The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หลวงปู่ฝั้น อาจาโร - หลวงปู่กงมา จิรปุญโญ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by wonchai890, 2022-02-18 01:14:30

หลวงปู่ฝั้น-หลวงปู่กงมา

หลวงปู่ฝั้น อาจาโร - หลวงปู่กงมา จิรปุญโญ

๔๐. หีนา ธัมมา

ในลำ� ดบั นจ้ี ะไดแ้ สดงในตกิ มาตกิ าบทที่ ๔๐ ตอ่ ไป โดยนยั พระบาลวี า่ หนี า ธมั มา
แปลวา่ ธรรมทงั้ หลายยงั อารมณใ์ หเ้ ลวตำ�่ ชา้ โดยความอธบิ ายวา่ กามคณุ ทงั้ ๕ เปน็
ธรรมอยา่ งตำ�่ กระทำ� ใหส้ ตั วเ์ ลวทรามตำ�่ ชา้ สมดงั พระบาลวี า่ หโี น คาโม โปถชุ ชะนโิ ก
อะนะรโิ ย แปลว่า ความประกอบในกามสขุ หีโน เปน็ ธรรมอันตำ่� ชา้ เลวทราม คาโม
เปน็ ธรรมของชาวบา้ น โปถชุ ชะนิโก เป็นธรรมของปุถชุ น อะนะริโย ไมใ่ ชธ่ รรมของ
พระอรยิ เจา้ ดงั น้ี โดยความอธบิ ายวา่ กามคณุ ทง้ั ๕ คอื รปู เสยี ง กลน่ิ รส โผฏฐพั พะ
เหล่าน้ี เมอื่ บคุ คลใดประพฤตใิ หเ้ ป็นไปมากอยใู่ นจิตสันดานแล้ว ก็กระท�ำให้บุคคล
ผนู้ นั้ ตกตำ�่ อยใู่ นโลก คอื กระทำ� ใหเ้ วยี นวา่ ยตายเกดิ อยใู่ นภพทงั้ สามไมม่ กี ำ� หนดชาติ
ไม่สามารถจะยกตนให้พ้นจากสังสารทุกข์น้ีได้ เพราะเป็นโลกียธรรม ยังสัตว์ให้
หมุนเวียนไปตา่ งๆ ไม่อาจจะยงั ตนให้พน้ จากสังสารทกุ ข์นไี้ ด้ ดังบรุ ุษทม่ี จี ติ ปฏพิ ัทธ์
รกั ใครใ่ นภรรยาซงึ่ เปน็ ชกู้ บั บรุ ษุ ผเู้ ปน็ นอ้ งชาย ครน้ั นอ้ งชายฆา่ ใหต้ ายแลว้ กไ็ ปบงั เกดิ
เป็นงูเหลือม ครั้นตายจากงูเหลือมแล้วก็ไปบังเกิดเป็นสุนัข ครั้นตายจากสุนัขแล้ว
กไ็ ปบงั เกดิ เปน็ โค เวยี นวา่ ยตายเกดิ อยใู่ นเรอื นแหง่ ภรรยานน้ั เพราะโทษแหง่ กามคณุ
ดว้ ยเหตฉุ ะนี้จึงเรียกชอื่ วา่ หนี าธรรม เปน็ ธรรมอนั พระอรยิ เจา้ ทงั้ หลายอนั มีสมเดจ็
พระสัมมาสัมพุทธะเป็นประธาน ไม่ได้สรรเสริญว่าเป็นธรรมอันประเสริฐ ดังน้ี
เพราะฉะนนั้ จงึ สมกบั พระบาลีวา่ หีนา ธัมมา ฉะนี้

๔๑. มชั ฌิมา ธัมมา

ในบทท่ี ๔๑ นน้ั มพี ระบาลวี ่า มัชฌมิ า ธมั มา แปลว่า ธรรมท้ังหลายมอี ารมณ์
เป็นอย่างกลาง ไมด่ ีไม่ชวั่ ไม่รอ้ นไมเ่ ย็น โดยความอธบิ ายวา่ อารมณ์น้ันดีก็ไม่ดี
ชว่ั กไ็ ม่ชั่ว เลวกไ็ มเ่ ลว ประณีตก็ไมป่ ระณีต เป็นกลางๆ อยู่ เพราะฉะนั้น สมเดจ็
พระสมั มาสัมพุทธะจงึ ไดท้ รงตรัสว่า เปน็ หนทางแหง่ อริยมรรคทั้งแปด มสี ัมมาทิฏฐิ
เป็นตน้ ถา้ จะวา่ เปน็ อุเบกขากไ็ ดอ้ ยู่ เพราะอารมณน์ ั้นไมย่ ินดียินรา้ ย เปรยี บเหมอื น
เรอื ขา้ มฟากออกจากทา่ แลว้ แตย่ งั ไมท่ นั ถงึ ฝง่ั อยแู่ ตใ่ นระหวา่ ง ธรรมทช่ี อ่ื วา่ มชั ฌมิ า

194

นน้ั กไ็ ดแ้ กอ่ ารมณท์ อ่ี อกจากทกุ ขแ์ ลว้ แตย่ งั ไมท่ นั ถงึ สขุ ฉะนนั้ จงึ ไดช้ อ่ื วา่ มชั ฌมิ า ธมั มา
ดงั น้ีฯ

๔๒. ปะณตี า ธมั มา

ในบทที่ ๔๒ น้นั มีพระบาลวี า่ ปะณตี า ธมั มา แปลวา่ ธรรมท้ังหลายประณตี
โดยความอธบิ ายวา่ บคุ คลทตี่ งั้ อยใู่ นศลี ๕ ศลี ๘ อนั เปน็ ไปกบั ดว้ ยพระไตรสรณคมน์
นนั้ ประณตี กวา่ บคุ คลทไี่ มไ่ ดต้ งั้ อยใู่ นศลี ๕ ศลี ๘ อนั เปน็ ไปกบั ดว้ ยพระไตรสรณคมน์
พระสกทิ าคาประณตี กวา่ พระโสดาบนั พระอนาคาประณตี กวา่ พระสกทิ าคา พระอรหนั ต์
ประณตี กวา่ พระอนาคามี พระอคั รสาวกประณตี กวา่ พระปกตสิ าวก พระปจั เจกพทุ ธเจา้
ประณีตกว่าพระอัครสาวกท้ังปวง พระพุทธเจ้าประณีตกว่าพระปัจเจกพุทธเจ้า
ปณีตธรรมเป็นธรรมละเอยี ดกวา่ มชั ฌมิ าธรรม มชั ฌิมาธรรมละเอยี ดกวา่ หีนาธรรม
โดยความอธบิ ายวา่ คนหยาบกบั คนละเอยี ดตา่ งกนั ธรรมทช่ี อ่ื วา่ ปณตี ธรรมนน้ั ไดแ้ ก่
ธรรมของบุคคลผู้มีสติ ดังเรื่องฉัตตปาณิอุบาสก ขณะก�ำลังเข้าเฝ้าและฟังธรรม
พระบรมศาสดาอยนู่ น้ั พระเจา้ ปเสนทโิ กศลไดเ้ สดจ็ มายงั ทปี่ ระทบั ของพระพทุ ธองค์
ฉตั ตปาณอิ บุ าสกจงึ คดิ วา่ เราควรลกุ ขนึ้ ตอ้ นรบั พระราชาหรอื ไมห่ นอ หากเราไมล่ กุ ขนึ้
ตอ้ นรบั พระเจา้ ปเสนทโิ กศลกอ็ าจจะทรงกรวิ้ แตห่ ากเราลกุ ขนึ้ ตอ้ นรบั กจ็ กั ไดช้ อื่ วา่
เปน็ ผใู้ หค้ วามเคารพพระราชา แตห่ าไดเ้ คารพพระบรมศาสดาและพระสทั ธรรม (ซง่ึ เปน็
ธรรมอนั ประณีตกว่า) ไม่ ครั้นคิดแล้วดงั น้ี จงึ ตดั สินใจไม่ลกุ ขนึ้ ตอ้ นรับพระราชา
น่งั ฟงั ธรรมในทอ่ี นั ควรขา้ งหนึง่ ตอ่ ไป แกไ้ ขมาในตกิ มาตกิ าบทท่ี ๔๒ ก็ยตุ ิแต่เพียง
เทา่ นฯ้ี

๔๓. มิจฉตั ตะนยิ ะตา ธมั มา

ในลำ� ดับนีจ้ ะได้วสิ ชั นาในติกมาติกาบทท่ี ๔๓ สบื ต่อไป โดยนัยพระบาลวี ่า
มจิ ฉตั ตะนยิ ะตา ธมั มา แปลวา่ ธรรมทง้ั หลายมที ฏิ ฐอิ นั ผดิ เปน็ ธรรมอนั เทยี่ งทจ่ี ะไป
สูท่ ุคติ โดยความอธบิ ายว่า ทฏิ ฐิอนั เหน็ ผดิ นนั้ มีอยู่ ๓ ประการคือ อจุ เฉททฏิ ฐิ ๑

195

สสั สตทิฏฐิ ๑ อกิริยทฏิ ฐิ ๑ ความเหน็ วา่ บุญบาปไมม่ ี หรอื เห็นวา่ ตายแลว้ ไมเ่ กดิ
สูญไป ทั้งน้ีเรยี กว่า อุจเฉททิฏฐิ ความเหน็ วา่ เป็นของเท่ยี ง ไมก่ ลบั กลอกยักยา้ ย
แปรผัน เช่นวา่ เดยี รัจฉานกเ็ ปน็ เดียรจั ฉาน เดยี รจั ฉานไม่กลบั เป็นมนุษย์ ความเห็น
เชน่ นเี้ รยี กชอื่ วา่ สสั สตทฏิ ฐิ ความเหน็ วา่ ไมต่ อ้ งบำ� เพญ็ บญุ กศุ ล สง่ิ ใดถงึ กำ� หนดแลว้
กส็ ำ� เรจ็ ไปเอง ความเหน็ เชน่ นเี้ รยี กชอื่ วา่ อกริ ยิ ทฏิ ฐิ ทฏิ ฐทิ งั้ สามประการเหลา่ นเี้ ทย่ี ง
ทจ่ี ะไปสอู่ บายภมู ทิ ง้ั ๔ เพราะฉะนนั้ จงึ สมกบั พระบาลวี า่ มจิ ฉตั ตะนยิ ะตา ธมั มา ดงั น้ี

๔๔. สมั มตั ตะนยิ ะตา ธัมมา

ในบทที่ ๔๔ มพี ระบาลวี า่ สมั มตั ตะนยิ ะตา ธมั มา แปลวา่ ธรรมทง้ั หลายมที ฏิ ฐิ
อันชอบ แลเปน็ ธรรมอนั เท่ียงทจี่ ะไปสนู่ ิพพาน โดยความอธบิ ายว่า ทฏิ ฐอิ ันชอบนน้ั
มีอยู่ ๔ ประการ ทุกเขยญาณัง ความเห็นในปัญจขันธ์ทั้ง ๕ ว่าเป็นทุกข์ ๑
ทกุ ขสมทุ ทเยยญาณงั ความเหน็ ในตนวา่ เปน็ ทบี่ งั เกดิ ขน้ึ แหง่ ทกุ ข์ ๑ ทกุ ขนโิ รเธญาณงั
ความเหน็ ในธรรมวา่ เป็นเครอ่ื งดับทุกข์ได้จรงิ ๑ ทกุ ขนิโรธคามินีปฏปิ ทาเยยญาณัง
ความเห็นในพระนพิ พานวา่ เป็นหนทางดับทุกขไ์ ด้ ๑ ความเหน็ ท้ัง ๔ ประการนี้แล
ท่านเรียกช่ือว่า สัมมาทฏิ ฐิ สมั มาทฏิ ฐิ นั้นแปลว่าความเห็นดเี ห็นชอบ ความเห็นดี
เหน็ ชอบนแี้ ลเทยี่ งทจ่ี ะไปสสู่ คุ ติ โดยความอธบิ ายวา่ ความเหน็ ธรรมของจรงิ เปน็ ความ
เหน็ ชอบ ความเหน็ ชอบนนั้ กค็ อื ความเหน็ สมมตุ วิ า่ เปน็ ธรรมไมจ่ รงิ ธรรมทโี่ ลกสมมตุ ิ
ตามใจน้ันแลเป็นธรรมไม่จริง เมื่อเห็นตามสมมตุ ิ ถอนสมมตุ ิเสียไดแ้ ลว้ เรยี กว่า
วิมุตติธรรม ที่เป็นวิมุตติธรรมนี้แลเรียกว่าความเห็นจริงเห็นชอบ เพราะฉะน้ัน
จึงสมกบั พระบาลวี า่ สัมมตั ตะนิยะตา ธมั มา ดังนี้

๔๕. อะนิยะตา ธมั มา

ในบทท่ี ๔๕ นนั้ มพี ระบาลวี ่า อะนิยะตา ธมั มา แปลวา่ ธรรมทง้ั หลายไม่เที่ยง
บญุ กไ็ มเ่ ทย่ี ง บาปกไ็ มเ่ ทยี่ ง โดยความอธบิ ายวา่ ปถุ ชุ นนนั้ บญุ กก็ ระทำ� บาปกส็ รา้ ง
แตไ่ มเ่ ทีย่ งทจี่ ะไปส่สู วรรค์ และไม่เทย่ี งที่จะไปส่นู รก เพราะไมเ่ ปน็ ใหญ่ เมอ่ื เวลา

196

ใกล้จะตาย ถ้าบุญส่งให้ก็ไปสวรรค์ ถ้าบาปส่งก็ไปนรก เพราะเหตุฉะน้ีจึงแปลว่า
เปน็ ธรรมไม่เท่ยี ง ในเวลาอสัญกรรมใกลจ้ ะตาย เพราะฉะนน้ั จึงสมกับพระบาลีวา่
อะนิยะตา ธัมมา ฉะน้ีฯ แก้ไขมาในตกิ มาตกิ าบทที่ ๔๕ ก็ยตุ แิ ตเ่ พียงเทา่ น้ี

๔๖. มคั คารมั มะณา ธัมมา

ในล�ำดับน้ีจะได้วิสัชนาในติกมาติกาบทที่ ๔๖ สืบต่อไป โดยนัยพระบาลีว่า
มัคคารัมมะณา ธัมมา แปลว่า ธรรมท้ังหลายมีพระอริยมรรคเป็นอารมณ์ โดย
ความอธิบายว่า ธรรมดาว่าพระอริยเจ้าก็ย่อมยินดีแต่ในหนทางของพระอริยเจ้า
เหมอื นหนงึ่ พระโสดาบนั ทา่ นกย็ นิ ดใี นธรรมทที่ า่ นละไวแ้ ลว้ ๓ อยา่ ง คอื สกั กายทฏิ ฐิ
ความถือตัวถือตน ๑ วิจกิ ิจฉา ความสงสยั ในธรรมท้ังหลาย ๑ สีลพั พตปรามาส
ความลบู คลำ� ในวตั รปฏบิ ตั อิ ยา่ งอนื่ ๆ ๑ การละธรรมทงั้ สามประการนเ้ี ปน็ อารมณแ์ หง่
พระโสดาบนั บคุ คล พระสกทิ าคากม็ อี ารมณ์ ๕ พระอนาคากม็ อี ารมณ์ ๗ พระอรหนั ต์
ก็มีอารมณ์ ๑๐ เพราะฉะน้ันจงึ สมกบั พระบาลีวา่ มคั คารัมมะณา ธมั มา ฉะนี้ฯ

๔๗. มคั คะเหตกุ า ธัมมา

ในบทท่ี ๔๗ นนั้ มพี ระบาลวี า่ มคั คะเหตกุ า ธมั มา แปลวา่ ธรรมทง้ั หลายอนั เปน็
เครอ่ื งอดุ หนนุ แกพ่ ระอรยิ มรรค โดยความอธบิ ายวา่ ธรรมทง้ั หลายทเ่ี ปน็ หติ านหุ ติ -
ประโยชน์แก่พระอรยิ มรรคน้ันมอี ยู่ ๓ ประการ ธรรมท้ัง ๓ ประการนน้ั ก็คอื ศีล
สมาธิ ปญั ญา ศลี นั้นแปลว่าละเสยี จากบาป สมาธนิ ัน้ แปลวา่ จิตถอนจากบาป ตง้ั อยู่
ในทช่ี อบ ไม่ตกไปในบาป ปัญญานั้นแปลวา่ รู้จกั กเิ ลส เครอ่ื งเศร้าหมองไมม่ ใี นจติ
จิตไม่ตกไปในกิเลส ความท่ีรู้ว่ากิเลสเครื่องเศร้าหมองไม่มีในจิตดังน้ีเรียกชื่อว่า
ปญั ญา ธรรมทัง้ ๓ ประการ คอื ศลี สมาธิ ปัญญา นี้แลเป็นหติ านุหติ ประโยชน์
แก่พระอริยมรรค หรืออีกประการหน่ึง ความเห็นเป็นพระไตรลักษณญาณก็จัดว่า
ปญั ญาในทน่ี เ้ี หมอื นกนั เพราะฉะนน้ั จงึ สมกบั พระบาลวี า่ มคั คะเหตกุ า ธมั มา ฉะนฯี้

197

๔๘. มคั คาธิปะตโิ น ธมั มา

ในบทท่ี ๔๘ น้ันมีพระบาลวี ่า มคั คาธิปะตโิ น ธัมมา แปลว่า ธรรมท้ังหลาย
ทีเ่ ปน็ ใหญใ่ นทางท่จี ะดำ� เนนิ ไปสพู่ ระนพิ พานน้ัน กไ็ ดแ้ ก่นสิ ยั ท่ีแกก่ ล้าจึงจะด�ำเนิน
ไปสู่พระนพิ พานได้ ถ้านิสยั ไมแ่ กก่ ลา้ แล้วก็ดำ� เนินไปไม่ได้ ธรรมที่เปน็ ใหญใ่ นท่ีน้ี
ก็ได้แกท่ ีน่ ิสัยอย่างตำ่� เพียงแสนมหากปั อย่างยิ่งเพยี ง ๑๖ อสงไขย ถ้ายงั ไม่ครบ
กย็ งั เปน็ ไปไมไ่ ด้ บคุ คลทม่ี บี ารมยี งั ออ่ นแอ มนี สิ ยั ออ่ นแออยนู่ น้ั กไ็ ดแ้ ก่ พระจลุ กาล
ไดบ้ รรพชาแล้วกต็ อ้ งสึกออกไปเปน็ ฆราวาสอกี ดังน้ี บุคคลผมู้ ีนิสยั บารมีเปน็ ใหญ่
ในทจ่ี ะดำ� เนินไปส่พู ระนพิ พานไดน้ ั้นก็ได้แก่ พระมหากาล ผู้พ่ีชายของจุลกาล ฉะน้ี
แกไ้ ขมาในติกมาตกิ าบทท่ี ๔๘ กย็ ตุ ลิ งแต่เพียงเทา่ น้ฯี

๔๙. อุปปันนา ธมั มา

เบอื้ งหนา้ แตน่ จ้ี ะไดว้ สิ ชั นาในตกิ มาตกิ าบทที่ ๔๙ สบื ตอ่ ไป โดยนยั พระบาลวี า่
อปุ ปนั นา ธมั มา แปลวา่ ธรรมทงั้ หลายบงั เกดิ ขน้ึ แลว้ โดยความอธบิ ายวา่ ธรรมทง้ั หลาย
ทเ่ี ป็นสมมุตกิ จิ หรือวิมุตตกิ ิจ ถา้ บังเกดิ ข้นึ แล้วก็เรียกว่าชือ่ อปุ ปนั นา ธัมมา ท้ังส้นิ

พระสกวาทีฯ จึงถามข้ึนว่า ธรรมอย่างไรจึงเรียกชื่อว่าสมมุติธรรม อย่างไร
ทีเ่ รยี กวา่ วมิ ตุ ต?ิ

พระปรวาทฯี จงึ วสิ ชั นาวา่ ธรรมเหลา่ ใดทเ่ี ปน็ อนจิ จงั ทกุ ขงั อนตั ตา ธรรมเหลา่ นน้ั
ชือ่ ว่าเปน็ ธรรมสมมุติทง้ั สิน้ ธรรมเหล่าใดท่ีเป็นพทุ ธรตั นะ ธรรมรตั นะ สงั ฆรตั นะ
ธรรมเหลา่ นนั้ ชอื่ วา่ เปน็ วมิ ตุ ตทิ ง้ั สนิ้ หรอื อกี นยั หนง่ึ โลกเรยี กวา่ สมมตุ ิ พระนพิ พาน
เรียกวา่ วิมุตติ ฉะนี้

พระสกวาทีฯ จึงถามขึน้ ว่า สมมุตนิ ้ันบังเกิดข้ึนแกใ่ คร วิมตุ ตนิ ้นั บังเกิดขึน้
แก่ใคร?

