แกจ้ ติ วปิ ลาส
พระอาจารย์ฝั้นไปช่วยพระอาจารย์ดี ฉันโน บ้านกุดแห่ ต�ำบลกุดเชียงหมี
อ�ำเภอเลิงนกทา จังหวดั ยโสธร เนือ่ งจากคณะโยมบ้านกดุ แห่ มศี รทั ธาพร้อมใจกนั
สรา้ งสำ� นกั สงฆ์ นมิ นตพ์ ระอาจารยด์ ี ฉนั โน มาอยโู่ ปรดโยมทบี่ า้ นนนั้ พระอาจารยด์ ี
กไ็ ดไ้ ปอยอู่ บรมสงั่ สอนพาปฏบิ ตั ฝิ กึ หดั ภาวนา จนบางคนไดเ้ กดิ สญั ญาวปิ ลาส ขาดสติ
ความสำ� นกึ รูส้ กึ ตัว พระอาจารย์ดีจึงร้องขอให้พระอาจารย์ฝ้นั ชว่ ยแกไ้ ข
“ทว่ี า่ บางคนภาวนาเกดิ เปน็ จติ วปิ ลาสนน้ั มนั เปน็ อยา่ งไร” พระอาจารยฝ์ น้ั ถาม
พระอาจารย์ดีตอบว่า “บางคนเดินไปตามทางถึงสี่แยกก็เกิดความรู้ข้ึนมาใน
จิตว่า สถานที่ตรงนี้เป็นที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระอริยสาวกของ
พระพทุ ธเจา้ เคยเสดจ็ มาทางสายน้ี แลว้ พากนั นง่ั คกุ เขา่ ไหวก้ ราบอยทู่ น่ี นั้ เปน็ เวลานาน
กราบแล้วกราบเลา่ เมือ่ ลุกไปจากทน่ี ้นั แล้ว ไปถึงส่แี ยกขา้ งหน้ากป็ ฏิบตั ิอยา่ งนน้ั อกี
บางคนเมือ่ เวลากำ� ลงั น่งั ภาวนารวมอยู่ที่ศาลา เวลาจิตเกดิ คดิ วปิ ลาส กล็ กุ ขึ้นเปลื้อง
ผา้ นงุ่ ผา้ หม่ ออกทงั้ หมด แลว้ เดนิ ฝา่ ผคู้ นทเ่ี ขานง่ั ภาวนาอยดู่ ว้ ยกนั เรอื่ งเขาเปน็ อยา่ งน้ี
กระผมพยายามเท่าใดก็ไม่เป็นผล กรุณาท่านอาจารย์ได้เมตตาช่วยแก้ไขให้ด้วย”
พระอาจารยด์ พี ดู
พระอาจารยฝ์ น้ั รบั คำ� วา่ จะชว่ ยแกไ้ ข พระอาจารยด์ จี งึ ไดบ้ อกนดั ญาตโิ ยมในบา้ น
ใหอ้ อกไปฟงั เทศนข์ องพระอาจารยฝ์ น้ั รวมกนั ทศ่ี าลาโรงธรรมตอนเยน็ วนั นนั้ ครงั้ ถงึ
44
เวลาแลว้ พวกญาตโิ ยมกไ็ ดท้ ยอยกนั ออกมารวมกนั อยบู่ นศาลา เมอื่ พรอ้ มเพรยี งกนั
แล้ว ได้นมิ นตท์ า่ นพระอาจารยฝ์ ั้นขนึ้ เทศน์ พระอาจารยฝ์ ้นั จงึ ไดแ้ สดงธรรมแนะน�ำ
วิธีภาวนา อบรมจิต ระวังรักษาจิตอย่าให้จิตคิดฟุ้งซ่านเพ่นพ่านออกไปข้างนอก
ตงั้ จติ ใหต้ รง ดำ� รงสตใิ หม้ นั่ ใหม้ คี วามรตู้ วั มคี วามระลกึ นกึ คำ� บรกิ รรมวา่ พทุ โธ ธมั โม
สงั โฆ พทุ โธ ธัมโม สงั โฆ พทุ โธ ธัมโม สังโฆ ๓ จบ แล้วให้ระลึกนึกเอาแต่
พทุ โธๆๆๆๆ คำ� เดยี ว เพอื่ ตดั สญั ญาอารมณข์ า้ งนอกขา้ งใน ใหเ้ หลอื แตพ่ ทุ โธอยใู่ นใจ
อย่างเดยี ว ระลึกไปๆๆๆ อย่าปลอ่ ยให้จิตวา่ ง เพราะจะเป็นช่องทางใหก้ เิ ลส ตัณหา
สญั ญา อารมณ์ เขา้ มาอาศยั กอ่ กวนจติ ใจทำ� ใหจ้ ติ ฟงุ้ ซา่ น ขเ้ี กยี จขค้ี รา้ น เกดิ ความรำ� คาญ
อยากหลับอยากนอน
ให้เพียรพยายามระลึกพุทโธ อย่าให้เผลอเลินเล่อขาดสติใช้ไม่ได้ เพราะสติ
ท�ำใหเ้ ราระลกึ ไดห้ มายรู้สึกตวั ของเราเองได้เสมอ เมอ่ื เรามคี วามระลกึ รสู้ ึกตัวเราเอง
อยอู่ ยา่ งน้ี จติ ของเรากไ็ มว่ ปิ ลาสเคลอื่ นคลาดไปเปน็ อยา่ งอน่ื เมอ่ื มนั จะเหน็ เรากเ็ หน็
เรากร็ วู้ า่ มนั จะเปน็ เรากไ็ มใ่ หม้ นั เปน็ เพราะมนั ไมด่ ี ไมใ่ ชท่ างของพระอรยิ ะ ทางทถ่ี กู
เราต้องมีปัญญา รักษาจิตให้ได้รู้ได้เห็นจิตเราเองตลอดเวลาท้ังกลางวันกลางคืน
ยืน เดิน นง่ั นอน ใหเ้ หน็ ธรรมทง้ั หลายเกิดขน้ึ ที่ใจ ดับก็ดบั ลงที่ใจ เหตเุ กดิ ขนึ้ ที่ใจ
ผลกเ็ กดิ ขนึ้ ทใ่ี จ เราไมค่ วรไปดไู ปรเู้ หน็ ทไ่ี หน ใหด้ รู เู้ หน็ อยทู่ ใี่ จดวงนด้ี วงเดยี วกพ็ อแลว้
บำ� รงุ ใจดวงเดยี วนใี้ หม้ กี ำ� ลงั ดว้ ยสมาธิ วริ ยิ ะ สติ ปญั ญา ศรทั ธา ความเชอ่ื ถอื ใหถ้ กู ตอ้ ง
ตามทางของพระอรยิ ะ
เมอ่ื จติ มี สติ สมาธิ ปัญญา ศรทั ธา ความเพียร อยา่ งถกู ต้องมาเป็นก�ำลัง
มรรคสมังคีมีข้ึนท่ีจิตแล้ว จิตก็สามารถพิชิตชิงชัยได้ชนะกิเลสท่ีเป็นเหตุให้เกิด
วิปลาสน้ันไดอ้ ย่างสน้ิ ซาก จากน้ันก็เหลือแต่ เอกังจติ ตัง มีจิตดวงเดยี ว เอกังธมั มัง
มธี รรมอนั เดยี ว มคี วามเหน็ เปน็ อนั เดยี วไมแ่ บง่ แยก เหน็ ธรรมในจติ เหน็ จติ ในธรรม
เหน็ ธรรมเปน็ จติ เหน็ จติ เปน็ ธรรม ปราศจากตวั ตน สตั ว์ บคุ คล เรา เขา จงึ เปน็ จติ วา่ ง
จติ สญู จติ วา่ งแบบนใี้ ชว่ า่ งเปลา่ แตว่ า่ งจากกเิ ลส อาสวะ จติ สญู แบบนไ้ี มใ่ ชส่ ญู เปลา่
แต่จิตสญู จากสตั ว์ บคุ คล จากตัวจากตน จากเขาจากเรา
45
พระธรรมเทศนาทพี่ ระอาจารยฝ์ น้ั แสดอบรมครง้ั นนั้ ทำ� ใหผ้ ฟู้ งั มคี วามรสู้ กึ สำ� นกึ
รตู้ วั ไดเ้ จรญิ สตปิ ญั ญารกั ษาจติ อยา่ งเอาจรงิ เอาจงั ผทู้ จ่ี ติ เคยเกดิ วปิ ลาส ขาดสตปิ ญั ญา
จิตกลับเข้าสู่ความสงบต้ังมั่นเป็นสมาธิ มีสติระลึกรู้สึกตัว จิตที่มีความเห็นวิปลาส
ขาดสติ ก็หายกลับเป็นปกติ พระอาจารย์ดี ฉนั โน และญาติโยมทกุ ๆ คน เมือ่ ได้ฟงั
ธรรมเทศนาจบลงแลว้ ตา่ งกม็ คี วามปตี ปิ ลมื้ ใจเปน็ อยา่ งยงิ่ ตา่ งกแ็ ซซ่ อ้ งสาธกุ ารยนิ ดี
โดยทวั่ กัน
ทา่ นพระอาจารยฝ์ น้ั ไดอ้ ยอู่ บรมแนะนำ� พาทำ� สมาธภิ าวนาตอ่ มาทกุ วนั ญาตโิ ยม
ก็พากันหล่ังไหลเข้าวัดปฏิบัติบ�ำเพ็ญภาวนามีจ�ำนวนเพ่ิมมากข้ึนทุกวันๆ เม่ือท่าน
เห็นว่าทุกคนท่ีไปภาวนามีสติปัญญารักษาจิตไม่วิปลาสถูกต้องแล้ว ท่านจึงได้อ�ำลา
พระอาจารยด์ แี ละญาตโิ ยมกลบั ไปหาพระอาจารยม์ น่ั เพอ่ื จะไดอ้ ยจู่ ำ� พรรษากบั ทา่ นที่
บ้านหนองขอนนนั้ พอใกลถ้ ึงวันจะเขา้ พรรษา พระอาจารยก์ ู่ซึ่งอยู่ท่สี �ำนกั วดั ปา่ บ้าน
บอ่ ชะเนง ไมม่ พี ระสวดปาฏโิ มกข์ พระอาจารยม์ น่ั จงึ ไดส้ ง่ พระอาจารยฝ์ น้ั ใหไ้ ปอยทู่ ี่
วัดปา่ บ้านบ่อชะเนงกับพระอาจารยก์ ู่ เพอ่ื จะไดส้ วดปาฏโิ มกข์
ออกพรรษาแล้ว พระอาจารย์ม่ันก็ได้เดินทางออกมาท่ีวัดป่าบ้านบ่อชะเนง
ไดป้ ระชมุ ปรกึ ษาเรอื่ งทอ่ี อกปฏบิ ตั แิ ละอบรมสง่ั สอนประชาชนในเขตทอ้ งทเี่ มอื งอบุ ลฯ
เมอื่ ประชมุ ตกลงเปน็ ทเ่ี รยี บรอ้ ยแลว้ ไดอ้ อกเดนิ ทางรวมกบั พระอาจารยม์ นั่ เขา้ เมอื ง
อุบลฯ ระหว่างที่พระอาจารย์ฝั้นพำ� นักอยู่ทีว่ ัดบรู พา เมืองอบุ ลฯ พระอาจารย์สงิ ห์
ขนั ตยาคโม ไดส้ งั่ ใหพ้ ระอาจารยฝ์ น้ั กลบั ไปรบั คณุ โยมแมข่ องพระอาจารยม์ น่ั ซงึ่ อยู่
ทวี่ ดั ปา่ บา้ นบอ่ ชะเนง เขา้ มาอยเู่ มอื งอบุ ลฯ ครนั้ พระอาจารยฝ์ น้ั ไปถงึ วดั ปา่ บา้ นบอ่ ชะเนง
แลว้ เหน็ พระอาจารยอ์ นุ่ (พระอาจารยอ์ นุ่ มรณภาพทอ่ี ำ� เภอทา่ อเุ ทน) ไดเ้ ดนิ ทางมา
พกั อยูท่ ่ีน้นั กอ่ นแลว้ ทา่ นเรียนพระอาจารยอ์ ุน่ วา่ ท่านกลับมารบั คุณโยมมารดาของ
ทา่ นพระอาจารยใ์ หญม่ น่ั ไปเมอื งอบุ ลฯ พระอาจารยอ์ นุ่ จงึ พดู รบั รองกบั พระอาจารยฝ์ น้ั
ว่า “เรื่องน้ีให้เป็นภาระหน้าท่ีของผมเอง ท่านไม่ต้องเป็นห่วง ผมก็จักได้เข้าไป
นมัสการท่านพระอาจารย์ใหญ่ม่ันอยู่แล้ว ถ้าท่านอยากจะปลีกตัวไปท�ำความเพียร
บำ� เพญ็ ภาวนาทไี่ หนเหมาะก็นิมนต์ ทางนผ้ี มจะจดั การใหเ้ รียบร้อย”
46
พระอาจารย์ฝั้นเม่ือเห็นว่าพระอาจารย์อุ่นรับเป็นภาระท่ีจะพาคุณโยมแม่ของ
พระอาจารยใ์ หญม่ นั่ ไปแทนดงั นนั้ แลว้ ทา่ นจงึ ไดค้ ดิ เปลยี่ นทางใหม่ ไมอ่ ยากจะกลบั
เมืองอุบลฯ อีก ท่านระลึกถึงภูเขาแถวบ้านหนองสูง อำ� เภอค�ำชะอี ท่ีได้ผ่านมา
เห็นเป็นสถานท่ีสงบสงัดเหมาะแก่การไปอยู่ปฏิบัติฝึกหัดจิตใจให้ได้ก�ำลังสติปัญญา
สามารถตอ่ สูข้ บั ไล่ชิงชัยกบั กเิ ลสอันเป็นเหตกุ อ่ กวนจิตใจให้มัวหมอง เราจึงตอ้ งได้
รับทุกข์ให้ราบคาบ
เมอ่ื ทา่ นไดต้ ดั สนิ ใจเปลย่ี นทางใหมแ่ นว่ แนแ่ ลว้ กเ็ ตรยี มออกเดนิ ทาง มพี ระเณร
๓ รูป ตาปะขาว ๒ คน ติดตามไปด้วย
47
ไล่พระกรรมฐาน
ทา่ นเคยเลา่ ใหฟ้ งั วา่ ทสี่ ำ� นกั สงฆบ์ า้ นบอ่ ชะเนงนแ้ี หละ เคยมเี รอื่ ง คอื พระเจา้ คณะ
หมวด (เจา้ คณะตำ� บล) ทา่ นมาไลไ่ มใ่ หพ้ วกเราอยใู่ นเขตทอ้ งทข่ี องทา่ น เรอื่ งมอี ยวู่ า่
อุปัชฌาย์ลุย ท่านได้เป็นเจ้าคณะหมวดอยู่ต�ำบลเค็งใหญ่ ท่านได้ทราบว่ามีพระ
กรรมฐานเดนิ ธดุ งคม์ าพักอยูท่ ่ีบา้ นบอ่ ชะเนงนี้ ไดม้ าเทศนาส่งั สอน ชาวบ้านมีความ
เคารพเลอื่ มใสในพระคณะนม้ี าก พากนั หลง่ั ไหลไปทำ� บญุ ใหท้ านทกุ วนั ๆ เตม็ ไปหมด
เกิดความไม่พอใจ ได้พูดกับพวกญาติโยมชาวบ้านว่า “พระอะไร วัดมีไม่ยักอยู่
ไมไ่ ปพกั ไปเทย่ี วพกั ตามหวั ไรห่ วั นา ตามปา่ ตามดง นอนกบั ดนิ กนิ กบั ทราย อาตมาจะ
ไปขับไลใ่ หอ้ อกไปให้ไกลจากเขตน้ี คอยดูนะโยม”
คณะศรัทธาญาติโยมชาวบ้านผู้ที่มีความเคารพและเลื่อมใสในพระคณะนี้
เมื่อไดท้ ราบข่าววา่ อปุ ัชฌายล์ ยุ เจ้าคณะหมวด จะออกไปขบั ไลพ่ ระกรรมฐานซึง่ มี
พระอาจารย์ฝั้นเป็นหัวหน้า ดังน้ัน ทุกคนมีความตกใจเป็นทุกข์เดือดร้อนและ
เสยี ใจมาก ทกุ คนไมอ่ ยากจะใหท้ า่ นไป เพราะทา่ นไดม้ าพกั อยทู่ นี่ ี่ ทา่ นไดเ้ ทศนาอบรม
ส่งั สอนพวกเขาทุกวันทุกเวลา ท�ำใหพ้ วกเขามีศรทั ธาเลือ่ มใส จึงไดพ้ ากนั หลั่งไหล
ออกไปบำ� เพญ็ กศุ ลฝกึ หดั ไหวพ้ ระสวดมนต์ ภาวนา รกั ษาศลี ยนิ ดใี นทานเพม่ิ จำ� นวน
มากขนึ้ ทกุ วนั ๆ ทำ� ใหช้ าวบา้ นมคี วามเลอื่ มใสในทา่ นมาก จงึ ไมอ่ ยากใหท้ า่ นหนไี ปจาก
พวกเขา พวกเขาอยากใหท้ า่ นอยโู่ ปรดพวกเขานานๆ อปุ ชั ฌายไ์ มน่ า่ เลย พระดๆี เขา้ มา
อยกู่ บั พวกเขาไมไ่ ด้ เวลาทา่ นพาคณะออกบณิ ฑบาต พวกญาตโิ ยมมาใสบ่ าตรแลว้ ได้
48
กราบเรยี นเรอื่ งดงั กลา่ วใหท้ า่ นทราบ ทา่ นพระอาจารยฝ์ น้ั ไดฟ้ งั แลว้ ทา่ นไมพ่ ดู อยา่ งใด
ไดแ้ ตย่ ม้ิ ๆ แลว้ เดนิ รบั บณิ ฑบาตผา่ นเรอ่ื ยไป สดุ ทางแลว้ กก็ ลบั ชาวบา้ นกพ็ ากนั ทยอย
ออกตามหลงั ทา่ นไปเพอ่ื ไปคอยฟงั อปุ ชั ฌายเ์ จา้ คณะหมวด ทา่ นจะออกมาวา่ อยา่ งไร
หลงั จากนนั้ เจา้ คณะหมวดทา่ นไดเ้ ดนิ ออกมาหาพระอาคนั ตกุ ะทม่ี าพกั รกุ ขมลู
ทันที เมอ่ื เจา้ คณะต�ำบลทา่ นเดนิ มาถงึ ทพ่ี กั ของพระอาจารยฝ์ ้นั แล้ว พระอาจารยฝ์ ั้น
ทา่ นกไ็ ดล้ กุ ขน้ึ ปฏสิ นั ถารตอ้ นรบั ทา่ นเจา้ คณะหมวดผมู้ บี ญุ หนกั ศกั ดใ์ิ หญ่ มงุ่ มาเพอ่ื
จะขบั ไลใ่ หท้ า่ นอาจารยแ์ ละคณะออกไปจากทน่ี น้ั โดยจดั ทถ่ี วายใหท้ า่ นเจา้ คณะหมวดนง่ั
แล้วกราบพระเดชพระคุณท่านเจ้าคณะหมวดด้วยความเคารพ ท่านเจ้าคณะหมวด
ถามพระอาจารย์ฝ้ันว่า “พวกเธอพากนั ไปอย่างไรมาอยา่ งไร มาอยู่ทนี่ ่ีตอ้ งการอะไร”
“พวกกระผมพากนั เดนิ ธดุ งคม์ า และจะพากนั ไปแบบพระธดุ งคก์ รรมฐานเขาปฏบิ ตั กิ นั
ท่ีพวกกระผมมาอยู่ท่ีน่ีก็เพ่ือจะมาอาศัยพึ่งบุญบารมีพระคณุ ทา่ นเจา้ คณะทน่ี ่ี เพราะ
พวกกระผมเป็นพระเพิ่งมาฝึกหัดปฏิบัติใหม่ ยังไม่ฉลาดในพระธรรมวินัย
ถา้ ทา่ นเจา้ คณะเหน็ การประพฤตปิ ฏบิ ตั ขิ องพวกกระผมไมถ่ กู ตอ้ ง บกพรอ่ ง ผดิ ทำ� นอง
คลองพระธรรมวนิ ยั บกพรอ่ งตรงไหน ขอความกรุณาไดช้ ว่ ยเมตตาตกั เตือนสง่ั สอน
พวกกระผมด้วย พวกกระผมมีความรู้น้อย ได้ผ่านการศึกษาก็น้อย ไม่ค่อยจะมี
ความฉลาด ดงั นนั้ กระผมขอโอกาสกบั พระคณุ ทา่ นเจา้ คณะ คอื ทพี่ วกกระผมมาเทย่ี ว
พกั อยรู่ กุ ขมลู รม่ ไมพ้ กั อยตู่ ามปา่ พระพทุ ธเจา้ พระองคห์ า้ มไหม” “พระพทุ ธเจา้ พระองค์
ไม่ห้ามการอยู่ป่า พระองค์กลับทรงอนญุ าตเสยี อีก” เจา้ คณะตอบ “แลว้ มคี วามผิด
ทางพระวินัยไหม” พระอาจารย์ฝั้นถาม “ทางพระวินัยก็ไม่ผิด” เจ้าคณะตอบ
ท่านพระอาจารย์ฝน้ั ก็ได้ซักไซ้ไล่เลยี งถามต่อไปวา่ “พวกกระผมเทีย่ วเดนิ บณิ ฑบาต
มาฉันผิดไหม ถามถึงฉันส�ำรวมในบาตร ฉันมื้อเดียว เท่ียวพ�ำนักพักอยู่ตามป่า
เทศนาอบรมสงั่ สอนญาตโิ ยมใหม้ คี วามเคารพคารวะรจู้ กั คณุ พระพทุ ธ คณุ พระธรรม
คณุ พระสงฆ์ ใหร้ จู้ กั กราบ ใหร้ จู้ กั ไหว้ รจู้ กั ทำ� บญุ ใหท้ าน จำ� ศลี ภาวนา อะไรเหลา่ นี้
มคี วามผิดไหม พระองค์หา้ มการปฏิบตั ิอย่างน้ไี หม” เจา้ คณะตอบว่า “พระพทุ ธเจ้า
ไมไ่ ดห้ า้ ม การปฏบิ ตั ขิ องพวกทา่ นทพี่ ากนั ปฏบิ ตั อิ ยเู่ วลานกี้ ไ็ มม่ คี วามผดิ ” “เมอ่ื ปฏบิ ตั ิ
ไมผ่ ดิ ปฏบิ ตั ถิ กู ตอ้ งตามพระวนิ ยั บญั ญตั ทิ กุ อยา่ งแลว้ กย็ อ่ มเปน็ ผไู้ มม่ คี วามรงั เกยี จ
49
ของเพอ่ื นนกั บวชดว้ ยกนั มใิ ชห่ รอื ขอรบั ” “ใช่ ไมค่ วรรงั เกยี จ” เจา้ คณะตอบ “ถา้ อยา่ งนนั้
การพกั อยปู่ ฏบิ ตั ขิ องพวกกระผมไมม่ คี วามผดิ ทางพระวนิ ยั กไ็ มไ่ ดห้ า้ ม และไมเ่ ปน็ ท่ี
รงั เกยี จของเพอื่ นนกั บวชประพฤตพิ รหมจรรยด์ ว้ ยกนั แลว้ พวกผมตอ้ งการอยากจะ
พกั บำ� เพญ็ เพยี รอยทู่ ไ่ี หนกค็ วรจะอยไู่ ดใ้ ชไ่ หม คงจะเปน็ อยา่ งนนั้ ” “ใชแ่ ลว้ แตอ่ ยา่ พกั
อย่นู านๆ ประเดย๋ี วจะตดิ บ้านตดิ ถน่ิ ตดิ ที่อยู่ ตดิ ญาติ ติดโยม กรรมฐานจะเสอ่ื ม”
ทา่ นพระอาจารยฝ์ น้ั เหน็ ไดท้ า่ แลว้ พดู ตอ่ ไปอกี วา่ “ไหนพระคณุ ทา่ นเจา้ คณะวา่
จะมาไลพ่ ระกรรมฐานอยา่ งนน้ั หรือ ดีแลว้ ทจ่ี ะมาไล่กรรมฐาน อะไรเป็นกรรมฐาน
กรรมฐานอย่ทู ไ่ี หน ไม่ใช่ เกศา ผม โลมา ขน นขา เลบ็ ทนั ตา ฟัน ตะโจ หนงั
เหลา่ นหี้ รือเปน็ กรรมฐาน มนั มีอยูท่ ี่เราทกุ คนมิใช่หรือสงิ่ เหลา่ น้ี ท่านเจ้าคณะกเ็ ป็น
อปุ ชั ฌาย์ เวลาบวชกลุ บตุ ร ทา่ นก็คงสอนลูกศษิ ย์ของท่านใหร้ ู้จักกรรมฐาน แล้วให้
ฝึกอบรมกรรมฐาน ทา่ นสอนกรรมฐานอย่างน้ใี หเ้ ขามิใชห่ รือขอรับ แลว้ ทา่ นจะมา
ขับไลก่ รรมฐานโดยวธิ ไี หนเล่า เกศา-โลมา ทา่ นจะไลด่ ว้ ยวธิ ีต้มนำ�้ รอ้ นลวกเหมอื น
ฆา่ เปด็ ฆา่ ไกเ่ หรอ นขา-ทนั ตา จะเอาแหนบเอาคมี มาคบี ดงึ ถอนออกมาอยา่ งนนั้ หรอื
ขอรบั หรอื พระคณุ ทา่ นเจา้ คณะจะวา่ อยา่ งไรใหว้ า่ มา พวกกระผมและพวกญาตโิ ยม
