การเลียงโคเนือ 196
้
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 197
้
้
่
่
็
ทีให้อำหำรมีแบบรำงกล (Self-feeding) ซึ่งเปนรำงอำหำรทีโคสำมำรถเข้ำไปกินอำหำรได้เอง
และแบบรำงเปด (Through-feeder) รำงอำหำรควรมีพืนทีเพียงพอส ำหรับโคแต่ละตัว (ตำรำงที 49)
่
้
่
ิ
ตารางท 49 ควำมยำวของรำงอำหำรตำมอำยุโค
ี่
อำยุโค ควำมยำวของรำงอำหำร (เซนติเมตรต่อตัว)
รำงกล รำงเปด
ิ
1 ปี 10-20 20 – 30
18 เดือน – 2 ปี 20-25 30 – 30
พ่อพันธุ์ พ่อโคตอน (Bullock) 25-30 40 - 50
ทีมำ : Queensland Dept. of Primary Industries (ไม่ระบุป)
ี
่
ิ
่
รำงอำหำรควรอยู่ไต้ชำยคำเพื่อกันไมให้หญ้ำและอำหำรเปยกเมือฝนตก รำงอำหำรแบบรำงเปด
ี
่
่
้
่
และรำงนำ ควรฉำบผิวภำยนอกให้เรียบและขัดมัน รำงอำหำรควรอยูด้ำนหนำคอกเพือสะดวกในกำรใช้
้
รถวิ่งจำยอำหำร ขอบของรำงควรเปนตรงเปนแนวดิ่งไมเอียงเฉียงออกมำหรือลอยสูงจำกพืนท ำให้เกิด
็
้
่
่
็
่
ุ
่
มมอับทีใช้เครืองจักรกลท ำควำมสะอำดได้ไมสะดวกรำงอำหำรควรสูงประมำณ 60 เซนติเมตร กว้ำง
่
ประมำณ 80-90 เซนติเมตร ด้ำนหนำสูงกว่ำด้ำนหลังประมำณ 10-20 เซนติเมตร พืนผิวภำยในควรฉำบ
้
้
เรียบโดยก้นรำงท ำเปนแนวโค้งมนไมมีมม แนวกั้นโคด้ำนหนำควรสูงกว่ำขอบรำงอำหำรประมำณ 40-
ุ
็
้
่
60 เซนติเมตร มีลวดสลิงขึงกั้น 3 เส้นห่ำงเท่ำกัน
รางอาหารแบบเป ิ ด
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 198
้
้
็
้
พืนทีหลังรำงอำหำรควรมีลำนคอนกรีต(Apron) เพือปองกันไม่ให้พืนคอกเปนหลุมบอสะสมสิ่ง
้
่
่
้
่
้
้
ี
สกปรก และยังช่วยให้ท ำควำมสะอำดพืนคอกได้สะดวกอีกด้วย พืนนควรท ำด้วยคอนกรีตอัดแรงควำม
้
หนำไม่ต ำกว่ำ 125 มิลลิเมตร พืนควรกว้ำงอย่ำงนอย 2 เมตรหรือเท่ำกับควำมกว้ำงของประตูด้ำนหนำ
้
้
้
่
้
้
้
่
ลำดเอียงมำทำงแนวด้ำนหลังไม่นอยกว่ำ 2% เพือให้ระบำยนำได้ดี ช่วงต่อระหว่ำงแนวพืนคอนกรีตกับ
พืนดินหลังคอก ควรใส่หินกรวดเพือปองกันไม่ให้พืนคอนกรีตพังเพรำะกีบเท้ำโค ดังภำพที 70
้
้
่
้
่
ภาพตัดขวางพื้นคอกโคและรางอาหาร
อ่ำงหรือรำงนำควรอยูบริเวณหลังคอกด้ำนนอกเพือทีจะไมท ำให้คอกแฉะ ควรสูงประมำณ 60
่
่
่
่
้
้
เซนติเมตร รอบรำงนำควรมีลำนคอนกรีตเช่นเดียวกับรำงอำหำร โค 1 ตัวจะกินนำประมำณวันละ 20-50
้
ลิตรขึนอยู่กับขนำดโคและสภำพอำกำศ
้
้
รางนาแบบเป ิ ด
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 199
้
้
่
่
่
หลังคำควรมีโครงสร้ำงทีไมเกะกะในกำรใช้เครืองจักรกลท ำควำมสะอำดคอก โครงสร้ำงด้ำนบน
ควรสูงไมต ำกว่ำ 3.5 เมตร เสำหลังคำหรือทีติดตั้งแนวกันโคออกควรฝงอยูในขอบรำงอำหำร ไมโผล่
่
่
ั
่
่
่
ออกมำท ำให้มีมมซึงเปนที่สะสมควำมสกปรก โคนเสำเหล็กรวมทั้งเสำรั้วควรหล่อหุ้มด้วยคอนกรีตหรือ
่
ุ
็
่
หุ้มด้วยท่อเอสล่อนเพื่อปองกันกำรผุกร่อนเนืองจำกอุจจำระและปสสำวะของโค บำงแห่งทีมียุงและแมลง
ั
้
่
ชุกชุมควรมีม้งไนล่อนกำงเฉพำะส่วนโรงเรือนทีมีหลังคำเพือปองกันแมลงดูดเลือด และแมลงรบกวน
่
ุ
่
้
่
้
้
้
ส ำหรับวัสดุในกำรรองพืนคอกจะมีก็ได้หรือไม่มีก็ได้ขึนอยูกับกำรจัดกำรพืนคอกและกำรท ำควำมสะอำด
คอก
คอกโคพ่อพันธุ
์
็
คอกโคพ่อพันธุ์ควรเปนคอกขังเดียวเพือ
่
่
้
่
็
้
ปองกันไมให้ชนกัน พืนควรเปนคอนกรีตเพือ
่
สะดวกในกำรท ำควำมสะอำด หลักกำรสร้ำงคอก
เช่นเดียวกับกำรสร้ำงคอกโคทีกล่ำวมำแล้ว
่
คอกโคขน
ุ
่
่
ฟำร์มทีเลียงโคขุนเพือส่งตลำดเองควรแยกคอกโคขุนให้ห่ำงจำกบริเวณอืนเพรำะจะมีของเสีย
้
่
็
้
ขับถ่ำยออกมำมำก สถำนที่ก่อสร้ำงควรเปนที่ดอนนำไมท่วมขัง กำรระบำยนำสะดวก มีกำรวำงท่อหรือ
้
่
ร่องเพือระบำยนำออกจำกคอกได้ดี หำกเปนพืนที่ที่มีโอกำสถูกนำท่วมได้ควรวำงระบบเพือปองกันนำ
้
้
้
่
้
้
่
็
ท่วมไว้ด้วย โรงเรือนในกำรเลี้ยงโคขุนควรสร้ำงในแนวตะวันตกและตะวันออก เพือเกิดร่มเงำในคอกมำก
่
ทีสุด กำรสร้ำงโรงเรือนในกำรเลี้ยงโคขุนควรออกแบบให้ถูกต้องตั้งแต่แรกโดยให้เกิดควำมสะดวกในกำร
่
ท ำควำมสะอำดคอกในระหว่ำงกำรขุนโค
พื้นที่คอกขุนทั้งบริเวณในหลังคำโรงเรือนและลำนปล่อยนอกชำยคำส ำหรับโคนำหนักนอยกว่ำ
้
้
250 กิโลกรัมควรใช้พืนทีไมนอยกว่ำ 8 ตำรำงเมตร/ตัว ขนำด 250 ถึง 550 กิโลกรัม ไมนอยกว่ำ 10
้
่
้
้
่
่
้
่
ตำรำงเมตร/ตัว และขนำดเกินกว่ำ 550 กิโลกรัมใช้ไม่นอยกว่ำ 12 ตำรำงเมตร/ตัว จ ำนวนพืนทีคอกขุน
้
ต่อตัว ส ำหรับกำรขุนโดยไม่ปล่อยลำนอำจใช้พืนทีต่อตัวนอยกว่ำน ้ ี
้
้
่
่
คอกขุนอำจเปนคอกแบบขังเดี่ยวหรือขังรวม ขนำดพื้นทีของแต่ละคอกขึนอยูกับจ ำนวนโคที่จะ
้
็
่
่
เลี้ยง คอกขนำดใหญ่จะประหยัดค่ำวัสดุกั้นคอกแต่กำรทีจะดูแลว่ำมีโคปวยหรือไมท ำได้ยำกกว่ำ ปจจัยที ่
่
่
ั
่
่
ุ
ควรพิจำรณำอีกอย่ำงหนึงคือควำมจของรถบรรทุกทีจะขนส่งโคสู่ตลำด จ ำนวนโคในแต่ละคอกควรมี
็
่
ุ
จ ำนวนเท่ำกับหรือมำกเปนจ ำนวน 2 หรือ 3 เท่ำทีรถบรรทุกจได้เพรำะเวลำไล่ต้อนโคขึ้นรถจะได้หมด
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 200
้
้
่
็
่
่
เปนคอกๆไปไมต้องรบกวนตัวที่ไมถึงเวลำส่งตลำดด้วย เช่นฟำร์มขนำดใหญ่ในต่ำงประเทศขนส่งเทียว
่
หนึงได้ 60 ตัวจึงให้แต่ละคอกจุโคประมำณ 120 ถึง 300 ตัว
ตัวอย่างผังฟาร์มโคขุนขนาดใหญ ่
็
่
่
คอกขุนควรเปนแถวเรียงกันเพือประหยัดในกำรสร้ำงรั้วกั้นคอก ต ำแหนงของประตูควรให้สะดวก
่
้
ในกำรใช้เครืองจักรกลท ำควำมสะอำดคอก ประตูระหว่ำงคอกควรอยูด้ำนหนำติดกับรำงอำหำรเข้ำมำใน
่
้
คอกทะลุถึงกันตลอดแนว ประตูด้ำนหนำนีควรกว้ำงประมำณ 2.5 ถึง 3.0 เมตร ประตูระหว่ำงคอกขุนและ
้
่
ช่องทำงเดินควรท ำเฉียงกับแนวทำงเดินในลักษณะก้ำงปลำเพือให้โคและเครืองจักรกลในกำรท ำควำม
่
สะอำดคอกเข้ำออกได้สะดวก ประตูด้ำนหลังนีควรกว้ำงประมำณ 3.6 ถึง 4.5 เมตร
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 201
้
้
ี่
คอกขุนโคแบบขังเดยว คอกขุนแบบรวม
้
่
แปลนพืนของคอกโคขุนและชองทางเดินของโค
กำรท ำธุรกิจโคขุน ฟำร์มแบบธุรกิจขนำดใหญ่อำจให้เกษตรกรขุนโคเองในหมู่บ้ำน โดยซือหรือ
้
่
ให้ยืมลูกโคจำกฟำร์มไปขุน แล้วฟำร์มรับซือโคทีขุนแล้วมำฆ่ำช ำแหละและท ำกำรตลำดให้ก็ได้ จะเปน
็
้
กำรช่วยให้เกษตรกรมีรำยได้เพิ่มขึน และลดภำระของฟำร์มในกำรขุนโคส่วนหนง
่
้
ึ
คอกขุนโคส าหรับเกษตรกรรายย่อย
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 202
้
้
ม้ง
ุ
่
้
กำรเลียงโคในแถบทีลุ่มซึงมียุงและแมลง
่
็
ุ
ดูดเลือดมำก กำรใช้ม้งไนล่อนกันล้อมคอกสัตว์เปน
็
ุ
้
สิ่งจ ำเปน โดยทั่งไปใช้ม้งไนล่อนสีฟำเบอร์ 16 ซึ่งมี
หนำกว้ำง 2.5 เมตร ยำว 30 เมตร รำคำม้วนละ
้
ประมำณ 450 บำท นำหลำยๆม้วนมำเย็บเข้ำ
ด้วยกัน
คอกทีใช้ปฏิบัตงานอืนๆ
่
่
ิ
่
เช่น คอกคัดสัตว์ โรงพ่นเห็บ คอกผสมเทียม คอกหรือแปลงคลอด ควรอยู่ในต าแหนงที ่
สามารถต้อนโคมาใช้ประโยชนได้ในระยะใกล้ทีสุด พืนทีคอกเหล่านีประมาณ 3 ตารางเมตร/ตัว ความ
้
์
้
่
่
กว้างภายในซองประมาณ 61 ถึง 65 ซม.เพือไม่ให้โคกลับตัวได้ ผนังด้านข้างซองควรสูงจากพืน
่
้
ประมาณ 1.8 ถึง 2 เมตร เสาฝงลึกลงไปในดิน 1 ถึง 1.5 เมตร
ั
้
ี
็
ี่
์
ั
ี
คอกคัดสัตว์มีประโยชนในการคัดแยกสัตว์ ฉดวัคซน ชั่งนาหนก รวมทั้งเปนทขึ้นลงสัตว์
้
ซองบังคับสัตว์ภายในคอกคัดสัตว์ ใชในการฉดวัคซน การรักษาพยาบาลสัตว์
ี
ี
ึ
ซองบังคับแบบโค้งและทบจะท าให้โคตนกลัวนอยลง
้
ื่
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 203
้
้
ี
ี่
่
ี่
ทหนบคอทตอจากซองบังคับ โคไม่สามารถถอยหลังกลับได้
้
้
้
่
ั
ตาชั่งอยู่ตอจากซองบังคับสัตว์ท าใหตอนโคเข้าชั่งนาหนกได้สะดวก
่
ซองขึ้นลงโคควรทึบและโค้งเพือไม่ให้โคเครียด
จุดบอด
ขอบเขตที่โคมองเห็น
จุดทท าใหโค
้
ี่
หยุดเดิน
จุดทท าใหโค
ี่
้
เริมเดิน
่
จุดสมดุล
การมองเห็นของโค
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 204
้
้
แปลนพื้นคอกคัด
ทขึ้นลงโค(loading ramp)
ี่
คอกลูกโค
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 205
้
้
อุปกรณ์อืนๆ
่
รางอาหารข้นในแปลงหญ้า
ซองหนบโค
ี
้
่
ราวกั้นโคเพือใหกินหญ้าแหง
้
หญ้าหมักเอง ไม่ตองตัดไปให ้
้
กลอนซองหนบโค
ี
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
้ ้
การเลียงโคเนือ 206
การค านวณน ้าหนักโคจากความยาวรอบอก
์
่
้
่
้
้
การทราบนาหนักโคทีเลียงนอกจากจะมีประโยชนในการใช้ค านวณปริมาณอาหารทีใช้เลียงโค
ระยะต่างๆตามที่ได้กล่าวมาแล้ว ยังสามารถช่วยให้ผู้เลียงทราบว่าการจัดการเลียงดูของตนเองถูกต้อง
้
้
้
่
่
่
หรือไม โคเติบโตได้ตามทีควรจะเปนหรือไม การใช้เครืองชั่งในการชั่งนาหนักโคจะมีราคาแพง ไม ่
่
็
เหมาะส าหรับเกษตรกรรายย่อยและฟาร์มขนาดเล็ก นอกจากจะเปนฟาร์มขนาดใหญ่หรือเปนตาชั่งรวม
็
็
ประจ ากลุ่มหรือหมู่บ้าน
้
ั
การวัดความยาวรอบอกโคเพื่อนาไปหานาหนกจากตาราง
็
้
่
วิธีทีสะดวกก็คือ การวัดรอบอกโค แล้วนาความยาวรอบอกโคมาเทียบเปนนาหนักตามตารางที ่
50 ถึง 54 ความหมายสภาพโคในตารางมีดังนี ้
สภาพอ้วน หมายถึง ไม่เห็นกระดูกซีโครงและกระดูกสันหลัง
่
้
สภาพปานกลาง หมายถึง เห็นกระดูกซีโครงเล็กนอย แต่ไม่เห็นกระดูกสันหลัง
่
สภาพผอม หมายถึง เห็นกระดูกซีโครงชัดเจน และเห็นกระดูกสันหลัง
่
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้ ้
การเลียงโคเนือ 207
ี่
้
ตารางท 50 ตารางประมาณนาหนักโคลูกผสมอเมริกันบราห์มัน (จาก ปรารถนา พฤกษะศรี, 2535)
นำหนัก (กก.) นำหนัก (กก.)
