23
2.3 การสร้างมูลค่าเพิ่มทาให้ธุรกิจสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งในภาวะท่ีมีการแข่งขันอย่าง
รุนแรงได้ และทาให้ธุรกิจมีความได้เปรียบทางการแขง่ ขัน
3. การสร้างมูลค่าเพ่ิม (Value Adder Creation) ในตลาดที่มีการแข่งขันกันอย่างรุนแรง และ
อุตสาหกรรมอยู่ในภาวะอิ่มตัว ซ่ึงจะเห็นว่าผลิตภัณฑ์ หลัก จะไม่ค่อยมีความแตกต่างกันเท่าใดนัก ดังนั้นธรุ กิจ
แต่ละรายจึงพยายามหาโอกาสพฒั นา และยกระดบั คณุ ลักษณะตา่ ง ๆ ของผลิตภัณฑ์เสนอแก่ลูกค้า (ศิรวิ รรณ
เสรีรัตน์ และคณะ,2541, หน้า 45) เคร่ืองมือ ท่ีจะช่วยให้ธุรกิจอยู่รอด และเติบโต โดยสามารถสร้างความ
พึงพอใจแก่ลูกค้าเหนือคู่แข่ง ในภาวะที่มีการ แขง่ ขันอย่างรุนแรงได้ น่นั ก็คือ การดึงดูดด้วยการสร้างมลู ค่าเพ่ิม
ทีม่ อบให้แก่ผู้บรโิ ภค ซ่ึงเป็นมูลค่าเพ่ิมท่ีทา ให้ลูกค้ามีความรู้สึกมากกว่าความพอใจ (ฉตั ยาพร เสมอใจ, 2547,
หน้า 79) การสร้างมูลค่าเพิ่มนั้น ผู้ประกอบการจะต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์ หรือบริการให้มีคุณค่าในสายตาของ
ลูกค้าทั้ง 4 ด้าน ซึ่งคุณค่าท้ัง 4 ด้านนี้เรียกว่าคุณค่ารวมสาหรับลูกค้า (ศิริวรรณ เสรีรัตน์ และคณะ, 2541,
หน้า 46) ไดแ้ ก่
3.1 คุณคา่ ดา้ นผลติ ภณั ฑ์ (Product Value)
3.2 คุณค่าดา้ นบริการ (Service Value)
3.3 คุณค่าด้านบุคลากร (Personnel Value)
3.4 คณุ ค่าดา้ นภาพลกั ษณ์ (Image Value)
4. การสร้างมูลค่าเพ่ิมโดยการสร้างคุณค่า การสร้างความพึงพอใจแก่ลูกค้าที่เหนือกว่าคู่แข่ง
ในสภาวะการแข่งขันที่รุนแรง นั่นคือการดึงดูด ด้วยการสร้างคุณค่าเพิ่มที่มอบให้แก่ลูกค้า ซ่ึงถือได้ว่าเป็น
เคร่ืองมอื ทจ่ี ะชว่ ยใหธ้ รุ กจิ สามารถแขง่ ขนั เตบิ โต และอยู่รอดในตลาดได้
4.1 การสร้างคุณค่าให้กับลูกค้า ศิริวรรณ เสรีรัตน์ (2539, หน้า 204) กล่าวถึง การสร้างคุณค่า
ใหก้ บั ลูกค้า ไวด้ งั น้ี
4.1.1 กาหนดโมเดลของลูกค้า (Defining the Customer Value Model) ในข้ันนี้ เริ่มต้น
ด้วยการทบี่ รษิ ทั จะระบปุ ัจจยั เกีย่ วกับผลิตภณั ฑ์ และบริการที่มีอิทธพิ ลตอ่ การรับร้ใู นคณุ คา่ ของ ลกู ค้า
4.1.2 กาหนดลาดับข้ันตอนของคุณค่าในสายตาลูกค้า (Building the Customer Value
Hierarchy) ในกรณีนแี้ ตล่ ะปัจจัยจะแยกเป็น 4 ประเภทดว้ ยกัน ดังน้ี
4.1.2.1 ผลติ ภณั ฑ์พน้ื ฐาน (Basic Product)
4.1.2.2 ผลิตภณั ฑ์ท่คี าดหวงั (Expected Product)
4.1.2.3 ผลติ ภณั ฑ์ท่ปี รารถนา (Desired Product)
24
4.1.2.4 ผลิตภณั ฑ์ทไี่ มไ่ ดค้ าดหวงั ไว้ (Unanticipated Product)
4.1.3 การตัดสินใจเก่ียวกับส่วนประกอบในคุณค่าท้ังหมดท่ีจะจัดให้สาหรับลูกค้า (Deciding
on the Customer Value Package) เป็นการตัดสินใจเลือกส่วนประกอบต่าง ๆ เพื่อเอาชนะ คู่แข่ง และ
สามารถตอบสนองความพึงพอใจ และสร้างความภกั ดีจากลกู คา้
4.2 คุณค่าในใจผู้บริโภค (Insight Value) แนวคิดในการสร้างคุณค่าเป็นการมองในทัศนะของ
ผบู้ ริโภค โดยค้นหาความต้องการท่ลี ึกอยใู่ นใจของผู้บริโภค โดยวิลัดดา เตชะเวช (2547, หน้า 28) ได้ กลา่ วถึง
ความเข้าใจเรือ่ งคณุ ค่าในความต้องการ และในใจผู้บริโภค วา่ มีปัจจยั ทเ่ี กีย่ วขอ้ งดงั น้ี 7
4.2.1 ปัจจัยเพิ่มคุณค่า (Value enhancers) ได้แก่ การผลิตผลิตภัณฑ์ที่ไม่เคยมีบริษัทใด
นาเสนอในตลาดมาก่อน เช่น ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมใหม่ เป็นจุดขายท่ีลูกค้าสนใจ บริษัทที่นาเสนอผลิตภัณฑ์
ที่เพ่ิมคุณค่าจะสามารถสร้างขยายส่วนแบ่งตลาดได้อย่างรวดเร็ว เน่ืองจากมีจุดขายท่ีมีความได้เปรียบด้าน
การแขง่ ขันเหนือค่แู ข่ง
4.2.2 ปัจจัยรักษาคุณค่า (Value maintainers) จะทาหน้าที่รักษาคุณค่าให้คงอยู่ในใจ
ของลกู คา้ ตอ่ ไป ซึ่งจะทางานควบคูก่ ับปัจจัยเพิม่ คุณค่า จนพัฒนากลายเปน็ ปัจจัยเพมิ่ คณุ คา่ ในท่สี ดุ
4.2.3 ปัจจัยท่ีทาลายคุณค่า (Value destroyers) การลดคุณค่าในความรู้สึก ในสายตา หรือ
ในใจของลูกค้า ซึ่งเป็นจุดอ่อนของผลิตภัณฑ์ บริการ ด้านภาพพจน์ และตราสิ นค้า เป็นต้น ซึ่งบริษัท
จาเป็นตอ้ งเรง่ แกไ้ ข
4.3 การสร้างคุณค่าในใจผู้บริโภค (Value Creation) กลยุทธ์การตลาดในการสร้างคุณค่าในใจ
ผู้บริโภคปัจจุบันเป็นการบริหารทรัพยากรที่มีคุณค่าของบริษัท เพื่อตอบสนองความต้องการ ความคาดหวัง
และเกิดคุณค่าในใจผู้บริโภค ซึ่งแนวคิดในการสร้างคุณค่าที่สาคัญ (วิลัดดา เตชะเวช, 2547, หน้า 30)
ประกอบดว้ ย
4.3.1 กลยุทธ์การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ เป็นการเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือปรับปรุง ผลิตภัณฑ์
เดมิ ให้มีคุณสมบตั ิดีขึ้น หรือเป็นการออกแบบผลิตภณั ฑใ์ หม่
4.3.2 กลยุทธ์ตราสนิ คา้ มีความสาคญั ในขบวนการสร้างคุณคา่ ในใจผบู้ รโิ ภคปจั จบุ ัน ผู้บริโภค
จะเช่ือมความคิดตัวผลิตภัณฑ์คุณภาพ กับตราสินค้า สัญลักษณ์ ภาพพจน์ และความรู้สึกในใจ ผู้บริโภค
เพอื่ สร้างภาพพจน์ท่ีดี และมคี ณุ ค่าในความรู้สกึ ของผู้บริโภคซ่ึงเป็นกลยุทธ์การตลาดที่สาคญั ใน ปัจจบุ ันนี้
25
4.3.3 กลยุทธ์การตั้งราคาสินค้า มีความสาคัญในขบวนการสร้างคุณค่าในใจผู้บริโภค เช่นกัน
โดยท่ีราคามีความสัมพันธ์สูงกับคุณภาพ และคุณค่าของผลิตภัณฑ์ หรือบริการในใจผู้บริโภค ซึ่ง ผู้บริโภคจะมี
ความเชือ่ วา่ ผลติ ภัณฑ์ทม่ี รี าคาสงู ควรจะเป็นผลติ ภณั ฑท์ ีม่ ีคุณภาพและคณุ ค่าสงู ดว้ ยเชน่ กัน
สรปุ ได้วา่ การสร้างมลู ค่าเพ่มิ หมายถงึ สิง่ ท่ชี ่วยสร้างความ ได้เปรียบทางการแขง่ ขันโดยผ่านการ
สร้างคุณค่าสาหรับลูกค้าที่ดีขึ้น (Customer Value) โดยมีข้ันตอนการ ผลิต หรือบริการที่ดีกว่า เพ่ือการเป็น
ผู้นาในผลิตภัณฑ์น้ัน ๆ นอกจากการสร้างความแตกต่างในตลาดแล้ว มูลค่าเพ่ิมจะเป็นตัวช่วยในการสร้าง
คุณค่าท่ีส่งผลต่อการรับรู้ของผู้บริโภคท่ีสูงกว่า ซึ่งนาไปสู่ความม่ันใจในการตัดสินใจเลือก หรือซื้อผลิตภัณฑ์
และบริการตอ่ ไป
6. แนวคิดเศรษฐกจิ ชุมชน
(1) แนวคิดทั่วไปของเศรษฐกิจชุมชน เศรษฐกิจชุมชนถือเป็นรูปแบบการดาเนินกิจกรรมทาง
เศรษฐกิจที่เริ่มตั้งแต่ในระดับฐานล่าง โดยมีชุมชนเป็นแหล่งต้ังต้นของการดาเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
มีครอบครัวเป็นหน่วยการผลิตท่ีสาคัญของชุมชน ซ่ึงแนวคิดในเร่ืองเศรษฐกิจชุมชนมีผู้ให้แนวคิดไว้อย่าง
หลากหลาย ดังนี้
ฉัตรทิพย์ นาถสุภา ได้ให้แนวคิดเก่ียวกับเศรษฐกิจชุมชนไว้ว่า เศรษฐกิจชุมชนมีครอบครัว เป็น
หน่วยการผลิต แรงงานของสมาชิกในครอบครัวเป็นปัจจัยทีส่ าคัญท่ีสุด เพราะแรงงานเป็นส่ิงที่ครอบครัว มีอยู่
โดยธรรมชาติ ไม่ต้องจ้าง เป็นส่ิงท่ีมีมากับสถาบันครอบครัวโดยทั่วไปครอบครัวคิดถึงการอยู่รอดก่อนแล้ว จึง
สะสมและค้าขาย พ่งึ แรงงานในครอบครัว พ่งึ ทรพั ยากรท้องถ่ิน พึง่ ตัวเองและพ่ึงชุมชนก่อนและหากจะขาย ซึ่ง
เป็นขั้นตอนท่ีสูงก็จะขายในตลาดใกล้ตัวตลาดภายในประเทศ แนวคิดน้ีมุ่งให้คานึงถึงชุมชน ศีลธรรม
ครอบครัว เพ่อื นบา้ นและทอ้ งถ่ินเป็นหลัก
เศรษฐกิจชุมชน หมายถึง กิจกรรมทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการผลิตการบริโภค การ
จาหน่ายจ่ายแจกที่คนในท้องถ่ินชุมชนได้มีส่วนรว่ มคิดร่วมทาร่วมรับประโยชนข์ องประชาชน และร่วมกนั เป็น
เจ้าของ เศรษฐกิจชุมชนมีรากฐานมาจากศักยภาพของชุมชน ภูมิปัญญาของชุมชน หรือทุนในชุมชน อาทิ
วัฒนธรรม ประเพณี สภาพภูมิประเทศ ความหลากหลายทางทรัพยากรที่มีอยู่ (ศิริพร สัจจานันท์, “แนวคิด
เศรษฐศาสตร์ทางเลือก แนวคิดเศรษฐกิจชุมชน,”สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช,
http://www.stou.ac.th/stouonline/lom/data/sec/Alternative/home.html (สื บ ค้ น เ มื่ อ วั น ท่ี
4 กุมภาพนั ธ์ 2565).
26
เป้าหมายสาคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน คือ เพ่ือพัฒนาศักยภาพตั้งแต่ระดับบุคคล
ครอบครัว และชุมชน โดยใช้กิจกรรมเศรษฐกิจสร้าง “กระบวนการเรียนรู้” ซึ่งจะทาให้ชุมชนพ่ึงตนเองได้
ในขณะเดียวกันยังมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม อนุรักษ์วัฒนธรรม
และภูมิปัญญาท้องถิ่น ฯลฯ หรืออีกนัยหน่ึง เพ่ือพัฒนาชุมชนท้องถิ่นอย่างบูรณาการ (สยามรัฐออนไลน์,
“ประเทศไทย 4.0 อยา่ ลมื เศรษฐกิจชุมชน,” https://siamrath.co.th/n/9124(สืบค้นเมอื่ วันท่ี 4กุมภาพนั ธ์ 2565).
(2) ความหมายของเศรษฐกจิ ชุมชน
เศรษฐกจิ ชุมชนน้นั มีผูใ้ หค้ วามหมายไว้อย่างหลากหลาย ดังนี้
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 “เศรษฐกิจ” หมายถึง งานอันเก่ียวกับการผลิต
การจาหน่ายจ่ายแจก และการบรโิ ภค ใชส้ อย สงิ่ ตา่ ง ๆ ของชุมชน
“ชุมชน” หมายถึง หมู่ชน กลุ่มคนท่ีอยู่รวมกันเป็นสังคมขนาดเล็ก อาศัยอยู่ในอาณาบริเวณ
เดียวกันและมีผลประโยชน์ร่วมกัน ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการดาเนินงานโครงการเศรษฐกจิ ชุมชน
พ.ศ. 2541 ได้ให้ความหมายไว้ว่า เศรษฐกิจชุมชน หมายถึง เศรษฐกิจทุกสาขาของชุมชนและหมู่บ้าน ซ่ึง
ดาเนินอยู่บนพ้ืนฐานการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรและส่ิงแวดล้อมอย่างเหมาะสม คุ้มค่าและย่ังยืน เป็นการ
ผลิตที่เลี้ยงชีวิต ครอบครัวและชุมชนได้อยา่ งพอเพียง สว่ นเกินแห่งผลผลิตนี้เป็นเศรษฐกิจแห่งการแลกเปล่ียน
ซอ้ื ขายหรอื แปรรปู ตามกาลงั และวัฒนธรรมของชุมชนเอง
สัมพันธ์ เตชะอธิก เสนอคาว่าเศรษฐกิจชุมชนท่ีมีความหมายครอบคลุมคาอ่ืน เช่น เศรษฐกิจ
ชุมชน เศรษฐกิจพอเพียง เศรษฐกิจพ่ึงตนเอง มีนัยทางหลักการและแนวคิดเหมือนกัน และนาไปสู่การพัฒนา
ทย่ี งั่ ยืนของชมุ ชนนี้ มีนยั ของความย่ังยนื 6 ประการ ดงั นี้
1) การพ่งึ ตนเองได้ทางเศรษฐกิจ เรมิ่ จากส่ิงที่มีอยู่ไม่เป็นหนี้หรอื เปน็ หน้ีน้อย ๆ ลดความตอ้ งการ
วัตถุเพ่ือเพ่ิมขีดความสามารถทางการผลติ โดยการศึกษา เรียนรู้ แบ่งปันความรู้ เทคนิคและทรัพยากรด้วยกัน
เองและภายนอก ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม มีความขยันหมั่นเพียร ดารงชีวิตอย่างมีอิสระและศักดิ์ศรี มีความ
สมดลุ ทั่วภายในครอบครัวและการรวมกลมุ่ เปน็ เครือข่ายเกื้อกูลกนั
2) การดูแลรักษาสุขภาพตนเองได้ รู้จักการกินอยู่หลับนอน การพึ่งตนเองทางสุขภาพ ศึกษา
หาความรู้ สาเหตุอาการทางสุขภาพ
3) การรวมกลุ่มวิเคราะห์ปัญหาและทางเลือกจนนาไปสู่การแก้ไขปัญหาได้ เน้นการมีส่วนร่วม
ของประชาชนในหลากหลายกลมุ่ เปิดเวทีสารวจปญั หาและทางเลือกทแี่ กไ้ ขได้จริงรว่ มกัน
27
4) การจัดการทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดลอ้ มโดยชุมชน ดว้ ยจิตสานกึ ความเป็นเจ้าของ และ
มีส่วนร่วมในการดูแลรักษาฟื้นฟูอนุรักษ์และพัฒนา โดยมีหลักคิดคนอยู่ร่วมกับทรัพยากรธรรมชาติ และ
ส่ิงแวดล้อมได้
5) การดารงรักษาวัฒนธรรม ประเพณี ภูมิปัญญาท้องถ่ินเป็นเครื่องยึดเหน่ียวการอยู่ร่วมกัน
ในครอบครัวและชุมชน โดยไม่ละเลยและให้ความสาคัญกับความเป็นท้องถิ่นท่ีมีองค์ความรู้ในการดารงความ
เป็นชุมชนอยา่ งย่งั ยนื
6) การใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับชุมชน เน้นกระบวนการผลิต การแปรรูป ลดการใช้สารเคมี
การนาเข้าเครอื่ งจักรกล พันธุ์พชื พนั ธ์ุสตั ว์ และสง่ เสรมิ เทคโนโลยพี น้ื บ้าน
(สัมพันธ์ เตชะอธิก, การวิจัยเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน ในเอกสารประกอบการ
เสวนา ทางวิชาการ เร่ือง “การวิจัยเศรษฐกิจชุมชนท้องถ่ิน : ภาคเหนือ” จัดโดยคณะกรรมการสภาวิจัย
แห่งชาติ สาขาเศรษฐศาสตร์ และสานักงานคณะกรรมการการวิจัยแห่งชาติ ร่วมกับคณะมนุษยศาสตร์และ
สังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร วันพฤหัสบดีที่ 4 กรกฎาคม 2545 ณ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
มหาวิทยาลัยนเรศวร: 4, อ้างถึงใน อัครเจตน์ ชัยภูมิ, “แนวคิดเศรษฐกิจชุมชน: เหลียวหลัง แลหน้า นาพา
เศรษฐกิจชุมชนสู่ทางรอด The economic community concept: Look back, Go forward, Bring
Economic Community to survive,” http://202.28.109.66/journalfiles/mcu59_2_04.pdf html
(สบื ค้นเมื่อวันที่4 กมุ ภาพนั ธ์ 2565)
(3) รปู แบบการดาเนนิ กจิ กรรมทางเศรษฐกจิ ของเศรษฐกจิ ชมุ ชน
ด้วยเศรษฐกิจชุมชนเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจท่ีมีความหลากหลายและครอบคลุมการดา เนิน
กิจกรรมทางเศรษฐกิจในหลายด้าน ทั้งการผลิต การบริโภค การแปรรูป และการขาย ซึ่งกิจกรรมใน
กระบวนการนอี้ าจจาแนกไดด้ ังตอ่ ไปนี้
1) การเกษตรต่อเนื่องการเกษตร และนอกการเกษตร ประกอบไปด้วย ผลิตภัณฑ์จากผ้า เช่น
การทาผ้าฝ้ายทอมือย้อมสีธรรมชาติ ผ้าไหม มัดหม่ี เป็นต้น ผลิตภัณฑ์จักสานไม้ไผ่และหวาย เช่น ตะกร้า เข่ง
กระจาด เป็นตน้ ผลิตภัณฑอ์ าหารและการแปรรปู เชน่ ไวนจ์ ากผลไมต้ า่ ง ๆ เป็นตน้
2) กิจกรรมลานค้าชุมชน ได้แก่ การจัดหาพื้นที่ที่ชาวบ้านนาผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดซึ่งลานค้า
อาจต้ังในตลาดชนบท ตลาดเมอื ง โดยปลอดการเสียคา่ ธรรมเนียมตา่ ง ๆ
28
3) กิจกรรมร้านค้าชุมชน ได้แก่ การส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มกันต้ังร้านค้าเพื่อขายผลิตภัณฑ์
ของตน ซึ่งมักมีความเกี่ยวพันกับกิจกรรมการออมทรัพย์ การระดมหุ้น ระดมทุน การผลิต และการแปรรูป
ซึ่งถือว่าเป็นวงจรที่กลุ่มเกษตรกรผู้มปี ระสบการณ์จัดต้ังขึ้น
4) การท่องเที่ยว ประเทศไทยอุดมไปด้วยแหล่งโบราณสถาน น้าตก แม่น้า ลาคลอง และทิวทัศน์
ธรรมชาติ ซึ่งการฟ้ืนฟูความสาคัญของส่ิงเหล่าน้ี จะทาให้ผู้คนท้ังภายในประเทศและต่างประเทศเข้ามาเท่ียว
เปน็ โอกาสใหค้ นในชมุ ชนสามารถเกบ็ เงินค่าขนสง่ และการขายผลิตภัณฑ์เพ่ือเปน็ ของฝากหรอื ของทรี่ ะลึกได้
5) ศูนย์บริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จ หรือเรียกว่า ศูนย์ One-Stop-Service เป็นการจัดตั้งเพื่อ
เจริญรอยตามพระราชดาริท่ีว่าควรมีสถานท่ีท่ีเกษตรกรสามารถแสวงหาข้อมูล คาแนะนาในการปลูกพืช เล้ียง
สัตว์บก สัตว์น้า การใช้น้า บารุงดิน การป้องกันและปราบศัตรูพืช การลงทุน การตลาด การแปรรูปผลผลิต
เปน็ ตน้ ได้อยา่ งครบถว้ น
นอกจากนั้น ยังมีการแบง่ กลุ่มผลิตภัณฑ์ตามเกณฑ์ของกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย
โดยเป็นผลิตภัณฑ์ในโครงการหนึ่งตาบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (One Tampon One Product) ซึ่งเป็นนโยบายของ
รัฐบาล ที่ต้องการสนับสนุนกระบวนการพัฒนาท้องถิ่น สร้างชุมชนให้เข้มแข็ง สามารถพ่ึงตนเองได้
ให้ประชาชนมีส่วนร่วม ในการสร้างงาน สรา้ งรายได้ดว้ ยการนาทรัพยากร และภูมิปญั ญาทอ้ งถ่ินมาพัฒนาเป็น
สินค้าท่ีมีคุณภาพ มีจุดเด่นและมีมูลค่าเพิ่มเป็นที่ต้องการของตลาด ซึ่งสามารถแบ่งผลิตภัณฑ์ของโครงการน้ี
ออกได้เป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ ประเภทอาหาร ประเภทเคร่ืองด่ืม ประเภทผ้าและเคร่ืองแต่งกาย ประเภทของใช้
ของตกแต่ง และของที่ระลึก และประเภทสมุนไพรที่ไม่ใช่อาหาร (ขวัญกมล ดอนขวา, รายงานการวิจัย เรื่อง
“การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนในภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ,”https://core.ac.uk/download/pdf/70938311.pdf (สืบค้นเม่ือวันที่
4กมุ ภาพันธ์ 2565).
