ค ำน ำ ด้วยคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา พิจารณาถึง การส่งเสริมการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขภายใต้สภาพการจัด การศึกษาที่ผ่านมาจนมาถึงปัจจุบันไม่สัมฤทธิ์ผล แม้ว่าจะมีการก าหนดหลักสูตรชัดเจนในแต่ละระดับ การศึกษา แต่ยังคงเป็นเพียงนามธรรมที่ขาดการน าไปปฏิบัติให้ได้ผลสัมฤทธิ์ตามจุดมุ่งหมายที่ต้องการ เด็ก เยาวชน นิสิต นักศึกษา และประชาชนวัยผู้ใหญ่ยังขาดความเข้าใจอย่างถ่องแท้เกี่ยวกับค าว่า ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ผลลัพธ์ที่ปรากฏคือ ความขัดแย้งมีมากขึ้น เด็กและ เยาวชนซึ่งเป็นอนาคตของชาติถูกชักจูงไปเป็นเครื่องมือในทางการเมือง คณะกรรมาธิการตระหนักถึงประเด็นปัญหาดังกล่าว จึงได้ใช้การรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการศึกษา แบบผสมผสานทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพจากผู้มีส่วนได้เสียในระบบการศึกษา จ านวน ๑,๕๐๐ คน และน ามาวิเคราะห์ระดับความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และกลไกในการสื่อสารให้เข้าถึงเด็กและเยาวชนเพื่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ ตลอดจนมีทัศนคติ ที่ถูกต้องต่อระบอบการปกครองของไทย และด าเนินการจัดท ารายงานและข้อเสนอแนะมาตรการ ส่งเสริมการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขภายใต้บริบทการศึกษา ของไทย คณะกรรมาธิการหวังเป็นอย่างยิ่งว่า รายงานการพิจารณาศึกษาฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ ต่อการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองและเป็นจุดเปลี่ยนส าคัญต่อนโยบายด้านการศึกษา ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้น ของการบ่มเพาะเด็กและเยาวชนที่เปรียบเสมือนเมล็ดพันธุ์ประชาธิปไตยที่พร้อมจะเติบโตเป็นพลเมืองดี ของชาติในอนาคต โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องน าข้อเสนอแนะและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับกลไกการเสริมสร้าง ความรู้ ความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขไปปรับใช้ในการต่อยอด ขยายผลในสถานการศึกษาทั่วประเทศ คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง และการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา
สารบัญ หนา คํานํา............................................................................................................................................ ก สารบัญ........................................................................................................................................ ค สารบัญตาราง.............................................................................................................................. จ สารบัญแผนภาพ......................................................................................................................... ช รายนามคณะกรรมาธิการ............................................................................................................ ฌ รายนามคณะอนุกรรมาธิการ....................................................................................................... ฎ บทสรุปผูบริหาร.......................................................................................................................... ฏ รายงานการพิจารณาศึกษา......................................................................................................... ฐ บทที่ ๑ บทนํา............................................................................................................................. ๑ ๑.๑ ความเปนมาและความสําคัญ................................................................................. ๑ ๑.๒ ความสอดคลอง...................................................................................................... ๓ ๑.๓ วัตถุประสงคการศึกษา........................................................................................... ๓ ๑.๔ ขอบเขตการศึกษา.................................................................................................. ๓ ๑.๕ กรอบแนวคิดการศึกษา…....................................................................................... ๕ ๑.๖ วิธีการพิจารณาศึกษา............................................................................................. ๕ ๑.๗ ประโยชนที่คาดวาจะไดรับ..................................................................................... ๕ ๑.๘ นิยามศัพทเฉพาะ.................................................................................................... ๖ บทที่ ๒เอกสารและงานวิชาการที่เกี่ยวของ.............................................................................. ๗ ๒.๑ แนวคิดการปกครองระบอบประชาธิปไตย.............................................................. ๘ ๒.๒ พระมหากษัตริยไทยในระบบประชาธิปไตย............................................................ ๑๓ ๒.๓ หลักการมีสวนรวมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของประชาชน….............. ๒๐ ๒.๔ แนวคิดทฤษฎีการรับรู............................................................................................. ๒๘ ๒.๕ งานวิจัยที่เกี่ยวของ.................................................................................................. ๓๒ บทที่ ๓วิธีการพิจารณาศึกษา...................................................................................................... ๔๕ ๓.๑ วิธีศึกษาเชิงปริมาณ…………….................................................................................. ๔๕ ๓.๒ วิธีศึกษาเชิงคุณภาพ................................................................................................ ๔๗ ๓.๓ กระบวนการพิจารณาศึกษา.................................................................................... ๔๘
สารบัญ (ตอ) หนา บทที่ ๔ผลการพิจารณาศึกษา...................................................................................................... ๕๑ ๔.๑ ผลการวิเคราะหขอมูลความเขาใจในระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริยทรงเปนประมุขตามการรับรูของประชาชน...................................... ๕๑ ๔.๒ ผลการศึกษาและวิเคราะหกลไกการใหความรูระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขในระบบการศึกษาของไทย................................ ๕๙ บทที่ ๕ สรุปผลและขอเสนอแนะ…………………............................................................................... ๗๗ ๕.๑ สรุปผลการศึกษา.......................................................................................................... ๗๗ ๕.๒ ขอเสนอแนะ………………............................................................................................... ๘๔ บรรณานุกรม.................................................................................................................................... ๘๖ ภาคผนวก......................................................................................................................................... ๙๑ ภาคผนวก ก การสัมมนา เรื่อง “การสรางเสริมความรูระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขในสถานศึกษา” วันพุธที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๖๕..................................................................... ๙๕ ภาคผนวก ข. การสัมมนา เรื่อง “การสรางเสริมความรูระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขในสถานศึกษา” วันพฤหัสบดีที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๖๕........................................................... ๑๔๙ ภาคผนวก ค. การสัมมนา เรื่อง “การปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขในสังคมไทย” วันพฤหัสบดีที่ ๑ กันยายน ๒๕๖๕................................................................ ๑๖๓ ภาคผนวก ง. ภาพกิจกรรมการมีสวนรวมของนักเรียน นักศึกษา ในการจัดสัมมนา เพื่อเสริมสรางความรูระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข และหนังสือการตูน - การแสดงจินตลีลาประกอบเพลง ชุด “อัตลักษณธงชาติไทย” - การแสดงรองและเตนเพลงแร็พ - การกลาวสุนทรพจน ๕ ภาษา และหนังสือการตูน “เมล็ดพันธุประชาธิปไตย”............................................................................๑๗๙ ภาคผนวก จ. รายนามที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการดานวิชาการ และเสริมสรางการใหความรู ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข รายชื่อคณะทํางาน พิจารณาศึกษาแนวทางสงเสริมการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริยทรงเปนประมุข ภายใตบริบทการศึกษาของไทย และรายชื่อ วิทยากรและหนวยงานที่เขารวมสัมมนา........................................................ ๒๕๓ ง
จ สำรบัญตำรำง ตารางที่ หน้า ๔.๑ แสดงจ านวนและร้อยละของกลุ่มตัวอย่างจ าแนกตามเพศ สถานภาพ การท างาน และระดับการศึกษา...................................................................................... ๖๐ ๔.๒ แสดงค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและระดับความเข้าใจในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามการรับรู้ของประชาชน ในภาพรวมและรายด้าน................................................................................................... ๖๑ ๔.๓ แสดงค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและระดับความเข้าใจในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามการรับรู้ของประชาชน ด้านการเคารพกติกาในระบอบประชาธิปไตย.................................................................. ๖๒ ๔.๔ แสดงค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและระดับความเข้าใจในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามการรับรู้ของประชาชน ด้านพฤติกรรมการมีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตย..................................................... ๖๓ ๔.๕ แสดงค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและระดับความเข้าใจในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามการรับรู้ของประชาชน ด้านการรับรู้ข้อมูลข่าวสารทางการเมือง.......................................................................... ๖๔ ๔.๖ แสดงค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและระดับความเข้าใจในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามการรับรู้ของประชาชน ด้านความเชื่อในระบอบประชาธิปไตย.............................................................................. ๖๕
ช สำรบัญแผนภำพ แผนภาพที่ หน้า ๑.๑ แสดงกรอบแนวคิดการศึกษา....................................................................................... ๕ ๒.๑ แสดงกระบวนการรับรู้สู่กลไกการเรียนรู้ที่เหมาะสม.................................................... ๓๘ ๓.๑ แสดงกระบวนการพิจารณาศึกษา................................................................................ ๕
คณะกรรมำธิกำรกำรพัฒนำกำรเมืองและกำรมีส่วนร่วมของประชำชน วุฒิสภำ นำยเสรี สุวรรณภำนนท์ ประธานคณะกรรมาธิการ นำยจเด็จ อินสว่ำง นำยวันชัย สอนศิริ นำยดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม รองประธานคณะกรรมาธิการ รองประธานคณะกรรมาธิการ รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง คนที่สอง คนที่สาม ว่ำที่ร้อยตรี วงศ์สยำม เพ็งพำนิชภักดี นำยพลเดช ปิ่นประทีป เลขานุการคณะกรรมาธิการ โฆษกคณะกรรมาธิการ นำยสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ นำยพิทักษ์ ไชยเจริญ พลเอก วัฒนำ สรรพำนิช ประธานที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ
ญ กรรมำธิกำร นำยกิตติศักดิ์ รัตนวรำหะ นำยก ำพล เลิศเกียรติด ำรงค์ นำยค ำนูณ สิทธิสมำน นำยจรินทร์ จักกะพำก พันต ำรวจเอก จรุงวิทย์ ภุมมำ นำยเฉลิมชัย เฟื่องคอน นำยประดิษฐ์ เหลืองอร่ำม นำยสุชัย บุตรสำระ นำยออน กำจกระโทก นำงสำวอรทัย แหวนนำค ผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมาธิการ
ซ คณะอนุกรรมำธิกำรด้ำนวิชำกำร และเสริมสร้ำงกำรให้ควำมรู้ระบอบประชำธิปไตย อันมีพระมหำกษัตริย์ทรงเป็นประมุข นำยก ำพล เลิศเกียรติด ำรงค์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการ นำยประดิษฐ์ เหลืองอร่ำม รองประธานคณะอนุกรรมาธิการ ผศ.เชษฐำ ทรัพย์เย็น ผศ.จิตเจริญ ศรขวัญ นำยเอสนะ จงจิตเจริญ อนุกรรมาธิการและโฆษก อนุกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการ นำยบุญรักษ์ ยอดเพชร นำยปรีชำ เมืองพรหม นำยไพบูลย์ เหล็กพรหม อนุกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการ ผศ.สุวิชำ เป้ำอำรีย์ นำยคมเขต เพ็ชรรัตน์ ผศ.ปรำชญำ อ่อนนำค อนุกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการและเลขานุการ
บทสรุปผู้บริหำร การพิจารณ าศึกษาเรื่องแนวทางการส่งเสริมการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขภายใต้บริบทการศึกษาของไทยมีความจ าเป็นต่อการสร้างภูมิคุ้มกัน ให้แก่เด็กและเยาวชน ตลอดจนประชาชนคนไทย ให้เกิดความตระหนักรู้และตื่นตัวต่อปัญหาของชาติ ซึ่งสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ หมวด ๑๖ การปฏิรูปประเทศ มาตรา ๒๕๘ (ก) ด้านการเมือง ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๑-๒๕๘๐) ด้านความมั่นคง ตัวชี้วัด การรักษาความสงบภายในประเทศ รวมถึงแผนการปฏิรูปประเทศ แผนแม่บทฯ ประเด็น (๐๑) ความมั่นคง แผนแม่บทย่อยที่ ๑.๑ การรักษาความสงบภายในประเทศ เป้าหมาย ๐๑๐๑๐๓ การเมือง มีเสถียรภาพและธรรมาภิบาลสูงขึ้น ผลการพิจารณาศึกษาของคณะอนุกรรมาธิการด้านวิชาการและเสริมสร้างการให้ความรู้ระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมี ส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา ได้น าเสนอมาตรการเชิงนโยบาย ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อมุ่งเป้าหมายให้เกิดกระบวนการเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ ทัศนคติที่ดีต่อชาติ ศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็น ๓ สถาบันหลักของชาติ ผ่านกลไกการส่งเสริมในระบบการศึกษา ของไทย และมุ่งผลสัมฤทธิ์ไปยังเด็กและเยาวชนที่เปรียบเสมือนเมล็ดพันธุ์ประชาธิปไตยที่พร้อม จะเติบโตเป็นพลเมืองดีของชาติในอนาคต ตลอดจนผู้ใหญ่ทุกคนที่เป็นผู้น าทางความคิดและเป็นต้นแบบ ที่ดีให้กับเยาวชน ควำมเป็นมำและควำมส ำคัญ ปัญหาของชาติภายใต้บริบทของสังคมไทยปัจจุบันเป็นภาพสะท้อนให้เห็นถึงจุดอ่อน ของการปกครองประเทศที่ค่อย ๆ กลายเป็นภัยคุกคามการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และจุดนี้ได้ยกระดับเป็นปัญหาที่สังคมไทยก าลังเผชิญ ซึ่งคนไทย ส่วนใหญ่ รู้แต่เพียงประชาธิปไตยที่เป็นรูปแบบหรือโครงสร้างเท่านั้น แต่ยังไม่รู้เนื้อหาสาระ ของประชาธิปไตยที่แท้จริงว่าคืออะไร ยังขาดจิตวิญญาณของความเป็นประชาธิปไตยที่ฝังรากลึก เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมในชีวิตประจ าวัน และสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงของปัญหา คือ การขาดความเชื่อมั่นในผู้ปกครอง ศีลธรรมเสื่อมถอย คนในชาติไม่ตระหนักต่อหน้าที่ และสถาบัน พระมหากษัตริย์ถูกจาบจ้าง ล่วงละเมิด ปัญหาเหล่านี้หากขาดการตระหนักรู้ของคนไทยทั้งประเทศแล้ว อาจส่งผลต่อการเมืองการปกครองของชาติในที่สุด การปลูกฝังให้คนมีเจตคติ ค่านิยม และความรักชาติจะถูกบ่มเพาะจากการศึกษา แต่ด้วย ความเจริญของประเทศตามโลกาภิวัฒน์ส่งผลให้นโยบายการศึกษามุ่งสร้างพลเมืองโลก ในขณะที่ วิชาหน้าที่พลเมืองและศีลธรรมได้รับความส าคัญลดลง วิธีการเรียนการสอนที่ไม่น าไปสู่ความเข้าใจ และฝึกฝนทักษะพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย แต่เป็นระบบการเรียนการสอนที่ตอบสนอง ความต้องการเอาชนะในการแข่งขัน ท าให้พฤติกรรมผู้เรียนขาดพฤติกรรมประชาธิปไตย นักเรียนยังมี ความรู้ความเข้าใจในเรื่องประชาธิปไตยที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการปฏิบัติตนตามบทบาท หน้าที่ และ ความรับผิดชอบของตนเองที่มีต่อผู้อื่น ชุมชน หรือสังคมโดยรวม และที่ส าคัญการจัดการเรียนรู้เกี่ยวกับ ประชาธิปไตยยังมีจุดอ่อน แม้ว่าจะมีการก าหนดหลักสูตรชัดเจนในแต่ละระดับการศึกษา แต่ก็ยัง
