73
สว่ นที่ 2 ข้อมูลเกีย่ วกบั ความพงึ พอใจในผลติ ภัณฑ์บัวหลวง
ข้อมูลเกี่ยวกับความพึงพอใจในผลิตภัณฑ์บัวหลวง พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ชอบ
บริโภคอาหารเพอ่ื สขุ ภาพ จานวน 38 คน (ร้อยละ 84.44) รองลงมาคอื ไม่ชอบบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ จานวน
7 คน (ร้อยละ 15.56) เหตุผลท่ีชอบใช้สินค้าเพื่อสุขภาพ คือ ดูแล/รักษาสุขภาพตนเอง จานวน 17 คน (ร้อย
ละ 44.74) รองลงมาคือ มีประโยชน์และปลอดภัยต่อร่างกาย จานวน 8 คน (ร้อยละ 21.05) ดีต่อสุขภาพ
จานวน 5 คน (ร้อยละ 13.16) สุขภาพดี สง่ เสริมสินคา้ และเศรษฐกจิ ชมุ ชน จานวน 3 คน (รอ้ ยละ 7.89) ดตี ่อ
ตัวเองและรักษาส่ิงแวดล้อม จานวน 2 คน (ร้อยละ 5.26) ช่วยให้เรามีทางเลือกรับประทานแทนอาหารขยะ
ลดความเสี่ยงการเจ็บป่วยก่อนวัย และสะดวกและมีคุณภาพ จานวน 1 คน (ร้อยละ 2.63) คิดว่าส่วนของบัว
หลวงที่สามารถนามาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ คือ กลีบดอกบัว จานวน 35 คน (ร้อยละ 21.74) รองลงมาคือ เม็ด
บัว จานวน 33 คน (ร้อยละ 20.50) รากบัว จานวน 26 คน (ร้อยละ 16.15) ไหลบัว จานวน 21 คน (ร้อยละ
13.04) เกสร จานวน 18 คน (ร้อยละ 11.18) ใบบัว จานวน 13 คน (รอ้ ยละ 8.07) ฝักอ่อนบวั จานวน 12 คน
(ร้อยละ 7.45) และดีบัว จานวน 3 คน (ร้อยละ 1.86) รูปแบบผลิตภัณฑ์จากบัวที่ผู้ตอบแบบสอบถามชื่นชอบ
มากที่สุด คือ แปรรูป (อบกรอบ เช่ือม กวน) จานวน 26 คน (ร้อยละ 21.49) รองลงมาคือ ภาชนะจากใบบัว
หลวง จานวน 19 คน (ร้อยละ 15.70) ผงละลายน้า ชงดื่ม, สปา (สเปรย์ให้ความสดชื่น) และการท่องเที่ยวเชิง
สุขภาพ จานวน 16 คน (ร้อยละ 13.22) วิถีชีวิตวัฒนธรรม จานวน 15 คน (ร้อยละ 12.40) ของท่ีระลึกจาก
บัวหลวง จานวน 10 คน (ร้อยละ 8.26) อื่น ๆ ระบุ (ชาดอกบัว, ลิปสติกจากดอกบัวและน้ามันดอกบัว (1 คน)
จานวน 3 คน (ร้อยละ 2.48) คุณสมบัติจากบัวหลวงท่ีผู้ตอบแบบสอบถามจะตัดสินใจซ้ือมากที่สุด คือ
สรรพคุณ จานวน 36 คน (ร้อยละ 19.05) รองลงมาคือ ความสะอาด จานวน 30 คน (รอ้ ยละ 15.87) มาตรฐาน
ผลิตภัณฑ์ของวิสาหกิจชุมชน จานวน 26 คน (ร้อยละ 13.76) รสชาติ จานวน 22 คน (ร้อยละ 11.64) กล่ิน
จานวน 19 คน (ร้อยละ 10.05) ส่วนผสม จานวน 18 คน (ร้อยละ 9.52) ความหลากหลายของสินค้า จานวน
15 คน (ร้อยละ 7.94) เน้ือสัมผัสผลิตภัณฑ์ จานวน 9 คน (ร้อยละ 4.76) สี จานวน 6 คน (ร้อยละ 3.17)
ตรา ยหี่ อ้ จานวน 5 คน (รอ้ ยละ 2.65) อื่น ๆ ระบุ (ราคา (2 คน), เร่อื งเลา่ /คณุ คา่ ของบัวหลวง (1 คน) จานวน
3 คน (ร้อยละ 1.59) ปัจจัยที่มีอิทธิพลในการเลือกซ้ือผลิตภัณฑ์บัวหลวงของผู้ตอบแบบสอบถามมากที่สุด คือ
ตัวท่านเอง จานวน 39 คน (รอ้ ยละ 23.49) รองลงมาคือ ราคา จานวน 29 คน (ร้อยละ 17.47) คนในครอบครัว
จานวน 16 คน (ร้อยละ 9.64) ส่ือประชาสัมพันธ์/โฆษณา จานวน 14 คน (ร้อยละ 8.43) กระแสด้านสุขภาพ
จานวน 12 คน (ร้อยละ 7.23) เพื่อนและพกพาสะดวก จานวน 9 คน (ร้อยละ 5.42) การส่งเสริมการขาย
(สินค้าขนาดทดลอง ลดราคา แลก) จานวน 8 คน (ร้อยละ 4.82) ผู้นาเสนอสินค้า จานวน 6 คน (ร้อยละ 3.61)
74
แฟนหรือคู่สมรส จานวน 4 คน (รอ้ ยละ 2.41) อืน่ ๆ โปรดระบุ (ผลลัพธ์ของผลิตภณั ฑ)์ จานวน 1 คน (รอ้ ยละ
0.60)
ส่วนที่ 3 ข้อมูลเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ช่องทางการจัดจาหน่าย และการทาการตลาดของ
ผลิตภณั ฑ์จากบวั หลวง
ข้อมูลเพ่ือพัฒนาผลิตภัณฑ์ช่องทางการจัดจาหน่าย และการทาการตลาดของผลิตภัณฑ์จากบัว
หลวง พบว่า แหล่งข้อมูลที่ทาให้ผู้ตอบแบบสอบถามทราบถึงสรรพคุณบัวหลวง มากที่สุด คือ อินเตอร์เน็ต
จานวน 33 คน (รอ้ ยละ 42.86) คนรูจ้ ักแนะนาบอกต่อ จานวน 26 คน (รอ้ ยละ 33.77) แผน่ พบั ประชาสมั พันธ์
, สื่อโทรทัศน์และส่ือวิทยุ จานวน 6 คน (ร้อยละ 7.79) ส่วนของบัวหลวงท่ีผู้ตอบแบบสอบถามเคยนามาใช้
ประโยชน์ มากทสี่ ดุ คอื เมด็ จานวน 32 คน (ร้อยละ 31.68) รองลงมาคอื ไหล จานวน 21 คน (รอ้ ยละ 20.79)
ดอก จานวน 19 คน (ร้อยละ 18.81) ราก จานวน 13 คน (ร้อยละ 12.87) ใบ จานวน 8 คน (ร้อยละ 7.92)
ไม่เคย จานวน 2 คน (ร้อยละ 1.98) ความถ่ีของผู้ตอบแบบสอบถามที่เคยใช้ผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง มากที่สุด
คือ น้อยกว่า 1 คร้ัง/สัปดาห์ 34 คน (ร้อยละ 75.56) รองลงมาคือ อ่ืนๆ โปรดระบุ (นานครั้ง เน่ืองจากหา
ทานยาก (3 คน), ไมเ่ คย(2 คน) ทดลองใชจ้ ากการเปดิ บทู การแสดงและชว่ งโอกาสสาคัญ (1 คน) จานวน 7 คน
(ร้อยละ 15.55) 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ จานวน 4 คน (ร้อยละ 8.89) มีความเห็นว่าประโยชน์ของบัวหลวงดีต่อ
สุขภาพมาก จานวน 24 คน (รอ้ ยละ 53.33) รองลงมาคอื ปานกลาง จานวน 10 คน (รอ้ ยละ 22.22) มากทสี่ ุด
จานวน 8 คน (ร้อยละ 17.78) ไม่ทราบ จานวน 2 คน (ร้อยละ 4.44) และน้อย จานวน 1 คน (ร้อยละ 2.22)
ความต้องการช่องทางการจัดจาหน่ายสนิ คา้ จากบัวหลวงของผตู้ อบแบบสอบถาม มากท่สี ุด คือ Super Market
และ อ่ืนๆ โปรดระบุ (ช่องทางออนไลน์ เพจ, Facebook, line, ร้านค้าออนไลน์) จานวน 23 คน (ร้อยละ
17.56) รองลงมาคือ ร้านขายของที่ระลึกและร้านสะดวกซ้ือ จานวน 22 คน (ร้อยละ 16.79) เคาเตอร์
เครื่องสาอาง จานวน 9 คน (ร้อยละ 6.87) สมาชิกขายตรง จานวน 7 คน (ร้อยละ 5.34) ร้านขายของชาใน
ชุมชน จานวน 6 คน (ร้อยละ 4.58) ช่องทางส่ือประชาสัมพันธ์ท่ีทาให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าจากบัวหลวง มาก
ท่ีสุด คือ ส่ือทางอินเตอร์เน็ต เช่น เว็บไซต์ จานวน 36 คน (ร้อยละ 27.91) รองลงมาคือ ส่ือสังคมออนไลน์
Facebook, line, Instagram จานวน 35 คน (ร้อยละ 27.13) การบอกต่อ จานวน 23 คน (ร้อยละ 17.83)
แผ่นพับ จานวน 10 คน (ร้อยละ 7.75) ส่ือโฆษณาทางทีวี จานวน 9 คน (ร้อยละ 6.98) ได้รับคาแนะนาจาก
พนกั งานขายตรง จานวน 7 คน (รอ้ ยละ 5.43) ส่อื โฆษณาทางวิทยุ จานวน 5 คน (ร้อยละ 3.88) หนังสอื พิมพ์
จานวน 3 คน (รอ้ ยละ 2.33) อนื่ ๆ โปรดระบุ จานวน 1 คน (รอ้ ยละ 0.78)
75
2.2 ผลการหาแนวทางการสร้างมลู ค่าเพิม่
แนวทางในการสรา้ งมูลคา่ เพิ่ม โดยวธิ ีการศกึ ษาดูงาน และประชุมกลมุ่
2.2.1 การศึกษาดูงาน ทีมวิจัยร่วมกับกลุ่มชุมชนที่เข้าร่วมโครงการได้การประชุมร่วมกันเพ่ือ
คัดเลือกสถานท่ีในการศึกษาดูงานที่สอดคล้องกับบริบทของชุมชน และคัดเลือกตัวแทนชุมชนท่ีจะเข้าร่วม
ศึกษาดูงาน จานวน 10 คน โดยได้เลือกศึกษาดูงาน การจัดการท่องเที่ยวชุมชนบ้านดอกคาใต้ และกลุ่ม
วิสาหกิจชุมชนผลิตภัณฑ์บัวกว๊านพะเยา ตาบลท่าจาปี อาเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา สามารถสรุปได้ดังน้ี
ผลจากการได้ไปศึกษาดูงาน การจัดการท่องเท่ียวชุมชนบ้านดอกคาใต้ เห็นกระบวนการทางานเป็นทีม
ได้แลกเปลี่ยนข้อมูลข้อสงสัย การต้อนรับนักท่องเที่ยว การร่วมกิจกรรมในฐานเรียนรู้ต่างๆ ทาให้เห็นวิถีชุมชน
นาของดี (การล่องเรือ และนาสินค้าชุมชนขายริมน้า) การสร้างเร่ืองราวตามจุดแวะต่างๆ (ส่ันระฆังให้กังวาน) การ
เรื่องเล่าความเป็นมาของชุมชน เร่ืองราวประวัติศาสตร์ท่ีสาคัญเช่ือมโยงสามกษัตริย์ในพ้ืนท่ี มาเป็นกิจกรรมบน
เส้นทางท่องเท่ียว ร่วมคิด ร่วมแก้ไขปัญหาการจัดการท่องเที่ยว ท่ีมีทั้งภาคีภายในชุมชนและภาคีภายนอกชุมชนที่
มองหาแนวทางรว่ มกนั ในการบรหิ ารท่องเที่ยวโดยชุมชน อกี ทง้ั ยังนาส่ิงที่เคยสญู หายไปจากชุมชน เหตุเพราะไม่เห็น
คุณค่าของต้นดอกคาใต้ ที่มีดอกส่งกลิ่นหอม แต่มีหนามแหลมคม ก่อให้เกิดอันตรายกับผู้ท่ีอยู่ใกล้ จึงทาลายทิ้ง
กลับนาต้นคาใต้มาปลูกใหม่ เพ่ือให้คงอยู่ในพื้นที่ สร้างเสน่ห์ให้บ้านดอกคาใต้ เป็นการค้นรากหาทุนชุมชน และยัง
ร่วมกับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลิตภัณฑ์บัวกว๊านพะเยา นาไปเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชนร่วมกันเป็นชาบัวดอกคาใต้
สร้างพลัง ความน่าสนใจให้กับพื้นท่ีท่องเท่ียว และผลจากการได้ไปศึกษาดูงาน กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลิตภัณฑ์บัว
กว๊านพะเยา ตาบลท่าจาปี อาเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา มีการจดั การปัญหาของบัวจากกว๊านพะเยา โดยเริ่ม
จากการรวมกลุ่มชุมชนที่มีแนวคิดเดียวกันจัดต้ังเป็นกลุ่มวิสาหกิจเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กลุ่ม นาไปขอความ
ร่วมมือจากภาคีภายนอกชุมชน หน่วยงานต่างๆ ท่ีจะเข้ามาหนุนเสริมกลุ่มวิสาหกิจนาไปสู่การมีโรงเรือนท่ีได้
มาตรฐาน ได้รับการช่วยเหลือจากอุตสาหกรรมจังหวัด และหน่วยงานอ่ืนๆ เข้ามาร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน จาก
การศึกษาดูงานท้ัง 2 แหง่ ทาให้ชุมชนได้รับองค์ความรู้ แนวคิดในการจัดการท่องเที่ยวในชุมชน โดยการนาบัว
หลวงมาเป็นกิจกรรม เส้นทางการท่องเที่ยวในชุมชน เช่น การนาผลิตภัณฑ์จากบัวหลวงมาใช้ต้อนรับ
นักท่องเที่ยว การให้นักท่องเที่ยวร่วมทาอาหารจากบัวหลวง การรวมกลุ่มเพื่อจดทะเบียนวิสาหกิจ การเข้ารับ
มาตรฐานผลิตภัณฑ์สินค้าของพัฒนาชุมชน และการขอมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชนของอุตสาหกรรมจังหวัด ซ่ึง
ถ้าจะได้รับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมช นท่ีเป็นประเภทอาหารจะต้องได้มาตรฐานผลิตภัณฑ์ของ สานักงาน
คณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กอ่ น
76
ภาพที่ 21 การศกึ ษาดงู าน ผลิตภณั ฑช์ ุมชน กลุ่มวิสาหกจิ ชาบัว กวา๊ นพะเยา
ภาพที่ 22 ร่วมฝึกการทายาสฟี นั และผงพอกหนา้ จากถ่านชาโคล
ภาพท่ี 23 ศึกษาดูงาน รบั ฟังเรอ่ื งเลา่ ประวตั ศิ าสตร์ สถานทจี่ ดั การท่องเท่ียวโดยชมุ ชน
77
2.2.2 จากการประชุมหาแนวทางการสร้างมูลค่าเพ่ิมจากบัวหลวง โดยการนาผลการวิเคราะห์
จากแบบสอบถามการศึกษาความต้องการตลาดมาประชุมหาแนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มร่วมกับชุมชน
กลุ่มตัวอย่างท่ีเข้าร่วมโครงการ โดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วม จากการประชุมได้แนวทางจากการสร้าง
มลู คา่ เพมิ่ 2 ดา้ น ดงั นี้
1) ด้านการจัดการท่องเท่ียว พบว่า มีการจัดการท่องเท่ียวโดยชุมชนในพ้ืนท่ี ในศูนย์เครือข่าย
ปราชญ์ชาวบ้านชุมชนแม่ระวาน และจากการดาเนินการของโครงการ U2T ยังไม่มีการนาบัวหลวงมาเป็น
กิจกรรม เส้นทางการท่องเที่ยวในชุมชน ในที่ประชุมทีมวิจัยและผู้ดาเนินโครงการ เห็นว่าควรประสานกับศนู ย์
เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านแม่ระวาน มีนายพงษ์สิริ นนทะชัย เป็นประธานกลุ่ม และกลุ่มการท่องเท่ียวโดย
ชุมชนตาบลยกกระบัตร มีนายวรเศรษฐ์ ทิอุด (กานัน) เป็นประธานกลุ่ม ให้นาอาหารถ่ินที่มีบัวเป็นส่วนผสม
เช่น แกงส้มไหลบัว รากบัวเชื่อม น้าชาบัว ชาบัวหมัก มาต้อนรับนักท่องเท่ียว ในส่วนของเส้นทางท่องเท่ียว
ขอให้เพิ่มเติมกิจกรรมเก่ียวกับบัวหลวงในช่วงเดือน มิถุนายน – กันยายน ซ่ึงเป็นช่วงที่มีบัวหลวงข้ึนจานวน
มาก นอกจากนี้ท่ีประชุมยังเห็นว่าหนองบัวที่เหมาะสมในการจัดการท่องเที่ยว คือ หนองจระเข้ เน่ืองจากเป็น
หนองน้าที่กว้างท่ีสุดในตาบล ในช่วงที่บัวหลวงขึ้นจานวนมาก จะบานสะพรั่งเต็มหนองจระเข้ อีกทั้งการ
เดินทางไปยังหนองจระเข้สะดวก เป็นเส้นทางผ่านก่อนถึงศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านชุมชนแม่ระวาน และ
อยู่ห่างจากศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านชุมชนแม่ระวาน ประมาณ 4 กิโลเมตร ทาให้เกิดเส้นทางการ
ท่องเท่ียวท่ีว่า “เท่ียวเขื่อนพ่อ สานต่อเศรษฐกิจพอเพียง เชียงแสนพระพุทธรูปลือเลื่อง ดินแดนแห่งเกษตร
อินทรีย์ ถ่นิ ดอกบัวหลวง” โดยมกี าหนดการ ดงั น้ี
กาหนดการ
เทย่ี วเขื่อนพอ่ สานต่อเศรษฐกจิ พอเพยี ง เชยี งแสนพระพุทธรปู ลือเล่ือง
ดินแดนแหง่ เกษตรอนิ ทรีย์ ถ่ินดอกบัวหลวง
07.00 น. นักทอ่ งเทย่ี วรวมตัวกันท่ีว่าการอาเภอสามเงา
08.00 น. เชค็ อินเทยี่ วชมเขื่อนภูมิพล บริเวณสนั เข่ือน และบ้านเรือนไทย
09.00 น. ชมทุง่ ดอกบวั หลวง ร่วมเกบ็ ดอกบวั ฝกั บวั ไหลบวั
10.00 น. ศึกษาวัฒนธรรมอาหารพ้นื ถ่นิ “การทานา้ ขา้ วโพดและขนมทองมว้ นจากข้าวโพด”
“แกงสม้ ไหลบัว” “ปลาทอดแม่น้า” ณ ศูนยเ์ ครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านชมุ ชนแม่ระวาน
12.00 น. ก๋นิ มอื้ เที่ยง ณ ศนู ย์เครอื ข่ายปราชญช์ าวบ้านชุมชนแมร่ ะวาน
78
13.00 น. เรยี นรู้ “การทาเกษตรวิถีชมุ ชน” ศูนยเ์ ครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านชุมชนแม่ระวาน
- แปรรูปวัสดเุ หลอื ใช้ : กระถางต้นไม้ ปลูกผักกินไดใ้ นครัวเรือน
- การเตรียมดินและปลกู ผกั สวนครัว
- ทาสบนู่ ้าผง้ึ ผสมน้าสม้ ควันไมใ้ นชมุ ชน
14.30 น. สักการะพระพทุ ธรูปเชยี งแสน
15.00 น. เที่ยวชมไรต่ ะวันเชิงดอย และทาลิปกลอสดว้ ยกลีบดอกไม้
16.00 น. สง่ นักท่องเที่ยว ณ ท่วี า่ การอาเภอสามเงา
ภาพที่ 24 จัดทาแผนทท่ี ่องเที่ยว กิจกรรมเสน้ ทางโดยนาบวั อยบู่ นเสน้ ทางท่องเทย่ี วในพนื้ ท่ี
ภาพท่ี 25 เส้นทางการท่องเทยี่ ว เชือ่ มโยงถ่ินดอกบัวหลวง
79
2. ด้านการแปรรปู ผลติ ภณั ฑ์จากบัวหลวง พบว่า ความตอ้ งการของตลาดสนใจ พัฒนาผลติ ภณั ฑ์
ทท่ี าจากกลีบดอกบัว โดยการแปรรปู เนื่องจากสรรพคณุ ของดอกท่ีมีมาก และต้องการความสะอาดเปน็ สาคัญ
ซึ่งปัจจัยท่ีมีอิทธิพลในการเลอื กซ้ือผลิตภัณฑ์บัวหลวงคือ ตัวผู้บริโภคเอง และราคาของผลิตภัณฑ์ แหล่งข้อมูล
ทีส่ รา้ งการรบั รขู้ องผบู้ รโิ ภคคือ สอ่ื อินเตอร์เนต็ การแนะนาบอกต่อ นอกจากนช้ี มุ ชนยงั เคยนาดอกบวั หลวงมา
แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชน เช่น ชาบัวหลวง (แบบชง) สปาบัวหลวง และสบู่บัวหลวง การผลิตสินค้าดังกล่าว
พบปัญหา เช่น ชาบวั หลวง (แบบชง) ไมม่ กี ล่ินหอมของบวั สปาบัวหลวง ท่ีขุ่นและมกี ลิ่นเหม็น เน่อื งจากชุมชน
ยังขาดองค์ความรู้ในการแปรรูปบัวหลวง ดังนั้น ในท่ีประชุมจึงเห็นว่าควรนาดอกบัวหลวงมาใช้เป็นผลิตภัณฑ์
ชุมชนในระดับต้นก่อน แล้วจึงขยายผลไปยังส่วนต่างๆ ของบัว โดยการสร้างภาคีเครือข่ายการมีส่วนร่วมจาก
หน่วยงานภาครัฐ ได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฏกาแพงเพชร ท่ีมีสาขาวิทยาศาสตร์การอาหาร (Food Science)
เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีมาตรฐาน ความหลากหลาย นวัตกรรมด้าน
อาหาร และการแก้ปัญหาต่างๆ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนาตาก เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนา
ออกแบบบรรจุภณั ฑ์ให้ดงึ ดูดใจ มคี วามน่าสนใจมากขึน้
ภาพท่ี 26 ระดมความคิดเห็น องค์ความรขู้ องชุมชนในการนาบัวมาใชป้ ระโยชน์
ภาพที่ 27 ประชุมคนื ขอ้ มลู ชมุ ชน และหาแนวทางการทางานร่วมกัน
80
ข้อสรปุ ผลการวิจัยตามวตั ถปุ ระสงค์ขอ้ ท่ี 2
การศึกษาความต้องการของตลาด และแนวทางการสร้างมูลค่าเพ่ิมจากบัวหลวง โดยใช้
แบบสอบถาม จากการสุ่มตัวอย่างกลุ่มผู้บริโภคและผู้ประกอบการ จานวน 50 คน เพ่ือศึกษาความต้องการใน
การใชร้ ปู แบบผลติ ภัณฑ์จากบวั หลวง มาพฒั นาผลติ ภณั ฑ์ โดยใช้ข้อมลู 2 ลาดับแรกจากการตอบแบบสอบถาม
พบว่า กลุ่มผู้ตอบแบบสอบถามมีอายุระหว่าง 41-46 ปี และ 47-52 ปี มีระดับการศึกษา ระดับปริญญาตรี
และสูงกว่าปริญญาตรี ประกอบอาชีพ รับราชการ และพนักงานราชการ ส่วนมากชื่นชอบบริโภคอาหารเพื่อ
สุขภาพ เหตุผลท่ีชอบใช้สินค้าเพื่อสุขภาพ คือ ดูแล/รักษาสุขภาพตนเอง มีประโยชน์และปลอดภัยต่อร่างกาย
สว่ นของบัวหลวงท่ชี ื่นชอบในการนามาพัฒนาผลิตภณั ฑ์ ไดแ้ ก่ กลบี ดอกบัว และเมด็ บัว รปู แบบผลิตภัณฑ์จาก
ดอกบัวที่ชื่นชอบ ได้แก่ การแปรรูป และภาชนะ คุณสมบัติจากบัวหลวงท่ีจะตัดสินใจซ้ือ ได้แก่ สรรพคุณ และ
ความสะอาด ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ ได้แก่ ตนเอง และราคา แหล่งข้อมูลที่ทาให้ทราบถึง
ผลิตภัณฑ์และสรรพคุณบัวหลวง ได้แก่ อินเตอร์เน็ท และการแนะนาบอกต่อ ส่วนของบัวหลวงที่เคยบริโภค
ได้แก่ เม็ดบัว และไหลบัว ความถ่ีท่ีเคยใช้ผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง น้อยกว่า 1 คร้ังต่อสัปดาห์ อ่ืนๆ (นานๆ คร้ัง
เนือ่ งจากหาทานยาก) (3 คน), ไมเ่ คย (2 คน) ทดลองใชจ้ ากการเปดิ บทู การแสดง หรือชว่ งโอกาสสาคญั (1 คน)
ทีมวิจัยได้ใช้กระบวนการมีสว่ นร่วมในการหาแนวทางการพัฒนาผลติ ภณั ฑ์ร่วมกัน ทาให้ได้รูปแบบการหาแนว
ทางการพัฒนา 2 รูปแบบ คือ 1) การศึกษาดูงานชุมชนต้นแบบ ทาให้ชุมชนได้รับองค์ความรู้ แนวคิดในการ
จัดการท่องเที่ยวในชุมชน โดยการนาบัวหลวงมาเป็นกิจกรรม เส้นทางการท่องเท่ียวในชุมชน เช่น การนา
ผลิตภัณฑ์จากบัวหลวงมาใช้ต้อนรับนักท่องเท่ียว การให้นักท่องเที่ยวร่วมทาอาหารจากบัวหลวง การรวมกลุ่ม
เพ่อื จดทะเบยี นวสิ าหกจิ การเข้ารบั มาตรฐานผลิตภัณฑส์ นิ คา้ ของพฒั นาชุมชน และการขอมาตรฐานผลิตภัณฑ์
ชุมชนของอุตสาหกรรมจังหวัด ซึ่งถ้าจะได้รับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชนที่เป็นประเภทอาหารจะต้องได้
มาตรฐานผลิตภัณฑ์ของสานักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ก่อน 2) การสรา้ งมูลค่าเพิ่มจากบัวหลวง
การมีส่วนร่วมได้ 2 ด้าน ดังนี้ (1) ด้านการจัดการท่องเท่ียว พบว่า มีการจัดการท่องเท่ียวโดยชุมชนในพ้ืนท่ี
ในศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านชุมชนแม่ระวาน และจากการดาเนินการของโครงการ U2T ยังไม่มีการนาบัว
หลวงมาเป็นกิจกรรม เส้นทางการท่องเที่ยวในชุมชนในที่ประชมุ เหน็ ว่าควรให้นาอาหารถ่ินที่มบี ัวเป็นส่วนผสม
มาต้อนรับนักท่องเที่ยว เช่น แกงส้มไหลบัว รากบัวเชื่อม น้าชาบัวชาบัวหมัก ในส่วนของเส้นทางท่องเที่ยว