้
้
รอบอก รอบอก
(ซ.ม.) อ้วน ปำนกลำง ผอม (ซ.ม.) อ้วน ปำนกลำง ผอม
ผู้ เมีย ผู้ เมีย ผู้ เมีย ผู้ เมีย ผู้ เมีย ผู้ เมีย
90 61 54 - - 146 243 244 222 229 215 217
91 63 56 - - 147 248 249 226 233 218 220
92 66 58 - - 148 252 253 230 237 222 224
93 68 59 - - 149 257 258 234 241 225 228
94 70 61 - - 150 262 262 238 245 229 231
95 72 63 - - 151 267 267 242 249 233 234
96 75 65 - - 152 272 272 247 253 237 238
97 77 67 - - 153 277 277 251 257 240 241
98 79 69 - - 154 282 282 256 261 244 245
99 81 71 - - 155 287 287 260 265 248 249
100 84 73 - - 156 292 292 265 270 253 253
101 86 75 - - 157 297 296 269 274 257 257
102 88 77 - - 158 302 302 274 278 261 261
103 90 79 - - 159 308 307 279 283 265 265
104 92 81 - - 160 313 312 284 288 270 269
105 95 84 - - 161 319 317 289 292 274 273
106 97 86 - - 162 324 323 294 297 278 277
107 99 89 - - 163 330 328 299 302 283 282
108 101 91 - - 164 335 333 304 307 288 286
109 104 94 - - 165 341 344 310 312 292 290
110 106 97 - - 166 347 350 315 317 297 -
111 108 100 - - 167 353 356 321 300 302 -
112 110 102 - - 168 359 361 326 327 307 -
113 113 105 - - 169 365 367 332 333 312 -
114 115 109 - - 170 371 373 344 338 317 -
115 117 112 - - 171 377 379 350 - - -
116 119 115 - - 172 383 385 356 - - -
117 121 117 - - 173 389 391 362 - - -
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้ ้
การเลียงโคเนือ 208
่
ี่
้
ตารางท 50 (ตอ) ตารางประมาณนาหนักโคลูกผสมอเมริกันบราห์มัน(จาก ปรารถนา พฤกษะศรี, 2535)
นำหนัก (กก.) นำหนัก (กก.)
้
้
รอบอก อ้วน ปำนกลำง ผอม รอบอก อ้วน ปำนกลำง ผอม
(ซ.ม.) (ซ.ม.)
ผู้ เมีย ผู้ เมีย ผู้ เมีย ผู้ เมีย ผู้ เมีย ผู้ เมีย
118 126 120 - - 174 395 397 368 - - -
119 129 126 - - 175 402 403 375 - - -
120 131 129 - - 176 408 409 382 - - -
121 134 132 - - 177 414 415 388 - - -
122 137 135 - - 178 421 422 395 - - -
123 145 138 - - 179 427 428 402 - - -
124 148 140 - - 180 434 - - - - -
125 151 143 - - 181 441 - - - - -
126 155 146 - - 182 448 - - - - -
127 159 149 - - 183 455 - - - - -
128 162 152 - - 184 461 - - - - -
129 166 155 - - 185 468 - - - - -
130 169 158 - - 186 475 - - - - -
131 172 161 - - 187 483 - - - - -
132 176 169 - - 188 490 - - - - -
133 179 172 - - 189 497 - - - - -
134 183 176 - - 190 504 - - - - -
135 186 183 183 183 179 183 191 511 - - - - -
136 190 187 187 186 182 186 192 519 - - - - -
137 198 190 190 189 185 189 193 527 - - - - -
138 202 194 194 193 188 192 194 534 - - - - -
139 206 197 197 196 191 195 195 542 - - - - -
140 210 200 200 199 195 198 196 550 - - - - -
141 221 204 204 211 198 201 197 558 - - - - -
142 225 207 207 215 201 204 198 565 - - - - -
143 229 211 211 218 204 207 199 573 - - - - -
144 234 215 215 222 208 210 200 581 - - - - -
145 238 219 219 226 211 213
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้ ้
การเลียงโคเนือ 209
ี่
้
้
ตารางท 51 ตำรำงประมำณนำหนักโคพืนเมือง (จำก ปรำรถนำ พฤกษะศรี, 2535)
นำหนัก (กก.) นำหนัก (กก.)
้
้
รอบอก อ้วน ปำนกลำง ผอม รอบอก อ้วน ปำนกลำง ผอม
(ซ.ม.) (ซ.ม.)
ผู้ เมีย ผู้ เมีย ผู้ เมีย ผู้ เมีย ผู้ เมีย ผู้ เมีย
80 37 36 121 144 129 120
81 39 37 122 146 132 123
82 41 38 123 149 136 126
83 44 40 124 151 139 129
84 46 41 125 154 142 132
85 48 43 126 157 146 135
86 50 44 127 159 150 138
87 53 46 128 162 153 141
88 55 47 129 165 157 144
89 57 49 130 168 160 147
90 59 50 131 171 165 150
91 62 52 132 174 169 153
92 64 54 133 177 173 156
93 60 56 134 186 190 176 178 - 167
94 69 57 135 189 193 180 182 - 170
95 71 59 136 192 196 184 186 - 173
96 73 61 137 196 199 188 190 - 176
97 75 63 138 200 202 192 194 - 180
98 78 65 139 203 205 196 198 - 183
99 80 67 140 208 208 201 202 - 186
100 82 69 141 218 219 201 202 - 199
101 84 71 142 222 222 205 205 - 203
102 87 73 143 226 224 208 208 - 206
103 89 75 144 230 227 212 212 - 210
104 91 77 145 234 229 216 215 - 213
105 93 80 146 238 233 220 218 - 217
106 96 82 147 242 235 224 221 - 221
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้ ้
การเลียงโคเนือ 210
่
ตารางท 51 (ตอ) ตำรำงประมำณนำหนักโคพืนเมือง (จำก ปรำรถนำ พฤกษะศรี, 2535)
ี่
้
้
นำหนัก (กก.) นำหนัก (กก.)
้
้
รอบอก รอบอก
(ซ.ม.) อ้วน ปำนกลำง ผอม (ซ.ม.) อ้วน ปำนกลำง ผอม
ผู้ เมีย ผู้ เมีย ผู้ เมีย ผู้ เมีย ผู้ เมีย ผู้ เมีย
107 98 84 148 246 238 228 225 - 224
108 100 86 149 251 241 231 228 - 228
109 102 89 150 255 244 235 231 - 232
110 111 95 87 151 259 247 239 234 - 236
111 114 98 90 152 264 250 243 237 - 240
112 116 100 93 153 268 253 247 240 - 244
113 118 103 96 154 273 256 251 244 - 248
114 120 105 99 155 277 259 254 247 - 252
115 122 108 102 156 282 262 258 250 - 256
116 125 111 105 157 286 265 262 254 - 260
117 127 113 108 158 291 268 266 257 - 264
118 130 116 111 159 296 271 270 260 - 268
119 132 119 114 160 300 274 274 263 - 272
120 134 122 117
ตารางท 52 ตำรำงประมำณนำหนักโคตระกูลยุโรป (จาก ปรารถนา พฤกษะศร, 2535)
ี
ี่
้
ซ.ม. 79 81 84 86 91 94 96 99 101
นิ้ว 31 32 33 34 36 37 38 39 40
นน. 35 39 43 38 58 64 69 74 82
ซ.ม. 104 106 109 111 117 119 122 124 127
นิ้ว 41 42 43 44 46 47 48 49 50
นน. 88 95 102 109 124 132 141 150 159
ซ.ม. 129 132 134 137 142 145 147 150 152
นิ้ว 51 52 53 54 56 57 58 59 60
นน. 160 178 188 198 219 230 241 252 263
ซ.ม. 155 157 160 163 168 170 173 175 178
นิ้ว 61 62 63 64 66 67 68 69 70
นน. 275 287 300 313 341 356 371 386 401
ซ.ม. 180 183 185 188 193 195 198 200 203
นิ้ว 71 72 73 74 76 77 78 79 80
นน. 416 431 446 461 493 510 527 544 567
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้ ้
การเลียงโคเนือ 211
ี
ี่
ตารางท 53 ตำรำงประมำณนำหนักโคลูกผสมเพศผู้ไม่ตอน (จาก ปรารถนา พฤกษะศร, 2533)
้
้
้
้
้
้
รอบอก นำหนัก รอบอก นำหนัก รอบอก นำหนัก รอบอก นำหนัก รอบอก นำหนัก
(ซม.) (กิโลกรัม) (ซม.) (กิโลกรัม) (ซม.) (กิโลกรัม) (ซม.) (กิโลกรัม) (ซม.) (กิโลกรัม)
90 61 109 104 128 162 147 248 166 347
91 63 110 106 129 166 148 252 167 353
92 66 111 108 130 169 149 257 168 359
93 68 112 110 131 172 150 262 169 365
94 70 113 113 132 176 151 267 170 371
95 72 114 115 133 179 152 272 171 377
96 75 115 117 134 183 153 277 172 383
97 77 116 119 135 186 154 282 173 389
98 79 117 121 136 190 155 287 174 395
99 81 118 126 137 198 156 292 175 402
100 84 119 129 138 202 157 297 176 408
101 86 120 131 139 206 158 302 177 414
102 88 121 134 140 210 159 308 178 421
103 90 122 137 141 221 160 313 179 427
104 92 123 145 142 225 161 319 180 434
105 95 124 148 143 229 162 324 181 441
106 97 125 151 144 234 163 330 182 448
106 99 126 155 145 238 164 335 183 455
108 101 127 159 146 243 165 341 184 462
ี
้
ี่
ตารางท 54 กำรประมำณนำหนักโคขุนจำกควำมยำวรอบอก (จาก ปรารถนา พฤกษะศร, 2535)
้
้
้
รอบอก นำหนัก รอบอก นำหนัก รอบอก นำหนัก รอบอก นำหนัก รอบอก นำหนัก
้
้
(ซม.) (กิโลกรัม) (ซม.) (กิโลกรัม) (ซม.) (กิโลกรัม) (ซม.) (กิโลกรัม) (ซม.) (กิโลกรัม)
79 35 104 88 129 170 155 275 180 416
81 39 106 95 132 179 157 287 183 431
84 43 109 102 134 188 160 300 185 446
86 48 111 109 137 198 163 313 188 461
89 54 114 116 140 208 165 327 190 477
91 58 117 124 142 219 168 341 193 493
94 64 119 132 145 208 170 356 195 510
96 69 122 141 147 219 173 371 198 527
99 74 123 150 150 230 175 386 200 544
101 82 127 159 152 241 178 401 203 567
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
้ ้
การเลียงโคเนือ 212
คะแนนสภาพรางกายแมโค
่
่
่
ั
่
์
่
็
การเลี้ยงแมโคให้มีสุขภาพสมบูรณดีเปนปจจัยส าคัญต่อการผสมติดของแมโคและท าให้แมโคให้
่
่
่
็
่
ลูกได้อย่างสม าเสมอ คะแนนสภาพร่างกายแมโคเปนเครืองมือทีจะท าให้ผู้เลียงทราบว่าแมโคในฝูงมี
่
้
ี
่
สภาพอย่างไร วิธีเลี้ยงของตนเองถูกหรือไม และควรปรับปรุงอย่างไรเพื่อให้ได้ลูกโคทุกป ซึ่งจะมีผลท า
ให้เจ้าของมีรายได้เพิ่มขึนนั่นเอง
้
การสังเกตความสมบูรณ์ของรางกายแมโค
่
่
่
ดูได้จากสภาพอ้วนผอมหรือการสะสมไขมันของโค สัมผัสได้โดยใช้มือกดดูตรงรางกายโคสองจุด
คือ
่
่
1) บริเวณเหนือสันหรือบั้นเอวชองโค โดยสามารถคล าดูปลายกระดูกซีโครงสั้น ซึงเปนกระดูก
็
่
สันหลังจ านวนประมาณ 6 ชิ้น ต่ออยู่ระหว่างกระดูกซีโครงกับกระดูกสะโพก
2) บริเวณโคนหาง
ี
ี
การสัมผัสดูการสะสมไขมันของโคมชวิต
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้ ้
การเลียงโคเนือ 213
ความหนาของไขมันทีสะสมตรงจุดที 1 สัมผัสได้โดยวางฝามือทาบบนบั้นเอวระหว่างซีโครงซี ่
่
่
่
่
่
่
้
สุดท้ายกับกระดูกเชิงกราน ใช้นิวหัวแม่มือกดลงไปเพือสัมผัสกับปลายกระดูกซีโครงสั้น ส่วนบริเวณโคน
่
้
หางตรงจุดที 2 สามารถใช้นิวมือสัมผัสได้เช่นเดียวกัน
จากการมองดูลักษณะภายนอกและการใช้มือคล าดูดังกล่าว สามารถจ าแนกสภาพร่างกายแมโค
่
ออกเปนคะแนนได้ ปกติถ้าแมโคไมมีขนปุกปุยแล้วการมองแต่เพียงอย่างเดียวก็สามารถให้คะแนนได้
็
่
่
อย่างแม่นย าแล้ว
คะแนนสภาพรางกายโค
่
ที่ใช้กันมากมีแบบ 5 คะแนนและแบบ 9 คะแนน แบบ 5 คะแนนมีความแตกต่างระหว่างแต่ละ
สภาพมากเกินไป และถ้าใช้กับฝูงขนาดเล็กสามารถท าให้เกิดความผิดพลาดในการแปรผลเชิงสถิติใน
่
งานวิชาการได้มาก แบบ 9 คะแนนมีข้อดีคือสภาพแมโคแต่ละคะแนนยังคงแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด
์
อยู และหากผู้สังเกตให้คะแนนผิดพลาดไปบ้างก็ท าให้การแปรผลเพือนาไปใช้ประโยชนไมเกิดความ
่
่
่
่
้
่
แตกต่างมากนัก ในทีนีจึงใช้แบบ 9 คะแนน ซึงแนะนาโดยมหาวิทยาลัยเท็กซัส เอ. แอนด์ เอ็ม. และศูนย์
่
่
็
ปศุสัตว์นานาชาติแห่งอัฟริกา ซึงเปนการจ าแนกลักษณะตามสภาพของโคซีบูทีใกล้เคียงกับสภาพการ
้
้
เลียงโคเนือส่วนใหญ่ในบ้านเรา
็
่
หลักการจ าแนกของระบบ 9 คะแนน คือ คะแนน 1 ถึง 3 เปนพวกอยูในสภาพผอม คะแนน 4
็
็
ถึง 6 เปนพวกมีสภาพปานกลาง คะแนน 7 ถึง 9 เปนพวกมีสภาพอ้วน
ควรให้คะแนนโคในตอนเช้า โดยตอนกลางคืนก่อนหนานั้นไมควรให้โคได้ดืมนาและกินอาหาร
่
้
้
่
้
โดยเฉพาะถ้าโคได้ดื่มนามากจะท าให้ดูอ้วนกว่าปกติ แม่โคควรมีคะแนนระหว่าง 5 ถึง 7 จึงจะผสมติดดี
คะแนน 1
สภาพ ผอมโซ
่
ลักษณะโค มองเห็นกระดูกซีโครง กระดูกสันหลัง และกระดูกอืนๆได้อย่างชัดเจน คล าดูพบไขมัน
่
นอยมาก
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
้ ้
การเลียงโคเนือ 214
คะแนน 2
สภาพ ผอมมาก
่
้
ลักษณะโค เริ่มมีไขมันบ้าง ส่วนท้ายเริ่มมีเนือ ยังพอมองเห็นกระดูกซีโครงได้อยู คล าดูยังพบกระดูก
่
ได้ง่าย และมีช่องว่างระหว่างซีโครงอยู ่
่
คะแนน 3
สภาพ ผอม
่
ลักษณะโค เริ่มมีไขมันตามแนวสัน หลัง ซีโครง ยังเห็นกระดูกสันหลังชัดอยู เมือคล าดูจะแยกชิน
้
่
่