198

พระปรวาทฯี จึงวิสัชนาวา่ สมมตุ นิ ั้นก็เกดิ ขน้ึ แกน่ ันทมาณพที่ไปกระท�ำสมคั ร
สังวาสกับนางอุบลวรรณาเถรีจนธรณีสูบเอาไปดังน้ี จึงช่ือว่าสมมุติบังเกิดข้ึนแล้ว
วิมุตติน้ันก็บังเกิดขึ้นแก่พระยสกุลบุตร เมื่อเวลาไปดูอาการฟ้อนร�ำแล้วเกิดความ
เบ่ือหน่าย ฉะน้ัน แสดงมาทง้ั นี้โดยยอ่ ๆ พอใหส้ มกบั พระบาลวี ่า อปุ ปนั นา ธัมมา
ฉะน้ีฯ

๕๐. อะนุปปันนา ธมั มา

ในบทท่ี ๕๐ นัน้ มีพระบาลวี ่า อะนุปปันนา ธัมมา แปลว่า ธรรมท้งั หลาย
ไมบ่ งั เกิดข้ึนแล้ว โดยความอธิบายวา่ บคุ คลทไ่ี มม่ ศี ลี ไมม่ ีธรรม แลว้ ธรรมทจ่ี ะนำ�
ความสุขให้น้ันก็ไม่บังเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้น้ัน คร้ันดับขันธ์ลงก็คงไปบังเกิดในนรก
เชน่ อยา่ งนายจนั ทสกู รกิ เปน็ ตน้ ฉะนน้ั อกี นยั หนงึ่ โดยพทุ ธประสงคว์ า่ อนนั ตรยิ กรรม ๕
และ นิวรณธรรม ๕ อย่างนี้ ถ้ามอี ยใู่ นบคุ คลผ้ใู ดแลว้ มรรคผลธรรมวเิ ศษสง่ิ ใด
กไ็ มบ่ งั เกดิ แกบ่ คุ คลผนู้ น้ั จดั เปน็ สคั คาวรณม์ คั คาวรณไ์ ปดงั นี้ เพราะฉะนนั้ จงึ สมกบั
พระบาลีว่า อะนุปปันนา ธมั มา ดังนี้

๕๑. อุปปาทโิ น ธัมมา

ในบทที่ ๕๑ น้ันโดยนัยพระบาลวี ่า อปุ ปาทิโน ธัมมา แปลวา่ ธรรมท้งั หลาย
อันบังเกดิ ขึ้นแลว้ โดยความอธิบายว่า อปุ ปาทินธรรม นเี้ ปน็ ธรรมของพระอรยิ เจ้า
เมอ่ื บงั เกดิ ในบคุ คลผใู้ ด กย็ งั บคุ คลผนู้ นั้ ใหเ้ ปน็ พระอรยิ เจา้ ธรรมของพระอรยิ เจา้ นนั้
ก็คอื มรรค ๔ ผล ๔ นพิ พาน ๑ ธรรมทง้ั ๙ เหล่านี้ ถา้ บังเกิดขนึ้ แล้วก็เปน็
ของแท้ของจรงิ และเป็นของไม่เส่ือมสิน้ ไป อกี นัยหนึ่งทา่ นประสงคว์ า่ พระพุทธเจา้
พระปจั เจกพทุ ธเจา้ และพระอรหนั ตข์ ณี าสพทง้ั หลายทลี่ ว่ งลบั ไปแลว้ นน้ั กเ็ รยี กชอ่ื วา่
อปุ ปาทโิ น ธมั มา สดุ แตเ่ ปน็ ธรรมบงั เกดิ ขนึ้ แลว้ กจ็ กั ไดช้ อื่ วา่ อปุ ปาทนิ ธรรม ทงั้ สนิ้
เพราะฉะนน้ั จงึ สมกบั พระบาลวี า่ อปุ ปาทโิ น ธมั มา ฉะนี้ แกไ้ ขมาในตกิ มาตกิ าบทท่ี ๕๑
โดยสงั ขติ กถาเพียงเทา่ น้ีฯ

199

๕๒. อะตีตา ธัมมา

ในลำ� ดบั นจี้ ะไดว้ สิ ชั นาในตกิ มาตกิ าบทที่ ๕๒ สบื ตอ่ ไป โดยนยั พระบาลวี า่ อะตตี า
ธมั มา แปลว่า ธรรมทั้งหลายที่ล่วงไปแล้ว ทจี่ ัดเปน็ กุสลา กุศลก็ดี หรือรา่ งกายท่ี
จดั เปน็ ธาตทุ ง้ั ๔ หรอื จดั เปน็ อายตนะภายใน ๖ ภายนอก ๖ ทเี่ กดิ ขนึ้ แลว้ แลดบั สญู ไป
นน้ั กด็ ี เรียกชือ่ ว่า อะตีตาธรรม ทง้ั สนิ้

๕๓. อะนาคะตา ธมั มา

ในบทท่ี ๕๓ นนั้ พระบาลวี า่ อะนาคะตา ธมั มา แปลวา่ ธรรมทงั้ หลายทย่ี งั มาไมถ่ งึ
โดยความอธบิ ายวา่ บญุ กด็ ี บาปก็ดี ทีบ่ คุ คลไดก้ ระท�ำโดยกาย วาจา ใจ แลว้ แล
ยังไม่เห็นผลนั้น ก็ช่ือว่า อนาคตธรรม หรืออีกนัยหน่ึงว่า สัตว์ที่บังเกิดแล้วและ
ยังไม่ถึงแก่ความตายนั้น กเ็ รยี กชื่อวา่ อนาคตธรรม หรืออีกประการหน่งึ บุคคลท่ี
สร้างบารมียังไม่เต็มท่ีและมรรคผลธรรมวิเศษก็ยังไม่บังเกิดมีน้ัน ก็เรียกช่ือว่า
อนาคตธรรม เหมือนกัน เพราะฉะนนั้ จึงสมกบั พระบาลีว่า อะนาคะตา ธัมมา ฉะนี้ฯ

๕๔. ปัจจปุ ปนั นา ธัมมา

ในบทที่ ๕๔ นัน้ โดยพระบาลวี ่า ปจั จปุ ปันนา ธมั มา แปลวา่ ธรรมทั้งหลาย
อนั บงั เกดิ ขน้ึ เฉพาะหนา้ โดยความอธิบายวา่ ธรรมทีเ่ ปน็ ปจั จบุ ันนนั้ กค็ ือ รปู เวทนา
สญั ญา สงั ขาร วญิ ญาณ ทเ่ี หน็ อยเู่ ฉพาะหนา้ นแ้ี ลชอื่ วา่ ปจั จบุ นั ธรรม โดยความเปน็ จรงิ
ก็คือไม่เท่ียง มีความเกิดข้ึนแล้วก็ต้องมีความดับไปเป็นธรรมดา และเป็นทุกข์
เหลอื ทจี่ ะทน จนตง้ั อยไู่ มไ่ ดต้ อ้ งดบั ไป ไมม่ วี สิ ยั ทจี่ ะฝา่ ฝนื และไมเ่ ปน็ ไปตามอำ� นาจ
ของท่านผู้ใด อนจิ จงั ทกุ ขัง อนตั ตา น้แี ลเป็นปัจจุบันธรรม และเปน็ วปิ สั สนาญาณ
ปญั ญา เปน็ ธรรมทค่ี งทนตอ่ ความเพยี ร เมอื่ บคุ คลผใู้ ดเหน็ ปจั จบุ นั ธรรม คอื อนจิ จงั
ทกุ ขงั อนตั ตา นใ้ี หแ้ จง้ ชดั แลว้ บคุ คลผนู้ น้ั กจ็ ดั เปน็ ผสู้ ามารถจะยงั ศลี สมาธิ ปญั ญา
ให้บริสุทธ์ิบริบูรณ์ขึ้นในตนได้ เพราะอารมณ์ของปัจจุบันธรรมนั้นน้อย ย่อมเป็น

200

อารมณ์อันสะดวกดี ปัจจุบันธรรมน้ี เม่ือบุคคลผู้ใดมารู้แจ้งเห็นชัดตามความที่
เปน็ จริงอยา่ งไรแล้ว บคุ คลผู้น้ันกเ็ ปน็ ผไู้ ม่ฝ่าฝนื และไมต่ อ้ งแก้ไขยักยา้ ย เมอ่ื เปน็
อยอู่ ยา่ งไรกร็ ตู้ ามเห็นตามไปอย่างนัน้ ก็เป็นทางสมั มาทิฏฐิปฏบิ ัติอยู่เอง เพราะมารู้
มาเหน็ ตามความเปน็ จรงิ อยา่ งไร ยอ่ มถกู ตอ้ งตามพระพทุ ธประสงค์ ซ่ึงพระองคท์ รง
บณั ฑรู เทศนาไวว้ า่ อะสงั หริ งั อะสงั กปุ ปงั แปลวา่ ธรรมไมง่ อ่ นแงน่ คลอนแคลน และ
เปน็ ธรรมไมก่ ำ� เรบิ จลาจล เปน็ ธรรมทนตอ่ ความเพยี รจรงิ ดงั นี้ ปจั จบุ นั ธรรมนแี้ ลเปน็
มชั ฌมิ าปฏปิ ทา หนทางปฏบิ ตั อิ ยา่ งกลาง เมอ่ื จะสนั นษิ ฐานตามนยั พระสตุ ตนั ตโวหาร
แลวนิ ยั บญั ญตั ิ ปรมตั ถ์ ๔ ธรรมทง้ั ๓ ปฎิ ก ทพี่ ระองคท์ รงตรสั สอนพระปญั จวคั คยี ์
ภกิ ขนุ น้ั กม็ พี ระพทุ ธประสงคจ์ ะใหเ้ หน็ ตามความทเี่ ปน็ จรงิ โดยสภาพอนั เปน็ ปจั จบุ นั
นเี้ อง เพราะฉะนน้ั จงึ สมกบั พระบาลวี า่ ปจั จปุ ปนั นา ธมั มา ฉะนี้ แกไ้ ขมาในตกิ มาตกิ า
บทที่ ๕๔ ก็ยตุ ลิ งแต่เพยี งเท่าน้ีฯ

๕๕. อะตีตารมั มะณา ธมั มา

เบอื้ งหนา้ แตน่ จี้ ะไดว้ สิ ชั นาในตกิ มาตกิ าบทท่ี ๕๕ สบื ตอ่ ไป โดยนยั พระบาลวี า่
อะตตี ารมั มะณา ธัมมา แปลวา่ ธรรมท้ังหลายมีอดีตเปน็ อารมณ์ โดยเนือ้ ความว่า
บคุ คลมาระลกึ ถงึ ทานศลี ทต่ี นไดบ้ ำ� เพ็ญไวแ้ ลว้ ใหเ้ ปน็ อารมณว์ า่ ทานท่ีเราไดใ้ หแ้ ลว้
ดว้ ยตดั รากมจั ฉริยตระหนีเ่ สียได้ แลจิตของเราก็เป็นจิตบริสทุ ธ์ิ สะอาด ปราศจาก
โลภมัจฉริยธรรมแล้ว แลจัดเป็นจาคานุสสติ แปลว่าระลึกถึงกิเลสท่ีตนละได้แล้ว
ดงั น้ีกด็ ี หรอื สลี านสุ ติ แปลวา่ ระลกึ ถึงศีลท่ีรกั ษาแล้ว ดว้ ยละโลภะ โทสะ โมหะ
เสยี ได้ แลจติ ของเรากเ็ ปน็ จติ ผอ่ งใส สะอาด ปราศจากอภชิ าพยาบาทไดแ้ ลว้ ดงั นก้ี ด็ ี
บคุ คลมาระลกึ ถงึ คณุ ทานศลี เปน็ ตน้ ทตี่ นไดบ้ ำ� เพญ็ ไวแ้ ลว้ กด็ ี กจ็ ดั ไดช้ อ่ื วา่ อตตี ารมณ์
ทงั้ สิ้น เพราะฉะนัน้ จงึ สมกับพระบาลีว่า อตีตารัมมะณา ธมั มา ฉะน้ีฯ

๕๖. อะนาคะตารมั มะณา ธมั มา

ในบทท่ี ๕๖ นน้ั มพี ระบาลวี า่ อะนาคะตารมั มะณา ธมั มา แปลวา่ ธรรมทงั้ หลาย
มอี นาคตเปน็ อารมณ์ โดยเนอ้ื ความวา่ บคุ คลมาคดิ ถงึ ตนวา่ นตั ถิ ญาณงั อะปญั ญสั สะ

201

คุณะสมั ปัตติ สิง่ หน่งึ สิ่งใดเป็นต้นวา่ ญาณ หรือปญั ญากด็ ี กย็ ังไม่มแี ก่เรา เราก็ยงั
ไม่ได้ไม่ถึงซ่ึงคุณธรรมอะไร ยัมหิ ญาณัญจะ ถ้าเรามีญาณมีปัญญาแล้วไซร้
นพิ พานงั สนั ตเิ ก กจ็ ะไดช้ อ่ื วา่ เราเปน็ ผนู้ งั่ ใกลก้ บั พระนพิ พาน ดงั นี้ เมอื่ บคุ คลมาคดิ ถงึ
แตค่ วามโงข่ องตนขน้ึ แลว้ แลมาอตุ สาหะบำ� เพญ็ ฌานสมาบตั ิ แลวมิ ตุ ตญิ าณทสั สนะ
คอื ความรแู้ จง้ เหน็ ชดั ในพระนพิ พานธรรม เพอื่ จะใหบ้ งั เกดิ ในตน ดงั น้ี กจ็ ดั ไดช้ อื่ วา่
อนาคตารมณ์ สมกับพระบาลวี ่า อะนาคะตารมั มะณา ธมั มา ฉะนฯี้

๕๗. ปจั จุปปันนารมั มะณา ธัมมา

ในบทท่ี ๕๗ นั้น โดยนัยพระบาลีวา่ ปจั จุปปนั นารมั มะณา ธัมมา แปลว่า
ธรรมทงั้ หลายมปี จั จบุ นั เปน็ อารมณแ์ หง่ จติ โดยเนอื้ ความวา่ บคุ คลผมู้ าพจิ ารณาตนวา่
ในเวลานเ้ี รามคี วามสขุ เพราะกศุ ลวบิ าก คอื ผลแหง่ สจุ รติ ทงั้ ๓ ในเวลานเี้ รามคี วามทกุ ข์
เพราะอกุศลวิบาก คอื ผลแห่งทุจรติ ทั้ง ๓ ดงั นี้ โดยความอธบิ ายวา่ บคุ คลผ้มู ีสติ
ไม่เผลอไปในเวลาเมื่อได้เสวยสุขทุกข์อันบังเกิดข้ึนเฉพาะหน้าแล้ว เอาวิบากแห่ง
สุจริตนนั้ ใหเ้ ป็นอารมณ์ ไม่ตอ้ งไปแสวงหาทีอ่ ืน่ ไกล โดยพระพุทธประสงค์น้ันกค็ อื
ให้พิจารณาสติปัฏฐานทัง้ ๔ นน้ั เอง เรียกช่อื ว่า ปจั จปุ ปนั นารมั มะณะธรรม เพราะ
เปน็ ธรรมบังเกดิ อย่ทู เ่ี ฉพาะหน้าตามอิริยาบถทงั้ ๔ เพราะฉะนน้ั จึงสมกบั พระบาลีว่า
ปัจจปุ ปนั นารมั มะณา ธมั มา ฉะนี้ แก้ไขมาในติกมาติกาบทที่ ๕๗ แตโ่ ดยสงั ขติ กถา
เพียงเทา่ นีฯ้

๕๘. อัชฌตั ตา ธมั มา

ในลำ� ดับนี้จะไดว้ สิ ชั นาในตกิ มาติกาบทท่ี ๕๘ สบื ตอ่ ไป โดยนัยพระบาลวี ่า
อชั ฌัตตา ธัมมา แปลวา่ ธรรมท้ังหลายอนั เปน็ ภายใน โดยเน้อื ความว่า ธรรมท่ี
เปน็ ภายในน้นั ทา่ นประสงค์ธรรม ๒ ประการ คอื ธรรมทเี่ ป็นฝ่ายกุศล ๑ ธรรมท่ี
เปน็ ฝ่ายอกุศล ๑

202

ธรรมที่เป็นฝา่ ยกุศลนั้นคือฌานทง้ั ๕ ธรรมท่เี ปน็ ฝ่ายอกศุ ลนน้ั คอื นิวรณ์ ๕
ธรรมทง้ั สองนจี้ ดั เป็นอชั ฌัตตธรรม บงั เกดิ ขนึ้ ในภายในอย่างหนึง่ หรอื อกี นัยหนึง่
อาการ ๓๒ ซง่ึ จดั เปน็ ดนิ ๒๐ นำ้� ๑๒ ลม ๖ ไฟ ๔ เหลา่ นก้ี ด็ ี หรอื จดั เปน็ อายตนะ ๖
คอื จกั ขุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กาย ใจ เหล่าน้ีก็ดี จะเรยี กช่ือว่าอชั ฌัตตกิ ธรรมท้ังสิน้
เพราะฉะน้ันจึงสมกบั พระบาลีว่า อัชฌตั ตา ธัมมา ฉะน้ฯี

๕๙. พะหทิ ธา ธัมมา

ในบทที่ ๕๙ นน้ั มีพระบาลวี ่า พะหทิ ธา ธมั มา แปลวา่ ธรรมท้ังหลายอนั เป็น
ภายนอก โดยเนื้อความว่า ดิน น�้ำ ไฟ ลม อันเป็นท่ีอาศัยของหมู่สัตว์ท่ัวไป
อันเป็นตะวันดวงพระอาทติ ย์ก็ดี จะเรยี กวา่ เตโชธาตกุ ็ดี หรอื พน้ื แผ่นดนิ เรียกวา่
ปฐวีธาตุก็ดี หรือลมพัดทั่วไปให้ใบไม้ไหว แลลมพายุใหญ่พัดให้ต้นไม้หักล้มลง
หรือลมพายุพัดให้ฝนตกลงมาท่ีเรียกว่า วาโยธาตุก็ดี หรือน�้ำท่ัวไปซ่ึงมีในบึงบาง
ห้วยหนอง เป็นตน้ ทเี่ รียกวา่ อาโปธาตุกด็ ี หรืออายตนะภายนอก ๖ คอื รปู เสยี ง
กลิ่น รส สัมผัส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ เหล่านี้ก็จัดเป็นพาหิรกธรรมท้ังส้ิน
เพราะฉะนัน้ จึงสมกบั พระบาลวี ่า พะหิทธา ธัมมา ฉะน้ฯี

๖๐. อัชฌตั ตะพะหิทธา ธมั มา

ในบทที่ ๖๐ นน้ั มพี ระบาลวี า่ อชั ฌตั ตะพะหทิ ธา ธมั มา แปลวา่ ธรรมทงั้ หลาย
อนั มที ง้ั ภายในและภายนอก โดยเนอ้ื ความวา่ ธรรมทจี่ ดั เปน็ ภายในภายนอกนน้ั กเ็ ปน็
เหตุอาศัยซ่ึงกันและกันเป็นไป ธรรมภายในก็เป็นเหตุให้ละกิเลสภายนอกได้
ธรรมภายนอกก็เป็นเหตุให้ละกิเลสภายในได้ เปรียบเหมือนหน่ึงพระปทุมกุมารได้
ทศั นาการเหน็ ดอกปทมุ ชาตบิ วั หลวงแลว้ กบ็ งั เกดิ โยนโิ สมนสกิ าร พจิ ารณาเหน็ โดยพระ
ไตรลกั ษณญาณแลว้ กไ็ ดส้ ำ� เรจ็ เปน็ พระปจั เจกพทุ ธเจา้ ดว้ ยอำ� นาจพระไตรลกั ษณญาณ
แตต่ อ้ งอาศยั ธรรมภายนอก คอื ดอกปทมุ ชาตบิ วั หลวงเปน็ เหตกุ อ่ นจงึ สำ� เรจ็ ได้ เพราะ
เหตนุ ้นั จงึ สมกับพระบาลีว่า อัชฌตั ตะพะหทิ ธา ธัมมา ดงั น้ี

