จเราอื่ กงรเา่ลงา่ กาย เข้าใจร่างกาย
พฤติกรรมและธรรมชาติ
ผ่านกระบวนการวิวัฒนาการ
จเราื่อกงรเ่าลงา่ กาย เขา้ ใจรา่ งกาย
พฤติกรรมและธรรมชาติ
ผา่ นกระบวนการวิวฒั นาการ
จดั ทําโดย
นพ. ชชั พล เกยี รติขจรธาดา
เลขมาตรฐานสากลประจำหนงั สอื 978-616-207-060-0
พมิ พค์ รัง้ แรก มกราคม 2554 จำนวน 3,000 เล่ม
พมิ พค์ ร้งั ท่ี 2 กุมภาพนั ธ์ 2554 จำนวน 5,000 เล่ม
พมิ พค์ รัง้ ที่ 3 มีนาคม 2554 จำนวน 5,000 เล่ม
พิมพ์ครั้งที่ 4 พฤษภาคม 2554 จำนวน 7,000 เล่ม
พิมพค์ รั้งที่ 5 กรกฎาคม 2554 จำนวน 5,000 เลม่
พมิ พค์ รง้ั ท่ี 6 กนั ยายน 2554 จำนวน 7,000 เลม่
พมิ พค์ ร้งั ที่ 7 มกราคม 2555 จำนวน 5,000 เล่ม
ออกแบบและจดั ทํารูปเล่ม
ฝ่าย Amarin Publishing Services
บรรณาธิการอำนวยการ ภัทราวรรณ พลู ทวีเกยี รติ์
บรรณาธกิ ารเลม่ โสธิตา วงษ์แยม้
ศิลปกรรม มนสั เหมาะสม, มานพนั ธ์ บุญประเสรฐิ
ภาพประกอบ เอกฤทธ์ิ โปะ๊ คำ
พิสูจน์อกั ษร นธิ ิมา มกุ ดามณี
ธรุ กิจสัมพันธ์ ณชั ชา พฒั นะนกุ จิ
แทรฟฟกิ เยาวลกั ษณ์ ทองพนู แกว้
แยกสีและพิมพ์ที่
สายธรุ กิจโรงพิมพ ์
บริษทั อมรินทร์พรน้ิ ตง้ิ แอนดพ์ ับลชิ ชง่ิ จำกดั (มหาชน)
65/16 ถนนชัยพฤกษ์ (บรมราชชนน)ี เขตตลงิ่ ชนั
กรงุ เทพฯ 10170
โทรศัพท ์ 0-2422-9000, 0-2882-1010
โทรสาร 0-2433-2742, 0-2434-1385
จดั จาํ หนา่ ยโดย
บริษทั อมรนิ ทร์บุ๊คเซน็ เตอร์ จำกัด
108 หมู่ 2 ถนนบางกรวย-จงถนอม ตำบลมหาสวัสดิ์
อำเภอบางกรวย จังหวดั นนทบรุ ี 11130
โทรศัพท ์ 0-2423-9999
โทรสาร 0-2449-9222, 0-2449-9500-6
ราคา 275 บาท
{ }บทนำ
สมมตวิ ่าเราไปเทีย่ วภูเขาหรือทะเลแลว้ เจอกอ้ นหนิ กอ้ นหน่งึ ถ้าเราหยบิ
ก้อนหินก้อนน้ันขึ้นมาพิจารณารายละเอียดดู เราอาจจะเห็นว่ามันมีรูปร่างกลม
มนั อาจมีรอยบิน่ หรอื อาจมลี วดลาย ลักษณะท้ังหมดท่เี ราเห็น รวมไปถงึ สถานท่ ี
ท่ีเราเก็บมันข้ึนมาได้ ไม่ว่ามันจะขึ้นไปอยู่บนยอดเขาหรือลงไปอยู่ใต้ท้องทะเล
มนั ตอ้ งมคี วามเปน็ มาหรอื เรอื่ งราวทที่ ำใหม้ นั มรี ปู รา่ งเชน่ นนั้ รอยบน่ิ บนกอ้ นหนิ ตอ้ ง
มอี ะไรบางอยา่ งในอดตี ทก่ี ะเทาะใหม้ นั บน่ิ การทม่ี นั จะขน้ึ ไปอยบู่ นยอดเขาหรอื ไป
จมอยูใ่ ต้ท้องทะเลได้ตอ้ งมแี รงบางอยา่ งพามันไป แตถ่ า้ คุณเหมือนผม คุณคงบอก
ไม่ได้ว่าหินก้อนนั้นมีเร่ืองราวหรือมีความเป็นมาอย่างไร สำหรับเรา หินก้อนนั้น
อาจดูไม่ต่างจากหินอื่นๆ หินก็เป็นแค่หิน แต่ถ้าบังเอิญว่าคุณเป็นนักธรณีวิทยา
คุณอาจจะพอบอกได้ว่าหินก้อนน้ีเป็นหินที่เกิดจากการแข็งตัวของลาวาจากการ
ระเบิดของภูเขาไฟในอดีต หรือหินที่อยู่บนยอดเขานั้นเดิมทีเป็นหินที่ถูกทับถม
อยู่ใต้ท้องทะเล แต่เมื่อเปลือกโลกเคล่ือนตัว พ้ืนทะเลก็ค่อยๆ ยกตัวขึ้นช้าๆ
หลายลา้ นปผี า่ นไปพน้ื ของมหาสมทุ รสดุ หยง่ั ลกึ กก็ ลายมาเปน็ ภเู ขาสงู ตระหงา่ น การท ี่
นกั ธรณวี ทิ ยาบอกเลา่ เรอ่ื งราวความเปน็ มาของกอ้ นหนิ กอ้ นนน้ั ไดใ้ นขณะทพี่ วกเรา
ส่วนใหญ่บอกไม่ได้ ไม่ใช่ว่านักธรณีวิทยามีตาวิเศษที่มองเห็นส่ิงท่ีเรามองไม่เห็น
แต่นกั ธรณวี ทิ ยารู้ว่าจะแปลสิง่ ทีเ่ ห็นเหลา่ นน้ั ออกมาเปน็ เร่อื งราวไดอ้ ยา่ งไร
ทุกวันนี้เม่ือเรามองไปรอบๆ ตัว เราเห็นสิ่งมีชีวิตต่างๆ ที่หน้าตา
แตกตา่ งกัน มพี ฤตกิ รรมท่ีแตกตา่ งกัน เช่น เราอาจจะเห็นหมาเดนิ สีข่ าแตเ่ ราเหน็
คนเดินสองขา เราเห็นเสือชอบกินเน้ือดิบแต่เราชอบกินเน้ือย่าง เราชอบคนหล่อ
หรือคนสวย แต่นกยูงตัวเมียชอบนกยูงตัวผู้ที่หางใหญ่ๆ ผู้ชายเป็นฝ่ายจีบผู้หญิง
เพนกวินตัวผู้ก็ต้องเป็นฝ่ายจีบตัวเมีย ลักษณะท้ังหมดที่กล่าวมาเหล่าน้ีเป็น
ข้อเท็จจริง เป็นส่ิงที่เรามองเห็นหรือรับรู้เรื่องราวได้ ซึ่งไม่ต่างอะไรกับลักษณะ
ภายนอกต่างๆ ของก้อนหินที่เรามองเห็นหรือจับต้องได้ และเช่นเดียวกัน
ขอ้ เทจ็ จรงิ หรอื ลกั ษณะภายนอกตา่ งๆ ของเราเหลา่ น้ี ถา้ เราอา่ นหรอื ถอดความหมาย
มันออกมาได้ เราก็จะรู้เร่ืองราวความเป็นมาของตัวเราท่ีซุกซ่อนอยู่ แต่เรื่องราว
ที่ซ่อนอยู่ไม่ใช่แค่ของเราเท่าน้ัน แต่เป็นเรื่องราวความเป็นมาของมนุษย์ทุกๆ คน
ทเี่ คยเกิดขน้ึ มาในโลกใบนี้
มันเป็นไปได้อย่างไร? ร่างกายของเราจะมีเรื่องราวซ่อนอยู่ได้อย่างไร?
และถา้ มนั มีจรงิ มันซ่อนอยตู่ รงไหน?.............
