์
(ฉบับเผยแพร่ออนไลน ตุลาคม 2563)
สารบัญ
่
้
่
่
่
(ส ำหรับไฟล์ pdf ให้คลิกทีชือเรื่องเพือข้ำมไปอ่ำนเนือหำทีต้องกำร)
้
หนา
บทนำ……………………………………………………………………………………………………………. 1
กำรเลียงโคเนือของประเทศไทย.............................................................................................................. 2
้
้
้
้
กำรเลียงโคเนือของโลก.......................................................................................................................... 9
พันธุ์โค…………………………………………………………………………………………………………… 14
วัตถุประสงค์ในกำรเลียงโค…………………………………………………………………………………….. 62
้
ระบบการเลียงโคเนือ…………………………………………………………………………………………… 66
้
้
้
กำรเลือกซือโค………………………………………………………………………………………………….. 76
กำรเลียงแม่โคและลูก.............................................................................................................................. 86
้
การเลียงโคพ่อพันธุ์…………………………………………………………………………………………….. 112
้
การจัดการเกียวกับการผสมเทียม........................................................................................................... 125
่
การให้อาหารให้เหมาะสมกับความต้องการของโค................................................................................... 134
ความต้องการอาหารของโคระยะต่างๆ.................................................................................................... 137
พืชอาหารสัตว์........................................................................................................................................ 150
การจัดการแปลงหญ้า............................................................................................................................ . 166
์
โรงเรือนและอุปกรณ…………………………………………………………………………………………… . 189
กำรค ำนวณนำหนักโคจำกควำมยำวรอบอก.............................................................................................. 206
้
คะแนนสภาพร่างกายแม่โค...................................................................................................................... 212
กำรจัดกำรด้ำนสุขภำพโค......................................................................................................................... 218
การขุนโค................................................................................................................................................. 227
เอกสารประกอบการเรียบเรียง…………………………………………………………………………………. 245
้
่
่
(หากต้องการกลับมาทีสารบัญ กดปุม Ctrl + Home กลับมาทีหนาปกแล้วเลื่อนหนามาทีสารบัญ)
่
้
่
การเลียงโคเนือ 1
้ ้
บทน า
้
์
้
้
การเลี้ยงโคเนือที่จะให้ผู้เลี้ยงได้ก าไรตอบแทนมากผู้เลียงควรเข้าใจสถานการณการผลิตโคเนือ
็
ของประเทศและในประเทศต่างๆ โดยต้องเข้าใจเกี่ยวกับพันธุ์และความเปนมาของโคพันธุ์ต่างๆเพื่อทีจะ
่
่
่
้
้
่
สามารถเลือกพันธุ์โคทีจะเลี้ยงให้เหมาะสมกับระบบการเลียงและวัตถุประสงค์ทีจะเลียง เช่น ลูกโคทีผลิต
ได้จะสนองความต้องการของตลาดประเภทใด ส าหรับผู้ทีเพิ่งจะเริ่มเลี้ยงโคปญหาส าคัญคือจะเลี้ยงโค
ั
่
่
พันธุ์อะไร ดังนั้นจะต้องทราบว่าโคพันธุ์ต่างๆทีจะนามาเลี้ยงว่ามีคุณสมบัติอย่างไร เหมาะสมกับวิธีการที ่
่
้
้
็
เราจะเลียงหรือไม่ ควรซือโคทีมีลักษณะเปนอย่างไร
่
เมือจัดหาแมโคได้แล้วจะต้องมีการจัดการด้านการผสมพันธุ์ที่ถูกต้อง ให้อาหารทีเหมาะสมกับ
่
่
่
่
ความต้องการของแมโคระยะต่างๆ ลูกโคคลอดแล้วจะต้องจัดการอย่างไร ลูกโคเพศเมียทีหย่านมแล้วซึ่ง
่
้
ส่วนใหญ่จะต้องเก็บไว้เปนแม่พันธุ์ทดแทนนั้นจะต้องเลียงดูให้โตเร็วไมแคระแกรน จึงจะใช้ผสมพันธุ์ได้
็
่
เร็วที่สุดและเปนแมพันธุ์ที่ดี การจัดการเลียงดูแมโคสาวที่ใช้ผสมพันธุ์ครั้งแรกจะแตกต่างกับการเลียงดู
็
้
่
้
่
่
่
็
่
้
แมโคที่เคยให้ลูกแล้ว เพราะแมโคสาวยังไมเติบโตเต็มทีจะต้องท านาหนักตัวเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งเปนการตั้ง
้
้
ท้องและเลียงลูกตัวแรก ผู้เลียงจึงต้องดูแลเอาใจใส่มากกว่าแม่โคทีเคยให้ลูกแล้ว
่
่
่
ั
็
การเลี้ยงโคพ่อพันธุ์และการจัดการผสมพันธุ์ก็เปนปจจัยส าคัญทีท าให้แมโคผสมติดเพือให้ลูกโค
่
็
่
์
็
่
ทีสมบูรณดี การผสมเทียมเปนวิธีการผสมโดยฟาร์มไมต้องเลี้ยงพ่อพันธุ์ไว้เอง และเปนเครืองมือส าคัญ
่
้
่
ในการปรับปรุงพันธุ์ให้ก้าวหนาได้อย่างรวดเร็ว ควรต้องเข้าใจสรีระวิทยาการสืบพันธุ์ของโคเพือจะได้
จัดการการผสมพันธุ์ได้อย่างถูกต้อง ท าให้การผสมติดดี
่
็
่
การให้อาหารทีเหมาะสมเปนปจจัยทีส าคัญอย่างหนึง จะต้องทราบความต้องการอาหารของโคใน
ั
่
ระยะต่างๆว่าต้องการโภชนะหรือคุณค่าของอาหารในแต่ละวันเท่าใด และอาหารทีจะใช้เลี้ยงมีคุณค่าทาง
่
อาหารหรือโภชนะเท่าใดจึงจะสามารถค านวณได้ว่าจะต้องให้อาหารจ านวนเท่าใดให้เพียงพอต่อความ
ต้องการของโค รู้จักพันธุ์หญ้า วิธีการปลูกหญ้า การเก็บอาหารส ารองไว้ในยามขาดแคลนหญ้าสด
ความต้องการอาหารส่วนใหญ่ขึนอยูกับขนาดหรือนาหนักตัวของโค ผู้เลียงโคทีไม่มีตาชั่งประจ า
้
้
้
่
่
่
่
ฟาร์มสามารถหานาหนักโดยประมาณจากความยาวรอบอกโค เมือให้อาหารไประยะหนึงแล้วควรท าการ
้
้
์
ตรวจสอบโดยดูความสมบูรณของโคจากคะแนนสภาพร่างกาย นอกจากการจัดการเลียงดูและการให้
อาหารทีถูกต้องแล้ว การดูแลด้านสุขภาพโคก็เปนสิ่งจ าเปนทีจะต้องด าเนินการให้ถูกต้องด้วย
่
็
่
็
่
็
ฟาร์มทีด าเนินการเปนธุรกิจอาจต้องท าการขุนโคและคัดเลือกปรับปรุงพันธุ์โคให้เหมาะสมกับ
สภาพการผลิตและการตลาด ตลอดจนใช้เทคโนโลยีสมัยใหมมาช่วยในการจัดการฟาร์มให้ได้ผลก าไร
่
มากยิ่งขึน ดังนั้นในตอนท้ายของหนังสือนีจึงได้นาเสนอเนือหาเกี่ยวกับวิธีการดังกล่าวให้เกษตรกรและ
้
้
้
เจ้าหนาทีเพือพิจารณาเลือกใช้หรือให้ค าแนะนาแก่เกษตรกรต่อไปถ้าเลียงเปนพันธุ์แท้หรือมีสายเลือด
้
่
่
็
้
สูงๆจะไม่ทนต่อสภาพอากาศในบ้านเรา
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 2
้ ้
การเลียงโคเนือของประเทศไทย
้
้
้
การเลียงโคมีความส าคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยมาเปนเวลาช้านานแล้ว โดยเฉพาะ
็
็
็
ส าหรับเกษตรกรรายย่อยซึ่งเปนประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ นอกจากนั้นโคยังเปนทรัพย์สินที่ส าคัญ
็
ุ
็
ั
่
้
่
็
้
ของครอบครัวทีสามารถจ าหนายเปนรายได้เมือยามจ าเปน ปจจบันการเลียงโคเนือได้พัฒนาเปนการ
่
เลียงเชิงธุรกิจมากยิ่งขึน
้
้
การผลิต
ี
้
้
็
้
ป พ.ศ.2546 ประเทศไทยมีจ านวนโคเนือรวมทั้งสิน 5.9 ล้านตัว จ าแนกเปนโคพืนเมืองประมาณ
ร้อยละ 65.5 (หรือ 3.87 ล้านตัว) และโคลูกผสมบราห์มันและพันธุ์ยุโรปประมาณ ร้อยละ 34.5(หรือ 2.03
้
่
ล้านตัว) การเลี้ยงโคเนือส่วนใหญ่อยูในมือของเกษตรกรรายย่อย โดยมีเกษตรกรทีเลี้ยงโคเนือ 991,000
่
้
่
ราย จ านวนโคเนือเพิ่มจากป 2541 เฉลียร้อยละ 5.28
้
ี
ี่
ตารางท 1 จ านวนโคเนือของประเทศไทย
้
ปี จ านวน เพิ่ม/ลด
(ตัว) (ตัว) (%)
2541 4,556,621
2542 4,635,741 79,120 1.7
2543 4,900,614 264,873 5.7
2544 5,226,534 325,920 6.6
2545 5,550,185 323,651 6.1
2546 5,900,236 350,050 6.3
่
เฉลีย 5.28
่
ผู้เลียงโคเนือของประเทศไทยส่วนใหญ่เปนเกษตรกรรายย่อย โดยเลียงแมโครายละ 5 ถึง 20
้
้
็
้
แม่ เปนการเลี้ยงแบบไล่ต้อนไปทะเล็มหญ้าตามท าเลสาธารณะ ลูกโคที่ผลิตได้ส่วนใหญ่จะขายให้พ่อค้า
็
ุ
ั
คนกลางนาไปฆ่าช าแหละขายในตลาดสด ปจจบันมีเกษตรกรรายย่อยปลูกหญ้าแบบสวนครัวหลังบ้าน
้
่
้
้
เพิ่มมากขึน เนืองจากการเลียงโคต้องใช้พืนทีมากประมาณ 3 ถึง 5 ไร่ต่อตัว จึงมีฟาร์มเอกชนขนาด
่
้
กลางทีเลียงโค 50 ถึง 200 แมบ้างแต่ไมมากนัก จ านวนเกษตรกรทีเลียงโคเนือในป 2546 มีจ านวน
ี
่
้
่
่
้
่
991,000 ราย
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 3
้ ้
ี่
้
ตารางท 2 จ านวนเกษตรกรเลียงโคเนือของประเทศไทย
้
ปี จ านวน เพิ่ม/ลด
(ราย) (ราย) %
2541 706,187
2542 747,950 41,762 5.9
2543 855,000 107,050 14.3
2544 914,160 59,160 6.9
2545 962,433 48,273 5.3
2546 991,000 28,567 3.0
่
เฉลีย 7.08
การเลียงโคขน
้
ุ
้
การเลียงโคขุนในประเทศไทยเริ่มเมื่อประมาณ 20 ปทีผ่านมาเพื่อทดแทนการนาเข้าเนือคุณภาพ
่
ี
้
้
็
้
ดีจากต่างประเทศ เกษตรกรส่วนหนงจะซือลูกโคทีผลิตในประเทศไปเลียงเปนโคขุนเพื่อผลิตเนือคุณภาพ
้
่
่
ึ
้
้
ึ
่
ดี และเกษตรกรอีกส่วนหนงซือโคทีนาเข้าจากประเทศเพือนบ้านมาเลียงขุนให้เต็มเรียกว่าเปนโคมัน เนือ
่
่
็
้
ื
็
้
ี
้
ั
ึ
่
ส่วนหนงจ าหนายเปนเนอคุณภาพดี ปจจุบันมีผู้เลียงโคขุนและโคมันปละประมาณ 40,000 ตัว
่
็
เนือโคขุนทีผลิตในประเทศเปนเนือโคทีมาจากโคทีมีเลือดโคเนือตระกูลเมืองหนาวเช่น
่
้
้
่
้
่
้
ลูกผสมชาร์โรเล่ส์และลูกผสมลิมูซิน เปนต้น โคที่เข้าขุนมีอายุนอย โตเต็มที่และอ้วนมาก ได้รับการ
็
ขุนด้วยอาหารข้นและอาหารหยาบคุณภาพดี เทคโนโลยีในการขุนโคดังกล่าวไมยุ่งยากซับซ้อน
่
ึ
เกษตรกรสามารถด าเนินการได้หากมีการพัฒนาความรู้ความสามารถโดยการฝกอบรม ต้นทุนการเลี้ยง
โคขุนประเภทต่างๆตามตารางที 3 และ 4
่
การน าเข้า
่
้
ี
ในป 2546 ประเทศไทย นาเข้าโคเนือมีชีวิตเพือท าพันธุ์จ านวน ตัว 71,844 ตัว มูลค่า 581.2
่
้
่
ี
ี
ล้านบาท บาท มีอัตราการเพิ่มขึนจากป 2441 เฉลียร้อยละ 2.68 ต่อป (ตารางที 5 ) นาเข้าโคมีชีวิตจาก
ประเทศเพือนบ้าน จ านวน 133,114 ตัวคิดเปนมูลค่า 1,351 ล้านบาท การนาเข้าโคมีชีวิตดังกล่าวเปน
็
็
่
การนาโรคปากและเท้าเปอยจากประเทศเพือนบ้านมาสู่โคทีเลียงในประเทศ ท าให้บางประเทศไม่ยอมซื้อ
่
ื
่
้
่
้
เนือโคจากประเทศไทย
ไทยนาเข้าเนือโคแช่แข็ง จาก ประเทศออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สหรัฐอเมริกา จ านวน 1,183 ตัน
้
่
มูลค่า 149 ล้านบาท ภาษีร้อยละ 43 (ตารางที 6 )
ไทยนาเข้าหนังโคหมักเกลือ และหนังฟอก จาก ประเทศออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา เยอรมัน และ
่
แคนาดา จ านวน 104,254 ตัน มูลค่า 8,182 ล้านบาท หนังโคฟอกภาษีร้อยละ 5 หนังโคดิบ ไมเสีย
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 4
้ ้
่
ี
้
้
ภาษี ภาษีตัวละ 200 บาท การนาเข้ามีแนวโนมเพิ่มขึนทุกปเนืองจากการขยายตัวของอุตสาหกรรมหนัง
ในประเทศ (ตารางที 7 )
่
ี่
ตารางท 3 ต้นทนการผลิตและก าไรในการเลียงโคขุนชนิดต่างๆ (บาท/ตัว)
ุ
้
รายการ ลูกผสมบราห์มัน ลูกผสมชาโรเล่ส์ ลูกโคนมเพศ โคมัน
อายุมาก อายุนอย อายุมาก อายุนอย ผู้
้
้
้
นาหนักเริ่มขุน (กิโลกรัม) 327.00 249.00 142.00 250.00 100.00 -
นาหนักส่งโรงฆ่า (กิโลกรัม) 510.00 400.00 430.00 420.00 400.00 434.26
้
นาหนักซาก (กิโลกรัม) 296.00 232.00 249.00 244.00 232.00 247.5
้
ระยะเวลาขุนประมาณ (เดือน) 6 6 11 6 16 4
ต้นทุนผันแปร (% ของต้นทุนรวม) 97.36 98.50 95.04 98.49 97.72 99.36
- พันธุ์โค 6,700.00 4,600.00 3,550.00 6,125.00 2,150.00 7058.54
- อาหารข้น 2,398.25 2,243.15 2,941.50 2,718.00 2,951.85 1340.29
- อาหารหยาบ 241.78 250.50 483.56 204.75 570.75 386.7
- แรงงาน 596.25 138.53 1,093.13 125.14 337.50 115.16
- ค่ายาปองกันและรักษาโรค 30.00 90.00 31.00 120.00 165.00 68.31
้
- ฮอร์โมน 100.00 85.00 84.00 70.00 - -
้
- นา,ไฟฟา 126.96 16.68 - 16.68 33.36 79.84
้
้
้
- นามันเชือเพลิงและหล่อลื่น - 18.36 203.08 18.36 36.72 -
- อุปกรณ ์ 29.38 23.75 28.21 17.81 28.76 12.97
- ค่าเสียโอกาสการลงทุน 7.25% 370.57 270.64 559.21 341.32 545.85 377.58
รวมต้นทุนผันแปร 10,593.19 7,736.61 8,973.69 9,757.06 6,819.79 9,439.39
่
ต้นทุนคงที (% ของต้นทุนรวม) 2.64 1.50 4.96 1.51 2.28 0.64
- ค่าใช้ทีดิน 105.00 9.31 107.96 12.00 12.50 2.14
่
- ค่าเสื่อมราคาโรงเรือนและอุปกรณ ์ 112.50 51.25 153.85 62.50 62.50 29.73
- ค่าเสียโอกาสโรงเรือนและอุปกรณ ์ 69.33 56.87 206.35 74.77 83.83 28.83
รวมต้นทุนคงที(บาท) 286.83 117.43 468.16 149.27 158.83 60.70
่
รวมต้นทุนการผลิตทั้งหมด (บาท) 10,880.02 7,854.04 9,441.85 9,906.33 6,978.62 9,500.09
ต้นทุนรวมต่อนาหนักซาก 1 กิโลกรัม 36.87 33.85 37.85 40.67 29.69 38.39
้
ราคาซาก (บาท/กิโลกรัม) 50.00 50.00 56.00 56.00 45.00 -
ราคาซากทีขายได้ (บาท) 14,800.00 11,600.00 13,944.00 13,664.00 10,440.00 -
่
้
ก าไรต่อนาหนักซาก 1 กิโลกรัม(บาท) 13.22 16.15 18.14 15.33 15.31 -
ก าไรต่อตัว 3,909.98 3,746.23 4,527.82 3,735.27 3,552.47 -
ราคาซื้อโคเมื่อเริ่มขุน (บาท/กิโลกรัม) 20.50 18.50 25.00 25.00 21.50 -
ราคาขายโคมีชีวิต (บาท/กิโลกรัม) 29.00 29.00 32.48 32.53 26.10 -
ทีมา : ฝายเศรษฐกิจการปศุสัตว์(2532) และ กองวิจัยเศรษฐกิจการเกษตร(2537)
่
่
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 5
้ ้
ี่
ตารางท 4 ประมาณการต้นทุนการเลียงโคขุนประเภทต่างๆ
้
ข้อก าหนด หนวย โคบราห์มัน โคมัน
่
ี่
ี
ี่
ี
ี
ี่
ี
ี่
ี
ี่
กรณท 1 กรณท 2 กรณท 3 กรณท 1 กรณท 2 ชาร์โลเลส์ พื้นเมือง
้
น.น. โคเนือเข้าขุน กก. 200.00 200.00 250.00 350.00 350.00 250.00 120.00
ราคา โคเนือเข้าขุน บาท/กก. 43.00 43.00 45.00 45.00 45.00 55.00 40.00
้
น.น. โคส่งตลาด กก. 450.00 450.00 450.00 450.00 450.00 500.00 300.00
้
ระยะเวลาเลียงขุน วัน 278.00 250.00 200.00 111.00 100.00 21.00 360.00
อัตราการเจริญเติบโต กก./วัน 0.90 1.00 1.00 0.90 1.00 1.20 0.50
กินอาหารข้น กก./ตัววัน 5.50 5.50 6.50 7.00 7.00 7.50 2.00
ราคาอาหารข้น บาท/กก. 4.20 4.20 4.20 4.20 4.20 4.20 4.20
