The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ชุดกิจกรรมการเรียนรู้(นักเรียน)วิชาภาษาไทย_ป.5_ภาคเรียนที่_1_ปีการศึกษา_2564-07181051

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by jakkapanposri03, 2021-08-26 08:42:33

ชุดกิจกรรมการเรียนรู้(นักเรียน)วิชาภาษาไทย_ป.5_ภาคเรียนที่_1_ปีการศึกษา_2564-07181051

ชุดกิจกรรมการเรียนรู้(นักเรียน)วิชาภาษาไทย_ป.5_ภาคเรียนที่_1_ปีการศึกษา_2564-07181051

Keywords: ชุดกิจกรรมการเรียนรู้(นักเรียน)วิชาภาษาไทย_ป.5_ภาคเรียนที่_1_ปีการศึกษา_2564-07181051

“การศกึ ษา คอื ความมนั่ คงของประเทศ”

การศกึ ษาตอ งสรา งใหค นไทย มคี ณุ ลกั ษณะสาํ คญั ๔ ประการ ไดแ ก

๑. มที ศั นคตทิ ี่ดแี ละถกู ตอ ง
๒. มพี ้นื ฐานชวี ติ ท่ีมั่นคงเขมแขง็
๓. มีอาชีพ มีงานทาํ
๔. เปนพลเมืองดี มรี ะเบียบวนิ ัย

พระบรมราโชบายดา นการศกึ ษา ของพระบาทสมเดจ็ พระเจา อยหู วั
พระราชทานแกค ณะองคมนตรี
เมอ� วนั ท่ี ๒๓ มกราคม ๒๕๖๐

ณ พระทน่ี ง่ั อมั พรสถาน พระราชวงั ดสุ ติ



คาํ ช้แี จง
การใชช้ ดุ กจิ กรรมการเรียนรู้ สาํ หรบั นักเรียน

ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ สําหรับนักเรียน โดยใช้การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ระดับประถมศึกษา
ภาคเรียนท่ี ๑ ฉบับน้ี เป็นการปรับปรุงครั้งที่ ๒ ซ่ึงดําเนินการโดยมูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม
ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยความร่วมมือจากคณะทํางาน ประกอบด้วย สํานักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ คณาจารย์จากมหาวิทยาลัย ศึกษานิเทศก์ และครูผู้เชี่ยวชาญ ทั้ง ๘ กลุ่ม
สาระการเรยี นรู้

จุดประสงค์ของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ สําหรับนักเรียน เพื่อให้นักเรียนปลายทางได้ศึกษา/ทบทวน
เอกสารใบความรู้ ของแต่ละหน่วยการเรียนรู้ และใช้ในการฝึกทักษะ/ปฏิบัติงานจากใบงาน หรือแบบฝึกหัด
ของทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน และประเมินตนเองตามตัวช้ีวัดและ
สาระการเรียนรู้น้ัน ๆ ทุกท้ายหน่วยการเรียนรู้ ท้ังนี้ เม่ือครูปลายทางได้ตรวจผลการทําใบงานในรายชั่วโมง
สังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง และประมวลผลการประเมินตนเองของนักเรียนทุกหน่วยการเรียนรู้
เพ่ือส่งเสริมและจัดการสอนซ่อมเสริมให้นักเรียนเป็นรายบุคคล อันจะเกิดประสิทธิผลนําไปสู่การพัฒนา
คณุ ภาพการจัดการศกึ ษาของโรงเรียนประถมศกึ ษาขนาดเล็กต่อไป

มลู นิธกิ ารศึกษาทางไกลผา่ นดาวเทยี ม ในพระบรมราชปู ถัมภ์

ข หน้า

สารบญั ก

ปกรอง 1
คาํ ชแ้ี จง 2
สารบญั 3
หน่วยการเรียนรทู้ ี่ ๑ สอื่ สารคลอ่ งตอ้ งรวู้ ธิ ี 5
6
บทอา่ น การอ่านออกเสยี งบทรอ้ ยแกว้ 7
ใบความร้ทู ่ี ๑ เรื่อง การอา่ นออกเสยี งบทรอ้ ยแก้ว 8
ใบงานที่ ๑ เรอ่ื ง การอา่ นออกเสยี งบทรอ้ ยแก้ว 11
ใบความรู้ท่ี ๒ การอา่ นออกเสียงบทรอ้ ยกรอง 12
ใบงานท่ี ๒ การอา่ นออกเสยี งบทรอ้ ยกรอง 14
ใบความรูท้ ี่ ๓ เรือ่ ง การคดั ลายมือ 16
ใบงานที่ ๓ การคัดลายมอื ตัวบรรจงเตม็ บรรทดั 19
ใบงานท่ี ๔ เรอื่ ง การคัดลายมือตัวบรรจงครึง่ บรรทัด 21
ใบความร้ทู ่ี ๔ เรือ่ ง การอ่านจับใจความและวิเคราะห์แสดงความคิดเห็นจากเรือ่ งท่ีอา่ น 22
ใบงานที่ ๕ เรอื่ ง การอ่านจับใจความและวิเคราะหแ์ สดงความคิดเห็นจากเรื่องทอ่ี ่าน 24
ใบความรทู้ ี่ ๕ เรอื่ ง การจับใจความสําคญั จากการฟังและดู 25
ใบงานท่ี ๖ เรอ่ื ง การต้ังคําถาม ตอบคาํ ถาม และสรปุ ใจความสาํ คัญจากเรือ่ งท่ีฟงั และดู 26
ใบความรทู้ ี่ ๖ เร่อื ง การพูดแสดงความร้แู ละความคดิ เหน็ จากเรอ่ื งท่ีฟงั และดู 27
ใบงานที่ ๗ เรอื่ ง การสรปุ หลกั การพดู แสดงความร้แู ละความคดิ เห็นจากเร่อื งท่ฟี ังและดู 32
ใบความรทู้ ี่ ๗ เร่ือง การพูดแสดงความรแู้ ละความคดิ เหน็ จากเรอื่ งทฟี่ งั และดู 33
ใบงานท่ี ๘ เรอื่ ง การพดู แสดงความรู้และความคิดเห็นจากเรอื่ งท่ีฟังและดู 35
ใบความรูท้ ี่ ๘ เรอื่ ง คําราชาศพั ท์ 36
ใบงานที่ ๙ เรอ่ื ง การจดั หมวดหมูค่ ําราชาศัพท์ 37
ใบความรูท้ ี่ ๙ เร่อื ง การอ่านวรรณกรรม 38
ใบงานที่ 10 เรื่อง วรรณกรรมดมี สี าระ 40
แบบประเมนิ ตนเอง หน่วยการเรียนรู้ที่ ๑ 41
หนว่ ยการเรียนรทู้ ี่ ๒ สงั ขท์ อง ตอน กาํ เนดิ พระสงั ข์
ใบความรู้ที่ ๑ เรอื่ ง การอธิบายความหมายของคําศัพทใ์ นบทเรยี น
ใบงานท่ี ๑ เรอื่ ง การอธิบายความหมายของคําศัพท์ในบทเรียน
ใบความรทู้ ่ี ๒ เรอื่ ง การอ่านออกเสยี งบทรอ้ ยกรอง

ใบงานที่ ๒ เรอ่ื ง การอ่านออกเสยี งบทรอ้ ยกรองเรอ่ื ง สงั ข์ทอง ตอน กําเนดิ พระสงั ข์ ค
ใบความรทู้ ่ี ๓ เร่อื ง การจับใจความสาํ คัญจากเรอื่ งทอี่ า่ น
ใบงานท่ี ๓ เรอื่ ง การจับใจความสาํ คญั จากเรอื่ ง สงั ขท์ อง ตอน กาํ เนดิ พระสงั ข์ 42
ใบความรทู้ ่ี ๔ เรอ่ื ง การถอดคําประพันธ์ 43
ใบงานที่ ๔ เรอ่ื ง การถอดคาํ ประพนั ธจ์ ากเรอื่ ง สงั ขท์ อง ตอน กําเนิดพระสงั ข์ 45
ใบความรทู้ ่ี ๕ เร่อื ง การเขยี นแผนภาพโครงเรื่อง 47
ใบงานท่ี ๕ เรอ่ื ง การเขยี นแผนภาพโครงเรื่อง สงั ขท์ อง ตอน กาํ เนดิ พระสังข์ 48
ใบความรทู้ ่ี ๖ เรือ่ ง การวเิ คราะห์คณุ ค่าและสรุปขอ้ คดิ จากเร่อื งท่อี ่าน 49
ใบงานที่ ๖ เรอื่ ง การวเิ คราะห์คุณค่าและสรปุ ขอ้ คดิ จากเรอื่ งท่อี ่าน 51
ใบงานท่ี ๗ เรอื่ ง การวเิ คราะหค์ ุณค่าและสรุปข้อคิดจากเรอ่ื งทอ่ี า่ นเรือ่ ง สังข์ทอง 52
54
ตอน กําเนิดพระสังข์
ใบความรทู้ ่ี ๗ เรอ่ื ง การทอ่ งบทอาขยาน 55
ใบงานท่ี ๘ เรอื่ ง การทอ่ งบทอาขยานเรอื่ ง สังขท์ อง ตอน กําเนิดพระสงั ข์ 56
ใบงานที่ ๙ เรอื่ ง คาํ ราชาศพั ทจ์ ากเร่อื ง สงั ข์ทอง ตอน กาํ เนดิ พระสังข์ 57
ใบความรทู้ ี่ ๘ เรื่อง คาํ บุพบทบอกความสัมพันธ์ 58
ใบงานที่ ๑๐ เร่ือง คําบุพบทบอกความสัมพันธ์ 59
แบบประเมินตนเอง หนว่ ยการเรียนรทู้ ี่ ๒ 61
หน่วยการเรียนรทู้ ี่ ๓ กระเชา้ สดี า 63
ใบความรู้ท่ี ๑ เรอื่ ง การอ่านจับใจความสาํ คัญจากเร่ือง 64
ใบงานที่ ๑ เรอ่ื ง การอ่านจับใจความสําคญั จากเรอื่ ง กระเช้าสดี า 65
ใบงานท่ี ๒ เรอ่ื ง การจบั คขู่ ้อความใหส้ มั พนั ธ์กับความคิดสําคัญของเร่อื งทอี่ า่ น 66
ใบความรทู้ ี่ ๒ เรอ่ื ง การสรุปความรู้ ข้อคิด และคณุ คา่ จากเร่อื งที่อา่ น 67
ใบงานท่ี ๓ เรอื่ ง การสรปุ ความรู้ ข้อคดิ และคุณคา่ ของเร่อื ง กระเช้าสีดา 68
ใบความรทู้ ี่ ๓ เร่อื ง การเขียนแสดงความรู้สกึ และความคดิ เห็น 69
ใบงานที่ ๔ เรอ่ื ง การเขยี นแสดงความรู้สกึ และความคดิ เห็น 70
ใบความร้ทู ี่ ๔ เร่อื ง การตัง้ คําถามและตอบคําถามเชิงเหตุผล 71
ใบงานท่ี ๕ เรอื่ ง การต้ังคําถามและตอบคําถามเชงิ เหตุผล 72
ใบความรทู้ ่ี ๕ เรื่อง การพูดแสดงความรู้สึกและความคดิ เหน็ 74
ใบงานท่ี ๖ เรอ่ื ง การพดู แสดงความรสู้ กึ และความคดิ เหน็ จากเรอื่ งทฟี่ ังและดู 76
ใบความรูท้ ่ี ๖ เรอื่ ง คาํ เชอ่ื มประสานความหมาย 79
ใบงานท่ี ๗ เรอ่ื ง คําเชอ่ื มประสานความหมาย 80
ใบความรู้ที่ ๗ เรอ่ื ง กลุม่ คาํ หรอื วลี 82
83

ง 86
87
ใบงานท่ี ๘ เรอื่ ง การจาํ แนกกลุ่มคาํ และแตง่ ประโยค 90
ใบความรทู้ ี่ ๘ เรือ่ ง ประโยคนั้นสาํ คัญไฉน 91
ใบงานที่ ๙ เรอ่ื ง การแต่งประโยค 93
ใบความร้ทู ่ี ๙ เร่อื ง ประโยคและส่วนประกอบของประโยค 94
ใบงานท่ี 10 เรอ่ื ง การจําแนกส่วนประกอบของประโยค 97
ใบความรู้ที่ ๑๐ เรอ่ื ง หลกั การเขยี นเรียงความ 98
ใบงานที่ ๑๑ เรอื่ ง การเขยี นแบบรา่ งเรยี งความ 100
ใบความร้ทู ่ี ๑๑ เรอื่ ง ข้นั ตอนในการเขียนเรยี งความ 101
ใบงานท่ี ๑๒ เร่ือง เรยี งร้อยถอ้ ยความ 102
ตวั อย่างการเขยี นเรียงความ 103
แบบประเมนิ ตนเอง หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี ๓ 104
หน่วยการเรยี นรทู้ ี่ ๔ ภาษาพฒั นาชวี ติ 106
ใบความรทู้ ี่ ๑ เร่อื ง ภาษาพูด ภาษาเขยี น 107
ใบงานท่ี ๑ เรอื่ ง เปรยี บเทียบภาษาพูดกบั ภาษาเขยี น 109
ใบความรู้ที่ ๒ เรอ่ื ง ภาษาไทยมาตรฐานและภาษาถ่ิน 111
ใบงานที่ ๒ เรอื่ ง ภาษาไทยมาตรฐานและภาษาถนิ่ 113
ใบความรู้ท่ี ๓ เร่อื ง ระดับของภาษา 115
ใบงานท่ี ๓ เรอื่ ง ระดบั ของภาษา 117
ใบความร้ทู ี่ ๔ เรอื่ ง การใช้ระดับภาษาเพ่ือการสือ่ สาร 118
ใบงานที่ ๔ เรอ่ื ง การเขียนบทสนทนาในสถานการณต์ ่าง ๆ 120
ใบความรทู้ ่ี ๕ เรอื่ ง เพลงกลอ่ มเด็ก 121
ใบงานที่ ๕ เรอ่ื ง การระบคุ วามรู้ ความคิด และคุณคา่ ของเพลงกลอ่ มเดก็ 123
ใบความร้ทู ่ี ๖ เรือ่ ง เพลงรอ้ งเลน่ ของเดก็ ไทย 124
ใบงานที่ 6 เรอ่ื ง สรุปเรอ่ื งเพลงร้องเลน่ ของเด็กไทย 125
ใบความรทู้ ี่ ๗ เรอ่ื ง การกรอกแบบรายการ 126
ใบงานท่ี ๗ เรอ่ื ง การกรอกแบบรายการ 130
ใบความรทู้ ่ี ๘ เรื่อง การเขียนจดหมาย 131
ใบงานท่ี ๘ เรอื่ ง สรปุ ความรู้เร่ืองการเขยี นจดหมาย 135
ใบความรทู้ ่ี ๙ การเขียนจดหมายถึงพ่อแม่ ญาติ หรือผ้ปู กครอง 136
ใบงานท่ี ๙ เรอ่ื ง การเขียนจดหมายถึงพอ่ แม่ ญาติ หรือผปู้ กครอง 140
ใบความรทู้ ี่ ๑๐ เร่ือง การอธบิ ายความหมายโดยตรงและโดยนัย
ใบงานที่ ๑๐ เร่ือง การอธบิ ายความหมายโดยตรงและโดยนยั