ทง้ั หลายจกั ได้ฟงั ถ้าทา่ นเจา้ คณะจะไล่กรรมฐานแบบน้ี กระผมก็ยินดีใหไ้ ลข่ อรบั ”
ทา่ นอปุ ชั ฌาย์ เจา้ คณะหมวดบา้ นเคง็ ใหญ่ ไดฟ้ งั แลว้ กย็ ง่ิ มคี วามโกรธมาก แตจ่ ะ
ท�ำอะไรก็ไม่ได้ คว้าได้ย่ามแล้วก็ลุกเดินออกไปทันทีแบบไม่กล้ามองดูหน้าใครเลย
หลงั จากนนั้ พระอาจารยฝ์ น้ั กไ็ ดพ้ าลกู ศษิ ยข์ องทา่ นออกเดนิ ธดุ งคต์ อ่ ไป มงุ่ ตอ่ ภเู ขา
ล�ำเนาไพร ไปทางบา้ นหนองสงู อ�ำเภอค�ำชะอี จงั หวดั นครพนม ทา่ นได้พาลกู ศิษย์
ของทา่ นไปพกั ทำ� ความเพยี รภาวนาอยใู่ นถำ�้ แหง่ หนง่ึ ชอื่ วา่ ถำ้� จำ� ปา แตก่ ารเดนิ ทางไป
ถ�ำ้ จ�ำปาน้นั ลำ� บากมาก ทางแคบ รก เดนิ หลงทางวกไปเวียนมา ขึน้ ๆ ลงๆ ดงกห็ นา
ป่าก็ทึบ ทั้งมีสัตว์ร้ายนานาชนิด พอไปถึงหนองน้�ำใหญ่ก็พากันพักเหน่ือยสักครู่
แล้วกอ็ อกเดนิ ทางต่อไป
พอเดินไปสักพักใหญ่ โยมผนู้ �ำทางพาไปหลงทาง เดนิ ไปเทา่ ไรกไ็ ปไมถ่ ึงสักที
เกดิ สงสยั เพราะหลงเดนิ วกยอ้ นกลบั มาทางเกา่ โดยเขา้ ใจวา่ เดนิ ไปหนา้ ทา่ นอาจารย์
50
จงึ บอกพวกเราหลงทางเดนิ กลบั มาทางเกา่ อกี แลว้ โยมผนู้ ำ� ทางยงั ไมเ่ ชอื่ ทา่ นจงึ ชตี้ รง
ที่น่ังพักเหน่ือยนั้นว่า “น่ี น้�ำหมากที่เราบ้วนลงตรงท่ีเรานั่งพักเหนื่อยเม่ือตะกี้น้ี”
โยมจึงเชือ่ แลว้ จึงกลับต้งั ต้นเดนิ ไปใหม่ ออกไปคราวน้ไี ม่หลง ได้ไปถึงถ�ำ้ กใ็ นราว
๕ โมงเย็น เห็นวา่ ค่�ำแล้ว พวกโยมก็รบี เดินทางกลบั บ้านเพราะกลวั จะมืดกลางทาง
ประเดยี๋ วเดนิ ทางกลบั บา้ นไมไ่ ด้ ทา่ นพระอาจารยถ์ ามพวกโยมทมี่ าสง่ วา่ “หมบู่ า้ นเขา
อยู่ท่ไี หน” พวกโยมก็เรียนทา่ นวา่ “ไม่ทราบ”
เม่ือพวกเขาพากันกลับบ้านหมดแล้ว ท่านก็พาเณรจัดเลือกหาท่ีพัก ไปตัก
และกรองน�้ำไว้ฉันไว้ใช้ กว่าจะแล้วเสร็จก็ตกค่�ำมืดพอดี เดินทางทุลักทุเลเหน่ือย
ออ่ นเพลียทงั้ วัน จึงเข้าท่ีพัก สวดมนต์ไหวพ้ ระแล้วกน็ ง่ั ทำ� สมาธภิ าวนา ได้พิจารณา
ระลึกนกึ ถึงหมู่บ้านท่จี ะไปบิณฑบาตว่าจะอยทู่ ศิ ทางใด แลว้ จึงปล่อยวาง มาตง้ั สติ
ก�ำหนดจิตให้รวมเป็นก�ำลัง ตั้งสมาธิให้จิตสงบด้วยความพยายาม ไม่ให้ก�ำลังจิต
ย่อหยอ่ น (ก�ำลงั จิตนน้ั คอื สติ วิริยะ ปัญญา ศรัทธา สมาธิ แต่ละอย่างน้ี สามัคคี
กบั จติ ทำ� กจิ รว่ มกนั ในอารมณก์ รรมฐานทเี่ กดิ ปรากฏในจติ ปจั จบุ นั ) ประเดย๋ี วเดยี ว
จติ กร็ วมอารมณเ์ ปน็ หนงึ่ จติ สงบแนว่ แนอ่ ยอู่ ารมณอ์ นั เดยี ว ความเหนอื่ ยออ่ นเพลยี
ง่วงเหงาหาวนอน ขี้เกียจขี้คร้าน ฟุ้งซ่านร�ำคาญในจิตดับไป มีความสงบสบาย
อมิ่ กายอมิ่ ใจ เกดิ สวา่ งไสวในใจในจติ แลว้ กป็ รากฏนมิ ติ ไดย้ นิ เสยี งววั รอ้ ง ทา่ นได้
มองไปทางทิศทางทีไ่ ด้ยนิ เสยี งกป็ รากฏเห็นทาง จงึ ได้เดนิ ออกไปตามทาง เดินไปๆ
กไ็ ปพบนาและกระทอ่ มนา พอมองขา้ มทงุ่ นาไปฟากฝา่ ยโนน้ เหน็ มหี มบู่ า้ น แลว้ นมิ ติ
ก็หายไป
พอรงุ่ เชา้ ทา่ นกอ็ อกมาพาพระเณรปดั กวาดจดั สถานทนี่ ง่ั ฉนั ถงึ เวลาไปบณิ ฑบาต
ทา่ นกพ็ าพระเณรและตาปะขาวเดนิ ออกไปตามทศิ ทางทป่ี รากฏจดจำ� ไวใ้ นนมิ ติ ไดเ้ ดนิ
ไปไกลประมาณ ๒๐๐ เส้น กไ็ ปเหน็ กระทอ่ มนาและทางเขา้ ไปในหมบู่ ้านมีจรงิ ตาม
ความทเี่ หน็ ในนมิ ติ ไปถงึ ทงุ่ นา หยดุ ยนื คลมุ ผา้ บา่ สะพายบาตร เดนิ เขา้ ไปบณิ ฑบาต
ในหมู่บา้ นซงึ่ มีประมาณ ๗-๘ หลงั คาเรอื น เม่อื รบั บิณฑบาตแล้ว เวลาจะกลับถ้�ำ
กลบั ไมถ่ กู เพราะทางออกมาเปน็ ปา่ รก ดงหนา ปา่ ทบึ จงึ หลง กลบั ไมถ่ กู ถามชาวบา้ น
51
ก็ไม่มีใครรู้จักถ้�ำจ�ำปาแม้สักคนเดียว เนื่องจากพวกเขาเหล่าน้ันเพ่ิงอพยพมาใหม่
ทา่ นจงึ ถามเขาอกี วา่ “โยมรจู้ กั ไหม หนองนำ้� ใหญอ่ ยทู่ างไหน” พวกโยมวา่ “หนองใหญ่
พวกผมรจู้ กั ” “ถา้ อยา่ งนน้ั โยมพาอาตมาไปใหถ้ งึ หนองนำ�้ ใหญ่ แลว้ อาตมากจ็ ะไปถกู ”
พวกโยมจงึ ไดพ้ าทา่ นไป เดนิ กลบั มากวา่ จะถงึ ถำ�้ ตะวนั กข็ น้ึ สงู สายมาก เวลาประมาณ
๑๐ นาฬิกาเศษ
ทถ่ี ำ�้ จำ� ปาเปน็ สถานทว่ี เิ วกเงยี บสงดั และแถมยงั มสี ตั วป์ า่ นานาชนดิ เหลอื หลาก
มากหลายอกี ดว้ ย จำ� พวกสตั วร์ า้ ยกช็ กุ ชมุ ครบู าอาจารยส์ มยั กอ่ น ลกู ศษิ ยค์ นใดจติ ใจ
ไมค่ ่อยสงบ มีสติหลงใหล โลเล เหลาะแหละ มัวเมาประมาท ขาดความพยายาม
ท่านมักสง่ ให้ไปอยู่ฝึกต่อสกู้ บั สถานที่เชน่ น้ัน
ทา่ นพระอาจารยฝ์ น้ั ไดพ้ กั ทำ� ความเพยี รภาวนาพาลกู ศษิ ยอ์ ยทู่ ถ่ี ำ�้ จำ� ปาเปน็ เวลา
ครงึ่ เดอื นกวา่ จากนน้ั ทา่ นกไ็ ดจ้ ารกิ ไปตามปา่ เขาละแวกนน้ั จวนถงึ เวลาจะเขา้ พรรษา
ท่านได้พาลูกศิษย์ของท่านเดินทางออกมาด้วยตั้งใจว่าจะกลับไปจ�ำพรรษาอยู่กับ
พระอาจารยม์ นั่ ทเี่ มอื งอบุ ลฯ พอเดนิ ทางไปถงึ สำ� นกั ทพี่ กั สงฆบ์ า้ นบอ่ ชะเนง กไ็ ดพ้ บ
กบั ทา่ นพระอาจารยท์ อง อโสโก ไดม้ าพกั ทำ� ความเพยี รภาวนาอยทู่ น่ี นั่ จงึ ไดท้ ราบจาก
ทา่ นพระอาจารยท์ องวา่ พระอาจารยใ์ หญม่ น่ั ทา่ นไดล้ งไปอยกู่ รงุ เทพฯ กบั ทา่ นเจา้ คณุ
ปญั ญาพศิ าลเถระ (หน)ู วัดปทมุ วนาราม ตงั้ แต่เดือน ๓
เม่ือพระอาจารย์ใหญ่ม่ันไม่อยู่ ท่านพระอาจารย์ฝั้นจึงพิจารณาว่า ท่ีเราได้
เดินทางมาจากการเท่ียววิเวกตามถ�้ำตามภูเขาก็เพราะเรามีความต้องการท่ีจะมา
จ�ำพรรษาอยู่กับท่านพระอาจารย์มั่น เมื่อท่านพระอาจารย์ใหญ่ม่ันไม่ได้อยู่ใน
เมืองอบุ ลฯ แลว้ เราควรกลับไปทำ� ความเพียรภาวนาจ�ำพรรษาอยู่เขตท้องทอี่ �ำเภอ
ค�ำชะอีดีกว่า เพราะสถานท่ีน้ันเป็นรมณียสถาน ไม่พลุกพล่าน มีความเงียบสงัด
เป็นเสนาสนะเหมาะแก่การบ�ำเพ็ญท�ำความเพียรภาวนาเป็นอย่างยิ่ง เม่ือท่านคิด
เปล่ยี นใจไมจ่ ำ� พรรษาทเ่ี มอื งอบุ ลฯ แล้ว จึงเดินทางกลบั ไปยังสถานท่ีดงั กลา่ ว
52
พรรษาท่ี ๔ พุทธศกั ราช ๒๔๗๑
พระอาจารยฝ์ น้ั อาจาโร เดนิ ธดุ งคไ์ ปถงึ บา้ นหว้ ยทราย ชาวบา้ นมศี รทั ธานมิ นต์
ให้ท่านอยู่จ�ำพรรษาในละแวกน้ัน จึงได้ไปจัดท�ำส�ำนักเป็นเสนาสนะพักจ�ำพรรษา
ชั่วคราวทป่ี ่าหนองขอน ปี พ.ศ. ๒๔๗๑ พระอาจารยฝ์ ัน้ จำ� พรรษาบา้ นหว้ ยทราย
อำ� เภอคำ� ชะอี จงั หวดั นครพนม เมอื่ หมดเขตพรรษาปวารณาแลว้ ทา่ นไดอ้ อกเดนิ ทาง
ยอ้ นกลบั ทางเมอื งอบุ ลฯ อกี ครง้ั ไดม้ าพบกบั ทา่ นพระอาจารยส์ งิ ห์ และพระอาจารย์
มหาป่นิ ท่ีบ้านหัววัว ท่านพระอาจารยส์ งิ ห์จึงไดน้ ดั พระคณะลูกศษิ ย์กรรมฐานที่ได้
ติดตามพระอาจารย์มั่นทั้งหมดซึ่งอยู่ในท้องท่ีจังหวัดอุบลฯ (ท่านพระอาจารย์ม่ัน
กอ่ นทที่ ่านจะลงไปกรุงเทพฯ ท่านได้มอบให้ท่านพระอาจารยส์ ิงห์ และพระอาจารย์
มหาปน่ิ ปกครองอบรมพรำ่� สอนสานศุ ษิ ยข์ องท่านทง้ั หมดแทน) ใหเ้ ขา้ มาท่ีพกั สงฆ์
บา้ นหวั ววั เพอ่ื รว่ มปรกึ ษาเกยี่ วกบั ไปชว่ ยทางจงั หวดั ขอนแกน่ ทป่ี ระชมุ ไดป้ รกึ ษาตกลง
กนั วา่ พวกเราควรออกเดนิ ธดุ งคไ์ ปเผยแพรก่ ารประพฤตปิ ฏบิ ตั ธิ รรมแกป่ ระชาชนชาว
จังหวดั ขอนแก่น เพือ่ ชว่ ยท่านเจา้ คุณพระพิศาลอรัญเขต (จันทร์ เขมิโย) ซง่ึ ท่าน
ไดไ้ ปเป็นเจ้าคณะจงั หวดั ฝา่ ยธรรมยตุ จงั หวัดขอนแก่น
เมื่อในที่ชุมนุมปรึกษาได้ตกลงถูกต้องพ้องกันแล้ว จึงได้แยกย้ายกันออก
เดินธุดงค์ไปคนละทิศคนละทาง แต่ก็ได้นัดหมายให้ไปรวมกันท่ีจังหวัดขอนแก่น
ก่อนเข้าพรรษา พระอาจารย์ฝั้นได้ออกเท่ียววิเวกมาทางจังหวัดสกลนคร เพื่อ
เยยี่ มเยยี นโยมและญาตพิ นี่ อ้ งของทา่ น ซงึ่ อยบู่ า้ นบะทอง อำ� เภอพรรณานคิ ม จงั หวดั
53
สกลนคร ไดข้ นึ้ นั่งรถยนต์ ทา่ นเลา่ ว่าต้ังแตเ่ กิดมายงั ไม่เคยเห็นรถยนตเ์ ลย จงึ คิด
จะลองขึ้นนั่งดูบ้าง บอกกะคนรถว่าท่านจะไปลงท่ีบ้านม่วงไข่ อ�ำเภอพรรณานิคม
ถึงบ้านม่วงไข่ รถหยุด ท่านลงจากรถยนต์แล้วออกเดินลัดทุ่งนาข้ามห้วยน้�ำอูน
ไปบ้านบะทอง ไปพักท่ีป่าช้าอยู่ทางทิศตะวันตก วัดโพนทอง (ที่วัดป่าอุดมสมพร
ปัจจบุ ัน)
ทา่ นไดพ้ กั เทศนาอบรมสงั่ สอนสมควรแกอ่ ธั ยาศยั แลว้ จงึ ไดธ้ ดุ งคต์ อ่ ไป ไดไ้ ป
อำ� เภอวารชิ ภมู ิ ผา่ นอำ� เภอหนองหาน จงั หวดั อดุ รธานี ผา่ นอำ� เภอกมุ ภวาปี แลว้ ผา่ น
ไปอ�ำเภอน�ำ้ พอง จังหวัดขอนแก่น ได้ข้นึ รถไฟทีส่ ถานนี ้�ำพองไปลงท่ีสถานขี อนแก่น
เพอื่ จะไดไ้ ปพบกบั ทา่ นพระอาจารยส์ งิ ห์ และพระอาจารยม์ หาปน่ิ ทปี่ า่ ชา้ บา้ นเหลา่ งา
พระคณะกรรมฐานมพี ระอาจารยส์ งิ หเ์ ปน็ หวั หนา้ พระอาจารยม์ หาปน่ิ ป.ธ. ๕ (นอ้ งชาย
พระอาจารยส์ งิ ห)์ เปน็ รองหวั หนา้ ไดม้ าชมุ นมุ กนั ทงั้ หมดจำ� นวน ๗๐ รปู ทป่ี า่ ชา้ เหลา่ งา
(วดั ป่าวเิ วกธรรมในปัจจบุ นั )
เมอ่ื พระคณะธรรมจารกิ ไดเ้ ดนิ ทางมาถงึ หมดครบชดุ แลว้ กไ็ ดแ้ ยกยา้ ยกระจาย
กนั ไปอยตู่ ามหมบู่ า้ นทมี่ สี ถานทเี่ ปน็ ปา่ รม่ เยน็ เงยี บสงดั ในทอ้ งทอี่ ำ� เภอเมอื งขอนแกน่
54
พรรษาที่ ๕ พทุ ธศักราช ๒๔๗๒
พระอาจารยฝ์ น้ั ออกเดนิ ทางไปบา้ นผอื ตำ� บลโนนทนั อำ� เภอเมอื ง จงั หวดั ขอนแกน่
ไดพ้ กั ทป่ี า่ ดอยภตู า มศี าลเจา้ ภตู าหลงั เลก็ ๆ ทรดุ โทรมรกรงุ รงั ชาวบา้ นสรา้ งไวเ้ ซน่ สรวง
ตามความเชอ่ื ว่าเปน็ ของศกั ดส์ิ ทิ ธ์ิ ปีหน่ึงๆ พอถงึ ฤดูกาล ชาวบ้านช่วยกนั จัดหาสัตว์
สเี่ ทา้ สองเทา้ ขา้ วปลา สรุ า อาหาร ฆา่ สตั ว์ ๒ เทา้ ๔ เทา้ เอามาทำ� พลกี รรมเซน่ สรวง
เจา้ พ่อภตู าทุกๆ ปี
เมื่อชาวบ้านได้เห็นพระมาพักอยู่ท่ีศาลเจ้าพ่อภูตาของเขาก็เกิดความไม่พอใจ
บางคนมคี วามโกรธแคน้ มาก ผใู้ หญบ่ า้ นกบั ลกู บา้ นสค่ี นดว้ ยกนั พากนั ออกไปดู กเ็ หน็
พระคณะของพระอาจารยฝ์ น้ั ออกมาพกั อยทู่ น่ี น้ั จรงิ ทงั้ สคี่ นเกดิ ความไมพ่ อใจ ไดแ้ สดง
ปฏิกิริยาต่างๆ คนหนึ่งในส่คี นพูดขึน้ วา่ “พระอะไรมาอยู่อยา่ งนี้ วดั มที ำ� ไมไมไ่ ปอยู่
ท่ีน่ีไม่ใช่ท่ีอยู่ของพระ” แล้วก็ร้องตะโกนเสียงดังว่า “เอาปืนมายิงให้มันตายเสีย”
เสยี งอกี คนรอ้ งขนึ้ เสยี งดงั ๆ อกี วา่ “เอาสากมอง (ไมท้ เ่ี ขาทำ� เปน็ สากกระเดอื่ งสำ� หรบั
ตำ� ขา้ วเปลอื ก) ตหี วั ใหม้ นั แตกกแ็ ลว้ กนั ” อกี คนหนงึ่ วา่ “พวกเราชว่ ยกนั เอาดนิ ขวา้ ง
ใหม้ นั ออกไปเสียจากท่นี ี”่
ฝ่ายผู้ใหญ่บ้านก็ว่า “พวกเราควรเข้าไปถามดูเสียก่อน จะเป็นพระจริงหรือ
พระปลอม พระรา้ ยหรอื พระดี พวกเราจะไดร้ ”ู้ ทง้ั สค่ี นพอใจในคำ� พดู ของผใู้ หญบ่ า้ น
จึงได้ถอยออกมายืนห่างๆ โยมผู้ใหญ่บ้านเดินเข้าไปน่ังใกล้พระอาจารย์ฝั้นแล้ว
ถามวา่ “ทา่ นมาอยู่ทน่ี ท่ี �ำไม ทา่ นต้องการอะไรในทนี่ ี”่ ผู้ใหญบ่ า้ นถาม “อาตมาได้
55
เดินออกธุดงค์รุกขมูลกรรมฐาน ต้องการอยู่สถานที่เงียบสงัดเพ่ือปฏิบัติอบรมจิต
ตามแบบฉบับเยี่ยงอย่างพระธุดงค์กรรมฐานแต่สมัยก่อน อาตมาได้มาเห็นสถานท่ี
ตรงนเ้ี ปน็ ทว่ี เิ วกเงยี บสงดั ดี ไมม่ ใี ครกลา้ มาเทย่ี วพลกุ พลา่ น จงึ ไดต้ กลงใจพากนั พกั ทนี่ ี่
โยมเหน็ วา่ พวกอาตมาพักอย่ทู ี่นไ่ี ม่ดีอยา่ งไรเลา่ ” ทา่ นพระอาจารยฝ์ ้นั ตอบและถาม
“ไมด่ ซี ิท่าน ประเดยี๋ วเจ้าพ่อภูตาเคอื งเอา เขา้ ไปอาละวาดในหมู่บ้าน ท�ำความ
เดือดร้อนให้แก่พวกผมและชาวบ้าน เพราะไม่ห้ามปราม ปล่อยให้ท่านมาอยู่ท่ีนี่
เป็นการไม่ดีอย่างน้ีซิท่าน พวกผมจึงไม่ต้องการให้คณะท่านอาจารย์พักท่ีน่ีขอรับ”
ผู้ใหญ่บ้านพูด
“โยมคดิ มากไปเอง ความจรงิ พวกอาตมากบั เจา้ พอ่ ภตู าเขา้ กนั ได้ อยดู่ ว้ ยกนั ได้
ตากบั หลานทำ� ไมจะอยดู่ ว้ ยกนั ไมไ่ ด้ พวกอาตมากเ็ สมอื นลกู หลานของทา่ น นบั ถอื ได้
แต่พวกโยมหรือ พวกอาตมานับถือด้วยไม่ได้เหรอ อาตมาได้มาพักอยู่ท่ีน่ี ได้ท�ำ
ความเพยี ร สวดมนตไ์ หวพ้ ระ นง่ั ทำ� สมาธภิ าวนาทกุ วนั ทกุ เวลา ไดแ้ ผเ่ มตตาจติ อทุ ศิ สว่ น
กศุ ลผลบญุ ไปใหท้ า่ น เมอ่ื ทา่ นเจา้ พอ่ ไดร้ บั แลว้ อนโุ มทนา ทา่ นกค็ งจะไดร้ บั ความสขุ
พน้ ไปจากทกุ ข์ จากภยั จากเวร จากอนั ตรายทง้ั หลายทงั้ ปวงดงั นี้ ทา่ นคงดใี จ คงไมท่ ำ�
ความเดือดร้อนให้แกพ่ วกญาติโยมชาวบา้ นดอก เพราะทา่ นมคี วามสุขกายสบายจติ
จากผลบุญกุศลที่พวกอาตมาได้แผ่อุทิศส่งไปให้ โยมทั้งหลายจงพากันเข้าใจตามน้ี
จึงจะถูก พวกอาตมามาพักอยู่น่ีได้พากันช�ำระปัดกวาดท�ำความสะอาดเตียนร่มร่ืน
ไปหมด ดซู ิโยม แตก่ ่อนเมื่อพวกอาตมายังไม่ไดม้ าอยู่ กับทีพ่ วกอาตมามาอยเู่ วลานี้
เปน็ อยา่ งไรเลา่ เหมอื นกนั เหรอ แตก่ อ่ นมนั รกรงุ รงั ไปหมดไมใ่ ชเ่ หรอ เดยี๋ วนมี้ นั สะอาด
ขน้ึ มใิ ชเ่ หรอ”
ผู้ใหญ่บ้านได้ฟังท้ังได้เห็นประจักษ์ข้อเท็จจริงตามความเป็นจริงตามที่
พระอาจารยฝ์ น้ั แสดงไดย้ กเหตผุ ลขนึ้ มาอา้ งดงั นี้ ทำ� ใหโ้ ยมผฟู้ งั ทกุ คนนกึ เอะใจ เพราะ
ไม่เคยเห็นไม่เคยได้ยินพระองค์ไหนแสดงให้ฟังอย่างนี้มาก่อนเลย แล้วนึกอยาก
จะลองภูมิความรู้ของพระอาจารย์ฝั้น จึงได้คิดข้อธรรมต้ังเป็นปัญหาถาม
พระอาจารย์ก็ได้ตอบแก้ปัญหาอย่างว่องไว พร้อมท้ังข้ออุปมาอุปมัย เปรียบเทียบ
56
ใหเ้ ขา้ ใจทุกแงท่ ุกมุม อย่างคล่องแคลว่ องอาจ จนเป็นท่ีพอใจของผฟู้ ังเป็นอยา่ งย่ิง
ถงึ กับผู้ใหญ่บ้านได้ล่ันปากพูดออกมาวา่ “น่าเลอื่ มใสจริงๆ องค์สมเดจ็ พระสัมมา-
สมั พทุ ธเจา้ พระองคเ์ ทยี่ วไปโปรดสตั วแ์ สดงธรรมสง่ั สอนเมอ่ื สมยั กอ่ นฉนั ใด เดยี๋ วน้ี
ท่านพระอาจารย์ก็ได้พาคณะมาเที่ยวแสดงธรรมสั่งสอนโปรดพวกเราฉันนั้น”
ส่วนพวกลกู บา้ นท่ีออกมายืนอย่หู ่างๆ กไ็ ด้ขยับเข้ามานงั่ ใกล้ๆ ทุกคนมคี วามพอใจ
และเลอ่ื มใสมาก ชวนกนั กราบแลว้ เขา้ ไปในหมบู่ า้ น ไปขนเอา หมอน เสอ่ื สาด อาสนะ