กินอาหารหยาบ กก./ตัววัน 16.00 16.00 16.00 16.00 16.00 16.00 12.00
ราคาอาหารหยาบ บาท/ตัว 0.50 0.50 0.50 0.50 0.50 0.50 0.50
ค่าแรงงาน/ตัว/วัน บาท 3.00 3.00 3.00 3.00 3.00 3.00 3.00
่
ค่าใช้จ่ายเกียวกับการขนส่ง บาท/ตัว 500.00 500.00 500.00 500.00 500.00 500.00 200.00
ดอกเบียเงินกู้ % 11.50 11.50 10.00 10.00 11.50 11.50 11.50
้
ราคาขายมูลโค บาท/กก. 1.00 1.00 1.00 1.00 1.00 1.00 1.00
โคขุนให้มูลแห้ง กก./ตัว/วัน 4.00 4.00 4.00 4.00 4.00 4.00 3.00
*รายจ่าย*
้
ค่าตัวโคทีซือเข้าขุน บาท 8,600 8,600 11,250 15,750 15,750 13,750 4,800
่
ค่าอาหารข้น บาท 6,422 5,775 5,460 3,263 2,940 6,615 2,520
ค่าอาหารหยาบ บาท 2,224 2,000 1,600 888 800 168 2,160
ค่ายาถ่ายพยาธิ ฮอร์โมน บาท 200 200 200 200 200 200 100
่
ค่าใช้จ่ายเกียวกับการขนส่ง บาท 500 500 500 500 500 500 200
ค่า นา ไฟ เสื่อมคอก บาท 278 250 220 122 11 231 360
้
้
ดอกเบีย บาท 1,052 938 825 507 497 1,085 859
ค่าแรงงาน บาท 834 750 600 333 300 630 1,080
รวมรายจ่าย บาท 19,039 18,096 20,655 21,565 21,094 24,751 12,079
ต้นทุนการผลิต บาท 394 38 46 48 47 50 37
ทีมา : จาก “ยุทธศาสตร์โคเนือ 2547-2551” กลุ่มวิจัยและพัฒนาระบบฟาร์มปศุสัตว์ ส านักพัฒนาการปศุสัตว์และถ่ายทอดเทคโนโลยี
้
่
กรมปศุสัตว์
ี่
ตารางท 5 การนาเข้าโคมีชีวิตของประเทศไทย
ปี จ านวน มูลค่า
(ตัว) เพิ่ม/ลด(ตัว) % (ล้านบาท) เพิ่ม/ลด(ล้านบาท) %
2541 98,631 623.2
2542 124,936 26,305 26.7 723.5 100.3 16.1
2543 104,661 -20,275 -16.2 680.6 -42.9 -5.9
2544 185,237 80,576 77 1080.6 400 58.8
2545 133,114 -52,123 -28.1 1351.3 270.7 25.1
2546 71,844 -61,270 -46.0 581.2 -770.1 -57.0
่
เฉลีย 2.68 7.4
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 6
้ ้
้
ี่
ตารางท 6 การนาเข้าเนือโคแช่แข็งของประเทศไทย
ปี จ านวน มูลค่า
(กก.) เพิ่ม/ลด(กก.) % (ล้านบาท) เพิ่ม/ลด(ล้านบาท) %
2541 2,021,265 175.5
2542 1,785,300 -235,965 -11.7 180.2 4.7 2.7
2543 1,450,903 -334,397 -18.7 142.2 -38.0 -21.1
2544 1,154,180 -296,723 -20.4 120.3 -29.1 -15.4
2545 1,400,028 245,848 21.3 140.0 -19.7 16.4
2546 1,183,456 -216,572 -15.5 149.8 9.8 7.0
่
เฉลีย -9.0 -2.1
ี่
ตารางท 7 การนาเข้าหนังโคของประเทศไทย
ปี จ านวน มูลค่า
(กก.) เพิ่ม/ลด(กก.) % (ล้านบาท) เพิ่ม/ลด(ล้านบาท) %
2541 66,751,000 4,236.7
2542 5,252,560 -61,498,440 -92.1 258.5 -3,978.1 -93.9
2543 90,083,271 84,830,711 1,615.0 5,825.1 5,566.6 2,153.1
2544 110,739,818 20,656,547 22.9 8,859.4 3,034.3 52.1
2545 97,171,333 -13,568,485 -12.3 7,122.7 -1,736.7 -19.6
2546 104,254,303 7,082,970 7.3 8,182.2 +1,059,5 14.9
่
เฉลีย 308.2 421.3
้
่
้
้
นอกจากนีมีการนานาเชือโคจากประเทศฝรั่งเศสเพือนามาใช้บริการผสมเทียมให้แก่เกษตรกร
้
ทั่วไป และมีการลักลอบนาเข้าเนือโคแช่แข็งจากประเทศอินเดียเข้ามาจ าหนายในตลาดเนือทั่วไปจ านวน
้
่
่
หนึง
การส่งออก
่
ั
การส่งออกในป 2542 ถึง 2543 ลดลงมากคาดว่าเนืองจากปญหาวิกฤติทางเศรษฐกิจของ
ี
ประเทศ ในป 2546 ประเทศไทยส่งออกโคมีชีวิต ไป มาเลเซีย ลาว กัมพูชา จ านวน 4,112 ตัว เพิ่มจาก
ี
้
่
็
่
ปี 2545 ร้อยละ 4.0 คิดเปนมูลค่า 50.3 ล้านบาท (ตารางที 8 ) ส่งออกเนือโคสุก ไป ญี่ปุน เนเธอร์แลนด์
เยอรมัน จ านวน 698 ตัน มูลค่า 20.6 ล้านบาท(ตารางที 9 และส่งออกหนังโค จ านวน 9,897 ตัน
่
มูลค่า 1,206 ล้านบาท (ตารางที 10)
่
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 7
้ ้
ี่
ตารางท 8 การส่งออกโคมีชีวิตของประเทศไทย
ปี จ านวน มูลค่า
(ตัว) เพิ่ม/ลด(ตัว) % (ล้านบาท) เพิ่ม/ลด(ล้านบาท) %
2541 17,841 201.7
2542 4,064 -13,777 -77.2 49.3 -152.4 -75.6
2543 2,160 -1,904 -46.8 23.6 -25.7 -52.1
2544 3,344 1,184 54.8 47.6 24.0 101.7
2545 3,955 611 18.3 46.7 -0.9 -1.9
2546 4,112 157 4.0 50.3 3.6 7.7
่
เฉลีย -9.4 -4.0
ี่
ตารางท 9 การส่งออกเนือโคสุกของประเทศไทย
้
ปี จ านวน มูลค่า
(กก.) เพิ่ม/ลด(กก.) % (ล้านบาท) เพิ่ม/ลด(ล้านบาท) %
2541 950,567 133.6
2542 450,264 -500,303 -52.6 62.8 -70.8 -53.0
2543 230,167 -220,097 -48.9 26.3 -36.5 -58.1
2544 420,035 189,868 82.5 262.3 236.0 897.3
2545 1,770,088 1,350,053 321.4 155.1 -107.2 -40.9
2546 698,546 -1,071,542 -60.5 20.6 -134.5 -86.7
เฉลีย +48. 4 131.7
่
ี่
ตารางท 10 การส่งออกหนังโคของประเทศไทย
ปี จ านวน มูลค่า
(กก.) เพิ่ม/ลด(กก.) % (ล้านบาท) เพิ่ม/ลด(ล้านบาท) %
2541 13,724,150 268,001.50
2542 706,703 -13,017,447 -94.9 25.3 -267,976 -100.0
2543 536,679 -170,024 -24.1 18.3 -7 -27.8
2544 1,836,781 1,300,102 242.2 63.8 45.5 247.9
2545 5,790,396 3,953,615 215.2 196.9 133.2 208.8
2546 9,896,877 4,106,481 70.9 1,206.8 1,009.9 512.8
เฉลีย 81.9 168.6
่
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 8
้ ้
ประโยชน์ของการเลียงโคเนือ
้
้
้
การเลียงโคเนือมีประโยชนเมื่อเปรียบเทียบกับการเกษตรชนิดอื่นดังนี ้
้
์
้
่
้
็
1. ใช้อาหารหยาบ(roughage)ทีขึนในพืนทีรกร้างว่างเปล่าและทีท าเลสาธารณะให้เปน
่
่
์
ประโยชนได้
้
้
์
่
่
่
2. ใช้ประโยชนจากพืนทีซึงไมเหมาะสมในการปลูกพืชมาใช้ปลูกหญ้าเลียงโคได้ เพราะหญ้า
้
้
ต้องการนานอยกว่า
่
็
3. โคเปนสัตว์กระเพาะรวม(ruminant)จึงสามารถเปลียนอาหารหยาบคุณภาพต าให้เปนเนอได้
ื
้
่
็
็
4. นาวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร(by-product)มาเปนอาหารได้
้
5. เมื่อมีธัญพืช(grain)เกินความต้องการก็สามารถนามาใช้เลียงโคได้
6. มูลโคท าให้ดินมีความอุดมสมบูรณ ์
้
้
7. การเลียงโคใช้แรงงานนอย
่
8. เหมาะสมส าหรับผู้ทีจะท าการเกษตรแบบนอกเวลา(part-time farming)
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 9
้
้
การเลียงโคเนือของโลก
้
้
การเลียงและการผลิตโคเนือของประเทศต่างๆในโลกเปนปจจัยส าคัญทีจะส่งผลกระทบต่อการ
้
่
ั
็
้
์
ผลิตและการตลาดโคเนือของประเทศ ผู้ผลิตและผู้ท าธุรกิจเกียวกับโคเนือจึงควรทราบสถานการณการ
้
้
่
เลียงโคเนือของโลกด้วย
้
้
การผลิต
ประเทศที่ผลิตเนือโคมากได้แก่ สหรัฐอเมริกา ซึงผลผลิตในประเทศในป 2547 คาดว่าจะลดลง
ี
้
่
่
ร้อยละ 5 เหลือ 11.6 ล้านตัน บราซิลคาดว่าจะผลิตได้ 7.8 ล้านตัน และประเทศอืนทีส าคัญได้แก่ อาร์
่
่
เจนตินา และออสเตรเลีย ส่วนรัสเซียผลผลิตประมาณ 1.6 ล้านตัน ลดลงร้อยละ 4 ผลผลิตของประเทศ
่
ต่างๆตามตารางที 11
ี่
้
ตารางท 11 ปริมาณการผลิตเนือโคของประเทศต่างๆ(1,000 ตัน)
ประเทศ 2542 2543 2544 2545 2546 2547 เพิ่ม/ลด %
สหรัฐอเมริกา 12,124 12,298 11,983 12,427 12,226 11,647 - 0.75
บราซิล 6,270 6,520 6,895 7,240 7,530 7,850 4.60
สหภาพยุโรป(European Union) 7,569 7,462 6,896 7,456 7,360 7,330 -0.51
จีน 5,054 5,328 5,488 5,846 6,020 6,260 4.38
่
อาร์เจนตินา 2,840 2,880 2,640 2,700 2,650 2,750 - 0.55
อินเดีย 1,660 1,700 1,770 1,810 1,960 2,070 4.54
เม็กซิโก 1,900 1,900 1,925 1,930 1,950 1,960 0.62
ออสเตรเลีย 1,956 1,988 2,049 2,089 1,946 1,935 -0.15
รัสเซีย 1,900 1,840 1,760 1,740 1,700 1,640 -2.89
แคนนาดา 1,238 1,246 1,250 1,295 1,210 1,430 3.24
อัฟริกาใต้ 584 630 665 645 643 654 2.37
ประเทศอื่น ๆ 6,517 13,034 5,637 5,855 4,594 4,521 4.80
รวมทั่วโลก 49,612 56,846 48,958 51,063 49,785 50,076 0.62
ทีมา : กระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา (USDA)
่
ี
หมายเหตุ ป 2546 เปนการประมาณการ(prediction) ป 2547 เปนการคาดการณ์โดยการค านวณ(estimation)
็
ี
็
การบริโภคเนือโคของโลก
้
ประเทศทีบริโภคเนือโคมากได้แก่ สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป บราซิล และจีน ปริมาณการ
่
้
บริโภคเนือโคของประเทศต่างๆตามตารางที 12
่
้
ี่
ตารางท 12 ปริมาณการบริโภคเนือโคของประเทศต่างๆ(1,000 ตัน)
้
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 10
้
้
ประเทศ 2542 2543 2544 2545 2546 2547 เพิ่ม/ลด%
สหรัฐอเมริกา 12,325 12,503 12,351 12,738 12,422 11,962 - 0.56
สหภาพยุโรป(European Union) 7,435 7,329 6,824 7,507 7,598 7,450 0.19
บราซิล 5,863 6,102 6,191 6,437 6,460 6,560 2.28
จีน 5,010 5,290 5,448 5,830 6,007 6,252 4.54
เม็กซิโก 2,250 2,309 2,341 2,409 2,438 2,460 1.80
อาร์เจนติน่า 2,501 2,543 2,515 2,361 2,332 2,408 - 0.70
รัสเซีย 2,734 2,309 2,404 2,369 2,391 2,336 - 2.85
อินเดีย 1,438 1,335 1,400 1,394 1,495 1,550 1.64
่
ญปุน 1,516 1,577 1,413 1,312 1,355 1,385 - 1.61
ี
่
แคนาดา 994 992 968 992 1,047 1,070 1.52
ออสเตรเลีย 722 645 654 704 717 669 - 1.29
ประเทศอื่น ๆ 6,634 6,391 5,785 5,898 4,538 4,532 - 6.88
รวม 49,422 49,309 48,288 49,973 48,821 48,637 - 0.30
ทีมา : กระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา (USDA)
่
ี
็
็
ี
หมายเหตุ ป 2546 เปนการประมาณการ(prediction) ป 2547 เปนการคาดการณ์โดยการค านวณ(estimation)
การส่งออกในตลาดโลก
ี
การส่งออกเนือโคในตลาดโลกในป 2547 จากข้อมูลของกระทรวงเกษตรแห่งสหรัฐอเมริกา
้
้
ี
(USDA)จะมีประมาณ 6.7 ล้านตัน เพิ่มขึนจากป 2546 ร้อยละ 8 การส่งออกเนือโคของประเทศต่างๆ
้
ตามตารางที 13
่
่
้
็
ประเทศทีส่งออกเนือคุณภาพดีรายใหญ่ของโลกได้แก่ บราซิลจะเปนผู้นาในการส่งออกเนือโค
้
ของโลกแทนออสเตรเลียในป 2547 โดยคาดว่าจะส่งออก 1.4 ล้านตัน เนืองจากหลายประเทศยอมรับ
ี
่
็
่
้
การเปนเขตปลอดโรคปากและเท้าเปอยของบราซิล ออสเตรเลียจะส่งออกเนือโค 1.3 ล้านตัน ลดลงร้อย
ื
ละ 1.9 ตลาดอยูทีสหรัฐอเมริกาและเอเชีย ในขณะทีสหรัฐอเมริกาจะส่งออกจ านวน 1.2 ล้านตัน เพิ่มขึ้น
่
่
่
่
้
็
้
้
ี
จากป 2546 ร้อยละ 1 เนือโคที่ผลิตในสหรัฐส่วนใหญ่เปนเนือโคขุนทีเลียงด้วยธัญพืช(grain fed beef)
้
่
ซึงต่างจากเนือโคจากออสเตรเลียและอเมริกาใต้ทีโคส่วนใหญ่ทีไม่ได้เลียงขุน(non-fed beef)
่
้
่
่
ี
ปริมาณการส่งออกในป 2547 ของประเทศส่งออกทีส าคัญอื่นๆได้แก่
แคนาดาซึงหลังจากผลกระทบจากโรควัวบ้าในป 2546 ลดลง จึงคาดว่า จะส่งออกได้ 615,000
่
ี
ตัน
้
่
่
นิวซีแลนด์จะส่งออก 535,000 ตันเท่ากับในปี 2546 เนืองจากเงินนิวซีแลนด์ทีแข็งค่าขึนและ
่
ความไม่แนนอนของตลาดโลกอาจท าให้การส่งออกในปต่อไปลดลงร้อยละ 1
ี
ี่
้
ตารางท 13 ปริมาณการส่งออกเนือโคของประเทศต่างๆ( 1,000 ตัน)
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 11
้
้
ประเทศ 2542 2543 2544 2545 2546 2547 เพิม/ลด%
่
สหรัฐอเมริกา 1,094 1,119 1,029 1,110 1,192 1,207 2.15
บราซิล 464 492 748 881 1,140 1,370 5.08
ออสเตรเลีย 1,270 1,338 1,398 1,365 1,250 1,300 0.61
แคนาดา 492 523 575 610 425 615 7.34
นิวซีแลนด์ 462 505 516 503 535 535 3.07
อินเดีย 222 365 370 416 465 520 20.36
สหภาพยุโรป(European Union) 994 644 575 512 456 440 - 14.27
่
อาร์เจนตินา 359 357 168 348 330 350 10.91
อูรกวัย 189 236 145 259 314 330 18.25
ุ
ยูเครน 151 157 98 146 150 155 4.29
จีน 57 54 60 44 40 38 - 6.98
ประเทศอื่น ๆ 126 128 131 192 103 74 - 4.80
รวม 5,880 6,000 5,746 6,622 6,415 7,022 3.88
่
ทีมา : กระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา (USDA)
หมายเหตุ ป 2546 เปนการประมาณการ(prediction) ป 2547 เปนการคาดการณ์โดยการค านวณ(estimation)
ี
็
ี
็
์
่
ื
อารเจนตินา ่ อุรุกวัย ยูเครน ประเทศอน ๆ ออสเตรเลีย
5%
3%
อินเดีย 4% 2% 23%
6%
นวซแลนด ์
ิ
ี
8%
ิ
ั
แคนาดา สหรฐอเมรกา
9% สหภาพยุโรป บราซล 18%
ิ
10% 12%
สัดสวนเฉลยประทศทสงออกเนอโคของโลก
ื
ี่
่
้
่
ี่
้
ื
ทีมา : ยุทธศาสตร์โคเนอ พ.ศ. 2547 -2551 กรมปศุสัตว์
่
่
่
อินเดียเปนผู้ผลิตเนือโคกระบือแช่เย็นเกรดต าส าหรับตลาดในระดับล่าง เนืองจากชาวอินเดีย
้
็
้
่
็
่
้
ส่วนใหญ่ซึงเปนชาวฮินดูไมบริโภคเนือโค คาดว่าจะส่งออก 520,000 ตัน เพิ่มขึนร้อยละ 12 ประเทศ
่
ลูกค้าได้แก่ มาเลเซีย ฟิลิปปนส์ ตะวันออกกลาง และบางประเทศในอัฟริกา เนืองจากการเกิดโรควัวบ้า
ิ
้
ท าให้ประเทศประชาคมยุโรปต้องการเนือโคจากอินเดียมากขึ้น ประกอบกับมีการผลิตอาหารหยาบมาก
ขึนและราคาเนือในตลาดโลกสูงขึน จึงคาดว่าการผลิตเนือของอินเดียจะเพิ่มขึนร้อยละ 6
้
้
้
้
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 12
้
้
่
่
สหภาพยุโรป จะส่งออก 440,000 ตัน ลดลงร้อยละ 4 เนืองจากตลาดส่วนหนึงนาเข้าเนือจาก
้
อเมริกาใต้เพราะมีราคาต ากว่าและบางประเทศได้รับผลกระทบจากโรควัวบ้า จึงคาดว่าผลผลิตจะไม ่
่
้
เพิ่มขึน
การน าเข้าของประเทศตางๆในตลาดโลก
่
จากข้อมูลของกระทรวงเกษตรแห่งสหรัฐอเมริกา(USDA)ประเทศทีนาเข้าเนือโคปริมาณมากตาม
่
้
ี
่
ตารางที 14 การนาเข้าในป 2547 สรุปได้ดังนี ้
สหรัฐอเมริกาจะนาเข้า 1.6 ล้านตัน การเกิดโรควัวบ้าในแคนาดาในป 2546 จึงให้นาเข้าเฉพาะ
ี
้
้
่
่
่
่
้
เนือจากโคทีอายุต ากว่า 30 เดือนเท่านั้น การนาเข้าทีลดลงและความต้องการทีมีมากขึนท าให้ราคาเนือ
สูงขึน จึงคาดว่าจะมีการนาเข้าโคมีชีวิตจากเม็กซิโกมากขึน
้
้
ี่
ตารางท 14 ปริมาณการนาเข้าเนือโคของประเทศต่างๆ(1,000 ตัน)
้
ประเทศ 2542 2543 2544 2545 2546 2547 เพิ่ม/ลด%
สหรัฐอเมริกา 1,303 1,375 1,435 1,460 1,311 1,556 4.02
ญีปุน 1,000 1,059 997 707 825 885 -1.02
่
่
รัฐเซีย 838 478 650 638 700 705 0.32
สหภาพยุโรป 457 450 413 518 520 530 3.60
เม็กซิโก 358 420 426 489 500 510 7.56
เกาหลีใต้ 242 324 246 430 430 435 17.15
แคนนาดา 254 263 299 307 280 250 0.08
ิ
ฟลิปปนส์ 99 118 104 126 120 125 5.58
ิ
อียิปต์ 218 236 136 162 100 100 - 10.65