ใบความรู้ที่ ๑๑ เร่ือง การวิเคราะหเ์ ร่ืองที่ฟังและดจู ากสอ่ื ตา่ ง ๆ จ
ใบงานที่ ๑๑ เร่อื ง การวิเคราะหเ์ รื่องท่ฟี งั และดจู ากสือ่ ต่าง ๆ
ใบความรู้ที่ ๑๒ เรอ่ื ง คาํ อุทาน 142
ใบงานท่ี ๑๒ เร่อื ง คาํ อุทาน 143
แบบประเมินตนเอง หน่วยการเรียนรู้ที่ ๔ 144
บันทกึ การเรียนรู้ (Learning logs) 145
หนว่ ยการเรียนรทู้ ี่ ๕ วิชาเหมอื นสนิ คา้ 146
ใบความรทู้ ี่ ๑ เรือ่ ง การอา่ นออกเสยี งบทร้อยกรองประเภทกาพยย์ านี ๑๑ 147
ใบงานท่ี ๑ เรอ่ื ง การอา่ นออกเสยี งบทรอ้ ยกรองประเภทกาพยย์ านี ๑๑ 148
ใบความรู้ที่ ๒ เรอ่ื ง การอธิบายความหมายของคาํ ประโยค และข้อความ 149
ใบงานที่ ๒ เรอ่ื ง การอธบิ ายความหมายของคาํ ประโยค และขอ้ ความ 152
ใบความรู้ที่ ๓ เร่ือง การวิเคราะหค์ ุณคา่ และข้อคดิ จากเรื่อง วชิ าเหมือนสินคา้ 153
ใบงานที่ ๓ เรอื่ ง การวเิ คราะหค์ ณุ คา่ และข้อคดิ จากเรือ่ ง วชิ าเหมือนสนิ ค้า 155
ใบความรู้ที่ ๔ เรื่อง สาํ นวนไทย 157
ใบงานท่ี ๔ เรอ่ื ง การใชส้ ํานวนเปรยี บเทยี บ 158
ใบความรทู้ ่ี ๕ เรอ่ื ง การแยกขอ้ เท็จจริงและข้อคิดเห็น 160
ใบงานท่ี ๕ เรอื่ ง การแยกข้อเทจ็ จรงิ และขอ้ คิดเหน็ จากเรื่องทอ่ี า่ น 162
ใบความรทู้ ี่ ๖ เรือ่ ง การพูดแสดงความคดิ เหน็ จากเรอ่ื งท่ีฟงั และดอู ย่างมเี หตุผล 163
ใบงานที่ ๖ เรอื่ ง สรุปหลักการพูดและแสดงความคิดเหน็ จากเรอื่ งท่ีฟงั และดู 165
ใบความรู้ที่ ๗ เรอ่ื ง การวิเคราะหแ์ ละแสดงความคดิ เหน็ จากเร่อื งที่อ่าน 166
ใบงานท่ี ๗ เรอ่ื ง การวเิ คราะหแ์ ละแสดงความคดิ เห็นจากเรอื่ งทอ่ี ่าน 168
ใบความรทู้ ่ี ๘ เร่ือง การอา่ นงานเขยี นประเภทคาํ แนะนําหรอื คําอธิบายแสดงขน้ั ตอน 169
ใบงานท่ี ๘ เรอื่ ง เขียนคาํ แนะนําหรือคําอธิบายแสดงขน้ั ตอนจากแผนภาพโครงเรอื่ ง 171
ใบความรูท้ ี่ ๙ เร่อื ง การแต่งกาพย์ยานี ๑๑ 172
ใบงานท่ี ๙ เรอื่ ง การแตง่ กาพยย์ านี ๑๑ 174
ใบงานท่ี ๑๐ เรอ่ื ง การแตง่ กาพย์ยานี ๑๑ 175
แบบประเมนิ ตนเอง หนว่ ยการเรียนร้ทู ี่ ๕ 178
หน่วยการเรียนรทู้ ่ี ๖ นทิ านอา่ นสนกุ 179
ใบความร้ทู ่ี ๑ เรือ่ ง การอา่ นนิทานพืน้ บ้าน 180
นทิ านพ้นื บา้ น เร่ือง สมบัตขิ องพ่อ 181
ใบงานท่ี ๑ เรอื่ ง การอ่านนิทานพนื้ บา้ น 182
ใบความรู้ท่ี ๒ เร่ือง การอา่ นนิทานทอ้ งถิน่ 184
185
186

ฉ 188
189
ใบงานท่ี ๒ เรอื่ ง การอ่านนิทานทอ้ งถิ่น 190
ใบความรทู้ ่ี ๓ เรอ่ื ง การอ่านนทิ านอาเซียน 191
ใบงานที่ ๓ เรอ่ื ง การสรปุ ความรแู้ ละขอ้ คดิ จากการอ่านนิทานอาเซียน 193
ใบความรู้ที่ ๔ เรอื่ ง การสรุปเรือ่ งจากวรรณคดีและวรรณกรรมทอี่ า่ น 195
ใบงานที่ ๔ เรอื่ ง การสรุปเร่ืองจากวรรณคดแี ละวรรณกรรมท่ีอ่าน 197
ใบความรทู้ ่ี ๕ เรื่อง การยอ่ ความเร่อื งทอ่ี ่าน 198
ใบงานท่ี ๕ เรอ่ื ง การสรปุ หลกั การเขยี นยอ่ ความ 199
ใบความรทู้ ่ี ๖ เรื่อง การเขยี นย่อความเรอื่ งท่อี ่าน 200
ใบงานที่ ๖ เรอื่ ง การเขียนย่อความเร่อื งท่ีอา่ น 202
ใบความรูท้ ี่ ๗ เร่อื ง การเขยี นเรอ่ื งตามจินตนาการ 203
ใบงานท่ี ๗ เรอื่ ง การเขียนเรือ่ งตามจนิ ตนาการ 204
ใบความรทู้ ี่ ๘ เร่ือง บทร้อยกรองท่ีมีคุณค่า 206
ใบงานที่ ๘ เรอื่ ง เขียนสรปุ ความรู้และข้อคดิ จากบทร้อยกรองทีม่ ีคุณค่า 213
ใบความร้ทู ่ี ๙ เรอ่ื ง คาํ ยมื ภาษาจนี และภาษาองั กฤษ 215
ใบงานที่ ๙ เรอื่ ง การระบุคาํ ภาษาจนี และภาษาอังกฤษ 217
ใบความรู้ท่ี ๑๐ เรื่อง คํายืมภาษาเขมร ภาษาบาลี และสนั สกฤต 218
ใบงานที่ ๑๐ เรอื่ ง การระบคุ าํ ยมื ภาษาเขมร ภาษาบาลี และสันสกฤต 219
แบบประเมินตนเอง หนว่ ยการเรียนรทู้ ี่ ๖ 220
หน่วยการเรียนรทู้ ่ี ๗ ราชาธิราช ตอน กาํ เนดิ มะกะโท 221
ใบความรู้ท่ี ๑ เร่ือง การอา่ นข้อความท่เี ป็นการบรรยายและพรรณนา 222
ใบงานท่ี ๑ เรอื่ ง การอา่ นขอ้ ความท่ีเป็นการบรรยายและพรรณนา 224
ใบความร้ทู ่ี ๒ เร่อื ง การอ่านจับใจความสาํ คัญ 225
ใบงานที่ ๒ เรอ่ื ง การอา่ นจับใจความเร่อื ง ราชาธิราช ตอน กาํ เนดิ มะกะโท 228
ใบความรู้ที่ ๓ เรื่อง การระบุความรู้และข้อคิดจากเรือ่ งที่อา่ น 230
ใบงานท่ี ๓ เรอื่ ง การระบคุ วามรู้และขอ้ คดิ จากเรอ่ื ง ราชาธิราช ตอน กําเนิดมะกะโท 231
ใบความรู้ท่ี ๔ เรอ่ื ง การอธิบายคุณค่าของเรอื่ งทอ่ี ่าน 232
ใบงานท่ี ๔ เรอ่ื ง การอธิบายคณุ คา่ ของเรื่อง ราชาธริ าช ตอน กาํ เนิดมะกะโท 237
ใบความรทู้ ่ี ๕ เรอ่ื ง การเขียนคําแนะนําและคําอธิบายแสดงข้ันตอน 239
ใบงานท่ี ๕ เรอื่ ง การเขยี นคําแนะนาํ และคาํ อธิบายแสดงข้นั ตอน 241
ใบความรู้ท่ี ๖ เรอื่ ง การพูดลาํ ดบั ขนั้ ตอนการปฏบิ ตั ิงาน 242
ใบงานที่ ๖ เรอ่ื ง การเขียนแบบรา่ งการพูดนาํ เสนอลาํ ดบั ข้ันตอนการปฏบิ ัติงาน
ใบความรู้ท่ี ๗ เร่อื ง การวิเคราะหข์ า่ วและเหตุการณป์ ระจําวนั

ใบงานท่ี ๗ เรอื่ ง การวิเคราะหข์ า่ วและเหตกุ ารณ์ประจาํ วัน ช
ใบความรทู้ ่ี ๘ เร่อื ง การใชพ้ จนานกุ รม
ใบงานที่ ๘ เรอื่ ง การใช้พจนานกุ รม 244
ใบความรู้ที่ ๙ เรอื่ ง สํานวนไทย 245
ใบงานท่ี ๙ เรอ่ื ง สํานวนไทย 247
ใบงานที่ ๑๐ เร่ือง การใช้สาํ นวนไทย 249
ใบความรู้ท่ี ๑๐ เรือ่ ง การอ่านคาํ ควบกล้าํ 252
แบบประเมนิ การอา่ นออกเสียงคําควบกลา้ํ 255
ใบงานที่ ๑๑ เรอ่ื ง การอ่านคําควบกลํา้ 257
แบบประเมนิ ตนเอง หน่วยการเรยี นรทู้ ี่ 7 259
บนั ทึกการเรยี นรู้ (Learning logs) 260
261
262

หนว ยการเรยี นรทู ่ี ๑ เร่อื ง สื่อสารคลอ งตอ งรวู ิธี ๑

หนว ยการเรียนรทู ี่ ๑
สือ่ สารคลอ งตองรวู ิธี

๒ ชุดกิจกรรมการเรียนรู สําหรบั นกั เรียน ระดับประถมศึกษา ภาคเรียนท่ี ๑ (ภาษาไทย ป.๕)

บทอา น การอา นออกเสียงบทรอยแกว

หนวยการเรยี นรทู ี่ ๑ เร่ือง สอ่ื สารคลองตอ งรูวธิ ี

แผนการจัดการเรียนรทู ่ี ๑ เร่อื ง กภาารคอเ1เาร4นยี99นอ9อท9กี่9๑เ9ส9ีย9ชง9นั้ บ9ป9ท9รร9ะอ9ถย9ม9แศ9ก9ึกว 9ษาปท่ี ๕
รายวิชา ภาษาไทย รหัสวชิ า ท๑๕๑๐๑

เรื่อง กลวยไม
มีไมดอกชนิดหนึ่ง ซ่ึงเปนทรี่ ูจกั กันทัว่ ไป คือ กลว ยไม มีดอกท่ีสวยงามหลากสี เชน
สีแดง สีชมพู สีขาว และสมี วง เปนตน บางชนิดเกาะอยูบนตนไมและหิน บางชนดิ อยูตาม
พน้ื ดิน คนสว นใหญนยิ มปลูกไวใ นกระถางเพราะงายตอการดแู ล กล่นิ ของกลว ยไมบางชนิด
หอมชื่นใจ บางชนิดมีกลิ่นจางลักษณะท่ีแตกตางเชนน้ีขึ้นอยูกับแตละสายพันธุ การผสม
พันธุกลวยไม มกี ารนํามาผสมพันธุใหม เพื่อใหไดห ลากหลายสายพันธุและสีสันแปลกใหม
ยามท่แี สงแดดตกกระทบกับกลว ยไมในตอนเชาจนถึงตอนสาย ๆ กลีบของดอกกลว ยไมจ ะ
แยม บานสวยงาม
ดอกกลวยไมบางชนดิ สามารถนํามารับประทานได โดยนํามาประกอบอาหาร เชน
ชุบแปงทอดยาํ ดอกกลวยไม วุนดอกกลวยไม นอกจากน้ีกลิ่นของกลวยไมท ี่หอมสดช่ืนน้ัน
ยังสามารถนําไปสกัดเปนหัวเชื้อน้ําหอมได และยังมีสรรพคุณทางยา เชน รักษาแผลใน
กระเพาะอาหาร แกปญหาประจําเดอื น รักษาโรคติดเช้ือทางเดินปสสาวะ บรรเทาอาการ
ทองผกู ทั้งยงั มีการเพาะปลกู ไวข าย นําไปไหวพระประดบั ตกแตงตามงานตาง ๆ เพื่อความ
สวยงาม กลวยไมจงึ ถอื เปนพืชท่ีมีประโยชน และเหมาะแก การปลูกไวทบี่ านหรือที่สวนก็ได

เรียบเรยี งโดย ครชู ลภักด์ิ คงกาํ เนดิ โรงเรียนวังไกลกงั วล ในพระบรมราชปู ถัมภ

หนว ยการเรยี นรทู ี่ ๑ เรอ่ื ง ส่ือสารคลอ งตองรูว ธิ ี ๓

ใบความรทู ่ี ๑ เรอ่ื ง การอานออกเสียงบทรอ ยแกว

หนว ยการเรยี นรูท ี่ ๑ เรื่อง สื่อสารคลองตองรวู ธิ ี
แผนการจัดการเรยี นรูที่ ๑ เร่อื ง การอา นออกเสยี งบทรอยแกว
รายวิชา ภาษาไทย รหสั วชิ า ท๑๕๑๐๑ ภาคเรียนท่ี ๑ ช้นั ประถมศึกษาปท่ี ๕

