การเลียงโคเนือ 46
้ ้
่
เนืองจากโคพืนเมืองมีขนาดเล็ก เพราะถูกคัดเลือกมาในสภาพการเลียงทีมีอาหารจ ากัด จึงไม ่
้
้
่
เหมาะทีจะนามาเลี้ยงขุน เพราะมีขนาดเล็กไมสามารถท านาหนักซากได้ตามทีตลาดโคขุนต้องการ คือที ่
่
่
่
้
่
้
่
่
้
่
นาหนักมีชีวิต 450 กก. และเนือไมมีไขมันแทรก และเนืองจากแมโคมีขนาดเล็กจึงไมเหมาะที่จะผสมกับ
่
ั
โคพันธุ์ทีมีขนาดใหญ่ เช่น ชาร์โรเล่ส์ และซิมเมนทัล เพราะอาจมีปญหาการคลอดยาก
้
โคพืนเมืองไทยจัดแบ่งเบืองต้น ตามลักษณะรูปร่างภายนอก ตามภูมิภาคและวัตถุประสงค์ของ
้
การเลียง ได้ 4 สายพันธุ์ ได้แก่ โคขาวล าพูนซึงเปนโคพืนเมืองภาคเหนือตอนบน โคพืนเมืองภาคอีสาน
้
็
้
่
้
้
็
่
้
็
่
โคลานซึงเปนโคพืนเมืองภาคกลาง และโคชนซึงเปนโคพืนเมืองภาคใต้
โคขาวล าพูน
ลักษณะประจ าพันธุ์
ื
้
ื
เนอเขา สีนาตาลส้ม เนอละเอียด
้
้
ื
้
้
เนอกีบ สีนาตาลส้ม
้
้
ขอบตา เนือจมูก เนอทวารต่างๆ สีชมพูส้ม ไม่มีจุดด่างขาว
ื
ขนพู่หาง สีขาว
ขนล าตัว สีขาวเกรียน
์
สีนัยนตา นาตาลด า
้
ขนตา สีขาว
สีหนัง ชมพูส้ม
้
นาหนักเมื่อโตเต็มที ่ เพศผู้ 350 ถึง 450 กิโลกรัม
้
แหล่งเลียง เพศเมีย 300 ถึง 350 กิโลกรัม
จังหวัดล าพูน ล าปาง เชียงใหม่ พะเยา
ี
โคขาวล าพูนในพระราชพิธพืชมงคลจรด
พระนงคัลแรกนาขวัญ
ั
(ภาพจากหุ่นจ าลอง ณ พิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระ
เกียรติ์ฯ ปทุมธานี)
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 47
้ ้
ข้อมูลโคขาวล าพูนจ านวน 185 ตัวซึงเลียงทีสถานีวิจัยและทดสอบพันธุ์สัตว์พะเยาระหว่าง พ.ศ.
้
่
่
่
่
2540 ถึง 2543 ค่าเฉลียลีสท์สแควร์(least square means)ทีปรับปจจัยต่างๆแล้ว นาหนักแรกเกิดเท่ากับ
ั
้
่
17.90 ± 1.36 กิโลกรัม หย่านมปรับทีอายุ 200 วัน 121.33 ± 3.61 กิโลกรัม อัตราการเจริญเติบโตก่อน
หย่านมในช่วงระยะเวลาดังกล่าวเท่ากับ 494 กรัมต่อวัน
โคพืนเมืองภาคอีสาน
้
ลักษณะประจ าพันธุ์
้
้
ื
เนอเขา สีด า หรือสีนาตาลด า
้
ื
้
เนอกีบ สีด า หรือนาตาลแกมด า
้
้
ื
้
้
ขอบตา เนือจมูก เนอทวารต่างๆ สีด า นาตาล หรือนาตาลแกมด า
้
ขนพู่หาง สีด า หรือนาตาล
ขนล าตัว สีนาตาล นาตาลแดง ด า ขนสั้นเกรียน
้
้
้
ขนตา สีด า หรือนาตาล
้
สีหนัง สีด า หรือนาตาล
้
นาหนักเมื่อโตเต็มที ่ เพศผู้ 350 ถึง 400 กิโลกรัม
เพศเมีย 200-250 กิโลกรัม
่
แหล่งเลียง กระจายทั่วไปทั้งภาคอีสาน แต่มีเลียงหนาแนนใน
้
้
เขตตามแนวชายแดน จังหวัดอุบลราชธานี สุรินทร์
ศรีสะเกษ อ านาจเจริญ มุกดาหาร นครพนม และ
หนองคาย โค
พืนเมืองภาคกลาง (โคลาน)
้
ลักษณะประจ าพันธุ์
้
ื
้
เนอเขา สีด า หรือนาตาลด า
้
้
เนอกีบ สีด า หรือนาตาลด า
ื
้
ขอบตา เนือจมูก เนอทวารต่างๆ สีด า นาตาล หรือนาตาลด า
้
ื
้
้
ขนพู่หาง สีด า หรือนาตาล
้
ขนล าตัว สีนาตาล นาตาลแดง ขนสั้นเกรียน
้
้
้
ขนตา สีด า หรือนาตาล
สีหนัง สีด า หรือนาตาล
้
้
นาหนักเมื่อโตเต็มที ่ เพศผู้ 300-350 กิโลกรัม
เพศเมีย 200-260 กิโลกรัม
้
แหล่งเลียง เพชรบุรี ราชบุรี กาญจนบุรี นครปฐม สุพรรณบุรี
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 48
้ ้
โคพืนเมืองภาคใต้
้
ลักษณะประจ าพันธุ์
เนอเขา สีด า หรือนาตาล
้
ื
้
้
้
เนอกีบ สีด า หรือนาตาล
ื
้
ื
้
ขอบตา เนือจมูก เนอทวารต่างๆ สีด า นาตาล หรือนาตาลด า
้
้
ขนพู่หาง สีด า หรือนาตาล
้
ขนล าตัว สีด า นาตาลแดง แดง ด าขนสั้นเกรียน
้
ขนตา สีด า หรือนาตาล
้
สีหนัง สีด า หรือนาตาล
้
นาหนักเมื่อโตเต็มที ่ เพศผู้ 350-400 กิโลกรัม
้
เพศเมีย 230-280 กิโลกรัม
แหล่งเลียง กระจายทั่วไปในเขตภาคใต้โดยเฉพาะจังหวัด
้
่
นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง กระบี สงขลา
โคพันธุตาก (Tak Beef Cattle)
์
็
เปนโคลูกผสมระหว่างพันธุ์ชาร์โร
เล่ส์กับพันธุ์บราห์มัน โดยกรมปศุสัตว์ได้
มอบหมายให้ศูนย์วิจัยและบ ารุงพันธุ์สัตว์
ตากท าการคัดเลือกและปรับปรุงพันธุ์ให้
ุ่
้
เปนโคเนือพันธุ์ใหมทีโตเร็ว เนือนม เพือ
่
็
้
่
่
ทดแทนการนาเข้าพันธุ์โคและเนือโค
้
คุณภาพดีจากต่างประเทศ
การด าเนินงานในระยะแรกได้มี
การใช้โคลูกผสมพืนเมืองมาท าการศึกษา
้
่
ด้วย แต่เฉพาะฝูงปรับปรุงพันธุ์(elite herd)เพือสร้างโคพันธุ์ตากเริ่มโดยใช้แมโคพันธุ์อเมริกันบราห์มัน
่
ประมาณ 500 ตัว ผสมเทียมโดยใช้นาเชือโคจากพ่อพันธุ์ชาร์โรเล่ส์ 10 ถึง 30 ตัว ลูกโคในชั่วที 1
้
้
่
(สายเลือดโคพันธุ์ชาร์โรเล่ส์ 50% และอเมริกันบราห์มัน 50%) คัดเลือกโคเพศเมียประมาณ 300 ตัว
้
ผสมเทียมโดยใช้นาเชือจากโคพ่อพันธุ์อเมริกันบราห์มันจะได้โคในชั่วที 2 (พันธุ์ชาร์โรเล่ส์ 25% และ
่
้
่
้
้
อเมริกันบราห์มัน 75%) และใช้แมโคจากชั่วที่ 2 ประมาณ 300 ตัว ผสมเทียมโดยใช้นาเชือโคพ่อพันธุ์
่
ชาร์โรเล่ส์ จะได้โคพันธุ์ตากทีมีระดับสายเลือดโคพันธุ์ชาร์โรเล่ส์ 62.50% อเมริกันบราห์มัน 37.50%
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 49
้ ้
่
้
ตามทีต้องการ โคพันธุ์ตากในชั่วนีจะท าการผสมภายในชั่วเดียวกัน(inter se mating)เพื่อตรึงสายเลือดให้
่
อยู่ทีโคพันธุ์ชาร์โรเล่ส์ 62.50% อเมริกันบราห์มัน 37.50%
(ผู้) ชาร์โรเล่ส์ X (เมีย) บราห์มัน
้
้
พันธุ์แท 100%
พันธุ์แท 100%
ี่
้ (ลูกชั่วท 1)
(ผู) บราห์มัน
่
้
พันธุ์แท 100% X (เมีย) ชาร์โรเลส์ 50 %
บราห์มัน50 %
้
(ผู) ชาร์โรเล่ส์ (ลูกชั่วท 2)
ี่
พันธุ์แท 100% X (เมีย)ชาร์โรเล่ส์ 25 %
้
บราห์มัน 75 %
โคพันธุ์ตาก
(ลกชั่วท 3)
ู
ี่
ชาร์โรเล่ส์ 62.5 % บราห์มัน 37.5 %
แผนการผสมพันธุ์โคพันธุ์ตากในฝูงปรับปรุงพันธุ์
่
ลูกโคเพศผู้เมือหย่านมจะถูกนาไปทดสอบสมรรถภาพ(performance testes)โดยให้กินอาหาร
ส าเร็จรูป(Total Mixed Ration หรือ TMR) แบบให้กินเต็มที(adlib)ตลอดการทดสอบที่นาหนัก 400 กก.
้
่
่
โคทีมีอัตราการเจริญเติบโตดีมากและมีลักษณะต่างๆตามเกณฑ์มาตรฐาน ได้ให้กองผสมเทียมนาไปรีด
นาเชือท านาเชือแช่แข็งเพือใช้ผสมพันธุ์กับแม่โคของเกษตรกรทั่วประเทศ
้
้
้
่
้
่
การคัดเลือกโคทีใช้ในการปรับปรุงพันธุ์ จะท า
การเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลโคพันธุ์ตาก
ดวยคอมพิวเตอร์ การหาค่าคุณค่าพันธุกรรม(Estimated Breeding Value
้
หรือ EBV)ของโคแต่ละตัวโดยเทคนิค Best Linear
Unbiased Prediction หรือ PLUP วิเคราะห์โดย Animal
Model วิธี muti-trait แล้วนาค่าคุณค่าพันธุกรรมไปใช้
คัดเลือกโดยใช้ดัชนีการคัดเลือก(selection index)
โคพันธุ์ตากทีปรับปรุงพันธุ์ได้เปนโคเนือทีโต
่
็
้
่
เร็ว เลียงง่าย ทนทานต่อสภาพอากาศร้อนของประเทศ
้
ไทย และให้เนือคุณภาพดี สนองความต้องการของตลาดเนือโคชั้นสูงได้ มีสีนาตาลอ่อนคล้ายสีทอง มี
้
้
้
ลักษณะล าตัวคล้ายโคพันธุ์ชาร์โรเล่ส์ เปนโคขนาดกลาง เพศผู้โตเต็มทีนาหนักประมาณ 900 ถึง 1,000
้
่
็
้
ุ่
้
กก. เพศเมีย 600 ถึง 700 กก.มีข้อดีได้แก่ เติบโตเร็ว เนือนม เนือสันมีไขมันแทรก(marbling) ซากมี
่
่
้
ขนาดใหญ่ทีสนองความต้องการของตลาดเนือโคคุณภาพดีได้ เลียงง่าย หากินเก่ง ไมเลือกกินหญ้า
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 50
้ ้
้
่
่
ทนทานต่อสภาพอากาศร้อนได้ดีพอสมควร เหมาะทีจะนามาผสมกับแมโคพืนเมือง โคบราห์มันและ
็
้
่
ลูกผสมบราห์มันเพือนาลูกมาเลียงเปนโคขุนได้ แมพันธุ์ผสมพันธุ์ได้เร็ว ที่ศูนย์ฯตากผสมพันธุ์ทีแมโค
่
่
่
้
้
่
่
อายุ 14 เดือนนาหนัก 280 กก.ขึ้นไป แต่การเลียงต้องอาศัยการดูแลเอาใจใส่พอสมควร ไมเหมาะทีจะ
่
้
ุ่
่
้
นาไปปล่อยเลียงในปาโดยไม่ดูแลเอาใจใส่ หากเลียงในสภาพปล่อยปาหรือปล่อยทงควรใช้โคพันธุ์ตากลูก
่
่
ชั่วที 1 หรือโคพันธุ์ตากชั่วลูกที 2
ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี (พ.ต.ท. ทักษิณ
ชินวัตร) เยียมชมนิทรรศการโคพันธุตาก
์
่
่
่
ี
ท อ.วังทอง จ.พิ ษณ โลก เมอวันท 3
ุ
ื
่
ี
เมษายน 2547
ผลการวิจัยและพัฒนาจากโครงการสรางโคพันธุ์ตาก
้
การศึกษาข้อมูลการวิจัยและพัฒนาในการสร้างโคพันธุ์ตากด าเนินการได้ 25 ปี ระหว่างป พ.ศ.
ี
2529 ถึง 2546 จ านวน 8,810 ข้อมูล จากฝูงปรับปรุงพันธุ์โคพันธุ์ตากจ านวน 3 แห่ง คือ ศูนย์วิจัยและ
ุ
บ ารุงพันธุ์สัตว์ตาก สถานีวิจัยทดสอบพันธุ์สัตว์พิษณโลก และสถานีวิจัยทดสอบพันธุ์สัตว์นครสวรรค์
่
โดยได้เปรียบเทียบโคทีมีระดับสายเลือดต่างๆ 7 กลุ่ม
1) โคพันธุ์ตากชั่วที 1 มีระดับสายเลือด 50% ชาร์โรเลส์และบราห์มัน 50% (CCBB)
่
่
2) โคพันธุ์ตากชั่วที 2 มีระดับสายเลือด 25% ชาร์โรเลส์ และบราห์มัน 75% (BBCB)
3) โคพันธุ์ตากชั่วที 3 มีระดับสายเลือด 62.5% ชาร์โรเลส์ และบราห์มัน 37.5% (CACA)
่
4)โคพันธุ์ตากชั่วที 4 ทีเกิดจากการผสมพันธุ์กันเองในระดับสายเลือดที 62.5% (Interse
่
่
่
mating) ระหว่างพ่อโคพันธุ์ตากชั่วที 3 และแม่โคพันธุ์ตากชั่วที 3 (CACA’)
่
่
่
้
5) โคทีมีระดับสายเลือด 50% ชาร์โรเลส์ และพืนเมือง 50% (CCNN)
้
6) โคทีมีระดับสายเลือดโค 75% ชาร์โรเลส์และพืนเมือง 25% (CCCN)
่
7) โคพันธุ์บราห์มัน พันธุ์แท้ (BBBB)
จากการศึกษาตามตารางที 6 สรุปได้ดังนี ้
่
่
ลูกโคทีมีเลือดชาร์โรเลส์ 62.5% ชาร์โรเล่ส์-บราห์มัน(CACA) และ 75% ชาร์โรเล่ส์-พืนเมือง
้
่
้
(CCCN) มีนาหนักแรกเกิดสูงทีสุด รองลงมาคือ 25% ชาร์โรเล่ส์-บราห์มัน(BBCB), 50% ชาร์โรเล่ส์-
่
บราห์มัน(CCBB), 62.5% ชาร์โรเล่ส์-บราห์มันชั่วที 4 (CACA’), 50% ชาร์โรเล่ส์-พืนเมือง(CCNN) และ
้
้
บราห์มันพันธุ์แท้(BBBB) ตามล าดับ ความแตกต่างของนาหนักแรกเกิดดังกล่าวเปนผลมาจากพันธุกรรม
็
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 51
้ ้
้
หากโคมีระดับสายเลือดชาร์โรเลส์อยู่สูง ท าให้มีนาหนักแรกเกิดสูงตามไปด้วย ส่วนโคกลุ่ม CACA’ แม้ว่า
่
่
้
้
้
จะมีระดับสายเลือดโคพันธุ์ชาร์โรเลส์อยูสูง (62.5%) แต่นาหนักแรกเกิดนอย ทั้งนีเนืองมาจากแผนการ
็
่
ผสมพันธุ์โคพันธุ์ตากในชั่วที 4 (CACA’) เปนการผสมพันธุ์แบบนาโค 62.5 % ชาร์โรเลส์ มาผสม
กันเองท าให้ลักษณะดีเด่นแบบเฮตเตอโรซีสเนืองจากการผสมข้ามพันธุ์ลดลง ส่งผลให้นาหนักแรกเกิด
้
่
ของลูกโคลดลง โค 62.5 % ชาร์โรเลส์ ทั้งสองกลุ่มมีนาหนักหย่านมค่าเฉลี่ยอยูในเกณฑ์สูง(EBV200
่
้
เท่ากับ 6.29 และ 5.95) จึงมีแนวโนมทีสามารถใช้โคกลุ่มดังกล่าวในการคัดเลือกให้โคพันธุ์ตากมีนาหนัก
้
้
่
้
้
่
้
ี
หย่านมเฉลียสูงขึน ทั้งนีนาหนักหย่านมปรับที่อายุ 400 วัน และนาหนัก 1 ปปรับทีอายุ 600 วัน พบว่า
่
้
โค 62.5 % ชาร์โรเลส์ ทั้งสองกลุ่มสูงกว่ากลุ่มอื่นๆเช่นเดียวกัน
ี่
่
้
้
ตารางท 6 ค่าเฉลียลีสท์สแควร์ของนาหนักโคพันธุ์ตาก โคลูกผสมชาร์โรเลส์พืนเมือง
และโคพันธุ์บราห์มัน
่
ลักษณะ ค่าเฉลีย CCBB BBCB CACA CACA’ CCNN CCCN BBBB
้
นาหนัก EBV 1.26 1.23 1.28 1.36 1.11 1.27 1.09
แรกเกิด กก. 30.46 30.85 32.84 29.75 27.99 32.47 27.55
c
a
bc
b
a
cd
d
(BW) ±S.E 0.14 0.24 0.33 0.41 1.40 0.46 0.21
จ านวน(ตัว). 1588 860 294 159 12 122 716
นาหนัก EBV 5.93 5.86 5.95 6.29 4.94 6.41 5.15
้
c
a
c
d
bc
c
หย่านม กก. 183.84 180.79 212.07 183.48 155.27 191.01 158.83
d
(W200) ±S.E. 0.97 1.69 2.43 3.09 9.89 3.53 1.48
จ านวน(ตัว) 1480 822 255 126 11 96 634
นาหนัก EBV 7.32 6.85 6.83 7.24 6.32 7.49 6.78
้
1 ป ี กก. 275.85 270.39 323.22 275.31 237.69 310.20 282.95
a
a
b
b
b
b
a
(W400) ±S.E. 4.19 6.03 6.38 9.25 51.52 9.27 8.79
จ านวน(ตัว) 368 241 148 43 1 42 47
้
นาหนัก EBV 9.31 9.67 9.18 9.12 8.57 9.11 9.05
b
d
cde
1. 5 ป ี กก. 333.84 352.63 431.07 387.88 298.97 400.56 288.11
e
c
a
b
(W600) ±S.E. 14.71 16.08 15.98 19.93 60.53 19.12 22.67
จ านวน(ตัว) 240 182 119 21 1 24 12
่
หมายเหตุ อักษรทีแตกต่างกันในแถวนอนแสดงความแตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ(P<0.05)
่
จากการศึกษาสรุปได้ว่าการสร้างโคพันธุ์ตากโดยรักษาระดับสายเลือดชาร์โรเลส์ไว้ที 62.5 %
เปนแนวทางทีถูกต้อง จะเห็นได้ว่าโคระดับสายเลือดดังกล่าว (CACA และ CACA’) ได้ถูกปรับปรุงพันธุ์
่
็
และคัดเลือกให้มีการเจริญเติบโต โดยวัดจากนาหนักทีอายุ 600 วัน ตอบสนองต่อความต้องการของ
้
่
่
่
้
่
เกษตรกรทีขุนโคเพือผลิตเนือคุณภาพดี ใช้ระยะเวลาขุนสั้น เพือให้ได้ผลตอบแทนรวดเร็ว เมื่อ
็
เปรียบเทียบกับข้อดีของโคบราห์มันพันธุ์แท้ทีสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมของประเทศได้เปน
่
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 52
้ ้
้
อย่างดี ในเรื่องของการทนความร้อน โรคและแมลงในเขตร้อนชืน การใช้อาหารหยาบคุณภาพไม่สูงนัก
่
โคระดับสายเลือด 62.5% มีการเจริญเติบโตทีดีกว่าโคบราห์มันพันธุ์แท้ทั้งระดับ 62.5% ทีเกิดจากการ
่
้
ผสมกลับด้วยชาร์โรเลส์และทีเกิดขึนจากการผสมระดับสายเลือดเดียวกันเพือตรึงสายเลือด ในขณะที ่
่
่
็
โคบราห์มันพันธุ์แท้ไม่สามารถท านาหนักส่งตลาด (400 ถึง 450 กก.) ในช่วงเวลาดังกล่าวได้ เปนเหตุผล
้
ุ
สนับสนนว่าโคพันธุ์ตากสามารถเลียงดูได้ โดยใช้ระดับการจัดการฟาร์มในลักษณะเดียวกันกับโคบราห์
้
มันทั้งในฝูงโคปรับปรุงพันธุ์และในฟาร์มโคขุนของเกษตรกรรายย่อย
์
การใชประโยชนจากโคพันธุ์ตาก
้
่
่
้
1) เนืองจากโคพันธุ์ตากมีสายเลือดโคชาร์โรเล่ส์สูงถึง 62.5 % และไมมีเลือดโคพืนเมืองไทยอยู่
่
้
์
็
้
จึงสามารถใช้ผสมกับแมโคพืนเมืองไทยซึงจะให้ลูกเพศผู้ใช้เลียงขุนได้ เปนการใช้ประโยชนจาก
่
้
้
่
้
็
ทรัพยากรทีมีอยู่แล้วได้แก่โคพืนเมืองให้เกิดประโยชนโดยเปนพืนฐานการผลิตโคเนือของประเทศ
์
้
่
่
2) โครงการสร้างโคเนือของกรมปศุสัตว์ได้ผลิตพ่อพันธุ์และนาเชือโคพันธุ์ตากลูกชั่วที 1 ทีมี
้
้
สายเลือดชาร์โรเลส์ 50 % ให้เกษตรกรที่เลียงโคสายเลือดยุโรป 50 % อยูแล้วใช้ผสมพันธุ์ส าหรับการ
่
้
เลียงโคแบบไล่ต้อน
้
้
้
่
3) โครงการยังได้ผลิตพ่อพันธุ์และนาเชือโคสายเลือดชาร์โรเลส์ 75 % ให้เกษตรกรทีเลียงโค
้
่
่
สายเลือดชาร์โรเลส์และโคยุโรป 50 % อยูแล้วใช้ผสมพันธุ์ให้ได้โคทีมีสายเลือดโคชาร์โรเล่ส์หรือโคยุโรป
62.5 % เช่นเดียวกับโคพันธุ์ตาก
ี
วิธการสรางโคพันธุตากโดยเกษตรกร
์
้
เกษตรกรสามารถสร้างโคพันธุ์ตากได้ตามแผนการผสมพันธุ์ดังนี ้
X
(ผู) ชาร์โรเล่ส์
้
(เมีย) บราห์มัน
้
พันธุ์แท 100% ลูกผสมบราห์มัน
หรือพื้นเมือง
(ลูกชั่วท 1)
(ผู) โคพันธุ์ตาก
้
ี่
( ชาร์โรเล่ส์ 75%) X (เมีย) ชาร์โรเลส์ 62.5 %
่
้
(ผู) โคพันธุ์ตาก (ลูกชั่วท 2)
ี่
(ชาร์โรเลส์ 62.5 %) X (เมีย)ชาร์โรเล่ส์ 62.5 %
่
)
โคพันธุ์ตาก
ชาร์โรเล่ส์ 62.5 %
แผนการผสมพันธุ์เพื่อสร้างโคพันธุ์ตากของเกษตรกร
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 53
้ ้
่
็
โคพันธุ์ตากเปนทีต้องการของเกษตรกรมาก แต่โครงการสามารถผลิตโคให้ได้จ านวนจ ากัด
่
็
่
เนืองจากมีหนาทีในการศึกษาวิจัยและปรับปรุงพันธุ์เปนหลัก งบประมาณทีได้รับในการด าเนินการจึงมี
้
่
่
้
้
จ ากัด แทนทีจะรอซือโคพันธุ์ตากจากทางราชการเกษตรกรก็สามารถสร้างขึนมาเองได้จากแม่โคทีมีอยู ่
่
่
่
้
่
่
โดยคัดเลือกแม่โคบราห์มัน ลูกผสมบราห์มัน หรือพืนเมืองทีมีขนาดใหญ่ทีมีลักษณะดีทีมีอยู ผสมเทียม
่
้
่
ด้วยนาเชือโคชาร์โรเล่ส์พันธุ์แท้ทีหนวยผสมเทียมของกรมปศุสัตว์หรือส่วนราชการอื่นมีให้บริการ แล้ว
้
้
ผสมลูกตัวเมีย 50% ชาร์โรเล่ส์ทีเกิดขึนด้วยนาเชือโคพันธุ์ตากสายเลือด 75% ก็จะได้ลูกโค 62.5%
้
่
้
้
้
ชาร์โรเล่ส์เช่นเดียวกับโคพันธุ์ตาก ต่อไปก็ตรึงสายเลือดไว้โดยใช้นาเชือโคพันธุ์ตาก 62.5% ผสมกับลูก
่
่
้
โคเพศเมียทีเกิดในฝูง ใช้เวลาประมาณ 5 ถึง 6 ปีก็สามารถผลิตโคพันธุ์ตากได้เองแทนทีจะรอซือจาก
ทางราชการซึงต้องใช้เวลานาน
่
โคพันธุก าแพงแสน(Kampangsan)
์
็
เปนโคพันธุ์ใหม่ปรับปรุงโดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
วิทยาเขตก าแพงแสน จังหวัดนครปฐม โดยเริ่มด าเนินการใน
พ.ศ. 2525 โดยใช้พันธุ์ชาร์โรเล่ส์กับบราห์มันคล้ายกับโค
พันธุ์ตาก แต่โคพันธุ์ก าแพงแสนเริ่มต้นปรับปรุงพันธุ์จากโค
้
้
พืนเมือง โคพันธุ์ก าแพงแสนจึงมีสายเลือดพืนเมือง 25%
้
บราห์มัน 25% และ ชาร์โรเล่ส์ 50% เพศผู้โตเต็มทีนาหนัก
่
ประมาณ 800 ถึง 900 กก. เพศเมีย 500 ถึง 600 กก.
ปจจุบันการพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์ร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรมปศุสัตว์ และสมาคม
ั
โคเนือพันธุ์ก าแพงแสน
้
โคก าแพงแสนมีสีขาว ขาวครีม ไปจนถึงสีเหลืองอ่อน เหนียงคอและหนังหุ้มลึงค์หย่อนยาน
้
เล็กนอย ลูกโคที่มีระดับสายเลือดดังกล่าวและมีลักษณะโครงร่างเข้ามาตรฐานก็สามารถขอจดทะเบียน
้
็
็
รับรองเปนโคพันธุ์ก าแพงแสนได้จากสมาคมโคเนือก าแพงแสน โดยเปนโคอยู่ในระดับ D1(Development
่
ที 1) และต้องผสมแบบยกระดับสายพันธุ์ต่อไปอีก 4 ชั่วจึงจะเปนพันธุ์แท้
็
พันธุกบินทร์บุรี
์
็
เปนโคลูกผสมระหว่างพันธุ์ซิมเมนทาลกับ
พันธุ์บราห์มัน โดยกรมปศุสัตว์ได้มอบหมายให้ศูนย์วิจัย
่
่
และบ ารุงพันธุ์สัตว์ปราจีนบุรี(ตั้งอยูทีอ าเภอกบินทร์บุรี)
่
้
็
ท าการสร้างโคพันธุ์ใหมให้เปนโคกึงเนือกึงนม โดยลูก
่
่
โคเพศผู้ใช้เปนโคขุนได้และแมโคใช้รีดนมได้ การสร้าง
็
่
พันธุ์ในฝูงปรับปรุงพันธุ์ด าเนินการโดยนานาเชือโคพันธุ์
้
้
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 54
้ ้
ซิมเมนทาลคุณภาพสูงจากประเทศเยอรมัน ผสมกับแมโคบราห์มันพันธุ์แท้ ได้โคลูกผสมชั่วที 1 ทีมีเลือด
่
่
่
50% ซิมเมนทาล และ 50% บราห์มัน แล้วผสมโคชั่วที 1 เข้าด้วยกัน คัดเลือกปรับปรงให้เปนโคเนือพันธุ์
้
ุ
็
่
ใหม่เรียกว่าโคพันธุ์กบินทร์บุรี
็
้
โคพันธุ์กบินทร์บุรีมีสีแดงเข้มคล้ายโคพันธุ์ซิมเมนทาล เปนโคขนาดกลาง เพศผู้โตเต็มทีนาหนัก
่
้
้
ประมาณ 900 ถึง 1,000 กิโลกรัม เพศเมีย 600 ถึง 700 กิโลกรัม โคพันธุ์นีมีข้อดีคือ หากเลียงแบบโค
่
้
้
เนือมีการเติบโตเร็ว ซากมีขนาดใหญ่ทีสนองความต้องการของตลาดเนือโคคุณภาพดีได้ ทนทานต่อ
สภาพอากาศร้อนได้ดีพอสมควร เหมาะทีจะนามาผสมกับแม่โคพืนเมือง โคบราห์มันและลูกผสมบราห์
้
่
่
้
็
้
็
มันเพือนาลูกเพศผู้มาเลียงเปนโคขุน ลูกเพศเมียใช้รีดนมได้มากพอสมควร หากจะเลียงเปนโครีดนมควร
้
้
เลียงใกล้กับแหล่งเลียงโคนมทีสามารถรับซือนานมดิบได้ จะได้ไม่มีปญหาในการจ าหนายนม แต่การ
้
่
่
้
ั
้
เลียงต้องอาศัยการดูแลเอาใจใส่พอสมควร ไม่เหมาะทีจะนาไปปล่อยเลียงในปาหรือปล่อยในทุ่ง หากใช้
่
่
้
้
้
แม่โครีดนม ลูกโคทีเกิดออกมาต้องแยกเลียงแบบลูกโคนม ดังนั้นผู้เลียงต้องมีความรู้ในการเลียงโครีดนม
่
้
้
และต้องดูแลเอาใจใส่ให้ดี เนือมีสีแดงเข้ม อาจเปนข้อติของตลาดเนือโคคุณภาพดีเมื่อเปรียบเทียบกับโค
้
็
ลูกผสมชาร์โรเล่ส์ เช่น โคพันธุ์ตาก และโคก าแพงแสน
ข้อมูลจากการศึกษาของกรมปศุสัตว์ แม่โคพันธุ์กบินทร์บุรีซึ่งเปนลูกผสมซิมเมนทาล 50%
็
กับบราห์มัน 50% ชั่วอายุแรกจ านวน 119 ตัว ทีสถานีวิจัยทดสอบพันธุ์สัตว์จันทบุรีระหว่าง พ.ศ. 2541
่
้
่
ั
ถึง 2543 ค่าเฉลียลีสท์สแควร์(Least Square Means)ทีปรับอิทธิพลของปจจัยต่างๆแล้วของนาหนักแรก
่
่
ี
เกิดเท่ากับ 29.92 กิโลกรัม นาหนักหย่านม(ปรับทีอายุ 200 วัน) 161.75 กิโลกรัม นาหนัก 1 ป(ปรับที ่
้
้
่
ี
400 วัน) 288.07 กิโลกรัม นาหนัก 1 ปครึง(ปรับทีอายุ 600 วัน) 365.85 กิโลกรัม อัตราการเจริญเติบโต
้
่
ก่อนหย่านม 652.87 กรัม/วัน หลังหย่านมถึงอายุ 400 วัน 494.97 กิโลกรัม/วัน และจาก 400 วันถึง 600
วัน 565.41 กิโลกรัม ให้นมตลอดระยะการให้นมครั้งแรก 743.84 กิโลกรัม เฉลียวันละ 5.17 กิโลกรัม
่
จ านวนวันรีด 119 วัน
ุ
้
่
ข้อมูลโคกบินทร์บุรีซึงเลียงทีสถานีวิจัยทดสอบพันธุ์สัตว์ปราจีนบรี สถานีฯจันทบุรี และศูนย์วิจัย
่
่
่
ั
และบ ารุงพันธุ์สัตว์หนองกวาง จ.ราชบุรี ค่าเฉลียลีสท์สแควร์ทีปรับอิทธิพลของปจจัยต่างๆแล้วของ
้
่
้
้
นาหนักแรกเกิดเท่ากับ 30.57 กิโลกรัม นาหนักหย่านม(ปรับทีอายุ 200 วัน) 164.93 กิโลกรัม นาหนัก 1
ี
ป(ปรับที 400 วัน) 222.91 กิโลกรัม
่
จากการทดลองขุนโคกบินทร์บุรี(ลูกผสมซิมเมนทาล 50% กับบราห์มัน 50%)จ านวน 10 ตัว เริ่ม
ขุนทีนาหนักเฉลีย 278 กิโลกรัม ให้อาหารข้นโปรตีน 18 % อาหารหยาบโปรตีน 9 % สินสุดการทดลอง
้
่
้
่
่
่
ที 450 กิโลกรัม โคมีอัตราการเจริญเติบโตเฉลียวันละ
1,211 กรัม เปอร์เซ็นต์ซากอุ่น 56.60 เปอร์เซ็นต์ซาก
เย็น 53.40
โควางิว (wagyu)
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 55
้ ้
โคเนือญีปุน(Wagyu, wa แปลว่าพืนเมือง gyu แปลว่าโค) ส่วนใหญ่เปนโคทีมีสีด า(Black
่
็
่
้
้
่
่
็
้
้
Japanese Cattle) คล้ายกับโคเนือพันธุ์แองกัส(Angus) ซึงเปนโคเนือสายพันธุ์ยุโรป มีเขา มีขนาดของ
่
ล าตัวส่วนท้าย(Rump)และขาเล็กกว่าโคแองกัส โคพ่อพันธุ์เมือโตเต็มทีอาจมีนาหนักมากกว่า 900
่
้
กิโลกรัม
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ได้รับนอมเกล้าถวายฯ โคเนือญีปุนสายเลือด
่
้
่
้
่
่
็
ทาจิมะ(Tajima)จากรัฐบาลประเทศญีปุน เปนโคพ่อพันธุ์ และได้พระราชทานให้กรมปศุสัตว์เพือใช้ใน
่
็
้
ุ
่
้
้
การรีดนาเชือ ผลิตเปนนาเชือแช่แข็ง ทีศูนย์วิจัยการผสมเทียมปทมธานี จังหวัดปทุมธานี ใช้ในการ
้
่
ขยายพันธุ์ โดยนาไปผสมเทียมกับโคแม่พันธุ์เรดซินดิ(Red Sindhi) จ านวน 33 ตัว ทีศูนย์วิจัยและบ ารุง
พันธุ์สัตว์ล าพญากลาง ในระหว่างป 2533 ถึง 2534
ี
่
้
โคลูกผสมพันธุ์ทาจิมะทีเกิดขึน กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ ได้นาไปทดสอบและขยายพันธุ์ต่อ โดยนาไป
ผสมกับโคพันธุ์ต่างๆ เช่นโคเนือพันธุ์อเมริกันบราห์มัน (American Brahman) โคนมพันธุ์โฮลสไตนฟรี
้
์
่
เชียน (Holstein Freisian) และมอบหมายให้สถานีวิจัยทดสอบพันธุ์สัตว์สกลนครเลี้ยงดู รวมทั้งโครงการ
ส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ขอรับการสนับสนน เพือ
่
ุ
นาไปช่วยเหลือเกษตรกรเปนอาชีพเสริมในเขตอ าเภอ
็
่
เมือง จังหวัดกระบี และในป 2544 กรมปศุสัตว์ได้
ี
จัดท าโครงการวิจัยและทดสอบพันธุ์และกระจายพันธุ์
โคลูกผสมทาจิมะขึนทีจังหวัดสกลนครเพือกระจาย โคลกผสมทาจิมะ
่
่
้
ู
พันธุ์โคลูกผสมทาจิมะไปสู่เกษตรกรรายย่อย รวมทั้ง
ท าการศึกษาคุณภาพซากโคลูกผสมทาจิมะ ที ่
ศูนย์วิจัยและบ ารุงพันธุ์สัตว์ท่าพระ จังหวัดขอนแก่น
โคเนือญีปุนมีลักษณะรูปร่างดังนี ้
่
้
่
็
1) ขนปกคลุมร่างกายสีด าเปนลักษณะเด่น และเปนโคสีด าทีมีจดขาวทีเต้านมหรือบริเวณ
็
่
่
ุ
่
่
่
ส่วนท้ายของล าตัว หรือลักษณะทีมีขนสีขาวบนผิวหนังสีด า จะเปนลักษณะทีเกษตรกรจะชืนชอบ
็
มากกว่าโคที่มีสีด าเพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตาม จดสีขาว สีนาตาลและสีทอง ก็สามารถปรากฏให้เห็น
ุ
้
ได้
่
2) ขนาดร่างกายเล็ก ความสูงทีวัดทีอก ของโคเพศเมียจะอยู่ระหว่าง 115 ถึง 118 เซนติเมตร
่
ส่วนโคเพศผู้ จะอยู่ระหว่าง 123 ถึง 125 เซนติเมตร
3) ส่วนกลางของล าตัวจะกางออก ซีโครงแข็งแรง ส่วนขาหลังและล าคอจะบาง
่
4) ขนและหนังจะมีคุณภาพดี ขนหยักเปนลอน เขามีสีเขาอมฟา เนือเขาละเอียดเรียบและกลม
็
้
้
ร่างกายได้สัดส่วน ข้อต่อ เส้นเอ็นแข็งแรง กีบเท้ามั่นคง เคลื่อนไหวอย่างสง่างาม
5) โคสาวจะผสมพันธุ์และให้ลูกตัวแรกเมื่ออายุประมาณ 24 เดือน โคเพศผู้เริ่มใช้ผสมพันธุ์เมื่อ
ี
ี
ี
อายุ 3 ป และเมื่ออายุได้ 5 ป โคพ่อพันธ์สามารถผสมแม่พันธุ์ได้ 80 ตัวต่อป
6) ความสามารถในการท างานเช่นลากเกวียนหรือบรรทกนาหนักลดลง
ุ
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 56
้ ้
้
7) ความสามารถในการให้ผลผลิตนานม ประมาณ 3.3 กิโลกรัมต่อวัน ความยาวระยะรีดนม
(lactation period)ประมาณ 116 วัน อย่างไรก็ตามความสามารถในการให้นานมจะแปรปรวนในแต่ละตัว
้
้
่
8) นาหนักร่างกายและประสิทธิภาพการเปลียนอาหาร
่
้
่
(feed efficiency)ต า แต่ให้เนือคุณภาพสูงทีมีไขมันแทรกใน
กล้ามเนือ(marbling)มาก
้
่
เนือโคญี่ปุนมีรสชาดดี เนืองจากมีความนมเพราะมีไขมัน
้
่
ุ่
แทรกมาก มีสัดส่วนของกรดไขมันอิ่มตัว(saturated fatty acid)
่
ต่อสัดส่วนของกรดไขมันไมอิ่มตัวเชิงเดียว(monounsaturated
่
่
่
่
fatty acid)ต า เมือบริโภคจึงมีไขมันติดลินนอย โคพันธุ์แท้เพศผู้ขุนจะมีไขมันทีไมสามารถนาไปใช้
่
้
้
่
ประโยชนนอย เมือเปรียบเทียบกับซากโคพันธุ์อืนที่มีนาหนักเท่ากัน ดังนั้นผลผลิตที่ได้จะสูงกว่าพันธุ์
์
้
่
้
อืนๆ โคเพศผู้และเพศเมียที่จะนาไปขุนระยะสุดท้ายนาหนักประมาณ 300 กิโลกรัมราคาตัวละ 119,000
้
่
้
บาท ราคาโคเพศผู้ขุนคุณภาพดี นาหนัก 700 ถึง 740 กิโลกรัม จะมีราคาประมาณ 340,000 บาท ดังนั้น
่
้
่
่
เนือโคพันธุ์ญีปุนขุนได้ชือว่าเปนเนือทีมีราคาแพงทีสุดในโลก ทั้งในภัตตาคารญี่ปุนและร้านจ าหนายเนือ
่
่
่
้
้
่
็
่
่
ในประเทศญีปุน
โคเนือสายพันธุ์ญีปุน ถูกพัฒนาขึนมาในช่วงป พ.ศ. 2373 ถึง 2388 โดยการสร้างสายพันธุ์เลือด
้
้
ี
่
่
ชิด (Inbred strains) ตามภูมิภาคต่างๆ ของประเทศญีปุน แสดงไว้ตามตารางที 16
่
่
่
่
ี่
่
ตารางท 16 สายพันธุ์เลือดชิด (Inbred strains) ของโคเนือญีปุนตามภูมิภาคต่างๆ
้
ี
ื่
ชอสายพันธุ์ เขตภูมิภาค ปทสร้าง เขตพื้นท ี่ ลักษณะเด่น
ี่
Takenotan - zuru Atetsu, Okayama 2377 Atetsu, Okayama มีขนาดล าตัวใหญ่ ระบบเต้า
Hino, Tottori, นมดี ให้ลูกสม าเสมอ อายุการ
่
Nita, Shimane ใช้งานยาว มีเขา ช่วงหลัง
Nogi, Shimane แข็งแรง สันหลังและรูปร่าง
ุ่
นมนวล ล าตัวช่วงหลังเต็ม
Bakura – zuru Nita, Shimane 2398 Nita, Shimane ลักษณะคล้ายกับ Takenotan
– zuru แต่เปนสายพันธุ์ย่อย
็
(subrbeed group) ของสาย
พันธุ์ดังกล่าวข้างต้น
่
Iwakura – zuru Hiba, Hiroshima 2388 Hiba, Hiroshima รูปร่างลักษณะนมนวล นารัก
ุ่
อายุการใช้งานยืนยาว ให้ลก
ู
สม าเสม อ ลัก ษ ณ ะของ
่
ร่างกายดีมาก ระบบเต้านมดี
Shusuke – zuru Mikata, Hyogo 2388 Eastern part of อายุการใช้งานยืนยาว ให้ลูก
Mikata, Hyogo สม าเสมอ คุณภาพเนือดี
่
้
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 57
้ ้
การพัฒนาพันธุ์ครั้งแรกมีวัตถุประสงค์ไว้ใช้แรงงาน แต่หลังจากการกลับคืนอ านาจของราชวงศ์
เมจิ(Meiji)ในป พ.ศ. 2411 รัฐบาลได้มีการกระตุ้นให้ประชาชนบริโภคอาหารแบบตะวันตก และอนญาต
ุ
ี
ให้ประชาชนบริโภคเนือสัตว์ได้ ตลอดจนรณรงค์ให้ประชาชนดืมนมเพิ่มขึน จึงได้นาเข้าโคพันธุ์จาก
้
้
่
่
ต่างประเทศเพื่อการขยายพันธุ์ โดยก าหนดให้ร้อยละ 65 ของโคทีนาเข้าผสมพันธ์และขยายพันธุ์ในกลุ่ม
่
้
ของตนเอง และร้อยละ 35 ทีเหลือนาไปผสมข้ามกับโคพืนเมือง การผสมข้ามพันธุ์กับโคพันธุ์ต่างประเทศ
ตามตารางที 17
่
ี่
้
่
ตารางท 17 การผสมข้ามพันธุ์ระหว่างโคพันธุ์ต่างประเทศและโคพืนเมืองในพืนทีต่างๆ
้
้
พันธุ์โคเนอ เขตพืนที ่ ผสมข้ามพันธุ์กับโคต่างประเทศ
ื
้
Japanese Black Kyoto บราวนสวิส
์
Hyogo ชอร์ทฮอร์น, เดว่อน, บราวนสวิส
์
Okayama ชอร์ทฮอร์น, เดว่อน
์
Hiroshima ซิมเมนทาล, บราวนสวิส, ชอร์ทฮอร์น, แอร์ไชร์
Tottori บราวนสวิส, ชอร์ทฮอร์น
์
Shimane เดว่อน, บราวนสวิส, ซิมเมนทาล, แอร์ไชร์
์
Yamaguchi เดว่อน, แอร์ไชร์, ชอร์ทฮอร์น
Ethime ชอร์ทฮอร์น
์
Ohita บราวนสวิส, ซิมเมนทาล
์
Kagoshima บราวนสวิส, เดว่อน, โฮลสไตน ์
้
Japanese Brown Kochi ซิมเมนทาล, พืนเมืองเกาหลี
Kumamoto ซิมเมนทาล, พืนเมืองเกาหลี, เดว่อน
้
Japanese Poll Yamaguchi อะเบอร์ดีน แองกัส
Japanese Shorthorn Aomori ชอร์ทฮอร์น
Iwate ชอร์ทฮอร์น
Akita ชอร์ทฮอร์น, เดว่อน, แอร์ไชร์
่
ในการตรึงสายเลือดเพือสร้างพันธุ์ใหม รัฐบาลได้ก าหนดให้มีการจดทะเบียนและการคัดเลือก
่
่
่
พันธุ์ ตามโครงการปรับปรุงพันธุ์โคเนือญีปุน(Improved Japanese Cattle) ในปี พ.ศ. 2452 ซึงการ
่
้
่
คัดเลือกพันธุ์ได้ท าการคัดเลือกลักษณะที่ดีหรือเหนือกว่าทั้งจากพันธุ์พื้นเมืองเดิมและพันธุ์ทีนาเข้าจาก
่
