The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รวมไฟล์วิจัยบัวหลวงฉบับสมบูรณ์ edit 13-09-65

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by web takcc, 2022-09-14 05:49:48

รวมไฟล์วิจัยบัวหลวงฉบับสมบูรณ์ edit 13-09-65

รวมไฟล์วิจัยบัวหลวงฉบับสมบูรณ์ edit 13-09-65

การพฒั นาเศรษฐกจิ ฐานราก ดว้ ยการสร้างมูลคา่ เพิม่ จากบัวหลวงของชมุ ชน
ตาบลยกกระบตั ร อาเภอสามเงา จังหวัดตาก

Developing Grassroot Economy by Creating Value of Royal Lotus
of Communities in Yokkrabat Subdistrict, Samngao District, Tak Province

คณะผูว้ จิ ัย

นางกรรณิการ์ บญุ ยงั นางสาวสายสุนยี ์ ตนั แปง
นางสวาท ไพศาลศริ ทิ รัพย์ นางสาวโสภา มงุ่ เหมือย
นางสาววัชรนิ ทรร์ ตั น์ ศรสี มทุ ร นางสาววนั วิสา แก้วแสนตอ
นายเจริญ อ่างคา นางสาวศรวนยี ์ อุดแคว
นายโปรด แยม้ แบน นางกนกวรรณ ทาป๋วิ
นายปรดี า ยะแกว้ นางอาไพ วันทพั
นายธวัชชัย แกว้ ทรพั ย์ นางสาวอลิศรา หมุดเขียว
นางสาววิรญิ ญา ทอิ ุด นายพงษสริ ิ นนทะชยั
นางสาวรตั นาภรณ์ วงษค์ า

ได้รับทุนอุดหนนุ การวิจัย จากสานักงานการวจิ ยั แห่งชาติ ประจาปีงบประมาณ 2564
พุทธศักราช 2565

เลขทีส่ ัญญา N73C640028

การพฒั นาเศรษฐกิจฐานราก ดว้ ยการสร้างมูลคา่ เพ่ิมจากบวั หลวงของชุมชน
ตาบลยกกระบตั ร อาเภอสามเงา จังหวดั ตาก

Developing Grassroot Economy by Creating Value of Royal Lotus
of Communities in Yokkrabat Subdistrict, Samngao District, Tak Province

คณะผูว้ ิจัย

นางกรรณิการ์ บญุ ยงั นางสาวสายสนุ ีย์ ตันแปง
นางสวาท ไพศาลศิรทิ รัพย์ นางสาวโสภา ม่งุ เหมอื ย
นางสาววัชรินทรร์ ตั น์ ศรสี มทุ ร นางสาววันวสิ า แกว้ แสนตอ
นายเจรญิ อ่างคา นางสาวศรวนีย์ อดุ แคว
นายโปรด แย้มแบน นางกนกวรรณ ทาปว๋ิ
นายปรีดา ยะแกว้ นางอาไพ วนั ทพั
นายธวัชชยั แกว้ ทรัพย์ นางสาวอลิศรา หมดุ เขยี ว
นางสาววิรญิ ญา ทิอดุ นายพงษสิริ นนทะชัย
นางสาวรัตนาภรณ์ วงษค์ า

ได้รบั ทนุ อดุ หนนุ การวิจยั จากสานักงานการวิจยั แห่งชาติ ประจาปงี บประมาณ 2564
พทุ ธศกั ราช 2565



กติ ตกิ รรมประกาศ

การวิจัยเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่มจากบัวหลวงของชุมชน
ตาบลยกกระบตั ร อาเภอสามเงา จังหวัดตาก เป็นกระบวนการวิจยั และพัฒนาการเรยี นรู้ร่วมกันของผู้เกี่ยวข้อง
ได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยจากสานักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ประจาปงงบประมา 2564 ขอขอบคุ
ทีมผู้ประสานงานชุดสนับสนุนโครงการเศรษฐกิจฐานราก นาโดยนางอาวร ์ โอภาสพัฒนกิจ ท่ีกรุ าเติมเต็ม
องค์ความรู้ แนวคิดในการดาเนินงานวจิ ัย ขอขอบคุ ดร. อเนก หาลี อาจารย์ประจาหลักสูตร โปรแกรมวิชา
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร ค ะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏกาแพงเพชร
ที่กรุ าให้คาแนะนา พัฒนาผลิตภั ฑ์จนได้เป็นผลิตภั ฑ์ท่ีเหมาะกับชุมชนตาบลยกกระบัตร ขอขอบคุ
นางสาวธัญญาภักดิ์ ธิเดช อาจารย์สอน สาขาออกแบบอุตสาหกรรม ค ะศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมศาสตร์
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ตาก ท่ีกรุ าให้คาปรึกษา ร่วมออกแบบบรรจุภั ฑ์ ขอขอบคุ
นายอาเภอสามเงา นายกองค์การบริหารส่วนตาบลยกกระบัตร สานักงานเกษตรอาเภอสามเงา และสานักงาน
พัฒนาชุมชนอาเภอสามเงา ที่ให้โอกาสชุมชนพัฒนาผลิตภั ฑ์ชุมชนที่มีวัตถุดิบในท้องถ่ิน รวมถึงขอขอบคุ
นายอารักษ์ อนุชปรีดา ผู้อานวยการวิทยาลัยชุมชนตาก ท่ีส่งเสริมสนับสนุนให้บุคลากรในสังกัดได้ทางานวิจัย
อย่างเต็มศักยภาพ อีกท้ังยังได้รับคาปรึกษาจาก ดร.เปรมจิต มอร์ซิง ท่ีช่วยเติมเต็มองค์ความรู้ในการทางาน
วิจัย สามารถรวบรวมข้อมูลและสรุปข้อมูลได้อย่างราบร่ืน ซ่ึงการวิจัยคร้ังนี้สาเร็จลุล่วงด้วยดีจากการได้รับ
ความร่วมมือรว่ มใจจากกานัน ผู้ใหญ่บ้าน ผนู้ าชุมชนกลุ่มตา่ งๆ ภาคีเครือขา่ ยท้ังภายในและภายนอกพื้นที่ ทใี่ ห้
ข้อเสนอแนะท่ีเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาผลิตภั ฑ์ ค ะผู้วิจัยขอขอบคุ บุคคลและหน่วยงานที่ได้กล่าวมา

โอกาสน้ี

ค ะผู้วจิ ยั
กรกฎาคม 2565



แบบสรปุ ผูบ้ ริหาร
[Executive Summary]

1. รายละเอียดเกี่ยวกับแผนงานวิจยั / โครงการวิจยั
1.1 ช่อื เรอ่ื ง
การพั ฒ นาเศรษ ฐกิจฐานราก ด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่ มจากบัวหลวงของชุมช น

ตาบลยกกระบตั ร อาเภอสามเงา จงั หวัดตาก จังหวดั ตาก
Developing Grassroot Economy by Creating Value of Royal Lotus of

Communities in Yokkrabat Subdistrict, Samngao District, Tak Province.
1.2 ชื่อคณะผู้วจิ ยั (นาย นาง นางสาว) กรรณิการ์ บญุ ยัง
หน่วยงานทสี่ งั กดั วทิ ยาลัยชมุ ชนตาก
หมายเลขโทรศัพท์ 08 6926 9733 โทรสาร 055 897064
1.3 ช่ือคณะผูว้ จิ ยั (นาย นาง นางสาว) นางสวาท ไพศาลศริ ิทรพั ย์
หนว่ ยงานท่สี งั กดั วิทยาลยั ชุมชนตาก
หมายเลขโทรศัพท์ 08 6328 7999 โทรสาร 055 897064
1.4 ช่อื คณะผู้วิจัย (นาย นาง นางสาว) นางสาววชั รนิ ทร์รัตน์ ศรีสมุทร
หน่วยงานทส่ี ังกดั วิทยาลยั ชุมชนตาก
หมายเลขโทรศัพท์ 08 8280 2653 โทรสาร 055 897064
1.5 งบประมาณและระยะเวลาทาวิจัย
ไดร้ ับงบประมาณ ประจาปงี บประมาณ พ.ศ. 2564 งบประมาณท่ีได้รับ 340,000 บาท
ระยะเวลาทาวิจยั ตงั้ แต่ 29 มิถุนายน 2564 ถึง 29 มถิ ุนายน 2565

2 สรุปโครงการวิจัย เขียนภาพรวมโครงการในลักษณะย่อและกะทัดรัดท่ีสามารถใช้ในการเผยแพร่
ผลงานวจิ ัยได้ โดยแสดงถงึ ความสาคญั และทมี่ าของปญั หาในการวิจยั สรปุ วัตถุประสงค์ของการวิจัยและ
ระเบียบวิธีการวิจัย ผลการวิจัย คุณสมบัติ/จุดเด่นของผลิตภัณฑ์หรือเทคโนโลยีท่ีได้รับ กลุ่มเป้าหมาย
และประโยชน์ท่ีได้รับจากโครงการ การนาไปใช้ประโยชน์ และข้อเสนอแนะท่ีได้จากการวิจัย
(ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ข้อเสนอแนะเชงิ วิชาการ ข้อเสนอแนะในการนาไปใช้ประโยชน)์



ความสาคัญและทม่ี าของปญั หาการวจิ ยั
ตาบลยกกระบัตรเป็นท่ีราบกว้าง ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม และเล้ียงสัตว์ ใน
อดีตสภาพอากาศอดุ มสมบูรณ์เกษตรกรทาการเพาะปลูกตลอดทั้งปี แต่ในสถานการณ์ภัยแล้งน้าไม่เพียงพอกับ
การเกษตร เปน็ เหตใุ ห้เกษตรกรทาการเกษตรไดเ้ พยี งชว่ งฤดูกาลเดียว เกิดปัญหารายไดไ้ ม่เพียงพอกบั ค่าใช้จ่าย
ในครัวเรือน รายไดต้ ่อครวั เรอื นตกเกณฑ์ และจากสถานการณ์โควิด-19 กลุ่มผู้ใชแ้ รงงานต่างถิ่นต่างถูกพกั งาน
หยุดงานเกิดปัญหาคนว่างงานเพ่ิมขึ้น ในพื้นที่มีทรัพยากรบัวหลวงจานวนมากในหนองจระเข้ท่ีมีขนาดใหญ่ถึง
800 – 1,200 ไร่ แต่ชุมชนไม่ได้นามาใช้ประโยชน์ ปริมาณท่ีมีมากส่งผลให้น้าในหนองส่งกลิ่นเหมนนก่อเกิด
ปัญหาแก่ชุมชน ประกอบกับสรรพคุณของบัวหลวงท่ีมีประโยชน์ต่อสุขภาพ จึงได้นาบัวหลวงมาใช้ประโยชน์
อย่างคุ้มค่า ลดต้นทุน สร้างเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ สร้างอาชีพ สร้างรายได้ ลดรายจ่าย ให้กับคนในพื้นที่
ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้คนในพื้นท่ีไม่ตกงาน และแก้ปัญหาเรื่องน้าเน่าเสีย รวมถึงการส่งเสริมด้าน
การตลาดเพ่ือการดาเนินการครบวงจรต่อเนื่องและย่ังยืน ตลอดจนการใช้กระบวนการงานวิจัยพัฒนาจนเกิด
เป็นสินค้าชุมชนท่ีได้มาตรฐานพัฒนาชุมชน (พช.) กระตุ้นหนุนเสริมให้เกิดเป็นธุรกิจชุมชนในพ้ืนที่ตาบล
ยกกระบัตร จึงเป็นท่ีมาของคาถามงานวิจัยว่า “แนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มจากบัวหลวงเพ่ือพัฒนาเศรษฐกิจ
ฐานรากชมุ ชน ตาบลยกกระบตั ร อาเภอสามเงา จงั หวัดตาก ควรเปน็ อย่างไร ?”
วัตถุประสงคข์ องการวิจัย
1. เพื่อศึกษาบรบิ ทพ้นื ท่ี และการจดั การทรพั ยากรบวั หลวง ของเครือขา่ ยชุมชนตาบลยกกระบัตร

1) ศกึ ษาบรบิ ทพน้ื ที่ ปญั หาทเ่ี กิดจากบวั หลวง และแนวทางการแกไ้ ขปัญหา
2) ศึกษาการจดั การทรัพยากรบัวหลวง การใช้ประโยชน์จากบวั หลวงของชมุ ชน
3) ศึกษาช่องทางการส่งเสรมิ การทอ่ งเที่ยวโดยชมุ ชน
2. เพ่ือศึกษาความตอ้ งการของตลาด และแนวทางการสรา้ งมูลค่าเพม่ิ จากบวั หลวง
3. เพอื่ พัฒนามาตรฐานของผลติ ภัณฑ์ และการสรา้ งภาคเี ครอื ข่ายร่วมพฒั นามลู ค่าเพิม่ จากบวั หลวง
4. เพ่ือศึกษาและพฒั นาชอ่ งทางการจัดจาหนา่ ยผลติ ภัณฑ์จากบวั หลวง
ประชากรหรอื กลมุ่ ตวั อย่าง
1. ประชากร ได้แก่ ชุมชนตาบลยกกระบัตร อาเภอสามเงา จังหวัดตาก จานวน 12 หมู่บ้าน
ประกอบด้วย หมู่ 1 บ้านคลองไม้แดง, หมู่ 2 บ้านยกกระบัตร, หมู่ 3 บ้านท่าไผ่, หมู่ 4 บ้านสองแคว,
หมู่ 5 บ้านแม่ระวาน, หมู่ 6 บ้านหนองเชียงคา, หมู่ 7 บ้านแม่เชียงราย, หมู่ 8 บ้านใหม่สามัคคี, หมู่ 9
บ้านหนองแมล่ ่าง, หมู่ 10 บ้านใหมส่ ามัคคีเหนือ, หมู่ 11 บ้านหนองเชียงคาใต้, หมู่ 12 บ้านสองแควพฒั นา



2. กลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย กลุ่มประชากรท่ีเข้าร่วมโครง (ผู้ที่ตกงานจากสถานการณ์โควิด, เกษตรกร
ทีต่ อ้ งการอาชพี เสรมิ ), กลุ่มประชากรที่ไม่เข้ารว่ มโครงการ (ประชากรโดยรอบ), กลุ่มทั่วไป (กลุ่มนกั ท่องเทีย่ ว, กลุ่มผู้
ประกอบธรุ กิจการท่องเที่ยว, ร้านค้าในสถานทีท่ ่องเท่ียว)

รปู แบบการวจิ ยั
การวิจัยครั้งน้ี ผู้วิจัยใช้รูปแบบการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methodology Research) ประกอบด้วย
การวิจัยเชงิ ปริมาณ (Quantitative Research) และเชงิ คณุ ภาพ (Qualitative Research) ดงั น้ี

1. การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) การเกนบรวบรวมข้อมูล โดยใช้การสนทนากลุ่ม (Focus
Group Discussion) กับผู้ให้ข้อมูลสาคัญ (Key Informants) จากคนในชุมชนจานวน 60 คน การศึกษาวิเคราะห์
ขอ้ มูลมอื 2 จากหน่วยงานทเี่ กยี่ วข้องและทางอนิ เทอร์เนตน และการลงพืน้ ท่เี กนบขอ้ มลู โดยตรงจากแหล่งขอ้ มลู เพื่อให้
ได้ขอ้ มูลทถี่ ูกตอ้ งและครบถว้ น

เพื่อศึกษาบริบทพื้นที่ วิธีการการกาจัดบัวหลวงที่ผ่านมา และการนาบัวหลวงไปใช้ประโยชน์ท่ีมี
ประชาชนในชุมชนเป็นผู้มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรในชุมชน อีกทั้งยังมีเจ้าหน้าที่จากภาครัฐ และ
ภาคเอกชนท่ีให้การสนับสนุนโดยใช้วิธีการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก (In-Depth Interview) โดยใช้คาถามเก่ียวกับ
กระบวนการกาจัดบัวหลวง การใช้ประโยชน์และแนวทางการจัดการการท่องเที่ยวในชุมชน รูปแบบการจัดการ
ทอ่ งเทีย่ วที่เหมาะสม และปญั หาและอุปสรรคทเี่ กิดข้ึนในพืน้ ที่

2. การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) โดยการใช้แบบสารวจรายได้ครัวเรือน (ก่อนระยะ
ดาเนินโครงการ) สอบถามกลุ่มประชากรท่ีเข้าร่วมโครงการและไม่เข้าร่วมโครงการ จานวน 69 คน, แบบสอบถาม
ศึกษาความต้องการการใช้ผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง สอบถามกลุ่มท่ัวไป (กลุ่มนักท่องเที่ยว, กลุ่มผู้ประกอบธุรกิจ
ทอ่ งเท่ยี ว และร้านค้าในสถานท่ีท่องเท่ียว) จานวน 50 คน

ผู้วิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อจะศึกษาความต้องการในการใช้รูปแบบผลิตภัณฑ์จากบัวหลวงเพื่อนามา
ทาผลิตภัณฑ์จากบัวหลวงให้ตรงกับความต้องการของตลาดและรายได้ครัวเรือนการศึกษาสารวจรายได้ของ
ประชากรในพ้ืนที่และใช้แบบสอบถามดังกล่าวเป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์และแสดงผลการวิจัยเป็นจานวน
รอ้ ยละ คา่ เฉลย่ี และส่วนเบีย่ งเบนมาตรฐาน เพอ่ื ใหง้ านวจิ ัยครัง้ นี้เปน็ ไปตามวตั ถปุ ระสงคข์ องผทู้ าการวิจยั

กระบวนการงานวิจัยเพ่ือท้องถ่ิน (Community Based Research) ผู้วิจัยมีวัตถุประสงค์เพ่ือสร้าง
กระบวนการมีส่วนรว่ มของคนในชุมชนรว่ มคดิ ร่วมทาและชุมชนเปน็ ผู้ร่วมวิจยั โดยแบง่ ออกเป็น 3 ระยะดังน้ี

1. ระยะเตรยี มการ การเตรยี มการ เตรียมชุมชน ใช้เวทีประชุมชี้แจง การพูดคุยในกลุ่มยอ่ ย หรือ
พุดคยุ เป็นรายบคุ คลเป็นหลกั



ในระยะเร่ิมต้นทีมนักวิจัยได้ลงพ้ืนที่เพื่อสร้างภาคกี ับแกนนา ผู้นาชุมชน และเยาวชนในพ้ืนที่โดย
การชักชวนพูดคุยสร้างความเข้าใจโดยแบ่งออกเป็น 4 ส่วนดังน้ี 1. หน่วยงานภาครัฐท่ีมีบทบาทเกี่ยวข้อง
ประกอบด้วยหนว่ ยงานพัฒนาชมุ ชนอาเภอสามเงา องค์การบริหารส่วนตาบลยกกระบัตร เกษตรอาเภอสามเงา
และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตาบลในพน้ื ที่ตาบลยกกระบตั ร 2. ประชาชนในพืน้ ท่แี กนนา ปราชญ์ ซ่งึ บุคคล
เหล่านี้เป็นกลุ่มข้าวโพดแปลงใหญ่ในพ้ืนท่ี กานัน ผู้ใหญ่บ้านและเยาวชนท่ีสนใจ 3. กลุ่มนักวิชาการที่มีองค์
ความรู้ด้านการแปรูปผลิตภัณฑ์ 4.ทีมนักวิจัย โดยใช้กระบวนการทาบทาม ลงพื้นท่ีพูดคุย โทรศัพท์ประสาน
ประชุมผ่านระบบส่ืออิเลนกทรอนิกส์และการจัดประชุมย่อยเพ่ือร่วมหารือ หาแนวทาง ร่วมคิดร่วมทาและสร้าง
การรบั รู้ การออกแบบการขบั เคลอื่ นการทางานร่วมกนั

2. ระยะดาเนินการ การเกบน ขอ้ มูล ด้านเอกสาร การศกึ ษาบรบิ ทชมุ ชน การวิเคราะหป์ ัญหาของ
ชุมชนอย่างเป็นระบบ เพ่ือพิจารณาความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของทุนชุมชน ภูมิปัญญาท้องถ่ิน นามา
กาหนดเป็นแผนงานวิจยั การบรหิ ารจัดการ เช่น ผ้รู ับผิดชอบ ระยะเวลา งบประมาณ ข้ันตอนนี้ทางานร่วมกับ
คนทุกฝ่ายโดยมีชุมชนเป็นหลัก นาแผนงานไปปฏิบัติ ทดลอง ปฏิบัติก่อนจึงจะได้ข้อสรุป การติดตาม
ประเมินผลแตล่ ะขัน้ ตอนโดยสรปุ งานเป็นระยะๆ