กระดูกได้อยู่
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้ ้
การเลียงโคเนือ 215
คะแนน 4
สภาพ พอใช้
่
่
้
ลักษณะโค มองไม่เห็นกระดูกซี่โครงส่วนหนา ซีโครงที 12 และ 13 พอมองเห็นอยู่ กระดูกสันหลัง
มองเห็นได้ยากนอกจากคล าดูซึงจะรู้สึกว่าปลายกระดูกไม่แหลมมาก
่
คะแนน 5
สภาพ ปานกลาง
ลักษณะโค ยังพอมองเห็นกระดูกซีโครงได้อยู่ กระดูกสันหลังมองเห็นได้ยาก คล าดูพบไขมันบริเวณ
่
สันหลังบ้างเล็กนอย
้
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้ ้
การเลียงโคเนือ 216
คะแนน 6
สภาพ เริ่มดี
ลักษณะโค ผิวหนังและร่างกายเริ่มกลมกลึงราบเรียบ มองไม่เห็นกระดูกแต่สามารถคล าพบได้ เริ่มมี
ไขมันสะสมบริเวณโคนหาง
คะแนน 7
สภาพ ดี
่
ลักษณะโค ร่างกายกลมกลึงราบเรียบดี แต่ไม่เห็นไขมันสะสมมาก เมือกดดูยังสามารถพบกระดูกซีโครง
่
สั้นได้ แต่ปลายซีโครงจะรู้สึกมนมากกว่าแหลม
่
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
้ ้
การเลียงโคเนือ 217
คะแนน 8
สภาพ อ้วน
่
ุ่
ลักษณะโค ร่างกายกลม แนนตัน มองไม่เห็นกระดูก ไขมันหนาและหยน
คะแนน 9
สภาพ อ้วนมาก
ลักษณะโค มองเห็นและคล าหากระดูกได้ยาก โคนหางจมอยู่ในไขมัน เดินอุ้ยอ้าย
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
้ ้
การเลียงโคเนือ 218
การจัดการด้านสุขภาพโค
โรค (Disease) คือ สภาพการเปลียนแปลงทีผิดปกติของร่างกายจนเปนอันตราย ทั้งจากการ
่
่
็
่
้
่
เปลียนแปลงของอวัยวะหรือเนือเยือเฉพาะแห่ง หรือระบบการท างานต่างๆของร่างกายก็ตาม
่
องค์ประกอบส าคัญของสาเหตุทีท าให้เกิดโรค พอจะแบ่งออกได้เปน 3 ประการ คือ
็
1) จากสภาพแวดล้อม (Environmental Cause)
2) จากสภาพตัวของสัตว์ (Animal Cause)
3) จากสาเหตุส าคัญของโรค
โรคโคเนือ
้
้
้
่
โรคโคทีพบมากและผู้เลียงควรจะดูแลรักษาหรือปองกันได้ เช่น
โรคท้องรวงในลูกโค (Calf Diarrhea)
่
ลูกโคจะมีอาการอ่อนเพลีย ซึม นาหนักลด ท้องเสีย เกิดสภาพขาดนา ระดับนาตาลกลูโคส
้
้
้
่
(Glucose)ในเลือดต า ไม่กินอาหาร ซึม และตายในทีสุดจากระบบการท างานของหัวใจผิดปกติ ปองกัน
้
่
โดย รักษาความสะอาดของคอกคลอดและตัวแม่โคโดยเฉพาะบริเวณเต้านม และเมื่อลูกโคเกิดให้ลูกโค
ได้รับนมนาเหลือง(Colostrum)ภายใน 4 ชั่วโมงหลังคลอด ให้กินวันละ 2 ถึง 3 กิโลกรัม หรืออย่างนอย
้
้
5% ของนาหนักตัว
้
รักษาโดย
1) ให้สารละลายของพวกเกลือแร่ หรือการให้กินพวกอีเลคโตรไลท์(electrolyte) 2 ถึง 3 ครั้ง/วัน
่
็
้
ื
่
2) หยุดให้นมเปนเวลา 12 ถึง 24 ชั่วโมง เพือให้ล าไส้มีโอกาสฟนตัวและซ่อมแซมส่วนทีสึกหรอ
่
และเพือให้ Bacteriaในล าไส้เจริญเติบโตช้าลง
3) ให้ยาปฏิชีวนะ หรือ ยาซัลฟานาไมด์(Sulfanamide)
4) การให้อยู่ในสภาพทีแห้งและอบอุ่น
่
โรคปอดบวมในลูกโค (Calf Pneumonia)
ลูกโคจะหายใจขัด หายใจด้วยปาก ไอ และจะไอมากขึนเมื่อออกแรง ซึม เบื่ออาหาร จมูกแห้ง
้
นามูกไหล ซึงจะข้นเปนหนองในเวลาต่อมา ขนหยาบแข็ง ลูกตาจมลึก ควรแยกลูกโคปวยออกจากฝูง
่
้
็
่
เพือปองกันไม่ให้ติดตัวอื่น จัดให้อยู่ในทีทีสะอาด อบอุ่น แห้ง มีอากาศถ่ายเทสะดวก ให้นาและอาหารที ่
้
่
่
่
้
ย่อยง่าย เช่น ร า หรือปลายข้าว ให้ยาปฏิชีวนะหรือซัลฟานาไมด์ และให้ยาอื่นรักษาตามอาการ
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้ ้
การเลียงโคเนือ 219
โรคสะดืออักเสบ (Navel ill)
เกิดขึนจาการติดเชื้อของสายสะดือในลูกโคหลังคลอดโดยทั่วไป อาการขึนอยูกับการลุกลามของ
้
่
้
่
้
็
ี
เชือจากสายสะดือจะยังอวัยวะส่วนใด ปกติหากพบการอักเสบบวมหรือเปนฝทีสายสะดือ หากมีการ
ลุกลามอาจจะเกิดโรคขึ้นที่ตับ หรือที่กระเพาะปสสาวะ หรือหากแพร่กระจายไปยังบริเวณข้อต่อ(Joint)
ั
ต่างๆจะท าให้ข้ออักเสบบวม หากมีการแพร่กระจายเข้าสู่กระแสเลือด จะมีอาการทางประสาทจาก สมอง
อักเสบ(Encephalitis) หรือปอดบวม (Pneumonia) หรือจากการท้องร่วง
่
้
ปองกันโดยท าความสะอาดและใช้ยาฆ่าเชือโรคทีบริเวณคอกคลอดให้แห้งสะอาด เมือลูกโค
้
่
ุ่
่
้
คลอดใหมต้องรีบเช็ดตัวให้แห้งจมสายสะดือด้วยทิงเจอร์(Tincture) ให้ยาปองกันแมลงและรักษาแผล
่
ี
เช่น เนกาซันท์ (Negasunt) การเจาะรักษาแผลฝและให้ยาปฏิชีวนะต่างๆร่วมกับยาทีรักษาตามอาการ
โรคท้องอืด(Bloat)
เกิดขึนจากโคกินพืชตระกูลถั่วหรือหญ้าอ่อนมากเกินไป เกิดการสะสมของก๊าซในกระเพาะ
้
่
อาหารส่วนที 1 และ 2 จนบริเวณผนังช่องท้องขยายใหญ่ในเวลาอันรวดเร็ว มีผลให้สัตว์ตายได้จาก
ุ
ผลกระทบต่อระบบหายใจหรือระบบหมนเวียนโลหิต โคจะมีช่องท้องใหญ่มากโดยเฉพาะบริเวณสวาป
ข้างซ้าย โคจะกระวนกระวายลุกนอนสลับกันไปบ่อยๆ หายใจขัด อ้าปากหายใจ ชีพจรและการเต้นของ
้
้
้
้
หัวใจเร็ว นาลายไหลยืด ลินจุกปาก ทั้งหมดนีจะเกิดขึนในเวลาอันรวดเร็วและสัตว์จะตายในทันที
การรักษามีวิธีการ เช่น
้
้
ิ
้
1) หากพบในระยะเริ่มแรกให้ใช้ นามันพืช นามันมะกอก หรือพาราฟนนา(liquid paraffin)กรอก
เข้าทางปากจ านวน 500 ถึง 1,000 มล. หรือการใช้ท่อสอดผ่านเข้าปากเพือช่วยระบายก๊าซและช่วย
่
ทดสอบว่าหลอดอาหารอุดตันหรือไม่
2) เจาะบริเวณสวาปด้านซ้ายทะลุเข้าไปใน
กระเพาะขอบกระด้ง(rumen) หรือใช้เครืองมือโทรคาร์
่
ู
คานล่า(trocar canula)เจาะเข้าไปแล้วดึงแกนในออก ให้
ปลอกส่วนนอกคาไว้เพือระบายก๊าซ
่
3 ) ให้โซเดียมไบคาร์บอเนต 150 ถึง 200 กรัม
ผสมนา 1 ลิตร เพือลดการเปนกรดในกระเพาะ
็
้
่
โรคพาราทเบอร์คูโลซีส (Paratuberculosis หรือ Johne’Disease)
ู
สัตว์จะติดโรคนีได้ทุกอายุ แต่มักแสดงอาการเมื่ออายุ 3 ถึง 5 ป หรืออาจไม่แสดงอาการเลยก็ได้
ี
้
้
้
อาการจะพบท้องเสียเรือรัง ขนหยาบ นาหนักลด ซูบผอม เกิดโรคเตานมอักเสบได้ง่าย สุขภาพอ่อนแอ
เนืองจากผนังล าไส้หนาถึง 3 ถึง 4 เท่า จากปกตอจนลดการดูดซึมโปรตีน สารอาหารต่างๆจากล าไส้และ
่
มีการรั่วไหลของโปรตีน สารอาหารต่างๆจากล าไส้ส่วนปลาย (Jejunum) กลับสู่ล าไส้และขับทิ้งออกทาง
อุจจาระสัตว์ปวยจะกินอาหารปกติแต่จะกระหายนามาก ในระยะท้ายๆจะแสดงอาการขาดนารุนแรง ซูบ
่
้
้
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้ ้
การเลียงโคเนือ 220
่
ผอมไมกินอาหารและตายในที่สุด ในระยะเวลาของการปวยจนถึงตายอาจ 3-6 เดือน หรือมากกว่านั้น
่
่
่
้
่
อัตราการตายจะประมาณ 10% อนึง มีรายงานว่าในฝูงโคทีตรวจพบโรคนีจะมีอัตรากรผสมติดต าลงด้วย
้
ปองกันโดย
็
่
1) ตรวจสอบโรคเปนประจ า ก าจัดโคทีให้ผลบวกออกจากฝูง
็
ื
้
3) ปองกันอุจจาระของโคทีเปนโรคไปปนเปอนโคตรรัวอื่น
้
่
่
็
้
้
้
4) ในทุ่งหญ้าหรือคอกทีโคเปนโรคอยู่ควรทิงว่างไมนาโคไปเลียงอย่างนอย 4-5 เดือน และโรย
่
ปูนขาว
่
5) แยกลูกโคออกจากฝูงโคทีตรวจพบโรค
โรคคอบวม(Hemorrhagic Septicemia)
่
้
็
เปนโรคระบาดทีร้ายแรง เกิดจากเชือแบคทีเรียพาสเจอเรลล่า มัลโตซิด้า (Pasteurella
่
Multocida) ทีพบปกติอยูในเยือบุทางเดินระบบหายใจของสัตว์โดยทั่วไป ความรุนแรงขึนอยูกับ
่
่
่
้
ความเครียดจากสาเหตุต่างๆ เช่น การเคลื่อนย้ายสัตว์ สภาพดินฟาอากาศทีมีการเปลียนแปลง
้
่
่
่
โคทีเปนโรคจะนอนหรือยืนแยกตัวออกจากกฝูง ซึม เบื่ออาหาร หายใจถี ไอ มีไข้สูง (100 ถึง
่
็
107 องศาฟาเรนไฮต์) มีนามูกไหลซึมต่อมาจะข้นมีหนองปน หายใจล าบากขึน มีอาการบวมร้อนเจ็บ
้
้
้
้
้
บริเวณคอ หรืออาจลามไปจนถึงบริเวณใต้คาง ช่วงไหล่ของขาหนา ลินบวม มีนามุกนาตาไหล ลินห้อย
้
้
จากปาก อาจพบอาการของอุจจาระร่วงร่วมด้วย ต่อมาจะตายเนืองจากหายใจไม่สะดวก กินเวลา
่
้
ประมาณ 6 ถึง 48 ชั่วโมง ในบางรายอาจพบอาการลุกลามของเชือเข้าในทรวงอกร่วมด้วยจะแสดง
่
อาการของปอดอักเสบหายใจหอบร่วมด้วย เมื่อพบโคทีเปนโรคต้องรีบแจ้งสัตวแพทย์ของกรมปศุสัตว์
็
้
ทันที ปองกันได้โดยฉีดวัคซีน
โรคบรูเซลโลซีส(Brucellosis)
โรคบรูเซลโลซีส เปนโรคระบาด คนก็สามารถติดโรคได้ ในโคจะเกิดเชือบรูเซลล่า อะบอร์ตัส
็
้
้
่
้
(Brucella abortus) โรคนีอาจเรียกอีกชื่อหนึงว่าโรคแท้งติดต่อ ลักษณะเฉพาะของโรคนีคือ การอักเสบ
็
ของระบบสืบพันธุ์และเยื่อหุ้มตัวของลูกสัตว์ การแท้งลูกและเปนหมัน
โรคนีติดต่อกันโดย การกินนาและอาหารทีมีเชื่อโรคนีปะปนอยู การเลียสิ่งของทีขับออกทางช่อง
้
่
่
้
่
้
่
้
์
็
่
คลอดของตัวเมียทีเปนโรค การผสมพันธุ์ตามธรรมชาติ เชือเข้าทางบาดแผลทีผิวหนัง ทางนัยนตาขณะที ่
็
้
แม่โคเปนโรคกวัดแกว่งหาง และโดยการผสมเทียมทีใช้นาเชือจากพ่อโคทีเปนโรค
่
้
็
่
ในโคเพศเมีย พบทั้งอาการแท้งโดยมากในระยะ 3 เดือนสุดท้ายของการตั้งท้อง มีรกค้างเต้านม
อักเสบให้ลูกอ่อนแอ มีนาเมือกปนหนองไหลออกจากช่องคลอด อัตราการผสมติดต า หรือผสมไม่ติด
้
่
้
้
้
ในโคเพศผู้ ลูกอัณฑะอักเสบ ขยายใหญ่กว่าเดิม 1 ถึง 2 เท่า ท่อนาเชือและถุงเก็บนาเชืออักเสบ
้
้
ข้อขาอักเสบ พ่อโคไม่อยากขึนผสมพันธุ์กับตัวเมีย
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
้ ้
การเลียงโคเนือ 221
่
้
่
่
อาการในคน ไข้ขึนสูงๆต าๆ ไม่สม าเสมอ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ซึม เหงือออกมาก หนาวสั่น
ปวดเมื่อย ปวดตามข้อ ตับ ม้ามโต ตาฟาฟาง ท้องร่วง อัณฑะอักเสบ มีผื่นแดงตามผิวหนัง ต่อมาจะ
้
้
็
ื
กลายเปนฝหนองและเปนเนอตายได้
ี
็
็
้
้
่
็
ี
่
ปองกันโรคนีได้โดยการเจาะตรวจเลือดทุกปแล้วก าจัดตัวทีเปนโรคออกไป ในคอกสัตว์ทีเปนโรค
่
้
ให้ราดยาฆ่าเชือโรคและทิงไว้ 1 เดือน ก่อนจะนาสัตว์ใหมเข้าคอก ก าจัดลูกที่แท้ง รก นาคร า อุจจาระ
้
้
่
ั
็
ปสสาวะ ของสัตว์ทีเปนโรคโดยเผาหรือฝง แล้วท าความสะอาดพื้นทีนั้นด้วยนายาฆ่าเชือ ไมนาโคทีเปน
่
่
้
่
็
ั
้
่
โรคนีเข้ามาในฝูง และควรฉีดวัคซีนปองกันให้ลูกโคเพศเมียอายุ 3 ถึง 8 เดือน
้
้
โรคแอนแทรกซ์ (Anthrax)
เปนโรคระบาดทีร้ายแรง เกิดจากเชือบาซิลลัส แอนทราซิส(Bacillus anthracis)ซึงมีคุณสมบัติใน
้
่
่
็
การสร้างสปอร์ได้เมื่อสัมผัสกับอากาศ มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมและสามารถอยู่ในดินได้มากก
้
กว่า 1 ป จึงพบการระบาดของโรคนีซ ้าๆในพืนทีทีเกิดโรคนเสมอ
่
ี
่
้
้
ี
่
็
้
้
้
โรคนีติดต่อจากการกินนาหรืออาหารทีมีเชือโรคปนอยู แมลงดูดเลือดต่างๆเปนพาหะ สัตว์กิน
่
เนือหรือนกบางชนิดทีนาพาซากสัตว์ตายจากโรคระบาดนี ้ การหายใจเอาสปอร์ของโรคนีเข้าสู่ร่างกาย
่
้
้
ี
่
้
้
้
่
่
็
หรือเข้าทางผิวหนังทีเปนแผล และเมื่อนาท่วมทีจะพัดพาสปอร์ของเชือโรคนไปในทีไกลๆ
็
้
โคเปนโรคอาจตายโดยเฉียบพลันโดยแสดงอาการให้เห็น แต่โดยมากมักจะล้มและชัก กล้ามเนือ
้
ิ
ของร่างกายสั่น กระตุก เคียวฟน หายขัด จะมีโลหิตซึ่งไม่แข็งตัวสีด าไหลออกมาตามช่องเปดต่างๆซาก
ั
้
จะอืดอย่างรวดเร็ว แต่จะไมแข็งตัว โดบางตัวอาจจะแสดงอาการไข้สูง ซึม กล้ามเนือเกร็ง หัวและหูตก
่
หายใจถีเร็ว ระยะแรกจะมีท้องผูก ต่อมาจะท้องร่วงและมีเลือดปน ประมาณ 1 ถึง 2 วัน โคจะตาย
่
่
้
ปองกันวัคซีนปองกันโรคนปละครั้ง โคทีตายจากโรคนี ห้ามช าแหละซาก ต้องเผาหรือฝงฝนหลุม
ั
ี
ี
้
้
้
และบริเวณรอบๆและให้หากิ่งไม้หรือก้อนหินทับปากหลุมปองกันการขุดคุ้ยของสัตว์อื่น
้
โรคปากและเท้าเปอย (Foot and mount Disease)
่
ื
์
่
็
้
่
เปนโรคระบาดเกิดจากเชือไวรัสทีพบมีอยู 7 ไทป(type) ในประเทศไทยทีพบมากมี 3 ไทป คือ
่
์
่
์
A, O, และ Asia I โดยทั่วไปลักษณะของโรคแต่ละไทปจะคล้ายกัน แต่จะไมมีผลคุ้มกันโรคระหว่างไทป ์
้
้
่
อื่น ทั้งนีในสัตว์ทีหายจากโรคนีจะมีภูมิคุ้มกันโรคได้ประมาณ 2 ปี
โรคติดต่อของโดยการสัมผัสโดยตรงระหว่างสัตว์ดีและสัตว์ปวย โดยการกินนาหรืออาหารที ่
้
่
็
้
็
่
ื
่
้
ปนเปอนเชือ ติดต่อโดยพาหะอืน เช่น คน นก สุนัข เปนต้น และจากโคทีหายปวยจะเปนพาหะในการ
่
กระจายโรค
็
โคจะเปนไข้ เบืออาหาร หยุดเคียวเอื้อง นาลายฟูมปาก พบตุ่มใส่ๆขนาดประมาณ 1 ถึง 2 ซม.
