The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by tuahuay, 2023-05-08 01:39:12

รายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง แนวทางการส่งเสริมการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ภายใต้บริบทการศึกษาของไทย

กมธ.2

๑๒๕


๑๒๖


๑๒๗


๑๒๘


๑๒๙


๑๓๐


๑๓๑


๑๓๒


๑๓๓


๑๓๔


๑๓๕


๑๓๖


๑๓๗


๑๓๘


๑๓๙


๑๔๐


๑๔๑


๑๔๒


๑๔๓


๑๔๔


๑๔๕ ภาพถ่ายการสัมมนา เรื่อง “การสร้างเสริมความรู้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข ในสถานศึกษา” เมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๖๕


๑๔๖


๑๔๗


๑๔๘


ภาคผนวก ข. การสัมมนา เรื่อง “การสรางเสริมความรูระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขในสถานศึกษา” วันพฤหัสบดีที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๖๕


๙๑


๑๕๑ สรุปสาระสำคัญ การสัมมนา หัวข้อ “การเสริมสร้างความรู้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในสถานศึกษา” คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา วันพฤหัสบดีที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๖๕ ณ อาคารราชนครินทร์ ชั้น ๕ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ จังหวัดฉะเชิงเทรา -------------------------------------------------- คำถาม มีแนวทางในการส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างไร ผู้ว่าการจังหวัดฉะเชิงเทรา สำหรับการส่งเสริมการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้น สิ่งสำคัญ คือ เราจะต้องเข้าใจก่อนว่า “เป้าหมายของชีวิตคืออะไร” เช่น การอยู่ดีกินดีมีความสุข เมื่อเรามีเป้าหมายในชีวิตแล้วจะส่งผลให้เราสามารถดำเนินชีวิตตามบทบาทและหน้าที่ของตน ได้อย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับการบรรลุเป้าหมายนั้น โดยเริ่มตั้งแต่ในช่วงวัยเรียนที่มีเป้าหมาย คือ การเรียนรู้และสำเร็จการศึกษา ฉะนั้น เราจะต้องปฏิบัติตนตามบทบาทและหน้าที่ โดยการตั้งใจ ศึกษาหาความรู้เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้ภายในครอบครัวที่มีพ่อแม่เป็นผู้สอน การเรียนในระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษา และระดับอุดมศึกษาที่มีครูและอาจารย์เป็นผู้สอน จนเราเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่เข้าสู่ช่วงวัยทำงานต่อไป ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เป้าหมายในชีวิตสำเร็จได้คือ การเมืองการปกครอง เพราะประเทศชาติ จะต้องมีการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงภายใน หากมีปัญหาบ้านเมืองไม่สงบเรียบร้อย เราจะทำมาหากินได้อย่างไร จึงนำไปสู่แนวคิดที่ว่า “ทำอย่างไร ให้ประชาชนในจังหวัดฉะเชิงเทรา มีความมั่นคงปลอดภัย มีอาชีพ มีความสุข” เราจึงได้เน้นย้ำและให้ความสำคัญกับ ๓ สถาบันหลัก ของประเทศไทย และการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยจะต้องให้ความเข้าใจหลักความเสมอภาค สิทธิเสรีภาพ หน้าที่ และหลักนิติธรรม โดยมีกฎกติกา ของสังคมเป็นตัวเชื่อม เพื่อให้ประชาชนมีเหตุผล มีส่วนร่วมทางการเมือง มีโอกาสทางการศึกษา หรือการเลือกประกอบอาชีพ ภายใต้หลักความเสมอภาคเท่าเทียมกัน แต่จะแตกต่างกันในเรื่องวินัย การดำรงชีวิตหรือเรื่องความขยันของแต่ละบุคคล ส่วนเรื่องสิทธิเสรีภาพ หน้าที่จะต้องเชื่อมโยง กับการเคารพสิทธิของคนอื่น


๑๕๒ การส่งเสริมและให้ความรู้ในเรื่องดังกล่าวจำเป็นจะต้องมีผู้ทำหน้าที่สอน คือ ในระดับครอบครัว พ่อแม่ต้องทำหน้าที่สอน หากไม่มีเวลาเพราะมีความจำเป็นต้องไปทำงาน อาจมีการเรียนรู้จากคนในสังคม หรือชุมชนเป็นผู้สอนเด็กส่วนในโรงเรียนแม้ว่าจะมีการเรียนการสอนตามหลักสูตร แต่เด็กยังไม่รู้คุณค่า ทำให้ขาดความสนใจ เพราะคิดว่าต้องการแค่เรียนเพื่อให้จบการศึกษา และเห็นว่าเรื่องคุณธรรมจริยธรรม ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์กับตนเอง ครอบครัวหรือสังคม ส่งผลให้เกิดปัญหาที่เด็กมีบุคลิกมากกว่า ๒ บุคลิก และมีการแสดงพฤติกรรมที่แตกต่างออกไปตามสถานการณ์กล่าวคือ เมื่อเด็กอยู่ในโรงเรียนจะเป็นเด็กดี แต่เด็กจะมีอีกบุคลิกหนึ่งในเวลาที่อยู่กับเพื่อนหรือครอบครัว จึงขอฝากให้เด็ก ๆ ไปบอกกับพ่อแม่ผู้ปกครองให้เข้ามามีส่วนร่วมในการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม โดยเริ่มจากเรื่องง่าย ๆ เช่น การแยกขยะในครัวเรือน รวมถึงครูอาจารย์จะต้องสร้างความเชื่อ ความเข้าใจให้กับเด็ก อาจมีการกำหนดให้คะแนนสำหรับเด็กที่ทำความดีและจะได้รับคะแนนเพิ่มขึ้นอีก หากพ่อแม่ผู้ปกครองร่วมทำความดีกับเด็ก ทั้งนี้ เพื่อเป็นการนำสิ่งดี ๆ ไปขยายผล ผู้แทนนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดฉะเชิงเทรา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีนโยบายด้านการศึกษาเป็นนโยบายลำดับต้น ๆ โดยมีการส่งเสริม การเรียนรู้ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ผ่านการเรียนรู้ในระดับต่าง ๆ เช่น การเลือกตั้งประธานนักเรียน ประธานและสมาชิกสภานักเรียนภายในโรงเรียน การเลือกตั้งประธาน และสมาชิกสภานักศึกษาหรือการเลือกตั้งนายกสโมสรนักศึกษาภายในสถาบันอุดมศึกษา เป็นต้น ในอดีตประเทศไทยได้ให้ความสำคัญอย่างมากกับหลักสูตรการเรียนการสอนในรายวิชา ประวัติศาสตร์ชาติไทย เนื่องจากสังคมไทยของเรามีความสงบร่มเย็นเป็นสุขอยู่ได้เพราะเรามีบรรพบุรุษ ที่รักแผ่นดินไทย ยอมสละเลือดเนื้อเพื่อปกป้องแผ่นดินไทยไว้ให้ลูกหลานได้ภาคภูมิใจ (มีการร้องเพลง “เราสู้” เพื่อสร้างบรรยากาศในห้องประชุม)แต่ปัจจุบันพบว่าในโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษามีการจัด กิจกรรมเกี่ยวกับการแสดงความคิดเห็น การแสดงออกของนักเรียน นักศึกษา ครู อาจารย์และบุคลากร ของสถาบันการศึกษา ในลักษณะที่เป็นการคุกคาม จาบจ้วง ล่วงละเมิด ตลอดจนต้องการให้ประเทศไทย เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง พฤติกรรมเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงการปลูกฝังหรือจิตสำนึกของคนในสังคม ที่ขาดการประพฤติปฏิบัติตนที่แสดงถึงความรัก ความศรัทธา หวงแหน ปกป้อง ยกย่อง และจงรักภักดี ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ดังนั้น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจึงได้ดำเนินการจัดให้มีการประชุมร่วมกับ โรงเรียนในพื้นที่เพื่อให้โรงเรียนแต่ละแห่งได้พิจารณากำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ชาติไทย เพิ่มเติมในรายวิชาตามหลักสูตรการเรียนการสอน และขอฝากถึงนักเรียน นักศึกษาให้มีความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และขยายผลต่อไปในแต่ละครัวเรือน เพื่อให้ประเทศไทยเรามี ๓ สถาบันนี้ เป็นสถาบันหลักของชาติตลอดไป