203

อกี ประการหนงึ่ ความเกดิ แก่ เจบ็ ตาย กจ็ ดั เปน็ พาหริ กธรรม เพราะเปน็ ธรรม
เกดิ ข้ึนเปน็ สตั ว์ เปน็ บุคคล ตอ้ งอาศัยเหตุภายนอกคือมารดาบดิ ากอ่ น จึงจะบังเกิด
ขนึ้ ได้ วิญญาณน้นั ไซร้เป็นธรรมภายใน มารดาบดิ าเปน็ ธรรมภายนอก ความแก่น้ัน
ก็มี ๒ ประการ คอื ปฏจิ ฉันนะชรา ความแก่ภายใน ๑ อัปปฏิจฉนั นะชรา ความแก่
ภายนอก ๑ พยาธิ ความเจบ็ กายไม่สบายใจก็มีอยู่ ๒ คอื ความเจบ็ ปวดบังเกิดขนึ้
ความไมส่ บายในใจ เจ็บใจ แคน้ ใจ จดั เปน็ อัชฌตั ตกิ ธรรมภายใน ความตายเป็น
พาหิรกธรรมภายนอก ความตายก็มีอยู่ ๒ ประการ คือ ตายดว้ ยโรคบังเกิดขนึ้
ภายในกาย เรยี กวา่ อชั ฌตั ตมรณธรรมภายใน ๑ ตายดว้ ยเครอ่ื งศาสตราวธุ เปน็ ตน้
อนั เกดิ ขนึ้ ดว้ ยความเพยี รของทา่ นผอู้ น่ื เรยี กวา่ พาหริ กมรณธรรมภายนอก ๑ เพราะ
เหตุน้ันความเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นต้นเหล่าน้ี เมื่อจะกล่าวถึงโสกปริเทวทุกข์
ตา่ งๆ น้ันแล้ว ก็มนี ยั เช่นเดียวอย่างเดียวกนั บางทีบังเกิดแตเ่ หตุภายในอาศัยเหตุ
ภายนอกกม็ ี บางทบี งั เกดิ แตเ่ หตภุ ายนอกอาศยั เหตภุ ายในกม็ ี เพราะฉะนนั้ จงึ สมกบั
พระบาลวี า่ อชั ฌตั ตะพะหทิ ธา ธมั มา น้ี แกไ้ ขมาในตกิ มาตกิ าบทท่ี ๖๐ แตโ่ ดยสงั เขป
เพยี งเทา่ นฯ้ี

๖๑. อัชฌตั ตารมั มะณา ธัมมา

ในล�ำดับน้ีจะได้วิสัชนาในติกมาติกาบทท่ี ๖๑ สืบต่อไป โดยนัยพระบาลีว่า
อชั ฌตั ตารมั มะณา ธมั มา แปลวา่ ธรรมทงั้ หลายมอี ารมณเ์ ปน็ ภายใน โดยเนอ้ื ความวา่
พระโยคาวจรเจา้ ผแู้ สวงหาซง่ึ ความสขุ สำ� ราญใจ แลมาเจรญิ ฌานสมาบตั ใิ หบ้ งั เกดิ ขนึ้
ในตน เพราะฌานสมาบัตินั้นเป็นธรรมบังเกิดขึ้นในภายใน ท่านท้ังหลายเหล่านี้
ยอ่ มแสวงหาแตค่ วามระงบั เพง่ เอาแต่สมาบตั ใิ ห้เปน็ อารมณ์ เชน่ กับสัทธิวหิ าริกของ
พระสารบี ุตร เม่ือเวลาเขาจะเอาไปฆา่ พระสารบี ตุ รจึงไปเตือนใหส้ ติ กร็ ะลกึ ถงึ ญาณ
ที่ตนเคยได้เจริญน้ันได้ ก็เพ่งฌานความระงับน้ันให้เป็นอารมณ์แล้วก็เหาะหนีรอด
ความตายไปได้

โดยความอธบิ ายวา่ กไ็ ดแ้ กธ่ รรมทเ่ี ยน็ ใจ ความบรสิ ทุ ธใ์ิ จเยน็ ใจนแ้ี ลเปน็ ธรรม
ภายในแผซ่ า่ นออกไปใหเ้ ปน็ อารมณใ์ นภายนอก บคุ คลจะไดป้ ระสบซง่ึ ความสขุ กาย

204

สบายจติ ทง้ั ภายในแลภายนอกนน้ั กต็ อ้ งอาศยั ธรรมภายในดวงเดยี ว มคี วามบรสิ ทุ ธใิ์ จ
แผซ่ า่ นออกไปเปน็ อารมณภ์ ายนอก ธรรมภายในคอื ความบรสิ ทุ ธภิ์ ายในใจดวงเดยี ว
น้ีแล ย่อมสามารถจะยังสรรพทุกข์ภัยอุปัทวันตรายท้ังปวงให้เข้าไประงับดับเสียได้
สมดังนัยพระพุทธสุภาษิตว่า ปะริตตัง พุทธะมันตานัง ปะวะรัง สัพพะมันตานัง
อัชฌัตติกะพะหิเรชาตัง อันตะรายัง วิสาสะนัง ปะริตตานุภาเวนะ ละภันติ
สัพพะมงั คะลัง ดงั น้ี

โดยความอธิบายว่า ธรรมภายในคือใจบริสุทธิ์ ใจบริสุทธ์ินั้นเรียกว่าธรรมมี
ประมาณนอ้ ย ปะรติ ตัง แปลว่า พระนพิ พาน เปน็ ธรรมมปี ระมาณน้อย ธรรมนอ้ ย
ดวงเดียวนแ้ี ล พทุ ธะมันตานัง เป็นมนตข์ องพระพทุ ธเจา้ ปะวะรัง สัพพะมนั ตานัง
และเปน็ มนตอ์ นั ประเสรฐิ กวา่ มนตท์ ง้ั ปวง อชั ฌตั ตกิ ะพาหเิ รชาตงั อนั ตะรายงั วสิ าสะนงั
อนั ตรายอนั หนงึ่ อนั ใดซงึ่ บงั เกดิ มภี ายในแลภายนอก กย็ อ่ มเสอ่ื มสญู ไปโดยอำ� นาจแหง่
พระปรติ ต์ คอื พระนพิ พานเปน็ ธรรมมปี ระมาณนอ้ ยนเ่ี อง ปะรติ ตานภุ าเวนะ ละภนั ติ
สัพพะมังคะลัง สรรพสัตว์ท้ังหลายจะได้ประสบซ่ึงความสุขส�ำราญใจก็ได้เพราะ
อานภุ าพแหง่ พระปรติ ตอ์ นั เปน็ ธรรมมอี ารมณภ์ ายในอยา่ งเดยี ว เพราะฉะนนั้ จงึ ชอ่ื วา่
อัชฌตั ตารมั มะณา ธัมมา ฉะนีฯ้

๖๒. พะหิทธารมั มะณา ธมั มา

ในบทที่ ๖๒ นน้ั มพี ระบาลีว่า พะหิทธารัมมะณา ธัมมา แปลวา่ ธรรมทั้งหลาย
มอี ารมณเ์ ปน็ ภายนอก โดยเนอื้ ความวา่ บคุ คลทง้ั หลายเมอ่ื ไดป้ ระสบซง่ึ เวทนาอนั ใด
อันหน่ึงแล้ว ก็ย่อมเอารูปเป็นอารมณ์ เพราะรูปนั้นเป็นพาหิรกธรรมภายนอก
สว่ นเวทนานน้ั กห็ าไดร้ ะงบั ลงไม่ กลบั ไดเ้ สวยซงึ่ เวทนากลา้ ๆ ยง่ิ ขน้ึ ไป เปรยี บเหมอื น
จนั ทคหาบณั ฑติ ทไ่ี ดป้ ระสบซง่ึ ความทกุ ขเวทนาแลว้ แลเพง่ เอารปู ภายนอกเปน็ อารมณ์
จนถงึ แกค่ วามตายไปดว้ ยพวกโจรนน้ั โดยความอธบิ ายวา่ ความไมส่ งบระงบั ใจ คอื
ความเดอื ดรอ้ นขนึ้ ในใจ แตใ่ จนน้ั กเ็ ปน็ ธรรมชาตดิ นิ้ รนเดอื ดรอ้ นอยโู่ ดยปกตธิ รรมดา
ของตนแล้ว มหิ น�ำซ้ำ� ยังเอาธรรมภายนอกซ่งึ มใิ ชธ่ รรมเครอ่ื งระงบั เขา้ มาเปน็ อารมณ์
อกี เล่า ก็ยิง่ ร้อนหนักทวีขึ้นไป เพราะเหตุนน้ั สมเด็จพระบรมศาสดาจึงไดท้ รงตรัส

205

เทศนาสง่ั สอนแกพ่ ทุ ธบรษิ ทั ทว่ั ไปวา่ ธรรมภายนอกไมใ่ ชธ่ รรมเครอื่ งระงบั และไมใ่ ช่
ธรรมของเราตถาคต ดงั นี้ เพราะฉะนน้ั จงึ สมกบั พระบาลวี า่ พะหทิ ธารมั มะณา ธมั มา
ฉะน้ี

๖๓. อชั ฌัตตะพะหทิ ธารัมมะณา ธมั มา

ในบทท่ี ๖๓ นนั้ มนี ยั พระบาลวี า่ อชั ฌตั ตะพะหทิ ธารมั มะณา ธมั มา แปลวา่ ธรรม
ทงั้ หลายมภี ายในแลภายนอกเป็นอารมณ์ โดยเน้ือความว่า ธรรมทง้ั หลายมีอารมณ์
เปน็ ๒ บงั เกดิ ขน้ึ พรอ้ มกนั แลว้ แลถอื เอาเปน็ อารมณ์ เพราะเหตนุ นั้ จงึ ชอ่ื วา่ อชั ฌตั ตะ-
พะหทิ ธารมั มะณา ธมั มา ดงั น้ี เมือ่ จะชบี้ ุคคลทีไ่ ด้สำ� เรจ็ มรรคผลธรรมวเิ ศษให้เหน็
เป็นตัวอย่างด้วยอ�ำนาจแห่งธรรมทั้ง ๒ ประการน้ี ก็มีที่มามากเป็นอเนกประการ
ดงั พระภกิ ษุ ๓๐ รปู ไดเ้ หน็ พยบั แดดแลว้ กน็ กึ เปรยี บเทยี บกบั กายของตนวา่ ธรรมใน
กายของเรานกี้ เ็ ชน่ เดยี วกบั พยบั แดดฉะน้ี ในทนั ใดนน้ั สมเดจ็ พระศาสดากท็ รงเปลง่
พระรศั มไี ปใหต้ อ้ งกายของพระภกิ ษุ ๓๐ รปู นนั้ แลว้ จงึ ทรงตรสั เทศนาวา่ เอสะธมั โม
สนนั ตะโน ธรรมดวงเดยี วนแี้ ลเปน็ ของเกา่ เปน็ ธรรมของพระอรยิ เจา้ ธรรมดวงเดยี ว
เปน็ ธรรมของเกา่ นนั้ คอื พระนพิ พานนเี้ อง พระภกิ ษทุ งั้ ๓๐ รปู นน้ั กไ็ ดบ้ รรลอุ าสวกั ขยั
เปน็ พระอรหนั ตข์ ณี าสพ เหาะลอยมาสสู่ ำ� นกั สมเดจ็ พระบรมศาสดา แลว้ จงึ คมนาการ
ชมเชยซงึ่ พระพทุ ธ พระธรรม พระสงฆ์ โดยอเนกปรยิ าย โดยความอธบิ ายวา่ พระอรยิ เจา้
ท่านเอาธรรมภายนอกเปรียบกับธรรมภายใน เอาธรรมภายในออกไปเป็นอารมณ์
ภายนอกดังนี้ เพราะฉะนนั้ จงึ สมกบั พระบาลวี า่ อชั ฌัตตะพะหิทธารมั มะณา ธัมมา
ฉะน้ี แสดงมาในติกมาตกิ าบทท่ี ๖๓ แตโ่ ดยสังเขปกถาก็ยุตลิ งเพียงเท่านฯ้ี

๖๔. สะนิทสั สะนะสัปปะฏฆิ า ธมั มา

ในล�ำดับน้ีจะได้วิสัชนาในติกมาติกาบทท่ี ๖๔ สืบต่อไป โดยนัยพระบาลีว่า
สะนทิ สั สะนะสปั ปะฏฆิ า ธมั มา แปลวา่ ธรรมทงั้ หลายเปน็ ไปกบั ดว้ ยความคบั แคน้ นนั้
ก็เพราะความทไี่ ด้เห็นซง่ึ อนิฏฐารมณ์ อนั ไม่เปน็ ทร่ี ักที่ปรารถนาของตน เป็นตน้ ว่า
ไดเ้ หน็ โจรผรู้ ้ายหรือไดเ้ ห็นสตั วด์ ุร้ายต่างๆ มี หมี เสอื เป็นตน้ หรือบางทกี ไ็ ด้เห็น

206

บุคคลต่างๆ มีเจ้าหนี้และบุคคลผู้ประทุษร้ายแก่ตน เป็นต้น เช่นกับพระอานนท์
ถงึ ซงึ่ ความคบั แคน้ ขนึ้ ในใจ เพราะไดเ้ หน็ ชา้ งนาฬาคริ วี ง่ิ เขา้ มาจะประทษุ รา้ ยแกต่ นกบั
พระพุทธเจ้า ในกาลครั้งนั้น พระอานนท์ก็บังเกิดความเดือดร้อนคับแค้นขึ้นในใจ
เพราะความทไี่ ดเ้ ห็นฉะน้ีฯ

๖๕. อะนทิ ัสสะนะสัปปะฏฆิ า ธมั มา

ในบทท่ี ๖๕ นนั้ มพี ระบาลวี า่ อะนทิ สั สะนะสปั ปะฏฆิ า ธมั มา แปลวา่ ธรรมทง้ั หลาย
บังเกิดคบั แคน้ ขึ้นในใจเพราะความท่ไี ม่ได้เหน็ โดยเน้อื ความวา่ บุคคลทง้ั หลายใน
โลกน้ี เมอื่ เวลาไดป้ ระสบซง่ึ ความพลดั พรากจากสตั วแ์ ลสงั ขารอนั เปน็ ทร่ี กั ทเ่ี จรญิ ใจ
หรือเมื่อเวลาทรัพย์แลสมบัติฉิบหายไปด้วยภัยอันหนึ่งอันใดก็ดี ย่อมบังเกิดความ
คบั แคน้ ขนึ้ ในใจเพราะความทไี่ มไ่ ดเ้ หน็ ดงั มบี คุ คลเปน็ นทิ ศั นอทุ าหรณว์ า่ ยงั มบี รุ ษุ
ผหู้ นง่ึ ไปเรยี นมนตป์ ลาอยใู่ นสำ� นกั ของอาจารยแ์ หง่ หนง่ึ ครนั้ จำ� ไดจ้ นชำ� นชิ ำ� นาญแลว้
จึงลาอาจารย์ไปกระท�ำบริกรรมอยู่ท่ีหาดทรายริมฝั่งแม่น้�ำแห่งหน่ึง ตั้งความเพียร
บรกิ รรมไปๆ กไ็ มเ่ หน็ ปลามา ตัวเองบงั เกดิ ความคับแค้นขน้ึ ในใจ คร้ันรูถ้ ึงอาจารย์
อาจารย์จงึ บอกวา่ ท่านอยา่ บริกรรมลมื ตาข้นึ ปลามันกลวั บุรุษน้ันก็กระท�ำตามลัทธิ
ของอาจารย์ นง่ั หลบั ตาบรกิ รรมไป อาจารยก์ จ็ บั ปลามาใสล่ งในบอ่ ทบ่ี รุ ษุ นนั้ บรกิ รรมอยู่
คร้ันบุรุษน้ันลืมตาขึ้นก็ได้เห็นปลาก็บังเกิดความดีใจ สิ้นความคับแค้นในใจ ดังน้ี
เพราะเหตนุ นั้ จึงไดช้ ่ือว่า อะนิทัสสะนะสัปปะฏฆิ า ธมั มา ฉะน้ีฯ

๖๖. อะนทิ สั สะนาปปะฏฆิ า ธมั มา

ในบทท่ี ๖๖ นน้ั โดยมนี ัยพระบาลีว่า อะนิทสั สะนาปปะฏฆิ า ธมั มา แปลว่า
ธรรมทง้ั หลายจะไมม่ คี วามคบั แคน้ กไ็ มใ่ ช่ จะไมม่ คี วามเหน็ กไ็ มใ่ ช่ แตล่ ะกเิ ลสไดโ้ ดย
อาศยั อำ� นาจของตนเอง โดยเนอ้ื ความ อะนทิ สั สะนาปปะฏฆิ า ธมั มา นกี้ ไ็ ดแ้ ก่ นโิ รธธรรม
ด้วยอรรถว่าด้วยความเห็นแลความไม่เห็นได้เหมือนเม่ือนิโรธธรรมบังเกิดข้ึนแล้ว
นวิ รณธ์ รรมทง้ั ๕ กด็ บั ไป โอวาทคำ� สง่ั สอนอนั ใดอนั หนง่ึ กด็ บั ไป วติ ก วจิ ารณ์ ปตี ิ สขุ

207

กไ็ มม่ ีในนิโรธธรรม เพราะฉะนัน้ จงึ แปลว่าจะคับแค้นก็ไม่ใช่ จะไมค่ ับแค้นก็ไมใ่ ช่
จะเห็นกไ็ มใ่ ช่ จะไมเ่ ห็นก็ไม่ใช่ ฉะนี้

พระสกวาทฯี จงึ ถามขน้ึ วา่ เหน็ กไ็ มใ่ ช่ ไมเ่ หน็ กไ็ มใ่ ช่ แตล่ ะกเิ ลสไดด้ ว้ ยความ
ไมต่ อ้ งเห็นนัน้ ได้แกอ่ ะไร?