ขอให้เพ่ิมเติมกิจกรรมเกี่ยวกับบัวหลวงช่วงเดือน มิถุนายน – กันยายน ซ่ึงเป็นช่วงที่มีบัวหลวงขึ้นจานวนมาก
นอกจากน้ีที่ประชุมยังเหน็ วา่ หนองบัวที่เหมาะสมในการจัดการท่องเท่ียว คือ หนองจระเข้ เนื่องจากเป็นหนอง
น้าทกี่ ว้างทส่ี ดุ ในตาบล ในช่วงทบ่ี ัวหลวงขึ้นจานวนมาก จะบานสะพร่งั เตม็ หนองจระเข้ อีกท้ังการเดนิ ทางไปยัง
81
หนองจระเข้สะดวก เป็นเส้นทางผ่านก่อนถึงศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านชุมชนแม่ระวาน และอยู่ห่างจาก
ศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านชุมชนแม่ระวาน ประมาณ 4 กิโลเมตร ทาให้เกิดเส้นทางการท่องเที่ยวท่ีว่า
“เทีย่ วเขื่อนพอ่ สานต่อเศรษฐกิจพอเพยี ง เชียงแสนพระพุทธรปู ลอื เลื่อง ดินแดนแหง่ เกษตรอินทรีย์ ถิ่นดอกบัว
หลวง” (2) ด้านการแปรรูป จากการประชุมกลุ่ม ทาให้ได้รูปแบบในการสร้างผลิตภัณฑ์จากบัวหลวงโดยนา
ดอกบัวหลวงมาใช้เป็นผลติ ภัณฑ์ชุมชนในระดับต้นก่อน แล้วจึงขยายผลไปยังสว่ นต่างๆ ของบัว โดยการสร้าง
ภาคีเครือข่ายการมีส่วนร่วมจากหน่วยงานภาครัฐ ได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฏกาแพงเพชร ที่มีสาขา
วิทยาศาสตร์การอาหาร (Food Science) เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพ่ือให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มี
มาตรฐาน ความหลากหลาย นวัตกรรมด้านอาหาร และการแก้ปัญหาต่างๆ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล
ลา้ นนาตาก เข้ามามสี ่วนร่วมในการพัฒนาออกแบบบรรจภุ ัณฑใ์ ห้ดึงดูดใจ มคี วามน่าสนใจมากขน้ึ
ผลการวิจัยตามวตั ถปุ ระสงค์ขอ้ ท่ี 3 เพอ่ื พฒั นามาตรฐานของผลติ ภณั ฑ์ และการสร้างภาคเี ครือขา่ ย
ร่วมพัฒนามลู คา่ เพ่มิ จากบวั หลวง
การพัฒนามาตรฐานของผลิตภัณฑ์ ได้ประสานความร่วมมือกับมหาวิทยาลยั ในพื้นท่ีจังหวัดตาก
จากมหาวิทยาลัยราชภัฏกาแพงเพชร นาโดย ดร. อเนก หาลี อาจารย์ประจาหลักสูตร โปรแกรมวิชา
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยกี ารอาหาร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมพัฒนาด้านการแปรรูปผลิตภณั ฑ์
จากบัวหลวง ข้อมูล และปัญหาท่ีพบจากการแปรรูป เช่น ชาบัวหลวงท่ีไม่มีกลิ่นหอม และสปาบัวหลวงท่ีขุ่น
และมกี ล่นิ เหมน็ ดร. อเนก หาลี ใหค้ าแนะนาในการเพ่ิมความหอมของกลน่ิ ชาบัวหลวง ดังน้ี การตากแห้งกลีบ
ดอกบัวและเกสรบัว ห้ามตากแดดต้องใช้วิธีการผ่ึงลมในที่ร่มเท่าน้ัน และส่วนผสมขอชาบัวหลวงท่ีชุมชนผลิต
โดยนาเอาใบเตยมาเป็นส่วนผสมทาให้กลบกล่ินบัว ดังนั้นหากต้องการชูกลิ่นดอกบัว ห้ามนาส่วนผสมท่ีมีกลิ่น
หอมโดดเด่นมาผสมกับบัว อีกท้ังยังแนะนาการทาชาหมัก หรือ Kombucha เป็นการนาน้าชา น้าตาล
จุลินทรีย์ และยสี ต์ ไปหมักรวมกนั อย่างน้อย 1 สปั ดาห์ จนออกมาเปน็ เคร่อื งด่ืมท่ีมีฤทธเ์ิ ป็นกรด เครื่องดืม่ ชนิด
น้ีส่งผลดีต่อสุขภาพสารพัด เพราะไม่เพียงมีสรรพคุณเช่นเดียวกับชา แต่ยังประกอบด้วยโพรไบโอติกส์ หรือ
เชื้อจุลินทรีย์และยีสต์ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ท้ังยังอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระท่ีช่วยทาลายเช้ือ
แบคทีเรียอันตรายและเชื้อโรคหลายชนิดด้วย (ท่ีมา : https://www.pobpad.com วันที่ 13 มกราคม 2565
เวลา 17.55 น.) ซ่ึงกาลังเป็นท่ีนิยมของผู้บริโภคในปัจจุบันนี้ นอกจากนี้เม็ดบัวยังสามารถนาไปอบหรือทอด
เพื่อนามาบริโภคเป็นอาหารเพื่อสุขภาพได้อีกทางหนึ่งด้วย ในครั้งนี้ ดร. อเนก หาลี ได้ร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์
จานวน 3 รูปแบบ คือ 1. แบบชง 2. แบบชาหมัก และ 3. แบบเยลล่ี ซ่ึงมีสูตรในการผลิตที่ชุมชนสามารถ
82
ดาเนินการได้เป็นมาตรฐานเดียวกัน (รายละเอียดสูตรการผลิตอยู่ในภาคผนวก) นอกจากนี้ยังมีภาคีร่วม
พฒั นาการออกแบบบรรจภุ ัณฑ์ จากมหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลลา้ นนา ตาก นาโดย อาจารย์ธัญญาภักดิ์
ธิเดช อาจารย์สอน สาขาออกแบบอุตสาหกรรม คณะศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมศาสตร์ ร่วมออกแบบโลโก้
ผลติ ภณั ฑ์ ฉลากผลติ ภณั ฑ์ที่น่าสนใจ และไดม้ าตรฐาน รวมทงั้ บรรจุภัณฑ์ท่เี หมาะสมกับผลติ ภณั ฑ์
ในการสร้างภาคเี ครอื ขา่ ยรว่ มพฒั นามูลค่าเพิ่มจากบัวหลวง แบ่งออกเป็น 3 ระยะ ดังนี้
ระยะท่ี 1 สร้างภาคเี ครือขา่ ยรว่ มดาเนนิ การโครงการ ทมี วจิ ัยไดท้ าการเปิดตวั โครงการฯ โดยการ
เข้าร่วมประชุมกานัน ผู้ใหญ่บ้านประจาเดือนของอาเภอสามเงา เพื่อให้นายอาเภอและผู้เข้าร่วมประชุมได้รบั
ทราบวัตถุประสงค์ของการทางานวิจัยในพื้นที่ และสะดวกในการขอข้อมูลจากหน่วยราชการต่าง ๆ หลังจาก
น้นั จึงเข้าไปพดู คุยกับผู้นาชุมชนแตล่ ะหมู่บ้าน ตดิ ต่อชมุ ชนเป็นรายบุคคลบ้าง หรอื บางครง้ั จัดกลมุ่ เล็กๆ ในบาง
หมู่บ้าน เพ่ืออธิบายโครงการเน้นการมุ่งแสวงหากลุ่มบุคคลกลุ่มเป้าหมาย ประกอบด้วย กลุ่มคนตกงานจาก
สถานการณ์โควิด กลุ่มเกษตรท่ีต้องการอาชีพเสริม และกลุ่มเป้าหมายท่ีเป็นประชาชนในพ้ืนที่ ที่จะมาเป็น
ผ้รู ว่ มดาเนินการพัฒนาผลติ ภณั ฑ์ ไดค้ นในชุมชนเขา้ ร่วมดาเนนิ โครงการจานวน 36 คน
ภาพที่ 28 ดร. อเนก หาลี ใหอ้ งคค์ วามรูก้ ารทาชาบัวหมัก บัวหมัก
ภาพที่ 29 ร่วมฝึกการอบรมแปรรูปผลติ ภณั ฑจ์ ากบัวหลวง
83
ภาพที่ 30 เยลลบี่ ัวหลวง
ภาพที่ 31 ชาบัวหมกั
ภาพที่ 32 สีของชาบัวหมกั (สนี ้าตาลอ่อน) และบัวหมกั (สชี มพูออ่ น)
84
ระยะท่ี 2 สร้างภาคีเครือข่ายร่วมสร้างมูลค่าเพ่ิมจากบัวหลวง โดยการขอข้อมูลจากหน่วยงาน
ต่างๆ ท่ีเกี่ยวข้อง เช่น องค์การบริหารส่วนตาบลยกกระบัตร ช่วยในการวางแผนการปรับปรุงพ้ืนที่โดยรอบ
หนองจระเข้ ทีจ่ ะทาเปน็ สถานทที่ ่องเท่ียวในชุมชน มหาวิทยาลยั ในพ้ืนท่ี ในการร่วมพัฒนามาตรฐานผลิตภัณฑ์
และแนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มจากบัวหลวง, เกษตรอาเภอสามเงาให้คาแนะนาในการจดทะเบียนวิสาหกิจ
ชุมชน และสนับสนุนการพัฒนากิจการวิสาหกิจชุมชนตามมาตรการท่ีคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน
กาหนด ซึ่งจะส่งผลทาให้ชมุ ชนมีความเข้มแข็งพึ่งพาตนเองได้ และพัฒนาชุมชน ในการข้ึนทะเบียนและเข้ารับ
การตรวจมาตรฐานผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองจากทางราชการ เครือข่าย OTOP จังหวัดตากในการร่วม
วางแผนการตลาด และช่องทางจัดจาหน่ายผลิตภณั ฑ์
ภาพที่ 33 ฉลากผลิตภณั ฑ์ ออกแบบโดย อาจารยธ์ ญั ญาภักดิ์ ธเิ ดช
85
ภาพที่ 34 ฉลากผลติ ภณั ฑ์ สาหรบั ติดแท๊กซองชาบวั แบบชง
ภาพท่ี 35 ลักษณะบรรจภุ ัณฑ์ท่นี าออกสู่ตลาด
นอกจากนี้ ทีมผู้ประสานงานชุดสนับสนุนโครงการเศรษฐกิจฐานราก นาโดยนางอาวรณ์ โอภาส
พฒั นกิจ ไดต้ ดิ ตามการขับเคล่ือนงานวจิ ัยเป็นระยะ ผลการถอดองค์ความรู้ในระยะ 7 เดอื นที่ผา่ นมา สอบถาม
ผเู้ กี่ยวขอ้ งกบั โครงการจากองคป์ ระกอบหลกั 3 ส่วน คือ 1. หัวหน้าโครงการ 2. ทมี วิจัย 3. กลมุ่ เปา้ หมาย
86
1. ทีมวิจัยและกลุ่มเป้าหมายได้รว่ มกันศึกษาบริบทพ้ืนท่ี และการจัดการทรพั ยากรบัวหลวง ของ
เครือข่ายชุมชนตาบลยกกระบัตร ใช้กระบวนการมีส่วนรว่ ม ร่วมคิด ร่วมทา ร่วมแก้ไขปัญหา ร่วมศึกษาบริบท
ของชมุ ชน ดปู ญั หาที่เกดิ จากบัวหลวง และแนวทางการแก้ไขปัญหา โดยการจัดการทรพั ยากรบวั หลวง หาวิธีใช้
ประโยชน์จากบัวหลวง ศึกษาช่องทางการส่งเสริมการท่องเท่ียวโดยมีฐานของบัวหลวงเป็นหลัก อีกทั้งมีการ
วางแผนการศึกษาดงู านบวั หลวงในพืน้ ท่ีใกลเ้ คียงเพ่ือพัฒนาผลิตภณั ฑ์ต่อไป
2. ศกึ ษาความต้องการของตลาด และแนวทางการสรา้ งมลู ค่าเพิ่มจากบัวหลวง ความต้องการของ
ตลาดที่ทางหัวหน้าโครงการและทีมวิจัยออกแบบไว้ ผลิตภัณฑ์บัวหลวงท่ีนาออกสู่ท้องตลาด เช่น ชาบัวหลวง
(แบบชาชง) ที่มีข้ันตอนการผลิตไม่ยุ่งยาก โดยใช้ตู้อบกล้วยของชุมชนที่มีอยู่แล้ว ออกมาเป็นผลิตภัณฑ์เพ่ือ
สขุ ภาพ บรรจซุ องละ 1 กรมั บรรจุ 4 ซองตอ่ กล่อง ราคากล่องละ 20 บาท ซ่งึ ประมาณราคาต้นทนุ ไว้ประมาณ
15 บาทต่อกล่อง มองว่าการตลาดควรทดลองตลาดในพื้นที่ เช่น ศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านชุมชนแม่ระ
วาน ตลาดเขื่อนภูมิพล รพ.สต.ในพื้นท่ี อบต.ยกกระบัตร เพื่อให้คนในพื้นท่ีได้รู้จัก นาไปบอกต่อ และได้มีการ
นาสินค้าไปทดลองขายออนไลน์ (Shopee) กาหนดราคาไว้ท่ี 35 บาท เพราะต้องมีค่าแพ็คและค่าส่งรวมไป
ดว้ ย โดยทีมมแี นวคิดทีจ่ ะพัฒนาสินค้าในรปู แบบตา่ งๆ เพือ่ ให้ถกู ใจผ้ซู ้ือมากยิง่ ข้ึน
3. การแปรรูปและพัฒนามาตรฐานผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง ได้รับความร่วมมือจาก ดร. อเนก
หาลี อาจารย์ประจาหลักสูตร โปรแกรมวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร คณะวิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏกาแพงเพชร ในการคิดค้นสูตรการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง ทาให้ได้
ผลติ ภัณฑ์เกีย่ วกับบวั หลวง 3 รูปแบบ ดังนี้ 1) แบบชงดมื่ ได้แก่ ชาบัว 2) แบบหมกั ได้แก่ ชาบวั หมกั บัวหมัก
และ 3) เยลล่ีบัว ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับชุมชนตาบลยกกระบัตร ด้านบรรจุภัณฑ์ และสลากที่เป็น
มาตรฐาน ได้รับความอนุเคราะห์จาก อาจารย์ธัญญาภักดิ์ ธิเดช อาจารย์สอน สาขาออกแบบอุตสาหกรรม
คณะศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ตาก ท่ีให้คาปรึกษา ร่วม
ออกแบบบรรจุภัณฑข์ องบวั หลวง
4. การศึกษาช่องทางการจัดจาหน่ายและการประชาสัมพันธ์ผลติ ภณั ฑ์ท่ีโครงการนี้ได้พัฒนาและ
ทาให้เกิดมาตรฐาน ผลิตภัณฑ์ใหม่หรือของเดิมให้ดีข้ึนจนได้มาตรฐานและมีการวางแผนการจัดจาหน่ายท้ัง
ช่องทางออนไลน์ และออฟไลน์ โดยมีชุมชนเปน็ ฐานตอ่ ไป
ระยะที่ 3 หาแนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรร่วมกัน ในการดาเนินการวิจัย ทีมนักวิจัยและ
ภาคที ่เี กีย่ วข้องและจากการประชมุ พดู คยุ หารอื กันได้เห็นถึงปัญหาและหาแนวทางในการจัดการทรัพยากรท่ีมี
เพื่อให้คนในพื้นท่ีสามารถใช้ประโยชน์จากบัวหลวงที่เกิดขึ้นในหนองน้าสาธารณะเพ่ือให้เกิดความเป็นธรรม
87
มีข้อตกลงร่วมและร่วมกันรักษาส่ิงแวดล้อมให้เกิดประโยชน์ครอบคลุมพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง จากเวทีดังกล่าวสร้าง
ให้เกิดการตระหนักร่วมรักษ์และใช้ประโยชน์อย่างมีระบบ โดยมีข้อสรุปจากการประชุมหารือและแบ่งบทบาท
หน้าท่ีโดยแบ่งออกเปน็ 3 สว่ นดังนี้
1. บทบาทหน้าที่ภาครัฐ องค์การบริหารส่วนตาบลท่ีรับผิดชอบในพ้ืนที่ เป็นผู้จัดทาแผนพัฒนา
กาหนดยุทธศาสตร์หรือทาโครงการกิจกรรมท่ีส่งเสริมพัฒนาพ้ืนท่ีท้ังด้านโครงสร้างพ้ืนฐานและ เชื่อมร้อยภาคี
ภาครัฐอ่ืน ในมิติด้านต่างๆ เช่น การจัดการท่องเที่ยว การจัดการทรัพยากรน้าเพื่อการเกษตร การปรับปรุงภูมิ
ทศั น์ การส่งเสริมด้านสาธารณูปโภคเพือ่ ใหเ้ กิดประโยชน์ต่อประชาชนในพื้นทแ่ี ละรกั ษาสง่ิ แวดล้อม
2. บทบาทผู้ใช้ประโยชน์จากบัวหลวงการใช้ประโยชน์จากบัวหลวงทีมนักวิจัยสามารถสรุป
ออกมาไดเ้ ป็น 3 กลมุ่ ดงั น้ี
2.1 กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์ทั่วไป หมายถึงกลุ่มคนเก็บบัวไปเพ่ือใช้รับประทานและขายฝักบัว
ไหลบวั รากบัว
2.2 กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลิตภัณฑ์แปรรูปบัวหลวง ยกกระบัตร กลุ่มน้ีคาดว่าจะมีการใช้บัว
หลวงเปน็ จานวนมากทเี่ ก็บส่วนตา่ งๆของบัวมาแปรรูปให้เป็นผลติ ภัณฑ์ตา่ ง
2.3 กลุ่มท่องเที่ยวโดยชุมชนตาบลยกกระบัตร เป็นกลุ่มที่พานักท่องเท่ียวชมบึงบัว ทา
กิจกรรมเชิงสร้างสรรค์กับผู้มาเยือนหรือนักท่องเที่ยวเพ่ือให้เกิดรายได้หรอื การนาบัวมาใช้ประกอบเป็นอาหาร
ต้อนรับนกั ทอ่ งเท่ยี ว
ท้ังสามกลุ่มคนใช้ประโยชน์จากบัวหลวงต้องปฏิบัติตามข้อตกลงร่วมท่ีเกิดจากเวทีการประชุม
หารอื หาทางออกจากกลมุ่ ย่อยขยายสู่วงกวา้ งจนเกิดเป็นข้อตกลงรว่ มเพื่อเป็นแนวปฏิบัติ ดังน้ี
1. ช่วยกันดแู ลรักษาหนองจระเข้ให้สะอาด
2. ผูท้ ี่เข้ามาใช้พื้นท่ีหนองจระเข้ห้ามท้ิงขยะ
3. การเก็บบัว 1 อาทติ ยส์ ามารถเก็บได้ 4 วัน เพอ่ื ใหบ้ วั ได้ขยายพนั ธุ์
4. กรณีท่ีเข้าชมสระบัว ต้องให้คนในพื้นที่พาเข้าชมเท่าน้ัน ไม่อนุญาตให้ไกด์นอกพื้นท่ีนาเที่ยว
เพือ่ ความปลอดภัยแกน่ กั ท่องเท่ยี ว
5. กรณีท่ีมีการนาเรือมาให้บริการแก่นักท่องเท่ียวต้องเสียค่าธรรมเนียมเข้าชุมชนอย่างน้อย
10% เพ่ือนาเข้าสาธารณะประโยชน์
6. กรณีนานักท่องเท่ียวเข้ามาทากิจกรรมที่หนองบัว ชาระค่าบริการเข้าใช้พ้ืนที่ 20 บาท/คน
เพื่อนาเงนิ มาใชส้ าธารณะประโยชนพ์ ฒั นาหม่บู ้าน และพฒั นาหนองบัว
88
7. ในการเก็บค่าบริการต่างๆ จากหนองบัวให้นาส่ง นางสาวสายสุนีย์ ตันแปง (ผู้ท่ีได้รับ
มอบหมายเก็บเงิน) และนาแจ้งในทปี่ ระชมุ ประจาเดือนของตาบลยกกระบตั ร
8. ชุมชนท่ีเข้าใช้หนองจระเข้เป็นประจา ให้แจ้งรายช่ือและเบอร์โทรศัพท์ไว้ต่อนายวรเศรษฐ์
ทอิ ุด (กานนั ) และตอ้ งเข้าร่วมพฒั นาหนองบวั ทกุ ครง้ั
9. ให้ผู้ที่เขา้ ใชห้ นองจระเข้เป็นประจาช่วยสอดส่องดแู ล กรณีคนนอกพ้ืนท่หี รอื มผี ู้ทาผดิ ข้อตกลง
การใช้ประโยชน์จากหนองจระเข้
10. จัดให้มีกลุ่มผูด้ ูแลหนองจระเข้ ประกอบดว้ ย กานัน (ประธาน) ตวั แทนชมุ ชน 5 คน ตัวแทน
องค์การบริหารส่วนตาบลยกกระบัตร 2 คน ตัวแทนกลุ่มการจัดการท่องเท่ียวโดยชุมชน 2 คน ตัวแทนกลุ่ม
วสิ าหกิจชมุ ชนผลิตภณั ฑแ์ ปรรปู บัวหลวง ยกกระบตั ร 2 คน
11. ใหม้ กี ารทาความสะอาดรอบหนองจระเข้ปลี ะ 1 ครั้ง
ภาพท่ี 36 เปดิ เวทีสนทนาทาข้อตกลง โดยนายวรเศรษฐ์ ทิอุด (กานันตาบลยกกระบัตร)
ภาพท่ี 37 ระดมความคิดเหน็ จากกลุ่มผู้ใชป้ ระโยชน์จากบัวทั่วไป กล่มุ วสิ าหกิจชมุ ชนผลิตภัณฑ์แปรรูปบัว
หลวง ยกกระบัตร และกลมุ่ ทอ่ งเที่ยวโดยชมุ ชนตาบลยกกระบตั ร
89
ข้อสรุปผลการวิจัยตามวตั ถุประสงค์ข้อท่ี 3
การพฒั นามาตรฐานของผลิตภัณฑ์ และการสรา้ งภาคีเครอื ข่ายรว่ มพัฒนามูลค่าเพ่ิมจากบัวหลวง
ทีมวิจัยได้ดาเนินแบง่ ออกเป็น 3 ระยะ ดงั น้ี ระยะท่ี 1 สรา้ งภาคเี ครือข่ายร่วมดาเนนิ การโครงการทาให้ได้ภาคี
เครือข่ายภายในชุมชนร่วมดาเนินการ โดยแบ่งออกเป็น กลุ่มคนในการทางานวิจัย จานวน 9 คน และกลุ่มคน
ร่วมดาเนินการพัฒนาผลติ ภัณฑ์ จานวน 27 คน ใช้กระบวนการประชุมกลมุ่ ผู้นาในระดับอาเภอเป็นการสรา้ ง
การรับรู้รับทราบวัตถุประสงค์ของการทางานวิจัยในพ้ืนที่เป็นอันดับต้น เพื่อให้เกิดความสะดวกในการทางาน
ใช้การพูดคุยกับผู้นาชุมชนแต่ละหมู่บ้าน ติดต่อชุมชนเป็นรายบุคคลบ้าง หรือบางครั้งจัดกลุ่มเล็กๆ ในบาง
หมู่บ้าน เพื่ออธิบายโครงการเน้นที่วัตถุประสงค์ คือ มุ่งแสวงหากลุ่มบุคคลกลุ่มเป้าหมาย ประกอบด้วย กลุ่ม
คนตกงานจากสถานการณ์โควิด กล่มุ เกษตรท่ตี อ้ งการอาชีพเสริม และกลุม่ เป้าหมายท่เี ป็นประชาชนในพนื้ ท่ี ที่
จะมาเปน็ ผูร้ ว่ มดาเนินงานในโครงการ ระยะที่ 2 สร้างภาคเี ครือขา่ ยรว่ มสร้างมลู ค่าเพิม่ จากบัวหลวง ในระยะ
น้ีทีมวิจัยได้ทาการสร้างเครือข่ายภายนอก ท่ีเกี่ยวข้อง เช่น องค์การบริหารส่วนตาบลยกกระบัตรช่วยในการ
วางแผนการปรบั ปรุงพ้นื ท่ีโดยรอบหนองจระเข้ ทีจ่ ะทาเป็นสถานท่ีท่องเที่ยวในชุมชน มหาวิทยาลยั ในพืน้ ท่ี ใน
การหาแนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มจากบัวหลวง, เกษตรอาเภอสามเงาในการจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชน และ
สนับสนุนการพัฒนากิจการวิสาหกิจชุมชนตามมาตรการที่คณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนกาหนด ซ่ึงจะ
ส่งผลทาให้ชุมชนมีความเข้มแข็งพ่ึงพาตนเองได้ และพัฒนาชุมชน ในการขึ้นทะเบียนและเข้ารับการตรวจ
มาตรฐานผลิตภัณฑ์ท่ีได้รับการรับรองจากทางราชการ เครือข่าย OTOP จังหวัดตากในการร่วมวางแผน
การตลาด และช่องทางจัดจาหน่ายผลิตภัณฑ์ ในการทางานวิจัยเป็นระยะ ยังมีทีมผู้ประสานงานชุดสนับสนุน
โครงการคอยเติมเต็มความรู้ และติดตามผลการขับเคล่ือนการทางานวิจัยในพื้นท่ีเป็นระยะ รวมท้ังให้
ขอ้ เสนอแนะ ในการทางานให้เพ่อื ใหก้ ารทางานบรรลุวัตถุประสงค์ เกิดภาคเี ครือขา่ ยการทกุ ระยะในการทางาน
วิจัย ในระยะท่ี 2 นี้ทาให้เกิดเส้นทาง กิจกรรมการท่องเที่ยวบัวหลวง และผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง จานวน
3 รูปแบบ ดังนี้ 1) แบบชงด่ืม ได้แก่ ชาบัว 2) แบบหมัก ได้แก่ ชาบัวหมัก บัวหมัก และ 3)เยลลี่บัว ท่ีได้
มาตรฐาน ประกอบดว้ ย สูตร บรรจภุ ัณฑ์ ฉลากทไี่ ดม้ าตรฐาน และแบรนดส์ ินค้าท่ีเปน็ ของชมุ ชน ระยะท่ี 3 หา
แนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรร่วมกัน ในการเข้าใช้ประโยชน์จากหนองจระเข้ จากการประชุมภาคี
เครือข่ายท่ีเกี่ยวข้อง ภายในชุมชน ประกอบด้วย กานัน ผู้นา แกนนา องค์การบริหารส่วนตาบลยกกระบัตร
กลุ่มวิสาหกิจผลิตภัณฑ์แปรรูปบัวหลวงยกกระบัตร กลุ่มท่องเที่ยวโดยชุมชนตาบลยกกระบัตร ทาให้เกิดกฎ
กตกิ า/ข้อตกลงร่วมกนั ในการเขา้ ใช้ประโยชน์จากหนองจระเข้ ทเี่ กิดจากการมสี ว่ นร่วมของชุมชน ร่วมคดิ ร่วม
ทา ร่วมวางแผน ทาให้ชุมชนเหน็ คุณค่า เกิดความรกั และหวงแหนบัวหลวง และทรพั ยากรทมี่ ใี นพ้นื ที่
90
ผลการวจิ ยั ตามวตั ถปุ ระสงคข์ ้อท่ี 4 เพือ่ ศกึ ษาและพัฒนาช่องทางการจัดจาหน่ายผลิตภณั ฑจ์ ากบวั หลวง
ทีมผูป้ ระสานงานชดุ สนบั สนุนโครงการ ได้จดั อบรม หลกั สูตร “แผนลดรายจ่าย เพมิ่ รายได้ ขยาย
กิจการ” (CBMC) ช่องทาง Online ให้กับทีมนักวิจัย จานวน 6 วัน ระหว่างวันที่ 25-30 ตุลาคม 2564
ประกอบดว้ ย
วันที่ 1 การตลาด CBMC “บันได 4 ขนั้ การตลาด”เพือ่ ให้ลกู ค้า ติดใจ ซือ้ ซา้ บอกตอ่
แนวทางการตลาด ขั้นท่ี 1 (cbmc1) ค้นหาเสน่ห์ของสินค้าตัวเอก ด้วยการเขียนตอบคาถาม
"สินคา้ ตัวเดด็ ที่ท่านนามาใช้เรยี นคร้ังนี้ 1. โดดเดน่ อย่างไร? 2. แตกต่างจากค่แู ข่งอย่างไร? 3. โดนใจ “คนแบบ
ไหน”?
