The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by tuahuay, 2023-05-08 01:39:12

รายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง แนวทางการส่งเสริมการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ภายใต้บริบทการศึกษาของไทย

กมธ.2

๒๕ ๕. การด าเนินงาน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) สภาท้องถิ่น และผู้บริหารท้องถิ่น ต้องเปิดเผยข้อมูลและด าเนินการให้ประชาชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ ๖. ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในท้องถิ่นมีสิทธิเข้าชื่อกัน เพื่อเสนอข้อบัญญัติ หรือเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นได้ตามที่กฎหมายบัญญัติ ๒.๓.๕.๗ สิทธิตรวจสอบองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจ านวน ไม่น้อยกว่าสองหมื่นคน มีสิทธิเข้าชื่อกล่าวหาว่ากรรมการป้องกันและปราบปราบการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ผู้ใดมีพฤติการณ์ร่ ารวยผิดปกติ ทุจริตต่อหน้าที่หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อ านาจขัดต่อ บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรม อย่างร้ายแรง โดยยื่นต่อประธานรัฐสภาพร้อมด้วยหลักฐานตามสมควร หากประธานรัฐสภาเห็นว่า มีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการกระท าตามที่ถูกกล่าวหา ให้ประธานรัฐสภาเสนอเรื่องไปยังประธานศาลฎีกา เพื่อแต่งตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระจากผู้ซึ่งมีความเป็นกลางทางการเมืองและมีความซื่อสัตย์สุ จริต เป็นที่ประจักษ์เพื่อไต่ส่วนหาข้อเท็จจริง หากด าเนินการไต่ส่วนแล้วเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ให้เสนอเรื่องต่อศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัย แต่ถ้าเห็น ว่าผู้ถูกกล่าวหามีพฤติการณ์ตามที่ถูกกล่าวหา แต่ไม่ใช่กรณีฝ่าฝืนห รือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐาน ทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ให้ส่งส านวนการไต่สวนไปยังอัยการสูงสุดเพื่อด าเนินการฟ้องคดีต่อศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ด ารงต าแหน่งทางการเมือง ๒.๓.๕.๘ สิทธิสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา ก าหนดให้ที่มาของวุฒิสภาจ านวน สองร้อยคน มาจากการเลือกกันเองของบุคคลซึ่งมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ อาชีพ ลักษณะ หรือประโยชน์ร่วมกัน หรือท างานหรือเคยท างานด้านต่าง ๆ ที่หลากหลายของสังคม โดยในการแบ่งกลุ่ม ต้องแบ่งในลักษณะที่ท าให้ประชาชนซึ่งมีสิทธิสมัครรับเลือกทุกคน สามารถอยู่ในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ได้การก าหนดที่มาของวุฒิสภาดังกล่าวเป็นการเปิดกว้างให้ประชาชนทุกคน ทุกอาชีพมีส่วนร่วม ทางการเมืองโดยตรงสามารถสมัครเป็นสมาชิกวุฒิสภาได้ ซึ่งจะช่วยสร้างความเป็นธรรมให้ประชาชน ทุกภาคส่วนให้มีโอกาสเข้าสู่การท างานด้านการเมือง เพื่อสะท้อนปัญหาและความต้องการของกลุ่มคน ต่าง ๆ ในสังคม เป็นการให้โอกาสมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง นอกจากจะช่วยสร้างความเป็นธรรม และลดความเหลื่อมล้ าทางการเมืองแล้ว ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการมีส่วนร่วมของประชาชนทางการเมือง อย่างแท้จริงที่ไม่กระจุกตัวอยู่เฉพาะในกลุ่มคนบางกลุ่มเท่านั้น นอกจากการบัญญัติสิทธิการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนดังที่กล่าวมาข้างต้น รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันยังบัญญัติสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานที่เอื้อประโยชน์ต่อการมีส่วนร่วมทาง การเมือง ดังต่อไปนี้ ๒.๓.๕.๙ สิทธิการมีส่วนร่วมของประชาชนในด้านสิทธิและเสรีภาพ ๑. บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น การติดต่อสื่อสารถึงกัน เสรีภาพในทางวิชาการ การเข้าถึง ข้อมูลหรือข่าวสารสาธารณะที่อยู่ในความครอบครองของหน่วยงานรัฐ การร้องทุกข์ต่อหน่วยงานรัฐ และได้รับแจ้งผลการพิจารณาโดยเร็ว การฟ้องหน่วยงานของรัฐให้รับผิดเนื่องจากการกระท าหรือละเว้น การกระท าของข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยงานรัฐ การรวมตัวกันในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ชุมชน สมาคม สหกรณ์ สหภาพ หรือหมู่คณะอื่น การอนุรักษ์ขนบธรรมเนียมประเพณี


๒๖ ศิลปวัฒนธรรม การอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ การชุมนุมโดยสงบและปราศจาก อาวุธ ๒. บุคคลซึ่งประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนย่อมมีเสรีภาพในการเสนอข่าวสาร หรือแสดงความคิดเห็นตามจริยธรรมแห่งการประกอบวิชาชีพ ๓. บุคคลและชุมชนย่อมมีสิทธิ ๑) อนุรักษ์ ฟื้นฟู หรือส่งเสริมภูมิปัญญา ศิลปะ วัฒนธรรมขนบธรรมเนียม จารีต ประเพณีอันดีงามทั้งของท้องถิ่นและของชาติ ๒) จัดการบ ารุงรักษาและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุลและยั่งยืนตามวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ ๓) เข้าชื่อกันเพื่อเสนอแนะต่อหน่วยงานของรัฐให้ด าเนินการใดอันจะ เป็นประโยชน์ต่อประชาชนหรือชุมชน หรืองดเว้นการด าเนินการใดอันจะกระทบต่อความเป็นอยู่ อย่างสงบสุขของประชาชนหรือชุมชน และได้รับแจ้งผลการพิจารณาโดยเร็ว ทั้งนี้ หน่วยงานของรัฐ ต้องพิจารณาข้อเสนอแนะนั้น โดยให้ประชาชนที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมในการพิจารณาด้วยตามวิธีการ ที่กฎหมายบัญญัติ ๔) จัดระบบสวัสดิการชุมชน ๕) สิทธิของบุคคลและชุมชนตาม (๑) (๒) (๓) และ (๔) หมายความรวมถึง สิทธิที่จะร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือรัฐในการด าเนินการด้วย ๖) บุคคลซึ่งเป็นผู้บริโภคมีสิทธิรวมกันจัดตั้งองค์กรของผู้บริโภค เพื่อคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิของผู้บริโภค และองค์กรเหล่านี้สามารถรวมกันจัดตั้งเป็นองค์กรใหญ่ เพื่อให้เกิดพลังในการคุ้มครองผู้บริโภคได้โดยได้รับการสนับสนุนจากรัฐ ทั้งนี้ หลักเกณฑ์และวิธีการ จัดตั้งอ านาจในการเป็นตัวแทนของผู้บริโภค และการสนับสนุนด้านการเงินจากรัฐ ให้เป็นไปตามที่ กฎหมายบัญญัติกฎหมายมิได้ห้ามหรือก าหนดเงื่อนไขในการใช้สิทธิหรือเสรีภาพไว้ บุคคลย่อมมีสิทธิ และเสรีภาพที่จะกระท าการนั้น ๆ ได้อย่างเสรี และถือว่าเป็นการกระท าที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และกฎหมาย ส าหรับสิทธิหรือเสรีภาพใดที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ หรือให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ ถึงแม้จะยังมิได้มีการตรากฎหมายนั้นขึ้น ใช้บังคับ รัฐธรรมนูญนี้ก็รับรองว่า บุคคลหรือชุมชนสามารถใช้สิทธิหรือเสรีภาพนั้นได้ทันที ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ แต่อย่างไรก็ดี เพื่อให้การใช้สิทธิและเสรีภาพของบุคคลและชุมชนต้องเป็นไปอย่างมี ความรับผิดชอบต่อประเทศชาติ สังคม และบุคคลอื่น รัฐธรรมนูญก าหนดไม่ให้ใช้สิทธิและเสรีภาพกัน อย่างเกินเลยจนท าให้บ้านเมืองเสียหาย รัฐธรรมนูญจึงได้ก าหนดหลักเกณฑ์การใช้สิทธิและเสรีภาพ ไว้ชัดเจนว่า บุคคลและชุมชนต้องไม่ใช้สิทธิและเสรีภาพของตนเกินขอบเขต กล่ าวคือการใช้สิทธิ หรือเสรีภาพนั้น ต้อง (๑) ไม่กระทบกระเทือนหรือเป็นอันตรายต่อความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ (๒) ไม่กระทบกระเทือนหรือเป็นอันตรายต่อความสงบเรียบร้อยของสังคมและประชาชน และ (๓) ไม่ ละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่นเมื่อใดก็ตามที่มีการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเกินขอบเขต ผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการนั้นสามารถใช้สิทธิทางศาลผ่านศาลยุติธรรม หรือศาลปกครอง แล้วแต่กรณี เพื่อคุ้มครองสิทธิหรือเสรีภาพของตนที่ถูกล่วงละเมิด รวมทั้งเพื่อ เรียกร้องค่าเสียหายได้ หรือจะยื่นค าร้องต่อ “ศาลรัฐธรรมนูญ” โดยตรงเพื่อให้วินิจฉัยว่า การกระท านั้น ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ก็ได้


๒๗ ส าหรับบุคคลซึ่งได้รับความเสียหายจากการถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพหรือจาก การกระท าความผิดอาญาของบุคคลอื่น ย่อมมีสิทธิที่จะได้รับการเยียวยาหรือช่วยเหลือจากรัฐ นอกจากสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานในการเข้ามามีส่วนร่วมแล้ว รัฐธรรมนูญยังก าหนดให้ประชาชน มีหน้าที่ที่เกี่ยวกับการมีส่วนร่วมทางการเมือง เช่น พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เคารพและไม่ละเมิด สิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่นไม่กระท าการใดที่อาจก่อให้เกิดความแตกแยกหรือเกลียดชังในสังคม ไปใช้สิทธิเลือกตั้งหรือลงประชามติอย่างอิสระโดยค านึงถึงประโยชน์ส่วนรวมของประเทศเป็นส าคัญ ร่วมมือและสนับสนุนการอนุรักษ์และคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติความหลากหลาย ทางชีวภาพ รวมทั้งมรดกทางวัฒนธรรม เสียภาษีอากรตามที่กฎหมายบัญญัติ ไม่ร่วมมือหรือสนับสนุน การทุจริตและประพฤติมิชอบ เป็นต้น หน้าที่ของรัฐกับการส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบัน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ได้บัญญัติเรื่องหน้าที่ของรัฐ ไว้ในหมวด ๕ ซึ่งเป็นหมวดที่เพิ่มขึ้นใหม่ ในรัฐธรรมนูญที่ยังไม่เคยมีการก าหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใด มาก่อน โดยหลักการส าคัญในการบัญญัติหมวดนี้ขึ้นมาก็เพื่อก าหนดให้รัฐมีหน้าที่ต้องด าเนินการดูแล และจัดสวัสดิการด้านต่าง ๆ ให้กับประชาชน เนื่องจากบางเรื่องเป็นมาตรการพื้นฐานที่รัฐควรจะ ท าให้กับประชาชน จึงต้องบัญญัติให้เป็นหน้าที่ของรัฐโดยตรง และหากไม่ด าเนินการตามบทบัญญัติ ประชาชนสามารถฟ้องร้องหน่วยงานของรัฐได้๒๔ กล่าวโดยสรุป การมีส่วนร่วมทางการเมืองเป็นรากฐานส าคัญของการปกครองระบอบ ประชาธิปไตย เนื่องจากระบบการปกครองประชาธิปไตยแบบผู้แทนโดยประชาชนเลือกผู้แทน (รัฐบาล) ขึ้นท าหน้าที่แทนตนนั้น ยังไม่สามารถสนองตอบและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนผู้เป็น เจ้าของอ านาจอธิปไตยได้อย่างทั่วถึง การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนจึงมีส่วนส าคัญ ในการส่งเสริมบทบาทของผู้แทนเพื่อให้ผู้แทนที่ท าหน้าที่แทนประชาชนได้เข้าใจปัญหา ความต้องการ ของประชาชน การเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองไม่ใช่เฉพาะเป็นการเลือกผู้แทนเข้าไปท าหน้าที่แทนตน เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการควบคุม ตรวจสอบ ติดตามการท างานของรัฐบาล หน่วยงานของรัฐ รวมทั้ง มีส่วนร่วมในกระบวนตัดสินใจของรัฐบาลในนโยบายการบริหาร ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่และวิถีชีวิตของประชาชน การมีส่วนร่วมในทางการเมืองยังเป็น เครื่องชี้วัดพัฒนาการทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ประเทศที่พัฒนาการเมืองการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอยู่ในระดับที่ดีแล้ว ก็มักจะก าหนดให้ประชาชนในทุกระดับมีสิทธิส่วนร่วม ในทางการเมือง ส าหรับประเทศไทยได้เปิดกว้างให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองเพิ่มมากขึ้น โดยการรับรองสิทธิการมีส่วนร่วมทางการเมืองผ่านช่องทางและกระบวนการต่าง ๆ ตามที่กฎหมาย บัญญัติแต่อย่างไรก็ตาม การมีส่วนร่วมทางการเมืองจะส่งผลต่อการพัฒนาการเมืองการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยหรือไม่นั้น ปัจจัยส าคัญคือประชาชนต้องมีความรู้ความเข้าใจในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างถ่องแท้ รู้ถึงสิทธิและหน้าที่ของตนในการเข้ามา มีส่วนร่วมทางการเมือง และใช้สิทธินั้นโดยไม่กระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น ที่ส าคัญ ประชาชนต้องมีส านึกทางการเมืองโดยการเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองเพื่อผลประโยชน์ ๒๔ “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐”, ราชกิจจานุเบกษา.


๒๘ ของประเทศชาติและประชาชนเป็นส าคัญ พร้อมทั้งรัฐต้องส่งเสริมให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ทางการเมืองตามกระบวนการ ช่องทางที่กฎหมายบัญญัติให้เป็นรูปธรรม หากเป็นดังที่กล่าวมา การมีส่วนร่วมทางการเมืองจะเป็นตัวแปรส าคัญที่สุดของการพัฒนาระบอบการปกครองแบบ ประชาธิปไตยให้เกิดความต่อเนื่องและยั่งยืนได้ ๒.๔ แนวคิดทฤษฎีกำรรับรู้ ๒.๔.๑ ควำมหมำยของกำรรับรู้ การรับรู้ (Perception) หมายถึง การที่มนุษย์น าข้อมูลที่ได้จากความรู้สึกสัมผัส (Sensation) ซึ่งเป็นข้อมูลดิบ (Raw Data) จากประสาทสัมผัสทั้ง ๕ อันประกอบด้วย ตา หู จมูก ลิ้น และกายสัมผัสมาจ าแนก แยกแยะ คัดเลือก วิเคราะห์ด้วยกระบวนการท างานของสมอง แล้วแปลสิ่งที่ได้ ออกเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่มีความหมายเพื่อน าไปใช้ในการเรียนรู้ต่อไป ๒๕ การรับรู้เป็นพื้นฐานการเรียนรู้ที่ส าคัญของ บุคคล เพราะการตอบสนองพฤติกรรมใด ๆ จะขึ้นอยู่กับการรับรู้จากสภาพแวดล้อมของตนและความสามารถในการแปลความหมายของสภาพนั้น ๆ ดังนั้น การเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพจึงขึ้นอยู่กับปัจจัยการรับรู้และสิ่งเร้าที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งปัจจัย การรับรู้ ประกอบด้วย ประสาทสัมผัส และปัจจัยทางจิต คือ ความรู้เดิม ความต้องการ และเจตคติ เป็นต้น การรับรู้จะประกอบด้วยกระบวนการ ๓ ด้าน คือ การรับสัมผัส การแปลความหมายและอารมณ์ การรับรู้เป็นผลเนื่องมาจากการที่มนุษย์ใช้อวัยวะรับสัมผัส (Sensory Motor) ซึ่งเรียกว่า เครื่องรับ (Sensory) ทั้ง ๕ ชนิด คือ ตา หูจมูก ลิ้น และผิวหนัง จากการวิจัยมีการค้นพบว่า การรับรู้ของคน เกิดจากการเห็น ๗๕ เปอร์เซ็นต์ จากการได้ยิน ๑๓ เปอร์เซ็นต์ การสัมผัส ๖ เปอร์เซ็นต์ กลิ่น ๓ เปอร์เซ็นต์ และรส ๓ เปอร์เซ็นต์การรับรู้จะเกิดขึ้นมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับสิ่งที่มีอิทธิพลหรือปัจจัย ในการรับรู้ ได้แก่ ลักษณะของผู้รับรู้ ลักษณะของสิ่งเร้า การที่มนุษย์จะรับรู้และสามารถพัฒนาจนเป็น การเรียนรู้ได้ดีหรือไม่นั้นย่อมขึ้นอยู่กับองค์ประกอบต่าง ๆ ดังนี้๒๖ ๑. สติปัญญา ผู้มีสติปัญญาสูงกว่าย่อมรับรู้ได้ดีกว่าผู้มีสติปัญญาต่ ากว่า ๒. การสังเกตและพิจารณา ขึ้นอยู่กับความช านาญและความสนใจต่อสิ่งเร้า ๓. คุณภาพของจิตในขณะนั้น ถ้ามีความเหนื่อยอ่อน เครียด หรืออารมณ์ขุ่นมัว อาจท าให้แปลความหมายของสิ่งเร้าที่สัมผัสได้ไม่ดี แต่ในทางตรงกันข้าม หากสภาพจิตใจผ่องใส ปลอดโปร่ง ก็จะท าให้การรับรู้และการเรียนรู้เป็นไปด้วยดีและเป็นระบบ ๒.๔.๒ กำรจัดระบบกำรรับรู้ มนุษย์เมื่อพบสิ่งเร้าไม่ได้รับรู้ตามที่สิ่งเร้าปรากฏแต่จะน ามาจัดระบบตามหลัก ดังนี้ ๑. หลักแห่งความคล้ายคลึง (Principle of Similarity) สิ่งเร้าใดที่มีความคล้ายกัน จะรับรู้ว่าเป็นพวกเดียวกัน ๒. หลักแห่งความใกล้ชิด (Principle of Proximity) สิ่งเร้าที่ใกล้กันจะรับรู้ว่าเป็นพวก ๓. หลักแห่งความสมบูรณ์ (Principle of Closure) การรับรู้สิ่งที่ไม่สมบูรณให้สมบูรณ์ขึ้น ๒๕ แสงเดือน ทวีสิน. (๒๕๔๕). จิตวิทยาการศึกษา (พิมพ์ครั้งที่ ๒). กรุงเทพมหานคร : ไทยเส็ง. ๒๖ ศิริวรรณ เสรีรัตน์ และคณะ. (๒๕๔๕). องค์การและการจัดการ. กรุงเทพมหานคร : ธรรมสาร.


๒๙ ๒.๔.๓ ควำมคงที่ของกำรรับรู้ (Perceptual Constancy) ความคงที่ในการรับรู้มี ๓ ประการ ได้แก่ ๑. การคงที่ของขนาด ๒. การคงที่ของรูปแบบ รูปทรง ๓. การคงที่ของสีและแสงสว่าง การรับรู้ที่ผิดพลาด แม้ว่ามนุษย์มีอวัยวะรับสัมผัสถึง ๕ ประเภท แต่มนุษย์ก็ยังรับรู้ ผิดพลาดได้ เช่น ภาพลวงตา การรับฟังความบอกเล่าท าให้เรื่องบิดเบือนไป การมีประสบการณ์ และค่านิยมที่แตกต่างกัน ดังนั้น การรับรู้ ถ้าจะให้ถูกต้อง จะต้องรับรู้โดยผ่านประสาทสัมผัสหลายทาง ผ่านกระบวนการคิดไตร่ตรองให้มากขึ้น ๒.๔.๔ หลักกำรรับรู้ส ำหรับกำรศึกษำ หลักการรับรู้เป็นเรื่องส าคัญที่ผู้บริหารสถานศึกษา อาจารย์ และครู ควรต้องท า ความเข้าใจหลักการที่ส าคัญนี้ เพราะเป็นหลักการที่ส่งผลต่อการรับรู้ของนักเรียน นักศึกษา ดังนี้ ๑. การรับรู้จะพัฒนาตามวัยและความสามารถที่จะรับรู้สิ่งภายนอกอย่างถูกต้อง และเหมาะสม ๒. การรับรู้โดยการเห็นจะก่อให้เกิดความเข้าใจดีกว่า การได้ยินและประสาทสัมผัสอื่น ๆ ดังนั้น การเรียนรู้โดยผ่านประสาทสัมผัสได้มากจะก่อให้เกิดความเข้าใจที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ๓. ลักษณะและวิธีการรับรู้ของแต่ละคนจะแตกต่างกันตามพื้นฐานของบุคลิกภาพ และ จะแสดงออกตามที่ได้รับรู้และทรรศนะของเขา ๔. การเข้าใจผู้เรียนทั้งในด้านคุณลักษณะและสภาพแวดล้อมจะเป็นผลดีต่อการจัด การเรียนการสอน สรุปได้ว่า การรับรู้เป็นกระบวนการที่ท าให้คนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ความคิด คนสามารถเรียน ได้จากการได้ยิน การสัมผัส การอ่าน การใช้เทคโนโลยี การเรียนรู้ของเด็กและผู้ใหญ่จะต่ างกัน เด็กจะเรียนรู้ด้วยการเรียนในห้อง การซักถาม ผู้ใหญ่มักเรียนรู้ด้วยประสบการณ์ที่มีอยู่ แต่การเรียนรู้ จะเกิดขึ้นจากประสบการณ์ที่ผู้สอนน าเสนอ โดยการปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้สอนและผู้เรียน ผู้สอนจะเป็น ผู้ที่สร้างบรรยากาศทางจิตวิทยาที่เอื้ออ านวยต่อการเรียนรู้ที่จะให้เกิดขึ้นเป็นรูปแบบใดก็ได้ เช่น ความเป็นกันเอง ความเข้มงวดกวดขัน หรือความไม่มีระเบียบวินัย สิ่งเหล่านี้ผู้สอนจะเป็นผู้สร้าง เงื่อนไข และสถานการณ์เรียนรู้ให้กับผู้เรียน ดังนั้น ผู้สอนจะต้องพิจารณาเลือกรูปแบบการสอน รวมทั้ง การสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้เรียน องค์ประกอบของการรับรู้ องค์ประกอบส าคัญที่เป็นพื้นฐานของการรับ รู้อยู่ด้วยกันหลายอย่าง เพราะการรับรู้พื้นฐานที่ส าคัญต่อการเข้าใจ พฤติกรรมบุคคลสามารถจ าแนก ได้ดังนี้ ๑. สมองและระบบประสาท ระบบประสาทของคนประกอบด้วยสมอง ไขสันหลัง และเส้นประสาท ซึ่งเป็นอวัยวะท าหน้าที่รับความรู้สึกต่าง ๆ ท าให้มนุษย์มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด มีความเข้าใจ สามารถเรียนรู้ วิเคราะห์ และควบคุมเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้ดีกว่า มีประสิทธิภาพสูง กว่าสัตว์ชนิดอื่น ดังนั้น การเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับความคิด ความทรงจ า และการรับรู้ ต้องอาศัย การท างานของสมองและระบบประสาทเป็นพื้นฐานส าคัญ


๓๐ ๒. แรงขับ แรงขับเปนภาวการณกระตุนหรือเราใหรางกายแสดงพฤติกรรมตาง ๆ ออกมา ในทางจิตวิทยาแบงแรงขับออกเปน ๒ อยาง คือ แรงขับพื้นฐานและแรงขับที่เกิดจากการรับรู ๓. สิ่งเราและแรงจูงใจ สิ่งเราและแรงจูงใจเปนแรงกระตุนที่สําคัญยิ่งในกระบวนการ เรียนรู เพราะการเรียนรูจะเกิดขึ้นก็ตอเมื่อถูกกระตุนดวยสิ่งเราและแรงจูงใจ จึงทําใหเกิดการตอบสนอง เพื่อใหเกิดความเขาใจที่ชัดเจน ๔. การเสริมแรง เปนการกระตุนใหบุคคลพัฒนาพฤติกรรมเพื่อการรับรู เพราะเมื่อแสดง พฤติกรรมแลวไดรับการเสริมแรงจึงอยากแสดงพฤติกรรมซ้ําอีก การเสริมแรงมีทั้งการเสริมแรงทางบวก และการเสริมแรงทางลบ เชนเดียวกับแรงจูงใจ จะเห็นไดวานอกจากการใหแรงจูงใจตอผูเรียนแลว การรูจักเสริมแรงพฤติกรรมการตอบสนอง ซึ่งเปนที่พึงปรารถนาจึงเปนเรื่องที่สําคัญยิ่งอยางหนึ่ง ในกระบวนการของการรับรู ๒.๔.๕ ลําดับขั้นของการรับรู ในกระบวนการรับรูของคนเรานั้น จะประกอบดวยลําดับขั้นตอนพื้นฐานที่สําคัญ ๓ ขั้นตอน ดวยกัน คือ ๑. ประสบการณ (Experience) ในบุคคลปกติทุกคนจะมีประสาทรับรูอยูดวยกันทั้งนั้น สวนใหญที่เปนที่เขาใจก็คือประสาทสัมผัสทั้งหา ซึ่งไดแก ตา หู จมูก ลิ้น และผิวหนัง ประสาทการรับรู เหลานี้จะเปนเสมือนชองประตูที่จะใหบุคคลไดรับรูและตอบสนองตอสิ่งเราตาง ๆ ถาไมมีประสาทรับรู เหลานี้แลว บุคคลจะไมมีโอกาสรับรูหรือมีประสบการณใด ๆ เลย ซึ่งก็เทากับวาเขาไมสามารถเรียนรู สิ่งใด ๆ ไดดวยประสบการณตาง ๆ ที่บุคคลไดรับนั้นยอมจะแตกตางกัน บางชนิดก็เปนประสบการณตรง บางชนิดเปนประสบการณแทน บางชนิดเปนประสบการณรูปธรรม และบางชนิดเปนประสบการณ นามธรรม หรือเปนสัญลักษณ ๒. ความเขาใจ (Understanding) หลังจากบุคคลไดรับประสบการณแลว ขั้นตอไปก็คือ ตีความหมายหรือสรางมโนมติ (Concept) ในประสบการณนั้น กระบวนการนี้เกิดขึ้นในสมอง หรือจิตของบุคคล เพราะสมองจะเกิดสัญญาณ (Percept) และมีความทรงจํา (Retain) ขึ้นซึ่งเราเรียก กระบวนการนี้วา “ความเขาใจ” ในการเรียนรูนั้น บุคคลจะเขาใจประสบการณที่เขาประสบได ก็ตอเมื่อ เขาสามารถจัดระเบียบ (Organize) วิเคราะห (Analyze) และสังเคราะห (Synthesis) ประสบการณตาง ๆ จนกระทั่งหาความหมายอันแทจริงของประสบการณนั้นได ๓. ความนึกคิด (Thinking) ความนึกคิดถือวาเปนขั้นสุดทายของการเรียนรู ซึ่งเปน กระบวนการที่เกิดขึ้นในสมอง โดยความนึกคิดที่มีประสิทธิภาพนั้น ตองเปนความนึกคิดที่สามารถ จัดระเบียบ (Organize) ประสบการณเดิมกับประสบการณใหมที่ไดรับใหเขากันได สามารถที่จะคนหา ความสัมพันธระหวางประสบการณทั้งเกาและใหม ซึ่งเปนหัวใจสําคัญที่จะทําใหเกิดบูรณาการเรียนรู อยางแทจริง ๒.๔.๖ กระบวนการของการรับรู กระบวนการรับรูจนเกิดกระบวนการเรียนรู๒๗ มีขั้นตอนดังนี้คือ ๑. มีสิ่งเรา (Stimulus) มาเราอินทรีย (Organism) ๒๗ Uparn, B. (2556). Perception Theory. Retrieve from http://aecth.blogspot.com/2013/06/perception-theory.html, ๒๕๕๖


