The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หลวงปู่ฝั้น อาจาโร - หลวงปู่กงมา จิรปุญโญ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by wonchai890, 2022-02-18 01:14:30

หลวงปู่ฝั้น-หลวงปู่กงมา

หลวงปู่ฝั้น อาจาโร - หลวงปู่กงมา จิรปุญโญ

พระพทุ ธเจา้ ทา่ นสำ� เรจ็ ดแี ลว้ ทา่ นปรนิ พิ พานแลว้ ยงั เหลอื แตธ่ รรมะคำ� สง่ั สอน
ของทา่ น ทา่ นสอนอะไร ทา่ นสอนกายของเรา สอนวาจาของเรา สอนใจของเรา สอนเพราะ
เหตใุ ด สอนใหล้ ะความชวั่ ความชว่ั ไมไ่ ดอ้ ยทู่ อ่ี น่ื ไกล อยทู่ กี่ าย อยทู่ วี่ าจา อยทู่ ใ่ี จของเรา
ละความชว่ั เพราะเหตใุ ด กลวั เราทกุ ข์ กลวั เรายาก กลวั เราลำ� บากรำ� คาญ กลวั เราอด
กลัวเราจน กลวั เราตกทกุ ข์ได้ยาก เพราะฉะนั้น จงึ ให้พากันท�ำคุณงามความดี ท่าน
สอนกาย สอนวาจา สอนใจ ของคนใหท้ ำ� คณุ งามความดที างกาย ทางวาจา ทางดวงใจ
เม่อื กายเราทำ� คุณงามความดีแล้ว ความสขุ ความเจริญของเราก็ยงั อยู่ เรากไ็ ด้รับผล
ความสขุ ความเจริญในปัจจุบนั และเบ้อื งหนา้ ใหพ้ ากันเขา้ ใจอยา่ งน้ี

เมอ่ื เราเวยี นเทยี นเพอ่ื ระลกึ ถงึ พระพทุ ธเจา้ รอบหนง่ึ นกึ พทุ โธๆ ไป เดนิ จงกรมไป
ไม่ต้องเปล่งวาจา นึกเอาในใจ เพ่งดูใจของเราจนครบรอบประทักษิณสามรอบ
รอบทห่ี นงึ่ แลว้ รอบทส่ี องใหน้ กึ ถงึ พระธรรมคำ� สง่ั สอนของพระพทุ ธเจา้ ทา่ นสอนกาย
ของเรา สอนใจของเราเพอื่ ใหเ้ รามคี วามสขุ เพอื่ ใหเ้ รามคี วามสบาย เพอ่ื ใหเ้ รามคี ณุ งาม
ความดี นรี่ อบทสี่ อง รอบที่สาม นึกถึงคณุ ของพระอรยิ สงฆ์ นึกถึงยงั ไง นึกถึงกาย
นึกถงึ ใจของเรา เราเป็นผปู้ ระพฤตดิ ปี ฏบิ ัตดิ ที ั้งกาย ท้งั วาจา ทง้ั ดวงใจ มอื เราก็
ถือดอกไม้ธูปเทียนเวียนประทักษิณสามรอบ น่ีให้เข้าใจอย่างนั้น อุชุปฏิปันโน
เปน็ ผปู้ ฏิบัติซ่ือ ปฏิบตั ติ รงธรรม ตรงวินัย ตรงคำ� ส่ังสอนของพระพุทธเจ้า เขา้ หา
ความสงบ บา้ นเมอื งวนุ่ วายเดอื ดรอ้ นนก่ี เ็ พราะความไมส่ งบ ใหต้ า่ งคนตา่ งสงบ กเิ ลส
ของเราเมอื่ ความสงบมแี ล้วกำ� จดั ได้ เมอื่ จติ ของเราสงบดแี ล้ว จติ ผอ่ งใสเหมอื นกบั
น้�ำสงบ มนั ผอ่ งใสสะอาดปราศจากทกุ ข์ ปราศจากโทษ ปราศจากภัย ปราศจากเวร
ปราศจากความชว่ั ชา้ ลามก ปราศจากความทุกขค์ วามจน เราไม่อยากไดส้ ่งิ เหล่าน้ี

เพราะฉะนนั้ ใหพ้ ากนั ทำ� ทำ� เลน่ กไ็ ดอ้ ยู่ แตม่ นั ไดเ้ ลน่ ๆ ตอ้ งทำ� จรงิ ๆ จงั ๆ ใหเ้ ชอื่ มนั่
ในเจา้ ของ มนั เปน็ อยา่ งใด มนั ดกี ใ็ จเราดี มนั ดอี กดใี จ มคี วามสขุ ความสบาย นพ่ี ดู งา่ ยๆ
ให้ดูเอา นี่แหละความดี เรามานกี้ ต็ ้องการความดี ไม่ใชอ่ ่นื ไกล เรามาทำ� นี่ก็ต้องการ
ความดี ตอ้ งการความสุข ต้องการความเจริญ และต้องการความพน้ ทกุ ข์ เมอื่ ใจเรา
ดแี ล้ว ใจเราสงบดแี ล้ว เรากม็ คี วามสขุ ความเจริญ มนั ก็พ้นจากทกุ ข์ พน้ จากภัย
พน้ จากกเิ ลสจัญไรความชัว่ ช้าลามก ความชั่วชา้ ลามกไม่ได้อยูท่ ่ีอื่น อยูท่ ่ใี จของเรา

144

เมอื่ เรานกึ พทุ โธ ธมั โม สงั โฆ คอื ทอ่ี ธบิ ายมาแลว้ ความชว่ั ทง้ั หลายมนั กไ็ มม่ ี เราอยา่
ไปนกึ ถงึ สง่ิ อนื่ เอาไว้ นเ่ี ปน็ สรณะทพ่ี งึ่ ของเรา เหตนุ นั้ ใหพ้ ากนั ใหพ้ งึ รพู้ งึ เขา้ ใจ อยา่ สกั
แต่ทำ� ใหเ้ ข้าใจ

น่ี พทุ ธศาสนา ทา่ นไมไ่ ดห้ มายอนื่ เปน็ พทุ ธศาสนา ไมไ่ ดห้ มายฟา้ อากาศ บา้ นเมอื ง
ถนนหนทาง ไมไ่ ดห้ มายต้นไม้ภูเขาเลากา ไมไ่ ดห้ มายกุฏิศาลาโรงธรรม โบสถ์วหิ าร
เปน็ ศาสนา ศาสนาท่านบญั ญตั ิ คอื กายของเรานี้ วาจาใจของเราน้ี ศาสนาเรากม็ า
ประพฤติปฏบิ ัติให้มนั ถึงกายถึงใจของเราซิ เพื่อให้กายของเราเรยี บรอ้ ย ใจของเรา
เรียบร้อย น่ันแหละ เราก็ต้องการอย่างน้ีไม่ใช่เหรอ ไม่ต้องการกายพิกลพิการ
ใจพิกลพิการ ไม่อยากได้ไม่ใชเ่ หรอ เมือ่ เป็นเช่นนีแ้ ล้ว เราก็ส�ำรวมให้เรียบร้อยแลว้
โทษนอ้ ยใหญไ่ มม่ แี ลว้ เราจะไปเกดิ ในชาตใิ นภพใดในปจั จบุ นั นกี้ เ็ กดิ เปน็ คนเรยี บรอ้ ย

เพราะฉะนั้น ใหร้ จู้ กั ศาสนาอยตู่ รงน้ี ไมไ่ ด้อยู่ทอี่ น่ื มนั อยู่ทก่ี ายท่ีใจของเรา
เมอื่ เราปฏบิ ัตอิ ยู่ ศาสนามันกเ็ จริญอยู่ ถา้ เราทั้งหลายไม่ได้ปฏิบัติ ไม่ไดป้ ระพฤติ
ไมไ่ ดก้ ระทำ� กห็ มดศาสนา ผใู้ ดรงั เกยี จศาสนา ชงั ศาสนา ชงั พระแลว้ รงั เกยี จพระแลว้
อดุ จมกู เสยี เออ อดุ ไดไ้ หมละ่ จมกู พระไมไ่ ดอ้ ยทู่ อ่ี น่ื อยทู่ จ่ี มกู ของเรา ลมหายใจเขา้
ลมหายใจออก อยูท่ ่ีไหนเล่า อยทู่ ่ีจมกู ไม่ใชเ่ หรอ ผู้ใดรงั เกียจศาสนาอดุ จมกู เสยี
อดุ จมกู ไดอ้ ยา่ งนน้ั ละผรู้ งั เกยี จศาสนา ยงั อดุ จมกู บไ่ ด้ อยา่ ไปรงั เกยี จศาสนา ใหพ้ ากนั
ประพฤตคิ ณุ งามความดี พากันปฏบิ ตั ิจรงิ ๆ จังๆ บ้านเมืองของเรากอ็ ยเู่ ยน็ เป็นสขุ
เราทำ� คณุ งามความดที งั้ กายทง้ั วาจาใจแลว้ ความชวั่ ทง้ั หลายมนั กส็ ลายไปเอง นพี่ ากนั
เขา้ ใจซิ เพราะสตั วท์ งั้ หลายในโลก มนษุ ยท์ งั้ หลายในโลกนน้ี ะ่ ใครๆ กต็ อ้ งการความดี
เมอื่ ผใู้ ดจะมาทำ� ลายความดแี ลว้ ธรณสี บู กนิ เพราะไมร่ จู้ กั ความดี เกดิ มาเราทำ� คณุ งาม
ความดแี ล้ว ให้พากันรจู้ ัก เราถือพระพทุ ธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ น้เี ป็นสรณะที่พึง่
ของเรา มอี านุภาพและศักดสิ์ ทิ ธิ์ ใหร้ ะลึกไวใ้ นใจของเราตอ่ ไป ให้พากันมีอานภุ าพ
ถา้ ประเทศอนื่ จะมาทำ� ลายนน้ั นะ่ ธรณสี บู รบั รองรอ้ ยเปอรเ์ ซน็ ต์ เอาซิ ถา้ เราถอื จรงิ ๆ นะ
เราถือพระพุทธเจ้า เคยไปวัดไมไ่ ด้ยนิ ดอกเหรอวา่ พระยามารหรอื ใครทำ� ลายท่าน
ธรณสี บู ไมใ่ ชเ่ หรอ หรอื วา่ ไง ผใู้ ดเบยี ดเบยี นพระพทุ ธเจา้ กธ็ รณสี บู ไมใ่ ชเ่ หรอ เรากเ็ หน็
อยู่ในต�ำนานหรือในตำ� ราท่านว่าไว้

145

เพราะฉะนน้ั ทพ่ี ึง่ ของเราไม่มใี นสามโลกนี้ มแี ต่พระพุทธเจา้ องค์เดียวเท่านั้น
ขาดพระพุทธเจ้าองค์เดียวละท�ำอะไรเป็นล่ะคนเรา ก็ดูซิ พุทธะ ขาดความรู้แล้ว
ทำ� อะไรเปน็ ทำ� อะไรไมไ่ ด้ พง่ึ ไมไ่ ด้ หู ตา จมกู เรากพ็ งึ่ ไมไ่ ด้ แขง้ ขา ตนี มอื เรากพ็ ง่ึ
ไมไ่ ด้ มนั ขาดความรแู้ ลว้ ทำ� อะไรเปน็ พง่ึ ไมไ่ ด้ เดยี๋ วนเี้ รามพี ทุ ธะ ผรู้ ู้ เรามคี วามรแู้ ลว้
พงึ่ ไดห้ มดสามโลกนี้ เข้าใจไหมล่ะ เรารู้สกึ รดู้ ี รู้ชว่ั รู้สขุ รู้ทกุ ข์ พ่ึงได้ ใหร้ จู้ ักซิ
นแ่ี หละ เราจงึ มาประพฤตปิ ฏบิ ตั เิ พอื่ ศาสนาเจรญิ เพราะฉะนน้ั ประเทศเราจะเจรญิ ได้
ตอ้ งอาศยั พระพทุ ธศาสนา ชาติ คอื ความเกดิ พทุ ธะ คอื ความรู้ รจู้ กั ผดิ รจู้ กั ถกู รจู้ กั ดี
รูจ้ ักชว่ั

เดย๋ี วนคี้ นเราไมร่ จู้ กั ความชว่ั สำ� คญั วา่ ดี คนทด่ี มื่ สรุ าสาโท เลน่ พง่ เลน่ ไพ่ การพนนั
ขโมยโพยโจร มนั ไมร่ จู้ กั วา่ ดวี า่ ชว่ั เมอ่ื ลกั เขาแลว้ เขาฆา่ ไมใ่ ชเ่ หรอ มนั ดที ไ่ี หน เขาใสค่ กุ
ใสต่ ะราง เร่อื งมนั เป็นอย่างงั้น น่ันแหละไมร่ ู้จกั ความผดิ เหมือนกบั แมลงเม่าบินเขา้
กองไฟ เรามพี ทุ ธะ เรารแู้ ลว้ สงิ่ ใดชว่ั เรากไ็ มท่ ำ� เราทำ� แตค่ ณุ งามความดี เพราะฉะนน้ั
ใหเ้ ขา้ ถงึ ศาสนา ชน้ั ศาสนา แกน่ ศาสนา คอื เขา้ ถงึ ศาสนา คอื เขา้ ถงึ กายเขา้ ถงึ ใจของเรา
ทีก่ ระทำ� นค่ี อื การประพฤติปฏบิ ตั ิ น่เี ราเกดิ มากม็ ีเทา่ น้ี มกี ายกับใจเทา่ นี้ ทุกขย์ าก
กไ็ ม่มอี ่นื ยาก ยากกายกับใจนี้

พระพุทธเจ้าท่านสอนให้พากันท�ำคุณงามความดี เมื่อคุณงามความดีมีแล้ว
มนั ไมท่ กุ ขไ์ มย่ าก กายของเรากบ็ รบิ รู ณ์ ใจของเรากบ็ รบิ รู ณ์ เมอ่ื เราไมป่ ระพฤตไิ มป่ ฏบิ ตั ิ
เราไมท่ ำ� แลว้ กายของเรากว็ บิ ตั ิ ใจของเรากว็ บิ ตั ิ วบิ ตั เิ ปน็ อยา่ งไร คอื เสยี จรติ ผดิ มนษุ ย์
ทกุ ขย์ ากลำ� บาก กายพกิ ลพกิ าร หหู นวกตาบอด กระจอกงอกงอ่ ย ขที้ ดู กฏุ ฐงั อยากได้
ไหมล่ะ ไม่อยากได้ซักคนดอกจะว่ายังไง เข้าใจหรือยัง ต่อนี้ไปพากันเข้าใจแล้ว
วธิ ีเวียนเทียน จะได้น�ำถวายเปน็ อาสาฬหะและวนั เข้าพรรษา เพอื่ ชำ� ระกิเลสของเรา
ชำ� ระทฐิ มิ านะของเรา ชำ� ระความชว่ั ของเรา เพอ่ื กำ� จดั ทกุ ข์ กำ� จดั ภยั กำ� จดั กเิ ลสจญั ไร
ไมไ่ ดล้ า้ งบาปลา้ งกรรมดว้ ยนำ้� เราทำ� คณุ งามความดแี ลว้ ความชวั่ มนั กห็ ายไป เขา้ ใจไหมละ่
ขอ้ นี้

ตอ่ ไปเปน็ การเดนิ เวียนเทียน พากนั ต้งั ใจ เรามาท�ำบญุ กุศล เรามาท�ำคุณงาม
ความดี เม่ือมาเช่นนี้แล้ว เรากถ็ วายดอกไมธ้ ปู เทยี นไปแลว้ อันนก้ี เ็ ปน็ การท�ำบุญ

146

อันหน่ึง เป็นอามิสบูชา ทีนี้จะมาปฏิบัติบูชา คือมาปฏิบัติ มาปฏิบัติกายของตน
มาปฏบิ ตั วิ าจาของตน ปฏบิ ตั ใิ จของตนใหเ้ รยี บรอ้ ย คนเราแตก่ อ่ นทำ� บญุ นนั้ กท็ ำ� แต่
เปน็ พธิ ี รบั ศลี กร็ บั แตเ่ ปน็ พธิ ี โกหกพระเรอื่ ยไป นตี่ อ่ นไ้ี ปอยา่ ใหเ้ ปน็ สลี ลพั พตั ความ
ลูบคลำ� ในศลี ใหพ้ ากันรู้จกั ศลี ของเราทกุ คนและท่ีพ่งึ ของเราทุกคน

เราไม่มีสิ่งอ่ืนเป็นสรณะที่พ่ึง เราเอาพระรัตนตรัยท้ังสามนี้ คือ พุทธรัตนะ
ธรรมรัตนะ สังฆรตั นะ รตั นะแปลวา่ แกว้ แกว้ คอื พระพทุ ธเจา้ แกว้ คอื พระธรรม
แกว้ คอื พระสงฆ์ เปรยี บเหมือนกะแก้ว เราไม่นบั ถอื สง่ิ อืน่ เปน็ สรณะท่ีพึ่ง ทร่ี ะลึก
ทก่ี ราบ ทไี่ หว้ เราพงึ่ พระพทุ ธ พระธรรม พระสงฆ์ ทง้ั สามประการนี้ เปน็ ทกี่ ราบไหว้
ผู้ทีถ่ ึงไตรสรณคมนค์ อื ผู้ถงึ พระพทุ ธศาสนา ถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แลว้
ด้วยกายดว้ ยวาจาดว้ ยใจของเรา พากนั ให้กราบให้ไหว้

อรหัง กล่าวถงึ พระพุทธเจา้ สวากขาโต กลา่ วถงึ พระธรรม นมัสการพระธรรม
สปุ ฏปิ นั โน กลา่ วถงึ พระอรยิ สงฆ์ มอบกายถวายชวี ติ ตอ่ คณุ พระพทุ ธเจา้ คณุ พระธรรม
คุณพระสงฆ์ แลว้ โทษทีห่ นักก็เบาไป โทษทเ่ี บากห็ ายไป น่ี มนั เปน็ เช่นนี้ เม่ือเป็น
ผูถ้ ึงพระไตรสรณคมน์เช่นนแ้ี ลว้ เราต้องละเวน้ เหตสุ ามสถาน

ขอ้ หนึง่ อยา่ ไปไหว้ผี เชอื่ ผถี อื ผี หรอื อะไรก็ตาม ชวั่ ช้าลามกคอื ผี ไมด่ คี ือผี
อย่าไปนบั ถอื มัน ไมร่ ู้จกั ภาษาคอื ผนี ้แี หละ เราอยา่ ไปนบอย่าไปกราบไหวผ้ ที ้ังหมด
นแ่ี หละ ใหพ้ ากนั ใหพ้ งึ รพู้ งึ เขา้ ใจตอ่ ไป ผใู้ ดไปกราบผไี ปไหวผ้ แี ลว้ พระไตรสรณคมน์
ท่านเศร้าหมอง เจา้ ของเปน็ บาป

ข้อสอง อย่าถอื มงคลตื่นขา่ ว ผู้ถงึ พระไตรสรณคมนแ์ ลว้ ตนื่ ข่าวเปน็ ยังไงเล่า
ถอื ฤกษ์ยามดี เคราะห์ดีเคราะห์รา้ ย ดูหมอมดดูหมอหมอ ดหู มอดตู า่ งๆ ปลูกศาล
เพยี งตา ลงเลขลงผา เสยี เคราะหส์ ะเดาะนาม ผถู้ อื มงคลตน่ื ขา่ ว ตน่ื กนั เฉยๆ วา่ มอื้ นนั้
ไมด่ ี มอื้ นด้ี ี มอ้ื นน้ั จม มอื้ นนั้ ฟู เมอื่ นน้ั พาล ไมเ่ หน็ อะไรจมอะไรฟสู กั อยา่ ง เมอ่ื เปน็
เช่นน้ันแล้ว เราต้องละเว้นเหล่าน้ีจึงจะเป็นผู้ถึงพระไตรสรณคมน์ ถ้าผู้ใดปฏิบัติ
เช่นน้ันแล้ว ขาดจากพระไตรสรณคมน์ ขาดจากพุทธศาสนา พระไตรสรณคมน์
เศรา้ หมอง เจ้าของเปน็ บาป เปน็ เรื่องงมงาย

147

ขอ้ สาม อยา่ ถือตามศาสนาอืน่ ในคนพวกนอกศาสนา ถา้ ผใู้ ดไปถือเชน่ นั้นแลว้
ขาดจากศาสนา ขาดจากพระไตรสรณคมน์ เศรา้ หมอง เจา้ ของเป็นบาป

นใ่ี หล้ ะเวน้ เหตสุ ามประการน้ี ใหพ้ ากนั ใหพ้ งึ รพู้ งึ เขา้ ใจ ถา้ เราไปถอื เชน่ นนั้ แลว้
ไมพ่ บพระพุทธเจ้า ทำ� บุญให้ทานเทา่ กบั ทง้ิ ในมหาสมุทร เรือ่ งไม่มที ่สี ิน้ สดุ เรื่องเปน็
ยงั งแ้ี หละให้ร้จู กั

ตอ่ ไปใหร้ จู้ กั ขอ้ ปฏบิ ตั ศิ ลี ของเรา บางคนวา่ เราไมไ่ ดร้ บั ศลี วา่ ไมไ่ ดศ้ ลี มะยงั ภนั เต
ตสิ รเณนะ สหะ ปญั จะ สีลานิ ยาจามะ ทา่ นอาจารย์ใหญท่ ่านว่า โอ้ ไปขอก้อนหนิ
ยังไงเล่า เราไม่ได้แบกก้อนหินมา สีลัง ท�ำใจของเราให้เป็นศีล จะไปขอใครเล่า
ปัญจะ ได้มาพร้อมกนั ต้ังแต่เราเกดิ มา ศีลหา้ ใหร้ ูจ้ กั ตวั ศลี ห้า ศลี หา้ คอื อะไรเล่า
ขาเราทง้ั สองน่แี หละ มอื เราทัง้ สอง ศรี ษะอันหน่งึ รวมกนั เป็นห้า นีแ่ หละคือศีลหา้
ท่านไม่ได้เอาศีลให้ เราอย่าเอาห้านั่นไปท�ำโทษห้า ปาณานั่นก็โทษ อทินนาก็โทษ
กาเมกโ็ ทษ มสุ ากโ็ ทษ สุราน่นั กโ็ ทษ นีท่ ่านไม่ให้ทำ� โทษเท่านน้ั ทา่ นไมไ่ ดเ้ อาศีลให้
ถ้าเราไม่ได้ท�ำโทษห้าอย่างน้ีแล้ว อย่ใู นรถกเ็ ปน็ ศลี ในถนนหนทางกเ็ ป็นศลี ในบ้าน
ในเมอื งกเ็ ปน็ ศลี ในดงในปา่ กเ็ ปน็ ศลี นงั่ กเ็ ปน็ ศลี นอนกเ็ ปน็ ศลี เดนิ อยกู่ เ็ ปน็ ศลี นแี่ หละ
ใหพ้ ากนั รจู้ กั ศลี รบั หรอื ไมร่ บั กเ็ ปน็ ศลี ทง้ั นน้ั เมอื่ เราทำ� โทษอยแู่ ลว้ สมาทานวนั ยงั คำ่�
กไ็ มเ่ ปน็ ศลี ปาณาตปิ าตา เว ยงั ไมท่ นั จบ ยงุ มากดั ...ตบปบ๊ั มนั กไ็ มเ่ ปน็ ศลี หรอก เรอ่ื งมนั
เปน็ ยังงนั้ สมาทานวนั ยังค่�ำกไ็ ม่เปน็ ศลี แบบนี้แหละใหจ้ ำ� ไว้

นแ่ี หละ ตอ่ นใ้ี ห้ร้จู กั ศลี ไม่ต้องรบั กับใคร ท่านก็บอก อย่าพากันฆา่ สัตว์นะ
อยา่ พากันขโมย อยา่ พากันประพฤตผิ ิดกาม อย่าพากนั มสุ า อย่าพากนั ด่มื สรุ าสาโท
กญั ชายาฝน่ิ ทา่ นบอกเทา่ นน้ั หละ ทา่ นไมไ่ ดเ้ อาศลี ให้ เวรมณี เวรมณี อยา่ งนน้ั เปน็ วา่
ตามบาลี ปาณาติปาตา เวรมณี สิกขาปทงั สมาทิยามิ ขา้ พเจา้ จะไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
มมี ดดำ� มดแดงเหลา่ น้ี เปน็ ตน้ เมอ่ื ประกาศปฏญิ าณรกั ษาศลี แลว้ เราไมล่ ะเวน้ กโ็ กหก
พระเรอื่ ยไป กเ็ ปน็ โทษซิ ตอ่ ไปนใี้ หเ้ ขา้ ใจไวเ้ รอ่ื งศลี นเี้ มอื่ เรานงั่ อยนู่ ่ี กเ็ ราไมไ่ ดท้ ำ� อะไร
ไม่ใช่เหรอ ห้าอยา่ งนี้

148

ทนี ผี้ จู้ ะรกั ษาศลี แปดตอ่ ไป เราเวน้ อาหารในเวลาวกิ าล ไมด่ ปู ระโคมตา่ งๆ ดดี สี
ตเี ปา่ เอาบญุ แลว้ กพ็ ากนั ใหร้ จู้ กั เดยี๋ วนบ้ี า้ นเมอื งของเรา วดั ศาสนามนั ไมเ่ จรญิ แตก่ อ่ นมี
บ้านหน่งึ เมืองหนึ่งแลว้ ตง้ั วัดไว้ มีพระเจ้าพระสงฆป์ ระพฤตปิ ฏิบตั ิ บ้านหน่ึงเปน็ วัด
และเจดยี ์ เปน็ ทสี่ กั การบชู า ทเ่ี คารพนบนอบ ทก่ี ราบทไี่ หว้ เปน็ ทท่ี ำ� บญุ ใหท้ าน นจี้ งึ เรยี ก
ว่า วัด วดั ตนวดั ตัวของเรา เปน็ เครอื่ งวัด