แนวทางการตลาด ขั้นที่ 2 (cbmc2) ค้นหาลูกค้าเป้าหมายในอนาคตท่ีชัดเจน โดยพิจารณา
จาก คาตอบข้อท่ี 3 ของข้ันที่ 1 คือ 'โดนใจคนแบบไหน!' นามาพิจารณาอย่างละเอียด ว่าคนลักษณะแบบน้ี
แหละ ถา้ 'เหน็ ป๊บุ ซอ้ื ปับ๊ '
แนวทางการตลาด ขัน้ ท่ี 3 (cbmc 3) "ช่องทางการสอ่ื สาร ถงึ ลกู คา้ เป้าหมาย" ดว้ ยการตอบ
คาถาม 1. ลกู ค้าเป้าหมายอยู่ที่ไหนบ้าง? 2. เราจะคน้ พวกเขาเจอได้อยา่ งไร? 3. เจอแล้วจะให้เขารจู้ กั สนิ ค้าเรา
ไดอ้ ย่างไร (เปิดการขาย) 4. ทาอยา่ งไรใหเ้ ขาซ้ือ (ปดิ การขาย)
แนวทางการตลาด ขั้นท่ี 4 (cbmc 4) การสร้างความประทับใจ ก่อนและหลังการขาย หรือ
ทาให้ลูกค้า ติดใจซื้อซ้า บอกต่อได้อย่างไร วิธีการ 1. ส่งของอย่างไรให้ประทับใจ 2. จ่ายเงินอย่างไรให้
ประทบั ใจ 3. บริการหลังการขายอยา่ งไรให้ประทบั ใจ
วนั ท่ี 2 "แนวทางการเพิ่มรายได้ ขยายกิจการ" (cbmc ขอ้ ที่ 5)
ร่วมแสดงความเห็น ตอบคาถาม 1.สินค้าเราโดดเด่น แตกต่าง โดนใจดีพอหรือยัง? 2. คู่แข่งของ
เรา เขาจะสร้างความแตกต่าง หนีเราไปอีก เราจะทาอย่างไร!" 3.ทาอย่างไร ถ้าการตลาดดี แต่ไม่มีของขาย
หรือส่งของไม่ทัน" 4. คนติดใจ สินค้าของเรา ซื้อซ้า บอกต่อคึกคักแล้ว เราควรจะใชโ้ อกาสน้ี เพ่ิมรายได้ ขยาย
กิจการอย่างไร?" 4.1) นาสินค้าตัวรองมาขายดีไหม 4.2) ทาสินค้าตัวใหม่ที่ลูกค้ากลุ่มนี้ซ้ือแน่ๆออกขายดีไหม?
4.3) นาสินคา้ ของเพ่ือนๆในเครอื ข่ายท่ลี กู คา้ กล่มุ น้ซี ื้อแน่ๆ มาชวนขายด้วยดีไหม?
91
วันที่ 3 "การแปลงบันได 4 ขั้นการตลาด และแนวคิดการเพ่ิมรายได้ขยายกิจการให้เป็นวิธี
ปฏิบตั ิให้ทาได้ใช้เป็น เห็นผล"
กิจกรรมสาคัญที่ต้องทา (cbmc ข้อท่ี 6) พิจารณา cbmc 1-5 ทีละข้อแล้วเขียนคาตอบ "
แนวคิดบันได 4 ขั้นการตลาด และแนวคิด การเพิ่มรายได้ ขยายกิจการ ถ้าจะให้ทาได้ ใช้เป็น เราต้องแปลง
แนวคิดเป็นตวั กจิ กรรมหลกั ๆ กี่หมวด อะไรบ้าง?" และแต่ละหมวด แตกเป็นกิจกรรมย่อยอะไรบา้ ง?
วันที่ 4 แนวทางการจัดทาแผนดาเนนิ งาน 5 ชอ่ ง
นากิจกรรมตามข้อ 6 ทีละข้อ ใส่ลงในตาราง 5 ช่อง มีกิจกรรมย่อยอะไรบ้าง แต่ละกิจกรรมยอ่ ย
ใครรบั ผิดชอบ เสร็จเมื่อไร (ระยะเวลา 6 เดือน) ทาเองได้ไหมเพื่อลดรายจ่าย (cbmc 7) อะไรท่ีตอ้ งรว่ มมือกับ
หน่วยงานอื่นเพ่ือขยายกิจการ (cbmc 8) และอะไรต้องใช้เงิน รวบรวม ช่องท่ี 5 อะไรท่ีทาเองได้ ท้ังหมด
(cbmc 7) อะไรท่ีร่วมกับหน่วยงานอ่นื (cbmc 8) และอะไรทตี่ อ้ งใช้เงิน (cbmc 9) แลว้ นามาใส่ใน ตาราง 9 ช่อง
วนั ที่ 5 การจัดทา ตาราง 9 ข้อ หรอื แบบจาลองธุรกจิ ทเ่ี ราทา (Business Model)
นาแนวการตลาด ขอ้ ท่ี 1-4 และแนวการเพิม่ รายไดข้ ยายกิจการ ขอ้ 5 และกิจกรรมสาคัญขอ้ ที่ 6
ใส่ในตาราง 9 ช่อง รวบรวม ช่องที่ 5 อะไรที่ทาเองได้ ท้ังหมด (cbmc 7) อะไรท่ีร่วมกับหน่วยงานอื่น(cbmc 8)
และอะไรที่ต้องใชเ้ งนิ (cbmc 9) ใสใ่ นช่องที่ 7 8 และ 9
วันท่ี 6 ข้อสอบ พรอ้ มส่ง ตาราง 9 ข้อ 5 ช่อง ทมี วิจยั ไดน้ าองค์ความรมู้ าขยายผล จัดประชมุ กับ
ผู้เข้าร่วมโครงการ เพื่อร่วมกันออกแบบแผนธุรกิจในการจัดจาหน่ายผลิตภัณฑ์จากบัวหลวงตามแบบฟอร์ม
ตาราง 9 ข้อ 5 ช่อง
จากการไดเ้ รียนรู้ CBMC ทาใหช้ ุมชนมีองค์ความร้ใู นการคน้ หาเสนห่ ส์ นิ ค้าท่ีเป็นตวั เด่นของชุมชน
มองกลุ่มลูกค้าได้ชัดเจนและสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย สร้างความประทับใจให้กับลูกค้า ได้ซื้อซ้าบอกต่อ
นาสินค้าตัวรองของชุมชน มาร่วมจัดกิจกรรมส่งเสรมิ การขายให้กับสนิ ค้าตัวหลักของชุมชน หาแนวทางในการ
ค้นหาภาคีเพื่อร่วมพัฒนาสินค้าชุมชน เกิดแผนธุรกิจชุมชน ร่วมกันคิดจนได้เสน่ห์สินค้า ผลิตภัณฑ์เพ่ือสุขภาพ
จากธรรมชาติในท้องถ่ิน กระบวนการผลิตที่สะอาด ใส่ใจทุกข้ันตอน “รักสุขภาพ ต้องผลิตภัณฑ์บัวหลวง
ยกกระบัตร”
นอกจากน้ี ทีมวิจัยยังได้นาผลติ ภัณฑ์บวั หลวง วางจาหน่ายตามช่องทางการจดั จาหนา่ ยผลติ ภัณฑ์
ทั้งภายในชุมชน ได้แก่ ศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านชุมชนแม่ระวาน, ร้านค้าในชุมชน และภายนอกชุมชน
ได้แก่ ร้านค้าสวัสดิการเขื่อนภูมิพล , กาดเกาะลอย , ร้านค้าออนไลน์ ,เว็บแบ่งป๋ัน , shopee , facebook :
บัวหลวงชุมชน ต.ยกกระบัตร Line : @0826206775 ภายหลังดาเนินโครงการ ทีมวิจัยได้ทาการเก็บข้อมูล
92
จากกลุ่มผูเ้ ข้ารว่ มโครงการ และกลุ่มท่ไี ม่เขา้ ร่วมโครงการ ตามแบบสารวจตัวชวี้ ดั ความเหล่ือมลา้ โครงการการ
พัฒนาเศรษฐกิจฐานรากด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่มจากบัวหลวงของชุมชนตาบลยกกระบัตร อาเภอสามเงา
จงั หวัดตาก (ระยะหลงั ดาเนินการ) เพื่อสารวจรายได้ครวั เรือน สาหรับใชป้ ระเมินผลการสร้างมูลค่าเพิ่มจากบัว
หลวงของชุมชนตาบลยกกระบัตร อาเภอสามเงา จังหวัดตาก โดยได้สอบถามจากประชาชนในพ้ืนท่ี จานวน
69 คน แบ่งออกเป็น กลุ่มเป้าหมายหลัก คือ กลุ่มคนตกงานจากสถานการณ์โควดิ จานวน 9 คน กลุ่มเกษตรท่ี
ต้องการอาชีพเสริม 27 คน และกลุ่มเป้าหมายท่ีเป็นประชาชนในพื้นที่รอบข้าง จานวน 33 คน แบบสอบถาม
แบ่งออกเป็น 10 ส่วน ดังน้ี ส่วนท่ี 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ส่วนที่ 2 การมีส่วนร่วมกับกิจกรรม
ของโครงการ ส่วนท่ี 3 รายได้จากการทางานในปี พ.ศ. 2564 ส่วนท่ี 4 กาไรจากการประกอบการ ส่วนที่ 5
กาไรจากการประกอบการทางการเกษตร ส่วนที่ 6 เงินบานาญ เงินสวัสดิการ เงินช่วยเหลือ ส่วนท่ี 7 รายได้
จากทรพั ยส์ ิน/การเงิน ส่วนท่ี 8 รายจ่ายท่ไี ม่เป็นตวั เงิน สว่ นที่ 9 ผลติ ภัณฑ์จากบวั หลวง และส่วนที่ 10 ข้อมูล
อนื่ ๆ ผลการวิเคราะห์แบบสอบถาม พบว่า
ส่วนท่ี 1 ข้อมูลทว่ั ไปผตู้ อบแบบสอบถาม
สถานภาพและข้อมูลทั่วไปส่วนใหญ่ของผู้ตอบแบบสอบถาม พบว่า เพศหญิง มากท่ีสุด จานวน
60 คน (ร้อยละ 86.96) รองลงมา เพศชาย จานวน 9 คน (ร้อยละ 13.04) มีอายุระหว่าง 56-65 ปี มากที่สุด
จานวน 22 คน (ร้อยละ 31.88) รองลงมา คือ ช่วงอายุ 46-55 ปี จานวน 20 คน (ร้อยละ 28.99) อายุ 66 ปี
ข้ึนไป จานวน 14 คน (ร้อยละ 20.29) อายุ 36-45 ปี จานวน 9 คน (ร้อยละ 13.04) อายุ 26-35 ปี จานวน
3 คน (ร้อยละ 4.35) และอายุ 15-25 ปี จานวน 1 คน (ร้อยละ 1.45) อาศัยอยู่ท่ีหมู่บ้านสองแควพัฒนา
มากท่ีสุด จานวน 15 คน (ร้อยละ 21.74) รองลงมา คือ บ้านสองแคว จานวน 12 คน (ร้อยละ 17.39) บ้าน
แม่ระวาน จานวน 9 คน (ร้อยละ 13.04) บ้านแม่เชียงราย จานวน 6 คน (ร้อยละ 8.70) บ้านคลองไม้แดง,
บ้านท่าไผ่, บ้านใหม่สามัคคี จานวน 5 คน (ร้อยละ 7.25) บ้านใหม่สามัคคีใต้ จานวน 4 คน (ร้อยละ 5.80)
บ้านหนองแมล่ ่าง จานวน 3 คน (ร้อยละ 4.35) บา้ นยกกระบัตรและบ้านหนองเชยี งคา จานวน 2 คน (รอ้ ยละ
2.90) และบ้านหนองเชียงคาใต้ จานวน 1 คน (ร้อยละ 1.45) มีวุฒิการศึกษาระดับอื่นๆ ที่ตอบคือ ต่ากว่า
ประถมศึกษาปีท่ี 6 มากที่สดุ จานวน 29 คน (ร้อยละ 42.03) รองลงมา คอื ระดบั มธั ยมศึกษาตอนตน้ จานวน
17 คน (ร้อยละ 24.64) ระดับประถมศึกษาปที ่ี 6 จานวน 10 คน (ร้อยละ 14.49) ระดับปริญญาตรี จานวน 6
คน (รอ้ ยละ 8.70) ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย จานวน 4 คน (รอ้ ยละ 5.80) ระดบั ปวส.หรอื เทยี บเทา่ จานวน
2 คน (ร้อยละ 2.90) และระดับปวช. จานวน 1 คน (ร้อยละ 1.45) มีอาชีพหลัก คือ อาชีพเกษตรกร มากท่ีสุด
จานวน 48 คน (ร้อยละ 69.57) รองลงมา คือ ค้าขาย จานวน 9 คน (ร้อยละ 13.04) อ่ืนๆ ที่ตอบคือ ไม่ได้
93
ทางาน จานวน 5 คน (ร้อยละ 7.25) รับจ้างทวั่ ไป จานวน 4 คน (รอ้ ยละ 5.80) และรับราชการ จานวน 3 คน
(ร้อยละ 4.35) ประกอบอาชีพเสริม มากที่สุด คือ อ่ืนๆ ท่ีตอบคือ ไม่มีอาชีพ, จักสาน, วิทยากร, วาดรูป
จานวน 33 คน (รอ้ ยละ 45.83) รองลงมา คือ รับจา้ งทั่วไป จานวน 17 คน (ร้อยละ 23.61) เกษตรกร จานวน
15 คน (ร้อยละ 20.83) และค้าขาย จานวน 7 คน (ร้อยละ 9.72) มีสถานภาพ สมรส มีบุตร มากท่ีสุด จานวน
25 คน (ร้อยละ 36.23) รองลงมา คือ โสด จานวน 23 คน (ร้อยละ 33.33) สมรส ไม่มีบุตร จานวน 20 คน
(ร้อยละ 28.99) และมีบุตร จานวน 1 คน (ร้อยละ 1.45) มีสถานะเป็นหัวหน้าครัวเรือน มากที่สุด จานวน
27 คน (ร้อยละ 39.13) รองลงมา คือ สามี/ภรรยาของหัวหน้าครัวเรือน จานวน 21 คน (ร้อยละ 30.43) บุตร
หลานของหัวหน้าครัวเรือน จานวน 14 คน (ร้อยละ 20.29) พ่อแมข่ องหวั หน้าครัวเรือนจานวน 5 คน (ร้อยละ
7.25) พี่สาวหัวหน้าครอบครัวและลูกสะใภ้ จานวน 1 คน (ร้อยละ 1.45) มีความเกี่ยวข้องกับโครงการ
มากท่ีสุด คือ ไม่เป็นสมาชิก/ไม่เข้าร่วมโครงการ จานวน 31 คน (ร้อยละ 44.93) รองลงมา คือ เป็นสมาชิกที่
เข้าร่วมโครงการ จานวน 28 คน (ร้อยละ 40.58) เปน็ ผนู้ า/แกนนาของโครงการ จานวน 8 คน (รอ้ ยละ 11.51)
และไมแ่ น่ใจ จานวน 2 คน (ร้อยละ 2.90)มีจานวนสมาชิกในครัวเรือน (ตามทะเบียนบ้าน) 1-5 คน มากที่สุด
จานวน 55 คน (ร้อยละ 79.71) รองลงมา คือ 6-10 คน จานวน 13 คน (ร้อยละ 18.84) และ 11-15 คน
จานวน 1 คน (ร้อยละ 1.45) อาศัยอยู่จริงในครัวเรือน 1-5 คน มากท่ีสุด จานวน 64 คน (ร้อยละ 92.75)
รองลงมา คือ 6-10 คน จานวน 5 คน (รอ้ ยละ 7.25)
สว่ นที่ 2 การมสี ่วนรว่ มกับกิจกรรมของโครงการ
ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ มีส่วนร่วมกับโครงการ (เลือกตอบได้มากกว่า 1 ข้อ) ด้านการร่วม
ให้ข้อมูล มากที่สุด จานวน 64 คน (ร้อยละ 43.24) รองลงมา คือ ร่วมดาเนินเวทีตามโครงการ จานวน
60 คน (ร้อยละ 40.54) พัฒนาโจทย์ จานวน 10 คน (ร้อยละ 6.76) ออกแบบกิจกรรม และออกแบบการเก็บ
ข้อมลู จานวน 5 คน (ร้อยละ 3.38) และร่วมบนั ทึก/วเิ คราะห์ขอ้ มูล จานวน 4 คน (รอ้ ยละ 2.70)
สว่ นท่ี 3 รายได้จากการทางานในปี พ.ศ. 2564
ผ้ตู อบแบบสอบถามสว่ นใหญ่ ไดร้ บั ค่าจ้างแรงงาน หรอื เงินเดือน ของ "ครัวเรือน" เฉล่ยี เดือนละ
0-1,000 บาท มากทส่ี ดุ จานวน 54 คน (ร้อยละ 78.26) รองลงมา คอื 12,001 บาทขึน้ ไป จานวน 6 คน (ร้อย
ละ 8.70) 3,001-6,000 บาท จานวน 5 คน (ร้อยละ 7.25) 6,001-9,000 บาท จานวน 3 คน (ร้อยละ 5.80)
และ9,001-12,000 บาท จานวน 1 คน (ร้อยละ 1.45) ได้รับผลตอบแทนอื่นๆ จากการทางานเป็นรายเดือน
คือ 0-1,000 บาท มากท่ีสุด จานวน 67 คน (ร้อยละ 97.10) รองลงมา คือ 3,001-6,000 บาท จานวน 2 คน
(ร้อยละ 2.90) ได้รับผลตอบแทน จากการทางานอื่นๆ ในรอบปี 2564 คือ 0-1,000 บาท มากที่สุด จานวน
94
69 คน (ร้อยละ 100.00) มีข้อมูลรายละเอียดด้านรายได้จากการทางานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง คือ ไม่มีความ
เก่ยี วข้อง มากที่สุด จานวน 69 คน (ร้อยละ 100.00)
ส่วนที่ 4 กาไรจากการประกอบการ เชน่ รา้ นค้า ร้านตดั ผม รา้ นอาหาร
ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ มีลักษณะการประกอบการที่เป็นแหล่งรายได้หลัก คือ ไม่มีรายได้
จากแหลง่ นี้ มากทีส่ ดุ จานวน 54 คน (ร้อยละ 77.14) รองลงมาคือ รา้ นคา้ ขายของชา จานวน 10 คน (รอ้ ยละ
14.29) อื่นๆ ที่ตอบคือ ทานา, รับซ้ือขายนุ่น, ร้านน้าหวานชาไข่มุก, กิจการรถบรรทุก จานวน 1 คน (ร้อยละ
5.71) ได้รับกาไรจากการประกอบการธุรกิจโดยเฉล่ีย (บาท/เดือน) โดยนับเฉพาะรายได้สุทธิหลังจากหัก
คา่ ใช้จ่ายในการทาธุรกจิ นน้ั คอื 0-1,000 บาท มากทีส่ ุด จานวน 56 คน (ร้อยละ 81.16) รองลงมา คือ 3,001-
6,000 บาท จานวน 7 คน (รอ้ ยละ 10.14) 1,001-3,000 บาท จานวน 4 คน (ร้อยละ 5.80) และ6,001-9,000
บาท, 12,001 บาทขึ้นไป จานวน 1 คน (ร้อยละ 1.45) มีข้อมูลรายละเอียดกาไรจากการประกอบการอ่ืนๆ ที่
เกี่ยวข้อง คือ ไม่มี มากท่ีสุด จานวน 67 คน (ร้อยละ 97.10) รองลงมาคือ มี (รับซ้ือนุ่นยกสวน, กิจการ
รถบรรทกุ แม็คโคร) จานวน 2 คน (รอ้ ยละ 2.90)
ส่วนที่ 5 กาไรจากการประกอบการทางการเกษตร
ผู้ตอบแบบสอบถามสว่ นใหญ่ มีลักษณะการประกอบการทางการเกษตรทเ่ี ป็นแหล่งรายไดห้ ลัก
คือ ปลูกพืชไร่ มากท่ีสุด จานวน 45 คน (ร้อยละ 50.56) รองลงมา คือ เล้ียงสัตว์ จานวน 19 คน (ร้อยละ
21.35) อื่นๆ ท่ีตอบคือ ทานา,ปลูกไม้สักขาย จานวน 14 คน (ร้อยละ 15.73) ไม่มีรายได้จากแหล่งนี้ จานวน
10 คน (ร้อยละ 11.24) และ ปลูกพชื สวน จานวน 1 คน (ร้อยละ 1.12) ไดร้ บั กาไรสทุ ธทิ างการเกษตรเป็นแบบ
รายปี มากท่ีสุด จานวน 39 คน (ร้อยละ 56.52) รองลงมา คือ รายรอบ จานวน 12 คน (ร้อยละ 17.39) ไม่มี
รายได้ทางการเกษตร และรายรอบและรายปีจานวน 9 คน (ร้อยละ 13.04) มีรายรับจากภาคเกษตรเป็น
รายเดือน เดือนละ 0-1,000 บาท มากที่สุด จานวน 69 คน (ร้อยละ 100.00) มีต้นทุนในการเกษตร เดือนละ
0-1,000 บาท มากท่ีสุด จานวน 69 คน (ร้อยละ 100.00) ได้รับรายรับจากภาคเกษตรเป็นรายปี คือ 12,001
บาทข้ึนไป มากท่ีสุด จานวน 43 คน (ร้อยละ 62.32) รองลงมา คือ 0-1,000 บาท จานวน 20 คน (ร้อยละ
28.99) และ 1,001-3,000 บาท จานวน 6 คน (ร้อยละ 8.70) มีต้นทุนในการเกษตรรายปี คือ 12,001 บาท
ข้ึนไป มากท่ีสุด จานวน 30 คน (ร้อยละ 43.48) รองลงมา คือ 0-1,000 บาท จานวน 20 คน (ร้อยละ 28.99)
6,001-9,000 บาท จานวน 8 คน (ร้อยละ 11.59) 9,001-12,000 บาท จานวน 5 คน (ร้อยละ 7.25) 3,001-
6,000 บาท จานวน 4 คน (รอ้ ยละ 5.80) และ1,001-3,000 บาท จานวน 2 คน (รอ้ ยละ 2.90) ไมม่ รี ายรบั จาก
ภาคการเกษตรเป็นรายรอบ มากที่สุด จานวน 64 คน (ร้อยละ 92.75) รองลงมา คือ ปีละ 2 ครั้ง มีจานวน
95
5 คน (ร้อยละ 7.25) มรี ายรับจากภาคการเกษตรเป็นรายรอบ รอบละ 0-1,000 บาท มากทส่ี ุด จานวน 47 คน
(ร้อยละ 68.12) รองลงมา คือ 12,001 บาทข้ึนไป จานวน 22 คน (ร้อยละ 31.88) มีต้นทุนในการเกษตรเป็น
รายรอบ รอบละ 0-1,000 บาท มากท่ีสุด จานวน 47 คน (ร้อยละ 69.57) รองลงมา คือ 12,001 บาทขึ้นไป
จานวน 20 คน (ร้อยละ 28.99) และ 6,001-9,000 บาท จานวน 1 คน (ร้อยละ 1.45) มีข้อมูลรายละเอียด
อื่นๆ ท่ีเก่ียวข้อง คือ ไมม่ ี มากทีส่ ดุ จานวน 69 คน (ร้อยละ 100.00)
ส่วนท่ี 6 เงนิ บานาญ เงินสวสั ดกิ าร เงินช่วยเหลอื
ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ ได้รับเงินบานาญจากราชการรายเดือน คือ 0-1,000 บาท
มากทีส่ ุด จานวน 68 คน (ร้อยละ 98.55) รองลงมา คือ 12,001 บาทข้ึนไป จานวน 1 คน (ร้อยละ 1.45) ได้รบั
เบี้ยยงั ชพี ผู้สูงอายรุ ายเดือน คอื 0-1,000 บาท มากท่ีสดุ จานวน 59 คน (ร้อยละ 85.51) รองลงมา คอื 1,001-
3,000 บาท จานวน 10 คน (ร้อยละ 14.49) ไดร้ บั เงินสารองเล้ยี งชีพหรือเงินประกนั สงั คมหรือเงินประกันชีวิต
สาหรับผู้สูงอายุรายเดือน 0-1,000 บาท มากท่ีสุด จานวน 69 คน (ร้อยละ 100.00) ได้รับเบี้ยความพิการ
รายเดือน 0-1,000 บาท มากท่ีสุด จานวน 69 คน (ร้อยละ 10 0.00) ได้รับความช่วยเหลือจากบัตรสวัสดิการ
พน้ื ฐานแหง่ รัฐ รายเดอื น 1,001-3,000 บาท มากทส่ี ดุ จานวน 69 คน (ร้อยละ 100.00) ไดร้ บั ความชว่ ยเหลือ
เงินสนับสนุนเด็กเล็กรายเดือน 0-1,000 บาท มากที่สุด จานวน 67 คน (ร้อยละ 97.10) รองลงมาคือ 1,001-
3,000 บาท จานวน 2 คน (ร้อยละ 2.90) ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาล ในสถานการณ์โควิด-19 รายปี
0-1,000 บาท มากที่สุด จานวน 69 คน (ร้อยละ 100.00) มีรายได้จากเงินช่วยเหลือจากคนอื่นๆ หน่วยงาน
อื่นๆ ท่ีไม่ใช่รัฐบาลและสมาชิกในครอบครัว รายเดือน 0-1,000 บาท มากท่ีสุด จานวน 69 คน (ร้อยละ
100.00) มีข้อมูลรายละเอียดเพ่ิมเติมอ่ืนๆ ด้านเงินบานาญ เงินสวัสดิการ เงินช่วยเหลือ คือ ไม่มี มากที่สุด
