เวลานี้ที่วัดป่าดงเท้าเก่า บ้านนาโสก มีแม่ชีเป็นพระอรหันต์ประกาศตัวเองว่าเป็น
นางภกิ ษณุ ี มผี คู้ นแตกตน่ื กนั มาก บางคนกเ็ ชอ่ื บางคนกไ็ มเ่ ชอื่ ในจดหมายขอนมิ นต์
ท่านพระอาจารยส์ ิงห์ไประงบั เหตุการณน์ ้ีดว้ ย ทา่ นพระอาจารย์สิงหต์ ดิ ธุระไปไมไ่ ด้
จึงได้มอบให้ท่านพระอาจารยฝ์ นั้ รับเปน็ ธุระไปทำ� หน้าทแี่ ก้ไขแทน
ครนั้ ออกพรรษาสิ้นเขตกฐนิ ไปแลว้ ท่านจึงไดอ้ อกเดนิ ทางเพอื่ ไปท�ำธรุ ะตามท่ี
ไดร้ บั มอบหมายจากทา่ นพระอาจารย์สงิ ห์
94
แมช่ ีอรหนั ต์?
เร่ืองมีอยู่ว่า ผูห้ ญงิ คนหนึ่งช่อื แมต่ ดั อย่บู า้ นนาแกนอ้ ย มีศรัทธาเลอ่ื มใส
ใคร่อยากจะออกบวชเป็นนางชี จึงได้สละลูกหลานบ้านเรือนแล้วมาบวชเป็นแม่ชี
(ผหู้ ญงิ โกนผมโกนควิ้ แลว้ นงุ่ ขาวหม่ ขาว รกั ษาศลี ๘) แลว้ มาฟงั เทศนฟ์ งั ธรรมกบั ทา่ น
พระอาจารย์อาญาครูดี ซ่งึ ทา่ นอยู่ท่ีวัดสันติการาม บ้านนาโสก (ดงเท้าเกา่ ) แมช่ ตี ดั
เมื่อได้รับการอบรมสั่งสอนวิธีการปฏิบัติฝึกหัดภาวนาจากท่านพระอาญาครูดีแล้ว
ก็กลับไปปฏิบัติอยู่ท่ีบ้านนาแกน้อย แต่แม่ชีเทียวออกมาฟังเทศน์พระอาญาครูดี
แทบทกุ วนั ทำ� ใหจ้ ติ ใจของแมช่ มี กี ำ� ลงั ความเลอ่ื มใสในใจอยา่ งแรงกลา้ ตง้ั ใจทำ� ความ
เพยี รภาวนาตลอดเวลาไมล่ ดละ เธอไดก้ ำ� หนดจติ คดิ ตงั้ บรกิ รรมคำ� ภาวนาทง้ั วนั ทงั้ คนื
เดนิ ยนื น่งั นอน จติ ที่ไดก้ �ำลังจาก สติ ปัญญา ศรัทธา ความเพยี ร ก็รวมลงสู่
ความสงบสงัดจากกาม สงดั จากอกุศล จิตกผ็ ่องใสบรสิ ทุ ธห์ิ มดจดสะอาด มกี ำ� ลงั
สามารถรู้สึกรู้เห็นชาติของตนเองได้ว่า แต่ชาติก่อนตัวเองเคยได้ถือก�ำเนิดเกิดเป็น
ลกู ชายของท่านพระอาญาครูดี
แมช่ ตี ดั จงึ ไดน้ ำ� เอาเรอ่ื งนไ้ี ปเลา่ ถวายใหท้ า่ นพระอาญาครดู ฟี งั ทา่ นพระอาญาครดู ี
จงึ ซกั ถามแมช่ ตี ดั วา่ “มอี ะไรเปน็ หลกั ฐานแสดงใหเ้ หน็ วา่ เปน็ ความจรงิ วา่ แตช่ าตกิ อ่ น
แมช่ เี คยไดม้ าถอื เอากำ� เนดิ เกดิ เปน็ ลกู ของอาตมาจรงิ ” “ฝา่ เทา้ ของคณุ พระพอ่ มรี ปู กงจกั ร”
แมช่ ตี อบ แลว้ แมช่ จี งึ ขออนญุ าตดฝู า่ เทา้ ของคณุ พระพอ่ (คอื ฝา่ เทา้ ของทา่ นพระอาญา-
ครูดี) ท่านก็อนุญาตให้ดู ในความรู้สึกของแม่ชีก็ปรากฏว่ามีเป็นความจริง แม่ชี
95
จึงได้มีความเช่ือมั่นว่าตัวเองเคยได้ถือเอาก�ำเนิดมาเกิดเป็นลูกของคุณพระพ่อ คือ
พระอาญาครดู จี รงิ ๆ ตง้ั แตน่ น้ั มา แม่ชีตัดก็เรยี กทา่ นพระอาญาครูดวี า่ เป็นพระพ่อ
สว่ นทา่ นพระอาญาครดู ที า่ นกเ็ ชอ่ื นบั ถอื แมช่ ตี ดั วา่ เปน็ ลกู ชายของทา่ นจรงิ ๆ ทง้ั สองฝา่ ย
ต่างก็ได้ไปมาสังคมสมาคมอย่างใกล้ชิดสนิทสนมเหมือนพ่อกับลูก แม่ชีจึงได้ขอ
อนญุ าตคณุ พระพอ่ เขา้ มาอยใู่ นวดั เพอื่ จะไดฝ้ กึ หดั และปฏบิ ตั ใิ กลช้ ดิ กบั คณุ พระพอ่
ท่านพระอาจารย์อาญาครูดีก็ได้อนุญาตให้ลูกชายในเพศร่างของแม่ชีเข้ามาอยู่ท่ีกุฏิ
ใกลก้ นั กบั กฏุ ขิ องทา่ น คณุ พระพอ่ (พระอาญาครดู )ี กไ็ ดอ้ บรมสง่ั สอนลกู ชาย (แมช่ ตี ดั )
ใหเ้ รง่ ทำ� ความเพยี รเพอื่ ใหไ้ ดบ้ รรลธุ รรมทย่ี งั ไมไ่ ดบ้ รรลุ เพอื่ ใหถ้ งึ ซงึ่ ธรรมทยี่ งั ไมถ่ งึ
เพอ่ื ตดั กระแสแหง่ วฏั ฏะ เพอ่ื ละสงั โยชนโ์ ดยลำ� ดบั ใหไ้ ดบ้ รรลถุ งึ ซง่ึ ธรรมชนั้ สงู ยง่ิ ๆ
ข้นึ ไป ลูกชายในร่างของนางชกี ม็ ีความเคารพเชอื่ ฟังตั้งอย่ใู นโอวาทของคณุ พระพอ่
ทกุ อยา่ ง ปฏบิ ตั คิ ณุ พระพอ่ อยา่ งเหมอื นกบั เดก็ ผชู้ ายปฏบิ ตั อิ าจารย์ ทำ� ใหค้ ณุ พระพอ่
หลงรักลูกชายชคี นนีม้ าก
ตอ่ มา การบรรลธุ รรมบงั เกดิ ขน้ึ แกล่ กู ชาย โดยพระธรรมมาแสดงตวั ใหป้ รากฏ
เหน็ เปน็ องคพ์ ระอยบู่ นศรี ษะแมช่ ตี ดั พระทสี่ ถติ บนศรี ษะกค็ อ่ ยสง่ั สอนตกั เตอื นแมช่ ี
ใหป้ ฏบิ ตั ติ ามตลอดเวลา แมช่ กี ็ทำ� ตาม พูดตาม ไปตาม อยตู่ าม พระธรรมทา่ นบอก
ทา่ นสอนทกุ อยา่ ง พระธรรมไดแ้ สดงใหแ้ มช่ ฟี งั วา่ ในอดตี ชาตทิ ล่ี ว่ งกาลมายาวนานแลว้
วา่ ทา้ วฯ ได้ถือเอากำ� เนดิ เกิดมาเป็นลกู ชายของท่านพระอาญาครดู ี (ท้าวฯ คือช่ือที่
พระธรรมเรยี กแมช่ ตี ดั เมอ่ื เปน็ ลกู ชายของอาญาครดู )ี มนี ามวา่ ทา้ วบญุ มศี รทั ธาไดเ้ ขา้
มาบวชเปน็ พระภกิ ษใุ นพระพทุ ธศาสนาอยทู่ เ่ี มอื งตกั กสลี า ตอ่ มาไดเ้ ปน็ พระอาจารยบ์ ญุ
พระอาจารย์บุญเปน็ พระท่ีมีเมตตามหานิยมมาก มปี ระชาชนคนทุกเพศทุกวัยเคารพ
เลอ่ื มใสรักใครท่ ่านมาก
พระอาจารยบ์ ญุ คลกุ คลมี วั่ อยกู่ บั บรษิ ทั บรวิ ารทกุ วนั ทกุ เวลามากจนเกนิ ขอบเขต
เปน็ เหตใุ หจ้ ติ ใจเสอื่ มทรามจนหลงลมื สตไิ มม่ เี หลอื แมก้ ระทงั่ พระธรรมเครอื่ งคมุ้ ครอง
ทง้ั ตนและโลก คอื หริ ิ โอตตปั ปะ กเิ ลสกามและวตั ถกุ ามตดิ ตามมาประจวบกนั ไดจ้ งั หวะ
ตัณหาราคะที่มีอยู่ภายในก็บีบเอาหัวใจพระอาจารย์บุญบังคับสนับสนุนให้พระบุญ
96
พอใจหลงใหลในสีกาผู้มาเป็นโยมอุปัฏฐากของตน จนได้กระท�ำกรรมอันลามกต่�ำ
จนถงึ ทสี่ ดุ ในการประพฤตพิ รหมจรรย์ ดว้ ยขม่ ขนื เสพเมถนุ ธรรมกบั สกี าผอู้ ปุ ฏั ฐากตน
ยงั ผลใหต้ นตอ้ งอาบตั ปิ าราชกิ ขาดจากความเปน็ พระอาจารยบ์ ญุ เมอื่ ตายจากนน้ั กไ็ ป
ตกนรกเสวยทนทุกขเวทนาอยู่ในนรกนั้น ๗ หม่ืนกัลป์ พ้นจากนรกขุมใหญ่แล้ว
ยงั ตกนรกขมุ เลก็ ทเ่ี ปน็ บรวิ ารอยโู่ ดยรอบขมุ ใหญอ่ กี เสวยเวทนาทนทกุ ขใ์ นนน้ั จนสน้ิ
บาปกรรม พน้ จากนรกกม็ าเกดิ เปน็ เปรต ๗ กลั ป์ พน้ จากเปรตมาเปน็ สตั วเ์ ดยี รจั ฉาน
ถกู เขาตอนตดั พืชออกอกี ๗ กลั ป์ นับชาติไม่ถ้วนท่ไี ด้ทอ่ งเทีย่ วเกิดในก�ำเนิดต่างๆ
ให้ได้รับทุกข์ทรมานแสนสาหัส เพราะกรรมท่ีตนท�ำให้ต้องอาบัติโทษเม่ือคราวเป็น
พระบุญอยนู่ ัน้
คร้ันกลับชาติมาชาตินี้จึงได้มาเป็นเพศหญิง มีสิ่งที่เป็นต�ำหนิอยู่ที่แข้งมีรอย
โดยรอบ เพราะบาปกรรมทไี่ ดก้ ระทำ� จงึ ถกู จองจำ� ทำ� โทษทรมาน จงึ มรี อยปรากฏเปน็
แขง้ ขากว่ิ มาในชาติน้ี บดั น้ีทา้ วฯ ได้เกดิ มาเป็นคน แลไดม้ าพบกับคุณพระพอ่ แล้ว
ถา้ หากวา่ คณุ พระพอ่ ไปไหนมาไหนและอยทู่ ไี่ หน ใหท้ า้ วตดิ ตอ้ ยหอ้ ยตามคอยปรนนบิ ตั ิ
ปฏบิ ตั ิดแู ลรกั ษาคณุ พระพอ่ (พระธรรมพดู ผ่านมาทางแมช่ ีตัด) ต่อมาพระธรรมได้
พดู ผ่านในรา่ งของแม่ชีตัดอีกว่า ไป๊ ให้พากันไปดบู ้านเก่าของทา้ วและคณุ พระพ่อท่ี
เมอื งตกั กสีลา ชอ่ื ว่า วดั กแู่ กว้ บา้ นจีต ปา่ ขี ต�ำบลจีต อำ� เภอหนองหาน จังหวัด
อุดรธานี
การเดนิ ทางไปเมอื งตกั กสลี า คอื บา้ นจตี ในครง้ั นน้ั มที า่ นพระอาญาครดู ี พระบญุ
(ไมใ่ ชพ่ ระบญุ หรอื แมช่ ตี ดั ชาตกิ อ่ น) สามเณรทองเพยี ร สามเณรทองดี สามเณรทองใย
และแมช่ ีตดั ไปถึงบา้ นจีตแลว้ ได้ไปพกั ปกั กลดอยู่ที่วัดกูแ่ กว้ พระธรรมในร่างของ
แม่ชีก็บอกอกี วา่ น่ีแหละ เมืองตกั กสลี า อนั เปน็ บ้านเกิดของทา้ วฯ และคณุ พระพอ่
แล้วพระธรรมกบ็ อกว่า มีเถายานนางเถาใหญอ่ ยหู่ ่างไปประมาณ ๑ เสน้ กวา่ แล้วมี
เจดยี เ์ กา่ ๆ อยู่หน่งึ องคอ์ ย่ทู ต่ี น้ ไทร ไทรตน้ น้ัน พระธรรมบอกว่าเป็นไทร ๙ กำ�
คอื รากหยง่ั ลงดนิ มี ๙ ราก พระบอกวา่ ใหค้ ณุ พระพอ่ พาทา้ วฯ ไปนงั่ ภาวนาอยทู่ น่ี น้ั แหละ
ต่อไปพระธรรมจะเอาไหเงินไหทองค�ำข้ึนมาให้ เพราะเจ้าของได้มาถึงแล้วให้คอยดู
97
บอกอกี วา่ คนื นแี้ หละจะเอาไหเงนิ ไหทองคำ� ขนึ้ มาใหไ้ ด้ มคี นคอยเฝา้ ดอู ยทู่ นี่ น้ั แตก่ ็
ไมเ่ หน็ ปรากฏ เหน็ มแี ตร่ อย ส่วนชาวบา้ นได้ประชมุ ปรกึ ษาตกลงกันวา่ ไม่ควรเอาขน้ึ
กเ็ ลยเลิกกันไป
พอจะถงึ วนั เขา้ พรรษา กไ็ ดพ้ ากนั อยจู่ ำ� พรรษาทวี่ ดั กแู่ กว้ นน้ั ระหวา่ งกลางพรรษา
กม็ เี รอื่ งแปลกประหลาดมาอกี คอื พระธรรมในรา่ งของแมช่ แี สดงธรรมเทศนาแกก้ รรม
พระภกิ ษุสามเณรในวัด มีแก้กรรมของพระบญุ เพราะพระบญุ มีกรรมหนักมากถงึ
๗ แสน แลพระบญุ ได้มีความประมาทในคณุ พระพ่อ วธิ แี กก้ รรมของพระบุญหรอื
ขององคอ์ น่ื ๆ และใครกด็ ี พระธรรมบอกวา่ ใหป้ ลอ่ ยวางกรรมนน้ั เสยี อยา่ งนท้ี กุ ราย
เมอ่ื หมดเขตพรรษากาลผา่ นพน้ ไปแลว้ ไดอ้ อกเดนิ ธดุ งคไ์ ปจำ� พรรษาทบ่ี า้ นเหลา่
เมอื งพรกึ พรรษานี้ พระธรรมแสดงธรรมเทศนาประกาศวา่ เวลานไี้ ดม้ ศี ตั รตู ดิ มาคดิ
จะฆา่ คณุ พระพอ่ ขอใหท้ า้ วและพระภกิ ษสุ ามเณรชว่ ยกนั ระมดั ระวงั รกั ษาคณุ พระพอ่
ใหด้ ี จึงไดป้ ระชมุ ปรึกษาจัดผลัดเปลีย่ นกนั อยู่เวรยามตดิ ต่อกนั ตลอดวนั ตลอดคืน
ไดป้ ฏิบัตจิ ดั การอยเู่ วรยามกันมาก็หลายวนั หลายคนื แล้ว ก็ไมป่ รากฏวา่ มอี ะไรหรอื
ใครทไ่ี หนมาเปน็ ศตั รคู อู่ าฆาตมาดรา้ ยแตอ่ ยา่ งใดเลย สามเณรทองใยกบั สามเณรจวง
อยากจะพสิ ูจน์ว่าเป็นความจรงิ อย่างไรหรอื ไม่
ตอนดึกประมาณ ๕ ทมุ่ เศษ สามเณรจงึ ไปเอาค้อนมาตีเคาะไม้ลองดู แม่ชีตัด
พอได้ยินเสียงไม้ท่ีสามเณรเคาะเท่านั้นแหละก็ตกใจ ลุกข้ึนตะโกนออกเสียงล่ันว่า
“เขาจะมาฆา่ คณุ พระพอ่ แลว้ ชว่ ยดว้ ยๆๆ” พระ เณร ชาวบา้ น พอไดย้ นิ เสยี งแมช่ รี อ้ ง
ตะโกนดงั นนั้ กเ็ ขา้ ใจวา่ มคี นจะมาฆา่ พระอาญาครดู จี รงิ ๆ เพราะตา่ งคนกต็ า่ งเตรยี ม
ระมดั ระวงั อยแู่ ลว้ กพ็ ากนั วงิ่ ออกมา ไดย้ นิ แตเ่ สยี งถามกนั วา่ “อะไรๆ ใคร ทไ่ี หนๆ”
ถามกันไปถามกนั มา ก็ไม่เห็นมีใครทีไ่ หนเปน็ ศตั รมู าจะท�ำรา้ ยคดิ ฆา่ พระอาญาครูดี
เพียงแต่ได้ยินเสียงท่ีสามเณรเคาะไม้เท่าน้ัน ก็กลัวร้องตะโกนเรียกเสียงล่ันไปเลย
ไม่นา่ เช่อื เลย ทำ� ให้คนแตกตนื่ โดยไมม่ เี หตผุ ลแล้วก็เลกิ รากลบั ไป พระอาญาครดู ี
ลงทณั ฑกรรมทำ� โทษสามเณรเพราะไดต้ เี คาะไมใ้ หแ้ มช่ ตี ดั ตกใจ แลว้ รอ้ งตะโกนทำ� ให้
ผู้คนแตกต่นื
98
สามเณรทองเพยี ร สามเณรทองใย สามเณรทองดี มคี วามเหนอ่ื ยหนา่ ย คลายความ
เล่ือมใสและความเคารพนับถือพระอาญาครูดีกับแม่ชีตัด เพราะเห็นการปฏิบัติ
คลกุ คลกี นั เกนิ ขอบเขต สามเณรทง้ั ๓ องค์ จงึ พากนั หนโี ดยไมไ่ ดบ้ อกลาพระอาจารย์
อาญาครูดีแต่อย่างใด ได้ไปอยู่วัดป่าสาลวัน นครราชสีมา กับพระอาจารย์สิงห์
ขนั ตยาคโม (พระญาณวศิ ษิ ฏ)์ ตอ่ มาสามเณรทงั้ ๓ องค์ อายุ ๒๐ ปเี ตม็ กไ็ ดเ้ ขา้ อปุ สมบท
เป็นพระภิกษทุ ง้ั ๓ องค์ อย่ทู ีว่ ดั ป่าสาลวัน จงั หวดั นครราชสีมา
ส่วนท่านอาญาครูดีกับสามเณร และแม่ชีตัด ได้เดินทางกลับมาอยู่วัดป่า
สงบอารมณ์ (สนั ตกิ าราม) บา้ นนาโสก ต.นาแก จ.นครพนม ซงึ่ เปน็ วดั เดมิ ของทา่ น
ทา่ นเคยอยมู่ ากอ่ นแลว้ แมช่ ตี ดั ไดเ้ รง่ ประกอบทำ� ความเพยี รภาวนาไปตามความสำ� คญั
อนั เปน็ อดุ มการณข์ องตน ซงึ่ ใครจะตำ� หนติ ชิ มประการใด มไิ ดเ้ อาใจใสอ่ ะไรกบั ใคร
ท้ังน้ัน มุ่งแต่ท�ำความเพียรภาวนากับปรนนิบัติระมัดระวังรักษาคุณพระพ่อ ด้วย
ความเพียรท่ีมีความพยายามติดต่อ ก็มีนิมิตปรากฏเห็นพระธรรมท่ีประทับอยู่บน
ศีรษะแม่ชีได้ส่องแสงสว่างจ้าพุ่งออกไปให้แม่ชีตัดได้มองเห็นสารพัดหมดทุกอย่าง
เรยี กวา่ พระธรรมสรญาณ จะเป็นเรอ่ื งอดีต อนาคตใกล้หรือไกล จะเป็นโลกนีห้ รือ
โลกไหน พระธรรมกพ็ าไปสอ่ งใหเ้ หน็ ได้ แมช่ จี ะไปเทย่ี ว นรก สวรรคช์ นั้ ใด พรหมชนั้ ไหน
พระธรรมกส็ รญาณให้แม่ชีมองเห็นหมด
แมช่ อี ยากจะไปฟงั พระธรรมเทศนาพระพทุ ธเจา้ หรอื พระสงฆอ์ งคอ์ รหนั ตส์ าวก
องค์ไหนเมื่อไรก็ไปได้ทุกเมื่อ แม่ชีได้ไปน�ำเอาพระธรรมเทศนาพระพุทธเจ้าลงมา
แสดงใหค้ ณุ พระพอ่ และญาตโิ ยมคณะบรษิ ทั ฟงั กอ่ นจะไปฟงั ธรรมเทศนาพระพทุ ธเจา้
แม่ชกี ็ประกาศให้คณะญาติโยมทราบลว่ งหน้ากอ่ นว่าวันน้ันเวลาเทา่ นน้ั เราจะไปเอา
พระธรรมเทศนาขององคพ์ ระศาสดาสมั มาสมั พทุ ธเจา้ มาแสดงใหค้ ณะพทุ ธบรษิ ทั ฟงั
ถ้าท่านผู้ใดใคร่อยากจะฟัง ก็ขอให้มารวมชุมนุมอยู่ที่ศาลาวัดน้ีเวลาบ่าย ๓ โมง
พอได้เวลา ท่านพระอาญาครูดีออกมานั่งเป็นประธานบนอาสนะท่ีจัดไว้บนศาลา
พระภิกษสุ ามเณร อบุ าสกอุบาสกิ า ศรทั ธาญาติโยม ก็มารวมอยทู่ ศ่ี าลาตามเวลาที่
ก�ำหนดไว้ พอถงึ เวลา แม่ชีก็เดินมาขน้ึ ศาลาโรงธรรม เข้าไปกราบพระประธานแล้ว
99
จงึ หนั ไปกราบคณุ พระพอ่ เมอ่ื คณะพทุ ธบรษิ ทั มาชมุ นมุ กนั นง่ั สงบเงยี บไมม่ เี สยี งแลว้
แม่ชตี ดั กน็ ง่ั เขา้ ท่คี อื ท�ำสมาธิ สักครหู่ นง่ึ ก็ไดย้ นิ เสียงเหมอื นกับเสียงชายหนุ่มในร่าง
ของแมช่ วี า่ “ขา้ แตพ่ ระผมู้ พี ระภาคเจา้ ผเู้ จรญิ ตวั ขา้ นอ้ ยขอวโรกาสขอพระองคไ์ ดท้ รง
พระกรุณาแสดงพระธรรมเทศนาแก่ข้าพระองค์ เพ่ือข้าพระองค์จะได้จดจ�ำแล้วน�ำ
ค�ำสั่งสอนของพระองค์ไปแสดงให้คุณพระพ่อและญาติโยมคณะพุทธบริษัทฟัง
ดว้ ยเถิด” “เออ ดีละ” (เสยี งใหญ่ลากยาว เสียงพระพุทธเจ้าในร่างของแม่ช)ี
“ดกู รทา้ วฯ ใหท้ า้ วฯ จงตง้ั ใจฟงั เพอื่ จะไดจ้ ดจำ� แลว้ นำ� เอาพระธรรมคำ� สง่ั สอน
ทเ่ี ราตถาคตเทศนานไี้ ปแสดงใหค้ ณุ พระพอ่ ฟงั เวลานม้ี ารผใู้ จบาปหยาบชา้ เลวทราม
คอยจ้องมองหาช่องหาโอกาสแทรกแซงกระท�ำย่�ำยีศาสนาของเราตถาคต และ
เบียดเบยี นสาวกผลู้ ูกศิษย์ของเราตลอดเวลา ใหค้ ุณพระพอ่ อยา่ ได้มคี วามประมาท
และใหค้ ณะพทุ ธบรษิ ทั ระมดั ระวงั รกั ษาคณุ พระพอ่ อยา่ ใหม้ ารมากอ่ กวนทำ� อนั ตราย
ตอ่ คณุ พระพอ่ ดว้ ย” “ขอรบั ” (เสยี งเลก็ คอื เสยี งของทา้ วในรา่ งของแมช่ ตี ดั ) “กระผม
จะได้จ�ำเอาพระธรรมเทศนาน้ีน�ำไปแสดงให้คุณพระพ่อและคณะพุทธบริษัทฟัง”
จากนนั้ ทา้ วฯ ในรา่ งของแมช่ ี ไดน้ ำ� เอาพระธรรมเทศนาของพระพทุ ธเจา้ มาแสดงให้
คุณพระพ่อและคณะสัปบรุ ษุ พทุ ธบรษิ ัทฟังดงั ต่อไปนี้
ทา้ วฯ ในรา่ งของแมช่ ไี ดห้ นั หนา้ เขา้ มาหาทา่ นอาญาครดู แี ลคณะญาตโิ ยมซง่ึ นง่ั
