หลงั จากพวกเราไดพ้ บปะสงั สรรคก์ บั หมคู่ ณะทจี่ ากกนั ไปนานแลว้ กอ็ อกเดนิ ทาง
จากอ�ำเภอกระโทกเขา้ ส่ตู วั เมอื งนครราชสมี า พกั ทว่ี ดั ป่าสาลวนั อันเป็นวดั ใหญ่ของ
คณะกัมมัฏฐานในจังหวัดนี้ แทบเป็นวัดร้าง เพราะมีพระภิกษุสามเณรไม่ก่ีองค์
เน่ืองจากวัดน้ีอยู่ใกล้สถานีรถไฟ จึงได้ถูกลูกหลง (ลูกระเบิด) เข้าให้หลายลูก
พระภิกษุสามเณรจึงต้องอพยพไปอยู่ท่ีอื่นกันเสียเป็นส่วนมาก ท่านอาจารย์กงมา
บอกกบั ผู้เขยี นวา่ “นแ่ี หละดูเอาเถดิ เมอ่ื สงครามเกิดขนึ้ กอ่ ความทุกขย์ ากให้แกค่ น
ทุกชน้ั แม้กระทง่ั พวกเราฝา่ ยสงฆ์ ซึ่งกไ็ ม่ได้เก่ยี วขอ้ งกบั สงครามก็ยังพลอยลำ� บาก
ไปกบั เขาดว้ ย ชอื่ ว่าสงครามน้ีไม่ดเี ลย แต่มนษุ ย์ชอบท�ำสงครามทุกยคุ ทุกสมยั ”
ต่ืนข้ึนตอนเช้า ท่านอาจารย์ก็พาข้าพเจ้าเข้าไปบิณฑบาตตามหมู่บ้านที่เคยไป
แต่ก่อนๆ รู้สึกหงอยเหงามากเพราะญาติโยมอพยพไปที่อ่ืนๆ ยังกลับกันไม่หมด
มองไปทางใดเห็นแต่หลุมลูกระเบิด บางหลุมเก่าขังน้�ำจนเกิดผักบุ้งเต็ม มันมีอยู่
ภาพหนงึ่ ซงึ่ เปน็ ภาพทน่ี า่ หวาดเสยี วกค็ อื มี ๒ คน ถกู สะเกด็ ระเบดิ เลอื ดอาบตวั แดง
ไปหมด เขายงั มชี วี ติ อยู่ ไดว้ งิ่ กระเสือกกระสนเขา้ มาทีว่ ดั น้ี แต่การว่งิ ของเขาวง่ิ โดย
ความกลัวหรอื อย่างไรไมท่ ราบ ว่ิงอย่างไมม่ องหนา้ -หลงั ตรงร่ขี นึ้ ศาลาการเปรียญ
เลอื ดไหลแดงฉาน เขาตรงเขา้ กราบพระประธานแลว้ สนิ้ ใจทต่ี รงนน้ั เอง มนั ชา่ งเปน็ ภาพ
ทน่ี า่ ปลงธรรมสังเวชอะไรเช่นน้ี
ทา่ นอาจารยบ์ อกกบั ผเู้ ขยี นวา่ “เราควรจะรบี เดนิ ทางตอ่ ไปดกี วา่ เพอ่ื พบกบั พระ
อาจารย์ม่ันตามความต้ังใจของพวกเรา” ทา่ นอาจารย์กร็ ีบไปสบื ว่ามีรถไฟเดนิ ไปทาง
จังหวัดอุดรฯ หรือเปลา่ เพือ่ เปน็ การยน่ ทางยน่ เวลา เพราะถ้าใชเ้ วลาเดนิ จะตอ้ งเป็น
เดือนๆ อีก เวลาก็จะใกล้เข้าพรรษามาแลว้ อาจจะไมท่ ันกาล
เมอ่ื ทราบวา่ มรี ถไฟวงิ่ ไปอดุ รฯ เปน็ บางวนั ทา่ นอาจารยก์ ค็ อยวนั นนั้ ไดพ้ าขา้ พเจา้
ขนึ้ รถไฟ ซง่ึ สภาพในขณะนนั้ กแ็ ยม่ าก เพราะรถไฟถกู ลกู ระเบดิ เคเ้ กไ้ ปเยอะ แตก่ ต็ อ้ ง
ทนเอา แม้จะต้องยืนบ้างนั่งบ้าง ไปวันเดียวก็ถึงจังหวัดอุดรธานี ได้พาไปพักท่ี
วดั ป่าบา้ นจิก (ปจั จุบนั คอื วดั ทิพยรัฐนิมติ ร)
242
ณ ทจี่ งั หวดั อดุ รฯ น้ี สงบเหมอื นกบั ไมม่ สี งคราม ผคู้ นมไิ ดอ้ พยพหนภี ยั แตอ่ ยา่ งใด
เมอ่ื มาถงึ วดั น้ี กพ็ อดคี ณุ นายทพิ ยผ์ เู้ ปน็ เจา้ ของวดั ปา่ บา้ นจกิ กเ็ ปน็ วดั ปา่ เชน่ เดยี วกบั
วดั ปา่ ทงั้ หลาย โดยมกี ฏุ พิ ระภกิ ษสุ ามเณรอยอู่ งคล์ ะหลงั เพอ่ื บำ� เพญ็ สมณธรรม มศี าลา
การเปรยี ญ เปน็ ทป่ี ระชมุ พระภกิ ษสุ ามเณรในเวลาบางครง้ั บางคราวทจ่ี ะไดม้ กี ารอบรม
สมาธแิ ละชีแ้ จงข้อธรรมท่ีปฏิบตั มิ า
วนั หน่ึง คุณนายทิพย์และคณะอบุ าสกิ าหลายคน ได้มาสนทนาธรรมกบั ท่าน
อาจารยก์ งมา ต่างก็ได้ถามถงึ เรือ่ งการปฏิบตั ทิ างจติ ใจหลายอยา่ ง ทา่ นอาจารย์กไ็ ด้
อธบิ ายไปตามความรู้ของท่าน แตค่ ุณนายทิพย์ยงั ไมพ่ อใจ เพราะเธอแก่ปรยิ ตั ิมาก
เมอ่ื พดู ถงึ วธิ กี ารเขา้ ฌานวา่ จะเขา้ อยา่ งไร “ขอใหท้ า่ นอาจารยเ์ ขา้ ใหพ้ วกดฉิ นั ดบู า้ งซ”ิ
ทา่ นอาจารยก์ งมาทา่ นถกู ไมน้ เ้ี ขา้ ทา่ นจงึ หาวธิ แี กล้ ำ� ดว้ ยหนามยอกเอาหนามบง่ จงึ ได้
บอกวา่ “จะเขา้ ฌานใหด้ กู ด็ า๊ ย ใหค้ ณุ นายจดั หามะมว่ งอกรอ่ งกบั ขา้ วเหนยี วมนู มาให้
มากหนอ่ ย ไมว่ า่ แตอ่ าตมาดอก เขา้ ฌานไดท้ กุ คนถา้ รบั ประทานมนั ใหอ้ ม่ิ เขา้ ฌานมนั จะ
ยากอะไร” คณะคณุ นายชอบใจกนั การใหญ่
เมอ่ื พกั อยจู่ งั หวดั อดุ รธานปี ระมาณ ๑ อาทติ ย์ กเ็ ดนิ ทางตอ่ ไปจงั หวดั สกลนคร
อันเป็นจุดหมายปลายทาง และเป็นจุดประสงค์อย่างย่ิงในการเดินธุดงค์อันแสนจะ
ทุรกันดารในคร้ังนี้
ขา้ พเจา้ มจี ติ ใจเบกิ บานผดิ กวา่ การเดนิ ทางไปทไ่ี หนๆ ทงั้ หมดในวนั นี้ เพราะมา
ถงึ จงั หวดั สกลนคร ทง้ั ทราบวา่ ทา่ นอาจารยม์ น่ั ไดม้ าพกั อยใู่ นจงั หวดั น้ี แตท่ า่ นอาจารย์
ยงั ไมพ่ าผเู้ ขยี นไปถงึ ทา่ นอาจารยม์ นั่ เพยี งแตพ่ กั เอาแรงกนั ทวี่ ดั สทุ ธาวาสในตวั จงั หวดั
เสยี หลายวนั ทำ� ใหข้ า้ พเจา้ ทรุ นทรุ ายมใิ ชน่ อ้ ย ทมี่ าใกลแ้ ลว้ ไมร่ บี ไป และทา่ นไดเ้ ลา่ ถงึ
ความเป็นไปตา่ งๆ ของทา่ นอาจารยม์ ่นั ซึ่งอาจารย์ของขา้ พเจา้ ได้วา่ ไว้อย่างนี้ คือ
๑. ทา่ นอาจารยม์ นั่ ทา่ นรจู้ กั ใจคน จะนึกจะคดิ อะไรทราบหมด
๒. ท่านอาจารย์ม่ัน ท่านดุย่งิ กวา่ ใครๆ ทง้ั นน้ั
๓. ท่านอาจารยม์ นั่ ทา่ นเทศนาในธรรมปฏบิ ัตยิ อดกว่าใครท้ังนนั้
243
๔. ทา่ นอาจารยม์ น่ั ทา่ นปฏบิ ตั ติ วั ของทา่ นเปน็ ตวั อยา่ งแกศ่ ษิ ยอ์ ยา่ งเยยี่ มยอด
๕. ทา่ นอาจารยม์ น่ั ทา่ นจะตอ้ งไลพ่ ระทอ่ี ยกู่ บั ทา่ น ถา้ หากทำ� ผดิ แมแ้ ตค่ วามผดิ
นัน้ ไมม่ าก แตเ่ ปน็ เหตใุ ห้เสอ่ื มเสีย
นก่ี เ็ ปน็ ความทรงจำ� ของผเู้ ขยี นทจ่ี ะตอ้ งทอ่ งไวใ้ นใจไมใ่ หล้ มื ทง้ั กลวั ทง้ั ตอ้ งการ
ทจี่ ะพบ ทง้ั ๆ ท่ียังไปไม่ถึง เปน็ การเตรียมตัวเตรียมใจยิ่งกวา่ คร้งั ใดๆ ของผูเ้ ขยี น
อยา่ งยงิ่ ดเู ปน็ เรอื่ งใหญจ่ รงิ ๆ คราวนข้ี า้ พเจา้ ไดถ้ ามทา่ นอาจารยว์ า่ เมอื่ ไรจงึ จะเดนิ ทาง
ไปพบท่านอาจารย์มั่นกนั เสียที ได้รบั ค�ำตอบว่า รอก่อน กี่วันท่านกไ็ ม่บอก กจ็ ำ� ตอ้ ง
อยทู่ วี่ ดั สทุ ธาวาสนไี้ ปเรอื่ ยๆ ขา้ พเจา้ คดิ ในใจวา่ ทา่ นอาจารยก์ ค็ งจะตระเตรยี มอะไรๆ
ของท่านบา้ งเป็นแน่ เพราะทา่ นได้จากทา่ นอาจารย์มนั่ ไป ๑๐ กวา่ ปี กค็ งจะรอ้ นๆ
หนาวๆ เหมอื นกนั เอาเถอะ แม้จะรอหลายวนั ก็เปน็ การรอที่ใกล้ความหมายกนั แลว้
ณ วดั สทุ ธาวาส น้ี เปน็ ทที่ า่ นอาจารยม์ น่ั ไดม้ ามรณภาพ เมอื่ พ.ศ. ๒๔๙๒ จงึ เปน็
วัดประวัติศาสตร์ที่ส�ำคัญวัดหน่ึง และเป็นสถานที่ประชุมของพระคณะกัมมัฏฐาน
ทน่ี บั เน่ืองดว้ ยความเป็นศษิ ย์ของท่านอาจารย์มน่ั ทุกๆ ปี ของวนั มาฆบชู า
ขา้ พเจา้ พกั ทนี่ ไ่ี ดถ้ ามญาตโิ ยมทงั้ หลายทอ่ี ยใู่ นละแวกนี้ กท็ ราบวา่ เปน็ วดั ทท่ี า่ น
อาจารย์เสาร์ ผู้เป็นอาจารย์ของท่านอาจารย์ม่ันมาสร้างไว้ เป็นป่าไกลจากตัวเมือง