ฑ ไม่สามารถท าให้ผู้เรียนประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงได้เท่าที่ควร โดยเฉพาะความตระหนักในหน้าที่ ความรับผิดชอบ ความมีระเบียบวินัย การเคารพสิทธิและหน้าที่ของผู้อื่น และการมีส่วนร่วม ในกระบวนการทางการเมืองและสังคม ซึ่งแท้จริงแล้ว การพัฒนาประชาธิปไตยผ่านระบบการศึกษา เป็นแนวทางการพัฒนาประชาธิปไตยที่มีความส าคัญ รวมถึงเทคนิคและบทบาทของครูผู้สอน การใช้ วิธีการสอนที่แตกต่างมีผลต่อการรับรู้ของเยาวชน จึงกล่าวโดยรวมได้ว่าการเรียนรู้การปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในระบบการศึกษาไทยไม่สัมฤทธิ์ผลจนมาถึงปัจจุบัน เป็นผลเนื่องมาจากระดับนโยบายขาดความต่อเนื่อง การลดความส าคัญของวิชาที่เกี่ยวข้องในหลักสูตร ระบบการเรียนการสอนและวิธีการสอนขาดเทคนิคและกระบวนการสร้างความรู้ ความเข้าใจ และการมี ส่วนร่วมตามหลักประชาธิปไตยที่ถูกต้อง ดังนั้น การพิจารณาศึกษาครั้งนี้ได้เล็งเห็นถึงความส าคัญและความจ าเป็นที่ควรเร่งศึกษา กลไกและกระบวนการสร้างความรู้ ความเข้าใจที่สามารถปลูกฝังจิตส านึกค่านิยมประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขผ่านระบบการศึกษาทั้งในแบบทางตรงและทางอ้อมเพื่อเป็น การวางรากฐานที่ดีให้แก่เด็กและเยาวชนตั้งแต่เริ่มต้น ผลกำรพิจำรณำศึกษำ ผลการศึกษาระดับความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามการรับรู้ของประชาชน ซึ่งเป็นนักเรียน นักศึกษา ครู อาจารย์ บุคลากรทางการศึกษา และ ประชาชนทั่วไป ในภาพรวมกลุ่มผู้ตอบแบบสอบถามมีระดับความเข้าใจอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณา รายด้านพบว่า ด้านการเคารพกติกาในระบอบประชาธิปไตย พบว่า ข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ท่านเชื่อว่าบุคคล ไม่ว่าจะมีฐานะแตกต่างกันอย่างไรทุกคนย่อมมีศักดิ์ศรีและสถานะเท่าเทียมกัน รองลงมาได้แก่ ไม่ว่าผู้ใด กระท าผิดกฎหมายผู้นั้นต้องได้รับการลงโทษตามกฎหมายอย่างเสมอภาคกัน ส่วนข้อที่มีค่าเฉลี่ยต่ าสุด คือ ท่านยอมรับและปฏิบัติตามมติของคนส่วนใหญ่หรือเสียงข้างมากในสังคมแม้ว่าจะไม่เห็นด้วยก็ตาม ด้านพฤติกรรมการมีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตย พบว่า ข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ท่านเชื่อ ว่าการแก้ปัญหาในสังคมที่ดีควรเริ่มจากตัวท่านเอง โดยการไม่เป็นฝ่ายเริ่มก่อปัญหาที่ไม่ดีที่ขัดต่อ กฎหมาย รองลงมา คือ ท่านไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ส.ส. และหรือ สว. ทุกครั้งที่จัดให้มีการเลือกตั้ง ส่วนข้อที่มีค่าเฉลี่ยต่ าสุด คือ ท่านจะเข้าร่วมแสดงความคิดเห็น เพื่อแก้ไขปัญหาของสถานศึกษา ของตนเองหรือหมู่บ้านของตนเองหรือในชุมชนอยู่เสมอ ด้านการรับรู้ข้อมูลข่าวสารทางการเมือง พบว่า ข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ท่านให้ค วามสนใจ ข่าวสารทางด้านการเมืองในทุกระดับอยู่เสมอ รองลงมาเท่ากันสองข้อ คือ ท่านได้สนทนาเกี่ยวกับ ข่าวสารทางการเมืองกับบุคคลในครอบครัวอยู่เสมอ และท่านได้สนทนาข่าวสารทางการเมือง กับเพื่อน ๆ เป็นประจ า ส่วนข้อที่มีค่าเฉลี่ยต่ าสุด คือ ท่านมักแสดงความคิดเห็นในทางกา รเมือง ผ่านช่องทางต่าง ๆ หรือผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์คอยู่เสมอ ด้านการรับรู้ข้อมูลข่าวสารทางการเมือง พบว่า ข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ท่านเชื่อว่าประชาชน ต้องมีสิทธิต่อต้านและตรวจสอบการคอร์รัปชันของข้าราชการและนักการเมือง รองลงมาคือ ท่านปฏิบัติ ต่อบุคคลอื่นอย่างเท่าเทียมกันโดยไม่ขึ้นกับฐานะทางเศรษฐกิจและสังคม ส่วนข้อที่มีค่าเฉลี่ยต่ าสุด คือ ท่านเชื่อว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเป็นรัฐธรรมนูญที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมือง มากขึ้น เข้าใจการเมืองมากขึ้น
ฒ นอกจากนี้ ยังได้ข้อค้นพบเพิ่มเติมว่า เยาวชนรุ่นใหม่ในระดับมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่มีทัศนคติ ที่ดีและเข้าใจบทบาทของการเป็นพลเมืองในรูปแบบการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหา กษัตริย์ทรงเป็นประมุข รู้จักแยกแยะสิ่งที่ถูกที่ผิด เชื่อมั่นในการปกครองและสถาบัน รวมถึงให้ ความส าคัญกับการมีส่วนร่วมในกิจกรรมของมหาวิทยาลัยที่แสดงถึงความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา และ พระมหากษัตริย์ด้วยความสมัครใจ ในขณะที่เยาวชนรุ่นใหม่ในสถานศึกษาบางส่วนมีทัศนคติและความ คิดเห็นต่างเกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เนื่องมาจาก การเสพข่าวสารที่ไม่ใช่ข้อเท็จจริงจากสื่อสังคมออนไลน์ที่เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์การเมือง การปกครองและสถาบันพระมหากษัตริย์ที่บิดเบือนความเป็นจริงหรือเป็นข้อมูลเพียงด้านเดียว การหล่อหลอมความเชื่อและทัศนคติเกี่ยวกับการเมืองและระบอบการปกครองที่แตกต่างกัน จากครอบครัว กลุ่มสังคมใกล้ชิด สถานศึกษา สภาพแวดล้อมทางสังคม การเข้าร่วมกิจกรรม ทางการเมืองของนักศึกษา การปลุกเร้าของการเมืองระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ กระบวนการ ส่งเสริมการสอนของผู้สอนในทุก ๆ รายวิชาและกิจกรรมการเรียนรู้ในด้านต่าง ๆ ทั้งในห้องเรียน และนอกห้องเรียน ผลการศึกษาและวิเคราะห์กลไกการให้ความรู้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขในระบบการศึกษาของไทย ผลการศึกษาแสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการของการส่งเสริม การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในระบบการศึกษาไทย ที่มีมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน รวมถึงจุดเปลี่ยนส าคัญที่มีผลต่อนโยบายการศึกษาของไทย ในปี ๒๕๕๗ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ประกาศนโยบายการส่งเสริมเด็ก และเยาวชนของชาติให้มีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องประวัติศาสตร์ความเป็นไทย รักชาติ ศาสนา และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ และเป็นพลเมืองที่ดีในระบอบประชาธิปไตย มีความปรองดอง สมานฉันท์ เพื่อสันติสุขในสังคมไทย นโยบายนี้น ามาซึ่งการเปลี่ยนแปลงของระบบการศึกษาไทย ทุกระดับชั้น กระทรวงศึกษาธิการประกาศก าหนดให้สถานศึกษาทุกสังกัดเพิ่มวิชาหน้าที่พลเมืองในกลุ่มสาระ การเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ทุกระดับชั้นและทุกช่วงชั้นของการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตั้งแต่ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๕๗ เป็นต้นไป ส านักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ก าหนดนโยบายที่มุ่งให้ความส าคัญ ในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน โดยนโยบายที่ ๒ พัฒนาคุณภาพผู้เรียน มีเป้าหมายเพื่อให้ผู้เรียนมีความรัก ในสถาบันหลักของชาติ ยึดมั่นการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีทัศนคติที่ถูกต้องต่อบ้านเมือง มีคุณธรรม จริยธรรม เป็นพลเมืองดีของชาติและเป็นพลเมืองดีของโลก การน าวิชาหน้าที่พลเมืองมาบรรจุในทุกระดับชั้นของการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งถือเป็นบันไดขั้นแรก ของการปลูกฝังความรู้ความเข้าใจ ความรักในสถาบันหลักของประเทศ คือ ชาติ ศาสนา และสถาบัน พระมหากษัตริย์ ให้กับเด็กและเยาวชนที่เปรียบเสมือนเมล็ดพันธุ์ที่จะเติบโตเป็นต้นกล้าและต้นไม้ใหญ่ ที่แข็งแรง พร้อมที่จะเป็นพลเมืองดีของชาติต่อไป ส าหรับนโยบายของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ในปัจจุบัน ได้น าเสนอคณะรัฐมนตรีให้ก าหนดการเสริมสร้างความเป็นพลเมืองคุณภาพและความรู้ ความเข้าใจ ที่ถูกต้องเกี่ยวกับระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเป็นวาระแห่งชาติ และกระทรวงยังมีการก าหนดนโยบายต่อเนื่องร่วมกับส านักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดท าขับเคลื่อนนโยบายนี้ในแนวทางการจัดกิจกรรมในระดับอุดมศึกษาทั่วประเทศ รวมถึงการสร้าง
ณ ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา กลุ่มมหาวิทยาลัย สมาคมการศึกษา ทั้งสถาบัน ของรัฐและเอกชน จัดการเรียนการสอนและกิจกรรมต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละสถาบัน พร้อมกับจัดท าคู่มือการสอนรายวิชาทั่วไป วิชาพลเมืองคุณภาพ ควบคู่ไปกับการพัฒนาหลักสูตร และจัดฝึกอบรมด้านการเป็นวิทยากรให้อาจารย์และบุคลากรของสถาบันอุดมศึกษา ตลอดจนผลักดัน ให้นิสิตนักศึกษา ในโครงการต่าง ๆ ร่วมรณรงค์เผยแพร่ความรู้แก่ประชาชนในพื้นที่ระดับท้องถิ่น ของตนเองทั่วประเทศ และติดตามประเมินผลนิสิต นักศึกษาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ยังเป็นอีกหนึ่งหน่วยงาน ที่มีบทบาทส าคัญต่อการจัดการศึกษาในระดับท้องถิ่น โดยก าหนดในยุทธศาสตร์เสริมสร้างการปกครอง ท้องถิ่นให้เข้มแข็งด้วยระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และให้ความส าคัญกับการส่งเสริมและพัฒนาความพร้อมแก่เยาวชน ประชาชนในท้องถิ่นในการเข้ามามีส่วนร่วมในกระบ วนการประชาธิปไตยขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น จึงมีการก าหนดแนวทางพัฒนาไว้อย่างครอบคลุมหลายมิติ ทั้งการศึกษาค้นคว้ารูปแบบ การพัฒนากระบวนการประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขส าหรับสถานศึกษา สร้างและพัฒนาเกณฑ์มาตรฐานระบบการตรวจติดตาม ประเมินผล และการพัฒนาโรงเรียน ประชาธิปไตยในสังกัดขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สร้างหลักสูตรการเรียนรู้ประชาธิปไตยในโรงเรียน และปรับปรุงแนวทางการเรียนการสอนให้เอื้อต่อการพัฒนากระบวนการประชาธิปไตย ตลอดจนก าหนด นโยบายแนวทางการพัฒนาประชาธิปไตยให้แก่เยาวชน ทั้งในและนอกระบบการศึกษา พร้อมทั้งรื้อฟื้น กระตุ้น ส่งเสริมการจัดตั้งสภานักเรียนในทุกโรงเรียนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อีกทั้งยังส่งเสริม สถานศึกษาท้องถิ่นก าหนดหลักสูตรเกี่ยวกับประชาธิปไตยและกระบวนการในระบอบประชาธิปไตย ให้ชัดเจน โดยก าหนดเป็นวิชาเฉพาะเพื่อสร้างส านึก สร้างความรู้และความเข้าใจอย่างต่อเนื่อง แนวปฏิบัติในการเสริมสร้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุขในสถานศึกษา สรุปสาระส าคัญได้ดังนี้ กระทรวงศึกษาธิการในภาคปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และกติกาของหลักสูตรที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ คือ น าวิชาหน้าที่พลเมือง ศีลธรรม และประวัติศาสตร์รวมกลุ่มกันเรียกว่า วิชาสังคม วัฒนธรรม และประเพณี มุ่งเน้นไปที่สมรรถนะของผู้เรียน ให้ความส าคัญกับพฤติกรรมการแสดงออก ซึ่งเป็นการสะท้อนความคิดของนักเรียน นอกจากการให้ความรู้แล้วยังต้องให้เด็กลงมือปฏิบัติเรียนรู้ การอยู่ร่วมกัน การใช้ชีวิตร่วมกัน และการแสดงความคิดเห็นต่าง ๆ ท้ายสุดแล้วต้องการให้เกิดคุณภาพ หรือเด็กดีด้วยวิธีการหลากหลายโดยปรับให้เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ที่เป็นฐานในการด าเนินงาน เช่น โรงเรียนที่จังหวัดนครนายกได้เริ่มให้นักเรียนเรียนมิติสังคม ของชุมชนตนเอง ความเป็นมา ของชุมชน ปัญหา และวิธีการแก้ไข หลังจากนั้นจึงเรียนปัญหาจังหวัดและปัญหาระดับประเทศ ไล่ตามล าดับ หรืออีกหนึ่งตัวอย่างของโรงเรียนในจังหวัดฉะเชิงเทรา ใช้แนวทางการจัดการศึกษา เพื่อให้ผู้เรียนมีอัตลักษณ์ตามบริบทของพื้นที่ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) มุ่งเน้นให้ยึดมั่นใน ๓ สถาบันหลักของชาติสร้างคนดีแก่บ้านตนเอง ให้คนมีงานท า มีอาชีพ ปฏิบัติตนตามบทบาทและหน้าที่เป็นพลเมืองที่ดีของชาติ ในส่วนของระดับอุดมศึกษา สถาบันอุดมศึกษา ๔ กลุ่มหลัก ประกอบด้วย กลุ่มมหาวิทยาลัย ดั้งเดิม กลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏ กลุ่มมหาวิทยาลัยราชมงคล และกลุ่มมหาวิทยาลัยเอกชน ได้น า แนวนโยบายไปสู่การปฏิบัติการจนเกิดผลเชิงประจักษ์ คือ การวางรากฐานการปฏิบัติให้ทุกสถาบัน มีหลักสูตรการเรียนการสอนที่ส่งเสริมการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น
ด ประมุข ได้แก่ จัดให้มีรายวิชาศึกษาทั่วไปที่มุ่งส่งเสริมการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหา กษัตริย์ทรงเป็นประมุข เช่น วิชาความเป็นพลเมือง ศาสตร์พระราชาเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น พลเมือง เข้มแข็ง เป็นต้น บูรณาการทุกหลักสูตรที่เปิดสอนในกลุ่มวิชาเลือกเรียน รายวิชาเสริม เช่น วิชากฎหมาย และความเป็นพลเมืองไทย การต่อต้านการทุจริต เป็นต้น ดังตัวอย่างเช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นมหาวิทยาลัยที่ยึดมั่นในเรื่องของการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีกระบวนการให้ความรู้ผ่านรายวิชาศึกษา ทั่วไป เรียกว่า GenEd และยังมีกิจกรรมของมหาวิทยาลัยที่ส่งเสริมและสนับสนุนให้นิสิตทุกคน มีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เช่น การสอดแทรกเรื่องศาสตร์พระราชาของในหลวงรัชกาลที่ ๙ เข้ามาในกิจกรรมต่าง ๆ การปลูกป่า จิตอาสา ออกค่ายพัฒนาชุมชน เป็นต้น ในส่วนของกลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏทั้ง ๓๘ แห่ง ได้มีแนวนโยบายและแนวปฏิบัติที่สอดรับ กับการส่งเสริมการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในยุทธศาสตร์ ๒ ด้าน ได้แก่ ด้านการพัฒนาท้องถิ่น และด้านการยกระดับคุณภาพการศึกษา โดยก าหนดแนวทาง การด าเนินกิจกรรมใน ๒ ลักษณะ คือ (๑) กิจกรรมการเรียนการสอนในหลักสูตร ได้มีโครงการน าร่องพัฒนาหลักสูตรพลเมืองเข้มแข็ง บูรณาการร่วมกับรายวิชาศึกษาทั่วไปในมหาวิทยาลัยราชภัฏ ๓๘ แห่ง รวมทั้งส่งเสริมสนับสนุน การจัดกิจกรรมในรูปแบบที่หลากหลายเพื่อพัฒนาเสริมสร้างคุณลักษณะพลเมืองคุณภาพ เช่น กิจกรรมค่ายอาสาประชาธิปไตย จัดประกวดกิจกรรมสร้างสรรค์ส่งเสริมการเรียนรู้ประชาธิปไตย เป็นต้น (๒) กิจกรรมเสริมหลักสูตร เน้นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องและมีความส าคัญต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ อาทิ โครงการวิศวกรสังคม ช่วยหล่อหลอมแนวคิดและมุมมองที่ถูกต้องในการคิด วิเคราะห์อย่างมีเหตุผลให้กับนิสิต นักศึกษา นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมเสริมหลักสูตรที่ช่วยส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจ และทัศนคติที่ดี ต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ คือ การพัฒนาแหล่งการเรียนรู้ หอเกียรติประวัติ หอนิทรรศการบุคคลส าคัญที่ควรแก่การยกย่องเชิดชูศูนย์การเรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนนักศึกษา อาจารย์ เจ้าหน้าที่ ประชาชนในท้องถิ่น และประชาชนทั่วไป ได้เข้ามาศึกษาและน้อมน าศาสตร์พระราชาไปเสริมสร้างความรู้ด้านอาชีพ พัฒนาศักยภาพของตนเอง ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีแนวทางส่งเสริมการเรียนรู้ในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขผ่านกระบวนการเรียนรู้ระดับต่าง ๆ เช่น การเลือกตั้งประธาน นักเรียนและสมาชิกสภานักเรียนภายในโรงเรียน และเพิ่มเติมวิชาประวัติศาสตร์ชาติไทยในหลักสูตร การเรียนการสอน จัดกิจกรรมหลากหลายที่เอื้อต่อการพัฒนาประชาธิปไตย เพื่อสร้างแรงจูงใจ สร้าง จิตส านึกให้นักเรียน ครู มีส่วนร่วม เช่น ๑ ท้องถิ่น ๑ โรงเรียนประชาธิปไตย ยุวประชาธิปไตย เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อปลูกฝังให้นักเรียน นักศึกษามีความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และขยายผลต่อไป ในแต่ละครัวเรือนได้ นอกจากนี้ ข้อค้นพบจากการพิจารณาศึกษายังได้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาในระดับนโยบาย ที่ยังขาดความเป็นเอกภาพและความต่อเนื่อง และระดับปฏิบัติที่เกิดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แม้ว่า นโยบายนั้นจะถูกก าหนดไว้อย่างเป็นล าดับขั้นตอน แต่ยังคงเป็นเพียงนามธรรมที่ขาดการน าไปปฏิบัติ ให้ได้ผลสัมฤทธิ์ตามจุดมุ่งหมายที่ต้องการ เด็ก เยาวชน นิสิต นักศึกษา และประชาชนวัยผู้ใหญ่ยังขาด
ต ความเข้าใจอย่างถ่องแท้เกี่ยวกับค าว่าประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ผลลัพธ์ ที่ปรากฏคือ ความขัดแย้งมีมากขึ้น เด็กและเยาวชนซึ่งเป็นอนาคตของชาติถูกชักจูงไปเป็นเครื่องมือ ในทางการเมือง ดังนั้น กลไกในการสื่อสารให้เข้าถึงเด็กและเยาวชนเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจ มีทัศนคติที่ถูกต้อง และยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จึงเป็นประเด็นส าคัญที่ควรได้รับการส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง ผลการศึกษายังได้แนวคิดและข้อเสนอแนะจากผู้ให้ข้อมูลส าคัญที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับระบบ การศึกษาไทยในระดับนโยบาย ระดับปฏิบัติ และผู้ทรงคุณวุฒิหลากหลายท่าน สรุปดังนี้ การศึกษามีส่วนส าคัญยิ่งที่ก่อให้เกิดการปลูกฝังให้เด็ก เยาวชน และประชาชน มีเจตคติ มีค่านิยม มีความรักใน ๓ สถาบันหลักของชาติ แต่ในปัจจุบัน ด้วยความเจริญตามยุคโลกาภิวัฒน์ น ามาซึ่งความเปลี่ยนแปลงทางสังคมในทุกด้าน รวมถึงด้านการศึกษาได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยง ไม่ได้ ท าให้การเรียนการสอนมุ่งเน้นเพื่อการแข่งขันเพียงอย่างเดียว โดยไม่น าไปสู่การสร้างความรู้ ความเข้าใจ และการฝึกฝนทักษะของพลเมืองและประชาชนในระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่ถูกต้อง นับแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. ๒๔๗๕ จนถึงปัจจุบัน เป็นเวลา ๙๐ ปี อาจกล่าว ได้ว่า ประเทศไทยปกครองโดยระบอบราชาธิปไตย ในระบอบราชาธิปไตยนั้น อ านาจของพระมหา กษัตริย์ถูกจ ากัดด้วยรัฐธรรมนูญ พระองค์ทรงเป็นสัญลักษณ์ของประเทศ การปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเป็นระบบที่ประเทศไทยสร้างขึ้นมา ถือเป็นนวัตกรรม ของประเทศไทยที่คนไทยควรภูมิใจ และยังเป็นอัตลักษณ์อันโดดเด่นของประเทศไทย ซึ่งเป็นรากฐาน ที่มีความส าคัญต่อการหล่อหลอมวิถีชีวิต ประเพณี และวัฒนธรรมของชาติจากรุ่นสู่รุ่น แม้ในอดีต ที่ผ่านมา บ้านเมืองประสบปัญหาสถานการณ์วิกฤตต่าง ๆ ไทยเรารอดมาได้ด้วยเพราะเรามีสถาบันหลัก เป็นศูนย์กลางยึดเหนี่ยวจิตใจคนในชาติ มีความรู้รักสามัคคีและมีความเข้มแข็ง ดังนั้น การปลูกฝัง และถ่ายทอดความเป็นแบบอย่างของพลเมืองที่มีวิถีชีวิตประชาธิปไตยให้กับเด็กและเยาวชน จึงเป็นหน้าที่ของทุกคนที่เป็นผู้น าทางความคิด โดยสามารถท าได้หลากหลายวิธี หัวใจส าคัญของกลไกการส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจในการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข คือ การปรับปรุงเอกสารต าราเรียนให้มีการเรียนรู้ เข้าใจ และเห็น ความส าคัญของประวัติศาสตร์ชาติไทย สอนให้รู้จักบทบาท หน้าที่ และเป้าหมายของชีวิต การเรียนรู้ เริ่มต้นจากครอบครัวโดยมีพ่อแม่เป็นผู้สอน ก่อนที่จะเข้าสู่ระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอุดมศึกษา และปัจจุบันนี้ วิชาต่าง ๆ ได้ถูกบรรจุไว้ในหลักสูตรเพื่อให้ความรู้แก่เด็กและเยาวชน แต่ยังขาดการน าความรู้ไปปฏิบัติให้เกิดเป็นสถานการณ์จริง จึงท าให้ขาดความเข้าใจเรื่องหลักของหน้าที่ พลเมือง การใช้อ านาจ การปฏิบัติตามหน้าที่ และระเบียบวินัย จึงต้องสร้างสมดุลระหว่างเสรีภาพ กับวินัยอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นน้ า กลางน้ า จนถึงปลายน้ า ซึ่งช่วงมัธยมเข้าสู่อุดมศึกษา เป็นจุดรอยต่อ ส าคัญ นักประชาธิปไตยในประเทศไทยไม่รู้จักว่าอารยธรรมการปกครองธรรมาธิปไตยที่มีพระมหา กษัตริย์ทรงเป็นประมุขของไทย ๘๐๐ ปีที่ผ่านมา มีสาระส าคัญอย่างไร เพราะส่วนใหญ่รับข้อมูลความรู้ มาจากโลกตะวันตกเพียงด้านเดียว ซึ่งประชาธิปไตยมีหลายแบบแตกต่างกัน ประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของไทยจึงไม่จ าเป็นต้องเหมือนกับประเทศอื่น โดยแกนแก่นใหญ่ ของประชาธิปไตยแบบของไทยเป็นการปกครองโดยธรรม ถือธรรมะเป็นอ านาจ พระราชาของเรา คือคนที่ท าให้ประชาชนชื่นใจ ท าให้ประเทศชาติสมัครสมานสามัคคี มั่นคง อยู่เย็นเป็นสุข พัฒนาการ
