การเลียงโคเนือ 146
้
้
ตารางท 41(ตอ) คุณค่าทางอาหารของอาหารสัตว์ชนิดต่างๆ
่
ี่
ชนิดอาหาร นน.สด 1 กก.มี วัตถุแห้ง 1 กก.มีโภชนะ(กรัม) นน.สด 1 กก.มีโภชนะ(กรัม)
วัตถุแห้ง (กรัม) โปรตีนหยาบ โภชนะย่อยได้ โปรตีนหยาบ โภชนะย่อยได้
กากเบียร์สด 237 240 679 57 161
กากนาตาล 734 40 731 29 537
้
กากสับปะรดแห้ง 853 46 704 39 601
ส่าเหล้าแห้ง 888 334 - 297 -
่
ปลาปนจืด 901 647 670 583 604
มะเขือเทศตากแห้ง 920 235 580 216 534
่
ี
ทีมา : ปรับจาก วารุณ และ วลัยกานต์ 2541, เมธา และ ฉลอง 2533, และ Legel S. 1990.
การค านวณปริมาณอาหารทีต้องใช้เลี้ยงโค
่
้
่
การค านวณปริมาณอาหารที่ต้องใช้ในการเลียงโคเพือให้เพียงพอต่อความต้องการของโคระยะ
่
็
ต่างๆสามารถท าได้หลายวิธีซึ่งส่วนใหญ่เปนวิธีการทีค่อนข้างยุ่งยากส าหรับเกษตรกรทั่วไป การลองผิด
็
่
่
ลองถูกเปนวิธีที่ง่ายทีสุดเพราะอาหารที่ใช้เลียงโคที่หาได้ง่ายในท้องถิ่นจะมีไมกีอย่าง ควรค านวณโดย
่
้
็
่
ค านึงถึงคุณค่าทางอาหารทีส าคัญเพียง 2 อย่างเปนหลัก คือ โปรตีน และพลังงานทีโคต้องการในรูปของ
่
โภชนะย่อยได้ ส่วนแร่ธาตุควรมีตั้งไว้ให้เลียกินต่างหาก จึงไม่ต้องนามาค านวณ
่
่
้
่
้
ตัวอย่าง เช่น เราปลูกหญ้ากินนีอยู่แล้ว ต้องการทราบว่าแม่โคทีเลียงอยูซึงมีนาหนักเฉลียตัวละ
่
่
350 กก. จะใช้หญ้ากินนีเลียงอย่างเดียวได้หรือไม ต้องให้กินตัวละเท่าใด วิธีค านวณมีดังนี ้
้
ี่
ขั้นท 1
่
หาความต้องการโภชนะของแมโคจากตารางที 37 เช่น แมโคระยะที 1 ที่เลียงลูก 3 ถึง 4 เดือน
่
้
่
่
แรกหลังคลอด(ให้นม 5 กก./วัน) นาหนักตัว 350 กก. วัตถุแห้ง(dry matter)ทีกินได้ 7.7 กก.ต้องการ
้
่
โภชนะย่อยได้ 4.6 กก./วัน และโปรตีนทั้งหมด 814 กรัม/วัน
ี่
ขั้นท 2
่
่
็
ค านวณว่าวัตถุแห้ง 7.7 กก.ที่โคสามารถกินได้เต็มที่จากขั้นที 1 จะเปนหญ้ากินนีสดกี กก. ดู
ค่าจากตารางที 41 คอลัมนหรือแถวตั้งที 2 หญ้ากินนีวัตถุแห้ง 241 กรัม หรือ 0.214 กก. เปนหญ้ากินนี
็
่
์
่
สด 1 กก. ดังนี ้
• วัตถุแห้ง 0.214 กก. เปนหญ้ากินนีสด = 1 กก.
็
" 7.7 " " = ( 1 x 7.7) - 0.214
= 35.98 กก.
่
ดังนั้นโคสามารถกินหญ้ากินนีสดได้เต็มทีประมาณ 36 กก.
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 147
้
้
ี่
ขั้นท 3
่
่
หาว่าโภชนะย่อยได้ทีโคต้องการวันละ 4.6 กก.จะเปนหญ้ากินนีสดกี กก. โดยหาคุณค่าทาง
็
่
่
อาหารของหญ้ากินนีทีมีอยู จากตารางที 41 ดูทีคอลัมนหรือแถวตั้งสุดท้าย หญ้ากินนีสด 1 กก.มีโภชนะ
์
่
่
ย่อยได้ 128 กรัม หรือ 0.128 กก. ค านวณดังนี ้
็
• โภชนะย่อยได้ 0.128 กก. เปนหญ้ากินนีสด = 1 กก.
" 4.6 " " = ( 1 x 4.6) - 0.128
= 35.9 กก.
ดังนั้นหากให้กินหญ้ากินนีสดวันละประมาณ 36 กก.แม่โคก็จะได้โภชนะย่อยได้เพียงพอกับความ
่
่
่
ต้องการของร่างกาย ซึงไม่เกินจ านวนหญ้ากินนีสดทีโคสามารถกินได้เต็มทีตามขั้นที 2 คือ 36 กก.
่
เท่ากัน
ี่
ขั้นท 4
โคต้องการโปรตีน 814 กรัมต่อวัน หากให้หญ้าวันละ 36 กก.โคจะได้รับโปรตีนเพียงพอหรือไม่
่
จากตารางที 41 แถวตั้งที 5 หญ้ากินนีสด 1 กก.มีโปรตีนหยาบ 21 กรัม ค านวณโดย
่
• หญ้ากินนีสด 1 กก. มีโปรตีน = 21 กรัม
" 36 " " = (21 x 36) ÷ 1
= 756 กรัม
หากให้หญ้ากินนีกินเพียงวันละ 36 กก.แมโคจะได้โปรตีนไมเพียงพอต่อความต้องการ = 814 –
่
่
่
756 = 58 กรัม ในทางปฏิบัติสามารถใช้ได้เพราะขาดไมมากนัก แต่หากต้องการให้ปริมาณโปรตีน
เพียงพอก็สามารถค านวณใหม่
ขั้นท 5
ี่
็
ค านวณโดยใช้โปรตีนเปนหลักดังนี ้
• โปรตีน 21 กรัม ต้องใช้หญ้ากินนีสด = 1 กก.
" 814 " " = (1 x 814) ÷ 21
= 38.76 กก.
ต้องให้โคกินหญ้ากินนีสดวันละประมาณ 39 กก.จึงจะได้โปรตีนเพียงพอกับความต้องการ แต่โค
ก็ไม่สามารถกินได้หมด เพราะสามารถกินได้เต็มทีเพียง 36 กก. จ าเปนต้องเสริมอาหารข้นสมมุติว่า
่
็
ต้องการใช้ร าละเอียดเสริม
ี่
ขั้นท 6
จากตารางที 41 แถวตั้งที 5 ร าละเอียด 1 กก. มีโปรตีน 128 กรัม สมมุติให้กินหญ้ากินนีสด 30
่
่
่
่
กก. ร าละเอียด 1.5 กก.ลองค านวณหาค่าโภชนะใหม ผลการค านวณตามตารางที 42
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 148
้
้
ี่
้
ตารางท 42 ผลการค านวณหาโภชนะเมื่อใช้ร าละเอียดเสริมหญ้ากินนีสดให้แม่โคนาหนัก 350 กก.
รายการ นาหนักสด วัตถุแห้ง
้
(กก.) โปรตีนหยาบ (กรัม) โภชนะย่อยได้ (กก.) (กก.)
หญ้ากินนีสด 30 30 x 21 = 630 30 x 0.128 = 3.8 30 x 0.241 * = 7.23
ร าะเอียด 1.5 1.5 x 128 = 192 1.5 x 0.637 = 1.0 1.5 x 0.91 * = 1.4
รวม 33.5 822 4.8 8.6
ความต้องการของโค - 814 4.6 ไม่เกิน 7.7
ขาด(-) เกิน(+) - +8 + 0.2 + 0.9
่
็
่
หมายเหตุ * เปน % วัตถุแห้งของอาหารแต่ละชนิด หาค่าได้จากแถวตั้งที 2 ของตารางที 41 หารด้วย 1,000
ผลการค านวณใกล้เคียงกับความต้องการของโค แม้ปริมาณวัตถุแห้งเกินกว่าความสามารถทีโค
่
กินได้เล็กนอย เพราะคุณค่าทางอาหารของวัตถุดิบทีใช้จริงส่วนใหญ่จะไม่เปนไปตามทีแสดงไว้ในตาราง
่
่
้
็
ที 41 เช่น หญ้าทีอายุต่างกันก็มีคุณค่าทางอาหารต่างกัน หรือให้ปุยต่างกันก็มีคุณค่าทางอาหารต่างกัน
่
่
๋
่
็
และความต้องการอาหารของโคตามตารางที 37 ถึง 40 เปนค่าทีได้จากการศึกษาในต่างประเทศ ดังนั้น
่
่
เมื่อนาไปใช้ระยะหนึงแล้วต้องดูคะแนนสภาพร่างกายของแม่โคประกอบด้วย
ั
่
็
การทีจะนาผลการค านวณไปใช้ต้องดูความเปนจริงประกอบด้วย ปจจัยที่ส าคัญคือความนากิน
่
้
ของอาหาร โคบางพันธุ์ เช่น โคพืนเมือง อาจต้องการโปรตีนต ากว่าตาราง ในทางปฏิบัติอาจใช้
่
่
ุ
สมมติฐานง่ายๆว่า แมโคกินหญ้าสดวันละประมาณ 40 กก. ต้องการโปรตีนวันละ 814 กรัม ดังนั้นหญ้า
สด 1 กก.จะต้องมีโปรตีน = 814 40 = 20.35 กรัมหรือประมาณ 2.0% ของนาหนักหญ้าสด หรือ
้
ประมาณ 7 ถึง 8% ของวัตถุแห้ง หากต ากว่านีต้องเสริมอาหารโปรตีน
้
่
การให้แรธาตุเสริม
่
็
แร่ธาตุท าให้สัตว์เจริญเติบโต และท าให้การท างานของร่างกายและระบบสืบพันธุ์เปนปกติ การ
ให้อาหารแร่ธาตุอาจท าได้ดังนี ้
้
1. แร่ธาตุกอน มีบริษัทต่างๆท าอาหารแร่ธาตุก้อน
่
ส าหรับโคกระบือขาย ท าเปนก้อนทรงกลมหรือสีเหลียม
่
็
ลูกบาศก์ส าหรับวางหรือแขวนไว้ให้สัตว์เลียกิน ขนาดก้อนละ
้
2 กก. ราคาประมาณ 30 ถึง 50 บาท แร่ธาตุแบบนีใช้ได้
สะดวก
2. แร่ธาตุผง ผู้เลียงอาจผสมแร่ธาตุผงตั้งไว้ให้โคเลีย
้
่
กิน หรือใช้ผสมในอาหารข้น สูตรทีแนะนาโดยกองอาหารสัตว์
กรมปศุสัตว์ มีดังนี ้
1) กระดูกปน 50 ส่วน
่
2) เกลือปน 50 ส่วน
่
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 149
้
้
่
3) จุนสีปน 1 ส่วน
4) โคบอลท์ซัลเฟต 0.06 ส่วน
ถ้าหาจุนสีและโคบอลท์ซัลเฟตไม่ได้จะใช้
่
่
่
กระดูกปนและเกลือปนอย่างละครึงก็ใช้ได้ แร่ธาตุผงมี
้
ข้อเสียคือ อาจหกเสียหายหรือถูกนาละลายได้ง่าย
น าดืมส าหรับโค
่
้
้
้
่
่
ความต้องการนาดืมของโคขึนอยูกับอุณหภูมิ
็
่
ของอากาศเปนส าคัญ ความต้องการนาของโคตามตารางที 43
้
่
ตารางท 43 ความต้องการนาดืมของโคชนิดต่างๆ (หนวย : ลิตร/ตัว/วัน)
้
่
ี่
นน.โค อุณหภูมิ
(เซลเซียส)
( กก. ) 4.4 10.0 14.4 21.1 26.6 32.2
โคสาวเจริญเติบโต โคผู้ตอน พ่อโครุ่น
182 15.1 16.3 18.9 22.0 25.4 36.0
273 20.1 22.0 25.0 29.5 33.7 48.1
364 23.8 25.7 29.9 34.8 40.1 56.8
โคขุน
273 22.7 24.6 28.0 32.9 37.9 54.1
364 27.6 29.9 34.4 40.5 46.6 65.9
454 32.9 35.6 40.4 47.7 54.9 78.0
โคท้อง
409 25.4 27.3 31.4 36.7 - -
500 22.7 24.6 28.0 32.9 - -
้
แม่โคเลียงลูก
409+ 34.1 47.7 54.9 64.0 67.8 61.3
พ่อพันธุ์
636 30.3 32.6 37.5 44.3 50.7 71.9
727+ 32.9 35.6 40.9 47.7 54.9 78.0
ทีมา : จาก NRC 1984
่
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 150
้
้
พืชอาหารสัตว์
พืชอาหารสัตว์(forage crops)จ าแนกออกเปน หญ้า พืชตระกูลถั่ว และผลพลอยได้จากการปลูก
็
พืชต่างๆ
พันธุหญ้า
์
่
หญ้าพันธุ์ทีกรมปศุสัตว์ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกกันมากได้แก่
หญ้ารูซี(Ruzi grass)
่
ชื่อวิทยาศาสตร์ Brachiaria ruziziensis
มีลักษณะการเจริญเติบโต แบบกึงเลื้อยกึงตั้ง สูง
่
่
60 ถึง 100 เซนติเมตร ล าต้นกลม แข็งเรียวเล็ก ไม่มีขนที ่
ล าต้น มีรากและแตกแขนงบริเวณโคนต้น ใบสีเขียวอ่อน
ุ่
มีลักษณะคล้ายหอก อ่อนนม มีขนละเอียดคลุมทั้ง
ด้านหนา และหลังใบ ใบยาว 13 ถึง 15
้
เซนติเมตร กว้าง 0.8 ถึง 2.5 เซนติเมตร ช่อ
ดอกแบบ raceme หญ้ารูซี่เปนหญ้าประเภทค้าง
็
ี
่
ป ชอบอากาศในเขตร้อน ทีฝนตกมากกว่า
่
1,000 มิลลิเมตร ต้องการดินทีมีความอุดม
้
์
สมบูรณ แต่ก็สามารถขึนได้ดีในทีดอน ทนแล้ง
่
่
่
้
ไมทนนาท่วมขัง ต่อการเหยียบย าของสัตว์ มี
คุณค่าทางอาหารสูง สัตว์ชอบกิน ลักษณะเด่น
่
ของหญ้ารูซี คือ สามารถผลิตเมล็ดได้มาก และ
เมล็ดมีความงอกสูงท าให้สะดวกต่อการ
ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด ซึงเปนผลให้เกษตรกรผู้
็
่
่
เลียงปลูกหญ้ารูซีได้อย่างรวดเร็ว และแพร่หลาย
้
ทั่วประเทศ
การปลูกควรปลูกในช่วงต้นฤดูฝน
ประมาณเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคม ถ้าปลูก
ช้าจะเปนช่วงหญ้าออกดอก ท าให้มีการ
็
เจริญเติบโตไม่ดี ส่วนภาคใต้สามารถยึดเวลาปลูกถึงเดือนสิงหาคม แต่ไม่ควรถึงเดือนกันยายน เพราะจะ
ท าให้ผลผลิตของหญ้าลดลง
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 151
้
้
้
่
ควรเตรียมพีนทีโดยไถย่อยดินให้ละเอียด เหมาะส าหรับการฝงตัวของเมล็ด โดยต้องไถพรวน 2
ั
่
่
็
่
่
่
่
่
ครั้ง ซึงในการไถครั้งที 1 เปนการไถเพือก าจัดวัชพืชทีปกคลุมอยูให้หมดไป และการไถครั้งที 2 เพือ
ท าลายต้นกล้าวัชพืชทีขึ้นมาใหม พร้อมทั้งท าให้ดินละเอียดเปนการปรับสภาพแปลงหญ้าให้ราบเรียบ
็
่
่
ี
การปรับปรุงแปลงหญ้าเก่าควรไถพรวนทุก 3 ป ในช่วงต้นฤดูฝนโดยไม่จ าเปนต้องหวานเมล็ด
็
่
การปลูกสามารถปลูกได้ด้วยเมล็ดหรือหนอ แต่นิยมปลูกด้วยเมล็ด เนืองจากสะดวกและ
่
ประหยัดกว่า ซึงสามารถปลูกได้ดังนี ้
่
1) การปลูกแปลงหญ้ารูซีอย่างเดียว ใช้เมล็ดอัตรา 2 กิโลกรัมต่อไร่ สามารถปลูกโดยการหว่าน
่
หรือปลูกเปนแถว ระยะระหว่างแถว 50 เซนติเมตรซึงการปลูกเปนแถวและการหว่าน ให้ผลผลิตไม ่
็
่
็
้
็
แตกต่างกัน แต่การปลูกเปนแถวใช้เมล็ดพันธุ์นอยกว่า และสะดวกกว่าในการก าจัดวัชพืช
2) การปลูกหญ้ารูซี่ร่วมกับถั่ว สามารถปลูกร่วมกับถั่วได้หลายชนิด เช่น ถั่วเวอราโนสไตโล
เซอราโตร เซนโตร แกรมสไตโล และ เดสโมเดียม โดยการหว่านเมล็ดหญ้าและถั่วพร้อมๆกัน หรือปลูก
สลับกันเปนแถวหรือสลับแถว จากการทดลองปลูกหญ้ารูซี่ร่วมกับถั่วเวอราโนสไตโล พบว่า การปลูก
็
่
สลับแถวกันให้ผลผลิตสูงกว่าการปลูกสลับแถว ส าหรับแปลงหญ้ารูซีเก่า ถ้าจะจัดท าแปลงหญ้าผสมถั่ว