๑๕๓ ศึกษาธิการจังหวัดฉะเชิงเทรา สำหรับแนวทางการเสริมสร้างความรู้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ศึกษาธิการจังหวัดได้กำหนดแนวทางในการจัดการศึกษาเพื่อให้ผู้เรียนมีอัตลักษณ์ตามบริบทของพื้นที่ จังหวัดฉะเชิงเทรา เช่น เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มีการขับเคลื่อนและบูรณาการหน่วยงาน ที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการจัดการศึกษาระดับต่าง ๆ โดยมุ่งเน้นตามพระบรมราโชบาย ด้านการศึกษา ของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๑๐ คือ การศึกษาต้องมุ่งสร้างพื้นฐานให้แก่ผู้เรียน ๔ ด้าน ดังนี้ ๑. มีทัศนคติที่ถูกต้องต่อบ้านเมือง มีความยึดมั่นใน ๓ สถาบันหลักของชาติ ๒. มีพื้นฐานชีวิตที่มั่นคงและมีคุณธรรม ช่วยกันสร้างคนดีให้แก่บ้านเอง ๓. มีงานทำและมีอาชีพ ๔. เป็นพลเมืองที่ดีของชาติ คือ ปฏิบัติตนตามบทบาทและหน้าที่ เช่น อยู่ในบทบาทของนักเรียน มีหน้าที่เรียนหนังสือ ไม่ใช่เป็นนักเลงไล่ตีกัน นายกสภานักวิชาการประจำคณะกรรมการสมัชชามวลชนเพื่อความมั่นคงภายใน สภานักวิชาการสมัชชามวลชนเพื่อความมั่นคงภายในมีการทำงานในลักษณะการเป็น Partner ร่วมกันกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยมีหน้าที่จัดทำนโยบายด้านความมั่นคง เช่น การฝึกอบรมความรู้ด้านความมั่นคงให้กับลูกเสือ ซึ่งสภานักวิชาการจะมีลักษณะคล้ายกับรัฐสภา แต่เป็นการพิจารณาเรื่องที่เกี่ยวกับด้านความมั่นคง ในเชิงลึก ซึ่งมีแนวทางส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีการปลูกฝัง อุดมการณ์รักชาติศาสนา พระมหากษัตริย์ การสร้างความสามัคคีปรองดอง และการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สอดคล้องกับหลักการที่ท่านเอนก เหล่าธรรมทัศน์ เรียกว่า “ราชประศาสนศาสตร์” ซึ่งมากกว่าพระราชกรณียกิจหรือพระราชกุศล กล่าวคือ การบริหาร ประเทศโดยพระปรีชาสามารถ พระวิริยะอุตสาหะในรูปแบบราชประชาสมาสัย และหลักทศพิธราชธรรม ที่เป็นจริยวัตร ๑๐ ประการ ซึ่งพระเจ้าแผ่นดินทรงประพฤติเป็นหลักธรรมหรือเป็นคุณธรรมประจำตน ของผู้ปกครองบ้านเมือง


๑๕๔ กล่าวโดยสรุปได้ว่า สถาบันพระมหากษัตริย์มีความสำคัญและผูกพันกับสังคมไทย ตั้งแต่ในอดีต จนถึงปัจจุบัน ดังตัวอย่างการปกครองบ้านเมืองตามหลัก “ราชประศาสนศาสตร์” ที่มุ่งเน้นให้ประชาชน ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพ และเป็นไปตามพระปฐมบรมราชโองการที่ว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” ซึ่งพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช มหาราช บรมนาถบพิตร ทรงตรัสไว้ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๓ จนกระทั่งทั่วโลกได้กล่าวเทิดพระเกียรติพระปรีชาสามารถของพระองค์ให้เป็นยอดพระมหากษัตริย์ ของโลกหรือที่เรียกว่า “King of Kings” อันจะนำมาสู่การพัฒนาในระดับต่าง ๆ คือ ในระดับกระทรวง มีการปรับปรุงหลักสูตรเกี่ยวกับการส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หน้าที่พลเมือง ซึ่งสอดคล้องกับพระบรมราโชบายด้านการศึกษาของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทร รามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๑๐ ส่วนในระดับจังหวัด โดยผู้ว่าราชการจังหวัดได้มอบนโยบายและให้ความสำคัญกับ ๓ สถาบันหลักของชาติ และในระดับ โรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาต่าง ๆโดยผู้บริหารมีหน้าที่กำกับดูแลการจัดกิจกรรมหรือการวิพากษ์วิจารณ์ ที่ไม่เหมาะสม ตลอดจนถึงการปรับปรุงเอกสารตำราเรียน เพื่อให้มีการเรียนรู้เข้าใจ และเห็นความสำคัญ ของประวัติศาสตร์ชาติไทย ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข รวมถึงเรื่องความกตัญญูที่ต้องมีการตอบแทนบุญคุณให้แก่ผู้มีพระคุณ คือ การตอบแทน บุญคุณของแผ่นดิน โดยการประพฤติปฏิบัติตนเป็นคนดี มุ่งกระทำแต่ความดี ดังคำกล่าวที่ว่า “อยู่อย่างจงรัก ตายอย่างภักดี” ฉะนั้น เมื่อปวงชนชาวไทยมีความเชื่อ ความรัก และความศรัทธา ในสถาบันหลักของชาติแล้ว หากต่อมามีองค์ความรู้ที่ผิดเพี้ยนหรือไม่ถูกต้องปรากฎขึ้นในสังคมไทย องค์ความรู้เหล่านั้นย่อมไม่อาจทำให้ความรับรู้และความเข้าใจของประชาชนคนไทยเปลี่ยนแปลงไปได้


๑๕๕ ภาพถ่ายการสัมมนา เรื่อง “การสร้างเสริมความรู้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข ในสถานศึกษา” เมื่อวันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๖๕


๑๕๖


๑๕๗


๑๕๘


๑๕๙


๑๖๐


๑๖๑


ภาคผนวก ค. การสัมมนา เรื่อง “การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย ทรงเปนประมุขในสังคมไทย” วันพฤหัสบดีที่ ๑ กันยายน ๒๕๖๕