เดยี๋ วนไี้ มเ่ ปน็ อยา่ งนน้ั เอาสนามวดั เปน็ สนามเลน่ วดั เลยไมม่ อี ำ� นาจ วดั เลยไมม่ ี
ความศกั ด์สิ ทิ ธ์ิ พระพทุ ธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็เลยไมม่ คี วามศกั ดส์ิ ทิ ธ์ิ เลยไมม่ ี
อำ� นาจ ไมม่ อี านภุ าพ เพราะเราไมร่ กั ษาไว้ เรอื่ งมนั เปน็ อยา่ งนน้ั อนั นมี้ าเอาบญุ แลว้ ก็
หาหมอลำ� หมู่ หมอรำ� วง หาภาพยนตร์ หาการละเลน่ มาเลน่ ในวดั ในวา กนิ สรุ าสาโท
อกึ ทกึ ครกึ โครม เปน็ บา้ เตน้ ยกึ ยกั ๆ หมดคนื หมดวนั วา่ ตวั มาทำ� บญุ นน่ั ละ คนเลย
เป็นบ้าไปซะล่ะทีนี้ บอกยังไงก็ไม่รู้จักศีลไม่รู้จักธรรมซิ เพราะฉะน้ัน จะมีความ
เคารพนบนอบอย่างไร ศีล แปลวา่ ผ้สู งบกายวาจาเรยี บร้อย ไมก่ ระทำ� โทษนอ้ ยใหญ่
ทางกายทางใจของเรา เราก็เป็นคนสวยคนงามซิ เดี๋ยวน้ียังมีแต่คนหมอร�ำหมู่เป็น
ยังไงเล่า หมอร�ำวง ดูซิ เอ้า ส่ันยึกยักๆ อยู่น่ัน แน่ะ มันไม่ใช่คนนะเดี๋ยวนี้
อาตมาไมช่ นะแลว้ จะรดนำ�้ มนตใ์ ห้ ผนู้ น้ั เปน็ บา้ แลว้ จะเปน็ อนั นแ้ี ลว้ หลอกใหน้ ำ้� มนต์
ใหอ้ าตมารดนำ้� มนต์ หมอเพอ่ื นวา่ โรคเสน้ ประสาท ขกู่ ไ็ มไ่ ด้ ฉดี ยากไ็ มห่ าย เอามาหา
อาจารย์ มาหาอาจารย์ก็เลยหาย หมอเขาว่าเป็นเส้นประสาท นั่นแหละมันเป็นผี
ให้รู้จักต่อไป เราถือศีลแปดแล้ว นัจจะคีตะวา ให้ละเว้นดีดปี่สีเป่าประโคมต่างๆ
ท่านหา้ ม เราก็เอามาเล่นในวดั ในวา มนั เป็นโทษเท่าไหร่แลว้ นนั่ บาปเท่าไหรแ่ ลว้ น่ัน
พากนั รจู้ กั ซิ เรามาทำ� บญุ รจู้ กั บญุ รจู้ กั บาปเสยี ซิ อธบิ ายใหฟ้ งั แลว้ เรอ่ื งศลี เรอื่ งสรณะ
ต่อน้ีไปลงมอื ท�ำบญุ เอา้ เข้าทีน่ ่งั ฟงั ธรรม นั่งใหส้ บาย

149



ตามหา “ผูร้ ู้”

โดย พระอาจารย์ฝ้ัน อาจารเถระ
ณ วดั ป่าอุดมสมพร จ.สกลนคร
วันที่ ๑๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๒

นง่ั ใหส้ บาย นงั่ ขดั สมาธิ เอาขาขวาทบั ขาซา้ ย มอื ขวาทบั มอื ซา้ ย ตง้ั กายใหส้ บาย
เราต้องการความสขุ ความสบาย วางท่าวางทางให้สบาย สงา่ ผ่าเผย ย้มิ แยม้ แจ่มใส
ไมต่ ้องกดต้องตึง วางใหส้ บาย พอกายเราสบายแลว้ วางดวงใจใหส้ บาย เมอื่ ใจเรา
สบายแลว้ ใหร้ ะลกึ ถงึ คณุ พระพทุ ธเจา้ คณุ พระธรรม คณุ พระสงฆ์ อยใู่ นใจ เชอ่ื มนั่
อยนู่ นั่ จงึ ใหน้ กึ คำ� บรกิ รรมภาวนาวา่ พทุ โธ ธมั โม สงั โฆ พทุ โธ ธมั โม สงั โฆ สามหนแลว้
ใหน้ ึกพุทโธๆ ค�ำเดียว

หลบั ตา งบั ปากเสีย ให้ระลกึ อยใู่ นใจ พทุ โธ คอื ความรู้ ความรู้อยู่ตรงไหนล่ะ
ตาเราก็เพ่งดูท่ีรวู้ ่าพทุ โธ ให้กำ� หนดดู น่ีเราอยากรู้ หูกล็ งไปฟงั ที่รู้อยนู่ ัน่ สตขิ องเรา
กจ็ ดจ่อดูอนั รอู้ ยนู่ ่นั อยา่ สง่ ใจไปขา้ งหน้ามาขา้ งหลัง ขา้ งซ้ายขา้ งขวา ขา้ งบนขา้ งล่าง
ตั้งเฉพาะท่ามกลางอันรู้อยู่ ความรู้อยู่ตรงไหน เราก�ำหนดอยู่ตรงน้ัน ไม่ต้องหา
วางให้หมด ดอู นั รนู้ ่ันอยู่ นแี่ หละ เราจึงรู้จักวา่ ทีพ่ ึ่งของเรา

150

เมอ่ื จติ ของเราสงบเปน็ สมาธิ มนั ต้ังตรงแนว่ อยู่ภายใน ใส ร้สู ึกเบาตนเบาตวั
เมื่อจติ สงบแลว้ หายทกุ ข์หายยาก หายความลำ� บากรำ� คาญ มีแตค่ วามเบา มีแต่
ความสบาย นน่ั แหละ ทอ่ี ยขู่ องตน นเี่ รยี กวา่ เปน็ กศุ ลธรรม เมอื่ จติ ของเรามคี วามเบา
ความสบายแลว้ มนั นำ� ความสขุ ความเจรญิ ให้ มนั ไดอ้ บุ ายปญั ญา ความรคู้ วามฉลาด
เกดิ ตรงนนั้ เราพกั เราจะมกี ำ� ลงั สตขิ องเรา สมาธขิ องเรา ปญั ญาของเรา เกดิ จากนนั้
มนั ไมเ่ กดิ จากอน่ื ไกล เรารนู้ จ่ี ติ ของเรามดื ผรู้ นู้ นั่ พทุ ธะ แปลวา่ ผรู้ ู้ เราอยากรมู้ นั เปน็
อย่ยู งั ไง ผ้รู ู้วา่ มดื มนั มี มนั มดื เรากย็ ดึ เอาความมืดมาเปน็ ตนเสีย มนั สวา่ งกไ็ ปยึด
เอาความสวา่ งมาเปน็ ตนเสียนี่ มนั เปน็ อยา่ งนี้ มนั ทกุ ข์กไ็ ปยึดเอาทุกขม์ าเปน็ ตนเลย
เราไมก่ ำ� หนดวา่ ผรู้ วู้ า่ ทกุ ขม์ นั มี ทกุ ขต์ า่ งหาก ผรู้ ตู้ า่ งหาก มนั เฉยๆ กผ็ รู้ เู้ ฉยๆ มี ผรู้ ู้
มันไมไ่ ด้เปน็ อะไรซิ

อย่างพุทธะเป็นผู้รู้ เหนือหมดทุกอย่างความรู้อันนี้ มืดมันก็รู้ หลงมันก็รู้
ท่านอาจารย์มั่นท่านเคยพูดแต่ก่อน ท่านร้องตะโกนแรง ท่านว่าใครเรียนไปถึงแต่
อวชิ ชาก็ไปหยดุ ล่ะ ถงึ แตอ่ วิชชา ผูใ้ ดก็วา่ แตอ่ วิชชา คือความหลง ท่านบอกยงั งลี้ ะ่
ผูใ้ ดรอู้ วชิ ชาล่ะไม่ดู ร้แู ต่ว่าอนั น้ันเป็นอวิชชา นน่ั ท่านบอกยังง้ี อวิชชาคือความหลง
ใครเป็นผู้รู้อวิชชาล่ะ เราไม่ได้ดูแน่ะ ให้ดูผู้รู้อวิชชาน่ันซิ มันก็เป็นวิชาข้ึนมาล่ะ
อวชิ ชาคอื ความไมร่ ู้ วชิ าคอื ความรแู้ จง้ เหน็ จรงิ น่ี มนั เปน็ อยา่ งนี้ เรากเ็ พง่ ดผู รู้ นู้ น้ั อยู่
ความรู้อันนี้ไม่ใช่เป็นของแตกของท�ำลาย และไม่เป็นของสูญหาย นิดหน่ึงมันก็รู้
มันร้อู ยู่หมด จึงว่าพทุ ธะคือผรู้ ู้ เราอยากรมู้ ันเปน็ ยงั ไง มนั เปน็ สขุ เราไปยึดเอาสุข
ผู้รู้สขุ มนั มอี ยู่ มันเปน็ ทุกข์ เราก็ไปยดึ เอาทกุ ขม์ าเป็นตน ผ้รู ู้ทุกข์มันมอี ยู่ เราเปน็
ผูไ้ ปยึดเอาทง้ั หมด นี่ จงึ ว่าอยากรูม้ นั เปน็ อยู่ยังไง สิ่งท้ังหลายทง้ั หมดไม่มใี ครท�ำให้
เราทำ� เอาเองทง้ั หมด สขุ ทกุ ข์ ดชี ว่ั เราไมม่ โี อกาสอยา่ งคณุ หลวงวา่ เดยี๋ วนเี้ รามอี ะไร
น่ังอยู่เดี๋ยวน้ี เรามโี อกาสเตม็ ท่ี ไม่มอี ะไรสักอย่าง ดแู ต่ดวงใจดวงเดียวเท่านี้ น่เี รา
ตอ้ งฟงั ดู ทีนม้ี ันไปเกาะตรงไหนเล่าหัวใจของเรา

ภเว ภวา สมั ภวนั ติ เราจะรจู้ กั ภพทอี่ ยขู่ องตน ภวะ แปลวา่ ภพ เราเจรญิ ภพภาวนานี้
ภวะ แปลวา่ ภพ ภพนอ้ ยๆ ภพใหญๆ่ ทเ่ี ราไปยดึ ตรงไหนนนั่ แหละ ภพอยตู่ รงนนั้ แหละ

151

ไปยดึ เอาสุข น่นั มนั กเ็ ป็นภพ ไปยึดเอาทุกข์ มนั กเ็ ปน็ ภพ ยดึ เอาดี มันกเ็ ป็นภพท่ีดี
ยดึ เอาชวั่ มนั กเ็ ปน็ ภพทีช่ ่วั ไปยึดเอาทกุ ข์ กเ็ ป็นภพทีท่ กุ ข์ น่ี ท่อี ยู่ อตั ตโน นาโถ
ตนเปน็ ทพ่ี ง่ึ ของตน เมื่อจิตเราสบายแลว้ เรากไ็ ดท้ พี่ ง่ึ อันสบาย เม่ือจติ เราไมส่ บาย
เรากไ็ ด้ทพี่ งึ่ อนั ไม่สบาย นี่มันเปน็ อยา่ งนี้

ใหพ้ งึ รพู้ งึ เหน็ ซิ สนั ทฏิ ฐโิ ก ผปู้ ฏบิ ตั ริ เู้ องเหน็ เอง ไมใ่ ชผ่ อู้ น่ื เหน็ เราเปน็ ผเู้ หน็ ซิ
ใหม้ นั รมู้ นั เหน็ จรงิ แจง้ ประจกั ษซ์ ิ มนั จงึ หายความสงสยั ในภพทงั้ หลาย ภพนอ้ ยๆ ใหญๆ่
ทใ่ี กลท้ ไ่ี กล ใน นอก ผนู้ ท้ี ง้ั หมดเปน็ ผไู้ ปยดึ ผนู้ ที้ ง้ั หมดเปน็ ผไู้ ปถอื ใหร้ จู้ กั นรกมนั ก็
ไม่ได้อยู่ต้นไม้ภูเขาเลากา ในพ้ืนดินฟ้าอากาศ นรกก็หมายความทุกข์ อะไรทุกข์
เดีย๋ วน้ี ถา้ จิตเราทกุ ข์น่ันแหละตัวนรก นรกก็หมายความทกุ ข์ ภพหน่งึ เป็นอยา่ งนน้ั
สวรรค์หมายความสุข จิตเราเป็นสุข เราก็ได้ที่พึ่งอันสุข ก็สบาย เย็นอกเย็นใจ
หายทุกข์หายยาก หายความล�ำบากร�ำคาญ ไมม่ ภี ยั ไมม่ เี วร ไม่มคี วามชั่วท้งั หลาย
มีแตค่ วามเบา ความสบาย ใส อย่ภู ายในผรู้ ู้อันน้นั ความพ้นทุกข์ เราอยากพน้ ทุกข์
เราใหร้ จู้ กั วา่ สงิ่ ใดเปน็ ทกุ ข์ สง่ิ นน้ั ไมใ่ ชต่ วั ทงั้ หมด เราไปยดึ เอา เราอยากพน้ ทกุ ขก์ ใ็ ห้
ก�ำหนดดูซิ ถ้าจิตของเรามีทุกข์อยู่ มันก็ไม่พ้นทุกข์ จิตพ้นทุกข์คือมันไม่ทุกข์
คือมันละมันวางหมด เมื่อมันละมันวางหมดแล้ว น่ันแหละมันพ้นทุกข์ตรงนั้น
มนั ไมไ่ ดพ้ น้ ทอ่ี นื่ ผนู้ เ้ี ปน็ ทกุ ข์ นแ่ี หละใหพ้ ากนั กำ� หนดดใู หร้ ู้ ใหเ้ พง่ เลง็ ลงไปซิ ใหม้ นั
แนน่ อนลงไปซิ เชอ่ื มนั่ ลงไปซิ สนั ทิฏฐิโก ผ้ปู ฏิบตั ริ เู้ องเห็นเอง จะไม่เหน็ อยา่ งไรละ่
จติ ของเรา เราสบายเราก็รู้ เราไม่สบายเรากร็ ู้

เอ้า ต่อไปต่างคนต่างฟังดวงใจของเรา ได้ความยังไงแล้วพิจารณาให้มันรู้
เมื่อเราได้ยินเสียงท้ังหลายทั้งหมดให้รู้ว่าส่ิงเหล่าน้ันไม่มีอันตรายแล้ว เราก็ไม่
เดอื ดรอ้ น ตง้ั ดคู วามรขู้ องเรานน่ั เราอยากสขุ กว็ างจติ ของเราใหส้ บาย สงั ขารทงั้ หลาย
เหล่าน้ีมันเป็นของไม่เที่ยงทั้งหมด สังขารมันเป็นทุกข์ท้ังนั้น เราก�ำหนดจิตของเรา
ผรู้ อู้ นั เดียวเทา่ นัน้ นแ่ี หละ ตนของตน ผ้รู ู้ ผรู้ ู้น่นั แหละ จิตวญิ ญาณอนั น้ันแหละ
มนั ไปกอ่ ภพก่อชาติ มนั ไปก่อทไ่ี หนเลา่ คอื ไปยึดท่ไี หนแล้วมันกไ็ ปเกดิ ที่น่นั เราได้
แต่เดย๋ี วนี้ ได้สขุ ไดท้ ุกข์ มันต้องสรา้ งไว้แต่เดีย๋ วนี้ ต้องท�ำแตเ่ ด๋ียวนี้ เหตนุ เ้ี ราจะ

152

นง่ั สมาธดิ วู า่ จติ ของเราตกในชน้ั ภมู ใิ ด เชน่ กามาวจรกศุ ล นแี้ บง่ เปน็ สองนยั แบง่ เปน็
อบายภมู อิ ันหนงึ่ แบง่ เปน็ ฉกามาวจรสวรรคอ์ ันหนึง่ เรารไู้ ด้ยงั ไง แบ่งเปน็ อบายภูมิ
คือจติ เราทุกข์ จติ เราไมด่ ี จติ เศรา้ หมอง จติ วุ่นวาย นไี่ ปทางอบายภูมิ ไปทางนรก
จิตเราผอ่ งใส มีความเบกิ บาน ย้ิมแยม้ แจ่มใส นเี่ ป็น ฉกามาวจรสวรรค์

ทนี ใี้ หเ้ ราพจิ ารณาสงิ่ ทง้ั หลายเหลา่ นเี้ ปน็ ของไมเ่ ทยี่ ง สง่ิ ทงั้ หลายเหลา่ นเ้ี ปน็ ทกุ ข์
เป็นอนตั ตา ไม่ใช่ตวั ตน เหน็ แต่ภายนอก ไมม่ ีแก่นสาร ไมม่ ีสาระ เราละได้ เรามา
เห็นแตส่ งั ขารร่างกายเท่านี้ มาเหน็ แต่รปู เวทนา สัญญา สงั ขาร วญิ ญาณ น้ี มาเปน็
อตั ภาพรา่ งกายนี้ มนั เกดิ จากนท้ี งั้ หมด เรากม็ าพิจารณาสังขารรา่ งกายเรานี้ นโม นี้
มันไม่มีแก่น ไมม่ สี าร นะ คอื อันใด เช่น ปิตตงั นำ้� ดี เสมหัง น้�ำเสลด ปพุ โพ
นำ้� เหลอื ง โลหติ งั นำ�้ เลอื ด เสโท นำ้� เหงอ่ื เมโท นำ้� มนั ขน้ อสั สุ นำ�้ ตา วสา นำ�้ มนั เหลว
เขโฬ น�้ำลาย สิงฆาณิกา น�้ำมูก ละสิกา น�้ำไขข้อ มุตตัง น�้ำมูตร ส่ิงเหล่านี้
เป็นของทิ้งท้ังหมด มิใช่เป็นของเอา สังขารร่างกายเราน้ีไม่เป็นแก่นเป็นสาร มีแต่
กองทุกข์ทัง้ นน้ั ไม่ใช่เปน็ ตัวเป็นตน ไมใ่ ชเ่ ป็นสตั วเ์ ป็นบคุ คล ไม่ใช่เปน็ เราเปน็ เขา
เรากล็ ะรปู ภพถงึ อรปู ภพ เหลอื แตจ่ ติ ดวงเดยี ว มนั วางกายหมดแลว้ เหน็ แตจ่ ติ ดวงเดยี ว
ใส ว่างอยู่หมด นน่ั เรียกอรปู ภพ ช้ันพรหม

ถา้ เรารจู้ กั ภพทงั้ สามนว้ี า่ มนั ยงั เปน็ ทกุ ขอ์ ยู่ นำ� ใหท้ กุ ขอ์ ยภู่ พทง้ั หลายน้ี ละกเิ ลส
ละตณั หาราคะโลภะทยี่ ดึ นอ้ ยหนงึ่ กต็ าม ยงั กญิ จริ ปู งั ในรปู ทง้ั หลายนี้ จติ มนั วางหมด
ไม่มีอะไรจนนิดหนึ่ง ที่มืดที่สว่างไม่มี เป็นวิมุตติหลุดพ้นหมด น่ัน มันก็เข้าสู่
ปรินิพพาน ไมม่ ีเกดิ ไมม่ ีแก่ ไมม่ ีเจ็บ ไม่มีตาย ไมม่ ีทกุ ข์ ไมม่ ีอะไร สงั ขารทงั้ หลาย
ไมม่ ี เป็นผ้รู ะงบั ดบั หมดแล้ว ไม่มีอะไร เรอ่ื งสมมตินยิ มไมม่ ี จงึ วา่ วมิ ตุ ติ แปลว่า
หลดุ พน้ หมด ขอ้ นต้ี นของตนตอ้ งรเู้ อง จะอธบิ ายอยอู่ ยา่ งนมี้ นั กเ็ ปน็ สมมติ นส่ี มมติ
ใหร้ จู้ กั หนทาง ผลท่สี ดุ คือวมิ ตุ ติหลดุ พ้น

เอ้า ต่อนีไ้ ปใหน้ ัง่ ดูจติ ของเราอยู่ในชน้ั ใด ภูมใิ ด...

153

พระอภธิ รรมสงั คณิ ีมาตกิ าบรรยาย

เรยี บเรียงโดย พระอาจารยฝ์ ั้น อาจาโร

กะรุณา วยิ ะ สตั เตสุ ปัญญายัสสะ มเหสิโน
เญยยะธัมเมสุ สัพเพสุ ปะวตั ติตถะ ยะถารจุ งิ
ทะยายะ ตายะ สัตเตส ุ สะมสุ สาหติ ะมานะโส

ฯลฯ

อภิธมั มกถัง กเถสีติฯ

ณ บดั น้ี อาตมภาพจกั ไดร้ บั ประทานวสิ ัชนา ในพระอภธิ รรมมาติกา ๒๒ ตกิ ะ
ในเบอ้ื งตน้ สนองศรทั ธาธรรมของทา่ นสาธชุ นสปั บรุ ษุ โดยสมควรแกก่ าลเวลา ดว้ ย
พระอภธิ รรมมาตกิ าน้ี ยากท่ีจะอธิบายแก้ไขแปลออกไปใหพ้ สิ ดารได้ มแี ตท่ ่านสวด
มาตกิ าเพลาบังสุกุลเท่านน้ั แตถ่ งึ อย่างนนั้ ก็ยังเปน็ บาลีอยู่ ยากท่ีจะเขา้ ใจได้ ทีท่ า่ น
แปลออกไวก้ ม็ แี ตพ่ ระอภธิ รรม ๗ คมั ภรี อ์ ยา่ งยอ่ เทา่ นน้ั แตใ่ นพระอภธิ รรมมาตกิ าน้ี
หาได้แปลออกใหว้ ิตถารพิสดารไม่ พระอภธิ รรมมาติกา ๒๒ ติกะ ในเบอ้ื งตน้ น้ี
ทรงสำ� แดงเมอ่ื พระชนิ สหี พ์ ระศาสดาจารย์ เสดจ็ คมนาการขน้ึ จำ� วสั สาในชนั้ ดาวดงึ สา
เทวโลก ทรงตรสั เทศนาในพระอภธิ รรม ๗ คมั ภรี ์ โปรดหมเู่ ทวกลั ยา มพี ระพทุ ธมารดา
เปน็ ตน้ กเถตุ กามะยะตา ทรงปจุ ฉาเปน็ สกวาที ปรวาที ทกุ ๆ คมั ภรี ์ เปน็ ลำ� ดบั ๆ ไปฯ

154

เบอ้ื งหนา้ แตน่ ้ี อาตมภาพจกั ไดว้ สิ ชั นาในพระอภธิ รรมมาตกิ าเปน็ ปจุ ฉาวสิ ชั นา
ตามนัยพระพุทธฎีกาเช่นนั้น เพ่ือให้เกิดความเลื่อมใสได้ศรัทธาเชื่อมั่นในคุณพระ
รตั นตรยั ยงิ่ ๆ ขึน้ ไป

สมยั ครงั้ หนงึ่ ยงั มพี ระอาจารยอ์ งคห์ นง่ึ ชอ่ื วา่ สกวาทอี าจารย์ มารำ� พงึ แตใ่ นใจวา่
เม่ือสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธะจะทรงตรัสพระธรรมเทศนาโปรดพระพุทธมารดาน้ัน
พระองคไ์ ดเ้ ลอื กคัดจัดสรรพระวินัย พระสุตตนั ตะ พระอภิธรรมท้ัง ๓ ปิฎกนแ้ี ลว้
กย็ งั ไมเ่ หน็ วา่ จกั เสมอดว้ ยคณุ ของพระพทุ ธมารดานน้ั ได้ เหน็ แตพ่ ระอภธิ รรมมาตกิ า
นไ้ี ซรจ้ งึ จะสมควรดว้ ยคณุ ของพระพทุ ธมารดา แตพ่ ระบาลนี น้ั กย็ งั ปรากฏอยู่ ๒๒ ตกิ ะ
ตกิ ะละ ๓ รวมเปน็ ๖๖ บท ดงั นี้ ทำ� ไฉนหนอ อาตมาจงึ จะรจู้ กั เขา้ ใจในเนอ้ื ความแหง่
พระอภธิ รรมมาตกิ านไ้ี ด้

เมอื่ ท่านสกวาทีอาจารย์ ร�ำพงึ แตใ่ นใจฉะนแ้ี ลว้ จงึ คมนาการเขา้ ไปสู่สำ� นกั ของ
ทา่ นปรวาทอี าจารย์ ทา่ นปรวาทอี าจารย์ จงึ กลา่ วพระบาลขี นึ้ วา่ กสุ ะลา ธมั มา อะกสุ ะลา
ธมั มา เปน็ ตน้ โดยเน้อื ความเดิมในปฐมมาติกาน้วี ่า กสุ ะลา ธมั มา ธรรมทัง้ หลายท่ี
เป็นกุศลน้ันอย่างหนึ่ง อะกุสะลา ธัมมา ธรรมท้ังหลายท่ีเป็นอกุศลน้ันอย่างหน่ึง
อัพยากะตา ธัมมา ธรรมทงั้ หลายท่ีเป็นอพั ยากฤตนั้นอย่างหนง่ึ

๑. กุสะลา ธมั มา

โดยความอธิบาย ในธรรมท่ีเป็นกุศลน้ันว่า ธรรมอันเป็นส่วนของบุคคล
ทงั้ หลายผฉู้ ลาด แปลวา่ ตดั ออกเสยี ซงึ่ บาป ไมใ่ หเ้ กดิ ขน้ึ ในสนั ดานได้ มอี ปุ มาเหมอื น
หน่ึงบุคคลปลกู ผลไม้ มีต้นมะม่วง เป็นต้น คอยระวังรักษาไมใ่ หก้ าฝากบังเกดิ ขนึ้
ในต้นมะม่วงนั้นได้ เพราะกลัวตน้ มะม่วงนั้นจะไม่งาม จะมีผลน้อย เปรียบเหมอื น
รา่ งกายของบคุ คลผฉู้ ลาด อนั ธรรมดาบคุ คลผฉู้ ลาดนัน้ ยอ่ มระวังรกั ษา กายทจุ รติ
วจีทจุ ริต มโนทจุ ริต ไม่ให้บังเกิดความเศร้าหมองไดฉ้ ะน้นั

155

ทา่ นปรวาทอี าจารย์ ถามวา่ ในปฐมมาติกา คือ กสุ ะลา ธัมมา น้ัน ทา่ นกแ็ ปล
ถกู ตอ้ งตามพยญั ชนะแลว้ แลยงั อตั ถาธบิ ายความอปุ มาอปุ ไมยซำ�้ อกี เลา่ ยงั จะมอี ะไร
ท่ีขา้ พเจา้ จักต้องแจกแจงอีกหรือ?