จะต้องมีการพรวน ในช่วงต้นฤดูฝน เพือให้หญ้าบางลง และถั่วสามารถเจริญเติบโตได้ดี หากไม่สามารถ
่
ไถพรวนได้ ควรตัดหญ้าให้ระดับชิดผิวดิน แล้วหวานเมล็ดถั่วอัตราสูงถึง 5 กิโลกรัมต่อไร่
3) การปลูกหญ้ารูซีร่วมกับไม้ยืนต้น หญ้ารูซีสามารถเจริญเติบโตได้ในสภาพสวนไม้ยืนต้นทีมี
่
่
่
้
้
แสงส่องผ่านได้พอควร เช่น สวนยางพาราอายุนอย สวนมะพร้าวทีมีอายุตั้งแต่ 15 ปขึนไป แต่ไม่ทน
่
ี
สภาพร่มเงาหนาทึบ
้
๋
ควรใส่ปุยรองพืนสูตร 15-15-15 ในอัตรา 50 ถึง 100 กิโลกรัมต่อไร่ และใส่ปุยไนโตรเจนหลัง
๋
เก็บเกียวทุกครั้งอัตรา 10 กิโลกรัม N ต่อไร่ ในสภาพดินเหนียว และมีนาชลประทานควรใส่ปุยไนโตรเจน
๋
้
่
อย่างเดียว ในอัตรา 20 ถึง 40 กิโลกรัม N ต่อไร่
่
ควรมีการก าจัดวัชพืชหลังปลูกหญ้า 2 ถึง 4 สัปดาห์ ในแปลงปลูกหญ้ารูซีเก่าทีปล่อยสัตว์แทะ
่
เล็มควรมีการก าจัดวัชพืชในช่วงฤดูฝน และควรก าจัดอีกครั้งเมื่อสังเกตว่ามีวัชพืชหนาแนนในแปลง
่
ผลผลิตและคุณภาพของหญ้ารูซี่จะสูงในช่วงฤดูฝน และลดลงมากในช่วงฤดูแล้ง ในแต่ละสภาพ
่
้
้
พืนทีผลผลิตจะแตกต่างกันออกไป โดยจะมีผลผลิตนาหนักแห้งอยู่ในระหว่าง 600 ถึง 3,000 กิโลกรัมต่อ
ไร่ ขึนอยู่กับสภาพความอุดมสมบูรณของดิน และลักษณะภมิอากาศ
์
ู
้
ระยะเวลาตัด ควรตัดครั้งแรกเมื่อหญ้าตั้งตัวได้ดีแล้วประมาณ 60 วันหลังปลูก หลังจากนั้นตัด
่
ทุก 40 ถึง 45วัน จะท าให้ได้หญ้าทีมีคุณภาพดี ถ้าตัดช้าไปกว่านีจะท าให้คุณค่าทางอาหารสัตว์ของหญ้า
้
ลดลงอย่างรวดเร็ว
้
ข้อควรระวัง : ไม่ควรให้ แพะ แกะ และโคอายุนอยกินหญ้ารูซี เพราะหากกินมากเกินไปอาจ
่
เกิดอาการแพ้แสงแดด(photosensitization)ท าให้มีการอักเสบและคันทีผิวหนังรุนแรงจนอาจถึงตายได้
่
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 152
้
้
หญ้าขนหรือหญ้ามอริชัส (para grass หรือ Mauritius)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Brachiaria mutica
็
เปนพืชอายุหลายปหรือพืชค้างป มีการ
ี
ี
้
่
็
่
เจริญเติบโตแบบกึงตั้งกึงเลือย จัดเปนพวกทีมีไหล
่
(Stolon) หรือมีล าต้นทอดยาวไปตามพืนดิน และแตกหนอ
่
้
ใหมพ ร้อมรากทีข้อ (Perennial stoloniferous grass)
่
่
ปล้องระหว่างไหลสั้น ไหลอาจเลือยยาว 200 ถึง 400
้
้
์
เซนติเมตร ในสภาพที่มีนาและดินสมบูรณดีจะยาวถึง 500
่
เซนติเมตร ล าต้นทีเกิดจากข้อของไหลสูง 60 ถึง 90
เซนติเมตร ข้อและกาบใบมีขนสีขาวปกคลุม ลินใบ (ligule)
้
เปนแบบขนอ่อนขาวๆ ตัวใบยาว 10 ถึง 30 เซนติเมตร และกว้าง 8 ถึง 20 มิลลิเมตร มีระบบรากแบบ
็
รากฝอยตืน
้
การปลูกควรปลูกในช่วงต้นฤดู
ฝน ประมาณเดือนพฤษภาคมถึง
กรกฎาคม เพราะหญ้าขนเปนพืชวันสั้น
็
ถ้าปลูกช้าจะเปนช่วงทีหญ้าออกดอก
็
่
ท าให้การเจริญเติบโตไมดี ส่วนภาคใต้
่
สามารถยืดเวลาปลูกถึงเดือนสิงหาคม
่
ไมเกินเดือนกันยายน เพราะจะท าให้
ผลผลิตของหญ้าลดลง
การเตรียมพื้นที่ปลูกควรมีการ
ไถย่อยดิน โดยไถพรวน 2 ครั้ง ซึงใน
่
การไถครั้งที 1 เปนการไถเพือก าจัด
่
่
็
่
วัชพืชที่ปกคลุมอยูให้หมดไป และการ
ไถครั้งที่ 2 เพือท าลายต้นกล้าวัชพืชที ่
่
ขึ้นมาใหม การปรับปรุงแปลงหญ้าเก่า
่
ควรไถพรวนทุก 3 ป ในช่วงต้นฤดูฝน
ี
หญ้าขนติดเมล็ดไม่มากหรือไม ่
ติดเมล็ดเลย จึงต้องปลูกด้วยโดยวิธี
ั
หว่านแถวหรือตัดปกช า แต่การหว่าน
จะสะดวกกว่าและใช้แรงงานนอยกว่า
้
มาก การปลูกอาจท าได้ดังต่อไปนี ้
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 153
้
้
1) การปลูกแปลงหญ้าขนเพียงอย่างเดียว ใช้เถาหว่านลงบนดินทีได้ไถย่อยดินไว้แล้ว ขณะ
่
หว่านเถาหญ้าให้ใช้ไถพรวน พรวนดินกลบอย่างทิงไว้นานเกินไป เพราะจะท าให้เถาตาย หญ้าขน 1 ไร่
้
้
่
สามารถปลูกได้ครั้งละ 12 ไร่ ในกรณีทีพันธุ์หญ้ามีนอย ควรสับเถาปลูกให้เถายาวประมาณ 20 ถึง 25
เซ็นติเมตร หรือมีข้อ 2 ถึง 3 ข้อ ควรปลูกเปนแถวโดยใช้ระยะระหว่างแถว 50 ถึง 100 เซนติเมตร ระยะ
็
ระหว่างต้น 20 ถึง 50 เซนติเมตร
่
ส าหรับในทีลุ่ม เตรียมดินโดยการตีเทือกเหมือนปลูกข้าวแล้วหว่านเหยียบให้จมโคลนหรือปกด า
ั
ด้วยท่อนพันธุ์ให้ปลายโผล่เล็กนอย โดยใช้ระยะปลูกเดียวกัน
้
2) การปลูกหญ้าร่วมกับถั่ว หญ้าขนหรือหญ้ามอริชัสสามารถปลูกร่วมกับถั่วเขตร้อนหลายชนิด
้
่
ได้ดี ในบริเวณทีมีการระบายนาดีควรปลูกถั่วลายหรือถั่วเซนโตร และถั่วเพอโร ส าหรับบริเวณทีชื้นแฉะ
่
่
ปลูกร่วมกับถั่วผีหรือถั่วข้าว ถั่ว สไตโล กรีนลีฟเดสโมเดียม
ในสภาพชุดดินเหนียวราชบุรี การปลูกหญ้าขนร่วมกับถั่วแกรมสไตโล ถั่วเซนโตร และถั่ว
ขอนแก่นสไตโล โดยปลูกหญ้าด้วยท่อนพันธุ์ ใช้ระยะปลูก 50x50 เซนติเมตร แล้วหว่านเมล็ดพันธุ์ถั่ว
่
้
อาหารสัตว์แต่ละชนิดอัตรา 1 กิโลกรัมต่อไร่ ลงในพืนทีว่างระหว่างต้นของหญ้าขน ท าการตัดทุก 30 วัน
จะให้ทั้งผลผลิตและคุณค่าถั่วได้ดี
่
้
หญ้าขนจะตอบสนองการใส่ปุยไนโตรเจนได้ดี ในสภาพพืนทีดินเหนียวและมีการให้นา
๋
้
ชลประทาน ควรใส่ปุยคอกอัตรา 6 ตันต่อไร่ ร่วมกับปุยยูเรีย 40 กิโลกรัม (18.4 Kg N) ต่อไร่
๋
๋
่
์
็
การปลูกหญ้าขนบริเวณพื้นทีสภาพดินพรุซึ่งมีความอุดมสมบูรณต ามีความเปนกรดค่อนข้างสูง
่
่
็
ขาดธาตุอาหารทีจ าเปนต่อการเจริญเติบโตของพืช ควรใส่ปูนขาวเพือปรับสภาพความเปนกรดของดินใน
่
็
อัตรา 2,800 กิโลกรัมต่อไร่ และใส่ปุยซุปเปอร์ฟอสเฟตอัตรา 80 กิโลกรัมต่อไร่ จะช่วยเพิ่มผลผลิตของ
๋
หญ้าขนให้สูงขึ้น ส่วนในสภาพดินทรายชุดดินบ้านทอน ควรใส่ปุยไนโตรเจนและฟอสฟอรัสจะช่วยเพิ่ม
๋
ผลผลิตของหญ้าขนให้สูงขึน
้
ควรก าจัดวัชพืชภายหลังจากการปลูกหญ้าขนประมาณ 2 ถึง 4 สัปดาห์ หญ้าขนเปนหญ้าที ่
็
ตอบสนองต่อความอุดมสมบูรณของดินและการให้นาได้ดี ในสภาพพืนทีดินเหนียว บริเวณภาคกลางควร
้
้
์
่
ให้นาในช่วงแล้งทุก 14 ถึง 21 วัน
้
หญ้าขน เจริญเติบโตในดินเกือบทุกชนด มีคุณค่าทางอาหารสูงหากมีการจัดการดินและปุยดี
๋
ิ
่
้
การปลูกหญ้าขนเพือนาไปใช้เลียงสัตว์สามารถท าได้โดยปลูกหญ้าขนอย่างเดียว หรือปลูกร่วมกับถั่ว
อาหารสัตว์ได้ดี
1. ผลผลิตและคุณคาทางอาหารสัตว์ของหญาขน ผลผลิตของหญ้าจะแตกต่างกันไป ขึนกับ
้
่
้
้
้
สภาพพืนทีดินฟาอากาศและวิธีการจัดการแปลงหญ้า หญ้าขนจะให้ผลผลิตนาหนักแห้งตั้งแต่ 1.4 ถึง
้
่
3.7 ตันต่อไร่ต่อป การตัดหญ้าขนจะท าการตัดครั้งแรกเมื่อหญ้ามีอายุประมาณ 60 วัน หลังจากนั้นจะท า
ี
่
การตัดทุกๆ 30 ถึง 45 วัน ซึงจะท าให้ค่าโปรตีนรวมตั้งแต่ 6 ถึง 10%
่
้
2. ผลผลิตและคุณคาทางอาหารสัตว์หญาผสมถั่วอาหารสัตว์ แปลงหญ้าขนสามารถเพิ่ม
คุณค่าทางอาหารให้สูงขึนได้โดยการปลูกพืชตระกูลถั่วแซมระหว่างต้นหญ้า ท าการตัดหญ้าผสมถั่วครั้ง
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 154
้
้
แรกหลังการปลูก 60 วัน และตัดครั้งต่อไปทุก 30 วัน จะท าให้ได้ทั้งผลผลิตสูง และมีคุณภาพดี หญ้าขน
ปลูกร่วมกับถั่วแกรมสไตรโลหรือถั่วเซนโตรโปรตีนสูงถึง 10.37 เปอร์เซนต์
หญ้าเนเปยร์ (Napier grass)
ี
ชื่อวิทยาศาสตร์ Pennisetum purpureum
หญาคิงส์เนเปยร์
ี
้
ี
้
หญาเนเปยร์ธรรมดา
ี
็
ี
เปนหญ้าที่มีอายุหลายป แตกกอดี ใบดก สายพันธุ์ที่นิยมปลูกคือ หญ้าเนเปยร์แคระ(cv. Mott.)
ี
ี
หญ้าเนเปยร์ธรรมดา และหญ้าเนเปยร์
ี
ลูกผสมซึงมี 2 สายพันธุ์คือ หญ้าเนเปยร์
่
่
ยักษ์(cv. Kinggrass)และหญ้าบานา(Bana
็
่
ี
ซึงเปนลูกผสมระหว่างหญ้าเนเปยร์กับหญ้า
่
เพิร์ลมิลเล็ท จึงมีชือวิทยาศาสตร์ว่า
Pennisetum purpureum x Pennisetum
americanum) ทุกสายพันธุ์เจริญเติบโตใน
ดินร่วนปนทรายจนถึงดินเหนียว แต่ต้องมี
์
้
การระบายนาดีมีความอุดมสมบูรณสูงจึง
เหมาะส าหรับปลูกในเขตชลประทาน
ี
หญ้าเนเปยร์ไมทนสภาพนาท่วมขัง และไม ่
้
่
่
ทนต่อการแทะเล็มเหยียบย าของสัตว์
ผลผลิตนาหนักแห้ง 3 ถึง 4 ตันต่อไร่ต่อป ี
้
โปรตีนประมาณ 8 ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ของ
นาหนักแห้ง
้
การปลูกควรเตรียมดินโดยการไถ
พรวน 2 ถึง 3 ครั้ง ย่อยดินให้มีขนาดเล็ก
และร่วนซุย ปลูกโดยใช้ท่อนพันธุ์เท่านั้น
(ท่อนพันธุ์ควรมีอายุ 4 ถึง 6 เดือน มีข้อติดอยู 1 ถึง 2 ข้อ) ระยะปลูก 75 x 75 เซนติเมตร ปลูกหลุมละ
่
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 155
้
้
่
ั
้
่
2 ท่อน ปกเอียงให้ข้ออยูใต้ดินลึก 1 ถึง 2 นิว กลบดินและเหยียบให้แนน ในพืนที 1 ไร่ ใช้ท่อนพันธุ์
่
้
ประมาณ 300 ถึง 500 กิโลกรัม
้
๋
้
ก่อนปลูกควรมีการใส่ปุยรองพืนสูตร 15-15-15 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ นอกจากนีอาจมีการใส่
ปุยคอกร่วมด้วยเพือเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน
๋
่
ภายหลังการตัดทุกครั้งควรใส่ปุยยูเรียในอัตรา
๋
10 ถึง 20 กิโลกรัมต่อไร่ ก าจัดวัชพืชครั้งแรก 2
ถึง 4 สัปดาห์แรกหลังปลูก
ควรตัดครั้งแรกเมือหญ้ามีอายุ 60 ถึง
่
70 วัน และตัดครั้งต่อไปทุก 30 ถึง 45 วัน ช่วง
้
ฤดูฝนหญ้าโตเร็วอาจตัดอายุนอยกว่า 30 วันได้
หญาแนเปยร์แคระ และควรตัดชิดดิน ถ้าสังเกตเห็นรากลอยควรท า
ี
้
การพรวนและพูนดินกลบโคน หญ้าเนเปยร์
ี
เหมาะส าหรับใช้เลียงโค กระบือ ในรูปหญ้าสดหรือหญ้าหมัก ไม่เหมาะส าหรับท าหญ้าแห้ง
้
หญ้าแพงโกล่า (Pangola grass)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Digitaria decumbens
เปนหญ้าอายุหลายป ลักษณะล าต้นกึ่ง
ี
็
่
่
้
เลือยกึงตั้ง ล าต้นเล็กไมมีขน ใบเล็กเรียวยาว
ุ่
ดกและอ่อนนมเหมาะส าหรับท าหญ้าแห้ง ทน
้
้
นาท่วมขังระยะสั้นๆได้ ขึนได้ตั้งแต่ดินทรายไป
จนถึงดินเหนียว แต่จะเจริญเติบโตได้ดีในดินที ่
มีความอุดมสมบูรณสูงหรืออยูในทีลุ่มเขต
่
์
่
ชลประทาน ให้ผลผลิตนาหนักแห้งประมาณ 5
้
ถึง 7 ตันต่อไร่ต่อป มีโปรตีนประมาณ 7 ถึง 11
ี
้
เปอร์เซ็นต์ของนาหนักแห้ง
ปลูกโดยใช้ท่อนพันธุ์อัตรา 250 ถึง
็
300 กิโลกรัมต่อไร่ ในพื้นที่ลุ่ม ให้ท าเปนเทือก
แบบนาหว่านนาตมปรับระดับนาให้สูง 10 ถึง
้
้
15 เซนติเมตร หว่านท่อนพันธุ์ให้ทั่วแปลง
(ท่อนพันธุ์ควรมีอายุประมาณ 60 วัน) แล้วนาบ
้
้
กดท่อนพันธุ์ให้จมนา แช่ทิงไว้ประมาณ 7 วัน
้
้
แล้วระบายนาออกทิงไว้ 30 วัน ปล่อยนาเข้า
้
แปลงอีก โดยคาดว่านาจะแห้งหมดภายใน 2
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 156
้
้
้
วัน ส่วนในพืนทีดอน หลังจากไถพรวนแล้วชักร่องห่างกัน 30 เซนติเมตร ลึกประมาณ 10 เซนติเมตร
่
่
็
วางท่อนพันธุ์ 3 ถึง 5 ท่อน เรียงต่อกันเปนแถวและเหยียบให้แนน
ก่อนปลูกควรมีการใส่ปุยรองพืนสูตร 15-15-15 อัตรา 50 ถึง 100 กิโลกรัมต่อไร่ นอกจากนีอาจมี
๋
้
้
การใส่ปุยคอกร่วมด้วยเพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน หลังการตัดทุกครั้งควรใส่ปุย ยูเรีย (46-0-0) ในอัตรา
๋
๋
่