ร่างกายของเรามีเร่ืองราวซ่อนอยู่ เพราะร่างกายของเรามีอดีตที่ย้อน
กลับไปได้เปน็ แสนปหี รอื เปน็ ลา้ นๆ ปี เรื่องราวเหตุการณ์หลายอย่างทเ่ี คยเกิดขน้ึ
ในอดีตหลายแสนหลายล้านปีก่อนได้ทิ้งร่องรอยไว้บนร่างกายของคุณและผม
ซ่ึงร่องรอยท่ีฝังอยู่ในร่างกายของเราบางอย่างต้องใช้เคร่ืองมือพิเศษจึงจะเห็น
และอ่านมันออกมาได้ แต่ก็มีหลายอย่างท่ีสามารถมองเห็นได้ง่ายๆ ด้วยตาเปล่า
และถ้าเราอยากรู้หรือเข้าใจเร่ืองราวเหล่านั้น สิ่งที่เราต้องทำคือเรียนรู้วิธีท่ีจะอ่าน
มันออกมา
การศึกษาเก่ียวกับความเป็นมาของเรามีอยู่ด้วยกันหลายวิธี เร่ิมจากวิธี
ทนี่ า่ จะงา่ ยทส่ี ดุ กค็ อื การไปถามพอ่ แม่ หรอื ถา้ ปยู่ า่ ตายายยงั มชี วี ติ อยเู่ รากไ็ ปถาม
ท่านเหล่านัน้ ว่าบรรพบุรุษของเราเปน็ ใครมาจากไหน แต่วิธนี ้เี ราคงยอ้ นอดตี ไปได ้
ไมไ่ กลนกั วธิ ที สี่ องทเ่ี ราอาจทำไดค้ อื อา่ นหนงั สอื หรอื เรยี นรเู้ กย่ี วกบั ประวตั ศิ าสตร ์
แล้วพยายามหาทางเช่ือมโยงเรื่องราวของตัวเองเข้ากับเหตุการณ์ในประวัติศาสตร ์
เหล่าน้ันไปด้วย วิธีน้ีเราอาจจะย้อนเวลากลับไปได้นานเป็นร้อยหรือเป็นพันๆ ปี
(กรณีที่คุณเป็นลูกหลานฮ่องเต้หรือฟาโรห์แห่งอียิปต์) แต่ถ้าเราอยากรู้เรื่องราว
ท่ีย้อนไปไกลกว่าน้ัน เราเร่ิมจะเจอทางตัน เพราะเรื่องราวท่ีอารยธรรมต่างๆ
บันทึกไว้ให้เราได้อ่าน สามารถย้อนกลับไปได้แค่ประมาณสามหรือส่ีพันปีเท่านั้น
แต่ในวันน้ีทุกอย่างได้เปล่ียนไป หลายสิบปีท่ีผ่านมาความรู้ทางวิทยาศาสตร์
สาขาต่างๆ ก้าวหน้าไปมาก ศาสตร์ต่างๆ ท่ีไม่เคยเก่ียวข้องกันเลยหรือดู
ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกันได้ กลับเดินทางเข้ามาบรรจบกัน วิทยาศาสตร์สาขา
ต่างๆ ที่แต่เดิมคุยกันคนละภาษา ก็เริ่มท่ีจะคุยด้วยภาษาเดียวกันมากขึ้น
การมาบรรจบกันของศาสตร์หลายๆ สาขานี้ทำให้เราสามารถที่จะเรียนรู้เรื่องราว
ความเปน็ มาในอดตี ของเราจากการอา่ นรา่ งกายและพฤตกิ รรมของตวั เรา รา่ งกาย
และพฤติกรรมท่ีเราเห็นกันเป็นประจำทุกวันนั้นมีเรื่องราวความเป็นมาของเรา
ซ่อนอยู่ แต่จะไขเร่ืองราวน้ันออกมาได้เราต้องรู้วิธีที่จะอ่านมัน นอกเหนือไปจาก
การอ่านร่างกายและพฤติกรรมของเราแล้ว เรายังสามารถที่จะอ่านเร่ืองราวของ
เราจากธรรมชาติอื่นๆ ได้อีกด้วย เพราะเรื่องราวความเป็นมาของเราบางส่วนมัน
ไปซอ่ นอยู่ในครีบปลา บางสว่ นมันไปซ่อนอยู่ในอัณฑะของกอรลิ ลา่ และบางสว่ น
ซอ่ นอยูใ่ นพฤติกรรมการจีบของนกเพนกวนิ ทีข่ วั้ โลกใต้
หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือวิทยาศาสตร์ที่เก่ียวกับการทำงานของร่างกาย
และสมอง แต่เน้ือหาจะต่างจากหนังสือวิทยาศาสตร์การแพทย์โดยท่ัวไปเพราะ
เนื้อหาจะมุ่งเน้นไปท่ีการมอง “ความเป็นมาของร่างกายและสมอง” เราจะไป
ทำความเขา้ ใจวา่ ทำไมรา่ งกายเราเปน็ อย่างทมี่ นั เป็น ทำไมมันทำงานอย่างที่มันทำ
ทำไมเราคิดอย่างท่ีเราคิด และทำไมเราถึงป่วยอย่างท่ีเราป่วย หนังสือเล่มนี้
จะพาท่านผู้อ่านไปมองร่างกายของเราในมุมมองที่แตกต่างไปจากที่หลายท่าน
คุ้นเคย เพราะจะเป็นการมองร่างกายและความคิดของเราผ่านแว่นตาท่ีเรียกว่า
“วิวัฒนาการ”
หนังสือเล่มน้ีผมตั้งใจเขียนให้เป็นหนังสือวิทยาศาสตร์หรือหนังสือ
ความรทู้ ่วั ๆ ไป สำหรบั ประชาชนที่ไม่มีพ้นื ฐานทางวทิ ยาศาสตร์หรอื ไมเ่ คยคดิ จะ
อา่ นหนงั สอื วทิ ยาศาสตรม์ ากอ่ น ดงั นนั้ เนอื้ หาตา่ งๆ ในหนงั สอื เลม่ นแ้ี มว้ า่ จะเปน็ เรอ่ื ง
เกย่ี วกบั วทิ ยาศาสตร ์ แตห่ นงั สอื เลม่ นไี้ มใ่ ชห่ นงั สอื วชิ าการ ผมพยายามทจี่ ะหาจดุ
สมดลุ เพอื่ ไมใ่ หเ้ รอ่ื งราวมนั อา่ นยากหรอื หนกั อง้ึ จนเกนิ ไป ขณะเดยี วกนั กพ็ ยายาม
ที่จะไม่ให้เนื้อหามันเบาเหวงเสียจนไม่รู้สึกว่าได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ผมเลือกท่ีจะ
ดำเนินเรื่องราวส่วนใหญ่ในหนังสือเล่มน้ีด้วยการตั้งคำถามแล้วหาคำตอบ จาก
คำถามหนง่ึ จะนำไปสอู่ กี คำถามเชน่ นไี้ ปเรอ่ื ยๆ แตล่ ะตอนจะสน้ั ๆ เพอ่ื ใหเ้ หมาะกบั
การอา่ นขณะนงั่ รอรถโดยสาร อา่ นก่อนนอน หรืออ่านขณะนง่ั สว้ ม
เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้จะแบ่งเป็น 2 ตอนใหญ่ๆ โดยตอนท่ี 1 จะ
เป็นการปูพ้ืนฐานเร่ืองของวิวัฒนาการในภาพกว้างๆ และตามด้วยเรื่องราว
ความเป็นมาของคน เราจะไปดูกันว่าเรากลายมาเป็นคนอย่างเช่นทุกวันน้ีได้
อย่างไร เราจะเรียนรู้เรื่องราวเหล่าน้ีโดยการค่อยๆ ไปตอบคำถามต่างๆ เช่น
ทำไมคนหล่อถึงหล่อ ทำไมผู้ชายชอบผู้หญิงท่ีมีส่วนโค้งส่วนเว้า ทำไมผู้หญิง
มีเต้านม ทำไมคนจะคลอดต้องมีหมอช่วย ส่วนเนื้อหาในตอนที่ 2 จะเป็นการ
นำความรู้ที่ได้เรียนรู้จากตอนท่ี 1 มาใช้ทำความเข้าใจเก่ียวกับร่างกาย
พฤติกรรมและความคิดของเรา และเช่นเดียวกับตอนที่ 1 เราจะเรียนรู้โดย
การไปตอบคำถามต่างๆ เช่น ทำไมความเครียดถึงทำให้แท้งและเซ็กส์เส่ือม
ทำไมผู้ชายต้องเป็นฝ่ายจีบ ทำไมผู้หญิงต้องเป็นฝ่ายอุ้มท้อง ทำไมผู้ชาย
ชอบดหู นังโป๊ และทำไมอกหักมนั ถึงเจบ็ ปวดรนุ แรง
หนังสือเล่มนี้จะนำท่านเดินทางไปยังส่วนต่างๆ ของโลกท้ังในอดีตและ
ปัจจุบัน โดยมีคำถาม “ทำไม?” ทำหน้าท่ีเป็นเหมือนไกด์นำทาง คำถามเหล่าน ี้