ทา่ นสกวาทอี าจารยจ์ งึ วา่ โดยอตั ถะนน้ั ขา้ พเจา้ กเ็ ขา้ ใจแลว้ แตข่ า้ พเจา้ ยงั มคี วาม
วติ กถงึ บคุ คลทโ่ี งก่ วา่ ขา้ พเจา้ นกี้ ย็ งั มอี ยบู่ า้ ง เพราะเหตนุ นั้ ขา้ พเจา้ จงึ ขอความแนะนำ�
ตอ่ ไปอกี สักหนอ่ ยขอรับ

ทา่ นปรวาทีอาจารย์ จึงตอบขึน้ วา่ เอโก กิระ ปุรโิ ส ดกู อ่ นท่านสกวาทยาจารย์
ดงั ได้ยนิ ขา่ วว่า มบี รุ ษุ ผ้หู นึง่ เปน็ คนฉลาด ได้เห็นเรือพลัดมาติดอยู่ทีห่ นา้ ทา่ ของตน
แลว้ กพ็ จิ ารณาเหน็ วา่ เรอื นเ้ี ปน็ เรอื โจร โจรเกบ็ เอาของในเรอื ไปหมดแลว้ ลอยเรอื มา
หน้าทา่ ของเรา ถ้าเราไม่ผลักออกไปเสียจากหนา้ ท่าของเราไซร้ เม่ือเจา้ ของเรอื มาพบ
เข้าในกาลใด กจ็ ักกลา่ วโทษเราว่าเราเป็นโจรลกั เอาเรอื มาดังนี้

เปรียบเหมือนหนึ่งบุรุษไถนา วันหนึ่งโจรน�ำเอาถุงทรัพย์ไปทิ้งไว้ท่ีริมนา
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธะเสด็จไปกับพระอานนท์ ครั้นพระองค์ได้ทอดพระเนตร
เหน็ ถงุ ทรพั ยน์ น้ั แลว้ จงึ ทรงตรสั กบั พระอานนทว์ า่ “อสรพษิ อยทู่ นี่ แี้ ลว้ ” ครน้ั บรุ ษุ ไถนา
ได้ฟังพระพุทธฎีกาตรัสแก่พระอานนทด์ ังน้นั กส็ ำ� คญั เสียวา่ เป็นอสรพิษจริงๆ หาได้
คิดว่าโจรเอาถุงเงินไปท้ิงไว้ในท่ีน้ันไม่ แล้วพระองค์จึงคมนาการเสด็จไปสู่ท่ีอ่ืน
ครั้นภายหลังบุรุษผู้เป็นเจ้าของทรัพย์มาเห็นถุงทรัพย์ของตนท้ิงอยู่ที่ริมนาของบุรุษ
ไถนานน้ั แลว้ กส็ ำ� คญั มนั่ หมายวา่ บรุ ษุ ไถนานน้ั เปน็ โจร จงึ จบั เอาบรุ ษุ ไถนานน้ั ไปฉะน้ี
บุคคลผู้มีวิจารณญาณพิจารณาเห็นเหตุผลดังนี้แล้ว ก็ถอยเรือนั้นออกจากหน้าท่า
ปลอ่ ยไปตามกระแสนำ�้ ก็จัดไดช้ อ่ื วา่ เปน็ ผู้ฉลาด ตดั ฐานะภยั เสยี ไดด้ งั น้ี

ถา้ มฉิ ะนนั้ กเ็ ปรยี บเหมอื นบรุ ษุ เลยี้ งโค บรุ ษุ เจา้ ของโคนน้ั เมอ่ื ไดเ้ หน็ โคหลวงมา
อยใู่ นคอกของตนแลว้ กค็ ดิ แตใ่ นใจวา่ ถา้ ผใู้ หญบ่ า้ นและนายอำ� เภอมาเหน็ โคหลวง
มาอยใู่ นคอกของเราแลว้ กจ็ ะหาวา่ เราลกั เอาโคของหลวงมา แลว้ กจ็ ะจบั เอาเราไปลง
ทณั ฑกรรมต่างๆ เมือ่ บรุ ุษเล้ียงโคคิดเช่นนี้แลว้ ก็เปดิ ประตคู อกไลโ่ คหลวงออกไป
ใหพ้ ้นจากบา้ นของตน ดงั น้กี ็จัดได้ช่อื ว่าเปน็ ผฉู้ ลาด ตดั ราชภัยให้พน้ ไปเสยี ได้ดังนี้

156

อกี เรอ่ื งหนงึ่ สมเดจ็ พระสมั มาสมั พทุ ธะของเราไดเ้ สวยพระชาตเิ ปน็ กทุ ทาลบณั ฑติ
คร้ังน้ันพระองค์ได้ท�ำไร่ข้าวโพดและถ่ัวราชมาสเป็นต้น ริมฝั่งมหาสมุทร คร้ันถึง
คมิ หนั ตฤดแู ลว้ กบ็ วชเปน็ ฤๅษี เมอ่ื ถงึ วสั สนั ตฤดู (ฤดฝู น) แลว้ กส็ กึ ออกมาทำ� ไรต่ อ่ ไป
เป็นเช่นนีอ้ ยถู่ งึ ๗ คร้ัง คือ บวช ๗ คร้งั สกึ ๗ ครัง้ ครั้นภายหลังพระองค์
จงึ มาคดิ วา่ เรามคี วามเหนอ่ื ยยากลำ� บากกาย ตอ้ งบวชตอ้ งสกึ เพราะเปน็ หว่ งจอบกบั
ข้าวโพดเป็นต้นน้เี อง ท�ำให้เราตอ้ งบวชๆ สกึ ๆ เม่อื พระองคค์ ิดไดเ้ ชน่ นแี้ ล้ว จึงนำ�
เอาผ้าห่อพีชคามกับจอบน้ันไปโยนท้ิงเสียท่ีริมฝั่งมหาสมุทร ครั้นส้ินห่วงกังวลแล้ว
พระองคจ์ งึ มาเจรญิ สมาบตั กิ ไ็ ดส้ ำ� เรจ็ ญาณโลกยี ์ เมอ่ื จตุ จิ ากนนั้ แลว้ กไ็ ดอ้ บุ ตั บิ งั เกดิ
ในชนั้ พรหมโลกดงั น้ี

แสดงมาท้งั นกี้ ็เป็นแตอ่ ปุ มาอุปไมยเพ่อื จะใหเ้ หน็ ความว่า รา่ งกายของเราทา่ น
ทงั้ หลาย คอื เบญจขนั ธท์ ง้ั ๕ นี้ เมอื่ บคุ คลมคี วามยนิ ดรี กั ใครอ่ ยตู่ ราบใดแลว้ กจ็ กั ไดเ้ สวย
แต่กองทุกขเวทนาอย่ตู ราบนั้น เท่ากบั ว่ายินดอี ยดู่ ้วยราชภัยคอื พญามัจจุราช และ
โจรภยั คอื โมหะ เหมอื นดงั พระบาลที พี่ ระองคท์ รงตรสั ไวว้ า่ ปญั จปุ าทานกั ขนั ธา ทกุ ขา
ดงั นี้ โดยเนอ้ื ความวา่ สตั วโ์ ลกทงั้ หลายมคี วามเดอื ดรอ้ นอยกู่ เ็ พราะเขา้ ไปยดึ ถอื เอาขนั ธ์
ไวว้ ่าเป็นของของเราฉะนี้

ในธรรมทว่ี า่ กสุ ะลา ธมั มา นนั้ คอื มพี ทุ ธประสงคใ์ หเ้ อาองคป์ ญั ญาตดั อาลยั ใน
เบญจขนั ธท์ งั้ ๕ เสยี ได้ โดยเหน็ วา่ เปน็ อนตั ตา ไมใ่ ชต่ วั ตน เพราะเบญจขนั ธน์ น้ั ไมไ่ ด้
อยใู่ นอำ� นาจใตบ้ งั คบั ของผใู้ ด เพราะฉะนน้ั จงึ ไดช้ อ่ื วา่ กสุ ะลา ธมั มา แปลวา่ ตดั เสยี
ซง่ึ บาปออกจากกาย วาจา ใจ ไมใ่ หเ้ กดิ ขนึ้ ได้ วนิ ะยะ แปลวา่ วนิ ยั กแ็ ปลวา่ นำ� เสยี
ซง่ึ บาปออกจากกาย วาจา ใจ ไมใ่ หต้ ดิ อยใู่ นสนั ดานได้ ปฏปิ ตั ติ กแ็ ปลวา่ ปฏบิ ตั กิ ลบั
กาย วาจา ใจ ทเี่ ป็นบาปให้เป็นบุญเป็นกุศลเสียฉะนี้ เพราะเหตุนน้ั จึงได้เรียกช่อื
ว่า ศลี วา่ วนิ ยั วา่ ปฏบิ ตั ิ ดังน้ี

157

๒. อะกสุ ะลา ธมั มา

เบอื้ งหนา้ แตน่ จี้ กั ไดแ้ กไ้ ขในบทท่ี ๒ ตอ่ ไป อะกสุ ะลา ธมั มา นส้ี บื ไป โดยพระบาลี
ว่า อะกสุ ะลา ธัมมา ธรรมท้งั หลายอันเป็นอารมณแ์ หง่ จติ คอื ทรงไว้ซึ่งจิตอันทเี่ ปน็
อกศุ ลธรรม อะกสุ ะลา ธมั มา ถา้ ชต้ี วั บคุ คลกแ็ ปลวา่ ธรรมของบคุ คลผไู้ มฉ่ ลาด หรอื
แปลว่า ไมต่ ัดบาปกรรมออกไปจาก กาย วาจา ใจ ก็ได้ ความอธบิ ายว่า คนโง่
ไม่ระงับบาปท่ีจะถึงแก่ตน บางคนบาปยังไม่ทันมาถึงตนเลย ก็เท่ียวแสวงหาบาป
ใสต่ นก่อนกม็ ี

ทา่ นสกวาทอี าจารยจ์ งึ ถามขนึ้ วา่ คำ� วา่ บาปทจี่ กั มาถงึ แกต่ นนนั้ อยา่ งไร และทวี่ า่
บาปยังไม่ทนั มาถงึ ตน ก็ไปเท่ียวแสวงหาบาปใส่ตนก่อนน้ันอย่างไร ขอท่านปรวาทีฯ
จงวสิ ชั นาความขอ้ นใี้ ห้เกิดเป็นสตุ ตมยปัญญาแกข่ า้ พเจา้ ดว้ ยเถิด

ทา่ นปรวาทจี งึ อธบิ ายวา่ บาปทจ่ี ะมาถงึ แกต่ นนน้ั ดว้ ยเหตทุ จี่ กั กระทำ� ใหเ้ ดอื ดรอ้ น
ขึน้ ก่อน เป็นต้นว่าไปได้ยนิ เสียงเขาลงอาญาหรือทบุ ตดี ้วยไม้ ฆ้อน ก้อนดนิ เปน็ ตน้
บุคคลทีจ่ ะเกิดความเดือดร้อนนน้ั เพราะไม่ปิดป้องกำ� บงั ไว้ใหด้ ี ปล่อยให้เสยี งน้นั
ลว่ งเขา้ มากระทบหู หรอื อายตนะนน้ั มาถงึ ตน บคุ คลผนู้ นั้ กไ็ ดช้ อื่ วา่ เปน็ คนโง่ ไมฉ่ ลาด
ไมต่ ดั บาปไมร่ ะวงั บาปทจ่ี กั มาถงึ แกต่ นฉะนี้ ถา้ มฉิ ะนนั้ เปรยี บเหมอื นบคุ คลทมี่ เี รอื น
ไฟไหม้ บุรุษน้ันเมื่อได้เห็นไฟไหม้มาแต่ไกลแล้ว ก็ไม่ระมัดระวังไฟและไม่ตัดเช้ือ
ไฟเสยี แตท่ ่ตี ้นลม เพราะฉะนัน้ จงึ ได้ชอื่ วา่ เปน็ คนโง่ ไมฉ่ ลาด ไมร่ ะวงั บาปท่ีจักมา
ถึงแก่ตน ดังน้ี

คำ� ทว่ี า่ ไปเทย่ี วแสวงหาบาปใสต่ นนนั้ ไดแ้ ก่ บคุ คลทเ่ี ทย่ี วปกั ขวากหลาวไว้ และ
ดักบว่ งขา่ ยไวส้ �ำหรับจะให้สัตว์มาติดตายนั้นแล จกั ได้ชอื่ วา่ ไปเทย่ี วแสวงหาบาปมา
ใส่ตน ทีว่ า่ ไม่ตดั บาปเสยี นัน้ มีความอธบิ ายวา่ ยงั มีตน้ ไมไ้ ทรอยู่ต้นหนึง่ ไม่ส้โู ตนกั
มใี บ กิ่ง กา้ น บรบิ รู ณเ์ ป็นอันดิี อยใู่ นปา่ หมิ วนั ตประเทศ วนั หน่งึ มนี กบนิ ไปจับกนิ
เถาวลั ย์ในสถานที่อ่ืน ครนั้ ภายหลงั กบ็ ินมาจบั ทีต่ น้ ไทรนนั้ แลว้ ก็ถา่ ยอจุ จาระลงไป
ในท่ีนั้น คร้ันถึงวสันตฤดู เมล็ดเถาวัลย์น้ันก็งอกงามขึ้นมาที่ใต้ต้นไทร ยังมีคน

158

จำ� พวกหนงึ่ ไดเ้ ดนิ มาเหน็ เถาวลั ยก์ ำ� ลงั งอกขนึ้ อยใู่ ตต้ น้ ไทร แลว้ บอกแกต่ น้ ไทรนนั้ วา่
หนอ่ เถาวลั ยน์ นั้ ครนั้ งอกงามขน้ึ มานแี้ ลว้ ถา้ ทงิ้ ไวใ้ หม้ นั เจรญิ ใหญโ่ ตแลว้ กจ็ กั ปกคลมุ
ทา่ นใหถ้ งึ แกค่ วามตายไปในทส่ี ดุ ตน้ ไทรจงึ ตอบขน้ึ วา่ มนั คงไมท่ นั ทจ่ี ะงอกงามขน้ึ มา
คลมุ เราได้ สตั วท์ งั้ หลาย มกี ระตา่ ยและสกุ รเปน็ ตน้ กจ็ ะมากดั กนิ เปน็ อาหาร เถาวลั ย์
ก็จกั ถึงแกค่ วามตายไป ไมท่ นั ทีจ่ ะเล้อื ยยาวขน้ึ มาได้

ครั้นนานไปเถาวัลย์นั้นก็เจริญใหญ่โตขึ้นมา ไม่มีอันตรายจากสัตว์ทั้งหลาย
มกี ระตา่ ยและสกุ รเปน็ ตน้ จนเถาวลั ยน์ น้ั เลอ้ื ยขน้ึ ไปถงึ คาคบใหญ่ ยงั มคี นจำ� พวกหนง่ึ
ไดต้ กั เตอื นตน้ ไทรนน้ั วา่ เหตไุ ฉนทา่ นจงึ ไดใ้ หโ้ อกาสแกเ่ ถาวลั ยน์ นั้ เลอ้ื ยขนึ้ มาจนถงึ
เพียงน้ีเล่า ครั้นนานไปมันก็จักคลุมยอดของท่าน ท่านก็จักได้ความล�ำบากถึงแก่
ความตายไป ครนั้ ตน้ ไทรไดฟ้ งั แล้วจงึ ตอบข้นึ วา่ ท่านอย่าไดก้ ลัวไปเลยว่าเถาวลั ย์
มนั จกั ไมต่ าย ถา้ พวกตดั เสาเขามาเหน็ เขา้ แลว้ เขากจ็ กั ตดั เอาไปกระทำ� เชอื กลากเสาไป
ตน้ เถาวัลย์น้ันกจ็ ักถงึ แก่ความตายไป ครนั้ นานมา ตน้ เถาวัลย์น้นั กเ็ ลือ้ ยข้ึนไปคลมุ
ยอดแหง่ ตน้ ไทร จนต้นไทรนั้นถึงแก่ความตายหักลงไปอย่เู หนือปฐพี

แสดงมาทัง้ นกี้ ็เพ่อื ใหเ้ ห็นความประมาทที่ไมค่ อยคดิ ตดั บาปทางกาย วาจา ใจ
เพราะฉะน้นั จงึ ตอ้ งลำ� บากในภายหลงั ฉะน้ฯี

ทา่ นสกวาทอี าจารยจ์ งึ ถามขนึ้ วา่ บคุ คลทไ่ี มต่ ดั บาปนนั้ ครนั้ ตายแลว้ ไดไ้ ปเสวย
ทกุ ขเวทนาในอบายภูมิท้ัง ๔ มนี รกเปน็ ต้นนัน้ จักไดแ้ กบ่ คุ คลจ�ำพวกใด?

ทา่ นปรวาทจี งึ ชกั นทิ านในคมั ภรี ธ์ รรมบทมาแสดงใหเ้ หน็ ปรากฏวา่ ยงั มกี ลุ บตุ ร
๔ คนพนี่ อ้ งกนั ครน้ั ไดท้ ศั นาการเหน็ หญงิ สวยผภู้ รรยาของทา่ นผอู้ นื่ แลว้ เกดิ ความ
กำ� หนดั มจี ติ ปฏพิ ัทธร์ กั ใคร่ ได้กระท�ำกาเมสมุ จิ ฉาจาร ครนั้ พวกเขากระทำ� กาลกริ ยิ า
ตายไปแลว้ กไ็ ปตกอยใู่ นนรกโลหกมุ ภนี านประมาณหกหมน่ื ปแี ลว้ จนนำ�้ นน้ั เดอื ดขน้ึ
มาถงึ ปากหมอ้ กระทะทองแดงทเ่ี ดอื ดพลา่ น แลว้ กไ็ ดส้ ติ มคี วามปรารถนาจะประกาศ
ถึงบุพพกรรมของตนให้ปรากฏ แต่ก็กล่าวไม่ได้ตลอด ได้แต่เพียงคนละอักขระ
คนท่หี น่งึ ว่า ทุ ความเต็มแปลว่า ข้าพเจ้าเป็นคนชัว่ ทส่ี องว่า สะ ความเตม็ แปลว่า

159

ขา้ พเจา้ มาตกอยใู่ นนรกนนี้ านประมาณ ๖ หมนื่ ปแี ลว้ ทส่ี ามวา่ นะ ความเตม็ แปลวา่
ขา้ พเจ้าไมม่ ที สี่ ุดว่าจกั หมดกรรมเมื่อไร ทส่ี วี่ า่ โส ความเตม็ แปลว่า ขา้ พเจา้ จักไม่
กระทำ� กรรมชว่ั อกี ต่อไปแลว้ ดังน้ี พอยังไมท่ นั จะหมดเรือ่ งทจ่ี กั กล่าว ไดแ้ ตค่ นละ
อกั ขระๆ เทา่ นนั้ นำ้� กพ็ ดั หมนุ ลงกน้ หมอ้ อยา่ งเดมิ แลว้ กไ็ ดเ้ สวยทกุ ขเวทนา เผด็ แสบ
ร้อน อยู่ในนรกอีกต่อไปจนกว่าจะส้ินบาปกรรมเพราะโทษท่ีตนไม่ได้ตัดบาปทาง
ปวทารกรรม (กระทำ� ผดิ ในภรรยาของผอู้ นื่ ) กรรมนนั้ ตามอำ� นวยผล เปรตทงั้ ๔ ตน
เหลา่ นี้ เมอ่ื ยงั เปน็ มนษุ ยอ์ ยนู่ น้ั กแ็ ปลวา่ เปน็ คนโง่ คนไมฉ่ ลาด ไมต่ ดั บาปกรรมเสยี
เพราะฉะน้นั จึงต้องเป็นเปรตเสวยทกุ ขเวทนาอยู่ในโลหกุมภฉี ะนฯี้

๓. อพั ยากะตา ธมั มา

ในลำ� ดบั นจ้ี กั ไดว้ สิ ชั นาแกไ้ ขในบทที่ ๓ สบื ตอ่ ไป โดยพระบาลวี า่ อพั ยากะตา ธมั มา
แปลวา่ ธรรมอนั เปน็ อารมณแ์ หง่ จติ ทเี่ ปน็ อพั ยากฤต ขอ้ นแี้ ปลวา่ ธรรมอนั พระพทุ ธองค์
มไิ ดท้ รงพยากรณว์ า่ เปน็ บญุ หรอื เปน็ บาป ดงั น้ี โดยความอธบิ ายวา่ จติ ทไี่ มย่ นิ ดยี นิ รา้ ย
ไมโ่ สมนสั โทมนสั นน้ั แลชอ่ื วา่ อพั ยากฤต เปรยี บเหมอื นหนงึ่ วา่ ใบบวั อนั นำ�้ ดแี ละนำ้� ชว่ั
ตกถกู ตอ้ งแลว้ กไ็ หลไปไมข่ งั อยไู่ ดฉ้ ะนน้ั ถา้ มฉิ ะนนั้ เปรยี บเสมอื นเสาไมแ้ กน่ อนั บคุ คล
ฝงั ไวแ้ ลว้ เหนือแผน่ ดนิ ผงเผา้ เถ้าธลุ ีจะปลวิ มาสักเท่าใดๆ ก็ดี กไ็ มต่ ิดอยทู่ ่ีเสาได้
จติ ทเี่ ปน็ อพั ยากฤต นนั้ ถงึ ใครจะบชู าดกี ด็ ี บชู าชวั่ กด็ ี กไ็ มม่ คี วามยนิ ดยี นิ รา้ ยฉะนนั้

ท่านสกวาทีอาจารย์จึงได้ขออุปมาอุปไมยข้ึนอีกว่า ข้าแต่ท่านปรวาทีอาจารย์
ซงึ่ ทา่ นไดช้ แี้ จงแสดงมากถ็ กู ตอ้ งตามพระบาลดี แี ลว้ ขา้ พเจา้ ไดฟ้ งั กม็ คี วามยนิ ดชี อบใจ
ทกุ ประการแล้ว แต่ขา้ พเจ้าขออุปมาอุปไมยอีกสกั หน่อยขอรบั

ทา่ นปรวาทอี าจารยจ์ งึ แสดงอปุ มาอปุ ไมยวา่ ดกู อ่ นทา่ นสกวาทอี าจารย์ นครทวารกิ ะ
ปุริโสวิยะ จิตท่ีเป็นอัพยากฤต นั้นเปรียบเหมือนหน่ึงนายทวาริกะ คือบุรุษผู้เฝ้า
ซึ่งประตูพระนคร จิตท่ีเป็นกุศลนั้นเปรียบเหมือนหน่ึงชนท่ีเข้าไปในประตูพระนคร
จติ ทเ่ี ปน็ อกศุ ลนน้ั เปรยี บเหมอื นชนทอี่ อกไปจากประตพู ระนคร นายทวารกิ ะผเู้ ฝา้ ซงึ่

160

ประตพู ระนครนัน้ กไ็ ม่ไดไ้ ต่ถามซง่ึ ชนท่ีเขา้ ออก เพยี งแต่เหน็ หาได้ถามชนทเ่ี ขา้ ออก
น้ันไม่ เช่นนีแ้ ลช่ือวา่ อพั ยากฤต

ถา้ มฉิ ะนนั้ เปรยี บเหมอื นหนงึ่ ภาชนะทใ่ี สน่ ำ�้ เปน็ ตน้ ภาชนะทเ่ี ตม็ แลว้ ดว้ ยนำ�้ นน้ั
ถงึ ใครๆ จะเอานำ�้ ใสล่ งไปอกี สกั เทา่ ใดๆ กด็ ี นำ้� ในนนั้ กย็ อ่ มไหลลน้ ออกไปจากภาชนะ
ไมส่ ามารถขงั อยไู่ ด้ ฉนั ใดกด็ ี จติ ทเี่ ปน็ อพั ยากฤต ทพี่ ระพทุ ธองคม์ ไิ ดท้ รงพยากรณ์
ไวว้ า่ เปน็ บญุ เปน็ บาปนนั้ กช็ อื่ วา่ บญุ บาปไมม่ ี ถงึ บญุ บาปจกั มมี าสกั เทา่ ใดๆ กด็ ี กไ็ ม่
สามารถจะตดิ คา้ งอยู่ได้ มอี ปุ ไมยดงั ภาชนะทเ่ี ตม็ แลว้ ดว้ ยนำ�้ ฉะนั้น

จติ ทเี่ ปน็ อพั ยากฤต นก้ี ย็ อ่ มมแี ตใ่ นพระอรยิ เจา้ จำ� พวกเดยี วเทา่ นนั้ หาไดม้ แี ก่
ปุถุชนไม่ ปุถุชนน้นั มีแตจ่ ิตเป็นบุญเปน็ บาปท้ังสองประการ จติ ท่ีเปน็ อัพยากฤตนัน้
หาได้มไี ม่ เพราะฉะนนั้ จติ ทีเ่ ปน็ อพั ยากฤตนนั้ จงึ มิได้บังเกดิ แก่ปุถชุ น

ทา่ นสกวาทีอาจารย์ไดฟ้ ังก็ชอบใจ จึงไตถ่ ามต่อไปอกี วา่ บุคคลผูใ้ ดมีแต่จิตที่
เปน็ กศุ ล สว่ นอกศุ ลและอพั ยากฤตไมม่ ี บคุ คลผใู้ ดมแี ตจ่ ติ ทเ่ี ปน็ อกศุ ล สว่ นกศุ ลและ
อัพยากฤตไม่มี บุคคลผู้ใดมีแต่จิตที่เป็นอัพยากฤต ส่วนกุศลและอกุศลไม่มีเล่า
ขอรบั ?