๑๖๕ สรุปสาระสำคัญ การสัมมนา หัวข้อ “การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในสังคมไทย” คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา วันพฤหัสบดีที่ ๑ กันยายน ๒๕๖๕ ณ ห้องประชุม ชั้น ๕ อาคารราชนครินทร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ จังหวัดฉะเชิงเทรา -------------------------------------------------- คำถาม ๑. ปัจจัยหรือปัญหาอุปสรรคที่ทำให้การส่งเสริมการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ศาสตราจารย์พิเศษจรัญ ภักดีธนากุล ในช่วงเวลา ๒๐ ปีที่ผ่านมาของสังคมไทยมีความขัดแย้งทางความคิดอย่างรุนแรงจนถึงขั้นแตกหัก โดยเฉพาะในทางการเมืองซึ่งเป็นแกนใหญ่ของประเทศในแต่ละประเทศ หันหน้าเข้าปรึกษาหารือกัน ไม่ได้ ประเทศนี้เลยเหมือนประหนึ่งเป็น “งูสองหัว” เมื่อเป็นงูสองหัวแล้วหัวฝั่งซ้ายจะเคลื่อนที่ไป ทางซ้ายแต่หัวฝั่งขวาจะเคลื่อนที่ไปทางขวาประเทศชาติและประชาชนซึ่งเป็นลำตัวของงูตัวนั้นจึงมีแต่ จะฉีกขาดและไม่สามารถจะเคลื่อนตัวไปอย่างมีทิศทางหรือมีประสิทธิภาพได้เมื่อทั้งสองฝ่ายการเมือง ลืมคิดถึงประเทศชาติ ลืมคิดถึงประชาชน ลืมนึกถึงศูนย์รวมจิตใจของคนในชาติไทย คือ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ทั้ง ๓ สถาบันหลักนี้เป็นจิตวิญญาณของประเทศไทยซึ่งประเทศอื่นไม่มี โดยใน ประเทศอื่นจะมี ๓ องค์ประกอบเหมือนกัน คือ เสรีภาพ เสมอภาค และภราดรภาพ หรือการปกครองของ ประชาชน โดยประชาชนและเพื่อประชาชน เป็นสัญลักษณ์หรืออัตลักษณ์พิเศษของประเทศแต่ละ ประเทศ สำหรับชนชาติไทยที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า ๘๐๐ ปีตามที่ปรากฏหลักฐานบันทึกไว้ว่าเรา มีศูนย์รวมจิตใจตามความจริง คือ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ เป็น ๓ สถาบันหลัก แต่ผู้ใหญ่ใน บ้านเมืองลืมนึกถึงศูนย์รวมจิตใจของคนในชาติ มัวแต่พยายามเอาชนะกันจนลืมสถาบันหลักของ ประเทศ การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมีฐานอยู่ที่สถาบันหลัก ๓ ประการ คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงดูแลประเทศชาติบ้านเมือง ในทาง ศาสนาทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภกของทุกศาสนาในประเทศที่ประชาชนเคารพนับถือและพระองค์ทรงเป็น พุทธมามกะคอยดูแลอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาทั่วประเทศให้สามารถอบรมสั่งสอนแนวทางการดำรงชีวิต ที่ประเสริฐแก่ประชาชนได้เรามีลักษณะเฉพาะตัวไม่เหมือนประเทศชาติอื่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทย เรามีการถ่ายทอดประสบการณ์ เหตุการณ์บ้านเมือง การเสียสละชีวิต เลือดเนื้อของบรรพบุรุษเพื่อดูแล รักษาประเทศชาติบ้านเมืองให้อยู่รอดปลอดภัยจากมหันภัยโลกในหลาย ๆ โอกาสที่ผ่านมาเพราะว่ามี


๑๖๖ กล่าวโดยสรุปได้ว่า ในต่างประเทศ เช่น สาธารณรัฐฝรั่งเศสในทวีปยุโรปจะมีหลักยึด ๓ ประการ คือ เสรีภาพ เสมอภาค และภราดรภาพ ส่วนสหรัฐอเมริกาในทวีปอเมริกาจะมี ๓ ประการ คือ การปกครอง ของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน แต่ประเทศไทยในทวีปเอเชียมี๓ สถาบันหลัก ได้แก่ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ซึ่งมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุขที่มีความเหมาะสมกับความเป็นไทยอันถือว่าเป็นการวางรากฐานและมีข้อคิดประการสำคัญ ที่เป็นคำคมว่าพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์ทรงแบกชาติไว้เหนือพระเศียรทำให้ชาติยังอยู่ยั่งยืนยงได้ ภายใต้แสงอาทิตย์ที่สาดส่องมากที่สุด ซึ่งแสงอาทิตย์ก็คือ “องค์พระมหากษัตริย์ไทย” ระบอบการปกครองเฉพาะของเราที่มีพระมหากษัตริยทรงเปนศูนยรวมจิตใจของคนไทยทั้งชาติ ทรงเปน อัครศาสนูปถัมภกของคนไทยทุกศาสนาในแผนดินนี้และพระองคทรงแบกประเทศชาติไวเหนือพระเศียร เหมือนดังเชนในคราวพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ซึ่งถือคติวาพระเจาแผนดินหรือพระมหากษัตริย จะทรงดํารงสภาวะเปนพระมหากษัตริยโดยสมบูรณหลังเขาพิธีสรงพระมุรธาภิเษกทรงรับน้ําอภิเษกและ ทรงสวม "พระมหาพิชัยมงกุฎ" ที่มีน้ําหนักมากเกือบ ๑๐ กิโลกรัมไวเหนือพระเศียรประทับพระ ราชยานพุดตานทอง และเสด็จพระราชดําเนินโดยขบวนพระราชอิสริยยศไปยังพระอารามหลวงตาม โบราณราชประเพณี ซึ่งตลอดเสนทางมีพสกนิกรคอยรับเสด็จและเฝาชมพระบารมี อันเปนสัญลักษณที่ ระบอบการปกครองของเราออกแบบไวเพื่อบอกใหทุกคนรูวาพระมหากษัตริยไทยไมไดทรงอยูเหนือชาติ แตทรงแบกชาติไวเหนือพระเศียรและไมไชพระอังสะเพราะพระองคทรงงานอยางมุงหมายจะใหมวล มหาประชาชนชาวสยามไดอยูเย็นเปนสุข เพื่อประโยชนสุขของมหาชนชาวสยาม นับเปนเรื่องที่คนรุน ปูยาไดรับฟงรับรูไดเห็นประจักษความจริงในขอนี้ โดยลนเกลารัชกาลที่ ๑๐ พระวชิรเกลาเจาอยูหัว พระมหากษัตริยไทยองคปจจุบันเมื่อครั้งพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ในวันที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๖๒ พระองคไดเปลงพระสุรเสียงประกาศพระปฐมบรมราชโองการมิไดผิดเพี้ยนไปจากนิติราชประเพณีของ พระมหากษัตริยไทย คือ "พระองคจะทรงสืบสาน รักษาและตอยอด และครองแผนดินโดยธรรมเพื่อ ประโยชนสุขแหงอาณาราษฎรตลอดไป " สิ่งเหลานี้คือ ลักษณะเฉพาะของระบอบการปกครองของ ประเทศไทย อันเปนของมีคาที่ไมมีประเทศอื่นใดจะสามารถมีเหมือนเราได แตเรากลับละเลยมาโดย ตลอดแลวอุปมาเหมือนกับวาประเทศเราเต็มไปดวยแสงอาทิตยที่มีมากเกินไป จนกระทั่งเราลืมคิดถึง แสงอาทิตยวามีประโยชนตอชีวิตของพวกเราขนาดไหน ถาหากไมมีแสงอาทิตยแลวพวกเราจะมีสภาพ เปนอยูอยางไร คนไทยจึงวิ่งหนีแสงอาทิตยในขณะที่ฝรั่งมังคารีบวิ่งเขาหาแสงอาทิตย ยามใดที่มีแสง สวางเขาจะรีบออกมาอาบแดดทันทีเพื่อรับแสงตะวัน พระมหากษัตริยไทยเปรียบเหมือนดั่ง เชน แสงอาทิตยที่เราทอดทิ้ง ตลอดจนทอดทิ้งระบอบการปกครองที่เหมาะสมที่สุดและดีที่สุดสําหรับ "ชนเผาไทย" ซึ่งไดปรากฏใหเห็นเปนมาอยางนี้