เมื่อดูผิวเผินจะเหมือนว่ามันไม่เก่ียวข้องกันเลย แต่เมื่อการเดินทางของเรา
สนิ้ สดุ ลง เราจะนำเรอื่ งราวตา่ งๆ ทเ่ี ราจะไดพ้ บระหวา่ งทางมารอ้ ยเรยี งเขา้ ดว้ ยกนั
เพ่ือให้เห็นเป็นภาพใหญ่ และเมื่อเราเข้าใจเรื่องราวเหล่านี้ดีแล้ว เราจะไปดูกันว่า
เร่ืองเล่าจากร่างกายเหล่านี้จะช่วยนำทางเราเดินสู่ปัจจุบันและก้าวต่อไปในอนาคต
ได้อยา่ งไร
นพ. ชัชพล เกียรตขิ จรธาดา
www.facebook.com/ChatchapolBook
{ }สารบญั
003
บทนํา
011
วิวัฒนาการตแอลนะทกี่ ํา1เนดิ มนษุ ย์
012
บทที่ 1 จุดเริม่ ต้นของการเปลยี่ นแปลง
018
บทที่ 2 ชาร์ลส์ ดารว์ ิน และทฤษฎวี ิวัฒนาการ
026
บทที่ 3 ครบี ปลากับท่มี าของแขนขา
034
บทท่ี 4 แบบแผนทซ่ี อ่ นอยูใ่ นความแตกต่าง
038
บทท่ี 5 พนั ธุกรรมสัตว์ในรา่ งกายคน
046
บทที่ 6 การคัดเลือกตามธรรมชาติ
054
บทที่ 7 ทำไมคนหลอ่ ถงึ หล่อ ทำไมคนสวยจงึ สวย
062
บทท่ี 8 ทำไมผ้ชู ายชอบสาวๆ ทีม่ ีสว่ นโคง้ ส่วนเว้า
068
บทท่ี 9 ทำไมผู้หญงิ มนี มและสะโพก
074
บทท่ี 10 ทำไมเราเดนิ สองขา
080
บทที่ 11 ทำไมตอ้ งมีหมอสูติฯ
090
บทที่ 12 ทำไมเปน็ เราทฉ่ี ลาดกว่าสัตว์อื่นๆ
(กำเนิดสมองคน ตอนท่ี 1)
096
บทท่ี 13 ทำไมเราทำอาหาร
(กำเนิดสมองคน ตอนที่ 2)
102
บทที่ 14 ฉลาดกวา่ หน่อยนึงดีอยา่ งไร
(กำเนิดสมองคน ตอนจบ)
บทท่ี 15 หมูเ่ ลือดบอก1ค10วามเปน็ ญาตไิ ดอ้ ย่างไร
(การเดินทางของเผา่ พันธมุ์ นษุ ย์ ตอนท่ี 1)
118
บทท่ี 16 พนั ธกุ รรมบอกความเปน็ มาของเราได้อย่างไร
(การเดนิ ทางของเผ่าพนั ธมุ์ นษุ ย์ ตอนท่ี 2)
128
บทท่ี 17 การเดนิ ทางของเผา่ พันธ์มุ นุษย์ ตอนจบ
บทสง่ ทา้ ย13 6ตอนที่ 1
เม่อื มนษุ ย์ยคุ หตนิ อมน14าท1อ่ี ย2ใู่ นโลกปัจจบุ นั
142
บทท่ี 18 เรอื่ งของ Hans Selye และหนูทดลอง
148
บทที่ 19 สมองสามชั้น
156
บทท่ี 20 สมองคยุ กับรา่ งกายอยา่ งไร
160
บทที่ 21 ระบบประสาทอตั โนมัติ
168
บทท่ี 22 ทำไมหนขู องเซลเย่จงึ ป่วย
174
บทท่ี 23 ความเครียดทางจิตใจทำให้รา่ งกายเราปว่ ยไดอ้ ยา่ งไร
180
บทท่ี 24 ความเครียดกบั ความอว้ น
186
บทท่ี 25 ความเครยี ดทำใหน้ กเขาไมข่ นั
และนกกระจอกไมท่ นั กนิ นำ้
190
บทที่ 26 ความเครยี ดกบั การแทง้
196
บทท่ี 27 ธรรมชาติคมุ กำเนิด
202
บทท่ี 28 สัญญาณจากธรรมชาตวิ า่ ไมค่ วรมลี กู
208
บทท่ี 29 มเี ซ็กส์มนั ดียงั ไง
214
บทที่ 30 เพศชาย เพศหญงิ เกดิ ขนึ้ มาไดอ้ ยา่ งไร
218
บทท่ี 31 ทำไมผู้ชายต้องจบี และทำไมผ้หู ญิงตอ้ งเป็นฝ่ายอุ้มทอ้ ง
224
บทท่ี 32 จะอย่ชู ว่ ยเลย้ี งลกู หรอื จะท้งิ ลกู ไปดี
232
บทท่ี 33 ทำไมผชู้ ายอยู่เป็นคู่กับผูห้ ญิง
240
บทที่ 34 ทำไมผ้หู ญงิ ชอบผชู้ ายใจดี และทำไมผู้ชายชอบดูหนงั โป๊
248
บทที่ 35 ทำไมคนถงึ มีชู้
252
บทที่ 36 ทำไมอัณฑะผู้ชายจงึ ใหญ่กวา่ อณั ฑะกอรลิ ล่า
260
บทที่ 37 ทำไมอารมณ์หงึ ถึงทำให้คนฆา่ กนั ได้
268
บทส่งทา้ ย
278
Timeline
End2n8o0 tes
288
เกีย่ วกับผู้เขยี น
ตอนที่ 1
วิวฒั นาการและกำเนดิ มนษุ ย์
01
{ }จุดเร่มิ ต้นของการเปลีย่ นแปลง
สังคมท่เี ปล่ยี นแปลงไปเปดิ โอกาสใหม้ กี ารถกเถียงทางวิชาการกันอย่างกวา้ งขวาง
ความคิดเก่าๆ ทเี่ ชื่อกนั มาเป็นพันๆ ปจี ึงถกู ทา้ ทาย
เรอื่ งราวทเ่ี ราจะคยุ กนั นเี้ รมิ่ ตน้ ขน้ึ ทก่ี ลางมหาสมทุ ร
แปซิฟิกในปี ค.ศ. 1835 หรือกว่า 170 ปีท่ีแล้ว
บนเรือหลวง HMS Beagle ของสหราชอาณาจักร
ซึ่งกำลังมุ่งหน้าตรงไปยังหมู่เกาะกาลาปากอส มี
นักธรรมชาติวิทยาหนุ่มชาวอังกฤษคนหนึ่งเดินทาง
รว่ มไปดว้ ย หลายปจี ากวันน้นั เขาจะคอ่ ยๆ นำเรอ่ื งราว
ที่พบในระหว่างการเดินทางมาปะติดปะต่อเข้าด้วยกัน
และอกี 20 ปหี ลงั จากการเดินทางส้นิ สุดลง เขากต็ พี ิมพ ์
เร่ืองราวเหล่านั้นออกมาเป็นหนังสือเล่มหนึ่ง หนังสือ
ที่จะลบล้างความเช่ือเดิมเก่ียวกับคนและสิ่งมีชีวิต
ต่างๆ ไปอย่างส้ินเชิง หนังสือที่จะให้คำตอบว่าคนเรา
เป็นใคร และคนมีจุดยืนอยู่ที่ไหนในธรรมชาติ ทว่า
ชายหนุ่มที่เข้ามามีบทบาทต่อวงการชีววิทยาของโลก
ไปตลอดกาลผู้นีค้ ือใคร? จะเขา้ ใจความเป็นมาของเขาได้
เราคงต้องย้อนเวลากลับไปนานกว่ายุคนั้นอีกประมาณ
100 ปี
012 เร่ืองเลา่ จากรา่ งกาย เข้าใจรา่ งกาย พฤติกรรมและธรรมชาติผา่ นกระบวนการวิวฒั นาการ
การจะเข้าใจประวัติศาสตร์ของเร่ืองนี้แบบเห็นภาพได้ เราคงต้องลืมส่ิง
ทเ่ี คยรมู้ ากอ่ น แลว้ เรม่ิ ตน้ จนิ ตนาการวา่ เราเปน็ ชาวองั กฤษทม่ี ชี วี ติ อยเู่ มอ่ื ประมาณ
250 ปีก่อน ในวันหน่ึงขณะที่อายุได้ 10 ขวบ เราถามพ่อว่า “พ่อเป็นลูกของป ู่
ปู่เป็นลกู ของทวด แลว้ ถ้าไลไ่ ปเรอื่ ยๆ มนุษยค์ นแรกมาจากไหนกัน?” คำตอบท่เี รา
ได้รับจะเปน็ คำตอบทค่ี นส่วนใหญใ่ นยุโรปยคุ นัน้ เชอ่ื กนั คอื พระเจ้าสรา้ งโลกข้นึ มา
และพระเจา้ กส็ รา้ งสงิ่ มชี วี ติ ทกุ ชนดิ ขน้ึ มาในโลกซง่ึ รวมไปถงึ คนดว้ ย ถา้ เรายงั สงสยั
และถามพอ่ อีกว่า “โลกถกู สรา้ งข้นึ เมอื่ ไหร?่ ” พ่อก็จะตอบวา่ “อารค์ บิชอพ เจมส์
อัชเชอร์ (Archbishop James Ussher) ได้คำนวนเอาไว้ โดยนำขอ้ มลู ตา่ งๆ จาก
พระคัมภีร์มาคำนวนและพบว่าพระเจ้าทรงสร้างโลกในเช้าวันเสาร์ที่ 23 ตุลาคม
ประมาณ 9 โมงเชา้ 4,004 ปกี อ่ นพระเยซูประสตู ”ิ เราอาจสงสยั วา่ โลกเม่อื สร้าง