พระปรวาทฯี จงึ วสิ ชั นาวา่ ไดแ้ ก่ พระอรยิ มรรค ไมเ่ หน็ กจ็ รงิ อยู่ แตร่ วู้ า่ ปญั ญา
แลราคะ โทสะ โมหะ ไม่มี เปรียบเหมอื นหนงึ่ บคุ คลนอนหลบั ฝนั ไป ไดเ้ หน็ รูปสตั ว์
ตา่ งๆ มเี สอื แลชา้ งเปน็ ตน้ บคุ คลทน่ี อนหลบั แลฝนั ไปนน้ั จะเหน็ กไ็ มใ่ ช่ ถา้ จะวา่ เหน็
หรอื เสอื ช้างก็ไม่มี ถา้ จะว่าไม่เห็นหรือ ก็เหน็ ในฝนั ไปแล้ว ฉนั ใดก็ดี พระธรรม
ทชี่ อ่ื วา่ อะนทิ สั สะนาปปะฏฆิ า ธมั มา กม็ อี ปุ มาอปุ ไมยเหมอื นกนั กบั บคุ คลทนี่ อนหลบั
ฝันไป ฉะนัน้ ฯ

อาตมารับประทานวิสัชนามาในพระอภิธรรมมาติกา ๒๒ ติกะ ๖๖ มาติกา
แต่โดยสังเขปกถาพอเป็นธรรมสวนานิสงส์ ก็ยุติลงโดยสมควรแก่กาลเพียงเท่านี้
เอวงั ฯ

(จตั ตาโร ธมั มา วัฑฒนั ติ อายุ วัณโณ สขุ ัง พลัง)

208

พหุลกถาโอวาท
ของทา่ นพระอาจารย์ใหญ่ฝ้ัน อาจาโร

วัดปา่ อดุ มสมพร อำ� เภอพรรณานคิ ม จงั หวัดสกลนคร
ท่ที า่ นนำ� มาสอนลูกศษิ ยเ์ ปน็ สว่ นมาก ดงั นี้

พหลุ กถาโอวาท เมอ่ื เราจะประกอบความเพยี รใหเ้ กดิ มขี นึ้ ในตวั เรา ควรกำ� หนด
ควรรู้ ควรเหน็ และความเปน็ อยขู่ องจติ คอื เรอื่ งสง่ิ ทจ่ี ติ ของเรามนั หลงอยู่ ใหร้ จู้ กั วา่
มนั หลง จติ หลงอะไร ตดิ ขอ้ งคาอะไร เราพากนั คน้ หาตวั หลงตวั คาในจติ ของตนทนั ที
แลว้ รบี พยายามแกไ้ ขชำ� ระสะสางในสง่ิ เหลา่ นนั้ ใหร้ วู้ า่ สงิ่ เหลา่ นน้ั มนั เปน็ ไปเพอื่ ทกุ ข์
หรอื เป็นไปเพอ่ื ปลดเปล้ืองทกุ ข์

เราควรตามรู้ตามเห็น เพราะเราต้องการอยากพ้นทุกข์ และตัวเราเป็นผู้รู้อยู่
ถ้าเรารู้ว่าสิ่งน้ันเป็นไปเพื่อทุกข์เพ่ือโทษ เราจะปล่อยให้เราเป็นทุกข์เป็นโทษอยู่ต้ัง
หลายภพหลายชาติหลายกัปหลายกัลป์เช่นนั้นหรือ เราต้องรีบช�ำระสะสางอารมณ์
สญั ญาของเราทล่ี มุ่ หลงมวั เมาใหเ้ กดิ ความรเู้ ทา่ เอาทนั ใหน้ ง่ั พจิ ารณาดวู า่ เราตอ้ งการ
ความสขุ หรอื ความพน้ ทกุ ข์ เปน็ ไปเพอ่ื ความสขุ แลว้ เรากต็ อ้ งรกั ษาและปฏบิ ตั เิ อาใจใส่
ในส่งิ เหลา่ นนั้ ทำ� ใหม้ ากเจริญให้มากข้ึน

สง่ิ ใดเปน็ ไปเพอ่ื ทกุ ข์ เปน็ ไปเพอ่ื โทษ กร็ บี ชำ� ระสะสางใหห้ มดสนิ้ ไปจากดวงใจ
ของเรา ให้พงึ เขา้ ใจในสิ่งเหล่านอ้ี ยเู่ สมอ มิใช่วา่ เราไมร่ ู้ คอื ใหร้ ภู้ ายในจิตใจของตน

209

อย่าส่งรู้ออกภายนอกจิตใจของตน ให้พากันดูให้พากันฟัง สมถกรรมฐานและ
วิปัสสนากรรมฐาน ซึง่ มีอย่ใู นตัวเราทกุ คนครบบรบิ รู ณ์

ขณะนเ้ี ราอยู่ในสมถกรรมฐาน คือความสงบ วางอารมณภ์ ายนอกทงั้ หมดได้
ไม่กำ� หนดั รกั ใคร่ยินดี ใจไม่หงดุ หงดิ ไม่ซึมเซา ไมท่ ้อแท้ และไม่งมงาย เราอยใู่ น
วปิ สั สนากรรมฐานกต็ ดั หมด ไมม่ เี หลอื เปน็ เรอื่ งสมมตุ นิ ยิ มกนั เทา่ นนั้ จติ ของเราเปน็
วิมุตติ หลุดพ้นไปหมด เรือ่ งภพ เรื่องชาติ เรอื่ งทุกข์ เรอ่ื งภัย ไม่มอี ีกแล้ว น้แี หละ
เป็นขอ้ ปฏบิ ตั ิ

เพราะฉะน้ัน ให้พากันพึงรู้พึงเห็นและเข้าใจในสัจธรรมให้เห็นแจ้งประจักษ์
ในตวั ของเรา เมอื่ เรารแู้ ลว้ เราจะไดม้ ศี รทั ธา ความเชอ่ื ปสาทะ ความเลอื่ มใส หนกั แนน่
ในขอ้ วตั รปฏบิ ตั มิ ากยง่ิ ขน้ึ และจะไดป้ ระกอบวริ ยิ ะความพากเพยี รกลา้ ในการประพฤติ
ในการปฏิบัติทกุ ข้อ จะไมย่ ่อทอ้ ในหนา้ ท่ีของตน เราจะได้มีความหมั่นขยันมคี วาม
อดทนตอ่ หนา้ ทใ่ี นกาลตอ่ ไป เราเหน็ แลว้ วา่ สขุ จรงิ ๆ ทกุ ขจ์ รงิ ๆ บญุ บาปมจี รงิ ใหพ้ งึ รู้
พึงเขา้ ใจต่อไป ดังนี้

210

ชีวประวัตแิ ละพระธรรมเทศนา

พระจิรปญุ ฺโ หลวงปูก่ งมา

211



พระจริ ปุญโฺ  หลวงปูก่ งมา

วดั ดอยธรรมเจดีย์ อ�ำ เภอโคกศรีสพุ รรณ จังหวัดสกลนคร



ชวี ประวตั ิ

พระจิรปุญฺโ หลวงปกู่ งมา

สถานะเดิม

ทา่ นไดเ้ กดิ ขน้ึ ในวงศแ์ หง่ สกลุ “วงศเ์ ครอื ศร” ณ ทบ่ี า้ นโคก ต.ตองโขบ อ.เมอื ง
(ปจั จุบนั อ.โคกศรีสุพรรณ) จ.สกลนคร เมอ่ื วันขึ้น ๑๕ ค่�ำ เดอื น ๑๒ ปีชวด
วนั องั คาร ตรงกบั วนั ท่ี ๖ พฤศจกิ ายน พ.ศ. ๒๔๔๓ บดิ าชอื่ นายบู่ มารดาชอื่ นางนวล
มพี ่นี ้องรว่ มบิดามารดาเดียวกนั ๖ คน

213

มคี รอบครัว

เมอื่ ทา่ นพยายามสรา้ งฐานะของทา่ นจนมน่ั คงดแี ลว้ จวบอายุ ๒๕ ปี จงึ ไดส้ มรส
กบั นางสาวเลา อยรู่ ่วมกันมาโดยปกติ เม่อื นางเลาตัง้ ครรภ์ ถึงวันคลอดกเ็ กดิ โรค
บางอยา่ งเขา้ แทรก ทำ� ใหภ้ รรยาและบตุ รในครรภถ์ งึ แก่กรรม จึงท�ำใหท้ ่านเกดิ ความ
คิดถึงความแปรปรวนของสังขารท้ังหลาย และคิดถึงค�ำสอนของพระพุทธเจ้าข้ึน
ไดเ้ ปน็ ครง้ั แรก ทา่ นจงึ พยายามไตถ่ ามทา่ นผเู้ ฒา่ ผแู้ กว่ า่ “มอี ะไรทด่ี จี รงิ ไหมในโลกน”้ี
ได้รับคำ� ตอบวา่ “มีและไมม่ ีอะไรดีนอกจากการบวชพระ”

214

การบวชเป็นพระภิกษุ

ในสมัยนั้นการศึกษาพระพุทธศาสนาทั้งภาคปริยัติและภาคปฏิบัติยังไม่เจริญ
ไปถงึ ชนบท แมท้ า่ นจะไตถ่ ามใครๆ กไ็ มไ่ ดร้ บั ความกระจา่ งแจง้ เปน็ ทพี่ อใจ เพยี งแตว่ า่
ตอ้ งบวชพระ พดู เปน็ เสียงเดยี วกัน ดว้ ยเหตนุ ้ีท่านจงึ ตดั สินใจบวช ก่อนบวช ทา่ นก็
เสยี สละทรพั ยส์ มบตั ทิ งั้ สน้ิ ใหแ้ กพ่ นี่ อ้ งไป ตงั้ ใจแนว่ แนว่ า่ จะตอ้ งบำ� เพญ็ ตนโดยเฉพาะ
ต่อความเปน็ พระแต่อย่างเดียวไมถ่ อยหลัง

พระอาจารยก์ งมาจงึ ตกลงบวชในปนี นั้ (พ.ศ. ๒๔๖๘) เปน็ มหานกิ าย โดยบวช
กบั พระอปุ ชั ฌายโ์ ท ทา่ นไดบ้ วชอยู่ท่วี ัดบา้ นตองโขบ ต.ตองโขบ อ.เมอื ง เมือ่ อยทู่ ี่
วัดตองโขบนัน้ ทา่ นก็พยายามทจี่ ะหาทางประพฤตปิ ฏบิ ัตใิ นทางท่ถี กู ตอ้ ง

คนื หนงึ่ ขณะทจ่ี ำ� วดั อยรู่ วมๆ กนั ในกฏุ ิ มพี ระภกิ ษรุ ปู หนงึ่ คาดวา่ ไปเทย่ี วกลางคนื
กลับมาดึกอาจจะเมามา ได้มาเหยียบตัวทา่ นอยา่ งแรงจนสะดุง้ ต่ืนข้นึ ทา่ นก็มีความ
ขดั ใจอยา่ งยงิ่ และทา่ นก็โดนเช่นนั้นหลายครั้ง จงึ คิดวา่ เราอาจจะอยู่วดั นี้ไม่ได้และ
อาจจะท�ำให้เกิดความผิดตามมา ท่านจึงได้พยายามไต่ถามญาติโยมทั้งหลายว่ามี
วดั ไหนบา้ งทม่ี พี ระปฏบิ ตั ดิ ปี ฏบิ ตั ชิ อบ ไดร้ บั คำ� แนะนำ� วา่ วดั ฟากภู (หมายถงึ ขา้ มภพู าน
อยทู่ าง จ.กาฬสนิ ธ)์ุ เจา้ อาวาสชอ่ื วา่ พระอาจารยว์ านคำ� ทา่ นจงึ ไดช้ วนสหายของทา่ นท่ี
ชอ่ื พระภกิ ษมุ ี ไดอ้ อกจากวดั ตองโขบไปอยกู่ บั พระอาจารยว์ านคำ� ทว่ี ดั ฟากภู (ผเู้ ขยี น
ไม่ได้ถามวา่ วัดชอ่ื อะไร)

215

ในเวลานนั้ สำ� นกั อาจารยน์ ม้ี ชี อื่ เสยี งโดง่ ดงั วา่ เปน็ สำ� นกั ปฏบิ ตั ดิ ี เมอ่ื ทา่ นอยไู่ ป
กไ็ ดพ้ บเหน็ ความประพฤตไิ มเ่ รยี บรอ้ ยในหมนู่ นั้ คอื ตอนคำ�่ ๆ พระจะตอ้ งไปถอนหญา้
ถางปา่ ตัดต้นไม้ อาจารย์วานคำ� บอกวา่ เราทำ� อย่างนี้มันกผ็ ิดวินัยอยู่ แตจ่ �ำตอ้ งทำ�
ภายหลงั อาจารยก์ งมาทราบวา่ ผดิ วนิ ยั กไ็ มอ่ ยากจะทำ� แตก่ จ็ ำ� ตอ้ งทำ� ดว้ ยความเกรงใจ
และยงั ไมไ่ ดร้ บั ธรรมทสี่ มควร ทา่ นจงึ คดิ รำ� พงึ วา่ “เราตอ้ งการพน้ ทกุ ข์ ตอ้ งการธรรมที่
สงู สดุ ในพระพทุ ธศาสนา แตย่ งั ไมไ่ ดพ้ บเลยในเวลานี้ และการปฏบิ ตั ใิ นสำ� นกั อาจารยน์ ้ี
กย็ งั ไมเ่ ปน็ ทพี่ อใจของเรา เรามใิ ชบ่ วชเพอ่ื ประสงคส์ ง่ิ อนื่ เราตอ้ งการพน้ ทกุ ข์ แมเ้ ราจะ
ปฏิบตั ติ ามอาจารยอ์ ยเู่ วลานี้ก็ยังไม่เห็นธรรมท่พี อใจเลย”

อยมู่ าวนั หนง่ึ พ.ศ. ๒๔๖๙ ทา่ นอาจารยก์ งมา ทา่ นกไ็ ดท้ ราบขา่ ววา่ มตี าผา้ ขาว
คนหน่ึงชื่อ จารยเ์ สน ธดุ งค์มาปกั กลดอยู่แถวใกล้ๆ แถวๆ นัน้ มผี ู้คนไปฟังเทศน์
กันมาก เกิดความสนใจข้ึน เมื่อได้โอกาสจึงได้ไปหาตาผ้าขาวคนนั้น เมื่อได้พบ
กเ็ กิดความเล่อื มใส เพราะเห็นกริ ยิ ามารยาท ประกอบกับมีราศผี อ่ งใส

จงึ ไดถ้ ามวา่ “ท่านมาจากส�ำนักไหน”

ตาผ้าขาวบอกว่า “มาจากสำ� นักท่านอาจารยม์ น่ั ภรู ทิ ตโฺ ต”

ถามว่า “อยกู่ บั ทา่ นมากี่ปี”

ตาผา้ ขาวตอบวา่ “๓ ป”ี และตาผ้าขาวไดอ้ ธิบายถึงวิธที �ำกัมมัฏฐานแบบของ
ทา่ นอาจารย์ม่ันใหฟ้ งั กเ็ กิดความเลอ่ื มใสอยา่ งจรงิ จังขน้ึ

ถามว่า “เวลาน้ที ่านอาจารย์ม่นั อยู่ท่ไี หน”

ตอบวา่ “อยทู่ บ่ี า้ นสามผง ดงพระเนาว์ อ.วานรนวิ าส” (ปจั จบุ นั เปน็ อ.ศรสี งคราม
จ.นครพนม)

และทา่ นอาจารยก์ งมากต็ ง้ั ใจจะไปหาทา่ นอาจารยม์ นั่ ใหไ้ ด้ และไดล้ าตาผา้ ขาว
คนนน้ั กลบั วดั มาขอลาทา่ นอาจารยว์ านคำ� ไมไ่ ดร้ บั อนญุ าต แมจ้ ะพากเพยี รขออนญุ าต

216

ตงั้ หลายครงั้ พออยู่มาวนั หนึ่ง อาจารย์วานคำ� มีธุระไปฟากภู (ข้างหนงึ่ ของภูพาน)
เปน็ โอกาสของท่านอาจารยก์ งมา จึงได้ชวนพระบญุ มี (จารย์มี) เป็นเพอ่ื นองค์หนึง่
แลว้ กพ็ ากนั หนอี อกจากวดั นนั้ ไป เดนิ ทางเปน็ เวลา ๒ วนั กถ็ งึ ทที่ ท่ี า่ นอาจารยม์ นั่ อยู่

ขณะไปถงึ ท่านอาจารย์มัน่ กำ� ลังให้โอวาทแกพ่ ระภกิ ษุสามเณรอยู่ ณ ท่ศี าลา
ก�ำมะลอมุงหญ้าคาหลังเล็กๆ ท่านอาจารย์กงมารู้สึกว่าเม่ือได้มาเห็นภาพเช่นนั้นเข้า
ใหต้ นื่ เตน้ ระทกึ ใจ เหมอื นกบั วา่ มปี ตี ติ กอยใู่ นมโนรมยต์ วั ชาไปหมด จงึ นง่ั รอพกั อยู่
ในทแี่ หง่ หน่ึงใตโ้ คนไม้ เมือ่ ท่านอาจารย์ม่ันเสรจ็ จากการให้โอวาทแลว้ ท้งั สองก็ได้
เข้าไปนมสั การขอฝากตัวเป็นศิษยก์ บั ทา่ นอาจารยม์ นั่

ทา่ นอาจารยม์ นั่ ไดใ้ หพ้ ระไปพาขนึ้ มา โดยบอกวา่ “นน่ั พระแขกมาแลว้ และ
ทง้ั สองมคี วามตง้ั ใจองคห์ นง่ึ อกี องคห์ นง่ึ เพยี งแตต่ ามมาเทา่ นน้ั ” และเมอื่ ทา่ นอาจารย์
กงมานัง่ แลว้ ทา่ นอาจารย์มัน่ กใ็ หก้ ัมมฏั ฐานเลยทเี ดยี วโดยไมต่ อ้ งรอกาลเวลา และ
ก็บอกให้ไปอยู่ท่ีกุฏหิ ลงั หน่งึ ท่เี ปลย่ี วท่สี ุด

217

อยดู่ ้วยทา่ นพระอาจารย์มน่ั ๒ ปี

เม่ือท่านได้รับโอวาทคร้ังแรกของท่านอาจารย์มั่นแล้ว ก็ท�ำให้ซาบซึ้งอย่างยิ่ง
เรม่ิ ต้นเร่งความเพยี รอย่างเต็มความสามารถ ท่านไดก้ ระตอ๊ บเล็กหลังหน่งึ อย่ใู นป่า
ณ ดงพระเนาว์น้ี เปน็ ดงใหญ่เตม็ ไปด้วยสิงสาราสัตวด์ รุ า้ ยต่างๆ แต่เป็นท่ีสงบวเิ วก
เปน็ อยา่ งยิง่ ขณะทีท่ ่านกำ� ลงั เร่งความเพยี รอยูน่ ้ัน ทา่ นเลา่ วา่ ณ ทแ่ี ห่งน้ีเปน็ ดง
มาลาเรยี ถา้ ผใู้ ดอยทู่ นี่ ไี่ มร่ ะมดั ระวงั แลว้ เปน็ ไขม้ าลาเรยี มหี วงั ตาย หลงั จากไดบ้ ำ� เพญ็
ความเพยี รมาเปน็ ลำ� ดบั โดยอบุ ายวธิ ขี องทา่ นอาจารยม์ นั่ ทำ� ใหเ้ กดิ สมาธิ ปตี เิ ยอื กเยน็ ใจ
ลกึ ซงึ้ เพม่ิ ขน้ึ ทกุ ๆ วนั ความเปลยี่ นแปลงไปในทางไดผ้ ลของการบำ� เพญ็ จติ ไมอ่ ยคู่ งที่
คือด�ำเนินเข้าไปหาความยิ่งใหญ่โดยไม่หยุดย้ัง ท่านจะเข้าไปปรึกษาไต่ถาม
ทา่ นอาจารยม์ นั่ ทกุ ๆ วนั มไิ ดข้ าด เนอ่ื งดว้ ยความเปน็ ไปของสมาธไิ ดเ้ ปน็ ไปอยา่ งรวดเรว็
ท่านอาจารยม์ นั่ ก็ไดแ้ กไ้ ขให้ เกิดศรัทธาอย่างไมม่ ีลดละ ทำ� ให้ทา่ นมมุ านะบากบั่น
อย่างไมค่ ดิ ชวี ติ

วนั หนง่ึ ทา่ นไปนง่ั สมาธอิ ยใู่ ตโ้ คนตน้ ไม้ พอจะพลบคำ�่ ยงุ ไดม้ ากนั ใหญ่ แตพ่ อดี
กบั ทา่ นก�ำลงั ไดร้ บั ความรทู้ างในแจ่มแจง้ น่าอัศจรรย์ จึงไมล่ กุ จากท่ีน่งั ไดน้ ่ังสมาธิ
ตอ่ ไป ยงุ ไดม้ ารมุ กดั ทา่ นอยา่ งมหาศาล และยงุ ทน่ี เี้ ปน็ ยงุ อนั ตรายทงั้ นน้ั เพราะมนั มี
เชื้อมาลาเรีย ท่านก็ไม่ค�ำนึงถึงเลย ค�ำนึงถึงความรู้แจ้งเห็นจริงท่ีก�ำลังจะได้อยู่ใน
ขณะนน้ั ทา่ นเลา่ ใหข้ า้ พเจา้ ฟงั วา่ “เราไดย้ อมสละแลว้ ซงึ่ ชวี ติ นี้ เราตอ้ งการรแู้ จง้ เหน็ จรงิ
ในธรรมอันท่านอาจารย์มั่นได้แนะน�ำให้ ในการนั่งคร้ังนี้ถือว่าเป็นคร้ังพิเศษมาก

218

เพราะมนั เกดิ ความสวา่ งอยา่ งไมม่ อี ะไรปดิ บงั เราลมื ตากไ็ มส่ วา่ งเทา่ ดมู นั ทะลปุ รโุ ปรง่
ไปหมด ภเู ขาปา่ ไมไ้ มม่ ีอะไรมาขวางก้ันไดเ้ ลย และมันเปน็ ครั้งแรกทเ่ี กดิ ข้นึ แก่เรา
แมจ้ ะพจิ าณากายสงั ขารกแ็ จง้ กระจา่ งไปหมด จะนบั กระดกู กที่ อ่ นกไ็ ดเ้ กดิ ความสงั เวช
สลดจิตย่ิงนกั หวนคิดไปถึงคณุ ของท่านอาจารย์วา่ เหลอื ลน้ พ้นประมาณ คิดว่าเรา
ถา้ ไมไ่ ดพ้ บทา่ นอาจารยม์ นั่ เหตไุ ฉนเราจะไดเ้ ปน็ เชน่ นห้ี นอ” ทา่ นไดน้ งั่ สมาธจิ นรงุ่ สวา่ ง
พอออกจากสมาธิปรากฏว่าเลือดของยุงท่ีกัดท่านหยดเต็มผ้านิสีทนะ (ผ้าปูนั่ง)
เตม็ ไปหมด พอทา่ นลุกข้ึนมาตวั เบา แม้จะรู้อยู่แก่ใจวา่ ยุงเหล่าน้ีมีพษิ สงร้ายนัก แต่
ทา่ นกไ็ มอ่ นาทรรอ้ นใจ เพราะทที่ า่ นไดร้ บั ธรรมนน้ั วเิ ศษนกั แลว้ แตท่ า่ นกห็ าไดจ้ บั ไข้
หรอื เปน็ มาลาเรยี เลย นบั เปน็ สิง่ อศั จรรย์อยมู่ ากทเี ดยี ว