ไต้หวัน 94 83 78 89 93 97 1.03
บราซิล 54 72 44 78 70 80 15.15
ประเทศอื่น ๆ 318 244 216 224 202 189 - 9.46
รวม 5,235 5,193 4,962 5,448 5,112 5,506 1.22
่
ทีมา : กระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา (USDA)
็
็
ี
หมายเหตุ ป 2546 เปนการประมาณการ(prediction) ป 2547 เปนการคาดการณ์โดยการค านวณ(estimation)
ี
้
่
ญี่ปุนจะนาเข้า 885,000 ตัน เพิ่มขึนร้อยละ 7 แต่ก็ยังนอยกว่าปริมาณที่เคยนาเข้าก่อนทีจะเกิด
่
้
้
โรควัวบ้า ส่วนความต้องการบริโภคภายในประเทศคาดว่าจะเพิ่มขึนร้อยละ 2
่
่
็
้
รัสเซียจะนาเข้า 705,000 ตัน เพิ่มขึนเพียง 500 ตัน ส่วนใหญ่จะเปนเนอเกรดต าเพือท าไส้กรอก
้
ื
สหภาพยุโรปจะนาเข้า 530,000 ตัน เพิ่มจากป 2546 จ านวน 10,000 ตัน ส่วนใหญ่จาก
ี
่
ประเทศอาร์เจนตินา บราซิล และโปแลนด์ การบริโภคภายในกลับมาเท่ากับก่อนทีจะเกิดโรควัวบ้า การ
่
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 13
้
้
้
่
้
นาเข้าจากสหรัฐไมเปนทีต้องการเพราะมีการใช้ฮอร์โมน การนาเข้าโคมีชีวิตมีแนวโนมเพิ่มขึน ส่วนใหญ่
่
็
จากโปแลนด์
้
่
็
เม็กซิโกจะนาเข้า 510,000 ตัน เปนการนาเข้าเนือคุณภาพดีจากสหรัฐอเมริกาส าหรับผู้ทีมี
รายได้ดี
้
เกาหลีจะนาเข้า 435,000 ตัน ความต้องการบริโภคเนือคุณภาพดีของผู้มีรายได้ดีมีเพิ่มมากขึ้น
การเกิดโรควัวบ้าในแคนาดาท าให้เกาหลีหันมานาเข้าจากสหรัฐเพิ่มมากขึน
้
่
จากสถิติขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ(FAO)ประเทศทีส าคัญในเอเชียที ่
้
่
นาเข้าเนือโค(beef and veal, boneless)ระหว่างป 2538 ถึง 2542 ตามตารางที 15
ี
ี่
ตารางท 15 มูลค่าการนาเข้าเนือโคบางประเทศในเอเชีย(หนวย : ล้านดอลล่าร์สหรัฐอเมริกา)
้
่
ประเทศ 2538 2539 2540 2541 2542 เฉลย
ี่
มาเลเซีย 87,165 103,292 103,292 73,843 83,767 90,272
เพิ่ม/ลด(%) 18.50 0.00 -28.51 13.44 0.86
สิงคโปร์ 54,191 44,438 42,268 33,717 40,749 43,073
เพิ่ม/ลด(%) -18.00 -4.88 -20.23 20.86 -5.56
อินโดนีเซีย 12,849 30,735 35,785 9,659 28,499 23,505
เพิ่ม/ลด(%) 139.20 16.43 -73.01 195.05 69.42
ิ
ฟลิปปนส์ 64,840 85,055 96,610 70,380 79,000 79,177
ิ
เพิ่ม/ลด(%) 31.18 13.59 -27.15 12.25 7.46
ก าพูชา 0 54 54 54 54 54
เพิ่ม/ลด(%) 0 0 0 0 0
ฮ่องกง 122,966 107,068 96,133 102,024 118,908 109,420
เพิ่ม/ลด(%) -12.93 -10.21 6.13 16.55 -0.12
จีน 185,392 150,560 190,555 162,600 207,782 179,378
เพิ่ม/ลด(%) -18.79 26.56 -14.67 27.79 5.22
ญีปุน 3,188,742 2,646,991 2,566,089 2,285,251 2,420,847 2,621,584
่
่
เพิ่ม/ลด(%) -16.99 -3.06 -10.94 5.93 -6.26
เกาหลี 240,165 263,687 233,940 108,413 277,738 224,789
เพิ่ม/ลด(%) 9.79 -11.28 -53.66 156.19 25.26
ทีมา : องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO)
่
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 14
้ ้
้
ื
์
พันธุโคเนอ
ั
้
่
้
็
พันธุ์สัตว์เปนปจจัยแรกในการเลียงสัตว์ทีผู้เลียงจะต้องพิจารณาตัดสินใจเลือกให้เหมาะสมกับ
้
วัตถุประสงค์ที่ต้องการเลียง ผู้เลี้ยงโคควรจะเข้าใจที่มาและลักษณะของโคพันธุ์ต่างๆจึงจะเลือกพันธุ์โค
ให้เหมาะสมได้ ข้อมูลเกียวกับพันธุ์โคต่างประเทศส่วนใหญ่มาจากหนังสือ British Cattle ของสมาคมผู้
่
ปรับปรุงพันธุ์โคแห่งชาติของอังกฤษ หนังสือ Livestock from France โดย Sopexa หนังสือ An
Introduction to Animal Husbandry in the Tropics โด ย Williamson and Payne แ ล ะเว็บ ไซ ต์
www.ansi.okstate.edu/breeds/cattle
ต้นก าเนิดของพันธุโค
์
วิชาสัตววิทยาจ าแนกโคให้อยู่ในสกุลโบวิดี (family Bovidae)ซึงเปนสัตว์เคียวเอืองทีมีเขากลวง
้
่
็
้
่
่
้
้
้
่
ุ
ั
่
และมีกีบคู่ โคทีเลียงในปจจบันมีเชือสายมาจากโคปาในจ าพวก(genus) Bos ซึงสัตว์ในจ าพวกนีจ าแนก
็
ออกเปน 5 กลุ่ม(group)หรือจ าพวกย่อย(subgenera)ได้แก่
ุ่
์
ี
่
1. กลมทัวไรน (Taurine) โคทั้งหมดจ าแนกอยู่ในชนิดหรือสปซีส์(species)เดียวคือ บอส ทัวรัส
(Bos Taurus)แต่ก็ยังมีการจ าแนกโคกลุ่มซีบูทีมีหนอก(hump)ออกเปนชนิด บอส อินดิคัส (Bos Indicus)
็
่
้
ั
ุ
็
อีกต่างหาก ดังนั้นโคทีเลียงกันส่วนใหญ่ในปจจบันสามารถจ าแนกได้เปน
่
1.1 โคยุโรป(European Cattle) หรือ บอส ทัวรัส (Bos
Taurus)โคพันธุ์ต่างๆในสกุลนีในปจจบันส่วนใหญ่สืบเชื้อสายมา
ั
ุ
้
จากสกุลดั้งเดิม 4 สกุลได้แก่
• บอส ทัวรัส ไพร์มิจีเนียส (Bos taurus primigenius)
็
เปนโคทีมีขนาดใหญ่ เดิมใช้เปนโคงาน โคพันธุ์เนือ
็
้
่
้
ั
ุ
ปจจบันที่อาจสืบเชื้อสายจากโคสกุลนี เช่น พันธุ์ ชอร์ท
ฮอร์น(Shorthorn) อะเบอร์ดีนแองกัส (Aberdeen ภาพโคปาออรอชส์(Aurochs)
่
Angus) ส่วนโคนมได้แก่พันธุ์โฮลสไตน ฟรีเชียน สกุลไพร์มิจีเนยส
์
่
ี
(Holstien-Friesian) วาดตามข้อมูลทางประวัติศาสตร์
่
่
็
• บอส ทัวรัส ลองกิฟรอนส์ (Bos taurus longifrons) เปนโคทีมีขนาดเล็กกว่าอาจเนืองจากถูก
้
้
้
์
ั
เลียงในสภาพแวดล้อมทีไมอุดมสมบูรณ โคปจจบันทีอาจสืบเชือสายจากโคสกุลนี เช่น โคนม
่
่
ุ
่
์
่
พันธุ์บราวนสวิส(Brown Swiss) เจอร์ซีย์(Jersey)
็
้
ุ
ั
• บอส ทัวรัส บราชีซีฟาลัส (Bos taurus brachycephalus) เปนโคที่มีหัวสั้น โคเนือปจจบันที่อาจ
สืบเชื้อสายจากโคสกุลนี เช่น พันธุ์เดวอน(Devon) เฮียร์ฟอร์ด(Hereford) แต่บางต าราเห็นว่าโค
้
่
้
เฮียร์ฟอร์ดนาจะสืบเชือสายจาก บอส ทัวรัส ลองกิฟรอนส์ มากกว่า
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 15
้ ้
• บอส ทัวรัส ฟรอนโตซัส (Bos taurus frontosus) พบฟอสซิลในประเทศสวีเดน โคเนือปจจุบันที ่
ั
้
้
อาจสืบเชือสายจากโคสกุลนี เช่น พันธุ์ซิมเมนทาล และโคพันธุ์ทีมีสีจดในสวิสเซอร์แลนด์และ
้
ุ
่
ทางตอนใต้ของเยอรมัน
โครงสรางการจ าแนกประเภทสิงมชวิต(taxonomy)ของโค
้
่
ี
ี
Class Mammalia
Subclass Eutheria
Order Ungulata (hoofed mammals)
Suborder Artiodactyles (even-toed)
Pectora (true ruminants)
Family Bovidae (hollow-horned)
Genus Bos – Cattle
1. Taurine group – Bos Taurus – ordinary cattle
- Bos indicus – humped cattle
2. Bibovine group – Bos gaurus – the gaur
- Bos frontalis – the gayal
- Bos sondaicus – the banteng
3. Bisontine group – Bos grunniens – tha yak
- Bos bonasus – the European bison
- Bos bison – the American bison
4. Bubaline group – Bos cafer – the African buffalo
- Bos bubalis – the Indian buffalo, etc.
- Etc.
่
ทีมา : Andrew et.al 1967
หมายเหตุ : บางต าราอาจจ าแนกแตกต่างไปจากนี ้
1.2 โคซีบู หรือ Bos Indicus
ี
็
ได้แก่โคในทวีปอาเซียและอัฟริกา อาจเปนไปได้ว่าโคซีบูสืบ โคซบู
ุ
เชือสายมาจากโคปาบันเตงที่ถูกนามาเลียงและกระจายไปยังอนทวีป
้
้
่
อินเดีย(Indian sub-continent)ในภายหลัง
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 16
้ ้
์
2. กลุ่มไบโบวไวน (Bibovine) ได้แก่ โคปาในแถบอินโด-มาเลย์หรือบันเตง(banteng) กระทิง
่
้
หนาเพิก(gaur) และกายาล(gayal) วัวแดง(Bos javanicus
็
่
birmanicus)ซึงเปนวัวปาของไทยนาจะจัดอยู่ในกลุ่มนี
้
่
่
วัวแดง
ภาพวาดโคไบซันยุคหินเก่า
พบบนแผ่นหิน
ุ
์
ั
3. กลุ่มเลปโตโบไวน (Leptobovine) ปจจบันสูญพันธุ์ไปแล้ว พบแต่ฟอสซิลในประเทศฝรั่งเศส
อิตาลี และอินเดีย
่
์
4. กลุ่มไบซันไทน (Bisontine) ได้แก่โคปาไบซัน(bison)ในอเมริกา และจามรี(yak)
้
์
5.กลุ่มบิวบาไลน (Bubaline) ได้แก่กระบือปลักในเอเชียและกระบือแม่นาในยุโรปและอัฟริกา
่
์
ทีมาของพันธุโค
พันธุ์สัตว์ คือ “กลุ่มของสัตว์ชนิด(species)เดียวกันที่มีต้นก ำเนิดร่วมกันและมีลักษณะภำยนอก
ที่คล้ำยกันจนสำมำรถใช้จ ำแนกออกจำกสัตว์กลุ่มอื่นได้” ดังนั้นเมือก ำจัดลักษณะภำยนอกออกไป เช่น
่
ลอกหนังออก ก็ยำกทีจะจ ำแนกควำมแตกต่ำงระหว่ำงพันธุ์ได้ ข้อจ ำกัดต่ำงๆ เช่น สภำพภูมิศำสตร์(เช่น
่
ภูเขำ ทะเล) กฎเกณฑ์ต่ำงๆ(เช่น กำรห้ำมขำยสัตว์พันธุ์ดี) และสภำพสังคม ท ำให้เกิดพันธุ์ต่ำงๆ ในด้ำน
่
พันธุศำสตร์กำรอยูโดดเดียว(isolation)ท ำให้พันธุกรรมแตกต่ำงกัน อำจท ำให้ควำมแตกต่ำงทำง
่
พันธุกรรมภำยในพันธุ์เดียวกันมีมำกกว่ำควำมแตกต่ำงระหว่ำงพันธุ์ก็ได้
โคทีเลี้ยงในปจจุบันมาจากการนาโค
่
ั
่
้
่
ป าม าเลีย งให้ เชือ ง(domestication) มี
่
หลักฐานว่าได้มีการนาโคปามาเลียงตั้งแต่
้
8,000 ปก่อนคริสต์กาล ดังนั้นพันธุกรรม
ี
่
ของโคเลี้ยงจึงมีเช่นเดียวกับโคปา แต่การที ่
้
่
โคปาถูกนามาเลียงมีผลท าให้พันธุกรรม
่
เปลียนแปลงไปเนืองจาก
่
ี
์
ชาวอยิปตโบราณตอนโคไปขายตลาดนด
้
ั
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 17
้ ้
่
1) การเพิ่มของเลือดชิด (inbreeding) เช่น การทีสัตว์ถูกผูกล่าม กักขัง เลี้ยงต้อนเปนฝูง และสิ่ง
็
กีดขวางตามสภาพภูมิศาสตร์ ท าให้สัตว์มีโอกาสผสมพันธุ์เฉพาะภายในพืนทีเดียวกันเท่านั้น แม้ว่า
่
้
่
็
เกษตรกรจะพยายามหลีกเลียงการการผสมพันธุ์ระหว่างสัตว์ที่เปนเครือญาติกัน แต่ส่วนมากก็จะทราบ
พันธุ์ประวัติ(pedigree)เพียงประมาณสองชั่วอายุ(generation)ของสัตว์เท่านั้น
2) การผสมข้ามพันธุ์ (outbreeding) เช่น มีการนาสัตว์จากต่างถิ่นมาใช้ในการผสมพันธุ์ ท าให้
สัตว์ในฝูงได้รับพันธุกรรมใหม่ๆจากสัตว์ดังกล่าว
3) การคัดเลือก (selection) คือการท าให้เกิดความแตกต่างของสัดส่วนของสัตว์ทีจะมีโอกาส
่
่
ขยายพันธุ์ต่อไปในฝูง โดยสัตว์ทีมีลักษณะบางอย่างทีต้องการมีแนวโนมทีจะให้ลูกมากกว่าสัตว์ทีมี
่
้
่
่
ลักษณะทีไมต้องการ ดังนั้นพันธุกรรมของสัตว์ทีเราต้องการจะมีในฝูงมากกว่าสัตว์ทีไมต้องการ การ
่
่
่
่
่
็
่
่
คัดเลือกอาจเปนไปตามธรรมชาติ (natural selection) เช่น สัตว์ทีอ่อนแอก็จะตายไปหรือไมมีโอกาส
็
ขยายพันธุ์ต่อ หรือเปนการคัดเลือกประดิษฐ์ (artificial selection) เปนการคัดเลือกทีไม่ใช่แบบธรรมชาติ
่
็
่
่
่
เช่น การคัดเลือกโดยมนษย์ทีเลือกสัตว์ทีต้องการไว้ เมือสัตว์ถูกมนษย์นามาเลี้ยง อิทธิพลการคัดเลือกก็
ุ
ุ
ุ
่
่
ยังมีอยู่ ตัวอย่างเช่น มนษย์มักเลือกสัตว์ทีเลียงง่ายและทนทานในสภาพแวดล้อมทีอาศัยอยู่ไว้ขยายพันธุ์
้
ต่อไป
่
การปรับปรุงพันธุ์สัตว์แผนใหม(modern animal breeding)โดยใช้
พันธุ์ประวัติสัตว์เริ่มโดย โรเบิร์ต เบคเวล (Robert Bakewell) ชาว
่
่
่
อังกฤษทีมีชีวิตอยูระหว่าง พ.ศ. 2268 ถึง 2338 ทีได้เริ่มท าฟาร์มที ่
เมืองดิชลี่ย์(Dishley)ใน พ.ศ. 2303 ในระยะแรกเขาได้ใช้วิธีการผสมแบบ
เลือดชิดเพื่อตรึงลักษณะที่ต้องการ ท าให้ได้สัตว์ทีมีลักษณะแบบเดียวกัน
่
็
็
สัตว์ในฝูงของเขาเปนทีต้องการของเกษตรกรทั่วไปเปนอย่างมาก จึง
่
่
่
่
โรเบิร์ต เบคเวล จ าหนายได้ราคาสูง เขาจะไมยอมผสมข้ามพันธุ์ตราบใดทีสัตว์ในฝูงของ
เขามีลักษณะดีกว่าสัตว์ของเกษตรกรรายอื่นๆ
การปรับปรุงพันธุ์สัตว์ในฝูงขนาดเล็ก ผู้เลียงจะจดจ าพันธุ์ประวัติ
้
้
็
ของสัตว์ในฝูงได้ และผู้ที่ซือสัตว์ของเขาไปจะมีความภูมิใจและจดบันทึกพันธุ์ประวัติสัตว์ไว้เปนทอดๆ
่
้
่
เพือใช้อ้างว่าเปนพันธุ์แท้ทีซือจากฟาร์มทีมีชื่อเสียงนั้น เมือการเลียงสัตว์ขยายตัวมากขึนจึงมีการท าสมุด
็
่
่
้
้
้
พันธุ์ประวัติ(herdbooks)ร่วมกันเพื่อปองกันไม่ให้มีการแอบอ้างเอาสัตว์ธรรมดามาเปนพันธุ์แท้ หลังจาก
็
็
่
ุ
นั้นจึงมีการจัดตั้งเปนสมาคมสัตว์พันธุ์แท้ต่างๆทีใช้สมดพันธุ์ประวัติร่วมกันเพือออกใบรับรองการเปน
็
่
พันธุ์แท้ซึงจะท าให้จ าหนายได้ในราคาสูง
่
่
่
ลักษณะโครงสร้างรางกายของโคในปจจุบัน
ั
โคยุโรปและโคซีบูหรือโคอินเดียมีความแตกต่างของลักษณะโครงสร้างร่างกาย(skeleton shape)
่
ความแตกต่างดังกล่าวมีอิทธิพลไปถึงลูกผสมทีเกิดจากการผสมข้ามพันธุ์ของโคสกุลย่อยดังกล่าวด้วย
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 18
้ ้
โคอังกฤษ (Bos Taurus) โคอินเดีย (Bos indicus)
โคยุโรป (Bos Taurus) โคซำนต้ำ
(ลูกผสมโคยุโรปกับโคอินเดีย)
โคโฮลสไตน ฟรีเชียน โคบรำห์ฟอร์ด
์
่
(ลูกผสมโคยุโรปกับโคอินเดีย)
สมัยก่อนเชือกันว่ำโคเนือควรมีรูปร่ำงแนนตันแบบกล่องสีเหลียม ต่อมำพบว่ำโคเนือทีดีควรเปน
้
้
่
่
็
่
่
่
โคทีให้เนือส่วนทีมีรำคำสูงมำก ควำมเชื่อเกียวกับลักษณะรูปร่ำงของโคเนือทีดีจึงเปลียนแปลงไป
่
่
้
่
่
้
่
โคตัวที่อยูด้านหลงเปนโคเน้ออาย 4
ั
่
ุ
็
ื
ป 8 เดือน น้าหนก 1,340 กก. ที่ได้รบ
ี
ั
ั
รางวัลในอังกฤษในป พ.ศ. 2378 มี
ี
ลักษ ณ ะรู ป รางของโค เน้ อ แบ บ
่
ื
็
สมัยก่อน แต่ปจจุบันโคเน้อที่โตเรว ให ้
ั
ื
่
ื
เน้อมาก ควรมีรูปรางแบบโคตัวที่อยู ่
้
ด้านหนา
่
การคัดเลือกปรับปรุงพันธุ์สามารถเปลียนรูปร่างโคให้มีลักษณะทีเราต้องการได้ เช่น โคงาน
่
้
(draft type)จะมีล าตัวส่วนหนาใหญ่เพื่อให้มีก าลังลากจูงมาก โคเนือ(beef type)จะมีล าตัวยาวและสะโพก
้
้
้
้
ใหญ่เพือให้มีเนือสันและเนือสะโพกมาก เนือดังกล่าวเปนส่วนทีมีราคาสูง โคนม(dairy type)จะมีด้านหนา
็
่
่
้
ส่วนล าคอเรียวบาง แล้วขยายออกเปนรูปสามเหลี่ยมไปทางด้านท้าย เพือจะได้มีเต้านมใหญ่ ผลิตนม
็
่
่
่
้
ได้มาก ส่วนโคกึงเนือนม(dual purpose)ก็จะมีรูปร่างอยูระหว่างโคเนือกับโคนม อย่างไรก็ตามการทีจะ
้
่
้
แยกระหว่างโคเนือ โคนม หรือโคงานอย่างชัดเจนนั้นท าได้ยาก เพราะบางครั้งลูกโคนมก็สามารถนามา
้
็
้
้
้
เลียงเปนโคเนือได้ หรืออาจใช้แม่โคนมมาผสมกับโคเนือเพือให้ลูกไปใช้เลียงขุนก็ได้
่
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 19
้ ้
โคเนอ
ื
้
โคงาน
ึ่
้
ื
โคกงเนอนม
โคนม
้
ั
่
ุ
่
่
โคเนือในปจจบันไมต้องการให้มีขนาดใหญ่มากนัก โดยเฉพาะแมโคทีมีขนาดใหญ่ย่อมต้องการ
้
อาหารเพือใช้บ ารุงรักษาร่างกาย(maintenance)มาก ท าให้ต้นทุนการผลิตลูกโคสูง การเลียงโคเนือ
่
้
่
ต้องการผลิตลูกโคทีโตเร็ว ให้มีนาหนักเหมาะสมตามทีตลาดต้องการ(market weight)เท่านั้น ไม่ต้องการ
้
่
โคทีมีขนาดใหญ่เกินความต้องการ
่
่
