The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by t_yodchai, 2020-10-02 04:44:20

หนังสือการเลี้ยงโคเนื้อ

การเลียงโคเนือ 46
้ ้



เนืองจากโคพืนเมืองมีขนาดเล็ก เพราะถูกคัดเลือกมาในสภาพการเลียงทีมีอาหารจ ากัด จึงไม ่



เหมาะทีจะนามาเลี้ยงขุน เพราะมีขนาดเล็กไมสามารถท านาหนักซากได้ตามทีตลาดโคขุนต้องการ คือที ่













นาหนักมีชีวิต 450 กก. และเนือไมมีไขมันแทรก และเนืองจากแมโคมีขนาดเล็กจึงไมเหมาะที่จะผสมกับ


โคพันธุ์ทีมีขนาดใหญ่ เช่น ชาร์โรเล่ส์ และซิมเมนทัล เพราะอาจมีปญหาการคลอดยาก

โคพืนเมืองไทยจัดแบ่งเบืองต้น ตามลักษณะรูปร่างภายนอก ตามภูมิภาคและวัตถุประสงค์ของ

การเลียง ได้ 4 สายพันธุ์ ได้แก่ โคขาวล าพูนซึงเปนโคพืนเมืองภาคเหนือตอนบน โคพืนเมืองภาคอีสาน











โคลานซึงเปนโคพืนเมืองภาคกลาง และโคชนซึงเปนโคพืนเมืองภาคใต้

โคขาวล าพูน
ลักษณะประจ าพันธุ์




เนอเขา สีนาตาลส้ม เนอละเอียด






เนอกีบ สีนาตาลส้ม


ขอบตา เนือจมูก เนอทวารต่างๆ สีชมพูส้ม ไม่มีจุดด่างขาว

ขนพู่หาง สีขาว
ขนล าตัว สีขาวเกรียน

สีนัยนตา นาตาลด า


ขนตา สีขาว
สีหนัง ชมพูส้ม


นาหนักเมื่อโตเต็มที ่ เพศผู้ 350 ถึง 450 กิโลกรัม

แหล่งเลียง เพศเมีย 300 ถึง 350 กิโลกรัม
จังหวัดล าพูน ล าปาง เชียงใหม่ พะเยา






โคขาวล าพูนในพระราชพิธพืชมงคลจรด
พระนงคัลแรกนาขวัญ

(ภาพจากหุ่นจ าลอง ณ พิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระ
เกียรติ์ฯ ปทุมธานี)





กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์

การเลียงโคเนือ 47
้ ้
ข้อมูลโคขาวล าพูนจ านวน 185 ตัวซึงเลียงทีสถานีวิจัยและทดสอบพันธุ์สัตว์พะเยาระหว่าง พ.ศ.






2540 ถึง 2543 ค่าเฉลียลีสท์สแควร์(least square means)ทีปรับปจจัยต่างๆแล้ว นาหนักแรกเกิดเท่ากับ



17.90 ± 1.36 กิโลกรัม หย่านมปรับทีอายุ 200 วัน 121.33 ± 3.61 กิโลกรัม อัตราการเจริญเติบโตก่อน
หย่านมในช่วงระยะเวลาดังกล่าวเท่ากับ 494 กรัมต่อวัน

โคพืนเมืองภาคอีสาน

ลักษณะประจ าพันธุ์







เนอเขา สีด า หรือสีนาตาลด า



เนอกีบ สีด า หรือนาตาลแกมด า








ขอบตา เนือจมูก เนอทวารต่างๆ สีด า นาตาล หรือนาตาลแกมด า


ขนพู่หาง สีด า หรือนาตาล

ขนล าตัว สีนาตาล นาตาลแดง ด า ขนสั้นเกรียน





ขนตา สีด า หรือนาตาล

สีหนัง สีด า หรือนาตาล



นาหนักเมื่อโตเต็มที ่ เพศผู้ 350 ถึง 400 กิโลกรัม
เพศเมีย 200-250 กิโลกรัม

แหล่งเลียง กระจายทั่วไปทั้งภาคอีสาน แต่มีเลียงหนาแนนใน


เขตตามแนวชายแดน จังหวัดอุบลราชธานี สุรินทร์
ศรีสะเกษ อ านาจเจริญ มุกดาหาร นครพนม และ
หนองคาย โค
พืนเมืองภาคกลาง (โคลาน)

ลักษณะประจ าพันธุ์




เนอเขา สีด า หรือนาตาลด า



เนอกีบ สีด า หรือนาตาลด า



ขอบตา เนือจมูก เนอทวารต่างๆ สีด า นาตาล หรือนาตาลด า





ขนพู่หาง สีด า หรือนาตาล


ขนล าตัว สีนาตาล นาตาลแดง ขนสั้นเกรียน






ขนตา สีด า หรือนาตาล
สีหนัง สีด า หรือนาตาล




นาหนักเมื่อโตเต็มที ่ เพศผู้ 300-350 กิโลกรัม
เพศเมีย 200-260 กิโลกรัม

แหล่งเลียง เพชรบุรี ราชบุรี กาญจนบุรี นครปฐม สุพรรณบุรี



กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์


การเลียงโคเนือ 48
้ ้


โคพืนเมืองภาคใต้



ลักษณะประจ าพันธุ์



เนอเขา สีด า หรือนาตาล







เนอกีบ สีด า หรือนาตาล




ขอบตา เนือจมูก เนอทวารต่างๆ สีด า นาตาล หรือนาตาลด า




ขนพู่หาง สีด า หรือนาตาล



ขนล าตัว สีด า นาตาลแดง แดง ด าขนสั้นเกรียน

ขนตา สีด า หรือนาตาล


สีหนัง สีด า หรือนาตาล



นาหนักเมื่อโตเต็มที ่ เพศผู้ 350-400 กิโลกรัม

เพศเมีย 230-280 กิโลกรัม
แหล่งเลียง กระจายทั่วไปในเขตภาคใต้โดยเฉพาะจังหวัด


นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง กระบี สงขลา


โคพันธุตาก (Tak Beef Cattle)


เปนโคลูกผสมระหว่างพันธุ์ชาร์โร
เล่ส์กับพันธุ์บราห์มัน โดยกรมปศุสัตว์ได้
มอบหมายให้ศูนย์วิจัยและบ ารุงพันธุ์สัตว์
ตากท าการคัดเลือกและปรับปรุงพันธุ์ให้
ุ่

เปนโคเนือพันธุ์ใหมทีโตเร็ว เนือนม เพือ





ทดแทนการนาเข้าพันธุ์โคและเนือโค


คุณภาพดีจากต่างประเทศ
การด าเนินงานในระยะแรกได้มี
การใช้โคลูกผสมพืนเมืองมาท าการศึกษา


ด้วย แต่เฉพาะฝูงปรับปรุงพันธุ์(elite herd)เพือสร้างโคพันธุ์ตากเริ่มโดยใช้แมโคพันธุ์อเมริกันบราห์มัน

ประมาณ 500 ตัว ผสมเทียมโดยใช้นาเชือโคจากพ่อพันธุ์ชาร์โรเล่ส์ 10 ถึง 30 ตัว ลูกโคในชั่วที 1




(สายเลือดโคพันธุ์ชาร์โรเล่ส์ 50% และอเมริกันบราห์มัน 50%) คัดเลือกโคเพศเมียประมาณ 300 ตัว


ผสมเทียมโดยใช้นาเชือจากโคพ่อพันธุ์อเมริกันบราห์มันจะได้โคในชั่วที 2 (พันธุ์ชาร์โรเล่ส์ 25% และ





อเมริกันบราห์มัน 75%) และใช้แมโคจากชั่วที่ 2 ประมาณ 300 ตัว ผสมเทียมโดยใช้นาเชือโคพ่อพันธุ์


ชาร์โรเล่ส์ จะได้โคพันธุ์ตากทีมีระดับสายเลือดโคพันธุ์ชาร์โรเล่ส์ 62.50% อเมริกันบราห์มัน 37.50%


กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์

การเลียงโคเนือ 49
้ ้




ตามทีต้องการ โคพันธุ์ตากในชั่วนีจะท าการผสมภายในชั่วเดียวกัน(inter se mating)เพื่อตรึงสายเลือดให้

อยู่ทีโคพันธุ์ชาร์โรเล่ส์ 62.50% อเมริกันบราห์มัน 37.50%

(ผู้) ชาร์โรเล่ส์ X (เมีย) บราห์มัน



พันธุ์แท 100%
พันธุ์แท 100%


ี่
้ (ลูกชั่วท 1)
(ผู) บราห์มัน


พันธุ์แท 100% X (เมีย) ชาร์โรเลส์ 50 %
บราห์มัน50 %



(ผู) ชาร์โรเล่ส์ (ลูกชั่วท 2)
ี่

พันธุ์แท 100% X (เมีย)ชาร์โรเล่ส์ 25 %

บราห์มัน 75 %
โคพันธุ์ตาก
(ลกชั่วท 3)

ี่
ชาร์โรเล่ส์ 62.5 % บราห์มัน 37.5 %
แผนการผสมพันธุ์โคพันธุ์ตากในฝูงปรับปรุงพันธุ์



ลูกโคเพศผู้เมือหย่านมจะถูกนาไปทดสอบสมรรถภาพ(performance testes)โดยให้กินอาหาร
ส าเร็จรูป(Total Mixed Ration หรือ TMR) แบบให้กินเต็มที(adlib)ตลอดการทดสอบที่นาหนัก 400 กก.





โคทีมีอัตราการเจริญเติบโตดีมากและมีลักษณะต่างๆตามเกณฑ์มาตรฐาน ได้ให้กองผสมเทียมนาไปรีด
นาเชือท านาเชือแช่แข็งเพือใช้ผสมพันธุ์กับแม่โคของเกษตรกรทั่วประเทศ








การคัดเลือกโคทีใช้ในการปรับปรุงพันธุ์ จะท า
การเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลโคพันธุ์ตาก
ดวยคอมพิวเตอร์ การหาค่าคุณค่าพันธุกรรม(Estimated Breeding Value

หรือ EBV)ของโคแต่ละตัวโดยเทคนิค Best Linear
Unbiased Prediction หรือ PLUP วิเคราะห์โดย Animal

Model วิธี muti-trait แล้วนาค่าคุณค่าพันธุกรรมไปใช้
คัดเลือกโดยใช้ดัชนีการคัดเลือก(selection index)
โคพันธุ์ตากทีปรับปรุงพันธุ์ได้เปนโคเนือทีโต




เร็ว เลียงง่าย ทนทานต่อสภาพอากาศร้อนของประเทศ

ไทย และให้เนือคุณภาพดี สนองความต้องการของตลาดเนือโคชั้นสูงได้ มีสีนาตาลอ่อนคล้ายสีทอง มี




ลักษณะล าตัวคล้ายโคพันธุ์ชาร์โรเล่ส์ เปนโคขนาดกลาง เพศผู้โตเต็มทีนาหนักประมาณ 900 ถึง 1,000





ุ่

กก. เพศเมีย 600 ถึง 700 กก.มีข้อดีได้แก่ เติบโตเร็ว เนือนม เนือสันมีไขมันแทรก(marbling) ซากมี



ขนาดใหญ่ทีสนองความต้องการของตลาดเนือโคคุณภาพดีได้ เลียงง่าย หากินเก่ง ไมเลือกกินหญ้า


กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์


การเลียงโคเนือ 50
้ ้






ทนทานต่อสภาพอากาศร้อนได้ดีพอสมควร เหมาะทีจะนามาผสมกับแมโคพืนเมือง โคบราห์มันและ



ลูกผสมบราห์มันเพือนาลูกมาเลียงเปนโคขุนได้ แมพันธุ์ผสมพันธุ์ได้เร็ว ที่ศูนย์ฯตากผสมพันธุ์ทีแมโค









อายุ 14 เดือนนาหนัก 280 กก.ขึ้นไป แต่การเลียงต้องอาศัยการดูแลเอาใจใส่พอสมควร ไมเหมาะทีจะ


ุ่



นาไปปล่อยเลียงในปาโดยไม่ดูแลเอาใจใส่ หากเลียงในสภาพปล่อยปาหรือปล่อยทงควรใช้โคพันธุ์ตากลูก


ชั่วที 1 หรือโคพันธุ์ตากชั่วลูกที 2

ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี (พ.ต.ท. ทักษิณ
ชินวัตร) เยียมชมนิทรรศการโคพันธุตาก





ท อ.วังทอง จ.พิ ษณ โลก เมอวันท 3




เมษายน 2547


ผลการวิจัยและพัฒนาจากโครงการสรางโคพันธุ์ตาก

การศึกษาข้อมูลการวิจัยและพัฒนาในการสร้างโคพันธุ์ตากด าเนินการได้ 25 ปี ระหว่างป พ.ศ.

2529 ถึง 2546 จ านวน 8,810 ข้อมูล จากฝูงปรับปรุงพันธุ์โคพันธุ์ตากจ านวน 3 แห่ง คือ ศูนย์วิจัยและ

บ ารุงพันธุ์สัตว์ตาก สถานีวิจัยทดสอบพันธุ์สัตว์พิษณโลก และสถานีวิจัยทดสอบพันธุ์สัตว์นครสวรรค์

โดยได้เปรียบเทียบโคทีมีระดับสายเลือดต่างๆ 7 กลุ่ม
1) โคพันธุ์ตากชั่วที 1 มีระดับสายเลือด 50% ชาร์โรเลส์และบราห์มัน 50% (CCBB)


2) โคพันธุ์ตากชั่วที 2 มีระดับสายเลือด 25% ชาร์โรเลส์ และบราห์มัน 75% (BBCB)
3) โคพันธุ์ตากชั่วที 3 มีระดับสายเลือด 62.5% ชาร์โรเลส์ และบราห์มัน 37.5% (CACA)

4)โคพันธุ์ตากชั่วที 4 ทีเกิดจากการผสมพันธุ์กันเองในระดับสายเลือดที 62.5% (Interse



mating) ระหว่างพ่อโคพันธุ์ตากชั่วที 3 และแม่โคพันธุ์ตากชั่วที 3 (CACA’)




5) โคทีมีระดับสายเลือด 50% ชาร์โรเลส์ และพืนเมือง 50% (CCNN)

6) โคทีมีระดับสายเลือดโค 75% ชาร์โรเลส์และพืนเมือง 25% (CCCN)

7) โคพันธุ์บราห์มัน พันธุ์แท้ (BBBB)
จากการศึกษาตามตารางที 6 สรุปได้ดังนี ้


ลูกโคทีมีเลือดชาร์โรเลส์ 62.5% ชาร์โรเล่ส์-บราห์มัน(CACA) และ 75% ชาร์โรเล่ส์-พืนเมือง




(CCCN) มีนาหนักแรกเกิดสูงทีสุด รองลงมาคือ 25% ชาร์โรเล่ส์-บราห์มัน(BBCB), 50% ชาร์โรเล่ส์-

บราห์มัน(CCBB), 62.5% ชาร์โรเล่ส์-บราห์มันชั่วที 4 (CACA’), 50% ชาร์โรเล่ส์-พืนเมือง(CCNN) และ



บราห์มันพันธุ์แท้(BBBB) ตามล าดับ ความแตกต่างของนาหนักแรกเกิดดังกล่าวเปนผลมาจากพันธุกรรม


กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์


การเลียงโคเนือ 51
้ ้



หากโคมีระดับสายเลือดชาร์โรเลส์อยู่สูง ท าให้มีนาหนักแรกเกิดสูงตามไปด้วย ส่วนโคกลุ่ม CACA’ แม้ว่า







จะมีระดับสายเลือดโคพันธุ์ชาร์โรเลส์อยูสูง (62.5%) แต่นาหนักแรกเกิดนอย ทั้งนีเนืองมาจากแผนการ


ผสมพันธุ์โคพันธุ์ตากในชั่วที 4 (CACA’) เปนการผสมพันธุ์แบบนาโค 62.5 % ชาร์โรเลส์ มาผสม

กันเองท าให้ลักษณะดีเด่นแบบเฮตเตอโรซีสเนืองจากการผสมข้ามพันธุ์ลดลง ส่งผลให้นาหนักแรกเกิด



ของลูกโคลดลง โค 62.5 % ชาร์โรเลส์ ทั้งสองกลุ่มมีนาหนักหย่านมค่าเฉลี่ยอยูในเกณฑ์สูง(EBV200



เท่ากับ 6.29 และ 5.95) จึงมีแนวโนมทีสามารถใช้โคกลุ่มดังกล่าวในการคัดเลือกให้โคพันธุ์ตากมีนาหนัก











หย่านมเฉลียสูงขึน ทั้งนีนาหนักหย่านมปรับที่อายุ 400 วัน และนาหนัก 1 ปปรับทีอายุ 600 วัน พบว่า


โค 62.5 % ชาร์โรเลส์ ทั้งสองกลุ่มสูงกว่ากลุ่มอื่นๆเช่นเดียวกัน

ี่




ตารางท 6 ค่าเฉลียลีสท์สแควร์ของนาหนักโคพันธุ์ตาก โคลูกผสมชาร์โรเลส์พืนเมือง
และโคพันธุ์บราห์มัน

ลักษณะ ค่าเฉลีย CCBB BBCB CACA CACA’ CCNN CCCN BBBB

นาหนัก EBV 1.26 1.23 1.28 1.36 1.11 1.27 1.09

แรกเกิด กก. 30.46 30.85 32.84 29.75 27.99 32.47 27.55
c
a
bc
b
a
cd
d
(BW) ±S.E 0.14 0.24 0.33 0.41 1.40 0.46 0.21
จ านวน(ตัว). 1588 860 294 159 12 122 716
นาหนัก EBV 5.93 5.86 5.95 6.29 4.94 6.41 5.15


c
a
c
d
bc
c
หย่านม กก. 183.84 180.79 212.07 183.48 155.27 191.01 158.83
d
(W200) ±S.E. 0.97 1.69 2.43 3.09 9.89 3.53 1.48
จ านวน(ตัว) 1480 822 255 126 11 96 634

นาหนัก EBV 7.32 6.85 6.83 7.24 6.32 7.49 6.78

1 ป ี กก. 275.85 270.39 323.22 275.31 237.69 310.20 282.95
a
a
b
b
b
b
a
(W400) ±S.E. 4.19 6.03 6.38 9.25 51.52 9.27 8.79
จ านวน(ตัว) 368 241 148 43 1 42 47


นาหนัก EBV 9.31 9.67 9.18 9.12 8.57 9.11 9.05
b
d
cde
1. 5 ป ี กก. 333.84 352.63 431.07 387.88 298.97 400.56 288.11
e
c
a
b
(W600) ±S.E. 14.71 16.08 15.98 19.93 60.53 19.12 22.67
จ านวน(ตัว) 240 182 119 21 1 24 12

หมายเหตุ อักษรทีแตกต่างกันในแถวนอนแสดงความแตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ(P<0.05)


จากการศึกษาสรุปได้ว่าการสร้างโคพันธุ์ตากโดยรักษาระดับสายเลือดชาร์โรเลส์ไว้ที 62.5 %
เปนแนวทางทีถูกต้อง จะเห็นได้ว่าโคระดับสายเลือดดังกล่าว (CACA และ CACA’) ได้ถูกปรับปรุงพันธุ์


และคัดเลือกให้มีการเจริญเติบโต โดยวัดจากนาหนักทีอายุ 600 วัน ตอบสนองต่อความต้องการของ







เกษตรกรทีขุนโคเพือผลิตเนือคุณภาพดี ใช้ระยะเวลาขุนสั้น เพือให้ได้ผลตอบแทนรวดเร็ว เมื่อ

เปรียบเทียบกับข้อดีของโคบราห์มันพันธุ์แท้ทีสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมของประเทศได้เปน


กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์


การเลียงโคเนือ 52
้ ้



อย่างดี ในเรื่องของการทนความร้อน โรคและแมลงในเขตร้อนชืน การใช้อาหารหยาบคุณภาพไม่สูงนัก

โคระดับสายเลือด 62.5% มีการเจริญเติบโตทีดีกว่าโคบราห์มันพันธุ์แท้ทั้งระดับ 62.5% ทีเกิดจากการ