๑๖๗ นายเสรี สุวรรณภานนท์ วิถีชีวิตปกติของทุกคนไม่ว่าเราจะอยู่กับคนกลุ่มไหน การที่เราจะอยู่ร่วมกันโดยผาสุกได้นั้น เราจะต้องมีผู้นำ เริ่มตั้งแต่ในบ้านทุกบ้านจะมีพ่อแม่ปู่ย่าตายายผู้มีอาวุโสสูงสุดจะถือว่าเป็นหัวหน้าบ้าน หัวหน้าครอบครัว บางบ้านอาจให้ภรรยาเป็นหัวหน้าอันนี้เป็นปกติเพราะเราอยู่ร่วมกันในบ้านที่มีหัวหน้า ครอบครัว และเมื่ออยู่กันหลายครอบครัวจนเป็นหมู่บ้าน หมู่บ้านจะมีผู้นำหมู่บ้านเรียกว่า “ผู้ใหญ่บ้าน” เป็นคนที่เรายอมรับให้เป็นผู้นำและเป็นที่เคารพของคนในหมู่บ้าน หากรวมหลายหมู่บ้านเข้าด้วยกันจน กลายเป็นตำบลจะมีผู้นำคือ “กำนัน” เราจึงอยู่ในสังคมที่ยอมรับกติกาอยู่ร่วมกันว่าต้องมีผู้นำและหลาย ตำบลรวมกันเป็นอำเภอ จะมีผู้นำคือ “นายอำเภอ” และหลายอำเภอรวมกันเป็นจังหวัด จังหวัดจะมี “ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด” เป็นผู้นำ รวมถึงในตำบลขนาดใหญ่อาจมีองค์การ บริหารส่วนตำบล นายกองค์การบริหารส่วนตำบลคือตัวอย่างการอยู่ร่วมกัน เพราะฉะนั้น การอยู่ร่วมกัน หลายจังหวัดรวมกันเป็นประเทศ ประเทศจึงมีผู้นำฝ่ายบริหารคือ “นายกรัฐมนตรี” ในลักษณะการบริหาร จัดการแทนประมุขของชาติซึ่งเป็นเจ้าของประเทศที่แท้จริง คือ พระมหากษัตริย์ถ้าลำดับได้แบบนี้ เราจะมองเห็นและรู้สึกได้ว่าเรามีชีวิตอยู่มาจนทุกวันนี้ได้เพราะเรามีผู้นำประเทศมีคนสร้างประเทศให้เรา มีแผ่นดินอยู่ทุกวันนี้ได้และเป็นแผ่นดินของเราเป็นประเทศของเรา หากเทียบกับในปัจจุบันจะเห็นว่าการเดินทางจากกรุงเทพฯ มาจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยการขับ รถยนต์จะต้องใช้เวลาเป็นชั่วโมง แต่ประเทศไทยไม่ได้มีแค่จังหวัดฉะเชิงเทราจังหวัดเดียว เรายังมีอีก ๗๐ กว่าจังหวัดทั่วประเทศ ลองคิดดูว่าการเดินทางไปแต่ละจังหวัด ตั้งแต่ภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก หากไม่ใช้เครื่องบินในการเดินทางจากเหนือสุดไปยังใต้สุดของประเทศต้องใช้เวลากว่า ๒๐ ชั่วโมงในการขับรถยนต์แล้วลองคิดดูว่าคนที่จะรวมแผ่นดินได้ขนาดนี้กว่าจะรวมแผ่นดินให้เป็น ประเทศไทยได้สมัยก่อนถามว่ามีรถยนต์ไหมสมัยก่อนต้องใช้ช้าง ม้า วัว ควาย และการเดินด้วยเท้า เพื่อสร้างแผ่นดิน สร้างประเทศให้เป็นปึกแผ่น ต้องใช้เวลาเดินทางกันเป็นปี จึงกล่าวได้ว่าเรามีผู้นำประเทศ มีประมุขของประเทศเพราะพระมหากษัตริย์เป็นคนสร้างชาติสร้างประเทศ นี่คือความสำคัญที่จะต้องมีผู้นำ ประเทศและพระองค์ทรงเป็นที่ยอมรับของคนทั้งชาติเป็นศูนย์รวมจิตใจจึงเกิดคำถามว่า “ถ้าหากไม่มี สถาบันพระมหากษัตริย์แล้วคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นอาจจะมีกองทัพของคนนั้น กองทัพของคนนี้แกร่งแย่ง ชิงดีกันหรือแย่งผืนแผ่นดินกันเหมือนตัวอย่างในประเทศเพื่อนบ้านที่มีหลายเผ่าพันธุ์ต่อสู้รบกันทุกวัน หาความผาสุกไม่ได้หากพวกเราต้องอยู่ในสภาพแบบนั้นคิดว่าลูกหลานพ่อแม่ปู่ย่าตายายของเราจะเป็น อย่างไร การใช้ชีวิตของเราจะลำบากไหมจะได้แต่งตัวสวย ๆ ได้ใส่เสื้อนอกมาพูดคุยกันแบบวันนี้ไหม แต่เนื่องจากประเทศไทยเรามีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นหลักชัยให้กับบ้านเมืองมาจนถึงทุกวันนี้” อย่างไรก็ดี เมื่อระยะเวลาผ่านพ้นมาแนวความคิดของคนก็เริ่มเปลี่ยนจึงไม่เห็นถึงความสำคัญ ของเรื่องเหล่านี้หรือเห็นความสำคัญน้อยลง คิดว่าที่ดินที่ตนเองอยู่อาศัยเป็นที่ดินมีโฉนดของพ่อแม่หรือ


๑๖๘ ของปู่ย่าตายายเขาสร้างมาทำให้ไม่มีความเคารพและไม่ให้ความสำคัญสถาบันพระมหากษัตริย์ นี่คือ ความเข้าใจผิดเพราะโฉนดที่ดินมีเพื่อให้ใช้ทำมาหากินให้มีที่อยู่ที่กินแต่ผืนแผ่นดินนี้คนที่สร้างคือ “สถาบันพระมหากษัตริย์” จะเห็นได้ว่าเราเข้าใจผิดเด็กรุ่นใหม่ก็เข้าใจผิดนึกว่าแผ่นดินนี้ที่มีบ้านเป็น ของพ่อแม่ที่ซื้อมาให้อยู่จึงขาดความเคารพหรือให้ความเคารพน้อยกว่าที่ควรจะเป็นจนกลายเป็นปัญหา ของคนในชาติ เสาหลักของประเทศจึงสั่นคลอนมีแต่คนจะสร้างประชาธิปไตยใหม่คิดอะไรใหม่ ๆ แต่ ไม่ได้คิดถึงปูมหลังว่าประเทศเกิดมาได้อย่างไร สิ่งสำคัญคือบรรดาคนที่มีความรู้เรียนจบการศึกษาจาก ต่างประเทศ ไปดูตัวอย่างจากสาธารณรัฐฝรั่งเศส สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีสหราชอาณาจักร และอีก หลายประเทศแล้วกลับมาบอกว่าอยากให้ประเทศเราเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ รวมถึงปลูกฝังให้เด็กเยาวชน เข้าใจในแบบเดียวกันนี้ ในอดีตแม้จะมีคนที่ไม่เห็นด้วยหรือต่อต้านอยู่บ้าง แต่จะมีจำนวนไม่มากซึ่งเป็นธรรมดาของคน คิดต่าง แต่คนในสมัยก่อนยังมีความเคารพยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมืองเพราะเรามีกติกามีกฎหมายว่า ใครดูหมิ่นสถาบันหรืออาฆาตมาตรร้ายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ถือว่าคนนั้นมีความผิดต้องได้รับโทษ คนจึงไม่กล้าแสดงออก แต่ปัจจุบันมีคนที่ไปเรียนในต่างประเทศแล้วกลับมาสอนในมหาวิทยาลัยได้เสนอ ความคิดเห็นทางสังคมปลูกฝังความคิดของตัวเองที่อยากให้ประเทศไทยเป็นเหมือนอย่างประเทศนั้น ประเทศนี้และยุยงส่งเสริมให้ความรู้ที่ผิดกับเด็กเยาวชนทำให้คนรุ่นใหม่ไม่มีความเคารพยำเกรงต่อสถาบัน พระมหากษัตริย์ไม่เคารพผู้ใหญ่จนกระทั่งไม่เคารพพ่อแม่ของตนเองจึงไม่สามารถอบรมสั่งสอนได้เพราะ ลูกไม่ยอมฟังพ่อแม่แล้ว ทั้งหมด คือ ที่มาที่ไปของการจัดสัมมนาในวันนี้ ประเทศไทยมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยและต้องมีถ้อยคำว่า “อันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข” ในสมัยก่อนเราจะมีรูปในหลวงติดอยู่ที่บ้านแต่เด็กรุ่นใหม่ไม่ให้ความสำคัญจนพ่อแม่ ต้องบอกว่า “ถ้าไม่ให้ความสำคัญ ไม่ต้องอยู่บ้านนี้เพราะบ้านหลังนี้ในหลวงท่านให้” นี่คือสิ่งที่กระทบ กับชีวิตของเราและในสมัยนี้หากมีพ่อที่คิดแบบเสื้อเหลืองและมีแม่ที่คิดแบบเสื้อแดงจะเกิดความแตกแยก กันทันทีจากเมื่อก่อนที่แต่งงานและอยู่ห้องเดียวกันพอฟังเรื่องการเมืองมาก ๆ ต้องแยกห้องกันอยู่หรือ อาจถึงขั้นแยกบ้านกันอยู่นี่คือการเมืองไทยที่มีผลกระทบทำให้คนที่มีความคิดเห็นต่างกันไม่สามารถอยู่ ร่วมกันได้เราจึงต้องทำความเข้าใจกัน เรียนรู้กัน และหากเราได้ฟังความรู้ในวันนี้จะเป็นประโยชน์ใน การอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมากเพราะสังคมทุกวันนี้น่าเป็นห่วงมาก กล่าวคือ สมัยนี้คุณครูในโรงเรียนไม่ กล้าสอนนักเรียนเพราะนักเรียนไม่สนใจไม่เคารพและไม่เชื่อฟังครู ยิ่งกว่านั้นมีนักเรียนที่รวมกลุ่มกันรุม ด่าว่าครูผู้สอนโดยการโพสต์ข้อความผ่านทางสื่อโซเชียลมีเดียจนคุณครูไม่กล้าสอนนักเรียนเกิดปัญหาที่ พ่อแม่จะต้องมาอบรมสั่งสอนกันเอง