่
้
้
้
่
ี
็
ที่เยือบุช่องปาก ลิน ริมฝปาก เหงือกและเพดานปาก จะแตกออกในเวลา 24 ชั่วโมง เปนแผลเจ็บปวด
มาก หากไมมีการติดเชือแบคทีเรียแผลจะหายในเวลาประมาณ 7 วัน ตุ่มเหล่านีจะเกิดที่ไรกีบและกีบ
้
้
่
้
เท้า หลังจากเกิดที่ปากแล้ว 2 ถึง 5 วัน ท าให้เดินล าบาก และเจ็บ มักจะพบการติดเชือแบคที่เรียท าให้
่
้
แผลลุกลามจนทั่วกีบหลุดได้ อาจพบเม็ดตุ่มเหล่านีที่บริเวณเต้านมและหัวนม ซึงอาจจะเกิดลุกลามจน
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้ ้
การเลียงโคเนือ 222
็
เกิดเปนเต้านมอักเสบได้ โดยปกติหากไมมีการติดเชือแทรกซ้อน อาการต่างๆจะดีขึ้น และสัตว์จะหาย
่
้
่
ปวยในเวลา 2 ถึง 3 สัปดาห์ หลังเริ่มต้นแสดงอาการ
้
่
ปองกันและการรักษาโดยแยกสัตว์ปวยออกจากฝูง ใช้ยาฆ่าเชื้อราดบริเวณคอก เครืองใช้ต่างๆ
่
ควรพักคอกนานประมาณ 6 เดือน ให้ยารักษาบาดแผล ควรให้ยาปฏิชีวนะควบคู่ไปด้วย
่
่
สัตว์มักจะตายเนืองจากสภาวะการขาดอาหารจึงควรจัดอาหารหรือหญ้าอ่อนทีย่อยง่ายหรือไม ่
่
็
ระคายเคืองต่อบาดแผลทีปาก หากจ าเปนอาจให้สารละลายกลูโคสเข้าเส้นเลือด
่
ุ่
่
่
ในสัตว์ทีมีบาดแผลทีกีบเท้า ควรจัดคอกทีแห้งสะอาดและให้ยารักษาแผลหรือจมเท้าใน
สารละลายจุนสี
พยาธในโค
ิ
ชนิดของพยาธ ิ
พยาธิมีหลายขนาด อาจจัดแบ่งเปน
็
1) พยาธิภายใน แบ่งออกเปน
็
่
1.1) พยาธิทีมีหลายเซลล์หรือมีขนาดใหญ่ เช่น
พยาธิตัวแบน ได้แก่ พยาธิตัวตืดต่างๆ
็
พยาธิตัวกลม ได้แก่ พยาธิไส้เดือน พยาธิปากขอ และพยาธิแส้ม้า เปนต้น
้
1.2) พยาธิมีเซลล์เดียว พวกนีมักอาศัยอยู่ในเม็ดเลือดแดง
้
2) พยาธิภายนอก ได้แก่ ยุง ลิน เหลือบ แมลงวันคอก หมัด เหา เห็บ ไร
อันตรายของพยาธิ
พยาธิท าลายสุขภาพโคเนืองจาก
่
่
1) แย่งอาหารจากโค เช่น พยาธิตัวตืดและพยาธิตัวกลมในล าไส้จะแย่งอาหารทีย่อยแล้ว
2) ดูดกินเลือดจากโค เช่น พยาธิปากขอ หรือ แมลงดูดเลือด
้
้
ื
้
3) กัดกินเนอเยื่อ หรือ อาจจะปล่อยนาย่อยออกมาย่อยเนือเยื่อ
4) อาจไปอุดตันอวัยวะต่างๆ เช่น เส้นเลือด ท่อนาดี หรือล าไส้ ท าให้เกิดโรคหรือตายได้
้
้
็
่
5) ท าให้เกิดบาดแผล เปนทางให้เชือแบคทีเรียทีท าให้เกิดโรคเข้าไปได้
้
่
็
6) ท าให้เกิดการอักเสบของเนือเยื่อ เกิดเนืองอกหรือเปนตุ่ม ซึงอาจจะขัดขวางการท างานของ
้
อวัยวะบางอย่างของร่างกาย
7) พยาธิอาจขับสารพิษหรือสิ่งขับถ่ายทีเปนพิษ ซึงอาจท าให้เม็ดเลือดแดงแตกตัว หรืออาจจะ
่
่
็
ย่อยเนือเยื่อของสัตว์โดยตรง หรือท าให้นาย่อยอาหารสัตว์ผิดปกติ หรือเลือดไม่แข็งตัว
้
้
8) การระคายเคืองท าให้โคหงุดหงิด และสุขภาพเสือมโทรม
่
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้ ้
การเลียงโคเนือ 223
การติดพยาธ
ิ
โคมีโอกาสรับพยาธิได้จาก
1) เข้าทางปาก จากการกินไข่หรือตัวอ่อนของพยาธิโดยปะปนไปกับนาและอาหาร
้
2) เข้าทางผิวหนัง โดยการชอนไชของพยาธิตัวอ่อนระยะติดต่อหรือนาเข้าจากแมลงดูดเลือด
็
3) เข้าทางจมูก มักเปนพยาธิของอวัยวะทีเกียวกับทางเดินหายใจ
่
่
4) เข้าทางสายรก เปนทางทีพยาธิเข้าสู่ตัวลูกใน
็
่
ระยะตั้งท้อง
็
5) การสัมผัสโดยตรง มักเปนพวกพยาธิภายนอก
พยาธตัวกลม
ิ
่
้
โคทีติดพยาธินีจะมีอาการ
1) ซูบผอม อ่อนแอ ขนแห้ง หยาบ กินอาหารลดลง
2) ท้องเดิน อุจจาระเหลว บางครั้งอาจมีเลือดปน
้
3) อาการบวมนาบริเวณใต้คางและส่วนล่างของร่างกาย
4) เยื่อเมือกตามบริเวณตามบริเวณต่างๆมีสีซีดจางจากอาการโลหิตจาง
5) อัตราการเจริญเติบโตและผลผลิตต า
่
้
ปองกันโดย
่
1) จัดการด้านสุขาภิบาลทีดีและท าลายแหล่งเพาะพันธุ์พยาธิ
่
2) ก าจัดตัวกลางทีเปนตัวพยาธิ เช่น หอยคัน ตั๊กแตน ไส้เดือน
็
3) ตรวจหาไข่พยาธิและวางแผนการใช้ยาถ่ายพยาธิให้ถูกต้องและเหมาะสม
้
4) การให้อาหารและนาอย่างเพียงพอและถูกต้องตามหลักโภชนาการ
ยาถ่ายพยาธ ิ
่
ทีใช้บ่อย ได้แก่
1) ปปเปอราซีน(Piperazine) ใช้ถ่ายพยาธิไส้เดือน ราคาถูกและมีอันตรายนอยมาก
้
ิ๊
่
2) ไทอาเบนดาโซน(Thiabendazole) ใช้ถ่ายพยาธิตัวกลมได้ทุกชนิด แต่ได้ผลทีดีถูกต่อพยาธิ
เส้นด้าย (Strongyloides)
3) เฟนเบนดาโซล(Fenbendazole) ใช้ถ่ายพยาธิตัวกลมได้ทุกชนิด แต่ได้ผลกดีมาก เช่นพยาธิ
ปากขอ พยาธิแส้ม้า พยาธิไส้เดือน และพยาธิตัวตืด
3) เลวามิโซล(Levamisole) ใช้ถ่ายพยาธิปากขอ พยาธิตัวกลมในกระเพาะแท้
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้ ้
การเลียงโคเนือ 224
พยาธใบไม้ในตับ
ิ
พบอัตราการปวยของโคมากโดยเฉพาะทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมากทีสุด
่
่
่
้
รองลงมาคือ กลาง และภาคใต้ มีอัตรานอยที่สุด ความเสียหายนอกเหนือจากการตาย เนืองจากการติด
พยาธิใบไม้ในตับรุนแรงแล้วยังเกิดผลเสียทางเศรษฐกิจ เนืองจากการให้ผลผลิตลดต าลงได้
่
่
้
่
อาการทีเด่นชัดจะพบในระยะที่ตัวอ่อนไชผ่านเข้าไปในเนือตับ และเจริญเติบโตในเนือตับ จะท า
้
่
่
ให้เกิดโลหิตจาง หากไมรุนแรงจะพบอาการท้องบวม อ่อนเพลีย เบืออาหาร ขนหยาบกระด้าง ในราย
่
่
เรื้อรังผนังท่อนาดีจะหนา เนืองจากมีพวกแคลเซียมมาเกาะท าให้ระบบการย่อยอาหารผิดปกติซึงพบ
้
่
อาการท้องผูกมาก มีอาการบวมนาที่บริเวณท้องและใต้คาง อาจพบลักษณะท้องเดินอุจจาระมีสีด าเหลว
้
่
ล้มนอนและตายในทีสุด
การปองกันโรคท าได้โดย
้
้
้
่
1) ควบคุมการเพิ่มจ านวนของหอยคัน (Lymnea) ระบายนา ตัดท าลายหญ้าทีกีดขวางทางนา
ไหล ให้แสงแดดส่องถึง ใช้เปดท าลายกินหอย การใช้สารเคมี เช่น จนสี(CuSO )1 ส่วน ต่อทราย 4 ส่วน
ุ
็
4
้
็
่
้
้
็
ขนาด 100 กิโลกรัม ต่อพืนที 0.5 ไร่ หรือถ้าเปนนาใช้จุนสี 1 ส่วนต่อนา 100,000 ส่วน และเพิ่มเปน 2
่
เท่า ถ้ามีหญ้าหรือสารอินทรีย์มากทีห่างกัน 2 เดือนต่อครั้ง
่
2) การใช้ยารักษา ให้ยาถ่ายพยาธิแก่โคเพือตัดวงจรของพยาธิ
3) ก าจัดมูลสัตว์ไม่ให้ลงนา
้
ยาทีใช้ในการรักษาโรคพยาธิใบไม้ใบตับ เช่น ไนโตรไซนิล(Nitroxynil) ขนาด 1.5 มล. ต่อ
่
้
นาหนักโค 50 กก. ฉีดเข้าใต้ผิวหนัง และ อัลเบนดาโซล(Albendazole)ขนาด 1 มิลลิลิตรต่อนาหนักโค
้
10 กก. กรอกทางปาก
่
ต าแหนงทให้ยา
ี
่
่
ในการฉีดวัคซีน การให้ยารักษาโรค มีต าแหนงในการให้ยาตามภาพ
จุดทฉดเข้ากล้ามเนอ
ี
ี่
้
ื
การฉดเข้ากล้ามเนอ
้
ื
ี
ี
ั
ฉดเข้าใตผิวหนง
้
้
ี
การฉดเข้าใตผิวหนง
ั
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
้ ้
การเลียงโคเนือ 225
้
้
การใหยาเข้าชองทอง
่
ี
จุดการฉดเข้าเสนเลือด
้
การควบคุมปองกันโรค
้
ผู้เลียงโคต้องรู้จักการควบคุมปองกันโรคทีส าคัญในการเลียงโคระยะต่างๆ โปรแกรมการปฏิบัติ
้
่
้
้
ด้านสุขภาพโคโดยสรุปตามตารางที 54 การด าเนินการดังกล่าวให้ปฏิบัติตามค าแนะนาของสัตวแพทย์ใน
่
้
่
็
พืนทีหรือติดต่อให้สัตวแพทย์เปนผู้ด าเนินการให้
ี่
ตารางท 54 โปรแกรมการดูแลสุขภาพโคระยะต่างๆ
การปฏิบัติ / อายุ 4 สัปดาห์ 3-8 เดือน 4 เดือน 6 เดือน ทุกป ี แม่พันธุ์
(และทุก 4 (และทุก 6 (1 เดือน
เดือน) เดือน) ก่อนผสม
/ก่อนคลอด)
ถ่ายพยาธิ ฉีด /
กรอก
ฉีดวิตามิน AD E* 5 ม.ล. เข้า
3
กล้าม
ฉีดวัคซินโรคแท้ง 2 ม.ล. ใต้
ติดต่อ (Brucellosis) หนัง
ฉีดวัคซินโรคคอบวม 1 ม.ล. เข้า
หรือโรคเฮโมฯ กล้าม
ฉีดวัคซินโรคปากและ 2 ม.ล. ใต้หนัง
่
ื
เท้าเปอย
ฉีดวัคซินโรคแอน 1 ม.ล. ใต้
แทรกซ์ หนัง
ฉีดวัคซินโรคไข้ขา** 5 ม.ล. ใต้หนัง
ทดสอบวัณโรค ปลูกเชือใต้
้
โคนหาง
ตรวจโรคแท้งติดต่อ เจาะเลือด
ตรวจโรคพารา ที.บี. เจาะเลือด
่
็
่
หมายเหตุ : * ส าหรับแม่โคทีให้หญ้าแห้งหรือฟางเปนเวลานาน ** เฉพาะพืนทีทีเคยมีการระบาด
่
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
้ ้
การเลียงโคเนือ 226
การสังเกตพฤติกรรมโคปวย
่
้
ผู้เลียงควรสังเกตความผิดปกติภายในฝูงตลอดเวลา เช่น การกินอาหาร การถ่ายอุจจาระ
่
ั
ปสสาวะพฤติกรรมของโคทีมีสุขภาพปกติและโคปวยตามตารางที 55
่
่
ี่
่
่
ตารางท 55 เปรียบเทียบพฤติกรรมโคปกติกับโคทีเริ่มปวย
่
พฤติกรรมปกติ พฤติกรรมเริมปวย
่
1. เมื่อปล่อยแปลง จะแทะเล็มหญ้าติดต่อกัน 1. เมื่อปล่อยแปลงจะยืนนิ่งใต้ต้นไม้ตลอดเวลา โดย
้
้
ประมาณ 1-3 ชั่วโมง แล้วหยุดนิ่ง(อาจยืนหรือ ไม่แทะเล็มหญ้าและไม่เคียวเอือง
้
้
นอน) ประมาณ 10-20 นาที จากนั้นเริ่มเคียว 2. ขณะอยู่ในคอกไม่เคียวเอืองเลย ไม่แกว่งหางไล่
้
เอือง ประมาณ 10-20 นาที แล้วก็ลงมือแทะ แมลง ยืนหรือนอนซึมตลอดเวลา ไม่ชอบ
้
เล็มหญ้าสลับกันไป เคลื่อนไหว
2. เมื่ออยู่คอก จะเคียวเอืองและหยุดนิ่งสลับกันไป 3. ปสสาวะมีสีขุ่น หรือเหลืองเข้ม หรือเหลืองปน
้
ั
้
3. ขณะหยุดนิ่งอาจยืนหรือนอน บางครั้งก็หลับตา เขียว มีเลือดปน
แต่หูและหางยังคงกระดิกไล่แมลงตลอดเวลา 4. อุจจาระเหลว สีแดงหรือมีเลือดปน ถ่ายเปนมูก
็
่
้
็
4. ในวันหนึง ๆ โคจะดื่มนา 3-4 ครั้ง ถ้าแปลง หรือเปนเม็ด มีกลิ่นเหม็นมาก มีพยาธิปน
หญ้าไม่สมบูรณ วัวจะใช้เวลาแทะเล็มหญ้ามาก 5. หัวใจเต้นช้าหรือเร็วกว่าปกติ
์
่
ทีสุด อาจจะแทะเล็มหญ้าตลอดวัน (ถ้ายังไม่ 6. หายใจหอบ ถี หรือ หายใจเบา ๆ นาน ๆ ครั้ง
่
้