ผสมกลับด้วยชาร์โรเลส์และทีเกิดขึนจากการผสมระดับสายเลือดเดียวกันเพือตรึงสายเลือด ในขณะที ่



โคบราห์มันพันธุ์แท้ไม่สามารถท านาหนักส่งตลาด (400 ถึง 450 กก.) ในช่วงเวลาดังกล่าวได้ เปนเหตุผล



สนับสนนว่าโคพันธุ์ตากสามารถเลียงดูได้ โดยใช้ระดับการจัดการฟาร์มในลักษณะเดียวกันกับโคบราห์

มันทั้งในฝูงโคปรับปรุงพันธุ์และในฟาร์มโคขุนของเกษตรกรรายย่อย


การใชประโยชนจากโคพันธุ์ตาก




1) เนืองจากโคพันธุ์ตากมีสายเลือดโคชาร์โรเล่ส์สูงถึง 62.5 % และไมมีเลือดโคพืนเมืองไทยอยู่





จึงสามารถใช้ผสมกับแมโคพืนเมืองไทยซึงจะให้ลูกเพศผู้ใช้เลียงขุนได้ เปนการใช้ประโยชนจาก






ทรัพยากรทีมีอยู่แล้วได้แก่โคพืนเมืองให้เกิดประโยชนโดยเปนพืนฐานการผลิตโคเนือของประเทศ





2) โครงการสร้างโคเนือของกรมปศุสัตว์ได้ผลิตพ่อพันธุ์และนาเชือโคพันธุ์ตากลูกชั่วที 1 ทีมี


สายเลือดชาร์โรเลส์ 50 % ให้เกษตรกรที่เลียงโคสายเลือดยุโรป 50 % อยูแล้วใช้ผสมพันธุ์ส าหรับการ


เลียงโคแบบไล่ต้อน





3) โครงการยังได้ผลิตพ่อพันธุ์และนาเชือโคสายเลือดชาร์โรเลส์ 75 % ให้เกษตรกรทีเลียงโค



สายเลือดชาร์โรเลส์และโคยุโรป 50 % อยูแล้วใช้ผสมพันธุ์ให้ได้โคทีมีสายเลือดโคชาร์โรเล่ส์หรือโคยุโรป
62.5 % เช่นเดียวกับโคพันธุ์ตาก


วิธการสรางโคพันธุตากโดยเกษตรกร


เกษตรกรสามารถสร้างโคพันธุ์ตากได้ตามแผนการผสมพันธุ์ดังนี ้
X
(ผู) ชาร์โรเล่ส์

(เมีย) บราห์มัน

พันธุ์แท 100% ลูกผสมบราห์มัน

หรือพื้นเมือง
(ลูกชั่วท 1)
(ผู) โคพันธุ์ตาก

ี่
( ชาร์โรเล่ส์ 75%) X (เมีย) ชาร์โรเลส์ 62.5 %





(ผู) โคพันธุ์ตาก (ลูกชั่วท 2)
ี่
(ชาร์โรเลส์ 62.5 %) X (เมีย)ชาร์โรเล่ส์ 62.5 %



)


โคพันธุ์ตาก
ชาร์โรเล่ส์ 62.5 %

แผนการผสมพันธุ์เพื่อสร้างโคพันธุ์ตากของเกษตรกร

กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์


การเลียงโคเนือ 53
้ ้






โคพันธุ์ตากเปนทีต้องการของเกษตรกรมาก แต่โครงการสามารถผลิตโคให้ได้จ านวนจ ากัด



เนืองจากมีหนาทีในการศึกษาวิจัยและปรับปรุงพันธุ์เปนหลัก งบประมาณทีได้รับในการด าเนินการจึงมี





จ ากัด แทนทีจะรอซือโคพันธุ์ตากจากทางราชการเกษตรกรก็สามารถสร้างขึนมาเองได้จากแม่โคทีมีอยู ่






โดยคัดเลือกแม่โคบราห์มัน ลูกผสมบราห์มัน หรือพืนเมืองทีมีขนาดใหญ่ทีมีลักษณะดีทีมีอยู ผสมเทียม




ด้วยนาเชือโคชาร์โรเล่ส์พันธุ์แท้ทีหนวยผสมเทียมของกรมปศุสัตว์หรือส่วนราชการอื่นมีให้บริการ แล้ว


ผสมลูกตัวเมีย 50% ชาร์โรเล่ส์ทีเกิดขึนด้วยนาเชือโคพันธุ์ตากสายเลือด 75% ก็จะได้ลูกโค 62.5%







ชาร์โรเล่ส์เช่นเดียวกับโคพันธุ์ตาก ต่อไปก็ตรึงสายเลือดไว้โดยใช้นาเชือโคพันธุ์ตาก 62.5% ผสมกับลูก



โคเพศเมียทีเกิดในฝูง ใช้เวลาประมาณ 5 ถึง 6 ปีก็สามารถผลิตโคพันธุ์ตากได้เองแทนทีจะรอซือจาก
ทางราชการซึงต้องใช้เวลานาน


โคพันธุก าแพงแสน(Kampangsan)


เปนโคพันธุ์ใหม่ปรับปรุงโดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
วิทยาเขตก าแพงแสน จังหวัดนครปฐม โดยเริ่มด าเนินการใน
พ.ศ. 2525 โดยใช้พันธุ์ชาร์โรเล่ส์กับบราห์มันคล้ายกับโค
พันธุ์ตาก แต่โคพันธุ์ก าแพงแสนเริ่มต้นปรับปรุงพันธุ์จากโค


พืนเมือง โคพันธุ์ก าแพงแสนจึงมีสายเลือดพืนเมือง 25%


บราห์มัน 25% และ ชาร์โรเล่ส์ 50% เพศผู้โตเต็มทีนาหนัก

ประมาณ 800 ถึง 900 กก. เพศเมีย 500 ถึง 600 กก.
ปจจุบันการพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์ร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรมปศุสัตว์ และสมาคม

โคเนือพันธุ์ก าแพงแสน

โคก าแพงแสนมีสีขาว ขาวครีม ไปจนถึงสีเหลืองอ่อน เหนียงคอและหนังหุ้มลึงค์หย่อนยาน

เล็กนอย ลูกโคที่มีระดับสายเลือดดังกล่าวและมีลักษณะโครงร่างเข้ามาตรฐานก็สามารถขอจดทะเบียน



รับรองเปนโคพันธุ์ก าแพงแสนได้จากสมาคมโคเนือก าแพงแสน โดยเปนโคอยู่ในระดับ D1(Development

ที 1) และต้องผสมแบบยกระดับสายพันธุ์ต่อไปอีก 4 ชั่วจึงจะเปนพันธุ์แท้


พันธุกบินทร์บุรี


เปนโคลูกผสมระหว่างพันธุ์ซิมเมนทาลกับ
พันธุ์บราห์มัน โดยกรมปศุสัตว์ได้มอบหมายให้ศูนย์วิจัย


และบ ารุงพันธุ์สัตว์ปราจีนบุรี(ตั้งอยูทีอ าเภอกบินทร์บุรี)



ท าการสร้างโคพันธุ์ใหมให้เปนโคกึงเนือกึงนม โดยลูก


โคเพศผู้ใช้เปนโคขุนได้และแมโคใช้รีดนมได้ การสร้าง


พันธุ์ในฝูงปรับปรุงพันธุ์ด าเนินการโดยนานาเชือโคพันธุ์






กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์

การเลียงโคเนือ 54
้ ้


ซิมเมนทาลคุณภาพสูงจากประเทศเยอรมัน ผสมกับแมโคบราห์มันพันธุ์แท้ ได้โคลูกผสมชั่วที 1 ทีมีเลือด



50% ซิมเมนทาล และ 50% บราห์มัน แล้วผสมโคชั่วที 1 เข้าด้วยกัน คัดเลือกปรับปรงให้เปนโคเนือพันธุ์




ใหม่เรียกว่าโคพันธุ์กบินทร์บุรี



โคพันธุ์กบินทร์บุรีมีสีแดงเข้มคล้ายโคพันธุ์ซิมเมนทาล เปนโคขนาดกลาง เพศผู้โตเต็มทีนาหนัก



ประมาณ 900 ถึง 1,000 กิโลกรัม เพศเมีย 600 ถึง 700 กิโลกรัม โคพันธุ์นีมีข้อดีคือ หากเลียงแบบโค



เนือมีการเติบโตเร็ว ซากมีขนาดใหญ่ทีสนองความต้องการของตลาดเนือโคคุณภาพดีได้ ทนทานต่อ

สภาพอากาศร้อนได้ดีพอสมควร เหมาะทีจะนามาผสมกับแม่โคพืนเมือง โคบราห์มันและลูกผสมบราห์








มันเพือนาลูกเพศผู้มาเลียงเปนโคขุน ลูกเพศเมียใช้รีดนมได้มากพอสมควร หากจะเลียงเปนโครีดนมควร


เลียงใกล้กับแหล่งเลียงโคนมทีสามารถรับซือนานมดิบได้ จะได้ไม่มีปญหาในการจ าหนายนม แต่การ







เลียงต้องอาศัยการดูแลเอาใจใส่พอสมควร ไม่เหมาะทีจะนาไปปล่อยเลียงในปาหรือปล่อยในทุ่ง หากใช้






แม่โครีดนม ลูกโคทีเกิดออกมาต้องแยกเลียงแบบลูกโคนม ดังนั้นผู้เลียงต้องมีความรู้ในการเลียงโครีดนม



และต้องดูแลเอาใจใส่ให้ดี เนือมีสีแดงเข้ม อาจเปนข้อติของตลาดเนือโคคุณภาพดีเมื่อเปรียบเทียบกับโค


ลูกผสมชาร์โรเล่ส์ เช่น โคพันธุ์ตาก และโคก าแพงแสน
ข้อมูลจากการศึกษาของกรมปศุสัตว์ แม่โคพันธุ์กบินทร์บุรีซึ่งเปนลูกผสมซิมเมนทาล 50%

กับบราห์มัน 50% ชั่วอายุแรกจ านวน 119 ตัว ทีสถานีวิจัยทดสอบพันธุ์สัตว์จันทบุรีระหว่าง พ.ศ. 2541





ถึง 2543 ค่าเฉลียลีสท์สแควร์(Least Square Means)ทีปรับอิทธิพลของปจจัยต่างๆแล้วของนาหนักแรก



เกิดเท่ากับ 29.92 กิโลกรัม นาหนักหย่านม(ปรับทีอายุ 200 วัน) 161.75 กิโลกรัม นาหนัก 1 ป(ปรับที ่






400 วัน) 288.07 กิโลกรัม นาหนัก 1 ปครึง(ปรับทีอายุ 600 วัน) 365.85 กิโลกรัม อัตราการเจริญเติบโต



ก่อนหย่านม 652.87 กรัม/วัน หลังหย่านมถึงอายุ 400 วัน 494.97 กิโลกรัม/วัน และจาก 400 วันถึง 600
วัน 565.41 กิโลกรัม ให้นมตลอดระยะการให้นมครั้งแรก 743.84 กิโลกรัม เฉลียวันละ 5.17 กิโลกรัม

จ านวนวันรีด 119 วัน



ข้อมูลโคกบินทร์บุรีซึงเลียงทีสถานีวิจัยทดสอบพันธุ์สัตว์ปราจีนบรี สถานีฯจันทบุรี และศูนย์วิจัย




และบ ารุงพันธุ์สัตว์หนองกวาง จ.ราชบุรี ค่าเฉลียลีสท์สแควร์ทีปรับอิทธิพลของปจจัยต่างๆแล้วของ






นาหนักแรกเกิดเท่ากับ 30.57 กิโลกรัม นาหนักหย่านม(ปรับทีอายุ 200 วัน) 164.93 กิโลกรัม นาหนัก 1


ป(ปรับที 400 วัน) 222.91 กิโลกรัม

จากการทดลองขุนโคกบินทร์บุรี(ลูกผสมซิมเมนทาล 50% กับบราห์มัน 50%)จ านวน 10 ตัว เริ่ม
ขุนทีนาหนักเฉลีย 278 กิโลกรัม ให้อาหารข้นโปรตีน 18 % อาหารหยาบโปรตีน 9 % สินสุดการทดลอง







ที 450 กิโลกรัม โคมีอัตราการเจริญเติบโตเฉลียวันละ
1,211 กรัม เปอร์เซ็นต์ซากอุ่น 56.60 เปอร์เซ็นต์ซาก
เย็น 53.40

โควางิว (wagyu)

กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์


การเลียงโคเนือ 55
้ ้


โคเนือญีปุน(Wagyu, wa แปลว่าพืนเมือง gyu แปลว่าโค) ส่วนใหญ่เปนโคทีมีสีด า(Black










Japanese Cattle) คล้ายกับโคเนือพันธุ์แองกัส(Angus) ซึงเปนโคเนือสายพันธุ์ยุโรป มีเขา มีขนาดของ

ล าตัวส่วนท้าย(Rump)และขาเล็กกว่าโคแองกัส โคพ่อพันธุ์เมือโตเต็มทีอาจมีนาหนักมากกว่า 900



กิโลกรัม
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ได้รับนอมเกล้าถวายฯ โคเนือญีปุนสายเลือด







ทาจิมะ(Tajima)จากรัฐบาลประเทศญีปุน เปนโคพ่อพันธุ์ และได้พระราชทานให้กรมปศุสัตว์เพือใช้ใน








การรีดนาเชือ ผลิตเปนนาเชือแช่แข็ง ทีศูนย์วิจัยการผสมเทียมปทมธานี จังหวัดปทุมธานี ใช้ในการ




ขยายพันธุ์ โดยนาไปผสมเทียมกับโคแม่พันธุ์เรดซินดิ(Red Sindhi) จ านวน 33 ตัว ทีศูนย์วิจัยและบ ารุง
พันธุ์สัตว์ล าพญากลาง ในระหว่างป 2533 ถึง 2534





โคลูกผสมพันธุ์ทาจิมะทีเกิดขึน กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ ได้นาไปทดสอบและขยายพันธุ์ต่อ โดยนาไป
ผสมกับโคพันธุ์ต่างๆ เช่นโคเนือพันธุ์อเมริกันบราห์มัน (American Brahman) โคนมพันธุ์โฮลสไตนฟรี



เชียน (Holstein Freisian) และมอบหมายให้สถานีวิจัยทดสอบพันธุ์สัตว์สกลนครเลี้ยงดู รวมทั้งโครงการ
ส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ขอรับการสนับสนน เพือ



นาไปช่วยเหลือเกษตรกรเปนอาชีพเสริมในเขตอ าเภอ


เมือง จังหวัดกระบี และในป 2544 กรมปศุสัตว์ได้

จัดท าโครงการวิจัยและทดสอบพันธุ์และกระจายพันธุ์
โคลูกผสมทาจิมะขึนทีจังหวัดสกลนครเพือกระจาย โคลกผสมทาจิมะ




พันธุ์โคลูกผสมทาจิมะไปสู่เกษตรกรรายย่อย รวมทั้ง
ท าการศึกษาคุณภาพซากโคลูกผสมทาจิมะ ที ่
ศูนย์วิจัยและบ ารุงพันธุ์สัตว์ท่าพระ จังหวัดขอนแก่น
โคเนือญีปุนมีลักษณะรูปร่างดังนี ้




1) ขนปกคลุมร่างกายสีด าเปนลักษณะเด่น และเปนโคสีด าทีมีจดขาวทีเต้านมหรือบริเวณ







ส่วนท้ายของล าตัว หรือลักษณะทีมีขนสีขาวบนผิวหนังสีด า จะเปนลักษณะทีเกษตรกรจะชืนชอบ

มากกว่าโคที่มีสีด าเพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตาม จดสีขาว สีนาตาลและสีทอง ก็สามารถปรากฏให้เห็น



ได้

2) ขนาดร่างกายเล็ก ความสูงทีวัดทีอก ของโคเพศเมียจะอยู่ระหว่าง 115 ถึง 118 เซนติเมตร

ส่วนโคเพศผู้ จะอยู่ระหว่าง 123 ถึง 125 เซนติเมตร
3) ส่วนกลางของล าตัวจะกางออก ซีโครงแข็งแรง ส่วนขาหลังและล าคอจะบาง

4) ขนและหนังจะมีคุณภาพดี ขนหยักเปนลอน เขามีสีเขาอมฟา เนือเขาละเอียดเรียบและกลม



ร่างกายได้สัดส่วน ข้อต่อ เส้นเอ็นแข็งแรง กีบเท้ามั่นคง เคลื่อนไหวอย่างสง่างาม
5) โคสาวจะผสมพันธุ์และให้ลูกตัวแรกเมื่ออายุประมาณ 24 เดือน โคเพศผู้เริ่มใช้ผสมพันธุ์เมื่อ



อายุ 3 ป และเมื่ออายุได้ 5 ป โคพ่อพันธ์สามารถผสมแม่พันธุ์ได้ 80 ตัวต่อป
6) ความสามารถในการท างานเช่นลากเกวียนหรือบรรทกนาหนักลดลง




กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์


การเลียงโคเนือ 56
้ ้




7) ความสามารถในการให้ผลผลิตนานม ประมาณ 3.3 กิโลกรัมต่อวัน ความยาวระยะรีดนม
(lactation period)ประมาณ 116 วัน อย่างไรก็ตามความสามารถในการให้นานมจะแปรปรวนในแต่ละตัว




8) นาหนักร่างกายและประสิทธิภาพการเปลียนอาหาร




(feed efficiency)ต า แต่ให้เนือคุณภาพสูงทีมีไขมันแทรกใน
กล้ามเนือ(marbling)มาก


เนือโคญี่ปุนมีรสชาดดี เนืองจากมีความนมเพราะมีไขมัน


ุ่
แทรกมาก มีสัดส่วนของกรดไขมันอิ่มตัว(saturated fatty acid)

ต่อสัดส่วนของกรดไขมันไมอิ่มตัวเชิงเดียว(monounsaturated





fatty acid)ต า เมือบริโภคจึงมีไขมันติดลินนอย โคพันธุ์แท้เพศผู้ขุนจะมีไขมันทีไมสามารถนาไปใช้




ประโยชนนอย เมือเปรียบเทียบกับซากโคพันธุ์อืนที่มีนาหนักเท่ากัน ดังนั้นผลผลิตที่ได้จะสูงกว่าพันธุ์





อืนๆ โคเพศผู้และเพศเมียที่จะนาไปขุนระยะสุดท้ายนาหนักประมาณ 300 กิโลกรัมราคาตัวละ 119,000






บาท ราคาโคเพศผู้ขุนคุณภาพดี นาหนัก 700 ถึง 740 กิโลกรัม จะมีราคาประมาณ 340,000 บาท ดังนั้น




เนือโคพันธุ์ญีปุนขุนได้ชือว่าเปนเนือทีมีราคาแพงทีสุดในโลก ทั้งในภัตตาคารญี่ปุนและร้านจ าหนายเนือ









ในประเทศญีปุน
โคเนือสายพันธุ์ญีปุน ถูกพัฒนาขึนมาในช่วงป พ.ศ. 2373 ถึง 2388 โดยการสร้างสายพันธุ์เลือด





ชิด (Inbred strains) ตามภูมิภาคต่างๆ ของประเทศญีปุน แสดงไว้ตามตารางที 16





ี่

ตารางท 16 สายพันธุ์เลือดชิด (Inbred strains) ของโคเนือญีปุนตามภูมิภาคต่างๆ


ื่
ชอสายพันธุ์ เขตภูมิภาค ปทสร้าง เขตพื้นท ี่ ลักษณะเด่น
ี่
Takenotan - zuru Atetsu, Okayama 2377 Atetsu, Okayama มีขนาดล าตัวใหญ่ ระบบเต้า
Hino, Tottori, นมดี ให้ลูกสม าเสมอ อายุการ

Nita, Shimane ใช้งานยาว มีเขา ช่วงหลัง
Nogi, Shimane แข็งแรง สันหลังและรูปร่าง
ุ่
นมนวล ล าตัวช่วงหลังเต็ม
Bakura – zuru Nita, Shimane 2398 Nita, Shimane ลักษณะคล้ายกับ Takenotan
– zuru แต่เปนสายพันธุ์ย่อย