การอานออกเสยี งบทรอยแกว

บทรอยแกว เปนขอเขียนทีน่ ําคําและสํานวนมาเรียบเรียงเปนขอความหรอื เรื่องราวที่สละสลวยดวย
กระบวนการเขยี นแบบตา ง ๆ เชน บรรยาย พรรณนา อธบิ าย คาํ สง่ั ขอ แนะนาํ ฯลฯ ทาํ ใหผูอานเกิดความรสู กึ
คลอ ยตามหรอื เกิดจนิ ตนาการตามจดุ ประสงคของผูเขียน

การอา นรอ ยแกว อานไดท ั้งออกเสียงและอา นในใจ มขี อ ควรปฏบิ ตั ิดงั นี้
๑. ศกึ ษาคาํ อา นและความหมายของคาํ ศพั ทย ากในบทอานใหเขาใจกอนอาน
๒ ฝกอานออกเสียงคําใหคลอง ชัดเจนถูกตองตามอักขรวิธี เชน คาํ ประสม คําทมี่ ี ร ล และคาํ ควบกลํ้า
อกั ษรนาํ คาํ พอ ง คาํ ทม่ี ี รร (ร หัน) ฯลฯ
๓. อา นคลอ ง ไมอ านติดขัดและตะกุกตะกัก หรือหยุดชะงัก โดยพยายามกวาดสายตาลว งหนาไปกอน
และออกเสียงตามหลงั
๔. เวน จงั หวะวรรคตอนใหถกู ตอง รูจ กั การเนน คํา ขอ ความ เพอ่ื ไมใ หเ ขาใจความหมายผดิ ไป
๕. เนนทาทางในการอานใหถูกตองเหมาะสม เชน การจับหนังสือ ระยะการวางหนังสือหางจาก
สายตา ทายืน การมองผูฟ ง ฯลฯ
๖. เขาใจความหมายของขอความท่ีอานโดยจับใจความสําคัญ สรุปความ อธิบายรายละเอียด หรือ
แสดงความคดิ เห็นเกยี่ วกบั ขอ ความท่อี าน
๗. อา นเสียงดงั พอประมาณ ชัดเจน ไมตะโกน นํา้ เสยี งตองไดอารมณและความรูสึกตามใจความของ
เรอื่ ง เชน
- อานขอความเชงิ บรรยาย ควรใชเสียงธรรมดาหรือเสียงพดู เวนวรรคตอนไดถูกตอง เนนคําบางคํา
และบางตอนใหห นักแนน
- อานขอ ความเชิงพรรณนา ควรใชเสยี งธรรมดาเหมือนเสียงพดู แตเพิม่ นาํ้ เสียงใหนมุ นวล ออนโยน
หรอื อื่น ๆ เพอ่ื ใหส อดคลอ งกับลกั ษณะของขอ ความทีเ่ ปน การพรรณนา
- อานขอความเชิงอธิบาย ควรใชเสียงธรรมดา เวนจังหวะเปนขอ ๆ เนนจังหวะการทําความเขาใจ
ข้ันตอนตาง ๆ ในชีวิตประจําวนั มีการอานลักษณะน้ีมาก เชน การอานฉลากยา คูมือวิธีใชเครอื่ งใชตาง ๆ วิธี
อา นและใชหนังสือ ฯลฯ

๔ ชุดกิจกรรมการเรียนรู สาํ หรบั นักเรียน ระดับประถมศึกษา ภาคเรียนท่ี ๑ (ภาษาไทย ป.๕)

มารยาทในการอา น

มารยาทในการอา นหนงั สอื ในที่สาธารณะ มขี อ ควรปฏบิ ตั ิ ดงั นี้
๑. ไมเ สยี งดงั รบกวนผูอ ื่น
๒. ไมเลน กนั ในขณะอา น
๓. นั่งสํารวม เหมาะสมขณะอาน
๔. ไมทาํ ลายหนังสือ หรอื ทําหนงั สือชาํ รดุ
๕. ไมชะโงกหนาไปยังหนังสือขณะทผ่ี ูอนื่ อา นอยู
๖. ไมยายหนังสือหรือแอบซอนหนังสือเพื่อใหประโยชนเฉพาะตน ทําใหผูอ่ืนไมสามารถหาจากช้ัน

หนังสอื ได
๗. ปฏบิ ตั ิตามระเบยี บการยืมหนังสอื กรณที ีอ่ นญุ าตใหยมื ได
(เรยี บเรียงจากหนงั สอื เรียน รายวิชาพ้ืนฐาน ภาษาไทย ชุดภาษาเพ่ือชีวิต ภาษาพาที ชนั้ ป.๕)

หนว ยการเรยี นรทู ่ี ๑ เรอ่ื ง สื่อสารคลอ งตอ งรูวิธี ๕

ใบงานท่ี ๑ เร่อื ง การอานออกเสียงบทรอ ยแกว

หนวยการเรียนรทู ่ี ๑ เรื่อง สอื่ สารคลองตอ งรวู ธิ ี
แผนการจดั การเรียนรูท่ี ๑ เรือ่ ง การอานออกเสียงบทรอยแกว
รายวิชา ภาษาไทย รหัสวชิ า ท๑๕๑๐๑ ภาคเรยี นที่ ๑ ช้นั ประถมศึกษาปท่ี ๕

คําชี้แจง ใหน กั เรยี นตอบคาํ ถามตอไปนี้
๑. รอ ยแกว คืออะไร
...................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................

๒. การอานออกเสยี งบทรอยแกวมหี ลักการอานและมารยาทในการอานอยางไรบา ง
(เขียนสรุปความรเู ปน แผนผงั ความคดิ )

๓. ใหนกั เรียนอา นออกเสียงบทรอยแกวจากบทอานทก่ี าํ หนดขา งตน ตามหลักการอาน จากนน้ั สนทนา
เกีย่ วกบั ใจความของเร่อื ง

ช่อื ................................................. นามสกลุ ............................................. ชั้น.................เลขท่.ี ..............

๖ ชุดกจิ กรรมการเรียนรู สําหรบั นักเรยี น ระดบั ประถมศึกษา ภาคเรียนท่ี ๑ (ภาษาไทย ป.๕)

ใบความรูท่ี 2 เรอ่ื ง การอานออกเสยี งบทรอ ยกรอง

หนวยการเรียนรูท่ี ๑ เร่ือง ส่อื สารคลอ งตองรูว ธิ ี
แผนการจดั การเรยี นรทู ี่ 2 เร่อื ง การอา นออกเสียงบทรอยกรอง
รายวชิ า ภาษาไทย รหสั วิชา ท๑๕๑๐๑ ภาคเรยี นที่ ๑ ช้ันประถมศึกษาปท่ี ๕

การอา นออกเสยี งบทรอยกรอง

บทรอ ยกรอง คือ ถอยคาํ ท่เี รียบเรยี งใหเปนระเบยี บถกู ตอ งตามขอ กาํ หนดฉันทลกั ษณ
กลอนสภุ าพ คอื กลอนทว่ี รรคหนึ่งมจี าํ นวนคําระหวา ง 7 - 9 คํา
สําหรบั การอานออกเสยี งบทรอยกรองน้ัน กอนอานควรศึกษาประเดน็ ตอไปนี้ เพื่อใหส ามารถอานไดถูกตอ ง

1. คําศัพทยากในบทรอยกรอง ตอ งศกึ ษาคําอา นและความหมายใหเขาใจกอน
2. รปู แบบของบทรอ ยกรอง ตองศกึ ษาประเภทของบทรอ ยกรอง จาํ นวนคําในวรรค
3. จงั หวะการอา น ตอ งศึกษาจังหวะการอานของบทรอยกรองประเภทนั้น ๆ เพราะบทรอยกรอง
ถา มี 7 คํา ใหอ านเปน 2/2/3 ถา มี 8 คาํ ใหอ า นเปน 3/2/3 ถา มี 9 คําใหอา นเปน 3/3/3

วิธกี ารอา นออกเสยี งบทรอ ยกรองมี 2 วิธี ดังน้ี

1. อานออกเสียงปกติ คือ อานออกเสียงปกติเหมือนกับการอานบทรอยแกวท่ัวไป แตจะมี
การเวน วรรค และเนน จงั หวะท่ีสัมผสั ตามบทรอยกรองแตละประเภท ซง่ึ แตกตา งกนั

2. อานออกเสียงเปนทํานอง คือ อานใหมีสําเนียงสูง ต่ํา หนัก เบา ยาว ส้ัน เอ้ือนเสียง และเนน
สัมผสั ใหชัดเจน ไพเราะ เสยี งเปน กังวาน แสดงอารมณต ามเน้อื หาของบทรอยกรอง

หลักสําคญั ในการอานออกเสียงบทรอ ยกรอง

1. อา นออกเสยี งใหชัดเจนและถูกตองตามอักขรวธิ ี
2. อานเวนจังหวะวรรคตอนใหถกู ตอ งตามลักษณะของบทรอยกรองแตละประเภท รูจักทอดจังหวะ
เอ้อื นเสยี ง หรอื หลบเสยี ง
3. นา้ํ เสียงไพเราะชดั เจน นมุ นวลนาฟง เสยี งไมเบาหรือดงั มากจนเกนิ ไป
4. เนนเสียงแสดงอารมณใหเ ปนไปตามเนอ้ื เรือ่ ง เชน รกั ราเริง โกรธ เศรา โดยใชน ํ้าเสยี งใหเ ขากับ
สถานการณนั้น ๆ

มารยาทในการอา น

1. อานดวยนาํ้ เสยี งสภุ าพ เสียงดังพอประมาณ ไมต ะโกนเสยี งดัง
2. มีทาทางที่สุภาพในการอาน บุคลิกภาพเรียบรอ ย สงา งาม
3. ถาเปนการนง่ั อาน ควรนงั่ หลงั ตรง ถา เปนการยืน ควรยนื ตรงดว ยทา ทางท่สี ภุ าพ
4. ถาเปนการอานบทรอ ยกรอง ควรอานใหถ กู ตอ งตามฉันทลกั ษณ

หนวยการเรียนรูท่ี ๑ เร่ือง สื่อสารคลอ งตองรูวธิ ี ๗

ใบงานที่ ๒ เร่ือง การอานออกเสียงบทรอ ยกรอง

หนว ยการเรียนรูท่ี ๑ เรื่อง สือ่ สารคลองตอ งรวู ิธี
แผนการจดั การเรียนรทู ี่ ๒ เร่อื ง การอานออกเสยี งบทรอ ยกรอง
รายวชิ า ภาษาไทย รหัสวิชา ท๑๕๑๐๑ ภาคเรียนท่ี ๑ ช้นั ประถมศึกษาปที่ ๕

คาํ ช้ีแจง ใหนกั เรียนตอบคําถามตอไปน้ี
๑. บทรอยกรอง คอื อะไร
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๒. การอานบทรอยกรองอา นไดกแ่ี บบ อะไรบา ง
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๓. การอานออกเสียงบทรอยกรองมีหลักการอา นอยา งไร
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๔. ใหนักเรียนฝกอา นบทรอยกรองทก่ี ําหนด โดยทําเคร่ืองหมาย / (เครื่องหมายทบั ) แบง จังหวะการอานให
ถูกตองและอา นเปน ทํานองเสนาะ

อันมนษุ ยเ ปรยี บไดเหมอื นไมด อก ยามทีอ่ อกดอกสวยดว ยสีสนั
แตอ ยคู ละระเกะระกะครนั ดว ยตางพนั ธต างตน ตางท่มี า
แมวาเกบ็ ดอกไมม าเรยี งรอ ย มาลัยนอยก็งามเดน เห็นคุณคา
เหมอื นคนทีม่ วี นิ ัยไมเ ฉยชา ยอมนาํ พาใหสังคมสุขรมเยน็

(จากหนังสือเรยี นภาษาไทย ชดุ พนื้ ฐานภาษา ชน้ั ประถมศึกษาปที่ ๕ เลม ๒)

บทรอ ยกรองเปน คําประพนั ธป ระเภท
..............................................................................................................................................................................
แบงจงั หวะการอานเปน ................................จงั หวะ คอื
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

ช่อื .................................................นามสกลุ ................................................ ช้นั ....................เลขท่.ี ............

๘ ชดุ กจิ กรรมการเรยี นรู สําหรบั นักเรียน ระดับประถมศึกษา ภาคเรียนท่ี ๑ (ภาษาไทย ป.๕)

ใบความรูท ่ี 3 เรอื่ ง การคัดลายมือ

หนวยการเรยี นรทู ี่ ๑ เรื่อง ส่ือสารคลอ งตองรวู ธิ ี
แผนการจดั การเรียนรูที่ 3 เรอ่ื ง การคดั ลายมือตัวบรรจงเตม็ บรรทัด
รายวิชา ภาษาไทย รหัสวชิ า ท๑๕๑๐๑ ภาคเรียนท่ี ๑ ช้นั ประถมศึกษาปท่ี ๕

หนว ยการเรียนรูท ี่ ๑ เรอื่ ง สือ่ สารคลอ งตอ งรวู ิธี ๙

(สํานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาข้ันพ้ืนฐาน กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. ภาษาไทย สาระทค่ี วรรู
คูม อื การเรยี นการสอนภาษาไทย ระดับประถมศึกษา. กรงุ เทพฯ : โรงพิมพช ุมนมุ สหกรณ
การเกษตรแหง ประเทศไทย จํากัด, ๒๕๕๓.)