้
อิ่ม) โดยไม่หยุดพักนิ่งและเคียวเอืองเลย 7. อุณหภูมิร่างการสูงกว่าปกติ
ั
5. ปสสาวะปกติมีสีใส หรือสีเหลืองออน ๆ
่
6. ปกติโคถ่ายอุจจาระวันละประมาณ 8 ครั้ง คือ
กลางวัน 5 ครั้ง กลางคืน 3 ครั้ง รวมอุจจาระ
หนักประมาณ 4-5% ของนาหนัก.ตัว ลักษณะ
้
้
อุจจาระ ขึนอยู่กับชนิดอาหาร ถ้ากินหญ้าอย่าง
เดียว จะมีสีเขียว กลิ่นไม่เหม็นมาก
7. การเต้นของหัวใจปกติ 60-70 ครั้ง/นาที
8. การหายใจปกติ 15-30 ครั้ง/นาที
9. อุณหภูมิร่างกายโคปกติอยู่ระหว่าง 38 ถึง 39
่
องศาเซลเซียส วัดโดยใช้ปรอทสอดทีทวาร
หนัก
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 227
้
้
การขนโค
ุ
ฟาร์มบางแห่งอาจนาลูกโคทีเกิดในฝูงทีมีลักษณะไมเหมาะสมทีจะใช้ท าพันธุ์มาเลียงขุนเอง
่
้
่
่
่
เพือให้มีรายได้เพิ่มขึน หรืออาจซือโคจากเกษตรกรรายย่อยมาเลียงขุน การจัดการเลียงโคขุนมีค าแนะนา
้
้
่
้
้
ดังนี ้
การจัดการโคกอนขน
่
ุ
ผู้เลียงควรมีการจัดการโคทีจะนามาขุนเปนอย่างดี โดยเริ่มตั้งแต่การขนส่งโคทีซือมาขุน การ
่
็
้
้
่
จัดการเมือโคมาถึงฟาร์ม และการจัดการในช่วงสัปดาห์แรกก่อนทีจะเข้าโปรแกรมขุนต่อไป เพือให้
่
่
่
่
ในขณะขุนโคไมมีสิ่งไปกระทบกระเทือนต่อการเจริญเติบโตของโคขุน ทีอาจมีผลให้การเจริญเติบโต
่
หยุดชะงักได้
1. การจัดการระหว่างฟาร์มเล้ยงลูกโคจนถึงเมื่อมาฟาร์มขุนโค สภาพการจัดการตั้งแต่การ
ี
เลียงลูกโคมาจนถึงเมื่อลูกโคเดินทางถึงฟาร์มขุน มีผลต่อสภาพของโคทีจะขุน เช่น
้
่
1.1 การลดความเครียดกอนการขนสง ได้มีการ
่
่
พยายามทีจะลดความเครียดของลูกโคก่อนทีจะขนส่งมา
่
่
ฟาร์มขุนด้วยวิธีการต่างๆ แต่การจัดการเหล่านีไม่มี
้
ผลตอบสนองมากนัก เช่น การแยกลูกโคจากแม่ก่อนหนา
้
่
การขนส่ง 1 เดือนไมมีผลแตกต่างกับการแยกจากแม่แล้ว
้
ขนมาเลย การฉีดวัคซีนลูกโคก่อนหนาการขนส่ง 2 สัปดาห์
โดยคาดหวังว่าโคจะมีความเครียดลดลงก็ไม่มีผลแตกต่าง
กับการมาฉีดทีฟาร์มขุน
่
ั
่
1.2 นาหนกสูญหายระหว่างการรอขายและการขนสง การขนส่งโคจากฟาร์มผู้ขายมายัง
้
้
้
ฟาร์มขุนโดยตรงจะมีความเครียดและความเจ็บปวยนอยกว่าการซือขายผ่านตลาดกลาง จากการศึกษาที ่
่
่
้
้
่
รัฐไอโอว่า สหรัฐอเมริกา ลูกโคทีขนจากฟาร์มโดยตรงจะมีนาหนักลดลงร้อยละ 7.2 ในขณะทีซือผ่าน
ตลาดกลางลดลงร้อยละ 9.1
้
่
สภาพการเลี้ยงดูของฟาร์มทีขายลูกโคจะมีผลต่อนาหนักสูญหายระหว่างรอการจ าหนาย ในการ
่
้
็
ให้โคยืนในคอกตลอดคืน เช่น การผูกโคเพือยืนรอขายในตลาดกลางเปนเวลา 12 ชั่วโมงโดยไม่ให้นาและ
่
่
อาหาร โคทีเคยเลียงในแปลงหญ้าหรืออาหารหยาบจะมีนาหนักลด 4% ในขณะทีโคทีเคยเลียงด้วย
่
้
้
่
้
อาหารข้นจะลดลงเพียงร้อยละ 2.5 ถึง 3 ถ้าผูกโคให้ยืนรอตลอดคืนโดยให้นาและอาหารกินเต็มที ่
้
นาหนักในตอนเช้าของโคทีเคยเลียงด้วยอาหารข้นจะลดลงร้อยละ 2 ขณะทีโคทีเคยเลียงแบบปล่อยแปลง
่
้
่
่
้
้
้
มาก่อนจะมีนาหนักลดลงถึงร้อยละ 5
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
้
้
การเลียงโคเนือ 228
ในการขนส่งจะมีนาหนักสูญหายไปส่วนหนงเนืองจากโคไม่ได้กินอาหารและนา และความเครียด
ึ
้
่
้
่
ต่างๆ ได้มีการพยายามใช้ยากล่อมประสาท (Transquillizer) ในการลดความเครียดเนืองจากการขนส่ง
่
แต่ไม่ได้ผลมากนัก
่
่
นาหนักทีสูญหายไปในการขนส่งเนืองจาก 1) การถ่ายมูลและไม่มีอาหารในกระเพาะซึ่งเกิดขึน
้
้
้
้
่
ในระยะต้นๆของการขนส่ง และ 2) การเหียวของกล้ามเนือหรือการลดลงของนาหนักซาก เกิดในระยะ
่
็
หลังของการขนส่งเนืองจากการอดอาหารเปนระยะเวลานาน นาหนักทีสูญหายขึนอยู่กับระยะทางในการ
่
้
้
่
ขนส่ง (ตารางที 56) และความเครียดจากการขนส่ง
ตารางท 56 เปอร์เซ็นต์นาหนักทีสูญหายในการขนส่งโคตามระยะทาง
ี่
้
่
ระยะทาง (กิโลเมตร) % สูญหาย
0 –55 1.36
56 – 113 1.43
114 – 167 2.07
168 – 232 2.47
มากกว่า 233 2.83
ทีมา : Ensminger and Perry (1997)
่
่
มหาวิทยาลัยไวโอมิง สหรัฐอเมริกาได้ศึกษานาหนักทีสูญเสียระหว่างการทีให้โคยืนอยู่ในคอก
้
่
และโคทีอยู่บนรถบรรทุก (ตารางที 57) การทีให้โคยืนอยู่นานๆในระหว่างการรอขายและการขนส่งจะท า
่
่
่
ให้สูญเสียนาหนักมากขึน
้
้
ตารางท 57 นาหนักโคทีสูญเสียเนืองจากการรอขายและการขนส่ง
ี่
่
่
้
สภาพการณ ์ % สูญเสีย
ยืนรอในคอก 8 ชั่วโมง 3.3
ยืนรอในคอก 16 ชั่วโมง 6.2
ยืนรอในคอก 24 ชั่วโมง 6.6
ยอยู่บนรถบรรทุกทีเคลื่อนที 8 ชั่วโมง 5.5
่
่
อยู่บนรถบรรทุกทีเคลื่อนที 16 ชั่วโมง 7.9
่
่
อยู่บนรถบรรทุกทีเคลื่อนที 24 ชั่วโมง 8.9
่
่
ทีมา : Brownson (ไม่ระบุป)
ี
่
นอกจากนั้นยังมีปจจัยอื่นๆอีก เช่น สภาพอากาศระหว่างการขนส่ง การไล่ต้อน เปนต้น นาหนัก
้
็
ั
ทีสูญหายไปนจะต้องใช้เวลาเลียง 13 ถึง 16 วันจึงจะได้นาหนักเท่าเดิม ดังนั้นในการขนส่งควรปฏิบัติดังนี ้
่
้
้
้
ี
- ฟงพยากรณอากาศแล้วพยายามหลีกเลียงการขนส่งในสภาพอากาศทีหนาวเย็นหรือร้อนจัด
์
ั
่
่
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
้
้
การเลียงโคเนือ 229
- ก่อนขนส่งพยายามเลียงดูให้ดี
้
- การนาโคขึนรถควรมีอุปกรณอ านวยความสะดวกทีดีเพือช่วยให้โคขึนรถได้ง่าย ไม่เครียดมาก
่
่
้
์
้
การไล่ต้อนควรท าด้วยความนมนวล
ุ่
- ไม่บรรทุกโคแนนเกินไป และควรขับรถด้วยความระมัดระวัง
่
้
2. การจัดการเมื่อโคมาถึงฟาร์ม เมื่อโคมาถึงฟาร์มควรให้นาและอาหารให้เร็วทีสุด เพราะโคที ่
่
่
่
่
่
้
เพิ่งเดินทางมาถึงจะเหนือยอ่อนและเครียดเนืองจากเปลียนแปลงสภาพแวดล้อมใหม นาและอาหารทีให้
่
ควรมีคุณภาพดี
่
่
่
3. การจัดการในชวงสัปดาห์แรก ควรท าเครืองหมายทีตัวสัตว์ เช่น ติดเบอร์หู หรือ ตีเบอร์ ชั่ง
นาหนักหรือวัดรอบอกในกรณีทีไมมีตาชั่ง ตัดปลายเขาในกรณีทีมีเขายาว ตอนหรือฝงฮอร์โมนซึ่งขึนอยู ่
ั
่
้
้
่
่
กับความต้องการของตลาด
่
็
็
่
การใช้ฮอร์โมนไมใช่เปนการตอน ฮอร์โมนทีใช้ส่วนใหญ่จะเปนฮอร์โมนที่มีผลต่อพฤติกรรมทาง
็
็
่
่
่
เพศ ในตัวผู้จะท าให้เชือง เฉือยชา ไมดุ ในตัวเมียอาจจะไมแสดงอาการเปนสัด แต่ทีส าคัญและเปน
่
่
์
ประโยชนคือช่วยให้การเจริญเติบโตเร็วขึ้นประมาณร้อยละ 10 ถึง 15 และประสิทธิภาพการใช้อาหารดี
้
ขึนร้อยละ 5 ถึง 10 หากใช้ฮอร์โมนบางชนิดต้องท าการถอนออกก่อนส่งโรงฆ่าก่อนในระยะเวลาที ่
ก าหนดเพือไม่ให้มีผลตกค้าง และการใช้ฮอร์โมนควรค านึงถึงต้นทุนการผลิต ผลก าไร และตลาดมีข้อห้าม
่
หรือไม่ ฮอร์โมนชนิดต่างๆทีใช้ในการเลียงโคในสหรัฐอเมริกาตามตารางที 58
่
้
่
ั
ั
การฝงฮอร์โมนท าได้โดยฝงเข้าไปใต้ผิวหนังของหูด้านหลัง ให้ฮอร์โมนอยูใต้แนวเส้นกลางใบหู
่
และจะต้องไมค่อนมาทางหัวโคเกินกว่าขอบด้านอกของกระดูกอ่อนโคนหู ดังนั้นจดที่ฝงจะอยูประมาณ
ั
่
่
ุ
ุ
ั
้
้
1/3 ของใบหูจดแทงปลายเข็มส าหรับฝงจะอยูค่อนมาทางปลายหู ใช้นายาฆ่าเชือเช็ดปลายเข็มและ
่
่
่
ุ
ผิวหนังจดทีจะแทงเข็ม ควรใช้เข็มทีแหลมคม หลีกเลี่ยงการแทงถูกเส้นเลือด แทงเข็มลงไปให้สุดก่อน
แล้วจึงค่อยถอนออกให้เกิดช่องว่างยาวเท่ากับฮอร์โมนทีต้องการฝง หากมีช่องว่างไม่พอจะท าให้ฮอร์โมน
ั
่
แตกได้ เก็บฮอร์โมนไว้ในทีเย็นและแห้ง หลีกเลียงความชืนทีจะท าให้ฮอร์โมนเสือมคุณภาพได้
่
้
่
่
่
ทีมา : McNeill (ไม่ระบุป)
ี
่
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 230
้
้
ตารางท 58 ฮอร์โมนในการเลียงโคทีอนญาตให้ใช้ได้ในสหรัฐอเมริกา
ี่
ุ
้
่
ชื่อการค้า ชื่อและขนาดฮอร์โมน ใช้กับโค ต้องฝงซ ้าอีกเมื่อ ต้องถอนออก
ั
ก่อนฆ่า
คอมพิวโดส เอสตราไดโอล(estradiol) ลูกโคผู้ตอนดูดนม,โคผู้เล็ก ทุก 200 วัน ไม่ต้อง
(Compudose) 24 มก. ตอน, โคผู้ตอนขุนและโค
สาวขุน
ฟนาพลิกซ์-เอช เทรนโบโลน อาซีเตท โคสาวขุน ไม่ต้อง
ิ
(Finaplix-H) (trenbolone acetate)
200 มก.
ิ
ฟนาพลิกซ์-เอส เทรนโบโลน อาซีเตท โคผู้ตอนขุน อีกครั้งเดียว ไม่ต้อง
(Finaplix-S) 140 มก. หลังจาก 63 วัน
ราลโกร ซีรานอล(Zeranol) 36 มก. ลูกโคผู้ตอนดูดนม, โคผู้ ทุก 90-100 วัน 65 วัน
(Ralgro) เล็กตอน, โคผู้ตอนขุนและ
โคสาวขุน (ทีไม่ใช้ท าพันธุ์)
่
้
สเตีย โปรเจสเตโรน โคผู้ตอนนาหนักมากกว่า ทุก 90-100 วัน ไม่ต้อง
รอยด์(Steeroid) (progesterone)200 มก.+ 180 กิโลกรัม
เอสตราไดโอล เบนโซเอท
(estradiole benzoate)
20มก.
ไฮ เทสโตสเตโรน โคสาวนาหนักมากกว่า ทุก 90-100 วัน ไม่ต้อง
้
เฟรอยด์(Heiferoid) (testosterone) 200 มก. + 180 กิโลกรัม
เอสตราไดโอล เบนโซเอท
20 มก.
้
ซีโนเวกซ์- โปรเจสเตโรน 100 มก. + ลูกโคดูดนมจนถึงนาหนัก ไม่ต้อง
ซี(Synovex-C) เอสตราไดโอล เบนโซเอท 180 กิโลกรัม (ห้ามใช้กับ
10มก. ลูกโคเล็กขุน, ลูกโคอายุ
นอยกว่า 45 วัน, หรือลูกโค
้
ผู้ทีต้องการใช้ท าพันธุ์)
่
้
ซีโนเวกซ์-เอส โปรเจสเตโรน 200 มก.+ โคผู้ตอนนาหนักมากกว่า ทุก 90-100 วัน ไม่ต้อง
(Synovex-S) เอสตราไดโอล เบนโซเอท 180 กิโลกรัม
20 มก.
้
ซีโนเวกซ์-เอช เทสโตสเตโรน 200 มก. + โคสาวนาหนักมากกว่า ทุก 90-100 วัน ไม่ต้อง
(Synovex-H) เอสตราไดโอล เบนโซเอท 180 กิโลกรัม
20 มก.