จานวน 52 คน (ร้อยละ 75.36) รองลงมา คอื มี จานวน 17 คน (ร้อยละ 24.64)
ส่วนท่ี 7 รายได้จากทรัพย์สนิ /การเงนิ
ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ มีรายได้จากดอกเบ้ียเงินฝาก พันธบัตร สลากออมสินรายเดือน 0-
1,000 บาท มากท่ีสุด จานวน 69 คน (ร้อยละ 100.00) มรี ายได้จากเงินปันผลของวสิ าหกิจชมุ ชน รายเดอื น 0-
1,000 บาท มากที่สุด จานวน 69 คน (ร้อยละ 100.00) มีรายได้จากค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์ (เช่น บ้าน ที่ดิน)
รายเดือน 0-1,000 บาท มากท่ีสุด จานวน 68 คน (ร้อยละ 98.55) รองลงมา คือ 12,001 บาทข้ึนไป จานวน
1 คน (ร้อยละ 1.45) มีรายได้จากการปล่อยเงินกู้ รายเดือน คือ 0-1,000 บาท มีจานวน 69 คน (ร้อยละ
100.00) มีรายได้จากการถูกเงนิ รางวัลสลากกินแบ่ง สลากออมสิน อ่ืนๆ รายปี 0-1,000 บาท มากทีส่ ดุ จานวน
96
69 คน (ร้อยละ 100.00) ไม่มีข้อมูลรายละเอียดเพ่ิมเติมอื่นๆ ด้านรายได้จากทรัพย์สิน/การเงิน คือ ไม่มี
มากท่สี ดุ จานวน 69 คน (รอ้ ยละ 100.00)
สว่ นที่ 8 รายได้ที่ไม่เป็นตวั เงิน
ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ ผลผลิตทางการเกษตรท่ีได้จากไร่นาของท่าน ท่ีนามาใช้ในการ
บริโภคในครัวเรือน คือ พืชผักสวนครัว มากที่สุด จานวน 37 คน (ร้อยละ 51.39) รองลงมา คือ ข้าว จานวน
17 คน (ร้อยละ 23.61) ไม่มี จานวน 13 คน (ร้อยละ 18.06) และข้าวโพด จานวน 5 คน (ร้อยละ 6.94)
มีผลผลิตทางการเกษตรจากไร่นาของท่านเอง หากต้องซื้อมาจากตลาด รายปี 1,001-3,000 บาท มากท่ีสุด
จานวน 43 คน (ร้อยละ 62.32) รองลงมา คือ 1,001-3,000 บาท จานวน 14 คน (ร้อยละ 20.29) 6,001-
9,000 บาท จานวน 4 คน (ร้อยละ 5.80) 3,001-6,000 บาท, 9,001-12,000 บาท จานวน 3 คน (ร้อยละ
4.35) และ 12,001 บาทขึ้นไป จานวน 2 คน (ร้อยละ 2.90) มีผลผลิตทางการเกษตรท่ีได้จากผู้อื่นท่ีไม่ใช่
สมาชิกในไร่นาของท่าน ที่นามาใช้ในการบริโภคในครัวเรือน คือ ผัก ผลไม้ มากท่ีสุด จานวน 56 คน (ร้อยละ
76.71) รองลงมาคือ ไม่มี จานวน 16 คน (ร้อยละ 21.92) และขา้ ว จานวน 1 คน (รอ้ ยละ 1.37) มีผลผลิตทาง
การเกษตรที่ได้รับจากผู้อ่ืนท่ีไม่ได้อยู่ในครัวเรือน หากต้องซ้ือมาจากตลาด รายปี 0-1,000 บาท มากที่สุด
จานวน 52 คน (รอ้ ยละ 75.36) รองลงมา คอื 1,001-3,000 บาท จานวน 16 คน (ร้อยละ 23.19) และ3,001-
6,000 บาท จานวน 1 คน (ร้อยละ 1.45) ในรอบปีที่ผ่านมา ท่านมีค่าใช้จ่ายในการเชา่ ที่พักอาศัยหรอื เชา่ ท่ีดนิ
ทาการเกษตร คือ ไม่มี มากทสี่ ดุ จานวน 63 คน (ร้อยละ 91.30) รองลงมา คอื มี จานวน 6 คน (ร้อยละ 8.70)
ต้องเสียค่าเช่าท่ีพักอาศัย จะต้องเสียค่าเช่า (ท้ังของตนเองและเช่าผู้อื่น) รายปี 12,001 บาทข้ึนไป มากที่สุด
จานวน 62 คน (ร้อยละ 89.86) รองลงมา คือ 9,001-12,000 บาท จานวน 7 คน (ร้อยละ 10.14) ต้องเสีย
ค่าเช่าท่ีดินทางการเกษตร จะต้องเสียค่าเช่า (ทั้งของตนเองและผู้อ่ืน) รายปี 12,001 บาทข้ึนไป มากท่ีสุด
จานวน 20 คน (ร้อยละ 28.99) รองลงมา คือ 3,001-6,000 บาท จานวน 17 คน (ร้อยละ 24.64) 9,001-
12,000 บาท จานวน 14 คน (ร้อยละ 20.29) 1,001-3,000 บาท จานวน 9 คน (ร้อยละ 13.04) 6,001-9,000
บาท จานวน 8 คน (11.59) และ0-1,000 บาท จานวน 1 คน (รอ้ ยละ 1.45) มีขอ้ มลู รายละเอียดเพิ่มเติมอื่นๆ
เก่ยี วรายได้ท่ี ไมเ่ ปน็ ตวั เงิน คือ ไมม่ ี จานวน 65 คน (รอ้ ยละ 94.20) รองลงมาคือ มี (จ่ายคา่ เชา่ ท่ีดนิ เป็นข้าว
มูลค่า 5500 บาท/ปี, ให้เช่าที่ 10 ไร่ แรกข้าว เป็นมูลค่า 4200 บาท/ปี, แลกแรง เป็นมูลค่า 10,000/ปี, แลก
แรงปลูกขา้ ว คดิ เปน็ เงนิ 12000บาท/ปี) จานวน 4 คน (รอ้ ยละ 5.80)
97
ส่วนที่ 9 ผลติ ภัณฑจ์ ากบัวหลวง
ผตู้ อบแบบสอบถามส่วนใหญ่ เคยนาผลิตภณั ฑ์บวั หลวงมาใช้ประโยชน์ คอื เคย มากทส่ี ุด จานวน
65 คน (ร้อยละ 94.20) รองลงมา คือ ไม่เคย จานวน 4 คน (ร้อยละ 5.80) นาผลิตภัณฑ์จากบัวหลวงมาใช้
ประโยชน์ คือ ไหลบัว มากท่ีสุด จานวน 64 คน (ร้อยละ 47.41) รองลงมา คือ ฝักบัว จานวน 32 คน (ร้อยละ
23.70) ใบบัว จานวน 30 คน (รอ้ ยละ 22.22) รากบวั จานวน 8 คน (ร้อยละ 5.93) และดอกบัว จานวน 1 คน
(ร้อยละ 0.74) นาผลิตภณั ฑ์จากบวั หลวงมาใช้ประโยชน์ คอื บริโภค มากทส่ี ุด จานวน 63 คน (รอ้ ยละ 91.30)
รองลงมา คือ ไม่ได้ใช้ประโยชน์ จานวน 5 คน (ร้อยละ 7.25) และจาหน่าย จานวน 1 คน (ร้อยละ 1.45) มี
รายไดใ้ นการจาหน่ายผลติ ภัณฑจ์ ากบัวหลวง คือ 0-1,000 บาท มีจานวน 69 คน (ร้อยละ 100.00) เคยนาบัว
หลวงมาแปรรูป คอื เคย มากท่ีสดุ จานวน 64 คน (รอ้ ยละ 92.75) รองลงมา คือ ไม่เคย จานวน 5 คน (รอ้ ยละ
7.25) เคยทาผลิตภัณฑ์จากบัวหลวงนามาแปรรูป ในรูปแบบ อาหารคาว จานวน 62 คน (ร้อยละ 81.58)
รองลงมาคือ อาหารหวาน จานวน 9 คน (ร้อยละ 11.84) และไม่ได้ทา จานวน 5 คน (ร้อยละ 6.58) มีรายได้
จากการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง รายปี 0-1,000 บาท มากที่สุด จานวน 69 คน (ร้อยละ 100.00)
ปัจจุบันยังทาผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง คือ ทา มากท่ีสุด จานวน 52 คน (ร้อยละ 75.36) รองลงมา คือ ไม่ทา
จานวน 17 คน (ร้อยละ 24.64) หยุดทาการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง คือ ไม่มีเวลา มากท่ีสุด จานวน 62
คน (ร้อยละ 89.86) รองลงมาคือ ไมม่ บี ัว ชว่ งหนา้ น้า น้าทว่ มบวั จานวน 7 คน (รอ้ ยละ 10.14) เคยมสี ว่ นรว่ ม
หรือเข้ารับการพัฒนาศักยภาพในงานวิจัยฯ คือ ไม่เคยเข้าร่วม มากท่ีสุด จานวน 37 คน (ร้อยละ 27.82)
รองลงมา คือ ศึกษาดูงาน รูปแบบการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง จานวน 24 คน (ร้อยละ 18.05) อบรม
เชิงปฏิบัติการการแปรรูปจากบัวหลวง จานวน 21 คน (ร้อยละ 15.79) หาแนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มจากบวั
หลวง จานวน 17 คน (ร้อยละ 12.78) การพัฒนาผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง จานวน 11 คน (ร้อยละ 8.27)
ประสานความร่วมมือ ประชาชน ปราชญ์ชาวบ้าน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสร้างภาคีเครือข่าย จานวน 8
คน (ร้อยละ 6.02) การออกแบบสัญลักษณ์และบรรจุภัณฑ์ จานวน 7 คน (ร้อยละ 5.26) ลงพ้ืนท่ีเก็บข้อมูล
จานวน 5 คน (ร้อยละ 3.76) การหาช่องทางการจัดจาหน่ายผลิตภัณฑ์ จานวน 2 คน (ร้อยละ 1.50) และหา
รูปแบบการแปรรูปจากบัวหลวงท่ีเหมาะสมเพื่อนาไปสมู่ าตรฐาน จานวน 1 คน (0.75) ได้รับการพัฒนาตนเอง
ในเร่ือง คือ ไม่เคยเข้าร่วม มากท่ีสุด จานวน 44 คน (ร้อยละ 26.04) รองลงมา คือ ภาคีในการร่วมพัฒนา
ผลิตภัณฑ์ จานวน 28 คน (ร้อยละ 16.57) การใช้เคร่ืองมือในการเก็บข้อมูลชุมชน, เทคนิคการต้ังประเด็น
คาถาม จานวน 26 คน (ร้อยละ 15.38) แนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ จานวน 19 คน (ร้อยละ 11.24)
แนวทางการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน จานวน 15 คน (ร้อยละ 8.88) การจัดต้ังกลุ่มและการบริหารจัดการ
98
กลุ่มจานวน 7 คน (ร้อยละ 4.14) และการสร้างช่องทางการจัดจาหน่ายด้วยระบบออนไลน์ หรือ ออฟไลน์,
แนวทางการแปรรูปผลติ ภัณฑ์ และความคิดสรา้ งสรรค์ในการนาวัสดุท้องถ่นิ มารว่ มในผลิตภัณฑ์ จานวน 2 คน
(ร้อยละ1.18) ได้รับประโยชน์จากการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากจากการสร้างมูลค่าเพิ่มของบัวหลวง คือ ไม่ได้
ประโยชน์ เนื่องจากไม่ได้เข้าร่วมกิจกรรม มากท่ีสุด จานวน 44 คน (ร้อยละ 51.16) รองลงมา คือ ทางอ้อม :
ขนส่ง จา้ งงาน และ จาหนา่ ยสินคา้ และอาหารใหแ้ ก่นักท่องเท่ยี ว จานวน 28 คน (ร้อยละ 32.56) และทางตรง
: มีอาชีพเสริมท่ีเกิดจากการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากจากการสร้างมูลค่าเพิ่มของบัวหลวง จานวน 14 คน
(ร้อยละ 16.28)
สว่ นท่ี 10 ข้อมลู อืน่ ๆ
ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ แบบสอบถาม มีทรัพย์สินภาคครัวเรือน (ที่ดิน บ้าน รถ ร้านขาย
ของ วัว ควาย ต้นสัก) คือ รถ มากที่สุด จานวน 124 คน (ร้อยละ 50.41) รองลงมา คือ บ้าน จานวน 57 คน
(ร้อยละ 23.17) ท่ีดิน จานวน 45 คน (ร้อยละ 18.29) วัว ควาย จานวน 13 คน (ร้อยละ 5.28) ร้านขายของ
จานวน 6 คน (ร้อยละ 2.44) และต้นสัก จานวน 1 คน (ร้อยละ 0.41) มีหนี้สินภาคครัวเรือน 12,001 บาทข้ึน
ไป มากท่ีสุด จานวน 47 คน (ร้อยละ 68.12) รองลงมา คือ 0-1,000 บาท จานวน 19 คน (ร้อยละ 27.54)
3,001-6,000 บาท จานวน 2 คน (ร้อยละ 2.90) และ9,001-12,000 บาท จานวน 1 คน (ร้อยละ 1.45)
มขี อ้ มูลรายละเอยี ดเพมิ่ เติม คือ ไม่มี มากทส่ี ุด จานวน 61 คน (รอ้ ยละ 88.41) รองลงมา คอื มี (บา้ นและที่ดิน
ของรัฐ, ขายปลาท่ีหาได้จากแหล่งธรรมชาติ, สนใจเข้าร่วมโครงการ, ขายกล้วยหอม,ลูกให้เงินเดิน, ขายไข่
มดแดง, ลกู ใหเ้ งนิ เดือน, ทางานจักสานขาย) จานวน 8 คน (ร้อยละ 11.59)
ขอ้ สรปุ ผลการวิจยั ตามวตั ถุประสงค์ข้อที่ 4
การศึกษาและพัฒนาช่องทางการจัดจาหน่ายผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง ทีมวิจัยได้อบรม CBMC
ทาให้ชุมชนได้รับองค์ความรู้ในการค้นหาเสน่ห์สินค้าที่เป็นตัวเด่นของชุมชน มองกลุ่มลูกค้าได้ชัดเจนและ
สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย สร้างความประทับใจให้กับลูกค้า ได้ซ้ือซ้าบอกต่อ นาสินค้าตัวรองของชุมชน
มาร่วมจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายให้กับสินค้าตัวหลักของชุมชน หาแนวทางในการค้นหาภาคีเพ่ือร่วมพัฒนา
สินค้าชุมชน เกิดแผนธุรกิจชุมชน ร่วมกันคิดจนได้เสน่ห์สินค้า ผลิตภัณฑ์เพ่ือสุขภาพ จากธรรมชาติในท้องถ่ิน
กระบวนการผลิตท่ีสะอาด ใส่ใจทุกข้ันตอน “รักสุขภาพ ต้องผลิตภัณฑ์บัวหลวงยกกระบัตร” และยังนาผลิตภัณฑ์
บวั หลวงรวมอย่ใู นแพคเกจ็ การทอ่ งเท่ียวโดยนักท่องเท่ียวจะไดผ้ ลิตภัณฑ์บวั หลวงกลับไปเป็นของท่ีระลึก อีกทั้ง
นาเอาบัวหลวงมาทาเป็นกิจกรรม เส้นทางการท่องเที่ยวตามฤดูกาลเพ่ือให้นักท่องเท่ียวได้ชมความงามของ
ดอกบัวหลวง และเก็บบัวหลวงมาทาอาหารรับประทานเป็นอาหารพ้ืนถิ่น นอกจากน้ียังได้มีช่องทางการจัด
99
จาหน่ายผลิตภัณฑ์ภายในชุมชน ได้แก่ ศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านชุมชนแม่ระวาน, ร้านค้าในชุมชน และ
ภายนอกชุมชน ได้แก่ ร้านค้าสวัสดิการเข่ือนภูมิพล กาดเกาะลอย, ร้านค้าออนไลน์ เว็บแบ่งปั๋น shopee
facebook : บัวหลวงชุมชน ต.ยกกระบัตร Line : @0826206775 จากการรวบรวมแบบสอบถามจาก
ประชาชนในพ้ืนที่ จานวน 69 คน แบ่งออกเป็น กลุ่มเป้าหมายหลัก คือ กลุ่มคนตกงานจากสถานการณ์โควิด
จานวน 9 คน กลุ่มเกษตรท่ีต้องการอาชีพเสริม 27 คน และกลุ่มเป้าหมายท่ีเป็นประชาชนในพ้ืนที่รอบข้าง
จานวน 33 คน (ระยะหลังดาเนินการ) ในส่วนนี้จะนาเพียงข้อมูลส่วนที่ 9 ผลิตภัณฑ์จากบัวหลวงมาวิเคราะห์
ข้อมูล 2 ลาดับแรก ให้เป็นไปตามวตั ถุประสงค์ข้อท่ี 4 เพื่อศึกษาและพัฒนาช่องทางการจัดจาหน่ายผลิตภัณฑ์
จากบัวหลวง พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ เคยนาผลิตภัณฑ์บัวหลวงมาใช้ประโยชน์ จานวน 65 คน
(ร้อยละ 94.20) และ ไม่เคย จานวน 4 คน (ร้อยละ 5.80) นาผลิตภัณฑ์จากบัวหลวงมาใช้ประโยชน์ คือ ไหล
บัว จานวน 64 คน (ร้อยละ 47.41) และ ฝักบัว จานวน 32 คน (ร้อยละ 23.70) นาผลิตภัณฑ์จากบัวหลวงมา
ใช้ประโยชน์ คือ บริโภค จานวน 63 คน (ร้อยละ 91.30) และ ไม่ได้ใช้ประโยชน์ จานวน 5 คน (ร้อยละ 7.25)
มีรายได้ในการจาหน่ายผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง คือ 0-1,000 บาท มีจานวน 69 คน (ร้อยละ 100.00) เคยนา
บัวหลวงมาแปรรูป จานวน 64 คน (รอ้ ยละ 92.75) และ ไม่เคย จานวน 5 คน (ร้อยละ 7.25) เคยทาผลิตภัณฑ์
จากบัวหลวงนามาแปรรูป ในรูปแบบ อาหารคาว จานวน 62 คน (ร้อยละ 81.58) และ อาหารหวาน จานวน
9 คน (ร้อยละ 11.84) มีรายได้จากการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง รายปี 0-1,000 บาท จานวน 69 คน
(ร้อยละ 100.00) ปัจจบุ นั ยงั ทาผลติ ภัณฑ์จากบวั หลวง จานวน 52 คน (รอ้ ยละ 75.36) และ ไมท่ า จานวน 17
คน (ร้อยละ 24.64) หยุดทาการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง เนื่องจากไม่มีเวลา จานวน 62 คน (ร้อยละ
89.86) และ ไม่มีบัว ช่วงหน้าน้า น้าท่วมบัว จานวน 7 คน (ร้อยละ 10.14) ไม่เคยมีส่วนร่วมหรือเข้ารับการ
พัฒนาศักยภาพในงานวิจัยฯ จานวน 37 คน (ร้อยละ 27.82) และร่วมศึกษาดูงาน รูปแบบการแปรรูป
ผลติ ภณั ฑ์จากบวั หลวง จานวน 24 คน (รอ้ ยละ 18.05) ไม่เคยได้รบั การพัฒนาตนเอง จานวน 44 คน (รอ้ ยละ
26.04) และ ภาคใี นการร่วมพฒั นาผลติ ภณั ฑ์ จานวน 28 คน (ร้อยละ 16.57) ไมไ่ ด้รบั ประโยชน์จากการพัฒนา
เศรษฐกิจฐานรากจากการสร้างมูลค่าเพ่ิมของบัวหลวง เน่ืองจากไม่ได้เข้าร่วมกิจกรรม จานวน 44 คน (ร้อยละ
51.16) และ ทางอ้อม : ขนส่ง จ้างงาน และ จาหน่ายสินค้าและอาหารให้แก่นักท่องเที่ยว จานวน 28 คน
(รอ้ ยละ 32.56)
ผลการวิเคราะห์ขอ้ มูลจากแบบสอบถาม ชุดท่ี 3 แบบสารวจตวั ชวี้ ดั ความเหล่อื มล้า โครงการการ
พัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่มจากบัวหลวงของชุมชนตาบลยกกระบัตร อาเภอสามเงา
100
จังหวัดตาก (ระยะหลังดาเนินการ) เปรียบเทียบรายได้ของผู้เข้าร่วมโครงการ และผู้ไม่เข้าร่วมโครงการ
มีรายละเอียดดงั นี้
ตารางที่ 1 ตารางแสดงจานวนผ้เู ข้ารว่ มโครงการ และผู้ไมเ่ ข้ารว่ มโครงการ จาแนกตามกลุ่มรายได้
กลมุ่ ตวั อยา่ ง กอ่ นดาเนนิ การโครงการ ไม่เขา้ รว่ มโครงการ ร้อยละ
กลุ่มต่ากว่าเสน้ ความยากจน เข้ารว่ มโครงการ รอ้ ยละ 13 39.39
กลุ่มที่ต่ากวา่ 40% ลา่ ง 12 36.36
กล่มุ ทตี่ า่ กว่ามธั ยฐาน 15 41.67 1 3.03
กลุ่มที่สงู กว่าเสน้ มธั ยฐาน 13 36.11 7 21.21
1 2.78 33 100
รวม 7 19.44
36 100 ไมเ่ ข้ารว่ มโครงการ ร้อยละ
กลมุ่ ตวั อยา่ ง หลงั ดาเนนิ การโครงการ 17 51.52
กลมุ่ ต่ากวา่ เสน้ ความยากจน เข้ารว่ มโครงการ ร้อยละ 8 24.24
กลุม่ ทต่ี า่ กว่า 40% ล่าง 23 63.89 2 6.06
กลุ่มทีต่ า่ กว่ามธั ยฐาน 8 22.22 6 18.18
กลมุ่ ทส่ี ูงกวา่ เส้นมัธยฐาน 1 2.78 33 100
4 11.11
รวม 36 100
จานวนกลุ่มตัวอย่างจะเห็นได้ว่าผู้ที่เข้าร่วมโครงการ มีสัดส่วนคนยากจนมากข้ึน ร้อยละ 22.22
และไม่เข้าร่วมโครงการ มีสัดส่วนคนยากจนมากข้ึน ร้อยละ 12.13 ท้ังนี้เน่ืองจากสภาวการณ์ปัจจุบันด้าน
เศรษฐกิจของประเทศตกต่า ภาวะค่าครองชีพสูง น้ามันและปุ๋ยราคาสูง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงข้ึนตาม
ไปด้วย ด้านผลผลิตมีราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่าไม่ได้ราคาเท่าท่ีควร ส่งผลให้กลุ่มตัวอย่างขยับเข้าสู่เส้น
ความยากจน อีกทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ท่ีผ่านกระบวนการคิดค้น ปรับปรุงจนได้ผลิตภัณฑ์ที่มีสูตรเป็น
มาตรฐาน อยู่ในช่วง 2 เดือนท้ายของโครงการ รวมทั้งการขอรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชนจากสานักงาน
พัฒนาชุมชน ต้องใช้ระยะเวลาในการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานตามลาดับการยื่นเสนอ ซ่ึงขณะน้ีอยู่
ระหว่างการรอตรวจสอบมาตรฐาน อีกท้ังผลิตภัณฑ์บัวหลวงยังเป็นนวัตกรรมของชุมชนและผู้บริโภค ต้องใช้