(subrbeed group) ของสาย
พันธุ์ดังกล่าวข้างต้น

Iwakura – zuru Hiba, Hiroshima 2388 Hiba, Hiroshima รูปร่างลักษณะนมนวล นารัก
ุ่
อายุการใช้งานยืนยาว ให้ลก

สม าเสม อ ลัก ษ ณ ะของ

ร่างกายดีมาก ระบบเต้านมดี
Shusuke – zuru Mikata, Hyogo 2388 Eastern part of อายุการใช้งานยืนยาว ให้ลูก
Mikata, Hyogo สม าเสมอ คุณภาพเนือดี





กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์

การเลียงโคเนือ 57
้ ้


การพัฒนาพันธุ์ครั้งแรกมีวัตถุประสงค์ไว้ใช้แรงงาน แต่หลังจากการกลับคืนอ านาจของราชวงศ์
เมจิ(Meiji)ในป พ.ศ. 2411 รัฐบาลได้มีการกระตุ้นให้ประชาชนบริโภคอาหารแบบตะวันตก และอนญาต



ให้ประชาชนบริโภคเนือสัตว์ได้ ตลอดจนรณรงค์ให้ประชาชนดืมนมเพิ่มขึน จึงได้นาเข้าโคพันธุ์จาก





ต่างประเทศเพื่อการขยายพันธุ์ โดยก าหนดให้ร้อยละ 65 ของโคทีนาเข้าผสมพันธ์และขยายพันธุ์ในกลุ่ม


ของตนเอง และร้อยละ 35 ทีเหลือนาไปผสมข้ามกับโคพืนเมือง การผสมข้ามพันธุ์กับโคพันธุ์ต่างประเทศ

ตามตารางที 17


ี่


ตารางท 17 การผสมข้ามพันธุ์ระหว่างโคพันธุ์ต่างประเทศและโคพืนเมืองในพืนทีต่างๆ


พันธุ์โคเนอ เขตพืนที ่ ผสมข้ามพันธุ์กับโคต่างประเทศ


Japanese Black Kyoto บราวนสวิส

Hyogo ชอร์ทฮอร์น, เดว่อน, บราวนสวิส

Okayama ชอร์ทฮอร์น, เดว่อน

Hiroshima ซิมเมนทาล, บราวนสวิส, ชอร์ทฮอร์น, แอร์ไชร์
Tottori บราวนสวิส, ชอร์ทฮอร์น

Shimane เดว่อน, บราวนสวิส, ซิมเมนทาล, แอร์ไชร์

Yamaguchi เดว่อน, แอร์ไชร์, ชอร์ทฮอร์น
Ethime ชอร์ทฮอร์น

Ohita บราวนสวิส, ซิมเมนทาล

Kagoshima บราวนสวิส, เดว่อน, โฮลสไตน ์

Japanese Brown Kochi ซิมเมนทาล, พืนเมืองเกาหลี
Kumamoto ซิมเมนทาล, พืนเมืองเกาหลี, เดว่อน

Japanese Poll Yamaguchi อะเบอร์ดีน แองกัส
Japanese Shorthorn Aomori ชอร์ทฮอร์น
Iwate ชอร์ทฮอร์น
Akita ชอร์ทฮอร์น, เดว่อน, แอร์ไชร์



ในการตรึงสายเลือดเพือสร้างพันธุ์ใหม รัฐบาลได้ก าหนดให้มีการจดทะเบียนและการคัดเลือก



พันธุ์ ตามโครงการปรับปรุงพันธุ์โคเนือญีปุน(Improved Japanese Cattle) ในปี พ.ศ. 2452 ซึงการ




คัดเลือกพันธุ์ได้ท าการคัดเลือกลักษณะที่ดีหรือเหนือกว่าทั้งจากพันธุ์พื้นเมืองเดิมและพันธุ์ทีนาเข้าจาก

ต่างประเทศ และโคทีได้จากการผสมข้ามพันธุ์กับพันธุ์ต่างประเทศ มีลักษณะปรากฏ(phenotype)ที ่


แปรปรวนมาก ถึงแม้ว่าจะมีเปาหมายของการคัดเลือกลักษณะแต่ละลักษณะที่แนนอนและมีหนวยงาน







หรือองค์กรทีรับผิดชอบทีสร้างขึน แต่นาเชื้อแช่แข็งของโคพ่อพันธุ์บางตัว ถูกนาไปใช้ในต่างพืนที ดังนั้น


จึงจะเห็นได้ว่าในโคเนือญีปุนยังคงมีความแปรปรวนมากในระดับของกลุ่มย่อยของสายพันธุ์(sub breed








group) และเนืองจากสภาพพืนทีของประเทศญีปุนมีความแตกต่างกันมาก ตลอดจนการคัดเลือกลักษณะ


กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์

การเลียงโคเนือ 58
้ ้





ต่างๆ ของโคทีเข้มงวดในแต่ละพืนที ท าให้มีการจัดสายเลือด(bloodlines)ขึนใหมโดยการใช้ลักษณะ



รูปร่างภายนอกเปนตัวก าหนด สายเลือดหลักใหญ่ 3 สายเลือดคือ
1) สายฟูจิโยชิ(Fujiyoshi) จากพืนทีโอกายามา(Okayama)



2) สายทาจิริ(Tajiri) หรือทาจิมะ(Tajima) จากพืนทีเฮียวโก(Hyogo)


3) สายเคดากะ(Kedaka) จากพืนทีทอทโทริ(Tottori)



โคสายเลือดฟูจิโยชิ (Fujiyoshi)















ลักษณะโดยทั่วไป ร่างกายได้สมดุลดี ลูกโคจะอัตราการเจริญเติบโตดีและให้เนือทีมีคุณภาพดี


เขตพืนทีทีมีลักษณะคล้ายคลึงกันและโคมีประวัติของลักษณะต่างๆทีได้สมดุลดี จะถูกค้นหา และโค







สายเลือดนีได้เริ่มในต าบลโทมาดะ(Tomada) ในเขตพืนทีโอกายาม่า(Okayama)

โคสายเลือดทาจิริ(Tajiri) หรือทาจิมะ(Tajima)

เปนโคทีสืบสายเลือดจากโคพ่อพันธุ์ทีชื่อว่า ทาจิริ เกิดในป พ.ศ. 2482 ทีต าบลมิกาตะ(Mikata)








เขตพืนทีเฮียวโก(Hyogo) โคพ่อพันธุ์ตัวนีมีอิทธิพลในการขยายพันธุ์ไปทั่วพืนทีเฮียวโก กล่าวได้ว่าสาย



พันธุ์ย่อยๆ ทุกสายในพืนทีนีล้วนเกียวพันกับพ่อโคทาจิริ














โคสายเลือดนีมีชื่อเสียงในเรื่องของลักษณะทีเลียงดูง่าย เชื่อง และลักษณะนถูกถ่ายถอดไปยังโคพ่อพันธุ์



และโคแมพันธุ์จ านวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากโคพ่อพันธุ์ที่ชือว่า ตาฟูกุโดอิ(Tafukudoi) มีบางสาย


กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์


การเลียงโคเนือ 59
้ ้



พันธุ์ย่อยได้ถูกผสมพันธุ์แตกแขนงย่อยออกจากสายเลือดทาจิริ และสร้างสายเลือดขึนใหม เช่นในพืนที ่


มิยาซากิ(Miyazaki) เกาะกิวชิว(Kyushu) และคาโกชิมะ(Kagoshima) เนืองจากมีความต้องการทีจะ







ปรับปรุงโคในเรืองของลักษณะทีเลียงดูง่ายและเชือง จึงได้นาโคสายเลือดทาจิริเข้าไปใช้ในแผนการผสม






พันธุ์ การกระท าเช่นนจึงส่งผลให้เปนการปรับปรุงโคเนือพันธุ์ญีปุนได้รับการพัฒนาทั่วทั้งประเทศ


โคสายเลือดทาจิริมีพันธุกรรมทีดีเลิศในเรื่องคุณภาพเนือและไขมันแทรกในกล้ามเนือ แต่เปนโค





ทีมีโครงสร้างของร่างกายเล็ก และมีอัตราการเจริญเติบโตช้า พืนทีเฮียวโกเปนพืนทีมีภูมิประเทศเปน






ภูเขา และไมกว้างขวางมากนัก โคทีมีลักษณะเชื่อง เลียงดูง่าย จึงเปนประโยชนในการใช้แรงงาน เนือโค







ขุนทีมีชื่อเสียงมากทีผลิตในพืนทีนีก็คือ เนือโกเบ(Kobe beef) และ เนือมัทซึซากะ(Matsuzaka beef) ก็




ได้จากโคสายเลือดนี ้

โคสายเลือดเคดากะ (Kedaka)


โคสายเลือดถูกปรับปรุงพันธุ์ขึน ในเขตพืนทีทอทโทริ(Tottori) จากโคพ่อพันธุ์ทีมีชื่อว่าเคดากะ




เกิดเมื่อ พ.ศ. 2502 จากสายพันธุ์ย่อยไอโกะ(Eiko) โคสายเลือดนีจึงเปนโคทีแตกแขนงจากโคสายเลือด

ไอโกะ



ลักษณะประจ าสายเลือดเปนโคทีมีอัตราการเจริญเติบโตทีดี โครงสร้างร่างกายใหญ่ แนวหลัง


แข็งแรง และรูปร่างโดยทั่วไปได้สัดส่วน ผิวหนังค่อนข้างหลวม


โคพ่อพันธุ์ทีเกิดจากเคดากะถูกนาไปใช้ในหลายพืนที เนืองจากมีแนวโนมทางด้านพันธุกรรมสูง





ในลักษณะการเจริญเติบโตดี และเนือมีคุณภาพสูง รวมทั้งการมีลักษณะรูปรางทีดี การจัดการเลียงดูที ่



ง่าย เชื่อง และมีความสมบูรณพันธุ์ดี จึงถูกนาไปใช้ในการปรับปรงพันธุ์อย่างแพร่หลาย การปรับปรุง




พันธุ์ด้วยโคสายเลือดเคดากะด าเนินการในพืนทีมิยาซากิ(Miyazaki) และคาโกชิม่า(Kagoshima)



คุณภาพซากของโคเนอพันธุ์ญปุน

ี่



การทดลองการทีประเทศสหรัฐอเมริกาทีมหาวิทยาลัยแห่งรัฐวอชิงตัน(Washington State


University) ซึงท าการทดลองให้อาหารแบบประเทศญีปุนเพือผลิตเนือโคขุนคุณภาพสูงมีไขมันแทรกใน







กล้ามเนือสูง โดยท าการช าแหละโคทีนาหนัก 700 กิโลกรัม การขุนระยะแรกใช้เวลา 112 วัน เพือให้ได้

อัตราแลกเนือ (Average Daily Gain ย่อเปน ADG) เท่ากับ 0.7 ถึง 0.9 กิโลกรัม/ตัว/วัน จัดสัดส่วน



กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์


การเลียงโคเนือ 60
้ ้


อาหารข้นต่ออาหารหยาบเท่ากับ 80:20 และในระยะสุดท้ายใช้เวลา 231 วัน สัดส่วนอาหารข้นต่ออาหาร



หยาบเท่ากับ 90:10 คุณภาพซากแสดงในตารางที 18 และสูตรอาหารทีใช้ขุนโคแสดงไว้ในตารางที 19

ี่

ตารางท 18 ค่าเฉลียลีสท์สแควร์และค่าความคลาดเคลือนมาตรฐาน(standard error) ของลักษณะ อัตรา



การเจริญเติบโต นาหนักซาก ผลผลิตและลักษณะการให้เกรดคุณภาพเนือ ของโคเนือญีปุน(Wagyu)





ลักษณะซาก คาเฉลยลสท์สแควร์

ี่

จ านวนตัว 25
อัตราการเจริญเติบโต ก.ก.(ADG) 1.32 ± 0.03


นาหนักซากอุ่น ก.ก. 415 ± 6.6
เปอร์เซ็นต์ซาก % 60.2 ± 0.34


พืนทีหนาตัดสันใน ซ.ม. 2 98.8 ± 3.2

ความหนาไขมัน ซ.ม. 2.21 ± 0.13
ความหนาไขมันปรับ ซ.ม. 2.34 ± 0.13
คะแนน Maturity a 87.0 ± 5.9

สีเนือแดง(Lean color) b 3.15 ± 0.17


ความสว่างของสีเนือ(Brightness) b 4.06 ± 0.15

ความแนนของเนือ(Firmness) b 4.06 ± 0.16

โครงสร้างของเนือ(Texture) b 4.02 ± 0.14

สีไขมัน(Fat color) b 2.81 ± 0.10
ความเปนมันของไขมัน(Fat luster) b 4.23 ± 0.13

เกรดไขมันแทรก(Marbling) c 900 ± 26.7
a
หมายเหตุ USDA maturity score: 0-99 = A; 100-199 = B.
b Japan Meat Grading Association, 1988
c USDA marbling score: 400-499 = slight; 500-599 = small; 600-699 = modest;

700-799 = moderate; 800-899 = slightly abundant.
ทีมา Calles E.J.A., และคณะ, 2000














กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์

การเลียงโคเนือ 61
้ ้



ี่


ตารางท 19 ส่วนประกอบอาหารทีใช้ขุนโคเนือญีปุนในระยะต่างๆ

รายการ ระยะการขุนโค
ระยะตนการขุน ระยะเสร็จสิ้นสุดการขุน

วัตถุดิบ(% ของวัตถุแห้ง)

อัลฟาฟาแห้งแบบอัดเม็ด 54.5 -
ข้าวโอ๊ต 20.0 9.5


ข้าวบาร์เลย์อบไอนา 25.0 90
แร่ธาตุปลีกย่อย ให้แบบเต็มที ่ ให้แบบเต็มที ่
Melengesterol acetate 0.5 0.5


ส่วนประกอบทางเคมี(%ของนาหนักสด)

วัตถุแห้ง % 69.4 84.5
โปรตีน (crude protein) % 14.3 11.6
Neutral detergent fiber (NDF) % 45.1 25.0

Acid detergent fiber (ADF) % 31.3 13.2
Estimated NE , Mcal/kg 1.30 1.87
m
Estimated NE Mcal/kg 0.95 1.40
m
ทีมา Calles E.J.A., และคณะ, 2000











































กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์

การเลียงโคเนือ 62



วัตถุประสงค์ในการเลียงโคเนอ








ผลผลิตจากการเลียงแม่โคเนือคือลูกโค การทีจะจ าหนายลูกโคได้ขึนอยู่ว่าตลาดมีความต้องการ


หรือไม่ พันธุ์โคทีเลียงจะต้องสนองวัตถุประสงค์ทีตลาดต้องการ วัตถุประสงค์ในการเลียงโคเนือจ าแนก










เปน เลียงเพือผลิตโคพันธุ์แท้ เลียงเพือผลิตลูกโคขุน และเลียงเพือวัตถุประสงค์อื่นๆ รายละเอียดมีดังนี ้


เลียงเพือผลิตโคพันธุ



เช่น เลียงโคพืนเมือง หรือโคบราห์มัน



พันธุ์แท้ ลูกโคทีผลิตได้ก็เพือจ าหนายให้ฟาร์ม



อื่นไปใช้เปนพ่อแม่พันธุ์ ดังนั้นโคทีเลียงจะต้อง


มีลักษณะให้ตรงตามพันธุ์ อาจจ าเปนต้องหาซือ


พ่อแม่พันธุ์ทีมีใบพันธุ์ประวัติรับรองจึงจะเปนที ่



เชื่อถือของผู้ซือ การผลิตโคพันธุ์แท้จะต้องผสม

พันธุ์เฉพาะพ่อแม่พันธุ์แท้ทีเปนพันธุ์เดียวกัน

เท่านั้น
ในบ้านเราปจจุบันโคต่างประเทศพันธุ์ แม่โคบราห์มันพันธุ์แท ้



แท้หาซือยาก หากซือจากต่างประเทศโดยตรง


ก็มีราคาแพง วิธีการจัดซือก็ยุ่งยาก เราสามารถสร้างโคพันธุ์แท้ขึนมาได้โดยใช้แม่โคพืนเมืองหรือลูกผสม




บราห์มันทีมีอยูมากในบ้านเราเปนแม่พืนฐาน แล้วผสมแบบยกระดับสายเลือด(upgrading)ไปเรื่อยๆ


โดยทั่วไปพอถึงลูกชั่วที 4 ถือว่าเปนพันธุ์แท้ได้ เนืองจากโคพันธุ์แท้จากต่างประเทศทีมีเลือดสูง เช่น




พันธุ์ชาร์โรเล่ส์และซิมเมนทาล เลียงได้ยากในบ้านเรา ส่วนใหญ่พอสายเลือดถึง 75% จะเลียงยาก ต้อง


ดูแลเอาใจใส่มาก ผู้ทีมีความสามารถในการดูแลเอาใจใส่ดีสามารถเลียงได้แต่อาจไม่คุ้มทุน เพราะโค

สายเลือดต่างประเทศสูงจะมีปญหาผสมติดยาก ไม่ทนต่อโรคและแมลง ดังนั้นเมื่อได้ลูกโคชั่วที 1 แล้ว


ควรผสมด้วยโคพันธุ์ตาก ก าแพงแสน หรือกบินทร์บุรี เพือสร้างเปนพันธุ์แท้ตามภาพการสร้างโคพันธุ์


ตาก โดยไมควรให้มีสายเลือดของโคพันธุ์ต่างประเทศถึง 75%



สัตว์พันธุ์แท้(purebreed)ตามทีสมาคมต่างๆรับรองมักจะถือลักษณะภายนอกทีสามารถมองเห็น
ได้เปนหลัก เช่น มีสี เขา ฯลฯ ตรงตามทีตกลงกันไว้หรือไม่ และดูจากพันธุ์ประวัติว่าเกิดจากพ่อแมทีขึน





ทะเบียนไว้หรือไม พันธุ์แท้ทีจะผ่านการรับรองต้องผ่านการคัดเลือกปรับปรุงพันธุ์จึงจะถือว่ามีสายเลือด






นิ่ง ผู้ที่ถือตามแนวคิดนีจึงมักจะไมยอมรับว่าสัตว์พันธุ์ที่สร้างขึนใหมจากสัตว์ลูกผสม(synthetic breed)


ว่าเปนพันธุ์แท้จนกว่าจะผ่านกระบวนการดังกล่าวเสียก่อน ทั้งๆทีเมือก ำจัดลักษณะภำยนอกของสัตว์


ออกไป เช่น ลอกหนังออก ก็ยำกทีจะจ ำแนกควำมแตกต่ำงระหว่ำงพันธุ์ได้
จำกประวัติโคพันธุ์ต่ำงๆที่กล่ำวมำแล้วก็จะเห็นว่ำ กำรสร้ำงพันธุ์เริ่มต้นจำกกำรผสมข้ำมพันธุ์



เช่นเดียวกัน ในกำรเลี้ยงสัตว์สมัยใหม่ซึ่งเนนทีผลผลิตเปนหลักจึงมองว่ำกำรรับรองโดยขึนทะเบียนพันธุ์




แท้เปนกำรรักษำผลประโยชนของกลุ่มผู้ผลิตสัตว์พันธุ์แท้เท่ำนั้น ในกำรปรับปรุงโคพันธุ์ตำกจึงไมเนน



กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์

การเลียงโคเนือ 63





ลักษณะภำยนอกมำกนัก แต่จะเนนคุณภำพด้ำนผลผลิตที่มีควำมส ำคัญทำงเศรษฐกิจเปนหลัก โดยท ำ

กำรวิเครำะห์หำคุณค่ำพันธุกรรม(EBV)แล้วใช้การคัดเลือกโคที่จะใช้ท าพันธุ์ให้เปนไปตามวัตถุประสงค์

ของแผนปรับปรุงพันธุ์(breeding objective)


พ่อโคพันธุ์ แม่พื้นเมือง
ตาก





พ่อโคพันธุ์ ลูกชัวที 1 ( โคพันธุ์ตาก 50% พื้นเมือง 50%)
ตาก


พ่อโคพันธุ์ ลูกชัวที 2 ( โคพันธุ์ตาก 75% พื้นเมือง 25%)