๒ กม. จงึ เป็นวดั ทีส่ งบสงัดมาก แตบ่ ัดนกี้ ม็ บี า้ นคนตลอดจนถึงที่ทำ� การของรัฐบาล
เชน่ ศาลากลางจงั หวดั กม็ าตง้ั อยใู่ กลๆ้ จงึ ทำ� ใหก้ ลายเปน็ วดั กลางเมอื งไปในปจั จบุ นั
ท่านอาจารย์กงมาได้บอกผู้เขียนว่า หนทางจากวัดสุทธาวาสน้ีไปที่บ้านโคก
ต.ตองโขบ อ.เมอื ง จ.สกลนคร เปน็ หนทางไกลถงึ ๕๐๐ เส้น ๒๐ กม. ต้องเดินไป
ไม่มีทางรถยนต์ เป็นบ้านเกิดของท่านอาจารย์กงมาซ่ึงเป็นอาจารย์ของข้าพเจ้าเอง
ทา่ นว่า
“เป็นโชคดีอะไรเช่นนี้ ท่านอาจารย์มั่นได้มาพักท่ีบ้านของเรา เท่ากับว่าเราได้
โปรดญาติเราพรอ้ มกับอาจารย์ผู้ทรงคณุ วุฒิ ถา้ เราไมม่ าจากจันทบรุ ี เราจะเป็นคน
เสยี หายมาก จะพลาดโอกาสทง่ี ดงามอยา่ งยงิ่ แตเ่ ปน็ การดแี ละประจวบเหมาะเอาเสยี
244
จรงิ ๆ ที่เร่อื งตา่ งๆ มาผสมผเสไดอ้ ยา่ งนี้ ซง่ึ ทา่ นอาจารยม์ ัน่ จะต้องรักเรามาก จึงมา
รอเราทบ่ี า้ นของเราเอง เราไมเ่ หนอ่ื ยเลยทตี่ อ้ งตรากตรำ� มาอยา่ งลำ� บากนี้ การเดนิ ทาง
ของเราจึงมีผลอย่างล้นคา่ ทีส่ ุดในชีวติ ”
ผู้เขียนได้ฟังอาจารย์ของผู้เขียนร�ำพึงร�ำพันอยู่เช่นนี้ ช่างถูกอกถูกใจผู้เขียน
เสยี จรงิ ๆ แตข่ า้ พเจา้ กลบั คดิ วา่ การทจ่ี ะไดพ้ บทา่ นอาจารยม์ น่ั ในครงั้ นี้ เปน็ สง่ิ ทเี่ หลอื
จะพรรณนาถึงความซาบซึ้งตรึงใจ คล้ายกับจะพึงได้เห็นพระอรหันต์เสียโดยพลัน
วนั และเวลาชา่ งยาวนานเสยี เหลอื เกนิ มากกวา่ ทอี่ ยวู่ ดั สทุ ธาวาส เหมอื นกบั จะถว่ งเวลา
หวิ กระหายใหเ้ ย่ินเย้อ
ขา้ พเจา้ ดใี จอกี ครง้ั หนงึ่ เมอื่ เชา้ วนั นน้ั อนั ถอื วา่ เปน็ วนั พเิ ศษ คอื เปน็ วนั อาจารย์
กบั ศษิ ยก์ ำ� ลงั จะเดนิ ทางไป ซงึ่ จะตอ้ งไดถ้ งึ ทท่ี า่ นอาจารยม์ นั่ พกั อยู่ ใชเ้ วลา ๕ ชวั่ โมง
ขณะทเ่ี ดนิ ไปลกู ศษิ ยอ์ าจารยม์ ไิ ดพ้ ดู กนั ถงึ เรอื่ งอะไรเลย ตา่ งกม้ หนา้ เดนิ เอาๆ อยา่ ง
ไม่คิดถึงความเหน็ดเหนื่อยเม่ือยล้า ส่วนข้าพเจ้าน้ันมิได้ก้มหน้าเปล่าๆ มีการวาด
มโนภาพอยใู่ นใจอย่างไมเ่ คยมมี าในกาลกอ่ น
245
พบกับพระอาจารย์มนั่
มโนภาพท่ีข้าพเจา้ ก�ำลังวาดไปๆ อยูน่ ้นั ไดห้ ยุดสะดดุ ลง เมื่อพระอาจารย์ของ
ขา้ พเจา้ บอกวา่ “ถงึ แลว้ วริ ยิ งั ค์ โนน่ ยงั ไง บา้ นโคก อนั เปน็ บา้ นเกดิ เมอื งนอนของเรา
และนยี่ งั ไง ทางเขา้ ไปวดั ปา่ ทที่ า่ นอาจารยม์ น่ั พกั อย”ู่ เหมอื นกบั ตวั ลอยคลา้ ยจะเหาะ
เสียแล้วเรา ดูให้มึนซู่ซ่าไปตามร่างกายคล้ายกับเกิดปีติในสมาธิอย่างไรก็อย่างน้ัน
ยงิ่ ใกลเ้ ขา้ ไปกย็ งิ่ เหมอื นกบั ตกอยใู่ นหว้ งแหง่ ความปลมื้ ปตี อิ ยา่ งไมเ่ คยมมี ากอ่ นเลย
ความรอคอยของผเู้ ขยี นไดบ้ รรลจุ ดุ ทห่ี มายอยา่ งสมบรู ณใ์ นเมอื่ เขา้ ถงึ ทพี่ กั และ
ขา้ พเจา้ ตอ้ งตกตะลงึ นดิ หนอ่ ยเมอื่ เหน็ ทา่ นอาจารยม์ นั่ เปน็ ครงั้ แรกของชวี ติ ซง่ึ ทา่ นได้
นง่ั อยทู่ ศ่ี าลาหลงั เลก็ ชมี้ อื มายงั อาจารยข์ องขา้ พเจา้ และผเู้ ขยี น สงั่ ใหพ้ ระภกิ ษรุ ปู หนงึ่
และสามเณรให้รีบมารับบริขารที่ผู้เขียนกับอาจารย์ก�ำลังตะพายบาตรแบกกลด
ความนกึ ความคดิ ไปตา่ งๆ นานา หายจากจติ ไปแลว้ โดยสนิ้ เชงิ กลบั มาเปน็ ความเลอื่ มใส
ขณะทม่ี าถงึ เปน็ เวลาบา่ ย ๕ โมงเยน็ แลว้ และทา่ นอาจารยม์ น่ั ไดส้ งั่ ใหพ้ ระเณรจดั บรขิ าร
น�ำไปท่ีกุฏิซ่ึงได้จัดไว้เป็นอย่างดีล่วงหน้าแล้ว และพระอาจารย์ข้าพเจ้าได้พาผู้เขียน
ซง่ึ ขณะนต้ี วั เบาจรงิ ๆ เพราะบรขิ ารทถ่ี กู ตะพายมาถงึ ๕๐๐ เสน้ ไดถ้ กู ปลดออกไปแลว้
เขา้ ไปกราบนมัสการทา่ นอาจารย์ม่นั บนศาลาเลก็ ซ่ึงมงุ ดว้ ยหญ้าคา ประโยคแรกและ
น้ำ� เสยี งครงั้ แรกทเ่ี ปน็ ค�ำพูดของทา่ นอาจารยม์ ่ันที่เขา้ สโู่ สตประสาทของขา้ พเจา้ ฯ ยงั
จำ� ได้และจ�ำได้แม่นยำ� เพราะเป็นคำ� ท่ซี าบซ้งึ อะไรเชน่ นนั้ “เออ เจ้าลกู ศิษย์อาจารย์
เหนอ่ื ยแทบ้ ”่ หมายความวา่ เหนอื่ ยมากนกั หรอื ทา่ นอาจารยก์ งมาไดต้ อบวา่ “ไมเ่ หนอ่ื ย
เท่าไร พอทนได้”
246
ทา่ นอาจารยม์ นั่ ไดใ้ หพ้ วกเราไปสรงนำ�้ มพี ระภกิ ษสุ ามเณรไดจ้ ดั นำ้� รอ้ นนำ�้ เยน็
ไวพ้ รอ้ มคอยรับพวกเรา ผู้เขียนสรงนำ�้ ไปพลางคิดไปพลางว่าข้อวัตรปฏิบัติของพระ
ภกิ ษสุ ามเณรทอ่ี ยกู่ บั พระอาจารยม์ นั่ นช้ี า่ งเรยี บรอ้ ย และรทู้ กุ ๆ อยา่ งยงิ่ กวา่ ผทู้ อ่ี ยใู่ น
ถนิ่ เจรญิ ทไี่ ดศ้ กึ ษาสงู เสยี อกี แมว้ า่ ทนี่ จ่ี ะเปน็ บา้ นนอกอยใู่ นปา่ ดง ดแู คล่ านวดั แมจ้ ะมี
ตน้ ไมป้ กคลมุ อยหู่ นาแนน่ แตภ่ ายใตต้ น้ ไมท้ เี่ ปน็ ลานจะถกู กวาดเตยี นเรยี บ ไมม่ ใี บไม้
รกรุงรงั โอง่ นำ�้ ทุกแหง่ วางไว้อยา่ งมีระเบียบ กระทั่งฝาปิดโอ่ง ขนั ตกั น้�ำแมจ้ ะเปน็
กระบวยซ่งึ ท�ำด้วยกะลามะพร้าว แต่ก็สะอาดเรยี บรอ้ ย โอง่ ถูกขดั ทง้ั ขา้ งนอกข้างใน
สะอาดสะอา้ น หลงั จากสรงนำ้� เสรจ็ แลว้ เขา้ ไปทก่ี ฏุ ทิ จ่ี ดั ไวแ้ ลว้ แมจ้ ะเปน็ กฏุ มิ งุ หญา้ คา
แต่สะอาดจริงๆ แม้แต่ผ้าเช็ดเท้ายังพับเป็นระเบียบแทบไม่กล้าเหยียบลงไปเลย
เม่อื เขา้ ห้องยิ่งดเู ปน็ ระเบียบ เพราะบรขิ ารตา่ งๆ ถูกจดั ไว้เรียบร้อย แม้กระทง่ั บาตร
ตงั้ แลว้ เปดิ ฝาเพอ่ื ไมใ่ หอ้ บั และเหมน็ กลนิ่ ทง้ั นเี้ หน็ จะเปน็ เพราะภกิ ษสุ ามเณรทง้ั หลาย
ได้ถูกอบรมการปฏิบัติข้อวัตรต่างๆ อยา่ งดยี ิ่ง จงึ เปน็ อนั วา่ วฒั นธรรมของพระนม้ี อี ยู่
แมก้ ระทง่ั ในปา่ เขาในทอ้ งถนิ่ ปา่ ดงทหี่ า่ งไกลความเจรญิ
เมอื่ ผเู้ ขยี นไดก้ ลบั ออกจากกฏุ ิ มองไปโดยทว่ั วดั เหน็ พระเณรทกุ รปู ตา่ งกเ็ ขา้ ท่ี
เดนิ จงกรมอยตู่ ามกฏุ ขิ องตน เพราะกฏุ แิ ตล่ ะหลงั จะมที างเดนิ จงกรมทกุ หลงั ขณะนน้ั
บรรยากาศโดยทวั่ บรเิ วณชา่ งสงบเอาจรงิ ๆ ตา่ งองคต์ า่ งกม็ งุ่ หวงั เพอื่ พระนพิ พานโดยแท้
แมจ้ ะมองไปทก่ี ฏุ ทิ า่ นอาจารยม์ นั่ กเ็ หน็ ทา่ นกำ� ลงั เดนิ จงกรมอยเู่ ชน่ เดยี วกนั ขา้ พเจา้
กเ็ ลยเขา้ ทางจงกรมตอ่ ไป แมจ้ ะเดนิ ทางมาถงึ ๒๐ กวา่ กม.แลว้ แทนทจี่ ะพกั กนั วนั นน้ั
แต่เมอ่ื เห็นทกุ ๆ องคเ์ ขาเข้าทจ่ี งกรมหมดแลว้ กต็ ้องเขา้ กบั เขาต่อไป แต่ก็ไม่เห็นวา่
จะเหนด็ เหนือ่ ยเลย เพราะขณะน้มี ีปตี ิอยใู่ นตัวแล้ว
หลงั จากเดนิ จงกรมเสรจ็ พอทา่ นอาจารยม์ นั่ ทา่ นขน้ึ กฏุ ิ พระภกิ ษสุ ามเณรกห็ ยดุ