ในประเทศทีมีจ านวนโคไม่มากนักเช่นประเทศยุโรป ได้เคยศึกษากันว่าการปรับปรุงพันธุ์โคแยก
้
่
เปนโคเนือและนมนั้นมีประสิทธิภาพสู้การเลียงโคพันธุ์ทีให้ทั้งเนือและนมไมได้ ดังนั้นในตอนใต้ของ
้
็
้
่
่
็
เยอรมันจึงนิยมเลี้ยงโคพันธุ์ซิมเมนทาลซึ่งแมโคให้นมได้มากพอสมควร ลูกโคตัวผู้เลี้ยงเปนโคเนือทีได้
่
้
่
คุณภาพซากเมือฆ่าโคอายุไมเกินหนึงปครึ่งจะมีเนือนมพอทีจะสนองความต้องการของตลาดทั่วไปได้
้
ุ่
่
ี
่
่
นอกจากนีกระบวนการบางอย่างช่วยท าให้เนือนมขึนได้ เช่น การบ่มซาก หรือการกระตุ้นด้วยไฟฟา เปน
้
้
ุ่
้
้
็
็
่
้
่
ต้น ส่วนตลาดทีต้องการเนือคุณภาพพิเศษเช่นเนอทีมีไขมันแทรก จึงจ าเปนต้องใช้พันธุ์ทีเหมาะสม
ื
่
้
โคเนืออังกฤษ (The British Beef Breed)
้
็
่
็
อังกฤษ(British)แม้จะอยูในทวีปยุโรป แต่ก็เปนเกาะแยกออกมาต่างหาก เปนประเทศที่เริ่มการ
ปรับปรุงพันธุ์สัตว์แผนใหม่ ประวัติการสร้างสัตว์พันธุ์อังกฤษ(British breeds)
่
ขั้นแรก เริ่มจากพบสัตว์กลุ่มหนึงทีมีประโยชนและมีลักษณะพิเศษโดดเด่นจากสัตว์อืนทั่วไป แต่
่
์
่
ยังไม่มีพันธุ์ประวัติแตกต่างจากสัตว์อื่นๆในท้องถิ่น
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 20
้ ้
่
่
่
่
้
ขั้นที่ 2 ได้มีการรวมสัตว์ทีดีทีสุดจากกลุ่มนีเข้าด้วยกันจ านวนไมกีฝูงแล้วหยุดนาสัตว์จาก
่
ภายนอกมาใช้ผสม ใช้การผสมแบบเลือดชิดจนสัตว์ในฝูงมีความแตกต่างจากสัตว์ฝูงอืนในท้องถิ่นทั้ง
ลักษณะภายนอกและความสามารถในการถ่ายทอดลักษณะทีต้องการ
่
ขั้นที่ 3 ถ้าสัตว์ในฝูงเปนทีนิยมของผู้อืนก็จะมีผู้เลี้ยงเพิ่มมากขึน จ านวนฝูงทีเลี้ยงก็ขยายตัวมาก
็
่
่
้
่
ขึน
้
็
ขั้นที่ 4 เกิดความจ าเปนทีจะต้องมีการใช้สมุดพันธุ์ประวัติร่วมกัน
่
็
้
่
ขั้นที่ 5 มีการจัดตั้งเปนสมาคมเพือปองกันความบริสุทธิ์ของสายเลือดของสัตว์ดังกล่าว ท าการ
ุ
บันทึกในสมดพันธุ์ประวัติ และส่งเสริมให้เกิดความสนใจร่วมกันในหมูผู้ปรับปรุงพันธุ์ ในป พ.ศ. 2450
ี
่
็
สมาคมโคต่างๆทั้งโคเนือและโคนมได้ร่วมกันจัดตั้งเปน “สมาคมผู้ปรับปรุงพันธุ์โคแห่งชาติ(The
้
้
National Cattle Breeders’ Association)” ขึน
ภาพเขยนของแม่โคอายุ 7 ป ในป
ี
ี
ี
พ.ศ. 2354 ทถูกนาไปแสดงทั่ว
ี่
ประเทศอังกฤษว่าเปนโคเนอพันธุ์
็
้
ื
ชอร์ทฮอร์นทมีลักษณะด โคอังกฤษ
ี่
ี
จึงมีลักษณะคอนข้างอวน รูปทรง
่
้
สเหลยมแนนตัน
่
ี่
ี่
พันธุแองกัส (Angus)
์
โคพันธุ์แองกัส หรือ อเบอร์ดีแองกัส
(Aberdeen-Angus) เริ่มก าเนิดในต้นคริส
ศตวรรษที 18 โดยสร้างและปรับปรุงพันธุ์
่
จากสายพันธุ์ต่างๆในเขต(country)อเบอร์ดีน
และเขตแองกัสทางตะวันออกเฉียงเหนือของ
สก๊อตแลนด์
่
้
ส่วนใหญ่โคพันธุ์นีจะไมมีเขา(polled)
หนังและขนสีด า หัวเล็กและยาวปานกลาง
้
หัวด้านบนกว้าง จมูกกว้าง ล าตัวยาวและลึก เนือสันนอกกว้างและส่วนหลัง (hindquarter) ยาว กว้าง ขา
่
ค่อนข้างสั้นและกระดูกค่อนข้างเล็ก พ่อโคหนัก 1,000 ถึง 1,600 กิโลกรัม แมโคหนัก 700 ถึง 900
กิโลกรัม
ประมาณปพ.ศ. 2508 ถึง 2513 โคแองกัสได้ถูกปรับปรุงให้มีรูปร่างยาวและมีเนือมากขึ้นตาม
ี
้
้
ุ
่
ั
ลักษณะโคเนือแผนใหม ปจจบันโคพันธุ์นีมีชือเสียงทางด้านโตเต็มวัยเร็ว (early maturity) เปนโคทีมี
่
้
็
่
ขนาดกลาง มีนาหนักแรกเกิดเฉลีย 30 ถึง 33 กิโลกรัม เนืองจากมีหัวเล็กและไม่มีเขาจึงท าให้คลอดง่าย
้
่
่
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 21
้ ้
่
้
โคทีทดสอบสมรรถภาพที่อายุ 400 วันจะมีนาหนักเฉลีย 460 กิโลกรัม ให้ผลผลิตซากทีประมาณ 200
่
่
่
่
กิโลกรัมเมืออายุ 450 ถึง 500 วันเมือเลียงด้วยอาหารหยาบ ซากมีคุณภาพดี มีสัดส่วนซากส่วนท้าย
้
่
้
(hind-quarters)สูง จึงมีสัดส่วนของเนือแดงทีมีราคาสูงมาก
ถึงแม้ว่าผู้เลียงโคพันธุ์แองกัสจะนิยมเลียงกันเฉพาะโคพันธุ์แองกัสทีมีสีด าก็ตาม แต่ในฝูงโค
้
้
่
้
แองกัสด าเหล่านีก็ยังมีลักษณะด้อย (recessive gene) ซึงลักษณะด้อยเหล่านีจะท าให้เกิดลูกทีสีแดง
้
่
่
่
่
่
ลักษณะอืนๆก็ยังคงเหมือนพ่อแมทีมีสีด า ใน
สมดทะเบียนประวัติโคแองกัสของอังกฤษเอง
ุ
่
โคแองกัสแดง ก็มีการจดทะเบียนโคแองกัสทีมีสีแดงเหล่านี ้
ซึ่งลูกโคแองกัสทีมีสีแดงเหล่านีต่อมาได้เปนที ่
้
็
่
้
ยอมรับ ของผู้ผ ลิตโคเนือใน ประเท ศ
สหรัฐอเมริกา จนมีการจัดตั้งสมาคมของผู้
เลียงโคแองกัสแดง(Red Angus)ขึนมาในป ี
้
้
พ.ศ. 2497 ลักษณะอืนๆเหมือนกับโคแองกัส
่
ด า ยกเว้นมีสีขนเปนสีแดงเข้ม
็
พันธุเฮียร์ฟอร์ด (Hereford)
์
เปนโคเนือทีนิยมเลียงกันมากที่สุดในโลก เริ่ม
็
่
้
้
ก าเนิดในป พ.ศ. 2285 โดยกลุ่มเกษตรกรใกล้เฮียร์
ี
ฟอร์ดในเขตเฮียร์ฟอร์ดไชร์(Herefordshire) ประเทศ
อังกฤษ
โคเฮียร์ฟอร์ดมีทั้งชนิด(type)มีเขา(Horned
่
Hereford) และไมมีเขา(Poll Hereford) ลักษณะเด่น
้
ประจ าพันธุ์ได้แก่ ล าตัวส่วนใหญ่มีสีแดง มีหนาสีขาว
อกสีขาว เหนียงสีขาว พืนท้องสีขาว อวัยวะเพศและถุง
้
หุ้มลูกอัณฑะมีสีขาว พู่หางขาว และข้อเท้าทั้งสีขาว
่
่
้
้
สามารถเลียงดูได้ในสภาพทุ่งหญ้าธรรมชาติ โคพันธุ์นีเรียกอีกชื่อหนึงว่า โคหนาขาว (the white faces)
้
ี
ในสมัยแรก(ระหว่างป พ.ศ. 2243 ถึง 2253) โคเฮียร์ฟอร์ดจะมีขนาดใหญ่ หนักประมาณ 1,440
่
ถึง 1,741 กิโลกรัม โดยเฉพาะในป พ.ศ. 2493 มีการปรับปรุงพันธุ์โคเฮียร์ฟอร์ดตามความนิยมโคเนือทีมี
ี
้
ี
่
โครงร่างใหญ่ ลักษณะอ้วนตัน เพือให้ชนะในการประกวดโค(show ring) ต่อมาระหว่างป 2506 ถึง 2512
ความนิยมลักษณะโคเนือสมัยใหม่แพร่หลายมากขึน โคเฮียร์ฟอร์ดจึงถูกปรับปรุงพันธุ์ให้มีลักษณะให้เนือ
้
้
้
ี
มากขึน จากการทดสอบสมรรถภาพโคเพศผู้ของอังกฤษระหว่างป พ.ศ. 2512 ถึง 2523 ทีอายุ 400 วัน
่
้
โคเฮียร์ฟอร์ด 1,620 ตัวหนักระหว่าง 264 ถึง 298 กิโลกรัม
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 22
้ ้
พันธุชอร์ทฮอร์น(Beef Shorthorn)
์
ชอร์ทฮอร์นเปนโคพันธุ์ของอังกฤษพันธุ์หนึงในระหว่างสามพันธุ์ทีได้รับการยอมรับมาเปนเวลา
่
่
็
็
ยาวนานระหว่างพันธุ์แองกัสและเฮียร์
ฟอร์ด เปนที่นิยมผสมพันธุ์เพือผลิตหรือ
่
็
สร้างโคเนือพันธุ์ใหม่ๆในประเทศอืน เช่น
่
้
อเมริกา ออสเตรเลีย และอาร์เจนตินา
่
เปนอย่างมาก
็
้
็
โคชอร์ทฮอร์นเปนโคพืนเมืองอังกฤษ
ทีเก่าแก่ทีสุดเมือประมาณ 200 กว่าป ี
่
่
่
มาแล้ว แต่โคสก๊อตชอร์ทฮอร์นหรือโค
้
เนือชอร์ทฮอร์นก าเนิดเมือประมาณ 170
่
่
ี
ป ที ผ่ า น ม า ใ น เข ต อ เบ อ ร์ ดี น
้
ไชร์(Aberdeenshire) พันธุ์นีมีขนาดปานกลาง มีสีแดงและสีเปลือกข้าวโพด อาจมีสีขาวประปรายตามใต้
้
่
์
่
์
้
ท้อง พู่หางขาว เขางอกคว าลงหนาหู โคพันธุ์นีเชืองและอารมณดี มีความสมบูรณพันธุ์ดีในทุก
้
สภาพแวดล้อม เลียงดูลูกเก่งมีปริมาณนานมสูงจนบางสายพันธุ์แยกเปนโคนม การเจริญเติบโตดี
้
็
พันธุเดวอน (Devon)
่
์
้
่
เปนโคเนือทีมีความส าคัญพันธุ์
็
หนึงของอังกฤษเพราะสามารถให้ได้ทั้ง
่
นมและเนือ
้
โคพันธุ์นีทั่วไปจะเรียกว่า
้
้
็
รูบีเดว่อน(Ruby Devon)เปนโคพืนเมือง
้
่
ทีเก่าแก่ในแถบตะวันตกเฉียงใต้ของ
อังกฤษเปนเวลาหลายร้อยปมาแล้ว และ
็
ี
ถือเปนพันธุ์แท้ตั้งแต่ก่อนป พ.ศ. 2343
็
ี
้
้
็
่
่
่
็
พันธุ์นีดั้งเดิมเปนโคทีใช้ผลิตเนย ใช้งาน โตเร็วเพือส่งตลาดหลังจากใช้งาน และเลียงง่าย เปนโคทีมีสี
่
้
่
แดง ล าตัวเหมือนสีทับทิมโดยมีสีอ่อนจากด้านหัวหาล าตัว ซึงมีสีเข้มขึน โคพันธุ์นีจะมีทั้งมีเขาและไมมี
้
้
เขา ปกติจะมีเขาเล็กๆสั้นๆโค้งลงไปหาใบหูข้างหนาหรือข้างหลัง พ่อโคหนัก 1,100 ถึง 1,400 กิโลกรัม
่
แมโคหนัก 700 ถึง 800 กิโลกรัม เนืองจากถิ่นก าเนิดในเอกซ์มัวร์(Exmoor)มีฝนตกชุก จึงมีขนหนา
่
ปุกปุย ทนฝนและหนาวได้ดี
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 23
้ ้
พันธุกาลโลเวย์ (Galloway)
์
่
็
เปนพันธุ์ทีเก่าแก่มากของอังกฤษ ชือ
่
พันธุ์มาจากค าว่ากาลโลวิด(Gallovid)หรือกอล
(Gaul)ซึ ง เป น โค พื น เมื อ ง ใน ม ณ ฑ ล
้
็
่
็
(province)กาลโลเวย์ ซึงเปนทีลุ่มอยูทาง
่
่
่
ตะวันตกเฉียงใต้ของสก็อตแลนด์ เปนโคทีมี
่
็
ความทรหดอดทนและกินอาหารหยาบเก่ง
่
้
โคพันธุ์นีไมมีเขา(polled) มีผิวหนังสี
ด า ขนหยาบ ยาว ส่วนใหญ่สีด าอ่อนนม
ุ่
บางครั้งอาจมีสีหมนหรือพวกทีมีล าตัวคาดขาว
่
่
่
้
(belted strain) เปนโคทีเลียงดูง่ายและเพิ่มนาหนักตัวเก่ง พ่อโคหนัก 760 ถึง 1,030 กิโลกรัม เฉลีย 800
้
่
็
่
้
่
กิโลกรัม แมโคหนัก 450 ถึง 670 กิโลกรัม เฉลีย 558 กิโลกรัม ลูกโคมีนาหนักแรกเกิดเฉลีย 33 ถึง 36
่
กิโลกรัม
พันธุลินคอล์น เรด (Lincoln red)
์
ก าเนิดของโคพันธุ์นีไมมีการบันทึกไว้ ต้น
้
่
ตระกูลอาจเปนโคจากแผ่นดินยุโรปทีนามาโดยพวก
็
่
้
้
ไวกิง(Vikings) เริ่มมีบันทึกเกียวกับโคพันธุ์นีใน พ.ศ.
่
2408 ว่าเปนโคขนาดใหญ่ ของเขตลินคอล์น
็
ไชร์(Lincolnshire) ในปลายคริสต์ศตวรรษที 18 และต้น
่
ศตวรรษที่ 19 ได้มีการนาพ่อโคจ านวนหนึงจากเมืองดู
่
่
แรม(Durham)และยอร์ก(York)เพือมาปรับปรุงลักษณะ
่
่
้
้
โคพืนบ้านทีมีอยู ในพ่อโคจ านวนนีมีพันธุ์ชอร์ทฮอร์น
่
ซึงมีสีแดงเชอร์รีอยูด้วย ดังนั้นระยะแรกจึงเรียกพันธุ์นีว่า
่
่
้
ลินคอล์น เรด ชอร์ทฮอร์น (Lincoln Red Shorthorn)เปนโคกึ่งเนือนม ต่อมาเมือมีการจัดตั้งเปนสมาคม
่
้
็
็
้
่
จึงตัดค าว่าชอร์ทฮอร์นออก ปจจุบันถือเปนโคเนือพันธุ์หนึงของอังกฤษ
ั
็
โคพันธุ์นีมีขนหนาสั้นสีแดงเข้มทั้งตัว ล าตัวยาว อกลึก กล้ามเนือดี พันธุ์ดั้งเดิมจะมีเขา ต่อมาได้
้
้
่
มีการปรับปรุงพันธุ์ไม่ให้มีเขา ปจจุบันส่วนใหญ่จะไมมีเขา พ่อโคหนักประมาณ 900 ถึง 1,000 กิโลกรัม
ั
แม่โคหนัก 700 ถึง 800 กิโลกรัม นาหนักสินสุดการขุนส่งตลาดที 725 ถึง 820 กิโลกรัม
่
้
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 24
้ ้
พันธุเรดโพล (Red poll)
์
้
เปนโคกึงเนือนม สีแดงเข้ม พู่
็
่
่
หางและเต้านมอาจมีสีขาวทีถ่ายทอด
ทางพันธุกรรมได้ ไมมีเขา เปนโค
่
็
ขนาดกลาง พ่อโคหนักประมาณ
่
1,000 กิโลกรัม แมหนักประมาณ 750
กิโลกรัม มีเปอร์เซ็นต์ซากแต่งสูง
้
โคพันธุ์นีก าเนิดในปลาย
่
คริสต์ศตวรรษที 18 เกิดจากการผสม
ข้ามระหว่างพันธุ์ทีมีอยูในเขตนอร์
่
่
ฟอล์ค(Norfolk)กับพันธุ์ในเขตซัฟฟอล์ค(Suffolk) โคนอร์ฟอล์คมีขนาดเล็ก มีเขา ทนทานเลี้ยงง่าย เปน
็
้
่
็
โคเนือ โตเต็มวัยเร็ว และขุนอ้วนเร็ว โคซัฟฟอล์คเปนโคนม ไมมีเขาโดยธรรมชาติ สีนาตาลทึบ ล าตัว
้
ยาวมีสีแดง
โคเนือภาคพืนยโรป (European-Continental Beef Breeds)
ุ
้
้
การปรับปรุงพันธุ์สัตว์แผนใหม่ในแผ่นดินหรือภาคพืนยโรปเริ่มหลังจากเกาะอังกฤษเล็กนอย ใน
ุ
้
้
็
ระยะแรกก็ด าเนินการจดทะเบียนพันธุ์โดยเนนสีและลักษณะภายนอกเปนส าคัญ ต่อมาได้มีบันทึก
้
ลักษณะทีส าคัญทางเศรษฐกิจ เช่น การเจริญเติบโต ลักษณะทางร่างกาย(body conformation)
่
ประกอบการจดทะเบียนด้วย ดังนั้นโคเนือพันธุ์ต่างๆของยุโรปส่วนใหญ่จึงมีลักษณะการให้ผลตอบแทน
้
้
ทางเศรษฐกิจดีกว่าโคอังกฤษ โคเนือสายพันธุ์ยุโรปทีนิยมเลียงกันมาก ได้แก่
้
่
โคพันธุชาร์โรเล่ส์ (Charolais)
์
มีถิ่นก าเนิดในแคว้นเบอร์กัน
ดี(Burgundy) ประเทศฝรั่งเศส มีสีขาว
ครีมตลอดทั้งตัว เปนโคทีมีขนาดใหญ่
็
่
่
็
รูปร่างมีลักษณะเปนสีเหลียมผืนผ้า ขา
่
้
สั้น ล าตัวกว้าง ยาว และลึก มีกล้ามเนือ
ตลอดทั้งตัว นิสัยเชือง เปนโคที่มีขนาด
่
็
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 25
้ ้
้
่
่
ใหญ่ เพศผู้มีนาหนักแรกเกิด 49 กิโลกรัม เมืออายุ 120 วันหนัก 177 กิโลกรัม เมืออายุ 210 วันหนัก
290 กิโลกรัม เมื่ออายุ 365 วันหนัก 489 กิโลกรัม พ่อโคหนัก 1,100 ถึง 1,400 กิโลกรัม แม่โคหนัก 700
ถึง 900 กิโลกรัม ความสูงวัดทีหัวไหล่(height at wither) 135 ถึง 150 เซนติเมตร
่
้
้
่
โคชาร์โรเล่ส์มีข้อดีคือ เติบโตเร็ว ซากมีขนาดใหญ่ เนือนม เปนทีต้องการของตลาดเนือโค
็
ุ่
็
คุณภาพดี เหมาะทีจะนามาผสมกับแม่โคบราห์มันหรือลูกผสมบราห์มันเพือนาลูกมาเลียงเปนโคขุน แต่
้
่
่
้
็
ถ้าเลียงเปนพันธุ์แท้หรือมีสายเลือดสูงๆจะไม่ทนต่อสภาพอากาศในบ้านเรา ไม่เหมาะทีจะใช้ผสมกับแม ่
่
โคขนาดเล็กเพราะอาจท าให้คลอดยาก
พันธุบลอนดากีแตน (Blonde d’Aquitaine)
์
การสร้างโคพันธุ์บลอนดากีแตน
ี
้
ได้เริ่ม ขึน ใน ป พ .ศ .2505 ใน เข ต
่
(region)อากีแตน(Aquitaine)ซึงอยูทาง
่
ภาคใต้สุดของฝรั่งเศสติดกับเทือกเขาพี
รานีซ์(pyrenees)และชายแดนสเปน โค
พันธุ์บลอนดากีแตนเกิดจากการผสม
พั น ธุ์ ร ะ ห ว่ า ง โ ค พั น ธุ์ ก า โ ฮ
็
่
เน(Garonnaise)ซึงเปนโคใช้งาน กับโค
่
พัน ธุ์แ ค ก ซี (Quercy) แ ล ะโค พั น ธุ์
่
บ ลอน ด์ เด พีรานี ซ์ (Blonde Des
Pyrenees) โคพันธุ์นีจึงมีสีทอง(blonde) ร่างกายส่วนหนาค่อนข้างใหญ่แบบโคใช้งาน วัตถุประสงค์ของ
้
้
่
้
้
้
้
โคพันธุ์นีเพือให้มีล าตัวยาว มีมัดกล้ามเนือเด่นชัด แมโคเลียงลูกเก่ง ปจจบันมีโคพันธุ์นีอยูในฝรั่งเศส
่
ั
ุ
่
่
้
ประมาณ 400,000 ตัว ส่วนใหญ่อยูในเขตอากีแตน เนืองจากมีล าตัวยาวและมีลักษณะตรงตามโคเนือ
่
้
แผนใหม่ โคพันธุ์นีจึงเปนทีนิยมเลียงมากขึนในประเทศต่างๆ
้
่
็
้
โคพันธุ์บลอนดากีแตนเปนโคที่มีขนาดใหญ่
็
้
่
เพศผู้มีนาหนักแรกเกิด 47 กิโลกรัม เมืออายุ 120
วันหนัก 175 กิโลกรัม อายุ 210 วันหนัก 280
กิโลกรัม อายุ 365 วันหนัก 472 กิโลกรัม พ่อโคหนัก
1,200 ถึง 1,500 กิโลกรัม แม่โคหนัก 850 ถึง 1,100
่
กิโลกรัม ความสูงวัดทีหัวไหล่ 145 ถึง 155
เซนติเมตร
กรมปศุสัตว์ได้ทดลองนานาเชือแช่แข็งของโคบลอนดากีแตนมาผสมกับแมโคบราห์มัน โดย
่
้
้
โคพันธุ์กาโฮเน ่
่
ทดลองเปรียบเทียบกับโคลูกผสมชาร์โรเล่ส์กับแมโคบราห์มัน เลียงทีสถานีวิจัยทดสอบพันธุ์สัตว์
้
่
ุ
ุ
พิษณโลก อ าเภอนครไทย จังหวัดพิษณโลก ข้อมูลจากโคลูกผสมชาร์โรเล่ส์ 50% บราห์มัน 50% จ านวน
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 26
้ ้
116 ตัว (เพศผู้ 58 ตัว เมีย 58 ตัว) และโคลูกผสมบลอนดากีแตน 50% บราห์มัน 50% จ านวน 40 ตัว
ี
(เพศผู้ 22 ตัว เมีย 18 ตัว) โคดังกล่าวเกิดระหว่างป พ.ศ.