ตาก





พ่อโคพันธุ์
ตาก


ลูกชัวที 3 ( โคพันธุ์ตาก 87.5% พื้นเมือง 12.5%)



ลูกชัวที 4 ( โคพันธุ์ตาก 93.75% พื้นเมือง 6.25%)




การสร้างโคพันธุ์แทแบบยกระดับสายพันธุ์


เลียงเพือผลิตลกโคขน







ลูกโคทีผลิตได้เพื่อนาไปเลียงขุนส่งโรงฆ่า อาจเลียง


ขุนเองหรือขายให้ฟาร์มอืนไปขุน ดังนั้นจะต้องทราบว่าลูก


โคที่เราผลิตได้นั้นเมือเลี้ยงขุนแล้วจะได้ซากทีมีนาหนักและ



คุณภาพตามทีตลาดต้องการหรือไม่ ตลาดเนือคุณภาพดี

บ้านเราต้องการนาหนักซาก 225 กก.ขึนไป หรือคิดเปน




นาหนักมีชีวิตประมาณ 450 กก.ขึนไป ดังนั้นโคพื้นเมืองซึง





กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์


การเลียงโคเนือ 64




มีขนาดเล็กก็ไม่สามารถใช้เลี้ยงขุนส่งตลาดดังกล่าวได้ คุณภาพซากจ าแนกออกตามเกรดและการมีไขมัน



แทรกในเนอสัน หากตลาดต้องการซากทีมีไขมันแทรก พันธุ์ทีไม่มีไขมันแทรกก็ไม่สามารถนามาขุนได้



การผลิตลูกโคเพือเปนลูกโคขุนมักใช้การผสมข้ามพันธุ์ โดยใช้พ่อแม่พันธุ์คนละพันธุ์มาผสมพันธุ์





กัน ลูกทีได้จะเปนลูกผสมทีมีลักษณะดีเด่นกว่าพ่อแม เรียกว่า “เฮตเตอโรซิส(heterosis)” การผสมข้าม
พันธุ์อาจใช้แค่ 2 พันธุ์ผสมหมุนเวียนกันไปเรื่อยๆ เช่นใช้พ่อโคชาร์โรเล่ส์ผสมกับแม่บราห์มัน ลูกตัวผู้ทุก




ชั่วนาไปใช้เลียงขุน ลูกตัวเมียชั่วที 1 นามาผสมกับพ่อพันธุ์บราห์มัน ลูกตัวเมียชั่วที 2 ผสมด้วยพันธุ์

ชาร์โรเล่ส์หมุนเวียนไปเรื่อยๆตามภาพ


พ่อชาร์โรเล่ส์ แม่บราห์มัน




พ่อบราห์มัน ลูกชัวที 1 ( ชาร์โรเล่ส์ 50% บราห์มัน 50%)



พ่อชาร์โรเล่ส์ ลูกชัวที 2 ( ชาร์โรเล่ส์ 25% บราห์มัน 75%)







ลูกชัวที 3 ( ชาร์โรเล่ส์ 62.5% บราห์มัน 37.5%)



การผลิตโคขุนโดยการผสมข้ามพันธุแบบหมนเวยนโดยใช 2 พันธุ์










อีกวิธีหนึงเปนการผสมข้ามพันธุ์แบบสินสุด(terminal rotational) รูปแบบการผสมจะคงทีตลอด


เพือให้ได้ลูกทีมีสัดส่วนของยีนจากแต่ละพันธุ์คงที ่ ลูกทีได้ทั้งเพศผู้และเมียจะไม่ใช้ท าพันธุ์ต่อไป






แผนการผสมแบบนีเหมาะทีจะใช้ในบ้านเราเพราะจะสามารถใช้ประโยชนจากแม่โคพืนเมืองทีมีอยู่แล้วได้











กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์

การเลียงโคเนือ 65








พ่อบรำห์มัน แม่พืนเมือง


พ่อชำร์โรเล่ส์


หรือพันธุ์ตำก ลูกชั่วที 1 เพศผู้เลียงขุน เพศเมียใช้ผสมพันธุ์ต่อ
หรือกบินทร์บุรี




ลูกชั่วที 2 ทั้งเพศผู้เพศเมียส่งโรงฆ่ำทั้งหมด

การผลิตลกโคขุนโดยผสมข้ามพันธุแบบสิ้นสุดโดยใช 3 พันธุ์





วัตถประสงค์อืนๆ






เช่น เพือการใช้งาน เปนโคชน หรือโคลานเพือวิ่งแข่ง โคทีเลียงต้องเปนโคพืนเมืองทีสามารถ




สนองวัตถุประสงค์ดังกล่าวได้



โคลานนิยมเลยงกันในจังหวัดเพชรบร ี
และราชบุรี






















โคชนทนิยมเลยงในภาคใต ้


ภาคใต





กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์

การเลียงโคเนือ 66



ระบบการเลียงโคเนือ




นอกจากจะต้องทราบวัตถุประสงค์แล้วจะต้องทราบว่าต้องการเลียงโคในระบบใดจึงจะเลือกใช้




พันธุ์และใช้วิธีการจัดการเลียงดูให้ถูกต้องได้ ปจจัยทีก าหนดว่าควรจะเลียงโคในระบบใด เช่น

1) เงินทุนทีมีอยู ทีต้องใช้ได้แก่ ค่าซือพันธุ์โค สร้างคอกและโรงเรือน อาหารโค และค่าจ้าง




แรงงาน เปนต้น



2) สถานทีเลียง ขึนอยู่กับสภาพพืนที ลมฟาอากาศ และแหล่งอาหาร เพราะหากอยู่ในพืนทีทีมี









ผลพลอยได้จากการเกษตรมากก็สามารถซือมาใช้เปนอาหารโคได้ในราคาถูก จะลดต้นทุน
ได้มาก



3) วิธีการผสมพันธุ์ ขึนอยู่กับว่าจะเลียงเพือผลิตพันธุ์แท้หรือลูกผสมตามทีได้กล่าวมาแล้ว



ี่





ก่อนทีจะเลือกเลียงโคในระบบใดจะต้องไมลืมว่า“ทเราเลยงโคก็เพื่อใหไดผลก าไรสูงสุด”
ความหมายของผลก าไรก็คือ รายได้หักด้วยรายจาย อาจขายโคได้ราคาสูงจริงแต่หากต้องลงทุนและเสีย


ค่าใช้จายสูงด้วยผลก าไรทีได้ย่อมไม่มากนักหรือไม่คุ้มกับการลงทุนก็ได้ ในขณะทีการเลี้ยงอีกระบบหนึง





สามารถขายโคได้ราคาไม่สูงนักแต่ลงทุนและเสียค่าใช้จายนอยมาก ก าไรอาจสูงกว่าก็ได้


หลักการส าคัญอีกประการหนึงก็คือ สัตว์พันธุ์ดีทีให้ผลผลิตสูงจะตัวโตซึงย่อมต้องการอาหารสัตว์



คุณภาพดีในปริมาณมาก เลียงยาก หรือต้องดูแลเอาใจใส่ดีจึงจะให้ผลผลิตตามทีต้องการ จึงต้องใช้เงิน


ลงทุนสูง ในขณะทีพันธุ์ทีให้ผลผลิตต าจะตัวเล็ก กินนอย ไม่ต้องการอาหารคุณภาพดีมากนัก กินอาหาร



นอย เลียงง่าย หากินเก่ง ทนทาน ให้ลูกดก จึงใช้เงินลงทุนต า ขนาดของแม่โคเปนต้นทุนทีส าคัญอย่าง






หนึง แม่โคทีมีขนาดเล็กต้องการอาหารเพือการด ารงชีพนอยกว่าแม่โคขนาดใหญ่ อาหารเพือการด ารง






ชีพของแม่โคเปนต้นทนทีสูญเปล่า ดังนั้นหากเลียงแม่โคขนาดเล็กแล้วสามารถผลิตลูกโคขนาดทีสามารถ



สนองความต้องการของตลาดได้ เช่น ใช้การผสมข้ามพันธุ์ ก็ควรเลียงแม่โคพันธุ์ขนาดเล็ก





สิ่งทีส าคัญอีกประการหนงก็คือ ราคาทีขายได้ ในระยะเริ่มต้นทีสัตว์พันธุ์ดีหายาก ตลาดมักมี
ความต้องการสูงจึงให้ราคาสูงในลักษณะราคาพันธุ์ จึงท าให้การผลิตโคพันธุ์ดีได้ก าไรสูงกว่า เมื่อสัตว์มี




จ านวนมากแล้วราคาจะตกลงมาเปนราคาผลผลิตทีแท้จริงตามปริมาณและคุณภาพเนือทีผลิตได้






ระบบการเลียงโคเนือหรือสัตว์เคียวเอืองโดยทั่วไปจ าแนกได้ตามทีจะกล่าวต่อไปนี อย่างไรก็ตาม
ในทางปฏิบัติไม่จ าเปนต้องใช้ระบบใดระบบหนึงอย่างเด็ดขาด อาจใช้ระบบต่างๆผสมผสานกัน ควร




เลือกใช้ระบบการเลียงทีเหมาะสมกับสถานการณจะ

สามารถท าให้ได้ก าไรสูงสุดได้

การเลียงแบบเรรอน



เปนการเลียงในสมัยดั้งเดิม หรือการเลียงของชน



เผ่าเร่ร่อนในทะเลทราย เลียงโดยไล่ต้อนฝูงโคไปหากินใน

ปาเชิงเขาหรือตามท าเลต่างๆ ย้ายคอกไปเรื่อยๆตาม






แหล่งอาหารโคทีมีให้แทะเล็ม เปนการเลียงทีลงทุนนอย

กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์


การเลียงโคเนือ 67








ทีสุด พันธุ์สัตว์ต้องมีความทนทาน หากินเก่ง ตัวไม่ใหญ่นัก พันธุ์ทีเหมาะสมคือโคพืนเมือง การเลียง


ระบบนีปจจบันมีไม่มากนัก ตัวอย่างของระบบน เช่น การเลียงของชาวเขาในทีสูงซึงใช้แรงงานของ






สมาชิกในครอบครัวคอยดูแล
การเลี้ยงในแถบแห้งแล้งในประเทศออสเตรเลียและสหรัฐอเมริกาส่วนใหญ่เปนการเลี้ยงระบบนี ้









เช่นเดียวกัน โดยเกษตรกรเช่าพืนทีปาซึงรัฐให้เช่าเปนพืนทีกว้างขวางมาก โคจะถูกปล่อยให้อยูในปา





เกือบตลอดป เมือถึงฤดูหย่านมก็จะไล่ต้อนโคมาตีเบอร์แสดงความเปนเจ้าของพร้อมทั้งคัดโคทีขายได้


ออกมาขาย อาจปรับปรุงทุ่งหญ้าบ้างเล็กนอยโดยใช้พืชตระกูลถั่วหว่าน เช่น ถั่วทาวนสวิลล์สไตโล ถั่ว



ฮามาต้า หากลูกค้าต้องการซือโคคุณภาพดีก็นาไปขุนระยะหนึงให้ได้คุณภาพตามที่ตลาดต้องการ การ






ขุนอาจมีฟาร์มรับจ้างขุนโดยให้ราคาตามนาหนักทีเพิ่มขึน อาหารทีใช้ขุนส่วนใหญ่เปนผลพลอยได้จาก

โรงงานอุตสาหกรรมการเกษตร การลงทุนนอยมากจึงสามารถส่งไปขายยังประเทศต่างๆในราคาถูกได้

การเลียงแบบไล่ต้อน


ส่วนใหญ่เปนการเลียงแบบผสมผสาน

กับการท าการเกษตรของเกษตรกรรายย่อย ฝูง
โคมักมีขนาดเล็ก ให้สมาชิกในครอบครัวไล่ต้อน

ไปเลียงแทะเล็มหญ้าตามแหล่งท าเลเลียงสัตว์

ริมถนน หรือในปาใกล้หมูบ้าน ตอนเย็นไล่กลับ


เข้าคอก คอกอาจอยูในบริเวณบ้านหรือในชาย

ปาที่เลี้ยง มีฟางข้าวและผลพลอยได้การเกษตร


ให้เสริม พันธุ์ทีเหมาะสมได้แก่โคพืนเมืองหรือโค



ลูกผสมทีมีขนาดไม่ใหญ่มากนัก เลียงง่าย หากิน
เก่ง หากเกษตรกรสามารถปลูกหญ้า หรือจัดหา
หญ้าหรือพืชอาหารสัตว์เสริมก็สามารถเลียงโคพันธุ์ดีได้ การเลียงระบบนีลงทุนไมมากนัก อาจเสีย




ค่าใช้จ่ายในการซืออาหารข้นเสริมบ้าง


การเลียงแบบฟาร์มเปนการค้า




เปนการเลียงในพืนทีของตนเองทั้งหมด มี


การท าแปลงหญ้าแบ่งเปนแปลงๆย่อย มีรั้วกั้น มี

คอกและโรงเรือนต่างๆ มีการเก็บส ารองอาหารสัตว์
เช่น ท าหญ้าหมัก หญ้าแห้ง ไว้ให้โคกินในฤดูแล้ง


อาจหาซืออาหารสัตว์จากนอกฟาร์มมาใช้เลียงเสริม
บ้าง เช่น ผลพลอยได้ทางการเกษตร หรืออาหาร





ข้น การเลียงระบบนมีต้นทนสูงทีสุด เพราะต้องใช้


กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์

การเลียงโคเนือ 68









พืนทีมากหากไม่ซืออาหารจากนอกฟาร์มมาใช้ ในเขตเกษตรอาศัยนาฝนต้องใช้พืนทีประมาณ 4 ถึง 5




ไร่ต่อการเลียงโค 1 แม่ นอกจากนั้นยังมีค่าใช้จายในการปลูกและจัดการแปลงหญ้าอีก จ าเปนต้องใช้จ่าย




ตลอดป โคทีเลียงจึงต้องสามารถขายได้ราคาสูง เช่น ขายเปนโคพันธุ์ จึงจะคุ้มทุน


การเลียงโคในพืนทีปาต้นน าล าธาร





การเลียงโคในพืนทีปาต้นนาล าธาร ในทางวิชาการไม่ได้รับอนญาตให้เลียง เนืองจากนักวิชาการ














ปาไม้บางกลุ่มเชื่อว่าโคจะเหยียบย า ท าให้พืนดินแนนตัว ท าให้ความสามารถในการเก็บกักนา และการ


ซึมซับนาของดินลดลง จะก่อให้เกิดการไหลบ่าหนาดิน และการชะล้างพังทลายของดินมากขึน แต่การ







เลียงโคก็เปนอาชีพของประชาชนทีอาศัยอยูบนทีสูงมาเปนเวลาช้านานแล้ว และเปนอาชีพทีท ารายได้




ให้กับผู้เลียงมิใช่นอย





การเลียงระบบนีเปนการเลียงทีไม่ต้องลงทุนมากนัก เพราะพันธุ์โคได้แก่โคพืนเมืองทีมีราคาไม ่




สูงมาก อาหารโคส่วนใหญ่เปนหญ้าธรรมชาติหรือวัสดุเหลือใช้จากการเพาะปลูก วิธีการจัดการเลี้ยงดูไม่



ต้องลงทุนมาก คอกโคสามารถสร้างได้ด้วยไม่ไผ่และวัสดุทีหาได้ในพืนทีเปนส่วนใหญ่ การเลียงโคชนิดนี ้





จึงเปนแหล่งรายได้หลักของชาวบ้านทีอาศัยอยู่บนทีสูง


จากรายงานการศึกษาของ พรชัย (2533) แสดงให้เห็นว่าโคไม่แทะเล็มต้นไม้จึงไม่ท าลายปาและ
ประโยชนของการเลียงโคในทุ่งหญ้าปาไม้สรุปได้ดังนี ้



1) ชาวเขามีรายได้เพิ่มขึน โดยหากเริ่มต้นเลียงโคตัวเมีย 1 ตัว และตัวผู้ 1 ตัว ลงทุนประมาณ







3,800 บาท ในปที 5 จะมีโคทั้งสิน 6 ตัว คิดเปนมูลค่าโคทั้งฝูง 17,000 บาท และยังมีก าไรในปที 2 ถึงป ี

ที 5 อีก เปนเงิน 2,700, 5,800, 9,300 และ 13,200 บาทตามล าดับ


2) โคช่วยกินเมล็ดและผลไม้บางชนิด หลังจากขับถ่ายจะท าให้เปอร์เซ็นต์การงอกของพันธุ์ไม้สูง
หรือเร็วขึน



3) ช่วยลดความรุนแรงของไฟไหม้ปา เพราะการทีโคกินหญ้าในสวนปาหรือปาธรรมชาติ ท าให้



การสะสมของเชือไฟให้เบาบางลง

4) ท าให้ความอุดมสมบูรณของดินดีขึน เพราะท าให้การหมนเวียนของธาตุอาหารเร็วขึน



เนืองจากแทนทีจะเสียเวลารอการแก่ของหญ้า หรือการร่วงหล่นของใบไม้แล้วรอเวลาให้ย่อยสลายตาม



ธรรมชาติ ถ้าโคกินอาหารแล้วขับถ่ายอกมาจะท าให้การหมุนเวียนของธาตุอาหารเร็วขึน

5) เพิ่มผลผลิตของไม้และการเจริญเติบโตของปา เนืองจากโคช่วยลดวัชพืช ลดไฟปาและเพิ่ม



ธาตุอาหารให้แก่พืช ท าให้ต้นไม้โตเร็วยิ่งขึน
6) เพิ่มผลผลิตของหญ้าอาหารสัตว์ เนืองจากหญ้าทีขึนภายใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ยังคงสดและรักษา




คุณภาพได้นานกว่าในทุ่งโล่ง ท าให้เพิ่มความชุ่มชืนให้กับดิน และความอุดมสมบูรณของดินจากมูลโค


รายงานดังกล่าวได้เสนอแนวทางการปรับปรุงจัดการทุ่งหญ้าปาไม้ และการเลียงโคไว้ดังนี




1) ปรับปรุงพืชอาหารสัตว์ทีมีคุณค่าทางอาหารและขึนในสภาพร่มเงาได้ดี


กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์

การเลียงโคเนือ 69




2) ปรับปรุงแหล่งนาให้มากขึน โดยท าเขือนขนาดเล็กในล าห้วย โดยใช้วัสดุง่ายๆ เช่น ไม้ในปา





ดินลูกรัง และขุดบ่อใกล้ล าธาร
3) ตัดไม้ออกบางส่วนเพือเพิ่มแสงให้กับพืชอาหารสัตว์ แต่ต้องค านึงถึงข้อกฎหมายและการ


จัดการปาไม้ด้วย



4) เพิ่มเกลือแร่โดยการฝงเกลือทะเลเพือทดแทนดินโปง


5) มีการฉีดวัคซีนปองกันโรค และการปรับปรุงพันธุ์ให้มีขนาดใหญ่ขึน



6) ศึกษาวิจัยจ านวนโค พืนทีเหมาะสม โค 1 ตัว อาจใช้พืนทีไม่นอยกว่า 30 ไร่


จากประสบการณทีผู้เขียนเคยส่งเสริมการเลียงโคแก่ชาวเขามาแล้ว มีข้อคิดเห็นเพิ่มเติมดังนี ้






1) พันธุ์โคทีเหมาะสมนาจะได้แก่ โคพืนเมืองซึงมีขนาดใหญ่ไม่มากนัก เพราะจะสามารถปนขึน








ไปแทะเล็มในพืนทีลาดชันสูงได้สะดวก และเปนโคทีมีประสิทธิภาพเปลียนอาหารสัตว์ทีมีคุณภาพเลว


ได้แก่วัชพืช และใบไม้ได้สูงกว่าโคพันธุ์ดี การเลียงดูง่ายเพราะทนทานต่อสภาพแวดล้อม การปรับปรุง



พันธุ์อาจใช้วิธีการคัดเลือกพันธุ์ทีให้ลูกดก หลีกเลียงการผสมเลือดชิด คัดเลือกพ่อพันธุ์ทีมีลักษณะดี ไม่
แคระแกรน และจัดการตอน หรือก าจัดลูกโคตัวผู้ในฝูงไม่ให้มีโอกาสผสมพันธุ์ ยกเว้นตัวทีจะเก็บไว้ท า