น�้ำฉนั น�ำ้ ใช้ จดั ท�ำทพ่ี กั ถวายทา่ น ชาวบ้านกไ็ ดท้ ำ� บญุ ใสบ่ าตร ออกฟังเทศน์และ
ปฏบิ ตั ธิ รรม จำ� ศลี ภาวนาทกุ วนั ๆ ทำ� ใหเ้ ขาเกดิ มศี รทั ธา เลอ่ื มใสในองคพ์ ระอาจารยฝ์ น้ั
มาก จงึ ไดพ้ รอ้ มใจกนั นมิ นตใ์ หท้ า่ นอยจู่ ำ� พรรษา ทา่ นพระอาจารยจ์ งึ วา่ “ทตี่ รงนจ้ี ะอยู่
จำ� พรรษาไม่ได้ เพราะมนั อย่ใู กล้ลำ� น้ำ� ชี หนา้ ฝนน้�ำท่วม” คณะโยมชาวบ้านจงึ ได้ไป
จัดทีป่ า่ ช้าถวายท่าน แล้วนิมนตท์ า่ นและคณะของทา่ นให้อยู่จำ� พรรษา พระอาจารย์
จึงไดเ้ ขา้ จำ� พรรษาท่ปี า่ ชา้ บ้านผอื ตำ� บลโนนทัน อำ� เภอเมอื ง จงั หวดั ขอนแก่น
ในกลางพรรษาปนี นั้ มชี าวบา้ นอกี กลมุ่ หนง่ึ ยงั ไมไ่ ดเ้ ขา้ มารบั การฝกึ อบรมปฏบิ ตั ิ
รับพระไตรสรณคมน์ ยังมีทฐิ ิผิด เชือ่ ถือและนับถือผดิ ยังถือฤกษ์ วนั เดอื น ปี
ดีรา้ ย ถอื พระภูมิเจา้ ที่ภตู ผีปศี าจ ท�ำการเซ่นสรวงบชู าที่ตนเขา้ ใจวา่ เป็นส่งิ ศกั ดสิ์ ทิ ธ์ิ
ถูกผีเจ้าภูตามาเขา้ สิงอาละวาดก่อกวนคนในกลางบา้ นของคนกลุ่มนน้ั เข้าสงิ คนนน้ั
จากคนนนั้ ไปเข้าคนโน้น ออกจากคนโน้นไปเขา้ คนนี้ ท�ำให้ผคู้ นล้มตายไปแลว้ กม็ ี
ทยี่ งั ไมต่ ายกม็ ี ทำ� ใหช้ าวบา้ นไดร้ บั ความเดอื ดรอ้ นดว้ ยผที เ่ี ขา้ มาอาละวาดเบยี ดเบยี น
พวกผู้มีศรัทธาเลื่อมใส ได้รับและเคารพเช่ือถือต้ังอยู่ในคุณพระรัตนตรัย
ไมถ่ อื มงคลภายนอก ถอื แตค่ ณุ พระพทุ ธ พระธรรม พระสงฆ์ เปน็ ทพ่ี งึ่ ทร่ี ะลกึ มแี ต่
เขา้ วดั ฟงั ธรรม จำ� ศลี ภาวนา ทำ� บญุ ทำ� ทานเปน็ ประจำ� เหน็ ผเี ขา้ ไปอาละวาดเบยี ดเบยี น
ชาวบ้านกลุ่มน้ันดังกล่าวแล้ว จึงได้ชวนกันออกไปวัด เข้าไปกราบนมัสการท่าน
พระอาจารยฝ์ น้ั แลว้ จงึ กราบเรยี นทา่ นวา่ “เวลานพี้ วกผี ปศี าจ เขา้ ไปอาละวาดกอ่ กวน
ชาวบา้ นดงั กลา่ วมาแลว้ พวกดฉิ นั และลกู ๆ เกรงวา่ จะถกู ผเี ขา้ เจา้ สงิ เหมอื นกบั พวกนน้ั
พวกดฉิ นั ขอความเมตตาจากพระอาจารยก์ รณุ าไดเ้ ปน็ ทพี่ ง่ึ แกพ่ วกดฉิ นั และลกู ดว้ ย”
57
พระอาจารย์จึงพูดให้พวกโยมมีก�ำลังใจว่า “พวกเราอย่าพากันกลัวเลย
ไมเ่ ปน็ ไรดอก ไมต่ อ้ งกลวั ใหพ้ ากนั ตงั้ ใจนอ้ มนกึ ระลกึ ถงึ คณุ พระพทุ ธเจา้ คณุ พระธรรม
คณุ พระสงฆ์ เอามาเป็นท่พี ่งึ ทีน่ ับถอื แล้วนึกบริกรรมภาวนาวา่ พทุ โธ ธัมโม สังโฆ
พทุ โธ ธมั โม สงั โฆ พทุ โธ ธัมโม สังโฆ ๓ จบแล้ว ใหร้ ะลึก พทุ โธๆๆๆๆๆ ค�ำเดยี ว
ให้ระลึกนกึ ในใจตลอดไป ทุกวันทุกคืน ยืน เดิน นง่ั นอน ดงั น้ี ผีเจา้ พ่อ ผีภูตา
ผโี หง ผหี ่า จะมาท�ำอะไรเราไม่ได้ดอก กลวั ท�ำไม เราได้คณุ พระมาเปน็ ทพี่ ง่ึ แล้ว
พุทโธคอื เป็นองคค์ ุณของพระพทุ ธเจา้ พุทธานภุ าเวนะ คณุ พระพุทธเจา้ มคี ุณามหา
อานภุ าพมาก พระองคท์ รงชนะขา้ ศกึ ศตั รู หมปู่ จั จามติ รจะคดิ เบยี ดเบยี นกระทำ� รา้ ย
อะไรไม่ได้ ธัมโมเป็นองค์คุณของพระธรรม อันน�ำมาซ่ึงความเป็นธรรมศักดิ์สิทธิ์
ธมั มานภุ าเวนะ คณุ ของพระธรรมมคี ณุ ามหาอานภุ าพมาก ยอ่ มคมุ้ ครองปกปกั พทิ กั ษ์
รกั ษาผปู้ ฏบิ ตั ใิ หพ้ น้ จากทกุ ขภ์ ยนั ตรายทงั้ ปวงได้ สงั โฆเปน็ องคค์ ณุ ของพระอรยิ สงฆ์
ผทู้ รงคุณอันศกั ดิส์ ิทธ์วิ ิเศษ ผคู้ วรกราบไหวส้ ักการบูชา เปน็ เนอ้ื นาบุญของสัตว์โลก
ไม่มีท่ีไหนอ่ืนอีกแล้วจะเหนือกว่า สังฆานุภาเวนะ คุณของพระอริยสงฆ์สาวกของ
พระพทุ ธเจา้ นนั้ มคี ณุ ามหาอานภุ าพมาก ถา้ ผใู้ ดไดน้ อ้ มระลกึ กราบไหว้ เคารพปฏบิ ตั ิ
อยเู่ สมอแลว้ กส็ ามารถคมุ้ ครองและปอ้ งกนั ทกุ ขอ์ ปุ ทั วนั ตรายทงั้ หลายทง้ั ปวงทกุ สงิ่ ได้
คณุ พระพทุ ธ พระธรรม พระสงฆ์ สรณะของเรา ทพี่ ง่ึ ของเรามเี ทา่ นี้ เราตอ้ งระลกึ ถงึ
พระองค์ เม่ือเขา้ ถึงพระองค์แล้วจงึ จะพง่ึ พระองค์ได้ ถ้าไมถ่ งึ กพ็ ง่ึ ไม่ได้ ถ้าเราระลึก
เคารพ กราบไหวบ้ ชู า ระลกึ ภาวนาทกุ วนั ทกุ เวลาอยอู่ ยา่ งน้ี ใหเ้ รยี กผมี ากนิ วา่ ผเี อย๋
จงมากนิ เถดิ จ้างให้กไ็ มก่ ล้ามากนิ ดอก”
เมื่อโยมได้ฟังธรรมของพระอาจารยฝ์ ั้นแสดงจบลงแลว้ ทำ� ใหพ้ วกเขาเกิดเพิ่ม
ก�ำลังใจในความเล่ือมใสเป็นอย่างย่ิง พากันก�ำหนดจดจ�ำแล้วต้ังใจระลึกนึกท่อง
บรกิ รรมพรำ�่ ภาวนาตลอดวนั เวลาไมไ่ ดข้ าด กป็ รากฏวา่ พวกภตู ผที กี่ อ่ กวนเบยี ดเบยี น
ไม่กล้าเข้ามากล้�ำกรายท�ำอันตรายแก่พวกชาวบ้านท่ีเข้าวัดปฏิบัติภาวนาน้ันเลย
จนพวกน้ันออกปากถามผีขณะท่ีเขา้ สงิ คนอย่นู ั้นวา่ “ทำ� ไมทา่ นเจ้าตาไมไ่ ปเขา้ สิงคน
ที่อยู่ทางโน้นบ้าง” ผีเจา้ ตาในร่างของคนตอบวา่ “เข้าไปใกลเ้ ขาไม่ได้ ข้าไม่กล้าไป
ข้าจะกล้าไปได้อย่างไร เพราะในบ้านของพวกเขาเหล่าน้ันเห็นมีแต่พระน่ังเป็นแถว
เต็มไปหมด”
58
ความจริงคนในบ้านหมู่น้ัน ไม่มีใครมีพระพุทธรูปไว้ในบ้านสักองค์แม้แต่
คนเดยี ว เปน็ แตเ่ พยี งพวกเขาเหลา่ นนั้ มจี ติ เลอ่ื มใส ไดเ้ คารพปฏบิ ตั กิ ราบไหวร้ ำ� ลกึ นกึ
บรกิ รรมคำ� ภาวนาเทา่ นน้ั ทำ� ใหเ้ จา้ ผเี จา้ ภตู ามองเหน็ พระนง่ั อยเู่ ตม็ บา้ นไปหมด พวก
ชาวบา้ นทน่ี บั ถอื ผี ไมน่ บั ถอื พระ เมอ่ื ถกู ผเี จา้ ตากอ่ กวน จงึ ไดน้ ดั ประชมุ ปรกึ ษาหารอื กนั
เรื่องเก็บเงินเอามาจ้างหมอผีให้เขามาท�ำพิธีไล่ผีให้หนีออกไปจากบ้านให้ส้ินซาก
เมอื่ ในทป่ี ระชมุ ไดต้ กลงพรอ้ มใจกนั แลว้ จงึ ไปตดิ ตอ่ กบั หมอผี หมอผบี อกวา่ จะใหไ้ ป
ไลผ่ อี อกไปจากบา้ นนน้ั ทำ� ได้ รบั รองไมย่ าก แตต่ อ้ งเอาเงนิ มาใหเ้ สยี กอ่ น จงึ จะไปทำ�
พิธขี บั ไล่ผใี หไ้ ด้ ถ้าไม่เอาเงินมาเสียกอ่ น เมอื่ เราไดท้ ำ� การขบั ไลผ่ ใี หไ้ ด้ออกไปแลว้
ประเดย๋ี วภายหลังจะเอาเงนิ จากใครกไ็ มไ่ ด้ ไม่มใี ครยอมออกให้ เราจึงต้องเกบ็ เงนิ
เอาไวก้ ่อน
ทุกคนเมื่อได้ยินหมอผีพูดดังนั้นแล้ว จึงได้แต่งตั้งให้มีผู้เดินเก็บเงินจาก
ชาวบา้ นทกุ ๆ หลงั คาเรอื น ถา้ เรอื นใดไมย่ อมเสยี เงนิ เขาจะไมย่ อมขบั ไลแ่ ละปอ้ งกนั ผี
ในเรอื นนนั้ ให้ สว่ นคณะญาตโิ ยมพวกทม่ี คี วามเคารพนบั ถอื พระ ละจากการนบั ถอื ผี
ชวนกันเข้าไปวัดไปกราบเรียนพระอาจารย์ฝั้นว่า “เวลาน้ีคณะกรรมการในหมู่บ้าน
ได้ประชุมกันเก็บเงินตามชาวบ้านทุกๆ หลังคาเรือน เอาไปจ้างหมอผีให้ขับไล่และ
ปอ้ งกนั ผีทเ่ี ขา้ มาอาละวาดอยู่ในบา้ นให้หมดไป ถ้าใครไม่ออกเงนิ เขาจะไมป่ ้องกัน
และขับไล่ผอี อกจากเรือนนนั้ ให้ ขอโอกาสพอ่ แมค่ รูบาอาจารย์ พวกดิฉันสมควรจะ
ออกเงินค่าขับไล่ค่าคุ้มครองป้องกันผีกับพวกเขาหรือไม่ หรือพ่อแม่ครูบาอาจารย์
จะใหพ้ วกดฉิ นั ทำ� อยา่ งไรดี”
พระอาจารยฝ์ น้ั ไดฟ้ งั แลว้ ทา่ นยม้ิ ๆ หวั เราะ แลว้ พดู วา่ “ถา้ หากวา่ เขาเรย่ี ไรเกบ็ เงนิ
เอาสร้างสาธารณประโยชน์ เช่น กุฏิ วิหาร ศาลาการเปรียญ โรงเรียนประชาบาล
โรงพยาบาลสาธารณสุข เหล่าน้ีควรให้ ถ้าเขาเก็บเงินเอาไปเป็นค่าจ้างผี อย่าให้
เพราะพวกเราไมไ่ ดน้ ับถอื ผี พวกเราไมเ่ คยเซน่ สรวง ชุบเล้ยี งผี พวกเราเคารนับถอื
ไหวก้ ราบบชู าแตพ่ ระเทา่ นน้ั เราพงึ่ พระ ไมไ่ ดพ้ ง่ึ ผี ผไี มม่ อี ยใู่ นบา้ นเรอื นของพวกเรา
เราพง่ึ อะไรผี ผเี ราพง่ึ อะไรไมไ่ ดส้ กั อยา่ ง พวกเราฟงั ดเู ถอะ ขร้ี า้ ยกเ็ หมอื นผี เลวกเ็ หมอื นผี
59
สกปรกกเ็ หมอื นผี โงก่ เ็ หมอื นผี ขเ้ี กียจขคี้ รา้ นกเ็ หมือนผี ผไี ม่ใชเ่ ป็นของดี สิง่ ใดท่ี
ไม่ดีแล้ว เขาก็เอามาเปรียบเทียบกับผีท้ังนั้น อาตมาจึงได้กล่าวว่า ผีเป็นส่ิงท่ีไม่ดี
ส่ิงท่ีไม่ดีเราไม่ควรเอามาเป็นท่ีพึ่งมิใช่หรือ หรือว่ายังไง ใครต้องการสิ่งท่ีไม่ดีบ้าง
ทกุ คนไม่ต้องการมใิ ชห่ รือของไมด่ ี พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ทั้ง ๓ อยา่ งนี่
เปน็ ทเี่ ลศิ ทปี่ ระเสรฐิ พวกเราเรยี กวา่ คณุ พระรตั นตรยั ผทู้ เ่ี ลอื่ มใสเคารพกราบไหวบ้ ชู า
แล้วตั้งจิตระลึกนึกภาวนาเอาเป็นที่พ่ึงของตน อย่างที่เรียกว่า พระไตรสรณคมน์
บุคคลใดจะเป็นผู้หญิงหรือชายก็ตาม จะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ก็ตาม มีความเคารพ
กราบไหว้สักการบูชาด้วยศรัทธาความเลื่อมใสในคุณพระรัตนตรัย ผู้นั้นแลจักได้
ที่พ่ึงอันเกษม ที่พ่ึงอันเป็นมงคลอุดมสูงสุด พวกเราทั้งหลายได้ที่พึ่งเช่นนี้แล้ว
ย่อมพน้ ไปจากทกุ ข์ทั้งปวง
ดังน้ี พากันเขา้ ใจใหม่พวกเราทงั้ หลาย เร่ืองมันเป็นอยา่ งนี้ ญาตโิ ยมทั้งหลาย
เข้าใจหรอื ยัง นี่แหละทพี่ งึ่ ของเรามีเทา่ นี้ พากันเขา้ ใจไว้ นัตถิ เม สะระณัง อัญญงั
ทพี่ งึ่ อน่ื ของเราไมม่ ี พทุ โธ เม สะระณงั วะรงั พระพทุ ธเจา้ เปน็ ทพ่ี งึ่ อนั ประเสรฐิ ของเรา
นัตถิ เม สะระณงั อญั ญัง ท่ีพึ่งอื่นของเราไมม่ ี ธัมโม เม สะระณงั วะรงั พระธรรม
เปน็ ทพี่ ง่ึ อนั ประเสรฐิ ของเรา นตั ถิ เม สะระณงั อญั ญงั ทพ่ี งึ่ อน่ื ของเราไมม่ ี สงั โฆ เม
สะระณงั วะรงั พระสงฆเ์ ปน็ ทพี่ ง่ึ อนั ประเสรฐิ ของเรา นตั ถิ แปลวา่ ไมม่ ี ทา่ นปฏเิ สธหมด
พง่ึ อะไรไมไ่ ดส้ กั อยา่ งในไตรโลก คอื กามโลก รปู โลก อรปู โลก ถา้ เรามคี ณุ พระพทุ ธ
พระธรรม พระสงฆ์ ไวท้ ใี่ จของเราบรบิ รู ณเ์ ตม็ ที่ เราจะไปอยโู่ ลกไหนกไ็ ปได้ เพราะเรา
มที พี่ ง่ึ ทอ่ี าศยั ทไี่ ปทอ่ี ยแู่ ลว้ เราจะไปจะอยกู่ ม็ คี วามสขุ เราจะพงึ่ อะไรกพ็ ง่ึ ได้ เมอื่ เรา
มพี ระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไวใ้ นใจของเราอยา่ งลน้ ฝ่ังอยู่เสมอ ไม่บกพร่อง
เราจะพึ่งโลกไหนก็พ่ึงได้โดยแท้ ไม่ต้องสงสัย เมื่อพวกท่านท้ังหลายได้สดับใน
โอวาทานศุ าสนแี ลว้ ใหพ้ ากนั กำ� หนดจดจำ� ไวใ้ นใจ นำ� เอาไปปฏบิ ตั ติ าม อย่าพากนั มี
ความประมาท ดังไดแ้ สดงมาดว้ ยประการฉะนี”้
เม่ือพระอาจารย์ฝั้นท่านได้แสดงธรรมชี้แนะน�ำพร�่ำสอนจบลงแล้ว ญาติโยม
ทกุ คนทน่ี งั่ ฟงั เกดิ ความปตี ปิ ลม้ื ในใจ เลอื่ มใสศรทั ธาในพระพทุ ธศาสนาเปน็ อยา่ งยงิ่
60
จึงได้พากันเลิกละสละทิ้งการนับถือพระภูมิเจ้าที่ ภูตผี ปีศาจ ที่พวกเขาเคยเชื่อ
นบั ถอื มาแตเ่ กา่ กอ่ นนมนานจนหมดสนิ้ ไดส้ มาทานถอื ศลี กบั พระไตรสรณคมนต์ ง้ั แต่
บดั นั้นมา เมอ่ื ออกพรรษาปวารณาแล้ว พระอาจารย์ฝั้นไดอ้ ำ� ลาญาติโยมออกเทีย่ ว
ธดุ งคไ์ ปตามปา่ หาสถานทม่ี ปี า่ ทส่ี งบวเิ วกทางเขตอำ� เภอนำ�้ พอง จงั หวดั ขอนแกน่ จงึ ได้
จดั เตรยี มเกบ็ บรขิ ารเปน็ การสำ� เรจ็ เสรจ็ เรยี บรอ้ ยแลว้ ไดอ้ อกเดนิ ทางจากทพ่ี กั สำ� นกั
โนนปา่ ชา้ บ้านผือ ไดเ้ ข้าไปพกั ท่วี ดั ศรีจนั ทรใ์ นเมืองขอนแกน่ สว่ นญาติโยมพอได้
ทราบว่าพระอาจารย์ฝั้นได้ออกจากส�ำนักแล้ว พากันมีความโศกเศร้าโศกาอาลัยใน
จติ ใจเปน็ อนั มาก ไมส่ ามารถระงบั ดบั ความอาลยั จากจติ ใจของตนได้ พากนั ออกอทุ าน
วา่ “ชาวเราทง้ั หลายจะอยไู่ ด้อย่างไรเม่อื ไม่มพี ระอาจารย์ มาเถดิ พวกเรา ไปพวกเรา
ตดิ ตามทา่ นไป ไปขอรอ้ งใหท้ า่ นมคี วามเมตตากลบั มาอนเุ คราะหโ์ ปรดชาวเราบา้ นผอื
อีกสักคร้งั เถิด”
เม่ือทุกคนตกลงตัดสินใจไปด้วยกันแล้ว ต่างก็ได้รีบออกเดินทางติดตาม
พระอาจารยไ์ ป ไดไ้ ปทนั พบทา่ นพระอาจารยฝ์ น้ั ทว่ี ดั ศรจี นั ทร์ จงึ พากนั เขา้ ไปออ้ นวอน
ขอรอ้ งใหท้ า่ นมคี วามเมตตาโปรดญาตโิ ปรดโยมอกี สกั ครง้ั เถดิ ขณะเดยี วกนั ภตู ผที ่ี
ชาวบ้านไดเ้ ลกิ นบั ถอื และเช่อื ถอื ไดส้ ละละทิ้งจนมคี วามสงบหลบหนีไปแล้ว ไดก้ ลับ
เขา้ มาอาศยั เบยี ดเบยี นชาวบา้ นอกี เหมอื นกบั วา่ ภตู ผเี หลา่ นนั้ ชว่ ยมาเปน็ ใจกบั ชาวบา้ น
เป็นเหตุใหช้ าวบา้ นไดย้ กเอาเรอ่ื งนี้ขนึ้ ร้องเรียนพระอาจารยอ์ กี ด้วยว่า “หลงั จากทา่ น
พระอาจารยไ์ ด้เดนิ ทางมาแลว้ ภูตผีที่เคยหลบหนีหายไปแลว้ ก็ได้กลบั เข้ามาอาศัย
อยทู่ กุ หลังคาเรือนอีก มันมาเขา้ ทรงเขา้ สิงเบียดเบยี นชาวบ้านให้ไดล้ ำ� บากเดอื ดรอ้ น
วุ่นวายเข้าอีก ขอพระอาจารย์ได้เมตตาพวกกระผมชาวบ้านผือบ้างเถิด ถ้าไม่มี
ทา่ นพระอาจารยแ์ ลว้ พวกกระผมและชาวบา้ นผอื กจ็ ะอยไู่ มไ่ ด้ อยไู่ ดก้ จ็ ะไมม่ คี วามสขุ
ท่านพระอาจารย์องค์เดียวเท่าน้ันที่มีความสามารถแก้ปลดเปลื้องระงับดับความ
เดือดร้อนเปน็ ทกุ ข์ที่ปรากฏอยใู่ นเวลานไ้ี ด”้
เมื่อพระอาจารย์ฝั้นได้ฟังค�ำอาราธนาขอร้องนิมนต์ให้ท่านกลับเพื่อจะได้ช่วย
ระงับดับความเดือดร้อนดังกล่าวแล้ว ท�ำให้ท่านมีจิตเมตตาสงสารชาวบ้านผือที่มี
61
ศรทั ธาเพิ่งเรม่ิ เข้าวัดปฏิบตั ิ ฟงั ธรรม จ�ำศลี ไหว้พระภาวนา ท่านกไ็ ด้พจิ ารณาในใจ
ปรารภถึงตัวท่านเองว่า ท่ีเราได้บวชเข้ามาในพระพุทธศาสนาน้ีก็มีความตั้งใจ
เจตนาที่จะเข้ามาท�ำประโยชน์ตนและประโยชน์ส่วนรวม บัดน้ีญาติโยมก็ได้เกิดมี
ศรทั ธาความเลอ่ื มใสในพระศาสนา เขามคี วามพอใจใครจ่ ะศกึ ษาปฏบิ ตั ฝิ กึ หดั อบรม
บ่มอินทรีย์จะได้เป็นปัจจัยอุปนิสัยบารมีแก่กล้ายิ่งๆ ข้ึนไป ถ้าเราไม่กลับไปให้ได้
บำ� เพญ็ ประโยชนใ์ นคราวครงั้ นี้ กเ็ ทา่ กบั วา่ เราทำ� งานผดิ พลาดขาดจากประโยชนอ์ ยา่ ง
นา่ เสยี ดาย ความจรงิ เรากม็ งุ่ มาบำ� เพญ็ ประโยชนส์ ว่ นนโ้ี ดยตรงอยแู่ ลว้ เปน็ โอกาสอนั ดี
ท่ีเราจะได้น�ำธรรมานุธรรมปฏิบัติ มาฝึกหัดเผยแพร่ให้แก่ประชาชนได้ฝึกฝนตน
ให้ถกู ตอ้ งตามอริยมรรคปฏิปทา จกั ไดด้ ำ� รงทรงไว้ซ่ึงพระพทุ ธศาสนาสบื ไป
ทา่ นพระอาจารยฝ์ น้ั ไดต้ ดั สนิ ใจกลบั จงึ รบั คำ� อาราธนาของญาตโิ ยมวา่ “อาตมา