ความเปน็ มาในวนั น้ี ทา่ นไดน้ �ำไปเลา่ ถวายทา่ นอาจารย์มัน่ ไดร้ บั การยกย่อง
สรรเสริญในท่ามกลางพระสงฆ์ท้ังหลายที่มาประชุมกัน และได้พูดว่า “ท่านกงมา
น้สี ำ� คญั นัก แมจ้ ะเป็นพระทม่ี าใหมแ่ ตบ่ ารมแี กก่ ล้ามาก ทำ� ความเพียรหาตัวจับยาก
สู้เสียสละให้ยุงกินไดต้ ลอดคืน ควรจะเป็นตวั อย่างแก่ผตู้ งั้ ใจปฏบิ ตั ทิ ั้งหลาย” และ
ท่านอาจารย์ม่ันก็ได้แสดงถึงมหาสติปัฏฐานโดยเฉพาะกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน
ให้ทา่ นฟงั อย่างแจ่มแจ้ง

ท่านเลา่ ให้ข้าพเจ้าฟงั ตอ่ ไปวา่ เม่ือเราอยูท่ ีบ่ ้านสามผง ดงพระเนาวน์ ี้ การทำ�
ความเพยี รไดบ้ ำ� เพญ็ ทงั้ กลางคนื และกลางวนั มกี ารพกั หลบั นอนในเวลากลางคนื เพยี ง
เล็กน้อยเทา่ นัน้ ส่วนตอนกลางวันเราจะเอนหลงั ลงนอนไม่ได้เลย แม้ว่าเราต้องการ
จะเอนหลังพักผ่อนบา้ ง เพราะความเหนด็ เหน่ือย แตพ่ อเอนหลงั ลงเท่านน้ั จะมอี ีกา
ตวั หนงึ่ บนิ โฉบมาจบั ทห่ี ลงั คากระตอ๊ บของทา่ น แลว้ ใชจ้ ะงอยปากสบั ตรงกลางหลงั คา
เสียงดังทันที ถ้าท่านไม่ลุกขึ้น มันก็สับอยู่อย่างน้ัน พอท่านลุกข้ึน มันก็จะหยุด
เปน็ อยูอ่ ยา่ งน้ีมาหลายเวลาทีเดยี ว จนทา่ นไม่กลา้ จะพกั จำ� วัดเวลากลางวัน

ทา่ นไดเ้ ลา่ เหตกุ ารณต์ อนนต้ี อ่ ไปอกี วา่ มคี ราวหนง่ึ ทท่ี า่ นตอ้ งหนกั ใจอยา่ งยงิ่ คอื
ทา่ นอาจารยม์ นั่ ใชใ้ หท้ อ่ งพระปาฏโิ มกขใ์ หไ้ ดเ้ สยี กอ่ นจงึ จะใหญ้ ตั ตเิ ปน็ พระธรรมยตุ
เหมือนกับท่านอาจารย์ม่ัน เพราะท่านบวชเป็นพระมหานิกายอยู่ก่อน ค่าที่มีความ

219

เลื่อมใสอยา่ งยิง่ และตอ้ งการท่จี ะเปน็ ศิษย์ทแี่ ท้จริงของทา่ นอาจารยม์ น่ั เราจึงต้อง
พยายามอยา่ งย่ิงที่จะท่องพระปาฏโิ มกขใ์ หไ้ ด้ ซงึ่ เป็นการขัดข้องเหลอื เกิน เนอ่ื งจาก
เราอ่านหนังสือเขียนหนังสือไทยไม่ได้มาก ถึงได้ก็ไม่ช�ำนาญที่จะอ่านถึงหนังสือ
พระปาฏโิ มกข์ แมจ้ ะเปน็ เรอื่ งยากแสนยากนกั สำ� หรบั ตวั เรา กถ็ อื วา่ แมแ้ ตก่ ารปฏบิ ตั ิ
จติ ใจทวี่ า่ ยากนกั เรากย็ งั ไดพ้ ยายามจนไดร้ บั ผลมาแลว้ จะมายอ่ ทอ้ ตอ่ การทอ่ งพระ
ปาฏิโมกข์น้เี สยี ท�ำไม เราจึงพยายามทงั้ กลางวนั และกลางคนื เชน่ กัน แกะหนงั สอื ไป
ทีละตัว ถึงกับขอให้พระอื่นท่ีอ่านหนังสือได้ช่วยต่อให้ เราพยายามอยู่หลายเดือน
ในที่สุดก็ส�ำเร็จให้แก่เราจนได้ เป็นอันว่าเราท่องพระปาฏิโมกข์จบอยู่ที่บ้านสามผง
ดงพระเนาวน์ ้ีเอง

แมก้ ารอยรู่ ่วมกบั ท่านอาจารย์ม่นั เปน็ เวลานานเปน็ ปๆี นั้น เปน็ การอยูอ่ ย่างมี
ความหมายจรงิ ๆ วนั และคนื ทลี่ ว่ งไปไมเ่ คยใหเ้ สยี ประโยชนแ์ มแ้ ตก่ ระเบยี ดนว้ิ เดยี ว
เราจะไตถ่ ามความเปน็ ไปอย่างไรในจิตที่กำ� ลังด�ำเนิน ทา่ นจะแกไ้ ขใหอ้ ยา่ งแจม่ แจง้
และท่านยังรูจ้ กั ความก้าวหนา้ ถอยหลงั ของจติ ของเราเสยี อกี บอกลว่ งหนา้ ใหไ้ ด้เลย
ในการบางครั้ง ท�ำให้เราเกิดความอัศจรรย์ใจเป็นอย่างย่ิง คราวใดที่เราเคร่งครัด
การท�ำความเพียรเกินควร ท่านก็จะทัดทานแนะนำ� ให้ผ่อนลงมา คราวใดเราชักจะ
หยอ่ นไป ท่านก็จะเตอื นใหท้ ำ� หนกั ขึ้น และบางคราวบางเดอื นสมควรที่จะให้ไปหา่ ง
จากทา่ น ทา่ นกจ็ ะบอกชท้ี างใหอ้ อกไปวา่ ไป ณ ทถี่ ำ้� นน้ั ภเู ขาลกู นนั้ ปา่ นน้ั เพอ่ื ความวเิ วก
ยง่ิ ขนึ้ เราก็จะไปตามคำ� สง่ั ของทา่ น ท�ำการปรารภความเพยี รในท่ีไปนน้ั เกดิ ความ
รู้แจ้งเห็นจริง ย่ิงชัดเจนในความสามารถของท่านอย่างไม่มีอะไรจะมาเปรียบปาน
ครน้ั ได้กาลเวลา ทา่ นก็เรยี กใหก้ ลบั เพ่อื ความท่จี ะแนะนำ� ต่อ เรารสู้ ึกว่าเมอ่ื กลับมา
จากการไปวเิ วกแลว้ มาถงึ ทา่ นจะแสดงธรรมวจิ ติ รจรงิ ๆ ใหซ้ าบซง้ึ อยา่ งยง่ิ คลา้ ยกบั วา่
ท่านได้ล่วงรู้ความเป็นไปต่างๆ ท่ีเราได้กระท�ำมา นี้ก็ท�ำให้เราอัศจรรย์ใจอย่างยิ่ง
อกี เชน่ กนั การกระทำ� เชน่ นม้ี ใิ ชว่ า่ จะแนะนำ� ใหแ้ กเ่ ราแตผ่ เู้ ดยี ว ทกุ ๆ องคท์ อ่ี ยกู่ บั ทา่ น
ท่านกจ็ ะแนะนำ� เชน่ เดยี วกัน

220

ท่านอาจารย์กงมาท่านก็พยายามเล่าเรื่องต่างๆ ของท่านในอดีตให้ข้าพเจ้าฟัง
ตอ่ ไปอกี ว่า คร้ังหนงึ่ ท่เี ราได้อยกู่ บั ท่านอาจารยม์ ่ันผ่านมาเป็นเวลา ๒ ปีเศษ ได้พบ
เหน็ เหตุการณ์ต่างๆ เช่น พระภกิ ษุสามเณรทม่ี าอยูก่ บั ทา่ นทกุ ๆ องค์ ต่างกส็ นใจใน
ธรรมอยา่ งแทจ้ รงิ มไิ ดม้ อี งคใ์ ดเลยทย่ี อ่ หยอ่ น และทกุ ๆ องคต์ า่ งไดผ้ ลทางใจกนั ทง้ั นนั้
เพราะเม่ือผู้ใดมีอะไรเกิดขึ้นจากการบ�ำเพ็ญจิตแล้ว ก็จะน�ำมาเล่าถวายท่านฟังและ
ในเวลาทปี่ ระชมุ กนั ฟงั ทำ� ใหร้ สู้ กึ ขนพองสยองเกลา้ เอาทเี ดยี วเมอ่ื ไดย้ นิ แตล่ ะองคพ์ ดู
ถงึ ความจรงิ ที่ตนได้รบั บางองค์กพ็ ดู เหมือนเราก�ำลังเป็นอย่แู ลว้ แหละ ท่านก็แกไ้ ข
ใหอ้ งคน์ น้ั เราเองพลอยถกู แกไ้ ขไปในตวั เสรจ็ บางองคพ์ ดู ขน้ึ ลกึ ซง้ึ เหลอื ทเี่ ราจะรไู้ ด้
กท็ ำ� ใหเ้ ราอยากรู้อยากเห็น ตา่ งองคก์ ็ตา่ งไม่สงสยั ซึ่งกนั และกนั ว่าค�ำพูดเหลา่ นนั้ จะ
ไมจ่ ริง ท�ำให้เรานีน้ กึ ยอ้ นหลังไปถงึ อดตี วา่ แม้ครงั้ พระพุทธองค์ยังทรงพระชนมอ์ ยู่
ก็คงจะเป็นเช่นน้ีเอง เลยท�ำให้เหมือนกับว่าเราก�ำลังอยู่ต่อหน้าพระพักตร์ขององค์
สมเดจ็ พระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ ยงั งน้ั แหละ ถงึ อยา่ งไรกต็ าม เราเองเลอ่ื มใสยงิ่ ทงั้ ทา่ นและ
พระภกิ ษสุ ามเณรทอี่ ยกู่ บั ทา่ น เพราะเหตทุ เ่ี หน็ การปฏบิ ตั แิ ละปฏปิ ทานา่ เลอื่ มใส และ
ท่ไี ดเ้ ปล่งวาจาแหง่ ความจรงิ ที่เกดิ ขึน้ ในจิตของแต่ละท่าน

ในระยะตอ่ มา (พ.ศ. ๒๔๗๐) ทา่ นอาจารยม์ น่ั ทา่ นจะเดนิ ทางกลบั ไปจงั หวดั อบุ ลฯ
ทง้ั นเี้ พอ่ื จะสง่ มารดาของทา่ นกลบั ไปบา้ นดว้ ย หลงั จากทท่ี า่ นไดน้ ำ� มารดาของทา่ นมา
บวชชแี ลว้ แนะนำ� การปฏบิ ตั ใิ หจ้ นเปน็ ทพ่ี อใจแลว้ จงึ ไดน้ ดั พระภกิ ษทุ ต่ี ดิ ตามปฏบิ ตั ิ
อย่กู ับทา่ นเพ่ือจะไดเ้ ดนิ ทางกลับไปจงั หวัดอุบลฯ

การเดนิ ทางไปจงั หวดั อบุ ลราชธานอี นั เปน็ ถน่ิ บา้ นเกดิ เมอื งนอนของทา่ นในครงั้ นี้
ถอื วา่ เปน็ ครง้ั สำ� คญั ครงั้ หนง่ึ เพราะบรรดาศษิ ยานศุ ษิ ยท์ ง้ั ใหญแ่ ละเลก็ กไ็ ดเ้ ตรยี มทจี่ ะ
เดนิ ทางตดิ ตามทา่ นในครง้ั นแี้ ทบทงั้ นน้ั การจดั การเดนิ ทางโดยการเดนิ แบบเดนิ ธดุ งค์
แตก่ ารธดุ งคน์ น้ั เพอ่ื ใหเ้ ปน็ ประโยชนด์ ว้ ย ทา่ นจงึ จดั เปน็ คณะๆ ละ ๓ รปู ๔ รปู บา้ ง
ทา่ นเองเปน็ หวั หนา้ เดนิ ทางไปกอ่ น เมอื่ คณะที่ ๒ ไป กจ็ ะพกั ทเี่ ดมิ คณะที่ ๓-๔ กจ็ ะ
พกั ทเี่ ดมิ นน้ั ทงั้ นเี้ พอ่ื จะไดส้ อนญาตโิ ยมตามรายทางดว้ ย การสอนนน้ั กเ็ นน้ หนกั ไป
ทางกมั มฏั ฐาน และการถงึ พระไตรสรณคมน์ ทใ่ี หล้ ะการนบั ถอื ภตู ผปี ศี าจตา่ งๆ นานา

221

เปน็ การทดลองคณะศษิ ยไ์ ปในตวั ดว้ ยวา่ องคใ์ ดจะมฝี มี อื ในการเผยแพรธ่ รรม ในการ
เดนิ ทางนนั้ พอถงึ วนั อโุ บสถกจ็ ะนดั ทำ� ปาฏโิ มกข์ หลงั จากนนั้ แลว้ กจ็ ะแยกยา้ ยกนั ไป
ตามทีก่ �ำหนดหมาย

การเดินธุดงค์แบบนี้ ท่านบอกว่าเป็นการโปรดสัตว์เพื่อให้เป็นประโยชน์
แก่พุทธบริษัททั้งหลาย และก็เป็นจริงเช่นนั้น แต่ละแห่งท่ีท่านก�ำหนดพักน้ัน
ตามหมู่บ้าน ประชาชนได้เกิดความเลื่อมใสย่ิงในพระคณะกัมมัฏฐานน้ีเป็นอย่างดี
และตา่ งกร็ ผู้ ดิ ชอบในพระธรรมวนิ ยั ขนึ้ มาก ตามสถานทเี่ ปน็ ทพี่ กั ธดุ งคใ์ นการครง้ั นน้ั
ได้กลับกลายมาเป็นวัดของคณะกัมมัฏฐานเป็นส่วนใหญ่ในภายหลัง โดยญาติโยม
ทง้ั หลายทไ่ี ดร้ บั รสพระธรรมไดพ้ ากนั รว่ มอกรว่ มใจกนั จดั การใหเ้ ปน็ วดั ขน้ึ โดยเฉพาะ
ใหเ้ ป็นวัดพระภกิ ษสุ ามเณรฉนั มือ้ เดยี ว ฉันในบาตร บำ� เพญ็ สมาธกิ ัมมัฏฐาน

222

การจ�ำพรรษา

พ.ศ. ๒๔๗๑ พรรษา ๑
จำ� พรรษาท่ี บา้ นหวั ววั อ.ยโสธร จ.อบุ ลราชธานี (ปจั จบุ นั เปน็ อ.เมอื ง จ.ยโสธร)
โดยมพี ระ ๕ รปู เณร ๑ รปู อาทิ พระอาจารยล์ ี ธมั มธโร พระอาจารยอ์ อ่ น ญาณสริ ิ
เป็นต้น

พ.ศ. ๒๔๗๒ พรรษา ๒
จำ� พรรษาท่ี วดั ปา่ บา้ นเหลา่ งา (ปจั จบุ นั เปน็ วดั ปา่ วเิ วกธรรม) อ.เมอื ง จ.ขอนแกน่
รว่ มกบั พระอาจารยส์ งิ ห์ ขนั ตยาคโม พระอาจารยภ์ มู ี ฐติ ธมั โม พระอาจารยส์ มิ พทุ ธาจาโร
และพระเณรอ่นื อกี หลายสิบรูป

พ.ศ. ๒๔๗๓ พรรษา ๓
จำ� พรรษท่ี วดั ปา่ บา้ นพระครอื อ.เมอื ง จ.ขอนแกน่ รว่ มกบั พระอาจารยม์ หาปน่ิ
ปญั ญาพโล พระอาจารย์เทสก์ เทสรงั สี พระอาจารย์ภมู ี ฐติ ธมั โม

พ.ศ. ๒๔๗๔ พรรษา ๔
จำ� พรรษาท่ี ภรู ะง�ำ อ.ชนบท จ.ขอนแก่น กบั พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร

พ.ศ. ๒๔๗๕ พรรษา ๕
จ�ำพรรษาท่ี วดั ป่าศรัทธารวม อ.เมือง จ.นครราชสมี า โดยมีพระภกิ ษุ ๑๐ รูป
เณร ๔ รปู อาทิ พระอาจารย์มหาปิน่ ปญั ญาพโล พระอาจารยเ์ ทสก์ เทสรงั สี
พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร พระอาจารย์ภมู ี ฐติ ธมั โม พระอาจารย์หลุย จนั ทสาโร

223

พ.ศ. ๒๔๗๖-๒๔๗๙ พรรษา ๖-๙
จ�ำพรรษาที่ วดั สว่างอารมณ์ บา้ นใหมส่ �ำโรง อ.สคี ้ิว จ.นครราชสมี า
พ.ศ. ๒๔๘๐-๒๔๘๓ พรรษา ๑๐-๑๓
จ�ำพรรษาที่ วัดปา่ ทรายงาม บา้ นหนองบวั อ.เมอื ง จ.จันทบรุ ี
พ.ศ. ๒๔๘๔ พรรษา ๑๔
จ�ำพรรษาท่ี วดั เขานอ้ ยทา่ แฉลบ อ.เมอื ง จ.จนั ทบรุ ี
พ.ศ. ๒๔๘๕ พรรษา ๑๕
จำ� พรรษาท่ี วดั ร้างชายป่าบ้านโคก อ.เมอื ง (ปจั จุบนั เป็น อ.โคกศรสี พุ รรณ)
จ.สกลนคร ร่วมกบั พระอาจารยม์ ่นั ภูริทัตโต พระอาจารยม์ หาบัว ญาณสมั ปนั โน
สามเณรอนุ่
พ.ศ. ๒๔๘๖-๒๔๘๘ พรรษา ๑๖-๑๘
จ�ำพรรษาที่ วดั ป่าวสิ ทุ ธิธรรม บา้ นโคก อ.เมือง จ.สกลนคร เปน็ วัดท่ที า่ นตั้ง
ขน้ึ ใหมเ่ พอื่ เปน็ วดั ปา่ ประจำ� บา้ นโคก โดยในปี ๒๔๘๗ ทา่ นพระอาจารยม์ น่ั ภรู ทิ ตั โต
ไดม้ าจ�ำพรรษาดว้ ย
พ.ศ. ๒๔๘๙-๒๕๐๕ พรรษา ๑๙-๓๕
จ�ำพรรษาท่ี วัดดอยธรรมเจดีย์ อ.เมือง จ.สกลนคร

224

การบำ� เพญ็ กิจพระศาสนา

นบั แตท่ า่ นไดป้ ฏบิ ตั ทิ างดา้ นจติ ใจอยกู่ บั พระอาจารยข์ องทา่ นถงึ ๕ พรรษาแลว้
ตอ่ แตน่ น้ั ทา่ นกเ็ รมิ่ ปฏบิ ตั ภิ ารกจิ ศาสนาเกย่ี วกบั การเผยแพรธ่ รรมปฏบิ ตั ิ เรม่ิ ตน้ ดว้ ย
การถกู ส่งไปทบี่ ้านใหมส่ ำ� โรงในปี พ.ศ. ๒๔๗๖ ทา่ นมไิ ด้สร้างแตว่ ดั คอื อารามที่อยู่
เท่านัน้ ทา่ นยังสรา้ งศีลธรรมให้แกป่ ระชาชนอีกด้วย ในบา้ นใหม่สำ� โรงน้ี เปน็ บ้านท่ี
คนหลายหนหลายแห่งมาอยรู่ วมกนั จึงมแี ต่วิวาทบาดหมาง ตลอดถงึ การลักขโมย
และมวั่ สมุ ในการพนนั เมอ่ื ทา่ นมาอยใู่ นระยะ ๓ ปี กส็ ามารถดดั นสิ ยั ของคนในบา้ น
น้ีให้สมความมุ่งหมาย เพราะคนในบ้านน้ีกลับตัวและพากันเข้าวัดเป็นจ�ำนวนมาก
และก็ยังสามารถปฏิบตั ิทางดา้ นจติ ใจใหไ้ ด้ผลเป็นอย่างดีดว้ ย ขณะทนี่ ี้เอง ท่านก็ได้
ศษิ ยอ์ งคห์ น่ึงคอื พระอาจารย์วริ ยิ งั ค์ สริ นิ ธโร (ผ้เู ขยี น)