2541 ถึง 2542 ผลปรากฏว่านาหนักและอัตราการ
้
เจริญเติบโตของโคดังกล่าวไมแตกต่างกัน โดยโคลูกผสม
่
้
ชาร์โรเล่ส์และลูกผสมบลอนฯมีนาหนักแรกเกิดเท่ากับ
30.87 และ 30.32 กิโลกรัม นาหนักหย่านมปรับทีอายุ 200
้
่
โคลูกผสมบลอนฯ-บราห์มัน วันเท่ากับ 214.12 และ 212.75 กิโลกรัมตามล าดับ แต่
้
นาหนักปรับที่อายุ 400 วันของลูกผสมชาร์โรเล่ส์เพศเมีย
เท่ากับ 229.80 กิโลกรัมต่างจากลูกผสมบลอนฯเพศเมียซึงหนักเท่ากับ 218.08 กิโลกรัมตามล าดับ โค
่
่
่
เพศผู้ส่วนใหญ่จ าหนายเมื่อหย่านมจึงไม่มีข้อมูลที 400 วัน
จากการทดลองขุนโคชุดดังกล่าวทีศูนย์วิจัยและบ ารุงพันธุ์สัตว์ตาก อ าเภอเมือง จังหวัดตาก โดย
่
่
่
ี
้
ใช้โคเพศผู้ไมตอน อายุประมาณ 1 ป เริ่มต้นขุนทีนาหนักประมาณ 200 กิโลกรัม สินสุดการขุนที ่
้
้
่
่
ประมาณ 450 กิโลกรัม ให้กินอาหารข้นส าเร็จรูปชนิดเม็ดโปรตีนไมนอยกว่า 12 % ร่วมกับฟางข้าว เมือ
่
ให้กินอาหารข้นและฟางข้าวเต็มที อัตราการเจริญเติบโตของลูกผสมทั้งสองพันธุ์ไมแตกต่างกัน โดย
่
ลูกผสมบลอนฯและลูกผสมชาร์โรเล่ส์โตวันละ 1,220 และ 1,130 กรัมตามล าดับ แต่เมือจ ากัดให้อาหาร
่
้
ข้นนาหนัก 1.5 % ของนาหนักตัว โคลูกผสมชาร์โรเลส์โตวัน
้
ละ 890 กรัม มากกว่าโคลูกผสมบลอนฯทีโตวันละ 750 กรัม
่
แสดงให้เห็นว่าโคลูกผสมบลอนฯต้องการอาหารข้นปริมาณ
มากกว่าจึงจะโตได้เต็มความสามารถ เนืองจากคุณสมบัติเมือ
่
่
เปนลูกผสมกับบราห์มันไมต่างจากพันธุ์ชาร์โรเล่ส์มากและ
่
็
้
้
นาเชือมีจ ากัด จึงไม่มีการขยายพันธุ์ต่อ
ซากโคลูกผสมบลอนฯ-บราห์มัน
้
ื
ั
หนาตัดเน้อสนโคลูกผสมบลอนฯ-บราห์มัน
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 27
้ ้
พันธุแมงอังย (Maine – Anjou)
์
ู
็
่
่
้
เปนโคกึงเนือนมทีเกิดจากการผสม
้
้
พันธุ์ระหว่างโคเนือพืนเมืองพันธุ์มังแซล
้
(Mancelle)ของฝรั่งเศส กับโคเนือดูแรมชอร์ท
ฮ อ ร์น (Durham Shorthorn)ข อ ง อังก ฤ ษ
่
ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที 19 และต้น
่
ศตวรรษที 20 ท าการคัดเลือกปรับปรุงพันธุ์
จนได้เปนโคพันธุ์ทีมีการเจริญเติบโตดีและ
็
่
คุณภาพซากดี เริ่มมีการจดทะเบียนประวัติใน
ป พ.ศ. 2451
ี
้
้
โคพันธุ์นี ส่วนหัวมีหนาผากกว้าง กรามแข็งแรง มีเขายาวปานกลางงุ้มไปข้างหนา หัวควรมีสี
้
้
่
แดง และบริเวณรอบตาต้องมีสีแดง ล าตัวลึกและกว้าง อกลึกกว้าง หัวไหล่ไมโปนมาก มีกล้ามเนือมาก
่
แนน ส่วนบนล าตัวมีเนือมาก หลังกว้าง ช่วงซี่โครงขยายกว้าง ส่วนท้ายล าตัวกว้าง ลึก กล้ามเนือสะโพก
้
้
กว้าง แนวพืนท้องควรขนานกับแนวหลัง ขาแข็งแรง หนังอ่อนนม มีขนหนาสีแดงหรือสีแดงบนสีขาว
ุ่
้
่
เพศผู้มีนาหนักแรกเกิด 52 กิโลกรัม เมืออายุ 120 วันหนัก 180 กิโลกรัม เมืออายุ 210 วันหนัก
้
่
285 กิโลกรัม เมืออายุ 365 วันหนัก 495 กิโลกรัม พ่อโคหนัก 1,100 ถึง 1,450 กิโลกรัม แม่โคหนัก 750
่
่
ถึง 850 กิโลกรัม ความสูงวัดทีหัวไหล่ 140 ถึง 145 เซนติเมตร ให้นม 4,205 กิโลกรัม ไขมันนม 3.90%
โปรตีน 3.42% ให้ลูกแฝดสูง 11%
พันธุซาแลร์ (Salers อ่านวา Sa'lair)
์
่
เปนโคที่มีมาแต่โบราณโดยพบเปนภาพเขียนที่มีอายุ 7,000 ปมาแล้ว พบบนผนังถ ้าใกล้เมือง
็
ี
็
่
่
ซาแลร์ซึงอยูทางตอนกลางของฝรั่งเศส ดังนั้นจึง
่
็
เปนพันธุ์แท้ทีเก่าแก่ทีสุดพันธุ์หนึงของยุโรป พันธุ์
่
่
นีมีลักษณะบางอย่างคล้ายกับโคสีแดงของอียิปต์
้
โบราณ
้
็
โคซาแลร์เดิมถูกคัดเลือกให้เปนทั้งโคเนือ
ั
โคงาน และโคนม ปจจบันส่วนใหญ่จะใช้เปนโค
ุ
็
เนือ เลี้ยงมากในแถบภูเขาตอนกลางของฝรั่งเศส
้
่
ั
็
เดิมเปนโคที่มีสีแดงเข้ม(dark mahogany red) มีเขา ปจจบันโคพันธุ์นีมีสีด าและมีเขา ซึงมีจ านวนเพิ่ม
้
ุ
้
มากขึน
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 28
้ ้
่
้
้
โคพันธุ์นีเพศผู้มีนาหนักแรกเกิด 38 กิโลกรัม เมืออายุ 120 วันหนัก 159 กิโลกรัม เมืออายุ 210
่
่
่
วันหนัก 257 กิโลกรัม เมืออายุ 365 วันหนัก 411 กิโลกรัม พ่อโคหนัก 1,000 ถึง 1,300 กิโลกรัม แมโค
่
หนัก 650 ถึง 900 กิโลกรัม ความสูงวัดทีหัวไหล่ 140 เซนติเมตร
พันธุนอร์มังดี (Normande)
์
้
่
้
่
็
เปนโคกึงเนือนม เลียงอยูทั่วๆไปในประเทศ
้
ฝรั่งเศส สามารถเลียงได้ทั้งในเขตหนาวและเขตร้อน
ลักษณะประจ าพันธุ์ทีเด่นชัด คือจะมีสีเข้ม
่
คล้ายแว่นตารอบดวงตาทั้งสองข้าง หนามีสีขาว ล าตัว
้
้
้
จะมีสีแดงเข้ม นาตาลและด าแต้มอยู่บนพืนสีขาว ลูกโค
้
มีนาหนักแรกเกิด 50 กิโลกรัม โคตัวเมียหนัก 750
กิโลกรัม ให้ซากหนัก 400 กิโลกรัม โคผู้ตอนอายุ 30
ุ่
เดือนหนัก 760 กิโลกรัม ให้ซากหนัก 420 กิโลกรัม พ่อโคหนมอายุ 18 เดือนหนัก 680 กิโลกรัม ให้ซาก
หนัก 380 กิโลกรัม พ่อโคหนัก 1,000 ถึง 1,200 กิโลกรัม แม่โคหนัก 700 ถึง 800 กิโลกรัม สูง 140
เซนติเมตร ให้นม 6,595 กิโลกรัม
พันธุทาเรนเทส (Tarentaise)
์
เปนโคกึงเนือนม มีการตั้งชือพันธุ์
่
่
้
็
ใน พ.ศ. 2402 ตามถิ่นก าเนิดคือหุบเขา
่
ทาเรนเทสในเทือกเขาแอล์ปของฝรั่งเศสซึง
มีความสูงระหว่าง 1,800 ถึง 2,500 เมตร มี
การจดทะเบียนพันธุ์ใน พ.ศ. 2431 ในยุโรป
้
็
่
มีการคัดเลือกเพือเปนโคนม แต่ก็ให้เนือดี
้
เลียงง่าย เดินทน หากินเก่ง
โคทาเรนเทสมีขนสีนาตาลหรือ
้
็
เหลืองแกมเทาตลอดทั้งตัว เปนโคทีมีขนาดกลาง พ่อโค
่
หนัก 600 ถึง 1,000 กิโลกรัม แมโคหนัก 500 ถึง 580
่
่
กิโลกรัม ความสูงวัดทีหัวไหล่ 130 ถึง 135 เซนติเมตร ให้
นม 4,732 กิโลกรัม นมมีไขมันและโปรตีนสูงเหมาะส าหรับ
เลียงในแถบภูเขาสูง
้
กรมปศุสัตว์ได้นานาเชือเข้ามาใน พ.ศ. 2537 ใช้
้
้
ผสมกับโคบราห์มันทีสถานีวิจัยทดสอบพันธุ์สัตว์แพร่ ลูกผสมทาเรนเทส X บราห์มัน
่
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 29
้ ้
อ าเภอร้องกวาง จังหวัดแพร่ ได้ลูกโคทาเรนเทส 50% กับบราห์มัน 50% ซึ่งเกิดระหว่าง พ.ศ. 2539 ถึง
้
2544 จ านวน 70 ตัว (ผู้ 36 ตัว เมีย 34 ตัว) นาหนักแรกเกิดของลูกโคเพศผู้ 30.15 กิโลกรัม เพศเมีย
้
่
28.19 กิโลกรัม นาหนักหย่านมปรับทีอายุ 200 วัน เพศผู้ 156.86 กิโลกรัม เพศเมีย 155.36 กิโลกรัม ให้
้
่
ผลผลิตนานมระยะการให้นมแรก 887.16 กิโลกรัม รีดนม 153.67 วัน เฉลียวันละ 5.19 กิโลกรัม
จากการทดลองขุนโคเพศผู้จ านวน 10 ตัว เริ่มขุนทีนาหนักเฉลีย 280 กิโลกรัม ให้อาหารข้น
่
่
้
้
่
้
โปรตีน 18% อาหารหยาบโปรตีน 9% สินสุดการทดลองทีนาหนัก 450 กิโลกรัม โคมีอัตราการ
เจริญเติบโตวันละ 1,161 กรัม มีเปอร์เซ็นต์ซากอุ่น 53.40 เปอร์เซ็นต์ซากเย็น 53.40 การทดลอง
ดังกล่าวเปรียบเทียบกับโคลูกผสมซิมเมนทาล 50% กับบราห์มัน 50% ด้วย ผลการทดลองไม่มีความ
่
แตกต่างกันระหว่างโคลูกผสมทั้งสองกลุ่ม เนืองจากลักษณะทางเศรษฐกิจไม่ต่างจากโคพันธุ์อื่นทีมีอยู่ใน
่
เมืองไทยมากนัก จึงไม่มีการขยายพันธุ์ต่อ
พันธุซิมเมนทาล (Simmental) โคลูกผสมทาเรนเทส X บราห์มัน
์
มีถิ่นก าเนิดในหุบเขา(tal อ่านว่า ทาล)
ซิมเมน(Simmen) ประเทศสวิสเซอร์แลนด์
นิยมเลียงกันในประเทศยุโรป ได้รับการ
้
็
ปรับปรุงพันธุ์เปนโคกึ่งเนือนม ในเยอรมันและ
้
ออสเตรียเรียกว่าพันธุ์เฟลคฟี (Fleckvieh;
fleck แปลว่า ด่าง vieh แปลว่า วัว ควาย)
ประเทศสหรัฐอเมริกานาไปคัดเลือกปรับปรุง
้
พันธุ์ให้เปนโคเนือ
็
โคซิมเมนทาลมีสีนาตาลหรือแดงเข้มไปจนถึงสีฟางหรือเหลืองทองและมีสีขาวกระจายแทรก
้
้
่
่
็
็
ทั่วไป หนาขาว ท้องขาว และขาขาว เปนโคขนาดใหญ่ โครงร่างเปนสีเหลียม ล าตัวยาว ลึก บั้นท้ายใหญ่
่
ช่วงขาสั้นและแข็งแรง พ่อโคหนักประมาณ 1,100 ถึง 1,300 กิโลกรัม แมโคหนัก 650 ถึง 800 กิโลกรัม
็
้
่
้
กรมปศุสัตว์นานาเชือมาให้บริการผสมเทียมเพือเปนทางเลือกให้เกษตรกรทีต้องการเลียงโคเพือได้
่
้
่
์
ประโยชนทั้งเปนโคเนือและนม
้
็
โคพันธุ์นีมีข้อดีคือ เติบโตเร็ว ซากมีขนาดใหญ่ เหมาะทีจะนามาผสมกับแม่โคบราห์มันหรือ
่
้
้
็
้
็
่
ลูกผสมบราห์มันเพือนาลูกมาเลียงเปนโคขุน ลูกเพศเมียสามารถใช้รีดนมได้ แต่ถ้าเลียงเปนพันธุ์แท้หรือ
มีสายเลือดสูงๆจะไมทนต่อสภาพอากาศในบ้านเรา ไม่เหมาะทีจะใช้ผสมกับแม่โคขนาดเล็กเพราะอาจท า
่
่
็
่
ให้คลอดยาก และเนืองจากเนือมีสีแดงเข้มเมื่อเลียงเปนโคขุนอาจไม่นากินเท่ากับพันธุ์ชาร์โรเล่ส์
้
้
่
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 30
้ ้
พันธุลิมซิน(Limousin)
์
ู
มีถิ่นก าเนิดในภาคกลางตอนใต้
ของฝรั่งเศส เปนโคทีมีโครงร่าง
็
่
้
ใหญ่(large frame beef) สีนาตาลแดง
หรือสีทองแดง รอบจมูก ปาก และข้อขา
็
ทั้งสีเปนสีอ่อน
่
เพศผู้มีนาหนักแรกเกิด 41
้
่
กิโลกรัม เมืออายุ 120 วันหนัก 166
่
กิโลกรัม เมืออายุ 210 วันหนัก 267
กิโลกรัม เมืออายุ 365 วันหนัก 442
่
กิโลกรัม พ่อโคหนัก 1,000 ถึง 1,300
่
่
่
กิโลกรัม แมโคหนัก 650 ถึง 850 กิโลกรัม ความสูงวัดทีหัวไหล่ 135 ถึง 145 เซนติเมตร หนวย
้
บัญชาการทหารพัฒนามีนาเชือไว้ให้บริการผสมเทียม
้
่
้
้
โคลิมูซินมีข้อดีคือเติบโตเร็ว ซากมีขนาดใหญ่ มีเนือสัน มีกล้ามเนือมาก เหมาะทีจะนามาผสม
่
็
้
้
็
กับแม่โคบราห์มันหรือลูกผสมบราห์มันเพือนาลูกมาเลียงเปนโคขุน แต่ถ้าเลียงเปนพันธุ์แท้หรือมี
่
สายเลือดสูงๆจะไม่ทนต่อสภาพอากาศในบ้านเรา ไม่เหมาะทีจะใช้ผสมกับแม่โคขนาดเล็กเพราะอาจท า
้
็
่
ให้คลอดยาก และเนืองจากเนือมีสีแดงเข้มเมื่อเลียงเปนโคขุนอาจไม่นากินเท่ากับพันธุ์ชาร์โรเล่ส์
่
้
พันธุชิอานิน่า (Chianina)
์
มีชือตามเมือง วาล-ดิ-ชิแอนนิน่า
่
(Val-di-Chianina)จังหวัดทัสคานี(province
of Tuscany)ของประเทศอิตาลี มีต้นก าเนิด
่
มาตั้งแต่สมัยจักรวรรดิ์โรมันเพือเปนโคงาน
็
และโคเนือ นักพันธุศาสตร์สันนิษฐานว่าโค
้
พันธุ์นีนาจะสืบเชือสายจากโคซีบู (Bos
้
้
่
indicus) แม้ว่าจะไมมีตะโหนก เหนียง และ
่
ต่อมเหงือจ านวนมาก
่
้
โคชิอานิน่ามีล าตัวสีขาว ลินด า
็
จมูกและขอบตาด า พู่หางด า หนังด ายกเว้นส่วนใต้ท้อง มีเขา เปนโคทีมีลักษณะทีส าคัญหลายอย่างต่าง
่
่
จากโคพันธุ์อื่นของยุโรป เช่น เปนโคทีมีขนาดใหญ่ทีสุด ความสูงวัดทีหัวไหล่ของพ่อโคสูงถึง 1.80 เมตร
็
่
่
่
่
หนัก 1,800 กิโลกรัม โคตัวเมียสูง 1.65 เมตร หนัก 1,070 กิโลกรัม ล าตัวกว้าง ช่วงกลางล าตัวยาวแนน
็
็
่
ื
เสมอกัน ไม่มีเหนียงและเสือร้องไห้ทีเปนส่วนเกิน มีกีบและขาแข็งแรงเนองจากเคยเปนโคงาน มีหัวเรียว
่
้
็
ู
เล็ก ลึงค์ของพ่อโคไม่หย่อนยาน มีกล้ามเนือมาก เรียวยาว ไม่เปนก้อนนน เนืองจากมีขนสีขาว หนังสีด า
่
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 31
้ ้
็
่
่
่
้
็
่
็
และมีพืนทีผิวหนังมาก จึงเปนโคทีทนร้อนได้ดีไม่แพ้โคซีบู และเปนโคทีไม่มีลักษณะส าคัญทีเปนลักษณะ
ด้อยทางพันธุกรรม(genetic defects)ทีเสียหายอย่างร้ายแรง จึงสามารถผสมให้มีอัตราเลือดชิด(co-
่
efficient of inbreeding)ได้ 13 ถึง 24 เปอร์เซ็นต์
ลูกโคเพศผู้แรกเกิดหนัก 45 กิโลกรัม เพศเมียหนัก 38 กิโลกรัม เนืองจากมีหัวเล็กและล าตัว
่
ั
่
เรียวยาว จึงไมมีปญหาการคลอดยาก อัตราการคลอดให้ลูกแฝดสูง 2.91 เปอร์เซ็นต์ แม่โคให้นมดีวันละ
12 ถึง 20 ลิตร จึงท าให้เลียงลูกได้โตเร็ว
้
พันธุมาร์ชิเกียนา (Marchigiana)
์
่
่
เปนโคทีอยูแถบตอนกลางของประเทศ
็
่
็
่
้
่
ุ
ั
อิตาลี ปจจบันเปนโคเนือทีส าคัญพันธุ์หนึงของ
็
ประเทศอิตาลี เปนโคทีมีต้นก าเนิดมาตั้งแต่สมัย
่
โบราณ ถูกนาเข้ามายังอิตาลีในคริสต์ศตวรรษที ่
่
5 โดยคนเถือน(Barbarian)ทีรุกเข้าสู่ยุโรปหลัง
่
การล่มสลายของจักรวรรดิโรมัน
่
