺ 

พระอาจาโร หลวงป่ฝู น้ั

วดั ปา่ อดุ มสมพร อ�ำ เภอพรรณานิคม จังหวดั สกลนคร

พระอาจาโร หลวงปูฝ่ ั้น
พระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภูมพิ ลอดุลยเดช รชั กาลท่ี ๙

ชวี ประวัติและพระธรรมเทศนา

พระอาจาโร หลวงป่ฝู ้นั

1



ชีวประวตั ิ

พระอาจาโร หลวงปฝู่ ้ัน

เรยี บเรียงโดย หลวงปู่สวุ ัจน์ สุวโจ

หลวงปฝู่ ัน้ อาจาโร เกิดเม่ือวนั อาทติ ย์ที่ ๒๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๔๒ ตรงกับ
วนั ขึน้ ๑๔ ค่�ำ เดือน ๙ ปกี ุน ณ บา้ นม่วงไข่ ต�ำบลพรรณา อำ� เภอพรรณานิคม
จงั หวดั สกลนคร บดิ าชอ่ื ไชยกมุ าร สวุ รรณรงค์ มารดาชอ่ื นยุ้ ทา่ นมพี นี่ อ้ งรว่ มมารดา
บดิ า คอื

๑. นางกองแกว้ อุปพงศ์
๒. นายกุล สุวรรณรงค์
๓. นางเฟ้อื ง สุวรรณรงค์
๔. นายฝ้นั สวุ รรณรงค์ (พระอาจารยฝ์ ัน้ อาจาโร)
๕. นายค�ำพัน สวุ รรณรงค์
๖. นางคำ� ผัน สวุ รรณรงค์

3

ปฐมวยั และการศึกษาในเพศฆราวาส

ในเบอื้ งตน้ ทา่ นไดศ้ กึ ษาอกั ษรสมยั อยทู่ ว่ี ดั โพธช์ิ ยั บา้ นมว่ งไข่ ในบา้ นชาตภิ มู ิ
ของทา่ นนน้ั เอง มคี รหู นุ่ ไชยชมภู เปน็ ผสู้ อน ตอ่ มาครหู นุ่ ยา้ ยไปทอ่ี น่ื ทา่ นกไ็ ดเ้ รยี น
กบั พระอาจารยต์ นั วฒุ สิ าร ทา่ นเปน็ นกั เรยี นเรยี นดี และเรยี บรอ้ ย จนจบตามหลกั การ
ศกึ ษาในสมยั นนั้ หลงั จากทไ่ี ดเ้ รยี นจบแลว้ ทา่ นมคี วามตง้ั ใจทจี่ ะเขา้ รบั ราชการ จงึ ได้
ไปอยกู่ บั นายเขยี น อปุ พงศ์ พเี่ ขย ผเู้ ปน็ ปลดั ขวาอยทู่ เ่ี มอื งขอนแกน่ จากนนั้ ทา่ นกไ็ ด้
เขา้ ฝกึ เปน็ เสมยี นอำ� เภอ ทา่ นพระอาจารยฝ์ น้ั เลา่ ตอ่ ไปวา่ พๆี่ ไดใ้ ชใ้ หท้ า่ นถอื เอาปน่ิ โต
กบั ข้าวไปส่งนกั โทษการเมอื ง คอื พระยาณรงคฯ์ เจ้าเมืองขอนแก่น ตอ้ งโทษฐาน
ฆา่ คนตาย กบั นายวรี วงศ์ ปลดั ซา้ ย ตอ่ มานายเขยี น อปุ พงศ์ ถกู ยา้ ยใหไ้ ปอยอู่ ำ� เภอ
กดุ ป่อง จงั หวัดเลย กไ็ ด้ถูกเป็นผู้ต้องหาคดฆี า่ คนตายอีกเชน่ กนั

ในกาลครงั้ นนั้ ทา่ นพระอาจารยฝ์ น้ั ไดเ้ หน็ เหตกุ ารณส์ บั สนวนุ่ วายของขา้ ราชการ
และบา้ นเมือง ไดเ้ หน็ การปราบปรามผูร้ า้ ย มีการฆ่าฟนั กนั นกั โทษถกู ประหารชวี ิต
เจา้ เมอื งมาเปน็ นักโทษ เรอ่ื งเหลา่ นี้เป็นเหตใุ หท้ ่านไดส้ ตบิ งั เกดิ ความสลดจติ ใหท้ ่าน
คิดเบ่ือหน่าย คลายความยินดี เพราะเห็นความยุ่งเหยิงและความไม่แน่นอนของ
ชวี ิตในทางโลก จงึ ได้ตัดสินใจไม่รับราชการ คิดกลับไปบ้านเข้าไปบวชอยู่วดั ดกี ว่า
จงึ ไดเ้ ดนิ ทางไปลาพที่ งั้ สองทจี่ งั หวดั เลย พอเดนิ ทางไปถงึ เหน็ พท่ี งั้ สองไมไ่ ดไ้ ปไหน
อยูก่ ับหลานๆ ในเรอื นชน้ั บน วันนั้นเป็นวนั หยดุ ราชการ เดินขน้ึ บันไดไปในเรือน
นัง่ ลงยกมือไหว้พ่เี ขยและพส่ี าว แล้วเอากระเป๋าเดนิ ทางเข้าไว้ ลงไปอาบน�้ำช�ำระกาย
ใหเ้ ย็นสบายหายเหนื่อย

4

พอเยน็ วนั นนั้ ทา่ นจงึ เขา้ ไปนงั่ ใกลก้ บั พส่ี าว ไดพ้ ดู กบั พสี่ าววา่ “ทผี่ มไดเ้ ดนิ ทาง
มาหาคุณพ่ีท้ังสองคราวน้ี ตั้งใจจะมาลาคุณพี่ทั้งสองกลับบ้าน” พอจบค�ำ พ่ีสาว
ก็พดู ขน้ึ ทันทวี า่ “อยากกลบั บ้านหรือเร่อื งอะไร คดิ ถึงบ้านหรอื คิดถงึ ใคร คุณพอ่
คุณแม่น่ะ ไม่ต้องเป็นห่วงท่านหรอก กิจการงานทางบ้านก็มีพ่ีชายพ่ีสาวน้องชาย
นอ้ งสาวเขาแทนแลว้ น้องไม่ตอ้ งเปน็ หว่ งท่านหรอก”

พอพ่ีสาวพูดจบลง ท่านยงั ไมพ่ ูดอะไร พเี่ ขยกพ็ ดู ขน้ึ ต่อไปอกี ว่า “ไหนๆ เรา
กไ็ ดต้ ง้ั ใจมาวา่ จะยดึ อาชพี ทางราชการออกจากบา้ นมาทำ� การทำ� งาน เวลานเี้ รากก็ ำ� ลงั
ทำ� งาน งานทเ่ี ราทำ� กก็ ำ� ลงั จะกา้ วหนา้ อยแู่ ลว้ ไมน่ านเทา่ ไรคำ� สง่ั กจ็ ะมาถงึ จกั ไดบ้ รรจุ
เปน็ ขา้ ราชการ คดิ ดใู หด้ ี อยา่ ใจรอ้ นไปมากนกั เลย เหรอ วา่ ไง มคี รู่ กั อยทู่ างบา้ นเหรอ
คดิ ถงึ เขามากหรอื ”

แทจ้ ริงท่านยังไม่มคี ู่รัก และยังไม่เคยคิดทจี่ ะมคี รู่ กั เลย แตเ่ นอื่ งด้วยเวลานัน้
ทา่ นอายยุ า่ ง ๑๙ ปี เปน็ วยั ทก่ี ำ� ลงั หนมุ่ พรอ้ มกบั ลกั ษณะรปู สมบตั แิ ละคณุ สมบตั เิ ปน็ ท่ี
ชอบเนอ้ื เจรญิ ใจและพอใจแกผ่ ทู้ ไี่ ดพ้ บเหน็ จงึ เปน็ เหตใุ หพ้ เ่ี ขยพดู คาดคะเนและถาม
ในทำ� นองนน้ั ทา่ นพระอาจารยฝ์ น้ั เรยี นตอบพเี่ ขยวา่ “เวลานจ้ี ติ ของผมเปลยี่ นความคดิ
กลบั ตรงกนั ขา้ ม มคี วามเบอ่ื หนา่ ยทอ้ ใจในงานอาชพี ทางรบั ราชการ ไมม่ แี กจ่ ติ แกใ่ จ
ท่ีจะท�ำต่อไปอกี แลว้ ”

“เพราะอะไร” พ่เี ขยซัก

“อ้า ผมไม่อยากจะพูด ถา้ ผมพดู แลว้ เดยี๋ วคณุ พที่ งั้ สองกจ็ ะหาวา่ ผมพดู ไมม่ ี
มารยาท ไมน่ า่ พดู ในทน่ี ”้ี

“พดู ไปเถดิ นอ้ งไมต่ อ้ งเกรงใจ มคี วามทกุ ข์ใจหรอื แคน้ ใจอยา่ งไรกร็ ะบายออก
มาเถอะ พ่ที ั้งสองจะคอยฟงั ”

“ถา้ อยา่ งนน้ั ผมจะเลา่ เรอื่ งความคดิ ของผมใหค้ ณุ พท่ี ง้ั สองฟงั แตแ่ รกผมกค็ ดิ วา่
ผมจะยึดอาชีพท�ำงานราชการ จึงได้มาฝึกและทำ� งานด้วยความพยายามและอดทน

5

ผลของงานก็ได้คืบหน้ามาตามล�ำดับ ต่อมาผมได้เห็นเจ้านายข้าราชการช้ันผู้ใหญ่
กลบั กลายมาเปน็ นกั โทษการเมอื ง คอื พระยาณรงคฯ์ เจา้ เมอื งขอนแกน่ ตอ้ งโทษตดิ คกุ
โดยฐานฆา่ คนตาย กบั นายวรี พงศ์ ปลดั ซา้ ย ตอ่ มาคณุ พก่ี ถ็ กู ยา้ ยออกจากปลดั อำ� เภอ
เมอื งขอนแกน่ มาเปน็ ปลดั อำ� เภออยอู่ ำ� เภอกดุ ปอ่ ง จงั หวดั เลย แลว้ กไ็ ดเ้ ปน็ ผถู้ กู ตอ้ งหา
คดฆี า่ คนตายเชน่ กนั ผมไดเ้ หน็ เหตกุ ารณส์ บั สนวนุ่ วายของขา้ ราชการ กบั ไดเ้ หน็ การ
ปราบปรามผรู้ า้ ย มกี ารฆา่ ฟนั กนั นกั โทษถกู ประหารชวี ติ เจา้ เมอื งกลบั มาเปน็ นกั โทษ
เรอื่ งเหล่านเี้ ป็นเหตใุ หผ้ มได้สติ บังเกิดความสลดจติ ใหผ้ มคดิ เบอื่ หนา่ ยคลายความ
ยินดี เพราะความยุ่งเหยิงความไม่แน่นอนของชีวิตในทางโลก ท่านผู้ที่ได้ศึกษาดี
มคี วามรูส้ งู และไดร้ ับตำ� แหน่งหน้าท่กี ารงานเปน็ ข้าราชการชน้ั ผหู้ ลักผู้ใหญ่ มียศถา
บรรดาศกั ดอ์ิ นั สงู สง่ ในวงราชการอนั มเี กยี รติ เขาเหลา่ นนั้ แทนทจ่ี ะเปน็ บคุ คลตวั อยา่ ง
ในทางทด่ี ี กลบั ทำ� ผดิ ดว้ ยการทจุ รติ ตอ้ งโทษอยา่ งรา้ ยแรง ทค่ี ณุ พใี่ หผ้ มเอาขา้ วไปสง่
เจา้ นายผใู้ หญท่ ต่ี อ้ งโทษตดิ คกุ อยใู่ นหอ้ งขงั ผมไดไ้ ปเหน็ แลว้ เกดิ ความเบอื่ หนา่ ย ไมม่ ี
ความหมายในจิตใจที่ไร้ศีลธรรม ศีลธรรมเท่าน้ันที่จะท�ำให้บุคคลทุกชนชั้นมีความ
สงบสขุ ทง้ั ตนและคนทวั่ ไป สงั คมใดถา้ หากวา่ ไรศ้ ลี ธรรมประจำ� บคุ คลในสงั คมนนั้ แลว้
ตอ้ งเหลวแหลก ทกุ ขก์ ด็ ี ภยั กด็ ี เปน็ ความเหลวแหลกของสงั คมทมี่ บี คุ คลไรศ้ ลี ธรรม
ในสังคมน้นั ดว้ ย มไิ ดเ้ ป็นเพราะดวงดาวที่ไหนมาจากไหนเลย เป็นเพราะจติ ใจท่ไี ร้
ศลี ธรรมทม่ี ปี ระจำ� ศาสนานเี้ อง ผมลาคณุ พที่ ง้ั สอง ไปถงึ บา้ นแลว้ ผมตง้ั ใจวา่ จะไปบวช
ถา้ คุณพ่อคณุ แมท่ า่ นอนญุ าต”

พที่ ง้ั สองไดฟ้ งั นอ้ งชายเลา่ ระบายความคดิ เหน็ ของตนใหฟ้ งั แลว้ ทง้ั ทมี่ คี วามรกั
และอาลยั ไมอ่ ยากใหน้ อ้ งชายกลบั ไป เพราะขาดคนอาศยั ชว่ ยเหลอื กจิ การทง้ั ภายใน
บา้ นและนอกบา้ น แตจ่ ำ� เปน็ ตอ้ งตดั สนิ ใจอนญุ าต เพราะเขาคดิ ไปในทางดี ควรผเู้ ปน็ พ่ี
จะตอ้ งสนบั สนนุ พวกเรานบั ถอื พระพทุ ธศาสนา ตามธรรมเนยี มประเพณที เ่ี ราเคารพ
นับถือพระพุทธศาสนาต้ังแต่สมัยโบราณกาลมาเป็นเวลาอันสืบเน่ืองแต่อดีตจนถึง
ปจั จบุ นั ไดม้ ขี นบธรรมเนยี มประเพณขี องคนไทยเรา พอ่ แม่ จะตอ้ งฝกึ อบรมลกู ชาย
ของตนใหอ้ อกบวช เพอื่ จะไดฝ้ กึ ศกึ ษาใหร้ จู้ กั ความดคี วามชว่ั วา่ ความดคี วรทำ� ความชวั่
ควรละเว้นไม่กระท�ำ ตามหลักธรรมค�ำสอนของพระพุทธเจ้า ถือกันว่าถ้าบวชเป็น

6

สามเณรเปน็ การทดแทนคณุ ของคณุ แม่ ถา้ บวชเปน็ พระเปน็ การทดแทนคณุ ของคณุ พอ่
แต่ก่อนเขาถอื กันอย่างนี้ จงึ ไดเ้ ป็นธรรมเนียมประเพณีมาจนถึงบดั น้ี

พระพทุ ธเจ้าพระองคส์ อนใหท้ ุกๆ คน ร้จู กั เคารพรกั นับถอื เช่ือฟัง กราบไหว้
คุณพ่อคณุ แม่ และผ้เู จรญิ ดว้ ยวยั เป็นผใู้ หญ่ในตระกูลของตน เพราะคณุ พอ่ คุณแม่
ทา่ นเปน็ ผมู้ บี ญุ คุณแก่พวกเราผเู้ ปน็ บตุ รธิดามาก พวกเราจ�ำต้องละความชวั่ ท�ำแต่
ความดี เป็นการเสนอสนองความต้องการของท่าน การบวชก็คือการเข้าไปปฏิบัติ
ละกรรมช่ัวทำ� แต่กรรมดี ลกู คนใดทไ่ี ดบ้ วชเปน็ พระเป็นเณรจกั ได้ปอ้ งกันชว่ ยเหลอื
มารดาบดิ าไมใ่ หต้ กนรก เขาถอื กนั ดงั นี้ สว่ นลกู ผชู้ ายสมยั กอ่ นกม็ คี วามพอใจและตงั้ ใจ
ไว้เสมอว่า ตัวเองเกิดมาเป็นลูกผู้ชายแล้วต้องบวชเพื่อเป็นการสืบด�ำรงวงศ์ตระกูล
ไว้ตามประเพณีมิให้ขาดสูญเสียไป และจะได้เป็นการตอบแทนบุญคุณค่าน�้ำนม
และข้าวป้อนของพ่อแม่ท่ีท่านได้ทะนุถนอมกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงบ�ำรุงตนมาโดยความ
เหน่ือยยากล�ำบาก การทดแทนบุญคุณพ่อแม่อย่างอื่นใดท่ีจะเสมอด้วยการบวช
เปน็ พระภกิ ษสุ ามเณรในพระบวรพทุ ธศาสนาเปน็ อันไม่มี คิดดังนี้แลว้ คณุ พีท่ ้ังสอง
จงึ ตกลงใจอนญุ าต ทงั้ ๆ มคี วามอาลยั และคดิ ถงึ เพราะขาดนอ้ งคนดที เ่ี คยไดช้ ว่ ยเหลอื
อยู่ท่ีบา้ น

เมอื่ ทา่ นไดร้ บั อนญุ าตจากพท่ี งั้ สองแลว้ กเ็ ขา้ ไปเกบ็ สง่ิ ของบรรจกุ ระเปา๋ เดนิ ทาง
ของทา่ นเรยี บรอ้ ย แลว้ กราบลาคณุ พท่ี ง้ั สองออกเดนิ ทาง ไมม่ ใี ครเปน็ เพอื่ น ตอ้ งไปดว้ ย
กำ� ลงั แขง้ เลาะเลยี บภเู ขาเปน็ ดงหนาปา่ ทบึ เปน็ ทางเปลยี่ วและกนั ดาร มภี ยั นานาชนดิ
จากชา้ งปา่ และเสือสงิ หส์ าราสตั วต์ ่างๆ เป็นอนั มาก ทา่ นเดนิ ทางจากจงั หวดั เลย ผ่าน
จงั หวดั อดุ รธานี อำ� เภอหนองหาน อำ� เภอสวา่ งแดนดนิ อำ� เภอพรรณานคิ ม ถงึ บา้ นบะทอง
เปน็ เวลา ๑๐ วนั พอทา่ นมาถงึ บา้ น วางกระเปา๋ เดนิ ทางไวใ้ นทค่ี วรแลว้ เขา้ ไปกราบเทา้
คุณพ่อคณุ แม่ และไดท้ ักทายปราศรัยกบั พ่ีๆ นอ้ งๆ ท่ัวทุกคน