จงกรม คอยสงั เกตดวู า่ ทา่ นจะเขา้ หอ้ งเลยหรอื ทา่ นจะนง่ั อยขู่ า้ งนอก ถา้ หากทา่ นนงั่ อยู่
ขา้ งนอก พระภกิ ษสุ ามเณรทง้ั หลายกจ็ ะรบี ตามขน้ึ ไปเพอื่ จะไดฟ้ งั ธรรมจากทา่ น วนั นนั้
ทา่ นไดม้ านง่ั ขา้ งนอก พระภกิ ษสุ ามเณรทง้ั หลายกท็ ยอยกนั ขนึ้ ไปทก่ี ฏุ ขิ องทา่ น ขา้ พเจา้
มองเห็นอาจารย์กงมาผู้เป็นอาจารย์ของข้าพเจ้าก�ำลังเดินขึ้นไป ผู้เขียนก็เดินตาม
ขน้ึ ไปบ้าง
247
เมื่อทุกๆ องคน์ ั่งอยใู่ นความสงบ ตา่ งกด็ เู หมือนจะพยายามส�ำรวมใจกันอย่าง
เตม็ ที่ เพราะเทา่ ทส่ี งั เกตดู ทกุ ๆ ทา่ นอยลู่ กั ษณะเตรยี มพรอ้ ม หมายถงึ พรอ้ มจะรบั ธรรม
โดยอาการสงบเสงี่ยมส�ำรวมระวัง แม้กระทั่งการเดินและการนั่ง น่าเล่ือมใสจริงๆ
ท�ำให้ผู้เขียนก็ต้องเตรียมพร้อมเช่นเดียวกัน ซ่ึงคร้ังนี้เป็นคร้ังแรกของการพบท่าน
อาจารยม์ น่ั ซง่ึ กไ็ ดร้ บั แตค่ ำ� เลา่ ลอื วา่ ทา่ นมคี วามหนกั แนน่ ในธรรมวนิ ยั และมพี ละกำ� ลงั
จิตนา่ เกรงขาม
แตท่ า่ นกลบั มกี ริ ยิ ามรรยาททอ่ี อ่ นนอ้ มละมนุ ละไม ทกั ทายปราศรยั กบั อาจารย์
ของขา้ พเจา้ อยา่ งเปน็ กนั เอง คลา้ ยกบั ทา่ นไดค้ นุ้ เคยกนั มาตง้ั เปน็ สบิ ๆ ปี ทำ� ใหผ้ เู้ ขยี น
คลายความตึงเครียดไปต้ังเยอะ ค่อยๆ พอหายใจโล่งไปได้ เมอ่ื เหน็ ทา่ นคยุ ไปและ
ยมิ้ ยอ่ งผอ่ งใสเหมอื นธรรมดา หลงั จากทา่ นถามสารทกุ ขส์ กุ ดบิ กบั อาจารยข์ องขา้ พเจา้
แล้ว ก็หันมาถามผู้เขียนว่า “ได้มาพร้อมกันหรือ และมากันยังไง” ผู้เขียนก็
ตอบวา่ “ครบั มากบั อาจารยข์ องกระผม เดนิ ทางมาโดยเทา้ ตลอดเปน็ ระยะหลายรอ้ ย
กโิ ลเมตร” ทา่ นยมิ้ แลว้ กไ็ มพ่ ดู อะไรตอ่ ไป หนั ไปทางภกิ ษสุ ามเณรทง้ั หลาย แลว้ ทา่ น
ก็เร่ิมทจ่ี ะแสดงธรรม
ตงั้ แต่ ๒๐.๐๐ น. โดยประมาณ ถงึ ๒๔.๐๐ น. เป็นการแสดงธรรมอยา่ ง
ละเอียดอ่อน ในเนื้อความแห่งธรรมจักรกัปปวัตนสูตร ซ่ึงผู้เขียนยังไม่เคยฟังวิธี
การอธบิ ายอยา่ งนม้ี ากอ่ นเลย ตลอดเวลา ๔ ชวั่ โมงเตม็ ซงึ่ เปน็ เวลามิใช่น้อยส�ำหรบั
การแสดงธรรม ซ่งึ ท่านพดู อยตู่ ลอดไมม่ ีเวลาหยุด
ผู้เขียนและอาจารย์ของข้าพเจ้าก็ก�ำลังเดินทางมาเหน็ดเหน่ือยมาก แต่ท่าน
อาจารยม์ นั่ ทา่ นกม็ ไิ ดค้ ำ� นงึ ถงึ เหตกุ ารณเ์ หลา่ นนั้ เอาธรรมเปน็ ใหญ่ รา่ ยกายชา่ งมนั
ทรมานมัน น้ีเป็นค�ำพูดของทา่ น แตเ่ ราทั้ง ๒ ก็ได้ถูกทรมานแลว้ อย่างไมต่ อ้ งมกี าร
หลีกเล่ียงได้ แตก่ ารถูกทรมานในครัง้ น้เี ปน็ การทำ� โดยความเต็มใจทง้ั ๒ ฝา่ ย คือ
ผถู้ กู ทรมานกไ็ มย่ น่ ยอ่ ผทู้ รมานกไ็ มท่ อ้ ถอย กเ็ ลยเขา้ กนั ได้ เปน็ อนั วา่ ไดต้ อ่ สกู้ บั กเิ ลส
อยา่ งไดผ้ ลคมุ้ คา่ เป็นที่สดุ
248
สังขารไม่เท่ียง
อวสานแหง่ ชวี ติ ของมนษุ ย์นั้น แนน่ อนทุกๆ คนไป ต่างแต่วา่ ช้าหรอื เร็วเทา่ นนั้
เพราะมนษุ ยน์ เี้ ปน็ เพยี งสงั ขารวตั ถอุ นั หนง่ึ เทา่ นน้ั เกดิ ขน้ึ มาแลว้ ดบั ไป การดบั ไปของ
สงั ขารถอื วา่ สนิ้ สดุ ไปคราวหนงึ่ แตย่ งั ไมส่ นิ้ สดุ คอื จติ เพราะจติ เปน็ ธรรมชาตทิ ไี่ มต่ าย
เมอ่ื จติ ยงั มกี เิ ลส คอื ราคะ โทสะ โมหะ อยู่ จติ นก้ี ต็ อ้ งมาถอื กำ� เนดิ เปน็ สงั ขารอยรู่ ำ�่ ไป
เมอื่ จติ ถอื ปฏสิ นธเิ ปน็ มนษุ ยห์ รอื สตั ว์ กถ็ อื วา่ เปน็ ชวี ติ เปน็ การตอ่ สเู้ พอ่ื ความเปน็ อยู่
ทกุ ๆ ลมหายใจเขา้ ออก การตอ่ สนู้ นั้ ถา้ มไิ ดบ้ ำ� เพญ็ ประโยชนต์ นและผอู้ นื่ ทถี่ กู ตอ้ งแลว้
กจ็ ะเปน็ การตอ่ สทู้ ปี่ ราชยั อยา่ งยอ่ ยยบั ของชวี ติ ผนู้ นั้ แตถ่ า้ หากวา่ การตอ่ สไู้ ดบ้ ำ� เพญ็
ประโยชนแ์ กต่ นและผอู้ น่ื ทถี่ กู ตอ้ งตามคำ� สอนของพระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ แลว้ การตอ่ สู้
นนั้ ถอื วา่ เปน็ ชัยชนะท่ีงดงามมาก
พระอาจารยก์ งมา จริ ปญุ โฺ ทา่ นไดบ้ ำ� เพญ็ ประโยชนอ์ ยา่ งใหญห่ ลวงตลอดชวี ติ
แหง่ ความเป็นสมณะของทา่ น ซงึ่ ยากที่จะมผี บู้ ำ� เพญ็ ได้เช่นท่าน แม้ท่านจะมรณภาพ
ไปแล้ว ผลงานของท่านท่ีได้บ�ำเพ็ญปรากฏไว้ท้ังภาคตะวันออกและภาคอีสาน
จะปรากฏอยู่ตลอดไปไมม่ ีวนั สาบสญู
ท่านอาจารย์กงมา จริ ปุญฺโ ได้มรณภาพเม่อื วนั ที่ ๑๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๕
เวลา ๑๕.๐๐ น. โดยอปุ ทั วเหตุ ขณะทที่ า่ นกำ� ลงั จะไปบำ� เพญ็ ประโยชน์ ณ ทจี่ งั หวดั
จนั ทบรุ ี สิริรวมอายขุ องท่านได้ ๖๑ ปี ๑๑ เดือน ๔ วนั และไดท้ �ำการฌาปนกิจศพ
ณ วดั ดอยธรรมเจดยี ์ เมอื่ วนั ที่ ๓ มนี าคม พ.ศ. ๒๕๐๖ ยงั ความโศกสลดใหแ้ กบ่ รรดา
ศิษยานศุ ิษย์อย่างมากมายสดุ จะระงับจติ ไว้ได้
249
แต่ว่า ท่านอาจารยก์ เ็ คยแนะน�ำสง่ั สอนศษิ ย์ไว้แลว้ ว่า สังขารไม่เท่ยี งแนน่ อน
จะเอาแน่นอนอะไรกับร่างกายสังขาร มนั ไมเ่ ท่ียง แล้วแต่กรรมจะให้เปน็ ไป เพราะ
คนเราเกิดมาแล้วเหมือนผลไม้ออกลูกมาแล้ว เช่นกับผลมะม่วงเป็นต้น ก็จะมีแต่
หลน่ ในทส่ี ดุ การหลน่ ของผลมะมว่ งกต็ า่ งกนั บา้ งกห็ ลน่ เพราะแมลงเจาะบา้ ง กห็ ลน่
เพราะเนา่ บา้ งกห็ ลน่ เพราะสกุ งอม จะเอาแนน่ อนกไ็ มไ่ ด้ คนเราเกดิ ขนึ้ มากห็ ลน่ คอื ตาย
อาจจะตายดว้ ยท�ำนองต่างกนั เน่อื งจากกรรมวิบากเท่ากับเป็นผลกรรม จะตกแตง่
เอาตามปรารถนาไม่ได้ เช่น คนดำ� คนขาว คนบา้ คนบอด คนงอ่ ย คนต่ำ� คนสูง
เปน็ ตน้ แก้ไมไ่ ด้ แมแ้ ต่อายกุ ารสิ้นไปก็แล้วแตก่ รรมทจี่ ะจำ� แนกไป ไม่มใี ครจะอยู่
เหนือกรรมไปได้ เช่น คนอยู่เมืองไทยอาจจะไปตายต่างประเทศ คนต่างประเทศ
อาจจะมาตายในเมอื งไทย สดุ แลว้ แตก่ รรมวบิ ากอนั เปน็ ผล นเ้ี ปน็ การกลา่ วถงึ สงั ขาร
ถา้ มาบำ� เพญ็ จติ ใหพ้ น้ จากกเิ ลสไดแ้ ลว้ กพ็ น้ จากกรรม เปน็ อนั หมดทกุ ขด์ ว้ ยประการ
ฉะนี้
250
พระธรรมเทศนา
พระจริ ปุญโฺ หลวงปู่กงมา
251
กัน...อานสิ งส์
พระอาจารยก์ งมา จิรปญุ ฺโ
แสดง ณ วดั เกาะตะเคียน อ.เมือง จ.จันทบุรี
๑๔ พฤศจกิ ายน พ.ศ. ๒๔๘๒
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สมั มาสมั พทุ ธสั สะ
นะโม ตสั สะ ภะคะวะโต อะระหะโต สมั มาสมั พทุ ธัสสะ
นะโม ตสั สะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธสั สะ