พันธุ์ต่อไป


2) มีการหมุนเวียนพืนทีแทะเล็มให้เหมาะสมตามความอุดมสมบูรณของพืชอาหารสัตว์ และ


แหล่งนา เพราะคอกโคส่วนใหญ่สร้างด้วยไม้ไผ่อยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ สร้างได้ง่ายและต้นทุนต า



3) การใช้อาหารแร่ธาตุก้อน หรือแร่ธาตุผงใส่รางหรือกระบอกไม้ไผ่ทีเจาะรูโดยรอบแขวนให้สัตว์
เลียกินนาจะได้ผลดีกว่าการฝงเกลือทะเล


4) ให้ข้อมูลข่าวสารการตลาดแก่ผู้เลียงให้มากขึน เพราะผู้เลียงมักคิดว่าต้นทุนมีเฉพาะราคาโคที ่




ซือมาเท่านั้น







การส่งเสริมการเลียงโคระบบนให้เพิ่มมากขึน จะเปนการพัฒนาการเลียงโคได้อย่างมีต้นทนการ





ผลิตทีต าทีสุด สามารถนาไปใช้พัฒนาความมั่นคงของประเทศ โดยส่งเสริมให้ชาวเขาเลียงเพือลดการ






ปลูกฝนและตัดต้นไม้ท าลายปาได้ หากสามารถนาพืนทีปาไม้มาใช้ประโยชนในการเลียงโคได้ส่วนหนง




ิ่
แล้ว จะสามารถเพิ่มผลตอบแทนทางเศรษฐกิจได้อย่างมากมายทีเดียว

การเลียงโคในพืนทีปลกไม้ผลและไม้ยืนต้น





ประเทศไทยมีพืนทีปลูกไม้ผลและไม้ยืนต้น


การเล้ยงโคในสวนล าไย ประมาณ 20 ล้านไร่ แต่มีการเลียงโคกันนอย เนืองจาก




เกรงว่าโคจะท าลายต้นไม้เช่นเดียวกับการเลียงในปา การ

เลียงโคสามารถเปนรายได้เสริมในแหล่งปลูกยางพารา



สวนปาล์ม สวนมะพร้าว หรือสวนผลไม้ ปจจบันมีการเลี้ยง

โคในสวนมะพร้าวอยูบ้างไมมากนักได้มีการเริ่มทีจะเลียง






โคในพืนทีปลูกยางในภาคใต้บางจังหวัด แต่รูปแบบและ

กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์


การเลียงโคเนือ 70








วิธีการยังไมชัดเจนนั้นในระยะ 2 ถึง 3 ปแรก ซึ่งต้นไม้ยังเล็กอยูนั้นอาจใช้วิธีตัดหรือเกียวหญ้าให้โคกิน


เพื่อปองกันความเสียหายของต้นไม้ได้ รูปแบบและการพัฒนาในสวนทีมีต้นไม้แล้ว อาจเช่นเดียวกับการ
เลียงโคในพืนทีปาต้นนาล าธาร







แนวทางการพัฒนาการเลียงโคเนือ


ในการจัดท าแผนหรือโครงการพัฒนาการเลียงโคเนือ สามารถท าได้ 3 วิธี คือ



1. เพิมประสิทธิภาพการผลิต

เปนการพัฒนาการผลิตในระบบเดิม

ทีปฏิบัติอยูโดยไมมีการเปลียนระบบการ



ผลิต เช่น การเลี้ยงโคพื้นเมืองแบบปล่อย

เลียงอยู แต่การเลียงในปจจบันมีปญหาว่า





โคมีขนาดเล็กลง ดังนั้นจึงควรมีการคัดเลือก
ปรับปรุงพันธุ์เพือให้ได้โคพืนเมืองทีโตเร็ว




และมีขนาดใหญ่ขึน หลีกเลียงการผสมแบบ

เลือดชิด แต่วิธีการเลียงอืนๆก็ยังเปน




แบบเดิมคือเปนการเลี้ยงปล่อยให้หาอาหาร

กินเองเปนส่วนใหญ่



2.เปลยนการผลิตจากระบบเดิมเปนระบบใหม่








เช่น ส่งเสริมเกษตรกรทีเลียงโคพืนเมืองให้หันมาเลียงโคขุน ซึงเปนการเลียงอีกระบบหนงแทน


3.เพิมผูผลิตรายใหม ่


เช่น ส่งเสริมให้เกษตรกรในรายทีไม่เคยเลียงโคให้มาเลียงโคในระบบใดระบบหนึง หรือให้เปลียน





จากการเกษตรแบบใดแบบหนึงให้เปนอีกแบบหนึง เช่น เกษตรกรเคยปลูกข้าวอย่างเดียว ก็ส่งเสริมให้




เลียงโคเนือแทนการปลูกข้าวหรือเปนรายได้เสริมจากการปลูกข้าว

เมื่อต้องการจะพัฒนาควรต้องตอบค าถามดังต่อไปนีก่อน


1) ท าไมถึงต้องเปลียนแปลง


2) มีข้อมูลเกียวกับระบบในการแสดงให้เห็นความจ าเปนทีต้องเปลียนแปลงในพืนทีนั้นอย่าง




เพียงพอหรือไม่

3) ต้องการเปลียนแปลงเฉพาะสิ่งทีเปนปญหาหรือเปลียนแปลงทั้งระบบ




4) การเปลียนแปลงจะมีอิทธิพลอย่างไรต่อระบบอื่นทีเกียวข้อง






5) การเปลียนแปลงนีจะไปเปลียนชนิดของทรัพยากรและผลได้ของระบบหรือไม่

6) มีทรัพยากรสนับสนนความต้องการของระบบใหม่อย่างเพียงพอหรือไม่

7) มีองค์กรตลาดทีจะรองรับผลผลิตของระบบใหม่อย่างเพียงพอหรือไม่


8) การเปลียนแปลงทีต้องการนีมีแนวโนมจะท าให้ระบบเจริญเติบโตขึนหรือท าให้ลดลง





กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์

การเลียงโคเนือ 71





กำรพัฒนำโดยเปลียนกำรผลิตจำกระบบเดิมเปนระบบใหม เช่น กำรพัฒนำกำรเลียงโคขุน มี



แนวทำงด ำเนินกำรดังนี ้


1) เนืองจากการเลียงโคขุนเปนวิธีการทีค่อนข้างใหม่ต่อเกษตรกรโดยทั่วไป ดังนั้นจึงควรเสริม


เนนหนักเฉพาะแห่ง โดยจะมุ่งส่งเสริมเกษตรกรรายย่อย โดยเฉพาะเกษตรกรในเขตการท านาอาศัย



นาฝน ซึ่งมีรายได้นอย ให้ท าการเลียงโคขุนรายละประมาณ 2 ถึง 3 ตัว เพือเปนการยกระดับรายได้ของ







เกษตร เกษตรกรทีอยู่ในแหล่งทีมีตลาดรับซือเนือโคชั้นดี เพือทดแทนการนาเข้าจึงจ าเปนต้องใช้เนือโค






พันธุ์ดี ควรสนับสนนให้ใช้โคเนือพันธุ์ผสม ระหว่างพันธุ์อเมริกันบราห์มันกับพันธุ์ชาร์โลเล่ส์หรือซิมเมน

ทาลในการผลิต ส่วนเกษตรกรแหล่งอื่นควรสนับสนนให้ใช้ลูกโคนมเพศผู้ หรือลูกโคผสมอเมริกันบราห์



มันซึงเลียงดูง่ายกว่าในการขุน วิธีการเลียงควรส่งเสริมให้เกษตรกรใช้พืนทีซึงไม่เหมาะสมในการท านา




บางส่วนรวมทั้งทีรกร้างว่างเปล่า และทีหลังบ้าน ให้มาปลูกหญ้าเลียงสัตว์ ซึงต้องให้ใช้วัสดุเหลือใช้ทา






การเกษตร เช่น ต้นข้าวโพด ฟางข้าว ยอดอ้อย ฯลฯ มาใช้เลียงโคเสริมกับหญ้า ส่วนอาหารทีใช้ในการ

ขุนโคควรส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ธัญพืชทีผลิตได้เองแต่มีราคาตกต า เช่น ข้าวเปลือก ข้าวโพด และมัน



ส าปะหลัง เพือเปนการเพิ่มมูลค่าของสินค้าเหล่านี ้


2) ส่งเสริมให้เกษตรกรร่วมมือกันผลิตในรูปกลุ่มหรือสหกรณเพือด าเนินธุรกิจทีจ าเปน เช่น การ


ผลิตอาหารโคขุนร่วมกัน การร่วมลงทุนระหว่างรัฐบาลหรือเอกชนในการจัดตั้งโรงฆ่าสัตว์ การท า

ผลิตภัณฑ์สัตว์ รวมทั้งการรับผิดชอบในการขอรับการผสมเทียม และบริการอืนๆจากรัฐบาลในอนาคต


3) การเจาะตลาดและเปดตลาดโคเนือคุณภาพดี ในระยะแรกอาจจ าเปนต้องให้รัฐบาลหรือ


องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นเปนผู้ริเริ่มและเปนแกนนา เพือให้เกิดระบบและวิธีการขุนโค การฆ่าทีได้




มาตรฐาน การช าแหละตัดชิ้นส่วนซาก การแปรรูปผลิตภัณฑ์สัตว์ และการจ าหนายผลิตภัณฑ์สัตว์ โดย

ควรเริ่มด าเนินการในเมืองหลักของภาคต่างๆก่อน แล้วจึงขยายไปถึงเมืองอื่นต่อๆไป
4) ในระยะต่อไป ควรส่งเสริมให้มีการร่วมมือกันระหว่างรัฐกับเอกชนในการพัฒนาตลาดเนือโค





ชั้นดี รวมทั้งให้มีการท าผลิตภัณฑ์สัตว์ชนิดใหม่ๆ เพือเปนฐานรองรับเนือโคชั้นดีทีผลิตได้ส าหรับการ
บริโภคภายในประเทศด้วย

ตัวอย่างการส่งเสริมพัฒนาการเลี้ยงโคแบบครบวงจรเช่นการพัฒนาโคพันธุ์ตาก โดยในป 2544

กรมปศุสัตว์ได้มีนโยบายการกระจายพันธุ์และการเพิ่มจ านวนโคพันธุ์ตากให้มีจ านวนมากขึนโดยให้

เกษตรกรรายย่อย ฟาร์มเกษตรกร และศูนย์บ ารุงพันธุ์
โคในความอุปการะของรัฐบาล มีส่วนร่วมในการ
ด าเนินการ จึงได้จัดท า “โครงการวิจัยทดสอบพันธุ์และ


กระจายพันธุ์โคพันธุ์ตากในเกษตรกรรายยอยโดยเปดฝูง
ผสมพันธุ์ (Open Nucleus Breeding Scheme of Tak
Beef Cattle)” ศูนย์วิจัยและบ ารุงพันธุ์สัตว์ตากจึงได้นา

แมโคพันธุ์ตากจ านวน 40 ตัวไปท าการทดสอบใน

การศึกษาข้อมูลในหมู่บ้าน


กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์

การเลียงโคเนือ 72





หมูบ้าน รวมทั้งจัดท าระบบทะเบียนสัตว์เพื่อจัดท าฐานข้อมูลเพื่อช่วยในการปรับปรงพันธุ์และการจัดการ


ฟาร์มของเกษตรกร ซึ่งจะท าให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึน และเปนการกระตุ้นให้เกษตรกรทั่วประเทศหัน






มำสนใจกำรเลียงโคพันธุ์ตำกมำกยิ่งขึน จะส่งผลให้มีกำรผลิตเนือคุณภำพดีเพิ่มขึน และแมโคของ

เกษตรกรเหล่ำนีจะเปนแมโคทีใช้ทดสอบลูกหลำน



(progeny test)ของโคพันธุ์ตำกต่อไป
ในระยะแรกเกษตรกรทีร่วมผลิตโคพันธุ์ตากถูก


พ่อค้ากดราคารับซื้อโค เกษตรกรจึงให้ความสนใจทีจะเข้า โคขุนของเกษตรกร
ร่วมโครงการนอย ศูนย์ฯตำกได้ส่งเสริมให้เกษตรกรส่วน




หนึงทดลองขุนลูกโคเพศผู้ทีไมตอนทีเกิดจำกแมโคของ



สมำชิก ขุนโดยใช้อำหำรข้นส ำเร็จรูปโปรตีนไมต ำกว่ำ




14% ร่วมกับหญ้ำสดทีเกษตรกรผลิตได้เอง แล้วรับซือในราคากิโลกรัมละ 50 บาทซึงสูงกว่าราคาใน
ท้องตลาด โคทีมีลักษณะดีเกษตรกร



ส า มารถขายเปนพ่อพันธุ์ได้ โคทีไม ่
เหมาะสมจะใช้ท าพันธุ์ก็นามาฆ่าช าแหละ


เพือศึกษาวิจัยผลผลิตและคุณภาพซากและ
ศึกษาการตลาด
จำกกำรศึกษำต้นทุนกำรขุนขั้นต้น

กับเกษตรกรในหมูบ้ำนบำงรำยทีสำมำรถ

เก็บข้อมูลกำรใช้อำหำรได้ โดยศูนย์ฯรับซือ



ทีนำหนักมีชีวิต กก.ละ 50 บำท ผล







สมาชิกกลมผูเลยงโคบานดงยาง ต. ทุงกระเชาะ กำรศึกษำตำมตำรำงที 20 โดยหำกไมคิด








อ.บานตาก จ.ตาก และผูมเกยรติทดูงานกลม ค่ำพันธุ์โคเพรำะเปนลูกโคของเกษตรกรเอง







จะมีก ำไรขั้นต้นเฉลียตัวละ 15,065 บำท หำกคิดค่ำพันธุ์โคในกรณีทีเกษตรกรซือลูกโคมำขุนในรำคำ กก.
ละ 50 บำท เกษตรกรจะมีก ำไรเฉลียตัวละ 6,483 บำท หรือเกษตรกรจะได้รับผลตอบแทนเดือนละ



2,078 และ 894 บำท/ตัว หำกเปนลูกโคของตนเองและหำกซือลูกโคมำขุนตำมล ำดับ




โคทีขุนได้ท ำกำรฆ่ำเพือศึกษำซำก เนืองจำกต้องกำรให้ผลกำรศึกษำเปนต้นแบบให้กลุ่ม
เกษตรกรและองค์กำรบริหำรส่วนจังหวัดนำไปด ำเนินกำรได้จึงได้ตัดแต่งซำกแบบไทย ผลกำรศึกษำโดย

ช ำแหละแบบไทยตำมตำรำงที 21







กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์

การเลียงโคเนือ 73




ี่

ตารางท 20 ผลกำรศึกษำต้นทุนกำรขุนโคขั้นต้นของเกษตรกรในหมู่บ้ำน ในป 2544
นน.เริ่มขุน นน.สินสุด ขุนนำน ค่ำอำหำรข้น ขำยได้ ก ำไรขั้นต้น ค่ำพันธุ์โค ก ำไรสุทธิ

(กก.) (กก.) (สัปดำห์) (บำท) (บำท) (บำท) (บำท) (บำท)
155 434 30 8,400 21,700 13,300 7,750 5,550

186 483 26 7,800 24,150 16,350 9,300 7,050
172 505 32 9,800 24,250 15,540 8,600 6,850
เฉลีย =171 474 29 8,666 23,367 15,065 8,550 6,483




หมำยเหตุ : อำหำรข้น กก.ละ 5.80 บำท, ขำยได้ทีนำหนักมีชีวิตก่อนฆ่ำ กก.ละ 50 บำท, ค่ำพันธุ์โคคิด กก.ละ 50 บำท
ไม่คิดค่ำอำหำรหยำบเพรำะเกษตรกรหำได้เองในไร่นำ และแรงงำนในครอบครัว

ตารางท 21 ผลกำรศึกษำซำกโคขุนของเกษตรกรทีเข้ำร่วมโครงกำรโคพันธุ์ตำก
ี่

กลุ่ม นน. 251-300(7ตัว) 301-350(21ตัว) 351-400(51ตัว) 401-450(35ตัว) 451-500 (9ตัว)
กอนฆา(กก.) เฉลย ± sd เฉลย ± sd เฉลย ± sd เฉลย ± sd เฉลย ± sd

ี่
ี่
ี่

ี่
ี่
นน.ก่อนฆ่า กก. 280 ± 14 328 ± 15 377 ± 14 420 ± 15 471 ± 12


เนอสัน กก. 22 ± 3 23 ± 2 26 ± 3 29 ± 3 28 ± 4
% 8 ± 1 7 ± 1 7 ± 1 7 ± 1 6 ± 1
เนอสะโพก กก. 30 ± 3 34 ± 3 38 ± 3 44 ± 4 51 ± 4


% 11 ± 1 10 ± 1 10 ± 1 10 ± 1 11 ± 1

เนอแดง กก. 63 ± 6 74 ± 6 83 ± 7 95 ± 7 110 ± 12

% 23 ± 2 23 ± 1 22 ± 1 23 ± 2 23 ± 2
เครื่องใน กก. 34 ± 3 39 ± 4 44 ± 4 46 ± 4 50 ± 2
% 12 ± 1 12 ± 1 12 ± 1 11 ± 1 11 ± 1
ไขมัน กก. 16 ± 4 26 ± 7 30 ± 8 29 ± 10 30 ± 16
% 6 ± 1 8 ± 2 8 ± 2 7 ± 2 6 ± 3
กระดูก กก. 24 ± 5 28 ± 5 32 ± 5 37 ± 8 45 ±4
% 9 ± 2 9 ± 1 8 ± 1 9 ± 2 10 ± 1
หนัง กก. 25 ± 2 28 ± 4 34 ± 4 39 ± 5 44 ± 7
% 9 ± 1 9 ± 1 9 ± 1 9 ± 1 9 ± 2
หัว กก. - - 11.30 ± 0.48 12.20 ± 2.58 12.88 ± 0.76 - -

% - - 3 ± 0 3 ± 1 3 ± 0 - -



หมายเหตุ : ค่า ± sd หมายความว่าหากซากคุณภาพไม่ดีก็จะมีค่าต าสุดเปนค่า sd ลบจากค่าเฉลีย หาก


ซากมีคุณภาพดีทีสุดก็จะเปนค่า sd เพิ่มจากค่าเฉลีย










กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์

การเลียงโคเนือ 74







การตัดแตงเนอเพือจ าหนายแบบไทย โดยแยกเปนชิ้นสวน







ตามมัดกล้ามเนอ













ในการศึกษาการตลาดเนือโค ศูนย์ฯได้จัดตั้งร้านตากสเต๊กเฮ้าส์ซึงเปนร้านสวัสดิการของศูนย์




เพือท าการศึกษาวิจัยด้านการตลาดเนือโคขุนดังกล่าว เนือโคทีได้จากการศึกษาซากร้านตากสเต๊กเฮ้าส์







รับซือในราคา ดังนีเนือสัน กก. ละ 180 บาท เนือสะโพก กก. ละ 150 บาท และเนือแดงส่วนอื่นๆ กก.