รบั นมิ นตแ์ ลว้ ใหพ้ ากนั สบายใจ กลบั บา้ นกลบั ชอ่ งกนั เสยี อาตมากจ็ ะตามไปภายหลงั ”
คณะโยมบ้านผอื ได้พากนั ยกมอื สาธุ สาธกุ ารกระพุ่มมือนอ้ มกราบพระอาจารยด์ ้วย
ความดใี จท่ไี ด้สมหวงั ยังความปราโมทย์ใหแ้ กช่ าวบา้ นผอื ท่ีนงั่ รอคอยฟงั ทุกๆ คน
คงเปน็ ดว้ ยกศุ ลทท่ี กุ คนไดเ้ คยบำ� เพญ็ มา พระอาจารยจ์ งึ เมตตากลบั มาโปรดพวกเรา
ดงั น้ี
62
พรรษาท่ี ๖ พทุ ธศักราช ๒๔๗๓
พระอาจารยฝ์ น้ั อาจาโร ไดก้ ลบั มาจำ� พรรษาสำ� นกั โนนปา่ ชา้ บา้ นผอื อกี เปน็ ครงั้
ที่ ๒ ติดตอ่ กัน ในพรรษาน้ี พระอาจารย์ไดต้ ัง้ จติ คิดสมาทานอธิษฐานใจในขอ้ วัตร
ปฏบิ ตั ขิ ดั เกลาเพง่ เผาฝกึ จติ บำ� เพญ็ ทำ� ความเพยี ร เหมอื นกบั ทที่ า่ นเคยปฏบิ ตั มิ าทกุ ๆ ปี
ทา่ นยนิ ดตี ามทม่ี อี ยู่ เปน็ ผไู้ มม่ คี วามอยาก มกั นอ้ ยสนั โดษ สำ� รวมในอธศิ ลี อบรมอยู่
ในอธจิ ติ จำ� เรญิ เจรญิ ใหบ้ รบิ รู ณย์ งิ่ ดว้ ยอธปิ ญั ญาเพอื่ ใหไ้ ดม้ าซง่ึ วชิ ชา วมิ ตุ ติ ทา่ นยนิ ดี
ในทว่ี เิ วกสงดั ขจดั เสยี ซง่ึ ความคลกุ คลี และทง้ั ไดต้ ง้ั ใจเทศนธ์ รรม แนะนำ� พรำ�่ สอนแก่
พทุ ธบรษิ ทั ทงั้ คฤหสั ถแ์ ละนกั บวชจนตลอดพรรษา ประชาชนไดห้ ลง่ั ไหลเขา้ วดั ฟงั ธรรม
จำ� ศลี เจรญิ ภาวนา เพม่ิ จำ� นวนมากขน้ึ ๆ ทกุ วนั ๆ ทา่ นสอนใหเ้ ขาเลกิ ละการทรงเจา้ เขา้ ผี
ตลอดถึงการเซน่ บวงสรวง สักการะพระภมู เิ จ้าที่ ภูตผปี ศี าจ หักไม้ ดหู มอ ถอื ฤกษ์
ถอื ยาม เปน็ ความเหน็ ผดิ ไมถ่ กู ตอ้ งตามธรรมทางพระพทุ ธศาสนา ใหน้ ำ� มาซงึ่ ทกุ ขโ์ ทษ
ไม่เกิดประโยชน์แก่ผู้กระท�ำ ญาติโยมโดยส่วนมากที่ได้ฟังเทศน์อบรมธรรมที่
พระอาจารยไ์ ดพ้ รำ่� สอนแลว้ กพ็ ากนั เลกิ ละจากทางผดิ ตงั้ จติ ระลกึ นกึ นอ้ มไหวก้ ราบ
เคารพรบั นบั ถือแต่ในคณุ พระรตั นตรัยเอามาเป็นท่พี ึง่ ของตนทกุ ๆ คน ตัง้ แตน่ นั้ มา
ตลอดกระทงั่ จนทุกวันน้ี
ออกพรรษาแลว้ ทา่ นพระอาจารย์ออ่ น ญาณสริ ิ ไดม้ าชักชวนพาไปเทย่ี ววิเวก
ทางจังหวัดอุดรธานี พอเดินทางไปถึงบ้านจีต อ�ำเภอหนองหาร จังหวัดอุดรธานี
พระอาจารยอ์ อ่ นไดแ้ ยกทางไปเยยี่ มพสี่ าวปว่ ยหนกั อยทู่ บ่ี า้ นดอนเงนิ อำ� เภอกมุ ภวาปี
63
จังหวดั อดุ รธานี (เป็นมาตุภูมขิ องพระอาจารย์อ่อน) พระอาจารย์ฝนั้ พกั อย่บู ้านจตี
แตล่ ำ� พงั องคเ์ ดยี ว พระอาจารยฝ์ น้ั เผชญิ ตอ่ สกู้ บั ปญั หาคนหากนิ ในทางทจุ รติ มจิ ฉาชพี
คอื ในบา้ นจตี มตี าปะขาวผมยาวคนหนง่ึ ชอื่ วา่ ไทส้ ขุ ไดบ้ ญั ญตั ธิ รรมตอ่ ไก่ ตง้ั ขนึ้ มาเอง
เปน็ ทางการหากนิ หลอกลวงชาวบา้ นใหห้ ลงเชอ่ื ตามกลวธิ หี ากนิ หลอกลวงของเขาเอง
วา่ “ชาวเราทงั้ หลาย เราไดไ้ ปพบของดี และเรากไ็ ดน้ ำ� เอามาเผยแพรแ่ จกจา่ ยใหพ้ วกทา่ น
ทง้ั หลาย ถา้ ทา่ นผใู้ ดใครอ่ ยากจะไดบ้ รรลธุ รรมเหน็ ธรรมแลว้ จงพากนั จบั เอาไกต่ วั ผู้
หนงึ่ ตวั และตวั เมยี หนงึ่ ตวั นำ� เอามาใหเ้ รา เราจะทำ� ใหท้ า่ นไดบ้ รรลถุ งึ ซง่ึ ธรรมของดจี รงิ
โดยไมต่ อ้ งทำ� อะไร ใหพ้ วกทา่ นกลบั ไปอยทู่ บี่ า้ นของทา่ นเฉยๆ กส็ ามารถไดบ้ รรลธุ รรม
รขู้ นึ้ มาเองได”้ พวกชาวบา้ นทย่ี งั โฉดเขลาเบาสตปิ ญั ญาเขา้ ใจวา่ เปน็ ความจรงิ เพราะ
เหน็ วา่ ทา่ นเปน็ นกั บวชทรงศลี ธรรมประจำ� ใจ ชาวบา้ นจงึ ไดเ้ ชอื่ ถอื และเลอ่ื มใส จงึ ตา่ ง
ก็พากันจับไก่คนละคู่ๆ เอาไปให้ตาปะขาวผู้วางแผนหลอกลวงนั้นเป็นจ�ำนวนมาก
พระอาจารยฝ์ น้ั ไดม้ าประสบเหตกุ ารณเ์ หน็ วธิ หี ากนิ อนั สกปรกโสมมเปน็ กลหลอกของ
ไท้สุขลวงชาวบ้านเชน่ นนั้ ทา่ นพระอาจารย์รู้สกึ มคี วามเมตตาสงสารชาวบา้ นผูไ้ ม่คง
แกก่ ารศกึ ษา ปญั ญายงั ออ่ นเปน็ กำ� ลงั จงึ ไดเ้ รยี กอตี าปะขาวไทส้ ขุ มาอบรมสง่ั สอนใหม้ ี
ความรสู้ กึ สำ� นกึ ตนแลว้ ยอมรบั สารภาพผดิ ใหเ้ ขาเลกิ ละจากการหากนิ ทจุ รติ มจิ ฉาชพี
ต่อไป
แรกๆ ตาปะขาวไทส้ ขุ เขาไมย่ อมเชอ่ื ฟงั ในธรรมตามคำ� ชแี้ จงแสดงสงั่ สอนของ
ทา่ นอาจารย์ เพราะเขาถอื วา่ ทเี่ ขาทำ� ไปแลว้ นน้ั ไมผ่ ดิ เขาอา้ งวา่ เขาไมไ่ ดบ้ งั คบั ใหเ้ อา
มาให้ ชาวบา้ นมศี รทั ธามคี วามพอใจเอามาใหเ้ ราเอง เขาจงึ มคี วามเหน็ วา่ ธรรมตอ่ ไก่
ของเขาไมด่ แี ละผดิ ตรงไหน ตาปะขาวธรรมตอ่ ไกไ่ ทส้ ขุ ยงั อวดอา้ งธรรมตอ่ ไกข่ องเขา
เองวา่ ในธรรมตอ่ ไกข่ องเขาไดบ้ ญั ญตั สิ รณะทพี่ ง่ึ ของเขาถงึ ๔ อยา่ ง คอื กฏุ ฐงั พทุ ธงั
ธมั มงั สงั ฆงั สะระณงั คจั ฉามิ ดงั น้ี อยา่ งนดี้ กี วา่ ของทา่ น ของทา่ นมแี ตเ่ พยี ง ๓ คอื
พระพทุ ธ พระธรรม พระสงฆ์ เท่านน้ั
ท่านพระอาจารยฝ์ น้ั ไดซ้ กั ถามวา่ กฏุ ฐัง หมายถึงอะไร เป็นสรณะทพี่ งึ่ ไดจ้ รงิ
หรือไม่ ตาปะขาวธรรมต่อไก่ไท้สุข ตอบค�ำถามของพระอาจารย์ฝั้นไม่ได้ กุฏฐัง
หมายถงึ อะไรก็ไมร่ ู้ ไดแ้ ตว่ า่ ดีกวา่ ดกี วา่ เทา่ นัน้ แตก่ ็ไม่ทราบวา่ ดีอยา่ งไร ตาปะขาว
64
หมดปญั ญาอธบิ ายความคำ� วา่ กฏุ ฐงั ไมไ่ ด้ จงึ ไดอ้ าราธนาขอใหท้ า่ นพระอาจารยอ์ ธบิ าย
ทา่ นพระอาจารยจ์ ึงได้อธิบายคำ� ว่า กฏุ ฐงั ใหฟ้ งั วา่ ค�ำวา่ กุฏฐัง นั้น เปน็ ชอ่ื ของโรค
ชนดิ หนง่ึ มนั เกดิ ขนึ้ ทร่ี า่ งกายคนบางคน แปลวา่ โรคเรอื้ น จะพากนั เอาโรคเรอื้ นมาเปน็
สรณะทพี่ งึ่ ไดอ้ ยา่ งไร โรคเรอื้ นนถ้ี า้ หากวา่ มนั เกดิ เปน็ ขนึ้ มาอยทู่ รี่ า่ งกายของผใู้ ดแลว้
มิได้ท�ำให้ผู้น้ันได้รับความสุขความสบายเลย มีแต่ผู้นั้นจะต้องได้รับแต่ความทุกข์
เจยี นตาย หรือทรมานจนถึงแก่ความตาย
ตาปะขาวธรรมตอ่ ไกไ่ ทส้ ขุ ยงั ไดต้ อบโตข้ น้ึ มาวา่ ผทู้ นี่ บั ถอื พระพทุ ธ พระธรรม
พระสงฆ์ ๓ อย่างนี้ ตายไปหมดแลว้ ถ้าถอื ๔ อยา่ ง เหมอื นของเขาแลว้ จะไมต่ าย
ถงึ ตาย พระอนิ ทรก์ ใ็ ชใ้ หเ้ ทวดาเอาสวงิ ทองคำ� มาตกั เอากระดกู มารวมกนั เขา้ แลว้ เอา
นำ้� เตา้ ทองมารดชบุ ชวี ติ ใหฟ้ น้ื ขนึ้ มา แลว้ พาไปอยบู่ นสวรรคช์ น้ั ฟา้ ทา่ นพระอาจารยฝ์ น้ั
ได้อธิบายพร้อมทั้งยกเหตุผลให้ฟัง ตาปะขาวธรรมต่อไก่ไท้สุขก็ยังไม่ยอมสละทิฐิ
ของตนได้ ยงั ยกเอาคาถาค�ำบริกรรมภาวนาของเขาวา่ ดีวิเศษนกั ไม่มีของใครอื่นใด
จะสู้ได้ คือ ทุ สะ นะ โส โม นะ สา ทุ คาถาบรกิ รรมภาวนาของเขา ๘ อักขระนี้
ดีอย่างมหศั จรรย์
เม่ือตาปะขาวกล่าวจบลงแลว้ ทา่ นพระอาจารยไ์ ดย้ กเอาคาถาของเขาน้นั ขึน้ มา
แสดงให้เขาฟังตอ่ ไปวา่ คำ� ว่า ทุ สะ นะ โส นั้น เป็นคาถาของเปรต ๔ คน ทตี่ ายไป
ตกนรก ชื่อว่า โลหกุมภี มีความร้อนเดือดพล่านด้วยน้�ำทองแดงอยู่ตลอดเวลา
เรอ่ื งมอี ยวู่ า่ เปรต ๔ ตนนน้ั เมอ่ื คราวไดไ้ ปบงั เกดิ เปน็ มนษุ ย์ ไดเ้ กดิ เปน็ บตุ รเศรษฐี
มีทรพั ย์มาก ในเมืองนน้ั มีตระกูลเศรษฐอี ยู่ ๔ คน เศรษฐีทง้ั ๔ คนน้ัน ทกุ คนตา่ ง
ก็มีลูกชายดว้ ยกนั ทง้ั ๔ คน มอี ายุรนุ่ ราวคราวเดียวกันและเป็นเพื่อนกัน มีความรัก
กนั มาก ไปไหนกไ็ ปดว้ ยกนั บตุ รเศรษฐที งั้ ๔ คน มรี ปู รา่ งหนา้ ตาสะสวยงดงามมาก
ทำ� ใหส้ ตรมี คี วามกำ� หนดั รกั ใครเ่ คลบิ เคลมิ้ หลงใหลในรปู สมบตั อิ นั งามทม่ี ผี วิ พรรณ
ผุดผ่องของบุตรเศรษฐี พร้อมทั้งมีคุณสมบัติและทรัพย์สมบัติข้าวของเงินทอง
แกว้ แหวนแสนสง่ิ กม็ าก บตุ รเศรษฐที ง้ั ๔ คน ไดอ้ าศยั ทตี่ นมรี ปู สมบตั แิ ละทรพั ยส์ มบตั ิ
ใชจ้ า่ ยทรพั ยน์ นั้ ลอ่ ใหผ้ หู้ ญงิ ชอบใจเกดิ ความกำ� หนดั รกั ใครพ่ อใจในลกู เศรษฐที ง้ั ๔
คนนนั้ ไดท้ อดตวั เขา้ ไปไดป้ ระพฤตอิ สทั ธรรมในกามมจิ ฉาจารโดยไมเ่ ลอื กวา่ ลกู เขา
65
เมยี ใคร ไมเ่ ลอื ก เอาไดท้ ง้ั นนั้ ครน้ั บตุ รเศรษฐที ง้ั ๔ คน สนิ้ ชพี วายชนมแ์ ลว้ กไ็ ดไ้ ป
ตกนรกชอื่ วา่ โลหกมุ ภี นรกขมุ นี้ สตั วน์ รกทตี่ กไปนน้ั ไปลอยอยใู่ นกะทะหมอ้ นำ�้ ตม้
ทองแดงจนละลายเปน็ นำ�้ รอ้ นเดอื ดพลา่ นตลอดเวลา สตั วน์ รกตกไปลอยนำ้� ทองแดงนนั้
เพราะโทษประพฤตผิ ิดศีล ๕ ข้อ ๓ เปน็ การกระท�ำผดิ ในกามมจิ ฉาจาร สัตวน์ รก
ทต่ี กไปลอยอยู่ในน�ำ้ พลกิ คว่�ำพลกิ หงายจมลงไปถึง ๘ หม่ืนปี จงึ ถึงกน้ หม้อนรก
ขมุ น้ัน แลว้ กล็ อยพลิกคว�ำ่ พลกิ หงายลอยข้นึ มาอีกถึง ๘ หม่ืนปี จงึ ไดโ้ ผลข่ ้นึ มาได้
แล้วสัตว์นรกนั้นมีความปรารถนาใคร่จะประกาศบอกผลของกรรมที่ตนได้กระท�ำ
ให้ปรากฏ ก็กลา่ วไดเ้ พียงค�ำเดยี วก็จมลงไปอีก พลกิ ควำ่� พลกิ หงายในน้ำ� ทองแดง
ท่ีเดือดพล่านอยู่ ๘ หม่ืนปี ถึงก้นหม้อ สัตว์นรกท้ัง ๔ ตนนั้นต่างคนต่างลอย
เชน่ เดยี วกนั ๘ หมน่ื ปี จงึ โผลข่ นึ้ มา ไดก้ ลา่ วคาถาคนละตวั คนที่ ๑ ทุ ที่ ๒ สะ ท่ี ๓
ว่า นะ ที่ ๔ วา่ โส ดังนัน้ แล้วก็จมลงไป ถ้าบาปกรรมของสัตวเ์ หลา่ นั้นทไ่ี ด้ท�ำไว้
ยงั ไมส่ น้ิ ตราบใด สตั วเ์ หลา่ นนั้ กย็ งั ไมต่ ายอยตู่ ราบนนั้ เพอื่ จะไดเ้ สวยทกุ ขท์ รมานดว้ ย
กรรมชั่วทต่ี ัวได้กระทำ� ไว้
ตาปะขาวธรรมตอ่ ไกไ่ ทส้ ขุ ไดฟ้ งั พระอาจารยฝ์ น้ั เทศนค์ าถาทต่ี นเอามาบรกิ รรม
วา่ ทุ สะ นะ โส น้ันเป็นคาถาของสตั วน์ รก กย็ งั ไมย่ อมเชื่อ ทา่ นพระอาจารย์จงึ ได้
อธิบายตอ่ อีกวา่ ค�ำวา่ ทุ นน้ั แปลวา่ ช่ัว สัตวน์ รกตนที่ ๑ โผลข่ น้ึ มาอา้ ปากอยาก
จะประกาศใหไ้ ดท้ ราบผลกรรมชวั่ ทต่ี วั ไดก้ ระทำ� ไวเ้ มอ่ื ยงั เปน็ มนษุ ยบ์ ตุ รเศรษฐนี นั้ วา่
ความชว่ั เราไดท้ ำ� ไวแ้ ลว้ หนอ เราจงึ ไดต้ กทกุ ขท์ รมานอยใู่ นนรกน้ี แตย่ งั ไมท่ นั จบ กจ็ ม
ลงไป ตนท่ี ๒ ว่า สะ นั้นวา่ เราจกั พน้ ไปจากทกุ ข์ได้อยา่ งไร เพราะความดีเราไม่ได้
ทำ� ไวเ้ ลย เรามแี ตก่ รรมชวั่ กลา่ วยงั ไมจ่ บ ไดแ้ ต่ สะ คำ� เดยี ว กจ็ มลงไปอกี ตนที่ ๓ วา่
นะ น้นั หมายความวา่ เม่ือเราได้พน้ ไปจากนรกนีแ้ ลว้ เราจะไมท่ �ำกรรมชั่วทจุ รติ
กามมจิ ฉาจารอกี เลย ตนท่ี ๔ วา่ โส เรานน้ั เมอื่ ไดไ้ ปเกดิ เปน็ มนษุ ยแ์ ลว้ จะทำ� แตก่ รรมดี
มีใหท้ าน ฟงั ธรรม จำ� ศีล ภาวนา อยา่ งเต็มท่ีจนตลอดชวี ติ สัตว์นรกทั้ง ๔ ตนน้ัน
ไดก้ ล่าวคาถาคนละคำ� กจ็ มลงไปยงั พนื้ ขมุ โลหกุมภีนรก
เมื่อพระอาจารย์ฝั้นแสดงธรรมพร�่ำสอนอบรมจบลงแล้ว ตาปะขาวธรรม
ต่อไกไ่ ทส้ ขุ และบรวิ าร ก็ยงั ยนื กรานการกระทำ� ของตนวา่ ตัวเองทำ� ถกู จงึ ยังไม่ยอม
66
สละเลกิ ละจากธรรมตอ่ ไกไ่ ด้ ทา่ นพระอาจารยฝ์ น้ั ไดพ้ ยายามอบรมสง่ั สอนอยู่ ๗ วนั
พรอ้ มทา่ นพระอาจารยอ์ อ่ น พระอาจารยก์ ู่ ไดม้ าสมทบรว่ มดว้ ย ไดช้ ว่ ยกนั ตอบโตป้ ญั หา
ตาปะขาวไท้สุขและบริวาร ซักถามข้อข้องใจและสงสัย เขายกปัญหาธรรมส่วนใด
ข้ึนถาม ทั้งสามพระอาจารย์ก็ได้ช่วยกันตอบโต้แก้ปัญหาธรรมท่ีเขาถามมาน้ันจน
หมดเปลือก ท�ำให้ผู้ฟังได้ความรู้แจ่มแจ้งสิ้นสงสัย จิตใจของตาปะขาวผมยาว
ธรรมตอ่ ไก่ไท้สขุ และบริวารค่อยอ่อนถอดถอนทฐิ ิผดิ ของตนออกได้
ตาปะขาวผมยาวไทส้ ขุ จงึ ไดย้ อมรบั สารภาพผดิ และพดู เปดิ เผยความจรงิ ใหฟ้ งั วา่
““ธรรมตอ่ ไก่ นเ่ี ปน็ ของเขาไดบ้ ญั ญตั ขิ น้ึ เอง เปน็ งานหากนิ ของพวกผม พอพวกผมไดฟ้ งั
ธรรมของท่านพระอาจารย์แสดงอบรมพร่�ำส่ังสอนจึงได้เกิดความรู้สึกส�ำนึกตัวว่า
เปน็ การหลอกลวง แตน่ ต้ี อ่ ไปพวกผมจะตง้ั ใจปฏบิ ตั อิ ยใู่ นธรรมคำ� สงั่ สอนของพระพทุ ธเจา้
ตามคำ� แนะนำ� สง่ั สอนของพระอาจารยท์ ง้ั ๓ องค”์ พระอาจารยฝ์ น้ั เหน็ ผมของตาปะขาว
ยาวรงุ รงั ทา่ นจงึ ไดส้ ง่ั ใหต้ ดั ออกเสยี ตาปะขาวแกจะไมย่ อมตดั พดู อา้ งวา่ ถา้ แกตดั ผม
ออกเมอ่ื ไร แกตอ้ งตาย จนพระอาจารยอ์ อ่ นชว่ ยพดู รบั รองวา่ ไมต่ ายเพราะเหตทุ ตี่ ดั ผม
เขาจงึ ยนิ ยอมตดั ผมออก ภายหลงั จากธรรมตอ่ ไกไ่ ทส้ ขุ ตดั ผมยาวออกแลว้ มพี ลานามยั
ร่างกายเป็นปกติสุข ท�ำให้พวกเขากับท้ังบริวารเพิ่มความเล่ือมใสในปฏิปทาความรู้
ความสามารถของพระอาจารยท์ ง้ั สามองคเ์ ป็นอย่างยงิ่ ได้ชกั ชวนกันออกไปฟังธรรม
ค�ำแนะน�ำสงั่ สอนเพิม่ จำ� นวนขึ้นทุกๆ วนั
ที่นั้นยังมีโยมผู้หญิงคนหน่ึง เธอเป็นโรคไอเป็นเวลานานแล้ว ขณะที่เธอมา
นั่งภาวนาก็ไอไม่หยุด พระอาจารยไ์ ด้ยินเสยี งไอ จึงไดถ้ ามผ้หู ญงิ คนนัน้ วา่ “ทำ� ไม
ไม่ไปให้หมอเขาตรวจรักษา” “ให้หมอเขาตรวจรักษากินยามามากต่อมากแล้วมันก็
ไม่เหน็ หายสกั ท”ี ผ้หู ญงิ คนนนั้ ตอบ เม่ือพระอาจารยท์ า่ นได้ยินค�ำตอบของผู้หญิง
คนนนั้ แลว้ ทา่ นกไ็ ดใ้ ชร้ วมพลงั กระแสจติ พจิ ารณา กท็ ราบวา่ เปน็ เนอ่ื งมาจากกรรมเกา่
ท่ีเขาได้เคยท�ำไว้แต่ชาติก่อนตามมาให้ผลในชาตินี้ เขาจึงไอ รับประทานยาเท่าใด
กไ็ ม่หาย แต่จะหายไดด้ ้วยอานภุ าพพลงั จากก�ำลงั จติ ภาวนา แล้วแผเ่ มตตาจิตอุทศิ
สว่ นกศุ ลสง่ ถงึ เจา้ กรรมนายเวร เมอ่ื เขาเหลา่ นน้ั ไดอ้ นโุ มทนารบั เอาซง่ึ สว่ นกศุ ลผลบญุ
แลว้ ก็มีความผอ่ งแผ้วในจิตกลบั มาเป็นมติ รกับเรา
67
พระอาจารย์จึงได้แนะน�ำผู้หญิงที่เป็นโรคไอคนนั้นว่า “เป็นด้วยกรรมไม่ดีท่ี
เราไดท้ ำ� ไวแ้ ตช่ าตกิ อ่ น ถงึ โยมจะกนิ ยาเทา่ ไรกไ็ มห่ าย ใหโ้ ยมตง้ั จติ อธษิ ฐานนงั่ ภาวนา
ท�ำความเพียรพยายามให้จิตรวมสงบเป็นสมาธิแน่วแน่ เบากายสบายใจ แจ่มใส
ปลอดโปร่งโล่งอกโล่งใจ แล้วแผ่เมตตาจิตอุทิศส่วนกุศลเจาะจงส่งไปถึงเจ้ากรรม
นายเวรทโี่ ยมไดก้ ระท�ำไวแ้ ตช่ าติกอ่ น อย่างนี้แน่นอนตอ้ งหาย”
โยมผู้หญิงคนน้ันคร้ันได้ฟังค�ำแนะน�ำจากท่านพระอาจารย์ฝั้นดังน้ัน ก็มีจิต
ชนื่ ชมยนิ ดเี ลอื่ มใส พอใจตอ่ การทำ� ความเพยี รภาวนา ตงั้ สตริ ะลกึ กายหายใจภาวนา
