๗๕ แต่ยังไม่พอต้องไปเอาเงินถุงแดงที่ในหลวงรัชกาลที่ ๓ เก็บสะสมมาจากการค้าส าเภากับประเทศจีน เป็นพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์มาจ่ายเพิ่ม การที่เด็กสมัยนี้ไม่รู้เรื่องเหล่านี้ จึงไปชื่นชมฝรั่งเศส ที่มีการปฏิวัติฝรั่งเศส โค่นล้มสถาบันพระมหากษัตริย์ สมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๖ ซึ่งการที่ประเทศไทยเรา รอดจากกรงเล็บจักรวรรดินิยมตะวันตกมาได้ด้วยพระอัจฉริยภาพของพระมหากษัตริย์ไทย จึงขอให้ ผู้ใหญ่ได้ให้ความรู้แก่เด็ก เยาวชน รวมถึงประชาชนได้เรียนรู้เหตุการณ์บ้านเมือง การเสียสละชีวิตเลือด เนื้อ ดูแลรักษาประเทศให้อยู่รอดปลอดภัยจากมหันตภัยในโลก ไทยมีระบอบการปกครองเฉพาะ มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนทั้งชาติ ทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภกทุกศาสนา ในแผ่นดินนี้ ทรงแบกรับประเทศชาติไว้บนพระเศียร ทรงงานอย่างหนักเพื่อให้ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุข เพื่อประโยชน์สุขของมหาชนชาวสยาม ๘๓ การเดินหน้าสร้างประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทั้งฝ่ายรัฐบาลและรัฐสภา ต้องช่วยกันสร้างตัวคูณ การส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนเติบโตขึ้นมารับภารกิจดูแลบ้านเมือง ต้องสร้างทั้ง เนื้อหาสาระ (Content) ทั้งเครื่องมือและสื่อต่าง ๆ ให้หลากหลายเข้าไปสู่คนแต่ละวัย แต่ละระดับ แต่ละพื้นที่ โดยต้องลงทุน ถ้าไม่ลงทุนจะไม่สามารถสร้าง ๓ สิ่งนี้เข้ามาร่วมกันได้ เราจะสร้างสื่อให้เข้าถึง เด็กและเด็กเข้าถึงได้ด้วยคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ ควรเริ่มต้นตั้งแต่ชั้นอนุบาล ประถมศึกษา ค่อย ๆ ไล่ ระดับความยากขึ้น ระบบการศึกษ าของสากลพิสูจน์แล้วว่าสื่ อที่ได้ผล คือ การเล่นเกมส์ ของเล่นต่าง ๆ ของเด็ก นิทาน การ์ตูน เพลง และน าเนื้อหาสาระ (Content) ที่ต้องการใส่เข้าไป เช่น เรื่องศาสตร์พระราชา รวมถึงความรู้เกี่ยวกับกฎหมาย อย่างน้อยต้องรู้ว่าถ้าท าอย่างนั้นผิดกฎหมาย จะได้รับการลงโทษ และอีกหลายเรื่องสอนได้ตั้งแต่เด็ก ๆ นอกจากนี้การจัดท าสื่อการเรียนการสอน ควรเหมาะสมกับเด็กแต่ละรุ่น มีการปรับปรุงให้เข้ากับยุคสมัย เช่น เด็กอายุ ๑ - ๓ ขวบ ต้องท าเนื้อหา สาระ (Content) นิทาน ซึ่งกิจกรรมในการสัมมนานี้ กลุ่มนักเรียน นักศึกษาได้ใช้ความสามารถพิเศษ ท าเพลงแร็พที่เป็นคุณประโยชน์ต่อสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ช่วยเหลือให้เด็กไทยรุ่นใหม่ มีภูมิคุ้มกัน รู้จักโลก รู้จักชีวิต ไม่ผิดพลาด แล้วพร้อมจะพาประเทศก้าวหน้าต่อไปได้ ๘๔ ๘๓ จรัญ ภักดีธนาคุณ. (๒๕๖๕ข). ๘๔ จรัญ ภักดีธนาคุณ. (๒๕๖๕ก).
๗๗ บทที่ ๕ สรุปผลและข้อเสนอแนะ การพิจารณาศึกษาเรื่อง แนวทางการส่งเสริมการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขภายใต้บริบทการศึกษาของไทย คณะท างานพิจารณาศึกษาฯ ได้ใช้วิธีศึกษาแบบผสมทั้งการศึกษาเชิงปริมาณและการศึกษาเชิงคุณภาพ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา ระดับความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามการรับรู้ของ ประชาชน และวิเคราะห์กลไกการให้ความรู้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในระบบการศึกษาของไทย โดยสาระส าคัญของการศึกษามุ่งเป้าเพื่อน าเสนอมาตรการส่งเสริม การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขภายใต้บริบทการศึกษาของไทย ผลการพิจารณาศึกษาสรุปได้ดังนี้ ๕.๑ สรุปผลกำรศึกษำ ๕.๑.๑ ผลการศึกษาระดับความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุขตามการรับรู้ของประชาชน สรุปได้ดังนี้ กลุ่มผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง จ านวน ๕๙๖ คน คิดเป็นร้อยละ ๕๖.๒ เป็นเพศชาย จ านวน ๔๖๕ คน คิดเป็นร้อยละ ๔๓.๘ และมีสถานภาพการท างานส่วนใหญ่เป็นนักศึกษา จ านวน ๓๕๗ คน คิดเป็นร้อยละ ๓๓.๖ รองลงมาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย จ านวน ๑๘๖ คน คิดเป็น ร้อยละ ๑๗.๖ และน้อยที่สุดเท่ากันสองอาชีพ ได้แก่ เกษตรกร และพนักงานรัฐวิสาหกิจ จ านวน ๑๙ คน คิดเป็นร้อยละ ๑.๘ ส่วนระดับการศึกษา พบว่า ส่วนใหญ่มีการศึกษาระดับปริญญาตรี จ านวน ๕๖๕ คน คิดเป็นร้อยละ ๕๓.๓ รองลงมาคือ ระดับสูงกว่าปริญญาตรี จ านวน ๒๘๐ คน คิดเป็นร้อยละ ๒๖.๔ และน้อยที่สุดคือ ระดับต่ ากว่าปริญญาตรี จ านวน ๒๑๖ คน คิดเป็นร้อยละ ๒๐.๔ ผลการวิเคราะห์ระดับความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุขตามการรับรู้ของประชาชน ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านที่มี ค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการเคารพกติกาในระบอบประชาธิปไตย รองลงมา คือ ด้านพฤติกรรมการมี ส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตย ด้านความเชื่อในระบอบประชาธิปไตย และด้านการรับรู้ข่าวสารทาง การเมือง ตามล าดับ โดยมีรายละเอียดแต่ละด้านดังนี้ อันดับหนึ่ง ด้านการเคารพกติกาในระบอบประชาธิปไตย พบว่า ในภาพรวมอยู่ใน ระดับมาก เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่า ข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ท่านเชื่อว่าบุคคลไม่ว่าจะมีฐานะ แตกต่างกันอย่างไรทุกคนย่อมมีศักดิ์ศรีและสถานะเท่าเทียมกัน รองลงมาได้แก่ ไม่ว่าผู้ใดกระท าผิด กฎหมายผู้นั้นต้องได้รับการลงโทษตามกฎหมายอย่างเสมอภาคกัน ส่วนข้อที่มีค่าเฉลี่ยต่ าสุด คือ ท่านยอมรับและปฏิบัติตามมติของคนส่วนใหญ่หรือเสียงข้างมากในสังคมแม้ว่าจะไม่เห็นด้วยก็ตาม อันดับสอง ด้านพฤติกรรมการมีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตย พบว่า ในภาพรวมอยู่ ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่า ข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ท่านเชื่อว่าการแก้ปัญหาในสังคมที่ดี ควรเริ่มจากตัวท่านเอง โดยการไม่เป็นฝ่ายเริ่มก่อปัญหาที่ไม่ดีที่ขัดต่อกฎหมาย รองลงมา คือ ท่านไป ใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ส.ส. และหรือ สว. ทุกครั้งที่จัดให้มีการเลือกตั้ง ส่วนข้อที่มีค่าเฉลี่ยต่ าสุด คือ ท่านจะ เข้าร่วมแสดงความคิดเห็น เพื่อแก้ไขปัญหาของสถานศึกษาของตนเองหรือหมู่บ้านของตนเองหรือ ในชุมชนอยู่เสมอ