ละ 90 บาท เนือทีท าสเต๊กได้มีเพียง 2 ส่วน คือเนือสันกับเนือสะโพก ซึงมีเพียงประมาณร้อยละ 22 ของ






นาหนักมีชีวิต ดังนั้นในการท าตลาดจะต้องสามารถจ าหนายหรือแปรรูปเนือแดงส่วนอื่นอีกประมาณร้อย


ละ 28 ถึง 38 ให้ได้จึงจะได้รับผลตอบแทนคุ้มกับการรับซือโคขุนมีชีวิตในราคา กก. ละ 50 บาท


ี่


เนอโคทจ าหนายอย่างถูกสุขลักษณะ



จากการศึกษาจ าหนายอาหารที่ปรุงแล้ว ผู้บริโภคคนไทย
ส่วนใหญ่จะชอบบริโภคสเต๊กแบบย่างสุกมาก(well done) และ



บริโภคคนละไม่มากนัก ดังนั้นจึงไม่จ าเปนต้องหั่นเปนชินเนือแบบ



หนาและเปนชิ้นใหญ่แบบตะวันตก ราคาจ าหนายสเต๊กที่ปรุงแล้ว


ขนาด 200 กรัม เนือสันจานละ 80 บาท และเนือสะโพก 70 บาท

โดยร้านได้จ าหนายเนือสดบรรจุในถาดโฟมอย่างถูกสุขลักษณะด้วย

การด าเนินการดังกล่าวมีผลให้มีผู้นิยมบริโภคเนือโคคุณภาพดีมากขึน ผู้บริโภคหลายรายเคย



เลิกบริโภคเนือโค เมื่อทดลองชิมเนือโคพันธุ์ตากก็กลับมาบริโภคเนือโคใหม่ เกษตรกรทีขุนโคมีบางรายที ่





กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์

การเลียงโคเนือ 75





นาเนือโคไปจ าหนายในหมูบ้าน ท าให้ความนิยมบริโภคเนือโคคุณภาพดีแพร่หลายไปยังชนบทอีกทาง




หนึง

โครงการสร้างโคพันธุ์ตากมีผลต่อการ

กระจายรายได้สู่เกษตรกรเปนอย่างมาก
ตัวอย่างเช่น นายเกิด สาทอง เกษตรกรกลุ่มผู้
เลียงโคบ้านดงยาง ต. ทุ่งกระเชาะ อ.บ้านตาก

จ.ตาก มีรายได้จากการร่วมปรับปรุงพันธุ์โคและ

การขุนโคปละกว่า 80,000 บาท



นายเกิด สาทอง และโคทขุน
(ภาพจาก นสพ. The Nation, August 11, 2003)


การพัฒนาโคพันธุ์ตากดังกล่าวเปนการด าเนินการครบวงจร ตั้งแต่การปรับปรุงพันธุ์ การศึกษา


และทดสอบพันธุ์ในสภาพของเกษตรกรจริงซึงจะเปนผู้ใช้ประโยชนจากโคทีปรับปรุงพันธุ์ได้ การเพิ่ม





รายได้ให้เกษตรกร การศึกษาพัฒนาด้านการแปรรูปและการตลาด ซึง นายมานเอล แอมพาราน (Mr.
Manuel Amparan) เจ้าหนาที่กระทรวงเกษตรรัฐเท็กซัส และนาย เจ. นีล ออร์ท (Mr. J. Neil Orth) รอง


นายกสมาคมอเมริกันชาร์โรเล่ส์สากล (American-International Charolais Association) ซึงมาดูงาน
โครงการเมือวันที่ 22 เมษายน 2547 ได้บอกว่าการปรับปรุงพันธุ์แบบการสร้างโคพันธุ์ตากมีที่ประเทศ

ไทยและบราซิลเท่านั้นที่ด าเนินการได้จริง และการพัฒนาในรูปแบบการทดสอบพันธุ์ร่วมกับเกษตรกรที ่


ท าได้จริงมีทีตากเท่านั้น ซึงรูปแบบการด าเนินงานเช่นนี ภาคเอกชน กลุ่มเกษตรกร หรือองค์การบริหาร




ส่วนท้องถิ่นสามารถนาไปด าเนินการได้ จะเปนการสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรอย่างเปนรูปธรรม




















Mr. John Griffin อัครราชทูตออสเตรเลย ดูงานโคพันธุ์ตาก




และมอบคอมพิวเตอร์และอุปกรณสนบสนนกลมผูเลยงโค







กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์

การเลียงโคเนือ 76


การเลือกซือโค




เมื่อทราบวัตถุประสงค์แล้วว่าจะเลียงโคในระบบใด ลูกโคทีต้องการผลิตจะสนองความต้องการ





ของตลาดประเภทใดแล้ว ส าหรับผู้ทีเพิ่งจะเริ่มเลียงมีสิ่งทีจะต้องตัดสินใจในการเลือกซือโคดังนี
หากต้องการเลียงเพือผลิตลูกโคส าหรับขุน ลักษณะอื่นภายนอกไม่ต้องค านึงถึงมากนักเพราะ




ตลาดให้ความสนใจเฉพาะลักษณะการให้เนือ แต่หากเลียงโคพันธุ์แท้ต้องค านึงถึงลักษณะประจ าพันธุ์

ประกอบ เช่น โคบราห์มันต้องมีสีขาวหรือเทา(นอกจากโคบราห์มันแดงทีต้องมีสีแดง) หนังด า จมูกด า
พู่หางด า เปนต้น ปจจุบันโคพันธุ์แท้ได้หันมาให้ความส าคัญแก่ลักษณะการให้เนือมากขึนแล้ว




เนืองจากปจจุบันโคพันธุ์ตาก ก าแพงแสน หรือกบินทร์บุรี ยังหาซือยากเพราะก าลังอยู่ในระหว่าง






การขยายพันธุ์จึงมีจ านวนนอย หากต้องการผลิตโคพันธุ์ดังกล่าวควรเริ่มโดยซือแม่โคพืนเมือง โค


ลูกผสมบราห์มัน หรือโคบราห์มันพันธุ์แท้มาเลียงก่อน แล้วใช้นาเชือพันธุ์ชาร์โรเล่ส์ ซิมเมนทาล หรือใช้






นาเชือหรือพ่อโคพันธุ์ตาก ก าแพงแสน กบินทร์บุรีมาใช้ผสมแบบยกระดับสายพันธุ์ให้ให้ได้สายเลือดเปน

โคพันธุ์แท้ แต่หากต้องการผลิตลูกโคขุนส่งตลาดก็ผสมข้ามแบบหมุนเวียนหรือผสมข้ามแบบสินสุด

พันธุโค


โคพันธุ์ต่างๆมีประวัติความเปนมาและมีคุณลักษณะแตกต่างกันตามทีได้รับการคัดเลือก




ปรับปรุงพันธุ์มา การทีจะเลือกใช้โคพันธุ์ใดมีปจจัยทีใช้ในการพิจารณาดังนี ้

ขนาดหรือน ้าหนักโตเต็มวัยของโค (Mature Body Size)
โคพันธุ์ต่างๆมีขนาดไม่เท่ากัน โคพันธุ์ทีมีขนาดใหญ่จะถึงวัยทีสืบพันธุ์(puberty)ได้ช้า มีระยะอุ้ม




ท้องนาน แมโคที่มีขนาดใหญ่จะใช้อาหารเพือการด ารงชีพสูงท าให้ต้นทุนการเลียงมากกว่าแมโคขนาด




เล็ก ลูกโคมีนาหนักแรกเกิดมากซึงอาจมีปญหาในการคลอดยากสูง โตเร็ว และมีนาหนักหย่านมมาก







ทั้งนีเปนเพราะระยะในการเจริญเติบโตของโคแต่ละพันธุ์แตกต่างกัน โดยเมือโคเจริญเติบโตจะมีการ


เปลียนแปลงได้แก่ เมือโคยังอ่อนวัย(juvenile)จะมีลักษณะเมือเปรียบเทียบกับสัดส่วนของร่างกายได้แก่



หนาผากกว้าง ล าตัวยาว ขายาว ส่วนโคทีโตแล้วจะมีหัวยาว ขาสั้น ล าตัวลึก






อ่อนวัย โตเต็มที ่
ี่
ี่

การเปลยนแปลงรูปรางของโค (ภาพวาดตามสัดสวนทความสูงเทากัน)



กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์


การเลียงโคเนือ 77






ในโคพันธุ์เดียวกัน ทีอายุเท่ากัน โคทีมีนาหนักและอายุมากกว่าจะมีหัวโตและยาวกว่าโคทีมี









นาหนักและอายุนอยกว่า ตามภาพข้างล่าง ในโคพันธุ์เดียวกัน โค A มีนาหนักเท่ากับโค B แต่มีอายุนอย






กว่าจะมีหัวสั้นกว่าโค B ส่วนโค C ทีเลียงแบบโตเต็มทีจึงมีนาหนักมากกว่าและมีหัวยาวกว่าโค B ซึงถูก

เลียงแบบจ ากัดอาหารทีอายุเท่ากัน


C

A
น ้าหนัก B



อายุ
ี่

โคทมีนาหนกและอายุมากกว่าจะมีหัวโตและยาวกว่าโคทมีนาหนกและอายุนอยกว่า




ี่



จากลักษณะดังกล่าว ในการคัดเลือกโคทีใช้ท าพันธุ์เมื่อไม่ทราบอายุโค โคทีมีนาหนักหรือความ






ยาวรอบอก(chest girth)เท่ากัน โคทีมีหัวลักษณะอ่อนวัยกว่าจะเปนโคทีอายุนอยกว่าและโตเร็วกว่า



เหตุผลตามภาพข้างล่าง ซึงเปนภาพโครงสร้างการเจริญเติบโต(growth curve) โค A เปนโคทีโตเร็วและ







มีนาหนักเมือโตเต็มวัย(mature size)มาก โค B เปนโคทีโตช้าและมีนาหนักเมือโตเต็มวัยนอย ทีนาหนัก









เท่ากัน โค B มีอายุมากกว่าและสะสมไขมันมากกว่าโค A แต่ทีอายุเท่ากัน โค B มีนาหนักนอยกว่า A

และอาจมีไขมันมากกว่า A ก็ได้

A

น ้าหนัก B



อายุ



ความแตกตางทางโครงสรางการเจริญเติบโต(growth curve)ของโค




กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์

การเลียงโคเนือ 78




ความสามารถในการผลิตนมเลียงลูก



ความสามารถในการให้นมของแมโคมีความสัมพันธ์กับขนาดโตเต็มวัย การคัดเลือกแมโคที่ให้
นมมากโดยไม่ค านึงถึงลักษณะอื่นประกอบอาจมีผลให้ได้แม่โคทีมีขนาดใหญ่ ลักษณะนในโคเนือสามารถ




วัดได้ทางอ้อมจากอัตราการเจริญเติบโตของลูกโคในระยะก่อนหย่านม การคัดเลือกโคพันธุ์บลอนดากี







แตนในฝรั่งเศสใช้นาหนักลูกโคทีอายุ 3 เดือนซึงเปนระยะทีแม่โคให้นมเลี้ยงลูกมากทีสุด แต่โดยทั่วไปจะ
ดูทีนาหนักหย่านม




การแสดงออกของกล้ามเนือ




การให้เนือที่บริโภคได้ โดยเฉพาะเนือส่วนที่มีราคาสูง เปนปจจัยจ าคัญอย่างหนึงในการผลิตโค





เนือ การมีกล้ามเนือมากมีความสัมพันธ์ในทางลบกับประสิทธิภาพในการผสมพันธุ์ โคพันธุ์ทีมีกล้ามเนือ








มากมักให้ลูกโคทีมีนาหนักแรกเกิดสูง แม่โคทีมีกล้ามเนือมากมักมีความสมบูรณพันธุ์ต าและมีปญหาการ

คลอดยาก พ่อพันธุ์ทีมีกล้ามเนือมากมีโอกาสสร้างปญหาการคลอดยากสูง




ประเภทโคทีจะซือ





โคทีจะซืออาจเปนโคสาวทียังไม่ได้รับการผสมพันธุ์ โคสาวตั้งท้อง แม่โคทีเคยให้ลูกแล้ว แม่โค





ท้อง หรือแม่โคลูกติด หากซือโคสาวอาจราคาถูกแต่ไม่แนว่าอาจมีปญหาการผสมติดหรือไม่ หากซือแม่โค



ท้องหรือมีลูกติดก็แนใจได้ว่าไม่มีปญหาด้านการผสมติด แต่ราคาสูงกว่า การขนส่งแม่โคท้องต้อง
ระมัดระวังไม่ให้แท้ง และควรสอบถามว่าพ่อพันธุ์ของลูกในท้องเปนพันธุ์ใดจะได้ต่อรองราคาให้เหมาะสม

ได้



การประมาณอายุว่าเปนโคสาวหรือโคแก่หรือไม่ดูได้จากฟนของโค โคจะมีเฉพาะฟนล่างเท่านั้น
ฟนของโคมีทั้งฟนหนาและฟนกราม จะดูเฉพาะฟนหนาเท่านั้นเพราะฟนกรามดูได้ยาก โคมีฟน 2 ชุด คือ















ฟนนานม เปนฟนชุดแรกทีงอกในลูกโค จะงอกครบ 8 ซี (4 คู) ภายใน 1 เดือนหลังคลอดและคงอยู่ต่อไป







จนโคอายุประมาณ 1 ปครึง ฟนนานมจะทยอยหลุดไปแล้วฟนแท้งอกขึนมาแทน ฟนแท้คู่แรกจะขึนมา





แทนเมื่อโคอายุ 2 ปี การงอกของทั้งฟนนานมและฟนแท้จะเริ่มจากคู่กลางก่อน คู่ที 2, 3 และ 4 จะอยู่ถัด









ออกไปทั้ง 2 ข้างตามล าดับ การประมาณอายุโคดูได้จากฟนแท้ตามภาพ ฟนสีขาวเปนฟนนานม ฟนสีเข้ม


เปนฟนแท้










กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์

การเลียงโคเนือ 79











1) ฟันน ้านม 2 ซี่ อายุแรกเกิด ถึง 7 วัน 2) ฟนนานม 4 ซี อายุ 8 ถึง 14 วัน






3) ฟนนานม 6 ซี อายุ 15 ถึง 21 วัน 4) ฟนนานมขึนครบทั้ง 8 ซี อายุ 22 วัน ถึง 4 เดือน













หากฟนแท้ยังไม่ขึ้น อายุไม่เกิน 18 เดือน หรือ 1 ปครึง





5) ฟนแท้ 1 ถึง 2 ซี อายุไม่เกิน 30 เดือน 6) ฟนแท้ 3 ถึง 4 ซี อายุไม่เกิน 36 เดือน


หรือ 2 ปครึง หรือ 3 ปี



7) ฟนแท้ 5 ถึง 7 ซี อายุไม่เกิน 42 เดือน 8) ฟนแท้ 8 ซี่ อายุมากกว่า 3 ปครึง หากสึกมากแล้ว




หรือ 3 ปครึง มีช่องว่างระหว่างฟนแต่ละซี่ อายุประมาณ 12 ปี





ภาพการประมาณอายุโคโดยการดูฟน
ทมา : การศึกษาของศูนย์วิจัยฯ ตาก และปรับจาก ปรารถนา (2535), AUS - MEAT (1998)
ี่

ลักษณะของโค








แม่โคทีซือควรมีลักษณะทั่วไปเปนโคเนือทีดี ได้แก่ มีล าตัวค่อนข้างเปนรูปสีเหลียมผืนผ้าทีมี

ปริมาตรมาก โครงสร้างของร่างกายแข็งแรง ลักษณะภายนอกกลมกลืนได้สัดส่วน ไม่มีกระดูกโผล่โปน
ออกมา หัว สัน
สะโพก
คอ หนอก หลัง เชิงกรำน ก้นกบ
ไหล่บน


หนำ หนำผำก โคนหำง

ริมฝปำก
ไหล่ ลูกมะพร้ำว
เหนียง
พู่หำง
จุดหัวไหล่
เสือร้องไห้ ลึงค์
เข่ำ อก ข้อขำหลัง

โคนขำหนำ

แข้ง ซีโครง

ติ่งกีบ
ซอกขำหนำ ซอกขำหลัง

สวนตางๆของร่างกายโค



กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์


การเลียงโคเนือ 80




ชื่อส่วนต่างๆของร่างกายโคเปนภาษาอังกฤษดังนี ้

ริมฝปาก (muzzle) สะโพก (hip หรือ hook) อก (chest หรือ breast)


หนา (face) โคนหาง (tailhead) ซอกขาหนา (foreflank)

หนาผาก (forehead) ก้นกบ (sacrum) ติ่งกีบ (dewclaw)

หัว (head) ลูกมะพร้าว (round) แข้ง (shank หรือ cannon)
คอ (neck) พู่หาง (switch) เข่า (knee)
หนอก (hump) ข้อขาหลัง (hock) โคนขาหนา (forearm)

ไหล่บน (top of shoulder) ซอกขาหลัง (cod) เสือร้องให้ (brisket)

หลัง (back) ลึงค์ (sheath) จุดหัวไหล (point of shoulder)


สัน (loin) ซีโครง (ribs) เหนียง (dewlap)
เชิงกราน (pelvic) บั้นท้าย (rump) ไหล่ (shoulder)


ในการมองลักษณะต่างๆของโคให้ยืนห่างจากโคประมาณ 4 ถึง 6 เมตร ควรสังเกตจากทุกด้าน
ดังนี ้




ดานข้าง ดานทาย










ดูความสมดุลของโครงสร้างร่างกาย ้ ื ่
ดูสะโพกด้านบนโค้งมน กล้ามเนอสะโพกเกาะยาวต าลง
กล้ามเนอ และการสะสมของไขมัน มาเลยถึงลูกมะพร้าวลงมา ขาหลังยืนมั่นคงแข็งแรง








ดานหนา ดานบน











ดูความกว้างของช่วงไหล่ ช่วงยอดอกหรือ สัมผัสดูการสะสมไขมันบริเวณแนวสันหลังและเหนือจุด



เสือร้องให้แน่นตึง ขาหน้ายืนมั่นคงแข็งแรง ทีจะวัดพืนทีหนาตัดเนือสัน ได้แก่เหนือซีโครงที 12





ห่างจากแนวกระดูกสันหลังออกมาเล็กนอย

ทีมา : ภาพจาก Ensminger 1991

กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์


การเลียงโคเนือ 81



มองจากด้านข้าง


ล าตัวยาว มีความกว้างและลึกพอสมควร ขาหนาจากไหล่จนถึงกีบมีความสมดุลดี หนอก ไหล่



และขาอยู่ในแนวเดียวกัน แนวพืนท้องเปนแนวตรง สะดือไม่หยอนยานเปนถุงเพราะจะถ่ายทอดให้ลูกตัวผู้


มีลึงค์หย่อนยานซึ่งเมือเปนพ่อพันธุ์จะถูกหนามเกียวท าให้เกิดลึงค์อักเสบง่าย เต้านมครบ 4 เต้า หัวนม





เจริญดีตามอายุ ไมใหญ่หรือเล็กเกินไป แยกกันอยู 4 มม ไมบอด แนวหลังตรงไม่แอ่นมากนัก คล าดูหนัง

ุ่
หนังควรนมและหยุ่น ความหนาปานกลาง ขนสั้น นม และแนน
ุ่

พอควร ในส่วนท้ายของล าตัว ขาหลังได้สมดุลดี ข้อเท้าสั้นและ
แข็งแรง กีบขนาดพอเหมาะและแข็งแรง กีบทั้ง 2 ข้างเสมอกัน







เปนมมกับข้อเท้าเล็กนอย จะได้ไมมีปญหาในการรับนาหนักตัว
ของพ่อพันธุ์เมือขึนทับ กีบกับข้อเท้าที่ตรงเกินไปนาหนักตัวจะ







ลงมากท าให้ข้อเท้าบวม หากเปนมมหักมากเกินไปซึงจะเห็น

รอยย่นหนากีบมาก จะท าให้การทรงตัวไมดี กล้ามเนือส่วน


สะโพกมีมาก

ชวงเชิงกรานยาว


ชวงอกลึก ชวงหลังยาว ตรง
กล้ามเนอสะโพก แนวขาหนาตรง ข้อแข้งแข็งแรง



เกาะยาวลึกลงมา

ชวงความ

หนาของสัน


แนวหลังตรง แนวสะโพกโค้ง แสดง


ถึงความมีกล้ามเนอ










โครงสร้างขาหนา โครงสร้างขาหลัง



กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์


การเลียงโคเนือ 82


















ขาหลังยืนท ามุมพอด ี ขาและข้อเทาเทาตรงเกินไป



มองจากด้านท้าย

การยืนมีความมั่นคงสมดุลดี ขาหลังและตะโพกกว้าง หนา มีเนือเต็มลงมาถึงเข่า สะโพกไม่ลีบ ขา


หลังทียืนอยู่ห่างกันแสดงว่ามีกล้ามเนือช่วงขามาก ขาหลังตรง ไม่โค้งออกหรือสอบเข้ามากเกินไป