ท่านปรวาทีอาจารย์จึงวิสัชนาว่า บุคคลท่ีมีจิตเป็นบาปเป็นอกุศลนั้น ก็ได้แก่
นายพรานคดิ แตจ่ ะฆา่ เนอื้ ฆา่ ปลาอยเู่ ปน็ นจิ กศุ ลจติ และอพั ยากฤตจติ นนั้ ไมบ่ งั เกดิ
มีแกน่ ายพรานเลย ดังน้ี บุคคลทมี่ จี ิตเป็นบญุ เปน็ กศุ ลน้ัน ได้แก่ พระอรยิ ะสปั บุรษุ
ทา่ นคิดแต่การบ�ำเพญ็ ทาน รักษาศีล เจรญิ เมตตาภาวนา สดบั ฟงั พระธรรมเทศนา
อยูเ่ ปน็ นิจ อกศุ ลจิตและอพั ยากฤตจิตกไ็ ม่บังเกดิ มีแกท่ ่านดังน้ี เพราะฉะนัน้ จงึ ว่า
จติ ทเ่ี ปน็ อพั ยากฤตนยี้ อ่ มบงั เกดิ มแี ตพ่ ระอรหนั ตอ์ ยา่ งเดยี ว พระอรหนั ตเ์ มอื่ เขา้ นโิ รธ
สมาบตั แิ ลว้ จติ ทเ่ี ปน็ บญุ เปน็ บาปนน้ั ไมบ่ งั เกดิ มแี กท่ า่ น ฉะนน้ั นกั ปราชญผ์ มู้ ปี ญั ญา
พึงสันนิษฐานเข้าใจตามนัยพระพุทธภาษิตอันวิจิตรพิสดาร อาตมาแก้ไขมาในปฐม
มาตกิ าบทที่ ๓ โดยสงั เขป กย็ ตุ ิลงแต่เพียงน้ีฯ

161

๔. สุขายะ เวทนายะ สมั ปะยตุ ตา ธมั มา

ในลำ� ดบั นจี้ กั ไดแ้ สดงตกิ มาตกิ าบทที่ ๔ สบื ตอ่ ไป โดยพระบาลวี า่ สขุ ายะ เวทนายะ
สัมปะยุตตา ธัมมา แปลว่า ธรรมท้ังหลายซ่ึงเป็นอารมณ์แห่งจิตอันสัมปยุตแล้ว
ด้วยเวทนา เวทนา แปลว่าเสวยอารมณ์ สุขายะ แปลว่าเปน็ สขุ โดยความอธิบายว่า
ธรรมทงั้ หลายอนั สมั ปยตุ แลว้ ดว้ ยความเสวยอารมณเ์ ปน็ สขุ นนั้ คอื จกั ขุ โสตะ ฆานะ
ชวิ หา กาย ใจ ทไี่ ดส้ มั ผสั รปู เสยี ง กลน่ิ รส โผฏฐพั พะ ธรรมารมณ์ กล็ ว้ นแตเ่ ปน็ ทร่ี กั
ทเ่ี จรญิ ใจ คอื วา่ ไมย่ งั ใจใหเ้ ดอื ดรอ้ น มแี ตค่ วามโสมนสั ยนิ ดี ในเมอ่ื สมั ผสั มาถกู ตอ้ ง
กบั ทวาร มจี กั ขทุ วารเปน็ ต้น เพราะฉะนัน้ ธรรมดวงนี้สมเดจ็ พระสมั มาสมั พทุ ธเจา้
จึงได้ทรงตรสั วา่ สขุ ายะ เวทนายะ สมั ปะยตุ ตา ธัมมา ฉะน้ี

พระสกวาทอี าจารยจ์ ึงขอความอปุ มาอุปไมยต่อไปว่า ขา้ แตท่ า่ นปรวาทอี าจารย์
ขอพระผเู้ ป็นเจ้าจงแสดงให้วติ ถารพสิ ดารอีกสักหนอ่ ยเถิดพระเจา้ ขา้

พระปรวาทอี าจารยจ์ งึ วสิ ชั นาวา่ คนหนาวไดห้ ม่ ผา้ คนรอ้ นไดอ้ าบนำ้� คนหวิ อาหาร
ได้รับประทานอาหารบรรเทาเวทนาเก่าลงได้ และห้ามกันเวทนาใหม่ไม่ให้ก�ำเริบข้ึน
มาได้ ฉะนี้ กจ็ กั ไดช้ อ่ื วา่ สมั ผสั ถกู ตอ้ งเวทนาทเี่ ปน็ สขุ ถา้ มฉิ ะนนั้ เปรยี บเหมอื นหนงึ่
คนยากจนเขญ็ ใจ เมอื่ ได้ลาภ ยศ ฐานันดรอนั ใดอันหน่ึงแลว้ ก็ยอ่ มมีความช่นื ชม
ยนิ ดเี ปน็ กำ� ลงั เหมอื นดงั นายควาญชา้ ง เดมิ ทกี เ็ ปน็ คนยากจนอนาถา ครนั้ ไดร้ บั จา้ ง
เขาเลยี้ งชา้ งแลว้ กไ็ ดร้ บั ประทานอาหารเชา้ เยน็ ครนั้ อยมู่ าภายหลงั กไ็ ดเ้ สวยราชสมบตั ิ
เป็นบรมกษัตริย์ เสวยแต่เวทนาที่เป็นสุขฉะนั้น ถ้ามิฉะน้ันก็เปรียบเหมือนหนึ่ง
พระเจา้ สกั กมนั ธาตรุ าชกมุ าร เมอ่ื เดมิ ทนี น้ั กเ็ ปน็ คนยากจนเขญ็ ใจ จะแสวงหาอาหาร
บรโิ ภคแตล่ ะมื้อนั้นกท็ ัง้ ยาก จนท่ีสดุ ลงไปแตช่ ั้นผา้ จะนงุ่ จะห่มก็ไม่มี มแี ต่นงุ่ ใบไม้
คร้นั ภายหลังก็ไดเ้ ป็นบรมจกั รพรรดแิ สนทจี่ ะมคี วามสขุ สบาย ดงั น้ี

162

๕. ทุกขายะ เวทนายะ สมั ปะยุตตา ธัมมา

ในลำ� ดบั นจ้ี กั ไดว้ สิ ชั นาในบทที่ ๕ สบื ตอ่ ไป โดยพระบาลวี า่ ทกุ ขายะ เวทนายะ
สมั ปะยุตตา ธมั มา แปลว่า ธรรมทงั้ หลายอนั สมั ปยุตแลว้ ด้วย ทุกขายะ เวทนายะ
นามธรรมทไี่ ดเ้ สวยอารมณเ์ ปน็ ทกุ ข์ โดยความอธบิ ายวา่ ธรรมทง้ั หลายทที่ รงไวซ้ งึ่ จติ
ของบุคคลที่มีแต่ความล�ำบากน้ัน ก็ได้แก่คนท่ียากจนเข็ญใจและคนที่มีโรคาพยาธิ
เบยี ดเบยี นตา่ งๆ และคนทต่ี อ้ งราชภยั โจรภยั อคั คภี ยั อทุ กภยั เปน็ ตน้ เหลา่ นแี้ ลชอื่ วา่
ทกุ ขายะ เวทนายะ เปน็ ทกุ ขเวทนาอกี อยา่ งหนง่ึ คอื ทกุ ขข์ องสตั วใ์ นนรก ทกุ ขข์ องเปรต
อสรุ กาย ทกุ ขข์ องสตั วด์ ริ จั ฉานกำ� เนดิ ทกุ ขข์ องสตั วท์ จี่ กั เวยี นวา่ ยตายเกดิ ตอ่ ไป ดงั นแี้ ล
ชื่อวา่ ทกุ ขเวทนา

ท่านสกวาทอี าจารยจ์ ึงถามขน้ึ ว่า บคุ คลทไ่ี ด้เสวยทุกขเวทนาอย่างที่แสดงมานี้
คือใคร ผใู้ ดเป็นตัวอยา่ งขอรบั โปรดได้อตั ถาธิบายให้แจ่มแจง้ ขอรับ?

ทา่ นปรวาทยาจารยจ์ งึ นำ� บคุ คลยกขนึ้ มาแสดงใหเ้ หน็ เปน็ นสิ ยั ทศั นอทุ าหรณว์ า่
ยงั มสี ตรผี หู้ นงึ่ ชอ่ื วา่ นางสปุ ปวาสา เปน็ มารดาของพระสวี ลที ที่ รงพระครรภอ์ ยถู่ งึ ๗ ปี
๗ เดอื น ๗ วนั ครั้นภายหลัง นางสุปปวาสาผู้เปน็ มารดานั้นจงึ ได้ช้ีแจงแสดงเหตุให้
ปรากฏวา่ ตนประกอบไปดว้ ยความทกุ ขเ์ หลอื ทจี่ ะอดทนพน้ ทจี่ กั พรรณนา เปน็ ตน้ วา่
ครรภ์นัน้ ไดใ้ หญเ่ กนิ ประมาณ จะนัง่ ก็เปน็ ทกุ ข์ จะนอนกเ็ ป็นทุกข์ จะยนื ก็เปน็ ทกุ ข์
จะเดินก็เป็นทกุ ข์ ดังน้ี เพราะฉะนน้ั จึงไดช้ ่อื ว่า ทกุ ขเวทนา ทกุ ข์นน้ั แปลวา่ ลำ� บาก
ล�ำบากน้ันแปลว่าความชั่ว ก็มาจากความช่ัวที่ตัวเองกระท�ำไว้ไม่ดี เพราะเหตุนั้น
องคส์ มเดจ็ พระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ จงึ ไดท้ รงตรสั เทศนาวา่ สพั พะปาปสั สะ อะกะระณงั
ดังน้ี ก็เพื่อพระพุทธประสงค์ไม่ให้สัตว์กระท�ำบาป เพราะทรงพระกรุณาแก่สัตว์
จกั ไมใ่ หไ้ ดเ้ สวยทกุ ขเวทนา ดว้ ยทรงหวงั พระหฤทยั วา่ จกั ใหส้ ตั วไ์ ดเ้ สวยแตค่ วามสขุ
เวทนาย่ิงๆ ขึ้นไปฉะนฯ้ี

163

๖. อะทุกขะมะสุขายะ เวทะนายะ สัมปะยุตตา ธมั มา

เบอื้ งหนา้ แตน่ ้ี จกั ไดแ้ สดงในบทท่ี ๖ วา่ อะทกุ ขะมะสขุ ายะ เวทะนายะ สมั ปะยตุ ตา
ธมั มา นต้ี อ่ ไป ขอ้ นแี้ ปลวา่ ธรรมทงั้ หลายอนั สมั ปยตุ แลว้ ดว้ ยเวทนาทไี่ มม่ สี ขุ ไมม่ ที กุ ข์
โดยความอธิบายว่า ทุกข์ก็อาศัยแก่เบญจขันธ์ท้ัง ๕ เมื่อได้เจริญวิปัสสนาภาวนา
วจิ ารณญาณ เหน็ เบญจขนั ธ์ทงั้ ๕ เปน็ อนตั ตา ไมใ่ ชต่ ัวตน หรือเห็นว่าเปน็ อย่างอ่นื
มิใช่เราและตัวตนของเราแล้ว อุปาทานก็ไม่เข้าไปใกล้ไปยึดถือ ปล่อยวางเฉย
เพราะฉะนนั้ จงึ วา่ สขุ ทกุ ขไ์ มม่ ดี งั นี้ สว่ นอารมณน์ นั้ เลา่ กม็ อี เุ บกขา อเุ บกขานนั้ แปลวา่
เขา้ ไปเห็นเบญจขนั ธท์ ง้ั ๕ ว่า เบญจขนั ธท์ ั้ง ๕ ท่เี กดิ ขน้ึ แลว้ ยอ่ มดับสูญไปสน้ิ ไป
สว่ นความรคู้ วามเห็นน้ันกไ็ ม่เจอื ปนอยดู่ ้วยเบญจขันธท์ ัง้ ๕ เพราะเหตุนนั้ จงึ วา่ ไมม่ ี
ทุกขไ์ ม่มสี ขุ ฉะนี้ ฯ

ท่านพระสกวาทีอาจารย์จึงถามสืบต่อไปอีกว่า อารมณ์ท่ีไม่มีทุกข์ไม่มีสุขน้ัน
เป็นอยา่ งไร เป็นโลกยี ห์ รอื เป็นโลกตุ ระ หรือเป็นประการใด?

ท่านพระปรวาทีอาจารย์จึงได้เฉลยวินิจฉัยว่า ความที่ว่าไม่มีทุกข์ไม่มีสุขนั้น
ทีเ่ ปน็ โลกียก์ ม็ ี ที่เปน็ โลกตุ ระกม็ ี เปรียบเหมอื นหน่ึงอารมณท์ ร่ี อ้ นแล้ว แลมีความ
ปรารถนาจกั ใหพ้ ้นรอ้ นไปหาเย็น แตย่ งั ไปไมท่ นั จะถึงความเย็นฉะนั้น

แล้วท่านปรวาทีอาจารย์จึงย้อนถามท่านสกวาทีอาจารย์กลับคืนมาอีกว่า
ทา่ นสกวาทีอาจารย์จกั มีความเหน็ เปน็ อย่างไร เม่ือได้ออกจากความรอ้ นแตย่ งั ไม่ทัน
ถงึ ความเย็น?

ทา่ นสกวาทีฯ ตอบวา่ อารมณน์ น้ั รอ้ น

ทา่ นปรวาทอี าจารยจ์ ึงถามอีกว่า อารมณ์น้ันจักรอ้ นอย่างไร เมื่อไดห้ นีพ้นรอ้ น
มาแลว้ ?

พระสกวาทีฯ จึงตอบว่า ถา้ พน้ อารมณ์ร้อนมาแลว้ อารมณ์นัน้ ก็เยน็

164

พระปรวาทฯี จงึ วา่ จะเย็นได้อย่างไรเพราะยังไม่ถงึ ความเย็น?

พระสกวาทฯี จงึ ว่า ถ้าเป็นเชน่ น้ันแล้ว อารมณน์ ้นั ก็ไมเ่ ยน็ ไม่ร้อน

พระปรวาทีฯ จึงอนุโลมคล้อยตามว่า น้ันแลธรรมท่ีสัมปยุตแล้วด้วยเวทนา
ท่ีไม่ทุกขไ์ มส่ ุข

ทา่ นสกวาทอี าจารยย์ งั มคี วามวมิ ตกิ งั ขา คอื มคี วามสงสยั จงึ ไถถ่ ามอกี วา่ ธรรม
ทีเ่ ป็นโลกยี น์ นั้ คือใคร ผ้ใู ดจักเปน็ กระท�ำไดแ้ ลว้ ขอพระผ้เู ป็นเจ้าช้ีบอกบุคคลทเ่ี ป็น
โลกีย์มาแสดงในที่น้ี เพื่อให้เห็นเป็นแบบอย่างสักเร่ืองหนึ่งพอเป็นเคร่ืองเตือนสติ
ให้ส้นิ ความสงสยั ?

ท่านปรวาทฯี จึงนำ� บุคคลมาแสดงเพ่อื ใหเ้ ป็นนิทศั นอุทาหรณว์ ่า เอโก เถโร
ยังมีพระมหาเถระองค์หน่ึงไปเจริญสมณธรรมอยู่ในอรัญราวป่า ท่านได้น่ังเจริญ
วปิ สั สนาพจิ ารณาซงึ่ สงั ขารธรรม คอื อนจิ จงั ความไมเ่ ทยี่ ง ทกุ ขงั ความทนทกุ ขย์ าก
อนตั ตา ความมใิ ชต่ วั เราและของเรา หรอื ตวั ตนของเรา จนอารมณน์ น้ั ไมม่ ที กุ ขไ์ มม่ สี ขุ
แตเ่ ฉยๆ อยตู่ ลอดกาล ขณะนนั้ ยงั มเี สอื โครง่ ใหญต่ วั หนง่ึ เขา้ มาคาบเอาพระมหาเถระ
องคน์ ้ันไปบรโิ ภคเป็นภกั ษาหาร เมื่อเดิมทีน้นั กบ็ รโิ ภคตั้งแต่เทา้ ขึ้นไปจนถึงโคนเขา่
พระผเู้ ปน็ เจา้ กไ็ มส่ ขุ ไมท่ กุ ข์ จติ ของพระผเู้ ปน็ เจา้ นน้ั กย็ งั เปน็ โลกยี อ์ ยู่ คอื ทา่ นยงั เปน็
ปถุ ชุ นอยู่ ยงั ไมไ่ ดส้ ำ� เรจ็ อะไร เมอื่ เสอื โครง่ นน้ั บรโิ ภคถงึ สะเอวและทอ้ งนอ้ ย ทา่ นกย็ งั
ไมส่ ำ� เรจ็ มรรคผลธรรมวิเศษอันใด อารมณ์ของท่านน้นั ยังเฉยๆ อยู่ ไม่เดือดร้อน
หวนั่ ไหว ครน้ั บรโิ ภคถงึ ดวงหฤทยั ของทา่ นแลว้ ทา่ นกไ็ ดส้ ำ� เรจ็ อรหนั ต์ พน้ กเิ ลสเปน็
สมทุ เฉทปหาน ดับขนั ธเ์ ขา้ สู่ปรนิ ิพพานในปากเสอื โครง่ ใหญ่น้ัน ฉะนฯ้ี

อนึ่ง นักปราชญ์ผู้มีวิจารณญาณพึงสันนิษฐานเข้าใจตามนัยพระพุทธภาษิต
อนั วิจติ รพิสดาร อาตมารบั ประทานวิสชั นามาในติกมาติกาบทท่ี ๖ แต่พอสังขติ นัย
โดยยน่ ยอ่ พอสมควรแก่กาลเวลาเพยี งเท่านฯี้

165

๗. วิปากา ธัมมา

ณ บัดน้จี กั ได้แก้ไขในติกมาตกิ าท่ี ๗ ตามลำ� ดับสบื ไป โดยนัยพระบาลวี า่
วปิ ากา ธมั มา แปลวา่ ธรรมทงั้ หลายอนั เปน็ สขุ และทกุ ขต์ า่ งๆ กนั คอื กรรมวบิ ากทเี่ ปน็
สว่ นบญุ นนั้ เรยี กวา่ กศุ ลวบิ าก ๑ กรรมวบิ ากทเ่ี ปน็ สว่ นบาปนนั้ เรยี กวา่ อกศุ ลวบิ าก ๑
ขนั ธวบิ าก ๑ และปัญญาวบิ าก ๑

กรรมวิบาก น้ันเปน็ ผลจาก ๒ ประการ คือ อกุศลวิบาก ไดแ้ ก่ ผลทจุ รติ ๓
คอื กายทจุ รติ ๑ วจที จุ รติ ๑ มโนทจุ รติ ๑ ทจุ รติ ทง้ั ๓ เหลา่ น้ี เปน็ ฝา่ ยอกศุ ลวบิ าก
กศุ ลวบิ าก ไดแ้ ก่ ผลสุจรติ ๓ คอื กายสจุ รติ ๑ วจสี ุจรติ ๑ มโนสจุ ริต ๑ สจุ ริต
ท้ัง ๓ เหลา่ นี้ เปน็ ฝ่ายกุศลวิบาก เม่ือเสวยแลว้ กม็ ีผลตา่ งๆ กัน

ทจุ รติ ทง้ั ๓ นน้ั ไดแ้ ก่ สตั วท์ เ่ี สวยทกุ ขย์ ากลำ� บากตา่ งๆ หลายอยา่ งหลายประการ
เป็นต้นว่า ให้โรคาพยาธิเบียดเบียนมาก และให้เป็นคนยากจนเข็ญใจไร้ทรัพย์
อบั ปญั ญา และยังสัตวใ์ ห้ตกไปในอบายภูมทิ ั้ง ๔ ฉะนี้ ช่ือวา่ อกุศลวิบากทง้ั ๔

ผลกรรมที่ ๒ คือ สุจริตทั้ง ๓ น้ันได้แก่ สตั วท์ ่ีเสวยความสขุ สนุกสบายตา่ งๆ
หลายอยา่ งหลายประการ เปน็ ตน้ วา่ ใหป้ ราศจากโรคาพยาธแิ ละใหม้ ง่ั มที รพั ยส์ มบตั ิ
สมบูรณ์บริบูรณ์มาก และยังสัตว์ให้เสวยสมบัติในฉกามาพจรสวรรค์เป็นต้นฉะนี้
ชอื่ ว่า กศุ ลวบิ าก

ขันธวบิ าก นน้ั คือยังร่างกายของสัตวใ์ หไ้ ดโ้ ทษ ลดน้อยถอยก�ำลังลงไป และ
ใหฟ้ นั หกั ผมหงอก เนอื้ หนงั เหยี่ วแหง้ หตู งึ ตามดื มวั ไป ทงั้ สรรี ะรา่ งกายนน้ั ไซรก้ ค็ ดคอ้ ม
น้อมโค้งไปเบื้องหน้า ให้ทรมานทรกรรมด้วยโรคาพยาธิต่างๆ ฉะน้ี จึงช่ือว่า
ขันธวบิ าก

ปญั ญาวบิ ากนนั้ ยงั สตั วใ์ หร้ จู้ กั บาปรจู้ กั บญุ รจู้ กั คณุ และโทษ ประโยชนแ์ ละมใิ ช่
ประโยชน์ทั้งปวงตามความเป็นจรงิ ได้ และให้มปี ญั ญาสามารถร้จู ักสัพพเญยยธรรม
ทีเ่ ป็นโลกีย์และเป็นโลกตุ ระได้ฉะนน้ั จงึ ชื่อวา่ ปัญญาวิบาก

166

ทา่ นพระสกวาทฯี ไดเ้ สวนาการฟงั ธรรมบรรยายแลว้ กช็ อบใจชน่ื ชมยนิ ดยี ง่ิ นกั
จงึ ขอใหท้ า่ นปรวาทฯี ยกบคุ คลตวั อยา่ งเพอ่ื เปน็ นทิ ศั นนยั อกี ๔ คนวา่ อกศุ ลวบิ ากนน้ั
จกั ไดแ้ กบ่ คุ คลผใู้ ด กศุ ลวบิ ากจกั ไดแ้ กบ่ คุ คลผใู้ ด ขนั ธวบิ ากนนั้ จกั ไดแ้ กบ่ คุ คลผใู้ ด
และปญั ญาวบิ ากนนั้ จักได้แก่บุคคลผใู้ ดขอรบั ?

ทา่ นพระปรวาทฯี จึงไดเ้ ฉลยตอบต่อไปว่า อกศุ ลวิบากน้นั ได้แกอ่ บุ าสกท่ีถูก
ตัดคอนั้นเอง กุศลวิบากนั้นได้แก่ท้าวมหาชมพูบดีน้ันเอง ขันธวิบากน้ันได้แก่
พระปูติคตั ตติสสเถระน้ันเอง ปัญญาวิบากนั้นได้แกพ่ ระจฬุ ปันถกนั้นเองฯ แก้ไขใน
ติกมาตกิ าบทที่ ๗ โดยสงั เขป ก็ยุติไว้แต่เพียงน้ีฯ

๘. วิปากะธมั มะ ธมั มา

ลำ� ดบั นจี้ กั ไดแ้ สดงในตกิ มาตกิ าในบทท่ี ๘ วา่ ดว้ ย วปิ ากะธมั มะ ธมั มา สบื ตอ่ ไป
โดยเนอ้ื ความวา่ ธรรมทง้ั หลายอนั เกดิ แหง่ วบิ าก ไดแ้ ก่ เหตแุ ละปจั จยั เปรยี บเหมอื น
หนง่ึ ผลมะพรา้ วหา้ ว (แหง้ ) ทค่ี วรจะงอกออกมาจากผลมะพรา้ วได้ และมบี คุ คลนำ� เอา
ไปปลกู ไวใ้ นแผน่ ดนิ ตน้ มะพรา้ วนนั้ กง็ อกงามเจรญิ ใหญโ่ ตขนึ้ มาจนถงึ แกต่ กจนั่ แลว้
กก็ ลายเปน็ มะพรา้ วออ่ นและมะพรา้ วหา้ ว ตน้ มะพรา้ วทงี่ อกงามเจรญิ ขน้ึ นนั้ ไดแ้ กเ่ หตุ
บคุ คลทน่ี ำ� ไปปลกู ลงไวน้ น้ั ไดแ้ กป่ จั จยั ผลมะพรา้ วออ่ นและผลมะพรา้ วหา้ วทค่ี วรจะ
บริโภคนั้นได้แกว่ บิ าก

อกี นยั หนงึ่ วา่ อกศุ ลกรรมนน้ั เปรยี บเหมอื นหนงึ่ ตน้ ไมท้ มี่ พี ษิ สง เมอื่ มผี ลสกุ แลว้
ก็ให้โทษแก่บุคคลผู้บริโภคฉะน้ัน กุศลวิบากน้ันเปรียบดุจหนึ่งต้นไม้ที่ไม่มีพิษสง
เมอื่ มผี ลอนั สกุ แลว้ กย็ อ่ มนำ� ประโยชนใ์ หส้ ำ� เรจ็ แกส่ ตั วท์ ง้ั หลายทวั่ ไป โดยเหตนุ จ้ี งึ วา่
บาปเปน็ เหตุ ทกุ ขเ์ ปน็ ผล บุญเปน็ เหตุ สขุ เปน็ ผล ดงั นี้

เพราะเหตุน้นั องคส์ มเด็จพระสมั มาสัมพทุ ธเจา้ จงึ ได้ตรัสเทศนาไวว้ า่ วปิ ากะ
ธัมมะ ธัมมา ฉะนี้ โดยเน้ือความวา่ ธรรมทัง้ หลายทเี่ ปน็ เครอ่ื งอดุ หนนุ ของความ
สุขพิเศษ เปรียบเหมือนดจุ หน่งึ วา่ เครอ่ื งบม่ ผลไมท้ ้ังปวง มีผลมะม่วงและกล้วย

167

เป็นตน้ อกี ประการหนง่ึ ตวั อวิชชานแ้ี ลเปน็ ตวั วบิ ากธรรม เพราะสงั ขาร วิญญาณ
นามรูป จะบังเกิดได้ ก็ต้องอาศัยอวิชชาเป็นเดิมเหตุ ถ้ามิฉะน้ันก็ต้องอาศัยแก่
มลู ๖ คือ กุศลมลู ๓ และ อกศุ ลมลู ๓ มูลทง้ั ๖ น้ีเป็นเหตใุ ห้บงั เกิดบุญเกดิ บาป
เพราะฉะนัน้ จึงได้ช่ือวา่ วปิ ากะธมั มะ ธมั มา ฉะนฯี้

๙. เนวะวปิ ากะนะวปิ ากะธมั มะ ธมั มา

ในลำ� ดบั นจ้ี กั ไดแ้ สดงในบทที่ ๙ วา่ เนวะวปิ ากะนะวปิ ากะธมั มะ ธมั มา นสี้ บื ตอ่ ไป
โดยเนอื้ ความวา่ ธรรมทง้ั หลายมใิ ชเ่ หตมุ ใิ ชว่ บิ าก แปลวา่ ธรรมไมม่ วี บิ าก ไมม่ เี หตปุ จั จยั
ดงั นี้ โดยความอธบิ ายวา่ ธรรมทไ่ี มม่ ที ง้ั เหตทุ ง้ั ผล เปรยี บเหมอื นบคุ คลทนี่ อนหลบั ฝนั
ไปวา่ ไดบ้ รโิ ภคอาหารอม่ิ หนำ� สำ� ราญใจ ครน้ั ตน่ื ขนึ้ แลว้ อาหารและความอมิ่ ในฝนั นนั้
กห็ ายไปหมด อาหารนน้ั ไดแ้ กเ่ หตุ ความอมิ่ ในอาหารนนั้ กไ็ ดแ้ กผ่ ล บคุ คลทน่ี อนหลบั
ฝนั ไปนั้นกไ็ ดแ้ ก่ธรรม คือ เนวะวิปากะนะวิปากะธัมมะ ธัมมา ฉะนี้ เมื่อตราบใด
ธรรมนั้นแสดงให้ตรงกับธรรมชื่อว่า เนวะวิปากะนะวิปากธัมมะ ธัมมา ฉะน้ีก็คือ
พระนิพพานแล้ว เมื่อยังไม่ถึงพระนิพพานตราบใด ธรรมดวงนั้นก็ต้องอาศัยบุญ
และบาปท่สี ตั วก์ ระท�ำอยู่ ครนั้ ถงึ พระนพิ พานแล้ว บญุ และบาปกส็ ูญไปหมด ดังมี
พระบาลวี า่ เอสะ ธมั โม สะนนั ตะโน ธรรมดวงเดยี วนแ้ี ลเปน็ ธรรมของเกา่ เปน็ ธรรม
เคร่ืองยินดีของสัตบุรุษทั้งหลาย มพี ระพุทธเจ้าเป็นประธาน หรือแปลอกี นัยหนง่ึ ว่า
เป็นธรรมของพระอริยเจา้ ทง้ั หลายที่ขา้ มพ้นไปแลว้ จากกิเลสฉะนี้ฯ

พระสกวาทฯี จงึ ถามขน้ึ วา่ ธรรมดวงเดยี วนเี้ ปน็ ธรรมของพระอรยิ เจา้ ทง้ั หลาย
มพี ระพทุ ธเจา้ เปน็ ตน้ ขา้ พเจา้ มคี วามสนใจมานานแลว้ ขา้ พเจา้ อยากจะเขา้ ใจโดยงา่ ยๆ
เพราะฉะนน้ั ขอความกรณุ าใหท้ า่ นปรวาทฯี จงแสดงอปุ มาอปุ ไมยเพอื่ ใหเ้ กดิ สนั นษิ ฐาน
ณ กาลบัดนด้ี ้วยเถิดขอรบั ?