๗๘ อันดับสาม ด้านการรับรู้ข้อมูลข่าวสารทางการเมือง พบว่า ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่า ข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ท่านให้ความสนใจข่าวสารทางด้านการเมือง ในทุกระดับอยู่เสมอ รองลงมาเท่ากันสองข้อ คือ ท่านได้สนทนาเกี่ยวกับข่าวสารทางการเมืองกับบุคคล ในครอบครัวอยู่เสมอ และ ท่านได้สนทนาข่าวสารทางการเมืองกับเพื่อน ๆ เป็นประจ า ส่วนข้อที่มี ค่าเฉลี่ยต่ าสุด คือ ท่านมักแสดงความคิดเห็นในทางการเมืองผ่านช่องทางต่าง ๆ หรือผ่านโซเชียล เน็ตเวิร์คอยู่เสมอ อันดับสุดท้าย ด้านการรับรู้ข้อมูลข่าวสารทางการเมือง พบว่า ในภาพรวมอยู่ใน ระดับมาก เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่า ข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ท่านเชื่อว่าประชาชนต้องมีสิทธิต่อต้าน และตรวจสอบการคอร์รัปชันของข้าราชการและนักการเมือง รองลงมาคือ ท่านปฏิบัติต่อบุคคลอื่น อย่างเท่าเทียมกันโดยไม่ขึ้นกับฐานะทางเศรษฐกิจและสังคม ส่วนข้อที่มีค่าเฉลี่ยต่ าสุด คือ ท่านเชื่อว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเป็นรัฐธรรมนูญที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้น เข้าใจ การเมืองมากขึ้น นอกจากนี้ ข้อค้นพบที่ได้จากการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการสนทนากลุ่มย่อย ของผู้บริหารสถานศึกษา สรุปโดยย่อได้ว่า เยาวชนรุ่นใหม่ในระดับมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่มีทัศนคติที่ดี และเข้าใจบทบาทของการเป็นพลเมืองในรูปแบบการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข รู้จักแยกแยะสิ่งที่ถูกที่ผิด เชื่อมั่นในการปกครองและสถาบัน รวมถึงให้ความส าคัญ กับการมีส่วนร่วมในกิจกรรมของมหาวิทยาลัยที่แสดงถึงความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา และพระมหา กษัตริย์ด้วยความสมัครใจ ตลอดจนมีส านึกและเคารพในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข และยังพบมูลเหตุและปัจจัยส าคัญที่ส่งผลท าให้เยาวชนรุ่นใหม่ในสถานศึกษาบางส่วน มีทัศนคติและความคิดเห็นต่างเกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข ประกอบด้วย (๑) การเสพข่าวสารที่ไม่ใช่ข้อเท็จจริงจากสื่อสังคมออนไลน์ที่เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับ สถานการณ์การเมืองการปกครองและสถาบันพระมหากษัตริย์ที่บิดเบือนความเป็นจริงหรือเป็น ข้อมูลเพียงด้านเดียวของผู้ส่งสาร อาจท าให้เยาวชนที่ขาดการวิเคราะห์พิจารณาถึงหลักความจริงเกิด ความเข้าใจคลาดเคลื่อน จึงท าให้เกิดความเห็นต่าง (๒) การอบรมกล่อมเกลาในระดับครอบครัว กลุ่มสังคมใกล้ชิด สภาพแวดล้อมของ สถานศึกษา สภาพแวดล้อมทางสังคม มีส่วนต่อการหล่อหลอมความเชื่อและทัศนคติเกี่ยวกับการเมือง และระบอบการปกครองที่แตกต่างกัน (๓) การเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองของนักศึกษา การปลุกเร้าของการเมืองระดับ ท้องถิ่นและระดับประเทศ รวมถึงกระแสนิยมเพื่อให้ได้รับการยอมรับจากกลุ่มคนในสังคมเดียวกัน เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อทัศนคติความเห็นต่างของเยาวชนได้ (๔) กระบวนการส่งเสริมการสอนของผู้สอนในทุก ๆ รายวิชาและกิจกรรมการเรียนรู้ ในด้านต่าง ๆ ทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน ตลอดจนกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ทั้งครู อาจารย์ นักเรียน นักศึกษา บุคลากรสายสนับสนุน ล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อทัศนคติของเยาวชน ในสถานศึกษาได้
๗๙ ๕.๑.๒ ผลการศึกษาและวิเคราะห์กลไกการให้ความรู้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขในระบบการศึกษาของไทย สรุปได้ดังนี้ กลไกการให้ความรู้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในระบบ การศึกษาของไทย ผลการศึกษาแสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการของการส่งเสริมการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในระบบการศึกษาไทยที่มีมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน รวมถึงจุดเปลี่ยนส าคัญที่มีผลต่อนโยบายการศึกษาของไทย ในปี ๒๕๕๗ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ประกาศนโยบายการส่งเสริม เด็กและเยาวชนของชาติให้มีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องประวัติศาสตร์ความเป็นไทย รักชาติ ศาสนา และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ และเป็นพลเมืองที่ดีในระบอบประชาธิปไตย มีความปรองดอง สมานฉันท์ เพื่อสันติสุขในสังคมไทย นโยบายนี้น ามาซึ่งการเปลี่ยนแปลงของระบบการศึกษาไทย ทุกระดับชั้น จะเห็นได้ว่ากระทรวงศึกษาธิการประกาศก าหนดให้สถานศึกษาทุกสังกัดเพิ่มวิชาหน้าที่ พลเมืองในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ทุกระดับชั้นและทุกช่วงชั้น ของการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตั้งแต่ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๕๗ เป็นต้นไป นับได้ว่าวิชานี้ถูกยกระดับ ความส าคัญ กลับมาอีกครั้ง และส านักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ซึ่งดูแลการศึกษา ตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงระดับมัธยมศึกษา ได้ก าหนดนโยบายที่มุ่งให้ความส าคัญในการพัฒนาคุณภาพ ผู้เรียน โดยนโยบายที่ ๒ พัฒนาคุณภาพผู้เรียน มีเป้าหมายเพื่อให้ผู้เรียนมีความรักในสถาบันหลัก ของชาติ ยึดมั่นการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีทัศนคติ ที่ถูกต้องต่อบ้านเมือง มีคุณธรรม จริยธรรม เป็นพลเมืองดีของชาติและเป็นพลเมืองดีของโลก การน า วิชาหน้าที่พลเมืองมาบรรจุในทุกระดับชั้นของการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งถือเป็นบันไดขั้นแรกของ การปลูกฝังความรู้ความเข้าใจ ความรักในสถาบันหลักของประเทศ คือ ชาติ ศาสนา และสถาบัน พระมหากษัตริย์ ให้กับเด็กและเยาวชนที่เปรียบเสมือนเมล็ดพันธุ์ที่จะเติบโตเป็นต้นกล้าและต้นไม้ใหญ่ ที่แข็งแรง พร้อมที่จะเป็นพลเมืองดีของชาติต่อไป ส าหรับนโยบายของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ในปัจจุบัน ได้น าเสนอคณะรัฐมนตรีให้ก าหนดการเสริมสร้างความเป็นพลเมืองคุณภาพและความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเป็นวาระ แห่งชาติและกระทรวงยังมีการก าหนดนโยบายต่อเนื่องร่วมกับส านักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดท าขับเคลื่อนนโยบายนี้ในแนวทางการจัดกิจกรรมในระดับอุดมศึกษาทั่วประเทศ รวมถึงการ สร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา กลุ่มมหาวิทยาลัย สมาคมการศึกษา ทั้งสถาบันของรัฐและเอกชน จัดการเรียนการสอนและกิจกรรมต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละ สถาบัน พร้อมกับจัดท าคู่มือการสอนรายวิชาทั่วไป วิชาพลเมืองคุณภาพ ควบคู่ไปกับการพัฒนาหลักสูตร และจัดฝึกอบรมด้านการเป็นวิทยากรให้อาจารย์และบุคลากรของสถาบันอุดมศึกษา ตลอดจนผลักดัน ให้นิสิต นักศึกษาในโครงการต่าง ๆ ร่วมรณรงค์เผยแพร่แก่ประชาชนในพื้นที่ระดับท้องถิ่นของตนเอง ทั่วประเทศ และติดตามประเมินผลนิสิต นักศึกษาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ยังเป็นอีกหนึ่ง หน่วยงานที่มีบทบาทส าคัญต่อการจัดการศึกษาในระดับท้องถิ่น โดยก าหนดในยุทธศาสตร์เสริมสร้าง การปกครองท้องถิ่นให้เข้มแข็งด้วยระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุขและปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และให้ความส าคัญกับการส่งเสริมและพัฒนาความพร้อม แก่เยาวชน ประชาชนในท้องถิ่นในการเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการประชาธิปไตยขององค์กรปกครอง