๑๖๙ ปัญหาเรื่องการเรียนรู้การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ได้เกิดขึ้นในสังคมไทยจนกระทั่งปัญหาเหล่านี้ถูกนำไปบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ คือ การพัฒนาการเมืองจะต้องให้การเรียนรู้กับพี่น้องประชาชนเรื่องประชาธิปไตย ที่มีพระมหากษัตริย์ไม่ใช่การให้ความรู้ประชาธิปไตยแบบแปลก ๆ ที่ไม่มีสถาบันพระมหากษัตริย์หรือมี แนวความคิดที่จะปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งได้มีการพัฒนาอันเหมาะอันควรอยู่แล้ว รวมถึง การแสดงออกหรือการวิพากษ์วิจารณ์สถาบันและปลูกฝังแนวความคิดใหม่ ๆ ให้เด็ก เยาวชนได้เข้าใจผิด เมื่อเด็กเยาวชนเข้าใจผิดจะไม่เหมือนกับผู้ใหญ่ที่รู้ว่าอะไรผิดอะไรถูกจึงไม่กล้าแสดงออกต่างจากเด็กเยาวชน ที่มีการแสดงออกทางความคิด การเสนอความเห็น การพูดจาใช้ถ้อยคำที่ผิดกฎหมายจึงถูกดำเนินคดี ทำให้เด็กเยาวชนต้องติดคุกและยังไปกล่าวโทษเด็ก เยาวชน แต่ความจริงแล้วเราต้องโทษผู้ใหญ่ที่ไม่ให้ ความรู้ที่ถูกต้องไม่สามารถแยกแยะถูกผิดให้กับพวกเขาได้ ท่านทั้งหลายที่ได้รับฟังแล้วเมื่อกลับบ้านไปจะ ได้ไปสอนลูกสอนหลานเพราะสิ่งสำคัญ คือ การศึกษาให้ความรู้ที่ไม่ใช่แค่ในครอบครัวเท่านั้นแต่ยัง รวมถึงคนที่ต้องรับผิดชอบต่อบ้านเมือง คือ รัฐบาล ซึ่งเราพยายามบอกว่าการให้ความรู้กับประชาชนไม่ใช่ แค่มาพูดแบบในวันนี้เพียงอย่างเดียวแต่จะต้องมีการกำหนดหลักสูตรการศึกษาให้กับเด็ก เยาวชนซึ่ง ควรมีหลักสูตรการศึกษาเรื่องประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเหมือนที่ทุกท่านเคยได้ เรียนหนังสือผ่านมารวมถึงเรื่องหน้าที่ศีลธรรมหรือคุณสมบัติผู้ดี ในหลักสูตรการศึกษาสมัยก่อนมีอะไรดี ๆ เยอะแต่ถูกตัดออกไปซึ่งคณะกรรมาธิการได้พยายามจัดประชุมและเชิญท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ศึกษาธิการ เชิญสถาบันพระปกเกล้า เชิญคณะกรรมการการเลือกตั้ง รวมถึงผู้ที่รับผิดชอบในเรื่องนี้เพื่อ สื่อสารว่าเราจำเป็นต้องมีหลักสูตรการศึกษามีตำราที่มีผลงานหรือพระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ ทุกพระองค์ให้ผู้เรียนได้ทราบว่าท่านได้สร้างประเทศได้สร้างคุณงามความดีอะไรเอาไว้ให้กับลูกหลาน ในปัจจุบันและยังให้ประโยชน์กับลูกหลานหรือคนไทยในอนาคตอีกด้วย ในเรื่องดังกล่าวนี้ คณะกรรมาธิการได้พยายามจะผลักดัน โดยมีการประสานงานเพื่อการจัดสัมมนา และเชิญท่านสุเมธ ตันติเวชกุล ท่านอาจารย์ทินพันธุ์ นาคะตะ รวมถึงท่านอาจารย์จรัญ ภักดีธนากุล เข้ามาร่วมพูดคุยกันเพื่อให้เห็นถึงความสำคัญในเรื่องนี้ เพราะเราเป็นบุคคลที่ต้องรับผิดชอบต่อบ้านเมือง โดยมีแนวความคิดที่ว่า “ทำอย่างไรจะให้ประชาชนได้รับรู้รับทราบ ได้รับฟังผ่านหูบ่อย ๆ ให้เหตุให้ผล” จนทำให้สิ่งที่เราปรารถนาและมีความรับผิดชอบอยู่เกิดผลสัมฤทธิ์คือ ให้การเรียนรู้การปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขถูกเผยแพร่ออกไปอย่างกว้างขวาง อย่างน้อยที่สุด เพื่อเป็นประโยชน์ให้กับคนรุ่นใหม่ที่คิดอะไรผิด ๆ ให้เขาเดินได้ถูกทาง เพราะถ้าเราคุยกับเขาไม่รู้เรื่อง แล้วปล่อยทิ้งเขาไว้มันเป็นเรื่องง่าย แต่ในท้ายที่สุดแล้วเขาจะเติบโตไปแบบที่สร้างปัญหาให้กับตัวเอง เป็นปัญหาของครอบครัว ปัญหาของสังคม และประเทศชาติ กลายเป็นเสียอนาคตไป นี่คือเรื่องใหญ่ เรื่องสำคัญที่เราจัดสัมมนาในวันนี้