เร่ิมดาเนินการหาความต้องการตลาดจากการส่งแบบสอบถามไปยังบุคคลทั่วไปสรุปผลความ
ต้องการ หารูปแบบผลิตภัณฑ์ในชุมชนร่วมกันกับภาคีท่ีเก่ียวข้อง วางระบบการขับเคล่ือนงานเพื่อพัฒนา
ศักยภาพกลุ่ม และการร่วมวงสนทนาออกแบบ กาหนดแผนงาน การออกแบบผลิตภัณฑ์ การบริหารจัดการ
การกระจายผลประโยชน์ วิเคราะห์บริบท สถานการณ์ต่างๆท่ีเกี่ยวข้องเช่นการใช้พื้นที่ การใช้ทรัพยากร รวม
ไปถึงกาลังการผลิต การออกแบบผลิตภัณฑ์ การตลาด การกระจายประโยชน์ตลอดจนการรับผิดชอบร่วมใน
การใช้ทรัพยากร การกาหนดกติการ่วมกัน จากการประชุมและกระบวนการพัฒนาทาให้ชุมชนเหนนความสาคัญ
ในการแปรรูปและเหนนว่าเป็นช่องทางที่จะช่วยสร้างรายได้ให้กับคนในพื้นที่โดยการนาวัสดุท่ีมีในชุมชนมาใช้ให้
เกิดประโยชน์ จังร่วมกันหารือจัดต้ังกลุ่มเพ่ือสานต่อการดาเนินกิจกรรมจึงเกิดกลุ่มข้ึนและจดทะเบียนเป็น
“วสิ าหกิจชมุ ชนผลติ ภัณฑแ์ ปรรูปบวั หลวง ยกกระบัตร”

3. ระยะการสรุปผลและเขียนรายงานการวิจัย ควรต้องมีการเกนบข้อมูลอย่างมีระบบ มีการ
ประชมุ สรุป/ถอดบทเรยี นงานทุกครงั้ การสรุปผลควรทาการถอดบทเรียนรว่ มกันระหว่าง ทมี วิจัย โดยนาขอ้ มูล
จากเอกสาร แบบสอบถาม การสังเกตการณ์ การสัมภาษณ์หรือศึกษาดูงาน นามาวิเคราะห์และหาข้อสรุป
ร่วมกัน เพ่ือหาข้อสรุปเหตุผลมาตอบคาถามของงานวิจัย การเขียนรายงานการวิจัย มีเวทีสรุปบทเรียนก่อน
ดังน้ัน ภายหลังการดาเนินงานวิจัยเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไร ได้อะไร มีส่ิงใดท่ีต้องปรับปรุงแก้ไขเป็นการ
รวบรวมข้อมูลและประมวลผลทุกดา้ นที่ได้ดาเนินการผ่านมาแลว้ มาแยกแยะเปน็ หมวดหมู่เพ่ือตอบคาถามการ
วิจัยไดค้ รบถ้วน



ทีมนักวิจัยร่วมประชุม หารือ และร่วมวงสนทนาถอดบทเรียนการดาเนินการวิจัยโดยแบ่งประเดนน
ออกเปน็ 4 ดา้ น ดังน้ี

1. ด้านบุคลากรที่ดาเนินกิจกรรมกลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์ พบว่า กลุ่มต้องการพัฒนาด้านการบริหาร
จดั การซึ่งกลุ่มมีการแบ่งบทบาทหน้าที่อย่างชัดเจนแต่การดาเนินกจิ กรรมยังขาดความเช่ือม่ันในดา้ นการตลาดเพราะ
ยังเขินอายท่ีจะพูด ตอบลูกค้า ทาการขาย ภาระงานจึงตกหนักท่ีประธานกลุ่มที่มีภารกิจมากมาย ทาให้ต้องสร้างวง
สนทนาเพ่ือหาทางออกร่วมกันโดยการปรับบทบาทหนา้ ทีแ่ ละมีการเพ่มิ จานวนสมาชิกท่สี นใจเขา้ ร่วมเพมิ่ เตมิ

2. ดา้ นมาตรฐานผลิตภณั ฑ์ การผลิตอาหารหรือเครื่องดม่ื ตอ้ งได้รับมาตรฐาน จึงต้องหาทางออกในการ
ประสานงานความรว่ มมอื จากภาคีช่วยส่งเสริมสนับสนุนการขับเคลอื่ นงานของกลุ่มวิสาหกิจโดยการส่งต่อผลการวิจัย
ให้กับพัฒนาชุมชนอาเภอสามเงา และองค์การบริหารส่วนตาบลยกกระบัตรเพ่ือจัดทาแผนงบประมาณส่งเสริมด้าน
การผลติ และการขอมาตรฐาน อย.

3. ดา้ นการใช้ทรัพยากรในพ้ืนที่หากมีการนาทรพั ยากรสาธารณะมาใช้ให้เกดิ ประโยชน์เฉพาะบางกลุ่ม
อาจทาให้เกิดปัญหาในอนาคต ทีมนักวิจัยจึงร่วมหาแนวทางสร้างวงสนทนาเพ่ือหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาใน
เบอื้ งต้นดว้ ยการเชญิ ภาคีทีเ่ กยี่ วข้องเขา้ รว่ มวงสนทนา หาทางออก กาหนดกติการว่ ม

4. ดา้ นการขบั เคลื่อนงานวิจยั ในขั้นตอนน้กี ารดาเนินการวิจัยมกี ารพูดคยุ หารือ หาแนวทางรว่ มกันทุก
ช่วงระยะในการดาเนินการวิจยั ร่วมแก้ไขสถานการณ์หาทางออกการดาเนินกจิ กรรมท้ังการเผชิญสถานการณ์ระบาด
โควิดท่ีต้องปรับการทางานให้เหมาะสม การเปล่ียนคนเข้าร่วมกิจกรรม การหาคนแทนทุกขั้นตอนทมี นักวจิ ัยต่างรว่ ม
คิดร่วมทาร่วมแก้ไขปัญหาและร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างต่อเนื่องจนเกิดการพัฒนา การรับฟังและการทางานเป็น
ทมี อย่างกัลยาณมติ รเกิดความสุข ความสามคั คีขนึ้ ในทมี ทัง้ ทมี นกั วจิ ยั ภาคี และชมุ ชน

วิธดี าเนินการวจิ ยั
ใช้กระบวนการงานวิจัยท่ีเน้นการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนตาบลยกกระบัตร อาเภอสามเงา
จังหวัดตาก โดยการดาเนินการวิจัยแบ่งเป็น 6 ข้ันตอน ดังนี้ 1) ศึกษาบริบทพ้ืนท่ี 2) หารูปแบบท่ีเหมาะสม
ของการสร้างนวัตกรรมจากบัวหลวง 3) พัฒนากลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง 4) หาช่องทางการจัด
จาหน่ายการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง 5) สังเคราะห์ข้อมูลงานวิจัยเพ่ือชุมชน 6) สรุปผลการวิจัยเพ่ือ
จัดทารายงานความกา้ วหนา้ และรายงานฉบับสมบูรณ์
เครื่องมือการวิจัย
เครื่องมอื ทใ่ี ช้ในการเกนบขอ้ มูลประกอบด้วย
1. เคร่ืองมือการศึกษาบริบทชุมชน ประกอบด้วย ประชุมกลุ่ม, Time line, ปฏิทินอาหาร, ปฏิทิน
ประเพณีวฒั นธรรม, ปฏทิ ินพืชผลทางการเกษตร เปน็ ตน้
2. การสมั ภาษณ์ ทีมนักวจิ ัยชมุ ชนใชก้ ารสัมภาษณ์ 2 แบบ ดงั น้ี



1) การสัมภาษณ์แบบเจาะลึกรายบุคคล (In-depth interview) ใช้สัมภาษณ์กลุ่มประชากรใน
พืน้ ที่ เกี่ยวกับบรบิ ทพ้นื ท่ี

2) การสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง (non-Structured interview) ใช้สัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่าง
ประกอบด้วย ประชากรที่เขา้ รว่ มโครงการ และไมเ่ ข้าร่วมโครงการ สัมภาษณ์เก่ียวกับปัญหาทเี่ กิดจากบัวหลวง
และแนวทางการแก้ไขปัญหา ช่วงเวลาที่บัวหลวงออก การจัดการทรัพยากรบัวหลวง การใช้ประโยชน์จากบัว
หลวงของชุมชม

3) การสังเกตแบบมีส่วนร่วม (Participant Observations) ใช้สังเกตกลุ่มประชากรท่ีเข้าร่วม
โครงการ ภาคีเครือข่ายท่ีเกี่ยวข้องในการจัดประชุมสร้างการมีส่วนร่วม การระดมความคิดเหนน เวทีคืนข้อมูลชุมชน
ศักยภาพการท่องเที่ยว ศักยภาพโครงสร้างพ้ืนฐาน สภาพแวดล้อมทางสังคมและธรรมชาติ วัฒนธรรมประเพณี
วิถีชีวติ อปุ กรณท์ ่ีใช้ ได้แก่ แผนที่ กลอ้ งถ่ายรูป สมุดบันทึก เป็นตน้

3. แบบสอบถามก่ึงทางการ (Questionnaire) ประกอบด้วย แบบสอบถามที่มีคาถามแบบปลายปิด
(Close end) และแบบสอบถามท่ีมีคาถามแบบปลายเปิด (Open end) เพื่อสอบถามกลุ่มตัวอย่างเก่ียวกับ
รายได้ครัวเรือน (ตัวชี้วัดความเหลื่อมล้ามิติเศรษฐกิจ) แบบสอบถามศึกษาความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์จาก
บัวหลวง

4. อุปกรณ์สาหรบั งานสนาม ประกอบด้วย โทรศัพท์มอื ถือ ใช้ในการบันทึกการสัมภาษณ์ ถ่ายรปู ถ่าย
วีดีโอ, กลอ้ งถ่ายรูป และสมดุ จดบนั ทึก

วิธีการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู
สาหรับข้อมูลท่ีได้จากงานวิจัยนี้จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ข้อมูลปฐมภูมิ (Primary data) ซ่ึงจะเป็น
ข้อมูลท่ีใช้ในการนาเสนอรายงานการวิจัย และข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary data) ซึ่งเป็นข้อมูลท่ีได้จากการค้นคว้า
จากเอกสารและวารสารอ่ืน ๆ ตลอดจนแนวคิดและทฤษฎีท่ีเก่ียวข้องในการนามาอธิบายผลการวิจัยเพ่ือให้งานวิจัย
น้มี ีความถกู ตอ้ งและน่าเชอ่ื ถือ

สถติ ิทใ่ี ช้ในการวเิ คราะห์ขอ้ มูล
ไดแ้ ก่ ค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย คา่ ร้อยละ คา่ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการวิเคราะหเ์ ชิงเน้อื หา (Content
Analysis)



ผลการวิจยั

1. ศกึ ษาบริบทพ้ืนที่ และการจัดการทรัพยากรบัวหลวง ของเครอื ข่ายชุมชนตาบลยกกระบตั ร

1) ผลการศึกษาบริบทพื้นท่ี พบว่า ตาบลยกระบัตร เป็นตาบลท่ีตั้งอยู่ในเขตการปกครองของ
อาเภอสามเงา จังหวดั ตาก ลักษณะดินสว่ นใหญ่เป็นดินร่วนปนดนิ เหนียว แหล่งน้าตามธรรมชาติในการอุปโภค
บริโภค ได้แก่ แม่น้าวัง หนองจระเข้ หนองจะหลอด หนองปู่เฮียน ประชากรในพ้ืนท่ีส่วนใหญ่เป็นชาวล้านนา
ประกอบอาชีพเกษตรกร มีประเพณีและภูมิปัญญาท้องถ่ินวิถีล้านนา ลักษณะภูมิประเทศ เป็นที่ราบกว้างใน
ตอนกลางของตาบล มีเทือกเขาถนนธงชัยเป็นตัวปะทะมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดมาจากมหาสมุทรอินเดีย
และทะเลอันดามัน ทาให้ได้รับความชุ่มช้ืนจากลมมรสุมไม่เตนมที่ รัฐต้องเข้ามาช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนน้า
ทาให้ในพ้ืนที่มีแหล่งกักเกนบน้าหลายแห่งท่ีเป็นของชุมชนและสาธารณะซึ่งจะมีบัวหลวงขึ้นจานวนมาก ซึ่งใน
หนองจระเข้เปน็ หนองนา้ ทมี่ ีบัวหลวงขึ้นมากท่ีสุด ด้วยวิถชี ุมชนทเี่ รียบง่าย รักสงบ เออ้ื เฟ้ือเผ่ือแผ่ ทาใหก้ ารใช้
ประโยชน์จากหนองน้าธรรมชาติท่ีเป็นสาธารณะ จึงไม่มีการตั้งกฎกติกาในการใช้หนองน้าแม้จะเป็น
บุคคลภายนอกพืน้ กตน าม

2) ผลการศึกษาการจัดการทรัพยากรบัวหลวง การใช้ประโยชน์จากบัวหลวงของชุมชน พบว่า
ชมุ ชนไม่มีกฎกติกา/ขอ้ ตกลงการใช้ประโยชนจ์ ากบัวหลวง เนอื่ งจากเป็นหนองบัวสาธารณะท่ีเปน็ พน้ื ท่ีดูแลของ
องค์การบริหารส่วนตาบลยกกระบัตร การใช้ประโยชน์จากบัวหลวงของชุมชน แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วน
ของหนองบัว ครอบคลุมพ้ืนที่ 4 หมู่บ้าน ประกอบด้วย หมู่ 3 หมู่ 4 หมู่ 6 และหมู่ 11 มีการใช้ประโยชน์
1,133 ครัวเรือน ได้แก่ การใช้น้าทางการเกษตร เลี้ยงสัตว์ ตกปลา เป็นต้น ส่วนของบัวหลวงมีการใช้
ประโยชน์บัวหลวงเชิงภูมิปัญญา/วิถีถ่ิน นาบัวหลวงมาไหว้พระ และกินเมนดบัวสดแล้ว ชุมชนได้นามาใช้
ประกอบอาหารถิ่น ได้แก่ แกงไหลบัว รากบัวเชื่อม นามาใช้ในวิถีถิ่น ได้แก่ มวนยาสูบรักษาริดสดี วงจมูก บุหร่ี
กลีบบัวหลวง (นากลีบดอกบัวแทนใบยาสูบ) ใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ พบว่า มีเพียง 10 ครอบครัว ท่ีเกนบไหล
บัวและฝักบัวมาขายเพื่อเล้ียงชีพ รายได้เพียง 200 บาท/วัน แต่ไม่ได้ไปเกนบทุกวัน เนื่องจากมีอาชีพรับจ้าง
ทั่วไปภายในหมู่บ้าน อีกทั้งคนในพ้ืนท่ีส่วนใหญ่ไม่เกนบบัวหลวงจากหนองน้า แต่จะซื้อมากกว่า เนื่องจากไม่มี
พาหนะ ทกั ษะ ความรู้ และกลัวอนั ตราย บวั หลวงในหนองน้าเติบโตจากเมดน บัว จากเกนบข้อมลู พบวา่ ชุมชนยัง
ใช้ประโยชน์จากบัวไม่เตนมประสิทธิภาพ เน่ืองจากขาดองค์ความรู้ และยังไม่เหนนคุณค่าของบัวหลวง ปริมาณ
ของบัวที่มีมากส่งผลให้น้าเน่าเสีย ส่งกลิ่นเหมนน หนองน้าตื้นเขิน สร้างปัญหาให้กับครัวเรือนรอบหนอง และ
ครัวเรือนท่ีใช้น้าจากหนองจระเข้ จึงต้องมีการลอกดึงบัวข้ึนมาจากหนองน้ามาไว้ขอบหนอง เกิดเป็นขยะจาก
บวั หลวง อกี ท้ังชุมชนขาดองคค์ วามรใู้ นการแปรรปู ผลิตภณั ฑจ์ ากบัวหลวง นอกจากการทาอาหารถ่ิน

3) ผลการศึกษาช่องทางการส่งเสริมการท่องเท่ียวโดยชุมชน พบว่า ชุมชนมีจัดการท่องเท่ียวโดย
ชุมชน จานวน 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มศูนย์ปราชญ์ชาวบ้านแม่ระวาน กลุ่มนักท่องเที่ยวจะเป็นกลุ่มศึกษาดูงาน และ
กลุ่มการท่องเที่ยวโดยชุมชนตาบลยกกระบัตร โดยความร่วมมือจากโครงการยกระดับเศรษฐกิจและสังคมรายตาบล
แบบบูรณาการ (U2T) แต่ยังไม่มีการนาบัวหลวงมาใช้ในประโยชน์ในการจัดการท่องเท่ียวของพ้ืนท่ี ดังน้ันทีมวิจัย
และชุมชนประชุมร่วมกัน เหนนว่า ควรเพิ่มเมนูอาหารถิ่นเกี่ยวกับบัว และนาผลิตภัณฑ์บัวหลวงมาใช้ในการรับ



นักท่องเท่ียว รวมทั้งควรเพิ่มกิจกรรมการท่องเที่ยวเก่ียวกับบัวหลวงช่วงเดือน มิถุนายน – กันยายน ซ่ึงเป็นช่วงท่ีมี
บวั หลวงบานสะพร่ังเตนมหนองจระเขเ้ ป็นอีกหน่ึงเส้นทางการท่องเทย่ี ว เพอ่ื สรา้ งเสน่หใ์ หก้ ับพ้ืนท่ี

จากการวิเคราะห์ข้อมูลรายได้ของชุมชน จากกลุ่มตัวอย่าง พบว่า กลุ่มตัวอย่าง ส่วนใหญ่
มีรายได้อยู่ต่ากว่าเส้นความยากจน รายได้ระหว่าง 628 – 2,575 บาท/เดือน (ร้อยละ 40.58) มีหน้ีสินของ
ครัวเรือน อยู่ระหว่าง 0 – 400,000 บาท มีรายได้สูงกว่าเส้นความยากจน แต่ต่ากว่าเส้น 40% ล่าง รายได้
ระหว่าง 2,912 – 5,058 บาท/เดือน (ร้อยละ 36.23) มีหน้ีสินของครัวเรือน อยู่ระหว่าง 0 – 300,000 บาท
มีรายได้สูงกว่าเส้น 40% ล่าง แต่ต่ากว่าค่ามัธยฐาน รายได้ 5,929-6,200 บาท/เดือน (ร้อยละ 2.90) มีหนี้สิน
ของครัวเรือน 320,000 บาท มีรายได้สูงกว่าค่ามัธยฐาน รายได้ระหว่าง 6,700 – 16,517 บาท/เดือน (ร้อยละ
20.29) มหี นีส้ นิ ของครัวเรอื น 0 – 900,000 บาท

2. ศกึ ษาความต้องการของตลาด และแนวทางการสรา้ งมูลคา่ เพม่ิ จากบวั หลวง
จากการศึกษาความต้องการของตลาด และแนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มจากบัวหลวง โดยใช้