ขา้ พเจา้ ไดพ้ บทา่ นอาจารยก์ งมา จริ ปญุ โญ เปน็ ครงั้ แรก ขณะนนั้ ขา้ พเจา้ อายไุ ด้
๑๓ ปี ยา่ งเขา้ ๑๔ ทา่ นกำ� ลงั ขะมักเขม้นสอนอบุ าสก อบุ าสิกา อยา่ งไมเ่ ห็นแก่
การเหนด็ เหนือ่ ย การกอ่ สร้างวัดท่ีชอ่ื วา่ “วัดสวา่ งอารมณ”์ ต.ลาดบวั ขาว อ.สีคิว้
จ.นครราชสมี า อนั เปน็ วัดแรกที่ทา่ นไดจ้ ัดการกอ่ สร้างข้นึ ก็เร่ิมด้วยกฏุ ศิ าลาที่เปน็
อาคารชัว่ คราวมุงดว้ ยจาก แต่น่นั เปน็ สงิ่ ท่ที ่านมิไดเ้ อาใจใสม่ ากนกั ทา่ นได้แนะนำ�
ส่ังสอนธรรมแก่อุบาสกอุบาสิกาทั้งหลายนั่นเป็นประการส�ำคัญ ดังท่ีจะเห็นได้ว่า
ตอนเวลาคำ�่ คนื จะมจี ำ� พวกหนมุ่ สาวเฒา่ แกห่ ลงั่ ไหลไปหาทา่ น โดยทา่ นจะสอนธรรม
หรือไม่ก็ต่อมนต์ คือคนในละแวกนั้นอ่านหนังสือไม่ออก ท่านต้องต่อให้ทีละค�ำๆ
จนกระท่งั จำ� ไดท้ ง้ั ท�ำวัตรเช้าและทำ� วัตรค่�ำ อาราธนาศลี อาราธนาเทศน์

225

คนในบา้ นใหมส่ ำ� โรงในขณะนนั้ เปน็ บา้ นปา่ ไกลความเจรญิ แตเ่ ปน็ แหลง่ ทำ� มา
หากินดี เพราะมปี ่าว่างมาก หลายหมู่บ้านหลายแห่งพากันอพยพมาตงั้ หลกั แหลง่ กนั
ฉะนน้ั คนในละแวกนจี้ ึงมาจากหลายๆ กรุ๊ป ทำ� ใหเ้ กิดความไมใ่ คร่จะลงรอยกนั
ตง้ั เป็นพรรคเป็นพวกกอ่ ความทะเลาะกันเนืองๆ

ท่านอาจารย์กงมา ท่านเห็นเหตุน้ีแล้ว ท่านก็เริ่มโปรยปรายธรรมเข้าสู่จิตใจ
ประชาชน และกไ็ ด้ผล คอื ท่านได้หาอุบายให้คนท้งั หลายเหล่านน้ั ได้เขา้ วัด ทา่ นก็
พยายามพรำ�่ สอนใหเ้ ขา้ มารกั ษาอโุ บสถบา้ ง ฟงั ธรรมบา้ ง บำ� เพญ็ กศุ ลอนื่ ๆ บา้ ง จนจติ ใจ
ออ่ นลง ขา้ พเจ้าเองก็เป็นผู้หนง่ึ ท่ีถูกความดงึ ดูดของท่านไดเ้ ข้ามาปฏิบตั ิธรรม

ภายหลงั ปรากฏวา่ ชาวบา้ นใหมส่ ำ� โรงอยใู่ นศลี ธรรมมากขนึ้ จนมศี นู ยก์ ลางคอื วดั
ไดร้ ว่ มสงั สรรคจ์ นเกดิ ความสามคั คธี รรมขนึ้ กลบั กลายเปน็ บา้ นทมี่ คี วามสขุ อยดู่ ว้ ย
ความพร้อมเพรียง งานช้ินน้ีของท่านอาจารย์กงมาเป็นงานชิ้นโบว์แดงชิ้นแรกของ
ชีวิตท่าน จนกระทั่งประชาชนเห็นดีเห็นชอบไปช่วยกันสร้างถาวรวัตถุจนเป็นวัด
โดยสมบรู ณข์ ึน้ ในภายหลงั

ทา่ นไดใ้ ชเ้ วลาอยทู่ น่ี ่ี ๓ พรรษา ในเวลา ๓ ปนี ี้ ทา่ นขยนั สอนทงั้ ฝา่ ยพระภกิ ษุ
สามเณร และประชาชน ทางดา้ นพระภกิ ษสุ ามเณรนน้ั ทา่ นจะกวดขนั เรอื่ งการปฏบิ ตั ิ
อย่างเขม้ แข็ง โดยใหฉ้ นั หนเดยี ว ฉนั ในบาตร บณิ ฑบาตไมใ่ หข้ าด ทำ� วตั รเช้าเยน็
บำ� เพญ็ กมั มัฏฐานภาวนา ทง้ั น่ังสมาธิและเดินจงกรม ภายในบรเิ วณวัด ท่านจะจัด
สถานทว่ี เิ วกไวเ้ ปน็ แหง่ ๆ คอื มที างจงกรมภายใตร้ ม่ ไม้ เปน็ ทางยาวพอสมควร ประมาณ
๑๐ วา หวั ทางจงกรมจะมแี ทน่ ส�ำหรับนง่ั สมาธิ มีอยูท่ ว่ั ไปตามรอบๆ วดั สถานที่
ท่ีท่านจัดข้ึนให้โอกาสทุกองค์ได้เลือกเอาเพื่อไว้เป็นท่ีบ�ำเพ็ญกัมมัฏฐาน ปรากฏว่า
ผลท่ีได้รับคือความสงบทางใจอย่างยิ่งแก่ผู้มาพึ่งพาอาศัยท่าน แม้แต่ข้าพเจ้าก็ได้
รับผลมาจากครงั้ กระนนั้ เองเปน็ ขั้นตน้

ขณะถึงกาลออกพรรษาหน้าแล้ง ท่านจะพาศิษย์ที่สมัครใจออกเที่ยวธุดงค์
ตามป่าเขาล�ำเนาไพรเพอ่ื แสวงหาที่สงบวเิ วก พ.ศ. ๒๔๗๙ ทา่ นประกาศวา่ “ถ้าใคร
ไมก่ ลัวตายไปธุดงค์กับเรา” ขา้ พเจ้าขอสมคั รไปกบั ท่านทันที พรอ้ มกันนั้นทา่ นกเ็ ลา่

226

ถึงเหตุการณ์บ�ำเพ็ญความเพียรของพระอริยะสาวกแต่ปางก่อนว่า มีพระเถระท่ีเป็น
เพอ่ื นสหธรรมกิ ๔ รปู ดว้ ยกนั ปรารถนาความเพยี รอยา่ งยง่ิ เปน็ ทตี่ งั้ แมจ้ ะพยายาม
สกั เพยี งใดกไ็ มพ่ อใจ คดิ วา่ พวกเราทง้ั ๔ ยงั มคี วามประมาทอยู่ จงึ ชกั ชวนกนั ธดุ งค์
ไปในกลางดงใหญ่ มที ง้ั เหว นำ้� ถำ้� ภเู ขา ทงั้ ๔ องค์ ไดไ้ ปพบภเู ขาสงู ชนั อยแู่ หง่ หนงึ่
จงึ เดนิ เข้าไปใกล้ มองดขู ้างบนเหน็ ถำ้� อยู่หนา้ ผา จึงให้ตัดไมท้ ำ� เปน็ บันไดต่อข้นึ ไป
จนถึงถ้�ำน้ัน แล้วทั้ง ๔ องค์นั้นก็พร้อมกันข้ึนไปบนถ้�ำ เม่ือพร้อมกันอยู่ท่ีถ้�ำนั้น
เรยี บรอ้ ยแลว้ กพ็ รอ้ มใจกนั อธษิ ฐานวา่ “เรามาทำ� ความเพยี รอนั อกุ ฤษฏ์ ไมต่ อ้ งคำ� นงึ
ถึงชวี ิต แมจ้ ะตายกช็ ่างมัน ถ้าบนั ไดยังพาดอยู่ปากถำ้� น้ี เราก็ยังถือวา่ ห่วงชีวิตอยู่
เราไม่ต้องห่วงชีวิตแล้ว ถ้าไม่บรรลุธรรมก็ให้ตายไปเสียเถิด” จึงพร้อมใจกันผลัก
บนั ไดทงิ้ เปน็ อนั วา่ ทงั้ ๔ รปู กไ็ ปทางไหนไมไ่ ดแ้ ลว้ กจ็ งึ ปรารภความเพยี รอยา่ งหนกั
เมอื่ ทง้ั ๔ องค์ ปรารภความเพยี รอยนู่ นั้ ๗ วนั ลว่ งไป องคท์ ห่ี นง่ึ กไ็ ดบ้ รรลพุ ระอรหตั
แล้วกเ็ หาะไปบณิ ฑบาตเพ่อื มาเลี้ยง ๓ องค์ ท่ียังอยู่ ๓ องค์ ไมป่ ระสงค์เพราะยอม
ตายแลว้ ล่วงไปอกี ๗ วัน องค์ทส่ี องไดบ้ รรลุพระอนาคา เหาะไปบิณฑบาตมาเล้ยี ง
แม้ ๒ องค์ ไมป่ รารถนาทจ่ี ะฉนั หา้ มเสยี แล้ว ๒ องค์ แม้นจะพยายามสักเท่าใด
กไ็ มอ่ าจบรรลุได้ ได้อดอาหารจนมรณภาพไปทง้ั ๒ องค์ ทงั้ ๒ องคน์ ้ไี ดม้ าเกดิ
ในสมยั พระพทุ ธเจา้ ของเรา องคห์ น่งึ ได้นามว่า พระพาหยิ ะ ไดบ้ รรลพุ ระอรหัตเมื่อ
ฟังธรรมของพระพุทธองค์ขณะท่ีบิณฑบาต อีกองค์หนึ่งชื่อ กุมารกัสสปะ ไปท�ำ
ความเพยี รอยใู่ นปา่ ผเู้ ดยี ว ไดฟ้ งั ธรรมกามาทนี วกถา ไดบ้ รรลพุ ระอรหตั เชน่ เดยี วกนั

ขณะนน้ั มพี ระ ๑ รปู ชอื่ พระสงั ข์ สามเณร ๒ รปู สามเณรเทยี่ ง และสามเณรวริ ยิ งั ค์
รวม ๔ รปู ดว้ ยกนั ออกเดนิ ธดุ งคเ์ ขา้ ดงพญาเยน็ พบสถานทใี่ ดเปน็ ทส่ี งบ ทา่ นกจ็ ะ
ท�ำความเพียรอยู่หลายวัน ในคร้ังน้ันไม่มีบ้านคนเลยที่ผ่านไปถึง ๕ วัน ไม่ได้
ฉันอาหารกนั เลย ได้ฉนั แตน่ �้ำเท่าน้นั พวกเราอดอาหารกนั ทกุ ๆ องค์ แตพ่ วกเรา
ก็เดินกันไหว ท่านอาจารย์กงมาท่านก็ให้ก�ำลังใจแก่พวกเราว่า “เรารักความเพียร
เรารกั ธรรมมากกว่าชีวิต” แตข่ า้ พเจา้ ซิ อายุ ๑๔ ปี เทา่ นั้น รู้สกึ วา่ มันหวิ กระหาย
เบาไปหมดทง้ั ตวั ขา้ พเจา้ ตอ้ งพยายามทำ� จติ ใหแ้ นว่ แนไ่ วต้ ลอดเวลา การพดู คยุ ไมต่ อ้ ง
พดู กบั ใคร กม้ หนา้ กม้ ตากำ� หนดจติ มใิ หอ้ อกนอกได้ เพราะจติ ออกไปเวลาใดขณะใด

227

จะเกดิ ทกุ ขเวทนาขณะนน้ั ขณะทพี่ วกเราหยดุ พกั นอน ทา่ นกใ็ ชใ้ หก้ างกลดใหไ้ กลกนั
ใหม้ าก ขา้ พเจา้ กต็ อ้ งออกหา่ งทา่ นไปอยไู่ กล เอาแตเ่ พยี งกกู่ นั ไดย้ นิ นอ้ ยๆ กค็ อื อยกู่ นั
คนละลกู ภูเขา การทำ� เช่นนี้เปน็ การหย่งั ถงึ ความจรงิ ของลูกศษิ ย์ทา่ นว่าจะเอาจรงิ กัน
แคไ่ หน ขา้ พเจา้ แมจ้ ะกลวั แสนกลวั กจ็ ำ� ตอ้ งออกไปอยใู่ หไ้ กลทสี่ ดุ แตพ่ อตกกลางคนื
เข้าแล้ว ไม่ทราบว่าความกลัวมันประดังกันเข้ามาอย่างไรกันนักก็ไม่ทราบ รู้สึกว่า
มันเสียวไปทั้งตัวเลย แต่ข้าพเจ้าได้ให้ค�ำม่ันกับท่านอาจารย์ของข้าพเจ้าไว้แล้วว่า
ไมก่ ลวั ตาย แตใ่ นใจคดิ วา่ อยากไปนอนใหใ้ กลท้ า่ นทสี่ ดุ แตก่ ไ็ มก่ ลา้ จำ� เปน็ ทจ่ี ะตอ้ ง
อยหู่ ่างไกล เสยี งเสือค�ำรามเสียงช้างมนั ร้อง ดูรสู้ ึกว่ามนั จะมากนิ ขา้ พเจ้าไปเสียแล้ว
แต่ก็เป็นเหตุให้เกิดมรณานุสสติอยู่ตลอดเวลา เลยท�ำให้เกิดผลทางใจข้ึนอย่างยิ่ง
ธรรมดาว่าใจของคนเราน้ีต้องอาศัยฝึกหัดท�ำๆ ไป เหมือนคนฝึกหัดไปกับกิเลส
เชน่ ฝกึ แสดงภาพยนตร์ ดนตรตี า่ งๆ กเ็ ปน็ ได้ ถา้ นกึ ในทางธรรมกเ็ ปน็ ได้ แตท่ กุ ๆ อยา่ ง
กต็ อ้ งอาศยั กรรมวธิ แี ตล่ ะอยา่ ง การแสวงหาธรรมกเ็ ชน่ เดยี วกนั กต็ อ้ งมกี รรมวธิ ที จ่ี ะ
น�ำเอามาใช้ให้ได้ผล เช่นเดียวกันกับข้าพเจ้าที่ก�ำลังถูกกรรมวิธีของอาจารย์ข้าพเจ้า
ทรมานอยูใ่ นขณะนี้นนั่ เอง

เมอื่ พน้ จากดงพญาเยน็ แตอ่ ยตู่ อนหางดง นน่ั เปน็ แหลง่ ทพ่ี วกมหาโจรทง้ั หลาย
พากันมาซ่องสมุ กนั อยูจ่ ำ� นวนมาก ท่านอาจารยก์ งมาก็พาพวกเราพักอยู่กับพวกโจร
เหลา่ นน้ั เมอ่ื เราพกั กนั เรยี บรอ้ ยแลว้ พวกโจรประมาณ ๒๐ คน ไดเ้ ขา้ มาลอ้ มพวกเรา
ในมือมที ้ังดาบและปนื น่าสะพรึงกลัว

ท่านอาจารย์กงมาเคยเล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า พวกโจรดงพญาเย็นนี้ร้ายกาจนัก
มนั จับพระธุดงคฆ์ า่ เสียมากตอ่ มากแล้ว คราวหน่ึงมีพระธดุ งค์ ๙ รปู ธดุ งค์มาเจอ
พวกโจรเขาใหญด่ งพญาเยน็ น้ี มนั จบั เอาไวห้ มด คน้ ดยู า่ มวา่ จะมเี งนิ ไหม พระธดุ งค์
ทงั้ ๙ รปู ไมม่ เี งนิ แมแ้ ตส่ ตางคแ์ ดงเดยี ว พวกโจรกโ็ กรธ จงึ จบั เอาพระชนกนั ชนคอ่ ยๆ
ก็ไมย่ อม ชนจนหัวได้เลือด แต่มอี กี หนงึ่ รปู ไมม่ ีคู่ เลยให้ชนหัวคันนา โจรชอบใจ
หัวเราะกัน พระรูปไม่มีคู่เดือดดาลในใจนัก จึงคอ่ ยๆ คลานไปจนถงึ ปนื ทโ่ี จรวางไว้
ควา้ ปนื ยิงโจรตายไป พวกโจรกห็ นีเตลิดไป

228

ขา้ พเจ้านกึ ถงึ ทที่ า่ นเลา่ มาใหข้ า้ พเจ้าฟังได้ กใ็ หเ้ สียววา่ เราจะโดนอที า่ ไหนหนอ
จากนน้ั ทา่ นอาจารยก์ งมาทา่ นกเ็ รมิ่ อธบิ ายธรรมตา่ งๆ ใหพ้ วกโจรมนั ฟงั แตม่ นั กห็ าได้
เคารพอาจารยแ์ ตอ่ ย่างใดไม่ พวกมันนง่ั ยองๆ เอาปลายดาบปกั ลงทด่ี นิ วางทา่ ทาง
น่ากลัว ข้าพเจ้าก็นั่งรับใช้ท่านอาจารย์ข้างๆ น้ันน่ันเอง ท่านอาจารย์ก็ไม่ยอมลด
ธรรมเทศนา อธิบายเรือ่ ยๆ ไป ข้าพเจ้าจำ� ไดต้ อนหนง่ึ วา่ “พวกเธอเอย๋ แมพ้ วกเธอ
จะมาหาทรพั ย์ ตลอดถงึ การผดิ ศีลของพวกเธอน้ันน่า กเ็ พ่ือเลย้ี งชีวิตนเ้ี ทา่ นัน้ แต่
ชวี ิตนีก้ ไ็ ม่ใชข่ องพวกเธอ มนั จะสนิ้ กนั ไมร่ ้วู ันไหน เปน็ เชน่ นีท้ ุกคน พวกเธอฆ่าเขา
ถงึ จะฆา่ ไมฆ่ า่ เขากต็ าย เธอกเ็ หมอื นกนั มคี วามดเี ทา่ นน้ั ทใี่ ครๆ ฆา่ ไมต่ าย อยา่ งเราน้ี
จะตายเม่อื ไรกไ็ มอ่ นาทรร้อนใจ เพราะความดเี ราท�ำมามากแล้ว”

ขา้ พเจา้ แทบจะไมเ่ ชอื่ สายตาของขา้ พเจา้ เลยทเี ดยี ว ในขณะนน้ั พวกโจรทง้ั หมด
พากนั วางมดี วางปนื หมด นอ้ มตวั ลงกราบอาจารยข์ องขา้ พเจา้ อยา่ งออ่ นนอ้ ม ขา้ พเจา้
โลง่ ใจไปถนดั และพอใจทพี่ วกโจรมนั ยอมแลว้ หวั หนา้ โจรชอ่ื นายองุ เปน็ คนลำ่� สนั มาก
กราดเข้ามาหาอาจารย์ขอฝากตวั เปน็ ลกู ศษิ ย์ อกี คร้งั เหมอื นกนั ท่ีข้าพเจ้าไม่ยอมเช่อื
สายตาของขา้ พเจา้ วา่ ทำ� ไมโจรจะยอมเปน็ ลกู ศษิ ยอ์ าจารยข์ องขา้ พเจา้ ทำ� ไม ชา่ งงา่ ยดาย
อะไรอยา่ งนี้ และกเ็ ปน็ จรงิ เชน่ นนั้ ทา่ นอาจารยก์ งมาทา่ นกบ็ ญั ชาใหพ้ ระทไี่ ปกบั ทา่ น
โกนผมเสียเลย บวชเปน็ ตาผ้าขาวติดตามท่านไป