โคมาร์ชิเกียนามีสีและรูปร่างคล้ายพันธุ์
ชิอานิน่าแต่มีกระดูกเล็กกว่า ขาสั้นกว่า ล าตัวมีสี
ขาวไปจนถึงสีเทา ขนสั้น หนังสีเข้ม ลิน จมูก
้
และส่วนที่ไมมีขนปกคลุมจะมีสีด า พู่หางและรอบตาสีเข้ม มีเขาขนาดปานกลาง ปลายเขาสีด าส่วนโคน
่
้
เขาสีเหลือง โคตัวผู้มีเขางุ้มไปข้างหนา โตเต็มวัยหนักประมาณ 1,300 กิโลกรัม ตัวเมียเขาตั้งขึนข้างบน
้
่
หนักประมาณ 650-750 กิโลกรัม ในสหรัฐอเมริกามีการคัดเลือกไมให้มีเขา ในอิตาลีมีการคัดเลือกให้มี
อายุโตเต็มวัยเร็ว ให้ลูกตัวแรกเร็ว และมีความสมบูรณพันธุ์(fertility)สูง
์
พันธุโรแมกโนล่า (Romagnola)
์
มีก าเนิดมาจากโค Bos primigenius
่
็
podolicus ซึงเปนโคปาของอิตาลี และโค Bos
่
็
่
primigenius nomadicus ซึ งเป น โค ทุ่ งห ญ้ า
่
์
สเต๊ปปทีอยูระหว่างทวีปยุโรปกับเอเซีย ถูก
่
่
นาเข้ามาเลียงในอิตาลีช่วงคริสต์ศตวรรษที 4
้
่
ดังนั้นโคโรแมกโนล่าจึงมีลักษณะของโคปาออ
รอชส์(Aurochs) โคยุโรป(Bos Taurus ) และโคซีบู(Bos Indicus ) โคพันธุ์นีเปนต้นก าเนิดของโคหลาย
็
้
พันธุ์ของอิตาลี
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 32
้ ้
่
่
็
โคพันธุ์นีเดิมเปนโคงานทีใช้ไถนาอยูในเขตโรแมกนา(Romagna)ทางตอนเหนือของอิตาลี
่
้
็
้
ประมาณ พ.ศ. 2343 ได้เริ่มปรับปรุงพันธุ์ให้เปนโคเนือจนได้รับรางวัลชนะเลิศของโคเนือเช่นเดียวกับโค
้
เฮียร์ฟอร์ดในงานเกษตรนานาชาติที่กรุงปารีสใน พ.ศ. 2353 ล าตัวมีสีเทา หนังสีด า จมูก ปลายเขา พู่
้
หาง กีบ อวัยวะเพศเมีย หนังหุ้มลึงค์ และปลายอัณฑะมีสีด า เปนโคทีมีขนาดใหญ่ มีกล้ามเนือสัน
่
็
สะโพก ไหล่ และขา เด่นชัด ขาสั้นกว่าพันธุ์ชิอานินา ตัวผู้มีสีค่อนข้างด าที่ใหญ่และรอบๆตาทั้งสองข้าง
่
เขาโค้งคล้ายพระจันทร์ซีก โตเต็มทีหนักประมาณ 1,250 กิโลกรัม ตัวเมียมีขนสีขาวคล้ายงาช้าง เขา
ขนาดกลางโค้งคล้ายพิณฝรั่ง หนักประมาณ 750 กิโลกรัม
่
์
พันธุเกลฟี (Gelbvieh อ่านวา Gelfee)
นอกจากโคพันธุ์ซิมเมลทาลหรือเฟลค
ฟี(Fleckvieh)แล้วประเทศเยอรมันยังมีโคเนือ
้
พันธุ์เกลฟีหรือโคสีเหลือง(gelb แปลว่า สีเหลือง)
่
ซึงอยูตอนเหนือของแคว้นบาวาเรีย(Bavarian
่
region) ทางตะวันตกของประเทศเยอรมัน โค
้
พันธุ์นีพัฒนาขึนเมื่อปลายคริสต์ศตวรรษที 18 ถึง
้
่
่
้
่
ต้นศตวรรษที 19 เพือผลิตเนือ นม และใช้งาน
เริ่มจดทะเบียนพันธุ์ในเยอรมัน พ.ศ. 2440
โคเกลฟมีสีตั้งแต่นาตาลอมเหลือง จนถึงสีแดงอ่อน สีแดงอ่อน หนังสีเข้ม มีเขา ให้ทั้งนม เนือ
้
ี
้
่
่
้
้
้
และใช้งาน ขึนอยู่กับพืนทีเลียงดู ตัวผู้โตเต็มทีหนักประมาณ 1,100 ถึง 1,200 กิโลกรัม ตัวเมียหนัก
ประมาณ 700-900 กิโลกรัม ในสหรัฐอเมริกาได้คัดเลือกพันธุ์ไม่ให้มีเขา
พันธุพินซ์เกอร์ (Pinzgauer)
์
เปนโคเนือพืนเมืองแถบแอลไพน(Alpine)ของ
็
้
้
์
ออสเตรียและเยอรมันตอนใต้ เริ่มพัฒนาพันธุ์ใน พ.ศ.
้
่
1043 จากโคพืนเมืองสีขาวแดงของบาวาเรียเพือเปนโคที ่
็
ให้เนือและนม และเกษตรกรแถบบาวาเรียได้พัฒนาโค
้
้
้
้
้
พืนเมืองพันธุ์เดียวกันนีให้มีขนาดใหญ่ขึน มีสีนาตาลด่าง
่
ขาวดังเช่นปจจบัน ชือพันธุ์ให้ตามชือต าบลพินกาว
ุ
่
ั
(Pinzgau) จังหวัดซาลซ์บูรก์(Salzburg)ของออสเตรีย
่
โคพินซ์เกอร์มีหนังสีเข้ม มีทั้งมีเขาและไมมีเขา
้
็
ล าตัวเปนสีแดงเปลือกเกาลัด(chestnut)หรือนาตาล มี
แถบสีขาวบนหลังตลอดจนลงไปถึงก้นและรอบข้อขา
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 33
้ ้
่
่
่
็
้
หางขาว บางครั้งมีสีขาวทีข้อขาและอก ขนเรียบ หนังหยุ่นได้เพือปองกันเห็บและแมลง เปนโคทีมีขนาด
กลาง ตัวผู้โตเต็มทีหนัก 900 กิโลกรัมขึ้นไป ตัวเมียหนัก 450 ถึง 720 กิโลกรัม ให้นมเฉลีย 4,000 ถึง
่
่
5,000 ลิตร เลียงลูกเก่ง
้
พันธุเปยดมอนทีส(Piedmontese)
์
ี
ก ำเนิดในแถบเปยมอนเต้(Piemonte) ทำงตะวันตกเฉียงเหนือของอิตำลี ซึงมีเทือกเขำแอล์ป
ี
่
โอบรอบท ำให้เปนถิ่นสันโดษทีตัดขำดจำกโลก
็
่
ภำยนอก ในแถบนีเปนถิ่นของโคออรอชส์ซึง
็
้
่
เปนโคยุโรปโบรำณอำศัยอยูมำก ประมำณ
็
่
25,000 ปมำแล้วได้มีโคซีบูจำกปำกีสถำนเริ่ม
ี
ี
ถู ก น ำ เข้ ำ ม ำ หุ บ เข ำ เป ย ด ม อ น ต์
(Piedmont)เปนอุปสรรคขวำงกั้นเอำไว้ โคทั้ง
็
สองพันธุ์จึงผสมปะปนกัน โดยกำรคัดเลือก
แบบธรรมชำติจึงเปนพันธุ์นีขึนมำ
้
้
็
ใน พ.ศ. 2429 ลักษณะกล้ามเนือซ้อน
้
(double-muscling)ของโคเปยดมอนทีสเปนทีสนใจของนักปรับปรงพันธุ์โค ได้มีการจดทะเบียนพันธุ์ขึน
ี
ุ
่
็
้
ใน พ.ศ. 2430 และได้ท าการคัดเลือกเพือก าจัดลักษณะต่างๆทีเปนข้อด้อยแฝงมาพร้อมกับกล้ามเนือ
่
้
็
่
ซ้อน
พันธเบลเยียนบลู (Belgian Blue)
่
์
ุ
มีต้นก าเนิดในภาคกลางและแถบตอนบน
ของเบลเยียม เกิดจากการผสมข้ามพันธุ์ระหว่าง
่
่
โคท้องถิ่นทีมีลายสีแดงและลายสีด ากับโคพันธุ์
ชอร์ทฮอร์นจากอังกฤษในช่วง พ.ศ. 2393 ถึง
2433 ข้อมูลจากบางแหล่งก็กล่าวว่ามีการผสมกับ
โคชาร์โรเล่ส์ด้วยในคริสต์ศตวรรษที่ 19 การสร้าง
่
็
เปนพันธุ์แท้เริ่มในต้นศตวรรษที่ 20 ครั้งหนึงเคย
็
ุ
้
ั
็
้
้
็
แยกเปนสายโคนมและโคเนือ ปจจบันคัดเลือกให้เปนโคเนือเปนหลัก โดยตรึงยีนกล้ามเนือมาก
่
้
(muscular hypertrophy)เพือให้ซากส่วนหลังมีเนือมาก
้
โคพันธุ์นีมีขนาดใหญ่ กล้ามเนือแต่ละส่วนนนเห็นเด่นชัด ไหล่ หลัง สัน และสะโพกเต็มไปด้วย
ู
้
็
้
่
มัดกล้ามเนือ สันหลังเปนแนวตรง สะโพกลาดลง โคนหางยืนโผล่ออกมาเห็นเด่นชัด หนังละเอียด ขาเล็ก
แต่แข็งแรง เดินคล่องแคล่ว มีสีตั้งแต่ขาว เหลือบนาเงินหรือด า เมื่ออายุ 12 เดือนโคผู้หนักประมาณ 470
้
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 34
้ ้
กิโลกรัม สูง 118 เซนติเมตร โคเมียหนักประมาณ 365 กิโลกรัม สูง 113 เซนติเมตร เมื่ออายุ 24 เดือน
โคผู้หนักประมาณ 763 กิโลกรัม สูง 133 เซ็นติเมตร โคเมียหนักประมาณ 492 กิโลกรัม สูง 120
เซ็นติเมตร
เมื่อเปรียบเทียบกับโคพันธุ์ชาร์โรเลส์แล้ว โคเบลเยียนบลูมี
่
กล้ามเนือมากกว่า ให้นมและโตเร็วกว่า มีอายุโตเต็มวัยช้ากว่า ช่วงห่าง
้
ั
การให้ลูกและอัตราการตายของลูกเท่ากัน มีปญหาการคลอดยาก
มากกว่า มักต้องผ่าลูกออก(caesarean)
ในฝรั่งเศสเรียกว่าพันธุ์บลังเบลอ(Blanc Bleu) เลียงมากใน
้
ภาคเหนือของ
่
ประเทศ เมือให้
ลูกต้องผ่าออก
ถึงร้อยละ 70
ซ าก มีไข มัน
้
้
นอย ให้เนื อ
ส่วนทีมีราคาสูงมาก เนือนมเพราะมีเส้นใย
่
ุ่
้
ละเอียด แมโคมีอัตราการคลอดง่าย(calving โคพันธุ์บลังเบลอของฝรั่งเศส
่
%
ease) 25 พ่อโคหนัก 1,100 ถึง 1,300
กิโลกรัม แม่โคหนัก 700 ถึง 800 กิโลกรัม สูงวัดทีหัวไหล่ 130 ถึง 140 เซนติเมตร
่
โคอินเดีย (Indian Beef Breeds)
็
่
โคอินเดีย (Bos indicus) เปนโคทีมีโหนก(hump)สูงใหญ่กว่าโคยุโรป แนวสันหลังโค้งเว้า มี
เหนียง(dewlap) หย่อนยาน มีหูใหญ่
์
พันธุแครงเกรจ(Krangkrej)
หรือ กูเซราท(Guzerat)
่
เปนโคตระกูลซีบูทีมีขนาดใหญ่ทีสุด
่
็
่
ของอินเดีย ท างานหนักได้ดี ถิ่นก าเนิดอยูใน
กุจาราทเหนือ(North Gujarat) จังหวัดบอม
เบย์(Bombay province) เปนพันธุ์ทีมาจาก
่
็
ตะวันตกเฉียงใต้ของทะเลทรายคัทช์(Cutch)
่
อินเดียพยายามทีจะรักษาโคพันธุ์นีให้เปนพันธุ์
็
้
แท้ ในอินเดียมีชือเรียกต่างกันไปในแต่ละ
่
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 35
้ ้
ท้องถิ่น
โคแครงเกรจมีเขาขนาดใหญ่บิดงอตรงปลาย สีมีตั้งแต่สีขาว สีเทาอมขาว ไปจนถึงสีด าเกือบด า
้
ุ่
ขนนม สั้น พู่หางสีด า ส่วนหนา ไหนก และส่วนท้ายมีสีเข้มกว่าส่วนท้อง โดยเฉพาะในโคเพศผู้ พู่หางด า
มีโหนกสูง กระดูกซีโครงขยายกว้าง เหนียงบางหย่อนยานยืดหยุ่นได้ดี หนาสั้น หนาผากกว้าง โหนกนน
้
ู
่
้
่
ปานกลาง ใบหูยาวปานกลาง ขาแข็งแรงและสมดุลย์ โคเพศผู้โตเต็มทีหนักประมาณ 550 ถึง 750
กิโลกรัม สูงประมาณ 195 ซม. แม่โคหนักประมาณ 400 ถึง 450 กิโลกรัม สูงประมาณ 150 ซม. ให้นม
มากพอสมควร ลูกโคเกิดใหม่จะมีหัวสีแดงและจางหายไปเมื่ออายุ 6 ถึง 9 เดือน สีแดงเปนยีนด้อยของโค
็
พันธุ์นี ้
้
้
โคพันธุ์นีประเทศในกลุ่มลาตินอเมริกันนิยมซือไปเลียงกันมาก เช่น ประเทศบราซิล ซึงซือไป
่
้
้
็
็
้
ผสมกับพันธุ์กีร์ (Gir) จนได้เปนพันธุ์ฮินดูบราซิล และเลียงเปนพันธุ์แท้เรียกว่าพันธุ์กูเซราท
็
(Guzerat)รวมทั้งเปนโคต้นก าเนิดของพันธุ์อเมริกันบราห์มัน
พันธุอองโกล(Ongole) หรือ เนลลอร์(Nellor)
์
่
โคอองโกลทีเรียกว่าเนลลอร์ด้วยเนืองจาก
่
เดิมต าบลอองโกลตาลัก(Ongole Taluk, a division
of a district)ขึนอยูกับอ าเภอเนลลอร์(Nellore
้
่
ุ
่
้
ั
district) แต่ปจจบันต าบลอองโกลขึนอยูกับอ าเภอ
่
กุนเทอร์ ชือเนลลอร์ถูกเรียกโดยชาวบราซิลที่นาไป
เลียง
้
้
โคพันธุ์นีคาดว่ามีต้นก าเนิดตั้งแต่สมัยเผ่า
อารยัน(Aryan)เข้ามายึดครองอินเดียจากทางเหนือ
เมื่อก่อน 2,000 ปก่อนคริสต์ศักราชทีนาเอาบรรพบุรุษของโคอองโกลเข้ามา โดยทั่วไปมีสีขาวถึงเทาอ่อน
ี
่
แต่โคตัวผู้อาจมีสีเข้มที่ส่วนหัว คอ และโหนก และอาจวงด าที่เข่า บางตัวอาจมีสีแดงหรือแดงอ่อน หนัง
ู
้
ุ
หนาปานกลาง อาจมีจดด่างด าบ้าง รูปร่างสูงใหญ่ หัวยาว หนาผากกว้าง นนขึนเล็กนอย หูยาวปาน
้
้
้
้
กลางและห้อยลงเล็กนอย เขาตั้งสั้นกุด เฉียงชีแยกออกไปด้านหลัง โคนเขาใหญ่ คอสั้น ขายาว เพศผู้มี
็
โหนกสูงตั้งตรง เหนียงใหญ่ห้อยพับไปมาและยาวไปจนจรดสะดือ หนังหุ่มลึงค์หย่อนลงเล็กนอย เปนโคที ่
้
็
เชื่อง ในอินเดียเปนทั้งโคใช้งานและรีดนม
ประเทศบราซิลรู้จักโคพันธุ์นีครั้งแรกใน พ.ศ. 2411
้
่
เมือมีเรือทีจะไปอังกฤษนาโคอองโกล 2 ตัวมาแวะขายทีนั่น
่
่
และต่อมามีการนาเข้าโคอองโกลอีกหลายครั้ง โดยบราซิลท า
้
การคัดเลือกปรับปรุงพันธุ์โดยเนนลักษณะและการจัดการ
่
เกียวกับการให้เนือ โคเนลลอร์ของบราซิลจึงมีลักษณะที ่
้
ุ
ั
ใกล้เคียงกัน ปจจบันบราซิลเปนผู้เลียงและปรับปรุงพันธุ์โค โคเนลลอร์ไม่มีเขา
็
้
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 36
้ ้
่
็
อองโกลโดยเรียกว่าพันธุ์เนลลอร์มากทีสุด มีมากกว่า 5 ล้านตัว เปนผู้ส่งออกไปยังประเทศลาตินอเมริกา
และสหรัฐอเมริกา
ี
ได้มีการคัดเลือกปรับปรุงพันธุ์ให้โคเนลลอร์ไม่มีเขาตั้งแต่ประมาณ 50 ปทีผ่านมา เพือให้สะดวก
่
่
่
่
ในการจัดการเลี้ยงดูโดยไม่ต้องสูญเขา เนืองจากยีนลักษณะไม่มีเขาเปนยีนข่ม เมือพ่อเนลลอร์ทีไม่มีเขา
็
่
่
่
่
็
ผสมกับแมเนลลอร์ทีมีเขา ลูกทีเกิดประมาณร้อยละ 85 ถึง 90 จะไม่มีเขา จึงเปนการง่ายในการคัดเลือก
โคเนลลอร์ไม่ให้มีเขา
พันธุกีร์ (Gir)
์
ั
มีถิ่นก าเนิดในเทือกเขากีร์แถบชายฝ่ง
ตะวันตกของอินเดีย ระหว่างอ่าวคุซ และอ่าวบอมเบย์
มีฝนตกชุก นา หญ้า อุดมสมบูรณ อเมริกันและ
์
้
็
บราซิลได้สั่งซือเข้าเปนจ านวนมาก
้
โคพันธุ์นีโดยทั่วไปล าตัวมีสีแดง หรืออาจจะ
้
ตกกระเปนสีขาวมีจดแดง หนาผากโหนกท าให้
้
็
ุ
้
ู
ส่วนบนของศีรษะโค้งมนนนขึนมา มีใบหูห้อยยาวและ
่
่
มักจะบิดตรงส่วนปลาย เปนโคทีหูยาวทีสุดในระหว่าง
็
โคพันธุ์อินเดียด้วยกัน เขามักจะเอนเข้าหาล าตัว ซอก
ขาเต็ม สันหลังค่อนข้างตรง หนังหุ้มลึงค์หย่อยยาน พ่อโคหนักเฉลีย 545 กิโลกรัม สูง 135 เซนติเมตร
่
่
่
แม่พันธุ์หนักเฉลีย 385 กิโลกรัม สูง 130 เซนติเมตร ให้นมเฉลีย 1,590 กิโลกรัมต่อระยะการให้นมสูงสุด
3,182 กิโลกรัม ไขมันนม 4.5 %
พันธุกฤษณะแวลเล่ย์ (Krishna Valley)
์
้
มีถิ่นก าเนิดในแถบลุ่มนากฤษณะและแมนาสาขา
่
้
อยู่ทางส่วนใต้ของรัฐบอมเบย์และแถบช่องหุบเขากฤษณะ
่
็
ของรัฐไฮเดอราบัดของอินเดีย สันนิษฐานว่าเปนโคทีถูก
่
่