๓๑ ๒. อินทรีย์เกิดการรับสัมผัส (Sensation) ประสาทสัมผัสทั้งห้า ตา หู จมูก ลิ้น ผิวหนัง ๓. ประสาทสัมผัสส่งกระแสสัมผัสไปยังระบบประสาทเกิดการรับรู้ (Perception) ๔. สมองแปลผลออกมาว่าสิ่งที่สัมผัสคืออะไร เรียกว่า ความคิดรวบยอด (Conception) ๕. พฤติกรรมได้รับค าแปลผล ท าให้เกิดความคิดรวบยอดที่เกิดการเรียนรู้ (Learning) ๖. เมื่อเกิดกระบวนการรับรู้บุคคลก็จะเกิดการตอบสนอง (Response) พฤติกรรมนั้น ๆ ทั้งนี้กระบวนการของการรับรู้ต้องเกิดขึ้นเป็นล าดับ สิ่งเร้าไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ สิ่งของ หรือ สถานการณ์มาเร้าอินทรีย์ ท าให้เกิดการสัมผัส (Sensation) และเมื่อเกิดการสัมผัสบุคคล จะเกิดมี อาการแปลการสัมผัสและมีเจตนา (Conation) ที่จะแปลสัมผัสนั้น การแปลสัมผัสจะเกิดขึ้นในสมอง ท าให้เกิดพฤติกรรมต่าง ๆ ต้องเป็นไปตามขั้นตอนของกระบวนการดังนี้ ขั้นที่ ๑ สิ่งเร้า (Stimulus) มากระทบอวัยวะสัมผัสของอินทรีย์ ขั้นที่ ๒ กระแสประสาทสัมผัสวิ่งไปยังระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งมีศูนย์อยู่ที่สมอง เพื่อสั่งการ ตรงนี้เกิดการรับรู้ (Perception) ขั้นที่ ๓ สมองแปลความหมายออกมาเป็นความรู้ ความเข้าใจ โดยอาศัยความรู้เดิม ประสบการณ์เดิม ความจ า เจตคติ ความต้องการ ปทัสถาน บุคลิกภาพ เชาวน์ปัญญา ท าให้เกิด การ ตอบสนองอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นการรับรู้ (Perception) จากการป ระมวลความรู้จากนิยามความหมายของการรับ รู้ดังกล่าวข้ างต้น ในการศึกษาครั้งนี้ สามารถสรุปแนวคิดการรับรู้เกี่ยวกับความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขไว้ว่าเป็นกระบวนการที่ท าให้คนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ความคิด ความเชื่อในเรื่องที่ถูกต้องกับระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทั้งนี้ ได้สรุป แสดงกลไกของการรับรู้ได้ ดังภาพที่ ๒.๑


๓๒ ภาพที่ ๒.๑ แสดงกระบวนการรับรู้สู่กลไกการเรียนรู้ที่เหมาะสม ๒.๕ งำนวิจัยที่เกี่ยวข้อง ๒.๕.๑ งำนวิจัยที่เกี่ยวข้องด้ำนกำรเคำรพกติกำในระบอบประชำธิปไตย การศึกษาเรื่องการปกครองในระบอบประชาธิปไตยภายใต้หลักนิติธรรม ๒๘ ผลการศึกษาพบว่า การสร้างสังคมแห่งหลักนิติธรรมที่ยั่งยืนและเป็นจริงต้องเริ่มจากการสร้าง “วัฒนธรรมการรักษากติกา” ก่อน หากประสบความส าเร็จในการท าให้สังคมมีวัฒนธรรมแห่งการรักษา กติกา คนในสังคมจะตระหนักถึงความส าคัญของ “กติกา” และการมีส่วนร่วมเพื่อให้ได้มาซึ่งกติกา ที่มีความยุติธรรม รวมทั้งจะให้ความส าคัญกับระบบที่น ากติกานั้นมาใช้อย่างเป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ ด้วยเหตุนี้ การปลูกฝังวัฒนธรรมแห่งการรักษากติกาจึงเป็นจุดเริ่มต้นและเป็นรากฐานที่ส าคัญที่สุด ของการสร้างสังคมนิติธรรมหรือสังคมที่มีกฎหมายเป็นใหญ่ ดังนั้น “หลักนิติธรรม” เป็นหนึ่งในแกนหลัก ที่จะช่วยแก้ปัญหาต่าง ๆ ในสังคม ซึ่งจ าเป็นต้องอาศัยพลังจากทุกภาคส่วนเข้ามาช่วยผลักดันให้ หลักนิติธรรมกลายเป็นปัจจัยพื้นฐานของการพัฒนาสังคมในทุกมิติ การศึกษาเรื่องความเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยของบุคลากรมหาวิทยาลัย นครพนมในศตวรรษที่ ๒๑ ๒๙ ผลการศึกษาพบว่า ความเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย ๒๘ โกเมศ ขวัญเมือง, พระครูธรรมธรสฐาพร ปภสฺสโร, และพระครูวินัยธรสุริยา สุริโย (คงคาไหว). (๒๕๖๕). การปกครองในระบอบประชาธิปไตย ภายใต้หลักนิติธรรม. วารสารมหาจุฬานาครทรรศน์, ๙(๕), ๕๕๕-๕๖๙. ๒๙ จารุกัญญา อุดานนท์, มุทุดา แก่นสุวรรณ, และจีราพร รัตนโกสุม. (๒๕๖๔). ความเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยของบุคลากรมหาวิทยาลัย นครพนมในศตวรรษที่ ๒๑. วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น, ๕(๑), ๑๗๓-๑๘๘.


๓๓ ของบุคลากรมหาวิทยาลัยนครพนมในศตวรรษที่ ๒๑ โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมากที่สุด คือ ด้านเคารพกติกา และอยู่ในระดับมาก เรียงค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ ด้านเคารพหลักความเสมอภาค ด้านการรับผิดชอบต่อสังคม ด้านเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และด้านรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่น ตามล าดับ เมื่อพิจารณาด้านเคารพกติกาเป็นรายข้อ พบว่า อยู่ในระดับมากทุกด้าน เรียงค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ บุคลากรมหาวิทยาลัยนครพนมมีความรู้ ต่อกฎเกณฑ์กติกาของสังคม บุคลากรมหาวิทยาลัยนครพนมเคารพต่อกฎกติกาสังคมที่อยู่บน ความยุติธรรมและความชอบธรรมเป็นประจ า บุคลากรมหาวิทยาลัยนครพนมมีความเข้าใจ ในกฎระเบียบ กฎเกณฑ์ ข้อบังคับในการอยู่ร่วมกัน บุคลากรมหาวิทยาลัยนครพนมปฏิบัติตามกฎกติกา ให้ถูกต้องเป็นประจ า เช่น การแต่งกายให้ถูกระเบียบ ไม่ส่งเสียงดัง เคารพกฎของสถานที่ เป็นต้น ตามล าดับ การศึกษาเรื่องความเป็นพลเมืองตามระบอบประชาธิปไตยของประชาชนในจังหวัด สงขลา: กรณีศึกษาประชาชนในพื้นที่อ าเภอบางกล่ า ๓๐ ผลการศึกษาพบว่า ระดับความเป็นพลเมือง ของประชาชนในพื้นที่อ าเภอบางกล่ านั้น ผู้วิจัยพบว่าอยู่ในระดับสูง โดยใช้เกณฑ์การประเมิน คือ ๑) ด้านการเคารพกติกา ๒) ด้านเคารพผู้อื่น การเคารพสิทธิผู้อื่น เคารพความแตกต่าง เคารพหลัก ความเสมอภาค ๓) มีส่วนร่วมในสังคม มีความรับผิดชอบต่อสังคม และสามารถพึ่งตนเองได้ เมื่อพิจารณาในรายด้านพบว่า มีระดับความเป็นพลเมืองด้านการเคารพกติกา ข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสูดคือ ยอมรับว่าทุกคนมีความเสมอภาคภายใต้กติกาทางสังคม/กฎหมาย ความเคารพกติกาทางสังคม/ กฎหมาย และยอมรับผลของการละเมิดกติกาทางสังคม/กฎหมาย แก้ไขปัญหาโดยใช้วิถีทาง ประชาธิปไตย และยอมรับในสิทธิและอ านาจทางกฎหมาย การศึกษาเรื่องรูปแบบการพัฒนากระบวนการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมจิตส านึกความเป็น พลเมืองตามวิถีประชาธิปไตยส าหรับนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏ ๓๑ ผลการศึกษาพบว่า ในด้าน ความเป็นพลเมืองหรือการมีส่วนรวม นักศึกษารู้จักหลักการและทฤษฎีแต่การปฏิบัติจริงค่อนข้าง อยู่ในระดับต่ า เช่น การเคารพสิทธิผู้อื่นและความรับผิดชอบต่อสังคม การเคารพกติกาการอยู่ร่วมกัน ในสังคม เป็นต้น ดังนั้น ผลการน ากระบวนการ Active Learning ไปใช้กับนักศึกษามหาวิทยาลัย จ านวน ๔๒ คน พบว่า คะแนนทักษะความเป็นพลเมืองตามวิถีประชาธิปไตยของนักศึกษาที่เข้าร่วม กระบวนการ Active Learning มากกว่านักศึกษาที่ไม่ได้เข้าร่วมอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๑ นอกจากนี้ยังพบว่า องค์ประกอบที่ส าคัญของการเสริมสร้างความเป็นพลเมืองตามวิถีประชาธิปไตย ส าหรับนักศึกษามหาวิทยาลัยคือ ทักษะการคิด การเคารพกติกา การเคารพสิทธิผู้อื่น ความรับผิดชอบ ต่อสังคม การมีส่วนร่วมในกิจกรรมสาธารณะ เคารพความแตกต่างและรับผิดชอบต่อสังคมร่วมกัน สังคมพลเมืองเป็นสังคมแนวราบที่ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน การศึกษาเรื่องความเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยของนักศึกษามหาวิทยาลัย ธุรกิจบัณฑิตย์ ๓๒ ผลการศึกษาพบว่า ด้านการเคารพสิทธิผู้อื่น พบว่า นักศึกษามีความเป็นพลเมืองใน ระบอบประชาธิปไตยในภาพรวมที่ระดับค่อนข้างสูง เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า นักศึกษามีความเป็น ๓๐ เอกราช มะลิวรรณ์, วิลาสินี สุขกา, ปวีณ์กร สุรบรรณ์, และสุพรรณี เกสรินทร์. (๒๕๖๓). ความเป็นพลเมืองตามระบอบประชาธิปไตยของ ประชาชนในจังหวัดสงขลา: กรณีศึกษาประชาชนในพื้นที่อ าเภอบางกล่ า. การประชุมหาดใหญ่วิชาการระดับชาติและนานาชาติ ครั้งที่ ๑๑. ๓๑ ภักดี โพธิ์สิงห์และกมลทิพย์ ตรีเดช. (๒๕๖๒). รูปแบบการพัฒนากระบวนการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมจิตส านึกความเป็นพลเมืองตามวิถีประชาธิปไตย ส าหรับนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏ. มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม. ๓๒ ธัญธัช วิภัติภูมิประเทศ. (๒๕๕๖). ความเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยของนักศึกษามหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์. รายงานการวิจัย, มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์.


๓๔ พลเมืองด้านการเคารพกติกาสูงที่สุด รองลงมา คือ ด้านการเคารพสิทธิผู้อื่น และด้านความรับผิดชอบ ต่อสังคม เมื่อพิจารณาในด้านการเคารพกติกา พบว่า ค่าเฉลี่ยในภาพรวมอยู่ในระดับค่อนข้างสูง เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่า ข้อที่มีค่าเฉลี่ยในระดับสูงที่สุด คือ ผู้กระท าผิดทุกคนต้องได้รับการลงโทษ ตามกฎหมายอย่างเสมอภาคกัน ส าหรับข้อที่มีค่าเฉลี่ยต่ าที่สุด คือ การอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่าง สงบสุข คนจ าเป็นต้องยอมรับผลของการละเมิดกติกาเมื่อพิจารณาในด้านการเคารพสิทธิผู้อื่น พบว่า ค่าเฉลี่ยในภาพรวมอยู่ในระดับค่อนข้างสูง เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่า ข้อที่มีค่าเฉลี่ยในระดับสูง ที่สุด คือ ไม่ว่าบุคคลใดจะมีฐานะรวยกว่าหรือยากจนกว่ากันก็ถือได้ว่าทุกคนมีศักดิ์ศรีและสถานะ เท่าเทียมกัน ส าหรับข้อที่มีค่าเฉลี่ยต่ าที่สุด คือ ผู้คนควรยอมรับและปฏิบัติตามมติของคนส่วนใหญ่ หรือเสียงข้างมากในสังคม แม้ว่าจะไม่เห็นด้วยก็ตาม ๒.๕.๒ งำนวิจัยที่เกี่ยวข้องด้ำนพฤติกรรมกำรมีส่วนร่วมในระบอบประชำธิปไตย การศึกษาเรื่องการมีส่วนร่วมทางการเมืองของเยาวชนไทย: มูลเหตุ รูปแบบ และผล ที่เกิดขึ้นตามมา ๓๓ ผลการศึกษาพบว่า เยาวชนส่วนใหญ่มีประสบการณ์ทางการเมืองโดยตรงในการไปใช้ สิทธิ์เลือกตั้งในครั้งที่ผ่านมามากที่สุด การเคยไปใช้สิทธิ์ลงประชามติ และเคยเข้าร่วมชุมนุมทางการเมือง โดยการส่วนร่วมทางการเมืองของเยาวชนนั้น พิจารณาภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยเยาวชน มีรูปแบบของการมีส่วนร่วมทางการเมืองด้วยการเข้าร่วมอภิปรายในประเด็นการเมือง/สาธารณะ มากที่สุด รองลงมาได้แก่ การเข้าไปมีอิทธิพลในการตัดสินใจโดยตรง และความพยายามเข้าไปมีอิทธิพล ทางการเมือง สาธารณะหรือของกลุ่มตนเอง สะท้อนให้เห็นว่า เยาวชนไทยในช่วงอายุ ๑๙-๒๕ ปี ส่วนใหญ่มีส่วนร่วมทางการเมืองผ่านการเลือกตั้ง ลงประชามติ การร่วมแสดงความคิดเห็น พูดคุย อภิปรายประเด็นทางการเมืองผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ และพยายามเข้ามามีบทบาททางการเมือง ผ่านการเคลื่อนไหวทางการเมือง เพื่อผลักดันอุดมการณ์ ความเชื่อความคิดทางประชาธิปไตย นอกจากนี้ ยังพบว่า มูลเหตุของการมีส่วนร่วมทางการเมืองของเยาวชนส่วนใหญ่มีการจูงใจมาจากความรู้สึกสนใจ ทางการเมือง รู้สึกว่าระบอบประชาธิปไตย คือ การปกครองของประชาชนโดยประชาชนเพื่อประชาชน และประชาชนเป็นเจ้าของอ านาจอธิปไตย ท าให้เยาวชนเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองผ่านรูปแบบ ของการมีส่วนร่วมทางการเมือง การศึกษาเรื่อง การมีส่วนร่วมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของประชาชน ในจังหวัดตาก ๓๔ ผลการศึกษาพบว่า การวิเคราะห์ปัจจัยกับการมีส่วนร่วมทางการเมืองในระบอบ ประชาธิปไตยของประชาชนในจังหวัดตาก พบว่า ปัจจัยความเสมอภาคทางสังคมและทางการเมือง มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา คือ ปัจจัยการให้รางวัล นอกจากนี้ยังพบว่า ทุกพฤติกรรมทางการเมือง อันได้แก่ ๑) การใช้สิทธิเลือกตั้ง ๒) การชักจูงให้ผู้อื่นเลือกตั้งผู้ที่ตนสนับสนุน ๓) การติดแผ่นสติ๊กเกอร์ สนับสนุนพรรคการเมือง ๔) การบริจาคเงินให้กับพรรคการเมือง และ ๕) การเข้าร่วมรณรงค์กับ พรรคการเมือง มีความสัมพันธ์กับการมีส่วนร่วมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของประชาชน ในจังหวัดตาก อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ ณ ระดับความเชื่อมั่น .๐๑ ๓๓ วัลลภ รัฐฉัตรานนท์ และ รัตนาวดี ล าพาย. (๒๕๖๓). การมีส่วนร่วมทางการเมืองของเยาวชนไทย: มูลเหตุ รูปแบบ และผลที่เกิดขึ้นตามมา. วารสารรัฐศาสตร์ปริทรรศน์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, ๗(๑). ๓๔ ณรงค์ พึ่งพานิช, ภิภพ วชังเงิน, และอติพร เกิดเรือง. (๒๕๖๒). การมีส่วนร่วมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของประชาชนในจังหวัดตาก. วารสารวิชาการสถาบันวิทยาการจัดการแห่งแปซิฟิค, ๕(๑), ๑๗๐-๐๘๓.


๓๕ การศึกษาเรื่องวัฒนธรรมการมีส่วนร่วมทางการเมืองของวัยรุ่นในสังคมพหุวัฒนธรรม: กรณีศึกษาอ าเภอเทพา จังหวัดสงขลา ๓๕ ผลการศึกษาพบว่า ด้านลักษณะของการเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองพบว่า วัยรุ่นในจังหวัดชายแดน ภาคใต้มีลักษณะการมีส่วนร่วมทางการเมือง โดยเคยมีการชักชวนให้คนในชุมชนไปใช้สิทธิเลือกตั้ง พร้อมทั้งพูดคุยแลกเปลี่ยนประเด็นทางการเมืองทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ ตลอดจน ไปใช้สิทธิเลือกตั้งทุกครั้งที่ผ่านมาด้วยตระหนักและรู้ถึงผลของการไปใช้สิทธิว่าเป็นเรื่องที่ส าคัญ และจะส่งผลต่อตัวเองและชุมชน แต่ทั้งนี้ ถ้าเป็นการแสดงออกในลักษณะการเคลื่อนไหวทางการเมือง ก็อาจจะยังมีความหวาดกลัวต่ออิทธิพลหรือผลของฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง เพราะว่าการรณรงค์ หรือการเคลื่อนไหวทางการเมืองยังเป็นอะไรที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก ด้านปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองจากผลการศึกษาพบว่า วัยรุ่น ส่วนใหญ่จะได้รับการปลูกฝังและสนับสนุนจากครอบครัวหรือประสบการณ์ของญาติที่ได้ถ่ายทอดกันมา มากถึง (ร้อยละ ๘๐.๐๐) ทั้งนี้เพราะสถาบันครอบครัวเป็นสถาบันที่ใกล้ชิดและปลอดภัยที่สุดส าหรับ การจะพูดคุยในประเด็นทางด้านการเมืองจึงท าให้วัยรุ่นเกิดความสนใจทางการเมือง แต่ไม่รับประกัน ความเข้าใจอันจะน ามาสู่การตัดสินใจที่เหมาะสมกับบริบทในสังคม การศึกษาจึงเป็นสิ่งส าคัญในล าดับ ถัดมาที่จะท าหน้าที่ถ่ายทอดความรู้ที่ถูกต้อง ทั้งด้านสิทธิและหน้าที่ของตนในระบอบประชาธิปไตย จึงส่งผลต่อการเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองเป็นอย่างยิ่ง เพราะเมื่อวัยรุ่นทราบถึงผลของการมีส่วนร่วม ว่าเป็นสิ่งที่ทุกคนพึงกระท าและการเมืองเป็นเรื่องของทุกคนรวมทั้งมีผลต่อทุกคนจึงสนใจเข้ามามี ส่วนร่วม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การที่วัยรุ่นจะเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองนั้นเรื่องเศรษฐกิจและเรื่องปากท้อง ก็เป็นเรื่องที่ต้องมาอันดับแรกเช่นกัน คือ ถ้ามีปัญหาเศรษฐกิจ วัยรุ่นอาจจะต้องมุ่งไปที่เรื่องของ การท ามาหากินและอาจจะไม่สนใจที่จะเข้ามามีส่วนร่วมหรือแสดงบทบาททางการเมือง ด้านบรรยากาศทางการเมือง พบว่า วัยรุ่นมีทัศนะว่าบรรยากาศทางการเมือง มีส่วนส าคัญอย่างมากที่จะส่งผลต่อการมีส่วนร่วมทางการเมือง เพราะถ้าสถานการณ์บ้านเมืองปกติสงบ ก็จะส่งผลให้เกิดการมีส่วนร่วมมากเพราะประชาชนสามารถมีพื้นที่ และมีช่องทางที่จะใช้สิทธิ และเรียกร้องในสิ่งที่อาจจะเป็นปัญหาเพื่อจะให้เกิดการแก้ไข แต่ในปัจจุบัน สถานการณ์บ้านเมืองไม่ได้ เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย ท าให้ประชาชนไม่มีพื้นที่และไม่มีสิทธิที่จะแสดงออกหรือเรียกร้อง ในสิ่งที่ประชาชนต้องการ ส่วนเหตุการณ์และสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ในชุมชนที่มีผลให้เกิดการเข้าไป มีส่วนร่วมนั้นแทบไม่มีผลเลย การศึกษาเรื่องปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการมีส่วนร่วมทางการเมืองการปกครองไทย ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย: กรณีศึกษานักเรียนโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย ๓๖ ผลการศึกษาพบว่า ระดับรูปแบบพฤติกรรมการมีส่วนร่วมทางการเมืองการปกครองไทยของนักเรียน ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย ในภาพรวมอยู่ในระดับต่ า และเมื่อพิจารณา เป็นรายรูปแบบพฤติกรรมการมีส่วนร่วมทางการเมืองการปกครองไทยของนักเรียนอยู่ในระดับมาก และในระดับต่ า โดยรูปแบบที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุดคือรูปแบบการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ผ่านสื่อออนไลน์ มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก รองลงมาคือ รูปแบบการเข้าชื่อเพื่อเรียกร้องประเด็น ๓๕ เปรมศักดิ์ แก้วมรกฎ. (๒๕๖๑). วัฒนธรรมการมีส่วนร่วมทางการเมืองของวัยรุ่นในสังคมพหุวัฒนธรรม : กรณีศึกษา อ าเภอเทพา จังหวัดสงขลา. วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยธนบุรี, ๑๒(พิเศษ), ๒๑๗-๒๒๕. ๓๖ ภาณุวัฒน์ มัธยมนันทน์. (๒๕๖๑). การศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการมีส่วนร่วมทางการเมืองการปกครองไทยของนักเรียนระดับชั้น มัธยมศึกษาตอนปลาย: กรณีศึกษานักเรียนโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย. รัฐศาสตรมหาบัณฑิต (การเมืองการปกครอง), มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.