10 กิโลกรัมต่อไร่ โดยใส่ครั้งแรกหลังตัด 1 วัน และครั้งที 2 หลังตัด 10 ถึง 15 วัน
ควบคุมวัชพืชโดยตัดปรับทุก 45 ถึง 60 วัน 2 ถึง 3 ครั้ง หรือใช้สารก าจัดวัชพืช 2,4-D จ านวน
้
้
่
ี
๊
150 กรัม ละลายนาได้ 100 ลิตร ( 5 ปบ) ต่อพืนที 1 ไร่
ควรตัดครั้งแรกเมือหญ้ามีอายุ 60 วัน และตัดครั้งต่อไปทุกๆ 40 วัน โดยตัดสูงจากพืนดิน
่
้
ประมาณ 5 ถึง 10 เซนติเมตร ถ้าปล่อยสัตว์เข้าแทะเล็มในแปลงหญ้าควรปล่อยครั้งแรกเมือหญ้าอายุ 90
่
้
วัน หญ้าแพงโกล่าเหมาะส าหรับใช้เลียง โค-กระบือ ในรูปหญ้าสด หญ้าแห้ง หรือหญ้าหมักได้
หญ้ากินนี (Guinea Grass)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Panicum maximum
กินนธรรมดา กินนสม่วง
ี
ี
ี
เดิมนิยมปลูกหญ้ากินนีธรรมดา ต่อมาได้มีการคัดเลือกปรับปรุงพันธุ์เปนหญ้ากินนีสีมวง
่
็
็
ี
(Panicum maximum cv. TD58) เปนหญ้าที่มีอายุหลายป ลักษณะเปนกอตั้งตรงแตกกอดีใบดกทนต่อ
็
้
่
็
สภาพร่มเงาได้ดี เหมาะสมส าหรับไปปลูกบนพื้นที่ดอนทีเปนดินเหนียวจนถึงดินทราย และในพืนที่เขต
ชลประทาน ปลูกขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและหนอพันธุ์ ตอบสนองต่อการให้นาและปุยได้ดี ให้ผลผลิต
้
่
๋
้
้
ี
นาหนักแห้งประมาณ 2.5 ถึง 3 ตันต่อไร่ต่อป มีโปรตีนประมาณ 8 ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ของนาหนักแห้ง
็
การปลูกด้วยเมล็ดควรเตรียมดินให้ดีเปนพิเศษ โดยไถพรวน 2 ถึง 3 ครั้ง
ปลูกโดยการหว่าน อัตรา 1 ถึง 2 กิโลกรัมต่อไร่ หรือโรยเมล็ดเปนแถวระยะระหว่างแถว 50
็
เซนติเมตร ไม่ควรกลบเมล็ด ส่วนการเพาะกล้าใช้เมล็ด 1 กิโลกรัม เพาะในพืนที 200 ตารางเมตร เมื่อ
้
่
อายุต้นกล้า 1 เดือน ให้ย้ายปลูกหลุมละ 3 ต้น ระยะปลูก 50x50 เซนติเมตร จะปลูกได้ 3 ไร่ หรือใช้แยก
่
หนอจากต้นเก่ามาปลูกใช้ระยะปลูก 50x50 เซนติเมตรเช่นกัน แต่ต้นหญ้าจะโตช้ากว่าการปลูกด้วยต้น
กล้า
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 157
้
้
้
๋
้
ก่อนปลูกควรมีการใส่ปุยรองพืนสูตร 15-15-15 ในอัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ นอกจากนีอาจมีการ
ใส่ปุยคอกร่วมด้วยเพือเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน หลังการตัดทุกครั้งใส่ปุยยูเรียในอัตรา 10 กิโลกรัมต่อไร่
่
๋
๋
่
ก าจัดวัชพืชครั้งแรก 3 ถึง 4 สัปดาห์หลังปลูก และหากมีวัชพืชขึ้นมากอาจก าจัดวัชพืชครั้งที 2
หลังจากครั้งแรก 2 เดือน
ควรตัดครั้งแรกเมื่อหญ้ามีอายุ 60 วัน หลังจากนั้นจึงจะท าการตัดทุกๆ 30 ถึง 40 วัน โดยตัดสูง
้
้
จากพืนดิน 10 ถึง 15 เซนติเมตร เหมาะส าหรับใช้เลียงโค กระบือในรูปหญ้าสด ท าหญ้าหรือปล่อยสัตว์
เข้าแทะเล็มได้
หญ้าสตาร์ (Star grass)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Cynodon plectostachyus
้
่
็
็
ี
เปนหญ้าที่มีอายุหลายป มีไหลทีเลือยยาวรวดเร็วปกคลุมพื้นดินที่ว่างเปนชั้นหนา ต้นคล้ายกับ
หญ้าแพรกแต่สูงกว่า มีถิ่นก าเนิดในอัฟริกาตะวันออก ทนแล้งได้ดี ปลูกได้ในเขตนาฝนที่ 500 ถึง 750
้
ี
มิลลิเมตร/ป ทนต่อการเหยียบย าและการแทะเล็ม การจัดการต้องคอยตัดอย่าให้ไหลเลื้อยยาว มีข้อเสีย
่
คือหากไม่ต้องการจะเปนวัชพืชทีก าจัดยาก
็
่
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 158
้
้
หญาสตาร์
้
พืชตระกลถัว (Legumes)
่
ู
ทีกรมปศุสัตว์ส่งเสริมให้ปลูก เช่น
่
ถัวคาวาเคด (Cavalcade)
่
ชื่อวิทยาศาสคร์ Centrosema pascuorum cv. Cavalcade
้
็
เปนพืชฤดูเดียว ลักษณะเปนเถาเลือยมี
็
สัดส่วนของใบมากว่าล าต้น ใบดกไมร่วงหล่นง่ายจึง
่
เหมาะท าถั่วแห้ง ปลูกขยายพันธุ์ด้วยการใช้เมล็ด โค
่
ชอบกิน แต่ผลผลิตค่อนข้างต าในแต่ละช่วงฤดูปลูก
จะให้ผลผลิตนาหนักแห้งประมาณ 1 ตันต่อไร่ต่อป ี
้
มีโปรตีน 14 ถึง 18 % ของนาหนักแห้ง
้
็
การปลูกควรเตรียมดินให้ดีเปนพิเศษ โดย
็
ไถพรวน 2 ถึง 3 ครั้ง ปลูกโดยใช้เมล็ดพันธุ์โรยเปน
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 159
้
้
แถวอัตรา 4 กิโลกรัมต่อไร่ ระยะห่างระหว่างแถว 25 ถึง 50 เซนติเมตร ควรเริ่มปลูกตั้งแต่ปลายเดือน
เมษายนและไม่ควรเกินเดือนสิงหาคม
้
ก่อนปลูกควรมีการใส่ปุยรองพืนสูตร 12-24-12 ในอัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ นอกจากนีอาจมีการ
้
๋
่
ใส่ปุยคอกร่วมด้วยเพือเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน
๋
้
ก าจัดวัชพืชครั้งแรก 3 ถึง 4 สัปดาห์หลังปลูก และก าจัดวัชพืชอีกครั้งหนึงถ้ายังมีวัชพืชขึน
่
่
หนาแนน
การตัดเพือนามาให้สัตว์กินหรือผลิตเปนถั่วแห้ง ควรตัดเมือถั่วมีอายุ 60 ถึง 90 วัน ตัดสูงจาก
่
่
็
้
พืนดิน 10 ถึง 20 เซนติเมตร ตัดได้ 2 ถึง 3 ครั้งต่อป ี
ถัวไมยรา (Hedges Luceern)
่
ชื่อวิทยาศาสตร์ Desmanthus virgatus
็
ี
เปนถั่วมีอายุหลายป ลักษณะเปนพุ่มค่อนข้างตั้งตรงสูงประมาณ 2 ถึง 3.5 เมตร ใบและดอก
็
คล้ายกระถินแต่มีขนาดเล็กกว่า เจริญเติบโต
์
่
ได้ดีในดินทีมีความสมบูรณค่อนข้างสูงมีการ
แพร่กระจายของฝนดี หรือในเขตชลประทาน
้
่
ข้อเสียคือไมทนต่อสภาพนาท่วมขัง ดินทราย
้
และดินกรดจัด ให้ผลผลิตนาหนักแห้ง
ี
ประมาณ 2 ถึง 3 ตันต่อไร่ต่อป โปรตีน
ประมาณ 17 ถึง 18 เปอร์เซ็นต์ของนาหนัก
้
แห้ง
การปลูกควรเตรียมดินให้ดีเปนพิเศษ โดยไถพรวน 2 ถึง 3 ครั้ง ก่อนปลูกต้องท าการเร่งความ
็
งอกของเมล็ดก่อน โดยการนาเมล็ดไปแช่นาร้อนอุณหภูมิ 80 องศาเซลเซียส นานประมาณ 5 นาที
้
่
เพือให้เมล็ดงอกอย่างสม าเสมอ ใช้เมล็ดพันธุ์อัตรา 2 กิโลกรัมต่อไร่ โรยเมล็ดเปนแถวห่างกัน 30 ถึง 60
็
่
เซนติเมตร
้
ก่อนปลูกควรใส่ปุยรองพืนสูตร 12-24-12 ในอัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ นอกจากนีควรใส่ปุยคอก
๋
๋
้
่
ร่วมด้วยเพือเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน
้
่
ก าจัดวัชพืชครั้งแรก 2 ถึง 4 สัปดาห์หลังปลูก และก าจัดวัชพืชอีกครั้งหนึงถ้าวัชพืชยังขึน
่
็
หนาแนน ควรมีการก าจัดวัชพืชตามความจ าเปน
ควรตัดครั้งแรกเมื่ออายุ 60 ถึง 70 วัน และตัดครั้งต่อๆไปทุกๆ 30 ถึง 45 วัน โดยตัดสูงจาก
พืนดินประมาณ 30 เซนติเมตร ถั่วไมยราเหมาะส าหรับใช้เลียง โค-กระบือ ในรูปถั่วสดหรือถั่วแห้ง
้
้
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 160
้
้
่
ถัวฮามาต้า (Hamata)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Stylosanthes hamata cv. Verano
ี
็
้
่
เปนถั่วอายุ 2 ถึง 3 ป ลักษณะเปนพุ่มเตียตั้งตรง แตกกิ่งก้านแผ่คลุมพืนทีได้กว้าง เหมาะ
้
็
่
้
ส าหรับปลูกในพืนทีดอน ทนต่อสภาพแห้งแล้ง เจริญเติบโตได้ดีตั้งแต่
ดินทรายจนถึงดินร่วนปนเหนียว แต่ไม่เหนียวจัด ทนทานต่อการแทะ
เล็มเหยียบย าของสัตว์ได้ดี แต่ไม่ทนต่อสภาพพืนทีแฉะและนาท่วมขัง
่
้
้
่
้
ี
ให้ผลผลิตนาหนักแห้งประมาณ 1.5 ถึง 2.0 ตันต่อไร่ต่อป มีโปรตีน
้
ประมาณ 16 ถึง 18 เปอร์เซ็นต์ ของนาหนักแห้ง
้
การปลูกควรเตรียมพืนทีดีเปนพิเศษ โดยไถพรวน 2 ถึง 3
็
่
ครั้ง ปลูกโดยใช้ท่อนพันธุ์อัตรา 1.5 ถึง 2 กิโลกรัมต่อไร่ หว่านหรือ
โรยเปนแถวๆห่างกัน 30 ถึง 50 เซนติเมตร โดยก่อนปลูกต้องมีการ
็
เร่งความงอกของเมล็ดก่อน โดยการนาเมล็ดไปแช่นาร้อนอุณหภูมิ 80
้
องศาเซลเซียส นาน 5 ถึง 10 นาที
๋
ก่อนปลูกควรใส่ปุยรองพืนสูตร 12-24-12 ในอัตรา 30 ถึง 50 กิโลกรัมต่อไร่ นอกจากนีอาจมีการ
้
้
๋
๋
้
ี
ิ
ใส่ปุยคอกร่วมด้วยเพือเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน ในปต่อๆไปควรใส่ปุยทริปเปลซุปเปอร์ฟอสเฟต (0-46-0)
่
ในช่วงฤดูฝนของทุกป ในอัตรา 20 ถึง 30 กิโลกรัมต่อไร่
ี
่
ก าจัดวัชพืชครั้งแรก 3 ถึง 4 สัปดาห์หลังปลูก และก าจัดวัชพืชครั้งที 2 หลังจากครั้งแรก 1 ถึง 2
เดือน
้
ควรตัดครั้งแรกเมื่ออายุ 60 ถึง 70 วัน โดยตัดสูงจากพืน 10 ถึง15 เซนติเมตร แต่ถ้าปล่อยสัตว์
เข้าแทะเล็ม ควรปล่อยแทะเล็มครั้งแรกเมื่อถั่วอายุ 70 ถึง 80 วัน หลังจากนั้นจึงจะท าการตัดหรือปล่อย
้
สัตว์แทะเล็มทุกๆ 30 ถึง 45 วัน ถั่วฮามาต้าเหมาะส าหรับใช้เลียงโค กระบือ ในรูปของถั่วสดหรือถั่วแห้ง
ได้
กระถิน (Leucaena)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Leucaena leucocephala
ประโยชน - เปนรั้วกั้นอาณาเขตบ้าน หรือสวนไม ่
์
็
ต้องลงทุนหาไม้อื่นๆ
- ได้ไม้ เช่น เผาถ่าน ท าฟน
ื
็
- ใช้ยอดอ่อนเปนอาหารคน
- ได้ใบเปนอาหารสัตว์
็
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 161
้
้
่
หากประสงค์จะใช้ไม้เพือใช้สอย ควรใช้พันธุ์กระถินยักษ์ เช่น ไอวอรีโคส K8 พันธุ์ฮาวาย แต่
ิ
พันธุ์กระถินในต่างประเทศ เช่น อินโดนีเซีย ฟลิปปนส์ มีแมลงท าลายมาก ควรระวัง อาจใช้พันธุ์
ิ
้
พืนบ้านของไทยดราก็ได้ แต่โตช้ากว่า
็
็
ปลูกโดยใช้เมล็ดหยอดเปนแถวชิด หรือประมาณ 30 ซม. หยอดเปน 4 แถว เมล็ดทีใช้ปลูกควร
่
แช่นา 80 องศาเซลเซียส นาน 2 ถึง 3 นาที นาออกผึงแดดให้แห้งแล้วเก็บไว้ปลูก หรืออาจปลูกโดยเพาะ
้
่
็
กล้าไว้ก่อนถอนต้นกล้าไปปลูกเปนแถวๆตามความประสงค์ โดยเพาะให้กล้าโตสูงประมาณ 60 ซม. แล้ว
้
่
้
ถอนและริดใบออก นาไปปลูก ทั้งนีเพือปองกัน ไก่ สุกร ท าลาย
๋
๋
๋
๋
การใส่ปุย อาจใช้ปุยคอก หรือปุยเคมี ตามแต่จะหาได้ ปุยคอกใช้อัตรา 3 ตันต่อไร่ โดยหว่านกับ
ดินให้เข้ากันดี ส่วนปุยเคมีใช้ปุยฟอสเฟตและ
๋
๋
่
โปแตสเซียมเมือเริ่มปลูก อัตราปุยขึนอยูกับ
้
๋
่
์
ความอุดมสมบูรณของดิน ในดินร่วนทรายจัดควร
่
็
ใส่อัตราไมต ากว่า 25 ถึง 30 กก./ไร่ ถ้าเปนกรด
่
ควรแก้โดยการใช้ปูนขาวหรือปูนมาลตาม
ค าแนะนาของเจ้าหนาทีทางดินปุยโดยเฉพาะ ใน
๋
่
้
แหล่งดินแหล่งทรายและกรดจัด มักมีธาตุ
็
อะลูมิเนียมซึงเปนพิษกับกระถิน สมควรอย่างยิ่ง
่
ทีจะใส่ปุยแก้กรดและลดพิษดังกล่าว มิฉะนั้น
๋
่
่
กระถินจะไม่เจริญเติบโตเท่าทีควร
หลังจากกระถินงอกควรปล่อยให้สูง
ประมาณ 1.5 เมตรจึงเริ่มตัด หลังจากครั้งแรก
แล้วในการตัดครั้งต่อๆไป อาจตัดให้ต ากว่านี ้
่
่
แล้วแต่ความต้องการ ส่วนระยะชวงการตัด ริดใบ
อาจใช้ช่วง 50 ถึง 60 วัน ถ้าปล่อยนานเกินไป
จะแตกกิ่งรุงรัง อาจตัดให้กินใบสด โดยให้โคกิน
ตัวละ 3 ถึง 4 กก.ต่อวัน โดยในระยะแรกควรให้
้
กินนอยๆก่อนประมาณ 1 ถึง 2 สัปดาห์ แล้วเพิ่ม
่
ให้กินถึง 3 ถึง 4 กก. โดยกินปนกับหญ้าสด หรือฟาง หรือวัสดุเหลือใช้อย่างอืนๆ เช่น ใบอ้อย เศษ
ข้าวโพด ฯลฯ
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 162
้
้
วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร
่
่
ผลผลิตจากการปลูกพืชเพือผลิตเมล็ดจ าหนาย เช่น ข้าวโพด ถั่วเหลือง มันส าปะหลัง ยอดอ้อย
และ ฟางข้าว สามารถนามาใช้เลียงโคได้
้
ตนข้าวโพด ตนถั่วเหลือง หัวมันส าปะหลัง
้
้
ยอดอ้อย
่
ชือวิทยาศาสตร์ Saccharum offcinarum Linn.