ชมุ นมุ คอยฟงั ดว้ ยอาการสงบเงยี บเรยี บรอ้ ยอยบู่ นศาลาโรงธรรมพดู วา่ “ขา้ แตค่ ณุ พระพอ่
ตวั ขา้ นอ้ ยขอโอกาสตอ่ คณุ พระพอ่ แลคณะญาตพิ น่ี อ้ งทง้ั หลาย โปรดตงั้ ใจฟงั ตวั ทา้ วฯ
คือตัวข้าน้อยนี้จะได้น�ำพระธรรมเทศนาขององค์สมเด็จพระศาสดาอรหันตสัมมา-
สมั พทุ ธเจา้ มาแสดงใหค้ ณุ พระพอ่ และพอ่ แมค่ รบู าอาจารย์ พรอ้ มทงั้ คณะญาตโิ ยม
ท้ังหลายฟัง โดยเน้ือความดงั ต่อไปนวี้ ่า ดกู รทา้ วฯ ให้ทา้ วฯ จงตั้งใจฟงั เพื่อจะได้
จดจำ� แล้วน�ำเอาพระธรรมค�ำสัง่ สอนของเราท่ีเราตถาคตไดแ้ สดงเทศนาน้ไี ปแสดงให้
คุณพระพ่อฟัง เวลานี้มารผู้ใจบาปหยาบช้าเลวทรามคอยจ้องมองหาช่องทางโอกาส
แทรกแซงยำ่� ยศี าสนาของเราตถาคต และเบยี ดเบยี นสาวกผลู้ กู ศษิ ยข์ องเราตลอดเวลา
ขอให้คุณพระพ่ออย่าได้มีความประมาท และให้คณะพุทธบริษัทท้ังคฤหัสถ์และ
100
บรรพชิต จงระมัดระวังพิทักษ์รักษาคุณพระพ่อ อย่าให้มารมาก่อกวนท�ำอันตราย
คณุ พระพอ่ ดว้ ย” ตอ่ มาแมช่ กี ไ็ ดพ้ ดู ชม้ี อื ไปทกั ทายคนโนน้ คนนว้ี า่ แตช่ าตกิ อ่ นคนนนั้
เปน็ อย่างนน้ั ไดท้ �ำบาปอยา่ งน้ัน แล้วตายไปตกนรก ๗ แสน (เจด็ แสนอะไร จะเป็น
เจด็ แสนชาติ เจด็ แสนกปั กไ็ มไ่ ดบ้ อกใหช้ ดั ) แลว้ กแ็ สดงผลของกรรมทเ่ี ขาคนนนั้ ได้
กระทำ� ไวป้ รากฏเห็นโดยทว่ั กัน
เรอ่ื งมอี ยวู่ า่ พระอาจารยอ์ งคห์ นง่ึ ไดพ้ าคณะศษิ ย์ พระเณร ออกไปเดนิ ธดุ งคไ์ ป
ทางภสู งิ ห์ ภวู วั อ.บงึ กาฬ จ.หนองคาย แมช่ ี ๓ คน ใครจ่ ะไปศกึ ษากบั พระอาจารยส์ ที ดั
วัดพระบาทโพนสัน ฝ่งั ซ้ายของแมน่ �ำ้ โขง ประเทศลาว ขออาศยั พระอาจารย์องคน์ น้ั
ตดิ ตามไปดว้ ย คร้ันไปถึงภสู ิงห์ คณะแม่ชีกไ็ ดแ้ ยกทางจากอาจารย์องคน์ ้ัน ตรงไป
ทพี่ ระอาจารยส์ ที ดั อยู่ ไปถงึ บา้ นโพนแพง ซงึ่ อยตู่ ดิ รมิ แมน่ ำ�้ โขงฝง่ั ไทย จงึ ไดไ้ ปตดิ ตอ่
หาเรือเพื่อจะได้ข้ามฝั่งไปทางโน้น ก็ได้ทราบจากคนท่ีอยู่บ้านโพนแพงนั้นบอกว่า
พระอาจารยส์ ที ดั มรณะเสยี แลว้ แมช่ ี ๓ คน ผดิ หวงั หมดกำ� ลงั ใจ จงึ ไดพ้ ากนั เดนิ ทาง
กลบั มาถงึ บา้ นผกั ขะ ตะวนั คำ�่ พอดี จงึ ไดพ้ ากนั แวะไปพกั ทวี่ ดั รา้ งอยใู่ กลข้ า้ งๆ บา้ นนนั้
มีคนผู้ชายในบ้านนั้นเห็นแม่ชีคนแปลกหน้ามาพักอยู่ท่ีน้ัน ก็ได้มาปราศรัยไต่ถาม
ได้ทราบความแล้ว ชายคนนั้นได้หลอกว่ามีอาจารย์ฆราวาสคนหน่ึงอยู่ในบ้านนี้
เปน็ ศษิ ยพ์ ระอาจารยส์ ที ัด มคี วามรดู้ ี ภมู คิ วามรสู้ ูง ภาวนาเกง่ มาก ประชาชนเคารพ
นบั ถอื มาก พวกแมช่ คี วรลองศกึ ษากบั เขาดบู า้ ง แมช่ พี าซอื่ หลงเชอื่ จงึ ถกู มนษุ ยส์ ารเลว
ซง่ึ ต้งั ตนเปน็ อาจารย์ ลว่ งเกนิ จนเสียความบริสุทธ์ทิ ง้ั สามคน
พอรงุ่ เชา้ กพ็ ากนั เดนิ ทางกลบั ดว้ ยความเสยี ใจ ในคนื นนั้ พระธรรมของแมช่ ตี ดั
กไ็ ดส้ รญาณใหแ้ มช่ ตี ดั ไดเ้ หน็ รเู้ หตกุ ารณต์ า่ งๆ ทเี่ กดิ ขน้ึ แกแ่ มช่ พี วกนนั้ พอเหน็ คณะชี
๓ คนเดนิ มา แมช่ ตี ดั กช็ ห้ี นา้ พวกแมช่ ี ๓ คนนนั้ ทนั ทวี า่ “พวกเจา้ ๓ คน ศลี ขาดแลว้
ทกุ คน ตอ้ งโทษหนกั เพราะรว่ มสงั วาสผชู้ าย ไดข้ าดจากความเปน็ นกั บวชแลว้ ” ชที งั้ ๓ คน
กร็ บั สารภาพวา่ เปน็ ความจรงิ ทกุ อยา่ ง แลว้ แมช่ ตี ดั กต็ ดั สนิ ลงทณั ฑกรรมทำ� โทษพวกชี
๓ คนนัน้ โดยใหช้ ี ๓ คนน้ันไปแสดงความผิดทตี่ นต้องโทษแกพ่ ระสงฆท์ กุ ๆ องค์
และทกุ ๆ วนั ถา้ มพี ระภกิ ษสุ งฆม์ าจากวดั อน่ื กใ็ หไ้ ปแสดงบอกทกุ ๆ องค์ และทกุ ราย
แมช่ ี ๒ คน ทนอยไู่ มไ่ ด้ กอ็ อกกลับไปอยูบ่ า้ นของตน
101
สามเณรทองเพยี ร สามเณรทองใย สามเณรทองดี ทหี่ นจี ากอาญาครดู ี ไดไ้ ปบวช
เปน็ พระแลว้ ทง้ั ๓ องค์ อยทู่ วี่ ดั ปา่ สาลวนั หลงั กองชา่ งกลรถไฟ นครราชสมี า วญิ ญาณ
ของพระ ๓ องค์ น้แี หละไดเ้ ข้ามาทรงกับแม่ชี เวลาตอนเชา้ ของวนั หนึง่ แมช่ ตี ัดได้
ประกาศบอกใหท้ ราบทว่ั ถงึ กนั วา่ ในเวลาบา่ ยวนั น้ี จะมผี มู้ าแสดงกรรมวบิ ากใหท้ กุ ทา่ น
ทุกคนมารอคอยฟังอยู่ที่บนศาลาโรงธรรม เพื่อมาฟังการแสดงผลของกรรมเวลา
ตอนบา่ ยวันน้ดี ว้ ย
พอตกบา่ ยกไ็ ดม้ ชี าวบา้ นทง้ั ชายหญงิ ออกมาในวดั เปน็ จำ� นวนมาก มแี มช่ คี นหนง่ึ
เมอ่ื บวชแลว้ ไปอยใู่ นบา้ นกบั ลกู หลาน ชอื่ แมช่ ซี อง พอตอนบา่ ยไดเ้ วลา กเ็ หน็ แมช่ ซี อง
เดนิ ออกมา มอี ากปั กริ ยิ าทา่ ทางแลสำ� เนยี งเสยี งพดู เหมอื นผชู้ ายทกุ อยา่ ง สำ� นวนคำ� พดู
กบั ชาวบา้ นใชส้ ำ� นวนเหมอื นพระพดู กบั โยม เขา้ ไปในวดั กไ็ ดท้ กั ทายปราศรยั กบั โยม
คนน้ันโยมคนน้ี เหมือนกบั คนทีเ่ คยอยดู่ ว้ ยกันแลว้ จากกนั ไปนาน เพิง่ จะมาพบกัน
ไดเ้ ดนิ ไปตามบรเิ วณวดั ตรวจดกู ฏุ หิ ลงั นน้ั หลงั น้ี แลว้ ถามวา่ “โยม ทา่ นพระอาจารย์
อาญาครดู ีทา่ นอยไู่ หม” เมอ่ื ไดท้ ราบว่าท่านอยู่แลว้ กข็ น้ึ ไปบนศาลาโรงธรรม กราบ
พระประธาน แลว้ กราบทา่ นอาญาครดู ี กราบเสรจ็ แลว้ กข็ ยับจะเขา้ ไปนั่งใกล้ๆ กับ
ทา่ นอาญาครดู ี แตท่ า่ นอาญาครดู ไี ดช้ บ้ี อกใหไ้ ปนง่ั บนอาสนะทหี่ า่ งออกไปซงึ่ จดั ไวแ้ ลว้
พอแม่ชซี องนัง่ ลงแลว้ ไดย้ กมอื ข้ึนประนมพูดขน้ึ ว่า “ไหว้ละ พระพอ่ แมค่ รูบา
อาจารย์ มคี วามสขุ สบายดอี ยหู่ รอื ” “เออ มคี วามสขุ เปน็ ปกตติ ามธรรมดาของสงั ขาร”
ทา่ นอาญาครูดตี อบ แล้วถาม “ทา่ นเปน็ ใคร มาจากไหน” “ผม พระทองเพียรมาจาก
นครราชสมี า” (วญิ ญาณในรา่ งของแมช่ ซี องตอบ) “มธี รุ ะอะไรหรอื จงึ ไดม้ าทางไกลมาก”
พระอาญาครดู ถี าม “ขอโอกาสพ่อแมค่ รูบาอาจารย์ กระผมมานีต้ ง้ั ใจมากราบขอขมา
คารวะขมาโทษกับครูอาจารย์ ให้ครูอาจารย์อโหสิกรรมให้กระผมผู้โง่เขลาด้วย”
“กรรมอะไร โทษอะไร” “คือกระผมไดล้ กั หนไี ปจากครูอาจารย์ เพราะความไมพ่ อใจ
ที่ไดเ้ ห็นครูอาจารย์หลงเชอื่ แมช่ ี คลุกคลจี นเกินขอบเขต จิตของกระผมได้มคี วาม
ดูหม่ินประมาทครูอาจารย์ว่าครูอาจารย์กับแม่ชีตัดเป็นอันหน่ึงอันเดียวกัน
จติ เบอื่ หนา่ ยคลายความเลอื่ มใสไมเ่ คารพรบั นบั ถอื จงึ ไดล้ กั หนไี ป แทจ้ รงิ ครอู าจารย์
102
กับแม่ชีตัดไม่ได้เป็นอะไรกัน ยังมีความบริสุทธิ์อยู่ กระผมระลึกเรื่องน้ีมาเม่ือใด
กน็ ึกเสียใจตวั เองมาก กระผมไม่มีความสบายในใจ ทกุ ขใ์ จ ไมเ่ ปน็ ตาหลบั ตานอน
กระผมได้มีความส�ำนึกระลึกรู้ตัวแล้วว่าตัวเองมีความผิด จึงคิดมาขอขมาคารวะ
สารภาพผิดต่อครอู าจารย์ ขอใหค้ รอู าจารยไ์ ด้เมตตาโปรดอดโทษอโหสิกรรมให้แก่
กระผมผูโ้ ง่เขลาเบาสติปญั ญาดว้ ยเถิด” “เออ ดแี ลว้ ละ่ ทไ่ี ดก้ ระทำ� ผดิ และคิดผิด
เมือ่ รสู้ ึกตัวแล้วมาสารภาพยอมรับผิด ตอ่ ไปใหส้ ำ� รวมระวัง”
จากนั้น พระทองเพียรในร่างของแม่ชีก็ได้พูดคุยสนทนาปราศรัยกับท่าน
พระอาญาครูดี และได้บอกโยมผู้ท่ีนั่งอยู่ใกล้ๆ ประเคนกาน�้ำ หมาก และบุหรี่
เคย้ี วหมาก สบู บหุ รี่ และกริ ยิ าทา่ ทางเหมอื นพระทองเพยี รทกุ อยา่ ง แลว้ วญิ ญาณของ
พระทองเพยี รกไ็ ดล้ าพระอาญาครดู กี ลบั พอวญิ ญาณพระทองเพยี รกลบั แมช่ กี ห็ มอบ
ล้มลง สักครู่ก็ลุกข้ึนนั่ง พอลืมตาเห็นตัวเองมาน่ังอยู่ช้ันบนก็ตกใจ รีบลงมาแล้ว
พดู วา่ “ดฉิ นั มาอยทู่ นี่ แี่ ตเ่ มอื่ ไหร่ มาไดอ้ ยา่ งไร” แสดงความตกใจและกลวั ในตวั เอง
มคี วามอายๆ มผี ถู้ ามวา่ “เมอื่ ตะกนี้ แ้ี มช่ เี ปน็ อะไรรตู้ วั ไหม” ตอบ “ไมร่ ู้ ไมร่ ตู้ วั เลยวา่
เปน็ อะไร” แมช่ ตี ดั ซงึ่ นงั่ ภาวนาเขา้ สมาธอิ ยใู่ นขณะนน้ั ไดพ้ ดู ขน้ึ วา่ “ตอ่ ไปนจ้ี ะไดข้ น้ึ ไป
น�ำพระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้ามาแสดงให้คุณพระพ่อและคณะพุทธบริษัทฟัง
ใหพ้ ากนั มาชมุ นมุ คอยฟงั ” แมช่ ตี ดั กน็ งั่ กำ� หนดจติ ทำ� สมาธภิ าวนาประมาณสกั พกั หนงึ่
ก็ลืมตามองไปทพ่ี ระประธาน กราบ ๓ หน แลว้ พูดขน้ึ วา่
“ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ ตัวข้าน้อยขอวโรกาสขอพระองค์ได้ทรง
พระกรุณาแสดงพระธรรมเทศนาส่ังสอนแด่ข้าน้อย เม่ือข้าพระองค์ฟังแล้วก็จะได้
ก�ำหนดจดจ�ำน�ำเอาพระธรรมค�ำส่ังสอนไปแสดงให้คุณพระพ่อ และญาติโยมคณะ
พทุ ธบรษิ ทั ฟงั ตอ่ ไป” “เออ ดลี ะ (แมช่ ตี ดั พดู เสยี งใหญเ่ พอ่ื ใหค้ ลา้ ยเสยี งพระพทุ ธเจา้ )
ดกู รทา้ วฯ ทา้ วฯ จงตง้ั ใจฟงั แลว้ จดจำ� นำ� เอาพระธรรมเทศนาของเราตถาคตไปแสดง
ให้คุณพระพ่อและคณะบริษัทฟัง คือเวลานี้มารผู้ใจบาปเข้าดลใจพวกพระภิกษุให้
เป็นพระอลัชชี ผู้ไม่มีความละอาย ให้ประพฤตินอกรีตนอกรอยผิดแผกแตกต่าง
จากพระธรรมวินัยที่เราตถาคตได้ทรงบัญญัติไว้ เข้ามาบวชเหยียบย่�ำท�ำลายศาสนา
103
ของเราตถาคตมากข้ึนทุกวันๆ ขอให้คุณพระพ่ออย่าได้ประมาทเลินเล่อเผลอตัว
เมาหลงใหลมัวหมองในกลหลอกลวงของพวกมารผู้ใจบาป ให้คุณพระพ่อเพียร
พยายามเอาใจสู้กับพญามารจนกว่าจะได้ชัยชนะ ท้าว จงระมัดระวังคุณพระพ่อ
ทงั้ กลางวนั กลางคนื อยา่ ไดป้ ลอ่ ยใหท้ า่ นอยลู่ ำ� พงั องคเ์ ดยี ว ใหม้ กี ารอยเู่ วรยามรกั ษา
อยา่ ให้พลาดทา่ เสยี ทแี กอ่ ลชั ชีผ้เู ปน็ มารใจบาปหยาบชา้ ยำ�่ ยีศาสนา” “ขอรับ (เสยี ง
ชายหนุ่มในร่างของแม่ชีตัด) กระผมจะได้น�ำเอาค�ำส่ังสอนอันประเสริฐเลิศย่ิงนี้
ไปแสดงแก่คุณพ่อพระและคณะพุทธบรษิ ทั แล้วจกั พากันประพฤติปฏิบตั ิต่อไป”
ผู้เป็นทา้ วฯ ในร่างของแม่ชีตัด ก็หนั หน้าไปกราบคณุ พระพอ่ ๓ หน แล้ว
หันไปทางคณะพุทธบริษัทกล่าวว่า “ข้าน้อยขอโอกาสคุณพระพ่อและญาติโยม
สัปบุรุษพุทธบริษัททั้งหลาย โปรดต้ังใจฟังดังข้าน้อยจะได้น�ำเอาพระธรรมเทศนา
คำ� สง่ั สอนขององคส์ มเดจ็ พระชนิ วรศาสดาตรสั เทศนาสงั่ มาวา่ บดั นพี้ วกมารผใู้ จบาป
ไดเ้ ขา้ มาดลใจพระภกิ ษใุ หเ้ ปน็ อลชั ชผี ไู้ มม่ คี วามละอาย ใหป้ ระพฤตนิ อกรตี นอกรอย
ใหผ้ ดิ แผกแตกออกจากพระธรรมวนิ ยั ทเี่ ราตถาคตไดบ้ ญั ญตั ไิ ว้ เขา้ มาบวชเหยยี บยำ�่
ทำ� ลายศาสนาของเราตถาคตมจี ำ� นวนมากขนึ้ ทกุ วนั ๆ ขอใหค้ ณุ พระพอ่ อยา่ ไดป้ ระมาท
เลนิ เลอ่ เผลอตวั มวั หลงใหลในกลหลอกลวงของพวกมารผใู้ จบาป ใหค้ ณุ พระพอ่ เพยี ร
พยายามต่อสู้กับพวกมารผู้มีสันดานบาปจนกว่าจะได้ชัยชนะ และให้คณะบริษัท
ญาตโิ ยมพากนั ระมดั ระวงั รกั ษาคณุ พระพอ่ และทา้ วฯ ใหด้ ี ใหพ้ ากนั จดั อยเู่ วรอยยู่ าม
ท้ังกลางวันกลางคืน อย่าให้พลาดท่าเสียทีแก่อลัชชีผู้เป็นมารบวชเข้ามาล้างผลาญ
พระศาสนา”
ตอ่ มาจงึ ไดจ้ ดั การอยเู่ วรยามเฝา้ ประตวู ดั บา้ ง กฏุ พิ ระอาญาครดู บี า้ ง กฏุ ขิ องทา้ วฯ
ผู้ลูกชายพระอาญาครดู ี (คอื แม่ชีตัด) บา้ ง ญาตโิ ยมนอกน้ันก็พากันเลิกลากลบั บา้ น
ของตนๆ ตามปกติ ท้าวตอ้ งไปนำ� เอาพระธรรมเทศนาจากพระพทุ ธเจ้ามาแสดงให้
คณุ พระพอ่ และคณะพทุ ธบรษิ ทั ฟงั วนั ละ ๒ ครง้ั คอื ตอนสายครงั้ ๑ ตอนบา่ ยอกี ครง้ั ๑
อยา่ งนี้ทุกๆ วนั พอได้ ๗ วนั ทา้ วกป็ ระกาศใหค้ ณะญาตโิ ยมทราบอกี ว่า บ่ายวนั น้ี
ก็จะมีผู้มาแสดงกรรมวิบากคอื ผลของกรรมทเี่ ขาได้กระทำ� ไวใ้ ห้ฟัง ใหพ้ อ่ แมพ่ น่ี ้อง
มารวมกันท่ศี าลาโรงธรรมเวลาบ่าย ๓ โมงวนั นี้เชน่ เคย
104
พอถงึ เวลาบา่ ย ๓ โมงกวา่ กม็ วี ญิ ญาณของพระอกี องคไ์ ดม้ าเขา้ ทรงในรา่ งของ
แม่ชีซองคนน้ันอีก เหมือนกันกับวิญญาณของพระทองเพียรท่ีได้กล่าวมาแล้ว
วญิ ญาณพระองคน์ เี้ ปน็ คนชาวจงั หวดั ศรสี ะเกษ เสยี งสำ� เนยี งพดู ของวญิ ญาณทผี่ า่ น
มาทางแมช่ ีซองกเ็ ป็นเสยี งพระองคน์ ้ัน ซึง่ เปน็ เสียงชาวศรสี ะเกษจรงิ ๆ อากปั กิริยา
ท่าทางก็เหมือนพระองค์นั้นทุกอย่าง ส�ำเนียงเสียงพูดก็ดี อากัปกิริยาท่าทางก็ดี
ของผู้หญิงจะมาดัดแปลงให้เหมือนกับส�ำเนียงเสียงและอากัปกิริยาผู้ชายน้ันไม่อาจ
ทำ� ได้ง่ายนัก จงึ ทำ� ใหผ้ ทู้ ่ีไดพ้ บเห็นเป็นเร่อื งอัศจรรย์ สว่ นใหญก่ ็มีความเช่อื ว่าเปน็
วญิ ญาณของพระองคน์ น้ั ไดเ้ ขา้ มาทรงจรงิ ๆ ตอ่ มาวญิ ญาณของพระองคน์ นั้ ออกไปแลว้
ได้ ๗ วนั กม็ วี ญิ ญาณของพระทองดี ซง่ึ อยทู่ ว่ี ดั ปา่ สาลวนั แหง่ เดยี วกนั กบั พระทองเพยี ร
กม็ าเขา้ ทรงกบั แมช่ ซี องทำ� นองเดยี วกนั ตอ่ มาอกี ๗ วนั วญิ ญาณของพระทองใย กไ็ ด้
มาเข้าทรงกับแมช่ ซี องในทำ� นองเหมือนกันอีก
พระทองเพยี ร พระทองดี พระทองใย กค็ อื สามเณรทองเพยี ร-ทองดี-ทองใย
ซงึ่ เปน็ ลกู ศษิ ยเ์ กา่ ของทา่ นพระอาญาครดู ี ทล่ี กั หนไี ปบวชเปน็ พระอยกู่ บั พระอาจารย์
สงิ ห์ วดั ปา่ สาลวนั นครราชสมี า ตอนวญิ ญาณของทา่ นทกุ องคท์ ม่ี าเขา้ ทรงในรา่ งของ
แมช่ ซี อง ทกุ ๆ องคก์ ย็ งั อยทู่ ว่ี ดั ปา่ สาลวนั ตามวนั เวลาทว่ี ญิ ญาณออกไปทรงกบั แมช่ ซี อง
ก็ไม่มีอะไรผดิ ปกติ วิญญาณของพระเหลา่ นั้นทกุ ๆ องค์ท่ีมาเข้าทรงก็เพื่อจะขอขมา
คารวะท่านพระอาญาครูดี ท่ีทุกองค์ได้มีจิตคิดดูหม่ินประมาทท่านพระอาญาครูดี
ท่คี ลกุ คลกี ับแมช่ ตี ัด แล้วได้ลกั หนีไปโดยมไิ ดข้ ออนญุ าตบอกลาท่านพระอาญาครูดี
ผู้ที่เป็นอาจารย์ของตน เป็นการทำ� ผิดตอ้ งโทษ
แมช่ ตี ดั ไดม้ พี ระสรญาณใหเ้ หน็ กรรมและผลของกรรม จงึ ไดป้ ระกาศใหท้ ราบวา่
วันนีจ้ ะมผี ู้มาแสดงกรรมวิบากผลของกรรมอีก แม่ชตี ดั ประกาศใหร้ ู้ลว่ งหนา้ ทกุ คร้งั
ทำ� ใหผ้ ทู้ ไี่ ดไ้ ปพบเหน็ แปลกใจมาก แมช่ ซี องนนั้ เมอ่ื วญิ ญาณของพระเหลา่ นนั้ ออกไป
แลว้ กไ็ มม่ อี ะไรเหน็ วา่ ผดิ ปกติ เหมอื นกบั ไมม่ อี ะไรเกดิ ขน้ึ จติ ใจหรอื สตปิ ญั ญากป็ กติ
หลงั จากวญิ ญาณของพระทมี่ าเขา้ ทรงออกไปแลว้ และเมอื่ วญิ ญาณของพระเหลา่ นนั้