เวลาในการสร้างการรับรู้ และประชาสัมพันธ์ให้เป็นท่ีรับรู้ เช่ือม่ันที่จะบริโภคสินค้าของชุมชน จากการนา
ผลติ ภณั ฑ์ชมุ ชนไปทดลองจาหน่าย พบวา่ ผ้บู ริโภคชื่นชอบ ชาหมกั และชาบวั หมกั เปน็ อย่างมาก โดยให้เหตผุ ล
วา่ รสชาตหิ วานอมเปรี้ยว ทาให้สดชืน่ และเห็นถงึ ประโยชน์ทีจ่ ะเปน็ เติมจุลินทรยี ์ช้ันดเี ขา้ ไปในลาไสช้ ่วยในการ
101
ขับถ่าย นอกจากนี้การดาเนินงานยังเป็นในรูปแบบกลุ่มมีการปันผลเป็นรายปี จึงทาให้ผู้เข้าร่วมโครงการไม่มี
รายได้เพ่ิมจากผลติ ภัณฑ์บัวหลวงภายใต้โครงการฯ แตส่ ง่ิ ที่ชมุ ชนได้รับเปลยี่ นแปลงนาไปสู่การลดความเหล่ือม
ล้า เกิดความร่วมมือ ลดช่องว่างระหว่างชุมชน กระตุ้นศักยภาพด้านอื่นของชุมชน เช่น การเป็นนักเล่าเร่ืองใน
กลุ่มเยาวชน เรียนรู้กระบวนการสบื ค้นข้อมูลชมุ ชน และการบริหารจัดการกลมุ่ วิสาหกิจ
บทที่ 5
อภิปรายและวิจารณผ์ ล
การวิจัยเร่ือง “การพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ด้วยการสร้างมูลค่าเพ่ิมจากบัวหลวงของชุมชน
ตาบลยกกระบัตร อาเภอสามเงา จังหวัดตาก” ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ข้อที่ 1 เพื่อศึกษาบริบทพ้ืนที่ และการ
จัดการทรพั ยากรบัวหลวง ของเครอื ข่ายชมุ ชนตาบลยกกระบัตร 1) ศกึ ษาบริบทพ้นื ที่ ปญั หาที่เกดิ จากบวั หลวง
และแนวทางการแก้ไขปัญหา 2) ศึกษาการจัดการทรัพยากรบัวหลวง การใช้ประโยชน์จากบัวหลวงของชุมชน
3) ศึกษาช่องทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชน ข้อท่ี 2 เพื่อศึกษาความต้องการของตลาด และแนวทาง
การสร้างมูลค่าเพ่ิมจากบัวหลวง ข้อที่ 3 เพ่ือพัฒนามาตรฐานของผลิตภัณฑ์ และการสร้างภาคีเครือข่ายร่วม
พฒั นามูลคา่ เพิม่ จากบัวหลวง และข้อที่ 4 เพอื่ ศกึ ษาและพัฒนาช่องทางการจัดจาหน่ายผลิตภัณฑ์จากบวั หลวง
อภิปรายผลและวิจารณ์ผลตามวัตถุประสงคด์ ังนี้
อภิปรายผลการวิจยั
1. ผลจากศกึ ษาบริบทพืน้ ท่ี และการจดั การทรพั ยากรบวั หลวง ของเครือขา่ ยชมุ ชนตาบลยกกระบตั ร
1) ศึกษาบริบทพ้ืนที่ ปัญหาท่ีเกิดจากบัวหลวง และแนวทางการแก้ไขปัญหา พบว่า ตาบลยกระ
บตั ร เปน็ ตาบลท่ีตงั้ อยใู่ นเขตการปกครองของอาเภอสามเงา จงั หวดั ตาก มีลกั ษณะภูมปิ ระเทศ เป็นทรี่ าบกว้าง
ในตอนกลางของตาบล ลักษณะดินส่วนใหญ่เป็นดินร่วนปนดินเหนียว เหมาะแก่การเพาะปลูกทาการเกษตร
ประชากรในพ้ืนท่ีส่วนใหญ่เป็นชาวล้านนามีประเพณีและภูมิปัญญาท้องถ่ินวิถีล้านนา มีพ้ืนท่ีมีหนองจระเข้
ขนาด 800-1,200 ไร่ ท่ีมีบัวหลวงปกคลุมจานวนมาก คนในชุมชนไม่มีองค์ความรู้ในการแปรรูปบัวหลวงและ
เนอื่ งจากวถิ ีชุมชนทไี่ ม่พถิ พี ถิ นั กับการแปรรูปผลิตภณั ฑ์จากบัวหลวง
2) ผลการศึกษาการจัดการทรัพยากรบัวหลวง การใช้ประโยชน์จากบัวหลวงของชุมชน พบว่า
ชมุ ชนไม่มกี ฎกติกา/ข้อตกลงการใชป้ ระโยชน์จากบวั หลวง เนอ่ื งจากเป็นหนองบวั สาธารณะทีเ่ ปน็ พ้นื ทด่ี ูแลของ
องค์การบริหารส่วนตาบลยกกระบัตร การใช้ประโยชน์จากบัวหลวงของชุมชน แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วน
ของหนองบัว ครอบคลุมพื้นท่ี 4 หมู่บ้าน ประกอบด้วย หมู่ 3 หมู่ 4 หมู่ 6 และหมู่ 11 มีการใช้ประโยชน์
1,133 ครัวเรือน ไดแ้ ก่ การใช้น้าทางการเกษตร เลี้ยงสัตว์ ตกปลา เป็นต้น สว่ นของบัวหลวงมกี ารใช้ประโยชน์
บัวหลวงเชิงภูมิปัญญา/วิถีถ่ิน นาบัวหลวงมาไหว้พระ และกินเม็ดบัวสดแล้ว ชุมชนได้นามาใช้ประกอบอาหาร
ถ่ิน ได้แก่ แกงไหลบัว รากบัวเช่ือม นามาใช้ในวิถีถิ่น ได้แก่ มวนยาสูบรักษาริดสีดวงจมูก บุหร่ีกลีบบัวหลวง
(นากลีบดอกบัวแทนใบยาสูบ) ใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ พบว่า มีเพียง 10 ครอบครัว ท่ีเก็บไหลบัวและฝักบัว
มาขายเพ่ือเล้ียงชีพ รายได้เพียง 200 บาท/วัน แต่ไม่ได้ไปเก็บทุกวัน เนื่องจากมีอาชีพรับจ้างทั่วไปภายใน
103
หมู่บ้าน อีกท้ังคนในพ้ืนที่ส่วนใหญ่ไม่เก็บบัวหลวงจากหนองน้า แต่จะซื้อมากกว่า เนื่องจากไม่มีพาหนะ ทักษะ
ความรู้ และกลัวอันตราย บัวหลวงในหนองน้าเติบโตจากเม็ดบัว จากเก็บข้อมูลพบว่า ชุมชนยังใช้ประโยชน์
จากบัวไม่เต็มประสทิ ธิภาพ เนื่องจากขาดองค์ความรู้ และยังไม่เห็นคุณค่าของบัวหลวง ปริมาณของบัวที่มีมาก
ส่งผลให้น้าเน่าเสีย ส่งกล่ินเหม็น หนองน้าตื้นเขิน สร้างปัญหาให้กับครัวเรือนรอบหนอง และครัวเรือนท่ีใช้น้า
จากหนองจระเข้ จึงต้องมีการลอกดึงบัวขึ้นมาจากหนองน้ามาไว้ขอบหนอง เกิดเป็นขยะจากบัวหลวง อีกท้ัง
ชมุ ชนขาดองค์ความรู้ในการแปรรูปผลิตภณั ฑจ์ ากบัวหลวง นอกจากการทาอาหารถิ่น
3) ศึกษาช่องทางการส่งเสริมการท่องเท่ียวโดยชุมชน พบว่า ชุมชนมีจัดการท่องเที่ยวโดย
ชมุ ชน จานวน 2 กลุม่ ไดแ้ ก่ กล่มุ ศูนย์ปราชญ์ชาวบา้ นแม่ระวาน กล่มุ นักทอ่ งเทย่ี วจะเปน็ กลุ่มศึกษาดูงาน และ
กลุ่มการท่องเท่ียวโดยชุมชนตาบลยกกระบัตร โดยความร่วมมือจากโครงการยกระดับเศรษฐกิจและสังคมราย
ตาบลแบบบูรณาการ (U2T) แต่ยังไม่มีการนาบัวหลวงมาใช้ในประโยชน์ในการจัดการท่องเท่ียวของพื้นท่ี
ดงั น้นั ทมี วิจยั และชมุ ชนประชมุ รว่ มกัน เห็นว่า ควรเพ่มิ เมนูอาหารถิ่นเก่ยี วกับบวั และนาผลิตภณั ฑ์บวั หลวงมา
ใช้ในการต้อนรับนักท่องเท่ียว รวมทั้งควรเพ่ิมกิจกรรมการท่องเที่ยวเกี่ยวกับบัวหลวงช่วงเดือน มิถุนายน –
กันยายน ซึ่งเป็นช่วงที่มีบัวหลวงบานสะพรั่งเต็มหนองจระเข้เป็นอีกหน่ึงเส้นทางการท่องเท่ียว เพื่อสร้างเสน่ห์
ให้กับพื้นท่ี สาหรับรายได้ของชุมชนเป็นการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งนามาแสดงดังกราฟผลการวิเคราะห์
ข้อมลู ด้านรายได้ฯ ดงั นี้
2. ผลจากการศกึ ษาความต้องการของตลาด และแนวทางการสร้างมลู คา่ เพม่ิ จากบวั หลวงพบวา่
2.1 ผลศกึ ษาความตอ้ งการของตลาด
จากการสุ่มตัวอยา่ งกลุ่มผู้ประกอบการ จานวน 50 คน เพื่อศึกษาความต้องการในการใชร้ ูปแบบ
ผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง และจัดทาผลิตภัณฑ์จากบัวหลวงให้ตรงกับความต้องการของตลาด พบว่า ผู้ตอบ
แบบสอบถามส่วนใหญ่ชอบบริโภคอาหารเพ่ือสุขภาพ จานวน 38 คน (ร้อยละ 84.44) รองลงมาคือ ไม่ชอบ
บริโภคอาหารเพ่ือสุขภาพ จานวน 7 คน (ร้อยละ 15.56) เหตุผลท่ีชอบใช้สินค้าเพ่ือสุขภาพ คือ ดูแล/รักษา
สุขภาพตนเอง จานวน 17 คน (ร้อยละ 44.74) รองลงมาคือ มีประโยชน์และปลอดภัยต่อร่างกาย จานวน
8 คน (ร้อยละ 21.05) ดีต่อสุขภาพ จานวน 5 คน (ร้อยละ 13.16) สุขภาพดี ส่งเสริมสินค้า และเศรษฐกิจ
ชุมชน จานวน 3 คน (ร้อยละ 7.89) ดีต่อตัวเองและรักษาสง่ิ แวดล้อม จานวน 2 คน (ร้อยละ 5.26) ช่วยให้เรา
มีทางเลือกรับประทานแทนอาหารขยะ ลดความเส่ียงการเจ็บป่วยก่อนวัย และสะดวกและมีคุณภาพ จานวน
1 คน (รอ้ ยละ 2.63)
104
2.2 ผลการหาแนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่ม
แนวทางในการสร้างมลู ค่าเพิ่ม ทีมนกั วิจัยได้ทาการพัฒนาศักยภาพคนในชุมชน โดยวธิ กี ารศึกษา
ดงู าน ทาให้ชมุ ชนไดร้ ับองค์ความรู้ แนวคิดในการจดั การทอ่ งเท่ยี วในชมุ ชน โดยการนาบวั หลวงมาเปน็ กจิ กรรม
เส้นทางการท่องเท่ียวในชุมชน เช่น การนาผลิตภัณฑ์จากบัวหลวงมาใช้ต้อนรับนักท่องเท่ียว การให้
นักท่องเที่ยวร่วมทาอาหารจากบัวหลวง การรวมกลุ่มเพื่อจดทะเบียนวิสาหกิจ การเข้ารับมาตรฐานผลิตภัณฑ์
สินค้าของพัฒนาชมุ ชน และการขอมาตรฐานผลติ ภณั ฑ์ชมุ ชนของอุตสาหกรรมจังหวัด ซ่ึงถ้าจะได้รับมาตรฐาน
ผลิตภัณฑ์ชุมชนที่เป็นประเภทอาหารจะตอ้ งได้มาตรฐานผลิตภัณฑ์ของสานักงานคณะกรรมการอาหารและยา
(อย.) ก่อน นอกจากน้ียังได้ทาการประชุมหารือ พูดคุย เพ่ือหาแนวทางร่วมกัน จนได้แนวทางในการพัฒนา
ผลิตภัณฑ์จากบัวหลวงโดยการนาดอกบัวมาทาผลิตภัณฑ์อันดับต้นก่อน โดยนาเอาใบมะรุมซ่ึงเป็นวัตถุดิบที่มี
มากในท้องถิ่น และมีคุณประโยชน์สูงมาเป็นส่วนผสม แล้วจึงหาภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์ ให้ความรู้
คุณประโยชน์จากบัวหลวง การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง และหาแนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มจาก ภาคี
ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และภาควิชาการ จนได้แนวทางการสร้างมูลค่าเพม่ิ จากบวั หลวง 2 วธิ ี ดังนี้
1) การทาความร่วมมือกับกลุ่มจัดการท่องเท่ียวในชุมชนจานวน 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มเครือข่าย
ปราชญ์ชาวบ้านซ่ึงนักท่องเที่ยวจะเป็นกลุม่ ศึกษาดูงาน นาบัวหลวงมาทาอาหารถ่ิน และนาผลิตภณั ฑ์บวั หลวง
มาใช้ต้อนรับนักท่องเท่ียว และกลุ่มการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนตาบลยกกระบัตร ให้เพ่ิมกิจกรรม เส้นทาง
การท่องเท่ียวในชุมชนตามฤดูกาล การทาอาหารถิ่นจากบัวหลวง และผลิตภัณฑ์จากบัวหลวงมาใช้ในการ
ต้อนรับนักท่องเทยี่ ว
2) การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง จากการศึกษาความต้องการของตลาดมาพัฒนาเป็น
ผลิตภัณฑ์ท่ีทาจากดอกบัวโดยความรว่ มมือจากภาคีภาควชิ าการ เนื่องจากสรรพคุณของดอกที่มีมาก และเป็น
ความตอ้ งการของตลาด
3. ผลการพฒั นามาตรฐานของผลติ ภัณฑ์ และการสรา้ งภาคีเครอื ข่ายร่วมพัฒนามลู คา่ เพิ่มจากบัวหลวง
ผลการพัฒนามาตรฐานของผลิตภัณฑ์ และการสร้างภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนามูลค่าเพ่ิมจากบัว
หลวง พบว่า การพัฒนามาตรฐานของผลิตภัณฑ์จากการแปรรูปชาบัวที่เพิ่มความหอมของกล่ินชาบัวหลวงคือ
การตากแห้งกลีบดอกบัวและเกสรบัวด้วยวิธีการผึ่งลมและห้ามโดนแดด หากต้องการชูกล่ินดอกบัวกับพืชอ่ืน
โดยยังคงกลิ่นหอมของบัวนั้น ห้ามนาส่วนผสมที่มีกลิ่นหอมโดดเด่นมาผสมกับบัว ในการสร้างภาคีเครือข่าย
ร่วมพัฒนามูลค่าเพิ่มจากบัวหลวง แบ่งออกเป็น 3 ระยะ ดังน้ี ระยะท่ี 1 สร้างภาคีเครือข่ายร่วมดาเนินการ
โครงการ ระยะท่ี 2 สร้างภาคีเครือข่ายร่วมสร้างมูลค่าเพิ่มจากบัวหลวง และระยะท่ี 3 หาแนวทางการบรหิ าร
จัดการทรัพยากรร่วมกัน จากการดาเนินงานท้ัง 3 ระยะทาให้เกิดการสร้างภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนามูลค่าเพิ่ม
105
จากบวั หลวง เกดิ กิจกรรม เสน้ ทางการทอ่ งเท่ยี วเก่ียวกบั บัวหลวง และเกดิ ผลติ ภณั ฑ์บัวหลวงของชุมชน ไดแ้ ก่
ชาบัว ชาบัวผสมมะรมุ (ชนิดชงด่มื ) ชาบวั หมัก บัวหมัก และเยลล่ีบวั
การสร้างภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนามูลค่าเพิ่มจากบัวหลวงประกอบด้วยภาคีภายในและภาคี
ภายนอก ภาคีภายในท่ีเก่ียวข้องกับโครงการมี 3 ส่วนหลัก คือ 1. หัวหน้าโครงการ 2. ทีมวิจัย
3. กลุ่มเป้าหมาย ภาคีภายนอกมี 3 ส่วนหลักดังนี้ 1. ภาคีด้านวิชาการ 2. ภาคีที่หนุนเสริมด้านการตลาด
3. ภาคีกลุ่มเป้าหมายผู้ใชผ้ ลิตภัณฑ์จากบัวหลวง สอดคล้องกับคากล่าวของ อรทัย ก๊กผล (2552) กล่าวว่าการ
ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการทางานน้ัน จาเป็นอย่างยิ่งท่ีจะต้องคานึงถึง เงื่อนไขหรือหลักการสาคัญ
3 ประการ คือการมีส่วนร่วมต้องเกิดจากความเต็มใจและความตั้งใจท่ีจะเข้าร่วมเพราะจะทาให้เกิดความรู้สึก
เป็นส่วนหน่ึงของชุมชนในการแก้ไขปัญหาตัดสินใจในเรื่องนั้นๆ กระบวนการมีส่วนร่วมน้ันต้องอยู่บนพื้นฐาน
ของความเสมอภาค และขีดความสามารถของแต่ละบุคคลท่ีจะเข้ามามีส่วนร่วม การมีส่วนร่วมต้องอยู่บน
พน้ื ฐานของเสรภี าพ อสิ รภาพที่จะตดั สินใจว่าจะเลือกหรือจัดใหม้ ีการมีสว่ นร่วมหรือไม่ ข้อสาคัญคอื การมีส่วน
ร่วมน้ันต้องไม่เกิดจากการบังคับ หรือขู่เข็ญจากผู้ท่ีเหนือกว่าเม่ือพิจารณาจากความหมายที่องค์การระหว่าง
ประเทศ บุคคลผู้มีบทบาททางด้านการพัฒนาสังคมท้ังในและต่างประเทศ รวมท้ังนักวิชาการทั้งในและ
ต่างประเทศที่ได้กล่าวถึงลักษณะของการมีส่วนร่วมหรือได้ใหค้ วามหมายหรือได้ใหน้ ิยามคาวา่ การมีสว่ นรว่ มไว้
หลากหลาย ข้างต้นแล้วเห็นว่าการมีส่วนร่วมของประชาชนในกิจกรรมต่างๆ ของชุมชนนั้นขั้นแรกจะต้อง
เกิดขึ้นจากจิตสานึกของประชาชนในชุมชนที่จะร่วมมือร่วมใจกันอย่างเต็มใจเต็มกาลังตามความรู้
ความสามารถของตนเองในการเข้าแก้ไขปญั หาท่ีเกดิ ขนึ้ แกช่ ุมชน โดยร่วมกนั วางแผน จดั รปู แบบ วางเปา้ หมาย
รวมถึงการจัดหางบประมาณในการแก้ไขปัญหาของชุมชนตนเองตลอดจนร่วมรับ ผลประโยชน์ท่ีได้เข้า ไปมี
สว่ นร่วมกิจกรรมของชมุ ชน
4. ผลการศึกษาและพัฒนาช่องทางการจดั จาหนา่ ยผลิตภณั ฑ์จากบัวหลวง
ผลการศึกษาและพัฒนาช่องทางการจัดจาหน่ายผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง จากการตอบ
แบบสอบถาม ชุดท่ี 3 แบบสารวจตัวชี้วัดความเหล่ือมล้า โครงการการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ด้วยการสร้าง
มูลค่าเพ่ิมจากบัวหลวงของชุมชนตาบลยกกระบัตร อาเภอสามเงา จังหวัดตาก (ระยะหลังดาเนินการ)
ประชาชนในพ้ืนที่รอบข้างเคยนาผลิตภัณฑ์บัวหลวงมาใช้ประโยชน์ เคยนาผลิตภัณฑ์บัวหลวงมาใช้ประโยชน์
จานวน 65 คน (ร้อยละ 94.20) และ ไม่เคย จานวน 4 คน (ร้อยละ 5.80) มีรายได้ในการจาหน่ายผลิตภัณฑ์
จากบัวหลวง คอื 0-1,000 บาท มีจานวน 69 คน (ร้อยละ 100.00) เคยนาบวั หลวงมาแปรรูป จานวน 64 คน
(ร้อยละ 92.75) และ ไม่เคย จานวน 5 คน (ร้อยละ 7.25) เคยทาผลิตภัณฑ์จากบัวหลวงนามาแปรรูป ใน
106
รูปแบบ อาหารคาว จานวน 62 คน (ร้อยละ 81.58) และ อาหารหวาน จานวน 9 คน (ร้อยละ 11.84) มี
รายไดจ้ ากการแปรรูปผลติ ภณั ฑ์จากบัวหลวง รายปี 0-1,000 บาท จานวน 69 คน (รอ้ ยละ 100.00) สอดคล้อง
กับคากล่าวของ พรสนอง วงศ์สิงห์ทอง (2545) กล่าวว่าการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือการเปลี่ยนแปลง
ผลิตภัณฑ์ท่ีมีอยู่เดิม จะเริ่มตันด้วยความคิดท่ีไขว้เขว ความคิดอาจมาจากใครก็ได้ในองค์กรท่ีไม่ได้มีความ
รับผิดชอบต่อความคิดใหม่ๆเลย แต่นักออกแบบผลิตภัณฑ์ท่ีดี มักจะมีแนวโน้มท่ีจะเป็นผู้ที่มีความคิดใหม่ๆ
บ่อยครั้งเหมือนกันท่ีความคิดมาจากนอกองค์กร เช่น เม่ือนักคิดคันเขามาเสนอขายความคิดให้กับบริษัท
ความคิดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ใหม่ บางทีอาจเกิดขึ้นในงานวิจยั ผลิตภัณฑ์นั้นเองและบอ่ ยคร้ังเป็นผลพลอยได้ของการ
วิจัยเพอ่ื วัตถปุ ระสงคอ์ ยา่ งอ่นื
ผลจากการพัฒนาทีมผู้ประสานงานชดุ สนับสนุนโครงการ หลักสูตร “แผนลดรายจ่าย เพ่ิมรายได้
ขยายกิจการ” (CBMC) ช่องทาง Online พบว่าชุมชนมีองค์ความรู้ในการค้นหาเสน่ห์สินค้าที่เป็นตัวเด่นของ
ชุมชน มองกลุ่มลูกค้าได้ชัดเจนและสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย สร้างความประทับใจให้กับลูกค้า ได้ซ้ือซ้า
บอกตอ่ นาสินคา้ ตัวรองของชุมชน มาร่วมจดั กจิ กรรมส่งเสรมิ การขายให้กบั สนิ คา้ ตวั หลักของชมุ ชน หาแนวทาง
ในการค้นหาภาคีเพื่อร่วมพัฒนาสินค้าชุมชน เกิดแผนธุรกิจชุมชน ร่วมกันคิดจนได้เสน่ห์สินค้า ผลิตภัณฑ์เพื่อ
สุขภาพ จากธรรมชาติในท้องถิ่น กระบวนการผลิตที่สะอาด ใส่ใจทุกขั้นตอน “รักสุขภาพ ต้องผลิตภัณฑ์บัวหลวง
ยกกระบัตร”และนาผลิตภัณฑ์บัวหลวง วางจาหน่ายตามช่องทางการจัดจาหน่ายทั้งภายในและภายนอกชุมชน
ชุมชน
วจิ ารณ์ผลการวิจัย
1. การศกึ ษาบรบิ ทพ้ืนที่ และการจัดการทรพั ยากรบวั หลวง ของเครอื ขา่ ยชุมชนตาบลยกกระบตั ร
1) ศึกษาบริบทพ้ืนท่ี ปญั หาทเี่ กดิ จากบัวหลวง และแนวทางการแกไ้ ขปญั หา
ตาบลยกระบัตร เป็นตาบลท่ีต้ังอยู่ในเขตการปกครองของอาเภอสามเงา จังหวัดตากมีลักษณะ
ภูมิประเทศ เป็นที่ราบกว้าง มีเทือกเขาถนนธงชัยเป็นตัวปะทะมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดมาจากมหาสมุทร
อินเดยี และทะเลอันดามัน ทาให้ไดร้ บั ความชมุ่ ช้นื จากลมมรสมุ ไมเ่ พียงพอ ลกั ษณะดินสว่ นใหญเ่ ปน็ ดนิ ร่วนปน
ดินเหนียว เหมาะแก่การเพาะปลูกทาการเกษตร ประชากรประกอบอาชีพเกษตรกรรม ประชากรในพ้ืนที่ส่วน
ใหญ่เป็นชาวลา้ นนามีประเพณีและภูมิปัญญาท้องถิ่นวิถีลา้ นนาในพ้ืนที่มีหนองจระเข้ขนาด 800-1,200 ไร่ ท่ีมี
บัวหลวงปกคลุมจานวนมาก คนในชุมชนไม่มีองค์ความรู้ในการแปรรูปบัวหลวงและเน่ืองจากวิถีชุมชนท่ี
ไม่พถิ พี ถิ ันกบั การแปรรปู สว่ นใหญ่สิ่งท่ปี ฏบิ ตั ิสืบมาจากร่นุ สู่ร่นุ คอื การทาการเกษตร ส่วนการใชป้ ระโยชนจ์ าก
107
บัวน้ันเพียงแค่นามาใชใ้ นการกราบไหว้บชู าพระและเก็บฝักขาย ซ่ึงเป็นรายได้เล็กน้อยรายวันที่หาเลย้ี งชีพและ
ครอบครัวยามว่างจากอาชีพหลักประกอบกับการเก็บบัวต้องใช้ความสามารถและทักษะในการเก็บ จึงทาให้
ชมุ ชนใช้บัวหลวงไมเ่ ต็มประสิทธภิ าพ บวั ท่มี มี ากสง่ ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม
2) ศกึ ษาการจดั การทรัพยากรบวั หลวง การใชป้ ระโยชน์จากบวั หลวงของชมุ ชน
ผลการจัดการทรัพยากรบัวหลวง การใช้ประโยชน์จากบวั หลวงของชุมชน พบวา่ บวั หลวงในพ้ืนท่ี
ตาบลยกกระบัตรจะข้ึนตามหนองน้าธรรมชาติในพื้นที่หนองจระเข้มีมากท่ีสุด ซ่ึงอยู่ในการดูแลขององค์การ
บริหารส่วนตาบลยกกระบัตร ครอบคลุมอยู่ในพื้นที่ของ หมู่ที่ 3 บ้านท่าไผ่ หมู่ท่ี 4 บ้านสองแคว หมู่ท่ี 6 บ้าน
หนองเชียงคา และหมู่ท่ี 11 บ้านหนองเชียงคาใต้ ชุมชนมีการเก็บฝักบัว ไหลบัว มาจาหน่ายตามตลาดชุมชน
บา้ งและทุกคนในพ้นื ทีส่ ามารถเก็บบวั หลวงใชป้ ระโยชนไ์ ด้อย่างอิสระเนื่องจากเป็นหนองนา้ สาธารณะ และเป็น
บัวท่ีเกิดข้ึนเองตามธรรมชาติ จานวนบัวหลวงที่มีจานวนมากแต่มีการใชป้ ระโยชนน์ ้อยจากคนในพื้นที่ จึงมีคน
ในชมุ ชนทเ่ี ผชิญปัญหาสถานการณร์ ะบาด โรคโควดิ 19 คนรนุ่ ใหม่ท่ีตกงานอยากมีรายได้ จงึ รวมกลุ่มกบั คนใน
ชุมชนนาบวั หลวงมาแปรรปู แต่ไม่ประสบความสาเร็จเนื่องจากขาดทักษะและความร้สู ินค้าไมส่ ามารถขายได้จงึ
ไดย้ ตุ ลิ งไวก้ ่อน
3) ศึกษาช่องทางการส่งเสรมิ การท่องเที่ยวโดยชมุ ชน
ผลจากการศึกษาช่องทางการส่งเสริมการท่องเท่ียวโดยชุมชน พบว่า พื้นท่ีตาบลยกกระบัตรมี
สถานท่ีเหมาะจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวหลายแห่งและในพื้นที่ยังได้มีการจัดการท่องเท่ียวโดยชุมชน คือ ในศูนย์
เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านชมุ ชนแม่ระวาน และตามโครงการยกระดับเศรษฐกิจและสงั คมรายตาบลแบบบูรณา
การ (U2T) ภายใต้ช่ือว่า “เท่ียวเขื่อนพ่อ สานต่อเศรษฐกิจพอเพียง ลือเลื่องพระพุทธรูปเชียงแสน ดินแดน
เกษตรอินทรีย์วิถีชุมชน” จากเส้นทางการท่องเท่ียวข้างต้น จะเห็นได้ว่ายังไม่มีการนาบัวหลวงมาเป็นกิจกรรม
เส้นทางการท่องเที่ยว โดยอาจมีการเพ่ิมกิจกรรมการท่องเที่ยวช่วงเดือน มิถุนายน – กันยายน ซึ่งเป็นช่วงท่ีมี
บัวหลวงบานสะพรั่งเต็มหนองจระเขเ้ ปน็ อีกหนึ่งเส้นทางการท่องเท่ียว เพ่อื สร้างเสน่ห์ให้กบั พ้ืนท่ี อีกทง้ั อาจนา
บัวหลวงที่มีในพื้นที่มาทาอาหารต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วย สาหรับรายได้ของชุมชนซ่ึงเก็บจากกลุ่มตัวอย่าง
ซงึ่ นามาแสดงผล ดงั กราฟแสดงผลการวเิ คราะหข์ ้อมูลด้านรายได้ฯ ขา้ งลา่ งนี้
108
กราฟแสดงผลการวิเคราะห์ข้อมูลรายไดข้ องกลุ่มที่เข้าร่วม และกลุ่มไม่เข้าร่วม (ชว่ งกอ่ นดาเนินการ)
ในการวจิ ัยโครงการ “การพฒั นาเศรษฐกจิ ฐานราก ด้วยการสร้างมลู ค่าเพิ่มจากบัวหลวงของชุมชน
ตาบลยกกระบัตร อาเภอสามเงา จงั หวดั ตาก”
ผลการวิเคราะห์ข้อมูลรายได้ของชุมชน จากกลุ่มตัวอย่างผู้เข้าร่วมโครงการ และไม่เข้าร่วม
โครงการ พบวา่ กล่มุ ผูเ้ ข้าร่วมโครงการ มรี ายไดอ้ ยตู่ ่ากวา่ เสน้ ความยากจน รายไดร้ ะหวา่ ง 628 – 2,417 บาท/
เดือน จานวน 15 คน คิดเป็นร้อยละ 41.66 มีหน้ีสินของครัวเรือน อยู่ระหว่าง 0 – 400,000 บาท มีรายได้สูง
กว่าเส้นความยากจน แต่ต่ากว่าเส้น 40% ล่าง รายได้ระหว่าง 3,125 – 5,058 บาท/เดือน จานวน 13 คน
คิดเป็นร้อยละ 36.11 มีหน้ีสินของครัวเรือน อยู่ระหว่าง 0 – 300,000 บาท มีรายได้สูงกว่าเส้น 40% ล่าง
แต่ต่ากว่าค่ามัธยฐาน รายได้ 5,929 บาท/เดือน จานวน 1 คน คิดเป็นร้อยละ 2.77 มีหนี้สินของครัวเรือน
320,000 บาท มีรายได้สูงกว่าค่ามัธยฐาน รายได้ระหว่าง 7,329 – 16,133 บาท/เดือน จานวน 7 คน คิดเป็น
ร้อยละ 19.44 มีหนี้สินของครัวเรือน 0 – 900,000 บาท และกลุ่มผู้ไม่เข้าร่วมโครงการ มีรายได้อยู่ต่ากว่าเส้น
ความยากจน รายได้ระหว่าง 1,142 – 2,575 บาท/เดือน จานวน 13 คน คิดเป็นร้อยละ 39.39 มีหน้ีสินของ
ครัวเรือน อยู่ระหว่าง 0 – 170,000 บาท มีรายได้สูงกว่าเส้นความยากจน แต่ต่ากว่าเส้น 40% ล่าง รายได้
ระหว่าง 2,912 – 4,750 บาท/เดือน จานวน 12 คน คิดเป็นร้อยละ 36.36 มีหน้ีสินของครัวเรือน อยู่ระหว่าง
0 – 420,000 บาท มีรายได้สูงกว่าเส้น 40% ล่าง แต่ต่ากว่าค่ามัธยฐาน มีรายได้ 6200 บาท/เดือน จานวน
1 คน คิดเปน็ รอ้ ยละ 3.03 ไมม่ ีหน้ีสนิ ของครัวเรอื น มรี ายไดส้ งู กวา่ คา่ มธั ยฐาน มรี ายไดร้ ะหวา่ ง 6,700
109
– 16,517 บาท/เดือน จานวน 7 คน คิดเป็นร้อยละ 21.21 มีหน้ีสินของครัวเรือน อยู่ระหว่าง 0 – 890,000
บาท
2. การศึกษาความต้องการของตลาด และแนวทางการสรา้ งมูลคา่ เพิ่มจากบัวหลวง
2.1 ผลศกึ ษาความต้องการของตลาด
จากการสุ่มตัวอย่างกลุ่มผู้บริโภคและผู้ประกอบการ จานวน 50 คน เพ่ือศึกษาความต้องการ
ในการใช้รูปแบบผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง และจัดทาผลิตภัณฑ์จากบัวหลวงให้ตรงกับความต้องการของตลาด
พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ชอบบริโภคอาหารเพ่ือสุขภาพ จานวน 38 คน (ร้อยละ 84.44) รองลงมา
คือ ไม่ชอบบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ จานวน 7 คน (ร้อยละ 15.56) เหตุผลท่ีชอบใช้สินค้าเพ่ือสุขภาพ คือ
ดูแล/รักษาสุขภาพตนเอง จานวน 17 คน (ร้อยละ 44.74) รองลงมาคือ มีประโยชน์และปลอดภัยต่อร่างกาย
จานวน 8 คน (ร้อยละ 21.05) ดีต่อสุขภาพ จานวน 5 คน (ร้อยละ 13.16) สุขภาพดี ส่งเสริมสินค้า และ
เศรษฐกิจชุมชน จานวน 3 คน (ร้อยละ 7.89) ดีต่อตัวเองและรักษาสิ่งแวดล้อม จานวน 2 คน (ร้อยละ 5.26)
ชว่ ยใหเ้ รามที างเลือกรับประทานแทนอาหารขยะ ลดความเสย่ี งการเจ็บปว่ ยก่อนวัย และสะดวกและมคี ุณภาพ
จานวน 1 คน (รอ้ ยละ 2.63) และขอ้ มลู เพ่อื พฒั นาผลติ ภณั ฑช์ ่องทางการจดั จาหน่าย และการทาการตลาดของ
ผลติ ภัณฑจ์ ากบัวหลวง พบว่า แหล่งขอ้ มลู ท่ีทาให้ผตู้ อบแบบสอบถามทราบถึงสรรพคุณบวั หลวง มากท่ีสุด คือ
อินเตอร์เน็ต จานวน 33 คน (ร้อยละ 42.86) คนรู้จักแนะนาบอกต่อ จานวน 26 คน (ร้อยละ 33.77)
แผ่นพับประชาสมั พันธ,์ สอ่ื โทรทัศนแ์ ละสื่อวิทยุ จานวน 6 คน (ร้อยละ 7.79)
2.2 ผลการหาแนวทางการสรา้ งมลู คา่ เพิ่ม
ผลจากการศึกษาแนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่ม พบว่า 2 แบบ ดังนี้ 1) การท่องเที่ยว โดยเครือข่าย
ชมุ ชนตาบลยกกระบัตรสามารถนาบวั หลวงสรา้ งเปน็ กจิ กรรม เส้นทางการท่องเท่ยี วในชุมชนได้ 2) การแปรรูป
บัวหลวงเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชนท่ีส่งผลดีต่อสุขภาพได้เพราะ ความต้องการของตลาดมีความสนใจพัฒนา
ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากกลีบดอกบัวท่ีมสี รรพคุณมากและต้องการความสะอาดเป็นสาคัญ ซ่ึงปัจจัยท่ีมีอิทธิพลใน
การเลือกซ้ือผลิตภัณฑ์บัวหลวงคือ ตัวผู้บริโภคเอง และราคาของผลิตภัณฑ์ แหล่งข้อมูลที่สร้างการรับรู้ของ
ผู้บริโภคคอื ส่อื อินเตอรเ์ นต็ การแนะนาบอกต่อและการสร้างภาคีเครอื ขา่ ยการมีส่วนร่วมจากหนว่ ยงานภาครัฐ
ได้แก่ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั กาแพงเพชร ทม่ี สี าขาวิทยาศาสตร์การอาหาร (Food Science) เข้ามามีสว่ นรว่ มใน
การพัฒนาผลิตภัณฑ์เพ่ือให้ได้ผลิตภัณฑ์ท่ีมีมาตรฐาน ความหลากหลาย นวัตกรรมด้านอาหาร และการ
แก้ปัญหาต่างๆ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนาตากเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาออกแบบบรรจุ
ภัณฑ์ให้ดึงดูดใจ มีความน่าสนใจมากข้ึน นอกจากนี้ ในช่วงที่บัวหลวงออกจานวนมาก ควรทากิจกรรม
เส้นทางการท่องเที่ยวชมบัวหลวง เกบ็ ดอกบวั ไหลบัว มาประกอบอาหารถิ่น เพ่อื สร้างการเรยี นรวู้ ิถวี ฒั นธรรม
110
ชุมชนแก่ผู้มาเยือน ซ่ึงเป็นการสร้างมูลค่าเพ่ิมจากบัวหลวงอีกทางหน่ึงด้วย ดังคากล่าวของ พรสนอง วงศ์สิงห์
ทอง (2545) กล่าวว่า การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือการเปล่ียนแปลงผลิตภัณฑ์ท่ีมีอยู่เดิม จะเร่ิมตันด้วย
ความคิดที่ไขว้เขว ความคิดอาจมาจากใครก็ได้ในองค์กรที่ไม่ได้มีความรับผิดชอบต่อความคิดใหม่ๆเลย แต่นัก
ออกแบบผลิตภัณฑ์ท่ีดี มักจะมีแนวโน้มที่จะเป็นผู้ที่มีความคิดใหม่ๆ บ่อยครั้งเหมือนกันที่ความคิดมาจากนอก
องค์กร เช่น เมื่อนักคิดคันเขามาเสนอขายความคิดให้กับบริษัท ความคิดเก่ียวกับผลิตภัณฑ์ใหม่ บางทีอาจ
เกดิ ขึ้นในงานวิจัยผลิตภัณฑ์นนั้ เองและบอ่ ยคร้ังเป็นผลพลอยได้ของการวจิ ยั เพ่อื วัตถปุ ระสงค์อย่างอื่น
3 การพฒั นามาตรฐานของผลิตภณั ฑ์ และการสร้างภาคเี ครอื ขา่ ยร่วมพฒั นามูลค่าเพมิ่ จากบัวหลวง
ผลการพัฒนามาตรฐานของผลิตภัณฑ์ และการสร้างภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนามูลค่าเพ่ิมจากบัว
หลวงพบว่า การพัฒนามาตรฐานของผลิตภัณฑ์ พบว่าจากการแปรรูปชาบัวที่เพ่ิมความหอมของกลิ่นชาบัว
หลวงคือ การตากแห้งกลีบดอกบัวและเกสรบัวด้วยวิธีการผ่ึงลมและห้ามโดนแดด และหากต้องการชูกลิ่ น
ดอกบัวกับพืชอื่นโดยการคงกลิ่นหอมของบัวโดยห้ามนาส่วนผสมที่มีกล่ินหอมโดดเด่นมาผสมกับบัว การทาชา
หมัก หรือ Kombucha จนออกมาเป็นเครื่องด่ืมท่ีมีฤทธ์ิเป็นกรดส่งผลดีต่อสุขภาพ เพราะไม่เพียงมีสรรพคุณ
เช่นเดียวกับชา แต่ยังประกอบด้วยโพรไบโอติกส์ หรือเช้ือจุลินทรีย์และยีสต์ท่ีเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ทั้งยัง
อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยทาลายเชื้อแบคทีเรียอันตรายและเช้ือโรคหลายชนิดด้วย (ที่มา :
https://www.pobpad.com วันท่ี 13 มกราคม 2565 เวลา 17.55 น.) ซึ่งกาลังเป็นท่ีนิยมของผู้บริโภคใน
ปจั จบุ ันนี้ นอกจากน้เี ม็ดบวั ยังสามารถนาไปอบหรือทอด เพอ่ื นามาบริโภคเป็นอาหารเพื่อสุขภาพซง่ึ การพัฒนา
ผลติ ภัณฑ์จากบัวหลวง 3 รูปแบบ ดงั นี้ 1) แบบชงดืม่ ไดแ้ ก่ ชาบัว 2) แบบหมกั ไดแ้ ก่ ชาบัวหมัก บวั หมัก และ
3) เยลลบ่ี ัว
ในกระบวนการสร้างภาคีทีมนักวจิ ัยสามารถสรปุ ขน้ั ตอนการดาเนินงานออกเป็น 3 ระยะดงั นี้
ระยะที่ 1 สร้างภาคีเครือข่ายร่วมดาเนินการโครงการ ระยะท่ี 2 สร้างภาคีเครือข่ายร่วมสร้างมูลค่าเพ่ิมจาก
บัวหลวง ระยะท่ี 3 หาแนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรร่วมกัน โดยการสร้างภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนา
มูลค่าเพิ่มจากบัวหลวงประกอบดว้ ยภาคีภายในและภาคีภายนอก ภาคีภายในที่เก่ียวข้องกับโครงการมี 3 ส่วน
หลัก คือ 1. หัวหน้าโครงการ 2. ทีมวิจัย 3. กลุ่มเป้าหมาย มีส่วนร่วมคิด ร่วมทา วิเคราะห์ ทดลอง แก้ปัญหา
จัดต้ังกลุ่มและพัฒนาผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง หาวิธีใช้ประโยชน์จากบัวหลวง ศึกษาช่องทางการส่งเสริมการ
ท่องเท่ียวเพ่ือหาตลาดท่ีเหมาะสมและเกิดรายได้ต่อคนในชมุ ชนสร้างเศรษฐกิจฐานรากด้วยกระบวนการมสี ว่ น
ร่วมส่วนภาคีภายนอกมี 3 ส่วนหลัก ดังนี้ 1) ภาคีภาควิชาการที่มาหนุนเสริมองค์ความรู้ กระบวนการในการ
พัฒนาผลิตภณั ฑ์เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ 2) ภาคีที่หนุนเสริมด้านการตลาดประกอบด้วย มหาวิทยาลัยราชภฏั
กาแพงเพชร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ตาก 3)ภาคีกลุ่มเป้าหมายผู้ใช้ผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง
เป็นกลมุ่ เป้าหมายทั้งในพนื้ ทีแ่ ละออนไลน์
111
สอดคล้องกับคากล่าวของ สนธยา พลศรี (2550:207) กล่าวว่าเครือข่ายความสัมพันธ์ที่เช่ือมโยง
ระหว่างสมาชิกอาจเป็นบุคคลตอ่ บุคคล บุคคลต่อกลุ่ม กลุ่มต่อกลุ่ม เครือข่ายต่อเครือข่าย กลายเป็นเครือข่าย
ย่อยภายใต้เครือข่ายใหญ่ในการเช่ือมโยงเป็นเครือข่ายไม่ได้เป็นเพียงการรวมตัวกันโดยท่ัวไปแต่มี เป้าหมายใน
การทากิจกรรมร่วมกันทั้งเป็นครั้งคราวหรืออาจเป็นกิจกรรมที่ต่อเนื่องจึงเป็นการเช่ือมโยงคนท่ีมีความสนใจ
ร่วมกันพบปะสังสรรคแ์ ละพัฒนาไปสู่การลงมือ ร่วมกันทากิจกรรมตา่ งๆ ด้วยเป้าหมายและจดุ ประสงคเ์ ดยี วกัน
ดังน้ันเครือข่ายจึงไม่ใช่เป็นเพียง การรวบรวมรายละเอียดบุคคลท่ีเป็นสมาชิกเท่านั้น แต่มีการจัดระบบให้
สมาชิกสามารถดาเนิน กิจกรรมร่วมกันเพื่อบรรลุจุดหมายที่สมาชิกเห็นพ้องต้องกัน ส่ิงที่เช่ือมโยงสมาชิกเข้า
ดว้ ยกัน คอื วตั ถปุ ระสงค์หรอื ผลประโยชน์ท่ีต้องการบรรลผุ ลร่วมกัน การสนบั สนนุ ชว่ ยเหลือซ่ึงกนั และกัน
4. การศึกษาและพฒั นาช่องทางการจัดจาหน่ายผลติ ภัณฑจ์ ากบวั หลวง
ผลการศึกษาและพัฒนาช่องทางการจัดจาหน่ายผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง จากการตอบ
แบบสอบถาม ชุดที่ 3 แบบสารวจตัวช้ีวัดความเหล่ือมล้า โครงการการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ด้วยการสร้าง
มูลค่าเพ่ิมจากบัวหลวงของชุมชนตาบลยกกระบัตร อาเภอสามเงา จังหวัดตาก (ระยะหลังดาเนินการ) เพ่ือ
สารวจรายได้ครัวเรือน สาหรับใช้ประเมินผลการสร้างมูลค่าเพ่ิมจากบัวหลวงของชุมชนตาบลยกกระบัตร
อาเภอสามเงา จังหวัดตาก โดยได้สอบถามจากประชาชนในพื้นท่ี จานวน 69 คน แบ่งออกเป็น กลุ่มเป้าหมาย
หลัก คือ กลุ่มคนตกงานจากสถานการณ์โควิด จานวน 9 คน กลุ่มเกษตรท่ีต้องการอาชีพเสริม 27 คน และ
กลุ่มเป้าหมายท่ีเป็นประชาชนในพื้นที่รอบข้าง จานวน 33 คน ในส่วนน้ีจะนาเพียงข้อมูลส่วนที่ 9 ผลิตภัณฑ์
จากบัวหลวงมาวเิ คราะหข์ อ้ มูล ใหเ้ ป็นไปตามวตั ถปุ ระสงค์ข้อท่ี 4 เพ่ือศกึ ษาและพัฒนาชอ่ งทางการจดั จาหน่าย
ผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ เคยนาผลิตภัณฑ์บัวหลวงมาใช้ประโยชน์ จานวน
57 คน (ร้อยละ 82.61) นาผลิตภัณฑ์จากบัวหลวงมาใช้ประโยชน์ คือ ฝักบัว จานวน 30 คน (ร้อยละ 41.67)
ไหลบัว จานวน 27 คน (ร้อยละ 37.50) นาผลิตภัณฑ์จากบัวหลวงมาใช้ประโยชน์ คือ บริโภค จานวน 46 คน
(ร้อยละ 56.10) จาหน่าย จานวน 36 คน (ร้อยละ 43.90) มีรายได้ในการจาหน่ายผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง คือ
0-1,000 บาท มีจานวน 69 คน (ร้อยละ 100) เคยนาบัวหลวงมาแปรรูป จานวน 49 คน (ร้อยละ 71.01)
เคยทาผลิตภัณฑ์จากบัวหลวงนามาแปรรูป ในรูปแบบ สบู่, ชา, สปา (สเปรย์), อ่ืนๆ (ที่ตอบได้แก่ เยลลี่)
จานวน 36 คน (รอ้ ยละ 21.82) อาหารคาว จานวน 21 คน (รอ้ ยละ 12.73) มรี ายไดจ้ ากการแปรรูปผลิตภัณฑ์
จากบัวหลวง รายปี 0-1,000 บาท จานวน 49 คน (ร้อยละ 71.01) ปัจจุบันยังทาผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง
จานวน 57 คน (ร้อยละ 82.61) หยุดทาการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง คือ ไม่มีบัว ช่วงหน้าน้า น้าท่วม
บัว มากที่สุด จานวน 66 คน (ร้อยละ 95.65) เคยมีส่วนร่วมหรือเข้ารับการพัฒนาศักยภาพในงานวิจัยฯ คือ
112
หาแนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มจากบัวหลวง, หารูปแบบการแปรรูปจากบัวหลวงท่ีเหมาะสมเพื่อนาไปสู่
มาตรฐาน, อบรมเชิงปฏิบัติการการแปรรูปจากบัวหลวง, การออกแบบสัญลักษณ์และบรรจุภัณฑ์ จานวน
36 คน (ร้อยละ 15.38) ไม่เคยเข้าร่วม จานวน 33 คน (ร้อยละ 14.10) ได้รับการพัฒนาตนเองในเรื่อง คือ
การจัดตั้งกลุ่มและการบริหารจัดการกลุ่ม, แนวทางการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน, แนวทางการแปรรูป
ผลิตภัณฑ์ และความคิดสร้างสรรค์ในการนาวัสดุท้องถ่ินมาร่วมในผลิตภัณฑ์, องค์ความรู้เรื่องช่วงระยะเวลา
การเติบโตของบัวและการแก้ไขปัญหาของบัว จานวน 36 คน (ร้อยละ 13.53) ไม่เคยเข้าร่วม จานวน 33 คน
(ร้อยละ 12.41) ได้รับประโยชน์จากการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากจากการสร้างมูลค่าเพิ่มของบัวหลวง คือ
ทางตรง : มีอาชีพเสริมที่เกิดจากการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากจากการสร้างมูลค่าเพ่ิมของบัวหลวง จานวน
36 คน (ร้อยละ 52.17) ทางอ้อม : ขนส่ง จ้างงาน และ จาหน่ายสินค้าและอาหารให้แก่นักท่องเท่ียว จานวน
17 คน (ร้อยละ 24.64) ดังคากล่าวของ สุวัฒน์ ศิรินิรันดร์ และภาวนา สวนพลู (2552 : 241) พฤติกรรม
ผู้บริโภค หมายถึง ความต้องการ ความคิด การกระทา การประเมินผล การตัดสินใจซ้ือ และการใช้สินค้าหรือ
บรกิ ารของบุคคล เพ่อื ตอบสนองความพึงพอใจของบุคคลน้นั ๆ
ผลจากการพัฒนาทีมผู้ประสานงานชดุ สนับสนุนโครงการ หลักสูตร “แผนลดรายจ่าย เพมิ่ รายได้
ขยายกิจการ” (CBMC) ช่องทาง Online พบว่าชุมชนมีองค์ความรู้ในการค้นหาเสน่ห์สินค้าที่เป็นตัวเด่นของ
ชุมชน มองกลุ่มลูกค้าได้ชัดเจนและสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย สร้างความประทับใจให้กับลูกค้า ได้ซื้อซ้า
บอกต่อนาสินค้าตัวรองของชุมชน มาร่วมจัดกิจกรรมสง่ เสริมการขายให้กับสนิ คา้ ตัวหลักของชุมชน หาแนวทาง
ในการค้นหาภาคีเพ่ือร่วมพัฒนาสินค้าชุมชน เกิดแผนธุรกิจชุมชน ร่วมกันคิดจนได้เสน่ห์สินค้า ผลิตภัณฑ์เพื่อ
สุขภาพ จากธรรมชาติในท้องถ่ิน กระบวนการผลิตที่สะอาด ใส่ใจทุกขั้นตอน “รักสุขภาพ ต้องผลิตภัณฑ์บัวหลวง
ยกกระบัตร”และนาผลิตภัณฑ์บัวหลวง วางจาหน่ายตามช่องทางการจัดจาหน่ายทั้งภายในและภายนอกชุมชน
ชุมชน
บทที่ 6
สรปุ ผลการวิจัยและขอ้ เสนอแนะ
การวิจัยเรื่อง “การพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่มจากบัวหลวงของชุมชน ตาบล
ยกกระบัตร อาเภอสามเงา จังหวัดตาก” ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ข้อท่ี 1 เพื่อศึกษาบริบทพื้นที่ และการจัดการ
ทรัพยากรบัวหลวง ของเครือข่ายชุมชนตาบลยกกระบัตร 1) ศึกษาบริบทพื้นท่ี ปัญหาที่เกิดจากบัวหลวง และ
แนวทางการแก้ไขปัญหา 2) ศึกษาการจัดการทรัพยากรบัวหลวง การใช้ประโยชน์จากบัวหลวงของชุมชน
3) ศึกษาช่องทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชน ข้อที่ 2 เพื่อศึกษาความต้องการของตลาด และแนวทาง
การสร้างมูลค่าเพิ่มจากบัวหลวง ข้อท่ี 3 เพ่ือพัฒนามาตรฐานของผลิตภัณฑ์ และการสร้างภาคีเครือข่ายร่วม
พฒั นามูลค่าเพ่ิมจากบัวหลวง และข้อท่ี 4 เพ่ือศึกษาและพฒั นาช่องทางการจัดจาหน่ายผลติ ภัณฑ์จากบัวหลวง
โดยใช้กระบวนการงานวจิ ยั เพือ่ ทอ้ งถ่ินท่คี นในชมุ ชนมีส่วนรว่ มเรียนรู้ ลงมือปฏิบัตกิ ารวิจยั ในทุกขั้นตอน
สรุปผลการวจิ ัย
1. ศึกษาบรบิ ทพนื้ ที่ และการจดั การทรพั ยากรบวั หลวง ของเครือขา่ ยชมุ ชนตาบลยกกระบัตร
1) ผลการศึกษาบริบทพื้นที่ พบว่า ตาบลยกระบัตร เป็นตาบลท่ีต้ังอยู่ในเขตการปกครองของ
อาเภอสามเงา จังหวัดตาก ลักษณะดินส่วนใหญ่เป็นดินร่วนปนดนิ เหนียว แหล่งน้าตามธรรมชาติในการอปุ โภค
บริโภค ได้แก่ แม่น้าวัง หนองจระเข้ หนองจะหลอด หนองปู่เฮียน ประชากรในพ้ืนท่ีส่วนใหญ่เป็นชาวล้านนา
ประกอบอาชีพเกษตรกร มีประเพณีและภูมิปัญญาท้องถิ่นวิถีล้านนา ลักษณะภูมิประเทศ เป็นท่ีราบกว้างใน
ตอนกลางของตาบล มีเทือกเขาถนนธงชัยเป็นตัวปะทะมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ท่ีพัดมาจากมหาสมุทรอินเดีย
และทะเลอันดามัน ทาให้ได้รับความชุ่มชื้นจากลมมรสุมไม่เต็มท่ี รัฐต้องเข้ามาช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนน้า
ทาให้ในพื้นท่ีมีแหล่งกักเก็บน้าหลายแห่งที่เป็นของชุมชนและสาธารณะซ่ึงจะมีบัวหลวงข้ึนจานวนมาก ซ่ึงใน
หนองจระเข้เปน็ หนองน้าที่มีบัวหลวงข้ึนมากท่ีสดุ ด้วยวถิ ชี ุมชนทีเ่ รียบง่าย รักสงบ เอื้อเฟ้ือเผ่ือแผ่ ทาใหก้ ารใช้
ประโยชน์จากหนองน้าธรรมชาติที่เป็นสาธารณะ จึงไม่มีการตั้งกฎกติกาในการใช้หนองน้าแม้จะเป็น
บุคคลภายนอกพน้ื ก็ตาม
2) ผลการศึกษาการจัดการทรัพยากรบัวหลวง การใช้ประโยชน์จากบัวหลวงของชุมชน พบว่า
ชมุ ชนไม่มกี ฎกตกิ า/ขอ้ ตกลงการใช้ประโยชน์จากบวั หลวง เนอื่ งจากเปน็ หนองบัวสาธารณะที่เปน็ พน้ื ที่ดแู ลของ
องค์การบริหารส่วนตาบลยกกระบัตร การใช้ประโยชน์จากบัวหลวงของชุมชน แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วน
ของหนองบัว ครอบคลุมพื้นท่ี 4 หมู่บ้าน ประกอบด้วย หมู่ 3 หมู่ 4 หมู่ 6 และหมู่ 11 มีการใช้ประโยชน์
114
1,133 ครัวเรือน ได้แก่ การใช้น้าทางการเกษตร เล้ียงสัตว์ ตกปลา เป็นต้น ส่วนของบัวหลวงมีการใช้
ประโยชน์บัวหลวงเชิงภูมิปัญญา/วิถีถ่ิน นาบัวหลวงมาไหว้พระ และกินเม็ดบัวสดแล้ว ชุมชนได้นามาใช้
ประกอบอาหารถ่ิน ได้แก่ แกงไหลบัว รากบัวเช่ือม นามาใช้ในวิถถี ิ่น ไดแ้ ก่ มวนยาสูบรักษาริดสดี วงจมูก บุหร่ี
กลีบบัวหลวง (นากลีบดอกบัวแทนใบยาสูบ) ใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ พบว่า มีเพียง 10 ครอบครัว ที่เก็บไหล
บัวและฝักบัวมาขายเพื่อเล้ียงชีพ รายได้เพียง 200 บาท/วัน แต่ไม่ได้ไปเก็บทุกวัน เน่ืองจากมีอาชีพรับจ้าง
ทั่วไปภายในหมู่บ้าน อีกท้ังคนในพ้ืนท่ีส่วนใหญ่ไม่เก็บบัวหลวงจากหนองน้า แต่จะซ้ือมากกว่า เนื่องจากไม่มี
พาหนะ ทกั ษะ ความรู้ และกลัวอันตราย บวั หลวงในหนองน้าเติบโตจากเม็ดบวั จากเก็บข้อมลู พบว่า ชุมชนยัง
ใช้ประโยชน์จากบัวไม่เต็มประสิทธิภาพ เน่ืองจากขาดองค์ความรู้ และยังไม่เห็นคุณค่าของบัวหลวง ปริมาณ
ของบัวที่มีมากส่งผลให้น้าเน่าเสีย ส่งกล่ินเหม็น หนองน้าต้ืนเขิน สร้างปัญหาให้กับครัวเรือนรอบหนอง และ
ครัวเรือนที่ใช้น้าจากหนองจระเข้ จึงต้องมีการลอกดึงบัวขึ้นมาจากหนองน้ามาไว้ขอบหนอง เกิดเป็นขยะจาก
บวั หลวง อกี ท้งั ชมุ ชนขาดองคค์ วามรูใ้ นการแปรรปู ผลิตภณั ฑจ์ ากบัวหลวง นอกจากการทาอาหารถิน่
3) ผลการศึกษาช่องทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชน พบว่า ชุมชนมีจัดการท่องเที่ยวโดย
ชุมชน จานวน 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มศูนย์ปราชญ์ชาวบ้านแม่ระวาน กลุ่มนักท่องเท่ียวจะเป็นกลุ่มศึกษาดูงาน และ
กลุ่มการท่องเท่ียวโดยชุมชนตาบลยกกระบัตร โดยความร่วมมือจากโครงการยกระดับเศรษฐกิจและสังคมรายตาบล
แบบบูรณาการ (U2T) แต่ยังไม่มีการนาบัวหลวงมาใช้ในประโยชน์ในการจัดการท่องเที่ยวของพื้นท่ี ดังน้ันทีมวิจัย
และชุมชนประชุมร่วมกัน เห็นว่า ควรเพิ่มเมนูอาหารถิ่นเก่ียวกับบัว และนาผลิตภัณฑ์บัวหลวงมาใช้ในการรับ
นักท่องเที่ยว รวมทั้งควรเพิ่มกิจกรรมการท่องเที่ยวเก่ียวกับบัวหลวงช่วงเดือน มิถุนายน – กันยายน ซ่ึงเป็นช่วงท่ีมี
บัวหลวงบานสะพร่ังเต็มหนองจระเขเ้ ป็นอีกหน่ึงเส้นทางการท่องเท่ยี ว เพ่อื สรา้ งเสน่ห์ให้กับพ้นื ท่ี
จากการวิเคราะห์ข้อมูลรายได้ของชุมชน จากกลุ่มตัวอย่าง พบว่า กลุ่มตัวอย่าง ส่วนใหญ่
มีรายได้อยู่ต่ากว่าเส้นความยากจน รายได้ระหว่าง 628 – 2,575 บาท/เดือน (ร้อยละ 40.58) มีหนี้สินของ
ครัวเรือน อยู่ระหว่าง 0 – 400,000 บาท มีรายได้สูงกว่าเส้นความยากจน แต่ต่ากว่าเส้น 40% ล่าง รายได้
ระหว่าง 2,912 – 5,058 บาท/เดือน (ร้อยละ 36.23) มีหน้ีสินของครัวเรือน อยู่ระหว่าง 0 – 300,000 บาท
มีรายได้สูงกว่าเส้น 40% ล่าง แต่ต่ากว่าค่ามัธยฐาน รายได้ 5,929-6,200 บาท/เดือน (ร้อยละ 2.90) มีหน้ีสิน
ของครวั เรอื น 320,000 บาท มีรายได้สูงกว่าค่ามัธยฐาน รายได้ระหว่าง 6,700 – 16,517 บาท/เดือน (ร้อยละ
20.29) มีหนี้สนิ ของครวั เรือน 0 – 900,000 บาท
115
2. ศกึ ษาความต้องการของตลาด และแนวทางการสร้างมูลคา่ เพม่ิ จากบวั หลวง
จากการศึกษาความต้องการของตลาด และแนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มจากบัวหลวง โดยใช้
แบบสอบถาม จากการสุ่มตัวอย่างกลุ่มผู้บริโภคและผู้ประกอบการ จานวน 50 คน เพ่ือศึกษาความต้องการใน
การใช้รูปแบบผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง ด้านข้อมูลท่ัวไป ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 41-46 ปี
ระดับการศึกษา ระดับปริญญาตรี ประกอบอาชีพ รับราชการ ด้านข้อมูลเกี่ยวความพึงพอใจในผลิตภัณฑ์จาก
บัวหลวง พบว่า ส่วนใหญ่ชื่นชอบบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ เหตุผลที่ชอบ คือ ดูแล/รักษาสุขภาพตนเอง ส่วน
ของบวั หลวงทีช่ ืน่ ชอบในการนามาพฒั นาผลิตภณั ฑ์ ได้แก่ กลีบดอกบวั รูปแบบผลิตภัณฑจ์ ากดอกบัวที่ช่ืนชอบ
ได้แก่ การแปรรูป คุณสมบัติจากบัวหลวงที่จะตัดสินใจซ้ือ ได้แก่ สรรพคุณ ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเลือกซื้อ
ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ ตนเอง และราคา แหล่งข้อมูลที่ทาให้ทราบถึงผลิตภัณฑ์และสรรพคุณบัวหลวง ได้แก่
อินเตอร์เน็ท และการแนะนาบอกต่อ ส่วนของบัวหลวงท่ีเคยบรโิ ภค ได้แก่ เมด็ บัว และไหลบัว ความถ่ีท่ีเคยใช้
ผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง น้อยกว่า 1 ครั้งต่อสัปดาห์ เคยทดลองใช้ผลิตภัณฑ์บัวหลวงจากการเปิดบูทการแสดง
ทมี นกั วิจัยได้ทาการพฒั นาศักยภาพคนในชุมชน โดยวธิ ีการศกึ ษาดงู าน ทาให้ชุมชนได้รบั องค์ความรู้ แนวคิดใน
การจัดการท่องเที่ยวในชุมชน โดยการนาบัวหลวงมาเป็นกิจกรรม เส้นทางการท่องเท่ียวในชุมชน เช่น การนา
ผลิตภัณฑ์จากบัวหลวงมาใช้ต้อนรับนักท่องเที่ยว การให้นักท่องเท่ียวร่วมทาอาหารจากบัวหลวง การรวมกลุ่ม
เพ่อื จดทะเบียนวิสาหกจิ การเขา้ รบั มาตรฐานผลิตภัณฑ์สนิ คา้ ของพฒั นาชมุ ชน และการขอมาตรฐานผลิตภณั ฑ์
ชุมชนของอุตสาหกรรมจังหวัด ซ่ึงถ้าจะได้รับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชนท่ีเป็นประเภทอาหารจะต้องได้
มาตรฐานผลิตภัณฑ์ของสานักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ก่อน นอกจากนี้ยังได้ทาการประชุม
หารือ พูดคุย เพื่อหาแนวทางร่วมกัน จนได้แนวทางในการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากบัวหลวงโดยการนาดอกบัวมา
ทาผลิตภัณฑ์อันดับต้นก่อน โดยนาเอาใบมะรุมซ่ึงเป็นวัตถุดิบที่มีมากในท้องถ่ิน และมีคุณประโยชน์สูงมาเป็น
ส่วนผสม แล้วจึงหาภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์ ให้ความรู้คุณประโยชน์จากบัวหลวง การแปรรูป
ผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง และหาแนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มจาก ภาคีภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และ
ภาควิชาการ จนได้แนวทางการสร้างมลู คา่ เพ่มิ จากบัวหลวง 2 วธิ ี ดงั นี้
1) การทาความร่วมมือกับกลุ่มจัดการท่องเที่ยวในชุมชนจานวน 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มเครือข่าย
ปราชญ์ชาวบ้านซึ่งนักทอ่ งเท่ียวจะเป็นกลุ่มศึกษาดูงาน นาบัวหลวงมาทาอาหารถ่ิน และนาผลิตภัณฑ์บัวหลวง
มาใช้ต้อนรับนักท่องเที่ยว และกลุ่มการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนตาบลยกกระบัตร ให้เพิ่มกิจกรรม เส้นทาง
การท่องเท่ียวในชุมชนตามฤดูกาล การทาอาหารถิ่นจากบัวหลวง และผลิตภัณฑ์จากบัวหลวงมาใช้ในการ
ตอ้ นรับนกั ท่องเท่ียว
116
2) การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง จากการศึกษาความต้องการของตลาด มาพัฒนาเป็น
ผลิตภัณฑ์ที่ทาจากดอกบัวโดยความร่วมมือจากภาคีภาควิชาการ เนื่องจากสรรพคุณของดอกท่ีมีมาก และเป็น
ความต้องของตลาด
3. พฒั นามาตรฐานของผลติ ภณั ฑ์ และการสรา้ งภาคีเครือขา่ ยร่วมพัฒนามลู ค่าเพิ่มจากบัวหลวง
การพฒั นามาตรฐานของผลติ ภัณฑ์ และการสรา้ งภาคเี ครือขา่ ยร่วมพัฒนามลู คา่ เพิม่ จากบัวหลวง
ทมี วิจัยได้ดาเนินแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ดังน้ี ระยะที่ 1 สร้างภาคีเครอื ข่ายร่วมดาเนินการโครงการทาใหไ้ ดภ้ าคี
เครือข่ายภายในชุมชนร่วมดาเนินการ โดยแบ่งออกเป็น กลุ่มคนในการทางานวิจัย จานวน 9 คน และกลุ่มคน
รว่ มดาเนินการพัฒนาผลิตภัณฑ์ จานวน 27 คน ใช้กระบวนการประชุมกลมุ่ ผู้นาในระดับอาเภอเป็นการสร้าง
การรับรู้รับทราบวัตถุประสงค์ของการทางานวิจัยในพื้นท่ีเป็นอันดับต้น เพื่อให้เกิดความสะดวกในการทางาน
ใช้การพูดคุยกับผู้นาชุมชนแต่ละหมู่บ้าน ติดต่อชุมชนเป็นรายบุคคลบ้าง หรือบางครั้งจัดกลุ่มเล็กๆ ในบาง
หมู่บ้าน เพ่ืออธิบายโครงการเน้นที่วัตถุประสงค์ คือ มุ่งแสวงหากลุ่มบุคคลกลุ่มเป้าหมาย ประกอบด้วย กลุ่ม
คนตกงานจากสถานการณ์โควิด กลุ่มเกษตรทีต่ อ้ งการอาชีพเสริม และกลุม่ เปา้ หมายทีเ่ ป็นประชาชนในพ้ืนที่ ท่ี
จะมาเปน็ ผู้รว่ มดาเนนิ งานในโครงการ ระยะที่ 2 สร้างภาคีเครือขา่ ยรว่ มสร้างมลู ค่าเพ่มิ จากบัวหลวง ในระยะ
นี้ทีมวิจัยได้ทาการสร้างเครือข่ายภายนอก ที่เกี่ยวข้อง เช่น องค์การบริหารส่วนตาบลยกกระบัตรช่วยในการ
วางแผนการปรับปรุงพื้นท่ีโดยรอบหนองจระเข้ ท่ีจะทาเป็นสถานทีท่ ่องเท่ียวในชุมชน มหาวิทยาลยั ในพื้นท่ี ใน
การหาแนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มจากบัวหลวง, เกษตรอาเภอสามเงาในการจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชน และ
สนับสนุนการพัฒนากิจการวิสาหกิจชุมชนตามมาตรการที่คณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนกาหนด ซ่ึงจะ
ส่งผลทาให้ชุมชนมีความเข้มแข็งพึ่งพาตนเองได้ และพัฒนาชุมชน ในการข้ึนทะเบียนและเข้ารับการตรวจ
มาตรฐานผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองจากทางราชการ เครือข่าย OTOP จังหวัดตากในการร่วมวางแผน
การตลาด และช่องทางจัดจาหน่ายผลิตภัณฑ์ ในการทางานวิจัยเป็นระยะ ยังมีทีมผู้ประสานงานชุดสนับสนุน
โครงการคอยเติมเต็มความรู้ และติดตามผลการขับเคลื่อนการทางานวิจัยในพ้ืนที่เป็นระยะ รวมท้ังให้
ขอ้ เสนอแนะ ในการทางานให้เพอื่ ให้การทางานบรรลวุ ตั ถุประสงค์ เกิดภาคีเครือข่ายการทุกระยะในการทางาน
วิจัย ในระยะท่ี 2 น้ีทาให้เกิดเส้นทาง กิจกรรมการท่องเที่ยวบัวหลวง และผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง จานวน
3 รูปแบบ ดังนี้ 1) แบบชงด่ืม ได้แก่ ชาบัว 2) แบบหมัก ได้แก่ ชาบัวหมัก บัวหมัก และ 3) เยลลี่บัว ที่ได้
มาตรฐาน ประกอบดว้ ย สูตร บรรจภุ ัณฑ์ ฉลากที่ได้มาตรฐาน และแบรนด์สนิ ค้าท่เี ป็นของชุมชน ระยะท่ี 3 หา
แนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรร่วมกัน ในการเข้าใช้ประโยชน์จากหนองจระเข้ จากการประชุมภาคี
เครือข่ายท่ีเกี่ยวข้อง ภายในชุมชน ประกอบด้วย กานัน ผู้นา แกนนา องค์การบริหารส่วนตาบลยกกระบัตร
กลุ่มวิสาหกิจผลิตภัณฑ์แปรรูปบัวหลวงยกกระบัตร กลุ่มท่องเท่ียวโดยชุมชนตาบลยกกระบัตร ทาให้เกิดกฎ
117
กติกา/ข้อตกลงร่วมกันในการเข้าใช้ประโยชน์จากหนองจระเข้ ที่เกิดจากการมีส่วนร่วมของชุมชน ร่วมคิด ร่วม