ต่างประเทศ และโคทีได้จากการผสมข้ามพันธุ์กับพันธุ์ต่างประเทศ มีลักษณะปรากฏ(phenotype)ที ่
่
้
แปรปรวนมาก ถึงแม้ว่าจะมีเปาหมายของการคัดเลือกลักษณะแต่ละลักษณะที่แนนอนและมีหนวยงาน
่
่
่
้
่
หรือองค์กรทีรับผิดชอบทีสร้างขึน แต่นาเชื้อแช่แข็งของโคพ่อพันธุ์บางตัว ถูกนาไปใช้ในต่างพืนที ดังนั้น
้
้
จึงจะเห็นได้ว่าในโคเนือญีปุนยังคงมีความแปรปรวนมากในระดับของกลุ่มย่อยของสายพันธุ์(sub breed
่
่
้
่
่
่
้
่
group) และเนืองจากสภาพพืนทีของประเทศญีปุนมีความแตกต่างกันมาก ตลอดจนการคัดเลือกลักษณะ
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 58
้ ้
่
่
้
ต่างๆ ของโคทีเข้มงวดในแต่ละพืนที ท าให้มีการจัดสายเลือด(bloodlines)ขึนใหมโดยการใช้ลักษณะ
่
้
็
รูปร่างภายนอกเปนตัวก าหนด สายเลือดหลักใหญ่ 3 สายเลือดคือ
1) สายฟูจิโยชิ(Fujiyoshi) จากพืนทีโอกายามา(Okayama)
่
้
่
2) สายทาจิริ(Tajiri) หรือทาจิมะ(Tajima) จากพืนทีเฮียวโก(Hyogo)
่
้
3) สายเคดากะ(Kedaka) จากพืนทีทอทโทริ(Tottori)
่
้
โคสายเลือดฟูจิโยชิ (Fujiyoshi)
ลักษณะโดยทั่วไป ร่างกายได้สมดุลดี ลูกโคจะอัตราการเจริญเติบโตดีและให้เนือทีมีคุณภาพดี
้
่
เขตพืนทีทีมีลักษณะคล้ายคลึงกันและโคมีประวัติของลักษณะต่างๆทีได้สมดุลดี จะถูกค้นหา และโค
่
้
่
่
้
่
้
สายเลือดนีได้เริ่มในต าบลโทมาดะ(Tomada) ในเขตพืนทีโอกายาม่า(Okayama)
โคสายเลือดทาจิริ(Tajiri) หรือทาจิมะ(Tajima)
่
เปนโคทีสืบสายเลือดจากโคพ่อพันธุ์ทีชื่อว่า ทาจิริ เกิดในป พ.ศ. 2482 ทีต าบลมิกาตะ(Mikata)
่
ี
่
็
้
่
้
่
เขตพืนทีเฮียวโก(Hyogo) โคพ่อพันธุ์ตัวนีมีอิทธิพลในการขยายพันธุ์ไปทั่วพืนทีเฮียวโก กล่าวได้ว่าสาย
้
่
้
พันธุ์ย่อยๆ ทุกสายในพืนทีนีล้วนเกียวพันกับพ่อโคทาจิริ
้
่
้
้
่
โคสายเลือดนีมีชื่อเสียงในเรื่องของลักษณะทีเลียงดูง่าย เชื่อง และลักษณะนถูกถ่ายถอดไปยังโคพ่อพันธุ์
้
ี
่
และโคแมพันธุ์จ านวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากโคพ่อพันธุ์ที่ชือว่า ตาฟูกุโดอิ(Tafukudoi) มีบางสาย
่
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 59
้ ้
้
พันธุ์ย่อยได้ถูกผสมพันธุ์แตกแขนงย่อยออกจากสายเลือดทาจิริ และสร้างสายเลือดขึนใหม เช่นในพืนที ่
่
้
มิยาซากิ(Miyazaki) เกาะกิวชิว(Kyushu) และคาโกชิมะ(Kagoshima) เนืองจากมีความต้องการทีจะ
่
่
่
่
่
้
ปรับปรุงโคในเรืองของลักษณะทีเลียงดูง่ายและเชือง จึงได้นาโคสายเลือดทาจิริเข้าไปใช้ในแผนการผสม
็
้
ี
้
่
่
พันธุ์ การกระท าเช่นนจึงส่งผลให้เปนการปรับปรุงโคเนือพันธุ์ญีปุนได้รับการพัฒนาทั่วทั้งประเทศ
้
็
โคสายเลือดทาจิริมีพันธุกรรมทีดีเลิศในเรื่องคุณภาพเนือและไขมันแทรกในกล้ามเนือ แต่เปนโค
้
่
้
่
่
ทีมีโครงสร้างของร่างกายเล็ก และมีอัตราการเจริญเติบโตช้า พืนทีเฮียวโกเปนพืนทีมีภูมิประเทศเปน
่
็
็
้
้
่
ภูเขา และไมกว้างขวางมากนัก โคทีมีลักษณะเชื่อง เลียงดูง่าย จึงเปนประโยชนในการใช้แรงงาน เนือโค
็
์
้
่
้
่
้
ขุนทีมีชื่อเสียงมากทีผลิตในพืนทีนีก็คือ เนือโกเบ(Kobe beef) และ เนือมัทซึซากะ(Matsuzaka beef) ก็
้
้
่
่
ได้จากโคสายเลือดนี ้
โคสายเลือดเคดากะ (Kedaka)
่
้
โคสายเลือดถูกปรับปรุงพันธุ์ขึน ในเขตพืนทีทอทโทริ(Tottori) จากโคพ่อพันธุ์ทีมีชื่อว่าเคดากะ
่
้
้
่
เกิดเมื่อ พ.ศ. 2502 จากสายพันธุ์ย่อยไอโกะ(Eiko) โคสายเลือดนีจึงเปนโคทีแตกแขนงจากโคสายเลือด
็
ไอโกะ
่
ลักษณะประจ าสายเลือดเปนโคทีมีอัตราการเจริญเติบโตทีดี โครงสร้างร่างกายใหญ่ แนวหลัง
็
่
แข็งแรง และรูปร่างโดยทั่วไปได้สัดส่วน ผิวหนังค่อนข้างหลวม
่
โคพ่อพันธุ์ทีเกิดจากเคดากะถูกนาไปใช้ในหลายพืนที เนืองจากมีแนวโนมทางด้านพันธุกรรมสูง
้
่
่
้
้
ในลักษณะการเจริญเติบโตดี และเนือมีคุณภาพสูง รวมทั้งการมีลักษณะรูปรางทีดี การจัดการเลียงดูที ่
้
่
่
ง่าย เชื่อง และมีความสมบูรณพันธุ์ดี จึงถูกนาไปใช้ในการปรับปรงพันธุ์อย่างแพร่หลาย การปรับปรุง
์
ุ
้
พันธุ์ด้วยโคสายเลือดเคดากะด าเนินการในพืนทีมิยาซากิ(Miyazaki) และคาโกชิม่า(Kagoshima)
่
ื
คุณภาพซากของโคเนอพันธุ์ญปุน
่
ี่
้
่
่
การทดลองการทีประเทศสหรัฐอเมริกาทีมหาวิทยาลัยแห่งรัฐวอชิงตัน(Washington State
่
่
University) ซึงท าการทดลองให้อาหารแบบประเทศญีปุนเพือผลิตเนือโคขุนคุณภาพสูงมีไขมันแทรกใน
้
่
่
่
่
้
้
กล้ามเนือสูง โดยท าการช าแหละโคทีนาหนัก 700 กิโลกรัม การขุนระยะแรกใช้เวลา 112 วัน เพือให้ได้
อัตราแลกเนือ (Average Daily Gain ย่อเปน ADG) เท่ากับ 0.7 ถึง 0.9 กิโลกรัม/ตัว/วัน จัดสัดส่วน
็
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 60
้ ้
อาหารข้นต่ออาหารหยาบเท่ากับ 80:20 และในระยะสุดท้ายใช้เวลา 231 วัน สัดส่วนอาหารข้นต่ออาหาร
่
่
่
หยาบเท่ากับ 90:10 คุณภาพซากแสดงในตารางที 18 และสูตรอาหารทีใช้ขุนโคแสดงไว้ในตารางที 19
ี่
่
ตารางท 18 ค่าเฉลียลีสท์สแควร์และค่าความคลาดเคลือนมาตรฐาน(standard error) ของลักษณะ อัตรา
่
้
การเจริญเติบโต นาหนักซาก ผลผลิตและลักษณะการให้เกรดคุณภาพเนือ ของโคเนือญีปุน(Wagyu)
้
่
้
่
ลักษณะซาก คาเฉลยลสท์สแควร์
ี
ี่
่
จ านวนตัว 25
อัตราการเจริญเติบโต ก.ก.(ADG) 1.32 ± 0.03
้
นาหนักซากอุ่น ก.ก. 415 ± 6.6
เปอร์เซ็นต์ซาก % 60.2 ± 0.34
่
้
พืนทีหนาตัดสันใน ซ.ม. 2 98.8 ± 3.2
้
ความหนาไขมัน ซ.ม. 2.21 ± 0.13
ความหนาไขมันปรับ ซ.ม. 2.34 ± 0.13
คะแนน Maturity a 87.0 ± 5.9
สีเนือแดง(Lean color) b 3.15 ± 0.17
้
้
ความสว่างของสีเนือ(Brightness) b 4.06 ± 0.15
้
ความแนนของเนือ(Firmness) b 4.06 ± 0.16
่
โครงสร้างของเนือ(Texture) b 4.02 ± 0.14
้
สีไขมัน(Fat color) b 2.81 ± 0.10
ความเปนมันของไขมัน(Fat luster) b 4.23 ± 0.13
็
เกรดไขมันแทรก(Marbling) c 900 ± 26.7
a
หมายเหตุ USDA maturity score: 0-99 = A; 100-199 = B.
b Japan Meat Grading Association, 1988
c USDA marbling score: 400-499 = slight; 500-599 = small; 600-699 = modest;
700-799 = moderate; 800-899 = slightly abundant.
ทีมา Calles E.J.A., และคณะ, 2000
่
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 61
้ ้
้
ี่
่
่
ตารางท 19 ส่วนประกอบอาหารทีใช้ขุนโคเนือญีปุนในระยะต่างๆ
่
รายการ ระยะการขุนโค
ระยะตนการขุน ระยะเสร็จสิ้นสุดการขุน
้
วัตถุดิบ(% ของวัตถุแห้ง)
้
อัลฟาฟาแห้งแบบอัดเม็ด 54.5 -
ข้าวโอ๊ต 20.0 9.5
้
ข้าวบาร์เลย์อบไอนา 25.0 90
แร่ธาตุปลีกย่อย ให้แบบเต็มที ่ ให้แบบเต็มที ่
Melengesterol acetate 0.5 0.5
ส่วนประกอบทางเคมี(%ของนาหนักสด)
้
วัตถุแห้ง % 69.4 84.5
โปรตีน (crude protein) % 14.3 11.6
Neutral detergent fiber (NDF) % 45.1 25.0
Acid detergent fiber (ADF) % 31.3 13.2
Estimated NE , Mcal/kg 1.30 1.87
m
Estimated NE Mcal/kg 0.95 1.40
m
ทีมา Calles E.J.A., และคณะ, 2000
่
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 62
้
้
วัตถุประสงค์ในการเลียงโคเนอ
้
ื
้
่
้
่
้
ผลผลิตจากการเลียงแม่โคเนือคือลูกโค การทีจะจ าหนายลูกโคได้ขึนอยู่ว่าตลาดมีความต้องการ
้
่
หรือไม่ พันธุ์โคทีเลียงจะต้องสนองวัตถุประสงค์ทีตลาดต้องการ วัตถุประสงค์ในการเลียงโคเนือจ าแนก
้
่
้
้
่
้
้
็
่
้
เปน เลียงเพือผลิตโคพันธุ์แท้ เลียงเพือผลิตลูกโคขุน และเลียงเพือวัตถุประสงค์อื่นๆ รายละเอียดมีดังนี ้
่
เลียงเพือผลิตโคพันธุ
่
้
์
เช่น เลียงโคพืนเมือง หรือโคบราห์มัน
้
้
่
พันธุ์แท้ ลูกโคทีผลิตได้ก็เพือจ าหนายให้ฟาร์ม
่
่
็
อื่นไปใช้เปนพ่อแม่พันธุ์ ดังนั้นโคทีเลียงจะต้อง
่
้
มีลักษณะให้ตรงตามพันธุ์ อาจจ าเปนต้องหาซือ
้
็
พ่อแม่พันธุ์ทีมีใบพันธุ์ประวัติรับรองจึงจะเปนที ่
็
่
้
เชื่อถือของผู้ซือ การผลิตโคพันธุ์แท้จะต้องผสม
่
พันธุ์เฉพาะพ่อแม่พันธุ์แท้ทีเปนพันธุ์เดียวกัน
็
เท่านั้น
ในบ้านเราปจจุบันโคต่างประเทศพันธุ์ แม่โคบราห์มันพันธุ์แท ้
ั
้
้
แท้หาซือยาก หากซือจากต่างประเทศโดยตรง
้
้
ก็มีราคาแพง วิธีการจัดซือก็ยุ่งยาก เราสามารถสร้างโคพันธุ์แท้ขึนมาได้โดยใช้แม่โคพืนเมืองหรือลูกผสม
้
่
็
่
บราห์มันทีมีอยูมากในบ้านเราเปนแม่พืนฐาน แล้วผสมแบบยกระดับสายเลือด(upgrading)ไปเรื่อยๆ
้
่
โดยทั่วไปพอถึงลูกชั่วที 4 ถือว่าเปนพันธุ์แท้ได้ เนืองจากโคพันธุ์แท้จากต่างประเทศทีมีเลือดสูง เช่น
็
่
่
้
พันธุ์ชาร์โรเล่ส์และซิมเมนทาล เลียงได้ยากในบ้านเรา ส่วนใหญ่พอสายเลือดถึง 75% จะเลียงยาก ต้อง
้
่
ดูแลเอาใจใส่มาก ผู้ทีมีความสามารถในการดูแลเอาใจใส่ดีสามารถเลียงได้แต่อาจไม่คุ้มทุน เพราะโค
้
สายเลือดต่างประเทศสูงจะมีปญหาผสมติดยาก ไม่ทนต่อโรคและแมลง ดังนั้นเมื่อได้ลูกโคชั่วที 1 แล้ว
่
ั
ควรผสมด้วยโคพันธุ์ตาก ก าแพงแสน หรือกบินทร์บุรี เพือสร้างเปนพันธุ์แท้ตามภาพการสร้างโคพันธุ์
็
่
ตาก โดยไมควรให้มีสายเลือดของโคพันธุ์ต่างประเทศถึง 75%
่
่
่
สัตว์พันธุ์แท้(purebreed)ตามทีสมาคมต่างๆรับรองมักจะถือลักษณะภายนอกทีสามารถมองเห็น
ได้เปนหลัก เช่น มีสี เขา ฯลฯ ตรงตามทีตกลงกันไว้หรือไม่ และดูจากพันธุ์ประวัติว่าเกิดจากพ่อแมทีขึน
้
่
่
็
่
ทะเบียนไว้หรือไม พันธุ์แท้ทีจะผ่านการรับรองต้องผ่านการคัดเลือกปรับปรุงพันธุ์จึงจะถือว่ามีสายเลือด
่
่
้
่
่
้
นิ่ง ผู้ที่ถือตามแนวคิดนีจึงมักจะไมยอมรับว่าสัตว์พันธุ์ที่สร้างขึนใหมจากสัตว์ลูกผสม(synthetic breed)
่
็
ว่าเปนพันธุ์แท้จนกว่าจะผ่านกระบวนการดังกล่าวเสียก่อน ทั้งๆทีเมือก ำจัดลักษณะภำยนอกของสัตว์
่
่
ออกไป เช่น ลอกหนังออก ก็ยำกทีจะจ ำแนกควำมแตกต่ำงระหว่ำงพันธุ์ได้
จำกประวัติโคพันธุ์ต่ำงๆที่กล่ำวมำแล้วก็จะเห็นว่ำ กำรสร้ำงพันธุ์เริ่มต้นจำกกำรผสมข้ำมพันธุ์
้
่
้
เช่นเดียวกัน ในกำรเลี้ยงสัตว์สมัยใหม่ซึ่งเนนทีผลผลิตเปนหลักจึงมองว่ำกำรรับรองโดยขึนทะเบียนพันธุ์
็
์
็
่
แท้เปนกำรรักษำผลประโยชนของกลุ่มผู้ผลิตสัตว์พันธุ์แท้เท่ำนั้น ในกำรปรับปรุงโคพันธุ์ตำกจึงไมเนน
้
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 63
้
้
้
ลักษณะภำยนอกมำกนัก แต่จะเนนคุณภำพด้ำนผลผลิตที่มีควำมส ำคัญทำงเศรษฐกิจเปนหลัก โดยท ำ
็
กำรวิเครำะห์หำคุณค่ำพันธุกรรม(EBV)แล้วใช้การคัดเลือกโคที่จะใช้ท าพันธุ์ให้เปนไปตามวัตถุประสงค์
็
ของแผนปรับปรุงพันธุ์(breeding objective)
พ่อโคพันธุ์ แม่พื้นเมือง
ตาก
่
่
พ่อโคพันธุ์ ลูกชัวที 1 ( โคพันธุ์ตาก 50% พื้นเมือง 50%)
ตาก
พ่อโคพันธุ์ ลูกชัวที 2 ( โคพันธุ์ตาก 75% พื้นเมือง 25%)
่
่
ตาก
พ่อโคพันธุ์
ตาก
่
่
ลูกชัวที 3 ( โคพันธุ์ตาก 87.5% พื้นเมือง 12.5%)
ลูกชัวที 4 ( โคพันธุ์ตาก 93.75% พื้นเมือง 6.25%)
่
่
การสร้างโคพันธุ์แทแบบยกระดับสายพันธุ์
้
เลียงเพือผลิตลกโคขน
่
ุ
ู
้
้
้
ลูกโคทีผลิตได้เพื่อนาไปเลียงขุนส่งโรงฆ่า อาจเลียง
่
่
ขุนเองหรือขายให้ฟาร์มอืนไปขุน ดังนั้นจะต้องทราบว่าลูก
้
โคที่เราผลิตได้นั้นเมือเลี้ยงขุนแล้วจะได้ซากทีมีนาหนักและ
่
่
้
คุณภาพตามทีตลาดต้องการหรือไม่ ตลาดเนือคุณภาพดี
่
บ้านเราต้องการนาหนักซาก 225 กก.ขึนไป หรือคิดเปน
้
็
้
นาหนักมีชีวิตประมาณ 450 กก.ขึนไป ดังนั้นโคพื้นเมืองซึง
่
้
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 64
้
้
มีขนาดเล็กก็ไม่สามารถใช้เลี้ยงขุนส่งตลาดดังกล่าวได้ คุณภาพซากจ าแนกออกตามเกรดและการมีไขมัน
่
้
ื
แทรกในเนอสัน หากตลาดต้องการซากทีมีไขมันแทรก พันธุ์ทีไม่มีไขมันแทรกก็ไม่สามารถนามาขุนได้
่
่
การผลิตลูกโคเพือเปนลูกโคขุนมักใช้การผสมข้ามพันธุ์ โดยใช้พ่อแม่พันธุ์คนละพันธุ์มาผสมพันธุ์
็
่
่
่
็
กัน ลูกทีได้จะเปนลูกผสมทีมีลักษณะดีเด่นกว่าพ่อแม เรียกว่า “เฮตเตอโรซิส(heterosis)” การผสมข้าม