มองเห็นหลังกว้างซึงแสดงว่าสันนอกกว้าง หนอกตั้งตรงไม่เอียงล้มมากนัก




ขาหลังยืนมั่นคงแข็งแรง













ช่วงสะโพกกว้าง
แสดงว่ามีกล้ามเนอมาก



สะโพกลบ มีกล้ามเนอ


ไม่มาก





















กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์


การเลียงโคเนือ 83



มองจากด้านหน้า



เมื่อมองด้านหนาขณะทีโคยืนหันหนาเข้าหาเต็มตัว ดูว่าขาหนาต้องยืนได้


มั่นคงสมดุลดี ช่วงไหล่กว้าง หนอกมีขนาดเหมาะสมตามพันธุ์และอายุ ส่วนอก
กว้างลึก ขาโค้งเข้าหากันเล็กนอย ไม่โก่งหรือสอบเข้าหากันมากผิดปกติเพราะจะ

มีปญหาในการรับนาหนักตัวเมื่อโตเต็มที กีบไม่ผิดปกติ ไหล่เรียบ กล้ามเนือจาก





ไหล่สู่แข้งมีความกลมกลืนกันดี ใบหนาเปนโคเพศเมีย ได้แก่ใบหนายาวและแคบ



กว่าตัวผู้ มีดวงตาสดใส ใบหนาไม่บิดเบี้ยวผิดปกติ













ชวงอก
กว้าง



ขาหนายืนมั่นคงแข็งแรง ข้อเข่าสอบเข้าหากัน
มากเกินไป











ปากกว้าง ใบหนาบิดเบี้ยว ขากรรไกรผิดปกติ ปากนกแกว



แสดงถงการกินหญ้าเกง















ลักษณะข้อเทาและกบทผิดปกติ







กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์

การเลียงโคเนือ 84



มองจากด้านบน

ส่วนไหล่กว้าง แนวสันหลังตรง กล้ามเนือส่วนสัน


หลังหนาและเต็มซึ่งแสดงว่ามีเนือสันมาก ตะโพกผายไปถึง
ก้น รูปร่างคล้ายขวดโค้ก ระยะระหว่างกระดูกเชิงกรานกับ

กระดูกก้นกบห่างกันมากแสดงว่ามีกล้ามเนือมาก








ความกว้าง ความกว้าง
ช่วงไหล ่ หลังช่วงไหล ่





ความกว้างช่วงสะโพก






ความกว้างช่วง


เชิงกราน


คาพันธุกรรมของโค(Breeding Value)





กำรคัดเลือกปรับปรุงพันธุ์โคของประเทศต่ำงๆในปจจบัน ได้มีกำรประเมินค่ำพันธุกรรมของโค
เพือใช้ประกอบกำรพิจำรณำว่ำโคตัวนั้นจะมีควำมสำมำรถในกำรถ่ำยถอดลักษณะต่ำงๆไปให้ลูกได้มำก



นอยเท่ำไร ทีใช้กันส่วนใหญ่ได้แก่ค่ำ อีบีวี. (EBV ย่อมำจำก Estimated Breeding Value) วิธีกำรหำค่ำนี ้
จะต้องปรับปจจัยต่ำงๆเพือให้สำมำรถเปรียบเทียบโคแต่ละตัวได้อย่ำงยุติธรรมที่สุด โดยทำงทฤษฎีค่ำ


EBV จะเปนค่ำทีแสดงถึงพันธุกรรมของลักษณะนั้นทีดีทีสุด






โคเนือของกรมปศุสัตว์จะมีกำรหำค่ำ EBV ของลักษณะต่ำงๆได้แก่ นำหนักแรกเกิด นำหนักหย่ำ





นมที 200 วัน นำหนัก 1 ปี( ที 400 วัน) นำหนักที 600 วัน และควำมสำมำรถในกำรให้นมเลี้ยงลูกของแม ่






โค( EBV milk) โดยในกำรเลียงโคเนือไมต้องกำรให้ลูกโคมีนำหนักแรกเกิดเพิ่มขึนเพรำะจะท ำให้เกิด











ปญหำคลอดยำก จึงไมต้องกำรให้ค่ำ EBV นำหนักแรกเกิดมีค่ำ + ต้องกำรให้มีนำหนักหย่ำนมและ



นำหนักหลังหย่ำนมสูงจึงต้องกำรค่ำ EBV ลักษณะเหล่ำนีมีค่ำ + มำก ส่วนลักษณะกำรให้นมเลียงลูก


กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์


การเลียงโคเนือ 85










หำกมีค่ำสูงมำกจะท ำให้เลียงยำกขึน แต่ทั้งนีขึนอยูกับลักษณะแมพันธุ์ในฝูงด้วย เช่นหำกโคในฝูงมี

นำหนักแรกเกิดต ำอยู่แล้วก็สำมำรถเลือกใช้พ่อพันธุ์ทีมี EBV หย่ำนมสูงได้ เปนต้น





ควำมหมำยของค่ำ EBV ตัวอย่ำงเช่น โคฝูงหนึงมีนำหนักหย่ำนมเฉลีย 180 กก. พ่อโคตัวหนึงมี









ค่ำ EBV นำหนักหย่ำนมเท่ำกับ + 4 เมือใช้เปนพ่อพันธุ์ โคตัวนีจะถ่ำยทอดนำหนักหย่ำนมให้ลูกได้




มำกกว่ำนำหนักหย่ำนมเฉลียของฝูงครึงหนึง คือ 2 กก. หำกใช้พ่อตัวนีผสมกับแมโคทีมีค่ำ EBV นำหนัก















หย่ำนม + 2 ลูกโคทีเกิดจำกพ่อและแมคูนีจะได้รับพันธุกรรมจำกพ่อและแมอย่ำงละครึงหนึง หรือคำดได้


ว่ำลูกจะมีค่ำ EBV = ( 4 + 2 ) ÷ 2 = 3 หรือลูกจะมีนำหนักหย่ำนมมำกกว่ำเฉลี่ยของฝูง 3 กก. หรือจะมี


นำหนักหย่ำนม = 180 + 3 = 183 กก. เนืองจำกโคในฝูงเก็บข้อมูลแต่ละลักษณะในเวลำทีต่ำงกัน เช่น







นำหนักหย่ำนมของโคตัวหนึงชั่งในป 2543 และอีกตัวหนึงชั่งในป 2544 ดังนั้นค่ำเฉลียของฝูงทีใช้จึงควร



ปรับอิทธิพลของปจจัยต่ำงๆก่อนจึงจะใช้ประมำณค่ำคำดกำรณได้ ปกติจะปรับโดยใช้วิธี “ยกก ำลังนอย




ทีสุด(Lease Square Method)”
ข้อพึงระวังก็คือ ค่ำ EBV จำกต่ำงฝูงที่ไมได้นำข้อมูลมำวิเครำะห์ร่วมกันจะนำมำใช้เปรียบเทียบ




กันไมได้ เพรำะควำมหมำยของค่ำ EBV คือค่ำทีสูงหรือต ำกว่ำค่ำเฉลียของฝูงทีวิเครำะห์ เช่น กำรใช้




EBV ของพ่อจำกต่ำงประเทศมำเปรียบเทียบกับพ่อในประเทศไมได้เพรำะข้อมูลมำจำกประชำกรที ่

ต่ำงกัน ดังนั้นกำรใช้โคจำกต่ำงประเทศทีมีค่ำ EBV สูงมำกซึงมีรำคำแพงมำใช้ในกำรปรับปรุงพันธุ์ใน





ประเทศอำจไมเกิดประโยชนมำกนัก เพรำะโคไมสำมำรถแสดงออกได้เต็มทีตำมขีดควำมสำมำรถทำง

พันธุกรรมหำกไมสำมำรถจัดกำรเลียงดูได้เท่ำกับประเทศต้นก ำเนิด จำกกำรศึกษำของนักวิชำกำรของ


กองบ ำรุงพันธุ์สัตว์เปรียบเทียบผลของกำรใช้โคพ่อพันธุ์บรำห์มันจำกต่ำงประเทศกับพ่อที่ปรับปรุงพันธุ์


ได้ในประเทศเมือเลี้ยงในประเทศไทย พบว่ำพ่อพันธุ์ในประเทศให้ลูกทีมีค่ำ EBV โดยเฉลียสูงกว่ำ ดังนั้น




กำรใช้พ่อพันธุ์หรือใช้นำเชือจำกต่ำงประเทศอำจเปนกำรเสียเงินแพงโดยใช่เหตุ ปจจุบันมีกำรพยำยำมที ่




จะร่วมมือกันเชือมโยงข้อมูลกันระหว่ำงประเทศโดยกำรใช้พ่อพันธุ์ตัวเดียวกัน(linked sire)เพือให้

สำมำรถหำค่ำ EBV ร่วมกันเพือให้เปรียบเทียบกันได้ในอนำคต
ในสหรัฐอเมริกำใช้ค่ำ EPD (Expected Progeny Difference) ซึ่งเท่ำกับ ½ EBV ในบำงประเทศ

เช่นฝรั่งเศส ใช้ค่ำดัชน(index)แทน

การตรวจโรคแท้งติดตอ


โคทีเปนโรคแท้งติดต่อ(หรือบรูเซลโลซีส)จะมี


โอกาสแท้งลูกสูงกว่าโคทีไมเปนโรค หากเปนไปได้





ก่อนซือโคควรตรวจสอบโรคนีก่อน โดยติดต่อ
เจ้าหนาทีกรมปศุสัตว์ให้มาเจาะเลือดเพือนาไป




ตรวจหาโรคนี ้


กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์

การเลียงโคเนือ 86







การเลียงแมโคและลูก


การเลียงแมโคให้มีสุขภาพดีเปนปจจัยส าคัญต่อการ



ผสมติดของแมโคและท าให้แมโคให้ลูกอย่างสม าเสมอ ความ




ต้องการอาหารของแมโคระยะต่างๆแตกต่างกัน การจัดการ
เลียงดูแมโคสามารถจ าแนกออกเปนระยะต่างๆตามความ



ต้องการอาหารของโคได้ 3 ระยะดังนี ้
ี่
ระยะท 1 จากคลอดลูกถึง 3 ถึง 4 เดือนหลังคลอด ซึง

เปนระยะผสมพันธุ์จนถึงตั้งท้อง

ี่
ระยะท 2 ท้อง 4 ถึง 6 เดือน
ี่
ระยะท 3 ท้อง 3 เดือนก่อนคลอด เปนระยะทีแม่โคท้องแก่จนถึงคลอดลูก



แม่โคระยะที 1 จะมีความต้องการอาหารคุณภาพดีมากทีสุด รองลงมาได้แก่ระยะที 3 ควรใช้




ความต้องการดังกล่าวเปนแนวทางในการให้อาหารเท่านั้น ผู้เลียงควรปรับตามสภาพของโคประกอบ ซึง

จะกล่าวถึงโดยละเอียดในหัวข้อ “คะแนนสภาพร่างกายของแม่โค” ต่อไป

การเลียงแมโคจากคลอดลูกถึง 3-4 เดือน(120 ันหลังคลอด)



ระยะนีเปนระยะก่อนผสมพันธุ์ เมื่อผสมติดแล้วจะเริ่มตั้งท้องและแม่โคยังผลิตนานมเลี้ยงลูกทียัง






ติดแมอยู การให้อาหารมีความส าคัญมากทีสุดส าหรับแมโคระยะนีเพราะแมโคต้องการอาหารส าหรับ







ฟนฟูระบบอวัยวะสืบพันธุ์และผลิตนานมดังกล่าว



การให้อาหาร
ระยะจากคลอดลูกถึงผสมพันธุ์หากแมโคมีนาหนักเพิ่มขึนจะท าให้การผสมติดดีขึนและลด







ระยะห่างของการให้ลูกลง แต่การท าให้โคเพิ่มนาหนักโดย


ให้อาหารข้นเสริมต้องเสียค่าใช้จายค่อนข้างสูง ถ้าให้แมโค
ได้กินหญ้าอ่อนในแปลง 3-4 สัปดาห์ก่อนถึงฤดูผสมพันธุ์แม ่


โคจะเริ่มท านาหนักเพิ่มขึ้นและมีการผสมพันธุ์ดีขึ้น เมือแม ่


โคคลอดแล้วจะกินอาหารเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ตารางที 22

เปนการให้อาหารแมโคอุ้มท้องของศูนย์วิจัยและบ ารุงพันธุ์

สัตว์ตาก





กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์

การเลียงโคเนือ 87




ตารางท 22 ตัวอย่างปริมาณการให้อาหารแม่โคอุ้มท้องโดยให้อาหารหยาบเปนหลัก

ี่
ฤดูฝน ฤดูแล้ง

หญ้าสด 30 ก.ก./ตัว หญ้าหมัก 30 ก.ก./ตัว ฟางข้าว 6 ก.ก./ตัว
อาหารข้น 1.8 ก.ก./ตัว อาหารข้น 1.8 ก.ก./ตัว ร าหยาบ 1.5 ก.ก./ตัว

อาหารข้น 2.7 ก.ก./ตัว
หมายเหตุ : อาหารข้นโปรตีนไม่ต ากว่า 14%, คิด น.น.แม่ 400 ก.ก. กินวัตถุแห้ง(dry matter) 8.9 ก.ก.


ฤดูผสมพันธุ ์
หากเลียงเปนแมโคฝูงใหญ่ควรก าหนดการผสมแมโคให้เปนฤดู การก าหนดฤดูผสมพันธุ์ควร








ค านึงให้ช่วงทีโคต้องการอาหารมากที่สุดตรงกับช่วงทีหญ้าให้ผลผลิตมากทีสุด ให้ลูกโคเกิดในระยะที ่

แปลงหญ้ามีคุณภาพดี มีโรคนอยและขายได้ราคาดี ลูกโคจะคลอดในระยะเวลาที่ใกล้เคียงกัน เมือขาย


เปนชุดจะได้ราคาดี ลูกโคจะได้นาหนักดีกว่าพวกทีคลอดในฤดูทีมีหญ้าขาดแคลน การจัดการต่างๆก็ท า




ได้สะดวก เช่น การฉีดวัคซีนโรคแท้งติดต่อ(สะเตรน
19) การถ่ายพยาธิ ท าเบอร์ จี้เขา สามารถท าได้โดยใช้
เวลาเพียงครั้งหรือสองครั้งเท่านั้น การให้อาหาร การ
คอยดูโคเมื่อคลอดใช้เวลาสั้นลง ลดการใช้แรงงานลง

ควรก าหนดฤดูผสมพันธุ์นานไมเกิน 10

สัปดาห์ ซึ่งให้โอกาสแมโคได้รับการผสมถึง 3 ครั้ง แม ่
โคส่วนใหญ่ควรตั้งท้องเมือ 6 สัปดาห์แรก ควร

ตั้งเปาหมายให้แมโคอย่างนอย 60 % ผสมติดใน 3 สัปดาห์แรกเพือทีแมโคจะได้กลับเปนสัดเร็วขึ้นในป ี







ถัดไป ลูกโคทีเกิดต้นฤดูจะโตเร็วกว่าปลายฤดู


หลักการส าคัญในการก าหนดฤดูผสมพันธุ์ก็คือให้ลูกโคเกิดก่อนระยะทีจะมีหญ้าอุดมสมบูรณ ์
ประมาณ 45 ถึง 60 วัน ระยะวิกฤติทีแมโคต้องการอาหารมากทีสุดคือระยะจากคลอดถึงผสมพันธุ์ ใน



ประเทศไทยส่วนใหญ่ฝนเริ่มตกเดือนพฤษภาคมจนถึงกันยายน หากก าหนดให้แม่โคเริ่มตกลูกช่วงเดือน
มิถุนายนถึงสิงหาคม และเริ่มฤดูผสมพันธุ์ในเดือน
กันยายนถึงพฤศจิกายน ช่วงระยะอุ้มท้องเดือน
สุดท้าย(คือเดือนพฤษภาคม ถึง มิถุนายน)แมโคจะ


ได้รับอาหารดีไปจนถึงช่วงผสมพันธุ์ แต่จะมีปญหาว่า


เมือแมโคคลอดลูกในฤดูฝนอัตราสูญเสียลูกโคอาจสูง

กว่าเมือคลอดในฤดูหนาว และเมือหย่านมลูกโค


ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายนซึ่งเปนช่วงฤดูแล้ง
นั้นจ าเปนต้องเตรียมอาหารคุณภาพดีให้ลูกโค แต่

ช่วงจากหย่านมถึง 1 ปซึงลูกโคต้องการอาหาร




กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์

การเลียงโคเนือ 88




คุณภาพดีจะตรงกับฤดูฝนพอดี


กรมปศุสัตว์ก าหนดฤดูผสมพันธุ์ 2 ฤดูคือ ฤดูแรกซึงเปนฤดูผสมพันธุ์หลัก ระหว่างวันที 5


พฤษภาคม ถึง 2 สิงหาคม ซึงลูกโคจะเกิดระหว่างวันที 19 กุมภาพันธ์ ถึง 21 พฤษภาคม และฤดูที 2





ระหว่างวันที 1 พฤศจิกายน ถึง 29 มกราคม เปนฤดูเก็บตกแม่โคทีพลาดการผสมจากฤดูแรก ลูกโคจะ


เกิดระหว่างวันที 18 สิงหาคม ถึง 17 พฤศจิกายน แต่หากไม่จ าเปนควรใช้ฤดูผสมพันธุ์เพียงฤดูเดียวโดย

คัดแม่โคทีผสมในฤดูแรกไม่ติดออก
จากการศึกษาของศูนย์วิจัยและบ ารุงพันธุ์สัตว์ตาก สมรรถภาพการเจริญเติบโตในแต่ละระยะ

ของโค ทีเกิดจากแม่โคทีได้รับการผสมพันธุ์ในฤดูผสมพันธุ์แตกต่างกันตามตารางที 23



ี่


ตารางท 23 ค่าเฉลียลีสท์สแควร์ของนาหนักโคพันธุ์ตากทีเกิดจากฤดูผสมพันธุ์ต่างๆ




ลักษณะ ค่าเฉลีย ฤดูผสมพันธุ์ที 1(พ.ค.-ก.ย.) ฤดูผสมพันธุ์ที 2( พ.ย.-มี.ค.)