สรุปได้ว่า แนวคิดเศรษฐกิจชุมชน หมายถึง กิจกรรมต่าง ๆ ที่เก่ียวข้องกับเศรษฐกิจของชุมชน
ซึ่งประกอบด้วยกิจกรรมทางการผลิต การบริโภค การจาหน่ายจ่ายแจกท่ีคนในชุมชนได้มีส่วนร่วมคิด ร่วมทา
ร่วมรับประโยชน์ และร่วมกันเป็นเจ้าของ โดยการดาเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจมีฐานมาจากศักยภาพของ
ชุมชน ภูมิปัญญาของชุมชน หรือทุนในชุมชน ซึ่งมีความสัมพันธ์กับสังคม วัฒนธรรม และวิถีชีวิตความเป็นอยู่
ของคนในชุมชน โดยการพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชน จะมีความสัมพันธ์กับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ
เศรษฐกจิ ชุมชนเปน็ เรอ่ื งกจิ กรรมทางเศรษฐกิจตา่ ง ๆ ทง้ั ในดา้ นการผลติ การบริโภค การใชส้ อยส่ิงต่าง ๆ และ
การจาหนา่ ยผลผลติ ของชุมชน นาไปส่กู ารพัฒนาทย่ี ัง่ ยืนของชมุ ชน
29
7. แนวคดิ ทฤษฎีเกย่ี วกบั พฤติกรรมของผู้บริโภค
การศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภค จะทาให้สามารถสร้างกลยุทธ์ทางการตลาดท่ีสร้างความพึงพอใจ
ให้แก่ผู้บริโภคและความสามารถในการค้นหาทางแก้ไข พฤติกรรมในการตัดสินใจซื้อสินค้าของผู้บริโภคใน
สังคมได้ถูกต้องและสอดคล้องกันความสามารถในการตอบสนองของธุรกิจมากย่ิงข้ึน ท่ีสาคัญจะช่วยในการ
พัฒนาตลาดและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดีขึ้น ในตลาดปัจจุบันถือว่าผู้บริโภคเป็นใหญ่ และมีความสาคัญที่สุดของ
นักธุรกิจ จึงจาเป็นอย่างย่ิงท่ีผู้บริหารการตลาด จะต้องศึกษากลุ่มผู้บริโภคให้ละเอียด ถึงสาเหตุของการซ้ือ
การเปลี่ยนแปลงการซ้ือ การตัดสินใจซ้ือ ฯลฯ จะช่วยให้ผู้บริหารทายใจหรือเดาใจกลุ่มผู้บริโภคของกิจการได้
ถูกต้องว่ากลุ่มผู้บริโภคเหล่านั้นต้องการอะไร มีพฤติกรรมการซื้ออย่างไร แรงจูงใจในการซื้อเกิดจากอะไร
แหล่งข้อมูลที่ผู้บริโภคนามาตัดสินใจซื้อคืออะไร รวมทั้งกระบวนการตัดสินใจซ้ือข้อมูลต่างๆ เหล่าน้ีเป็น
ประโยชน์ต่อการวางแผนทางการตลาด ซง่ึ จะขอกล่าวเปน็ ตอน ๆ ดงั น้ี
ความหมายของพฤตกิ รรมผู้บรโิ ภค
ฉัตยาพร เสมอใจ (2550 : 18) พฤติกรรมผู้บริโภค หมายถึง กระบวนการ หรือ พฤติกรรมการ
ตัดสินใจ การซื้อ การใช้ และการประเมินผลการใช้สินค้าหรือบริการของบุคคล ซึ่งจะมีความสาคัญต่อการซื้อ
สนิ คา้ และบริการทั้งในปัจจุบันและอนาคต
สุปัญญา ไชยชาญ (2550 : 51) พฤติกรรมของผู้บริโภค หมายถึง การกระทาหรืออาการที่
แสดงออกทางกล้ามเนือ้ ความคดิ และความรูส้ ึกเพอ่ื ตอบสนองสิง่ เร้า
สุวัฒน์ ศิรินิรนั ดร์ และภาวนา สวนพลู (2552 : 241) ได้กล่าวไว้ว่า พฤติกรรมผู้บริโภค หมายถึง
ความต้องการ ความคิด การกระทา การประเมินผล การตัดสินใจซื้อ และการใช้สินค้าหรือบริการของบุคคล
เพือ่ ตอบสนองความพึงพอใจของบคุ คลน้ัน ๆ
ธนกฤต วันต๊ะเมล์ (2554 : 90) พฤติกรรมผู้บริโภค หมายถึง พฤติกรรมการแสดงออกในการ
ค้นหา การซือ้ การใช้ การประเมนิ และการกาจัดทง้ิ ซึ่งสินคา้ บรกิ าร และแนวคิดต่าง ๆ ของผู้บริโภค
ชชู ัย สมิทธไิ กร (2554 : 6) พฤติกรรมผู้บรโิ ภค หมายถึง การกระทาของบุคคลท่เี กีย่ วข้องกับการ
ตดั สินใจเลือก (Select) การซ้ือ (Purchase) การใช้ (Use) และการกาจดั สว่ นที่เหลือ(Dispose) ของสนิ ค้าหรือ
บริการตา่ ง ๆ เพ่อื ตอบสนองความต้องการของตน
ปณิศา มีจินดา (2553:10) พฤติกรรมของผู้บริโภค หมายถึง เป็นกระบวนการท่ีเก่ียวข้อง กับ
บุคคลหรือกลุ่มในการจัดหา การเลือกสรร การซ้ือ การใช้ และการจัดการภายหลังการบริโภคผลิตภัณฑ์/
บรกิ าร เพ่ือตอบสนองความตอ้ งการของผูบ้ ริโภคในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ
30
พฤติกรรมผู้บริโภค คือ กระบวนการท่ีเกี่ยวกับการค้นหาข้อมูล การซื้อ การใช้การประเมินผล
ในสนิ คา้ หรอื บริการ จากความหมายของพฤติกรรมผบู้ ริโภคนี้ สามารถแยก ไดด้ ังนี้ มกี ารแสดงกิริยาอาการของ
บุคคล ด้วยการเดินทางไปจับจ่ายหาซ้ือและใช้สินค้าหรือบริการตามความต้องการของบุคคล พฤติกรรม
ผู้บรโิ ภคเป็นกระบวนการที่เกย่ี วกบั การเปิดรับสื่อ การพิสจู นค์ วามตอ้ งการ การตรวจสอบ การแสวงหาข่าวสาร
การจับจ่าย และการพูดคุยเพื่อค้นหาคายืนยัน บุคคลท่ีเกี่ยวข้อง ประกอบด้วย ผู้บริโภคคนสุดท้ายท่ีเป็น
ครอบครวั แม่บ้าน หรือซ้อื ไปเปน็ ของขวัญให้บุคคลอน่ื
กัลป์ยกร วรกุลลัฎฐานีย์ และพรทิพย์ สัมปัตตะวนิช (2553 : 90) ได้อธิบายถึง พฤติกรรม
ผู้บริโภคว่า หมายถึง กิจกรรมท่ีเกี่ยวข้องกับความคิดและความรู้สึกท่ีผู้บริโภคมี 3 รูปแบบพฤติกรรมผู้บริโภค
แปรเปล่ียนได้ (Dynamic) เน่ืองจากความเปล่ียนแปลง ของสภาพแวดล้อมภายนอก เช่น การสื่อสาร
เทคโนโลยี สังคม ฯลฯ ทาให้มีผลกระทบต่อปัจจัยด้านความคิด ความรู้สึกของผู้บริโภคด้วย และพฤติกรรม
ผู้บริโภค ได้รับผลกระทบมาจากปัจจัยภายใน และภายนอก จึงทาให้พฤติกรรมผู้บริโภคไม่หยุดน่ิงอยู่
เหมือนเดิม แต่อาจมีการเปล่ียนแปลงเคล่ือนไหวได้ตลอดเวลาพฤติกรรมผู้บริโภคเก่ียวข้องกับปฏิสัมพันธ์
(Interaction) ระหว่างความคิดความรู้สึกและการกระทา กับส่ิงแวดล้อมภายนอก ดังนั้น ความเข้าใจ
พฤติกรรมผู้บริโภคจงึ ต้องศึกษาทั้งปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกว่า ผู้บริโภคตัดสินใจซ้ือสินค้า/บริการอะไร
อยา่ งไร และทาไม
พฤติกรรมบริโภคเกี่ยวขอ้ งกับการแลกเปล่ียน (Exchanges) หมายความวา่ ผู้บรโิ ภคมีพฤติกรรม
เพื่อแลกเปล่ียนคุณค่าบางอย่างกับบางคน ในกรณีน้ีคือการแลกเปลี่ยนระหว่างผู้ซื้อ(ผู้บริโภค) กับผู้ขาย
(เจา้ ของสินคา้ ) เพอ่ื ตอบสนองความตอ้ งการของตนเอง
สุปัญญา ไชยชาญ (2550 : 51-57) ให้กล่าวเก่ียวกับพฤติกรรมผู้บริโภคไว้ว่า อาการที่แสดงออก
ในการซ้ือของผู้บริโภคแบ่งออกเป็น 4 ประเภท ดังต่อไปนี้พฤติกรรมการซ้ือแบบเป็นปกติกิจ หมายถึง
พฤติกรรมที่เกิดขึ้นเม่ือผู้บริโภคทาการซื้อผลิตภัณฑ์ท่ีจะต้องซื้อถ่ี เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะท่ัวไป มีราคา
ต่อหน่วยต่า มีวางจาหน่ายทั่วไป ผู้ซ้ือจะตัดสินใจซ้ือโดยไม่ยุ่งยากแต่อย่างใดพฤติกรรมการซื้อแล้วลดความ
กังวลใจ เป็นผลิตภัณฑ์ที่ ผู้บริโภค รู้จักดี และรู้ว่ามีความแตกต่างระหว่างตราย่ีห้อ น้อยมาก แต่ผู้บริโภค
กย็ ังคงตดั สินใจได้ยากในการซื้อ เพราะเป็นประเภททีม่ ีราคาและความเส่ียงสงู มีการซ้อื เปน็ คร้งั คราว
พฤติกรรมการซื้อแบบซับซ้อน (complex buying behavior) เป็นผลิตภัณฑ์ที่ผู้บริโภค
มีความคุ้นเคย มีราคาสูง มีความเสี่ยงสูง แต่มีความถี่ในการซื้อต่ามาก บางครั้งมีการซื้อเพียงคร้ังเดียวตลอด
อายุของผู้บริโภค ก่อนการลงมือซ้ือ ผู้บริโภคต้องเสาะแสวงหาสารสนเทศ เพิ่มเติมอีกจานวนมากเก่ียวกับ
31
ประเภทและตราผลิตภัณฑ์ เพ่ือให้ทราบถึงคุณลักษณะของ ผลิตภัณฑ์นั้น ๆ เช่น บริโภคท่ีจะลงมือซื้อเครื่อง
คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลมาใช้ เป็นต้น พฤติกรรมการซ้ือแบบแสวงหาความหลากหลาย ผู้บริโภคบางกลุ่มเม่ือ
จะซื้อผลิตภัณฑ์ท่ีมีความยุ่งยากน้อย ก็ยังถือว่าตราผลิตภัณฑ์มีความสาคัญอยู่ ไม่อยากซ้ือตราเดิม พฤติกรรม
การซอ้ื จึงมีการเปลี่ยนเปน็ ตราใหมเ่ สมอ ๆ เพราะอยากหลุดพน้ จากความจาเจ ซา้ ซากอยากลองของใหม่
สรุปได้ว่า พฤติกรรมผู้บริโภค คือ “อาการแสดงออกเก่ียวกับพฤติกรรมการซื้อ การใช้ ของ
ผู้บริโภคโดยการประเมินผลสนิ ค้าหรอื บรกิ าร จากการได้มาตามความต้องการและคาดหวังของผู้บริโภค”
8. แนวคดิ การทาการตลาดรปู แบบออนไลน์ และออฟไลน์
Marketin Oops (2552) อธิบายเรือ่ งการใช้งาน Social Media ไว้ว่า เป็นกลุม่ สังคมท่มี ีกลุ่มคน
ผู้ใช้งานเป็นผู้ส่ือสารในสารนั้นๆ หรือการบอกต่อเรื่องราว การเขียน ประสบการณ์ รูปภาพหรือบันทึก
เคล่ือนไหว ที่ผู้ใช้เป็นผู้เขียน ขึ้นเอง โดน นามากระจายถ่ายทอกบอกต่อบนพืน้ ท่ีของตัวเองในโลกออนไลนห์ รือ
Social Media ท่ีให้บรกิ าร เพ่ือนาพาสารมาเผยแพร่ Thump อธิบายเร่อื ง Social Media เอาไว้วา่ เป็นการใช้
Webbased ผสมผสานกับเทคโนโลยีของโทรศัพท์มือ ถือ เพ่ือสร้างประสิทธิภาพการสื่อสารให้เกิดการ
ปฏิสัมพันธ์และโต้ตอบได้ในทันที (Thumbsup, 2554) SEO (2554) ได้พูดถึงเร่ือง Social Media ว่าหมายถึง
เป็นสื่อในสงั คมออนไลน์ปัจจุบันท่ีเป็นท่ีใช้งานอย่าง แพร่หลาย ด้วยรปู แบบการส่ือสารแบU Interactive หรือ
Two Way Communications ทาให้ผู้ใช้สามารถเข้า ถึงโลก Social Media ประเภทต่างๆ อย่างรวดเร็วและ
เข้าถงึ โดยผู้ใชง้ านสามารถใชพ้ ื้นท่ี เผยแพรโต้ตอบได้ อยา่ งทันทีทันใด
ธัญวัฒน์ กาบคา (2553) กล่าวถึง Social Media ว่าเป็นสังคมออนไลน์ที่ตอบสนองได้ทุกทิศ
ทุกทาง โดยผ่านตัวกลางเป็นสื่อออนไลน์ซึ่งสามารถทาให้มีการโต้ตอบกันได้จากการให้ความหมายข้างบนนี้
สามารถให้ข้อสรุปได้ว่า Social Media เป็นส่ือสังคมออนไลน์บนเครือข่าย ออนไลน์ หรือมีการทากิจกรรมใด
ร่วมกันบนอินเทอร์เน็ต โดยหัวใจสาคัญคือการส่ือสารที่สามารถโต้ตอบได้ทั้งสองฝ่ายได้โดยมีบุคคลใช้การ
ส่ือสารต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นวิดีโอ หรือรูปภาพตัวอักษร เพื่อแบ่งปันให้ผู้อื่นรับรู้ ได้ถึงการกระทาของตัวเอง
โดยผู้ใช้งานสามารถสร้างเน้ือหาสาระเพื่อชักจูงให้ผู้ท่ีอยู่ในโลกออนไลน์น้ันได้เข้าถึง กลายเป็นสถานที่พบปะ
ผคู้ นโดย จะสรา้ งประวัติของตัวเองและสร้างเครือข่ายของบุคคลเพ่ือตดิ ตอ่ และสื่อสารกับผอู้ ื่น เช่น My Space
Facebook Line Instagram Twitter Google+ YouTube เป็นต้น เหล่าน้ีล้วนแล้ว แต่เป็น เว็บท่ีสร้าง
ขึ้นมาเพ่ือการตอบสนองความต้องการในการติดต่อธุรกิจหรือหาเพ่ือนบนโลกไซเบอร์ ท้ังส้ิน คาว่า Social
Media ไม่มีคาไทยอย่างเป็นทางการ แต่มีการใช้คาว่า "เครือข่ายสังคมออนไลน์" มาแทนที่ ทาให้เราเกิดการ
ปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน ซ่ึงเราเรียกว่า Participation หรือการมีส่วนร่วมน่ันเอง ปัจจุบันผู้ใช้เครือข่ายสังคม
32
ออนไลน์ (Social Media! ทั่วโลกมีจานวนมากดังนั้นการจัดอันดับเครือข่ายสังคมออนไลน์ จึงเปิดเผยว่า
Facebook มีบัญชีผู้ใช้งานมากเป็นอับดัน 13 ของโลก และกรุงเทพฯ ติดเป็นอันดับเมืองท่ีมีผู้คนใช้
Facebook มากท่ีสุดในโลกอีกเช่นกัน ด้วยจานวนในประเทศไทยสูถึง 128 ล้านบัญชี จากจานวนของคนใช้
งานทั่วประเทศ 18.3 ล้านบัญชีนั่นเอง นอกจากน้ียังมีส่ือสังคมยังมี Twitter, YouTube , Line และ
Instagram ที่มาแรงและเริ่มเป็นที่นิยมข้ึนเรื่อย ๆ ท้ังนี้สาเหตุท่ีสังคมออนไลน์นั้นมีการเติบโตพัฒนาได้อย่าง
รวดเร็วเพราะเครือข่ายสังคมออนไลน์จะช่วยให้เกิดประโยชน์รวมถึงการติดต่อส่ือสารท่ีสะดวกและรวดเร็วได้
ในทันที สื่อสังคมออนไลน์นั้นล้วนมีความแตกต่างและจุดเด่นที่ไม่เหมือนกันและมีเทคโนโลยีเกิดข้ึนใหม่ๆ
ตลอดเวลาเมื่อโลกแห่งการส่ือสารพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ปัจจัยโดยรอบต่างก็มีความเปล่ียนแปลง
เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นส่ือต่าง ๆ ทาให้ตลาดในปัจจุบันนั้นส่ือต่าง ๆ จาเป็นจะต้องอาศัยการปรับตัวให้ทันท่วงที
ไม่ว่าจะเป็นส่ือโทรทัศน์ วารสาร ไปจนถึงส่ือภาพยนตร์ การแข่งขันในตลาดปัจจุบันของผู้ให้บริการภาพยนตร์
รูปแบบสตรีมม่ิงนั้นถือเป็นช่วงที่เริ่มต้นทาความเข้าใจให้กับผู้บริโภค ดังนั้นเพ่ือให้ได้กลุ่มเป้าหมายที่ตรงกับ
ความตอ้ งการของผู้ประกอบการ การใช้การทาการตลาดในรูปแบบออนไลน์จงึ เป็นเคร่ืองมอื สาคัญเพือ่ เพิ่มการ
เติบโตในแวดวงของธรุ กิจ
นักการตลาดช่ือ Smith และ Chaffey (2005) ได้กล่าวว่า การใช้แนวคิดการประกอบธุรกิจ
ในรูปแบบการทาการตลาดอิเล็กทรอนิกส์น้ันจะส่งผลดีกับองค์กรเป็นอย่างสูง เน่ืองจากความสามารถในการ
จาแนก (identity) ผู้บริโภคได้อย่างชัดเจนว่าเป็นใคร มีจุดประสงค์อะไรต่อความต้องการผ่านจดหมาย
อิเล็กทรอนิกส์ ห้องสนทนา จึงสามารถเก็บบันทึกข้อมูลขอผู้บริโภค ส่งผลให้เกิดการรู้ทันความต้องการของ
ผู้บริโภคได้ (Anticipating) ทาให้สามารถตอบสนองความพึงพอใจของลูกค้าได้ (Satisfy) เพื่อเกิดประโยชน์
สูงสุด (Effectively) นอกจากนี้แล้วนักการตลาดช่ือ Smith และ Chaffey (2005) ยังได้กล่าวไว้ถึง
คณุ ประโยชน์จากการทาตลาดอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ ดังต่อไปนี้
1) การขาย (Sell) ช่องทางการขายที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้รองรับลูกค้าเก่าและใหม่ที่จะ
เกิดขน้ึ ได้
2) การบริการ (Service) ผ้บู รโิ ภคสามารถเขา้ ถงึ ไดต้ ลอดเวลา
3) การพดู คุย (Speak) ชว่ ยลดพื้นท่ีวา่ งตรงกลางระหว่างสนิ คา้ กับผู้บรโิ ภค ทาให้เกดิ การเขา้ ถงึ ท่ี
งา่ ยข้ึน ผ้บู รโิ ภคจงึ มีพน้ื ทสี่ าหรบั การพูดคยุ มากข้นึ
4) ประหยัด (Save) ช่วยลดค่าใช้จ่ายหรือทดแทนค่าใช้จ่ายจากการดาเนินงานต่าง ๆ
ตัวอยา่ งเชน่ การส่งจดหมายอิเลก็ ทรอนิกส์แทนการส่งจดหมายแบบเดิม
33
ส่งผลในการทากลยุทธ์การทาตลาดแบบออนไลน์เป็นสิ่งสาคัญเป็นอย่างย่ิงโดยเฉพาะสินค้าหรือ
ผู้ให้บริการประเภทออนไลน์ยิ่งจาเป็นจะต้องมีความเข้าใจในการทาตลาดรูปแบบใหม่ เพื่อให้ทันกับการ
เปล่ียนแปลงของเทคโนโลยี ไปจนถึงการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายของบริการให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และเข้าถึง
ผู้บริโภคได้อย่างแท้จริง จึงจาเป็นจะต้องมีหลักการในการทาการตลาดออนไลน์หลักในการทาการตลาด
ออนไลน์การทาการตลาดน้ันไม่ใช่เพียงแค่มีเว็บไซต์ หรือเฟสบุค หรือเครื่องมือทางการตลาดออนไลน์รูปแบบ
ใดแบบหนึ่งเท่านั้น ส่ิงสาคัญคือจะต้องมีข้อมูลต่าง ๆ ท่ีตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ทุกรูปแบบ
ซึ่งข้ันตอนการทาการตลาดแบบอิเล็กทรอนิกส์ SOSTAO เพ่ือให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ตรงท่ีสุดรวมถึง
เกดิ ประโยชนส์ งู สดุ โดยมขี ้ันตอนในการทาการตลาดดงั ต่อไปน้ี (Smith & Chaffey.2005)
1) วิเคราะห์สถานการณ์ (Situation) โดยพิจารณาว่าปัจจุบันองค์กรหรือตัวสินค้าของเราน้ันอยู่
บริเวณตาแหน่งใดของตลาดในทุก ๆ ด้าน เพ่ือให้ทราบถึงตาแหน่งปัจจบุ ันขององค์กร ทั้งทางดา้ นสถานการณ์
ทางการตลาดด้านสินค้า ด้านการแข่งขัน ด้านการจัดจาหน่าย รวมถึงปัจจัยโดยนาข้อมูลที่ได้มาทาการ
วิเคราะหห์ าโอกาสและรทู้ นั อปุ สรรคเพอ่ื เปน็ ตัวชว่ ยในการกาหนดทิศทางการพฒั นาแผนการตลาด
2) วัตถุประสงค์ (Objective) ตาแหน่งของส่ิงท่ีองค์กรต้องการจะเป็น ซ่ึงเกิดจากการกาหนด
ทิศทางวัตถุประสงค์ โดยวัตถุประสงค์จะต้องอธิบายเหตุผล หรือผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากการทาการตลาด
แบบอเิ ลก็ ทรอนิกส์อยา่ งชดั เจน
3) กลยุทธ์ (Strategy) หมายถึงวิธีการโดยใช้แผนกลยุทธ์เป็นตัวผลักดันให้องค์กรไป
สู่วัตถุประสงค์หรือตามความสาเร็จในข้ันตอนที่ได้ตั้งเอาไว้ โดยเครื่องมือที่จะนามาใช้นั้นจะต้องเป็นตาม
กลยุทธ์ที่วางเอาไว้
4) วางกลยุทธ์ (Tactics) หมายถึงการวางแผนการดาเนินงานโดยใช้เคร่ืองมือและการตลาด
แบบผสม (Marketing Mix) เปน็ แนววธิ ีคิดทจ่ี ะช่วยให้นักการตลาดสามารถสรา้ งโครงสรา้ งรวมถึงวิธีการเพอ่ื ให้
ไปถึงกลุม่ เป้าหมาย
5) การดาเนินการ (Action) หมายถึง การดาเนินงาน การบริหารโครงการที่จะต้องแสดงให้เห็น
ถึงศักยภาพของแผนการตลาดที่วางเอาไว้ไปจนถึงการบรรลุวัตถุประสงค์และกลยุทธ์ของการตลาด ที่ต้ังเอาไว้