มารยาทในการเขยี นควรปฏบิ ตั ิ ดังน้ี

๑. ควรเขียนดว ยลายมอื ตวั บรรจง เพอื่ ใหอา นเขา ใจงา ย
๒. ควรเขียนโดยใชภ าษาท่ีสุภาพถูกตองตามหลักภาษาไทย
๓. ไมควรเขียนวา รา ยผอู นื่ ใหไ ดร บั ความเสยี หาย
๔. เม่ือเขียนผิดควรใชย างลบ หรอื น้ํายาลบคําผิดลบใหส ะอาด
๕. ไมค วรขดี เขียนโตะ เกาอี้ หรอื ในท่ีทหี่ ามเขยี น
๖. ควรเขยี นในกระดาษทม่ี ีสขี าว สะอาด ไมย บั หรือฉีกขาด
๗. ใชห มึกปากกาสีดาํ หรอื สนี าํ้ เงิน ไมค วรใชห มกึ ปากกาสีฉดู ฉาดในงานนําเสนอ
๘. หากนาํ งานเขยี นของผอู น่ื มาใช ควรเขียนอางอิงแหลง ทมี่ าใหช ดั เจน
๙. มีความรับผดิ ชอบในงานเขียนของตนเอง

๑๐ ชดุ กจิ กรรมการเรยี นรู สําหรบั นักเรียน ระดับประถมศกึ ษา ภาคเรยี นท่ี ๑ (ภาษาไทย ป.๕)

กลอนหลกั การคดั ลายมอื

เขยี นลายมือ มหี ลัก รจู กั น่ัง
ตวั ตอ งตง้ั ตรงแนบ ถกู แบบอยา ง
จับดนิ สอ ปากกา ถูกทาทาง
สมดุ วาง พลางเพง แลว เลง็ แล
คอยเขยี นไป ใหง าม ตามสว นสัด
ชอ งไฟจัด วดั กะ ระยะแน
สระหรือ เคร่อื งหมาย อยายา ยแปร
ตั้งใจแน มีระเบียบ เรยี บรอ ยเอย

หนว ยการเรียนรทู ่ี ๑ เรือ่ ง สอ่ื สารคลองตอ งรูวธิ ี 11

ใบงานท่ี ๓ เร่ือง การคดั ลายมอื ตัวบรรจงเต็มบรรทดั

หนวยการเรยี นรทู ี่ ๑ เรื่อง สอื่ สารคลอ งตองรวู ิธี
แผนการจัดการเรียนรทู ี่ ๓ เรอื่ ง การคดั ลายมือตัวบรรจงเตม็ บรรทัด
รายวชิ า ภาษาไทย รหสั วิชา ท๑๕๑๐๑ ภาคเรียนท่ี ๑ ชน้ั ประถมศึกษาปที่ ๕

คําช้ีแจง ใหน กั เรียนคดั ลายมอื ตัวบรรจงเต็มบรรทัดบทรอ ยกรอง ตามรูปแบบกระทรวงศกึ ษาธกิ าร

วนั ภาษาไทยแหง ชาติ

จากพระราชดาํ รสั ตอนหนึง่ ของพระบาทสมเดจ็ พระบรมชนกาธเิ บศร มหาภูมพิ ลอดุลยเดชมหาราช
บรมนาถบพิตรวา “ภาษาไทยเปนเคร่ืองมืออยางหน่ึงของชาติ ภาษาท้ังหลายเปนเคร่ืองมือของมนุษย
ชนิดหนึ่ง คือ เปน ทางสําหรบั แสดงความคดิ ความเหน็ อยา งหนงึ่ เปน สงิ่ สวยงามอยา งหนง่ึ เชน ในทางวรรณคดี
เปนตน ฉะนน้ั จึงจําเปนตอ งรักษาใหดี ประเทศไทยน้ันมีภาษาของเราเองซง่ึ ตองหวงแหน...” ซ่ึงพระราชทาน
เมื่อคร้ังเสดจ็ พระราชดาํ เนนิ ไปทรงเปน ประธานในการประชุมทางวิชาการที่จฬุ าลงกรณม หาวิทยาลัย เมอ่ื วนั ท่ี
๒๙ กรกฎาคม ๒๕๐๕ จนเปนเหตุใหในเวลาตอมา คณะรัฐมนตรีไดกาํ หนดใหวนั ที่ ๒๙ กรกฎาคม ของทุกป
เปน “วันภาษาไทยแหง ชาติ”

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..……………..
...............…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..…..
.……………………………………………………………..…………………....…………………...…………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………....…………………………………
………..……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….....………………
…………..……………………………………………………..……………………………………...…………………………………………………………………………………………
………..…….………………………………………………..……………………………………...………………………………………………………………………....………….……
…………..…….………………………………………………..……………………………………...…………………………………………………………………..……………………
…………..…….………………………………………………..……………………………………...……………………………………………………………………………………..…
…………..…….………………………………………………..……………………………………...…………………………………………………………………………………..……
…………..…….………………………………………………..……………………………………...………………………………………………………………………………..………
…………..…….………………………………………………..……………………………………...………………………………………………………………………………..………
…………..…….………………………………………………..……………………………………...………………………………………………………………………………..………
………..…….………………………………………………..……………………………………...………………………………………………………………………………..…………
………..…….………………………………………………..……………………………………...……………………………………………………………………………….………….

ชือ่ .................................................นามสกุล.................................................ชัน้ .................เลขท.่ี ..............

12 ชดุ กิจกรรมการเรยี นรู สาํ หรบั นกั เรยี น ระดบั ประถมศกึ ษา ภาคเรยี นที่ ๑ (ภาษาไทย ป.๕)

ใบงานที่ 4 เรอ่ื ง การคดั ลายมือตวั บรรจงครึง่ บรรทดั

หนวยการเรียนรทู ี่ ๑ เร่ือง ส่อื สารคลองตอ งรูว ิธี
แผนการจดั การเรียนรูท ่ี 4 เร่อื ง การคดั ลายมอื ตวั บรรจงครึ่งบรรทัด
รายวิชา ภาษาไทย รหัสวิชา ท๑๕๑๐๑ ภาคเรยี นที่ ๑ ชนั้ ประถมศึกษาปที่ ๕

คาํ ชี้แจง ใหนักเรยี นอา นแลวคดั ลายมือตวั บรรจงครึง่ บรรทดั จากบทรอยกรองท่กี าํ หนด

ในโลกนม้ี ีอะไรเปน ไทยแท

ในโลกนม้ี อี ะไรเปนไทยแท ของไทยแนน้ันหรือคือภาษา
ทั้งคนมีคนจนแตตนมา ใชภาษาไทยท่วั ทกุ ตัวคน
เดก็ ตะโกนกกึ กองรองเรยี กแม เรม่ิ ใชคาํ ไทยแทมาแตต น
ไมมตี างภาษามาปะปน ทุกทุกคนกส็ ุขสบายใจ
แมอยากใหล ูกรักไดพ กั ผอ น กไ็ กวเปลใหน อนจนหลบั ใหล
สําเนียงกลอ มรายรองทํานองไทย ตดิ หูแตส มยั โบราณมา
พอโตขึ้นสงเจาเขา โรงเรยี น ไดเ ร่ิมอานเรมิ่ เขยี นเรยี นภาษา
ภาษาไทยนนั้ ไดพ ฒั นา เปนภาษาขดี เขียนใหเรยี นกนั
บางชอบอา นถอยคําทํานองเสนาะ ภาษาไทยไพเราะไมแ ปรผัน
มเี สยี งวรรณยุกตท กุ ทกุ ช้ัน ขับรอ งกันไดง ายคลายดนตรี
ฉะน้ันหรอื จะไมใ หรกั เจา ภาษาไทยของเรามีศักด์ศิ รี
เกดิ เปน ไทยคนหนึ่งเราจงึ มี ของดีดีชอื่ วา "ภาษาไทย"

ผแู ตง หมอ มหลวงปน มาลากลุ

หนวยการเรยี นรูท่ี ๑ เรอ่ื ง สอ่ื สารคลองตองรวู ธิ ี 13
..................................................................................

…………………………………………………………………………………………………………………………………........................................................................…
………………………………………………..……………................………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………..…….………………………………………………..……………………………………...……………………
…………………………………………………. . . . …………. ………………..…….………………………………………………..……………………………………...…………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………..…………………..…….………………………………………………..……………………………………...……………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………........................................................................…
………………………………………………..……………................………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….

ชื่อ........................................................นามสกลุ ................................................ชน้ั ...............เลขท่.ี ............

14 ชุดกิจกรรมการเรยี นรู สาํ หรบั นักเรียน ระดับประถมศกึ ษา ภาคเรยี นท่ี ๑ (ภาษาไทย ป.๕)

ใบความรทู ่ี 4 เรอ่ื ง การอา นจบั ใจความและวิเคราะหแ สดงความคิดเห็นจากเรอื่ งท่ีอาน

หนว ยการเรยี นรทู ่ี ๑ เร่ือง สอื่ สารคลองตองรวู ธิ ี
แผนการจัดการเรยี นรูท่ี ๕ เร่ือง การอานจับใจความและวิเคราะหแสดงความคดิ เหน็ จากเรอ่ื งท่ีอาน

รายวิชา ภาษาไทย รหสั วชิ า ท๑๕๑๐๑ ภาคเรยี นที่ ๑ ชั้นประถมศึกษาปที่ ๕

การอานจับใจความสาํ คัญ

การอา นจับใจความเปนการอา นเพอ่ื จับใจความหรือขอคดิ ความคดิ หลักของขอความ หรอื เรือ่ งทอ่ี าน
เปนขอ ความทคี่ รอบคลมุ ขอ ความอื่น ๆ ในยอ หนา หนงึ่ ๆ ไวท ั้งหมด

ใจความสําคัญ หมายถึง ใจความที่สําคัญ และเดนที่สุดในยอหนา เปนแกนของยอหนาที่สามารถ
ครอบคลุมเน้ือความในประโยคอน่ื ๆ ในยอหนา น้ันหรอื ประโยคทสี่ ามารถเปน หัวเร่อื งของยอ หนานนั้ ได

ถา ตัดเน้ือความของประโยคอน่ื ออกหมด หรือสามารถเปนใจความหรอื ประโยคเด่ียว ๆ ได โดยไมตอง
มีประโยคอ่ืนประกอบ ซ่ึงในแตล ะยอหนาจะมีประโยคใจความสําคัญเพียงประโยคเดียว หรืออยางมากไมเ กิน
๒ ประโยค

ใจความรองหรือพลความ (พน-ละ-ความ) หมายถึง ใจความหรือประโยคท่ีขยายความประโยค
ใจความสําคัญ เปนใจความสนับสนุนใจความสําคัญใหชัดเจนขึ้น อาจเปนการอธิบายใหรายละเอียด ใหคํา
จาํ กัดความ ยกตัวอยา ง เปรียบเทียบ หรือแสดงเหตุผลอยางถ่ีถว น เพอื่ สนับสนุนความคดิ สวนท่ีมใิ ชใจความ
สาํ คัญ และมิใชใ จความรอง แตชวยขยายความใหมากขึน้ คอื รายละเอยี ด

หลักพืน้ ฐานการอานจบั ใจความสาํ คญั

๑. ตัง้ จุดมุงหมายในการอานใหชดั เจน
๒. อา นเรอ่ื งราวอยางคราว ๆ พอเขาใจ และเก็บใจความสาํ คัญของแตละยอหนา
๓. เมอ่ื อา นจบใหต ง้ั คาํ ถามตนเองวา เร่อื งทีอ่ าน มีใคร ทําอะไร ท่ีไหน เมื่อไร อยา งไร
๔. นําส่ิงที่สรุปไดมาเรียบเรียงใจความสําคัญใหมดวยสํานวนของตนเอง เพื่อใหเกิดความ
สละสลวย

วธิ จี บั ใจความสาํ คัญ

วธิ กี ารจบั ใจความมีหลายอยา ง ขนึ้ อยูกับความชอบวา อยางไร เชน
- การขีดเสนใต
- การใชสีตาง ๆ กัน เพ่ือแสดงความสําคัญมากนอยของขอ ความ
- การบนั ทกึ ยอ เปนสวนหนึง่ ของการอานจบั ใจความสําคัญทดี่ ี แตผูท ีย่ อควรยอ ดว ยสํานวนภาษา

และสํานวนของตนเองไมควรยอดวยการตัดเอาขอความสําคัญมาเรียงตอกัน เพราะอาจทําใหผูอานพลาด
สาระสาํ คญั บางตอนไปอนั เปน เหตุใหการตีความผดิ พลาดคลาดเคลอ่ื นได

หนว ยการเรยี นรทู ี่ ๑ เร่ือง สือ่ สารคลอ งตอ งรวู ิธี 15

วธิ จี บั ใจความสําคญั

๑. อา นพิจารณาเนือ้ หาทลี ะยอหนา และคน หาประโยคใจความสาํ คญั ของแตละยอ หนา
๒. ตัดสวนที่เปนรายละเอียดออก เชน ตัวอยาง สํานวนเปรียบเทียบ ตัวเลข สถิติ ตลอดจนคําถาม
หรอื คําพดู ของผเู ขียนซึ่งเปน สว นขยาย
๓. สรุปใจความสําคัญดวยสํานวนภาษาของตนเอง โดยเขียนใหเขาใจใหมากที่สุด เพื่อใหเนื้อหา
กระชบั

การพิจารณาตาํ แหนง ของใจความสําคญั

ใจความสาํ คัญของขอความ แตล ะยอ หนาจะปรากฏ ดงั นี้
๑. ประโยคใจความสาํ คญั อยูตอนตนของยอ หนา
๒. ประโยคใจความสําคญั อยูตอนกลางของยอหนา
๓. ประโยคใจความสําคัญอยูตอนทายของยอหนา
๔. ประโยคใจความสําคญั อยูตอนตน และตอนทายของยอ หนา
ขอสังเกต ในกรณีท่ีใจความสําคญั หรือความคดิ สาํ คญั นนั้ อาจอยูรวมในความคดิ ยอ ย ๆ โดยไมมี
ความคิดท่ีเปนประโยคหลัก หรือไมมีประโยคหลักอยูตอนตน ตอนกลาง และตอนทาย ผูอานอาจจะสรุป
ขน้ึ เอง โดยการอานท้ังยอ หนาแลวสรปุ

แหลงทม่ี าขอมลู : ปรบั ปรุงและเรียบเรียงมาจากเทคนิคการอานหนงั สอื ใหเ ร็วและจบั ใจความได
https://www.sites.google.com/site/technicalreading

การวิเคราะหแสดงความคิดเห็นจากเร่ืองท่ีอาน เปนการแยกแยะสวนตาง ๆ ของเรื่องท่ีอาน
อยา งมีระบบ ผอู านจะตองอานจบั ใจความเนอ้ื หาของเร่ืองใหเขาใจอยา งถองแท เพ่อื จะไดวเิ คราะหและแสดง
ความคิดเห็นเกี่ยวกับสาระความรู ขอคิด และประโยชนจากเรื่อง สามารถนําส่ิงที่ไดจากการอานไป
ประยุกตใชใ นการดาํ เนินชวี ิต

16 ชุดกจิ กรรมการเรยี นรู สาํ หรบั นักเรียน ระดับประถมศึกษา ภาคเรยี นท่ี ๑ (ภาษาไทย ป.๕)

ใบงานท่ี 5 เรอ่ื ง การอา นจับใจความและวเิ คราะหแ สดงความคดิ เหน็ จากเรอ่ื งทอี่ าน

หนว ยการเรียนรูท ี่ ๑ เรื่อง สื่อสารคลอ งตองรวู ิธี
แผนการจดั การเรียนรทู ี่ 5 เรือ่ ง การอานจับใจความและวเิ คราะหแสดงความคิดเหน็ จากเรื่องท่ีอา น