ปรับปรุงเพื่อเปนโคทีมีขนาดใหญ่ใช้งานเพื่อไถนาเมือ 20
็
่
ี
ปสุดท้ายของคริสต์ศตวรรษที 19 จากพันธุ์กีร์ พันธุ์ออง
่
่
่
โกล แคงเกรจ และโคทีมีอยูในท้องถิ่นทีมีเลือดโคไม
ซอร์(Mysore-type) โคพันธุ์นีจึงยังมีลักษณ ะต่างๆ
้
แปรปรวนอยู ่
โคพันธุ์นีมีขนาดใหญ่ อกกว้าง มีสีขาวหรือเทา
้
้
อ่อน เพศผู้มีร่างกายส่วนหนาและส่วนท้ายเข้มขึน อาจมีสี
้
ู
ด่างขาวหรือด าก็ได้ หนาผากนนมีเขาโค้งเล็กนอยอยูด้านบน เขาชี้ขึนและโค้งเข้าด้านในเล็กนอย คอสั้น
้
่
้
้
้
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 37
้ ้
้
่
หนา เหนียงยานย้อยลง หนังหุ้มลึงค์หย่อนเล็กนอย หูเล็กชี้ตั้งขึน ไม่นิยมหูทีตกลงมา ล าตัวสั้น ส่วนท้อง
้
็
ุ่
่
้
ขยายใหญ่ ขาสั้นใหญ่ มองดูแข็งแรง กีบค่อนข้างนม เนืองจากเปนโคที่มีขนาดใหญ่ นาหนักมาก จึงมี
การนาไปปรับปรุงพันธุ์ในบราซิลและสหรัฐ แต่ก็ไม่สามารถรักษาไว้เปนพันธุ์เดิมได้
็
พันธุอัฟริกันเดอร์ (Africander)
์
ต้นตระกูลของโคพันธุ์อยูในประเทศ
่
้
อัฟริกาใต้(South Africa) โคพันธุ์นีล าตัวมีสี
แดงสม าเสมอ ทนร้อนและทนทานต่อการรวบ
่
็
่
่
กวนของเห็บ เปนโคทีชอบเงียบไมดุร้าย ยังคง
ความสมบูรณพันธุ์สูงในสภาพแวดล้อมทีเลว
์
่
รูปร่างขนาดกลาง พ่อโคหนัก 750 ถึง 1,000
กิโลกรัม แม่โคหนัก 525 ถึง 600 กิโลกรัม การ
่
เจริญเติบโตค่อนข้างช้า ซากจะไมมีไขมันแทรก
และมีเปอร์เซ็นต์ไขมันหุ้มซากต า
่
พันธุอเมริกันบราห์มัน(American Brahman)
์
สหรัฐได้สนใจนาโคอินเดียเข้าไปปรับปรุงพันธุ์ โดยใน พ.ศ. 2447 เดวิดแฟร์ไชลด์(David
่
Fairchild)ได้รายงานเกียวกับโคออสเตรเลียน
บราห์มันในเอกสารของกระทรวงเกษตรสหรัฐ
หลังจากนั้นใน พ.ศ. 2449 จึงมีการเดินทางมา
ซื้อโคจากประเทศอินเดีย ได้แก่โคพันธุ์กฤษณะ
แวลเลย์ พันธุ์กูเซราท พันธุ์เนลลอร์ และพันธุ์กีร์
โคดังกล่าวถูกนาไปเลียงที เพียร์ซ เอสเตท
้
่
ร้านช์ (Pierce Estate Ranch) ฟาร์มโอ’คอร์
เนอร์(O’Conner) และฟาร์ม เอ.พี. บอร์เดน
่
่
(A.P. Borden)ในรัฐเท็กซัส เนืองจากเพือ
ุ
้
ปองกันโรคเซอร่า(Surra)ระบาด กระทรวงเกษตรสหรัฐจึงไมอนญาตให้นาเข้าโคจากอินเดียอีกนอกจาก
่
โคทีใช้แสดงละครสัตว์ ซึ่งได้มีการนาเข้าอีกบ้าง จนในป 2467 จึงมีการนาโคอินเดียจากบราซิลผ่านทาง
่
ี
เม็กซิโกไปใช้ปรับปรุงพันธุ์ ได้แก่ พันธุ์กูเซราท (หรือแครงเกรจ) พันธุ์กฤษณะ แวลเลย์ และลูกผสม
้
่
ระหว่างพันธุ์กูเซราทกับกีร์ หลังจากนั้นยังมีการนาเข้าอีกหลายครั้ง เนืองจากโคเหล่านีนาเข้าจากบราซิล
ดังนั้นโคบราห์มันอาจมีสายเลือดของโคฮินดูบราซิลอยูบ้าง โคอเมริกันบราห์มันจึงมีสายเลือดส่วนใหญ่
่
จากโคอินเดียดังกล่าว
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 38
้ ้
นอกจากนั้นโคอเมริกันบราห์มันอาจมีสายเลือดโคท้องถิ่นทีเลียงอยู่ในเท็กซัสแล้วอยูบ้าง เช่น โค
่
่
้
ลองฮอร์นของเท็กซัส(Texus Longhorn) โคดูแรมชอร์ท
ฮอร์นจากคาลิฟอร์เนีย โคบราห์มา(Brahma)จากรัฐห
ลุยเซียนา และโคนอร์ทเดวอน สมาคมผู้ปรับปรุงพันธุ์โค
อ เม ริกั น บ ราห์ มั น (American Brahman Breeders
Association ย่อเป น ABBA)ตั้งขึนทีเมืองฮิวส์ตัน โคลองฮอร์น
็
่
้
(Houston) รัฐเท็กซัส ใน พ.ศ. 2467 และ เจ. ดับบลิว. โคลองฮอร์น
ซาร์ทเวลล์ (J.W. Sartwelle) เลขานการสมาคมเปนผู้ใช้
ุ
็
ชื่อว่าบราห์มัน ในระยะแรกโคทีจะจดทะเบียนได้ต้องมีสายเลือดโคอินเดียไม่นอยกว่า 7/8 ต่อมาภายหลัง
่
้
่
้
็
เปลียนเปนสายเลือดโคอินเดียไม่นอยกว่า 31/32
โคอเมริกันบราห์มันทีมีชือเสียงมากคือพ่อโคแมนโซ่(Manso) ซึงฟาร์ม เจ.ดี.ฮัดจินส์(J.D.
้
่
่
่
ี
Hudgins)ใช้ผสมพันธุ์แบบในสายตระกูล(line breeding)กับแม่โคในฝูง แมนโซ่มีอายุ 17 ป ให้ลูกเพศเมีย
171 ตัว เพศผู้ 145 ตัว
ออสเตรเลียได้มีการนาเข้าโคอินเดีย
นานมาแล้ว พ.ศ. 2384 นามาเลี้ยงที นิว เทอริ
่
ี
พ่อโคแมนโซเมื่ออายุ 11 ป
่
่
ทอรี(New Territory) และ พ.ศ. 2415 นามา
่
้
เลียงทีเมืองดาร์วิน(Darwin)ทางตอนเหนือของ
้
ออสเตรเลีย โคเหล่านีส่วนใหญ่ถูกกลืนปะปน
่
่
้
ี
่
กับโคทีมีอยูเดิมในพืนที จนในป 2476 จึงมี
การนาเข้าโคพันธุ์อเมริกันบราห์มันจ านวน 20
้
่
่
ตัวไปศึกษาทีรัฐควีนส์แลนด์ โคเหล่านีไมมี
่
สายเลือดของโคแมนโซ่ซึงเปนต้นแบบโค
็
อเมริกันบราห์มันปจจบัน เพราะแมนโซ่เกิดหลังจากนี วัตถุประสงค์เพือศึกษาความต้านทานเห็บของ
้
่
ั
ุ
ี
โคบราห์มัน ในป 2497 และ 2524 อาจมีการนาเข้าอีก
หัวพ่อโคแมนโซกับ
่
เอ็ดการ์ ฮัดจิ้นส์( Edgar Hudgins)
ั
ในส านกงานของฟาร์ม
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 39
้ ้
โคบราห์มันเปนโคที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ ล าตัวกว้าง ยาว และลึก ได้สัดส่วน หลังตรง หนอก
็
็
ใหญ่ หูใหญ่ยาว จมูก ริมฝปาก ขนตา กีบเท้าและหนังเปนสีด า เหนียงที่คอและหนังใต้ท้องหย่อนยาน
ี
้
่
โคนหางใหญ่ พู่หางสีด า สีจะมีสีขาว เทา และ แดง ทีนิยมเลียงกันมากคือสีขาวหรือเทา(Grey Brahman)
เพศผู้โตเต็มที่นาหนักประมาณ 800 ถึง 1,200 กก. เพศเมียประมาณ 500 ถึง 700 กก. โคบราห์มันอีก
้
สายพันธุ์หนึงคัดเลือกให้มีสีแดง(Red Brahman) ส่วนใหญ่จะมาจากเชื้อสายกีร์ และอาจมีสายเลือดของ
่
โคกูเซราทและฮินดูบราซิลบ้าง
่
้
โคบราห์มันแดง โคบราห์มันทีเลียงในบ้านเราส่วนใหญ่นาเข้า
มาจากสหรัฐอเมริกา และ ออสเตรเลีย แล้วนามา
คัดเลือกปรับปรุงพันธุ์โดยกรมปศุสัตว์และฟาร์มของ
เกษตรกรรายใหญ่ในประเทศ ข้อดีของโคบราห์มัน
ได้แก่ ความสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศร้อน
ของเมืองไทยได้ดี ทนทานต่อโรคและแมลง โตเร็ว
้
เหมาะส าหรับเปนโคพื้นฐานเพื่อผลิตโคเนือคุณภาพ
็
่
ดีและโคนม เช่น ผสมกับพันธุ์ชาร์โรเล่ส์เพือผลิตโค
่
่
์
ขุน ผสมกับพันธุ์โฮลสไตนฟรีเชียน(ขาวด า)เพือผลิตโคนม และผสมกับพันธุ์ซิมเมนทาลเพือผลิตโค
่
่
็
่
กึ่งเนือกึงนม รวมทั้งสามารถใช้งานได้ แต่เปนโคพันธุ์ที่มีอัตราการผสมติดค่อนข้างต า ให้ลูกตัวแรกช้า
้
และให้ลูกค่อนข้างห่าง ส่วนใหญ่มีนิสัยเลือกกินเฉพาะหญ้าทีมีคุณภาพดี เมือหญ้าขาดแคลนจะทรุดง่าย
่
่
ซึงจะเห็นได้จากเมื่อปล่อยเข้าแปลงหญ้าจะเดินตระเวนไปทั่วแปลงหญ้าก่อนแล้วจึงค่อยเลือกกินหญ้า
่
พันธุฮินดูบราซิล(Indu Brazil)
์
็
เปนโคทีมีเชือสายโคอินเดียเช่นเดียวกับ
้
่
โคบราห์มัน แต่ปรับปรุงพันธุ์ทีประเทศบราซิล
่
ระหว่าง พ.ศ. 2453 ถึง 2473 โดยใช้โคพันธุ์กีร์
พันธุ์แคงเกรจ(หรือกูเซราท) และพันธุ์อองโกล
(หรือเนลลอร์) ใน พ.ศ. 2489 ได้มีการนาเข้าไป
็
ยังสหรัฐอเมริกา ซึ่งเปนไปได้ว่าโคฮินดูบราซิลมี
ส่วนในการใช้ปรับปรุงโคพันธุ์อเมริกันบราห์มัน
โคพันธุ์นีมีตั้งแต่สีขาวจนถึงสีเทาเกือบ
้
ุ
ด า สีแดง แดงเรือๆ หรือแดงจดขาว หนาผาก
้
่
่
โหนกกว้างค่อนข้างยาว จุดเด่นอยูทีหูมีขนาดกว้างปานกลางและห้อยยาวมาก ปลายใบหูมักจะบิด เขา
่
็
แข็งแรงมักจะเอนไปด้านหลัง หนอกมีขนาดใหญ่ ผิวหนังและเหนียงหย่อนยานมาก เปนโคที่มีขนาด
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 40
้ ้
้
ใหญ่และค่อนข้างสูง และมีกล้ามเนือนอยกว่าโคบราห์มัน เพศผู้โตเต็มที่หนักประมาณ 900 ถึง 1,200
้
กิโลกรัม เพศเมีย 600 ถึง 700 กิโลกรัม
โคฮินดูบราซิลมีข้อดีได้แก่ เปนโคทนร้อน ปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศบ้านเราได้ ทนต่อโรคและ
็
่
่
็
่
่
็
้
แมลง แต่ไมเหมาะทีจะเลี้ยงเปนโคเนือทีให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ เนืองจากเปนโคขนาดใหญ่ สร้าง
้
็
กล้ามเนือช้า ผู้เลี้ยงโคขุนจึงไมนิยมนาไปเลี้ยงขุน อาจเปนเพราะบ้านเราในอดีตนิยมเลี้ยงโคทีมีลักษณะ
่
่
้
สวยงาม เช่นหูยาว หนาผากโหนกกว้าง แทนที่จะเลือกโคทีโตเร็ว การส่งเสริมให้เลี้ยงโคพันธุ์นีมากขึ้น
่
้
่
้
อาจเปนการท าลายเศรษฐกิจของประเทศ เพราะจะไปแย่งทรัพยากรทีควรใช้ในการเลียงโคพันธุ์อืนที่ให้
็
่
่
ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจมากกว่า การเลี้ยงต้องอาศัยการดูแลเอาใจใส่พอสมควร ไมเหมาะที่จะนาไป
่
้
ปล่อยเลียงในปาหรือปล่อยทุ่งโดยไม่ดูแลเอาใจใส่
โคพันธุทีเกิดจากการสร้างพันธุขนมาใหม
่
์
้
ึ
์
่
้
นอกจากโคเนือพันธุ์ยุโรปและอินเดียต่างๆดังกล่าวแล้ว ยังมีโคพันธุ์เนือต่างๆทีได้รับการผสม
่
้
่
้
็
พันธุ์ขึนมาใหม่เปนจ านวนมาก สาเหตุเนืองจากโคยุโรปพันธุ์แท้ไม่ทนต่อเห็บและแมลง จึงได้มีการนาโค
อินเดียเข้าไปผสมปรับปรุงพันธุ์ ส่วนใหญ่จะใช้โคอเมริกันบราห์มันผสมกับโคยุโรป โคเนือพันธุ์ใหม่ๆ
้
เหล่านี ได้แก่
้
พันธุซานต้าเกอร์ทรูดีส (Santa Gertrudis)
์
็
โคพันธุ์นีเปนการผสมข้ามพันธุ์
้
ระหว่างโคพันธุ์บราห์มันกับโคพันธุ์ชอร์ทฮอร์น
สาเหตุเนืองจากใน พ.ศ. 2453 ฟาร์มโอ’คอร์
่
เนอร์(O’Conner)ได้ให้พ่อพันธุ์ลูกผสมบราห์
มันกับชอร์ทฮอร์นแก่ฟาร์มคิงร้านช์(King
Ranch) รัฐเทกซัส พ่อโคดังกล่าวได้กระโดด
่
ข้ามรั้วไปผสมกับแมพันธุ์ชอร์ทฮอร์น ลูกโคที ่
่
้
้
เกิดขึนสามารถเลียงในแปลงหญ้าได้ดีเมือ
่
เทียบกับโคชอร์ทฮอร์นพันธุ์แท้ทีเลียงอยู่ จึงมีการเริ่มสร้างเปนโคพันธุ์ใหม่
็
้
่
ฟำร์มคิงรำนช์เริ่มสร้ำงโคพันธุ์ใหมโดยใช้พ่อพันธุ์บรำห์มันประมำณ 50 ตัวผสมกับแม่พันธุ์ชอร์ท
่
ฮอร์น 2,500 ตัว ใช้วิธีกำรผสมข้ำม(intermate)และผสมย้อนกลับ(backcross) เลือกเฉพำะโคทีมีสีแดงไว้
่
่
้
้
ท ำพันธุ์ ได้พ่อโคทีมีลักษณะและถ่ำยทอดลักษณะให้ลูกได้ดีมำกชื่อมังกี(Monkey)ซึงถูกตีตรำขึนทะเบียน
ใน พ.ศ. 2463 จึงใช้กำรผสมในสำยตระกูล(linebreeding)โดยใช้มังกี้ผสมกับลูกและหลำนสำวของตัวเอง
้
ได้รุ่นลูกเพศผู้ทีมีลักษณะเด่น ได้แก่ ซานต้าเกอร์ทรูดิส, ติโป(Tip0o) และ คอตตอน(Cotton) ใช้พ่อ
่
เหล่านีผสมเพือคงสายเลือดของมังกีไว้ ปจจบันโคพันธุ์นีถือได้ว่ามีสายเลือด 37.5% บราห์มัน 62.5%
้
ั
ุ
้
่
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 41
้ ้
็
ชอร์ทฮอร์น มีสีแดงเข้ม ทนต่ออากาศร้อน เห็บ และแมลง กระทรวงเกษตรสหรัฐยอมรับว่าเปนพันธุ์แท้
ใน พ.ศ. 2483 และได้มีการก่อตั้งสมาคมผู้ปรับปรุงพันธุ์โคซานต้าเกอร์ทรูดิสนานาชาติ(Santa Gertrudis
้
Breeders International)ขึนใน พ.ศ. 2494
กำรสร้ำงโคพันธุ์นีเปนตัวอย่ำงกำรปรับปรงพันธุ์โดยใช้ข้อดีของโค 2 พันธุ์ทีต่ำงกลุ่มหรือสปชีกัน
้
็
ุ
่
ี
่
่
่
เพื่อให้ได้โคพันธุ์ใหมทีปรับตัวให้เข้ำกับสภำพแวดล้อม โดยท ำกำรผสมและคัดเลือกพันธุ์ให้ได้ผลผลิตดี
ภำยใต้สภำพแวดล้อมเดียวกัน ใช้กำรผสมในสำยสัมพันธ์แบบในสำยตระกูลเพือคงเลือดของมังกีไว้ท ำ
้
่
ให้โคมียีนหรือหนวยถ่ำยทอดพันธุกรรมทีเหมือนกันสูงมำกกว่ำพันธุ์เดิมทีใช้เมื่อเริ่มแรก
่
่
่
ขั้นตอนในกำรสร้ำงพันธุ์ใหม่ของโคพันธุ์ซำนต้ำได้แก่
1) ระยะศึกษำส ำรวจ(exporatory phase) เพือหำลูกผสมทีดีทีสุด
่
่
่
2) เมื่อได้ลูกผสมทีดีทีสุดแล้วท ำกำรคัดเลือกและทดสอบลูก(selection and progeny testing)
่
่
3) ผสมแบบเลือดชิด(inbreeding)กับตัวทีดีทีสุด
่
่
4) ขยำยพันธุ์(multiplication)ลูกของตัวทีดีทีสุด
่
่
5) รับรองว่ำเปนพันธุ์แท้พันธุ์ใหม่ทีต่ำงจำกพันธุ์ทีมีอยู ่
่
็
่
6) จัดตั้งสมำคมเพือขึนทะเบียนและรักษำควำมเปนพันธุ์แท้
็
่
้
โคพันธุ์นีมีรูปร่างใหญ่ ล าตัวสีแดง มีเขา คลอดลูกง่าย ตัวผู้โตเต็มทีหนักประมาณ 1,500
้
่
กิโลกรัม ตัวเมียหนักประมาณ 700 ถึง 800 กิโลกรัม
พันธุบีฟมาสเตอร์ (Beefmaster)
์
โคพันธุ์บีฟมำสเตอร์ปรับปรุงพันธุ์ที ่
ลำซำเตอร์ร้ำนช์(Lasater Ranch)โดยใน พ.ศ.