และเพ่ือแสดงถึงแผนวิธกี ารทางานที่ชัดเจนวา่ จะเร่ิมทาอะไร เมื่อไหร่ ด้วยใคร ต้นทุน ไปจนถึงผู้รับผิดชอบใน
ส่วนงานต่าง ๆ
6) การควบคุม (Control ) ถือเป็นส่วนสุดท้ายของแผ่นการตลาดเพื่อเป็นการตรวจสอบ
ความก้าวหน้าหรือการดาเนินงานของแผนการตลาดเพ่ือใช้ในการวัดผลโดยจาเป็นจะต้องใช้การคิดวิเคราะห์
34
ส่วนต่าง ๆ ของตลาดประกอบกันไปด้วย เพื่อให้ควบคุมแผนการดาเนินงานใช้เงินไปตามเป้าหมายรวมถึงการ
ตดิ ตามการเปล่ียนแปลง
สรุปได้ว่า การใชแ้ นวคดิ การประกอบธุรกิจในรปู แบบการทาการตลาดอิเล็กทรอนกิ สน์ ้นั จะสง่ ผล
ดีกับองค์กรเป็นอย่างสูง เนื่องจากความสามารถในการจาแนก (identity) ผู้บริโภคได้อย่างชัดเจนว่าเป็นใคร
มีจุดประสงค์อะไร สง่ ผลให้เกิดการรู้ทันความตอ้ งการของผู้บริโภคได้ (Anticipating) ทาให้สามารถตอบสนอง
ความพึงพอใจของลูกค้า เกิดช่องทางการขายท่ีเพิ่มมากขึ้น ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ตลอดเวลา ลดพ้ืนท่ีว่าง
ตรงกลางระหว่างสินค้ากับผู้บริโภค ทาให้เกิดการเข้าถึงที่ง่ายขึ้น ลดค่าใช้จ่ายหรือทดแทนค่าใช้จ่ายจากการ
ดาเนินงานต่าง ๆ การทากลยุทธ์การทาตลาดแบบออนไลน์เป็นสิ่งสาคัญเป็นอย่างย่ิงโดยเฉพาะสินค้าหรือ
ผู้ให้บริการประเภทออนไลน์ยิ่งจาเป็นจะต้องมีความเข้าใจในการทาตลาดรูปแบบใหม่ เพื่อให้ทันกับการ
เปล่ียนแปลงของ เทคโนโลยี ไปจนถึงการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายของบริการให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ส่ิงสาคัญ
คือจะต้องมขี ้อมูลตา่ ง ๆ ทีต่ อบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ทกุ รูปแบบ
9. องค์ความรู้ทหี่ ลากหลายของบัวหลวง/การใชป้ ระโยชนจ์ ากบัวหลวง
ขอ้ มูลพฤกษศาสตรข์ องบวั หลวง (Nelumbo nucifera Gaertm)
ธาริณี แดงน้อย (2559). องค์ความรู้ท่ีหลากหลายของบัวหลวง/การใช้ประโยชน์จากบัวหลวง
มหาวิทยาลัยบูรพา บัวหลวงเป็นพืชน้าที่จัดเป็นไม้ดอกในเขตร้อนของทวีปเอเชียมีช่ือวิทยาศาสตร์ว่า
Nelumbo mucjera Gacrt จัดอยู่ในวงศ์ Nelumbo naccae มีช่ือสามัญว่า Lotus, Sacred lotus, East
Indian lotus มีชื่อเรียกแตกต่างไปตามท้องถ่ิน เช่น บุณทริก ปุณฑริก ปทุม ปัทมา สัดตบุษย์ บัวถัตรขาว
สัตตบงกบัวฉัตรชมพู เป็นตัน (จันทรวรรณ แสงแข และเพชรรัตน์ ตรงต่อศักด์ิ, 2548 บัวหลวงมีลักษณะทาง
พฤกษศาสตร์ คือ ลาต้นมีท้ังเป็นเหง้าอยู่ใต้ดิน และเป็นไหลอยู่เหนือดินใต้น้า ลักษณะของเหง้าเป็นท่อนขาว
มีปล้องสีเหลืองอ่อนจนถึงสีเหลือง มีความแข็งเล็กน้อย หากตัดตามขวางจะเห็นเป็นรูปกลมๆ อยู่หลายรู
โดยส่วนของไหลจะเป็นส่วนเจริญไปเป็นต้นใหม่ สามารถเจริญเติบโตได้ดีในดินเหนียวในระดับน้าลึก 30-50
เซนติเมตร และสามารถขยายพันธุ์ด้วยวิธีการใช้เมล็ดหรือวิธีการแยกไหลราก เป็นระบบรากฝอย รากเกิ ด
บริเวณข้อของลาต้น รากอ่อนมีสีขาว เม่ืออายุมากขึ้นจะเปลี่ยนเป็นสีน้าตาลแก่ และมีแขนงออกมา ใบบัว
เป็นใบเด่ียว ใบอ่อนจะลอยปร่ิมน้า ส่วนใบแก่แผ่นใบจะชูขึ้นเหนือน้า ลักษณะของใบเป็นรูปเกือบกลมและ
มีขนาดใหญ่ โดยมีขนาดประมาณ 50 เซนติเมตร ขอบใบเรียบและเป็นคลื่น ผิวใบด้านบนเป็นนวลเคลือบอยู่
ก้นใบจะติดอยู่ตรงกลางของแผ่นใบ ก้านใบมีลักษณะแข็งและเป็นหนาม หากตัดตามขวางจะเห็นรูอยู่ภายใน
และก้านใบจะมีน้ายางสีขาว เมื่อหักก้านจะมีสายใยสีขาว 1 สาหรับใบอ่อนจะเป็นสีเทานวล ปลายจะม้วนงอ
35
ข้ึนเข้าหากันทั้งสองด้านดอก เป็นดอกเค่ียวมีขนาดใหญ่มี 2 สี คือ สีขาวและสีชมพู เป็นดอกสมบูรณ์เพศ
(Perfect lower) มีกลน่ิ หอมอ่อนๆ กั้นดอกแขง็ และมีผิวขรุขระเป็นหนามเลก็ ๆ สีนา้ ตาลแลง กระจายอยทู่ ั่วไป
คล้ายก้านใบ ภายในก้านดอก (Peduncle) มีรูอากาศเป็นจานวนมาก และมีน้ายางเช่นเดียวกันกับก้านใบ
ดอก ชูขึ้นเหนือน้า กลีบเล้ียง (Sepal) สีเขียวมี 46 กลีบ เห่ียวและร่วงง่าย แต่บางคร้ังก็ติดอยู่จบเป็นผล
กลีบดอก (Petal) และกลีบเลี้ยงรูปร่างคล้ายกันมากจนแยกออกจากกันได้ยาก เกสรตัวผู้ (Stamen) เรียงตัว
รอบฐานรองดอกในตาแหน่งท่ีต่ากว่ารังไข่ มีกลิ่นหอม อับเรณู (Anther) สีเหลืองมี 4 อัน ลักษณะเรียวยาว
ปลายอับเรณูมีระยางค์ (Appendix) สีขาวขุ่นหรือขาวอมเหลือง ยาวประมาณ 2-3 มิลลิเมตร บัวพันธ์ุ
สัตตบุษย์ และพันธ์ุสัตตบงกช มีเกสรตัวผู้เปลี่ยนแปลงไปคล้ายกลีบดอก (Stamcnpetaloid) แต่เล็กกว่า มีท้ัง
เกสรตัวผู้ที่เป็นหมันและไม่เป็นหมัน เกสรตัวเมียมีรังไข่อยู่เหนือช้ันของกลีบเล้ียง กลีบดอกและก้านเกสรตัวผู้
เกสรตวั เมียมีหลายรงั ไข่แยกกันเปน็ อิสระ โดยฝังอยู่ในฐานรองดอก (Receptacle) ที่ขยายออกมาเป็นรปู กรวย
เรียกว่า ฝักบัว รังไข่แต่ละรังมีเพียง 1 คาร์เปล (Carpel) แต่ละคาร์เปลมีไข่อ่อน 1 ใบ ยอดเกสรตัวเมียเป็นตุ่ม
สีเหลืองติดอยู่ท่ีรังไข่ โดยไม่มีก้านชูเกสรตัวเมียหรือมีก็สั้นมาก ผล หรือฝักบัวจัดเป็นผลกลุ่ม (Aggregate
fruit) ประกอบด้วยผลย่อยเป็นแบบนัท (Nut) เปลือกหนาสีเขียว ด้านในมีสีขาว เม่ือแก่เปลือกจะมีสีดาและ
แข็ง เรียกว่า "เม็ดบัว" สามารถนามารับประทานได้ เมล็ด มีเปลือกบางสีขาวอ่อนนุ่ม เมล็ดมีความกว้าง
ประมาณ 1 เซนติเมตร ภายในมีกลีบเลี้ยงหนา 2 ใบ สีขาวนวล ต้นอ่อน (Embryo) มีสีเขียวเข้ม เรียกว่า ดีบัว
มีรสขม ดีบัว เป็นส่วนของตันอ่อนที่อยู่ในเม็ดบัวหลวง ดีบัวมีลักษณะคล้ายสาก มีความยาวประมาณ 1-1.5
เซนติเมตร และมีขนาดเส้นผา่ นศูนย์กลางประมาณ 2 มิลลิเมตร มใี บอ่อน 2 ใบ ใบหน่งึ สัน้ ส่วนอีกใบยาว ใบมี
สีเขียวเข้มหรือสีเขียวอมเหลือง ปลายใบมีลักษณะม้วนเป็นรูปคล้ายลูกศร มีต้นอ่อนตรง ขนาดเล็กมากอยู่
ระหว่างใบอ่อนทั้งสอง มีความยาวประมาณ 2 มิลลิเมตร โคนต้นมีสีเหลืองอ่อนหรือเป็นสีเหลืองอมเขียว
ลักษณะเป็นรูปทรงกระบอกขาวประมาณ 24 มิลลิเมตร เนื้อหนาเปราะ ร้อนหน้าตัดจะมีรูเล็ก ๆ จานวนมาก
ดีบัวมีรสขมจดั แต่ไม่มีกลิน่ (องั คณา เทยี นกลา่ , 2551)
สว่ นต่าง ๆ ของบัวสามารถนาไปใช้ประโยชนไ์ ดท้ ุกส่วน มสี รรพคุณในการบารุงรา่ งกายหรือนามา
ปรุงเป็นยารักษาโรคได้ เช่น เกสรตัวผู้ บารุงหัวใจ เกสรปรุงเป็นยาหอมบารุงหัวใจ บรรเทาอาการหน้ามืด
วิงเวียน ทาให้ข้ึนใจ เป็นยาสงบประสาท ขับเสมหะ ดอก แก้อาการช้าใน ช่วยให้นอนหลับก้านใบ แก้ริดสีดวง
จมูก แก้ลมพิษ ยางจากก้านใยและกา้ นดอก แก้ท้องเดิน ใช้เป็นยาห้ามเลอื ดใบ ใช้หา้ มเลือด ใบอ่อนกินได้เป็น
ผักใบแก่แก้อาการปวดศีรษะ เป็นไข้ ท้องร่วง มีเสมหะปนเลือด เลือดกาเดาไหล และประจาเดือนมามาก
ผิดปกติ เมล็ด ได้จากฝักแก่ ใช้รับประทานเป็นอาหาร แก้อาการท้องรว่ ง ดีบัว มีรสขมจัด ช่วยขยายเส้นเลือด
36
หัวใจ เหง้า เป็นยาเย็น ใช้บารุงกาลัง แก้ร้อนในกระหายน้าแก้เสมหะ แก้พุพอง ฝักบัว ได้จากฝักแก่ ท่ีแกะ
เมล็ด และเอาก้านออก ใช้แก้ประจาเดือนมามากกว่าปกติหรือตกเลือด แก้เป็นตะคริวท่ีท้อง และห้ามเลือด
(สุดารัตน์ หอมหวล, ม.ป.ป.และคณะ, 2551)
สรปุ ได้ว่า บัวสามารถนาไปใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน มีสรรพคุณในการบารุงร่างกายหรือนามาปรุง
เป็นยารักษาโรคได้ซึง่ หากชมุ ชนในพน้ื ทตี่ าบลยกกระบตั รได้นาบัวหลวงในพ้ืนท่ีมาใชป้ ระโยชน์สงู สุด จะช่วยลด
ปัญหาขยะจากบัวหลวง และได้ผลิตภัณฑ์เพ่ือสุขภาพท่ีจะสามารถนามาใช้ในชุมชน และจาหน่ายเป็นสินค้า
ของชุมชนอีกทางหนึง่ ด้วย
10. งานวจิ ยั ทเี่ กี่ยวข้อง
จากงานวจิ ัยของวีระศักด์ิ ศรีลารัตน และ ณัฐสิมา โทขันธ เร่ือง การเพิ่มมูลคา่ บัวหลวงปทุมด้วย
ภูมิปัญญาผ้าฝ้ายมัดย้อมสีธรรมชาติโดย พบว่า การศึกษาเพิ่มมูลค่าบัวหลวงปทุมด้วยภูมิปัญญาผ้ามัดย้อมสี
ธรรมชาติเป็นทางเลือกหนึ่งในการลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมแล้วยังเป็นการส่งเสริมอาชีพและอนุรักษ์
วฒั นธรรมไทย ผลการศึกษาพบว่า สีสกัดจากใบบัวแก่ ฝักบัวแหง้ และกลีบดอกบวั (สัดส่วน 1 : 5) ด้วยวธิ ีการ
ต้มนาน 3 ช่ัวโมง ให้สีน้าตาลและได้รับความพอใจสูงสุด (4.42+0.08) สาหรับเทคนิคการมัดย้อมผ้าฝ้ายแบบ
การพับแล้วมัด การพบั แล้วหนีบ และการขยาแล้วมัด ท่ีผา่ นการยอ้ มแบบ ย้อมร้อนด้วยสีกัดจากบวั ใบบัว สีฝัก
และกลีบดอกบัวเป็นเวลา 1 ชั่วโมง พบว่า ทุกแบบได้รบั ความพึงพอใจมาก จากผู้ตอบแบบสอบถาม (n=100)
โดยแบบลวดลายขยาแล้วมัดที่ย้อมจากสีสกัดฝักบัวใหค้ ่าคะแนนความพึงพอใจเฉล่ียสูงสุด รองลงมาคือ สีสกัด
จากใบบัว และกลีบดอกบัว ตามลาดับ ซึ่งสีสันของผ้ามัดย้อมสีไม่ฉูดฉาดจนเกินไปและลวดลายประณีตสะดุด
ตาจึงเหมาะสมต่อการททาเส้ือผ้าและดอกไม่ประดิษฐ์จากผ้า ตลอดจนทดแทนสีสังเคราะห์ และเป็นวิธีการ
ย้อมที่ไมซ่ ับซอ้ นเหมาะสมตอ่ การส่งเสรมิ ธรุ กจิ ชุมชนได้
จากงานของธาริณี แดงน้อย เรื่อง การทดสอบสารพฤกษเคมีและฤทธ์ิทางชีวภาพของบัวหลวง
พบว่า สารพฤกษเคมีและฤทธิ์ทางชีวภาพของสารสกัดหยาบเอทานอล จากบัวหลวง 2 สายพันธุ์ คือ บัวหลวง
สีขาว (white Nelumbo nucifera) และบัวหลวงสีชมพู (pink Nelumbo nucifera) จากการศึกษ า
สารพฤกษเคมีเบื้องต้นของสารสกัดหยาบเอทานอลจากบัวหลวง ทั้งสองสายพันธุ์ พบสารพฤกษเคมี คือ
ซาโปนิน แทนนิน เทอร์ปี นอยด์ ฟลาโวนอยด์ คูมาริน คาร์ดิแอคไกลโคไซด์ และสเตียรอยด์ นอกจากน้ีสาร
สกัดดังกล่าวยังได้ศึกษาปริมาณสารประกอบ ฟีนอลิกรวม (8.96±0.51 ถึง 83.28±2.49 mg GAE/g crude
extract) สารประกอบฟลาโวนอยด์รวม (3.76±0.17 ถงึ 36.95±1.72 mg QE/g crude extract) และสารต้าน
อนุมูลอิสระรวม (235.97±2.28 ถึง 1202.90±42.20 mg AE/g crude extract) และจากการศึกษาฤทธิ์ต้าน
37
อนุมูลอิสระด้วยวิธี DPPH free radical scavenging พบว่า ส่วนสกัดจากกลีบดอกบัวหลวงสีขาว มีฤทธ์ิต้าน
อนุมูลอิสระสูงสุด (94.95%) ท่ีความเข้มข้น 0.250 mg/mL การศึกษาฤทธิ์ยับยั้งเอ็นไซม์แอลฟา-กลูโคซิเดรส
และเอ็นไซม์แอลฟาอะไมเลส ท่ีเก่ียวข้องกับโรคเบาหวาน ของสารสกัดหยาบเอทานอลจากบัวหลวง 2 สาย
พันธุ์ พบว่า ส่วนสกัดจากกลีบดอกบัวหลวงสีขาว มีฤทธิ์ยับย้ังเอ็นไซม์แอลฟา-กลูโคซิเดรส (86.17±0.19%)
และเอ็นไซม์แอลฟา-อะไมเลส(99.01±0.57%) สูงสุด ท่ีความเข้มข้น 2.0 mg/mL และสูงกว่ายามาตรฐาน
อคาร์โบส (86.09±0.87 และ95.55±0.32% ตามลาดับ)อีกด้วย จากผลดังกล่าวข้างต้นพบว่าสามารถ พัฒนา
และนาส่วนต่าง ๆ ของบัวหลวงไปใช้ประโยชน์ทางยารักษาโรคเบาหวานหรือเป็นผลิตภัณฑ์ เคร่ืองสาอาง
ไดอ้ ีกดว้ ย
งานวิจัยของ บุษราคัม สิงห์ชัย , นิศา ตระกูลภักดี และสาวิตรี ทองล้ิมเรื่อง (2560) น้ามันหอม
ระเหยจากเกสรบวั หลวงราชินี งานวิจัยน้ีมีวัตถปุ ระสงค์เพ่ือเปรียบเทียบวิธีการสกัดนา้ มันหอมระเหยท่ีแตกต่าง
กันและองค์ประกอบทางเคมีของน้ามันหอมระเหยจากเกสรบัวหลวงราชินี และเพ่ือศึกษาฤทธ์ิต้านออกซิเดชัน
ของน้ามันหอมระเหยจากเกสรบัวหลวงราชินี โดยเก็บเกสรบัวหลวงท่ีวัดเขาบันไดอิฐ ตาบลไร่ส้ม อาเภอเมือง
จังหวัดเพชรบุรี เดือนมิถุนายน ถึงเดือนกรกฎาคม 2558 และสกัดน้ามันหอมระเหย 3 วิธี ได้แก่ การสกัดด้วย
ตัวทาละลาย การสกัดด้วยไขเย็น และการสกัดด้วยไขร้อน การศึกษาองค์ประกอบทางเคมีของน้ามันหอม
ระเหยท่ีสกัดได้ด้วยเครื่อง GC-MS: Electron, Ionization Acquisition mode; Scan 30-500 amu และ
เปรยี บข้อมลู EI-MS ที่ไดใ้ น NIST library และศึกษาฤทธ์ิตา้ นออกซิเดชนั ดว้ ยวธิ ี DPPH โดยมวี ิตามนิ ซีเป็นสาร
ควบคุม ผลการวิจัย พบว่า น้ามันหอมระเหยที่สกัดด้วยตัวทาละลายจะมีสีน้าเข้มและเป็นของเหลวหนืด ส่วน
การสกัดด้วยไขท้ังสองวิธีเป็นของเหลวใสสีเหลืองอ่อน และน้ามันหอมระเหยทั้งหมดมีองค์ประกอบทางเคมีที่
แตกต่างกันเป็นส่วนใหญ่โดยไม่มีองค์ประกอบเคมีใดเหมือนกันในน้ามันหอมระเหยท้ัง 3 วิธี และที่เหมือนกัน
ของน้ามันหอมระเหยท่ีสกัดด้วยตัวท้าละลายและไขเย็น ได้แก่ สาร 2,3-dihydro-3,5-dihydroxy-6-
methylpyran-4-one และ lidocain ในปริมาณที่แตกต่างกัน ส่วนน้ามันหอมระเหยท่ีสกัดด้วยตัวทาละลาย
และไขร้อนพบเฉพาะสาร ethyl palmitate โดยมีปริมาณท่ีใกล้เคียงกัน และน้ามันหอมระเหยท่ีสกัดด้วยตัว
ทาละลายแสดงค่าการต้านออกซิเดชันด้วยค่า IC50±SD เท่ากับ 31.00±0.94 µg/ml ส่วนน้ามันหอมระเหยที่
เหลือไม่แสดงค่าการต้านออกซิเดชันท่ีความเข้มข้นเริ่มต้น 125.00 µg/ml และวิตามินซีแสดงค่าการต้าน
ออกซเิ ดชนั ด้วยค่า IC50±SD เทา่ กับ 0.75±0.22 µg/m
สรุปได้ว่าบัวหลวงสามารถนามาทาเป็นผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพและสามารถนามาใช้ประโยชน์
ได้ท้ังทางตรงและทางอ้อมและยังเป็นผลดีต่อสิ่งแวดล้อมละส่งผลดีต่อสุขภาพผู้บริโภคมีงานวิจัยที่สามารถนา
38
บัวหลวงมาสร้างมูลค่าเพ่ิมท้ังจากการทาน้ามันหอม การทาสารสกดั และการนามาเปน็ ส่วนผสมในการย้อมผา้ ท่ี
เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและยังสามารถนามาทาเป็นยาและเป็นส่วนผสมในเครื่องสาอางได้ด้วยจา กงานวิจัยที่
เก่ียวข้องทาให้ทีมนักวิจัยได้มีแนวทางในการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากบัวหลวงเพ่ือเป็นแนวทางในการพัฒนา
ผลติ ภัณฑ์จากบัวหลวงเพอื่ สง่ เสริมอาชีพคนในชุมชนและสง่ เสรมิ ให้ชมุ ชนเกิดรายได้
บทท่ี 3
ระเบียบวธิ ีดำเนนิ กำรวิจัย
ในการดาเนนิ งานวิจยั เร่อื ง “การพัฒนาเศรษฐกจิ ฐานราก ด้วยการสรา้ งมูลค่าเพ่ิมจากบัวหลวงของ
ชุมชน ตาบลยกกระบัตร อาเภอสามเงา จังหวัดตาก” และเพื่อให้การวิจัยสามารถได้มาซงึ่ คาตอบเชิงประจักษ์ใน
แตล่ ะวตั ถุประสงค์ ทมี วิจยั ได้กาหนดวธิ ีดาเนนิ การวจิ ัยเปน็ กรอบกวา้ ง ๆ ตามแต่ละวัตถปุ ระสงค์ ดงั ตอ่ ไปน้ี
1. ประเภทของงานวจิ ยั
2. ประชากร และกลมุ่ ตัวอย่าง
3. เครอ่ื งมอื ที่ใชใ้ นการศึกษา
4. การทดสอบเคร่อื งมอื
5. วธิ ีการเก็บข้อมูลและการวิเคราะหข์ อ้ มูล
6. สถติ ทิ ใ่ี ชใ้ นการวิเคราะหข์ อ้ มูล
3.1 ประเภทของงำนวิจัย
การวิจัยในหัวขอ้ “การพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ดว้ ยการสร้างมูลค่าเพ่ิมจากบัวหลวงของชุมชน
ตาบลยกกระบัตร อาเภอสามเงา จังหวัดตาก” เป็นการศึกษาค้นคว้าวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Research)
เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) และการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) โดยมี
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาบริบทพื้นท่ี และการจัดการทรัพยากรบัวหลวง ของเครือข่ายชุมชนตาบลยกกระบัตร
(บริบทพ้ืนท่ี ปัญหาท่ีเกิดจากบังหลวง และแนวทางการแก้ไขปัญหา,การจัดการทรัพยากรบัวหลวง การใช้
ประโยชน์จากบัวหลวงของชุมชนและช่องทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชน) ศึกษาความต้องการ
ของตลาด และแนวทางการสร้างนวัตกรรมจากบัวหลวง พัฒนามาตรฐานของผลิตภัณฑ์ และการสร้างภาคี
เครือข่ายร่วมพฒั นานวัตกรรมจากบัวหลวงและพฒั นาช่องทางการจัดจาหน่ายผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง โดยการ
มสี ่วนรว่ มของคนในชมุ ชนท้องถิ่น (คนรุน่ ใหมใ่ นพื้นที่ ประชาชน แกนนา ปราชญ)์ และผมู้ ีส่วนเกย่ี วขอ้ งกบั การตลาด
ผู้จาหน่าย ผู้บริโภคและบคุ คลทวั่ ไป ดังนนั้ ผ้วู จิ ยั ได้ทาการศกึ ษาค้นคว้าตามขั้นตอนดังต่อไปน้ี
40
1. ศึกษำบริบทพ้ืนที่ วิธีการกาจัดบัวหลวงท่ีผ่านมา และการนาบัวหลวงไปใช้ประโยชน์ ท่ีได้
ดาเนินการ ได้แก่
(1) ศึกษาบริบทพ้ืนที่ วิธีการกาจัดบวั หลวงท่ีผา่ นมา และการนาไปใช้ประโยชน์จากบัวหลวง
ทผ่ี า่ นมาของชมุ ชนท้ังในลักษณะกลุ่ม และส่วนบุคคล เพื่อการทบทวนองค์ความรู้ท่มี ีอยใู่ นชมุ ชน จดั ประชุมทีม