๓๖ สาธารณะ รูปแบบการร่วมชุมนุมทางการเมือง รูปแบบการร่วมประชุมหรือท ากิจกรรมของชุมชน รูปแบบการใช้ความรุนแรงทางการเมือง และรูปแบบการร่วมกิจกรรมขององค์กรทางการเมืองมีค่าเฉลี่ย อยู่ในระดับต่ า ตามล าดับ นอกจากนี้ยังพบว่า กลุ่มนักเรียนที่มีส่วนร่วมทางการเมืองปัจจัยที่ส่งผลต่อ การมีส่วนร่วมทางการเมืองคือ ปัจจัยด้านครอบครัวทั้งนี้สืบเนื่องมาจากการกล่อมเกลาทางการเมือง ของครอบครัว ส่วนรูปแบบพฤติกรรมการมีส่วนร่วมนั้นการร่วมแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ผ่านสื่อออนไลน์เป็นพฤติกรรมที่นักเรียนเข้าไปมีส่วนร่วมมากที่สุด ในกลุ่มนักเรียนที่ไม่มีส่วนร่วม ทางการเมืองพบว่า ปัจจัยที่นักเรียนไม่เข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองนั้นเกิดจากความกังวลที่อาจจ ะ ท าให้ตนเองและครอบครัวเกิดความเดือดร้อน การศึกษาเรื่องการพัฒนาหลักสูตรเพื่อเสริมสร้างพฤติกรรมประชาธิปไตย ส าหรับ กรรมการสภานักเรียนของโรงเรียนประถมศึกษา ๓๗ ผลการศึกษาพบว่า หลักสูตรเพื่อเสริมสร้าง พฤติกรรมประชาธิปไตย ส าหรับกรรมการสภานักเรียนของโรงเรียนประถมศึกษา ที่พัฒนาขึ้น มีองค์ประกอบ ๖ ประการ คือ ๑) แนวคิดพื้นฐานของหลักสูตร ๒) วัตถุประสงค์ของหลักสูตร ๓) โครงสร้างเนื้อหาสาระของหลักสูตร ๔) การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ๕) สื่อการเรียนรู้ และ ๖) การวัด และประเมินผล โดยหลักสูตรนี้มีเนื้อหาสาระในการเรียนรู้ ๔ เรื่องหลัก ประกอบด้วย ๑) ความรู้เบื้องต้น เกี่ยวกับประชาธิปไตย มีเนื้อหาย่อย ๕ ประการคือ (๑) ความหมายและหลักปรัชญาของประชาธิปไตย (๒) พลเมืองดีวิถีประชาธิปไตย (๓) ความส าคัญของประชาธิปไตยต่อชีวิตและหน้าที่ (๔) การปฏิบัติตน ตามวิถีประชาธิปไตย (๕) น้ าใจประชาธิปไตย ๒) การใช้วิธีการทางปัญญาในการแก้ปัญหา มีเนื้อหาย่อย ๔ ประการ คือ (๑) การพิจารณาปัญหา (๒) การหาสาเหตุของปัญหา (๓) การตั้งสมมติฐานแก้ปัญหา (๔) การตัดสินใจเลือกวิธีแก้ปัญหา ๓) การร่วมมือร่วมใจกัน มีเนื้อหาย่อย ๔ ประการ คือ (๑) การมีส่วน ร่วม (๒) การมีน้ าใจ (๓) ความรับผิดชอบ (๔) ความสามัคคี และ ๔) การเคารพซึ่งกันและกัน มีเนื้อหา ย่อย ๔ ประการ คือ (๑) การเคารพกฎเกณฑ์ (๒) การให้เกียรติผู้อื่น (๓) การเคารพสิทธิของตนเองและ ผู้อื่น (๔) การปฏิบัติตนเป็นพลเมืองดี นอกจากนี้ยังพบว่า กรรมการสภานักเรียนที่เรียนด้วยหลักสูตร เพื่อเสริมสร้างพฤติกรรมประชาธิปไตยส าหรับสภานักเรียนของโรงเรียนประถมศึกษา มีความรู้และ พฤติกรรมประชาธิปไตยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๑ และกรรมการ สภานักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามหลักสูตรเพื่อเสริมสร้างพฤติกรรม ประชาธิปไตยส าหรับสภานักเรียนของโรงเรียนประถมศึกษาอยู่ในระดับมากที่สุด ๒.๕.๓ งำนวิจัยที่เกี่ยวข้องด้ำนกำรรับรู้ข้อมูลข่ำวสำรทำงกำรเมือง การศึกษาเรื่องทวิตเตอร์ (Twitter) กับทัศนคติทางการเมืองแบบประชาธิปไตย ของเยาวชนไทยที่สยามสแควร์ ๓๘ ผลการศึกษาพบว่า ทวิตเตอร์มีผลต่อปัจจัยด้านการมีส่วนร่วม ทางการเมืองมากที่สุดไม่ว่าจะเป็นการเข้าไปมีบทบาททางการเมืองในกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งในระดับชุมชน หรือระดับประเทศ รวมถึงการรับรู้ข่าวสารทางการเมืองบนสื่อสังคมออนไลน์ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ท าให้ เยาวชนไทยในปัจจุบันมีการหันมาสนใจการเมืองมากขึ้นกว่าท าให้มีการติดตามช่องทางสื่อสาร ของนักการเมืองและนักเคลื่อนไหวทางการเมืองและเกิดกระแสหัวข้อข่าวในโลกออนไลน์ ไม่เพียงเท่านั้น ๓๗ ปริญญา ประจง. (๒๕๕๙). การพัฒนาหลักสูตรเพื่อเสริมสร้างพฤติกรรมประชาธิปไตยส าหรับกรรมการสภานักเรียนของโรงเรียนประถมศึกษา. วารสารบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น, ๑๓(๑). ๓๘ วีระพล วงษ์ประเสริฐ, ธัญวรัตม์ เจียรประดิษฐ์, และสุพัตรา โคบุตร. (๒๕๖๓). ทวิตเตอร์ (Twitter) กับทัศนคติทางการเมืองแบบประชาธิปไตย ของเยาวชนไทยที่สยามสแควร์. วารสารรัชต์ภาคย์, ๑๔(๓๒), ๑๔๑-๑๕๔.


๓๗ การรับรูขาวสารหรือการเสพขาวบางขาวอาจทําเกิดทัศนคติคานิยมในตัวผูรับขาวสารนี้ขึ้นได ทําใหเกิด การแสดงความคิดเห็นแบบเปดกวางและใสใจกับเรื่องราวที่มีผลกระทบตอตนเองเปนอันดับแรก อีกทั้งการนําเสนอขาวทางการเมืองของสื่อมวลชนก็มีอิทธิพลตอทัศนคติทางการเมืองของเยาวชนอีกดวย ไมเพียงเทานั้นปจจัยสวนบุคคลก็มีผลตอทัศนคติทางการเมือง ไมวาจะเปนปจจัยดานเพศ อายุ ระดับการศึกษา และภูมิลําเนา ตางก็มีสวนสําคัญในทัศนคติทางการเมืองแบบประชาธิปไตยของเยาวชน ดวยอีกเชนกัน การศึกษาเรื่องการเปดรับขาวสารทางการเมืองที่สงผลตอการตัดสินใจออกมาเลือกตั้ง ของผูมีสิทธิในเขตกรุงเทพมหานคร ๓๙ ผลการศึกษาพบวา การเปดรับขาวสารทางการเมืองมีผลตอ การตัดสินใจออกมาเลือกตั้งดานการเปดรับขาวสาร การเลือกใหความสนใจ การเลือกรับรูและ ตีความหมาย ซึ่งการเปดรับขาวสารทางการเมืองในแตละดานเปนแรงขับเคลื่อนที่สงผลใหประชาชน ตัดสินใจออกมาเลือกตั้ง โดย ๑) ดานการเลือกเปดรับขาวสารสวนใหญเปดรับขาวสารทางการเมือง ผานสื่อโซเชียลมีเดียมากที่สุด เพราะเปนแหลงขอมูลที่สามารถเขาถึงไดงายและไดรับขอมูลเร็วที่สุด ๒) ดานการเลือกใหความสนใจขาวสารทางการเมือง ใหความสําคัญกับขาวสารเกี่ยวกับวิธีการไปใช สิทธิเลือกตั้ง นโยบายของพรรคการเมืองตาง ๆ และการชักชวนออกไปเลือกตั้งอันเนื่องมาจากเปนขอมูล ขาวสารที่สงผลตอการดํารงชีวิตและขั้นตอนในการเลือกตั้งอันเปนพื้นฐานในการใชสิทธิการเลือกตั้ง ตามระบอบประชาธิปไตย ๓) ดานการเลือกรับรูและการตีความหมายในขาวสาร ถาผูมีสิทธิ์เลือกตั้งรับ สารขอมูลที่แปลกใหมและเนื้อหามีความซับซอน อาจจะตีความผิดพลาดและทําใหการตัดสินใจออกไป เลือกตั้งนอยลงได ในทางกลับกันการสื่อสารทางการเมือง ถาใหขอมูลที่เขาใจงายเขาถึงไดและมี ความสอดคลองกับความเชื่อและทัศนคติเดิมของถาผูมีสิทธิ์เลือกตั้งจะทําใหตีความไดตรงหรือใกลเคียง และลดขอผิดพลาดของความเขาใจผิดในขอมูลได ๔) ดานการเลือกจดจําขาวสารเกี่ยวกับขอหาม กอนไปเลือกตั้ง ซึ่งอาจเคยมีประสบการณความผิดพลาดในดานการเลือกตั้งและสงผลกระทบตอตนเอง ในระยะยาว รวมไปถึงเมื่อใกลวันเลือกตั้ง สื่อมวลชนตาง ๆ มักจะนําเสนอเนนย้ําขอหามจึงทําให ผูรับสารจดจําไดมากยิ่งขึ้นไปอีก การศึกษาเรื่องการพัฒนาประชาธิปไตยสําหรับเยาวชนในโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา สังกัดสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ๔๐ ผลการศึกษาพบวา การพัฒนาประชาธิปไตยในรูปแบบของการศึกษาเปนแนวทางการพัฒนาประชาธิปไตยที่มีความสําคัญ เนื้อหาของหลักสูตรที่เกี่ยวของกับประชาธิปไตย เนนการสอนความเปนพลเมือง และสอนเรื่องรูปแบบ ของประชาธิปไตย เทคนิคและบทบาทของครูผูสอนมีความสําคัญการใชวิธีการสอนที่แตกตาง มีผลตอการรับรูการสอนดวยใหผูเรียนวิเคราะหจะเปนผลดีตอการเรียนรูที่สุด อยางไรก็ตามการรับรู เรื่องประชาธิปไตยของเยาวชนยังไมเขาใจในเรื่องความเปนพลเมืองเทาที่ควร ในทางปฏิบัติลักษณะนิสัย แนวคิดความเปนพลเมืองนั้นจะไดรับอิทธิพลจากสถาบันทางสังคมอื่นดวย เยาวชนจะมีลักษณะ ความเปนประชาธิปไตยหรือไมขึ้นอยูกับสถาบันทางสังคมทุกสวนอันไดแก ครอบครัว เพื่อน โรงเรียน สื่อ และรัฐบาล ซึ่งครอบครัว และเพื่อนมีผลคอนขางมากเพราะมีความใกลชิดมากที่สุด ทั้งนี้ การกลอมเกลา ทางการเมืองจะตองมีความเปนอันหนึ่งอันเดียวกัน เปนไปในทิศทางเดียวกันในทุกสถาบันทางสังคมดวย ๓๙ พัชรภรณ เมธาจีรเวช. (๒๕๖๓). การเปดรับขาวสารทางการเมืองที่สงผลตอการตัดสินใจออกมาเลือกตั้งของผูมีสิทธิในเขตกรุงเทพมหานคร. การคนควาอิสระ, นิเทศศาสตรมหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยกรุงเทพ. ๔๐ วชิระ เสระทอง และเพ็ญณี แนรอท. (๒๕๖๒). การพัฒนาประชาธิปไตยสําหรับเยาวชนในโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาสังกัดสํานักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ. การประชุมวิชาการระดับชาติดานการบริหารกิจการสาธารณะยุคดิจิทัล ครั้งที่ ๕, “การบริหาร กิจการสาธารณะยุคดิจิทัล: กฏหมาย ความเปนธรรม และการกลับคืนสูประชาธิปไตย”.


๓๘ การศึกษาเรื่องการพัฒนาการศึกษาเพื่อความเป็นพลเมือง ๔๑ ผลการศึกษาแสดงให้เห็น ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อพัฒนาการศึกษาเพื่อสร้างความเป็นพลเมือง ๑๖ ประการ ได้แก่ ๑. ประเมินผลหลักสูตรด้านความเป็นพลเมืองทุกระดับ และปรับปรุงหลักสูตรให้ วิชาพลเมืองเป็นวิชาแกนกลางการพัฒนาการเรียนรู้ที่บูรณาการในทุกวิชา ๒. ส่งเสริมให้เกิดการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทั้งในและนอกสถานศึกษา ด้วยวิธีการเรียนรู้ ที่หลากหลายสอดคล้องกับวิธีการเรียนรู้แบบใหม่ในศตวรรษที่ ๒๑ โดยยึดกระบวนการเรียนรู้เชิงรุก หรือการเรียนรู้จากสถานการณ์และการปฏิบัติจริงที่ก่อให้เกิดทักษะเป็นส าคัญ ๓. จัดให้มีการเทียบโอนผลการเรียน ความรู้ และประสบการณ์ที่ผ่านการเรียนรู้ และกิจกรรมการสร้างความเป็นพลเมือง ตลอดจนการสะสมหน่วยการเรียนรู้เพื่อการศึกษาต่อตามระดับ และประเภท ๔. ส่งเสริมให้เกิดการผลิต พัฒนา และประเมินครู ที่มีสาระของการสร้างความเป็น พลเมืองทั้งระบบ ๕. ส่งเสริมและพัฒนาผู้บริหารให้มีภาวะผู้น า มีคุณลักษณะและพฤติกรรมเป็นต้นแบบ ของความเป็นพลเมืองที่ดีในสังคมประชาธิปไตย ๖. ส่งเสริมกิจกรรมและให้ความรู้แก่ครอบครัว/พ่อแม่ผู้ปกครอง ให้เป็น ๑) ครอบครัว ที่จะเป็นผู้สร้างเยาวชนของชาติให้เป็นพลเมืองที่ดี และ ๒) ให้มีความรู้ความเข้าใจ ทักษะ เจตคติ และค่านิยมของการเป็นพลเมืองที่ดี เป็นต้นแบบในการด ารงชีวิตในวิถีประชาธิปไตย ๗. ส่งเสริมสนับสนุนการจัดกิจกรรมและรวมตัวกันของสมาชิกในชุมชนให้เกิด ความตระหนักและรับผิดชอบต่อท้องถิ่น ชุมชน และสังคมที่ด ารงอยู่ ๘. ส่งเสริมให้บุคลากรและหน่วยงานของรัฐปฏิบัติตามภารกิจของหน่วยเต็มตาม ศักยภาพเพื่อสนับสนุนการสร้างพลเมือง ๙. ส่งเสริมสนับสนุนให้ภาคเอกชนมีบทบาทส าคัญในการสร้างความเป็นพลเมือง ทั้งในส่วนของผู้มีส่วนร่วมในการจัดการเรียนรู้ ผู้สนับสนุนการเรียนรู้ และผู้ติดตามตรวจสอบการเรียนรู้ เพื่อความเป็นพลเมือง ๑๐. ส่งเสริมสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ปฏิบัติภารกิจหน้าที่ความ รับผิดชอบที่มีต่อประชาชนและการจัดการศึกษาในท้องถิ่นได้อย่างมีศักยภาพ ทั้งโดยการบริหารจัดการ และปกครองดูแลประชาชนในท้องถิ่นภายใต้หลักธรรมาภิบาล ๑๑. ส่งเสริมสนับสนุนองค์กร/สถาบันสังคมอื่น ๆ ให้ด ารงบทบาทหน้าที่โดยการให้ ความรู้ความเข้าใจ และเจตคติที่ดีขององค์กรและสถาบันที่มีต่อเด็ก เยาวชนและประชาชนอย่าง ต่อเนื่อง ๑๒. สนับสนุนส่งเสริมให้สื่อมวลชนผู้เปรียบเสมือนครูผู้ให้ความรู้แก่ประชาชน ๑) ด ารงตนบนพื้นฐานของจรรยาบรรณที่ดีงาม และ ๒) มีบทบาทในการสร้างความเป็นพลเมือง ๑๓. ส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการเรียนรู้ในสังคมประชาธิปไตย มีความเป็นเจ้าของร่วมกัน ทั้งด้าน ๑) การพัฒนาการเรียนรู้ และ ๒) ด้านกายภาพ ๔๑ พิณสุดา สิริธรังศรี. (๒๕๖๐). การพัฒนาการศึกษาเพื่อความเป็นพลเมือง. สุทธิปริทัศน์, ๓๑(๑๐๐), ๑๐๐-๑๑๓.


๓๙ ๑๔. จัดให้มีองค์กร/สนับสนุนองค์กรเพื่อส่งเสริม ยกย่อง และเชิดชูเกียรติผู้ประพฤติตน เป็นพลเมืองที่ดี และ/หรือองค์กร สถาบันที่สนับสนุนความเป็นพลเมืองที่ดี ที่เชื่อมโยงและบูรณาการ การเรียนรู้ในทุกระดับและประเภท ทั้งในระบบ นอกระบบ ตามอัธยาศัย และการเรียนรู้ตลอดชีวิต ๑๕. จัดให้มีกองทุนสร้างเสริมความเป็นพลเมืองของประชาชน เพื่อสนับสนุนส่งเสริม ความเป็นพลเมืองดีในระบอบประชาธิปไตย ๑๖. จัดให้มีการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ด้านพลเมืองอย่างต่อเนื่อง และน าไปปรับปรุงและพัฒนาการเรียนรู้เพื่อสร้างความเป็นพลเมืองที่ดีในสังคมประชาธิปไตย และการ ไหลเวียนข้อมูลข่าวสารและความรู้ที่เกิดขึ้นอย่างไม่หยุดยั้งในศตวรรษที่ ๒๑ การศึกษาเรื่องการรับรู้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการเลือกตั้งผ่านสื่อสังคมออนไลน์กับ ทัศนคติ และพฤติกรรมการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร ๔๒ ผลการศึกษาพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่มีความถี่ในการเปิดรับข้อมูลข่าวสารผ่านเว็บไซต์บ่อยครั้ง มีความถี่ในการเปิดรับข้อมูลข่าวสารผ่านเฟซบุ๊กเป็นประจ า ในขณะเดียวกัน กลับไม่ค่อยมีการเปิดรับ ข้อมูลข่าวสารผ่านทวิตเตอร์ และไม่ค่อยมีการเปิดรับข้อมูลข่าวสารผ่านอินสตาแกรม แสดงให้เห็นว่า การเปิดรับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยผ่านทวิตเตอร์และอินสตาแกรม ไม่ค่อยเป็นที่นิยมเท่าไร นอกจากนี้ ยังมีการติดตามข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ผ่านสื่อสังคม ออนไลน์ในภาพรวม ในช่วงเวลา ๑๘.๐๑ - ๒๔.๐๐ น. มากที่สุด และมีเหตุผลในการเปิดรับข้อมูล ข่าวสารเกี่ยวกับการเลือกตั้งผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อติดตามข้อมูลข่าวสารทั่วไปมากที่สุด นอกจากนี้ ยังพบว่าการรับรู้ข่าวสารเกี่ยวกับการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยผ่านสื่อสังคมออนไลน์ของ ประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ จากแบบสอบถามแล้วเรียงอันดับจากค่าเฉลี่ยมากไปน้อย ๓ อันดับแรก พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีการรับรู้ ผลการเลือกตั้งผ่านสื่อสังคมออนไลน์ กลุ่มตัวอย่างรับรู้ว่าการเลือกตั้งมีความส าคัญต่อระบอบ ประชาธิปไตยผ่านสื่อสังคมออนไลน์ และกลุ่มตัวอย่างมีการรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับความหมายของการ เลือกตั้งผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ตามล าดับ ๒.๕.๔ งำนวิจัยที่เกี่ยวข้องด้ำนควำมเชื่อในระบอบประชำธิปไตย การศึกษาเรื่องการตื่นตัวทางการเมืองของเยาวชนในระบอบประชาธิปไตยที่มีผล ต่อการเลือกตั้งทั่วไปของไทย ๔๓ ผลการศึกษาพบว่า ด้านความเชื่อมั่นต่อระบอบการเมืองไทย กระบวนการกล่อมเกลาทางการเมือง ต้องปลูกฝัง ให้ความรู้ สร้างความเข้าใจให้กับเยาวชนเกี่ยวกับ ความเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย เข้าใจถึงสิทธิเสรีภาพของบุคคลซึ่งไม่มีใครสามารถละเมิดได้ สิทธิเสรีภาพเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของทุกคน การปกครองระบอบประชาธิปไตยเหมาะสมกับสังคมไทย การศึกษาเรื่องการตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนในการไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งทั่วไป ในอ าเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ๔๔ ผลการศึกษาพบว่า ระดับการตื่นทั่วทางการเมืองในการไปใช้ ๔๒ เมษิยา ญาณจินดา และพัชนี เชยจรรยา. (๒๕๕๘). การรับรู้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการเลือกตั้งผ่านสื่อสังคมออนไลน์กับทัศนคติ และพฤติกรรม การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร. ประชุมวิชาการระดับชาติ ประจ าปี ๒๕๕๘ คณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (๙ มิถุนายน ๒๕๕๘). ๔๓ ณฐมน หมวกฉิม, สุรพล สุยะพรหม, และยุทธนา ประณีต. (๒๕๖๕). การตื่นตัวทางการเมืองของเยาวชนในระบอบประชาธิปไตยที่มีผลต่อการ เลือกตั้งทั่วไปของไทย. วารสารรัชต์ภาคย์, ๑๖(๔๔), ๑๐๓-๑๑๘. ๔๔ พระมหาชาตรี ชาครชโย. (๒๕๖๔). การตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนในการไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งทั่วไปในอ าเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี. วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์, ๔(๒), ๒๔-๓๐.


๔๐ สิทธิ์เลือกตั้งประชาชนมีความคิดเห็นตอการตื่นตัวทางการเมืองในการไปใชสิทธิ์เลือกตั้งทั่วไป ของประชาชนในอําเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี โดยรวมอยูในระดับมาก เมื่อจําแนกเปนรายดาน โดยเรียงลําดับคาเฉลี่ยจากมากไปหานอย ดังนี้ ดานความศรัทธาระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย อยูในระดับมาก ดานสิทธิเสรีภาพอยูในระดับปานกลาง ดานจิตสํานึกในความยุติธรรมอยูในระดับ ปานกลาง ตามลําดับ นอกจากนี้ยังพบวา ดานความศรัทธาระบอบประชาธิปไตยที่เปนอํานาจ ของปวงชน อํานาจในรัฐตามการปกครองในระบอบประชาธิปไตยจะไมเปนของคนใดคนหนึ่ง หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แตเปนอํานาจของทุกคนในประเทศ และยังมีขอเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทาง การพัฒนาความรู ความเขาใจทางการเมืองในการปกครองระบอบประชาธิปไตยในดานความศรัทธา ระบบประชาธิปไตย รัฐบาลควรมีนโยบายปลูกฝงอุดมการณประชาธิปไตยใหแกประชาชนไดยึดมั่น ในอุดมการณที่แทจริงของระบอบประชาธิปไตย มีการรับฟงความคิดเห็นของประชาชน การมีสวนรวม ทางการเมืองตาง ๆ ทั้งทางตรง และทางออม ใหประชาชนไดเสนอความคิดเห็นในทางการเมืองได การศึกษาเรื่องวัฒนธรรมทางการเมืองระบอบประชาธิปไตยของนักเรียนมัธยมศึกษา ตอนตน โรงเรียนสตรีศึกษารอยเอ็ด จังหวัดรอยเอ็ด ๔๕ ผลการศึกษาพบวา วัฒนธรรมทางการเมือง ระบอบประชาธิปไตยของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนตนโดยรวมอยูในระดับมาก เมื่อพิจารณาเปนรายดาน พบวา อยูในระดับมากทั้งสี่ดาน โดยดานที่มีคาเฉลี่ยมากที่สุด คือ ดานการเคารพในสิทธิเสรีภาพ ของผูอื่น รองลงมา คือ ดานการมีความเชื่อมั่นศรัทธาตอการปกครองระบอบประชาธิปไตย และดาน ความสํานึกในหนาที่พลเมือง สวนดานที่มีคาเฉลี่ยนอยที่สุด คือ ดานการมีสวนรวมทางการเมือง นอกจากนี้ ดานการมีความเชื่อมั่นศรัทธาตอการปกครองระบอบประชาธิปไตย พบวา วัฒนธรรม ทางการเมืองระบอบประชาธิปไตยของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนตน โรงเรียนสตรีศึกษารอยเอ็ด จังหวัดรอยเอ็ด อยูในระดับมาก ดังนั้น ผูบริหาร ครูผูสอน และผูมีสวนหรือหนาที่เกี่ยวของควรรักษา สิ่งที่ดี มีมาตรฐานนี้ไวและพัฒนาตอไปอยางตอเนื่อง โดยการคนหาจุดที่ยังมีขอบกพรองในการมี ความเชื่อมั่นศรัทธาตอการปกครองระบอบประชาธิปไตยของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนตนแลวแกไข ปรับปรุงใหสมบูรณดียิ่งขึ้น และจุดที่ดีอยูแลวก็สงเสริมพัฒนาใหดียิ่งขึ้นไปอีก เพื่อยกระดับวัฒนธรรม ในการมีความเชื่อมั่นศรัทธาตอการปกครองระบอบประชาธิปไตยของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนตน ใหอยูในระดับมากที่สุดตอไป การศึกษาเรื่องแนวทางการพัฒนาทัศนคติเรื่องการเสริมสรางความมั่นคงของสถาบัน หลักของชาติ ของนักศึกษาวิชาทหาร ศูนยการฝกนักศึกษาวิชาทหาร มณฑลทหารบกที่ ๑๓ ๔๖ ผลการศึกษาพบวา ปจจุบันนักศึกษาวิชาทหารมีทัศนคติเกี่ยวกับเรื่องของสถาบันหลักของชาติ ในเชิงบวก แตยังไมเขมขนเทากับบุคคลในอดีตเนื่องจากไดรับการปลูกฝงมาจากครอบครัว แตขาด ความรู ความเขาใจที่ถูกตองและสมบูรณ ดังนั้น นักศึกษาวิชาทหารจึงตองไดรับการชี้แนะและปลูกฝง จากการเขามาศึกษาในหลักสูตรของนักศึกษาวิชาทหาร โดยจะมีการเพิ่มพูนความรูเรื่องสถาบันหลัก ของชาติซึ่งถือเปนเรื่องจําเปนเพราะปจจุบันนักศึกษาวิชาทหารถือวาเปนผูที่อยูในชวงวัยรุน เปนชวงที่ อาจจะไดรับการปลูกฝงและรับรูเรื่องตาง ๆ ไดโดยงาย หากไดรับขอมูลที่ถูกตองและเปนจริง ก็จะสามารถเปนสวนหนึ่งในการพิทักษรักษาสถาบันหลักของชาติจึงตองมีการสงเสริมดานความรู ๔๕ ไพรัช พื้นชมภู, อุดม พิริยสิงห และศิลป ชื่นนิรันดร. (๒๕๖๒). วัฒนธรรมทางการเมืองระบอบประชาธิปไตยของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนตน โรงเรียนสตรีศึกษารอยเอ็ด จังหวัดรอยเอ็ด. วารสารวิชาการธรรมทรรศน, ๑๙(๔), ๑๑๗-๑๒๗. ๔๖ อิทธิพล สุวรรณรัฐ. (๒๕๖๐). แนวทางการพัฒนาทัศนคติเรื่องการเสริมสรางความมั่นคงของสถาบันหลักของชาติ ของนักศึกษาวิชาทหาร ศูนยการฝกนักศึกษาวิชาทหาร มณฑลทหารบกที่ ๑๓. หลักสูตรการปองกันราชอาณาจักร รุนที่ ๖๐, วิทยาลัยปองกันราชอาณาจักร.