รายวชิ า ภาษาไทย รหสั วิชา ท๑๕๑๐๑ ภาคเรยี นที่ ๑ ชั้นประถมศึกษาปที่ ๕

ตอนที่ 1 สรุปหลกั การอา นจบั ใจความสําคญั และแสดงความคิดเห็นจากเรอ่ื งทอี่ าน

คาํ ชี้แจง ใหน ักเรยี นเขยี นแผนภาพความคิดสรปุ หลกั การอา นจับใจความสาํ คัญ

หนว ยการเรยี นรทู ี่ ๑ เรื่อง ส่ือสารคลองตองรูวธิ ี 17
ตอนที่ 2 เขียนระบใุ จความสําคญั
คาํ ชแ้ี จง ใหน กั เรียนอานขอความทกี่ าํ หนดใหแ ลว เขยี นประโยคที่เปนใจความสําคญั ใหถ กู ตอ ง

เม่อื จัดของขน้ึ รถแลว พอขับรถพาเมฆและฝนมงุ หนาไปทบ่ี า นปา นิด พ่ีสาวของแมที่อาํ เภอปากชอง ซง่ึ
อยหู า งจากถนนใหญ

ใจความสาํ คัญคอื ....................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

ลุงสมชายขุดสระนํ้าขนาดใหญเอาไวกักเก็บนํ้า เพ่ือรดตนไม รดผัก เล้ียงปลา และการเกษตรอื่น ๆ
นอกจากนี้ยังเลี้ยงไก เพ่ือเกบ็ ไขมาทาํ อาหาร

ใจความสําคัญคือ....................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

เมฆและฝนมีความสุขที่ไดมาเที่ยวบานปานิด และหวังวาจะไดมาเที่ยวที่นี่อีกบอย ๆ ไดสูดอากาศ
บริสุทธ์ิ ไดชืน่ ชมธรรมชาติ ไดก ินอาหารที่ปลอดสารพษิ

ใจความสาํ คญั คือ....................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

มะนาวและแกวตาต่ืนตาตื่นใจกับสสี ันของดอกไมนานาชนิดท่ีอยูรอบบานบนเนิน มีตนไมที่รมร่ืนอยู
ทั่วบริเวณบา น

ใจความสาํ คัญคือ....................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

18 ชุดกจิ กรรมการเรยี นรู สําหรบั นกั เรียน ระดับประถมศึกษา ภาคเรียนท่ี ๑ (ภาษาไทย ป.๕)
ถาฝนตก เราไมควรไปเที่ยวนา้ํ ตก เพราะอาจเปนอนั ตรายจากนํ้าท่ีไหลแรงตามโขดหินและมีตะไคร

น้ําทําใหล น่ื ลม ได
ใจความสาํ คญั คอื ....................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
ในแหลงนา้ํ ทกุ แหงไมวา นํ้าจดื หรอื นํา้ เคม็ สาหรา ยทกุ ชนิดมคี วามเทา เทียมกัน สาหรา ยขนาดเล็กเปน

อาหารของลูกสตั วน ้าํ สาหรา ยขนาดใหญเปน ทห่ี ลบภยั และวางไข แตส ่ิงสาํ คัญคอื สาหรา ยทุกชนดิ ลว นเปน
ผูผลิตออกซิเจนใหสงิ่ มชี วี ติ อน่ื ไดหายใจ

ใจความสําคัญคอื ....................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
การใชดินประสิวในอาหารมากเกินกําหนดจะทําใหเกิดพิษตอทางเดินอาหาร มีอาการคล่ืนไส
อาเจียน ปวดทอง ทองรวง อุจจาระเปนเลือด ดินประสิวในอาหาร ยังทําใหเกดิ สารชื่อไนโตรซามีน ซึ่ง
เปนสาเหตขุ องการเกดิ มะเรง็

(หนังสือสง เสริมการอา น : กรมวชิ าการ)
ใจความสาํ คัญคือ....................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

ชื่อ......................................................นามสกลุ ....................................................ชั้น.............เลขท่.ี ............

หนวยการเรยี นรทู ่ี ๑ เรอื่ ง สอ่ื สารคลองตองรวู ธิ ี 19

ใบความรูท่ี 5 เรอ่ื ง การจับใจความสาํ คัญจากการฟงและดู

หนว ยการเรยี นรทู ี่ ๑ เร่ือง ส่อื สารคลองตองรูว ธิ ี
แผนการจัดการเรยี นรทู ่ี 6 เร่อื ง การจับใจความสําคญั จากการฟง และดู
รายวิชา ภาษาไทย รหสั วิชา ท๑๕๑๐๑ ภาคเรียนที่ ๑ ชั้นประถมศึกษาปท่ี ๕

การจบั ใจความสําคัญจากการฟง และดู

การจับใจความสําคัญจากการฟงและดู เปนการจับใจความสําคัญหรือขอคดิ หรือความคิดหลกั ของ
เรอื่ งที่ฟงและดู โดยใจความสําคัญน้ัน จะเปนสิ่งที่ครอบคลุมเรื่องราวท้ังหมดที่ฟงและดู

ใจความสําคัญ หมายถึง ใจความที่สําคัญทีส่ ดุ หรอื เรยี กวา เปน หวั ใจหลักของเรื่องนัน้ ทง้ั หมด เชน
- การฟงและดคู รูเลา นิทาน : ในนิทาน 1 เร่ืองจะมใี จความสําคัญหรือความคิดหลกั ของเรอ่ื ง อาจ
เปน ขอ ความหรอื ประโยคทค่ี รอบคลมุ เนือ้ หาทั้งหมดของเร่อื ง หรอื อาจเปนขอ คิดของเรือ่ ง
- การฟงและดูขาว/เหตุการณในชีวิตประจําวนั : ในแตละวันเราจะไดฟงและดูขาวหรือเหตกุ ารณ
ตาง ๆ ในชีวิตประจําวนั ซ่ึงทําใหเราไดร ูและเปนประสบการณนนั้ ในเรื่องทไี่ ดฟ งและดู มักจะมคี วามคิดหลัก
หรอื ทเี่ รียกวา “ประเดน็ หลกั ” ของขา ว/เหตุการณน ้นั ๆ ซ่ึงจะทาํ ใหเ ราเขาใจภาพรวมไดโ ดยงาย

หลกั การจบั ใจความสาํ คญั จากการฟงและดู

๑. ตงั้ จดุ มงุ หมายในการฟงและดใู หช ดั เจน
๒. ฟงและดเู รือ่ งราวอยา งคราว ๆ พอเขา ใจ และเกบ็ ประเดน็ ที่สาํ คญั ๆ ของเรอ่ื ง
๓. เมือ่ ฟงและดจู บใหต ั้งคาํ ถามตนเองวาเรอ่ื งทอี่ านมี “ใคร ทาํ อะไร ท่ไี หน เมอ่ื ไร อยางไร”
๔. นาํ ส่งิ ทส่ี รปุ ไดม าเรียบเรยี งใจความสาํ คญั ใหมดว ยสาํ นวนของตนเอง เพื่อใหเ กดิ ความสละสลวย

จุดมงุ หมายของการสรุปความจากการฟงและดู

การจับใจความสําคัญจากเร่ืองท่ีฟงและดู แลวนํามาเรียบเรียงใหมอยางสั้น ๆ เพื่อใหรูวาเปนเรอื่ ง
อะไร โดยมี “ใคร ทําอะไร มีใครทําอะไร ท่ีไหน เมื่อไร อยางไร” จดุ มุงหมายของการสรปุ ความจากการฟง
และดูมดี ังน้ี

๑. เพื่อการนําไปใช เชน เพ่ือขอมูลท่ีไดมาเขียนเรียงความ เพ่ือชวยทบทวนความรู ความคิด และ
ความจํา เพือ่ นําใจความสําคญั ไปใชในการติดตอสอื่ สาร ชว ยใหก ารฟง และการดไู ดผ ลดีย่ิงข้ึน

๒. เพ่ือความเพลิดเพลิน ไดแก การรับสารเพื่อความสนุกสนาน ผอนคลายความตึงเครียด ไมเนน
ความสําคัญของเนอื้ หาสาระ ไมจาํ เปนตอ งมีสมาธิมากนักในการรับสาร

๓. เพื่อความจรรโลงใจ ไดแก การรบั สารทีก่ อใหเกิดสตปิ ญญาหรอื ชวยยกระดับจิตใจใหส ูงข้ึน ผรู ับสาร
ตองมีวจิ ารณญาณทจี่ ะเชื่อหรือปฏบิ ัตใิ นสงิ่ ท่ีถูกตอ ง

๔. เพอื่ ประเมินผลและวิจารณ ไดแก การรบั สารที่ตองอาศยั ความรูอยางละเอียด ถกู ตองในเรอ่ื งทจ่ี ะ
ประเมนิ หรอื วจิ ารณ นอกจากน้ัน ตอ งมคี วามเปน ธรรม ไมม ีอคตติ อผูสง สารหรือตวั สาร

20 ชดุ กจิ กรรมการเรียนรู สาํ หรบั นักเรยี น ระดบั ประถมศึกษา ภาคเรยี นท่ี ๑ (ภาษาไทย ป.๕)

กระบวนการฟงและการดมู ี ๖ ขน้ั ตอน ดังน้ี

๑. ข้ันไดย ินหรือเห็น เปนข้ันตนของการรับสาร เมื่อมีคล่ืนเสียงมากกระทบกับโสตประสาทหรือได
เห็นภาพทีป่ รากฏอยูใ นสายตา

๒. ข้ันพิจารณาแยกแยะเสียงที่ไดยินหรือภาพที่เห็น วาเปนเสียงอะไรหรือภาพอะไร คน สัตว
สิ่งของ หรือปรากฏการณทางธรรมชาติ

๓. ขน้ั ยอมรบั เปน ข้ันตอนทตี่ อ จากการพจิ ารณาแลว ผฟู งหรอื ผูดูอาจยอมรบั หรอื ปฏิเสธวา ขอความ
ท่ไี ดยนิ หรอื ภาพท่เี หน็ สอื่ ความหมายไดห รอื ไม

๔. ข้ันตคี วาม เปนขั้นทผ่ี ฟู งหรอื ผดู ูแปลความหมายหรือตีความหมายของสงิ่ ท่ีไดย นิ หรือไดเ ห็นใหตรง
กบั จดุ ประสงคของผูสงสารที่ตอ งการส่ือถึงผูรบั สาร เนื่องจากสารท่สี งมาอยูในรปู ของความหมายโดยนยั

๕. ขั้นเขาใจ เปน ข้ันท่ีผูฟง หรอื ผดู ูทาํ ความเขาใจกับขอความทไ่ี ดย ินหรือภาพที่ไดเ หน็
๖. ขน้ั นาํ ไปใช เปน ขัน้ ท่พี จิ ารณาจนเขา ใจ อยางถองแทแลว ผฟู งและผูด กู ็จะมีปฏกิ ิรยิ าตอบสนอง

หลักการฟง ทด่ี ี

๑. ฟงใหต รงจุดประสงค คอื กําหนดจุดประสงคใ นการฟง เชน ฟงเพื่อเอาความรู ฟงเพ่อื สรุปความรู
๒. ฟงดว ยความพรอ ม คือ ตองมีความพรอ มทง้ั ทางรา งกาย จิตใจ และสติปญ ญา
๓. ฟงอยา งมีสมาธิ คือ มคี วามตง้ั ใจ จดจออยูกับเร่ืองที่ฟงหรอื ดู ไมฟุงซานคิดถงึ เรอ่ื งอ่นื
๔. ฟง ดว ยความกระตอื รอื รน คอื มคี วามสนใจ เห็นประโยชนห รอื คณุ คาของเร่อื งทฟี่ ง
๕. ฟง โดยไมม อี คติ คอื ไมม คี วามลาํ เอยี ง ซ่งึ ความลาํ เอียงเกดิ จากความรัก ความโกรธ
๖. ฟง โดยใชวจิ ารณญาณ คือ นําสงิ่ ทฟี่ ง มาประเมินวา มปี ระโยชนหรอื นาเช่ือถือมากนอยเพียงใด

มารยาทในการฟงและดู

๑. ฟงและดูดวยความสงบ เพราะจะชว ยใหมีสมาธมิ ากขน้ึ
๒. ฟง และดูดว ยความต้งั ใจ และจดบนั ทึกประเด็นสําคญั
๓. ปรบมอื แสดงอาการ เม่อื ประทับใจ
๔. มองหนา และสบตาของผพู ดู
๕. เมื่อมีขอสงสัย ควรยกมือถามหลังผพู ดู เปด โอกาสใหถาม ไมค วรถามแทรกขณะท่ผี ูพ ูดกําลงั พูดอยู
๖. ไมสงเสียงดงั รบกวนผอู นื่ ขณะฟง
๗. ไมควรแสดงทาทาง สีหนา เมอื่ ไมพอใจผูพดู
๘. ต้ังใจฟง และดูเรอื่ งราว ตงั้ แตตนจนจบ ไมควรลกุ เดนิ หนอี อกจากทปี่ ระชุม
๙. ไมค วรแสดงกิริยาทไ่ี มเหมาะสม เชน โหร อ ง หัวเราะเสยี งดงั พดู ตะโกนถาม หรอื นัง่ กระดิกเทา
๑๐. ไมค วรเดนิ เขา เดินออกขณะที่ผพู ูดกาํ ลงั พูด หากมีความจาํ เปน ควรทาํ ความเคารพกอน

หนวยการเรยี นรทู ี่ ๑ เรอ่ื ง ส่อื สารคลอ งตองรูว ธิ ี 21

ใบงานที่ 6 เร่ือง การตั้งคําถาม ตอบคําถาม และสรุปใจความสาํ คญั จากเรอื่ งทฟ่ี ง และดู

หนว ยการเรียนรทู ่ี ๑ เรื่อง สอื่ สารคลองตอ งรูวิธี
แผนการจดั การเรียนรทู ี่ 6 เรือ่ ง การจบั ใจความสาํ คญั จากการฟง และดู
รายวิชา ภาษาไทย รหสั วิชา ท๑๕๑๐๑ ภาคเรียนที่ ๑ ช้ันประถมศึกษาปที่ ๕

คําช้ีแจง ใหนักเรียนฟงและดูนิทานที่ครูกําหนด จากน้ันต้ังถามและตอบคําถาม พรอมเขียนสรุปใจความ
สําคญั
นิทานเรื่อง.....................................................................

คาํ ถาม คําตอบ
..................................................................... ......................................................................
................................................................... ......................................................................

..................................................................... ......................................................................
..................................................................... ......................................................................

..................................................................... ......................................................................
..................................................................... ......................................................................

..................................................................... ......................................................................
..................................................................... ......................................................................

..................................................................... ......................................................................
..................................................................... ......................................................................

สรุปใจความสําคัญ
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

ชอื่ ....................................................นามสกลุ ................................................ชั้น.................เลขที่...............