กำ� กบั อย่กู ับจิต มคี วามรูต้ ัวประคองไว้ไมใ่ หใ้ จฟุ้งซ่าน เปน็ เวลานานทนทานตอ่ การ
นง่ั ภาวนาครานนั้ อยา่ งไมล่ ดละ จติ จงึ สละละวางหา่ งออกไกลไปจากนวิ รณ์ ออ่ นสงบ
ระงบั สบายหายจากอาการไอ ยง่ิ เพมิ่ ความเลอ่ื มใสเปน็ กำ� ลงั ใจใหโ้ ยมคนนนั้ มศี รทั ธา
อดทนนง่ั บริกรรมคำ� ภาวนาเพ่งเพียรพยายามดว้ ยความ ฉนั ทะ วิรยิ ะ จิตตะ วมิ ังสา
ดว้ ยอำ� นาจอทิ ธบิ าทภาวนา กส็ ามารถยงั จติ ใหส้ งบรวมมอี ารมณ์ ๑ แนว่ แนอ่ ยใู่ นธรรม
ดวงเดยี ว เปน็ สขุ าเอกคั คตา มคี วามสขุ วเิ วกเอกคั คตา อยดู่ ว้ ยนามธรรม อาการปว่ ยไข้
ไอประจ�ำก็สงบระงับกลับหายเป็นปกติอย่างไม่น่าเช่ือว่าจะมีขึ้นได้ แต่ก็ได้มีมาแล้ว
โยมผหู้ ญงิ คนนนั้ มคี วามสขุ กายสบายใจ และดใี จมาก ไดต้ ง้ั ใจแผเ่ มตตาจติ อทุ ศิ สว่ น
กุศลผลคุณสมบัติเจาะจงส่งไปถึงสรรพสัตว์ ท้ังมารดา บิดา อุปัชฌาย์ อาจารย์
อนิ ทร์ พรหม ยม มาร จงมารบั สาธกุ ารส่วนกศุ ลของขา้ พเจ้าคราวครงั้ นเ้ี ถดิ คาถาที่
ท่านพระอาจารย์ฝ้ันได้สอนให้โยมคนนน้ั ภาวนาวา่ ดังน้ี “สุขี อตั ตานัง ปะรหิ ะราม”ิ
พระอาจารยฝ์ น้ั ทา่ นไดพ้ กั อยทู่ น่ี น้ั ตามสมควรแกอ่ ธั ยาศยั แลว้ จงึ ไดล้ าญาตโิ ยม
ออกเที่ยววิเวกท�ำความเพียรในละแวกน้ันเป็นที่พอใจแล้ว ท่านก็ได้เดินทางกลับ
มาหาครูบาอาจารย์และหมู่เพ่ือนท่ีจังหวัดขอนแก่นอีก ท่านได้ไปพักที่วัดศรีจันทร์
ขณะเดียวกันทางวัดก็ก�ำลังจะจัดเตรียมบริขารจะบวชพระเณรเป็นจ�ำนวนมาก
ท่านได้รับมอบภาระในการตัดเย็บผ้า สบง จีวร สังฆาฏิสองช้ัน กับผ้าบริขารอื่น
อกี ดว้ ยเปน็ จำ� นวนมาก ทา่ นจงึ ตอ้ งนง่ั ตดั เยบ็ ผา้ ตลอดทงั้ กลางวนั กลางคนื ไมม่ เี วลา
ได้พกั ผอ่ นหลับนอนเลย เพราะมีเวลาเหลอื นอ้ ย
68
หลังจากไดบ้ วชพระเณรเสร็จแล้ว ท่านก็เริม่ กลับป่วยเปน็ ไขม้ าลาเรียข้นึ มาอีก
พระอาจารย์ท่านได้รักษาตัวของท่านเองด้วยวิธีการพักผ่อนภาวนารักษาจิตใจ
ใหส้ งบ เปน็ ธรรมโอสถทที่ า่ นพระอาจารยไ์ ดเ้ คยนำ� เอามาใชใ้ นเวลาอาพาธตามทท่ี า่ น
เคยปฏบิ ัติ แต่ก็ยงั ไมห่ ายสนิท เพียงทุเลาเทา่ นั้น ทา่ นไดร้ ะลึกถึงภูระง�ำ นกึ อยาก
จะไปจำ� พรรษาอยบู่ ำ� เพญ็ เพยี รภาวนาทน่ี นั้ คงจะไดร้ บั ความสงบสงดั ปฏบิ ตั เิ พมิ่ พนู
ก�ำลงั สมาธิ สติ ปัญญา วิชชา วิมุตติ ใหป้ รากฏประจกั ษแ์ จ้งชัดในปจั จุบนั
ท่านจึงได้เข้าไปอ�ำลาท่านพระอาจารย์สิงห์ และพระอาจารย์มหาปิ่น ไปอยู่
จำ� พรรษาบนภเู ขาระงำ� ทา่ นพระอาจารยส์ งิ หพ์ ดู วา่ “ทา่ นฝน้ั พาพระหวั โจกขนึ้ ไปอยภู่ เู ขา
ภาวนาศึกษาอบรมกบั ท่านดว้ ย” พระอาจารยฝ์ นั้ ทา่ นยังไม่ทราบวา่ พระหวั โจกทีท่ า่ น
พระอาจารยส์ งิ หบ์ อกนน้ั เปน็ ใคร แตพ่ อมองเหน็ มอื ทา่ นยกขน้ึ ชตี้ รงไปทพี่ ระอาจารย์
กงมา จริ ปญุ โญ ทา่ นจงึ “ออ๋ ทา่ นกงมานเี้ อง ทา่ นวา่ พระหวั โจก” (ทา่ นพดู หยอกแบบ
กันเอง) ท่านพระอาจารย์ฝั้นกับพระอาจารย์กงมาจึงได้ออกเดินทางไปอยู่จำ� พรรษา
บนภเู ขาระงำ� ดว้ ยกัน
69
พรรษาท่ี ๗ พทุ ธศกั ราช ๒๔๗๔
ทา่ นพระอาจารยฝ์ น้ั อาจาโร ปี พ.ศ. ๒๔๗๔ พรรษาท่ี ๗ ทา่ นไดจ้ ำ� พรรษาอยู่
ทบ่ี นภเู ขาระงำ� อำ� เภอชนบท จังหวดั ขอนแกน่ ตลอดเวลาตั้งแต่พระอาจารยฝ์ นั้ ปว่ ย
เปน็ ไขเ้ รอื้ รงั ยงั ไมข่ าด ยง่ิ มาอยบู่ นภเู ขายงิ่ กลบั กำ� เรบิ หนกั ขนึ้ อกี ทำ� ใหป้ วดตามเนอ้ื
ตามตัวท่วั ไปหมด นั่ง นอน ยืน เดนิ มแี ต่ปวดทุกอิริยาบถ ปวดไปหมดเหลอื ที่จะ
อดจะทน ถงึ อย่างนั้น พระอาจารยท์ า่ นเป็นนกั ต่อสู้ท่มี จี ติ ใจกลา้ หาญ เปน็ ศิษย์ทไ่ี ด้
รบั การฝกึ จติ มาแลว้ อยา่ งชำ� นาญจากพระอาจารยโ์ ดง่ ดงั ทา่ นเปน็ ศษิ ยท์ ม่ี คี รู ฝกึ ศกึ ษา
วชิ าเพลงนกั รบกบั ขา้ ศกึ (คอื กเิ ลส) จากอาจารยท์ ดี่ ฝี มี อื เอก (พระอาจารยม์ นั่ ภรู ทิ ตั ต-
มหาเถระ) ท่านจงึ ไมม่ คี วามอาลยั หว่ งใยในชีวติ
เย็นค่�ำวันหน่ึง ท่านได้พิจารณาถึงทุกข์ท่ีท่านได้รับและทรมานทั้งร่างกายและ
จติ ใจ ไดบ้ งั เกดิ ความเบอื่ หนา่ ยในสงั ขารรา่ งกาย ไมเ่ สยี ดายอาลยั ในชวี ติ ทา่ นจงึ ได้
ตง้ั จติ ปรารภความเพยี รอยา่ งอกุ ฤษฏ์ ถงึ ชวี ติ จะแตกดบั กย็ อม เราจะนงั่ สมาธภิ าวนา
จนมันหาย ถ้าไม่หายตายก็ยอม ท่านจึงได้ออกไปนั่งที่บนร้านเตี้ยๆ อยู่ใต้ร่มไม้
ข้างนอก เป็นท่ีมีอากาศโล่งโปร่งสดช่ืนสบาย ท่านได้นั่งต้ังกายตรงด�ำรงสติไว้ม่ัน
เพยี รเพง่ ต่อสกู้ �ำหนดรเู้ วทนา เป็นทกุ ขท์ มี่ กี �ำลังกล้าจากอาการเจบ็ ไข้ในเวลานั้น
พระอาจารยท์ า่ นกำ� หนดรทู้ กุ ขเวทนาทเี่ ผด็ รอ้ นเจบ็ แสบกลา้ ในเวลานนั้ ทง้ั หมด
รวมเปน็ ทกุ ขสจั จะ ในทกุ ขเวทนาขนั ธ์ เปน็ ขนั ธมาร เปน็ มารกอ่ กวนขดั ขวางหลอกลวง
ให้เราหลง เราจึงไม่ได้ประสบพบทางอันสงบสุข ขันธมารมันไม่ได้เป็นมิตรกับเรา
70
มนั เบยี ดเบยี นเราบบี คน้ั เราตลอดเวลา ขา้ รขู้ า้ เหน็ ตวั มนั แลว้ โดยความเปน็ จรงิ วา่ ทกุ ขน์ ี้
เป็นมารอนั โหดรา้ ยท่สี ุด มารคอื ทกุ ขขนั ธ์ เป็นศัตรูของเราอยา่ งฉกรรจ์ เราจะตอ้ ง
ตอ่ สเู้ พอื่ ปราบศตั รใู หส้ นิ้ ซากไปจากเรา ทกุ ขขนั ธมารนม้ี นั อยรู่ อบตวั เราอยา่ งแนน่ หนา
เหมอื นภเู ขาหนิ ลว้ นสงู จดฟา้ ตงั้ อยโู่ ดยรอบทง้ั ๔ ทศิ แตล่ ะทศิ กลงิ้ เขา้ มาหากนั หาชอ่ ง
ที่จะหลบหลีกลอดออกไปกไ็ มม่ ีแมแ้ ต่น้อย
ท่านได้ก�ำหนดเอาทุกขเวทนาท่ีเป็นปัจจุบัน ต้ังสติระลึกทุกขเวทนานั้นมาเป็น
เวทนาสตปิ ฏั ฐานภาวนา สมั ปชาโน มคี วามร้ตู ัว มคี วามอดทน มคี วามเพยี ร เพง่ เผา
กเิ ลสท่ีอาศัยทกุ ขเวทนาเป็นปจั จยั แล้วเกดิ ข้นึ จนพินาศ ทา่ นพยายามด้วยสติปญั ญา
อันคมกล้า ทุกขเวทนาไม่สามารถข่มข่ีขู่เข็ญครอบง�ำจิตของท่านได้ จิตก็รวมสงบ
เวทนากด็ ับ พรอ้ มทั้งวติ ก วจิ ารณ์ ทกุ ข์ ปตี ิ สุข ก็ดบั ๆๆๆๆ ไปหมด เหลือแต่
เอกงั จติ ตงั จติ ดวงเดยี วเปน็ อเุ บกขารมณอ์ ยดู่ ว้ ยอปั ปนาจติ ตลอดคนื ยงั รงุ่ ทกุ ขเวทนา
ทเี่ คยมกี ำ� ลงั กลา้ กไ็ ดถ้ กู แผดเผาดว้ ยขนั ตธิ รรม ความอดกลนั้ ทนทาน และดว้ ยความเพยี ร
อนั เปน็ ตปะ เครอ่ื งเผากเิ ลสทง้ั กองทกุ ข์ กไ็ ดด้ บั หมดสน้ิ ไปดว้ ยกบั ความสงบอยา่ งสนทิ
ชนดิ ท่ถี อนรากถอนโคนท่ยี งั ไม่เคยพบเหน็ เปน็ มมี าก่อนเลย
ท่านนั่งต้ังสมาธิภาวนาตั้งแต่หัวค่�ำจนรุ่งเช้าขึ้นวันใหม่ ถึงเวลาพระเณรออก
บิณฑบาตแล้ว ท่านก็ยังน่ังตั้งตัวเท่ียงตรงแน่วแน่เฉยอยู่ พระเณรไปบิณฑบาต
กลับมาแล้วท่านกย็ ังนง่ั อยู่ จัดเตรียมอาหารรอคอยท่านจนสาย ทา่ นกย็ ังน่งั ทา่ ตรง
ดำ� รงสตเิ ทยี่ งมนั่ เหมอื นจะไมไ่ ดห้ ายใจอยา่ งนนั้ แหละ พระเณร ใครๆ กไ็ มก่ ลา้ เขา้ ไป
แต่พอเห็นตะวันขึ้นสายจนสุดวิสัยท่ีจะรอคอยได้แล้ว สามเณรองค์หน่ึงจึงได้ค่อย
ยอ่ งคลานเขา้ ไปใกลๆ้ ทา่ นแลว้ กราบ กพ็ อดจี ติ ของทา่ นไดถ้ อนออกจากสมาธิ ปรากฏ
ไดย้ นิ เสียงสามเณรกราบ ทา่ นพระอาจารยไ์ ด้ลมื ตามองดสู ามเณร
ทา่ นมองเหน็ สามเณรครง้ั แรก ทา่ นบอกวา่ เหน็ เหมอื นไมใ่ ชส่ ามเณร เหมอื นกะ
สตั วอ์ ะไรทที่ า่ นยงั ไมเ่ คยรจู้ กั พอไดย้ นิ เสยี งสามเณรพดู นมิ นตใ์ หไ้ ปฉนั จงึ ไดร้ วู้ า่ เปน็
สามเณร ทา่ นจงึ ไดพ้ ดู กบั สามเณรวา่ “ฉนั อะไร เรายงั ไมไ่ ดไ้ ปบณิ ฑบาต” “พวกกระผม
ไปบณิ ฑบาตกลบั มาและไดจ้ ดั อาหารรอคอยทา่ ทา่ นอาจารย์ เวลานต้ี ะวนั สายประมาณ
71
เกือบ ๑๐.๐๐ น. กวา่ แล้ว” “โอ้ ๑๐ โมงเช้ากว่าแลว้ หรือ แหม เราน่ังปรากฏว่า
น่ังประเดี๋ยวเดียวเท่าน้ันเอง” สามเณรถวายการปฏิบัติกิจเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ทา่ นพระอาจารยจ์ งึ ไดไ้ ปนง่ั ฉนั อาหารบณิ ฑบาต พรอ้ มดว้ ยพระภกิ ษสุ ามเณร แตว่ นั นน้ั
ปรากฏว่าฉันสายมากผดิ ปกติเป็นประวัติการ
ต้ังแต่วันน้ันมา อาการอาพาธด้วยไข้มาลาเรียก็ได้ดับสูญสลายหายเป็นปกติ
ท่านก็มีความอ่ิมเอิบด้วยความสงบสุข ด้วยความวิเวก สงบวิเวกทั้งกาย ทั้งจิต
ทง้ั อปุ ธกิ เิ ลส เปน็ ความสงบสขุ อยา่ งเยย่ี มยอด ตลอดทงั้ กลางวนั กลางคนื นอน เดนิ
นง่ั กเ็ ป็นสุข ทา่ นยงั ได้ร�ำพึงระลึกถงึ พระองค์สมเดจ็ พระสัมมาสมั พทุ ธเจา้ เมื่อสมยั
พระองคไ์ ดต้ รสั รู้ใหม่ๆ พระองค์ได้เสวยวิมุตตสิ ขุ อยู่ ๔๙ วัน ถ้าอยา่ งน้ีกค็ วรนัง่ ได้
เพราะไม่มีทุกขท์ ี่ไหนอะไรมาจากไหนที่จะมาก่อกวน มแี ต่ความสขุ ลว้ นๆ ทเ่ี กิดแต่
ความวเิ วกภายในจติ ใจ
ในคืนวันหน่ึง ท่านพระอาจารย์ฝ้นั ทา่ นน่งั ภาวนา พอจติ ก�ำลังจะรวมสงบแวบ
ออกไป ก็ปรากฏนิมติ เห็นผูห้ ญิงสาวท้องมคี รรภ์แก่คนหนง่ึ ปวดท้องจะคลอดบตุ ร
ท่านจึงได้เทศน์เตือนสติให้หญิงคนนั้นภาวนาท่องบริกรรมด้วยคาถาดังน้ี “โสตถิ
คพั ภสั สะ” ดงั น้ี หญงิ นนั้ กค็ ลอดอยา่ งงา่ ยดาย เปน็ เดก็ ชาย แลว้ ใหญเ่ ตบิ โตรา่ งกาย
สมบรู ณ์ลกุ ขน้ึ เดนิ ออกว่ิงไปวงิ่ มาทำ� การท�ำงานได้อย่างน่าอศั จรรย์ วันตอ่ มา มีคน
ผหู้ ญงิ สงู อายคุ นหนงึ่ ไดพ้ าลกู สาวมคี รรภข์ น้ึ มาหาทา่ นพระอาจารยฝ์ น้ั แลว้ กราบเรยี น
ปรบั ทกุ ขใ์ หท้ า่ นฟงั วา่ “ลกู สาวของดฉิ นั คนนมี้ ที อ้ งแกจ่ วนจะคลอดแลว้ ดฉิ นั เปน็ ทกุ ข์
กระวนกระวายใจมาก เพราะเขาเพงิ่ มีครรภค์ รงั้ แรกดว้ ย คดิ กลัววา่ จะเปน็ อันตราย
แก่ชีวิตลูกสาวของดิฉัน ขอพระคุณท่านพระอาจารย์ได้มีความเมตตาเป็นท่ีพึ่งแก่
ลกู สาวของดฉิ นั ด้วย กรุณาช่วยชีวิตลกู สาวของดฉิ ันไว้อย่าใหม้ ีอนั ตรายดว้ ยเถดิ ”
ทา่ นอาจารยจ์ งึ คดิ รำ� พงึ แตใ่ นใจวา่ เรอ่ื งนเ้ี องทป่ี รากฏเปน็ นมิ ติ ใหเ้ ราเหน็ มากอ่ น
แล้วแต่เม่ือคืนนี้พร้อมท้ังคาถา ท่านพระอาจารย์จึงได้พูดปลอบใจว่า “ไม่เป็นไร
ดอกโยม อาตมาจะชว่ ย ให้พากันท�ำใจใหส้ บาย อาตมารบั รองไมเ่ ปน็ ไร” วา่ แล้ว
ท่านพระอาจารย์ก็พาโยม ๒ คนแม่ลูกประกาศปฏิญาณตนรับพระไตรสรณคมน์
โดยท่านเป็นผนู้ ำ� วา่ ให้เขาว่าตามวา่
72
อะระหัง สัมมาสัมพทุ โธ ภะคะวา พทุ ธงั ภะคะวนั ตัง อะภิวาเทมิ ท่านเตือน
วา่ กราบลงหน ๑ นเ่ี รากราบพระพุทธ
สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม ธัมมัง นะมสั สามิ กราบลงหน ๑ น้ี เรากราบ
ระลึกถึงคุณพระธรรม
สปุ ะฏปิ นั โน ภะคะวะโต สาวะกะสงั โฆ สงั ฆงั นะมามิ กราบลงหน ๑ นี้ เรากราบ
ระลกึ ถงึ คุณพระอริยสงฆ์
ทา่ นพระอาจารย์ น�ำวา่ นโม ๓ หน
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ
นะโม ตสั สะ ภะคะวะโต อะระหะโต สมั มา สัมพุทธัสสะ
นะโม ตสั สะ ภะคะวะโต อะระหะโต สมั มา สมั พุทธสั สะ
พทุ ธัง สะระณัง คัจฉามิ ข้าพเจ้า ขอถึงซ่ึงคุณพระพุทธเจา้ ว่าเป็นทพ่ี ง่ึ ท่ีนับถอื
ธมั มัง สะระณงั คัจฉามิ ข้าพเจ้า ขอถงึ ซึง่ คณุ พระธรรมว่าเปน็ ท่พี ง่ึ ท่นี ับถอื
สงั ฆงั สะระณงั คัจฉามิ ข้าพเจา้ ขอถึงซึ่งคุณพระอรยิ สงฆว์ ่าเป็นทีพ่ ึง่ ทีน่ ับถือ
ทตุ ยิ ัมปิ พุทธัง สะระณงั คัจฉามิ ขา้ พเจ้า ขอถงึ ซง่ึ คุณพระพุทธเจา้
แม้เปน็ ครั้งที่ ๒
ทุติยัมปิ ธมั มัง สะระณงั คัจฉามิ ข้าพเจ้า ขอถงึ ซงึ่ คณุ พระธรรม
แม้เป็นครัง้ ที่ ๒
ทตุ ิยัมปิ สงั ฆัง สะระณัง คัจฉามิ ขา้ พเจา้ ขอถงึ ซึง่ คณุ พระอรยิ สงฆ์
แม้เปน็ ครั้งท่ี ๒
ตะติยมั ปิ พทุ ธงั สะระณัง คจั ฉามิ ขา้ พเจา้ ขอถึงซงึ่ คุณพระพทุ ธเจา้
แม้เปน็ ครั้งที่ ๓
ตะติยมั ปิ ธัมมงั สะระณัง คจั ฉามิ ขา้ พเจ้า ขอถึงซ่ึงคุณพระธรรม
แม้เป็นคร้ังที่ ๓
73
ตะติยมั ปิ สงั ฆงั สะระณงั คจั ฉามิ ข้าพเจ้า ขอถึงซึง่ คุณพระสงฆ์
แม้เป็นครั้งท่ี ๓
ท่านนำ� กลา่ วค�ำปฏิญาณตนเปน็ อบุ าสิกา
เอสาหงั ภนั เต, สจุ ริ ะปรนิ พิ พตุ มั ปิ ตงั , ภะคะวนั ตงั สะระณงั คจั ฉาม,ิ ธมั มญั จะ
ภกิ ขสุ ังฆญั จะ, อุปาสกิ ัง มัง สงั โฆ ธาเรต,ุ อชั ชะ ตัคเค ปาณุเปตัง สะระณงั คะตัง
ทุตยิ ัมปาหัง ภนั เต, สจุ ริ ะปรินพิ พุตัมป,ิ ตัง ภะคะวันตัง สะระณัง คจั ฉาม,ิ
ธัมมญั จะ ภกิ ขุสงั ฆัญจะ, อุปาสิกงั มัง สังโฆ ธาเรต,ุ อัชชะ ตคั เค ปาณเุ ปตงั
สะระณัง คะตงั
ตตยิ มั ปาหัง ภนั เต, สุจริ ะปรนิ ิพพุตัมป,ิ ตัง ภะคะวันตัง สะระณงั คัจฉามิ,
ธมั มญั จะ ภกิ ขุสงั ฆัญจะ, อปุ าสกิ งั มัง สงั โฆ ธาเรต,ุ อชั ชะ ตคั เค ปาณเุ ปตัง
สะระณัง คะตงั
ขา้ พเจา้ ขอถึงซง่ึ พระพทุ ธเจ้า กบั ท้งั พระธรรม และพระอรยิ สงฆ์ วา่ เปน็ ที่พึ่ง
ที่นบั ถือ ขอพระสงฆจ์ งจำ� ไวว้ ่า ข้าพเจ้านี้เป็นอบุ าสิกาในพระพทุ ธศาสนาตัง้ แต่บดั น้ี
เปน็ ต้นไป ตราบเทา่ สิน้ ชีวิตแห่งขา้ พเจา้ นี้แล แลว้ ทา่ นน�ำสวดพทุ ธคุณตอ่
อิตปิ ิ โส ภะคะวา อะระหงั สัมมาสมั พุทโธ วชิ ชาจะระณะสมั ปันโน สคุ ะโต
โลกะวทิ ู อนุตตะโร ปุริสะทมั มะสาระถิ สตั ถา เทวะมะนุสสานงั พทุ โธ ภะคะวาติ
ใหห้ มอบลงแลว้ วา่
กาเยนะ วาจายะ วะ เจตะสา วา พุทเธ กกุ มั มงั ปะกะตัง มะยา ยงั , พุทโธ
ปะฏิคคณั หะตุ อัจจะยันตงั , กาลนั ตะเร สังวะริตุง วะพทุ เธ เงยข้นึ แลว้ ว่า
สวากขาโต ภะคะวะตา ธมั โม สนั ทฏิ ฐโิ ก อะกาลโิ ก เอหปิ สั สิโก โอปะนะยโิ ก
ปัจจัตตงั เวทติ พั โพ วิญญหู ีติ ใหห้ มอบลงแลว้ วา่
กาเยนะ วาจายะ วะ เจตสา วา, ธมั เม กุกัมมัง ปะกะตงั มะยา ยัง, ธมั โม
ปะฏคิ คัณหะตุ อัจจะยันตงั , กาลนั ตะเร สงั วะริตุง วะธัมเม ใหเ้ งยขึ้นแล้วว่า
74
สปุ ะฏปิ นั โน ภะคะวะโต สาวะกะสงั โฆ อชุ ปุ ะฏปิ นั โน ภะคะวะโต สาวะกะสงั โฆ