ถ ไปได้ตามอัตภาพ เคลื่อนตัวไปด้วยปัญญา มีภูมิคุ้มกัน มีเหตุมีผล ปลอดภัย น าพาประเทศรอดจาก การล่าอาณานิคมของชาติตะวันตกด้วยพระอัจฉริยภาพของพระมหากษัตริย์ไทยตั้งแต่รัชกาลที่ ๓ รัชกาลที่ ๔ และรัชกาลที่ ๕ ในเหตุการณ์ ร.ศ. ๑๑๒ ซึ่งเด็กรุ่นใหม่นี้ไม่มีโอกาสได้เรียนรู้เพราะไม่ได้มี การสอนในโรงเรียน จึงควรให้ความรู้แก่เด็ก เยาวชน รวมถึงประชาชนได้เรียนรู้เหตุการณ์บ้านเมือง การเสียสละชีวิตเลือดเนื้อดูแลรักษาประเทศให้อยู่รอดปลอดภัยจากมหันตภัยในโลก การเดินหน้าสร้างประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในระบบการศึกษาของไทย ฝ่ายรัฐบาลและรัฐสภาต้องช่วยกันสร้างเนื้อหาสาระ (Content) ทั้งเครื่องมือและสื่อต่าง ๆ ให้หลากหลาย เข้าไปสู่แต่ละวัย แต่ละระดับ แต่ละพื้นที่ การด าเนินงานต้องใช้การลงทุนจึงจะส าเร็จ ลงได้ นอกจากนี้ การสร้างสื่อให้เข้าถึงเด็กและเด็กเข้าถึงได้ต้องอาศัยคนมีความคิดสร้างสรรค์ ผลิตสื่อการเรียนการสอนที่เหมาะกับเด็กแต่ละรุ่น แล้วปรับปรุงให้เข้ากับยุคสมัย ควรเริ่มต้นตั้งแต่ ชั้นอนุบาลซึ่งสื่อที่ได้ผล คือ การเล่นเกมของเล่นต่าง ๆ ของเด็ก นิทาน การ์ตูน เพลง และสอดแทรก ความรู้ที่เราต้องการใส่เข้าไป และค่อย ๆ ไล่ระดับความยากขึ้น เช่น เรื่องศาสตร์พระราชา ความรู้ เกี่ยวกับกฎหมาย เป็นต้น แนวทางนี้จะช่วยให้เด็กไทยรุ่นใหม่มีภูมิคุ้มกัน รู้จักโลก รู้จักชีวิต พร้อมจะ พาประเทศก้าวหน้าต่อไปได้ ข้อสรุปที่ได้จากแนวคิดและข้อเสนอแนะแนวทางการส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมีความสอดคล้องในทิศทางเดียวกับแนวปฏิบัติที่คณะอนุกรรมาธิการ ด้านวิชาการและเสริมสร้างการให้ความรู้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และคณะผู้ศึกษาได้น าเสนอแนวคิดการจัดกิจกรรมแก่สถาบันการศึกษาในแต่ละระดับ โดยให้นักเรียน นิสิต นักศึกษาได้จัดท ากิจกรรมการมีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตย ร่วมกับการจัดสัมมนา เชิงปฏิบัติการที่ผ่านมา ประกอบด้วย กิจกรรมการร้องและเต้นเพลงแร็พ กิจกรรมการกล่าวสุนทรพจน์ ๕ ภาษา ได้แก่ ภาษาไทย จีน อังกฤษ ญี่ปุ่น เกาหลี และการจัดท าหนังสือ “เมล็ดพันธุ์ประชาธิปไตย” โดยใช้ภาพการ์ตูนประกอบเนื้อเรื่อง กิจกรรมเหล่านี้จัดว่าเป็นกลไกการเสริมสร้างความรู้ คว ามเข้าใจ ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่เกิดจากความร่วมมือร่วมใจของ สถาบันการศึกษา องค์กรทางสังคม หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนภาคเอกชน ที่สามารถน าไปสู่ การต่อยอดขยายผลได้ทั้งประเทศ ข้อเสนอแนะ ข้อเสนอแนะจากการพิจารณาศึกษามุ่งเป้าหมายเพื่อให้เกิดกระบวนการเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ ทัศนคติที่ดีต่อชาติ ศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ ผ่านกลไกการส่งเสริมในระบบ การศึกษาของไทย และมุ่งผลสัมฤทธิ์ไปยังเด็กและเยาวชนที่เปรียบเสมือนเมล็ดพันธุ์ประชาธิปไตย ที่พร้อมจะเติบโตเป็นพลเมืองดีของชาติในอนาคต รวมถึงผู้ใหญ่ทุกคนที่เป็นผู้น าทางความคิด และเป็นต้นแบบที่ดีให้กับเยาวชน จึงน าเสนอมาตรการระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ดังนี้ มำตรกำรระยะสั้น (๑-๒ ปี) ๑) การก าหนดทิศทางของประเทศในการขับเคลื่อนการส่งเสริมการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ท าให้ประชาชนทุกช่วงวัยมีเป้าหมายที่ชัดเจนร่วมกัน น ามาซึ่งความรู้รักสามัคคีของคนในชาติรัฐบาลควรเร่งผลักดันการเสริมสร้างความเป็นพลเมืองคุณภาพ
ท และความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นวาระแห่งชาติเพื่อสร้างความเป็นเอกภาพและความต่อเนื่องในระดับนโยบาย ๒) หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับระบบการศึกษาไทยในระดับนโยบายควรเร่งส่งเสริมให้เกิด การเชื่อมโยงแนวคิดและการด าเนินงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ทั้งในส่วนกลาง และส่วนท้องถิ่น เพื่อให้เกิดการบูรณาการกลไกการสร้างความรู้ ความเข้าใจในการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขไปสู่การปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ๓) หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับปฏิบัติการควรเร่งผลักดันการสร้างสรรค์สื่อการเรียนการสอน ที่มีเนื้อหาสาระสร้างความรักชาติ ความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา ชุมชน รวมถึงภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาให้เหมาะสมกับเด็กและเยาวชน ในแต่ละช่วงวัย ๔) หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรส่งเสริมให้เกิดการขยายผลการมีส่วนร่วมระหว่างภาครัฐ และประชาชน ในการจัดกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การร้องและเต้นเพลงแร็พ กับการจัดท าหนังสือการ์ตูน เมล็ดพันธุ์ประชาธิปไตย เป็นต้น เพื่อใช้เป็นกลไกการเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในสถานศึกษาทั่วประเทศ มำตรกำรระยะกลำง (๓-๕ ปี) ๑) หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรทบทวนหลักสูตรในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยพิจารณา ให้ความส าคัญมากขึ้นในรายวิชาที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่พลเมือง ศีลธรรม ประวัติศาสตร์ชาติไทย เนื่องจาก วิชาเหล่านี้เป็นวิชาที่มีความส าคัญต่อการวางรากฐานความเป็นพลเมืองดีของชาติ ๒) รัฐบาลควรส่งเสริมการสร้างภาคีเครือข่ายผู้น า ๓ รุ่น อย่างเป็นระบบใน ๗,๔๓๕ ต าบล ทั่วประเทศ ได้แก่ ระดับผู้ใหญ่ ระดับวัยหนุ่มสาว และระดับเยาวชน เพื่อสร้างทีมผู้น าประจ าท้องถิ่น เครือข่ายสามช่วงวัยที่เรียนรู้ แลกเปลี่ยนค่านิยม ทัศนคติ ความรู้ ความเข้าใจระหว่างช่วงวัย เพื่อท าให้ เกิดการเชื่อมโยงทางความสัมพันธ์อย่างแนบแน่นของคนในรุ่นวัยที่แตกต่าง บนหลักแสวงหาจุดร่วม สงวนจุดต่าง ปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันอย่างกลมกลืน และเผยแพร่สู่ฐานมวลชนในวัยเดียวกันผ่านการท า กิจกรรมส่งเสริมการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของเครือข่าย ผู้น าสามช่วงวัยดังกล่าว มำตรกำรระยะยำว (๕ ปีขึ้นไป) หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับระบบการศึกษาของไทย ทั้งระดับนโยบายและระดับปฏิบัติการ ควรทบทวนมาตรการและแนวทางปฏิบัติในการสร้างความรู้ ความเข้าใจและทัศนคติที่ดีต่อการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ให้สอดคล้องกับผลสัมฤทธิ์เชิงประจักษ์ ในแต่ละช่วงเวลา ทั้งนี้ เพื่อให้กระบวนการปลูกฝังหน้าที่พลเมืองที่ดีของชาติมีความต่อเนื่อง และทันสถานการณ์
รายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง แนวทางการสงเสริมการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข ภายใตบริบทการศึกษาของไทย -------------------------------------- ดวยในคราวประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ ๑๗ (สมัยสามัญประจําปครั้งที่หนึ่ง) วันอังคารที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๖๒ ที่ประชุมวุฒิสภาไดมีมติตั้งคณะกรรมาธิการสามัญประจําวุฒิสภา ตามขอบังคับการประชุมวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๒ ขอ ๗๘ ซึ่งคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีสวนรวมของประชาชน วุฒิสภา เปนคณะกรรมาธิการสามัญประจําวุฒิสภา มีหนาที่และอํานาจพิจารณารางพระราชบัญญัติ กระทํากิจการ พิจารณาสอบหาขอเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องใด ๆ ที่เกี่ยวกับการสงเสริมและสนับสนุนการพัฒนาการเมือง และการดําเนินการอื่น ๆ เพื่อสงเสริมการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปน ประมุข การมีสวนรวมของประชาชนในการกําหนดนโยบาย การตัดสินใจทางการเมือง การวางแผนพัฒนา ทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง พิจารณาศึกษา ติดตาม เสนอแนะ และเรงรัดการปฏิรูปประเทศ และแผนแมบทภายใตยุทธศาสตรชาติ ที่อยูในหนาที่และอํานาจ และอื่น ๆ ที่เกี่ยวของ บัดนี้ คณะกรรมาธิการไดดําเนินการพิจารณาศึกษารายงานดังกลาวเสร็จเรียบรอยแลว จึงขอ รายงานผลการพิจารณาศึกษาตอวุฒิสภาตามขอบังคับการประชุมวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๒ ขอ ๙๘ ดังนี้ ๑. การดําเนินงาน ๑.๑ คณะกรรมิการไดมีการเลือกตําแหนงตาง ๆ ดังนี้ ๑.๑.๑ นายเสรี สุวรรณภานนท เปนประธานคณะกรรมาธิการ ๑.๑.๒ นายจเด็จ อินสวาง เปนรองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง ๑.๑.๓ นายวันชัย สอนศิริ เปนรองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สอง ๑.๑.๔ นายดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม เปนรองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สาม ๑.๑.๕ วาที่รอยตรี วงศสยาม เพ็งพานิชภักดี เปนเลขานุการคณะกรรมาธิการ ๑.๑.๖ นายพลเดช ปนประทีป เปนโฆษกคณะกรรมาธิการ ๑.๑.๗ นายสถิตย ลิ่มพงศพันธุ เปนประธานที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ ๑.๑.๘ นายพิทักษ ไชยเจริญ เปนที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ ๑.๑.๙ พลเอก วัฒนา สรรพานิช เปนที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ ๑.๑.๑๐ นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ เปนกรรมาธิการ ๑.๑.๑๑ นายกําพล เลิศเกียรติดํารงค เปนกรรมาธิการ ๑.๑.๑๒ นายคํานูณ สิทธิสมาน เปนกรรมาธิการ ๑.๑.๑๓ นายจรินทร จักกะพาก เปนกรรมาธิการ ๑.๑.๑๔ พันตํารวจเอก จรุงวิทย ภุมมา เปนกรรมาธิการ ๑.๑.๑๕ นายเฉลิมชัย เฟองคอน เปนกรรมาธิการ ๑.๑.๑๖ นายประดิษฐ เหลืองอราม เปนกรรมาธิการ ๑.๑.๑๗ นายสุชัย บุตรสาระ เปนกรรมาธิการ ๑.๑.๑๘ นายออน กาจกระโทก เปนกรรมาธิการ
๑.๒ คณะกรรมาธิการไดมีมติแตงตั้งผูชวยเลขานุการคณะกรรมาธิการตามขอบังคับการประชุม วุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๒ ขอ ๘๗ คือ นางสาวอรทัย แหวนนาค ผูบังคับบัญชากลุมงานคณะกรรมาธิการ การพัฒนาการเมืองและการมีสวนรวมของประชาชน ๑.๓ คณะกรรมาธิการไดตั้งคณะอนุกรรมาธิการดานวิชาการและเสริมสรางการใหความรูระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข เพื่อทําหนาที่พิจารณาศึกษารางกฎหมายที่มีเสนอมายัง คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีสวนรวมของประชาชน วุฒิสภา จากประธานวุฒิสภาและ คณะกรรมาธิการอื่น พิจารณาศึกษาประเด็นทางวิชาการและการสรางบริบททางสังคมตาง ๆ ที่เอื้อตอ การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข พิจารณาศึกษา แนวทางการเสริมสรางและการใหความรูการเมืองการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย ทรงเปนประมุขผานวิธีการที่หลากหลายไปสูแวดวงทางวิชาการในสถาบันการศึกษา หรือตามที่ คณะกรรมาธิการมอบหมาย ดังนี้ ๑.๓.๑ นายกําพล เลิศเกียรติดํารงค เปนประธานคณะอนุกรรมาธิการ ๑.๓.๒ นายประดิษฐ เหลืองอราม เปนรองประธานคณะอนุกรรมาธิการ ๑.๓.๓ ผูชวยศาสตราจารยปราชญา ออนนาค เปนอนุกรรมาธิการและเลขานุการ ๑.๓.๔ ผูชวยศาสตราจารยเชษฐา ทรัพยเย็น เปนอนุกรรมาธิการและโฆษก ๑.๓.๕ นายคมเขต เพ็ชรรัตน เปนอนุกรรมาธิการ ๑.๓.๖ ผูชวยศาสตราจารยจิตเจริญ ศรขวัญ เปนอนุกรรมาธิการ ๑.๓.๗ นายชาลี เจริญสุข เปนอนุกรรมาธิการ ๑.๓.๘ นายบุญรักษ ยอดเพชร เปนอนุกรรมาธิการ ๑.๓.๙ นายปรีชา เมืองพรหม เปนอนุกรรมาธิการ ๑.๓.๑๐ นายไพบูลย เหล็กพรหม เปนอนุกรรมาธิการ ๑.๓.๑๑ ผูชวยศาสตราจารยสุวิชา เปาอารีย เปนอนุกรรมาธิการ ๑.๓.๑๒ นายเอสนะ จงจิตเจริญ เปนอนุกรรมาธิการ คณะอนุกรรมาธิการดานวิชาการและเสริมสรางการใหความรูระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริยทรงเปนประมุข กําหนดพิจารณาศึกษาเรื่อง แนวทางการสงเสริมการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขภายใตบริบทการศึกษาของไทย และไดเสนอรายงาน การพิจารณาศึกษาตอคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีสวนรวมของประชาชน วุฒิสภา พิจารณาใหความเห็นชอบ ๒. วิธีพิจารณาศึกษา วิธีพิจารณาศึกษาของคณะอนุกรรมาธิการดานวิชาการและเสริมสรางการใหความรูระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข ปรากฏรายละเอียดในบทที่ ๓ วิธีพิจารณาศึกษา ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการไดมีการประชาเพื่อรับรองรายงานการพิจารณาศึกษาดังกลาว ในคราวการประชุม คณะกรรมาธิการ ครั้งที่ ๒๑/๒๕๖๕ วันอังคารที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๖๕ น
๓. ผลการพิจารณาศึกษา คณะกรรมาธิการขอรายงานผลการพิจารณาศึกษาเรื่อง แนวทางการสงเสริมการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขภายใตบริบทการศึกษาของไทย ซึ่งคณะอนุกรรมาธิการ ดานวิชาการและเสริมสรางการใหความรูระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขไดดําเนิน การศึกษา โดยคณะกรรมาธิการไดพิจารณารายงานของคณะอนุกรรมาธิการดวยความละเอียดรอบคอบแลว และไดมีมติใหความชอบกับรายงานดังกลาวโดยถือเปนรายงานการพิจารณาศึกษาของคณะกรรมาธิการ คณะกรรมาธิการจึงขอเสนอรายงานการพิจารณาศึกษาของคณะกรรมาธิการพรอมทั้ง ขอเสนอแนะโดยมีรายละเอียดตามรายงานทายนี้เพื่อใหวุฒิสภาไดพิจารณา หากวุฒิสภาใหความเห็นชอบ ดวยกับผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการ ขอใหโปรดแจงไปยังคณะรัฐมนตรี คณะกรรมการการเลือกตั้ง กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร วิจัยและนวัตกรรม คณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน สํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สํานักงานเลขาธิการสภาการศึกษา สถาบันพระปกเกลา มหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชน และหนวยงานอื่นที่เกี่ยวของ เพื่อพิจารณาดําเนินการตามที่เห็นสมควร ตอไป ทั้งนี้ เพื่อประโยชนของประเทศชาติและประชาชนสืบไป วาที่รอยตรี (วงศสยาม เพ็งพานิชภักดี) เลขานุการคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง และการมีสวนรวมของประชาชน วุฒิสภา บ
บทที่ ๑ บทน ำ ๑.๑ ควำมเป็นมำและควำมส ำคัญ ปัญหาของชาติภายใต้บริบทของสังคมไทยปัจจุบันเป็นภาพสะท้อนให้เห็นถึงจุดอ่อน ของการปกครองประเทศที่ค่อย ๆ กลายเป็นภัยคุกคามการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และจุดนี้ได้ยกระดับเป็นปัญหาที่สังคมไทยก าลังเผชิญ ซึ่งคนไทย ส่วนใหญ่ รู้แต่เพียงประชาธิปไตยที่เป็นรูปแบบหรือโครงสร้างเท่ านั้น แต่ยังไม่รู้เนื้อหาสาระ ของประชาธิปไตยที่แท้จริงว่าคืออะไร หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่มีจิตวิญญาณ ของความเป็นประชาธิปไตยที่ฝังรากลึกเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมในชีวิตประจ าวัน ๑ จึงท าให้วันนี้ ชาติข าดก ารยึดมั่นในหลักนิติ ธรรม ข าดค วามเชื่อมั่นในผู้ปกค รอง ส่งผลถึงค ว ามมั่นคง และความมีเสถียรภาพในการปกครอง ศาสนาศีลธรรมเสื่อมถอย พฤติกรรมคนในชาติไม่ตระหนัก ต่อหน้าที่ และการเป็นพลเมืองที่ดีขาดการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชน ส่งผลต่อสันติสุขของสังคม และสถาบันพระมหากษัตริย์การจาบจ้วงล่วงละเมิดเป็นภัยคุกคามต่อสถาบัน และปัญหาดังกล่าว หาก ขาดการตระหนักรู้แล้วอาจส่งผลต่อการเมืองการปกครองของชาติในที่สุด ซึ่งการจรรโลงและเสริมสร้าง การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขนั้น ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ได้พระราชทานหลักคิดที่ส าคัญยิ่งของการปกครองระบอบประชาธิปไตยไว้ว่า ๒ “...ในบ้านเมืองนี้ มีทั้งคนดีและคนไม่ดีไม่มีใครที่จะทําให้ทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด การทําให้บ้านเมืองมีความปกติสุข เรียบร้อย จึงมิใช่การทําให้ทุกคนเป็นคนดีหากแต่อยู่ที่การส่งเสริมคนดีให้คนดีได้ปกครองบ้านเมืองและ ควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอํานาจ ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้...” ๓ ตั้งแต่อดีตการปลูกฝังให้คนมีเจตคติ ค่านิยม และความรักชาติจะถูกบ่มเพาะจากการศึกษา แต่ด้วยความเจริญของประเทศตามโลกาภิวัฒน์ส่งผลให้นโยบายการศึกษามุ่งสร้างพลเมืองโลก สร้างวิชาโลกศึกษา วิชาประชาคมอาเซียน หรือการให้ความส าคัญกับภาษาที่สอง ในขณะที่วิชา หน้าที่พลเมืองและศีลธรรม ซึ่งเดิมอยู่ในกลุ่มสาระสังคมศึกษาได้กระจายน้ าหนักวิชาไปสู่วิชาอื่น ๆ และได้รับความส าคัญลดลง รวมทั้งมีวิธีการเรียนการสอนที่ไม่อาจสร้างความรู้ ความเข้าใจ และการปฏิบัติตนเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยได้เพียงพอ ความไม่ต่อเนื่องของนโยบายที่ส่งผล ต่อการสร้างพลเมือง วิธีการเรียนการสอนที่ไม่น าไปสู่ความเข้าใจและฝึกฝนทักษะพลเมืองในระบอบ ประชาธิปไตย แต่เป็นระบบการเรียนการสอนที่ตอบสนองความต้องการเอาชนะในการแข่งขัน การเรียน การสอนพลเมืองประชาธิปไตยในรูปแบบของการมีส่วนรวมกับชุมชนและการรับใช้สังคมยังมีน้อย รวมถึงสภาพแวดล้อมในสังคม ชุมชน และความหลากหลายของวิถีชีวิต วัฒนธรรมในประเทศไทย ลักษณะพื้นฐานบางประการที่ไม่ส่งเสริมการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ท าให้พัฒนาการความเป็น ๑ พรอัมรินทร์ พรหมเกิด. (๒๕๕๗). วัฒนธรรมทางการเมืองกับการพัฒนาประชาธิปไตยในเขตชนบทอีสาน: กรณีศึกษาประชาชนในเขตหมู่บ้าน ค าบง และหมู่บ้านสะอาด ต าบลสะอาด อ าเภอน้ าพอง จังหวัดขอนแก่น. มนุษยศาสตร์สังคมศาสตร์, ๓๑(๓), ๖๓-๙๖. ๒ น้ าผึ้ง ปูรณธสุคนธ, สุรพล ราชภัณฑารักษ์, สมบูรณ์ สุขส าราญ, และ เอนก เหล่าธรรมทัศน์. (๒๕๖๑). การเสริมสร้างการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช. วารสารวิชาการ สถาบันเทคโนโลยีแห่งสุวรรณภูมิ, ๓๗๘-๓๘๙. ๓ ขวัญฟ้า รังสิยานนท์. (๒๕๕๒). การพัฒนารูปแบบการจัดกระบวนการเรียนรู้แนวพุทธส าหรับเด็กปฐมวัย. กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัย รามค าแหง.