แบบสอบถาม จากการสุ่มตัวอย่างกลุ่มผู้บริโภคและผู้ประกอบการ จานวน 50 คน เพื่อศึกษาความต้องการใน
การใช้รูปแบบผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง ด้านข้อมูลท่ัวไป ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 41-46 ปี
ระดับการศึกษา ระดับปริญญาตรี ประกอบอาชีพ รับราชการ ด้านข้อมูลเกี่ยวความพึงพอใจในผลิตภัณฑ์จาก
บัวหลวง พบว่า ส่วนใหญ่ชื่นชอบบริโภคอาหารเพ่ือสุขภาพ เหตุผลท่ีชอบ คือ ดูแล/รักษาสุขภาพตนเอง ส่วน
ของบวั หลวงทช่ี ืน่ ชอบในการนามาพัฒนาผลิตภัณฑ์ ได้แก่ กลีบดอกบัว รูปแบบผลติ ภัณฑ์จากดอกบัวท่ีช่ืนชอบ
ได้แก่ การแปรรูป คุณสมบัติจากบัวหลวงท่ีจะตัดสินใจซ้ือ ได้แก่ สรรพคุณ ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเลือกซื้อ
ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ ตนเอง และราคา แหล่งข้อมูลที่ทาให้ทราบถึงผลิตภัณฑ์และสรรพคุณบัวหลวง ได้แก่
อินเตอร์เนนท และการแนะนาบอกต่อ ส่วนของบัวหลวงท่ีเคยบรโิ ภค ได้แก่ เมนดบัว และไหลบัว ความถี่ท่ีเคยใช้
ผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง น้อยกว่า 1 คร้ังต่อสัปดาห์ เคยทดลองใช้ผลิตภัณฑ์บัวหลวงจากการเปิดบูทการแสดง
ทมี นักวิจัยไดท้ าการพฒั นาศักยภาพคนในชมุ ชน โดยวธิ ีการศกึ ษาดงู าน ทาใหช้ ุมชนไดร้ ับองค์ความรู้ แนวคิดใน
การจัดการท่องเท่ียวในชุมชน โดยการนาบัวหลวงมาเป็นกิจกรรม เส้นทางการท่องเที่ยวในชุมชน เช่น การนา
ผลิตภัณฑ์จากบัวหลวงมาใช้ต้อนรับนักท่องเท่ียว การให้นักท่องเที่ยวร่วมทาอาหารจากบัวหลวง การรวมกลุ่ม
เพ่อื จดทะเบียนวสิ าหกจิ การเข้ารบั มาตรฐานผลติ ภัณฑส์ นิ ค้าของพฒั นาชมุ ชน และการขอมาตรฐานผลิตภณั ฑ์
ชุมชนของอุตสาหกรรมจังหวัด ซึ่งถ้าจะได้รับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชนที่เป็นประเภทอาหารจะต้องได้
มาตรฐานผลิตภัณฑ์ของสานักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ก่อน นอกจากน้ียังได้ทาการประชุม
หารือ พูดคุย เพ่ือหาแนวทางร่วมกัน จนได้แนวทางในการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากบัวหลวงโดยการนาดอกบัวมา
ทาผลิตภัณฑ์อันดับต้นก่อน โดยนาเอาใบมะรุมซึ่งเป็นวัตถุดิบท่ีมีมากในท้องถ่ิน และมีคุณประโยชน์สูงมาเป็น
ส่วนผสม แล้วจึงหาภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์ ให้ความรู้คุณประโยชน์จากบัวหลวง การแปรรูป
ผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง และหาแนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มจาก ภาคีภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และ
ภาควชิ าการ จนไดแ้ นวทางการสร้างมลู คา่ เพม่ิ จากบวั หลวง 2 วิธี ดงั นี้

1) การทาความร่วมมือกับกลุ่มจัดการท่องเท่ียวในชุมชนจานวน 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มเครือข่าย
ปราชญ์ชาวบ้านซ่ึงนักท่องเท่ียวจะเป็นกลุ่มศึกษาดูงาน นาบัวหลวงมาทาอาหารถิ่น และนาผลิตภัณฑ์บัวหลวง



มาใช้ต้อนรับนักท่องเที่ยว และกลุ่มการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนตาบลยกกระบัตร ให้เพ่ิมกิจกรรม เส้นทาง
การท่องเที่ยวในชุมชนตามฤดูกาล การทาอาหารถิ่นจากบัวหลวง และผลิตภัณฑ์จากบัวหลวงมาใช้ในการ
ต้อนรบั นักท่องเทย่ี ว

2) การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง จากการศึกษาความต้องการของตลาด มาพัฒนาเป็น
ผลิตภัณฑ์ท่ีทาจากดอกบัวโดยความร่วมมือจากภาคีภาควิชาการ เน่ืองจากสรรพคุณของดอกท่ีมีมาก และเป็น
ความต้องของตลาด

3. พฒั นามาตรฐานของผลิตภณั ฑ์ และการสรา้ งภาคเี ครือข่ายร่วมพัฒนามลู คา่ เพิม่ จากบวั หลวง
การพฒั นามาตรฐานของผลติ ภณั ฑ์ และการสร้างภาคเี ครอื ขา่ ยร่วมพัฒนามูลคา่ เพม่ิ จากบัวหลวง

ทมี วิจัยได้ดาเนินแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ดังน้ี ระยะท่ี 1 สร้างภาคีเครือข่ายร่วมดาเนินการโครงการทาให้ไดภ้ าคี
เครือข่ายภายในชุมชนร่วมดาเนินการ โดยแบ่งออกเป็น กลุ่มคนในการทางานวิจัย จานวน 9 คน และกลุ่มคน
ร่วมดาเนินการพัฒนาผลิตภัณฑ์ จานวน 27 คน ใช้กระบวนการประชุมกลมุ่ ผู้นาในระดับอาเภอเป็นการสร้าง
การรับรู้รับทราบวัตถุประสงค์ของการทางานวิจัยในพ้ืนท่ีเป็นอันดับต้น เพ่ือให้เกิดความสะดวกในการทางาน
ใช้การพูดคุยกับผู้นาชุมชนแต่ละหมู่บ้าน ติดต่อชุมชนเป็นรายบุคคลบ้าง หรือบางครั้งจัดกลุ่มเลนกๆ ในบาง
หมู่บ้าน เพื่ออธิบายโครงการเน้นท่ีวัตถุประสงค์ คือ มุ่งแสวงหากลุ่มบุคคลกลุ่มเป้าหมาย ประกอบด้วย กลุ่ม
คนตกงานจากสถานการณ์โควิด กลุ่มเกษตรทต่ี ้องการอาชีพเสริม และกลมุ่ เปา้ หมายท่ีเป็นประชาชนในพื้นท่ี ท่ี
จะมาเปน็ ผ้รู ่วมดาเนินงานในโครงการ ระยะท่ี 2 สรา้ งภาคีเครือขา่ ยร่วมสร้างมลู คา่ เพมิ่ จากบัวหลวง ในระยะ
น้ีทีมวิจัยได้ทาการสร้างเครือข่ายภายนอก ท่ีเก่ียวข้อง เช่น องค์การบริหารส่วนตาบลยกกระบัตรช่วยในการ
วางแผนการปรับปรุงพ้ืนท่ีโดยรอบหนองจระเข้ ที่จะทาเป็นสถานทที่ ่องเที่ยวในชุมชน มหาวิทยาลยั ในพื้นที่ ใน
การหาแนวทางการสร้างมูลค่าเพ่ิมจากบัวหลวง, เกษตรอาเภอสามเงาในการจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชน และ
สนับสนุนการพัฒนากิจการวิสาหกิจชุมชนตามมาตรการที่คณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนกาหนด ซ่ึงจะ
ส่งผลทาให้ชุมชนมีความเข้มแขนงพึ่งพาตนเองได้ และพัฒนาชุมชน ในการข้ึนทะเบียนและเข้ารับการตรวจ
มาตรฐานผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองจากทางราชการ เครือข่าย OTOP จังหวัดตากในการร่วมวางแผน
การตลาด และช่องทางจัดจาหน่ายผลิตภัณฑ์ ในการทางานวิจัยเป็นระยะ ยังมีทีมผู้ประสานงานชุดสนับสนุน
โครงการคอยเติมเตนมความรู้ และติดตามผลการขับเคลื่อนการทางานวิจัยในพื้นที่เป็นระยะ รวมทั้งให้
ข้อเสนอแนะ ในการทางานให้เพ่ือให้การทางานบรรลุวัตถุประสงค์ เกิดภาคีเครอื ข่ายการทกุ ระยะในการทางาน
วิจัย ในระยะที่ 2 นี้ทาให้เกิดเส้นทาง กิจกรรมการท่องเท่ียวบัวหลวง และผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง จานวน
5 ชนิด ได้แก่ ชาบัว ชาบัวผสมมะรุม (แบบชงดื่ม) ชาบัวหมัก บัวหมัก และเยลลี่บัว ท่ีได้มาตรฐาน
ประกอบด้วย สูตร บรรจุภัณฑ์ ฉลากที่ได้มาตรฐาน และแบรนด์สินค้าที่เป็นของชุมชน ระยะที่ 3 หาแนวทาง
การบริหารจัดการทรัพยากรร่วมกัน ในการเข้าใช้ประโยชน์จากหนองจระเข้ จากการประชุมภาคีเครือข่ายท่ี
เกีย่ วข้อง ภายในชุมชน ประกอบด้วย กานัน ผู้นา แกนนา องค์การบริหารส่วนตาบลยกกระบัตร กลุ่มวิสาหกิจ
ผลิตภัณฑ์แปรรูปบัวหลวงยกกระบัตร กลุ่มท่องเที่ยวโดยชุมชนตาบลยกกระบัตร ทาให้เกิดกฎกติกา/ข้อตกลง
ร่วมกันในการเข้าใช้ประโยชน์จากหนองจระเข้ ทเ่ี กิดจากการมีสว่ นรว่ มของชุมชน ร่วมคดิ ร่วมทา ร่วมวางแผน
ทาใหช้ ุมชนเหนนคุณค่า เกดิ ความรกั และหวงแหนบวั หลวง และทรพั ยากรท่ีมีในพื้นท่ี



4. ศึกษาและพัฒนาช่องทางการจดั จาหนา่ ยผลติ ภณั ฑจ์ ากบวั หลวง
การศึกษาและพัฒนาช่องทางการจัดจาหน่ายผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง ทีมวิจัยได้อบรม CBMC

ทาให้ชุมชนได้รับองค์ความรู้ในการค้นหาเสน่ห์สินค้าท่ีเป็นตัวเด่นของชุมชน มองกลุ่มลูกค้าได้ชัดเจนและ
สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย สร้างความประทับใจให้กับลูกค้า ได้ซื้อซ้าบอกต่อ นาสินค้าตัวรองของชุมชน
มาร่วมจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายให้กับสินค้าตัวหลักของชุมชน หาแนวทางในการค้นหาภาคีเพ่ือร่วมพัฒนา
สินค้าชุมชน เกิดแผนธุรกิจชุมชน ร่วมกันคิดจนได้เสน่ห์สินค้า ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ จากธรรมชาติในท้องถ่ิน
กระบวนการผลิตท่ีสะอาด ใส่ใจทุกขั้นตอน “รักสุขภาพ ต้องผลิตภัณฑ์บัวหลวงยกกระบัตร” และยังนาผลิตภัณฑ์
บวั หลวงรวมอย่ใู นแพคเกนจการท่องเทย่ี วโดยนักท่องเท่ยี วจะไดผ้ ลิตภัณฑ์บวั หลวงกลับไปเป็นของท่ีระลกึ อีกทั้ง
นาเอาบัวหลวงมาทาเป็นกิจกรรม เส้นทางการท่องเท่ียวตามฤดูกาลเพ่ือให้นักท่องเท่ียวได้ชมความงามของ
ดอกบัวหลวง และเกนบบัวหลวงมาทาอาหารรับประทานเป็นอาหารพื้นถิ่น นอกจากน้ียังได้มีช่องทางการจัด
จาหน่ายผลิตภัณฑ์ภายในชุมชน ได้แก่ ศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านชุมชนแม่ระวาน, ร้านค้าในชุมชน และ
ภายนอกชุมชน ได้แก่ ร้านค้าสวัสดิการเขื่อนภูมิพล กาดเกาะลอย, ร้านค้าออนไลน์ เวนบแบ่งป๋ัน shopee
facebook : บัวหลวงชุมชน ต.ยกกระบัตร Line : @0826206775 ยังได้รวมรวมข้อมูลแบบสอบถาม (ระยะ
หลังดาเนินการ) จากประชาชนในพื้นที่ จานวน 69 คน แบ่งออกเป็น กลุ่มเป้าหมายหลัก คือ กลุ่มคนตกงาน
จากสถานการณ์โควิด จานวน 9 คน กลุ่มเกษตรที่ต้องการอาชีพเสริม 27 คน และกลุ่มเป้าหมายที่เป็น
ประชาชนในพืน้ ที่รอบขา้ ง จานวน 33 คน (ระยะหลังดาเนินการ) ในส่วนน้ีจะนาเพียงข้อมูลสว่ นที่ 9 ผลิตภณั ฑ์
จากบัวหลวงมาวิเคราะห์ข้อมูล 2 ลาดับแรก ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ข้อท่ี 4 เพื่อศึกษาและพัฒนาช่อง
ทางการจัดจาหน่ายผลติ ภณั ฑ์จากบวั หลวง พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามสว่ นใหญ่ เคยนาผลิตภณั ฑ์บวั หลวงมาใช้
ประโยชน์ (ร้อยละ 94.20) และ ไม่เคย (ร้อยละ 5.80) นาผลิตภัณฑ์จากบัวหลวงมาใช้ประโยชน์ คือ ไหลบัว
(ร้อยละ 47.41) และ ฝักบัว (ร้อยละ 23.70) นาผลิตภัณฑ์จากบัวหลวงมาใช้ประโยชน์ คือ บริโภค (ร้อยละ
91.30) และ ไม่ได้ใช้ประโยชน์ (ร้อยละ 7.25) มีรายได้ในการจาหน่ายผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง คือ 0-1,000
บาท (ร้อยละ 100.00) เคยนาบวั หลวงมาแปรรปู (ร้อยละ 92.75) และ ไมเ่ คย (ร้อยละ 7.25) เคยทาผลิตภณั ฑ์
จากบัวหลวงนามาแปรรูป ในรูปแบบ อาหารคาว (ร้อยละ 81.58) และ อาหารหวาน (ร้อยละ 11.84) มีรายได้
จากการแปรรูปผลติ ภัณฑจ์ ากบัวหลวง รายปี 0-1,000 บาท (ร้อยละ 100.00) ปัจจบุ ันยังทาผลิตภัณฑ์จากบัว
หลวง (ร้อยละ 75.36) และ ไม่ทา (ร้อยละ 24.64) หยุดทาการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง เนื่องจากไม่มี
เวลา (ร้อยละ 89.86) และ ไม่มีบัว ช่วงหน้าน้า น้าท่วมบัว (ร้อยละ 10.14) ไม่เคยมีส่วนร่วมหรือเข้ารับการ
พัฒนาศักยภาพในงานวิจัยฯ (ร้อยละ 27.82) และร่วมศึกษาดูงาน รูปแบบการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง
(ร้อยละ 18.05) ไม่เคยได้รับการพัฒนาตนเอง (ร้อยละ 26.04) และ ภาคีในการร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์ (ร้อยละ
16.57) ไม่ไดร้ ับประโยชน์จากการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากจากการสร้างมูลค่าเพ่ิมของบัวหลวง เนื่องจากไม่ได้
เข้าร่วมกิจกรรม (ร้อยละ 51.16) และ ทางอ้อม : ขนส่ง จ้างงาน และ จาหน่ายสินค้าและอาหารให้แก่
นักท่องเทย่ี ว (รอ้ ยละ 32.56)



ผลการวิเคราะหข์ ้อมลู จากแบบสอบถาม ชุดท่ี 3 แบบสารวจตัวชี้วัดความเหลอ่ื มลา้ โครงการการ
พัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ด้วยการสร้างมูลค่าเพ่ิมจากบัวหลวงของชุมชนตาบลยกกระบัตร อาเภอสามเงา
จังหวัดตาก (ระยะหลังดาเนินการ) เปรียบเทียบรายได้ของผู้เข้าร่วมโครงการ และผู้ไม่เข้าร่วมโครงการ
ผลการวิเคราะห์ พบว่า จานวนกลุ่มตัวอย่างผู้ที่เข้าร่วมโครงการ มีสัดส่วนคนยากจนมากข้ึน ร้อยละ 22.22
และไม่เข้าร่วมโครงการ มีสัดส่วนคนยากจนมากขึ้น ร้อยละ 12.13 ทั้งนี้เนื่องจากสภาวการณ์ปัจจุบัน
ด้านเศรษฐกิจของประเทศตกต่า ภาวะค่าครองชีพสูง น้ามันและปุ๋ยราคาสูง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงข้ึนตาม
ไปด้วย ด้านผลผลิตมีราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่าไม่ได้ราคาเท่าที่ควร ส่งผลให้กลุ่มตัวอย่างขยับเข้าสู่เส้น
ความยากจน อีกทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ที่ผ่านกระบวนการคิดค้น ปรับปรุงจนได้ผลิตภัณฑ์ที่มีสูตรเป็น
มาตรฐาน อยู่ในช่วง 2 เดือนท้ายของโครงการ รวมทั้งการขอรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชนจากสานักงาน
พัฒนาชุมชน ต้องใช้ระยะเวลาในการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานตามลาดับการยื่นเสนอ ซ่ึงขณะน้ีอยู่
ระหว่างการรอตรวจสอบมาตรฐาน อีกทั้งผลิตภัณฑ์บัวหลวงยังเป็นนวัตกรรมของชุมชนและผู้บริโภค ต้องใช้
เวลาในการสร้างการรับรู้ และประชาสัมพันธ์ให้เป็นที่รับรู้ เช่ือม่ันท่ีจะบริโภคสินค้าของชุมชน จากการนา
ผลิตภัณฑ์ชุมชนไปทดลองจาหน่าย พบว่า ผู้บริโภคชื่นชอบ ชาหมักและชาบัวหมัก เป็นอย่างมาก โดยให้
เหตผุ ลวา่ รสชาตหิ วานอมเปรี้ยว ทาให้สดช่ืน และเหนนถงึ ประโยชนท์ ี่จะเป็นเติมจลุ นิ ทรียช์ ัน้ ดีเข้าไปในลาไสช้ ว่ ย
ในการขับถา่ ย นอกจากน้ีการดาเนินงานยงั เปน็ ในรูปแบบกลุ่มมีการปนั ผลเป็นรายปี จึงทาให้ผู้เขา้ รว่ มโครงการ
ไม่มีรายได้เพิ่มจากผลิตภัณฑ์บัวหลวงภายใต้โครงการฯ แต่สิ่งท่ีชุมชนได้รับเปลี่ยนแปลงนาไปสู่การลดความ
เหลื่อมล้า เกิดความร่วมมือ ลดช่องว่างระหวา่ งชุมชน กระตุ้นศักยภาพด้านอื่นของชุมชน เช่น การเป็นนักเล่า
เร่อื งในกลุม่ เยาวชน เรียนรกู้ ระบวนการสบื คน้ ข้อมลู ชุมชน และการบรหิ ารจัดการกลุ่มวิสาหกิจ
ขอ้ เสนอแนะ

1. ส่งมอบผลงานวิจัยให้กับองค์การบริหารส่วนตาบลยกกระบัตร เพื่อนาไปเป็นข้อมูลพื้นฐานในการ
กาหนดแผนและนโยบายในการแก้ไขปัญหาการจัดการทรัพยากร ความยากจนและลดความเลื่อมล้าอย่าง
ตอ่ เนือ่ งในพ้นื ท่ี

2. การต่อยอดงานวิจัยไปสู่การขยายผลยังพื้นท่ีใกล้เคียงให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม
ร่วมกันทั้งระดับตาบลเพ่อื นาไปสคู่ วามยง่ั ยืนรองรบั ต่อการเปลยี่ นแปลงในอนาคต

3. ส่งเสริมการนาส่วนต่างๆ ของบัวหลวง มาแปรรูปผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง เช่น ภาชนะจากใบบัว
เมนดบัวอบแห้ง เพื่อให้เป็นสินค้าตัวรอง และชุมชนควรพัฒนาศักยภาพชุมชนในการเข้าถึงแหล่งทุนของภาครัฐ
เพอ่ื เพ่ิมโอกาสในการไดร้ บั มาตรฐานผลิตภัณฑ์จากหน่วยงานต่างๆ

4. ชุมชนควรมีสถานที่การผลิตท่ีได้มาตรฐานของสานักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพ่ือ
สร้างความม่ันใจให้กับผู้บริโภค และจะส่งผลให้มีโอกาสได้รับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชนจากอุตสาหกรรม
จังหวัด ซึง่ จะมีโอกาสในการพัฒนาผลิตภณั ฑ์อยา่ งต่อเนื่องจากหน่วยงานท่ีเก่ยี วข้อง

5. องคก์ ารบริหารสว่ นตาบลยกกระบตั ร สนับสนุนแนวทางการพฒั นาผลิตภัณฑ์ชุมชน เช่น การบรรจุ
แผนการสรา้ งโรงเรอื นให้ได้มาตรฐาน การบรรจุแผนการพฒั นาส่งเสริมการท่องเทย่ี วรอบหนองจระเข้



6. สนับสนุนให้คนรนุ่ ใหม่เข้ารว่ มกลุม่ ร่วมเป็นผู้ดูแลเพจ Facebook สรา้ งความเคลื่อนไหวข่าวสารท่ี
เพจ Facebook รองรับผู้บริโภคที่สนใจผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพ และรองรับการท่องเท่ียวโดยชุมชนท่ีปัจจุบันมี
พฤติกรรมค้นหาข้อมูลจากสือ่ สังคมออนไลน์ ท่ีเข้าถงึ ได้อย่างรวดเรนว

7. การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง ในรูปแบบชาหมัก หรือ Kombucha ที่เป็นนวัตกรรมสาหรับ
ชุมชนและผู้บริโภค อีกท้ังในสร้างการรับรู้ และวางจาหน่ายต้องใช้เวลาจึงจะสามารถสร้างรายได้ของชุมชนได้
ซ่ึงในระยะ 12 เดือน ไม่สามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชนได้ ควรงานวิจัยเพ่ิมอีก 1 ปี จะทาให้เหนนการ
เปล่ียนแปลงของรายไดช้ มุ ชนจากโครงการได้

3 บทคัดยอ่ ภาษาไทย และบทคดั ย่อภาษาอังกฤษ (Abstract)
บทคดั ยอ่

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพ่ือ 1) ศึกษาบริบทพ้ืนที่ และการจัดการทรัพยากรบัวหลวงของ
เครือข่ายชุมชนตาบลยกกระบัตร 2) ศึกษาความต้องการของตลาด และแนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มจาก
บัวหลวง 3) พัฒนามาตรฐานของผลิตภัณฑ์ และการสร้างภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนามูลค่าเพ่ิมจากบัวหลวง 4)
ศึกษาและพัฒนาช่องทางการจัดจาหน่ายผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง ใช้ระเบียบการวิจัยแบบผสม (Mixed
Method) ท้ังในเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณอย่างมีส่วนรว่ มมาประยุกตใ์ ช้เน้นกระบวนการมีสว่ นร่วม กลุ่มผู้ให้
ข้อมูล ได้แก่ กลุ่มชุมชนที่เข้าร่วมโครงการ (กลุ่มคนตกงานจากสถานการณ์โควิด กลุ่มเกษตรท่ีต้องการอาชีพ
เสริม) กลุ่มชุมชนท่ีไม่ได้เข้าร่วมโครงการ (ประชาชนในพื้นที่รอบข้าง) กลุ่มผู้ประกอบการท่องเที่ยว กลุ่ม
นักท่องเท่ียว และร้านค้าในสถานทท่ี ่องเท่ียว จานวน 119 คน โดยใช้วิธกี ารเลอื กแบบเจาะจง เครื่องมือทีใ่ ช้ใน
งานวิจัยเป็นแบบสัมภาษณ์ และแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลแบบพรรณนาความ สถิติท่ีใช้ในการวิเคราะห์
ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ และการพรรณนาโวหาร ผลการวิจัย สรุปตามวัตถุประสงค์ได้ดังนี้ 1)
การศึกษาบริบทพ้ืนที่ และการจัดการทรัพยากรบัวหลวง ของเครือข่ายชุมชนตาบลยกกระบัตร พบว่า พ้ืนท่ี
ตาบลยกระบัตรเป็นพ้ืนท่ีราบกว้าง ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวล้านนา ประกอบอาชีพเกษตรกร และเลี้ยงสัตว์
จากการเกนบข้อมูล ด้านรายได้ พบว่า ส่วนใหญ่กลุ่มเป้าหมายมีรายได้อยู่ต่ากว่าเส้นความยากจน ในพ้ืนที่มีบัว
หลวงเกิดข้ึนเองตามหนองน้าธรรมชาติ มีมากท่ีหนองจระเข้ ขนาด 800-1,200 ไร่ คนในพ้ืนทสี่ ่วนใหญ่ไม่ได้ใช้
ประโยชน์จาก บัวหลวงอย่างเตนมประสิทธิภาพ มีเพียง 10 ครอบครัว ที่เกนบไหลบัวและฝักบัวมาจาหน่าย ตื้น
เขิน เกิดเป็นขยะ สร้างปัญหาให้กับชุมชนรอบหนอง และชุมชนที่ใช้น้า ส่วนในด้านช่องทางส่งเสริมการ
ท่องเท่ยี ว ชุมชนสามารถนาบวั มาประกอบอาหารรับนักท่องเท่ียว เปน็ กิจกรรม และเส้นทางการท่องเท่ียวตาม
ฤดูกาล และทาการสื่อสารประชาสัมพันธ์ผ่าน สื่ออิเลนกทรอนิกส์ เช่น เวนบไซต์ ส่ือสังคมออนไลน์ Facebook,
Line, Instagram แผ่นพับ เป็นต้น 2) การศึกษาความต้องการของตลาด และแนวทางการสรา้ งมูลค่าเพิ่มจากบัว
หลวง พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่นิยมบรโิ ภคอาหารเพอื่ สุขภาพ (ร้อยละ 84.44) เหตุผลท่ีชอบใชส้ ินค้าเพ่ือ



สขุ ภาพ คือ ดูแล/รักษาสุขภาพตนเอง (ร้อยละ 44.74) ส่วนของบัวหลวงท่ีชื่นชอบในการนามาพัฒนาผลิตภัณฑ์ คือ
กลีบดอกบัว (ร้อยละ 21.74) รูปแบบผลิตภัณฑ์จากดอกบัวที่ชื่นชอบ คือ การแปรรูป (ร้อยละ 21.49) คุณสมบัติ
จากบัวหลวงที่จะตัดสินใจซื้อ คือ สรรพคุณ (ร้อยละ 19.05) ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ คือ ตนเอง
(ร้อยละ 23.49) แหลง่ ข้อมลู ท่ที าให้ทราบถงึ ผลิตภัณฑ์และสรรพคุณบัวหลวง คือ อนิ เตอรเ์ นนต (รอ้ ยละ 42.86)
แนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่ม มี 2 รูปแบบ ดังนี้ 2.1) การนาดอกบัวหลวงมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชน แล้วจึง
ขยายผลไปยังส่วนต่างๆ ของบัว 2.2) การนาบัวหลวงมาทาเป็นกิจกรรม เส้นทางการท่องเท่ียว ประกอบด้วย
เส้นทางชมดอกบัวหลวง ในช่วงเดือน มิถุนายน-กันยายน กิจกรรมพายเรือชมความงามของดอกบัว เกนบดอกบัว
ไหลบัว มาประกอบอาหารถ่ิน เพ่ือสร้างการเรียนรู้วิถีวัฒนธรรมชุมชนแก่ผู้มาเยือน 3) การพัฒนามาตรฐานของ
ผลิตภัณฑ์ และการสร้างภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนามูลค่าเพ่ิมจากบัวหลวง ทีมวิจัยได้ใช้กระบวนการการมีส่วน
ร่วมของคนในชุมชนและภาคีเครือข่ายโดยแบ่งออกเป็น 3 ระยะดังน้ี ระยะท่ี 1 สร้างภาคีเครือข่ายร่วม
ดาเนินการโครงการ ระยะที่ 2 สร้างภาคีเครือข่ายร่วมสร้างมูลค่าเพิ่มจากบัวหลวง ระยะที่ 3 หาแนวทางการ
บริหารจัดการทรัพยากรร่วมกัน จนทาให้เกิดการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง จานวน 3 รูปแบบ คือ 1) แบบชง
2) แบบชาหมัก และ 3) แบบเยลล่ี โดยใช้กระบวนการ ดังน้ี 3.1) การประชุมกลุ่มผู้นาในระดับอาเภอเป็นการ
สร้างการรับรวู้ ัตถุประสงค์ของการทางานวิจัย 3.2) พูดคุยเป็นรายบุคคล กลุ่มย่อย เพ่ือหากลุ่มเป้าหมายร่วม
ดาเนินการพัฒนาผลติ ภัณฑ์ 3.3) ประสานความร่วมมอื กับภาคีเครือข่ายภายนอกท่ีเก่ียวขอ้ งเข้ามามสี ่วนรว่ มใน
การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีมาตรฐาน 3.4) ประสานความร่วมมือทางการตลาดกับร้านค้าภายในและภายนอก
ชมุ ชนในการวางจาหน่ายผลิตภัณฑ์ 4) การศึกษาและพัฒนาช่องทางการจัดจาหน่ายผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง มี
ดังนี้ 4.1) ศึกษาความต้องการของตลาด 4.2) พัฒนาผลิตภัณฑ์ และศักยภาพชุมชน 4.3) การบริหารจัดการ
และการบรหิ ารงานรว่ มกนั ของชุมชน 4.4) จดั ทาแผนธรุ กิจชุมชน (CBMC) และการตลาดออนไลน์ ออฟไลน์

Abstract

This research aims to 1) Analyze the local environment and the Yok Krabat
Subdistrict Community Network's Royale Lotus Flower Resource Management 2) Research
market needs and potential solutions to make Royale Lotus Flower more valuable. 3) Create
product standards and network partners to create value-added products from Royale Lotus
Flower. 4) Research and create Royale Lotus Flower product distribution channels. Utilizing a
participatory application and mixed research approach (Mixed Method), with a focus on
participatory processes Community organizations taking part in the project make up the
informant groups. Group of individuals who lost their jobs as a result of the COVID-19 issue,



agricultural groups in need of new careers, and community organizations that are not
involved in the project (People in the surrounding area) group of tour guides, travelers, and
merchants employing a certain technique in 119 tourist attractions Interviews and
questionnaires were the research's primary data collection methods. The mean, percentage,
and style description were the statistics employed in the data analysis. The following
objectives can be used to summarize the research findings.1) Royale Lotus Flower Resource
Management and Area Context Studies It was discovered from the community network in
Yokkrabat sub-district that the region was a large plain area in the middle of the sub-district.
Lanna people, who are employed in agriculture and animal husbandry, make up the majority
of the population. The majority of the target groups had incomes that were below the
poverty level, according to the income data collection. In local natural marshes, the lotus
blooms on its own. There are numerous 1200 rai-sized crocodiles at Nong Crocodile. The
majority of the locals don't fully benefit from the grilled lotus. Only 10 families do laundry
and take showers as a side job. In his free time after becoming employed. In his spare time
from being hired for a living The large amount of lotus flower resulted in waste water.
smelly and shallow swamps resulting in garbage causing problems for communities around
the swamp and communities that use water The state has to pay the budget to deal with
such problems. As for the tourism promotion channel, the community brought lotus to
cook for tourists. is an activity and seasonal tourism routes and make public relations
communications through Electronic media such as websites, social media, Facebook, Line,
Instagram, leaflets, etc. 2) A research of market demand Additionally, the Royale Lotus
Flower value-added approach discovered that the majority of respondents preferred
nutritious meals (84.44 percent). Like in product development, namely lotus petals (21.74%).
Favorite lotus product form is processing (21.49%). Properties from lotus flowers to make
a purchase decision are properties (19.05%). Factors influencing Product selection is self
(23.49%), the source of information about lotus products and properties is the Internet
(42.86%). There are 2 ways to create added value as follows: 2.1) Processing lotus flowers
into community products and then expand the results to different parts of the lotus. 2.2)
Bringing the lotus to make an activity Itineraries include the route to see the lotus flowers



during the months of June-September. boating activities Admire the beauty of lotus flowers,
collect lotus flowers, flow lotus and cook local food. to create learning about community
culture for visitors; 3) development of product standards and the creation of network
partners to develop added value from Bualuang . We proceeding the process into 3
steps are as follows 1 To create a network of partners to join the project 2. To create a
network of partners to create add vaule from Bualang 3.To find the way to manage Bualang
resources together. The details.as follows: 3.1) Leadership group meetings at district
level to create awareness of research objectives 3.2) Individual discussions and
subgroups to find target groups to jointly develop Products 3.3) Collaborate with
related external network partners to take part in product development to meet
standards 3.4) Coordinate marketing cooperation with stores inside and outside the
community 4) Study and develop product distribution channels from Bualuang as
follows: 4.1) Studying market demand 4.2) Developing products and community
potential 4.3) Management and joint administration of the community. 4.4) Prepare a
community business plan. (CBMC) and online and offline marketing.



สารบญั

เร่อื ง หน้า

กิตตกิ รรมประกาศ....................................................................................................................................... ก
บทสรปุ ผู้บรหิ าร.......................................................................................................................................... ข
บทคดั ย่อ ภาษาไทย และภาษาองั กฤษ....................................................................................................... ฐ
สารบญั เรอื่ ง................................................................................................................................................. ด
สารบัญตาราง.............................................................................................................................................. ถ
สารบญั ภาพ.................................................................................................................... ............................. ท
บทที่ 1 บทนา.......................................………………………………………………………………….………………… 1

1 หลักการ เหตผุ ลและความเป็นมา………………………………………………..……….…………… 1
2 คาถามวิจยั ................................................................................................................... 3
3 วตั ถปุ ระสงค์ของการวิจยั ............................................................................................. 3
4 ขอบเขตของการวจิ ัย.................................................................................................... 3
5 งบประมาณทใ่ี ชใ้ นงานวิจัย.......................................................................................... 4
6 นิยามศพั ท์เฉพาะ......................................................................................................... 5
7 ผลทคี่ าดวา่ จะได้รบั ...................................................................................................... 5
8 กรอบปฏบิ ตั กิ ารในดาเนินการวจิ ยั ............................................................................... 6
9 กรอบแนวคิดการวจิ ยั ................................................................................................... 7
บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยท่ีเกยี่ วข้อง…………………………………………………………………..………………. 12
1 แนวคดิ ทฤษฏเี กยี่ วกบั การมีส่วนร่วม............................................................................ 12
2 แนวคิดงานวจิ ยั เพอื่ ทอ้ งถน่ิ ..................................................…………..........……………… 17
3 แนวคดิ ดา้ นการพัฒนาผลิตภณั ฑ์...............................................................................................…. 18
4 ความหมายของความคดิ สร้างสรรค.์ ............................................................................. 20
5 แนวคดิ เร่ืองการสรา้ งมลู ค่าเพิ่ม...............…………………………………………….……………… 21
6 แนวคิดเศรษฐกจิ ชมุ ชน..........................................................………………….…………….. 25
7 แนวคิดทฤษฏเี กย่ี วกบั พฤตกิ รรมของผู้บริโภค.................................……….………………. 29
8 แนวคิดการทาการตลาดรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์………………………….…..…………. 31
9 องค์ความรทู้ ห่ี ลากหลายของบัวหลวง การใช้ประโยชน์จากบวั หลวง.......................…. 34
10 งานวิจยั ที่เกี่ยวข้อง............………………………………………………………………….……………. 36
บทท่ี 3 ระเบยี บวิธีการดาเนินงานวจิ ยั ................................................................................................ 39
1 ประเภทของงานวิจยั ................................................................................................... 39
2 ประชากรและกลุ่มตัวอยา่ ง.......................................................................................... 45



สารบัญ (ตอ่ )

เร่อื ง หนา้

3 เครื่องมอื ท่ีใช้ในการศึกษา............................................................................................ 46
4 การทดสอบเครอื่ งมือ.................................................................................................... 47
5 วิธีการเกบ็ ข้อมลู และการวิเคราะห์ข้อมูล..................................................................... 47
6 สถติ ิท่ใี ชใ้ นการวเิ คราะห์ข้อมูล..................................................................................... 47
บทที่ 4 ผลการวจิ ยั ................................................................................................................... ............ 48
ผลการวจิ ัยตามวตั ถปุ ระสงค์ข้อท่ี 1......................................................................................... 48
ขอ้ สรุปผลการวิจัยตามวตั ถุประสงค์ข้อท่ี 1............................................................................. 69
ผลการวจิ ัยตามวัตถปุ ระสงคข์ ้อท่ี 2......................................................................................... 72
ข้อสรปุ ผลการวิจยั ตามวตั ถปุ ระสงค์ข้อท่ี 2............................................................................. 80
ผลการวิจัยตามวตั ถปุ ระสงค์ข้อท่ี 3......................................................................................... 81
ข้อสรปุ ผลการวจิ ยั ตามวตั ถปุ ระสงค์ข้อที่ 3............................................................................. 89
ผลการวิจยั ตามวตั ถุประสงคข์ ้อที่ 4......................................................................................... 90
ขอ้ สรุปผลการวจิ ัยตามวตั ถุประสงคข์ ้อที่ 4............................................................................. 98
บทที่ 5 อภปิ รายและวจิ ารณ์ผล........................................................................................................... 102
อภปิ รายผลการวิจัย................................................................................................................. 102
วจิ ารณ์ผลการวจิ ัย................................................................................................................... 106
บทท่ี 6 สรุปผลการวิจัยและข้อเสนอแนะ............................................................................................ 113
สรปุ ผลการวิจยั ........................................................................................................................ 113
ขอ้ เสนอแนะ............................................................................................................................ 119
บรรณานกุ รม................................................................................................................... ............................ 120
ภาคผนวก ……………………........................................................................................................................... 123
ภาคผนวก ก สรปุ ผลแบบสอบถาม......................................................................................... 124
ภาคผนวก ข ภาพการแผยแพร่.............................................................................................. 199
ภาคผนวก ค เอกสารท่ีเก่ียวข้อง............................................................................................. 201
ภาคผนวก ง แผนธุรกจิ ชุมชน.................................................................................................. 226
แบบฟอรม์ สรุปผลงานวิจัย/โครงการวจิ ัย 1 หน้า กระดาษ A4 (สาหรบั ประชาสมั พันธ์)........ 227
แบบฟอร์มสรปุ ผลงานวิจัย/โครงการวิจัย 5 บรรทัด................................................................ 230
แบบฟอรม์ ประเมินผลการวจิ ัยในการนาไปใชป้ ระโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมฯ........................... 235
ประวัตยิ ่อของผู้วจิ ยั ................................................................................................................. 240



สารบัญตาราง

ตารางท่ี หนา้
86
1 ตารางแสดงจานวนผ้เู ขา้ ร่วมโครงการ และผไู้ มเ่ ขา้ รว่ มโครงการ จาแนกตามกลุ่มรายได้



สารบญั ภาพ

ภาพที่ หน้า

1 แผนทตี่ าบลยกกระบตั ร........................................................................................................... 48
2 เปิดตัวโครงการต่อ ว่าทรี่ ้อยเอกสมศกั ดิ์ ไชยมณี นายอาเภอสามเงา...................................... 50
3 เปิดตวั โครงการในการประชมุ ในระดบั อาเภอ.......................................................................... 51
4 รว่ มประชมุ สรา้ งความเข้าใจโครงการกบั หน่วยงานท้องถ่นิ และหาภาคีรว่ มพฒั นา................ 51
5 ประชุมเปดิ ตวั โครงการในเวทีประชมุ ระดับหมูบ่ า้ น................................................................. 51
6 ประชุมทีมนักวจิ ัยออกแบบสอบถามท่ใี ชใ้ นการเก็บข้อมลู ...................................................... 52
7 ทมี วิจยั สารวจเกบ็ ขอ้ มลู บรบิ ท และรายได้ของชมุ ชน............................................................. 59
8 เวทีประชมุ ศึกษาปัญหาท่เี กิดจากบวั หลวง และแนวทางการแก้ไขปญั หาฯ............................ 60
9 หนองจระเข้ หนองจะหลอด และหนองปู่เฮียน....................................................................... 61
10 การสบู นาจากหนองมาใช้ประโยขนท์ างการเกษตร................................................................. 61
11 การใชป้ ระโยชน์จากหนองนาในการเลยี งสัตว์ และการเกษตร................................................ 62
12 ผลติ ภัณฑ์แปรรูปบวั หลวงที่ชุมชนเคยผลิต.............................................................................. 63
13 แกงส้มไหลบวั .......................................................................................................................... 64
14 รากบวั เช่ือม............................................................................................................................. 65
15 ก้านบัวจุดสบู คลา้ ยบุหร่ี........................................................................................................... 65
16 ไส้ยาเส้น (มวนยาสบู ) จากกลีบบัว.......................................................................................... 66
17 มวนยาสบู จากกลบี บัว............................................................................................................. 66
18 ผลิตภณั ฑช์ าบัวที่ชมุ ชนเคยผลิต............................................................................................. 67
19 โปสเตอรท์ อ่ งเทยี่ ว.................................................................................................................. 68
20 แสดงผลการวเิ คราะห์รายได้.................................................................................................... 71
21 การศกึ ษาดูงาน ผลิตภัณฑช์ มุ ชน กลุ่มวสิ าหกิจชาบวั กวา๊ นพะเยา......................................... 76
22 ร่วมฝกึ การทายาสีฟันและผงพอกหนา้ จากถ่านชาโคล........................................................... 76
23 ศกึ ษาดงู าน รบั ฟังเร่ืองเล่าประวัตศิ าสตร์ สถานที่จดั การท่องเทย่ี วโดยชมุ ชน......................... 76
24 จดั ทาแผนท่ที ่องเทีย่ ว กจิ กรรมเสน้ ทางโดยนาบัวอยู่บนเสน้ ทางท่องเท่ยี วในพืนท่ี................. 78
25 เสน้ ทางการท่องเท่ียว เชือ่ มโยงถนิ่ ดอกบวั หลวง.................................................................... 78
26 ระดมความคดิ เห็น องค์ความรขู้ องชุมชนในการนาบวั มาใช้ประโยชน์.................................... 79
27 ประชมุ คนื ข้อมูลชมุ ชน และหาแนวทางการทางานร่วมกัน..................................................... 79
28 ดร. อเนก หาลี ใหอ้ งคค์ วามรู้การทาชาบัวหมัก บวั หมัก......................................................... 82
29 ร่วมฝึกการอบรมแปรรูปผลิตภณั ฑจ์ ากบวั หลวง...................................................................... 82
30 เยลลี่บวั หลวง.......................................................................................................................... 83