็
้
เปนผลพลอยได้จากการปลูกอ้อยเพื่อท านาตาล ใน
แต่ละประหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงมีนาคมยอดอ้อยไม่นอย
้
ี
้
ั
่
กว่า 10 ตันทีถูกเผาหรือฟนทิงหลังฤดูกาลตัด ยอดอ้อยมี
คุณค่าทางโภชนะใกล้เคียงกับฟางข้าว มีโปรตีนประมาณ 4
่
่
์
ถึง 6% แต่มีเยือใยส่วนทีใช้ประโยชนดีกว่า มีความหวาน
่
็
และนากินมากกว่าฟางข้าว ช่วงแล้งขาดแคลนหญ้าสดจะเปนระยะที่มียอดอ้อยจ านวนมาก สามารถนา
ยอดอ้อยสดมาให้มีขนาดเล็กลงเพือเสริมหญ้าหรือใช้เปนอาหารหยาบหลักแทนหญ้า และเสริมด้วย
็
่
อาหารข้นหรือใบพืชตระกูลถั่วต่างๆเช่นเดียวกับการใช้หญ้าเปนอาหารหลัก ถ้ามียอดอ้อยปริมาณมากๆ
็
่
สามารถนามาหมัก ซึงอาจจะใส่หรือไมใส่นาตาลลงไปด้วยก็ได้โดยมีวิธีหมักเช่นเดียวกับการหมักหญ้า
้
่
ั
และสามารถนาออกมาใช้ในช่วงที่ขาดแคลนอาหารหยาบจะสามารถแก้ปญหาการขาดแคลนพืชอาหาร
็
์
็
สัตว์และเปนการนาผลพลอยได้การเกษตรมาใช้ประโยชนได้เปนอย่างดี
ยอดอ้อยสามารถใช้เปนอาหารโค-กระบือได้ทั้งในลักษณะสด แห้ง และหมัก แต่ต้องใช้ร่วมกับ
็
อาหารข้นหรือวัตถุดิบอาหารอื่นๆ เพือเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการให้สูงขึน ดังนั้นจึงต้องปรับปรงคุณค่า
้
่
ุ
โภชนะให้ใกล้เคียงหรือเท่ากับหญ้า โดยวิธี
ี
่
1. วิธทางกายภาพ เปนการท าหญ้าหมัก ท าให้รูปร่างเปลียนแปลงให้มีขนาดเล็กลง สัตว์จะได้
็
กินมาก อัตราการไหลผ่านของอาหารจากกระเพาะเร็วขึน
้
่
่
2. วิธีใช้สารเคมี ซึงอาจจะมีผลท าให้ลักษณะรูปรางและสัดส่วนประกอบทางเคมีเปลียนแปลง
่
อาจท าให้เกิดสัตว์กินได้มากขึน
้
้
ี
้
3. การใชร่วมกันระหว่างวิธกายภาพและใชสารเคม เช่นการสับ และบดร่วมกับสารเคมี
ี
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 163
้
้
ี
้
้
่
4. ใชยอดออยรวมกับอาหารเสริมโปรตน เช่นอาหารข้นและพืชตระกูลถั่วต่างๆ เช่นใบ
กระถิน ใบมัน
ฟางข้าว
ในพื้นที่ปลูกข้าว 1 ไร่ จะมีฟางข้าว 310 ถึง 540
่
กิโลกรัม หรือฟางข้าวทีจะได้เท่ากับจ านวนข้าวเปลือกที ่
ผลิตได้เช่นเดียวกัน
้
การใช้ฟางข้าวอย่างเดียวเลียงโคในฤดูแล้งไม ่
เพียงพอทีจะท าให้โครักษานาหนักตัวอยูได้ เพราะฟาง
้
่
่
่
ข้าวมีคุณภาพต าโคจะมีนาหนักลดลง สามารถเพิ่ม
้
คุณภาพของฟางข้าวได้ดังนี ้
ก. ให้ฟางข้าวเสริมด้วยใบถั่ว ใบกระถิน หรือใบส าปะหลัง ตากแห้งจ านวนวันละ 0.5 ถึง 1
กิโลกรัมต่อตัว จะท าให้โครักษานาหนักในช่วงแล้งได้
้
๋
ข. ให้ฟางข้าวที่ราดสารละลายยูเรีย-กากนาตาล โดยใช้ปุยยูเรีย 1.5 กิโลกรัม กากนาตาล 7.5
้
้
กิโลกรัม ละลายในนา 80 ลิตร (ประมาณ 4 ปบ) แล้วนาไปราดฟางข้าวได้จ านวน 100 กิโลกรัม หรือ
้
ี
่
ประมาณครึงคิว (.05 ลูกบาศก์เมตร)
ค.ใช้ในรูปของฟางปรุงแต่งหรือฟางหมักยูเรีย ซึ่งมีวิธีท าคร่าว ๆ ตามภาพหนาถัดไป จะท าให้โค
้
้
กินได้มากกว่าฟางธรรมดา โดยอาจกินได้ 2 ถึง 3 เปอร์เซ็นต์ของนาหนักโค
๋
ข้อควรระวังในการท าฟางปรุงแต่งคือ อย่าให้โคหรือกระบือได้มีโอกาสกินนาที่ละลายปุยยูเรีย
้
ก่อนที่ใช้ราดฟางข้าวอย่างเด็ดขาด จะท าให้สัตว์ตายได้
่
โคตัวหนึงกินฟางหมักวันละ 5 กก. และควรให้อาหารผสมโปรตีนรวมประมาณ 14 % ให้กินวัน
้
่
ละ 1 ถึง 2 กก. ต่อตัว หรืออย่างนอยทีสุดควรให้กินร าละเอียด 1.5 กก. ร าระเอียดจ านวนนจะไปช่วยให้
้
ี
ฟางหมักทีโคกินเข้าไปมีคุณค่าทางอาหารเพิ่มขึน ซึ่งจะท าให้นาหนักโคเพิ่มขึนวันละ 419 กรัม แต่ถ้าโค
้
้
่
้
้
้
กินฟางปรุงแต่งอย่างเดียวจะเพิ่มนาหนักพียงวันละ 36 กรัมเท่านั้น สิ่งส าคัญก็คือต้องมีนาให้โคกิน
ตลอดเวลา การขาดนาจะท าให้โคกินฟางหมักได้นอยลง
้
้
การหมักฟางแต่ละครั้งควรประมาณให้พอเพียงกับจ านวนโคทีเราเลี้ยงในฟาร์ม หรือตามจ านวน
่
่
โคที่ต้องการจะเลี้ยง โดยกะให้กินหมดบ่อภายในระยะเวลา 3 ถึง 4 สัปดาห์ แล้วท าติดต่อกันโดยทีฟาง
่
่
บ่อใหมสามารถเปดให้กินได้เมือฟางบ่อแรกหมดพอดี ควรทะยอยนาฟางหมักมาให้โคกินครั้งละไมมาก
ิ
่
เกินไป โดยกะประมาณให้กินให้หมดหลังจากนาออกจากหลุมภายใน 4 ชั่วโมง หากนานกว่านี ้
แอมโมเนียในฟางหมักจะระเหยไปมาก ท าให้คุณค่าทางอาหารลดลง
็
่
อย่าให้พลาสติกเปนรู เพราะก๊าซแอมโมเนียจะระเหยออกไปท าให้การปรุงแต่งฟางไมให้ผลดี
่
่
เท่าทีควร อาจใช้เทปใสซ่อมพลาสติกทีขาดได้
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 164
้
้
็
้
่
ุ
ั
ปจจบันมีการอัดฟางข้าวขายเปนฟอน สะดวกในการขนส่งมากขึน ฟาร์มขนาดใหญ่สามารถท า
็
๋
ฟางปรุงแต่งเปนฟอนในหลุมขนาดใหญ่ได้เลย โดยใช้สัดส่วนระหว่างฟางข้าวกับปุยยูเรียเช่นเดียวกัน
่
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 165
้
้
นาฟางลงมากองซอนเรียงกัน
้
้
๋
ละลายปุยยูเรียในถังแล้วฉดพ่นใหฟางชุ่ม
ี
้
้
คลุมดวยพลาสติกไม่ใหอากาศเข้า
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 166
้
้
การจัดการแปลงหญ้า
ประเภทของแปลงหญ้า
้
่
หญ้าทีปลูกไว้นานแล้วเมื่อถึงระยะเวลาหนึงอาจต้องรือปลูกใหม่ พืนทีปลูกซึงต้องใช้ปลูกใหม่
่
้
่
่
ขึนอยู่กับวัตถุประสงค์มีหลังพิจารณาดังนี
้
้
้
่
่
่
่
่
1. แปลงหญาถาวร ได้แก่แปลงหญ้าในทีใดทีหนึงตลอดไป หญ้าทีปลูกครั้งหนึงจะมีอายุนาน
ี
ี
ี
่
ี
หลายป แต่ผลผลิตจะลดลงเมือหญ้ามีอายุ 4 ถึง 5 ป ดังนั้นในปที 4 หรือปที่ 5 จึงควรไถพรวนและปลูก
่
้
ซ่อม ใส่ปุยหรือไถทิงแล้วปลูกใหม่
๋
้
ี
่
็
่
2. แปลงหญาหมุนเวยน เปนแปลงหญ้าทีแนะนาให้ปลูกผสมกับการปลูกพืชไร่ในทีดอนโดย
ี
ปลูกแปลงหญ้า 3 ป แล้วรื้อทิง แล้วปลูกพืชไร่ เช่น มันส าปะหลัง 2 ป แล้วกลับมาปลูกหญ้าอีก 3 ป ี
้
ี
สลับกับไป วิธีนีจะเพิ่มความอุดมสมบูรณของดินทีปลูกพืชไร่ ท าให้พืชไร่มีผลผลิตสูงขึน เช่น มัน
่
์
้
้
ส าปะหลังทีปลูกตามแปลงหญ้าในปแรกจะให้ผลผลิตสูงประมาณ 2 เท่าของผลผลิตปกติ
ี
่
หญ้าผสมถัว
่
็
์
่
พืชตระกูลถั่วจะช่วยเพิ่มโปรตีนแก่หญ้า ซึงจะเปนประโยชนต่อโคเปนอย่างมาก การท าแปลง
็
หญ้าและถั่วมีวิธีการให้เลือกตามความเหมาะสม ดังนี ้
ี
้
้
็
1. ปลูกหญาและถั่วในแปลงเดยวกัน วิธีนีเปนการปลูกด้วยเมล็ดหรือท่อนพันธุ์หญ้ากับถั่วใน
้
ี
่
แปลงเดียวกันตามค าแนะนาทีได้กล่าวมาแล้ว แปลงหญ้าแบบนถ้าดูแลไม่ดีหญ้าจะเจริญเติบโตข่มต้นถั่ว
แต่มีข้อดีคือต้นหญ้ามีโอกาสได้รับธาตุไนโตรเจนจากต้นถั่ว หากจัดการให้ได้สัดส่วนระหว่างหญ้ากับถั่ว
อย่างเหมาะสมแล้ว ไม่จ าเปนต้องใส่ปุยยูเรียอีก
็
๋
้
2. ปลูกหญาและถั่วแยกกัน โดยปลูกหญ้าและถั่วคนละแปลงแยกหัน แต่เวลาจะให้โคกินต้อง
่
เกียวหญ้าและถั่วมาผสมกันในสัดส่วนทีเหมาะสม ควรให้คลุกเคล้ากันเพราะโคจะชอบกินหญ้ามากกว่า
่
้
ต้นถั่ว วิธีนีมีข้อดีคือดูแลจัดการแปลงหญ้าได้ง่าย แต่มีข้อเสียคือต้นหญ้าไม่มีโอกาสได้รับธาตุไนโตรเจน
่
่
่
จากถั่ว จึงจ าเปนต้องใส่ปุยยูเรียเพิ่ม หากมีการรือแปลงหญ้าเพือปลูกใหมควรสลับทีกัน หญ้าทีปลูกใน
่
๋
็
้
แปลงถั่วเดิมจะได้โอกาสใช้ธาตุไนโตรเจนทีสะสมในดินให้เปนประโยชนได้และถั่วทีปลูกในแปลงหญ้า
์
็
่
่
เดิมก็จะช่วยปรับปรุงดินให้สมบูรณมากขึน
้
์
้
3. ปลูกพืชยืนตนตระกูลถั่ว เช่น กระถิน ประดู่ แค แคฝรั่ง มะขามเทศ ทองหลาง ฯลฯ โดยนา
ใบมาให้โคกิน
การทดสอบเปอร์เซ็นต์ความงอกของเมล็ด
ก่อนปลูกหญ้าโดยใช้เมล็ดพันธุ์ควรทดสอบหาเปอร์เซ็นต์ความงอกของเมล็ดหญ้าเสียก่อน
่
่
้
เพราะหากหญ้ามีเปอร์เซ็นต์ความงอกต าจะปลูกขึ้นนอยท าให้เสียเวลาและค่าใช้จายในการเตรียมดิน
เปล่าๆ
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 167
้
้
การทดสอบ (จาก ปรารถนา 2535) ควรท าดังนี ้
1) การจัดหาภาชนะปดฝาได้มิดชิด เช่น กล่องพลาสติก
ิ
้
2) เอากระดาษฟาง หรือกระดาษเช็ดหนา (ทิชชู) พับซ้อนกัน 3-4 ชั้น ให้ขนาดเท่าภาชนะนั้น
่
้
่
วางกระดาษทีพับแล้วลงภาชนะ เอานาหยดลงกระดาษให้ชุ่ม นับเมล็ดหญ้าหรือถั่วทีต้องการทดสอบ
้
จ านวน 100 เมล็ด วางเรียงแถวบนกระดาษนั้น แล้วปดภาชนะให้มิดชิดไม่ให้นาระเหยออกได้ และทิงไว้
้
ิ
ณ อุณหภูมิห้องธรรมดา
่
ิ
3) หลังจากเริ่มทดสอบ 7 วัน เปดภาชนะนั้น ใช้คีมหยิบเมล็ดทีงอกแล้วออกจากภาชนะแล้วปด
ิ
่
้
ฝาไว้เช่นเดิม นับจ านวนเมล็ดทีงอก ถ้าหากความชื้นทีกระดาษมีไมเพียงพอก็ให้หยดนาลงไปอีก 7 วัน
่
่
ต่อมาเปดฝาภาชนะและนับจ านวนเมล็ดงอกอีกครั้งหนึง จ านวนเมล็ดงอก 2 ครั้งรวมกันคือ เปอร์เซ็นต์
่
ิ
การงอกของเมล็ดหญ้าหรือถั่วนั้น
วธการจัดการแปลงหญ้า
ี
ิ
่
่
การจัดการแปลงหญ้าทีดีมีวัตถุประสงค์เพือให้สามารถเพิ่มผลผลิตสัตว์จากแปลงหญ้าให้มาก
ทีสุดโดย
่
1) ผลิตหญ้าได้เพียงพอต่อความต้องการของโค โดยให้ใช้อาหารเสริมนอยทีสุด
้
่
2) ให้มีค่าใช้จ่ายด้านแรงงานต าสุด
่
แต่การจัดการแปลงหญ้าทีดีทีสุดนั้นไมมีวิธีการหรือระบบทีตายตัวแนนอน เปนสิ่งทีผู้จัดการ
่
่
่
่
่
็
่
่
ฟาร์มจะต้องอาศัยทักษะและประสบการณช่วยว่าจะใช้วิธีการใดจึงจะดีทีสุด สิ่งทีนาเสนอในทีนีเปนเพียง
์
่
้
็
่
เพือช่วยให้ผู้จัดการฟาร์มพิจารณาตัดสินใจได้ถูกต้องขึนเท่านั้น
่
้
ปจจัยในการใช้ประโยชน์จากแปลงหญ้า
ั
ประโยชนของพืชหญ้าที่มีต่อสัตว์ขึ้นอยูกับสัดส่วนของล าต้นและใบที่ใช้สังเคราะห์แสงกับส่วน
์
่
ของรากทีใช้ประโยชนจากดิน ถ้าพลังงานถูกสะสมในส่วนของรากซึงสัตว์ใช้ประโยชนไมได้มากเกินไป
่
่
์
์
พืชหญ้านั้นก็จะไมเปนประโยชนต่อสัตว์ ถ้าส่วนยอดของพืช 70 % ถูกสัตว์แทะเล็มย่อมจะมีประโยชน ์
็
่
์
มากกว่าเมื่อถูกแทะเล็มเพียง 30 % ปจจัยเกียวกับประสิทธิภาพการใช้ประโยชนจากทุ่งหญ้าได้แก่
์
่
ั
ี่
1. จ านวนสัตว์ทเข้าไปแทะเล็ม (Stocking Rate) ถ้าสัตว์ไม่เข้าไปแทะเล็มหรือแทะเล็มนอย
้
่
่
้
์
เกินไป สัตว์ขนาดเล็กอื่นๆและแมลงจะพัฒนาขึนเพือใช้ประโยชนแทน ดังนั้นจ านวนสัตว์ทีเหมาะสมจึง
เปนปจจัยส าคัญในการจัดการแปลงหญ้า
ั
็
2. อัตราการเจริญเติบโตของหญา(Growth Rate) มีผลทั้งในแง่ปริมาณผลผลิตของหญ้า
้
็
็
รวมทั้งคุณภาพของหญ้าในระยะต่างๆ จ าเปนต้องทราบว่าจะให้สัตว์เข้าไปแทะเล็มในระยะใดจึงจะเปน
่
์
ประโยชนมากทีสุด
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 168
้
้
หญ้าอ่อนทีอยู่ในระยะการเจริญเติบโตจะมีโปรตีนสูงกว่าหญ้าแก่ เมื่อหญ้าแก่มากขึนโปรตีนจะ
้
่
่
ลดลงอย่างรวดเร็วท าให้ไม่เพียงพอต่อความต้องการของโค ท าให้ขาดไนโตรเจนทีจะไปท าให้จุลชีพใน
้
๋
กระเพาะรูเมนของโคเจริญเติบโต คุณภาพของหญ้าจะเพิ่มขึนเมื่อให้ปุยไนโตรเจน หรือใช้แปลงหญ้า
ผสมถั่ว โปรตีนของถั่วจะไมลดลงแม้ว่าต้นถั่วแก่มากขึน
้
่
จากคุณภาพดังกล่าว ควรให้แม่โคหลังคลอดระยะแรกซึงอยู่ในระยะผสมพันธุ์ และลูกโคหลัง
่
หย่านมได้กินหญ้าอ่อนในแปลงก่อน แล้วปล่อยให้โคระยะอืนๆซึงต้องการอาหารคุณภาพต ากว่าได้กิน
่
่
่
หญ้าแก่ภายหลัง
การหมนเวยนของธาตุอาหาร
ุ
ี
การหมุนเวียนของธาตุอาหารจากสัตว์กลับไปสู่ดินในแปลงหญ้าและจะกลับมาเพิ่มผลผลิตให้กับ
สัตว์อีก ท าให้ธาตุอาหารสามารถหมุนเวียนได้หลายครั้ง มากกว่าร้อยละ 90 ของไนโตรเจนในทุ่งหญ้าที ่
่
ั
ถูกย่อยโดยสัตว์กลับไปสู่ทุ่งหญ้าในรูปของมูลและปสสาวะ มีบางส่วนทีสูญเสียไปในอากาศ การชะล้าง
่
่
้
ของดิน หรือในจุดทีสัตว์อยู่กันหนาแนนเกินไป การขัดขวางวงจรนี เช่น ระบบการตัดหญ้าให้สัตว์กิน จะ
่
ท าความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่แปลงหญ้าถ้าไม่มีการให้ปุย แปลงทีถูกตัดท าหญ้าแห้งหรือหญ้าหมักจะ
๋
ขาดโปแตสเซียมรวดเร็วมาก
ระบบการจัดการแปลงหญ้า
การจัดการแปลงหญ้าอาจจ าแนกตามการใช้ประโยชนได้ดังนี ้
์
ื่
1. การปล่อยสัตว์แทะเล็มอย่างตอเนอง (Continuous Grazing) ได้แก่การปล่อยให้สัตว์กิน
่
หญ้าในพืนทีหนึงตลอดป หรือ ตลอดระยะเวลาหนึง เช่นช่วงทีหญ้าเจริญเติบโต
ี
่
่
่
่
้
ระบบนีหากปล่อยให้สัตว์แทะเล็มตลอดป หญ้าพันธุ์ทีสัตว์ชอบกินจะไมมีโอกาสได้ขยายพันธุ์
้
ี
่
่
และในฤดูแล้งหญ้าอาจขาดแคลน จ าเปนต้องใช้อาหารเสริมช่วย
็
ปจจัยส าคัญของระบบนคือ การก าหนดจ านวนสัตว์ ( Stocking Rate ) ให้เหมาะสมกับผลผลิต
ั
้
ี
้
หญ้า จากการศึกษาในออสเตรเลียและค าแนะนาในเท็กซัส หากมีการจัดการทีดีแล้วระบบนีจะให้
่
ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจมากทีสุด แต่บางแห่งก็แย้งว่าขึนอยู่กับประสิทธิภาพในการจัดการมากกว่า
่
้
จ านวนสัตว์ในแต่ละฤดูอาจแตกต่างกันขึนอยู่กับผลผลิตของหญ้า ในหนาแล้งอาจจ าเปนต้องให้
้
็
้
หญ้าหมัก หญ้าแห้ง หรืออาหารข้นเสริมก็ได้
2. การปล่อยใหสัตว์แทะเล็มแบบหมุนเวยน ( Deferred Rotational Grazing) คือระบบแทะ
้
ี
เล็มทีมีการเคลื่อนย้ายสัตว์หรือต้อนสัตว์จากแปลงหนึงไปอีกแปลงหนึงสลับหมุนเวียนกันไปตามแผนการ
่
่
่
่
้
ทีได้ก าหนดไว้ล่วงหนา
แนวคิดของระบบนีก็คือ ปล่อยให้หญ้าชนิดทีเราต้องการมีโอกาสพักเพือผลิตเมล็ดขยายพันธุ์
่
่
้
่
่
ต่อไปในช่วงระยะหนึง ระบบนีเปนที่เข้าใจกันว่านาจะให้ผลดีกว่าระบบแทะเล็มตลอด แต่ผลการศึกษา
้
็
หลายแห่งทั้งในออสเตรเลียและสหรัฐอเมริกากลับพบว่าให้ผลผลิตต ากว่าเพราะมีปจจัยต่างๆหลายอย่าง
่
ั
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 169
้
้
่
่
้
่
่
่
เข้ามาเกียวข้อง ในกรณีทีมีหญ้าหลายชนิดขึนอยูรวมกันหญ้าพันธุ์ทีสัตว์ไมชอบกินอาจมีโอกาส
เจริญเติบโตได้ดีกว่า ท าให้ผลผลิตของสัตว์ลดลง
ความสูญเสียจากการเหยียบย าและหญ้าส่วนทีเปอนมูลโคจะลดลงถ้าบังคับให้สัตว์แทะเล็ม
่
้
ื
่
หญ้าเปนแถบ ( Strip Grazing)โดยใช้รั้วไฟฟาควบคุม
็
้
การหมนเวียนแปลงหญ้าอาจจัดเปนระบบต่างๆตามระยะเวลาที่สัตว์แทะเล็มหญ้าในแปลงและ
็
ุ
ระยะทีพักแปลงตามตารางที 44
่
่
ตารางท 44 ตัวอย่างการหมุนเวียนแปลงหญ้าในระบบการแทะเล็มแบบหมุนเวียน
ี่
้
จ านวนวันท ี่ เร็ว ปานกลาง ชา
แทะเล็ม 1-7 วัน 7-15 วัน 15-30 วัน
พักแปลง 30-60 วัน 45-60 วัน 90-180 วัน
ทีมา : จาก Hanselka C.W. et al. “ Grazing System for Profitable Ranching” Texas Agri. Extension
่
Service. No. L-2211
ระยะเวลาการแทะเล็มค านวณได้จาก
เวลาการแทะเล็มเฉลี่ย(วัน) = ระยะพักแปลงเฉลี่ย(วัน)/จ านวนแปลงที่พัก
ตัวอย่างเช่น ระยะพักแปลง 60 วัน มี 12 แปลงทีพัก เวลาของการแทะเล็ม = 60/12 = 5 วัน
่
ในระบบหมนเวียนที่นานเกินไป เช่น 21-25 วันท าให้เกิดความสูญเสียจากหญ้าแก่ การย่อยได้
ุ
่
่
ของหญ้าลดลง และส่วนทีสัตว์ไมกินมีมาก ประมาณ 40 %ของพืชทีเจริญเติบโตจะไมถูกสัตว์กิน การใช้
่
่
็
เครืองตัดแต่งแปลงหญ้าเพือรักษาคุณภาพหญ้าเปนการเสียค่าใช้จายและสูญเสียหญ้า และเปนการเพิ่ม
่
่
่
็
ส่วนของล าต้นแทนทีจะเปนพุ่มใบ
็
่
ุ
พื้นที่ชลประทานอาจเหมาะสมในการหมนเวียนระยะสั้น 5 ถึง 7 วัน โดยหลังจากปล่อยให้แทะ
เล็มแล้ว 1-2 ครั้งแล้วให้นาชลประทาน
้
้
้
3. การตัดใหสัตว์กินโดยตลอด ( Zero Grazing) ระบบนีรวมถึง การตัดหญ้าสด การท าหญ้า
่
แห้ง และการท าหญ้าหมัก มีข้อดีคือ ลดความสูญเสียจากการเหยียบย าและการถ่ายมูลของสัตว์ การ
ั
่
่
่
เกียวด้วยมือต้องใช้แรงงานมาก การตัดด้วยเครืองจักรอาจมีปญหาทีลงตัดไมได้ในฤดูฝน ระบบนี ้
่
จ าเปนต้องใช้ปุยในแปลงหญ้าอย่างมาก ต้องใช้แรงงานขนมูลสัตว์และอาจเกิดมลภาวะบริเวณคอกทีขัง
๋
่
็
สัตว์ตลอด
การผลิตหญ้า 1 ตันจ าเปนต้องใช้ไนโตรเจนประมาณ 23 กก. ฟอสเฟต ( P O ) 5 ถึง 7 กก.