๑๗๐ กล่าวโดยสรุปได้ว่า แม้ว่าผู้นำจะมีอยู่ด้วยกันหลายระดับแต่ในบรรดาผู้นำที่อยู่ในประเทศไทย หรือประมุขของประเทศไทย คือ องค์พระมหากษัตริย์ที่เป็นจุดศูนย์รวมสูงสุด และทำให้แผ่นดินไทยเรา รวมกันเป็นปึกแผ่นไม่เกิดสงครามกลางเมืองเหมือนบางประเทศที่พบเห็นกันอยู่ และปัญหาที่เกิดขึ้นจาก ความเข้าใจผิดของเด็กเยาวชนเราจะไม่โทษว่าเป็นความผิดของเด็กเยาวชน แต่จะเสนอว่าต้องปฏิรูปโดย ผู้ใหญ่จะต้องได้มีโอกาสให้ความรู้แก่พวกเขาให้มากขึ้นจึงเป็นที่มาของการจัดสัมมนาในวันนี้และการจัด สัมมนาที่จะมาขึ้นอีกในอนาคต (การผลักดันของคณะกรรมาธิการที่ผ่านมา ส่งผลให้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ในการเสริมสร้างความเป็นพลเมือง คุณภาพและความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข จึงได้ร่วมบูรณาการดำเนินกิจกรรมตามโครงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมฐานราก หลังโควิดด้วยเศรษฐกิจ BCG (โครงการ U2T BCG) ซึ่งเป็นการรวมพลังของมหาวิทยาลัยรัฐกว่า ๗๐ แห่ง และมหาวิทยาลัยเอกชนกว่า ๒๐ แห่ง ร่วมกับบัณฑิตจบใหม่และประชาชนในพื้นที่กว่า ๖๘,๓๕๐ คน เพื่อสร้างกระบวนการเรียนรู้เกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และได้กำหนดให้ U2T ทำงานร่วมกับศูนย์ส่งเสริมพัฒนาประชาธิปไตย (ศส.ปชต.) ของสำนักงาน กกต. ซึ่งมีจำนวน ๗,๕๑๗ แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ตำบล/แขวง (กรุงเทพมหานคร) ทั่วประเทศ) คำถาม ๒. แนวทางในการส่งเสริมการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นอย่างไร ศาสตราจารย์พิเศษจรัญ ภักดีธนากุล องค์ความรู้เรื่องคุณประโยชน์และความสำคัญของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งเป็นระบอบการปกครองของเราที่ไม่เหมือนของประเทศอื่นและให้ ได้รับรู้รับทราบถึงคุณประโยชน์ที่มีต่อประเทศชาติ ประชาชน ตลอดจนสถาบันหลักของประเทศ รวมถึง ให้มีการศึกษาประวัติศาสตร์ชาติไทย นับตั้งแต่ในสมัยจักรวรรดินิยมตะวันตกขยายอำนาจมายังเอเชีย ในยุคที่พระมหากษัตริย์ไทยทรงมีพระราชวิเทโศบายเรื่องการรักษาเอกราชจากชาติมหาอำนาจที่มี แนวคิดยึดครองดินแดนอาณานิคมและครอบครองทรัพยากรธรรมชาติซึ่งในยุคนั้นเราไม่มีอาวุธ ยุทโธปกรณ์ที่จะพอสู้รบปรบมือกับมหาอำนาจเหล่านั้นได้ แต่ที่เรารอดมาได้ไม่ใช่เพราะเรามีโชคช่วย หรือความกรุณาของมหาอำนาจแต่ด้วยพระมหากษัตริย์ไทยทรงมีพระอัจฉริยภาพโดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระปิยมหาราชพระองค์ทรงทำทุกอย่างเพื่อที่จะช่วยนำพาให้ ประเทศไทยรอดพ้นจากการตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งในยุคนั้น เรื่องเหล่านี้เด็กหรือคนรุ่นใหม่จะไม่ค่อยรู้ เรื่องเพราะไม่เคยเป็นทาสใครจนมีคำพูดหนึ่งที่ว่า “ความจริงประเทศของเราตกเป็นเมืองขึ้นก็ดี เราจะ


๑๗๑ กล่าวโดยสรุปได้ว่า เราต้องให้องค์ความรู้และความรู้ที่สำคัญที่สุด คือ ความรู้ในเรื่องประวัติศาสตร์ จากประวัติศาสตร์ของชาติที่เรายังดำรงความเป็นชาติอยู่ได้เพราะเรามีสถาบันพระมหากษัตริย์ที่เป็นผู้นำ ในการเข้าปะทะกับสถานการณ์อันรุนแรงที่มหาอำนาจจะมายึดประเทศเราหลายครั้งหลายคราไม่ว่าจะเป็น กรณีของล้นเกล้ารัชกาลที่ ๕ หรือกรณีของสงครามโลกที่เราไม่เคยพ่ายแพ้ เราต้องช่วยกันเร่งสร้าง องค์ความรู้ทางประวัติศาสตร์ในการเชิดชูสถาบันและให้เห็นประโยชน์ว่าผู้ที่เป็นผู้นำชาติ คือ องค์พระมหากษัตริย์ที่ทรงต้องทนทุกข์แค่ไหนในการที่จะนำพารัฐนาวาหรือประเทศนี้ไปให้ตลอดรอดฝั่ง และในอนาคตเช่นเดียวกันที่จะต้องอาศัยความร่วมมือของพวกเราเพิ่มเติม นายเสรี สุวรรณภานนท์ เรื่องของ “การให้ความรู้” เป็นเรื่องที่ต้องมีการถ่ายทอด เพราะประสบการณ์ของคนแต่ละคน ไม่เหมือนกัน ซึ่งประสบการณ์อาจได้มาจากหลายวิธีที่จะทำให้แต่ละคนมีประสบการณ์มีความรู้ได้ ดังนี้ ๑. ความรู้ที่ได้จากการสอน คือ มีคนมาสอนเรา เช่น วันนี้มีอาจารย์จรัญ ภักดีธนากุลมาสอน ๒. ความรู้ที่ได้จากการอ่าน คือ การอ่านหนังสือ เมื่อเราอ่านหนังสือ เราจะสามารถมีความรู้ได้ โดยไม่ต้องมีใครมาสอนเรา ๓. ความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ คือ การที่แต่ละคนไปประสบหรือพบเจออะไรในชีวิตประจำวัน ของเรา หรือการเรียนรู้ด้วยวิธีแบบ “ครูพักลักจำ” สามารถทำให้เรามีความรู้ได้ เพราะฉะนั้น หลักการหาความรู้เหล่านี้เป็นหลักการที่เอาไปใช้ได้ทั่วไป ส่วนความรู้เรื่องประชาธิปไตย จะเป็นความรู้เรื่องวิถีชีวิตของประชาชนแต่ละคนโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มาเข้าร่วมในวันนี้จะได้เห็นได้ฟัง อะไรหลายอย่าง ประกอบด้วยผู้นำชุมชนจำนวนมากซึ่งเป็นคนที่รับผิดชอบต่อสังคมทั้งกลุ่มเล็กกลุ่มใหญ่ ในระดับชุมชน ระดับอำเภอ ไปจนถึงระดับจังหวัด แต่สิ่งสำคัญที่จะทำให้ประชาธิปไตยเจริญก้าวหน้า ไดพูดฝรั่งไดเพราะเราไมเคยตกเปนเมืองขึ้นทุกวันนี้คนไทยเลยพูดฝรั่งไมคอยไดไมเหมือนประเทศ เพื่อนบานที่พูดฝรั่งเกง" นี่เปนตัวอยางของคนรุนใหมที่เห็นผิดเปนชอบเพราะความออนประสบการณ และความไมรูวาการตกเปนเมืองขึ้นของตางชาติ หรือที่เรียกกันวา "ไทยตางดาว ทาวตางแดน" นั้น เราจะตองทนอยูกับความรูสึกเจ็บช้ําและขมชื่นขนาดไหน สิ่งเหลานี้เด็กหรือคนรุนใหมไมรูแตกลับไปชื่น ชมตางประเทศ เชน สาธารณรัฐฝรั่งเศสที่มีการปฏิวัติฝรั่งเศส มีการโคนลมสถาบันพระมหากษัตริย ไปชื่นชม สิ่งเหลานั้น สาเหตุเปนเพราะอะไร เพราะเราทอดทิ้งเด็ก เยาวชนของเรา เราทอดทิ้งลูกหลานของเรา พอแมไมยอมสอนในโรงเรียนก็ไมยอมสอนแบบนี้แลวเด็ก เยาวชนจะไปเรียนอะไร เขาจึงหันไปเรียนรู จากบาปมิตรแทนที่จะตองเรียนรูจากกัลยาณมิตร เชน การใชโทรศัพทมือถือบาง คอมพิวเตอรบาง การเรียนรูจากบาปมิตรเหลานี้ทําใหประเทศไทยของเราตกอยูในสภาวะเชนนี้