ณ บัดนี้ อาตมภาพจะได้แสดงพระธรรมเทศนาท่เี ปน็ ศาสนธรรมคำ� สอนของ
องคส์ มเดจ็ พระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ พอเปน็ เครอื่ งประดบั สตปิ ญั ญาเพมิ่ พนู กศุ ลบญุ ราศี
ของทา่ นทานาธิบดที ั้งหลายท่ไี ดพ้ ากนั มาประชมุ กนั ณ ท่นี ้ี
ฉะนนั้ จงึ ขอใหท้ า่ นทง้ั หลายจงพากนั มนสกิ ารไวใ้ นใจใหด้ แี ละเงย่ี โสตประสาท
ดจุ ภาชนะทองรองรบั เอาซงึ่ อมฤตยะรสวารี ดงั ที่อาตมาจะไดแ้ สดงต่อไปน้ี
วันนเี้ จ้าภาพได้ใหอ้ าตมาแสดงกัณฑ์ “อานิสงส์” ของเทศน์มหาชาติเวสสนั ดร
ชาดก พระเวสสนั ดรทา่ นใหท้ าน ทา่ นทำ� บญุ ทา่ นสรา้ งบารมี ทา่ นกนั ความชว่ั ความอจิ ฉา
พยาบาท ท่านกันการประพฤตผิ ดิ ศลี จึงช่ือว่า “กัน”
253
เมอื่ มกี นั กม็ อี านสิ งส์ อานสิ งส์ หมายถงึ ผล ผลกเ็ หมอื นผลไม้ เมอื่ ตน้ ลำ� มนั ดี
ผลก็มีเต็มที่ เช่น ผลเงาะ ผลทุเรียน เจ้าของสวนปลูกต้นเงาะต้นทุเรียนข้ึนแล้ว
ในทสี่ ุดก็ไดอ้ านิสงส์ คอื ผลของทุเรียนฉนั ใด คำ� วา่ “กนั ” ก็คือ การกนั ความข้ีเกยี จ
ขี้คร้าน กันความตระหนเ่ี หนียวแน่น กนั ความโลภ กนั ความโกรธ กันความหลง
กันอารมณ์สัญญา กันความรักความชงั
ทาน ศลี เนกขัมมะ ปญั ญา วริ ยิ ะ สจั จะ ขันติ อธษิ ฐาน เมตตา อุเบกขา
กันความฆ่าสตั ว์ ขโมยของเขา การประพฤติกาเมสุมิจฉาจาร (ผดิ สามีภรรยาผูอ้ ื่น)
การพดู ปดหลอกหลวง การดม่ื สรุ าเมรยั กนั สงิ่ ทเ่ี ปน็ ภยั แกส่ มาธิ กนั ความวปิ ลาสตา่ งๆ
อนั เกดิ ขนึ้ จากนมิ ติ ตา่ งๆ กนั ทฐิ มิ านะอนั เกดิ ขนึ้ จากความหลงถอื ตวั ถอื ตนวา่ ไดส้ ำ� เรจ็
มรรคผลไดช้ ้นั น้ันชนั้ น้ี กนั ความพยาบาทอาฆาตจองเวร ในทสี่ ุดด้วยการกนั ความ
เกดิ -แก่-เจบ็ ตาย คร้นั เม่อื กันไดแ้ ล้ว “อานสิ งส”์ ก็เกิดขน้ึ เกดิ ผลเป็นความดี
ความสงบ ความสุข ความบริสุทธ์ิ ซง่ึ เป็นผลทท่ี กุ ๆ คนในโลกนี้ตอ้ งการ
ดงั ตวั อยา่ งหนงึ่ เราพากนั เหน็ เชน่ พระโพธสิ ตั ว์ ผจู้ ะไดม้ าตรสั รเู้ ปน็ พระพทุ ธเจา้
เม่ือท่านกันความตระหนี่ กลบั กลายเป็นทานบารมี
ทา่ นกันความโหดร้ายอันขาดเมตตากรณุ า กลบั กลายเป็นศลี บารมี
ทา่ นกันความมวั เมาในกามคุณทัง้ หลาย กลับกลายเปน็ เนกขมั บารมี
ท่านกันความโง่เขลางมงายไปตามสิ่งท่ีไร้เหตุผล นับถือกันมาแต่บรรพบุรุษ
โดยเชอ่ื สิง่ ทหี่ าเหตผุ ลมไิ ดอ้ ันเปน็ ทางเขา้ หาทกุ ข์ กลับกลายเป็นปญั ญาบารมี
ทา่ นกนั ความเกยี จครา้ นมกั งา่ ยในการดำ� เนนิ วถิ ที างเขา้ สคู่ วามสงบสขุ ทแ่ี ทจ้ รงิ
กลบั กลายเปน็ วิรยิ ะบารมี
ท่านกันความโลเลไม่แน่นอนซ่ึงท�ำให้การปฏิบัติไขว้เขวอันขาดความจริง
จนไมส่ ามารถจะจดว่าการปฏบิ ตั ใิ หม้ น่ั คงได้ กลับกลายเปน็ สจั จะบารมี
254
ทา่ นกนั ความเหลาะแหละ ความหว่ันไหวงา่ ยๆ เสยี ความหนกั แน่นในการตอ่ สู้
เพ่ือให้ถงึ ซ่ึงฝ่งั แหง่ สันติธรรม กลับกลายเปน็ ขันตบิ ารมี
ทา่ นกนั ความออ่ นแอแหง่ การตอ่ สเู้ พอ่ื บรรลคุ วามจรงิ ใหก้ ลบั กลายเปน็ อธษิ ฐาน
บารมี
ท่านกันความเห้ียมเกรียมของใจที่พยาบาทมาดร้ายอันเป็นภัยต่อการแสวงหา
ธรรมเปน็ เครื่องดำ� เนนิ สู่ความจรงิ กลบั กลายเป็นเมตตาบารมี
ทา่ นกนั ความหว่ งใยอาลยั ในสง่ิ ทเี่ ปน็ ไปไมไ่ ดใ้ นการจะแกแ้ ตผ่ อู้ น่ื จนเกดิ ความ
ผิดพลาดในการจะด�ำเนนิ ตนของตน กลับกลายเป็นอเุ บกขาบารมี
เมอื่ ทา่ น “กนั ” ไดอ้ ยา่ งนแ้ี ลว้ กลบั กลายเปน็ “อานสิ งส”์ คอื เปน็ ผลอนั นบั เนอื่ ง
มาจากเหตุอันพอเพียงแก่ความต้องการ ในเม่ือพระพุทธองค์ได้มาอุบัติบังเกิดข้ึน
ในโลก บรรพชาแล้วมาบ�ำเพ็ญเพียรจนได้บรรลุพระอรหัต ตรัสรู้เป็นพระสัมมา-
สมั พทุ ธเจ้าโดย “อานสิ งส์” แหง่ บารมี ๑๐ ประการ คอื
ทานบารมี ท่านมีการบริจาคเสียสละเฉล่ียความสุขของท่านไปให้ผู้อื่นโดย
มหิ วงแหน น้เี ป็นอานิสงส์ ๑
ศีลบารมี ท่านมีการรักษากาย วาจา ใจ ใหเ้ รยี บรอ้ ย มใิ หล้ ่วงละเมดิ ในสิ่งที่
กอ่ ความเดอื ดรอ้ นแก่ตนและผู้อ่ืน นี้เป็นอานสิ งส์ ๑
เนกขมั มะ ทา่ นมีการเสียสละในกามคณุ มีรปู เสยี ง กลิ่น รส สัมผสั ไม่ให้
กายและใจเกย่ี วขอ้ งพวั พนั เสยี สละออกจากบา้ นเรอื นโดยเดด็ ขาด นเี้ ปน็ อานสิ งส์ ๑
ปญั ญาบารมี ทา่ นมคี วามรแู้ ละใชค้ วามรนู้ นั้ ใหเ้ กดิ ประโยชน์ โดยพจิ ารณาเหน็
ความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ความไมใ่ ช่ตวั ตน อนั เปน็ ความจริงท่ไี ม่มีใครหลกี เลี่ยงได้
นเี้ ป็นอานสิ งส์ ๑
255
วริ ิยะบารมี ทา่ นมคี วามเพยี ร แมจ้ ะมคี วามล�ำบากมากมายสักเพยี งใดกไ็ ม่มี
ความยอ่ ท้อแต่อย่างใด นเ้ี ปน็ อานสิ งส์ ๑
สจั จะบารมี ทา่ นมคี วามแนว่ แนใ่ นการดำ� เนนิ หนทางไมล่ ะทงิ้ แมจ้ ะพบอปุ สรรค
ไมว่ า่ อปุ สรรคน้ันจะใหญห่ ลวงสักเพียงใดกต็ าม นีเ้ ป็นอานิสงส์ ๑
ขันตบิ ารมี ท่านมีความอดทนตอ่ เหตุการณท์ ีเ่ กดิ ข้ึน แมจ้ ะได้รบั ความกระทบ
กระเทอื นทงั้ ทางกายและทางใจ ทา่ นมไิ ดม้ คี วามหวนั่ ไหว มงุ่ มนั่ ปฏบิ ตั กิ าย วาจา ใจ
ของท่านทกุ กรณี ไมว่ ่าลำ� บากยากเขญ็ ใจสกั เพยี งใดกต็ าม น้ีเปน็ อานสิ งส์ ๑
อธษิ ฐานบารมี ทา่ นมีความตงั้ ใจอย่างมน่ั คง ไมง่ อ่ นแง่นคลอนแคลน โดยที่
ทา่ นมุ่งหวังโมกขธรรม คอื ธรรมเปน็ เคร่อื งพน้ ทกุ ข์ ท่านก็ไดต้ ้ังใจม่ันคงในธรรมนนั้
จนถึงท่ีสดุ นีเ้ ปน็ อานิสงส์ ๑
เมตตาบารมี ทา่ นมีเมตตาหาประมาณมิได้แก่สรรพสตั วท์ ัง้ หลาย ไมม่ ีการผูก
พยาบาทอาฆาตผูใ้ ด ปล่อยวางจิตใจให้มีแต่ความเยือกเยน็ โดยมิไดม้ ีความขดั ข้อง
ให้เป็นเครอื่ งเศรา้ หมอง นเี้ ปน็ อานิสงส์ ๑
อุเบกขาบารมี ท่านมพี ระทยั จางจากความเปน็ หว่ งใยอาลยั ในเรือ่ งของผอู้ ่ืนใด
อันจะท�ำให้เกิดความฟุ้งซา่ นร�ำคาญ ผใู้ ดท้งั หลายทเ่ี กิดมาจะมคี วามสขุ ความทุกข์
ก็เพราะเหตุแหง่ ผูน้ ้นั วางพระทยั เฉยเพอื่ ด�ำเนินจิตเขา้ สคู่ วามปลอดโปรง่
อานิสงส์เหล่านี้เกิดจาก “กัน” ซึ่งสามารถเป็นแนวทางให้พระองค์ได้ส�ำเร็จ
พระอรหันตสมั มาสมั พุทธเจา้ จนเปน็ พระบรมศาสดาของพวกเราทั้งหลาย
พวกเราไดฟ้ งั เทศนม์ หาชาตเิ วสสนั ดรชาดก ยกเอาพระพทุ ธองคม์ าเปน็ ตวั อยา่ ง
คือ ชาตนิ ้นั พระองค์ได้บ�ำเพญ็ ทานบารมอี ยา่ งยอด พวกเราพากันตอ้ งการอานสิ งส์