็
2 5
็
โปแตช (K O) 18 กก. ดังนั้นการตัดหญ้า 1 ตันจ าเปนต้องใช้ปุยทั้งหมดอย่างนอย 23-7-18 กก. (จาก
๋
้
2
Dorsett J. “Fertilization Effects on Grazing and Haying Operations” Texas Agri. Extension
Service. No. L-2206)
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 170
้
้
จากการศึกษาทีปอร์โตริโก้ การสูญเสียธาตุอาหารของดินเนืองจากการตัดหญ้าออกตลอดปตาม
่
่
ี
ตารางที 45
่
่
ื
ี่
ตารางท 45 ความสูญเสียธาตุอาหารของดินเนองจากการตัดหญ้าออกตลอดป ี
ี
่
ุ
ี
ี
่
ผลผลิตหญ้า/ป ี ปริมาณธาตอาหารทสูญเสยตลอดป(กก./ไร)
้
(กก.นาหนักแห้ง/ไร่) ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โปแตสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม
่
่
่
3,900 50 8 65 19 12
่
ทีมา : Vincente - Chandler et al. 1964. อ้างโดย Williamson G. and Payne W.J.A. 1980. “Animal Husbandry in
the Tropics” 3’rd Ed. Longman; London. (P. 130)
ในปที 2 และ 3 ถ้าหญ้ามีสีเหลืองแสดงว่าขาดธาตุไนโตรเจน หลังจากตัดหญ้าทุกครั้งควรใส่
่
ี
่
ปุยยูเรียในอัตรา 10 กิโลกรัมต่อไร่ หากแปลงหญ้ามีการปลูกถั่วร่วมกับหญ้าในสัดส่วนทีเหมาะสมแล้ว
๋
๋
ถั่วจะให้ธาตุไนโตรเจนแก่หญ้าเองจึงไม่ต้องใส่ปุยยูเรีย
การจัดการเพือเพิมผลผลิตจากแปลงหญ้า
่ ่
แปลงหญ้าในเขตร้อนมีปญหาผลผลิตหญ้ามีมากเกินไปในฤดูฝนแต่ขาดแคลนหญ้าในฤดูแล้ง
ั
การจัดการทีดีจะช่วยให้ใช้ประโยชนจากแปลงหญ้าได้สูงสุด
่
์
1) วางแผนการให้ปุย ไม่ควรให้ปุยในฤดูหรือช่วงทีฝนตกชุกมากเพราะจะท าให้ปุยถูกฝนชะล้าง
๋
๋
๋
่
่
สูญเสียไป ระยะทีส าคัญคือควรให้ปุยตอนเริ่มฤดูฝนและก่อนจะหมดฤดูฝน
๋
2) ในช่วงฝนตกชุกหญ้าอาจเจริญเติบโตจนเกินความต้องการของสัตว์ทีมีอยูในแปลงนั้น ในช่วง
่
่
นีสามารถเพิ่มจ านวนสัตว์ได้อีก หรืออาจท าหญ้าแห้งหรือหญ้าหมักเก็บไว้ แต่การถนอมอาหารดังกล่าว
้
ต้องมีการสูญเสียคุณค่าทางอาหารไปบ้างเมื่อเปรียบเทียบกับการปล่อยให้สัตว์แทะเล็ม
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 171
้
้
3) จัดฤดูการผสมพันธุ์ให้เหมาะสมกับช่วงการเจริญของหญ้า โดยให้ช่วงที่สัตว์ต้องการอาหาร
มากทีสุดตรงกับช่วงทีหญ้าให้ผลผลิตมากทีสุด
่
่
่
4) การใช้แปลงหญ้าผสมถั่วอาจท าให้ปริมาณอาหารสูงสุดในระยะหนึงต ากว่าการปลูกหญ้าอย่าง
่
่
เดียว แต่ถั่วโตช้ากว่าหญ้าจึงท าให้ผลผลิตทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพกระจายนานกว่าหญ้าอย่าง
เดียว ถั่วมีระบบรากลึกและสามารถเติบโตต่อไปได้จนถึงช่วงต้นฤดูแล้งซึงหญ้าหยุดเติบโตแล้ว
่
5) ปลูกพืชตระกูลถั่วแยกอีกแปลงหนึงต่างหาก หรืออาจใช้พืชตระกูลถั่วยืนต้น เช่น กระถิน
่
มะแฮะ ให้สัตว์แทะเล็มหรือตัดให้กินเสริม
6) ก าจัดวัชพืชอย่างเข้มงวดในช่วงทีหญ้าเติบโตได้สูงสุดเพือไม่ให้ไปแย่งอาหารหญ้า
่
่
7) ใช้ระบบชลประทานเสริม
ระยะเวลาทเหมาะสมในการตัดหญ้าหรือปล่อยโคลงแทะเล็ม
่
ี
สิ่งทีใช้พิจารณาว่าเมื่อใดควรตัดหญ้า เมื่อใดควรนาโคออกจากแปลงหรือเปลียนแปลงแทะเล็ม
่
่
อาจใช้อย่างใดอย่างหนึงตามตารางที 46 ดังนี ้
่
่
ตารางท 46 ความสูงและระยะเวลาของการตัดและแทะเล็มหญ้าบางชนิด
ี่
ชนิดหญ้า ระยะหลังจากตัดหรือ ความสูงของหญ้าเมื่อตัด ความสูงทีไม่ควรให้สัตว์ ความสูงทีไม่
่
่
แทะเล็มครั้งก่อน(วัน) หรือเริ่มปล่อยแทะเล็ม แทะเล็มต ากว่านี (ซม.) ควรตัดต ่ากว่านี้
่
้
(ซม.) (ซม.)
หญ้าขน 35-40 45 30 15
หญ้ากินน ี 35-40 45-50 23-30 15
หญ้าเนเปยร์ 35-40 - 20-30
ี
หญ้ากรีนแพนิก 35-40 45-50 20-30 20-30
หญ้าโร้ด 30-40 20 15-20
หญ้ารูซี ่ 40-45 10-15 10-15
หณ้าบัฟเฟล 30-40 10-15 10-15
หญ้าโมล้าส 40-45 20-30 20-30
หญ้าแพสพาลั่ม 35-40 15-20 15-20
์
่
์
ทีมา : จาก วิโรจน วนาสิทธิชัยรัตน และคณะ (2535) “ ชนิดของอาหารสัตว์” ใน “อาหารสัตว์” เอกสารประกอบการ
ฝกอบรม จัดพิมพ์โดย กองปศุสัตว์สัมพันธ์ กรมปศุสัตว์
ึ
1) ระยะเวลาหลังจากการตัดหรือการปล่อยแทะเล็มจากครั้งก่อน เช่น หญ้าขนสามารถตัดได้ใหม ่
หรือปล่อยสัตว์เข้าไปแทะเล็มได้อีกประมาณ 35 ถึง 45 วันหลังจากตัดครั้งทีแล้ว
่
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 172
้
้
่
2) ความสูงของหญ้า เช่นหญ้าขนควรตัดหรือปล่อยให้สัตว์เข้าไปแทะเล็มในแปลงได้เมือสูง
่
่
่
ประมาณ 45 ซม.เวลาตัดหญ้าไมควรตัดต ากว่า 15 ซม. หรือ เมือสัตว์แทะเล็มจนความสูงของหญ้าเหลือ
้
30 ซม.แล้วควรนาสัตว์ออก การจัดการแปลงหญ้าให้สัตว์แทะเล็มสามารถใช้ความสูงนีพิจารณาว่า
จ านวนสัตว์( Stocking Rate )ทีแทะเล็มหญ้าในแปลงนั้นเหมาะสมหรือไม่
่
การค านวณจ านวนโคแทะเล็มหญ้าตอพืนทแปลงหญ้า
่
ี
่
้
ในการวางแผนจัดการแปลงหญ้าให้เหมาะสมกับความต้องการของสัตว์ สามารถค านวณว่าโคแต่
ละระยะต้องการพลังงานเท่าใดจากตารางที 37 ถึง 40
่
แล้วนามาเทียบว่าแปลงหญ้ามีผลผลิตที่ตัดได้เท่าใด คิด
็
่
เปนพลังงานเท่าใด เพือให้สะดวกในทางปฏิบัติจึงได้
จัดท าตารางที 47 แสดงจ านวนไร่ต่อโค 1 ตัว (Stocking
่
Rate)ส าหรับโคระยะต่างๆส าหรับใช้หาจ านวนโคต่อแปลง
หญ้าทีมีอยู่ในระดับผลผลิตต่างๆ
่
สมมติฐานทีใช้ในการค านวณคือ หญ้าสด 1 กก.
่
ุ
้
ให้พลังงาน(ME)เท่ากับ 1.99 Mcal/กก.นาหนักแห้ง หรือ
0.4 Mcal/กก.หญ้าสด ระยะการเติบโตของหญ้าที่สัตว์สามารถแทะเล็มได้ 180 วันหรือประมาณ 6 เดือน
หากต้องการคิดจ านวนสัตว์ตลอดทั้งปให้เอา 2 หารจ านวนพืนทีในตารางที 47
้
่
่
ี
การแบ่งแปลงหญ้า
่
การกั้นรั้วแปลงหญ้าจะสามารถควบคุมการแทะเล็มหญ้าของโคได้ การแบ่งแปลงทีดีควรวางแผน
ให้เหมาะสมกับจ านวนและความต้องการอาหารของโค
ระยะต่างๆ ซึงจะมีผลเกียวพันกับต าแหนงในการสร้าง
่
่
่
คอก โรงเรือน รางให้อาหารเสริม อุปกรณต่างๆที่ต้อง
์
ใช้ในฟาร์ม ปจจัยในการพิจารณาในการแบ่งแปลงได้แก่
ั
1.ระบบการเลยง ผู้เลียงควรจะก าหนดให้
ี
้
้
ชัดเจนว่าจะใช้ระบบการให้อาหารอย่างไร เช่น ระบบ
ปล่อยแปลงหญ้าตลอด ระบบตัดหญ้าสด ท าหญ้าแห้ง
และหญ้าหมักให้กินตลอด หรือระบบผสมผสาน เปนต้น
็
ื่
้
้
2. นาดม ทุกแปลงจะต้องมีนาให้โคดืม ถ้านาดืมมีนอย หญ้าที่จดไกลๆจะถูกโคแทะเล็มนอย
่
้
ุ
้
้
่
้
่
การขุดสระขนาดเล็กในทุกแปลงมีผลดีสู้การสร้างเขือนหรืออ่างเก็บนาขนาดใหญ่แล้วสูบนาส่งไปตาม
้
้
แปลงต่างๆไม่ได้ เพราะโคจะได้กินนาทีสะอาดกว่า การเลียงในทุ่งหญ้าถือหลักว่า โคไม่ควรจะเดินไปกิน
่
้
นาไกลเกิน 5 กม. ดังนั้นควรมีแหล่งนาให้โคกินอย่างนอยทุก 10 กม.
้
้
้
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 173
้
้
่
่
ตารางท 47 พืนทีแปลงหญ้าต่อโค 1 ตัว(Stocking Rate)ทีผลผลิตหญ้าสดของแปลงหญ้าระดับต่างๆ
ี่
้
ชนิดโค นน. การ ต้องการ ต้องการ จ านวนพืนที(ไร่)/โค 1 ตัว ทีผลผลิตหญ้าสด
้
่
่
่
เฉลีย เติบโตต่อ พลังงาน หญ้าสด/ 6ตัน/ 8ตัน/ไร่ 10ตัน/ 12ตัน/ 14ตัน/
(กก) วัน(กก.) ME/วัน วัน(กก.) ไร่ ไร่ ไร่ ไร่
(Mcal)
ลูกโคติดแม่ 135 0.5 7.8 19.5 0.58 0.44 0.35 0.29 0.25
180 0.5 9.7 24.3 0.73 0.55 0.45 0.36 0.31
ลูกโคหย่านม 225 0.5 12.0 30.0 0.90 0.68 0.54 0.45 0.39
เพศ 270 0.5 13.8 34.5 1.04 0.76 0.62 0.52 0.44
เมียหย่านม-1ปี 315 0.5 15.4 38.5 1.15 0.87 0.69 0.58 0.50
โคสาวท้อง 325 0.6 15.7 39.5 1.18 0.89 0.71 0.59 0.51
350 0.6 16.5 41.3 1.23 0.93 0.74 0.62 0.53
375 0.6 17.2 43.0 1.28 0.97 0.78 0.65 0.55
400 0.6 18.0 45.0 1.35 1.01 0.81 0.68 0.58
425 0.6 18.7 46.8 1.41 1.05 0.84 0.70 0.60
450 0.6 19.4 48.5 1.45 1.09 0.87 0.72 0.63
แม่โคท้องและ 350 0.0 16.6 41.5 1.25 0.93 0.75 0.62 0.53
เลียงลูก(ให้นม 400 0.0 17.9 44.8 1.35 1.01 0.81 0.67 0.57
้
5 กก./วัน) 450 0.0 19.1 47.8 1.43 1.07 0.86 0.71 0.61
500 0.0 20.3 50.8 1.51 1.14 0.92 0.76 0.65
550 0.0 21.5 53.8 1.61 1.20 0.97 0.81 0.69
600 0.0 22.6 56.6 1.70 1.27 1.02 0.85 0.73
650 0.0 23.9 59.8 1.79 1.35 1.08 0.87 0.77
โคพ่อพันธุ์จาก 225 0.9 14.0 35.0 1.05 0.79 0.63 0.53 0.45
็
หย่านมเปนต้น 270 0.9 16.1 40.3 1.21 0.91 0.72 0.61 0.52
ไป 315 0.9 18.0 45.0 1.35 1.01 0.81 0.68 0.58
360 0.9 20.0 50.0 1.52 1.17 0.90 0.75 0.65
405 0.9 21.8 54.5 1.64 1.22 0.98 0.82 0.70
450 0.9 23.5 58.8 1.75 1.32 1.05 0.88 0.76
495 0.9 25.3 63.3 1.89 1.43 1.14 0.95 0.81
650 0.4 24.3 60.8 1.82 1.37 1.01 0.91 0.78
700 0.4 25.7 64.3 1.92 1.45 1.16 0.96 0.83
800 0.0 22.6 56.5 1.69 1.27 1.02 0.56 0.72
900 0.0 24.7 61.8 1.85 1.34 1.11 0.93 0.79
1000 0.0 26.8 67.0 2.00 1.51 1.20 1.00 0.86
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 174
้
้
3. รั้วแปลงหญา เปนค่าใช้จายทีส าคัญอย่างหนึงในการท าฟาร์ม การปล่อยแปลงระบบให้สัตว์
่
่
้
็
่
้
แทะเล็มตลอดในช่วงระยะเวลาหนึงจะใช้แปลงหญ้าและกั้นรั้วนอยกว่าระบบแปลงหญ้าหมุนเวียน
่
4. ฤดูผสมพันธุ์ การผสมพันธุ์ตลอดปอาจจ าเปนต้องใช้แปลงหญ้ามากกว่าการจ ากัดฤดูผสม
ี
็
้
พันธุ์ เพราะจะมีโคระยะต่างๆคละกันตลอดป จ าเปนต้องมีจ านวนแปลงมากขึนเพือควบคุมการให้อาหาร
่
็
ี
ให้เหมาะสมกับความต้องการของโคระยะต่างๆ
่
้
้
5. แรงงานและคาใชจ่ายดานพลังงาน ลูกจ้างแรงงานจะหาได้ยากในอนาคต โดยเฉพาะ
คนงานเลียงสัตว์จ าเปนต้องใช้ผู้ทีมีความรับผิดชอบสูงและทุ่มเทเวลาให้ฟาร์มเต็มที อาจต้องให้ค่าจ้างสูง
่
็
่
้
็
เปนพิเศษ ในออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และยุโรป ส่วนใหญ่เจ้าของฟาร์มและสมาชิกครอบครัวจะต้องท า
้
็
่
่
ฟาร์มเองทั้งนั้น ค่านามันในการท าหญ้าหมัก หญ้าแห้ง รวมทั้งการขนไปให้สัตว์กินเปนค่าใช้จายทีส าคัญ
่
่
้
อีกอย่างหนึง การวางผังฟาร์มทีเหมาะสมจะช่วยลดค่าใช้จ่ายเหล่านีได้
ขนาดของแปลงหญ้า
็
ุ
หากตั้งสมมติฐานว่าระบบการปล่อยสัตว์แทะเล็มแปลงหญ้าตลอดระยะฤดูฝนเปนระบบที ่
่
่
เหมาะสมทีสุด การจัดแบ่งแปลงหญ้าอาจใช้ค่าทีค านวณได้จากตารางที 42 ประกอบการพิจารณาในการ
่
ก าหนดพืนทีแปลงหญ้าได้ดังนี ้
่
้
1. แปลงแม่พันธุ์ ส าหรับฟาร์มทีผลิตลูกโคโดยไมปรับปรุงพันธุ์ซึ่งสามารถใช้พ่อโคหลายตัว
่
่
คุมฝูงเดียวกันได้ หรือฟาร์มที่ใช้การผสมเทียม ขนาดแปลงหญ้าที่เหมาะสมที่สุดคือส าหรับโค 100 แม่
หากฟาร์มสามารถผลิตหญ้าสดได้ 8 ตัน/ไร่/ป แมโคในฟาร์มมีนาหนักเฉลียตัวละ 450 กก. จากตารางที ่
่
่
้
ี
47 จ านวนพื้นที่ที่ใช้เลียงได้คือ 1.09 ไร่/ตัว/วัน ดังนั้นแมโค 100 ตัวควรใช้พื้นที่แปลง 109 ไร่ หากคิด
่
้
พ่อโคหรือโคที่ใช้ตรวจจับการเปนสัดขนาด 600 กก.อีก 4 ตัวๆละ 1.37 ไร่จะเท่ากับ 5.48 ไร่ และลูกโค
็
่
ติดแม่ขนาดเฉลีย 135 กก.อีก 80 ตัวๆละ 0.44 ไร่เท่ากับ 35.2 ไร่ ดังนั้นแปลงแม่พันธุ์ขนาด 100 แม่ของ
้
ฟาร์มนีควรมีพื้นที 109 + 5.48 + 35.2 = 150 ไร่ การค านวณพื้นทีแปลงอืนๆสามารถท าได้เช่นเดียวกัน
่
่
่