้
่
่
หมายเหตุ : การใช้ให้ปฏิบัติตามค าแนะนาของบริษัททีจ าหนาย ข้อมูลนีเพื่อใช้ในทางวิชาการเท่านั้น
ทีมา : McNeill (ไม่ระบุป)
ี
่
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
้
การเลียงโคเนือ 231
้
4. การจัดการดานสุขภาพสัตว์ ได้แก่ ถ่ายพยาธิ ก าจัดพยาธิภายนอก และควรฉีดวัคซีนก่อน
ท าการขุน เพราะในระหว่างทีขุนหากฉีดวัคซีนโคจะเครียดท าให้ชะงักการเจริญเติบโตไประยะหนง การ
่
ึ
่
ให้ยาปฏิชีวนะแก่โคโดยเฉพาะโคทีมีการปวยจะช่วยให้โคฟนตัวเร็วขึน บางฟาร์มอาจให้วิตามิน A, D, E,
่
่
ื
้
้
B1 และ B12 ด้วย
การให้อาหารโคขน
ุ
ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ในการเลียงโคขุนจะเปนค่าอาหารข้น จึงต้องมีการวางแผนเกี่ยวกับการให้
็
้
อาหารและการจัดสูตรอาหารข้นเสริม ซึงต้องมีราคาถูกและคุณภาพดี สิ่งทีต้องพิจารณาได้แก่
่
่
่
1. อัตราสวนอาหารข้นและอาหารหยาบ ขึนอยู่กับปจจัย 2 ประการคือ ราคาอาหารหยาบและ
ั
้
อาหารข้น กับคุณภาพซากทีตลาดต้องการ ระดับพลังงานของอาหารมีอิทธิพลต่อสมรรถภาพในการขุน
่
ของโคเปนอย่างมาก เมื่อเพิ่มระดับพลังงานให้สูงขึนโดยการเพิ่มอาหารข้นจะท าให้อัตราการเจริญเติบโต
็
้
่
้
ประสิทธิภาพการใช้อาหารสูงขึน และระยะเวลาขุนสั้นลงเมื่อเปรียบเทียบกับพวกทีได้รับพลังงานอาหาร
่
ต าหรือพวกทีได้รับอาหารหยาบสูง อัตราส่วนของอาหารข้นต่ออาหารหยาบทีนิยมใช้และสามารถ
่
่
ปรับเปลียนได้ตามการขุนวิธีต่างๆตามตารางที 59
่
่
ตารางท 59 สัดส่วนของอาหารข้นต่ออาหารหยาบในการขุนวิธีต่างๆ
ี่
่
ระยะการขุน อาหารข้นตออาหารหยาบ
่
่
่
วิธีที 1 วิธีที 2 วิธีที 3
ระยะแรก 30:70 40:60 20:80
ระยะกลาง 50:50 50:50 50:50
ระยะปลาย 70:30 60:40 80:20
ทีมา : ปรับจากปรารถนา (2533) และ Preston and Willis (1979)
่
่
2. ปริมาณอาหารทใหกิน ขึนอยู่กับปจจัยหลายอย่าง ได้แก่
ี
้
้
ั
่
่
1) วิธีการขุนโค ว่าจะขุนโคคุณภาพสูงหรือปานกลางหรือต า โคทีได้รับอาหารทีมีคุณภาพสูง
่
่
่
ั
ตลอดระยะการขุนจะมีประสิทธิภาพการใช้อาหารดีกว่าโคทีได้รับอาหารทีมีคุณภาพรองลงมา แต่ปจจัย
ทีส าคัญในการพิจารณาคือระยะเวลาในการขุนโค หากต้องการขุนระยะยาวเพือให้โคสะสมไขมันมาก
่
่
่
่
การขุนโคในช่วงแรกไมควรให้อาหารข้นหรืออาหารพลังงานมากเพราะราคาแพง เนืองจากการ
็
่
เจริญเติบโตของสัตว์จะไปเปนอย่างช้าๆในระยะแรก และจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วมากเมือสัตว์
่
เจริญเติบโตขึน โคจะสร้างเนือในระยะหลังซึ่งต้องการอาหารพลังงานสูง โคทีได้รับอาหารไมเพียงพอใน
้
่
้
่
่
ระยะแรกจะมีการเติบโตชดเชย เมือได้รับอาหารทีมีคุณภาพเพียงพอในระยะหลัง หลังจากนั้นการ
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
้
การเลียงโคเนือ 232
่
่
่
็
เจริญเติบโตจะลดลงจนคงทีถึงช่วงโตเต็มทีหรือโตเต็มวัย ซึงช่วงหลังนีเปนช่วงสะสมไขมัน ดังนั้น
้
ระยะเวลาทีใช้ในการขุนไม่แตกต่างกันจากการจัดการให้อาหารทั้ง 2 แบบ
่
2) คุณภาพของอาหารหยาบถ้าอาหารหยาบมีคุณภาพจะใช้อาหารข้นนอย
้
3) ช่วงเวลาการขุนโคหากเปนช่วงปลายก่อนส่งตลาดจะให้อาหารข้นมาก
็
4)ระยะเวลาทีจะขุนถ้าต้องการขุนเร็วจะต้องให้อาหารข้นมาก
่
่
5) อายุโคและขนาดของโค ซึงมีผลต่อปริมาณการกินอาหารเมื่อคิดเปนนาหนักแห้งต่อนาหนัก
็
้
้
ตัวโค โดยโคอายุนอยจะกินได้มากกว่า เช่น
้
- โคเล็ก (หย่านม-1 ปี) จะกินอาหารวัตถุแห้งประมาณ 3 เปอร์เซ็นต์ของนาหนักโค
้
- โครุ่น (1-2 ปี) จะกินประมาณ 2.5 เปอร์เซ็นต์ของนาหนักโค
้
- โคใหญ่ (2 ปขึนไป) จะกินประมาณ 2 เปอร์เซ็นต์ของนาหนักโค
้
้
ี
่
้
6) สภาพร่างกายของโค ซึงมีผลต่อปริมาณการกินอาหารเมื่อคิดเปนนาหนักวัตถุแห้งต่อนาหนัก
้
็
ตัวโค โดยโคทีผอมจะกินได้มากกว่าเช่น
่
้
- โคผอม จะกินอาหารวัตถุแห้งประมาณ 3 เปอร์เซ็นต์ของนาหนักโค
- โคปานกลาง จะกินประมาณ 2.5 เปอร์เซ็นต์ของนาหนักโค
้
้
- โคอ้วน จะกินประมาณ 2 เปอร์เซ็นต์ของนาหนักโค
7) ความจของกระเพาะอาหารโค โคทีมีกระเพาะใหญ่ย่อมกินอาหารได้มากกว่าโคทีกระเพาะเล็ก
่
ุ
่
8) สภาพของอากาศ ถ้าอากาศร้อนโคจะกินอาหารลดลง
9) ความนากินของอาหาร อาหารทีสด ใหม มีกลิ่นหอม โคย่อมกินได้มากกว่า
่
่
่
10) พันธุ์โค โคทีมีนาหนักมากจะกินอาหารได้มากกว่าโคนาหนักนอย
้
้
่
้
11) ส่วนประกอบทางเคมีในเลือด เช่น ฮอร์โมนไดเอทธิล สติลเบสโทรล (Diethyl stilbestrol หรือ
DES) จะสามารถท าให้สัตว์กินอาหารได้มากขึน ปริมาณนาตาลในเลือดถ้ามีมากสัตว์จะกินอาหารได้นอย
้
้
้
และปริมาณความเข้มข้นของกรดไขมัน (VFA) สูงจะท าให้สัตว์กินอาหารลดลง เปนต้น
็
12) กลไกในการกินของสัตว์ สุขภาพสัตว์ โรคสัตว์ ล้วนมีผลโดยตรงต่อการกินได้ของสัตว์ทั้งสิน
้
โดยทั่วไปในการขุนโคผู้ตอนโดยใช้อาหารข้นเปนหลัก ในสัปดาห์แรกโคจะกินอาหารคิดเปน
็
็
็
้
้
็
นาหนักสดประมาณ 2.2 % ของนาหนักตัว ในสัปดาห์ที 5 จะเปน 3% และกลับมาเปน 2% ในสัปดาห์ที ่
่
็
18 หรืออาจใช้ค่าเฉลี่ยที 2.7 % ตลอดระยะการขุน จ านวนอาหารทีโคต้องการแสดงเปนวัตถุแห้งตาม
่
่
่
ตารางที 60
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 233
้
ี่
ตารางท 60 จ านวนอาหารทีโคกินต่อตัว/วัน (กิโลกรัม)
่
้
นาหนักโค (กิโลกรัม) นาหนักอาหารคิดเปนวัตถุแห้ง (กิโลกรัม)
็
้
136 4.0
182 4.8
227 5.7
273 6.6
318 7.5
364 8.2
409 9.1
455 10.0
500 10.5
545 10.9
ทีมา : ปรับจาก Ensminger and Perry (1997)
่
3. คุณภาพของอาหารข้น ควรต้องแตกต่างกันไปตามคุณภาพของอาหารหยาบ อายุ และ
ขนาดของโคทีนามาขุน ควรให้อาหารทีมีคุณภาพเหมาะกับนาหนักโคตามตารางที 61
่
้
่
่
ี่
ตารางท 61 คุณภาพของอาหารข้นทีควรใช้กับโคทีอายุต่างๆ
่
่
% โปรตีนในอาหารข้น นาหนักโค ( กิโลกรัม)
้
17 –18 100 – 200
16 250 – 300
14 350 – 450
ทีมา : จินดา (2534)
่
สูตรอาหารข้น
้
ตัวอย่างสูตรอาหารข้นส าหรับเลียงโคขุนระยะต่างๆ เช่น
อาหารโคเล็ก
แสดงในตารางที 62 และ 63
่
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
้
้
การเลียงโคเนือ 234
ตารางท 62 สูตรอาหารในการขุนโคเล็กอายุไม่เกิน 1 ปี หรือนาหนักไม่เกิน 200 กิโลกรัม
ี่
้
วัตถุดิบ สูตรที ่
1 2 3 4 5 6 7 8 9 10
ข้าวโพด 78.5 75 70 40 40 15 - - - -
มันเส้น - - - 30 - 50 65 70 - -
ปลายข้าว - - - - 40 - - - 70 75
ร าละเอียด - - 20 - - 10 - - 10 -
้
กากฝายทั้งเปลือก - - - 10 - - 10 5 - -
กากถั่วเหลือง - - 5 5 5 10 10 15 5 5
ใบกระถินล้วน 16.5 10 - 10 - 10 10 5 10 15
กากมะพร้าว - 10 - - 10 - - - - -
ยูเรีย 2.5 2.5 2.5 2.5 2.5 2.5 2.5 2.5 2.5 2.5
่
กระดูกปน 1 1 1 1 1 1 1.5 1.5 1.5 1.5
เกลือปน 1 1 1 1 1 1 1 1 1 1
่
ก ามะถันผง 0.1 0.1 0.1 0.1 0.1 0.1 0.1 0.1 0.1 0.1
เปอร์เซ็นต์โปรตีน 18.0 17.9 18.2 18.3 17.7 17.6 17.9 17.6 18.3 18.4
ทีมา : .สุนทรีพร ไหลศิริกุล (2528) อ้างโดยปรารถนา (2533)
่
ตารางท 63 สูตรอาหารส าหรับโคอายุ 7-12 เดือน หรือนาหนักไม่เกิน 200 กก.
ี่
้
วัตถุดิบ สูตรที ่
11 12 13 14 15 16 17 18 19 20
ข้าวโพด 72 33 - - 70 - - 72 55 -
มันเส้น - 25 - - - 42.7 - - 20.4 -
ปลายข้าว - - 66.4 64.4 - - 63 - - 72
ข้าวเปลือก - - - 10 - - - - - -
กากมะพร้าว 23.4 37.4 29 - - - - - - -
กากเมล็ดปาล์ม - - - - 25.4 52.7 32.4 - - -
กากเมล็ดยางพารา - - - - - - - 24.2 20 24
ใบกระถินล้วน - - - 21 - - - - - -
ยูเรีย 2.5 2.5 2.5 2.5 2.5 2.5 2.5 2.5 2.5 2.5
กระดูกปน 1 1 1 1 1 1 1 1 1 1
่
่
เกลือปน 1 1 1 1 1 1 1 1 1 1
ก ามะถันผง 0.1 0.1 0.1 0.1 0.1 0.1 0.1 0.1 0.1 0.1
เปอร์เซ็นต์โปรตีน 18.0 17.9 17.9 17.8 18.5 18.0 18.1 18.1 18.0 18.2
ทีมา : สมบัติ ศรีจันทร์ (2530) อ้างโดยปรารถนา (2533)
่
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 235
้
สูตรอาหารโคใหญ่ ตามตารางที 64 ถึง 65
่
ี่
ตารางท 64 สูตรอาหารส าหรับโคอายุ 12 เดือนขึนไป หรือนาหนักเกิน 200 กิโลกรัม
้
้
วัตถุดิบ สูตรที ่
1 2 3 4 5 6 7 8 9 10
ข้าวฟาง - - 20 - 40 - 73 - - 96
่
ข้าวโพด - - - 25 - 50 - 70 95.8 -
มันเส้น 82.5 75.5 60.5 55.5 47.5 37.5 22.5 22.5 - -
กากฝายกะเทาะเปลือก 13 - - - - - - - - -
้
กากฝายทั้งเปลือก - 20 - - - - - - - -
้
ใบกระถินล้วน - - 15 15 8 8 - 3 - -
กระดูกปน 1 1 1 1 1 1 1 1 1 1
่
ยูเรีย 2.5 2.5 2.5 2.5 2.5 2.5 2.5 2.5 2.5 1.3
เกลือปน 1 1 1 1 1 1 1 1 1 0.7
่
ก ามะถันผง 0.1 0.1 0.1 0.1 0.1 0.1 0.1 0.1 0.1 0.1
เปอร์เซ็นต์โปรตีน 14.0 14.2 14.0 14.0 14.1 14.0 14.1 14.2 14.5 14.2
ทีมา : .สุนทรีพร ไหลศิริกุล (2528) อ้างโดยปรารถนา (2533)
่
ตารางท 64 (ตอ) สูตรอาหารส าหรับโคอายุ 12 เดือนขึนไป หรือนาหนักเกิน 200 กิโลกรัม
้
้
่
ี่
วัตถุดิบ สูตรที ่
11 12 13 14 15 16 17 18 19 20
ข้าวโพด 85.4 - 83 - - - - - 86 -
มันเส้น - - - - 65 55 76.4 - - -
ปลายข้าว - 83 - 75 - - - 84 - 80.4
ข้าวเปลือก - - - - - - - - - 15
กากมะพร้าว 11 13 - - - - - - - -
กากเมล็ดปาล์ม - - 13.4 21.4 30.4 41.1 - - - -
ใบเมล็ดยางพารา - - - - - - 19 12.4 10.7 -
ยูเรีย 1.5 1.9 1.5 1.5 2.5 1.8 2.5 1.5 1.2 2.5
กระดูกปน 1 1 1 1 1 1 1 1 1 1
่
เกลือปน 1 1 1 1 1 1 1 1 1 1
่
ก ามะถันผง 0.1 0.1 0.1 0.1 0.1 0.1 0.1 0.1 0.1 0.1
เปอร์เซ็นต์โปรตีน 13.9 14.2 14.0 14.0 14.2 14.0 14.0 14.2 14.0 14.2
ทีมา : สมบัติ ศรีจันทร์ (2530) อ้างโดยปรารถนา (2533)
่
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 236
้
ตารางท 65 สูตรอาหารส าหรับโคขุนนาหนัก 250-450 กิโลกรัม
้
ี่
วัตถุดิบ สูตรท ี่
1 2 3 4
ี
ร าละเอยด 15 15 26 15
ปลายข้าว - 31 - -
ข้าวฟางบด 31 - - -
่
ข้าวโพดบด 40 40 60 5
มันเส้น - - - 60
กากถั่วเหลือง 10 10 10 10
ใบกระถินปน - - - 10
่
อาหารแร่ธาตุ 4 4 4 4
่
ทีมา : กองอาหารสัตว์ กรมปศุสัตว์
อาหารโคขนคุณภาพปานกลาง แสดงในตารางที 66
่
ุ
ี่
ตารางท 66 ส่วนประกอบและราคาอาหารทดลองขุนโคคุณภาพปานกลาง
วัตถุดิบ ราคา สูตร 1 สูตร 2
(บาท/กิโลกรัม) กิโลกรัม บาท กิโลกรัม บาท
มันเส้น 2.40 55 132 55 132
ใบมันส าปะหลัง 2.50 20 50 - -
ข้าวโพด 3.90 - - 40 156
กากนาตาล 2.50 20 50 - -
้
ยูเรีย 5.00 3 15 3 15
แร่ธาตุ 7.50 2 15 2 15
รวม 100 262 100 318
เฉลีย - 2.62 - 3.18
่
ทีมา : ฉายแสง (2536)
่
เทคนิคการให้อาหารโคขน
ุ
้
ึ
1) ในระยะเริ่มขุนโค ต้องฝกให้โคกินอาหารข้นในปริมาณนอยๆก่อน ทั้งนีเพือให้กระเพาะอาหาร
่
้
่
ได้ปรับตัวกับอาหารข้น แล้วจึงเพิ่มปริมาณให้มากขึนเรือยๆตามทีต้องการ การให้กินปริมาณมากๆโดย
้
่
่
ทีโคขุนและกระเพาะโคปรับตัวไม่ทันอาจท าให้ท้องเสียหรือท้องอืดได้ เมื่อเริ่มให้อาหารข้น อาจมีโคบาง
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
้
การเลียงโคเนือ 237
ตัวยังไม่ยอมกินอาหารข้น ควรจะให้แนใจว่าโคทุกตัวกินอาหารข้นแล้วจึงค่อยเพิ่มอาหาร การให้อาหาร
่
ในระยะแรกควรปฏิบัติตามตารางที 67
่
ตารางท 67 สัดส่วนการเพิ่มอาหารข้นในการขุนโคในระยะปรับตัว