ขา้ พเจา้ แมข้ ณะนน้ั อายเุ พยี ง ๑๕ ปี เปน็ สามเณร ถงึ จะยงั ไมเ่ จนตอ่ โลกมากนกั
แตส่ ามญั สำ� นกั ของขา้ พเจา้ ไดบ้ อกตวั เองวา่ นา่ อศั จรรย์ นา่ อศั จรรยท์ อ่ี าจารยไ์ ดส้ อนคน
ทจี่ ะตอ้ งฆา่ คนอกี มากใหห้ ยดุ จากการกระทำ� บาปเชน่ น้ี ขา้ พเจา้ ในสามญั สำ� นกึ กต็ อ้ ง
ยอมรับแลว้ ว่าอาจารย์ของข้าพเจ้านีเ้ กง่ มาก ขา้ พเจา้ นกึ ชมอยูใ่ นใจ แม้กระทัง่ บัดน้ี
ขา้ พเจา้ กย็ ังไมย่ อมลืมตอ่ เหตุการณใ์ นวนั นน้ั ได้เลย

229

ธดุ งค์อยูใ่ นถ้�ำเขาภคู า นครสวรรค์

พระอาจารยก์ งมา จริ ปญุ โฺ  ไดป้ ราบมหาโจรองุ จนยอมทกุ สง่ิ ทกุ อยา่ ง โดยอาศยั
วาทศลิ ปแ์ หง่ พระสทั ธรรม และความจรงิ แหง่ การปฏบิ ตั ใิ นพระธรรมวนิ ยั ทเี่ ครง่ ครดั
ของทา่ น ตลอดถงึ อาจาร-มรรยาททนี่ า่ เลอื่ มใส ทำ� ใหม้ หาโจรองุ ไดย้ อมเขา้ มาถอื บวช
แต่พระอาจารย์ก็ให้บวชเป็นเพียงตาผ้าขาว นุ่งขาวห่มขาวสมาทานศีล ๘ เพราะ
มหาโจรผู้น้ไี ดฆ้ า่ คนมามาก

ภายหลังจากท่ีท่านอาจารย์ได้พาข้าพเจ้าเท่ียวธุดงค์หาวิเวกไปตามป่าตามเขา
ตามถำ้� จนถงึ จงั หวดั นครสวรรค์ ไปทส่ี ถานรี ถไฟหวั หวาย เดนิ เขา้ ไปจนถงึ ถำ�้ แหง่ หนงึ่
ชอื่ วา่ ถำ�้ ภคู า ถำ�้ นอ้ี ยทู่ ภี่ เู ขาไมใ่ หญน่ กั แตถ่ ำ�้ ใหญม่ าก กวา้ งขวาง และเปน็ ถำ�้ ขน้ึ ไมใ่ ช่
ถำ�้ ลง มปี ลอ่ งหลายปลอ่ ง ทำ� ใหภ้ ายในถำ้� สวา่ ง ไมม่ ดื และมซี อกเปน็ ทนี่ า่ อยมู่ ากแหง่
พระอาจารยพ์ าขา้ พเจา้ อยู่ ณ ทถ่ี ำ้� นเ้ี ปน็ เวลาหลายเดอื น เพราะเปน็ ทวี่ เิ วก ทา่ นไดพ้ า
ชาวบา้ นใกลๆ้ นน้ั ขดุ ดนิ ทำ� ทางเดนิ จงกรมในถำ�้ ไดห้ ลายทาง แตข่ ณะทขี่ ดุ ดนิ ทำ� ทาง
เดนิ จงกรม ได้พบเบา้ หลอมทองเก่าแก่ ตมุ้ หู ต่างหู เป็นทองค�ำ และกะโหลกศีรษะ
อะไรตา่ งๆ มากมาย เปน็ ของโบราณ ขา้ พเจา้ กไ็ ดท้ อ่ งปาฏโิ มกขไ์ ดใ้ นขณะทอ่ี ยใู่ นถำ้�
น้นั เอง เพยี ง ๑๕ วนั เท่านัน้ ก็ทอ่ งจบ

ณ ทถ่ี ำ�้ แหง่ นี้ ทา่ นอาจารยไ์ ดแ้ นะนำ� พรำ่� สอนเรอ่ื งการปฏบิ ตั จิ ติ ใจใหแ้ กข่ า้ พเจา้
อยา่ งเตม็ ที่ ขา้ พเจ้ากป็ รารภความเพียรอยา่ งเตม็ กำ� ลงั ไดผ้ ลเป็นท่ีพอใจ ต้ังใจวา่ จะ
จำ� พรรษาอยทู่ ี่นี้ แต่พอจวนจะเขา้ พรรษา ท่านอาจารยส์ ิงห์ ขนฺตยาคโม ได้โทรเลข

230

ไปเรียกให้ท่านอาจารย์กงมากลบั พวกเราจงึ ไดก้ ลบั นครราชสีมา และไดม้ าอยู่ทว่ี ัด
สว่างอารมณ์ บ้านใหมส่ ำ� โรง

มหาโจรอุง ซึ่งบัดนี้ได้กลายเป็นตาผ้าขาวอุงไปแล้วน้ัน ก็ได้ติดตามอาจารย์
มาจำ� พรรษาร่วมอย่ทู ีว่ ัดน้ี เธอตง้ั ใจจะปฏบิ ัติกัมมฏั ฐานอยา่ งเตม็ ความสามารถและ
ก็เปน็ ผล ทำ� ให้จติ ใจของเธอได้รับความสงบและเยอื กเยน็ เปน็ อย่างยิง่ การท�ำความ
เพยี รของเธอนน้ั ทำ� อยา่ งยงิ่ บางครง้ั นงั่ สมาธติ ลอดคนื ยนั รงุ่ บางครงั้ เมอ่ื สมาธไิ ดผ้ ล
เธอจะอดอาหาร ๒ วนั ๓ วนั เปน็ การทรมานตน ขา้ พเจา้ ไดถ้ ามเธอวา่ “ตอนเปน็ โจร
ไดฆ้ า่ คนไปแลว้ กคี่ น” เธอบอกวา่ “๙ คน” นบั เปน็ บาปกรรมอยา่ งยง่ิ แตอ่ าศยั ธรรม
ของพระอาจารย์กงมาท่ีได้พร�่ำสอนอยู่เนืองนิจ ท�ำให้เธอได้รับผลจากค�ำสอนเป็น
อย่างย่งิ

ขา้ พเจา้ ถามเธอเรอื่ งการปลน้ ฆา่ ทไี รเปน็ ไดเ้ รอื่ งทกุ ที เธอบอกวา่ เมอ่ื ไดเ้ ลา่ เรอื่ ง
ความหลัง ในเวลาบ�ำเพ็ญสมาธิจะแลเห็นในนิมิตว่ามีต�ำรวจนับไม่ถ้วนมารุมล้อม
จะฆา่ เอาเสยี ใหไ้ ด้ มนั เปน็ นมิ ติ ทค่ี อยมาหลอกหลอนตวั เองอยเู่ สมอ เธอไดเ้ ลา่ ตอ่ ไป
วา่ “มคี ราวหนง่ึ เขาจบั ผมได้ เขาประชาทณั ฑจ์ นผมสลบไป พวกเขานกึ วา่ ผมตายแลว้
จงึ หามเอาผมไปโยนทงิ้ ในปา่ แหง่ หนงึ่ พอกลางดกึ นำ้� คา้ งตกถกู ตวั ผม ผมไดร้ สู้ กึ ตวั
และไดฟ้ น้ื ขนึ้ พวกชาวบา้ นรวู้ า่ ผมฟน้ื ไมต่ าย พวกเขายง่ิ กลวั กนั ใหญ่ อกสนั่ ขวญั แขวน
ผมเองมารู้สึกตัวตอนฟื้นชีพว่าคนเราเกิดแล้วต้องตายแน่ เรามาประพฤติตัวเป็น
มหาโจรอยเู่ ชน่ น้ี กค็ งจะได้รบั บาปกรรมอันใหญ่หลวงต่อไปเป็นแน่ แต่แมจ้ ะได้คดิ
เชน่ นก้ี ต็ าม สญั ชาตญาณของความเปน็ โจรของผมกไ็ มส่ นิ้ ไป ตอ้ งคมุ สมคั รพรรคพวก
เข้าปล้นสะดมเขาเหมือนเดิม แต่คราวนี้ผมได้ตั้งใจไว้ว่าจะไม่ฆ่าใครอีกต่อไป
เหมอื นกบั บญุ ปางหลงั มาชว่ ยผม อกี ไมช่ า้ ไมน่ านนกั กพ็ อดมี าพบกบั ทา่ นอาจารยก์ งมา
จิรปุญฺโ พร้อมกับเมื่อมองเห็นท่านคร้ังแรกก็อัศจรรย์ใจแล้วครับ ให้เกิดความ
เล่ือมใสในองค์ท่านตั้งแต่ยังไม่ฟังธรรมจากท่าน อาจถึงคราวหมดบาปกรรมแล้ว
พอไดฟ้ งั ธรรมจากทา่ นเทา่ นนั้ กเ็ กดิ ความสลดลงอยา่ งไมน่ า่ เชอื่ จติ ของผมเหมอื นกบั
ถกู ชโลมดว้ ยนำ�้ อมฤต กลายเปน็ จติ ทใี่ หอ้ ภยั ทกุ สง่ิ ทกุ อยา่ ง ละตวั ออกจากพวกมหาโจร

231

ท้ังหลาย ผมเองก็พยายามเกล้ียกล่อมลูกน้องให้ตามผมมาบวช แต่มันไม่ตามมา
ผมกเ็ ลยปล่อย แต่ในทีส่ ดุ ลูกน้องของผมท้ังหมดมนั ก็เลิกเป็นโจร เข้ามาอยู่ในบ้าน
ทำ� มาหากนิ ตามปกติ ผมเองจึงบวชเป็นตาผา้ ขาว ผมรตู้ วั ผมดีว่าท�ำบาปกรรมไวม้ าก
ผมจงึ ขอสละชวี ิตเพ่อื การทำ� สมาธอิ ย่างย่ิงยวด”

ตาผา้ ขาวองุ ไดอ้ ยปู่ ฏบิ ตั กิ บั ทา่ นอาจารยก์ งมาอยเู่ ปน็ เวลาหลายปี เปน็ ผเู้ ครง่ ครดั
อยู่ในพระธรรมวินัยเป็นอย่างย่ิง จนวาระสุดท้ายของชีวิตในวันหน่ึง ตาผ้าขาวอุง
นง่ั สมาธอิ ยภู่ ายในกลด เปน็ เวลา ๒ วนั ไมอ่ อกมา ตามธรรมดาจะออกมารบั ประทาน
อาหารพรอ้ มพระ ในวนั นน้ั ไมอ่ อก พระภกิ ษสุ ามเณรกส็ งสยั แตบ่ างครง้ั ตาผา้ ขาวองุ
จะอดอาหารถึง ๕-๗ วัน ก็มี จงึ ทำ� ใหไ้ ม่มีใครสนใจเท่าใดนกั แมว้ ่าจะไมอ่ อกจาก
กลดตง้ั หลายวนั วนั นนั้ พวกเรานกึ สงสยั มากกวา่ ทกุ วนั จงึ พากนั เขา้ ไปเพอ่ื จะเปดิ ดวู า่
ตาผา้ ขาวองุ ท�ำอะไรอย่ขู า้ งใน แต่โดยสว่ นมากท่านอาจารยท์ า่ นหา้ ม เพราะเป็นเวลา
ทเ่ี ขานง่ั สมาธอิ ยู่ เราไปทำ� ใหเ้ สยี สมาธขิ องคนอน่ื จงึ ทำ� ใหเ้ กดิ ความลงั เลทจ่ี ะเปดิ กลด
ของตาผ้าขาวอุง ครั้นเม่ือเห็นว่าไม่มีการเคลื่อนไหวเป็นเวลานานผิดปกติ พวกเรา
จงึ ตดั สนิ ใจเปดิ กลด เมอ่ื เปดิ กลดแลว้ ทกุ ๆ คนทเี่ หน็ กต็ อ้ งตกตะลงึ เพราะตาผา้ ขาวองุ
ไมม่ ลี มหายใจเสยี แลว้ แตว่ า่ ยงั คงนง่ั สมาธอิ ยตู่ ามปกติ ไมล่ ม้ พวกเราจบั ตวั ดเู ยน็ หมด
แขง็ ทอื่ เปน็ ท่อนไม้ แต่วา่ คราวนั้นอยู่กนั ในปา่ เป็นวดั ป่า เรื่องก็ไมเ่ ป็นขา่ วโกลาหล
ซ่ึงถ้าเป็นอย่างปัจจุบันนี้ เข้าใจว่าจะเป็นข่าวอึกทึกครึกโครมอย่างมหาศาลทีเดียว
น่ากลัวว่าพวกที่นับถือเรื่องโชคลางจะพากันแตกตื่นไปหากันใหญ่ แต่ว่าขณะนั้น
เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ในท่ีสุดท่านอาจารย์ก็ได้พาญาติโยมพระภิกษุสามเณรท�ำ
ฌาปนกจิ ศพตามมีตามได้ จนกระทง่ั เหลืออย่แู ต่เถา้ ถ่านเท่าน้นั

232

ไปเผยแพรธ่ รรมทจ่ี งั หวดั จนั ทบรุ ี

หลงั จากจำ� พรรษาอยทู่ นี่ แ้ี ลว้ (พ.ศ. ๒๔๗๙) ในพรรษา พระอาจารยล์ ี ธมมฺ ธโร
ผซู้ ง่ึ ไดไ้ ปทำ� ประโยชนอ์ ยทู่ จ่ี งั หวดั จนั ทบรุ ี ในขณะนนั้ ไดม้ ผี เู้ ลอ่ื มใสในพระธรรมเทศนา
ของท่านมาก ท่านได้ไปอยจู่ ันทบุรอี งค์เดียว ไมม่ ใี ครช่วยในดา้ นการเผยแพร่ธรรม
กมั มฏั ฐาน จงึ ไดม้ จี ดหมายมาถงึ ทา่ นอาจารยก์ งมา ขอใหไ้ ปชว่ ยในการเผยแพรธ่ รรม
ดงั กล่าวแล้ว

หลงั จากท่านอาจารยก์ งมาได้รับจดหมายแลว้ กน็ ำ� ไปปรกึ ษาท่านอาจารยส์ ิงห์
ก็ไดร้ บั อนุมัติใหไ้ ปจันทบรุ ี ขา้ พเจา้ หลงั จากทก่ี ลับจากธดุ งค์ในครงั้ น้นั แลว้ ก็เป็นไข้
มาลาเรยี จบั ไขอ้ ยวู่ นั เวน้ วนั จนถงึ ขน้ึ สมองและสลบไป ขา้ พเจา้ ไมร่ ตู้ วั เลยในขณะนนั้
เหมือนกบั จติ วิญญาณไปเสวยความสขุ อยู่ในสถานทใ่ี ดที่หนงึ่ ประมาณ ๓๐ นาที
จงึ ฟน้ื คนื มา พอหายไมด่ เี ทา่ ไร พรอ้ มกบั ทา่ นอาจารยก์ งมา กต็ ดั สนิ ใจเดนิ ทางไปจนั ทบรุ ี
แต่ได้ไปพกั อยทู่ ก่ี รงุ เทพฯ ก่อน นางถม ลปิ พิ ันธ์ เลอื่ มใสในท่านอาจารย์ ไดถ้ วาย
คา่ โดยสารเรอื ไปจนั ทบรุ ี องคล์ ะ ๕ บาท ไป ๕ องค์ ดว้ ยกนั คอื ๑. พระอาจารยก์ งมา
จิรปญุ ฺโ ๒. พระอาจารย์สงั ข์ ๓. พระอาจารยป์ าน อสุ าโท ๔. พระอาจารย์เงียบ
๕. สามเณรวริ ิยังค์ สริ นิ ฺธโร ได้เดนิ ทางเม่ือปลายปี พ.ศ. ๒๔๗๙ ซ่งึ ข้าพเจ้าเป็น
สามเณรได้ติดตามท่านมาด้วย การเดินทางคร้ังน้ันได้โดยสารเรือทะเลมา ช่ือเรือ
ภาณรุ ังสี นับวา่ เป็นการเหน็ ทะเลครั้งแรกของผเู้ ขยี น เปน็ การอศั จรรย์ดเี หมอื นกนั
เมอื่ ไดเ้ ห็นความกวา้ งขวางของทะเล

233

เมอ่ื พระอาจารย์กงมาไดม้ าถงึ จนั ทบรุ ี ก็ได้มาพักอยูท่ ว่ี ัดปา่ คลองกุ้ง อนั เปน็
วดั กมั มฏั ฐานวดั แรกของจงั หวดั จนั ทบรุ ที พ่ี ระอาจารยล์ ไี ดม้ ารเิ รมิ่ กอ่ สรา้ งขน้ึ แลว้ จงึ
เดนิ ทางไปบา้ นนายายอาม โดยการขอรอ้ งของทา่ นขนุ ภมู ี นายอำ� เภอทา่ ใหม่ ขณะนน้ั
ไมม่ ที างรถยนต์ ตอ้ งเดนิ ไป บา้ นนเี้ ปน็ บา้ นโจรผรู้ า้ ยชกุ ชมุ และผคู้ นขาดศลี ธรรมมาก
ท่านอาจารย์ท่านต้องพักอยู่ท่ีนี่หลายเดือน ท่านได้พยายามสอนศีลธรรมจนบ้านนี้
กลายเป็นบา้ นที่รม่ เยน็ เป็นสุข (ถ้าทา่ นขึน้ รถยนตม์ าตามถนนสายสุขุมวทิ ถงึ ป้ายท่ี
เขียนไว้ว่า เขตระยอง-จนั ทบรุ ี นน่ั แหละคือบา้ นนายายอาม เวลานี้เจรญิ และมีการ
ทำ� มาหากนิ ทอี่ ดุ มสมบรู ณ)์ อยมู่ าหลายเดอื น คณุ นายสง้ั อำ� นวยกจิ ภรรยานายอำ� เภอ
พรอ้ มทงั้ อบุ าสกอกี หลายคน มาเยย่ี มพระอาจารยก์ งมา แลว้ กข็ ออาราธนากลบั ไปอยู่
วดั ปา่ คลองกงุ้ ในเมอื งจนั ทบรุ ี เวลาเดนิ ทางกลบั นนั้ ชาวบา้ นนายายอามพอรเู้ ขา้ ถงึ กบั
พากนั รอ้ งไหก้ นั เปน็ การใหญ่ เพราะเขาเสยี ดายมาก เนอ่ื งจากเขาไดร้ บั ธรรมจากทา่ นมาก
ทงั้ สอนทำ� วตั รเชา้ ทำ� วตั รคำ�่ โดยการตอ่ เอากบั ปาก ทง้ั พาหดั ทำ� สมาธิ จากนน้ั ทา่ นกก็ ลบั
มาพกั วดั ป่าคลองกงุ้

ขณะนน้ั ชาวจนั ทบรุ โี ดยทวั่ ไปมคี วามประสงคท์ จ่ี ะใหพ้ ระอาจารยก์ มั มฏั ฐานไป
แนะน�ำข้อปฏิบัติตามถิ่นของตนๆ มากย่ิงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวบ้านหนองบัว
อำ� เภอเมอื งนนั้ มคี วามสนใจในธรรมกนั มาก ไดเ้ คยพยายามมาตดิ ตอ่ ทา่ นอาจารยล์ ี
อยเู่ สมอ เพอ่ื ขอพระอาจารยผ์ ทู้ รงคณุ วฒุ ไิ ปสรา้ งวดั เพอื่ ใหเ้ ปน็ สถานทอ่ี บรมการปฏบิ ตั ิ
ก็พอดวี นั นนั้ ได้มนี ายหลวน และนายเส่ยี น ชาวบา้ นหนองบัว ได้ไปที่วัดป่าคลองกุง้
อีกครงั้ หนง่ึ ไดพ้ บกบั พระอาจารยก์ งมา เกิดความเล่อื มใสไดอ้ าราธนาใหท้ ่านไปท่ี
บา้ นหนองบัว เพอื่ จะได้ไปสอนธรรมปฏบิ ตั ิ