มากๆ จงึ ใหอ้ าตมาเทศน์ “กณั ฑอ์ านสิ งส”์ พวกเราตอ้ งการอานสิ งส์ ตอ้ งพากนั ทำ� ให้
ถกู ต้อง คือ ตอ้ ง “กัน” “อานสิ งส”์ ถา้ ไม่ “กัน” ก็ไม่ไดอ้ านสิ งส์
256
พอฟังเทศน์มหาชาติเสร็จแล้วว่าได้อานิสงส์เลย “ไม่ใช่” เราพากันฟังแต่
ไม่เอาใจใส่ พากันกินเหล้าเมายาเฮฮากันไป ไม่เป็นอานิสงส์แน่ๆ เพราะว่าผู้จะมี
อานสิ งส์อย่างจริง ตอ้ งพากนั “กัน” ความช่ัวทง้ั หลายที่มอี ย่ใู นตวั ของเรากันอยา่ ง
จริงจงั ถา้ ไม่ “กนั ” กม็ แี ต่จะต้องได้รบั ความหายนะตา่ งๆ เช่น ไม่ “กันความโลภ”
ก็จะมีแต่โลภเอาของผู้อ่ืนไม่รู้ว่าลูกใครเมียใคร เกิดความเสียหายถึงต้องฆ่าฟัน
วิวาทกัน หรอื ไม่ “กันความโกรธ” กจ็ ะมีแตพ่ ยาบาทฆาตพยาเวร รบราฆา่ ฟันกนั
ไม่มีทีส่ นิ้ สุด หรือไม่ “กันความหลง” กจ็ ะทำ� ใหม้ ัวเมาเอาแต่การเล่น การเที่ยวเตร่
เป็นนกั เลงพนนั นกั เลงหญงิ นักเลงสรุ า เปน็ ต้น
เพราะฉะนนั้ ญาตโิ ยมทง้ั หลายทใี่ หอ้ าตมาเทศนอ์ านสิ งสใ์ นวนั นี้ กข็ อใหพ้ ากนั
น�ำธรรมท่ีอาตมาได้เทศน์แล้วไปพิจารณาถึง “กัน” อานิสงส์ เมื่อได้ใคร่ครวญ
พจิ ารณาเหน็ ดเี หน็ ชอบประการใดแลว้ จงประพฤตปิ ฏบิ ตั ไิ ปตาม กจ็ ะประสบความสขุ
ความเจริญงอกงามในธรรมวินัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกทิวาราตรีกาลดังได้
แสดงมา เอวงั กม็ ีด้วยประการฉะนี้
หมายเหตุ เมื่อวนั ท่ี ๑๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๘๒ เวลา ๑๕.๑๐ น. เปน็ ปที ีข่ ้าพเจ้ามอี ายุได้ ๑๘ ปี
เปน็ สามเณรมา ๓ ปี วนั นข้ี า้ พเจา้ ไดต้ ดิ ตามทา่ นอาจารยก์ งมาไปธรุ ะทจี่ นั ทบรุ ี ขณะนอ้ี ยวู่ ดั ทรายงาม
ต.หนองบวั อ.เมือง จ.จันทบรุ ี จากวดั ทรายงามไปจนั ทบุรีเปน็ หนทาง ๔ กม. เศษ เมอ่ื ขากลับได้
แวะท่วี ัดเกาะตะเคียน ซ่งึ อย่หู า่ งจากวดั ทรายงาม ๑ กม. เศษ เม่ือทา่ นแวะไป พอดเี ขากำ� ลงั เทศน์
มหาชาติกันอยู่ จงึ นมิ นตท์ ่านพระอาจารยก์ งมาเทศน์ ให้เทศน์ “กณั ฑ์อานิสงส”์ ท่านไดแ้ สดงเปน็
ทนี่ ่าคิดนา่ จับใจในเทศนาโวหาร ข้าพเจา้ จึงได้บนั ทึกไว้ ตอ่ มาข้าพเจ้าไดน้ �ำเนอื้ ความไปกราบเรยี น
ทา่ นพระอาจารยม์ นั่ ภรู ทิ ตั โต ณ บา้ นโคก ต.ตองโขบ อ.เมอื ง จ.สกลนคร เมอื่ เดอื น ๑๒ พ.ศ. ๒๔๘๕
ท่านบอกวา่ “เป็นพระธรรมเทศนาท่ีแสดงได้ไพเราะมาก ยากที่ผจู้ ะแสดงได้เช่นน”้ี
พระอาจารยว์ ิรยิ ังค์ สิรินฺธโร
257
คติท่พี ระอาจารยก์ งมา
ใหแ้ ก่พระเณรวัดศรโี พนเมือง
ในวันท่ที า่ นเขา้ ไปซอ่ มแซมรถของท่าน
เมื่อวันท่ี ๒ ตลุ าคม พ.ศ. ๒๕๐๕
เวลาบา่ ยประมาณสกั ๓ โมง เหน็ จะได้ แตก่ อ่ นเมอ่ื ทา่ นไปวดั ศรโี พนเมอื งแลว้
ทา่ นมักจะไปใหถ้ งึ กุฏสิ มภารเสมอ แตค่ ร้งั น้ีทา่ นขนึ้ ๓ ล้อไปกับผ้าขาวนอ้ ยผหู้ น่งึ
เลยขึ้นไปบนศาลาใหญ่ พอข้าพเจ้าเห็นท่านไปและขึ้นศาลาแล้ว ข้าพเจ้าก็รีบบอก
พระเณรทขี่ า้ พเจา้ กำ� ลงั สอนอยใู่ หข้ น้ึ ไปตอ้ นรบั และกราบไหวต้ ามธรรมเนยี มของพระ
ผอู้ อ่ นพรรษาเห็นพระผ้แู กม่ า
พอพวกข้าพเจ้ากราบท่านแล้ว ท่านเลยถามพวกข้าพเจ้าว่า “รู้จักกัมมัฏฐาน
หรอื ยงั ?” ถ้าพวกข้าพเจ้าจะตอบวา่ รู้อยู่ ก็คดิ วา่ บางทจี ติ ใจของพวกข้าพเจ้าอาจจะ
ไมม่ นั่ คงในศาสนาในอนาคตกเ็ ปน็ ได้ ขา้ พเจา้ จงึ ตอบไปวา่ “ยงั ไมร่ คู้ รบั ” ทา่ นหวั เราะเลย
ทีเดียวว่า “พระไม่รู้กัมมัฏฐาน อุปัชฌาย์จะบวชให้หรือ” ข้าพเจ้าจึงระลึกได้ว่า
ในขณะที่จะบรรพชา อุปัชฌาย์ได้สอนปัญจกกัมมัฏฐานก่อนจริง จึงตอบท่านว่า
“รู้ครับ” ท่านจึงพูดว่า “เออ เมื่อรู้แล้วเป็นอย่างไร เห็นอะไรงามบ้างสวยบ้าง
มันล้วนแต่ของโสโครกน่าเกลียดมิใช่หรือ เมื่อรู้แล้วอย่าอยากสึก” และท่านพูดว่า
“ถา้ โยมไมร่ สู้ รณะ พทุ ธะ พระไมร่ กู้ มั มฏั ฐาน ศาสนาจะตงั้ อยไู่ มไ่ ดเ้ ลย นก่ี น็ า่ คดิ อยู่
258
เพราะวา่ โยมไมร่ พู้ ระพทุ ธ พระธรรม พระสงฆ์ แลว้ ทุกอยา่ งมนั จะตอ้ งทพุ พลภาพ
ไปตามคนจริง และถ้าหากพระสงฆ์ยังพิจารณาร่างกายของตนเป็นของสวยงามอยู่
ก็อาจทรงอยู่ในสิกขาวินยั ไมไ่ ด้ เพราะพจิ ารณากัมมฏั ฐานไมล่ ง ยงั ยนิ ดีในรปู เสียง
กลิ่น รส อย”ู่ ขา้ พเจ้าเหน็ จรงิ อยา่ งทา่ นพดู
และทา่ นวา่ ขณะทถี่ อื เพศเปน็ บรรพชติ พรหมจรรยอ์ ยนู่ ี้ ทา่ นกลวั ผหู้ ญงิ เทา่ กบั
เสือเก้าศอกหรือกว่าน้ัน เพราะเสือไม่สามารถจะท�ำลายเพศพรหมจรรย์ให้เสียได้
ถงึ มันกัด มันกก็ ดั เฉยๆ สว่ นผู้หญิงนัน้ จะต้องทำ� ใหเ้ ราตายท้ังเพศพรหมจรรยด์ ้วย
และอีกตอนหนง่ึ ท่านได้เคยสังเกตเห็นผูห้ ญิงบางคน ตอนเช้าไปสมาทานศีล
ต่อพระมา พอถึงบ้านแล้วบังเอิญฝนตกน้�ำมากปลาก็ข้ึน ก็เลยลืมศีลของตนท่ีได้
สมาทานแล้วน้ัน ก็เลยถือเอาสะดุ้ง (ยอ) กับตะกร้าไปเลย พอถึงท่ีหมายคือ
ข้างสะพานรมิ ถนนนนั้ แหละ พอยออย่ไู ม่นาน กพ็ อดเี ห็นท่านเดินไปธรุ ะจะผ่านไป
ทางนน้ั ดว้ ย พอโยมน้นั เหน็ พระมาใกล้เข้าขนาดจำ� กันได้บ้างไมไ่ ด้บ้างนี้แหละ กร็ บี
ยอสะดุ้งเพ่ือจะได้รีบหนีไปเร็วๆ พอยอขึ้นสายก้อสะดุ้งนั้นขาด โยมผู้หญิงน้ัน
กต็ ลี งั กาหลงั เลย ทา่ นกถ็ า้ จะไมด่ หู รอื กอ็ ยากเหน็ อยู่ ถา้ จะดหู รอื กก็ ลวั โยมผนู้ นั้ ละอาย
จึงท�ำเมินๆ สักหน่อย พอโยมนั้นลุกข้ึนได้แล้วก็พาสะดุ้งและตะกร้าว่ิงเข้าป่าไป
ท้งั เปียกปอนนั้นเลย เรือ่ งนีข้ นั มาก ข้าพเจา้ คิดดูแลว้ คงมจี รงิ ทา่ นจงึ พูด
และท่านบอกว่า เม่ือคราวพรรษาของท่านได้ ๑๕ มีความกระสันอยากสึก
ทา่ นจึงอธษิ ฐานว่า “ถ้าหากยงั อยากสึกอยู่ ขอใหต้ ายเสียเร็วๆ น้ี” แตน่ ้นั มาไมเ่ คย
นึกคิดเลยกระท่งั ปัจจบุ นั น้ี ทา่ นจึงวา่ ทา่ นเคยไดก้ ำ� ลังเพราะแรงอธิษฐาน และทกุ ปี
ถึงฤดูหนาวปใี ด ทห่ี ลงั เทา้ ของท่านมักบวมทุกปีพร้อมทงั้ คนั ด้วย ท่านกอ็ ธิษฐาน
ให้ตายเหมอื นกัน ถ้าหากมนั อยากจะเปน็ อย่างเทา้ แต่น้นั มาไม่เปน็ อกี เลย และเร่ือง
การฉีดยาแก้โรคต่างๆ แม้ท่านจะมีความเลื่อมใสอยู่กับแพทย์แผนปัจจุบันก็ตาม
แต่ท่านก็ได้ปฏิญาณไว้แล้วว่าจะไม่ฉีดเป็นเด็ดขาด เพราะท่านคิดว่าถึงเวลาจะ
ตายแล้ว แม้จะมแี พทยส์ กั เทา่ ไรมนั ก็คงตายอยู่นั่นเอง และท่านได้เหน็ มรรยาทของ