จะมาเขา้ ทรง แมช่ ซี องกไ็ มไ่ ดร้ ตู้ วั ลว่ งหนา้ กอ่ น พอถงึ เวลากเ็ ปน็ ขน้ึ มาเองเลยทเี ดยี ว
105
แม่ชซี องกบั แม่ชีตดั กไ็ ม่ได้อยูด่ ้วยกัน เมอื่ เลิกชุมนุมแลว้ แมช่ ีซองก็กลับไปในบ้าน
อยกู่ บั ลกู หลานของแกเอง แมช่ ตี ดั ทราบลว่ งหนา้ ไดอ้ ยา่ งไร ถา้ ไมใ่ ชแ่ กสำ� เรจ็ อรหนั ต์
เปน็ ทอ่ี ศั จรรยใ์ จ ตรงนแ้ี หละทำ� ใหม้ ผี เู้ คารพเลอ่ื มใสเชอ่ื แนใ่ นใจวา่ แมช่ ตี ดั ไดบ้ รรลุ
ธรรมเปน็ พระอรหนั ต์ จงึ มเี สยี งเลา่ ลอื แตกตน่ื ออกไปทกุ สารทศิ แมช่ ตี ดั กม็ คี วามสำ� คญั
ว่าตัวเองได้บรรลุธรรมส�ำเร็จเป็นพระอรหันต์ การนุ่งห่มก็ใช้ผ้าขาวตัดเย็บเป็นขันธ์
ทั้งสบง ผ้านงุ่ จีวร ผ้าหม่ สงั ฆาฏิ ผ้าพาดบ่า ครบเปน็ ไตรจวี ร ๓ ผนื เหมอื นกบั
พระภกิ ษุสงฆ์ ผิดแตเ่ ปน็ สีขาว ไมไ่ ดย้ อ้ มสีเหลอื ง
บคุ คลทเ่ี คราะหร์ า้ ยอยา่ งนา่ สงสาร ถกู เขากลา่ วหาวา่ เปน็ มารตวั รา้ ยกาจเบอร์ ๑ วา่
พยายามจะฆ่าพระอาญาครดู กี บั แม่ชตี ัด เขาคนนน้ั คือ นายเชียงใบ อย่บู ้านนาโสก
บา้ นเดยี วกนั ถงึ แมว้ า่ นายเชยี งใบไดเ้ ขา้ ไปกราบไหวพ้ ดู วงิ วอน ขออยา่ ไดก้ ลา่ วใสร่ า้ ย
เขา้ ใจผดิ โดยตนเองไมไ่ ดม้ จี ติ คดิ เชน่ นนั้ เลยแมแ้ ตน่ อ้ ย แตก่ ไ็ มไ่ ดผ้ ล นายเชยี งใบ
จึงร้อนรน ไม่เปน็ ตาหลบั ขับตานอน จึงได้เขยี นจดหมายไปนมสั การกราบเรียนท่าน
พระอาจารยส์ งิ ห์ ขนั ตยาคโม อยวู่ ดั ปา่ สาลวนั นครราชสมี า และนมิ นตท์ า่ นพระอาจารย์
สงิ ห์ ไปเพอื่ พจิ ารณาชว่ ยแกไ้ ขปญั หาความเดอื ดรอ้ นครงั้ นด้ี ว้ ย พระอาจารยส์ งิ หต์ ดิ ธรุ ะ
ไปไมไ่ ด้ จงึ ได้มอบหมายเร่ืองนี้ใหท้ ่านพระอาจารยฝ์ น้ั ไปดำ� เนินจัดการแกไ้ ขแทน
เมอ่ื ปวารณาออกพรรษาพน้ เขตกฐนิ แลว้ ทา่ นพระอาจารยฝ์ น้ั อาจารเถระ กไ็ ดอ้ อก
เดนิ ทางโดยขนึ้ รถไฟกบั เดก็ ตาปะขาวสงวน ลกู ศษิ ยม์ าจากบา้ นมารมุ ตดิ ตามไปดว้ ย
ลงรถไฟที่สถานีอุดร แล้วต่อรถยนต์ไปลงอ�ำเภอพรรณานิคม แวะไปเย่ียมโยมท่ี
บา้ นบะทอง พาญาตโิ ยมทำ� บุญเพ่อื อทุ ศิ สว่ นกศุ ลใหถ้ งึ เปตชนผู้บพุ การแี ลว้ จงึ ได้
ออกเดินทางไปบ้านนาโสก เมื่อไปใกล้จะถึงบ้านนาโสก พระอาจารย์ฝั้นเกิดป่วย
จะเดนิ ทางตอ่ ไปไมไ่ ดเ้ พราะไมม่ แี รง จงึ สง่ ขา่ วไปถงึ นายเชยี งใบ บา้ นนาโสก เจา้ ของ
จดหมายท่สี ่งไปกราบเรยี นและนิมนต์ให้มา
นายเชียงใบ พอไดท้ ราบขา่ วการมาของท่านพระอาจารยฝ์ ั้นกม็ ีความดีใจ รีบ
ออกไปรบั ทา่ นพระอาจารยฝ์ น้ั เขา้ มาในวดั ปา่ สงบอารมณ์ บา้ นนาโสก นายเชยี งใบได้
ถอื โอกาสตอนไปพบทา่ นพระอาจารยฝ์ ัน้ เล่าเรอื่ งพระอาญาครดู กี บั แมช่ ตี ัดถวายให้
106
ทา่ นฟงั โดยละเอยี ดตงั้ แตต่ น้ จนอวสาน ตลอดถงึ เรอ่ื งทแ่ี มช่ ตี ดั กลา่ วหาวา่ นายเชยี งใบ
เป็นมารตัวร้ายกาจ พยายามวางแผนคิดจะฆ่าพระอาญาครูดีกับแม่ชีตัดให้ท่าน
พระอาจารยฝ์ นั้ ฟงั “จรงิ ไหมเลา่ ทเี่ ขาวา่ อย่างนัน้ ” ทา่ นอาจารยถ์ าม “ไมจ่ รงิ ขอรับ”
นายเชยี งใบตอบ แลว้ พดู ตอ่ ไปวา่ “กระผมไมเ่ คยคดิ แมด้ ว้ ยใจ กระผมจะทำ� ไดอ้ ยา่ งไร
ทง้ั กระผมกย็ งั มคี วามเคารพนบั ถอื ทา่ นอยู่ ไมน่ า่ จะกลา่ วหากระผมเชน่ นนั้ เปน็ กรรม
อะไรของกระผมแทๆ้ อยดู่ ๆี กม็ าถกู กลา่ วหาอยา่ งน”ี้ วา่ แลว้ กก็ ราบลาพระอาจารยฝ์ น้ั
กลับบ้าน
ท่านพระอาจารย์ฝั้นข้ึนไปหาท่านอาญาครูดี พระอาญาครูดีท�ำการปฏิสันถาร
พระอาจารยฝ์ น้ั และถามวา่ “ครบู ามากบั ใคร ไมม่ คี นไปรบั ครบู าหรอื ” “นายเชยี งใบ
ไปรบั มา” พระอาจารย์ฝนั้ ตอบ ท่านพระอาญาครดู ี พอไดย้ นิ ว่านายเชียงใบไปรับมา
เทา่ นน้ั แหละ ตกใจรอ้ งขนึ้ วา่ “ครบู า” พรอ้ มทง้ั ยกมอื “นนั่ แลตวั สำ� คญั ครบู าระวงั หนา
อยา่ ไปคบกบั มนั ” “เปน็ อะไร” พระอาจารยฝ์ น้ั ถาม “มนั ภาวนาไมเ่ ปน็ มนั ไมไ่ ดอ้ ะไร
กบั เขา ไมม่ ใี ครเคารพเชอื่ ถอื และนบั ถอื มนั มนั แกลง้ หาเรอ่ื งจะมาทำ� รา้ ยผม แมช่ ี และ
คณะบรษิ ทั ชาวบา้ นเขาระแวงระวงั อยเู่ วรยามกนั ตลอดเวลา กเ็ พราะอา้ ยหมอนแี้ หละ
ครบู าอย่าให้มันเข้ามาในวดั หนา”
ท่านพระอาจารย์ฝั้นพักอยู่ท่ีวัดสงบอารมณ์ประมาณหนึ่งเดือนเพื่อจะได้
พิจารณาสังเกตเหตุการณ์เรื่องพระอาญาครูดีกับแม่ชีตัด ส่วนแม่ชีตัดก็ยังน�ำเอา
พระธรรมเทศนามาแสดงให้คุณพระพ่อและคณะญาติโยมฟัง และวิญญาณของ
พระทองเพยี ร พระทองดี พระทองใย กผ็ ลดั เปลย่ี นเวยี นมาเขา้ ทรงกบั แมช่ ซี องเชน่ เคย
ทา่ นพระอาจารยฝ์ น้ั กไ็ ดม้ าเหน็ ประจกั ษก์ บั ตวั ทา่ นเอง ผคู้ นกพ็ ากนั แตกตนื่ มาฟงั กนั
เต็มศาลาโรงธรรมทุกวันๆ การอยู่เฝ้าเวรยามตามประตูวัด ตามกุฎี ก็จัดอยู่กัน
ตลอดวันตลอดคืน แม่ชีตัดท่ีถือตัวเองว่าเป็นลูกชายของท่านอาญาครูดี ท่ีเรียกว่า
ท้าวฯ แต่ชาติก่อน ก็อยู่ห่างจากคุณพระพ่อคือพระอาญาครูดีไม่ได้ ด้วยเช่ือว่า
ถา้ ออกไปอยทู่ อ่ี นื่ หา่ งจากคณุ พระพอ่ ตวั เองตอ้ งตาย เพราะมารจะมาทำ� รา้ ยเอาใหถ้ งึ
แก่ชวี ติ น้ีเปน็ ค�ำถือมัน่ ส�ำคญั จรงิ ของแมช่ ีตัด
107
ทา่ นพระอาจารย์ฝ้ัน พอทา่ นมาถึงไดเ้ หน็ พฤติการณ์ก็ทราบไดท้ ันทวี า่ ถูกกิเลส
หลอกใหห้ ลงถอื มน่ั สำ� คญั ผดิ เกิดทิฐบิ ญั ญตั ขิ ึ้นมาหลอกตวั เองใหห้ ลง เพราะจติ ยงั
ไม่มีก�ำลังสติปัญญาพอท่ีจะก�ำจัดตัดกิเลสตัวโมหะความหลงให้ขาดหมดสิ้นไปได้
จงึ มีการกลวั มารตลอดเวลา และยงั กลัวตาย ถา้ ผทู้ ีส่ ิน้ กเิ ลสแล้วจรงิ ทา่ นไม่มอี ะไร
ท่ีจะกลัว หรือทจี่ ะท�ำใหท้ า่ นกลัวอกี แล้ว พระอรหนั ตท์ ่านไมเ่ คยตายและทา่ นไม่เคย
กลวั ตาย แมช่ ตี ดั ยงั มมี าร ยงั กลวั มาร และยงั กลวั ตายเสยี ดายชวี ติ อยู่ จะสำ� เรจ็ เปน็
พระอรหนั ต์ไดอ้ ยา่ งไร แม่ชีตดั มีญาณรู้เหตุการณ์ตา่ งๆ ไดถ้ กู ตอ้ งน้นั ไมใ่ ชค่ วามรู้
ทเ่ี กดิ ปรากฏอยใู่ นภายในจติ ใจของแมช่ เี อง เปน็ ความรจู้ ากสงั ขารภายนอกปรงุ หลอก
ให้หลง คือมีพระอยู่บนศีรษะของแม่ชีเองเป็นผู้บอกและสรญาณให้รู้ แม่ชีตัดจึงรู้
ความรู้ท่ีส�ำคัญว่าตนรู้ตนเห็นนี้เองมันหลอกตัวเอง ส่วนท่านพระอาญาครูดีก็ยังมี
ความหลงเชอ่ื แมช่ ตี ดั วา่ เปน็ ผวู้ เิ ศษ จงึ เปน็ เหตใุ หช้ าวบา้ นญาตโิ ยมหลงเชอื่ ไปตามๆ กนั
ฉะน้ัน ท่านพระอาจารย์ฝั้นจึงต้องพูดกับท่านพระอาญาครูดีให้ท่านเข้าใจดี
มคี วามเห็นชอบตรงถูกต้องตามความเปน็ จริงเสียก่อน จงึ คอ่ ยเทศนแ์ กแ้ ม่ชีตัดและ
ญาตโิ ยมบรษิ ทั ภายหลงั ทา่ นพระอาจารยฝ์ น้ั ขน้ึ ไปหาทา่ นพระอาญาครดู ี เมอ่ื ทา่ นพระ
อาญาครูดีอยู่ล�ำพังองค์เดียว ท่านพระอาญาครูดีถามพระอาจารย์ฝั้นว่า “ครูบามี
ความคดิ เห็นอย่างไรบา้ ง การปฏิบัติของพวกผมและคณะบริษัทท่ีครูบาได้มาเห็นอยู่
เวลาน้ี ดแี ลว้ ทคี่ รบู าไดม้ าพบเหน็ ดว้ ยตนเอง เพอื่ จะไดช้ ว่ ยกนั รบั รแู้ ละรบั รองนำ� เอาไป
ประพฤติปฏิบัติต่อไป”
ท่านพระอาจารย์ฝั้นท่านอยากจะพูดเรื่องนี้กับท่านพระอาญาครูดีมานานแล้ว
แตก่ ย็ งั ไมไ่ ดโ้ อกาส ตอนนท้ี า่ นไดโ้ อกาสดี เมอื่ ทา่ นพระอาญาครดู พี ดู จบ พระอาจารยฝ์ น้ั
ทา่ นกพ็ ดู ขน้ึ ทนั ทวี า่ “เรอื่ งนผ้ี มเขา้ ใจดี ผมไดพ้ จิ ารณาแลว้ ตงั้ แตม่ าถงึ ทแี รก ตามเหตผุ ล
แล้ว แมช่ ีตัดยังไมไ่ ดถ้ ึงขัน้ บรรลุธรรมสำ� เร็จมรรคผลธรรมวเิ ศษอะไรเลย จิตหลง
วปิ สั สนปู กเิ ลส เปน็ เหตใุ หเ้ กดิ สญั ญาวปิ ลาส ความเหน็ เคลอ่ื นคลาดจากความเปน็ จรงิ ”
พระอาญาครูดีชักจะไม่พอใจในค�ำตอบของท่านพระอาจารย์ฝั้น จึงพูดข้ึนทันทีว่า
“ถา้ แมช่ ตี ดั ไมไ่ ดบ้ รรลธุ รรมจรงิ เหมอื นอยา่ งครบู าวา่ แลว้ ทำ� ไมแมช่ จี งึ สามารถมญี าณ
รูอ้ ะไรต่ออะไรต่างๆ อยา่ งถูกตอ้ งเล่า”
108
ตอนนที้ า่ นพระอาจารยท์ า่ นอธบิ ายธรรมอนั สขุ มุ ลกึ ซงึ้ ละเอยี ดลออกวา้ งขวางมาก
ยกขอ้ อปุ มาอปุ ไมยไดอ้ ยา่ งดมี าก ผเู้ ขยี นไมส่ ามารถจดจำ� นำ� เอามาลงไดล้ ะเอยี ดลออ
ทกุ ถอ้ ยทกุ กระทงได้ จงึ นำ� มาลงเทา่ ทจี่ ดจำ� รำ� ลกึ นกึ ขน้ึ มาได้ ทา่ นอธบิ ายมตี อนหนง่ึ วา่
“ท่แี ม่ชตี ดั สามารถมีความรมู้ ีญาณรู้อะไรต่ออะไรต่างๆ หลายอยา่ งน้นั อาจรู้ได้จรงิ
แตเ่ ปน็ เพยี ง ญาณโลกยี ์ เทา่ นนั้ ไมใ่ ช่ ญาณขน้ั สนิ้ อาสวะ ญาณโลกยี น์ น้ั ถา้ จติ มสี ติ
มคี วามเพยี ร ความพยายาม ภาวนาอย่างถกู ตอ้ งของบุคคลผู้ตอ้ งการร้อู รรถรธู้ รรม
แลว้ ประกอบความเพยี รเจริญภาวนา มคี วามพยายามอยา่ งดี มีกำ� ลงั ตดิ ต่อเนื่องกนั
ไมข่ าดระยะ จติ สงดั จากกาม สงดั จากนวิ รณอ์ นั เปน็ อกศุ ล จติ มกี ำ� ลงั ไดร้ บั ความวเิ วก
จติ กร็ วมลงสคู่ วามสงบ มอี ารมณเ์ ปน็ หนง่ึ แนว่ แนอ่ ยใู่ นภายใน จติ ปลอ่ ยวางอารมณ์
หยาบทยี่ งั เหลอื อยกู่ า้ วสคู่ วามละเอยี ด เปน็ จติ บรสิ ทุ ธ์ิ ผอ่ งใสสะอาด เปน็ จติ ละเอยี ด
ออ่ น ควรแกก่ ารบรรลธุ รรม ควรแกก่ ารนอ้ มนกึ ระลกึ ธรรม ทง้ั ทเี่ ปน็ อดตี อนาคต และ
ปจั จบุ นั อาจมญี าณรปู้ พุ เพสนั นวิ าส ชาตกิ ำ� เนดิ ของตนและของคนอน่ื ได้ ทเ่ี กดิ แลว้ ตาย
ตายแล้วเกิด เกิดแล้วตายอีก ตายแล้วตายอีก เกิดแล้วเกิดอีก เป็นเอนกชาติ
ไมส่ ามารถทจ่ี ะนบั ประมาณได้ นกี้ ย็ งั เปน็ ความรอู้ ยใู่ นชน้ั ญาณโลกยี ์ หรอื มญี าณจกั ษุ
สามารถมองเห็นด้วยทิพยจักษุว่า นายน้ันนางน้ันตายแล้วจากชาตินี้ ได้ไปเกิดอยู่
ท่ีโน้น มีสุขมีทุกข์ ตกยากหรือได้ดีอย่างนี้ๆ มีผิวพรรณดี หรือผิวพรรณทราม
มีอายุยืนหรือสน้ั เทา่ น้ันๆ ปี เหน็ ชดั ดว้ ยธรรมจกั ษุ ไม่ใช่จกั ษุธรรมดา น้กี ็ยังเป็น
ญาณโลกีย์อยู่ เพราะความรู้คือสติปัญญาวิชาข้ันนี้เป็นแต่เพียงข่มขู่กิเลสอาสวะ
ให้สงบลงช่ัวคราวเท่านั้น ไม่สามารถประหารกิเลสอาสวะที่มีอยู่แล้วในสันดานของ
ตนเองได้ กำ� ลงั วปิ สั สนา สตปิ ญั ญาญาณ ยงั ไมม่ กี ำ� ลงั พอ ยงั ไมส่ ามารถทจ่ี ะทำ� นโิ รธ
ในส่วนอาสวักขยญาณใหแ้ จง้ ได้
แมอ้ งคส์ มเดจ็ พระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ พระองคไ์ ดท้ รงบรรลญุ าณ ทำ� ใหพ้ ระองค์
ทรงระลึกชาติได้หลายชาติ หลายร้อย หลายพนั หลายหมน่ื แสนลา้ น อสงไขยชาติ
ทเี่ รยี ก ปพุ เพนวิ าสานสุ ตญิ าณ ในยามแรก เปน็ ญาณทห่ี นงึ่ ในวชิ ชา ๓ และพระองค์
ได้ทรงบรรลุ จุตูปปาตญาณ คือทรงรู้เห็นชีวิตของสัตว์ท้ังหลายเป็นไปตามกรรม
สัตว์บางจ�ำพวกท�ำแต่กรรมช่ัว เมื่อตายกายแตกแล้วก็ได้ไปสู่ทุคติ บางพวกท�ำแต่
109
กรรมดี เม่อื ตายกายแตกตายแล้วก็ได้ไปบังเกดิ ในสุคตโิ ลกสวรรค์ เป็นญาณที่สอง
พระองคไ์ ดท้ รงบรรลแุ ล้วในเวลาเที่ยงคืนแห่งราตรี ญาณท้ัง ๒ นพ้ี ระองค์ไดท้ รง
บรรลแุ ลว้ แตพ่ ระองคก์ ย็ งั ไมป่ ฏญิ าณวา่ ตรสั รแู้ ลว้ เพราะญาณทงั้ ๒ คอื การระลกึ ชาติ
ได้ก็ดี การรูเ้ หตุการณ์ลว่ งหน้ากด็ ี เป็นแต่เพยี งญาณรูเ้ ห็นส่ิงภายนอก เป็นกุปธรรม
ของอนยิ ตบคุ คล ยงั ไมพ่ น้ ไปจากสงั ขาร อาสวกั ขยญาณบงั เกดิ ขนึ้ แลว้ เมอื่ ใด เมอื่ นนั้
จติ ไดบ้ รรลถุ งึ อาสวกั ขยญาณ สงั หารตดั กเิ ลส เปน็ สมจุ เฉทปหาน ดบั กเิ ลสและกองทกุ ข์
อยา่ งไมม่ อี ะไรเปน็ เศษเหลอื แมแ้ ตน่ อ้ ย จงึ เปน็ อรหาอรหะปฏปิ นั โนบคุ คล ผปู้ ฏบิ ตั ิ
ไดบ้ รรลถุ งึ ซงึ่ ไดเ้ ปน็ พระอรหนั ตข์ ณี าสพแลว้ ทา่ นเปน็ ผชู้ นะมารแลว้ ไมเ่ คยหวน่ั ไหว
ในกเิ ลสมารและขันธมาร มัจจุมาร
พระอรหันต์ทา่ นไม่เคยตาย และท่านไมก่ ลัวความตาย เพราะท่านพ้นแล้วจาก
ความตาย ถ้าจิตใจยังมีความหวัน่ ไหวอยู่ ช่ือว่ายังไมส่ ิน้ กิเลส ยังมีความกลัวตาย
กย็ งั ตดั กเิ ลสยงั ไมไ่ ด้ พระอรหนั ตท์ า่ นไมเ่ ปน็ คนขขี้ ลาดจติ วปิ ลาสอยา่ งนี้ สว่ นวญิ ญาณ
เข้าทรงเข้าสิงก็ไม่เป็นของจริงอะไรเลย พากันหลงเช่ือหลงถือในสิ่งท่ีไม่เป็น
สารประโยชน์ ส่วนพระผู้เจ้าของวิญญาณที่มาเข้าทรงกับแม่ชีซองทุกองค์เวลาน้ี
ทา่ นกย็ งั อยทู่ ว่ี ดั ปา่ สาลวนั จงั หวดั นครราชสมี า อาตมากเ็ หน็ ทา่ นเหลา่ นน้ั ทา่ นไมไ่ ด้
เปน็ อะไรเลย ไมม่ ที า่ นองคไ์ หนทราบเรอ่ื งอะไร เพราะไมม่ อี ะไรผดิ ปกตทิ งั้ รา่ งกายและ
จติ ใจพอทจ่ี ะเปน็ เหตสุ งสยั และสนใจ จติ ใจเปน็ ของละเอยี ดออ่ น จะนอ้ มไปเปน็ อะไร
มันก็เป็นได้ จะน้อมไปทางไหนมนั กไ็ ปทางนั้น มันสัมปยุตดว้ ยกับเร่อื งใด เรือ่ งนนั้
กเ็ ปน็ ข้ึนมา จติ นอ้ มไปในทางบ้า มนั กเ็ ปน็ บ้าขึ้นมา จติ น้อมไปในทางดกี ็เปน็ คนดี
ไปเปน็ สตั วก์ จ็ ติ อนั นี้ ไปเปน็ เปรต อสรุ กาย ภตู ผปี ศี าจ กไ็ ปจากจติ อนั นี้ จติ นพ้ี าใหเ้ ปน็
ไม่ใช่ส่ิงอ่ืนพาให้เปน็ ไป เปน็ เทวบุตร เทพธดิ า เปน็ พระอินทร์ พระพรหม พญายม
พญายกั ษ์ ก็จิตนีแ่ ลเปน็ ตลอดถึงคนมง่ั มี คฤหบดี เศรษฐี พระราชามหากษัตรยิ ์
หรอื จะเปน็ พระพทุ ธเจา้ ปจั เจกพทุ ธเจา้ อรยิ สงฆส์ าวกของพระพทุ ธเจา้ กจ็ ติ นเี้ องเปน็
ถ้าจิตไมเ่ ปน็ ก็ไม่มอี ะไรเปน็ ธรรมทง้ั หลายสำ� เรจ็ มาจากใจ”
110
“ขอโอกาสท่านอาจารย์ ถ้าอย่างน้ันวิญญาณของใครท่ีมาเข้าทรงกับแม่ชีซอง
ไม่ใช่วิญญาณของพระสามองค์น้ันหรือ” (ผู้เขียนกราบเรียนถาม) “วิญญาณของ
พระทไ่ี หน แมช่ นี นั้ แลเปน็ ...มนั เปน็ จากจติ ของแมช่ เี อง” (ทา่ นพระอาจารยฝ์ น้ั ตอบ)
พอมาถึงตอนนี้ ผู้เขียนใคร่จะเล่าเรื่องวิญญาณเข้าทรงกับสามเณรน้อย
เป็นคล้ายๆ กนั อกี เรื่องหนง่ึ มาลงใหผ้ ู้ทีส่ นใจไดอ้ า่ น เพือ่ เป็นเครือ่ งประดบั ความรู้
เพราะเวลาน้ีประชาชนชาวไทยในพระพุทธศาสนาพากันเชื่อถือเรื่องวิญญาณอะไร
ต่ออะไร เข้าทรงและเข้าประทับทรง แตกตื่นกันเกล่ือนเกือบท่ัวประเทศ เรื่องน้ี