๑๗๒ และงอกงามได้ คือ “ประวัติศาสตร์” ตามที่ได้ให้ความรู้กันไปแล้ว และยังมีอีกส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้ ประชาธิปไตยเจริญก้าวหน้าได้ คือ “เศรษฐกิจ” ตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ พระองค์ทรงส่งเสริมและ ให้ความรู้เรื่อง “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ซึ่งเป็นแนวคิดที่ตั้งอยู่บนรากฐานของวัฒนธรรมไทย อันเป็นแนวทางการพัฒนาที่ตั้งบนพื้นฐานของทางสายกลางและความไม่ประมาท คำนึงถึงความพอประมาณ ความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันในตัวเอง ตลอดจนใช้ความรู้และคุณธรรม มาเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิต และที่สำคัญจะต้องมีสติ ปัญญา และความเพียร ซึ่งจะนำไปสู่ความสุขในการดำเนินชีวิตอย่างแท้จริง นี่คือสิ่งที่ประชาชนได้จากพระองค์ท่าน ดังนั้น จึงอยู่ที่เราว่าจะทำมาหากินอย่างไร เราสามารถทำอะไรได้เยอะแยะ แต่อยู่ที่ว่าเราจะทำ หรือไม่ทำ และเมื่อกล่าวถึงเรื่องประชาธิปไตยนั้นประชาธิปไตยทำให้เราทำมาหากินได้ เราเลยอยากให้มี การเรียนรู้ ให้มีสิ่งที่เราจะดำรงชีวิตอยู่ได้ แต่ไม่ใช่แค่คำว่า “ประชาธิปไตย” เพียงอย่างเดียว เราจะต้องมี ยอนกลับมาสูคําถามของพวกเราวา "จะทําการคาขายหรือทํามาหากินไดหรือไม" เมื่อทุกทาน อยูในประเทศไทยที่เปนประชาธิปไตย ทานสามารถทําไดทุกคน เพียงแตวาจะตองมีเสนทางชีวิตของตัวเอง จึงจะทําใหเราดํารงชีวิตอยูได โตยไมสรางความเดือดรอนและตองมีส่ิงที่จะทํามาหากินได และมีคําถาม ตอมาวา "เมื่ออยูในประเทศไทยที่มีประชาธิปไตยแลว จะทํามาหากินอะไร เพื่อใหร่ํารวย มีเงิน มีทอง เหมือนคนอื่นเขา" อยากแนะนําแนวทางวาจะทํามาหากินอะไรนอกจากการรับราชการ การเปนพนักงาน หรือลูกจางตามความถนัดของแตละคนคือการทํามาคาขาย ซึ่งในความเปนจริงนั้น แมวาเราจะรับราชการการ เปนพนักงานหรือลูกจาง เราก็ยังสามารถคาขายได ทํามาหากินได มีสิ่งที่จะทําใหเราเจริญรุงเรืองได เพียงแควาเราจะคาขายอะไร จึงอยากใหทานถามตัวเองกอนวาตัวเองถนัดเรื่องอะไร ยกตัวอยาง บางคน ทํากับขาวอรอย บางคนทําขนมอรอย แตเมื่อเราทํากินเองแลวไมไดนึกตอวาจะนําไปขาย แตจริง ๆ แลว ทานสามารถนํากับขาวหรือขนมที่ทานทําอรอยไปขายได ในสมัยนี้มีชองทางการขายผานระบบออนไลนดวย ใหโพสตลงโซเชียลหรือโฆษณาหนอย ใหคนอื่นไดเห็นอาหารหรือขนมสวย ๆ และมีรสชาติอรอยก็สามารถ สรางอาชีพไดแลว สิ่งสําคัญ คือ ในเบื้องตนเราจะตองทําในสิ่งที่มีความถนัดกอน แตหากวาไมมีสิ่งที่เรา มีความถนัด ใหเราไปเรียนรู ทําซ้ํา ทําจนเกิดความชํานาญ เชน การทําอาหารแลวใหคนอื่นชิม ทําจนกวา จะมีคนบอกวาอรอย แตหากมีคนบอกวาไมอรอย อยาพึ่งนําไปขาย และหากมีทุนหนอยเพราะเราตองมี ตนทุนบางเพื่อใชเปนทุนสําหรับซื้อวัตถุดิบมาใชทําอาหาร สวนบางคนบอกวาไมมีตนทุนก็ใหไปใชแรงงาน โดยไปรับจางทํางานแทนการใชตนทุนได เชน ทํางานเปนแมบานเปนงานสุจริต คนที่บอกไมมีงานทําหางาน ทํายากเพราะเราไปเลือกงานมาก บางคนซักผารีตผาเกงก็ใหรับจางซักผารีดผา บางคนเปนชาวสวนในชวง ฤดูที่ไมมีการเพาะปลูกก็ใหไปรับจางตัดตนไม บางคนมีรถยนตกระบะจอดอยูที่บานเฉย ๆ ก็ใหเอาปายไป ยอนกลับมาสูคําถามของพวกเราวา "จะทําการคาขายหรือทํามาหากินไดหรือไม" เมื่อทุกทาน อยูในประเทศไทยที่เปนประชาธิปไตย ทานสามารถทําไดทุกคน เพียงแตวาจะตองมีเสนทางชีวิตของตัวเอง จึงจะทําใหเราดํารงชีวิตอยูได โตยไมสรางความเดือดรอนและตองมีส่ิงที่จะทํามาหากินได และมีคําถาม ตอมาวา "เมื่ออยูในประเทศไทยที่มีประชาธิปไตยแลว จะทํามาหากินอะไร เพื่อใหร่ํารวย มีเงิน มีทอง เหมือนคนอื่นเขา" อยากแนะนําแนวทางวาจะทํามาหากินอะไรนอกจากการรับราชการ การเปนพนักงาน หรือลูกจางตามความถนัดของแตละคนคือการทํามาคาขาย ซึ่งในความเปนจริงนั้น แมวาเราจะรับราชการการ เปนพนักงานหรือลูกจาง เราก็ยังสามารถคาขายได ทํามาหากินได มีสิ่งที่จะทําใหเราเจริญรุงเรืองได เพียงแควาเราจะคาขายอะไร จึงอยากใหทานถามตัวเองกอนวาตัวเองถนัดเรื่องอะไร ยกตัวอยาง บางคน ทํากับขาวอรอย บางคนทําขนมอรอย แตเมื่อเราทํากินเองแลวไมไดนึกตอวาจะนําไปขาย แตจริง ๆ แลว ทานสามารถนํากับขาวหรือขนมที่ทานทําอรอยไปขายได ในสมัยนี้มีชองทางการขายผานระบบออนไลนดวย ใหโพสตลงโซเชียลหรือโฆษณาหนอย ใหคนอื่นไดเห็นอาหารหรือขนมสวย ๆ และมีรสชาติอรอยก็สามารถ สรางอาชีพไดแลว สิ่งสําคัญ คือ ในเบื้องตนเราจะตองทําในสิ่งที่มีความถนัดกอน แตหากวาไมมีสิ่งที่เรา มีความถนัด ใหเราไปเรียนรู ทําซ้ํา ทําจนเกิดความชํานาญ เชน การทําอาหารแลวใหคนอื่นชิม ทําจนกวา จะมีคนบอกวาอรอย แตหากมีคนบอกวาไมอรอย อยาพึ่งนําไปขาย และหากมีทุนหนอยเพราะเราตองมี ตนทุนบางเพื่อใชเปนทุนสําหรับซื้อวัตถุดิบมาใชทําอาหาร สวนบางคนบอกวาไมมีตนทุนก็ใหไปใชแรงงาน โดยไปรับจางทํางานแทนการใชตนทุนได เชน ทํางานเปนแมบานเปนงานสุจริต คนที่บอกไมมีงานทําหางาน ทํายากเพราะเราไปเลือกงานมาก บางคนซักผารีตผาเกงก็ใหรับจางซักผารีดผา บางคนเปนชาวสวนในชวง ฤดูที่ไมมีการเพาะปลูกก็ใหไปรับจางตัดตนไม บางคนมีรถยนตกระบะจอดอยูที่บานเฉย ๆ ก็ใหเอาปายไป