นาหนัก EBV 1.24 1.20
b
แรกเกิด กก. 29.88 30.67
a
(BW) ±S.E. 0.29 0.29
จ านวน(ตัว) 2203 1614


นาหนัก EBV 5.82 5.71
a
b
หย่านม กก. 188.51 173.00
(W200) ±S.E. 2.04 2.07
จ านวน(ตัว) 2089 1398

นาหนัก 1 ป ี EBV 7.03 7.12

(W400) กก. 294.84 269.62
a
b
±S.E. 8.95 9.63
จ านวน(ตัว) 621 289


นาหนัก 1.5 EBV 9.25 9.41
a
b

ป (W600) กก. 363.06 349.25
±S.E. 17.67 18.28
จ านวน(ตัว) 401 198

หมายเหตุ อักษรทีแตกต่างกันในแถวนอนแสดงความแตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ (P<0.05)




ลูกโคทีเกิดจากฤดูผสมพันธุ์ที 1 ช่วงเดือน พ.ค.ถึง ก.ย. จะมีนาหนักแรกเกิดนอยกว่าลูกโคที ่



เกิดจากฤดูผสมพันธุ์ที 2 ช่วงเดือน พ.ย. ถึง มี.ค. มีค่าเฉลียเท่ากับ 29.880.29 และ 30.670.29


ตามล าดับ แม่โคทีได้รับการผสมพันธุ์ในฤดูผสมพันธุ์ที 1 จะเริ่มคลอดลูกมากในเดือน ก.พ. ถึงแม้ต้นฤดู

ผสมพันธุ์ที 1 จะเปนช่วงฤดูฝนแม่โคมีอาหารหยาบสดกินอย่างอุดมสมบูรณ แต่ช่วงแม่โคอุ้มท้อง 2




เดือนก่อนคลอดเปนช่วงฤดูแล้งขาดแคลนอาหารหยาบสด และเปนช่วงทีลูกโคในท้องมีการเจริญเติบโต




กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์

การเลียงโคเนือ 89









ขึนอย่างรวดเร็ว มีนาหนักเพิ่มขึนมากกว่าระยะอุ้มท้อง 7 เดือนแรก อาจเปนสาเหตุส่งผลให้นาหนักแรก




เกิดต ากว่าลูกโคทีเกิดจากแม่โคทีได้รับการผสมพันธุ์ในช่วงฤดูผสมพันธุ์ที 2 ทีการอุ้มท้องระยะ 2 เดือน



ก่อนคลอดในฤดูฝน
แม้ว่าลูกโคทีเกิดจากฤดูผสมพันธุ์ที 1






มีนาหนักแรกเกิดนอยกว่าลูกโคทีเกิดจากแม่โค


ทีได้รับการผสมพันธุ์ในฤดูผสมพันธุ์ที 2 แต่ก็
เปนลักษณะทีต้องการในการคัดเลือกเพือ



หลีกเลียงปญหาการคลอดยาก ลดเปอร์เซ็นต์



การตายของลูกโค ปญหามดลูกอักเสบของแม่

โคหลังจากคลอด และลูกโคทีเกิดในฤดูผสม
พันธุ์ดังกล่าวสามารถเติบโตทดแทนได้(Compensation) เมื่อเข้าสู่ฤดูฝน ร่างกายเจริญเติบโตขึน




กระเพาะรูเมนได้รับพัฒนาให้ใช้อาหารหยาบมีประสิทธิภาพมากขึน ส่งผลให้นาหนักหย่านม นาหนักที ่





อายุ 400 วัน นาหนักทีอายุ 600 วัน สูงกว่าโคทีเกิดในฤดูผสมพันธุ์ที 2





การก าหนดฤดูผสมพันธุ์ทีเหมาะสมกับผลผลิตหญ้าจะให้นาหนักหย่านมลูกโคสูงกว่าเมือไม ่

ก าหนดฤดูผสมพันธุ์ การก าหนดให้ช่วงฤดู


ผสมพันธุ์ทีสั้นจะให้นาหนักหย่านมสูงกว่า


ทั้งนีขึนอยูกับความสมบูรณพันธุ์ของแมโค




ในฝูงด้วย ความสมบูรณพันธุ์ได้แก่การผสม




พันธุ์ติดง่าย แมโคให้ลูกทุกป เปนต้น หากมี





การคัดเลือกแมโคทีผสมไมติดเมือสินฤดู

ผสมพันธุ์ออกจากฝูงอย่างสม าเสมอจะท าให้

แม่โคในฝูงมีความสมบูรณพันธุ์สูง

ถ้าไม่จ ากัดฤดูผสมพันธุ์ ส่วนใหญ่แม่โคท้องจะได้รับอาหารเกินความต้องการ และแม่โคเลียงลูก

จะได้รับนอยกว่าความต้องการในระยะผสมพันธุ์ ลูกโคคลอดไม่เปนชุด การจัดการล าบาก และอัตราการ

ตายอาจสูงขึน


การผสมพันธุ ์
เมือคลอดแล้วปกติแมโคจะกลับเปนสัดอีกภายใน 30 ถึง 50 วัน แต่ควรผสมหลัง 60 วัน การ



ผสมภายใน 40 วันหลังคลอดอาจมีปญหาท าให้เกิดการติดเชื้อจากแบคทีเรีย ควรผสมหลัง 60 วัน การที ่

จะให้แม่โคให้ลูกปละตัวแม่โคจะต้องได้รับการผสมอีกภายใน 80 วัน ถ้าแม่โคผอมจะกลับเปนสัดช้าลง



แมโคจะผสมติดได้จะต้องอยูในระยะทีเปนสัดซึงเปนระยะทีแมโคจะแสดงอาการมีอารมณทาง










เพศและพร้อมทีจะยอมให้ผสม แมโคทีเปนสัดจะมีอาการกระวนกระวายกว่าปกติ ไล่ขึ้นทับตัวอืนหรือ



ยอมให้ตัวอื่นขึนทับ อวัยวะเพศจะบวมกว่าเดิม ผนังด้านในช่องคลอดเมือใช้มือเปดออกดูจะมีสีชมพูออก




กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์


การเลียงโคเนือ 90






แดง ในช่วงต้นของการเปนสัดอาจมีเมือกใสๆไหลออกมา ในช่วงหลังๆนาเมือกจะข้นและเหนียวขึน แม ่





โคจะเปนสัดอยูนานประมาณ 24 ถึง 36 ชั่วโมง ถ้าไมได้รับการผสมหรือผสมไมติด อีกประมาณ 20 ถึง

22 วัน(เฉลีย 21 วัน)จะกลับเปนสัดใหม่อีก





ช่วงการเปนสัดได้แก่ระยะการเปนสัดจากครั้งก่อนถึงครั้งหลัง ช่วงการเปนสัดของโคเฉลีย 21


วันแต่แม่โคในฝูงประมาณ 84 % จะมีช่วงการเปนสัดในระยะ 18-24 วัน อีก 5% เปนสัดก่อน 18 วัน และ


11 % เปนหลัง 24 วัน การเก็บประวัติการเปนสัดของแม่โคจึงเปนสิ่งส าคัญในการชวยสังเกตการเปนสัด





ของแม่โคทีใช้การผสมเทียมและการจูงผสม





ระยะการเปนสัดทีไมแนนอนอาจเกิดจากสาเหตุอืนอีก เช่น โรคแท้งติดต่อ โรควิบริโอซีส การ

ขาดอาหาร พยาธิ ฯลฯ นอกจากนั้นแมโคบางตัวแสดงอาการเปนสัดไมชัดเจนหรือเปน “สัดเงียบ” และ





บางตัวจะแสดงอาการเปนสัดในเวลากลางคืน ดังนั้นถ้าใช้วิธีจูงผสมหรือผสมเทียมแล้วผู้เลียงต้องคอย
สนใจสังเกตให้ดี มิฉะนั้นแม่โคจะพลาดการผสม

ลักษณะการเปนสัดของแมโค


แม่โคทีเปนสัดในระยะต่างๆมีลักษณะอาการดังภาพต่อไปนี






ระยะเริมเปนสัด
1. คลอเคลียตัวอื่น มีอาการกระวน
กระวาย


2. ใช้หัวชนตัวอื่น























กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์

การเลียงโคเนือ 91


3. มักจะดมก้นตัวอื่น


















4. แม่โคบางตัวเลียตัวอื่น
















ระยะเปนสัด

5. ช่วงแรกจะพยายามขึนขีตัวอื่น















6. ลักษณะทีพบเห็นบ่อย และเปนประโยชน ์


ต่อการสังเกตการเปนสัด ก็คือ


- แม่โคทียืนนิ่งให้ตัวอื่นขึนขี (standing



heat) คือ แม่โคทีเปนสัดเต็มที ่


- ในขณะทีแม่โคตัวทีขึนขี คือ แม่โคที ่




เริ่มเปนสัดและจะต้องติดตามการเปน
สัดของแม่โคตัวนีต่อไป







กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์

การเลียงโคเนือ 92





ระยะหลังเปนสัด (หมดสัด)

7. แยกตัวออกจากกลุ่ม และจะเห็นรอย




เปอนทีสีข้างของแม่โค ซึงอาจจะมีรอย


เปอนจากนาลายทีบริเวณไหล่






8. จะสังเกตเห็นว่าขนบริเวณรอบโคนหาง

มีรอยถลอกแดง และ บางตัวอวัยวะเพศจะ
ยังบวมอยู ่














อวัยวะสืบพันธุ์ภายนอกของแม่โคจะมีลักษณะตามภาพดังนี (1) เมื่อไม่มีอาการเปนสัด (2) ก่อน

เริ่มแสดงอาการเปนสัด (3) ช่วงเปนสัด ปากช่องคลอดบวม และมีเมือกใสไหลเหนียว (4) หลังอาการเปน


สัดอาจพบมีเลือดไหล (5) การตั้งท้อง ปากช่องคลิดมีการพับย่นเล็กนอย แต่ต่างจากช่วงปกติ (6) เมื่อ



เปดส่องดูช่องคลอดจะเห็นเปนสีชมพูเข้มหรือสีแดง และมีเมือกจ านวนมาก (ทีมา : ปาริฉัตร 2544)




(3)
(1) (2)












(4) (5) (6)









กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์

การเลียงโคเนือ 93



วธการผสมพันธุ



การผสมพันธุ์โคมีอยู 3 วิธีคือ

1. การปล่อยใหพ่อพันธุ์คุมฝูง เปนการปล่อยพ่อพันธุ์ให้คุมฝูงแม่โคและให้มีการผสมพันธุ์ตาม




ธรรมชาติ ซึงมีข้อดีคือผู้เลี้ยงไมต้องคอยสังเกตการเปนสัดของแมพันธุ์ พ่อพันธุ์จะทราบและผสมกับแม ่



พันธุ์เอง แต่มีข้อเสียคือถ้าแมพันธุ์เปนสัดพ่อพันธุ์

จะคอยไล่ตามจนไมสนใจกินหญ้ากินอาหาร ถ้ามี

แมพันธุ์เปนสัดหลายตัวในเวลาใกล้เคียงกันจะท า


ให้พ่อพันธุ์มีร่างกายทรุดโทรม วิธีแก้ไขโดยขังพ่อ



พันธุ์ไว้เมือปล่อยแมพันธุ์ออกไปเลียงในแปลง

หญ้า แล้วนาพ่อพันธุ์เข้าผสมเมือฝูงแมพันธุ์กลับ


เข้าคอก
ในพ่อโคอายุ 3 ปขึนไป ควรใช้คุมฝูงแม่โคประมาณ 20 ถึง 30 แม่ต่อพ่อโค 1 ตัว แต่ในพ่อโค



อายุ 2 ปถึง 2 ปครึง ควรใช้คุมฝูงแม่โคประมาณ 12 ถึง 25 ตัวต่อพ่อโค 1 ตัว



ในทุกๆวันทีปล่อยแม่โคออกไปเลียงในทุ่งหญ้า ควรจะขังพ่อโคไว้ในคอกพร้อมทั้งมีหญ้าและนา





สะอาดอย่างเพียงพอ มีร่มเงาให้พ่อโค พ่อโคจะมีเวลาอยู่กับแม่โคและผสมกับแม่โคทีเปนสัดในช่วงเช้า

เย็น และกลางคืน แต่ทั้งนีจะต้องไม่มีพ่อโคตัวอื่นอยู่ในทุ่งหญ้านั้นด้วย มิฉะนั้นจะถูกแอบผสมก่อน การ
ขังพ่อโคไว้ดังกล่าวเพือให้พ่อโคมีสุขภาพสมบูรณแข็งแรงซึงจะช่วยให้ประสิทธิภาพการผสมพันธุ์สูงขึน






พร้อมทีจะผสมกับแม่โคได้เสมอ และอายุการใช้งานของพ่อโคจะยาวนานขึน
2. การจูงผสม เปนการผสมโดยจูงพ่อพันธุ์


มาผสมกับแมพันธุ์หรือจูงแม่พันธุ์มาผสมกับพ่อพันธุ์


การผสมโดยวิธีนีควรแยกพ่อพันธุ์ออกเลียงต่างหาก
เพราะจะท าให้พ่อพันธุ์มีสุขภาพสมบูรณดี และพ่อ

พันธุ์สามารถผสมกับแม่พันธุ์ได้จ านวนมากกว่าการใช้


คุมฝูง แต่มีข้อเสียคือผู้เลียงต้องคอยสังเกตการเปน
สัดเอง ปกติพ่อโคสามารถใช้ผสมได้สัปดาห์ละ 5 ครั้ง

หากมีการเลียงดูทีดี


เกษตรกรรายย่อยเลี้ยงแมโครายละประมาณ 5



ถึง 10 แม การทีจะเลียงพ่อพันธุ์ไว้ใช้คุมฝูงเองอาจไม ่
คุ้มกับการลงทุน เพราะพ่อโค 1 ตัวสามารถใช้คุมฝูงได้
25 ถึง 50 ตัวดังทีกล่าวมาแล้ว หากอยูนอกเขตบริการ




ผสมเทียมจึงควรรวมตัวกันเปนกลุ่มแล้วจัดซือหรือ
จัดหาพ่อพันธุ์มาประจ ากลุ่ม เมือแมโคเปนสัดจึงนาแม ่




ซองชวยผสมแบบจูงผสม โคมารับการผสมจากพ่อโค เจ้าของแมโคอาจต้องเสีย




กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์

การเลียงโคเนือ 94




ค่าบริการในการผสมบ้างเพราะผู้เลียงพ่อพันธุ์ต้องมีค่าใช้จ่ายในการเลียงดูพ่อพันธุ์



แม่โคทีจะผสมกับพ่อโคจะต้องปราศจากโรคแท้งติดต่อ(หรือโรคบรูเซลโลซิส) ดังนั้นพ่อโคและแม่

โคของสมาชิกกลุ่มทุกตัวจะต้องได้รับการตรวจโรคและปลอดโรคแท้งติดต่อ เพราะหากพ่อพันธุ์เปนโรค


แล้วจะแพร่โรคให้แมโคทุกตัวทีได้รับการผสมด้วย

3. การผสมเทยม เปนวิธีการผสมทีนานาเชือพ่อพันธุ์มาผสมกับแม่พันธุ์ทีเปนสัด โดยผู้ทีท าการ












ผสมเทียมจะสอดหลอดฉีดนาเชือเข้าไปในอวัยวะเพศของ


แมโคทีเปนสัด ปกติจะสอดหลอดผ่านคอมดลูก(cervic)เข้า




ไปปล่อยนาเชือในมดลูกของแมโค รายละเอียดจะกล่าวใน

หัวข้อ “การจัดการเกียวกับการผสมเทียม” ต่อไป



การตั้งท้องและการกลับเปนสัด

หลังจากแม่โคได้รับการผสมพันธุ์จนติดแล้วจะตั้งท้องเฉลียนานประมาณ 282วัน (274 ถึง 291




วัน) ผู้เลียงควรจดบันทึกวันทีผสม แล้วอีกประมาณ 21 วันต่อไปต้องคอยสังเกตดูว่าแม่โคกลับเปนสัดอีก
หรือไม่ หากกลับเปนสัดแสดงว่าผสมไม่ติดต้องผสมใหม หากไม่กลับเปนสัดแสดงว่าผสมติดแล้ว แต่อีก




ทุกๆ 21 วันต่อไปควรคอยสังเกตอีกเพือให้เกิดความมั่นใจมากขึน

ระยะ 1 ถึง 2 เดือนหลังจากผสมติด แม่โคมีโอกาสแท้งลูกได้ง่าย จึงไม่ควรให้แม่โคมีโอกาส
กระทบกระแทกกัน หากไม่จ าเปนก็ไม่ควรนาแม่โคเข้าคอกคัดสัตว์ การท างานทั่วไปเกียวกับโคควรท า





ในช่วงอากาศเย็นเช่นช่วงเช้าหรือบ่าย ควรค่อยๆไล่ต้อน หลีกเลียงการเฆียนตีโค




การตรวจทองเมื่อตั้งทองได้ 3 เดือน






การตรวจท้องเพือดูว่าแม่โคได้รับการผสมติดจนตั้งท้องจริงหรือไม่นั้น สามารถท าได้โดยการคล า
ตรวจดูมดลูกและรังไข่ผ่านทางทวารหนักตั้งแต่แมโคตั้งท้องได้ 2 ถึง 3 เดือนขึ้นไป ต้องใช้ผู้ทีมีความ





ช านาญและมีประสบการณเปนผู้ตรวจให้เท่านั้น ในปจจบันอาจใช้วิธีตรวจหาระดับฮอร์โมนในเลือดหรือ




ในนานมก็สามารถบอกได้ว่าตั้งท้องหรือไม แต่วิธีนีต้องอาศัยห้องปฏิบัติการในการตรวจ จึงยังไม ่


เหมาะสมในการนาไปใช้กับสภาพการเลียงทั่วไป


กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์


การเลียงโคเนือ 95




การผสมพันธุ์แบบใช้ฤดูผสมควรตรวจท้องแม่โคหลังจากฤดูผสมพันธุ์ 8 ถึง 10 สัปดาห์ หากใช้

การผสมเทียมหรือจูงผสมควรตรวจเมื่อคาดว่าแม่โคตั้งท้องได้ 2 ถึง 3 เดือน แม่โคทีไม่ท้องควรคัดออก

แล้วเอาโคสาวทีผสมติดเร็วแทน

ประมาณร้อยละ 95 ของแม่โคทีตั้งท้องจะไม่กลับเปนสัดอีกจนถึงหลังคลอดลูกตัวใหม่ แต่ถ้าตัว



อ่อนในท้องตายภายใน 2 สัปดาห์จะถูกดูดซึมเข้าไปในร่างกายและแม่โคจะกลับเปนสัดในวงรอบการเปน
สัดปกติ ถ้าตัวอ่อนตายหลังจาก 2 สัปดาห์มันจะถูกดูดซึมแต่วงรอบการเปนสัดจะช้าลง


ประมาณร้อยละ 10 ของแม่โคทีตั้งท้องแล้วอาจแสดงอาการเปนสัดอีกครั้งหนึงหรือมากกว่าก็ได้





แต่ช่วงระยะการเปนสัดแต่ละครั้งแตกต่างจากตอนทีไมตั้งท้อง และระยะของแต่ละช่วงก็ไม่เท่ากัน ถ้าแม ่



โคเหล่านีได้รับการผสม ไม่ว่าจะโดยใช้พ่อพันธุ์หรือการผสมเทียมทีใช้หลอดนาเชือสอดเข้าไปในมดลูก ก็


อาจท าให้แม่โคแท้งหรือลูกในท้องตายได้
ปญหาการผสมติดเพราะขาดอาหารอาจเนืองจาก


1) จ านวนแม่โคต่อแปลงหญ้ามากเกินไปหรือจ านวนหญ้าไม่พอโดยไม่ได้ให้หญ้าแห้งหรือ
อาหารข้นเสริม

2) ให้ปุยแปลงหญ้าไม่พอหรือหญ้าทีให้ปล่อยแทะเล็มมีคุณภาพต า คุณค่าทางอาหารจึงไม ่


เพียงพอต่อความต้องการของแม่โค

3) การให้อาหารมากเกินไปท าให้แม่โคอ้วนเกินไป มีผลท าให้การผสมติดต า

4) บางพืนทีดินอาจขาดแร่ธาตุ

5) ปญหาจากโรคและพยาธิ


การเลียงแมโคระยะตั้งท้อง 4 ถึง 6 เดือน


เปนระยะทีลูกโคโตแล้วและเตรียมตัวหย่านม หากลูกโคกินหญ้าและอาหารได้เก่งแล้วแม่โคก็


ต้องการอาหารเพียงเพือบ ารุงรางกายเท่านั้น





ระยะนความต้องการอาหารเพือเลียงลูกในท้องยังนอยอยู แม่โคจึงต้องการอาหารนอยกว่าระยะ







อื่น สามารถประหยัดค่าใช้จายในการเลียงโดยให้อาหารคุณภาพต าได้ ถ้าให้อาหารคุณภาพดีอาจท าให้
แม่โคอ้วนเกินไป แต่ก็ควรระวังอย่าให้แม่โคผอม ควรมีไขมันสะสมอยู่บ้าง
ตัวอย่างการให้อาหารแม่โคอุ้มท้องตามตารางที 24 โดยในฤดูฝนให้หญ้าสดเปนหลัก ให้อาหาร


ข้นเสริมบ้างตามสภาพของแม่โค ฤดูแล้งให้หญ้าหมักเปนหลักเสริมด้วยอาหารข้นตัวละประมาณ 2 กก.

นอกจากมีหญ้าหมักไม่เพียงพอก็ใช้ฟางข้าวเสริมด้วยร าหยาบและอาหารข้น อาหารข้นทีเสริมอาจปรับ

ใช้ตามวัตถุดิบทีมีอยู่ในท้องถิ่นและให้มีราคาถูกทีสุดเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย โดยค านวณให้มีโภชนะหรือ


คุณค่าทางอาหารให้ได้ตามความต้องการของแม่โค



กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์


Click to View FlipBook Version