๒ พลเมืองในระบอบประชาธิปไตยต้องประสบกับความท้าทายมากขึ้น ๔ และเมื่อศึกษาถึงพฤติกรรม ประชาธิปไตยในโรงเรียน พบว่า ผู้เรียนขาดพฤติกรรมประชาธิปไตย ซึ่งมีสาเหตุเนื่องจากนักเรียน ยังมีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องประชาธิปไตยที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการปฏิบัติตนตามบทบาท หน้าที่ และความรับผิดชอบของตนเองที่มีต่อผู้อื่น ชุมชน หรือสังคมโดยส่วนรวม และที่ส าคัญ การจัดการเรียนรู้ เกี่ยวกับประชาธิปไตยยังมีจุดอ่อนเพราะยังยึดติดกับเนื้อหาสาระตามที่หลักสูตรก าหนดมากกว่า การเรียนรู้ผ่านกิจกรรมที่เสริมสร้างจิตส านึกความเป็นประชาธิปไตย รวมไปถึงการจัดกิจกรรมการเรียน การสอนของครูยังไม่เป็นไปตามที่พึงประสงค์ ครูไม่สามารถบูรณาการน าเอาหลักพฤติกรรม ประชาธิปไตย มาให้ผู้เรียนศึกษาค้นคว้าหรือมีส่วนร่วมในการท ากิจกรรมร่วมกัน ๕ สภาพการจัดการศึกษาที่ผ่านมาในเรื่องการศึกษาความเป็นพลเมืองของไทยก าหนดขึ้นภายใต้ สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองเป็นส าคัญ และการจัดการเรียนรู้ยังพบปัญหาและ ผลที่เกิดกับผู้เรียนคือ แม้ว่าจะมีการก าหนดหลักสูตรชัดเจนในแต่ละระดับการศึกษา แต่ก็ยังไม่สามารถ ท าให้ผู้เรียนประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงได้เท่าที่ควร โดยเฉพาะความตระหนักในหน้าที่ความรับผิดชอบ ความ มีระเบียบวินัย การเคารพสิทธิและหน้าที่ของผู้อื่น และการมีส่วนร่วมในกระบวนการทางการเมือง และสังคม ๖ ข้อมูลจากนักวิชาการยังระบุว่า การรับรู้เรื่องประชาธิปไตยของเยาวชนยังไม่เข้าใจ ในเรื่องความเป็นพลเมืองเท่าที่ควร นักเรียนส่วนใหญ่ยังไม่สามารถบอกได้ว่าประชาธิปไตยคืออะไร นักเรียนจะให้ความหมายของประชาธิปไตยว่าเป็นเรื่องของการเมืองเท่านั้น ไม่มีความเชื่อมั่นในระบอบ ประชาธิปไตยของประเทศไทย และไม่เชื่อว่าตนเป็นส่วนหนึ่งของประชาธิปไตย ซึ่งการพัฒนา ประชาธิปไตยผ่านระบบการศึกษาเป็นแนวทางการพัฒนาประชาธิปไตยที่มีความส าคัญ โดยเนื้อหา ของหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับประชาธิปไตย เน้นการสอนความเป็นพลเมือง และสอนเรื่องรูปแบบ ของประชาธิปไตย นอกจากนี้ เทคนิคและบทบาทของครูผู้สอนมีความส าคัญ การใช้วิธีการสอน ที่แตกต่างมีผลต่อการรับรู้ของเยาวชนด้วย ๗ ซึ่งการที่ประเทศไทยจะมีระบอบประชาธิปไตย ได้อย่างแท้จริงขึ้นอยู่กับการน าหลักของประชาธิปไตยมาใช้ในชีวิตประจ าวันจนกลายเป็นปกติวิสัย เป็นวิถีชีวิตและวัฒนธรรมแบบพลเมืองที่มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการเมืองการปกครองระบอบ ประชาธิปไตย ๘ ดังนั้น การปลูกฝังจิตส านึกค่านิยมที่เป็นประชาธิปไตยควรเริ่มต้นตั้งแต่ยังเป็นเยาวชน ซึ่งสถาบันการศึกษามีบทบาทส าคัญในการปลูกฝังวิถีชีวิตแบบประชาธิปไตย เปรียบเสมือน การวางรากฐานที่ดีให้แก่เยาวชน จากความเป็นมาของปัญหาที่เกิดขึ้น กล่าวโดยรวมได้ว่าการเรียนรู้การปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในระบบการศึกษาไทยไม่สัมฤทธิ์ผลจนมาถึงปัจจุบัน มาจากระดับนโยบายขาดความต่อเนื่อง การลดความส าคัญของวิชาที่เกี่ยวข้องในหลักสูตร ระบบ การเรียนการสอนและวิธีการสอนขาดเทคนิคและกระบวนการสร้างความรู้ ความเข้าใจ และการมีส่วน ๔ ศรัณยู หมั้นทรัพย์. (๒๕๕๖). การวิจัยเพื่อพัฒนาหลักสูตรรากฐานประชาธิปไตยในบริบทไทย. ส านักส่งเสริมการเมืองภาคพลเมือง สถาบัน พระปกเกล้า. ๕ ปริญญา ประจง. (๒๕๕๙). การพัฒนาหลักสูตรเพื่อเสริมสร้างพฤติกรรมประชาธิปไตยส าหรับกรรมการสภานักเรียนของโรงเรียนประถมศึกษา. วารสารบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น, ๑๓(๑). ๖ พิณสุดา สิริธรังศรี, ๒๕๕๓ อ้างถึงใน พิณสุดา สิริธรังศรี. (๒๕๖๐). การพัฒนาการศึกษาเพื่อความเป็นพลเมือง. สุทธิปริทัศน์, ๓๑(๑๐๐), ๑๐๐-๑๑๓. ๗ วชิระ เสระทอง และเพ็ญณี แนรอท. (๒๕๖๒). การพัฒนาประชาธิปไตยส าหรับเยาวชนในโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาสังกัดส านักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ. การประชุมวิชาการระดับชาติด้านการบริหารกิจการสาธารณะยุคดิจิทัล ครั้งที่ ๕, “การบริหารกิจการสาธารณะ ยุคดิจิทัล: กฏหมาย ความเป็นธรรม และการกลับคืนสู่ประชาธิปไตย”. ๘ Almond and Verba, อ้างถึงใน พรอัมรินทร์ พรหมเกิด. (๒๕๕๖). สังคมวิทยาการเมือง. ขอนแก่น : มหาวิทยาลัยขอนแก่น.
๓ ร่วมตามหลักประชาธิปไตยที่ถูกต้อง คณะอนุกรรมาธิการด้านวิชาการและเสริมสร้างการให้ความรู้ ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขได้ตระหนักถึงประเด็นปัญหาดังกล่าวที่อาจ ส่งผลต่อเสถียรภาพและความยั่งยืนของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข จึงด าเนินการพิจารณาศึกษาเรื่อง แนวทางการส่งเสริมการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขภายใต้บริบทการศึกษาของไทย โดยมุ่งเป้าเสนอมาตรการเชิงนโยบาย และเชิงปฏิบัติที่ใช้เป็นกลไกในการให้ความรู้สร้างความเข้าใจ ทั้งในแบบทางตรงและทางอ้อม ทั้งนี้ เพื่อมุ่งส่งเสริมการปลูกฝังบทบาทหน้าที่พลเมือง และศีลธรรมให้แก่ประชาชนในทุกช่วงวัย ผ่านการศึกษาทั้งในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย เพื่อให้คนในชาติอยู่ร่วมกันอย่างมีสุข ประเทศ มีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุขที่ถือว่าเป็นเสาหลักที่มีความส าคัญยิ่งของสังคมไทย ๑.๒ ควำมสอดคล้อง ๑) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ หมวด ๑๖ การปฏิรูปประเทศ มาตรา ๒๕๘ (ก) ด้านการเมือง ๒) ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๑-๒๕๘๐) ด้านความมั่นคง ตัวชี้วัดการรักษาความสงบ ภายในประเทศ ๓) แผนการปฏิรูปประเทศ แผนแม่บทฯ ประเด็น (๐๑) ความมั่นคง แผนแม่บทย่อยที่ ๑.๑ การรักษาความสงบภายในประเทศ เป้าหมาย ๐๑๐๑๐๓ การเมืองมีเสถียรภาพและธรรมาภิบาลสูงขึ้น ๑.๓ วัตถุประสงค์กำรศึกษำ ๑) เพื่อศึกษาระดับความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตาม การรับรู้ของประชาชน ๒) เพื่อศึกษาและวิเคราะห์กลไกการให้ความรู้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรง เป็นประมุขในระบบการศึกษาของไทย ๓) เพื่อน าเสนอมาตรการส่งเสริมการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขภายใต้บริบทการศึกษาของไทย ๑.๔ ขอบเขตกำรศึกษำ ๑.๔.๑ ขอบเขตด้ำนเนื้อหำ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามการรับรู้ของประชาชน โดยครอบคลุมตัวชี้วัดความเข้าใจในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ๔ ด้าน คือ ๑) ด้านการเคารพกติกาในระบอบ ประชาธิปไตย ๒) ด้านพฤติกรรมการมีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตย ๓) ด้านการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ทางการเมือง และ ๔) ด้านความเชื่อในระบอบประชาธิปไตย และวิเคราะห์กลไกการให้ความรู้ระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในระบบการศึกษาของไทย
๔ ๑.๔.๒ ขอบเขตด้ำนประชำกรและกลุ่มตัวอย่ำง ประชากรที่ใช้ในการพิจารณาศึกษา ได้แก่ นักเรียน นักศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ครู อาจารย์ บุคลากรทางการศึกษาและประชาชนทั่วไป ผู้ทรงคุณวุฒิ ที่เข้าร่วมกิจกรรมโครงการสัมมนา การสร้างเสริมความรู้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในสถานศึกษา จ านวน ๑,๕๐๐ คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการพิจารณาศึกษาครั้งนี้ การศึกษาเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียน นักศึกษา ครู อาจารย์ บุคลากร ทางการศึกษาและประชาชนทั่วไป ที่เข้าร่วมกิจกรรมโครงการสัมมนาการสร้างเสริมความรู้ระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในสถานศึกษา โดยคณะท างานพิจารณาศึกษาฯ ก าหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามวิธีของ Taro Yamane โดยใช้ตารางส าเร็จรูปที่ระดับความเชื่อมั่น ๙๕ เปอร์เซ็นต์ ได้กลุ่มตัวอย่างจ านวน ๓๑๖ คน แต่เพื่อความเชื่อมั่นของการตอบกลับแบบสอบถาม ให้มากขึ้น ผู้วิจัยได้เพิ่มขนาดของกลุ่มตัวอย่าง เป็นจ านวน ๑,๐๖๑ คน ก ารศึกษ าเชิงคุณ ภ าพ กลุ่มตั วอย่ าง คือ ผู้ให้ข้อมูลห ลัก (Key Informants) ประกอบด้วย ผู้บริหารหน่วยงานรัฐที่มีหน้าที่ก าหนดนโยบาย ผู้บริหารสถาบันการศึกษา ผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านการศึกษาและสาขาที่เกี่ยวข้อง โดยคณะท างานพิจารณาศึกษาฯ ก าหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างแบบ เฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) จ านวน ๑๐ คน ๑.๔.๓ ขอบเขตด้ำนพื้นที่ ก าหนดพื้นที่ศึกษาส าหรับเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพในงานสัมมนา เรื่อง “การสร้างเสริมความรู้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในสถานศึกษา” ที่จัดขึ้น ณ รัฐสภา เมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๖๕ งานสัมมนาเรื่อง “การสร้างเสริมความรู้ระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในสถานศึกษา” ที่จัดขึ้น ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏ ราชนครินทร์ จังหวัดฉะเชิงเทรา เมื่อวันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๖๕ และงานสัมมนาเรื่อง “การปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในสังคมไทย” ที่จัดขึ้น ณ มหาวิทยาลัย ราชภัฏราชนครินทร์ จังหวัดฉะเชิงเทรา เมื่อวันที่ ๑ กันยายน ๒๕๖๕ ๑.๔.๔ ขอบเขตด้ำนระยะเวลำ ระยะเวลาในการด าเนินการศึกษาตั้งแต่เดือนเมษายนถึงเดือน กันยายน ๒๕๖๕ รวม ๖ เดือน
๕ ๑.๕ กรอบแนวคิดกำรศึกษำ ภาพที่ ๑.๑ แสดงกรอบแนวคิดการศึกษา ๑.๖ วิธีกำรพิจำรณำศึกษำ คณะท างานพิจารณาศึกษาฯ ใช้วิธีการศึกษาแบบผสม (Mixed Methods Study) ทั้งเชิง ปริมาณ (Quantitative Study) และเชิงคุณภาพ (Qualitative Study) โดยใช้แบบสอบถามเป็น เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณ และใช้การศึกษาจากเอกสาร การประชุมสนทนากลุ่ม (Focus Group) และการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพ ๑.๗ ประโยชน์ที่คำดว่ำจะได้รับ ๑) ท าให้ทราบถึงระดับความรู้ ความเข้าใจตามการรับรู้ของประชาชนที่มีต่อการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขจากกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียในระบบการศึกษา ๒) ท าให้ทราบถึงนโยบาย วิธีการ และรูปแบบการส่งเสริมการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่ใช้อยู่ในการศึกษาแต่ละระดับ ๓) ท าให้เกิดกระบวนการมีส่วนร่วมตามระบอบประชาธิปไตยจากผู้มีส่วนได้เสีย ได้แก่ นักเรียน นักศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ครู อาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา ตลอดจนประชาชนทั่วไป ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับระบบการศึกษาในการด าเนินกิจกรรมส่งเสริมการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ๔) ท าให้ได้เครื่องมือและกลไกการส่งเสริมการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่เป็นต้นแบบ และสามารถน าไปประยุกต์ใช้ในกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อเสริมสร้างจิตส านึกความเป็นประชาธิปไตยในทุกระดับการศึกษารวมถึงประชาชนทุกช่วงวัย ๕) ท าให้ได้แนวทาง / มาตรการส่งเสริมการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขภายใต้บริบทการศึกษาของไทย ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ความรู้ความเข้าใจ ในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข และการเสริมสร้าง ความเป็นประชาธิปไตย ผ่านการศึกษา ตัวชี้วัด ๔ ด้าน ได้แก่ ๑. ด้านการเคารพกติกาในระบอบประชาธิปไตย ๒. ด้านพฤติกรรมการมีส่วนร่วมในระบอบ ประชาธิปไตย ๓. ด้านการรับรู้ข้อมูลข่าวสารทางการเมือง ๔. ด้านความเชื่อในระบอบประชาธิปไตย กลไกการให้ความรู้ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในระบบการศึกษาของไทย แนวทางการส่งเสริม การปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุขภายใต้บริบท การศึกษาของไทย
๖ ๑.๘ นิยำมศัพท์เฉพำะ ๑) ความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หมายถึง การรับรู้ ถึงระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่ต้องรับรู้ถึงตัวชี้วัดความเข้าใจในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในบริบทสังคมไทยมีทั้งหมด ๔ ด้าน ได้แก่ ด้านการเคารพกติกาในระบอบประชาธิปไตย ด้านพฤติกรรมการมีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตย ด้านการรับรู้ข้อมูลข่าวสารทางการเมือง และด้านความเชื่อในระบอบประชาธิปไตย ๒) ด้านการเคารพกติกาในระบอบประชาธิปไตย หมายถึง การที่ประชาชนทุกคนมีความ เสมอภาคกัน มีศักดิ์ศรีและสถานะเท่าเทียมกันในฐานะที่เป็นคนไทยเหมือนกัน การปฏิบัติตามกฎกติกา อย่างเคร่งครัด เมื่อกระท าผิดกฎหมายต้องได้รับการลงโทษตามกฎหมายอย่างเสมอภาคกัน รับฟัง ความคิดเห็นของบุคคลอื่นที่ขัดแย้งกับตน และยอมรับเสียงข้างมากในสังคมแม้ว่าจะไม่เห็นด้วย ๓) ด้านพฤติกรรมการมีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตย หมายถึง การที่ประชาชนเห็นว่าตนเอง เชื่อมโยงเป็นส่วนหนึ่งของสังคม เห็นความส าคัญของปัญหาส่วนรวม เข้าร่วมกิจกรรมส่วนรวม เช่น การช่วยเหลือสังคม การร่วมแสดงความคิดเห็นเพื่อแก้ไขปัญหา และการไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งทั้งในระดับ ท้องถิ่นและระดับประเทศ รวมถึงการแก้ไขปัญหาส่วนรวมโดยเริ่มต้นจากตนเองก่อน ๔) ด้านการรับรู้ข้อมูลข่าวสารทางการเมือง หมายถึง การที่ประชาชนให้ความสนใจข่าวสาร ด้านการเมืองในทุกระดับ สนทนาเกี่ยวกับข่าวสารทางการเมืองกับบุคคลในครอบครัวหรือกับเพื่อน ๆ และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการเมืองผ่านช่องทางต่าง ๆ หรือผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ค ๕) ด้านความเชื่อในระบอบประชาธิปไตย หมายถึง การที่ประชาชนเชื่อว่าการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยจะท าให้ประเทศชาติเจริญก้าวหน้า สังคมที่มีความยุติธรรมต้องเปิดโอกาสให้คนมี ความเท่าเทียมกัน ปฏิบัติต่อบุคคลอื่นอย่างเท่าเทียม และเชื่อในการออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งซึ่งเป็น ตัวบ่งชี้ของความเป็นประชาธิปไตย
๗ บทที่ ๒ เอกสำรและงำนวิชำกำรที่เกี่ยวข้อง การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามการรับรู้ของประชาชน เพื่อศึกษาและวิเคราะห์กลไกการให้ความรู้ ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในระบบการศึกษาของไทย และเพื่อน าเสนอ มาตรการส่งเสริมการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขภายใต้ บริบทการศึกษาของไทย คณะท างานพิจารณาศึกษาฯ ได้ศึกษาและค้นคว้าแนวคิด ทฤษฎี เอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ ๒.๑ แนวคิดการปกครองระบอบประชาธิปไตย ๒.๑.๑ รูปแบบของระบอบประชาธิปไตย ๒.๑.๒ ลักษณะส าคัญของการปกครองของระบอบประชาธิปไตย ๒.๑.๓ หลักการพื้นฐานของประชาธิปไตย ๒.๑.๔ ประโยชน์ของระบอบประชาธิปไตย ๒.๑.๕ อ านาจปกครองในระบอบประชาธิปไตย ๒.๒ พระมหากษัตริย์ไทยในระบอบประชาธิปไตย ๒.๒.๑ พระราชสถานะและพระราชอ านาจที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ๒.๒.๒ พระราชสถานะและพระราชอ านาจที่ไม่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ๒.๒.๓. พระราชสถานะทางสังคม ๒.๓ หลักการมีส่วนร่วมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของประชาชน ๒.๓.๑ ความหมายการมีส่วนร่วมทางการเมือง ๒.๓.๒ รูปแบบการมีส่วนร่วมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ๒.๓.๓ ประโยชน์ของการมีส่วนร่วมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ๒.๓.๔ ความส าคัญของการมีส่วนร่วมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ๒.๓.๕ สิทธิการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ๒.๔ แนวคิดทฤษฎีการรับรู้ ๒.๔.๑ ความหมายของการรับรู้ ๒.๔.๒ การจัดระบบการรับรู้ ๒.๔.๓ ความคงที่ของการรับรู้ ๒.๔.๔ หลักการรับรู้ส าหรับการศึกษา ๒.๔.๕ ล าดับขั้นของการรับรู้ ๒.๔.๖ กระบวนการของการรับรู้ ๒.๕ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ๒.๕.๑ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องด้านการเคารพกติกาในระบอบประชาธิปไตย ๒.๕.๒ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องด้านพฤติกรรมการมีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตย ๒.๕.๓ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องด้านการรับรู้ข้อมูลข่าวสารทางการเมือง ๒.๕.๔ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องด้านความเชื่อในระบอบประชาธิปไตย ๒.๕.๕ ตัวชี้วัดความเป็นประชาธิปไตย
๘ ๒.๑ แนวคิดกำรปกครองระบอบประชำธิปไตย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พุทธศักราช ๒๔๙๓ ๙ ให้ความหมายของค าว่า "ประชาธิปไตย" ว่าเป็น "แบบการปกครองที่ถือมติปวงชนส่วนใหญ่" ประชาธิปไตย หมายถึง การปกครองที่เป็นของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน ตลอดจนเป็นหลักในการด าเนินชีวิตของคนในการอยู่ร่วมกันโดยสันติ ภายใต้ความเชื่อที่ว่า คนเราเกิดมา เท่าเทียมกัน คือ ได้รับการคุ้มครองจากรัฐตามกฎหมายและโอกาสที่จะได้รับการบริการต่าง ๆ แน่นอน ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ ประชาธิปไตย คือ การที่รัฐบาลเป็นของประชาชนโดยประชาชน เพื่อประชาชน หรือประชาธิปไตยคือสังคมที่ประชาชนมีเสรีภาพ สมภาพ และภราดรภาพ "ประชาธิปไตย" มาจากค าว่า "ประชา" และ "อธิปไตย" เมื่อรวมกันแล้ว หมายถึง อ านาจของ ประชาชนนั้นคือประชาชนเป็นอ านาจของคนหมู่มาก ดังค ากล่าวของอดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา อับราฮัม ลินคอล์น ที่ว่า “การปกครองในระบอบประชาธิปไตยเป็นการปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน” ดังนั้น จึงเกี่ยวข้องกับประชาชนในลักษณะต่าง ๆ ดังนี้ ๑. หลักการของประชาธิปไตยถือว่าการปกครองเป็นของประชาชน จึงถือว่าประชาชน เป็นส่วนหนึ่งของระบบและผูกพันต่อระบอบการปกครองและมีหน้าที่ต้องรักษาประชาธิปไตยให้ยืนยาว ๒. เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบ วนการทางการเมืองการปกครอง ตามหลักการที่ว่าเป็นการปกครองโดยประชาชน ๓. ตามหลักเพื่อประชาชน จึงถือว่าเป้าหมายหรือนโยบายในการบริหารประเทศจะต้อง มุ่งประโยชน์แก่คนส่วนมาก ๔. เสียงข้างมากของประชาชน คือ หลักในการตัดสินปัญหา และการปกครองประเทศ ๕. ประชาชนมีความเท่าเทียมกัน และมีสิทธิเสรีภาพทุกอย่างตามกฎหมาย ๖. รัฐบาลอยู่ภายใต้การควบคุมของประชาชนทั้งในทางตรง ได้แก่ การลงเสียงประชามติ และทางอ้อม โดยผ่านสภาผู้แทนราษฎร จากแนวคิดข้างต้นสรุปได้ว่า การปกครองตามระบอบประชาธิปไตย หมายถึง การปกครอง ที่เป็นของประชาชน ภายใต้สิทธิเสรีภาพที่มีความเท่าเทียมกันในการเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการ ทางการเมืองและการปกครองที่มุ่งเน้นประโยชน์ของประชาชนเป็นส่วนมาก ประชาชนมีสิทธิ ในการควบคุมทั้งทางตรงและทางอ้อม มีอิสระตามอ านาจที่มีซึ่งบัญญัติไว้เป็นกฎหมาย ๒.๑.๑ รูปแบบของระบอบประชำธิปไตย ระบอบประชาธิปไตยแบ่งตามลักษณะการใช้อ านาจโดยประชาชนได้เป็น ๓ รูปแบบ ๑๐ ดังนี้ ๑) ประชาธิปไตยทางตรง (Direct Democracy) คือ รูปแบบการปกครองที่ประชาชน สามารถใช้อ านาจการปกครองที่เป็นเจ้าของร่วมกันในการตัดสินใจในทางการเมืองด้วยตนเอง ๙ ราชบัณฑิตยสถาน. (๒๕๓๕). พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๔๙๓. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ส่วนท้องถิ่น. ๑๐ สถาบันพระปกเกล้า. (๒๕๖๕). ความรู้เบื้องต้นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (พิมพ์ครั้งที่ ๒). กรุงเทพมหานคร : สถาบันพระปกเกล้า.