๘๐ ส่วนท้องถิ่น จึงมีการก าหนดแนวทางพัฒนาไว้อย่างครอบคลุมหลายมิติ ทั้งการศึกษาค้นคว้ารูปแบบ การพัฒนากระบวนการประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขส าหรับสถานศึกษา สร้างและ พัฒนาเกณฑ์มาตรฐานระบบการตรวจติดตาม ประเมินผล และการพัฒนาโรงเรียนประชาธิปไตย ในสังกัดขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สร้างหลักสูตรการเรียนรู้ประชาธิปไตยในโรงเรียน และปรับปรุง แนวทางการเรียนการสอนให้เอื้อต่อการพัฒนากระบวนการประชาธิปไตย เช่น สร้างบรรยากาศ การเรียนให้ทุกคนมีส่วนร่วม และเพิ่มการใช้สื่อในการเรียนการสอนเกี่ยวกับประชาธิปไตย รวมถึง การจัดท าโครงการเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ทั้งครู นักเรียน และโรงเรียน มีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนา ประชาธิปไตยเพื่อปลูกฝังความรักในถิ่นเกิดความมุ่งมั่นในการพัฒนาท้องถิ่น ตลอดจนก าหนดนโยบาย แนวทางการพัฒนาประชาธิปไตยให้แก่เยาวชน ทั้งในและนอกระบบการศึกษา พร้อมทั้งรื้อฟื้น กระตุ้น ส่งเสริมการจัดตั้งสภานักเรียนในทุกโรงเรียนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อีกทั้ง ยังส่งเสริม สถานศึกษาท้องถิ่นก าหนดหลักสูตรเกี่ยวกับประชาธิปไตยและกระบวนการในระบอบประชาธิปไตย ให้ชัดเจน โดยก าหนดเป็นวิชาเฉพาะเพื่อสร้างส านึก สร้างความรู้และความเข้าใจอย่างต่อเนื่อง ข้อค้นพบจากการพิจารณาศึกษายังได้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาในระดับนโยบายที่ยังขาด ความเป็นเอกภาพและความต่อเนื่องและระดับปฏิบัติที่เกิดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แม้ว่านโยบายนั้น จะถูกก าหนดไว้อย่างเป็นล าดับขั้นตอน แต่ยังคงเป็นเพียงนามธรรมที่ขาดการน าไปปฏิบัติให้ได้ ผลสัมฤทธิ์ตามจุดมุ่งหมายที่ต้องการ เด็ก เยาวชน นิสิต นักศึกษา และประชาชนวัยผู้ใหญ่ยังขาด ความเข้าใจอย่างถ่องแท้เกี่ยวกับค าว่าประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ผลลัพธ์ ที่ปรากฏคือความขัดแย้งมีมากขึ้น เด็กและเยาวชนซึ่งเป็นอนาคตของชาติถูกชักจูงไปเป็นเครื่องมือ ในทางการเมือง ดังนั้น กลไกในการสื่อสารให้เข้าถึงเด็กและเยาวชนเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจ มีทัศนคติที่ถูกต้อง และยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จึงเป็นประเด็นส าคัญที่ควรได้รับการส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง แนวปฏิบัติในการเสริมสร้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุขในสถานศึกษาที่คณะท างานพิจารณาศึกษาฯ ได้ท าการรวบรวมข้อมูล สรุปสาระส าคัญได้ดังนี้ กระทรวงศึกษาธิการในภาคปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และกติกาของหลักสูตรที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ คือ น าวิชาหน้าที่พลเมือง ศีลธรรม และประวัติศาสตร์รวมกลุ่มกันเรียกว่า วิชาสังคม วัฒนธรรม และประเพณี มุ่งเน้นไปที่สมรรถนะของผู้เรียน ให้ความส าคัญกับพฤติกรรมการแสดงออกซึ่งเป็น การสะท้อนความคิดของนักเรียน นอกจากการให้ความรู้แล้วยังต้องให้เด็กลงมือปฏิบัติเรียนรู้การอยู่ ร่วมกัน การใช้ชีวิตร่วมกัน และการแสดงความคิดเห็นต่าง ๆ ท้ายสุดแล้วต้องการให้เกิดคุณภาพ หรือเด็กดีด้วยวิธีการหลากหลายโดยปรับให้เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ที่เป็นฐานในการด าเนินงาน เช่น โรงเรียนที่จังหวัดนครนายกได้เริ่มให้นักเรียนเรียนมิติสังคมของชุมชนตนเอง ความเป็นมาของชุมชน ปัญหาและวิธีการแก้ไข หลังจากนั้นจึงเรียนปัญหาระดับจังหวัดและปัญหาระดับประเทศไล่ตามล าดับ หรืออีกหนึ่งตัวอย่างของโรงเรียนในจังหวัดฉะเชิงเทรา ใช้แนวทางการจัดการศึกษาเพื่อให้ผู้เรียน มีอัตลักษณ์ตามบริบทของพื้นที่ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) มุ่งเน้นให้ยึดมั่นใน ๓ สถาบันหลักของชาติสร้างคนดีแก่บ้านตนเอง ให้คนมีงานท ามีอาชีพ ปฏิบัติตน ตามบทบาทและหน้าที่เป็นพลเมืองที่ดีของชาติ
๘๑ ในส่วนของระดับอุดมศึกษา สถาบันอุดมศึกษา ๔ กลุ่มหลัก ประกอบด้วย กลุ่มมหาวิทยาลัย ดั้งเดิม กลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏ กลุ่มมหาวิทยาลัยราชมงคล และกลุ่มมหาวิทยาลัยเอกชน ได้น า แนวนโยบายไปสู่การปฏิบัติการจนเกิดผลเชิงประจักษ์ คือ การวางรากฐานการปฏิบัติให้ทุกสถาบัน มีหลักสูตรการเรียนการสอนที่ส่งเสริมการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข ได้แก่ (๑) จัดให้มีรายวิชาศึกษาทั่วไปที่มุ่งส่งเสริมการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยแต่ละมหาวิทยาลัยอาจเรียกชื่อแตกต่างกันไป เช่น วิชาความเป็น พลเมือง ศาสตร์พระราชาเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น และพลเมืองเข้มแข็ง เป็นต้น (๒) บูรณาการทุกหลักสูตรที่เปิดสอนในกลุ่มวิชาเลือกเรียน รายวิชาเสริม เช่น วิชากฎหมาย และความเป็นพลเมืองไทย การต่อต้านการทุจริต เป็นต้น โดยทุกมหาวิทยาลัยมีเป้าหมายด้านผลลัพธ์ ให้ผู้เรียนเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง มีความกล้าหาญทางจริยธรรม ยึดมั่นในความถูกต้อง รู้คุณค่า และรักความเป็นไทย สร้างสรรค์ พัฒนา เสริมสร้างสันติสุขอย่างยั่งยืน ทั้งในระดับครอบครัว ชุมชน สังคม และประชาคมโลก ดังตัวอย่างเช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นมหาวิทยาลัยที่ยึดมั่นในเรื่องของการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีกระบวนการให้ความรู้ผ่านรายวิชาศึกษา ทั่วไป เรียกว่า GenEd