สารบัญภาพ (ต่อ)

ภาพท่ี หนา้

31 ชาบวั หมกั .................................. .......................................................................................... ... 83
32 สขี องชาบัวหมัก (สนี าตาลอ่อน) และบวั หมัก (สีชมพูอ่อน) .................................................... 83
33 ฉลากผลิตภณั ฑ์ ออกแบบโดย อาจารยธ์ ญั ญาภกั ดิ์ ธเิ ดช........................................................ 84
34 ฉลากผลติ ภณั ฑ์ สาหรับติดแท๊กซองชาบวั แบบชง................................................................... 85
35 ลักษณะบรรจภุ ณั ฑท์ น่ี าออกสูต่ ลาด........................................................................................ 85
36 เปิดเวทสี นทนาทาขอ้ ตกลง โดยนายวรเศรษฐ์ ทอิ ุด (กานันตาบลยกกระบตั ร)...................... 88
37 ระดมความคดิ เห็นจากกลมุ่ ผ้ใู ช้ประโยชน์จากบัวหลวง........................................................... 88

บทที่ 1
บทนำ

1. หลกั กำร เหตุผลและควำมเปน็ มำ
ตำบลยกกระบัตรมีพืน้ ท่ีติดกับดอยไม้แดง ดอยเม่น และดอยขนุ ห้วยห้ำมีลกั ษณะพื้นทีเ่ ป็นท่ีรำบกว้ำง

มีแม่น้ำวังไหลผ่ำนและมีหนองธรรมชำติขนำดใหญ่ เช่น หนองจระเข้ หนองจะหลอดและหนองปู่เฮียน
ประชำกรส่วนใหญ่ประกอบอำชีพเกษตรกรรมและเลี้ยงสัตว์ ในอดีตสภำพอำกำศอุดมสมบูรณ์ เกษตรกร
ทำกำรเพำะปลูกตลอดทั้งปี แต่ในสถำนกำรณ์ภัยแล้งน้ำไม่เพียงพอกับกำรเกษตร เป็นเหตุให้เกษตรกร
ทำกำรเกษตร ได้เพียงช่วงฤดูกำลเดียว เกิดปัญหำรำยได้ไม่เพียงพอกับค่ำใช้จ่ำยในครัวเรือนประกอบกับ
สถำนกำรณ์โควิด-19 กลุ่มผู้ใช้แรงงำนต่ำงถ่ินถูกพักงำน หยุดกำรจ้ำงงำนเกิดปัญหำคนว่ำงงำนเพ่ิมขึ้นรำยได้
ต่อครัวเรือนตกเกณฑ์ จำกกำรสำรวจข้อมูลเบื้องต้นคนในพ้ืนที่ต้องกำรมีอำชีพเสริม เพื่อเป็นกำรสร้ำงรำยได้
ต่อครัวเรือนให้เพียงพอกับรำยจ่ำยโดยเฉพำะในช่วงฤดูกำลท่ีไม่สำมำรถทำกำรเกษตรได้นั้น ประกอบกับ
ในพื้นท่ีมีทรัพยำกรบัวหลวงจำนวนมำกในหนองจระเข้ท่ีมีขนำดใหญ่ถึง 800 - 1,200 ไร่ จำกบัวที่มีปริมำณ
มำกก่อให้เกิดน้ำเน่ำเสียส่งกล่ินเหม็น ส่งผลกระทบต่อกำรใช้น้ำอุปโภคบริโภค หน่วยงำนและชุมชนในพ้ืนท่ี
ต้องใช้งบประมำณในกำรแก้ไขปัญหำ จำกปัญหำดังกล่ำวจึงเป็นเร่ืองเร่งด่วนที่ต้องแก้ไขเพ่ือให้คนในพ้ืนท่ีมี
รำยได้เสริมหลังกำรเก็บเก่ียว ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐำนรำกให้คนในพื้นท่ีไม่ตกงำน และแก้ปัญหำเร่ืองน้ำ
เนำ่ เสีย โดยกำรนำบวั หลวงมำใช้ประโยชนอ์ ยำ่ งคุ้มค่ำ

จำกกำรศึกษำข้อมูลเบื้องต้น พบวำ่ บัวหลวงมปี ระโยชน์ตอ่ สุขภำพบัวหลวงถกู นำมำใช้ประโยชน์ตั้งแต่
อดีตเพรำะบัวเป็นสัญลักษณท์ ่ีอยู่คกู่ บั พทุ ธศำสนำมำยำวนำน เป็นสญั ลักษณ์ของพทุ ธบชู ำ จึงนิยมใชด้ อกบัวใน
กำรไหว้พระ ทำบุญ และบูชำสงิ่ ศักดิ์สิทธ์ิ และสิง่ ที่เป็นมงคล อกี ทั้งยังสำมำรถนำมำใช้ปรงุ เปน็ อำหำรได้ทงั้ คำว
หวำน เช่น เหง้ำบัวผัดน้ำมัน เหง้ำบัวอ่อนต้มหรือตุ๋นกระดูกหมูกับเครื่องยำจีน หรือนำเหง้ำบัวมำต้มเป็นน้ำ
สมุนไพรไทยรำกบัวก็ได้ ไหลบัว สำมำรถนำมำประกอบอำหำรได้ท้ังสดและแห้ง เช่น กำรนำมำทำแกงเลียง
แกงส้ม ต้มกะทิ ผัดเผ็ดต่ำง ๆ สำยบัวนำมำปรงุ เป็นอำหำรหรือใช้แทนผักได้หลำยชนิด เช่น แกงส้มสำยบัวกับ
ปลำทู แกงส้มสำยบัว ต้มกะทิปลำทู กลีบดอกบัวนิยมนำไปทำเมี่ยงดอกบัว ยำดอกไม้ หรือทำเมนูกลีบบัวชุบ
แป้งทอด เม็ดบวั ท้ังอ่อนและแกส่ ำมำรถนำมำรับประทำนหรือใช้ทำน้ำ น้ำอำรซ์ ี ข้ำวอบใบบัว เม็ดบวั ต้มน้ำตำล
ทรำยแดงผสมในเต้ำฮวยหรือเต้ำทึง สังขยำเม็ดบัว เม็ดบัวเช่ือม สำคูเม็ดบัว ขนมหม้อแกงเม็ดบัว เป็นต้น
ใบบัวหลวงนำมำใช้สำหรับห่อข้ำว ห่ออำหำร หอ่ ขนม ซ่ึงจะช่วยเพ่ิมควำมหอมนำ่ รับประทำนยง่ิ ขึ้น หรือใช้ใน
งำนประดิษฐ์ต่ำง ๆ ส่วนใบอ่อนใช้รับประทำนเป็นผักสดแกล้มกับน้ำพริก ใบบัวแก่เมื่อนำมำตำกแห้ง ใช้เป็น
ส่วนผสมของยำกันยุงได้ เปลือกบัวนำมำใช้เป็นวัสดุในกำรปลูกเห็ดชนิดหน่ึง หรือที่เรียกว่ำ "เห็ดบัว"

2

ส่วนเปลือกเมล็ดและฝักแก่ใช้ทำเป็นปุ๋ย นอกจำกน้ีสำรสกัดจำกเกสรยังนำมำใช้ทำเป็นเคร่ืองสำอำงท่ีเป็นตัว
ชว่ ยชะลอกำรสร้ำงเมด็ สีผวิ ทำให้ผิวหนงั เต่งตึงและอ่อนนมุ่ เชน่ ครีมกนั แดด ครีมบำรุงผิวทั้งกลำงวนั กลำงคืน
ได้อีกด้วยสรรพคุณทำงยำของบัวหลวงนั้นตำมตำรำยำไทยระบุว่ำ รำกและเม็ดบัว มีรสหวำนเย็นและมัน
เล็กน้อย ช่วยบำรุงกำลัง ใช้เป็นยำชูกำลัง หรือใช้ปรุงเป็นยำหอมบำรุงหัวใจ บรรเทำอำกำรหน้ำมืด วิงเวียน
ทำให้ชนื่ ใจเป็นยำสงบประสำท ขับเสมหะ เกสรบัวหลวง ใช้บำรุงหัวใจ ทำให้ชุ่มชื่น บำรุงปอด บำรุงตับ บำรุง
กำลังคุมธำตุ แก้ลม แก้ไข้ ตำมตำรำยำจีน ใช้แก้ปัสสำวะบ่อย แก้น้ำกำมเคลื่อน (ฝันเปียก) แก้ตกขำว
ประจำเดือนมำมำกกว่ำปกติ เลือดกำเดำไหล และแก้อำกำรท้องเสีย ดอก แก้อำกำรช้ำใน ช่วยให้นอนหลับ
ก้ำนใบ แก้ริดสีดวงจมูก แก้ลมพิษ ยำงจำกก้ำนใบ และก้ำนดอก แก้ท้องเดิน ใช้เป็นยำห้ำมเลือด ใบ ใช้ห้ำม
เลือด ใบอ่อนกินได้ เป็นผัก โบรำณใช้ใบแก่เอำดินหุ้ม อบในกองไฟ บดให้ละเอียด ผสมพิมเสน แทรกยำหอม
กนิ ให้มีลมเบ่งในกำรคลอดลูก แก้อำกำรปวดศีรษะ เป็นไข้ ท้องรว่ ง ไอมีเสมหะปนเลือด เลือดกำเดำไหล และ
ประจำเดอื นมำมำกผดิ ปกติ เมลด็ ไดจ้ ำกฝักแก่ ใช้รับประทำนเป็นอำหำร แก้อำกำรท้องร่วงดีบัว (ดบี ัว คือต้น
อ่อนในเมล็ด) มีรสขมจัด ช่วยขยำยเส้นเลือดเลือดหัวใจ กรณีเส้นเลือดตีบเหง้ำ เป็นยำเย็น ใช้บำรุงกำลัง
แก้ร้อนในกระหำยนำ้ แก้เสมหะ แก้พุพอง ฝักบัว ไดจ้ ำกฝกั แก่ทแ่ี กะเมล็ดและเอำก้ำนออก ใชแ้ ก้ประจำเดือน
มำมำกกว่ำปกติหรือตกเลือด แก้เป็นตะคริวท่ีท้อง และห้ำมเลือด นอกจำกน้ีกำรวิจัยเกี่ยวกับบัญชียำจำก
สมุนไพร ยังปรำกฏกำรใช้เกสรบัวหลวง ร่วมกับสมุนไพรอ่ืน ๆ ใน “ตำรับยำเขียวหอม” สรรพคุณ บรรเทำ
อำกำรไข้ ร้อนในกระหำยน้ำ แก้พิษหัด พิษสุกใส ส่วนในตำรำยำจีน ใช้บัวหลวง แก้ปัสสำวะบ่อย ช่วยแก้
น้ำกำมเคลื่อน (ฝันเปียก) ช่วยแก้ตกขำว แก้ประจำเดือนมำมำกกว่ำปกติ แก้เลือดกำเดำไหล และแก้อำกำร
ท้องเสยี

วิทยำลัยชุมชนตำกและทีมนักวิจัยชุมชนได้ร่วมลงพื้นท่ีสำรวจข้อมูล นำมำวิเครำะห์ข้อมูลกับตัวแทน
ชุมชน ผู้นำชุมชน หน่วยงำนท้ังภำครัฐ ภำคเอกชนในเบื้องต้น พบว่ำ บัวหลวงท่ีมีจำนวนมำกในหนองจระเข้
ชุมชนไม่ได้นำมำใช้ประโยชน์ ส่งผลให้น้ำในหนองส่งกล่ินเหม็น ก่อเกิดปัญหำแก่ชุมชน ประกอบกับสรรพคุณ
ของบัวหลวงท่ีมีประโยชน์ต่อสุขภำพ ดังน้ันเพื่อเป็นกำรใชท้ รัพยำกรในพ้ืนท่ี ลดต้นทุน และแก้ปัญหำในชุมชน
จึงได้นำดอกบัวหลวงมำสร้ำงเป็นผลิตภัณฑ์เพ่ือสุขภำพ สร้ำงอำชีพ สร้ำงรำยได้ ลดรำยจ่ำยให้กับคนในพ้ืนที่
อีกท้ังได้เชื่อมโยงกับศูนย์เครือข่ำยปรำชญ์ชำวบ้ำนชุมชนแม่ระวำน เพื่อรับสินค้ำมำวำงจำหน่ำยและ
ประชำสัมพันธ์ไปยังหน่วยงำนต่ำงๆ และซ้ือสินค้ำท่ีชุมชนผลิตข้ึน เป็นกำรกระตุ้นเศรษฐกิจฐำนรำก สร้ำง
รำยได้กระจำยสชู่ ุมชน ดว้ ยกำรนำบวั หลวงมำแปรรูป เช่น ชำดอกบัว, สบ่ดู อกบัว, สปำดอกบัว เป็นตน้ รวมถึง
กำรสง่ เสริมด้ำนกำรตลำดเพอ่ื กำรดำเนินกำรครบวงจรต่อเน่ืองและยัง่ ยืน ตลอดจนกำรใช้กระบวนกำรงำนวจิ ัย

3

พัฒนำจนเกิดเป็นสินค้ำชุมชนท่ีได้มำตรฐำนพัฒนำชุมชน (พช.) กระตุ้นหนุนเสริมให้เกิดเป็นธุรกิจชุมชนใน
พื้นท่ีตำบลยกกระบัตรจึงเป็นที่มำของคำถำมงำนวิจัยว่ำ “แนวทำงกำรสร้ำงมูลค่ำเพิ่มจำกบัวหลวงเพื่อพัฒนำ
เศรษฐกิจฐำนรำกชมุ ชนตำบลยกกระบตั ร อำเภอสำมเงำ จังหวัดตำกควรเป็นอย่ำงไร ?”

2. คำถำมวิจัย
แนวทำงกำรสร้ำงมูลค่ำเพิ่มจำกบัวหลวงเพ่ือพัฒนำเศรษฐกิจฐำนรำกชุมชนตำบลยกกระบัตร

อำเภอสำมเงำ จังหวัดตำก ควรเป็นอยำ่ งไร

3. วตั ถปุ ระสงค์ของกำรวิจยั
3.1 เพอื่ ศึกษำบริบทพืน้ ที่ และกำรจดั กำรทรพั ยำกรบวั หลวง ของเครอื ข่ำยชมุ ชนตำบลยกกระบัตร
1) ศกึ ษำบรบิ ทพืน้ ท่ี ปญั หำท่ีเกดิ จำกบวั หลวง และแนวทำงกำรแก้ไขปญั หำ
2) ศกึ ษำกำรจดั กำรทรพั ยำกรบัวหลวง กำรใช้ประโยชน์จำกบัวหลวงของชุมชน
3) ศกึ ษำช่องทำงกำรสง่ เสริมกำรท่องเท่ยี วโดยชุมชน
3.2 เพ่อื ศกึ ษำควำมต้องกำรของตลำด และแนวทำงกำรสร้ำงมลู คำ่ เพ่ิมจำกบวั หลวง
3.3 เพ่อื พฒั นำมำตรฐำนของผลิตภณั ฑ์ และกำรสรำ้ งภำคเี ครือข่ำยร่วมพัฒนำมลู คำ่ เพมิ่ จำกบัวหลวง
3.4 เพือ่ ศกึ ษำและพัฒนำชอ่ งทำงกำรจดั จำหนำ่ ยผลติ ภัณฑ์จำกบัวหลวง

4. ขอบเขตของกำรวจิ ัย
ขอบเขตดำ้ นพนื้ ที่
กำรวิจัยคร้ังน้ีมุ่งศึกษำประชำกรในเขตตำบลยกกระบัตร อำเภอสำมเงำ จังหวัดตำก จำนวน

12 หมู่บำ้ น จำนวน 2,571 ครวั เรือน รวมประชำกรทั้งสิ้น 8,065 คน แบง่ เป็นชำย 3,941 คน หญงิ 4,124 คน
บ้ำนคลองไม้แดง หมู่ท่ี 1 มีจำนวนครัวเรือน 222 ครัวเรือน ประชำกรรวมทั้งส้ิน 716 คน แบ่งเป็น

ชำย 358 คน หญงิ 358 คน
บ้ำนยกกระบัตร หมู่ท่ี 2 มีจำนวนครัวเรือน 184 ครัวเรือน ประชำกรรวมท้ังส้ิน 573 คน แบ่งเป็น

ชำย 291 คน หญิง 282 คน
บ้ำนท่ำไผ่ หมู่ท่ี 3 มีจำนวนครัวเรือน 340 ครัวเรือน ประชำกรรวมท้ังสิ้น 1,089 คน แบ่งเป็น

ชำย 519 คน หญิง 570 คน
บ้ำนสองแคว หมู่ที่ 4 มีจำนวนครัวเรือน 233 ครัวเรือน ประชำกรรวมทั้งสิ้น 720 คน แบ่งเป็น

ชำย 321 คน หญิง 399 คน

4

บ้ำนแม่ระวำน หมู่ที่ 5 มีจำนวนครัวเรือน 183 ครัวเรือน ประชำกรรวมทั้งสิ้น 497 คน แบ่งเป็น
ชำย 230 คน หญงิ 267 คน

บ้ำนหนองเชียงคำ หมู่ที่ 6 มีจำนวนครัวเรือน 354 ครัวเรือน ประชำกรรวมท้ังส้ิน 1,193 คน แบ่งเป็น
ชำย 588 คน หญิง 605 คน

บ้ำนแม่เชียงรำย หมู่ที่ 7 มีจำนวนครัวเรือน 162 ครัวเรือน ประชำกรรวมท้ังส้ิน 484 คน แบ่งเป็น
ชำย 242 คน หญงิ 242 คน

บ้ำนใหม่สำมัคคี หมู่ท่ี 8 มีจำนวนครัวเรือน 226 ครัวเรือน ประชำกรรวมท้ังส้ิน 594 คน แบ่งเป็น
ชำย 296 คน หญงิ 298 คน

บ้ำนหนองแม่ล่ำง หมู่ที่ 9 มีจำนวนครัวเรือน 80 ครัวเรือน ประชำกรรวมท้ังส้ิน 251 คน แบ่งเป็น
ชำย 126 คน หญงิ 125 คน

บ้ำนใหม่สำมัคคีเหนือ หมู่ท่ี 10 มีจำนวนครัวเรือน 200 ครัวเรือน ประชำกรรวมทั้งสิ้น 566 คน
แบ่งเปน็ ชำย 305 คน หญิง 261 คน

บ้ำนหนองเชียงคำใต้ หมู่ที่ 11 มีจำนวนครัวเรือน 226 ครัวเรือน ประชำกรรวมท้ังสิ้น 783 คน
แบ่งเป็น ชำย 375 คน หญงิ 408 คน

บำ้ นสองแควพัฒนำ หมู่ที่ 12 มีจำนวนครวั เรือน 161 ครัวเรอื น ประชำกรรวมทั้งส้ิน 599 คน แบ่งเป็น
ชำย 290 คน หญงิ 309 คน

ขอบเขตดำ้ นเน้อื หำ
มงุ่ ศกึ ษำปัญหำ ควำมต้องกำร และแนวทำงกำรแก้ไขในกำรจดั กำรทรัพยำกรบวั หลวงให้เกดิ ประโยชน์
ส่งผลต่อเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมของชุมชน รวมถึงศึกษำแนวทำงกำรสร้ำงมูลค่ำเพิ่มและยกระดับ
ผลิตภัณฑ์จำกบัวหลวงให้ได้รับมำตรฐำน ช่องทำงกำรจำหน่ำยผลิตภัณฑ์ ตำมควำมต้องกำรของผู้บริโภค
รวมทั้งกำรสร้ำงภำคีเครือข่ำยร่วมกันพัฒนำผลิตภัณฑ์จำกบัวหลวง ตำบลยกกระบัตร อำเภอสำมเงำ
จงั หวดั ตำก ควรเปน็ อยำ่ งไร
ขอบเขตดำ้ นเวลำ
กำรวิจยั ครงั้ นีจ้ ะใชเ้ วลำกำรศกึ ษำ 12 เดือน ตั้งแต่ 29 มถิ นุ ำยน 2564 ถึง 29 มถิ นุ ำยน 2565