ขึ้นมาครั้งแรกมีหน้าตาเป็นอย่างไร พ่อก็จะเล่าต่อว่า “โลกที่พระเจ้าสร้างขึ้น
ก็เป็นอย่างที่เราเห็นนี่แหละ ธรรมชาติเป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น สัตว์หน้าตา
อย่างไรก็หน้าตาอย่างนั้น ส่ิงท่ีถูกสร้างขึ้นมามันมีความสมบูรณ์ในตัวเอง หลาย
พนั ปที ผ่ี า่ นมาโลกนไ้ี มม่ อี ะไรเปลย่ี นแปลง” เราพอใจกบั คำตอบนน้ั ทกุ อยา่ งฟงั ดงู า่ ย
ตรงไปตรงมา
ใครๆ ในยุโรปศตวรรษที่ 18 ก็เชื่อเช่นน้ี เพราะเม่ือมองไปรอบตัว
เราก็เห็นจริงอย่างท่ีพ่อว่าไว้ ทุกอย่างเหมือนเดิม ภูเขาที่ปู่ปีนเล่นตอนเด็กๆ
พ่อก็เคยปีน เราเองก็เคยปีน และลูกเราก็จะได้ปีน แม่น้ำลำธารอยู่อย่างไรก็อยู่
อย่างนน้ั แตค่ วามเช่อื น้ีกำลงั จะถกู เปลีย่ นแปลง ความเชือ่ เดมิ กำลงั จะถกู ท้าทาย
ไม่ไกลออกไปจากเกาะอังกฤษนัก นักคิดชาวฝร่ังเศสกลุ่มหนึ่งเริ่มต้ังคำถามกับ
ความเชอ่ื เดมิ และเสนอความคดิ ใหมๆ่ ซง่ึ ความคดิ เหลา่ นจ้ี ะนำไปสกู่ ารเปลย่ี นแปลง
คร้ังสำคัญในวงการวิทยาศาสตร์
ในปี ค.ศ. 1748 หรอื เกอื บๆ 300 ปีมาแล้ว ในประเทศฝร่งั เศส เบนวั ต ์
เดอมาเยต์ (Benoît de Maillet) ไดต้ พี มิ พห์ นงั สอื ออกมาหนงึ่ เลม่ ทมี่ ชี อื่ ยาวเหยยี ด
วา่ “Telliamed, Or Conversation Between an Indian Philosopher and a French
Missionary on the Diminution of the sea, the Formation of the Earth, the
Origin of Man, and so on” ซ่ึงในหนังสืออ้างถึงบทสนทนาของมิชชันนารี
ชาวฝรั่งเศสกับนักปราชญ์ชาวอินเดียในเร่ืองการลดลงของระดับน้ำทะเล กำเนิด
ของโลก กำเนิดของมนุษย์ ฯลฯ โดยที่หนังสือของเดอมาเยต์ถูกตีพิมพ์หลังจาก
ทีเ่ ขาเสียชีวติ ไปแล้ว 10 ปตี ามความตั้งใจของเขา แต่ทำไมถึงต้องรอให้ตัวเองตาย
ไปกอ่ นจึงตพี ิมพ?์
เดอมาเยต์เป็นนักการทูตและนักเดินทางท่ีชอบศึกษาธรรมชาติ เขามี
โอกาสเดินทางไปเที่ยวในหลายๆ ประเทศรอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและอียิปต์
ด้วยความท่ีเดอมาเยต์พูดภาษาอารบิกได้ ทำให้เขามีโอกาสเรียนรู้ความคิดและ
วัฒนธรรมของคนชาตอิ น่ื ๆ อยา่ งลกึ ซงึ้ สิ่งทีท่ ำให้เขาแปลกใจคือ ในแต่ละชนชาติ
ววิ ัฒนาการและกำเนดิ มนุษย์ ชัชพล เกียรติขจรธาดา 013
ในแตล่ ะวัฒนธรรมกม็ เี ร่ืองราวเลา่ ขานถึงกำเนิดของโลก กำเนิดของคน และแต่ละ
วฒั นธรรมกเ็ ชอื่ อยา่ งจรงิ จงั วา่ ตำนานการเกดิ โลกของตวั เองเปน็ เรอ่ื งจรงิ เดอมาเยต ์
จึงอดสงสัยไม่ได้ว่าเรื่องราวของวัฒนธรรมใดกันแน่ท่ีเป็นเรื่องท่ีถูกต้อง ส่ิงที่เขา
เช่ือว่าถูกจริงๆ แล้วถูกต้องหรือไม่ ถ้าส่ิงที่เขาเช่ือมันไม่ถูกแล้วความจริงมันเป็น
อย่างไร นอกไปจากนี้ การทเ่ี ดอมาเยต์มีโอกาสเดินทางไปหลายที่ ทำใหเ้ ขาสงั เกต
เห็นร่องรอยการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ของธรรมชาติ การเปล่ียนแปลงของภูเขา
ของหน้าผา ทำใหเ้ ขาเชอ่ื ว่าธรรมชาติไมไ่ ดอ้ ยนู่ ่งิ เหมอื นทเ่ี ขาเรียนร้มู า
จากสงิ่ ตา่ งๆ ทพี่ บเหน็ มาทำใหเ้ ดอมาเยตเ์ รมิ่ มแี นวคดิ ของตวั เองเกย่ี วกบั
การเกิดของโลก แต่การเสนอแนวคิดท่ีขัดกับหลักศาสนาคริสต์ในยุคนั้นเป็น
เร่ืองท่ีอันตราย เขาจึงจำเป็นต้องอุปโลกน์นักปราชญ์ขึ้นมาคนหนึ่งแล้วให้ชื่อว่า
เทลิอาเมด (Telliamed) ซ่ึงก็คือช่ือของเขาเขียนย้อนกลับ (de Maillet) แล้วก็
ให้ปราชญ์คนนั้นเป็นชาวอินเดีย เพราะคงจะไม่มีใครตามไปเอาผิดหรือหาเรื่อง
กบั คนอนิ เดยี เปน็ แน่ เดอมาเยตเ์ สนอแนวคดิ วา่ โลกแตเ่ ดมิ ปกคลมุ ดว้ ยนำ้ ทง้ั หมด
ตอ่ มาระดับน้ำทะเลคอ่ ยๆ ลดลง กระแสของน้ำที่ไหล บวกกบั แรงลมกค็ อ่ ยๆ กัด
เซาะทำใหเ้ กดิ เปน็ ภเู ขารปู รา่ งตา่ งๆ ตอ่ มาเมอ่ื มพี น้ื ดนิ กเ็ กดิ สง่ิ มชี วี ติ ทอ่ี าศยั บนบก
สิ่งมชี วี ิตกเ็ ปล่ียนรูปรา่ งไปเรอื่ ยๆ จนกลายมาเป็นสง่ิ มชี ีวิตในปัจจุบนั คนเองกเ็ กดิ
มาจากการเปล่ียนแปลงนด้ี ้วยเชน่ กนั
จอร์ช ลอู ี เลอแคลร์ คอมเต เดอ บุฟง (Georges-Louis Leclerc, Comte
de Buffon) อาศยั อย่ใู นช่วงเวลาเดยี วกบั เดอมาเยต์ คอื กลางๆ ของศตวรรษท่ี 18
สถานะทางสงั คมของบฟุ งตา่ งจากเดอมาเยต์ เพราะบฟุ งเปน็ นกั วชิ าการทมี่ ชี อ่ื เสยี ง
และมคี นเช่ือถือจำนวนมาก บฟุ งเขยี นตำราเกี่ยวกับธรรมชาติออกมาถงึ 36 เล่ม
หนง่ึ ในความคดิ ใหม่ๆ ท่ีเขาเสนอคือ โลกเคยเปน็ ส่วนหน่งึ ของดวงอาทิตย์ ต่อมา
มดี าวหางวง่ิ เขา้ ไปชนดวงอาทติ ย์ ทำใหม้ สี ะเกด็ จากดวงอาทติ ยแ์ ตกกระจายออกมา
สะเก็ดดาวเหล่านี้ค่อยๆ แปรเปล่ียนเป็นดาวเคราะห์ต่างๆ หน่ึงในน้ันก็คือ โลก
และน่ันเป็นเหตุผลที่ทำให้ดาวต่างๆ หมุนรอบและหมุนไปทิศเดียวกับดวงอาทิตย์
จากน้ันเมื่อโลกเยน็ ตัวลง สิ่งมีชวี ิตตา่ งๆ ก็เกดิ ขึ้น แมว้ า่ บุฟงจะเป็นนกั วิชาการท่ี
ไดร้ บั ความเชือ่ ถือสงู ทวา่ หลังงานเขยี นของเขาถกู ตีพิมพอ์ อกมา บุฟงก็โดนโจมต ี
จากครสิ ตจกั รอังกฤษอยา่ งหนกั สุดทา้ ยบฟุ งจึงตอ้ งตดั สินใจถอนคำพดู และยกเลกิ
แนวคิดนี้ไปเพื่อเล่ียงปัญหา ท้ังท่ีในความเป็นจริงแล้วตัวบุฟงเองไม่ได้ปฏิเสธการ
มีอยขู่ องพระเจา้ เขาเชือ่ วา่ พระเจา้ สรา้ งทุกอย่างในตอนแรก สรา้ งกฎของจักรวาล