22 ชุดกจิ กรรมการเรยี นรู้ สําหรบั นักเรยี น ระดบั ประถมศึกษา ภาคเรยี นที่ ๑ (ภาษาไทย ป.๕)

ใบความรู้ท่ี ๖ เร่ือง การพูดแสดงความรู้และความคดิ เหน็ จากเร่ืองท่ีฟงั และดู

หน่วยการเรียนรทู้ ี่ ๑ เรอ่ื ง สือ่ สารคล่องตอ้ งรู้วธิ ี
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ 7 เรื่อง การพดู แสดงความรู้และความคดิ เหน็ จากเรอ่ื งทฟ่ี งั และดู

รายวชิ า ภาษาไทย รหสั วชิ า ท๑๕๑๐๑ ภาคเรียนท่ี ๑ ช้ันประถมศกึ ษาปที ่ี ๕

การพดู แสดงความรู้

การพูดแสดงความรู้ เป็นการถ่ายทอดความรู้ที่มีอยู่ให้ผู้อื่นได้รับรู้โดยการพูด ซ่ึงสะท้อนจากความรู้ท่ี
ไดพ้ บเห็นจากภาพ เหตกุ ารณ์ สถานการณต์ ่าง ๆ สถานที่ หรือส่งิ ของตา่ ง ๆ ดว้ ยการพดู ให้ผู้อน่ื ฟัง

การพดู แสดงความคิดเห็น

การพูดแสดงความคิดเห็น เป็นการพูดขยายความจากเร่ืองใดเรื่องหนึ่ง โดยการพูดอธิบายหรือพูด
แสดงความคิดเห็นเก่ียวกบั เรอ่ื งนน้ั ๆ อยา่ งมีหลกั ฐานหรือเหตผุ ลประกอบ

ดังน้ัน การพูดแสดงความรู้และความคิดเห็น เป็นการพูดแสดงความรู้และความคิดเห็นต่อเรื่องใด
เร่ืองหน่ึง ควรพิจารณาอย่างรอบคอบ ผู้พูดจะต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนที่จะพูดว่าถูกต้องหรือไม่
จากนนั้ พูดให้กระจ่าง ชดั เจน โดยใชเ้ หตุผลประกอบหรือมหี ลักฐานอ้างองิ

หลักการพดู แสดงความร้สู กึ และความคดิ เหน็

1. ศึกษาเร่อื งทสี่ นใจจะพดู ใหเ้ ข้าใจ ชัดเจน แจ่มแจ้ง
2. มีความรู้ ความเขา้ ใจเก่ยี วกบั เรอื่ งท่จี ะพดู เป็นอยา่ งดี
3. กล่าวถึงข้อมูลหรือข้อเท็จจริงก่อน (ภาคความรู้) หลังจากน้ันจึงกล่าวความคิดเห็น (ภาคความ
คิดเหน็ ) โดยใช้เหตผุ ลหรอื หลักฐานประกอบ เพื่อขยายความเข้าใจให้ชดั เจนยงิ่ ขึน้
4. พดู ในเชิงสร้างสรรค์ และมขี อ้ เสนอแนะ โดยไม่มีอคติหรอื ความลําเอยี ง
๕. มีมารยาทในการพดู พูดดว้ ยนา้ํ เสียงสภุ าพ ไมใ่ ชถ้ ้อยคาํ ภาษาทีร่ นุ แรง
๖. ควรเขียนแบบร่างก่อนพูด แล้วตรวจสอบปรับปรุงสํานวนภาษา และการเขียนสะกดคําให้ถูกต้อง
๗. พูดด้วยความเป็นกัลยาณมิตร บุคลิกภาพต้องเหมาะสม น่าเช่ือถือ เพ่ือให้ผู้ฟังเกิดความไว้ใจและ
ยอมรบั ในตวั ผพู้ ูด
๘. ไม่พูดให้ร้าย และไม่พูดเสียดสีผู้อ่ืนให้ได้รับความเสียหาย เพราะจะมีผลกระทบตามมาในภายหลัง
๙. หลีกเลีย่ งการพดู แสดงความคดิ เหน็ เร่ืองสว่ นตวั ของผอู้ ื่น ไมพ่ ูดจาส่อเสียด ทบั ถม เยาะเย้ยผอู้ ื่น
๑๐. พูดมีหางเสียง หรือมคี ําลงทา้ ยทสี่ ุภาพ เป็นทางการ เช่น ครบั /ค่ะ
1๑. พดู ดว้ ยความปรารถนาดี จริงใจ และบรสิ ุทธใ์ิ จต่อผอู้ น่ื

หนวยการเรียนรูที่ ๑ เรือ่ ง ส่อื สารคลองตองรวู ธิ ี 23

มารยาทในการพูด

๑. พูดจาไพเราะ
๒. ไมแ ยง กันพูด
๓. พดู ดวยคาํ สุภาพไมหยาบคาย
๔. พดู ดว ยนํา้ เสียงท่ีไพเราะนมุ นวล
๕. ไมพูดแทรกจงั หวะผูอ่นื
๖. พูดดวยหนาตายิ้มแยม แจมใส
๗. ใชค วามดังของเสียงใหพอเหมาะ ไมเสยี งเบาหรือดงั เกนิ ไป
๘. ไมพดู นินทาวารา ยผอู น่ื

ขอควรคํานึงในการพดู

การพูดแสดงความรูและความคิดเห็นจากเรื่องที่ฟงและดู เราควรพิจารณาใหรอบคอบกอนพูด เพ่ือ
ไมใ หเกดิ ความขดั แยง กบั ผูอนื่ เพราะในเร่อื งเดียวกัน แตล ะคนอาจมีมมุ มองและความคิดเห็นที่แตกตางกนั ได

24 ชดุ กิจกรรมการเรยี นรู สําหรบั นักเรียน ระดบั ประถมศกึ ษา ภาคเรยี นท่ี ๑ (ภาษาไทย ป.๕)

ใบงานท่ี 7 เร่อื ง การสรปุ หลักการพูดแสดงความรแู ละความคดิ เหน็ จากเรอื่ งทฟี่ งและดู

หนว ยการเรียนรูที่ ๑ เรื่อง ส่ือสารคลอ งตอ งรูว ิธี
แผนการจดั การเรียนรูท่ี 7 เรื่อง การพดู แสดงความรูและความคดิ เห็นจากเร่อื งทฟี่ ง และดู

รายวชิ า ภาษาไทย รหสั วิชา ท๑๕๑๐๑ ภาคเรียนท่ี ๑ ช้ันประถมศึกษาปที่ ๕
คาํ ช้แี จง ใหนกั เรียนเขียนแผนผงั ความคิดหลักการพูดแสดงความรูและความคิดเห็นจากเรอื่ งท่ีฟง และดู

อยางนอย 5 ขอ

ชอื่ ..........................................................นามสกลุ ................................................ชั้น...............เลขท่ี..........

หนว ยการเรยี นรูที่ ๑ เรอื่ ง ส่อื สารคลอ งตองรวู ิธี 25

ใบความรทู ่ี ๗ เรอ่ื ง การพูดแสดงความรูและความคิดเหน็ จากเรอ่ื งทฟ่ี งและดู

หนวยเรยี นรูท่ี ๑ เรอื่ ง สือ่ สารคลอ งตองรวู ธิ ี
แผนการจัดการเรยี นรทู ่ี 7 เรอ่ื ง การพดู แสดงความรแู ละความคิดเห็นจากเรอื่ งท่ีฟงและดู

รายวชิ า ภาษาไทย รหัสวชิ า ท๑๕๑๐๑ ภาคเรยี นที่ ๑ ชั้นประถมศึกษาปท่ี ๕

ขอควรคาํ นึงในการพดู

การพูดแสดงความรแู ละความคิดเห็นจากเรื่องท่ีฟง และดู เราควรพิจารณาใหรอบคอบกอนพูด เพื่อ
ไมใ หเกดิ ความขัดแยงกับผูอ่ืน เพราะในเร่อื งเดยี วกัน แตละคนอาจมีมุมมองและความคิดเห็นที่แตกตา งกันได

ตวั อยางการพดู แสดงความรสู กึ และความคดิ เห็น

“ฉนั รสู กึ ภมู ิใจทไี่ ดเ กดิ มาบนผนื แผน ดินไทย ภายใตร มพระบารมีในพระบาทสมเดจ็
พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระองคทรงรักและทรงหวงใยประชาราษฎรเสมอ
ทรงตรากตรําพระวรกายและทรงงานหนกั เพ่ือใหพ สกนิกรของพระองคไ ดอยูดีกนิ ดีมสี ุข”

“ประเทศไทยสมยั อดีตมปี าไมจํานวนมาก แตปจ จุบนั ถูกตัดทําลายไปจาํ นวนมาก
เชนกัน น่ันเพราะปา ไมเปนทรัพยากรที่จําเปนตอการดํารงชีวิตของมนุษย เมื่อความเจริญ
อยูท ่ีไหน การทําลายปาไมย อมอยูท่ีน่นั ดงั นั้นพวกเราทกุ คนควรชวยกันกนั อนุรกั ษปาไมที่

ลดนอ ยลงไปเร่ือย ๆ ใหกลบั มาสมบรู ณอ กี ครัง้ ”

26 ชุดกจิ กรรมการเรยี นรู้ สาหรบั นักเรียน ระดับประถมศึกษา ภาคเรียนท่ี ๑ (ภาษาไทย ป.๕)

ใบงานท่ี 8 เร่อื ง การพูดแสดงความรู้และความคดิ เหน็ จากเรอื่ งที่ฟังและดู

หน่วยการเรยี นรทู้ ี่ ๑ เร่อื ง สื่อสารคล่องต้องรู้วธิ ี
แผนการจัดการเรียนรทู้ ี่ ๘ เรื่อง การพูดแสดงความรู้และความคดิ เห็นจากเรอื่ งทฟี่ ังและดู

รายวชิ า ภาษาไทย รหสั วิชา ท๑๕๑๐๑ ภาคเรียนท่ี ๑ ช้นั ประถมศกึ ษาปีท่ี ๕
คาชีแ้ จง ใหน้ ักเรียนเขียนแบบรา่ งการพดู แสดงความรแู้ ละความคดิ เหน็ จากเรื่องท่ฟี ังและดู

อย่างนอ้ ย 3-4 บรรทดั
แบบรา่ งการพดู เรื่อง..........................................................................................

ชื่อ......................................................นามสกุล.....................................................ช้นั ...............เลขที่.........

หนว ยการเรยี นรทู ่ี ๑ เรื่อง สอื่ สารคลองตองรวู ิธี 27

ใบความรูที่ ๘ เรอ่ื ง คาํ ราชาศพั ท

หนวยการเรียนรูท่ี ๑ เรื่อง ส่ือสารคลองตองรูว ิธี
แผนการจัดการเรยี นรูท ี่ ๙ เรื่อง คาํ ราชาศัพทน า รู
รายวิชา ภาษาไทย รหัสวชิ า ท๑๕๑๐๑ ภาคเรยี นที่ ๑ ช้นั ประถมศึกษาปที่ ๕

คําราชาศัพท

คาํ ราชาศัพท คือ ภาษาหรือถอยคําทีก่ ําหนดข้ึนใชใหเหมาะสมกับระดับช้ันของบุคคล ไมเฉพาะแต
พระมหากษัตริยเพียงเทาน้ัน แตยังรวมถึงพระบรมวงศานุวงศ ตั้งแตช้ันหมอมเจาลงมาถึงพระภิกษุสงฆ
ขนุ นางหรอื ขาราชการช้ันผูใหญ และสุภาพชน

ลักษณะของคําราชาศัพท เปนคําเฉพาะที่ใชสื่อสารเฉพาะบุคคล ซ่ึงแสดงถึงวัฒนธรรมการใช
ภาษาไทย เพราะสงั คมไทยมรี ะดบั บคุ คลที่ตางกัน

การแบง ลาํ ดับชัน้ ของบคุ คลในการใชคาํ ราชาศัพทอ อกเปน 5 ระดับ ดังน้ี
๑. พระมหากษัตริย
๒. พระบรมวงศานวุ งศ
๓. พระสังฆราชเจาและพระสงฆ
๔. ขุนนาง ขาราชการชัน้ สูง
๕. สุภาพชน
คําราชาศพั ท เปน ลักษณะการใชถ อ ยคําทีแ่ สดงออกถงึ วัฒนธรรมการใชภาษาของไทยทชี่ ัดเจนอันเปน
ผลสบื เนอื่ งมาจากระบบและรูปแบบการปกครอง ภาษาไทยเปน ภาษาทมี่ ีลกั ษณะพิเศษ เพราะแจกแจงการใช
ถอ ยคําตามระดบั ชนช้นั ของบุคคล เพ่อื ใหถูกตอ งและเหมาะสมตามกาลเทศะ คําราชาศัพทจงึ เปน เอกลกั ษณที่
สําคัญย่ิงของชนชาวไทย เราคนไทยจงึ มีความจาํ เปน ตองใชคาํ ราชาศัพทไ ดท งั้ ในการพูดและการเขยี น ตลอดจน
เขา ใจความหมายของคาํ ราชาศัพททงั้ ในการอานและการฟงเพ่อื ใหการสื่อสารมีประสิทธภิ าพ

ลักษณะการใชคาํ ราชาศัพท

คาํ ราชาศัพทใ ชสําหรบั สามัญชนพูดกับพระเจาแผน ดนิ พระราชินี และพระบรมวงศานุวงศ พระเจา
แผนดิน พระราชินี และพระบรมวงศานุวงศจะใชคําสามัญ ไมใชคําราชาศัพทยกยองพระองคเอง พระเจา
แผนดินจะใชร าชาศพั ทก ับพระบรมวงศานวุ งศที่ทรงศักด์ิสูงกวา ทางสืบสายโลหติ หรอื ทางการนับพระญาติ เชน
ปู ยา ตา ยาย พอ แม ลุง ปา นา อา พี่ และบรมวงศานุวงศ สวนเจานายจะใชร าชาศพั ทระหวางกัน เมื่อผพู ูด
มีอิสริยยศตํ่ากวา เชน เจา นายมีศกั ดเิ์ ปนลงุ กบั หลานซง่ึ เปน พระเจาแผนดนิ

การแบง คําราชาศพั ทห มวดตาง ๆ

การแบงหมวดหมูคําราชาศัพท ออกเปน หมวด ๆ นัน้ เพื่อใหง า ยตอการจดจําและการใชถ อยคํา เราจงึ
จดั เรียงคําราชาศัพทใหเ ปนหมวดหมู โดยมีทั้งคําราชาศัพทห มวดตา ง ๆ เชน หมวดเครือญาติ หมวดเครื่องใช
ตาง ๆ หมวดรา งกาย หมวดกรยิ า หมวดท่วั ไป เปนตน