และยังมีกิจกรรมของมหาวิทยาลัยที่ส่งเสริมและสนับสนุนให้นิสิตทุกคน มีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เช่น การสอดแทรกเรื่องศาสตร์พระราชาของในหลวงรัชกาลที่ ๙ เข้ามาในกิจกรรมต่าง ๆ การปลูกป่า จิตอาสา และออกค่ายพัฒนาชุมชน เป็นต้น ในส่วนของกลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏทั้ง ๓๘ แห่ง ได้มีแนวนโยบายและแนวปฏิบัติที่สอดรับกับ การส่งเสริมการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในยุทธศาสตร์ ๒ ด้าน ได้แก่ ด้านการพัฒนาท้องถิ่น และด้านการยกระดับคุณภาพการศึกษา โดยก าหนดแนวทาง การด าเนินกิจกรรมใน ๒ ลักษณะคือ (๑) กิจกรรมการเรียนการสอนในหลักสูตร ได้มีโครงการน าร่องพัฒนาหลักสูตรพลเมืองเข้มแข็ง บูรณาการร่วมกับรายวิชาศึกษาทั่วไปในมหาวิทยาลัยราชภัฏ ๓๘ แห่ง รวมทั้งส่งเสริมสนับสนุนการจัด กิจกรรมในรูปแบบที่หลากหลายเพื่อพัฒนาเสริมสร้างคุณลักษณะพลเมืองคุณภาพ เช่น กิจกรรม ค่ายอาสาประชาธิปไตย จัดประกวดกิจกรรมสร้างสรรค์ส่งเสริมการเรียนรู้ประชาธิปไตย เป็นต้น (๒) กิจกรรมเสริมหลักสูตร เน้นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องและมีความส าคัญต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ อาทิ โครงการวิศวกรสังคม ช่วยหล่อหลอมแนวคิดและมุมมองที่ถูกต้องในการคิด วิเคราะห์อย่างมีเหตุผลให้กับนิสิต นักศึกษา กิจกรรมสร้างความเข้าใจในสถาบันพระมหากษัตริย์ เช่น วันพ่อแห่งชาติ วันแม่แห่งชาติ และวันราชภัฏสดุดี เป็นต้น และยังมีกิจกรรมเลือกตั้งผู้น านักศึกษา นายกองค์การนักศึกษา ประธานนักศึกษา ที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี ให้เยาวชนได้เรียนรู้สู่การปฏิบัติ ในการส่งเสริมความเป็นประชาธิปไตยผ่านธรรมนูญนักศึกษาที่ก าหนดแนวทางไว้อย่างชั ดเจนว่า การด าเนินกิจการนักศึกษาต้องไม่ขัดต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข และไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ตลอดจนจารีตประเพณี อันดีงามของไทย ตลอดจนโครงการด้านวิชาการ ส่งเสริมให้นักศึกษามีส่วนร่วมทางการเมือง แลกเปลี่ยน เรียนรู้ ติดตามข้อมูลข่าวสาร ให้ความร่วมมือกับรัฐเกี่ยวกับกิจกรรมทางการเมือง เช่น การใช้สิทธิ์ ออกเสียงเลือกตั้ง และการออกเสียงประชามติ เป็นต้น
๘๒ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมเสริมหลักสูตรที่ช่วยส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจ และทัศนคติที่ดี ต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ คือ การพัฒนาแหล่งการเรียนรู้ ในบางมหาวิทยาลัย ได้จัดท าหอเกียรติประวัติ หอนิทรรศการบุคคลส าคัญที่ควรแก่การยกย่องเชิดชู และน้อมส านึก ในพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์และบรรพบุรุษไทย ในรูปแบบการจัดแสดงในสถานที่ตั้ง ของมหาวิทยาลัย การเยี่ยมชมผ่านระบบออนไลน์ และรูปแบบเสมือนจริง เพื่อให้สอดรับกับยุคข้อมูล ข่าวสารที่ไร้พรมแดน นอกจากนี้ ในมหาวิทยาลัยหลายแห่งได้สร้างศูนย์การเรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจ พอเพียงเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนนักศึกษา อาจารย์ เจ้าหน้าที่ ประชาชนในท้องถิ่น และประชาชน ทั่วไปได้เข้ามาศึกษาและน้อมน าศาสตร์พระราชาไปเสริมสร้างความรู้ด้านอาชีพ พัฒนาศักยภาพ ของตนเองตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีแนวทางส่งเสริมการเรียนรู้ในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขผ่านกระบวนการเรียนรู้ระดับต่าง ๆ เช่น การเลือกตั้งประธาน นักเรียนและสมาชิกสภานักเรียนภายในโรงเรียน และเพิ่มเติมวิชาประวัติศาสตร์ชาติไทยในหลักสูตร การเรียนการสอน จัดกิจกรรมหลากหลายที่เอื้อต่อการพัฒนาประชาธิปไตย เพื่อสร้างแรงจูงใจ สร้าง จิตส านึกให้นักเรียน ครู มีส่วนร่วม เช่น ๑ ท้องถิ่น ๑ โรงเรียนประชาธิปไตย และยุวประชาธิปไตย เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อปลูกฝังให้นักเรียน นักศึกษามีความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และขยายผล ต่อไปในแต่ละครัวเรือนได้ แนวคิดและข้อเสนอแนะจากผู้ให้ข้อมูลส าคัญ สรุปได้ดังนี้ การศึกษามีส่วนส าคัญยิ่งที่ก่อให้เกิดการปลูกฝังให้เด็ก เยาวชน และประชาชนมีเจตคติ มีค่านิยม มีความรักใน ๓ สถาบันหลักของชาติ แต่ในปัจจุบัน ด้วยความเจริญตามยุคโลกาภิวัฒน์น ามา ซึ่งความเปลี่ยนแปลงทางสังคมในทุกด้าน รวมถึงด้านการศึกษาได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ท าให้การเรียนการสอนมุ่งเน้นเพื่อการแข่งขันเพียงอย่างเดียว โดยไม่น าไปสู่การสร้างความรู้ ความเข้าใจ และการฝึกฝนทักษะของพลเมืองและประชาชนในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุขที่ถูกต้อง ผลกระทบนี้จึงเชื่อมโยงไปถึงทัศนคติ การแสดงออกของเด็กและเยาวชนรุ่นใหม่ บางกลุ่มแสดงความคิดความเห็นต่างกับระบอบประชาธิปไตยของไทย ซึ่งไม่สอดคล้องกับบทบาทและ หน้าที่ของตนเองที่มีต่อสังคมส่วนรวมตามหลักพลเมืองที่ดี นับแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. ๒๔๗๕ จนถึงปัจจุบัน เป็นเวลา ๙๐ ปี อาจกล่าวได้ว่าประเทศไทยปกครองโดยระบอบราชาธิปไตย ในระบอบราชาธิปไตยนั้น อ านาจของ พระมหากษัตริย์ถูกจ ากัดด้วยรัฐธรรมนูญ พระองค์ทรงเป็นสัญลักษณ์ของประเทศ เป็นศูนย์รวม ความมั่นคง เป็นขวัญก าลังใจของประชาชน เป็นที่ปรึกษาของรัฐบาล ประเทศผ่านปัญหาต่าง ๆ มาได้ ด้วยพระบารมีของพระองค์ อีกทั้งทรงช่วยท าให้การท างานในระยะยาวเป็นจริงได้ เช่น การต่อสู้กับ ความยากจนต้องใช้เวลา โดยที่รัฐบาลของประเทศไทยน้อยครั้งที่จะอยู่ครบวาระ ๔ ปี การปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเป็นระบบที่ประเทศไทยสร้างขึ้นมา ถือเป็นนวัตกรรมของประเทศไทยที่คนไทยควรภูมิใจ และยังเป็นอัตลักษณ์อันโดดเด่นของประเทศไทย ซึ่งเป็นรากฐานที่มีความส าคัญต่อการหล่อหลอมวิถีชีวิต ประเพณี และวัฒนธรรมของชาติจากรุ่นสู่รุ่น แม้ในอดีตที่ผ่านมา บ้านเมืองประสบปัญหาสถานการณ์วิกฤตต่าง ๆ ไทยเรารอดมาได้ด้วยเพราะ เรามีสถาบันหลักเป็นศูนย์กลางยึดเหนี่ยวจิตใจคนในชาติ มีความรู้รัก สามัคคีและมีความเข้มแข็ง