แล้วปลอ่ ยใหท้ กุ อยา่ งดำเนินไปตามทางของมันเอง
แนวคิดของเดอมาเยต์กับบุฟงไม่ได้เป็นทฤษฎีแบบวิทยาศาสตร์ที่อธิบาย
ดว้ ยกลไกและมหี ลกั ฐานสนบั สนนุ เปน็ เพยี งความคดิ ทเ่ี กดิ ขน้ึ มาลอยๆ แตแ่ นวคดิ
ของสองคนนี้ก็มีอิทธิพลที่ทำให้คนต้ังคำถามและพยายามที่จะหาคำอธิบายใหม่ๆ
เกี่ยวกับประวัติของโลกที่แตกต่างออกไปจากความเช่ือเดิม และยังมีผลต่อนัก
014 เร่ืองเล่าจากรา่ งกาย เขา้ ใจร่างกาย พฤตกิ รรมและธรรมชาตผิ ่านกระบวนการวิวฒั นาการ
วทิ ยาศาสตร์ที่สำคญั รุน่ ถดั มาอยา่ งน้อยอกี สองคน คือ คูวิเอร์และลามาร์ก
ณ กรงุ ปารีส ปี ค.ศ. 1796 มีการบรรยายทางวิชาการครงั้ สำคญั เกิดขน้ึ
โดย จอร์ช ควู เิ อร์ (Georges Cuvier) การบรรยายในวนั น้นั มีความพเิ ศษเพราะ
คูวิเอร์นำกะโหลกช้างมาวางแสดงไว้สามชิ้น ช้ินแรกคือกะโหลกของช้างเอเชีย
ชิ้นท่ีสองเป็นกะโหลกของช้างแอฟริกา และสุดท้ายเป็นกะโหลกของช้างแมมมอธ
สิ่งท่ีคูวิเอร์ช้ีให้ผู้ฟังเห็นคือ จุดที่ต่างกันของกระดูกช้างทั้งสามชนิด และลักษณะ
ท่ีต่างกันน้ีมีประโยชน์อย่างไรในส่ิงแวดล้อมท่ีมันอาศัยอยู่ คูวิเอร์ถือได้ว่าเป็น
คนแรกทนี่ ำกายภาพของสัตว์ตา่ งๆ มาเปรียบเทียบกันและพยายามมองถึงเหตผุ ล
ของความแตกตา่ งเหลา่ นน้ั ซง่ึ วธิ กี ารศกึ ษาแบบนข้ี องควู เิ อรท์ ำใหเ้ กดิ วชิ าใหมท่ เ่ี รยี กวา่
Comparative Anatomy (กายวิภาคเปรียบเทียบ) ขึ้นมา แต่ความสำคัญของ
การบรรยายครง้ั นน้ั คอื มนั เปน็ ครง้ั แรกทเ่ี ปน็ การพสิ จู นด์ ว้ ยหลกั ฐานวา่ การสญู พนั ธ์ุ
เปน็ เรอื่ งจรงิ ทเ่ี กดิ ไดใ้ นธรรมชาต ิ เขาแสดงใหเ้ หน็ วา่ แมมมอธคอื ชา้ งทเ่ี คยมชี วี ติ อยู่
และได้สูญพนั ธไ์ุ ปแลว้ สำหรบั เราๆ อาจนึกภาพไม่ออกว่าการบรรยายของควู เิ อร์
มันนา่ สนใจตรงไหน แตส่ ำหรบั คนในยุคนนั้ ที่เช่ือว่าทุกอย่างคงท่ี สิ่งรอบตวั ทเ่ี หน็
ก็เป็นอย่างท่ีเห็นมาตลอด ต้นไม้ ลำธาร ภูเขา พ่อเห็นอย่างไรลูกก็เห็นเช่นนั้น
ไมม่ ใี ครเคยจนิ ตนาการมากอ่ นวา่ โลกในอดตี จะมตี น้ ไมห้ นา้ ตาประหลาด สตั วใ์ หญ ่
ยักษ์รูปร่างพิสดารเดินไปเดินมาอยู่แถวบ้าน นอกไปจากนั้นความคิดท่ีว่าสัตว์ท่ี
สร้างโดยพระผู้เป็นเจ้าจะสูญพันธุ์ได้ เป็นความคิดที่ใหม่และแปลก ถ้าสัตว์หรือ
ต้นไม้สูญพันธ์ุได้จริงๆ คำถามต่อมาท่ีอดสงสัยต่อไม่ได้คือ ”อะไรท่ีทำให้สัตว์
สูญพันธ์ุ?” คูวิเอร์เช่ือว่าการสูญพันธุ์เกิดจากทฤษฎีท่ีมีช่ือว่า Catastrophism
หมายความว่าโลกเราเกิดความหายนะข้ึนเป็นระลอกๆ เม่ือเกิดความหายนะขึ้น
แต่ละคร้ังสัตว์ก็จะสูญพันธ์ุไป จากนั้นสิ่งมีชีวิตต่างๆ ก็จะเริ่มต้นใหม่ หนึ่งใน
ตัวอย่างของความหายนะที่คูวิเอร์เช่ือคือน้ำท่วมโลก ซึ่งมีบันทึกไว้ในพระคัมภีร์
ของศาสนาคริสต ์
Jean-Baptiste Pierre Antoine de Monet, Chevalier de Lamarck
หรอื เรยี กกนั สนั้ ๆ วา่ จอหน์ แบบตสิ ลามารก์ เปน็ นกั คดิ อกี คนทอี่ ยใู่ นยคุ เดยี วกบั
คูวิเอร์ ความสัมพันธ์ของลามาร์กกับบุฟงอาจจะเรียกว่า ลามาร์กเป็นลูกศิษย์
ของบุฟงได้ เพราะลามาร์กเป็นเด็กฝึกหัดของบุฟงและรับแนวคิดส่วนหน่ึงมาจาก
บุฟง ต่อมาในระยะหลังเมื่อลามาร์กไปทำงานท่ีพิพิธภัณฑ์ก็ไปทำงานในตำแหน่ง
ท่ีถือว่าเป็นลูกน้องของคูวิเอร์ซึ่งเป็นที่รู้กันทั่วไปว่าสองคนน้ีไม่ค่อยชอบหน้ากัน
เท่าไหร่ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความเช่ือทางวิชาการต่างกัน นอกจากนั้นคูวิเอร์
ยังชอบนำทฤษฎีของลามาร์กมาล้อเลียนในเชิงตลกขบขัน บทบาทที่สำคัญของ
ลามารก์ คอื เขาเปน็ คนทพี่ ยายามอธบิ ายกลไกของววิ ฒั นาการ โดยเอาความรทู้ าง
ฟสิ กิ ส ์ เคม ี และชวี วทิ ยาในขณะนนั้ เชอื่ มเขา้ ดว้ ยกนั เพอ่ื อธบิ ายการเปลยี่ นแปลง
ทีเ่ กดิ ขึ้นในธรรมชาติ
วิวฒั นาการและกำเนดิ มนษุ ย์ ชัชพล เกียรติขจรธาดา 015
ลามาร์กเชื่อว่าธรรมชาติท่ีพระเจ้าสร้างมีความฉลาดท่ีจะหาจุดสมดุล
ให้ตัวเองได้ และสัตว์ท่ีพระเจ้าสร้างจะสูญพันธุ์ไปไม่ได้ แต่สามารถเปล่ียนไป
เป็นสัตว์อื่นๆ ได้ ดังนั้นสัตว์โบราณท่ีหายไปไม่ได้สูญพันธ์ุ แต่เปล่ียนไปเป็น
สัตว์ท่ีหน้าตาต่างไปจากเดิม นอกไปจากน้ี เม่ือมีการเปล่ียนแปลงเกิดขึ้น
ธรรมชาติจะปรับตัวไปหาสมดุลใหม่ ดังน้ันลามาร์กจึงไม่เชื่อทฤษฎีความหายนะ
ในหนงั สอื Zoological Philosophy ของลามารก์ ทต่ี พี มิ พอ์ อกมาในปี 1809 ไดอ้ ธบิ าย
กลไกการเปลย่ี นแปลงของสตั วว์ า่ เกดิ จากการใชห้ รอื ไมใ่ ชอ้ วยั วะ (Use and Disuse)
หมายความวา่ การทีส่ ัตวพ์ ยายามใชร้ า่ งกายสว่ นใด สว่ นนน้ั จะเกิดเปน็ อวัยวะใหม่
ข้นึ มาได้ เช่น สตั วพ์ ยายามมองบ่อยๆ แล้วตาจะคอ่ ยๆ เกิดขน้ึ หรือถา้ มอี วยั วะ
นั้นอยู่แล้วอวัยวะน้ันก็จะขยายใหญ่ขึ้น เช่น ยีราฟพยายามยืดคอข้ึนไปกินใบไม้
คอของยีราฟก็จะยาวขึ้น ลามาร์กอธิบายว่ามีพลังในธรรมชาติซ่ึงอาจเป็นพลัง
ไฟฟ้า หรือของเหลวข้างในร่างกายท่ีจะไหลไปในทิศที่เราพยายามจะใช้อวัยวะ
แลว้ พลังนี้จะทำให้คอ่ ยๆ เกดิ อวัยวะหรอื เพม่ิ ขนาดอวยั วะได้ แตถ่ า้ ไมใ่ ชอ้ วยั วะนัน้
พลงั นก้ี ็จะหายไปหรือไหลไปทางอน่ื แล้วอวัยวะก็จะค่อยๆ หดหายไป นอกจากนี ้
ลกั ษณะทเ่ี กดิ ขน้ึ ในพอ่ แมจ่ ากการพยายามใชห้ รอื ไมใ่ ชน้ ี้ ยงั สง่ ผา่ นไปใหล้ กู ไดต้ าม