28 ชุดกิจกรรมการเรียนรู สาํ หรบั นักเรยี น ระดับประถมศกึ ษา ภาคเรยี นที่ ๑ (ภาษาไทย ป.๕)

เครอื ญาติ หมวดคาํ ราชาศัพท คาํ สรรพนาม
รางกาย เครอ่ื งใช คาํ กริยา

คําราชาศพั ทห มวดเครือญาติ

คาํ ราชาศัพท ความหมาย คาํ ราชาศพั ท ความหมาย

พระปยกา ปูทวด ตาทวด พระปยยกิ า ยาทวด ยายทวด
พระอัยกา พระอยั กี ปู ตา
พระชนก พระบดิ า พอ พระอัยยกิ า ยา ยาย
พระปต ลุ า ลุงหรืออา (ฝา ยพอ)
พระมาตลุ า ลงุ หรอื นา (ฝายแม) พระชนนี พระมารดา แม
พระเชษฐา พ่ชี าย
พระอนชุ า นองชาย พระปตจุ ฉา ปาหรอื อา (ฝา ยพอ)
พระมเหสี พระชายา ภรรยา
พระโอรส ลกู ชาย พระมาตจุ ฉา ปาหรอื นา (ฝา ยแม)
พระชามาดา ลูกเขย
พระนัดดา หลาน พระเชษฐภคินี พ่สี าว

พระกนษิ ฐา พระขนษิ ฐา นอ งสาว

พระสวามี พระภัสดา สามี

พระธดิ า ลูกสาว

พระสุณิสา ลูกสะใภ

พระปนดั ดา เหลน

หนวยการเรียนรูท่ี ๑ เรอ่ื ง ส่อื สารคลอ งตอ งรวู ธิ ี 29

คาํ ราชาศพั ทหมวดรางกาย

คําราชาศพั ท ความหมาย คําราชาศพั ท ความหมาย

พระเกศา ผม พระกรรณ หู
พระนลาฎ หนา ผาก พระเนตร ตา
พระโอษฐ ปาก ขอบพระเนตร ขอบตา
ตอ มพระเนตร ตอมน้ําตา มา นพระเนตร มา นตา
พระขนง ค้ิว พระอสั สชุ ล นาํ้ ตา
พระทนต ฟน พระนาสกิ จมกู
พระชวิ หา ลน้ิ พระศอ คอ
พระเขฬะ นา้ํ ลาย พระพกั ตร หนา
พระอทุ ร ทอง พระเสโท เหงอ่ื
พระหนุ คาง
พระองคุลี นิ้วมอื พระเศียร ศรี ษะ
พระหัตถ มือ พระปราง แกม
ขอ พระหัตถ ขอ มือ พระพาหา ชว งแขน
พระมงั สา เน้ือ พระพาหุ ตน แขน
พระโลมา ขน พระกร แขน
พระอรุ ะ อก พระบาท เทา
พระนาภี สะดอื ขอ พระบาท ขอ เทา
พระโสณี สะโพก พระชานุ เขา
พระชงฆ แขง
พระรากขวญั ไหปลารา พระดรรชนี นว้ิ ช้ี
พระกจั ฉะ รกั แร พระหทัย ใจ
พระเพลา ขาหรอื ตกั พระนขา เลบ็
พระชพี จร ชีพจร พระอัฐิ กระดกู
พระธมนี เสนประสาท
พระกาํ โบล กระพงุ แกม พระทาฐะ เข้ียว
พระวักกะ ไต พระกฤษฎี สะเอว
พระองั สะ พระองั สา ไหล พระปรศั ว สขี า ง
พระผาสกุ ะ ซี่โครง
พระฉวี ผวิ หนงั

30 ชุดกจิ กรรมการเรยี นรู สาํ หรบั นักเรยี น ระดบั ประถมศึกษา ภาคเรียนท่ี ๑ (ภาษาไทย ป.๕)

คาํ ราชาศพั ทหมวดเครอื่ งใช

เครือ่ งใช คําราชาศพั ท เคร่ืองใช คาํ ราชาศพั ท
เสอ้ื
รองเทา ฉลองพระองค ผาเช็ดหนา ซบั พระพกั ตร
ทน่ี อน พระฉาย
มา น มงุ ฉลองพระบาท กระจกสอ ง พระกระยาเสวย
ผาอาบน้าํ
พระยี่ภู ขาว (พระมหากษัตรยิ )
เข็มขดั พระสธุ ารส
ประตู พระวิสตู ร พระสตู ร พระกุณฑล
เตียงนอน
ผาเช็ดตวั พระภูษาชบุ สรง นํ้ากิน ฉลองพระพกั ตร
ฉลองพระหตั ถสอ ม
ผาชบุ สรง ผา สรง ตุมหู นา้ํ จัณฑ

รัดพระองค พระปน เหนง ชอ น พระสนบั เพลา พระที่
(ราชวงศ)
พระทวาร ชอนสอม

พระแทนบรรทม เหลา

ซบั พระองค กางเกง

คําราชาศพั ทหมวดคํากรยิ า

คําศัพท คําราชาศัพท คาํ ศพั ท คาํ ราชาศัพท
ทักทายปราศรยั พระราชปฏิสนั ถาร ดู ทอดพระเนตร

ไปเท่ยี ว เสดจ็ ประพาส ให พระราชทาน
ไหว ถวายบงั คม อยากได ตอ งพระราชประสงค
อาบน้าํ สรงนํ้า เขียนจดหมาย พระราชหัตถเลขา
นอน บรรทม มีครรภ ทรงพระครรภ
นงั่ ประทับ หัวเราะ ทรงพระสรวล
ไป เสดจ็ รับประทาน เสวย
ชอบ โปรด ปว ย ประชวร

หนว ยการเรยี นรทู ี่ ๑ เรอ่ื ง สื่อสารคลอ งตอ งรูวิธี 31

คําราชาศพั ทหมวดคาํ สรรพนาม

คําท่ใี ชแ ทน คาํ ราชาศัพท ใชกับ
แทนช่อื ผูพดู (บรุ ุษที่ ๑) ขา พระพุทธเจา พระมหากษตั ริย
กระผม ดฉิ ัน ผูใหญ พระสงฆ
แทนชื่อทพ่ี ดู ดว ย (บุรุษท่ี ๒)
ใตฝ า ละอองธลุ พี ระบาท พระมหากษตั รยิ 
ใตฝาละอองพระบาท พระบรมราชนิ ี
พระบรมราชนนี
แทนชอ่ื ท่พี ูดดว ย ฝาพระบาท พระบรมโอรสาธิราช
แทนชือ่ ทพ่ี ดู ดวย พระคณุ เจา พระบรมราชกุมารี
แทนช่อื ทีพ่ ดู ดว ย พระคณุ ทาน
แทนช่อื ท่ีพูดดว ย พระเดชพระคณุ เจานายชน้ั สงู
แทนผทู ี่พูดถงึ (บรุ ษุ ท่ี ๓) พระองค
พระสงฆผทู รงสมณศกั ดิ์
แทนผทู ่ีพดู ถงึ ทาน
พระภิกษสุ งฆท ว่ั ไป

เจา นาย, หรือพระภิกษทุ ่นี ับถอื

พระราชา พระพุทธเจา
เทพผเู ปน ใหญ

เจานาย ขนุ นางชนั้ ผใู หญ
พระภิกษุ ผใู หญทนี่ บั ถือ

32 ชดุ กจิ กรรมการเรยี นรู สาํ หรบั นกั เรยี น ระดับประถมศกึ ษา ภาคเรยี นที่ ๑ (ภาษาไทย ป.๕)

ใบงานที่ ๙ เรอื่ ง การจดั หมวดหมูคําราชาศพั ท

หนว ยการเรยี นรทู ี่ ๑ เรื่อง สือ่ สารคลอ งตอ งรูวิธี
แผนการจดั การเรยี นรูที่ ๙ เร่ือง คาํ ราชาศพั ทนารู
รายวิชา ภาษาไทย รหัสวิชา ท๑๕๑๐๑ ภาคเรียนที่ ๑ ชน้ั ประถมศึกษาปที่ ๕

คาํ ชแ้ี จง ใหน ักเรยี นนําคาํ ราชาศัพทท่ีอยูในกรอบส่ีเหล่ียมไปจดั หมวดหมูใหถูกตอ ง และแตงประโยคโดย
ใชค าํ ราชาศัพท จํานวน 5 ประโยค

พระโอษฐ พระนาสกิ พระกรรณ พระราชทาน
เสวย ถวายบังคม เสดจ็ พระโอรส
บรรทม พระบาท ฉลองพระองค พระบดิ า
พระมารดา พระกร พระฉาย ซับพระพักตร

ขอท่ี คําราชาศัพท หมวดหมู แตงประโยค
1 ...............................................................................
2 ................................................................................

3 ...............................................................................
................................................................................
4
...............................................................................
5 ................................................................................

...............................................................................
................................................................................

...............................................................................
................................................................................

ชอื่ ..........................................................สกุล.....................................................ชัน้ ...............เลขท.่ี ...........

หน่วยการเรียนรู้ที่ ๑ เรอ่ื ง สอ่ื สารคลอ่ งต้องรูว้ ิธี  33

ใบความรทู้ ่ี ๙ เรื่อง การอา่ นวรรณกรรม

หนว่ ยเรียนรทู้ ี่ ๑ เรื่อง สอื่ สารคล่องตอ้ งรวู้ ธิ ี
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี 10 เรื่อง วรรณกรรมดมี สี าระ
รายวิชา ภาษาไทย รหสั วิชา ท๑๕๑๐๑ ภาคเรยี นที่ ๑ ช้ันประถมศกึ ษาปที ี่ ๕

ความหมายของวรรณกรรม

วรรณกรรม ตามความหมายของพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ให้ความหมายไว้ว่า
น. งานหนังสือ, งานประพันธ์, บทประพันธ์ทุกชนิดท้ังท่ีเป็นร้อยแก้วและร้อยกรอง, เช่น วรรณกรรมสมัย
รตั นโกสนิ ทร์ วรรณกรรมของเสฐียรโกเศศ วรรณกรรมฝร่ังเศส วรรณกรรมประเภทส่อื สารมวลชน

พระยาอนุมาราชธน ให้ความหมายไว้ว่า การกระทําหนังสือหรือหนังสือท่ีแต่งขึ้นทั่วไปโดยมิได้จํากัด
วา่ เป็นหนังสอื พวกใดพวกหน่งึ โดยเฉพาะส่วนจะมคี ณุ คา่ มากน้อยเพยี งใดน้นั เปน็ เรื่องหนง่ึ ต่างหาก

สรุปความหมายของ “วรรณกรรม” แบบเข้าใจอย่างง่ายได้ว่า วรรณกรรม หมายถึง งานเขียน
ท่ัวไปท่ีแต่งขึ้นตามความรู้ ความคิด ความคิดเห็น หรือตามจินตนาการ เช่น หนังสือ นิตยสาร
หนงั สือพมิ พ์ นวนิยาย เรอ่ื งสัน้ เทศนา คําสอน รวมถึงวรรณคดีด้วย 

ประเภทของวรรณกรรม

วรรณกรรมแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
1. วรรณกรรมสารคดี หมายถึง หนังสือท่ีแต่งขึ้นเพื่อมุ่งความรู้ ความคิด ประสบการณ์แก่ผู้อ่าน
ซึ่งอาจใชร้ ปู แบบรอ้ ยแก้ว หรือรอ้ ยกรองก็ได้ เช่น หนงั สือวิชาการ ตาํ ราเรียน ตาํ ราอาหาร บทความ ฯลฯ
2. วรรณกรรมบันเทงิ คดี หมายถึง วรรณกรรมทีแ่ ตง่ ขน้ึ เพือ่ มุ่งใหค้ วามเพลดิ เพลิน สนุกสนานบันเทิง
แก่ผู้อา่ น จึงมกั เป็นเรื่องทีม่ ีเหตุการณแ์ ละตวั ละคร เชน่ เรอื่ งส้ัน นวนิยาย นทิ าน บทเพลงต่าง ๆ ฯลฯ

ชนิดของวรรณกรรมไทย

ชนดิ ของวรรณกรรมไทย แบ่งเป็น 2 ชนดิ คอื
1. วรรณกรรมร้อยกรอง คือ ลักษณะงานเขียนที่ใช้ภาษาเขียนท่ีสละสวย คล้องจองกัน มีสัมผัส
บังคับตามฉันทลักษณ์ เช่น พระอภัยมณี ขุนช้างขุนแผน สังข์ทอง นิราศ รามเกียรต์ิ ฯลฯ โดยจะใช้คํา
ประพนั ธป์ ระเภทโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน รา่ ย ประเภทตา่ ง ๆ ในการแตง่
2. วรรณกรรมร้อยแก้ว คือ งานเขียนแบบความเรียง หรือ เรียงความ ท่ีไม่ใช้ภาษาคล้องจอง ในรูป
ของบทความ นทิ าน เพลง ฯลฯ

34 ชดุ กจิ กรรมการเรียนรู สาํ หรบั นกั เรยี น ระดบั ประถมศึกษา ภาคเรยี นท่ี ๑ (ภาษาไทย ป.๕)

หลักการหาความรแู ละขอคดิ จากการอานวรรณกรรม

1. อา นเรื่องทั้งหมดใหเ ขา ใจและคน หาสาระสําคญั ของเรือ่ ง
2. อานอีกครงั้ ดูรายละเอียดของเน้ือหา เพ่ือคน หาความรสู าํ คัญและขอคดิ
3. สามารถอา นเพิม่ ไดจนกวา จะเขาใจเนือ้ หามากยิง่ ขึ้น
4. ใหส รปุ ใจความสําคัญเพยี งใจความเดียวของแตล ะยอ หนาไว
5. นาํ ใจความสําคญั ทรี่ วบรวมไวมาเขียนเรยี บเรยี งใหมอยา งละเอยี ดดว ยภาษาตนเอง
6. ทบทวนการสรุปอกี ครั้งเพ่ือพจิ ารณาหาสว นทตี่ อ งแกไ ข

หนวยการเรยี นรูที่ ๑ เรอื่ ง สื่อสารคลอ งตอ งรวู ธิ ี 35

ใบงานท่ี ๑๐ เรอ่ื ง วรรณกรรมดมี ีสาระ

หนวยการเรียนรทู ่ี ๑ เรื่อง ส่ือสารคลองตอ งรวู ธิ ี
แผนการจดั การเรียนรทู ่ี 10 เร่ือง วรรณกรรมดมี สี าระ
รายวชิ า ภาษาไทย รหัสวชิ า ท๑๕๑๐๑ ภาคเรยี นท่ี ๑ ชัน้ ประถมศึกษาปที่ ๕

ตอนท่ี ๑ ตอบคาํ ถามตอไปน้ีใหถกู ตอ ง
๑. วรรณกรรมคืออะไร
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๒. การหาความรูแ ละขอ คิดจากเร่ืองทอี่ าน มหี ลักการหรอื ขน้ั ตอนอยางไร (เขยี นเปน แผนภาพความคดิ )

ตอนท่ี 2 อา นวรรณกรรมแลว สรปุ ความรู
๓. ใหน ักเรียนเขียนสรุปความรู ขอ คดิ ท่ีไดจากวรรณกรรมที่อา น และการนําไปใชในชีวติ ประจําวัน
ความรทู ไี่ ด คือ......................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
ขอคดิ ที่ได คอื .......................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
การนําไปใชใ นชวี ติ ประจําวนั ................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

ชอ่ื .....................................................นามสกลุ .................................................ชั้น.................เลขที่............