พระปรวาทีฯ จึงแสดงอุปมาว่า ธรรมดวงนี้เปรียบเสมือนหน่ึงบุคคลย้อมผ้า
ด้วยสตี ่างๆ มีสีเหลือง ด�ำ แดง เปน็ ต้น บุคคลท่ียอ้ มผา้ น้ันกไ็ ดแ้ ก่สงั ขารนั้นเอง
สตี ่างๆ นน้ั ก็ได้แกว่ บิ ากกรรม คอื ผลแห่งบุญและบาปน้ันเอง ผา้ นั้นกไ็ ดแ้ ก่ธรรม

168

ชอื่ วา่ เนวะวปิ ากะนะวปิ ากะธมั มะ ธมั มา นเี้ อง เมอ่ื บคุ คลยอ้ มผา้ และสตี า่ งๆ หายสญู ไป
จากผ้าแล้ว ผา้ น้นั กม็ ีสขี าวบริสทุ ธอ์ิ ยา่ งเดมิ ปราชญผ์ ้มู วี ิจารณญาณพงึ สันนิษฐาน
เขา้ ใจตามนยั พระพทุ ธภาษติ อนั วจิ ติ รพสิ ดาร ไดแ้ สดงมาในตกิ มาตกิ าบทที่ ๙ แตโ่ ดย
สังขิตกถาไวเ้ พยี งเทา่ น้ฯี

๑๐. อุปาทินนุปาทานยิ า ธมั มา

ในล�ำดับน้ีจักได้แสดงในติกมาติกาบทท่ี ๑๐ สืบต่อไป ตามนัยพระบาลีว่า
อุปาทินนุปาทานิยา ธัมมา แปลว่า ธรรมทั้งหลายอันเป็นท่ีทรงไว้ซึ่งธรรมชาติ
อนั เป็นเครอ่ื งกำ� หนดในอปุ าทาน คือความเขา้ ไปถือเอาซง่ึ รูป เวทนา สัญญา สังขาร
วิญญาณ ว่าเป็นของถาวรม่ันคง หลงว่าเป็นของดีงาม ถือว่าเป็นของตนจริงๆ
เพราะฉะนั้นจึงได้ถือว่าอุปาทานจักบังเกิดข้ึนได้ก็อาศัยความไม่รู้จักว่าเป็นโทษ
เห็นไปว่าเป็นคุณเป็นประโยชน์แก่ตน เพราะฉะน้ันจึงได้หลงรักใคร่พอใจชอบใจ
แต่อันท่ีจริงนั้น รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เหล่านี้ ย่อมให้โทษมา
หลายอยา่ งหลายประการ โทษของรูปน้ันเป็นต้นว่า หนาวกเ็ ปน็ ทกุ ข์ รอ้ นกเ็ ป็นทกุ ข์
อยากขา้ วอยากนำ�้ ก็เป็นทกุ ข์

ถา้ จะอปุ มาใหเ้ หน็ ชดั แลว้ บคุ คลทถี่ อื รปู วา่ เปน็ ของของตนนนั้ ยอ่ มหลงกระทำ�
แตบ่ าปกรรม เพอ่ื นำ� มาบำ� รงุ ซงึ่ รปู ของตน และรปู ของทา่ นผอู้ น่ื ครนั้ ตายไปแลว้ กไ็ ด้
เสวยแตท่ กุ ขเวทนาในอบายภมู ทิ งั้ ๔ มนี รกเปน็ ตน้ กเ็ พราะเหตทุ เ่ี ขาถอื วา่ รปู เปน็ ของ
ของตนนี้เอง อุปมาเหมอื นเวทนาบุคคลทงี่ ูกดั ตายฉะน้นั อกี ประการหน่ึง บคุ คลที่
ถอื วา่ เวทนา สัญญา สงั ขาร วญิ ญาณ เป็นของของตนนนั้ เวทนา สัญญา สงั ขาร
วิญญาณ กม็ ใิ ช่ของของตน เพราะเปน็ วิปริณามะธรรม รูย้ กั ยา้ ยกลบั กลายไปต่างๆ
ก็ยังขืนยดึ ถอื ไวว้ ่าเปน็ ของของตน เพราะฉะนนั้ บุคคลทถี่ อื ไว้วา่ เปน็ ของของตนน้ัน
กอ็ ยากใหม้ ีแต่ความสุขสบาย สว่ นเวทนา สญั ญา สงั ขาร วิญญาณ นัน้ กลบั กลาย
ร่�ำไป แต่บุคคลกย็ งั ขนื ยดึ ถือเอาไว้ว่าเปน็ ของของตน เพราะฉะนนั้ จึงได้ประสบแต่
ความทกุ ขย์ ากลำ� บากใจหลายอยา่ งหลายประการ เพราะอปุ าทานเขา้ ไปยดึ ถอื ไวไ้ มว่ าง
ฉะน้ีฯ

169

๑๑. อะนุปาทินนปุ าทานิยา ธมั มา

จักได้แสดงในบทที่ ๑๑ สบื ตอ่ ไปวา่ อะนุปาทินนปุ าทานยิ า ธัมมา นัน้ แปลว่า
ธรรมทั้งหลายอนั เป็นเคร่ืองก�ำหนดถือเอาซงึ่ อารมณท์ ไ่ี ม่พงึ ถอื เอา ดังนี้ โดยความ
อธบิ ายวา่ โลกธรรมท้ัง ๘ คอื ลาภ ยศ ความสรรเสริญ สุข ทงั้ ๔ เหลา่ นเี้ ปน็
อฏิ ฐารมณ์ ความเสอ่ื มลาภ เส่อื มยศ ความนินทา และความทกุ ข์ ท้ัง ๔ เหลา่ นี้
เป็นอนิฏฐารมณ์ อารมณท์ ัง้ ๘ เหลา่ น้เี รยี กว่าโลกธรรม เพราะโลกธรรมท้งั ๘ นี้
กระท�ำใจให้ขุ่นมัววุ่นวายไป ไม่ใช่เคร่ืองระงับและกระท�ำใจให้เดือดร้อนไปต่างๆ
เพราะฉะนนั้ สมเดจ็ พระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ จงึ ไดท้ รงตรสั ไวว้ า่ อะนปุ าทนิ นปุ าทานยิ า ธมั มา
แปลวา่ ธรรมทงั้ หลายอนั ไมค่ วรเขา้ ไปถอื เอาเปน็ อารมณ์ ดงั น้ี เพราะเหตวุ า่ โลกธรรม
ทงั้ ๘ เหลา่ นี้ เปน็ เครอ่ื งกวนใจของหมสู่ ตั วโ์ ลกทงั้ ปวง โดยความอธบิ ายวา่ โลกธรรม
ทั้ง ๘ เหล่านี้ เปรียบเหมือนกงจักรส�ำหรับดักสัตว์ให้หมุนเวียนไปให้ได้เสวย
ทุกขเวทนาตา่ งๆ ดังเปรตทีต่ อ้ งกงจกั รตดั ศีรษะ แตส่ ัตวท์ ้งั หลายเหน็ วา่ โลกธรรม
ทั้ง ๘ เหล่านเี้ ป็นความสขุ ก็เชน่ เดียวกนั กับโลกธรรมท้งั ๘ ที่กระทำ� สตั ว์ใหว้ นุ่ วาย
เดือดร้อนไป เสวยแต่ความทุกขเวทนา ดังน้ฯี

๑๒. อะนุปาทนิ นานุปาทานิยา ธัมมา

ในบทที่ ๑๒ ว่า อะนุปาทินนานุปาทานิยา ธัมมา นน้ั แปลว่า ธรรมทง้ั หลาย
อันเป็นเคร่ืองก�ำหนดถึงธรรมท่ีควรพึงถือเอาและธรรมท่ีไม่ควรพึงถือเอา ดังน้ี
โดยความอธบิ ายว่า ธรรมทคี่ วรจะพึงถอื เอานั้นก็คือ พระอรยิ มรรคทั้ง ๘ ประการ
มสี ัมมาทิฏฐิเป็นต้นน้เี อง ส่วนธรรมทไ่ี มค่ วรพงึ ถอื เอาน้นั คอื โลกธรรมท้ัง ๘ นัน้ เอง
โดยเนื้อความในพระบาลีวา่ ไมถ่ อื ซึง่ โลกธรรมทง้ั ๘ และถือเอาพระอริยมรรค ๘
ประการ เพราะฉะนนั้ จงึ ได้ชื่อว่า อะนุปาทนิ นานุปาทานิยา ธัมมา ฉะน้ี แกไ้ ขมาใน
ติกมาตกิ าบทท่ี ๑๒ ก็ยตุ ิแตเ่ พียงนี้ฯ

170

๑๓. สังกลิ ฏิ ฐะสงั กเิ ลสกิ า ธัมมา

จกั ไดแ้ สดงในตกิ มาตกิ าท่ี ๑๓ สบื ตอ่ ไป โดยนยั พระบาลวี า่ สงั กลิ ฏิ ฐะสงั กเิ ลสกิ า
ธมั มา เปน็ ตน้ แปลวา่ ธรรมทง้ั หลายอนั เปน็ เครอื่ งเศรา้ หมองแหง่ จติ ดงั น้ี โดยความ
อธบิ ายวา่ บคุ คลบางจำ� พวกไดว้ ติ กไปคดิ ไปถงึ บคุ คลทไ่ี ดฆ้ า่ ตน ทไ่ี ดล้ กั ของของตนไป
ทไ่ี ดก้ ระทำ� ลว่ งเกนิ ลกู เมยี ของตน ทไี่ ดห้ ลอกลวงตน ดงั น้ี เหตุ ๔ ประการนี้ ยอ่ มเปน็
เคร่ืองเศรา้ หมองแห่งจิตท้งั สิ้น เปรียบเหมือนหน่ึงตัก๊ แตนทย่ี ินดีในไฟ ถูกรอ้ นเขา้
จึงไดร้ วู้ ่าเป็นทุกข์ เพราะฉะนนั้ จงึ ได้สมกบั พระบาลีวา่ สงั กิลฏิ ฐะสังกเิ ลสิกา ธัมมา
ฉะนี้ แตเ่ ดมิ ทนี นั้ จติ กเ็ ศรา้ หมองอยแู่ ลว้ ยงั ไปคดิ เอาอารมณเ์ ศรา้ หมองมาประสมกนั
ดว้ ยจติ ทเี่ ศรา้ หมองนน้ั อกี จติ กย็ ง่ิ เศรา้ หมองทวขี น้ึ ไปฉะนี้ แสดงตกิ มาตกิ าในบทท่ี ๑๓
มาพอสมควรแล้ว จึงขอยตุ ิไวแ้ ต่เพยี งนี้

๑๔. อะสงั กลิ ิฏฐะสังกิเลสกิ า ธมั มา

จกั ไดแ้ สดงตกิ มาตกิ าในบทที่ ๑๔ สบื ตอ่ ไป โดยนยั พระบาลวี า่ อะสงั กลิ ฏิ ฐะ-
สงั กเิ ลสกิ า ธมั มา แปลวา่ ธรรมทงั้ หลายทปี่ ระกอบไปดว้ ยจติ อนั เศรา้ หมองแลว้ และ
ไปคิดเอาแต่อารมณ์ทไี่ ม่เศร้าหมอง ดงั นี้ โดยความอธิบายว่า บคุ คลบางจำ� พวกที่มี
จติ อนั เศรา้ หมองแลว้ แตไ่ ดค้ ดิ ถงึ คณุ พระรตั นตรยั วา่ พระพทุ ธ พระธรรม พระสงฆ์
ทั้ง ๓ รัตนะนี้ ถ้าใครได้นับถือแล้ว อิจฉิตัง ปัตถิตัง ผู้น้ันจะปรารถนาส่ิงใด
กส็ ามารถใหส้ ำ� เรจ็ ไดท้ กุ ประการ โดยความอปุ มาวา่ บคุ คลทว่ี า่ ยนำ�้ ไป ยอ่ มคดิ ถงึ แต่
ศลี ทาน การกศุ ลของตนใหเ้ ปน็ อารมณ์ เปรยี บเหมอื นอปุ พทุ ธเปน็ นทิ ศั นอทุ าหรณว์ า่
อปุ พทุ ธนน้ั เดมิ กเ็ ปน็ คนยากจนเขญ็ ใจ ทงั้ ประกอบไปดว้ ยโรคาพยาธนิ นั้ กม็ าก ทงั้ ทกุ ข์
ยากล�ำบากเหลือที่จะประมาณ แต่เขาได้ยึดคุณพระรัตนตรัย คือ พระพุทธคุณ
พระธรรมคณุ พระสงั ฆคณุ เปน็ อารมณอ์ ยเู่ ปน็ นจิ ครน้ั ภายหลงั ไดบ้ รโิ ภคธญั ญสมบตั ิ
สรรพโรคาพยาธกิ ห็ ายไปหมด เพราะฉะนน้ั จงึ สมกบั พระบาลวี า่ อะสงั กลิ ฏิ ฐะสงั กเิ ลสกิ า
ธัมมา ฉะน้ฯี

171

๑๕. อะสังกลิ ฏิ ฐาสังกิเลสกิ า ธัมมา

จกั ไดแ้ สดงตกิ มาตกิ าในบทที่ ๑๕ สบื ตอ่ ไป โดยนยั พระบาลวี า่ อะสงั กลิ ฏิ ฐา-
สังกิเลสิกา ธัมมา ดังน้ี แปลว่า ธรรมทั้งหลายอันทรงไว้ซึ่งจิตท่ีไม่เศร้าหมอง
ความคิดนึกก็คิดนึกในธรรมที่ไม่เศร้าหมอง ดังนี้ โดยความอธิบายว่า จิตท่ีเป็น
กริ ยิ าประกอบไปดว้ ยธรรม อนั เปน็ เครอ่ื งถอนออกเสยี ซงึ่ ธรรมทง้ั หลายอนั เปน็ เครอื่ ง
เศรา้ หมองอยูใ่ นสนั ดาน เปรียบเหมอื นหนึ่งทารกไมม่ ีความยินดีในกามคณุ แต่ไป
บรรพชา บรรพชาก็เป็นเครื่องก�ำจัดเสียจากกามคุณ เพราะฉะนั้นจึงสมกับบาลีว่า
อะสังกลิ ิฏฐาสงั กิเลสิกา ธัมมา ซง่ึ แปลวา่ ธรรมก็ไมเ่ ศรา้ หมอง จติ ก็ไมเ่ ศร้าหมอง
ความคิดนึกในธรรมารมณ์ก็ไม่เศร้าหมองฉะนี้ แก้ไขมาในบทติกมาติกบทที่ ๑๕
ก็ยุติแต่เพยี งน้ีฯ

๑๖. สะวิตักกะสะวจิ ารา ธัมมา

ในล�ำดับนี้จักได้แสดงติกมาติกาในบทท่ี ๑๖ สืบต่อไป โดยนัยพระบาลีว่า
สะวิตกั กะสะวิจารา ธัมมา เปน็ ตน้ แปลวา่ ธรรมทั้งหลายเปน็ ไปกับวิตกและวิจารณ์
วติ กและวจิ ารณท์ ง้ั ๒ นี้ โดยความอธบิ ายวา่ บคุ คลทม่ี วี จิ ารณต์ รกึ ตรองไปตา่ งๆ นนั้
เปรยี บเหมอื นหนง่ึ พระโสดาบนั ทา่ นวจิ ารณไ์ ปวา่ สกั กายทฏิ ฐิ วจิ กิ จิ ฉา สลี พั พตปรามาส
ขาดไปแลว้ ไมม่ ีอยใู่ นสนั ดานของเราแล้ว จะคดิ ผิดเปน็ ประการใดหนอ จงึ จะสละ
กามฉนั ทะ พยาบาทได้ ฉะนี้ ความตรกึ ตรองไปเชน่ นเี้ รยี กชอ่ื วา่ วจิ ารณ์ แลว้ ทา่ นจงึ
วติ กไปวา่ กามฉนั ทะ พยาบาท กย็ งั มอี ยใู่ นสนั ดานของเรา เราจะคดิ เปน็ ประการใดหนอ
เราจึงสละกามฉนั ทะ พยาบาท ออกไปได้ ฉะนี้

พระสกวาทีฯ จึงขออุปมาอุปไมยต่อไปอีกว่า ข้าแต่ท่านปรวาทีฯ ความข้อน้ี
ข้าพเจา้ ยังมีความสงสัยอยู่ เพราะฉะน้นั ขอพระผูเ้ ปน็ เจ้าจงแสดงอุปมาอปุ ไมยอีก
ต่อไป

172

พระปรวาทฯี จงึ ไดแ้ สดงอปุ มาอปุ ไมยวา่ เปรยี บเหมอื นหนง่ึ พอ่ คา้ ลงทนุ หากำ� ไร
การคา้ ขายนนั้ มกี ำ� ไรมากอยแู่ ล แตว่ า่ วติ กไปกลวั บคุ คลผอู้ น่ื เขาจะมาแยง่ ชงิ ซงึ่ คา้ ขาย
ฉะน้ี ถา้ มิฉะน้ันเปรียบเหมอื นทา่ นทายก อุบาสก อบุ าสกิ า ทไี่ ดโ้ อกาสถวายทาน
แกพ่ ระภกิ ษุสงฆ์ มีพระพุทธเจา้ เป็นประธาน และพจิ ารณาทดลองของบรโิ ภคเคร่อื ง
ไทยทานของตน กเ็ หน็ วา่ ดแี ลว้ และคดิ ไปวา่ พระทา่ นจะชอบหมดทกุ องคห์ รอื หรอื วา่
จะไม่ชอบบ้างเป็นประการใด คอยตรวจตราแลดู เพิ่มเติมเปร้ียวหวานมันเค็ม
เป็นต้นอยู่อย่างน้ี ฉะนี้แลเรียกว่า วิตกวิจารณ์ เพราะฉะนั้นจึงสมกับพระบาลีว่า
สะวติ กั กะสะวจิ ารา ธัมมา ฉะนี้ฯ

๑๗. อะวิตกั กะวจิ าระมัตตา ธมั มา

ในบทที่ ๑๗ วา่ อะวติ กั กะวจิ าระมตั ตา ธมั มา นน้ั แปลวา่ ธรรมทงั้ หลายอนั เปน็
เครอื่ งทรงไวซ้ ง่ึ จติ มาตรวา่ มแี ตว่ จิ ารณ์ วติ กไมม่ ี ดงั น้ี โดยความอธบิ ายวา่ บคุ คลที่
กระทำ� กศุ ลสจุ รติ จติ ไมว่ อกแวกหวนั่ ไหวแลคดิ ไปวา่ เปน็ บญุ เปน็ กศุ ลแลว้ กก็ ม้ หนา้
กระท�ำไป มิได้เคลือบแคลงกินแหนงเม่ือภายหลัง ดังบุคคลผู้ช�ำนาญในการดูเงิน
ท่ดี กี ็ว่าดี ท่แี ดงกว็ ่าแดง เพราะเช่ือมือเช่อื ตาของตนฉะนั้น

พระสกวาทฯี จึงถามข้ึนวา่ บุคคลมแี ตว่ ิจารณ์ไม่มีวติ กดังน้ี ขา้ พเจา้ มคี วาม
สงสยั วา่ เมอื่ บคุ คลไมม่ วี ติ ก แลว้ จะเอาวจิ ารณม์ าแตไ่ หนเลา่ ขอพระผเู้ ปน็ เจา้ จงแสดง
อปุ มาอปุ ไมยเพอื่ ให้เกิดความเขา้ ใจอีกต่อไปฯ

พระปรวาทฯี จงึ ได้แสดงอปุ มาอปุ ไมยวา่ บคุ คลทม่ี แี ตว่ จิ ารณ์ วติ กไม่มนี ัน้
เปรยี บเหมอื นหนง่ึ หวั ปลีแห่งกลว้ ย เมือ่ เดิมทนี ้นั เป็นหวั ปลอี ยู่ กล้วยหามไี ม่ เม่ือ
ปลนี นั้ กลายเปน็ กลว้ ยแลว้ เจา้ ของกลว้ ยกต็ ดั เอาปลไี ปเสยี กลว้ ยกแ็ กไ่ ปทกุ วนั เขาก็
เรยี กวา่ กลว้ ย เขาหาไดเ้ รยี กวา่ หวั ปลไี ม่ ดงั โลกโวหารทพ่ี ดู กนั อยู่ บคุ คลผนู้ น้ั กระทำ�
สง่ิ ใดๆ ไมไ่ ดต้ รกึ ตรอง กระท�ำตามความชอบใจของตนดังนี้ เพราะฉะน้นั จึงสมกับ
พระบาลวี ่า อะวติ กั กะวจิ าระมตั ตา ธมั มา ฉะนี้ฯ

173

๑๘. อะวิตักกาวิจารา ธัมมา

ในบทที่ ๑๘ วา่ อะวติ กั กาวจิ ารา ธัมมา นั้นแปลวา่ ธรรมทัง้ หลายท่ีทรงไว้
ซง่ึ จิตอันไม่วติ กวิจารณ์ ดงั นี้ โดยความอธบิ ายว่า บคุ คลจ�ำพวกหน่ึงจะกระท�ำส่ิงไร
กไ็ ม่ตรกึ ตรอง ไม่พจิ ารณา เมือ่ เขาว่าดีกด็ ีตาม มแี ต่ความเชอ่ื อยา่ งเดียว

พระสกวาทฯี จงึ ถามขน้ึ วา่ บคุ คลทไ่ี มว่ ติ กวจิ ารณ์ มแี ตค่ วามเชอื่ อยา่ งเดยี วนน้ั
คือใคร ผูใ้ ดเล่าเป็นตวั อย่าง?

พระปรวาทฯี จงึ นำ� บคุ คลมาแสดงเพอ่ื เปน็ นทิ ศั นอทุ าหรณว์ า่ เมอ่ื พระอานนั ทะ
ไปกระทำ� กายคตาสตกิ รรมฐาน พจิ ารณาซ่ึงอาการ ๓๒ เปน็ อนุโลมปฏิโลม ครง้ั นั้น
กย็ งั ไมส่ ำ� เรจ็ อาสวกั ขยั ไปได้ เพราะวติ กไปถงึ องคส์ มเดจ็ พระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ และเชอ่ื
ค�ำพยากรณ์ภาษติ ที่พระพุทธองค์ทรงตรสั ไว้ว่า อาตมาจะได้สำ� เร็จอาสวักขยั ในวนั น้ี
ก็เหตุไฉนยงั ไม่สำ� เรจ็ เลา่ อย่ากระนนั้ เลยชะรอยความเพยี รจะกล้าไป จำ� อาตมาจะ
พกั ผอ่ นเอนกายเสยี สกั หนอ่ ยเถดิ พอคดิ จะจำ� วดั เอนกายลง กห็ มดความวจิ ารณถ์ งึ
อาการ ๓๒ และหมดความวติ กถงึ พระพทุ ธองค์ ก็ไดบ้ รรลุอาสวกั ขัย ไดส้ �ำเรจ็ เปน็
พระอรหนั ต์ปฏสิ มั ภทิ าญาณ ดว้ ยมาตดั วิตกวจิ ารณ์ออกไปเสียไดฉ้ ะนี้ เพราะฉะนน้ั
จึงสมกับพระบาลวี า่ อะวิตักกาวิจารา ธมั มา ซ่งึ แปลว่า ธรรมอนั หมดวติ กวจิ ารณ์
ฉะนี้ นกั ปราชญผ์ ู้มวี จิ ารณญาณพึงสนั นิษฐานเข้าใจตามนยั พระพทุ ธภาษติ อนั วิจิตร
พสิ ดาร อาตมาแสดงตกิ มาตกิ าบทที่ ๑๘ แตโ่ ดยสงั เขปกถาพอเปน็ ธรรมสวนานสิ งส์
แตเ่ พยี งนฯี้

๑๙. ปีตสิ ะหะคะตา ธมั มา

ณ บดั น้ี จะไดแ้ สดงในตกิ มาตกิ าบทที่ ๑๙ เปน็ ปญุ ญานสุ นธสิ บื ตอ่ ไป โดยนยั
พระบาลีว่า ปตี สิ ะหะคะตา ธมั มา เปน็ ต้น แปลว่า ธรรมทั้งหลายอันรว่ มมาดว้ ยปีติ
ปีตนิ ้นั มีลักษณะ ๕ ประการ คอื ฆนกิ าปตี ิ ๑ อทุ กาปตี ิ ๑ โอกณั ตกิ าปีติ ๑
อเุ พงคาปตี ิ ๑ ผรณาปตี ิ ๑ ฆนกิ าปตี นิ น้ั บงั เกดิ เปน็ ขณะ เมอ่ื บงั เกดิ ดจุ หนงึ่ วา่ สายฟา้ แลบ

174

อุทกาปีตินั้นบังเกิดน้อย เมื่อบังเกิดดุจหนึ่งคลื่นกระทบฝั่ง โอกัณติกาปีติน้ัน
เมอ่ื บงั เกดิ ขน้ึ กระทำ� ใหก้ ายหวนั่ ไหว อเุ พงคาปตี นิ น้ั เมอ่ื บงั เกดิ ขนึ้ กก็ ระทำ� ใหข้ นพอง
สยองเกล้า แล้วกระทำ� ให้รา่ งกายลอยไปบนอากาศได้ ผรณาปตี ิน้ัน เม่อื บังเกิดขึน้
กท็ ำ� ใหซ้ าบซา่ นไปทว่ั สรรพางคก์ าย เปรยี บเหมอื นบคุ คลทไี่ ดบ้ รโิ ภคโภชนาหารอนั โอชา
รสต่างๆ ฉะนัน้ ปีตินัน้ แปลว่าอ่ิมใจ เปน็ ท่ยี ินดขี องสัตวท์ เี่ ปน็ โลกวสิ ยั นท้ี ่วั ไป

พระสกวาทีฯ จึงถามขึ้นว่า ปีตินั้นแปลว่าอ่ิม บุคคลท่ีได้บริโภคโภชนาหาร
อนั โอชารสต่างๆ ก็อ่ิม ได้ลาภที่ชอบใจกอ็ ม่ิ จิตที่ฟงุ้ ซ่านไปกอ็ ่มิ จิตทร่ี ะงบั ก็อ่ิม
เรยี กวา่ ปตี ิ ปีติในท่ีนีจ้ ะว่าอ่ิมด้วยอะไร?