นักวิจัยเพ่ือแบ่งบทบาทหน้าท่ีในการศึกษาบริบทพ้ืนท่ีกระจายงานแบ่งพื้นท่ีรับผิดชอบ และลงพื้นท่ีเก็บข้อมูล
ชุมชนโดยการลงพ้ืนท่ีสัมภาษณ์ การศึกษาสารวจข้อมูลมือสองจากผู้นาชุมชน ชาวบ้าน ปราชญ์ แกนนา
ในพื้นที่และประสานขอความอนุเคราะห์ ข้อมูลมือสองจากหน่วยงานองค์การบริหารส่วนตาบลยกกระบัตร
พัฒนาชุมชนอาเภอสามเงา เกษตรอาเภอสามเงา และการประชุมกลมุ่ ย่อยเพื่อความสะดวกของชุมชน
(2) ประสาน รวมกลุ่มประชาชน และทาบทามปราชญ์ชาวบ้าน นักวิชาการ เพ่ือสร้างภาคี
เครือข่าย สืบเน่ืองจากกระบวนการในข้อท่ี 1 เป็นการขยับพ้ืนท่ีให้ครอบคลุมและค้นหา ชักชวนกลุ่มแกนนา
นักวิชาการ ร่วมขับเคล่ือนการดาเนินกิจกรรมในระดับพื้นที่เพ่ือหนุนเสริมกาลังคน สร้างความร่วมมือในการ
พัฒนา ส่งเสริมกิจกรรมองค์รวมและประสานทาบทามทีมวิชาการจากมหาวิทยาลัยราชภัฏกาแพงเพชร
ด้านการแปรรูปบัวหลวง และประสานทาบทามทีมนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีล้านนา ตาก
พัฒนาออกแบบผลิตภัณฑ์ ประสานความร่วมมือ พัฒนาชุมชนอาเภอสามเงาเพื่อส่งเสริมผลิตภัณฑ์ชุมชน
ประสานผู้นาชุมชนเพื่อขอเข้าร่วมทาความเข้าใจ สร้างภาคีผู้นากับพ้ืนที่ที่เก่ียวข้องทั้งตลอดจนปราชญ์ชุมชน
เพอ่ื สร้างกระบวนการทางานแบบมสี ่วนรว่ มในระยะเรมิ่ ต้น
(3) ศึกษาช่วงเวลาการเติบโตของบัวหลวง และการนาเอาบัวหลวงไปใช้ประโยชน์และของ
ประชาชนในชุมชนและชุมชนใกล้เคียง ประชุมสร้างแบบสอบถาม ปรับแก้ และส่งผู้เชี่ยวชาญช่วยตรวจสอบ
และนากลับมาใช้เป็นเคร่ืองมือในการศึกษาการนาเอาบัวหลวงไปใช้ประโยชน์ โดยแบ่งทีมลงพ้ืนที่เก็บข้อมูล
และสัมภาษณ์รายได้ครัวเรอื น ส่งแบบสอบถามไปยังหน่วยงาน ร้านค้าผู้ประกอบการ และประชาชนทั่วไปเพื่อ
หาความต้องการในการใช้ประโยชนจ์ ากบวั หลวง เกบ็ รวบรวมข้อมลู และสรุปผลการเกบ็ รวบรวมข้อมลู
ขน้ั ตอนกำรประชุมทีมนักวิจัยเพอ่ื ออกแบบ
2. หำรปู แบบท่ีเหมำะสมของกำรสรำ้ งนวัตกรรมจำกบัวหลวง เพือ่ สร้างอาชีพและรายได้ให้กับ
ประชาชนชมุ ชนตาบลยกกระบตั ร อาเภอสามเงา จังหวัดตาก
(1) ศึกษาสรรพคุณ คุณสมบัติของบัวหลวง โดยการประสานความร่วมมือกับนักวิชาการ
มหาวิทยาลัยราชภัฎกาแพงเพชร โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตาบลบ้านหนองเชียงคา โรงพยาบาลส่งเสริม
สขุ ภาพตาบลบา้ นแม่ระวานสองแคว จัดทีมลงพื้นท่เี พ่อื ศึกษาข้อมูลการนาบัวหลวงมาใช้ประโยชน์ดา้ นสุขภาพ
ของหน่วยงานสาธารณสุขในพ้ืนที่รวมถึงการศึกษางานวิจัยท่ีเกี่ยวข้องและศึกษาข้อมูลจากเว็ปไซด์ต่างๆ เพ่ือ
41
นามาเป็นฐานข้อมูลในการวิเคราะห์ สังเคราะห์เพ่ือเป็นส่วนในการดาเนินงานร่วมกับทีมนักวิจัยและภาคีท่ี
เกยี่ วข้อง
(2) การศึกษาดูงาน รูปแบบการแปรรปู ผลิตภัณฑ์จากบวั หลวง การออกแบบผลิตภัณฑ์
ประชุมทีมนักวิจัยและแกนนาชุมชนเพ่ือหารือ หาแนวทางและกาหนดช่วงเวลา จานวนคน
เข้าร่วม กรอบการศึกษาดงู านโดยเน้นบริบทใกลเ้ คียงกันและพื้นทไี่ ม่หา่ งไกลมาก แบง่ บทบาทหน้าทท่ี ีมนักวจิ ัย
เพ่อื มาสรปุ พ้ืนที่เปา้ หมายโดยเลือกเป็นพ้ืนท่ีบัวศิริ ชาบวั กว๊านพะเยา จงั หวัดพะเยา หลังจากน้ันก็ประสานงาน
พ้ืนท่ีเป้าหมายเพ่ือขอเข้าศึกษาดูงานและและทาบทามทีมชุมชนร่วมศึกษาดูงาน เพื่อเข้าศึกษาวิธีการจัดการ
กลุ่ม การแปรรูปผลิตภัณฑ์และการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน การสร้างภาคีการขับเคลื่อนงาน การเชื่อมร้อย
วิถีชุมชนกับการใช้ทรัพยากรในพื้นที่สร้างมูลค่าเพ่ิม และร่วมสรุปผลการศึกษาดูงานเพื่อถอดบทเรียนเพื่อนา
แนวทางมาปรับใช้ในการขับเคล่ือนการพัฒนาในระดับพื้นที่ตาบลยกกระบัตรเพ่ือการจัดการท้ังทรัพยากรใน
พนื้ ท่ี การจัดการกาลังคน การรวมกลมุ่ และการกระตุ้นให้เกิดการเรียนรจู้ ากการแลกเปลี่ยนในการศึกษาดูงาน
(3) ประชุมภาคีเครือข่ายเพ่ือรว่ มกนั กาหนดรูปแบบการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากบัวหลวงกับวสั ดุ
ในชุมชนที่ช่วยเพ่ิมสรรพคุณของผลิตภัณฑ์ของชุมชน จากการศึกษาดูงาน การร่วมวงสนทนา ประชุมหารือ
ทั้งทีมภายในและภาคีที่เกี่ยวข้องประกอบกับการนาข้อมูลต่างๆ มาประกอบการร่วมวงสนทนา หารือ
ในข้ันตอนข้างต้นชุมชนยังมองเห็นทรัพยากรพ้ืนถิ่นท่ีมีจานวนมาก และสามารนามาสร้างมูลค่าเพิ่มได้จึง
ร่วมกันวิเคราะห์ทรัพยากรในพื้นถิ่นท่ีมีจานวนมากและมีประโยชน์ ปลอดภัยจึงเสนอให้นา มะรุมหรือส่วน
ของมะรุมไปแปรรูปร่วมกับดอกบัว และส่งวัตถุดิบเข้าสู่กระบวนการทดลอง เพื่อสร้างให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่
ส่งผลดีต่อสุขภาพ จากการศึกษาทดลองโดยนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยราชภัฎกาแพงเพชรจึงทาให้ได้
ผลติ ภณั ฑท์ เ่ี ป็นชาบวั หมัก ที่มโี พรไบโอตกิ ส์ เพิ่มเชอ้ื จุลินทรีย์ช้ันดีในลาไส้ ชว่ ยในการขบั ถ่าย
3. พัฒนำกลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์จำกบัวหลวงเพ่ือสร้างอาชีพและรายได้ให้กับชุมชนตาบล
ยกกระบัตร อาเภอสามเงา จงั หวดั ตาก
(1) รวมกลุ่มสมาชิกในการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง ประกอบด้วย คนรุ่นใหม่ ผู้ว่างงาน
และผู้มีรายได้นอ้ ย ในพ้ืนท่ีตาบลยกกระบัตร และประชาชนท่ีสนใจ เพ่ือพฒั นากลุ่มอาชีพการแปรรปู ผลิตภณั ฑ์
จาก บัวหลวง ของชุมชนตาบลยกกระบัตร กระบวนการสร้างเวทีร่วมคิด ร่วมทาจากการเชิญผู้ที่มีส่วน
เกี่ยวขอ้ งเขา้ ร่วมประชมุ จดั กระบวนการเพ่ือใหเ้ กิดการรวมกลุ่มในการแปรรูปผลิตภัณฑ์ โดยมแี กนนาทไี่ ปร่วม
แลกเปลี่ยนเรยี นรู้ศึกษาดูงานเหน็ ประโยชนก์ ารใช้ทรัพยากรถ่ินให้เกดิ มูลคา่ เพ่ิมและเกิดประโยชน์ภาพรวมโดย
เริ่มต้นจากกลุ่มแกนนาที่มีความสนใจท้ังในและนอกพ้ืนที่ รวมถึงการจัดตั้งกลุ่ม จดทะเบียนกลุ่มเพื่อเติมองค์
ความรู้และกาหนดแนวทางบทบาทหน้าท่ีรว่ มกัน
42
(2) พัฒนารูปแบบการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง และพัฒนามาตรฐานผลิตภัณฑ์โดยการ
ประสานความร่วมมือกับนักวิชาการ จากมหาวิทยาลัย สรุปข้อมูลจากการเก็บแบบสอบถามท่ีใช้ถามคนท่ัวไป
เพื่อหาความต้องการรูปแบบการแปรรูปเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นไปตามความต้องการของตลาดและนาเสนอ
ข้อมูลแก่นักวิชาการ นาวัตถุดิบ บัวหลวงและใบมะรุมส่งเข้าห้องทดลองเพ่ือหารูปแบบ ทดสอบคุณค่าทาง
โภชนาการเพ่ือนามาเปน็ ต้นแบบในการถ่ายทอดยังชุมชน
(3) อบรมเชิงปฏิบัติการแปรรูปจากบัวหลวงในหลายรปู แบบโดยการประสานความรว่ มมือกับ
อาจารยใ์ นมหาวทิ ยาลัยราชภัฎกาแพงเพชร โรงพยาบาลส่งเสรมิ สุขภาพตาบลบ้านหนองเชียงคา โรงพยาบาล
ส่งเสริมสุขภาพตาบลบ้านแม่ระวานสองแคว และสานักงานพัฒนาชุมชนอาเภอสามเงา จัดประชุมเชิง
ปฏิบัติการเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ในการแปรรูปผลิตภัณฑ์ท่ีผ่านกระบวนการทดลอง ทดสอบคุณค่าทาง
โภชนาการซึ่งเป็นชาบัวหมักท่ีมีประโยชน์ต่อร่างกายประกอบด้วยจุลินทรีย์ชั้นดีส่งผลดีต่อระบบขับถ่ายโดย
เชญิ สมาชิกกลุ่มและผสู้ นใจและประสานภาคเี พอื่ ประชาสมั พันธค์ นเข้าร่วมพัฒนาศักยภาพในครั้งนี้
(4) พัฒนาศักยภาพของกลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง ในชุมชนโดยการพัฒนากลไก
โครงสร้างของกลุ่ม เช่น การระดมทุนในการสมัครสมาชิกกลุ่ม ผลผลิตท่ีได้จากการพัฒนาผลิตภัณฑ์นั้น
สมาชิกกลมุ่ แบ่งบทบาทหน้าท่ี เข้าประชาสมั พันธ์ผลิตภัณฑ์ในชุมชน หน่วยงานราชการและร้านค้าสวัสดิการ
เข่ือนภูมิพลที่มีจุดจาหน่ายสินค้าชุมชนเพื่อนารายได้จากการขายมาเป็นทุนในการดาเนินการกิจกรร มกลุ่ม
แปรรูปจากบัวหลวงและเพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์หน่วยงานต่างๆ รู้จักสินค้า รวมถึงการรับฟังประเมินผล
จากผบู้ ริโภคเพอ่ื นามาพฒั นาปรบั ปรงุ ผลิตภัณฑต์ ่อไป
(5) การบริหารจัดการกลุ่ม ประชุมกลุ่มเพ่ือรับฟัง และสร้างวงสนทนาเพื่อให้เกิดการ
วางแผน แนวทางการบริหารจัดการกลุ่มและหาแนวทางการขับเคล่ือนการพัฒนากลุ่มเพื่อให้เกิดรายได้และ
กระจายอย่างเป็นธรรม รวมถึงการหาแนวทางในการขับเคล่ือนกลุ่มและการกาหนดข้อตกลงร่วมในการใช้
ทรัพยากรชมุ ชน
(6) ประชุมติดตามและประเมินผล จัดประชุมสรุปผลการดาเนินกิจกรรมกลุ่ม ปัญหา
อุปสรรคและวางแผนการสง่ เสริมการตลาด
4. หำช่องทำงกำรจัดจำหน่ำยกำรแปรรูปผลิตภัณฑ์จำกบัวหลวง เพื่อสร้างอาชีพและรายได้
ให้กบั ประชาชนชมุ ชน ตาบลยกกระบัตร อาเภอสามเงา จงั หวดั ตาก
(1) สารวจผู้ต้องการใช้ผลิตภัณฑ์จากบัวหลวงในชุมชนและนอกชุมชนตาบลยกกระบัตรเพื่อ
หาชอ่ งทางการจัดจาหน่ายผลติ ภัณฑ์
43
(2) ออกแบบสัญลักษณ์และบรรจุภัณฑ์ของบัวหลวงโดยการประสานความร่วมมือของ
นักวิชาการจากมหาวิทยาลยั เชยี งใหม่ และหนว่ ยงานที่เก่ยี วข้อง
(3) การส่ือสารและการประชาสัมพันธก์ ารผลิต และการจาหน่ายการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากบัว
หลวง ของชุมชนตาบลยกกระบัตร
5. สังเครำะห์ข้อมูลงำนวิจัยเพื่อชุมชน “การพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ด้วยการสร้างมูลค่าเพ่ิม
จาก บัวหลวงของชุมชน ตาบลยกกระบัตร อาเภอสามเงา จังหวัดตาก” ท่ีเน้นการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่
การพฒั นาอยา่ งย่งั ยนื โดยชุมชนมสี ่วนร่วมสกู่ ารถา่ ยทอดความรู้ให้กับประชาชนในชุมชนและชมุ ชนใกลเ้ คียง
6. สรุปผลกำรวิจยั เพ่ือจดั ทำรำยงำนควำมก้ำวหน้ำและรำยงำนฉบับสมบูรณ์
กำรวิจยั เชงิ คุณภำพ (Qualitative Research)
เพ่ือศึกษาบริบทพื้นท่ี วิธีการการกาจัดบัวหลวงที่ผ่านมา และการนาบัวหลวงไปใช้ประโยชน์ท่ีมี
ประชาชนในชุมชนเป็นผู้มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรในชุมชน อีกท้ังยังมีเจ้าหน้าที่จากภาครัฐ และ
ภาคเอกชนที่ให้การสนับสนุนโดยใช้วิธีการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก (In-Depth Interview) โดยใช้คาถามเก่ียวกับ
กระบวนการกาจัดบัวหลวง การใช้ประโยชน์และแนวทางการจัดการการท่องเที่ยวในชุมชน รูปแบบการจัดการ
ทอ่ งเท่ียวทีเ่ หมาะสม และปญั หาและอุปสรรคทีเ่ กดิ ขึ้นในพื้นท่ี
กำรวจิ ยั เชงิ ปริมำณ (Quantitative Research)
ผวู้ ิจยั มวี ัตถุประสงค์เพื่อจะศึกษาความต้องการในการใช้รูปแบบผลิตภัณฑ์จากบวั หลวงเพ่อื นามา
ทาผลิตภัณฑ์จากบัวหลวงให้ตรงกับความต้องการของตลาดและรายได้ครัวเรือนการศึกษาสารวจรายได้ของ
ประชากรในพ้ืนที่และใช้แบบสอบถามดังกล่าวเป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์และแสดงผลการวิจัยเป็นจานวน
ร้อยละ คา่ เฉลยี่ และส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐาน เพ่อื ใหง้ านวิจยั คร้ังนี้เป็นไปตามวตั ถุประสงค์ของผ้ทู าการวจิ ัย
กระบวนการงานวิจัยเพ่ือท้องถิ่น (Community Based Research) ผู้วิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ
สร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนร่วมคิด ร่วมทาและชุมชนเป็นผรู้ ่วมวิจัยโดยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ
ดงั น้ี
1. ระยะเตรียมการ การเตรยี มการ เตรียมชมุ ชน ใช้เวทีประชุมช้ีแจง การพูดคุยในกลุ่มย่อย หรือ
พดุ คุยเปน็ รายบุคคลเปน็ หลัก
ในระยะเร่ิมต้นทีมนกั วิจยั ได้ลงพื้นที่เพื่อสร้างภาคีกับแกนนา ผู้นาชุมชน และเยาวชนในพ้ืนที่โดย
การชักชวนพูดคุยสร้างความเข้าใจโดยแบ่งออกเป็น 4 ส่วนดังนี้ 1. หน่วยงานภาครัฐที่มีบทบาทเก่ียวข้อง
ประกอบด้วยหนว่ ยงานพัฒนาชุมชนอาเภอสามเงา องค์การบรหิ ารส่วนตาบลยกกระบัตร เกษตรอาเภอสามเงา
และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตาบลในพน้ื ที่ตาบลยกกระบตั ร 2. ประชาชนในพนื้ ทีแ่ กนนา ปราชญ์ ซึง่ บุคคล
44
เหล่านี้เป็นกลุ่มข้าวโพดแปลงใหญ่ในพื้นที่ กานัน ผู้ใหญ่บ้านและเยาวชนท่ีสนใจ 3. กลุ่มนักวิชาการท่ีมีองค์
ความรู้ด้านการแปรูปผลิตภัณฑ์ 4.ทีมนักวิจัย โดยใช้กระบวนการทาบทาม ลงพ้ืนท่ีพูดคุย โทรศัพท์ประสาน
ประชุมผ่านระบบส่ืออิเล็กทรอนิกส์และการจัดประชุมย่อยเพ่ือร่วมหารือ หาแนวทาง ร่วมคิดร่วมทาและสร้าง
การรับรู้ การออกแบบการขับเคลอ่ื นการทางานรว่ มกัน
2. ระยะดาเนินการ การเก็บขอ้ มลู ดา้ นเอกสาร การศึกษาบริบทชมุ ชน การวิเคราะห์ปัญหาของ
ชุมชนอย่างเป็นระบบ เพื่อพิจารณาความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของทุนชุมชน ภูมิปัญญาท้องถิ่น นามา
กาหนดเป็นแผนงานวิจยั การบรหิ ารจัดการ เช่น ผู้รับผิดชอบ ระยะเวลา งบประมาณ ข้ันตอนนี้ทางานร่วมกับ
คนทุกฝ่ายโดยมีชุมชนเป็นหลัก นาแผนงานไปปฏิบัติ ทดลอง ปฏิบัติก่อนจึงจะได้ข้อสรุป การติ ดตาม
ประเมนิ ผลแตล่ ะข้นั ตอนโดยสรปุ งานเปน็ ระยะๆ
เร่ิมดาเนินการหาความต้องการตลาดจากการส่งแบบสอบถามไปยังบุคคลท่ัวไปสรุปผลความ
ต้องการ หารูปแบบผลิตภัณฑ์ในชุมชนร่วมกันกับภาคีท่ีเกี่ยวข้อง วางระบบการขับเคล่ือนงานเพ่ือพัฒนา
ศักยภาพกลุ่ม และการร่วมวงสนทนาออกแบบ กาหนดแผนงาน การออกแบบผลิตภัณฑ์ การบริหารจัดการ
การกระจายผลประโยชน์ วิเคราะห์บริบท สถานการณ์ต่างๆท่ีเก่ียวข้องเช่นการใช้พ้ืนท่ี การใช้ทรัพยากร รวม
ไปถึงกาลังการผลิต การออกแบบผลิตภัณฑ์ การตลาด การกระจายประโยชน์ตลอดจนการรับผิดชอบร่วมใน
การใช้ทรัพยากร การกาหนดกติการ่วมกัน จากการประชุมและกระบวนการพัฒนาทาให้ชุมชนเห็นความสาคัญ
ในการแปรรูปและเห็นว่าเป็นช่องทางที่จะชว่ ยสร้างรายได้ให้กับคนในพ้ืนที่โดยการนาวสั ดุท่ีมีในชุมชนมาใช้ให้
เกิดประโยชน์ จังร่วมกันหารือจัดตั้งกลุ่มเพื่อสานต่อการดาเนินกิจกรรมจึงเกิดกลุ่มขึ้นและจดทะเบียนเป็น
“วิสาหกจิ ชมุ ชนผลติ ภัณฑ์แปรรปู บวั หลวง ยกกระบตั ร”
3. ระยะการสรุปผลและเขียนรายงานการวิจัย ควรต้องมีการเก็บข้อมูลอย่างมีระบบ มีการ
ประชุมสรปุ /ถอดบทเรียนงานทุกคร้งั การสรุปผลควรทาการถอดบทเรียนรว่ มกันระหว่าง ทีมวิจยั โดยนาขอ้ มูล
จากเอกสาร แบบสอบถาม การสังเกตการณ์ การสัมภาษณ์หรือศึกษาดูงาน นามาวิเคราะห์และหาข้อสรุป
ร่วมกัน เพื่อหาข้อสรุปเหตุผลมาตอบคาถามของงานวิจัย การเขียนรายงานการวิจัย มีเวทีสรุปบทเรียนก่อน
ดังน้ัน ภายหลังการดาเนินงานวิจัยเกิดการเปล่ียนแปลงอะไร ได้อะไร มีส่ิงใดท่ีต้องปรับปรุงแก้ไขเป็นการ
รวบรวมข้อมูลและประมวลผลทุกดา้ นที่ได้ดาเนินการผ่านมาแล้ว มาแยกแยะเป็นหมวดหมู่เพ่ือตอบคาถามการ
วจิ ยั ได้ครบถว้ น
ทีมนักวิจัยร่วมประชุม หารือ และร่วมวงสนทนาถอดบทเรียนการดาเนินการวิจัยโดยแบ่งประเด็น
ออกเปน็ 4 ดา้ น ดงั นี้
45
1. ด้านบุคลากรที่ดาเนินกิจกรรมกลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์ พบว่า กลุ่มต้องการพัฒนาด้านการบริหาร
จดั การซึ่งกลุ่มมีการแบ่งบทบาทหน้าท่ีอยา่ งชัดเจนแตก่ ารดาเนินกจิ กรรมยังขาดความเชื่อมั่นในด้านการตลาดเพราะ
ยังเขินอายที่จะพูด ตอบลูกค้า ทาการขาย ภาระงานจึงตกหนักที่ประธานกลุ่มท่ีมีภารกิจมากมาย ทาให้ต้องสร้างวง
สนทนาเพื่อหาทางออกรว่ มกันโดยการปรบั บทบาทหน้าที่และมกี ารเพม่ิ จานวนสมาชิกที่สนใจเขา้ ร่วมเพม่ิ เติม
2. ด้านมาตรฐานผลติ ภณั ฑ์ การผลิตอาหารหรือเคร่ืองดื่มต้องได้รับมาตรฐาน จึงต้องหาทางออกในการ
ประสานงานความรว่ มมอื จากภาคีช่วยส่งเสรมิ สนับสนนุ การขับเคล่อื นงานของกลุ่มวิสาหกิจโดยการส่งตอ่ ผลการวจิ ัย
ให้กับพัฒนาชุมชนอาเภอสามเงา และองค์การบริหารส่วนตาบลยกกระบัตรเพื่อจัดทาแผนงบประมาณส่งเสริมด้าน
การผลิตและการขอมาตรฐาน อย.