ทั้งนีควรเผื่อพืนทีคอกและอ่างนาไว้ด้วย
่
้
้
้
่
่
็
่
แปลงทีปรับปรุงพันธุ์โดยใช้พ่อโคคุมฝูงซึงต้องทราบเบอร์พ่อของลูกทีเกิด จึงจ าเปนต้องใช้พ่อ
้
โค 1 ตัวคุมแต่ละฝูง การปรับปรุงพันธุ์หากตั้งเปาหมายจะใช้พ่อโคแต่ละตัวผสมพันธุ์เพียง 2 ป ผลิตลูก
ี
โคเพศเมียต่อพ่อโคจ านวนอย่างนอย 20 ตัว ดังนั้นพ่อโค 1 ตัวควรผสมแม่โคปละ 30 แม่ จะให้ลูกโคหย่า
ี
้
่
ี
นมเพศเมียประมาณปละ 12 ถึง13 ตัว เมือเปนโคสาวผสมพันธุ์อาจคัดออกเหลือปละ 10 ตัว ใช้พ่อพันธุ์
ี
็
2 ปจะได้ลูกสาวต่อพ่อ 20 ตัวตามทีตั้งเปาหมายไว้
ี
่
้
แปลงหญ้าส าหรับแมโค 30 ตัว ใช้พืนทีส าหรับแมโค(จากตารางที 42)ตัวละ1.09 ไร่เปน
่
่
่
็
่
้
จ านวน 32.5 ไร่ ลูกโคติดแมประมาณ 28 ตัวๆละ 0.44 ไร่จ านวน 12.3 ไร่ และพ่อโค 1 ตัว 1.37 ไร่ รวม
่
พืนทีแปลงทั้งหมดประมาณ 46 ไร่
้
่
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 175
้
้
2. แปลงลูกโคหย่านม ลูกโคช่วงหย่านมควรได้แทะเล็มในแปลงหญ้าคุณภาพดี รั้วต้อง
แข็งแรงไม่ให้ลูกโคหนีไปหาแม่ได้ แปลงต้องอยู่ห่างจากแปลงแม่พันธุ์แต่ต้องไม่อยูไกลการดูแล และมี
่
์
็
ความสะดวกในการใช้อุปกรณต่างๆ เช่น คอกคัดสัตว์ โรงพ่นเห็บ เปนต้น
3. แปลงโคพ่อพันธุ์ รั้วจะต้องมีความแข็งแรงเปนพิเศษเพือไม่ให้พ่อโคหนีมาแอบผสมนอก
่
็
่
ฤดูผสมพันธุ์ คุณภาพแปลงหญ้าต้องดีเพือให้พ่อโคมีสุขภาพแข็งแรงเสมอ
4. แปลงโคสาว ควรแยกโคสาวเลียงต่างหากเพือให้สามารถดูแลเอาใจใส่ในการผสม การ
้
่
คลอด และการผสมซ ้า แปลงควรอยู่ห่างจากแปลงพ่อพันธุ์เพือหลีกเลียงการแอบผสมนอกฤดู
่
่
5. แปลงโคขุน โคขุนทีเติบโตอย่างสม าเสมอจะให้ซากคุณภาพดี แปลงหญ้าโคขุนจึงควรมี
่
่
้
่
คุณภาพดี อยู่ห่างไกลการรบกวน ควรมีการไล่ต้อนให้นอยทีสุด
6. แปลงโคปวย ควรอยูใกล้คอกคัดสัตว์ และอยู่ใกล้ส านักงานหรือทีอยู่อาศัยเพือสามารถ
่
่
่
่
ดูแลได้สะดวก
การใช้ประโยชน์จากแปลงหญ้า
หญ้าจะเริ่มตัดให้สัตว์กินได้ครั้งแรกหลังจากปลูกนาน 50 ถึง 60 วัน และต่อไปจะตัดให้สัตว์
้
กินได้ทุกๆ 30 ถึง 45 วัน ขึนอยู่กับความชื้นและความอุดมสมบูรณของดิน ควรตัดหญ้าให้โคกินโดยตัด
์
สูงจากพืนดินประมาณ 8 เซ็นติเมตร เพือให้หญ้าเจริญเติบโตดีต่อไป ไม่ควรปล่อยให้หญ้าแก่เกินไป
่
้
เพราะต้นหญ้าจะสูงและมีใบแข็งแรง จะท าให้หญ้ามีคุณภาพต า แปลงหญ้า 1 ไร่ จะตัดหญ้าสดได้
่
ี
ประมาณ 3.5 ถึง 4.5 ตันต่อป
การตัดหญ้าเลี้ยงสัตว์ควรหมนเวียนตัดเปนหย่อมๆ กะให้โคกินพอดีในแต่ละวัน หลังจากตัด
็
ุ
๋
๋
๋
ทุกครั้งควรใส่ปุยบ ารุง อาจใช้ปุยอินทรีย์ เช่น มูลโค ปุยหมัก หรือปุยเคมี โดยใช้ยูเรียหว่านทับ
๋
่
๋
่
่
หญ้ารูซีหากปลูกเดือนพฤษภาคม หากมีฝนสม าเสมอมีการให้ปุยและดูแลดีจะเกียวได้
ประมาณเดือนกรกฎาคม ถึงต้นเดือนสิงหาคม ได้หญ้าสดประมาณไร่ละ 3 ตัน แล้วหลังจากนั้นจะเกียว
่
ต้นเดือนกันยายนได้อีก 3 ตัน กลางเดือนตุลาคมอีก 3 ตัน และปลายเดือนพฤศจิกายนอีกประมาณ 1
ตัน รวมผลผลิตประมาณ 10 ตัน/ไร่
ถั่วฮามาต้าหากปลูกเดือนพฤษภาคม จะเก็บได้ประมาณเดือนสิงหาคมได้ต้นสด 1.5 ถึง 2
ตันต่อไร่ และในเดือนตุลาคมอีกประมาณ 1.5 ถึง 2 ตันต่อไร่
การเลียงโคพันธุ์ตากด้วยอาหารหยาบ
้
่
การเลี้ยงโคเนือทีมีประสิทธิภาพต่อเศรษฐกิจส่วนรวมของประเทศควรเลี้ยงด้วยอาหารหยาบให้
้
มากที่สุด โครงการสร้างโคเนือพันธุ์ตากได้สนับสนนโคพันธุ์ตากให้กองอาหารสัตว์ กรมปศุสัตว์ไปใช้ใน
้
ุ
้
่
การศึกษาทดสอบและสาธิตในพืนทีต่างๆ ผลการทดสอบมีดังนี ้
้
ในการเลียงโคพันธุ์ตากแบบแทะเล็มในแปลงหญ้าแพงโกล่าทีสถานีพัฒนาอาหารสัตว์สุโขทัย
่
็
่
ระหว่างวันที 1 เมษายน 2545 ถึง 1 กุมภาพันธ์ 2546 ใช้พื้นที่ปลูกหญ้าแพงโกล่า 3 ไร่ แบ่งเปนแปลง
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 176
้
้
ย่อย 3 แปลงๆละ 1 ไร่ แต่ละแปลงย่อยจะถูกแบ่งโดยรั้วไฟฟาเปนแปลงขนาด 2.65 x 40 เมตรอีก 15
้
็
่
แปลง ปล่อยโคลงแทะเล็มหญ้าทีอายุ 30 -45 วันจ านวน 3 แปลงแบบหมุนเวียนแปลงละ 15 วัน หลังจาก
๋
โคออกจากแปลงย่อยแล้วได้ให้นาและใส่ปุยยูเรียสูตร 46-0-0 อัตรา 20 กก./ไร่ แบ่งใส่ 2 ครั้งๆละ 10
้
่
้
่
่
กก. จากการเลียงโคพันธุ์ตากเพศผู้ไมตอนจ านวน 3 ตัวทีเลียงปล่อยแทะเล็มทีมีการจัดการอย่าง
้
ประณีตดังกล่าว สามารถเลียงโคโดยใช้พื้นทีตัวละ 1 ไร่ในระยะการเลียง 306 วัน โดยเริ่มทดสอบโคมี
้
้
่
้
่
้
่
่
้
นาหนักเฉลียตัวละ 221 กก. นาหนักสุดท้ายเฉลีย 394 กก. ได้นาหนักเพิ่มเฉลีย 173 กก. อัตราการ
่
เจริญเติบโตเฉลีย 570 กรัม/วัน
้
การเลียงแบบตัดหญ้าแพงโกล่าให้โคกินทีสถานีพัฒนาอาหารสัตว์พิจิตรระหว่างวันที 10
่
่
่
้
็
มิถุนายน 2545 ถึง 10 กุมภาพันธ์ 2546 ใช้พืนทีปลูกหญ้าแพงโกล่า 2 ไร่ แบ่งเปนแปลงย่อย 5 แปลงๆ
ุ
ละ 640 ตารางเมตร(16 x 40 เมตร) ตัดหญ้าแปลงละ 7 วันหมนเวียนไปจนครบ 5 แปลง ท าให้หญ้ามี
อายุการตัด 35 วัน ใส่ปุยยูเรียสูตร 46-0-0 อัตรา 20 กก./ไร่ โดยใส่หลังตัด 10 กก./ไร่ และเมือหญ้าอายุ
่
๋
็
็
25 วันอีก 10 กก. ผลผลิตหญ้าในเดือนมิถุนายน 2545 คิดเปนผลผลิตสด 2,848 กก./ไร่ หรือคิดเปน
้
็
นาหนักแห้ง 712 กก./ไร่ ในเดือนมกราคม 2545 คิดเปนผลผลิตสด 2,137 กก./ไร่ หรือคิดเปนนาหนัก
็
้
้
้
แห้ง 534 กก./ไร่ ตัดหญ้าไปเลียงโคพันธุ์ตากเพศผู้ไมตอนจ านวน 3 ตัวที่เลียงขังยืนโรง ระยะเวลาใน
่
้
็
การเลียง 8 เดือนหรือ 245 วัน โคกินหญ้าสดเฉลี่ยตัวละประมาณ 27 กก./วัน คิดเปนนาหนักแห้ง 8.06
้
้
กก./วัน หรือ 2.42 % ของนาหนักตัว เริ่มทดสอบโคมีนาหนักเฉลี่ยตัวละ 240 กก. นาหนักสุดท้ายเฉลี่ย
้
้
333 กก. ได้นาหนักเพิ่มเฉลีย 93 กก. อัตราการเจริญเติบโตเฉลีย 376 กรัม/วัน
้
่
่
่
่
สถานีอาหารสัตว์เพชรบุรีได้ทดสอบการใช้หญ้ากินนีสีมวงเลี้ยงโค โดยปลูกหญ้ากินนีสีมวง 1.8
๋
้
่
ไร่ ระหว่างวันที 25 พฤษภาคม 2544 ถึง 3 พฤษภาคม 2545 ระยะเวลา 268 วัน ก่อนปลูกใส่ปุยรองพืน
สูตร 15-15-15 อัตรา 50 กก./ไร่ ปลูกหญ้าโดยใช้ท่อนพันธุ์หลุมละ 2 ท่อน ระยะปลูกระหว่างหลุม 50 x
้
้
้
50 ซม. ให้นาด้วยระบบสปริงเกอร์ในระยะฝนทิงช่วงขนาดเล็กทุก 7 วัน ตัดหญ้ามาเลียงโคครั้งแรก
หลังจากปลูก 60 วัน ครั้งต่อๆไปตัดทุก 26 วัน ตัดครั้งละประมาณ 110 ตารางเมตร ระยะเวลาดังกล่าว
้
็
้
ตัดหญ้าได้ 11 ครั้ง ได้หญ้านาหนักสดรวม 16,623 กก./ไร่ คิดเปนนาหนักแห้ง 3,547 กก./ไร่ หรือใน
่
้
พืนที 1.8 ไร่ สามารถผลิตหญ้าสดได้ 29,921 กก. จากการนาหญ้าสดดังกล่าวประมาณ 25,505 กก. ไป
เลียงโคพันธุ์ตากจ านวน 3 ตัว โคสามารถกินได้ประมาณ 23,311 กก. คิดเปน 91.39 % ระหว่างเดือน
็
้
้
็
สิงหาคมถึงตุลาคมมีหญ้าสดเหลือไว้ท าหญ้าแห้งประมาณ 3,473 กก. คิดเปนนาหนักแห้ง 650 กก. ใช้
่
เสริมกับหญ้าสดให้กินในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเมษายน เริ่มทดลองนาหนักโคเฉลีย 218 กก. เมือ
่
้
้
สิ้นสุดการทดลองนาหนัก 416 กก. ได้นาหนักเพิ่ม 243 กก. อัตราการเจริญเติบโตเฉลี่ย 850 กรัม/วัน
้
โดยมีอัตราสูงสุด 1.231 กก./ตัว/วัน ในเดือนธันวาคม ตลอดการทดลองโคกินอาหารหยาบแห้งเฉลีย
่
7.11 กก./ตัว/วัน ประสิทธิภาพการเปลี่ยน อาหาร 8.35 ต้นทุนค่าหญ้าทั้งหมด 1.61 บาท/กก. หากไม ่
คิดค่าแรงงานต้นทุนจะลดลงเหลือ 1.11 บาท/กก.
่
การใช้แปลงหญ้ากินนีสีมวงผสมถั่วท่าพระสไตโลทีสถานีพัฒนาอาหารสัตว์มหาสารคามโดย
่
พืนที 4 ไร่เปนแปลงแทะเล็มและส ารองเสบียงสัตว์ มีการให้นาแบบเครืองผสมเทียมในฤดูแล้งเดือนละ 2
้
่
็
่
้
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 177
้
้
๋
๋
ครั้งๆละ 1 วัน ใส่ปุยสูตร 15-15-15 อัตรา 50 กก./ไร่ แบ่งใส่ 2 ครั้ง และเฉพาะแปลงหญ้าใส่ปุยยูเรียอีก
อัตรา 5 กก./เดือน แบ่งเปนแปลงย่อยจ านวน 8 แปลงๆละ 800 ตารางเมตรส าหรับเลียงโคพันธุ์ตาก 2
้
็
ุ
ตัว แทะเล็มหมนเวียนในแปลงย่อยแปลงละ 4-5 วันระหว่างเดือน ธันวาคม 2544 ถึงเดือน กันยายน
้
2546 ระยะเวลาในการเลียง 632 วัน โคอายุประมาณ 20 เดือน โคตัวแรกนาหนักเริ่มต้น 386 กก.
้
้
้
่
่
้
้
นาหนักสุดท้าย 784 กก. ได้นาหนักเพิ่ม 398 กก. นาหนักเพิ่มต่อวันเฉลีย 630 กรัม ตัวที 2 นาหนัก
้
่
้
้
เริ่มต้น 457 กก. นาหนักสุดท้าย 850 กก. ได้นาหนักเพิ่ม 396 กก. นาหนักเพิ่มต่อวันเฉลีย 630 กรัม
เช่นเดียวกัน
่
การเลียงโดยใช้แปลงหญ้ากินนีสีม่วงร่วมกับถั่วไมยราทีสถานีพัฒนาอาหารสัตว์เลยในพืนที 6 ไร่
่
้
้
เปนแปลงหญ้ากินนีสีม่วง 3 ไร่และถั่วไมยรา 3 ไร่ แบ่งเปนแปลงย่อยขนาด 8 x 80 เมตร 15 แปลง ใช้รั้ว
็
็
่
ไฟฟากั้นแปลงโดยวางแนวตัดขวางให้มีทั้งหญ้าและถั่วอย่างละครึง หญ้าและถั่วทีเหลือจากการแทะเล็ม
่
้
้
ได้ตัดท าเสบียงสัตว์แห้งและหมัก มีการให้นาแบบพ่นฝอยในฤดูแล้ง ใส่ปุยสูตร 15-15-15 อัตรา 50 กก./
๋
ไร่ แบ่งใส่ 2 ครั้ง และเฉพาะแปลงหญ้าใส่ปุยยูเรียสูตร 46-0-0 อีกอัตรา 10 กก./ไร่ หลังจากปล่อยแทะ
๋
ุ
้
เล็ม เลียงโคพันธุ์ตาก 3 ตัว แทะเล็มหมนเวียนในแปลงย่อยแปลงละ 2 วันระหว่างเดือน มีนาคม 2545
ถึงเดือน มิถุนายน 2546 รวม 15 เดือน ระยะเวลาในการเลียง 215 วัน โคมีนาหนักเริ่มต้นเฉลีย 430
้
่
้
้
้
้
่
กก. นาหนักสุดท้าย 615 กก. ได้นาหนักเพิ่ม 185 กก. นาหนักเพิ่มต่อวันเฉลีย 859 กรัม
ผลการศึกษาทดสอบข้างต้นเกษตรกรสามารถนาไปปรับใช้ในการเลียงโคพันธุ์ตากด้วยอาหาร
้
่
็
หยาบเพือเปนการเลียงส าหรับส่งตลาดเนือโคทั่วไป หรือส าหรับเลียงโคพันธุ์ตากเพือเตรียมก่อนทีจะ
่
่
้
้
้
้
เลียงขุนเพือส่งตลาดเนือคุณภาพดีต่อไป
่
้
ถนนและทางโคเดิน
่
็
้
การมีถนนมากเกินไปท าให้ต้องสร้างรั้วเพิ่มขึนอีกด้านหนึง จึงควรมีถนนเท่าที่จ าเปนเท่านั้น
พืนถนนทีแข็งโคจะเดินไม่สบายเพราะเจ็บกีบ
้
่
่
ฟาร์มในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์จะสร้างทางโคเดิน(Laneway)ทะลุถึงแปลงหญ้าต่างๆเพือ
็
้
ใช้ไล่ต้อนโค ช่องทางนีกว้างประมาณ 20 เมตร ตรงกลางเปนถนนกว้างประมาณ 3 เมตรส าหรับ
ยานพาหนะทีใช้ในฟาร์มวิ่ง เวลาไล่ต้อนโคๆจะหลบลงไปเดินด้านข้างถนนทีเปนหญ้าจะได้ไมเจ็บกีบ
็
่
่
่
็
้
่
็
็
ช่องทางนีสามารถกั้นเปนบล๊อกๆเพือใช้เปนแปลงหญ้าชั่วคราวได้ด้วย ถนนช่วงที่มีรั้วกั้นเปนบล๊อกจะ
ท าเปนสะพานทีมีพืนเปนท่อนาขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 50 มม.วางตามแนวขวางถนนห่างกันท่อนละ
่
้
็
็
้
ประมาณ 10 ซม. ช่วงสะพานนีเรียกว่ากริด(Grid) ส่วนกริดนีกว้างประมาณ 3 เมตรเท่ากับความกว้าง
้
้
ของถนน ยาวประมาณ 2 เมตร โคจะกลัวไมยอมเดินข้าม “กริด”นี ดังนั้นบนถนนจึงไมจ าเปนต้องท า
็
่
้
่
่
ิ
ประตูกันโคท าให้เวลาขับรถผ่านไมต้องลงไปเปดประตู แต่ด้านข้างจากกริดไปจนถึงรั้วแปลงหญ้าจะมี
ิ
ิ
่
่
ลวดหนามกั้น ข้างหนึงจะมีประตูรั้วลวดหนามเพือให้เปดปดได้เวลาต้อนโคผ่าน
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 178
้
้
้
ถนนและทางโคเดินระหว่างแปลงหญา
ทีมา : Agnote No. 1397/81 Victoria Dept. of Agr.