พันธุ์อาจใช้แค่ 2 พันธุ์ผสมหมุนเวียนกันไปเรื่อยๆ เช่นใช้พ่อโคชาร์โรเล่ส์ผสมกับแม่บราห์มัน ลูกตัวผู้ทุก
่
้
่
ชั่วนาไปใช้เลียงขุน ลูกตัวเมียชั่วที 1 นามาผสมกับพ่อพันธุ์บราห์มัน ลูกตัวเมียชั่วที 2 ผสมด้วยพันธุ์
ชาร์โรเล่ส์หมุนเวียนไปเรื่อยๆตามภาพ
พ่อชาร์โรเล่ส์ แม่บราห์มัน
่
่
พ่อบราห์มัน ลูกชัวที 1 ( ชาร์โรเล่ส์ 50% บราห์มัน 50%)
พ่อชาร์โรเล่ส์ ลูกชัวที 2 ( ชาร์โรเล่ส์ 25% บราห์มัน 75%)
่
่
ลูกชัวที 3 ( ชาร์โรเล่ส์ 62.5% บราห์มัน 37.5%)
่
่
การผลิตโคขุนโดยการผสมข้ามพันธุแบบหมนเวยนโดยใช 2 พันธุ์
ี
้
์
ุ
่
้
็
่
อีกวิธีหนึงเปนการผสมข้ามพันธุ์แบบสินสุด(terminal rotational) รูปแบบการผสมจะคงทีตลอด
่
่
เพือให้ได้ลูกทีมีสัดส่วนของยีนจากแต่ละพันธุ์คงที ่ ลูกทีได้ทั้งเพศผู้และเมียจะไม่ใช้ท าพันธุ์ต่อไป
่
้
์
่
้
่
แผนการผสมแบบนีเหมาะทีจะใช้ในบ้านเราเพราะจะสามารถใช้ประโยชนจากแม่โคพืนเมืองทีมีอยู่แล้วได้
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 65
้
้
พ่อบรำห์มัน แม่พืนเมือง
้
พ่อชำร์โรเล่ส์
่
้
หรือพันธุ์ตำก ลูกชั่วที 1 เพศผู้เลียงขุน เพศเมียใช้ผสมพันธุ์ต่อ
หรือกบินทร์บุรี
่
ลูกชั่วที 2 ทั้งเพศผู้เพศเมียส่งโรงฆ่ำทั้งหมด
การผลิตลกโคขุนโดยผสมข้ามพันธุแบบสิ้นสุดโดยใช 3 พันธุ์
ู
์
้
วัตถประสงค์อืนๆ
่
ุ
่
่
้
็
เช่น เพือการใช้งาน เปนโคชน หรือโคลานเพือวิ่งแข่ง โคทีเลียงต้องเปนโคพืนเมืองทีสามารถ
่
่
้
็
สนองวัตถุประสงค์ดังกล่าวได้
ุ
้
ี
โคลานนิยมเลยงกันในจังหวัดเพชรบร ี
และราชบุรี
่
ี
โคชนทนิยมเลยงในภาคใต ้
ี
้
ภาคใต
้
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 66
้
้
ระบบการเลียงโคเนือ
้
้
นอกจากจะต้องทราบวัตถุประสงค์แล้วจะต้องทราบว่าต้องการเลียงโคในระบบใดจึงจะเลือกใช้
้
้
ั
้
พันธุ์และใช้วิธีการจัดการเลียงดูให้ถูกต้องได้ ปจจัยทีก าหนดว่าควรจะเลียงโคในระบบใด เช่น
่
1) เงินทุนทีมีอยู ทีต้องใช้ได้แก่ ค่าซือพันธุ์โค สร้างคอกและโรงเรือน อาหารโค และค่าจ้าง
่
้
่
่
แรงงาน เปนต้น
็
่
้
2) สถานทีเลียง ขึนอยู่กับสภาพพืนที ลมฟาอากาศ และแหล่งอาหาร เพราะหากอยู่ในพืนทีทีมี
้
้
่
้
้
่
่
้
็
ผลพลอยได้จากการเกษตรมากก็สามารถซือมาใช้เปนอาหารโคได้ในราคาถูก จะลดต้นทุน
ได้มาก
่
้
่
3) วิธีการผสมพันธุ์ ขึนอยู่กับว่าจะเลียงเพือผลิตพันธุ์แท้หรือลูกผสมตามทีได้กล่าวมาแล้ว
้
้
ี
ี่
้
้
่
้
่
ก่อนทีจะเลือกเลียงโคในระบบใดจะต้องไมลืมว่า“ทเราเลยงโคก็เพื่อใหไดผลก าไรสูงสุด”
ความหมายของผลก าไรก็คือ รายได้หักด้วยรายจาย อาจขายโคได้ราคาสูงจริงแต่หากต้องลงทุนและเสีย
่
่
ค่าใช้จายสูงด้วยผลก าไรทีได้ย่อมไม่มากนักหรือไม่คุ้มกับการลงทุนก็ได้ ในขณะทีการเลี้ยงอีกระบบหนึง
่
่
่
่
้
สามารถขายโคได้ราคาไม่สูงนักแต่ลงทุนและเสียค่าใช้จายนอยมาก ก าไรอาจสูงกว่าก็ได้
่
่
หลักการส าคัญอีกประการหนึงก็คือ สัตว์พันธุ์ดีทีให้ผลผลิตสูงจะตัวโตซึงย่อมต้องการอาหารสัตว์
่
่
้
คุณภาพดีในปริมาณมาก เลียงยาก หรือต้องดูแลเอาใจใส่ดีจึงจะให้ผลผลิตตามทีต้องการ จึงต้องใช้เงิน
่
่
ลงทุนสูง ในขณะทีพันธุ์ทีให้ผลผลิตต าจะตัวเล็ก กินนอย ไม่ต้องการอาหารคุณภาพดีมากนัก กินอาหาร
้
่
่
นอย เลียงง่าย หากินเก่ง ทนทาน ให้ลูกดก จึงใช้เงินลงทุนต า ขนาดของแม่โคเปนต้นทุนทีส าคัญอย่าง
่
็
้
้
่
่
หนึง แม่โคทีมีขนาดเล็กต้องการอาหารเพือการด ารงชีพนอยกว่าแม่โคขนาดใหญ่ อาหารเพือการด ารง
่
้
่
้
่
ุ
ชีพของแม่โคเปนต้นทนทีสูญเปล่า ดังนั้นหากเลียงแม่โคขนาดเล็กแล้วสามารถผลิตลูกโคขนาดทีสามารถ
่
็
้
สนองความต้องการของตลาดได้ เช่น ใช้การผสมข้ามพันธุ์ ก็ควรเลียงแม่โคพันธุ์ขนาดเล็ก
่
่
ึ
่
่
สิ่งทีส าคัญอีกประการหนงก็คือ ราคาทีขายได้ ในระยะเริ่มต้นทีสัตว์พันธุ์ดีหายาก ตลาดมักมี
ความต้องการสูงจึงให้ราคาสูงในลักษณะราคาพันธุ์ จึงท าให้การผลิตโคพันธุ์ดีได้ก าไรสูงกว่า เมื่อสัตว์มี
้
่
่
็
จ านวนมากแล้วราคาจะตกลงมาเปนราคาผลผลิตทีแท้จริงตามปริมาณและคุณภาพเนือทีผลิตได้
้
่
้
้
้
้
ระบบการเลียงโคเนือหรือสัตว์เคียวเอืองโดยทั่วไปจ าแนกได้ตามทีจะกล่าวต่อไปนี อย่างไรก็ตาม
ในทางปฏิบัติไม่จ าเปนต้องใช้ระบบใดระบบหนึงอย่างเด็ดขาด อาจใช้ระบบต่างๆผสมผสานกัน ควร
็
่
่
้
เลือกใช้ระบบการเลียงทีเหมาะสมกับสถานการณจะ
์
สามารถท าให้ได้ก าไรสูงสุดได้
การเลียงแบบเรรอน
้
่
่
เปนการเลียงในสมัยดั้งเดิม หรือการเลียงของชน
้
็
้
เผ่าเร่ร่อนในทะเลทราย เลียงโดยไล่ต้อนฝูงโคไปหากินใน
้
ปาเชิงเขาหรือตามท าเลต่างๆ ย้ายคอกไปเรื่อยๆตาม
่
้
็
้
่
่
แหล่งอาหารโคทีมีให้แทะเล็ม เปนการเลียงทีลงทุนนอย
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 67
้
้
้
่
่
้
ทีสุด พันธุ์สัตว์ต้องมีความทนทาน หากินเก่ง ตัวไม่ใหญ่นัก พันธุ์ทีเหมาะสมคือโคพืนเมือง การเลียง
่
้
ระบบนีปจจบันมีไม่มากนัก ตัวอย่างของระบบน เช่น การเลียงของชาวเขาในทีสูงซึงใช้แรงงานของ
่
้
ี
้
ุ
ั
สมาชิกในครอบครัวคอยดูแล
การเลี้ยงในแถบแห้งแล้งในประเทศออสเตรเลียและสหรัฐอเมริกาส่วนใหญ่เปนการเลี้ยงระบบนี ้
็
่
้
่
็
่
่
่
่
เช่นเดียวกัน โดยเกษตรกรเช่าพืนทีปาซึงรัฐให้เช่าเปนพืนทีกว้างขวางมาก โคจะถูกปล่อยให้อยูในปา
้
ี
่
่
็
เกือบตลอดป เมือถึงฤดูหย่านมก็จะไล่ต้อนโคมาตีเบอร์แสดงความเปนเจ้าของพร้อมทั้งคัดโคทีขายได้
้
์
ออกมาขาย อาจปรับปรุงทุ่งหญ้าบ้างเล็กนอยโดยใช้พืชตระกูลถั่วหว่าน เช่น ถั่วทาวนสวิลล์สไตโล ถั่ว
่
้
ฮามาต้า หากลูกค้าต้องการซือโคคุณภาพดีก็นาไปขุนระยะหนึงให้ได้คุณภาพตามที่ตลาดต้องการ การ
้
่
็
้
่
ขุนอาจมีฟาร์มรับจ้างขุนโดยให้ราคาตามนาหนักทีเพิ่มขึน อาหารทีใช้ขุนส่วนใหญ่เปนผลพลอยได้จาก
้
โรงงานอุตสาหกรรมการเกษตร การลงทุนนอยมากจึงสามารถส่งไปขายยังประเทศต่างๆในราคาถูกได้
การเลียงแบบไล่ต้อน
้
้
ส่วนใหญ่เปนการเลียงแบบผสมผสาน
็
กับการท าการเกษตรของเกษตรกรรายย่อย ฝูง
โคมักมีขนาดเล็ก ให้สมาชิกในครอบครัวไล่ต้อน
้
ไปเลียงแทะเล็มหญ้าตามแหล่งท าเลเลียงสัตว์
้
ริมถนน หรือในปาใกล้หมูบ้าน ตอนเย็นไล่กลับ
่
่
เข้าคอก คอกอาจอยูในบริเวณบ้านหรือในชาย
่
ปาที่เลี้ยง มีฟางข้าวและผลพลอยได้การเกษตร
่
่
ให้เสริม พันธุ์ทีเหมาะสมได้แก่โคพืนเมืองหรือโค
้
้
่
ลูกผสมทีมีขนาดไม่ใหญ่มากนัก เลียงง่าย หากิน
เก่ง หากเกษตรกรสามารถปลูกหญ้า หรือจัดหา
หญ้าหรือพืชอาหารสัตว์เสริมก็สามารถเลียงโคพันธุ์ดีได้ การเลียงระบบนีลงทุนไมมากนัก อาจเสีย
้
้
้
่
ค่าใช้จ่ายในการซืออาหารข้นเสริมบ้าง
้
การเลียงแบบฟาร์มเปนการค้า
้
็
้
็
เปนการเลียงในพืนทีของตนเองทั้งหมด มี
้
่
การท าแปลงหญ้าแบ่งเปนแปลงๆย่อย มีรั้วกั้น มี
็
คอกและโรงเรือนต่างๆ มีการเก็บส ารองอาหารสัตว์
เช่น ท าหญ้าหมัก หญ้าแห้ง ไว้ให้โคกินในฤดูแล้ง
้
้
อาจหาซืออาหารสัตว์จากนอกฟาร์มมาใช้เลียงเสริม
บ้าง เช่น ผลพลอยได้ทางการเกษตร หรืออาหาร
ี
่
ุ
้
้
ข้น การเลียงระบบนมีต้นทนสูงทีสุด เพราะต้องใช้
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 68
้
้
้
่
้
้
พืนทีมากหากไม่ซืออาหารจากนอกฟาร์มมาใช้ ในเขตเกษตรอาศัยนาฝนต้องใช้พืนทีประมาณ 4 ถึง 5
้
่
่
้
ไร่ต่อการเลียงโค 1 แม่ นอกจากนั้นยังมีค่าใช้จายในการปลูกและจัดการแปลงหญ้าอีก จ าเปนต้องใช้จ่าย
็
่
ี
้
ตลอดป โคทีเลียงจึงต้องสามารถขายได้ราคาสูง เช่น ขายเปนโคพันธุ์ จึงจะคุ้มทุน
็
การเลียงโคในพืนทีปาต้นน าล าธาร
่
้
้
้
่
การเลียงโคในพืนทีปาต้นนาล าธาร ในทางวิชาการไม่ได้รับอนญาตให้เลียง เนืองจากนักวิชาการ
่
้
่
่
้
ุ
้
้
้
่
่
้
่
ปาไม้บางกลุ่มเชื่อว่าโคจะเหยียบย า ท าให้พืนดินแนนตัว ท าให้ความสามารถในการเก็บกักนา และการ
้
ซึมซับนาของดินลดลง จะก่อให้เกิดการไหลบ่าหนาดิน และการชะล้างพังทลายของดินมากขึน แต่การ
้
้
็
่
่
่
เลียงโคก็เปนอาชีพของประชาชนทีอาศัยอยูบนทีสูงมาเปนเวลาช้านานแล้ว และเปนอาชีพทีท ารายได้
็
็
่
้
ให้กับผู้เลียงมิใช่นอย
้
้
็
้
้
การเลียงระบบนีเปนการเลียงทีไม่ต้องลงทุนมากนัก เพราะพันธุ์โคได้แก่โคพืนเมืองทีมีราคาไม ่
่
่
้
้
สูงมาก อาหารโคส่วนใหญ่เปนหญ้าธรรมชาติหรือวัสดุเหลือใช้จากการเพาะปลูก วิธีการจัดการเลี้ยงดูไม่
็
่
็
ต้องลงทุนมาก คอกโคสามารถสร้างได้ด้วยไม่ไผ่และวัสดุทีหาได้ในพืนทีเปนส่วนใหญ่ การเลียงโคชนิดนี ้
่
้
้
่
่
จึงเปนแหล่งรายได้หลักของชาวบ้านทีอาศัยอยู่บนทีสูง
็
่
จากรายงานการศึกษาของ พรชัย (2533) แสดงให้เห็นว่าโคไม่แทะเล็มต้นไม้จึงไม่ท าลายปาและ
ประโยชนของการเลียงโคในทุ่งหญ้าปาไม้สรุปได้ดังนี ้
้
่
์
1) ชาวเขามีรายได้เพิ่มขึน โดยหากเริ่มต้นเลียงโคตัวเมีย 1 ตัว และตัวผู้ 1 ตัว ลงทุนประมาณ
้
้
่
ี
่
้
ี
3,800 บาท ในปที 5 จะมีโคทั้งสิน 6 ตัว คิดเปนมูลค่าโคทั้งฝูง 17,000 บาท และยังมีก าไรในปที 2 ถึงป ี
็
ที 5 อีก เปนเงิน 2,700, 5,800, 9,300 และ 13,200 บาทตามล าดับ
็
่
2) โคช่วยกินเมล็ดและผลไม้บางชนิด หลังจากขับถ่ายจะท าให้เปอร์เซ็นต์การงอกของพันธุ์ไม้สูง
หรือเร็วขึน
้
่
่
3) ช่วยลดความรุนแรงของไฟไหม้ปา เพราะการทีโคกินหญ้าในสวนปาหรือปาธรรมชาติ ท าให้
่
่
้
การสะสมของเชือไฟให้เบาบางลง
ุ
4) ท าให้ความอุดมสมบูรณของดินดีขึน เพราะท าให้การหมนเวียนของธาตุอาหารเร็วขึน
์
้
้
เนืองจากแทนทีจะเสียเวลารอการแก่ของหญ้า หรือการร่วงหล่นของใบไม้แล้วรอเวลาให้ย่อยสลายตาม
่
่
้
ธรรมชาติ ถ้าโคกินอาหารแล้วขับถ่ายอกมาจะท าให้การหมุนเวียนของธาตุอาหารเร็วขึน
่
5) เพิ่มผลผลิตของไม้และการเจริญเติบโตของปา เนืองจากโคช่วยลดวัชพืช ลดไฟปาและเพิ่ม
่
่
้
ธาตุอาหารให้แก่พืช ท าให้ต้นไม้โตเร็วยิ่งขึน
6) เพิ่มผลผลิตของหญ้าอาหารสัตว์ เนืองจากหญ้าทีขึนภายใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ยังคงสดและรักษา
้
่
่
้
คุณภาพได้นานกว่าในทุ่งโล่ง ท าให้เพิ่มความชุ่มชืนให้กับดิน และความอุดมสมบูรณของดินจากมูลโค
์
้
รายงานดังกล่าวได้เสนอแนวทางการปรับปรุงจัดการทุ่งหญ้าปาไม้ และการเลียงโคไว้ดังนี
่
้
่
้
1) ปรับปรุงพืชอาหารสัตว์ทีมีคุณค่าทางอาหารและขึนในสภาพร่มเงาได้ดี
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 69
้
้
2) ปรับปรุงแหล่งนาให้มากขึน โดยท าเขือนขนาดเล็กในล าห้วย โดยใช้วัสดุง่ายๆ เช่น ไม้ในปา
้
่
่
้
ดินลูกรัง และขุดบ่อใกล้ล าธาร
3) ตัดไม้ออกบางส่วนเพือเพิ่มแสงให้กับพืชอาหารสัตว์ แต่ต้องค านึงถึงข้อกฎหมายและการ
่
่
จัดการปาไม้ด้วย
ั
่
่
4) เพิ่มเกลือแร่โดยการฝงเกลือทะเลเพือทดแทนดินโปง
้
้
5) มีการฉีดวัคซีนปองกันโรค และการปรับปรุงพันธุ์ให้มีขนาดใหญ่ขึน
้
่
้
6) ศึกษาวิจัยจ านวนโค พืนทีเหมาะสม โค 1 ตัว อาจใช้พืนทีไม่นอยกว่า 30 ไร่
้
่
จากประสบการณทีผู้เขียนเคยส่งเสริมการเลียงโคแก่ชาวเขามาแล้ว มีข้อคิดเห็นเพิ่มเติมดังนี ้
้
์
่
่
ี
่
1) พันธุ์โคทีเหมาะสมนาจะได้แก่ โคพืนเมืองซึงมีขนาดใหญ่ไม่มากนัก เพราะจะสามารถปนขึน
้
่
้
่
่
่
็
่
ไปแทะเล็มในพืนทีลาดชันสูงได้สะดวก และเปนโคทีมีประสิทธิภาพเปลียนอาหารสัตว์ทีมีคุณภาพเลว
้
้
ได้แก่วัชพืช และใบไม้ได้สูงกว่าโคพันธุ์ดี การเลียงดูง่ายเพราะทนทานต่อสภาพแวดล้อม การปรับปรุง
่
่
่
พันธุ์อาจใช้วิธีการคัดเลือกพันธุ์ทีให้ลูกดก หลีกเลียงการผสมเลือดชิด คัดเลือกพ่อพันธุ์ทีมีลักษณะดี ไม่
แคระแกรน และจัดการตอน หรือก าจัดลูกโคตัวผู้ในฝูงไม่ให้มีโอกาสผสมพันธุ์ ยกเว้นตัวทีจะเก็บไว้ท า
่
พันธุ์ต่อไป
่
้
2) มีการหมุนเวียนพืนทีแทะเล็มให้เหมาะสมตามความอุดมสมบูรณของพืชอาหารสัตว์ และ
์
แหล่งนา เพราะคอกโคส่วนใหญ่สร้างด้วยไม้ไผ่อยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ สร้างได้ง่ายและต้นทุนต า