ทา ร่วมวางแผน ทาใหช้ มุ ชนเห็นคณุ คา่ เกิดความรักและหวงแหนบัวหลวง และทรัพยากรท่มี ีในพ้นื ที่
4. ศกึ ษาและพฒั นาช่องทางการจดั จาหน่ายผลติ ภัณฑ์จากบวั หลวง
การศึกษาและพัฒนาช่องทางการจัดจาหน่ายผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง ทีมวิจัยได้อบรม CBMC
ทาให้ชุมชนได้รับองค์ความรู้ในการค้นหาเสน่ห์สินค้าที่เป็นตัวเด่นของชุมชน มองกลุ่มลูกค้าได้ชัดเจนและ
สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย สร้างความประทับใจให้กับลูกค้า ได้ซื้อซ้าบอกต่อ นาสินค้าตัวรองของชุมชน
มาร่วมจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายให้กับสินค้าตัวหลักของชุมชน หาแนวทางในการค้นหาภาคีเพื่อร่วมพัฒนา
สินค้าชุมชน เกิดแผนธุรกิจชุมชน ร่วมกันคิดจนได้เสน่ห์สินค้า ผลิตภัณฑ์เพ่ือสุขภาพ จากธรรมชาติในท้องถ่ิน
กระบวนการผลิตท่ีสะอาด ใส่ใจทุกข้ันตอน “รักสุขภาพ ต้องผลิตภัณฑ์บัวหลวงยกกระบัตร” และยังนาผลิตภัณฑ์
บวั หลวงรวมอยูใ่ นแพคเก็จการท่องเที่ยวโดยนักทอ่ งเท่ยี วจะได้ผลิตภัณฑ์บัวหลวงกลับไปเป็นของที่ระลึก อกี ทั้ง
นาเอาบัวหลวงมาทาเป็นกิจกรรม เส้นทางการท่องเท่ียวตามฤดูกาลเพ่ือให้นักท่องเท่ียวได้ชมความงามของ
ดอกบัวหลวง และเก็บบัวหลวงมาทาอาหารรับประทานเป็นอาหารพื้นถิ่น นอกจากน้ียังได้มีช่องทางการจัด
จาหน่ายผลิตภัณฑ์ภายในชุมชน ได้แก่ ศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านชุมชนแม่ระวาน, ร้านค้าในชุมชน และ
ภายนอกชุมชน ได้แก่ ร้านค้าสวัสดิการเขื่อนภูมิพล กาดเกาะลอย, ร้านค้าออนไลน์ เว็บแบ่งปั๋น shopee
facebook : บัวหลวงชุมชน ต.ยกกระบัตร Line : @0826206775 ยังได้รวมรวมข้อมูลแบบสอบถาม (ระยะ
หลังดาเนินการ) จากประชาชนในพื้นที่ จานวน 69 คน แบ่งออกเป็น กลุ่มเป้าหมายหลัก คือ กลุ่มคนตกงาน
จากสถานการณ์โควิด จานวน 9 คน กลุ่มเกษตรท่ีต้องการอาชีพเสริม 27 คน และกลุ่มเป้าหมายที่เป็น
ประชาชนในพ้นื ที่รอบข้าง จานวน 33 คน (ระยะหลังดาเนินการ) ในสว่ นนี้จะนาเพียงข้อมูลส่วนที่ 9 ผลิตภัณฑ์
จากบัวหลวงมาวิเคราะห์ข้อมูล 2 ลาดับแรก ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ข้อท่ี 4 เพื่อศึกษาและพัฒนาช่อง
ทางการจัดจาหน่ายผลติ ภณั ฑ์จากบวั หลวง พบว่า ผตู้ อบแบบสอบถามสว่ นใหญ่ เคยนาผลิตภัณฑ์บวั หลวงมาใช้
ประโยชน์ (ร้อยละ 94.20) และ ไม่เคย (ร้อยละ 5.80) นาผลิตภัณฑ์จากบัวหลวงมาใช้ประโยชน์ คือ ไหลบัว
(ร้อยละ 47.41) และ ฝักบัว (ร้อยละ 23.70) นาผลิตภัณฑ์จากบัวหลวงมาใช้ประโยชน์ คือ บริโภค (ร้อยละ
91.30) และ ไม่ได้ใช้ประโยชน์ (ร้อยละ 7.25) มีรายได้ในการจาหน่ายผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง คือ 0-1,000
บาท (ร้อยละ 100.00) เคยนาบวั หลวงมาแปรรูป (รอ้ ยละ 92.75) และ ไมเ่ คย (ร้อยละ 7.25) เคยทาผลิตภัณฑ์
จากบัวหลวงนามาแปรรูป ในรูปแบบ อาหารคาว (ร้อยละ 81.58) และ อาหารหวาน (ร้อยละ 11.84) มีรายได้
จากการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง รายปี 0-1,000 บาท (รอ้ ยละ 100.00) ปัจจบุ ันยังทาผลิตภัณฑ์จากบัว
หลวง (ร้อยละ 75.36) และ ไม่ทา (ร้อยละ 24.64) หยุดทาการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง เน่ืองจากไม่มี
เวลา (ร้อยละ 89.86) และ ไม่มีบัว ช่วงหน้าน้า น้าท่วมบัว (ร้อยละ 10.14) ไม่เคยมีส่วนร่วมหรือเข้ารับการ
118
พัฒนาศักยภาพในงานวิจัยฯ (ร้อยละ 27.82) และร่วมศึกษาดูงาน รูปแบบการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง
(ร้อยละ 18.05) ไม่เคยได้รับการพัฒนาตนเอง (ร้อยละ 26.04) และ ภาคีในการร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์ (ร้อยละ
16.57) ไม่ไดร้ ับประโยชน์จากการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากจากการสร้างมูลคา่ เพิ่มของบัวหลวง เน่ืองจากไม่ได้
เข้าร่วมกิจกรรม (ร้อยละ 51.16) และ ทางอ้อม : ขนส่ง จ้างงาน และ จาหน่ายสินค้าและอาหารให้แก่
นักทอ่ งเท่ยี ว (รอ้ ยละ 32.56)
ผลการวเิ คราะห์ข้อมลู จากแบบสอบถาม ชุดท่ี 3 แบบสารวจตัวช้ีวดั ความเหลื่อมล้า โครงการการ
พัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ด้วยการสร้างมูลค่าเพ่ิมจากบัวหลวงของชุมชนตาบลยกกระบัตร อาเภอสามเงา
จังหวัดตาก (ระยะหลังดาเนินการ) เปรียบเทียบรายได้ของผู้เข้าร่วมโครงการ และผู้ไม่เข้าร่วมโครงการ
ผลการวิเคราะห์ พบว่า จานวนกลุ่มตัวอย่างผู้ที่เข้าร่วมโครงการ มีสัดส่วนคนยากจนมากขึ้น ร้อยละ 22.22
และไม่เข้าร่วมโครงการ มีสัดส่วนคนยากจนมากขึ้น ร้อยละ 12.13 ท้ังน้ีเนื่องจากสภาวการณ์ปัจจุบัน
ด้านเศรษฐกิจของประเทศตกต่า ภาวะค่าครองชีพสูง น้ามันและปุ๋ยราคาสงู ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นตาม
ไปด้วย ด้านผลผลิตมีราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่าไม่ได้ราคาเท่าท่ีควร ส่งผลให้กลุ่มตัวอย่างขยับเข้าสู่เส้น
ความยากจน อีกท้ังการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ท่ีผ่านกระบวนการคิดค้น ปรับปรุงจนได้ผลิตภัณฑ์ท่ีมีสูตรเป็น
มาตรฐาน อยู่ในช่วง 2 เดือนท้ายของโครงการ รวมทั้งการขอรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชนจากสานักงาน
พัฒนาชุมชน ต้องใช้ระยะเวลาในการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานตามลาดับการย่ืนเสนอ ซ่ึงขณะนี้อยู่
ระหว่างการรอตรวจสอบมาตรฐาน อีกทั้งผลิตภัณฑ์บัวหลวงยังเป็นนวัตกรรมของชุมชนและผู้บริโภค ต้องใช้
เวลาในการสร้างการรับรู้ และประชาสัมพันธ์ให้เป็นที่รับรู้ เช่ือม่ันท่ีจะบริโภคสินค้าของชุมชน จากการนา
ผลิตภัณฑ์ชุมชนไปทดลองจาหน่าย พบว่า ผู้บริโภคช่ืนชอบ ชาหมักและชาบัวหมัก เป็นอย่างมาก โดยให้
เหตุผลว่ารสชาติหวานอมเปร้ียว ทาใหส้ ดช่ืน และเหน็ ถึงประโยชน์ที่จะเปน็ เติมจลุ นิ ทรีย์ชนั้ ดีเขา้ ไปในลาไส้ช่วย
ในการขับถา่ ย นอกจากนี้การดาเนินงานยังเปน็ ในรูปแบบกลุ่มมีการปันผลเป็นรายปี จงึ ทาให้ผูเ้ ข้ารว่ มโครงการ
ไม่มีรายได้เพ่ิมจากผลิตภัณฑ์บัวหลวงภายใต้โครงการฯ แต่ส่ิงที่ชุมชนได้รับเปล่ียนแปลงนาไปสู่การลดความ
เหล่ือมล้า เกิดความร่วมมือ ลดช่องว่างระหว่างชุมชน กระตุ้นศักยภาพด้านอ่ืนของชุมชน เช่น การเป็นนักเล่า
เรื่องในกลมุ่ เยาวชน เรียนรู้กระบวนการสบื คน้ ขอ้ มลู ชมุ ชน และการบรหิ ารจัดการกลุ่มวิสาหกจิ
119
ข้อเสนอแนะ
1. ส่งมอบผลงานวิจัยให้กับองค์การบริหารส่วนตาบลยกกระบัตร เพื่อนาไปเป็นข้อมูลพื้นฐานในการ
กาหนดแผนและนโยบายในการแก้ไขปัญหาการจัดการทรัพยากร ความยากจนและลดความเลื่อมล้าอย่าง
ตอ่ เน่อื งในพนื้ ที่
2. การต่อยอดงานวิจัยไปสู่การขยายผลยังพื้นท่ีใกล้เคียงให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม
ร่วมกันทงั้ ระดับตาบลเพ่อื นาไปสู่ความยงั่ ยนื รองรับต่อการเปลี่ยนแปลงในอนาคต
3. ส่งเสริมการนาส่วนต่างๆ ของบัวหลวง มาแปรรูปผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง เช่น ภาชนะจากใบบัว
เม็ดบัวอบแห้ง เพ่ือให้เป็นสินค้าตัวรอง และชุมชนควรพัฒนาศักยภาพชุมชนในการเข้าถึงแหล่งทุนของภาครัฐ
เพ่อื เพ่มิ โอกาสในการไดร้ ับมาตรฐานผลิตภณั ฑ์จากหน่วยงานตา่ งๆ
4. ชุมชนควรมีสถานที่การผลิตท่ีได้มาตรฐานของสานักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อ
สร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค และจะส่งผลให้มีโอกาสได้รับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชนจากอุตสาหกรรม
จงั หวดั ซงึ่ จะมีโอกาสในการพัฒนาผลติ ภัณฑอ์ ยา่ งต่อเน่ืองจากหนว่ ยงานทเี่ กี่ยวข้อง
5. องค์การบรหิ ารสว่ นตาบลยกกระบตั ร สนับสนนุ แนวทางการพฒั นาผลิตภณั ฑ์ชมุ ชน เช่น การบรรจุ
แผนการสรา้ งโรงเรอื นใหไ้ ดม้ าตรฐาน การบรรจแุ ผนการพฒั นาสง่ เสรมิ การทอ่ งเที่ยวรอบหนองจระเข้
6. สนบั สนุนให้คนร่นุ ใหม่เขา้ ร่วมกลมุ่ รว่ มเป็นผู้ดแู ลเพจ Facebook สร้างความเคลื่อนไหวข่าวสารท่ี
เพจ Facebook รองรับผู้บริโภคที่สนใจผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพ และรองรับการท่องเท่ียวโดยชุมชนที่ปัจจุบันมี
พฤติกรรมคน้ หาขอ้ มลู จากสอื่ สงั คมออนไลน์ ที่เข้าถึงได้อยา่ งรวดเร็ว
7. การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง ในรูปแบบชาหมัก หรือ Kombucha ท่ีเป็นนวัตกรรมสาหรับ
ชุมชนและผู้บริโภค อีกทั้งในสร้างการรับรู้ และวางจาหน่ายต้องใช้เวลาจึงจะสามารถสร้างรายได้ของชุมชนได้
ซึ่งในระยะ 12 เดือน ไม่สามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชนได้ ควรงานวิจัยเพ่ิมอีก 1 ปี จะทาให้เห็นการ
เปลี่ยนแปลงของรายได้ชุมชนจากโครงการได้
120
บรรณานกุ รม
กัลยกร วรกลุ ลัฎฐานยี ์ และพรทพิ ย์ สมั ปัตตะวนิช. (2553). การโฆษณาเบอ้ื งต้น.
กรงุ เทพฯ : มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์.
เกษร ธติ ะจารี. (2550). กิจกรรมศิลปะสาหรับคร.ู กรุงเทพฯ : อรุณการพมิ พ์.
ขวญั กมล ดอนขวา, รายงานการวิจยั เร่อื ง “การพฒั นาเศรษฐกจิ ชุมชนในภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ”,
https://core.ac.uk/download/pdf/70938311.pdf (สบื ค้นเมื่อวันท่ี 4 กุมภาพนั ธ์ 2565).
จันทรวรรณ แสงแข และคณะ. (2548). ผลของสารสกัดหยาบจากใบบวั หลวงต่อหลอดเลือดเอออร์ตาที่แยก
จากหนขู าวท่ีมีภาวะความดนั โลหิตสงู และหนูขาวทม่ี คี วามดนั โลหิตปกติ.
ชลบรุ ี : คณะวิทยาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยบูรพา
ฉตั ยาพร เสมอใจ. (2547). การจดั การและการตลาดบริการ. กรงุ เทพฯ : ส.เอเซียเพรส.
ฉตั ยาพร เสมอใจ. (2550). พฤตกิ รรมผูบ้ รโิ ภค. กรงุ เทพฯ : ซีเอ็ดยเู คชั่น.
ชชู ยั สมิทธิไกร. (2554). การฝึกอบรมบุคลากรในองค์การ. กรงุ เทพฯ : จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย.
ชยั ศกั ด์ิ ลีลาจรัสกลุ . (2542). ชดุ กจิ กรรมคา่ ยคณติ ศาสตร์ เพ่อื พฒั นาการจดั ค่ายคณติ ศาสตร์.
กรงุ เทพฯ : สถาบนั พัฒนาคุณภาพวชิ าการ.
ณัฏฐพงษ์ เจรญิ ทิพย.์ (2541). ความคิดสรา้ งสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ : ทัศนะแบบองคร์ วม.
เลม่ 1-2 . พมิ พ์ครั้งท่ี 2. กรงุ เทพฯ : สยามโอเวอร์ซสี โ์ ปร.
ดนัย จันทรฉ์ าย. (2547). เจาะลึกการตลาดจาก A ถึง Z: แนวคดิ ทผ่ี จู้ ดั การทกุ คนตอ้ งรซู้ งึ้ . กรุงเทพฯ :
ดเี อ็มจ.ี
ธนกฤต วนั ตะ๊ เมล์. (2554). การสอ่ื สารการตลาด. พมิ พค์ รงั้ ท่ี 2. กรุงเทพฯ : มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร์.
ธญั วฒั น์ กาบคา. (2553). สังคมออนไลน์ (Social Media) คอื อะไร. สืบคน้ เมือ่ 4 กุมภาพันธ์ 2565,
จากเวบ็ ไซต:์ http://krunum.wordpress.com/2010/06/02/social-network/.
ธารนิ ี แดงน้อย. (2559). การทดสอบพฤษเคมี และฤทธิ์ทางชวี วิทยาของบัวหลวง. วิทยานพิ นธ์ปริญญา
วิทยาศาสตรมหาบณั ฑิต, มหาวทิ ยาลัยบูรพา.
บษุ ราคัม สิงห์ชยั , นิศา ตระกูลภกั ดี, และสาวติ รี ทองล้ิม. (2560). น้ามนั หอมระเหยจากเกสรบวั หลวงราชินี.
วารสารวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี. 25(1) : 27-34.
ปณิศา มจี นิ ดา. (2553). พฤติกรรมผ้บู รโิ ภค. กรุงเทพฯ : ธรรมสาร.
121
บรรณานุกรม (ต่อ)
พรสนอง วงศส์ ิงห์ทอง. (2545). วิธวี ทิ ยาการวจิ ัยการออกแบบผลติ ภัณฑ์. พมิ พ์ครง้ั ท่ี 1 กรงุ เทพฯ :
สานกั พิมพแ์ หง่ จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย
พินพัสนีย์ พรหมศิริ. (2547). กลยุทธก์ ารตลาดสาหรับยุคแหง่ การเปลี่ยนแปลง. ประชาชาตธิ ุรกิจ.
1 มกราคม 2547.
ลักขณา สริวัฒน์. (2549). การคดิ . กรุงเทพฯ : โอเดยี นสโตร์.
วลิ ัดดา เตชะเวช. (2547). รายงานการศกึ ษาวจิ ยั ฉบับสมบูรณ์โครงการศกึ ษาวิจัยลักษณะความตอ้ งการ
รปู แบบบ้านมิตใิ หม่และปัญหาเศรษฐสังคมดา้ นที่อยู่อาศัยสาหรบั ผู้มีรายได้น้อย สถาบันวจิ ัยและ
ใหค้ าปรกึ ษาแหง่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์
ศริ วิ รรณ เสรรี ตั น์และคณะ. (2542). องคก์ ารและการจัดการ ฉบับสมบรู ณ์ (ปรบั ปรงุ ใหม่). กรงุ เทพฯ :
ศนู ย์ หนังสือมหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์.
ศริ วิ รรณ เสรีรัตนแ์ ละคณะ. (2541). การบริหารการตลาดยุคใหม่. กรุงเทพฯ : บรษิ ทั ธีระฟิลม์
และไซเท็กซ์ จากัด
ศริ ิวรรณ เสรรี ตั น์และคณะ. (2541). พฤติกรรมองคก์ าร. กรงุ เทพฯ : ธีระฟริ ม์ และไซเท็กซ.์
ศริ ิวรรณ เสรรี ัตน์. (2539). พฤติกรรมผู้บรโิ ภคฉบับสมบูรณ.์ กรุงเทพฯ : วสิ ิทธ์พฒั นา
ศิรพิ ร สัจจานนั ท์, “แนวคิดเศรษฐศาสตร์ทางเลือก แนวคดิ เศรษฐกจิ ชมุ ชน”, สาขาวชิ าเศรษฐศาสตร์
มหาวิทยาลยั สโุ ขทยั ธรรมาธริ าช,
http://www.stou.ac.th/stouonline/lom/data/sec/Alternative/home.html
(สบื ค้นเมื่อวนั ที่ 4 กุมภาพันธ์ 2565).
สยามรัฐออนไลน์, “ประเทศไทย 4.0 อย่าลมื เศรษฐกิจชมุ ชน”, https://siamrath.co.th/n/9124
(สืบค้นเม่อื วนั ที่ 4 กมุ ภาพนั ธ์ 2565).
สุดาดวง เรืองรุจริ ะ. (2540). หลักการตลาด. พิมพ์คร้งั ที่ 7. กรงุ เทพฯ: ประกายพรึกอนันต์
สปุ ญั ญา ไชยชาญ. (2550). การจัดการตลาด. พิมพ์คร้ังที่ 5. กรงุ เทพฯ : พ.ี เอ.ลิฟวง่ิ .
สวุ ัฒน์ ศิรนิ ริ ันตร์ และภาวนา สวนพล.ู (2552). แนวคดิ และทฤษฎเี ก่ียวกับพฤตกิ รรมผู้บริโภค (ออนไลน)์ .
แหล่งทีม่ า : http://www.doclemple.wordpress.com. 4 กมุ ภาพันธ์ 2565.
สปุ ญั ญา ไชยชาญ. (2550). การจดั การตลาด. พมิ พค์ รง้ั ที่ 5. กรงุ เทพฯ : พ.ี เอ.ลฟิ วิ่ง.
122
บรรณานุกรม (ตอ่ )
สุดารตั น์ หอมหวล และคณะ. (2551). ฤทธฆิ์ ่าแมลงของพชื พษิ ตอ่ เพลย้ี ออ่ นถ่ัว /.
คณะเภสชั ศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั อุบลราชธานี : ม.ป.ท.
สุวมิ ล เข้ียวแก้ว. (2540). การสอนวิทยาศาสตร์ในระดบั มัธยมศกึ ษา. ปัตตานี : ภาควชิ าการศึกษา
คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั สงขลานครนิ ทร์ วทิ ยาเขตปัตตาน.ี
อคั รเจตน์ ชัยภูมิ, “แนวคดิ เศรษฐกิจชมุ ชน: เหลยี วหลงั แลหนา้ นาพาเศรษฐกิจชุมชนสู่ทางรอด
The economic community concept: Look back, Go forward, Bring Economic
Community to survive”, http://202.28.109.66/journalfiles/mcu59_2_04.pdf html
(สบื คน้ เมอ่ื วนั ที่4 กุมภาพนั ธ์ 2565).
อารี พนั ธ์มณ.ี (2537). ความคิดสร้างสรรค.์ กรุงเทพฯ : สานกั พมิ พ์ 1412.
อรทัย กก๊ ผล. (2552). คคู่ ิด คมู่ อื การมีสว่ นรว่ มของประชาชนสาหรบั นกั บรหิ ารท้องถนิ่ .
กรงุ เทพฯ : จรลั สนทิ วงศก์ ารพิมพ.์
องั คณา เทยี นกลา่ . (2551). การคัดเลอื กพันธ์ุครามและพันธ์พุ ืชอืน่ ๆ ที่ใหส้ ีคราม.
สกลนคร : มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏสกลนคร.
Fuller, G.W. New Food Product Development: From Concept to Marketplace. CRC Press Inc.
Boca Raton, London. 275p., 1994
Nilson, T.H. (1992). Creating Customer Value. The Part to Sustainable Competitive Advantage,
Thompson Executive Press, OH.
Thumbsup. (2554). ศพั ทน์ ่าูร:้ คาวา่ Social Network กบั Social Media ต่างกันอยา่ งไร.
สืบค้นเม่ือ 4 กุมภาพันธ์ 2565, จากเว็บไซต์: http://thumbsup.in.th/2011/08/howsocial-
networkdifferent-from-social-media/.