ญายะปฏปิ นั โน ภะคะวะโต สาวะกะสงั โฆ สามจี ปิ ะฏปิ นั โน ภะคะวะโต สาวะกะสงั โฆ
ยะททิ งั จัตตาริ ปุรสิ ะยคุ านิ อฏั ฐะ ปุรสิ ะปุคคะลา เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
อาหเุ นยโย ปาหุเนยโย ทกั ขเิ ณยโย อัญชะลีกะระณโี ย อะนตุ ตะรัง ปญุ ญัก เขตตงั
โลกัสสาติ
ให้หมอบลงแลว้ ว่า
กาเยนะ วาจายะ วะ เจตะสา วา, สังเฆ กกุ มั มงั ปะกะตงั มะยา ยัง, สังโฆ
ปะฏคิ คัณหะตุ อจั จะยันตัง, กาลันตะเร สังวะรติ งุ วะ สังเฆ แลว้ ใหเ้ งยขึ้น
ต่อไปทา่ นนำ� สวดแผ่เมตตาตน
อะหงั สุขโิ ต โหมิ นิททกุ โข โหมิ อะเวโร โหมิ อัพยาปัชโฌ โหมิ อะนโี ฆ
โหมิ สุขี อตั ตานงั ปะริหะรามิ (นี้แผเ่ มตตาตนแล) ท่านนำ� สวดแผ่เมตตาสัตว์
สัพเพ สตั ตา สขุ ติ า โหนตุ สพั เพ สตั ตา อะเวรา โหนตุ สพั เพ สัตตา
อพั ยาปชั ฌา โหนตุ สพั เพ สัตตา อะนีฆา โหนตุ สัพเพ สัตตา สุขี อตั ตานัง
ปะรหิ ะรันตุ (นีอ้ งค์เมตตาแล)
สพั เพ สัตตา สพั พะทุกขา ปะมุจจนั ตุ (นอี้ งค์กรณุ าแล)
สัพเพ สตั ตา ลทั ธะสัมปัตตโิ ต มา วิคจั ฉันตุ (นีอ้ งคม์ ทุ ติ าแล)
สัพเพ สตั ตา กัมมัสสะกา กมั มะทายาทา กัมมะโยนิ กัมมะพนั ธุ กัมมะ-
ปะฏสิ ะระณา ยงั กัมมัง กะรสิ สนั ติ กัลยาณงั วา ปาปะกงั วา ตสั สะ ทายาทา
ภะวิสันติ (นอี้ งคอ์ ุเปกขาแล)
เสร็จแลว้ ทา่ นสอนใหภ้ าวนา โดยท่านนำ� วา่ ให้เขาวา่ ตาม ดังน้ี
พทุ โธ ธมั โม สงั โฆ พทุ โธ ธมั โม สังโฆ พุทโธ ธมั โม สังโฆ
75
แลว้ ทา่ นใหว้ า่ พทุ โธ พทุ โธ พทุ โธๆๆๆๆๆๆ คำ� เดยี วตลอดไป ทา่ นพระอาจารยฝ์ น้ั
ทา่ นเทศนอ์ บรมสง่ั สอนพธิ ปี ฏบิ ตั ใิ นพระไตรสรณคมน์ ตลอดถงึ การเคารพกราบไหว้
นอ้ มนกึ ระลกึ ถงึ คณุ พระพทุ ธ พระธรรม พระสงฆ์ มาภาวนาทกุ วนั ทกุ เวลาพอสมควร
แล้ว ท่านจึงหยิบเอากระดาษซองบุหร่ีมาเขียนคาถาคลอดบุตรตามท่ีท่านได้นิมิต
แตเ่ มอ่ื คนื วา่ โสตถคิ พั ภสั สะ ทา่ นเขยี นเสรจ็ แลว้ เอาวางใหล้ กู สาวยายคนนนั้ ทอ่ งภาวนา
หญิงสองคนแมล่ กู กราบลากลบั บา้ น
หญิงลูกสาวได้คาถาแล้วก็ต้ังใจท่องจ�ำระลึกนึกบริกรรมภาวนาอยู่ตลอดเวลา
เพราะกลวั ตาย วาระสดุ ท้ายวันเวลาก็มาถงึ หญิงคนนั้นกไ็ ดค้ ลอดบตุ รออกมาอย่าง
งา่ ยดายโดยความสวสั ดี ไมม่ อี นั ตรายและความเจบ็ ปวด ทำ� ใหท้ งั้ แมท่ งั้ ลกู ตา่ งมคี วาม
ดอี กดีใจมาก ย่ิงเพ่ิมความเคารพและเลื่อมใสในองค์พระอาจารย์ฝั้นยิ่งข้ึน ส่วน
ประชาชนชาวบ้านได้ทราบข่าวก็พากันหล่ังไหลข้ึนไปหาพระอาจารย์ฝั้นบนภูระง�ำ
ไปทำ� บญุ ฟงั ธรรม จำ� ศลี ภาวนา และขอเรยี นคาถาคลอดบตุ ร ทา่ นพระอาจารยก์ บ็ อก
สอนใหท้ กุ ผทู้ ุกคนไมเ่ ลอื กแตผ่ ใู้ ด
ทบี่ นภเู ขาระงำ� นเ้ี อง ทา่ นไดเ้ ขยี นหนงั สอื เลม่ หนง่ึ ดว้ ยมอื ของทา่ นเองเปน็ อกั ษร
ไทยนอ้ ย (ทภี่ าคโนน้ เรยี กตวั หนงั สอื ธรรม) จากหนงั สอื ใบลาน ชอ่ื วา่ อภธิ รรมสงั คณิ ี
มาติกาบรรยาย (ได้เคยพิมพ์แล้วอยู่ในหนังสืออนุสรณ์งานศพพระอาจารย์ฝั้น
อาจารเถระ) เปน็ ลายมอื ของทา่ นเองทงั้ หมด ทา่ นเขยี นหนงั สอื อกั ษรธรรมไดส้ วยมาก
พร้อมทั้งมีค�ำอธิบายมีข้ออุปมาอุปมัยอย่างลึกซึ้งแจ่มแจ้ง ยังไม่เคยเห็นใครที่ไหน
จดั ทำ� มากอ่ น เมอ่ื เวลามงี านศพกน็ มิ นตพ์ ระมาสวดมาตกิ า บงั สกุ ลุ เทา่ นน้ั พวกเราไม่
ทราบความหมายและมอี รรถาธบิ ายวา่ อยา่ งไร เปน็ หนงั สอื ทนี่ า่ อา่ นนา่ ศกึ ษามาก ผใู้ คร่
ตอ่ การศกึ ษาควรหามาอ่าน
เมอื่ ออกพรรษาแลว้ ทา่ นกอ็ อกเที่ยวจารกิ เดนิ ธุดงคไ์ ปพกั บ�ำเพญ็ เพียรภาวนา
ในทอ้ งท่ีเขตอ�ำเภอน�้ำพอง จงั หวัดขอนแก่น ไปพบกับพระอาจารย์สิงห์ พระอาจารย์
มหาปิน่ อยทู่ ่นี ้นั โดยบังเอญิ ไมไ่ ดน้ ดั หมายกันมากอ่ น
76
ต้ังสำ� นักวัดป่าศรัทธารวม นครราชสมี า
ทพ่ี ระคณะกรรมฐาน มที า่ นพระอาจารยส์ งิ ห์ ขนั ตยาคโม (เจา้ คณุ พระญาณวศิ ษิ ฏ)์
เป็นหวั หนา้ ไดน้ �ำคณะพระกรรมฐานมาเผยแพร่อบรมสั่งสอนประชาชนชาวจังหวดั
นครราชสีมา สมัยนนั้ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ตสิ สมหาเถระ อว้ น) เมือ่ ยังเปน็ ที่
พระพรหมมนุ ี ดำ� รงตำ� แหนง่ เจา้ คณะมณฑลอสี าน ยา้ ยจากเมอื งอบุ ลฯ มาเปน็ เจา้ อาวาส
วดั สุทธจนิ ดา ในเมอื งจังหวัดนครราชสมี า
ทา่ นพระอาจารยฝ์ น้ั เคยเลา่ ใหผ้ เู้ ขยี นฟงั วา่ สมเดจ็ ทา่ นคงวา้ เหว่ เนอื่ งจากเมอ่ื กอ่ น
ทา่ นเจ้าคุณสมเด็จฯ ท่านอย่วู ดั สปุ ัฏฯ เมอื งอุบลฯ เคยมีลกู ศษิ ย์ลูกหาทัง้ คฤหัสถ์
และบรรพชติ จากทกุ ทศิ ทกุ ทางห้อมล้อมดว้ ยความเคารพนบั ถอื อยู่ใกล้ชดิ สนทิ สนม
เปน็ อนั มาก ทา่ นยา้ ยมาอยนู่ ครราชสมี าใหมๆ่ คงมคี นและลกู ศษิ ยล์ กู หานอ้ ย จงึ เปน็ เหตุ
ให้ท่านระลึกถึงพระอาจารย์สิงห์ และพระอาจารย์มหาปิ่น ท่านเป็นพระคณาจารย์
มีคนเล่ือมใสเคารพนับถือมีช่ือเสียงโด่งดังมาก ท่านได้พาคณะลูกศิษย์ของท่าน
เป็นจ�ำนวนมากก�ำลังออกเผยแพร่พร�่ำสอนอบรมธรรมปฏิบัติกรรมฐานอยู่ในท้องที่
จงั หวดั ขอนแก่น สมเด็จฯ จึงหาวธิ อี อกอบุ ายเดนิ ทางไปตรวจการคณะสงฆ์จงั หวัด
ขอนแก่น เพ่ือจะได้ไปพบกับพระอาจารย์สงิ ห์ ซงึ่ เปน็ สัทธิวหิ ารกิ ของสมเด็จฯ ทา่ น
เมอื่ สมเดจ็ ฯ มาถงึ จงั หวดั ขอนแกน่ แลว้ สมเดจ็ ฯ ทา่ นไดถ้ ามหาทา่ นพระอาจารยส์ งิ ห์
และทา่ นพระอาจารยม์ หาปน่ิ แลว้ มบี ญั ชาวา่ ทา่ นตอ้ งการพบ เมอื่ ทา่ นพระอาจารยส์ งิ ห์
ไดเ้ ขา้ พบกบั สมเดจ็ ฯ สมเดจ็ ฯ จงึ มคี ำ� สงั่ ใหพ้ ระอาจารยส์ งิ หแ์ ละทา่ นพระอาจารยม์ หาปน่ิ
77
พาคณะพระกรรมฐานไปชว่ ยทางจงั หวดั นครราชสมี า พระอาจารยส์ งิ หซ์ ง่ึ เปน็ หวั หนา้ คณะ
จงึ ไดพ้ าลกู ศษิ ยพ์ ระคณะกรรมฐานพรอ้ มดว้ ยบรษิ ทั บรวิ ารเปน็ จำ� นวนมาก ออกเดนิ ทาง
มาเผยแพรฝ่ กึ หัดปฏิบัตภิ าวนากรรมฐานอบรมสัง่ สอนประชาชนชาวนครราชสีมา
พระอาจารยฝ์ น้ั อาจารเถระ กไ็ ดเ้ ดนิ ทางรว่ มกบั คณะมาคราวครง้ั นนั้ ดว้ ย ครง้ั แรก
มาพกั ทว่ี ดั สทุ ธจนิ ดา ในเมอื งนครราชสมี า คณุ หลวงชาญนคิ ม ผบู้ งั คบั ฯ ตำ� รวจกองเมอื ง
นครราชสีมา มีศรัทธายกที่ดินถวายเปน็ ส�ำนักพระกรรมฐาน หลงั กองช่างกลรถไฟ
นครราชสีมา ท่ีวัดป่าสาลวันอยู่ทุกวันนี้ หลังจากรับถวายที่ดินของคุณหลวงชาญฯ
เรยี บรอ้ ยแลว้ เจา้ พระคณุ สมเดจ็ พระมหาวรี วงศ์ (ตสิ โส อว้ น) ไดพ้ าพระอาจารยส์ งิ ห์
พระอาจารย์มหาป่ิน (เป็นนอ้ งชายพระอาจารยส์ ิงห)์ และพระอาจารยฝ์ น้ั ไปเยย่ี ม
ทา่ นเจ้าคณุ อุบาลีคณุ ูปมาจารย์ (สิรจิ นั โท จันทร์) วดั บรมนิวาส กรุงเทพฯ เพราะ
ได้ทราบขา่ ววา่ ทา่ นเจา้ คุณพระอุบาลฯี ขาหกั ทา่ นพักท่วี ดั บรมนวิ าสตัง้ แต่เดอื น ๓
จนถงึ เดือน ๖ จงึ ได้กลบั จงั หวดั นครราชสีมา
ตอนน้ีจักได้น�ำท่านผู้ใคร่ต่อการศึกษาและท่านผู้คงแก่การปฏิบัติได้อ่านเพ่ือ
จกั ไดท้ ราบจรยิ านวุ ตั ร อนั เปน็ ปฏปิ ทาบารมสี ว่ นหนงึ่ ของพระอาจารยฝ์ น้ั อาจารเถระ
จากจรยิ านวุ ตั รอนั ดงี ามทงั้ หลายเหลา่ นเ้ี อง เปน็ บารมสี ง่ เสรมิ ใหท้ า่ นไดร้ บั ความเคารพ
นับถอื ว่าเป็นปูชนียภิกขรุ ปู หนึ่งในประเทศไทยสมัยปจั จุบัน
ผู้เขียนได้ฟังแล้วจากพระอาจารย์ฝั้นเล่าให้ฟังว่า ตลอดเวลาที่ท่านพักอยู่ท่ี
วดั บรมนวิ าส กรงุ เทพฯ คราวนนั้ มแี ตท่ า่ นองคเ์ ดยี วตอ้ งออกจากทพี่ กั แตเ่ ชา้ ๆ ตอ้ งไป
ปฏบิ ตั พิ ระอาจารยส์ งิ ห์ พระอาจารย์มหาปิ่น และสมเด็จฯ ถวายนำ้� ถวายไม้สฟี นั
และยาสฟี ัน ถวายผ้าเช็ดตัว เทและล้างกระโถน ช�ำระท�ำความสะอาด เก็บท่นี อน
หมอนมุง้ เอาบาตร อาสนะ กระโถน กาน�้ำ ออกไปปแู ต่งตง้ั ไว้ทีโ่ รงฉนั เวลาเดยี วกัน
เสรจ็ จากปฏบิ ตั ิพระอาจารยส์ ิงห์แล้ว กไ็ ปปฏิบตั ิพระอาจารยม์ หาปน่ิ และสมเดจ็ ฯ
เหมือนดังกล่าวแล้ว ปฏิบัติอย่างนี้ทุกวันๆ ก่อนออกรับบิณฑบาตถวายท่านพระ
อาจารยส์ งิ ห์ พระอาจารยม์ หาปน่ิ และสมเดจ็ ฯ ดว้ ย สมเดจ็ ฯ ทา่ นไมเ่ คยสะพายบาตร
พระอาจารยฝ์ น้ั ถวายแนะวธิ สี ะพายและวธิ เี ปดิ ฝาบาตรปดิ ฝาบาตร เวลาอาหารในบาตร
78
สมเดจ็ ฯ เตม็ ท่านรีบถา่ ยเอาอาหารออกดว้ ยเกรงว่าสมเด็จฯ จะหนกั เวลากลับจาก
บณิ ฑบาต ทา่ นกจ็ ดั บาตรจดั อาหารใสบ่ าตร นำ� อาหารทท่ี า่ นเคยฉนั ถวาย เอาอาหารท่ี
ทา่ นไมฉ่ ันออก เพราะไมถ่ ูกกับธาตขุ องทา่ น เมือ่ ท่านฉันเสร็จแล้ว ท่านต้องลา้ ง เช็ด
ท�ำความสะอาดบาตรทั้ง ๔ ใบ ทั้งของทา่ นดว้ ย เสร็จแลว้ น�ำเอาไปเกบ็ ไว้
ทก่ี ลา่ วมาน้ี กลา่ วเฉพาะเวลาทที่ า่ นพกั อยทู่ ว่ี ดั บรมฯ เสมอื นทา่ นยงั เปน็ พระนวกะ
บวชใหม่ ท่านได้ไปอยู่ทีไ่ หนกบั พระอาจารยอ์ งค์ใด ทา่ นปฏบิ ตั ิตัง้ อยใู่ นจริยานวุ ัตร
อนั ดงี ามเปน็ ประจำ� นสิ ยั ตวั องคท์ า่ นตลอดไป ทา่ นเปน็ ผมู้ ปี กตขิ ยนั หมนั่ เพยี ร มคี วาม
อดความทนต่อความเหน่ือยยากล�ำบากในกิจการงานที่รู้ว่าเป็นประโยชน์ท้ังส่วนของ
ทา่ นและของคณะสว่ นรวม ตลอดถงึ ประโยชนป์ ระเทศชาติ ศาสนา ทา่ นมคี วามเคารพ
ออ่ นนอ้ มกบั พระเถระผใู้ หญผ่ เู้ ปน็ ครเู ปน็ อาจารยม์ าก ทา่ นไปอยกู่ บั พระอาจารยอ์ งคใ์ ด
หรอื หมใู่ ด คณะใดทไี่ หน พระอาจารยอ์ งคน์ น้ั หรอื หมนู่ น้ั คณะนนั้ และสถานทน่ี น้ั ๆ
ไม่เคยมีความหนักอกหนักใจ หรือความวุ่นวายเสียหายจากพระอาจารย์ฝั้นแม้แต่
นอ้ ยเลย เพราะปฏบิ ตั ดิ ว้ ยความเคารพและเลอื่ มใสในพระธรรมวนิ ยั จากใจจรงิ มน่ั คง
อยา่ งเปดิ เผย ตรงไปตรงมา ทงั้ ตอ่ หนา้ และลบั หลงั ทา่ นมสี ตปิ ญั ญาเฉลยี วฉลาด องอาจ
แกล้วกลา้ รา่ เรงิ ท่ามกลางชมุ นมุ ชนชัน้ ทุกคณะทุกบรษิ ทั
ทา่ นพระอาจารยฝ์ น้ั ทา่ นมนี ำ้� มนั ผง้ึ ทที่ า่ นไดก้ ลน่ั เอาจากขผ้ี งึ้ แท้ ทเ่ี รยี กวา่ ขผี้ ง้ึ
บรสิ ทุ ธ์ สำ� หรบั ทาแกป้ วด เคลด็ ยอก ตามมอื เทา้ แขง้ ขา มไี วป้ ระจำ� ไปทไ่ี หนทา่ นกพ็ ก
ตดิ ตวั ไปดว้ ย เวลาสมเดจ็ ฯ พกั ผอ่ นกลางวนั ทา่ นกเ็ อานำ้� มนั ผง้ึ เขา้ ไปปฏบิ ตั นิ วดเทา้
ถวายสมเดจ็ ฯ ทุกวนั ๆ สมเด็จฯ รกั และนบั ถือเชอื่ ถือในองคพ์ ระอาจารยฝ์ ั้นมาก
สมเดจ็ ฯ ทา่ นไดพ้ ดู ออกปากกลา่ วปวารณากบั ทา่ นพระอาจารยฝ์ น้ั เสมอๆ วา่ “ทพ่ี วกเธอ
ถกู ฉนั ตกั เตือนสั่งสอน บางครง้ั จนต้องถกู ดุ ถูกด่าวา่ กล่าว ด้วยเจตนาหวงั ดี เธอมี
ความคดิ เหน็ และรสู้ กึ อยา่ งไรบา้ ง” ทา่ นกราบเรยี นตอบสมเดจ็ ฯ วา่ “ถา้ พระเดชพระคณุ
ไมว่ า่ กลา่ วดดุ า่ สง่ั สอนพวกเกลา้ ฯ แลว้ กไ็ มท่ ราบวา่ จะใหใ้ ครมาดดุ า่ วา่ กลา่ วตกั เตอื น
พร�่ำสอนพวกเกล้าฯ ค�ำที่พระเดชพระคุณดุด่าว่ากล่าวตักเตือนพร�่ำสั่งพร่�ำสอน
พวกเกล้ากระผม เกล้าฯ มีความเคารพนับถือว่ามีคุณค่าอันประเสริฐสูงสุดย่ิงกว่า
79
ค�ำสรรเสริญเยินยอของชาวโลกเสียหลายร้อยเท่าพันทวี” จากค�ำตอบตรงน้ีแหละ
สมเดจ็ ฯ มคี วามพอใจมาก “เออ ฉนั กค็ ดิ เหน็ อยา่ งนี้ จงึ ไดว้ า่ กลา่ วไปอยา่ งนนั้ แตน่ ้ี
ตอ่ ไปฉนั จะไมด่ ดุ า่ วา่ พวกเธอและใครๆ อกี แลว้ นะ่ พวกคณะกรรมฐานของพวกเธอ
ใหท้ ราบดว้ ย ฉนั จะไมใ่ ชอ้ ารมณโ์ มโหโทโสกบั พวกเธออกี นะ ตง้ั แตน่ ตี้ อ่ ไป” สมเดจ็ ฯ
ท่านพดู ปวารณาอย่างนีก้ ับพระอาจารยฝ์ ้นั
ทา่ นพระอาจารยฝ์ น้ั เขา้ ไปปฏบิ ตั เิ วลาทา่ นพกั ผอ่ นตอนกลางวนั ประจำ� ทกุ ๆ วนั
มวี นั หนงึ่ พระอาจารยฝ์ น้ั ทา่ นลงไปซกั ผา้ อยขู่ า้ งลา่ ง ทา่ นกำ� ลงั นง่ั ซกั ผา้ จวี รอยู่ ไดย้ นิ
เสียงของแข็งกระทบกับฝากุฏิอยู่ข้างบนดังเปรี้ยง แล้วเสียงกลิ้งคลุกๆๆ ออกไป
ท่านพระอาจารย์คิดในใจว่ามีเร่ืองอะไรอีกแล้ว จึงได้ลุกไปดู เห็นสมเด็จฯ ยืนท่ี
ประตหู อ้ ง กำ� ลงั ดกุ บั พระองคห์ นงึ่ อยู่ พอทา่ นไดม้ องเหน็ พระอาจารยฝ์ น้ั ขน้ึ ไป สมเดจ็ ฯ
รีบเข้าห้องปิดประตูเงียบไปเลย พระอาจารย์กลับลงไปซักและย้อมผ้าสบงจีวรอีก
มีพระมหาเปรียญองค์หน่ึงซ่ึงอยู่ใกล้ๆ กับกุฏิสมเด็จฯ น้ันแหละ ไดเ้ ดนิ ไปเหน็
พระอาจารยฝ์ น้ั ซกั และยอ้ มผา้ ไดม้ ศี รทั ธาเกดิ ขนึ้ ในใจใครอ่ ยากจะไดบ้ ญุ จึงได้ขอ
ชว่ ยซกั ยอ้ มผา้ กะทา่ นพระอาจารยฝ์ น้ั ทา่ นอาจารยเ์ หน็ พระมหาองคน์ น้ั ยงั ซกั ผา้ ยอ้ มผา้
ไมเ่ ปน็ ทา่ นจงึ ไดแ้ นะสอนใหพ้ ระองคน์ น้ั เขา้ ใจในวธิ ซี กั และยอ้ มผา้ พระทา่ นองคน์ น้ั
จงึ ไดอ้ อกปากพดู ขึ้นให้ท่านอาจารย์ฟงั วา่ “ออ้ อยา่ งน้ีเอง เมอื่ ก่อนพระอาจารยม์ ่ัน
ทา่ นไดม้ าซักและยอ้ มผา้ สบงจวี รของทา่ นอยทู่ ีน่ ี้ ผมไดไ้ ปขอซกั และยอ้ มผา้ ชว่ ยทา่ น
แตท่ า่ นไมย่ อมใหผ้ มชว่ ย และพระอาจารยม์ นั่ ทา่ นไดพ้ ดู วา่ พระวนิ ยั ทา่ นเรยี นอยถู่ งึ
๕ ปี ก็ยังไมจ่ บ ผมนกึ แตใ่ นใจว่า เรียนวินัยอะไรถึง ๕ ปี ไมจ่ บ เราเรียนไม่ถงึ ปี
ทอ่ งนวโกวาทไมก่ วี่ นั กจ็ บ เดยี๋ วนผี้ มรตู้ วั วา่ ตวั เองเพง่ิ รจู้ กั พระวนิ ยั ของตวั เองจากการ
แนะนำ� ของทา่ นอาจารยว์ นั นเี้ อง ผมยงั ซกั ผา้ ยอ้ มผา้ สบงจวี รไมเ่ ปน็ ถงึ ทำ� ไดก้ ไ็ มถ่ กู ตอ้ ง
ตามพระวนิ ยั ทพ่ี ระพทุ ธองคไ์ ดท้ รงบญั ญตั ไิ ว้ การซกั ผา้ ยอ้ มผา้ เปน็ วนิ ยั ของเราผเู้ ปน็
พระท้ังนน้ั ”
หลังจากนั้น ท่านพระอาจารย์ฝั้นได้ไปพักที่วัดป่าดอนขวาง นครราชสีมา
พระองค์นัน้ ไดอ้ อกจากวดั บรมฯ ตัง้ ใจไปฝึกหดั ปฏิบัตภิ าวนาเจริญทำ� กรรมฐานกับ
80
ทา่ นพระอาจารยฝ์ น้ั ทวี่ ดั ปา่ ดอนขวาง วนั หนง่ึ คณะญาตโิ ยมนำ� ผา้ ขาวเปน็ ไมห้ ลายๆ พบั