5. งบประมำณท่ใี ช้ในกำรวิจยั
งบประมำณท่ใี ชใ้ นกำรดำเนินโครงกำร = 340,000 บำท

5

6. นยิ ำมศัพทเ์ ฉพำะ
6.1 กำรพัฒนำ หมำยถึง กระบวนกำรทำงำนท่ีมีกำรวำงแผน และก่อให้เกิดกำรเปล่ียนแปลง ควำมรู้

ทัศนคติ และพฤตกิ รรมของคนในชุมชนตำบลยกกระบตั ร
6.2 เศรษฐกิจฐำนรำก หมำยถึง ระบบเศรษฐกิจชุมชนท้องถ่ินท่ีสำมำรถพ่ึงตนเองได้อย่ำงย่ังยืน เป็นระบบ

เศรษฐกิจท่ีเอื้อให้เกิดกำรพัฒนำด้ำนอ่ืนๆ ในพ้ืนท่ี ท้ังเศรษฐกิจ สังคม ผู้คน ชุมชน วัฒนธรรม ส่ิงแวดล้อม
ทรพั ยำกรธรรมชำติ ของคนในชมุ ชนตำบลยกกระบตั ร

6.3 กำรสร้ำงมูลค่ำเพิ่มจำกบัวหลวง หมำยถึง กำรนำบวั หลวงในพื้นท่ีตำบลยกกระบัตรมำแปรรปู เป็น
ผลิตภณั ฑ์ท่มี ปี ระสิทธิภำพ เพื่อใหเ้ กดิ ควำมพึงพอใจต่อผบู้ ริโภค

7. ผลที่คำดว่ำจะได้รับ
7.1 เกิดควำมรู้ ทักษะแปรรูปผลิตภัณฑ์จำกบัวหลวงท่ีได้รับมำตรฐำนที่จะนำไปสู่กำรรับรอง

มำตรฐำน
7.2 เกิดช่องทำงกำรตลำดในรูปแบบต่ำงๆ ท้ังภำยในและภำยนอกชุมชน ที่ผู้บริโภคสำมำรถเข้ำได้

ง่ำยขึน้ และเปน็ ทำงเลอื กใหก้ ับผู้บรโิ ภค
7.3 เกิดภำคีเครือข่ำยควำมร่วมมือระหว่ำง กลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์จำกบัวหลวง แกนนำชุมชน และ

หน่วยงำนทงั้ ภำครฐั และเอกชน

6 กระบวนกำร
งำนวจิ ยั เพ่อื
8. กรอบปฏบิ ตั กิ ำรในกำรดำเนนิ กำรวิจัย
ขน้ั ตอนที่ 1 ทอ้ งถิ่น
(Communit
ประสำนเช่ือมโยงคนในพื้นท่ีเพ่ือเสนอกำรใช้
กระบวนกำรวจิ ัยเพอ่ื ทอ้ งถ่ินเป็นเครอ่ื งมอื ในกำรสร้ำง y-Based
Research)
เครือข่ำยแหลง่ ท่องเทย่ี วชมุ ชน

ข้นั ตอนท่ี 2
จดั ทำแผนปฏบิ ตั กิ ำรวจิ ยั ศึกษำสบื ค้นองคค์ วำมรูแ้ ละ
ศกั ยภำพทำงกำรทอ่ งเท่ียวของแมร่ ะมำดในประเดน็ ตำ่ งๆ ท่ี
จะใช้เป็นทุนในกำรพัฒนำเสน้ ทำง/กจิ กรรมท่องเทยี่ ว

ข้ันตอนท่ี 3
ดำเนินกำรออกแบบเสน้ ทำงท่องเท่ียวเพอื่ เรยี นรู้

นเิ วศวัฒนธรรมของชุมชน

ขั้นตอนที่ 4
(Development in Action)
สรำ้ งเสน้ ทำงท่องเท่ียวเพอ่ื สร้ำงกำรเรยี นร้มู รดกวัฒนธรรม
ชมุ ชนและหำประสิทธิภำพของเส้นทำงท่องเทย่ี ว

ขนั้ ตอนท่ี 5
ประเมนิ ควำมพึงพอใจของนักเท่ียวทีม่ ีต่อกำรบรหิ ำรจัดกำร

และใหบ้ ริกำร CBT

ขัน้ ตอนท่ี 6
เวทีสรุปผลกำรทำงำน

สรุปผลกำรวจิ ยั และจดั ทำรำยงำน

9. กรอบแนวคิดกำรวจิ ยั

7

2

2

8

3

ปัญหา
- ขาดการสรา้ งมลู คา่ เพมิ่ จากบวั
ทีม่ ีปรมิ าณมากในพนื้ ท่ี

- ปัญหาดา้ นการศกึ ษา
(A1)

ขาดองคค์ วามรู้ รฐั หนนุ ไมต่ รงจดุ ยากจน ไมม่ ี
ทนุ เรยี นตอ่
ไมเ่ ห็น ไมม่ ีการรวมกลมุ่ ทยี่ ่งั ยนื ทาเกษ
คณุ คา่ การศกึ ษานอ้ ย

เก็บดอกบวั ขาย วิถีชมุ ชน เขา้ ไมถ่ งึ ตลาด ขาดโอกาสสรา้ ง หาอาชีพนอกพนื้ ท่ี
รายได้

3

- ปัญหาการกาจดั บวั
(A3)

วหลวง

งบนอ้ ย บวั ทาใหน้ า้ เนา่ หนองตืน้
เขิน
หนองขนาดใหญ่ มลพษิ ทางนา้
ใชน้ า้ ไดไ้ มเ่ ตม็ ที่ เก็บนา้ ไดน้ อ้ ย
- ปัญหาดา้ นอาชีพรายได้
(A2)

9

ษตรอยา่ งเดยี ว ตกงานจากโควดิ ตอ้ งการ
อาชีพเสรมิ
รายไดต้ ก รายไดล้ ด
เกณฑจ์ ปฐ หนสี้ นิ้ เพม่ิ รายไดไ้ มเ่ พยี งพอ

4

ปัญหา
- ขาดการสรา้ งมลู คา่ เพ่มิ จากบวั
หลวงทีม่ ีปรมิ าณมากในพนื้ ท่ี

- ปัญหาด้านการศกึ ษา
(A1)

ขาดองคค์ วามรู้ รฐั หนนุ ไมต่ รงจดุ ยากจน ไมม่ ี
ทนุ เรยี นตอ่
ไมเ่ หน็ ไมม่ กี ารรวมกลมุ่ ทย่ี ่งั ยืน ทาเกษต
คณุ คา่ การศกึ ษา รายไดต
เขา้ ไมถ่ งึ ตลาด ขาดโอกาสสรา้ ง นอ้ ย
เก็บดอกบวั วิถีชมุ ชน รายได้
ขาย หาอาชีพนอกพนื้ ที่

ชมุ ชน (B1)

ประชมุ ทีมวจิ ยั ศกึ ษาบรบิ ทพนื้ ที่ สงั เคราะหข์ อ้ มลู งานวจิ ยั ฯ ทเ่ี นน้ หารูปแบบการ
และการสรา้ งภาคี การปรบั โครงสรา้ งเศรษฐกิจสกู่ าร หลวงทเ่ี หมาะส
เครอื ข่ายรว่ ม พฒั นาอยา่ งย่งั ยนื โดยการมีสว่ น มาตรฐาน
พฒั นาการสรา้ ง รว่ มของชมุ ชนสกู่ ารถา่ ยทอดความรู้
มลู คา่ เพมิ่ จากบวั ใหก้ บั ประชาชนในชมุ ชนและชมุ ชน
หลวง

4

- ปัญหาการกาจดั บวั
(A3)

งบนอ้ ย บวั ทาใหน้ า้ เน่า หนองตืน้ เขิน
มลพิษทางนา้ เก็บนา้ ไดน้ อ้ ย
หนองขนาดใหญ่ ใชน้ า้ ไดไ้ มเ่ ต็มที่
- ปัญหาดา้ นอาชีพรายได้

(A2)

ตรอยา่ งเดียว ตกงานจากโควดิ ตอ้ งการอาชีพเสรมิ
รายไดไ้ มเ่ พยี งพอ
ต้ กเกณฑ์ จปฐ. รายไดล้ ด 10

หนีส้ นิ้ เพิ่ม

B ภาคเครอื ขา่ ย (B3)

องคค์ วามรู้ (B2)

รแปรรูปจากบวั พฒั นากลมุ่ แปรรูปผลิตภณั ฑจ์ าก หาชอ่ งทางการจดั จาหนา่ ยการ
สมเพื่อนาไปสู่ บวั หลวง และผลติ ภณั ฑใ์ หไ้ ด้ แปรรูปผลติ ภณั ฑจ์ ากบวั หลวง
มาตรฐาน เพอื่ สรา้ งอาชีพและรายไดใ้ หก้ บั
ชมุ ชน ตาบลยกกระบตั ร

Outcome chain 5

1. ความรู้ ทกั ษะแปรรูปผลติ ภณั ฑจ์ ากบวั หลวงทีไ่ ดร้ บั มาตรฐานทจี่ ะ Actor B 2
นาไปสกู่ ารรบั รองมาตรฐาน
2. เกิดช่องทางการตลาดในรูปแบบตา่ งๆ ทงั้ ภายใน และภายนอก กลมุ่ /ขา่ ย
ชมุ ชน ที่ผบู้ รโิ ภคสามารถเขา้ ไดง้ า่ ยขนึ้ เป็นทางเลอื ก
3. เกิดภาคเี ครอื ขา่ ยความรว่ มมอื ระหวา่ ง กลมุ่ แปรรูปผลติ ภณั ฑจ์ าก Outcome
บวั หลวง แกนนาชมุ ชน และหนว่ ยงานทงั้ ภาครฐั และเอกชน

Actor B 1 1. ลดปัญหานา้ เนา่ เสยี อนั เน่อื งมาจากขยะ
2. ลดคา่ ใชจ้ า่ ยในการกาจดั ขยะบวั หลวง
ชมุ ชน 3. เกิดการรวมกลมุ่ ธรุ กิจชมุ ชนการแปรรูปผ
เป็นผลติ ภณั ฑข์ องชมุ ชน
Out put 4. เกิดความรู้ และทกั ษะในการนาบวั หลวง
5. เกิดรายไดเ้ พิ่มขนึ้ อยา่ งเป็นรูปธรรม
6. เกิดตลาดและชอ่ งทางการจาหนา่ ยทงั้ ใน

5

Actor B 2 11

กลมุ่ /ขา่ ย

impact

2 1. เกิดทางเลอื กและทางรอดในการสรา้ งอาชีพและรายไดใ้ หก้ บั
ประชาชน ในตาบลยกกระบตั ร
1 2. สรา้ งความสามคั คใี นชมุ ชนใหม้ สี ว่ นรว่ มและมีวงสนทนาพดู คยุ
ไดท้ างเลอื กในการแกไ้ ขปัญหาแบบมสี ว่ นรว่ ม
ะบวั หลวง 3. เกิดกลมุ่ ชมุ ชนทมี่ ีพลงั คานงดั ทจ่ี ะตอ่ รองกบั บคุ คลหรอื
ผลติ ภณั ฑจ์ ากบวั หลวง เพอื่ หนว่ ยงานภายนอกทงั้ ทางตรงและทางออ้ ม
งมาใชป้ ระโยชน์ 4.เกิดแหลง่ ทอ่ งเท่ยี วเพื่อการเรยี นรูท้ ี่เป็นตน้ แบบในการแกป้ ัญหาท่ี
นและนอกชมุ ชน เกิดจากการมสี ว่ นรว่ มจากทกุ ภาคสว่ นในชมุ ชน

บทที่ 2
เอกสารและงานวิจยั ทเี่ กี่ยวข้อง

การวิจัยเรื่อง “การพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ด้วยการสร้างมูลค่าเพ่ิมจากบัวหลวงของชุมชน ตาบล
ยกกระบัตร อาเภอสามเงา จังหวัดตาก” ครั้งนี้ ทีมวิจัยได้ศึกษาแนวคิด เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อ
เป็นพื้นฐานในการกาหนดกรอบแนวคิดท่ีใชใ้ นการวจิ ยั ซึ่งประกอบดว้ ยหวั ข้อตา่ งๆ ดังต่อไปน้ี

1. แนวคดิ ทฤษฏเี กย่ี วกบั การมสี ่วนร่วม
2. แนวคดิ งานวจิ ยั เพื่อทอ้ งถ่นิ
3. แนวคดิ ดา้ นการพัฒนาผลติ ภณั ฑ์
4. ความหมายของความคดิ สร้างสรรค์
5. แนวคิดเรอ่ื งการสรา้ งมลู คา่ เพมิ่
6. แนวคิดเศรษฐกิจชมุ ชน
7. แนวคดิ ทฤษฏีเกี่ยวกับพฤติกรรมของผ้บู รโิ ภค
8. แนวคิดการทาการตลาดรปู แบบออนไลน์ และออฟไลน์
9. องค์ความรู้ที่หลากหลายของบวั หลวง/การใชป้ ระโยชน์จากบัวหลวง
10. งานวิจัยท่ีเก่ยี วข้อง

1. แนวคิด ทฤษฎเี กยี่ วกบั การมีสว่ นร่วม
1) ความหมายของการมีส่วนร่วม การมีส่วนร่วมของประชาชน (Participation) ถือได้ว่าเป็น

ข้ันตอน และกระบวนการที่สาคัญที่มีพลังส่งผลให้การดาเนินโครงการต่างๆ ของหน่วยงานภาครัฐประสบ
ผลสาเร็จอย่างเป็นรูปธรรมและได้รับการยอมรับจากประชาชน รวมถึงประชาชนมีความสานึกร่วมในการเป็น
เจ้าของโครงการด้วย ซึ่งกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนที่เข้ามา ร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ แก้ไขปัญหา
รว่ มกันพฒั นาน้ัน ได้มีนกั วิชาการ ได้ให้นยิ ามความหมายของการมีสว่ นร่วมเป็นจานวนมาก ดังนี้

ถวิลวดี บุรีกุล ได้กล่าวว่าการมีส่วนร่วมของประชาชน คือ กระบวนการซ่ึงประชาชนผู้มีส่วนได้
ส่วนเสียได้มีโอกาสแสดงทัศนะ และเข้าร่วมในกิจกรรมต่างๆ ที่มีผลต่อชวี ิตความเป็นอยู่ของประชาชน รวมถึง
การนาความคิดเห็นไปประกอบการพิจารณากาหนดนโยบายและตัดสินใจของ ภาครัฐ การมีส่วนร่วมของ
ประชาชน เป็นการส่ือสารสองทาง คืออย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ ซึ่งประกอบด้วย การแบ่งสรร
ข้อมูลร่วมกันระหว่างผู้ท่ีมีส่วนได้ส่วนเสียและเป็นการเสริมสร้างความ สามัคคีในสังคม ท้ังน้ีเพราะการมี
สว่ นรว่ มของประชาชน

13

เป็นการเพ่ิมคุณภาพของการตัดสินใจ การลดค่าใช้จ่ายและการสูญเสียเวลา เป็นการสร้างฉันทา
มติและทาให้ง่ายต่อการนาไปปฏิบัติอีกท้ังหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าใน กรณีท่ีร้ายแรงท่ีสุด ช่วยให้เกิดความ
น่าเช่ือถือและความชอบธรรม และช่วยให้ทราบความห่วงกังวลของประชาชนและค่านิยมของสาธารณชน
รวมทง้ั เป็นการพัฒนาความเชี่ยวชาญและความคดิ สรา้ งสรรคข์ องสาธารณชน

สานักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ 2 ได้ให้ความหมายของการมีส่วนร่วมของ
ประชาชน ดงั น้ี

1. กระบวนการซึ่งประชาชน หรือผูท้ ่ีมีสว่ นได้เสียท่ีเกี่ยวขอ้ งมีโอกาสเข้ารว่ มในกระบวนการหรือ
ขั้นตอนต่างๆ ของการบริหาร ต้ังแต่การรับรู้ข้อมูลการปฏิบัติงาน การร่วมแสดง ทัศนะแสดงความคิดเห็น
การร่วมเสนอปัญหาและความต้องการของชุมชนและท้องถ่ิน การร่วมคิด แนวทางแก้ไขปัญหา การร่วม
ในกระบวนการตัดสินใจ การร่วมในการดาเนินการ และการร่วมติดตาม ประเมินผล รวมทั้งการร่วมรับ
ผลประโยชนจ์ าการพฒั นา

2. กระบวนการสานสัมพันธ์ระหว่างภาครัฐและภาคประชาชน เพ่ือสร้างความความ เข้าใจร่วม
และเพื่อให้การพัฒนานโยบายและบริการสาธารณะเป็นไปเพ่ือประโยชน์สุขของประชาชน และสนองความ
ต้องการของประชาชนมากข้ึนโดยเน้นท่ี กระบวนการท่ีเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามี ส่วนเก่ียวข้องในการ
ตดั สินใจของรฐั กระบวนการมสี ่วนร่วมของประชาชนเป็นวิธีการท่ี ภาครัฐ ภาค ประชาสงั คม และผทู้ เ่ี ก่ียวข้อง
มโี อกาสเรียนรู้ทาความเข้าใจประเด็นนโยบายสาธารณะร่วมกัน ปรึกษาหารือร่วมกันเพื่อแสวงหาทางเลือกที่ดี
ทส่ี ดุ ทกุ ฝา่ ยยอมรบั มากทส่ี ุด และมีผลกระทบเชิงลบ นอ้ ยท่สี ดุ

3. กระบวนการที่ประชาชนและผู้มีส่วนเกย่ี วข้องทุกภาคส่วนเข้ารว่ มในการหาวธิ ีแก้ไข ปัญหาท่ี
ยุ่งยากซับซ้อน ร่วมกันหาทางออกสาหรับการแก้ปัญหาต่างๆ ในทางสันติเป็นท่ียอมรับหรือ เป็นฉันทามติของ
ประชาสังคม และมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจ โดยนาความเห็นและข้อเสนอแนะของประชาชนและผู้ท่ี
เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนมาเป็นองค์ประกอบสาคัญในการตัดสินใจ และกาหนดแนวทางหรือนโยบายสาธารณะท่ี
ภาครัฐจะดาเนนิ การ

อรทัย ก๊กผล กล่าวว่า ความหมายของการมีส่วนร่วมของประชาชนเปล่ียนแปลงไป ตามบรบิ ท
ทางสังคมและการเมือง ในอดตี การมีส่วนรว่ มของประชาชนมักหมายถงึ การมีส่วนร่วมทางการเมือง แต่ปจั จบุ ัน
สังคมให้ความสาคัญกับประชาธิปไตยทางตรง ส่งผลให้ความหมายของการมีส่วนร่วมของประชาชนมีขอบเขต
กว้างข้ึน การมีส่วนร่วมของประชาชน (Public Participation) หมายถึง การที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
เปิดให้ประชาชนเข้าไปร่วมในการกาหนดกฎเกณฑ์ นโยบาย กระบวนการบริหารและตัดสินใจของท้องถ่ินเพ่ือ

14

ผลประโยชน์ของประชาชนโดยส่วนรวมอย่างแทจ้ ริง ท้ังนีต้ ้องอยู่บนพ้ืนฐานของการที่ประชาชนจะต้องมีอสิ ระ
ทางความคิด โดยหลักการการมีส่วนร่วมของประชาชนจะต้องมีลักษณะการเข้าร่วมอย่างครบวงจรตั้งแต่
ตน้ จนถึงสน้ิ สุด ไมใ่ ชเ่ ป็นการจดั เวทีการมีสว่ นร่วมคร้ังเดยี ว ซึง่ มีขนั้ ตอน ดงั ตอ่ ไปนี้

(1) การเกิดจิตสานึกในตนเองและถือเป็นภาระหน้าท่ีของตนในฐานะท่ีเป็นส่วน หนึ่งของสังคม
หรอื ชมุ ชนทีต่ นอยู่

(2) ร่วมกันคิดเรื่องสาเหตุปัญหาของชุมชน และลาดับความสาคัญของปัญหา กาหนดเป้าหมาย
และควรลาดบั ความสาคัญกับปัญหากอ่ นหลงั

(3) ร่วมมือวางแผนการดาเนินงานในการจัดกิจกรรมหรือโครงการต่างๆ และแบ่ง งานกันทา
ในเร่ืองกาหนดงบประมาณ การจัดหางบประมาณ และมอบหมายให้มีผดู้ แู ลรักษา