พระปรวาทฯี จงึ วสิ ชั นาวา่ ปตี ใิ นทนี่ แ้ี ปลวา่ อม่ิ เพราะมไิ ดม้ คี วามกงั วลอกี ตอ่ ไป
ดังบุคคลที่หิวอาหารจัด ก็เท่ียวแสวงหาอาหารตามชอบใจของตน คร้ันได้บริโภค
อาหารอ่ิมแล้ว ก็ส้ินความกังวล ไม่ต้องแสวงหาอีกต่อไป เปรียบเหมือนหนึ่ง
พระวกั กลภิ กิ ขุ มคี วามหวงั ตง้ั ใจจะดพู ระพทุ ธเจา้ ใหอ้ มิ่ ใจ เมอื่ ไมไ่ ดเ้ หน็ พระพทุ ธเจา้
ก็มีความโทมนัสเสียใจ ครั้นได้เห็นพระพุทธเจ้าแล้ว จิตใจท่ีโทมนัสน้ันก็หายไป
ความอม่ิ อยา่ งนแ้ี ลเรยี กวา่ ปตี ิ เพราะฉะนน้ั จงึ สมกบั พระบาลวี า่ ปตี สิ ะหะคะตา ธมั มา
ฉะน้ี

๒๐. สุขะสะหะคะตา ธัมมา

ในบทที่ ๒๐ วา่ สขุ ะสะหะคะตา ธมั มา นน้ั แปลวา่ ธรรมทง้ั หลายอนั รว่ มมาแลว้
ด้วยความสขุ ความสขุ นน้ั มี ๔ ประการ คอื ความสขุ กาย ๑ ความสขุ ท่ไี มม่ โี รค
เบยี ดเบยี น ๑ ความสขุ ใจทไ่ี มเ่ ศรา้ หมอง ๑ ความสขุ ทส่ี มเหตทุ คี่ ดิ สมกจิ ทก่ี ระทำ� ๑
ยงั มคี วามสขุ อกี ประเภทหนงึ่ มอี ยู่ ๔ ประการเชน่ กนั คอื สขุ มอี ายยุ นื ๑ สขุ มรี ปู งาม ๑
สขุ มกี �ำลังกาย มกี ำ� ลังทรัพย์ มกี �ำลงั ปญั ญา ๑ สุขในความหมดเวรหมดกรรม ๑
เมื่อจะว่าย่อๆ ก็มอี ยู่ ๒ ประการ คอื โลกียสขุ ๑ โลกตุ รสุข ๑

175

โดยความอธบิ ายวา่ ความทไ่ี มม่ โี รคภยั เบยี ดเบยี นเรยี กวา่ ความสบาย ความสบาย
เรียกวา่ ความสุข ความสขุ ที่ประกอบไปด้วยกิเลสนนั้ เรียกว่า โลกียสขุ ความสุขที่
ไมม่ กี ิเลสนน้ั เรียกวา่ โลกุตรสขุ ความสุขทัง้ ๒ ประการนี้ เมอื่ จะอา้ งบุคคลกไ็ ด้แก่
สขุ สามเณร แตเ่ ดมิ ทนี นั้ กเ็ ปน็ คนยากจนเขญ็ ใจ ไดถ้ วายเครอ่ื งอาหารแดพ่ ระปจั เจก-
พทุ ธเจา้ แลว้ แตน่ นั้ กเ็ ปน็ สขุ สขุ มาจนกระทง่ั ถงึ ศาสนาของสมเดจ็ พระสมั มาสมั พทุ ธเจา้
ทรงพระนามว่าสมณโคดม นี้เป็นเขตโลกียสุข ตั้งแต่วันได้บรรลุอาสวักขัย
เปน็ พระอรหนั ต์ ตดั กเิ ลสเปน็ สมจุ เฉทปหานนน้ั เปน็ เขตโลกตุ รสขุ สโุ ข วเิ วโก ความ
เงยี บสงัดจากกิเลส กเ็ ป็นสขุ ประการหนงึ่ สุโข พุทธานะมปุ าโท ความบังเกดิ ของ
พระพทุ ธเจา้ ทง้ั หลายในโลกนีก้ เ็ ปน็ สุขประการหน่งึ สขุ า สัทธัมมเทศนา การที่ได้ฟงั
พระสทั ธรรมคำ� สง่ั สอนของพระพทุ ธเจา้ ก็เปน็ สขุ ประการหนึง่ สุขา สงั ฆสั สะสามัคคี
การทพ่ี รอ้ มเพรยี งกนั แหง่ สงฆก์ เ็ ปน็ สขุ ประการหนง่ึ สมคั คานงั ตโป สโุ ข การกระทำ� กเิ ลส
ให้เร่าร้อน คือผ่อนผันบรรเทาให้เบาบางพ้นจากสันดานไปได้ก็เป็นสุขประการหนึ่ง
ความปฏบิ ตั คิ วามประพฤตเิ ปน็ ไปในกายวเิ วก จติ ตวเิ วก อปุ ธวิ เิ วก วเิ วกทงั้ ๓ นแ้ี ล
เรยี กชอื่ วา่ ความสขุ เพราะฉะนนั้ จงึ สมกบั พระบาลที วี่ า่ สขุ ะสะหะคะตา ธมั มา ฉะนฯี้

๒๑. อุเปกขาสะหะคะตา ธัมมา

ในบทท่ี ๒๑ วา่ อเุ ปกขาสะหะคะตา ธมั มา นน้ั แปลวา่ ธรรมทงั้ หลายอนั เปน็ อารมณ์
แห่งจิตที่เป็นอุเบกขา อุเบกขานั้นคือหมดปีติแลหมดสุข จึงจัดเป็นอุเบกขาไว้ที่นี้
อเุ บกขานบี้ งั เกดิ ขึ้นแตส่ ุข สุขนน้ั ก็บังเกดิ ขึ้นแต่ปตี ิ ต่อเมือ่ หมดปีติแลหมดสุขแลว้
อเุ บกขาจงึ จะบงั เกดิ ขน้ึ โดยความอธบิ ายวา่ หมดปตี แิ ลหมดสขุ แลว้ จงึ จะเปน็ อเุ บกขา
ถา้ ปตี แิ ละสุขยงั มีอย่แู ล้ว อเุ บกขากไ็ ม่บงั เกิดข้นึ ได้ อุเบกขาในท่นี ้ีประสงค์ความว่า
ปตี กิ บั สขุ ทงั้ สองบงั เกดิ ขนึ้ แลว้ แลหายไป ถา้ ปตี แิ ละสขุ ทง้ั สองยงั มอี ยตู่ ราบใด กไ็ มจ่ ดั
เปน็ อุเบกขาได้ ถา้ ปตี แิ ละสขุ ทงั้ สองไมม่ ีแต่เดิมมา อเุ บกขาก็ไมม่ ีเหมือนกัน เพราะ
เหตุว่าไม่อาจมีอุเบกขาได้เอง เปรียบเหมือนหน่ึงแสงสว่างอันบังเกิดแต่เปลวไฟ
ไฟจะบังเกิดข้ึนได้ก็ต้องอาศัยแก่เช้ือฟาง ฟางก็ได้แก่ปีติ เปลวไฟก็ได้แก่ความสุข
แสงสวา่ งกไ็ ดแ้ ก่อเุ บกขา

176

เพราะฉะนน้ั สมเด็จพระสมั มาสมั พุทธะจงึ ได้ทรงประทานเทศนาวา่ ปีติ สขุ
อุเบกขา เป็นลำ� ดบั กันมา เหมือนอยา่ งสุขทง้ั ๓ ประการ คือ สขุ ในมนุษย์ สขุ ใน
สวรรค์ และสุขในพระนิพพาน

สขุ ในมนษุ ย์ไมเ่ ท่าสขุ ในสวรรค์ สขุ ในสวรรค์ไมเ่ ทา่ สขุ ในพระนิพพาน เชน่ น้ี
ดงั มใี นเรอื่ งราวทา้ วมหาชมพเู ปน็ ตวั อยา่ งวา่ เมอ่ื เดมิ ทที า้ วมหาชมพบู ดนี นั้ ไดเ้ สวยสขุ
ในสริ ริ าชสมบตั ิในมนุษย์ แลว้ ไปยนิ ดใี นสวรรคว์ ่าสุขย่งิ กวา่ ในมนุษย์ ครน้ั ไดเ้ หน็
สขุ ในพระนพิ พานอันเป็นบรมสขุ ย่งิ กวา่ สุขทัง้ สองนนั้ แลว้ กท็ ้งิ สขุ ทงั้ สองน้ันเสีย

ความสขุ ทงั้ ๓ น้นั คอื มนษุ ย์ สวรรค์ และพระนพิ พานนี้ ก็มีนัยเดยี วกัน
กบั ธรรมทง้ั ๓ คือ ปตี ิ สขุ อุเบกขา เพราะฉะนั้นจงึ สมกับพระบาลีว่า อเุ ปกขา-
สะหะคะตา ธัมมา ฉะน้ี แกไ้ ขมาในติกมาติกาบทที่ ๒๑ กย็ ุตลิ งแตเ่ พยี งนฯี้

๒๒. ทสั สะเนนะ ปะหาตพั พา ธัมมา

ในล�ำดับน้ีจะได้แสดงติกมาติกาในบทที่ ๒๒ สืบต่อไป โดยนัยพระบาลีว่า
ทสั สะเนนะ ปะหาตพั พา ธมั มา เปน็ ตน้ แปลวา่ ธรรมทง้ั หลายอนั บคุ คลจะละกเิ ลสได้
เพราะเหตทุ ไ่ี ด้เหน็ ดงั น้ี โดยความอธบิ ายวา่ จิตท่ฟี งุ้ ซา่ นไปตามอารมณต์ า่ งๆ นั้น
คร้นั ได้เหน็ เข้าแลว้ กบ็ ังเกิดสงั เวชสลดใจจึงละกเิ ลสได้ เหมือนหน่งึ บัณฑติ สามเณร
เม่ือได้เห็นผมของตัวแล้วก็บังเกิดปัญญาพิจารณาเป็นอสุภะว่า ผมของเราไม่งาม
ผมของผ้อู ืน่ กไ็ ม่งามเหมอื นกัน พระอรหนั ตก์ ็บงั เกดิ ขึน้ ปรากฏดังนี้

พระสกวาทฯี จงึ ถามขน้ึ วา่ บคุ คลทลี่ ะกเิ ลสไดเ้ พราะไดเ้ หน็ นน้ั กเ็ หน็ อยดู่ ว้ ยกนั
โดยมาก เหตุไฉนจึงละกิเลสไมไ่ ด้ หรอื การท่เี ห็นน้นั จะมนี ยั ต่างกนั อย่างไร?

พระปรวาทีฯ จึงวิสัชนาว่า การเห็นน้ันมีนัยต่างกัน ที่เห็นให้เกิดกิเลสก็มี
ทเ่ี หน็ ใหล้ ะกเิ ลสกม็ ี สดุ แลว้ แตเ่ หตทุ ไี่ ดเ้ หน็ ถา้ เหน็ ของทง่ี ามทช่ี อบใจ กท็ ำ� ใหบ้ งั เกดิ
กเิ ลสไดด้ งั นี้ เพระเหตนุ น้ั สมเดจ็ พระสมั มาสมั พทุ ธะจงึ ไดท้ รงตรสั สง่ั สอนพทุ ธบรษิ ทั

177

วา่ อสภุ านปุ สั สี วหิ ะระติ ดงั น้ี กเ็ พอื่ พระพทุ ธประสงคจ์ ะใหอ้ ยดู่ ว้ ยความเหน็ ซงึ่ อารมณ์
อันไม่งาม เพราะฉะนน้ั จึงสมกับพระบาลีว่า ทสั สะเนนะ ปะหาตัพพา ธัมมา ฉะน้ี

๒๓. ภาวะนายะ ปะหาตัพพา ธมั มา

ในบทที่ ๒๓ วา่ ภาวะนายะ ปะหาตพั พา ธมั มา แปลวา่ ธรรมทง้ั หลายอนั บคุ คล
จะพงึ ละกเิ ลสไดเ้ พราะการทภี่ าวนานน้ั ภาวนากม็ อี ยู่ ๓ ประการ คอื บรกิ รรมภาวนา
ละกเิ ลสอยา่ งหยาบได้ ๑ อปุ จารภาวนา ละกเิ ลสอยา่ งกลาง ๑ อปั ปนาภาวนา ละกเิ ลส
อย่างละเอียด ๑ เม่ือจะช้ีบุคคลที่ท่านละกิเลสให้หมดไปแลยังธรรมวิเศษได้ด้วย
อำ� นาจแหง่ ภาวนา ๓ ประการน้ี กม็ เี ปน็ อเนกประการ เชน่ ภกิ ษทุ ไ่ี ดเ้ หน็ ฟนั ของสตรี
หรือนางรูปนันทาท่ีได้เห็นนิมิตท่ีงามดีกว่ารูปของตน หรือพระปัจเจกโพธิท้ัง ๕๐๐
พระองค์ ทไ่ี ดเ้ หน็ ดอกบวั รว่ งลงฉะน้ี เรยี กวา่ ภาวนา โดยความอธบิ ายวา่ ปญั ญาทห่ี ยาบ
กล็ ะกเิ ลสอยา่ งหยาบได้ ปญั ญาอยา่ งกลางกล็ ะกเิ ลสอยา่ งกลางได้ ปญั ญาอยา่ งละเอยี ด
กล็ ะกเิ ลสอยา่ งละเอยี ดได้ ภาวนานน้ั ไซรป้ ระสงคค์ วามวา่ ใหร้ จู้ กั ชวั่ เหน็ ดี กระทำ� ชวั่
ใหห้ มดไป และกระทำ� คณุ ความดใี หบ้ งั เกดิ ขน้ึ ในตน ดงั นี้ เรยี กชอ่ื วา่ ภาวนา เพราะฉะนน้ั
จงึ สมกบั พระบาลวี า่ ภาวะนายะ ปะหาตัพพา ธัมมา ฉะนี้ฯ

๒๔. เนวะทัสสะเนนะ นะ ภาวะนายะ ปะหาตพั พา ธัมมา

ในบทที่ ๒๔ วา่ เนวะทสั สะเนนะ นะ ภาวะนายะ ปะหาตพั พา ธมั มา นนั้ แปลวา่
ธรรมท้ังหลายอันบุคคลจะพึงละกิเลสได้ด้วยเหตุท่ีไม่ได้เห็นและไม่ใช่หนทาง
ภาวนานน้ั โดยความอธบิ ายว่า ธรรมท้ังหลายทล่ี ะกเิ ลสได้ด้วยนิสยั เปรยี บเหมือน
ทกุ ุลบณั ฑติ เหน็ ก็ไมไ่ ดเ้ ห็น ภาวนากไ็ มไ่ ด้เจริญ เป็นแตก่ ระท�ำความในใจไม่ยนิ ดี
ในกามคุณ ดุจบุคคลผมู้ ีอารมณ์อันดี ไมโ่ ลภ ไมโ่ กรธ ไมห่ ลง เปน็ แตอ่ ยู่เฉยๆ อยู่
เพราะฉะนั้นจึงว่าเป็นไปตามนิสัย บุคคลที่จะละกิเลสได้ด้วยเหตุท่ีไม่ได้เห็นและ
ไมไ่ ด้ภาวนา เป็นแตก่ ระทำ� ความไมย่ นิ ดใี นกามคุณเชน่ กบั ทุกุลบณั ฑิตนนั้ ก็หาได้
โดยยากย่งิ นกั เพราะเหตนุ นั้ จงึ สมกับพระบาลวี ่า เนวะทัสสะเนนะ นะ ภาวะนายะ
ปะหาตัพพา ธมั มา ฉะนี้ ไดแ้ ก้ไขมาในตกิ มาติกาบทท่ี ๒๔ ก็ยุตลิ งแตเ่ พยี งเท่านีฯ้

178

๒๕. ทัสสะเนนะ ปะหาตัพพะเหตุกา ธัมมา

ในล�ำดับน้ีจะได้แสดงติกมาติกาในบทที่ ๒๕ สืบต่อไป โดยนัยพระบาลีว่า
ทัสสะเนนะ ปะหาตัพพะเหตุกา ธัมมา เป็นตน้ แปลว่า ธรรมท้ังหลายมเี หตแุ ลว้ จึง
ละกิเลสไดเ้ พราะความเห็น ดังน้ี โดยความอธิบายว่า ธรรมทงั้ หลายมีปัจจัยเกื้อกูล
อดุ หนนุ กอ่ น แล้วจึงละกเิ ลสได้ด้วยความเห็นน้นั ความเห็นนนั้ กม็ ีอยู่ ๒ ประการ
คือ เห็นดว้ ยตาแลว้ ละกเิ ลสได้ก็มี เหน็ ดว้ ยปัญญาแลว้ ละกเิ ลสได้กม็ ี

ความที่เห็นด้วยตาแล้วละกิเลสได้นั้น ก็ได้แก่บุคคลที่เห็นบุคคลอื่นเสวย
ทุกขเวทนาต่างๆ แล้ว ก็เกิดความสังเวชสลดใจ กลัวแต่ภัยอันน้ันจะมาถึงตน
ดงั มบี คุ คลเปน็ นทิ ศั นอทุ าหรณว์ า่ ยงั มสี ตรสี องคนพน่ี อ้ งกนั ผพู้ ส่ี าวนน้ั กม็ สี ามกี อ่ น
ครนั้ มคี รรภถ์ งึ กำ� หนดทศมาสแลว้ กค็ ลอดบตุ ร ไดค้ วามลำ� บากเวทนาแสนสาหสั ถงึ แก่
กระท�ำกาลกิรยิ าตายไป น้องสาวได้เหน็ พี่สาวถึงแกค่ วามตายดงั นนั้ กบ็ ังเกดิ ความ
สงั เวชสลดใจ จงึ ไมม่ สี ามตี อ่ ไป กลวั แตภ่ ยั เชน่ นนั้ จะบงั เกดิ มแี กต่ นฉะน้ี กจ็ ดั ไดช้ อ่ื วา่
ละกเิ ลสเพราะความเหน็ ด้วยตา ดังวิสชั นามาฉะน้ี

ความท่ีเหน็ ด้วยปญั ญาแล้วละกเิ ลสไดน้ ั้น โดยเน้ือความว่า บุคคลทเี่ ห็นนาม
และรปู โดยพระไตรลกั ษณญาณว่า รปู และนามท้งั ๒ ประการน้ี เปน็ อนิจจัง ทกุ ขัง
อนัตตา แลว้ แลเบ่ือหนา่ ยจากขนั ธ์ทง้ั ๕ ดงั น้แี ลเรยี กชอ่ื ว่า ละกเิ ลสไดด้ ว้ ยปัญญา
เพราะฉะน้ันจึงสมกับพระบาลวี า่ ทัสสะเนนะ ปะหาตพั พะเหตกุ า ธัมมา ฉะนี้ฯ

๒๖. ภาวะนายะ ปะหาตัพพะเหตกุ า ธมั มา

ในบทที่ ๒๖ วา่ ภาวะนายะ ปะหาตพั พะเหตกุ า ธมั มา นน้ั แปลวา่ ธรรมทงั้ หลาย
ทมี่ ปี จั จยั เกอื้ กลู อดุ หนนุ แกธ่ รรมอนั จะพงึ ละกเิ ลสไดด้ ว้ ยภาวนานน้ั โดยความอธบิ าย
วา่ โลกยี ธรรมเปน็ ปจั จยั เกอื้ กลู โลกตุ รธรรม ศลี เปน็ ปจั จยั เกอ้ื กลู แกส่ มาธิ ศลี กไ็ ดแ้ ก่
ความส�ำรวมกาย วาจา และความอดใจ สมาธิได้แกภ่ าวนา เพราะฉะน้ัน ธรรมบทน้ี
จึงได้ช่ือว่า โลกยี ธรรม โลกยี ธรรมกเ็ ป็นปัจจัยให้เกิดภาวนา ศีลมอี ยู่ ๒ ประการ

179

คือ โลกยี ศีล ๑ โลกตุ รศลี ๑ ภาวนาก็มอี ยู่ ๒ ประการ คือ โลกียภาวนา ๑
โลกุตรภาวนา ๑

โลกียศีลน้ันเป็นปัจจัยเก้ือกูลให้ได้แก่โลกียภาวนาเท่าน้ัน จะไปเก้ือกูลแก่
โลกตุ รภาวนานนั้ ไม่ได้ เพราะเหตุใด เพราะเหตุวา่ โลกียศีลน้นั ระงบั ได้เปน็ คราวๆ
คร้ันภายหลังกิเลสก็เกิดขึ้นได้ เปรียบเหมือนหน่ึงศิลาทับหญ้า ธรรมดาว่าศิลา
อันทบั หญา้ นนั้ เมอ่ื ศิลาทบั อยู่ หญ้าน้ันก็งอกขน้ึ ไมไ่ ด้ ศลิ านน้ั ก็ไดแ้ ก่ศีล หญ้าน้นั
ก็ไดแ้ ก่กเิ ลส เมอ่ื บุคคลผไู้ มร่ ะวงั รักษาองคแ์ ห่งศีล และกระท�ำศีลใหข้ าดไป กเิ ลส
ก็บังเกิดข้ึนได้อีกอย่างเดิม เปรียบเหมือนหนึ่งบุคคลท่ีตัดต้นไม้ไซร้ ตัดต้นเมื่อ
ไมต่ ดั รากดว้ ยแลว้ นานไปฝนตกลงมากก็ ลบั งอกงามขน้ึ อกี ฉะนนั้ เพราะเหตนุ นั้ จงึ วา่
บคุ คลรักษาโลกียศีลน้นั ไม่มีความปรารถนาทจี่ ะตัดกเิ ลส มีแต่ความปรารถนาที่จะ
ใหไ้ ดบ้ ญุ ไดก้ ศุ ลอยา่ งเดยี ว เปรยี บเหมอื นรากไมเ้ กาะเก่ียวอย่กู บั แผน่ ดนิ ครน้ั ได้
น้�ำฝนตกลงมาถูกต้องแล้วก็กลับงอกขึ้นมาได้อีก ฉันใดก็ดี โลกียศีลก็มีอุปาทาน
เก่ียวอยู่ กิเลสก็อาศัยอุปาทานบังเกิดขึ้นได้อยู่ เพราะเหตุนั้นจึงสมกับพระบาลีว่า
อปุ าทานปจั จยาภโว เม่ือมอี ปุ าทานเป็นปัจจัยแลว้ ภพกอ็ าศยั บงั เกดิ ขนึ้ ไดอ้ ยู่ เพราะ
ฉะนัน้ จงึ ว่า โลกยี ศีลนี้ กเิ ลสยังอาศยั บงั เกิดข้ึนไดอ้ ยู่ ศลี อันนัน้ แลชอ่ื ว่า โลกียศลี
ดงั นี้

ในโลกุตรศีลน้ัน โดยเน้ือความว่า ศีลอันใดไม่ยังกิเลสให้บังเกิดข้ึนได้ ศีล
อนั นน้ั แลชอื่ วา่ โลกุตรศลี ดงั นี้ โดยความอธิบายวา่ โลกตุ รศีลนน้ั ไมต่ ้องสมาทาน
ไม่ตอ้ งระวงั รกั ษา กิเลสบงั เกิดขน้ึ ไม่ได้ เปรียบเหมือนหน่งึ บคุ คลทตี่ ัดต้นไมแ้ ลว้ แล
ขดุ ถอนรากเสยี ฉะนนั้ ถงึ ฝนจะถกู ตอ้ งเปน็ ประการใดๆ กด็ ี กไ็ มส่ ามารถจะงอกงาม
ข้ึนมาได้ ถา้ มฉิ ะนนั้ เปรียบเหมอื นบุคคลทต่ี ดั ยอดตาลและยอดมะพร้าว ธรรมดาว่า
ยอดตาลและยอดมะพรา้ วอนั บุคคลตัดแลว้ น้ันก็ไมส่ ามารถจะงอกขน้ึ ได้ โลกุตรศีล
ก็มีอปุ ไมยเหมอื นกันฉะนัน้

บุคคลที่รักษาโลกุตรศีลนั้น เพราะมีปัญญาพิจารณาเห็นว่า ปัญจขันธ์แล
สรรพธรรมทง้ั ปวงแตล่ ว้ นเปน็ ของอนจิ จงั ทกุ ขงั อนตั ตา ทงั้ สนิ้ เพราะฉะนน้ั ทา่ นจงึ

180

ไมไ่ ดร้ กั ไมไ่ ดช้ งั กเิ ลสกบ็ งั เกดิ ขน้ึ ไมไ่ ด้ กเิ ลสจะบงั เกดิ ขนึ้ ไดน้ นั้ กเ็ พราะจติ ทรี่ กั ทช่ี งั
นเี่ อง เมอื่ จติ ไมร่ ักไม่ชงั แล้ว กเิ ลสกจ็ ะบงั เกดิ ข้ึนมาแตไ่ หนเลา่ อุปมาเหมอื นหนึ่งไฟ
ธรรมดาวา่ ไฟจะเกดิ ข้นึ ไดน้ น้ั กต็ ้องอาศยั เชอ้ื มอี ยู่ แต่ถ้าเช้อื ไม่มแี ล้ว ไฟกเ็ กดิ ขึ้น
ไมไ่ ด้ ฉนั ใดกด็ ี ใจของพระอรยิ สรรพบรุ ษุ ทง้ั หลายนนั้ ยอ่ มไมม่ เี ชอื้ คอื อปุ าทานทแ่ี จง้
ไปด้วยพระไตรลักษณญาณนน้ั อยใู่ นจิตสนั ดานเป็นนจิ นิรนั ดร เมอื่ เชื้อคืออุปาทาน
ไมม่ ีแล้ว กเิ ลสก็บังเกิดขนึ้ ไมไ่ ด้ เหมือนหนง่ึ เช้อื แหง่ ไฟฉะนั้น

เพราะเหตนุ นั้ จงึ วา่ โลกตุ รศลี นนั้ ไมต่ อ้ งสมาทาน ไมต่ อ้ งรกั ษา เปน็ แตใ่ ชป้ ญั ญา
ดวงเดียวก็รู้กิเลสได้หมด เมื่อรู้กิเลสได้หมดแล้วก็เป็นโลกุตรศีล ไม่ต้องสมาทาน
รกั ษา โลกียภาวนานั้น เมอ่ื บงั เกิดขึน้ แลว้ กห็ ายไป ไม่ถาวรมัน่ คงอยู่ได้ เหมือนหนงึ่
จติ ทเ่ี ปน็ เอกคั คตาแลว้ กก็ ลบั มาเปน็ วติ กวจิ ารณอ์ กี ตอ่ ไปไดฉ้ ะนนั้ ถา้ มฉิ ะนนั้ เปรยี บ
เหมือนหน่ึงบุคคลทีข่ นึ้ ต้นไม้ ครน้ั ได้เกบ็ เอาผลไดแ้ ล้ว ก็กลับลงมากองไว้ใตต้ ้นไม้
แล้วจึงขึ้นไปเก็บอีกฉะนั้น ถ้ามิฉะน้ันเปรียบเหมือนบุรุษท่ีไปบวชในส�ำนักแห่ง
พระสารีบุตรแล้วแลเรียนภาวนาได้ส�ำเร็จฌานโลกีย์เหาะไปได้ คร้ันภายหลังไป
เหน็ สตรี กม็ จี ติ ปฏพิ ทั ธย์ นิ ดชี อบใจ อยากไดส้ ตรนี น้ั มาเปน็ ภรรยาของตน ภาวนานน้ั
กเ็ สอื่ มหายไป ครน้ั ภายหลงั ไปประพฤตโิ จรกรรม เขาจบั ตวั ไดถ้ งึ แกโ่ ทษประหารชวี ติ
พระสารบี ตุ รผเู้ ปน็ อปุ ชั ฌายไ์ ดท้ ราบเหตดุ งั นน้ั แลว้ จงึ ไปเตอื นสตใิ หภ้ าวนา บรุ ษุ นน้ั
กร็ ะลกึ ได้ จึงบริกรรมภาวนา กเ็ หาะหนีรอดความตายมาได้ฉะนั้น เพราะเหตนุ ี้จึงวา่
โลกียภาวนาน้นั ไม่ถาวรมัน่ คงอยูไ่ ด้ เมอ่ื บังเกิดขน้ึ แลว้ กส็ ูญหายไป เพราะเป็นของ
ไมเ่ ทีย่ ง ร้กู ำ� เริบได้ ไม่เหมอื นโลกุตรภาวนา โลกุตรภาวนานัน้ เปน็ ของถาวรมั่นคง
เท่ียงแท้ ไม่ร้แู ปรผนั วิปริตกลับกลอกเหมอื นหนึง่ โลกยี ภาวนา

โลกุตรภาวนานั้น เปรียบเหมือนหน่ึงบุคคลที่ว่ายน�้ำไปในท่ีน้�ำพัดให้กลาย
กลบั กลอกไปมา ครนั้ ถงึ ฝง่ั ฝากแลว้ กพ็ น้ จากนำ�้ ไมม่ คี ลนื่ ฉะนนั้ โดยความอธบิ ายวา่
ภาวนาใหบ้ งั เกดิ ขน้ึ แลว้ แลไมห่ ายไมส่ ญู ไปฉะนนั้ แลชอื่ วา่ โลกตุ รภาวนา โลกตุ รภาวนา
นั้นอุปมาเหมือนบุคคลที่เข้าถ้�ำจนค่�ำมืด มืดนั้นก็ได้แก่ บุคคลที่แรกเจริญภาวนา
บคุ คลทแ่ี รกเจรญิ ภาวนานน้ั กย็ งั มดื อยู่ ครนั้ ภาวนาบงั เกดิ ขนึ้ แลว้ กม็ แี ตค่ วามสวา่ งขน้ึ