๔๑ และสถาบันหลักของชาติสอดแทรกตลอดหลักสูตร นอกจากนี้ยังพบวาเรื่องของการใหความรู ดานการปกครองเกี่ยวกับประชาธิปไตยนั้นมีอยูในหลักสูตรอยูแลว แตจะเพิ่มเติมคือการใหนักศึกษาวิชา ทหารไดไปอบรมกับคณะกรรมการการเลือกตั้งโดยตรงแลวนํามาขยายผลกับเพื่อนนักศึกษาวิชาทหาร อีกครั้งหนึ่ง บางหนวยมีการจัดทําหองประวัติศาสตรใหความรูเกี่ยวกับการปกครองของไทย และรวมถึงการใหนักศึกษาวิชาทหารเปนสวนหนึ่งในการลงมือปฏิบัติสรางการรับรู เรื่องของ ประชาธิปไตยอันเปนกิ่งงานของ รด.จิตอาสา ซึ่งเมื่อมีการประเมินพบวา นักศึกษาวิชาทหารสามารถ เปนสวนหนึ่งในการสรางการรับรูใหแกประชาชนไดเปนอยางดี การศึกษาเรื่องวัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตยของบุคลากรวิทยาลัย เทคโนโลยีทางการแพทยและสาธารณสุข กาญจนาภิเษก ๔๗ ผลการศึกษาพบวา วัฒนธรรมทางการเมือง แบบประชาธิปไตยของบุคลากร วิทยาลัยเทคโนโลยีทางการแพทยและสาธารณสุขอยูในระดับปานกลาง โดยดานที่มีระดับวัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตยสูงที่สุดคือ ดานการมองโลกในแงดี มีความไววางใจตอเพื่อนมนุษย และมีวัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตยอยูในระดับปานกลาง จํานวน ๗ ดาน คือ ๑) ดานการมีความเชื่อมั่นและศรัทธาตอหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตย ๒) ดานการยึดมั่นและเชื่อถือในหลักความสําคัญและศักดิ์ศรีของบุคคล ๓) ดานการเคารพกติกา ของการปกครองแบบประชาธิปไตย ๔) ดานการมีสวนรวมในกิจกรรมทางการเมืองและการปกครอง ๕) ดานการมีจิตสํานึกในหนาที่พลเมืองของตนและมีความเชื่อมั่นในตนเอง ๖) การรูจักวิพากษวิจารณ อยางมีเหตุผลและเปนไปในทางสรางสรรค ๗) ดานการไมมีจิตใจแบบเผด็จการ ตามลําดับ นอกจากนี้ ยังพบวา ดานการมีความเชื่อมั่นและศรัทธาตอหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตย มีคาเฉลี่ย อยูในระดับปานกลาง ประกอบดวยประเด็นดังตอไปนี้ ๑) ประเทศไทยไมควรปกครองในระบอบ ประชาธิปไตย เนื่องจากคนไทยยังขาดความรูความเขาใจเรื่องการเมือง ๒) การซื้อสิทธิขายเสียงถือเปน เรื่องที่ไมผิดสําหรับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ๓) ในระบอบการปกครองประชาธิปไตย ประชาชนทุกคนมีเสียงหนึ่งเสียงเทาเทียมกัน ซึ่งจะเห็นวาประชากรสวนใหญมีความเห็นดวยกับระบอบ การปกครองประชาธิปไตย ประชาชนทุกคนมีเสียงหนึ่งเสียงเทาเทียมกัน ในระดับความเห็นดวยในระดับ ที่สูง และไมเห็นดวยกับการซื้อสิทธิขายเสียง ถือเปนเรื่องที่ไมผิดสําหรับการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตย ซึ่งอยูในระดับความเห็นดวยในระดับที่ต่ํา ซึ่งแสดงใหเห็นวาประชาชนมีความเชื่อมั่น และศรัทธาตอหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตยแมจะไมใชในระดับสูงก็ตาม ๒.๕.๕ ตัวชี้วัดความเปนประชาธิปไตย สําหรับบริบทของสังคม วัฒนธรรม และการเมืองของไทย ในชวงป ๒๕๖๐ ถึง ๒๕๖๒ มีการศึกษาและพัฒนาดัชนีชี้วัดความเปนประชาธิปไตยที่เหมาะสมกับบริบททางสังคมและการเมือง ของประเทศไทย ๔๘ ประกอบดวย ๗ ตัวชี้วัด คือ (๑) การเคารพสิทธิ เสรีภาพ และหนาที่ (๒) การยึดมั่น ในหลักนิติธรรม (๓) การมีสวนรวมของประชาชน (๔) การมีทุนทางสังคม (๕) การเชื่อมั่นในสถาบัน ๔๗ ศรายุทธ นกใหญ. (๒๕๕๘). วัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตยของบุคลากรวิทยาลัยเทคโนโลยีทางการแพทยและสาธารณสุข กาญจนาภิเษก. การคนควาอิสระ, รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยศิลปากร. ๔๘ ถวิล บุรีกุล, สติธร ธนานิธิโชติ, และรัชวดี แสงมหะหมัด. (๒๕๖๒). รายงานการประเมินสถานการณความเปนประชาธิปไตยของประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๖๒. สํานักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกลา.


๔๒ ตาง ๆ (๖) การสนับสนุนประชาธิปไตย และ (๗) การตอตานการทุจริต โดยผลการประเมินระดับ ความเปนประชาธิปไตยในมุมมองของประชาชน พบวา ประเทศไทยมีความเปนประชาธิปไตย อยูในระดับปานกลาง ๔๙ ตัวชี้วัดความเปนประชาธิปไตยในบริบทสังคมไทยทั้ง ๗ ดาน ๕๐ มีรายละเอียดดังนี้ ๑. การเคารพสิทธิ เสรีภาพ และหนาที่ ๑) เสียสละเพื่อสวนรวม ๒) เสียภาษี ๓) มีสิทธิที่เทาเทียม ๔) ยอมรับฟงความเห็นผูอื่น ๕) ไดรับการคุมครองสิทธิ ๖) มีเสรีภาพในการเขาถึงขอมูล ๒. การยึดมั่นในหลักนิติธรรม ๑) เขาถึงกระบวนการยุติธรรมที่ถูกตองและเหมาะสม ๒) มีการบังคับใชกฎหมายอยางเทาเทียม ๓) เชื่อมั่นตอระบบกฎหมาย ๓. การมีสวนรวมของประชาชน ๑) รวมกิจกรรมทางการเมืองที่ทําโดยทั่วไป ๒) รวมกิจกรรมทางการเมืองที่ไมไดทําโดยทั่วไป ๔. การมีทุนทางสังคม ๑) รวมกลุม หรือเปนสมาชิกกลุม ๒) เชื่อมั่นกันและกัน ๕. การเชื่อมั่นในสถาบันตาง ๆ ๑) เชื่อมั่นตอรัฐสภา ๒) เชื่อมั่นตอรัฐบาล ๓) เชื่อมั่นตอศาล ๔) เชื่อมั่นตอขาราชการ ทหาร และตํารวจ ๕) เชื่อมั่นตอการปกครองสวนทองถิ่น ๖) เชื่อมั่นตอองคกรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ๖. การสนับสนุนประชาธิปไตย ๑) สนับสนุนการปกครองระบอบประชาธิปไตย ๗. การตอตานการทุจริต ๑) ไมยอมรับการทุจริต ๔๙ ถวิล บุรีกุล, สติธร ธนานิธิโชติ, และรัชวดี แสงมหะหมัด. (๒๕๖๒). และ วชิระ เสระทอง และเพ็ญณี แนรอท. (๒๕๖๒). การพัฒนาประชาธิปไตย สําหรับเยาวชนในโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาสังกัดสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ. การประชุมวิชาการระดับชาติดาน การบริหารกิจการสาธารณะยุคดิจิทัล ครั้งที่ ๕. ๕๐ ถวิล บุรีกุล, สติธร ธนานิธิโชติ, และรัชวดี แสงมหะหมัด. (๒๕๖๒).


๔๓ สรุปจากการทบทวนแนวคิด ทฤษฎี และเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวของดังที่ปรากฏขางตน ในการพิจารณาศึกษาครั้งนี้ จึงไดดัดแปลงปจจัยเกี่ยวกับความรู ความเขาใจในระบอบประชาธิปไตย จากนักวิชาการหลากหลายทานในอดีตมากําหนดเปนองคประกอบความเขาใจในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขตามการรับรูของประชาชน ๔ ประการ ดังนี้ ๑) ดานการเคารพ กติกาในระบอบประชาธิปไตย ๒) ดานพฤติกรรมการมีสวนรวมในระบอบประชาธิปไตย ๓) ดานการรับรู ขอมูลขาวสารทางการเมือง และ ๔) ดานความเชื่อในระบอบประชาธิปไตย ทั้งนี้ โดยคํานึงถึง ความสอดคลองกับวัตถุประสงคของการพิจารณาศึกษา


๕๓ บทที่ ๓ วิธีการพิจารณาศึกษา การพิจารณาศึกษาเรื่อง แนวทางการสงเสริมการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริยทรงเปนประมุขภายใตบริบทการศึกษาของไทย ใชวิธีการศึกษาแบบผสม (Mixed Methods Study) ทั้งเชิงปริมาณ (Quantitative Study) และเชิงคุณภาพ (Qualitative Study) โดยใชแบบสอบถามเปนเครื่องมือในการเก็บรวบรวมขอมูลเชิงปริมาณ และใชการศึกษาจากเอกสาร การประชุมสนทนากลุม (Focus Group) และการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เปนเครื่องมือในการเก็บ รวบรวมขอมูลเชิงคุณภาพ ทั้งนี้ เพื่อใหไดขอมูลครบถวนสมบูรณ คณะทํางานพิจารณาศึกษาฯ จึงกําหนดวิธีศึกษา โดยมีรายละเอียดดังนี้ ๓.๑ วิธีศึกษาเชิงปริมาณ ๓.๑.๑ ประชากรและกลุมตัวอยาง ประชากรที่ใชในการศึกษาเชิงปริมาณครั้งนี้ ไดแก นักเรียน นักศึกษา ครู อาจารย บุคลากรทางการศึกษา และประชาชนทั่วไป ที่เขารวมกิจกรรมโครงการสัมมนาการสรางเสริมความรู ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขในสถานศึกษา ในวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๖๕ และวันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๖๕ จํานวน ๑,๕๐๐ คน กลุมตัวอยางที่ใชในการศึกษาเชิงปริมาณครั้งนี้ ไดแก นักเรียน นักศึกษา ครู อาจารย บุคลากรทางการศึกษา และประชาชนทั่วไป ที่เขารวมกิจกรรมโครงการสัมมนาการสรางเสริมความรู ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขในสถานศึกษา ในวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๖๕ และวันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๖๕ โดยคณะทํางานพิจารณาศึกษาฯ กําหนดขนาดกลุมตัวอยาง ตามวิธีของ Taro Yamane โดยใชตารางสําเร็จรูป ที่ระดับความเชื่อมั่น ๙๕ เปอรเซ็นต ไดกลุมตัวอยาง จํานวน ๓๑๖ คน แตเพื่อความเชื่อมั่นของการตอบกลับแบบสอบถามใหมากขึ้น คณะทํางานพิจารณา ศึกษาฯ ไดเพิ่มขนาดของกลุมตัวอยางเปนจํานวน ๑,๐๖๑ คน ๓.๑.๒ เครื่องมือที่ใชในการศึกษา เครื่องมือที่ใชในการเก็บขอมูลเชิงปริมาณ คือ แบบสอบถาม (Questionnaire) ที่คณะทํางานพิจารณาศึกษาฯ สรางขึ้น โดยแบงเปน ๒ ตอน ดังนี้ ตอนที่ ๑ เปนแบบสํารวจรายการ สอบถามเกี่ยวกับสถานภาพทั่วไปของผูตอบ แบบสอบถาม เปนแบบตรวจสอบรายการ (Check List) จํานวน ๓ ขอ ไดแก เพศ สถานภาพการทํางาน และระดับการศึกษา ตอนที่ ๒ เปนแบบสอบถามเกี่ยวกับความเขาใจในระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริยทรงเปนประมุขตามการรับรูของประชาชน โดยแบงออกเปน ๒๘ ขอ ลักษณะของ แบบสอบถามเปนแบบมาตราสวนประมาณคา (Rating Scale) ๕ ระดับ ตามวิธีของลิเคิรท (Likert Scales) ๕๑ โดยเกณฑใหน้ําหนักคะแนน ดังนี้ ๕๑ Likert, R. N. (1970). A technique for the measurement of attitude. Attitude Measurement. Chicago: Ronal McNally & Company.


๔๖ ระดับที่ ๕ หมายถึง มีระดับการรับรูอยูในระดับมากที่สุด ระดับที่ ๔ หมายถึง มีระดับการรับรูอยูในระดับมาก ระดับที่ ๓ หมายถึง มีระดับการรับรูอยูในระดับปานกลาง ระดับที่ ๒ หมายถึง มีระดับการรับรูอยูในระดับนอย ระดับที่ ๑ หมายถึง มีระดับการรับรูอยูในระดับนอยที่สุด การสรางเครื่องมือในการเก็บรวบรวมขอมูล คณะทํางานพิจารณาศึกษาฯ ไดดําเนินการ ตามขั้นตอน ดังนี้ (๑) ทบทวนขอมูลทุติยภูมิ หลักการ แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวของกับประเด็น ที่ศึกษา (๒) นําขอมูลที่ไดมาแยกแยะและวิเคราะหประเด็นสําคัญที่ใชจัดทําแบบสอบถาม โดยแบงออกเปน ๔ ดาน ประกอบดวย ดานการเคารพกติกาในระบอบประชาธิปไตย ดานพฤติกรรม การมีสวนรวมในระบอบประชาธิปไตย ดานการรับรูขอมูลขาวสารทางการเมือง และดานความเชื่อ ในระบอบประชาธิปไตย และกําหนดขอคําถามที่สอดคลองกับวัตถุประสงคการศึกษา (๓) นําแบบสอบถามที่สรางเสร็จแลวนําไปเสนอตอคณะอนุกรรมาธิการดานวิชาการฯ เพื่อพิจารณาตรวจสอบความเที่ยงตรงตามเนื้อหา (Content Validity) และใหขอเสนอแนะเพื่อให มีความตรงเชิงเนื้อหาและความสอดคลองกับกรอบแนวคิดการศึกษา (๔) นําแบบสอบถามที่ทําการปรับปรุงแกไขแลวเสนอใหผูเชี่ยวชาญ ๓ ทาน ตรวจสอบ ความสอดคลองระหวางขอคําถามกับวัตถุประสงคการศึกษา โดยมีเกณฑการพิจารณาดังนี้ +๑ หมายถึง แนใจวาขอคําถามสอดคลองกับวัตถุประสงคการศึกษา o หมายถึง ไมแนใจวาขอคําถามสอดคลองกับวัตถุประสงคการศึกษา -๑ หมายถึง แนใจวาขอคําถามไมสอดคลองกับวัตถุประสงคการศึกษา (๕) นําแบบสอบถามจากการตรวจสอบของผูเชี่ยวชาญตามขอ ๓ มาคํานวณคาดัชนี ความสอดคลองระหวาง (Item – Objective Congruence Index: IOC) เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรง (Validity) และเพื่อใหปรับปรุงแกไข จากการวิเคราะหขอคําถามแตละขอมีคา IOC อยูระหวาง ๐.๖๐-๑.๐๐ (๖) ดําเนินการปรับปรุงแกไขตามแบบคําแนะนําของผูเชี่ยวชาญและคณะอนุ กรรมาธิการดานวิชาการฯ แลวนําแบบสอบถามที่ปรับปรุงแกไขไปทดลองใช (Try Out) กับประชาชน ที่ไมใชกลุมตัวอยาง จํานวน ๓๐ คน เพื่อหาความเที่ยงของแบบสอบถาม แลวนํามาวิเคราะหเพื่อหา คาสัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่น (Reliability) ของแบบสอบถามตามวิธีหาคาสัมประสิทธิ์อัลฟา (Alpha Coefficient) ของครอนบาค (Cronbach) ๕๒ ไดความเชื่อมั่นแบบสอบถามเทากับ ๐.๙๐ (๗) นําแบบสอบถามที่ผานการทดลองและแกไขแลวจัดทําแบบสอบถามฉบับสมบูรณ ผานระบบออนไลน เพื่อนําไปใชในการเก็บขอมูลในการศึกษาตอไป ๕๒ ลวน สายยศ และ อังคณา สายยศ. (๒๕๔๓). เทคนิคการวิจัยทางการศึกษา (พิมพครั้งที่ ๓). กรุงเทพมหานคร: สุวีริยาสาสน.


๔๗ ๓.๑.๓ การเก็บรวบรวมขอมูล คณะทํางานพิจารณาศึกษาฯ ไดนําลิงคแบบสอบถามออนไลนแจกใหกับผูเขารวม สัมมนา และตรวจสอบความถูกตองสมบูรณจากการตอบกลับแบบสอบถาม เพื่อนําไปสูการวิเคราะห ขอมูลในขั้นตอนตอไป ๓.๑.๔ การวิเคราะหขอมูล คณะทํางานพิจารณาศึกษาฯ ดําเนินการตรวจสอบความสมบูรณของแบบสอบถาม ทุกฉบับและคัดเลือกไวเฉพาะแบบสอบถามที่สมบูรณ วิเคราะหขอมูลดวยวิธีการทางสถิติ ดังนี้ (๑) ตรวจสอบความสมบูรณของคําตอบจากแบบสอบถามที่นํามาทําการวิเคราะห (๒) นําแบบสอบถามที่ไดรับคืนมาใหคะแนนตามลําดับคําตอบโดยแยกคะแนนออกเปน กลุมตามตัวแปรที่ศึกษา เพื่อดําเนินการวิเคราะหทางสถิติตอไป ตอนที่ ๑ วิเคราะหโดยการแจกแจงความถี่ (Frequency) แลวหาคารอยละ (Percentage) นําเสนอในรูปของตารางประกอบการบรรยาย ตอนที่ ๒ วิเคราะหขอมูลโดยการหาคาเฉลี่ย (Mean) และสวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ในภาพรวมและเปนรายขอ แลวนําไปแปลคาโดยเทียบเกณฑการแปล ความหมายคาเฉลี่ย ดังนี้ ๕๓ ๔.๕๑-๕.๐๐ แปลความวา การรับรูอยูในระดับมากที่สุด ๓.๕๑-๔.๕๐ แปลความวา การรับรูอยูในระดับมาก ๒.๕๑-๓.๕๐ แปลความวา การรับรูอยูในระดับปานกลาง ๑.๕๑-๒.๕๐ แปลความวา การรับรูอยูในระดับนอย ๑.๐๐-๑.๕๐ แปลความวา การรับรูอยูในระดับนอยที่สุด ๓.๒ วิธีศึกษาเชิงคุณภาพ ๓.๒.๑ ประชากรและกลุมตัวอยาง ประชากรที่ใชในการศึกษาเชิงคุณภาพครั้งนี้ ประกอบดวย ผูมีสวนไดเสียที่เกี่ยวของกับ ระบบการศึกษาระดับนโยบาย ไดแก ตัวแทนจากกระทรวงศึกษาธิการ สํานักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และกระทรวงการ อุดมศึกษา วิทยาศาสตร วิจัย และนวัตกรรม (อว) กลุมตัวอยางสําหรับการศึกษาเชิงคุณภาพครั้งนี้ คือ ผูใหขอมูลหลัก (Key Informants) ใชการกําหนดกลุมตัวอยางแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) เลือกผูใหขอมูลหลัก ในการเขารวมการประชุมระดมความคิดเห็น การสนทนากลุมยอย และการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ ดังนี้ ผูมีสวนไดเสียที่เกี่ยวของกับการนํานโยบายไปสูการปฏิบัติ ไดแก กลุมผูบริหารสถาบันการศึกษา ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ตัวแทนจากองคกรปกครองสวนทองถิ่น กระทรวงมหาดไทย และผูทรงคุณวุฒิ จากหลายภาคสวนที่เกี่ยวของกับระบบการศึกษาของไทย จํานวน ๑๐ คน ๕๓ บุญชม ศรีสะอาด. (๒๕๔๖). การพัฒนาหลักสูตรและการวิจัยเกี่ยวกับหลักสูตร. กรุงเทพมหานคร: สุวีริยาสาสน.


๔๘ ๓.๒.๒ เครื่องมือที่ใช้ในกำรศึกษำ ในการศึกษาเชิงคุณภาพ ใช้แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง และก าหนดประเด็นค าถาม ที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การศึกษา ๓.๒.๓ กำรเก็บรวบรวมข้อมูล ๓.๒.๓.๑ ข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลหลักในการประชุมระดมความคิดเห็นและการสนทนา กลุ่ม (Focus Group) วันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๖๕ ๓.๒.๓.๒ ข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลหลักในการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ จ านวน ๓ ครั้ง ครั้งที่ ๑ วันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๖๕ ครั้งที่ ๒ วันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๖๕ ครั้งที่ ๓ วันที่ ๑ กันยายน ๒๕๖๕ ๓.๒.๓.๓ ข้อมูลจากการทบทวนเอกสารวิชาการที่เกี่ยวข้องกับนโยบายและแนวปฏิบัติ ในการส่งเสริมการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ๓.๒.๔ กำรวิเครำะห์ข้อมูล ๓.๒.๔.๑ ข้อมูลปฐมภูมิข้อมูลในส่วนนี้ ได้มาจากการประชุมระดมความคิดเห็น การสนทนากลุ่ม และการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นข้อมูล ข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ คณะท างานพิจารณาศึกษาฯ ได้ท าการตรวจสอบความถูกต้องกับผู้บันทึกข้อมูลและผู้ให้ ข้อมูล ๓.๒.๔.๒ ข้อมูลทุติยภูมิ ข้อมูลในส่วนนี้ได้มาจากการทบทวนเอกสารวิชาการ รวมถึง บทความและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง คณะท างานพิจารณาศึกษาฯ ได้ตรวจสอบข้อมูลโดยตรวจแหล่งที่มา ของข้อมูล ความน่าเชื่อถือ ความถูกต้อง ความสมบูรณ์ และความทันสมัย ๓.๒.๔.๓ วิธีวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ การวิเคราะห์ข้อมูลในการศึกษาครั้งนี้ คณะท างานพิจารณาศึกษาฯ ได้เลือกใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis) โดยน าข้อมูล มาจัดท าให้เป็นระบบ แยกแยะข้อมูล เชื่อมโยงความสัมพันธ์ของข้อมูลที่ได้มาจากทั้งสองแหล่งข้อมูล ท าการวิเคราะห์และตีความตามเนื้อหาที่ปรากฏ และสรุปผลการศึกษา ๓.๓ กระบวนกำรพิจำรณำศึกษำ การก าหนดกระบวนการพิจารณ าศึกษาเพื่อให้ได้ผลการศึกษาตรงตามวัตถุประสงค์ และประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ จึงก าหนดเป็น ๘ ขั้นตอน ดังนี้ ๑) คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา ได้แต่งตั้ง คณะท างานศึกษาแนวทางการส่งเสริมการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุขภายใต้บริบทการศึกษาของไทย ๒) ศึกษาและทบทวนข้อมูลจากแนวคิด ทฤษฎี เอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับแนวคิดการ ปกครองระบอบประชาธิปไตย พระมหากษัตริย์ไทยในระบอบประชาธิปไตย หลักการมีส่วนร่วมทาง การเมืองในระบอบประชาธิปไตยของประชาชน และแนวคิดทฤษฎีการรับรู้ พร้อมจัดท าแบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างส าหรับการเก็บรวบรวมข้อมูล


๔๙ การศึกษาในขั้นนี้มีการจัดท ารายงานความก้าวหน้าระยะที่ ๑ เพื่อเป็นการน าร่องเชิงความคิด ส าหรับการศึกษาระยะต่อไป ๓) จัดประชุมระดมความคิดเห็นและสนทนากลุ่มย่อยร่วมกับกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียในระบบ การศึกษาของไทย โดยมีการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น มุมมอง ข้อเสนอแนะที่มีสาระส าคัญต่อ การเสริมสร้างการให้ความรู้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในบริบท การศึกษาของไทย ๔) จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการในหัวข้อ การสร้างเสริมความรู้ระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในสถานศึกษา โดยมีเป้าหมายเพื่อรับฟังข้อมูลแนวคิด ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะจากผู้ให้ข้อมูลหลัก ผู้ทรงคุณวุฒิ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นการเดินหน้า สร้างประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขภายใต้บริบทการศึกษาของไทยกับผู้มี ส่วนได้เสียที่เข้าร่วมสัมมนา และเปิดโอกาสให้นักเรียน นิสิต นักศึกษาได้มีส่วนร่วมในการน าเสนอ กิจกรรมส่งเสริมประชาธิปไตยในการจัดสัมมนา ๕) ท าการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา ควบคู่กับการน าข้อมูลปฐมภูมิ และทุติยภูมิที่ได้รับมาเข้าประชุมระดมความคิดเห็นในคณะท างาน ท าการวิเคราะห์ แยกแยะประเด็น ส าคัญที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การศึกษาเพื่อเชื่อมโยงความสัมพันธ์จากข้อมูลทั้งสองแหล่ง เพื่อน าไปสู่การสรุปผลต่อไป ๖) น าผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพมาจัดท าสรุปผลความเข้าใจในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามการรับรู้ของประชาชน และกลไกการให้ความรู้ ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในระบบการศึกษาของไทย และจัดท า ข้อเสนอแนะในมิติของมาตรการเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ ทัศนคติที่มีต่อระบอบประชาธิปไตย อันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในบริบทการศึกษาของไทย เพื่อเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายแก่หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง การศึกษาในขั้นนี้มีการจัดท าร่างรายงานการพิจารณาศึกษาฉบับสมบูรณ์ ๗) น าเสนอร่างรายงานการพิจารณาศึกษาต่อคณะอนุกรรมาธิการด้านวิชาการฯ เพื่อรับ ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมให้รายงานฉบับนี้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ๘) จัดท ารายงานการพิจารณาศึกษาฉบับสมบูรณ์ เสนอต่อคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง และการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา


๕๐ ภาพที่ ๓.๑ แสดงกระบวนการพิจารณาศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา เพื่อน าไปสู่การสรุปผลต่อไป จัดท าร่างรายงานการพิจารณาศึกษาฉบับสมบูรณ์ น าเสนอต่อคณะอนุกรรมาธิการด้านวิชาการฯ เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะเพิ่มเติม จัดท ารายงานการพิจารณาศึกษาฉบับสมบูรณ์เสนอต่อ คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา ตั้งคณะท างานศึกษาแนวทางการส่งเสริมการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขภายใต้บริบทการศึกษาของไทย จัดประชุมระดมความคิดเห็น และสนทนากลุ่มย่อยร่วมกับ กลุ่มผู้มีส่วนได้เสีย ในระบบการศึกษาของไทย จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เพื่อรับฟังข้อมูลแนวคิด ข้อคิดเห็น จากผู้ให้ข้อมูลหลัก และผู้ทรงคุณวุฒิ ศึกษาและทบทวนข้อมูล จัดท าแบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง เพื่อใช้รวบรวมข้อมูล