ไม่เป็นของแปลก ส�ำหรับผู้ท่ีใช้สติปัญญาพิจารณาด้วยเหตุผลตามความเป็นจริง
มีมานานแล้ว ไม่ใช่เพิ่งมีแต่เดี๋ยวน้ี ไม่ใช่เป็นของใหม่ที่ควรแปลกและหลงเช่ือถือ
ให้ชาวพุทธเราทุกๆ ท่านหันมองไปดูทางประชาชนชาวจีนทั้งท่ีอยู่ในประเทศไทย
ประเทศจีนพ้นื แผ่นดนิ ใหญ่ ในอดีตอันยาวนาน เขามคี วามเคารพนับถือและเช่ือถือ
อย่างเคร่งมากในเร่ืองวิญญาณมาแต่โบร�่ำโบราณกาลดึกด�ำบรรพ์ ท�ำพิธีไหว้วอน
เซ่นสรวงดวงวิญญาณให้มาประทับทรงลงมาแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ต่างๆ นานา
ถอื วา่ เปน็ สงิ่ ศกั ดส์ิ ทิ ธิ์ มอี านภุ าพ นริ มติ ชว่ ยดลบนั ดาลในสง่ิ ทตี่ นตอ้ งการใหส้ ำ� เรจ็ ได้
ตามความปรารถนาของตนทุกอย่าง ถึงกับมีการแสดงการลุยไฟ และประทับนั่ง
กระทืบย่นโยกตัวไปมาอยู่ปลายเหล็กแหลมคม เอาเหล็กแหลมแทงปากและตัดลิ้น
เอาเลือดมาเขียนคาถาลงยันต์อันศักดิ์สิทธ์ิแจกจ่ายเพื่อจะได้เอาไปติดไว้ส�ำหรับ
ไหวบ้ ชู า จะไดเ้ ปน็ เคร่อื งปอ้ งกนั รกั ษาทรัพย์สมบตั ลิ ูกหลานบ้านเรือนของตน
ปจั จบุ นั นี้ ประชาชนคนจนี ในเมอื งจนี บนผนื แผน่ ดนิ ใหญเ่ ปน็ อยา่ งไร กระเจดิ
กระเจงิ ไปอยทู่ ไี่ หน วญิ ญาณอนั ศกั ดสิ์ ทิ ธผ์ิ มู้ อี ทิ ธานภุ าพมาก ทำ� ไมไ่ มแ่ สดงพลงั ฤทธิ์
อทิ ธปิ าฏหิ ารยิ ท์ รมานศตั รผู เู้ ปน็ ปรปกั ษก์ บั ตน ใหเ้ ขามจี ติ ใจเคารพออ่ นนอ้ ม นบั ถอื
เซ่นสรวงกราบไหว้บูชาด้วยอ�ำนาจความเกรงกลัวอิทธาเดชานุภาพของวิญญาณ
ผศู้ กั ดสิ์ ทิ ธิ์ กลบั ตรงกนั ขา้ ม ถกู เขาทำ� ลายทง้ิ หมด ไมม่ คี วามหมายอะไรเลย ชว่ ยอะไร
ไม่ได้
111
พอ่ แมพ่ น่ี ้องของเราชาวพุทธทัง้ หลาย สวากขาโต ภควตา ธัมโม พระธรรม
อนั พระผมู้ ีพระภาคเจา้ ตรัสดีแลว้ สนั ทิฏฐิโก เปน็ ผปู้ ฏิบัตจิ ะพงึ เห็นแจง้ ด้วยตนเอง
พระพทุ ธองคไ์ มใ่ หเ้ ชอ่ื ถอื และนบั ถอื ตามโดยมคี วามเหน็ วา่ สงิ่ นเ้ี ปน็ ของดมี คี นนบั ถอื
มานาน พระองคส์ อนใหเ้ ชอ่ื กรรมและผลของกรรมทเี่ รากระทำ� แลว้ ในปจั จบุ นั แลว้ ให้
ละเลิกจากการกระท�ำชั่วท่ีตัวเคยท�ำมาแล้วน้ันเสีย แล้วต้ังหน้าท�ำแต่ความดีต่อไป
น้ีเป็นสวากขาตธรรม เป็นค�ำที่พระองค์ทรงตรัสสั่งสอนอย่างดีแล้ว เรานับถือและ
เชอ่ื ถอื อยา่ งนเ้ี ปน็ การนบั ถอื เชอื่ ถอื ถกู ตามธรรมคำ� สอนของพระพทุ ธเจา้ อยา่ หลงเชอื่
งมงายกราบไหวว้ ิญญาณ
วญิ ญาณทท่ี อ่ งเทย่ี ววนเวยี นอยใู่ นโลกหรอื ในไตรภพ ไมใ่ ชว่ ญิ ญาณทว่ี เิ ศษอะไร
เปน็ วญิ ญาณทยี่ งั มคี วามทกุ ขใ์ นทกุ ขข์ นั ธเ์ หลา่ นแ้ี ล อนั จติ ของทา่ นผวู้ สิ ทุ ธนิ นั้ ทา่ นไม่
มาวุ่นวายในร่างกายอันสกปรกของคนท่ียังมีกิเลสหนาปัญญาหยาบอย่างนั้นหรอก
ทา่ นเบอ่ื ทา่ นหนา่ ยคลายจากจติ ของทา่ นเสยี หมดแลว้ จะมเี หตปุ จั จยั อนั ใดทจี่ ะมาพา
ใหท้ า่ นเกี่ยวข้องอกี เล่า การเซน่ สรวงพระภูมิเจ้าที่ ภตู ผีวญิ ญาณ การเข้าทรงเหล่าน้ี
พระพุทธเจ้าก็ดี พระอริยสงฆ์สาวก อริยอุบาสกอุบาสิกาในศาสนาขององค์สมเด็จ
พระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ ทา่ นสละละทงิ้ อยา่ งเดด็ ขาดแลว้ พวกเราชาวพทุ ธทส่ี ดุ ทา้ ยภายหลงั
กย็ งั โงง่ มงายตายอยากยงั มาเกบ็ เอาซากทท่ี า่ นลากทง้ิ ไปแลว้ มาเปน็ ทเี่ คารพรบั นบั ถอื
กราบไหว้บูชาเอามาเป็นท่ีพ่ึงหรือ นี้หรือเขมาเขมะสรณคมน์อันอุดมของเราอย่าง
ประเสรฐิ เลิศจริง
ชักจะออกนอกเร่ืองไปแล้ว ขอกลับจับเอาเร่ืองวิญญาณเข้าประทับทรง
สามเณรนอ้ ยมาดำ� เนนิ ตอ่ ไป เมอ่ื ปี พ.ศ. ๒๕๐๖ มสี ามเณรนอ้ ยรปู หนง่ึ อายปุ ระมาณ
๑๒ หรอื ๑๓ ขวบ นแี้ หละ พำ� นกั อยวู่ ดั อโศการาม ต.บางปง้ิ อ.เมอื ง จ.สมทุ รปราการ
เธอเปน็ คนขยนั ขอ้ วตั รปฏบิ ตั ดิ ี มคี วามเพยี ร พระอาจารยข์ องเธอไดแ้ นะนำ� พรำ่� สอน
อบรมใหห้ มน่ั เจรญิ ภาวนา พานง่ั สมาธทิ กุ วนั มไิ ดป้ ระมาท วนั หนง่ึ สามเณรนอ้ ยกำ� ลงั
นงั่ ภาวนา ก็ปรากฏว่าวิญญาณของทา่ นพอ่ ลี ธมมฺ ธโร (พระสุทธิธรรมรังสคี ัมภีร-
เมธาจารย)์ อดตี เจา้ อาวาสวดั อโศการาม มาเขา้ ประทบั ทรงกบั สามเณร แลว้ มาแสดง
112
พระธรรมเทศนาให้พระภิกษุและสามเณรแลอุบาสกอุบาสิกาฟัง ปกติสามเณรน้อย
ยงั เทศนไ์ มเ่ ปน็ เพราะเพง่ิ บวช แตเ่ วลาวญิ ญาณของทา่ นพอ่ ลมี าเขา้ ประทบั ทรง เธอเทศนา
ได้คล่อง ถกู เหมือนทา่ นพอ่ ลเี ทศน์จริงๆ ไมม่ ผี ดิ
ข่าวน้ีได้กระจายไปท่ัววัดและชาวบ้านพากันแตกตื่น ทั้งพระภิกษุ สามเณร
อบุ าสก อบุ าสกิ า พากนั หลง่ั ไหลไปฟงั เทศนาทา่ นพอ่ ลที วี่ ญิ ญาณของทา่ นมาเขา้ ประทบั
ทรงในรา่ งของสามเณร บางท่านก็สงสัย บางท่านก็เช่ือว่าเป็นวิญญาณของทา่ นพอ่ ลี
มาเขา้ ประทบั ทรงจรงิ ๆ สว่ นพระผเู้ ปน็ อาจารยข์ องสามเณรนอ้ ยใครจ่ ะพสิ จู นเ์ พอ่ื ทราบ
ข้อเท็จจริงให้ย่ิงกว่านี้ จึงได้พาสามเณรตระเวนไปหาพระเถระครูบาอาจารย์ท่าน
ผเู้ ช่ียวชาญในด้านน้ตี ามวดั ต่างๆ ทางภาคอสี าน เพื่อใหท้ ่านพสิ ูจน์และรับรอง
พระอาจารย์ของสามเณรน้อยพาสามเณรไปหาพระอาจารย์ฝั้นที่วัดพระศรี-
มหาธาตุ เวลานนั้ ทา่ นอาพาธ ทา่ นไดไ้ ปพกั ใหห้ มอรกั ษาอยทู่ เ่ี รอื นรบั รอง วดั พระศร-ี
มหาธาตุ บางเขน พระนคร พ.ศ. ๒๕๐๖ พระอาจารยข์ องสามเณรไดเ้ ลา่ ความเปน็ ไป
เกยี่ วกบั เรอื่ งวญิ ญาณของทา่ นพอ่ ลมี าเขา้ ประทบั ทรงกบั สามเณรลกู ศษิ ยข์ องทา่ นตาม
ที่ได้เป็นมาแล้วต้ังแต่ต้นจนตลอดดังที่ได้กล่าวมาแล้ว เพ่ือให้ท่านพระอาจารย์ฝั้น
พิสูจน์ข้อมูลให้ทราบความเท็จจริง เมื่อพระอาจารย์องค์น้ันเล่าจบแล้ว ท่านพระ
อาจารย์ฝั้นก็ได้พูดข้ึนทันทีว่า “อย่าหลงเชื่อ สัญญามันหลอก ไม่เป็นความจริง
อะไรหรอก” นกี้ เ็ รอ่ื งหนงึ่ ทที่ า่ นพระอาจารยฝ์ น้ั ทา่ นไมใ่ หเ้ ชอ่ื ถอื ตงั้ แตน่ น้ั มา ทง้ั พระ
ผเู้ ป็นอาจารยท์ ้ังสามเณรน้อยได้หายเงยี บไปเลย ไมท่ ราบไปอย่ไู หนจนบดั นี้
ท่านพระอาญาครูดีชักลังเลในใจ เมื่อได้ฟังค�ำช้ีแจงแสดงธรรมของท่านพระ
อาจารยฝ์ น้ั แล้ว ตอ่ มาพระ ๓ องค์ คือ พระทองเพยี ร พระทองดี พระทองใย
ซง่ึ จำ� พรรษาอยทู่ ว่ี ดั ปา่ สาลวนั นครราชสมี า ทเ่ี ปน็ เจา้ ของวญิ ญาณ กไ็ ดเ้ ดนิ ทางมาถงึ
มาพักอยู่วัดป่าสงบอารมณ์ บ้านนาโสก ได้เป็นก�ำลังสนับสนุนให้เห็นจริงตาม
พระธรรมเทศนาของทา่ นพระอาจารยฝ์ น้ั วนั นนั้ ทา่ นไดป้ ระกาศใหพ้ ระภกิ ษุ สามเณร
ญาตโิ ยม อบุ าสก อบุ าสกิ า ทงั้ ในวดั แลในบา้ นใหม้ ารวมฟงั ธรรมคำ� อบรมสงั่ สอนของ
ท่านพระอาจารยฝ์ น้ั ทศี่ าลาโรงธรรม เมื่อถงึ เวลาไดม้ าประชมุ พรอ้ มเพรยี งกนั แลว้
113
พระอาจารย์ฝั้นท่านก็ได้ลงมาเทศนาชี้แจงแสดงธรรมพร�่ำส่ังสอนให้ทุกคนต้ังอยู่ใน
ความสงบ ใหม้ รี ะเบยี บเรยี บรอ้ ย นเี้ ปน็ แกน่ ธรรมแทข้ องพระพทุ ธศาสนา อยา่ พากนั
แตกตน่ื อยา่ พากนั หลงชลุ มนุ วนุ่ วายกนั ตอนนผ้ี ฟู้ งั สงดั เงยี บ เหมอื นกะไมม่ ลี มหายใจ
พระอรหันต์ขีณาสพเจ้าทั้งหลาย ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ท่านไม่ตายเหมือน
สตั วธ์ รรมดา เพราะทา่ นไมม่ อี ารมณ์ และไมม่ อี ะไรทจ่ี ะมาทำ� ใหท้ า่ นตายดว้ ย ทา่ นจงึ
ไม่กลัวตาย และทา่ นไม่เคยกลัวภัยเพราะทา่ นพ้นจากภัยแล้ว ท่านจึงเป็นผไู้ มม่ ภี ยั
ทจี่ ะทำ� ใหท้ า่ นกลวั ทา่ นเปน็ ผไู้ มห่ วนั่ ไหวตอ่ ทกุ ขภ์ ยั อนั ตรายชวี ติ แตกตายใดๆ ทงั้ สิ้น
นี้เป็นพระอรหันต์ ผู้ส้นิ กเิ ลสอาสวะแท้ ทา่ นเปน็ ผ้ไู ดบ้ รรลถุ ึงธรรมจรงิ แท้ ให้พากนั
เขา้ ใจตามนี้ พวกเราเวลานไี้ มเ่ ปน็ อยา่ งนนั้ มแี ตม่ ารคอยจองกรรมจองเวร เบยี ดเบยี น
แกก่ นั และกนั สะด้งุ หวาดระแวงตลอดเวลา หาความสงบก็ไมม่ ี คลกุ คลีตลอดวัน
ตลอดคืน ต้องมีเวรยามเฝ้าประตูกลัวศัตรูจะมาท�ำอันตราย จิตใจท่ีมีความสะดุ้ง
หวาดขี้ขลาดขี้กลัวอย่างน้ีหรือเป็นจิตใจที่มีภูมิธรรมข้ันสูง จะให้เชื่อถือได้อย่างไร
เม่ือจิตใจมันเป็นอย่างนี้ กิเลสตัวเองหลอกตัวเอง แลว้ กเ็ ท่ยี วหลอกลวงผู้อ่นื ให้หลง
เชือ่ ตามๆ ไปด้วย กเิ ลสมันสร้างภาพพจน์ข้ึนในจติ ของตวั เองแล้วแสดงใหต้ นและ
คนอื่นเห็นว่าเป็นผู้วิเศษ ผู้ไม่มีความเชี่ยวชาญในด้านนี้ก็เช่ือมั่นด้วยส�ำคัญว่าเป็น
ความจรงิ หลงเชอ่ื อยา่ งงมงายวนุ่ วายกนั ทงั้ วดั ทง้ั วา พระพทุ ธเจา้ กด็ แี ลพระอรยิ สงฆ์
สาวกของพระพทุ ธเจา้ กด็ ี ทา่ นไมห่ ลงงมงาย และทา่ นไมเ่ คยสอนใหเ้ ชอื่ ถอื ความหลง
งมงายเหมือนอยา่ งพวกเราเด๋ยี วนี้เลย
ตอ่ ไปอยา่ พากนั ตน่ื ขา่ ว อยา่ พากนั เชอ่ื ถอื ความตนื่ ขา่ ว พระพทุ ธเจา้ พระองคท์ รง
ส่ังสอนพระพุทธสาวก อบุ าสก อุบาสกิ า ให้มีความฉลาดมปี ญั ญา พระองค์สอนให้
พวกเราใช้สติปัญญาพิจารณาเหตุและผลอันเป็นหลักธรรมแห่งความจริง เพราะ
สภาวธรรมทง้ั หลายมาจากเหตุ ถา้ เหตุดี ผลกต็ ้องดีมาตามเหตุ จะเปลี่ยนแปลงเป็น
อย่างอื่นไปไม่ได้ เป็นธรรมจริงไปตามเหตุแลผลต้ังแต่ไหนแต่ไรมามีมานานแล้ว
เป็นของจรงิ อย่างมนั่ คง มีตลอดกาล สว่ นเหตุทางฝ่ายไม่ดนี ้นั ล่ะ สว่ นผลนน้ั ก็ต้อง
ไม่ดีมาตามเหตุเช่นเดียวกัน เพราะฉะน้ัน พวกเราทุกคนควรจ�ำไว้เป็นหลักความ
ประพฤตแิ ละปฏบิ ัตติ อ่ ไป อย่าพากันถอื ผิดวิปริตไปจากเหตุและผล
114
ผู้ฟังทุกคนน่ังก�ำหนดจิตของตนอย่างสงบเงียบหยั่งจิตใจให้ถึงอรรถถึงธรรม
เมอื่ พระอาจารยฝ์ น้ั แสดงพระธรรมเทศนาจบลงแลว้ ผฟู้ งั ไดย้ กมอื ขนึ้ สาธกุ ารพรอ้ มกนั
เปน็ เสยี งเดยี วกนั หมดทกุ คน ทกุ คนรสู้ กึ วา่ มคี วามปลมื้ ปตี ดิ ใี จในพระสทั ธรรมเทศนา
ของทา่ นพระอาจารยใ์ นครง้ั นน้ั เปน็ อยา่ งยง่ิ พระอาจารยฝ์ น้ั สงั่ ใหแ้ มช่ ตี ดั เกบ็ ขนสงิ่ ของ
ของแม่ชีเองออกไปจากกุฏิที่แม่ชีตัดอยู่ใกล้ชิดกับกุฏิของพระอาญาครูดี ไปอยกู่ บั
พวกชีข้างนอก ทีแรกแม่ชีตัดคัดค้านไม่ยอมไป ว่าถ้าออกไปแล้วตัวเองต้องตาย
“ตายกต็ ายซิ ใหม้ นั รู้ พระอรหนั ตไ์ มต่ อ้ งกลวั ตาย” ทา่ นพระอาจารยฝ์ น้ั กลา่ ว ผลสดุ ทา้ ย
แม่ชีตัดจ�ำเป็นต้องขนของออกไป ท้ังท่านพระอาญาครูดีและแม่ชีตัดยังลังเลใจใน
ความเชื่อถือความส�ำคัญสัญญาของแต่ละฝ่ายที่เคยส�ำคัญยึดถือมั่นมาแต่ก่อน
ปล่อยวางยังไม่ได้หมด พระอาจารย์ฝั้นท่านจึงให้ญาติโยมรับท่านพระอาญาครูดี
พาไปส่งที่ป่าช้าระหว่างบ้านนาหัวช้างกับบ้านบะทองต่อกัน ในอ�ำเภอพรรณานิคม
จงั หวัดสกลนคร (เวลานเ้ี ปน็ วดั ป่าอดุ มสมพร)
พระอาจารย์ฝั้นท่านได้ช�ำระแก้ไขเร่ืองพระอาญาครูดีกับแม่ชีตัดตามท่ีท่าน
พระอาจารย์สิงห์ได้มอบหมายมาให้ เมื่อท่านได้แก้ไขส�ำเร็จเสร็จส้ินเรียบร้อยแล้ว
พอถงึ เวลาจะเขา้ พรรษา ทา่ นกเ็ ดนิ ทางกลบั นครราชสมี า ไปจำ� พรรษาอยทู่ วี่ ดั ปา่ ศรทั ธารวม
ทา่ นจงึ ไดเ้ ลา่ ใหผ้ เู้ ขยี นฟงั เมอื่ ปี พ.ศ. ๒๔๘๓ ภายหลงั ทา่ นพระอาญาครดู ไี ดย้ า้ ยไป
อยบู่ า้ นมว่ งไข่ และได้ถงึ แก่มรณภาพอยู่ทน่ี นั้ (ประมาณ พ.ศ. ๒๔๙๑)
115
ฟ้ืนฟูพระพุทธศาสนาที่ไทยใหญ่ (เมืองเชยี งตงุ )
เมอื่ สงครามโลกคร้งั ท่ี ๒ ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๘๔ ทหารไทยไดร้ ่วมกบั ทหาร
สมั พนั ธมติ ร (ญปี่ นุ่ ) ยกทพั ไปทำ� การตอนเหนอื ของประเทศ ทำ� การยดึ เมอื งเชยี งตงุ ได้
จอมพลผนิ ชณุ หะวณั เมอ่ื มยี ศเปน็ พลตรหี ลวงชำ� นาญยทุ ธศาสตร์ เปน็ แมท่ พั กองทพั
มณฑลทหารบกที่ ๓ จงั หวดั นครราชสมี า ไดค้ มุ ทหารออกไปรบครง้ั นดี้ ว้ ย เมอื่ เขา้ ยดึ
เมืองเชียงตุงได้แลว้ ทางรัฐบาลไทยไดแ้ ตง่ ตั้งพลตรหี ลวงชำ� นาญยุทธศาสตร์ เป็น
ข้าหลวงใหญ่อยู่เมืองเชียงตุง แต่ได้เปล่ียนช่ือจากเชียงตุงมาเป็นสหรัฐไทยใหญ่
จอมพลผนิ จงึ ไดเ้ ดนิ ทางกลบั นครราชสมี า เพอ่ื มายา้ ยครอบครวั เขา้ กรงุ เทพฯ แลว้ จะได้
ไปอยูป่ ระจำ� ทม่ี ณฑลสหรัฐไทยใหญต่ ่อไป
เมอ่ื จอมพลผนิ เดนิ ทางไปถงึ นครราชสมี าแลว้ จงึ มบี ญั ชาใหน้ ายทหารไปนมิ นต์
ทา่ นพระอาจารยฝ์ น้ั ทว่ี ดั ปา่ ศรทั ธารวม พรอ้ มทงั้ พระองคอ์ น่ื อกี รวมทง้ั หมด ๕ รปู ใหไ้ ป
รบั สงั ฆทานทบี่ า้ นของทา่ น ในพระจำ� นวน ๕ รปู นน้ั มผี เู้ ขยี นอยดู่ ว้ ย ทา่ นพระอาจารยฝ์ น้ั
ไปถงึ บา้ น ลา้ งเทา้ เชด็ เทา้ นมิ นตท์ า่ นขน้ึ ขา้ งบนนงั่ บนอาสนะทต่ี บแตง่ ไวเ้ รยี บรอ้ ยแลว้
จอมพลผนิ แตง่ ตวั แบบพลเรอื น นงุ่ กางเกงจนี ขายาว เสอื้ ขาวแขนสนั้ เขา้ มากราบใกลช้ ดิ
พระอาจารยฝ์ ั้นอย่างเรยี บรอ้ ยเหมือนกะลูกศิษย์ก้นกุฏิ ผ้เู ขียนเห็นแล้วจำ� ทา่ นไม่ได้
เข้าใจว่าเป็นชาวจีนหรือพ่อค้าคฤหบดีมาร่วมพิธีท�ำบุญถวายสังฆทาน ต่อเม่ือพระ
อาจารย์ฝัน้ ท่านถามขน้ึ ว่า “คุณหลวงสบายดีหรือ มาถงึ แต่เม่อื ไหร่” จึงทำ� ใหผ้ เู้ ขียน
ทราบวา่ เปน็ จอมพลผนิ
116
จอมพลผนิ ตอบคำ� ถามของทา่ นพระอาจารยแ์ ลว้ ไดเ้ ลา่ เรอื่ งตา่ งๆ ถวายใหท้ า่ น
พระอาจารยฝ์ ั้นฟังว่า “กระผมไดเ้ ข้าไปทจ่ี ังหวัดพระตะบอง ประเทศกมั พชู า (เขมร)
ตอนทหารไทยเราไดย้ กกำ� ลงั ไปรบอนิ โดจนี ไดเ้ ขา้ ยดึ จงั หวดั พระตะบอง ประเทศเขมร
หลงั จากทหารไทยของเรายดึ จงั หวดั พระตะบองไวไ้ ดแ้ ลว้ กระผมไดเ้ ขา้ ไปเหน็ จงั หวดั
พระตะบองเป็นครง้ั แรก ปรากฏเหมือนกับเมืองร้าง เงยี บวงั เวง ไม่มีผู้คนเดนิ ไปมา
ประตบู า้ นเรอื นปดิ หมด วดั วามอี ยกู่ ป็ ดิ ประตเู งยี บหมดเชน่ เดยี วกนั ใหท้ หารสรุ นิ ทร์
ท่ีพดู ภาษาเดียวกนั ไปเท่ยี วค้นหา จงึ ได้ทราบวา่ เขากลัวทหารไทย ได้พากันหลบหนี
ออกไปจากบา้ นไปซกุ ซอ่ นอยตู่ ามไรน่ าปา่ เขา ทหารไทยจงึ ไดไ้ ปหาและเกลย้ี กลอ่ มให้