๑๗๓ ความขยัน ซื่อสัตย์สุจริต และทำมาหากินในสิ่งที่เราถนัด ซึ่งจะช่วยให้ชีวิตเรา ครอบครัวเรา ลูกหลานเรา มีงานทำ มีรายได้อย่างมีศักดิ์ศรี ไม่ต้องไปแบมือขอจากใคร เพราะสามารถหาเลี้ยงชีพด้วยตัวเองได้ เหล่านี้ คือสิ่งที่เป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่แถมให้ เมื่อถามว่ามาสัมมนาแล้วได้อะไรกลับไปบ้าง อย่างน้อยที่สุด คือ เราได้สูตรไปแล้วว่าเราจะสามารถทำมาหากินได้อย่างไรและเราควรจะทำอะไร “ทำสิ่งที่เราถนัด” แค่เรากลับไปช่วยกันคิดว่าจะทำอะไร กล่าวโดยสรุปได้ว่า ให้เราทำในสิ่งที่เราถนัด ซึ่งจะช่วยทำให้เรามีสัมมาอาชีวะที่สมบูรณ์ แข็งแกร่ง เมื่อเราทุกคนมีอาชีพที่แข็งแกร่ง มีเงินทองไหลมาเทมาแล้ว เราจะมีเศรษฐกิจที่ดีและจะเสริมสร้างให้ระบอบ การปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขยั่งยืนสถาพรสืบต่อไป ประเด็นที่มีการแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม - ในสมัยก่อนจะมีหลักสูตรการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นเรื่องสิทธิ เสรีภาพ และหน้าที่ วิชาศีลธรรม รวมถึงวิชาหน้าที่พลเมืองที่มีความสำคัญมาก ทั้งการศึกษาระดับประถมและมัธยม แต่ในปัจจุบันปรากฏว่า กระทรวงศึกษาธิการได้ตัดรายวิชาเหล่านี้ออกไป -แนวคิดเกี่ยวกับประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในเรื่องสิทธิ เสรีภาพและหน้าที่ เราควรเน้นย้ำในเรื่องนี้เพราะคนส่วนใหญ่ต้องการเรียกร้องแต่สิทธิของตน ซึ่งสิทธิจะโยงกับเสรีภาพ ทำให้การใช้สิทธิของเราจะต้องไม่ไปจำกัดหรือทำลายเสรีภาพของคนอื่น หากเสรีภาพของเราไปยุ่งกับ สิทธิของคนอื่นอาจจะก่อให้เกิดปัญหาขึ้นได้แต่อย่างไรก็ดี ยังไม่มีใครกล่าวถึงเรื่อง “หน้าที่” เลย ทำให้ เด็ก เยาวชนหรือคนรุ่นใหม่ไม่มีใครสนใจเรื่องหน้าที่ โดยมุ่งเน้นแต่เรื่องสิทธิของตนเท่านั้น - การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของไทยมีความแตกต่าง จากประเทศอื่น โดยมีหลักใหญ่คือ การยึดตามรัฐธรรมนูญที่มีการแบ่งอำนาจหลักออกเป็น ๓ อำนาจ ที่เรียกว่า “อำนาจอธิปไตย” อันได้แก่ อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ ตามมาตรา ๓ ได้กำหนดให้ “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุข ทรงใช้อำนาจนั้น ทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ” จะเห็นได้ว่าปวงชนชาวไทยได้มอบอำนาจ อธิปไตยให้องค์พระมหากษัตริย์เป็นผู้ทรงใช้อำนาจนั้น ส่วนในการเลือกผู้แทนเข้ามาบริหารประเทศ คือ นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี หรือแม้แต่ผู้แทนในฝ่ายนิติบัญญัติที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้น เราไม่ได้มอบอำนาจให้กับคนใดคนหนึ่ง อันจะเห็นได้จากการที่ต้องรอให้มีการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรง ตำแหน่งต่าง ๆ ก่อน จึงจะสามารถใช้อำนาจในตำแหน่งนั้นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฝ่ายตุลาการที่มีลักษณะ เป็นการใช้อำนาจในพระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์ ทั้งหมดนี้เป็นการใช้อำนาจอธิปไตยที่เป็นของ ปวงชนชาวไทยซึ่งแสดงให้เราเห็นแจ้งชัดแล้วว่า “คนไทยให้ความเคารพ ศรัทธาและไว้วางใจมอบอำนาจ


๑๗๔ ให้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นผู้ทรงใช้อำนาจนั้นภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข มาเป็นเวลายาวนานกว่า ๘๐๐ ปีแล้ว” - แนวทางในการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์การปฏิวัติรัฐประหาร และการฉีกรัฐธรรมนูญ คำถามนี้เป็นคำถามที่ประเทศไทยต้องหาคำตอบให้ได้เพราะนี่คือคำถามของประเทศไทย ของคนไทย ทั้งประเทศ อันเป็นโจทย์ในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของเรา ตามที่ได้กล่าวมาแล้วว่าพระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยของประชาชน ผ่าน ๓ ช่องทาง คือ ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ โดยพระมหากษัติรย์ทรงอยู่ในฐานะเป็นที่เคารพ สักการะของ คนในชาติ ผู้ใดจะล่วงละเมิดหรือจะฟ้องร้องกล่าวโทษในทางใดมิได้ตามรัฐธรรมนูญของไทยได้ยกย่อง เทิดทูนท่านไว้อย่างนั้น เพื่อให้ประเทศไทย ประชาชนคนไทยมีหัวขบวนที่จะไปด้วยกัน ไม่เกิดความแตกแยก ทะเลาะวิวาทกัน นี่คือรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่พวกเราไม่อยากให้ถูกฉีกหรือถูกล้มล้าง เพราะว่า เมื่อใดก็ตามที่รัฐธรรมนูญฉบับใดถูกล้มล้าง ไม่ว่าจะด้วยกระบวนการใด วิธีการใด หรือโดยองค์กรใด สถาบันพระมหากษัตริย์จะตกอยู่ในสภาวะเสี่ยงทันที โดยไม่มีหลักประกัน กล่าวคือ เมื่อประเทศไทย เกิดการปฏิวัติหรือการทำรัฐประหาร ทันทีที่คณะปฏิวัติทำการยึดครองอำนาจอธิปไตยของประชาชนได้สำเร็จ จะเท่ากับเป็นการล้มล้างพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ไปในตัวเพราะพระองค์ทรงใช้อำนาจอธิปไตย ของปวงชนชาวไทยแต่อำนาจถูกล้มล้างและถูกยึดครองไปโดยคณะปฏิวัติสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย จะอยู่ตรงไหนในช่วงเวลานั้น ด้วยเหตุนี้เราจึงเห็นว่าทุกครั้งที่มีการปฏิวัติสำเร็จแล้วจะมีรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราวใช้บังคับโดยเร็วแล้วจึงดำเนินการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับถาวรในภายหลัง เพราะในช่วงเวลา นั้น ถือว่าเป็นภาวะเสี่ยงที่จะเกิดการล้มล้างหรือการล่มสลายของสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย ดังนั้น คำพูดที่กล่าวกันว่าสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่เบื้องหลังการปฏิวัติหรือรัฐประหารจึงไม่เป็นความจริง นอกจากนี้ ยังมีการล้มล้างรัฐธรรมนูญได้อีกทางหนึ่งคือการล้มล้างรัฐธรรมนูญด้วยกระบวนการ ทางรัฐสภา โดยการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมทั้งฉบับ ผ่านการจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นและดำเนินการยกร่างใหม่ ซึ่งจะทำให้ภาวะเสี่ยงต่อการล่มสลาย ของสถาบันพระมหากษัติรย์เกิดขึ้นทันทีเพราะเราจะแน่ใจได้อย่างไรว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะไม่เขียนว่า “ประเทศไทยปกครองในระบอบประชาธิปไตยประชาชน” ดังเช่นสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ซึ่งกรณีนี้อาจเกิดขึ้นในประเทศไทยได้จากการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และเมื่อประกาศใช้ บังคับแล้วย่อมมีผลเป็นการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ทันทีและในประวัติศาสตร์ที่มีการล้มล้าง สถาบันพระมหากษัตริย์แล้ว การจะกลับมามีสถาบันพระมหากษัตริย์อีกครั้งนั้นเห็นว่าเป็นไปได้ยาก ดังนั้น เราจึงเห็นพ้องต้องกันว่าอย่าให้เกิดกรณีการล้มล้างรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าโดยการปฏิวัติ รัฐประหาร หรือกระบวนการทางรัฐสภา


Click to View FlipBook Version