(4) ให้ประชาชนเขา้ รว่ มดาเนนิ กิจกรรมดว้ ยความเต็มใจ ด้วยความรูค้ วามสามารถ ของตนเอง
(5) ร่วมติดตามและประเมินผล ในการตรวจสอบปัญหาอุปสรรคและร่วมกันในการ หาทางแก้ไข
ปญั หา ตลอดเวลาท่ีทางานร่วมกนั กบั ประชาชน เพื่อใหง้ านหรือภารกจิ สามารถสาเร็จ ลุล่วงตามเป้าหมาย
(6) รว่ มรับผลประโยชนป์ ระชาชนท่เี ขา้ มามสี ว่ นรว่ มกิจกรรมของชุมชนแล้วย่อมท่จี ะได้รบั
(7) เริ่มต้ังแต่การมีจิตสานึกในตนเองและถือเป็นภาระหน้าที่ของตนในฐานะท่ีเป็นส่วนหน่ึงของ
สังคมหรอื ชุมชนท่ตี นอยู่
(8) ร่วมกันคิดถึงสาเหตุของปัญหาชุมชน ว่ามีสาเหตุเกิดจากอะไร และลาดับ ความสาคัญของ
ปญั หา พร้อมกาหนดเป้าหมาย และดาเนนิ การแกไ้ ขกับปัญหาก่อน-หลัง
(9) ร่วมวางแผนในการดาเนินกิจกรรม การแบ่งงานกันทา กาหนดงบประมาณ จะจัดหาแหล่ง
งบประมาณ และมอบหมายผู้ดแู ลรักษา
(10) ประชาชนจะต้องเข้าร่วมดาเนินกิจกรรมด้วยความเต็มใจ ด้วยกาลังความรู้ ความสามารถ
ของประชาชนเอง
(11) ร่วมติดตามประเมินผล ในการตรวจสอบถึงปัญหาอุปสรรคและร่วมกันในการ หาแนวทาง
แกไ้ ขปญั หาตลอดเวลาทที่ างานรว่ มกันประชาชน เพอ่ื ใหง้ านหรอื ภารกจิ สามารถสาเรจ็ ลลุ ่วงตามเป้าหมาย
(12) ประชาชนที่ เข้ามามีส่วนร่วมกิจกรรมของชุมชนสมควรที่จะได้รับผลประโยชน์ ร่วมกัน
ซ่ึงอาจไม่จาเป็นจะต้องอยู่ในรูปของเงิน วัตถุสิ่งของ แต่อาจเป็นความสบายใจ ความพึงพอใจ ในสภาพของ
ความเปน็ อยทู่ ี่ดีขึน้ กไ็ ด้

15

การให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการทางานน้ัน จาเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องคานึงถึง เงื่อนไขหรือ
หลักการสาคัญ 3 ประการ คือการมีส่วนร่วมต้องเกิดจากความเต็มใจและความตั้งใจที่ จะเข้าร่วมเพราะจะทา
ใหเ้ กิดความรสู้ กึ เปน็ สว่ นหน่ึงของชุมชนในการแกไ้ ขปญั หาตัดสินใจในเร่อื งนนั้ ๆ กระบวนการมีสว่ นร่วมน้ันต้อง
อยู่บนพ้ืนฐานของความเสมอภาค และขีดความสามารถของแต่ละบุคคลที่จะเข้ามามีส่วนร่วม การมีส่วนร่วม
ตอ้ งอยู่บนพื้นฐานของเสรีภาพ อิสรภาพท่ีจะตัดสินใจวา่ จะเลือกหรือจัดให้มีการมีส่วนรว่ มหรือไม่ ขอ้ สาคัญคือ
การมีส่วนร่วมน้ันต้องไม่เกิดจากการบังคับ หรือขู่เข็ญจากผู้ท่ีเหนือกว่าเม่ือพิจารณาจากความหมายท่ีองค์การ
ระหว่างประเทศ บุคคลผู้มบี ทบาททางด้านการพัฒนาสังคมทงั้ ในและตา่ งประเทศ รวมทั้งนักวิชาการทั้งในและ
ต่างประเทศท่ีได้กลา่ วถึงลักษณะของการมสี ่วนร่วมหรือได้ให้ความหมายหรือได้ให้นิยามคาวา่ การมีส่วนร่วมไว้
หลากหลาย ข้างต้นแล้วเห็นว่าการมีส่วนร่วมของประชาชนในกิจกรรมต่างๆ ของชุมชนนั้นข้ันแรกจะต้อง
เกิ ด ข้ึ น จ า ก จิ ต ส า นึ ก ข อ งป ร ะ ช า ช น ใน ชุ ม ช น ที่ จ ะ ร่ ว ม มื อ ร่ ว ม ใจ กั น อ ย่ า งเต็ ม ใจ เต็ ม ก า ลั งต า ม ค ว า ม รู้
ความสามารถของตนเองในการเข้าแก้ไขปญั หาท่เี กดิ ขึน้ แก่ชุมชน โดยร่วมกนั วางแผน จดั รูปแบบ วางเป้าหมาย
รวมถึงการจัดหางบประมาณในการแก้ไขปัญหาของชุมชนตนเองตลอดจนร่วมรับ ผลประโยชน์ที่ได้เข้าไปมี
สว่ นรว่ มกิจกรรมของชุมชน

2) รูปแบบของการมีส่วนร่วมของประชาชน นักวิชาการและผู้ท่ีเคยทาการศึกษาวิจัยเรื่องการ
มีส่วนร่วมได้กลา่ วถึงรปู แบบของการมีสว่ นร่วมของประชาชน ดังน้ี

องคก์ ารสหประชาชาติ ได้รวบรวมรูปแบบของการมสี ่วนรว่ มไว้ดงั น้ี
(1) การมีส่วนร่วมแบบเป็นไปเอง เป็นไปโดยการอาสาสมัครหรือการรวมตัวกันข้ึนเองเพ่ือแก้ไข

ปญั หาในกลุ่มของตนเองโดยไมต่ อ้ งการความช่วยเหลือจากภายนอก โดยมีรปู แบบทเี่ ปน็ เปา้ หมาย
(2) การมีส่วนร่วมแบบชักนา เป็นการเข้าร่วมโดยต้องการความเห็นชอบหรือการสนับสนุนจาก

รัฐบาล ซึ่งเปน็ รูปแบบโดยท่ัวไปในประเทศทกี่ าลังพฒั นา
(3) การมีส่วนร่วมแบบบังคับ ซึ่งเป็นผู้มีส่วนร่วมภายใต้การดาเนินนโยบายของรัฐบาลภายใต้

การดาเนินงานโดยเจ้าหน้าท่ีของรัฐหรือการบังคับโดยตรง รูปแบบนี้เป็นรูปแบบที่ผู้ดาเนินการได้รับผลทันที
แต่ไมไ่ ดร้ บั ผลระยะยาวและมีผลเสีย คือ ไมไ่ ด้รบั การสนบั สนนุ จากประชาชน

ถวิลวดี บรุ ีกุล ไดส้ รุปรูปแบบการมสี ่วนร่วมของประชาชนไว้ 3 ด้าน ดังน้ี
(1) ต้องมีวัตถุประสงค์หรือจุดมุ่งหมายท่ีชัดเจน การให้ประชาชนเข้าร่วมในกิจกรรมหน่ึงๆ
จะต้องมีวัตถุประสงค์และเป้าหมายท่ีชัดเจนว่าเป็นไปเพื่ออะไร ผู้เข้าร่วมจะได้ ตัดสินใจถูกว่าควรเข้าร่วม
หรือไม่

16

(2) ต้องมีกจิ กรรมเป้าหมาย การใหป้ ระชาชนเข้ามามีส่วนร่วมต้องระบุลักษณะของ กจิ กรรมว่า
มีรปู แบบและลักษณะอย่างไร เพ่ือทป่ี ระชาชนจะได้ตดั สินใจว่าควรจะเขา้ รว่ มหรือไม่

(3) ต้องมีบุคคลหรือกลุ่มเป้าหมายการให้ประชาชนเข้ามีส่วนร่วมจะต้องระบุ กลุ่มเป้าหมาย
อย่างไรก็ตามโดยทั่วไปกลุ่มบุคคลเป้าหมายมักถูกจากัดโดยกิจกรรม และวัตถุประสงค์ ของการมีส่วนร่วมอยู่
แลว้ โดยพนื้ ฐาน

เมื่อพิจารณาจากความเห็นที่ องค์การระหว่างประเทศนักวิชาการและผู้ท่ีทาวิจัยได้ กล่าวถึง
รปู แบบของการมสี ว่ นร่วมข้างตน้ แลว้ เหน็ ว่าการมีสว่ นร่วมของประชาชนนน้ั แบ่งออกเป็น

(1) การทป่ี ระชาชนเขา้ ไปมีสว่ นร่วมโดยความสมคั รใจและรว่ มเขา้ ไปแกป้ ญั หาดว้ ย ตัวเอง
(2) การเข้าไปมีส่วนร่วมโดยมีบุคคลอ่ืนมาชักจงู และบังคับแลว้ จึงจะเขา้ ไปมีสว่ นรว่ ม ไม่ว่าจะ
เปน็ การเขา้ ไปมีสว่ นร่วมโดยตรงหรือผา่ นองค์กรผู้แทนหรือกรรมการกล่มุ หรือชมุ ชน
3) เงอ่ื นไขของการมีสว่ นร่วม การท่ีประชาชนจะเขา้ ไปมีบทบาทหรอื มีสว่ นร่วมหรือไม่เข้ารว่ มน้ัน
มีเงื่อนไขหลาย ประการท่ีมีผลต่อการตัดสินใจเข้ามามีส่วนร่วม ซ่ึงอาจเป็นไปด้วยความสมัครใจ หรอื ถูกบังคับ
หรอื ผลักดันใหเ้ ขา้ ไปมีส่วนร่วม ดงั น้นั เง่อื นไขในการเขา้ มามสี ว่ นรว่ มของประชาชนจงึ มีอยหู่ ลายประการ
องค์การสหประชาชาติ เสนอเงื่อนไขเบ้ืองต้นของการมีส่วนร่วมไว้ 5 ประการ คือ 1) รัฐบาล
จะต้องมีการยอมรับในแนวคิดการมีส่วนร่วมของประชาชนก่อนในเบื้องต้น และได้บรรจุหลักการน้ีไว้ในแผน
หรือนโยบายในระดับต่างๆ 2) ประชาชนต้องมีพ้ืนฐานองค์กรประชาชนที่สามารถเป็นตัวแทนในการเจรจา
ต่อรองกับกลุ่มผลประโยชน์และบุคคลอ่ืนๆได้ 3) ประชาชนต้องมีอิสระในความคิดริเร่มิ และในการตัดสินใจใน
ระดับท้องถิ่นเพื่อกาหนดกิจกรรมของตนเอง 4) ชุมชนต้องมีการไหลเวียนของข่าวสารและความรู้ใหม่ๆ
โดยเฉพาะหลักการและปรัชญาของการพัฒนา เทคนิค วิธีการ ในการจัดสรรทรัพยากรและความรู้ทางการ
บริหาร และ5) ชุมชนจะต้องได้รับการสนับสนุนทางด้าน ส่ิงของและความคิด เทคนิคท่ีจาเป็นโดยเฉพาะใน
ระยะแรก
ถวลิ วดี บุรีกุล กล่าววา่ เง่ือนไขขั้นพื้นฐานของประชาชนในการเข้าไปมีส่วนร่วมในการ พัฒนามี 3
ประการ คือ 1) ต้องมีอิสรภาพ หมายถึง มีอิสระท่ีจะเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมก็ได้การเข้า ร่วมต้องเป็นไปโดย
ความสมัครใจ การถูกบังคับให้ร่วมไม่ว่าจะในรูปแบบใด ไม่ถือว่าเป็นการมีส่วนร่วม 2) ต้องมีความเสมอภาค
ประชาชนเข้าร่วมในกิจกรรมใดจะต้องมีสิทธิเท่าเทียมกับผู้เข้าร่วมคนอื่นๆ 3) ต้องมีความสามารถ ประชาชน
หรือกลุ่มเป้าหมายจะต้องมีความสามารถพอท่ีจะเข้าร่วมในกิจกรรมน้ัน แม้กิจกรรมบางอย่างจะมีการกาหนด

17

ผู้เข้าร่วมท่ีมีเสรีภาพและความเสมอภาค แต่กิจกรรมท่ีกาหนดไว้มีความซับซ้อนเกินความสามารถของ
กลมุ่ เป้าหมายการมีสว่ นรว่ มยอ่ มเกดิ ขน้ึ ไมไ่ ด้

สรุปได้ว่า การมีส่วนร่วมของประชาชน เป็นกระบวนการที่ประชาชนเข้ามา ร่วมคิด ร่วม
ตัดสินใจ แก้ไขปัญหา ร่วมกันพัฒนา ซึ่งเป็นกระบวนการสาคัญที่มีพลังส่งผลให้การดาเนินโครงการต่างๆ ของ
หนว่ ยงานภาครัฐประสบผลสาเรจ็ ย่างเป็นรูปธรรมและไดร้ บั การยอมรบั จากประชาชน รวมถึงประชาชนมีความ
สานึกร่วมในการเปน็ เจา้ ของโครงการ

2. แนวคดิ งานวจิ ัยเพอื่ ทอ้ งถ่ิน (Community-Based Research)
ช่วง พ.ศ.2541-2551 สังคมไทยเริ่มคุ้นเคยกับสายพันธ์ุใหม่ของงานวิจัยรุ่นล่าสุดคือ “งานวิจัย

เพ่ือท้องถิ่น” ซึ่งประเด็นหัวข้องานวิจัยที่ CBR สนใจน้ันจะครอบคลุม 9 ประเด็น คือ การท่องเท่ียว เกษตร
สุขภาพ ศิลปวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เศรษฐกิจชุมชน การบริหารจัดการท้องถ่ิน เด็ก/เยาวชน
การศึกษาชุมชน และชุมชนกับการจัดการทรัพยากร โดยที่ท้ัง 9 ประเด็นน้ีเป็นปัญหาพ้ืนฐานของท้องถ่ิน
ผู้ท่ีเข้ามาเก่ียวข้องเป็นนักวิจัย คือ “ชาวบ้านและบุคคลทั่วไป” ที่ยังมิได้มีความเข้าใจงานวิจัยอย่างถ่องแท้
แต่สามารถเข้ามาร่วมวงไพบูลย์เป็นนักวิจัยได้ ซึ่งโดยปกติบุคคลเหล่านี้เป็นเพียง “กลุ่มตัวอย่าง” เท่านั้น แต่ใน
การนี้งานวิจัยได้มีการสร้างกลไกลข้ึนมาเพื่อเป็นตัวช่วยเสริม คือ การมีพี่เลี้ยงเป็นตัวหนุนเสริมความเข้าใจให้
นกั วจิ ัย (ชาวบ้าน) ระหว่างทางของการวจิ ัย 10 ปี ท่ีผา่ นมา งานวิจัยเพ่ือท้องถ่ินได้พิสูจน์ตวั เองแล้วว่า เป็นงานวิจัย
ท่ีกินได้ เป็นงานวิจัยที่แก้ปัญหากุ้งหอยปูปลาท่ีหายหน้าไปจากท้องทะเลได้ เป็นงานวิจัยที่แก้ปัญหาหน้ีสินของ
นักวิจัยชาวบ้านได้อย่างแท้จริงเป็นงานวิจัยท่ีพัฒนาให้ชาวบ้านได้จัดการท่องเท่ียวได้ งานวิจัยเหล่าน้ีจึงเรียกได้ว่า
เปน็ งานวิจัย ท่มี ีพลังในการเปล่ยี นแปลงชีวติ นิสัย เปลยี่ นกล่มุ เปน็ ชมุ ชนและความสัมพันธข์ องชุมชน

แนวคิดกระบวนการงานวิจัยเพื่อชาวบ้าน (Community-Based Research) มุ่งให้คนในชุมชน
รว่ มกระบวนการ การคิด ตั้งคาถาม วางแผนและทาวจิ ัยเพ่ือหาคาตอบอยา่ งเป็นระบบไดเ้ รยี นรู้การทางานวจิ ัย
เพ่ือท้องถ่ินผ่านการปฏิบัติจริงอย่างมีส่วนร่วม (Participatory Action Research) เพ่ือแก้ปัญหาของตัวเอง
เป็นกระบวนการทางานอย่างเป็นเหตุเป็นผล โดยใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจผลท่ีคาดหวังจากการวิจัย
ไม่เน้นการค้นพบองค์ความรู้ใหม่ หากแต่เน้นกระบวนการสร้างเคร่ืองมือวิจัยให้เป็นเคร่ืองมือเพื่อเพ่ิมพลัง
(Empower) หรือเสริมสร้างความเข้มแข็งของคนและชุมชนให้สามารถสร้างกลไกในการแก้ปัญหาของชุมชน
ทง้ั ในปัจจุบันและพรอ้ มรบั มือกับปัญหาท่เี กิดขึ้นในอนาคต สามารถรเู้ ท่าทันการเปลี่ยนแปลงของชุมชนได้อย่าง
เหมาะสม โดยมีพ่เี ล้ยี งเป็นผู้หนนุ เสรมิ

18

สรุปได้ว่า กระบวนการงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นเป็นเคร่ืองมือท่ีทีมนักวิจัยชุมชนตาบลยกกระบัตร
นามาใช้ในการสร้างการเปลี่ยนแปลงของคนในชุมชนให้มาร่วมคิด ร่วมทา ร่วมหาทางออกของปัญหาต่าง ๆ
ด้วยการพูดคุย ผ่านกระบวนการคิดอย่างเป็นระบบโดยใช้กระบวนการสร้างการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน
เพ่อื ให้เกิดพลงั การเปลยี่ นแปลง สรา้ งความเข้มแข็งของคนในชมุ ชนในการแกป้ ัญหาและพฒั นาชุมชนต่อไป

3. แนวคดิ ด้านการพฒั นาผลิตภัณฑ์
ความหมายของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ Fuller, G.W. (1994) ได้ให้ความหมายว่า การพัฒนา

ผลิตภัณฑ์ มีวัตถุประสงค์มากมายและ มีลักษณะครอบคลุมกว้างขวาง แต่มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือ ต้องการ
ผลิตภณั ฑ์ใหม่ท่ีสร้างผลกาไร และเพ่ือความอยู่รอดของบริษัท โดยทั่วไปสามารถรวบรวมความหมายของคาว่า
ผลติ ภัณฑใ์ หม่ ออกเปน็ 7 ประเภท ดงั นี้

1. ผลิตภัณฑ์ทีเ่ กดิ จากการขยายสายการผลิต โดยใชก้ ระบวนการผลิตท่ีมีอยู่ (line extensions)
2. การสร้างแนวคิดใหม่ในผลิตภัณฑ์เดิม (repositioned existing product) เป็นการปรับ
ผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ในแง่ของการใช้งาน โดยไม่ได้เปล่ียนแปลงคุณสมบัติหลัก ซ่ึงบางคร้ังเป็นไปตามข้อเสนอของ
ผู้บรโิ ภค
3. ผลิตภณั ฑท์ มี่ ีอยูเ่ ดิมแต่ปรบั เปลี่ยนรูปแบบใหม่ (new form of existing products)
4. ผลิตภัณฑใ์ หม่ท่ีเกดิ จากการปรับปรุงสูตรท่มี ีอย่แู ล้ว (reformulation of existing
5. ผลิตภณั ฑ์ใหมใ่ นบรรจุภณั ฑ์ใหม่ (new packaging of existing products)
6. ผ ลิตภั ณ ฑ์ ที่ เป็ นน วัตกรรม (innovative products/ make changes in an existing
product) เป็นการเปลย่ี นแปลงเพอื่ ใหไ้ ดผ้ ลติ ภณั ฑ์แปลกใหมท่ ี่แตกตา่ งจากผลิตภณั ฑ์ทมี่ ีอย่เู ดิม
7. ผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ (creative product/ bring into existence the
rare, never before-seen product)
นอกจากน้ี สุดาดวง เรืองรุจิระ (2538) ยังได้ให้ความเก่ียวกับผลิตภัณฑ์ใหม่ ว่าเป็น ผลิตภัณฑ์
ใดๆ ท่ีกิจการนาเสนอต่อตลาดแล้วทาให้ตลาดมีโอกาสเลือกเพ่ิมขึ้น ผลิตภัณฑ์ใหม่อาจเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ยัง
ไม่เคยมีผู้ผลิตมาก่อน เริ่มมีผู้ผลิตรายแรกของโลกจัดเป็นนวัตกรรม (Innovation)หรืออาจเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่
ของกิจการที่เพิ่งนาออกจาหน่ายเป็นครั้งแรก หรืออาจตัดแปลงปรับปรุง จากผลิตภัณฑ์ท่ีเคยจาหน่ายอยู่เดิม
การพัฒนาผลติ ภัณฑใ์ หมม่ ีเหตุผลและความสาคญั ดังนี้