กฎของลามารก์ ทม่ี ีชือ่ ว่า Law of Inheritance of Acquired Characteristics
ข้ามกลับมาท่ีเกาะอังกฤษ อิรัสมัส ดาร์วิน (Erasmus Darwin)
ซ่ึงเป็นปู่ของชาร์ลส์ ดาร์วิน อาศัยอยู่ในยุคเดียวกับคูวิเอร์และลามาร์ก ดาร์วิน
คนนี้เป็นหมอท่ีมีช่ือเสียงขนาดที่เคยได้รับเลือกให้เป็นหมอประจำตัวของพระเจ้า
จอรช์ ที่ 3 แตด่ ารว์ นิ ปฏเิ สธไป นอกจากจะเป็นหมอท่มี ชี อ่ื เสยี งแล้วเขายงั เป็นกวี
นักประดิษฐ์และนักธรรมชาติวิทยา เขาเขียนหนังสือเก่ียวกับธรรมชาติออกมา
สองเล่มช่ือวา่ Zoonomia และ The Temple of Nature ซึ่งในหนงั สอื ทเ่ี ขาเขียน
จะมเี นอ้ื หาทบี่ ง่ บอกวา่ โลกของเราเกา่ มาก สง่ิ มชี วี ติ เกดิ ขน้ึ เองเมอ่ื นานมาแลว้ และ
ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปเรือ่ ยๆ ตลอดเวลา ดาร์วนิ คนปู่ได้ยกตวั อยา่ งการเกดิ สตั ว์
ชนิดใหม่ทม่ี าจากการคัดเลือกพนั ธ์ขุ องมนุษย์ ถงึ แม้ว่าดาร์วินจะเขยี นถึงเรอ่ื งการ
เปล่ียนแปลง แต่เขาไม่เคยให้เหตุผลหรือพยายามอธิบายว่าส่ิงเหล่าน้ีมันเกิดขึ้น
ไดอ้ ยา่ งไร
อังกฤษในยุคน้ันอยู่ในช่วงต้นของการปฏิวัติอุตสาหกรรม ก่อนหน้านั้น
ไม่มีใครสนใจธรณีวิทยา ไม่ค่อยมีคนสนใจเรื่องหินแร่หรือฟอสซิลอย่างจริงจัง
คนสว่ นใหญเ่ กดิ ตรงไหนกอ็ ยตู่ รงนน้ั จนตาย เมอื่ ไมไ่ ดเ้ ดนิ ทางไปทไ่ี กลๆ จงึ ไมม่ โี อกาส
ได้เห็นภูมิประเทศส่วนอื่นๆ แต่ทุกอย่างเปลี่ยนไปเมื่อมีการปฏิวัติอุตสาหกรรม
คนจากชนบทก็ย้ายเข้าสู่เมือง คนเดินทางย้ายถิ่นฐานเพ่ือไปทำงานไกลๆ ขณะท่ี
ภาคอุตสาหกรรมก็ต้องใช้แร่โลหะมากข้ึน จึงมีการขุดดินเพื่อทำเหมืองหรือ
ขุดคลองเพื่อการขนส่ง เม่ือขุดลึกลงไปคนก็เริ่มสังเกตว่าดินแต่ละที่ไม่เหมือนกัน
หินและดินแต่ละชั้นก็หน้าตาไม่เหมือนกัน จุดที่น่าสนใจคือ ในแต่ละชั้นของดิน
016 เรื่องเลา่ จากรา่ งกาย เข้าใจรา่ งกาย พฤตกิ รรมและธรรมชาติผ่านกระบวนการววิ ัฒนาการ
มีฟอสซิลที่หน้าตาแตกต่างกันออกไป ปริมาณฟอสซิลในแต่ละชั้นก็ไม่เท่ากัน
บางช้ันมีมาก บางชั้นมีน้อย ฟอสซิลของสัตว์และพืชท่ีต่างกันในแต่ละช้ันน้ีแสดง
ใหเ้ หน็ วา่ ในแตล่ ะยคุ มสี ตั วท์ ร่ี ปู รา่ งหนา้ ตาแตกตา่ งกนั ไปอาศยั อยู่ นกั วทิ ยาศาสตร ์
เริ่มต้ังสมมติฐานเพ่ือจะอธิบายว่าทำไมหินแต่ละท่ี ดินแต่ละแห่งถึงเป็นอย่าง
ท่มี ันเป็น ทฤษฎีตา่ งๆ ทางธรณวี ทิ ยากเ็ ริ่มเกดิ ข้นึ
ทั้งหมดที่เล่ามาคือภาพกว้างๆ ของยุโรปในยุคน้ันเมื่อสังคมเปลี่ยนไป
อยา่ งรวดเรว็ คนเร่ิมสงสัยและทา้ ทายความคดิ เก่าๆ พร้อมกับเร่มิ ตงั้ คำถามใหม่ๆ
มีการพูดคุยถกเถียงทางวิชาการอย่างเปิดกว้าง สิ่งแวดล้อมนี้ชวนให้คนคิดนอก
กรอบเดิมๆ วิชาการหลายๆ สาขาท่ีเราเรียนกันในปัจจุบันจำนวนไม่น้อยเกิดมา
จากความคิดใหม่ๆ ในช่วงนั้น และหน่ึงในนักคิดคนสำคัญที่ได้รับอิทธิพลจาก
สงิ่ แวดลอ้ มในยคุ นนั้ และเปน็ นกั วทิ ยาศาสตรผ์ ทู้ รงอทิ ธพิ ลมากทส่ี ดุ ในโลกคนหนง่ึ
คอื ชาร์ลส์ ดาร์วิน (Charles Darwin)
ววิ ัฒนาการและกำเนดิ มนุษย์ ชชั พล เกียรตขิ จรธาดา 017
02
{ }ชาร์ลส์ ดาร์วิน และทฤษฎีวิวัฒนาการ
5 ปีของการเดินทางไปกับเรือ HMS Beagle ของชายหนุ่มคนหนึ่งไดเ้ ปล่ยี นแปลง
ความเชอื่ เก่ียวกับกำเนดิ ของส่ิงมชี วี ติ ไปอย่างถาวร
ในช่วงที่ ชาร์ลส์ ดารว์ ิน เตบิ โตมา เรอ่ื งของวิวัฒนาการ
เป็นประเด็นที่มีการพูดคุยกันในหมู่นักปรัชญาท่ัวไปอยู่
แล้ว นักวิทยาศาสตร์ท่ีศึกษาธรรมชาติก่อนหน้าน้ัน
ส่วนใหญ่จะไม่สนใจต้ังคำถามว่าสัตว์และพืชมาจากไหน
เพราะเชอ่ื วา่ พระเจา้ สรา้ งขนึ้ มา แตจ่ ะเนน้ ไปในแงก่ ารศกึ ษา
เพ่ือจัดประเภทของส่ิงมีชีวิต หรือศึกษากลไกการทำงาน
ของร่างกายมากกว่า กอ่ นช่วงต้นของศตวรรษท่ี 18 มีคน
ทเ่ี สนอสมมตฐิ านการเกดิ ของโลกทแี่ ตกตา่ งไปจากศาสนา
คริสต์บ้างแต่ไม่มากนัก ทว่าหลังจากยุคของเดอมาเยต์
บุฟง และคูวิเอร์แล้ว นักวิทยาศาสตร์เริ่มคิดเรื่องเหล่าน ี้
อย่างจริงจังและกล้าที่จะเสนอสมมติฐานต่างๆ ออกมา
มากขึ้น
018 เรอ่ื งเลา่ จากรา่ งกาย เข้าใจรา่ งกาย พฤติกรรมและธรรมชาติผา่ นกระบวนการวิวฒั นาการ
ชาร์ลส์ ดารว์ ิน (Charles Darwin)
ชาร์ลส์ ดาร์วิน เป็นชาวอังกฤษ เกิดมาในครอบครัวหมอที่มีช่ือเสียง
และร่ำรวย เขาเติบโตมาโดยรับอิทธิพลทางความคิดจากสามทาง ทางแรก
เราคุยกันไปแล้ว คือปู่ของเขาเองซึ่งเช่ือในเรื่องของวิวัฒนาการ ทางที่สอง
คือพ่อของเขา ว่ากันว่า (ใครว่าก็ไม่รู้) พ่อของดาร์วินตลอดชั่วชีวิตไปโบสถ์เพียง
สองครั้ง และท้ังสองครัง้ นนั้ กไ็ มไ่ ด้เดินไปเอง ครั้งแรกมคี นอ้มุ ไป (ตอนเปน็ ทารก)
อีกคร้งั ถงึ ข้ันต้องมีคนแบกไป (นอนอยูใ่ นโลงศพ) พอ่ ของดารว์ ินไมน่ ับถอื ศาสนา
และไม่เชื่อคำสอนของศาสนาคริสต์ อิทธิพลทางความคิดทางสุดท้ายคือจากแม ่
ของเขาซึง่ ศรัทธาศาสนาอยา่ งมากและเชอื่ ว่าโลกถกู สรา้ งโดยพระเจ้า
ดารว์ นิ รกั ธรรมชาตมิ ากมาตง้ั แตเ่ ดก็ ๆ แตเ่ นอื่ งจากพอ่ กบั ปเู่ ปน็ หมอกเ็ ลย
เลือกเรียนหมอด้วย เขาเดินทางไปเรียนหมอที่มหาวิทยาลัยเอดินบระ (Ed-
inburgh) ในสกอตแลนด์ ซึ่งในเวลาน้ันถือได้ว่าเป็นโรงเรียนแพทย์ที่ดีที่สุดใน