181

ไม่มืดต่อไป บุรุษผู้เข้าป่าในเวลาค่�ำมืดนั้น ครั้นแสงพระจันทร์ส่องสว่างลงมาแล้ว
ย่อมไดแ้ สงจนั ทร์เป็นท่ีดำ� เนินไป บรุ ุษนัน้ ก็ไดเ้ ห็นพระจนั ทร์แลว้ บรุ ษุ นน้ั ก็เดนิ ไป
สถานท่ีใดๆ จะให้พ้นพระจันทร์ไปน้ันไม่ได้ เมื่อบุรุษน้ันจะเดินไปสู่ประเทศใดๆ
พระจันทร์ก็ตามไปในประเทศท่ีน้ันๆ ฉันใดก็ดี ท่านที่ได้เจริญโลกุตรภาวนานั้น
เมื่อโลกุตรภาวนาบังเกิดขึ้นแล้ว ก็ย่อมติดตามผู้น้ันไปจนตราบเข้าสู่พระนิพพาน
ฉะนนั้ เพราะเหตนุ นั้ จงึ สมกบั พระบาลวี า่ ภาวะนายะ ปะหาตพั พะเหตกุ า ธมั มา ดงั นี้

๒๗. เนวะทัสสะเนนะ นะ ภาวะนายะ ปะหาตพั พะเหตุกา ธมั มา

ในบทท่ี ๒๗ วา่ เนวะทสั สะเนนะ นะ ภาวะนายะ ปะหาตพั พะเหตกุ า ธมั มา นแี้ ปลวา่
ธรรมทง้ั หลายอนั เปน็ ปจั จยั เกอ้ื กลู แกธ่ รรมทพ่ี งึ ละกเิ ลส เพราะเหตทุ ไ่ี มไ่ ดเ้ หน็ แลไมไ่ ด้
ภาวนานน้ั ความอธบิ ายวา่ ในเบอื้ งตน้ ทห่ี นง่ึ นน้ั วา่ ละกเิ ลสไดเ้ พราะเหน็ บททส่ี องนนั้
ว่าละกิเลสได้เพราะการภาวนา ดังนี้ ในบทที่สามนั้นว่าไม่ต้องเห็นไม่ต้องภาวนา
ละกิเลสได้ด้วยภาวะของตนเอง เปรียบเหมือนหนง่ึ ต้นไม้ท่ีมผี ลเป็นตน้ ธรรมดาว่า
ผลไมน้ นั้ บางทหี ลน่ ลงเองกม็ ี บางทหี ลน่ ดว้ ยพายพุ ดั กม็ ี บางทหี ลน่ ดว้ ยคนสอยกม็ ี
บางทีหล่นด้วยสัตว์ทั้งหลายมีค้างคาวเป็นต้น แต่พระธรรมบทนี้หล่นลงโดยสภาวะ
ของตนเอง จะไดล้ งดว้ ยคนสอยและลมพายพุ ดั และสตั วจ์ ำ� พวกหนงึ่ จำ� พวกใดกระทำ�
หามไิ ด้ เพราะฉะนนั้ จงึ ไดช้ อ่ื วา่ เนวะทสั สะเนนะ นะ ภาวะนายะ ปะหาตพั พะเหตกุ า ธมั มา
ฉะน้ี

พระสกวาทีฯ จงึ ถามขนึ้ วา่ ข้าแตท่ า่ นปรวาทีฯ ขา้ พเจ้าเคยไดย้ นิ ได้ฟงั มาว่า
ท่านท่ีได้ส�ำเร็จมรรคผลธรรมวิเศษต่างๆ นั้น ก็เพราะได้เห็นได้เจริญภาวนาก็ดี
ดงั ทที่ า่ นไดเ้ หน็ ฟองนำ้� และพยบั แดดเปน็ ฉะนี้ ในพระกรรมฐาน ๔๐ แลวปิ สั สนา ๑๐
นนั้ กด็ ี ทา่ นแสดงไวว้ า่ ไดส้ ำ� เรจ็ เพราะเหตทุ ไ่ี ดเ้ หน็ และเหตทุ ไี่ ดเ้ จรญิ ภาวนาดงั นี้ กแ็ ลคำ�
ทท่ี ่านว่าไมต่ ้องเห็นไมต่ ้องภาวนานน้ั ข้าพเจา้ มคี วามสงสยั เพราะไม่เคยได้ยินได้ฟัง
เพราะฉะนนั้ ขอพระปรวาทฯี จงแสดงอา้ งบคุ คลพอเปน็ ตวั อยา่ งเพอ่ื ใหเ้ กดิ ความเขา้ ใจ
อีกตอ่ ไป

182

พระปรวาทีฯ จึงน�ำเอาเรอื่ งพระอานนท์มาแสดงเพอื่ ใหเ้ ป็นนิทัศนอุทาหรณว์ ่า
ดกู อ่ นทา่ นสกวาทยาจารย์ เมอื่ พระอานนทต์ ามเสดจ็ พระพทุ ธเจา้ ไปถงึ เมอื งกสุ นิ ารายณ์
ณ ครง้ั นน้ั พระอานนทไ์ ด้ทราบวา่ พระพทุ ธเจา้ จะเสด็จเขา้ สู่พระนิพพาน กม็ ีความ
เศรา้ โศกาอาลยั ไปตา่ งๆ พระองคจ์ งึ ทรงตรสั แกพ่ ระอานนทว์ า่ มา โสจะยิ ดกู อ่ นอานนท์
เธออยา่ ไดเ้ ศรา้ โศกเสยี ใจไปเลย เมอ่ื เราผตู้ ถาคตนพิ พานไปแลว้ พระมหาอรยิ กสั สปะ
จะยกพระวนิ ยั สตุ ตนั ตอภธิ รรมขน้ึ สสู่ งั คายนา ในกาลครงั้ นน้ั ทา่ นจะไดบ้ รรลอุ าสวกั ขยั
เป็นพระอรหันตด์ ังนี้

ครั้นถึงวันประชุมสังคายนา พระสงฆ์ท้ังหลายจึงตักเตือนพระอานนท์
เสวสนั นปิ าโต วนั พรงุ่ นี้แล้ว พระสงฆจ์ ะประชุมกระท�ำสงั คายนา ตวงั เสโข ตวั ทา่ น
ยังเปน็ เสขบุคคลอยู่ ทา่ นหาสมควรท่ปี ระชมุ สนั นบิ าตไม่ อัปปะมัตโต โหติ ฉะนน้ั
ทา่ นจงอยา่ ไดป้ ระมาทเลย ดังนี้ เมอ่ื พระอานนทไ์ ด้ฟังซงึ่ คำ� แหง่ สงฆ์ตกั เตอื นดังนน้ั
จึงเข้าไปสู่ท่ีสงัดกระท�ำสมณธรรมปลงปัญญาลง ความเห็นชัดว่า เราคงได้ส�ำเร็จ
มรรคผลธรรมวเิ ศษพระอรหนั ต์เป็นแน่ พระองคท์ รงตรัสไวแ้ ลว้ ไม่เป็นค�ำสอง ดงั น้ี
ดกู อ่ นท่านสกวาทีฯ พระอานนท์ก็ไม่ได้สำ� เรจ็ มรรคผลธรรมวิเศษอันใดเพราะเหตทุ ี่
ได้เห็นน้นั

ครั้นมาภายหลัง พระอานนท์ก็ได้เจริญกายคตาสติกรรมฐาน พิจารณาซึ่ง
อาการ ๓๒ โดยพระไตรลกั ษณญาณ จนคนื ยนั รงุ่ พระอานนทก์ ไ็ มไ่ ดส้ ำ� เรจ็ มรรคผล
วเิ ศษอนั ใด เพราะเหตนุ น้ั พระอานนทจ์ งึ วติ กไปวา่ กเ็ หตใุ ดหนอ เราจงึ ไมไ่ ดส้ ำ� เรจ็ เปน็
พระอรหนั ต์ สงั ขาระสะมตั โถ ชะรอยวา่ เราจะทำ� ความเพยี รกลา้ หนกั ไป จำ� เราจะระงบั
สงั ขารเสยี สกั หนอ่ ยใหส้ บาย แลว้ จงึ จะภาวนาใหมต่ อ่ ไป ฉะน้ี พระอานนทก์ ล็ ะความเหน็
และภาวนานน้ั แล้วจงึ เอนกายลง พระเศยี รยังไม่ถึงพระเขนย พระบาทยังไม่พน้ พืน้
พระอานนทก์ ไ็ ดบ้ รรลอุ าสวกั ขยั เปน็ พระอรหนั ตป์ ฏสิ มั ภทิ าในระหวา่ งอริ ยิ าบถทง้ั ๔ นน้ั
โดยความอธิบายว่า พระอานนท์เป็นผู้เก้ือกูลแก่ธรรมอันจะพึงละกิเลสได้ด้วยเหตุ
ทไี่ ม่ต้องเห็นไม่ตอ้ งภาวนาดงั น้ี เพราะฉะน้ันจงึ สมกับพระบาลวี ่า เนวะทัสสะเนนะ
นะ ภาวะนายะ ปะหาตัพพะเหตุกา ธัมมา ฉะน้ี ปราชญ์ผู้มีวิจารณญาณก็พึง
สันนิษฐานเข้าใจตามนัยพุทธสุภาษิตอันวิจิตรพิสดาร อาตมารับประทานวิสัชนามา
ในตกิ มาตกิ าท่ี ๒๗ นีโ้ ดยสงั เขปกถา กย็ ตุ ลิ งเพียงนี้

183

๒๘. อาจะยะคามิโน ธัมมา

ในล�ำดับน้ีจะได้แสดงในติกมาติกาบทท่ี ๒๘ ต่อไป โดยนัยพระบาลีว่า
อาจะยะคามิโน ธัมมา เป็นตน้ แปลวา่ ธรรมทั้งหลายอันเปน็ เหตจุ ะยงั สตั ว์ให้ได้
เสวยความสุข เพราะการสร้างสมซ่ึงบุญนั้น ธรรมดาว่าบุคคลไปสู่หนทางอันไกล
กต็ ้องอาศยั สะสมเสบยี งอาหารใหเ้ พียงพอบรบิ รู ณ์กอ่ น จงึ จะมีความสขุ ความสบาย
ในหนทางฉะน้ัน ถ้ามิฉะนั้นก็เปรียบเหมือนหน่ึงแม่ทัพท่ีจะยกพลนิกายเข้าสู่
ยทุ ธสงคราม กต็ อ้ งเตรยี มเสบยี งอาหารและเครอื่ งศาสตราวธุ ใหเ้ พยี งพอบรบิ รู ณก์ อ่ น
จงึ จะยกเขา้ สยู่ ทุ ธสงครามนน้ั ได้ ฉนั ใดกด็ ี บคุ คลทจี่ ะไดป้ ระสบซง่ึ ความสขุ นน้ั กต็ อ้ ง
สะสมซง่ึ การบญุ การกศุ ลเหมอื นกนั ดงั มใี นราชเทวตาสงั ยตุ ตพทุ ธภาษติ วา่ ปญุ ญสั สะ
อุจจะโย เมื่อบุคคลผู้ใดสะสมซึ่งบุญ บุญน้ันก็จะน�ำมาซ่ึงความสุข เพราะฉะนั้น
จงึ สมกบั พระบาลวี า่ อาจะยะคามิโน ธมั มา ฉะนีฯ้

๒๙. อะปะจะยะคามโิ น ธมั มา

ในบทที่ ๒๙ วา่ อะปะจะยะคามโิ น ธมั มา นน้ั แปลความวา่ ธรรมทงั้ หลายอนั เปน็ เหตุ
จะยงั สตั วใ์ หไ้ ดเ้ สวยซงึ่ ความทกุ ข์ เพราะไมไ่ ดส้ ง่ั สมขน้ึ ซง่ึ การบญุ การกศุ ล โดยความ
อธิบายวา่ บคุ คลจะถงึ ซึ่งความทุกข์ยากล�ำบากเขญ็ ใจเพราะไมม่ ีเครื่องใช้สอยตา่ งๆ
มเี งนิ ทองผา้ นงุ่ หม่ เปน็ ตน้ นนั้ กเ็ พราะไมไ่ ดส้ งั่ สมการบญุ การกศุ ล เปรยี บเหมอื นหนง่ึ
คนยากจนอนาถา เที่ยวขอทานท่านผู้อื่นเล้ียงอัตภาพ บางวันก็ได้ บางวันก็ไม่ได้
วันที่ขอเขาไม่ได้น้ันแลมากกว่าวันท่ีได้ เพราะของของตนไม่มี จึงต้องถึงซ่ึงความ
ลำ� บากดงั น้ี ดงั มบี ุคคลเป็นนิทศั นอุทาหรณว์ ่า ยงั มเี ศรษฐีผ้หู นง่ึ ช่ือ อานนั ทเศรษฐี
เศรษฐผี ู้นีไ้ ม่ไดก้ ระทำ� บญุ ใหท้ านแก่ใครๆ คร้นั ตายไปกไ็ ดบ้ งั เกิดในครรภ์จณั ฑาล
ต้ังแต่ทารกน้ันมาปฏิสนธิการตั้งครรภ์ข้ึนมาก็กระท�ำให้บิดามารดาท้ังสองถึงแก่
ความยาก เทย่ี วขอทานเขาไดโ้ ดยลำ� บาก ครน้ั คลอดออกมาพอรเู้ ดนิ ไดแ้ ลว้ มารดาบดิ า
พาไปเท่ียวขอทาน กเ็ ลยไมไ่ ด้สิง่ อันใดมา ถ้าไม่พาไป ไปแตต่ นผู้เดยี ว กไ็ ดม้ าพอ
เป็นยาปรมัตถเ์ ล้ยี งกนั ไป เพราะเหตุน้นั มารดาจึงพาไปปลอ่ ยท้งิ เสียใหไ้ กลพน้ จาก
บา้ นของตน แล้วกเ็ ท่ยี วขอทานเขากินได้โดยความสะดวกดี

184

ฝา่ ยทารกนนั้ กเ็ ทย่ี วขอทานเขาไป เม่อื ทารกทง้ั หลายไดเ้ หน็ แล้กพ็ ากนั ไลท่ บุ ตี
ให้ถึงแก่ความตาย แล้วจึงพากันเอาไปโยนทิ้งไว้เหนือกองหยากเยื่อในที่แห่งหนึ่ง
เพลาเช้าวนั นั้น สมเดจ็ พระสัมมาสมั พทุ ธะเสดจ็ ไปโคจรภิกขาจารบณิ ฑบาต คร้นั ได้
ทอดพระเนตรเห็นทารกนั้นนอนตายอยู่บนกองหยากเย่ือน้ันแล้ว จึงทรงตรัสแก่
พระอานนทว์ า่ ดกู อ่ นอานนท์ ทารกทนี่ อนตายอยบู่ นกองหยากเยอ่ื นกี้ ค็ อื อานนั ทเศรษฐี
นน้ั เอง เพราะตนไม่ได้บ�ำเพ็ญกศุ ลไว้ จงึ ต้องถึงซ่ึงความทกุ ข์ยากลำ� บากเห็นสภาวะ
ปานฉะนี้ เพราะฉะน้ันจงึ สมกับพระบาลวี ่า อะปะจะยะคามโิ น ธัมมา ฉะน้ีฯ

๓๐. เนวาจะยะคามโิ น นาปะจะยะคามโิ น ธมั มา

ในบทที่ ๓๐ นนั้ มพี ระบาลวี า่ เนวาจะยะคามโิ น นาปะจะยะคามโิ น ธมั มา แปลวา่
ธรรมท้ังหลายอันเป็นเหตุจะยังสัตว์ให้ได้ถึงซึ่งความสุข ด้วยการสะสมก็ไม่ใช่
ด้วยการไม่สะสมก็ไม่ใช่ โดยความอธิบายว่า สะสมแต่การบุญ ไม่สะสมการบาป
แตธ่ รรมบทนแี้ ปลวา่ ไมใ่ ชบ่ ญุ ไมใ่ ชบ่ าป เปรยี บเหมอื นหนงึ่ คนนอนหลบั ไมส่ ขุ ไมท่ กุ ข์
ฉะน้ัน ถ้ามิฉะนั้นก็เปรียบเหมือนคนท่ีหนีร้อนไปหาเย็น หนีร้อนออกไปพ้นจาก
ร้อนแลว้ แตย่ ังไม่ทนั ถึงความเยน็ ยงั อยใู่ นระหวา่ งกลางๆ ฉะน้ี เมอื่ จะช้บี คุ คลเป็น
นทิ ศั นอทุ าหรณ์แล้ว ก็ไดแ้ ก่ พระมหาเถรทบ่ี อกแกน่ ายช่างแกว้ มณวี ่า โทษยังมแี ก่
บคุ คลในโลกฉะนี้ เพราะตวั ของทา่ นนนั้ ไมส่ ขุ ไมท่ กุ ข์ ทา่ นอยใู่ นระหวา่ งกลาง ไมร่ อ้ น
ไมเ่ ยน็ โดยเหตุน้ีกย็ ่อมวติ ถารพสิ ดารอยูใ่ นคมั ภรี พ์ ระธรรมบทนี้แลว้ น�ำมาแสดง
ในท่นี ้ีแต่โดยสงั เขปกถาใหส้ มกบั พระบาลีว่า เนวาจะยะคามิโน นาปะจะยะคามโิ น
ธัมมา ฉะน้ีฯ

๓๑. เสกขา ธมั มา

เบ้ืองหนา้ แต่นีไ้ ปจะไดแ้ สดงในติกมาตกิ าที่ ๓๑ สบื ตอ่ ไป โดยนยั พระบาลีว่า
เสกขา ธมั มา แปลวา่ ธรรมทงั้ หลายทจ่ี ำ� จะตอ้ งศกึ ษาดงั น้ี ธรรมทจ่ี ำ� จะตอ้ งศกึ ษานน้ั
มีอยู่ ๓ ประการ คอื อธิสีลสิกขา ๑ อธิจติ ตสิกขา ๑ อธิปัญญาสกิ ขา ๑ เปน็ ธรรม
๓ ประการฉะนี้

185

พระสกวาทฯี จงึ ถามขนึ้ วา่ ธรรมทัง้ ๓ ประการนจี้ ะต้องศกึ ษาอยา่ งไรจงึ จะ
เรียกว่า อธิศีล อธจิ ติ อธิปญั ญา ได้ พระปรวาทฯี จงึ วิสชั นาวา่ ในสิกขาทัง้ ๓ นั้น
กค็ อื ศลี กลา้ ๑ ศลี ยง่ิ ๑ ศกึ ษาใหจ้ ติ ยงิ่ ๑ ศกึ ษาใหป้ ญั ญายงิ่ ๑ โดยความอธบิ ายวา่
ศีลน้ันก็มีอยู่ ๓ สถาน คือ ศีลอย่างต่�ำ ๑ ศีลอย่างกลาง ๑ ศีลอย่างยิ่ง ๑
บคุ คลผ้รู ักษาศลี น้นั บางคนกเ็ ปลง่ อุบายวาจาว่าจะรักษาศลี ไมก่ ระทำ� บาปดว้ ยกาย
วาจา ครัน้ บาปมาถงึ แก่ตนเข้าแลว้ กไ็ มม่ ีเจตนาจะรักษาศีลน้ันไว้ได้ ขืนกระทำ� บาป
ลงไปดว้ ยกายวาจา ดงั นี้ เรยี กชอ่ื วา่ ศลี อยา่ งตำ่� บคุ คลผรู้ กั ษาศลี นน้ั บางคนกต็ ง้ั เจตนา
ไวว้ า่ จะรกั ษาศลี ไมก่ ระทำ� บาปดว้ ยกายวาจา ครนั้ บาปมาถงึ แกต่ นเขา้ แลว้ กค็ ดิ ไดว้ า่
เรารักษาศีล ไม่ควรกระท�ำบาปดว้ ยกายวาจา ดงั น้ี เรยี กชื่อว่าศลี อยา่ งกลาง บคุ คล
ผูร้ ักษาศลี นั้น บางคนกร็ ักษาพรอ้ มด้วยกายวาจา ไมก่ ระทำ� บาปจรงิ ๆ จนเห็นพระ
อรยิ สจั จธรรมทงั้ ๔ ดงั น้ี เรยี กชอ่ื วา่ ศลี อยา่ งยง่ิ อกี ประการหนงึ่ บคุ คลทเ่ี ปน็ สตั ตบรุ ษุ
มารักษาศีล ๕ ได้บริสุทธ์ิดีแล้วยังไม่พอแก่ศรัทธา จึงรักษาศีล ๘ ให้ย่ิงขึ้นไป
ครั้นรกั ษาศีล ๘ ไดบ้ ริสทุ ธ์ิดีแลว้ กย็ งั ไมพ่ อแก่ศรัทธา ละเพศฆราวาสออกบรรพชา
เปน็ สามเณรรกั ษาศลี ๑๐ ใหย้ งิ่ ขน้ึ ไป จนไดอ้ ปุ สมบทเปน็ ภกิ ษรุ กั ษาศลี ๒๒๗ ดงั นี้
เรยี กวา่ ศึกษาในศีลชอ่ื อธศิ ีลสิกขา

พระสกวาทีฯ จงึ ขออปุ มากบั พระปรวาทฯี อกี ต่อไป พระปรวาทฯี จงึ ไดอ้ ปุ มา
ต่อไปว่า ธรรมดาว่าบุคคลท่ีปลูกต้นไม้หวังผลแล้วก็ย่อมระวังรักษา หมั่นรดน�้ำ
พรวนดิน ไม่ให้ต้นไม้นั้นเหีย่ วแหง้ ตายไป คอยระวงั รกั ษาอยู่ทกุ ทิวาราตรีมิได้ขาด
จนตน้ ไมน้ นั้ งอกงามเจรญิ ขนึ้ มดี อกออกผลสมความประสงคข์ องตน ฉนั ใดกด็ ี บคุ คล
ผู้มีวิรัติเจตนามารักษาศีลหวังต่อความสุขแล้วน้ัน ก็ย่อมตั้งเจตนาระวังรักษาไม่ให้
อุปกิเลสเขา้ มาทว่ มทบั ศีลได้ และยงั ศลี ของตนให้บริบูรณย์ ่งิ ๆ ขึน้ ไป เหมือนบุคคล
ทีป่ ลูกตน้ ไม้ฉะนน้ั

เบ้ืองหน้าแต่น้ีจะได้แก้ไขอธิจิตตสิกขาต่อไป บุคคลท่ีจะกระท�ำจิตให้ย่ิงน้ัน
กพ็ งึ คดิ วา่ เราจะใหท้ านตามไดต้ ามมี ครนั้ เหน็ ทานมผี ลแลว้ กพ็ งึ คดิ วา่ เราจะรกั ษาศลี
ตอ่ ไป ครนั้ เหน็ ศลี มผี ลมากกวา่ ทานแลว้ กพ็ งึ คดิ วา่ เราจะเจรญิ ภาวนาตอ่ ไป ครนั้ เหน็
ภาวนามผี ลมากกวา่ ทานศีลแล้ว ก็พงึ คดิ วา่ เราจะฟังพระธรรมเทศนาตอ่ ไป ครน้ั เหน็

186

อานสิ งส์ในการฟงั พระธรรมเทศนาน้ันว่ามผี ลมากยงิ่ กว่าทาน ศีล ภาวนา นน้ั แล้ว
ก็อุตสาหะฟังพระธรรมเทศนาโดยสัจจเคารพ ด้วยหวังตั้งจิตว่าจะรับเอาข้ออันเป็น
แก่นสาร ดังนเี้ รียกว่าศกึ ษาให้จิตยิง่ ชือ่ วา่ อธจิ ิตตสกิ ขา

เบอื้ งหนา้ แตน่ จ้ี ะไดแ้ กไ้ ขในอธปิ ญั ญาสกิ ขาสบื ตอ่ ไป บคุ คลผกู้ ระทำ� ปญั ญาให้
ยง่ิ นน้ั กใ็ หพ้ งึ รจู้ กั บำ� เพญ็ ทาน รกั ษาศลี และเจรญิ ภาวนา แลสดบั ฟงั พระธรรมเทศนา
เหมอื นอยา่ งอธิศีล อธิจิต ฉะนน้ั โดยความอธบิ ายว่า ปัญญาทเ่ี ป็นสามญั ลักษณ์
คือรวู้ า่ สังขารธรรมเปน็ อนิจจงั ทกุ ขัง อนัตตา สามัญปญั ญาน้ีแลเรยี กวา่ พระปรยิ ัติ
เมอื่ รจู้ กั พระปรยิ ตั โิ ดยลกั ษณะสามญั ฉะนแี้ ลว้ กบ็ งั เกดิ นพิ พทิ าญาณ หยงั่ รหู้ ยง่ั เหน็
ในทางปฏบิ ตั วิ า่ ปฏบิ ตั นิ นั้ ยงิ่ กวา่ พระปรยิ ตั ิ คอื ความเบอื่ หนา่ ยในสงั ขารธรรมทงั้ ปวง
เมอ่ื รวู้ า่ จติ ของตนมคี วามเบอื่ หนา่ ยแลว้ กไ็ ดร้ วู้ า่ ความปฏบิ ตั อิ ยา่ งนเ้ี ปน็ ความปฏบิ ตั ิ
ยง่ิ กวา่ พระปรยิ ตั ิ ปญั ญาเปน็ นพิ พทิ าญาณนแ้ี ลเรยี กวา่ ปฏบิ ตั ิ เมอ่ื มากำ� หนดรจู้ กั ปฏบิ ตั ิ
โดยมีนิพพิทาญาณฉะนี้แล้ว ก็บังเกิดมุญจิตุกามยตาญาณ หย่ังรู้หย่ังเห็นในทาง
ปฏเิ วธ ชื่อว่า อธปิ ญั ญาสกิ ขา เพราะฉะนั้นจงึ สมกบั พระบาลวี ่า เสกขา ธัมมา ฉะนี้ฯ

๓๒. อะเสกขา ธมั มา

เบอ้ื งหนา้ แตน่ จี้ ะไดแ้ สดงในตกิ มาตกิ าที่ ๓๒ สบื ตอ่ ไป มนี ยั พระบาลวี า่ อะเสกขา
ธัมมา แปลวา่ ธรรมทั้งหลายอนั ไม่ศกึ ษา โดยความอธบิ ายว่า ธรรมทไี่ มศ่ ึกษานัน้
กไ็ ดแ้ กค่ วามเกยี จครา้ นกระทำ� ในอธศิ ลี อธจิ ติ อธปิ ญั ญา เสอ่ื มทรดุ ไปทกุ ทวิ าราตรกี าล
เปรียบปานประหนึ่งว่า บุคคลปลูกต้นไม้หวังผลแลเป็นคนเกียจคร้านไม่หมั่น
ระวงั รกั ษา รดนำ้� พรวนดนิ แลว้ ตน้ ไมน้ นั้ กม็ แี ตเ่ ศรา้ โศกเหย่ี วแหง้ ตายไป เปรยี บสตั ว์
ในอบายภมู ทิ ง้ั ๔ สตั วใ์ นอบายภมู ทิ ง้ั ๔ นนั้ เมอื่ เดมิ ทกี เ็ ปน็ มนษุ ยน์ เี้ อง แตเ่ ปน็ มนษุ ย์
ทปี่ ราศจากศลี สมาธิ ปัญญา ทด่ี ีชอบ จงึ ต้องไปทนทกุ ขเวทนา เห็นสภาวะปานดงั น้ี
เพราะอะไรเปน็ เดิมเหตุ กเ็ พราะความทไ่ี ม่ศกึ ษาในศีล สมาธิ ปัญญา นเ่ี อง

พระสกวาทีฯ จงึ ถามข้นึ ว่า การทีไ่ มศ่ ึกษานั้นจะมีโทษอย่างไร จะได้แกบ่ คุ คล
จำ� พวกใด?