๕๑ บทที่ ๔ ผลกำรพิจำรณำศึกษำ การศึกษาครั้งนี้ใช้วิธีการศึกษาแบบผสม (Mixed Methods Study) ทั้งการศึกษาเชิงปริมาณ และการศึกษาเชิงคุณภาพ เนื้อหาในบทนี้ขอน าเสนอผลการพิจารณาศึกษาตามล าดับ ดังนี้ ๔.๑ ผลกำรวิเครำะห์ข้อมูลควำมเข้ำใจในระบอบประชำธิปไตยอันมีพระมหำกษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตำมกำรรับรู้ของประชำชน ผลการวิเคราะห์ความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามการรับรู้ของประชาชน เป็นการน าเสนอในรูปแบบตาราง โดยมีสัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ n แทน จ านวนกลุ่มตัวอย่าง X แทน ค่าคะแนนเฉลี่ย S.D. แทน ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ในการวิเคราะห์ข้อมูลครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ แบ่งออกเป็น ๒ ตอน ดังนี้ ตอนที่ ๑ วิเคราะห์ข้อมูลสถานภาพของกลุ่มตัวอย่าง ตอนที่ ๒ วิเคราะห์ระดับความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุขตามการรับรู้ของประชาชน


๕๒ ตอนที่ ๑ วิเคราะหขอมูลสถานภาพของกลุมตัวอยาง ในตอนนี้ เปนการวิเคราะหสถานภาพของกลุมตัวอยาง โดยใชความถี่ คารอยละ ดังปรากฏใน ตารางที่ ๔.๑ ตารางที่ ๔.๑ แสดงจํานวนและรอยละของกลุมตัวอยางจําแนกตามเพศ สถานภาพการทํางาน และ ระดับการศึกษา สถานภาพ กลุมตัวอยาง (n = ๑,๐๖๑) คน รอยละ ๑. เพศ ชาย ๔๖๕ ๔๓.๘ หญิง ๕๙๖ ๕๖.๒ รวม ๑,๐๖๑ ๑๐๐.๐ ๒. สถานภาพการทํางาน ขาราชการครู ๗๖ ๗.๒ พนักงานรัฐวิสาหกิจ ๑๙ ๑.๘ พนักงานบริษัทเอกชน ๑๐๙ ๑๐.๓ เกษตรกร ๑๙ ๑.๘ ประกอบธุรกิจสวนตัว คาขาย ๘๑ ๗.๖ รับจางอิสระ ๓๙ ๓.๗ นักศึกษา ๓๕๗ ๓๓.๖ อาจารยมหาวิทยาลัย ๑๘๖ ๑๗.๖ ประกอบอาชีพอื่น ๆ ๑๗๕ ๑๖.๔ รวม ๑,๐๖๑ ๑๐๐.๐ ๓. ระดับการศึกษา ต่ํากวาปริญญาตรี ๒๑๖ ๒๐.๔ ปริญญาตรีหรือเทียบเทาปริญญาตรี ๕๖๕ ๕๓.๓ สูงกวาปริญญาตรี ๒๘๐ ๒๖.๓ รวม ๑,๐๖๑ ๑๐๐.๐ จากตารางที่ ๔.๑ พบวา ประชาชนที่ตอบแบบสอบถามสวนใหญเปนเพศหญิง จํานวน ๕๙๖ คน คิดเปนรอยละ ๕๖.๒ เปนเพศชาย จํานวน ๔๕๖ คน คิดเปนรอยละ ๔๓.๘ และมีสถานภาพ การทํางานสวนใหญเปนนักศึกษา จํานวน ๓๕๗ คน คิดเปนรอยละ ๓๓.๖ รองลงมาเปนอาจารย มหาวิทยาลัย จํานวน ๑๘๖ คน คิดเปนรอยละ ๑๗.๖ และนอยที่สุดเทากันสองอาชีพ ไดแก เกษตรกร จํานวน ๑๙ คน คิดเปนรอยละ ๑.๘ และพนักงานรัฐวิสาหกิจ จํานวน ๑๙ คน คิดเปนรอยละ ๑.๘ สวนระดับการศึกษา พบวา กลุมตัวอยางสวนใหญมีการศึกษาระดับปริญญาตรี จํานวน ๕๖๕ คน


๖๑ คิดเปนรอยละ ๕๓.๓ รองลงมาไดแก ระดับการศึกษาสูงกวาปริญญาตรี จํานวน ๒๘๐ คน คิดเปน รอยละ ๒๖.๓ และนอยที่สุดมีการศึกษาระดับต่ํากวาปริญญาตรี จํานวน ๒๑๖ คน คิดเปนรอยละ ๒๐.๔ ตอนที่ ๒ วิเคราะหระดับความเขาใจในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข ตามการรับรูของประชาชน เปนภาพรวมและรายดาน โดยวิธีการหาคาเฉลี่ย ( X ) และคาสวนเบี่ยงเบน มาตรฐาน (S.D.) และแสดงระดับความเขาใจในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริยทรงเปน ประมุขตามการรับรูของประชาชน ดังปรากฏในตารางที่ ๔.๒ ถึง ๔.๖ ตารางที่ ๔.๒ แสดงคาเฉลี่ย คาสวนเบี่ยงเบนมาตรฐานและระดับความเขาใจในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขตามการรับรูของประชาชน ในภาพรวมและรายดาน ความเขาใจในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย ทรงเปนประมุขตามการรับรูของประชาชน n = ๑,๐๖๑ ระดับ ลําดับ X S.D. ๑. ดานการเคารพกติกาในระบอบประชาธิปไตย ๔.๔๖ ๐.๕๖ มาก ๑ ๒. ดานพฤติกรรมการมีสวนรวมในระบอบประชาธิปไตย ๔.๒๘ ๐.๖๑ มาก ๒ ๓. ดานการรับรูขอมูลขาวสารทางการเมือง ๓.๖๒ ๐.๙๓ มาก ๔ ๔. ดานความเชื่อในระบอบประชาธิปไตย ๔.๑๗ ๐.๖๐ มาก ๓ รวม ๔.๑๓ ๐.๕๕ มาก จากตารางที่ ๔.๒ พบวา ระดับความเขาใจในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย ทรงเปนประมุขตามการรับรูของประชาชนในภาพรวมอยูในระดับมาก ( X = ๔.๑๓, S.D. = ๐.๕๕) เมื่อพิจารณาเปนรายดาน ทุกดานอยูในระดับมาก โดยดานที่มีคาเฉลี่ยสูงสุด คือ ดานการเคารพ กติกา ในระบอบประชาธิปไตย ( X = ๔.๔๖, S.D. = ๐.๕๖) รองลงมา คือดานพฤติกรรมการมีสวนรวม ในระบอบประชาธิปไตย ( X = ๔.๒๘, S.D. = ๐.๖๑) สวนดานที่มีคาเฉลี่ยต่ําสุด คือ ดานการรับรู ขาวสารทางการเมือง ( X = ๓.๖๒, S.D. = ๐.๙๓) ๕๓


๕๔ ตารางที่ ๔.๓ แสดงคาเฉลี่ย คาสวนเบี่ยงเบนมาตรฐานและระดับความเขาใจในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขตามการรับรูของประชาชน ดานการเคารพกติกาในระบอบ ประชาธิปไตย ดานการเคารพกติกาในระบอบประชาธิปไตย n = ๑,๐๖๑ ระดับ ลําดับ X S.D. ๑. การปกครองระบอบประชาธิปไตยจะประสบความสําเร็จ ไดนั้นประชาชนทุกคนตองปฏิบัติตามกฎกติกาอยางเครงครัด ๔.๓๔ ๐.๗๗ มาก ๕ ๒. ไมวาผูใดกระทําผิดกฎหมายผูนั้นตองไดรับการลงโทษ ตามกฎหมายอยางเสมอภาคกัน ๔.๕๙ ๐.๗๐ มากที่สุด ๒ ๓. ทานเปนคนที่รับฟงความคิดเห็นของบุคคลอื่นที่ขัดแยง กับตน ๔.๒๗ ๐.๗๘ มาก ๖ ๔. ทานเชื่อวาคนทุกคนในสังคมมีความแตกตางหลากหลาย แตทุกคนตองมีความเสมอภาคกันในฐานะที่เปนคนไทย เหมือนกัน ๔.๕๗ ๐.๗๐ มากที่สุด ๓ ๕. ทานเชื่อวาบุคคลไมวาจะมีฐานะแตกตางกันอยางไร ทุกคนยอมมีศักดิ์ศรีและสถานะเทาเทียมกัน ๔.๖๓ ๐.๖๗ มากที่สุด ๑ ๖. ทานยอมรับและปฏิบัติตามมติของคนสวนใหญหรือ เสียงขางมากในสังคมแมวาจะไมเห็นดวยก็ตาม ๔.๒๖ ๐.๘๓ มาก ๗ ๗. ทานเชื่อวาไมวาบุคคลจะมีระดับการศึกษาแตกตางกัน อยางไร แตทุกคนยอมมีศักดิ์ศรีและสถานะเทาเทียมกัน ๔.๕๖ ๐.๗๓ มากที่สุด ๔ รวม ๔.๔๖ ๐.๕๖ มาก จากตารางที่ ๔.๓ พบวา ระดับความเขาใจในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย ทรงเปนประมุขตามการรับรูของประชาชนดานการเคารพกติกาในระบอบประชาธิปไตย ในภาพรวม อยูในระดับมาก ( X = ๔.๔๖, S.D. = ๐.๕๖) เมื่อพิจารณาเปนรายขอ พบวาขอที่มีคาเฉลี่ยสูงสุด คือ ทานเชื่อวาบุคคลไมวาจะมีฐานะแตกตางกันอยางไรทุกคนยอมมีศักดิ์ศรีและสถานะเทาเทียมกัน ( X = ๔.๖๓, S.D. = ๐.๖๗) รองลงมา คือ ไมวาผูใดกระทําผิดกฎหมายผูนั้นตองไดรับการลงโทษ ตามกฎหมายอยางเสมอภาคกัน ( X = ๔.๕๙, S.D. = ๐.๗๐) สวนขอที่มีคาเฉลี่ยต่ําสุด คือ ทานยอมรับ และปฏิบัติตามมติของคนสวนใหญหรือเสียงขางมากในสังคมแมวาจะไมเห็นดวยก็ตาม ( X = ๔.๒๖, S.D. = ๐.๘๓)


๕๕ ตารางที่ ๔.๔ แสดงคาเฉลี่ย คาสวนเบี่ยงเบนมาตรฐานและระดับความเขาใจในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขตามการรับรูของประชาชน ดานพฤติกรรมการมีสวนรวมในระบอบ ประชาธิปไตย ดานพฤติกรรมการมีสวนรวมในระบอบประชาธิปไตย n = ๑,๐๖๑ ระดับ ลําดับ X S.D. ๑. ทานมีความเต็มใจที่จะปรับเปลี่ยนการใชชีวิตและอุปนิสัย โดยการชวยเหลือสังคมในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ๔.๓๓ ๐.๗๐ มาก ๔ ๒. ทานเชื่อวาการกระทําสิ่งใดสิ่งหนึ่งของทานเองมีความ เชื่อมโยงกับสังคม เมื่อเกิดปญหา ทานจึงเปนสวนหนึ่งของ ปญหาและควรจะตองชวยแกไขปญหาได ๔.๒๔ ๐.๗๙ มาก ๕ ๓. ทานเชื่อวาการแกปญหาในสังคมที่ดีควรเริ่มจากตัวทาน เอง โดยการไมเปนฝายเริ่มกอปญหาที่ไมดีที่ขัดตอกฎหมาย ๔.๕๐ ๐.๗๑ มาก ๑ ๔. ทานเขารวมในกิจกรรมสวนรวมในสถานศึกษาของตนเอง หรือหมูบานของตนเองหรือในชุมชนอยูเสมอ ๔.๐๖ ๐.๙๐ มาก ๖ ๕. ทานจะเขารวมแสดงความคิดเห็นเพื่อแกไขปญหาของ สถานศึกษาของตนเองหรือหมูบานของตนเองหรือในชุมชน อยูเสมอ ๔.๐๐ ๐.๙๑ มาก ๗ ๖. ทานไปใชสิทธิ์เลือกตั้งทองถิ่นเชน นายก อบต. นายก อบจ. นายกเทศมนตรี ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง ๔.๔๐ ๐.๙๑ มาก ๓ ๗. ทานไปใชสิทธิ์เลือกตั้ง ส.ส. และหรือ สว. ทุกครั้งที่จัดให มีการเลือกตั้ง ๔.๔๖ ๐.๘๗ มาก ๒ รวม ๔.๒๘ ๐.๖๑ มาก จากตารางที่ ๔.๔ พบวา ระดับความเขาใจในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย ทรงเปนประมุขตามการรับรูของประชาชนดานพฤติกรรมการมีสวนรวมในระบอบประชาธิปไตย ในภาพรวมอยูในระดับมาก ( X = ๔.๒๘, S.D. = ๐.๖๑) เมื่อพิจารณาเปนรายขอ พบวา ขอที่มีคาเฉลี่ย สูงสุด คือ ทานเชื่อวาการแกปญหาในสังคมที่ดีควรเริ่มจากตัวทานเอง โดยการไมเปนฝายเริ่มกอปญหา ที่ไมดีที่ขัดตอกฎหมาย ( X = ๔.๕๐, S.D. = ๐.๗๑) รองลงมา คือ ทานไปใชสิทธิ์เลือกตั้ง ส.ส. และหรือ สว. ทุกครั้งที่จัดใหมีการเลือกตั้ง ( X = ๔.๔๖, S.D. = ๐.๘๗) สวนขอที่มีคาเฉลี่ยต่ําสุด คือ ทานจะเขารวมแสดงความคิดเห็น เพื่อแกไขปญหาของสถานศึกษาของตนเองหรือหมูบานของตนเอง หรือในชุมชนอยูเสมอ ( X = ๔.๐๐, S.D. = ๐.๙๑)


๕๖ ตารางที่ ๔.๕ แสดงคาเฉลี่ย คาสวนเบี่ยงเบนมาตรฐานและระดับความเขาใจในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขตามการรับรูของประชาชน ดานการรับรูขอมูลขาวสารทางการเมือง ดานการรับรูขอมูลขาวสารทางการเมือง n = ๑,๐๖๑ ระดับ ลําดับ X S.D. ๑. ทานมักแสดงความคิดเห็นในทางการเมืองผานชองทาง ตาง ๆ หรือผานโซเชียลเน็ตเวิรคอยูเสมอ ๓.๓๕ ๑.๒๓ ปานกลาง ๔ ๒. ทานใหความสนใจขาวสารทางดานการเมืองในทุกระดับ อยูเสมอ ๓.๙๓ ๐.๙๕ มาก ๑ ๓. ทานไดสนทนาเกี่ยวกับขาวสารทางการเมืองกับบุคคล ในครอบครัวอยูเสมอ ๓.๕๙ ๑.๑๓ มาก ๓ ๔. ทานไดสนทนาขาวสารทางการเมืองกับเพื่อน ๆ เปนประจํา ๓.๕๙ ๑.๑๑ มาก ๒ รวม ๓.๖๒ ๐.๙๓ มาก จากตารางที่ ๔.๕ พบวา ระดับความเขาใจในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย ทรงเปนประมุขตามการรับรูของประชาชนดานการรับรูขอมูลขาวสารทางการเมือง ในภาพรวม อยูในระดับมาก ( X = ๓.๖๒, S.D. = ๐.๙๓) เมื่อพิจารณาเปนรายขอพบวา ขอที่มีคาเฉลี่ยสูงสุด คือ ทานใหความสนใจขาวสารทางดานการเมืองในทุกระดับอยูเสมอ ( X = ๓.๙๓, S.D. = ๐.๙๕) รองลงมา เทากันสองขอ คือ ทานไดสนทนาเกี่ยวกับขาวสารทางการเมืองกับบุคคลในครอบครัวอยูเสมอ ( X = ๓.๕๙, S.D. = ๑.๑๓) และทานไดสนทนาขาวสารทางการเมืองกับเพื่อน ๆ เปนประจํา ( X = ๓.๕๙, S.D. = ๑.๑๑) สวนขอที่มีคาเฉลี่ยต่ําสุด คือ ทานมักแสดงความคิดเห็นในทางการเมือง ผานชองทางตาง ๆ หรือผานโซเชียลเน็ตเวิรคอยูเสมอ ( X = ๓.๓๕, S.D. = ๑.๒๓)


๕๗ ตารางที่ ๔.๖ แสดงคาเฉลี่ย คาสวนเบี่ยงเบนมาตรฐานและระดับความเขาใจในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขตามการรับรูของประชาชน ดานความเชื่อในระบอบประชาธิปไตย ดานความเชื่อในระบอบประชาธิปไตย n = ๑,๐๖๑ ระดับ ลําดับ X S.D. ๑. ทานมีความเชื่อวาผูบริหารทุกระดับควรมาจาก การเลือกตั้งของประชาชน ๔.๑๗ ๐.๙๔ มาก ๗ ๒. ทานเชื่อวาการปกครองระบอบประชาธิปไตยจะทําให ประเทศชาติเจริญกาวหนา ๔.๒๐ ๐.๙๑ มาก ๖ ๓. ทานเชื่อวาสังคมที่มีความยุติธรรมตองเปดโอกาสใหคน มีความเทาเทียมกันในการแขงขันทางดานการเมือง เศรษฐกิจ หรือสังคม ๔.๓๙ ๐.๘๑ มาก ๓ ๔. ทานปฏิบัติตอบุคคลอื่นอยางเทาเทียมกันโดยไมขึ้นกับ ฐานะทางเศรษฐกิจและสังคม ๔.๔๔ ๐.๗๓ มาก ๒ ๕. ทานคิดวาการออกไปใชสิทธิเลือกตั้งเปนตัวบงชี้ถึง ความเปนประชาธิปไตย ๔.๒๒ ๐.๙๒ มาก ๕ ๖. ทานคิดวาการมีวุฒิสภาเปนสิ่งจําเปนสําหรับประเทศ กําลังพัฒนาเพื่อกลั่นกรองการทํางานของสภาผูแทนราษฎร ๓.๙๐ ๑.๐๘ มาก ๘ ๗. ทานมีความเชื่อวา ลัทธิการปกครองที่แตกตางกันไมเปน อุปสรรคของการอยูรวมกันในสังคม ๓.๘๙ ๑.๐๐ มาก ๙ ๘. ทานเชื่อวา ประชาชนตองมีสิทธิตอตานและตรวจสอบ การคอรรัปชันของขาราชการและนักการเมือง ๔.๕๒ ๐.๗๓ มากที่สุด ๑ ๙. ทานเชื่อวา การตรวจสอบรัฐบาลโดยประชาชนและ องคกรอิสระทําใหการบริหารงานของรัฐบาลมีความโปรงใสขึ้น ๔.๓๕ ๐.๘๘ มาก ๔ ๑๐. ทานเชื่อวารัฐธรรมนูญ ฉบับปจจุบันเปนรัฐธรรมนูญ ที่เปดโอกาสใหประชาชนมีสวนรวมทางการเมืองมากขึ้น เขาใจการเมืองมากขึ้น ๓.๖๐ ๑.๑๔ มาก ๑๐ รวม ๔.๑๗ ๐.๖๐ มาก จากตารางที่ ๔.๖ พบวาระดับความเขาใจในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปน ประมุขตามการรับรูของประชาชนดานความเชื่อในระบอบประชาธิปไตย ในภาพรวมอยูในระดับมาก ( X = ๔.๑๗, S.D. = ๐.๖๐) เมื่อพิจารณาเปนรายขอพบวา ขอที่มีคาเฉลี่ยสูงสุด คือ ทานเชื่อวา ประชาชนตองมีสิทธิ ตอตานและตรวจสอบการคอรรัปชันของขาราชการและนักการเมือง ( X = ๔.๕๒, S.D. = ๐.๗๓) รองลงมา คือ ทานปฏิบัติตอบุคคลอื่นอยางเทาเทียมกันโดยไมขึ้นกับฐานะทางเศรษฐกิจ และสังคม ( X = ๔.๔๔, S.D. = ๐.๗๓) สวนขอที่มีคาเฉลี่ยต่ําสุด คือ ขอทานเชื่อวารัฐธรรมนูญฉบับ ปจจุบันเปนรัฐธรรมนูญที่เปดโอกาสใหประชาชนมีสวนรวมทางการเมืองมากขึ้น เขาใจการเมืองมากขึ้น ( X = ๓.๖๐, S.D. = ๑.๑๔)


๕๘ นอกจากผลการศึกษาตามที่ปรากฏขางตน คณะทํางานพิจารณาศึกษาฯ ยังไดขอคนพบจาก การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการสนทนากลุมยอยของกลุมผูบริหารสถาบันการศึกษา พบวา ขอมูล เชิงประจักษที่ได มีความสอดคลองกับผลการศึกษาเชิงปริมาณ กลาวคือ เยาวชนรุนใหมในระดับ มหาวิทยาลัยสวนใหญ มีทัศนคติที่ดีและเขาใจบทบาทของการเปนพลเมืองในรูปแบบการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข รูจักแยกแยะสิ่งที่ถูกที่ผิด เชื่อมั่นใน การปกครองและสถาบัน รวมถึงใหความสําคัญกับการมีสวนรวมในกิจกรรมของมหาวิทยาลัยที่แสดงถึง ความจงรักภักดีตอชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริยดวยความสมัครใจ ตลอดจนมีสํานึกและเคารพ ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข ดังเชนกรณีตัวอยาง จากรายงานของ สํานักกิจการนักศึกษาของมหาวิทยาลัยราชภัฏบานสมเด็จเจาพระยา พบวา ผูนํานักศึกษาและนักศึกษา ของมหาวิทยาลัยมีทัศนคติที่ดีตอการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข นักศึกษาเต็มใจในการเขารวมกิจกรรมที่ทางมหาวิทยาลัยจัดขึ้น ซึ่งนําโดยองคการนักศึกษาเปน ผูจัดกิจกรรมที่เกี่ยวของกับสถาบันพระมหากษัตริยอยางตอเนื่องเปนประจําทุกป อาทิ กิจกรรมวันเฉลิม พระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว รัชกาลที่ ๑๐ ในวันที่ ๒๘ กรกฎาคม ของทุกป พิธีอัญเชิญตราพระราชลัญจกร ในหลวงรัชกาลที่ ๙ โดยมีอธิการบดี ผูบริหาร อาจารย บุคลากร ผูนํานักศึกษา นักศึกษา และประชาชนเขารวมกิจกรรมเปนจํานวนมาก ซึ่งแตละกิจกรรมองคการ นักศึกษาจะเปนผูเสนอโครงการผานสภานักศึกษาในการพิจารณาอนุมัติโครงการ จะเห็นไดวาการที่ ผูนํานักศึกษาไดจัดกิจกรรมขึ้นเพื่อนอมรําลึกในพระมหากรุณาธิคุณของทั้งสองพระองค สะทอนถึง ความจงรักภักดี ความเลื่อมใส และความศรัทธาของนักศึกษาที่มีตอการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข และดวยเหตุผลสําคัญประการหนึ่งคือ คําวา “ราชภัฏ” เปนคํา ที่ทุกคนเขาใจดีวาโดยความหมายคือ “คนของพระราชา” การที่จะเขามาทํางาน เขามาศึกษา หรือเขา มารวมกิจกรรมและโครงการตาง ๆ ในมหาวิทยาลัยราชภัฏนั้น ในเบื้องตนทุกคนตองมีความรัก ความศรัทธา และความภาคภูมิใจในการเปนคนราชภัฏหรือคนของพระราชา จึงทําใหที่ผานมา ไมเคยเกิดเหตุการณเรื่องการตอตานกิจกรรมหรือโครงการใด ในขณะเดียวกัน ขอคนพบยังระบุถึงมูลเหตุและปจจัยสําคัญ ๔ ประการที่สงผลทําใหเยาวชน รุนใหมในสถานศึกษาบางสวนมีทัศนคติและความคิดเห็นตางเกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข โดยมีรายละเอียดดังนี้ ๑. การเสพขาวสารที่มิใชขอเท็จจริงจากสื่อสังคมออนไลน ดวยปจจุบันสังคมออนไลน อาทิ เฟซบุก (Facebook) หรือ ไลน (Line) อาจมีกลุมคนจํานวนหนึ่งเผยแพรขอมูลเกี่ยวกับสถานการณ การเมืองการปกครอง และสถาบันพระมหากษัตริยที่บิดเบือนจากความจริงหรือเปนขอมูล เพียงดานเดียวของผูสงสาร เมื่อนักศึกษาไดรับขอมูลขาวสารที่ไมเปนความจริง ประกอบกับการขาด การวิเคราะหพิจารณาถึงหลักความเปนจริงอาจทําใหเกิดความเขาใจที่คลาดเคลื่อน และนํามาซึ่ง ความเห็นตางเปนสาเหตุของเยาวชนรุนใหมได ๒. การอบรมกลอมเกลาเกี่ยวกับความเชื่อ ทัศนคติทางการเมืองในระดับครอบครัวและ กลุมสังคมที่ใกลชิด ตลอดจนกระบวนการเรียนการสอน สภาพแวดลอมของสถาบันการศึกษา และสภาพแวดลอมทางสังคมมีสวนหลอหลอมนักศึกษาใหมีทัศนคติเกี่ยวกับระบอบการปกครอง ที่แตกตางกันไป ๓. การเขารวมกิจกรรมทางการเมืองของนักศึกษา กระแสนิยมเพื่อใหไดรับการยอมรับจาก กลุมคนในสังคมเดียวกัน การปลุกเราของการเมืองระดับทองถิ่น และระดับประเทศ ลวนเปนปจจัย