คณุ พอ่ กบั คณุ แมว่ นั นนั้ นบั แตม่ องเหน็ หนา้ ลกู ชายเดนิ มามคี วามดใี จและสขุ ใจ
ที่สดุ จะนำ� เอาสงิ่ ใดมาเปรยี บเสมอไม่ได้ แล้วก็ไดถ้ ามความสุขทกุ ขใ์ นการเดินทาง
ทรุ กนั ดาร ตลอดถงึ การกนิ อยหู่ ลบั นอนกบั พเ่ี มอ่ื อยทู่ จี่ งั หวดั ขอนแกน่ และจงั หวดั เลย

7

ตลอดถงึ ความสขุ ความทุกขข์ องลูกสาวลกู เขยและหลานๆ ทุกๆ คน ท่านกพ็ ิจารณา
เลือกเลา่ แตใ่ นเรอื่ งทีจ่ ะให้เกิดประโยชน์และสบายใจให้พอ่ แม่และญาตๆิ พนี่ อ้ งฟัง
เพอ่ื ไมใ่ หท้ า่ นเปน็ หว่ งและเสยี ใจเรอื่ งพเี่ ขยถกู เปน็ ผตู้ อ้ งหาในคดฆี า่ คนตาย ทา่ นไมเ่ ลา่
ใหใ้ ครฟงั เลย โดยคดิ วา่ แมจ้ ะพดู ใหร้ ู้ ใครๆ กช็ ว่ ยอะไรไมไ่ ด้ มแี ตท่ ำ� ใหเ้ กดิ ความเสยี ใจ
และทุกข์ใจไปเปลา่ ๆ ไม่มปี ระโยชนอ์ ะไรเลย

ในวนั น้ัน ลุง ปา้ นา้ อา ญาตพิ ่ีนอ้ ง ตลอดจนเพอ่ื นฝงู บา้ นใกล้เรือนเคยี ง
ได้ทราบขา่ วการกลบั มาของทา่ นในคราวคร้งั นน้ั กพ็ ากันมาเยี่ยมเยยี นถามขา่ วความ
สุขทกุ ข์มากหนา้ หลายตาเตม็ บา้ นแนน่ ไปหมด

8

สามเณรฝัน้

เม่ือท่านได้พักผ่อนอยู่ท่ีบ้านพอหายเหนื่อยพอสมควรในการเดินทางจาก
จงั หวดั เลยถงึ บา้ นทอี่ ำ� เภอพรรณานคิ มดว้ ยกำ� ลงั เทา้ แลว้ ทา่ นจงึ เขา้ ไปกราบขออนญุ าต
จากมารดาบิดาออกไปบวชตามที่ได้ต้ังใจไว้แล้วนั้น เมื่อท่านมารดาบิดาได้เห็นท่าน
มากราบขออนุญาตลาไปบวช ท่านทั้งสองมีความปีติปลื้มใจและดีใจเป็นอย่างยิ่ง
หาส่ิงใดท่ีจะน�ำเอามาเปรียบเสมอมิได้ เพราะบิดามารดาท้ังสองท่านมีความต้ังใจ
ตง้ั แต่ไหนแต่ไรมาเสมอว่า ลูกชายของเราจะต้องไดบ้ วชให้พ่อแม่ เราไม่ควรปลอ่ ย
ให้เปน็ คนดบิ คนดาย เม่ือลกู ไดบ้ วชอยใู่ นรม่ ผา้ กาสาวพัสตร์ เราพ่อแม่และญาติๆ
ของเราก็จะได้ยึดเหนี่ยวยึดถือชายผ้าจีวรของลูกชักจูงพวกเราพาขึ้นไปสู่สวรรค์
เทวโลกเสวยทิพย์สมบัติอยู่ในวิมานเงินวิมานทองเพียบพร้อมด้วยความสุขอันเลิศ
ประเสรฐิ ยงิ่

ทา่ นบดิ าพดู ข้นึ วา่ “พอ่ มีความพอใจและดีใจมากทีล่ กู มาขออนญุ าตลาไปบวช
ในพระบวรพุทธศาสนาคราวนี้ แทจ้ ริงเราพ่อแมท่ ้งั สองไดป้ รกึ ษาตกลงกันไวแ้ ล้วว่า
จะไปรบั เจา้ เอามาบวช แตย่ งั มทิ นั ไดไ้ ปรบั ลกู ไดก้ ลบั มาเสยี กอ่ น แลว้ ลกู กม็ าขออนญุ าต
กราบลาเราผู้พ่อแม่อยากจะออกไปบวช ความคิดของเราพ่อแม่ลูกมันตรงกันอะไร
อยา่ งนี้ นา่ แปลกจรงิ หนอ ชะรอยบพุ เพสนั นวิ าสชาตปิ างกอ่ นพวกเราสามคนเคยปลกู
ศรัทธาสามคั คีท�ำความดรี ว่ มกันมาแลว้ เปน็ แน่”

9

คุณแม่ก็ไปหยิบดอกไม้ธูปเทียนที่จัดเตรียมไว้แล้วยื่นให้คุณพ่อพาลูกชาย
(พระอาจารยฝ์ นั้ อาจาโร) ไปมอบให้ท่านเจ้าอาวาสวดั โพนทอง บา้ นบะทอง ตำ� บล
พรรณานิคม จังหวัดสกลนคร ท่านพระอาญาครธู รรม เจา้ อาวาสวดั โพนทอง จึงรบั
นายฝน้ั สวุ รรณรงค์ ไวใ้ หบ้ รรพชาเปน็ สามเณร เพราะอายยุ งั ไมถ่ งึ พอทจี่ ะอปุ สมบท
เป็นพระภิกษุได้ ประมาณ พ.ศ. ๒๔๖๑ ตรงกบั ปมี ะเมยี

นบั แตว่ ันทไ่ี ดบ้ รรพชา สามเณรฝั้น สุวรรณรงค์ มคี วามขยนั หมั่นเพียรในการ
เรยี นหนงั สอื และทอ่ งสวดมนต์ มจี ติ ใจทรหดอดทนทอ่ งสวดมนตส์ ตู รนอ้ ยสตู รใหญ่
ไดเ้ จนจบหมด ตอ่ มาในระยะไมน่ าน มคี วามแตกฉานในการเรยี นเขยี นจาร อา่ นหนงั สอื
อกั ษรตวั ธรรม (เปน็ หนงั สอื ผกู ใบลาน ทางภาคอสี านเรยี นในสมยั นนั้ ) ไดเ้ ปน็ อยา่ งดี
มีสติปัญญาว่องไว เอาใจใส่ในข้อวัตรปฏิบัติอันเป็นกิจวัตรของสามเณรเป็นอย่างดี
มคี วามเฉลียวฉลาด กิรยิ ามารยาทเรียบรอ้ ย มีความเคารพเชอื่ ฟัง วา่ ง่ายสอนง่าย
อยู่ในโอวาทค�ำว่ากล่าวตักเตือนพร�่ำสอนของอุปัชฌาย์อาจารย์ ท่านเล่าให้ฟังว่า
หนงั สอื นวโกวาท ท่านท่องจบสวดปากเปล่าไดท้ ้งั เลม่

10

เขา้ พิธอี ุปสมบท (มหานิกาย)

ครั้นถงึ ปมี ะแม พุทธศกั ราช ๒๔๖๒ สามเณรฝน้ั สวุ รรณรงค์ มีอายุค�ำรบ
ครบถว้ นได้ ๒๐ ปเี ตม็ บรบิ รู ณ์ คณุ โยมทง้ั สองพรอ้ มดว้ ยญาตพิ น่ี อ้ งไดจ้ ดั ตระเตรยี ม
บริขารการอุปสมบทของสามเณรฝั้นส�ำเร็จเสร็จบริบูรณ์แล้ว กาลเวลาอันดีที่เป็น
อุดมมงคลก็มาถึง สามเณรฝั้นพร้อมด้วยเพื่อนๆ ก็ได้เข้าสู่พิธีอุปสมบท โดยมี
ท่านพระครปู ้อง (ปอ้ ง นนตะเสน) เปน็ พระอุปชั ฌาย์ พระอาจารยน์ วล พระอาจารย์
สงั ข์ เปน็ พระกรรมวาจาจารย์ และอนสุ าวนาจารย์ ณ วดั สิทธบิ ังคม บา้ นไฮ่ ต�ำบล
บา้ นไร่ อ�ำเภอพรรณานคิ ม จงั หวดั สกลนคร

เม่ือได้อุปสมบทแล้ว ท่านได้จ�ำพรรษาอยู่กับพระอุปัชฌาย์ที่วัดสิทธิบังคม
บา้ นไฮ่ ภายหลงั ออกพรรษาแลว้ ทา่ นกไ็ ดล้ าอปุ ชั ฌายไ์ ปอยกู่ บั ทา่ นพระอาญาครธู รรม
(ภายหลงั ทา่ นไดร้ บั สมณศักด์ิเปน็ พระครสู กลสมณกจิ เจ้าคณะจังหวัดสกลนคร)
เจ้าอาวาสวดั โพนทอง บา้ นบะทอง ซึ่งเปน็ มาตภุ ูมขิ องท่าน

ท่านพระอาญาครูธรรมได้พาพระลูกวัดท่านฝึกหัดภาวนาท�ำกรรมฐาน
พระอาจารยฝ์ น้ั ทา่ นกไ็ ดร้ บั การฝกึ อบรมทำ� กรรมฐานการภาวนาครงั้ แรกกบั พระอาญา
ครูธรรม ด้วยท่านได้เคยติดตามพระอาญาครูธรรมออกธุดงด์ไปตามสถานที่ต่างๆ
ซงึ่ เปน็ ทส่ี งบสงดั ฝกึ หดั ภาวนาตามปา่ ชา้ ปา่ ชฏั ภผู าหนา้ ถำ�้ หลายๆ แหง่ หลายตำ� บล
ที่มีอยู่ในแถบน้ัน วิธีท�ำกรรมฐานการภาวนาทา่ นทำ� อยา่ งไร ควรจะได้น�ำมาลงไวใ้ น
ท่ีน้ี เพ่ือท่านผู้อ่านจะได้ทราบไว้บา้ งวา่ พระสมัยกอ่ นปฏิบัติอยา่ งไร

11

การฝึกกรรมฐานการภาวนาแต่ก่อนน้ัน ท่านให้มีการฝึกอบรมจิตใจให้มีสติ
โดยวิธีนับลูกประค�ำ คือเอาด้ายมาร้อยเม็ดลูกประค�ำจ�ำนวน ๑๐๘ เม็ด เอามา
คล้องคอหรือข้อมือ แล้วน่ังบริกรรมภาวนาตั้งสติระลึกพุทธคุณว่า พุทโธๆๆๆ
เชน่ เดยี วกนั แตต่ อ้ งนบั ลกู ประคำ� ไปดว้ ย เชน่ บรกิ รรมวา่ พทุ โธ นบั ๑ ใหเ้ อามอื จบั
เลอ่ื นลกู ประคำ� ลกู ที่ ๑ ไว้ พทุ โธ ๒ พุทโธ ๓ พทุ โธ ๔ พุทโธ ๕ นบั เลอื่ นไปตาม
ล�ำดับ ให้นบั แตใ่ นใจไปจนครบตามจ�ำนวนของลูกประคำ� ทั้ง ๑๐๘ เมด็

เมอ่ื จบแลว้ กต็ งั้ ตน้ ใหม่ คอื พทุ โธ ๑ พทุ โธ ๒ พทุ โธ ๓ นบั เรอื่ ยไปหลายๆ รอบ
จนกวา่ จติ จะสงบตงั้ มนั่ เปน็ สมาธอิ ยา่ งแนว่ แน่ มคี วามรสู้ กึ เบากายเบาจติ พอปรากฏ
เห็นนมิ ติ ต่างๆ มแี สงสว่างเป็นต้น กถ็ อื วา่ ผู้นั้นไดส้ มาธชิ ้นั ตน้ แลว้ เมือ่ ไปเล่าใหค้ รู
ผู้อบรมฟัง มีครูคอยสอบอารมณ์บริกรรมไปนับไป ถ้าหากผู้ใดมีความพล้ังเผลอ
หลงลมื สติ ทา่ นใหน้ บั ตงั้ ตน้ คอื พทุ โธ ๑ พทุ โธ ๒ พทุ โธ ๓-๔-๕ ไปใหม่ ตามลำ� ดบั
ท�ำอย่างน้ีแม้กระท่ัง ยืน เดิน น่ัง นอน ก็ให้ยืนบริกรรมนับ เดินนับ นั่งนับ
นอนนบั เวน้ ไวแ้ ตก่ นิ และเวลานอนหลบั ใหเ้ จรญิ อยา่ งนนั้ ตลอดเวลา จนกวา่ จะครบ
กำ� หนด ๗ วนั หรอื ครงึ่ เดอื น และเดอื น ๑ ตามทอ่ี าจารยผ์ ฝู้ กึ อบรมกำ� หนดใหส้ มควร
แก่ความสามารถของผูป้ ฏบิ ัตจิ ะทำ� ได้

ส่วนธมั มานุสสติ ความระลึกเจริญพระธรรมคุณ กเ็ ชน่ เดยี วกนั ใหร้ ะลึกนับ
ธมั โม ๑ ธัมโม ๒ ธมั โม ๓ ไปตามล�ำดับ นบั ไปจนครบ ๑๐๘ แลว้ ตั้งต้นนบั ใหม่
ในอริ ยิ าบถตา่ งๆ เชน่ เดยี วกนั สว่ นสงั ฆานสุ สตนิ นั้ กใ็ หต้ ง้ั สตริ ะลกึ ถงึ คณุ พระอรยิ สงฆ์
เชน่ เดยี วกัน เปลย่ี นเปน็ ค�ำวา่ สังโฆ เทา่ นนั้ เช่น สังโฆ ๑ สังโฆ ๒ สงั โฆ ๓ ดงั นี้
เปน็ เหมอื นกลา่ วแลว้ ในพระพทุ ธคณุ นนั้ แล ทา่ นพระอาจารยฝ์ น้ั ทา่ นฝกึ ทำ� กรรมฐาน
การภาวนากับท่านพระอาญาครูธรรมในครั้งน้ัน ได้รับผลเป็นอย่างไรท่านไม่ได้เล่า
ใหฟ้ งั จึงไม่สามารถจะน�ำเอามาลงในท่นี ้ีได้

12

พบพระอาจารย์มน่ั ภูริทตั ตมหาเถระ

เมื่อพระภิกษุฝั้น อาจาโร ได้อุปสมบทแล้ว ได้ศึกษาและปฏิบัติอยู่กับท่าน
พระอาญาครธู รรม เป็นเวลา ๒ ปี ครั้นถงึ เดือน ๓ ข้างขน้ึ ปีพทุ ธศักราช ๒๔๖๓
อาญาทา่ นพระอาจารยม์ น่ั ภรู ทิ ตั ตมหาเถระ พร้อมด้วยพระภกิ ษสุ ามเณรหลายรูป
ออกเทย่ี ววเิ วกเดนิ ธดุ งคร์ กุ ขมลู มาถงึ บา้ นมว่ งไข่ ตำ� บลพรรณานคิ ม จงั หวดั สกลนคร
ได้เข้าไปพกั ปักกลดอยใู่ นป่า อนั เปน็ ปา่ ช้าข้างบ้านมว่ งไข่ (ปัจจุบันที่ตรงนั้นได้สร้าง
เป็นวัดแลว้ ชอ่ื วา่ วดั ปา่ ภไู ทสามคั คี)

สว่ นญาตโิ ยมชาวบา้ นมว่ งไขไ่ ดท้ ราบขา่ ววา่ มพี ระธดุ งคม์ าพกั ปกั กลดอยใู่ นปา่ ชา้
ขา้ งหมบู่ า้ นของตน พากนั ดใี จเปน็ อยา่ งมาก เพราะทกุ คนกอ็ ยากจะเหน็ พระธดุ งค์ จงึ ได้
กระจายขา่ วใหไ้ ดท้ ราบทว่ั ถงึ กนั อยา่ งรวดเรว็ คณะหญงิ ชายทง้ั เดก็ และผใู้ หญพ่ ากนั
ออกไปตอ้ นรบั ไดช้ ว่ ยปดั กวาดจดั ทำ� ทพี่ กั ปกั กลดและทางเดนิ จงกรม ตลอดถงึ นำ�้ ดมื่
นำ�้ ใชถ้ วาย คนผเู้ ฒา่ ผแู้ กก่ น็ ำ� เอานำ�้ รอ้ นนำ�้ อนุ่ หมากพลู บหุ รี่ ไปถวายตามธรรมเนยี ม
ของคนสมยั นน้ั เสรจ็ แล้วโยมที่เป็นหวั หนา้ ผู้เป็นนกั ปราชญ์อาจารยพ์ ากันนงั่ คกุ เข่า
กราบพระ ๓ หน แลว้ นงั่ สงบเรยี บรอ้ ย คอยฟงั ธรรมค�ำอบรมจากพระอาจารย์มัน่
ภรู ทิ ตั ตมหาเถระ ตอ่ ไป สำ� หรบั พระภกิ ษทุ ไี่ ปรว่ มฟงั ดว้ ยในคราวนน้ั มพี ระอาญาครดู ี
พระภกิ ษฝุ น้ั อาจาโร พระภกิ ษกุ ู่ ธมั มทนิ โน ไดม้ ใี จเลอื่ มใสศรทั ธาชวนกนั ออกไปฟงั
พระธรรมเทศนาอบรมธรรมปฏิบัติดว้ ย