2451 ฟำร์มได้นำโคทีมีสำยเลือดบรำห์มันเข้ำ
่
ไปผสมกับโคพันธุ์เฮียร์ฟอร์ดและชอร์ทฮอร์นที ่
มีอยู
่
กำรปรับปรุงพันธุ์ทีแท้จริงเริ่มใน พ.ศ.
่
2474 โดยใช้กำรผสมข้ำมพันธุ์ระหว่ำง
พันธุ์บรำห์มัน เฮียร์ฟอร์ด และชอร์ทฮอร์น พ่อ
่
โคเฮียร์ฟอร์ดทีใช้ได้รับกำรคัดเลือกให้แมโคมี
่
่
ผลผลิตสูงมำแล้วหลำยป ส่วนแมโคบรำห์มันที่ใช้ผสมข้ำมพันธุ์ก็ผ่ำนกำรคัดเลือกว่ำมีควำมทนทำนสูง
ี
มำแล้วหลำยป และใช้พ่อชอร์ทฮอร์นผสมกับแมโคบรำห์มันเหล่ำนีแล้วคัดเลือกลักษณะควำมทนทำนสูง
่
้
ี
ใช้โคลูกผสม 2 สำยคือ เฮียร์ฟอร์ด x บรำห์มัน และ ชอร์ทฮอร์น x บรำห์มัน ผสมข้ำมพันธุ์(interbred)กัน
่
็
ดังนั้นต้นพันธุ์ทีใช้ปรับปรุงพันธุ์จึงเปนโคทีผ่ำนกำรคัดเลือกมำแล้วอย่ำงดี เนืองจำกใช้กำรปล่อยผสมกัน
่
่
ในแปลงหญ้ำ ไมมีกำรท ำพัันธุ์ประว้ติ สำยเลือดของโคบีฟมำสเตอร์จึงไมชัดเจนนัก คำดว่ำมีสายเลือด
่
่
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 42
้ ้
บราห์มัน 50 % สายเลือดเฮียร์ฟอร์ดและชอร์ทฮอร์นอย่างละ 25 % วัตถุประสงค์ในการปรับปรุงพันธุ์ก็
่
้
เพือเลียงในทุ่งหญ้าธรรมชาติ ไมมีการคัดเลือกสีประจ าพันธุ์ แต่โคที่เกิดมาส่วนใหญ่มีสีแดง กระทรวง
่
้
เกษตรสหรัฐรับรองโคพันธุ์นีใน พ.ศ. 2497
โคจะถูกเลี้ยงปล่อยในทุ่งหญ้ำทีแห้งแล้งโดยให้อำหำรเสริมเฉพำะถั่วอัลฟำฟำอัดเปนก้อนวันละ
็
่
่
่
2 ปอนด์(ประมำณ 1 กก.)/ตัว/วัน ในฤดูหนำวประมำณ 100 วัน และให้ลูกโคผู้ทีจะใช้ท ำพันธุ์กินอำหำร
่
ี
เต็มที่ในฤดูหนำวแรก ลูกโคเพศผู้และเพศเมียเริ่มผสมพันธุ์เมืออำยุ 1 ปโดยใช้พ่อพันธุ์หลำยตัวคุมฝูง
์
รวมกัน ดังนั้นพ่อพันธุ์ทีผสมพันธุ์ช้ำหรือมีควำมสมบูรณพันธุ์ต ำจึงมีโอกำสให้ลูกได้นอยตัวหรือไมให้ลูก
่
่
่
้
เลย
กำรคัดเลือกทั้งพ่อและแมพันธุ์ท ำปละครั้งโดยจะมงเฉพำะลักษณะด้ำนผลผลิตเท่ำนั้นไม ่
ี
ุ่
่
่
์
้
ค ำนึงถึงเรืองสีเลย ลักษณะที่คัดเลือกคือ (1) อำรมณ(disposition) (2) ควำมสมบูรณพันธุ์ (3) นำหนักที ่
์
ี
อำยุต่ำงๆ (4) ลักษณะรูปร่ำง (5) ควำมทนทำน และ (6) กำรให้นม จำกกำรคัดเลือกทุกปท ำให้โคแต่ละตัว
่
่
มีควำมเสียงทีจะถูกคัดออกซ ้ำแล้วซ ้ำเล่ำหำกไมให้ผลผลิตสูง ไมมีกำรจัดกำรพิเศษให้แก่โคตัวใดที ่
่
่
อ่อนแอ
ก่อนหยำนมลูกโคเพศผู้จะถูกคัดเลือกเหลือไว้เมื่อถึง
่
หย่ำนมเพียง 30% ทีเหลือจะถูกตอน เมื่อหย่ำนมจะถูกตอนอีก
่
จ ำนวนหนง ดังนั้นหลังหย่ำนมจะเลือกลูกโคเพศผู้อีกประมำณ
่
ึ
25% เท่ำนั้น ส่วนลูกโคเพศเมียจะถูกคัดออก 30% เมื่อหย่ำนม และ
่
เมื่อผสมพันธุ์จะถูกคัดออกอีกจ ำนวนหนึง
การผสมพันธุ์ใช้ฤดูผสมนาน 65 วัน ใช้อัตราส่วนพ่อโค
่
ุ่
หนม 1 ตัวต่อแม่โคสาว 10 ตัว แม่พันธุ์ทีเคยให้ลูกแล้วจะแยกฝูง
ผสมจากโคสาวโดยใช้พ่อโคเคยผสมพันธุ์แล้ว 1 ตัวต่อแม่พันธุ์ 20
ึ
่
่
ตัว เมื่อลูกโคเกิดแม่โคส่วนหนงจะถูกคัดออก แม่โคทีให้ลูกมีชีวิต
แล้ว 80% จะถูกคัดไว้ แม่ทีลูกตายหรือให้ลูกช้าจะถูกคัดออก 20%
่
้
้
ี
เพือขายทั้งแม่และลูก ทั้งโคสาวอายุ 2 ปจะถูกคัดเลือกเช่นนเหมือนกับแม่โค หลังจากนีแม่โคอีกส่วน
่
ี
่
หนึงจะถูกคัดออกโดยใช้ลักษณะของลูกโค จากจ านวนแม่โค 100 ตัวเมื่อต้นฤดูผสมพันธุ์เมื่อถึงตอนนจะ
้
ี
่
่
เหลือเพียง 75 ตัว เนืองจากเมื่อหย่านมจะเหลือแม่โคและลูกเพียง 80% ดังนั้นควรจะมีลูกโคเมียเพือ
ทดแทน 40 ตัว และ 30% หรือประมาณ 12 ตัวจะถูกคัดออกเมื่อหย่านม จึงเหลือเพียง 28 ตัว และจะถูก
คัดออกเมื่อผสมพันธุ์อีก 3 ตัว จึงเหลือโคสาวทดแทนเข้าผสม 25 ตัว ฝูงผสมจึงมีครบ 100 ตัว
่
การคัดเลือกทีเข้มข้นดังกล่าวท าให้แม่โคบีฟมาสเตอร์ให้ผลผลิตสูง เมื่อหย่านมในป 2490
ี
นาหนักหย่านมเฉลียของลูกโคเมีย 247 กก. และลูกโคผู้ 270 กก. ทุ่งหญ้ามีสภาพแห้งแล้งมาก มีฝนตก
่
้
่
้
่
เพียง 7 นิวในช่วง 18 เดือนก่อนหย่านม การใช้ฤดูผสมพันธุ์ทีสั้นเพียง 65 วันท าให้ลูกโคมีขนาดไล่เลีย
์
ี
่
้
กันและก าจัดแม่โคทีมีความสมบูรณพันธุ์ต าออกจากฝูง เมื่อเริ่มใช้แผนการคัดเลือกนีใน 2 ปแรก
่
่
จ าเปนต้องคัดโคทีไม่มีประสิทธิภาพออกจ านวนมาก หลังจากนั้นก็จะมีแต่แม่โคทีมีผลผลิตสูงเหลือในฝูง
็
่
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 43
้ ้
่
ในการผลิตสัตว์เพือการค้า การผสมแบบใช้พ่อพันธุ์หลายตัวรวมกันเปนการคัดเลือกแบบ
็
์
่
่
่
ธรรมชาติ(national selection)ทีก าจัดพ่อโคทีสมบูรณพันธุ์ต าออกไป
พันธุแบรงกัส (Brangus)
็
เปนการผสมพันธุ์ระหว่างโคพันธุ์บราห์
มันและพันธุ์แองกัส โดยเริ่มด าเนินการใน พ.ศ.
่
2475 โดยกระทรวงเกษตรสหรัฐ ทีฟาร์มทดลอง
ปศุสัตว์ไอบีเรีย(Iberia Livestock Experimental
่
Farm) รัฐหลุยเซียนา ได้นาพ่อโคบราห์มันไป
่
ผสมกับโคแองกัส และท าให้สายเลือดคงทีคือ
บราห์มัน 37.5 % แองกัส 62.5 % การทีจะท าให้
่
่
่
โคทีเกิดมามีสีด าต้องใช้โคอเมริกันบราห์มันทีมีสี
่
เทาอ่อน หากใช้โคอเมริกันบราห์มันทีมีสีเข้มจะมีโอกาสได้โคทีมีสีแดงซึ่งเปนยีนด้อย มีการก่อตั้งสมาคม
็
่
ผู้ปรับปรุงพันธุ์อเมริกันแบรงกัส(American Brangus Breeders Association) ใน พ.ศ. 2492 ต่อมา
็
่
่
เปลียนชือเปนสมาคมผู้ปรับปรุงพันธุ์โคแบรงกัสนานาชาติ(International Brangus Breeders
็
Association ย่อเปน IBBA)ใน พ.ศ. 2516
้
่
้
โคพันธุ์นีเปนโคทีมีรูปร่างระหว่างโคเนือทีมีขนาดใหญ่ด้วยกัน มีสีด า ไม่มีเขา แม่โคเลียงลูกเก่ง
็
้
่
มีความสมบูรณพันธุ์สูง คุณภาพซากดี ปจจุบันเลียงมากในรัฐเท็กซัส โคแบรงกัสทีจะได้รับการขึน
้
ั
่
์
้
ทะเบียน(registered Brangus)จากสมาคมจะต้องมีเลือดบราห์มัน 37.5% แองกัส 62.5 % มีสีด า ไม่มีเขา
้
พ่อแม่พันธุ์ต้องขึนทะเบียนกับสมาคม
พันธุบราฟอร์ด (Braford)
์
โคพันธุ์นีเปนการผสมข้ามพันธุ์ระหว่างพันธุ์บราห์
็
้
มันและพันธุ์เฮียร์ฟอร์ดโดยคงสายเลือดบราห์มัน 37.5 %
เฮียร์ฟอร์ด 62.5 % การสร้างโคบราห์ฟอร์ดท าในทั้ง
ออสเตรเลียและสหรัฐอเมริกา
ในสหรัฐอเมริกามีการนาเข้าโคเฮียร์ฟอร์ดตั้งแต่
พ.ศ. 2360 จึงมีการใช้โคอเมริกันบราห์มันผสมข้ามกับโค
พันธุ์เฮียร์ฟอร์ดเช่นเดียวกัน หลังจากการคัดเลือก
ปรับปรุงพันธุ์เปนระยะเวลาหนึงโดยฟาร์ม อดัมส์
่
็
่
ร้านช์(Adams Ranch) ทีฟอร์ท เพียร์ซ (Fort Pierce) รัฐฟลอริด้า จึงได้มีการตั้งสมาคมผู้ปรับปรุงพันธุ์บ
้
ราฟอร์ดนานาชาติ(International Association of Braford Breeders)ขึนใน พ.ศ. 2512 ส่วนในประเทศ
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 44
้ ้
ออสเตรเลีย เริ่มต้นใน พ.ศ. 2489 โดยใช้โคอเมริกันบราห์มันสายพ่อโคแมนโซ่ มีการจัดตั้งสมาคมบรา
ฟอร์ดเช่นเดียวกัน
โคพันธุ์นีมีล าตัวแดง หนาขาว อกขาว ขาขาว มีทั้งเขาและไม่มีเขา มีโหนก หนังหย่อน และขน
้
้
สั้นคล้ายบราห์มัน ทนร้อนและทนเห็บได้ดี
พันธุชาร์เบรย์ (Charbray)
์
ในสหรัฐอเมริกา เมือมีแมพันธุ์
่
่
อเมริกันบราห์มันมากขึนจึงมีการนาพ่อพันธุ์
้
ชาร์โรเลส์มาผสมกับแมโคดังกล่าว โคพันธุ์นี ้
่
ี
ได้รับการผสมในรัฐเทกซัส ในป ค.ศ. 2473
โดยให้มีสายเลือดบราห์มัน 37.5 % และชาร์
โรเลส์ 62.5 % แต่ได้จดทะเบียนพันธุ์ไว้ว่า โค
ชาร์เบรย์คือลูกผสมบราห์มันกับชาร์โรเล่ส์ทีมี
่
สายเลือดบราห์มัน 50 ถึง 62.5 %
โคชาร์เบรย์มีสีขาวเงินจนถึงสีแดงอ่อน มีทั้งมีเขาและไม่มีเขา โคผู้โตเต็มทีหนักประมาณ 1,350
่
กิโลกรัม โคเมียหนักประมาณ 700 ถึง 800 กิโลกรัม
พันธุซิมบราห์ (Simbrah)
์
การทดลองผสมพันธุ์ระหว่างโคพันธุ์ ซิ
มเมนทาลกับบราห์มันใน พ.ศ. 2503 ของนัก
ุ
เลียงโคสหรัฐเปนจดเริ่มต้นการสร้างพันธุ์
็
้
ซิมบราห์ขึน ซิมบราห์พันธุ์แท้มีสายเลือด
้
โคบราห์มัน 37.5 % ซิมเมนทาล 62.5 % การ
้
ขึนทะเบียนพันธุ์ซิมบราห์ด าเนินการโดยสมาคม
อเมริกันซิมเมนทาล(American Simmental
่
Association)รับ ร อ ง โค ที มี เป อ ร์เซ็ น ต์
้
ซิมบราห์(percentage Simbrah) ว่าต้องมีเลือดซิมเมนทาลอย่างนอย 37.5 % บราห์มัน 25 % และ
สายเลือดพันธุ์อื่น 37.5 %
์
์
พันธุเดร้าทมาสเตอร์
(Droughtmaster)
็
เปนโคพันธุ์ใหมทีได้รับการปรับปรุงพันธุ์ใน
่
่
ประเทศออสเตรเลีย การผสมพันธุ์มีขึนในรัฐควีนส์
้
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 45
้ ้
แลนด์ เปนโคลูกผสมทีมีสายเลือด บราห์มัน 25 ถึง 37.5 % และสายเลือด ชอร์ทฮอร์น 50 ถึง 62.5 %
็
่
่
้
่
ซึงมีสายเลือดของโคพันธุ์เฮียร์ฟอร์ดอยูเล็กนอย โดยประมาณแล้วจะมีเลือดโคยุโรป(Bos Taurus) 50 %
และเลือดโคซีบู(Bos indicus) 50 %
้
่
โคเดร้าท์มาสเตอร์สีมีสีแดง มีทั้งมีเขาและไมมีเขา มีโหนก(Hump)เล็กนอยตรงหัวไหล่ มีเหนียง
้
้
หย่อนเล็กนอย ล าตัวลึกเรียบ ทนแล้งทนเห็บทนร้อนชื้น นาหนัก 800 ถึง 1,000 กก. เพศเมียประมาณ
้
550 ถึง 1,000 กก. การเจริญเติบโตดี ให้เปอร์เซ็นต์ซากดี กรมปศุสัตว์เคยนาเข้ามาศึกษาทดลองเลียงป ี
ี
พ.ศ. 2527 แล้วได้จ าหนายโคทั้งหมดให้เกษตรกรไปเลียงผลิตขยายพันธุ์ต่อไป ขณะนยังคงมีเลียงใน
้
้
้
่
ฟาร์มเอกชนบางแห่ง
์
พันธุโคในประเทศไทย
โคพืนเมืองไทยเปนโคทีมีขนาดเล็ก จึงได้มีการนาโคจากต่างประเทศเข้ามาศึกษาทดลองและใช้
้
็
่
้
็
้
ปรับปรุงพันธุ์ กรมปศุสัตว์ได้นาเข้าโคเนือพันธุ์และนาเชือแช่แข็งเปนจ านวนมากและหลายครั้งด้วยกัน
้
้
เช่น ระหว่าง พ.ศ. 2497 ถึง 2521 ได้มีการซือโคพันธุ์บราห์มันขาว 11 ครั้ง บราห์มันแดง 2 ครั้ง ในป ี
้
ี
พ.ศ. 2509 ซือโคพันธุ์ซานต้าเกอร์ทรูดีส 2 ครั้ง ป พ.ศ. 2510 ซือโคพันธุ์ชาร์โรเลส์ 2 ครั้ง ใน ป พ.ศ.
ี
้
ี
้
้
2515 ถึง 2516 ได้จัดซือโคพันธุ์เดวอน 1 ครั้ง และป 2527 ได้จัดซือโคพันธุ์เดร้าท์มาสเตอร์ 1 ครั้ง ส่วน
้
้
โคพันธุ์แองกัส ชาร์โรเลส์ เฮียร์ฟอร์ด ได้มีการจัดซือเข้ามาโดย กรป. กลาง นอกจากนียังมีเอกชนได้
็
้
จัดซือโคพันธุแองกัส ชาร์โรเลส์ บราห์มันขาว บราห์มันแดง และฮินดูบราซิล เข้ามาอีกเปนจ านวนมาก
้
้
้
้
และยังได้มีการสั่งซือนาเชือโคเนือจากยุโรปและอเมริกาเข้ามาใช้ผสมพันธุ์อีก เช่น พันธุ์ชาร์โรเลส์ พันธุ์
ลิมูซีน พันธุ์แองกัส พันธุ์เฮียร์ฟอร์ด พันธุ์ซิมเมนทาล และอเมริกันบราห์มันเข้ามาอีกเปนจ านวนมาก
็
โคพืนเมือง
้
โคพืนเมืองจัดอยู่ในกลุ่มโคซีบู(Bos indicus) มีลักษณะใกล้เคียงกับโคพืนเมืองของประเทศเพือน
่
้
้
็
บ้านในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ยังไม่ทราบแนชัดในสายพันธุ์ดั้งเดิมและประวัติความเปนมาใน
่
้
้
อดีต โคพืนเมืองไทยเปนโคทีมีขนาดเล็กขนสั้นเกรียน โดยทั่วไปมีล าตัวสีนาตาลแกมแดง แต่อาจมีสี
่
็
็
แตกต่างกันหลายสี เช่น ด า แดง นาตาล เหลือง เปนต้น หนาผากแคบแบน ตะโหนกเล็ก เหนียงคอบาง
้
้
ไม่มีหนังใต้ท้อง (สะดือ) ใบหูกางขนานกับล าตัว มีนิสัยเปรียว ตื่นตกใจง่าย รักฝูง จดจ าฝูงได้ดี
โคพืนเมืองมีข้อดีได้แก่ เลียงง่าย หากินเก่ง ไมเลือกอาหาร เพราะผ่านการคัดเลือกแบบ
้
้
่
้
้
ธรรมชาติในการเลียงแบบไล่ต้อนโดยเกษตรกร และสามารถปรับตัวให้เข้ากับการเลียงโดยใช้ทรัพยากรที ่
่
่
่
่
็
่
มีอยูในพื้นทีซึงมีอยูอย่างจ ากัดได้เปนอย่างดี ให้ลูกดก ส่วนใหญ่ให้ปละตัว เพราะเกษตรกรคัดแมโคที ่
ี
่
้
่
ไมให้ลูกออกอยูเสมอ ทนทานต่อโรคและแมลงและสภาพอากาศในบ้านเราได้ดี ใช้แรงงานได้ดี มีเนือ
้
่
่
่
แนน เหมาะกับการประกอบอาหารแบบไทย สามารถใช้งานได้ แมโคพืนเมืองเหมาะทีจะนามาผสมพันธุ์
กับพ่อพันธุ์หรือผสมเทียมกับพันธุ์อื่น เช่น บราห์มัน โคพันธุ์ตาก โคก าแพงแสน หรือโคกบินทร์บุรี
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์