ผทู้ ห่ี ลบหนกี ลบั เขา้ มาอยบู่ า้ นสเู่ มอื งคนื ปกติ และไดป้ ระกาศวา่ คณะทหารไทยไมไ่ ด้
เปน็ ศตั รกู บั พอ่ แมพ่ นี่ อ้ งชาวพระตะบอง แตม่ าคมุ้ ครองใหพ้ อ่ แมพ่ นี่ อ้ งชาวพระตะบอง
ของเราอยู่เย็นเป็นสุข ขอให้พ่อแม่พ่ีน้องของเราท่ีหลบซ่อนอยู่กลับมาสู่อยู่บ้านช่อง
ของตนๆ ตอ่ ไป ประชาชนทไี่ ดห้ ลบหนภี ยั พอไดย้ นิ ประกาศกพ็ ากนั ดใี จ หลง่ั ไหลออก
จากปา่ กลับคนื มาส่อู ย่บู ้านเรอื นของตนทุกๆ คน”
จอมพลผินเล่าต่อไปอีกว่า “มีทั้งพระภิกษุและสามเณรเป็นจ�ำนวนหลายรูป
มีพระเถระผู้ใหญ่เป็นหัวหน้า ได้น�ำดอกไม้เครื่องสักการบูชาถือเอาเข้าหากระผม
แล้วบอกว่า อาตมาภาพได้น�ำเคร่ืองสักการะมาเพื่อคารวะท่านผู้เป็นหัวหน้าทหาร
กองทัพไทยในท่ีน้ี กระผมได้ยินพระเถระท่านกล่าวดังน้ันแล้วก็ตกใจ เพราะ
ไมเ่ คยเหน็ ไมเ่ คยไดย้ นิ มากอ่ นวา่ พระทำ� ความเคารพคารวะฆราวาสญาตโิ ยมอยา่ งนเ้ี ลย
กระผมรบี ลกุ ขนึ้ กราบเรยี นใหท้ า่ นทราบทนั ทวี า่ ไมไ่ ด้ พระเจา้ พระสงฆเ์ คารพคารวะ
คฤหสั ถอ์ ยา่ งผมไมไ่ ด้ วา่ แลว้ กระผมกน็ มิ นตท์ า่ นทกุ รปู ขน้ึ ไปนงั่ บนทสี่ งู สว่ นกระผม
ได้นง่ั ลงบนพน้ื ตำ่� แลว้ กราบนมัสการท่านผเู้ ปน็ พระเถระผู้ใหญใ่ นสงฆ์ แลว้ ไดก้ ราบ
เรยี นทา่ นวา่ คณะรฐั บาลของพระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั และประชาชนไทยเคารพ
นบั ถอื พระพทุ ธศาสนา ยกพระพทุ ธศาสนาเปน็ ศาสนาประจำ� ชาติ คนไทยทกุ คนไมว่ า่
จะเปน็ คนชนชน้ั วรรณะใด ทกุ คนยอ่ มมคี วามเคารพกราบไหวพ้ ระสงฆผ์ ทู้ รงศลี และ
บวชในพระพทุ ธศาสนา แมบ้ วชในวนั นนั้ กต็ าม คฤหสั ถจ์ ำ� ตอ้ งทำ� ความเคารพกราบไหว้
พระสงฆ์ รัฐบาลไทยในพระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยูห่ วั ของไทยและประชาชนชาวไทย
มีความเคารพนบั ถอื พระสงฆ์องคเ์ จา้ ในพระพทุ ธศาสนาอย่างน้ี”
117
เม่ือจอมพลผินพูดจบลงแล้ว มีพระสงฆ์ชาวจังหวัดพระตะบองท่ีเคยมาอยู่
เมืองไทยและพูดภาษาไทยได้ ลุกขึ้นขออนุญาตพระมหาเถระแล้วพูดข้ึนว่า
“ทอ่ี าตมาภาพพรอ้ มดว้ ยคณะพระภกิ ษสุ ามเณรไดน้ ำ� เครอื่ งสกั การะมาทำ� ความเคารพ
คารวะ พณฯ ทา่ นนี้ กไ็ ดพ้ ากนั ทำ� ตามธรรมเนยี มทเ่ี คยทำ� มาทกุ ครงั้ ทเ่ี จา้ นายขนุ นาง
ผใู้ หญฝ่ รงั่ เศสมา พระเถระผใู้ หญใ่ นถนิ่ นน้ั ตอ้ งพาพระภกิ ษสุ ามเณรนำ� เครอื่ งสกั การะ
ไปแสดงท�ำความเคารพคารวะฝร่ังผู้เป็นเจ้าขุนมูลนายที่มาในถ่ินน้ัน พระสงฆ์ท่ีนี้
ไดป้ ฏบิ ตั ิอยา่ งนมี้ าเปน็ เวลานานมาแล้ว จึงเป็นธรรมเนยี มสืบตอ่ กันมาจนกระท่ังถึง
บดั น”้ี ทา่ นผอู้ า่ นเมอื่ ไดอ้ า่ นมาถงึ ตอนนแ้ี ลว้ มคี วามรสู้ กึ อยา่ งไรบา้ ง เจา้ นายฝรง่ั เศส
ท่ีปฏิบัติต่อพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาของประชาชนกัมพูชาในสมัยนั้น ปัจจุบันน้ี
ยง่ิ ย่�ำแย่ไปกวา่ นน้ั อีก
จอมพลผินจึงได้กราบเรียนท่านพระอาจารย์ฝั้นต่อไปว่า “เวลานี้คณะรัฐบาล
นายกจอมพล ป. พบิ ูลสงคราม ได้แต่งตงั้ ใหก้ ระผมไปเป็นข้าหลวงประจำ� อยเู่ มอื ง
เชยี งตงุ แตม่ าเปลย่ี นชอื่ ใหมว่ า่ สหรฐั ไทยใหญ่ เมอื่ กระผมไดไ้ ปอยปู่ ระจำ� แลว้ กระผม
จะต้องปรับปรุงบ้านเมืองพร้อมท้ังพระพุทธศาสนาก่อน เพราะพระพุทธศาสนาใน
ประเทศนน้ั เส่ือมทรามไปหมด เกอื บจะไมม่ ีเหลือเลย พระเณรฉันอาหารทุกเวลาได้
เหมอื นฆราวาส เขา้ ไปในบา้ นเลยี้ งดลู กู หลาน เฝา้ บา้ นใหพ้ อ่ แม่ ไปหากนิ ไปอยปู่ ะปนกบั
ผหู้ ญงิ ยงิ เรอื เขาไมถ่ อื กนั พระทป่ี ฏบิ ตั เิ หมอื นทา่ นอาจารยไ์ มม่ เี ลย ทา่ นอาจารยว์ า่ งไหม
ถ้าท่านอาจารย์ไม่ขัดข้อง กระผมขอนิมนต์ท่านอาจารย์ไปช่วยอบรมส่ังสอนฟื้นฟู
พระพทุ ธศาสนาทม่ี ณฑลสหรฐั ไทยใหญด่ ว้ ย เวลานท้ี า่ นอาจารยม์ หาปน่ิ ไปอยทู่ ไี่ หน”
(หมายถึงพระอาจารยม์ หาปนิ่ ปัญญาพโล ผู้เปน็ นอ้ งชายของทา่ นพระอาจารยส์ งิ ห์
ขนั ตยาคโม อดตี เจ้าอาวาสวดั ป่าสาลวัน) จอมพลผินถาม
“อาตมาเวลานว้ี า่ ง สว่ นตวั แลว้ กไ็ มม่ คี วามขดั ขอ้ ง แตพ่ ระอาจารยส์ งิ หไ์ มท่ ราบ
ทา่ นจะวา่ อยา่ งไร พระอาจารยม์ หาปน่ิ เวลานที้ า่ นอยทู่ วี่ ดั ปา่ ทรงคณุ ดงพระราม จงั หวดั
ปราจนี บรุ ”ี ทา่ นพระอาจารยฝ์ น้ั ตอบ “แหม ทา่ นอยไู่ กลเหลอื เกนิ จะไปนมิ นตก์ ไ็ มม่ เี วลา
กระผมจำ� ตอ้ งรบี กลบั เอาอยา่ งนก้ี แ็ ลว้ กนั กระผมขอนมิ นตท์ า่ นอาจารยฝ์ น้ั ตอนนเ้ี ลย
118
แต่กระผมจะต้องเดินทางไปก่อน เมื่อไปถึงเมืองเชียงตุงแล้ว กระผมจะส่ังมาเป็น
ทางการให้มารบั ท่านอาจารย์ไป ถ้าหากว่าทา่ นอาจารยไ์ ดพ้ บกบั อาจารยม์ หาปนิ่ แล้ว
กระผมขอกราบนมิ นตท์ า่ นไปดว้ ย ถา้ ทา่ นอาจารยก์ บั ทา่ นอาจารยม์ หาปน่ิ ไดไ้ ปอบรม
สั่งสอนพาประพฤติปฏิบัติฝึกหัดศึกษาเหมือนที่ท่านอาจารย์พาท�ำอยู่เวลาน้ี จะได้
ประโยชนม์ าก ทจี่ รงิ กระผมไมไ่ ดท้ ะเยอทะยานอยากไดอ้ ะไรอกี เลย ยศกระผมกพ็ อ
เงนิ เดอื นกระผมกพ็ อ แตน่ ายกทา่ นไมย่ อม ทา่ นเอาให้ เอาให้ กระผมกจ็ ำ� เปน็ ตอ้ งรบั ”
เม่ือได้เวลาแล้วก็ท�ำพิธีถวายสังฆทาน ท่านพระอาจารย์และพระทุกองค์รับแล้ว
ถวายพรเสร็จแล้วก็พากลับไปฉนั ทีว่ ดั
ภายหลงั ทา่ นพระอาจารยฝ์ น้ั เคยพดู ใหใ้ ครตอ่ ใครฟงั อยเู่ สมอวา่ มจี อมพลผนิ
คนเดียวเท่าน้ันแหละรู้จักพอ นอกน้ันยังไม่เคยได้ยินใครในเมืองไทยสักคนเดียว
พดู วา่ พอเลย ในตอนสดุ ทา้ ยญปี่ นุ่ แพส้ งคราม มณฑลสหรฐั ไทยใหญก่ ก็ ลบั เปน็ เมอื ง
เชียงตุงอยา่ งเดมิ
(ประวตั พิ ระอาจารยฝ์ น้ั อาจารเถระ ทพี่ ระอาจารยส์ วุ จั น์ สวุ โจ เรยี บเรยี ง จบแต่
เพยี งเทา่ น้)ี
119
พระธรรมเทศนา
พระอาจาโร หลวงปู่ฝ้นั
121
๑
มนุษย์ ๗ จ�ำพวก
โดย พระอาจารย์ฝ้ัน อาจารเถระ
ณ วัดป่าอดุ มสมพร จ.สกลนคร
วนั ที่ ๒๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๑๘
เข้าทีฟ่ ังธรรม นงั่ ใหส้ บาย เรามาน่ีต้องการความสขุ ความสบาย ฟงั ธรรมตอ้ ง
ฟงั ขา้ งใน ไมต่ อ้ งไปฟงั ขา้ งนอก ฟงั ขา้ งนอกมนั ไดย้ นิ แตเ่ สยี ง เสยี งวา่ มนั สขุ มนั ทกุ ข์
น่ไี ด้ยินแตเ่ ขาว่า นีฟ่ ังเขา้ ขา้ งใน นั่งให้สบาย น่ังขาขวาทับขาซา้ ย มอื ขวาทบั มือซ้าย
ตั้งกายใหต้ รง วางทา่ วางทางให้สงา่ ผา่ เผยยิ้มแย้มแจ่มใส เรามานี่ตอ้ งการความสุข
ความสบาย ฟังข้างในอย่าไปฟังข้างนอก ธรรมดาผลไม้ก็ดี มันงอกข้ึนจากใน
สขุ กไ็ มอ่ ยขู่ า้ งนอก อยขู่ า้ งใน เรานง่ั ใหส้ บายๆ เมอื่ กายเราสบายแลว้ เรากว็ างดวงใจ
ให้สบาย
เมื่อกายใจสบาย ให้นึกถึงที่พึ่งของเราท้ังหลายว่าอะไรเป็นที่พึ่ง ท่านสอนว่า
เอาคุณพระพุทธเจา้ เอาคณุ พระธรรม คุณพระสงฆ์ เป็นสรณะทพ่ี ง่ึ เป็นทร่ี ะลึก
เปน็ ทกี่ ราบทไี่ หวส้ กั การบชู าของเรา ไมม่ สี ง่ิ อนื่ เปน็ สรณะไดน้ อกจากพระพทุ ธเจา้ แลว้
นใี้ นเบอื้ งตน้ ตอ่ ไปเรากน็ กึ คำ� บรกิ รรมภาวนา บรกิ รรมสรณะ คอื สรณะของจติ ไดแ้ ก่
คำ� บรกิ รรมวา่ พุทโธ ธมั โม สังโฆ พทุ โธ ธัมโม สังโฆ สามหนแลว้ รวมเอาแต่
พทุ โธๆ คำ� เดยี ว หลบั ตางบั ปากเสยี ลนิ้ กไ็ มก่ ระดกุ กระดกิ ใหร้ ะลกึ เอาในใจ เดย๋ี วเรา
122
อยากรู้ว่าตัวของเรามันเป็นยังไงอยู่ ความสุขความทุกข์ของเรานี้เราอยากรู้ว่ามันอยู่
ชัน้ ใด ภมู ใิ ด หรอื ในภพอันใด มนั ดหี รือมันช่ัว หรืออะไรดีอะไรชั่ว ก็ฟังข้างใน
อยา่ ไปฟงั ขา้ งนอก ทา่ นฟงั กนั แตก่ อ่ น ไดย้ นิ พระพทุ ธองคท์ รงเทศนาแลว้ สาวกทง้ั หลาย
ไดส้ ดบั พระโอวาทค�ำส่งั สอนของทา่ นแล้วกไ็ ดส้ �ำเร็จมรรคส�ำเรจ็ ผล
มาเดย๋ี วนฟี้ งั เทศนแ์ ลว้ กแ็ ลว้ ไป ไมม่ ใี ครไดม้ รรคไดผ้ ล กเ็ พราะฟงั ไมด่ ี เมอ่ื ฟงั
ธรรมไม่ดี ก็เลยไมม่ พี ระพุทธ ไม่มพี ระธรรม พระสงฆ์ เลยไมม่ ีศาสนา ไมร่ จู้ ักว่า
ศาสนาอยูต่ รงไหน อยตู่ รงฟ้าหรืออยตู่ รงอากาศ หรอื อยู่ตรงพนื้ ดิน หรอื ตรงป่าเขา
เลากา อนั น้ี สวรรคอ์ ยทู่ ไ่ี หน นรกอยทู่ ไ่ี หน นพิ พานอยทู่ ไี่ หน ไดย้ นิ แตว่ า่ นรก สวรรค์
นพิ พาน เดยี๋ วนค้ี นทงั้ หลายกเ็ ลยไมเ่ ชอื่ ไมเ่ ชอ่ื นรกสวรรค์ วา่ บญุ วา่ บาป คนทง้ั หลายวา่
เหลอื เชอื่ ศาสนาคำ� สง่ั สอนของพระพทุ ธเจา้ กเ็ หลอื เชอ่ื วา่ ศาสนาไมม่ ปี ระโยชน์ ทำ� ให้
คนโง่
คดิ ดเู ดย๋ี วนล้ี ะ ศาสนาอะไรทำ� ใหค้ นโง่ ดซู ิ ศาสนาคอื อะไร ศาสนาคอื คำ� สง่ั สอน
ทา่ นสอนอะไร ก็สอนกายสอนวาจาสอนใจของคน ทา่ นไม่ได้สอนอ่นื สอนเพือ่ อะไร
กายวาจาใจของคน ทา่ นใหล้ ะความชว่ั ทางกายทางวาจาทางใจ ความชว่ั ไมไ่ ดอ้ ยทู่ อ่ี น่ื
อยู่ท่ีกายท่ีวาจาท่ีใจของคน ท่านสอนให้ละความชั่วเพราะกลัวเราทุกข์กลัวเรายาก
กลวั เราล�ำบากร�ำคาญ กลวั เราอดเราจน ตกทุกขไ์ ด้ยาก ทา่ นสอนอย่างน้ี กด็ ูเอาซิ
เชอ่ื หรอื ไมเ่ ชอ่ื วา่ ทกุ ขย์ าก อะไรทกุ ขล์ ะ่ หรอื ขา้ วของเงนิ ทองทกุ ขย์ าก หรอื ฟา้ อากาศ
ทกุ ขย์ าก การงานทกุ ขย์ าก ไมม่ ี มแี ตห่ วั ใจคนมนั ทกุ ขย์ าก หวั ใจคนวนุ่ วายเดอื ดรอ้ น
นแ่ี หละใหด้ เู อา น่แี หละบาป นแ่ี หละนรก เม่ือจิตเปน็ อย่างนัน้ แล้ว เวลาเราดบั ขนั ธ์
จิตนน้ั ก็นำ� เราไปทคุ ติ เวลาน้ีมันก็ทุกขอ์ ยู่แล้ว
บางคนมาคำ� นงึ ดู อดตี มนั เปน็ มายงั ไง ปจั จบุ นั เปน็ ยงั ไง อนาคตหนา้ จะเปน็ ยงั ไง
ดูซิ อนาคตข้างหน้าท่านไม่ให้ค�ำนึงคิดถึง อดีตล่วงมาแล้วท่านไม่ให้ค�ำนึงคิดถึง
ปจั จปุ ปันนัญจะ โย ธัมมงั ตตั ถะ ตตั ถะ วปิ สั สติ ทา่ นให้ดูในปจั จุบนั นง่ิ อยนู่ ้ี
เวลาน้ีจิตของเราเป็นยังไง จิตเรามันสุขหรือมันทุกข์ มันยากวุ่นวายเดือดร้อน
ถ้าจิตเปน็ อย่างนี้แล้ว อนาคตก็รอ้ นอยา่ งนี้ อนาคตกท็ กุ ขอ์ ย่างน้ี พจิ ารณาดซู ิ ถา้ จิต
123
เราสงบ มคี วามสงบ จติ เราดี มีความสขุ ความสบาย เย็นอกเย็นใจ ไมท่ กุ ข์ไม่ร้อน
ไม่วนุ่ วาย พุทโธ ใจเราเบกิ บาน พุทโธ ใจเราสว่างไสว พทุ โธ ใจเราผ่องใสสะอาด
ปราศจากทกุ ข์ ปราศจากโทษ ปราศจากภยั ปราศจากเวร ปราศจากความชว่ั ชา้ ลามก
ปราศจากความทกุ ขค์ วามจน เมอ่ื จติ เราเปน็ อยา่ งนนั้ นแี่ หละ นำ� ความสขุ ความเจรญิ
ให้ในปัจจุบันและเบ้อื งหน้า
จงึ วา่ ให้นั่งดู ใหฟ้ ังธรรม ฟังดูซิ ธรรมมันเกิดท่ไี หนเล่า ความสุข ทุกข์ อะไร
เปน็ สุข อะไรเป็นทกุ ข์ ใหฟ้ ังดู เราอยากดี อะไรมนั ดี ความดกี ค็ ืออยา่ งอธิบายให้ฟัง
ความดมี นั ยงั งี้ คอื ใจเราดี ใจเราสงบ ไมท่ ะเยอทะยานดนิ้ รน ไมก่ ระวนกระวายเดอื ดรอ้ น
ไมฟ่ งุ้ ซา่ นรำ� คาญ ไม่หงดุ หงิด ไมง่ อ่ นแงน่ คลอนแคลน ใจเราดสี งบน่งิ มนั ว่างหมด
อารมณท์ ง้ั หลายวา่ งหมด ไมม่ อี ะไร ใจสงบมคี วามสขุ ความสบาย อนั นแ้ี หละนำ� ความสขุ
ความเจริญมาใหใ้ นปัจจุบันและเบอื้ งหน้า ดเู อาซิ
เราทัง้ หลายมาน้กี ็ตอ้ งการความสุขความสบาย มาวัด ไม่ใช่ศาลาเป็นวัด ไมใ่ ช่
กฏุ โิ บสถว์ หิ ารเปน็ วัด วัดอยู่ทด่ี วงใจคน ศาลากค็ นทำ� โบสถ์กค็ นท�ำ คนท�ำทัง้ หมด
เมอื่ ใจคนดี สงิ่ เหลา่ นน้ั มนั กด็ ี เมอ่ื ใจคนไมด่ ี สงิ่ เหลา่ นนั้ มนั กไ็ มด่ ี ใจตกนรกกแ็ มน่
จติ ของคน ใจสวรรคก์ แ็ มน่ จติ ของคน เพราะฉะนน้ั ทา่ นจงึ กลา่ วไวใ้ นมนษุ ยท์ งั้ หลาย
มี ๗ จ�ำพวก มนุษย์มี ๗ อย่าง
มนุสสติรจั ฉาโน ท�ำไมจึงวา่ มนุสสติรัจฉาโน ดซู ิ ร่างกายเปน็ มนุษย์ หวั ใจเปน็
สตั วเ์ ดรัจฉาน คือมันขี้เกียจข้คี รา้ น รับอาหารแลว้ กน็ อน ไมร่ ้จู ักการกราบ ไมร่ ้จู ัก
การไหว้ ไมร่ ูจ้ กั การรกั ษาศลี ภาวนาท�ำบญุ ให้ทานอะไร เหมอื นกับสัตวเ์ ดรัจฉานนะ่
มนุษยเ์ ช่นนน้ั แหละตายไปกไ็ ปเป็นสัตว์เดรัจฉาน ดเู อาซิ พจิ ารณาเอาซิ รา่ งกายเป็น
มนษุ ยแ์ ต่หัวใจเปน็ สัตวเ์ ดรัจฉาน
มนุสสเปโต รา่ งกายเปน็ มนษุ ย์แต่หัวใจเป็นเปรต มันมแี ตโ่ มโหโทโส อยากฆ่า
อยากฟนั ความทะเยอทะยานดิน้ รน มีพยาบาทอาฆาตจองเวร ดซู ิ ใจมนั มีอาฆาต
น่ีแหละ มนุสสเปโต ร่างกายเปน็ มนุษย์ เม่อื ดับขันธไ์ ปแล้วก็ไปเปน็ เปรต
124
มนสุ สนริ เย มนษุ ยห์ ัวใจเปน็ นรก หัวใจเปน็ นรกคอื มันมดื มนั กลมุ้ อกกล้มุ ใจ
ให้ทกุ ขใ์ หร้ อ้ น ดูเอาซิ นัน่ แหละนรก ดับขันธ์ไปแลว้ กไ็ ปนรกซิ ไดร้ ับความทกุ ข์
ความยากความลำ� บากรำ� คาญ นมี่ นษุ ยเ์ ชน่ นี้ ทนี ถ้ี า้ ไมไ่ ปเปน็ อยา่ งนน้ั เกดิ เปน็ มนษุ ย์
กเ็ ปน็ มนุษย์ที่ตำ�่ ช้า หวั ใจต่ำ� ช้า อย่างอธบิ ายมาแลว้ ต�่ำช้ายงั ไงละ่ เปน็ ใบบ้ ้าเสยี จรติ
หหู นวกตาบอด ปากกดื กระจอกงอกงอ่ ย ขท้ี ดู กฏุ ฐงั ตกระกำ� ลำ� บาก แนะ่ มนษุ ยห์ วั ใจ
เป็นอยา่ งงนั้ ถ้าเกิดเป็นมนุษยอ์ ีกกเ็ กดิ เปน็ มนษุ ยต์ �ำ่ ช้า ดูซิใจเราทกุ คน ไม่วา่ พระ
วา่ เณร ไมว่ า่ ผหู้ ญงิ ผชู้ าย เอา้ ดู อธบิ ายใหฟ้ งั ถา้ มนั เปน็ อยา่ งนนั้ เราไมต่ อ้ งการกเ็ ลกิ
กล็ ะเสียซิ ใหร้ ้จู ักดีรู้จกั ชวั่ รู้จกั ผิดรจู้ ักถกู ร้จู กั ฟงั อธิบายให้ฟัง
มนสุ สเทโว รา่ งกายเปน็ มนษุ ยห์ วั ใจเปน็ เทวธดิ า เทวบตุ ร หวั ใจมที านมศี ลี มภี าวนา
รจู้ กั เคารพนบนอ้ ม รจู้ กั กราบรจู้ กั ไหว้ ใจมหี ริ โิ อตตปั ปะ ละอายบาปกลวั บาป ใจเบกิ บาน
ใจสวา่ งไสว ใจดี ดับขนั ธก์ ็ไปเป็นเทวบุตรเทวธิดา เรอ่ื งเปน็ อยา่ งน้นั ดูเอาซิ
มนุสสพรหมา ท้าวมหาพรหม นางมหาพรหม หัวใจเช่นใด มีพรหมวิหาร
มีพรหมวิหารธรรมเป็นเคร่ืองอยู่ หัวใจว่างไม่มีอะไร เหมือนกะอากาศนี้แหละ
วา่ งเปลา่ หมด เหลอื แตอ่ รปู จติ ดบั ขนั ธก์ ไ็ ปเปน็ พรหม ทา้ วมหาพรหม นางมหาพรหม
อยากรู้ก็ดูเอาซิ ทอ่ี ยู่ของเราเปน็ อยา่ งน้ี มนษุ ย์ทั้งหลาย