้
่
่
3) การใช้อาหารแร่ธาตุก้อน หรือแร่ธาตุผงใส่รางหรือกระบอกไม้ไผ่ทีเจาะรูโดยรอบแขวนให้สัตว์
เลียกินนาจะได้ผลดีกว่าการฝงเกลือทะเล
่
ั
4) ให้ข้อมูลข่าวสารการตลาดแก่ผู้เลียงให้มากขึน เพราะผู้เลียงมักคิดว่าต้นทุนมีเฉพาะราคาโคที ่
้
้
้
้
ซือมาเท่านั้น
ุ
็
้
้
้
ี
้
การส่งเสริมการเลียงโคระบบนให้เพิ่มมากขึน จะเปนการพัฒนาการเลียงโคได้อย่างมีต้นทนการ
่
้
่
่
ผลิตทีต าทีสุด สามารถนาไปใช้พัฒนาความมั่นคงของประเทศ โดยส่งเสริมให้ชาวเขาเลียงเพือลดการ
่
่
์
้
่
่
ปลูกฝนและตัดต้นไม้ท าลายปาได้ หากสามารถนาพืนทีปาไม้มาใช้ประโยชนในการเลียงโคได้ส่วนหนง
ึ
่
้
ิ่
แล้ว จะสามารถเพิ่มผลตอบแทนทางเศรษฐกิจได้อย่างมากมายทีเดียว
การเลียงโคในพืนทีปลกไม้ผลและไม้ยืนต้น
่
ู
้
้
้
ประเทศไทยมีพืนทีปลูกไม้ผลและไม้ยืนต้น
่
ี
การเล้ยงโคในสวนล าไย ประมาณ 20 ล้านไร่ แต่มีการเลียงโคกันนอย เนืองจาก
่
้
้
้
เกรงว่าโคจะท าลายต้นไม้เช่นเดียวกับการเลียงในปา การ
่
เลียงโคสามารถเปนรายได้เสริมในแหล่งปลูกยางพารา
้
็
ั
สวนปาล์ม สวนมะพร้าว หรือสวนผลไม้ ปจจบันมีการเลี้ยง
ุ
โคในสวนมะพร้าวอยูบ้างไมมากนักได้มีการเริ่มทีจะเลียง
่
้
่
่
่
้
โคในพืนทีปลูกยางในภาคใต้บางจังหวัด แต่รูปแบบและ
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 70
้
้
ี
่
่
่
วิธีการยังไมชัดเจนนั้นในระยะ 2 ถึง 3 ปแรก ซึ่งต้นไม้ยังเล็กอยูนั้นอาจใช้วิธีตัดหรือเกียวหญ้าให้โคกิน
้
่
เพื่อปองกันความเสียหายของต้นไม้ได้ รูปแบบและการพัฒนาในสวนทีมีต้นไม้แล้ว อาจเช่นเดียวกับการ
เลียงโคในพืนทีปาต้นนาล าธาร
้
้
่
่
้
แนวทางการพัฒนาการเลียงโคเนือ
้
้
ในการจัดท าแผนหรือโครงการพัฒนาการเลียงโคเนือ สามารถท าได้ 3 วิธี คือ
้
้
่
1. เพิมประสิทธิภาพการผลิต
็
เปนการพัฒนาการผลิตในระบบเดิม
่
ทีปฏิบัติอยูโดยไมมีการเปลียนระบบการ
่
่
่
ผลิต เช่น การเลี้ยงโคพื้นเมืองแบบปล่อย
ั
เลียงอยู แต่การเลียงในปจจบันมีปญหาว่า
่
้
ั
้
ุ
โคมีขนาดเล็กลง ดังนั้นจึงควรมีการคัดเลือก
ปรับปรุงพันธุ์เพือให้ได้โคพืนเมืองทีโตเร็ว
่
้
่
้
และมีขนาดใหญ่ขึน หลีกเลียงการผสมแบบ
่
เลือดชิด แต่วิธีการเลียงอืนๆก็ยังเปน
็
้
่
็
แบบเดิมคือเปนการเลี้ยงปล่อยให้หาอาหาร
็
กินเองเปนส่วนใหญ่
็
ี
่
2.เปลยนการผลิตจากระบบเดิมเปนระบบใหม่
้
้
่
ึ
็
่
้
้
เช่น ส่งเสริมเกษตรกรทีเลียงโคพืนเมืองให้หันมาเลียงโคขุน ซึงเปนการเลียงอีกระบบหนงแทน
่
้
3.เพิมผูผลิตรายใหม ่
่
่
เช่น ส่งเสริมให้เกษตรกรในรายทีไม่เคยเลียงโคให้มาเลียงโคในระบบใดระบบหนึง หรือให้เปลียน
้
้
่
่
่
จากการเกษตรแบบใดแบบหนึงให้เปนอีกแบบหนึง เช่น เกษตรกรเคยปลูกข้าวอย่างเดียว ก็ส่งเสริมให้
็
่
้
้
เลียงโคเนือแทนการปลูกข้าวหรือเปนรายได้เสริมจากการปลูกข้าว
็
เมื่อต้องการจะพัฒนาควรต้องตอบค าถามดังต่อไปนีก่อน
้
่
1) ท าไมถึงต้องเปลียนแปลง
่
้
2) มีข้อมูลเกียวกับระบบในการแสดงให้เห็นความจ าเปนทีต้องเปลียนแปลงในพืนทีนั้นอย่าง
่
่
็
่
เพียงพอหรือไม่
่
3) ต้องการเปลียนแปลงเฉพาะสิ่งทีเปนปญหาหรือเปลียนแปลงทั้งระบบ
็
ั
่
่
4) การเปลียนแปลงจะมีอิทธิพลอย่างไรต่อระบบอื่นทีเกียวข้อง
่
่
่
่
้
่
5) การเปลียนแปลงนีจะไปเปลียนชนิดของทรัพยากรและผลได้ของระบบหรือไม่
ุ
6) มีทรัพยากรสนับสนนความต้องการของระบบใหม่อย่างเพียงพอหรือไม่
่
7) มีองค์กรตลาดทีจะรองรับผลผลิตของระบบใหม่อย่างเพียงพอหรือไม่
่
้
8) การเปลียนแปลงทีต้องการนีมีแนวโนมจะท าให้ระบบเจริญเติบโตขึนหรือท าให้ลดลง
้
้
่
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 71
้
้
็
กำรพัฒนำโดยเปลียนกำรผลิตจำกระบบเดิมเปนระบบใหม เช่น กำรพัฒนำกำรเลียงโคขุน มี
่
่
้
แนวทำงด ำเนินกำรดังนี ้
่
่
1) เนืองจากการเลียงโคขุนเปนวิธีการทีค่อนข้างใหม่ต่อเกษตรกรโดยทั่วไป ดังนั้นจึงควรเสริม
้
็
เนนหนักเฉพาะแห่ง โดยจะมุ่งส่งเสริมเกษตรกรรายย่อย โดยเฉพาะเกษตรกรในเขตการท านาอาศัย
้
้
่
นาฝน ซึ่งมีรายได้นอย ให้ท าการเลียงโคขุนรายละประมาณ 2 ถึง 3 ตัว เพือเปนการยกระดับรายได้ของ
้
็
้
่
้
่
เกษตร เกษตรกรทีอยู่ในแหล่งทีมีตลาดรับซือเนือโคชั้นดี เพือทดแทนการนาเข้าจึงจ าเปนต้องใช้เนือโค
้
้
็
่
้
พันธุ์ดี ควรสนับสนนให้ใช้โคเนือพันธุ์ผสม ระหว่างพันธุ์อเมริกันบราห์มันกับพันธุ์ชาร์โลเล่ส์หรือซิมเมน
ุ
ทาลในการผลิต ส่วนเกษตรกรแหล่งอื่นควรสนับสนนให้ใช้ลูกโคนมเพศผู้ หรือลูกโคผสมอเมริกันบราห์
ุ
่
้
มันซึงเลียงดูง่ายกว่าในการขุน วิธีการเลียงควรส่งเสริมให้เกษตรกรใช้พืนทีซึงไม่เหมาะสมในการท านา
่
้
้
่
บางส่วนรวมทั้งทีรกร้างว่างเปล่า และทีหลังบ้าน ให้มาปลูกหญ้าเลียงสัตว์ ซึงต้องให้ใช้วัสดุเหลือใช้ทา
่
่
่
้
่
้
การเกษตร เช่น ต้นข้าวโพด ฟางข้าว ยอดอ้อย ฯลฯ มาใช้เลียงโคเสริมกับหญ้า ส่วนอาหารทีใช้ในการ
่
ขุนโคควรส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ธัญพืชทีผลิตได้เองแต่มีราคาตกต า เช่น ข้าวเปลือก ข้าวโพด และมัน
่
่
็
ส าปะหลัง เพือเปนการเพิ่มมูลค่าของสินค้าเหล่านี ้
์
่
2) ส่งเสริมให้เกษตรกรร่วมมือกันผลิตในรูปกลุ่มหรือสหกรณเพือด าเนินธุรกิจทีจ าเปน เช่น การ
็
่
ผลิตอาหารโคขุนร่วมกัน การร่วมลงทุนระหว่างรัฐบาลหรือเอกชนในการจัดตั้งโรงฆ่าสัตว์ การท า
่
ผลิตภัณฑ์สัตว์ รวมทั้งการรับผิดชอบในการขอรับการผสมเทียม และบริการอืนๆจากรัฐบาลในอนาคต
ิ
้
3) การเจาะตลาดและเปดตลาดโคเนือคุณภาพดี ในระยะแรกอาจจ าเปนต้องให้รัฐบาลหรือ
็
็
องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นเปนผู้ริเริ่มและเปนแกนนา เพือให้เกิดระบบและวิธีการขุนโค การฆ่าทีได้
่
่
็
มาตรฐาน การช าแหละตัดชิ้นส่วนซาก การแปรรูปผลิตภัณฑ์สัตว์ และการจ าหนายผลิตภัณฑ์สัตว์ โดย
่
ควรเริ่มด าเนินการในเมืองหลักของภาคต่างๆก่อน แล้วจึงขยายไปถึงเมืองอื่นต่อๆไป
4) ในระยะต่อไป ควรส่งเสริมให้มีการร่วมมือกันระหว่างรัฐกับเอกชนในการพัฒนาตลาดเนือโค
้
่
่
็
้
ชั้นดี รวมทั้งให้มีการท าผลิตภัณฑ์สัตว์ชนิดใหม่ๆ เพือเปนฐานรองรับเนือโคชั้นดีทีผลิตได้ส าหรับการ
บริโภคภายในประเทศด้วย
ตัวอย่างการส่งเสริมพัฒนาการเลี้ยงโคแบบครบวงจรเช่นการพัฒนาโคพันธุ์ตาก โดยในป 2544
ี
กรมปศุสัตว์ได้มีนโยบายการกระจายพันธุ์และการเพิ่มจ านวนโคพันธุ์ตากให้มีจ านวนมากขึนโดยให้
้
เกษตรกรรายย่อย ฟาร์มเกษตรกร และศูนย์บ ารุงพันธุ์
โคในความอุปการะของรัฐบาล มีส่วนร่วมในการ
ด าเนินการ จึงได้จัดท า “โครงการวิจัยทดสอบพันธุ์และ
ิ
่
กระจายพันธุ์โคพันธุ์ตากในเกษตรกรรายยอยโดยเปดฝูง
ผสมพันธุ์ (Open Nucleus Breeding Scheme of Tak
Beef Cattle)” ศูนย์วิจัยและบ ารุงพันธุ์สัตว์ตากจึงได้นา
แมโคพันธุ์ตากจ านวน 40 ตัวไปท าการทดสอบใน
่
การศึกษาข้อมูลในหมู่บ้าน
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 72
้
้
ุ
หมูบ้าน รวมทั้งจัดท าระบบทะเบียนสัตว์เพื่อจัดท าฐานข้อมูลเพื่อช่วยในการปรับปรงพันธุ์และการจัดการ
่
้
ฟาร์มของเกษตรกร ซึ่งจะท าให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึน และเปนการกระตุ้นให้เกษตรกรทั่วประเทศหัน
็
่
้
้
้
้
มำสนใจกำรเลียงโคพันธุ์ตำกมำกยิ่งขึน จะส่งผลให้มีกำรผลิตเนือคุณภำพดีเพิ่มขึน และแมโคของ
็
เกษตรกรเหล่ำนีจะเปนแมโคทีใช้ทดสอบลูกหลำน
่
่
้
(progeny test)ของโคพันธุ์ตำกต่อไป
ในระยะแรกเกษตรกรทีร่วมผลิตโคพันธุ์ตากถูก
่
่
พ่อค้ากดราคารับซื้อโค เกษตรกรจึงให้ความสนใจทีจะเข้า โคขุนของเกษตรกร
ร่วมโครงการนอย ศูนย์ฯตำกได้ส่งเสริมให้เกษตรกรส่วน
้
่
่
่
หนึงทดลองขุนลูกโคเพศผู้ทีไมตอนทีเกิดจำกแมโคของ
่
่
่
สมำชิก ขุนโดยใช้อำหำรข้นส ำเร็จรูปโปรตีนไมต ำกว่ำ
่
่
้
่
14% ร่วมกับหญ้ำสดทีเกษตรกรผลิตได้เอง แล้วรับซือในราคากิโลกรัมละ 50 บาทซึงสูงกว่าราคาใน
ท้องตลาด โคทีมีลักษณะดีเกษตรกร
่
็
่
ส า มารถขายเปนพ่อพันธุ์ได้ โคทีไม ่
เหมาะสมจะใช้ท าพันธุ์ก็นามาฆ่าช าแหละ
่
เพือศึกษาวิจัยผลผลิตและคุณภาพซากและ
ศึกษาการตลาด
จำกกำรศึกษำต้นทุนกำรขุนขั้นต้น
่
กับเกษตรกรในหมูบ้ำนบำงรำยทีสำมำรถ
่
เก็บข้อมูลกำรใช้อำหำรได้ โดยศูนย์ฯรับซือ
้
้
ทีนำหนักมีชีวิต กก.ละ 50 บำท ผล
่
่
่
ี
้
้
่
สมาชิกกลมผูเลยงโคบานดงยาง ต. ทุงกระเชาะ กำรศึกษำตำมตำรำงที 20 โดยหำกไมคิด
้
ุ
่
็
่
่
้
ี
อ.บานตาก จ.ตาก และผูมเกยรติทดูงานกลม ค่ำพันธุ์โคเพรำะเปนลูกโคของเกษตรกรเอง
ี
้
ี
ุ
่
่
้
จะมีก ำไรขั้นต้นเฉลียตัวละ 15,065 บำท หำกคิดค่ำพันธุ์โคในกรณีทีเกษตรกรซือลูกโคมำขุนในรำคำ กก.
ละ 50 บำท เกษตรกรจะมีก ำไรเฉลียตัวละ 6,483 บำท หรือเกษตรกรจะได้รับผลตอบแทนเดือนละ
่
้
็
2,078 และ 894 บำท/ตัว หำกเปนลูกโคของตนเองและหำกซือลูกโคมำขุนตำมล ำดับ
็
่
่
่
โคทีขุนได้ท ำกำรฆ่ำเพือศึกษำซำก เนืองจำกต้องกำรให้ผลกำรศึกษำเปนต้นแบบให้กลุ่ม
เกษตรกรและองค์กำรบริหำรส่วนจังหวัดนำไปด ำเนินกำรได้จึงได้ตัดแต่งซำกแบบไทย ผลกำรศึกษำโดย
ช ำแหละแบบไทยตำมตำรำงที 21
่
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 73
้
้
ี่
ี
ตารางท 20 ผลกำรศึกษำต้นทุนกำรขุนโคขั้นต้นของเกษตรกรในหมู่บ้ำน ในป 2544
นน.เริ่มขุน นน.สินสุด ขุนนำน ค่ำอำหำรข้น ขำยได้ ก ำไรขั้นต้น ค่ำพันธุ์โค ก ำไรสุทธิ
้
(กก.) (กก.) (สัปดำห์) (บำท) (บำท) (บำท) (บำท) (บำท)
155 434 30 8,400 21,700 13,300 7,750 5,550
186 483 26 7,800 24,150 16,350 9,300 7,050
172 505 32 9,800 24,250 15,540 8,600 6,850
เฉลีย =171 474 29 8,666 23,367 15,065 8,550 6,483
่
่
้
หมำยเหตุ : อำหำรข้น กก.ละ 5.80 บำท, ขำยได้ทีนำหนักมีชีวิตก่อนฆ่ำ กก.ละ 50 บำท, ค่ำพันธุ์โคคิด กก.ละ 50 บำท
ไม่คิดค่ำอำหำรหยำบเพรำะเกษตรกรหำได้เองในไร่นำ และแรงงำนในครอบครัว
ตารางท 21 ผลกำรศึกษำซำกโคขุนของเกษตรกรทีเข้ำร่วมโครงกำรโคพันธุ์ตำก
ี่
่
กลุ่ม นน. 251-300(7ตัว) 301-350(21ตัว) 351-400(51ตัว) 401-450(35ตัว) 451-500 (9ตัว)
กอนฆา(กก.) เฉลย ± sd เฉลย ± sd เฉลย ± sd เฉลย ± sd เฉลย ± sd
่
ี่
ี่
ี่
่
ี่
ี่
นน.ก่อนฆ่า กก. 280 ± 14 328 ± 15 377 ± 14 420 ± 15 471 ± 12
ื
้
เนอสัน กก. 22 ± 3 23 ± 2 26 ± 3 29 ± 3 28 ± 4
% 8 ± 1 7 ± 1 7 ± 1 7 ± 1 6 ± 1
เนอสะโพก กก. 30 ± 3 34 ± 3 38 ± 3 44 ± 4 51 ± 4
ื
้
% 11 ± 1 10 ± 1 10 ± 1 10 ± 1 11 ± 1
ื
เนอแดง กก. 63 ± 6 74 ± 6 83 ± 7 95 ± 7 110 ± 12
้
% 23 ± 2 23 ± 1 22 ± 1 23 ± 2 23 ± 2
เครื่องใน กก. 34 ± 3 39 ± 4 44 ± 4 46 ± 4 50 ± 2
% 12 ± 1 12 ± 1 12 ± 1 11 ± 1 11 ± 1
ไขมัน กก. 16 ± 4 26 ± 7 30 ± 8 29 ± 10 30 ± 16
% 6 ± 1 8 ± 2 8 ± 2 7 ± 2 6 ± 3
กระดูก กก. 24 ± 5 28 ± 5 32 ± 5 37 ± 8 45 ±4
% 9 ± 2 9 ± 1 8 ± 1 9 ± 2 10 ± 1
หนัง กก. 25 ± 2 28 ± 4 34 ± 4 39 ± 5 44 ± 7
% 9 ± 1 9 ± 1 9 ± 1 9 ± 1 9 ± 2
หัว กก. - - 11.30 ± 0.48 12.20 ± 2.58 12.88 ± 0.76 - -
% - - 3 ± 0 3 ± 1 3 ± 0 - -
่
่
็
หมายเหตุ : ค่า ± sd หมายความว่าหากซากคุณภาพไม่ดีก็จะมีค่าต าสุดเปนค่า sd ลบจากค่าเฉลีย หาก
่
็
ซากมีคุณภาพดีทีสุดก็จะเปนค่า sd เพิ่มจากค่าเฉลีย
่
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 74
้
้
ื
้
การตัดแตงเนอเพือจ าหนายแบบไทย โดยแยกเปนชิ้นสวน
่
่
็
่
่
ื
้
ตามมัดกล้ามเนอ
ในการศึกษาการตลาดเนือโค ศูนย์ฯได้จัดตั้งร้านตากสเต๊กเฮ้าส์ซึงเปนร้านสวัสดิการของศูนย์
็
้
่
้
เพือท าการศึกษาวิจัยด้านการตลาดเนือโคขุนดังกล่าว เนือโคทีได้จากการศึกษาซากร้านตากสเต๊กเฮ้าส์
่
้
่
้
้
้
้
รับซือในราคา ดังนีเนือสัน กก. ละ 180 บาท เนือสะโพก กก. ละ 150 บาท และเนือแดงส่วนอื่นๆ กก.