มาทอดผ้าป่ามหาบังสุกุลเป็นจำ� นวนมาก ท่านพระอาจารย์ฝั้นได้ทำ� การตัดเย็บเป็น
ผา้ สบง จวี ร ถวายพระภกิ ษสุ ามเณรทข่ี าดแคลน ทา่ นมหาอยากจะเปลย่ี นผา้ สงั ฆาฏใิ หม่
เพราะผนื เกา่ ครำ่� ครา่ มาก จงึ ไดเ้ รยี นใหท้ า่ นพระอาจารยฝ์ น้ั ทราบ พระอาจารยจ์ งึ เอาผา้
ใหเ้ ลอื ก เมอ่ื ทา่ นมหาเลอื กผา้ ไดแ้ ลว้ ทา่ นบอกใหท้ า่ นมหาวดั กะ ตดั เอาเองตามใจชอบ
แตก่ ต็ ดั ไมเ่ ปน็ ทา่ นพระอาจารยจ์ งึ วดั กะตดั ให้ แลว้ พระอาจารยท์ า่ นบอกใหพ้ ระมหา
เยบ็ เอาเอง ทา่ นกเ็ ยบ็ ไมเ่ ปน็ อกี ทา่ นพระอาจารยก์ เ็ ยบ็ ให้ เสรจ็ แลว้ บอกทา่ นมหาถกั
ลูกดุม รงั ดุม และใหต้ ิดลกู ดุม รังดมุ เอาเอง แต่ท่านองคน์ ้ันก็ท�ำไมเ่ ป็นสักอยา่ ง
คราวนที้ ำ� ใหพ้ ระมหาองคน์ น้ั มคี วามสำ� นกึ รสู้ กึ ตวั วา่ ตวั เองยงั ไมไ่ ดเ้ รยี นรพู้ ระวนิ ยั เลย
จึงไดบ้ อกประกาศตัวเองใหค้ ณะญาตโิ ยมซง่ึ นั่งอยูท่ นี่ ้ันฟังวา่ “อาตมาเพ่ิงมาฝกึ หัด
เรยี น ก ข ใหม่ พระคณะปฏิบตั ิท่านเรยี นรู้พระวนิ ยั จริงๆ อาตมายงั โง่มาก ทำ� อะไร
กไ็ มเ่ ปน็ สกั อยา่ ง นแี้ หละ พระอาจารยม์ นั่ ทา่ นพดู ใหอ้ าตมาฟงั วา่ ทา่ นเรยี นพระวนิ ยั
๕ ปี จบ นเี้ ป็นความจรงิ ”
เมือ่ ท่านพระอาจารย์ฝนั้ ยังพ�ำนกั อยู่วัดบรมนวิ าส กรุงเทพฯ วนั หนึ่ง ทา่ นพระ
อาจารยส์ งิ หย์ งั ไดพ้ าทา่ นพระอาจารยฝ์ น้ั ไปฟงั เทศนท์ า่ นเจา้ คณุ พระปญั ญาพศิ าลเถร
(หน)ู วดั ปทมุ วนาราม สมยั นนั้ รถยนตห์ ายาก ตอ้ งยำ่� ไปดว้ ยเทา้ ในระหวา่ งทางทที่ า่ น
กำ� ลงั เดนิ ไป ไดพ้ บกบั หญงิ สาวคนหนง่ึ เดนิ สวนทางมา พอไดเ้ หน็ เทา่ นน้ั แหละ ทง้ั ๆ ท่ี
ไม่เคยไดร้ จู้ กั มกั คุ้นมากอ่ น ไม่ทราบว่าเขาชอ่ื เรียงเสยี งไร พ่อแม่ เรือนชานบ้านชอ่ ง
พน่ี อ้ งวงศว์ ารของแมส่ าวคนนน้ั กไ็ มร่ วู้ า่ อยทู่ ไี่ หน ชว่ั ขณะทเ่ี หน็ เทา่ นน้ั ทำ� ใหเ้ กดิ อารมณ์
ปลาบทห่ี วั ใจทนั ที เกดิ ความรกั ใครพ่ อใจในตวั แมส่ าวคนนนั้ วางไมล่ ง พยายามหาอบุ าย
พจิ ารณาแกไ้ ขอยา่ งไรกไ็ มไ่ ดผ้ ล อบุ าย สติ ปญั ญา สมถะ วปิ สั สนา กก็ ลบั กลายหายหนา้
ไปหมด ความรกั ความใครน่ ี้มไิ ดเ้ ลือกกาล สถานท่ี เลว ดี มี จน แต่อย่างใด
มนั ขม่ เหงหวั ใจของสตั วท์ งั้ หลายโดยมไิ ดเ้ ลอื กหนา้ วา่ เปน็ ใคร ชนชนั้ วรรณะไหน ไมไ่ ด้
เวน้ ทง้ั นน้ั แตก่ ไ็ ดม้ คี วามรสู้ กึ สำ� นกึ ตวั อยเู่ สมอมไิ ดป้ ระมาท ขณะเดยี วกนั ทา่ นกไ็ ด้
เตือนตัวท่านเองว่า เราจ�ำต้องขจัดอารมณ์อันเป็นหลุมรักอันกว้างใหญ่และลึกมาก
ยากทส่ี ตั วใ์ นโลกผมู้ ีอวิชชา ตณั หา อปุ าทาน กรรม ภพ ทข่ี า้ มไปให้พ้นได้
81
ทา่ นพระอาจารย์ฝั้นพอเดินทางกลับมาถงึ วัดบรมนิวาสแล้ว ท่านได้กราบเรยี น
พระอาจารย์สิงห์ เร่ืองจิตของท่านได้หลงไปตกนรกขุมน้�ำแสบน้�ำเค็มให้ท่านทราบ
เผอ่ื ทา่ นจกั ไดห้ าอบุ ายวธิ แี กไ้ ข พระอาจารยส์ งิ หจ์ งึ แนะนำ� ใหท้ า่ นพระอาจารยฝ์ น้ั เขา้ ไป
พกั ทำ� ความเพยี รภาวนาอยใู่ นวหิ ารคต ทบี่ รเิ วณโบสถ์ วดั บรมนวิ าส พระอาจารยฝ์ น้ั
ก็ปฏิบัติตามค�ำของท่านพระอาจารย์สิงห์แนะน�ำ ท่านได้เข้าไปอยู่ปฏิบัติประกอบท�ำ
ความเพยี รเจรญิ ภาวนา ตงั้ สตนิ กึ ระลกึ รตู้ วั อยอู่ ยา่ งแนน่ หนา พจิ ารณากายาอสภุ กรรมฐาน
ตง้ั จติ มน่ั คงดำ� รงสตแิ นว่ แน่ ดว้ ยความเพยี รพยายามใหต้ ดิ ตอ่ เนอ่ื งกนั ไปมใิ หพ้ ลงั้ เผลอ
ทง้ั กลางวันกลางคืน ยนื เดิน นงั่ นอน เจรญิ ทง้ั สมถะและวปิ สั สนาภาวนาสัมพันธ์
กนั ไป เพอื่ จะชงิ ชยั กบั กเิ ลสทม่ี นั ยดึ เบญจขนั ธเ์ ปน็ ทอ่ี าศยั หลบซอ่ น เสมอื นเปน็ เกราะ
ป้อมปราการทีก่ ิเลสได้พง่ึ อาศัย ยากท่ใี ครๆ ในโลกจะเขา้ ไปทำ� ลายมนั ได้ เราจะใช้
ความเพียรและความอดทนอันเป็นตบะมาเพ่งแผดเผาเกราะป้อมปราการของมัน
(เบญจขนั ธ์ คือ รปู เวทนา สญั ญา สงั ขาร วญิ ญาณ) ใหพ้ งั ทลายเป็นจุณวิจุณ
ในคราวครง้ั น้ใี ห้ส้ินซากไป
ทา่ นปฏิบตั อิ ยู่ ๗ วัน จิตใจสงบสบาย มีความเบากายเบาใจ สวา่ งไสวในใจ
จะนึกคิดสิ่งใดทะลปุ รุโปร่ง จึงไดร้ เู้ รือ่ งแม่หญงิ สาวคนนั้นวา่ เป็นบุพเพสันนวิ าส คอื
เคยครองเรอื นครองรกั สมคั รสงั วาสรว่ มกนั มาแลว้ ในอดตี กาล จงึ ใหไ้ ดเ้ กดิ ความรสู้ กึ
มีอารมณ์มากระทบกระเทือนใจเช่นน้นั บัดนเี้ ราไดเ้ ห็นได้รูจ้ กั แลว้ เจ้าสงั ขารเจา้ เอ๋ย
เจา้ ไดอ้ วชิ ชามาเปน็ ปจั จยั อาศยั เปน็ เกราะหมุ้ หอ่ หลบซอ่ นตวั ของเจา้ เปน็ อยา่ งดี เราจกั
ต้องทำ� ลายเกราะของเจา้ คือ อวิชชา ดว้ ยอาวุธ ๓ วถิ ี คอื สัจจญาณวถิ ีปนาวธุ
กจิ ญาณวถิ ปี นาวธุ และ กตญาณวถิ ปี นาวธุ ใหห้ มดสนิ้ ไป เจา้ จะไมม่ โี อกาสไดพ้ บกบั
เราอกี แลว้ การพบกนั ครงั้ นเ้ี ปน็ คร้งั สุดท้าย เจา้ สังขารเอ๋ย เจา้ จงไปอย่างผ้ทู สี่ ้นิ เหตุ
ปจั จัยเถดิ
ท่านพระอาจารย์ได้เล่าให้ฟังว่า ปีนั้นท่ีกรุงเทพมหานครมีงานฉลองสมโภช
พระนคร เน่ืองในวาระที่ได้ตั้งกรุงเทพมหานครอมรรัตนโกสินทร์ มาเป็นเวลาได้
82
ก่ึงศตวรรษ* (๕๐ ปี) เป็นครั้งแรกในชีวิตของท่านที่มีโอกาสเข้าไปเห็นกรุงเทพฯ
ทา่ นไดไ้ ปทโี่ บสถพ์ ระแกว้ กบั พระมหาสมบรู ณ์ ทา่ นไดเ้ หน็ พระเจา้ แผน่ ดนิ รชั กาลท่ี ๗
ตอนเสด็จพระราชด�ำเนินเข้าไปในโบสถ์พระแก้ว เวลาขากลับแทบจะหาทางออกไป
ไม่ได้ เพราะมีแต่คนเต็มแน่นไปหมดเบียดเสียดยัดกันไป ไม่ทราบว่าใครเป็นใคร
ทา่ นพระอาจารยไ์ ดอ้ าศยั เดก็ ลกู ศษิ ยท์ เ่ี ดนิ ทางไปดว้ ยเอามากน้ั ตวั ทา่ นไวเ้ วลาผหู้ ญงิ
จะชนท่าน กวา่ จะเดนิ ไปถงึ วดั บรมนวิ าสกแ็ ทบแย่ ถงึ วัดดกึ ดนื่
พระอาจารย์ฝั้นท่านได้พักอยู่ท่ีวัดบรมนิวาสประมาณเดือนเศษ จึงได้กลับ
นครราชสมี า ไปพกั ทวี่ ดั ปา่ สาลวนั หลงั กองชา่ งกลรถไฟโคราช ตอ่ มาทา่ นไดไ้ ปสรา้ ง
สำ� นกั อกี แหง่ หนงึ่ อยทู่ ปี่ า่ ชา้ ท่ี ๒ ระหวา่ งบา้ นศรี ษะทะเลกบั กรมทหารบกมณฑลท่ี ๓
จังหวัดนครราชสีมา
*ในทน่ี ี้ หมายถงึ ๑๕๐ ปี แห่งการตัง้ กรงุ เทพมหานครอมรรัตนโกสินทร์
83
พรรษาท่ี ๘ พทุ ธศักราช ๒๔๗๕
สำ� นกั สงฆแ์ หง่ นี้ (ตอ่ มาชอ่ื วา่ วดั ปา่ ศรทั ธารวม) เมอ่ื บกุ เบกิ ครงั้ แรก ทา่ นพระ
อาจารยม์ หาปน่ิ ปญั ญาพโล เปน็ หวั หนา้ มพี ระอาจารยเ์ ทสก์ เทสรงั สี พระอาจารยฝ์ น้ั
อาจาโร และพระอนื่ ๆ อกี ๑๐ รปู สามเณร ๔ รูป มชี าวบ้านในหมู่บ้านทีม่ าปฏิบตั ิ
ฝกึ หดั อบรมฟงั เทศนฟ์ งั ธรรม จำ� ศลี ภาวนา ปฏบิ ตั อิ ปุ ถมั ภท์ ะนบุ ำ� รงุ คอื บา้ นหนองโสน
บา้ นหนองปรอื บา้ นศรี ษะทะเล และในเมอื งนครราชสมี า มกี รมทหารบกมณฑลท่ี ๓
สมยั นนั้ นายพลตรหี ลวงชำ� นาญยทุ ธศาสตร์ (จอมพลผนิ ชณุ หะวณั ) เปน็ ผบู้ ญั ชาการ
มณฑลทหารบกท่ี ๓ จงั หวดั นครราชสมี า วดั ปา่ ศรทั ธารวมเปน็ วดั ของคณะกรมทหาร
พร้อมราษฎรร่วมกันสร้างเพื่อการบ�ำเพ็ญบุญกุศลและอบรมของคณะทหาร เมื่อ
พระอาจารย์มหาปิ่นและพระอาจารย์องค์อ่ืนๆ ได้ออกจากวัดป่าศรัทธารวมไปแล้ว
ทา่ นพระอาจารยฝ์ น้ั อาจาโร ไดเ้ ปน็ เจา้ อาวาสวดั ปา่ ศรทั ธารวมจนถงึ ปี พ.ศ. ๒๔๘๗
ท่านจงึ ได้ไปอยจู่ ำ� พรรษาวัดบูรพา ในเมอื งอบุ ลราชธานี
ในระยะเวลาทีท่ ่านพระอาจารยฝ์ ้ัน อาจาโร พำ� นักอยูว่ ดั ป่าศรัทธารวม ตำ� บล
ศีรษะทะเล อ�ำเภอเมือง จังหวดั นครราชสมี า มที า่ นพระอาจารยม์ หาปนิ่ ปญั ญาพโล
เป็นหัวหน้า ได้น�ำปฏิปทาข้อวัตรปฏิบัติที่ได้ฝึกหัดอบรมมาในฝ่ายทางวิปัสสนา
กรรมฐาน สายของท่านพระอาจารย์เสาร์ กนั ตสโี ล และพระอาจารยม์ ั่น ภูริทัตต-
มหาเถระ มาประกาศเผยแผ่แก่ประชาชนบรษิ ัท จงั หวดั นครราชสีมา ตั้งหลกั ปฏบิ ตั ิ
สำ� นกั วดั วปิ สั สนา ฟน้ื ฟเู ชดิ ชพู ระพทุ ธศาสนาตามเยยี่ งอยา่ งพระอรยิ ประเพณมี าจาก
อรยิ วงศข์ ององคส์ มเดจ็ พระศาสดาสมั มาสมั พทุ ธเจา้ ใหด้ ำ� รงทรงอยตู่ อ่ มาไดก้ ระทงั่
84
ถึงปัจจุบันนี้ ในการนี้ มีพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร ด้วยองค์หนึ่งได้เป็นก�ำลังช่วย
น�ำคณะประพฤตปิ ฏิบตั ิ ฝึกหดั อบรมภาวนา เทศนาธรรมพร่ำ� สอนคณะพทุ ธบริษัท
ทงั้ คฤหสั ถบ์ รรพชติ ใหม้ จี ติ ศรทั ธาเลอ่ื มใสในพระบวรพทุ ธศาสนา ไดเ้ ขา้ มาบวชเปน็
พระภกิ ษุ สามเณร อุบาสก อบุ าสกิ า เปน็ จ�ำนวนมาก ออกพรรษาส้นิ เวลาเขตกฐนิ
ไปแล้ว ท่านก็น�ำพระภิกษุ สามเณร ไปอยู่ตามภูเขาล�ำเนาป่าเสาะหาทางวิเวกเพ่ือ
เป็นการฝึกหัดการปฏิบตั ใิ นการออกเดนิ ธุดงค์ ดำ� รงชวี ติ อบรมจติ ภาวนาอยู่ตามปา่
ที่เรียกตามภาษาธดุ งค์วา่ อยูร่ กุ ขมูล
คร้งั หน่งึ ท่านพระอาจารย์ได้ไปกับท่านพระอาจารย์ออ่ น ญาณสริ ิ ออกธุดงค์
เท่ียววิเวกไปทางบ้านคลองไผ่ ต�ำบลลาดบัวขาว อ�ำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา
ไปถงึ บา้ นหนองบวั พระอาจารยฝ์ น้ั ปว่ ยเปน็ ไข้ อาการหนกั มาก ฉนั ยาแกไ้ ขอ้ ะไรเขา้ ไป
ก็ไม่หาย ท่านนั่งพิจารณาเวทนาที่เป็นทุกข์ท่ีท่านก�ำลังได้รับความทรมานอย่างหนัก
เกิดความเบ่ือหน่ายในชีวิต มีแต่เจ็บๆ ไข้ๆ ถึงจะอยู่ไปก็มีแต่ทุกข์ มีแต่เจ็บ
มีแต่ไข้ แล้วๆ เล่าๆ เดี๋ยวก็เป็นเดี๋ยวก็หาย ประเดี๋ยวก็สบายประเดี๋ยวก็ทุกข์
อยู่อย่างน้ีไม่มีประโยชน์อะไรเลย ท่านจึงตัดสินใจว่าเราจะนั่งภาวนาเอาความตาย
เป็นที่ตั้ง ถ้ามันหายก็หาย ถ้าไม่หายตายก็แล้วไป ท่านจึงได้ไปกราบเรียนท่าน
พระอาจารยอ์ อ่ นวา่ “วนั นผ้ี มจะนั่งภาวนาใหม้ นั ตายถ้ามันไมห่ าย” ดังน้แี ลว้ ท่านก็
กลับไปเข้าที่นงั่ ทำ� สมาธภิ าวนา ก�ำหนดเอาทกุ ขเวทนามาเป็นธรรมทค่ี วรก�ำหนดรู้ตวั
มคี วามเพยี รมคี วามพยายามเอาสตกิ บั ปญั ญามาประกอบการพจิ ารณาเปน็ กจิ จญาณ
ในการเพ่งเพียรแผดเผาเอากิเลสท่ีได้เหตุปัจจัยอาศัยจากทุกขเวทนาแล้วเกิดข้ึนมา
รบกวนอยา่ งโดยไมม่ กี ารยบั ยงั้ ลดละเลกิ ถอน แมแ้ ตค่ ำ� วา่ ยอ่ หยอ่ นเลกิ ถอยกไ็ มใ่ หม้ ี
สติกับปัญญาพิจารณาเพียรเผามันเลย จิตท่ีมีสติปัญญาเป็นเคร่ืองรักษาและก�ำจัด
คุ้มครองหรอื ปอ้ งกันอยู่อยา่ งมั่นคง ทุกขเวทนาอนั เป็นทน่ี ำ� มาซง่ึ กเิ ลสเปน็ เหตนุ ำ� ท�ำ
จติ ใหฟ้ งุ้ ซา่ นเกดิ ความรำ� คาญ (อทุ ธจั จะกกุ จุ จะ) กถ็ งึ ซงึ่ ความสงบระงบั ดบั หายลงไป
ในทนั ใดนนั้ กม็ นี มิ ติ มาปรากฏใหเ้ หน็ จะเปน็ อะไรกไ็ มท่ ราบ กระโดดออกจาก
รา่ งกายมายนื อยขู่ า้ งหนา้ ของทา่ น แลว้ ทา่ นพระอาจารยก์ ไ็ ดก้ ำ� หนดจติ ตามดู เจา้ สง่ิ นน้ั
85
กไ็ ดก้ ลบั กลายมาเปน็ กวาง แลว้ กก็ ระโดดลงไปในหว้ ย กระโดดขน้ึ จากหว้ ยวงิ่ ตอ่ ไป
แล้วกลายมาเป็นช้างตัวใหญ่เดินบุกเข้าไปในป่าโครมครามๆ ออกไปจนลับสายตา
ของท่าน
พระอาจารย์ฝั้นท่านได้พิจารณาซ่ึงนิมิตท่ีปรากฏเกิดขึ้นแก่ท่านคราวนี้ว่า
ไข้มาลาเรียท่ีท่านก�ำลังป่วยอยู่ขณะน้ี มันได้กระโดดหนีไปจากร่างกายของท่านไป
หมดสิ้นแลว้ คราวน้ีไข้ตอ้ งหายขาดแนน่ อน ทา่ นนัง่ ภาวนาอยูน่ านเทา่ ไรกไ็ มท่ ราบ
เมอื่ ทา่ นพจิ ารณาเหน็ วา่ อาการไขไ้ ดด้ บั ไปพรอ้ มกบั ทกุ ขเวทนาหายไปหมดแลว้ ทา่ นจงึ
ไดถ้ อนจติ ออกจากสมาธิ รสู้ ึกมคี วามเบากายเบาใจ มีจิตสว่างไสวปลอดโปร่ง สงบ
อ่ิมเอิบสดชื่นในจิตในใจ จะยืนหรือเดิน น่ังนอนอย่างไร ก็มีความสุขสงบวิเวก
ไปหมด ท่านไดอ้ อกเดินไปท่ที า่ นพระอาจารยอ์ ่อนอยู่
ท่านพระอาจารย์อ่อนพูดทักข้ึนว่า “แน่ะ ไหนว่าท่านจะนั่งสู้ตายถ้าไข้ไม่หาย
ลกุ มาทำ� อะไรเลา่ ”
“หายแลว้ กระผมจงึ ไดล้ กุ ออกมา” พระอาจารย์ฝนั้ ตอบ แล้วท่านกไ็ ดเ้ ลา่ เรือ่ ง
นมิ ติ ทที่ า่ นไดเ้ หน็ ดงั ทไ่ี ดก้ ลา่ วมาแลว้ ทกุ ประการถวายใหพ้ ระอาจารยอ์ อ่ นฟงั ตง้ั แตต่ น้
จนอวสาน ตงั้ แตน่ นั้ มาพระอาจารยฝ์ น้ั ทา่ นไปอยปู่ า่ ดงพงไพรภเู ขาทใ่ี ด กไ็ มป่ รากฏวา่
ท่านเป็นมาลาเรียอีกเลย
ทา่ นพระอาจารยฝ์ น้ั อาจาโร พำ� นกั อยทู่ ว่ี ดั ปา่ ศรทั ธารวม นครราชสมี า ตง้ั แตป่ ี
พทุ ธศกั ราช ๒๔๗๕ ถงึ ๒๔๘๖ รวมเปน็ เวลา ๑๒ ปี ตลอดเวลาทท่ี า่ นอยทู่ นี่ ครราชสมี า
ณ วดั ปา่ ศรทั ธารวม ทา่ นไดป้ ฏบิ ตั บิ ำ� เพญ็ ประโยชนท์ ง้ั ๒ โดยสมำ่� เสมออยา่ งสมบรู ณ์
คอื อตั ตประโยชน์ และสาธารณประโยชน์ ดว้ ยความพากเพยี รพยายามและความอดทน
โดยไม่เห็นแก่ความยุ่งยากล�ำบากเหน็ดเหน่ือยเมื่อยล้า ผลที่ปรากฏออกมาก็คือ
เกยี รตศิ พั ทอ์ นั งามของทา่ นพระอาจารยฝ์ น้ั อาจาโร เรม่ิ มเี สยี งดงั ปรากฏออกมาแลว้
สชู่ มุ นมุ ชนบรษิ ทั ทง้ั คฤหสั ถแ์ ละบรรพชติ ตา่ งกน็ อ้ มจติ เลอื่ มใสกราบไหวส้ กั การบชู า
ในปฏปิ ทา จรยิ านวุ ตั ร ข้อประพฤตปิ ฏิบตั อิ นั ดงี ามถูกตอ้ งตามมรรคาพระอรยิ สาวก
86
สงฆผ์ สู้ ปุ ฏปิ นั โน ทา่ นปฏบิ ตั ฝิ กึ หดั กาย วาจา ใจ อยา่ งเทย่ี งตรงตอ่ พระธรรมวนิ ยั ได้
อยา่ งเปดิ เผย ทา่ นไมม่ สี ง่ิ ใดในจติ ใจทจี่ ะทำ� ใหท้ า่ นตอ้ งซอ่ นเรน้ ปกปดิ อำ� พราง ในดา้ น
การประพฤติและปฏิบัติ ด้วยกาย และวาจา ใจ ทจ่ี ะใหเ้ กิดความเคลอื บแคลงระวัง
ระแวงกนิ แหนงสงสยั ในวงภายในของคณะผปู้ ฏบิ ตั ิ ทงั้ คฤหสั ถแ์ ละบรรพชติ ทกุ คน
และทุกชนชั้นต่างก็มีจิตใจเล่ือมใสเคารพบูชาศรัทธาในพระบารมีที่มีอยู่ในองค์ท่าน
พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร
ทา่ นพระอาจารยฯ์ ทา่ นอยวู่ ดั ปา่ ศรทั ธารวมแตใ่ นพรรษา เวลาออกพรรษาแลว้
ท่านน�ำลูกศิษย์ออกเดินธุดงค์ทุกๆ ปี จึงเกิดมีส�ำนักปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน
ตามบ้านที่ท่านได้ไปพักข้ึนหลายแห่ง คราวหนึ่ง ท่านพร้อมด้วยพระภิกษุสามเณร
หลายรปู และตาปะขาวดว้ ย ออกเดนิ ธดุ งคไ์ ปทอ้ งทอ่ี ำ� เภอโชคชยั แลว้ ผา่ นไปทอี่ ำ� เภอ
ปักธงชัย จังหวดั นครราชสมี า ได้ไปพกั วิเวกท�ำความเพียรภาวนาอย่ทู ภี่ ูเขาตะกุดรัง
ท่ีนั้นมีรอยพระบาทจ�ำลองต้ังแต่สมัยไหนไม่ทราบได้ มีศาลาหลังคามุงด้วยสังกะสี
ครอบรอยพระพทุ ธบาทเพอ่ื มใิ หฝ้ นตกถูก มพี ระองคห์ นงึ่ ไดไ้ ปพักปกั กลดอย่ขู า้ งๆ
รอยพระพทุ ธบาทนนั้ ตอ่ มามโี ยมใครจ่ ะทำ� บญุ บา้ น ไดม้ านมิ นตพ์ ระไปสวดพทุ ธมนต์
มงคลบา้ นในตอนเยน็ ค�ำ่
ตอนบา่ ยในวนั นัน้ ไปรวมฉันน้ำ� รอ้ นเสร็จแล้ว ไดพ้ ากนั ซ้อมสวดมนต์เพ่อื จะ
ไดใ้ หเ้ สยี งเขา้ กนั แตเ่ มอื่ สวดปรากฏวา่ เสยี งไมถ่ กู กนั บา้ งกเ็ สยี งสงู บา้ งกเ็ สยี งตำ่� บา้ ง
ก็เสียงเล็กใหญ่ไม่เข้ากัน จึงเกิดมีปากเสียงถกเถียงกันข้ึนไม่ลงรอยกัน แล้วก็เลิก
กนั ไปอยูป่ ระจำ� ท่ขี องตนๆ เพือ่ ประกอบทำ� ความเพียรภาวนา พอตอนดกึ สงดั เงยี บ
ก็ได้ยินเสียงนกหวีดดังขึ้นเป็นสัญญาณเรียกได้ยินทั่วถึงทุกๆ องค์ สักครู่ก็ได้ยิน
เสียงนกหวีดดังขน้ึ มาอีกเป็นครัง้ ที่ ๒ และครง้ั ที่ ๓ ดงั มาจากทางรอยพระบาทท่ี
พระองคน์ ้นั พักอยู่ ทกุ องคจ์ ึงลุกขึน้ ออกมาดู กป็ รากฏเหน็ พระองคท์ พ่ี กั อยู่ข้างรอย
พระพทุ ธบาทน่งั ตัวสน่ั มเี หงอ่ื ออกโซมทงั้ ตวั
“เปน็ อะไร” พระอาจารย์ฝ้นั ท่านถามขนึ้
87
“ทา่ นอาจารยไ์ มไ่ ดย้ นิ หรอื เสยี งดงั เหมอื นกะสงั กะสอี ยบู่ นหลงั คาจะพงั แหลกไป
หมดแลว้ เขามาจะทบุ กระผม แตย่ งั ไมท่ นั จะทบุ กำ� ลงั ขแู่ ละทบุ สงั กะสเี สยี งดงั เหมอื นกบั
ฟา้ ผา่ ” แทจ้ รงิ เสยี งทวี่ า่ นนั้ นอกจากพระองคน์ นั้ แลว้ องคอ์ นื่ ไมม่ ใี ครไดย้ นิ เลย มแี ต่
ท่านท่ีอยขู่ ้างรอยพระพุทธบาทองค์เดยี วเทา่ น้นั ไดย้ นิ
พระอาจารยฝ์ น้ั ทา่ นไดพ้ จิ ารณารเู้ หตแุ ลว้ ทา่ นจงึ ไดเ้ รยี กพระทกุ องคม์ ารวมกนั แลว้
ท่านจึงได้เทศน์ตักเตือนพระภิกษุสามเณรให้เห็นโทษในความวิบัติท่ีมีความเห็น
ขัดแย้งซ่ึงกันและกันเร่ืองสวดมนต์เมื่อตอนบ่ายน้ี ไม่มีความเคารพซึ่งกันและกัน
ตามพระธรรมวินัย ไม่เป็นไปเพ่ือความสามัคคีพร้อมเพรียงกัน “ต่อไปพวกเรา
ควรระมัดระวงั อยา่ ให้เร่อื งวบิ ตั อิ ย่างนีเ้ กิดขึ้นในคณะของพวกเราได้อกี ใหต้ ัง้ อยู่ใน
ความสามคั คี คอื กายสามคั คี จติ สามคั คี ทฐิ สิ ามคั คี อยา่ ใหก้ ายแตกสามคั คี กายแตก
ไมด่ ี ใชไ้ มไ่ ด้ จติ แตกกไ็ ม่ดี ใชไ้ ม่ได้ ความคิดความเหน็ แตกก็ไมด่ ี เมอื่ ไม่ดีแล้ว
มนั กใ็ ชไ้ มไ่ ด้ ใครกไ็ มอ่ ยากได้ ใครๆ กไ็ มป่ รารถนาไมต่ อ้ งการเพราะมนั แตก ใหม้ จี ติ
ประกอบดว้ ยความเมตตาเคารพคารวะซงึ่ กนั และกนั จงึ จะเปน็ ไปเพอ่ื ความสขุ ความเจรญิ
ในพระธรรมวนิ ยั ของเรา ทอ่ี งคส์ มเดจ็ พระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ ไดท้ รงประทานไวม้ อบให้
พวกเราแลว้ พวกเราควรรกั ควรทะนถุ นอมบำ� รงุ เกบ็ รกั ษาไวใ้ หด้ ี เราทง้ั หลายควรปฏบิ ตั ิ
ตามอย่างนตี้ ่อไป”
พระทุกองค์ท่ีได้มานั่งร่วมกันประชุมฟังโอวาทของท่านพระอาจารย์ฝั้นแล้ว
ต่างองคต์ า่ งกร็ ูส้ ึกสำ� นกึ ผดิ กลับมีจิตผ่องใส ไดท้ ำ� ความเคารพคารวะซ่งึ กันและกนั
แลว้ จงึ ไดเ้ ลกิ กลบั ไปประกอบทำ� ความเพยี รบำ� เพญ็ ภาวนา เหตกุ ารณก์ ส็ งบตงั้ แตน่ นั้ มา
ไมม่ อี ะไรเกดิ ขนึ้ อกี
พระอาจารย์ฝั้นได้พาพระภิกษุสามเณรพักวิเวกฝึกจิตบ�ำเพ็ญเพียรภาวนา
พอจวนถึงเวลาใกลจ้ ะเขา้ จ�ำพรรษาแล้ว ก็พากลบั มาจ�ำพรรษาอยู่ทีว่ ดั ปา่ ศรทั ธารวม
88
ออกเดินธดุ งค์ไปจังหวัดเชียงใหม่
นบั ตงั้ แตท่ า่ นพระอาจารยม์ น่ั ภรู ทิ ตั ตมหาเถระ แยกจากคณะศษิ ยานศุ ษิ ยไ์ ปอยู่
ทางภาคเหนอื จงั หวดั เชยี งใหม่ แตล่ ำ� พงั องคเ์ ดยี ว เปรยี บประดจุ ชา้ งเผอื กหวั หนา้ จา่ ฝงู
ออกจากโขลงเทีย่ วอยแู่ ต่ล�ำพังผ้เู ดียว ไม่เกลือ่ นกลน่ ไปด้วยชา้ งและลกู ช้างดว้ ยกนั
มีตนตัวเดียวเที่ยวหากินแต่ล�ำพังตามใจชอบ ย่อมได้รับรสจากหญ้าอ่อนและน้�ำใส
อยา่ งสะดวกสบายเพยี งพอแกค่ วามตอ้ งการนฉี้ นั ใด แมท้ า่ นพระอาจารยม์ น่ั ภรู ทิ ตั ต-
มหาเถระ กไ็ ดอ้ อกจากคณะไปเทยี่ ววเิ วกอยตู่ ามปา่ ภาคเหนอื ทจี่ งั หวดั เชยี งใหมใ่ นสว่ น
เหนือของแดนไทยก็ฉันนั้น
พระอาจารย์ฝั้นมีความร�ำลึกถึงท่านพระอาจารย์มั่นผู้เป็นอาจารย์ของท่าน
มไิ ดข้ าด เมอ่ื ออกพรรษาแลว้ จงึ ไดค้ ดิ ตดั สนิ ใจออกเทยี่ วเดนิ ธดุ งคต์ งั้ จติ เจาะจงตรง
ไปที่พระอาจารย์ของท่าน ณ ภาคเหนอื เมอื งเชียงใหม่ เพราะได้ทราบข่าววา่ ทา่ น
พระอาจารย์ใหญ่มน่ั ท่านไปอยู่ท่ีนัน้ มีท่านพระอาจารย์ออ่ นไดร้ ่วมทางไปดว้ ย
พอไปถึงวัดเจดยี ์หลวง ก็ไดไ้ ปพบพระอาจารยใ์ หญม่ น่ั มารอคอยอยกู่ ่อนแล้ว
พอทา่ นพระอาจารยอ์ อ่ นและพระอาจารยฝ์ น้ั เดนิ เขา้ ไปหา พระอาจารยใ์ หญม่ นั่ ไดพ้ ดู
ทักพระอาจารย์ทัง้ สองวา่ “แหม พวกพระเจา้ ชู”้
ท่านพระอาจารย์ฝั้น พอได้ยินท่านพระอาจารย์ใหญ่พูดว่าดังน้ันนึกสะดุ้ง
เกดิ มคี วามละอายในใจตวั ท่านเองมาก แตท่ ่านก็มีความส�ำนกึ ระลึกรู้สกึ ตัวขนึ้ ได้วา่
89
เรามคี วามผดิ เพราะแตก่ อ่ นเมอื่ อยกู่ บั พระอาจารยม์ นั่ ผา้ จวี ร สบง บรขิ าร ทา่ นพระ
อาจารยใ์ หญท่ า่ นพายอ้ มดว้ ยแกน่ ขนนุ (สกี รกั ) ทา่ นไมใ่ หใ้ ชย้ อ้ มสเี หลอื งอยา่ งทตี่ ลาด
เขานยิ มใชก้ นั แตน่ ผี่ า้ จวี รและผา้ สบงของพระอาจารยฝ์ น้ั และพระอาจารยอ์ อ่ น ลว้ นแต่
ย้อมสีเหลืองแจ๋ว ประกอบกับฝาบาตรก็ประดับด้วยมุกขัดแวววาวด้วยลวดลายทั้ง
สององค์ พระอาจารยใ์ หญจ่ งึ ไดพ้ ดู อยา่ งนน้ั ทา่ นพดู ตามความจรงิ ความจรงิ มอี ยอู่ ยา่ งน้ี
ท่านกพ็ ดู อย่างนี้
ท่านพระอาจารย์อ่อน ท่านนึกละอายในใจมาก ท่านปรารภว่าจะเอาฝาบาตร
โยนทง้ิ เขา้ ไปในปา่ แตภ่ ายหลงั เหน็ วา่ มกุ ทป่ี ระดบั ฝาบาตร ทา่ นไมไ่ ดข้ ดั หรอื เลอื่ ยตดั
ทำ� เอง เปน็ ของเขาทำ� ไวแ้ ลว้ คงใชไ้ ด้ วนั ตอ่ มา ทา่ นพระอาจารยท์ ง้ั สองจงึ ไดถ้ ากแกน่
ขนุนเอามาต้มเคี่ยวให้ออกเป็นสีดีแล้ว ซักผ้าจีวร สบง และผ้าบริขารให้สีเหลือง
ออกแล้ว จึงซักย้อมด้วยน�้ำแก่นขนุนที่ต้มเคี่ยวเอาไว้จนผ้าเป็นสีแก่นขนุนตามที่
ตอ้ งการ
90
พระอาจารย์น่งั ภาวนาจนสวา่ ง
ทา่ นพระอาจารยใ์ หญ่ได้บอกใหจ้ ดั ท่พี กั เสร็จเรียบร้อยแลว้ ตอนเย็นค�่ำวนั น้นั
พระอาจารย์ทั้งสองได้เข้าไปถวายการปฏิบัติ ท่านพระอาจารย์ใหญ่ได้พูดกับท่าน
พระอาจารย์ท้ังสองว่า “พวกท่านมานี้นับว่าโชคดีมากที่ผมได้มารอพบพวกท่านอยู่
ทน่ี ี้ มฉิ ะนนั้ พวกทา่ นจะไมไ่ ดเ้ หน็ ผมเลย มพี ระภกิ ษุ สามเณร หลายคณะหลายพวก
มาเทย่ี วตามหาผมแตไ่ มพ่ บ เพราะผมออกไปปฏบิ ตั ไิ ปอยตู่ ามสถานทส่ี งบสงดั แตล่ ำ� พงั
องคเ์ ดยี ว ไมม่ ใี ครรจู้ กั พระเณรเปน็ รอ้ ยๆ มา กไ็ มส่ ำ� คญั เทา่ พวกทา่ นมาดอก”
ท่านอาจารย์ท้ังสองถวายการปฏิบัติอยู่ดึกเกือบสองยาม พระอาจารย์ใหญ่ได้
ลกุ ขน้ึ นง่ั ตงั้ ทา่ ตรงองอาจ แลว้ แสดงธรรมปฏบิ ตั เิ ปดิ เผยใหท้ า่ นพระอาจารยท์ งั้ สอง
ฟงั อยา่ งจะแจง้ ยกขน้ึ มาแสดงเรอื่ งมรรคผล นพิ พาน ญาณวมิ ตุ ติ แลว้ แสดงอรยิ วงศ์
อรยิ ประเพณขี องพระพทุ ธเจา้ และพระอรยิ สงฆส์ าวกเจา้ ทงั้ หลายวา่ “พระพทุ ธเจา้ กด็ ี
พระอรยิ สงฆส์ าวกของพระพทุ ธเจา้ กด็ ี ทา่ นผเู้ ปน็ พระอรยิ ะทงั้ หลายเหลา่ นนั้ ทา่ นมขี อ้
วัตรปฏบิ ัตเิ พื่อใหเ้ ปน็ เยีย่ งอยา่ ง ทกุ กาลทกุ เวลา ทุกอิริยาบถ ทา่ นไมไ่ ด้เลิกละ สละ
ปลอ่ ยวางจนตลอดชวี ติ พระองคไ์ มค่ ลกุ คลี ทรงชกั นำ� พาสาวกยนิ ดแี ตใ่ นทว่ี เิ วกสงบ
สงดั พาสาวกของพระองคป์ ฏบิ ตั ิ อปั ปจิ ฉตา มกั นอ้ ย สนั โดษ มจี ติ ใจเดด็ เดยี่ วมนั่ คง
คงทไี่ มเ่ ปลย่ี นแปลง มรรคผลธรรมวเิ ศษนน้ั ไมเ่ ลอื กบคุ คล เพศ ภมู ิ ชนชน้ั วรรณะ
และไมเ่ ลอื กกาล สถานที่ ผู้ดีมีจน มรรคผลมีตลอดกาล ตลอดเวลา มีประจำ� อยู่
ตงั้ แตไ่ หนแตไ่ รมา เรายงั ขาด ศลี สมาธิ ปญั ญา ศรทั ธา สติ ความเพยี ร ยงั ไมแ่ กก่ ลา้
91
เตม็ เปีย่ มบรบิ รู ณ์ จติ จึงไม่มีกำ� ลงั ต่อสเู้ อาชนะกบั กิเลสได้ พวกเรามานไ่ี ม่ใช่มาเล่น
เราบวชกไ็ มใ่ ชบ่ วชเลน่ เราบวชจรงิ เรามาจรงิ เราตอ้ งปฏบิ ตั จิ รงิ จงึ จะรจู้ งึ จะเหน็ ธรรม
อนั เปน็ ของจรงิ พระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ พระองคท์ รงตรสั รธู้ รรมจรงิ เปน็ สจั ธรรม พระองค์
ทรงแสดงธรรมเปน็ คำ� ทม่ี น่ั คง มอี ยู่ และตง้ั อยตู่ ลอดกาล ไมเ่ คยเปลย่ี นแปลง ทง้ั ใน
อดตี อนาคต และปจั จบุ นั ไมเ่ คยครำ่� ครา่ ยงั สดใสใหมเ่ อยี่ มเตม็ เปย่ี มอยตู่ ลอดกาล
ทกุ เมอ่ื ไมเ่ คยขาดตกบกพรอ่ งแมแ้ ตน่ อ้ ย จงพากนั ปฏบิ ตั อิ ยา่ งเอาจรงิ เอาจงั เพอื่ จติ
จะไดม้ กี ำ� ลงั แขง็ แกรง่ ตอ่ สกู้ บั ขา้ ศกึ ผคู้ กึ คะนองกอ่ กวนเราอยตู่ ลอดเวลามาเปน็ เวลา
อนั ยาวนาน จะนบั จะประมาณกร่ี อ้ ยกพี่ นั กปั กลั ปอ์ นนั ตชาตกิ ป็ ระมาณมไิ ด้ ทำ� ใหเ้ รา
ได้รับทุกขท์ รมานมาแสนสาหสั จนนับร่องรอยไมไ่ ด”้
ธรรมปฏปิ ทาทที่ า่ นพระอาจารยใ์ หญเ่ ทศนาแสดงในคนื วนั นนั้ แหม นา่ อศั จรรยม์ าก
ยงั ไมเ่ คยไดย้ นิ ไดฟ้ งั มากอ่ นเลย ทา่ นนง่ั ตวั ตง้ั ตรง ทา่ ทางองอาจ ตาแหลมคม ทอดตำ�่
สำ� รวม เสยี งกอ้ งดงั ฟงั กงั วานนมุ่ นวล ชวนใหจ้ ติ ผฟู้ งั ปลมื้ ปตี สิ งบอมิ่ อยา่ งบอกไมถ่ กู
ทำ� ใหพ้ ระอาจารยท์ ง้ั สองมกี ำ� ลงั ใจ ในคนื วนั นนั้ ทา่ นนงั่ สมาธจิ นสวา่ ง ไมร่ สู้ กึ เจบ็ ปวด
เหน็ดเหนอ่ื ยออ่ นเพลียเลย
ทา่ นพระอาจารยอ์ อ่ นกราบขออนญุ าตลาพระอาจารยใ์ หญไ่ ปบำ� เพญ็ ทำ� ความเพยี ร
ภาวนาท่ีอ�ำเภอพร้าว ท่านพระอาจารย์ฝั้นปรารภว่าจะไปด้วย แต่ยังไม่ทันได้ลา
ทา่ นพระอาจารยใ์ หญไ่ ดพ้ ดู ขน้ึ กอ่ นวา่ “ทา่ นฝน้ั อยกู่ บั ผมทนี่ กี่ ส็ บายแลว้ ถงึ จะไปทอ่ี น่ื
กไ็ มส่ บายดอก” พระอาจารยใ์ หญพ่ ดู ใหน้ ยั อยา่ งนี้ ทา่ นพระอาจารยฝ์ น้ั ทราบไดท้ นั ทวี า่
พระอาจารยใ์ หญ่ตอ้ งการใหพ้ ระอาจารย์ฝ้ันอยูก่ บั ท่าน ไมอ่ ยากให้ไปทีอ่ น่ื ทา่ นพระ
อาจารย์จงึ ไม่ได้ไปอำ� เภอพร้าวกับท่านพระอาจารย์ออ่ น
หลายครง้ั ทท่ี า่ นพระอาจารยฝ์ น้ั ปรารภวา่ จะไปกราบขออนญุ าตลาไปเทยี่ ววเิ วก
บำ� เพญ็ เพยี รภาวนาทอี่ นื่ ทา่ นพระอาจารยก์ ไ็ มใ่ หไ้ ป โดยพดู กบั ทา่ นพระอาจารยฝ์ น้ั วา่
“ทา่ นฝน้ั อยทู่ นี่ ก่ี ด็ อี ยแู่ ลว้ ” ทกุ ครงั้ ไป เมอื่ ทา่ นพระอาจารยใ์ หญม่ นั่ ไมป่ ระสงคจ์ ะให้
พระอาจารยฝ์ น้ั ไปทอี่ น่ื ทา่ นพระอาจารยฝ์ น้ั กไ็ มไ่ ป จนกวา่ ทา่ นอนญุ าตเมอ่ื ไร ทา่ นจงึ
จะไป ท่านมีความเคารพเช่ือฟังตั้งอยู่ในโอวาทของพระอาจารย์ของท่านอย่างหาผู้ท่ี
92
เสมอเหมอื นไดโ้ ดยไมเ่ ปน็ การงา่ ยเลย ตอ่ มาทา่ นจงึ ไดอ้ นญุ าตใหไ้ ป พระอาจารยฝ์ น้ั
จงึ ไดไ้ ป ไดอ้ อกไปพกั ทหี่ ว้ ยนำ�้ รนิ และทบ่ี า้ นโปง่ กบั ทา่ นพระอาจารยอ์ อ่ น อยทู่ บี่ า้ นโปง่
พระอาจารย์อ่อนป่วยเป็นไข้มาลาเรีย ท่านพระอาจารย์ฝั้นได้รักษาพยาบาลท่าน
พระอาจารยอ์ อ่ นอยหู่ ลายวนั อาการไขข้ องทา่ นพระอาจารยอ์ อ่ นพอทเุ ลาเบาบางขน้ึ แลว้
จงึ ไดพ้ ากนั กลบั ไปหาพระอาจารยม์ น่ั ทว่ี ดั เจดยี ห์ ลวง เมอื งเชยี งใหม่ พอทา่ นอาจารย์
ทั้งสองไปถึง พระอาจารย์ใหญ่ได้เทศน์และสอนให้พระอาจารย์ฝั้นท�ำความเพียร
ทั้งกลางวันและกลางคืน ไม่มีเวลาหลับนอน จนจิตมีก�ำลังกล้าเป็นธรรมดวงเดียว
ไมเ่ กาะเกยี่ วกบั อะไรๆ ทั้งส้นิ
พอเวลาใกล้จะถึงกาลเขา้ พรรษา ทา่ นพระอาจารย์ฝัน้ ไดร้ บั ธนาณตั จิ าก พ.ท.
หลวงเกรยี งฤทธพิ ิเชตุ เสนาธิการมณฑลทหารบกท่ี ๓ จงั หวัดนครราชสมี า เปน็ เงนิ
๔๐ บาท พรอ้ มกบั จดหมายนมิ นตพ์ ระอาจารยฝ์ น้ั กลบั ไปจำ� พรรษาวดั ปา่ ศรทั ธารวม
โคราช ท่านพระอาจารย์ฝั้นยังไม่อยากกลับ แต่ท่านพระอาจารย์อ่อนชวนกลับว่า
“ไป กลบั ๆๆ ไมอ่ ยแู่ ล้ว กลบั ๆๆ”
ตกลงพระอาจารย์ทั้งสองจึงเข้าขออนุญาตกราบนมัสการลาพระอาจารย์ใหญ่
กลบั นครราชสมี า จำ� พรรษาอยวู่ ดั ปา่ ศรทั ธารวม ทา่ นพระอาจารยอ์ อ่ นอยวู่ ดั ปา่ สาลวนั
หลงั กองชา่ งกลรถไฟ นครราชสมี า เชอื้ ไขม้ าลาเรยี ทท่ี า่ นพระอาจารยอ์ อ่ นเปน็ ไขอ้ ยทู่ ี่
เมอื งเชยี งใหม่ ยงั ไมห่ ายขาด จงึ ไดต้ ดิ ตามทา่ นมาถงึ โคราช กลบั มากำ� เรบิ เปน็ ขน้ึ มาอกี
อย่างแรงจนข้นึ สมอง เพอ้ คลั่ง ไม่มสี ติรสู้ กึ ตัว ทหาร ๕-๖ คน จบั แทบจะไม่อยู่
จงึ ไดร้ บั เอาไปรกั ษาทเ่ี สนารกั ษ์ มณฑลทหารบก นครราชสมี า เหน็ นายทหารเขา้ มาเยย่ี ม
กย็ กมอื ชหี้ นา้ ดา่ ใครตอ่ ใคร ดา่ สวด ดา่ ซาย ชหี้ นา้ นนั่ กห็ มาตวั หนงึ่ นกี่ ห็ มาตวั หนง่ึ
มองเหน็ สายไฟวา่ เปน็ งไู ปหมด รอ้ งเสยี งลน่ั งๆู ๆๆ หมอจงึ ไดถ้ วายยาฉนั ใหน้ อนหลบั
จงึ สงบหลบั ไป รกั ษาพยาบาลอยูป่ ระมาณ ๗ วัน ทา่ นพระอาจารย์อ่อนจงึ ไดห้ าย
จากมาลาเรียข้ึนสมอง จากนน้ั มาอาการไขจ้ งึ ค่อยหายดีขน้ึ ตามล�ำดบั
ตอ่ มา ปี พ.ศ. ๒๔๘๒ พระอาจารยส์ งิ ห์ ขนั ตยาคโม (เจา้ คณุ พระญาณวศิ ษิ ฏ)์
เจา้ อาวาสวดั ป่าสาลวนั ได้รบั จดหมายของโยมบา้ นนาโสก อ.นาแก จ.นครพนม ว่า
93