แพทยผ์ ู้มีชื่อคนหนึ่งในจงั หวัด ขณะทท่ี า่ นปว่ ย โยมได้นมิ นต์ใหท้ า่ นไปฉีดกเ็ ลยขดั
259
ไม่ได้ พอแพทย์ตรวจแล้วแทนท่ีจะขอโอกาสจากท่านสักนิดในการเป็นพระก็ไม่มี
พอเข็มแทงเข้าแล้วถอดเข็มออก แพทย์นั้นก็ไปเลย จะพูดอย่างน้ันอย่างน้ีก็ไม่มี
ทา่ นจงึ คดิ วา่ เรานกี้ โ็ งค่ นมากแลว้ เทา่ นก้ี ม็ าใหเ้ ขาทำ� กบั เราได้ แตน่ น้ั มา ถา้ หากทา่ น
ยังพอรูส้ ึกอยู่ จะไมใ่ หใ้ ครฉีดเด็ดขาด สว่ นยาฉันนน้ั ทา่ นจะไมป่ ฏิเสธ
เทา่ ทขี่ า้ พเจา้ ไดเ้ ขยี นคตแิ ละกจิ วตั รของทา่ นพระอาจารยก์ งมา จริ ปญุ โฺ ขนึ้ นี้
กเ็ พราะขา้ พเจา้ มคี วามเลอ่ื มใสและความเคารพนบั ถอื ในทา่ น เพราะเปน็ ผเู้ หน็ ธรรมจรงิ
ดังค�ำพูดของทา่ น และท่านเป็นผรู้ กั ษาวนิ ยั จรงิ ๆ มีธุดงควตั รกนั จรงิ เชน่ การฉัน
บิณฑบาตของท่าน ถา้ โยมผ้ใู สศรทั ธา ต้องเอาโภชนยี ะขาทนียะน้ันตกั บาตรใหท้ ่าน
ถา้ ของใดไมล่ งบาตรแลว้ ทา่ นไมฉ่ นั จรงิ ๆ และถา้ ทใี่ ดอกึ ทกึ ครกึ โครมแลว้ ทา่ นหลกี
เลี่ยงมาก เช่น เมื่อท่านมีกิจท่ีเข้าไปพักในเมือง ท่านก็มักจะเลยไปพักนาค�ำหรือ
วดั ภูธรพทิ กั ษ์ บา้ นธาตุนาเวง เสยี ส่วนมาก และอีกอย่างหน่งึ ถา้ ของใดมีผถู้ วาย
เป็นสงฆก์ ล่าวคำ� ว่า “สังฆัสสะ” แลว้ ถ้าไมไ่ ด้ท�ำวินยั กรรมก่อน ทา่ นไม่แตะตอ้ งเปน็
อนั ขาด เพราะท่านรกั ษาพระวนิ ยั ไม่ยอมกินของสงฆ์
ขา้ พเจา้ ไดเ้ หน็ อยา่ งนแี้ หละ จงึ รสู้ กึ เลอ่ื มใสและเคารพนบั ถอื ในทา่ น จงึ อตุ สา่ ห์
จดจำ� เอาคตแิ ละกจิ วตั รของทา่ นอนั ขา้ พเจา้ ไดเ้ หน็ ไดย้ นิ มานน้ั เขยี นไวเ้ พอื่ เปน็ แนวคดิ
พนิ จิ พจิ ารณาของบรรดาทา่ นผใู้ ครใ่ นธรรมปฏบิ ตั ทิ งั้ หลาย หากขอ้ ความใดทขี่ า้ พเจา้
จ�ำมาเขียนนผี้ ดิ พลาดบา้ ง ก็หวังวา่ คงไดร้ บั อโหสจิ ากท่านผูร้ ดู้ ว้ ย
พระสวุ ธั น์ พัฒนมณี
วัดศรโี พนเมือง จงั หวดั สกลนคร
260
ปัจฉมิ เทศนาของ
พระอาจารยก์ งมา จริ ปญุ ฺโ
แสดงในงานฌาปนกิจศพ หลวงพอ่ คำ� มา ญาณทโี ป
ทวี่ ดั เทพกัญญาราม อำ� เภอเมือง จงั หวดั สกลนคร
เมอื่ วนั ท่ี ๑๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๕
นโม ตสสฺ ภควโต อรหโต สมมฺ าสมพฺ ทุ ธฺ สสฺ ๓ หน
กสุ ลา ธมมฺ า อกุสลา ธมมฺ า อพยฺ ากตา ธมมฺ า ติ
ณ โอกาสนี้ อาตมาจักได้แสดงธรรมมิกถาศาสนธรรมค�ำส่ังสอนขององค์
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพ่ือเป็นเครื่องเพิ่มพูนกุศลศรัทธาปัญญาบารมีของ
พทุ ธบรษิ ทั ทงั้ หลายทพ่ี รอ้ มเพรยี งกนั มาประชมุ สโมสรในธรรมสภาศาลามณฑลสถาน
ท่ีนี้
เนอื่ งด้วยวันนี้ พวกพทุ ธบริษัททง้ั หลายมาระลึกถงึ บุญคณุ ของหลวงพอ่ คำ� มา
ผถู้ งึ กาลกริ ยิ าตายไปสโู่ ลกเบอ้ื งหนา้ และจะไดท้ ำ� การเผาในวนั น้ี พวกเรามาระลกึ ถงึ
บญุ คณุ ของทา่ นซึง่ เคยมตี ่อพวกเรามา เชน่ เคยเป็นครูบาอาจารย์ แนะนำ� สง่ั สอน
พวกเราให้รู้ศีลรู้ธรรมและข้อวัตรปฏิบัติอ่ืนๆ ตามค�ำส่ังสอนขององค์สมเด็จ
พระสัมมาสมั พทุ ธเจา้
261
การสมาทานเอาซง่ึ ศลี เบญจเวรวริ ตั ทง้ั ๕ ประการ เรากไ็ ดพ้ ากนั สมาทานสำ� เรจ็
เสร็จสิ้นไปแล้ว จนตลอดการถวายอาหารบิณฑบาตแด่พระภิกษุสงฆ์องค์เจ้า ก็ได้
สำ� เรจ็ เสรจ็ สนิ้ ไปดว้ ยความเรยี บรอ้ ยทกุ อยา่ งทกุ ประการ ตอ่ แตน่ ไี้ ปกใ็ ครอ่ ยากจะฟงั
พระสัทธรรมเทศนาเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองศรัทธาปสาทะเพิ่มพูนกุศลเจตนาปัญญา
บารมีต่อไป จึงไดน้ ิมนตใ์ หอ้ าตมาเปน็ ผแู้ สดง ดงั อาตมาก็จกั ได้แสดงตอ่ ไป
สำ� หรับความตายนเี้ ป็นของที่พวกเราหนีกันไม่พน้ เพราะมนั เปน็ สงั ขารท่ปี ัจจยั
ปรงุ แตง่ เมอ่ื มเี กดิ ขนึ้ มาแลว้ กต็ อ้ งมแี ก่ มเี จบ็ มตี าย ไปดงั น้ี ความตายนแี้ หละ เราจะ
ตอ้ งประสบดว้ ยกนั ทกุ คน ไมว่ า่ เดก็ ผใู้ หญ่ ผหู้ ญงิ หรอื ผชู้ าย ออ่ นแก่ หรอื ปานกลาง
กจ็ ะต้องตายกนั ทง้ั น้ัน เพราะบรรดาสตั ว์โลกทั้งหลายมคี วามตายเป็นสมบัติรอคอย
อย่เู บื้องหนา้ ไม่มผี ใู้ ดเลยจะลว่ งพน้ ไปได้ แมแ้ ต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจา้
ผู้ซงึ่ วิเศษประเสริฐกวา่ สรรพสตั ว์กว่าเทพยดาและมนษุ ย์ทงั้ หลาย พระองค์หาได้พน้
จากความตายไปไม่ แตก่ ารตายของพระองคเ์ ปน็ การตายอนั ประเสรฐิ เพราะพระองค์
เปน็ ผหู้ มดจากอาสวะกเิ ลสทงั้ นอ้ ยใหญส่ น้ิ จงึ เรยี กอาการตายของพระองคว์ า่ นพิ พาน
ไม่มกี ารตายการเกิดอีกเหมือนอยา่ งปถุ ชุ นธรรมดาสามัญ
ปถุ ุชนนนั้ เมื่อสนิ้ ลมหายใจแลว้ เรยี กว่า ตาย หรอื มรณภาพ ถา้ เปน็ คนชน้ั สงู
กเ็ รยี กอกี อยา่ งหนง่ึ วา่ สวรรคต ทแี่ ทก้ เ็ ปน็ ตายอนั เดยี วกนั หมดลมหายใจอยา่ งเดยี วกนั
เมอื่ ตายไปแลว้ กไ็ มไ่ ดข้ นเอาขา้ วของอนั ใดไปไดเ้ ลย ไดต้ ดิ ตวั ไปแตเ่ พยี งไมก้ ระดาน
อนั กวา้ งหนงึ่ ศอกกำ� มา และทางยาววาหนงึ่ เทา่ นนั้ กบั บญุ กศุ ลทต่ี นไดท้ ำ� ไวแ้ ตเ่ มอ่ื ยงั
มีชีวติ อยู่ และบาปทต่ี นไดท้ ำ� เอาแตเ่ ม่ือยังเปน็ มนุษย์เท่านน้ั จึงสมกบั อเุ ทศที่อาตมา
ไดย้ กขนึ้ ตง้ั ไวเ้ บอื้ งหนา้ วา่ กสุ ลา ธมมฺ า อกสุ ลา ธมมฺ า อพยฺ ากตา ธมมฺ า ซงึ่ แปลเปน็
ใจความแลว้ คงไดค้ วามวา่ กศุ ลธรรมทงั้ หลาย อนั เปน็ ทางบญุ เรยี กวา่ กศุ ล อกสุ ลา ธมมฺ า
เปน็ สว่ นบาปเรยี กวา่ อกุศล คือทางช่ัว ทางไมด่ ี อพฺยากตา ธมมฺ า เปน็ สว่ นกลางๆ
จะวา่ ดกี ไ็ มใ่ ช่ เปน็ สว่ นชว่ั กไ็ มใ่ ช่ เรยี ก อพยากฤต เทา่ นแ้ี หละทจี่ ะตดิ ตวั ผตู้ ายไปได้
ถา้ เราทำ� ดไี วแ้ ตเ่ มอื่ เรายงั มชี วี ติ อยู่ เมอ่ื เราตายไปกจ็ ะไปสสู่ คุ ตโิ ลกสวรรค์ ถา้ ทำ� ชว่ั ไว้
เป็นต้นวา่ ฆา่ สัตว์ตดั ชวี ติ ศีล ๕ ไม่เคยรักษา คุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
262
กไ็ มร่ ู้ เมอ่ื ตายไปแลว้ ผลกรรมนน้ั กจ็ ะตามไปสนองใหไ้ ดร้ บั ความเดอื ดรอ้ น วปิ ปฺ ฏสิ าร
อยู่ในนรกอเวจีหลายกปั หลายกัลป์
ถา้ ทำ� ความดไี วแ้ ลว้ พอตายลงไปกม็ ผี มู้ าปลงอนจิ จสํ งั เวช ทำ� บญุ ทำ� กศุ ลอทุ ศิ ให้
อย่างหลวงพ่อค�ำมาน้ี เพราะก่อนตายท่านก็ได้สร้างคุณความดีให้แก่พุทธบริษัท
ทงั้ หลายไวแ้ ลว้ แตถ่ งึ อยา่ งไรทา่ นกไ็ ดต้ ายไปแลว้ เพราะความตายมนั ไมเ่ ลอื กบคุ คล