มนสุ สอรหตั โต รา่ งกายเปน็ มนษุ ย์ หวั ใจเปน็ พระอรหนั ต์ คอื ละกเิ ลสละตณั หา
กเิ ลสคอื ใจเศรา้ หมอง ตณั หาคอื ใจทะเยอทะยานดนิ้ รนกระวนกระวาย ทา่ นละกเิ ลส
ตณั หา ราคะ โลภะ โทสะ โมหะ อวชิ ชา ตณั หาอปุ าทาน ภพชาติ ละเดด็ ขาดในสนั ดาน
ไม่มสี ่งิ เหลา่ นี้ในจติ ใจ เม่อื ดับขนั ธไ์ ปกเ็ ขา้ สู่นิพพาน ดับทกุ ขใ์ นวฏั สงสาร ไมต่ อ้ ง
เวียนวา่ ยตายเกดิ อีก กเ็ ปน็ แต่มนุษย์ไดแ้ ตม่ นุษย์ซิ
เราจงึ มาฝกึ หดั อบรมบม่ นสิ ยั ของเรา เพง่ เลง็ ดซู ิ เราอยา่ ดอู น่ื เรานงั่ อยกู่ น็ งั่ ดใู จ
ของเรา ไมไ่ ดด้ ดู นิ ฟา้ อากาศนะ ใจของเรามนั เปน็ อยา่ งไร เหมอื นทอี่ ธบิ ายไดฟ้ งั ไหมละ่
มันไม่ดตี รงไหนก็แกไ้ ขซิ ทีน้ี
125
มนสุ สพทุ โธ รา่ งกายเปน็ มนษุ ย์ หวั ใจเปน็ พระพทุ ธเจา้ พระพทุ ธเจา้ กเ็ ปน็ มนษุ ย์
เหมอื นกบั พวกเราน้ี วา่ เรอื่ งภพเรอ่ื งชาตขิ องทา่ น บดิ ามารดาของทา่ นกม็ ี บตุ รภรรยา
ทา่ นกม็ ี ทา่ นเปน็ มนษุ ยค์ อื เรานแี่ หละ แตท่ า่ นประพฤตปิ ฏบิ ตั ิ ตรสั รดู้ ว้ ยพระองคเ์ อง
เปน็ สยัมภู ตรัสรดู้ ว้ ยพระองคเ์ อง ไม่มบี ุคคลผู้ใดหรือใครแนะน�ำพรำ่� สอน ร้ดู ้วย
ตนเองเปน็ สยมั ภู รแู้ จง้ แทงตลอดหมดซง่ึ สารพนั เญยยะธรรมทง้ั หลาย ไมม่ ที ปี่ กปดิ
สตั วท์ ง้ั หลาย ตนของทา่ น บพุ เพนวิ าสานสุ สตญิ าณ ญาณความรคู้ วามเหน็ ในบพุ พชาติ
เบอ้ื งหลงั เปน็ อะไรๆ มา ทา่ นรหู้ มด เรอื่ งมนั เปน็ อยา่ งนนั้ จตุ ปู ปาตญาณ จตุ จิ ากนไ้ี ปอยู่
ในภพชาตใิ ด ภพนอ้ ยๆ ใหญๆ่ ทา่ นรหู้ มด คอื เหมอื นอธบิ ายใหฟ้ งั นี้ อาสวกั ขยญาณ
ส้ินจากภพจากชาติ ทา่ นกร็ หู้ มด
ท่านจึงได้วางศาสนาไว้ให้แก่พวกเราพุทธบริษัทท้ังคฤหัสถ์และบรรพชิตท่ีเกิด
สดุ ทา้ ยภายหลงั นไ้ี มไ่ ดเ้ หน็ องคพ์ ระพทุ ธเจา้ มาพบปะแตธ่ รรมะคำ� สง่ั สอนดงั ทไี่ ดช้ แ้ี จง
แสดงแลว้ น้ี ไดย้ นิ ไดฟ้ งั เอหปิ สั สโิ ก จงรอ้ งเรยี กสตั วท์ งั้ หลายมาดธู รรม ธรรมอะไรละ่
รปู ธรรมนามธรรมนแี้ หละ คอื มาดอู ตั ภาพรา่ งกายของเราวา่ มนั มอี ะไรบา้ ง ตวั ของเรา
ว่าเป็นคน คนอยู่ที่ไหนค้นดูซิ มาพิจารณาดูซิ เราถือว่าเป็นคน เป็นตรงไหนเล่า
น่ันกเ็ ป็นผม เปน็ ขน เปน็ เลบ็ เป็นฟนั เปน็ หนงั เป็นเนื้อ เป็นตับไต ไส้น้อยไส้ใหญ่
อาหารเกา่ อาหารใหม่ ใช่ไหมเลา่ คนอยทู่ ีไ่ หน อนั น้นั กเ็ ปน็ นำ้� ดี น้�ำเสลด น้ำ� เหงอื่
นำ�้ ไคล น้�ำมกู น้�ำลายไปเสียแล้ว เปน็ เลอื ดไปเสียแลว้ เป็นนำ้� มูตรไปเสยี แลว้ ทไ่ี หน
ละคน
นแ่ี หละ ใหน้ อ้ มเขา้ มาเลง็ ดู มาดธู รรมนใ้ี หร้ จู้ กั ไว้ อนั น้ี เมอ่ื ธรรมเปน็ โอปนยโิ ก
น้อมเข้ามา ปัจจัตตัง รู้จ�ำเพาะตน ใครเป็นผู้ว่าน�้ำมูก น้�ำลาย น้�ำเหง่ือ น�้ำไคล
ใครเปน็ ผรู้ ู้ โอปนยโิ ก นอ้ มเขา้ ผรู้ ซู้ ิ ใครเปน็ ผวู้ า่ สขุ วา่ ทกุ ขว์ า่ ดวี า่ ชว่ั อะไรสขุ อะไรทกุ ข์
ทุกข์เพราะเหตุใด ทกุ ข์เพราะจติ เราไมส่ งบ ทกุ ข์เพราะจิตเราหลง สุขเพราะเหตใุ ด
สขุ เพราะจติ เราสงบ จติ เราไมห่ ลง จติ สงบนงิ่ มนั วา่ งหมด จติ ไมไ่ ดไ้ ปยดึ อนั โนน้ อนั นี้
จติ ไมไ่ ดส้ ง่ ขา้ งหนา้ ข้างหลงั จติ ไมไ่ ดส้ ่งข้างซา้ ยข้างขวา ขา้ งบนขา้ งลา่ ง ตงั้ ไวจ้ ำ� เพาะ
ทา่ มกลางผรู้ ู้ พทุ โธอยนู่ นั่ เบกิ บานสวา่ งไสว ความสขุ มนั อยตู่ รงนี้
126
เหตุนั้นให้พากันเพง่ เลง็ ดูซิ จะไปฟงั วา่ สุขอย่ตู รงโนน้ ทกุ ข์อย่ตู รงน้ี หาไมเ่ จอ
เพราะเหตนุ น้ั ใหด้ ซู ิ นง่ั อยมู่ นั กแ็ สดงใหเ้ รา นง่ั ๆ ไปหนอ่ ยหนงึ่ เราจะรธู้ รรม ขดั ตรงนนั้
ปวดตรงน้ี นแี่ หละธรรมะ ผใู้ ดเหน็ ทกุ ขอ์ นั นแี้ หละ ผนู้ น้ั แหละเหน็ ธรรม ผนู้ นั้ แหละ
จะรธู้ รรม ใหพ้ จิ ารณาธรรมอนั นี้ แสดงใหเ้ ราเหน็ โอ้ รปู ธรรมอนั นแี้ หละ ไดย้ นิ แตเ่ ขาวา่
ทนี เ้ี ขา้ ใจลกั ษณะแลว้ มนั เปน็ พยานแลว้ พยานความรวู้ า่ อนจิ จงั ทกุ ขงั อนตั ตา ไดย้ นิ
แต่เขาว่า
มาบดั น้ี เรากต็ อ้ งดซู ิ อนจิ จงั มนั เปน็ ยงั ไง ทกุ ขม์ นั เปน็ ยงั ไง อนตั ตามนั เปน็ ยงั ไง
อนิจจงั มันไมเ่ ที่ยง เราก็รวู้ า่ ไมเ่ ที่ยง จริงหรือไม่จรงิ ไมเ่ ที่ยงน่ะ มนั ไม่เทย่ี ง
แลว้ แตม่ นั จะเปน็ ขดั ตรงโนน้ ปวดตรงน้ี แลว้ แตจ่ ะเปน็ แลว้ เปน็ หวดั เปน็ ไอ เปน็ ไข้
เป็นหนาว สารพัดละ นี่แหละอนิจจัง เย็นแลว้ กร็ อ้ น วนุ่ วาย เรยี กว่ามนั อนจิ จงั
มันไม่เที่ยง ทีนี้เราจะท�ำให้มันเที่ยง จะให้มันเป็นยังง้ัน เราต้องท�ำจิตให้มันเท่ียง
มนั เทยี่ งแลว้ มนั กไ็ มแ่ ปรผนั มนั เทย่ี งแลว้ มนั กไ็ มท่ กุ ข์ สง่ิ ใดไมเ่ ทย่ี ง สง่ิ นนั้ กเ็ ปน็ ทกุ ข์
ทกุ ขงั ขงั อยใู่ นตวั เราทง้ั หมด มที ไี่ หนกม็ แี ตท่ กุ ขท์ ง้ั สน้ิ มนั ยงุ่ จล้ี งหนอ่ ยเดยี ว
กเ็ ห็นมีแต่ทกุ ข์ ทุกขุมขนแหละความทกุ ข์นี้ ใหร้ จู้ ักอยา่ งนี้
ส่ิงใดเป็นทุกข์ สิ่งน้ันเป็นอนัตตา ท�ำไมว่าอนัตตา คือมันไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน
ไมไ่ ด้บอกบงั คบั บัญชาผใู้ ด ไม่ได้อยใู่ นอ�ำนาจผใู้ ด ท่านจึงจัดเป็นอนตั ตา
ทีนี้เม่ือเราเห็นส่ิงเหล่านั้นเป็นอนัตตาหมดแล้ว ต้องโอปนยิโกซิ น้อมเข้ามา
ใครเปน็ ผวู้ า่ อนตั ตา มนั จะไดเ้ หน็ ตวั ตน มนั จะไดเ้ หน็ ผรู้ ู้ พทุ ธะคอื ผรู้ ู้ รวู้ า่ สง่ิ นนั้ เทย่ี ง
สงิ่ นไี้ มเ่ ทยี่ ง ผใู้ ดรวู้ า่ ไมเ่ ทย่ี ง กอ็ ยา่ ไปเอาซไิ มเ่ ทยี่ ง สง่ิ นนั้ เปน็ ทกุ ข์ เรากอ็ ยา่ ไปเอาซิ
ส่ิงท่ีมันเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา เราก็อย่าไปจับซิส่ิงอนัตตา ถ้ามันรู้มันต้อง
โอปนยโิ ก นอ้ มเขา้ มา เรากย็ งั รวู้ า่ มนั ทกุ ขอ์ ยแู่ ลว้ เรากย็ งั รอู้ นตั ตาอยแู่ ลว้ รจู้ กั วา่ อนตั ตา
ก็อยา่ ไปถือว่าเปน็ อัตตาซิ ปลอ่ ยวางละให้หมดซิ
นี่ ให้เข้าใจอย่างน้ีซิ ต้องประพฤติปฏิบัติฝึกหัดให้มันรู้ เราอยากพ้นทุกข์
สง่ิ ใดเปน็ ทกุ ข์ เรากอ็ ยา่ ไปยดึ มนั ซิ อยา่ ไปถอื มนั ซิ ปลอ่ ยวางเสยี ซิ ยดึ ทกุ ขม์ นั กเ็ ปน็
127
ทุกข์ซิ ยึดเอาสิง่ ไม่ดี มันกเ็ ป็นคนไม่ดี อยา่ มายึดเอาซิ วางให้สบาย ผู้ร้วู ่าสบายมี
นี่แหละ ผู้ปฏบิ ตั ิใหพ้ ึงรู้และใหพ้ ิจารณาส่งิ ทม่ี ีอยู่ ยถาภตู งั ญาณทสั สนัง ทัสสนะ
เรากไ็ ดย้ นิ ไดฟ้ งั ไดเ้ หน็ ภตู งั คอื ความเปน็ อยู่ มนั เปน็ อยยู่ งั ไงจติ ใจของเราเดย๋ี วนน้ี ะ่
มนั ดหี รือมนั ช่ัว มันสขุ หรอื มันทุกข์ หรอื มันไม่สุขและไม่ทกุ ข์ ใหม้ นั รซู้ ิ
นแี่ หละจงึ วา่ ปฏบิ ตั ิ สกั วา่ แตพ่ ดู นงั่ ดซู เิ ดย๋ี วน้ี เรอื่ งทกุ ขเ์ ชอ่ื หรอื ยงั มนั กแ็ สดงให้
เหน็ แลว้ นี่ ขดั ตรงโนน้ นง่ั ไปไดห้ นอ่ ยมนั ขดั ขน้ึ มาปวดขน้ึ มา อนั นน้ั แหละทกุ ข์ อยา่ หลง
รมู้ นั แลว้ อยา่ หลง อยา่ ทำ� บาปทำ� กรรม ทำ� ความชว่ั ทำ� บาปทำ� กรรมทำ� ยงั ไงเลา่ คอื จติ
มันไมส่ งบ จติ มันไปปรุงไปแตง่ อยู่ มันไมน่ ่งิ กรรมเกา่ ก็ยังไม่หมด กรรมใหม่ก็ตอ่
เรอ่ื ยไป มนั จะหมดสกั ทเี หรอ เราไปกำ� เอา อยา่ ไปกำ� เอาซิ วางปลอ่ ยมนั ซิ สงิ่ ใดเปน็ ทกุ ข์
มนั ไมใ่ ชต่ วั ตน ไมใ่ ชท่ กุ ข์ ทกุ ขไ์ มใ่ ชต่ น อยา่ ไปยดึ เอาซิ ปลอ่ ยวางใหห้ มด นขี่ อ้ สำ� คญั
เหตนุ ้ันใหพ้ ึงรู้พงึ เขา้ ใจซเิ ราน่ะ สนั ทฏิ ฐโิ ก ผูป้ ฏิบัตริ ้เู องเห็นเอง น่ีเราอยาก
พน้ ทกุ ข์ กท็ กุ ขอ์ ยทู่ ไี่ หน ความพน้ ทกุ ขค์ อื จติ เราไมท่ กุ ข์ จติ เราไมท่ กุ ขม์ นั กพ็ น้ ทกุ ขซ์ ิ
จิตมันไม่ใช่ทุกข์ ถ้ามันทุกข์มันก็ไปโน่นไปน่ีซิ กระโดดโน่น กระโดดนี่ซิ จิตมัน
เหนอ่ื ยไมเ่ ป็น จิตมันทุกข์ไมเ่ ปน็ ถา้ รู้จักเหน่อื ยมนั กห็ ยุดซิ ลองบอกมัน อยา่ ไปซิ
อย่ากระโดดซิ น่งิ วางเสียซิ เปรยี บเหมือนกับเราท�ำงาน ถา้ รู้จักเหนอื่ ยแลว้ ก็หยุด
อปุ มาภายนอกอยา่ งนนั้ รจู้ กั ทกุ ขก์ ห็ ยดุ ซิ อยา่ ไปกอ่ กรรมกอ่ เวรกอ่ ภยั ตอ่ ไปซิ หยดุ นงิ่
ให้มนั ว่างหมด
พอจติ สงบนง่ิ ไดแ้ ลว้ จติ ตลหตุ า เบาจติ กายกเ็ บาสบาย จติ ตมทุ ตุ า มทุ ุ มนั ออ่ น
นม่ิ อมิ่ อกอิม่ ใจ นน่ั แหละดเู อา พ้นทกุ ข์ตรงน้แี หละ ไมใ่ ชท่ ี่อ่ืน ตอ่ ไปให้พากนั ดู
ใหพ้ ึงรพู้ ึงเหน็ พึงเขา้ ใจในขอ้ ปฏบิ ตั ิ อย่าสักแตว่ ่าทำ� ดูใหเ้ ห็นตัวจรงิ มนั ซิ สุขจริงๆ
กเ็ มอื่ เราละไดแ้ ลว้ เราปลอ่ ยวางไดแ้ ลว้ เมอื่ เราไมล่ ะไมป่ ลอ่ ยไมว่ างกท็ กุ ขจ์ รงิ ๆ เหน็ ทกุ ข์
เหลือทน นัง่ ก็ไมต่ ดิ กระดุกกระดกิ อย่เู ร่อื ย น่นั มนั เปน็ ทุกข์ ดเู อาซิ แนห่ รอื ไม่แน่
ใครเป็นละ่ วางดูซิ ถา้ จิตมนั ไม่ว่าแล้ว ส่ิงนัน้ ก็เปน็ อะไรวา่ เขาไม่ไดเ้ ปน็ อะไร เราไป
วา่ เอา ทกุ ขก์ เ็ ราไปวา่ เอา สขุ กเ็ ราไปวา่ เอา เราวา่ สขุ มนั กเ็ ปน็ สขุ เราวา่ ทกุ ข์ มนั เปน็ ทกุ ข์
เราวา่ ดี มันกด็ ี เราวา่ ช่ัว มันก็ชวั่ สมมตเิ อา เรอื่ งสมมติ
128
น่ี สตั วท์ ง้ั หลายจมในมหาสมุทร หลงสมมติ ไปนกึ ว่าตัววา่ ตน ไปนึกว่าสตั ว์
วา่ บคุ คล วา่ เราวา่ เขา แนะ่ เราเพง่ เลง็ ลงตรงนซ้ี ิ เอา้ จติ มนั สงบหรอื ยงั ดเู อา ไมส่ งบ
นน่ั แหละมนั เปน็ ทกุ ข์ อยากรอู้ ยากเหน็ นแี่ หละ กมั มสั สโกมหิ กรรมเปน็ ของของตน
เหน็ กรรมอนั โนน้ กรรมอนั น้ี กรรมอยทู่ ไ่ี หน กรรมไมไ่ ดม้ าจากฟา้ อากาศ ตน้ ไมภ้ เู ขา
เลากา หรอื มาจากบา้ นเมอื งถนนหนทาง กรรมเกดิ จากกายของเรา เกดิ จากวาจาใจของ
เรานี้ กายกรรม วจกี รรม มโนกรรม มนั เกดิ ตรงน้ี เราปลอ่ ยกรรมเสยี ซิ กรรมเกา่ กย็ งั
ไมห่ มด กรรมใหมก่ ต็ อ่ เรอ่ื ยไปไมร่ จู้ กั หมดซกั ที ถา้ หยดุ เสยี ละ่ ผนู้ ไ้ี มท่ ำ� กรรมตอ่ ไป
กรรมมนั จะมาจากทไ่ี หนเลา่ กายกรรมเรากด็ แี ลว้ วจกี รรมวาจาเรากไ็ มม่ ี ยงั เหลอื แต่
มโนกรรม คอื ความนอ้ มนกึ กรรมเปน็ ของของตน กมั มสั สโกมหิ กรรมเปน็ ของของตน
ไมใ่ ช่เปน็ ของของคนอ่ืน ของตนน่นั แหละ เราท�ำไม่ดีใครทกุ ข์ เราประพฤตดิ ใี ครสขุ
เราเป็นผู้สุขไม่ใชเ่ หรอ เราเปน็ ผู้ทกุ ขไ์ ม่ใช่เหรอ ให้พากนั ใหพ้ ึงรพู้ งึ เห็นซิ กรรมเปน็
ของของตน กลั ยาณงั วา ปาปะกังวา ตัสสะทายาทา ภะวิสสนั ติ เราทำ� กรรมอนั ใดไว้
เปน็ บญุ หรอื เปน็ บาป เราจะรบั ผลของกรรมสบื ไป อนั นเ้ี ราจะรไู้ ด้ กรรมดนี ะ่ กลั ยาณงั วา
กรรมอนั ดี รวมสน้ั ๆ คอื จติ เราดมี คี วามสขุ ความสบาย จติ สงบแลว้ รสู้ กึ เบาตนเบาตวั
เบารา่ งเบากาย หายทกุ ขห์ ายยาก ไมม่ ที กุ ข์ มแี ตค่ วามสขุ ความสบาย นแี่ หละกรรมอนั ดี
ใจมนั สงบ ปาปะกงั คอื กรรมอนั ชว่ั ละ คอื จติ ไมส่ งบ ดน้ิ รน สง่ โนน่ สง่ นี่ ไปปรงุ ไปแตง่
ไปกอ่ บาปกอ่ กรรม อนั นเี้ รยี กกรรมอนั ชว่ั เมอื่ เปน็ เชน่ นแ้ี ลว้ ตา่ งคนตา่ งเพง่ เลง็ ดหู วั ใจ
ของเรา
เอา้ ตอ่ นจ้ี ะไมอ่ ธบิ ายแลว้ ไดย้ นิ เสยี งอนั ใดกต็ าม รวู้ า่ ไมม่ อี นั ตรายแลว้ ไมต่ อ้ ง
เดอื ดรอ้ น ตา่ งคนตา่ งฟงั หวั ใจของตวั จรงิ หรอื ไมจ่ รงิ มนั สงบ อยากพน้ ทกุ ข์ คอื จติ เรา
ไมส่ ง่ ไปตรงโนน้ ตรงนี้ วางใหห้ มดปลอ่ ยใหห้ มด ใหม้ นั วา่ งมนั สบาย ดลู มหายใจเขา้
หายใจออกใหม้ นั รู้ดี ดลู มหายใจให้รู้ อายุของเราเท่าลมหายใจเท่านน้ี ่ะ หายใจเขา้
หรือหายใจออกใหด้ เู อา เม่ือหายใจมันเย็นก็ทำ� ใจใหม้ นั เย็น หายใจมันสบายก็ท�ำใจ
ของเราใหม้ นั สบาย อยา่ ไปวนุ่ วายซิ นงั่ ใหส้ บายๆ ไมน่ านเทา่ ไรดอก เอาสกั ๓๐ นาที
เปน็ ยังไง ดไี หมทกุ คน เทศนใ์ ห้ฟงั แล้ว ทำ� ให้มันรู้เหน็ ซิ เป็นยงั ไง เขา้ ใจไหม
มาสอบดใู จเรา เห็นธรรมไหม ไดค้ วามเปน็ ยงั ไง ใจเป็นยังไงละ่ นง่ั ดู ใจเจา้ ของน่ะ
129
อยากสขุ อยากสบายใหร้ ไู้ วซ้ ิ นแ่ี หละ ประเทศไทยถอื พทุ ธศาสนา เอาอะไรเปน็ ศาสนา
ถ้าเราไม่ท�ำอย่างนี้ก็ไม่เข้าถึงศาสนา ไม่เห็นศาสนาซิ ศาสนาคือค�ำส่ังสอน ก็สอน
อันนแ้ี หละ สอนเพื่อให้เรามคี วามสขุ ความสบาย ให้ละความชัว่ ละท�ำไมความชว่ั
เพราะกลวั เราทกุ ข์ กลวั เรายาก กลวั เราลำ� บากเราจน ความช่วั ต้องละ อธบิ ายแลว้
ความสุขความสบายก็คือใจเราดีมีสุขความสบาย อันน้ีน�ำความสุขความเจริญให้ใน
ปจั จบุ นั และเบอื้ งหนา้ เมอื่ ใจเราสบายแลว้ ทำ� อะไรกส็ บาย การงานกส็ บาย ครอบครวั
กส็ บาย ชาวบา้ นรา้ นตลาดประเทศชาตกิ ็สบาย ดับขนั ธแ์ ล้วกไ็ ปอย่ทู ่สี บายนะ่ ซิ
บอกแล้ว ใจเราไมส่ บาย ใจเราไม่ดีแลว้ ก็ทกุ ขก์ ็ยาก วุ่นวายเดือดร้อน กร็ ับ
ความทกุ ขค์ วามยากซิ ครอบครวั กล็ ำ� บาก อะไรกท็ กุ ขย์ ากไปหมด ชาวบา้ นรา้ นตลาด
ประเทศชาติก็ยาก น่ี พระพุทธเจ้าสอนให้ละส่ิงท่ีทุกข์ที่ยาก ไม่ใช่อื่น ทุกข์ยาก
ไม่ใช่ฟา้ อากาศทุกขย์ าก ตน้ ไมภ้ ูเขาเลากาทกุ ข์ยาก หวั ใจคนน่ีซทิ ุกข์ยาก มาแก้ทนี่ ซ่ี ิ
ถอื ศาสนา เขา้ ถงึ พระพทุ ธ ถงึ พระธรรม ถงึ พระสงฆ์ พุทธะคือความรู้ ถงึ ผู้รู้น่ันซิ
พระธรรมเรากท็ ำ� ทง้ั หมด ดชี ว่ั ไมใ่ ชอ่ น่ื ทำ� ฟงั ดซู ิ กสุ ลา ธรรมา อกสุ ลา ธรรมา เราทำ� มา
มนั จงึ ได้ นเ่ี ราไมท่ ำ� มาแตอ่ ยากได้ อยากไดอ้ นั โนน้ อยากไดอ้ นั น้ี เราไมไ่ ดท้ ำ� มนั กไ็ มไ่ ดซ้ ิ
เราทำ� มามนั จงึ ได้ สง่ิ ใดไมไ่ ดท้ ำ� มามนั กไ็ มไ่ ด้ สขุ ทกุ ขเ์ ราทำ� มามนั จงึ ได้ เขา้ ใจไหมละ่
ตอ่ ไปใหพ้ ากนั นง่ั ดนู ะ บา้ นเมอื งของเราอยากใหม้ นั สงบ ประเทศชาตไิ มว่ นุ่ วาย อยา่ ให้
มันว่นุ ใจเรา ตา่ งคนต่างสงบ
130
๒
หายหลงเพราะร้จู ัก “นะโม”
โดย พระอาจารยฝ์ ้นั อาจารเถระ
ณ วัดป่าอดุ มสมพร จ.สกลนคร
เราอยากได้แต่สงบถ่ายเดียว อยากให้เปน็ อยา่ งนั้น เราตอ้ งเพ่งดูค�ำบรกิ รรม