๙ โดยไม่ต้องอาศัยคนกลางหรือนักการเมืองให้ไปท าหน้าที่แทน ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจในเรื่องการออก กฎหมาย รวมถึงการก าหนดนโยบายต่าง ๆ ๒) ประชาธิปไตยแบบมีผู้แทน (Representative Democracy) หรือประชาธิปไตย ทางอ้อม (Indirect Democracy) คือ การปกครองที่ประชาชนเลือกผู้แทนไปท าหน้าที่ตัดสินใจ ทางการเมืองแทนตนในรัฐสภา ซึ่งผู้แทนอาจมาจากการเลือกตั้ง หรือมาจากการสรรหาตามรัฐธรรมนูญ หรือมาจากการก าหนดโดยพรรคการเมืองหรืออาจใช้รูปแบบผสมผสานกันเป็นรูปแบบที่ใช้กัน อย่างแพร่หลายที่สุดในปัจจุบันโดยมีการแบ่งตัวแบบในเชิงโครงสร้างความสัมพันธ์เชิงอ านาจออกเป็น ๓ ระบบใหญ่ ๆ คือ ได้แก่ ๒.๑) ระบบรัฐสภา (Parliamentary Democracy) คือ รูปแบบการปกครอง ที่รัฐบาลได้รับการเลือกเข้ามาจากความเห็นชอบของรัฐสภา โดยประมุขแห่งรัฐอาจเป็นพระมหากษัตริย์ หรือประธานาธิบดีก็ได้ หัวหน้าฝ่ายบริหารคือ นายกรัฐมนตรี ประเทศที่ใช้ระบบนี้ เช่น สหราช อาณาจักร ประเทศไทย และประเทศญี่ปุ่น ๒.๒) ระบบประธานาธิบดี (Presidential System) คือ รูปแบบการปกครอง ที่อ านาจนิติบัญญัติและอ านาจบริหารแยกออกจากกัน โดยมีประธานาธิบดีเป็นประมุขแห่งรัฐ และเป็นหัวหน้าคณะรัฐบาลซึ่งได้รับการเลือกตั้งเข้ามาโดยตรงหรือโดยอ้อมจากประชาชนเช่นเดียวกัน กับสมาชิกรัฐสภา ประเทศที่ใช้ระบบนี้ เช่น สหรัฐอเมริกา ๒.๓) ระบบกึ่งประธานาธิบดี (Semi-Presidential System) คือ รูปแบบการ ปกครองที่ผสมผสานระหว่างระบบรัฐสภาและระบบประธานาธิบดีโดยมีประธานาธิบดีเป็นประมุข แห่งรัฐซึ่งได้รับการเลือกตั้งเข้ามาโดยตรงจากประชาชนและประธานาธิบดีจะแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี เพื่อเป็นหัวหน้าคณะรัฐบาลและใช้อ านาจบริหาร ประเทศที่ใช้ระบบนี้ เช่น สาธารณรัฐฝรั่งเศส ๓) ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม (Participatory Democracy) คือ รูปแบบการ ปกครองที่พยายามผสมผสานรูปแบบประชาธิปไตยทางตรงกับประชาธิปไตยแบบมีผู้แทนเข้าด้วยกัน โดยพยายามท าให้อ านาจการตัดสินใจในทางการเมืองไม่ได้เป็นของตัวแทนที่มาจากการเลือกตั้ง แต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ในขณะเดียวกันก็ไม่ต้องให้ประชาชนตัดสินใจในกิจการสา ธารณะทั้งหมด ประชาธิปไตยในรูปแบบนี้จึงเป็นการใช้อ านาจร่วมกันระหว่าง “ประชาชน” และ “ตัวแทนของ ประชาชน” ในลักษณะที่มีการกระจายอ านาจในการตัดสินใจและการจัดสรรทรัพยากรต่าง ๆ ให้แก่ ประชาชนอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกัน ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร กระบวนการพิจารณา ออกกฎหมายและก าหนดนโยบาย รวมถึงกระบวนการยุติธรรมได้ ๒.๑.๒ ลักษณะส ำคัญของกำรปกครองของระบอบประชำธิปไตย การปกครองระบอบประชาธิปไตยมีลักษณะที่ส าคัญ คือ ๑. ประชาชนเป็นเจ้าของอ านาจในการปกครอง ๒. ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครองโดยตรงหรือโดยอ้อม เช่น การลงสมัคร รับเลือกตั้ง การใช้สิทธิเลือกตั้ง ๓. เป็นการปกครองที่มุ่งหวังให้ประชาชนส่วนใหญ่ได้รับประโยชน์ ๔. ยึดถือเสียงข้างมากเป็นหลักในการปกครองและเคารพในสิทธิของฝ่ายข้างน้อย ๕. ประชาชนมีความเสมอภาคกันตามกฎหมาย (กฎหมายให้การคุ้มครองทุกคนเท่ากัน) และมีสิทธิเสรีภาพตามที่กฎหมายก าหนด
๑๐ ๖. ประชาชนมีอ านาจในการควบคุมรัฐบาลทั้งโดยตรงและโดยอ้อม เช่น การเรียกร้อง ให้ส.ส. ในเขตเลือกตั้งของตนตั้งกระทู้ถามรัฐบาลในเรื่องที่เกี่ยวกับปัญหาความเดือดร้อนของตน ๒.๑.๓ หลักกำรพื้นฐำนของประชำธิปไตย ๒.๑.๓.๑ หลักการขั้นพื้นฐานของประชาธิปไตย การปกครองระบอบประชาธิปไตย เป็นการปกครองที่ยึดมั่นหลักการ ดังนี้ ๑. การยอมรับว่าคนทุกคนมีสติปัญญา มีเหตุผล ๒. ยอมรับว่าทุกคนมีอิสระและเสรีภาพ ๓. การยอมรับว่าทุกคนมีความเท่าเทียมกัน ๔. อ านาจสูงสุดในการปกครองประชาชนเป็นของประชาชน ๕. อ านาจปกครองของรัฐบาลเกิดขึ้นจากความยินยอมของประชาชน ผู้ถูกปกครองโดยวิธีการแสดงความยินยอมต่าง ๆ ที่ส าคัญ คือ การใช้สิทธิเลือกตั้ง ๖. ประชาชนมีสิทธิในการคัดค้านหรือเปลี่ยนแปลงรัฐบาลตามวิธีการที่กฎหมาย ก าหนด หากว่ารัฐบาลไม่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ ๒.๑.๓.๒ หลักการของระบอบประชาธิปไตย จากปรัชญาของระบอบประชาธิปไตย ท าให้การปกครองระบอบประชาธิปไตย เป็นระบอบการปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน ซึ่งมีหลักการดังนี้ ๑. หลักอ านาจอธิปไตยของปวงชน (Popular Sovereignty) โดยใช้อ านาจ ก าหนดตัวผู้ปกครอง โดยผ่านกระบวนการเลือกตั้ง รวมถึงอ านาจในการถอดถอนตัวผู้ปกครอง ๒. หลักเสรีภาพ (Liberty) ได้แก่ การเลือกตั้งถอดถอนผู้ปกครองหรือผู้น าทาง การเมืองการเข้าร่วมเป็นสมาชิกกลุ่ม การวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมืองทั้งด้วยการพูด การเขียน การเผยแพร่ผ่านสื่อต่าง ๆ ซึ่งเป็นกลไกส าคัญที่จะควบคุม ก ากับ และตรวจสอบผู้ปกครอง การชุมนุม และเคลื่อนไหวทางการเมือง ทั้งในการส่งเสริม สนับสนุน และคัดค้านนโยบายและการกระท าของ ผู้ปกครอง ๓. หลักการเสมอภาค (Equality) ในระบอบประชาธิปไตยเป็นหลักควบคู่กับ เสรีภาพ ซึ่งประชาชนจะได้รับโอกาสที่เสมอภาคกันและทัดเทียมกัน ทั้งในทางการเมือง เศรษฐกิจ และ สังคม ๔. หลักกฎหมาย (Rule of Law) ในระบอบประชาธิปไตยต้องมีที่มาอันชอบ ธรรมคือ อ านาจมาจากอธิปไตยของปวงชน ใช้บังคับประชาชนอย่างเสมอภาคเท่าทียมกันโดยไม่เลือก ปฏิบัติ และต้องให้ความคุ้มครองภายใต้กระบวนการยุติธรรมแก่ประชาชนอย่างเสมอกาคเท่าเทียมกัน ๕ . หลักเสียงข้ างมาก (Majority Rule) ใน ระบอบป ระชาธิปไตยเป็น การสะท้อนถึงความต้องการของคนส่วนใหญ่ แต่จะต้องให้ความเคารพและคุ้มครองเสียงข้างน้อยด้วย เพราะฝ่ายเสียงข้างน้อยจะท าหน้าที่และมีสิทธิในการแสดงความคิดเห็นเพื่อเป็นการควบคุม ก ากับ และ ตรวจสอบเจตนารมณ์ในการตัดสินใจของฝ่ายเสียงข้างมากกว่าเป็นไปเพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่าง แท้จริงหรือไม่ ถ้าเสียงข้างมากลงมติตัดสินใจขัดต่อประโยชน์ของประชาชน ก็มีสิทธิที่จะปฏิเสธมติการ ตัดสินใจของเสียงข้างมากนั้นได้
๑๑ ๒.๑.๔ ประโยชนของระบอบประชาธิปไตย ระบอบประชาธิปไตยมีประโยชน ดังนี้ ๑. ปองกันการใชอํานาจไมชอบธรรมของเจาหนาที่และการปกครองที่ไมถูกตอง ๒. ใชเปนกระบวนการอันชอบธรรมตามกฎหมาย เพื่อปองกันสิทธิและผลประโยชน ของชนหมูนอย ๓. ประชาชนมีโอกาสที่จะแสดงความคิดเห็นเพื่อชักจูงใหเปนไปตามความตองการ ของตนโดยการถกเถียงกันอยางสันติในทางการเมือง ๒.๑.๕ อํานาจปกครองในระบอบประชาธิปไตย ๒.๑.๕.๑ แนวคิดและทฤษฎีวาดวยอํานาจอธิปไตย แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับอํานาจ อธิปไตย เริ่มมีปรากฏจากการนําเสนอของนักปราชญชาวฝรั่งเศส ชื่อ ฌอง โบแดง (Jean Bodin) ๑๑ อํานาจอธิปไตย (Sovereignty) คือ อํานาจซึ่งแสดงความเปนใหญ ความเปนอิสระ ความไมขึ้นแกใคร หรือตองเชื่อฟงคําสั่ง คําบัญชาของผูใดที่เหนือตน โดยปราศจากความยินยอมของตน อํานาจอธิปไตย คือ คุณสมบัติขั้นพื้นฐานของรัฐ และเปนอํานาจสูงสุดที่รัฐมีอยูเหนือประชากรของตน ไมมีขีดจํากัดใด ๆ ตามกฎหมายที่จะใชอํานาจนั้น ดังจะเห็นไดวา รัฐเปดใหบุคคลมีเสรีภาพในการกระทําการใด ๆ ตามตองการได แตรัฐพรอมเสมอที่จะแสดงอํานาจหรือเขาไปแทรกแซงการกระทําของประชาชน อํานาจ สูงสุดที่อาจเรียกวา อํานาจอธิปตย จึงมีความชอบธรรมที่จะใชกําลังเหนือบุคคลอื่นในสังคม การเมือง หนึ่ง ๆ ในทางกฎหมายมหาชน ๑๒ อํานาจอธิปไตยถือวาเปนอํานาจสูงสุด (Supremacy) ในการปกครองประเทศ หรืออํานาจที่แสดงความเปนเจาของประเทศ และถือวาเปนองคประกอบอยางหนึ่งของรัฐ เปนองคประกอบสําคัญในอันที่จะแสดงวาดินแดนนั้น ๆ เปนรัฐหรือเปนประเทศเอกราชไดหรือไม แนวคิดเรื่องอํานาจอธิปไตยที่กลายมาเปนสวนหนึ่งของรัฐนี้ มีที่มาจากนักคิดคนสําคัญ คือ Jean Bodin (ค.ศ. ๑๕๒๙-๑๕๙๖) กับ Thomas Hobbes (ค.ศ. ๑๕๘๘-๑๖๗๙) โดยสรางจากแนวคิดเรื่องนี้ขึ้นมา เพื่อสนับสนุนความสมบูรณและความสูงสุดของอํานาจรัฐหรือวาเปนการพยายามสรางความชอบธรรม ใหกับอํานาจของผูปกครอง อํานาจอธิปไตย หมายถึง อํานาจสูงสุดในการปกครองประเทศ ซึ่งถือวาเปน องคประกอบที่สําคัญของการปกครองของรัฐที่มีอิสระ เสรีภาพ และมีความเปนเอกราช มีอํานาจ ในการบริหารราชการ ทั้งกิจการภายในและนอกประเทศไดอยางเต็มที่ โดยทั่วไปอํานาจอธิปไตย แยกใชเปน ๓ ลักษณะ คือ อํานาจนิติบัญญัติ อํานาจบริหาร และอํานาจตุลาการ รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ๑๓ ระบุวา อํานาจอธิปไตย เปนของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริยผูทรงเปนประมุขทรงใชอํานาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาลตามบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญนี้ ซึ่งหมายความวา ในทางการเมืองประชาชนมีอํานาจสูงสุด ๑๑ ภูริชญา วัฒนรุง. (๒๕๔๓). ปรัชญาและพัฒนาการกฎหมายมหาชน (พิมพครั้งที่ ๑). กรุงเทพมหานคร : วิญูชน. ๑๒ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ. (๒๕๓๘). รายงานการวิจัยระบบการตรวจสอบทุจริตของผูดํารงตําแหนงระดับสูง. กรุงเทพมหานคร : สํานักงานกองทุน สนับสนุนการวิจัย. ๑๓ “รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐”, ราชกิจจานุเบกษา. เลม ๑๓๔ ตอนที่ ๔๐ ก, ๖ เมษายน ๒๕๖๐, หนา ๑-๙๐.