ส่งิ ใดปัจจยั แต่ง ส่งิ น้นั จะต้องเปน็ ไปตามปจั จยั ดงั มีธรรมภาษิตที่พระเจา้ พระสงฆ์
เคยใช้สวดเสมอว่า อนจิ จฺ า วต สงขฺ ารา ซึง่ แปลเป็นใจความแลว้ กค็ งไดใ้ จความว่า
สังขารท้ังหลายไม่เท่ียงหนอ อุปฺปาทวยธมฺมิโน เมื่ออุบัติเกิดข้ึนแล้ว อุปฺปชฺชิตวา
นิรุชฺฌนฺติ ยอ่ มดบั ไปดงั นี้
คนตายนก้ี ม็ ดี อี ยอู่ ยา่ งหนงึ่ เหมอื นกนั จะไดช้ กั นำ� ใหผ้ ยู้ งั มชี วี ติ อยไู่ ดก้ นิ ไดท้ าน
ไดเ้ ข้าวดั เข้าวาฟงั เทศน์ฟังธรรม ซงึ่ เรียกวา่ เปน็ บุญเป็นกุศลประการหนึ่ง อันเรียกว่า
คนตายจงู คนเปน็ อยา่ งบางคนไมเ่ คยไดเ้ ขา้ วดั เขา้ วาสกั ทเี ลย เหน็ พระเหน็ เจา้ เทา่ กบั
เหน็ อสรพษิ อนั รา้ ยกาจ แตพ่ อญาตพิ น่ี อ้ งของเขาตายลงไป เกดิ มคี นใชใ้ หเ้ ขาไปนมิ นต์
พระนมิ นตเ์ จา้ มามาตกิ าบงั สกุ ลุ จะไมไ่ ปหรอื กข็ ดั ไมไ่ ด้ จำ� เปน็ จะตอ้ งไดไ้ ป พอนมิ นต์
มาแล้ว ผู้อื่นกใ็ ชใ้ ห้ประเคนหมากพลู บหุ ร่ี กระโถน กาน�ำ้ ตลอดจนการตกั บาตร
ถวายอาหารแกพ่ ระเจา้ พระสงฆ์ ท�ำให้เขาไดบ้ ุญได้กศุ ลไปในตัวน้ีแหละ จึงเรียกว่า
คนตายจงู คนเปน็ ใหไ้ ดบ้ ญุ ไดก้ ศุ ล และผตู้ ายบางคนเมอื่ เขายงั มชี วี ติ เปน็ ผไู้ มป่ ระมาท
ขยันขันแข็งในการท�ำมาหาเลี้ยงชีพของตน เป็นผู้เก็บหอมรอมริบ พอตายไปแล้ว
ทง้ิ มรดกใหค้ นทยี่ งั มชี วี ติ อยไู่ ดส้ บื ไดต้ อ่ จนกลายเปน็ ผมู้ โี ภคสมบตั มิ ากมลู กม็ อี ยเู่ ปน็
อันมาก เช่น บางคนเมือ่ ยังมีชีวิตอยู่ ไดห้ าเงนิ หาทองฝากคลังฝากประกันชวี ติ ไวก้ ับ
บริษัท พอเขาตายไปแล้ว ลูกหลานเขาได้เงินได้ทองเพราะเขากม็ อี ยู่เปน็ จำ� นวนมาก
บางรายมเี งินมีทองตั้งมากมายก่ายกองกม็ ี
แต่บางรายน้ัน เม่ือยังมีชีวิตอยู่ก็เป็นคนเกียจคร้านอ่อนแอ ไม่ท�ำการท�ำงาน
อะไร เสาะแสวงหาแตก่ ารกนิ การเลน่ อนั จะพาตวั ฉบิ หาย เชน่ เลน่ การพนนั กนิ เหลา้
กดั ปลา ชนไก่ เปน็ ตน้ เมอื่ ไดก้ ก็ นิ จนหมด เมอ่ื ไมไ่ ดก้ ห็ ากหู้ ายมื กยู้ มื ไมไ่ ดก้ ล็ กั บา้ ง
263
ขโมยบา้ ง กอ่ ความทะเลาะววิ าทไวก้ บั เพอ่ื นกบั ฝงู ทกุ มมุ เมอื ง เมอื่ นานเขา้ กถ็ กู เขาจบั
เป็นขโมยบ้าง จบั เล่นการพนันบ้าง หาว่าเปน็ อันธพาลบ้าง เหลา่ น้ี จำ� เป็นทรัพยส์ นิ
ซ่ึงเป็นมรดกแต่พ่อแม่ตายายก็เอาไปจ�ำนองจ�ำน�ำ ก่อแต่ความเดือดร้อนให้แก่ตัว
ตลอดชวี ติ พอตายลงไปหาเงนิ จะซอื้ ไมม้ าทำ� ศพกไ็ มม่ ี จำ� เปน็ พนี่ อ้ งจะตอ้ งวงิ่ เตน้ ไป
หากหู้ ายมื ยอมเปน็ ลกู หนข้ี องชาวบา้ นชาวเมอื งเขา ไมไ่ ด้ กเ็ อาทด่ี นิ บา้ น ไร่ สวน นา
ไปจำ� นองจำ� นำ� ทำ� ใหพ้ น่ี อ้ งไดร้ บั ความอบั อายขายหนา้ เปน็ อนั มาก นเี้ รยี กวา่ คนตาย
ขายคนเป็น
ฉะนั้น พทุ ธบรษิ ทั ท้งั หลาย เมื่อยงั มชี ีวิตอยูจ่ งรบี พากันขวนขวายสร้างคุณงาม
ความดใี หเ้ กดิ มขี นึ้ ในตนเสยี เพราะไมร่ วู้ า่ ความตายมนั จะมาถงึ เราวนั ไหน เมอื่ ความ
ตายมาถึงแล้ว เราก็ไม่มเี วลาไดส้ รา้ งคุณงามความดีไว้ไดท้ ันเลย เราทุกวันนีก้ ต็ กอยู่
ในวงล้อมของพญามัจจุราชแล้ว ดังมีธรรมภาษิตรับรองสมอ้างว่า ยถาทณฺเทน
โคปาโล คาโวปาเชติ โคจรํ เอวํชรา จ มจฺจุ จ อายุํ ปาเชนติ ปาณินํ ซงึ่ แปลเป็น
ใจความแลว้ ไดค้ วามวา่ นายโคบาล (คนเลยี้ งโค) ยอ่ มตอ้ นฝงู โคไปสทู่ ห่ี ากนิ ดว้ ยทอ่ น
ไมพ้ ลองฉนั ใด ความแกแ่ ละความตาย กต็ อ้ นชวี ติ ของสรรพสตั วฉ์ นั นนั้ เนอื้ ความใน
พระคาถานอี้ ธบิ ายวา่ ธรรมดานายโคบาลผฉู้ ลาด ย่อมต้อนฝูงโคของเขาไปยังท่ีซึ่ง
อดุ มไปดว้ ยนำ้� และหญา้ ตามวสิ ยั ของผฉู้ ลาดฉนั ใด ชวี ติ คอื ความเปน็ อยขู่ องสรรพสตั ว์
กฉ็ นั นน้ั นบั แตค่ ลอดออกจากครรภข์ องมารดาแลว้ กเ็ ดนิ ทางไปสคู่ วามแกท่ กุ วนั ทกุ คนื
จนเปน็ เดอื นเปน็ ปแี ละเปน็ หลายๆ ปี เมอ่ื ถงึ สถานขี องความแกแ่ ลว้ สถานแี หง่ ความแก่
กส็ ง่ ไปสสู่ ถานแี หง่ ความเจบ็ มเี จบ็ หลงั บา้ ง เจบ็ เอว เจบ็ หวั เจบ็ ตา เจบ็ แขง้ เจบ็ ขาบา้ ง
แลว้ สถานนี กี้ ส็ ง่ ไปยงั สถานแี หง่ ความตาย มาสน้ิ สดุ เพยี งสถานขี องความตายนเ้ี ทา่ นนั้
แลว้ จะเอาอะไรเปน็ สมบตั ติ ดิ ตวั ไปกเ็ ปลา่ ทง้ั นน้ั นอกจากบญุ กบั บาปทตี่ นไดก้ ระทำ� ไว้
แตค่ รั้งยังมีชวี ิตอยู่ คนผอู้ ยทู่ างหลังจะให้หรอื ไมใ่ ห้ก็หมดหว่ งหมดกงั วลเสียแลว้
เพราะฉะนน้ั พทุ ธบรษิ ทั ทง้ั หลาย เมอื่ มาทราบแจง้ ชดั ตามอรรถธรรมดงั อาตมา
ได้แสดงมาน้ีแล้ว จงอย่าได้ประมาทในชีวิตของตน เพราะเราไม่รู้ว่าความตายนั้น
จะมาถงึ ตวั เราเมอ่ื ไร ไมม่ ผี ใู้ ดพยากรณไ์ ดถ้ กู เราพยากรณไ์ ดถ้ กู เราพยากรณไ์ ดแ้ ต่
วนั เกดิ อนั บดิ ามารดาเปน็ ผบู้ อกใหเ้ ทา่ นน้ั ฉะนนั้ จงึ ขอรบี สรา้ งคณุ งามความดขี องตน
264
ให้เกิดขนึ้ ในทวารทง้ั ๓ เสยี คือวา่ กายทวาร วจที วาร และมโนทวาร จะท�ำจะพูด
จะคิดส่ิงใด ก็จง ท�ำ พูด คิด แต่ในทางท่ีจะเป็นประโยชน์แก่ตนและผู้อื่นเถิด
เมอ่ื ประพฤตปิ ฏบิ ัตเิ ช่นนแี้ ล้ว บญุ กุศลใดทยี่ ังไม่เกดิ ก็จะเกิดข้นึ ท่เี กดิ ขนึ้ แลว้ ก็จะ
เจริญภิญโญยิ่งๆ ขึน้ ไป ขออย่าไดพ้ ากนั ประกอบกรรมอนั ชว่ั ชา้ ลามก ซง่ึ จะเปน็ ทาง
พาให้เราไปตกนรกอบายภูมิ ซึ่งจะพาให้เราได้รับความเร่าร้อนหลายกัปหลายชาติ
ถา้ ทา่ นผใู้ ดยงั เหน็ วา่ ศลี ของตนยงั ไมส่ มบรู ณบ์ รบิ รู ณ์ รบี ประกอบใหเ้ กดิ ใหม้ ขี นึ้ เสยี แต่
บดั น้ี
ศลี ๕ ประการดงั น้ี ขอ้ หนง่ึ ปาณาตปิ าตา เวรมณี ขา้ พเจา้ ขอเวน้ การพรากชวี ติ
สตั วน์ อ้ ยใหญท่ งั้ หลายทงั้ ปวง ขอ้ สอง อทนิ นาทานา เวรมณี ขา้ พเจา้ จกั งดเวน้ การลกั
ฉอ้ ขโมยของคนอน่ื เด็ดขาด ขอ้ สาม กาเมสมุ จิ ฉาจารา เวรมณี ขา้ พเจ้าจกั งดเวน้
การลว่ งเกนิ กามประเวณีลกู เมยี ผอู้ ืน่ เดด็ ขาด ข้อสี่ มุสาวาทา เวรมณี ขา้ พเจา้ จัก
ไมก่ ลา่ วเทจ็ กลา่ วคำ� หยาบสอ่ เสยี ดเพอ้ เจอ้ ขอ้ หา้ สรุ าเมรยมชั ชปมาทฏั ฐานา เวรมณี
ขา้ พเจา้ จกั ไมก่ นิ เครอื่ งดองของเมาใดๆ กน็ บั ไดว้ า่ เราไดต้ ดั เวรออกจากตวั ของเราเอง
ไดส้ นิ้ แลว้ และเราจกั ขอถงึ คณุ พระพทุ ธเจา้ เราจกั ขอถงึ คณุ พระธรรม ขา้ พเจา้ ขอถงึ
ซ่ึงคุณพระสงฆ์ เป็นท่ีพ่ึงที่พ�ำนักท่ีระลึกที่นับถือว่าเป็นท่ีก�ำจัดภัยได้จริงดังน้ี