13

ทา่ นพระอาจารยม์ นั่ ภรู ทิ ตั ตมหาเถระ ทา่ นไดแ้ สดงธรรมเทศนาสงั่ สอนเรม่ิ ตงั้ แต่
การใหท้ าน การรกั ษาศลี ตลอดถงึ การภาวนา วา่ มผี ลอานสิ งสม์ าก แตก่ ารทผี่ ใู้ หท้ าน
รกั ษาศลี ไหวพ้ ระ ฟงั ธรรม กระทำ� เจรญิ กรรมฐานการภาวนา ทไ่ี มไ่ ดอ้ านสิ งสผ์ ลมากนนั้
เพราะพวกเรายังมีความเห็นผิด มีความนับถือและเชื่อถือผิดจากทางธรรมที่
พระพทุ ธองคน์ ำ� พาสาวกประพฤตปิ ฏบิ ตั มิ า ตวั อยา่ งเชน่ ชาวบา้ นเรายงั บวงสรวงนบั ถอื
บูชาหอทะดาอารักษ์ (เรียกตามภาษาพ้ืนบ้านสมัยก่อน) ภูตผีปีศาจ พระภูมิเจ้าท่ี
ผสี างนางไม้ เคารพนบั ถอื เอามาเปน็ ทพ่ี ง่ึ ตามความเขา้ ใจผดิ ของพวกเรา โดยเขา้ ใจวา่
ของเหลา่ นนั้ เปน็ สง่ิ ศกั ดสิ์ ทิ ธ์ิ มอี ทิ ธฤิ ทธิ์ ดลบนั ดาลคมุ้ ครองปกปกั รกั ษาและปอ้ งกนั
ภยันตรายได้จรงิ มกี ารฆ่าสตั ว์ ๒ เทา้ ๔ เทา้ มวี วั ควาย หมู เป็ด ไก่ ตลอดถึง
เหลา้ สรุ า ยาดองของมนึ เมา เอามาทำ� พธิ กี รรมเซน่ สรวงบวงสรวง ทะดา ปศี าจ วญิ ญาณ
ภตู ผี พระภมู เิ จา้ ท่ี เทวาอารกั ษ์ เขาเหลา่ นน้ั จะไดม้ าเสวยเครอ่ื งสงั เวยทเี่ อามาทำ� การ
เซน่ สรวงหรอื ไม่ ไมม่ ใี ครเหน็ เหน็ แตพ่ วกเจา้ เองนนั้ แหละ อมิ่ เมา มนึ เมามวั ซวั เซยี
ครกึ ครนื้ หมดกนั ทง้ั บา้ น แลว้ สง่ิ เหลา่ นน้ั กจ็ ะมาชว่ ยอะไรเราไมไ่ ด้ มแี ตจ่ ะมากอ่ กวน
กอ่ กนิ กบั พวกเรารำ่� ไป รอบปหี นึง่ ๆ ก็ต้องเสียวัว เสียควาย หมู เป็ด ไก่ ให้มนั
ทกุ ๆ ปี

พวกเรามคี วามเช่ือถือมาผดิ ๆ เพราะความเห็นผดิ น้แี ล ไมใ่ ชธ่ รรมค�ำสอนของ
พระพทุ ธเจา้ ทพ่ี าสาวก อบุ าสก อบุ าสกิ า ประพฤตปิ ฏบิ ตั มิ า การไหวพ้ ระ ภาวนา รกั ษาศลี
ใหท้ าน การทำ� บญุ กศุ ล จงึ ไมม่ ผี ลอานสิ งสม์ าก ใหพ้ ากนั เลกิ ละความเชอื่ ถอื ผดิ ตาม
ความทเ่ี คยเชอื่ ถอื และนบั ถอื ผดิ มาแลว้ นนั้ เสยี ตง้ั แตว่ นั นเี้ ปน็ ตน้ ไป อยา่ ไดเ้ กย่ี วขอ้ ง
กบั มนั อกี อยา่ งเดด็ ขาด

14

คุณพระรัตนตรยั เท่าน้ัน
เป็นทีพ่ งึ่ อนั ประเสริฐของพวกเรา

พระพทุ ธเจา้ ๑ พระธรรม ๑ พระสงฆ์ ๑ ทง้ั ๓ อยา่ งนี้ เรยี กวา่ พระรตั นตรยั
พระพทุ ธเจา้ นนั้ พระองคท์ รงคณุ คอื กายกรรม การกระทำ� การใดๆ ทางกาย พระองค์
ทรงละเวน้ การกระทำ� ในทางทผี่ ดิ มกี ารเบยี ดเบยี นตนและคนอนื่ ใหเ้ กดิ โทษ เปน็ ทกุ ข์
ภยั อนั ตรายแกต่ นเองนน้ั เสยี และพระองคท์ รงกระทำ� แตใ่ นทางทถี่ กู ไมเ่ บยี ดเบยี นตน
และใครคนอ่นื เขา ตลอดถึงสตั ว์อน่ื ดว้ ย ทำ� แต่คุณความดีท่ใี ห้เกิดประโยชนแ์ กต่ น
ทง้ั บคุ คลอนื่ และสตั วอ์ นื่ กายของพระองคท์ ำ� แตก่ รรมดี มคี วามบรสิ ทุ ธิ์ ผอ่ งใส สะอาด
ปราศจากกรรมอนั มวั หมองตอ้ งโทษ

พระพทุ ธเจา้ นน้ั พระองคท์ รงคณุ คอื วจกี รรม การกลา่ วออกเสยี ง ชแี้ จงแสดง
พดู ออกเสยี งมาทางวาจา พระองคท์ รงเวน้ จากการกลา่ วเทจ็ พดู คำ� หยาบ คำ� สอ่ เสยี ด
คำ� เพอ้ เจอ้ เหลวไหล ไมเ่ ปน็ ประโยชนท์ ง้ั ตนและคนอน่ื พระองคท์ รงพดู แตค่ ำ� สตั ยจ์ รงิ
เปน็ คำ� ทม่ี นั่ คงตงั้ อยตู่ ลอดกาล ไมเ่ คยเปลยี่ นแปลงไปตามกาลเวลา จงึ เปน็ สวากขาโต
ภควตา ธัมโม พระองค์ทรงกล่าวแต่ค�ำท่ีจะท�ำให้เกิดความสมัครสมานประสาน
ความสามคั คใี นทางดมี ปี ระโยชนซ์ ง่ึ กนั และกนั ตลอดถงึ ประโยชนส์ ว่ นรวม พรอ้ มทง้ั
ประโยชนช์ าตนิ ้ีและชาติหน้า และประโยชน์อยา่ งสงู สดุ ชน้ั วิมุตติเฉทปหาน พระองค์
ทรงคุณคือเว้นจากการพูดค�ำหยาบคายซึ่งเป็นค�ำพูดที่แสลงหูของผู้ท่ีได้ยินได้ฟัง

15

ท�ำให้เป็นทุกข์โทษไม่เกิดประโยชน์ท้ังสองฝ่าย พระองค์ทรงคุณคือเว้นจากค�ำพูด
อนั เหลวไหลไรส้ าระ พดู แตค่ ำ� กอปรดว้ ยประโยชน์ เปน็ คำ� พดู ทส่ี ะอาดหมดจดปราศจาก
มัวหมองธุลีละอองใดๆ ทั้งส้ิน จนพระองค์ทรงได้บรรลุถึงซึ่งขั้นช้ันวจีวิสุทธิคุณ
อันยอดเยยี่ ม

พระพทุ ธเจา้ นน้ั พระองคท์ รงคณุ คอื มโนวสิ ทุ ธิ มจี ติ ใจหมดจดสะอาดผอ่ งใส
บรสิ ทุ ธิ์ ปราศจากละอองธลุ อี นั เปน็ มลทนิ อนั มคี วามโลภ โกรธ หลง เปน็ ตน้ พระองค์
มกี าย มวี าจา มจี ติ บรสิ ทุ ธป์ิ ราศจากเครอ่ื งเศรา้ หมอง คอื กเิ ลสอาสวะไมม่ ใี นกาย วาจา จติ
พระองคไ์ ดบ้ รรลถุ งึ ขน้ั วสิ ทุ ธคิ ณุ อนั ยอดเยยี่ ม ซง่ึ ไมม่ มี นษุ ย์ และสตั ว์ เทวดา อนิ ทร์
พรหม ยม ยกั ษ์ ใดๆ ในโลกไดบ้ รรลถุ งึ คณุ นามวา่ วสิ ทุ ธคิ ณุ อยา่ งเยยี่ มยอดนเี้ ลย

พระพทุ ธเจา้ นน้ั พระองคท์ รงพระเมตตาพระมหากรณุ าธคิ ณุ อยา่ งสงู สดุ แกพ่ วกเรา
และสตั วท์ ง้ั หลายในโลกหาประมาณมไิ ด้ พระองคไ์ มเ่ หน็ แกค่ วามเหนอ่ื ยยากลำ� บากใน
พระวรกาย ทอ่ งเทยี่ วไปโปรดเทศนาแนะนำ� พรำ่� สอนตามคามเขตนคิ มทกุ แหง่ ทกุ หน
ทกุ บา้ นทกุ ต�ำบล ตามหมูบ่ ้านชนบท บ้านนอ้ ยใหญ่ ตามไรน่ าปา่ เขา จะเป็นกษัตริย์
พราหมณ์ เศรษฐี คฤหบดี มจี นคนใดอยา่ งไรไมเ่ ลอื ก พระองค์ทรงชกั น�ำพร�่ำสอน
อนุเคราะห์สงเคราะห์เวไนยชนเหล่าน้ัน ด้วยอาศัยพระมหากรุณาเมตตาธิคุณของ
พระองค์อย่างลน้ ฟา้ ลน้ ฝ่ัง ไมเ่ คยบกพร่องแมแ้ ตน่ อ้ ยเลย จงึ ไดช้ ื่อว่าพระองค์ทรง
พระมหากรุณาธคิ ณุ

พระพุทธเจา้ นัน้ พระองค์ทรงมพี ระปัญญาคุณ เป็นคุณอนั สำ� คญั ย่ิง เพราะ
พระปัญญาคุณน้ีเองท�ำให้พระองค์ได้ความส�ำเร็จในการตรัสรู้บรรลุถึงอรหัตตคุณ
เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นเอกในโลก ธรรมท่ีพระองค์ทรงได้บรรลุถึง
ซ่งึ การตรสั ร้ชู อบด้วยพระองคเ์ องเหลา่ นัน้ พระองคย์ งั ไม่เคยได้ยนิ ไดฟ้ งั มาจากใคร
คนใดที่ไหนมากอ่ นเลย ไมม่ ี และไมเ่ คยมีใคร ครูอาจารยใ์ ดทีไ่ หนมาส่งั สอน หรือ
ชแี้ จงแสดงบอกแนะแนวทาง ผดิ ถกู ดี ชวั่ ใหแ้ กพ่ ระองคไ์ ดท้ ราบมากอ่ นเลย พระองค์
ไดต้ รสั รูด้ ้วยพระปญั ญาอนั ปรชี าหลักแหลมเฉลียวฉลาด องอาจแกลว้ กล้า ยงั ความ
สามารถให้ได้บรรลุถึงคุณคือพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยล�ำพังพระองค์เอง

16

อย่างเย่ยี มยอด เป็นเอกในโลก กับด้วย เทวดา มาร พรหม ในประชาชน กับดว้ ย
สมณะและพราหมณ์ กับด้วยเทวดา และมนุษย์สูงสุด ไม่มีใครและสิ่งใดจะมา
เปรยี บเทียบเทยี มเท่าพระมหาปัญญาคณุ ของพระองคไ์ ด้

พระมหาปญั ญาคณุ อนั เลศิ ประเสรฐิ สงู สดุ นเี้ อง ทำ� ใหพ้ ระองคม์ คี วามสามารถได้
ลถุ งึ ซง่ึ ความสำ� เรจ็ พระมหาสพั พญั ญตุ ญาณคณุ เปน็ คณุ ธรรมยงิ่ ใหญส่ งู สดุ กวา่ โลก
ท้ัง ๓ คุณของพระพุทธเจ้าน้ันมีมาก ไม่สามารถที่น�ำเอามาแสดงท่ีน้ีให้ส้ินสุดได้
ขอใหพ้ วกเราศกึ ษาจดจำ� ไวโ้ ดยอยา่ งยอ่ เพยี ง ๓ อยา่ งกอ่ น คอื ทรงพระมหาปญั ญาคณุ ๑
ทรงพระมหาบริสุทธิคุณ ๑ ทรงพระมหากรุณาธิคุณ ๑ พระผู้มีพระภาคผู้เป็น
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของชาวเราทั้งหลาย พระองค์ทรงไว้ด้วยดีแล้วซึ่งพระมหา
ปญั ญาคณุ พระบรสิ ทุ ธคิ ณุ พระมหากรณุ าธคิ ณุ พระสพั พญั ญคู ณุ พระสพั พอนนั ตคณุ
ดังแสดงมาแล้วนี้ ให้พวกเราท้ังหลายทุกท่านทุกคนต้ังจิตน้อมนึกระลึกถึงพระคุณ
ของพระองคท์ กุ วนั ทกุ เวลา เคารพนบไหวน้ อ้ มกราบบชู านบั ถอื เปน็ สรณะทพี่ ง่ึ ของตน
ทกุ คนทกุ ทา่ นเถดิ จกั ไดเ้ ปน็ มหากศุ ลอนั ลำ�้ เลศิ ประเสรฐิ นกั แล ทพ่ี วกเรานบไหวบ้ ชู า
เซน่ สรวงเทวดาอารกั ษ์ พระภมู เิ จา้ ท่ี ภตู ผปี ศี าจ อะไรเหลา่ นี้ มนั ไมส่ ามารถทจี่ ะชว่ ย
อะไรเราได้ อย่าพากันเช่อื ถอื และนบั ถอื ผดิ ๆ ต่อไป

พระธรรม นั้นคือสภาวะท่ีให้เกิดความสุขและทุกข์จากบุคคลท่ีฉลาดและ
ไมฉ่ ลาดกระทำ� ขนึ้ มานเ้ี อง เปน็ ความจรงิ มตี ลอดกาลอยา่ งมน่ั คง เปน็ ของประจำ� โลก
จงึ เรยี กวา่ ธรรมเปน็ สภาพทดี่ ำ� รงทรงไวซ้ ง่ึ ความจรงิ พระธรรมนนั้ บางอยา่ งเมอ่ื บคุ คล
กระท�ำแล้วให้เกิดความสุข เป็นคุณความดี มีประโยชน์แก่ตนผู้ท�ำ ก็มีบางอย่าง
ท�ำแล้วกลับให้เกิดทุกข์เป็นโทษภยันตรายแก่ตัวผู้กระท�ำก็มี บางอย่างท�ำแล้วเป็น
กลางๆ ไมเ่ ปน็ คุณเป็นโทษกม็ ี แต่ท่ีนี่ จกั แสดงธรรมในส่วนทเ่ี ป็นคณุ และเป็นโทษ
เทา่ นน้ั บคุ คลใดทย่ี งั ไมฉ่ ลาดไมร่ อบรใู้ นทางธรรม เขายอ่ มฆา่ สตั ว์ ลกั ทรพั ย์ ประพฤติ
มิจฉาจารทางกาม เปน็ การท�ำความทุจริตทางกาย เรยี กวา่ กายทจุ รติ บ้าง เขาย่อมน�ำ
เอาความไมจ่ รงิ มาพดู ทงั้ ๆ ทร่ี ู้ เรยี กวา่ พดู เทจ็ ยอ่ มพดู สอ่ เสยี ดนำ� เรอื่ งยยุ งใหแ้ ตกรา้ ว
ซง่ึ กนั และกนั พดู คำ� หยาบ ไมเ่ สนาะเพราะหแู กผ่ ทู้ ไ่ี ดย้ นิ ไดฟ้ งั บา้ ง พดู เพอ้ เจอ้ เลอะเทอะ

17

เหลวไหล ไร้ประโยชน์ เปน็ การทจุ ริตทางวาจาท่ีเรียกวา่ วจที ุจริต เขายอ่ มมคี วาม
ละโมบโลภเพง่ เลง็ ในวตั ถขุ า้ วของของคนอน่ื มาเปน็ ของตน เรยี กวา่ อภชิ ฌาวสิ มโลภะ
คดิ ปองรา้ ย ผกู อาฆาตบาดหมางจองเวรจองผลาญ เปน็ การคดิ พยาบาท ยอ่ มมคี วาม
คดิ เหน็ ผิดจากความเป็นธรรมทมี่ ีเหตผุ ลตามความเปน็ จริง เปน็ มิจฉาทิฐิ นี้เรียกวา่
มโนทุจรติ

คนไมฉ่ ลาดยอ่ มท�ำกรรมเปน็ การทุจริต ดว้ ยกาย วาจา จติ เปน็ อกศุ ลธรรม
คอื อกศุ ล อนั เปน็ ที่มาจากจติ ทป่ี ระกอบกับกเิ ลส มโี ลภะ โทสะ โมหะ เปน็ มูลชวน
ใหท้ ำ� บาป อปญุ ญาภสิ งั ขารเปน็ ปจั จยั อาศยั มาจากอวชิ ชา เปน็ นายชา่ งผปู้ รงุ ชวนจติ
ของคนผู้ไมฉ่ ลาดใหท้ ำ� กรรมที่เป็นบาปอกศุ ล ให้ผลเปน็ โทษ ไดร้ ับความเสวยทุกข์
ทรมานกายและจติ ใจ อาศยั เหตนุ ้ี พระผู้มีพระภาคเจา้ พระองค์จงึ ได้ทรงช้แี จงแสดง
แนะน�ำพร่�ำส่ังสอนชาวเราผู้ยังโง่ยังไม่ฉลาดทั้งหลายอย่างน้ีว่า สัพพปาปัสสะ-
อะกรณัง เอตังพุทธานะสาสะนัง อย่าท�ำกรรมอันเป็นบาปน้อยใหญ่ด้วยท้ังทาง
กาย วาจา ใจ ทงั้ ปวง นเี้ ปน็ พระธรรมคำ� สงั่ สอนของพระพทุ ธเจา้ ทง้ั หลายทเ่ี ราเรยี กวา่
พระศาสนา ดังนี้