่
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 179
้
้
รั้วแปลงหญ้า
รั้วลวดหนามมีราคาแพง ควรใช้กั้นบริเวณ
รอบฟาร์มหรือแปลงหญ้าถาวร
การแบ่งแปลงย่อยชั่วคราวเพือควบคุมการ
่
แทะเล็มของโคสามารถใช้รั้วไฟฟาจะมีราคาถูกกว่า
้
่
้
และสามารถปรับเปลียนขนาดพืนทีแปลงหญ้าให้
่
เหมาะสมกับจ านวนโคทีแทะเล็มได้ รั้วไฟฟามีทั้ง
้
่
่
้
แบบใช้กระแสไฟฟาทีใช้ตามบ้านหรือกระแสสลับและ
ใช้แบตเตอรีส าหรับจดทีกระแสไฟฟาไปไมถึง
ุ
่
้
่
่
่
ปจจบันเกษตรกรรายย่อยนิยมใช้กันมาก โดยใช้เส้นลวดตากผ้าขนาดเล็กแทนลวดไฟฟาทีท ามาจาก
้
ุ
ั
้
็
บริษัท แล้วใช้เศษถุงพลาสติกมัดเปนระยะให้โคเห็นได้ชัด โดยจะปล่อยกระแสไฟฟาในระยะแรกให้โคไม ่
กล้าเข้าใกล้ เมื่อโคเข็ดแล้วจึงจะปล่อยกระแสไฟนานๆครั้ง
้
้
กล่องควบคุมกระแสไฟฟา และลวดไฟฟากั้นโค
ุ
่
แปลงหญ้าทีท ารั้วถาวร ประตูเข้าออกตรงกลางรั้วท าให้ไล่โคเข้าออกยาก ควรท าประตูทีมม
่
่
ุ
แปลง ประตู 4 บานตรงทีรั้วตัดกันท าให้สะดวกในการต้อนโคเวลาเปลียนไปแปลงต่างๆ ถ้าประตูอยู่มมที ่
่
สูงจะดีกว่าเพราะโคชอบเดินขึนทีสูง
้
่
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 180
้
้
คาใช้จ่ายในการปลูกหญ้า
่
่
ตัวอย่างการคิดค้นทุนในการจัดท าแปลงหญ้า 1 ไร่ โดยไม่รวมค่าแรงไว้แสดงตารางที 48 ราคา
่
อาจเปลียนแปลงไปในแต่ละท้องถิ่น
่
้
่
้
่
่
ี่
่
ตารางท 48 ตัวอย่างการคิดคาใชจายในการจัดท าแปลงหญา 1 ไร โดยไมรวมคาแรงงาน
ี
ปท ี่ รายการ จ านวน ราคาตอ กก. รวม
่
1 พันธุ์หญ้า 1 กก. 60 บาท 60 บาท
พันธุ์ถั่ว 1 กก. 50 บาท 50 บาท
๋
ปุยเคมีหินฟอสเฟต 50-100 กก. 2.40 บาท 120-240 บาท
15-15-15 30 กก. 6.50 บาท 195 บาท
ปุยยูเรีย 10 กก. 6.00 บาท 60 บาท
๋
้
รวมทั้งสิน 485-605 บาท
่
(เฉลีย 543 บาท)
2 ปุยยูเรีย 30 กก. 6.00 บาท 180 บาท
๋
๋
้
ิ
ปุยทริปเปลซูเปอร์ฟอสเฟต 20 กก. 9.50 บาท 190 บาท
(สูตร) 0-46-0 รวมทั้งสิน 370 บาท
้
3 ปุยยูเรีย 30 กก. 6.00 บาท 180 บาท
๋
ปุยทริปเปลซูเปอร์ฟอสเฟต 20 กก. 9.50 บาท 190 บาท
ิ
๋
้
้
(สูตร) 0-46-0 รวมทั้งสิน 370 บาท
ี
เฉลียปละ 430 บาท
่
่
ทีมา : กองอาหารสัตว์ กรมปศุสัตว์ จากคู่มือประกอบการฝกอบรมเกษตรกรผู้นา (อพปต.) มีนาคม 2536 จัดพิมพ์โดย
ึ
ึ
กองฝกอบรม กรมปศุสัตว์
หากเกษตรจ้างไถพืนที จะต้องเสียค่าจ้างไถบุกเบิกพืนทีไร่ละประมาณ 1,000 ถึง 1,500 บาท
้
่
้
และไถพรวนอีกไร่ละประมาณ 300 ถึง 400 บาท
การท าหญ้าหมัก
่
่
หญ้าหมัก หมายถึง พืชอาหารสัตว์ต่างๆทีเก็บรักษาไว้ในสภาพความชื้นสูงในทีไม่มีอากาศ การ
เก็บถนอมโดยการหมักนี สามารถอยูได้เปนเวลานาน โดยส่วนประกอบต่างๆ และคุณค่าของอาหารไม ่
่
็
้
่
เปลียนแปลง หญ้าหมักสามารถเก็บไว้ใช้เปนอาหารสัตว์ในช่วงขาดแคลนหญ้าสด
็
่
ส าหรับเกษตรกรรายยอย สามารถท าหญ้าหมักในบ่อขนาดเล็ก หรืออาจท าเก็บไว้ในถุงพลาสติก
่
่
ก็ได้ พืชทีนามาใช้หมักอาจเปนพืชสดหรือพืชทีตากแห้งก็ได้
็
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 181
้
้
หลุมหญ้าหมัก
่
่
่
ควรอยูใกล้กับแปลงหญ้าทีใช้ท าหญ้าหมักให้มากทีสุดเพื่อลดค่าใช้จ่ายในการขนหญ้าสดมาท า
่
หญ้าหมัก เพราะช่วงการท าหญ้าหมักเมือขนหญ้ามาใส่หลุมแล้วต้องวิ่งรถเปล่ากลับไปขนเที่ยวใหมอีก
่
ท าให้เสียค่าใช้จาย 2 เที่ยว หลุมควรอยูระหว่างแปลงที่ท าหญ้าหมักกับคอกโคที่จะนาไปใช้เลี้ยงเพือจะ
่
่
่
ได้ขนหญ้าหมักในระยะทางทีสั้น
่
้
้
ี
ี
้
์
หลุมหญ้าหมักลาดซเมนตแบบเป ิ ดดานหัวดานเดยว แบบเป ิ ด 2 ดาน
้
ปล่อยใหโคมากินเอง
โดยมีแผงกั้นโค
หลุมแบบท าด้วยไม้
การตัดหญ้า
ถ้าใช้ต้นข้าวโพด ข้าวฟาง ควรตัดเมื่อพืชติดเมล็ดอ่อนๆโดยเมล็ดยังมีลักษณะเปนนานมอยู ่
็
้
่
้
้
ให้บีบเมล็ดดูจะมีนาสีขาวในเมล็ดแบบแปงละลายนา ถ้าปล่อยให้ล าต้นแก่จะมีกากเพิ่มขึน ส าหรับหญ้า
้
้
้
อื่นๆควรตัดในระยะหญ้าเริ่มออกดอก เมื่อตัดแล้วควรหั่นพืชเปนชินๆขนาดยาวประมาณ 1 นิว
้
็
การบรรจุหลุมหรือถุง
่
่
็
นาพืชหั่นแล้วมาเรียงเปนชั้นๆ ในกรณีทีใช้หญ้า(ไมใช้ข้าวโพดหรือข้าวฟาง) เมื่อเรียงชั้นแรก
่
่
่
้
ี
้
้
่
แล้วต้องใช้กากนาตาลละลายนาแล้วพรมให้ทั่ว เหยียบย าให้แนนแล้วนาพืชลงไปอีกชั้นหนึง ท าเช่นนจน
่
้
่
เต็มหลุม ใช้กากนาตาลประมาณ 30 ถึง 50 กก.ต่อหญ้า 1 ต้น ในกรณีทีพืชตระกูลถั่วปนอยูด้วยอาจใช้
้
ิ
กากนาตาลถึง 80 กก.ต่อหญ้า 1 ต้น แล้วปดหลุมคลุมด้วยพลาสติกไม่ให้อากาศเข้าได้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 182
้
้
การเปดใช้
ิ
ิ
ิ
หลังจาก 3 ถึง 4 สัปดาห์ สามารถเปดหญ้าหมักใช้ได้ หากยังไม่เปดใช้ก็สามารถเก็บไว้ได้
ิ
่
ิ
่
็
เปนระยะเวลานาน ควรเปดพลาสติกเฉพาะส่วนทีจะเอาออกใช้ในแต่ละวัน เมือเปดแล้วต้องทยอยใช้
จนกว่าจะหมดหลุมนั้น ถ้าไม่ใช้หญ้าหมักทีเหลือจะเสือมคุณภาพใหม่ๆ โคอาจไม่ชอบกินเพราะยังไม ่
่
่
คุ้นเคย เมื่อคุ้นเคยแล้วโคจะชอบกิน
่
็
้
หญ้าหมักทีคุณภาพดีควรมีสีเขียวแกมเหลือง ไม่มีราเกิดขึน (โดยจะเห็นเปนสีขาวๆกระจายอยู ่
่
หญ้าหมัก) มีกลิ่นหอมของกลิ่นแอลกอฮอล์ปนบางๆไมมีกลิ่นแบบกลิ่นพืชเนา
่
ข้อดีของหญ้าหมักคือคุณภาพดีและโคชอบกินกว่าหญ้าแห้ง แต่ผู้ท าต้องมีความรู้ความช านาญ
็
ิ
เปลืองแรงงาน และเมื่อเปดหลุมเปนราเสียง่าย
การท าหญ้าหมักในถุงพลาสติก
์
่
เหมาะส าหรับเกษตรกรรายย่อย อุปกรณทีใช้
้
- ถุงพลาสติกสีด าขนาด 30x40 นิว
้
- แบบกล่องไม้ทรงกระบอกขนาดเส้นรอบวง 60 นิว สูง 20 นิว
้
- เชือกฟางส าหรับผูกปากถุง
- เทปใสปดรูรั่ว
ิ
- หากถุงพลาสติกรั่วให้ใช้เทปใสปดรอยรั่วให้สนิท
ิ
- เก็บไว้ในทีร่มหลังจากนั้น 21 วัน หญ้าสดจะเปลียนสภาพเปนหญ้าหมัก
่
่
็
้
่
็
็
้
ึ
หั่นหรือสับหญ้าใหเปนชิ้นเล็กๆ ยาว 1 ถง 2 นิ้ว เหยียบใหแนนเปนชั้นๆในกล่องไม้
ถอดแบบออก รวบปากถุง ผูกใหแนน หญ้าหมัก 1 ถุงหนกประมาณ 40 กก.
ั
้
่
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 183
้
้
การท าหญ้าแห้ง
การตัด
หญ้าและถั่วโดยทั่วไปควรตัดให้เหลือล าต้นสูงจาก
้
้
้
พืนดินประมาณ 1 คืบ (6 ถึง 7นิว) ตัดสูงเกินไปจะได้ผลผลิตนอย
ตัดต าเกินไปจะได้ส่วนของต้นทีแข็งและยังกระทบกระเทือนต้นพืช
่
่
่
มากเกินไป ท าให้พืชตายหรือไมสามารถขยายพันธุ์ต้องปลูกใหม ่
็
้
เปนเหตุให้เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึนในฤดูปต่อไป
ี
การท าแห้ง
สามารถท าได้ 2 วิธี
- ตากหรือผึงแดดให้แห้ง
่
- ใช้เครื่องมือช่วยท าให้แห้ง
การตัดผึงแดดให้แห้งในแปลงหญ้าปลูกจะต้องพยายามเกลียให้ส่วนของพืชกระจายอย่าง
่
่
่
สม าเสมอ และเปนระเบียบไม่หนาเกินไปจะท าให้หญ้าหรือถั่วแห้งได้เร็วและพร้อมกัน การกลับหญ้าอาจ
็
่
ท าให้การรวบรวมหญ้าท าได้ง่าย การกลับด้านล่างขึ้นผึ่งแดดจะช่วยแห้งได้เร็วแต่ต้นทุนค่าเครืองมือสูง
่
มากไม่คุ้มค่าทีนามาใช้
หญ้าแห้งที่ดีควรมีความชื้นประมาณ 15% เมือเก็บไว้จะไมเปนราหรือเกิดความร้อนจากการ
็
่
่
้
หมักซึงอาจท าให้เกิดไฟไหม้ได้จึงควรตากพืชไว้ 2 ถึง 3 แดด จะได้หญ้าแห้งที่มีความชืนพอดี ไมควร
่
่
ตากนานมากกว่านี ้
ควรตรวจสอบความชืนว่าเหมาะสมหรือไมโดยการใช้เล็บขูดผิวต้นหรือเถา ถ้าขูดเยือผิวต้น
้
่
่
่
ออกแสดงว่ายังมีความชื้นมากเกินไป ถ้าขูดไม่ออดแสดงว่าใช้ได้หรือนาพืชทีตากมาสักก ามือบิดดูถ้าไม่มี
ร่องรอยความชืนตามส่วนทีบิดหรือล าต้นทีแตกแสดงว่าแห้งพอแล้ว
่
้
่
การท าอัดฟอน
่
้
ควรท าการอัดฟอนในตอนเช้าขณะที่หญ้าแห้ง ความชืนจากนาค้างจะช่วยให้ในส่วนของใบ
้
่
้
่
่
่
่
้
พืชไม่แห้งกรอบ และหลุดร่วงจากต้นเมื่ออัดฟอนแล้วควรทิงฟอนหญ้าผึงแดดไว้ครึงวันเพื่อให้นาค้างแห้ง
่
่
่
ก่อนนาเข้าเก็บ การอัดฟ ่อนหญ้าแห้งด้วยเครื่องอัดฟอนจะสะดวกกว่าและรวดเร็ว แต่เครืองอัดฟอนและ
่
ลวดมีราคาแพงมากจึงไม่คุ้มค่าทีเกษตรกรรายย่อยจะนามาใช้ ควรอัดโดยใช้แรงงานคนโดยนาหญ้าแห้ง
ที่ตากดีแล้วใส่ในลังไม้ที่มีขนาดกว้าง 45 ซม. ยาว 70 ซม. สูง 45 ซม. เหยียบให้แนน อัดจนเต็มลังไม้
่
่
้
่
่
ทับด้วยเชือกปอที่พอวางพาดในลังไม้ก่อนใส่หญ้าผู้มัดให้แนน ก็จะได้ฟอนหญ้าแห้งนาหนักฟอนละ 10
ิ
่
่
ิ
กิโลกรัม ดันฟอนหญ้าแห้งออกจากก้นลังทีติดบนพับส าหรับปด-เปดได้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 184
้
้
การเก็บรักษาหญ้าแห้ง
่
้
ควรเก็บรักษาหญ้าแห้งไว้ในทีโปร่งอากาศระบายอากาศได้ดี สามารถปองกันฝนและละออง
่
ฝน จะท าให้เก็บรักษาหญ้าแห้งไว้นานโดยไม่เสือมคุณภาพ
ลักษณะของหญ้าแห้งทีมีคุณภาพดี
1) เปนหญ้าทีตัดท าจากพืชทีมีอายุพอเหมาะท าให้ปริมาณธาตุอาหารสูง
่
่
็
2) มีใบมาก ส่วนของล าต้นอ่อนนิ่ม ส่วนของใบพืชมีธาตุอาหารสูงและมีลักษณะนมนากิน
่
ิ่
3) มีสีเขียวอ่อนและกลิ่นหอม เปนหญ้าแห้งที่มีคุณภาพ หากมีสีเขียวปนเหลืองมีคุณภาพปาน
็
่
่
้
่
กลาง สีเหลืองคุณภาพต า สีเหลืองขาวเสือมคุณภาพไม่เหมาะทีจะนามาใช้เลียงสัตว์
่
้
่
4) ปราศจากวัชพืชอืนๆ เพราจะท าให้สัตว์กินหญ้าแห้งนอยลงโดยเฉพาะจะต้องไมมีวัชพืชที ่
ระบาดร้ายแรงและวัชพืชทีเปนพิษกับสัตว์ เช่น ต้นจรขบ ต้นสาบเสือ ต้นกระเพราปา ต้นไมยราพ เปน
่
่
็
็
ต้น
็
็
่
้
่
5) ไมเปนรา และมีความชืนมากเกินไปจนเกิดลักษณะการหมักเนาจะเปนอันตรายต่อสัตว์หรือ
สัตว์ไม่กิน
6) ไม่มีวัตถุต่างๆ ปลอมปน เช่น เศษไม้ ถ่าน ฝุน เปนต้น
็
่
การท าหญ้าแห้งแบบลอมฟาง
ศูนย์วิจัยและบ ารุงพันธุ์สัตว์ล าพญากลาง
ได้พัฒนาการท าหญ้าแห้งให้เหมาะสมกับ
เกษตรกรรายย่อย มีวิธีดังนี ้
1) ตัดหญ้าสดตากแดดไว้นานประมาณ 2
ถึง 3 ชั่วโมง
2) นาหญ้าทีตากแดดแล้วมาเรียงไว้บน
่
ฐานแบบลอมฟาง
่
หญ้าทีเก็บไว้ดังกล่าวข้างในจะมีคุณภาพดีแบบหญ้าทั่วไป จะมีเสียเฉพาะส่วนนอกสุดเท่านั้น
ิ
่
่
้
เพื่อปองกันไมให้โคเข้าไปกินในระยะแรกควรท ารั้วกั้นด้านล่างไว้ เมือต้องการให้โคกินจึงเปดรั้ว
่
่
กั้นให้โคเข้าไปดึงกินจากด้านล่าง ยอดบนสุดอาจนายางรถยนต์ไปสวมเพือถ่วงให้หนัก เมือโคดึงหญ้า
่
้
ด้านล่างออกไปกินนาหนักของยางรถยนต์จะกดให้หญ้าแห้งด้านบนลงมาแทนที ไม่ต้องเสียเวลาขนหญ้า
็
ให้โคกิน นอกจากโคขนาดเล็กอาจดึงลงมาให้กินต่างหาก หรือจัดท าลอมฟางทีต าเปนพิเศษให้
่
่
การท าหญ้าแห้งแบบนีควรท าไว้ในทีแปลงหญ้าหรือบริเวณทีติดกับแปลงหญ้า เพราะไม่ต้องขน
่
่
้
หญ้าไกล
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 185
้
้
การให้หญ้าสดและหญ้าแห้ง
้
ปกติหญ้าสดจะมีพลังงานมากกว่าหญ้าแห้ง ถ้าให้หญ้าแห้งมากไปโคอาจกินหญ้าสดนอยลง ท า
ให้ได้รับอาหารพลังงานไม่เพียงพอ แต่ถ้าแปลงหญ้ามีไม่เพียงพอการให้หญ้าแห้งจะชวยให้โคมีสุขภาพดี
่
ขึน
้
วัตถุประสงค์ของการท าหญ้าแห้งควรเปนการเก็บเกี่ยวหญ้าทีเหลือใช้ในระยะทีหญ้ามีคุณภาพดี
่
็
่
้
ไว้ให้โคกินในฤดูที่ขาดแคลน ดังนั้นการท าหญ้าแห้งจึงควรระมัดระวังให้คุณภาพของหญ้าสูญเสียนอย
ทีสุด
่
ี
1. ข้อดของการเล้ยงในแปลงหญา การเลียงในแปลงหญ้ามีข้อดีกว่าการท าหญ้าแห้งดังนี ้
้
ี
้
1) การปดแปลงหญ้าเพื่อเก็บไว้ท าหญ้าแห้งและการตัดหญ้าแห้งออกจะลดแปลงหญ้าส าหรับ
ิ
โคแทะเล็ม หากหญ้าสดในแปลงหญ้าขาดแคลนจะท าให้คุณภาพของโคลดลง
่
2) หญ้าแห้งส่วนใหญ่จะมีคุณภาพต าถึงปานกลางเท่านั้น
3) การท าหญ้าแห้งท าให้หญ้าไม่มีเมล็ดส าหรับแปลงหญ้าค้างป ซึงจะท าให้ปริมาณหญ้าของ
่
ี
แปลงในปถัดไปลดลง
ี
ุ
่
่
4) โคจะกินหญ้าแห้งดีก็ต่อเมือขาดแคลนหญ้าสดเท่านั้น ดังนั้นการให้หญ้าแห้งซึงมีต้นทนสูง
เสริมกับการเลียงปล่อยแปลงท าให้โคกินหญ้าในแปลงนอย ต้นทนการเลียงจึงสูงขึน
้
้
้
้
้
ุ
5) การท าหญ้าแห้งแบบยืนต้น(standing hay)เก็บทิงไว้ในแปลงอาจช่วยลดค่าใช้จายลงได้