ภาวนา เมอ่ื มคี ำ� บรกิ รรมภาวนาแลว้ เราจะตอ้ งละวติ กเสยี กอ่ น วติ กขนึ้ มา เราอยากรู้
อะไรละ่ เราตอ้ งเพง่ ดกู รรมของเรา ภพของเรามอี ยสู่ ามภพ กามาวจรธรรมา รปู วจรธรรมา
อรปู าวจรธรรมา นน่ั ทอ่ี ยขู่ องเรา เชน่ จติ ของเราเดยี๋ วนแ้ี หละอยแู่ ตใ่ นกามาวจรกศุ ลน้ี
ฉกามาวจรกุศล นนั่ แบ่งเป็นสองนัย เป็นฉกามาวจรสวรรค์อนั หนงึ่ เป็นอบายภมู ิ
อนั หนงึ่ คอื จติ เรามนั ทอ่ งเทย่ี วอยใู่ นรปู ในเสยี ง ในกลนิ่ ในรส ในสมั ผสั ในอารมณ์
ทั้งหลาย
เหตนุ แ้ี หละ เราจงึ ทำ� บรกิ รรมภาวนาเสยี กอ่ นในเบอ้ื งตน้ ใหน้ กึ พทุ โธ ธมั โม สงั โฆ
แลว้ ใหน้ กึ พทุ โธ พทุ โธ จติ เรามนั อยกู่ บั ทห่ี รอื มนั อยทู่ ไี่ หน กเ็ พง่ เลง็ ดจู ติ ของเราใหร้ ู้
ในเบอื้ งตน้ อนั นแี้ หละ ถา้ เรายงั จบั อะไรไมไ่ ด้ ใหบ้ รกิ รรมภาวนา เพง่ เลง็ ดคู ำ� บรกิ รรม
ภาวนานั้นเพ่ือให้รู้จักสติรู้จักจิตของเรา จิตของเรามันส่งหน้าส่งหลัง หรือส่งซ้าย
ส่งขวา หรือส่งขา้ งบนขา้ งล่าง หรอื ดา้ นกวา้ งสถานกลางใดๆ ตอ้ งให้รู้จกั ไว้ เมื่อเป็น
เชน่ นนั้ ใหน้ กึ ค�ำบรกิ รรมนี้ให้หนกั ๆ เข้าไป เร่งๆ เขา้ ไป เพ่งเลง็ เข้าไป จิตจะสงบ
131
ลงได้ จะรจู้ กั ความรคู้ วามประสงคจ์ ติ ของเรา ถา้ ยงั ไมอ่ ยอู่ นั ใดไมท่ นั ได้ ตงั้ จติ ใหม้ นั นงิ่
อยอู่ นั เดยี ว
เม่อื นกึ คำ� บรกิ รรม พทุ โธๆ แลว้ เรากว็ างคำ� บรกิ รรม เพ่งดทู ่ีรอู้ ยู่น่ัน มันหลง
หรือมันไม่หลงให้รู้จัก มันไม่หลงคืออันใด คือเราก�ำหนดให้นิ่งก็นิ่งอยู่อันเดียว
มนั ไม่ส่งไปโน่นไปนี่ เหน็ ค�ำภาวนาอยู่ท่ีเดยี ว เรากเ็ พง่ อยูต่ รงนั้น หรือมนั ถอนจาก
ตรงนนั้ แลว้ หาทจี่ บั ไมไ่ ด้ มนั ไมห่ ยดุ อยู่ เราจงึ มาพจิ ารณามลู กรรมฐาน เพง่ ดกู รรมฐาน
จำ� แนกแจกธรรมใหม้ ันเห็น เราหลงวา่ เป็นตัวเปน็ ตน เป็นสัตว์ เป็นบคุ คล เป็นเรา
เปน็ เขา จงึ ใหม้ าพจิ ารณา นโม นนี้ ะ่ เคยพจิ ารณาแลว้ หรอื ยงั นโม เคยพจิ ารณาหรอื ยงั
มูลกรรมฐานอาการ ๓๒ น้นี ะ่ ต้องพิจารณาเสมอซิ ให้คน้ อยู่ เพื่อจะละสกั กายทฐิ ิ
เพือ่ จะละวิจกิ ิจฉา เพ่ือจะละสลี ัพพตปรามาส การลบู คลำ� ศลี นแ่ี หละมันจึงละได้
พิจารณาอย่างไรล่ะ เราจะพิจารณาให้มนั ละสกั กายทฐิ ิ ถอื อนั น้ีเป็นตัวเป็นตน
เปน็ สัตว์ เป็นบคุ คล เปน็ เราเป็นเขา นี่ มนั คาอยู่ตรงน้ีคนเรา พระพทุ ธเจ้าทา่ นสอน
นะโม ใหร้ จู้ กั นะ รจู้ กั โม หัวใจตัวเรามนั จึงรกั ษาได้
ใหน้ ้อมเข้ามาถงึ นะ พิจารณา นะ เรากพ็ จิ ารณาธาตุน้�ำ ปิตตัง น�้ำดี เราก็
พิจารณาน้�ำดีน่ีเป็นยังไง น้�ำดีนี่เป็นคนหรือเป็นอะไร เป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย เพ่งดู
มนั อยทู่ ไี่ หนนำ�้ ดนี น่ี ะ่ เสมหงั นำ้� เสลด อยา่ งนลี้ ะ่ ปพุ โพ นำ�้ เหลอื ง อยา่ งนลี้ ะ่ โลหติ งั
นำ�้ เลอื ด มนั อยทู่ ไ่ี หนเลา่ สง่ิ เหลา่ นน้ั เปน็ คนหรอื เปน็ อะไร เรากเ็ พง่ ดมู นั เปน็ อะไร มนั ดี
หรอื มนั ชวั่ ยงั ไง เสโท นำ�้ เหงอ่ื อยา่ งนลี้ ะ่ เมโท นำ�้ มนั ขน้ อสั สุ นำ้� ตา วะสา นำ้� มนั เหลว
เขโฬ น้ำ� ลาย สิงฆาณกิ า นำ้� มูก ละสิกา น้ำ� ไขข้อ มตุ ตัง น้ำ� มูตร สิง่ เหล่านี้เรากเ็ พ่งดู
เพง่ เพราะเหตใุ ด สง่ิ เหลา่ นเ้ี ปน็ ของเอาหรอื เปน็ ของทงิ้ ใหร้ จู้ กั วา่ สง่ิ เหลา่ นไี้ มเ่ ปน็ แกน่
เปน็ สาร ไมเ่ ป็นคน ไม่เป็นตนเปน็ ตวั ไมเ่ ป็นผหู้ ญิงไมเ่ ปน็ ผู้ชาย พอจติ เราเหน็ แลว้
มนั กถ็ อนอปุ าทานการยดึ ทง้ั หลาย มนั ละหมด เพราะสงิ่ เหลา่ นมี้ นั ไมเ่ ปน็ สาระสกั อยา่ ง
ไม่มีแกน่ สาร
การพิจารณาอันนีก้ ็เพอื่ จิตจะไดถ้ อนอุปาทานการยึดวา่ สงิ่ นัน้ เปน็ ของเรา สง่ิ น้ี
เปน็ ของเรา นี่ เพอื่ จะถอนอปุ าทานการยดึ สงิ่ เหลา่ นนั้ เขาไมไ่ ดว้ า่ เขาเปน็ อะไร เขาไมไ่ ดว้ า่
132
เขาเปน็ คน เขาอยอู่ ย่างนนั้ เรามาถืออันน้ี แลว้ สง่ิ เหลา่ นกี้ ็ไมม่ ใี ครต้องการ มีแต่
คนรงั เกยี จ นำ�้ มกู อยา่ งนใ้ี ครตอ้ งการ นำ้� เหงอื่ ใครตอ้ งการ ไมม่ ไี มใ่ ชเ่ หรอ น่ี มนั เหน็
ความชำ� รดุ ทรดุ โทรมแลว้ จติ มนั จงึ วางสญั ญาอารมณไ์ ด้ มนั เลยหายจากสตั วบ์ คุ คล
ตวั ตนเราเขา น่ี มนั มาคามาขอ้ งอยอู่ นั นแี้ หละ จงึ ใหพ้ จิ ารณาสง่ิ เหลา่ นล้ี งในจติ ของตน
เช่ือมน่ั อยอู่ ยา่ งน้ี ใหม้ ันเห็นอันหน่งึ อันใดแลว้ จิตมันสงบเอง ถ้ายงั ไมเ่ ห็นสงิ่ เหลา่ นี้
อยู่ตราบใดแลว้ จติ มนั ฟงุ้ มันไม่หยุดไมห่ ยอ่ น มันถือสญั ญาสำ� คญั มน่ั หมาย น่นั ดี
นนั่ ชว่ั นนั่ ผดิ นนั่ ถกู เลยไปยดึ อยอู่ ยา่ งนน้ั มนั เลยเปน็ ทกุ ข์ ถอื รกั ถอื ชงั อยอู่ ยา่ งนน้ั
มันเลยเป็นทุกข์ น่ี เม่ือเห็นอย่างนั้นแล้วมันจะไปรักอะไรล่ะ มันจะไปชังอะไรล่ะ
มนั อยอู่ ยา่ งนน้ั จะไปรกั มนั กอ็ ยอู่ ยา่ งนนั้ จะไปรงั เกยี จมนั กอ็ ยอู่ ยา่ งนน้ั มนั ไมไ่ ดว้ า่ อะไร
เป็นแต่เราไปวา่ เขา น่คี ือให้จิตสงบต้องพจิ ารณาอย่างนน้ั
โม นที้ า่ นวา่ เกสา ผม โลมา ขน นะขา เลบ็ ทนั ตา ฟนั ตะโจ หนงั อนั นแี้ หละ
มูลกรรมฐาน สัตว์ทั้งหลายมันหลงในส่ิงเหล่าน้ีแหละ เราก็พิจารณาอันนี้แหละ
เพอ่ื เหตใุ ด สง่ิ ทวี่ า่ มานมี่ นั เปน็ คนหรอื เปน็ อะไร มงั สงั เนอื้ อยา่ งนเ้ี ปน็ คนไหมละ่ นะหารู
เอน็ เปน็ คนไหม อฏั ฐิ กระดกู อยา่ งนเ้ี ปน็ คนไหม เรากเ็ พง่ ดู มนั ไมไ่ ดเ้ ปน็ คนน่ี อฎั ฐมิ ญิ ชงั
เยอื่ ในกระดกู ละ่ มนั กไ็ มไ่ ดเ้ ปน็ คน วกั กงั มา้ ม หะทะยงั หวั ใจ ยะกะนงั ตบั กโิ ลมะกงั
พังผืด ปิหะกงั ไต ปพั ผาสัง ปอด อันตงั ไส้ใหญ่ อนั ตะคณุ ัง ไสน้ อ้ ย อุทะรยิ ัง
อาหารใหม่ กะรสี งั อาหารเกา่ เหลา่ นน้ี ะ่ มนั ไมไ่ ดเ้ ปน็ คนไมใ่ ชเ่ หรอ แนะ่ เราเอาอะไร
มาเปน็ คนละ่ เลยหลงสมมติ เมอ่ื เราเหน็ ความจรงิ เปน็ อยา่ งนี้ เรากถ็ อนสมมตวิ า่ คนซิ
มันเห็นสิ่งเหล่านีช้ ำ� รดุ ทรดุ โทรมแลว้ มนั ก็วางอุปาทานขนั ธ์ วางอุปาทานการยดึ ถอื
มนั กล็ ะสักกายทิฏฐไิ ด้ วิจิกจิ ฉา ความสงสยั วา่ อันน้นั ดอี นั นี้ช่ัว มันกไ็ มม่ เี สียแลว้
มนั เป็นอยา่ งนน้ั
ยถาภตู งั ญาณทสั สนงั ภตู งั ความเปน็ อยู่ เรากเ็ พง่ เหน็ กำ� หนดจติ เขา้ แลว้ นล่ี ะ
เป็นอนั หนึ่งอันใดแลว้ มันก็สงบเอง จิตเรามันเป็นอย่างน้ัน สงบเพราะเหตใุ ดเลา่
มนั ไมเ่ ปน็ แกน่ เปน็ สาร มนั ไมม่ สี าระ ไมน่ า่ อยากไดอ้ ะไรซกั อยา่ งในสงิ่ เหลา่ น้ี พจิ ารณา
ดซู ิ มนั มอี ะไร มนั ไมม่ คี นแลว้ เพราะเราไดจ้ ำ� แนกแจกแจงแลว้ ภควา จำ� แนกแจกธรรม
พอจำ� แนกแจกออกแลว้ มนั ไม่มีอะไรนี่
133
เหตุน้นั ให้พจิ ารณาเพ่งนกึ พทุ โธ พุทโธ พอวางแลว้ กเ็ พง่ ดูสงิ่ นี้ละ ใหด้ ูว่า
มันอยอู่ ย่างไร จิตเรามนั หลงอะไร หรอื มนั ไม่หลง กใ็ หม้ ันร้ใู นกามาวจรทัง้ หลาย
ความสำ� คญั รปู กด็ ี เสยี งกด็ ี กลนิ่ กด็ ี รสกด็ ี สมั ผสั อารมณท์ งั้ หลายทงั้ หมด มนั มาหลง
สง่ิ เหลา่ นี้ พอเหน็ ลงอยา่ งนแ้ี ลว้ วา่ สง่ิ เหลา่ นมี้ นั ไมใ่ ชเ่ ปน็ แกน่ สาร ไมม่ สี าระ เรามาหลง
สมมตหิ ลงนยิ ม หลงถอื วา่ เปน็ ตนเปน็ ตวั เปน็ สตั วเ์ ปน็ บคุ คล เปน็ เราเปน็ เขา เรามาถอื อยู่
อย่างน้แี หละมันจงึ ได้ทุกข์ พอมันเหน็ ไม่มีสาระสักอย่างแลว้ มนั กว็ างหมด
พอจติ เราวางหมดนแ่ี หละ จิตนน้ั กว็ างจากกามภพ วางจากรปู ภพ ยงั เหลือแต่
อรปู ภพ มาพจิ ารณาแลว้ กย็ งั เหลือ “นาม” มนั มแี ต่ เวทนา สญั ญา สงั ขาร วญิ ญาณ
เรากพ็ ิจารณาซิ สัญญา โอ้ เราไปสัญญาว่าอย่างโน้นอย่างน้ี เราไปสญั ญาเอาเฉยๆ
สงั ขาร เราไปปรงุ แตง่ วญิ ญาณ เปน็ ผไู้ ปรู้ รวู้ า่ สงิ่ เหลา่ นน้ั เปน็ อยา่ งนน้ั พอมนั เหน็ เปน็
อยา่ งนั้นแลว้ มนั ก็หยดุ น่ิงอยอู่ ันเดยี วเพราะมนั ไม่มที ี่เอา มันวา่ งไปหมด เพราะมนั
วางหมดสง่ิ เหลา่ นี้ มนั ทอดธรุ ะ ไมไ่ ดไ้ ปยดึ เมอื่ เราไมไ่ ดไ้ ปยดึ สง่ิ เหลา่ นน้ั จติ มนั กส็ งบ
เหลือแต่ผู้รอู้ ันเดียว เรากก็ ำ� หนดความร้อู นั น้นั
นี่แหละ เพราะจิตมนั วา่ งจากรูป มนั เหลอื แต่ อรูป อรปู จติ เปน็ แตจ่ ติ นีไ้ ปยึด
ไปถือท้ังหมด เป็นแตจ่ ติ นเ่ี ปน็ ผูไ้ ปสมมติ เปน็ แต่จิตนีเ่ ปน็ ผ้ไู ปยึดเอา เรากม็ าร้เู ท่า
สงั ขาร รวู้ า่ วญิ ญาณอนั นแ้ี หละ พอมนั รเู้ ทา่ แลว้ มนั กว็ างหมดแหละ แตน่ เ่ี รายงั ไมร่ เู้ ทา่
ปัญญาของเรายังไม่ร้เู ท่าสญั ญา สังขาร วิญญาณ มันก็เลยหลงอยนู่ ่แี หละ น่ีเราหัด
ไมใ่ หห้ ลง อนั นพี้ อเรารแู้ ลว้ มนั จะไปกอ่ ภพกอ่ ชาตทิ ไี่ หนๆ เรากร็ ไู้ ด้ หรอื มนั ถอื ทม่ี ดื
หรือมันถือทวี่ ่าง หรอื ความเฉยๆ แลว้ แต่จติ ของเรา เราก็ไปตามรูม้ ันอีก มนั ไปติด
ตรงไหนล่ะ มนั กเ็ ป็นภพตรงนนั้ มันไปตดิ ในรปู ในเสียง ในกลิ่น ในรส เหล่าน้ีนั้น
มนั ก็เป็นกามภพทอ่ งเทย่ี วในวัฏสงสาร ใหร้ ้จู กั ท่อี ยู่ของจิต
เหตุน้ันให้พากันพิจารณาตามรู้ตามเห็นความเป็นอยู่ความมีอยู่ อย่าไปหานะ
ไปหาละไม่เจอ ให้ก�ำหนดน่ิงดูให้มันรู้อยู่อย่างน้ัน มันสุข ก็ดูให้มันรู้อยู่อย่างนั้น
ทม่ี นั มีอยู่ น่แี หละ ผู้ปฏิบัติ ท่านจงึ ให้ละตัณหา หาแลว้ มันไมเ่ ห็น ให้มนั หยุดน่งิ
เรากเ็ หน็ จะใหจ้ ติ เราสงบได้ เปรยี บภายนอกเหมอื นกบั นำ�้ มนั จะใสไดต้ อ้ งทำ� อยา่ งไร
134
เราตอ้ งวางนำ้� นนั้ ใหม้ นั นง่ิ พอมนั นงิ่ มนั กใ็ ส พอนำ�้ มนั ใส เรากม็ องเหน็ ไดท้ กุ สงิ่ ทกุ อยา่ ง
นกี่ ฉ็ นั ใด จติ เรานงิ่ แลว้ มนั ภาวนามนั ไดค้ วาม ฟงั เทศนก์ ไ็ ดค้ วาม ถา้ จติ ไมน่ งิ่ ฟงั ก็
ไมไ่ ดค้ วาม ภาวนากไ็ มไ่ ดค้ วาม มนั ไมร่ จู้ กั ดรี จู้ กั ชวั่ ไมร่ จู้ กั สขุ ไมร่ จู้ กั ทกุ ข์ นน่ั แหละ
สมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน
สมถะ น่ันหละท�ำจติ ใหส้ งบ พอมันสงบแลว้ มันก็เกดิ วปิ ัสสนา ขึ้น วปิ สั สนา
คอื ความรู้ เกดิ ญาณความรขู้ นึ้ มนั รสู้ งั ขารทงั้ หลาย รทู้ ดี่ บั ของสงั ขาร พอมนั เกดิ ตรงไหน
มนั กด็ บั พอจติ มนั นง่ิ พอมนั เคลอ่ื นทจี่ ากทลี่ ะ่ มนั ตวั สงั ขารละ่ มนั ปรงุ แลว้ กร็ จู้ กั ดบั
ตรงสังขาร ทีนี้เรามาพิจารณาสังขารท้ังหลาย มันเป็นทุกข์ทั้งน้ัน สังขารา ทุกขา
สังขารธรรมทั้งหลายเปน็ ทุกข์ สังขารา อนจิ จา สงั ขารทงั้ หลายไมเ่ ท่ยี งทั้งหมด สง่ิ ใด
ไมเ่ ที่ยง ส่งิ น้ันเปน็ ทกุ ข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สงิ่ นนั้ ไม่ใชต่ ัวตน พอเราเห็นอย่างนีแ้ ลว้
เรามนั ก็รูแ้ จง้ เหน็ จรงิ แล้ว เมอื่ ร้แู จง้ เห็นจริงแล้วมนั ก็ดับในตนของตนเอง นแี่ หละ
เมื่อไดย้ ินแล้วตอ้ งโอปนยิโก ตอ้ งนอ้ มเขา้ ไปนะ
135
๓
หลงของเกา่
โดย พระอาจารย์ฝ้ัน อาจารเถระ
ณ วัดปา่ อดุ มสมพร จ.สกลนคร
พระพุทธเจ้าเทศนาไวว้ า่ สัจจัง เว อมตา วาจา เอสะ ธัมโม ธรรมเป็นของเกา่
มิใช่เป็นของใหม่ เราประพฤติเราปฏิบัติให้รู้จักของเก่า คือที่เราเกิดมาแล้วของเก่า
ทั้งนั้น อารมณส์ ญั ญาทง้ั หลายทเ่ี ราไดร้ ไู้ ด้เห็นได้ยินได้ฟังมาเป็นแตข่ องเกา่ ท้งั หมด
มิใชเ่ ป็นของใหม่สักอยา่ ง เราเกดิ มารู้จักวา่ ก่กี ปั กกี่ ลั ป์อนันตชาติแลว้ เรอ่ื งมนั เป็น
อย่างนี้
เพราะเหตนุ น้ั เราตอ้ งพจิ ารณาของเกา่ รปู รา่ งนก้ี ข็ องเกา่ สงั ขารรา่ งกายนก่ี ข็ องเกา่
จติ ใจของเรานก่ี เ็ ปน็ ของเกา่ มใิ ชเ่ ปน็ ของใหม่ ฟา้ อากาศ ดนิ นำ�้ ลม ไฟ กเ็ ปน็ ของเกา่
ต้ังแต่ไหนแต่ไรมา ปุพเพ อนนุสสุเตสุ ธัมเมสุ ธรรมทั้งหลายมันมีอยู่อย่างน้ัน
เหตุน้ันเราพึงให้รู้จัก เราได้เวียนว่ายตายเกิดมานี้รู้จักว่ากี่กัปก่ีกัลป์อนันตชาติแล้ว
มาถงึ ชาติภพอนั น้ีแหละ เหตุนนั้ ให้เราพากันพจิ ารณาสิ่งเหล่าน้ีใหร้ ู้จักธรรมท้งั หลาย
มรรคผลสวรรค์นิพพานก็ไม่ใช่ของใหม่ เป็นของเก่าท้ังนั้น ศีล สมาธิ ปัญญา
หลักพระพุทธศาสนาก็ของเกา่ ท้ังน้ัน มิใชเ่ ปน็ ของใหม่
136
คนท้งั หลายล่ะตน่ื เกา่ ต่นื ใหม่ วา่ สมัยใหม่ ท่ีแท้จรงิ เป็นของเก่า คนหลงเข้าใจ
เปน็ ของใหม่ เหน็ ใหมก่ ว็ า่ เป็นของใหม่ แท้ท่ีจริงของเกา่ ทัง้ นั้น เหตุน้ันให้พากันให้
รจู้ กั ความเป็นอยูค่ วามมีอยู่ ทา่ นจึงวา่ ยถาภตู งั ญาณะทัสสนงั ภตู ัง ความเปน็ อยู่
เราจะรคู้ วามเปน็ อยไู่ ดย้ งั ไง เดย๋ี วนเี้ ราไดย้ นิ ไดฟ้ งั เอหปิ สั สโิ ก รอ้ งเรยี กสตั วท์ งั้ หลาย
มาดธู รรม ตอ้ งมาดอู นั ใดเลา่ กด็ รู ปู ธรรมนามธรรมของเรา รปู ธรรม คอื อตั ภาพรา่ งกาย
ของเรานี้ นามธรรม ดวงใจของเรา ผ้คู ดิ อารมณ์ สัญญา นีม่ นั เปน็ ของเกา่ หรอื
ของใหม่ ให้พิจารณา
ความเปน็ อยยู่ งั ไง เราตอ้ งใหพ้ จิ ารณา คอื ความหลง นี่ ใหร้ เู้ ดยี๋ วนเี้ ราหลง เราไมร่ ู้
จงึ ไดก้ ลายเปน็ อนื่ ไป ถา้ เรารแู้ ลว้ เราไมห่ ลง คอื อตั ภาพรา่ งกายเรานไ้ี มเ่ ปน็ สง่ิ นา่ หลง
สักอย่าง เราต้องพิจารณา เช่นท่ีพระอุปัชฌายะสอนมูลกรรมฐาน เราก็ไม่น่าหลง
ทา่ นสอนมลู กรรมฐาน ทา่ นสอนอะไร ทา่ นกส็ อนผม สอนขน สอนเลบ็ สอนฟนั สอนหนงั
ผม ขน เลบ็ ฟัน หนงั นั้นเปน็ ของเกา่ หรือของใหม่ เราควรพิจารณาโอปนยกิ ธรรม
ใหน้ อ้ มเข้ามาพิจารณาดู ผมน้เี ปน็ ของใหมห่ รอื ของเกา่ ขนเป็นของใหมห่ รือของเก่า
เลบ็ ของเราเปน็ ของใหมห่ รอื ของเกา่ ฟนั ของเราเปน็ ของใหมห่ รอื ของเกา่ หนงั ของเรา
เป็นของใหมห่ รือของเกา่ มนั เป็นของเกา่ ตัง้ แต่เราเกดิ มา
เหตนุ น้ั เราตอ้ งนอ้ มพจิ ารณาในมลู กรรมฐานนี้ เพอื่ เหตใุ ด เพอ่ื ไมใ่ หห้ ลง อนั น้ี