บคุ คลผมู้ สี ตปิ ญั ญาดี เมอ่ื ไดเ้ หน็ ไดย้ นิ ไดฟ้ งั พระสจั ธรรมอนั เปน็ คำ� สง่ั สอน
ของพระพทุ ธเจา้ แลว้ เขาย่อมเปน็ ผูม้ จี ติ แสนฉลาด รู้ความหมาย มศี รทั ธาเสอื่ มใส
เขา้ ใจในอรรถในธรรม เขาทำ� แตก่ รรมดี ละกายทจุ รติ ดงั จติ เจตนา เวน้ หา่ งทางบาป
เชน่ ไมฆ่ า่ สตั ว์ ไมล่ กั ขโมยเอาขา้ วของของผอู้ น่ื ไมป่ ระพฤตผิ ดิ มจิ ฉาทางกาม ไมพ่ ดู
ความเทจ็ พดู แตค่ วามจรงิ ไมพ่ ดู สอ่ เสยี ดใหเ้ กดิ ความทะเลาะแตกความสามคั คตี อ่ กนั
พดู แต่คำ� ใหเ้ กดิ ความสมัครสมานประสานสามัคคีต่อกนั และกัน ไมพ่ ูดค�ำหยาบคาย
ไมแ่ สลงหู ทำ� ใหผ้ ฟู้ งั เกดิ ความเขา้ ใจดี ไมม่ ภี ยั ในคำ� พดู พดู มนั่ คงมหี ลกั ฐาน ไมเ่ ปน็
คำ� เพอ้ เจอ้ เหลวไหล ไร้ประโยชน์ เปน็ วาจาสะอาด นกั ปราชญน์ ยิ มชมชอบ

บคุ คลผฉู้ ลาดนน้ั แมจ้ ะคดิ สง่ิ ใดกไ็ มค่ ดิ เพอ่ื เบยี ดเบยี นตนและคนอน่ื อนภชิ ฌา
อพยาบาท มีความเหน็ ถูกต้อง คิดเวน้ กรรมชั่ว ศกึ ษาสมาทานทำ� แตก่ รรมดี ยินดี
พอใจในการท�ำบญุ มีทานามยั ศลี ามยั ภาวนามัย ใหค้ วามสำ� เรจ็ เปน็ บุญ อาศยั ได้

18

กำ� ลงั หนนุ มาจาก ปญุ ญาภสิ งั ขาร เปน็ นายชา่ ง มวี ชิ ชามาเปน็ ปจั จยั ใหเ้ ปน็ ไปสมควรแก่
กำ� ลงั ของตน นเี่ ปน็ ฝา่ ยกศุ ลธรรม ทำ� ไดท้ กุ คน เมอ่ื จติ ใจมคี วามฉลาดแลว้ ยอ่ มยงั กศุ ล
ให้ถงึ พรอ้ ม ที่เรยี กวา่ กุสลสั สูปสัมปาทา (กุสลสฺสูปสมปฺ ทา) เอตงั พทุ ธานสาสนันติ
นเ้ี ปน็ พระธรรมคำ� สง่ั สอนของพระพทุ ธเจา้ ทงั้ หลาย เราทกุ คนควรระลกึ นกึ มาเปน็ ธรรม
ค�ำภาวนาวา่ สฺวากขฺ าโต ภควตา ธมฺโม หรอื จะบริกรรมวา่ ธมโฺ ม เม นาโถ หรอื
ธมโฺ ม ธมโฺ ม ธมโฺ มๆๆๆ กไ็ ด้ ใหพ้ ากนั ปฏบิ ตั อิ ยา่ งนจี้ งึ จะถกู จงึ จะมผี ลอานสิ งสม์ าก
เป็นทางสุคติ ปฏิบัติถูกอย่างนี้จึงจะได้รับประโยชน์ส�ำเร็จสุขในมนุษย์สมบัติ และ
สวรรคส์ มบตั ิ นพิ พานสมบตั ิ เปน็ สมบตั สิ ขุ อยา่ งยง่ิ ไดเ้ ลกิ ละความเชอ่ื ถอื ทนี่ บั ถอื ผดิ ๆ
อันพวกเราเคยถือมาแล้วน้ันเสีย

พระสงฆ์ นนั้ คอื ทา่ นปฏบิ ตั ริ กั ษากายของทา่ นดี วาจาของทา่ นกป็ ฏบิ ตั ดิ ี จติ ของ
ท่านก็มีสติปัญญาเป็นเครื่องรักษาและป้องกันอย่างดีย่ิง เป็น สุปฏิปันโนสงฆ์
ท่านบุคคลใดปฏิบัติจิตและอบรมจิตด้วยสติปัญญาอันคมกล้าอย่างถูกต้องตรงตาม
ทางของพระอรยิ ะ เปน็ ทางอนั เอกเหนอื ทางโลกทงั้ ๓ ทา่ นนแ้ี ล เปน็ อชุ ปุ ฏปิ นั โนสงฆ์
ทา่ นบคุ คลใดเปน็ ผปู้ ฏบิ ตั จิ ติ อาศยั ทไ่ี ดพ้ ลงั มาจากมหาสตมิ หาปญั ญาทตี่ นไดเ้ ตรยี ม
ไวอ้ ยา่ งถกู ตอ้ งตามศลี ธรรมของพระอรยิ ะ เหมอื นคนผฉู้ ลาด รจู้ กั เลอื กเอาลกู กญุ แจ
ถกู กบั ตวั ของมนั พอจบั เขา้ ไปถงึ จดุ ไขนดิ เดยี วกห็ ลดุ พน้ ออกมาทนั ทนี ฉ้ี นั ใด ทา่ นผู้
ปฏบิ ตั ถิ กู ตอ้ งตามทางของพระอรยิ ะเพอื่ มรรคผลนพิ พานกเ็ ชน่ นน้ั ผปู้ ฏบิ ตั อิ ยา่ งนแี้ ล
เปน็ ญายปฏปิ นั โนสงฆ์ บคุ คลทา่ นใดแลเปน็ ผปู้ ฏบิ ตั ดิ ปี ฏบิ ตั ติ รง ปฏบิ ตั อิ ยา่ งถกู ตอ้ ง
ปฏบิ ตั ชิ อบยง่ิ เปน็ ผบู้ รสิ ทุ ธหิ์ มดจดงดงาม สะอาด ปราศจากกเิ ลสตณั หาอาสวะ เหน็ แจง้
พระนิพพาน พระองคท์ ่านนแ้ี ลเปน็ สามจี ปิ ฏปิ ันโนสงฆ์

บุคคลท่านผู้ปฏิบัติดังได้แสดงมาน้ี จึงได้ชื่อว่าเป็นพระอริยสงฆ์สาวกของ
พระผมู้ พี ระภาคเจา้ ผทู้ รงคณุ อนั ประเสรฐิ เราทงั้ หลายควรนบนอบคำ� นบั ตอ้ นรบั เคารพ
กราบไหวส้ กั การบูชา ตั้งจติ ดว้ ยสติระลกึ นอ้ มนกึ เอาเข้ามาภาวนาวา่ เป็นสรณะ ท่ีพง่ึ
ของเราอนั ประเสรฐิ สปุ ฏปิ นโฺ น ภควโต สาวกสงโฺ ฆ หรอื จะบรกิ รรมวา่ สงั โฆ เม นาโถ
หรอื สงั โฆ สังโฆ สังโฆๆๆๆๆๆ กไ็ ด้ เมือ่ พากันไดย้ นิ ไดฟ้ งั แลว้ ต้องปฏิบัตติ าม

19

จกั ไดเ้ ปน็ ทพี่ งึ่ ทอี่ าศยั ของเรา ถา้ ไมป่ ฏบิ ตั กิ พ็ งึ่ อะไรไมไ่ ด้ จะเปน็ คนอนาถาหาทพี่ งึ่ ไมม่ ี
มแี ตภ่ ยั แตเ่ วร ทกุ ขย์ ากลำ� บากเดอื ดรอ้ น จะพง่ึ พาอาศยั อะไรกไ็ มไ่ ด้ เพราะเราไมไ่ ด้
ฝึกหดั ปฏิบัตไิ ว้ให้ได้เป็นสมบัตติ วั ของเราเอง

เม่ือเราได้มาฝึกหัดปฏิบัติเพื่อให้จิตใจของเรามีความฉลาด เกิดมีสติปัญญา
ศรัทธาเล่ือมใสเคารพนับถือเชื่อมั่นในคุณพระรัตนตรัย คือ คุณพระพุทธเจ้า
คุณพระธรรม คุณพระสงฆ์ แล้วกราบไหว้บูชาทุกวันทุกเวลา อย่างนี้เราก็พ่ึงได้
เพราะท่ีพ่ึงของเรามีแล้ว เราท�ำบุญให้ทานการกุศลใดๆ ย่อมได้ผลอานิสงส์มาก
เราอยู่ในชาติใดภพใด เราก็ได้อาศัยซึ่งบุญกุศลท่ีตนได้ท�ำไว้แล้วเป็นที่พ่ึงอาศัย
บำ� รงุ ตกแตง่ คมุ้ ครองรกั ษากาย วาจา ใจ ใหพ้ น้ ภยั อนั ตราย มแี ตค่ วามสขุ กายสบายใจ
เราจะปรารถนาส่ิงใดก็ย่อมได้บรรลุถึงซึ่งความส�ำเร็จ เพราะมีผู้ได้รับความส�ำเร็จ
มากต่อมากนับจ�ำนวนไม่ได้ท้ังในอดีตและปัจจุบันมาแล้ว อย่างน้ีพวกเราต้องการ
ไมใ่ ชห่ รอื เมอื่ เราตอ้ งการแตเ่ ราไมท่ ำ� เราจะไดห้ รอื ไมไ่ ดถ้ า้ เราไมท่ ำ� ไดจ้ ำ� เพาะผทู้ ไี่ ด้
ทำ� ไวแ้ ลว้ เท่านน้ั ขอ้ น้ีควรจ�ำไวใ้ ห้ดี

พระอาจารยม์ นั่ ทา่ นไดเ้ ทศนส์ อนอบรมแสดงถงึ เรอื่ งทาน ศลี ภาวนา วา่ มผี ลมาก
กเ็ มอื่ เรามศี รทั ธา เลอื่ มใส ตงั้ ใจปฏบิ ตั ใิ หถ้ กู ตอ้ ง ใหเ้ ลกิ ละการนบั ถอื แลเชอ่ื ถอื ผดิ
แล้วก็ปฏิบัติผิดๆ กันมาน้ันเสีย ท่านได้แสดงอุปมาอุปมัยเปรียบเทียบให้พวกเรา
เหน็ แจง้ จรงิ ประจกั ษใ์ นจติ ใจ ทำ� ใหเ้ กดิ มคี วามพอใจเลอื่ มใสศรทั ธาในพระธรรมเทศนา
ของพระอาจารยม์ น่ั ภรู ทิ ตั ตมหาเถระ ในกาลครง้ั นนั้ เปน็ อนั มาก จงึ มอบกายถวายตวั
เปน็ ลกู ศษิ ย์ ตงั้ จติ ปฏญิ าณตนเปน็ พทุ ธมามกะ เลกิ ละการเซน่ สรวงบชู าเทวดาอารกั ษ์
วญิ ญาณพระภมู เิ จา้ ทม่ี เหศกั ดห์ิ ลกั คณุ ตงั้ แตบ่ ดั นน้ั เปน็ ตน้ มา พากนั นบั ถอื เคารพกราบ
ไหวส้ กั การบชู าแตใ่ นคณุ พระรตั นตรยั คอื คณุ พระพทุ ธเจา้ คณุ พระธรรม คณุ พระสงฆ์
เป็นสรณะทพี่ ึ่งของตนมาจนตราบทุกวนั น้ี

ฝา่ ยพระสงฆผ์ ซู้ งึ่ มศี รทั ธาไดม้ ารว่ มฟงั ธรรมเทศนาของพระอาจารยม์ นั่ ภรู ทิ ตั ต-
มหาเถระ ในคราวครง้ั นัน้ มีท่านพระอาญาครดู ี พระภิกษฝุ ้นั อาจาโร พระภิกษกุ ู่
ธัมมทนิ โน ฟงั ท่านแสดงจบลงแลว้ เกิดความปตี ิปล้มื ใจเป็นอยา่ งย่ิง ทัง้ ๓ องค์

20

จึงเข้าไปมอบกายถวายตัวเป็นลูกศิษย์ด้วยจิตศรัทธาอันแรงกล้าเพื่อจะได้ฝึกศึกษา
แล้วปฏิบัติติดตามพระอาจารย์ไป เมื่อพระอาจารย์ม่ันและคณะได้พักอยู่ที่นั้นตาม
สมควรแกอ่ ธั ยาศยั แลว้ ทา่ นกไ็ ดพ้ าคณะของทา่ นจารกิ ออกเดนิ ธดุ งคต์ อ่ ไป เปน็ เหตใุ ห้
ศษิ ยใ์ หมท่ งั้ ๓ องค์ ตระเตรยี มบรขิ ารการออกธดุ งคอ์ ยปู่ า่ ไมท่ นั ถงึ อยา่ งนน้ั ใจของทา่ น
กไ็ มย่ อมเลิกละความพยายามท่จี ะตดิ ตามท่านพระอาจารย์มน่ั ไป ดว้ ยใจศรัทธาอนั
เป่ียมฝั่ง ไมเ่ คยบกพร่องตลอดเวลา

21

พบกับหลวงปูด่ ูลย์ อตุโล

คณะของหลวงปดู่ ลู ย์ อตโุ ล (พระรตั นากรวสิ ทุ ธิ์ เจา้ อาวาสวดั บรู พาราม จงั หวดั
สรุ นิ ทร)์ จำ� นวน ๕ รปู มพี ระอาจารยส์ ที า พระอาจารยบ์ ญุ พระอาจารยห์ นู พระอาจารยส์ งิ ห์
(พระญาณวิศิษฏ์ วัดปา่ สาลวนั นครราชสมี า) ออกจากวัดสปุ ัฏนาราม อุบลราชธานี
เทยี่ วธดุ งคต์ ดิ ตามหาพระอาจารยม์ นั่ ไปถงึ บา้ นทา่ คนั โท จงั หวดั กาฬสนิ ธ์ุ เปน็ ฤดกู าล
เขา้ จำ� พรรษา เดนิ ทางตอ่ ไปไมไ่ ด้ คณะชาวบา้ นทา่ คนั โท จงึ ไดช้ ว่ ยกนั จดั ทำ� ทพี่ กั ในปา่
ช่ัวคราวให้ท่านไดอ้ ยจู่ �ำพรรษาตามวนิ ัยพทุ ธานญุ าต

เมอื่ ออกพรรษาแลว้ ทงั้ ๕ รปู ตา่ งกแ็ ยกยา้ ยกนั ออกเดนิ ทาง แตก่ ไ็ ดน้ ดั พบกนั
ทส่ี ำ� นกั ของพระอาจารยม์ น่ั ดว้ ยกนั หลวงปดู่ ลู ยไ์ ปดว้ ยกนั กบั พระอาจารยส์ งิ ห์ ตอ่ มา
หลวงปดู่ ลู ยก์ ไ็ ดแ้ ยกออกจากทา่ นพระอาจารยส์ งิ หไ์ ปคนละทาง แตก่ ม็ จี ดุ มงุ่ หมายไปหา
พระอาจารยม์ นั่ อนั เดยี วกนั ตอ่ มาหลวงปดู่ ลู ยก์ ไ็ ดเ้ ดนิ ทางไปทนั พบทา่ นพระอาจารย์
มน่ั ภรู ทิ ตั ตมหาเถระ อยทู่ บี่ า้ นตาลเนง่ิ อำ� เภอสวา่ งแดนดนิ จงั หวดั สกลนคร ทา่ นได้
อยฟู่ งั เทศน์ ศกึ ษาวธิ กี ารปฏบิ ตั ฝิ กึ หดั ทำ� สมาธภิ าวนากบั ทา่ นพระอาจารยม์ น่ั พอเปน็ ที่
เข้าใจน�ำไปปฏิบัติตัวเองได้แล้ว จึงได้กราบลาพระอาจารย์ม่ันออกปฏิบัติเดินธุดงค์
ต่อไป

หลวงปดู่ ลู ยเ์ ทย่ี วธดุ งคม์ าถงึ บา้ นกดุ กอ้ ม อำ� เภอพรรณานคิ ม จงั หวดั สกลนคร
พอดีถงึ กาลเขา้ พรรษา คณะศรัทธาญาตโิ ยมบา้ นกุดก้อม พร้อมใจกนั จดั เสนาสนะ

22

ทพ่ี กั ชวั่ คราวทป่ี า่ ซงึ่ หา่ งจากหมบู่ า้ นพอสมควร นมิ นตใ์ หท้ า่ นเขา้ อยจู่ ำ� พรรษา สามเณร
ทตี่ ดิ ตามหลวงปดู่ ลู ยเ์ กดิ ปว่ ยเปน็ ไขม้ าลาเรยี อยา่ งแรง อาการหนกั มากถงึ แกค่ วามตาย
เป็นท่ีน่าสงสารยิ่งนัก คณะศรัทธาจึงได้อาราธนาท่านหลวงปู่ดูลย์ไปเข้าจ�ำพรรษา
อยใู่ นโบสถว์ ดั โพธชิ์ ยั บา้ นมว่ งไข่ ตำ� บลพรรณา อำ� เภอพรรณานคิ ม จงั หวดั สกลนคร ซงึ่
พระอาญาครดู เี ปน็ ผรู้ กั ษาการแทนเจา้ อาวาส ทา่ นหลวงปดู่ ลู ยจ์ งึ ไดย้ า้ ยไปเขา้ จำ� พรรษา
อยู่ทีโ่ บสถ์ในวดั โพธิ์ชยั บา้ นม่วงไข่