๕๙ ที่ส่งผลต่อทัศนคติของเยาวชนรุ่นใหม่ในสถานศึกษาเกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ๔. กระบวนการส่งเสริมการสอนของผู้สอนในทุก ๆ รายวิชาและกิจกรรมการเรียนรู้ ในด้านต่าง ๆ ทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน ตลอดจนกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ทั้งครู อาจารย์ นักเรียน นักศึกษา บุคลากรสายสนับสนุน ล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อทัศนคติของเยาวชน ในสถานศึกษาได้ ๔.๒ ผลกำรศึกษำและวิเครำะห์กลไกกำรให้ควำมรู้ระบอบประชำธิปไตยอันมีพระมหำกษัตริย์ ทรงเป็นประมุขในระบบกำรศึกษำของไทย กลไกการให้ความรู้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขคือ ตัวจักรส าคัญ ของระบบการศึกษาที่ต้องประสานการท างานร่วมกันตั้งแต่ระดับนโยบาย ระดับปฏิบัติการ จนถึง กลุ่มเป้าหมายคือ เด็กและเยาวชน ในการศึกษาและวิเคราะห์ประเด็นนี้ คณะท างานพิจารณาศึกษาฯ ได้ ใช้การทบทวนเอกสารวิชาการที่เกี่ยวข้อง การประชุมสนทนากลุ่มย่อยและการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะร่วมกับผู้ให้ข้อมูลหลักและผู้มีส่วนได้เสีย ผลการพิจารณาศึกษามี รายละเอียดดังนี้ นโยบายการศึกษาของไทย ระบบการศึกษาของไทยได้ลดความส าคัญของการเรียนการสอนให้เด็กและเยาวชนมีความรู้ และความเข้าใจความเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จนกระทั่งในปี ๒๕๕๗ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ได้ประกาศนโยบายการส่งเสริมเด็กและ เยาวชนของชาติให้มีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องประวัติศาสตร์ความเป็นไทย รักชาติ ศาสนา และเทิดทูน สถาบันพระมหากษัตริย์ และเป็นพลเมืองที่ดีในระบอบประชาธิปไตย มีความปรองดอง สมานฉันท์ เพื่อสันติสุขในสังคมไทย จากนโยบายนี้ กระทรวงศึกษาธิการจึงประกาศก าหนดให้สถานศึกษาทุกสังกัด เพิ่ม “วิชาหน้าที่พลเมือง” ลงในหลักสูตรสถานศึกษา โดยจัดเป็นรายวิชาเพิ่มเติมในกลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ทุกระดับชั้นและทุกช่วงชั้นของการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตั้งแต่ภาคเรียน ที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๕๗ เป็นต้นไป ๕๔ ส านักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้จัดท านโยบายประจ าปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๒ ๕๕ ระบุพันธกิจไว้ข้อหนึ่งคือ “จัดการศึกษาเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของสถาบันหลัก ของชาติและการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ประกอบด้วย นโยบาย ๕ ประการ ได้แก่ นโยบายที่ ๑ จัดการศึกษาเพื่อความมั่นคง นโยบายที่ ๒ พัฒนาคุณภาพ ผู้เรียน นโยบายที่ ๓ พัฒนาผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษา นโยบายที่ ๔ สร้างโอกาส ในการเข้าถึงบริการการศึกษาที่มีคุณภาพ มีมาตรฐาน และลดความเหลื่อมล้ าทางการศึกษา และนโยบายที่ ๕ เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ โดยนโยบายที่ ๒ พัฒนาคุณภาพผู้เรียน มีเป้าหมายเพื่อให้ผู้เรียนมีความรักในสถาบันหลักของชาติยึดมั่นการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี ๕๔ กระทรวงศึกษาธิการ. (๒๕๕๗). ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การเพิ่มวิชาหน้าที่พลเมืองเป็นรายวิชาเพิ่มเติมในหลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑. ประกาศ ณ วันที่ ๒๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๗. ๕๕ ส านักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (๒๕๖๑). นโยบายส านักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๒. สืบค้นจาก https://www.obec.go.th/wp-content/uploads/2018/10/OBECPolicy62.pdf


๖๐ พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีทัศนคติที่ถูกต้องต่อบ้านเมือง มีคุณธรรม จริยธรรม เป็นพลเมืองดี ของชาติและเป็นพลเมืองดีของโลก ศาสตราจารย์พิเศษ เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้น าเสนอแนวคิดที่มีสาระส าคัญต่อการก าหนดนโยบายเสริมสร้างความรู้ระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขไว้ว่า นับแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. ๒๔๗๕ จนถึงปัจจุบันเป็นเวลา ๙๐ ปี อาจกล่าวได้ว่าประเทศไทยปกครองโดย “ระบอบราชา ธิปไตย” ในระบอบราชาธิปไตยนั้นพระมหากษัตริย์ทรงมีอ านาจอย่างจ ากัด หรือ “ปรมิตตาญา สิทธิราชย์” (Limited Monarchy) โดยถูกจ ากัดด้วยรัฐธรรมนูญ ถ้าในช่วงที่มีรัฐธรรมนูญโดยชอบธรรม พระมหากษัตริย์จะถูกจ ากัดด้วยรัฐธรรมนูญ แต่หากในช่วงที่ไม่มีรัฐธรรมนูญพระมหากษัตริย์จะปรับตัว ให้เข้ากับผู้มีอ านาจในขณะนั้น พระมหากษัตริย์มีพระบารมีแต่ไม่มีอ านาจตามกฎหมาย กระท าการ โดยผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ในทางวิชาการคือ พระมหากษัตริย์ทรงเป็นสัญลักษณ์ของประเทศ เป็นศูนย์รวมความมั่นคง เป็นขวัญก าลังใจของประชาชน เป็นที่ปรึกษาของรัฐบาล ดังนั้น การที่ พระมหากษัตริย์ถูกโจมตีย่อมหมายถึง ความมั่นคงของประเทศถูกท้าทาย เราจึงต้องมีความรู้เกี่ยวกับ สิ่งที่ท าให้ประเทศเป็นเอกภาพ ซึ่งประกอบด้วย ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ส่วนรัฐธรรมนูญนั้น มีความพยายามที่จะท าให้เป็นที่ยึดถือของประชาชน ในรัชสมัยรัชกาลที่ ๙ ได้ทรงสร้างระบบให้พระมหากษัตริย์มีบทบาทที่เป็นขวัญและก าลังใจ ให้แก่ปวงประชาที่ทรงท าให้เห็นว่าพระองค์ไม่เคยทอดทิ้งประชาชนและอยู่เคียงข้างประชาชน ตัวอย่างเช่น ในขณะที่ประเทศไทยมีปัญหาเรื่องคอมมิวนิสต์พระองค์ทรงเสด็จไปเยี่ยมทหารในพื้นที่ ในขณะนั้นประเทศใกล้เคียงล้วนถูกคุกคาม แต่ประเทศไทยผ่านมาได้ด้วยบารมีของพระองค์ และอีกบทบาทหนึ่งที่ทรงท าคือ การท างานในระยะยาว โดยที่รัฐบาลของประเทศไทยน้อยครั้งที่จะอยู่ จนครบวาระ ๔ ปี แต่พระมหากษัตริย์ทรงช่วยท าให้การท างานในระยะยาวเป็นจริงได้ ตัวอย่างเช่น การปลูกป่าชายเลน ซึ่งต้องใช้ระยะเวลา ๓๐-๔๐ ปี การปลูกป่าไม้ทดแทนต้นไม้เก่า การบริหารจัดการ ปัญหา “ชาวเขา” ซึ่งเป็นปัญหาท้าทายความมั่นคงให้มาเป็น “ชาวเรา” โดยการเลิกปลูกฝิ่น หันมาปลูกผลไม้เมืองหนาวแทน พระองค์ทรงต่อสู้กับความยากจน โดยใช้ศิลปะในการปกครองประเทศ ซึ่งพระมหากษัตริย์ไทยรัชกาลที่ ๙ และสืบสานต่อในรัชกาลที่ ๑๐ และสิ่งที่พระมหากษัตริย์ทรงปฏิบัตินั้น เรียกว่า “ราชประศาสนศาสตร์” เป็นการบริหารประเทศโดยพระปรีชาสามารถ พระวิริยะอุตสาหะ ในรูปแบบราชประชาสมาสัย ดังนั้น พระมหากษัตริย์ของประเทศไทยประชาชนจึงยอมรับและถือเป็น ของดีเป็นของพิเศษและเป็นที่หนึ่ง การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุขเป็นระบบที่ประเทศไทยสร้างขึ้นมาถือเป็นนวัตกรรมของประเทศไทยเราประชาชนคนไทย ควรภูมิใจ๕๖ และด้วยจุดเด่นอันส าคัญนี้น าไปสู่การก าหนดนโยบายโดยกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ร่วมมือกับส านักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดท านโยบายเสริมสร้างความเป็นพลเมืองคุณภาพและความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขแก่นิสิต นักศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา โดยมีแนวทาง ด าเนินการร่วมกัน ดังนี้ ๕๗ ๕๖ เอนก เหล่าธรรมทัศน์. (๒๕๖๕). การสัมมนา เรื่อง “การสร้างเสริมความรู้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ใน สถานศึกษา”. จัดขึ้น ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ จังหวัดฉะเชิงเทรา วันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๖๕. ๕๗ ส านักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี. (๒๕๖๕). อว. จับมือ กกต. เพิ่มหลักสูตรวิชา “พลเมืองเข้มแข็ง” ในสถาบันอุดมศึกษา น าร่องมหาวิทยาลัย ราชภัฏ ๓๘ แห่ง ทั่วประเทศ หวังปั้น นศ. เป็นพลเมืองคุณภาพ. สืบค้นจาก https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/51900


๖๑ ๑. เสนอคณะรัฐมนตรีให้ก าหนด “การเสริมสร้างความเป็นพลเมืองคุณภาพและความรู้ความ เข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” เป็นวาระแห่งชาติ ๒. ก าหนดเป็นนโยบายต่อเนื่องของกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) และส านักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อด าเนินการทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยใช้แนวทางการจัดกิจกรรมในระดับอุดมศึกษาทั่วประเทศ ๓. ร่วมมือกับคณะกรรมการการอุดมศึกษา คณะกรรมการมาตรฐานอุดมศึกษา ที่ประชุม อธิการบดีแห่งประเทศไทย ที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ ที่ประชุมคณะกรรมการอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล สมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย สถาบันวิทยาลัย ชุมชน และสถาบันอุดมศึกษาทุกแห่ง ในการจัดการเรียนการสอนและกิจกรรมต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับ บริบทของแต่ละสถาบัน ๔. จัดท าคู่มือการสอนรายวิชาทั่วไป (General Education) วิชาพลเมืองคุณภาพ (Quality Citizen) ๕. พัฒนาหลักสูตรและจัดฝึกอบรมด้านการเป็นวิทยากรให้อาจารย์และบุคลากรของ สถาบันอุดมศึกษา ๖. ติดตามประเมินผลนิสิต นักศึกษาอย่างต่อเนื่อง และสนับสนุนการท าวิจัยเพื่อปรับปรุง รูปแบบการด าเนินงาน ๗. จัดท าแผนบูรณาการความร่วมมือระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) และส านักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในด้านต่าง ๆ โดยก าหนด และจัดสรรงบประมาณเป็นแผนต่อเนื่องระยะ ๕ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๖ - ๒๕๗๐) ๘. ส่งเสริมให้มหาวิทยาลัยราชภัฏ ๓๘ แห่ง ด าเนินการจัดการเรียนการสอนวิชา “พลเมือง เข้มแข็ง” เป็นวิชาศึกษาทั่วไป (General Education: GE) และมีเป้าหมายขยายผลสู่ระดับมัธยมศึกษา ๙. สนับสนุนให้สถาบันอุดมศึกษาทุกแห่งมีส่วนร่วมในกระบวนการเลือกตั้ง เช่น ช่วย สังเกตการณ์ในวันเลือกตั้ง หรือร่วมเป็นกรรมการในการเลือกตั้ง เป็นต้น ๑๐. ผลักดันในนิสิตนักศึกษาในโครงการต่าง ๆ ของกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ร่วมรณรงค์เผยแพร่แก่ประชาชนในพื้นที่ ระดับท้องถิ่นของตนในทั่วประเทศ ๑๑. จัดสรรงบประมาณให้ กกต. ประจ าจังหวัด ร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏ ๓๘ แห่ง อบรม ให้ความรู้แก่นักศึกษา และให้น าความรู้ไปขยายผลต่อนักเรียนระดับมัธยมศึกษา การศึกษาของไทยยังเกี่ยวข้องกับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็น หน่วยงานที่มีบทบาทส าคัญต่อการจัดการศึกษาในระดับท้องถิ่น และในประเด็นนี้หน่วยงานให้ ความส าคัญเป็นล าดับแรก โดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้ก าหนดยุทธศาสตร์การพัฒนา พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๖๙ ๕๘ ไว้หลายยุทธศาสตร์ ซึ่งประเด็นยุทธศาสตร์ที่ ๑ คือ เสริมสร้างการปกครอง ท้องถิ่นให้เข้มแข็งด้วยระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เนื่องด้วยภารกิจของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น คือ การเสริมสร้างความเข้มแข็งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ของประเทศให้มีความมั่นคงยั่งยืนและการพัฒนาความเข้มแข็งของท้องถิ่นตามรูปแบบการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยในพื้นที่ให้เข้มแข็งอย่างต่อเนื่อง ให้เป็นการปกครองท้องถิ่นที่ยึดหลัก ๕๘ กลุ่มงานยุทธศาสตร์และนโยบาย กองยุทศาสตร์และแผนงาน. (๒๕๖๕). ยุทธศาสตร์กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๖๙. กระทรวงมหาดไทย.


๖๒ ประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์ พร้อมให้ความส าคัญกับการส่งเสริมและพัฒนาความพร้อมแก่เยาวชน ประชาชนในท้องถิ่นในการเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการประชาธิปไตยขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จึงก าหนดแนวทางพัฒนาดังนี้ ๑) ศึกษา ค้นคว้า รูปแบบการพัฒนากระบวนการประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข ส าหรับสถานศึกษาในสังกัดขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และการส่งเสริมตามภารกิจ ของท้องถิ่น ๒) สร้างและพัฒนาเกณฑ์มาตรฐาน ระบบการตรวจติดตาม ประเมินผล และการพัฒนาอย่าง ต่อเนื่อง เพื่อการพัฒนาโรงเรียนประชาธิปไตยในโรงเรียนสังกัดขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่เข้มแข็ง เพื่อปลูกฝังการเรียนรู้ประชาธิปไตยแก่นักเรียน พร้อมทั้งส่งเสริมให้นักเรียนมีส่วนร่วม ในกระบวนการเสริมสร้างประชาธิปไตยในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นผ่านกระบวนการจัดการเรียน การสอนเชิงบูรณาการร่วมระหว่างสถานศึกษาของท้องถิ่นกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตามแนวทาง ดังนี้ - สร้างหลักสูตรการเรียนรู้ด้านประชาธิปไตยในโรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ จัดท าและพัฒนาหลักสูตรภาคพลเมืองให้กับ กลุ่มเยาวชนในโรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ว่าด้วยการศึกษาทุกฉบับ - ปรับปรุงแนวทางการเรียนการสอนให้เอื้อต่อการพัฒนากระบวนการประชาธิปไตย เช่น จัดห้องเรียนเพื่อสร้างบรรยากาศให้ทุกคนมีส่วนร่วม ครูรับฟังเด็กมากขึ้น กระตุ้นให้เด็กแสดง ความคิดเห็น ใช้กิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์/ท างานเป็นทีมในการเรียนการสอนเพิ่มการใช้การแสดงบทบาท สมมติ (Role Play) ในการเรียนการสอนเกี่ยวกับประชาธิปไตย - ริเริ่มด าเนินการ “๑ โรงเรียนท้องถิ่น ๑ ครูท้องถิ่นพันธุ์ใหม่สร้างประชาธิปไตยใน โรงเรียน” โดยคัดเลือกจากคนรุ่นใหม่และมีทัศนคติที่ดี และจัดให้มี “๑ ท้องถิ่น ๑ โรงเรียน ประชาธิปไตย” - น าโมเดลโรงเรียนผู้สูงอายุมาประยุกต์ใช้เป็น “โมเดลผู้น าโรงเรียนท้องถิ่น” จัดให้มี การคัดสรร “ครูท้องถิ่นพันธุ์ใหม่ มุ่งสร้างประชาธิปไตยในโรงเรียน” โดยให้รางวัลจูงใจ ๓) ส่งเสริม สนับสนุนการพัฒนายุวประชาธิปไตยในท้องถิ่นจากสถานศึกษาของท้องถิ่น โดยด าเนินการในระดับหมู่บ้านอย่างน้อยไม่ต่ ากว่า ๑๐ คนต่อหมู่บ้าน เพื่อเสริมกระบวนการทาง ประชาธิปไตยของท้องถิ่นให้มีความเข้มแข็ง ให้เยาวชนของสถานศึกษาของท้องถิ่นมีส่วนร่วม ในกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตยขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างเหมาะสม เพื่อปลูกฝังความรัก ในประชาธิปไตย และความรักในถิ่นเกิด และความมุ่งมั่นในการพัฒนาท้องถิ่น ตามแนวทางดังนี้ - ก าหนดระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับการส่งเสริม พัฒนาประชาธิปไตยในโรงเรียนองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น ๆ ถือปฏิบัติให้ชัดเจน และก าหนดนโยบาย แนวทางการพัฒนาประชาธิปไตยให้แก่เยาวชนในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งในและนอกระบบ การศึกษา พร้อมทั้งรื้อฟื้น กระตุ้น ส่งเสริมการจัดตั้งสภานักเรียน ในทุกโรงเรียนองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น - ส่งเสริมสถานศึกษาท้องถิ่นก าหนดหลักสูตรเกี่ยวกับประชาธิปไตยและกระบวนการ ในระบอบประชาธิปไตยให้ชัดเจน โดยก าหนดเป็นวิชาเฉพาะเพื่อสร้างส านึกประชาธิปไตยในระดับ


๖๓ ท้องถิ่น และให้ความส าคัญกับการสร้างความรู้ ความเข้าใจให้แก่ผู้บริหารขององค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นในกระบวนการประชาธิปไตยในสถานศึกษาอย่างต่อเนื่องและชัดเจน - จัดการประกวดเยาวชนสถานศึกษาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดีเด่น ด้านการมีส่วนร่วม ในกระบวนการเสริมสร้างประชาธิปไตยในสถานศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยมีเงินรางวัล หรือปัจจัยกระตุ้นเป็นสิ่งจูงใจ พร้อมทั้งก าหนดให้เป็นดัชนีชี้วัดความส าเร็จ (Key Performance Indicator: KPI) ในการประเมินประสิทธิภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (Local Performance Assessment: LPA) เพื่อน าไปสู่การประกวดจัดอันดับและให้รางวัล - พัฒนา “ยุวประชาธิปไตย” ในโรงเรียนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อเป็นผู้น า ในการเผยแพร่องค์ความรู้และเป็นแกนน าในการท ากิจกรรมในโรงเรียนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเยาวชนที่อยู่นอกระบบการศึกษาในพื้นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น - ตั้งสภานักเรียน สภาเยาวชน เพื่อพัฒนาประชาธิปไตยในระดับสถานศึกษาสังกัดองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น ระดับชุมชน และระดับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น - จัดตั้งกองทุนพัฒนาประชาธิปไตยเพื่อเยาวชนไทยในโรงเรียนท้องถิ่น เพื่อน าไป ใช้จ่าย ในการจัดท าโครงการ กิจกรรมส าหรับเด็กและเยาวชนในการเรียนรู้ระบอบประชาธิปไตย โดยเงินกองทุนมีที่มาจากงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หักจากค่าธรรมเนี ยมหรือ ค่าเล่าเรียนสถานศึกษา ๕ เปอร์เซ็นต์ เงินสนับสนุนจากรัฐบาล (เช่น เงินอุดหนุนเฉพาะกิจ) ๔) ประสานความร่วมมือกับเครือข่ายองค์กรภาครัฐที่เกี่ยวข้องในการร่วมพัฒนากระบวนการ ประชาธิปไตยในสถานศึกษาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในรูปแบบของภาคีความร่วมมือ ผ่านกลไก การประสานเชิงนโยบายของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ตามแนวทางดังนี้ - สร้างและพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้เป็น วิทยากรเฉพาะทาง ผู้เชี่ยวชาญเรื่องกระบวนการเสริมสร้างประชาธิปไตยในสถานศึกษาขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น (คล้ายครู D.A.R.E ของ ป.ป.ส./ต ารวจ) พร้อมทั้งสร้างเครือข่ายการพัฒนา หลักสูตรและสื่อการเรียนการสอนเรื่องประชาธิปไตยและวิทยากรร่วมกับ กกต. สพฐ. กศน. สถาบัน พระปกเกล้า ฯลฯ - ส่งเสริมหรือเพิ่มบทบาทสภาเด็กและเยาวชนโดยก าหนดให้การท าประชาคมขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องมีผู้แทนสภาเด็กและเยาวชนเข้ามาร่วมด้วยทุกครั้ง และสร้างสภาเด็ก และเยาวชนให้เกิดขึ้นในทุกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและส่งเสริม ให้รวมตัวกันเป็นระดับจังหวัด และระดับประเทศ และให้การส่งเสริมให้ผู้แทนสภาเด็กและเยาวชนในระดับประเทศเป็นตัวแทน ในคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร ในประเด็นด้านการศึกษา ด้านสิทธิสวัสดิการของเด็ก และเยาวชน - สร้างเครือข่ายยุวชนประชาธิปไตยเพื่อต่อยอดการใช้เครือข่ายเยาวชนในการเผยแพร่ และพัฒนาประชาธิปไตย และสร้าง “เยาวชนอาสาประชาธิปไตย” ให้เยาวชนเป็นผู้น าความรู้ ไปถ่ายทอดให้ผู้ปกครองเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ในระบอบประชาธิปไตย - จัดให้มีเวทีภาคีเครือข่ายความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนรูปแบบการจัดกิจกรรม กระบวนการประชาธิปไตยระหว่างสถานศึกษาสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น


๖๔ ๕) ส่งเสริม สนับสนุนการพัฒนาชุดองค์ความรู้ สื่อการเรียนการสอน การศึกษาดูงาน และการ สร้างสรรค์ การพัฒนากิจกรรมเพื่อการพัฒนาการเรียนรู้ในกระบวนการประชาธิปไตยในสถานศึกษาของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตามแนวทางดังนี้ - น าแนวทาง รูปแบบ หรือวิธีการ Best Practice ของญี่ปุ่นและประเทศในยุโรปมาปรับใช้ เป็นหลักสูตรในโรงเรียนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเน้นการมีวินัย พื้นฐานประชาธิปไตย และการน า หลักประชาธิปไตยไปใช้ในชีวิตประจ าวัน - จัดให้มีเครื่องมือประเมินการศึกษาด้านประชาธิปไตยในสถานศึกษาสังกัดองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น และในระดับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น - สร้างโรงเรียนต้นแบบด้านประชาธิปไตยในโรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อเป็นต้นแบบให้โรงเรียนอื่น ๆ ศึกษาเรียนรู้ เมื่อพิจารณาแนวนโยบายกระทรวงศึกษาธิการตลอด ๘ ปีที่ผ่านมา นโยบายกระทรวงการ อุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม รวมถึงกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวง มหาดไทย ในปัจจุบันมีทิศทางสอดคล้องกับแนวคิดของพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ที่กล่าวไว้ว่า การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเป็นอัตลักษณ์ อันโดดเด่นของประเทศไทย ประกอบด้วย ชาติ ศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นรากฐาน ที่มีความส าคัญต่อการหล่อหลอมวิถีชีวิต ประเพณี และวัฒนธรรมของชาติไทยจากรุ่นสู่รุ่น ปัจจุบัน สังคมไทยมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น และยังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทั้งจากสังคมโลก และสังคมในประเทศที่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและสังคม เหตุปัจจัยเหล่านี้ล้วนมีอิทธิพล ต่อการเมืองการปกครองของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แม้ในอดีตที่ผ่านมา บ้านเมืองประสบปัญหา สถานการณ์วิกฤตต่าง ๆ ไทยเรารอดพ้นมาได้เพราะเรามีสถาบันหลักเป็นศูนย์กลางยึดเหนี่ยวจิตใจ คนในชาติมีความรู้ รัก สามัคคี และมีความเข้มแข็ง จึงท าให้ประเทศมีความมั่นคงจนถึงทุกวันนี้ การส่งเสริมการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขสามารถ ท าได้หลากหลายวิธี ซึ่งทุกท่านในที่นี้สามารถเป็นผู้น าทางความคิดในการถ่ายทอดความเป็นแบบอย่าง ของพลเมืองที่มีวิถีชีวิตประชาธิปไตยให้กับคนทุกช่วงวัย โดยเฉพาะการปลูกฝังให้กับเด็กและเยาวชน ที่เปรียบเสมือนเมล็ดพันธุ์พร้อมที่จะเติบโตได้อย่างแข็งแรง ๕๙ นอกจากนี้ ข้อค้นพบจากการพิจารณาศึกษายังได้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาในระดับนโยบายที่เกิด จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กล่าวคือ การเสริมสร้างความรู้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขในสถานศึกษาเป็นหัวข้อส าคัญที่ก าหนดบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญหลายฉบับ และในฉบับ ปัจจุบันปี ๒๕๖๐ ได้เป็นส่วนหนึ่งที่มีความส าคัญต่อการปฏิรูปประเทศและการปฏิรูปการศึกษา ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับหลายหน่วยงาน ทั้งคณะกรรมการการเลือกตั้ง สถาบันพระปกเกล้า กระทรวง ศึกษาธิการ กระทรวงอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม รวมถึงพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ โดยปัญหาในเรื่องของค าว่า ประชาธิปไตย ในประเทศไทยหลายคนหลายฝ่ายยังไม่เข้าใจถ่องแท้ และเข้าใจในเรื่องเกี่ยวกับค าว่าประชาธิปไตยแบบผิด ๆ มีผลกระทบกับการเรียนรู้ของนักศึกษา ที่ผ่านมายอมรับว่ามีปัญหามาก โดยเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการให้ความส าคัญในเรื่องนี้น้อยมาก ในขณะที่ควรเป็นหน่วยงานส าคัญหลักในการที่จะสร้างความรู้ให้กับมวลหมู่นิสิต นักศึกษา พี่น้อง ประชาชนให้ได้รับความรู้ความเข้าใจ เพราะนิสิต นักศึกษาทั้งหลายเป็นหัวใจส าคัญยิ่งต่อชาติบ้านเมือง ๕๙ ประวิตร วงษ์สุวรรณ. (๒๕๖๕). การสัมมนา เรื่อง “แนวทางส่งเสริมการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในสังคมไทย” จัดขึ้น ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ จังหวัดฉะเชิงเทรา วันที่ ๑ กันยายน ๒๕๖๕.