ท่านพระอาจารย์กงมาจึงบอกว่าให้กลับไปก่อน ลองเส่ียงความฝันดู ถ้าดี
ก็ให้มารับไป ถ้าไม่ดีก็ไม่ต้องมารับ นายหลวนจึงบอกว่า “ผมฝันดีแล้วต้ังแต่
เม่อื คนื น”ี้ ท่านพระอาจารยก์ งมาถามว่า “ฝันว่าอยา่ งไร ลองเล่าใหฟ้ ังท”ี นายหลวน
จงึ เล่าวา่ “ผมฝนั ว่าไดช้ ้างเผือก ๒ เชอื ก งามมาก ตวั หนงึ่ เป็นแม่ ตัวหนงึ่ เปน็ ลกู
ขณะทฝ่ี นั นนั้ ผมดใี จมาก พยายามลบู คลำ� ชา้ งนนั้ อยา่ งรกั ใครเ่ ปน็ อยา่ งมาก” นายหลวน

234

ไดพ้ ดู เสรมิ ตอ่ ไปวา่ “ผมนกึ วา่ ผมจะถกู ลอตเตอรรี่ างวลั ท่ี ๑ เสยี แนแ่ ลว้ แตว่ า่ หาใช่
เช่นน้ันไม่ คือผมจะได้อาจารย์ไปสอนธรรมให้พวกกระผมนั่นเอง ซ่ึงพวกกระผม
ดใี จกว่าถูกลอตเตอรี่เสยี อีก”

ท่านอาจารย์กงมาได้ฟังนายหลวนเล่าให้ฟังเช่นนั้น ก็จึงได้ตกลงใจที่จะไป
บ้านหนองบัว นัดวันใหม้ ารับ คอื วันขนึ้ ๑๓ ค่ำ� เดือน ๕ ปีชวด พ.ศ. ๒๔๘๐ ได้ไป
กบั สามเณรวริ ิยงั ค์ (คอื ผู้เขียน) การไปบา้ นหนองบวั นั้น ต้องไปทางเรอื แจวใชเ้ วลา
๒ ชั่วโมง ขณะทไ่ี ปในเรอื ซึง่ มคี ณะเกา่ ของนายหลวน-นายเสยี่ น กับพวกอกี ๕ คน
มารบั และนายหลวนไดพ้ ดู ขนึ้ วา่ “เปน็ การแนน่ อนแลว้ สำ� หรบั ความฝนั ของผมวา่ ได้
ชา้ งเผอื ก ๒ เชอื ก แมก่ บั ลกู คอื ทา่ นอาจารยก์ งมา กบั สามเณรนเี้ อง” ทำ� ใหพ้ วกเขา
เกดิ ความปตี ยิ นิ ดเี ป็นอย่างยิ่ง พวกเราไดไ้ ปถงึ บ้านหนองบวั และเดนิ ต่อไปท่ีป่าช้า
ซง่ึ เขาจะจดั ใหเ้ ปน็ ทส่ี รา้ งวดั ซง่ึ ปรากฏเปน็ วดั ทรายงามในเวลาตอ่ มา ไดถ้ งึ เวลาบา่ ยโมง
กับสบิ หา้ นาที

การสรา้ งวดั ทรายงามนี้ ทา่ นอาจารยก์ งมาทา่ นไดส้ รา้ งคน หมายความวา่ ทา่ นได้
สรา้ งคณุ ธรรมใหแ้ กค่ นในละแวกนน้ั อยา่ งเตม็ ที่ เพราะตง้ั แตว่ นั มาถงึ ทา่ นไดเ้ ปดิ การ
แสดงธรรมทุกวนั กม็ ปี ระชาชนสนใจมาฟงั ทกุ วันมไิ ด้ขาด นอกจากแสดงธรรมแลว้
ท่านก็น�ำบ�ำเพ็ญสมาธจิ นปรากฏว่ามผี ู้ได้รับธรรมจนเกิดปีตภิ ายในกันมาก ในระยะ
๓ เดอื นแรก ทา่ นอาจารยไ์ ดแ้ สดงธรรมอยา่ งวจิ ติ รพสิ ดาร ทำ� ใหช้ าวบา้ นนน้ั เกดิ ศรทั ธา
ได้ช่วยสรา้ งศาลาการเปรยี ญและกฏุ ิอยา่ งรวดเร็วพอกบั พระ ๕ รปู สามเณร ๑ รปู
ในปีนั้น

ตลอดระยะเวลา ๕ ปี ของทา่ นพระอาจารยก์ งมาทที่ า่ นไดอ้ ยสู่ รา้ งวดั ทจ่ี นั ทบรุ นี ี้
(พ.ศ. ๒๔๘๐-๒๔๘๔) ทา่ นไดท้ ำ� ประโยชนแ์ กพ่ ระพทุ ธศาสนามากอยา่ งยง่ิ โดยเฉพาะ
การแนะน�ำในการปฏิบัติธรรมท้งั ฝา่ ยบรรพชิตและคฤหัสถ์

235

ถูกกล่าวหาว่าผดิ วินัย

เมอื่ พระอาจารยก์ งมา จริ ปญุ โฺ  ทา่ นไดพ้ กั จำ� พรรษาอยวู่ ดั ทรายงามแลว้ ชอื่ เสยี ง
แห่งการปฏิบตั ดิ ปี ฏบิ ตั ิชอบของทา่ นสมัยนนั้ โด่งดังมาก

เมอื่ ผมู้ กี เิ ลสตณั หาอปุ าทานไมช่ อบ นำ� เรอื่ งทเ่ี กย่ี วกบั พระวนิ ยั ตา่ งๆ ไปทลู ฟอ้ ง
สมเดจ็ พระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชริ ญาณวงศ์ แห่งวัดบวรนเิ วศวิหาร จนถึงกบั
พระองค์ตอ้ งเสดจ็ มาสืบสวนและพักอยู่ ณ วัดทรายงาม กบั ทา่ นพระอาจารยก์ งมา
จริ ปุญโฺ  ถงึ ๒ ครั้ง คือปี พ.ศ. ๒๔๘๑ และปี พ.ศ. ๒๔๘๒

การสบื สวนของสมเดจ็ พระสงั ฆราชเจา้ ฯ พระองคน์ ส้ี ขุ มุ มาก กลา่ วคอื พระองค์
ไมเ่ ปน็ คนหเู บา เวลาท่ีพระองคท์ า่ นมาพกั อยวู่ ัดทรายงาม พระองค์ทรงกระทำ� วตั ร
อย่างปกติของหมู่ คือพระองคฉ์ ันหนเดียวเหมอื นกับทา่ นพระอาจารย์กงมา

แมพ้ ระอาจารยก์ งมาจะใหบ้ รรดาญาตโิ ยมนำ� ภตั ตาหารเพลมาถวาย พระองคก์ ็
ไม่ฉนั พระองค์ตรสั ว่า... “เราอยไู่ หน ก็ต้องท�ำตามระเบียบเขาทน่ี นั้ ”

มผี ู้ทูลฟ้องพระองค์วา่ “พระอาจารย์กงมาสะพายบาตรเหมือนพระมหานิกาย”

ตอ่ มาในเชา้ วนั หนงึ่ สมเดจ็ ฯ ไดอ้ อกมาจากกฏุ ิ แลว้ พระองคด์ ำ� เนนิ มาดพู ระท่ี
วดั ทรายงามออกไปบณิ ฑบาต เมอื่ พระองคไ์ ดเ้ หน็ การบณิ ฑบาตของฝา่ ยปฏบิ ตั ิ และ
พระองค์ได้เห็นการสะพายบาตรเอาไว้ข้างหน้าเป็นที่รัดกุมดี จึงทรงตรัสว่า...“กงมา
สะพายบาตรอย่างนี้มนั ก็เหมือนกบั อุ้มนน่ั เอง ไม่ผดิ หรอก เรยี บร้อยดี...”

236

พระอาจารย์กงมา ไม่รู้เสียด้วยซ�้ำท่ีมีคนไปทูลฟ้องเรื่องการสะพายบาตรแด่
พระองคท์ า่ น ตอ่ มากม็ ผี ไู้ ปทลู ฟอ้ งสมเดจ็ ฯ อกี วา่ ... “อาจารยก์ งมา เทศนแ์ ปลหนงั สอื ผดิ
ไม่ถูกตามค�ำสอนของพระสมั มาสมั พุทธเจ้า”

บงั เอญิ วนั หนงึ่ พระอาจารยก์ งมาไดป้ ระกาศใหญ้ าตโิ ยมมาฟงั เทศน์ ซง่ึ สมเดจ็
พระสงั ฆราชฯ จกั เปน็ องคแ์ สดง ณ ทว่ี ดั ทรายงาม ปรากฏวา่ ไดม้ ปี ระชาชนหลามไหลกนั
เข้าวัดเพ่ือฟังธรรมเทศนากันมากมายเป็นประวัติการณ์ของพุทธบริษัทชาวจันทบุรี
ในยุคน้นั ทเี ดียว

เม่ือประชาชนไปพร้อมแล้ว ท่านพระอาจารย์กงมาจึงเข้ากราบทูลอาราธนา
สมเด็จพระสังฆราชฯ เพอื่ ขอฟงั ธรรม แตส่ มเด็จพระสังฆราชฯ ทรงตรัสวา่ ...

“เราไม่สบาย...เธอจงแสดงธรรมแทนเราเถอะ”

เมอื่ เหตกุ ารณเ์ ปน็ เชน่ นี้ พระอาจารยก์ งมาจงึ ไดก้ ลบั ขน้ึ ศาลาและไดแ้ สดงธรรม
แทนสมเด็จท่าน...

เม่ือแสดงธรรมไปได้ประมาณ ๑๐ นาที เศษ สามเณรวิริยังค์ได้ลงมาจาก
ศาลาเพื่อถา่ ยปสั สาวะ ก็ได้เจอสมเดจ็ พระสังฆราชฯ ทรงน่งั อยกู่ บั พนื้ ดนิ ข้างศาลา
นนั่ เอง สามเณรตกใจ รบี กลบั ขนึ้ ศาลา ในใจใครจ่ ะบอกทา่ นพระอาจารยก์ งมา แตก่ ็
สุดวสิ ัยจะเรยี นได้

วันน้ันพระอาจารย์กงมาแสดงธรรมได้อย่างวิจิตรพิสดาร เป็นอุบายธรรมท่ี
ละเอียดจรงิ ๆ

รงุ่ เช้า สมเดจ็ พระสงั ฆราชฯ กลา่ วชมเชยวา่ ...

“กงมา น่ี เทศนาเก่งกว่าเปรยี ญ ๙ ประโยค เสยี อกี ”

ยงั ไม่หมดเพียงเทา่ น้ี ยงั มคี ำ� เทจ็ ท่ีบรรดาผเู้ ป่ยี มด้วยกเิ ลสไปทูลฟอ้ งอกี วา่ ...

237

“เวลาไปธุดงค์ อาจารย์กงมาเที่ยวตั้งตัวเป็นผู้วิเศษแจกของขลังให้ประชาชน
หลงไปในทางท่ผี ิด”

ณ วันหนึง่ สมเดจ็ พระสงั ฆราชฯ ทรงชวนพระอาจารยก์ งมาไปธดุ งค์ดว้ ยกัน
ไมใ่ หใ้ ครไปดว้ ย ไปกนั เพยี ง ๒ องค์ เท่านั้น ในการน้ี สามเณรวิรยิ ังคก์ ็ได้จดั กลด
สำ� หรบั พระธดุ งค์ถวายสมเด็จพระสังฆราช

พระองค์ท่านทรงแบกกลดสะพายบาตรเอง แม้พระอาจารย์กงมาจะขอช่วย
สักเท่าไร พระองค์ก็ไม่ยอม พระองคต์ รสั ว่า...

“เธอเคยไปทางใด เธอจงพาเราไปทางน้ัน”

แลว้ การเดนิ ธดุ งคไ์ ดเ้ รม่ิ ขน้ึ สมเดจ็ ฯ ทรงแบกกลดออกเดนิ ตามหลงั พระอาจารย์
กงมา ออกไปทางหลังวัดทรายงาม มุ่งสูป่ ่าดงทนั ที

ทัศนียภาพในครั้งน้ัน เป็นภาพท่ีสะดุดตาสะดุดใจอย่างเหลือเกิน ซ่ึงภาพนี้
พวกเรานกั ปฏบิ ตั นิ กั อา่ นทยี่ งั มชี วี ติ อยใู่ นปจั จบุ นั เราจะหาดไู มไ่ ดแ้ นแ่ ท้ พระอาจารย์
กงมา จริ ปญุ โฺ  ไดพ้ าสมเดจ็ พระสงั ฆราชฯ ออกเดนิ ธดุ งคไ์ ปในสถานทต่ี า่ งๆ ตามท่ี
ทา่ นเคยออกเดินธดุ งคม์ าแล้ว

บัดน้ีเป็นเวลาหน่ึงอาทิตย์เศษ ไม่ว่าท่านจะพักปักกลด ณ แห่งใด ก็จะมี
ประชาชนท่ีสนใจในธรรมปฏิบัติมาเฝ้าห้อมล้อมเพ่ือขอฟังธรรมและประพฤติปฏิบัติ
กรรมฐานกบั พระอาจารยก์ งมาทกุ ๆ แหง่ จนสมเดจ็ ฯ ทรงหา้ มทา่ นพระอาจารยก์ งมา
ในใจความหนง่ึ วา่ ...

“กงมา...อย่าเรียกเราเป็นสมเด็จพระสังฆราชเลย อย่าบอกใครเป็นอันขาด
เวลาพดู ก็พดู เหมอื นกับพระธรรมดาดว้ ยกนั ”

วนั หนงึ่ ท่านไดเ้ ดินธดุ งคไ์ ปพกั ปักกลดอยู่ท่เี ชิงเขาสระบาป พอดเี กิดฝนตก
ลมแรง กลดที่น�ำเอาไปไม่สามารถจะป้องกันฝนได้เพราะพายุฝนตกแรงเหลือเกิน

238

การปกั กลดกเ็ ปน็ ไปตามกฎของธดุ งควตั ร คอื อยพู่ กั หา่ งกนั พอสมควร สมเดจ็ พระ-
สังฆราชฯ ทรงเปียกหมด พระองคต์ อ้ งนงั่ ตากฝนอยู่เช่นนน้ั สว่ นพระอาจารยก์ งมา
ท่านกน็ ั่งตากฝน แต่บริขารไมเ่ ปยี กเพราะรูว้ ธิ ี เมือ่ ฝนหยดุ แล้ว ทา่ นกไ็ ด้ครองจีวร
ไปเข้าเฝา้ สมเดจ็ ฯ

สมเดจ็ ฯ ทรงตรสั ว่า “ท�ำไมคุณไมเ่ ปียกละ่ เราเปียกหมดเลย”

พระอาจารยก์ งมาจึงทลู ตอบไปวา่ “กก็ ระผมมคี าถาดคี รบั พระคณุ ท่าน”

สมเดจ็ พระสังฆราชฯ จึงตรัสวา่ “เราจะต้องเรียนคาถาใหจ้ งได”้

ภายหลังท่ีกลับจากเดินธุดงค์และได้มาถึงวัดทรายงามเรียบร้อยแล้ว ขณะที่
สามเณรวริ ยิ งั คเ์ ขา้ ไปนมสั การปฏบิ ตั ปิ ดั กวาดกฏุ ทิ ป่ี ระทบั แดส่ มเดจ็ ฯ พอดพี ระองค์
นกึ ได้ จงึ ถามสามเณรวริ ยิ งั คว์ า่

“เณร ขอถามหนอ่ ย คาถากนั ฝนวา่ ยังไง เธอรบู้ ้างไหม?”

สามเณรวริ ิยงั คท์ ูลตอบวา่ “พอรู้บ้างฝ่าบาท”

“เออ ว่าไปใหเ้ ราฟังที เราจะได้จ�ำเอา”

สามเณรวิรยิ งั คก์ ็ไดเ้ ลา่ วธิ ีการคาถากันฝนถวายว่า

“เมอื่ เวลาฝนตก ตอ้ งเกบ็ ของทง้ั หมดใสล่ งไปในบาตร ซง่ึ พระธดุ งคก์ ระทำ� เชน่ น้ี
ทุกองค์ อนั มี จวี ร สังฆาฏิ เป็นตน้ แลว้ ใช้ฝาบาตรปิดให้สนทิ ”

สมเดจ็ พระสงั ฆราชทรงอทุ านวา่ “ออ้ ไมบ่ อกกนั แทท้ จี่ รงิ เปน็ อยา่ งนเ้ี อง นกึ วา่
จะเปน็ คาถาอะไร”

พระองคว์ า่ แลว้ กท็ รงพระสรวล แลว้ พระองคก์ ท็ รงตรสั ตอ่ ไปวา่ “การธดุ งคข์ อง
ทา่ นกงมาและพระปฏบิ ตั กิ รรมฐานนไ้ี ดป้ ระโยชนเ์ หลอื หลาย อยา่ งนธี้ ดุ งคม์ ากๆ กจ็ ะ
ทำ� ให้พระศาสนาเจริญยง่ิ ”

239

นเี่ ปน็ ลกั ษณะของผนู้ ำ� และนคี่ อื การสอบสวนหาขอ้ เทจ็ จรงิ ของพระประมขุ สงฆ์
ในสมยั นน้ั ซง่ึ พระองคก์ ไ็ ดไ้ ปประสบพบความจรงิ ทใ่ี หค้ วามยตุ ธิ รรมอยา่ งยอดเยยี่ ม
แกผ่ ถู้ ูกกล่าวหา

นับต้ังแต่บัดน้ันมา พระองค์ทรงให้ความคุ้มครองและสรรเสริญพระอาจารย์
กงมาเสมอๆ

240

ใกลพ้ บกับพระอาจารยม์ น่ั

พระอาจารย์กงมา จิรปุญฺโ ผู้ซึ่งได้น�ำพระวิริยังค์ ซึ่งขณะน้ันยังเป็น
พระภกิ ษหุ นมุ่ อายไุ ด้ ๒๒ ปี อปุ สมบทไดห้ นง่ึ พรรษา เดนิ ธดุ งคค์ รง้ั สำ� คญั เพอ่ื ตดิ ตาม
พระอาจารยม์ นั่ ผเู้ ปน็ พระปรมาจารยข์ องคณะกมั มฏั ฐาน การเดนิ ธดุ งคด์ ว้ ยเทา้ จาก
จงั หวดั จนั ทบรุ จี นถงึ จงั หวดั นครราชสมี านน้ั นบั วา่ ไมใ่ ชใ่ กล้ แตร่ ะหวา่ งทางทผี่ า่ นมา
ก็ย่อมแสดงให้เห็นว่าสมัยน้ันเป็นป่าใหญ่และเป็นสถานที่วิเวกของผู้สนใจในธรรม
ไดเ้ ปน็ อย่างดี

จากถำ้� วัวแดง ทา่ นอาจารยไ์ ด้พาขา้ พเจา้ เดนิ ทางตอ่ ไป คราวน้ไี ม่เปน็ ปา่ ใหญ่
เป็นทุ่งนาและมีปา่ ไมเ้ ต็ง-ไม้รงั -ไมแ้ ดง เป็นระยะๆ ไป ไม่มีอะไรจะท�ำใหเ้ กดิ ความ
หวาดเสยี วเหมอื นทผี่ า่ นมา เพราะทา่ นอาจารยไ์ ดม้ งุ่ ตรงเพอ่ื ตดั ทางใหถ้ งึ พระอาจารยม์ นั่
ใหเ้ รว็ เขา้ จงึ ไมม่ งุ่ เขา้ หาปา่ ใหญ่ เดนิ ลดั เขา้ หาตวั อำ� เภอกระโทกกถ็ งึ ในวนั เดยี ว พกั อยู่
ทวี่ ดั นตี้ ามอธั ยาศยั เปล่ยี นจากธดุ งคน์ อนกบั ดนิ กบั หญา้ มาจำ� วดั กนั บนกฏุ ทิ ่ีเขาจดั
ไว้ให้ ซึ่งก็ท�ำให้บรรยากาศท้ังหลายเปล่ียนไป โดยการพบหมู่คณะผู้ปฏิบัติธรรม
มาด้วยกันแล้วก็ไต่ถามถึงการปฏิบัติว่าได้ผลอย่างไร ไปธุดงค์กันที่ไหน เป็นการ
สงั สรรค์ภายในหมู่คณะ ซงึ่ กไ็ ดผ้ ลไปอีกอยา่ งหน่งึ

ในขณะนี้สงครามโลกคร้ังท่ีสองยังไม่สงบ การจะไปไหนมาไหนจะต้องมีการ
ระมดั ระวงั และขณะท่มี าถงึ นครราชสีมาน้ัน กเ็ ปน็ เวลาท่ที างฝ่ายสัมพนั ธมิตรกำ� ลัง
ท้ิงระเบดิ สถานีรถไฟจงั หวัดนครราชสมี า

241


Click to View FlipBook Version