ช่างเป็นโชคดีท่ีหาได้ไมง่ า่ ยนักที่ไดม้ พี ระธดุ งคเ์ ท่ยี วรกุ ขมลู มาเขา้ อยูจ่ �ำพรรษา
ดว้ ยอยา่ งน้ี เปน็ โอกาสอนั ดสี ำ� หรบั พระอาญาครดู ี พระภกิ ษฝุ น้ั พระภกิ ษกุ ู่ หลงั จากทา่ น
ไดฟ้ ังธมั โมวาทของพระอาจารยม์ น่ั ภูริทัตตมหาเถระ แลว้ เกิดมีศรทั ธาได้มอบกาย
ถวายชวี ติ ตดิ ตามฝกึ ศกึ ษาอบรมภาวนากบั ทา่ นพระอาจารยม์ น่ั แตบ่ งั เอญิ ตระเตรยี ม
บริขารการออกอยู่ป่าไม่ทัน เป็นเหตุให้ท่านพระอาจารย์ม่ันและคณะออกเดินทาง
ไปกอ่ น ภายหลงั โชคอนั ดมี มี าถงึ เหมอื นเทวดาชว่ ยมาบนั ดาลใหท้ า่ นพระภกิ ษุ ๓ รปู
ได้พบกับหลวงปู่ดูลย์ดังกล่าวแล้ว ท่านอาญาครูดี พระภิกษุฝั้น พระภิกษุกู่
ทา่ นจึงไดเ้ ขา้ ไปศกึ ษาวิธฝี ึกจิตภาวนาเบือ้ งตน้ กับหลวงปดู่ ลู ย์ตลอดพรรษาในปีน้ัน

คร้นั เม่ือออกพรรษาแลว้ ท่านท้งั ๓ รปู และพระเณรองคอ์ ื่นๆ อีกหลายรปู
มหี ลวงปดู่ ลู ยเ์ ปน็ ผนู้ ำ� พาคณะออกเดนิ ธดุ งคเ์ จาะจงตรงไปทพี่ ระอาจารยม์ นั่ ภรู ทิ ตั ต-
มหาเถระ ไดไ้ ปทนั พบพระอาจารยม์ น่ั ทบ่ี า้ นตาลโกน ตำ� บลตาลเนง่ิ อำ� เภอสวา่ งแดนดนิ
จงั หวดั สกลนคร ทา่ นไดอ้ ยศู่ กึ ษาไดอ้ บุ ายวธิ กี ารภาวนาจากพระอาจารยม์ นั่ ชนดิ อยา่ ง
จุใจเต็มอัตราแล้ว พระอาจารย์ฝั้นท่านจึงได้ลาพระอาจารย์มั่นไปกราบนมัสการ
ท่านพระอาจารยใ์ หญ่เสาร์ กนั ตสลี มหาเถระ ซง่ึ ท่านไดพ้ กั ท�ำความเพียรภาวนาอยู่
ท่ีป่าใกล้บ้านหนองดินด�ำใกล้กับบ้านตาลโกนนั่นเอง หลังจากน้ันท่านก็เดินทางไป
กราบนมสั การทา่ นพระอาจารยส์ งิ ห์ ขนั ตยาคโม (พระญาณวศิ ษิ ฏ)์ ทบ่ี า้ นหนองหวาย
ทา่ นอยศู่ กึ ษาปฏบิ ตั ธิ รรมกบั ทา่ นพระอาจารยส์ งิ หพ์ อควรแกค่ วามตอ้ งการแลว้ ไดล้ า
ทา่ นพระอาจารย์สิงห์ย้อนกลับมาอยกู่ ับพระอาจารยม์ ัน่ อีก

23

อบุ ายธรรมจากพระอาจารย์ม่นั

ทีนี้ท่านพระอาจารย์มั่นสอนชี้วิธีทางปฏิบัติอย่างถึงจิตถึงใจให้เป็นผู้ตั้งใจ
ปรารภความเพียรแรงกล้าเด็ดเด่ียว ไปล�ำพังองค์เดียวเท่ียววิเวก อย่าได้คลุกคลี
ใหย้ นิ ดตี อ่ ความสงบ อยา่ มกั มาก ยนิ ดใี นความมกั นอ้ ย เปน็ ผสู้ นั โดษ ยนิ ดใี นความ
สันโดษ พอใจในปัจจัยสีแ่ ต่ทต่ี นมีอยแู่ ลว้ ได้มาโดยชอบธรรม น้ีเปน็ อรยิ ประเพณี
เปน็ อรยิ ปฏปิ ทามมี าแตโ่ บราณกาล สบื สายตอ่ เนอื่ งมาไมเ่ คยขาดในวงศข์ องพระอรยิ ะ
ทงั้ อดีต ปัจจุบนั และอนาคต ไป๊ ไปผเู้ ดยี วน่ันแหละจะได้ก�ำลงั จติ จักไดฝ้ กึ จิตให้
มีความกล้าหาญให้เป็นนักต่อสู้เพื่อเอาชัยชนะกับกิเลสตัณหา สัญญาพญามารที่มี
สันดานบาปหยาบช้าทารุณก่อกวนจิตใจให้หมกมุ่นลุ่มหลงอยู่ในใต้อ�ำนาจของมัน
โนน้ ภเู ขา ปา่ ชา้ ปา่ ชฏั เปน็ ทสี่ งบสงดั มนี ำ้� ใสสะอาด เปน็ ทป่ี ราศจากคนไปมาพลกุ พลา่ น
ไปเถอะ ไปคนเดยี วเทยี่ วอยวู่ เิ วกประกอบความเพยี ร เจรญิ สติ สมาธิ ปญั ญา ศรทั ธา
วริ ยิ ะ อันเปน็ พละของใจให้เขม้ แข็ง จิตใจจะไดม้ ีกำ� ลงั กลา้ หาญ องอาจ ชาญชยั
ขบั ไลพ่ ญามารพรอ้ มทง้ั ลูกสาวและเสนามาตยใ์ หห้ มดอำ� นาจพินาศขาดสูญไป จติ ใจ
กจ็ ักได้มาซงึ่ ความสงบสขุ อย่างย่งิ หมดจดสงบระงบั ดับจากสงิ่ ก่อกวนอยา่ งน้ีแล

อาจารย์ฝั้นได้ฟังธรรมค�ำช้ีแจงแสดงสอนแนะแนวทางปฏิบัติให้เห็นชัดจะแจ้ง
เจาะจงตรงถงึ จติ ถงึ ใจของทา่ นพระอาจารยม์ น่ั ภรู ทิ ตั ตมหาเถระ ในคราวครงั้ นนั้ ทำ� ให้
ท่านได้เพ่ิมก�ำลังใจในความเช่ือมั่นต่อธรรมปฏิบัติ ท่านจึงได้ปรารภในใจตัวเองว่า
ต่อไปนี้เราจะต้องปฏิบัติอย่างเอาจริงเอาจัง เอาชีวิตเป็นเดิมพัน เป็นเครื่องประกัน

24

การปฏิบตั เิ พอื่ ให้ได้ถงึ อรรถถงึ ธรรม ดว้ ยความเพยี รพยายามอยา่ งถูกตอ้ งตามทาง
พระอรยิ ะทท่ี า่ นไดพ้ าดำ� เนนิ มา ยง่ิ คดิ ยงิ่ จติ กลา้ อาศยั พลงั ศรทั ธามาแตจ่ ากการฟงั ธรรม
ท่านจึงตกลงตัดสินใจเข้าไปกราบนมัสการลาพระอาจารย์มั่นออกธุดงค์แต่องค์เดียว
เที่ยวไปอาศัยก�ำลังขาของตนเป็นยานพาหนะ ปัจจัยค่าเดินทางรถเรืออะไรไม่เกี่ยว
ยนิ ดพี อใจในความมกั นอ้ ย สนั โดษ ขจดั โกรธโลภหลง มงุ่ จำ� นงตรงตอ่ วเิ วกสงบสงดั
ปฏบิ ตั ิบ�ำเพ็ญเพ่งเพยี รภาวนา

25

ผีเจ้าถ้ำ� พระบาท

ทา่ นไดอ้ อกจากสำ� นกั ของทา่ นพระอาจารยม์ นั่ มงุ่ ไปยงั ภเู ขาทอ้ งทอ่ี ำ� เภอบา้ นผอื
จังหวัดอุดรธานี ได้ข้ึนไปถึงภูเขาพระบาทบัวบก แล้วไปพักท�ำความเพียรภาวนา
อยู่ท่ีถ้�ำพระบาท ที่นี่แหละท่ีเขาร่�ำลือเล่ากันว่าใครมาอยู่ไม่ได้เพราะผีเจ้าถ้�ำดุมาก
ใครไปพักเปน็ โดนหลอก จะเปน็ หน้าไหนผีเจ้าถ�้ำไมเ่ กรงกลวั เลน่ หลอกเอาทกุ ราย
ท่านพระอาจารย์ฝั้นท่านตัดสินใจอยู่ เผ่ือจะได้ภาวนาต่อสู้ดูกัน ผีหลอกที่มีอยู่ท้ัง
ภายนอกและภายใน จงึ ตง้ั ใจประกอบการเดนิ จงกรม นง่ั สมาธิ เรง่ ความเพยี รภาวนา
อยา่ งเตม็ สตปิ ญั ญาตามพลงั ศรทั ธาทม่ี อี ยู่ ตงั้ จติ เจรญิ สตริ ะลกึ ธรรมบรกิ รรมภาวนา
ทง้ั วนั ทงั้ คนื ทกุ อริ ยิ าบถ ยนื เดนิ นง่ั นอน เวน้ แตห่ ลบั รสู้ กึ ตวั ตน่ื ขนึ้ เมอ่ื ไรกร็ ะลกึ
บริกรรมท�ำความเพียรภาวนาต่อ เพอ่ื ฝกึ สติใหม้ กี �ำลงั จติ ก็จะต้งั มนั่ เปน็ สมาธิ

พอตกค�ำ่ คืนในคืนวนั ท่ี ๒ เหตุการณ์อนั สยองพองหวั เสียงท่ีนา่ กลัวก็เกดิ ข้ึน
เหมอื นกบั มอี ะไรขนึ้ ไปเขยา่ ตน้ ไม้ มเี สยี งดงั เกรยี วกราว เกรยี วกราว เปน็ ระยะๆ นหี่ รอื
ทช่ี าวบา้ นเขาพดู เลา่ ลอื กนั นกั หนาวา่ ทถี่ ำ้� พระบาทนม้ี ผี ดี มุ าก ใครมาพกั อยแู่ รมคนื ท่ี
ถำ�้ พระบาทนี้ ตอ้ งถกู ผเี จา้ ถำ�้ พระบาทเลน่ งานหลอกหลอนไมเ่ ลอื กหนา้ แมแ้ ตร่ ายเดยี ว
เวลานเ้ี รากก็ ำ� ลงั ถกู ผเี จา้ ถำ�้ พระบาทนห้ี ลอกอกี คนแลว้ ผเี รากไ็ มเ่ คยเหน็ รปู รา่ งหนา้ ตา
เปน็ อย่างไร เรากไ็ ม่รู้ ผมี จี ริงหรอื ทา่ นนง่ั รำ� พึงในใจอยูใ่ นมงุ้ กลด

ทา่ นกน็ งั่ ตง้ั กำ� หนดจติ เขา้ สมาธิ รวบรวมกำ� ลงั ใจอาศยั สติ สมาธิ ปญั ญา ศรทั ธา
ความเพยี ร ท่มี ีอยมู่ าอบรมภาวนารักษาจติ ใจใหส้ งบ ไมน่ านจิตก็รวมเข้าภวงั ค์ สงบ

26

เปน็ สมาธิอย่างอิม่ เอบิ เต็มอดั แนน่ ในใจ ไมห่ ว่ันไหวเกรงกลวั ส่ิงใดทัง้ สิ้น เกิดความ
กลา้ หาญใครอ่ ยากจะออกมาดใู หร้ วู้ า่ มนั เปน็ เสยี งอะไรกนั แน่ ถา้ เปน็ ผเี จา้ ถำ�้ พระบาทนี้
และมาหลอกจริงละก็ เราก็จะได้รู้ได้เห็นจริงประจักษ์ด้วยตาตนเองในวันน้ี จึงได้
ลกุ ออกมายนื มองดไู ปทตี่ น้ ตะเคยี นใหญ่ กป็ รากฏเหน็ เจา้ บา่ ง ๓ ตวั ใหญ่ ตวั เทา่ แมว
ตวั ใหญๆ่ บา้ นเรานแ้ี หละ บนิ มาจบั เถาวลั ยท์ มี่ นั ขน้ึ ปกคลมุ ตน้ ตะเคยี นใหญ่ แลว้ มนั
เขยา่ เถาวลั ยก์ ระทบกบั ตน้ ตะเคยี น ทำ� เกดิ เสยี งดงั เกรยี วกราว เกรยี วกราว ทำ� ใหส้ ะเกด็
ตะเคยี นร่วงลงมามีเสียงดังเหมือนกบั ผหี ลอก มนั ออกมาเขยา่ ตน้ ไม้

เมอื่ ทา่ นมองไปเหน็ เจา้ บา่ งสตั ว์ ๓ ตวั บนิ หยอกกนั เลน่ อยา่ งสนกุ สนานตามภาษา
ของสัตว์ดังนัน้ แล้ว ท่านจงึ ได้คดิ รำ� พึงคำ� นงึ นกึ แตใ่ นใจว่า วันนี้เราไดเ้ ห็นผีตวั จริง
ทมี่ นั เคยหลอกเราและใครตอ่ ใครมานกั หนาแลว้ เจา้ ผตี วั นเ้ี องทไี่ ดม้ าหลอกพระสงฆ์
ภกิ ษุ สามเณร เถร ชี อบุ าสก อุบาสกิ า ตลอดจนประชาชนชาวบ้าน ผแู้ สวงบญุ
มาบำ� เพญ็ ภาวนารกั ษาศลี ปฏบิ ตั ธิ รรมมาพกั คำ่� คนื อยทู่ น่ี ่ี เจา้ หลอกไมเ่ ลอื กหนา้ มาเปน็
เวลาชา้ นานจนรำ่� ลอื เลา่ ต่อๆ กันมาว่าผเี จา้ ถ�้ำพระบาทนดี้ รุ า้ ยแรงมาก ทำ� ใหพ้ ระสงฆ์
องค์เจ้าผู้ท่ีท่านไม่รู้ข้อเท็จจริงเกิดความสะดุ้งหวาดตกใจกลัว เก็บบริขารหอบหนี
เตลิดเปิดเปิงไป ไม่กล้ากลับเข้ามาบ�ำเพ็ญเพียรภาวนาอยู่ในถ้�ำน้ี อีกฝ่ายหน่ึงกลัว
ตวั สะดุ้งนอนเปน็ ทุกข์ ส่วนพวกเจา้ เยา้ หยอกกนั สนกุ สนาน พระองค์อืน่ และคนอนื่
พวกเจา้ พากนั หลอกเขาได้ แตส่ ำ� หรบั เรา พวกเจา้ ๓ สตั วเ์ อย๋ พวกเจา้ จะไมม่ ปี ญั ญา
ที่จะเอามาหลอกเราให้หลงกลัวสะดุ้งหวาดหวั่นในความหลอกของพวกเจ้าอีกแล้ว
เราไมห่ วนั่ ไหวสนใจกบั พวกเจา้ อกี แลว้ จงพากนั อยเู่ ปน็ สขุ ๆ เถดิ อยา่ ไดม้ คี วามทกุ ข์
ล�ำบากกายและจิตใจเลย ตั้งแตน่ ้นั มา ความเชื่อถือหรือความสงสัยในเร่ืองผีหลอก
ของเจา้ ถำ�้ พระบาททไี่ ดร้ ำ�่ ลอื กนั มาเปน็ เวลานานกเ็ ปน็ อนั สนิ้ ซากไปอยา่ งไมม่ ปี ญั หาท่ี
ยังสงสยั อะไรเศษเหลืออยูเ่ ลย

ท่านพระอาจารย์ฝั้นออกเที่ยวธุดงค์คราวน้ัน มีสามเณรน้อยติดตามไปด้วย
ช่ือสามเณรพรหม สุวรรณรงค์ เป็นหลานของท่าน พอเช้ารุ่งสว่างได้เวลาจึงพา
สามเณรนอ้ ยออกบิณฑบาตทีก่ ระทอ่ มหลงั เดยี ว มี ๒ คนตายายมาท�ำไร่อยกู่ ลางดง
ไดข้ า้ วเหนยี วองคล์ ะปน้ั กลบั มาฉนั อาหารกบั ขา้ วอยา่ งอน่ื ไมม่ ี นอกจากเกลอื กบั พรกิ

27

เทา่ นนั้ ทา่ นฉนั พอเพอื่ ปฏบิ ตั ิ ไมใ่ ชป่ ฏบิ ตั เิ พอื่ ฉนั ทา่ นพระอาจารยฝ์ น้ั กบั สามเณรนอ้ ย
กอ็ ยไู่ ดอ้ ยา่ งสบาย เพราะทกุ คนมฝี กึ หดั มงุ่ ปฏบิ ตั เิ พอ่ื อรรถเพอ่ื ธรรมอยา่ งเดยี ว จงึ เปน็
สภุ าโรบคุ คล สลั ละหกุ วตุ ตบิ คุ คล เปน็ คนเลย้ี งงา่ ย เบากาย เบาจติ อนั เปน็ ธรรมของ
บัณฑติ ผฉู้ ลาดในประโยชน์ไดก้ ระท�ำแลว้