ี่
% ในอาหารทีให้กิน
่
อาหารข้น หญ้าแห้งหรือหญ้าสด
วันที 1 – 4 20 80
่
วันที 5 – 8 40 60
่
วันที 9 – 12 60 40
่
วันที 13 – 15 80 20
่
่
วันที 16 เต็มที ่
้
2) การให้อาหารข้นควรให้อย่างนอยวันละ 2 ครั้ง คือเช้ากับบ่ายหรือเย็น เพราะการให้บ่อยครั้ง
่
จะท าให้ประสิทธิภาพการใช้อาหารดีขึน ควรให้เวลาเดียวกันอย่างสม าเสมอ การเปลียนเวลาให้อาหาร
่
้
อาจท าให้ระบบทางเดินอาหารของโคผิดปกติอย่างรุนแรงได้
่
์
3) ควรให้อาหารหยาบก่อนอาหารข้น เพือจะท าให้การใช้ประโยชนจากอาหารข้นและอาหาร
หยาบในกระเพาะอาหารอย่างดีมีประสิทธิภาพยิ่งขึน
้
4) ในกรณีทีเปลียนสูตรอาหาร การปรับเปลียนสูตรอาหารควรเปลียนทีละนอยๆ คือ
่
่
่
่
้
วันที 1-2 ใช้อาหารเก่า 2 / 3 อาหารใหม่ 1 / 3
่
วันที 2-4 ใช้อาหารเก่า 1 / 2 อาหารใหม่ 1 / 2
่
วันที 4-6 ใช้อาหารเก่า 1 / 3 อาหารใหม่ 2 / 3
่
วันที 6-8 ใช้อาหารใหม่ทั้งหมด
่
หากเปลียนอาหารทันทีทันใดโคอาจเครียดและกินอาหารนอยลง หรือท้องเสียได้
้
่
5) อาหารข้นและอาหารหยาบควรปราศจากสิ่งปลอมปน โดยเฉพาะเศษลวดมัดหญ้า ซึงจะทิ่ม
่
แทงกระเพาะโคได้
6) สังเกตดูว่าโคสามารถกินได้หมดหรือไม่ โดยเฉพาะอาหารข้น ถ้าโคกินไม่หมดอาจจะเปน
็
่
่
่
เพราะส่วนผสมของสูตรอาหารข้นไมดี หรืออาหารข้นมีความนากินต า ควรเปลียนสูตรอาหารข้น
่
้
่
พยายามปรับจ านวนอาหารทีให้ตามความต้องการของโค ควรให้มีอาหารเหลือในรางบ้างเล็กนอยเพือให้
่
่
มั่นใจว่าโคได้กินอาหารเต็มทีตามความต้องการแล้ว
้
โคบางตัวอาจยังขีอาย (Shy feeder) ไม่ยอมกินอาหารจนกว่าโคตัวอื่นกินเสร็จ ควรแยกโค
ประเภทนีให้กินอาหารแยกจากฝูงใหญ่จนโคกินอาหารเก่ง เมื่อนาเข้าฝูงเดิมแล้วควรคอยสังเกตดูว่า
้
ยังคงขีอายอยู่หรือไม่ ถ้ายังคงขีอายอยู่ควรคัดออกโคตัวทีไม่ค่อยกล้ากินอาหารข้นควรคัดออก
่
้
้
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
้
การเลียงโคเนือ 238
่
้
7) ในระยะสุดท้ายของการขุน อาจจะเพิ่มปริมาณอาหารข้นในอัตราทีสูงขึนหรือใช้กากนาตาล
้
1-2 กิโลกรัม/วัน เพือเร่งให้โคมีอัตราการเจริญเติบโตสูงและอาจสะสมไขมันในกล้ามเนือเพิ่มขึน
่
้
้
การเลียงโคในระยะขน
ุ
้
การเลียงโคในระยะขุน เปนการเลียงเพือต้องการเนือเปนหลัก ดังนั้นการเลียงในระยะนีจึงต้องให้
้
็
้
้
้
็
้
่
โคมีอัตราการเจริญเติบโตสูงสุด และเนือโคทีได้ต้องมีคุณภาพดีด้วย ซึ่งการจัดการโคในระยะนี ได้แก่
้
้
่
1. การจัดการทั่วไป การดูแลโคในระยะขุน ในแต่ละวันควรปฏิบัติดังนี ้
1) สังเกตดูว่าโคตัวใดมีอาการเจ็บปวยหรือไม่
่
ั
2) โคมีปญหาเกี่ยวกับการกินอาหารหรือไม ่
3) สังเกตดูว่าตัวใดทีโตช้ากว่าปกติควรคัดออก
่
้
้
4) มีนาสะอาดให้อย่างเพียงพอตลอดเวลา หากขาดนาโคจะกินอาหารลดลง อ่างนาควรท าความ
้
สะอาดอย่างนอยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง
้
5) ในฟาร์มขนาดเล็กการสร้างความคุ้นเคยกับโคขุนเช่น การอาบนา ปดขน แปรงขน โคจะไม ่
้
ั
เครียด และเจริญเติบโตเร็ว
6) โคที่ไมกินอาหารควรฉีดวิตามิน B12 เพือการกระตุ้นแบคทีเรียทีช่วยย่อยเยือใยของอาหาร
่
่
่
่
ให้แร่ธาตุทีมีโคบอลต์เพือเสริมการออกฤทธิ์ของวิตามิน B12
่
่
7) หากอากาศร้อนจัดโคบางตัวอาจเกิดความเครียด สังเกตได้จากอาการหอบ นาลายฟูมปาก
้
่
้
และหัวใจเต้นแรง โคจะกระวนกระวาย หลบนอนในทีแฉะเช่น บริเวณอ่างนา หากอุณหภูมิร่างกายโควัดที ่
้
ทวารหนักสูงถึง 41.5 ถึง 42.5 องศาเซลเซียสโคอาจตายได้ การท าให้คอกเย็นลงโดยการฉีดนาอาจช่วย
ได้
่
8) ควรหยุดฉีดยาปฏิชีวนะก่อนส่งตลาด เช่น ยาออกซีเตตราไซคลิน (Oxytetracycline) อย่าง
นอย 42 วัน ยาเพนนิซิลิน (Penicilin) ทั้งชนิดคงฤทธิ์ช้าและเร็วในระยะ 90-130 วัน
้
2. การจัดการดานสุขภาพระหว่างขุน ปญหาด้านสุขภาพโคขุนเกิดจากสาเหตุทีส าคัญ 3
่
ั
้
ประการคือ การให้อาหารและการจัดการ โรคติดต่อ และพยาธิ
2.1 โรคท่เกิดจากการใหอาหารและการจัดการ ได้แก่
้
ี
็
็
่
็
้
่
่
1) การเปนพิษเนืองจากกรด (Acidosis) เปนอาการทีเกิดขึนเนืองจากความเปนกรดใน
กระเพาะหมักและในกระแสเลือด จะท าให้สัตว์มีอาการเบืออาหาร (Loss of appetite) ท้องร่วง
่
้
่
(Diarrhea) มูลมีมูกเลือด สูญเสียนา มีอาการทางประสาท และในทีสุดจะตาย ลักษณะอาการทาง
สรีรวิทยา ได้แก่ ระดับของกรดแลคติกในกระเพาะหมักจะสูงมาก ความเปนกรด-ด่าง (pH) ในกระเพาะ
็
่
้
หมักและในกระแสเลือดจะต าเมื่อมีอาการขาดนา และความเข้มข้นของเม็ดเลือดแดงต า กระเพาะหมักไม ่
่
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
้
การเลียงโคเนือ 239
เคลือนบีบตัว ผนังกระเพาะเปอยเนา ความดันภายในกระเพาะหมักสูง แบคทีเรียกลุ่มแกรมลบจะลดลง
่
่
่
ื
่
ในขณะทีกลุ่มแกรมบวกจะมีการขยายตัวเพิ่มมากขึน ส่วนโปรโตซัวจะลดจ านวนลง สาเหตุอาจเกิดจาก
้
- ระยะเริ่มต้นการกินอาหารของโค โดยทั่วไปแล้วโคทีจะเข้าช่วงขุนจะไมเคยได้รับอาหารข้นใน
่
่
่
ระดับสูงมาก่อน จึงท าให้ไมสามารถทราบว่า โคจะสามารถกินอาหารข้นได้ในระดับสูงเท่าใดจึงจะไมเกิด
่
ปญหา ดังนั้นการทีทราบประวัติของโค จึงเปนเรืองทีส าคัญโดยเฉพาะรูปแบบของอาหารทีโคเคยได้รับ
็
่
ั
่
่
่
์
่
มาก่อน การทีโคได้รับอาหารข้นเสริมในช่วงหลังหย่านม เพือให้โคได้มีการเจริญเติบโตทีสมบูรณและ
่
่
็
์
็
เหมาะสม จึงเปนสิ่งทีเปนประโยชน ดังนั้น ในระยะเริ่มแรกของการเข้าขุน ควรให้โคได้รับอาหาร
่
หยาบเต็มทีก่อนและค่อย ๆ ปรับระดับอาหารข้นให้สูงขึนเรื่อย ๆ จนถึงระดับทีต้องการทีโคควรจะได้รับ
่
่
้
่
- การเปลี่ยนอาหาร ได้แก่ 1)การเปลี่ยนแปลงชนิดของอาหาร เช่น อาหารทีมีลักษณะต่างกัน
่
และ 2) การเพิ่มระดับของอาหารเสริมนั้น การเปลียนอาหารจ าเปนต้องค่อยๆเปลียนเพือให้โคได้รับ
่
่
็
่
ุ
่
อาหารนั้นๆอย่างช้าๆ จะท าให้จลินทรีย์ในกระเพาะรูเมนมีโอกาสปรับตัว ไมควรให้โคได้รับอาหารข้นใน
ระดับสูงโดยปราศจากการปรับตัว โดยเฉพาะในระยะทีโคหิวจัดหรืออดอาหารมาเปนระยะเวลาหนึง
่
่
็
- การใช้อาหารทีมีพลังงานสูง การเลียงโคด้วยอาหารข้นทีมีพลังงานสูงขึน โดยเฉพาะเมล็ด
่
้
่
้
ธัญพืชมีโอกาสทีจะเหนียวนาให้โคมีอาหารเปนพิษจากกรดได้ ดังนั้น จึงต้องระมัดระวังเปนพิเศษ หาก
็
่
็
่
โคถ่ายมูลทีมีสีเทามีมูกปนออกมา แสดงให้เห็นว่าสัตว์ก าลังจะเริ่มมีอาการเกิดพิษเนืองจากกรด
่
่
วิธีการรักษา หากโคเริ่มแสดงอาการให้ลดอาหารข้นลง และเพิ่มอาหารหยาบให้มากขึ้น โคที ่
่
่
ปวยไม่มากนักให้กรอกด้วยด่างเข้าทางปากหรือเข้าทางแคนล่าทีเจาะเข้ากระเพาะรูเมนโดยตรง ด่างทีใช้
ู
่
เช่น โซเดียมไบคาร์บอเนต (Sodium bicarbonate) 112 กรัมผสมกับนาอย่างนอย 600 มิลลิลิตร
้
้
่
หลังจากนั้นอีกประมาณ 2-3 ชั่วโมงกรอกอีกครั้งในจ านวนครึงหนึงของโด๊สดังกล่าว ถ้าให้ผลเร็วใช้
่
้
นาเกลือเข้าเส้นเลือดบริเวณคอ โดยนาเกลือเข้าสู่ร่างกายจะออกฤทธิ์เปนด่าง หากมีอาการหนักมากควร
็
้
ิ
ตามสัตวแพทย์มารักษา เพราะอาจต้องผ่าเปดกระเพาะเอาอาหารข้นออกแล้วแทนที่ด้วยฟางข้าวหรือ
้
่
้
สารละลายอิเล็กโทรไลท์ (Electrolyte) หลังจากนั้นต้องฉีดยาปฏิชีวนะเพือปองกันการติดเชือ การฉีด
แอนติฮีสตามีน (Antihistamine) จะช่วยให้โคฟนตัวเร็วขึนได้ โคทีเปนเรือรังควรคัดออก
้
้
็
ื
้
่
2) ท้องอืด (Bloat) โดยปกติจะมีก๊าซในกระเพาะรูเมน แต่ระบายออกโดยการเรอไม่ได้ มีสาเหตุ
่
หลายอย่างทีท าให้เกิดอาการท้องอืด เช่น
่
้
- การเกิดก๊าซมากจนเรอไม่ทัน เนืองจากโคได้รับอาหารหยาบอ่อนมากและมีปริมาณนามาก
่
หรือมักเกิดกับโคทีได้รับอาหารหยาบแห้งและแก่มานาน ๆ เมื่อให้กินอาหารหยาบอ่อนมากๆจะท าให้
โคกินเข้าไปมาก แล้วจะท าให้ท้องอืด
็
- การเกิดก๊าซปกติ แต่เรอไม่ได้ เพราะ ก๊าซเปนฟองเนืองจากกินพืชตระกูลถั่วมาก หรือมีสิ่งอุด
่
้
่
ตันในหลอดอาหาร เช่นอาหารก้อนโตๆ หรือดืมนามากเกินเพราะกระหาย หรือการนอนหงายนอน
ตะแคงราบ ท าให้นาสูงปดช่องหลอดอาหารแล้วเรอไม่ได้
ิ
้
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 240
้
้
- เกิดก๊าซปกติ แต่กระเพาะอาหารท างานผิดปกติ เพราะกินอาหารเนาเสีย กินสารพิษ สารเคมี
่
เช่น กินยูเรียมากท าให้กระเพาะอัมพาต กระเพาะอักเสบมีแผล กระเพาะถูกของแหลมของมีคม มีสิ่ง
แปลกปลอมในกระเพาะอาหาร เช่น พลาสติกต่างๆ
อาการทีเห็นชัดคือ สวาปซ้ายพองเต่ง โคอึดอัดกระวนกระวาย หายใจไมออก มีวิธีแก้ เช่น ยก
่
่
้
้
ส่วนหนาโคให้สูง หรือใช้สายยางขนาด 1/2 นิวยาวประมาณ 150 เซนติเมตร แหย่เข้าไปในปากจนถึง
กระเพาะ หรือใช้โทรคาแคนลา หรือโลหะอืน หรือไม้ไผ่ตัดเปนปากฉลาม ขนาด 1/4 นิว ยาวประมาณ
ู
้
็
่
้
้
7-8 นิว แทงบริเวณกลางสวาบซ้าย กรณีก๊าซฟองมากต้องกรอกปากโคด้วยนามันพืชขนาด 1/2 -1 ลิตร
ทุกครึงชั่วโมง เมื่อหายแล้วควรหาสาเหตุแก้ไขต่อไป
่
3) ปอดบวม อาจเกิดจากติดเชือไวรัส แบคทีเรีย หรือสิ่งแปลกปลอมเข้าไป มีอาการซึม เบือ
่
้
่
อาหาร หายใจถี หายใจไมสะดวก มีนามูกไหล วิธีรักษา ให้สัตว์อยูทีอากาศถ่ายเท อยูสบาย ให้ยา
่
่
้
่
่
ปฏิชีวนะ เช่น เสตรปโตมัยซิน เพนนิซิลิน ออกซีเตเตราซัยคลิน นีโอมัยซิน เปนต้น
็
่
4.) มีบาดแผล ให้รักษาแผลและอยู่ในทีทีสะอาด
่
5) เปนฝ ถ้าเปนนอยรักษาด้วยการฉีดยาปฏิชีวนะก็หาย แต่ถ้าเปนมากต้องผ่าแล้วรักษา
็
ี
้
็
็
6) เท้าเจ็บ เกิดจากเลียงขุนอาหารนาน หรือขังคอกแคบๆนาน หรือขังพืนปูนนานๆ เกิดอาการ
้
้
เสียวหรือเจ็บแต่ไม่มีบาดแผลหรือบวม แก้ไขโดยลดอาหารหรือให้เดินบนดินหรือรองวัสดุรองพืนให้หนา
้
2.2 โรคติดตอ ได้แก่
่
้
้
่
1) ตาอักเสบ เนืองจากติดเชือจากแมลง ให้หยอดตาด้วยยาพวกเทอรามัยซิน ถ้านาตาไหลมาก
้
มีพยาธิในตาให้ใช้นาเกลือ 0.5 เปอร์เซ็นต์ หยอด พยาธิจะออกมา แล้วท าการรักษาโดยใช้ยาถ่ายพยาธิ
เปบเปอราซิน ทีใช้ถ่ายพยาธิเด็กหยอดตาโคจะหายได้
่
2) กีบเนา (Foot rot) เนืองจากกีบ ใต้กีบมีบาดแผล เชือแบคทีเรียเข้าสู่ร่างกาย อาการ บวมที ่
้
่
่
ซอกกีบ หรือมีแผล ส่วนใหญ่จะเกิดเนืองจากคอกชืนแฉะ โคทีเปนจะสังเกตเห็นอาการเดินกระเผลก
็
้
่
่
แยกโคออกมาให้อยู่ในทีแห้ง ท าความสะอาดและรักษาแผล และฉีดยาประเภทซัลฟาหรือปฏิชีวนะ
่
้
3) โรคบิด โคได้รับมาจากนา โคมูลเหลวและมีมูกเลือด ให้รีบท าการรักษา โดยใช้ยาประเภท
ซัลฟา
4) โรคระบาด มีวิธีปองกันโดยการฉีดวัคซีนปองกันโรค แต่วัคซีนไมสามารถคุ้มโรคได้ 100
่
้
้
้
่
ื
เปอร์เซ็นต์ และอาจเกิดโรคได้แต่นอยมาก โรคที่ส าคัญ เช่น โรคปากและเท้าเปอย และโรคเฮโมรายิก
เซพติซีเมียหรือโรคคอบวม
2.3 พยาธิ ได้แก่
1) พยาธิภายใน ได้แก่ พยาธิในทางเดินทางหาร พยาธิใบไม้ในตับ และพยาธิในเลือด
2) พยาธิภายนอก ทีส าคัญได้แก่ เหา และแมลงดูดเลือด
่
3. การจัดการของเสยและแมลงวัน
ี
ี
้
่
3.1 การจัดการของเสย ของเสียจากโคในทีนีหมายถึง มูลและปสสาวะโค ของเสียจะ
ั
ประกอบด้วยนาประมาณร้อยละ 88ปริมาณของเสียทีโคถ่ายออกมาต่อวันแสดงในตารางที 68
้
่
่
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
้
การเลียงโคเนือ 241
้
ตารางท 68 ปริมาณทีโคขุนถ่ายออกมาต่อวัน (หนวย : กิโลกรัม)
ี่
่
่
น ้าหนักโค ของเสีย ของเสียที่เปนของแข็ง
็
220 13.2 1.54
300 18.0 2.08
450 27.0 3.10
600 36.0 4.18
่
ี
ทีมา : Queensland Dept. of Primary Industry (ไม่ระบุป)
่
ส่วนปริมาณของเสียทีโคถ่ายออกและทีต้องก าจัดต่อปแสดงในตารางที 69
่
ี
่
ี่
ตารางท 69 ของเสียทีโคถ่ายออกมาต่อป
่
ี
้
็
่
นาหนักโค (กิโลกรัม) ของเสียสด (ตัน/ปี) เปนวัตถุแห้ง (ตัน/ปี) มูลทีต้องขนออก (ตัน/ปี)
300 6.6 0.79 0.72
450 9.9 1.21 1.10
600 13.1 1.58 1.44
ทีมา : Queensland Dept. of Primary Industries (ไม่ระบุป)
ี
่
เหตุผลทีต้องก าจัดของเสียออกจากคอกหรือฟาร์มโคขุนเพือ
่
่
1) สุขภาพโค หากไม่นาเอาของเสียออกจะท าให้โคโตช้าลง หากโคยืนแช่ในของเสียทีเปนโคลน
่
็
ลึก 10 ถึง 20 เซนติเมตร อัตราการเติบโตต่อวันจะลดลงร้อยละ 14 หากโคลนลึกถึง 60 เซนติเมตร จะ
ลดลงร้อยละ 25 การกินอาหารและอัตราการเปลียนอาหารเปนเนอจะลดลงเช่นเดียวกัน
็
้
ื
่
2) การระบายนาและก าจัดกลิ่น การปล่อยทิงของเสียไว้นานจะขัดขวางการระบายนาออกจาก
้
้
้
คอก และจะท าให้คอกแฉะเปนเวลานาน มูลโคทีแฉะท าให้เกิดกลิ่นเหม็น
็
่
่
้
การท าเนินในคอกขุน คอกที่ระบายนาไมดีจะแฉะในฤดูฝน ท าให้โคนอนไมสบาย วิธีแก้ควร
่
็
่
้
ท าเนิน(Mound) ให้สูงกว่าพืนคอกปกติ เนินทีท าอาจเปนแบบชั่วคราวหรือถาวรก็ได้ เนินชั่วคราวท าโดย
ดันมูลโคในคอกทีชื้นให้เปนเนินแล้วบดอัดให้แนน สูงประมาณ 1 ถึง 2 เมตร กว้าง 2 ถึง 3 เมตร หากมูล
่
็
่
่
แฉะหรือแห้งเกินไปจะคงรูปไม่อยู จดทีท าไม่ควรจะขวางทางระบายนาและการใช้เครืองจักรกลในการท า
่
ุ
้
่
้
้
่
ความสะอาดคอก พืนบนเนินควรลาดเอียงประมาณร้อยละ 2 ถึง 4 เพือระบายนาได้ ดังนั้นเนินควรมี
ลักษณะเปนแนวยาวขนานกับราวคอกด้านข้างและอยูประมาณกลางคอก เนินถาวรอาจท าด้วยดินแล้ว
็
่
บดอัดให้แนน อย่างไรก็ตามหากคอกมีการระบายนาดีอยูแล้วก็ไม่จ าเปนต้องท าเนิน
้
็
่
่
3) การไหลล้น คอกที่สะอาดจะไมมีของเสียไหลล้นไปสู่ท่อระบายนอกจากเวลาฝนตกมาก ของ
่
เสียทีค้างอยู่ทีทางระบายก าจัดได้ยากและท าให้เกิดกลิ่นเหม็น
่
่
่
่
๋
4) ได้ปุยทีมีคุณภาพดี การปล่อยให้ของเสียทิ้งไว้ในคอกนานๆจะท าให้คุณค่าทางอาหารเมือท า
่
๋
๋
็
เปนปุยลดลง ควรมีการนาของเสียออกไปใช้เปนปุยอยูเสมอ หากเปนไปได้มูลโคที่นาออกจากคอกควร
็
็
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 242
้
้
ั
๋
่
นาไปใช้เปนปุยทันที จะได้ไมมีปญหาในการกองเก็บไว้ซึ่งจะท าให้ธาตุอาหารลดลงเช่นเดียวกัน แต่การ
็
ิ
หว่านมูลโคควรดูสภาพอากาศและทิศทางของกระแสลมด้วย หากสภาพอากาศปดซึ่งกระแสลมจะพัดแผ่
่
ุ
่
กระจายในแนวต า มูลโคทีแห้งเปนผงและกลิ่นอาจถูกกระแสลมพัดพาไปรบกวนชมชนใกล้เคียงได้
็
็
ุ
3.2 การก าจัดแมลงวัน แมลงวันท าความรบกวนแก่ทั้งมนษย์และโค นอกจากนั้นยังเปนพาหะ
ของ โรคและวางไข่ตามแผลโคให้แผลเกิดลุกลามมากขึน วงจรชีวิตของแมลงวันจากเปนไข่จนถึง
้
็
ออกเปนตัวใช้เวลาอย่างนอย 7 วัน การควบคุมก าจัดแมลงวันท าได้ดังนี
็
้
้
1) ก าจัดของเสีย ของเสียทีชื้นแฉะภายในฟาร์มจะส่งกลิ่นดึงดูดให้แมลงวันมาวางไข่ แต่บริเวณ
่
่
่
่
ุ
ที่ถูกเหยียบย าอยูเสมอนั้นแมลงวันไมสามารถวางไข่ได้ ดังนั้นถ้าท าความสะอาดตามซอกมมต่างๆอยู ่
เสมอก็สามารถควบคุมการเกิดของแมลงวันได้ จุดวางไข่ของแมลงได้แก่
- มูลทีสะสมใต้รั้วหรือราวคอก
่
- อาหารตกหล่นและมูลทีสะสมอยู่ใต้และรอบๆรางอาหารและอ่างนา
่
้
่
้
่
- มูลในรางระบายนา และทีสะสมบริเวณทีจอดเครื่องจักรกลทีใช้ในการจ่ายอาหาร และท า
่
ความสะอาดคอก
ื
่
- อาหารทีเนาเปอยในโรงอาหาร
่
่
- มูลโคในคอกพยาบาลสัตว์และบริเวณคอกคัดสัตว์
- บริเวณเก็บสะสมมูลโค
เมือขายโคขุนออกจากคอกควรท าความสะอาดคอกทันทีหรือภายใน 5 วัน ไมปล่อยทิงไว้ให้
่
้
่
่
แมลงวันมาวางไข่จนออกเปนตัวได้ มูลทีนาออกจากคอกแล้วควรนาไปหว่านในแปลงหญ้าทันทีซึง
่
็
แสงแดดจะท าให้แห้ง แมลงวันวางไข่ไม่ได้
2) ลดความชืน แมลงวันจะวางไข่และเปนตัวอ่อนได้ทีความชืน 75 ถึง 80% ความชืนที ่
้
็
่
้
้
นอกเหนือจากนีจะช่วยก าจัดแมลงวันได้ ดังนั้นคอกควรระบายนาได้ดี หากเกิดหลุมบ่อทีพืนคอกควรท า
้
้
่
้
การอุดกลบทันที แหล่งทีท าให้เกิดความชืนแฉะ เช่นนารั่ว ควรท าความซ่อมแซมทันที
้
่
้
่
3) ใช้สารเคมี การก าจัดของเสียดังกล่าวสามารถควบคุมได้เฉพาะการเกิดของตัวอ่อนใหมได้
เท่านั้น ควรมีการก าจัดตัวแมลงวันด้วย
4) ซากสัตว์ โคทีตายควรมีการก าจัดซากให้ถูกต้องถูกสุขลักษณะโดยการฝงหรือเผา และกลบให้
ั
่
มิดชิด
การสินสุดการขน
ุ
้
่
็
ตลาดบางประเภทอาจให้ราคาซากทีมีไขมันมากสูงเปนพิเศษ แต่หากตลาดไม่ต้องการไขมันก็ไม ่
่
็
่
่
จ าเปนต้องขุนให้อ้วน ความต้องการของตลาดสมัยใหมไมต้องการโคทีอ้วน ดังนั้นความหมายของ
่
ลักษณะที “พอดี” ในทีนีจึงหมายถึงโคทีขุนเต็มแล้ว(store condition)และก าลังจะเริ่มสะสมไขมัน การ
่
่
้
ประเมินการสร้างกล้ามเนือโคมีชีวิต(Muscling) ดูจาก 3 จุด ได้แก่
้
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 243
้
่
่
้
่
่
1) มองจากด้านท้าย แนวเส้นด้านบนทีโค้งมนแสดงว่ามีกล้ามเนืออยูมากทีสุดแล้ว ไมควร
มองเห็นท้อง
2) กระดูกขาหนา ควรเปนรูปทรงกระบอก มีกล้ามเนือเกาะนน
็
้
ู
้
้
3) ท่ายืน (Stance) ความห่างของช่วงขาหนาและขาหลังแสดงให้เห็นว่ามีกล้ามเนือแยกขาแต่ละ
้
ข้างให้ห่างจากล าตัว
ี
ดเยี่ยม ปานกลาง ไม่ด ี
้
ช่วงกว้าง แนวบนโค้งมน ช่วง ไม่กว้างและโค้งมนเท่า ช่วงบนแคบเรียวลงมาถึงพืน
้
พืนท้องกว้าง ยืนขาถ่างกว้าง สามารถเห็นกระดูกเชิงกราน ท้อง กระดูกเชิงกรานโปนมาก
เห็นท้องชัดเจน
มองไม่เห็นท้อง
ช่วงขาแคบ มองเห็นท้องได้
้
้
้
้
้
ื
การประเมินการสรางกลามเนอดวยสายตาจากการดานหลัง
นาหนักโคทีขุนเต็มทีเมือสร้างกล้ามเนือเต็มแล้ว
้
่
้
่
่
่
่
้
ขึนอยูกับพันธุ์ทีใช้ขุน จากการศึกษาของศูนย์วิจัยและบ ารุง
พันธุ์สัตว์ตาก โคลูกผสมชาร์โรเลส์ทีมีสายเลือดโคพืนเมือง 50
้
่
% กล้ามเนือเต็มที 300 – 350 กก. โคลูกผสมชาร์โรเล่ส์ 50 %
่
้
้
ขึ้นไปที่มีสายเลือดโคบราห์มัน สร้างกล้ามเนือเต็มที 400 ถึง
่
450 กก.
ุ
่
การจัดการโคขนกอนส่งตลาด
1) หยุดให้อาหารเสริม (Feed additive) ฮอร์โมน วัคซีน และยาก่อนเวลาตามค าแนะนา
2) ให้กินนาและอาหารตามปกติจนถึงเวลาชั่งนาหนักเพือก าหนดราคาซือขาย
่
้
้
้
่
3) หากนาโคไปขายยังตลาดกลางทีสามารถให้นาและอาหารก่อนชั่งนาหนัก ควรปฏิบัติดังนี ้
้
้
- งดให้อาหารโปรตีนในสูตรอาหารอย่างนอย 48 ชั่วโมงก่อนการขนส่ง
้
- ลดอาหารข้นลงครึงหนึงในวันขนส่ง
่
่
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
้
้
การเลียงโคเนือ 244
- ให้กินหญ้าได้เต็มที 2 ถึง 3 วันก่อนการขนส่ง
่
- อย่าให้โคได้กินอาหารข้น 1-2 ชั่วโมงก่อนขนส่ง
- ให้กินนาได้เต็มทีจนถึงเวลาขนส่ง
่
้
้
้
- ถ้าตกลงซือขายกันตามเกรดและนาหนักซากควรงดให้อาหารทั้งหมด 24 ชั่วโมงก่อนฆ่า
ไม่ควรงดก่อนหนานีเพราะจะท าให้กล้ามเนือหดตัว(shrink) แต่ควรให้กินนาได้จนถึงก่อนฆ่า
้
้
้
้
- ในการไล่ต้อนและขนส่งสัตว์ควรท าด้วยความนมนวล อย่าบรรทุกสัตว์แนนเกินไป
ุ่
่
4) โคขนาด 400 กิโลกรัม จะใช้พื้นที่ในการขนส่งประมาณ 1.2 ตารางเมตร ในการขนส่งหากท า
่
การผูกโคยืนเรียงสลับกัน ความจในการบรรทุกจะขึนอยูกับความกว้างของท้องโค รถบรรทุก 10 ล้อ
ุ
้
ุ
บรรทุกโคได้คันละ 11 ถึง 13 ตัว รถบรรทก 6 ล้อขนาดกลางบรรทุกได้ 6 ถึง 7 ตัว
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 245
้
้
เอกสารประกอบการเรียบเรียง
• กลุ่มงานเศรษฐกิจการปศุสัตว์ 2543 ข้อมูลเศรษฐกิจการปศุสัตว์ ประจ าป 2542 กรุงเทพมหานครมหานคร
ี
กองส่งเสริมการปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ ์
้
ื
• กองวิจัยเศรษฐกิจการเกษตร 2532 การผลิตการตลาดโคเนอ กรุงเทพมหานครมหานคร ส านักงานเศรษฐกิจ
การเกษตร
ึ
ื
• กองฝกอบรม 2535 คู่มือประกอบการฝกอบรมการเลี้ยงโคเนอ กรมปศุสัตว์
ึ
้
• กุลกัลยา ณ ปอมเพ็ชร์2539 พฤติกรรมการบริโภคเนือโคในเขตกรุงเทพมหานคร เอกสารประกอบการสัมมนา
้
้
้
ื
เรื่อง เนอโคขุนเมดอินไทยแลนด์ งานโคเนอแห่งชาติ ครั้งที 6 วันที 13-14 ธันวาคม 2539กรมปศุสัตว์
่
ื
่
้
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรป. กลาง และสมาคมโคเนอแห่งประเทศไทย
้
ื
• จินดา สนิทวงศ์ ณ อยุธยา 2534 อาหารและพืชอาหารสัตว์ส าหรับโคเนอโคขุน เอกสารประกอบการบรรยาย
ื
้
่
้
่
เจ้าหนาทีส่งเสริมการปศุสัตว์กับการพัฒนาชนบท วันที 23-25 มกราคม 2534 ณ ห้องประชุมส านักงานปศุ
ุ
สัตว์เขต 6 จังหวัดพิษณโลก
ุ
• จินตนา อินทรมงคล อนนต์ สขลิม ประสาน จึงอยูสุข เสนอ วงกลม สพจน ศรีนิเวศน 2534 การขุนโคลูกผสม
ุ
ั
่
์
์
้
้
ชาร์โรเล่ส์เมื่อนาหนักเริ่มต้นที่แตกต่างกัน ที่มีผลต่อสมรรถภาพในการขุน ลักษณะซาก และต้นทุนการผลิต
่
ประมวลเรื่องการประชุมทางวิชาการด้านปศุสัตว์ ครั้งที 10 กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ ์
• จรรยา ลีรัตนชัย, สมมาตร สุวรรณมาโจ ไพโรจน ศิริสม จรูญ กาวีระจันทร์ และ เสถียร ทองอุทุม 2530
์
ื
โครงการสร้างโคเนอพันธุ์ชาร์เบรย์ การเจริญเติบโตของโคพันธุ์อเมริกันบราห์มันและโคลูกผสมชาร์โรเลส์ชั่ว
้
แรกที่สถานีบ ารุงพันธุ์สัตว์ตาก รายงานผลงานวิจัยสาขาผลิตปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์, กระทรวงเกษตรและ
์
สหกรณ.
้
ื
• จรรยา ลีรัตนชัย สมมาตร สุวรรณมาโจ ไพโรจน์ ศิริสม จรูญ กาวีระจันทร์ 2533 โครงการสร้างโคเนอพันธุ์ชาร์
เบรย์.การเจริญเติบโตในระยะกินนมของโคลูกผสมชาร์โรเล่ส์-บราห์มัน ชั่วที่ 1 และ 2 รายงานผลงานวิจัย
ี
์
สาขาผลิตปศุสัตว์ประจ าป กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ
์
• จรรยา ลีรัตนชัย, สารกิจ ถวิลประวัติ และ สุพจน อาวสกุลสุทธิ 2534 ปจจัยบางประการที่มีผลต่อนาหนักหย่า
ั
้
นมลูกโคบราห์มันในหนวยงานของกรมปศุสัตว์ รายงานผลงานวิจัยสาขาผลิตปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์, กระทรวง
่
เกษตรและสหกรณ.
์
็
• ฉายแสง ไผ่แก้ว และคณะ 2533 ความเปนไปได้ในการใช้อาหารข้นขุนโคของเกษตรกรรายย่อย ใน ประมวล
เรื่อง การประชุมวิชาการด้านปศุสัตว์ ครั้งที 9 กรุงเทพมหานครมหานคร กรมปศุสัตว์
่
ื
้
ื
้
• ชัยณรงค์ คันธพนิต 2539 ตลาดและเกรดเนอโคไทย เอกสารประกอบการสัมมนาเรื่องเนอโคขุนเมดอินไทย
้
ื
้
แลนด์ งานโคเนอแห่งชาติ ครั้งที 6 กรมปศุสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรป.กลาง และสมาคมโคเนอแห่ง
ื
่
ประเทศไทย
้
• ธีระชัย ช่อไม้ บังคม โตแปน และสนธยา กัณหาบัว 2546 การเปรียบเทียบสมรรถภาพการขุนและลักษณะ
ซากระหว่างโคลูกผสมทาเรนเทส 50%-บราห์มัน 50% และโคลูกผสมซิมเมนทอล 50% - บราห์มัน 50%ใน
่
รายงานผลงานวิจัยการปศุสัตว์ สาขาการปรับปรุงพันธุ์สัตว์และการจัดการฟาร์ม เล่มที 1 กรมปศุสัตว์
• ธีระชัย ช่อไม้ รติศักดิ์ แซ่ฉั่ว 2545 อัตราพันธุกรรมของลักษณะที่ส าคัยทางเศรษฐกิจของโคกบินทร์บุรี ใน
รายงานผลงานวิจัยและค้นคว้าการผลิตสัตว์ สาขาการปรับปรุงพันธุ์สัตว์และการจัดการฟาร์ม กรมปศุสัตว์
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้