้
้
้
ละ 90 บาท เนือทีท าสเต๊กได้มีเพียง 2 ส่วน คือเนือสันกับเนือสะโพก ซึงมีเพียงประมาณร้อยละ 22 ของ
่
้
่
่
้
นาหนักมีชีวิต ดังนั้นในการท าตลาดจะต้องสามารถจ าหนายหรือแปรรูปเนือแดงส่วนอื่นอีกประมาณร้อย
้
้
ละ 28 ถึง 38 ให้ได้จึงจะได้รับผลตอบแทนคุ้มกับการรับซือโคขุนมีชีวิตในราคา กก. ละ 50 บาท
่
ี่
ื
้
เนอโคทจ าหนายอย่างถูกสุขลักษณะ
่
จากการศึกษาจ าหนายอาหารที่ปรุงแล้ว ผู้บริโภคคนไทย
ส่วนใหญ่จะชอบบริโภคสเต๊กแบบย่างสุกมาก(well done) และ
็
้
้
บริโภคคนละไม่มากนัก ดังนั้นจึงไม่จ าเปนต้องหั่นเปนชินเนือแบบ
็
่
็
หนาและเปนชิ้นใหญ่แบบตะวันตก ราคาจ าหนายสเต๊กที่ปรุงแล้ว
้
้
ขนาด 200 กรัม เนือสันจานละ 80 บาท และเนือสะโพก 70 บาท
้
โดยร้านได้จ าหนายเนือสดบรรจุในถาดโฟมอย่างถูกสุขลักษณะด้วย
่
การด าเนินการดังกล่าวมีผลให้มีผู้นิยมบริโภคเนือโคคุณภาพดีมากขึน ผู้บริโภคหลายรายเคย
้
้
่
เลิกบริโภคเนือโค เมื่อทดลองชิมเนือโคพันธุ์ตากก็กลับมาบริโภคเนือโคใหม่ เกษตรกรทีขุนโคมีบางรายที ่
้
้
้
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 75
้
้
นาเนือโคไปจ าหนายในหมูบ้าน ท าให้ความนิยมบริโภคเนือโคคุณภาพดีแพร่หลายไปยังชนบทอีกทาง
่
่
้
้
หนึง
่
โครงการสร้างโคพันธุ์ตากมีผลต่อการ
็
กระจายรายได้สู่เกษตรกรเปนอย่างมาก
ตัวอย่างเช่น นายเกิด สาทอง เกษตรกรกลุ่มผู้
เลียงโคบ้านดงยาง ต. ทุ่งกระเชาะ อ.บ้านตาก
้
จ.ตาก มีรายได้จากการร่วมปรับปรุงพันธุ์โคและ
ี
การขุนโคปละกว่า 80,000 บาท
่
ี
นายเกิด สาทอง และโคทขุน
(ภาพจาก นสพ. The Nation, August 11, 2003)
การพัฒนาโคพันธุ์ตากดังกล่าวเปนการด าเนินการครบวงจร ตั้งแต่การปรับปรุงพันธุ์ การศึกษา
็
์
และทดสอบพันธุ์ในสภาพของเกษตรกรจริงซึงจะเปนผู้ใช้ประโยชนจากโคทีปรับปรุงพันธุ์ได้ การเพิ่ม
่
่
็
่
ู
รายได้ให้เกษตรกร การศึกษาพัฒนาด้านการแปรรูปและการตลาด ซึง นายมานเอล แอมพาราน (Mr.
Manuel Amparan) เจ้าหนาที่กระทรวงเกษตรรัฐเท็กซัส และนาย เจ. นีล ออร์ท (Mr. J. Neil Orth) รอง
้
่
นายกสมาคมอเมริกันชาร์โรเล่ส์สากล (American-International Charolais Association) ซึงมาดูงาน
โครงการเมือวันที่ 22 เมษายน 2547 ได้บอกว่าการปรับปรุงพันธุ์แบบการสร้างโคพันธุ์ตากมีที่ประเทศ
่
ไทยและบราซิลเท่านั้นที่ด าเนินการได้จริง และการพัฒนาในรูปแบบการทดสอบพันธุ์ร่วมกับเกษตรกรที ่
่
่
ท าได้จริงมีทีตากเท่านั้น ซึงรูปแบบการด าเนินงานเช่นนี ภาคเอกชน กลุ่มเกษตรกร หรือองค์การบริหาร
้
็
็
ส่วนท้องถิ่นสามารถนาไปด าเนินการได้ จะเปนการสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรอย่างเปนรูปธรรม
Mr. John Griffin อัครราชทูตออสเตรเลย ดูงานโคพันธุ์ตาก
ี
้
ี
้
และมอบคอมพิวเตอร์และอุปกรณสนบสนนกลมผูเลยงโค
์
ั
ุ
่
ุ
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 76
้
้
การเลือกซือโค
้
่
้
เมื่อทราบวัตถุประสงค์แล้วว่าจะเลียงโคในระบบใด ลูกโคทีต้องการผลิตจะสนองความต้องการ
้
้
่
้
่
ของตลาดประเภทใดแล้ว ส าหรับผู้ทีเพิ่งจะเริ่มเลียงมีสิ่งทีจะต้องตัดสินใจในการเลือกซือโคดังนี
หากต้องการเลียงเพือผลิตลูกโคส าหรับขุน ลักษณะอื่นภายนอกไม่ต้องค านึงถึงมากนักเพราะ
้
่
้
้
ตลาดให้ความสนใจเฉพาะลักษณะการให้เนือ แต่หากเลียงโคพันธุ์แท้ต้องค านึงถึงลักษณะประจ าพันธุ์
่
ประกอบ เช่น โคบราห์มันต้องมีสีขาวหรือเทา(นอกจากโคบราห์มันแดงทีต้องมีสีแดง) หนังด า จมูกด า
พู่หางด า เปนต้น ปจจุบันโคพันธุ์แท้ได้หันมาให้ความส าคัญแก่ลักษณะการให้เนือมากขึนแล้ว
็
ั
้
้
เนืองจากปจจุบันโคพันธุ์ตาก ก าแพงแสน หรือกบินทร์บุรี ยังหาซือยากเพราะก าลังอยู่ในระหว่าง
่
ั
้
้
้
้
การขยายพันธุ์จึงมีจ านวนนอย หากต้องการผลิตโคพันธุ์ดังกล่าวควรเริ่มโดยซือแม่โคพืนเมือง โค
้
้
ลูกผสมบราห์มัน หรือโคบราห์มันพันธุ์แท้มาเลียงก่อน แล้วใช้นาเชือพันธุ์ชาร์โรเล่ส์ ซิมเมนทาล หรือใช้
้
็
้
้
นาเชือหรือพ่อโคพันธุ์ตาก ก าแพงแสน กบินทร์บุรีมาใช้ผสมแบบยกระดับสายพันธุ์ให้ให้ได้สายเลือดเปน
้
โคพันธุ์แท้ แต่หากต้องการผลิตลูกโคขุนส่งตลาดก็ผสมข้ามแบบหมุนเวียนหรือผสมข้ามแบบสินสุด
พันธุโค
์
่
โคพันธุ์ต่างๆมีประวัติความเปนมาและมีคุณลักษณะแตกต่างกันตามทีได้รับการคัดเลือก
็
ั
่
่
ปรับปรุงพันธุ์มา การทีจะเลือกใช้โคพันธุ์ใดมีปจจัยทีใช้ในการพิจารณาดังนี ้
ขนาดหรือน ้าหนักโตเต็มวัยของโค (Mature Body Size)
โคพันธุ์ต่างๆมีขนาดไม่เท่ากัน โคพันธุ์ทีมีขนาดใหญ่จะถึงวัยทีสืบพันธุ์(puberty)ได้ช้า มีระยะอุ้ม
่
่
่
้
ท้องนาน แมโคที่มีขนาดใหญ่จะใช้อาหารเพือการด ารงชีพสูงท าให้ต้นทุนการเลียงมากกว่าแมโคขนาด
่
่
้
เล็ก ลูกโคมีนาหนักแรกเกิดมากซึงอาจมีปญหาในการคลอดยากสูง โตเร็ว และมีนาหนักหย่านมมาก
ั
้
่
้
่
็
ทั้งนีเปนเพราะระยะในการเจริญเติบโตของโคแต่ละพันธุ์แตกต่างกัน โดยเมือโคเจริญเติบโตจะมีการ
่
่
เปลียนแปลงได้แก่ เมือโคยังอ่อนวัย(juvenile)จะมีลักษณะเมือเปรียบเทียบกับสัดส่วนของร่างกายได้แก่
่
้
่
หนาผากกว้าง ล าตัวยาว ขายาว ส่วนโคทีโตแล้วจะมีหัวยาว ขาสั้น ล าตัวลึก
อ่อนวัย โตเต็มที ่
ี่
ี่
่
การเปลยนแปลงรูปรางของโค (ภาพวาดตามสัดสวนทความสูงเทากัน)
่
่
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 77
้
้
่
ในโคพันธุ์เดียวกัน ทีอายุเท่ากัน โคทีมีนาหนักและอายุมากกว่าจะมีหัวโตและยาวกว่าโคทีมี
่
่
้
้
้
้
้
นาหนักและอายุนอยกว่า ตามภาพข้างล่าง ในโคพันธุ์เดียวกัน โค A มีนาหนักเท่ากับโค B แต่มีอายุนอย
่
้
่
่
้
กว่าจะมีหัวสั้นกว่าโค B ส่วนโค C ทีเลียงแบบโตเต็มทีจึงมีนาหนักมากกว่าและมีหัวยาวกว่าโค B ซึงถูก
่
เลียงแบบจ ากัดอาหารทีอายุเท่ากัน
้
C
A
น ้าหนัก B
อายุ
ี่
ั
โคทมีนาหนกและอายุมากกว่าจะมีหัวโตและยาวกว่าโคทมีนาหนกและอายุนอยกว่า
้
ั
้
้
ี่
่
จากลักษณะดังกล่าว ในการคัดเลือกโคทีใช้ท าพันธุ์เมื่อไม่ทราบอายุโค โคทีมีนาหนักหรือความ
้
่
่
้
็
่
ยาวรอบอก(chest girth)เท่ากัน โคทีมีหัวลักษณะอ่อนวัยกว่าจะเปนโคทีอายุนอยกว่าและโตเร็วกว่า
็
่
็
เหตุผลตามภาพข้างล่าง ซึงเปนภาพโครงสร้างการเจริญเติบโต(growth curve) โค A เปนโคทีโตเร็วและ
่
่
้
้
มีนาหนักเมือโตเต็มวัย(mature size)มาก โค B เปนโคทีโตช้าและมีนาหนักเมือโตเต็มวัยนอย ทีนาหนัก
่
้
่
็
่
้
้
้
เท่ากัน โค B มีอายุมากกว่าและสะสมไขมันมากกว่าโค A แต่ทีอายุเท่ากัน โค B มีนาหนักนอยกว่า A
่
และอาจมีไขมันมากกว่า A ก็ได้
A
น ้าหนัก B
อายุ
่
้
ความแตกตางทางโครงสรางการเจริญเติบโต(growth curve)ของโค
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 78
้
้
ความสามารถในการผลิตนมเลียงลูก
้
่
่
ความสามารถในการให้นมของแมโคมีความสัมพันธ์กับขนาดโตเต็มวัย การคัดเลือกแมโคที่ให้
นมมากโดยไม่ค านึงถึงลักษณะอื่นประกอบอาจมีผลให้ได้แม่โคทีมีขนาดใหญ่ ลักษณะนในโคเนือสามารถ
้
่
้
ี
วัดได้ทางอ้อมจากอัตราการเจริญเติบโตของลูกโคในระยะก่อนหย่านม การคัดเลือกโคพันธุ์บลอนดากี
่
็
่
่
่
้
แตนในฝรั่งเศสใช้นาหนักลูกโคทีอายุ 3 เดือนซึงเปนระยะทีแม่โคให้นมเลี้ยงลูกมากทีสุด แต่โดยทั่วไปจะ
ดูทีนาหนักหย่านม
่
้
การแสดงออกของกล้ามเนือ
้
ั
้
่
การให้เนือที่บริโภคได้ โดยเฉพาะเนือส่วนที่มีราคาสูง เปนปจจัยจ าคัญอย่างหนึงในการผลิตโค
้
็
่
้
้
เนือ การมีกล้ามเนือมากมีความสัมพันธ์ในทางลบกับประสิทธิภาพในการผสมพันธุ์ โคพันธุ์ทีมีกล้ามเนือ
้
่
่
้
่
้
ั
มากมักให้ลูกโคทีมีนาหนักแรกเกิดสูง แม่โคทีมีกล้ามเนือมากมักมีความสมบูรณพันธุ์ต าและมีปญหาการ
์
คลอดยาก พ่อพันธุ์ทีมีกล้ามเนือมากมีโอกาสสร้างปญหาการคลอดยากสูง
่
้
ั
ประเภทโคทีจะซือ
่
้
็
่
่
โคทีจะซืออาจเปนโคสาวทียังไม่ได้รับการผสมพันธุ์ โคสาวตั้งท้อง แม่โคทีเคยให้ลูกแล้ว แม่โค
่
้
้
ั
่
ท้อง หรือแม่โคลูกติด หากซือโคสาวอาจราคาถูกแต่ไม่แนว่าอาจมีปญหาการผสมติดหรือไม่ หากซือแม่โค
้
่
ั
ท้องหรือมีลูกติดก็แนใจได้ว่าไม่มีปญหาด้านการผสมติด แต่ราคาสูงกว่า การขนส่งแม่โคท้องต้อง
ระมัดระวังไม่ให้แท้ง และควรสอบถามว่าพ่อพันธุ์ของลูกในท้องเปนพันธุ์ใดจะได้ต่อรองราคาให้เหมาะสม
็
ได้
ั
็
ั
การประมาณอายุว่าเปนโคสาวหรือโคแก่หรือไม่ดูได้จากฟนของโค โคจะมีเฉพาะฟนล่างเท่านั้น
ฟนของโคมีทั้งฟนหนาและฟนกราม จะดูเฉพาะฟนหนาเท่านั้นเพราะฟนกรามดูได้ยาก โคมีฟน 2 ชุด คือ
้
ั
ั
ั
ั
ั
ั
้
็
่
่
ั
้
ั
ฟนนานม เปนฟนชุดแรกทีงอกในลูกโค จะงอกครบ 8 ซี (4 คู) ภายใน 1 เดือนหลังคลอดและคงอยู่ต่อไป
่
ั
้
้
ั
้
จนโคอายุประมาณ 1 ปครึง ฟนนานมจะทยอยหลุดไปแล้วฟนแท้งอกขึนมาแทน ฟนแท้คู่แรกจะขึนมา
ี
่
ั
่
ั
แทนเมื่อโคอายุ 2 ปี การงอกของทั้งฟนนานมและฟนแท้จะเริ่มจากคู่กลางก่อน คู่ที 2, 3 และ 4 จะอยู่ถัด
ั
้
ั
้
ั
็
ั
ออกไปทั้ง 2 ข้างตามล าดับ การประมาณอายุโคดูได้จากฟนแท้ตามภาพ ฟนสีขาวเปนฟนนานม ฟนสีเข้ม
ั
ั
เปนฟนแท้
็
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 79
้
้
1) ฟันน ้านม 2 ซี่ อายุแรกเกิด ถึง 7 วัน 2) ฟนนานม 4 ซี อายุ 8 ถึง 14 วัน
ั
่
้
3) ฟนนานม 6 ซี อายุ 15 ถึง 21 วัน 4) ฟนนานมขึนครบทั้ง 8 ซี อายุ 22 วัน ถึง 4 เดือน
้
ั
่
้
่
ั
้
่
ี
ั
หากฟนแท้ยังไม่ขึ้น อายุไม่เกิน 18 เดือน หรือ 1 ปครึง
่
ั
ั
่
5) ฟนแท้ 1 ถึง 2 ซี อายุไม่เกิน 30 เดือน 6) ฟนแท้ 3 ถึง 4 ซี อายุไม่เกิน 36 เดือน
ี
่
หรือ 2 ปครึง หรือ 3 ปี
ั
่
7) ฟนแท้ 5 ถึง 7 ซี อายุไม่เกิน 42 เดือน 8) ฟนแท้ 8 ซี่ อายุมากกว่า 3 ปครึง หากสึกมากแล้ว
ั
ี
่
หรือ 3 ปครึง มีช่องว่างระหว่างฟนแต่ละซี่ อายุประมาณ 12 ปี
ี
่
ั
ั
ภาพการประมาณอายุโคโดยการดูฟน
ทมา : การศึกษาของศูนย์วิจัยฯ ตาก และปรับจาก ปรารถนา (2535), AUS - MEAT (1998)
ี่
ลักษณะของโค
็
่
้
่
่
่
้
็
แม่โคทีซือควรมีลักษณะทั่วไปเปนโคเนือทีดี ได้แก่ มีล าตัวค่อนข้างเปนรูปสีเหลียมผืนผ้าทีมี
่
ปริมาตรมาก โครงสร้างของร่างกายแข็งแรง ลักษณะภายนอกกลมกลืนได้สัดส่วน ไม่มีกระดูกโผล่โปน
ออกมา หัว สัน
สะโพก
คอ หนอก หลัง เชิงกรำน ก้นกบ
ไหล่บน
้
้
หนำ หนำผำก โคนหำง
ี
ริมฝปำก
ไหล่ ลูกมะพร้ำว
เหนียง
พู่หำง
จุดหัวไหล่
เสือร้องไห้ ลึงค์
เข่ำ อก ข้อขำหลัง
้
โคนขำหนำ
แข้ง ซีโครง
่
ติ่งกีบ
ซอกขำหนำ ซอกขำหลัง
้
สวนตางๆของร่างกายโค
่
่
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 80
้
้
ชื่อส่วนต่างๆของร่างกายโคเปนภาษาอังกฤษดังนี ้
็
ริมฝปาก (muzzle) สะโพก (hip หรือ hook) อก (chest หรือ breast)
ี
้
หนา (face) โคนหาง (tailhead) ซอกขาหนา (foreflank)
้
หนาผาก (forehead) ก้นกบ (sacrum) ติ่งกีบ (dewclaw)
้
หัว (head) ลูกมะพร้าว (round) แข้ง (shank หรือ cannon)
คอ (neck) พู่หาง (switch) เข่า (knee)
หนอก (hump) ข้อขาหลัง (hock) โคนขาหนา (forearm)
้
ไหล่บน (top of shoulder) ซอกขาหลัง (cod) เสือร้องให้ (brisket)
หลัง (back) ลึงค์ (sheath) จุดหัวไหล (point of shoulder)
่
่
สัน (loin) ซีโครง (ribs) เหนียง (dewlap)
เชิงกราน (pelvic) บั้นท้าย (rump) ไหล่ (shoulder)
ในการมองลักษณะต่างๆของโคให้ยืนห่างจากโคประมาณ 4 ถึง 6 เมตร ควรสังเกตจากทุกด้าน
ดังนี ้
้
้
้
ดานข้าง ดานทาย
ดูความสมดุลของโครงสร้างร่างกาย ้ ื ่
ดูสะโพกด้านบนโค้งมน กล้ามเนอสะโพกเกาะยาวต าลง
กล้ามเนอ และการสะสมของไขมัน มาเลยถึงลูกมะพร้าวลงมา ขาหลังยืนมั่นคงแข็งแรง
ื
้
้
้
้
ดานหนา ดานบน
ดูความกว้างของช่วงไหล่ ช่วงยอดอกหรือ สัมผัสดูการสะสมไขมันบริเวณแนวสันหลังและเหนือจุด
้
้
่
เสือร้องให้แน่นตึง ขาหน้ายืนมั่นคงแข็งแรง ทีจะวัดพืนทีหนาตัดเนือสัน ได้แก่เหนือซีโครงที 12
่
่
้
่
้
ห่างจากแนวกระดูกสันหลังออกมาเล็กนอย
่
ทีมา : ภาพจาก Ensminger 1991
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 81
้
้
มองจากด้านข้าง
้
ล าตัวยาว มีความกว้างและลึกพอสมควร ขาหนาจากไหล่จนถึงกีบมีความสมดุลดี หนอก ไหล่
็
่
็
และขาอยู่ในแนวเดียวกัน แนวพืนท้องเปนแนวตรง สะดือไม่หยอนยานเปนถุงเพราะจะถ่ายทอดให้ลูกตัวผู้
้
่
มีลึงค์หย่อนยานซึ่งเมือเปนพ่อพันธุ์จะถูกหนามเกียวท าให้เกิดลึงค์อักเสบง่าย เต้านมครบ 4 เต้า หัวนม
่
็
่
ุ
่