การออกเดินธุดงค์และความเป็นอยู่ของพระผู้อยู่ในการปฏิบัติของพระธุดงค์
ทคี่ รบู าอาจารย์ พระภกิ ษสุ ามเณร ออกปฏบิ ตั สิ มยั โนน้ เมอื่ นำ� มาเทยี บกบั การออกธดุ งค์
และความเปน็ อย่ขู องผู้ออกธุดงค์ปัจจุบันน้ี ผดิ ต่างห่างจากกันกับสมัยก่อนโน้นมาก
หันไปคนละทาง มองไม่เห็นกันเลยจริงไหมท่าน แต่เม่ือเขาตามมาไม่ทันเพราะเขา
เกดิ ทห่ี ลงั เขาไมไ่ ดป้ ระสบพบเหน็ ในตวั ดว้ ยตาของเขาเอง เขากไ็ มเ่ ชอื่ วา่ จะมใี ครทำ� ได้
เพราะเขาไมเ่ คยทำ� และไมเ่ คยเหน็ ใครทำ� จงึ ทำ� ใหเ้ ขาเปน็ คนมจี กั ษแุ ตข่ า้ งเดยี ว แลว้
ยงั มดื มนึ เมามวั หมองอยดู่ ว้ ยอาสวะซำ�้ เตมิ อกี ทางมอี ยจู่ งึ ไปไมถ่ กู ขอพวกเราอยา่ ได้
เปน็ คนประเภทน้เี ลย

ท่านพระอาจารย์ฝั้นท่านได้พักอยู่ท�ำความเพียรที่ถ�้ำพระบาทอย่างย่ิงยวด
เต็มตามก�ำลังศรัทธาท่ีได้ลาพระอาจารย์ม่ันมาเพื่อการปฏิบัติ ได้รับความสงบสงัด
ขจัดส่ิงก่อกวนชวนให้ใจไมส่ งบได้อยา่ งสมภมู ิ อยู่ทน่ี ้ันประมาณกึ่งเดอื น จึงได้พา
สามเณรนอ้ ยออกเดนิ ธดุ งคข์ า้ มแมน่ ำ�้ โขงไปสเู่ ขตแดนประเทศลาว ดว้ ยความมงุ่ หวงั
ตง้ั ใจเจาะจงไปทภ่ี เู ขาควาย ซง่ึ เปน็ ภเู ขาทส่ี งู ใหญแ่ ละกวา้ งยาวมาก อยตู่ อนเหนอื ของ
ประเทศลาว ตดิ ตอ่ กบั แดนประเทศญวน ครนั้ ไดข้ า้ มแมน่ ำ้� โขงไปอยฝู่ ง่ั ฝา่ ยดนิ แดน
ประเทศลาวแลว้ เกิดการขัดขอ้ งเพราะไมม่ ีหนงั สือสทุ ธิและหนงั สือเดินทาง ฝรง่ั เศส
ผเู้ ปน็ นายปกครองประเทศลาวกำ� ลงั เขม้ งวดกวดขนั คนเขา้ เมอื งมาก ทา่ นจงึ คดิ เปลยี่ น
ทางกลบั ประเทศไทย เดนิ ธดุ งคต์ รงไปหาพระอาจารยม์ น่ั ซงึ่ ทา่ นออกเดนิ ธดุ งคม์ าพกั
ทำ� ความเพียรอยู่ท่ีข้างบา้ นนาสีดา ต�ำบลกลางใหญ่ อำ� เภอบ้านผือ จงั หวดั อุดรธานี

เมอื่ ทา่ นพระอาจารยฝ์ น้ั เขา้ ไปกราบพระอาจารยม์ นั่ ภรู ทิ ตั ตมหาเถระ เรยี บรอ้ ย
แลว้ ไดป้ ราศรยั ใหเ้ ปน็ เหตรุ ะลกึ นกึ ถงึ กนั แลว้ พระอาจารยม์ น่ั ไดพ้ ดู เพอ่ื เปน็ กำ� ลงั ใจ
ให้แก่พระอาจารย์ฝั้นและสามเณรว่า “ดีแล้วท่ีพวกท่านได้ผีและเสือมาเป็นอาจารย์

28

สอนให้รู้เท่าจิตทมี่ นั หลงผลติ ความกลัวข้นึ มาหลอกตวั เอง เหน็ ความโง่เขลาของจิต
ทค่ี ดิ ปรงุ หลงงมงายหมายมน่ั สำ� คญั ผดิ คดิ วา่ เปน็ ความจรงิ หลอกตวั เองใหก้ ลวั ไมก่ ลา้
ทจ่ี ะประกอบความพากความเพยี รเหมอื นอยา่ งบางคนทเ่ี ขากลวั กนั ผกี บั เสอื ถา้ เราเชอ่ื
กรรมดที มี่ อี ยใู่ นตวั ความกลวั กไ็ มม่ ปี ญั หา แตค่ วามกลวั กม็ ปี ระโยชนอ์ ยบู่ า้ งเหมอื นกนั
ถ้าเรากล้าต่อสู้กับมันแล้ว ก็จะกลับมาอบรมจิตใจให้สงบแน่วแน่ต้ังมั่นเป็นสมาธิ
เกิดปีติขึ้นมาฆ่าความกลัวดับลงอย่างราบคาบ จากนั้นเราก็จักได้เร่งเจริญด�ำเนิน
ความเพียรติดต่อโดยไม่หยุดย้ังเพ่ือบรรลุถึงธรรมที่เรายังไม่ได้บรรลุ เพ่ือให้ได้ถึง
ธรรมท่ีเรายังไมถ่ ึง”

เมอื่ พระอาจารยม์ นั่ ไดก้ ลา่ วสมั โมทนยี คาถาจบลงคราวครง้ั นน้ั ทำ� ใหเ้ กดิ ความปตี ิ
เพิ่มกำ� ลังใจแกท่ ่านพระอาจารย์ฝ้ันและสามเณรนอ้ ยเป็นอยา่ งย่งิ และพรอ้ มท้งั เกดิ
ความอศั จรรยใ์ นใจวา่ พระอาจารยม์ น่ั ทา่ นทราบไดอ้ ยา่ งไร ทงั้ ทเ่ี รากไ็ มไ่ ดก้ ราบเรยี น
เลา่ อะไรใหท้ า่ นทราบ ทา่ นทราบไดอ้ ยา่ งไรวา่ พวกเราไดเ้ ผชญิ กบั ผหี ลอกและเสอื และวา่
เราไดเ้ อาอบุ ายในความกลวั เสอื และผหี ลอกนน้ั มาแกจ้ ติ ทค่ี ดิ กลวั จนเกดิ มคี วามกลา้
ขนึ้ มาในจติ ยงั จติ ใหร้ วมสงบลงเปน็ สมาธติ ง้ั มน่ั อยอู่ ยา่ งองอาจนา่ อศั จรรยใ์ จจรงิ หนอ
ส่ิงทไี่ มเ่ คยเป็นกม็ าเปน็ สงิ่ ทีไ่ มเ่ คยมกี ็มามกี ม็ าเห็นมาเป็นข้ึนมาได้ แปลก แตก่ เ็ ป็น
ความจริงนี่กระไร

ทา่ นอยกู่ บั พระอาจารยม์ น่ั พอไดอ้ บุ ายจากการฟงั ธรรมทจ่ี ะนำ� ออกไปปฏบิ ตั ไิ ด้
แลว้ จงึ ได้กราบลาทา่ นพระอาจารย์มั่นออกเดนิ ธดุ งค์ไปทางอำ� เภอวาริชภมู แิ ตเ่ พียง
ลำ� พงั ผเู้ ดยี ว พอไปถงึ บา้ นหนองแสง เกดิ ปว่ ยเปน็ ไขห้ วดั ใหญอ่ าการหนกั มาก ทำ� ให้
จิตใจกระสับกระสา่ ยรอ้ นรนกระวนกระวาย ท�ำให้จติ ฟุ้งซา่ นร�ำคาญ ไมม่ ีความสงบ
เกดิ ความคดิ ทอ้ ถอยหมดกำ� ลงั ใจ อบุ ายความพากเพยี รประกอบดว้ ยสตปิ ญั ญาทเี่ คย
นำ� เอามาใชไ้ ดผ้ ลแกต่ วั เองมาแลว้ คราวนกี้ ลบั ใชไ้ มไ่ ดเ้ สยี แลว้ ยง่ิ รา่ งกายออ่ นเพลยี
เสยี กำ� ลงั มากเทา่ ไร ย่ิงทำ� ใหจ้ ติ ใจคดิ มาก จงึ จดั เกบ็ บริขารบรรจลุ งในบาตร ยกขึ้น
สะพาย มอื ถอื กานำ�้ บา่ แบกกลด ออกเดนิ ธดุ งคเ์ พอ่ื เปลยี่ นสถานที่ ทงั้ อาการไขก้ ย็ งั
ไม่ทุเลา

29

หมาหวงกระดกู

ขณะก�ำลังเดินอยู่นั้น ท่านได้มองไปเห็นหมาแทะกระดูกควายตายด้วยโรค
ระบาดอยู่ พอท่านเดินเขา้ ไปใกล้ หมาก็วง่ิ หนี พอท่านออกไปยนื ดูอยแู่ ต่ไกล มันก็
กลับเข้าไปแทะอีก ท่านได้ยืนพิจารณายกเอาเร่ืองหมาหวงกระดูกควายตายด้วย
โรคระบาดมาวิจารณ์ตัวเองว่า เราน้ีก็มาหลงยึดถือหวงแหนท่อนกระดูกในตัวเองน้ี
ยงิ่ มากกวา่ หมาทมี่ นั หวงกระดกู ควายตายหา่ นเี้ ปน็ ไหนๆ เสยี อกี หมาทม่ี นั แทะกระดกู
มนั ยังได้กลืนน้�ำลายของมันท่ไี ดป้ ระสมกับรส กลนิ่ ของกระดูกอยบู่ า้ ง พอใหเ้ กดิ
ความชนื่ ใจ สว่ นเราไดอ้ ะไรบา้ งจากโครงกระดกู ทเ่ี ราหวงแหนแบกหามอยตู่ ลอดเวลา
นี่ชาติ นช่ี รา นพ่ี ยาธิ นมี่ รณะ เหน็ ไหม สง่ิ เหลา่ นม้ี มี าจากไหน อาศยั อะไรเป็นทเ่ี กดิ
ไม่ใช่มันมาจากโครงกระดกู และมนั อาศัยเกดิ อยู่ทโี่ ครงกระดูกน้เี องมใิ ช่หรือ ใจเรา
ทีไ่ ดร้ ับทุกข์ โทมนัส ฟุง้ ซ่าน ไมเ่ ป็นอันอยู่อนั กนิ หลบั นอน ท่ีเรากำ� ลงั ได้รับอยู่ใน
เวลาน้ี มนั มาจากไหนเลา่ ไมใ่ ชม่ าจากชรา พยาธิ มรณะ ทม่ี อี ยเู่ ตม็ ทว่ั ไปในโครงกระดกู
ของรา่ งกายอนั นดี้ อกหรอื หมามนั หลงหวงกระดกู ซากควายตายหา่ มนั กย็ งั วางปลอ่ ยทงิ้
วง่ิ หนไี ด้ แตเ่ รานหี่ นายงิ่ โงก่ วา่ หมาเสยี อกี หลงรกั หลงหวงแหน หลงนอนกอดนอนซมงม
อยตู่ ลอดเวลา นอกจากทกุ ขแ์ ลว้ เราไมเ่ หน็ วา่ เราไดอ้ ะไรจากการแบกโครงรา่ งอนั เปน็
ภาระอนั หนกั นเี้ ลย อยา่ งไรเราจำ� ตอ้ งรบี เรง่ ประกอบความเพยี รอยา่ งนกั ตอ่ สู้ หวั เดด็
ตีนขาดไม่ถอยหนี

30

ท่านไดท้ �ำความเพียรค้นควา้ พิจารณาอยไู่ มน่ าน จติ รวมสงบลงอย่างแน่นหนา
จากน้ันมาอาการป่วยดว้ ยไขห้ วดั ก็หาย รา่ งกายกลบั ปกติ

การป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ของพระอาจารย์ฝั้นในคราวครั้งน้ัน ทำ� ให้ท่านได้รับ
ผลประจักษ์เป็นก�ำลังใจอย่างน่าอัศจรรย์ ท่านได้บ�ำบัดทุกขเวทนาอันกล้าแข็งด้วย
ธรรมโอสถ มสี ติ วริ ยิ ะ ธมั มวจิ ยะ มาเปน็ องคป์ ระกอบ เพง่ ภาวนาบำ� เพญ็ ความเพยี ร
และอบุ ายทไี่ ดจ้ ากไปเหน็ หมาแทะกระดกู ควายตายดว้ ยโรคระบาดมาเปน็ เครอ่ื งเตอื น
สตอิ บรมจติ จงึ ไดค้ วามสลดสงั เวชเบอ่ื หนา่ ย คลายความลมุ่ หลง ปลงอนจิ จงั ทกุ ขงั
อนตั ตา จติ มกี ำ� ลงั กลา้ โดยปญั ญาอนั แหลมคม สามารถตดั สง่ิ กอ่ กวนกดี กนั ทางลงอยา่ ง
ราบคาบ ไดม้ องเห็นฝั่งทางด่งิ ตรงไปอยา่ งถูกต้องสิ้นสงสยั

31

ญตั ติเปล่ยี นเปน็ ธรรมยตุ ิกนิกาย

เมอ่ื อาพาธทเ่ี ปน็ ไขห้ วดั ใหญบ่ รรเทาทเุ ลาหายจากไปแลว้ ทา่ นไดค้ ดิ รำ� พงึ ระลกึ
ถงึ พระอาจารยม์ นั่ วา่ เราควรจะอยใู่ กลช้ ดิ เปน็ ลกู ศษิ ยต์ ดิ ตามฝกึ หดั ปฏบิ ตั ติ ามทา่ นไป
อยา่ ไดอ้ อกหา่ ง แตเ่ รายงั เปน็ พระนานาสงั วาส ไมอ่ าจรว่ มสงั ฆกรรมทำ� สงั ฆกจิ ใกลช้ ดิ
เปน็ อนั หนง่ึ อนั เดยี วกนั ได้ ถา้ ทา่ นพระอาจารยม์ นั่ ทา่ นมคี วามเมตตาอนเุ คราะหร์ บั เรา
เอามาเข้าญตั ติเปน็ พระในคณะธรรมยุตกิ นิกายแล้ว เรากจ็ ะได้มีสงั วาสเสมอเป็นอัน
หน่ึงอันเดียวกันกับท่านและคณะของท่าน เราก็จักได้อยู่ใกล้ชิดออกธุดงค์ติดตาม
ไปกับท่านด้วย

เมื่อท่านพระอาจารย์ฝั้นคิดตกลงปลงใจอันแน่วแน่อย่างนี้แล้ว ก็จัดแจงเก็บ
บริขารเข้าในบาตร ผกู บาตรยกขึ้นสะพาย บ่าขา้ งหน่ึงแบกกลด ออกเดินทางมุง่ ไป
หาพระอาจารย์ม่นั ไดไ้ ปพบทา่ นทว่ี ัดมหาชยั อ�ำเภอหนองบวั ล�ำภู จังหวัดอดุ รธานี
จึงเข้าไปนมัสการกราบเรียนตามความด�ำริ ขอญัตติเปลี่ยนเป็นพระธรรมยุต
ทา่ นพระอาจารยม์ นั่ ตกลงรบั เพราะทา่ นทราบจติ ใจศรทั ธาเลอ่ื มใสของพระอาจารยฝ์ น้ั
เป็นอยา่ งดี เมอ่ื ตระเตรยี มบริขารและฝกึ ซ้อมการขานนาคได้ถกู ต้องคลอ่ งปากแล้ว
จึงได้น�ำไปท�ำการญัตติเป็นพระคณะธรรมยุต โดยมี ท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์
(จูม พันธุโล) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์รถ เป็นพระกรรมวาจาจารย์
พระอาจารย์มกุ เปน็ อนสุ าวนาจารย์ เมอ่ื วนั ท่ี ๒๑ พฤษภาคม พทุ ธศกั ราช ๒๔๖๘
เวลา ๑๕ นาฬกิ า ๒๒ นาที ณ พัทธสีมา วัดโพธิสมภรณ์ อำ� เภอเมือง จังหวัด
อุดรธานี

32

พรรษาที่ ๑ พุทธศกั ราช ๒๔๖๘

พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร ได้ญัตติเป็นพระธรรมยุตแล้ว ได้จ�ำพรรษาอยู่กับ
พระอาจารย์มั่น ที่วัดอรัญญวาสี อ�ำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย ในพรรษาน้ี
พระอาจารย์ฝั้นท่านได้อาพาธเป็นไข้มาลาเรีย ท่านได้พยายามท�ำความเพียรภาวนา
เพ่ือบ�ำบัดอาการป่วยด้วยธรรมโอสถเช่นเคย ครั้นออกพรรษาแล้วได้แยกย้ายกัน
ออกไปเท่ียวบ�ำเพ็ญภาวนาแสวงหาความวิเวกสงบสงัดตามป่าช้าป่าชัฏ ตามถ้�ำภูเขา
ลำ� เนาไพร ไปองคล์ ะทศิ ละทาง สมยั กอ่ นทา่ นไปพกั ภาวนาจำ� พรรษาอยทู่ ใ่ี ด ทา่ นให้
ท�ำท่ีพักอาศัยช่ัวคราว ไม่สร้างต้ังเป็นวัดเป็นวาอยู่ประจ�ำเหมือนอย่างพระทุกวันนี้
ทา่ นมอิ ยตู่ ดิ ถนิ่ ตดิ ฐาน อยากไดเ้ ปน็ สมภารแยง่ วดั แยง่ วากนั ทา่ นทำ� ตวั เหมอื นนกทมี่ ี
แต่ปกี บนิ ไปจบั ทใ่ี ดไมม่ รี อยฉันนน้ั