3. ดา้ นการใชท้ รัพยากรในพื้นท่ีหากมีการนาทรพั ยากรสาธารณะมาใชใ้ ห้เกิดประโยชน์เฉพาะบางกลุ่ม
อาจทาให้เกิดปัญหาในอนาคต ทีมนักวิจัยจึงร่วมหาแนวทางสร้างวงสนทนาเพ่ือหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาใน
เบือ้ งต้นดว้ ยการเชิญภาคีท่เี ก่ียวขอ้ งเข้ารว่ มวงสนทนา หาทางออก กาหนดกตกิ าร่วม
4. ดา้ นการขบั เคลอ่ื นงานวิจัย ในขนั้ ตอนนี้การดาเนินการวจิ ยั มีการพูดคุยหารอื หาแนวทางรว่ มกันทุก
ชว่ งระยะในการดาเนินการวิจยั รว่ มแก้ไขสถานการณ์หาทางออกการดาเนินกจิ กรรมทัง้ การเผชิญสถานการณ์ระบาด
โควิดที่ตอ้ งปรับการทางานให้เหมาะสม การเปลี่ยนคนเข้าร่วมกิจกรรม การหาคนแทนทุกข้ันตอนทมี นักวิจัยต่างร่วม
คิดร่วมทาร่วมแก้ไขปัญหาและร่วมแลกเปล่ียนเรียนรู้อย่างต่อเน่ืองจนเกิดการพัฒนา การรับฟังและการทางานเป็น
ทีมอย่างกลั ยาณมิตรเกดิ ความสุข ความสามคั คขี ึน้ ในทมี ทง้ั ทมี นักวิจยั ภาคี และชุมชน
3.2 ประชำกร และกลมุ่ ตัวอย่ำง
ประชากร ได้แก่ ชุมชนตาบลยกกระบัตร อาเภอสามเงา จังหวัดตาก จานวน 12 หมู่บ้าน
ประกอบด้วย หมู่ 1 บ้านคลองไม้แกง, หมู่ 2 บ้านยกกระบัตร, หมู่ 3 บ้านท่าไผ่, หมู่ 4 บ้านสองแคว,
หมู่ 5 บ้านแม่ระวาน, หมู่ 6 บ้านหนองเชียงคา, หมู่ 7 บ้านแม่เชียงราย, หมู่ 8 บ้านใหม่สามัคคี, หมู่ 9
บา้ นหนองแมล่ า่ ง, หมู่ 10 บา้ นใหมส่ ามคั คีเหนือ, หมู่ 11 บ้านหนองเชยี งคาใต้, หมู่ 12 บา้ นสองแควพัฒนา
กลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย กลุ่มประชากรที่เข้าร่วมโครง (ผู้ท่ีตกงานจากสถานการณ์โควิด ,
เกษตรกรที่ต้องการอาชีพเสริม), กลุ่มประชากรท่ีไม่เข้าร่วมโครงการ (ประชากรโดยรอบ), กลุ่มนักท่องเท่ียว,
กลุ่มผู้ประกอบธุรกิจนาเทีย่ ว, ร้านค้าในสถานทที่ ่องเทีย่ ว
46
3.3 เครื่องมือทใี่ ชใ้ นกำรศกึ ษำ
เครอ่ื งมอื ที่ใช้ในกำรเก็บขอ้ มลู ประกอบดว้ ย
1. การสัมภาษณ์ / การพูดคุย / กล้องถ่ายรปู / สมดุ บนั ทึก
2. การสังเกตแบบมสี ่วนรว่ ม (Participant Observations)
3. แบบสอบถามกงึ่ ทางการ (Questionnaire)
กำรสมั ภำษณแ์ ละกำรสงั เกต ประชำกรทเี่ ปน็ กล่มุ ตวั อยำ่ ง
บุคลากรจากหน่วยงานภาครัฐ ได้แก่ พัฒนาชุมชน ประชารัฐรักสามัคคี สานักงานการท่องเท่ียวและ
กีฬาจังหวัดตาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สานักงานตาก องค์การบริหารส่วนตาบลยกกระบัตร สานักงาน
เกษตรอาเภอสามเงา สานักงานสาธารณสุขอาเภอสามเงา ผู้วิจัยได้เลือกสุ่มกลุ่มตัวอย่างโดยไม่ใช้หลักความน่าจะ
เป็นในการสุ่มกลุ่มตัวอย่าง (Nonprobability Sampling) เป็นการส่มุ แบบเจาะจง (Purposive Sampling) และได้ใช้
การสมั ภาษณ์แบบไม่มโี ครงสร้าง (Unstructured Interview) ในการเกบ็ ข้อมลู จากกลุ่มตัวอย่าง
บคุ ลากรจากหนว่ ยงานภาคเอกชน ผู้ประกอบการธรุ กจิ สนิ ค้าและบริการ ผู้บรโิ ภค ผูป้ ระกอบการธรุ กจิ
สินค้าท่ีระลึก ผูป้ ระกอบการธุรกิจที่พัก ผปู้ ระกอบการร้านอาหาร ผู้ประกอบการด้านสุขภาพ ผู้วิจัยได้เลือกสุ่มกลุ่ม
ตัวอย่างโดยไม่ใช้หลักความน่าจะเป็นในการสุ่มกลุ่มตัวอย่าง (Nonprobability Sampling) เป็นการสุ่มแบบเจาะจง
(Purposive Sampling) และได้ใชก้ ารสมั ภาษณแ์ บบไม่มโี ครงสรา้ ง (Unstructured Interview) ในการเกบ็ ขอ้ มลู จาก
ผู้ประกอบการธุรกิจประเภทต่าง ๆ นอกจากน้ันยังใช้วิธีการสังเกตแบบมีส่วนร่วม (Participant Observation) และ
การสังเกตแบบไม่มสี ว่ นร่วม (Non-participant Observation)
บคุ ลากรภายในชุมชน ประชาชนในพ้ืนที่ แกนนา ปราชญ์ ผู้นาชุมนและกลุ่มวิสาหกิจชมุ ชน ผู้วิจยั ได้
เลือกสุ่มกลุ่มตัวอย่างโดยไม่ใช้หลักความน่าจะเป็นในการสุ่มกลุ่มตัวอย่าง (Nonprobability Sampling) เป็นการสุ่ม
แบบเจาะจง (Purposive Sampling) และได้ใช้การสมั ภาษณ์แบบไมม่ ีโครงสร้าง (Unstructured Interview) ในการเก็บ
ข้อมูลใช้วิธีการสังเกตแบบมีส่วนร่วม (Participant Observation) และการสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม (Non-participant
Observation)
การวเิ คราะห์ข้อมลู ทางสถิตใิ นกรณที ี่แบบสอบถามมีระดบั การวัดแบบมาตราสว่ นประมาณค่า (Rating
scale) ใช้ค่าเฉลี่ยเป็นตัวสถิติเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลที่เก็บมาได้จากจานวนตัวอย่างท้ังหมด ค่าเฉลี่ยที่คานวณได้ส่วน
ใหญ่จะมีทศนิยม 2 ตาแหน่ง ดงั นน้ั ผู้วิจัยจึงกาหนดเกณฑ์การแปลความหมายเพื่อจัดระดับคา่ เฉล่ยี ออกเป็นช่วงโดย
ไมใ่ ช้หลกั ความนา่ จะเปน็ ในการส่มุ กลุ่มตวั อย่าง (Nonprobability Sampling) แบบการสุ่มแบบบงั เอิญ (Accidental
Sampling)
47
3.4 กำรทดสอบเครื่องมือ
กำรทดสอบเครอ่ื งมอื และควำมเชื่อมัน่
การทดสอบความเที่ยงตรงของเน้ือหา (Content validity test) และการทดสอบความน่าเช่ือถือ
(Reliability test) ของแบบสอบถาม (Questionnaire)
งานวจิ ัยนี้จะนาแบบสอบถามที่สร้างเสรจ็ แล้วมอบใหก้ ับผู้ทรงคุณวุฒิ จานวน 3 ท่าน ตรวจสอบความ
ถูกตอ้ งของเน้ือหา และทาการแกไ้ ขตามขอ้ เสนอแนะและขอ้ คิดเหน็ ท่เี ปน็ ประโยชนต์ ่องานวิจยั
การทดสอบความน่าเช่อื ถือ (Reliability test)
เมอ่ื ผู้วิจัยไดแ้ ก้ไขแบบสอบถามตามทผ่ี ู้ทรงคุณวุฒริ ะบุเรยี บร้อยแล้วจะต้องนาแบบสอบถามมาทาการ
ทดสอบความน่าเชื่อถือ (Reliability test) โดยทาการแจกกับกลุ่มตัวอย่างท่ีมีสภาพเป็นกลุ่มตัวอย่างซึ่งได้แก่ กลุ่ม
ผู้ประกอบการและผู้บริโภค จานวน 50 คน เพ่ือตรวจสอบความน่าเช่ือถือโดยการวิเคราะห์ประมวลหาค่า ครอนบาร์ค
แอลฟ่า (Cronbach’s Alpha analysis test)
3.5 วธิ ีกำรเก็บข้อมูลและกำรวิเครำะห์ข้อมลู
กำรเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู
สาหรับข้อมูลท่ีได้จากงานวิจัยนี้จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ข้อมูลปฐมภูมิ (Primary data) ซ่ึงจะ
เป็นข้อมูลที่ใช้ในการนาเสนอรายงานการวิจัย และข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary data) ซ่ึงเป็นข้อมูลท่ีได้จากการ
ค้นคว้าจากเอกสารและวารสารอ่ืน ๆ ตลอดจนแนวคิดและทฤษฎีที่เก่ียวข้องในการนามาอธิบายผลการวิจัยเพื่อให้
งานวจิ ยั นม้ี คี วามถูกต้องและน่าเชื่อถือ
สาหรบั ขัน้ ตอนการดาเนนิ การวจิ ยั มดี งั นี้
1. คน้ คว้าหาขอ้ มลู รวบรวมเอกสาร และวางแผนการศกึ ษา
2. สร้างเคร่ืองมอื ท่ีใชใ้ นการวิจัย
3. เก็บรวบรวมขอ้ มลู
4. วเิ คราะห์และแปลผลข้อมลู
5. สรปุ ผลและเขียนรายงานการวิจยั
3.6 สถิติท่ีใช้ในกำรวเิ ครำะห์ขอ้ มลู
ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าเฉล่ีย ค่าร้อยละ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการวิเคราะห์เชิงเน้ือหา
(Content Analysis)
บทท่ี 4
ผลการวิจัย
การวิจัยเร่ือง “การพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ด้วยการสร้างมูลค่าเพ่ิมจากบัวหลวงของชุมชน ตาบล
ยกกระบัตร อาเภอสามเงา จังหวัดตาก” ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ข้อท่ี 1 เพื่อศึกษาบริบทพื้นที่ และการจัดการ
ทรัพยากรบัวหลวง ของเครือข่ายชุมชนตาบลยกกระบัตร 1) ศึกษาบริบทพ้ืนที่ ปัญหาท่ีเกิดจากบัวหลวง และ
แนวทางการแก้ไขปัญหา 2) ศึกษาการจัดการทรัพยากรบัวหลวง การใช้ประโยชน์จากบัวหลวงของชุมชน
3) ศึกษาช่องทางการส่งเสริมการท่องเท่ียวโดยชุมชน ข้อที่ 2 เพ่ือศึกษาความต้องการของตลาด และแนวทาง
การสร้างมูลค่าเพ่ิมจากบัวหลวง ข้อท่ี 3 เพ่ือพัฒนามาตรฐานของผลิตภัณฑ์ และการสร้างภาคีเครือข่ายร่วม
พัฒนามูลค่าเพม่ิ จากบัวหลวง และข้อท่ี 4 เพือ่ ศกึ ษาและพัฒนาช่องทางการจัดจาหน่ายผลติ ภัณฑ์จากบัวหลวง
ได้ผลตามวตั ถุประสงคด์ ังน้ี
ผลการวิจัยตามวตั ถปุ ระสงค์ข้อที่ 1 เพื่อศกึ ษาบรบิ ทพื้นท่ี และการจัดการทรัพยากรบัวหลวง
ของเครอื ขา่ ยชมุ ชนตาบลยกกระบตั ร
1.1 ศึกษาบรบิ ทพนื้ ท่ี ปัญหาท่เี กิดจากบัวหลวง และแนวทางการแกไ้ ขปัญหา
1.1.1 บรบิ ทพื้นที่
1) ลกั ษณะพ้ืนที่
ภาพท่ี 1 แผนที่ตาบลยกกระบตั ร
49
ตาบลยกระบัตร เปน็ ตาบลท่ีต้ังอยู่ในเขตการปกครองของอาเภอสามเงา จังหวัดตาก มีประชากร
รวมท้ังสิ้น 8,065 คน จานวน 2,571 ครัวเรือน แบ่งเป็น 12 หมู่บ้าน ได้แก่ หมู่ที่ 1 บ้านคลองไม้แดง หมู่ท่ี 2
บ้านยกกระบัตร หมู่ท่ี 3 บ้าน ท่าไผ่ หมู่ที่ 4 บ้านสองแคว หมู่ท่ี 5 บ้านแม่ระวาน หมู่ที่ 6 บ้านหนองเชียงคา
หมู่ที่ 7 บ้านแม่เชียงราย หมู่ที่ 8 บ้านใหม่สามัคคี หมู่ที่ 9 บ้านหนองแม่ล่าง หมู่ท่ี 10 บ้านใหม่สามัคคีเหนือ
หมู่ที่ 11 บ้านหนองเชียงคาใต้ และหมู่ท่ี 12 บ้านสองแควพัฒนา อยู่ห่างจากสถานีขนส่งจังหวัดตาก 66.7
กิโลเมตร ห่างจากท่ีว่าการอาเภอสามเงา 16.2 กิโลเมตร มีพ้ืนท่ีประมาณ 301.51 ตารางกิโลเมตร หรือ
ประมาณ 171,456 ไร่ แบง่ เป็น พ้ืนทที่ างการเกษตร 27,409 ไร่ พ้นื ท่ปี า่ ไม้ 127,750 ไร่ พื้นท่ีสาหรับเป็นท่ีอยู่
อาศัย 4,577 ไร่ พื้นที่แหล่งน้า 10,246 ไร่ พื้นท่ีสาธารณประโยชน์ 1,474 ไร่ ทิศเหนือ ติดต่อกับ ตาบลก้อ
อาเภอลี้ จังหวัดลาพูน ทิศใต้ ติดต่อกับ ตาบลสามเงา อาเภอสามเงา จังหวัดตาก ทิศตะวันออก ติดต่อกับ
ตาบลแม่พริก อาเภอแม่พริก จังหวัดลาปาง , ตาบลวังหมัน อาเภอสามเงา จังหวัดตาก และตาบลวังจันทร์
อาเภอสามเงา จังหวัดตาก ทิศตะวันตก ติดต่อกับ ตาบลบ้านนา อาเภอสามเงา จังหวัดตาก ประชากรในพ้ืนที่
ประกอบอาชีพทานา ทาสวน ทาไร่ และเล้ียงสัตว์ อาชีพเสริม กลุ่มธนาคารต้นไม้ กลุ่มน้าพริก กลุ่มจักสาน
กลุ่มทอผ้า กลุ่มเล้ียงหม่อนไหม กลุ่มกล้วย กลุ่มไม้กวาด กลุ่มมะละกอ แหล่งน้าตามธรรมชาติ ได้แก่ 1) แม่น้าวัง
พื้นท่ีท่ีได้รับประโยชน์ 50,000 ไร่ จานวน 2,100 ครัวเรือน 2) หนองจระเข้ พ้ืนท่ีท่ีได้รับประโยชน์ 1,500 ไร่
จานวน 1,014 ครัวเรือน 3) หนองจะหลอด พื้นที่ท่ีได้รับประโยชน์ 50,000 ไร่ จานวน 664 ครัวเรือน
4) หนองปเู่ ฮยี น พืน้ ที่ทไ่ี ด้รับประโยชน์ 100 ไร่ จานวน 350 ครัวเรือน
ลักษณะภูมิประเทศ เป็นที่ราบกว้างในตอนกลางของตาบล ซีกตะวันตกเป็นแนวเทือกเขา ได้แก่
ดอยไม้แดง ดอยเมน่ และดอยขุนห้วยห้า ซกี ตะวนั ตกออกมีภเู ขา ได้แก่ ดอยมา้ เฒา่ มีเทือกเขาถนนธงชัยเป็น
ตัวปะทะมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ท่ีพัดมาจากมหาสมุทรอินเดีย และทะเลอันดามัน ทาให้ได้รับความชุ่มชื้นจาก
ลมมรสุมไม่เต็มที่ ฤดูร้อน ช่วงเดือน มีนาคม – มิถุนายน ฤดูฝน ช่วงเดือน กรกฎาคม – ตุลาคม ฤดูหนาว
ช่วงเดือน พฤศจิกายน – กุมภาพันธ์ ลักษณะดินส่วนใหญ่เป็นดนิ รว่ นปนดินเหนยี ว เหมาะแก่การเพาะปลูกทา
การเกษตร ประเพณีและงานประจาปี ได้แก่ 1) ประเพณีลอยกระทง 2) ประเพณีสงกรานต์ 3) ประเพณี
บุญบั้งไฟ (หมู่ที่ 3, 4, 5, 6, 7, 11, 12) 4) ประเพณีแห่เทียนพรรษาและถวายผ้าอาบน้าฝน 5) ประเพณี
ตานก๋วยสลาก 6) วัฒนธรรมทาบุญกลางบ้าน 7) วัฒนธรรมการจ้อยของผู้เฒ่าผู้แก่ 8) วัฒนธรรมการละเล่น
พ้ืนบ้าน 9) วัฒนธรรมตีกลองมงตึงเซ่ 10) วัฒนธรรมส่งเคราะห์บ้าน/ ทาบุญกลางบ้าน และ11) วัฒนธรรม
ราวงย้อนยุค
50
มีภูมิปัญญาท้องถ่ิน ภาษาถ่ิน ได้แก่ 1) การ จักสานเคร่ืองมือเครื่องใช้ (แห ยอ จั๋ม กระต๊ิบข้าวเหนียว ตะกร้า
กระบุง เปล ฯลฯ) 2) การเล้ียงผีป่า ผีเขา ผีฝาย 3) การเล้ียงผีปู่ย่า 4) การเลี้ยงเจ้า (การทรงเจ้าเข้าทรง)
5) การแหน่ างแมว ขอฟา้ ขอฝน 6) การสืบชะตาตอ่ อายุ 7) การนั่งกะลาดูชะตา (นายเสมอ สมัคร) หมูท่ ี่ 6 บ้าน
หนองเชยี งคา) 8) ภาษาทีใ่ ช้เป็นภาษาท้องถน่ิ ทางภาคเหนือ แหล่งท่องเทีย่ วท่ีนา่ สนใจ ไดแ้ ก่
1) น้าตกแม่ดูด หมู่ท่ี 11 บ้านหนองเชียงคาใต้ โดยมีหน่วยพิทักษ์อุทยาน จานวน 1 แห่ง หน่วย
พิทกั ษ์อทุ ยานแห่งชาติแม่ปิงท่ี 11 (ดอยขนุ เม่น) เป็นหนว่ ยงานหน่งึ อยู่ในความดูแลของอุทยานแห่งชาติแม่ปิง
ส่วนอุทยานแหง่ ชาติ สานกั บริหารพน้ื ท่ีอนรุ กั ษท์ ี่ 16 (เชยี งใหม่) กรมอทุ ยานแหง่ ชาตสิ ัตว์ปา่ และพนั ธพุ์ ชื หน่วย
พิทักษ์อทุ ยานแห่งชาตแิ ม่ปงิ ท่ี มป.11(ดอยขุนเม่น) มีทีท่ าการ 1 หลงั บ้านพกั รบั รอง 1 หลัง บ้านพกั ลกู จ้าง 4
ครอบครัว มีห้องน้า มีลานกิจกรรมบรรจุได้ 1,200 คน สามารถจัดค่ายสื่อความหมาย ค่ายลูกเสือ - เนตรนารี
และผสู้ นใจเป็นหมคู่ ณะได้
2) หนองจระเข้ หมู่ที่ 3 บ้านท่าไผ่ หมู่ท่ี 4 บ้านสองแคว, หมู่ที่ 6 บ้านหนองเชียงคา, หมู่ท่ี 11
บ้านหนองเชียงคาใต้ เปน็ แหลง่ กักเก็บนา้ ขนาดใหญ่ เพื่อใช้ในการเกษตรครอบคลุมหลายหมู่บา้ น อกี ทั้งยังเป็น
แหล่งบัวหลวงขนาดใหญ่
3) ทุ่งทานตะวัน หมู่ที่ 8 บ้านใหม่สามัคคี เป็นสถานที่เท่ียวใหม่ ซึ่งข้อมูลอาจจะไม่เผยแพร่มาก
นัก เป็นสถานที่ชมวิว มีทุ่งดอกทานตะวันเป็นไร่ท่ีตั้งอยู่ติดกับภูเขา ทัศนียภาพรอบข้างท่ีสวยงาม และอีกท้ังมี
รสี อรท์ ใหก้ บั นักทอ่ งเทยี่ วจานวน 4 หลัง
ภาพที่ 2 เปิดตวั โครงการต่อ วา่ ทร่ี อ้ ยเอกสมศักดิ์ ไชยมณี นายอาเภอสามเงา
51
ภาพที่ 3 เปดิ ตวั โครงการในการประชุมในระดับอาเภอ
ภาพที่ 4 ร่วมประชุมสร้างความเขา้ ใจโครงการกบั หนว่ ยงานท้องถิ่น และหาภาครี ว่ มพฒั นา
ภาพที่ 5 ประชมุ เปดิ ตัวโครงการในเวทีประชุมระดับหมู่บ้าน
52
2) การศึกษารายได้และความเปน็ อย่ขู องประชากรในพื้นท่ี
ทีมวจิ ัยจึงได้จดั ประชมุ เพือ่ ออกแบบแบบสอบถาม จานวน 2 ชดุ คอื 1) แบบสารวจตวั ชีว้ ดั ความ
เหลื่อมล้า โครงการการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่มจากบัวหลวง ของชุมชนตาบล
ยกกระบตั ร อาเภอสามเงา จังหวดั ตาก (ระยะกอ่ นดาเนินการ) และ 2) แบบสารวจผบู้ รโิ ภคและผู้ประกอบการ
การพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ด้วยการสร้างมูลค่าเพ่ิมจากบัวหลวงของชุมชนตาบลยกกระบัตร อาเภอสามเงา