เจริญดีตามอายุ ไมใหญ่หรือเล็กเกินไป แยกกันอยู 4 มม ไมบอด แนวหลังตรงไม่แอ่นมากนัก คล าดูหนัง
่
ุ่
หนังควรนมและหยุ่น ความหนาปานกลาง ขนสั้น นม และแนน
ุ่
่
พอควร ในส่วนท้ายของล าตัว ขาหลังได้สมดุลดี ข้อเท้าสั้นและ
แข็งแรง กีบขนาดพอเหมาะและแข็งแรง กีบทั้ง 2 ข้างเสมอกัน
็
ุ
่
้
ั
้
เปนมมกับข้อเท้าเล็กนอย จะได้ไมมีปญหาในการรับนาหนักตัว
ของพ่อพันธุ์เมือขึนทับ กีบกับข้อเท้าที่ตรงเกินไปนาหนักตัวจะ
้
่
้
็
่
ุ
ลงมากท าให้ข้อเท้าบวม หากเปนมมหักมากเกินไปซึงจะเห็น
่
รอยย่นหนากีบมาก จะท าให้การทรงตัวไมดี กล้ามเนือส่วน
้
้
สะโพกมีมาก
่
ชวงเชิงกรานยาว
่
่
ชวงอกลึก ชวงหลังยาว ตรง
กล้ามเนอสะโพก แนวขาหนาตรง ข้อแข้งแข็งแรง
ื
้
้
เกาะยาวลึกลงมา
ชวงความ
่
หนาของสัน
แนวหลังตรง แนวสะโพกโค้ง แสดง
ื
้
ถึงความมีกล้ามเนอ
โครงสร้างขาหนา โครงสร้างขาหลัง
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 82
้
้
ขาหลังยืนท ามุมพอด ี ขาและข้อเทาเทาตรงเกินไป
้
้
มองจากด้านท้าย
การยืนมีความมั่นคงสมดุลดี ขาหลังและตะโพกกว้าง หนา มีเนือเต็มลงมาถึงเข่า สะโพกไม่ลีบ ขา
้
้
หลังทียืนอยู่ห่างกันแสดงว่ามีกล้ามเนือช่วงขามาก ขาหลังตรง ไม่โค้งออกหรือสอบเข้ามากเกินไป
่
่
มองเห็นหลังกว้างซึงแสดงว่าสันนอกกว้าง หนอกตั้งตรงไม่เอียงล้มมากนัก
ขาหลังยืนมั่นคงแข็งแรง
ช่วงสะโพกกว้าง
แสดงว่ามีกล้ามเนอมาก
้
ื
้
สะโพกลบ มีกล้ามเนอ
ี
ื
ไม่มาก
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 83
้
้
มองจากด้านหน้า
่
้
เมื่อมองด้านหนาขณะทีโคยืนหันหนาเข้าหาเต็มตัว ดูว่าขาหนาต้องยืนได้
้
้
มั่นคงสมดุลดี ช่วงไหล่กว้าง หนอกมีขนาดเหมาะสมตามพันธุ์และอายุ ส่วนอก
กว้างลึก ขาโค้งเข้าหากันเล็กนอย ไม่โก่งหรือสอบเข้าหากันมากผิดปกติเพราะจะ
้
มีปญหาในการรับนาหนักตัวเมื่อโตเต็มที กีบไม่ผิดปกติ ไหล่เรียบ กล้ามเนือจาก
่
้
ั
้
ไหล่สู่แข้งมีความกลมกลืนกันดี ใบหนาเปนโคเพศเมีย ได้แก่ใบหนายาวและแคบ
้
็
้
กว่าตัวผู้ มีดวงตาสดใส ใบหนาไม่บิดเบี้ยวผิดปกติ
้
่
ชวงอก
กว้าง
้
ขาหนายืนมั่นคงแข็งแรง ข้อเข่าสอบเข้าหากัน
มากเกินไป
ปากกว้าง ใบหนาบิดเบี้ยว ขากรรไกรผิดปกติ ปากนกแกว
้
้
ึ
แสดงถงการกินหญ้าเกง
่
ลักษณะข้อเทาและกบทผิดปกติ
่
ี
้
ี
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 84
้
้
มองจากด้านบน
ส่วนไหล่กว้าง แนวสันหลังตรง กล้ามเนือส่วนสัน
้
้
หลังหนาและเต็มซึ่งแสดงว่ามีเนือสันมาก ตะโพกผายไปถึง
ก้น รูปร่างคล้ายขวดโค้ก ระยะระหว่างกระดูกเชิงกรานกับ
กระดูกก้นกบห่างกันมากแสดงว่ามีกล้ามเนือมาก
้
ความกว้าง ความกว้าง
ช่วงไหล ่ หลังช่วงไหล ่
ความกว้างช่วงสะโพก
ความกว้างช่วง
เชิงกราน
คาพันธุกรรมของโค(Breeding Value)
่
ั
ุ
้
กำรคัดเลือกปรับปรุงพันธุ์โคของประเทศต่ำงๆในปจจบัน ได้มีกำรประเมินค่ำพันธุกรรมของโค
เพือใช้ประกอบกำรพิจำรณำว่ำโคตัวนั้นจะมีควำมสำมำรถในกำรถ่ำยถอดลักษณะต่ำงๆไปให้ลูกได้มำก
่
่
้
นอยเท่ำไร ทีใช้กันส่วนใหญ่ได้แก่ค่ำ อีบีวี. (EBV ย่อมำจำก Estimated Breeding Value) วิธีกำรหำค่ำนี ้
จะต้องปรับปจจัยต่ำงๆเพือให้สำมำรถเปรียบเทียบโคแต่ละตัวได้อย่ำงยุติธรรมที่สุด โดยทำงทฤษฎีค่ำ
่
ั
EBV จะเปนค่ำทีแสดงถึงพันธุกรรมของลักษณะนั้นทีดีทีสุด
่
่
็
่
้
โคเนือของกรมปศุสัตว์จะมีกำรหำค่ำ EBV ของลักษณะต่ำงๆได้แก่ นำหนักแรกเกิด นำหนักหย่ำ
้
้
่
่
นมที 200 วัน นำหนัก 1 ปี( ที 400 วัน) นำหนักที 600 วัน และควำมสำมำรถในกำรให้นมเลี้ยงลูกของแม ่
้
่
้
โค( EBV milk) โดยในกำรเลียงโคเนือไมต้องกำรให้ลูกโคมีนำหนักแรกเกิดเพิ่มขึนเพรำะจะท ำให้เกิด
้
้
่
้
้
้
้
่
ั
ปญหำคลอดยำก จึงไมต้องกำรให้ค่ำ EBV นำหนักแรกเกิดมีค่ำ + ต้องกำรให้มีนำหนักหย่ำนมและ
้
้
นำหนักหลังหย่ำนมสูงจึงต้องกำรค่ำ EBV ลักษณะเหล่ำนีมีค่ำ + มำก ส่วนลักษณะกำรให้นมเลียงลูก
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 85
้
้
้
่
้
้
่
้
หำกมีค่ำสูงมำกจะท ำให้เลียงยำกขึน แต่ทั้งนีขึนอยูกับลักษณะแมพันธุ์ในฝูงด้วย เช่นหำกโคในฝูงมี
่
นำหนักแรกเกิดต ำอยู่แล้วก็สำมำรถเลือกใช้พ่อพันธุ์ทีมี EBV หย่ำนมสูงได้ เปนต้น
่
้
็
่
ควำมหมำยของค่ำ EBV ตัวอย่ำงเช่น โคฝูงหนึงมีนำหนักหย่ำนมเฉลีย 180 กก. พ่อโคตัวหนึงมี
่
่
้
้
้
้
ค่ำ EBV นำหนักหย่ำนมเท่ำกับ + 4 เมือใช้เปนพ่อพันธุ์ โคตัวนีจะถ่ำยทอดนำหนักหย่ำนมให้ลูกได้
่
็
่
้
มำกกว่ำนำหนักหย่ำนมเฉลียของฝูงครึงหนึง คือ 2 กก. หำกใช้พ่อตัวนีผสมกับแมโคทีมีค่ำ EBV นำหนัก
้
่
้
่
่
่
้
่
่
่
่
่
่
หย่ำนม + 2 ลูกโคทีเกิดจำกพ่อและแมคูนีจะได้รับพันธุกรรมจำกพ่อและแมอย่ำงละครึงหนึง หรือคำดได้
้
ว่ำลูกจะมีค่ำ EBV = ( 4 + 2 ) ÷ 2 = 3 หรือลูกจะมีนำหนักหย่ำนมมำกกว่ำเฉลี่ยของฝูง 3 กก. หรือจะมี
้
นำหนักหย่ำนม = 180 + 3 = 183 กก. เนืองจำกโคในฝูงเก็บข้อมูลแต่ละลักษณะในเวลำทีต่ำงกัน เช่น
่
่
ี
่
้
่
ี
นำหนักหย่ำนมของโคตัวหนึงชั่งในป 2543 และอีกตัวหนึงชั่งในป 2544 ดังนั้นค่ำเฉลียของฝูงทีใช้จึงควร
่
่
ปรับอิทธิพลของปจจัยต่ำงๆก่อนจึงจะใช้ประมำณค่ำคำดกำรณได้ ปกติจะปรับโดยใช้วิธี “ยกก ำลังนอย
ั
้
์
่
ทีสุด(Lease Square Method)”
ข้อพึงระวังก็คือ ค่ำ EBV จำกต่ำงฝูงที่ไมได้นำข้อมูลมำวิเครำะห์ร่วมกันจะนำมำใช้เปรียบเทียบ
่
่
กันไมได้ เพรำะควำมหมำยของค่ำ EBV คือค่ำทีสูงหรือต ำกว่ำค่ำเฉลียของฝูงทีวิเครำะห์ เช่น กำรใช้
่
่
่
่
EBV ของพ่อจำกต่ำงประเทศมำเปรียบเทียบกับพ่อในประเทศไมได้เพรำะข้อมูลมำจำกประชำกรที ่
่
ต่ำงกัน ดังนั้นกำรใช้โคจำกต่ำงประเทศทีมีค่ำ EBV สูงมำกซึงมีรำคำแพงมำใช้ในกำรปรับปรุงพันธุ์ใน
่
่
่
่
์
ประเทศอำจไมเกิดประโยชนมำกนัก เพรำะโคไมสำมำรถแสดงออกได้เต็มทีตำมขีดควำมสำมำรถทำง
่
พันธุกรรมหำกไมสำมำรถจัดกำรเลียงดูได้เท่ำกับประเทศต้นก ำเนิด จำกกำรศึกษำของนักวิชำกำรของ
่
้
กองบ ำรุงพันธุ์สัตว์เปรียบเทียบผลของกำรใช้โคพ่อพันธุ์บรำห์มันจำกต่ำงประเทศกับพ่อที่ปรับปรุงพันธุ์
่
่
ได้ในประเทศเมือเลี้ยงในประเทศไทย พบว่ำพ่อพันธุ์ในประเทศให้ลูกทีมีค่ำ EBV โดยเฉลียสูงกว่ำ ดังนั้น
่
้
็
้
กำรใช้พ่อพันธุ์หรือใช้นำเชือจำกต่ำงประเทศอำจเปนกำรเสียเงินแพงโดยใช่เหตุ ปจจุบันมีกำรพยำยำมที ่
ั
่
่
จะร่วมมือกันเชือมโยงข้อมูลกันระหว่ำงประเทศโดยกำรใช้พ่อพันธุ์ตัวเดียวกัน(linked sire)เพือให้
่
สำมำรถหำค่ำ EBV ร่วมกันเพือให้เปรียบเทียบกันได้ในอนำคต
ในสหรัฐอเมริกำใช้ค่ำ EPD (Expected Progeny Difference) ซึ่งเท่ำกับ ½ EBV ในบำงประเทศ
ี
เช่นฝรั่งเศส ใช้ค่ำดัชน(index)แทน
การตรวจโรคแท้งติดตอ
่
็
โคทีเปนโรคแท้งติดต่อ(หรือบรูเซลโลซีส)จะมี
่
่
โอกาสแท้งลูกสูงกว่าโคทีไมเปนโรค หากเปนไปได้
็
็
่
้
้
ก่อนซือโคควรตรวจสอบโรคนีก่อน โดยติดต่อ
เจ้าหนาทีกรมปศุสัตว์ให้มาเจาะเลือดเพือนาไป
้
่
่
ตรวจหาโรคนี ้
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 86
้
้
้
่
การเลียงแมโคและลูก
้
การเลียงแมโคให้มีสุขภาพดีเปนปจจัยส าคัญต่อการ
ั
่
็
ผสมติดของแมโคและท าให้แมโคให้ลูกอย่างสม าเสมอ ความ
่
่
่
่
ต้องการอาหารของแมโคระยะต่างๆแตกต่างกัน การจัดการ
เลียงดูแมโคสามารถจ าแนกออกเปนระยะต่างๆตามความ
็
่
้
ต้องการอาหารของโคได้ 3 ระยะดังนี ้
ี่
ระยะท 1 จากคลอดลูกถึง 3 ถึง 4 เดือนหลังคลอด ซึง
่
เปนระยะผสมพันธุ์จนถึงตั้งท้อง
็
ี่
ระยะท 2 ท้อง 4 ถึง 6 เดือน
ี่
ระยะท 3 ท้อง 3 เดือนก่อนคลอด เปนระยะทีแม่โคท้องแก่จนถึงคลอดลูก
็
่
่
แม่โคระยะที 1 จะมีความต้องการอาหารคุณภาพดีมากทีสุด รองลงมาได้แก่ระยะที 3 ควรใช้
่
่
่
็
ความต้องการดังกล่าวเปนแนวทางในการให้อาหารเท่านั้น ผู้เลียงควรปรับตามสภาพของโคประกอบ ซึง
้
จะกล่าวถึงโดยละเอียดในหัวข้อ “คะแนนสภาพร่างกายของแม่โค” ต่อไป
การเลียงแมโคจากคลอดลูกถึง 3-4 เดือน(120 ันหลังคลอด)
่
้
ว
ระยะนีเปนระยะก่อนผสมพันธุ์ เมื่อผสมติดแล้วจะเริ่มตั้งท้องและแม่โคยังผลิตนานมเลี้ยงลูกทียัง
็
่
้
้
้
ติดแมอยู การให้อาหารมีความส าคัญมากทีสุดส าหรับแมโคระยะนีเพราะแมโคต้องการอาหารส าหรับ
่
่
่
่
่
้
้
ฟนฟูระบบอวัยวะสืบพันธุ์และผลิตนานมดังกล่าว
ื
การให้อาหาร
ระยะจากคลอดลูกถึงผสมพันธุ์หากแมโคมีนาหนักเพิ่มขึนจะท าให้การผสมติดดีขึนและลด
้
่
้
้
้
ระยะห่างของการให้ลูกลง แต่การท าให้โคเพิ่มนาหนักโดย
่
่
ให้อาหารข้นเสริมต้องเสียค่าใช้จายค่อนข้างสูง ถ้าให้แมโค
ได้กินหญ้าอ่อนในแปลง 3-4 สัปดาห์ก่อนถึงฤดูผสมพันธุ์แม ่
้
โคจะเริ่มท านาหนักเพิ่มขึ้นและมีการผสมพันธุ์ดีขึ้น เมือแม ่
่
่
โคคลอดแล้วจะกินอาหารเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ตารางที 22
่
เปนการให้อาหารแมโคอุ้มท้องของศูนย์วิจัยและบ ารุงพันธุ์
็
สัตว์ตาก
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 87
้
้
ตารางท 22 ตัวอย่างปริมาณการให้อาหารแม่โคอุ้มท้องโดยให้อาหารหยาบเปนหลัก
็
ี่
ฤดูฝน ฤดูแล้ง
หญ้าสด 30 ก.ก./ตัว หญ้าหมัก 30 ก.ก./ตัว ฟางข้าว 6 ก.ก./ตัว
อาหารข้น 1.8 ก.ก./ตัว อาหารข้น 1.8 ก.ก./ตัว ร าหยาบ 1.5 ก.ก./ตัว
อาหารข้น 2.7 ก.ก./ตัว
หมายเหตุ : อาหารข้นโปรตีนไม่ต ากว่า 14%, คิด น.น.แม่ 400 ก.ก. กินวัตถุแห้ง(dry matter) 8.9 ก.ก.
่
ฤดูผสมพันธุ ์
หากเลียงเปนแมโคฝูงใหญ่ควรก าหนดการผสมแมโคให้เปนฤดู การก าหนดฤดูผสมพันธุ์ควร
่
็
่
้
็
่
่
่
ค านึงให้ช่วงทีโคต้องการอาหารมากที่สุดตรงกับช่วงทีหญ้าให้ผลผลิตมากทีสุด ให้ลูกโคเกิดในระยะที ่
่
แปลงหญ้ามีคุณภาพดี มีโรคนอยและขายได้ราคาดี ลูกโคจะคลอดในระยะเวลาที่ใกล้เคียงกัน เมือขาย
้
เปนชุดจะได้ราคาดี ลูกโคจะได้นาหนักดีกว่าพวกทีคลอดในฤดูทีมีหญ้าขาดแคลน การจัดการต่างๆก็ท า
้
็
่
่
ได้สะดวก เช่น การฉีดวัคซีนโรคแท้งติดต่อ(สะเตรน
19) การถ่ายพยาธิ ท าเบอร์ จี้เขา สามารถท าได้โดยใช้
เวลาเพียงครั้งหรือสองครั้งเท่านั้น การให้อาหาร การ
คอยดูโคเมื่อคลอดใช้เวลาสั้นลง ลดการใช้แรงงานลง
่
ควรก าหนดฤดูผสมพันธุ์นานไมเกิน 10
่
สัปดาห์ ซึ่งให้โอกาสแมโคได้รับการผสมถึง 3 ครั้ง แม ่
โคส่วนใหญ่ควรตั้งท้องเมือ 6 สัปดาห์แรก ควร
่
ตั้งเปาหมายให้แมโคอย่างนอย 60 % ผสมติดใน 3 สัปดาห์แรกเพือทีแมโคจะได้กลับเปนสัดเร็วขึ้นในป ี
่
่
็
่
้
้
่
ถัดไป ลูกโคทีเกิดต้นฤดูจะโตเร็วกว่าปลายฤดู
่
่
หลักการส าคัญในการก าหนดฤดูผสมพันธุ์ก็คือให้ลูกโคเกิดก่อนระยะทีจะมีหญ้าอุดมสมบูรณ ์
ประมาณ 45 ถึง 60 วัน ระยะวิกฤติทีแมโคต้องการอาหารมากทีสุดคือระยะจากคลอดถึงผสมพันธุ์ ใน
่
่
่
ประเทศไทยส่วนใหญ่ฝนเริ่มตกเดือนพฤษภาคมจนถึงกันยายน หากก าหนดให้แม่โคเริ่มตกลูกช่วงเดือน
มิถุนายนถึงสิงหาคม และเริ่มฤดูผสมพันธุ์ในเดือน
กันยายนถึงพฤศจิกายน ช่วงระยะอุ้มท้องเดือน
สุดท้าย(คือเดือนพฤษภาคม ถึง มิถุนายน)แมโคจะ
่
ั
ได้รับอาหารดีไปจนถึงช่วงผสมพันธุ์ แต่จะมีปญหาว่า
่
่
เมือแมโคคลอดลูกในฤดูฝนอัตราสูญเสียลูกโคอาจสูง
่
กว่าเมือคลอดในฤดูหนาว และเมือหย่านมลูกโค
่
็
ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายนซึ่งเปนช่วงฤดูแล้ง
นั้นจ าเปนต้องเตรียมอาหารคุณภาพดีให้ลูกโค แต่
็
ช่วงจากหย่านมถึง 1 ปซึงลูกโคต้องการอาหาร
่
ี
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 88
้
้
คุณภาพดีจะตรงกับฤดูฝนพอดี
่
่
กรมปศุสัตว์ก าหนดฤดูผสมพันธุ์ 2 ฤดูคือ ฤดูแรกซึงเปนฤดูผสมพันธุ์หลัก ระหว่างวันที 5
็
่
พฤษภาคม ถึง 2 สิงหาคม ซึงลูกโคจะเกิดระหว่างวันที 19 กุมภาพันธ์ ถึง 21 พฤษภาคม และฤดูที 2
่
่
็
่
่
ระหว่างวันที 1 พฤศจิกายน ถึง 29 มกราคม เปนฤดูเก็บตกแม่โคทีพลาดการผสมจากฤดูแรก ลูกโคจะ
่
็
เกิดระหว่างวันที 18 สิงหาคม ถึง 17 พฤศจิกายน แต่หากไม่จ าเปนควรใช้ฤดูผสมพันธุ์เพียงฤดูเดียวโดย
่
คัดแม่โคทีผสมในฤดูแรกไม่ติดออก
จากการศึกษาของศูนย์วิจัยและบ ารุงพันธุ์สัตว์ตาก สมรรถภาพการเจริญเติบโตในแต่ละระยะ
่
ของโค ทีเกิดจากแม่โคทีได้รับการผสมพันธุ์ในฤดูผสมพันธุ์แตกต่างกันตามตารางที 23
่
่
ี่
้
ตารางท 23 ค่าเฉลียลีสท์สแควร์ของนาหนักโคพันธุ์ตากทีเกิดจากฤดูผสมพันธุ์ต่างๆ
่
่
่
ลักษณะ ค่าเฉลีย ฤดูผสมพันธุ์ที 1(พ.ค.-ก.ย.) ฤดูผสมพันธุ์ที 2( พ.ย.-มี.ค.)