เราหลงแล้วส�ำคัญมั่นหมายเป็นอ่ืนไป เป็นของใหม่ไป เม่ือเห็นเป็นของใหม่แล้ว
เรากเ็ ลยอยากได้ ถา้ เราเหน็ เปน็ ของเกา่ เปรยี บอปุ มาอปุ ไมยเหมอื นกบั ผา้ ผอ่ นทอ่ นสไบ
มนั ชำ� รดุ ทรุดโทรมไปแล้ว เราก็ไม่ต้องการและไม่อยากได้ นีส้ ังขารร่างกายของเรา
ก็เช่นเดียวกัน เห็นความช�ำรุดทรุดโทรมอยู่แล้ว ท่ีท่านสอนแล้วในมูลกรรมฐาน
อุปชั ฌายะท่านสอนใหอ้ นุโลมปฏิโลม อนโุ ลมว่า ผม ขน เลบ็ ฟนั หนงั เปน็ ของดี
ของงามหรือ อนั นี้ปฏิโลมเข้ามา มนั งามยงั ไงผม ถ้ามนั งามแลว้ เราชำ� ระสะสางทำ� ไม
ดสู มี นั กด็ ี ดกู ลน่ิ มนั กด็ ี พจิ ารณาดซู ิ มนั เปน็ ของสะอาดหรอื ไมส่ ะอาด เหตนุ นั้ เราตอ้ ง
เปน็ พระกรรมฐาน เรยี นกรรมฐาน เราเปน็ กรรมฐาน กรรมฐานอนั นมี้ อี ยจู่ ำ� เพาะทกุ รปู
ทุกนาม ไมว่ ่าผู้หญงิ ไมว่ า่ ผู้ชาย เหตุนั้นพระพุทธเจา้ จงึ สอนขอ้ นี้
137
ทา่ นสอนมาตงั้ แตเ่ มอื่ ไหรก่ รรมฐานนี้ ปพุ เพ อนนสุ สเุ ตสุ ธมั เมสุ มมี าตงั้ แตไ่ หน
แตไ่ รมา หากคนเราไมไ่ ดพ้ จิ ารณา เมอื่ ไมไ่ ดพ้ จิ ารณากเ็ ลยพากนั หลงอยนู่ ล่ี ะ่ เหตนุ น้ั
ให้พากันพิจารณาให้รู้ เม่ือรู้แล้วมันไม่หลง มันรู้แล้วมันเป็นยังไงล่ะ มันเป็นของ
โสโครกสกปรกหรอื เปน็ ของไมส่ ะอาด ไมเ่ ปน็ แกน่ สาร ไมม่ สี าระ และไมม่ ใี ครตอ้ งการ
เชน่ ผม ขน เล็บ ฟนั หนงั เหลา่ น้ี ถูกข้าวถกู อาหาร เราจะฉนั ก็ไม่ได้ รบั ประทาน
กไ็ ม่ได้ ทำ� ไมจึงเป็นยังงนั้ เล่า กเ็ พราะมนั ไม่ดี มนั ไมส่ ะอาด มันน่าเกลียด เม่ือมนั
นา่ เกลยี ดอยา่ งนแี้ ลว้ เราไปรักใคร่อะไรล่ะ ไปยินดีอะไรล่ะ จงึ ได้หลงทะเยอทะยาน
ด้นิ รนกระวนกระวายจติ ใจของเรา
เหตนุ ั้นให้พากันนอ้ มเขา้ มาพจิ ารณาใหร้ ้ใู หเ้ หน็ ส่ิงเหล่าน้ี เมอ่ื เราเหน็ สิ่งเหลา่ นี้
แล้ว เราก็จะถอนราคะความก�ำหนัดยินดีในรูป เราก็ถอนโลภะความโลภอยากได้
เราก็ถอนโทสะความโกรธ ถอนโมหะความหลง ไม่มสี ง่ิ จะต้องการ จิตเรากเ็ ป็นศีล
จติ เราก็เปน็ สมาธิ จติ เรากม็ ปี ญั ญาความรอบรใู้ นกองสังขารท้ังหลายเหลา่ นี้ อะไรมา
ปรงุ แตง่ ไมไ่ ด้ มาหลอกหหู ลอกตาเราไมไ่ ด้ มาหลอกจมกู หลอกลนิ้ หลอกกายหลอกใจ
ของเราไมไ่ ด้ นเ่ี ราพจิ ารณาแลว้ เหน็ จรงิ แจง้ ประจกั ษแ์ ลว้ เชอื่ มนั ลงยงั งน้ั นไี่ มไ่ ดโ้ กหก
หลอกลวงใคร สง่ิ เหลา่ นถ้ี า้ ตนของตนไมเ่ หน็ แลว้ ใครจะบอกจะสอนสกั เทา่ ไร มนั กไ็ ม่
เช่อื ฟัง
ในธรรมคณุ ทา่ นจงึ วา่ สนั ทฏิ ฐโิ ก ผปู้ ฏบิ ตั ริ เู้ องเหน็ เอง คอื ทา่ นสอนใหม้ าปฏบิ ตั ิ
ร้ผู ม ร้ขู น รเู้ ล็บ ร้ฟู ัน รู้หนัง นแ่ี หละ ท่านไม่ไดส้ อนอันอน่ื เดย๋ี วน้ีเราก็มาหลงอะไร
กม็ าหลงผม หลงขน หลงเล็บ หลงฟนั หลงหนงั นลี่ ่ะ ถ้าเราเกดิ มาผมไม่มี ขนไมม่ ี
เลบ็ ไมม่ ี ฟนั ไมม่ ี หนงั ไมม่ แี ลว้ คนเราจะนา่ ดไู หม นา่ รกั ใครน่ า่ ชอบใจและยนิ ดไี หม
ใหพ้ จิ ารณาดซู ิ มนั เปน็ ยงั ไง นเ่ี พอื่ ยถาภตู งั ญาณะทสั สนงั ความเปน็ อยู่ ความมอี ยู่
อยา่ งน้ี นแ่ี หละ เรามาหลงสง่ิ เหลา่ นล้ี ะ่ จงึ ไดว้ นุ่ วายเดอื ดรอ้ น ประเทศชาตบิ า้ นเมอื ง
กไ็ ม่สงบ เพราะคนประกอบด้วยโลภะ ราคะ โทสะ โมหะ มนั เกดิ วนุ่ วายกนั ซิ แน่ะ
เรอื่ งมนั เปน็ อยา่ งนนั้ ถา้ เราพจิ ารณาเหน็ แลว้ เรากเ็ ปน็ ผสู้ ำ� รวมกาย สำ� รวมวาจา สำ� รวมใจ
เราเรยี บรอ้ ย เมอ่ื มคี วามส�ำรวมอยา่ งน้ี จะไปฆ่าผู้ฆ่าคนฆา่ สตั วต์ ัวใหญ่ตัวโตอะไร
138
แมแ้ ตม่ ดตวั แดงแมงตวั นอ้ ยทา่ นกไ็ มใ่ หก้ ระทำ� ไมใ่ หเ้ บยี ดเบยี นซงึ่ กนั และกนั คดิ ดซู ิ
ไมใ่ หม้ คี วามเบยี ดเบยี นซงึ่ กนั แลกนั ใหส้ ำ� รวมกายของเรา กรรมทงั้ หลายมนั เกดิ มาจาก
กายของเรา ไมเ่ ห็นวา่ กรรมท้งั หลายมนั เกดิ มาจากฟ้าอากาศ
เหตุนนั้ เม่อื เรามาพจิ ารณากาย พิจารณาวาจา พิจารณาใจแลว้ กรรมมนั เกิด
จากกาย เกดิ จากวาจา เกดิ จากดวงใจ น่ี เราก็มารกั ษากาย รักษาวาจา รักษาดวงใจ
เราน้ีใหเ้ ปน็ ศลี ศีลคอื ความปกติ มันไมม่ ีความทะเยอทะยานด้ินรน เมื่อจิตของเรา
ปกติ กายของเราปกติ ใจของเราปกตแิ ล้ว มันก็เป็นศลี ศลี กค็ อื ความสงบ มนั ก็มี
ความเยอื กเยน็ มคี วามเบา มคี วามสบาย มคี วามสวา่ งไสว มนั กม็ คี วามผอ่ งใส ในศาสนา
ในธรรมวนิ ยั นมี้ ันเปน็ อยา่ งนี้ เหตนุ นั้ ใหพ้ ากนั น้อมเข้ามาพจิ ารณา ตา่ งคนตา่ งสงบ
ต่างคนต่างระงับภัยระงับเวรแล้ว ภัยเวรทั้งหลายก็ไม่มี บ้านเมืองก็อยู่เย็นเป็นสุข
สนกุ สบาย ต่างคนต่างสบาย ต่างคนต่างเปน็ สุข เพราะไม่มีภัย ไมม่ ีเวร ไมม่ ีบาป
ไมม่ กี รรม กรรมเกดิ จากกาย เกดิ จากวาจา เกดิ จากดวงใจ ของเรา พระพทุ ธเจา้ สอนไว้
เป็นหลักพระพุทธศาสนา เป็นเคร่ืองแก้ทุกข์ เป็นเครื่องดับทุกข์ เมื่อเราไม่มีภัย
ไมม่ เี วรแลว้ เวรมนั จะมาจากทไ่ี หนละ่ กรรมมนั จะมาจากทไี่ หนละ่ ความชว่ั มนั จะมา
จากท่ไี หน เพราะเราไมม่ ีแลว้ ในจติ ใจของเรา
เหตนุ นั้ ใหพ้ ากนั ทำ� ทกุ วนั ไดย้ นิ ไดฟ้ งั อยเู่ สมอ มนั เปน็ อยา่ งนี้ ปพุ เพ อนนสุ สเุ ตสุ
ธมั เมสุ ธรรมทง้ั หลายมมี าอยอู่ ยา่ งนี้ ใหพ้ ากนั ใหเ้ หน็ รตู้ อ่ ไป อยา่ ไดพ้ ากนั สงสยั สนเทห่ ์
ลังเลในศาสนาธรรมะคำ� ส่ังสอนของพระพุทธเจา้ เมื่อใจของเราส�ำรวมเรียบรอ้ ยแลว้
จติ ของเรากเ็ ปน็ สมาธิ เพราะมนั ไมม่ โี ทษ ไมม่ บี าป ไมม่ กี รรม ไมม่ ภี ยั ไมม่ อี ปุ สรรค
แลว้ จติ ของเรากต็ งั้ มน่ั ตงั้ เทยี่ ง ตงั้ ตรง มคี วามเยอื กความเยน็ มคี วามเบา มคี วามสบาย
มคี วามสวา่ งไสว มคี วามผ่องใส เป็นสรณะทพี่ ่ึงของเราได้ เราก็ไดท้ ี่พ่งึ ท่ดี ี อัตตโน
นาโถ ตนเปน็ ทพ่ี งึ่ ของตน ไดท้ พี่ งึ่ ของของตนอนั ดอี นั เลศิ อนั ประเสรฐิ หาคา่ หาราคามไิ ด้
พจิ ารณาดูซิ เรากน็ อ้ มเข้ามาพิจารณาซิ ไม่ใช่ไปพิจารณาอนื่
เราภาวนาทุกวัน เราก็ท�ำจิตใหเ้ ปน็ สมาธิ วธิ ีจะดับบาปดบั กรรมดบั ความชัว่ ช้า
ลามกทง้ั หลาย ดบั ภยั ดบั เวร จะลา้ งบาปลา้ งกรรม ลา้ งภยั ลา้ งเวรทงั้ หลายนน่ั ไมม่ วี ธิ อี น่ื
139
นอกจากเรานง่ั สมาธิ เมอื่ นงั่ สมาธิ จติ สงบเปน็ หนงึ่ แลว้ เอกงั จติ ตงั เปน็ จติ อนั เดยี วแลว้
เอกังธัมมัง เป็นธรรมอันเดียวแล้ว บาปกรรมทั้งหลายมันก็ไม่มี ภัยท้ังหลาย
มนั กไ็ มม่ ี เวรทง้ั หลายมนั กไ็ มม่ ี มแี ตค่ วามสขุ นนั่ ซิ สขุ เพราะอะไร นตั ถิ สนั ติ ปะรงั สขุ งั
สขุ เพราะจิตเราสงบ เม่อื จติ เราสงบเราก็เป็นสุข ความสุขเกิดจากตรงนี้ เมอ่ื ความสุข
มนั มแี ลว้ ภยั มนั จะมมี าจากทไ่ี หนละ่ ทกุ ขม์ นั จะมมี าจากทไ่ี หนละ่ เมอ่ื จติ เราเปน็ สขุ แลว้
เพราะฉะนัน้ เราจึงท�ำจติ ของเรานี้ให้เปน็ สุข เราต้องนง่ั สมาธใิ ห้จิตตัง้ ม่นั เม่ือจิตเรา
ตง้ั ม่ันแล้วกม็ คี วามสุขความสบาย
เมอื่ มคี วามสขุ ความสบายแลว้ เกดิ อบุ ายเกดิ มปี ญั ญาความรู้ เกดิ มคี วามฉลาด
เรยี กวา่ ปญั ญารอบรใู้ นกองสงั ขาร เพราะสงั ขารมนั ปรงุ แตง่ ไมไ่ ด้ สง่ิ จะเกดิ ขนึ้ จากสมาธิ
เราร้แู ลว้ จิตเราเคล่อื นไปข้างหน้ามาข้างหลงั ข้างซ้ายข้างขวา ข้างบนขา้ งลา่ ง เราก็
รแู้ ลว้ จติ เราเศรา้ หมองเรากร็ แู้ ลว้ จติ เราผอ่ งใสเรากร็ แู้ ลว้ เรยี กวา่ ปญั ญา ความรอบรู้
ในกองสงั ขาร จติ เราเคลอื่ นไหวอยา่ งไร เรากร็ แู้ ลว้ นี่ เพราะเราทำ� สมาธเิ ปน็ หลกั หรอื
จติ เราเอนเอยี งไปทางไหนเรากร็ แู้ ลว้ จติ เรามคี วามโลภ ความโกรธ ความหลง ขน้ึ มา
มนั กร็ ูแ้ ลว้ มนั ก็เกิดข้ึนไมไ่ ดซ้ ิ จึงว่าเจริญ เกิดปญั ญาก็อาศัยหลกั สมาธนิ ี้
เหตุนั้น ผู้จะมอี บุ ายมีปัญญา มาน่ังสมาธิมนั กเ็ หน็ ดีมันกเ็ ห็น ช่วั มันก็เห็น
ภพชาติท้ังหลายมันก็เห็น พ้นทุกข์มันก็เห็น ไม่พ้นทุกข์มันก็เห็น มืดมันก็เห็น
สวา่ งมนั กเ็ หน็ หลงมนั กเ็ หน็ มนั กร็ ู้ รใู้ นสมาธนิ ล้ี ะ่ มนั กเ็ หน็ ตรงนนั้ ไมใ่ ชไ่ ปเหน็ ตรงอน่ื
เหตุนี้ให้พากันให้รู้ให้เห็นพวกเรา น่ีแหละอุบายจะได้แก้ไขให้จิตสงบ เราต้องเดิน
มลู กรรมฐานนใ้ี หม้ าก ภาวโิ ต พหลุ กี ะโต ทำ� ใหม้ ากพจิ ารณาใหม้ าก เพราะเราเหน็ ใน
มูลกรรมฐานแล้ว เห็นรากเห็นฐานแล้ว เม่ือเห็นสมุฏฐานแล้ว เราก็ตัดสมุฏฐานซิ
แก้สมุฏฐานซิ เมือ่ สมฏุ ฐานไม่มีแล้ว มันก็หมดน่ะซิ
เดีย๋ วน้ีเราไมร่ ้จู กั วา่ สมุฏฐานเกดิ มาจากที่ไหน สมทุ ยั น่นั มนั มาจากสมุฏฐานใด
สิง่ เหล่านี้เปน็ แตส่ มมติท้ังหมด ผมก็สมมติ ขนกส็ มมติ เล็บกส็ มมติ ฟนั ก็สมมติ
หนงั กส็ มมติ ผคู้ นเรากส็ มมติ ตน้ ไมภ้ เู ขาเลากามแี ตส่ มมตทิ งั้ หมด หลง ดชี ว่ั เราเปน็
ผสู้ มมตทิ งั้ นนั้ เหตนุ น้ั เราตอ้ งพจิ ารณาใหม้ นั แนล่ งไปในจติ ของเรา เมอ่ื จติ เราเปน็ สมาธิ
140
เทย่ี งตรงอยอู่ ยา่ งนน้ั มนั กไ็ ดร้ บั ความสขุ ความสบายซิ เราอยากสขุ อยากสบาย ทำ� จติ
ของเราใหส้ งบ ถา้ จติ เราไม่สงบแลว้ มันจะสุขได้อย่างไร เราก็ต้องร้ซู ิ จติ ไมส่ งบน่ะ
มนั เพราะเหตใุ ด กเ็ พราะความหลงน่ะ เราก็เห็นแล้ว น่ี หลงสงั ขาร ใหร้ เู้ ทา่ สงั ขาร
รูเ้ ท่าวิญญาณซิ
เหตุนั้นให้พากันพิจารณาให้มันเห็นแน่นอนลงไป จริงแจ้งประจักษ์ลงไป
จะสงสัยอะไรในธรรมในวินัยในศาสนา มรรคผลธรรมวิเศษมันก็เกิดขึ้นน่ันแหละ
มนั จะไดเ้ กดิ จากทไ่ี หนเลา่ เกิดจากจิตสงบน่ันแหละ เรากร็ ้ทู ่ีนัน่ แหละ จิตเราอย่ใู น
ชั้นใดภมู ใิ ดภพใดชาตใิ ดมันกร็ ู้ จิตตกในกามภพ รูปภพ อรูปภพ เราก็ร้ซู ิ จติ ตก
ในกามภพ มนั กห็ ลงอยใู่ นกามภพ หลงในรปู หลงในเสยี ง ในกลน่ิ ในรส สมั ผสั อารมณ์
ทง้ั หลาย จติ พน้ จากกามภพ คือมันไม่หลงในรูป ในเสียง ในกล่ิน ในรส ในสัมผสั
ท้งั หลาย มนั ไมห่ ลง วางหมด เห็นแตร่ ูปนเ้ี กดิ มาแลว้ เหน็ ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา
เกดิ แก่ เจบ็ ตาย แลว้ รปู อนั นี้ เรามาพจิ ารณาดงั น้ี มนั กส็ งั เวชสลดใจในรปู ในเสยี ง
ในกลน่ิ ในรส มนั กไ็ มม่ คี วามทะเยอทะยาน เหน็ แตส่ งั ขารรา่ งกายเรานเี้ ปน็ แตค่ วาม
ช�ำรุดทรุดโทรมในรูปน้ี จิตเลยอยู่ในนี้ เมื่อจิตอยู่ในนี้แล้ว มันเห็นส่ิงเหล่าน้ีไม่มี
แกน่ สาร ไมม่ ีสาระ จิตนัน้ ก็พ้นจากรูป มันกไ็ ปอรปู อรปู ภพ อรูปภพมันกว็ า่ งหมด
เหลือแตจ่ ติ ดวงเดียว ไปอยู่ท่วี ่างๆ เปน็ ภพอยู่ เรียกว่าอรปู ภพ น่ภี พท้ังหลายเปน็
อยา่ งน้ี
นถ้ี า้ เรามารใู้ นภพทงั้ สามเหลา่ นแ้ี ลว้ กามภพกด็ ี รปู ภพกด็ ี อรปู ภพกด็ ี สงิ่ เหลา่ นี้
มนั เปน็ ภพอยแู่ ลว้ ถา้ มภี พแลว้ มนั กต็ อ้ งมเี กดิ มแี ก่ มเี จบ็ มตี าย ถา้ เราพจิ ารณาความเกดิ
แก่ เจบ็ ตาย นสี่ งิ่ เหลา่ นเี้ ปน็ ทกุ ข์ ถา้ เราเหน็ สง่ิ เหลา่ นเี้ ปน็ ทกุ ขแ์ ลว้ เรากร็ เู้ ทา่ สมทุ ยั แลว้
จิตของเราก็หลุดพ้นไปจากภพทั้งสาม มันก็เป็น นรูป มันเป็นโลกุตตรธรรมไป
มนั เลยรปู ไปหมด กามาวจราธมั มา รปู าวจราธมั มา อรปู าวจราธมั มา นรปู าวจราธมั มา
นรูปาวจรธัมมา เป็นยังไงเล่า รูปก็ไม่ใช่ ไม่ใช่รูปก็ไม่ใช่ ดินก็ไม่ใช่ ลมก็ไม่ใช่
ไฟกไ็ มใ่ ช่ อากาศกไ็ มใ่ ช่ วตั ถกุ ไ็ มใ่ ช่ อากาศธาตกุ ไ็ มใ่ ช่ ปฏเิ สธหมด จงึ วา่ เปน็ วมิ ตุ ติ
เป็นผหู้ ลดุ พ้นจากภพท้ังหลาย น่ีมนั เปน็ อยา่ งนัน้ เป็นผูส้ ดุ สิน้ สุด ไปสุดน่ันแหละ
141
เหตนุ น้ั เราตอ้ งพจิ ารณาเขา้ ไป จติ เราเปน็ ยงั งนั้ เหน็ แลว้ เรากเ็ พง่ เลง็ ดซู ิ ใหม้ นั
รภู้ พรชู้ าตขิ องเราซิ เราพน้ จากทกุ ขม์ นั กไ็ มม่ ที กุ ข์ เราพน้ จากภพมนั กไ็ มม่ ภี พ เราพน้
จากชาติมันก็ไม่มีชาติซิ เรายังไม่พ้นจากทุกข์ มันก็ไม่พ้นทุกข์ซิ มีภพอยู่มันก็
ไมพ่ น้ ภพ ผจู้ ะพน้ ชาตมิ นั ตอ้ งไมม่ ชี าติ เปน็ อยา่ งน้ี เหตนุ น้ั ใหพ้ ากนั พนิ จิ พจิ ารณาให้
มนั แนน่ อนลงไป จรงิ แจง้ ประจกั ษล์ งไป เชอ่ื มนั่ ลงไปในตวั ของเราซิ จะสงสยั อะไรเลา่
ในธรรมวนิ ยั นี้ เหตุน้นั ให้พากนั ใหร้ ้ใู หเ้ หน็ ดังไดน้ ำ� มาเตอื นใจพวกเราท้ังหลายตาม
ขอ้ ปฏบิ ตั ิ เราทง้ั หลายเปน็ ผหู้ ลงในสามภพนี้ เมอ่ื เราเหน็ จรงิ แจง้ ประจกั ษแ์ ละเชอื่ มนั่
อย่างนี้แลว้ โยนิโสมนสกิ าร พากนั ก�ำหนดไว้แล้วนำ� ไปประพฤติปฏิบัติฝึกหดั แต่นี้
ตอ่ ไปเราไม่ประมาท กจ็ ะประสบเหน็ แต่ความสุขความเจริญ ดงั ได้แสดงมา เอวัง
ก็มีดว้ ยประการฉะน้ี
142
๔
วดั ...วัดตนวัดตวั ของเรา
โดย พระอาจารยฝ์ ้นั อาจารเถระ
ณ วดั ป่าอุดมสมพร จ.สกลนคร
วนั ที่ ๒๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๑๘
วันนี้เป็นวันอาสาฬหะ เข้าพรรษาวาสัง นี่เราทั้งหลายจะเวียนเทียนบูชา
พระพทุ ธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์...พระทา่ นจะได้จ�ำพรรษา เขา้ พรรษาในวนั พรุ่งน้ี
วันนีเ้ ราบูชาคุณพระพทุ ธเจ้า คณุ พระธรรม คุณพระสงฆ์ ทพี่ ง่ึ ของเรา เปน็ ท่รี ะลกึ
ที่กราบท่ไี หว้ เปน็ ที่สกั การบชู า ใหน้ กึ วา่ พระพทุ ธเจา้ อยใู่ นใจของเรา พระธรรมอยู่
ในใจของเรา พระอรยิ สงฆ์อย่ใู นใจของเรา เชอ่ื ม่ันอยา่ งน้ี เราเปน็ ผู้ไม่งมงาย
บางคนวา่ พระพทุ ธเจา้ อยทู่ ไี่ หนกนั ทา่ นนพิ พานแลว้ ทา่ นวางศาสนาไวท้ ไ่ี หนเลา่
กว็ างทก่ี าย ทวี่ าจา ทใี่ จของพวกเรา ทนี เ้ี ราจะทำ� ทกี่ ายของเรา พรอ้ มทงั้ กาย พรอ้ มทง้ั วาจา
พร้อมทงั้ ดวงใจ ใหถ้ งึ คุณพระพทุ ธเจา้ ถงึ คณุ พระธรรม ถงึ คุณพระสงฆ์ เชื่อมั่น
อยา่ งน้นั เมอ่ื เราท�ำอยู่อย่างนี้ ศาสนามนั กร็ ่งุ เรืองเจรญิ อย่เู หมือนกับพระพทุ ธเจา้ อยู่
ถ้าเราไม่ประพฤติ เราไม่ปฏิบัติ เราไม่กระท�ำ ก็หมดศาสนา หมดค�ำส่ังสอนของ
พระพุทธเจ้า
143