จังหวัดตาก โดยส่งแบบสอบถามให้ทีมท่ีปรึกษาตรวจสอบ ก่อนส่งแบบสอบถามทดสอบความเที่ยงตรงของ
เน้ือหาและทดสอบความน่าเช่ือถือ โดยมอบให้กับผู้ทรงคุณวุฒิ จานวน 3 แห่ง ประกอบด้วย มหาวิทยาลัย
ราชภัฎกาแพงเพชร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ตาก และวิทยาลัยชุมชนตาก ก่อนนาไปใช้
จัดเก็บข้อมลู
ภาพที่ 6 ประชุมทมี นักวจิ ยั ออกแบบสอบถามท่ใี ชใ้ นการเก็บขอ้ มลู
นาแบบสอบถาม ชุดท่ี 1 แบบสารวจตัวชี้วัดความเหล่ือมล้า โครงการการพัฒนาเศรษฐกิจ
ฐานราก ด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่มจากบัวหลวงของชุมชนตาบลยกกระบัตร อาเภอสามเงา จังหวัดตาก (ระยะ
ก่อนดาเนินการ) สอบถามกลุ่มตัวอย่างในพ้ืนท่ี จานวน 69 คน แบ่งเป็น กลุ่มเป้าหมายท่ีเข้าร่วมโครงการ
จานวน 36 คน ประกอบดว้ ย กลมุ่ คนตกงานจากสถานการณ์โควิด จานวน 9 คน กลมุ่ เกษตรทีต่ ้องการอาชีพเสริม
27 คน และกลุ่มเป้าหมายที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการซ่ึงเป็นประชาชนในพ้ืนท่ีรอบข้าง จานวน 33 คน
แบบสอบถามแบ่งออกเป็น 10 ส่วน ดังน้ี ส่วนที่ 1 ข้อมูลท่ัวไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ส่วนท่ี 2 การมีส่วน
ร่วมกับกิจกรรมของโครงการ ส่วนที่ 3 รายได้จากการทางานในปี พ.ศ. 2564 ส่วนที่ 4 กาไรจากการ
ประกอบการ ส่วนท่ี 5 กาไรจากการประกอบการทางการเกษตร ส่วนที่ 6 เงินบานาญ เงินสวัสดิการ เงิน
53
ช่วยเหลือ ส่วนท่ี 7 รายได้จากทรัพย์สิน/การเงิน ส่วนท่ี 8 รายจ่ายท่ีไม่เป็นตัวเงิน ส่วนที่ 9 ผลิตภัณฑ์จากบัว
หลวง และส่วนท่ี 10 ข้อมูลอ่นื ๆ ดังน้ี
สว่ นที่ 1 ขอ้ มลู ท่วั ไปผ้ตู อบแบบสอบถาม
สถานภาพและข้อมลู ท่วั ไปส่วนใหญ่ของผู้ตอบแบบสอบถาม พบวา่ เป็นเพศหญิง จานวน 54 คน
(ร้อยละ 78.26) รองลงมา เพศชาย จานวน 15 คน (ร้อยละ 21.74) มีอายุระหวา่ ง 56-65 ปี มากท่สี ดุ จานวน
15 คน (ร้อยละ 21.47) รองลงมา คือ ช่วงอายุ 46-55 ปี จานวน 14 คน (ร้อยละ 20.29) อายุ 36-45 ปี และ
66 ปีขึ้นไป จานวน 12 คน (ร้อยละ 17.39) อายุ 15-25 ปี จานวน 9 คน (ร้อยละ 13.04) และอายุ 26-35 ปี
จานวน 7 คน (ร้อยละ 13.04) อาศัยอยู่ท่ีหมู่บ้านหนองเชียงคา มากท่ีสุด จานวน 18 คน (ร้อยละ 26.09)
รองลงมา คือ บ้านใหม่สามัคคี จานวน 11 คน (ร้อยละ 15.94) บ้านแม่ระวาน และบ้านสองแคว จานวน
9 คน (ร้อยละ 13.04) บ้านยกกระบัตร จานวน 8 คน (ร้อยละ 11.59) บ้านคลองไม้แดง และ บ้านท่าไผ่
จานวน 5 คน (ร้อยละ 7.25) บ้านแม่เชียงราย และบ้านหนองแม่ล่าง จานวน 2 คน (ร้อยละ 2.90 ) มีวุฒิ
การศึกษาระดับประถมศึกษา มากที่สุด จานวน 38 คน (ร้อยละ 55.07) รองลงมา คือ ระดับมัธยมศึกษาตอน
ปลายหรอื เทียบเทา่ จานวน 16 คน (ร้อยละ 23.19) ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น จานวน 10 คน (รอ้ ยละ 14.49)
ไม่ได้เรียน จานวน 3 คน (ร้อยละ 4.35 ) ระดับอนุปริญญาหรือเทียบเท่า และระดับปริญญาตรี จานวน 1 คน
(ร้อยละ 1.45) มีอาชีพหลัก คือ อาชีพเกษตรกร มากที่สุด จานวน 30 คน (ร้อยละ 43.48) รองลงมา คือ ไม่มี
อาชีพ และ รบั จ้าง จานวน 12 คน (ร้อยละ 17.39) นกั เรียน/นักศึกษา จานวน 8 คน (ร้อยละ 11.59) และรับ
ราชการ จานวน 7 คน (ร้อยละ 10.14) ประกอบอาชีพเสริม มากท่ีสุด คือ ไม่มีอาชีพ จานวน 27 คน (ร้อยละ
39.13) รองลงมา คอื อาชพี เกษตรกร จานวน 18 คน (รอ้ ยละ 26.09) รบั จ้าง จานวน 13 คน (ร้อยละ 18.84)
นักเรยี น/นกั ศึกษา และรบั ราชการ จานวน 5 คน (ร้อยละ 7.25) และธุรกจิ ส่วนตัว (เชน่ คา้ ขาย) จานวน 1 คน
(ร้อยละ 1.45) มีสถานภาพ สมรส มีบตุ ร มากทสี่ ดุ จานวน 47 คน (รอ้ ยละ 68.12) รองลงมา คอื โสด จานวน
17 คน (ร้อยละ 24.64) และสมรส ไม่มีบุตร จานวน 5 คน (ร้อยละ 7.25) มีสถานะเป็นหัวหน้าครัวเรือน มาก
ทส่ี ดุ จานวน 26 คน (ร้อยละ 37.68) รองลงมา คือ สามี/ภรรยาของหวั หน้าครัวเรือน จานวน 24 คน (รอ้ ยละ
34.78) และบุตรหลานของหวั หนา้ ครัวเรอื น จานวน 19 คน (รอ้ ยละ 27.54) มีความเก่ียวขอ้ งกบั โครงการ มาก
ที่สุด คือ เป็นสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการ จานวน 36 คน (ร้อยละ 52.17) รองลงมา คือ ไม่เป็นสมาชิก/ไม่เข้า
ร่วมโครงการ จานวน 33 คน (ร้อยละ 47.83) มีจานวนสมาชิกในครัวเรือน (ตามทะเบียนบ้าน) 1-5 คน มาก
ท่ีสดุ จานวน 55 คน (ร้อยละ 79.71) รองลงมา คอื 6-10 คน จานวน 14 คน (ร้อยละ 20.29) อาศัยอยจู่ ริงใน
54
ครัวเรือน 1-5 คน มากท่ีสุด จานวน 60 คน (ร้อยละ 86.96) รองลงมา คือ 6-10 คน จานวน 9 คน (ร้อยละ
13.04)
ส่วนที่ 2 การมีส่วนรว่ มกับกิจกรรมของโครงการ
ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ มีส่วนร่วมกับโครงการ (เลือกตอบได้มากกว่า 1 ข้อ) ด้านการร่วม
ให้ข้อมูล มากที่สุด จานวน 64 คน (ร้อยละ 43.24) รองลงมา คือ ร่วมดาเนินเวทีตามโครงการ จานวน 60 คน
(ร้อยละ 40.54) พัฒนาโจทย์ จานวน 10 คน (ร้อยละ 6.76) ออกแบบกิจกรรม และออกแบบการเก็บข้อมูล
จานวน 5 คน (รอ้ ยละ 3.38) และรว่ มบันทกึ /วิเคราะห์ข้อมูล จานวน 4 คน (รอ้ ยละ 2.70)
ส่วนท่ี 3 รายไดจ้ ากการทางานในปี พ.ศ. 2564
ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ มีรายได้จากการทางานในปี พ.ศ. 2564 ได้รับค่าจ้างแรงงาน หรือ
เงินเดือน ของ "ครัวเรือน" เฉล่ียเดือนละ 0-1,000 บาท มากที่สุด จานวน 20 คน (ร้อยละ 28.99) รองลงมา
คือ 3,001-6,000 บาท จานวน 14 คน (ร้อยละ 20.29) 6,001-9,000 บาท จานวน 13 คน (ร้อยละ 18.84)
1,001-3,000 บาท จานวน 11 คน (ร้อยละ 15.94) 12,001 บาทขึ้นไป จานวน 8 คน (ร้อยละ 11.59) และ
9,001-12,000 บาท จานวน 3 คน (ร้อยละ 4.35) ได้รับผลตอบแทนอ่ืนๆ จากการทางานเป็นรายเดือน คือ
0-1,000 บาท มากที่สุด จานวน 64 คน (ร้อยละ 92.75) รองลงมา คือ 1,001-3,000 บาท จานวน 4 คน
(ร้อยละ 5.80) และ6,001-9,000 บาท จานวน 1 คน (ร้อยละ 1.45) ไดร้ บั ผลตอบแทน จากการทางานอืน่ ๆ ใน
รอบปี 2564 คือ 0-1,000 บาท มากท่ีสุด จานวน 69 คน (ร้อยละ 100) มีข้อมูลรายละเอียดด้านรายได้จาก
การทางานอ่ืนๆ ที่เกี่ยวข้อง คือ ไม่มีความเกี่ยวข้อง มากที่สุด จานวน 68 คน (ร้อยละ 98.55) รองลงมา คือ
มี จานวน 1 คน (ร้อยละ 1.45)
ส่วนท่ี 4 กาไรจากการประกอบการ เช่น ร้านคา้ ร้านตดั ผม รา้ นอาหาร
ผูต้ อบแบบสอบถามสว่ นใหญ่ มลี ักษณะการประกอบการที่เป็นแหลง่ รายได้หลกั เชน่ ร้านคา้ ร้าน
ตัดผม ร้านอาหาร คือ ไม่มีรายได้จากแหล่งน้ี มากท่ีสุด จานวน 67 คน (ร้อยละ 97.10) รองลงมาคือ ร้านค้า
ขายของชา และร้านอาหาร (รวมถึง หาบเร่) จานวน 1 คน (ร้อยละ 1.45) ได้รับกาไรจากการประกอบการ
ธุรกิจโดยเฉลี่ย (บาท/เดือน) โดยนับเฉพาะรายได้สุทธิหลังจากหักค่าใช้จ่ายในการทาธุรกิจน้ัน คือ 0-1,000
บาท มากที่สุด จานวน 66 คน (รอ้ ยละ 95.65) รองลงมา คอื 1,001-3,000 บาท จานวน 2 คน (รอ้ ยละ 2.90)
และ9,001-12,000 บาท จานวน 1 คน (ร้อยละ 1.45) มีข้อมูลรายละเอียดกาไรจากการประกอบการอื่นๆ
ทีเ่ ก่ยี วขอ้ ง คือ ไม่มี มากท่ีสดุ จานวน 69 คน (ร้อยละ 100)
55
สว่ นท่ี 5 กาไรจากการประกอบการทางการเกษตร
ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ ประกอบการทางการเกษตรท่ีเป็นแหล่งรายได้หลัก มีลักษณะการ
ประกอบการทางการเกษตรทเ่ี ป็นแหล่งรายได้หลัก คอื ปลูกพชื สวน มากท่ีสุด จานวน 23 คน (รอ้ ยละ 33.33)
รองลงมา คือ เกษตรผสมผสาน จานวน 17 คน (ร้อยละ 24.64) ปลูกพืชไร่ จานวน 14 คน (ร้อยละ 20.29)
เล้ียงสัตว์ จานวน 10 คน (ร้อยละ 14.49) ไม่มีรายได้จากแหล่งนี้ จานวน 4 คน (ร้อยละ 5.80) เก็บหาของป่า
จานวน 1 คน (รอ้ ยละ 1.45) ได้รบั กาไรสทุ ธทิ างการเกษตรเปน็ แบบรายปี จานวน 36 คน (ร้อยละ 52.17) ราย
เดือน จานวน 25 คน (ร้อยละ 36.23) และรายรอบ จานวน 8 คน (ร้อยละ 11.59) มีรายรับจากภาคเกษตร
เป็นรายเดือน เดือนละ 0-1,000 บาท มากที่สุด จานวน 52 คน (ร้อยละ 75.36) รองลงมา คือ 3,001-6,000
บาท จานวน 6 คน (ร้อยละ 8.70) 6,001-9,000 บาท จานวน 5 คน (ร้อยละ 7.25) 1,001-3,000 บาท,
9,001-12,000 บาท และ12,001 บาทขึ้นไป จานวน 2 คน (ร้อยละ 2.90) มีต้นทุนในการเกษตร เดือนละ
0-1,000 บาท มากท่ีสุด จานวน 22 คน (ร้อยละ 31.88) รองลงมา คือ 3,001-6,000 บาท จานวน 16 คน
(ร้อยละ 23.19) 1,001-3,000 บาท จานวน 15 คน (ร้อยละ 21.74) 6,001-9,000 บาท จานวน 12 คน
(ร้อยละ 17.39) 9,001-12,000 บาท และ12,001 บาทข้ึนไป จานวน 2 คน (ร้อยละ 2.90) ได้รับรายรับจาก
ภาคเกษตรเปน็ รายปี คือ 3,001-6,000 บาท มากท่ีสุด จานวน 43 คน (ร้อยละ 62.32) รองลงมา คือ 0-1,000
บาท จานวน 9 คน (ร้อยละ 13.04) 1,001-3,000 บาท จานวน 8 คน (ร้อยละ 11.59) 6,001-9,000 บาท
จานวน 4 คน (ร้อยละ 5.80) 9,001-12,000 บาท จานวน 3 คน (ร้อยละ 4.35) และ12,001 บาทขึ้นไป
จานวน 2 คน (ร้อยละ 2.92) มีต้นทุนในการเกษตรรายปี คือ 3,001-6,000 บาท มากที่สุด จานวน 44 คน
(รอ้ ยละ 63.77) รองลงมา คือ 12,001 บาทข้ึนไป จานวน 15 คน (ร้อยละ 21.74) 9,001-12,000 บาท จานวน
6 คน (ร้อยละ 8.70) และ6,001-9,000 บาท จานวน 4 คน (ร้อยละ 5.80) แบบสอบถาม มีรายรับจากภาค
การเกษตรเป็นรายรอบ คือ ปีละ 1 ครั้ง มากที่สุด จานวน 60 คน (ร้อยละ 86.96) รองลงมา คือ ปีละ 2 คร้ัง
มีจานวน 9 คน (ร้อยละ 13.04) มีรายรับจากภาคการเกษตรเป็น รายรอบ รอบละ 3,001-6,000 บาท
มากท่ีสุด จานวน 29 คน (ร้อยละ 42.03) รองลงมา คือ 6,001-9,000 บาท จานวน 19 คน (ร้อยละ 27.54)
12,001 บาทข้ึนไป จานวน 14 คน (รอ้ ยละ 20.29) และ9,001-12,000 บาท จานวน 7 คน (รอ้ ยละ 10.14) มี
ต้นทุนในการเกษตรเป็นรายรอบ รอบละ 3,001-6,000 บาท มากที่สุด จานวน 29 คน (ร้อยละ 42.03)
รองลงมา คือ 6,001-9,000 บาท จานวน 19 คน (ร้อยละ 27.54) 12,001 บาทขึ้นไป จานวน 14 คน (ร้อยละ
20.29) และ 9,001-12,000 บาท จานวน 7 คน (ร้อยละ 10.14) มีข้อมูลรายละเอียดอ่ืนๆ ที่เก่ียวข้อง คือ
ไม่มี มากท่ีสดุ จานวน 69 คน (รอ้ ยละ 100)
ส่วนที่ 6 เงนิ บานาญ เงนิ สวสั ดกิ าร เงินช่วยเหลือ
ผตู้ อบแบบสอบถามส่วนใหญ่ ได้รบั เงินบานาญจากราชการรายเดือน คอื 0-1,000 บาท มากท่ีสุด
จานวน 64 คน (ร้อยละ 92.75) รองลงมา คือ 12,001 บาทข้ึนไป จานวน 5 คน (ร้อยละ 7.25) ไดร้ ับเบี้ยยงั ชีพ
56
ผู้สูงอายุรายเดือน คือ 0-1,000 บาท มากที่สุด จานวน 37 คน (ร้อยละ 53.62) รองลงมา คือ 1,001-3,000
บาท จานวน 32 คน (รอ้ ยละ 46.38) ได้รบั เงนิ สารองเลย้ี งชีพหรอื เงินประกนั สังคมหรือเงนิ ประกนั ชีวติ สาหรบั
ผู้สูงอายุรายเดือน 0-1,000 บาท มากท่ีสุด จานวน 64 คน (ร้อยละ 92.75) รองลงมา คือ 1,001-3,000 บาท
จานวน 5 คน (ร้อยละ 7.25) ได้รับเบ้ียความพิการรายเดือน 0-1,000 บาท มากท่ีสุด จานวน 60 คน (ร้อยละ
86.96) รองลงมา คือ 1,001-3,000 บาท จานวน 9 คน (ร้อยละ 13.04) ได้รับความช่วยเหลือจากบัตร
สวัสดกิ ารพ้นื ฐานแหง่ รัฐ รายเดอื น 1,001-3,000 บาท มากท่สี ุด จานวน 50 คน (ร้อยละ 72.46) รองลงมา คือ
0-1,000 บาท จานวน 17 คน (ร้อยละ 24.64) 9,001-12,000 บาท จานวน 2 คน (ร้อยละ 2.90) ได้รบั ความ
ช่วยเหลือเงินสนับสนุนเด็กเล็กรายเดือน 0-1,000 บาท มากที่สุด จานวน 35 คน (ร้อยละ 50.72) รองลงมา
คือ 1,001-3,000 บาท จานวน 25 คน (ร้อยละ 36.23) 3,001-6,000 บาท จานวน 9 คน (ร้อยละ 13.04)
ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาล ในสถานการณ์โควิด-19 รายปี 0-1,000 บาท มากที่สุด จานวน 35 คน
(ร้อยละ 50.72) รองลงมา คือ 12,001 บาทขึ้นไป จานวน 11 คน (ร้อยละ 15.94) 3,001-6,000 บาท จานวน
10 คน (ร้อยละ 14.49) 9,001-12,000 บาท จานวน 8 คน (ร้อยละ 11.59) 6,001-9,000 บาท จานวน 4 คน
(ร้อยละ 5.80) และ1,001-3,000 บาท จานวน 1 คน (ร้อยละ 1.45) มีรายได้จากเงินช่วยเหลือจากคนอ่ืนๆ
หน่วยงานอื่นๆ ท่ีไม่ใช่รัฐบาลและสมาชิกในครอบครัว รายเดือน 0-1,000 บาท มากท่ีสุด จานวน 66 คน
(ร้อยละ 95.65) รองลงมา คือ 3,001-6,000 บาท จานวน 3 คน (ร้อยละ 4.35) มีข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติม
อ่ืนๆ ด้านเงินบานาญ เงนิ สวัสดกิ าร เงินชว่ ยเหลอื คือ ไมม่ ี มากท่ีสดุ จานวน 65 คน (ร้อยละ 94.20) รองลงมา
คอื มี จานวน 4 คน (ร้อยละ 5.80)
สว่ นที่ 7 รายไดจ้ ากทรพั ย์สนิ /การเงนิ
ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ มีรายได้จากดอกเบี้ยเงินฝาก พันธบัตร สลากออมสิน รายเดือน
0-1,000 บาท มากที่สุด จานวน 56 คน (ร้อยละ 81.16) รองลงมา คือ 1,001-3,000 บาท จานวน 8 คน
(ร้อยละ 11.59) 12,001 บาทข้ึนไป จานวน 4 คน (ร้อยละ 5.80) และ3,001-6,000 บาท จานวน 1 คน
(ร้อยละ 1.45) มีรายได้จากเงินปันผลของวิสาหกิจชุมชน รายเดือน 0-1,000 บาท มากที่สุด จานวน 65 คน
(ร้อยละ 94.20) รองลงมา คือ 1,001-3,000 บาท จานวน 4 คน (ร้อยละ 5.80) มีรายได้จากค่าเช่า
อสังหาริมทรัพย์ (เชน่ บา้ น ท่ดี นิ ) รายเดือน 0-1,000 บาท มากท่สี ุด จานวน 57คน (รอ้ ยละ 89.06) รองลงมา
คอื 1,001-3,000 บาท จานวน 3 คน (รอ้ ยละ 4.68) 6,001-9,000 บาท จานวน 2 คน (ร้อยละ 3.12) 12,001
บาทขึ้นไป จานวน 2 คน (ร้อยละ 3.12) มีรายได้จากการปล่อยเงินกู้ รายเดือน คือ 0-1,000 บาท มีจานวน
69 คน (ร้อยละ 100) มีรายได้จากการถูกเงินรางวัลสลากกินแบ่ง สลากออมสิน อ่ืนๆ รายปี 0-1,000 บาท
57
มากที่สุด จานวน 64 คน (ร้อยละ 92.75) รองลงมา คือ 1,001-3,000 บาท จานวน 5 คน (ร้อยละ 7.25)
มีข้อมูลรายละเอียดเพ่ิมเติมอื่นๆ ด้านรายได้จากทรพั ย์สิน/การเงิน คือ ไม่มี มากท่ีสุด จานวน 65 คน (ร้อยละ
94.20) รองลงมา คือ มี จานวน 4 คน (รอ้ ยละ 5.80)