๘๓ ดังนั้น การปลูกฝังและถ่ายทอดความเป็นแบบอย่างของพลเมืองที่มีวิถีชีวิตประชาธิปไตยให้กับ เด็กและเยาวชนจึงเป็นหน้าที่ของทุกคนที่เป็นผู้น าทางความคิด โดยสามารถท าได้หลากหลายวิธี หัวใจส าคัญของกลไกการส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจในการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข คือ การปรับปรุงเอกสารต าราเรียนให้มีการเรียนรู้ เข้าใจ และเห็น ความส าคัญของประวัติศาสตร์ชาติไทย สอนให้รู้จักบทบาท หน้าที่ และเป้าหมายของชีวิต การเรียนรู้ เริ่มต้นจากครอบครัวโดยมีพ่อแม่เป็นผู้สอน ก่อนที่จะเข้าสู่ระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา และ อุดมศึกษา และปัจจุบันนี้วิชาต่าง ๆ ได้ถูกบรรจุไว้ในหลักสูตรเพื่อให้ความรู้แก่เด็กและเยาวชน แต่ยัง ขาดการน าความรู้ไปปฏิบัติให้เกิดเป็นสถานการณ์จริง จึงท าให้ขาดความเข้าใจเรื่องหลักของหน้าที่ พลเมือง การใช้อ านาจ การปฏิบัติตามหน้าที่ และระเบียบวินัย จึงต้องสร้างสมดุลระหว่างเสรีภาพกับ วินัยอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นน้ า กลางน้ า จนถึงปลายน้ า ซึ่งช่วงมัธยมเข้าสู่อุดมศึกษา เป็นจุดรอยต่อ ส าคัญ เนื่องจากนักเรียนจะมุ่งมั่นกับการติวสอบจึงขาดการสอดแทรกเรื่องความจงรักภักดีต่อสถาบัน พระมหากษัตริย์ เมื่อเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยแล้ว อาจได้พบเจอรุ่นพี่หรืออาจารย์บางกลุ่มให้ความรู้ เรื่องระบอบการปกครองที่บิดเบือนและชักน าในทางที่ผิดได้ นอกจากนี้ นักประชาธิปไตยในประเทศไทย ไม่รู้จักว่าอารยธรรมการปกครอง ธรรมาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของไทย ๘๐๐ ปี ที่ผ่านมามีสาระส าคัญอย่างไร เพราะส่วนใหญ่รับข้อมูลความรู้มาจากโลกตะวันตกเพียงด้านเดียว ซึ่งประชาธิปไตยมีหลายแบบแตกต่างกัน ประเทศไทยเลือกเสรีประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขที่มีความแตกต่างจากอีกหลายประเทศ อันเนื่องมาจากท าเลที่ตั้ง ประวัติศาสตร์ อารยธรรม ระบบเศรษฐกิจ ระบบการศึกษา ระบบวิถีชีวิตของประชาชน ดังนั้น ประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของไทยจึงไม่จ าเป็นต้องเหมือนกับประเทศอื่น โดยแกนแก่นใหญ่ ของประชาธิปไตยแบบของไทยเป็นการปกครองโดยธรรม ถือธรรมะเป็นอ านาจ พระราชาของเรา คือ คนที่ท าให้ประชาชนชื่นใจ ท าให้ประเทศชาติสมัครสมานสามัคคี มั่นคง อยู่เย็นเป็นสุข พัฒนาการ ไปได้ตามอัตภาพ เคลื่อนตัวไปด้วยปัญญา มีภูมิคุ้มกัน มีเหตุมีผล ปลอดภัย น าพาประเทศรอดจาก การล่าอาณานิคมของชาติตะวันตกด้วยพระอัจฉริยภาพของพระมหากษัตริย์ไทยตั้งแต่รัชกาลที่ ๓ รัชกาลที่ ๔ และรัชกาลที่ ๕ ในเหตุการณ์ ร.ศ. ๑๑๒ ซึ่งเด็กรุ่นใหม่นี้ไม่มีโอกาสได้เรียนรู้เพราะไม่ได้ มีการสอนในโรงเรียน จึงควรให้ความรู้แก่เด็ก เยาวชน รวมถึงประชาชนได้เรียนรู้เหตุการณ์บ้านเมือง การเสียสละชีวิตเลือดเนื้อดูแลรักษาประเทศให้อยู่รอดปลอดภัยจากมหันตภัยในโลก การเดินหน้าสร้างประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในระบบการศึกษาของไทย ฝ่ายรัฐบาลและรัฐสภาต้องช่วยกันสร้างเนื้อหาสาระ (Content) ทั้งเครื่องมือและสื่อต่าง ๆ ให้ หลากหลาย เข้าไปสู่แต่ละวัย แต่ละระดับ แต่ละพื้นที่ การด าเนินงานต้องใช้การลงทุนจึงจะส าเร็จลงได้ นอกจากนี้การสร้างสื่อให้เข้าถึงเด็กและเด็กเข้าถึงได้ต้องอาศัยคนมีความคิดสร้างสรรค์ผลิตสื่อ การเรียนการสอนที่เหมาะกับเด็กแต่ละรุ่น แล้วปรับปรุงให้เข้ากับยุคสมัย ควรเริ่มต้นตั้งแต่ชั้นอนุบาล ซึ่งสื่อที่ได้ผล คือ การเล่นเกมของเล่นต่าง ๆ ของเด็ก นิทาน การ์ตูน เพลง และสอดแทรกความรู้ ที่เราต้องการใส่เข้าไป และค่อย ๆ ไล่ระดับความยากขึ้น เช่น เรื่องศาสตร์พระราชา ความรู้เกี่ยวกับ กฎหมาย เป็นต้น แนวทางนี้จะช่วยให้เด็กไทยรุ่นใหม่มีภูมิคุ้มกัน รู้จักโลก รู้จักชีวิต พร้อมจะพาประเทศ ก้าวหน้าต่อไปได้ ข้อสรุปที่ได้จากแนวคิดและข้อเสนอแนะแนวทางการส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมีความสอดคล้องในทิศทางเดียวกับแนวปฏิบัติที่คณะอนุกรรมาธิการ ด้านวิชาการและเสริมสร้างการให้ความรู้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
๘๔ และคณะท างานพิจารณาศึกษาฯ ได้น าเสนอแนวคิดการจัดกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างการปกครองแก่ สถาบันการศึกษาในแต่ละระดับ เพื่อให้นักเรียน นิสิต นักศึกษาได้จัดท ากิจกรรมการมีส่วนร่วมในระบอบ ประชาธิปไตย ร่วมกับการจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการของคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมี ส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา ประกอบด้วย กิจกรรมการร้องและเต้นเพลงแร็พ กิจกรรมการกล่าว สุนทรพจน์ ๕ ภาษา ได้แก่ ภาษาไทย จีน อังกฤษ ญี่ปุ่น เกาหลี และการจัดท าหนังสือ “เมล็ดพันธุ์ ประชาธิปไตย” โดยใช้ภาพการ์ตูนประกอบเนื้อเรื่อง กิจกรรมเหล่านี้จัดว่าเป็นกลไกการเสริมสร้าง ความรู้ความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่เกิดจากความร่วมมือ ร่วมใจของสถาบัน การศึกษา องค์กรทางสังคมหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนภาคเอกชน ที่สามารถน าไปสู่การต่อยอดขยายผลได้ทั้งประเทศ ๕.๒ ข้อเสนอแนะ การพิจารณาศึกษาแนวทางการส่งเสริมการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขภายใต้บริบทการศึกษาของไทยครั้งนี้ มุ่งเป้าหมายเพื่อให้เกิดกระบวนการเสริมสร้าง ความรู้ ความเข้าใจ ทัศนคติที่ดีต่อชาติ ศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็น ๓ สถาบันหลัก ของชาติ ผ่านกลไกการส่งเสริมในระบบการศึกษาของไทย และมุ่งผลสัมฤทธิ์ไปยังเด็กและเยาวชน ที่เปรียบเสมือนเมล็ดพันธุ์ประชาธิปไตยที่พร้อมจะเติบโตเป็นพลเมืองดีของชาติในอนาคต รวมถึงผู้ใหญ่ ทุกคนที่เป็นผู้น าทางความคิดและเป็นต้นแบบที่ดีให้กับเยาวชน จึงขอเสนอแนะดังนี้ มำตรกำรระยะสั้น (๑ - ๒ ปี) ๑) การก าหนดทิศทางของประเทศในการขับเคลื่อนการส่งเสริมการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ท าให้ประชาชนทุกช่วงวัยมีเป้าหมายที่ชัดเจนร่วมกัน น ามาซึ่งความรู้รักสามัคคีของคนในชาติรัฐบาลควรเร่งผลักดันการเสริมสร้างความเป็นพลเมืองคุณภาพ และความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นวาระแห่งชาติเพื่อสร้างความเป็นเอกภาพและความต่อเนื่องในระดับนโยบาย ๒) หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับระบบการศึกษาไทยในระดับนโยบายควรเร่งส่งเสริมให้เกิด การเชื่อมโยงแนวคิดและการด าเนินงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ทั้งในส่วนกลางและ ส่วนท้องถิ่น เพื่อให้เกิดการบูรณาการกลไกการสร้างความรู้ ความเข้าใจในการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขไปสู่การปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ๓) หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับปฏิบัติการควรเร่งผลักดันการสร้างสรรค์สื่อการเรียนการสอน ที่มีเนื้อหาสาระสร้างความรักชาติ ความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นต้น โดยให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา ชุมชน รวมถึงภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาให้เหมาะสมกับเด็กและเยาวชน ในแต่ละช่วงวัย ๔) หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรส่งเสริมให้เกิดการขยายผลการมีส่วนร่วมระหว่างภาครัฐ และประชาชน ในการจัดกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การร้องและเต้นเพลงแร็พ กับการจัดท าหนังสือการ์ตูน เมล็ดพันธุ์ประชาธิปไตย เป็นต้น เพื่อใช้เป็นกลไกการเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในสถานศึกษาทั่วประเทศ