๑๒ แต่การใช้อ านาจทางกฎหมาย ต้องใช้ผ่านสถาบันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาลที่พิพากษาอรรถคดี ตามกฎหมายที่บัญญัติไว้แล้วในพระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์ และตามขอบเขตที่รัฐธรรมนูญ ก าหนดไว้เท่านั้น ดังนั้น องค์ประกอบของผู้ใช้อ านาจก็คือ ต้องมีสถาบันพระมหากษัตริย์ สถาบัน นิติบัญญัติ สถาบันบริหาร และสถาบันตุลาการ อย่างไรก็ดี จะเห็นได้ว่าอ านาจอธิปไตยตามกฎหมาย ไม่ได้อยู่ที่รัฐสภาเท่านั้น แต่แยกกันอยู่ใน ๓ สถาบันหลักดังกล่าว ซึ่งรัฐธรรมนูญไม่ได้ระบุว่า อ านาจใด ใหญ่ที่สุดหรือส าคัญกว่ากัน การก าหนดให้แยกการใช้อ านาจอธิปไตยออกเป็น ๓ ส่วน และให้มีองค์กร ๓ ฝ่าย เป็นผู้รับผิดชอบไปแต่ละส่วนนี้ เป็นไปตามหลักการประชาธิปไตยที่ไม่ต้องการให้มี การรวมอ านาจ แต่ต้องการให้มีการถ่วงดุลอ านาจซึ่งกันและกัน เพราะถ้าให้องค์กรใดเป็นผู้ใช้อ านาจ มากกว่าหนึ่งส่วนแล้ว อาจเป็นช่องว่างให้เกิดการใช้อ านาจแบบเผด็จการได้ ๒.๑.๕.๒ ความสัมพันธ์ระหว่างอ านาจนิติบัญญัติ อ านาจบริหาร และอ านาจตุลาการ มีดังนี้ ๑. อ านาจนิติบัญญัติ หรือ สถาบันนิติบัญญัติ หมายถึง สถาบันที่ท าหน้าที่ ออกกฎหมาย ให้ความเห็นชอบ ตรวจสอบการท างานของรัฐบาล คือ รัฐสภา ซึ่งมีรูปแบบเป็นสภาคู่ หรือ ๒ สภา ประกอบด้วย ๑๔ ๑.๑) สภาผู้แทนราษฎร จ านวน ๕๐๐ คน มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต และมาจากบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง (เมื่อแรกประกาศใช้รัฐธรรมนูญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตมีจ านวน ๓๕๐ คน ส่วนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากบัญชีรายชื่อ ของพรรคการเมืองมีจ านวน ๑๕๐ คน ต่อมาได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญซึ่งมีผลเป็น การเปลี่ยนแปลงจ านวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งสองประเภทโดยเพิ่มจ านวนสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเป็น ๔๐๐ คน และลดจ านวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจาก บัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองเป็น ๑๐๐ คน) ๑.๒) วุฒิสภา จ านวน ๒๐๐ คน มาจากการเลือกกันเองของบุคคล ซึ่งมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ อาชีพ ลักษณะ หรือประโยชน์ร่วมกัน หรือท างาน หรือ เคยท างานด้านต่าง ๆ ที่หลากหลายของสังคม (อย่างไรก็ตาม ในวาระเริ่มแรก วุฒิสภาประกอบด้วย สมาชิกจ านวน ๒๕๐ คน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติถวาย ค าแนะน า โดยอายุของวุฒิสภาชุดนี้มีก าหนด ๕ ปี) ๒. อ านาจบริหาร หรือ สถาบันบริห าร หมายถึง บุ คคล คณ ะบุคคล กลุ่มบุคคล หรือองค์กร สถาบันบริหารนั้นนอกจากจะเป็นสถาบันสร้างกฎหมายแล้ว ยังเป็นสถาบันสร้าง นโยบายบริหารประเทศด้วย สถาบันบริหารจะน านโยบาย และกฎหมายที่ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา แล้วไปด าเนินหรือไปปฏิบัติ องค์ประกอบของสถาบันบริหารประกอบด้วย ๒.๑) ข้าราชการการเมือง คือ ข้าราชการซึ่งได้รับการเลือกตั้งจาก ประชาชนให้มาท าหน้าที่เป็นนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี เพื่อบริหารบ้านเมือง ๒.๒) ข้าราชการประจ า คือ บุคลากรซึ่งเป็นกลไกหรือเครื่องมือในการน า นโยบายและกฎหมายไปปฏิบัติ ซึ่งต้องปฏิบัติงานอย่างตรงไปตรงมา มีประสิทธิภาพสูง มีความรอบรู้ ในหลักวิชาการ มีประสบการณ์ และมีระเบียบ ประเพณี การประพฤติปฏิบัติที่เป็นแบบอย่าง มีสาย การบังคับบัญชาของข้าราชการประจ าอย่างชัดเจน มีการแบ่งงานกันท าเฉพาะอย่างตามความช านาญ ๑๔ สถาบันพระปกเกล้า. (๒๕๖๕).
๑๓ ๓. อ านาจตุลาการ หรือ สถาบันตุลาการ หมายถึง ศาลและผู้พิพากษาที่ปฏิบัติ หน้าที่ในนามของรัฐหรือในพระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์ อ านาจตุลาการตามบทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญมีสาระส าคัญ ๒ ประการ ดังนี้ ๓.๑) อ านาจตุลาการในระบอบประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญของไทยในอดีต ได้แยกอ านาจระหว่างอ านาจตุลาการและอ านาจนิติบัญญัติไว้อย่างชัดเจน โดยจัดอ านาจตุลาการ ให้มีความอิสระจากฝ่ายบริหาร และนิติบัญญัติ รัฐสภาจะก้าวก่ายอ านาจของศาลไม่ได้ ๓.๒) รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้วางหลักทั่วไปเกี่ยวกับหลักการพิจารณา พิพากษาอรรถคดีว่าเป็นอ านาจศาล ซึ่งศาลในที่นี้ หมายถึง ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง ศาลทหาร ศาลยุติธรรม และศาลอื่น ๆ สรุปได้ว่า การปกครองระบอบประชาธิปไตยเป็นการปกครองที่ประชาชนเป็นเจ้าของอ านาจ อธิปไตยร่วมกัน แบ่งออกเป็น ๓ รูปแบบ ประกอบด้วย ประชาธิปไตยทางตรง ประชาธิปไตยแบบ มีผู้แทน และประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม ซึ่งอ านาจอธิปไตยเป็นของประชาชนภายใต้สิทธิ เสรีภาพ ความเท่าเทียมกันอย่างเสมอภาค ไม่มีการแบ่งฐานะในการเข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงเจตนารมณ์ และ ยังสามารถควบคุม ตรวจสอบฝ่ายบริหาร โดยใช้กระบวนการที่ชอบธรรมตามกฎหมาย เพื่อป้องกันไม่ให้ ฝ่ายบริหารใช้อ านาจในทางที่ไม่ชอบธรรม ทั้งนี้ การที่ประชาชนจะเข้ามามีส่วนร่วมในการปกครอง ย่อมขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมทางการเมืองของบุคคลในแต่ละสังคม ซึ่งเป็นกลไกส าคัญที่มีผลต่อความคิด และการแสดงออกทางพฤติกรรม อันจะน าไปสู่ระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนในระบอบการปกครอง แบบประชาธิปไตย ๒.๒ พระมหำกษัตริย์ไทยในระบอบประชำธิปไตย ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๗๕ โดยคณะราษฎรได้กราบบังคมทูลฯ ร้องขอให้พระบาทสมด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทาน รัฐธรรมนูญ และขอให้ทรงอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ อันที่จริงพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เคยมีพระราชด าริจะพระราชทานรัฐธรรมนูญอยู่ก่อนแล้ว แต่ได้รับการคัดค้านจากขุนนางไทยและ ที่ปรึกษาชาวต่างประเทศ ดังนั้น ในวันที่ ๒๕ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๗๕ จึงทรงลงพระปรมาภิไธย ในพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช ๒๔๗๕ และพระราชก าหนด นิรโทษกรรมในคราวเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดิน พุทธศักราช ๒๔๗๕ ทั้งนี้ โดยไม่มีผู้ใดลงนาม รับสนองพระบรมราชโองการเลย ซึ่งในทางกฎหมายมหาชนต้องถือว่าทรงสมัครพระราชหฤทัยจ ากัด พระองค์เองอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญที่พระราชทานนั้น ทั้งนี้เพื่อให้ราษฎรทั้งปวงปกครองกันเอง ดังปรากฎ ในพระราชหัตถเลขาทรงสละราชสมบัติตอนหนึ่งความว่า "ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอํานาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่เดิมให้แก่ราษฎรทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอํานาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใดโดยเฉพาะ เพื่อใช้อํานาจโดยสิทธิขาดและโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาชนราษฎร " นับแต่นั้นเป็นต้นมา ประเทศไทยก็มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขมาตราบจนทุกวันนี้
๑๔ รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยทุกฉบับกําหนดรูปแบบการปกครองและประมุขแหงรัฐไววา ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข เปนการเทิดทูน พระมหากษัตริย คือ ทรงดํารงอยูในฐานะอันเปนที่เคารพสักการะ ผูใดจะละเมิดมิได และรัฐธรรมนูญ ยังกําหนดใหพระมหากษัตริยทรงเปนผูใชอํานาจอธิปไตยซึ่งเปนของประชาชน โดยใชอํานาจนิติบัญญัติ ผานทางรัฐสภา อํานาจบริหารผานทางคณะรัฐมนตรี และอํานาจตุลาการผานทางศาล การกําหนดเชนนี้ หมายความวาอํานาจตาง ๆ จะใชในพระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย ซึ่งในความเปนจริงอํานาจ เหลานี้มีองคกรเปนผูใช ฉะนั้นการที่บัญญัติวา พระมหากษัตริยทรงใชอํานาจนิติบัญญัติ อํานาจบริหาร และอํานาจตุลาการผานทางองคกรตาง ๆ นั้น จึงเปนการเทิดพระเกียรติ แตอํานาจที่แทจริงอยูที่องคกร ที่เปนผูพิจารณานําขึ้นทูลเกลาถวายเพื่อพระมหากษัตริยทรงลงพระปรมาภิไธย พระมหากษัตริยตามรัฐธรรมนูญของไทยแมจะไดรับการเชิดชูใหอยูเหนือการเมืองและกําหนดให มีผูรับสนองพระบรมราชโองการในการปฎิบัติทางการปกครองทุกอยาง แตพระมหากษัตริย ก็ทรงมีอํานาจบางประการที่ไดรับการรับรองโดยรัฐธรรมนูญ และเปนพระราชอํานาจที่ทรงใชได ตามพระราชอัธยาศัย ไดแก การแตงตั้งคณะองคมนตรี การแตงตั้งขาราชการในพระองคและ สมุหราชองครักษ การแกไขเพิ่มเติมกฎมณเทียรบาลวาดวยการสืบราชสันตติวงศ การพระราชทาน เครื่องราชอิสริยาภรณ เปนตน พระราชอํานาจที่สงผลกระทบตอการเมืองการปกครองอยางแทจริง คือ พระราชอํานาจในการยับยั้งรางพระราชบัญญัติ ในกรณีที่พระมหากษัตริยทรงไมเห็นดวยกับราง พระราชบัญญัติที่ผานการเห็นชอบของรัฐสภามาแลวและนายกรัฐมนตรีนําขึ้นทูลเกลาฯ ถวายเพื่อให พระมหากษัตริยทรงลงพระปรมาภิไธยประกาศใช แตพระองคอาจใชพระราชอํานาจยับยั้งได ซึ่งรัฐสภาจะตองนํารางพระราชบัญญัติที่ถูกยับยั้งนั้นไปพิจารณาใหม ๒.๒.๑ พระราชสถานะและพระราชอํานาจที่บัญญัติไวในรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยทุกฉบับ ยืนยันความเปนประมุขสูงสุดของ พระมหากษัตริย โดยบัญญัติวา องคพระมหากษัตริยทรงดํารงอยูในฐานะอันเปนที่เคารพสักการะ ผูใด จะละเมิดมิได ผูใดจะกลาวหาหรือฟองรองพระมหากษัตริยในทางใด ๆ มิได หมายความวา ผูใดจะหมิ่น พระบรมเดชานุภาพพระมหากษัตริยไมได ผูละเมิดตอพระมหากษัตริยถือวาเปนการกระทําความผิด อยางรายแรง รัฐธรรมนูญบางฉบับถึงกับไมยอมใหมีการนิรโทษกรรมแกผูกระทําการลมลางสถาบัน พระมหากษัตริยการปกครองระบอบประชาธิปไตยของไทย รัฐธรรมนูญมีบทบัญญัติใหพระมหากษัตริย ไดรับการเชิดชูใหอยูเหนือการเมือง และกําหนดใหมีผูรับสนองพระบรมราชโองการ ในการดําเนินการ ทางการเมืองการปกครอง รัฐธรรมนูญไดกําหนดพระราชอํานาจของพระมหากษัตริย ดังนี้ ๑. ทรงใชอํานาจอธิปไตย พระมหากษัตริยใชอํานาจอธิปไตย เชน อํานาจนิติบัญญัติ อํานาจบริหาร และอํานาจตุลาการ ดังนี้ ทรงใชอํานาจนิติบัญญัติทางรัฐสภา หมายความวา พระมหากษัตริยทรงใชอํานาจในการออก กฎหมาย คําแนะนํา และยินยอมของรัฐสภา เมื่อรัฐสภารางกฎหมายขึ้นแลวจะทูลเกลาฯ ถวายเพื่อทรง ลงพระปรมาภิไธยประกาศใชเปนกฎหมายตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญ ซึ่งในรัชสมัยปจจุบัน พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกลาเจาอยูหัว เสด็จพระ ราชดําเนิน พรอมดวยสมเด็จพระนางเจาฯ พระบรมราชินี ไปทรงเปดประชุมรัฐสภา ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวทรงมีพระราชดํารัสแกสมาชิกรัฐสภา ความวา
๑๕ “บัดนี้ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เสร็จสิ้นลง และมีการเรียกประชุม รัฐสภา พ.ศ. ๒๕๖๒ แล้ว ข้าพเจ้าขอเปิดประชุมรัฐสภาเพื่อให้ทําหน้าที่นิติบัญญัติ ตั้งแต่วาระนี้เป็นต้นไป ขอให้สมาชิกแห่งสภาพึงนึกถึงความสําคัญและความรับผิดชอบ ในการปฏิบัติหน้าที่อย่างจริงจัง เพราะการกระทําทุกอย่างของแต่ละคน จะมีผลโดยตรง ถึงความมั่นคงของประเทศ และความสุขทุกข์ของประชาชน จึงจําเป็นที่ทุกคนจะต้อง ร่วมมือกันปฏิบัติภารกิจทั้งปวง โดยเต็มสติปัญญา ความสามารถ ด้วยความสุจริต และด้วยความคิดพิจารณาอันสุขุมรอบคอบ หนักแน่นด้วยเหตุผลที่ถูกต้อง เที่ยงตรงตาม หลักนิติธรรมและคุณธรรม ให้งานของชาติดําเนินก้าวหน้าไปโดยไม่ติดขัด และบังเกิด ประโยชน์อันพึงประสงค์สมบูรณ์บริบูรณ์” ๑๕ ทรงใช้อ านาจบริหารทางคณะรัฐมนตรี หมายความว่า การบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งนายกรัฐมนตรีพร้อมด้วยคณะรัฐมนตรีด าเนินการไปนั้น ถือว่ากระท าไปในพระปรมาภิไธย พระมหากษัตริย์ ทั้งนี้ เพราะพระราชบัญญัติ พระราชก าหนด พระราชกฤษฎีกา พระราชหัตถเลขา และพระบรมราชโองการอันเกี่ยวกับราชการแผ่นดิน คณะรัฐมนตรีเป็นผู้ปฏิบัติและรับผิดชอบทั้งสิ้น โดยนายกรัฐมนตรีจะต้องกราบบังคมทูลและลงนามรับสนองพระบรมราชโองการพระราชอ านาจ ทางด้านบริหารของพระมหากษัตริย์ดังกล่าว ได้แก่ การตราพระราชกฤษฎีกาไม่ขัดต่อกฎหมาย การประกาศใช้และยกเลิกใช้กฎอัยการศึก การประกาศสงคราม การท าสัญญาสันติภาพ สัญญาสงบศึก หรือสนธิสัญญาอื่นกับนานาประเทศหรือกับองค์การระหว่างประเทศ และการพระราชทานอภัยโทษ ทรงใช้อ านาจตุลาการทางศาล หมายถึง ศาลเป็นผู้พิจารณาพิพากษาอรรถคดีต่าง ๆ ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและตามกฎหมายในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่ง พระราชอ านาจในการแต่งตั้งและการพ้นจากต าแหน่งของผู้พิพากษาและตุลาการ ก่อนเข้ารับหน้าที่ ผู้พิพากษาและตุลาการจะต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ ๒. ทรงด ารงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะผู้ใดจะละเมิดมิได้ หมายความว่า พระมหากษัตริย์ไทยทรงอยู่ภายใต้กฎหมายก็เพียงเฉพาะกฎหมายรัฐธรรมนูญเท่านั้น แต่ทรงอยู่เหนือ กฎหมายอื่น ๆ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องตามกฎหมายใด ๆ มิได้ ทั้งนี้ก็เพราะต้องการเทิดทูน องค์พระประมุขของชาติ พระมหากษัตริย์ไม่ทรงกระท าผิด (The King can do no wrong.) หมายความว่าพระมหากษัตริย์ทรงไม่ต้องรับผิดชอบในพระบรมราชโองการหรือการกระท า ในพระปรมาภิไธยของพระองค์ ในกรณีที่มีความเสียหายบกพร่องเกิดขึ้น ผู้ลงนามรับสนอง พระราชโองการจะต้องรับผิดชอบ เพราะในทางปฏิบัตินั้น พระมหากษัตริย์มิได้ทรงริเริ่มหรือด าเนินข้อ ราชการต่าง ๆ ด้วยพระองค์เอง จะต้องมีเจ้าหน้าที่หรือองค์กรหนึ่งองค์กรใดเป็นฝ่ายด าเนินการและ กราบทูลขึ้นมา จะไปละเมิดกล่าวโทษพระมหากษัตริย์มิได้ ๓. ทรงเป็นพุทธมามกะและทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก หมายถึง ทรงเป็นผู้ทรงศรัทธา เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ขณะเดียวกันก็ทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก คือ ทรงท านุบ ารุงอุปถัมภ์ศาสนา ทั้งปวงในขอบขันฑสีมา โดยไม่เลือกแบ่งแยกว่าเป็นศาสนาใด สถาบันพระมหากษัตริย์กับศาสนา จึงเป็นสัญลักษณ์พิเศษอย่างหนึ่งของชาติไทย รัฐธรรมนูญบัญญัติให้พระมหากษัตริย์ไทยทรงเป็น พุทธมามกะและเป็นองค์อุปถัมภ์ค้ าชูศาสนาอื่น ๆ อย่างเสมอหน้ากัน ๑๕ บีบีซี. (๒๕๖๒). พิธีเปิดประชุมรัฐสภา : พระราชด ารัสในหลวง ร. ๑๐ ให้สมาชิกรัฐสภา “หนักแน่นด้วยเหตุผลที่ถูกต้อง”. สืบค้นจาก https://www.bbc.com/thai/thailand-48392981
๑๖ ๔. ทรงด ารงต าแหน่งจอมทัพไทย ค าว่า พระมหากษัตริย์ หมายถึง นักรบผู้ยิ่งใหญ่ ด้วยเหตุนี้ พระมหากษัตริย์ในอดีตจึงต้องทรงน าทัพออกศึกด้วยพระองค์เอง ปัจจุบันแม้การรบจะไม่เกิด มีขึ้นแล้วก็ตาม แต่พระมหากษัตริย์ก็ยังทรงเป็นมิ่งขวัญของเหล่าทหารหาญ และเหนือสิ่งอื่นใด ทรงด ารงต าแหน่งจอมทัพไทย ตามที่รัฐธรรมนูญได้ถวายพระเกียรติยศไว้เป็นครั้งแรกในรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช ๒๔๗๕ ว่า พระมหากษัตริย์ทรงด ารงต าแหน่งจอมทัพสยาม และนับแต่วาระนั้นเป็นต้นมา รัฐธรรมนูญที่ตราขึ้นภายหลังก็ได้มีบทบัญญัติท านองเดียวกันนี้ ปรากฏ อยู่ทุกฉบับ พระราชสถานะจอมทัพไทย ตามรัฐธรรมนูญนี้ได้จ าหลักลงในส านึกของทหารไทยทุกคน เริ่มตั้งแต่ธงไชยเฉลิมพลประจ ากองทหารนั้น ก็เป็นมงคลสูงสุดส าหรับหน่วย ด้วยเหตุว่า เป็นของที่ได้รับ พระราชทานและได้บรรจุเส้นพระเจ้า (เส้นผม) ไว้ในพระกรัณฑ์ (ตลับ) บนยอดปลายสุดของธง ดังนั้น เมื่อกองทหารและธงไชยเฉลิมพลไปปรากฏอยู่ ณ ที่ใด ก็เสมือนหนึ่งว่าพระมหากษัตริย์ได้เสด็จพระราช ด าเนินร่วมไปด้วยในกองทัพนั้นทหารไทยจึงมีขวัญมั่นคงเพราะต่างทราบดีว่า ตนปฏิบัติหน้าที่เสี่ยงภัย เพื่อประโยชน์สูงสุดของชาติเช่นเดียวกับพระประมุขของตน ๕. ทรงไว้ซึ่งพระราชอ านาจที่จะสถาปนาฐานันดรศักดิ์และพระราชทานเครื่องราช อิสริยาภรณ์แก่ชนทุกชั้นไม่ว่าจะเป็นฐานันดรศักดิ์แห่งพระราชวงศ์ สมณศักดิ์ (ฐานันดรศักดิ์ ของพระภิกษุสงฆ์) และบรรดาศักดิ์ (ฐานันดรศักดิ์ของขุนนาง ข้าราชการ) และทรงไว้ซึ่งพระราชอ านาจ ที่จะพระราชทานและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ทุกตระกูลทุกล าดับชั้นด้วย ๖. ทรงเลือกและแต่งตั้งองคมนตรี การแต่งตั้งองคมนตรีเพื่อท าหน้าที่เป็นที่ปรึกษา ในราชการแผ่นดินของพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในสิทธิของพระมหากษัตริย์ที่จะทรงได้รับค าปรึกษา และรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็ได้ก าหนดเช่นเดิมว่าการเลือกองคมนตรี และการให้องคมนตรีพ้นจาก ต าแหน่งนั้น ให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย ๑๖ ๗. ทรงแต่งตั้งผู้ส าเร็จราชการแทนพระองค์ การแต่งตั้งผู้ส าเร็จราชการแทนพระองค์ นั้น เป็นกรณีที่พระมหากษัตริย์ไม่สามารถปฏิบัติราชภารกิจได้ ก็สามารถตั้งผู้ส าเร็จราชการแทน พระองค์เพื่อปฏิบัติราชภารกิจแทนได้ โดยรัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ นั้น จะก าหนดให้เมื่อพระมหากษัตริย์ ไม่ประทับอยู่ในราชอาณาจักร หรือด้วยเหตุใดเหตุหนึ่งที่ท าให้ทรงไม่สามารถบริหารราชภาระได้ ก็สามารถตั้งผู้ส าเร็จราชการแทนได้โดยความเห็นชอบของรัฐสภา แต่เนื่องจากปัจจุบัน ความเจริญ ก้าวหน้าในการติดต่อสื่อสารมีมาก การที่พระมหากษัตริย์ไม่ประทับอยู่ในราชอาณาจักรก็อาจจะ ไม่จ าเป็นต้องตั้งผู้ส าเร็จราชการทุกครั้ง ดังนั้น รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันจึงบัญญัติให้การแต่งตั้งผู้ส าเร็จ ราชการแทนพระองค์มีลักษณะเป็นอ านาจเฉพาะมากยิ่งขึ้น คือ ให้เป็นอ านาจของพระมหากษัตริย์ ที่จะทรงตั้งผู้ส าเร็จราชการแทนพระองค์หรือไม่ก็ได้ และเมื่อทรงตั้งแล้ว ก็ให้ประธานรัฐสภา เป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ๑๗ ๘. ทรงแก้ไขกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ กฎมณเฑียรบาล หมายถึง กฎหมายที่พระมหากษัตริย์ทรงตราขึ้นใช้บังคับในกิจการส่วนพระองค์ เช่น พระราชพิธีต่าง ๆ กิจการ ที่เกี่ยวกับสมาชิกแห่งพระราชวงศ์หรือกิจการที่เกี่ยวกับราชส านักหรือภายในเขตพระราชฐาน โดยไม่เกี่ยวกับราษฎร์อื่น ๆ การสืบราชสมบัติ หมายถึง การขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ ซึ่งนับต่อเนื่องจาก พระมหากษัตริย์พระองค์ก่อนมิให้ขาดตอนกัน อันเป็นธรรมเนียมนานาประเทศ การแก้ไขเพิ่มเติม กฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์เป็นพระราชอ านาจของพระมหากษัตริย์โดยเฉพาะ ๑๖ สถาบันพระปกเกล้า. (๒๕๖๕). ๑๗ สถาบันพระปกเกล้า. (๒๕๖๕).