คาบสมทุ รองั กฤษ แตด่ ารว์ นิ พบวา่ ตวั เองแพเ้ ลอื ดและเหน็ การผา่ ตดั ไมไ่ ด้ เนอื่ งจาก
ในยุคนั้นการผ่าตัดยังไม่มีการดมยาสลบ ดังนั้นก่อนการผ่าตัดจึงไม่มีหมอนำ
หน้ากากออกซิเจนมาสวมให้คนไข้ แต่จะมีพยาบาลผูกแขนขาคนไข้ไว้กับเตียง
และนำไม้พันด้วยผ้ามาใช้เพื่อป้องกันไม่ให้คนไข้กัดล้ินหรือกัดปากตัวเอง เวลา
ท่ีหมอลงมีดไปหน่ึงครั้งก็จะต้องหยุดเพ่ือให้คนไข้ด้ินจนหมดแรงถึงจะลงมีด
ครง้ั ตอ่ ไปได้ การผา่ ตดั จงึ ดำเนนิ ไปไดช้ า้ เพราะตอ้ งผา่ ไปหยดุ ไป สง่ ผลใหด้ ารว์ นิ
ในวยั 16 ปเี มอื่ ไดเ้ หน็ การผา่ ตดั อยา่ งนแี้ ลว้ รบั ไมไ่ หว จงึ เลกิ เรยี นแลว้ กลบั มาอยบู่ า้ น
แตพ่ อ่ ของชารล์ ส์ ดารว์ นิ กก็ ลวั วา่ ลกู ชายคนนจี้ ะไมท่ ำอะไร จงึ คดิ วา่ ถา้ ลกู ชายชอบ
ธรรมชาตมิ ากและไมอ่ ยากเรยี นหมอกใ็ ห้ไปเปน็ นกั บวชกแ็ ลว้ กนั
ในปี ค.ศ. 1828 ดารว์ ินจึงเดินทางไปที่มหาวทิ ยาลัยเคมบรดิ จเ์ พื่อเรยี น
ทจ่ี ะเปน็ นกั บวช การเปน็ นกั บวชในกรณนี ไี้ มใ่ ชก่ ารละทางโลกเหมอื นทเี่ ราคนุ้ เคยกนั
วิวัฒนาการและกำเนิดมนษุ ย์ ชัชพล เกียรติขจรธาดา 019
นักบวชในยุคนั้นถือเป็นการประกอบอาชีพอย่างหนึ่งในสังคม ซ่ึงในยุควิคตอเรีย
ของอังกฤษนักบวชเป็นอาชีพที่มีเกียรติมาก จัดอยู่ในระดับเดียวกับหมอและ
ทนายเลยทเี ดยี ว การเรยี นเพอื่ ทจี่ ะเปน็ นกั บวชจะตอ้ งเรยี นวชิ าทเ่ี กยี่ วกบั ธรรมชาต ิ
ธรณวี ทิ ยา สตั วแ์ ละตน้ ไม้ เพราะเปน็ สง่ิ ทพ่ี ระเจา้ สรา้ งขน้ึ การทจี่ ะเขา้ ใจพระประสงค ์
ของพระเจ้า ส่วนหนึ่งต้องเข้าใจส่ิงที่พระองค์ทรงสร้างข้ึนด้วยนั่นก็คือ เข้าใจ
ธรรมชาต ิ และทม่ี หาวทิ ยาลยั เคมบรดิ จน์ เี้ องทเี่ ปน็ จดุ สำคญั ทนี่ ำความเปลยี่ นแปลง
มาสู่ชวี ติ ของดารว์ ินในเวลาต่อมา
ปี ค.ศ. 1831 จอหน์ สตีเวน เฮนสโ์ ลว์ (John Stevens Henslow)
นกั วทิ ยาศาสตรท์ ศ่ี กึ ษาเรอื่ งของพชื และเปน็ อาจารยค์ นสนทิ ของดารว์ นิ ไดร้ บั เชญิ
ให้เดินทางไปกับเรือของราชนาวีอังกฤษ HMS Beagle ในฐานะเพื่อนของกัปตัน
และนกั ธรรมชาตวิ ทิ ยาประจำเรอื เพอื่ เกบ็ สะสมตวั อยา่ งทางธรรมชาตจิ ากดนิ แดน
ทเ่ี รอื แลน่ ผา่ น โดยในยคุ สมยั นน้ั การเดนิ เรอื แตล่ ะครงั้ จะกนิ เวลานานเปน็ ปๆี ขณะท ่ี
ลกู เรอื สว่ นใหญก่ เ็ ป็นลูกหลานคนจน ไม่มีการศึกษา และถกู มองว่าเปน็ ชนช้ันล่าง
ของสังคม กัปตันเรือจึงมักเชิญชนช้ันสูงให้เป็นเพื่อนร่วมทางไปด้วย แต่ตัว
เฮนสโ์ ลวเ์ องไมอ่ ยากไปเทา่ ไรนกั เพราะเพงิ่ แตง่ งานใหมๆ่ เขาเลยแนะนำใหล้ กู ศษิ ย ์
คนโปรดอยา่ ง ชาร์ลส์ ดาร์วนิ ซึ่งขณะนัน้ อายุเพยี ง 22 ปี เดนิ ทางไปแทน
ก่อนทีด่ ารว์ นิ จะออกเดนิ ทาง กปั ตนั เรือ HMS Beagle โรเบิร์ต ฟิทซ์รอย
(Robert FitzRoy) มอบหนังสือให้ดาร์วินนำไปอ่านระหว่างเดินทางหนึ่งเล่ม
หนังสือเล่มนี้เขียนโดย ชาร์ลส์ ไลเอล (Charles Lyell) ซ่ึงต่อมาได้กลายเป็น
เพื่อนสนทิ ของดาร์วิน ไลเอลเสนอแนวคดิ และหลักฐานใหมๆ่ วา่ โลกมีอายเุ ก่าแก ่
กวา่ ทเี่ คยเชอ่ื กนั มาก แผน่ ดนิ และผนื นำ้ มกี ารเปลย่ี นแปลงอยา่ งชา้ ๆ อยตู่ ลอดเวลา
อิทธิพลที่ทำให้เกิดการเปล่ียนแปลงเป็นแรงที่กระทำต่อเน่ืองมานานจากอดีต
มาจนถึงปัจจุบันและจะมีตอ่ ไปในอนาคตด้วย ซ่ึงทางวทิ ยาศาสตรเ์ รียกทฤษฎนี ้ีว่า
Uniformitarianism หมายถึง แรงท่ีกระทำให้โลกเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ
และตอ่ เนอ่ื งทงั้ ในอดตี ปจั จบุ นั และอนาคต เปน็ แรงอนั เดยี วกนั (Uniform) เมอ่ื
เป็นเช่นน้ันการศึกษาสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันจะเป็นกุญแจที่จะเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น
ในอดีต (ประโยคคลาสสกิ ท่เี ขาใชก้ ลา่ วไว้ว่า the present is the key to the
past) ทฤษฎีของไลเอลจะต่างจากอีกทฤษฎีท่ีได้รับการยอมรับท่ัวไปในยุคนั้น
คือ Catastrophism ซ่ึงเช่ือว่าการเปล่ียนแปลงของโลกจะมาเป็นระลอกและ
ไม่ต่อเน่ือง โดยมีแรงที่มาทำให้เกิดความหายนะครั้งหนึ่งแล้วก็หายไป วันดีคืนดี
ความหายนะก็กลับมาใหม่ ตัวอย่างที่สำคัญได้แก่ น้ำท่วมโลกในพระคัมภีร์ของ
ศาสนาครสิ ต์ เป็นตน้
หนังสือของไลเอลเล่มนี้มีส่วนสำคัญอย่างมากในการช่วยให้ดาร์วิน
สามารถต่อยอดทางความคิดเพ่ืออธิบายธรรมชาติหรือปรากฏการณ์ท่ีไปพบเจอ
ได้ดีย่ิงขึ้น เพราะเม่ือโลกมีการเปลี่ยนแปลงช้าๆ และต่อเน่ือง ส่ิงมีชีวิตที่อาศัย
020 เร่อื งเลา่ จากร่างกาย เขา้ ใจรา่ งกาย พฤตกิ รรมและธรรมชาตผิ า่ นกระบวนการววิ ัฒนาการ
บนโลกก็ต้องมีการเปล่ียนแปลงตามไปด้วย นอกจากนี้การท่ีโลกดำรงอยู่มานาน
มากกว่าที่เคยเช่ือ คือหลายร้อยล้านปี ทำให้ทฤษฎีวิวัฒนาการของดาร์วินเป็น
ไปไดม้ ากขึ้น เพราะหากโลกมอี ายุไม่นานพอ เช่น ไมก่ ีพ่ ันปตี ามทเ่ี ชือ่ กัน เวลาจะ
ไม่เพียงพอสำหรับกระบวนการววิ ัฒนาการ
Galapagos England Thailand
Sydney
Africa
Cape Town
เส้นทางการเดินเรือ HMS Beagle
ดาร์วินเดินทางไปกับเรือ HMS Beagle นานท้ังหมด 5 ปี ลัดเลาะ
ผ่านชายฝ่ังของทวีปอเมริกาใต้ทั้งหมด รวมไปถึงหมู่เกาะฟอล์กแลนด์
เกาะกาลาปากอส และยังเดินทางผ่านไปแถวทวีปออสเตรเลียอีกด้วย ในช่วง