36 ชุดกจิ กรรมการเรียนรู สาํ หรบั นักเรยี น ระดบั ประถมศึกษา ภาคเรยี นที่ ๑ (ภาษาไทย ป.๕)

แบบประเมินตนเอง

ชื่อ : __________________สกลุ : __________________วนั ____ เดือน____________พ.ศ. ____
หนว ยการเรียนรทู ี่___1___เรือ่ ง สอื่ สารคลองตองรวู ธิ ี

๑. ประเมนิ การเรียนรูของตนเอง

กาเครื่องหมาย 9 ในชองระดับความสามารถของแตละกิจกรรมท่ีนักเรียนคิดวาทําไดตามระดับ

การประเมินเหลา น้ี ระดบั ความสามารถ : ดมี าก คอ นขา งดี ดี พอใช ปรับปรุง

ที่ รายการ ระดบั ความสามารถ
ดมี าก คอ น ดี พอใช ปรบั ปรงุ
๑ อานออกเสียงบทรอ ยแกวและบทรอยกรองได
๒ คดั ลายมือตวั บรรจงเตม็ บรรทดั และครง่ึ บรรทัดได ขางดี
๓ จบั ประเดน็ สําคญั ของเรอื่ งท่ีอานได
๔ ตอบคาํ ถามจากการฟง และการดูได
๕ สรปุ ขอ คดิ จากการอา นวรรณกรรมดมี ีสาระได

2. สงิ่ ท่ฉี ันยงั ไมเ ขา ใจ / ยังทําไดไมด ี คือ…… (สามารถเขยี นไดมากกวา 1 อยาง)

………………………………..............................................................................................................
..................................................................................................................................................
...............…………………………………………….................................................................................
..................................................................................................................................................

3. ส่งิ ทฉ่ี ันตง้ั ใจจะทําใหดขี ึ้นในการเรยี นหนวยตอไป (สามารถเขียนไดมากกวา 1 อยา ง)

………………………………..............................................................................................................
..................................................................................................................................................
...............…………………………………………….................................................................................
..................................................................................................................................................

หนว ยการเรยี นรูท่ี ๒ เรื่อง สงั ขท อง ตอน กําเนดิ พระสังข ๓๗

หนว ยการเรียนรูท่ี ๒
สังขทอง ตอน กาํ เนดิ พระสงั ข

๓๘ ชุดกิจกรรมการเรยี นรู สําหรบั นกั เรียน ระดบั ประถมศกึ ษา ภาคเรียนที่ ๑ (ภาษาไทย ป.๕)

ใบความรูที่ 1 เรอ่ื ง การอธิบายความหมายของคาํ ศพั ทใ นบทเรยี น

หนว ยการเรียนรูที่ 2 เร่ือง สงั ขทอง ตอน กาํ เนิดพระสงั ข
แผนการจัดการเรยี นรทู ี่ 1 เรือ่ ง การอธบิ ายความหมายของคาํ ศัพทใ นบทเรียน
รายวชิ า ภาษาไทย รหัสวิชา ท๑๕๑๐๑ ภาคเรยี นท่ี ๑ ชัน้ ประถมศึกษาปท่ี ๕

ความหมายของคาํ

เสียงที่เปลงออกมาครั้งหนึ่ง ๆ เสียงพูด หรือตัวหนังสือที่เขียนข้ึน มีความหมายในตัว ไมวาจะมีก่ี
พยางคก็ตาม เชน มะละกอ ทะเล กบ ใชป ระกอบหนา คําอ่นื เพื่อระบุประเภท หรอื ชนดิ ของคํา

คาํ ศพั ทท่ปี รากฏในวรรณคดี เร่ือง สังขท อง ตอน กาํ เนิดพระสงั ข

คําศพั ท ความหมาย
๑. กันดาร (กนั -ดาน)
๒. กําดัด ลําบาก แหง แลง
๓. กินนร (กนิ -นอน) กาํ ลังรุน
อมนุษยในนิยายมี ๒ ชนดิ หน่งึ เปนครง่ึ คนคร่งึ นก
๔. กูณฑ (กูน)
๕. เกษมศานต (กะ-เสม-สาน) ทอนบนเปน คน ทอ นลา งเปน นก อกี ชนดิ หนงึ่ มรี ูปรา ง
๖. คลาไคล (คลฺ า-ไคล) เหมอื นคน เม่อื ไปไหนมาไหนกจ็ ะใสป กใสหางบินไป
๗. จังฑาล (จงั -ทาน) ในเรอ่ื งนีเ้ ปรยี บเพอื่ ใหเหน็ วามีรปู รา งงดงามอรชรออ นแอน
๘. จตุ ิ (จุ-ติ)
ไฟ
๙. จูลู โปรง อารมณ ชน่ื ชม ยนิ ดี
๑๐. โฉงเฉง เดนิ ไปเคลอื่ นไป
๑๑. ชลาลัย (ชน-ลา-ไล)
๑๒. ดนิ ดาน มาจากคําวา จัณฑาล หมายถึง ต่ําชา
เปลีย่ นสภาพจากกําเนดิ หน่งึ ไปเปนอีกกําเนดิ หนึ่ง
๑๓. ถวลิ (ถะ-หวิน) (มักใชกบั เทวดา)
๑๔. ทับ
๑๕. นงคราญ (นง-คราน) ดถู ูก
๑๖. นอกชาน เอะอะเอ็ดองึ เปนทํานองเกะกะเกเร
๑๗. นาวา แมนา้ํ

ดินที่จับตวั แข็งเปนช้ันโดยมากเปนประเภทดนิ เหนียว
เนอ้ื แนน ท่ีนํ้าไหลผา นไมได เกาะตวั แข็งอยใู ตผ ิวดิน
คิดถงึ

กระทอ ม
นางงาม
พื้นเรือนทีย่ นื่ พนชายคาระเบยี งออกมา

เรอื

หนว ยการเรียนรูท ี่ ๒ เรื่อง สงั ขท อง ตอน กาํ เนดิ พระสังข ๓๙

๑๘. ประหว่นั รสู ึกหวั่นกลวั
๑๙. ผันผาย กลบั ไป เดนิ ไป
๒๐. ผา น ครอบครอง เชน ผา นเมอื ง
๒๑. เพริศพราย (เพรฺ ดิ -พราย)
๒๒. ไพรสณั ฑ (ไพร-สัน) งามระยบั
๒๓. ภพไตร (พบ-ไตร) แนวปา
ในทางวรรณคดี หมายถงึ โลกทงั้ สาม
๒๔. ภริ มย (พิ-รม)
๒๕. มวยมรณ (มว ย-มอน) คือ สวรรค โลกมนุษยแ ละเมอื งบาดาล
๒๖. มี่ ดใี จยิง่ ยนิ ดียิ่ง
๒๗. เยาวมาลย (เยา-วะ-มาน) ตาย
๒๘. รัน
๒๙. ร่าํ ไร อึกทกึ เสยี งแซ
๓๐. เร่ียราย หญงิ สาวสวย
๓๑. สกล (สะ-กน) ตี
๓๒. สงกา
๓๔. สาแหรก ออ ยอ่ิง
กระจายเกลอื่ นไป
๓๕. อางขนาง (อาง-ขะ-หฺนาง) ท้งั หมด ทงั้ สนิ้
๓๖. อาจิณ (อา-จนิ )
ความสงสยั
เครอื่ งใสข องสําหรบั หวิ้ หรอื หาบ เปนตน
ปรกติทําดวยหวาย มี ๔ สาย ตอนบนทําเปนหสู ําหรบั หิว้
สอดไมค านสําหรบั ตอนลา ง ขัดกนั เปนสี่เหลีย่ ม สาํ หรบั
วางกระจาด
อาย ขวยเขิน
เปน ปรกติ เสมอ ๆ

การอธิบายความหมายของคําศัพทใ นบทเรยี น
การอธบิ ายความหมายของคาํ ศัพทใ นบทเรียน ผอู า นตอ งใชบรบิ ทในการเขาใจความหมายของคาํ นน้ั ๆ

จึงจะชว ยใหอา นเรอื่ งไดอ ยา งถกู ตอ ง รวดเรว็ ทําใหเ ขา ใจความหมายของบทรอยกรองท่ีอา นได
และเกิดความซาบซงึ้ ประทบั ใจยงิ่ ขน้ึ

เรยี บเรียงมาจาก https://www.xyzpoppk.wixsite.com

๔๐ ชดุ กิจกรรมการเรยี นรู สําหรบั นักเรยี น ระดับประถมศึกษา ภาคเรียนท่ี ๑ (ภาษาไทย ป.๕)

ใบงานที่ 1 เร่อื ง การอธิบายความหมายของคําศพั ทในบทเรียน

หนว ยการเรียนรทู ี่ 2 เร่ือง สังขทอง ตอนกําเนดิ พระสงั ข
แผนการจัดการเรียนรูท่ี 1 เร่ือง การอธิบายความหมายของคําศพั ทในบทเรยี น
รายวิชา ภาษาไทย รหสั วชิ า ท๑๕๑๐๑ ภาคเรยี นท่ี ๑ ชนั้ ประถมศึกษาปท่ี ๕

คาํ ชี้แจง ใหนักเรยี นคนหาคาํ ศัพทใ นบทเรียนและอธบิ ายความหมายของคาํ ศัพท
จากเรอ่ื ง สงั ขท อง ตอน กําเนดิ พระสังข

คาํ ศพั ท ความหมาย
คาํ ศพั ท ความหมาย

คาํ ศพั ท ความหมาย
คําศัพท ความหมาย

คําศัพท ความหมาย
คําศพั ท ความหมาย

คําศพั ท ความหมาย
คําศพั ท ความหมาย

คําศพั ท ความหมาย
คําศัพท ความหมาย

ชื่อ.....................................................นามสกุล...................................................ชั้น................เลขท่ี............

หนว ยการเรยี นรูท ี่ ๒ เรือ่ ง สังขท อง ตอน กาํ เนิดพระสงั ข ๔๑

ใบความรทู ี่ 2 เรอ่ื ง การอา นออกเสียงบทรอ ยกรอง

หนว ยการเรยี นรูท ่ี 2 เรื่อง สังขทอง ตอน กาํ เนดิ พระสงั ข
แผนการจดั การเรยี นรทู ่ี 2 เรื่อง การอานออกเสียงบทรอยกรองเร่อื ง สังขทอง ตอน กําเนิดพระสงั ข

รายวชิ า ภาษาไทย รหสั วิชา ท๑๕๑๐๑ ภาคเรยี นที่ ๑ ชนั้ ประถมศึกษาปที่ ๕

การอา นออกเสยี งบทรอ ยกรอง

บทรอยกรอง คอื ถอ ยคําทเี่ รยี บเรียงใหเ ปนระเบยี บถูกตอ งตามขอ กาํ หนดฉนั ทลักษณ
กลอนสภุ าพ คอื กลอนท่วี รรคหนึง่ มจี าํ นวนคําระหวาง 7-9 คํา
สําหรบั การอา นออกเสยี งบทรอ ยกรองนัน้ กอ นอานควรศึกษาประเดน็ ตอไปนี้ เพ่ือใหส ามารถอานไดถ กู ตอ ง

1. คําศัพทย ากในบทรอยกรอง ตอ งศกึ ษาคาํ อา นและความหมายใหเขา ใจกอน
2. รปู แบบของบทรอ ยกรอง ตอ งศึกษาประเภทของบทรอยกรอง จาํ นวนคาํ ในวรรค
3. จังหวะการอาน ตองศึกษาจังหวะการอา นของบทรอยกรองประเภทนน้ั ๆ เพราะบท
รอ ยกรอง ถามี 7 คํา ใหอา นเปน 2/2/3 ถา มี 8 คาํ ใหอานเปน 3/2/3 ถามี 9 คาํ ใหอ านเปน 3/3/3

วิธีการอานออกเสยี งบทรอ ยกรองมี 2 วิธี ดังนี้

1. อานออกเสียงปกติ คือ อานออกเสียงปกติเหมือนกับการอานบทรอ ยแกวท่ัวไปแตจะมีการเวน
วรรค และเนนจงั หวะที่สัมผสั ตามบทรอยกรองแตละประเภท ซง่ึ แตกตา งกัน

2. อานออกเสียงเปนทํานอง คือ อานใหมีสําเนียงสูง ตํ่า หนัก เบา ยาว สั้น เอ้อื นเสียง และเนน
สัมผัสใหชัดเจน ไพเราะ เสียงเปนกังวาน แสดงอารมณตามเน้อื หาของบทรอ ยกรอง

หลกั สําคญั ในการอา นออกเสยี งบทรอยกรอง

1. อา นออกเสยี งใหช ัดเจนและถกู ตอ งตามอกั ขรวิธี
2. อานเวน จังหวะวรรคตอนใหถูกตองตามลกั ษณะของบทรอยกรองแตล ะประเภท รจู ักทอดจงั หวะ
เอื้อนเสียง หรือหลบเสียง
3. น้าํ เสียงไพเราะชดั เจน นมุ นวลนา ฟง เสียงไมเ บาหรือดงั มากจนเกนิ ไป
4. เนน เสยี งแสดงอารมณใหเปนไปตามเนื้อเรื่อง เชน รัก รา เริง โกรธ เศรา โดยใชน้ําเสียงใหเขา
กับสถานการณนัน้ ๆ

มารยาทในการอา น

1. อานดว ยนา้ํ เสียงสุภาพ เสียงดงั พอประมาณ ไมต ะโกนเสยี งดัง
2. มีทา ทางท่ีสุภาพในการอาน บุคลิกภาพเรยี บรอ ย สงา งาม
3. ถา เปนการนง่ั อาน ควรนั่งหลงั ตรง ถา เปน การยืน ควรยืนตรงดวยทา ทางทีส่ ภุ าพ
4. ถา เปนการอานบทรอ ยกรอง ควรอานใหถ ูกตองตามฉันทลักษณ


Click to View FlipBook Version