๘๕ มาตรการระยะกลาง (๓ - ๕ ป) ๑) หนวยงานที่เกี่ยวของควรทบทวนหลักสูตรในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยพิจารณาให ความสําคัญมากขึ้นในรายวิชาที่เกี่ยวของกับหนาที่พลเมือง ศีลธรรม ประวัติศาสตรชาติไทย เนื่องจาก วิชาเหลานี้เปนวิชาที่มีความสําคัญตอการวางรากฐานความเปนพลเมืองดีของชาติ ๒) รัฐบาลควรสงเสริมการสรางภาคีเครือขายผูนํา ๓ รุน อยางเปนระบบใน ๗,๔๓๕ ตําบล ทั่วประเทศ ไดแก ระดับผูใหญ ระดับวัยหนุมสาว และระดับเยาวชน เพื่อสรางทีมผูนําประจําทองถิ่น เครือขายสามชวงวัยที่เรียนรูแลกเปลี่ยนคานิยม ทัศนคติ ความรูความเขาใจระหวางชวงวัย เพื่อทําให เกิดการเชื่อมโยงทางความสัมพันธอยางแนบแนนของคนในรุนวัยที่แตกตาง บนหลักแสวงหาจุดรวม สงวนจุดตาง ปฏิสัมพันธระหวางกันอยางกลมกลืน และเผยแพรสูฐานมวลชนในวัยเดียวกันผานการทํา กิจกรรมสงเสริมการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขของเครือขาย ผูนําสามชวงวัยดังกลาว มาตรการระยะยาว (๕ ปขึ้นไป) หนวยงานที่เกี่ยวของกับระบบการศึกษาของไทย ทั้งระดับนโยบายและระดับปฏิบัติการ ควรทบทวนมาตรการและแนวทางปฏิบัติในการสรางความรูความเขาใจและทัศนคติที่ดีตอการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข ใหสอดคลองกับผลสัมฤทธิ์เชิงประจักษ ในแตละชวงเวลา ทั้งนี้เพื่อใหกระบวนการปลูกฝงหนาที่พลเมืองที่ดีของชาติมีความตอเนื่องและ ทันสถานการณ ในการนี้คณะกรรมาธิการไดพิจารณารายงานฉบับนี้เรียบรอยแลว และไดมีมติเห็นชอบ ขอใหวุฒิสภาไดโปรดแจงรายงานฉบับนี้ไปยังคณะรัฐมนตรี คณะกรรมการการเลือกตั้ง กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร วิจัยและนวัตกรรม คณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน สํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สํานักงานเลขาธิการสภาการศึกษา สถาบันพระปกเกลา มหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชน และหนวยงานอื่นที่เกี่ยวของ เพื่อพิจารณา ดําเนินการตามที่เห็นสมควรตอไป
๘๖ บรรณำนุกรม กระทรวงศึกษาธิการ. (๒๕๕๗). ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การเพิ่มวิชาหน้าที่พลเมืองเป็น รายวิชาเพิ่มเติมในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑. ประกาศ ณ วันที่ ๒๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๗. กิตติ เป้าเปี่ยมทรัพย์. (๒๕๖๕). การสัมมนา เรื่อง “การสร้างเสริมความรู้ระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในสถานศึกษา”. จัดขึ้น ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ จังหวัดฉะเชิงเทรา วันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๖๕. กลุ่มงานยุทธศาสตร์และนโยบาย กองยุทศาสตร์และแผนงาน. (๒๕๖๕). ยุทธศาสตร์กรมส่งเสริมการ ปกครองท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๖๙. กระทรวงมหาดไทย. ก าพล เลิศเกียรติด ารงค์. (๒๕๖๕). การสัมมนา เรื่อง “การสร้างเสริมความรู้ระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในสถานศึกษา” จัดขึ้น ณ รัฐสภา วันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๖๕. โกเมศ ขวัญเมือง, พระครูธรรมธรสฐาพร ปภสฺสโร, และพระครูวินัยธรสุริยา สุริโย (คงคาไหว). (๒๕๖๕). การปกครองในระบอบประชาธิปไตยภายใต้หลักนิติธรรม. วารสารมหาจุฬานาครทรรศน์, ๙(๕), ๕๕๕-๕๖๙. ขวัญฟ้า รังสิยานนท์. (๒๕๕๒). การพัฒนารูปแบบการจัดกระบวนการเรียนรู้แนวพุทธส าหรับเด็ก ปฐมวัย. กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยรามค าแหง. คณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์งานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก. (๒๕๖๒). พระปฐมบรมราชโองการ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการออกมหาสมาคม ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยมไหยศูรย พิมาน. สืบค้นจาก http://phralan.in.th/coronation/newsdetail.php?id=1168 คณะอนุกรรมาธิการด้านวิชาการและเสริมสร้างการให้ความรู้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข. (๒๕๖๕). รายงานการประชุมคณะอนุกรรมาธิการด้านวิชาการและเสริมสร้าง การให้ความรู้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในคณะกรรมาธิการการ พัฒนาดารเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา ครั้งที่ ๘/๒๕๖๕. วันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๖๕. จรัญ ภักดีธนาคุณ. (๒๕๖๕ก). การสัมมนา เรื่อง “การสร้างเสริมความรู้ระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในสถานศึกษา” จัดขึ้น ณ รัฐสภา วันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๖๕. จรัญ ภักดีธนาคุณ. (๒๕๖๕ข). การสัมมนา เรื่อง “แนวทางส่งเสริมการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในสังคมไทย” จัดขึ้น ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ จังหวัดฉะเชิงเทรา วันที่ ๑ กันยายน ๒๕๖๕. จารุกัญญา อุดานนท์, มุทุดา แก่นสุวรรณ, และจีราพร รัตนโกสุม. (๒๕๖๔). ความเป็นพลเมืองใน ระบอบประชาธิปไตยของบุคลากรมหาวิทยาลัยนครพนมในศตวรรษที่ ๒๑. วารสารการบริหาร การปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น, ๕(๑), ๑๗๓-๑๘๘. ชัยพัฒน์ หล่อศิริรัตน์. (๒๕๖๕). รายงานการประชุมคณะอนุกรรมาธิการด้านวิชาการและเสริมสร้างการ ให้ความรู้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในคณะกรรมาธิการการ พัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา ครั้งที่ ๘/๒๕๖๕. วันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๖๕.