๖๕ ในปัจจุบันและอนาคต ทั้งนี้ เพื่อมิให้ถูกน าไปใช้เป็นเครื่องมือในทางการเมืองอย่างที่ปรากฏ ๖๐ ซึ่งสอดคล้องกับการตื่นตัวของสังคมที่ก าลังหาเหตุผลว่าประชาธิปไตยที่ได้ปลูกฝังและหรือพัฒนามา ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๗๕ นั้น เป็นแนวทางที่ถูกต้องจริงหรือไม่ เพราะสิ่งที่ตามมามากมายนั้นคือ ความ ขัดแย้งเป็นทวีคูณมากยิ่งขึ้น ๖๑ แนวปฏิบัติในกำรเสริมสร้ำงกำรปกครองระบอบประชำธิปไตยอันมีพระมหำกษัตริย์ทรงเป็น ประมุขในสถำนศึกษำ ผลจากการค้นคว้าเอกสารวิชาการ ประชุมสนทนากลุ่มย่อย และการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ คณะท างานพิจารณาศึกษาฯ ได้ท าการรวบรวมข้อมูลประเด็นส าคัญที่ระบุถึงกลไกส่งเสริมการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขจาก ผู้ให้ข้อมูลหลัก ผู้มีส่วนได้เสีย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีรายละเอียดดังนี้ ส าหรับในกระทรวงศึกษาธิการ ภาคปฏิบัติเป็นไปตามหลักเกณฑ์และกติกาในหลักสูตรที่ใช้อยู่ ในปัจจุบันนี้คือ หลักสูตร ๒๕๕๑ ปรับปรุงปี ๒๕๖๐ ซึ่งเดิมวิชาแยกออกไปเป็น หน้าที่พลเมือง ศีลธรรม ประวัติศาสตร์ ปัจจุบันนี้ ได้รวมวิชาเหล่านี้เป็นกลุ่มเดียวกันเรียกว่า วิชาสังคม วัฒนธรรมและประเพณี วันนี้กระแสต้องการเรื่องสมรรถนะเกิดขึ้นจึงมุ่งเน้นพฤติกรรมของคนมากกว่า การจะท าให้นักเรียน หนึ่งคนหรือคนไทยหนึ่งคนที่มีการคิดถูกหรือคิดดีท าดี ต้องดูที่พฤติกรรมของคนนั้นในเรื่องการ ด าเนินการ ส่วนกระบวนการจัดการเรียนรู้ประกอบด้วย หลักสูตร สอนอย่างไรให้ได้ทั้งมิติความรู้และ ท าอย่างไรที่จะเอาทฤษฎีไปใช้ในชีวิตประจ าวัน โดยมีคุณธรรม มีจริยธรรมประกอบ ประเด็นที่จะ เสนอแนะ คือ การให้ความรู้เด็กนักเรียนเท่านั้นไม่พอ ต้องให้เด็กลงมือปฏิบัติ เรียนรู้การอยู่ร่วมกัน การใช้ชีวิตร่วมกัน การแสดงความคิดเห็นต่าง ๆ ซึ่งปัจจุบันมีโรงเรียนที่จังหวัดนครนายกด าเนินการอยู่ โดยเริ่มจากให้เรียนมิติสังคมชุมชนของเด็กเกิดมาอย่างไร ใครเป็นผู้ก่อตั้ง มีปัญหาอะไร มีการแก้ไข อย่างไร หลังจากนั้นจะเรียนปัญหาจังหวัด ปัญหาประเทศ ข้อจ ากัดคือ ไม่สามารถให้โรงเรียนท า เหมือนกันหมดทั้งประเทศ แต่สามารถส่งเสริม สนับสนุนโรงเรียนที่มีความพร้อมก่อน โดยมีเป้าหมาย เดียวกัน คือ ต้องการให้เกิดคุณภาพหรือเด็กดีแต่วิธีการต้องหลากหลาย โดยเอาพื้นที่แต่ละพื้นที่เป็นฐาน ในการด าเนินงาน” ๖๒ ดังเช่นแนวทางในการจัดการศึกษาเพื่อให้ผู้เรียนมีอัตลักษณ์ตามบริบทของพื้นที่ จังหวัดฉะเชิงเทราในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) มีการ ขับเคลื่อนและบูรณาการหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการจัดการศึกษาระดับต่าง ๆ โดยมุ่งเน้นตาม พระบรมราโชบายด้านการศึกษาของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๑๐ คือ การศึกษาต้องมุ่งสร้างพื้นฐานให้แก่ผู้เรียน ๔ ด้าน ดังนี้ ๑. มีทัศนคติที่ถูกต้องต่อบ้านเมือง มีความยึดมั่นใน ๓ สถาบันหลักของชาติ ๒. มีพื้นฐานชีวิตที่มั่นคงและมีคุณธรรม ช่วยกันสร้างคนดีให้แก่บ้านตนเอง ๓. มีงานท าและมีอาชีพ ๖๐ เสรี สุวรรณภานนท์. (๒๕๖๕ก). การสัมมนา เรื่อง “การสร้างเสริมความรู้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขใน สถานศึกษา” จัดขึ้น ณ รัฐสภา เมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๖๕. ๖๑ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล (๒๕๕๖; อ้างถึงใน วันชัย หวังสวาสดิ์, ผ่องศรี วาณิชย์ศุภวงศ์และ วีรยุทธ ชาตะกาญจน์. (๒๕๖๐). รูปแบบการบริหารประชาธิปไตยในโรงเรียน สังกัดส านักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการ สาธารณสุขภาคใต้, ๔(๑), ๖๐-๗๒. ๖๒ อัมพร พินะเสา. (๒๕๖๕). การสัมมนา เรื่อง “การสร้างเสริมความรู้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในสถานศึกษา” จัดขึ้น ณ รัฐสภา เมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๖๕.


๖๖ ๔. เป็นพลเมืองที่ดีของชาติ คือ ปฏิบัติตนตามบทบาทและหน้าที่ ๖๓ กลไกการเสริมสร้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในระดับอุดมศึกษา พบว่า ในส่วนของอุดมศึกษาได้วางรากฐานการปฏิบัติในเรื่องของระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยมอบหมายให้สถาบันอุดมศึกษาบูรณาการ ทุกสาขาวิชา รัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ วิทยาศาสตร์สุขภาพ มนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ เข้าด้วยกัน ไม่ให้ เน้นเฉพาะศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่งเป็นหลัก ทุกสถาบันตอนนี้ได้น าไปปฏิบัติให้สอดรับเข้าไปในวิชาการ ที่จะให้นักศึกษาเข้าใจมากยิ่งขึ้น ๖๔ ซึ่งส่วนใหญ่มีหลักสูตรการเรียนการสอนที่ส่งเสริมการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แบ่งออกเป็น ๒ ส่วน ดังนี้ ๑) รายวิชาศึกษาทั่วไป (General Education) มุ่งส่งเสริมการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งจะมีชื่อเรียกรายวิชาของแต่ละมหาวิทยาลัยแตกต่างกันไป อาทิเช่น รายวิชาความเป็นพลเมือง ศาสตร์พระราชาเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น จิตอาสาพัฒนาท้องถิ่น พลเมืองเข้มแข็ง วิถีไทย ความเป็นชาติ และศาสตร์พระราชา ๒) รายวิชาในหลักสูตรที่เปิดสอน หลักสูตรที่ส่งเสริมการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมีในมหาวิทยาลัยทุกแห่ง แต่จะมีความแตกต่างกันบ้างในรายละเอียด อาทิ หลักสูตรรัฐศาสตรบัณฑิต หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต หลักสูตร รัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชานวัตกรรมสังคมเพื่อการพัฒนาชุมชน วิชาในหมวดวิชาศึกษาทั่วไปกลุ่มวิชาเลือกเรียน รายวิชาเสริมที่ส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อาทิเช่น รายวิชาพลเมืองเข้มแข็ง และการต่อต้านการทุจริต กฎหมาย และความเป็นพลเมืองไทย การเมืองการปกครองเปรียบเทียบ พรรคการเมือง กลุ่มผลประโยชน์ และการเลือกตั้ง โดยมหาวิทยาลัยมีเป้าหมายในการปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรให้ทันสมัย เพื่อผลิตบัณฑิต ให้ตอบโจทย์ความต้องการของสังคมอย่างต่อเนื่อง และเพื่อพัฒนานักศึกษาให้เป็นไปตามอัตลักษณ์ ที่ก าหนดของแต่ละมหาวิทยาลัย และสอดคล้องกับการพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะที่จ าเป็นในศตวรรษ ที่ ๒๑ รวมถึงเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง มาตรฐานการอุดมศึกษาพ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรฐานที่ ๑ ด้านผลลัพธ์ผู้เรียน ให้เป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง มีความกล้าหาญทางจริยธรรม ยึดมั่นในความถูกต้องรู้คุณค่าและรักษ์ความเป็นไทย ร่วมมือรวมพลัง เพื่อสร้างสรรค์การพัฒนาและเสริมสร้างสันติสุขอย่างยั่งยืนทั้งในระดับครอบครัว ชุมชน สังคม และประชาคมโลก ๖๕ ดังนั้น การอุดมศึกษาหรืออาจเรียกได้ว่าการศึกษาไทยจะต้องไม่เพียงแต่ให้ความรู้ แต่จ าเป็นที่จะต้องให้เรื่องสติและปัญญาประกอบไปด้วยในทุก ๆ คน นอกจากนี้ กระทรวงอุดมศึกษาฯ ยังได้ผลักดันแนวคิดเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์มีคุณูปการต่อสังคมไทยอย่างไร ซึ่งข้อเท็จจริงแล้ว สถาบันพระมหากษัตริย์ให้ความส าคัญในเรื่องการศึกษามาตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบัน โรงเรียนต่าง ๆ ก็ถูกริเริ่มโดยพระมหากษัตริย์ จนถึงระดับวิทยาลัย ระดับมหาวิทยาลัย อีกสิ่งหนึ่งคือ ประเทศไทย ๖๓ ตั้ง อสิพงษ์. (๒๕๖๕). การสัมมนา เรื่อง “การสร้างเสริมความรู้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในสถานศึกษา”. จัดขึ้น ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ จังหวัดฉะเชิงเทรา วันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๖๕. ๖๔ สัมพันธ์ ฤทธิเดช. (๒๕๖๕). การสัมมนา เรื่อง “การสร้างเสริมความรู้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในสถานศึกษา” จัดขึ้น ณ รัฐสภา เมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๖๕. ๖๕ คณะอนุกรรมาธิการด้านวิชาการและเสริมสร้างการให้ความรู้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข. (๒๕๖๕). รายงานการ ประชุมคณะอนุกรรมาธิการด้านวิชาการและเสริมสร้างการให้ความรู้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในคณะกรรมาธิการการพัฒนา การเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา ครั้งที่ ๘/๒๕๖๕. วันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๖๕.


๖๗ ถูกจัดอันดับให้เป็นประเทศที่มีความร่ ารวยทางด้านศิลปะและวัฒนธรรมมากที่สุดเป็นอันดับ ๗ ของโลก ทั่วโลกให้ความส าคัญในด้านนี้ เราต้องมีความภูมิใจในความเป็นคนไทย และบริบทความเป็นไทย รวมถึง ความภาคภูมิใจในพระมหากษัตริย์ของเรา ๖๖ ด้วยการขับเคลื่อนนโยบายของสถาบันอุดมศึกษา ๔ กลุ่มหลัก ประกอบด้วย กลุ่มมหาวิทยาลัย ดั้งเดิม กลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏ กลุ่มมหาวิทยาลัยราชมงคล และกลุ่มมหาวิทยาลัยเอกชน ท าให้เกิด ผลเชิงประจักษ์ ดังเช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นมหาวิทยาลัยที่ยึดมั่นในเรื่องของการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีการให้ความรู้กับนิสิต ผ่านทั้งรูปแบบ ของรายวิชาต่าง ๆ ผ่านทั้งกระบวนการในกิจกรรมของมหาวิทยาลัย เช่น กระบวนการให้ความรู้ ผ่านรายวิชาศึกษาทั่วไป หรือที่เรียกกันว่า GenEd นอกจากนี้ กิจกรรมของมหาวิทยาลัยพยายาม ส่งเสริมและสนับสนุนให้นิสิตทุกคนมีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เช่น กิจกรรมบ าเพ็ญประโยชน์ต่าง ๆ ที่มีการสอดแทรกเรื่อง ศาสตร์พระราชาของในหลวงรัชกาลที่ ๙ เข้ามา การปลูกป่าจิตอาสา ออกค่ายพัฒนาชุมชน ๖๗ ส าหรับมหาวิทยาลัยราชภัฏเป็นสถาบันอุดมศึกษาของรัฐที่อยู่ในกลุ่มมหาวิทยาลัย เพื่อการพัฒนาชุมชนเชิงพื้นที่ (Area-Based and Community) การด าเนินงานของราชภัฏทั้ง ๓๘ แห่ง ได้น้อมน าพระบรมราโชบายด้านการศึกษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาเป็นแนวคิด ในการก าหนดยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น ๔ ด้าน ได้แก่ ด้านการพัฒนาท้องถิ่น ด้านการผลิตครูและบุคลากรทางการศึกษา ด้านการยกระดับคุณภาพการศึกษา และด้านการบริหาร จัดการสู่ความเป็นเลิศ และได้มีแนวนโยบายและแนวปฏิบัติที่สอดรับกับการส่งเสริมการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขไว้อย่างชัดเจนในยุทธศาสตร์ ๒ ด้าน อันได้แก่ ยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาท้องถิ่น และยุทธศาสตร์ด้านการยกระดับคุณภาพการศึกษา ๖๘ ๑) ยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาท้องถิ่น ในยุทธศาสตร์ด้านนี้ได้มีการก าหนดนโยบายและกลยุทธ์ ในการด าเนินการเพื่อการบริการวิชาการและการพัฒนาท้องถิ่นตามพื้นที่และภูมิศาสตร์ที่ตั้งของแต่ละ มหาวิทยาลัย โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในด้านสังคม เศรษฐกิจ การศึกษา และสิ่งแวดล้อม แนวปฏิบัติได้เน้นการด าเนินโครงการและกิจกรรมการพัฒนา ท้องถิ่น โดยน้อมน าพระราชด าริในการพัฒนาชุมชนเน้นให้อาจารย์น าศาสตร์หรือองค์ความรู้ลงสู่ชุมชน และใช้ท้องถิ่นเป็นพื้นที่ปฏิบัติการสอน (Area-Based Learning) และเปิดโอกาสให้นักศึกษาเข้ามามี ส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข อาทิ โครงการอันเนื่องมาจากพระราชด าริ เศรษฐกิจพอเพียง โครงการโคกหนองนา โครงการ ฝายชะลอน้ า โครงการยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์สินค้าชุมชน และโครงการส่งเสริมความรัก ความสามัคคี เข้าใจสิทธิหน้าที่ของตนเองและผู้อื่น ซึ่งเป็นโครงการที่มุ่งให้ความรู้ ๒ ด้าน ได้แก่ ด้านรู้รักสามัคคี ประกอบด้วย ความรัก ความสามัคคี ความมีระเบียบวินัย เข้าใจสิทธิของตนเอง และผู้อื่น และสังคมประชาธิปไตย รวมถึงด้านคุณลักษณะคนไทยที่พึงประสงค์ ๔ ประการ ประกอบด้วย มีทัศนคติที่ถูกต้องต่อบ้านเมือง มีพื้นฐานชีวิตที่มั่นคง มีงานท ามีอาชีพ และเป็นพลเมืองดี ตัวอ ย่าง ๖๖ ดนุช ตันเทอดทิตย์. (๒๕๖๕). การสัมมนา เรื่อง “การสร้างเสริมความรู้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในสถานศึกษา” จัดขึ้น ณ รัฐสภา เมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๖๕. ๖๗ ชัยพัฒน์ หล่อศิริรัตน์. (๒๕๖๕). รายงานการประชุมคณะอนุกรรมาธิการด้านวิชาการและเสริมสร้างการให้ความรู้ระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา ครั้งที่ ๘/๒๕๖๕. วันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๖๕. ๖๘ ลินดา เกณฑ์มา. (๒๕๖๕). รายงานการประชุมคณะอนุกรรมาธิการด้านวิชาการและเสริมสร้างการให้ความรู้ระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา ครั้งที่ ๘/๒๕๖๕. วันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๖๕.


๖๘ ที่กล่าวมาล้วนมุ่งเน้นให้นักศึกษาได้มีส่วนร่วมพัฒนานับเป็นการวางรากฐานประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขให้เข้มแข็ง และยังช่วยส่งเสริมและพัฒนาประชาธิปไตยให้ก้าวหน้า ยั่งยืนสืบไป ๒) ยุทธศาสตร์ด้านการยกระดับคุณภาพการศึกษา มหาวิทยาลัย ราชภัฏมุ่งผลิตบัณฑิต ให้มีคุณลักษณะของคนไทย ๔ ประการ ตามพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาล ที่ ๑๐ ได้แก่ ๑) มีทัศนคติที่ดีและถูกต้อง ๒) มีพื้นฐานชีวิตที่มั่นคงเข้มแข็ง ๓) มีงานท า มีอาชีพ และ ๔) เป็นพลเมืองดี มีระเบียบวินัย อีกทั้งมุ่งพัฒนาทักษะที่จ าเป็นในศตวรรษที่ ๒๑ มหาวิทยาลัย ราชภัฏได้มีการปรับปรุงหลักสูตรให้ทันสมัยตอบโจทย์ความต้องการของสังคมชุมชนและท้องถิ่น เปิดโอกาสให้คนทุกช่วงวัยได้เข้าถึงการเรียนรู้อย่างทั่วถึง แนวปฏิบัติที่สอดรับกับการส่งเสริมการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข ในยุทธศาสตร์ด้านนี้ ได้มีการก าหนดไว้อย่างชัดเจน ๒ ลักษณะ ได้แก่ ๖๙ ๑. การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในหลักสูตร มีการก าหนดคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เกี่ยวกับการส่งเสริมการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขไว้ในกรอบ มาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ (มคอ.) ของทุกหลักสูตร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในรายวิชา การศึกษาทั่วไปซึ่งก าหนดให้นักศึกษาทุกคนได้เรียนมีกลุ่มรายวิชาที่มีเนื้อหามุ่งเน้นการปลูกฝังถึง ความส าคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ ศาสตร์พระราชาเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น การเทิดทูนและเคารพ รักสถาบันพระมหากษัตริย์ และการปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข ปลูกจิตส านึกให้นักศึกษามีความภาคภูมิใจในสถาบัน โดยเฉพาะมหาวิทยาลัย “ราชภัฏ” อันหมายถึง “คนของพระราชา” ไว้อย่างเด่นชัด และในการพัฒนาหลักสูตรพลเมืองเข้มแข็งได้น าร่อง ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏ ๓๘ แห่งทั่วประเทศ จัดให้มีการบูรณาการกับรายวิชาศึกษาทั่วไป รวมทั้ง การส่งเสริมสนับสนุนการจัดกิจกรรมในรูปแบบที่หลากหลายให้กับนิสิต นักศึกษา เพื่อพัฒนาเสริมสร้าง คุณลักษณะพลเมืองคุณภาพ เช่น กิจกรรมค่ายอาสาประชาธิปไตย จัดประกวดกิจกรรมสร้างสรรค์ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ประชาธิปไตย เป็นต้น ๒. การจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตร มหาวิทยาลัยได้เน้นการจัดกิจกรรมส่งเสริมการปกครองระบบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขให้แก่นักศึกษา เพื่อให้นักศึกษามีความเข้าใจ ตระหนัก และมีจิตส านึกรักในระบบการปกครองและสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ ได้จัดกิจกรรมส่งเสริม แบ่งเป็น ๒ ลักษณะกว้าง ๆ ดังนี้ ๒.๑ ด้านการจัดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องและมีความส าคัญต่อสถาบันชาติ ศาสนา และ พระมหากษัตริย์อาทิ ๑) กิจกรรมภายใต้โครงการ การพัฒนา Soft Skills ด้วยกระบวนการวิศวกรสังคม ช่วยหล่อหลอมแนวคิดและมุมมองที่ถูกต้องในการคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล การสื่อสาร การประสานงาน และการเป็นนวัตกรให้แก่นักศึกษาได้มีจิตส านึกรักในการปกครองระบบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ๒) การจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริม สร้างความเข้าใจในสถาบันพระมหากษัตริย์ กิจกรรม เทิดทูนธงไตรรงค์ และกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับวันส าคัญทางศาสนา เช่น วันพ่อแห่งชาติและวันแม่ ๖๙ ลินดา เกณฑ์มา. (๒๕๖๕).


๖๙ แห่งชาติ วันวิสาขบูชา วันมาฆบูชา วันเข้าพรรษา และกิจกรรมวันราชภัฏสดุดี พิธีเชิญพระราชลัญจกร วันเฉลิมพระชนมพรรษา และวันคล้ายวันสวรรคต เป็นต้น ๓) การจัดกิจกรรมเลือกตั้งผู้น านักศึกษา นายกองค์การนักศึกษา ประธานสภานักศึกษา และการเลือกตั้งนายกสโมสรนักศึกษาประจ าคณะ เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นทุกปีอย่างต่อเนื่อง และ ในกิจกรรมนี้มีการสอดแทรกการส่งเสริมความเป็นประชาธิปไตยให้นักศึกษาได้เรียนรู้สู่การปฏิบัติ มหาวิทยาลัยทุกแห่งจะมีข้อบังคับที่นักศึกษาเสนอต่อสภามหาวิทยาลัยว่าเป็นธรรมนูญนักศึกษา ซึ่งมีการก าหนดบทบาทหน้าที่ของผู้น านักศึกษา ก าหนดแนวทางในการด าเนินงาน โดยระบุข้อความ ในธรรมนูญนักศึกษาที่ใกล้เคียงกันประการหนึ่งว่า “การด าเนินงานกิจกรรมนักศึกษาต้องไม่ขัดต่อ การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข และต้องไม่ขัดต่อความสงบ เรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ตลอดจนจารีตประเพณีอันดีงามของไทย” ซึ่งผู้น านักศึกษา ได้ส่งมอบแนวทางการด าเนินกิจกรรมจากรุ่นสู่รุ่นอย่างต่อเนื่อง การได้ผู้น านักศึกษาเกิดจากการเลือกตั้ง นายกองค์การนักศึกษา มีสภานักศึกษา มีสโมสรนักศึกษาของแต่ละคณะเพื่อหาผู้น านักศึกษาเข้ามาเป็น ตัวแทนในการจัดท าโครงการและดูแลพิทักษ์สิทธิ์ของนักศึกษา ที่กล่าวมาล้วนเป็นการส่งเสริมระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่มีมาอย่างต่อเนื่อง ๔) การจัดท าโครงการส่งเสริม และปลูกฝังทักษะด้านจิตสาธารณะให้แก่นักศึกษาได้ มีจิตอาสาท างานเพื่อส่วนรวมในการพัฒนาท้องถิ่น ร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ และให้ความรู้เรื่อง การปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และส่งเสริมและปลูกฝังหน้าที่การต่อต้านการทุจริตและประพฤติ มิชอบอย่างเป็นรูปธรรม ๕) การจัดโครงการด้านวิชาการส่งเสริมให้นักศึกษามีส่วนร่วมทางการเมือง การเสวนา แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และการติดตามข้อมูลข่าวสาร ให้ความร่วมมือกับรัฐเกี่ยวกับกิจกรรมทางการเมือง ใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้ง ร่วมออกเสียงประชามติ ร่วมตรวจสอบการใช้อ านาจรัฐ หรือรวมตัวกันเป็น กลุ่มเยาวชนพิทักษ์ประชาธิปไตย ร่วมรณรงค์ให้คนออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ๒.๒ ด้านการพัฒนาแหล่งการเรียนรู้ที่ช่วยส่งเสริมความรู้ความเข้าใจ และทัศนคติที่ดีต่อ สถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ดังเช่น ๑) การสร้างแหล่งเรียนรู้ หอเกียรติประวัติ หอนิทรรศการ หรือ หอเกียรติยศ ดังตัวอย่าง ของมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา มีห้องเกียรติประวัติของมหาวิทยาลัยที่ได้จัดเป็น แหล่งเรียนรู้เพื่อบอกเล่าถึงประวัติความเป็นมาของมหาวิทยาลัยที่เกี่ยวข้องกับสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ และบุคคลส าคัญที่ควรแก่การยกย่องเชิดชู เพื่อให้บุคลากรและนักศึกษาตลอดจน ผู้สนใจทั่วไปได้เข้ามาเยี่ยมชม และรับทราบถึงคุณูปการด้านต่าง ๆ ของสถาบันที่เป็นเสาหลัก ของประเทศชาติ ได้เกิดความภาคภูมิใจและน้อมส านึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ และบรรพบุรุษไทย โดยก าหนดให้นักศึกษาเข้าใหม่ทุกคนต้องผ่านกิจกรรมการเข้าชมห้องเกียรติประวัติ ดังกล่าว ซึ่งสามารถเข้าชมได้ทั้งในสถานที่ตั้งและเยี่ยมชมผ่านระบบออนไลน์รูปแบบเสมือนจริง Virtual Tour ๓๖๐ องศา เพื่ออ านวยความสะดวกในยุคของการรับข้อมูลข่าวสารที่ไร้พรมแดน ๒) การสร้างศูนย์การเรียนรู้ปรัชญ าของเศรษฐกิจพอเพียง มหาวิทยาลัยหลายแห่ง ได้มีการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นศูนย์การเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อ ส่งเสริมและสนับสนุนนักศึกษา อาจารย์ เจ้าหน้าที่ ประชาชนในท้องถิ่น และประชาชนทั่วไป ได้เข้ามาศึกษาและน้อมน าศาสตร์พระราชามาเสริมสร้างความรู้ด้านอาชีพ พัฒนาศักยภาพทาง การเกษตรตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง


๗๐ ๓) การส่งเสริมให้นักศึกษาได้จัดตั้งชมรมต่าง ๆ เช่น ชมรมต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน ชมรมรวมใจชาวพุทธท าบุญตักบาตรทุกสัปดาห์ และชมรมสุริยะอาสา เป็นต้น ในส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีนโยบายด้านการศึกษาเป็นนโยบายล าดับต้น ๆ มีการส่งเสริมการเรียนรู้ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขผ่านการเรียนรู้ ระดับต่าง ๆ เช่น การเลือกตั้งประธานนักเรียนและสมาชิกสภานักเรียนภายในโรงเรียน โดยตัวแทน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดฉะเชิงเทราได้ให้ข้อมูลที่มีความส าคัญต่อการเรียนการสอนไว้ว่า สังคมไทยของเรามีความสงบร่มเย็นเป็นสุขอยู่ได้เพราะเรามีบรรพบุรุษที่รักแผ่นดินไทยยอมสละ เลือดเนื้อเพื่อปกป้องแผ่นดินไทยไว้ให้ลูกหลานได้ภาคภูมิใจ แต่ปัจจุบันพบว่า ในโรงเรียนหรือสถาบัน การศึกษามีการจัดกิจกรรมเกี่ยวกับการแสดงความคิดเห็น การแสดงออกของนักเรียน นักศึกษา ครู อาจารย์ และบุคลากรของสถาบันการศึกษา ในลักษณะที่เป็นการคุกคาม จาบจ้วง ล่วงละเมิด ตลอดจน ต้องการให้ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง พฤติกรรมเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงการปลูกฝัง หรือจิตส านึกของคนในสังคมที่ขาดการประพฤติปฏิบัติตนที่แสดงถึงความรัก ความศรัทธา หวงแหน ปกป้อง ยกย่อง และจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ในประเด็นนี้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จึงได้ด าเนินการจัดให้มีการประชุมร่วมกับโรงเรียนในพื้นที่เพื่อให้โรงเรียนแต่ละแห่งได้พิจารณา ก าหนดรายละเอียดเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ชาติไทยเพิ่มเติมในรายวิชาตามหลักสูตรการเรียนการสอน เพื่อปลูกฝังให้นักเรียน นักศึกษา มีความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และขยายผลต่อไป ในแต่ละครัวเรือน ทั้งนี้ เพื่อให้ประเทศไทยเรามี ๓ สถาบันนี้เป็นสถาบันหลักของชาติตลอดไป ๗๐ แนวคิดและข้อเสนอแนะจำกผู้ให้ข้อมูลส ำคัญ ผลจากการประชุมระดมความคิดเห็น การสนทนากลุ่มย่อย และการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ พบว่า ผู้ให้ข้อมูลหลักเสนอข้อมูล แนวคิดและแนวปฏิบัติที่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร ไทย มาตรา ๒๕๘ (ก) (๑) รัฐธรรมนูญเขียนไว้ว่าจะต้องให้ประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้อง เกี่ยวกับระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และ (๕) มีกลไกแก้ไขปัญหา ความขัดแย้งทางการเมืองโดยสันติวิธีภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข ซึ่งแต่ละท่านได้ให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะภายใต้บริบทของการศึกษาไทย ดังนี้ ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อย่างยาวนาน ที่ผ่านมาการศึกษาเป็นส่วนส าคัญยิ่งที่ได้ก่อให้เกิดการปลูกฝังให้คนมีเจตคติ มีค่านิยม มีความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ มาแต่ครั้งอดีตกาล แต่ในปัจจุบัน ด้วยความเจริญตาม ยุคโลกาภิวัฒน์น ามาซึ่งความเปลี่ยนแปลงทางสังคมในทุกด้านของประเทศ โดยเฉพาะด้านการศึกษา ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ท าให้การเรียนการสอนมุ่งเน้นเพื่อการแข่งขันอย่างเดียว วิธีการเรียนการสอนไม่น าไปสู่ความเข้าใจ และการฝึกฝนทักษะของพลเมืองและประชาชนในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่ถูกต้อง ส่งผลกระทบถึงการปฏิบัติตนตามบทบาท และหน้าที่ของตนเองและที่มีต่อสังคมส่วนรวม จุดเริ่มต้นที่ส าคัญคือ ประชาธิปไตยในครอบครัวเป็น ฐานรากของสังคมประชาธิปไตย การปลูกเมล็ดพันธุ์ประชาธิปไตยคือ การสร้างพลเมืองให้เป็นก าลัง ส าคัญของชาติและการมีส่วนร่วมของประชาชนที่ยอมรับทั้งความคิดเหมือนและความคิดต่าง น าไปสู่ ๗๐ กิตติ เป้าเปี่ยมทรัพย์. (๒๕๖๕). การสัมมนา เรื่อง “การสร้างเสริมความรู้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในสถานศึกษา”. จัดขึ้น ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ จังหวัดฉะเชิงเทรา วันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๖๕.