่
่
้
นาหนัก EBV 1.24 1.20
b
แรกเกิด กก. 29.88 30.67
a
(BW) ±S.E. 0.29 0.29
จ านวน(ตัว) 2203 1614
้
นาหนัก EBV 5.82 5.71
a
b
หย่านม กก. 188.51 173.00
(W200) ±S.E. 2.04 2.07
จ านวน(ตัว) 2089 1398
นาหนัก 1 ป ี EBV 7.03 7.12
้
(W400) กก. 294.84 269.62
a
b
±S.E. 8.95 9.63
จ านวน(ตัว) 621 289
้
นาหนัก 1.5 EBV 9.25 9.41
a
b
ี
ป (W600) กก. 363.06 349.25
±S.E. 17.67 18.28
จ านวน(ตัว) 401 198
่
หมายเหตุ อักษรทีแตกต่างกันในแถวนอนแสดงความแตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ (P<0.05)
้
่
้
ลูกโคทีเกิดจากฤดูผสมพันธุ์ที 1 ช่วงเดือน พ.ค.ถึง ก.ย. จะมีนาหนักแรกเกิดนอยกว่าลูกโคที ่
่
่
เกิดจากฤดูผสมพันธุ์ที 2 ช่วงเดือน พ.ย. ถึง มี.ค. มีค่าเฉลียเท่ากับ 29.880.29 และ 30.670.29
่
่
ตามล าดับ แม่โคทีได้รับการผสมพันธุ์ในฤดูผสมพันธุ์ที 1 จะเริ่มคลอดลูกมากในเดือน ก.พ. ถึงแม้ต้นฤดู
่
ผสมพันธุ์ที 1 จะเปนช่วงฤดูฝนแม่โคมีอาหารหยาบสดกินอย่างอุดมสมบูรณ แต่ช่วงแม่โคอุ้มท้อง 2
็
์
่
็
เดือนก่อนคลอดเปนช่วงฤดูแล้งขาดแคลนอาหารหยาบสด และเปนช่วงทีลูกโคในท้องมีการเจริญเติบโต
่
็
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 89
้
้
็
้
้
้
ขึนอย่างรวดเร็ว มีนาหนักเพิ่มขึนมากกว่าระยะอุ้มท้อง 7 เดือนแรก อาจเปนสาเหตุส่งผลให้นาหนักแรก
้
่
่
เกิดต ากว่าลูกโคทีเกิดจากแม่โคทีได้รับการผสมพันธุ์ในช่วงฤดูผสมพันธุ์ที 2 ทีการอุ้มท้องระยะ 2 เดือน
่
่
่
ก่อนคลอดในฤดูฝน
แม้ว่าลูกโคทีเกิดจากฤดูผสมพันธุ์ที 1
่
่
้
้
่
มีนาหนักแรกเกิดนอยกว่าลูกโคทีเกิดจากแม่โค
่
่
ทีได้รับการผสมพันธุ์ในฤดูผสมพันธุ์ที 2 แต่ก็
เปนลักษณะทีต้องการในการคัดเลือกเพือ
่
็
่
หลีกเลียงปญหาการคลอดยาก ลดเปอร์เซ็นต์
ั
่
ั
การตายของลูกโค ปญหามดลูกอักเสบของแม่
่
โคหลังจากคลอด และลูกโคทีเกิดในฤดูผสม
พันธุ์ดังกล่าวสามารถเติบโตทดแทนได้(Compensation) เมื่อเข้าสู่ฤดูฝน ร่างกายเจริญเติบโตขึน
้
้
้
กระเพาะรูเมนได้รับพัฒนาให้ใช้อาหารหยาบมีประสิทธิภาพมากขึน ส่งผลให้นาหนักหย่านม นาหนักที ่
้
้
่
อายุ 400 วัน นาหนักทีอายุ 600 วัน สูงกว่าโคทีเกิดในฤดูผสมพันธุ์ที 2
่
่
่
้
การก าหนดฤดูผสมพันธุ์ทีเหมาะสมกับผลผลิตหญ้าจะให้นาหนักหย่านมลูกโคสูงกว่าเมือไม ่
่
ก าหนดฤดูผสมพันธุ์ การก าหนดให้ช่วงฤดู
้
ผสมพันธุ์ทีสั้นจะให้นาหนักหย่านมสูงกว่า
่
้
ทั้งนีขึนอยูกับความสมบูรณพันธุ์ของแมโค
่
้
์
่
ในฝูงด้วย ความสมบูรณพันธุ์ได้แก่การผสม
์
ี
่
็
พันธุ์ติดง่าย แมโคให้ลูกทุกป เปนต้น หากมี
้
่
่
่
่
การคัดเลือกแมโคทีผสมไมติดเมือสินฤดู
่
ผสมพันธุ์ออกจากฝูงอย่างสม าเสมอจะท าให้
์
แม่โคในฝูงมีความสมบูรณพันธุ์สูง
้
ถ้าไม่จ ากัดฤดูผสมพันธุ์ ส่วนใหญ่แม่โคท้องจะได้รับอาหารเกินความต้องการ และแม่โคเลียงลูก
็
จะได้รับนอยกว่าความต้องการในระยะผสมพันธุ์ ลูกโคคลอดไม่เปนชุด การจัดการล าบาก และอัตราการ
้
ตายอาจสูงขึน
้
การผสมพันธุ ์
เมือคลอดแล้วปกติแมโคจะกลับเปนสัดอีกภายใน 30 ถึง 50 วัน แต่ควรผสมหลัง 60 วัน การ
็
่
่
ผสมภายใน 40 วันหลังคลอดอาจมีปญหาท าให้เกิดการติดเชื้อจากแบคทีเรีย ควรผสมหลัง 60 วัน การที ่
ั
จะให้แม่โคให้ลูกปละตัวแม่โคจะต้องได้รับการผสมอีกภายใน 80 วัน ถ้าแม่โคผอมจะกลับเปนสัดช้าลง
็
ี
่
แมโคจะผสมติดได้จะต้องอยูในระยะทีเปนสัดซึงเปนระยะทีแมโคจะแสดงอาการมีอารมณทาง
่
่
่
่
็
็
่
์
่
่
เพศและพร้อมทีจะยอมให้ผสม แมโคทีเปนสัดจะมีอาการกระวนกระวายกว่าปกติ ไล่ขึ้นทับตัวอืนหรือ
่
่
็
ยอมให้ตัวอื่นขึนทับ อวัยวะเพศจะบวมกว่าเดิม ผนังด้านในช่องคลอดเมือใช้มือเปดออกดูจะมีสีชมพูออก
่
ิ
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 90
้
้
้
็
แดง ในช่วงต้นของการเปนสัดอาจมีเมือกใสๆไหลออกมา ในช่วงหลังๆนาเมือกจะข้นและเหนียวขึน แม ่
้
่
่
่
โคจะเปนสัดอยูนานประมาณ 24 ถึง 36 ชั่วโมง ถ้าไมได้รับการผสมหรือผสมไมติด อีกประมาณ 20 ถึง
็
22 วัน(เฉลีย 21 วัน)จะกลับเปนสัดใหม่อีก
็
่
็
็
็
ช่วงการเปนสัดได้แก่ระยะการเปนสัดจากครั้งก่อนถึงครั้งหลัง ช่วงการเปนสัดของโคเฉลีย 21
่
็
วันแต่แม่โคในฝูงประมาณ 84 % จะมีช่วงการเปนสัดในระยะ 18-24 วัน อีก 5% เปนสัดก่อน 18 วัน และ
็
่
11 % เปนหลัง 24 วัน การเก็บประวัติการเปนสัดของแม่โคจึงเปนสิ่งส าคัญในการชวยสังเกตการเปนสัด
็
็
็
็
่
ของแม่โคทีใช้การผสมเทียมและการจูงผสม
่
่
่
่
็
ระยะการเปนสัดทีไมแนนอนอาจเกิดจากสาเหตุอืนอีก เช่น โรคแท้งติดต่อ โรควิบริโอซีส การ
่
ขาดอาหาร พยาธิ ฯลฯ นอกจากนั้นแมโคบางตัวแสดงอาการเปนสัดไมชัดเจนหรือเปน “สัดเงียบ” และ
่
็
็
้
็
บางตัวจะแสดงอาการเปนสัดในเวลากลางคืน ดังนั้นถ้าใช้วิธีจูงผสมหรือผสมเทียมแล้วผู้เลียงต้องคอย
สนใจสังเกตให้ดี มิฉะนั้นแม่โคจะพลาดการผสม
ลักษณะการเปนสัดของแมโค
่
็
แม่โคทีเปนสัดในระยะต่างๆมีลักษณะอาการดังภาพต่อไปนี
้
่
็
่
็
ระยะเริมเปนสัด
1. คลอเคลียตัวอื่น มีอาการกระวน
กระวาย
2. ใช้หัวชนตัวอื่น
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 91
้
้
3. มักจะดมก้นตัวอื่น
4. แม่โคบางตัวเลียตัวอื่น
็
ระยะเปนสัด
5. ช่วงแรกจะพยายามขึนขีตัวอื่น
้
่
่
6. ลักษณะทีพบเห็นบ่อย และเปนประโยชน ์
็
็
ต่อการสังเกตการเปนสัด ก็คือ
่
่
- แม่โคทียืนนิ่งให้ตัวอื่นขึนขี (standing
้
็
่
heat) คือ แม่โคทีเปนสัดเต็มที ่
่
่
- ในขณะทีแม่โคตัวทีขึนขี คือ แม่โคที ่
่
้
็
็
เริ่มเปนสัดและจะต้องติดตามการเปน
สัดของแม่โคตัวนีต่อไป
้
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 92
้
้
็
ระยะหลังเปนสัด (หมดสัด)
7. แยกตัวออกจากกลุ่ม และจะเห็นรอย
ื
่
่
้
เปอนทีสีข้างของแม่โค ซึงอาจจะมีรอย
้
เปอนจากนาลายทีบริเวณไหล่
้
ื
่
8. จะสังเกตเห็นว่าขนบริเวณรอบโคนหาง
มีรอยถลอกแดง และ บางตัวอวัยวะเพศจะ
ยังบวมอยู ่
้
็
อวัยวะสืบพันธุ์ภายนอกของแม่โคจะมีลักษณะตามภาพดังนี (1) เมื่อไม่มีอาการเปนสัด (2) ก่อน
็
เริ่มแสดงอาการเปนสัด (3) ช่วงเปนสัด ปากช่องคลอดบวม และมีเมือกใสไหลเหนียว (4) หลังอาการเปน
็
็
สัดอาจพบมีเลือดไหล (5) การตั้งท้อง ปากช่องคลิดมีการพับย่นเล็กนอย แต่ต่างจากช่วงปกติ (6) เมื่อ
้
็
ิ
เปดส่องดูช่องคลอดจะเห็นเปนสีชมพูเข้มหรือสีแดง และมีเมือกจ านวนมาก (ทีมา : ปาริฉัตร 2544)
่
(3)
(1) (2)
(4) (5) (6)
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 93
้
้
วธการผสมพันธุ
ี
ิ
์
การผสมพันธุ์โคมีอยู 3 วิธีคือ
่
1. การปล่อยใหพ่อพันธุ์คุมฝูง เปนการปล่อยพ่อพันธุ์ให้คุมฝูงแม่โคและให้มีการผสมพันธุ์ตาม
้
็
่
่
ธรรมชาติ ซึงมีข้อดีคือผู้เลี้ยงไมต้องคอยสังเกตการเปนสัดของแมพันธุ์ พ่อพันธุ์จะทราบและผสมกับแม ่
่
็
็
พันธุ์เอง แต่มีข้อเสียคือถ้าแมพันธุ์เปนสัดพ่อพันธุ์
่
จะคอยไล่ตามจนไมสนใจกินหญ้ากินอาหาร ถ้ามี
่
แมพันธุ์เปนสัดหลายตัวในเวลาใกล้เคียงกันจะท า
็
่
ให้พ่อพันธุ์มีร่างกายทรุดโทรม วิธีแก้ไขโดยขังพ่อ
่
่
้
พันธุ์ไว้เมือปล่อยแมพันธุ์ออกไปเลียงในแปลง
หญ้า แล้วนาพ่อพันธุ์เข้าผสมเมือฝูงแมพันธุ์กลับ
่
่
เข้าคอก
ในพ่อโคอายุ 3 ปขึนไป ควรใช้คุมฝูงแม่โคประมาณ 20 ถึง 30 แม่ต่อพ่อโค 1 ตัว แต่ในพ่อโค
ี
้
ี
อายุ 2 ปถึง 2 ปครึง ควรใช้คุมฝูงแม่โคประมาณ 12 ถึง 25 ตัวต่อพ่อโค 1 ตัว
ี
่
่
ในทุกๆวันทีปล่อยแม่โคออกไปเลียงในทุ่งหญ้า ควรจะขังพ่อโคไว้ในคอกพร้อมทั้งมีหญ้าและนา
้
้
่
็
สะอาดอย่างเพียงพอ มีร่มเงาให้พ่อโค พ่อโคจะมีเวลาอยู่กับแม่โคและผสมกับแม่โคทีเปนสัดในช่วงเช้า
้
เย็น และกลางคืน แต่ทั้งนีจะต้องไม่มีพ่อโคตัวอื่นอยู่ในทุ่งหญ้านั้นด้วย มิฉะนั้นจะถูกแอบผสมก่อน การ
ขังพ่อโคไว้ดังกล่าวเพือให้พ่อโคมีสุขภาพสมบูรณแข็งแรงซึงจะช่วยให้ประสิทธิภาพการผสมพันธุ์สูงขึน
์
่
้
่
่
้
พร้อมทีจะผสมกับแม่โคได้เสมอ และอายุการใช้งานของพ่อโคจะยาวนานขึน
2. การจูงผสม เปนการผสมโดยจูงพ่อพันธุ์
็
่
มาผสมกับแมพันธุ์หรือจูงแม่พันธุ์มาผสมกับพ่อพันธุ์
้
้
การผสมโดยวิธีนีควรแยกพ่อพันธุ์ออกเลียงต่างหาก
เพราะจะท าให้พ่อพันธุ์มีสุขภาพสมบูรณดี และพ่อ
์
พันธุ์สามารถผสมกับแม่พันธุ์ได้จ านวนมากกว่าการใช้
้
็
คุมฝูง แต่มีข้อเสียคือผู้เลียงต้องคอยสังเกตการเปน
สัดเอง ปกติพ่อโคสามารถใช้ผสมได้สัปดาห์ละ 5 ครั้ง
่
หากมีการเลียงดูทีดี
้
่
เกษตรกรรายย่อยเลี้ยงแมโครายละประมาณ 5
่
่
้
ถึง 10 แม การทีจะเลียงพ่อพันธุ์ไว้ใช้คุมฝูงเองอาจไม ่
คุ้มกับการลงทุน เพราะพ่อโค 1 ตัวสามารถใช้คุมฝูงได้
25 ถึง 50 ตัวดังทีกล่าวมาแล้ว หากอยูนอกเขตบริการ
่
่
้
็
ผสมเทียมจึงควรรวมตัวกันเปนกลุ่มแล้วจัดซือหรือ
จัดหาพ่อพันธุ์มาประจ ากลุ่ม เมือแมโคเปนสัดจึงนาแม ่
่
่
็
ซองชวยผสมแบบจูงผสม โคมารับการผสมจากพ่อโค เจ้าของแมโคอาจต้องเสีย
่
่
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 94
้
้
ค่าบริการในการผสมบ้างเพราะผู้เลียงพ่อพันธุ์ต้องมีค่าใช้จ่ายในการเลียงดูพ่อพันธุ์
้
้
่
แม่โคทีจะผสมกับพ่อโคจะต้องปราศจากโรคแท้งติดต่อ(หรือโรคบรูเซลโลซิส) ดังนั้นพ่อโคและแม่
็
โคของสมาชิกกลุ่มทุกตัวจะต้องได้รับการตรวจโรคและปลอดโรคแท้งติดต่อ เพราะหากพ่อพันธุ์เปนโรค
่
่
แล้วจะแพร่โรคให้แมโคทุกตัวทีได้รับการผสมด้วย
ี
3. การผสมเทยม เปนวิธีการผสมทีนานาเชือพ่อพันธุ์มาผสมกับแม่พันธุ์ทีเปนสัด โดยผู้ทีท าการ
็
่
็
้
่
่
้
้
้
ผสมเทียมจะสอดหลอดฉีดนาเชือเข้าไปในอวัยวะเพศของ
่
็
แมโคทีเปนสัด ปกติจะสอดหลอดผ่านคอมดลูก(cervic)เข้า
่
้
้
ไปปล่อยนาเชือในมดลูกของแมโค รายละเอียดจะกล่าวใน
่
หัวข้อ “การจัดการเกียวกับการผสมเทียม” ต่อไป
่
การตั้งท้องและการกลับเปนสัด
็
หลังจากแม่โคได้รับการผสมพันธุ์จนติดแล้วจะตั้งท้องเฉลียนานประมาณ 282วัน (274 ถึง 291
่
่
้
็
วัน) ผู้เลียงควรจดบันทึกวันทีผสม แล้วอีกประมาณ 21 วันต่อไปต้องคอยสังเกตดูว่าแม่โคกลับเปนสัดอีก
หรือไม่ หากกลับเปนสัดแสดงว่าผสมไม่ติดต้องผสมใหม หากไม่กลับเปนสัดแสดงว่าผสมติดแล้ว แต่อีก
่
็
็
่
ทุกๆ 21 วันต่อไปควรคอยสังเกตอีกเพือให้เกิดความมั่นใจมากขึน
้
ระยะ 1 ถึง 2 เดือนหลังจากผสมติด แม่โคมีโอกาสแท้งลูกได้ง่าย จึงไม่ควรให้แม่โคมีโอกาส
กระทบกระแทกกัน หากไม่จ าเปนก็ไม่ควรนาแม่โคเข้าคอกคัดสัตว์ การท างานทั่วไปเกียวกับโคควรท า
่
็
่
่
ในช่วงอากาศเย็นเช่นช่วงเช้าหรือบ่าย ควรค่อยๆไล่ต้อน หลีกเลียงการเฆียนตีโค
การตรวจทองเมื่อตั้งทองได้ 3 เดือน
้
้
่
การตรวจท้องเพือดูว่าแม่โคได้รับการผสมติดจนตั้งท้องจริงหรือไม่นั้น สามารถท าได้โดยการคล า
ตรวจดูมดลูกและรังไข่ผ่านทางทวารหนักตั้งแต่แมโคตั้งท้องได้ 2 ถึง 3 เดือนขึ้นไป ต้องใช้ผู้ทีมีความ
่
่
์
็
ุ
ช านาญและมีประสบการณเปนผู้ตรวจให้เท่านั้น ในปจจบันอาจใช้วิธีตรวจหาระดับฮอร์โมนในเลือดหรือ
ั
้
่
ในนานมก็สามารถบอกได้ว่าตั้งท้องหรือไม แต่วิธีนีต้องอาศัยห้องปฏิบัติการในการตรวจ จึงยังไม ่
้
้
เหมาะสมในการนาไปใช้กับสภาพการเลียงทั่วไป
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 95
้
้
การผสมพันธุ์แบบใช้ฤดูผสมควรตรวจท้องแม่โคหลังจากฤดูผสมพันธุ์ 8 ถึง 10 สัปดาห์ หากใช้
่
การผสมเทียมหรือจูงผสมควรตรวจเมื่อคาดว่าแม่โคตั้งท้องได้ 2 ถึง 3 เดือน แม่โคทีไม่ท้องควรคัดออก
่
แล้วเอาโคสาวทีผสมติดเร็วแทน
็
ประมาณร้อยละ 95 ของแม่โคทีตั้งท้องจะไม่กลับเปนสัดอีกจนถึงหลังคลอดลูกตัวใหม่ แต่ถ้าตัว
่
็
็
อ่อนในท้องตายภายใน 2 สัปดาห์จะถูกดูดซึมเข้าไปในร่างกายและแม่โคจะกลับเปนสัดในวงรอบการเปน
สัดปกติ ถ้าตัวอ่อนตายหลังจาก 2 สัปดาห์มันจะถูกดูดซึมแต่วงรอบการเปนสัดจะช้าลง
็
่
ประมาณร้อยละ 10 ของแม่โคทีตั้งท้องแล้วอาจแสดงอาการเปนสัดอีกครั้งหนึงหรือมากกว่าก็ได้
็
่
็
่
่
แต่ช่วงระยะการเปนสัดแต่ละครั้งแตกต่างจากตอนทีไมตั้งท้อง และระยะของแต่ละช่วงก็ไม่เท่ากัน ถ้าแม ่
้
่
้
โคเหล่านีได้รับการผสม ไม่ว่าจะโดยใช้พ่อพันธุ์หรือการผสมเทียมทีใช้หลอดนาเชือสอดเข้าไปในมดลูก ก็
้
อาจท าให้แม่โคแท้งหรือลูกในท้องตายได้
ปญหาการผสมติดเพราะขาดอาหารอาจเนืองจาก
ั
่
1) จ านวนแม่โคต่อแปลงหญ้ามากเกินไปหรือจ านวนหญ้าไม่พอโดยไม่ได้ให้หญ้าแห้งหรือ
อาหารข้นเสริม
่
2) ให้ปุยแปลงหญ้าไม่พอหรือหญ้าทีให้ปล่อยแทะเล็มมีคุณภาพต า คุณค่าทางอาหารจึงไม ่
่
๋
เพียงพอต่อความต้องการของแม่โค
่
3) การให้อาหารมากเกินไปท าให้แม่โคอ้วนเกินไป มีผลท าให้การผสมติดต า
้
4) บางพืนทีดินอาจขาดแร่ธาตุ
่
5) ปญหาจากโรคและพยาธิ
ั
การเลียงแมโคระยะตั้งท้อง 4 ถึง 6 เดือน
้
่
เปนระยะทีลูกโคโตแล้วและเตรียมตัวหย่านม หากลูกโคกินหญ้าและอาหารได้เก่งแล้วแม่โคก็
็
่
ต้องการอาหารเพียงเพือบ ารุงรางกายเท่านั้น
่
่
้
้
่
ระยะนความต้องการอาหารเพือเลียงลูกในท้องยังนอยอยู แม่โคจึงต้องการอาหารนอยกว่าระยะ
่
้
้
ี
่
่
้
อื่น สามารถประหยัดค่าใช้จายในการเลียงโดยให้อาหารคุณภาพต าได้ ถ้าให้อาหารคุณภาพดีอาจท าให้
แม่โคอ้วนเกินไป แต่ก็ควรระวังอย่าให้แม่โคผอม ควรมีไขมันสะสมอยู่บ้าง
ตัวอย่างการให้อาหารแม่โคอุ้มท้องตามตารางที 24 โดยในฤดูฝนให้หญ้าสดเปนหลัก ให้อาหาร
็
่
ข้นเสริมบ้างตามสภาพของแม่โค ฤดูแล้งให้หญ้าหมักเปนหลักเสริมด้วยอาหารข้นตัวละประมาณ 2 กก.
็
นอกจากมีหญ้าหมักไม่เพียงพอก็ใช้ฟางข้าวเสริมด้วยร าหยาบและอาหารข้น อาหารข้นทีเสริมอาจปรับ
่
ใช้ตามวัตถุดิบทีมีอยู่ในท้องถิ่นและให้มีราคาถูกทีสุดเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย โดยค านวณให้มีโภชนะหรือ
่
่
คุณค่าทางอาหารให้ได้ตามความต้องการของแม่โค
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้