เทา่ ทส่ี งั เกต พระอาจารยฝ์ น้ั ทา่ นไปพกั อยทู่ ไ่ี หน เมอ่ื มคี นไปกราบนมสั การหรอื
ทำ� บุญใหท้ านอย่างไรกต็ าม ปกตทิ า่ นตอ้ งเทศน์อบรมสั่งสอน ทงั้ เดก็ เล็ก หนุม่ สาว
ปานกลาง คนใหญ่ ผเู้ ฒา่ ผู้แก่ ท่านสอนทุกรายไปไม่เลอื ก ให้รู้จักคณุ พระพุทธ
พระธรรม พระสงฆ์ คณุ มารดาบดิ า ครอู าจารย์ ใหห้ มนั่ กราบไหวพ้ ระ ภาวนา ระลกึ เอา
คณุ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ มาเป็นท่พี ่งึ ทางใจของเรา ท่านอธบิ ายให้ผฟู้ งั
สำ� รวมจติ ภาวนาทำ� สมาธไิ ปดว้ ย จากนนั้ ทา่ นกใ็ หน้ กึ บรกิ รรมคำ� ภาวนาวา่ พทุ โธๆๆๆๆ
ค�ำเดยี ว ท�ำจิตใหส้ งบเบาสบาย หายทกุ ขห์ ายยากล�ำบากรำ� คาญ ไมฟ่ งุ้ ซา่ นว่นุ วาย
เยน็ สบายในอกในใจ ทกุ คนจงึ ตดิ อกตดิ ใจเกดิ มคี วามเลอ่ื มใสในองคข์ องทา่ น เคารพ
ฝงั แน่นอยู่ในใจจนตลอดชีวิต

33

พบโยมผ้รู ู้วาระจติ

มีตอนหน่ึงท่านพระอาจารย์ได้เล่าให้ผู้เขียนฟังว่า ท่านได้ออกธุดงค์ไปทาง
อ�ำเภอบ้านผอื จังหวัดอุดรธานี ได้ไปพักบำ� เพญ็ ภาวนาอยทู่ ่ปี า่ ระหว่างบา้ นแหง่ หนึ่ง
เปน็ บา้ นหนองกอง หรอื อะไรนแี้ หละถา้ ผเู้ ขยี นจำ� ไมผ่ ดิ ในบา้ นนน้ั มผี หู้ ญงิ วยั กลางคน
คนหนงึ่ ชอ่ื นางคำ� ภู เธอมคี วามเลอื่ มใสในพระอาจารยฝ์ น้ั ไดอ้ อกไปทำ� บญุ และฟงั ธรรม
ทา่ นพรำ�่ สอนอบรมทกุ วนั เธอมนี สิ ยั เปน็ คนกลวั ผหี ลอกมาก เวลาคำ่� คนื ถา้ ไดย้ นิ เสยี ง
อะไรผิดแปลก ก็เกิดสะดุ้งหวาดกลัวว่าผีหลอก พระอาจารย์ท่านพยายามสอนให้
เธอน่ังภาวนา เธอไม่กล้าน่ังภาวนา โดยคิดว่าถ้าเราน่ังแล้วเกิดเห็นผีปรากฏขึ้นมา
เดยี๋ วเปน็ บา้ เพราะรกั ษาจติ ไมอ่ ยู่ ทา่ นสอนเทา่ ไรกไ็ มอ่ ยากจะทำ� ทา่ นอาจารยก์ พ็ ยายาม
สอนทกุ วัน

อยมู่ าวนั หนง่ึ เธอจงึ ตดั สนิ ใจนง่ั ภาวนาทดลองดู พระอาจารยท์ า่ นมคี วามเมตตา
ได้มาอยู่สั่งสอนอนุเคราะห์เรา ท่านสอนชวนให้เราไหว้พระแล้วนั่งภาวนาทุกวันๆๆ
เปน็ อะไรกใ็ หม้ นั รู้ คนื นแี้ หละเราตอ้ งนง่ั ใหไ้ ด้ คำ่� คนื นนั้ เธอเขา้ หอ้ งสวดมนตไ์ หวพ้ ระ
สวดมนต์ แผเ่ มตตาตน เมตตาสตั ว์ แลว้ เรมิ่ อธษิ ฐานจติ คดิ บรกิ รรมทำ� ภาวนา ระลกึ
พทุ โธ ธมั โม สงั โฆ พทุ โธ ธมั โม สงั โฆ พทุ โธ ธมั โม สงั โฆ ๓ จบแลว้ ใหร้ ะลกึ พทุ โธๆๆๆ
คำ� เดยี ว เธอมคี วามเพยี รอดทนนง่ั ไดน้ านพอสมควร เวลาออกจากสมาธแิ ลว้ เธอรสู้ กึ
มีความสบายเบากายเบาใจ ตง้ั แต่วนั นั้นมาเธอกน็ ั่งภาวนาตอ่ ๆ มาทุกวัน

34

มวี นั หนง่ึ เธอนงั่ ภาวนาไปสกั พกั หนงึ่ จติ กเ็ รมิ่ สงบรวมลงไปสกั หนอ่ ย กเ็ กดิ นมิ ติ
เหน็ คนตายนอนอยูต่ รงหนา้ นึกกลัว พอเตรียมตวั จะลุกข้ึน ผีก็เลือ่ นมานอนทับขา
อยบู่ นตกั ไว้ ลกุ ขน้ึ ไมไ่ ด้ จนใจกำ� ลงั คดิ หาวธิ แี กไ้ ข ในทนั ทที นั ใดนนั้ เอง ผกี ก็ ลบั กลาย
หายเขา้ ไปในรา่ งตวั ของเธอเอง เกดิ มคี วามสวา่ งไสว มองเหน็ หวั ใจของเธอเอง สวา่ งไสว
ใสสะอาด เธอสามารถเหน็ จติ ใจใครๆ เปน็ อยา่ งไรเธอรหู้ มด รถู้ งึ ใจของสตั วเ์ ดยี รจั ฉาน
ตลอดถึงวิญญาณของสัตว์ในกามภูมิ จิตท่ีเคยมีความกลัวกลับหาย กลายมาเป็น
จิตกล้า หาผีตัวไหนที่จะก่อกวนหลอกให้หลงกลัวไม่มีอีกแล้ว เธอมีความสงบสุข
เบาสบาย อ่ิมเอิบอยดู่ ้วยความปตี ติ ลอดคนื

พอรุ่งเช้าวันใหม่ เวลาตอนบ่ายเธอออกไปฟังเทศน์ของพระอาจารย์เช่นเคย
ท่านพระอาจารย์ได้สังเกตอากัปกิริยาต้ังแต่เห็นเธอเดินเข้ามา มีหน้าตาเบิกบาน
เปลง่ ปลงั่ มสี ตสิ ำ� รวม นมิ่ นวลนอบนอ้ ม ตาแหลมคม จติ เทย่ี งตรง องอาจ กริ ยิ าอาการ
ผิดเปล่ียนไปจากแต่ก่อนมาก เวลานั้นท่านพระอาจารย์เป็นไข้มีอาการไม่สบายมาก
แตท่ า่ นพยายามทำ� ใจใหเ้ ขม้ แขง็ แสดงเหมอื นกบั ทา่ นไมไ่ ดเ้ ปน็ อะไร ออกมานงั่ พดู จา
ปราศรัย แลว้ แสดงธรรมปฏิสนั ถาร

พอทา่ นหยดุ แสดงธรรม นางคำ� ภผู รู้ จู้ ติ ใจของผอู้ นื่ กพ็ ดู ขนึ้ วา่ “แหม ดอกบวั ของ
ครบู าอาจารยว์ นั นคี้ อื เหย่ี วหลายแท”้ (ดอกบวั หมายถงึ หวั ใจ)

“เปน็ ความจรงิ หรอื โยมรจู้ กั จติ ใจอาตมาไดอ้ ยา่ งไร” ทา่ นอาจารยร์ บี ถามเพราะ
แปลกใจ

“จรงิ คะ ทา่ นอาจารย์ เปน็ อยา่ งนน้ั จรงิ ๆ ดฉิ นั รไู้ ดแ้ ละเหน็ ไดด้ ว้ ยใจของดฉิ นั เอง
ถงึ ใครไม่บอกก็รไู้ ด”้ แมค่ ำ� ภตู อบ

“จิตใจมันเป็นอย่างไรก่อนที่จะได้เกิดความรู้ความเห็นแจ้งจริงประจักษ์ข้ึนมา
ไดอ้ ยา่ งนี้ ไหนลองเลา่ ให้อาตมาฟงั ซิ”

35

นางคำ� ภจู งึ ไดเ้ ล่าเร่ืองทเ่ี ธอภาวนาปรากฏเป็นนมิ ติ เห็นผที น่ี อนตายอยูต่ รงหนา้
ดังกล่าวมาแล้วข้างต้นจนตลอดให้ท่านอาจารย์ทราบ แล้วท่านพระอาจารย์ฝั้นก็ได้
เทศน์อธิบายต่อเติมส่งเสริมให้มีก�ำลังใจให้มีสติรักษาจิตให้ตั้งม่ันอยู่ในสมาธิอย่าง
ม่นั คง อยา่ ให้หลงไปตามอารมณส์ ัญญาวิปลาสเคลื่อนคลาดจากสมาธิ สติ ปัญญา
ใหน้ อ้ มจิตเข้ารู้ตวั อยู่เสมอ

ทา่ นอาจารยแ์ สดงธรรมจบแลว้ โยมคำ� ภจู งึ ไดก้ ราบลากลบั บา้ น ทา่ นพระอาจารย์
คดิ อยากจะลองจติ โยมคำ� ภดู อู กี ครงั้ จงึ ไดเ้ รง่ ประกอบความเพยี รภาวนา ตง้ั สตริ กั ษา
จติ ใหส้ งบ พอจติ รวมสงบระงบั ดบั ทกุ ข์จากความเป็นไขไ้ ดแ้ ลว้ จิตมคี วามสวา่ งไสว
ปลอดโปร่ง เบาเนื้อเบาตวั สบาย เป็นปกตแิ ล้ว

พอรุง่ ข้ึนวนั ใหม่เวลาบ่าย นางค�ำภูกอ็ อกมาฟงั เทศนข์ องพระอาจารยอ์ ีก วันน้ี
ทา่ นพระอาจารยน์ อนคลมุ ผา้ ทำ� ทา่ ไมอ่ ยากจะลกุ มาตอ้ นรบั นางคำ� ภมู าถงึ แลว้ กราบ
และนง่ั อยสู่ ักครู่หนง่ึ ชำ� เลอื งตามองสอ่ งไปยังทา่ นพระอาจารย์อยา่ งแสดงใหเ้ ห็นว่า
มคี วามเคารพและเลอ่ื มใสอยา่ งสดุ อกสดุ ใจ แลว้ กลา่ วคำ� อทุ านพดู ขนึ้ มาวา่ “ดอกบวั
ของทา่ นอาจารยว์ นั นคี้ อื มาบานดหี ลายแทน้ อ้ ” ทา่ นพระอาจารยฝ์ น้ั นกึ ชมแตใ่ นใจวา่
โยมคำ� ภนู ภ้ี าวนาเกง่ จรงิ ทำ� ความเพยี รภาวนาไดด้ ี จนจติ มอี ภญิ ญาแตกฉาน สามารถ
ฉลาดรอบรู้จกั จติ ใจของผู้อนื่ และสตั ว์อ่ืนไดอ้ ยา่ งถูกต้องตามความเป็นจริง นอ้ ยนกั
นอ้ ยหนาคนทจี่ ะปฏิบัตภิ าวนาไดอ้ ยา่ งนี้ หาไดโ้ ดยไม่งา่ ยนกั เลย

36

ติดตามทา่ นพระอาจารย์ม่นั

ทา่ นมาบำ� เพญ็ ทำ� ความเพยี รพกั อยทู่ น่ี น้ั นานพอสมควรแลว้ ทา่ นมคี วามระลกึ ถงึ
พระอาจารย์ของทา่ น (พระอาจารย์ม่นั ภูรทิ ตั ตมหาเถระ) จึงไดธ้ ดุ งคเ์ ดินย้อนกลบั
มาทางวัดอรัญญวาสีท่ไี ดจ้ ำ� พรรษาอยู่ อ�ำเภอท่าบ่อ จงั หวดั หนองคาย พอเดินทาง
มาถึงวัดอรัญญวาสี ปรากฏว่าพระอาจารย์มั่นได้ออกเดินทางไปทางอ�ำเภอวาริชภูมิ
จงั หวดั สกลนครแลว้ และไดพ้ ำ� นกั อยทู่ บี่ า้ นหนองลาด ทา่ นพระอาจารยฝ์ น้ั เดนิ ธดุ งค์
ตามไปทบี่ า้ นหนองลาด เมอื่ ถงึ บา้ นหนองลาดกไ็ ปไมท่ นั อกี เพราะทา่ นพระอาจารยเ์ กงิ่
อธมิ ุตตฺ โก พระอาจารย์สลี า อิสสฺ โร และพระอาญาครดู ี พรอ้ มด้วยลูกศษิ ย์ของท่าน
ประมาณ ๒๐ องค์ ไดเ้ ดนิ ทางไปญตั ติ โดยเจา้ พระคุณพระธรรมเจดีย์ แห่งวัด
โพธสิ มภรณ์ จังหวดั อุดรธานี เป็นพระอปุ ชั ฌาย์ ณ อทุ กเขปสีมา หรืออทุ กสมี า
(โบสถน์ ำ�้ ) อยู่กลางหนองบา้ นสามผง

ท่านเคยเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า ท่านพระอาจารย์ม่ันคราวคร้ังน้ันท่านได้ไปโปรด
หัวหนา้ ชฎลิ ๓ สหาย ท้งั ๓ ทา่ น ลว้ นแลว้ แต่เป็นผมู้ ีช่อื เสียง มีคนเคารพนับถือ
มบี รวิ ารมาก ไดเ้ ปน็ อปุ ชั ฌายใ์ หบ้ รรพชาอปุ สมบทพระภกิ ษสุ ามเณร เปน็ สทั ธวิ หิ ารกิ
ของแต่ละท่านในถ่ินนั้นเป็นจ�ำนวนมาก พระอาจารย์ม่ันท่านแสดงธรรมปาฏิหาริย์
เทศนท์ รมานหวั หน้าชฎลิ ทง้ั ๓ ทา่ น พรอ้ มทัง้ บรวิ าร จนได้เกดิ ปญั ญา มศี รัทธา
ความเชอื่ และเลอ่ื มใส ไดม้ อบกายถวายชวี ติ เปน็ ลกู ศษิ ยต์ ดิ ตามปฏบิ ตั ิ ฝกึ หดั อบรม
อยใู่ นโอวาท ยอมละทฐิ มิ านะ เสยี สละนกิ ายเดมิ หนั เขา้ มาเปลยี่ นญตั ตเิ ปน็ ธรรมยตุ กิ -
นกิ าย ส�ำหรับทา่ นพระอาญาครดู ีนน้ั เม่อื ก่อนทา่ นเคยเปน็ ครูบาของพระอาจารย์ฝนั้
ทหี ลงั ทา่ นจงึ ไดเ้ ปลยี่ นญตั ตเิ ปน็ พระฝา่ ยธรรมยตุ ภายหลงั พระอาจารยฝ์ น้ั ตงั้ แตน่ น้ั มา
ท่านพระอาญาครดู ีต้องเคารพกราบไหวน้ ับถอื พระอาจารยฝ์ ้นั เป็นครูบา นง่ั หรือเดิน
ตามหลังพระอาจารยฝ์ ั้น แต่ถึงอย่างน้ัน ในด้านจติ ใจตา่ งองคต์ า่ งกไ็ ด้แสดงออกมา
ให้ไดเ้ ห็นวา่ มคี วามเคารพซง่ึ กันและกัน ไมท่ ะนงองคท์ า่ นด้วยถอื ทิฐิมานะ

37

พรรษาที่ ๒ พทุ ธศักราช ๒๔๖๙

พระอาจารยฝ์ น้ั อาจาโร ทา่ นจำ� พรรษาอยทู่ ีบ่ า้ นดอนแดง สว่ นพระอาจารยม์ น่ั
ภรู ทิ ตั ตมหาเถระ จำ� พรรษาอยทู่ วี่ ดั ปา่ บา้ นสามผง เมอื่ ออกพรรษาแลว้ พระอาจารยม์ น่ั
ท่านได้นัดพระภิกษุสามเณรของท่านซ่ึงกระจายอยู่จ�ำพรรษาอยู่ตามป่าใกล้หมู่บ้าน
ข้างเคยี งแถบนน้ั จำ� นวนประมาณ ๗๐ รูป ให้ไปร่วมประชุมทีส่ ำ� นักพระอาจารยฝ์ น้ั
อยู่จ�ำพรรษา บา้ นดอนแดง อำ� เภอท่าอุเทน จงั หวดั นครพนม เมือ่ พระภกิ ษสุ ามเณร
อันเปน็ ศิษยานุศิษย์ของท่านพระอาจารย์มัน่ ประมาณ ๗๐ รูป เดนิ ทางมาถงึ หมด
ทุกองคแ์ ลว้ ทา่ นพระอาจารยม์ นั่ ภูริทัตตมหาเถระ จึงไดเ้ ปิดประชุมทศ่ี าลาโรงฉัน

เรอ่ื งทท่ี า่ นพระอาจารยม์ นั่ ไดห้ ยบิ ยกขนึ้ มาพดู ในทปี่ ระชมุ ครง้ั นน้ั กค็ อื นอกจาก
ทา่ นใหโ้ อวาทตกั เตอื นสงั่ สอนเพอื่ ใหศ้ ษิ ยานศุ ษิ ยม์ กี ำ� ลงั ใจ ทา่ นแสดงธรรมปลกุ ใจให้
ลกู ศษิ ยล์ กุ ขน้ึ ตอ่ สกู้ บั กเิ ลสทคี่ รอบงำ� จติ ใจใหอ้ อ่ นแอ งว่ งเหงาหาวนอน ขเี้ กยี จขคี้ รา้ น
ฟุง้ ซา่ นเถลไถล ไมม่ ีความอดทนพยายามบ�ำเพญ็ เพียรภาวนา แลว้ ทา่ นไดป้ รารภใน
ทป่ี ระชมุ วา่ “ในเขตทอ้ งท่ี ๔-๕ จงั หวดั คอื จงั หวดั เลย สกลนคร อดุ รธานี นครพนม
หนองคาย พวกเราก็ได้ออกเดินธุดงค์ท�ำความเพียรบ�ำเพ็ญภาวนาวกไปเวียนมาอยู่
ในปา่ ภเู ขาแถบนกี้ เ็ ปน็ เวลาหลายปแี ลว้ ปนี พี้ วกเราควรไปทางไหนดี สว่ นผมจำ� ตอ้ งพา
คณุ โยมแมใ่ หไ้ ปอยกู่ บั นอ้ งสาวทเ่ี มอื งอบุ ลฯ เพราะทา่ นชราภาพมาก อายุ ๗๘ ปี แลว้
จะพาทุลกั ทุเลอย่ดู งอย่ปู ่าคงจะไปไม่ไหว”