187

พระปรวาทีฯ จงึ วิสัชนาแกไ้ ขวา่ บคุ คลผมู้ คี วามประมาท เกียจคร้าน ไม่ศกึ ษา
ในหนทางศลี สมาธิ ปญั ญา และไม่แสวงหาซ่ึงความสุขแกต่ นนั้น ย่อมมโี ทษมาก
หลายประการ เปรียบเหมือนหนึ่งบุคคล ๒ จ�ำพวก เดินทางไกลกันดารด้วยน�้ำ
จำ� พวกหน่งึ เกยี จคร้านไม่เพยี รเดินไป จ�ำพวกหน่งึ มมี านะเพียรเดนิ ไป ครนั้ เดินไปๆ
ก็ให้กระหายน้ำ� เป็นกำ� ลัง คนเกียจครา้ นนั้นจึงบอกกับเพื่อนกนั วา่ เราเหน็ จะเดินไป
ไม่ไหว ข้ีเกียจเต็มทีแล้ว เพ่ือนท่ีมีมานะจึงตักเตือนข้ึนว่า ท่านจงอุตสาหะเดินไป
อีกสกั หน่อยก็จะพบต้นมะขามป้อม กนิ แก้กระหายน�้ำ ถดั ตน้ มะขามป้อมนน้ั ไปกจ็ ะ
พบต้นมะเฟือง ถัดต้นมะเฟืองน้ันไปก็จะพบสระน�้ำ ได้อาบกินตามความสบายใจ
คนเกียจคร้านนัน้ จึงบอกว่า เราเดินไปไม่ไหว เราอดน้ำ� มาสามวนั แล้ว เพราะฉะนนั้
เราจะเข้าอาศัยพักอยู่ในสถานท่ีน้ี พวกมีมานะไม่เกียจคร้านอุตสาหะ เดินไปก็ถึง
ตน้ มะขามปอ้ ม ไดก้ นิ ผลมะขามปอ้ มแลว้ กม็ กี ำ� ลงั เดนิ ตอ่ ไป กไ็ ดถ้ งึ ตน้ มะเฟอื ง ไดก้ นิ
ผลมะเฟอื งกม็ กี ำ� ลงั เดนิ ตอ่ ไป กไ็ ดบ้ รรลถุ งึ สระนำ�้ กไ็ ดอ้ าบไดก้ นิ โดยความสบายใจ
จนไดบ้ รรลุความสุขสันตภ์ ริ มย์สมดงั มโนประสงค์ของตน บคุ คลเกียจครา้ นน้ันกถ็ ึง
แก่ความตายไปในสถานที่นน้ั

เพราะเหตนุ น้ั จงึ วา่ บคุ คลทไ่ี มศ่ กึ ษานน้ั ยอ่ มประกอบไปดว้ ยโทษคอื ความตาย
เกดิ อยใู่ นสงั สารทกุ ขไ์ มม่ กี ำ� ห นดชาติ ทง้ั กนั ดารลำ� บากเดอื ดรอ้ นตา่ งๆ ฉะน้ี ดงั มนี ยั
พุทธฎกี าวา่ อิธะ ตปั ปะติ อธิ ะ โมหะติ เปจจะโมหะติ โดยเนอ้ื ความว่า บุคคลจะได้
ความเดอื ดรอ้ นในโลกนแ้ี ลว้ มหิ นำ� ซำ�้ ไปเดอื ดรอ้ นในอบายภมู ทิ ง้ั ๔ อกี นน้ั กเ็ พราะ
ตนไมไ่ ด้บำ� เพ็ญกศุ ลสุจริตไว้ และไม่ไดศ้ กึ ษาใน ศีล สมาธิ ปัญญา ใหเ้ ปน็ ทีพ่ ง่ึ
แก่ตนในกาลก่อน เพราะฉะนั้นจึงได้ประสบแต่อนิฏฐารมณ์ คือความเดือดร้อน
ทง้ั อธิ โลกและปรโลกฉะน้ี บคุ คลทไี่ ม่มเี ดือดร้อนยอ่ มมแี ต่ความช่ืนชมในโลกนีแ้ ล้ว
มิหน�ำซ�้ำไปช่ืนชมในปรโลกอีกนั้น ก็เพราะท่านได้บ�ำเพ็ญสุจริตไว้ แลได้ศึกษาศีล
สมาธิ ปัญญา ไวใ้ หเ้ ปน็ ทพี่ งึ่ แกต่ นแต่ในกาลก่อน เพราะฉะนั้นทา่ นจงึ ได้ประสบแต่
อิฏฐารมณ์ คอื ความชนื่ ชมยนิ ดที งั้ ในอิธโลกและปรโลกฉะนีฯ้

188

๓๓. เนวะเสกขา นาเสกขา ธมั มา

เบอื้ งหนา้ แตน่ จี้ ะไดแ้ สดงในบทที่ ๓๓ สบื ตอ่ ไป โดยนยั พระบาลวี า่ เนวะเสกขา
นาเสกขา ธัมมา แปลว่า ธรรมท้งั หลายจะศึกษาก็ไม่ใช่ จะไม่ศึกษากไ็ ม่ใช่ โดย
ความอธิบายว่า ไม่ต้องศึกษา ได้ส�ำเร็จเป็นขึ้นได้เองตามภูมิที่ดังมีบุคคลเป็น
นทิ ศั นอทุ าหรณว์ า่ พระศรธี าตรุ าชกมุ ารไมต่ อ้ งศกึ ษากส็ ำ� เรจ็ วชิ าการไดห้ มด ไมว่ า่ สรรพ
วิชาส่งิ ใดๆ กไ็ ด้ส�ำเรจ็ ได้ทกุ ประการฉะน้ัน ถา้ มฉิ ะน้ันเปรียบเหตุต้นไม้ไมม่ ีคนปลกู
ขนึ้ มาเอง แตไ่ มข่ นึ้ ทวั่ ไป เฉพาะขนึ้ ไดแ้ ตด่ นิ ทอี่ นั ควร ฉนั ใดกด็ ี มรรคผลธรรมวเิ ศษ
จะบงั เกดิ ขน้ึ ไดน้ น้ั กต็ อ้ งอาศยั แกภ่ มู อิ นั ควร มกี เิ ลสกไ็ มบ่ งั เกดิ เฉพาะบงั เกดิ ขน้ึ ได้
แตท่ า่ นทม่ี บี ารมแี กก่ ลา้ ฉะนน้ั โดยเนอื้ ความวา่ ธรรมในทนี่ ป้ี ระสงคบ์ คุ คลทม่ี อี ปุ นสิ ยั
เคยไดก้ ระทำ� มาแตใ่ นกาลกอ่ น เพราะเหตนุ นั้ จงึ แปลวา่ ศกึ ษากไ็ มใ่ ช่ ไมศ่ กึ ษากไ็ มใ่ ช่
ฉะน้ี ดงั มบี คุ คลเปน็ นทิ ศั นต์ วั อยา่ ง เมอ่ื พระกมุ ารกสั สปไดฟ้ งั พยากรณภ์ าษติ ๑๕ ขอ้
ซ่ึงมใี นธัมมิกปญั หาสตู รนั้น ก็อุตสาหะทรงจ�ำไว้ได้แม่นย�ำ เจรญิ บริกรรมภาวนามา
สนิ้ กาลนานแลว้ กย็ งั ไมไ่ ดส้ ำ� เรจ็ มรรคผลอนั ใด ครน้ั มาภายหลงั ทา้ วมหาพรหมจงึ มา
ถามปญั หาอนั น้ันแกก่ มุ ารกสั สป กุมารกสั สปจึงนำ� ปญั หานนั้ ไปทลู ถามพระพทุ ธเจา้
พระพุทธเจ้าจึงทรงพยากรณ์ภาษิตปัญหา ๑๕ ข้อน้ัน ต้ังแต่ต้นจนอวสานที่สุด
พระกุมารกัสสปก็ได้ส�ำเร็จพระอรหันต์ปฏิสัมภิทา ปรากฏในพุทธศาสนาดังน้ี
เพราะฉะนนั้ จึงสมกับพระบาลีว่า เนวะเสกขา นาเสกขา ธัมมา ฉะน้ฯี

๓๔. ปะรติ ตา ธัมมา

ในลำ� ดบั นจ้ี ะไดแ้ กไ้ ขในตกิ มาตกิ าบทที่ ๓๔ สบื ตอ่ ไป โดยนยั พระบาลวี า่ ปะรติ ตา
ธมั มา แปลว่า ธรรมมปี ระมาณน้อย โดยความอธิบายวา่ บุคคลผ้มู สี ติปญั ญาน้อย
จะเจรญิ ธรรมทมี่ ากกไ็ มไ่ ด้ ไมเ่ ปน็ ผลสำ� เรจ็ พาใหเ้ กดิ ความเดอื ดรอ้ นรำ� คาญใจ ดงั มี
ในชาดกวา่ พระจฬุ ปนั ถกมสี ตปิ ญั ญานอ้ ย ไปเรยี นวชิ าอยใู่ นสำ� นกั แหง่ ทศิ าปาโมกข์
อาจารย์ ก็จำ� อะไรไมไ่ ด้ จำ� ไดแ้ ต่ ฆะเฏสิ กงิ กะระณา อะหังปิ ตัง ชานามิ ชานามิ
เท่าน้นั กย็ งั เกิดผลใหส้ ำ� เรจ็ ได้ และเป็นนิสัยติดตามมา ครนั้ ถงึ ศาสนาของสมเดจ็

189

พระพทุ ธองคท์ รงพระนามวา่ สมณโคดม โดยความหวงั ตง้ั จติ กไ็ ดไ้ ปบวชอยใู่ นสำ� นกั
แหง่ มหาปนั ถกผเู้ ปน็ พชี่ าย จะเลา่ เรยี นอะไรกไ็ มไ่ ด้ ใหบ้ งั เกดิ ความเดอื ดรอ้ นรำ� คาญใจ
จึงหนีไปสู่ส�ำนักพระพุทธเจ้าโดยความหวังตั้งใจว่าจะลาสิกขา ครั้นไปถึงส�ำนัก
พระพุทธเจ้าแล้ว พระองค์ก็ได้ทรงทราบด้วยพระปัญญาญาณว่าจะได้ส�ำเร็จแก่
พระอรหันต์ปฏิสัมภิทาญาณแต่ธรรมมีประมาณน้อย เพราะฉะน้ัน พระองค์จึงผูก
พระคาถาใหเ้ จรญิ บรกิ รรม ๑๐ อกั ขระวา่ ระโชหะระณงั ระชงั หะระติ ดงั น้ี พระจฬุ ปนั ถก
ก็จ�ำได้ อุตสาหะเจริญบริกรรมไป ก็เป็นผลให้ส�ำเร็จพระอรหันต์ได้เพราะธรรมมี
ประมาณนอ้ ย แลมนี สิ ยั นอ้ ยพอควรแกอ่ ารมณ์ ฉะน้ี อกี ประการหนง่ึ เมอ่ื จะไดส้ ำ� เรจ็ นนั้
ก็เพราะจิตที่น้อยลงๆ ธรรมที่น้อยนั้น ก็เฉพาะมีอารมณ์น้อยลงๆ เหมือนกัน
เปรยี บเหมือนสูปังและพยญั ชนังทม่ี รี สอนั อร่อยดี ถงึ จะมีน้อยก็เปน็ ทีบ่ ริโภคมกี �ำลงั
เพราะรสนน้ั ถูกต้องกนั กับอธั ยาศัยของผูท้ บ่ี รโิ ภค เพราะฉะนั้นจึงสมกับพระบาลีว่า
ปะริตตา ธัมมา ดังน้ี

๓๕. มะหคั คะตา ธมั มา

ในบทที่ ๓๕ นน้ั พระบาลวี า่ มะหคั คะตา ธมั มา แปลวา่ ธรรมทง้ั หลายอนั เลศิ ใหญ่
โดยความอธบิ ายวา่ ธรรมทพี่ ระองคท์ รงตรสั เทศนาเปน็ อเุ ทสวารนน้ั ชอ่ื วา่ ธรรมอนั เลศิ
ครน้ั พระองคท์ รงจำ� แนกออกไปใหม้ ากเปน็ นเิ ทสวารนน้ั ชอื่ วา่ ธรรมอนั มาก เพราะฉะนนั้
จึงได้แปลว่า ธรรมทั้งหลายอันเลิศใหญ่ฉะน้ี เพราะเหตุว่าพระองค์ทรงอธิบายให้
มากออกไปตามวิสัยของบุคคลผู้มีปฏิสัมภิทาญาณ เช่นอย่างพระสารีบุตรได้ฟังแต่
พระคาถาบทหนง่ึ วา่ เย ธมั มา เหตปุ ปั ภวา เทา่ นี้ กไ็ ดต้ รสั รแู้ ทงตลอดไปถงึ ๑,๐๐๐ นยั
แลทะลไุ ปในพระอรยิ สจั ทง้ั ๔ ฉะน้ี เพราะสตปิ ัญญาของท่านมาก เปน็ วสิ ัยของพระ
อัครสาวกเบ้ืองขวา เพราะฉะนั้นจึงสามารถตรัสรู้แทงตลอดถึงมหคั คตธรรมนน้ั ได้
มหคั คตธรรมกบั ปรติ ตธรรมเปน็ ของคกู่ นั เพราะมธี รรมนอ้ ยกอ่ น แลว้ บงั เกดิ ธรรมมาก
เชน่ พระจฬุ ปนั ถกไดเ้ รยี นพระคาถาวา่ ระโชหะระณงั ระชงั หะระติ และพระสารบี ตุ ร
ไดฟ้ งั พระคาถาวา่ เย ธมั มา เหตปุ ปั ภะวา เทา่ นแี้ ลว้ กส็ ามารถตรสั รแู้ ทงตลอดไป
ในธรรมทมี่ ากน้ันได้ เพราะฉะน้ันจึงสมกบั พระบาลีว่า มะหัคคะตา ธมั มา ดังน้ี

190

๓๖. อปั ปะมาณารัมมะณา ธัมมา

ในบทที่ ๓๖ นน้ั พระบาลวี า่ อปั ปะมาณารมั มะณา ธมั มา แปลวา่ ธรรมทง้ั หลาย
ทพ่ี ระพทุ ธเจา้ ตรสั รนู้ นั้ ไมม่ ปี ระมาณ ญาณปญั ญาทพี่ ระองคท์ รงตรสั รธู้ รรมนนั้ กไ็ มม่ ี
ประมาณ เมอื่ จะมอี ปุ มาเหมอื นอยา่ งพระพทุ ธเจา้ แลพระปจั เจกพทุ ธเจา้ และพระอรหนั ต์
ขีณาสพทั้งหลายท่ีล่วงไปแล้วน้นั แลยังจะมาในเบอื้ งหน้านนั้ ก็ประมาณไมไ่ ด้ ฉันใด
ก็ดี ธรรมทีแ่ สดงมาท้ังน้ีก็มีอปุ ไมยเหมือนกนั ฉะน้นั ท่ที ่านประมาณไวว้ ่าแปดหมื่น
สพี่ ันพระธรรมขันธด์ งั น้ี ก็ประมาณไดโ้ ดยสังขติ นัย เพราะเหตุว่าธรรมทงั้ หลายทีไ่ ด้
แสดงมา ตง้ั แตก่ สุ ลาเปน็ ตน้ เหลา่ นี้ เมอื่ จะแจกออกไปแตบ่ ทใดบทหนงึ่ กไ็ มม่ ที จ่ี ะจบ
ลงไปได้ ทไี่ ดแ้ สดงมาทง้ั นแี้ ตโ่ ดยสงั ขติ นยั พอควรแกค่ วามเขา้ ใจ สมเดจ็ พระสมั มา-
สมั พทุ ธะทรงตรสั เทศนาเปน็ อเุ ทสวารแตโ่ ดยยอ่ ๆ ฉะน้ี กก็ ำ� หนดไดถ้ งึ สหี่ มนื่ สองพนั
พระธรรมขันธ์ เพราะฉะนั้นจงึ สมกับพระบาลวี า่ อปั ปะมาณารัมมะณา ธมั มา ดังน้ี

๓๗. ปะริตตารัมมะณา ธัมมา

ในบทที่ ๓๗ นั้น พระบาลีวา่ ปะรติ ตารัมมะณา ธมั มา แปลวา่ ธรรมทง้ั หลาย
มอี ารมณ์น้อย โดยความอธิบายว่า ธรรมทงั้ หลายกระทำ� ความยนิ ดีใหน้ อ้ ยลง หรือ
กระท�ำความยนิ ดใี หห้ มดไป ไมม่ อี ารมณ์คอื ว่าอารมณ์ฟุ้งซา่ น ดงั น้ี

พระสกวาทีฯ จึงถามขึน้ ว่า ธรรมทง้ั หลายอยา่ งไรท่ีว่ากระทำ� ใหอ้ ารมณน์ ้อยลง
ไม่กระท�ำให้อารมณ์ฟุ้งซ่านไป ขอท่านจงได้แสดงเพื่อให้เกิดความเลื่อมใสต่อไป
ณ กาลบัดน้ี

พระปรวาทีฯ จึงวิสัชนาว่า มรณธรรมนี้แลเป็นธรรมท่ียังอารมณ์ให้น้อยลง
แลไมก่ ระทำ� อารมณใ์ หฟ้ งุ้ ซา่ นไป อารมณจ์ ะฟงุ้ ซา่ นไปกเ็ พราะเหตทุ ไ่ี ดเ้ หน็ รปู ฟงั เสยี ง
เป็นตน้ เพราะฉะนนั้ อารมณจ์ ึงฟงุ้ ซ่านไป เม่ือบคุ คลผู้ใดมีธรรมเป็นอารมณอ์ ย่ใู น
สนั ดานแลว้ บคุ คลผนู้ น้ั กม็ คี วามยนิ ดนี อ้ ย จดั ไดช้ อื่ เปน็ ผไู้ มป่ ระมาท และมอี ารมณ์
อนั นอ้ ยลง เปน็ ผไู้ มป่ ระมาทมวั เมาไปในอารมณต์ า่ งๆ ฉะน้ี ดงั มใี นพระอปั ปมาทธรรม

191

ท่ีพระองค์ทรงตรัสถามภิกขุบริษัทว่า ท่านท้ังหลายคิดถึงมรณธรรมวันละเท่าใด
ภิกขอุ งค์หน่งึ จงึ ทลู วา่ ข้าพระองคค์ ดิ ถงึ ความตายในเวลาเมอ่ื ไปบิณฑบาตวา่ เรายัง
ไม่ทันจะกลับจากบณิ ฑบาต กจ็ ะตายเสียในระหวา่ งท่เี ดินไปบณิ ฑบาตฉะน้ี สมเด็จ
พระสัมมาสัมพุทธะก็ทรงตรัสติเตียนว่ายังมีความประมาทอยู่ฉะนี้ ภิกขุองค์หนึ่ง
จึงทลู วา่ ข้าพระองค์คิดถึงมรณธรรมในเวลาเมื่อจะฉนั จังหนั ว่า เรายังไม่ทันจะกลนื
อาหารลงไปในล�ำคอ ก็จะตายเสียในระหว่างก�ำลังท่ีจะกลืนค�ำอาหารลงไป ดังนี้
สมเดจ็ พระพทุ ธองคก์ ท็ รงตรสั ตเิ ตยี นวา่ ยงั มคี วามประมาทมากอยฉู่ ะนี้ ภกิ ขอุ งคห์ นง่ึ
จงึ ทลู วา่ ขา้ พระองคค์ ดิ ถงึ มรณธรรมตามลมอสั สาสะปสั สาสะวา่ เราหายใจออกไปแลว้
ไม่หายใจกลับเข้ามา กจ็ ะตายเสยี ในระหว่างลมอสั สาสะปัสสาสะนน้ั ดงั น้ี สมเด็จ
พระสมั มาสมั พทุ ธะกท็ รงตรสั สรรเสรญิ วา่ ดกู อ่ นภกิ ษผุ เู้ หน็ ภยั ในชาติ ถา้ ทา่ นปรารถนา
จะยงั ความยนิ ดใี หน้ อ้ ยลง กจ็ งมนสกิ ารกำ� หนดถงึ มรณธรรมตามลมอสั สาสะปสั สาสะ
นเี้ ถดิ กจ็ ะบงั เกดิ ความสงั เวชสลดใจ ไดศ้ รทั ธาความเชอ่ื มนั่ ในพระคณุ พระรตั นะทง้ั
๓ ประการ อนั เปน็ เครอื่ งปอ้ งกนั สรรพภยั ทง้ั ปวง อนั จะบงั เกดิ มมี าถงึ แกท่ า่ นทง้ั หลาย
ทงั้ ภายในและภายนอก

ดกู อ่ นภกิ ษทุ งั้ หลายผเู้ หน็ ภยั ในชาติ เมอื่ พระโยคาวจรเจา้ ทง้ั หลายองคใ์ ดมาระลกึ
ถงึ มรณธรรมอยเู่ ปน็ นจิ อยา่ งนแ้ี ลว้ พระโยคาวจรเจา้ องคน์ น้ั กช็ อ่ื วา่ เปน็ ผไู้ มป่ ระมาท
และกระทำ� อารมณใ์ หน้ อ้ ยลง ดงั นี้ เพราะฉะนน้ั จงึ สมกบั พระบาลวี า่ ปะรติ ตารมั มะณา
ธัมมา ฉะน้ี

๓๘. มะหคั คะตารมั มะณา ธัมมา

ในบทที่ ๓๘ นน้ั โดยพระบาลวี า่ มะหคั คะตารมั มะณา ธมั มา แปลวา่ ธรรมทง้ั หลาย
มีอารมณ์มาก ยังอารมณใ์ หฟ้ ุ้งซา่ นมาก ดงั น้ี โดยความอธิบายวา่ ความยนิ ดีในรปู
กม็ มี าก ความยนิ ดใี นเสยี งกม็ มี าก ความยนิ ดใี นกลนิ่ กม็ มี าก ความยนิ ดใี นรสกม็ มี าก
ความยนิ ดใี นสมั ผสั กม็ มี าก ความยนิ ดใี นธรรมกม็ มี าก เมอื่ บคุ คลผใู้ ดมคี วามยนิ ดมี าก
ในรปู เสียง กลิน่ รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณเ์ หลา่ นี้แล้ว บุคคลผูน้ ัน้ ก็ชือ่ ว่าเปน็
ผู้มอี ารมณ์มากฉะนี้

192

พระสกวาทฯี จงึ ถามขนึ้ วา่ บคุ คลมคี วามยนิ ดมี ากในกามคณุ ทงั้ ๕ จะมโี ทษอยา่ งไร
จะไดแ้ กบ่ ุคคลผใู้ ด?

พระปรวาทฯี จงึ วสิ ชั นาวา่ บคุ คลมากไปดว้ ยกามคณุ ทงั้ ๕ นน้ั ยอ่ มมโี ทษเมอ่ื
ภายหลงั ดงั มบี คุ คลเปน็ นทิ ศั นอทุ าหรณว์ า่ พระบรมโพธสิ ตั วข์ องเราไดเ้ สวยพระชาติ
เป็นพระเจ้าสักกมันธาตุราช ในกาลคร้ังน้ันมีความปรารถนาจะเรียนวิชาให้ส�ำเร็จ
ดว้ ยหวงั ในพระทยั วา่ จะหานางแกว้ ครนั้ ไดน้ างแกว้ ตามความประสงคแ์ ลว้ กป็ รารถนา
เป็นพระบรมจักรพรรดิราชสืบต่อไป ครั้นได้เป็นพระบรมจักรพรรดิราชดังความ
ประสงค์แล้ว ก็ปรารถนาเป็นใหญ่กว่ามนุษย์ในทวีปทั้งส่ี สมความประสงค์แล้ว
กป็ รารถนาเปน็ ใหญก่ วา่ เทวดาตอ่ ไป ครน้ั ไดเ้ ปน็ ใหญก่ วา่ เทวดาสำ� เรจ็ ดงั ความประสงค์
แล้ว กป็ รารถนาเปน็ ใหญ่กวา่ พระอนิ ทรต์ ่อไป แตไ่ มส่ มความประสงค์ กลับตกลง
มาจากสวรรค์ดังน้ี เพราะฉะนั้นจึงสมกับพระบาลีว่า มะหัคคะตารัมมะณา ธัมมา
ดงั น้ี

๓๙. อัปปะมาณารมั มะณา ธมั มา

ในลำ� ดับน้จี ะไดแ้ สดงในบทท่ี ๓๙ สืบต่อไป โดยนัยพระบาลวี า่ อัปปะมาณา-
รมั มะณา ธมั มา แปลวา่ ธรรมทงั้ หลายมอี ารมณไ์ มม่ ปี ระมาณ กระทำ� ความยนิ ดมี าก
ไม่มสี ้ินสุด โดยความอธิบายวา่ จติ ของปถุ ชุ นนนั้ อารมณ์ไมม่ ีประมาณ ยินดใี นลาภ
ไมม่ ปี ระมาณ ยนิ ดใี นยศไมม่ ปี ระมาณ ยนิ ดใี นความสรรเสรญิ กไ็ มม่ ปี ระมาณ ยนิ ดี
ในความสขุ กไ็ มม่ ปี ระมาณ เพราะฉะนนั้ จงึ ไดท้ รงตรสั วา่ อปั ปะมาณารมั มะณา ธมั มา
ฉะน้ี เมอ่ื จะชตี้ วั อยา่ งใหเ้ ปน็ พยานกไ็ ดแ้ ก่ นทิ านสนุ ขั จงิ้ จอกทลี่ กั มนตข์ องพราหมณไ์ ป
กป็ รารถนาเปน็ ใหญก่ วา่ สตั วใ์ นปา่ หมิ พานต์ ครนั้ ไดส้ ำ� เรจ็ ดงั ความประสงคข์ องตนแลว้
ก็ปรารถนาจะเปน็ ใหญ่กวา่ มนษุ ย์ ก็หาได้ส�ำเร็จดงั ความปรารถนานัน้ ไม่ เพราะตน
เป็นสัตว์เดียรัจฉานไม่ประมาณตน จนแก้วหูแตกตายไปฉะน้ัน เพราะฉะนั้นจึงว่า
จติ ของปถุ ชุ นไมม่ ีประมาณ สมกับพระบาลวี า่ อัปปะมาณารมั มะณา ธมั มา ฉะนี้
แกไ้ ขในติกมาติกาบทท่ี ๓๙ ก็ยตุ ิลงแต่เพยี งนี้ฯ

193


Click to View FlipBook Version