กแ็ สดงวา่ เราเคารพนบั ถอื ในพระไตรสรณคมนโ์ ดยไมม่ คี วามหวน่ั ไหว เมอื่ เราเคารพ
นับถือเช่นนั้นแล้ว เราก็จะมีแต่ความสุขใจเย็นใจเท่าน้ัน เม่ือเรามีศีลบริบูรณ์แล้ว
ถึงเราจะภาวนา จิตเราก็เป็นสมาธไิ ด้เรว็ เมือ่ จติ ของเราเปน็ สมาธไิ ด้เรว็ แลว้ เราจะ
เปน็ ผเู้ บิกบานอยเู่ สมอทัง้ ในโลกนแี้ ละโลกหนา้ ซง่ึ เรียกว่า โลกสวรรค์
หากถ้าจะมผี ถู้ ามว่า “สวรรค์น้นั อยทู่ ่ีไหน” อาตมาขอตอบว่า สวรรคอ์ ยู่ทีต่ ัว
ของเราทกุ คน นรกกอ็ ยทู่ ต่ี วั เราน้ี นพิ พานกอ็ ยใู่ นตวั เรานที้ งั้ นนั้ ดา้ นกวา้ งของสวรรค์
กศ็ อกกำ� มา ดา้ นยาวกว็ าหนง่ึ ดงั นี้ สวรรคน์ พิ พานไมไ่ ดอ้ ยทู่ อ่ี นื่ ดอก เมอ่ื เราประกอบ
แตก่ รรมอนั เปน็ สจุ รติ แลว้ นรกมนั กห็ ายไป เมอ่ื เราทำ� ลายกเิ ลสนอ้ ยใหญซ่ ง่ึ หมกั ดอง
อยูใ่ นสันดานของเราแลว้ นพิ พานก็อยู่ทไี่ หนอีก เม่ือเราเป็นผูม้ ที าน มศี ีล มีเจรญิ
ภาวนาฆา่ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ออกจากจติ สนั ดานเราไดแ้ ลว้ นรกมนั กอ็ ยู่
ไม่ไดเ้ ทา่ นน้ั เอง
265
ฉะน้นั พุทธบริษัทท้ังหลายทมี่ าประชมุ สโมสรในสถานทีน่ ้ี จงไดพ้ ากนั เคารพ
ในคุณของพระพทุ ธเจา้ พระธรรม พระสงฆ์ ให้หนกั แน่น อย่าหวั่นไหว ถา้ ไดเ้ ห็น
ดอกไมข้ องหอม กข็ อใหค้ ิดอยากมาบชู าคณุ ของพระรตั นตรัยแกว้ ท้ังสาม มันจงึ จะ
ไดบ้ ญุ ไดก้ ศุ ล ถา้ เราไดก้ นิ อาหารอนั มรี สเอรด็ อรอ่ ย กใ็ หค้ ดิ ถงึ วดั ถงึ วา ถงึ บดิ ามารดา
ว่าอยากให้ท่านได้กินดี มันจึงจะเป็นบุญเป็นกุศล เมื่อมีความโกรธเกิดข้ึน ก็อย่า
ได้แช่งได้ดา่ ใหห้ า่ มากนิ ผมี ากิน ให้พูดวา่ โอย้ ท้าวขันเงนิ ขนั คำ� กวบหัวเจา้ เอย้ ดังนี้
มนั จงึ จะบไ่ ดบ้ าป อยา่ ไปปอ้ ยแชง่ ใหห้ า่ ใหผ้ เี ปน็ อนั ขาด เพราะพระพทุ ธองคส์ อนไมใ่ ห้
เคารพนบั ถอื ผี พระองคต์ รัสสอนแตใ่ หเ้ คารพธรรมเทา่ น้นั เพราะผมี นั เปน็ ของไมด่ ี
ดังมีค�ำพื้นบ้านพื้นเมืองเราพูดกันว่า หน้าคือผี ข้ีร้ายคือผี บ่จบคือผี ทุกข์ยาก
คือผี ก�่ำคือผี หมองคือผี เมื่อเป็นของไม่ดีแล้ว มันก็คือผีท้ังนั้น เม่ือผีมันไม่ดี
มันทุกข์มันยาก มันก�่ำมันหมองแล้ว ผัดอยากได้อยากเคารพนับถือมันไปหยัง
เมอ่ื มนั ทกุ ขม์ นั ยากแลว้ เราจะพง่ึ พาอาศยั มนั หยงั ได้ ลำ� พงั เราขา้ มฟากนำ�้ นำ้� กย็ งั จะ
ข้ามไม่พ้นอยู่แล้ว ยังจะแบกเอาซากผีไปอีก มันจะไม่พาจมน�้ำตายท้ังคนทั้งผีหรือ
อาตมาวา่ มนั คงไปไมร่ อดทงั้ คนทงั้ ผี เมอื่ ผเี ปน็ เชน่ นแ้ี ลว้ ควรแลว้ หรอื ทเี่ ราไปกราบไหว้
บชู าเคารพนบั ถอื พง่ึ พาอาศยั มนั ได้ มนั กม็ แี ตจ่ ะพาใหเ้ ราจมดงิ่ ไปสนู่ รกอเวจเี ทา่ นนั้ เอง
ในธรรมเทศนาของอาตมาวันน้ี ขอบรรดาพุทธศาสนิกชนท้งั หลายจงพากนั ใช้
โยนโิ สมนสกิ ารนำ� ไปพนิ จิ พจิ ารณาโดยแยบคาย เหน็ วา่ สง่ิ ใดไมด่ กี พ็ ากนั ละเสยี เหน็ วา่
สงิ่ ใดดกี จ็ งถอื เอาเปน็ ขอ้ วตั รประพฤตปิ ฏบิ ตั ติ าม กจ็ ะประสบแตค่ วามสขุ ความเจรญิ
ทกุ ทพิ าราตรกี าล รบั ประทานแสดงมากส็ มควรแกก่ าลเวลา เอวํ กม็ ดี ว้ ยประการฉะน้ี
จำ� มาเขียนโดย
พระสุวัธน์ พัฒนม์ ณี
วัดศรโี พนเมอื ง สกลนคร
266
หนงั สืออ้างอิง
๑๑๔ ปี หลวงปูฝ่ ัน้ อาจาโร, กันยายน ๒๕๕๖, บริษัท ศลิ ป์สยามบรรจภุ ัณฑ์
และการพมิ พ์ จ�ำกดั
พระอบุ าลคี ณุ ปู มาจารย์ (จันทร์ สิริจนโฺ ท) พระอภิธรรมสังคณิ ีมาติกาบรรยาย
เรยี บเรยี งโดยพระอาจารยฝ์ ั้น อาจาโร และพระอภิธมั มัตถสังคหะ ๙ ปรเิ ฉท
จากต้นฉบับของพระอาจารย์มน่ั ภรู ทิ ัตโต, ๒๕๓๗, ประชุมทองการพมิ พ.์
คำ� แผ่กศุ ลแกส่ รรพสตั ว์
ณ วัดป่าอมั พโรปัญญาวนาราม
ในพระอปุ ถมั ภ์ สมเดจ็ พระอริยวงศาคตญาณ (อมฺพรมหาเถร)
สมเด็จพระสงั ฆราช สกลมหาสงั ฆปรณิ ายก
ตำ� บลคลองกวิ่ อำ� เภอบา้ นบงึ จังหวดั ชลบรุ ี
วันศกุ รท์ ี่ ๒๔ พฤศจกิ ายน พทุ ธศักราช ๒๕๖๐ ดิถีขนึ้ ๖ ค�ำ่ เดอื น ๑
ขอบุญกุศลจรยิ า อันขา้ พเจา้ ทัง้ หลายได้บำ� เพญ็ ด้วยดีแล้ว ทางกาย วาจา และใจ
กลา่ วโดยจำ� เพาะคอื การสรา้ งอารามถวายแดส่ งฆจ์ ตรุ ทศิ อทุ ศิ ไวใ้ นพระบวรพทุ ธศาสนา
อารามนั้นมีนามว่า วัดป่าอัมพโรปัญญาวนาราม ประกอบดว้ ยปชู นียวตั ถุ และเสนาสนะ
ต่างๆ กล่าวคือพระพุทธปฏิมาปางนาคปรก พระพุทธปฏิมาปางสมาธิ ศาลาที่ประชุม
อาคารพพิ ธิ ภณั ฑท์ ่ีประมวลธรรมโอวาทของพระสปุ ฏปิ นั โน ถนนลาดยางกว้าง ๙ เมตร
ยาว ๘๐๐ เมตร อา่ งเกบ็ นำ�้ สาธารณทาน กำ� แพงรอบพนื้ ทยี่ าว ๒,๘๐๐ เมตร สงู ๓ เมตร
ตลอดทั้งบุญกริ ิยาแหง่ การบำ� เพญ็ ทาน รกั ษาศีล เจรญิ ภาวนา ด้วยน�ำ้ ใจศรทั ธาเลื่อมใส
มน่ั คงในพระรตั นตรยั ดง่ั นี้ ขา้ พเจา้ ขอตงั้ สจั จาธษิ ฐาน แผก่ ศุ ลไปไมม่ ปี ระมาณ ขอถวาย
เปน็ พระราชกศุ ลสนองพระเดชพระคณุ สมเดจ็ พระบรู พมหากษตั รยิ าธริ าช และพระบรม
วงศานวุ งศท์ กุ พระองค์ และเปน็ กศุ ลสนองคณุ ทา่ นผบู้ ำ� เพญ็ คณุ ประโยชนต์ อ่ ประเทศชาติ
และพระพทุ ธศาสนา เปน็ ปฐม
อน่งึ ขอสรรพสัตวท์ ง้ั หลาย ไมม่ ีทส่ี ุด ไม่มปี ระมาณ, จงมสี ว่ นแหง่ บุญทีข่ า้ พเจ้า
ไดท้ ำ� ในบดั น,้ี และแหง่ บญุ อน่ื ทไี่ ดท้ ำ� ไวก้ อ่ นแลว้ , คอื จะเปน็ สตั วเ์ หลา่ ใด, ซงึ่ เปน็ ทรี่ กั ใคร่
และมบี ญุ คณุ เชน่ มารดาบดิ าของขา้ พเจา้ เปน็ ตน้ กด็ ี ทขี่ า้ พเจา้ เหน็ แลว้ หรอื ไมไ่ ดเ้ หน็ กด็ ,ี
สตั วเ์ หลา่ อน่ื ทเี่ ปน็ กลางๆ หรอื เปน็ คเู่ วรกนั กด็ ,ี สตั วท์ ง้ั หลายตง้ั อยใู่ นโลก, อยใู่ นภมู ทิ ง้ั ๓,
อย่ใู นก�ำเนิดทั้ง ๔, มขี นั ธ์ ๕ ขนั ธ,์ มีขันธ์ขันธ์เดียว, มีขนั ธ์ ๔ ขันธ์, ก�ำลังทอ่ งเทย่ี ว
อยู่ในภพน้อยภพใหญ่ก็ดี, สัตว์เหล่าใดรู้ส่วนบุญที่ข้าพเจ้าแผ่ให้แล้ว, สัตว์เหล่านั้น
จงอนุโมทนาเองเถดิ , ส่วนสัตวเ์ หลา่ ใดยังไมร่ ู้ส่วนบญุ น้ี, ขอเทวดาทัง้ หลายจงบอกสัตว์
เหลา่ นั้นให้รู้
เพราะเหตทุ ไี่ ดอ้ นโุ มทนาสว่ นบญุ ทขี่ า้ พเจา้ แผใ่ หแ้ ลว้ , สตั วท์ งั้ หลายทงั้ ปวง, จงเปน็
ผู้ไม่มเี วร, อยู่เปน็ สขุ ทกุ เมอ่ื , จงถงึ บทอนั เกษมกลา่ วคือพระนพิ พาน, ความปรารถนาที่
ดงี ามของสตั ว์เหล่านนั้ จงสำ� เร็จเถดิ , สาธุ สาธุ สาธุ