19

1. เพ่ือรักษาสถานภาพการแข่งขัน ปัจจุบันสถานการณ์การแข่งขันในตลาดธุรกิจมีความรุนแรง
มากขึน้ อย่างต่อเน่ืองจากคู่แข่งท่ีเพ่ิมข้ึนได้ส่งผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกสู่ตลาด ซึ่งส่งผลต่อส่วนแบ่งทางการตลาดที่
ถกู ชว่ งชงิ ไป การออกผลิตภัณฑ์ใหมส่ ตู่ ลาดจะชว่ ยรกั ษาฐานการแขง่ ขนั และส่วนแบง่ ตลาดไว้ได้

2. เพื่อทดแทนผลิตภัณฑ์เดิม วัฎจักรวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ โดยท่ัวไปจะมีช่วงเวลาที่สั้น
เม่ือผลิตภัณฑ์เริ่มเข้าสู่ช่วงท้ายของวงจรชีวิต หมายความว่า ผลิตภัณฑ์น้ันไม่ก่อประโยชน์หรือมียอดขายท่ี
ตกลง การออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ สู่ตลาดเพ่ือทดแทนผลิตภัณฑ์เก่าจะช่วยรักษาชื่อเสียงของบริษัททดแทน
ปริมาณขายกาไรของผลติ ภณั ฑเ์ ดมิ และสามารถนาทรพั ยากรจากผลิตภัณฑเ์ ดิมมาใช้ใหเ้ กดิ ประโยชน์ได้

3. เพอื่ ใช้สมรรถนะส่วนเกินใหเ้ กิดประโยชน์ การพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อใช้สมรรถนะทางการตลาด
การขาย และการผลิตท่ีเหลือให้เกิดประโยชน์ เหตุผลสาคัญ คือ การกระจายต้นทุนคงท่ีไปยังจานวนผลิต
ที่มากขึ้น เพื่อให้ต้นทุนรวมต่อหน่วยทั้งผลิตภัณฑ์เดิม และผลิตภัณฑ์ใหม่ลดลงมากพอที่จะเสนอราคาขายท่ี
ตา่ กวา่ คแู่ ขง่ และมกี าไรท่มี ากข้ึน

4. เพื่อปรับการเคล่ือนไหวเน่ืองจากฤดูกาลให้น้อยลง ฤดูกาลท่ีแปรผันอาจส่งผลต่อทรัพยากร
ต่างๆ ของธุรกิจที่อาจไม่เพียงพอ หรืออาจเหลือใช้การเพ่ิมผลิตภัณฑ์ใหม่ที่สามารถขายหรือผลิตได้เม่ือ
พน้ ฤดกู าลไปแลว้ ย่อมทาให้การผันแปรตา่ งๆ ลดลง และเปน็ การใชท้ รัพยากรของกิจการใหเ้ กดิ ประโยชนส์ ูงสดุ

5. เพ่ือลดการเสี่ยงภัย เช่น ผลิตภัณฑ์ล้าสมัย ลูกค้าเสื่อมความนิยม ปริมาณขายไม่มากพอ
กิจการมีผลิตภัณฑ์จาหน่ายในตลาดน้อย เป็นต้น สถานการณ์เหล่านี้อาจส่งผลให้เกิดภาวะขาดทุนการเพิ่ม
ผลิตภัณฑ์ที่มีความแปลกใหม่ การเพ่ิมปริมาณการขายให้ครอบคลุมตลาด ย่อมช่วยกระจายความเส่ียงภัยจาก
ความผนั ผวนในตลาดท่ีมคี วามเปลยี่ นแปลงอยู่ตลอดเวลา

6. เพอื่ การใช้ผลพลอยได้ให้เกิดประโยชน์ สินค้าใหมท่ ่ีพฒั นาจากผลพลอยไดห้ รอื ของทท่ี ิ้งแล้วใน
ธรุ กจิ อาจนามาซ่งึ ยอดขายหรอื กาไรทเ่ี พ่ิมขน้ึ

7. เพื่อโอกาสใหม่ จากการที่ธุรกิจเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ออกสู่ตลาด อาจทาให้เกิดความต้องการ
ผลิตภัณฑ์จากผู้บริโภค จนกิจการสามารถผลิตและดาเนินงานการตลาด และความต้องการเช่นนี้ จึงถือเป็น
โอกาสอันดีท่ีธุรกิจจะเข้าไปตอบสนองความต้องการด้วยผลิตภัณฑ์ของตนเอง นามาซ่ึงกาไรและส่วนครอง
ตลาดที่มากข้นึ

พรสนอง วงศ์สิงห์ทอง (2545) กล่าวว่า การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือการเปล่ียนแปลง
ผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่เดิม จะเร่ิมตันด้วยความคิดที่ไขว้เขว ความคิดอาจมาจากใครก็ได้ในองค์กรท่ีไม่ได้มีความ
รับผิดชอบต่อความคิดใหม่ๆเลย แต่นักออกแบบผลิตภัณฑ์ท่ีดี มักจะมีแนวโน้มท่ีจะเป็นผู้ที่มีความคิดใหม่ๆ

20

บ่อยคร้ังเหมือนกันที่ความคิดมาจากนอกองค์กร เช่น เม่ือนักคิดคันเขามาเสนอขายความคิดให้กับบริษัท
ความคิดเก่ียวกับผลิตภณั ฑ์ใหม่ บางทีอาจเกิดขึ้นในงานวิจัยผลิตภัณฑ์นั้นเองและบ่อยคร้ังเป็นผลพลอยได้ของ
การวิจัยเพอ่ื วัตถปุ ระสงคอ์ ยา่ งอน่ื

สรุปได้ว่าแนวคิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์เป็นการพัฒนาผลติ ภัณฑ์ท่ีมีอยู่เดิมให้มีการเปล่ียนแปลงที่
ส่งผลดีต่อผู้ผลิตต่อยอดมาจากผลิตภัณฑ์เดิมให้ทันสมัย มีคุณภาพและสามารถสร้างผลกาไรให้กับบริษัทหรือ
ผู้ผลิตเพิ่มมากข้ึน และเพื่อเป็นการสร้างเสถียรภาพทางการตลาดให้คงความนิยม ทันสมัยอย่างต่อเน่ืองและ
เปน็ การสร้างโอกาสใหม่ๆ ในการขยายชอ่ งทางการตลาดมากย่ิงขึ้น ซ่ึงทีมนักวิจยั ชมุ ชนตาบลยกกระบัตรจะได้
นาแนวทางการพัฒนาผลติ ภัณฑ์บวั หลวงเพื่อสร้างรายได้ให้คนในชุมชนพืน้ ทแ่ี ละใช้ประโยชน์จากทรพั ยากรท่ีมี
ในชมุ ชนอย่างคุม้ ค่าและเกิดประโยชนต์ ่อชมุ ชน

4. ความหมายของความคดิ สรา้ งสรรค์
ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) เป็นสิ่งท่ีมีอยู่ในตัวของมนุษย์เอง ซ่ึงบางคนก็มีมากบางคนก็มี

น้อยหรือท่ีเข้าใจว่าความคิดสร้างสรรค์อยู่ในความถนัด (Aptitude) หรือความสามารถ (Ability) ความคิด
สร้างสรรค์นอกจากจะเกิดมาเฉพาะตัวบุคคลแล้วยังสามารถเกิดข้ึนได้ จากการสะสมประสบการณ์และการ
แก้ปญั หา (เกษร ธิตะจารี, 2550) “ความคิดสรา้ งสรรค์” ได้มีผ้ศู ึกษาและให้คาจากดั ความไว้หลายทา่ น ดังเช่น
Torrance (1963 : 47) กล่าวว่า “ความคดิ สร้างสรรคค์ ือความสามารถของบคุ คลในการคดิ แกป้ ญั หา ด้วยการ
คิดอย่างลึกซ้ึงที่นอกเหนือไปจากลาดับข้ันการคิดอย่างปกติธรรมดาเป็นลักษณะ ภายในของบุคคลท่ีจะคิด
หลายแง่หลายมุม ประสมประสานกันจนได้ผลผลิตใหม่ที่ถูกต้องสมบูรณ์ ” Guilford (1967:138)
ให้ความหมายไว้วา่ หมายถึง ความสามารถในการแก้ปัญหาของบุคคลเป็นการคิดที่ก่อให้เกิดสิ่งใหม่ ๆ ขึ้นและ
สามารถนามาประยุกต์ใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ความคิดสร้างสรรค์เป็นความคิดหลายแง่หลายมุม” De Bono
(1982 อ้างถึงใน ณัฎฐพงษ์ เจริญพิทย์, 2541 : 103) หมายถึง ความสามารถในการคิดนอกกรอบ (Lateral
Thinking) เพื่อสร้างแนวคิดใหม่ที่จะนามาใช้แก้ปัญหาได้หลายๆ แนวคิด และนาแนวคิดเหล่านี้ไปพัฒนาต่อ
เพ่ือให้สามารถใช้แก้ปัญหาท่ีต้องการได้ Rawlinson (1985 อ้างถึงใน ลักขณา สริวัฒน์ ,2549 : 136) ได้ให้
ความหมายความคิด สร้างสรรค์ เป็นสองระดับ คือ ระดับแรก หมายถึง การแสดงจินตนาการ หรือความรู้สึก
อิสระในเรื่องท่ีสนใจอย่างจรงิ จัง และในระดับสูง หมายถึง การค้นพบและการคิดค้นสง่ิ ใหม่ๆ ข้ึนมา Simpson
(1992 อ้างถึงใน ลักขณา สริวัฒน์ ,2549 : 137) ได้ให้ความหมายไว้ว่า ความคิด สร้างสรรค์ของบุคคลเป็น
ความสามารถของสมองที่พยายามยึดให้แตกต่างไปจากความคิดเดิม เพ่ือนาไปสู่ความคิดใหม่ๆ กรมวิชาการ
กระทรวงศึกษาธิการ (2535 : 2) ได้ให้ความหมายไว้ว่า หมายถึงความสามารถ ในการมองเห็นความสัมพันธ์

21

ของสิ่งต่าง ๆ โดยมีสิ่งเร้าเป็นตัวกระตุ้นทาให้ความคิดใหม่ต่อเน่ืองกันไป และความคิดสร้างสรรค์น้ี
ประกอบด้วยความคล่องในการคดิ ความยืดหยุ่นและ ความคิดท่ีเป็นของตนเองโดยเฉพาะ หรือความคิดริเร่ิม”
อารี พันธ์มณี (2537 : 26) ได้อธิบายความคิดสร้างสรรค์ใน 3 ลักษณะดังนี้ 1. ลักษณะทางกระบวนการ
หมายถึงความรู้สกึ ไวต่อปญั หาและสามารถแก้ไขปัญหาได้ อย่างมีขัน้ ตอนและเป็นระบบ และนาผลไปใช้ให้เกิด
ประโยชน์ในสิ่งใหม่ต่อไป 2. ลักษณะของบุคคล หมายถึง บุคคลท่ีมีความอยากรู้อยากเห็น กระตือรือร้น
กล้าคิด กล้าแสดง มีความคิดริเร่ิมสร้างสรรค์มีอารมณ์ขัน มีจินตนาการและมีความยืดหยุ่นท้ังความคิด และ
การกระทาและเป็นบุคคลท่ีมีความสุขกับการทางานหรือสิ่งที่ตนพอใจและยังไม่หวังผลจากการประเมิน
ภายนอก 3. ลกั ษณะทางผลติ ผล หมายถงึ คณุ ภาพของผลงานทเี่ กิดขน้ึ มีตั้งแตข่ ้ันต่าทีแ่ สดงผลทเี่ กดิ จากความ
พอใจของตนท่ีจะแสดงซง่ึ ความคิดและการกระทา จนกระท่ังพัฒนาขึ้นเป็นการฝึกทักษะ และค่อยคิดได้เองถึง
ระดับการคิดค้นพบทฤษฎีหลักการและการประดิษฐ์คิดค้นต่าง ๆ สุวิมล เขี้ยวแก้ว (2540 : 9) ได้สรุปไว้ว่า
หมายถึง ความสามารถระดับสูงของสมองของคนท่ีสามารถคิดแบบอเนกนัย มีความคิดริเริ่ม มีแนวโน้มท่ีจะ
ค้นพบส่ิงใหม่ๆ มีความสามารถในการประเมินค่า มีความละเอียดลออ ความสามารถในด้านความคิด
สร้างสรรค์มีในตัวของบุคคล แต่อาจจะมีในระดับท่ีแตกต่างกัน ที่สาคัญก็คือสามารถส่งเสริมและพัฒนา
สมรรถภาพด้านน้ีได้ ชัยศักดิ์ ลีลาจรัสกุล (2542 : 45) ได้ให้ความหมายไว้ว่าความคิดสร้างสรรค์ คือ
ความสามารถบุคคลในการคิดแก้ปัญหาด้วยการคิดอย่างลึกซึ้ง ท่ีนอกเหนือไปจากการคิดอย่างปกติ ธรรมดา
เป็นลักษณะภายในตัวบุคคลท่ีสามารถจะคิดได้หลายแง่หลายมุม ประสมประสานกันได้ ผลผลิตใหม่ท่ีถูกต้อง
สมบูรณ์

สรุปได้ว่า ความคิดสร้างสรรค์ คือ ความสามารถในการแก้ปัญหาของบุคคลเป็นการคิด ค้นพบ
และการคิดค้นส่ิงใหม่ๆ ขึ้นมา จากจินตนาการ หรือความรู้สึก จนกระท่ังพัฒนาข้ึนเป็นการฝึกทักษะถึงระดับ
การคิดค้นพบทฤษฎีหลกั การและการประดษิ ฐ์คิดค้นต่าง ๆ ทก่ี ่อให้เกิดส่งิ ใหม่ ๆ และสามารถนามาประยุกตใ์ ช้
ใหเ้ ป็นประโยชน์ได้

5. แนวคิดเร่อื งการสร้างมลู คา่ เพมิ่
แนวคิดเร่ืองการสร้างมูลค่าเพ่ิม เน่ืองจากในปัจจุบันผู้บริโภคนั้นมีทางเลือกมากข้ึน ซ่ึงมีอีก

ส่งิ หน่ึงที่เม่ือก่อนอาจเล่นบทเป็นแค่ตัวประกอบเท่าน้ัน แต่ปัจจุบันก้าวขึ้นมามีความสาคัญไม่แพ้กันเลยทีเดียว
ท่จี ะมสี ่วนช่วยท้ังดึงผ้บู ริโภคกลุม่ ใหม่ๆ เข้ามา รวมถึงรักษาผบู้ ริโภครายเดิมให้อยูไ่ ปนานๆ ก็คือ เร่อื งของการ
สร้างมูลค่าเพ่ิม โดยในอดีตน้ันหากผลิตภัณฑ์ หรือบริการหน่ึงจะประสบความสาเรจ็ ได้ในท้องตลาดสิ่งที่สาคัญ
ที่สุดก็คงจะเป็นตัวผลิตภัณฑ์ หรือบริการหลักนั่นเองที่ต้องมีคุณภาพท่ีเยี่ยมยอดกว่าคู่แข่ง และสามารถ

22

ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดีกว่า อย่างไรก็ดีในปัจจุบันจะพบว่า จริงอยู่ที่บ่อยครั้งคุณภาพของ
ผลิตภัณฑ์ หรือ บรกิ ารหลักอาจจะยงั เป็นเรื่องสาคัญมาก แต่อีกส่ิงหนึ่งท่ีก้าวข้ึนมามีส่วนสาคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ
ก็คือ เร่ือง ของ “มูลค่าเพ่ิม” ท่ีติดมากับตัวผลิตภัณฑ์ หรือบริการหลักน้ัน ๆ ในบางกรณีส่วนของมูลค่าเพิ่ม
ก็จะเปน็ ตัวดึงดูดผู้บริโภคให้หนั มามอง หรือตัดสินใจที่จะซ้ือผลิตภณั ฑ์ หรือบริการหลัก ดงั น้ันธุรกิจในปัจจุบัน
เราจะเห็นว่า ไม่ใช่เป็นการขายเพียงตัวผลิตภัณฑ์ หรือบริการหลักอย่างเดียว แต่จะต้องมีส่วนเพิ่มมูลค่าที่จะ
ทาใหผ้ บู้ ริโภครูส้ กึ ไดป้ ระโยชน์มากขน้ึ ด้วย (พนู ลาภ ทิพชาติโยธนิ , 2553, หน้า 87-88)

1. ความหมายการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added Creation) ในการให้ความหมาย และคา
จากดั ความของการสรา้ งมูลคา่ เพม่ิ ได้มกี ารให้นิยามไว้ในหลายๆ ด้าน ดงั ตอ่ ไปน้ี

ศิริวรรณ เสรีรัตน์ และคณะ (2542, หน้า 868) ได้ให้ความหมายไว้ว่า การสร้างมูลค่าเพิ่ม
หมายถงึ ความพยายามในการพฒั นาผลติ ภัณฑใ์ นดา้ นต่าง ๆ ให้มีคุณคา่ ในสายตาของลกู ค้ามากขึ้น

Louis (อ้างถึงใน ดนัย จันทร์ฉาย, 2547 หน้า 239) ได้ให้ความหมายไว้ว่า การสร้างมูลค่าเพ่ิม
หมายถึง การน าเสนอผลติ ภัณฑ์ หรอื บรกิ ารที่ครบถ้วนสมบรู ณ์ด้วยคณุ ภาพ บริการ และราคา เพ่ือ ตอบสนอง
ความต้องการของลูกค้าใหเ้ กิดความพึงพอใจในการซื้อ ครอบครอง และใชป้ ระโยชน์

ทั้งน้ีในความหมายด้านการตลาด การสร้างมูลค่าเพ่ิม คือ การพัฒนาตัวผลิตภัณฑ์ให้เกิดความ
พึง พอใจต่อผู้บริโภคสูงสุด และเกินความคาดหมายของผู้บริโภค อีกทั้งมูลค่าเพิ่มอาจเกิดจากการเพิ่มสิ่งที่
นอกเหนือจากสิ่งท่ีผู้บริโภคคาดว่าจะได้รับ (Nilson, 1992) นอกจากนี้การสร้างมูลค่าเพิ่มท่ีเป็นการเพ่ิม หรือ
เสรมิ ส่งิ ใหมๆ่ สู่ตัวผลิตภณั ฑ์ ควรมคี วามเก่ียวขอ้ ง และเป็นสิ่งท่ีลกู ค้าตอ้ งการ (Chematony & Harris, 1998)

2. ความสาคัญของการสร้างมูลค่าเพ่ิม ในปัจจุบันการดาเนินธุรกจิ มีการแข่งขันอย่างรุนแรง และ
พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป ดังน้ัน ธุรกิจต่าง ๆ จึงต้องมีการปรับปรุงแนวคิด กลยุทธ์ให้ทันต่อการ
เปล่ียนแปลงท่ีเกิดขึ้น กลยุทธ์การสร้างมูลค่าเพิ่ม สามารถทาให้ธุรกิจมีความได้เปรียบในการแข่งขัน ซ่ึงการ
สรา้ งมลู คา่ เพิ่มมคี วามสาคญั ตอ่ การดาเนนิ ธุรกจิ (พนิ พสั นยี ์ พรหมศริ ิ, 2547, หนา้ 20) ดงั ตอ่ ไปนี้

2.1 การสร้างมูลค่าเพ่ิมท่ีมากกว่าคู่แข่ง จะทาให้สามารถตอบสนองความต้องการและทาให้
ผู้บริโภคเกิดความพึงพอใจมากย่ิงข้ึน ซึ่งการสร้างมูลค่าเพ่ิมอาจทาได้ด้วยการเสนอผลประโยชน์ที่ผู้บริโภค
ตอ้ งการ

2.2 การสร้างมูลค่าเพ่ิมสามารถสร้างความเชื่อมั่น และความไว้วางใจจากผู้บริโภคท่ีดีที่สุด
เพราะ ทาให้ผู้บริโภคเช่อื มั่นในคณุ ภาพของผลิตภัณฑ์ หรอื บริการท่ธี รุ กิจมอบให้


Click to View FlipBook Version