๘๘ ณฐมน หมวกฉิม, สุรพล สุยะพรหม, และยุทธนา ประณีต. (๒๕๖๕). การตื่นตัวทางการเมืองของเยาวชน ในระบอบประชาธิปไตยที่มีผลต่อการเลือกตั้งทั่วไปของไทย. วารสารรัชต์ภาคย์, ๑๖(๔๔), ๑๐๓-๑๑๘. ณรงค์ พึ่งพานิช, ภิภพ วชังเงิน, และอติพร เกิดเรือง. (๒๕๖๒). การมีส่วนร่วมทางการเมืองในระบอบ ประชาธิปไตยของประชาชนในจังหวัดตาก. วารสารวิชาการสถาบันวิทยาการจัดการแห่งแปซิฟิค, ๕(๑), ๑๗๐-๐๘๓. ดนุช ตันเทอดทิตย์. (๒๕๖๕). การสัมมนา เรื่อง “การสร้างเสริมความรู้ระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในสถานศึกษา” จัดขึ้น ณ รัฐสภา เมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๖๕. ตั้ง อสิพงษ์. (๒๕๖๕). การสัมมนา เรื่อง “การสร้างเสริมความรู้ระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในสถานศึกษา”. จัดขึ้น ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ จังหวัดฉะเชิงเทรา วันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๖๕. ธัญธัช วิภัติภูมิประเทศ. (๒๕๕๖). ความเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยของนักศึกษามหาวิทยาลัย ธุรกิจบัณฑิตย์. รายงานการวิจัย, มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์. น้ าผึ้ง ปูรณธสุคนธ, สุรพล ราชภัณฑารักษ์, สมบูรณ์ สุขส าราญ, และ เอนก เหล่าธรรมทัศน์. (๒๕๖๑). การเสริมสร้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล อดุลยเดช. วารสารวิชาการ สถาบันเทคโนโลยีแห่งสุวรรณภูมิ, ๓๗๘-๓๘๙. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ. (๒๕๓๘). รายงานการวิจัยระบบการตรวจสอบทุจริตของผู้ด ารงต าแหน่งระดับสูง. กรุงเทพมหานคร : ส านักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. บีบีซี. (๒๕๖๒). พิธีเปิดประชุมรัฐสภา : พระราชด ารัสในหลวง ร. ๑๐ ให้สมาชิกรัฐสภา “หนักแน่นด้วย เหตุผลที่ถูกต้อง”. สืบค้นจาก https://www.bbc.com/thai/thailand-48392981 บีบีซี. (๒๕๖๕). พฤษภาทมิฬ: ครบรอบ ๓๐ ปี เหตุสลายการชุมนุมประท้วงขับไล่ พล.อ. สุจินดา คราประยูร. สืบค้นจาก https://www.bbc.com/thai/thailand-57128921 บุญชม ศรีสะอาด. (๒๕๔๖). การพัฒนาหลักสูตรและการวิจัยเกี่ยวกับหลักสูตร. กรุงเทพมหานคร : สุวีริยาสาส์น. ประวิตร วงษ์สุวรรณ. (๒๕๖๕). การสัมมนา เรื่อง “แนวทางส่งเสริมการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในสังคมไทย” จัดขึ้น ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ จังหวัดฉะเชิงเทรา วันที่ ๑ กันยายน ๒๕๖๕. ปริญญา ประจง. (๒๕๕๙). การพัฒนาหลักสูตรเพื่อเสริมสร้างพฤติกรรมประชาธิปไตยส าหรับกรรมการ สภานักเรียนของโรงเรียนประถมศึกษา. วารสารบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น, ๑๓(๑). ปรีชา เมืองพรหม. (๒๕๖๕). รายงานการประชุมคณะอนุกรรมาธิการด้านวิชาการและเสริมสร้างการให้ ความรู้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในคณะกรรมาธิการการพัฒนา ดารเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา ครั้งที่ ๘/๒๕๖๕. วันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๖๕. เปรมศักดิ์ แก้วมรกฎ. (๒๕๖๑). วัฒนธรรมการมีส่วนร่วมทางการเมืองของวัยรุ่นในสังคมพหุวัฒนธรรม : กรณีศึกษา อ าเภอเทพา จังหวัดสงขลา. วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยธนบุรี, ๑๒(พิเศษ), ๒๑๗-๒๒๕. พรอัมรินทร์ พรหมเกิด. (๒๕๕๖). สังคมวิทยาการเมือง. ขอนแก่น : มหาวิทยาลัยขอนแก่น.
๘๙ พรอัมรินทร์ พรหมเกิด. (๒๕๕๗). วัฒนธรรมทางการเมืองกับการพัฒนาประชาธิปไตยในเขตชนบท อีสาน: กรณีศึกษาประชาชนในเขตหมู่บ้านค าบง และหมู่บ้านสะอาด ต าบลสะอาด อ าเภอน้ าพอง จังหวัดขอนแก่น. มนุษยศาสตร์สังคมศาสตร์, ๓๑(๓), ๖๓-๙๖. พระมหาชาตรี ชาครชโย. (๒๕๖๔). การตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนในการไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งทั่วไป ในอ าเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี. วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์, ๔(๒), ๒๔-๓๐. พัชรภรณ์ เมธาจีรเวช. (๒๕๖๓). การเปิดรับข่าวสารทางการเมืองที่ส่งผลต่อการตัดสินใจออกมาเลือกตั้ง ของผู้มีสิทธิในเขตกรุงเทพมหานคร. การค้นคว้าอิสระ, นิเทศศาสตรมหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัย กรุงเทพ. พิณสุดา สิริธรังศรี. (๒๕๖๐). การพัฒนาการศึกษาเพื่อความเป็นพลเมือง. สุทธิปริทัศน์, ๓๑(๑๐๐), ๑๐๐-๑๑๓. ไพรัช พื้นชมภู, อุดม พิริยสิงห์ และศิลป์ ชื่นนิรันดร์. (๒๕๖๒). วัฒนธรรมทางการเมืองระบอบ ประชาธิปไตยของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนสตรีศึกษาร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด. วารสารวิชาการธรรมทรรศน์, ๑๙(๔), ๑๑๗-๑๒๗. ภักดี โพธิ์สิงห์ และกมลทิพย์ ตรีเดช. (๒๕๖๒). รูปแบบการพัฒนากระบวนการเรียนรู้เพื่อส่งเสริม จิตส านึกความเป็นพลเมืองตามวิถีประชาธิปไตยส าหรับนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภั ฏ. มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม. ภาณุวัฒน์ มัธยมนันทน์. (๒๕๖๑). การศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการมีส่วนร่วมทางการเมือง การปกครองไทยของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย: กรณีศึกษานักเรียนโรงเรียน สามเสนวิทยาลัย. รัฐศาสตรมหาบัณฑิต (การเมืองการปกครอง), มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. ภูริชญา วัฒนรุ่ง. (๒๕๔๓). ปรัชญาและพัฒนาการกฎหมายมหาชน (พิมพ์ครั้งที่ ๑). กรุงเทพมหานคร : วิญญูชน. เมษิยา ญาณจินดา และพัชนี เชยจรรยา. (๒๕๕๘). การรับรู้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการเลือกตั้งผ่านสื่อ สังคมออนไลน์กับทัศนคติ และพฤติกรรมการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในเขต กรุงเทพมหานคร. ประชุมวิชาการระดับชาติ ประจ าปี ๒๕๕๘ คณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรม การจัดการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (๙ มิถุนายน ๒๕๕๘). ไมตรี ไตรติลานันท์. (๒๕๖๕). การสัมมนา เรื่อง “การสร้างเสริมความรู้ระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในสถานศึกษา”. จัดขึ้น ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ จังหวัดฉะเชิงเทรา วันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๖๕. “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐”, ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๑๓๔ ตอนที่ ๔๐ ก, ๖ เมษายน ๒๕๖๐, หน้า ๑-๙๐. ราชบัณฑิตยสถาน. (๒๕๓๕). พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๔๙๓. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ส่วนท้องถิ่น. ล้วน สายยศ และ อังคณา สายยศ. (๒๕๔๓). เทคนิคการวิจัยทางการศึกษา (พิมพ์ครั้งที่ ๓). กรุงเทพมหานคร: สุวีริยาสาส์น. ลินดา เกณฑ์มา. (๒๕๖๕). รายงานการประชุมคณะอนุกรรมาธิการด้านวิชาการและเสริมสร้างการให้ ความรู้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในคณะกรรมาธิการการพัฒนา การเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา ครั้งที่ ๘/๒๕๖๕. วันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๖๕.