๑๗ เมื่อมีพระราชด าริประการใด ให้คณะองคมนตรีจัดท าร่างกฎมณเฑียรบาลแก้ไขเพิ่มเติมขึ้นทูลเกล้า ทูลกระหม่อมถวายเพื่อมีพระบรมราชวินิจฉัย เมื่อทรงเห็นชอบและทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว ให้ประธานองคมนตรีแจ้งประธานรัฐสภาเพื่อให้ประธานรัฐสภาแจ้งให้รัฐสภาทราบ ๙. รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก าหนดให้พระมหากษัตริย์ทรงลงนามแต่งตั้งผู้ด ารงต าแหน่ง ทางการเมืองที่ส าคัญ เช่น การแต่งตั้งประธานและรองประธานสภาผู้แทนร าษฎร ประธานและ รองประธานวุฒิสภา ผู้น าฝ่ายค้าน การแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี เป็นต้น และข้าราชการ ระดับสูง เช่น ข้าราชการฝ่ายทหารและพลเรือน ต าแหน่งปลัดกระทรวง อธิบดี หรือเทียบเท่า ตลอดจน การแต่งตั้งผู้พิพากษาหรือตุลาการในศาลรัฐธรรมนูญ ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง และศาลทหาร ซึ่งการ ใช้พระราชอ านาจในส่วนนี้เป็นพระราชอ านาจที่มีการใช้ตามก าหนดเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ คืออาจมี กระบวนการคัดเลือกมาก่อน หรือผ่านกระบวนการสอบมาก่อนแล้ว เป็นต้น ไม่ได้เป็นพระราชอ านาจ โดยเฉพาะ ๑๘ ๒.๒.๒ พระรำชสถำนะและพระรำชอ ำนำจที่ไม่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ พระราชอ านาจตามประเพณีของพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยของไทย ซึ่งไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ พระมหากษัตริย์อาจทรงใช้พระราชอ านาจต่อไปนี้ เพื่อประโยชน์ ของประเทศชาติและประชาชน ๑. พระราชอ านาจที่จะทรงได้รับรู้เรื่องราวต่าง ๆ ในฐานะที่ทรงด ารงต าแหน่งประมุข ของประเทศ เป็นสิทธิของพระมหากษัตริย์ที่จะทรงได้รับการถวายรายงานให้ทรงทราบถึงสถานการณ์ หรือเรื่องราวของบ้านเมืองเสมอ การที่พระองค์จ าเป็นต้องทรงทราบถึงเรื่องราวส าคัญก็เพื่อที่จะทรง ให้ค าแนะน า ตักเตือน เพื่อประกอบการพิจารณาของรัฐบาลหรือผู้รับผิดชอบเรื่องนั้น ๆ ๒. พระราชอ านาจที่จะพระราชทานค าปรึกษาหารือ ในกรณีที่คณะรัฐมนตรีมีปัญหา เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน อาจน าปัญหาขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อขอพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัย ๓. พระราชอ านาจที่จะพระราชทานค าแนะน า ตักเตือน พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่ง สิทธิที่จะให้ค าแนะน า ตักเตือนในบางเรื่องบางกรณีแก่รัฐสภา รัฐบาล และศาล หรือองค์กรอื่น ๆ ที่ทรง เห็นว่าถ้ากระท าไปแล้วจะเกิดผลเสียหายแก่บ้านเมือง ๔. พระราชอ านาจที่จะพระราชทานการสนับสนุน พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งสิทธิ ที่จะ พระราชทานหรือให้การสนับสนุนการกระท าหรือกิจการใด ๆ ของรัฐหรือเอกชนได้ เช่น โครงการ หมู่บ้านสหกรณ์ โครงการฝนหลวง โครงการอีสานเขียว โครงการสร้างเขื่อน การที่พระองค์ทรงมี พระราชด าริและให้การสนับสนุนโครงการต่าง ๆ ย่อมเป็นขวัญและก าลังใจส าหรับผู้ที่ด าเนินการนั้น ๆ ๒.๒.๓ พระรำชสถำนะทำงสังคม สังคมไทยยกย่องเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันคู่บ้านคู่เมืองเป็นสัญลักษณ์ ของชาติ ทรงได้รับการเชิดชูจากสังคมไทย ดังนี้ ๑. ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชน พระมหากษัตริย์ทรงท าให้เกิดความส านึก ในความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ท าให้ทุกสถาบันมีจุดรวมจากแหล่งเดียวกัน แม้จะมีความแตกต่างกัน ในด้านเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ศาสนา ก็มีความสมัครสมานสามัคคีกลมเกลียวกันในหมู่ชนเหล่านั้น ทรงรักใคร่ ๑๘ สถาบันพระปกเกล้า. (๒๕๖๕).
๑๘ ห่วงใยประชาชน ทรงมีเมตตาต่อประชาชนทุกหมู่เหล่า พระองค์ทรงเสด็จพระราชด าเนินไปทุกแห่ง ไม่ว่าจะเป็นถิ่นทุรกันดารหรือมีอันตรายเพียงใด เพื่อทรงทราบถึงทุกข์สุขของประชาชน ประชาชนก็มี ความผูกพันกับพระมหากษัตริย์อย่างลึกซึ้ง แน่นแฟ้น มั่นคง จนยากที่จะท าให้สั่นคลอนหรือแตกแยกได้ โดยเฉพาะบทบาทของในหลวงรัชกาลที่ ๙ นั้น พระองค์ทรงดูแลประชาชน ดังพระปฐม บรมราชโองการ “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” และต่อเนื่อง มาถึงในหลวงรัชกาลที่ ๑๐ ที่ทรงตรัสพระปฐมบรมราชโองการ “เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป” เป็นการสะท้อนถึงพระราช ปณิธานและความตั้งใจอันแน่วแน่ในการทรงงานเพื่อจะ สืบสาน รักษา และต่อยอดโครงการ อันเนื่องมาจากพระราชด าริและแนวพระราชด าริต่าง ๆ ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร ๑๙ ๒. ทรงเป็นสัญลักษณ์แห่งความต่อเนื่องของชาติ พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของ ชาติไทยสืบต่อกันมาโดยไม่ขาดสายตั้งแต่อาณาจักรไทยในอดีตจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่ารัฐบาลจะเปลี่ยนไป กี่ยุคสมัยก็ตาม ท าให้ระบบการเมืองและชาติไทยมีความสมานฉันท์และต่อเนื่องตลอดเวลา ๓. ทรงเป็นพลังในการสร้างขวัญและก าลังใจของประชาชน พระมหากษัตริย์ทรงเป็น ที่มาของแหล่งเกียรติยศทั้งปวง ก่อให้เกิดความภาคภูมิปิติยินดี และเกิดก าลังใจในหมู่ประชาชนทั่วไป ที่จะรักษาคุณงามความดีและพยายามกระท าความดีเพื่อให้พระมหากษัตริย์สบายพระทัย ๔. ทรงมีส่วนส าคัญในการรักษาผลประโยชน์ของประชาชน พระมหากษัตริย์ทรงขึ้น ครองราชย์ด้วยความเห็นชอบยอมรับของประชาชน และทรงใช้อ านาจอธิปไต ยแทนประชาชน ในการรักษาผลประโยชน์ของประชาชนและบ้านเมืองเป็นส าคัญ ซึ่งอาจต่างจากประมุขของประเทศอื่น ที่ขึ้นด ารงต าแหน่งโดยการเลือกตั้ง จึงต้องยึดนโยบายของกลุ่มหรือพรรคการเมืองที่ตนสังกัดเป็นหลัก ๕. ทรงแก้ไขวิกฤตการณ์ สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นกลไกส าคัญในการยับยั้งและแก้ไข วิกฤตการณ์ที่ร้ายแรงภายในประเทศได้ ในบางครั้งประเทศไทยเกิดการขัดแย้งกันเองตามระบอบ ประชาธิปไตย พระมหากษัตริย์ก็สามารถยุติได้ด้วยพระบารมีของพระองค์ เช่น เหตุการณ์เรียกร้อง ประชาธิปไตย เมื่อเดือนตุลาคม ๒๕๑๖ และเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง เมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๓๕ เป็นต้น ในการแก้ไขสถานการณ์ครั้งนั้น พระองค์ทรงให้สติแก่ทั้งสองฝ่ายที่ก าลังเผชิญหน้ากัน โดยให้ค านึงถึงความอยู่รอดของประเทศชาติเป็นส าคัญ ความบางตอนจากพระราชด ารัสในหลวง รัชกาลที่ ๙ ระหว่างเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ “ถ้าหากว่าเผชิญหน้ากันแบบนี้ต่อไป เมืองไทยมีแต่ล่มจมลงไป แล้วก็จะทําให้ ประเทศไทยที่เราสร้างเสริมขึ้นมาอย่างดีเป็นเวลานาน จะกลายเป็นประเทศที่ไม่มี ความหมาย หรือมีความหมายในทางลบเป็นอย่างมาก ... ปัญหาของวันนี้ไม่ใช่ปัญหา ของการบัญญัติหรือแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทุกวันนี้คือความปลอดภัย ขวัญดีของประชาชน ซึ่งเดี๋ยวนี้ประชาชนทั่วไปทุกแห่งทุกหน มีความหวาดระแวงว่าจะเกิดอันตราย มีความ หวาดระแวงว่าประเทศชาติจะล่มจม ... หันหน้าเข้าหากัน ไม่ใช่เผชิญหน้ากันเพราะว่าเป็น ประเทศของเราไม่ใช่ประเทศของหนึ่งคนสองคน เป็นประเทศของทุกคน ... เพียงแต่ว่า จะต้องเอาชนะ แล้วก็ใครจะชนะ ไม่มีทาง อันตรายทั้งนั้น มีแต่แพ้ คือต่างคนต่างแพ้ ๑๙ คณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์งานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก. (๒๕๖๒). พระปฐมบรมราชโองการ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการออก มหาสมาคม ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยมไหยศูรยพิมาน. สืบค้นจาก http://phralan.in.th/coronation/newsdetail.php?id=1168
๑๙ แล้วที่แพ้ที่สุดก็คือประเทศชาติ แล้วก็จะมีประโยชน์อะไรที่จะทะนงตัวว่าชนะ เวลาอยู่บน กองซากปรักหักพัง” ๒๐ ๖. ทรงส่งเสริมความมั่นคงของประเทศ พระมหากษัตริย์เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย ทั้งประชาชน รัฐบาล หน่วยราชการ กองทัพ นิสิต นักศึกษา ปัญญาชน หรือกลุ่มต่าง ๆ แม้กระทั่ง ชนกลุ่มน้อยในประเทศ เช่น ชาวไทยภูเขา ชาวไทยมุสลิม เป็นต้น ท าให้ทุกฝ่ายมีความมุ่งมั่น และมีความพร้อมที่จะรักษาความมั่นคงและเอกราชของชาติไว้ ๗. ทรงมีส่วนเสริมสร้างสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศ พระมหากษัตริย์ไทยในอดีต ได้ทรงด าเนินวิเทโศบายได้อย่างดีจนสามารถรักษาเอกราชไว้ได้ โดยเฉพาะสมัยการล่าเมืองขึ้น ของชาติตะวันตก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ได้เสด็จประพาสยุโรป ถึง ๒ ครั้ง เพื่อเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศมหาอ านาจในยุโรป และพระราชกิจนี้ ทุกพระองค์ก็ทรง ด าเนินการให้เกิดความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศต่าง ๆ กับประเทศไทย ต่อเนื่องสืบมาจนถึงรัชกาล ปัจจุบัน ๘. ทรงเป็นผู้น าในการพัฒนาและปฏิรูปด้านต่าง ๆ การพัฒนาและการปฏิรูปที่ส าคัญ ๆ ของชาติ ส่วนใหญ่พระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้น า ในสมัยรัชกาลที่ ๕ พระองค์ทรงปูพื้นฐานการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตย โดยจัดตั้งกระทรวงต่าง ๆ ทรงส่งเสริมการศึกษาและเลิกทาส แม้กระทั่งถึง รัชกาลที่ ๙ ได้ทรงเกื้อหนุนวิทยาการสาขาต่าง ๆ ทรงสนับสนุนการศึกษาและศิลปวัฒนธรรม ทรงริเริ่ม กิจการอันเป็นการแก้ปัญหาหลักทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยเฉพาะแนวทางเศรษฐกิจ พอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ผ่านโครงการในพระราชด าริ ซึ่งมุ่งเน้นการแก้ปัญหาให้แก่ประชากร ส่วนใหญ่ของประเทศ ได้แก่ ชาวนา ชาวไร่ และประชาชนผู้ด้อยโอกาส เช่น โครงการพัฒนาที่ดิน โครงการสหกรณ์ โครงการพัฒนาชาวเขา และการเกษตรทฤษฎีใหม่ เป็นต้น สรุปได้ว่า บทบาทและสถานะของพระมหากษัตริย์ในฐานะที่ทรงเป็นประมุขของประเทศไทย ภายใต้รัฐธรรมนูญ พระมหากษัตริย์มีพระราชสถานะ ได้แก่ ทรงเป็นประมุขของรัฐ เป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ทรงเป็นพุทธมามกะและอัครศาสนูปถัมภก ทรงเป็นจอมทัพไทย นอกจากนี้ พระมหากษัตริย์ในฐานะประมุขแห่งรัฐยังทรงมีพระราชอ านาจในส่วนที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร ฝ่ายตุลาการ รวมถึงพระราชอ านาจเฉพาะ ได้แก่ การสถาปนาฐานันดรศักดิ์และ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ การแต่งตั้งและถอดถอนข้าราชการในพระองค์การแต่งตั้งผู้ส าเร็จ ราชการแทนพระองค์ การสืบราชสันตติวงศ์การแต่งตั้งองค์มนตรี และการพระราชทานอภัยโทษ ความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์กับประชาชน มีความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน ท าให้การพิจารณาถึงสถานะและบทบาทของพระมหากษัตริย์จะพิจารณาแต่เพียงบทบัญญัติใน รัฐธรรมนูญเพียงอย่างเดียวไม่ได้ หากแต่จะต้องพิจารณาผ่านบริบททางวัฒนธรรม ประเพณีและ ทัศนคติของผู้คนในสังคมประกอบด้วย ซึ่งท าให้เข้าใจสถานะและบทบาทที่พระมหากษัตริย์ทรงมีต่อ ประชาชนชาวไทย ได้แก่ ทรงเป็นแบบอย่างที่เป็นรูปธรรมที่สุดของความเป็นไทย ทรงเป็นต้นคิด และเป็นแบบอย่างของการด าเนินชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง และยังทรงด ารงพระราชสถานะ ๒๐ บีบีซี. (๒๕๖๕). พฤษภาทมิฬ: ครบรอบ ๓๐ ปี เหตุสลายการชุมนุมประท้วงขับไล่ พล.อ. สุจินดา คราประยูร. สืบค้นจาก https://www.bbc.com/thai/thailand-57128921
๒๐ เหนือการเมือง อันท าให้พระองค์ทรงด าเนินพระราชสถานะเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในชาติ ๒๑ อีกทั้ง ยังเป็นสถาบันอันเป็นที่รักและเทิดทูนของคนไทย ๒.๓ หลักกำรมีส่วนร่วมทำงกำรเมืองในระบอบประชำธิปไตยของประชำชน รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๗๘ บัญญัติไว้ว่า รัฐพึ่งส่งเสริมให้ประชาชนและชุมชนมีความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศด้านต่าง ๆ การจัดท าการบริการสาธารณะทั้งในระดับชาติและ ระดับท้องถิ่น การตรวจสอบการใช้อ านาจรัฐ การต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบรวมตลอดทั้ง การตัดสินใจทางการเมืองและการอื่นใดที่อาจมีผลกระทบต่อประชาชนหรือชุมชน ๒๒ ๒.๓.๑ ควำมหมำยกำรมีส่วนร่วมทำงกำรเมือง การมีส่วนร่วมทางการเมือง (Political Participation) หมายถึง การกระท าใด ๆ ก็ตามที่เกิดขึ้นด้วยความเต็มใจ โดยไม่ค านึงถึงผลลัพธ์ว่าจะประสบความส าเร็จหรือไม่ จะมีการจัด อย่างเป็นระเบียบหรือไม่ และจะเกิดขึ้นเป็นครั้งคราวหรือต่อเนื่องกัน จะใช้วิธีการที่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือไม่ เพื่อผลในการที่จะมีอิทธิผลต่อการเลือกนโยบายของรัฐ หรือต่อการบริหารงานของรัฐ หรือต่อการเลือกผู้น าทางการเมือง ทั้งในระดับท้องถิ่น หรือระดับชาติก็ตาม เพื่ออิทธิพลของกลุ่ม การเมืองในการเลือกก าหนดบุคคลในวงการรัฐบาลหรือกดดันรัฐบาลให้กระท าตามที่พลเมืองผู้นั้น หรือกลุ่มนั้นต้องการ ตลอดจนมีอิทธิพลต่อการก าหนดนโยบายของรัฐทั้งในการเมืองการปกครอง ระดับท้องถิ่นและระดับชาติ ดังนั้น จะเห็นได้ว่าการมีส่วนร่วมทางการเมืองมีลักษณะที่รวมกันสองประการ ได้แก่ (๑) ต้องเป็นไปตามความสมัครใจ และ (๒) ต้องมีจุดมุ่งหมายเพื่อมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของผู้มีอ านาจ นอกจากนั้น กิจกรรม การมีส่วนร่วมทางการเมืองต้องเป็นไปตามที่ระบบการเมืองและกฎหมายก าหนดให้กระท าได้ หรืออาจใช้วิธีการที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายก็ได้ ๒.๓.๒ รูปแบบกำรมีส่วนร่วมทำงกำรเมืองในระบอบประชำธิปไตย แนวความคิดของการมีส่วนร่วมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย จ าแนกเป็น แนวคิด ได้แก่ ๑. การมีส่วนร่วมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยโดยตรง (Direct Democracy) ซึ่งการมีส่วนร่วมในลักษณะนี้ประชาชน หรือพลเมืองของรัฐจะท าหน้าที่เป็น “สภา” โดยทุกคนจะมี ส่วนร่วมในการประชุมพิจารณาเรื่องต่าง ๆ ด้วยตัวเอง เพราะเชื่อว่า ประชาชนทุกคนต้องมีส่วนร่วม ในการก าหนดกฎเกณฑ์ในสังคม แต่ภายหลังเมื่อสมาชิกของสังคมเพิ่มจ านวนมากขึ้นและสังคม มีความซับซ้อนขึ้น การปกครองในระบอบประชาธิปไตยโดยตรงจึงกลายเป็นเรื่องยากที่จะสามารถ ท าได้จริง เพราะประชาชนทุกคนไม่สามารถเข้ามาใช้อ านาจของตนเองได้ในทุกกิจกรรมของประเทศ ปัจจุบันมีการใช้ประชาธิปไตยทางตรงในเรื่องของการลงประชามติ (Referendum) การเสนอร่าง กฎหมายโดยประชาชน (Initiative) การถอดถอนผู้แทนรายบุคคลหรือทั้งสภา ๒๑ สถาบันพระปกเกล้า. (๒๕๖๕). ๒๒ “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐”, ราชกิจจานุเบกษา.