้
่
บ้าง แต่ก็ไม่คุ้มกับข้อเสียดังกล่าวข้างต้น
2. ความสูญเสยในระหว่างการท าหญาแหง
้
้
ี
1) เนืองจากการตัดหญ้าในระยะทีไม่เหมาะสม ถ้าหญ้าแก่อัตราการย่อยได้จะลดลง
่
่
2) ฝนสามารถชะล้างโภชนะย่อยได้และลดวัตถุแห้งของหญ้าลง จากการศึกษาของ
มหาวิทยาลัยเปอร์ดัว ฝนตก 1 นิวสามารถลดโภชนะย่อยได้ของหญ้าแห้งลง 5 % ลดวัตถุแห้งลง 3.5 %
้
หญ้าแห้งทีเปยกฝนท าให้ต้องเกลี่ยตากใหม ท าให้ใบร่วงเพิ่มขึ้นอีก (จาก Reeves S.A. และ Bade D.,
ี
่
่
Texas Agri. Extension Service. No. L-2201)
3) การหายใจ(Respiration)ของพืช หญ้าทีถูกตัดจะยังคงหายใจต่อไปจนกว่าความชื้นจะต า
่
่
กว่า 40 % การตากหญ้าไม่แห้งสนิทจะสูญเสียคาร์โบไฮเดรททีย่อยได้ประมาณ 10-15 % การศึกษาของ
่
สถานีทดลองโอเวอร์ตัน สหรัฐอเมริกา หญ้าแพรกยักษ์ (คอสตอล เบอร์มิวด้า)โปรตีนลดลงจาก 11% ใน
ระยะตัด เปน 8.9% เมื่ออัดฟอน และโภชนะย่อยได้ลดลงจาก 51.6 % เปน 42% โดยใช้เวลาจากตัดถึง
็
็
่
่
อัดฟอน 2 วัน (จาก Reeves และ Bade )
4) เมื่อหญ้าแห้งลง ใบจะเปราะและแตกหักเนืองจากการใช้เครื่องจักรกล ความสูญเสียจาก
่
การเกลียรวมเปนแถวเพือตากประมาณ 5-15% และในการอัดฟอนอีกประมาณ 1-15%
็
่
่
่
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 186
้
้
ั
้
้
3. ความสูญเสยระหว่างเก็บหญาแหง ปจจัยส าคัญ
ี
่
้
ได้แก่ความชื้น หญ้าแห้งทีชืนมากจะท าให้เกิดความร้อนซึงจะ
่
่
่
้
ไปท าลายคุณค่าทางอาหาร ฟอนทีอัดแนนกว่าจะสูญเสียนอย
่
่
่
กว่า ดังนั้นจึงควรเก็บไว้ในทีชื้นต า หากเก็บไว้ในแปลงควร
เก็บไว้ในทีดอนทีระบายนาดี ไม่มีนาไหลผ่าน
้
้
่
่
่
้
้
้
4. ความสูญเสยหญาแหงระหวางใหสัตว์กิน
ี
่
ระหว่างให้สัตว์กินจะสูญเสียเนืองจากถูกสัตว์เหยียบย า ใบร่วง
่
การเปอนมูล สัตว์กินเหลือหรือไม่ยอมกิน การให้กินวันละครั้งมีความสูญเสียนอยทีสุดแต่ก็เปลืองแรงงาน
่
้
้
ื
การกองให้กินครั้งละมากๆเพื่อให้กินครั้งละหลายๆวันจะมีการ
สูญเสียมากแต่ก็ใช้แรงงานนอย
้
ุ
การให้หญ้าแห้งกินในแปลง หากให้จดเดียวกันทุกครั้ง
ุ
่
จะท าให้หญ้าจดนั้นเสียหายเนืองจากถูกสัตว์เหยียบย าและการ
่
่
ุ
ถ่ายมูลอยูเสมอ รวมทั้งทางเดินที่มายังจดนั้นด้วย การเปลี่ยน
่
์
่
ุ
จดใหมไปเรือยๆจะช่วยกระจายความสมบูรณของดิน แต่อาจ
ต้องเสียเวลาและไม่สะดวก
้
ี่
้
รางหญ้าแหงในแปลงหญ้า รางหญ้าแหงแบบเคลื่อนทได้
ความสูญเสียระหว่างการเก็บและให้สัตว์กินอาจสูงถึง 50% ดังนั้นจึงควรคอยจัดการให้ถูกต้อง
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 187
้
้
แหลงจ าหนายเสบียงสัตว์กลุมเกษตรกร นาหญ้าฯ
่
่
่
จังหวัด ชนิดเสบียงสัตว์ เบอร์โทรศัพท์
สุพรรณบุรี หญ้าแห้ง, หญ้าสด 035-504568, 035-518153
อ่างทอง หญ้าแห้ง, หญ้าสด 01-8521015, 09-8979522
ชัยนาท หญ้าแห้ง, หญ้าสด, ถั่วแห้ง 01-0437835, 056-448331
สิงห์บุรี หญ้าแห้ง, หญ้าสด 036-588393
ลพบุรี หญ้าแห้ง, หญ้าสด 07-1201694
อุทัยธาน ี หญ้าแห้ง, หญ้าสด 056-579912
ล าปาง หญ้าแห้ง, หญ้าสด 054-368563, 054-368349
แพร่ หญ้าแห้ง, หญ้าสด 06-1833868
พิจิตร หญ้าแห้ง, หญ้าสด 01-3070294, 056-618535
ตาก หญ้าแห้ง, หญ้าสด 055-542528, 01-8865843
ก าแพงเพชร หญ้าแห้ง, หญ้าสด 01-3942236, 07-2036462
พิษณโลก หญ้าแห้ง, หญ้าสด 09-9588347, 055-612874
ุ
ยโสธร หญ้าสด 07-8783860
ร้อยเอ็ด หญ้าสด 06-2345177, 09-2222513
อุบลราชธานี หญ้าสด 01-3930395, 045-401162
นครพนม หญ้า, ถั่วสด, หญ้าหมัก 09-8627697, 07-2215240
อุดรธาน ี หญ้าแห้ง, หญ้าหมัก 09-9444635
สกลนคร หญ้าสด, ถั่วสด 06-2206494
เลย ถั่วแห้ง, ถั่วสด 09-2773221
นครราชสีมา หญ้าสด, หญ้าหมัก 09-8979522
สระแก้ว หญ้า, ถั่วสด, ข้าวโพดหมัก 09-5435013, 09-9533924
เพชรบุรี หญ้าสด 032-415160, 095476438
ประจวบคีรีขันธ์ หญ้าสด, ข้าวโพดหมัก 01-2933071, 09-8306872
สุราษฏร์ธานี หญ้าสด, หญ้าหมัก 01-9789271, 09-8750153
พัทลุง หญ้าแห้ง, หญ้าหมัก,หญ้าสด 09-2967270, 074-619024
ทีมา : กองอาหารสัตว์ กรมปศุสัตว์ มิถุนายน 2547
่
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 188
้
้
หนวยงานของกรมปศุสัตวทีจ าหนายเมล็ดพันธุพืชอาหารสัตว์
่
่
์
์
่
1 กองอาหารสัตว์ กรุงเทพฯ 02-6534489
2 ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ชัยนาท 056-411162
3 สถานีพัฒนาอาหารสัตว์สุพรรณบุรี 01-2162886
4 ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์สระแก้ว 037-251755
5 ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์นครราชสีมา 044-311612
6 สถานีพัฒนาอาหารสัตว์บุรีรัมย์ 043-581454
7 สถานีพัฒนาอาหารสัตว์ร้อยเอ็ด 044-646077
8 สถานีและพัฒนาอาหารสัตว์ยโสธร 045-711269
9 ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ขอนแก่น 043-261123
10 สถานีพัฒนาอาหารสัตว์มหาสารคาม 043-781322
11 สถานีพัฒนาอาหารสัตว์กาฬสินธุ์ 043-813295
12 สถานีพัฒนาอาหารสัตว์อุดรธาน ี 042-291206
13 สถานีพัฒนาอาหารสัตว์เลย 042-812839
14 สถานีพัฒนาอาหารสัตว์มุกดาหาร 042-611673
15 สถานีพัฒนาอาหารสัตว์หนองคาย 042-421373
16 สถานีพัฒนาอาหารสัตว์นครพนม 042-581285
17 สถานีพัฒนาอาหารสัตว์สกลนคร 042-981087
18 ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ล าปาง 054-222695
19 สถานีพัฒนาอาหารสัตว์แพร่ 054-522268
20 สถานีพัฒนาอาหารสัตว์เพชรบูรณ ์ 055-612874
21 สถานีพัฒนาอาหารสัตว์สุโขทัย 056-613526
22 สถานีพัฒนาอาหารสัตว์พิจิตร 056-721558
23 ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์เพชรบุรี 032-472390
่
ทีมา : กองอาหารสัตว์ กรมปศุสัตว์ มิถุนายน 2547
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 189
้
้
โรงเรือนและอุปกรณ์
็
่
้
เมือจะเริ่มท ำฟำร์มโคเนือแบบเปนธุรกิจควรจะต้องวำงแผนว่ำจะแบ่งแปลงหญ้ำอย่ำงไรตำมที ่
กล่ำวมำแล้ว คอกโคและโรงเรือนต่ำงๆจะต้องอยู่ตรงจุดใดจึงจะสะดวกต่อกำรปฏิบัติงำนและไม่ท ำให้เกิด
่
่
้
ปญหำและเสียค่ำใช้จ่ำยในกำรแก้ไขภำยหลัง กำรเตรียมกำรเกียวกับสถำนทีเลียง โรงเรือน และอุปกรณ ์
ั
ในกำรเลียง มีดังนี ้
้
1) ฟำร์มควรเปนสถำนทีดอนนำไม่ท่วมขัง กำรระบำยนำสะดวก
็
้
้
่
็
้
้
่
่
2) มีทำงระบำยนำออกจำกฟำร์ม หำกเปนพืนทีทีมีโอกำสถูกนำท่วมได้ควรวำงระบบเพื่อปองกัน
้
้
้
นำท่วมไว้ด้วย
3) ทีพักอำศัยควรอยู่นอกฟำร์ม
่
4) หำกเปนไปได้ฟำร์มควรอยูห่ำงจำกชุมชนอย่ำงนอย 5 กิโลเมตร
็
้
่
่
5) ส ำนักงำน ควรตั้งอยู่ด้ำนหนำใกล้ทำงเข้ำเพือหลีกเลียงไม่ให้ผู้ทีไม่เกียวข้องเข้ำไปข้ำงใน
่
้
่
่
ฟำร์ม
6) มีรั้วกั้นโดยรอบ และควรมีต้นไม้เปนแนว
็
โดยรอบเพือกันลม(wind break)ด้วย
่
7) ทีขึนลงสัตว์ โรงรับอำหำรสัตว์จำก
้
่
ภำยนอก และคอกจ ำหนำยโคควรอยูด้ำนหนำฟำร์ม
้
่
่
เพือกันไม่ให้รถจำกภำยนอกเข้ำมำในฟำร์ม
่
8) ทำงเข้ำฟำร์มควรมีอ่ำงนำยำและทีพ่นยำ
่
้
์
ฆ่ำเชือรถทีจะเข้ำไปในฟำร์มซึงจะเปนประโยชนใน
่
็
้
่
้
่
่
กำรควบคุมโรคเมือพืนทีนอกฟำร์มเกิดโรคระบำด ควรมีทีจอดและล้ำงท ำควำมสะอำดพำหนะและ
่
อุปกรณต่ำงๆให้เปนสัดส่วนด้วย
์
็
คอกโค
่
้
เกษตรกรรายย่อยในบ้านเราทีเลียงแบบไล่ต้อนไปเลี้ยงตามท าเลต่างๆมักจะท าคอกชั่วคราวเพื่อ
ี
่
้
่
สามารถย้ายคอกไปได้เรือยๆตามท าเลเลียงโค คอกก็ไมต้องลงทุนมาก ใช้เพียงไม้ไผ่หรือปกไม้กั้น
่
่
โดยรอบเท่านั้น ไม่ต้องมีหลังคา ท าให้ประหยัดในการสร้างคอกถาวรซึงต้องลงทุนสูง ทีส าคัญคือควรท า
คอกในที่เนินเพื่อที่บริเวณในคอกจะได้ไมเฉอะแฉะในฤดูฝน หากเปนที่ดินของตนเองควรย้ายที่ตั้งคอก
็
่
่
่
ไปเรื่อยๆเพือให้มูลโคในคอกกระจายไปในทีต่างๆโดยไม่ต้องเสียแรงงานขนออก
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 190
้
้
็
่
คอกโคของเกษตรกรรายย่อย สร้างโดยใชวัสดุทมีอยู่แล้วเปนสวนใหญ ่
้
ี่
การเลี้ยงโคในแปลงหญ้าระบบปล่อยแทะเล็มตลอดในออสเตรเลียและนวซีแลนด์มีการสร้างคอก
ิ
้
โคถาวรแบบมีหลังคานอยมาก เพราะการสร้างคอกถาวร
ต้องใช้เงินลงทุนสูง การให้อาหารเสริม เช่น หญ้าหมัก
หญ้าแห้ง ส่วนใหญ่มีรางให้ในแปลงหญ้า
่
จากการศึกษาวิจัยในสหรัฐอเมริกา โคทีอยูใน
่
คอกที่มีร่มเงาและสามารถกันฝนได้จะมีการเจริญเติบโต
่
่
้
และมีอัตราการตายนอยกว่าโคทีเลียงในทีโล่งตลอด
้
ั
่
็
นอกจากนั้นในบ้านเราอาจมีปญหาเรืองความปลอดภัยจากการลักขโมยอาจจ าเปนต้องมีคอกขังโคตอน
กลางคืน
้
คอกโคควรจัดสร้างในทีซึงสามารถระบายนาได้ดี ควร
่
่
ให้ห่างจากบ้านพักอาศัยพอประมาณหรืออยู่ในแปลงทีปล่อย
่
่
แทะเล็มเพือสะดวกในการไล่ต้อน และควรให้ห่างจากแหล่งนา
้
ดื่มพอสมควรด้วย ความยาวของคอกควรสร้างให้อยูในแนว
่
ทิศตะวันออกและทิศตะวันตกเพือหลบแดดร้อนในช่วงบ่าย
่
การสร้างคอกหลายๆคอกให้กระจายไปตามจุดต่างๆอาจต้อง
้
่
เสียค่าใช้จายในการต่อท่อนาและวางสายไฟเพิ่มขึน จึงควร การเล้ยงโคยืนโรงในยุโรป
้
ี
วางผังให้เหมาะสม
กำรเลือกพืนทีในกำรสร้ำงโรงเรือนและคอกโคมีสิ่งทีควรพิจำรณำดังนี ้
้
่
่
่
้
1) ควำมลำดเอียง (Yard slope) พืนทีสร้ำงคอกควรมีควำมลำดเอียงประมำณร้อยละ 2-4 เพือ
่
้
สำมำรถระบำยนำได้สะดวก หำกลำดเอียงมำกเกินไปจะท ำให้เกิดนำกัดเซำะพังได้ง่ำย ควรท ำกำรปรับ
้
ควำมลำดเอียงของพืนทีก่อนทีจะมีกำรก่อสร้ำงสิ่งใดๆ
้
่
่
็
2) กำรปรับพืนผิว บริเวณฟำร์มควรเปนดินทรำยนมทีระบำยนำได้สะดวก กำรปรับและบดอัด
้
่
้
ุ่
พืนทีก่อนกำรก่อสร้ำงจะไมมีสิ่งก่อสร้ำงมำกีดขวำงกำรด ำเนินงำน ท ำให้ไม่มีหลุมบ่อ
่
่
้
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 191
้
้
้
่
่
3) พืนทีใช้สอย กำรออกแบบทีดีจะท ำให้สะดวกในกำรใช้เครื่องจักรกลปฏิบัติงำน เช่นรถเกรดมูล
้
้
่
สัตว์ รถตัดหญ้ำสำมำรถปฏิบัติงำนได้คล่องตัว ไมมีกำรวิ่งข้ำมท่อระบำยนำ ถนนด้ำนหนำคอกส ำหรับ
ุ
่
รถบรรทุกและรถฟำร์มหรือแทรกเตอร์วิ่งควรกว้ำงประมำณ 6-8 เมตร ควรหลีกเลียงมมอับและกำรสร้ำง
ประตูทีไม่จ ำเปน กำรไล่ต้อนโคควรท ำได้สะดวกไม่มีสิ่งกีดขวำง
่
็
โรงเลียงแมโคและลูก
่
้
่
้
่
้
่
้
่
ขนาดพืนทีของแต่ละคอกขึนอยูกับจ านวนโคทีจะเลี้ยง พืนทีคอกโคทั้งบริเวณในหลังคาโรงเรือน
และลานปล่อยนอกชายคาส าหรับโคนาหนักนอยกว่า 250 กิโลกรัมควรใช้พืนทีไมนอยกว่า 8 ตาราง
้
้
้
้
่
่
่
้
เมตร/ตัว ขนาด 250 ถึง 550 กิโลกรัม ไมนอยกว่า 10 ตารางเมตร/ตัว และขนาดเกินกว่า 550
้
กิโลกรัมใช้ไม่นอยกว่า 12 ตารางเมตร/ตัว ประตูด้านหนานีควรกว้างประมาณ 2.5 ถึง 3.0 เมตร
้
้
็
ุ
ั
รำวกั้นระหว่ำงคอกปจจบันรำวที่ใช้เสำใช้ท่อเหล็กโดยใช้ลวดสลิงขึงเปนแนวท ำได้สะดวกและ
ดูแลรักษำง่ำยกว่ำรำวทีท ำด้วยเสำไม้หรือปูน รำวคอกเส้นล่ำงสุดควรสูงจำกพืนประมำณ 20-40
่
้
้
่
่
เซนติเมตรขึนอยูกับขนำดของโคทีเลี้ยง ถ้ำต ำเกินไปจะไมสะดวกในกำรสอดเครืองตัดหญ้ำเข้ำไปตัดใต้
่
่
่
รั้ว ควำมห่ำงของเสำประมำณ 2.4-3 เมตร เสำรั้วทีห่ำงจะท ำให้สะดวกในกำรท ำควำมสะอำด พืนคอก
่
้
้
คอนกรีตจะท ำให้อัตรำกำรเปลี่ยนอำหำรสูงกว่ำพืนคอกดิน 10% และใช้เวลำในกำรท ำควำมสะอำดคอก
นอยกว่ำ 1/3 เท่ำ
้
แบบแปลนคอกแม่โคและลูกโดยละเอียดตำมหนำถัดไป
้
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
การเลียงโคเนือ 192
้
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 193
้
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 194
้
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้
การเลียงโคเนือ 195
้
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้