๙๐ วชิระ เสระทอง และเพ็ญณี แนรอท. (๒๕๖๒). การพัฒนาประชาธิปไตยส าหรับเยาวชนในโรงเรียนระดับ มัธยมศึกษาสังกัดส านักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ. การ ประชุมวิชาการระดับชาติด้านการบริหารกิจการสาธารณะยุคดิจิทัล ครั้งที่ ๕, “การบริหารกิจการ สาธารณะยุคดิจิทัล: กฏหมาย ความเป็นธรรม และการกลับคืนสู่ประชาธิปไตย”. วันชัย หวังสวาสดิ์, ผ่องศรี วาณิชย์ศุภวงศ์ และวีรยุทธ ชาตะกาญจน์. (๒๕๖๐). รูปแบบการบริหาร ประชาธิปไตยในโรงเรียน สังกัดส านักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. วารสารเครือข่าย วิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้, ๔(๑), ๖๐-๗๒. วัลลภ รัฐฉัตรานนท์ และ รัตนาวดี ล าพาย. (๒๕๖๓). การมีส่วนร่วมทางการเมืองของเยาวชนไทย: มูลเหตุ รูปแบบ และผลที่เกิดขึ้นตามมา. วารสารรัฐศาสตร์ปริทรรศน์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, ๗(๑). วีระพล วงษ์ประเสริฐ, ธัญวรัตม์ เจียรประดิษฐ์, และสุพัตรา โคบุตร. (๒๕๖๓). ทวิตเตอร์ (Twitter) กับ ทัศนคติทางการเมืองแบบประชาธิปไตยของเยาวชนไทยที่สยามสแควร์. วารสารรัชต์ภาคย์, ๑๔ (๓๒), ๑๔๑-๑๕๔. ศรัณยู หมั้นทรัพย์. (๒๕๕๖). การวิจัยเพื่อพัฒนาหลักสูตรรากฐานประชาธิปไตยในบริบทไทย. ส านัก ส่งเสริมการเมืองภาคพลเมือง สถาบันพระปกเกล้า. ศรายุทธ นกใหญ่. (๒๕๕๘). วัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตยของบุคลากรวิทยาลัยเทคโนโลยี ทางการแพทย์และสาธารณสุข กาญจนาภิเษก. การค้นคว้าอิสระ, รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยศิลปากร. ศิริวรรณ เสรีรัตน์ และคณะ. (๒๕๔๕). องค์การและการจัดการ. กรุงเทพมหานคร : ธรรมสาร. สถาบันพระปกเกล้า. (๒๕๖๕). ความรู้เบื้องต้นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (พิมพ์ครั้งที่ ๒). กรุงเทพมหานคร : สถาบันพระปกเกล้า. สัมพันธ์ ฤทธิเดช. (๒๕๖๕). การสัมมนา เรื่อง “การสร้างเสริมความรู้ระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในสถานศึกษา” จัดขึ้น ณ รัฐสภา เมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๖๕. เสรี สุวรรณภานนท์. (๒๕๖๕ก). การสัมมนา เรื่อง “การสร้างเสริมความรู้ระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในสถานศึกษา” จัดขึ้น ณ รัฐสภา เมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๖๕. เสรี สุวรรณภานนท์. (๒๕๖๕ข). การสัมมนา เรื่อง “แนวทางส่งเสริมการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในสังคมไทย” จัดขึ้น ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ จังหวัดฉะเชิงเทรา วันที่ ๑ กันยายน ๒๕๖๕. แสงเดือน ทวีสิน. (๒๕๔๕). จิตวิทยาการศึกษา (พิมพ์ครั้งที่ ๒). กรุงเทพมหานคร : ไทยเส็ง. ส านักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (๒๕๖๑). นโยบายส านักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้น พื้นฐาน ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๒. สืบค้นจาก https://www.obec.go.th/wp-content/ uploads/2018/10/OBECPolicy62.pdf ส านักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. (๒๕๕๙). การเสริมสร้างความเป็นพลเมืองในระบอบ ประชาธิปไตย. กลุ่มงานผลิตเอกสาร ส านักประชาสัมพันธ์ส านักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร.
๙๑ ส านักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี. (๒๕๖๕). อว. จับมือ กกต. เพิ่มหลักสูตรวิชา “พลเมืองเข้มแข็ง” ใน สถาบันอุดมศึกษา น าร่องมหาวิทยาลัยราชภัฏ ๓๘ แห่ง ทั่วประเทศ หวังปั้น นศ. เป็นพลเมือง คุณภาพ. สืบค้นจาก https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/51900 อัคราดร ปัญญาเพ็ญ. (๒๕๖๕). การสัมมนา เรื่อง “การสร้างเสริมความรู้ระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในสถานศึกษา”. จัดขึ้น ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ จังหวัดฉะเชิงเทรา วันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๖๕. อัมพร พินะเสา. (๒๕๖๕). การสัมมนา เรื่อง “การสร้างเสริมความรู้ระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในสถานศึกษา” จัดขึ้น ณ รัฐสภา เมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๖๕. อิทธิพล สุวรรณรัฐ. (๒๕๖๐). แนวทางการพัฒนาทัศนคติเรื่องการเสริมสร้างความมั่นคงของสถาบันหลัก ของชาติ ของนักศึกษาวิชาทหาร ศูนย์การฝึกนักศึกษาวิชาทหาร มณฑลทหารบกที่ ๑๓. หลักสูตร การป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ ๖๐, วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร. เอกราช มะลิวรรณ์, วิลาสินี สุขกา, ปวีณ์กร สุรบรรณ์, และสุพรรณี เกสรินทร์. (๒๕๖๓). ความเป็น พลเมืองตามระบอบประชาธิปไตยของประชาชนในจังหวัดสงขลา: กรณีศึกษาประชาชนในพื้นที่ อ าเภอบางกล่ า. การประชุมหาดใหญ่วิชาการระดับชาติและนานาชาติ ครั้งที่ ๑๑. เอนก เหล่าธรรมทัศน์. (๒๕๖๕). การสัมมนา เรื่อง “การสร้างเสริมความรู้ระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในสถานศึกษา”. จัดขึ้น ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ จังหวัดฉะเชิงเทรา วันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๖๕. Likert, R. N. (1 9 7 0 ) . A technique for the measurement of attitude. Attitude Measurement. Chicago: Ronal McNally & Company. Uparn, B. (2556). Perception Theory. Retrieve from http://aecth.blogspot.com/2013/06/ perception-theory.html
๙๑
ภาคผนวก
ภาคผนวก ก. การสัมมนา เรื่อง “การสรางเสริมความรูระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริยทรงเปนประมุข ในสถานศึกษา” วันพุธที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๖๕
๙๗
๙๘
๙๙
๑๐๐
๑๐๑
๑๐๒
๑๐๓
๑๐๔
๑๐๕
๑๐๖
๑๐๗
๑๐๘
๑๐๙
๑๑๐
๑๑๑
๑๑๒
๑๑๓
๑๑๔
๑๑๕
๑๑๖
๑๑๗
๑๑๘
๑๑๙
๑๒๐
๑๒๑
๑๒๒
๑๒๓
๑๒๔