สว่ นที่ 8 รายไดท้ ีไ่ มเ่ ปน็ ตัวเงนิ
ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ มีผลผลิตทางการเกษตรที่ได้จากไร่นาของท่านท่ีนามาใช้ในการ
บริโภคในครัวเรือน คือ ข้าว มากท่ีสุด จานวน 30 คน (ร้อยละ 43.48) รองลงมา คือ ไม่มี จานวน 25 คน
(ร้อยละ 36.23) ข้าวโพด จานวน 10 คน (ร้อยละ 14.49) และทานา เล้ียงสัตว์ จานวน 4 คน (ร้อยละ 5.80)
แบบสอบถาม มีผลผลิตทางการเกษตรจากไร่นาของท่านเอง หากต้องซื้อมาจากตลาด รายปี 0-1,000 บาท
มากที่สุด จานวน 22 คน (ร้อยละ 31.88) รองลงมา คือ 3,001-6,000 บาท และ12,001 บาท ขึ้นไป จานวน
15 คน (ร้อยละ 21.74) 1,001-3,000 บาท จานวน 10 คน (ร้อยละ 14.49) 6,001-9,000 บาท จานวน 4 คน
(ร้อยละ 5.80) และ9,001-12,000 บาท จานวน 3 คน (ร้อยละ 4.35) มีผลผลิตทางการเกษตรท่ีได้จากผู้อ่ืนท่ี
ไม่ใช่สมาชิกในไร่นาของท่าน ที่นามาใช้ในการบริโภคในครัวเรือน คือ ผัก มากท่ีสุด จานวน 32 คน (ร้อยละ
36.23) รองลงมาคือ ไม่มี จานวน 25 คน (ร้อยละ 36.23) ผลไม้ จานวน 8 คน (ร้อยละ 11.59) และข้าว
จานวน 4 คน (รอ้ ยละ 5.80) มผี ลผลิตทางการเกษตรท่ีไดร้ บั จากผู้อ่นื ท่ีไม่ได้อยู่ในครัวเรือน หากตอ้ งซอื้ มาจาก
ตลาด รายปี 1,001-3,000 บาท มากท่ีสุด จานวน 28 คน (รอ้ ยละ 40.58) รองลงมา คอื 0-1,000 บาท จานวน
23 คน (ร้อยละ 33.33) 3,001-6,000 บาท จานวน 12 คน (ร้อยละ 17.39) 9,001-12,000 บาท และ12,001
บาทขึ้นไป จานวน 3 คน (ร้อยละ 4.35) ในรอบปีที่ผ่านมา ท่านมีค่าใช้จ่ายในการเช่าที่พักอาศัยหรือเช่าท่ีดิน
ทาการเกษตร คือ ไม่มี มากท่ีสุด จานวน 59 คน (ร้อยละ 85.51) รองลงมา คือ มี จานวน 10 คน (ร้อยละ
14.49) ต้องเสียค่าเช่าท่ีพักอาศัย จะต้องเสียค่าเช่า (ท้ังของตนเองและเช่าผู้อื่น) รายปี 12,001 บาทข้ึนไป
มากที่สุด จานวน 46 คน (ร้อยละ 66.67) รองลงมา คือ 1,001-3,000 บาท จานวน 18 คน (ร้อยละ 26.09)
3,001-6,000 บาท จานวน 3 คน (ร้อยละ 4.35) 9,001-12,000 บาท จานวน 2 คน (ร้อยละ 2.90) ต้องเสีย
ค่าเช่าท่ีดินทางการเกษตร จะต้องเสียค่าเช่า (ท้ังของตนเองและผู้อ่ืน) รายปี 12,001 บาทขึ้นไป มากท่ีสุด
จานวน 31 คน (ร้อยละ 44.93) รองลงมา คือ 9,001-12,000 บาท จานวน 13 คน (ร้อยละ 18.84) 1,001-
3,000 บาท, 3,001-6,000 บาท, 6,001-9,000 บาท จานวน 7 คน (ร้อยละ 10.14) และ0-1,000 บาท จานวน
4 คน (ร้อยละ 5.80) มีข้อมูลรายละเอียดเพ่ิมเติมอ่ืนๆ เกี่ยวรายได้ที่ ไม่เป็นตัวเงิน คือ ไม่มี จานวน 69 คน
(รอ้ ยละ 100)
58
ส่วนท่ี 9 ผลิตภัณฑจ์ ากบัวหลวง
ผู้ตอบแบบสอบถาม เคยนาผลิตภัณฑ์บัวหลวงมาใช้ประโยชน์ คือ เคย มากท่ีสุด จานวน 36 คน
(ร้อยละ 52.17) รองลงมา คือ ไมเ่ คย จานวน 33 คน (รอ้ ยละ 47.83) นาผลิตภัณฑจ์ ากบวั หลวงมาใชป้ ระโยชน์
คือ ฝักบัว มากที่สุด จานวน 30 คน (ร้อยละ 41.67) รองลงมา คือ ไหลบัว จานวน 27 คน (ร้อยละ 37.50)
ดอกบัว จานวน 13 คน (ร้อยละ 18.06) และ รากบัว จานวน 2 คน (ร้อยละ 2.78) นาผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง
มาใช้ประโยชน์ คือ บริโภค มากที่สุด จานวน 36 คน (ร้อยละ 52.17) รองลงมา คือ จาหน่าย จานวน 33 คน
(ร้อยละ 47.83) มีรายได้ในการจาหน่ายผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง คือ 0-1,000 บาท มีจานวน 69 คน (ร้อยละ
100) เคยนาบัวหลวงมาแปรรูป คอื เคย มากที่สุด จานวน 47 คน (รอ้ ยละ 68.12) รองลงมา คอื ไมเ่ คย จานวน
22 คน (รอ้ ยละ 31.88) เคยทาผลติ ภณั ฑ์จากบวั หลวงนามาแปรรปู ในรปู แบบอาหารคาว มากท่ีสดุ จานวน 18
คน (ร้อยละ 32.14) รองลงมา คือ ชา จานวน 12 คน (ร้อยละ 21.43) สบู่และสปา (สเปรย์) จานวน 11 คน
(ร้อยละ 19.64) และอาหารหวาน จานวน 4 คน (ร้อยละ 7.14) มรี ายได้จากการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง
รายปี 0-1,000 บาท มากท่ีสุด จานวน 49 คน (ร้อยละ 71.01) รองลงมา คือ 1,001-3,000 บาท จานวน 20
คน (ร้อยละ 28.99) ปัจจุบันยังทาผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง คือ ไม่ทา มากที่สุด จานวน 64 คน (ร้อยละ 92.75)
รองลงมา คือ ทา จานวน 5 คน (ร้อยละ 7.25) หยุดทาการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง คือ ไม่มีบัว ช่วง
หน้าน้า น้าท่วมบัว มากท่ีสุด จานวน 66 คน (ร้อยละ 95.65) รองลงมา คือ ตามฤดูกาล จานวน 3 คน (ร้อย
ละ 4.35)
ส่วนที่ 10 ขอ้ มลู อนื่ ๆ
ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ มีทรัพย์สินภาคครัวเรือน (ท่ีดิน บ้าน รถ) คือ บ้าน มากที่สุด
จานวน 64 คน (ร้อยละ 40.00) รองลงมา คือ ที่ดิน จานวน 50 คน (ร้อยละ 31.25) และรถ จานวน 46 คน
(รอ้ ยละ 28.75) มหี นีส้ ินภาคครัวเรอื น 12,001 บาทข้ึนไป มากท่ีสุด จานวน 40 คน (รอ้ ยละ 57.97) รองลงมา
คือ 0-1,000 บาท จานวน 25 คน (ร้อยละ 36.23) และ9,001-12,000 บาท จานวน 4 คน (ร้อยละ 5.80)
มขี อ้ มลู รายละเอียดเพิ่มเตมิ คอื ไม่มี มากทสี่ ุด จานวน 65 คน (ร้อยละ 94.20) รองลงมา คอื มี จานวน 4 คน
(ร้อยละ 5.80)
59
ภาพที่ 7 ทีมวจิ ัยสารวจเกบ็ ขอ้ มูลบริบท และรายได้ของชุมชน
1.1.2 ปัญหาทีเ่ กิดจากบวั หลวง และแนวทางการแกไ้ ขปัญหา
จากการลงพ้ืนท่ีเก็บข้อมูลและประชุมร่วมกับคนในชุมชนที่เก่ียวข้องเพ่ือสอบถาม
ถึงปัญหาและแนวทางแก้ไขของชุมชนท่ีเกิดจากบัวหลวง พบว่า บัวหลวงในพื้นที่ตาบลยกกระบัตรเกิดข้ึนเอง
ตามหนองน้าทางการเกษตร เช่น หนองจระเข้ หนองจะหลอด และหนองปู่เฮียน ซึ่งหนองจระเข้เป็นหนองน้า
ท่ีมีบัวหลวงข้ึนมากที่สุด จากการสอบถามคนท่ีอาศัยในพ้ืนท่ีรอบหนองน้าจานวน 20 ครอบครัว มีเพียง
10 ครอบครัว ที่เก็บไหลบัวและฝักบัวมาขายเพื่อเลี้ยงชีพ รายได้เพียง 200 บาท/วัน แต่ไม่ได้ไปเก็บทุกวัน
เน่ืองจากมีอาชีพรับจ้างทั่วไปภายในหมู่บ้าน อีกทั้งคนในพื้นที่ส่วนใหญ่ไม่เก็บบัวหลวงจากหนองน้าแต่จะซื้อ
มากกว่า เน่ืองจากไม่มีพาหนะ ทักษะ ความรู้ และกลัวอันตราย บัวหลวงในหนองน้าเติบโตจากเม็ดบัว และ
ไหลบัวชอนไชอยู่เหนือดินใต้น้า มีลาต้นเป็นเหง้าอยู่ใต้ดิน ส่งผลให้หนองน้าตื้นเขิน ในช่วงที่บัวหลวงเติบโต
เต็มที่ ใบบัวจะปกคลุมเต็มหนองน้า ไม่มีการเก็บบัวมาใช้ประโยชน์อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทาให้บัวที่ไม่ได้ใช้
ประโยชน์คงอยู่ในหนองน้า ส่งผลให้น้าเน่าเสีย ส่งกลิ่นเหม็น สร้างปัญหาให้กับครัวเรือนรอบหนอง และ
60
ครัวเรือนทใ่ี ช้นา้ จากหนอง จงึ ต้องมกี ารลอกดงึ บวั ขน้ึ มาจากหนองน้ามาไว้ขอบหนอง เกิดเปน็ ขยะจากบวั หลวง
ปัญหาหนองน้าตื้นเขิน กรมชลประทานมีแผนขุดลอกหนองจระเข้และบริหารจัดการน้าในตาบลยกกระบัตร
เพื่อให้สามารถกักเก็บน้ามาใช้ในการทาการเกษตรได้เพิ่มข้ึน โดยตั้งงบประมาณไว้ 100 ล้านบาท ในส่วน
องคก์ ารบริหารสว่ นตาบลยกกระบัตรดาเนินการประสานงานกับชุมชนในการกาหนดพ้ืนท่ีรอบหนองให้เป็น
พ้ืนที่สาธารณะอย่างชัดเจน
ภาพท่ี 8 เวทีประชุมศึกษาปัญหาทีเ่ กิดจากบัวหลวง และแนวทางการแกไ้ ขปัญหาที่ผ่านมาของชมุ ชน
1.2 ศกึ ษาการจดั การทรัพยากรบัวหลวง การใชป้ ระโยชน์จากบัวหลวงของชุมชน
จากการลงพ้ืนท่ีสารวจข้อมูลบัวหลวง พบว่า พ้ืนท่ีตาบลยกกระบัตรมีเทือกเขาถนนธงชัยเป็นตัว
ปะทะมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดมาจากมหาสมุทรอินเดีย และทะเลอันดามัน ทาให้ได้รับความชุ่มช้ืนจากลม
มรสุมไม่เต็มที่ ในช่วงฤดูแล้งพื้นที่จะขาดแคลนน้า หน่วยงานต่าง ๆ จึงเข้ามาทาการขุดสระน้าเพ่ือเก็บน้าทา
การเกษตรในฤดูแล้ง ทาให้มีแหล่งน้าจานวนมาก ซ่ึงแหล่งน้าที่มีในพ้ืนท่ีก็มักจะมีบัวหลวงข้ึน หนองน้าจะแบ่ง
ออกเป็น หนองน้าธรรมชาติที่เป็นหนองน้าสาธารณะ จานวน 3 แห่ง ประกอบด้วย 1) หนองจระเข้ พื้นท่ีท่ี
ได้รับประโยชน์ 1,500 ไร่ จานวน 1,014 ครัวเรือน 2) หนองจะหลอด พื้นท่ีที่ได้รับประโยชน์ 50,000 ไร่
จานวน 664 ครวั เรือน 3) หนองปเู่ ฮียน พนื้ ท่ีท่ีไดร้ ับประโยชน์ 100 ไร่ จานวน 350 ครัวเรอื น และสระนา้ ส่วน
บุคคลของคนในชุมชน เพอ่ื ใช้เก็บน้าทาการเกษตรหลายแหลง่ การจัดการทรัพยากรบัวหลวง พบวา่ ในช่วงที่มี
บัวหลวงเกิดขึ้นจานวนมาก ทาให้หนองน้าต้ืนเขิน น้าเน่าเสีย องค์การบริหารส่วนตาบลยกกระบัตร ต้องเสีย
งบประมาณในการลอกหนองท่ีเกิดปัญหาจากบัวหลวง จานวน 2,520,000 บาท โดยบัวที่ทาการลอกข้ึนมาจะ
นาไปฝงั กลบ
61
ภาพที่ 9 หนองจระเข้ หนองจะหลอด และหนองปูเ่ ฮยี น ในชว่ งที่บัวหลวงออกเต็มที่
ในการใช้ประโยชนจ์ ากบวั ของชมุ ชน พบว่า ชุมชนใชป้ ระโยชน์จากบวั หลวง 2 สว่ น ดงั น้ี
1.2.1 ส่วนของหนองบัว ชุมชนที่ใช้ประโยชน์จากน้าของหนองบัว ได้แก่ การใช้น้าทางการเกษตร
เล้ียงสัตว์ ตกปลา เป็นต้น แต่ชุมชนไม่มีข้อตกลงในการใช้ประโยชน์จากหนองบัวน้ีเน่ืองจากชุมชนเห็นว่า
เป็นหนองน้าสาธารณะ
ภาพที่ 10 การสูบน้าจากหนองมาใช้ประโยขนท์ างการเกษตร
62
ภาพที่ 11 การใช้ประโยชนจ์ ากหนองนา้ ในการเล้ียงสตั ว์ และการเกษตร
1.2.2 สว่ นของบวั หลวง ชมุ ชนใชป้ ระโยชน์แบง่ ออกเป็น 2 ด้าน
1) การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ พบว่า มีเพียงแค่ 10 ครอบครัว ท่ีเก็บฝักบัว ไหลบัว
มาจาหน่ายตามตลาดชุมชน ในสว่ นของดอกบัวหลวงไม่มีการเก็บมาจาหน่าย เนื่องจากในชมุ ชนมักปลูกดอกไม้
ชนดิ อื่นทีส่ ามารถนาไปไหว้พระไว้ภายในบรเิ วณบ้าน แต่มกี ารเก็บดอกบวั มาประกอบพิธีทางศาสนาหรือในช่วง
เทศกาลต่างๆ ซ่ึงใครก็สามารถเข้าไปเก็บก็ได้ เนื่องจากเป็นหนองน้าสาธารณะ และเป็นบัวที่เกิดข้ึนเองตาม
ธรรมชาติ อีกท้ังคนท่ีอาศัยอยู่ใกล้บริเวณหนองน้าไม่นิยมเก็บบัวมาใช้ประโยชน์เนื่องจาก ไม่มีพาหนะ ทักษะ
และความร้ทู ่ีจะเลือกเกบ็ บวั อาจเก็บได้ฝกั บวั ไหลบวั ทอ่ี อ่ นหรือแก่เกินไป บวั หลวงยงั มีหนามแหลม หนองน้า
มีความต้ืน-ลึกไม่เท่ากัน ยังมีปลิงที่อาศัยในหนองน้า อาจเกิดอันตรายได้ จึงนิยมซ้ือฝักบัว ไหลบัวมากกว่าการ
ออกไปเก็บเอง ช่วงเดือน ตุลาคม – กุมภาพันธ์ จะมีน้าหลากบัวหลวงจะยุบลง ครอบครัวท่ีเก็บบัวขายจะ
เปลี่ยนมาทาอาชีพหาปลาและรับจ้างท่ัวไปแทน ช่วงเดือนมีนาคม บัวหลวงจะเร่ิมออกดอก และจะบานเต็มที่
ช่วงเดือน มิถุนายน – กันยายน จากดอกบัวตูม จะใช้เวลา 3-4 วันจึงจะบานเต็มที่ หลังจากน้ันอีก 3 วัน กลีบ
ดอกจะเร่ิมโรย ภายหลังทีก่ ลบี ดอกบัวโรยจะเหลือสว่ นของฝกั บัวอกี 15 วันจงึ จะเก็บฝกั บัวสดกนิ ได้ หากไมเ่ ก็บ
ฝักบัวภายใน 1 สัปดาห์ ฝักบัวจะแก่เป็นเม็ดสีดา และอีก 20 วัน เม็ดสีดาจะหลุดออกจากฝักบัวลงสู่น้าจมลง
โคลนและเติบโตเปน็ บวั หลวงชุดต่อไป วนเวียนเป็นวฏั จกั รการเติบโตของบัวหลวง ดว้ ยบวั หลวงทีม่ ีจานวนมาก
ในพ้ืนที่ ประกอบกับคนรุ่นใหม่ที่ตกงานจากสถานการณ์โควิด อยากมีรายได้ จึงรวมกลุ่มกับคนในชุมชนนาบัว
หลวงมาแปรรูป เช่น ชาบัว สปาบัวหลวง สบู่บัวหลวง โดยนาความรู้จากส่ือ YouTube มาทดลองทาแต่ไม่
ประสบความสาเร็จเนื่องจากชาบัวไม่มีกล่ินหอม ในส่วนของสปาบัวหลวงเมื่อกลั่นออกมาทิ้งไว้ 5-7 วัน
63
จะตกตะกอนและส่งกลิ่นเหม็น สบู่บัวหลวงยังไม่มีการรับรองมาตรฐานทาให้ผู้บริโภคขาดความมั่นใจที่จะซื้อ
สนิ คา้ ไม่มกี ารวางแผนการตลาดจึงไดย้ ตุ ิลงไว้ก่อน
ภาพที่ 12 ผลิตภณั ฑ์แปรรูปบัวหลวงท่ีชุมชนเคยผลติ
2) ใช้ประโยชน์เชิงวิถีถ่ิน (ใช้ในครัวเรือน) จากการเก็บข้อมูล พบว่า ชุมชนมีการนาส่วนต่าง ๆ
ของบัวหลวงมาใชป้ ระโยชน์ดังนี้
(1) ไหลบัว นามาทา แกงสม้ ไหลบวั
ส่วนผสม
- ไหลบวั หรือเรียกอกี อยา่ งว่าหลบบวั 3 กา
- พริกแกงสม้ 1 ขดี
- กะปิ 1 ขดี
- นา้ เปล่า 0.5 ลติ ร
- ปลานิล 1 กิโลกรัม
- ใบมะกูดฉีก 2 กามือ
- เกลือ 1/2 ช้อนโต๊ะ
- น้าตาลปบ๊ี 1/2 ชอ้ นโต๊ะ
- น้ามะขามเปยี ก 2 ช้อนโต๊ะ
วิธีการทา นาไหลบัวมาหั่นเป็นท่อนๆ ยาวพอประมาณแช่น้าให้ท่วม แล้วนาไม้ไผ่มาผ่าปลายไม้
เป็น 3 แฉก นามาปั่นในอ่างแช่ไหลบัวเพ่ือเอาใยบัวออก หลังจากน้ันเทน้าท่ีเตรียมไว้ลงในหม้อพอน้าเดือดนา
64
พริกแกงส้ม และกะปิใส่ลงไปคนให้เข้ากันปล่อยทิ้งไวจ้ นน้าเดือดใส่ปลาชอ่ น (ห้ามคนเพราะจะทาใหเ้ หม็นคาว
ปลา) ใส่ใบมะกูดฉีดเพ่ือดับคาว เม่ือปลาสุกใส่ไหลบัวลงไป ตามด้วยน้ามะขามเปียก น้าตาล เกลือ (ปรุงรส
ตามชอบ รสชาตจิ ะออกเปรี้ยวนา) ปล่อยทิ้งไว้จนเดอื ดอีกครงั้ เปน็ อันเสรจ็
ภาพที่ 64 แกงสม้ ไหลบัว
(2) รากหรือเหงา้ บัว นามาทา รากบวั เช่ือม
สว่ นผสม
- รากบวั หรือเรียกอีกอย่างวา่ เหง้าบวั
- เกลอื
- นา้ ตาลทรายขาว ½ กิโลกรมั
- นา้ ตาลทรายแดง ½ กิโลกรัม
- ใบเตย
วิธีการทา นารากบัวมาปอกเปลือก ตกแต่งให้สะอาด นามาห่ันเป็นแว่น หนาประมาณ ½
เซนติเมตร นาเกลือ ¾ ช้อนโต๊ะ ละลายกับน้าใส่รากบวั ท่ีหั่นแล้วลงไปแชท่ ้ิงไว้ 2-3 นาที เพื่อล้างยางออกและ
ไมท่ าให้รากบวั ดา แชเ่ สรจ็ แล้วใหล้ า้ งอีกคร้ังดว้ ยน้าสะอาด นาข้นึ พักจนสะเด็ดน้า หลังจากน้นั นารากบัวมาต้ม
ให้สุก ประมาณ 20 นาที เมื่อสุกแล้วตัดออกพักทิ้งไว้ นาหม้อใส่น้า น้าตาลทรายขาว น้าตาลทรายแดง และ
เกลือ 1 ช้อนชา ตั้งไฟคนละลายส่วนผสมให้เข้ากัน ปล่อยทิ้งไว้จนเดือด เมื่อน้าเดือดแล้วนารากบัวต้มสุก
ใบเตย ลงไป เบาไฟลงอยู่ในระดับปานกลาง ทิ้งไว้จนน้างวดลงเกือบแหง้ ให้พอมีนา้ เชื่อมเหลืออยู่ ปิดไฟเป็นอัน
เสร็จ เคล็ดลับเม่ือใส่รากบัวลงไปห้ามคนให้ใส่น้ามะนาวลงไปเล็กน้อย เพื่อป้องกันการตกทรายใช้รับประทาน
เปน็ ขนมหวานใส่น้าแขง็ นา้ แดง ช่วยให้สดชน่ื
65
ภาพที่ 14 รากบวั เชื่อม
(3) ก้านบวั นามา รักษารดี สีดวงจมูก
วิธีการทา นาก้านดอกบัวมาล้างน้าให้สะอาด ตัดเป็นท่อนยาวประมาณ 3 นิ้ว ตากแดดให้แห้ง
สนิท แล้วนามาจุดสูบคล้ายบุหรี่ ชว่ ยลดอาการภูมิแพ้ ไซนัส ริดสดี วงจมกู
ภาพที่ 15 กา้ นบวั จุดสูบคลา้ ยบหุ ร่ี