38

พระอาจารย์สิงห์และพระอาจารย์มหาปิ่น ปัญญาพโล ต่างก็รับรองจะพา
คณุ โยมแมข่ องทา่ นพระอาจารยไ์ ปสง่ ถงึ เมอื งอบุ ลฯ แตต่ อ้ งไปดว้ ยเกวยี น เดนิ เทา้ ไป
ไมไ่ หว เพราะทา่ นชราภาพมากไมม่ กี ำ� ลงั พอ ทปี่ ระชมุ ตกลงตามพระอาจารยม์ นั่ ไปเทย่ี ว
ธดุ งคก์ รรมฐานตามทอ้ งทจ่ี งั หวดั อบุ ลราชธานหี มดดว้ ยกนั ทกุ องค์ หลงั จากเลกิ ประชมุ
แล้ว ก็ได้แยกออกเดนิ ธุดงคไ์ ปเป็นหมู่ๆ ถา้ ใครองค์ใดไปพบสถานท่เี หมาะดีสบาย
มคี วามสงดั จะพกั อยปู่ ฏบิ ตั ฝิ กึ หดั เพอ่ื ใหไ้ ดก้ ำ� ลงั ใจเพมิ่ ยง่ิ ๆ ขน้ึ อกี กอ็ ยไู่ ด้ แตใ่ หม้ ี
จุดหมายไปพบกันที่เมืองอบุ ลฯ

พระอาจารย์ฝั้น พระอาจารย์กู่ พระอาจารยอ์ ่อน พระอาจารยก์ วา่ พรอ้ มท้ัง
สามเณร ๒-๓ องค์ ออกเดนิ ธดุ งคไ์ ปดว้ ยกัน ผ่านบา้ นตาล บ้านนาหว้า บา้ นนาววั
บา้ นโพนสวา่ ง บา้ นเชยี งเครอื ถงึ เมอื งสกลนคร พกั อยู่ ๗ วนั เพราะโยมในเมอื งสกลนคร
มีศรัทธานิมนต์ไว้บ�ำเพ็ญบุญ เมื่อเสร็จแล้วก็เตรียมออกเดินทางต่อไป ผ่านบ้าน
ตองโขป บา้ นโคก บ้านนามน บา้ นดงเถา้ เก่า อ�ำเภอนาแก ลัดเข้าป่าเข้าดง ขึ้นภเู ขา
ไปพักบ้านห้วยทราย ค�ำชะอี บ้านหนองสูง จังหวัดนครพนม ข้ามไปเขตจังหวัด
อุบลราชธานี

วนั หนง่ึ พระอาจารยอ์ อ่ น ญาณสริ ิ ไดม้ คี วามวติ กเกดิ ขนึ้ ในใจวา่ ถา้ หากมผี หู้ นง่ึ
ผู้ใดท่ีมีความเฉลียวฉลาดเป็นนักปราชญ์อาจารย์แตกฉานในปริยัติธรรม มาถาม
ธรรมะท่ีสูงและลึกซ้ึง ท�ำอย่างไรเราจึงจะตอบแก้ปัญหาธรรมของเขาได้ ภายหลัง
ท่านพระอาจารย์อ่อนได้น�ำเอาเร่ืองท่ีท่านได้วิตกดังกล่าวมาแล้วมาเล่าให้ท่าน
พระอาจารย์ฝั้นฟัง และท่านพระอาจารย์อ่อนได้เล่าต่อไปอีกว่า เม่ือก่อนที่เขาถาม
ปัญหาธรรมทุกครั้ง มีท่านพระอาจารย์มั่นอยู่ด้วย ท่านเป็นผู้แก้ตอบปัญหาธรรม
ของเขาเหล่าน้นั ไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ งตรงตามความในปัญหาธรรมทีเ่ ขานำ� มาถาม จนผูฟ้ ัง
ไดร้ บั ความพอใจหมดความสงสยั สว่ นพวกเราจะทำ� อยา่ งไรเมอ่ื มใี ครมาถามปญั หาธรรม
เพราะพวกเรากไ็ มไ่ ดเ้ รยี นปรยิ ตั ธิ รรมและเพงิ่ มาฝกึ หดั ปฏบิ ตั ใิ หม่ จะตอบแกป้ ญั หา
ธรรมะทส่ี ูงและลึกซึ้งของเขาได้หรือ

39

เมอ่ื พระอาจารยอ์ อ่ นพดู จบลงแลว้ พระอาจารยฝ์ น้ั ไดพ้ ดู ขนึ้ ทนั ทวี า่ “จะไปกลวั
ทำ� ไมในเรอ่ื งน้ี ธรรมทงั้ หลายเกิดข้ึนทีห่ วั ใจ รวมอยู่ท่ีใจ พวกเรารู้จดุ รวมของธรรม
ทง้ั หลายอยแู่ ลว้ ตอบเขาไปวนั ยงั คำ�่ กไ็ มม่ วี นั อบั จน เรอื่ งนไี้ มต่ อ้ งวติ ก” พระอาจารยฝ์ น้ั
พดู อยา่ งทา้ ทาย องอาจ แสดงออกซงึ่ ธรรมปาฏหิ ารยิ อ์ นั เปน็ อำ� นาจพลงั ของจติ ใจทไ่ี ด้
ฝกึ อบรมอยา่ งเอาจรงิ ๆ จากพระอาจารยม์ นั่ ภรู ทิ ตั ตมหาเถระ พระอาจารยอ์ อ่ นไดฟ้ งั
ดงั น้นั ก็มีความโล่งใจหายกังวล

พอไปถงึ บา้ นหวั ววั อำ� เภอกดุ ชมุ จงั หวดั ยโสธร กไ็ ดไ้ ปพบพระอาจารยม์ น่ั ทไี่ ด้
ไปพกั ดกั รอคอยอยทู่ นี่ นั้ กอ่ นแลว้ เมอื่ คณะลกู ศษิ ยไ์ ดเ้ ดนิ ทางมาถงึ รวมกนั หมดทกุ ชดุ
แล้ว จงึ ออกเดินธุดงคต์ อ่ ไป

40

พรรษาท่ี ๓ พทุ ธศกั ราช ๒๔๗๐

พอไปถงึ บา้ นหวั ตะพาน กถ็ งึ เวลาจวนจะเขา้ พรรษา พระอาจารยม์ นั่ พกั อยทู่ ป่ี า่
ใกล้วัดหนองขอน พระอาจารย์ฝั้นตามไปช่วยจัดเสนาสนะท�ำท่ีพักชั่วคราวในกาล
พรรษาถวายเสรจ็ แลว้ พระอาจารยฝ์ น้ั ไดไ้ ปจำ� พรรษาทบ่ี า้ นบอ่ ชะเนง กอ่ นเขา้ พรรษา
ไดม้ เี รอ่ื งเกดิ ขนึ้ แกพ่ ระคณะนี้ คอื สมเดจ็ พระมหาวรี วงศ์ (อว้ น ตสิ สะเถระ) เมอ่ื ยงั
เป็นพระโพธิวงศาจารย์ ดำ� รงต�ำแหนง่ เปน็ เจ้าคณะมณฑลอสี าน ท่านออกตรวจการ
คณะสงฆ์ ท่านได้เรยี กเจ้าคณะแขวงอ�ำเภอตา่ งๆ ในเขตจงั หวดั อบุ ลราชธานี ให้เขา้
มาประชมุ ทวี่ ดั สปุ ฏั นาราม เมอื งอบุ ลฯ เกยี่ วกบั เรอื่ งระเบยี บการปกครอง การศกึ ษา
เลา่ เรยี น และการประพฤตปิ ฏบิ ตั ขิ องคณะสงฆ์ พระภิกษุ สามเณร ให้มคี วามเป็น
ระเบียบเรยี บรอ้ ยถกู ต้องตามพระธรรมวนิ ัย

หลงั จากการประชมุ เสรจ็ แลว้ สมเดจ็ พระมหาวรี วงศท์ า่ นไดท้ ราบวา่ พระกรรมฐาน
คณะของพระอาจารยม์ นั่ ได้พาคณะมาพกั อยูท่ บี่ ้านหนองขอน บอ่ ชะเนง หัวตะพาน
ในเขตทอ้ งทอ่ี ำ� เภออำ� นาจเจรญิ จงั หวดั อบุ ลราชธานี ทา่ นจงึ ไดเ้ รยี กพระ เจา้ คณะแขวง
อ�ำเภออ�ำนาจเจริญ และเจ้าคณะแขวงอ�ำเภอม่วงสามสิบ มาถามว่า “ได้ทราบว่ามี
พระอาคันตุกะคณะกรรมฐานเดินทางมาพักอยู่ในเขตท้องท่ีของความปกครอง
ของเธอหรือ พวกเธอไดไ้ ปตรวจสอบถามดหู รอื เปล่า เขามาจากไหน เขาอยอู่ ยา่ งไร
ไปอยา่ งไร”

41

พระเจา้ คณะอำ� เภออำ� นาจเจรญิ ไดก้ ราบเรยี นทา่ นวา่ “เกลา้ มไิ ดไ้ ปตรวจสอบถาม
เพราะเน่ืองจากพระคณะกรรมฐานเหล่าน้ันเขาว่าเป็นลูกศิษย์ของพระเดชพระคุณ”
พอเจ้าคณะแขวงพดู จบ สมเด็จพระมหาวีรวงศก์ ข็ น้ึ เสียงดงั ออกมาทันทวี า่ “...บะ๊ ..
ลกู ศษิ ย์พระเดชพระคุณทไี่ หน ข้าไม่รไู้ มช่ ี้ ..ไป.๊ .ไล่มนั ให้ออกไป ไปบอกพวกโยม
อยา่ ใส่บาตรให้กิน”

แล้วสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ก็ส่ังเจ้าคณะแขวงอ�ำเภอม่วงสามสิบและอ�ำเภอ
อ�ำนาจเจริญ พร้อมด้วยนายอ�ำเภอทั้งสองอ�ำเภอ ไปขับไล่พระกรรมฐานคณะนี้
ให้ออกไปจากเขตนี้ให้หมด แล้วกำ� ชับให้บอกพวกญาติโยมอย่าเอาข้าวใส่บาตรให้
พระกรรมฐานกนิ ถ้าใครฝ่าฝืนยงั เอาข้าวใส่บาตรใหพ้ ระคณะน้ีกนิ แลว้ จะจบั เอาไป
เขา้ คกุ ใหห้ มด แตถ่ งึ อยา่ งไร ชาวบา้ นกไ็ มห่ วนั่ เกรงแตอ่ ยา่ งใด เขาพากนั ทำ� บญุ ใสบ่ าตร
ฟงั ธรรม จ�ำศลี ปฏิบตั ฝิ กึ หัดเจรญิ เมตตาภาวนาเชน่ เคย

ส่วนนายอ�ำเภอเข้าไปหาพระคณะนี้แล้วแจ้งว่า “ท่านในนามของจังหวัด ทาง
จังหวัดมีค�ำส่ังมาว่าให้กระผมมาขับไล่พระคณะน้ีให้ออกไปจากเขตนี้ให้หมด”
พระอาจารยส์ งิ หไ์ ดพ้ ดู ขอใหอ้ ำ� เภอลดหยอ่ นผอ่ นผนั ใหไ้ ดอ้ ยทู่ นี่ ่ี เมอื่ ออกพรรษาแลว้
จงึ จะไป เวลานก้ี ใ็ กลจ้ ะถงึ วนั เขา้ พรรษาอยแู่ ลว้ นายอำ� เภอไมย่ อม อา้ งแลว้ แตท่ างจงั หวดั
พระอาจารยส์ งิ ห์ ขนั ตยาคโม (พระญาณวศิ ษิ ฏ)์ พูดรอ้ งขอตอ่ ไปอีกว่า “อาตมาเอง
เปน็ คนเกดิ อยทู่ นี่ ี่ ญาตพิ นี่ อ้ งของอาตมากอ็ ยทู่ น่ี ”ี่ นายอำ� เภอกอ็ า้ งแลว้ แตท่ างจงั หวดั
ท่าเดียวอยู่อย่างนั้น พระอาจารย์ฝั้นก็ได้ช่วยพูดขอร้องให้ผ่อนส้ันผ่อนยาวกันบ้าง
นายอ�ำเภอกอ็ ้างแลว้ แต่ทางจงั หวดั

จากน้ันนายอ�ำเภอกส็ ำ� รวจจดชือ่ พระภิกษุสามเณร ไม่เวน้ แม้แตเ่ ด็กตาปะขาว
ตลอดถงึ ช่ือนามสกุล ชอื่ บิดามารดา เกดิ ท่ีไหน อยูบ่ ้าน ต�ำบล อำ� เภอ จังหวัดอะไร
บวชท่ีไหน อุปัชฌาย์อาจารย์ชื่ออย่างไร จดหมด รวมทั้งท่านพระอาจารย์ม่ัน
พระอาจารยส์ งิ ห์ พระอาจารยม์ หาปน่ิ พระอาจารยอ์ อ่ น พระอาจารยฝ์ น้ั พระอาจารยเ์ กง่ิ
พระอาจารย์สีลา พระอาจารย์กู่ พระอาจารย์กว่า ฯลฯ พระเณรทัง้ หมดกว่า ๕๐ รูป
ท้ังตาปะขาวและเด็กเกือบถึง ๑๐๐ คน นายอ�ำเภอท�ำการจดจนกว่าจะแล้วเสร็จ

42

ทงั้ พระทง้ั เณรและตาปะขาว ตงั้ แตก่ ลางวนั จนถงึ ๒ ยาม จงึ แลว้ เสรจ็ ตงั้ หนา้ ตงั้ ตาจด
จนไมไ่ ดก้ นิ ขา้ วเทยี่ ง

นายอ�ำเภอกลบั ไปแล้ว ฝ่ายคณะสงฆม์ พี ระอาจารย์สงิ หเ์ ป็นประธาน ได้เปดิ
ประชมุ ปรกึ ษากนั วา่ เราควรทำ� อยา่ งไรเรอื่ งนจ้ี งึ จะสงบไปดว้ ยดี ไมล่ กุ ลามออกไปเปน็
เรือ่ งใหญ่ ในที่ประชมุ ลงความเหน็ ควรมอบเรอ่ื งให้พระอาจารย์มหาปิ่น ปญั ญาพโล
กบั พระอาจารยอ์ อ่ น และพระอาจารยฝ์ น้ั รบั ไปพจิ ารณาแกไ้ ข หลงั จากเลกิ ประชมุ กนั
แล้ว ท่านพระอาจารย์ฝั้นก็ได้ไปกราบเรียนพระอาจารย์ม่ัน ซึ่งท่านพักอยู่ที่บ้าน
หนองขอน พระอาจารยม์ ั่นครัน้ ได้ทราบเรื่องแลว้ ท่านพูดวา่ “ท่านฝ้นั ทา่ นลองน่งั
พจิ ารณาดซู ิ เรอ่ื งทเ่ี กดิ ขนึ้ นมี้ นั จะไปถงึ ไหน” พอตกเยน็ คำ่� คนื วนั นนั้ พระอาจารยฝ์ น้ั
ออกจากทางจงกรมแล้ว เขา้ หอ้ งไหวพ้ ระสวดมนตเ์ สรจ็ แล้วกน็ งั่ สมาธิเขา้ ที่ พอจติ
รวมสงบ เบาสบายทง้ั กายทง้ั จติ แลว้ กเ็ กดิ มนี มิ ติ มาปรากฏใหเ้ หน็ วา่ แผน่ ดนิ ทตี่ รงมี
เรอ่ื งนนั้ ไดแ้ ตกเปน็ ทางแยกออกจากกนั ไปเปน็ ๒ ภาค ผทู้ อ่ี ยขู่ า้ งโนน้ จะขา้ มมาขา้ งน้ี
กข็ า้ มเขา้ มาไมไ่ ด้ ผทู้ อี่ ยขู่ า้ งนอ้ี ยากจะขา้ มออกไปขา้ งโนน้ กข็ า้ มออกไปไมไ่ ด้ พอรงุ่ เชา้
วนั ใหม่ พระอาจารยฝ์ ้นั ท่านไดก้ ราบเรยี นเล่าเร่อื งนมิ ติ ท่ีปรากฏเห็นเมื่อคนื ถวายให้
พระอาจารยม์ ั่นฟงั

พระอาจารยม์ หาปน่ิ กบั พระอาจารยอ์ อ่ นไปบณิ ฑบาตกลบั มาฉนั แตเ่ ชา้ เสรจ็ แลว้
กอ็ อกเดนิ ทางดว้ ยลำ� แขง้ เขา้ เมอื งอบุ ลฯ เพอื่ จะไดไ้ ปพบกบั เจา้ คณะจงั หวดั แลว้ เมอื่
พระอาจารยท์ งั้ สองไดไ้ ปถงึ และพบกนั กบั เจา้ คณะจงั หวดั แลว้ ไดเ้ ลา่ เรอ่ื งราวทเ่ี กดิ ขน้ึ
วา่ เจา้ คณะจงั หวดั สงั่ ใหน้ ายอำ� เภอไปไลพ่ ระกรรมฐานของพวกคณะพระอาจารยม์ น่ั
ไมใ่ หอ้ ยใู่ นถน่ิ นน้ั เจา้ คณะจงั หวดั ทา่ นไดช้ แ้ี จงวา่ ทา่ นไมท่ ราบ ไมร่ เู้ รอ่ื งเลย จากนน้ั
เจ้าคณะจงั หวัดจึงไดเ้ ขยี นจดหมายไปถงึ นายอ�ำเภอ บอกนายอำ� เภอวา่ เร่ืองน้ที ่านไม่
เกยี่ วขอ้ ง เรอ่ื งทงั้ หมดจึงสงบลงไป

43


Click to View FlipBook Version