๒๑ ๒. การมีส่วนร่วมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน หรือประชาธิปไตย โดยอ้อม (Representative Democracy) การมีส่วนร่วมในรูปแบบนี้ คือ การที่ประชาชนได้ท าหน้าที่ เลือกผู้แทนของตน เข้าไปใช้อ านาจอธิปไตยแทนตนในรัฐสภา ผ่านระบบที่เรียกว่า “การเลือกตั้ง” ๓. การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม (Participatory Democracy) หรือ ที่เรียกว่า “ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม” ซึ่งเป็นการน าการมี ส่วนร่วมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยโดยตรงมาผสมผสานกับการมีส่วนร่วมทางการเมือง ในระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน และเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในทางการเมืองการปกครอง มากยิ่งขึ้น โดยให้ประชาชนมีอ านาจตัดสินใจทางการเมืองและการบริหารในเรื่องส าคัญ ๆ ที่มีผลกระทบ ต่อการด าเนินชีวิตและวิถีชีวิตของประชาชน อ านาจในการตรวจสอบและควบคุมการท างาน ของ “ผู้แทน” ซึ่งก็คือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภา แล้วแต่กรณี รวมทั้งการเปิดโอกาส ให้ “สถาบันการเมือง” ต่าง ๆ อาทิ ภาคประชาสังคม ภาคประชาชน องค์กรอิสระ องค์กรตาม รัฐธรรมนูญ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สื่อมวลชนสามารถท าหน้าที่ในการติดตามและตรวจสอบการใช้ อ านาจรัฐได้อย่างเต็มที่ ๔. การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยแบบถกแถลง (สานเสวนาหาท างออก) (Deliberative Democracy) เป็นป ระชาธิปไตยแบบถกแถลงที่เป็น กระบวนการส าคัญของประชาธิปไตยภาคพลเมืองประชาธิปไตยชุมชน เป็นความพยายามที่จะแก้ไข ปัญหาที่เกิดจากข้อบกพร่องของประชาธิปไตยแบบตัวแทนที่เป็นรูปแบบสถาบันที่ตายตัว ไม่สามารถ ตอบสนองความต้องการของประชาชนที่มีความซับซ้อนและมีความแตกต่างหลากหลายได้ ทั้งนี้ หลักการประชาธิปไตยแบบถกแถลงไม่ได้เป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน เพราะ ระบอบประชาธิปไตยทั้งสองแบบสามารถอยู่คู่กันได้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยแบบถกแถลงจะช่วยแก้ไข ปัญหาข้อบกพร่องต่าง ๆ ของระบบการเมืองแบบตัวแทน โดยการมีส่วนร่วมของภ าคพลเมือง ที่มีความส านึกทางการเมือง (Active Citizen) และมีจิตสาธารณะรวมหมู่ (Civic Life) รูปแบบการมี ส่วนร่วมในลักษณะนี้ที่เห็นได้ชัด คือ การที่ภาคประชาชนหรือภาคพลเมืองเข้าร่วมกันวิเคราะห์ แลกเปลี่ยน ถกแถลงกัน เพื่อน าเสนอแนวคิดของตนในการสร้างนโยบายที่เหมาะสมส าหรับตนเอง หลักการส าคัญของการมีส่วนร่วมในรูปแบบนี้ คือ กระบวนการที่ให้ประชาชนทุกคนหรือภาคพลเมือง ได้มีส่วนร่วมเสนอแนะและตอบสนองข้อเรียกร้องเพื่อให้ตัวแทนของตนหรือรัฐบาลน าไปปฏิบัติต่อไป การมีส่วนร่วมในทางการเมืองของประชาชนจึงสามารถกระท าได้หลายรูปแบบ รูปแบบ ที่หลากหลายเหล่านี้ ได้ท าให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองที่กว้างขึ้น การมีส่วนร่วมทางการเมือง เป็นกลไกหนึ่งที่ท าให้ประชาชนได้มีโอกาสสื่อสารกับรัฐมากยิ่งขึ้น เป็นกระบวนการสื่อสารสองทาง ที่มีเป้าหมายโดยรวมเพื่อที่จะให้เกิดการตัดสินใจที่ดีขึ้น และได้รับกา รสนับสนุนจากสาธารณชน รวมทั้งมีโอกาสผสานผลประโยชน์ร่วมกันท าให้การด าเนินนโยบายการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม เปลี่ยนผ่านไปสู่ “การเป็นประเด็นสาธารณะ” ที่ทุกคนทุกภาคส่วนต้องให้ความส าคัญและความสนใจ ที่ส าคัญการมีส่วนร่วมทางการเมืองท าให้เปลี่ยนขั้วความคิดที่ว่า การตัดสินใจทางการเมืองและกิจกรรม ทางการเมืองเป็นเรื่องของ “นักการเมือง” ไปสู่การเป็น “เรื่องของทุกคน”
๒๒ ๒.๓.๓ ประโยชน์ของกำรมีส่วนร่วมทำงกำรเมืองในระบอบประชำธิปไตย ๑. คุณภาพของการตัดสินใจดีขึ้น เนื่องจากกระบวนการปรึกษาหารือกับสาธารณชน จะช่วยสร้างความกระจ่างให้กับวัตถุประสงค์และความต้องการของโครงการหรือนโยบาย และบ่อยครั้ง ที่การมีส่วนรวมทางการเมืองของประชาชนน ามาสู่การพิจารณาทางเลือกใหม่ ๆ ที่น่าจะเป็นค าตอบ ที่มีประสิทธิผลที่สุดได้ ๒. ใช้ต้นทุนน้อยและลดความล่าช้าลง แม้ว่าการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม จะต้องใช้เวลาและค่าใช้จ่ายมากกว่าการตัดสินใจฝ่ายเดียว แต่การตัดสินใจฝ่ายเดียวที่ไม่ค านึงถึง ความต้องการแท้จริงของประชาชนนั้น อาจน ามาซึ่งการโต้แย้งคัดค้านหรือการฟ้องร้องกัน อันท าให้ต้อง เสียค่าใช้จ่ายสูงในระยะยาว เกิดความล่าช้าและความล้มเหลวของโครงการได้ในที่สุด ๓. การสร้างฉันทามติ การมีส่วนร่วมของประชาชนจะสร้างข้อตกลงและข้อผูกพัน อย่างมั่นคงในระยะยาวระหว่างกลุ่มที่มีความแตกต่างกัน ช่วยสร้างความเข้าใจระหว่างกลุ่มต่าง ๆ ลดข้อโต้แย้งทางการเมืองและช่วยให้เกิดความชอบธรรมต่อการตัดสินใจของรัฐบาล ๔. การน าไปปฏิบัติง่ายขึ้น การเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ท าให้ประชาชน มีความรู้สึกของการเป็นเจ้าของการตัดสินใจนั้น และทันทีที่การตัดสินใจได้เกิดขึ้น พวกเขาก็อยากเห็น มันเกิดผลในทางปฏิบัติ และยังอาจเข้ามาช่วยกันอย่างกระตือรือร้นอีกด้วย ๕. การหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าที่เลวร้ายที่สุด เพราะการเปิดโอกาสให้ฝ่ายต่าง ๆ เข้ามา แสดงความต้องการและข้อห่วงกังวลตั้งแต่เริ่มต้นโครงการ จะช่วยลดโอกาสของการโต้แย้งและการแบ่ง ฝ่ายที่จะเป็นปัจจัยให้เกิดการเผชิญหน้าอย่างรุนแรงได้ ๖. การคงไว้ซึ่งความน่าเชื่อถือและความชอบธรรม เนื่องจากกระบวนการตัดสินใจ ที่โปร่งใส และเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม จะสร้างความน่าเชื่อถือต่อสาธารณชน และเกิดความชอบธรรม โดยเฉพาะเมื่อต้องมีการตัดสินใจในเรื่องที่มีการโต้แย้งกัน ๗. การคาดการณ์ความห่วงกังวลและทัศนคติของสาธารณชน เพราะเมื่อเจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้องได้มาท างานร่วมกับสาธารณชนในกระบวนการมีส่วนร่วม พวกเขาจะได้รับรู้ถึงความห่วงกังวล และมุมมองของสาธารณชนต่อการท างานขององค์กร ซึ่งจะท าให้เจ้าหน้าที่สามารถคาดการณ์ ปฏิกิริยา ตอบสนองของสาธารณชนต่อกระบวนการและการตัดสินใจขององค์กรได้ ๘. การพัฒนาภาคประชาสังคม ประโยชน์อย่างหนึ่งของการมีส่วนร่วมทางการเมือง ของ ประชาชน คือ ท าให้ประชาชนมีความรู้ทั้งในส่วนของเนื้อหาโครงการและกระบวนการตัดสินใจ ของรัฐรวมทั้งเป็นการฝึกอบรมผู้น าและท าให้ประชาชนได้เรียนรู้ทักษะการท างานร่วมกันเพื่อแก้ปัญหา ต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต ๒.๓.๔ ควำมส ำคัญของกำรมีส่วนร่วมทำงกำรเมืองในระบอบประชำธิปไตย การมีส่วนร่วมทางการเมือง (Political Participation) ถือเป็นหัวใจส าคัญในการ เสริมสร้างความเข้มแข็งของระบอบประชาธิปไตยเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ร่วมแสดง ความคิดเห็น ร่วมตัดสินใจต่อการเมืองการปกครองของประเทศ และที่ส าคัญการมีส่วนร่วมทางการเมือง ของประชาชนนั้นเป็นการตรวจสอบการใช้อ านาจรัฐและควบคุมการท างานของฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และเจ้าหน้าที่ภาครัฐได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ การมีส่วนร่วมทางการเมืองเป็นทั้งเป้าหมายและกระบวนการทางการเมือง กล่าวคือ การมีส่วนร่วมทางการเมืองเป็นเป้าหมายส าคัญของการพัฒนาระบบการเมืองให้เป็น
๒๓ ประชาธิปไตย ทั้งนี้ เพราะการมีสวนรวมทางการเมืองเปนดัชนีชี้วัดที่สําคัญประการหนึ่งของระบอบ ประชาธิปไตย สังคมใดจะมีระดับความเปนประชาธิปไตยสูงหรือต่ํา พิจารณาไดจากระดับการมีสวนรวม ทางการเมือง โดยสังคมที่ประชาชนมีสวนรวมทางการเมืองต่ํา แสดงวาสังคมนั้นมีระดับความเปน ประชาธิปไตยต่ํา โดยนัยนี้นักวิชาการทางรัฐศาสตรบางกลุมจึงถือวาการพัฒนาทางการเมือง คือ การทํา ใหประชาชนมีสวนรวมทางการเมือง ดังนั้น การมีสวนรวมทางการเมืองจึงเปนเปาหมายของการพัฒนาทางการเมืองโดยตรง โดยเฉพาะการพัฒนาการเมืองใหเปนประชาธิปไตยในสวนกระบวนการมีสวนรวมทางการเมืองนั้น การมีสวนรวมทางการเมือง คือ การแสดงออกซึ่งกิจกรรมทางการเมืองของบุคคลในสังคม กิจกรรม เหลานี้กอใหเกิดความสัมพันธระหวางสมาชิกในสังคมการเมือง และความสัมพันธระหวางสมาชิก กับองคกรทางการเมือง รวมทั้งความสัมพันธระหวางประชาชนกับรัฐบาล การแสดงออก ซึ่งกิจกรรม ทางการเมืองเหลานี้ คือ กระบวนการทางการเมืองซึ่งจะนําไปสูการบรรลุเปาหมายที่ประชาชนตองการ ๒.๓.๕ สิทธิการมีสวนรวมทางการเมืองของประชาชนตามรัฐธรรมนูญฉบับปจจุบัน รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ๒๓ ไดใหสิทธิประชาชนเขามา มีสวนรวมทางการเมือง ดังนี้ ๒.๓.๕.๑ สิทธิออกเสียงเลือกตั้ง รัฐธรรมนูญกําหนดใหประชาชนผูมีอายุไมต่ํากวา ๑๘ ป ในวันเลือกตั้งมีสิทธิ เลือกตั้งไดซึ่งเปนการขยายสิทธิจากเดิมในอดีตที่ตองมีอายุครบ ๑๘ ปในวันที่ ๑ มกราคม ของปที่มีการ เลือกตั้งรวมทั้งยังกําหนดใหเปนหนาที่ของประชาชนในการไปใชสิทธิเลือกตั้งอยางอิสระ โดยคํานึงถึง ประโยชนสวนรวมของประเทศเปนสําคัญ ดังนั้น หากใครไมไปใชสิทธิก็ตองไดรับโทษ ซึ่งไดกําหนดไวใน พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๑ วาผูมี สิทธิเลือกตั้งผูใดไมไปใชสิทธิเลือกตั้งและมิไดแจงเหตุที่ไมอาจไปใชสิทธิเลือกตั้ง หรือแจงเหตุที่ไมอาจไป ใชสิทธิเลือกตั้งแลวแตเหตุนั้นมิใชเหตุอันสมควร ผูนั้นถูกจํากัดสิทธิบางประการ เปนไปตามหลักการที่วา เมื่อทานไมไดเขามามีสวนรวมทางการเมืองตั้งแตตน ทานก็ไมควรไดรับสิทธิดังกลาว นอกจากนี้ยังใหสิทธิประชาชนมีสวนรวมในการแกไขปญหาทุจริต ในการเลือกตั้ง โดยกําหนดไวในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการเลือกตั้งสมาชิก สภาผูแทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๑ วา “ในการจัดใหมีการเลือกตั้ง ใหคณะกรรมการสงเสริมและสนับสนุน ใหสภาองคกรชุมชนตามกฎหมายวาดวยสภาองคกรชุมชน ชุมชน รวมตลอดทั้งประชาชนทั่วไป ใหมีสวนรวมในการแจงเบาะแสหรือขอมูลตอคณะกรรมการ เพื่อใหการเลือกตั้งเปนไปโดยสุจริต และเที่ยงธรรม” ๒.๓.๕.๒ สิทธิจัดตั้งพรรคการเมือง กําหนดใหบุคคลมีเสรีภาพในการจัดตั้งพรรคการเมืองตามวีถีทางการปกครอง ระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขตามที่กฎหมายบัญญัติ กฎหมายดังกลาว อยางนอยตองมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการบริหารพรรคการเมือง ซึ่งตองกําหนดใหเปนไปโดยเปดเผยและ เรื่องเดียวกันตรวจสอบไดเปดโอกาสใหสมาชิกมีสวนรวมอยางกวางขวางในการกําหนดนโยบายและการ สงผูสมัครรับเลือกตั้ง และกําหนดมาตรการใหสามารถดําเนินการโดยอิสระ ไมถูกครอบงําหรือชี้นําโดย ๒๓ “รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐”, ราชกิจจานุเบกษา.
๒๔ บุคคลซึ่งมิได้เป็นสมาชิกของพรรคการเมืองนั้น รวมทั้งมาตรการก ากับดูแลมิให้สมาชิกของพรรค การเมืองกระท าการอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ๒.๓.๕.๓ สิทธิเข้าชื่อเสนอกฎหมาย ก าหนดให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจ านวนไม่น้อย กว่าหนึ่งหมื่นคน เข้าชื่อเสนอกฎหมายตามหมวด ๓ สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย หรือหมวด ๕ หน้าที่ของรัฐ ทั้งนี้ ตามกฎหมายว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย โดยมีหลักการดังนี้ ๑. คุณสมบัติและจ านวนของประชาชนที่ต้องการเข้าชื่อเสนอกฎหมายต้อง เป็นประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งและต้องมีจ านวนไม่น้อยกว่าหนึ่งหมื่นคน สามารถใช้สิทธิเสนอร่าง พระราชบัญญัติได้ ๒. ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถเสนอร่างพระราชบัญญัติได้เฉพาะ ตามที่บัญญัติไว้ในหมวด ๓ สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย หมวด ๕ หน้าที่ของรัฐ เท่านั้น ๓. ข้อยกเว้นร่างพระราชบัญญัติที่ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งเสนอ หากเป็น ร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวกับเงินต้องได้รับค ารับรองจากนายกรัฐมนตรีก่อน รวมทั้งยังก าหนดให้ ประชาชนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกฎหมายเพื่อความละเอียดรอบคอบในการตรา กฎหมายด้วย โดยก าหนดว่า ก่อนการตรากฎหมายทุกฉบับ รัฐพึงจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็น ของผู้เกี่ยวข้อง วิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมายอย่างรอบด้านและเป็นระบบ รวมทั้ง เปิดเผยผลการรับฟังความคิดเห็นและการวิเคราะห์นั้นต่อประชาชน และน ามาประกอบการพิจารณา ในกระบวนการตรากฎหมายทุกขั้นตอน เมื่อกฎหมายมีผลใช้บังคับแล้ว รัฐพึงจัดให้มีการประเมิน ผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายทุกรอบระยะเวลาที่ก าหนดโดยรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องประกอบด้วย เพื่อพัฒนากฎหมายทุกฉบับให้สอดคล้องและเหมาะสมกับบริบทต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป ๒.๓.๕.๔ สิทธิออกเสียงประชามติก าหนดให้ในกรณีที่มีเหตุอันสมควร คณะรัฐมนตรี จะขอให้มีการออกเสียงประชามติในเรื่องใดอันมิใช่เรื่องที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือเรื่องที่เกี่ยวกับ ตัวบุคคลหรือคณะบุคคลใดก็ได้ ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ รวมทั้งยังก าหนดให้บุคคลมีหน้าที่ไป ลงประชามติอย่างอิสระโดยค านึงถึงประโยชน์ส่วนรวมของประเทศเป็นส าคัญ ๒.๓.๕.๕ สิทธิการมีส่วนร่วมในกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จ านวนไม่น้อยกว่าห้าหมื่นคน มีสิทธิเข้าชื่อร่วมกันในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมายว่าด้วย การเข้าชื่อเสนอกฎหมาย โดยญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมต้องเสนอเป็นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมต่อรัฐสภา และให้รัฐสภาพิจารณาเป็น ๓ วาระ การขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญต้องไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวกับการ เปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลง รูปแบบรัฐ ๒.๓.๕.๖ สิทธิการมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองท้องถิ่น ๑. ก าหนดให้มีการจัดการปกครองส่วนท้องถิ่นตามหลักแห่งการปกครอง ตนเองตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่นตามวิธีการและรูปแบบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่กฎหมายบัญญัติ ๒. สมาชิกสภาท้องถิ่นต้องมาจากการเลือกตั้ง ๓. ผู้บริหารท้องถิ่นให้มาจากการเลือกตั้งหรือมาจากความเห็นชอบของ สภาท้องถิ่น ๔. ผู้บริหารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ อาจมาจากวิธีอื่น ตามที่กฎหมายก าหนด แต่ต้องค านึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชน