การเลียงโคเนือ 96
้
้
ี่
ตารางท 24 การให้อาหารแม่โคอุ้มท้อง
ฤดูฝน ฤดูแล้ง
หญ้าสด 30 ก.ก./ตัว หญ้าหมัก 30 ก.ก./ตัว ฟางข้าว 6 ก.ก./ตัว
อาหารข้น 0.7-1 ก.ก./ตัว อาหารข้น 2 ก.ก./ตัว ร าหยาบ 2 ก.ก./ตัว
หารข
น
์
้
อ
า
(ขึนอยู่กับสภาพแม่โค หากสมบูรณดีก็ไม่ต้องให้อาหารข้นเสริม) 1.8 ก.ก./ตัว
้
่
่
หมายเหตุ : อาหารข้นโปรตีนไม่ต ากว่า 14% , คิด น.น.แม 500 ก.ก. กินวัตถุแห้ง 10.1 ก.ก.
การเลียงแมโคระยะ 90 วัน ( 3 เดือน) กอนคลอด
้
่
่
เปนระยะทีส าคัญอีกระยะหนึงของแม่โคเพราะเปน
็
่
่
็
ระยะทีลูกในท้องเจริญเติบโตถึง 70-80 % และแม่โคเตรียม
่
ตัวให้นมด้วย ถ้าให้อาหารคุณภาพไม่ดีแม่โคจะสูญเสีย
่
นาหนัก ซึงจะท าให้การกลับเปนสัดหลังคลอดช้าลง มีผล
้
็
ท าให้ไม่ได้ลูกปละตัว ระยะนีควรให้แม่โคมีนาหนักเพิ่มขึน
้
้
้
ี
่
้
เพือชดเชยนาหนักทีจะสูญเสียเมื่อคลอด โดยเฉพาะโคสาว
่
เปนสิ่งจ าเปนมาก
็
็
การให้อาหาร
่
แม่โคท้องใกล้คลอดจะกินอาหารนอยกว่าเมือไม่ท้อง 12-13 % แต่การกินอาหารจะเพิ่มขึนอย่าง
้
้
็
้
รวดเร็วหลังคลอด ดังนั้นระยะนีจึงจ าเปนต้องให้อาหารคุณภาพดี หรือหากจ าเปนอาจต้องให้อาหารเสริม
็
่
เพือชดเชยจ านวนอาหารทีแม่โคกินนอยลง
่
้
้
่
ระยะนถ้าให้อาหารพลังงานไม่เพียงพอจะมีผลท าให้อัตราการผสมติดต า อัตราการตายของลูกโค
ี
เมื่อคลอดและหยานมสูง นาหนักลูกโคเมื่อคลอดและหย่านมต า อัตราการผสมติดต า ดังนั้นควรแยกเลียง
่
้
่
่
้
ดูต่างหาก ให้โคได้กินอาหารคุณภาพดีจะท าให้แม่โคฟนตัวหลังคลอดได้เร็ว
้
ื
การคลอด
ปกติแม่โคจะตั้งท้องเฉลีย 282 วัน( 274 ถึง 291 วัน) หาก
่
่
สามารถรู้วันทีแม่โคถูกผสมได้แนนอน เช่นการใช้การผสมเทียม ก็สามารถ
่
ค านวณวันทีแม่โคจะคลอดลูกได้ตามตารางที 25 ถ้าเลยก าหนดคลอดแล้ว
่
่
10 วันและแม่โคยังไม่คลอดต้องสังเกตและดูแลอย่างใกล้ชิด
่
ก่อนคลอด 1 สัปดาห์ควรแยกแม่โคให้อยู่ในคอกทีสะอาด มีฟางหรือหญ้าแห้งรอง หรือให้อยู่ใน
แปลงหญ้าทีสะอาดสามารถดูแลได้ง่าย
่
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 97
้
้
ี่
ี
่
ตารางท 25 ตารางค านวณวันคลอดลูกของแม่โคส าหรับระยะอุ้มท้อง 282 วัน (ปทีเดือนกุมภาพันธ์มี
29 วันให้หักออก 1 วัน)
ผสม คลอด ผสม คลอด ผสม คลอด ผสม คลอด ผสม คลอด ผสม คลอด ผสม คลอด ผสม คลอด
1 ม.ค. 10 ต.ค. 16 ก.พ. 25 พ.ย. 3 เม.ย. 10 ม.ค. 19 พ.ค. 25 ก.พ. 4 ก.ค. 11 เม.ย. 19 ส.ค. 27 พ.ค. 4 ต.ค. 12 ก.ค. 19 พ.ย. 27 ส.ค.
2 ม.ค. 11 ต.ค. 17 ก.พ. 26 พ.ย. 4 เม.ย. 11 ม.ค. 20 พ.ค. 26 ก.พ. 5 ก.ค. 12 เม.ย. 20 ส.ค. 28 พ.ค. 5 ต.ค. 13 ก.ค. 20 พ.ย. 28 ส.ค.
3 ม.ค. 12 ต.ค. 18 ก.พ. 27 พ.ย. 5 เม.ย. 12 ม.ค. 21 พ.ค. 27 ก.พ. 6 ก.ค. 13 เม.ย. 21 ส.ค. 29 พ.ค. 6 ต.ค. 14 ก.ค. 21 พ.ย. 29 ส.ค.
4 ม.ค. 13 ต.ค. 19 ก.พ. 28 พ.ย. 6 เม.ย. 13 ม.ค. 22 พ.ค. 28 ก.พ. 7 ก.ค. 14 เม.ย. 22 ส.ค. 30 พ.ค. 7 ต.ค. 15 ก.ค. 22 พ.ย. 30 ส.ค.
5 ม.ค. 14 ต.ค. 20 ก.พ. 29 พ.ย. 7 เม.ย. 14 ม.ค. 23 พ.ค. 29 ก.พ. 8 ก.ค. 15 เม.ย. 23 ส.ค. 31 พ.ค. 8 ต.ค. 16 ก.ค. 23 พ.ย. 31 ส.ค.
6 ม.ค. 15 ต.ค. 21 ก.พ. 30 พ.ย. 8 เม.ย. 15 ม.ค. 24 พ.ค. 1 มี.ค. 9 ก.ค. 16 เม.ย. 24 ส.ค. 1 มิ.ย. 9 ต.ค. 17 ก.ค. 24 พ.ย. 1 ก.ย.
7 ม.ค. 16 ต.ค. 22 ก.พ. 1 ธ.ค. 9 เม.ย. 16 ม.ค. 25 พ.ค. 2 มี.ค. 10 ก.ค. 17 เม.ย. 25 ส.ค. 2 มิ.ย. 10 ต.ค. 18 ก.ค. 25 พ.ย. 2 ก.ย.
8 ม.ค. 17 ต.ค. 23 ก.พ. 2 ธ.ค. 10 เม.ย. 17 ม.ค. 26 พ.ค. 3 มี.ค. 11 ก.ค. 18 เม.ย. 26 ส.ค. 3 มิ.ย. 11 ต.ค. 19 ก.ค. 26 พ.ย. 3 ก.ย.
9 ม.ค. 18 ต.ค. 24 ก.พ. 3 ธ.ค. 11 เม.ย. 18 ม.ค. 27 พ.ค. 4 มี.ค. 12 ก.ค. 19 เม.ย. 27 ส.ค. 4 มิ.ย. 12 ต.ค. 20 ก.ค. 27 พ.ย. 4 ก.ย.
10 ม.ค. 19 ต.ค. 25 ก.พ. 4 ธ.ค. 12 เม.ย. 19 ม.ค. 28 พ.ค. 5 มี.ค. 13 ก.ค. 20 เม.ย. 28 ส.ค. 5 มิ.ย. 13 ต.ค. 21 ก.ค. 28 พ.ย. 5 ก.ย.
11 ม.ค. 20 ต.ค. 26 ก.พ. 5 ธ.ค. 13 เม.ย. 20 ม.ค. 29 พ.ค. 6 มี.ค. 14 ก.ค. 21 เม.ย. 29 ส.ค. 6 มิ.ย. 14 ต.ค. 22 ก.ค. 29 พ.ย. 6 ก.ย.
12 ม.ค. 21 ต.ค. 27 ก.พ. 6 ธ.ค. 14 เม.ย. 21 ม.ค. 30 พ.ค. 7 มี.ค. 15 ก.ค. 22 เม.ย. 30 ส.ค. 7 มิ.ย. 15 ต.ค. 23 ก.ค. 30 พ.ย. 7 ก.ย.
13 ม.ค. 22 ต.ค. 28 ก.พ. 7 ธ.ค. 15 เม.ย. 22 ม.ค. 31 พ.ค. 8 มี.ค. 16 ก.ค. 23 เม.ย. 31 ส.ค. 8 มิ.ย. 16 ต.ค. 24 ก.ค. 1 ธ.ค. 8 ก.ย.
14 ม.ค. 23 ต.ค. 1 มี.ค. 8 ธ.ค. 16 เม.ย. 23 ม.ค. 1 มิ.ย. 9 มี.ค. 17 ก.ค. 24 เม.ย. 1 ก.ย. 9 มิ.ย. 17 ต.ค. 25 ก.ค. 2 ธ.ค. 9 ก.ย.
15 ม.ค. 24 ต.ค. 2 มี.ค. 9 ธ.ค. 17 เม.ย. 24 ม.ค. 2 มิ.ย. 10 มี.ค. 18 ก.ค. 25 เม.ย. 2 ก.ย. 10 มิ.ย. 18 ต.ค. 26 ก.ค. 3 ธ.ค. 10 ก.ย.
16 ม.ค. 25 ต.ค. 3 มี.ค. 10 ธ.ค. 18 เม.ย. 25 ม.ค. 3 มิ.ย. 11 มี.ค. 19 ก.ค. 26 เม.ย. 3 ก.ย. 11 มิ.ย. 19 ต.ค. 27 ก.ค. 4 ธ.ค. 11 ก.ย.
17 ม.ค. 26 ต.ค. 4 มี.ค. 11 ธ.ค. 19 เม.ย. 26 ม.ค. 4 มิ.ย. 12 มี.ค. 20 ก.ค. 27 เม.ย. 4 ก.ย. 12 มิ.ย. 20 ต.ค. 28 ก.ค. 5 ธ.ค. 12 ก.ย.
18 ม.ค. 27 ต.ค. 5 มี.ค. 12 ธ.ค. 20 เม.ย. 27 ม.ค. 5 มิ.ย. 13 มี.ค. 21 ก.ค. 28 เม.ย. 5 ก.ย. 13 มิ.ย. 21 ต.ค. 29 ก.ค. 6 ธ.ค. 13 ก.ย.
19 ม.ค. 28 ต.ค. 6 มี.ค. 13 ธ.ค. 21 เม.ย. 28 ม.ค. 6 มิ.ย. 14 มี.ค. 22 ก.ค. 29 เม.ย. 6 ก.ย. 14 มิ.ย. 22 ต.ค. 30 ก.ค. 7 ธ.ค. 14 ก.ย.
20 ม.ค. 29 ต.ค. 7 มี.ค. 14 ธ.ค. 22 เม.ย. 29 ม.ค. 7 มิ.ย. 15 มี.ค. 23 ก.ค. 30 เม.ย. 7 ก.ย. 15 มิ.ย. 23 ต.ค. 31 ก.ค. 8 ธ.ค. 15 ก.ย.
21 ม.ค. 30 ต.ค. 8 มี.ค. 15 ธ.ค. 23 เม.ย. 30 ม.ค. 8 มิ.ย. 16 มี.ค. 24 ก.ค. 1 พ.ค. 8 ก.ย. 16 มิ.ย. 24 ต.ค. 1 ส.ค. 9 ธ.ค. 16 ก.ย.
22 ม.ค. 31 ต.ค. 9 มี.ค. 16 ธ.ค. 24 เม.ย. 31 ม.ค. 9 มิ.ย. 17 มี.ค. 25 ก.ค. 2 พ.ค. 9 ก.ย. 17 มิ.ย. 25 ต.ค. 2 ส.ค. 10 ธ.ค. 17 ก.ย.
23 ม.ค. 1 พ.ย. 10 มี.ค. 17 ธ.ค. 25 เม.ย. 1 ก.พ. 10 มิ.ย. 18 มี.ค. 26 ก.ค. 3 พ.ค. 10 ก.ย. 18 มิ.ย. 26 ต.ค. 3 ส.ค. 11 ธ.ค. 18 ก.ย.
24 ม.ค. 2 พ.ย. 11 มี.ค. 18 ธ.ค. 26 เม.ย. 2 ก.พ. 11 มิ.ย. 19 มี.ค. 27 ก.ค. 4 พ.ค. 11 ก.ย. 19 มิ.ย. 27 ต.ค. 4 ส.ค. 12 ธ.ค. 19 ก.ย.
25 ม.ค. 3 พ.ย. 12 มี.ค. 19 ธ.ค. 27 เม.ย. 3 ก.พ. 12 มิ.ย. 20 มี.ค. 28 ก.ค. 5 พ.ค. 12 ก.ย. 20 มิ.ย. 28 ต.ค. 5 ส.ค. 13 ธ.ค. 20 ก.ย.
26 ม.ค. 4 พ.ย. 13 มี.ค. 20 ธ.ค. 28 เม.ย. 4 ก.พ. 13 มิ.ย. 21 มี.ค. 29 ก.ค. 6 พ.ค. 13 ก.ย. 21 มิ.ย. 29 ต.ค. 6 ส.ค. 14 ธ.ค. 21 ก.ย.
27 ม.ค. 5 พ.ย. 14 มี.ค. 21 ธ.ค. 29 เม.ย. 5 ก.พ. 14 มิ.ย. 22 มี.ค. 30 ก.ค. 7 พ.ค. 14 ก.ย. 22 มิ.ย. 30 ต.ค. 7 ส.ค. 15 ธ.ค. 22 ก.ย.
28 ม.ค. 6 พ.ย. 15 มี.ค. 22 ธ.ค. 30 เม.ย. 6 ก.พ. 15 มิ.ย. 23 มี.ค. 31 ก.ค. 8 พ.ค. 15 ก.ย. 23 มิ.ย. 31 ต.ค. 8 ส.ค. 16 ธ.ค. 23 ก.ย.
29 ม.ค. 7 พ.ย. 16 มี.ค. 23 ธ.ค. 1 พ.ค. 7 ก.พ. 16 มิ.ย. 24 มี.ค. 1 ส.ค. 9 พ.ค. 16 ก.ย. 24 มิ.ย. 1 พ.ย. 9 ส.ค. 17 ธ.ค. 24 ก.ย.
30 ม.ค. 8 พ.ย. 17 มี.ค. 24 ธ.ค. 2 พ.ค. 8 ก.พ. 17 มิ.ย. 25 มี.ค. 2 ส.ค. 10 พ.ค. 17 ก.ย. 25 มิ.ย. 2 พ.ย. 10 ส.ค. 18 ธ.ค. 25 ก.ย.
31 ม.ค. 9 พ.ย. 18 มี.ค. 25 ธ.ค. 3 พ.ค. 9 ก.พ. 18 มิ.ย. 26 มี.ค. 3 ส.ค. 11 พ.ค. 18 ก.ย. 26 มิ.ย. 3 พ.ย. 11 ส.ค. 19 ธ.ค. 26 ก.ย.
1 ก.พ. 10 พ.ย. 19 มี.ค. 26 ธ.ค. 4 พ.ค. 10 ก.พ. 19 มิ.ย. 27 มี.ค. 4 ส.ค. 12 พ.ค. 19 ก.ย. 27 มิ.ย. 4 พ.ย. 12 ส.ค. 20 ธ.ค. 27 ก.ย.
2 ก.พ. 11 พ.ย. 20 มี.ค. 27 ธ.ค. 5 พ.ค. 11 ก.พ. 20 มิ.ย. 28 มี.ค. 5 ส.ค. 13 พ.ค. 20 ก.ย. 28 มิ.ย. 5 พ.ย. 13 ส.ค. 21 ธ.ค. 28 ก.ย.
3 ก.พ. 12 พ.ย. 21 มี.ค. 28 ธ.ค. 6 พ.ค. 12 ก.พ. 21 มิ.ย. 29 มี.ค. 6 ส.ค. 14 พ.ค. 21 ก.ย. 29 มิ.ย. 6 พ.ย. 14 ส.ค. 22 ธ.ค. 29 ก.ย.
4 ก.พ. 13 พ.ย. 22 มี.ค. 29 ธ.ค. 7 พ.ค. 13 ก.พ. 22 มิ.ย. 30 มี.ค. 7 ส.ค. 15 พ.ค. 22 ก.ย. 30 มิ.ย. 7 พ.ย. 15 ส.ค. 23 ธ.ค. 30 ก.ย.
5 ก.พ. 14 พ.ย. 23 มี.ค. 30 ธ.ค. 8 พ.ค. 14 ก.พ. 23 มิ.ย. 31 มี.ค. 8 ส.ค. 16 พ.ค. 23 ก.ย. 1 ก.ค. 8 พ.ย. 16 ส.ค. 24 ธ.ค. 1 ต.ค.
6 ก.พ. 15 พ.ย. 24 มี.ค. 31 ธ.ค. 9 พ.ค. 15 ก.พ. 24 มิ.ย. 1 เม.ย. 9 ส.ค. 17 พ.ค. 24 ก.ย. 2 ก.ค. 9 พ.ย. 17 ส.ค. 25 ธ.ค. 2 ต.ค.
7 ก.พ. 16 พ.ย. 25 มี.ค. 1 ม.ค. 10 พ.ค. 16 ก.พ. 25 มิ.ย. 2 เม.ย. 10 ส.ค. 18 พ.ค. 25 ก.ย. 3 ก.ค. 10 พ.ย. 18 ส.ค. 26 ธ.ค. 3 ต.ค.
8 ก.พ. 17 พ.ย. 26 มี.ค. 2 ม.ค. 11 พ.ค. 17 ก.พ. 26 มิ.ย. 3 เม.ย. 11 ส.ค. 19 พ.ค. 26 ก.ย. 4 ก.ค. 11 พ.ย. 19 ส.ค. 27 ธ.ค. 4 ต.ค.
9 ก.พ. 18 พ.ย. 27 มี.ค. 3 ม.ค. 12 พ.ค. 18 ก.พ. 27 มิ.ย. 4 เม.ย. 12 ส.ค. 20 พ.ค. 27 ก.ย. 5 ก.ค. 12 พ.ย. 20 ส.ค. 28 ธ.ค. 5 ต.ค.
10 ก.พ. 19 พ.ย. 28 มี.ค. 4 ม.ค. 13 พ.ค. 19 ก.พ. 28 มิ.ย. 5 เม.ย. 13 ส.ค. 21 พ.ค. 28 ก.ย. 6 ก.ค. 13 พ.ย. 21 ส.ค. 29 ธ.ค. 6 ต.ค.
11 ก.พ. 20 พ.ย. 29 มี.ค. 5 ม.ค. 14 พ.ค. 20 ก.พ. 29 มิ.ย. 6 เม.ย. 14 ส.ค. 22 พ.ค. 29 ก.ย. 7 ก.ค. 14 พ.ย. 22 ส.ค. 30 ธ.ค. 7 ต.ค.
12 ก.พ. 21 พ.ย. 30 มี.ค. 6 ม.ค. 15 พ.ค. 21 ก.พ. 30 มิ.ย. 7 เม.ย. 15 ส.ค. 23 พ.ค. 30 ก.ย. 8 ก.ค. 15 พ.ย. 23 ส.ค. 31 ธ.ค. 8 ต.ค.
13 ก.พ. 22 พ.ย. 31 มี.ค. 7 ม.ค. 16 พ.ค. 22 ก.พ. 1 ก.ค. 8 เม.ย. 16 ส.ค. 24 พ.ค. 1 ต.ค. 9 ก.ค. 16 พ.ย. 24 ส.ค.
14 ก.พ. 23 พ.ย. 1 เม.ย. 8 ม.ค. 17 พ.ค. 23 ก.พ. 2 ก.ค. 9 เม.ย. 17 ส.ค. 25 พ.ค. 2 ต.ค. 10 ก.ค. 17 พ.ย. 25 ส.ค.
15 ก.พ. 24 พ.ย. 2 เม.ย. 9 ม.ค. 18 พ.ค. 24 ก.พ. 3 ก.ค. 10 เม.ย. 18 ส.ค. 26 พ.ค. 3 ต.ค. 11 ก.ค. 18 พ.ย. 26 ส.ค.
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 98
้
้
ลูกโคทีคลอดปกติจะเอาเท้าหนาโผล่หลุดออกมาก่อน แล้วตามด้วย จมูก ปาก หัว ซึงอยู่ระหว่าง
่
้
่
่
้
ขาหนา 2 ขาทีโผล่ออกมาในท่าพุ่งหลาว หรืออาจเอาขาหลังออกมาก่อน การคลอดท่าอื่นนอกเหนือจาก
้
็
็
่
นีเปนการคลอดทีผิดปกติอาจต้องให้การช่วยเหลือ ควรให้สัตวแพทย์เปนผู้ด าเนินการ
ทาลูกโคคลอดปกติ
่
็
แม่โคส่วนใหญ่ไมจ าเปนต้องช่วยในการคลอด ควรอยู่ห่างๆไม่ควรรบกวนแมโค แม่โคควรคลอด
่
่
ลูกออกมาภายใน 2 ชั่วโมงหลังจากทีถุงนาคร าปรากฏออกมา หากช้ากว่านีควรให้การช่วยเหลือ หากไม ่
้
่
่
้
คลอดภายใน 4 ชั่วโมงลูกจะตาย
เครื่องมือช่วยคลอด
โดยใชเสนลวดสลิงตัด
้
้
็
ลูกโคออกมาเปนชิ้นๆ
่
้
่
้
การชวยคลอดโดยจัดทาใหถูกตองแล้วดึงออกมา
หลังจากคลอดลูก 8 ถึง 12 ชั่วโมงถ้ารกยังไม่หลุดออกมาแสดงว่ารกค้าง ต้องให้สัตวแพทย์มา
ล้วงออกและรักษาต่อไป
การเลียงลูกโคเล็ก (จากแรกเกิด ถึง หย่านม )
้
การจัดการเลียงดู
้
เมือลูกโคคลอดควรให้ความช่วยเหลือโดย
่
้
เช็ดตัวให้แห้ง จัดการเอานาเมือกบริเวณปากและจมูก
ออกให้หมด จับขาหลังยกให้ลูกโคห้อยหัวลง ตบ
ล าตัวเบาๆจนลูกโคร้อง หากลูกโคหายใจไมสะดวก
่
่
่
อาจต้องช่วยหายใจด้วยการเปาปาก เมือลูกโคยืนได้
ให้ใช้ด้ายผูกสายสะดือให้ห่างจากพื้นท้องประมาณ 3
ถึง 6 ซม. ใช้กรรไกรทีสะอาดตัดแล้วใช้ยาทิงเจอร์
่
ไอโอดีนชุบสายสะดือ
่
้
คอยดูให้ลูกโคได้กินนานมแมให้เร็วทีสุด
่
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 99
้
้
่
้
เพราะนมโคระยะแรกทีเรียกว่านมนาเหลืองจะมีคุณค่าทางอาหารสูงและมีภูมิคุ้มกันโรคจากแมถ่ายทอด
่
้
มาสู่ลูก หากลูกโคไม่สามารถดูดนมกินเองได้ควรรีดนมจากแมมาปอนให้ลูกกินจนแข็งแรง
่
้
ไม่ควรปล่อยแม่และลูกโคไปตามฝูง ควรจัดหาอาหารและนาดืมกักไว้แยกต่างหากจากฝูงจนกว่า
่
ลูกโคจะแข็งแรงดีแล้วจึงปล่อยตามฝูง
้
การปฏิบัติเลียงดูลูกโคอื่นๆควรท าดังนี ้
่
1) ฝูงทีมีโคจ านวนมากคนเลียงอาจจ าโคได้ไม่หมดจึงควรติดเบอร์หูหรือท าเครืองหมายลูกโค
่
้
่
์
โดยเร็วทีสุด ซึงจะมีประโยชนในการจัดท าประวัติโค ในฝูงปรับปรุงพันธุ์ควรชั่งนาหนักแรกเกิดภายใน
้
่
24 ชั่วโมงหลังคลอด
การติดเบอร์หูลูกโคนิยมใช้เบอร์หูพลาสติกขนาดเล็ก ประกอบด้วยตัวเมียเปนแผ่นกว้าง
็
็
ประมาณ 4 ซม. แผ่นตัวผู้เปนแผ่นกลมมีเดือยส าหรับล๊อคให้ติดกับตัว
เมีย ตัวเมียมี 2 แบบคือ แบบทีพิมพ์หมายเลขส าเร็จมาจากโรงงานกับ
่
่
แบบแผ่นเปล่าทีต้องมาเขียนหมายเลข
่
ทีเราต้องการได้เองโดยมีปากกา
ส าหรับเขียนโดยเฉพาะ การใช้แบบ
แผ่นเปล่ามีข้อดีคือสามารถเขียน
หมายเลขเองได้ตามทีต้องการ มีคีม
่
ส าหรับบีบให้เดือยของแผ่นตัวผู้ทะลุใบ
หูไปล๊อคติดกับแผ่นตัวเมีย พยายามติดบริเวณโคนหู ติดให้ห่างจากขอบ
ใบหูให้มากๆ ระวังอย่าให้ถูกเส้นเลือดใหญ่โดยใช้นิวลูบคล าดูก่อน เบอร์
้
้
หูแบบนสามารถอ่านได้ในระยะห่างประมาณ 1 เมตร หากติดไม่ดีอาจ
ี
้
หลุดได้ แต่หากติดได้ดีและใช้เบอร์คุณภาพดีโอกาสหลุดมีนอยมาก
เบอร์หูทองเหลืองเปนอีกแบบหนึงทีนิยมใช้กัน เปนแผ่นขนาดเล็กประมาณ 1.5 ซม. ต้องตอก
็
็
่
่
หมายเลขก่อนแล้วใช้คีมติดคร่อมหูด้านหนาและด้านหลัง เวลาอ่านต้องมัดหรือล้มโคเพื่ออ่านใกล้ๆ หาก
้
่
่
้
เลียงโคแบบปล่อยแปลงมีโอกาสทีกิ่งไม้จะเกียวสอดเข้าไปในระหว่างเบอร์ เมื่อลูกโคกระชากท าให้หูขาด
ได้
การตัดหูตามรหัสทีก าหนดไว้ก็สามารถ
่
่
็
ใช้เปนเครื่องหมายได้วิธีหนึง แต่ผู้อ่านจะต้องจ า
่
รหัสได้แมน และให้หมายเลขได้จ านวนไมมาก
่
นัก
การท าเครืองหมายลูกโคอีกอย่างหนึง
่
่
คือการสักหู(tattoo)ให้เปนหมายเลข มีคีมสักโดยเฉพาะ การสักโดยหนีบหมายเลขทีใบหูด้านในบริเวณที ่
็
่
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 100
้
้
่
่
่
ไมมีขน หลีกเลียงบริเวณทีมีขนและเส้นเลือด หากมีเลือดออก
หมึกจะไมติด เสร็จแล้วใช้หมึกอินเดียนอิงค์หรือหมึกจีนถู
่
่
็
่
บริเวณทีสัก หมึกจะแทรกเข้าไปตามรูติดเปนหมายเลขตามทีสัก
การสักมีข้อดีคือจะติดแนนตลอดชีวิตโค แต่มีข้อเสียคือ อ่านได้
่
่
ยากกว่าเบอร์พลาสติก เวลาอ่านต้องจับบังคับโคเพืออ่านดูใกล้ๆ
่
บางครั้งเบอร์ทีสักไว้อาจไม่ชัดเจน
2) เมื่อลูกโคอายุ 3 สัปดาห์ควรถ่ายพยาธิตัวกลม และ
้
้
ถ่ายซาอีกเมื่ออายุ 6 สัปดาห์ ทั้งนีอาจสุ่มหาไข่พยาธิดูก่อนก็ได้
ุ
3) ฉีดวัคซีนปองกันโรคแท้งติดต่อ(หรือบรูเซลโลซีส)แก่ลูกโคเพศเมียอาย 3 ถึง 8 เดือน แล้ว
้
่
เจาะรูทีหูข้างขวาของโค 2 รู
• เมื่อลูกโคอายุ 3 ถึง 8 เดือน ท าการฉีดวัคซีนโรคแท้งให้กับลูกโคเพศเมียทุกตัว
่
• เมื่อลูกโคอายุ 4 เดือนท าการฉีดวัคซีนโรคปากและเท้าเปอย
ื
การให้อาหารข้นเสริมแก่ลูกโคเล็ก(creep feed)
่
ื
ลูกโคจะเริ่มหัดกินหญ้าและอาหารเมื่ออายุประมาณ 2 ถึง 3 เดือนเนองจากแม่โคจะให้นมได้
่
้
้
้
้
สูงสุดในระยะนี หลังจากนีจะเริ่มผลิตนานมเพือเลียงลูกโคลดลงเรื่อยๆในขณะทีลูกโคเติบโตขึนทุกวัน ลูก
้
่
่
โคจึงจ าเปนต้องกินอาหารอื่นทดแทน ลูกโคทีกินหญ้าและอาหารได้เร็วก็จะเติบโตได้เต็มที การให้อาหาร
็
่
้
ข้นเสริมจะท าให้ลูกโคโตเร็วขึน มีนาหนักหย่านมสูงกว่าเมื่อไม่ได้ให้อาหาร
้
่
่
่
ฟาร์มทีขายลูกโคทันทีเมื่อหย่านม โดยเฉพาะฟาร์มทีขายลูกโคเพือท าพันธุ์ การให้อาหารเสริม
แก่ลูกโคอาจคุ้มค่า เช่น หากลูกโคกินอาหารข้นเฉลียวันละ 3 กก. ให้อาหารนานประมาณ 3 เดือนเศษ
่
(หรือประมาณ 100 วัน)จะใช้อาหารทั้งหมดประมาณ 300 กก. ลูกโคอาจท านาหนักเพิ่มขึนจากเมื่อไม่ให้
้
้
อาหารเสริม 40 กก. หากค่าอาหารกิโลกรัมละ 6 บาทจะเสียค่าอาหาร 1,800 บาท เมื่อขายลูกโคทีราคา
่
่
่
้
กิโลกรัมละ 60 บาทจะได้ราคาเพิ่มขึน 2,400 บาทซึงมากกว่าค่าอาหารข้นทีให้ ถ้าแปลงหญ้าคุณภาพดี
่
การให้อาหารจะมีผลต่อลูกโคนอย แต่ถ้าแปลงหญ้าคุณภาพต าการให้อาหารเสริมจะมีผลดีต่อลูกโคมาก
้
่
่
ลูกโคอายุต ากว่า 3 เดือนให้กินอาหารได้เต็มที แต่ถ้าอายุมากกว่า 3 เดือนควรเพิ่มอาหารให้ทีละ
็
้
่
้
นอยและค่อยๆเพิ่มขึนหลังจากทีลูกโคทุกตัวเริ่มกินอาหาร แต่ถ้าลูกโคมีขนาดต่างกันอาจจ าเปนต้องแยก
กลุ่มลูกโคตามขนาด
ทีให้อาหารลูกโคควรอยูใกล้กับบริเวณคอกแมโคอยูเพือทีลูกโคจะได้เข้าไปลองกินอาหารได้
่
่
่
่
่
่
สะดวก โดยท าช่องให้ลูกโคลอดเข้าไปกินอาหารได้กว้างประมาณ 40 ถึง 45 ซม. พืนทีบริเวณให้อาหาร
่
้
ประมาณ 30 ซม.ต่อ 3 ตัว ให้อาหารข้นโปรตีนมากกว่า 20% ให้กินตัวละประมาณ 600 ถึง 800
กรัม
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 101
้
้
่
ในฟาร์มทีเลียงโคเปนการค้า ถ้าแปลงหญ้ายังมีคุณภาพดีและไมต้องการขายลูกโคทันทีหลังหย่า
้
่
็
่
็
นมก็ไมจ าเปนต้องให้อาหารเสริม หรือถ้าหย่านมแล้วลูกโคจะต้องได้กินแต่หญ้าก็ไมควรให้อาหารเสริม
่
่
์
แก่ลูกโคเพราะจะสูญเสียประโยชนทีได้รับจากอาหารเสริมหลังหย่านม
การท าลายเขาโค
การมีเขาของโคไม่ได้มีผลดีทางเศรษฐกิจและอาจท าให้เกิดปญหาหลายๆอย่าง เช่น
ั
1) เกิดอันตรายต่อผู้เลียงและผู้ทีเกียวข้อง
่
้
่
2) โคมักขวิดกันเอง ท าให้เกิดบาดแผล เสียค่าใช้จายและเสียเวลาในการรักษา
่
้
3) โคบางตัวอาจมีเขายาวโง้งเข้ามาทิ่มแทงใบหนาหรือตาตนเองได้
4) อาจเกิดอุบัติเหตุเขาเข้าไปติดหรือขัดกับคอก อาจท าให้ถึงตายได้
้
่
5) โคบางตัวเขากางออก ท าให้สินเปลืองเนือทีรางอาหาร คอก และการขนส่ง
้
้
้
่
การท าลายเขาโคยิ่งท าเมื่ออายุนอยเท่าใดก็ยิ่งดี เพราะจะลดความเจ็บปวดจากบาดแผลทีเกิดขึน
การจับยึดก็ท าได้ง่าย การท าลายเขาลูกโคมีวิธีการต่างๆ เช่น
่
1. ใชสารเคมี ส่วนใหญ่ใช้โซดาไฟ อาจใช้แบบแห้งทีมีรูปแบบเหมือนชอล์คเขียนกระดาน หรือ
้
ั
ใช้แบบของเหลวข้นคล้ายยาสีฟนก็ได้ ควรท าเมื่อลูกโคอายุไม่เกิน 10 วัน ตัดขนบริเวณรอบๆปุมเขา
่
ออก ใช้ขีผึงหรือจารบีทารอบๆเพือปองกันไม่ให้โซดาไฟไหลเยิมไปถูกบริเวณอื่น ทาเปนวงกว้างๆ ถ้า
้
้
้
่
็
้
้
่
เปนโซดาไฟชนิดแห้งต้องท าให้ปุมเขาชื้นเล็กนอยแล้วเอาแท่งโซดาไฟถูบริเวณปุมเขาจนมีเลือดซึม
่
็
่
้
เล็กนอย ใช้เวลาประมาณ 15 วินาที ถ้าเปนโซดาไฟชนิดเหลวข้นต้องขูดปุมเขาเล็กนอยให้เปนรอยเพือ
็
่
็
้
้
่
เอาไขมันทีปกคลุมอยู่ออก แล้วเอาโซดาไฟเหลวทาบนปุมเขา ในพืนบ้านใช้ปูนแดงกับสบู่กรดในปริมาณ
่
้
่
้
ั
เท่าๆกัน กวนผสมนาจนเหลวคล้ายยาสีฟน ใช้แทนโซดาไฟเหลว แยกลูกโคออกจากแม่อย่างนอยครึง
่
ชั่วโมงเพือไม่ให้แม่เลียออก
่
หลังจากทาแล้ว 2 ถึง 3 วัน ปุมเขาจะเกิดสะเก็ดหนา ภายใน 10 วันสะเก็ดจะหลุดออกไม่มีแผล
ิ
เปด แต่ถ้าใช้สารเคมีมากเกินไปหรือถูแท่งโซดาไฟแรงเกินไป หรือสะเก็ดขูดลอกออกก็อาจมีแผลได้ ให้
ท าการรักษาแผล
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 102
้
้
2. ใชความร้อนท าลาย ท าได้กับลูกโคทีอายุประมาณ 3 สัปดาห์จนถึง 3 เดือน ใช้เหล็กหรือ
้
่
่
่
็
วัสดุทีประดิษฐ์เปนรูปทรงกระบอก ตรงปลายบุ๋มโค้งเข้าเพือให้ครอบสนิทกับปุมเขา จับลูกโคให้มั่นแล้ว
่
่
่
่
ตัดขนบริเวณรอบปุมเขา นาทีจีเขาไปเผาไฟจนร้อนจัดแล้วนามาจีโดยหมุนวนไปรอบๆปุมเขาทีโผล่
้
่
้
่
้
้
็
ขึนมาเล็กนอย แต่ไม่กดเช่นเดียวกับการตีเบอร์ ใช้เวลาประมาณ 3 วินาทีขึนอยู่กับปุมเขา หากเปนเขาที ่
้
ุ
งอกออกมาหนาแล้วควรใช้มีดคมๆปาดออกก่อนแล้วจึงจีซ ้าอีกครั้งจึงจะท าลายปมเขาได้ส าเร็จ เสร็จแล้ว
่
้
ใช้นามันมะพร้าวชะโลมทีแผล
้
่
เครืองมือตามภาพ ด้านขวามือเปน
็
่
็
แบบเหล็กใช้เผาไฟ ด้านซ้ายมือเปน
่
เครืองจีเขาไฟฟา เมือจะใช้นาไป
้
่
้
เสียบปลั๊กไฟให้ตอนปลายร้อนแดง
แทนการเผาไฟ
3. การตัดเขา โคทีเขายาวแล้วอาจใช้เลื่อยหรือใช้คีมตัด 1/3 ของความยาวจากด้านปลาย
่
หากตัดลึกเกินไปจะถูกเส้นเลือดในแกนเขาท าให้เลือดไหล
้
ออกมาก ต้องห้ามเลือดโดยใช้หัวแร้งเผาไฟจีให้เลือดหยุด
ไหล
การตอนโค
่
่
ลูกโคตัวผู้ทีไม่ต้องการใช้หรือขายท าพันธุ์ หรือเพือใช้ท างาน ควรตอนเมื่ออายุประมาณ 5 ถึง 6
้
เดือน โคตัวผู้ทีต้องการใช้ท างานควรตอนเมื่ออายุประมาณ 3 ถึง 4 ปเพือให้กล้ามเนือส่วนหนาของ
่
ี
้
่
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 103
้
้
้
่
้
ร่างกายโคได้พัฒนาตามลักษณะของโคตัวผู้อย่างเต็มทีก่อน กล้ามเนือส่วนหนาจะท าให้โคท างานได้
แข็งแรง
การตอนสามารถท าได้โดยการทุบแบบพืนบ้าน การผ่าเอาลูกอัณฑะออก แต่วิธีที่ปลอดภัยคือ
้
การตอนโดยใช้คีมทีเรียกว่า “เบอร์ดิซโซ่(Burdizzo)”
่
่
โดยล้มโคลงนอน มัดขาทั้ง 4 ให้แนน ใช้มือบีบดันให้
่
เส้นขั้วอัณฑะข้างใดข้างหนึงให้ชิดถุงอัณฑะด้านนอก
่
ใช้คีมหนีบเส้นขั้วอัณฑะประมาณ 3 วินาทีเพือให้ท่อ
้
นานาเชือเหนือลูกอัณฑะอุดตัน ท าทีขั้วอัณฑะอีก
่
้
่
่
ข้างหนึงด้วยวิธีเดียวกัน โดยให้มีผิวหนังทีไมถูกหนีบ
่
่
ระหว่างรอยหนีบทั้งสองข้างให้มากทีสุด หากรอย
่
หนีบเชื่อมต่อกันจะท าให้อัณฑะเนาได้ แล้วใช้ยาทิงเจอร์ทาทีรอยหนีบ
่
การหย่านมลูกโค
่
่
่
่
่
เกษตรกรโดยทั่วไปมักปล่อยให้ลูกโคอยูกับแมจนโตจนกระทั่งแมโคคลอดลูกตัวใหม ซึงจะมี
ผลเสียท าให้
่
แมโคขณะอุ้ม
ท้องใกล้คลอด
มีสุขภาพไม ่
ส ม บู ร ณ ์
เพราะต้องกิน
อ าห ารเพื อ
่
เลียงทั้งลูกโค
้
่
ทีก าลังอยูในท้องและลูกโคตัวเดิมอีกด้วย ดังนั้นจึงควรหย่านมลูกโคทีอายุประมาณ 6 เดือนครึ่งถึง 7
่
่
่
เดือน แต่ทั้งนีให้ค านึงถึงสุขภาพของลูกโคและแมโคด้วย เมือหย่านมลูกโคทีอายุประมาณ 200 วัน ควร
่
้
่
่
ได้นาหนักหย่านมเฉลีย 180 กก.
้
ื
้
โดยปกติหากหย่านมลูกโคเร็วเท่าใดก็จะท าให้แมโคมีโอกาสฟนฟูสุขภาพเร็วเท่านั้น ลูกโคทีโต
่
่
เร็วก็สามารถหย่านมได้เมื่ออายุประมาณ 5 เดือน จะมีผลให้แม่โคสุขภาพไม่ทรุดโทรมมากนัก
หากแมโคผอมมากไมสามารถเลียงลูกได้ต่อไปควรหย่านมก่อนก าหนดได้ ลูกโคทีขนหยอง
่
่
้
่
่
้
แสดงว่าแม่มีนมไม่พอเลี้ยงลูก ควรรีบแยกหย่านมนามาเลียงดูต่างหาก การหยานมลูกโคทีอายุต ากว่า 5
่
่
้
สัปดาห์จะต้องให้อาหารนมหรืออาหารแทนนมแบบเดียวกับการเลียงลูกโคนม ควรให้ลูกโคกินอาหาร
หยาบพวกหญ้าไมเกิน 15% วัตถุแห้งของอาหารลูกโค ถ้ามากกว่านีจะท าให้ประสิทธิภาพการใช้อาหาร
้
่
้
่
็
ข้นลดลงเพราะจะไปแย่งเนือที่ในกระเพาะ ปริมาณอาหารข้นไม่ควรต ากว่า 50% แต่ควรเปน 85% วัตถุ
แห้ง ถ้าจ าเปนที่ต้องให้ปลาหรือเนือปนในอาหารเพือเปนแหล่งโปรตีนก็ควรจะรอให้ลูกโคกินอาหารเก่ง
่
็
่
้
็
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 104
้
้
่
เสียก่อนจึงค่อยผสมในอาหาร เพราะจะไปลดความนากิน การเลี้ยงลูกโคขนาดเล็กดังกล่าวต้องใช้อาหาร
คุณภาพดีซึงมีราคาค่อนข้างแพง ดังนั้นหากไม่จ าเปนก็ไม่ควรหยานมลูกโคเร็ว
่
่
็
ลูกโคที่ยังไมสมบูรณแข็งแรงอาจหย่านมช้าลง โดย
์
่
่
่
่
ให้อยูกับแมไปจนถึงอายุ 8 เดือน แต่ก็จะท าให้แมโคมี
ุ
สุขภาพทรดโทรมมาก มีผลท าให้เมือคลอดลูกตัวใหม่แล้วจะ
่
กลับเปนสัดช้าลง ระยะเวลาในการให้ลูกตัวต่อๆไปจะห่าง
็
้
ขึน
ในฝูงปรับปรุงพันธุ์ของกรมปศุสัตว์จะหย่านมทีลูก
่
่
โคอายุประมาณ 200 วัน แต่เพือความสะดวกในการจัดการ
่
จะไมหย่านมเมือลูกโคอายุ 200 วันทุกตัว แต่จะหย่านมลูกโคทุกตัวที่มีอายุ 200 22.5 วันหรือที่อายุ
่
ห่างจาก 200 วันเท่ากับ 22 วัน โดยลูกโคทีแยกหย่านมกลุ่มนีจะมีอายุห่างกันไม่เกิน 45 วัน(age slicing
้
่
้
= 45 วัน) ซึงในทางสถิติถือว่าลูกโคอยูในกลุ่มเดียวกัน(contemporary group) สามารถนานาหนักหย่า
่
่
่
่
นมมาเปรียบเทียบกันได้ โดยจะหย่าเมือหลังจากลูกโคทีคลอดตัวแรกมีอายุแล้ว 23 วัน ลูกโคทีจะต้องถูก
่
่
่
่
แยกหย่านมแมได้แก่ลูกโคทีคลอดตัวแรกซึงมีอายุ 223 วัน(ได้แก่ 200 + 23 วัน)ไปจนถึงลูกโคที่มีอายุ
อายุนอยที่สุด 177 วัน (200 ลบด้วย 23วัน) ลูกโครุ่นต่อไปจะหย่านมหลังจากหย่านมครั้งแรก 45 วัน
้
ตัวอย่างก าหนดวันทีหย่านมของฤดูผสมพันธุ์ตามตารางที 26
่
่
ตารางท 26 ก าหนดวันหย่านมและช่วงอายุลูกโคทีจะต้องแยกหย่านมของการใช้ฤดูผสมพันธุ์ 2 ฤดู
่
ี่
่
ฤดูผสมที ่ ระยะเวลาผสม วันทีลูกโคเกิด วันทีหย่านมลกโค ลูกโคทีถูกหย่าเกิดระหว่าง
่
ู
่
่
1 5 พ.ค.– 2 ส.ค. 19 ก.พ. – 21 พ.ค. ครั้งที 1,วันที 30 ก.ย. 19 ก.พ. – 5 เม.ย.
่
่
่
ครั้งที 2,วันที 15 พ.ย. 6 เม.ย. – 21 พ.ค.
2 1 พ.ย. – 29ม.ค. 18 ส.ค. – 17 พ.ย. ครั้งที 1, วันที 28 มี.ค. 18 สค. – 2 ต.ค.
่
่
่
่
ครั้งที 2, วันที13 พ.ค. 3 ต.ค. – 17 พ.ย.
่
่
ก่อนหย่านมควรให้ลูกโคได้มีโอกาสกินหญ้าในแปลงทีมีคุณภาพดีในขณะทีแมโคได้กินหญ้า
่
่
่
คุณภาพต ากว่า แต่ลูกโคสามารถมาหาแมได้ตามทีต้องการ ช่องลอดระหว่างแปลงห่างประมาณ 40-45
่
ซม.
่
่
่
่
เมือหย่านมควรแนใจว่ามีอาหารให้ลูกโคกินอย่างเพียงพอ ถ้ายังไมพร้อมก็ยังไมควรหย่านม
ระยะหย่านมและหลังหย่านมควรมีอาหารคุณภาพดีให้ลูกโคกินอย่างเพียงพอ
่
่
หย่านมโดยแยกลูกโคจากแม่นาไปขังในคอกทีแข็งแรง ควรให้แม่โคอยูในแปลงหญ้าหรือคอกทีมี
่
่
่
็
่
ึ
รั้วกั้นทีมั่นคงซึงอยู่ใกล้กันเปนเวลา 3 ถึง 5 วัน เพราะหากให้ไปอยู่ไกลแม่โคส่วนหนงจะแหกรั้วหรือคอก
มาหาลูก หลังจาก 3 ถึง 5 วันแมโคจะเริ่มยอมรับสภาพและค่อยๆห่างไปจนสามารถต้อนไปแปลงหรือ
่
คอกทีห่างไกลได้
่
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 105
้
้
ขังลูกไว้ในคอกประมาณ 7 ถึง 10 วันโดยให้กินอาหารข้นและอาหารหยาบอย่างเต็มที่ คอกลูก
ึ
็
่
่
้
โคหย่านมจะต้องอยูห่างจากคอกแมพันธุ์ ระยะนีเปนการฝกให้ลูกโคคุ้นเคยกับการให้อาหาร แร่ธาตุ
่
การเข้าคอกคัด การพ่นเห็บหรือซองต่างๆ การไล่ต้อน ซึงจะมีความส าคัญในการให้ประสบการณแก่โค
์
ไปตลอด ทีส าคัญก็คือ ควรเลี้ยงในแปลงหญ้าหรือคอกทีมี
่
่
่
ความมั่นคงแข็งแรงไมให้ลูกโคหนีได้ หากลูกโคสามารถ
หนีได้จะติดนิสัยไปตลอด
้
ในฟาร์มทีเลียงลูกโคขาย การทีจะได้ก าไรมาก
่
่
หรือนอยขึ้นอยูกับจ านวนลูกโคที่หย่านมได้ในแต่ละป ลูก
่
ี
้
่
ั
โคทีหย่านมในฝูงจะนอยหรือมากขึนอยูกับปจจัยต่างๆ
่
้
้
่
้
ตามตารางที 27 ดังนั้นการจัดการเลียงดูตามขั้นตอน
ตามที่ได้กล่าวมาข้างต้นจึงมีผลต่อการผลิตลูกโคหย่านม
มาก
ี่
ตารางท 27 ปจจัยทีมีผลต่ออัตราการหย่านมของลูกโคในฝูง
ั
่
ั
ี
ี
่
ปจจัยทมอิทธิพล % ความส าคัญ
แม่โคไม่ท้อง 16.6
ลูกโคตายเมื่อคลอด 6.4
ลูกโคตายจากแรกเกิดถึงหย่านม 4.1
ลูกโคตายในท้อง 2.4
จ านวนลูกโคหย่านม 70.5
่
ทีมา : Sprott and Beverly, 1982
การตีเบอร์
การติดหรือสักเบอร์หูลูกโคอาจหลุดหายหรือเลอะเลือนได้ ดังนั้นเมื่อหย่านมช่วงทีแยกขังไว้ควร
่
ท าเครื่องหมายถาวรโดยตีเบอร์โคทีตะโพก ส่วนใหญ่จะตีทีด้านซ้ายของโค การตีเบอร์มีแบบการตีเบอร์
่
่
ร้อนและเบอร์เย็น การตีเบอร์ร้อนท าได้โดยนาเหล็กตีเบอร์เผาไฟแล้วนามาประทับบนตัวโค การตีเบอร์
้
เย็นใช้เหล็กตีเบอร์แช่ในนาแข็งแห้ง(dry ice)แทน ส่วนใหญ่ใช้การตีเบอร์ร้อนเพราะท าได้ง่ายและไม ่
เปลืองค่าใช้จ่าย
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 106
้
้
ื
้
การล้มโคควรใชเชอกผูกเอว 2 เปลาะ
จะช่วยท าใหล้มได้งาย โคบอบช ้านอย
้
้
่
่
การตีเบอร์ร้อนท าโดย จับโคบังคับให้อยู่กับที ่ อาจล้มมัดขาทั้ง 4 ให้แนน หรืออาจท าในซอง
บังคับโค เผาเหล็กตีเบอร์ให้ร้อนจัด ประทับเบอร์ลงบนผิวหนังโคโดยนาบไว้ประมาณ 2 ถึง 3 วินาที
้
็
อย่าใช้แรงกดเบอร์ลงไป เพราะความร้อนจะกระจาย ท าให้เนือบริเวณนั้นสุก จะเกิดการอักเสบเปนแผล
่
เนาได้ เสร็จแล้วใช้ยาเหลืองทา
้
็
ั
เพื่อไม่ใหหนงโคลอกออกเปนแผ่น ตัว
็
ี่
เลขทมีขอบอยู่ใกล้กันควรตัดออกเปนชอง
่
่
ี
ี
ี
เบอร์ทตแลวจะติดไปตลอดชวิตโค
้
การเผาเบอร์แบบใชก๊าซ
้
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 107
้
้
การเลียงโคหลังหย่านม
้
การจัดการหลังหย่านม
้
่
็
คัดลูกโคทีสามารถใช้ท าพันธุ์ได้เก็บไว้เพือเลียงไว้เปนพ่อพันธุ์หรือขายท าพันธุ์ ลูกโคทีคัดเก็บไว้
่
่
้
้
ท าพันธุ์ควรมีนาหนักหย่านมเท่ากับหรือมากกว่านาหนักหย่านมมาตรฐานของโคพันธุ์นั้นๆ และมี
้
่
อัตราส่วนของนาหนักหย่านมเกินค่าเฉลียของฝูง
้
ลูกโคทีเหลืออาจเก็บไว้เลียงขุนขาย ลูกโคชุดนีควรสังเกตให้ดี ควรคัดตัวทีแคระแกรนและ
้
่
่
่
่
่
่
ลักษณะไมดีออกเสีย ลูกโคตัวทีผอมก็ยังควรมีสุขภาพดีอยู มิฉะนั้นลูกโคจะเจริญเติบโตไมดี และถึงแม้
้
้
ลูกโคจะมีนาหนักเพิ่มขึนได้แต่หากลักษณะรูปรางยังไม่ดีขึน เวลาขายอาจไม่คุ้มทุนค่าอาหาร
่
้
่
่
้
่
้
ส าหรับลูกโคเพศเมียควรเลียงไว้เพือทดแทนแมโคที่ถูกคัดออกต่อไป คัดลูกโคที่มีนาหนักต าที ่
้
่
่
่
่
่
้
คาดว่าจะท านาหนักไมได้ตามเปาหมายทีจะใช้ผสมพันธุ์ออก เก็บลูกโคทีเหลือไว้ให้มากทีสุด โคทีมี
้
้
่
นาหนักหย่านมมากเมื่อเปนแม่โคอาจผลิตนานมได้นอยกว่าโคทีมีนาหนักปานกลางก็ได้ เนืองจากโคทีโต
้
่
้
่
็
เร็วก่อนหย่านมอาจสะสมไขมันในระหว่างการพัฒนาของเต้านม
่
็
้
้
การทีจะให้แม่โคได้นาหนักตามเปาหมายเมื่อผสมพันธุ์อาจจ าเปนต้องจัดกลุ่มลูกโคตั้งแต่หย่านม
้
็
้
ลูกโคทีมีนาหนักหย่านมต าจ าเปนต้องเลียงดูเปนอย่างดีเพือให้นาหนักเพิ่มต่อวันสูงกว่า พวกนาหนัก
่
็
่
้
่
้
็
้
็
มากอาจไม่จ าเปนต้องให้อาหารเสริมก็ได้ ระยะนีอาจจ าเปนต้องถ่ายพยาธิ
การให้อาหาร
ตัวอย่างการให้อาหารลูกโคหย่านมตามตารางที 28
่
ี่
ตารางท 28 การให้อาหารลูกโคหย่านม
ฤดูฝน ฤดูแล้ง
หญ้าสด 22 ก.ก. หญ้าหมัก 25 ก.ก. ฟาง 3 ก.ก.
อาหารข้น 2 ก.ก. อาหารข้น 2.1 ก.ก. ร าหยาบ 1.4 ก.ก.
จ านวนอาหารข้นขึนกับอัตราการเจริญเติบโตที ่ อาหารข้น 2.7 ก.ก.
้
ต้องการ
หมายเหตุ : ค านวณโคหย่านมที น.น. 200 ก.ก. ต้องการอัตราการเจริญเติบโต 1.00 ก.ก./ตัว/วัน กิน
่
วัตถุแห้งได้ 5.6 ก.ก.
การเลียงโคสาว
้
่
้
้
โคสาว หมายถึง โคเพศเมียทีมีอายุตั้งแต่ 1 ปขึนไป (หรือนาหนักตั้งแต่ 240 ก.ก.) จน
ี
มีนาหนักถึง 280 ก.ก. (หรืออายุประมาณ 18 เดือน)
้
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 108
้
้
น ้าหนักเปาหมายและอัตราการเจริญเติบโต
้
่
่
่
่
การทีจะให้แมโคสาวให้ลูกทีอายุ 2 ปี แมโค
่
่
จะต้องพร้อมทีจะผสมพันธุ์ได้เมืออายุ 13 ถึง 16 เดือน
้
่
่
แต่ควรค านึงถึงนาหนักเมือผสมมากกว่า แมโคสาวโค
้
้
่
พันธุ์จากยุโรปควรตั้งเปาหมายให้ผสมพันธุ์ทีนาหนัก
260 ถึง 300 ก . โคบราห์มันที 330 ถึง 350 ก .
่
ก
ก
่
ลูกผสมบราห์มันที 320 กก. โดยทั่วไปเมือโคมีนาหนัก
่
้
็
ดังกล่าวจะเปนสัดทีอายุประมาณ 13 ถึง 16 เดือน
่
นอกจากลูกผสมบราห์มันจะเปนสัดทีประมาณ 15 ถึง
่
็
17 เดือน และโคบราห์มันทีประมาณ 20 เดือน
่
้
แมโคสาวยังคงเจริญเติบโตต่อไป จึงต้องการอาหารมากกว่าแมโคที่โตเต็มทีแล้ว เปาหมายโค
่
่
่
้
สาวควรเติบโตเฉลีย 0.5 กก.ต่อวัน ถ้าแมโคสาวมีนาหนักเพิ่มขึน 10 กก.จะมีโอกาสตั้งท้องเพิ่มขึนร้อย
้
่
่
้
ละ 7
การให้อาหาร
่
ตัวอย่างการให้อาหารโคสาวตามตารางที 29
ตารางท 29 การให้อาหารโคสาว
ี่
ฤดูฝน ฤดูแล้ง
• เมื่อให้อาหารข้น 14% โปรตีน
หญ้าสด 25 กก. หญ้าหมัก 25 กก. ฟางข้าว 4 กก.
อาหารข้น 1.7 กก. อาหารข้น 2 กก. ร าหยาบ 1.5 กก.
อาหารข้น 2.5 กก.
• เมื่อให้อาหารข้น 16% โปรตีน
หญ้าสด 25 กก. หญ้าหมัก 25 กก. ฟางข้าว 4 กก.
อาหารข้น 1.4 กก. อาหารข้น 1.8 กก. ร าหยาบ 1.5 กก.
อาหารข้น 2.2 กก.
่
หมายเหตุ : ค านวณทีโคสาว น.น. 250 ก.ก. ต้องการอัตราการเจริญเติบโต 750 กรัม/ตัว/วัน กิน
วัตถุแห้งได้ 6.5 ก.ก.
การคัดโคสาวเข้าผสมพันธุ
์
ควรคัดโคสาวเข้าผสมพันธุ์ให้มากกว่าจ านวนแม่โคทีคัดออกไม่ต ากว่า 2 เท่าเพราะหลังจากการ
่
่
ี
ผสมในปแรกอาจต้องคัดแม่โคสาวทีให้ลูกตัวแรกออกอีกมาก เช่น คัดแม่โคออกปละ 10 ตัวควรคัดโคสาว
่
ี
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 109
้
้
้
ี
เข้าผสมพันธุ์อย่างนอยปละ 20 ตัว การคัดโคสาวไว้มากอาจท าให้ต้องลดจ านวนโคขนาดอื่นในฟาร์มลง
้
่
่
แต่โคสาวทีคัดออกภายหลังก็มีราคาสูงกว่าเมื่อขายทีหย่านม การเลียงไว้อาจคุ้มค่า
่
่
คัดโคสาวทีมีลักษณะขาและเท้าไมดีออก ปล่อยให้โคเดินอย่างอิสระ ตรวจดูเท้าและกีบว่ามี
ขนาดเท่ากันหรือไม่ นอกจากนั้นควรดูตา ปาก และเต้านมด้วย
่
โคทีตื่นง่ายหรือไม่เชื่องควรคัดออกเพราะจะสร้าง
ั
้
ปญหาในการเลียงดู และสามารถถ่ายทอดไปยังลูกได้
้
ก่อนผสมพันธุ์ควรชั่งนาหนัก ตัวทีมีนาหนักไม่ถึง
่
้
้
้
้
เปาหมายควรคัดออก โคนาหนักนอยมีโอกาสผสมติดยาก
้
หรือหากตั้งท้องอาจมีปญหาการคลอดยาก ให้นมนอย
ั
และอาจกลับเปนสัดช้า
็
ั
่
โคสาวทีอ้วนเกินไปจะมีปญหาการคลอดยาก
่
เนืองจากลูกโคจะมีขนาดใหญ่มาก หากผอมเกินไปจะมี
ปญหาเนืองจากความไม่สมบูรณของมดลูกและไม่มีแรงเมื่อคลอด
์
่
ั
่
้
้
่
หากมีโคสาวทีมีนาหนักถึงตามเปาหมายมากเกินความต้องการ ให้คัดตัวทีมีลักษณะเพศเมีย
้
้
เอาไว้ก่อนเพราะเปนโคทีมีโอกาสผสมติดสูงและผลิตนานมได้มาก ลักษณะดังกล่าวได้แก่ มีหนายาว คอ
็
่
่
เรียวบาง โครงสร้างช่วงไหล่บางและหนังบาง ดูได้จากช่วงล าคอทีราบเรียบ มีลักษณะคล้ายโคนมมาก
้
่
กว่าโคเจ้าเนือ ควรคัดโคทีมีลักษณะคล้ายโคตัวผู้ออก
่
็
การให้อาหารคุณภาพดีแก่โคสาวเปนสิ่งจ าเปนทีจะท าให้โคผสมติดเร็ว ควรให้โคสาวได้กินหญ้า
็
่
่
่
ในแปลงที่มีคุณภาพดี แปลงหญ้าโคสาวควรอยูห่างจากแปลงโคพ่อพันธุ์เพือหลีกเลียงการแอบลักผสม
พันธุ์
การเลียงโคสาวรวมกับแมโคทีเคยให้ลูก
่
้
่
มาแล้วโคสาวจะเสียเปรียบเพราะถูกข่ม ท าให้กิน
่
้
อาหารได้นอยกว่าทั้งๆทีโคสาวต้องการอาหาร
่
็
มากกว่าเพือการเติบโต และโคสาวเมื่อเปนสัดจะถูก
ข่มไม่ให้แสดงอาการเปนสัดออกมาชัดเจน
็
การผสมพันธุ ์
หากใช้ฤดูผสมพันธุ์ โคสาวควรได้รับการผสม
็
พันธุ์ก่อนแมโค 2 ถึง 4 สัปดาห์เนืองจากเปนการผสม
่
่
็
พันธุ์เปนครั้งแรก โคสาวที่ผสมติดช้าในการผสมครั้งแรก
จะให้ลูกในครั้งต่อๆไปช้าด้วย ท าให้มีผลผลิตลูกต า
่
ระยะผสมพันธุ์ของโคสาวควรนานเพียง 8
้
็
สัปดาห์หรือนอยกว่า ควรผสมโคสาวให้ติดในการเปนสัด
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 110
้
้
่
่
ครั้งแรกให้มากทีสุด ตรวจท้องหลังฤดูผสมพันธุ์ 8 ถึง 10 สัปดาห์ ตัวทีไม่ท้องหรือผสมติดยากให้คัดออก
่
้
่
้
ระยะนีไมควรให้แมโคสาวมีนาหนักเพิ่มขึนหรือลดลง จึงควรให้อาหารแต่พอดี หากโคสาวมี
้
้
่
่
้
่
นาหนักเพิ่มขึนมากก็สามารถเพิ่มจ านวนแมโคในแปลงหญ้าได้อีก แต่ส าหรับแมโคทีเคยให้ลูกมาแล้วถ้า
้
้
้
ให้มีนาหนักเพิ่มขึนในระยะจากคลอดลูกถึงตลอดฤดูผสมพันธุ์จะท าให้มีอัตราการตั้งท้องสูงขึน
่
้
หากผสมโดยใช้พ่อพันธุ์ควรคัดเลือกโคสาวทีจะผสมให้เข้าฝูงผสมและเลียงในแปลงหญ้าหรือ
เลียงด้วยอาหารคุณภาพดีก่อนประมาณ 4 ถึง 6 สัปดาห์ก่อนนาพ่อพันธุ์เข้าคุมฝูง พ่อพันธุ์ทีใช้ควรมี
่
้
ประสิทธิภาพการผสมพันธุ์สูง
ระยะตั้งท้อง
้
่
่
อัตราการเพิ่มนาหนักตลอดระยะเวลาตั้งท้องของแมโคสาวไมควรเกิน 0.5 กก.ต่อวัน นอกจาก
่
่
่
ในช่วงท้ายของการตั้งท้องสามารถปล่อยให้เติบโตได้เต็มที เพราะหากจ ากัดนาหนักเพือให้ลูกโคทีจะเกิด
้
มีนาหนักนอยก็ไมมีผลในการลดการคลอดยาก แต่ถ้าแมโคสาวมีนาหนักลดลงในช่วงนีจะท าให้มีปญหา
่
่
้
้
้
้
ั
ในการคลอดยากเนืองจากการไม่เจริญเติบโตของกระดูกเชิงกรานและการอ่อนแอเมื่อคลอด การคัดเลือก
่
โคสาวทีมีกระดูกเชิงกรานใหญ่สามารถช่วยลดอัตราการคลอดยากได้ ก่อนคลอด 2 ถึง 3 เดือนควรแยก
่
้
เลียงและคอยดูแลให้ดีตลอดระยะการคลอดและผสมพันธุ์
การคลอดของแมโคสาว
่
ั
้
ในระหว่างการคลอดหากแม่โคสาวถูกรบกวนอาจมีปญหาในการคลอด ควรดูแลห่างๆอย่างนอย
่
้
่
่
วันละสองครั้ง หรืออาจใช้กล้องส่องทางไกลส่องดู การเลียงโคทีใกล้คลอดไว้ในแปลงทีอยูใกล้จะช่วยให้
่
้
ั
การสังเกตได้สะดวกขึน แปลงควรอยู่ใกล้คอกด้วยหากมีปญหาจะได้นาเข้าคอกเพือช่วยเหลือได้ง่าย
้
่
โคสาวทีคลอดลูกตัวแรกที่อายุ 2 ปประมาณเกือบร้อยละ 50 อาจต้องช่วยคลอด หากถุงนาคร า
่
ี
แตกแล้ว 2 ชั่วโมงลูกยังไม่คลอดออกมาควรให้การช่วยเหลือ ถ้าลูกโคคลอดเอาขาหลังออกหรือคลอดผิด
่
ท่าควรให้ความช่วยเหลือทันที ถ้าลูกโคคลอดท่าปกติแต่แมอ่อนแอหรือเหนือยอ่อนก็ควรให้ความ
่
ช่วยเหลือเช่นเดียวกัน แต่หากแมโคยังแข็งแรงดีอยูอาจรออีก
่
่
ประมาณครึงชั่วโมง ถ้ายังไม่คลอดจึงควรให้การช่วยเหลือ
่
โคสาวทีต้องช่วยคลอดปกติจะทิงลูก จึงควรขังแม่และ
้
่
ลูกไว้ในคอกเดียวกัน ไม่ควรเอาเข้าฝูงจนกว่าแม่จะยอมให้ลูก
่
ดูดนม บางทีอาจจ าเปนต้องขังแมไว้ในซองและบังคับให้ยอม
็
่
ให้ลูกดูดนมประมาณ 2-3 วัน โคสาวทีลูกตายหรือแท้งลูกควร
คัดออก เพราะโคทีไม่ให้ลูกไม่คุ้มค่าทีจะเลียงไว้ต่อไป
่
้
่
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 111
้
้
การดูแลหลังคลอด
แม่โคสาวทีคลอดลูกแล้วส่วนใหญ่จะมีปญหาในการกลับเปนสัด หากใช้ฤดูผสมพันธุ์ วิธีทีช่วยให้
่
็
ั
่
โคสาวกลับเปนสัดเร็วท าได้โดยผสมโคสาวครั้งแรกก่อนแม่โค 2 ถึง 4 สัปดาห์และแยกโคสาวท้องก่อน
็
้
คลอด 2 ถึง 3 เดือนเลียงดูให้ดี อีกวิธีหนึงคือแยกลูกโคทีอายุ 30 ถึง 90 วันเพือลดความเครียดของแม่โค
่
่
่
่
้
โดยเฉพาะแม่โคทีมีปญหาในการคลอด แต่ค่าใช้จายในการเลียงลูกโคค่อนข้างสูง ควรใช้เมื่ออาหารขาด
ั
่
่
่
ั
แคลนหรือกับแม่โคทีมีปญหาจริงๆเท่านั้น หรืออีกวิธีหนึงโดยแยกลูกโคออกแล้วปล่อยให้ดูดนมแม่เพียง
วันละครั้ง จะท าให้แม่โคสาวกลับเปนสัดเร็วขึนโดยไมมีผลเสียต่อนาหนักหย่านมและสุขภาพลูกโค เมื่อ
็
่
้
้
้
่
้
่
่
้
ลูกโคตัวแรกหย่านม คัดโคสาวทีให้ลูกมีนาหนักดีไว้เนืองจากแสดงว่าแม่โคให้นานมดี แม่โคทีให้นานมดี
ี
ี
้
ในปแรกจะให้นานมดีในปต่อๆไปด้วย ทั้งนีดูลักษณะอื่นด้วย เช่น การผสมติดเร็ว
้
โคสาวที่ให้ลูกตัวแรกต้องการอาหารและการดูแลที่ดี ในปถัดไปควรนาพ่อพันธุ์เข้าผสมก่อนฝูง
ี
่
็
ใหญ่ประมาณ 1 เดือนเพื่อกระตุ้นแมโคทีตกไข่ช้าให้เปนสัด แล้วจึงนาเข้าร่วมกับฝูงใหญ่ในฤดูผสมปกติ
่
ในปถัดไป โคทีไม่ท้องอีกควรคัดออกไม่ใช้เปนแม่พันธุ์ในฝูงต่อไป อาจผสมซ ้าหรือปล่อยให้เลี้ยงลูกก่อน
่
็
ี
ขาย
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 112
้ ้
การเลียงโคพ่อพันธุ
้
์
การให้อาหาร
การพัฒนาของระบบสืบพันธุ์ของโคเพศผู้เริ่มจากอายุ 9 เดือนถึง 15 เดือน การขาดอาหารช่วง
ใดช่วงหนึงจะมีผลในการลดประสิทธิภาพการสืบพันธุ์ของพ่อโค
่
พ่อโคจะเจริญเติบโตเต็มวัยเมื่ออายุ 4-5 ป แต่อัตราการเจริญเติบโตจะสูงทีสุดระหว่าง 2 ปแรก
ี
่
ี
พ่อโคหนมจึงต้องการอาหารคุณภาพดีและอาจต้องให้อาหารเสริมขึนอยู่กับคุณภาพของหญ้า แต่พ่อโคที ่
้
ุ่
โตเต็มวัยก็ยังต้องการอาหารมากกว่าแม่โคระยะต่างๆ
แปลงหญ้าพ่อโคควรมีคุณภาพดีแม้ว่าพ่อโคจะไม่อยู่ในช่วงใช้ผสมพันธุ์ ไม่ควรคิดว่าจะเลียงดู
้
พ่อโคอย่างดีเฉพาะตอนใช้ผสมพันธุ์เท่านั้น การให้อาหารข้นท าให้พ่อโคเชื่องและควบคุมง่าย แต่ไม่ควร
ให้อาหารข้นเกินร้อยละ 1.5 ของนาหนักตัวเปนระยะเวลานาน จะท าให้พ่อโคอ้วน
็
้
การคัดเลือกโคเปนพ่อพันธุ
็
์
ลูกโคผ้กอนหย่านม
ู
่
่
ลักษณะส าคัญทีควรใช้คัดเลือกลูกโคผู้ไว้ใช้
เปนพ่อพันธุ์ได้แก่อัตราการเจริญเติบโต ลูกโคควร
็
ได้รับการเปรียบเทียบอย่างยุติธรรมภายใต้การเลียงดู
้
ในสภาพใกล้เคียงกัน ไม่ควรเลือกลูกโคตัวทีแม่ตาย
่
และถูกนามาแยกเลียงต่างหาก
้
หลังหย่านมจนถึงโตเต็มวัย
ลูกโคควรโตอย่างสม าเสมอทีอัตรา 1 กก./ตัว/วัน แต่ไม่ควรให้โคอ้วน
่
่
่
์
่
่
พ่อโคต้องมีโครงรางทีสมบูรณ ได้แก่ส่วน ขา เท้า ขากรรไกร และ ตาโครงร่างทีผิดปกติมีผลต่อ
่
้
่
การเคลือนไหวของพ่อโคในการแทะเล็มหญ้าและการขึนทับ ลักษณะของขาและข้อเท้าทีผิดปกติสามารถ
ถ่ายทอดไปยังลูกได้ถึงร้อยละ 59 ดังนั้นแม้โคจะมีลักษณะอืนๆดีก็ควรคัดออกหรือไมซื้อมาใช้ในฝูง เท้า
่
่
ทีบิดหรือมีกีบโค้งงอจะให้เกิดปญหาเกียวกับข้อขาต่อไป
ั
่
่
ลักษณะของอัณฑะ
่
ระบบอวัยวะสืบพันธุ์ของตัวผู้มีลักษณะทีจะสอดใส่เข้าไปในอวัยวะสืบพันธุ์ของตัวเมียเพือปล่อย
่
่
้
นาเชือขณะผสมพันธุ์ นาอสุจิ(semen)ของพ่อโคประกอบด้วย 2 ส่วนคือ (1) ตัวอสุจิ(sperm)ซึงถูกผลิต
้
้
โดยอัณฑะ(testes) และ (2) ส่วนทีเปนของเหลว(semen plasma)ซึงหลั่งมาจากท่อเซมินิเฟอรัส
็
่
่
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 113
้ ้
้
(seminiferous tubules) อีพิดิไดมิส(epididymis) ท่อนานาเชื้อ(vas deferens) เซมินัล เวซิเคิล(seminal
vesicles) ต่อมลูกหมาก(prostrate gland) และต่อมคาวเปอร์( Cowper’s glands)
ทีมา : Bertram 2003
่
ทีมา : Ensminger 1991
่
รูปรางของลูกอัณฑะโคแตกต่างกัน ลูกอัณฑะของโคซีบูจะยาวและแคบกว่าโคยุโรป บางตัวอาจ
่
้
มีขั้วอัณฑะบิดเล็กนอยและทั้ง 2 ลูกอาจแยกกันไม่ชัดเจน ลักษณะดังกล่าวไม่มีความผิดปกติในการผลิต
่
้
่
นาเชือ แต่อาจเปนข้อติของผู้ซือ ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่ารูปรางของลูกอัณฑะมีความสัมพันธ์กับรูปรางเต้า
็
้
้
นมของลูกโคเพศเมีย
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 114
้ ้
ี
อัณฑะโคซบู อัณฑะโคยุโรป ขั้วอัณฑะบิด ลูกอัณฑะแยกกันไม่ชัดเจน
ทีมา : Bertram 2003
่
้
อัณฑะผิดปกติ เช่น มีขนาดเล็กเกินไปหดสั้นติดล าตัว ควรมีการรีดนาเชือไปตรวจก่อนใช้งาน
้
่
่
เพราะขนาดอัณฑะทีเล็กอาจมีผลต่อคุณภาพนาเชือและการผสมติด อาจเนืองจากการอยู่แนบกับล าตัว
้
้
้
ท าให้อุณหภูมิลูกอัณฑะสูงผิดปกติ แต่หากช่วงมีอากาศหนาวลูกอัณฑะอาจหดขึนมาได้ ไม่ถือว่าผิดปกติ
ั
อัณฑะทีมีคอหรือขั้วยาวมากเกินไปจนลงมาถึงข้อเข่าอาจมีปญหาในการเกิดเปนแผลจากการถูกบาดได้
่
็
ง่ายเมื่อปล่อยแปลง ลูกอัณฑะข้างหนึงเล็กเกินไป(unilateral hypoplasia) และไส้เลื่อนลงลูกอัณฑะ
่
(scrotal hernias) ก็เปนลักษณะผิดปกติ ลักษณะเหล่านีถ่ายทอดทางพันธุกรรมไปสู่ลูกหลานได้
้
็
ึ่
้
อัณฑะหดสั้น อัณฑะหอยยาวเกินไป ลูกอัณฑะข้างหนงเล็ก ไสเลื่อนลงอัณฑะ
้
่
ทีมา : Bertram 2003
ความยืดหย่นของลูกอัณฑะ
ุ
่
่
นอกจากดูรูปร่างของอัณฑะแล้ว ควรจับคล าดูด้วย คล าทีขั้วอัณฑะซึงควรแคบกว่าส่วนลูก
่
อัณฑะ หากมีไขมันมากแสดงว่าพ่อโคอ้วนเกินไป ดูว่าเปนไส้เลือนหรือไม และเส้นเลือดอาจบวมช า
้
็
่
ขยายใหญ่(Pampiniform plexus)
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 115
้ ้
ื
่
เครองมือโทโนมิเตอร์(Tonometer) การใช้มือบีบ
ความยืดหยุ่นอาจวัดด้วยเครืองมือโทโนมิเตอร์(Tonometer) หรือใช้มือบีบลูกอัณฑะแต่ละข้าง
่
แล้วดูการคืนตัวของเนือเยื่อเมื่อกลับสู่สภาพเดิม ความยืดหยุ่นจ าแนกเปนคะแนนได้ดังนี ้
้
็
คะแนน ลักษณะ
1 แข็งมาก
2 แข็ง
3 ปานกลาง
4 อ่อน
5 อ่อนมาก
พ่อพันธุ์ทีมีคะแนน 2 ถึง 3 จะสามารถผลิตนาเชือคุณภาพดี คะแนน 4 ถึึง 5 จะผลิตนาเชือ
้
่
้
้
้
้
คุณภาพต าควรคัดออกหรือควรตรวจดูนาเชือประกอบ คะแนน 1 ซึงแข็งมากอาจเนืองมาจากความ
่
่
้
่
ผิดปกติของเนือเยื่อ ควรคัดออกหรือตรวจดูนาเชือประกอบ
้
้
้
ท่อนานาเชื้อ(epididymis)มีหนาทีนานาเชื้อจากลูกอัณฑะ มีลักษณะยาวและบิดเปนเกลียว ส่วน
่
้
้
็
้
่
”หัวท่อ(head of the Epididymis)”จะอยูด้านบน ส่วน”ปลายท่อ(Tail of Epididymis)”จะอยูด้านล่างของ
่
่
ลูกอัณฑะ ส่วนปลายทอเปนทีเก็บตัวอสุจิก่อนทีจะถูกปล่อยออกไป ใช้มือคล าดูทั้งสองส่วน ถ้ามีลักษณะ
่
็
่
่
แข็งและขยายใหญ่แสดงว่าผิดปกติ อาจเนืองมาจากการติดเชือหรืออืนๆซึงจะไปขัดขวางตัวอสุจิไมให้
่
้
่
่
เคลื่อนออกมาได้ ควรคัดพ่อโคทิง
้
เส้นรอบอัณฑะ
้
่
้
โคทีมีขนาดของลูกอัณฑะใหญ่จะผลิตนาเชือได้มาก ท าให้มีโอกาสผสมติดได้ดี ลักษณะนี ้
่
่
ถ่ายทอดไปยังลูกได้ ลูกทีเกิดจากพ่อพันธุ์ทีมีลูกอัณฑะใหญ่จะผสมพันธุ์ได้เร็วกว่าลูกทีเกิดจากพ่อพันธุ์ที ่
่
มีลูกอัณฑะเล็ก
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 116
้ ้
่
ทีมา : Bertram 2003
ขนาดของลูกอัณฑะวัดจากความยาวของเส้นรอบลูกอัณฑะ โดยใช้อุ้งมือข้างหนึงก าทีขั้วอัณฑะ
่
่
่
่
และบีบไล่ให้ลูกอัณฑะทั้งสองข้างมาอยูตอนปลายสุด ใช้สายเทปวัด ไมควรใช้มือบีบระหว่างขั้วอัณฑะ
่
เพราะจะท าให้ลูกอัณฑะแยกออก ค่าทีได้จะผิดไป ความยาวเส้นรอบอัณฑะเฉลียของโคตามตารางที ่
่
30, 31 และ 32 พ่อโคทีโตเต็มทีจะมีความยาวระหว่าง 35 ถึง 37 ซม.
่
่
ี่
ตารางท 30 ความยาวเส้นรอบอัณฑะเฉลียของพ่อโคพันธุ์ต่างๆ (หนวย = มม.)
่
่
พันธุ์ อายุ (เดือน)
้
นอยกว่า 14 14-17 17-20 20-23 23-26 26-30 30-36 มากกว่า 36
แองกัส 348 359 366 369 367 363 366 382
ชาโรเลส์ 326 354 345 349 346 362 371 381
เฮียร์ฟอร์ด(ฮอร์น) 330 322 341 362 334 338 352 340
เฮียร์ฟอร์ด(โพล) 348 342 349 349 348 350 356 364
ซิมเมนทาล 334 365 - - 360 - - 372
ลิมูซ่า 306 317 320 339 - - - 355
ซานต้าเกอทรูดิส 340 353 355 367 365 364 383 405
บราห์มัน 219 274 294 314 317 335 347 367
ทีมา : Troxel; T.R. “Breeding Soundness of Bulls” Texas Agri. Extension Service. No. L-2155.
่
่
ตารางท 31 ความยาวเส้นรอบอัณฑะขั้นต าของโคยุโรป
ี่
อายุ (เดือน) ความยาวเสนรอบอัณฑะอย่างนอย (ซม.)
้
้
12 -14 28
14 - 16 30
16 -18 31
18 - 20 32
20 - 24 33
24 ขึนไป 34
้
่
ทีมา : Bertram 2003
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 117
้ ้
ี่
ตารางท 32 ความยาวเส้นรอบอัณฑะขั้นต าของโคบราห์มัน
่
้
อายุ (เดือน) ความยาวเสนรอบอัณฑะอย่างนอย (ซม.)
้
เล้ยงแบบขุนทเท็กซัส เล้ยงแบบปล่อยแปลงทควีนส์แลนด์ ออสเตรเลย
ี่
ี
ี่
ี
ี
12 18
14 22 20
14 -17 27 23
17 - 20 29 24
20 - 23 31 25
23 - 26 32 28
26 - 30 34 30
30 - 36 35 32
้
36 ขึนไป 37 34
ทีมา : Morris D. Teaxas A&M และ Widens et.al., Swan’s Lagoon, Queensland อ้างโดย Bertram 2003
่
การตรวจหนังหุ้มลึงค์ด้านหน้า ลึงค์ หนังหุ้มลึงค์ และสะดือ
้
้
หนังหุ้มลึงค์ด้านหนา(sheath)คือส่วนตั้งแต่แนวสะดือมาทางด้านหนา สายสะดือ(umbilical cord
naval umbilicus)จะเปนแนวตั้งอยู่ตรงกลาง และลึงค์(penis)จะอยู่ส่วนหลัง หนังติดลึงค์ด้านหนา
็
้
(rosette)ในโคซีบูอาจพับไปมา ส่วนหนังหุ้มลึงค์(pepuce)จะห่อหุ้มลึงค์ไปเชื่อมติดกับส่วนท้อง
แนวของหนังหุ้มด้านหนาลึงค์และสายสะดือ
้
็
อาจให้เปนคะแนน เช่น คะแนน 2 คือห้อยหย่อนยาน
มาก คะแนน 6 เปนลักษณะที่ดีคือท ามม 45 องศากับ
็
ุ
ล าตัว และคะแนน 9 มีลักษณะแบนติดกับล าตัว ความ
ยาว(sheath dept)และคะแนนของหนังหุ้มลึงค์ตาม
ตารางที 33
่
้
ท ามุมพอด ี หอยหย่อนเกินไป
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 118
้ ้
ี่
ตารางท 33 ความยาว(sheath dept)และคะแนนของหนังหุ้มลึงค์
้
ั
ั
พันธุ์ อายุ (ป ี) นาหนก (กก.) ความยาวหนง (มม.) คะแนน
บราห์มัน 2 441 200 4.7
3 480 172 5.1
ซานต้าเกอร์ทรูดิส 2 586 206 4.6
3 788 217 4.6
ลูกผสมบราห์มัน 62.5% 4 580 142 6.5
ทีมา : Bertram 2003
่
หนงหุมลึงค์ทผิดปกติ
ี
่
้
ั
ลึงค์ไม่มีรูเป ิ ด(stenosis) ปลายลึงค์เปนหูด(warts) เลือดคั่งติดกับขั้วอัณฑะ
็
(penial haematoma)
คุณภาพน ้าเชือ
้
้
้
้
้
การเก็บนาเชือท าได้หลาย เช่น ใช้มือล้วงนวดทางทวารหนักให้โคปล่อยนาเชือ(rectal
massage) ใช้เครืองมือไฟฟากระตุ้น(electroejeculation) แต่วิธีทีเหมาะสมทีสุดโดยให้พ่อโคขึนแมโค
่
้
่
่
่
้
หรือหุ่นตัวล่อ(dummy)แล้วใช้กระบอกอวัยวะเพศเมียเทียม(artificial vagina)รีดเก็บนาเชือ
้
้
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 119
้ ้
ี
ี
อวัยวะเพศเมียเทยมและการรดน ้ำเช้อ
ื
่
้
ื
ี
ื
่
หุนตัวล่อ ตรวจดูนาเช้อ อสุจิเมือย้อมสเรองแสง
ุ
่
้
่
้
์
้
้
้
นานาเชือที่รีดได้ไปตรวจดูด้วยกล้องจลทรรศน ดูปริมาณนาเชือ (ซึงขึนอยูกับ อายุ ขนาด และ
้
้
่
พันธุ์) สีของนาเชื้อ (ซึ่งควรจะเปนสีขาวขุ่นคล้ายนานม ไม่มีเลือดหรือสิ่งเจือปน ) และจ านวนตัวอสุจิทีมี
็
ชีวิต
ลักษณะอสุจิทผิดปกติ
่
ี
ทีมา ปาริฉัตร 2544
่
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 120
้ ้
ประสิทธภาพการขึนผสม (Serving Capacity)
ิ
้
ในออสเตรเลียได้ก าหนดวิธีวัดประสิทธิภาพการขึนผสมของพ่อโคโดยนับจ านวนครั้งทีพ่อโคขึน
่
้
้
ผสมแม่โคได้ส าเร็จภายใน 20 หรือ 40 นาที ไม่ใช่ดูแต่เฉพาะการขึนทับเท่านั้น
้
พ่อโคทีมีประสิทธิภาพการขึนผสมสูงจะท าให้อัตราการตั้งท้องของแมโคสาวเมือเปนสัดครั้งแรก
้
่
่
็
่
มากกว่าพ่อโคที่มีประสิทธิภาพต าถึง 40 % และถ้าใช้พ่อโคที่มีประสิทธิภาพปานกลางจะดีกว่าพ่อโคที่มี
่
ประสิทธิภาพต า 20 %
่
้
ตารางท 34 ผลของประสิทธิภาพการขึนผสมทีมีต่อการผสมพันธุ์
ี่
่
้
้
้
็
ประสิทธิภาพการขึนผสม % แม่โคทองเมื่อเปนสัดครั้งแรก % การใหลูก
( ครั้ง/40 นาที) (ฤดูการผสมพันธุ์ 10 สัปดาห์)
0, 1 หรือ 2 (ต า) 4 - 40 4 - 67
่
3, 4, 5 (ปานกลาง) 55 - 65 89 - 93
6-10 (สูง) 62 - 78 90 - 100
ทีมา : “Bulls for Breeding” Dept. of Victoria; Australia. Agnote No. 1757/81
่
ในระหว่างการทดสอบควรสังเกตความผิดปกติของลึงค์ด้วย เช่น ลึงค์คดหรือไม่
การตัดแต่งกีบ
พ่อพันธุ์ทีเลียงขังคอกนานๆ โดยเฉพาะพ่อทีมีอายุมากอาจมีปญหากีบผิดปกติ ท าให้สุขภาพไม ่
ั
่
่
้
้
ดี ไม่อยากขึนผสมพันธุ์ สามารถสังเกตได้จากการเดินผิดปกติของโค
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 121
้ ้
ี
ี
้
้
ึ
ี
้
ข้อเทาและกบปกติด ข้อเทาไม่แข็งแรง หักมุมมากไป ข้อเทาตรงเกินไป กบสกมาก
ี
่
เครื่องมือแตงกบ
ื
้
ี่
เนองอกทซอกกบ
ี
่
ี
กบไม่เทากัน และโค้งมากไป
อายของพ่อพันธุ ์
ุ
่
์
พ่อโคสายพันธุ์อังกฤษทีสมบูรณดีอาจเริ่มใช้ผสมได้ตั้งแต่อายุ 15 เดือน พันธุ์ยุโรปขนาดใหญ่
อื่นๆอาจเริ่มใช้ได้เมื่ออายุมากกว่านี ้
มากกว่าร้อยละ 35 ของพ่อโคทีอายุ 5 ปขึนไปจะมีอัตราการผสมแม่โคให้ติดได้นอยลงซึงเปนสิ่ง
็
้
่
้
ี
่
่
ทีเราไม่สามารถมองเห็นได้ ดังนั้นจึงควรประเมินการผสมติดของพ่อให้ดีแล้วคัดออก หรืออาจคัดพ่อโค
อายุ 5 ปขึนไปออกให้หมด ใช้พ่อโคหนมแทน ถ้าพ่อพันธุ์ทีผสมพันธุ์ได้ดีแล้วเมื่ออายุ 2 ป เมื่ออายุ 2 ถึง
ี
้
ุ่
่
ี
ี
3 ปจะมีจ านวนนอยกว่าร้อยละ 10 ทีผสมพันธุ์ไม่ดีเนืองจากมีปญหาลึงค์ผิดปกติ จึงควรสังเกตเวลาพ่อ
่
่
้
ั
พันธุ์ขึนผสมด้วย
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 122
้ ้
การคัดพ่อโคอายุเกิน 5 ปออกมีข้อดีอีกคือ ในฝูงทีใช้พ่อโคหลายตัวคุมฝูงพ่อโคอายุมากจะข่ม
่
ี
ุ่
ุ่
ั
พ่อโคหนมไม่ให้ขึนผสม ลดปญหาโรคติดต่อทางอวัยวะสืบพันธุ์ และพ่อโคหนมย่อมมีอัตราพันธุกรรม
้
ดีกว่าจึงให้ความก้าวหนาในการปรับปรุงพันธุ์เร็วกว่า
้
การใช้พ่อโคหนมมีข้อดีคือลดค่าใช้จายในการเลียงดูพ่อโค และเพิ่มอัตราความก้าวหนาในการ
้
่
้
ุ่
่
ปรับปรุงพันธุ์เนืองจากระยะระหว่างชั่วอายุ (Generation Interval )ลดลง
การเตรียมพ่อพันธุ์กอนผสม
่
่
ก่อนเริ่มฤดูผสมพันธุ์พ่อพันธุ์ต้องพร้อมทีจะผสมและมีขนาดรูปร่างปานกลาง ตัวอสุจิจะถูกผลิต
่
ประมาณ 8 สัปดาห์ก่อนทีจะถูกหลั่งออกมา ดังนั้นพ่อโคจะต้องได้รับอาหารดีตั้งแต่ก่อนทีจะเริ่มผสม พ่อ
่
้
่
้
่
โคทีอ้วนอาจไม่สนใจทีจะขึนผสม เคลื่อนไหวได้ช้า เมื่อขึนทับอาจเลิกทับเร็ว และมีไขมันทีอัณฑะมากท า
่
่
ให้อุณหภูมิภายในลูกอัณฑะสูงกว่าปกติ มีผลเสียต่อการผลิตตัวอสุจิ ไมควรขังพ่อโคในคอกแคบๆเปน
็
ระยะเวลานานเพราะพ่อโคต้องการการออกก าลัง พ่อโคจะต้องได้รับการฝก อาจจูงให้เดินอย่างนอย
้
ึ
สัปดาห์ละ 2 ครั้งใน 1 เดือนก่อนผสม หรือให้อาหารบนเนินเขาเพือบังคับให้พ่อโคออกก าลัง
่
่
ี
พ่อโคควรได้รับการก าจัดพยาธิทั้งภายนอกและภายในอย่างสม าเสมอตลอดทั้งป โดยเฉพาะเหา
การตรวจดูเหาให้นาโคเข้าซองแล้วตรวจดูทีบริเวณตา หู คอ ยอดอก และโคนหาง
่
์
พ่อพันธุ์ต้องพร้อมและสามารถทีจะขึนทับได้ ให้ตรวจดูความสมบูรณของขา ข้อเท้า ลึงค์ และ
้
่
่
ี
อัณฑะ หากผิดปกติจะมีผลต่อการผสมติด ปกติพ่อพันธุ์ทีสามารถผสมได้ดีเมื่ออายุ 2 ปจะสามารถผสม
ได้ดีจนถึงอายุ 5 ป แต่มีบางตัวอาจใช้ผสมไม่ได้ก่อนอายุน จึงควรตรวจดูลักษณะเหล่านีทุกป ี
ี
้
ี
้
การใช้พ่อพันธุในการผสม
์
่
พ่อโคทีสามารถผสมพันธุ์ได้ดีอาจใช้คุมฝูงแม่โคได้อย่างนอย 40 แม่โดยให้ลูกได้ถึงร้อยละ 90
้
็
หรือมากกว่าในฤดูผสมพันธุ์นาน 10 สัปดาห์ ซึงเปนผลจากการศึกษาในออสเตรเลียโดยใช้พ่อโคอายุและ
่
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 123
้ ้
้
่
พันธุ์ต่างๆ 30 ตัว ผสมในแปลงหญ้าไม่เกิน 875 ไร่ ถ้าผสมในแปลงหญ้าทีกว้างกว่านีหรือใช้พ่อพันธุ์
็
อายุ 1 ปอาจจ าเปนต้องเพิ่มจ านวนพ่อโค
ี
หากใช้พ่อโคหลายตัวคุมในฝูงเดียวกันควรใช้พ่อโคทีอายุใกล้เคียงกัน เพราะพ่อโคอายุมากจะ
่
้
็
่
็
่
็
คอยไล่โคอายุนอยไม่ให้เข้าใกล้แม่โคทีเปนสัด มีผลท าให้ลูกโคทีได้จะเปนลูกของพ่อโคอายุมากเปนส่วน
ใหญ่ และระยะการตกลูกของแม่โคจะห่างขึน
้
การผสมโดยใช้พ่อหลายตัวคุมฝูงจะท าให้พ่อโคกระตือรือร้นและแย่งกันผสมได้ดีกว่าการใช้พ่อ
่
โคตัวเดียว แม่โคจะได้รับการผสมถีขึนและติดลูกได้เร็วกว่า แต่ปญหาก็คือพ่อโคอาจได้รับบาดเจ็บ
ั
้
โดยเฉพาะเมื่อนาพ่อโคจากทีอื่นมาผสมรวมกันในฝูงหรือเมื่อพ่อโคมีอายุต่างกัน แต่ถ้าเปนพ่อโคอายุรน
็
่
ุ่
เดียวกันและเคยอยู่ฝูงเดียวกันมาก่อน ปญหานีจะนอยลง
้
ั
้
ถ้าพ่อโคไมเคยผ่านการทดสอบหรือการผสมมาก่อนและใช้พ่อโคคุมฝูงละตัว ทางทีดีควร
่
่
หมุนเวียนใช้พ่อโคเหล่านีไปคุมแม่โคฝูงต่างๆทุกๆ 3 สัปดาห์
้
ในระยะเวลาผสมพันธุ์ควรตรวจสอบพ่อโคบ่อยๆโดยเฉพาะพ่อโคหนม พ่อโคอายุ 2 ปมีโอกาส
ุ่
ี
่
ั
ได้รับบาดเจ็บทีลึงค์ในการผสมฤดูแรก จึงควรตรวจดูสัปดาห์ละ 3 ครั้ง พ่อโคที่ลึงค์มีปญหาอาจต้องคัด
ออก เพราะถึงแม้แผลจะหายแต่จะมีการสร้างพังผืดระหว่างลึงค์และหนังหุ้มลึงค์ ท าให้ลึงค์เบียงเบนไป
่
่
ี
เมือขึนผสมซึงจะลดความสามารถในการผสมของพ่อโคลง ถ้าใช้พ่อโคเมืออายุปแรกควรใช้พ่อหลายตัว
้
่
่
คุมฝูงเดียวกันในอัตราตัวละไม่เกิน 30 แม่
จ านวนพ่อโคทใช้
่
ี
้
่
่
ในฝูงทีผสมพันธุ์โดยใช้พ่อโคทีเกิดในฝูงตลอด อัตราการผสมเลือดชิดในฝูงจะเพิ่มขึนตามตาราง
่
ที 35 อัตราการเพิ่มของเลือดชิดไมควรเกินร้อยละ 1 ต่อชั่วอายุ ผลของอัตราเลือดชิดทีสูงจะท าให้
่
่
ลักษณะการให้ลูกลดลง
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 124
้ ้
ี่
ตารางท 35 อัตราการเพิ่มของเลือดชิดของฝูงขนาดต่างๆกัน
่
ี่
ี
จ านวนแม่โคทใช ้ จ านวนพ่อพันธุ์ทใช ้ จ านวนปทใชพ่อ จ านวนลูกหย่านม %เพิมของอัตรา
ี่
้
ี่
1/
ผสมทั้งหมด(ตัว) แตละป(ตัว) ผสม(ป ี) ตอพ่อ 1 ตัว (ตัว) เลือดชิดใน10ป ี
2/
่
่
ี
20 1 2 32 12.4
2 2 16 6.9
3 24 8.8
50 1 2 80 11.6
2 2 40 6.1
3 60 8.0
80 2 2 64 5.9
3 96 7.8
3 2 43 4.0
3 64 5.3
4 2 32 3.1
100 2 2 80 5.8
3 120 7.8
3 2 53 4.0
4 1 20 1.8
2 40 3.0
3 60 4.0
1/ จ านวนลูกโคหย่านมคิดที 80 % ของแม่โคทีผสม 2/ คิดจากเริ่มใช้พ่อพันธุ์เมื่ออายุ 2 ป แม่โคอายุเฉลีย 6 ป และพ่อ
่
่
ี
่
ี
โคแต่ละตัวมี โอกาสได้ผสมพันธุ์เท่ากัน มิฉะนั้น % เพิ่มจะสูงกว่านี ้
ทีมา : จาก Moris C.A. 1982 “Number of Sire for Beef Breeding Herds” Dept. of Agriculture ; Victoria;
่
Australia. Agnote order No. 2002182
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 125
้ ้
การจัดการเกียวกับการผสมเทียม
่
้
้
่
การผสมพันธุ์โคเนือส่วนใหญ่จะใช้ผสมโดยใช้พ่อพันธุ์ แต่ส าหรับฟาร์มทีต้องการความก้าวหนา
่
้
้
ในการปรับปรุงพันธุ์เร็วโดยใช้นาเชือพันธุ์จากต่างประเทศหรือพ่อพันธุ์ชั้นเยียมจากฟาร์มอืน หรือหาก
่
ต้องการผสมข้ามพันธุ์กับพันธุ์ต่างประเทศซึงไม่สามารถเลียงโคพ่อพันธุ์ได้ การผสมเทียมจะช่วยให้บรรลุ
้
่
วัตถุประสงค์ดังกล่าวได้
ข้อดีของการผสมเทียม
้
้
1)ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการซือและเลียงโคพ่อพันธุ์
่
2)ในกรณีฟาร์มปรับปรุงพันธุ์ทีต้องใช้พ่อพันธุ์คุมฝูงละตัว ต้องแบ่งแปลงหญ้าตามจ านวนฝูง
็
ดังกล่าว แต่ถ้าใช้ผสมเทียมไม่จ าเปนต้องแบ่งแปลงมากขนาดนั้น
3) สามารถเก็บสถิติในการผสมและรู้ก าหนดวันคลอดทีค่อนข้างแนนอน
่
่
้
้
่
4) สามารถใช้นาเชือโคพันธุ์ดีจากทีต่างๆได้สะดวก ท าให้ความก้าวหนาในการปรับปรุงพันธุ์
้
เร็วขึน
้
็
้
่
5) ถ้าใช้ควบคู่กับฮอร์โมนควบคุมการเปนสัด จะท าให้การจัดการเกียวกับการผสมสะดวกขึน
ข้อเสียของการผสมเทียม
็
1) ต้องใช้แรงงานสังเกตการเปนสัดหรือใช้โคตรวจจับการเปนสัด
็
่
2) ต้องใช้คอกและอุปกรณในการผสมเทียม เสียเวลาต้อนแยกโคไปผสมในขณะทีมีลูกติดแม่
์
โคอยู ่
3) แปลงเลียงควรใกล้บริเวณผสมเทียม มิฉะนั้นจะเสียเวลาต้อนโคจากแปลงทีไกล
่
้
ึ
4) เสียค่าใช้จายในการจ้างคนผสมหรือฝกอบรมคนผสมเทียมของฟาร์มเอง
่
้
็
5) อัตราการผสมติดขึนอยู่กับความสามารถในการตรวจจับการเปนสัดและความช านาญของ
คนผสม
้
่
6) เสียค่าใช้จายในการซือนาเชือ
้
้
ถังบรรจุนาเช้อ
ื
้
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 126
้ ้
ื
้
้
กอบเล็ท(goblet)หรือกระบอกเก็บนาเช้อ นาเช้อภายในถังเก็บ
ื
่
ทีมา : ปาริฉัตร 2544
้
้
ถังเก็บนาเชือมีหลายขนาด ได้แก่ ถังสต๊อกขนาดใหญ่ มีขนาดจุตั้งแต่ 100 ถึง 1,000
ลิตร เก็บรักษาไนโตรเจนเหลวได้นานนับเดือน ถังขนาดกลาง จุ 10 ถึง 50 ลิตร เก็บไนโตรเจนเหลวได้
นานหลายสัปดาห์ และถังขนาดเล็กหรือถังสนาม จุ 1.5 ถึง 5 ลิตร เก็บนาน 1 ถึง 7 วัน
ขวดใส่นาอุ่นเพื่อปรับอุณหภูมินาเชือ
้
้
้
ถุงมือพลาสติกส าหรับผู้ผสมเทียม
้
้
ถังเก็บนาเชือ ใส่ในการผสมเทียม
ขนาดเล็ก
กรรไกรตัดปลาย
หลอดนาเชือ
้
้
หลอดพลาสติกใช้สวมปนฉีดเชือ ปนฉีดเชือ(breeding gun)
้
ื
้
ื
ี่
์
ี
้
อุปกรณทใชผสมเทยมโคภาคสนาม
ซองผสมเทียม
ซองทีใช้ผสมเทียมไม่ควรเปนซองหนีบทีใช้ฉีดวัคซีน ถ่ายพยาธิ ตีเบอร์ หรือตัดเขา เพราะโคจะ
็
่
่
์
่
้
่
จ าประสบการณเหล่านีได้จึงกลัวทีจะเข้าซอง ส าหรับเกษตรกรรายย่อยเพือความสะดวกในการผสมเทียม
้
้
อย่างนอยควรจัดท าซองผสมเทียมแบบง่ายๆ(ตามภาพ)ไว้ประจ าคอกหรือภายในหมู่บ้าน เมื่อเจ้าหนาที ่
่
มาท าการผสมเทียมควรมีคนคอยช่วยอย่างนอย 2 คน แม่โคทีผสมแล้วควรกักไว้ในคอกทีมีทีร่มจะท าให้
้
่
่
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 127
้ ้
้
มีโอกาสผสมติดดีขึน ไม่ควรปล่อยให้แม่โคตากแดดหรือวิ่งไปในแปลงหญ้าหรือท้องทุ่งเพราะจะท าให้
้
้
ร่างกายแม่โคมีอุณหภูมิสูงขึนโอกาสผสมติดจะนอยลง
ในฟาร์มขนาดใหญ่ควรมีคอกผสมเทียมโดยเฉพาะ คอกผสมควรมีพืนที่หรือซองผสมพอที่จะใช้
้
ผสมแมโคร้อยละ 5 ถึง 6 ของแมโคในฝูงในเวลาเดียวกัน คอกผสมควรอยูใกล้ศูนย์กลางฟาร์ม ไม ่
่
่
่
่
็
เฉอะแฉะ ควรแบ่งเปน 2 ตอนส าหรับโคชุดผสมตอนเช้าและตอนบาย พืนทีคอกไม่ควรนอยกว่า 360 ถึง
่
้
้
450 ตารางเมตร มีหญ้าและนาพร้อม การให้อาหารข้นอาจท าให้อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นอาจมีผลให้การ
้
ผสมติดต าลง มีซองเพือแยกโคไปซองผสม
่
่
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 128
้ ้
้
ซองนาเข้าสู่ซองผสมเทียมมีความส าคัญมาก พืนควรลาดคอนกรีตหนาประมาณ 10 ถึง 15 ซม.
ถ้าเปนซองโค้งที่มีผนังทึบสูงประมาณ 61 ถึง 65 ซม.จะช่วยให้โคเดินเข้าไปได้ดีกว่าซองตรง ซองควร
็
ิ
กว้างประมาณ 55 ถึง 63 ซม. ผนังซองทั้งหมดควรสูงไม่ต ากว่า 1.80 เมตร มีเพดานปดด้านบนเมื่อไม่ให้
่
โคอยากกระโดด ซองที่ท าด้วยไม้หรือไม้อัดจะดีกว่าท าด้วยแผ่นเหล็กซึงจะท าให้เกิดเสียงดัง ซองควร
่
่
ยาวไปตามแนวเหนือไต้เพือไม่ให้ดวงอาทิตย์แยงตาโคเวลาเข้าซอง
ี่
ี
แบบซองผสมเทยมในฟาร์มทมีโค
จ านวนมาก
่
ในบางอ าเภอกรมปศุสัตว์มีหนวยผสมเทียมไว้บริการแก่เกษตรกรผู้เลียงโคกระบือโดยไมคิด
้
่
่
่
มูลค่า เขตพื้นที่ที่สามารถให้บริการได้ปกติจะอยูห่างจากหนวยผสมเทียมไมเกิน 25 กิโลเมตร แมโคที ่
่
่
่
ผสมติดยากโดยผสมเทียมแล้ว 3 ครั้งไมติด ครั้งต่อๆไปควรผสมโดยใช้พ่อพันธุ์ หากผสมหลายครั้งแล้ว
้
ไม่ติดควรคัดแม่โคขายทิงไปเสีย
การเตรียมการกอนฤดูผสมเทียม
่
่
่
่
เตรียมจัดฝูงแม่โคให้อยูในแปลงทีใกล้บริเวณผสม แยกโคสาวและแม่โคทีเคยให้ลูกแล้วอยู่คนละ
ฝูง แม่โคสาวควรได้รับการผสมก่อนประมาณ 30 วัน
่
็
ในช่วงผสมโคสาวควรตรวจการเปนสัดของแมโคให้ลูกด้วย ประมาณร้อยละ 60 ของแม่โคลูกติด
็
้
ควรกลับเปนสัดในช่วงนี และมากกว่าร้อยละ 60 ของแม่โคท้องว่างจะต้องถูกตรวจพบการเปนสัดระหว่าง
็
ั
30 วันแรกของฤดูผสม มิฉะนั้นแสดงว่ามีปญหา
่
ถ้าการจัดการดีฤดูผสมเทียมไมควรเกิน 60 วันส าหรับแมโค และ 90 วันส าหรับโคสาว ฟาร์มที ่
่
จัดการดีสามารถท าได้ 45 และ 60 วันส าหรับแม่โคและโคสาวตามล าดับ ปจจัยส าคัญคือ การให้อาหารที ่
ั
ถูกต้องและคัดโคผสมไม่ติดออกทุกป
ี
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 129
้ ้
การเตรียมการกอนการผสมเทียม
่
่
่
ิ
่
่
แมโคควรอยูในคอกหรือในแปลงทีมีประตูเปดในต าแหนงที่สะดวกต่อการนาโคมาเข้าคอกผสม
่
เทียม แม่โคควรถูกแยกไปผสมเทียมต่อเมือแสดงอาการยืนนิ่งเมือถูกขึนทับแล้วเท่านั้น หากปล่อยให้อยู ่
่
้
่
่
้
่
่
ในฝูงนานเกินไปจะถูกตัวอืนขึนทับมากอาจท าให้แมโคบาดเจ็บหรือเหนือยอ่อน มีผลท าให้ผสมติดต า
หลักการก็คือแยกแมโคออกจากฝูงอย่างนอย 3 ชั่วโมงก่อนผสม อาการแมโคเปนสัดในระยะต่างๆตาม
้
่
็
่
หัวข้อ “ภาพประกอบการตรวจจับสัด”
ในระหว่างผสมควรท าให้แม่โคมีอาการสงบ ไม่ตื่นกลัว การแยกแม่เข้าคอกผสมก่อน 3 ชั่วโมงจะ
้
ช่วยให้แมโคสงบ บริเวณผสมควรมีหลังคาและมีนาดืมอย่างเพียงพอ ถ้ามีลูกติดให้ลูกมาอยูด้วยจะท าให้
่
่
่
้
แม่โคสงบขึน การให้โคได้กินหญ้าหรือให้อาหารตามปกติภายในคอกผสมจะช่วยให้แม่โคสงบได้เร็วขึน
้
ควรแยกโคในช่วงเช้าหรือเย็นเพราะอากาศไมร้อนจัด การแยกอาจนาโคในฝูงมาหลายๆตัวแล้ว
่
็
่
ึ
่
แยกตัวทีเปนสัดออกซึงจะง่ายกว่าการต้อนเฉพาะโคเพียงหนึงหรือสองตัวมา หากเปนไปได้ควรฝกโคให้
็
่
คุ้นกับซองผสมโดยให้โคเดินผ่านซองทุกวันโดยใช้อาหารล่อ ควรฝกก่อนฤดูผสม 3 ถึง 4 สัปดาห์
ึ
็
โคที่แสดงอาการเปนสัดไม่ชัดเจนอาจจัดกลุ่มใหมให้อยูกับโคฝูงอืน การแยกแมโคออกเร็วจะท า
่
่
่
่
่
ให้โคทีใช้ตรวจจับการเปนสัดท างานนอยลง การตรวจการเปนสัดควรอยูในทีสูงกว่าโคจึงจะเห็นได้ชัด
้
็
็
่
่
้
เช่น บนราวคอก ควรตรวจการเปนสัดอย่างนอยวันละ 2 ครั้ง การตรวจยิ่งบ่อยครั้งก็ยิ่งดีแต่จะเสีย
็
่
แรงงานมากขึนหรือท าให้มีเวลาท างานอืนนอยลง ไมควรตรวจเวลาทีโคกินอาหาร และระหว่างการตรวจ
่
่
้
้
ไม่ควรมีการรบกวนโค
ระยะเวลาในการผสม
้
หากต้องใช้บริการผสมเทียมจากเจ้าหนาที่รัฐหรือเอกชนนอกฟาร์มควรใช้หลักเกณฑ์คือ “เห็น
็
็
การเปนสัดเช้าให้ผสมในช่วงบ่าย 3 ถึง 4 โมง เห็นการเปนสัดบ่ายควรผสมในช่วงเช้า 7 ถึง 8 โมง และ
็
็
เห็นการเปนสัดตอนเย็นควรผสมก่อนเที่ยงวัน” แต่หากเห็นการเปนสัดช่วงประมาณเทียงคืนถึงตี 4 ควร
่
ผสมในเช้าวันนั้น หากไม่แนใจก็ควรผสมช่วงเช้าไปก่อนดีกว่าจะไปรอผสมในตอนเย็นหรือเช้าวันรุ่งขึน
้
่
ี่
่
ตารางท 36 เวลาเหมาะสมทีสุดในการผสมเทียม
่
เวลาระหว่างทีเห็นการเปนสัดกับเมื่อเห็น เวลา(ชม.)ทีควรผสมหลังจากเห็นแม่โคยืนนิ่ง(standing heat)
็
่
่
แม่โคยืนนิ่งให้ทับ(ชม) ระหว่าง เวลาทีเหมาะทีสุด
่
3 9-17 12
6 9-14 10.5
9 9-11 10
12 8-9 8.5
15 7 7
18 5-6 5.5
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 130
้ ้
่
ช่วงเวลาทีดีทีสุดในการผสมติดคือ 12 ถึง 18 ชั่วโมงหลังจากเริ่มเปนสัด แต่เวลาทีโคเริ่มเปนสัด
็
็
่
่
้
่
เราอาจไมสังเกตเห็น ฟาร์มที่ผสมเทียมเองหรือติดต่อเจ้าหนาที่ผสมเทียมได้สะดวกก็สามารถใช้วิธีการ
่
่
ตามตารางที 36 โดยต้องรู้เวลาระหว่างที่เราสังเกตเห็นแมโคเปนสัดกับระยะที่แมโคยืนนิ่งให้ตัวอืนขึ้น
่
่
็
่
ขี(standing heat) แล้วนาช่วงเวลาดังกล่าวไปหาเวลาทีควรผสมหลังจากทีเห็นแม่โคยืนนิ่ง
่
่
บางฟาร์มใช้วิธีผสมเทียม 2 ครั้งในระยะห่างกัน 10-12 ชั่วโมง และบางฟาร์มผสมครั้งแรกเมื่อ
แม่โคเปนสัดยืนนิ่ง แล้วผสมซ ้าอีกหลังจากนั้น 12 และ/หรือ 24 ชั่วโมง
็
เจ้าหน้าทีผสมเทียม
่
็
็
ั
่
่
เปนปจจัยส าคัญอีกประการหนึงในการผสมเทียม ควรเปนผู้ทีมีความช านาญ และควรมีคนแทน
ในกรณีเกิดเหตุจ าเปนเช่นการเจ็บปวย หากฟาร์มหรือกลุ่มทีผสมเทียมเองควรคัดคนทีมีความสามารถ
่
่
็
่
และกระตือรือร้นไปฝกอบรม
ึ
คนผสมเทียมในฟาร์มหรือกลุ่มควรเปนคนเดียวกันกับผู้ทีคอยดูการเปนสัด การฝกให้เด็กหรือ
ึ
็
่
็
็
แม่บ้านทีสนใจให้สามารถผสมเทียมเปนอาจสามารถผสมเทียมได้ดีกว่าลูกจ้างทั่วไป
่
่
้
ก่อนฤดูผสม เจ้าหนาทีมือใหม่ควรได้มีโอกาสทดสอบโดยลองสอดหลอดฉีดเชือกับแม่โคหรือโค
้
้
สาวคัดทิงก่อน ควรมีคนผสมเทียมอย่างนอย 1 คนต่อแม่โคเนือ 200 ตัวในฝูง ถ้าผสมมากเกินไปคนผสม
้
้
่
่
อาจเหนือยล้า มีผลให้ผสมติดต า
ก่อนฤดูผสม 1 สัปดาห์จะต้องมีนาเชือและอุปกรณต่างๆ เช่น ถุงมือพลาสติก หลอดฉีดเชือ ฯลฯ
้
์
้
้
้
์
พร้อมอยู่แล้ว อุปกรณดังกล่าวจะต้องมีมากกว่าจ านวนแม่โค 1.5 ถึง 2 เท่าเผื่อการผสมซา
การเก็บรักษาน ้าเชือ (จาก ปาริฉัตร 2544)
้
อุณหภูมิของไอไนโตรเจนเหลวทีระยะความสูงต่างๆเหนือระดับไนโตรเจนเหลวมีความแตกต่าง
่
่
กัน และแตกต่างกันไปแล้วแต่ชนิด ขนาด หรือยีห้อ ของถังเก็บนาเชือ แต่มีลักษณะทีเหมือนกัน คือ
่
้
้
้
่
เพิ่มขึนตามระยะทีสูงขึนมาจากระดับไนโตรเจนเหลว และการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิจาก -196 องศา
้
้
้
เซลเซียส ขึนมาจะเกิดขึนค่อนข้างเร็ว
้
้
ในสภาพการปฏิบัติงานจริง จะต้องมีการนานาเชือแช่แข็ง
้
ขึน-ลงจากไนโตรเจนเหลว เพื่อเลือกหา หรือเคลื่อนย้าย
่
นาไปใช้งาน และเก็บรักษาต่อไป เนืองจากนาเชื้อแช่แข็ง
้
็
เปนวัสดุทีมีค่าสูง ดังนั้น จึงมีข้อควรปฏิบัติในการเก็บ
่
รักษานาเชือแช่แข็ง และการใช้งาน พอสรุปได้ดังนี ้
้
้
อุณหภูมิปากถังเก็บนาเช้อ
ื
้
(องศาฟาเรนไฮต์)
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 131
้ ้
้
็
้
1. จัดเก็บนาเชือแช่แข็งอย่างเปนระบบ มีปายหรือเครื่องหมายบอกชัดเจนทีแคนิสเตอร์แต่ละ
้
่
อันรวมทั้งมีบันทึกสต็อกให้สามารถสืบค้นได้
้
้
2. ตรวจดูว่านาเชือแช่แข็งอยู่ใต้ระดับของไนโตรเจนเหลวภายในถังเสมอ และควรตรวจเปน
็
ประจ าทุกวัน
3. เติมไนโตรเจนเหลวให้เต็มถึงคอถังเสมอในช่วงทีมีวันหยุด
่
้
4. ให้นานาเชือขึนมาใช้งาน หรือ เคลื่อนย้ายเปลียนถัง ควรปฏิบัติดังนี ้
้
่
้
4.1 เติมไนโตรเจนเหลวเพิ่มเติมให้ท่วมถึงคอถัง
้
4.2 ไม่ยกแคนิสเตอร์สูงขึนมาเกินกว่าปากถัง
่
้
้
4.3 เคลื่อนย้ายนาเชือโดยมีก็อบเล็ททีบรรจุไนโตรเจนเหลวรองรับ และเคลื่อนย้ายด้วย
ความรวดเร็วจากถังหนึงไปยังอีกถังหนึง
่
่
5. สถานทีตั้งถังเก็บนาเชือ ควรเปนห้องทีไม่ร้อน และไมชืนควรมีแท่นรองถังเก็บนาเชือยกสูง
้
้
้
้
่
้
่
่
็
้
จากพืนห้อง
6. สังเกตสภาพของถังเก็บนาเชืออยู่เสมอ ว่ามีร่องรอยของการเสือมสภาพหรือไม่ เช่น
้
่
้
6.1 มีหยดนาเกาะรอบถัง ปากถัง หรือคอถัง
้
่
้
6.2 มีสนิมเกิดขึนทีส่วนต่างๆ
6.3 การช ารุดของฝาถัง คอถังด้านใน และแคนิสเตอร์ เปนต้น
็
้
่
หากมีร่องรอยของการเสือมสภาพ ให้รีบแก้ไขโดยเปลียนถัง หรือชินส่วนทีช ารุด
่
่
้
้
7. ในการเคลื่อนย้ายถังเก็บนาเชือ ควรระมัดระวัง ไม่โยน กระแทก หรือลากถังไปมาบนพืน
้
จะท าให้ส่วนต่างๆ ช ารุดได้ง่าย
วธการผสม
ิ
ี
้
้
นานาเชือออกมาละลาย โดยใช้ปากคีบปลายงอ(tweezer)คีบเฉพาะส่วนปลายบนของหลอดนา
้
้
่
่
้
เชือ ต้องใช้เวลาไมเกิน 2 ถึง 3 วินาที ในการคีบมาใส่ในกระติกนาอุ่นทีมีอุณหภูมิ 35 ถึง 37 องศา
เซลเซียส แช่ไว้นาน 30 วินาที แล้วใช้ปากคีบนาขึนมาเช็ดด้วยกระดาษช าระให้แห้ง ตรวจสอบเบอร์พ่อ
้
โค สวมหลอดนาเชือเข้ากับปนฉีดนาเชือ (breeding gun หรือ A.I. gun) ปนฉีดนาเชือมี 2 ขนาด คือ
ื
้
้
้
ื
้
้
้
่
ิ
่
ุ
0.25 และ 0.5 มิลลิลิตรให้ปลายด้านที่มีจกส าลีสวมเข้ากับก้านตัน(plunger) ปลายด้านทีปดผนึกอยูด้าน
นอก ตัดปลายหลอดออกเล็กนอย แล้วสวมพลาสติกชีททับอีกชั้นหนึง ล๊อกด้วยวงแหวนให้พลาสติกชีท
้
่
ื
้
ติดแนนกับปนฉีดนาเชือ
่
้
่
ผู้ผสมสวมถุงมือพลาสติกหรือถุงมือยาง ท าการผสมโดยล้วงผ่านทวารหนัก(rectum)ของแมโค
ควักอุจจาระออก จับที่คอมดลูก(cervix) เพือคล าต่อไปในส่วนมดลูก(body of uterus) ปกมดลูก(uterine
่
ี
่
horn) และรังไข่(ovary) เพือตรวจดูสภาพเบืองต้น จับคอมดลูกให้แนน
่
้
่
ใช้มืออีกข้างหนึงใช้กระดาษทิชชูเช็ดปากช่องคลอดให้สะอาด สอดปนฉีดนาเชื้อผ่านกระพุ้งช่อง
้
ื
่
ื
ั
คลอดเข้าไปโดยสอดทแยงขึนข้างบน 45 องศาเพื่อไมให้เข้าไปในช่องเปดของกระเพาะปสสาวะ สอดปน
ิ
้
้
่
้
เข้าไปในคอมดลูกผ่านเข้าไปในตัวมดลูกประมาณ ¾ นิว ฉีดนาเชือโดยกดเบาๆทีก้านปน ใช้เวลา
้
ื
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 132
้ ้
ื
้
ประมาณ 5 วินาทีเพือไมให้นาเชือทะลักตกค้างในพลาสติกชีท ดึงปนออกช้าๆถอนออกจากช่องคลอด
้
่
่
้
่
ุ่
นวดมดลูกอย่างนมนวลเพือให้มีการบีบตัวเล็กนอยเพือช่วยส่งตัวอสุจิ ดึงมือออกจากช่องคลอด
ทีมา : Ensminger 1991
การเลียงโคทีใช้ตรวจจับการเปนสัดเพือการผสมเทียม
่
่
้
็
้
่
็
็
ั
การตรวจจับการเปนสัดของแม่โคเปนปญหาส าคัญในการผสมเทียมโคเนือ การใช้โคทีตอนแล้ว
ช่วยสังเกตการเปนสัดแม่โคจะช่วยให้คนเลียงสังเกตการเปนสัดของแม่โคได้แม่นย าได้
็
็
้
โคทใช้
่
ี
โคผู้ที่ใช้ตรวจการเปนสัดของแมโคควรเปนโคที่ได้รับการผ่าตัดเพือไมให้อวัยวะเพศได้มีโอกาส
็
่
่
็
่
สอดเข้าไปในช่องคลอดของแม่โคเพือไม่ให้มีการติดต่อของโรคทีเกียวกับการสืบพันธุ์
่
่
่
ควรผ่าตัดโคผู้อายุ 1 ปหรือนอยกว่าไว้หลายๆตัว แล้วท าการคัดเลือกตัวทีแสดงออกทางเพศสูง
้
ี
่
่
่
่
ไปใช้คุมฝูงตรวจจับการเปนสัด และตัวผู้ทีใช้ควรเปลียนเมื่อใช้งานไปได้ 1 ถึึง 2 ปก่อนทีความสามารถ
ี
็
ของโคเหล่านีจะลดลง
้
พันธุ์โคทีใช้ควรเปนพันธุ์ทีมีขนาดใหญ่พอทีจะขึนทับได้สะดวก แต่ก็ไม่ควรใหญ่เกินไปเพราะจะ
่
่
็
่
้
ท าให้แม่โคได้รับบาดเจ็บได้ โคลูกผสมมีแนวโนมในการแสดงออกทางเพศสูงกว่าพันธุ์แท้ โคนมเพศผู้ทั้ง
้
ี
่
้
ลูกผสมและพันธุ์แท้มีการแสดงออกทางเพศสูงกว่าโคเนือและสามารถใช้งานได้มากกว่า 2 ป โคทีใช้ควร
มีอายุ 12 ถึง 20 เดือน นาหนักประมาณ 340 ถึึง 450 กก.
้
โคผู้ตอนและโคสาวทีถูกกระตุ้นด้วยฮอร์โมนสเตียรอยด์สามารถตรวจจับการเปนสัดได้ดีกว่าโคผู้
็
่
็
ทีตอนตามปกติ การใช้ฮอร์โมนเทสโตสเตอโรนครั้งหนึงจะท าให้โคตรวจจับการเปนสัดได้อย่างมี
่
่
ประสิทธิภาพได้นาน 21 วัน หลังจากนั้นต้องใช้ใหม่ นอกจากนั้นการใช้โคดังกล่าวยังมีข้อดีอีกคือ
1) เมื่อขายหลังจากเลิกใช้งานแล้วยังได้ราคาดี คุ้มกับค่าใช้จ่ายในการเลียงดู
้
่
2) โคไม่ต้องบาดเจ็บจากการผ่าตัด ท าให้ลดค่าใช้จายในการรักษา
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 133
้ ้
3) สามารถใช้โคสาวหรือโคคัดทิงเปนประโยชนได้
้
็
์
่
็
4) มีขนาดใกล้เคียงกับโคสาวและแม่โคทีถูกตรวจจับการเปนสัด
การให้อาหาร
์
โคทีใช้ควรมีสภาพสมบูรณทั้งก่อนและระหว่างฤดูผสมพันธุ์ ดังนั้นโคควรได้รับอาหารคุณภาพดี
่
้
้
มีโภชนะย่อยได้ 3.6 ถึึง 4.5 กก./วัน ถ้าใช้โคหลายตัวคุมฝูงเดียวกันโคเหล่านีควรถูกเลียงรวมในคอก
เดียวกันก่อน
โคทีผอมมักจะใช้เวลาส่วนใหญ่กินหญ้าหรืออาหารมากกว่าทีจะไปตรวจจับการเปนสัด โคทีอายุ
่
่
่
็
มากมักจะใช้เวลากินอาหารเพือเพิ่มนาหนักเช่นเดียวกัน ท าให้โคอุ้ยอ้าย แสดงออกทางเพศต า
้
่
่
โคทีท าหนาทีดีอาจสูญเสียนาหนักระหว่างฤดูผสมพันธุ์มาก ถ้านาหนักลดลงเกิน 90 กก.ควร
้
่
่
้
้
หยุดใช้งานและให้อาหารเสริม โดยเฉพาะเมื่อขาดแคลนหญ้า
การคุมฝูง
เมือใช้โคหลายตัวคุมฝูงเดียวกัน โคทีขนาดใหญ่กว่าจะไล่ข่มโคอายุนอยไมให้ขึนทับตัวเมีย
่
่
้
่
้
้
้
้
ดังนั้นจึงควรใช้โคทีมีนาหนักใกล้เคียงกัน โคเหล่านีควรได้รับการสูญเขาอย่างนอย 6 สัปดาห์ก่อนเริ่มใช้
่
งาน
โค 1 ตัวควรใช้คุมแม่โคในสัดส่วนไม่เกิน 1 : 30 แม่ การสับเปลียนให้โคหมุนเวียนคุมฝูงต่างๆจะ
่
่
ช่วยให้โคกระตือรือร้นในการตรวจจับการเปนสัด หากเลียงโคคุมฝูงในแปลงหญ้าขนาดใหญ่ โคทีใช้ตรวจ
้
็
่
จะเสียเวลาอยู่กับแม่โคทีเปนสัดตัวใดตัวหนึงมากกว่าในแปลงขนาดเล็ก ท าให้ประสิทธิภาพการตรวจจับ
็
่
ลดลงด้วย
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 134
้
้
การให้อาหารให้เหมาะสมกับความต้องการของโค
็
โคเปนสัตว์กระเพาะรวม(ruminants) ระบบทางเดินอาหารประกอบด้วย หลอดอาหาร
(esophasus) กระเพาะขอบกระด้งหรือกระเพาะรูเมน(rumen) กระเพาะดอกจอก(reticulum) กระเพาะ
ื
กลีบมะเฟอง(omasum) กระเพาะส่วนสุดท้ายหรืออโบมาซั่ม(abomasums) ล าไส้เล็ก(small intestine)
กระพุ้งล าไส้ใหญ่(cecum) ล าไส้ใหญ่(large intestine) ล าไส้ใหญ่ส่วนปลาย(colon) ล าใส้ใหญ่ส่วนปลาย
สุด(rectum)
่
ทีมา : Ensminger 1991
่
อาหารทีโคกินผ่านหลอดอาหาร(esophagus)เข้าไปในกระเพาะรูเมน(rumen)จะถูกหมัก
(fermented)โดยจลินทรีย์(microbes)ชนิดต่างๆก่อน จลินทรีย์จะใช้พลังงานเคมีจากอาหารในรูปของ
ุ
ุ
่
็
อดีโนซีนไตรฟอสเฟต(adenenosine triphosphate ย่อเปน ATP)เพือสังเคราะห์เซลล์ของตัวมันเอง ผล
็
่
่
เหลือทีได้จากการสังเคราะห์จะเปนกรดไขมันเปลียนแปลงได้ง่าย(volatile fatty acids) ก๊าซมีเทนและ
คาร์บอนไดออกไซด์ ไวตามินต่างๆ และไอออนของแอมโมเนียกับกรดอมิโนทีได้จากการย่อยอาหาร
่
ุ
์
่
็
โปรตีน ตัวเซลล์ของจลินทรีย์เองและสิ่งทีได้ดังกล่าวจะเปนสารอาหารทีโคนาไปใช้ประโยชนในการย่อย
่
และดูดซึมในระบบทางเดินอาหารส่วนต่อๆไป
สารอาหารทีโคต้องการจ าแนกได้เปน 5 ประเภท ได้แก่
็
่
1. พลังงาน ได้จากสารอาหารพวกแปงหรือคาร์โบไฮเดรท เช่น มันส าปะหลัง ข้าวโพด ปลาย
้
็
ข้าว เปนต้น และจากพวกไขมัน เช่น ไขมันสัตว์ ไขมันพืช
ี
2. โปรตน ได้จากโปรตีนจากพืช เช่น กากถั่วเหลือง กากถั่วลิสง และโปรตีนจากสัตว์ เช่น ปลา
ปน เลือดปน ขนไก่ปน ฯลฯ
่
่
่
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 135
้
้
่
3. แร่ธาตุ ทีส าคัญทีโคต้องการมีประมาณ 15 ชนิด แบ่งเปนแร่ธาตุทีโคต้องการมาก ได้แก่
่
่
็
่
่
แคลเซียม ฟอสฟอรัส โซเดียม คลอรีน แมกนีเซียม ก ามะถัน และ โปแตสเซียม กับแร่ธาตุทีโคต้องการ
นอย ได้แก่ เหล็ก สังกะสี ทองแดง แมงกานีส โคบอลท์ ไอโอดีน ซีลีเนียม และโมลิบดินั่ม
้
็
5.ไวตามิน แบ่งเปน วิตามินทีละลายในไขมัน มักมีอยู่ในพืชสดและบางครั้งต้องเสริมให้โค
่
้
่
ได้แก่ วิตามิน เอ ดี อี เค เปนต้น วิตามินอีกพวกหนึงคือพวกทีละลายในนา เช่น วิตามินบีต่างๆ เช่น บี1
่
็
้
บี2 บี 6 และ บี12 วิตามินพวกนีโคสามารถสร้างขึนเองได้จากแบคทีเรียในกระเพาะ
้
้
6.นา เปนสิ่งทีขาดไม่ได้ส าหรับสิ่งมีชีวิตทุกชนิด
็
่
ประเภทของอาหาร
็
สามารถจ าแนกเปนประเภทต่างๆได้ 3 ประเภท ได้แก่
อาหารหยาบ
ุ
็
็
็
่
่
ั
้
โคเปนสัตว์ทีธรรมชาติสร้างขึนมาเพือใช้ประโยชนจากอาหารหยาบเปนหลัก ปจจบันเปนที ่
์
ยอมรับกันทั้งในยุโรป สหรัฐอเมริกา และ ออสเตรเลีย ว่าการเลี้ยงโคเนือและโคนมที่มีประสิทธิภาพโดย
้
่
์
ใช้ต้นทนต าต้องเลี้ยงด้วยอาหารหยาบเปนหลัก ควรเก็บอาหารข้นให้สัตว์ทีใช้ประโยชนจากอาหารหยาบ
็
่
ุ
ไมได้และสามารถใช้อาหารข้นให้เปนเนือได้มีประสิทธิภาพสูงกว่าซึงได้แก่ สัตว์ปก และ สุกร จะดีกว่า
ี
่
็
่
้
้
้
ดังนั้นการเลียงโคเนือควรให้อาหารหยาบเปนหลัก
็
่
อาหารหยาบทีส าคัญส าหรับโคคือหญ้าสด พันธุ์หญ้าทีกรมปศุสัตว์ส่งเสริมให้เกษตรกรทั่วไป
่
้
่
้
ปลูกเลียงสัตว์ เช่น หญ้ารูซี กินนสีมวง หญ้าขน แพงโกล่า เฮมิล ฯลฯ ค าแนะนาในทีนีส่วนใหญ่มาจาก
ี
่
่
เอกสารของกองอาหารสัตว์ กรมปศุสัตว์ ส่วนภาพวาดต้นพืชจาก Legel 1990
นอกจากหญ้าแล้ว พืชตระกูลถั่ว ยังเปนพืชอาหารสัตว์ทีมีคุณค่าทางอาหารสูง เนืองจากถั่วส่วน
่
่
็
่
ใหญ่มีระบบรากลึกกว่าหญ้าจึงทนแล้งได้ดีกว่า พืชตระกูลถั่วทีกรมปศุสัตว์แนะนาให้ปลูก เช่น ถั่วฮา
มาต้า แกรมสไตโล คาวาลเขต เซนโตรซีม่า ซีราโตร กระถิน แคฝรั่ง ไมยรา ฯลฯ
้
วัสดุพลอยได้จากการปลูกพืช(cropresidues)สามารถนามาใช้เลียงโคได้ เช่น ฟางข้าว ต้น
ข้าวโพด ยอดอ้อย มันส าปะหลัง(มันเส้น) ต้นถัวลิสง ต้นถั่วเหลือง ฯลฯ
้
้
ผลพลอยได้จากอุตสาหกรรมการเกษตรก็สามารถใช้เลียงโคได้เช่นเดียวกัน เช่น กากนาตาล
็
เปลือกสับปะรด เปนต้น
อาหาร ้น
ข
หมายถึงอาหารทีมีความเข้มข้นทางโภชนะอยู่สูง โดยเฉพาะโปรตีน มีเปอร์เซ็นต์เยื่อใยต า เมื่อ
่
่
็
สัตว์กินเข้าไปสามารถย่อยได้ง่าย จ าแนกเปน
็
1. วัตถุดิบอาหารสัตว์ เปนอาหารชนิดเดียว เช่น ร า ปลายข้าว ข้าวโพดบด กากถั่วเหลือง กาก
ถั่วลิสง กากปาล์ม ฯลฯ
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 136
้
้
2. อาหารข้นส าเร็จรูป
ใช้เลียงเสริมกับอาหารหยาบ สามารถนามาใช้เลียงโค
้
้
้
ได้เลยโดยผู้เลียงไม่ต้องนาวัตถุดิบอย่างอื่นมาผสมอีก อาจอยู ่
ในรูปอาหารผงหรืออัดเม็ดก็ได้ ส่วนใหญ่ประกอบด้วย ร า
ปลายข้าวหรือข้าวโพดบด กากถั่วเหลือง กากถั่วลิงหรือกาก
่
่
ปาล์ม ปลาปน ใบกระถินปน ไวตามิน และแร่ธาตุ
3. หัวอาหาร เปนอาหารทีประกอบด้วยอาหารโปรตีน
็
่
สูงผสมกัน เช่น กากถั่วเหลือง กากถั่วลิสง ปลาปน ใบกระถิน
่
ปน ไวตามิน และเกลือแร่ เมื่อจะใช้ผู้เลียงจะต้องนาวัตถุดิบอย่างอื่นซึงส่วนใหญ่เปนวัตถุดิบอาหารสัตว์ที ่
้
่
็
่
่
ให้พลังงานสูงทีสามารถหาได้ง่ายในท้องถิ่นมาผสมตามสัดส่วนทีผู้ผลิตหัวอาหารก าหนดไว้จึงจะได้
่
คุณค่าทางอาหารตามทีต้องการ วัตถุดิบทีต้องนามาผสม เช่น ร า ปลายข้าว ข้าวโพดบด ฯลฯ
่
่
การให้อาหารข้นเสริมจะท าให้โคลดการกินหญ้า
่
่
ลง นอกจากเมือขาดแคลนหญ้าหรือหญ้ามีโปรตีนต า
่
เท่านั้นจึงควรให้อาหารข้น เมือเริ่มให้อาหารข้นอาจมีโค
่
บางตัวยังไมยอมกินอาหารข้น ควรจะให้แนใจว่าโคทุก
่
ตัวกินอาหารข้นแล้วจึงค่อยเพิ่มอาหาร ถ้าให้อาหารข้น
้
มากไปจะท าให้โคย่อยอาหารหยาบได้นอยลง
่
โคบางตัวอาจยังขี้อายไมยอมกินอาหารจนกว่า
้
่
โคตัวอืนกินเสร็จ ควรแยกโคประเภทนีออกจากฝูงใหญ่
่
่
ให้กินอาหารเองจนโคกินอาหารเก่ง เมือนาเข้าฝูงเดิมแล้วควรคอยสังเกตดูว่ายังคงขี้อายอยูหรือไม ถ้า
่
้
ยังคงขีอายอยู่ควรคัดออก
้
่
้
โดยทั่วไปไมควรให้อาหารเกินวันละครั้ง(นอกจากโคขุน) เพราะถ้าให้ครั้งละนอยๆโคพวกขีอาย
่
่
่
จะไมได้กินอาหาร การให้อาหารควรให้เวลาเดียวกันอย่างสม าเสมอ การเปลียนเวลาให้อาหารอาจท าให้
ระบบทางเดินอาหารของโคผิดปกติอย่างรุนแรงได้
็
4. อาหารส าเร็จรูป “ที เอ็ม อาร์ (TMR ย่อจาก total mixed ration)” เปนอาหารผสมระหว่าง
อาหารหยาบและอาหารข้น สามารถใช้นาไปเลียงโคได้เลยโดยไม่ต้องให้อาหารหยาบ เช่น หญ้าสด อีก
้
เหมาะส าหรับฟาร์มทีหาอาหารหยาบได้ยาก
่
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 137
้
้
ความต้องการอาหารของโคระยะตางๆ
่
่
ความต้องการอาหารของโคประเภทต่างๆตามตารางที 37 ถึง 40 ความต้องการพลังงานมี 2
่
ระบบคือ ระบบยุโรปใช้ในรูปของพลังงานทีเผาผลาญได้(ME ย่อจาก Metabolizable Energy) กับระบบ
่
อเมริกาใช้ในรูปของ % โภชนะทีย่อยได้(TDN ย่อจาก Total Digestible Nutrients) บ้านเรานิยมใช้ในรูป
่
่
ของโภชนะทีย่อยได้ ซึงแปลงเปน ME ได้จากสูตร ME = 0.036 TDN%
็
ี่
ตารางท 37 ความต้องการอาหารของแม่โคอุ้มท้องระยะต่างๆ ( ปรับจาก NRC 1984 )
ระยะอุ้มท้อง นาหนัก การ วัตถุแห้ง พลังงาน โภชนะ โปรตีน แคล ฟอส ไวตา มิน
้
ตัว(กก.) เติบโต ทีกิน ME ย่อยได้ ทั้งหมด เซียม ฟอรัส เอ.
่
(กก./วัน) ได้(กก./ (Mcal/วัน) TDN (กรัม/วัน) (กรัม/วัน) (กรัม/วัน) (1,000
่
วัน) (กก./วัน) หนวย
สากล)
ระยะท 1 350 0.0 7.7 16.6 4.6 814 23 18 30
ี่
แม่โคเลียงลูก 400 0.0 8.5 17.9 4.9 864 25 19 33
้
3-4 เดือนแรก 450 0.0 9.2 19.1 5.3 911 26 21 36
หลังคลอด(ให้ 500 0.0 9.6 20.3 5.6 957 28 22 39
นม 5 กก./วัน) 550 0.0 10.6 21.5 5.9 1001 29 24 41
600 0.0 11.2 22.6 6.2 1044 31 26 44
650 0.0 11.9 23.9 6.6 1086 33 27 46
ระยะท 1 350 0.0 6.2 18.5 5.1 1009 36 24 24
ี่
้
แม่โคเลียงลูก 400 0.0 7.6 21.4 5.9 1099 37 25 30
3-4 เดือนแรก 450 0.0 9.1 23.2 6.4 1186 39 26 35
หลังคลอด (ให้ 500 0.0 10.0 24.6 6.8 1246 40 28 39
นม 10 กก./วัน) 550 0.0 10.9 25.8 7.1 1299 42 30 42
600 0.0 11.6 27.0 7.5 1384 43 31 45
650 0.0 12.4 28.2 7.8 1394 45 33 48
ี่
ระยะท 2 350 0.0 6.8 11.9 3.3 478 12 12 19
ท้อง 4-6เดือน 400 0.0 7.5 13.1 3.6 525 13 13 21
450 0.0 8.2 14.3 4.0 570 15 15 23
500 0.0 8.8 15.5 4.3 614 17 17 25
550 0.0 9.5 16.7 4.6 654 18 18 27
600 0.0 10.1 17.8 4.9 698 20 20 28
650 0.0 10.7 18.9 5.2 739 22 22 30
ี่
ระยะท 3 350 0.4 7.4 14.7 4.1 609 20 15 21
ท้อง 3 เดือน 400 0.4 8.2 16.0 4.4 657 22 16 23
ก่อนคลอด 450 0.4 8.9 17.2 4.8 703 23 18 24
500 0.4 9.5 18.3 5.1 746 25 20 27
550 0.4 10.2 19.5 5.4 790 26 21 29
600 0.4 10.8 20.6 5.7 832 28 23 30
650 0.4 11.5 21.7 6.0 872 30 25 32
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 138
้
้
ี่
ตารางท 38 ความต้องการอาหารของแม่โคสาวอุ้มท้องระยะต่างๆ ( ปรับจาก NRC 1984 )
ระยะอุ้มท้อง นาหนัก การ วัตถุแห้ง พลังงาน โภชนะ โปรตีน แคล ฟอส ไวตา
้
่
ตัว(กก.) เติบโต ทีกิน ME ย่อยได้ ทั้งหมด เซียม ฟอรัส มิน เอ.
TDN
(กก./ ได้(กก./ (Mcal/วัน (กก./วัน) (กรัม/วัน) (กรัม/วัน) (กรัม/วัน) (1,000
วัน)
หนวย
่
)
วัน)
สากล)
โคสาวอายุ 1 ป ี 325 0.4 7.1 14.2 3.9 591 19 14 20
ท้อง 3 เดือน 0.6 7.3 15.7 4.3 649 23 15 20
ก่อนคลอด 0.8 7.3 17.2 4.8 697 27 16 20
350 0.4 7.5 14.8 4.1 616 20 15 21
0.6 7.7 16.5 4.6 674 24 16 22
0.8 7.8 18.1 5.0 720 27 17 22
375 0.4 7.8 15.5 4.3 641 21 15 22
0.6 8.1 17.2 4.8 697 25 17 23
0.8 8.2 19.0 5.2 743 27 18 23
400 0.4 8.2 16.1 4.5 664 22 16 23
0.6 8.5 18.0 5.0 721 25 18 24
0.8 8.6 19.8 5.5 764 28 18 24
425 0.4 8.6 16.8 4.6 687 23 17 24
0.6 8.9 18.7 5.2 743 26 18 25
0.8 9.0 20.7 5.7 786 28 19 25
450 0.4 8.9 17.3 4.8 710 23 18 25
0.6 9.2 19.4 5.4 765 26 19 26
0.8 9.7 21.5 5.9 807 28 20 26
โคสาวอายุ 2 ป ี 300 0.2 6.9 16.6 4.6 814 26 17 27
เลียงลูก 325 0.2 7.3 17.4 4.8 841 27 18 28
้
ท้อง 3-4 เดือน 350 0.2 7.8 18.1 5.0 866 27 19 30
แรกหลังคลอด 375 0.2 8.2 18.9 5.2 892 28 19 32
ให้นม 5.0 กก. 400 0.2 8.6 19.7 5.4 916 28 20 34
ต่อวัน 425 0.2 9.0 20.4 5.6 939 29 21 35
450 0.2 9.4 21.1 5.8 963 29 22 37
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 139
้
้
่
ี่
ตารางท 39 ความต้องการอาหารของโคเพศเมียในระยะเจริญเติบโตของโคพันธุ์ทีมีโครงสร้างขนาด
กลาง (ได้แก่พันธุ์ทีมีนาหนักส่งตลาดของโคเพศผู้ 450-520 กก.) ปรับจาก NRC,1984
่
้
้
นาหนักตัว การ วัตถุแห้งที ่ พลังงาน โภชนะย่อย โปรตีน แคล ฟอสฟอรัส
(กก.) เจริญเติบโต กินได้(กก./ ME ได้ TDN ทั้งหมด เซียม(%) (%)
(กก./วัน) วัน) (Mcal/วัน) (กก./วัน) (กรัม/วัน)
135 225 3.4 6.9 1.9 329 0.29 0.21
450 3.6 8.2 2.23 410 0.44 0.22
675 3.7 9.3 2.54 486 0.59 0.27
900 3.6 10.1 2.23 549 0.74 0.33
180 225 4.2 8.6 2.35 378 0.26 0.19
450 4.5 10.1 2.79 455 0.36 0.20
675 4.6 11.5 3.15 527 0.45 0.24
900 4.5 12.6 3.47 581 0.57 0.29
225 225 5.0 10.1 2.80 423 0.24 0.18
450 5.3 12.0 3.29 500 0.30 0.21
675 5.5 13.7 3.77 563 0.38 0.22
900 5.3 14.9 4.08 608 0.45 0.24
270 225 5.7 11.6 3.19 468 0.23 0.18
450 6.1 13.8 3.78 536 0.28 0.20
675 6.2 15.6 4.25 594 0.32 0.21
900 6.1 17.0 4.70 635 0.38 0.23
315 225 6.4 13.0 3.58 509 0.22 0.19
450 6.8 15.4 4.22 576 0.25 0.19
675 7.0 17.5 4.76 626 0.28 0.20
900 6.8 19.2 5.24 657 0.32 0.22
360 225 7.0 14.6 3.92 549 0.21 0.18
450 7.5 17.0 4.65 612 0.22 0.18
675 7.7 19.4 5.28 657 0.24 0.19
900 7.6 21.2 5.85 680 0.28 0.20
405 225 7.7 15.7 4.31 590 0.21 0.18
450 8.2 18.7 5.08 648 0.22 0.18
675 8.5 21.2 5.82 689 0.22 0.19
900 8.2 23.1 6.31 702 0.25 0.19
450 225 8.3 17.0 466 626 0.20 0.19
450 8.9 20.2 5.52 679 0.20 0.18
675 9.1 22.9 6.23 716 0.21 0.18
900 8.9 24.6 6.85 773 0.22 0.19
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 140
้
้
ตารางท 40 ความต้องการอาหารของโคเพศผู้ในระยะเจริญเติบโตและโคพ่อพันธุ์ของโคพันธุ์ทีมี
ี่
่
้
่
โครงสร้างขนาดกลาง(พันธุ์ทีมีนาหนักส่งตลาดของโคเพศผู้ 450-520 กก.) ปรับจาก NRC 1984
นาหนัก การเติบโต ปริมาณสิ่งแห้ง พลังงาน โภชนะย่อย โปรตีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส
้
(กก.) ต่อวัน(กก.) ทีกินได้(กก.) ME (Mcal) ได้TDN (กก.) ทั้งหมด(กรัม) (%) (%)
่
135 225 3.4 6.9 1.9 342 0.31 0.20
450 3.7 7.8 2.2 432 0.48 0.24
675 3.9 8.7 2.4 518 0.62 0.28
900 4.0 9.5 2.6 60. 0.75 0.33
1125 4.0 10.2 2.8 684 0.92 0.37
1350 3.9 11.0 3.0 756 1.09 0.43
180 225 4.3 8.5 2.3 392 0.28 0.18
450 4.6 9.7 2.7 482 0.39 0.21
675 4.8 10.8 3.0 567 0.46 0.25
900 4.9 11.9 3.3 648 0.60 0.28
1125 5.0 12.8 3.5 720 0.7 0.32
1350 4.9 13.6 3.7 783 0.84 0.37
225 225 5.13 10.0 2.8 441 0.25 0.17
450 5.5 11.4 3.1 526 0.35 0.20
675 5.7 12.8 3.5 607 0.42 0.23
900 5.9 14.0 3.8 684 0.49 0.25
1125 6.0 15.1 4.1 756 0.59 0.27
1350 5.8 16.1 4.4 815 0.69 0.31
270 225 6.0 11.5 3.2 486 0.24 0.19
450 6.3 13.1 3.6 572 0.30 0.19
675 6.5 14.7 4.0 648 0.36 0.21
900 6.7 16.1 4.4 725 0.43 0.24
1125 6.8 17.3 4.7 789 0.50 0.25
1350 6.6 18.5 5.1 837 0.57 0.29
315 225 6.6 12.9 3.5 531 0.23 0.18
450 7.0 14.7 4.0 617 0.28 0.20
675 7.3 16.6 4.5 689 0.32 0.20
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 141
้
้
ตารางท40 (ตอ) ความต้องการอาหารของโคเพศผู้ในระยะเจริญเติบโตและโคพ่อพันธุ์ของโคพันธุ์ทีมี
่
่
ี่
่
้
โครงสร้างขนาดกลาง (พันธุ์ทีมีนาหนักส่งตลาดของโคเพศผู้ 450-520 กก.) ปรับจาก NRC 1984
้
นาหนัก การเติบโต ปริมาณสิ่งแห้ง พลังงาน โภชนะย่อย โปรตีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส
่
(กก.) ต่อวัน(กก.) ทีกินได้(กก.) ME (Mcal) ได้ TDN(กก.) ทั้งหมด(กรัม) (%) (%)
315 900 7.5 18.0 4.9 761 0.38 0.22
1125 7.6 19.3 5.3 819 0.43 0.24
1350 7.4 20.8 5.7 864 0.49 0.25
360 225 7.3 14.3 3.9 572 0.22 0.19
450 7.8 16.3 4.5 653 0.25 0.19
675 8.1 18.2 5.0 725 0.29 0.20
900 8.3 20.0 5.5 792 0.33 0.21
1125 8.4 21.4 5.9 851 0.38 0.23
1350 8.2 22.9 6.3 887 0.44 0.24
405 225 8.0 15.6 4.3 612 0.21 0.19
450 8.5 17.8 4.9 693 0.25 0.19
675 8.9 20.0 5.5 761 0.28 0.19
900 9.0 21.8 6.0 824 0.31 0.21
1125 9.1 23.4 6.4 876 0.34 0.22
1350 8.0 25.1 6.9 909 0.39 0.23
450 225 8.6 16.9 4.6 653 0.21 0.18
450 9.2 19.2 5.3 729 0.24 0.18
675 9.6 21.5 5.9 797 0.26 0.19
900 9.8 23.5 6.4 855 0.28 0.19
1125 9.9 25.3 6.9 905 0.31 0.20
1350 9.7 27.1 7.4 931 0.35 0.22
495 225 9.3 18.1 5.0 693 0.20 0.19
450 9.9 20.6 5.7 765 0.22 0.19
675 10.3 23.1 6.3 833 0.24 0.19
900 10.5 25.3 6.9 887 0.26 0.19
1125 10.6 27.1 7.4 932 0.28 0.20
1350 10.4 29.1 8.0 950 0.32 0.21
650 400 12.3 24.3 6.7 904 0.20 0.19
600 12.6 26.7 7.4 957 0.21 0.19
800 12.8 28.7 7.9 998 0.23 0.20
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 142
้
้
ตารางท 40 (ตอ) ความต้องการอาหารของโคเพศผู้ในระยะเจริญเติบโตและโคพ่อพันธุ์ของโคพันธุ์ทีมี
่
่
ี่
่
้
โครงสร้างขนาดกลาง (พันธุ์ทีมีนาหนักส่งตลาดของโคเพศผู้ 450-520 กก.) ปรับจาก NRC 1984
้
นาหนัก การเติบโต ปริมาณสิ่งแห้ง พลังงาน โภชนะย่อย โปรตีน แคล ฟอสฟอรัส
(กก.) ต่อวัน(กก.) ทีกินได้(กก.) ME (Mcal) ได้ TDN(กก.) ทั้งหมด(กรัม) เซียม(%) (%)
่
700 400 13.3 25.7 7.1 942 0.20 0.20
600 13.4 28.2 7.8 994 0.22 0.20
800 13.5 30.3 8.4 1032 0.22 0.19
800 000 12.9 22.6 6.3 882 0.21 0.21
200 13.7 25.5 7.1 956 0.20 0.20
900 000 14.1 24.7 6.8 958 0.21 0.21
200 15.0 27.9 7.7 1031 0.21 0.21
1000 000 15.3 26.8 7.4 1032 0.22 0.22
คุณคาทางอาหารของวัตถุดิบอาหารสัตว์
่
็
่
่
คุณค่าทางอาหารทีส าคัญส าหรับโคเนือใช้เพียง 2 อย่างเปนหลัก คือ โปรตีน และพลังงานทีโค
้
่
่
ต้องการ ความต้องการพลังงานบ้านเรานิยมใช้ในรูปของโภชนะทีย่อยได้(TDN)ตามตารางที 41 โดยได้
่
่
แสดงปริมาณโปรตีนหยาบและโภชนะย่อยได้ทีมีอยูทั้งในวัตถุแห้งและนาหนักสด 1 กก.เพือสามารถนา
่
้
ค่าต่างๆเหล่านีไปใช้ค านวณหาปริมาณอาหารทีจะต้องใช้เลียงโคให้เพียงพอต่อความต้องการได้โดยตรง
่
้
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 143
้
้
ิ
ี่
ตารางท 41 คุณค่าทางอาหารของอาหารสัตว์ชนดต่างๆ
ชนิดอาหาร นน.สด 1 กก.มี วัตถุแห้ง 1 กก.มีโภชนะ(กรัม) นน.สด 1 กก.มีโภชนะ(กรัม)
วัตถุแห้ง (กรัม) โปรตีนหยาบ โภชนะย่อยได้ โปรตีนหยาบ โภชนะย่อยได้
อาหารหยาบสด
หญ้ากินน ี 241 87 531 21 128
หญ้ากินนีสีม่วง อายุ 45 วัน 220 87 506 19 111
หญ้าขน หรือ มอริชัส 216 95 501 21 108
หญ้าเนเปยร์ อายุ 45 วัน 196 101 536 20 105
ี
หญ้าพลิแคทูลัม 208 61 542 13 113
หญ้าแพงโกล่า อายุ 40 วัน 149 136 593 20 88
หญ้าแพรก 271 83 562 22 152
หญ้ารูซี อายุ 45 วัน 210 143 564 30 118
่
อายุ 70 วัน - 55 566 - -
อายุ 80 วัน - 44 561 - -
หลังเก็บเมล็ด - 28 526 - -
หญ้าสตาร์ 276 76 553 21 153
หญ้าคอมมิวนิสต์ - 92 526 - -
หญ้าจัมโบ้ อายุ 45 วัน - 115 558 - -
ี
หญ้านิวตริฟด - 106 - - -
หญ้ามาเลเซีย - 69 558 - -
ั
ั
ต้นข้าวโพดฝกอ่อนหลังเก็บฝก 267 88 583 24 155
เปลือกและไหมข้าวโพดฝกอ่อน 172 126 642 22 110
ั
เปลือกข้าวโพดฝกอ่อน 180 135 665 24 120
ั
ต้นข้าวโพดหวาน 228 65 - 15 -
ข้าวโพดต้นสด 227 57 572 13 130
ข้าวฟางต้นสด 249 60 694 15 173
่
ถั่วแกรมสไตโล อายุ 45 วัน 239 167 - 40 -
ถั่วคาวาลเคด อายุ 45 วัน 239 167 - 40 -
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 144
้
้
ี่
ตารางท 41 (ตอ) คุณค่าทางอาหารของอาหารสัตว์ชนิดต่างๆ
่
ชนิดอาหาร นน.สด 1 กก.มี วัตถุแห้ง 1 กก.มีโภชนะ(กรัม) นน.สด 1 กก.มีโภชนะ(กรัม)
วัตถุแห้ง (กรัม) โปรตีนหยาบ โภชนะย่อยได้ โปรตีนหยาบ โภชนะย่อยได้
ถั่วฮามาต้า อายุ 45 วัน 183 179 - 33 -
ถั่วทาวนสวิลล์ สไตโล อ่อน 230 220 707 51 163
์
ถั่วทาวนสวิลล์ สไตโล โตเต็มที ่ 300 142 575 43 173
์
ต้นถั่วเซนโตรซีม่า 195 236 497 46 97
ถั่วเหลือง,ฝกอ่อน 280 230 700 64 196
ั
ต้นถั่วลิสง 260 150 640 39 166
ใบทองหลาง 290 204 591 59 171
ใบกระถินสด 325 187 529 61 172
ใบแคสด 171 251 637 43 109
ยอดอ้อย 257 50 486 13 125
ผักตบชวา 98 112 169 11 17
ต้นกล้วย 50 32 620 2 31
กากมะเขือเทศสด 160 194 621 31 99
อาหารหยาบแหง-หมัก
้
ถั่วเหลืองต้นแห้ง 880 168 556 148 489
ถั่วลิสงต้นแห้งปลิดฝกแล้ว 906 110 522 100 473
ั
ฟางข้าว 925 42 448 39 414
ฟางหมักยูเรีย 932 74 540 69 503
ซังข้าวโพด 904 35 505 32 457
ข้าวโพดต้นแห้ง 906 65 572 59 518
ยอดอ้อยแห้ง 930 52 490 48 456
ชานอ้อย 950 30 500 29 475
ใบกระถินแห้ง 912 267 732 244 668
ใบมันส าปะหลังแห้ง 900 247 560 222 504
ใบผักตบชวาแห้ง 930 240 - 223 -
หญ้าแพงโกล่าแห้ง 822 145 622 119 511
ข้าวโพดหมัก 276 83 663 23 183
ี
หญ้ากินนหมัก 380 50 523 19 199
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 145
้
้
ี่
่
ตารางท 41(ตอ) คุณค่าทางอาหารของอาหารสัตว์ชนิดต่างๆ
ชนิดอาหาร นน.สด 1 กก.มี วัตถุแห้ง 1 กก.มีโภชนะ(กรัม) นน.สด 1 กก.มีโภชนะ(กรัม)
วัตถุแห้ง (กรัม)
โปรตีนหยาบ โภชนะย่อยได้ โปรตีนหยาบ โภชนะย่อยได้
เมล็ดพืช-อาหารข้น
ข้าวเปลือก 888 89 788 79 700
ร าหยาบ 890 77 530 69 472
ร าละเอียด 910 141 700 128 637
้
ร าอัดนามัน 909 157 608 143 553
ปลายข้าว 883 84 924 74 816
ข้าวฟาง 896 120 891 108 798
่
เมล็ดข้าวโพด 850 102 942 87 801
ั
ข้าวโพดทั้งฝก 861 87 850 75 732
หัวมันส าปะหลังสด 200 25 495 5 99
มันเส้น 883 21 800 19 706
เมล็ดถั่วเหลือง 900 421 973 379 876
เมล็ดถั่วเหลืองกะเทาะเปลือก 942 415 - 391 -
กากถั่วเหลืองกะเทาะเปลือก 896 498 825 446 738
กากถั่วเหลืองรวมเปลือก 905 358 664 324 601
เมล็ดถั่วลิสง 910 366 714 333 650
กากถั่วลิสงรวมเปลือก 912 466 742 425 677
กากถั่วลิสงกะเทาะเปลือก 924 497 868 459 802
กากนาเต้าหู้สด 100 305 - 30 -
้
้
กากนาเต้าหู้แห้ง 938 329 - 309 -
ื
้
กากเนอในเม็ดปาล์มกะเทาะกะลา 904 167 710 151 642
กากรวมผลปาล์มรวมกะลา 931 119 607 111 565
เมล็ดฝาย - 195 681 - -
้
้
กากเมล็ดฝายทั้งเปลือก 920 262 675 241 621
้
กากเมล็ดฝายกะเทาะเปลือก 900 479 834 431 751
กากมะพร้าว(อัดนามัน) 912 191 859 174 784
้
เมล็ดยางพารากะเทาะเปลือก 929 164 - 152 -
เมล็ดยางพารารวมเปลือก 915 99 727 91 666
กากเมล็ดยางพารารวมเปลือก 912 271 633 247 577
กากเบียร์แห้ง 902 323 776 291 699
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้