๗๑ การสร้างชุมชนและสังคมที่เข้มแข็งภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข ๗๑ ในการที่จะให้เกิดการพัฒนาการเมือง เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางการเมือง ซึ่งหวังว่าคนรุ่นใหม่ จะเป็นหลักส าคัญที่จะน าไปสู่การพัฒนาการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เป็นประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เราจะต้องให้ความรู้ ความเข้าใจในเรื่องเหล่านี้ ต้องร่วมมือกันจาก หลายหน่วยงาน จะเกิดการขับเคลื่อนไปสู่ความส าเร็จหรือความก้าวหน้าได้ เด็ก เยาวชน นักเรียน นักศึกษาคือ หัวใจของชาติ ต้องให้ทุกคนทั้งประเทศได้เรียนรู้ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข เห็นถึงความส าคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ว่าเป็นสถาบันคุณูปการแก่ชาติไทยมายาวนาน กษัตริย์ทุกพระองค์ทรงงานด้วยความเหน็ดเหนื่อยมาก ท าให้ประเทศเจริญก้าวหน้าเป็นประเทศที่เราอยู่ ทุกวันนี้ เป็นสถาบันที่รวมใจของประชาชนชาวไทยทั้งชาติ ๗๒ นี่คือความส าคัญ แต่ถ้าไม่มีสถาบันพระมหากษัตริย์ ก็จะมีกองทัพของหลาย ๆ คน แก่งแย่ง ชิงดีกัน ประเทศไทยมีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นหลักชัยให้กับบ้านเมืองมาจนถึงทุกวันนี้ แต่คนไม่เห็น ถึงความส าคัญเรื่องเหล่านี้ เห็นความส าคัญเรื่องนี้น้อยลง ไม่เคารพ ไม่ให้ความส าคัญกับสถาบัน พระมหากษัตริย์ จึงกลายเป็นปัญหาของคนในชาติ เสาหลักของประเทศสั่นคลอน มีแต่คนคิดจะสร้าง ประชาธิปไตยใหม่ คิดใหม่ ๆ โดยไม่ได้คิดว่า ภูมิหลังของประเทศเกิดมาได้อย่างไร สิ่งส าคัญคือ บรรดา คนที่มีความรู้ปลูกฝังความคิดและความรู้ผิด ๆ เกี่ยวกับสถาบันผ่านการเรียนการสอนในสถาบัน การศึกษาให้เด็กและเยาวชน เมื่อเด็กคิดผิด ไม่ให้ความเคารพย าเกรงสถาบัน แล้วก็ไม่มีความเคารพ ผู้หลักผู้ใหญ่ ก็จะแสดงออก น าเสนอความเห็น พูดจาใช้ถ้อยค าผิดกฎหมาย ก็จะโดนด าเนินคดี และถูกจ าคุก ซึ่งเกิดจากผู้ใหญ่ที่ไม่ได้ให้ความรู้กับเด็กเยาวชน จึงไม่สามารถแยกแยะได้ ดังนั้น ต้องมีหลักสูตรการศึกษา ท าเป็นต ารา โดยเอาผลงานพระราชกรณียกิจของ พระมหากษัตริย์หลาย ๆ พระองค์ที่ได้สร้างชาติ สร้างประเทศ คุณงามความดีอะไรไว้ให้ลูกหลาน ในปัจจุบัน แล้วก็จะให้ประโยชน์กับคนในอนาคตด้วย ดังเช่น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ทรงให้ความรู้เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง เป็นคุณประโยชน์คุณงามความดีของพระองค์ท่านที่เป็นห่วง เป็นใยราษฎรว่าประชาชนจะใช้ชีวิตอย่างพอเพียงก็สามารถใช้ชีวิตด ารงอยู่ได้ ไม่ต้องร่ ารวย เป็นมหาเศรษฐี พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ทรงแนะน าเรื่องการท ามาหากิน สิ่งที่จะท าให้เจริญรุ่งเรืองได้ คือท าเรื่องที่ตัวเองถนัด การที่มีความขยัน ซื่อสัตย์สุจริต แล้วก็ท ามาหากินในสิ่งที่เราถนัด ก็จะท าให้ ชีวิตและครอบครัวมีรายได้อย่างมีศักดิ์ศรี ประเทศจะเจริญก้าวหน้าได้ ๗๓ การส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขต้องมีการปลูกฝัง อุดมการณ์รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ การสร้างความสามัคคีปรองดองและให้ความรู้ว่าสถาบัน พระมหากษัตริย์มีความส าคัญและผูกพันกับสังคมไทยตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน โดยการปรับปรุง เอกสารต าราเรียนเพื่อให้มีการเรียนรู้เข้าใจ และเห็นความส าคัญของประวัติศาสตร์ชาติไทยซึ่งถือเป็น หัวใจส าคัญของการส่งเสริม รวมถึงเรื่องความกตัญญูที่ต้องมีการตอบแทนบุญคุณของแผ่นดิน ด้วยการประพฤติปฏิบัติตนเป็นคนดี มุ่งกระท าแต่ความดี ดังค ากล่าวที่ว่า “อยู่อย่างจงรัก ตายอย่าง ภักดี” ฉะนั้น เมื่อปวงชนชาวไทยมีความเชื่อ ความรัก และความศรัทธาในสถาบันหลักของชาติแล้ว ๗๑ ก าพล เลิศเกียรติด ารงค์. (๒๕๖๕). การสัมมนา เรื่อง “การสร้างเสริมความรู้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขใน สถานศึกษา” จัดขึ้น ณ รัฐสภา วันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๖๕. ๗๒ เสรี สุวรรณภานนท์. (๒๕๖๕ก). ๗๓ เสรี สุวรรณภานนท์. (๒๕๖๕ข). การสัมมนา เรื่อง “แนวทางส่งเสริมการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในสังคมไทย” จัดขึ้น ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ จังหวัดฉะเชิงเทรา วันที่ ๑ กันยายน ๒๕๖๕.


๗๒ หากต่อมามีองค์ความรู้ที่ผิดเพี้ยนหรือไม่ถูกต้องปรากฎขึ้นในสังคมไทย องค์ความรู้เหล่านั้นย่อมไม่อาจ ท าให้ความรับรู้และความเข้าใจของประชาชนคนไทยเปลี่ยนแปลงไปได้๗๔ เรื่องประชาธิปไตยนี้ได้ท ามาเมื่อประมาณ ๑๐ ปีตั้งแต่พื้นฐานของเด็ก ให้นักเรียน ได้ปกครองกันเอง มีรัฐมนตรีนักเรียน มีสมาชิกวุฒิสภานักเรียน มีกระทรวง ๒๐ กระทรวงในโรงเรียน ในโรงเรียนมีการเลือกตั้ง จะสอนไม่ให้แตกแยก และร่วมกันท างานในโรงเรียนจนเป็นที่รู้จักกัน การทดลองนี้ด าเนินการในระดับประถมศึกษา จัดให้มีกลุ่มนักเรียน ๕ กลุ่ม ดูแลหมู่บ้านกันเองเป็นกลุ่ม กลุ่มละ ๕ - ๗ คน และโรงเรียนติดตามผล วันนี้ท าถูกทางแล้วในการสร้างชาติสร้างบ้านเมือง ถ้าได้ วางพื้นฐานตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาอย่างเป็นระบบตามแนวทางของสมาชิกวุฒิสภาที่มีการให้ความรู้ ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และมีการพัฒนาให้เป็นเครือข่ายเดียวกัน โดยให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการปกครองตั้งแต่ระดับโรงเรียน และควรรับฟังเด็กว่าเขาคิดอย่างไร โดยเฉพาะเด็กปัจจุบัน ในระดับชั้นประถมศึกษา เรียนรู้ Social ท า YouTube ต่าง ๆ ได้ดังนั้น ควรเน้นตั้งแต่ระดับพื้นฐานในการสร้างเด็ก สร้างคน สร้างชาติ๗๕ ส าหรับการส่งเสริมการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้น สิ่งส าคัญ คือ เราจะต้องเข้าใจก่อนว่า “เป้าหมายของชีวิตคืออะไร” เช่น การอยู่ดี กินดี มีความสุข เมื่อเรามีเป้าหมายในชีวิตแล้วจะส่งผลให้เราสามารถด าเนินชีวิตตามบทบาทและหน้าที่ของตนได้ อย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับการบรรลุเป้าหมายนั้น โดยเริ่มตั้งแต่ในช่วงวัยเรียนที่มีเป้าหมาย คือ การเรียนรู้และส าเร็จการศึกษา ฉะนั้น เราจะต้องปฏิบัติตนตามบทบาทและหน้าที่ โดยการตั้งใจศึกษา หาความรู้เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้ภายในครอบครัวที่มีพ่อแม่เป็นผู้สอน การเรียน ในระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษา และระดับอุดมศึกษาที่มีครูและอาจารย์เป็นผู้สอน จนเรา เติบโตไปเป็นผู้ใหญ่เข้าสู่ช่วงวัยท างานต่อไป ปัจจัยส าคัญที่จะท าให้เป้าหมายในชีวิตส าเร็จได้ คือ การเมืองการปกครอง เพราะประเทศชาติ จะต้องมีการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงภายใน หากมีปัญหาบ้านเมืองไม่สงบเรียบร้อย เราจะท ามาหากินได้อย่างไร ต้องให้ความส าคัญกับ ๓ สถาบันหลักของประเทศไทย และการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และจะต้องให้ความเข้าใจหลัก ความเสมอภาค สิทธิ เสรีภาพ หน้าที่ และหลักนิติธรรม โดยมีกฎกติกาของสังคมเป็นตัวเชื่อม เพื่อให้ ประชาชนมีเหตุผล มีส่วนร่วมทางการเมือง มีโอกาสทางการศึกษาหรือการเลือกประกอบอาชีพ ภายใต้ หลักความเสมอภาคเท่าเทียมกัน แต่จะแตกต่างกันในเรื่องวินัย การด ารงชีวิตหรือเรื่องความขยัน ของแต่ละบุคคล ส่วนเรื่องสิทธิ เสรีภาพ หน้าที่จะต้องเชื่อมโยงกับการเคารพสิทธิของคนอื่น การส่งเสริมและให้ความรู้ในเรื่องดังกล่าวจ าเป็นจะต้องมีผู้ท าหน้าที่สอน คือ ในระดับครอบครัว พ่อแม่ต้องท าหน้าที่สอน หากไม่มีเวลาเพราะมีความจ าเป็นต้องไปท างาน อาจมีการเรียนรู้จากคน ในสังคมหรือชุมชนเป็นผู้สอนเด็ก ส่วนในโรงเรียนแม้ว่าจะมีการเรียนการสอนตามหลักสูตร แต่เด็ก ยังไม่รู้คุณค่า ท าให้ขาดความสนใจ เพราะคิดว่าต้องการแค่เรียนเพื่อให้จบการศึกษา และเห็นว่า เรื่องคุณธรรมจริยธรรมไม่ก่อให้เกิดประโยชน์กับตนเอง ครอบครัวหรือสังคม ส่งผลให้เกิดปัญหาที่เด็ก ๗๔ อัคราดร ปัญญาเพ็ญ. (๒๕๖๕). การสัมมนา เรื่อง “การสร้างเสริมความรู้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในสถานศึกษา”. จัดขึ้น ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ จังหวัดฉะเชิงเทรา วันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๖๕. ๗๕ ปรีชา เมืองพรหม. (๒๕๖๕). รายงานการประชุมคณะอนุกรรมาธิการด้านวิชาการและเสริมสร้างการให้ความรู้ระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา ครั้งที่ ๘/๒๕๖๕. วันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๖๕.


๗๓ มีบุคลิกมากกว่า ๒ บุคลิกและมีการแสดงพฤติกรรมที่แตกต่างออกไปตามสถานการณ์ กล่าวคือ เมื่อเด็ก อยู่ในโรงเรียนจะเป็นเด็กดี แต่เด็กจะมีอีกบุคลิกหนึ่งในเวลาที่อยู่กับเพื่อนหรือครอบครัว ๗๖ ส าหรับการส่งเสริมการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในสถานศึกษานั้น การศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นการศึกษาที่ทุกคนคาดหวัง ต้องการเห็นต้นทุนมนุษย์ ที่มีฐานเริ่มต้นที่ถูกต้องดีงามไปสู่การต่อยอดเป็นคนที่มีอาชีพ มีงานท า และเป็นพลเมืองที่ดี ของประเทศชาติ เสาหลักที่ค้ าประเทศเรามาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เป็น ๓ เสาหลัก แต่วันนี้อะไรคือ สาเหตุที่ท าให้เกิดปัญหา เพราะมีกลุ่มคนที่สร้างต้นทุนการคิดผิด เป้าหมายเพื่ออะไร ครอบครัวคือ หน่วยการศึกษาที่ดีที่สุด หากพ่อแม่ไม่เป็นครูสอนลูก ไม่ได้เป็นต้นแบบ ที่ดีของลูก ไม่มีทางที่ลูกจะไปเรียนรู้ที่โรงเรียน จากโรงเรียนเขาจะมีสังคม มีคนในชุมชน มีสื่อโซเชียล ต่าง ๆ สื่อที่ออกมาเป็นภาพยนตร์ ละครสั้น ต้องสร้างทัศนคติที่ถูกต้องให้คนคิดถูกแล้วตรงกัน หลักสูตร เราก็บรรจุในวิชาต่าง ๆ เอาไว้ให้เด็กเรียน ไม่ใช่เด็กไม่มีความรู้ แต่เด็กไม่ได้เอาความรู้ไปปฏิบัติ ให้เกิดเป็นสถานการณ์จริง การปฏิบัติมีคุณค่ามากกว่าการจ า ถ้าจะให้เด็กคนหนึ่งเติบโตขึ้นมาเป็น ทุนมนุษย์ที่ดี คนในสังคมที่เป็นผู้ใหญ่ต้องพร้อมที่จะเป็นครูและเป็นต้นแบบที่ดีกับเขา ตรงนี้เป็น เรื่องใหญ่และส าคัญ ในโรงเรียนมีกิจกรรม มีสภานักเรียนมาจากการเลือกตั้ง มีการก าหนดข้อบังคับ มีกติกาในการบริหารเวลาออกมาสู่สังคม วิธีปฏิบัติที่ชุมชน เขาก็เห็นสิ่งที่หลายคนกระท า แม้แต่ค าว่า ท าดีก็ไม่เห็นได้ดี ท าไม่ดีแต่ก็เห็นได้ดีมีหลายคน ดังนั้น ทุกภาคส่วนต้องท าให้เด็กทั้งหลายเขาคิดได้ถูก และเห็นถูกเห็นชอบในความเป็นมาของบ้านเมืองและสังคมปัจจุบัน โดยเฉพาะเรื่องสิทธิและหน้าที่ ซึ่งส่วนมากเรียกร้องสิทธิ แต่ไม่ปฏิบัติหน้าที่ให้ดีที่สุด มองคนอื่นเป็นปัญหามากกว่าว่าตนเองเป็นปัญหา จะมีมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเขาคิดถูกคิดดีแล้ว ถ้าเขามีจิตอาสาที่พร้อมจะไปต่อยอด เขายิ่งจะขยาย ต้นพันธุ์สิ่งความดีนี้ไปยังคนอื่นได้ดีขึ้น ถ้าทุกคนท าหน้าที่ตรงนี้ ทุกคนท าภารกิจนี้ ประเทศไทยเรา ไม่มีประเทศไหนที่จะดีเกินกว่าประเทศไทยแล้ว ๗๗ และอีกประการที่เป็นหัวใจหลักส าคัญที่นิสิต นักศึกษายังขาดความเข้าใจ คือ หลักของหน้าที่พลเมือง ควรใช้ธรรมะเป็นอ านาจ อย่าไปใช้อ านาจเป็น ธรรมะ ซึ่งขณะที่เราท างานมักใช้อ านาจน าหน้าที่ การให้ความรู้ในครอบครัวจึงเป็นสิ่งส าคัญก่อนที่จะเข้า สู่สถาบันการศึกษาระดับประถม มัธยม อุดมศึกษา โดยเฉพาะการสร้างระเบียบวินัยต้องมาก่อน จึงจะเกิดความเข้มแข็งได้ รวมไปถึงการสร้างสมดุลระหว่างเสรีภาพกับวินัยต้องไปด้วยกันและท าเป็น ระบบตั้งแต่ระดับต้นน้ า กลางน้ า และปลายน้ า และหากต้นน้ าคือ ครอบครัวมีความคิดไม่ถูกต้อง ก็ต้อง มีกระบวนการขัดเกลาทางสังคมที่โรงเรียนและอุดมศึกษาต่อเนื่องไป ๗๘ นอกจากนี้ยังมีจุดรอยต่อที่ส าคัญ คือ การสร้างภูมิคุ้มกันของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ ๔ ถึงมัธยมศึกษาปีที่ ๖ ควรต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้เขาในเรื่องประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข ก่อนที่จะเข้าสู่ระดับมหาวิทยาลัย เนื่องจากในช่วงนั้น นักเรียนจะติวหนังสือเพื่อเข้า มหาวิทยาลัย ท าให้ขาดการสอดแทรกเรื่องของความภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ จึงท าให้รุ่นพี่ หรืออาจารย์ในมหาวิทยาลัยชักน าไปในทางที่ผิด ดังนั้น สพฐ. และอุดมศึกษาจะต้องร่วมมือในการสร้าง ภูมิคุ้มกันให้เด็กตั้งแต่มัธยมจนถึงอุดมศึกษา ๗๙ ๗๖ ไมตรี ไตรติลานันท์. (๒๕๖๕). การสัมมนา เรื่อง “การสร้างเสริมความรู้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในสถานศึกษา”. จัดขึ้น ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ จังหวัดฉะเชิงเทรา วันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๖๕. ๗๗ อัมพร พินะเสา. (๒๕๖๕). ๗๘ สัมพันธ์ ฤทธิเดช. (๒๕๖๕). ๗๙ ข้อมูลจากการสัมมนา เรื่อง “การสร้างเสริมความรู้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในสถานศึกษา” จัดขึ้น ณ รัฐสภา เมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๖๕.


๗๔ นักประชาธิปไตยในประเทศไทยไม่รู้จักว่า อารยธรรมการปกครองธรรมาธิปไตยที่มี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของไทย ๘๐๐ ปีที่ผ่านมามีสาระส าคัญอย่างไร ข้อมูลความรู้ที่ถูกถม เข้ามาในประเทศไทยมาจากโลกตะวันตก เรามองไม่เห็นโลกทั้งโลก ประชาธิปไตยมีหลายแบบ หลายอย่างแตกต่างกัน เริ่มตั้งแต่ประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมกับประชาธิปไตยสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ประเทศไทยเราเลือกอยู่ในเสรีประชาธิปไตย แต่เราก็ต้องรักษาบูรณภาพ เอกราช ผลประโยชน์ของชาติ และสันติสุขของประชาชนของเรา ซึ่งเสรีประชาธิปไตยมีหลายอย่างแตกต่างกัน เสรีประชาธิปไตย แบบระบบประธานาธิบดี เสรีประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา และยังมีเสรีประชาธิปไตยที่มี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แม้ประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขก็แตกต่าง หลากหลาย ในสหราชอาณาจักรมีกษัตริย์เป็นประมุข ใช้ระบบรัฐสภา แต่ก็มีรูปแบบอื่นอีกในหลาย ประเทศ ในประเทศบรูไน กัมพูชา ญี่ปุ่น แม้แต่ในซาอุดิอาระเบีย เหตุที่มีระบอบการปกครองมากมาย หลากหลาย เพราะทรัพยากรของแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน ท าเลที่ตั้ง ประวัติศาสตร์ อารยธรรม ระบบเศรษฐกิจ ระบบการศึกษา ระบบวิถีชีวิตของประชาชน ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขของไทย ไม่มีประเทศไหนเหมือนและไม่จ าเป็นต้องเหมือนกับประเทศอื่น ๘๐ ประชาชน ลืมนึกถึงศูนย์รวมจิตใจของคนในชาติไทย ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็น ๓ สถาบันหลัก ถือเป็น จิตวิญญาณของประเทศไทยที่ประเทศอื่นไม่มี ประเทศอื่นเขามี ๓ หลัก คือ เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ และก็ ประชาธิปไตยของประชาชน เพื่อประชาชน โดยประชาชน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ หรืออัตลักษณ์พิเศษของแต่ละประเทศ ๘๑ หลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่ว่าต้องเป็น การปกครองโดยธรรม ถือธรรมะเป็นอ านาจ ความถูกต้องเป็นธรรมในแต่ละสถานการณ์ และเราเรียกชื่อ การปกครองของเราอีกแบบหนึ่งว่าเป็นการปกครองตามหลักธรรมาภิบาล ซึ่งเป็นแกนแก่นใหญ่ของ ประชาธิปไตยแบบของไทย พระราชาในระบอบการปกครองของเรา คือ คนที่ท าให้ประชาชนชื่นใจ ท าให้ประเทศชาติไทยสมัครสมานสามัคคี มั่นคง อยู่เย็นเป็นสุข พัฒนาก้าวหน้าไปได้ตามอัตภาพ ไม่สุ่มเสี่ยง แต่เคลื่อนตัวไปด้วยปัญญา มีภูมิคุ้มกัน มีเหตุมีผล ปลอดภัย แต่ไม่เคยหยุดนิ่งอยู่กับที่ ๘๒ ดังเช่นในอดีตยุคการล่าอาณานิคมของชาติตะวันตก อังกฤษขยายอ านาจมาจากอินเดีย เมียนมาร์ ส่วนฝรั่งเศสขยายอ านาจมาจากเวียดนาม ลาว กัมพูชา มุ่งเป้าที่จะแบ่งครอบครองดินแดนของประเทศ ไทยโดยใช้แม่น้ าเจ้าพระยาเป็นเส้นแบ่งเขต และที่ประเทศไทยรอดจากการตกเป็นอาณานิคมมาได้ด้วย พระอัจฉริยะภาพของพระมหากษัตริย์ไทยตั้งแต่รัชกาลที่ ๓ รัชกาลที่ ๔ และรัชกาลที่ ๕ โดยเฉพาะ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยมหาราช พระองค์เสด็จประพาสยุโรป แล้วก็พยายาม สร้างสมก าลังกองทัพไว้ป้องกันประเทศล่วงหน้า เหตุการณ์ ร.ศ. ๑๑๒ เด็กรุ่นใหม่นี้ไม่มีโอกาสได้เรียนรู้เพราะไม่ได้มีการสอนในโรงเรียน ตอนนั้นไทยเราวางก าลังป้องกันประเทศอยู่ที่พระประแดง สมุทรปราการ มีป้อมพระจุล จะสกัดกั้น เรือรบของต่างชาติ ฝรั่งเศสน าเรือบุกมา เรือของไทยสกัดไม่อยู่ ฝรั่งเศสเรียกค่าปฏิกรณ์สงคราม ในหลวงรัชกาลที่ ๕ พระราชทานทรัพย์เพื่อจ่ายเป็นค่าปฏิกรณ์สงครามให้กับฝรั่งเศสภายในก าหนดเวลา ๘๐ จรัญ ภักดีธนาคุณ. (๒๕๖๕ก). การสัมมนา เรื่อง “การสร้างเสริมความรู้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขใน สถานศึกษา” จัดขึ้น ณ รัฐสภา วันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๖๕. ๘๑ จรัญ ภักดีธนาคุณ. (๒๕๖๕ข). การสัมมนา เรื่อง “แนวทางส่งเสริมการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในสังคมไทย” จัดขึ้น ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ จังหวัดฉะเชิงเทรา วันที่ ๑ กันยายน ๒๕๖๕. ๘๒ จรัญ ภักดีธนาคุณ. (๒๕๖๕ก).


Click to View FlipBook Version