(4) กลีบบัว นามาใช้แทนไส้ยาสูบ
วิธีการทา นากลีบบัวมาล้างน้าให้สะอาด ตากแดงให้แห้งทั้งกลีบ นามาซอยพอหยาบใส่ในมวน
ยาสบู แทนยาเสน้ ทวั่ ไป ช่วยให้มีกลนิ่ หอมจากกลีบบวั
66
ภาพท่ี 16 ไส้ยาเสน้ (มวนยาสูบ) จากกลีบบัว
(5) กลีบบัว นามาใช้แทนใบยาสบู
วิธีการทา นากลีบบัวมาล้างน้าให้สะอาด ตากแดงให้แห้งท้ังกลีบ (พอม้วนได้ไม่ต้องแห้งสนิท)
นามาเปน็ ตัวมวนบุหรี่ โดยข้างในใส่ยาสูบทวั่ ไปช่วยให้มกี ล่ินหอมจากกลบี บัว
ภาพที่ 17 มวนยาสูบจากกลีบบวั
(6) ดอกบัว นามาทาชาบัว
สว่ นผสม
- ดอกบัวและเกสรบัว ตากแห้ง
- ใบเตยตากแหง้
67
วิธีการทา นากลีบดอก เกสร และใบเตย ล้างน้าให้สะอาด พ่ึงลมให้แห้ง แล้วนามาซอยแล้วนา
สว่ นผสมคลกุ เคล้าให้เข้ากัน ชงดื่มกับนา้ ร้อน ช่วยใหส้ ดชืน่ ลดไขมันในเส้นเลอื ด ชว่ ยใหห้ ลับง่าย
ภาพที่ 18 ผลิตภณั ฑช์ าบัวท่ีชุมชนเคยผลติ
1.3 ศกึ ษาช่องทางการสง่ เสริมการทอ่ งเทย่ี วโดยชุมชน
ทีมวิจัยได้วิเคราะห์จากบริบทพื้นที่ร่วมกัน พบว่า ชุมชนมีสถานท่ีที่เหมาะจะเป็นแหล่งท่องเท่ียว
หลายแห่ง ได้แก่ ไร่ตะวันเชิงดอย น้าตกแม่ดูด ศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านชุมชนแม่ระวาน สระเขียว
สระแดง วดั หลวงพ่อเงนิ ล้าน วัดเชยี งแสน เปน็ ตน้ ในพืน้ ที่ยังได้มีการจัดการท่องเท่ียวโดยชุมชน ตามโครงการ
ยกระดับเศรษฐกิจและสังคมรายตาบลแบบบูรณาการ (U2T) ภายใต้ช่ือว่า “เท่ียวเข่ือนพ่อ สานต่อเศรษฐกิจ
พอเพยี ง ลือเล่อื งพระพุทธรูปเชยี งแสน ดนิ แดนเกษตรอนิ ทรียว์ ถิ ชี ุมชน” โดยกาหนดเส้นทาง ดงั นี้
1) เรมิ่ ตน้ ตอ้ นรบั นักท่องเท่ียว ณ ทว่ี ่าการอาเภอสามเงา
2) เชค็ อินเท่ียวชมเขือ่ นภมู ิพล บริเวณสันเข่ือน , บ้านเรือนไทย และโคกหนองหนองโมเดล
3) รับประทานอาหารกลางวัน พักผ่อนตามอัธยาศัย และเรียนรู้วิถีเกษตรอินทรีย์ , สาธิตการทา
สบู่น้าผ้ึงผสมน้าส้มควันไม้ , สาธิตการทาขนมทองม้วนจากข้าวโพด ณ ศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านชุมชน
แมร่ ะวาน ในจุดพักนภี้ ายหลงั รับประทานอาหารกลางวัน นกั ทอ่ งเทย่ี วสามารถเลือกแผนการทอ่ งเที่ยวไปศึกษา
เส้นทางธรรมชาตินา้ ตกแม่ดดู ณ อทุ ยานแห่งชาติดอยขุนเมน่
4) กราบสักการะพระพุทธรปู เชียงแสน อายุกวา่ 1,000 ปี ณ วัดแม่ระวาน
5) เรียนรู้การเพาะเหด็ โคน บรเิ วณพนื้ ทธี่ นาคารตน้ ไม้
68
6) เรียนรู้การทาลิปกลอสจากกลีบกุหลาบ พักผ่อนถ่ายภาพตามอัธยาศัย ณ ไร่ตะวันเชิงดอย
และส่งนกั ทอ่ งเท่ยี วกลบั
ภาพท่ี 19 โปสเตอร์ทอ่ งเท่ียว
จากเส้นทางการท่องเที่ยวข้างต้น จะเห็นได้ว่ายังไม่มีการนาบัวหลวงมาเป็นกิจกรรมเส้นทางการ
ท่องเท่ียว โดยอาจมีการเพ่ิมกิจกรรมของบัวหลวงจะอยู่ในช่วงเดือน มิถุนายน – กันยายน ซึ่งเป็นช่วงท่ีมี
บวั หลวงบานสะพร่ังเต็มหนองจระเข้เป็นอีกหน่ึงเส้นทางการท่องเที่ยว เพอ่ื สรา้ งเสนห่ ์ให้กบั พื้นที่ อีกทงั้ อาจนา
บัวหลวงท่ีมีในพืน้ ที่มาทาอาหารคาว หวาน ตอ้ นรบั นักทอ่ งเทยี่ วไดอ้ กี ดว้ ย นอกจากน้อี งค์การบริหารสว่ นตาบล
ยังมีแผนในการปรบั ปรงุ ภมู ทิ ศั น์รอบหนองจระเขใ้ หส้ ะอาด สวยงาม เพ่ือเป็นสถานทใ่ี หบ้ ริการพกั ผอ่ นกบั คนใน
ชมุ ชนตาบลยกกระบตั รและพืน้ ท่ใี กลเ้ คียง เกิดการสรา้ งรายไดใ้ นชมุ ชน สง่ ผลให้ชุมชนชว่ ยการดแู ลรักษาความ
สะอาดหนองจระเขใ้ หส้ วยงามอกี ทางหนงึ่ ด้วย จากแบบสอบถามชุดท่ี 2 เรอื่ งชอ่ งทางสอ่ื ประชาสมั พนั ธท์ ี่ทาให้
ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าจากบัวหลวง ที่ได้นาเสนอข้อมูลไว้ในวัตถุประสงค์ที่ 2 พบว่า ช่องทางการส่งเสริมการ
ท่องเท่ียวโดยชุมชน คือ ส่ือทางอินเตอร์เน็ต เช่น เว็บไซต์ ส่ือสังคมออนไลน์ Facebook, line, Instagram
แผ่นพบั เป็นตน้
69
ข้อสรปุ ผลการวจิ ยั ตามวตั ถุประสงค์ข้อท่ี 1
การศึกษาบริบทพ้ืนที่ และการจัดการทรัพยากรบัวหลวงของเครือข่ายชุมชนตาบลยกกระบัตร
พบว่า ชุมชนตาบลยกกระบัตร อยู่ในเขตการปกครองของอาเภอสามเงา จังหวัดตาก เป็นพื้นท่ีราบกว้างใน
ตอนกลางของตาบล ซีกตะวันตกเป็นแนวเทือกเขา ได้แก่ ดอยไม้แดง ดอยเม่น และดอยขุนห้วยห้า
ซีกตะวันตกออกมีภูเขา ได้แก่ ดอยม้าเฒ่า มีเทือกเขาถนนธงชัยเป็นตัวปะทะมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ท่ีพัดมา
จากมหาสมุทรอินเดีย และทะเลอันดามัน ทาให้ได้รับความชุ่มชื้นจากลมมรสุมไม่เต็มท่ี ฤดูร้อน ช่วงเดือน
มีนาคม – มิถุนายน ฤดูฝน ช่วงเดือน กรกฎาคม – ตุลาคม ฤดูหนาว ช่วงเดือน พฤศจิกายน – กุมภาพันธ์
ลักษณะดินส่วนใหญ่ เป็นดินร่วนปนดินเหนียว เหมาะแก่การเพาะปลูกทาการเกษตร ประชากรในพ้ืนที่ส่วน
ใหญ่ประกอบอาชีพทาการเกษตร และเลี้ยงสัตว์ มีกลุ่มต่างๆ ในชุมชน เช่น กลุ่มธนาคารต้นไม้ กลุ่มน้าพริก
กลุ่มจักสาน กลุ่มทอผ้า กลุ่มเลี้ยงหม่อนไหม กลุ่มกล้วย กลุ่มไม้กวาด กลุ่มมะละกอ แหล่งน้าตามธรรมชาติใน
การอปุ โภค บรโิ ภค ได้แก่ แม่น้าวงั หนองจระเข้ หนองจะหลอด หนองปเู่ ฮยี น ภาษาทใ่ี ชเ้ ปน็ ภาษาท้องถ่ินทาง
ภาคเหนอื แหลง่ ทอ่ งเที่ยวที่น่าสนใจ ไดแ้ ก่ นา้ ตกแมด่ ูด หนองจระเข้ ทงุ่ ทานตะวนั ประเพณีและงานประจาปี
1) ประเพณีลอยกระทง 2) ประเพณีสงกรานต์ 3) ประเพณีบุญ บ้ังไฟ 4) ประเพณีแห่เทียนพรรษาและถวาย
ผ้าอาบน้าฝน 5) ประเพณีตานก๋วยสลาก 6) วัฒนธรรมทาบุญกลางบ้าน 7) วัฒนธรรมการจ้อยของผู้เฒ่าผู้แก่
8) วัฒนธรรมการละเลน่ พื้นบา้ น 9) วฒั นธรรมตีกลองมงตึงเซ่ 10) วัฒนธรรมสง่ เคราะหบ์ ้าน/ ทาบญุ กลางบ้าน
และ11) วัฒนธรรมราวงยอ้ นยคุ มีภมู ิปญั ญาและความเช่ือ ไดแ้ ก่ 1) การ จกั สานเคร่ืองมอื เคร่ืองใช้ (แห ยอ จมั๋
กระต๊บิ ขา้ วเหนียว ตะกรา้ กระบุง เปล ฯลฯ) 2) การเลยี้ งผีปา่ ผเี ขา ผฝี าย ผีปู่ย่า 3) การเลี้ยงเจา้ (การทรงเจ้า
เข้าทรง) 4) การ แห่นางแมว ขอฟ้าขอฝน 5) การสืบชะตาต่ออายุ5) การนั่งกะลาดูชะตา มีบัวหลวงในพ้ืนท่ีที่
เกิดข้ึนเองขึ้นเองตามธรรมชาติในหนองน้าทางการเกษตร เช่น หนองจระเข้ หนองจะหลอด และหนองปู่เฮียน
ซ่ึงในหนองจระเข้เป็นหนองน้าที่มีบัวหลวงขึ้นมากที่สุด ด้วยวิถีชุมชนที่เรียบง่าย รักสงบ เอื้อเฟ้ือเผ่ือแผ่ ทาให้
การใช้ประโยชน์จากหนองน้าธรรมชาติท่ีเป็นสาธารณะ จึงไม่มีการต้ังกฎกติกาในการใช้หนองน้าแม้จะเป็น
บุคคลภายนอกพนื้ ก็ตาม ในการใช้ประโยชน์จากบัวหลวงของชุมชน แบ่งออกเปน็ 2 ส่วน คอื สว่ นของหนองบัว
ได้แก่ การใช้น้าทางการเกษตร เล้ียงสัตว์ ตกปลา เป็นต้น ส่วนของบัวหลวง แบ่งออกเป็น ใช้ประโยชน์เชิงวิถี
ถิน่ (ในครัวเรือน) นอกจากการนาบัวหลวงมาไหว้พระ และกนิ เมล็ดบัวสดแลว้ ชุมชนได้นามาใช้ประกอบอาหาร
ถ่ิน ได้แก่ แกไหลบัว รากบัวเชื่อม นามาใช้ในวิถีถิ่น ได้แก่ มวนยาสูบรักษาริดสีดวงจมูก บุหร่ีกลีบบัวหลวง
(นามาดอกบัวแทนใบยาสูบ) ใช้ประโยชน์เชิงพาณิช พบว่า มีเพียง10 ครอบครัว ที่เก็บไหลบัวและฝักบัวมา
ขายเพอ่ื เล้ียงชีพ รายไดเ้ พยี ง 200 บาท/วัน แต่ไม่ได้ไปเก็บทุกวัน เน่อื งจากมีอาชีพรับจ้างทัว่ ไปภายในหมู่บ้าน
70
อีกท้ังคนในพ้ืนท่ีส่วนใหญ่ไม่เก็บบัวหลวงจากหนองน้าแต่จะซื้อมากกว่า เนื่องจากไม่มีพาหนะ ทักษะ ความรู้
และกลัวอันตรายบัวหลวงในหนองน้าเติบโตจากเม็ดบัว จากเก็บข้อมูลพบว่า ชุมชนยังใช้ประโยชน์จากบัวไม่
เต็มประสิทธิภาพ เน่ืองจากขาดความรู้ และยังไม่เห็นคุณค่าของบัวหลวง ส่งผลให้น้าเน่าเสีย ส่งกล่ินเ หม็น
หนองน้าตื้นเขิน สร้างปัญหาให้กับครัวเรือนรอบหนอง และครัวเรือนที่ใช้น้าจากหนอง จึงต้องมีการลอกดึงบัว
ขึ้นมาจากหนองน้ามาไว้ขอบหนอง เกิดเป็นขยะจากบัวหลวง ในการจัดการท่องเท่ียวของชมุ ชน พบว่า ชุมชน
มีจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนโดยความร่วมมือจากโครงการยกระดับเศรษฐกิจและสังคมรายตาบลแบบบูรณา
การ (U2T) ภายใต้ช่ือว่า “เที่ยวเขื่อนพ่อ สานต่อเศรษฐกิจพอเพียง ลือเล่ืองพระพุทธรูปเชียงแสน ดินแดน
เกษตรอินทรีย์วิถีชุมชน” แต่ยังไม่มีการนาบัวหลวงมาใช้ในประโยชน์ในการจัดการท่องเท่ียวของพื้นที่ ดังน้ัน
ทีมวิจัยและชุมชนประชุมร่วมกันเห็นว่า ควรเพ่ิมกิจกรรมการท่องเที่ยวเกี่ยวกับบัวหลวงช่วงเดือน มิถุนายน –
กันยายน ซ่ึงเป็นช่วงที่มีบัวหลวงบานสะพร่ังเต็มหนองจระเข้เป็นอีกหนึ่งเส้นทางการท่องเที่ยว เพื่อสร้างเสน่ห์
ให้กบั พนื้ ท่ี อีกทงั้ อาจนาบวั หลวงทีม่ ีในพื้นท่มี าทาอาหารคาว หวาน ตอ้ นรบั นักท่องเที่ยวได้อีกดว้ ย นอกจากน้ี
องคก์ ารบรหิ ารส่วนตาบลยังมีแผนในการปรับปรุงภูมิทัศนร์ อบหนองจระเข้ใหส้ ะอาด สวยงาม สะอาด เพ่อื เป็น
สถานท่ีให้บริการพักผ่อนกับคนในชุมชนตาบลยกกระบัตรและพ้ืนท่ีใกล้เคียง เกิดการสร้างรายได้ในชุมชน
ส่งผลให้ชุมชนช่วยการดูแลรักษาความสะอาดหนองจระเข้ให้สวยงามอีกทางหน่ึงด้วย เรื่องช่องทางสื่อ
ประชาสมั พันธท์ ี่ทาใหผ้ ู้บริโภคเขา้ ถึงสินค้าจากบัวหลวง พบวา่ ช่องทางการสง่ เสรมิ การท่องเท่ยี วโดยชมุ ชน คือ
สื่อทางอินเตอร์เน็ต เช่น เว็บไซต์ สื่อสังคมออนไลน์ Facebook, line, Instagram แผ่นพับ เป็นต้น สาหรับ
รายไดข้ องชมุ ชนซ่ึงเก็บจากกล่มุ ตัวอย่าง ซงึ่ นามาแสดงผล ดังนี้
71
กราฟแสดงผลการวเิ คราะห์ขอ้ มูลรายไดข้ องกลุ่มทีเ่ ขา้ ร่วม และกลุม่ ไมเ่ ข้าร่วม (ชว่ งกอ่ นดาเนนิ การ)
ในการวจิ ัยโครงการ “การพัฒนาเศรษฐกจิ ฐานราก ด้วยการสรา้ งมูลคา่ เพ่ิมจากบัวหลวงของชุมชน
ตาบลยกกระบัตร อาเภอสามเงา จังหวดั ตาก”
ภาพท่ี 20 แสดงผลการวเิ คราะหร์ ายได้
ผลการวิเคราะห์ข้อมูลรายได้ของชุมชน จากกลุ่มตัวอย่างผู้เข้าร่วมโครงการ และไม่เข้าร่วม
โครงการ พบว่า กลมุ่ ผเู้ ขา้ รว่ มโครงการ มีรายไดอ้ ยู่ตา่ กว่าเส้นความยากจน รายได้ระหว่าง 628 – 2,417 บาท/
เดือน จานวน 15 คน คิดเป็นร้อยละ 41.66 มีหนี้สินของครัวเรือน อยู่ระหว่าง 0 – 400,000 บาท มีรายได้สูง
กว่าเส้นความยากจน แตต่ ่ากวา่ เสน้ 40% ล่าง รายได้ระหว่าง 3,125 – 5,058 บาท/เดือน จานวน 13 คน คิด
เป็นร้อยละ 36.11 มีหนี้สินของครัวเรือน อยู่ระหว่าง 0 – 300,000 บาท มีรายได้สูงกว่าเส้น 40% ล่าง แต่ต่ากว่า
คา่ มธั ยฐาน รายได้ 5,929 บาท/เดือน จานวน 1 คน คิดเปน็ รอ้ ยละ 2.77 มีหนีส้ นิ ของครวั เรือน 320,000 บาท
มีรายได้สูงกว่าค่ามัธยฐาน รายได้ระหว่าง 7,329 – 16,133 บาท/เดือน จานวน 7 คน คิดเป็นร้อยละ 19.44
มีหนี้สินของครัวเรือน 0 – 900,000 บาท และกลุ่มผู้ไม่เข้าร่วมโครงการ มีรายได้อยู่ต่ากว่าเส้นความยากจน
รายได้ระหว่าง 1,142 – 2,575 บาท/เดือน จานวน 13 คน คิดเป็นร้อยละ 39.39 มีหนี้สินของครัวเรือน อยู่
ระหว่าง 0 – 170,000 บาท มีรายได้สูงกว่าเส้นความยากจน แต่ต่ากว่าเส้น 40% ล่าง รายได้ระหว่าง 2,912
– 4,750 บาท/เดือน จานวน 12 คน คิดเป็นร้อยละ 36.36 มีหนี้สินของครัวเรือน อยู่ระหว่าง 0 – 420,000
บาท มีรายได้สูงกว่าเส้น 40% ล่าง แต่ต่ากว่าค่ามัธยฐาน มีรายได้ 6200 บาท/เดือน จานวน 1 คน คิดเป็น
72
ร้อยละ 3.03 ไม่มีหนี้สินของครัวเรือน มีรายได้สูงกว่าค่ามัธยฐาน มีรายได้ระหว่าง 6,700 – 16,517 บาท/เดือน
จานวน 7 คน คิดเปน็ รอ้ ยละ 21.21 มีหนส้ี นิ ของครัวเรอื น อยรู่ ะหว่าง 0 – 890,000บาท
ผลการวิจยั ตามวตั ถปุ ระสงค์ขอ้ ท่ี 2 เพอื่ ศึกษาความตอ้ งการของตลาด และแนวทางการสร้างมลู คา่ เพม่ิ
จากบัวหลวง
2.1 ผลศกึ ษาความต้องการของตลาด
ทีมนักวิจัยชุมชนได้จัดทาแบบสอบถามศึกษาความต้องการของตลาด และส่งให้กับท่ีปรึกษา
และผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบก่อนนาแบบสอบถาม โดยการสุ่มตัวอย่างจากกลุ่มผู้บริโภคและผู้ประกอบการ
จานวน 50 คน เพื่อศึกษาความต้องการในการใช้รูปแบบผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง และจัดทาผลิตภัณฑ์จาก
บัวหลวงให้ตรงกับความต้องการของตลาด โดยแบบสอบถามแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ดังนี้ ส่วนที่ 1 สถานภาพ
และข้อมูลทั่วไป ส่วนท่ี 2 ข้อมูลเก่ียวกับความพึงพอใจในผลิตภัณฑ์บัวหลวง และส่วนที่ 3 เก่ียวกับการพัฒนา
ผลิตภัณฑ์ผลการวิเคราะห์แบบสอบถาม พบว่า
ส่วนท่ี 1 สถานภาพและข้อมูลท่ัวไป
สถานภาพและข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีอายุ
ระหวา่ ง 41-46 ปี มากทส่ี ดุ จานวน 12 คน (ร้อยละ 26.67) รองลงมา มีอายุระหวา่ ง 47 - 52 ปี จานวน 9 คน
(ร้อยละ 20.00) อายุระหว่าง 30-35 ปี จานวน 8 คน (ร้อยละ 17.78) อายุระหว่าง 53 - 59 ปี จานวน 6 คน
(ร้อยละ 13.33) อายุระหว่าง 24 - 29 ปี และอายรุ ะหวา่ ง36 – 40 ปี จานวน 4 คน (ร้อยละ 8.89) อายุระหวา่ ง
18-23 ปี และอายุ 60 ปีข้ึนไป จานวน 1 คน (ร้อยละ 2.22) มีสถานภาพโสด จานวน 22 คน (ร้อยละ 48.49)
รองลงมา มีสถานภาพสมรส จานวน 19 คน (ร้อยละ 42.22) และ มีสถานภาพหย่าร่าง จานวน 4 คน (ร้อยละ
8.89) มีระดับการศึกษาปริญญาตรี จานวน 22 คน (ร้อยละ 48.89) รองลงมาคือ มีระดับการศึกษาสูงกว่า
ปริญญาตรี จานวน 16 คน (ร้อยละ 35.56) มีระดับการศึกษา ปวช./ปวส/อนุปริญญา จานวน 4 คน
(ร้อยละ 8.89) และมีระดับการศึกษามัธยมศึกษา จานวน 3 คน (ร้อยละ 6.67) มีอาชีพรับราชการ จานวน
13 คน (ร้อยละ 28.89) รองลงมา พนักงานราชการ จานวน 10 คน (ร้อยละ 22.22) ธุรกิจส่วนตัว จานวน
8 คน (ร้อยละ 17.78) รับจ้าง จานวน 7 คน (ร้อยละ 15.56) และอื่น ๆ ระบุ (เกษตร, องค์กรอิสระ, ประชา
สังคม, นักศึกษา) จานวน 4 คน (ร้อยละ 8.89) มีรายได้เฉล่ียต่อเดือน 20,001-30,000 บาทและมีรายได้เฉลี่ย
มากกวา่ 30,000 บาท จานวน 13 คน (รอ้ ยละ 28.89) รองลงมา มรี ายได้เฉลย่ี ต่อเดือน 10,001-20,000 บาท
จานวน 12 คน (ร้อยละ 26.67) มรี ายได้เฉลีย่ ต่อเดือน 5,000-10,000 บาท จานวน 4 คน (ร้อยละ 8.89) และ
มรี ายไดเ้ ฉลยี่ ตา่ กว่า 5,000 บาท จานวน 3 คน (รอ้ ยละ 6.67)