เวลานี้เองเมื่อไหร่ที่มีโอกาส ดาร์วินจะลงจากเรือและเข้าไปศึกษาธรรมชาติ
จดบันทึก รวมถึงวาดภาพอย่างละเอียด เก็บทุกอย่างที่แปลกตา บุกเข้าไปในป่า
พดู คยุ และเรยี นร้เู รื่องสตั วแ์ ละตน้ ไมก้ ับคนทอ้ งถ่ิน
ในวันที่ดาร์วินออกเดินทางไปกับเรือ HMS Beagle เขายังไม่ได้สนใจ
เร่ืองของวิวัฒนาการ สนใจแต่เพียงธรรมชาติในแง่ที่มันน่าท่ึง และศึกษาเพ่ือ
พยายามเขา้ ใจเหตผุ ลของพระเจา้ ทสี่ รา้ งสงิ่ ตา่ งๆ ในธรรมชาตขิ นึ้ มา แตจ่ ดุ เปลยี่ น
ท่ีทำให้ดาร์วินเริ่มสงสัยในส่ิงท่ีเคยเชื่อน้ัน เกิดขึ้นช่วงท้ายๆ ของการเดินทาง
หลังจากท่ีเขาเห็นธรรมชาติมามากถึงจุดหนึ่ง เขาเร่ิมเห็นว่าหลายสิ่งในธรรมชาต ิ
ไมส่ ามารถอธบิ ายทมี่ าไดโ้ ดยอาศยั กรอบความเชอื่ เดมิ ๆ ทเี่ คยเรยี นรมู้ า โดยเฉพาะ
เมื่อเขาเดินทางไปถึงเกาะกาลาปากอส ซ่ึงอยู่นอกชายฝั่งของทวีปอเมริกาใต้
หลายสง่ิ หลายอย่างในธรรมชาตมิ นั ดูไม่สมเหตุสมผล
ความเช่ือหลักในยุคน้ันคือ ส่ิงมีชีวิตทุกชนิดถูกออกแบบและสร้างให้
เหมาะกับส่ิงแวดล้อมในแต่ละแห่งตั้งแต่แรก และสร้างขึ้นมาพร้อมๆ กับการ
วิวฒั นาการและกำเนดิ มนษุ ย์ ชชั พล เกียรติขจรธาดา 021
สรา้ งโลก จากนั้นส่ิงมีชวี ิตเหล่าน้จี ะถูกนำไปวางตามท่ีต่างๆ ตามความเหมาะสม
แต่ส่ิงที่เขาพบกลับไม่สนับสนุนความเช่ือที่ว่านั้นเลย เขาเจอนกมีปีกแต่บินไม่ได ้
ซงึ่ นกในองั กฤษทเ่ี คยเหน็ ทกุ ชนดิ บนิ ได ้ คำถามคอื ทำไมนกถงึ ถกู สรา้ งมาใหม้ ปี กี
ทั้งๆ ท่ีไม่ได้มีไว้บิน จริงอยู่ว่าส่วนของปีกในนกบางชนิดมีไว้ช่วยในการว่ายน้ำ
ถ้าเป็นเช่นนั้นทำไมไม่สร้างเป็นครีบเลยตั้งแต่แรก เพราะอย่างไรปีกท่ีว่ายน้ำได้
ก็ทำงานได้ไม่ดีเท่ากับครีบแน่นอน หรืออย่างท่ีเขาเจอซากฟอสซิลของสัตว์ใหญ ่
ท่สี ูญพนั ธไุ์ ปแล้วทช่ี ่ือวา่ สลอ็ ธยักษ์ หรือ Giant Ground Sloth แตใ่ นขณะเดียวกัน
ก็มีสัตว์ท่ีหน้าตาคล้ายกันมากแต่ตัวเล็กกว่าเรียกว่า สล็อธ หากินอยู่บนต้นไม้
ในเมื่อสัตว์ต้องใช้ชีวิตแตกต่างกันอยู่แล้ว ทำไมไม่สร้างให้ต่างกันและเหมาะกับ
การใช้ชีวิตของมันไปเลย เหตุใดต้องสร้างให้รูปร่างหน้าตามันเหมือนกันและ
ไม่เหมาะกับสิ่งแวดล้อมท่ีมันอาศัยอยู่ด้วย รวมถึงการที่ดาร์วินเห็นซากฟอสซิล
ของหอยทคี่ วรอยู่ใตท้ อ้ งทะเล แตล่ อยขนึ้ ไปฝังอย่บู นหนา้ ผาท่สี ูงกว่า 400 เมตร
จากระดบั น้ำทะเล ท้งั หมดนี้มนั อธบิ ายไมไ่ ดจ้ ากความเชื่อเดมิ ๆ ที่ว่าสิง่ ต่างๆ ใน
ธรรมชาตไิ ม่มกี ารเปลีย่ นแปลงหรอื ถูกสร้างมาครงั้ เดยี วให้เหมาะกบั สิ่งแวดล้อม
เม่ือกลับมาถึงอังกฤษ ดาร์วินใช้เวลาศึกษาตัวอย่างที่เก็บสะสมมาอีก
ประมาณ 5 ปี ย่งิ ศึกษามากข้นึ ทกุ อย่างกย็ ่งิ ขดั กบั ความเชอื่ เดมิ เพราะหลกั ฐาน
ตา่ งๆ ทศ่ี กึ ษานำไปสขู่ อ้ สรปุ เดยี วทเี่ ขาไมม่ ที างปฏเิ สธไดเ้ ลยคอื สงิ่ มชี วี ติ นน้ั ๆ มกี าร
เปล่ียนแปลงมาจากสิ่งมีชีวิตอ่ืน สัตว์ต้องวิวัฒนาการจึงจะอธิบายสิ่งต่างๆ ท่ีเขา
เหน็ ไดอ้ ยา่ งมเี หตมุ ผี ล กระนนั้ สงิ่ หนง่ึ ทด่ี ารว์ นิ ยงั ตอบไมไ่ ดค้ อื อะไรเปน็ “กลไก”
ท่ีทำให้ส่ิงมีชีวิตเปล่ียนจากสปีชีส์หนึ่งไปเป็นอีกสปีชีส์หนึ่งได้ และอะไรท่ีทำให ้
สิ่งมีชีวิตรูปร่างหน้าตาเปลี่ยนไป ในขณะที่เขาพยายามหาคำอธิบายนี้ ดาร์วิน
ไมร่ เู้ ลยวา่ คำอธบิ ายทเ่ี ขาตอ้ งการถกู เขยี นไวใ้ นหนงั สอื เลม่ หนง่ึ มานานกวา่ 40 ปแี ลว้
…..........
ในช่วงปฏิวัติอุตสาหกรรมของอังกฤษ ผู้คนจากชนบทมีการย้ายถิ่นฐาน
เข้าไปอาศัยอยู่ในเมืองมากขึ้น สิ่งที่ตามมาคือ ความแออัด สกปรก และความ
อดอยาก ในยุคนั้นมีการถกเถียงกันระหว่างนักวิชาการว่าควรจะทำอย่างไรกับ
ปัญหาเหล่าน้ี หนึ่งในคนท่เี ขยี นถึงปัญหานี้คอื โธมสั มลั ธัส (Thomas Malthus)
เขาไดเ้ ขียนไวใ้ นหนังสอื An Essay on the Principle of Population โดยใน
ตอนหนึ่งเขาพูดถึงปัญหาของประชากรที่เพ่ิมจำนวนข้ึนเร็วเกินกว่าที่ทรัพยากร
ของโลกจะรองรับได้ และเมื่อถึงจุดน้ันอาหารจะมีไม่พอสำหรับทุกคน ทำให้เกิด
การแกง่ แยง่ ทรพั ยากรตา่ งๆ เมอ่ื คนมากขน้ึ ทอ่ี ยอู่ าศยั กไ็ มเ่ พยี งพอ ทำใหค้ นอยกู่ นั
อย่างแออัด และสุดท้ายกลายเป็นแหล่งรวมเชื้อโรค มีการแพร่ระบาดของโรค
ตา่ งๆ ผคู้ นตอ้ งตอ่ สเู้ พอื่ ความอยรู่ อด และตามมาดว้ ยหายนะครงั้ ใหญท่ ที่ ำใหผ้ คู้ น
ลม้ ตายไปจำนวนมาก
022 เรื่องเล่าจากรา่ งกาย เขา้ ใจรา่ งกาย พฤตกิ รรมและธรรมชาติผ่านกระบวนการววิ ฒั นาการ
สล็อธยักษ์ (Giant Ground Sloth) และสลอ็ ธบนต้นไม้
ในช่วงท่ีดาร์วินพยายามหาคำอธิบายว่าอะไรคือกลไกท่ีทำให้สัตว์มีการ
เปล่ียนแปลง เขาได้มีโอกาสอ่านหนังสือของมัลธัส และจุดน้ีเองได้ทำให้ทฤษฎี
ทเ่ี คยมชี อ่ งโหวข่ องเขากลบั มาตอ่ กนั สนทิ เปน็ ภาพใหญท่ ช่ี ดั เจน หนงั สอื ของมลั ธสั
ทำให้ดาร์วินเข้าใจว่าอะไรเป็นแรงผลักให้มีส่ิงมีชีวิตสปีชีส์ใหม่เกิดขึ้น ทั้งหมดมัน
เรม่ิ จากความจรงิ ทว่ี า่ โลกเรามที รพั ยากรทจ่ี ำกดั มที อ่ี ยอู่ าศยั และอาหารในปรมิ าณ
อันจำกัด ส่ิงมีชีวิตท่ีมีลักษณะเหมาะกับสิ่งแวดล้อมมากกว่าจะมีโอกาสหาอาหาร
ได้ดีกว่า ดำรงชีวิตได้ดีกว่า มีโอกาสสืบพันธ์ุมากกว่า และมีลูกหลานมากกว่า
ทำให้ลักษณะดังกล่าวถูกคัดเลือกให้ดำรงอยู่ต่อไปในธรรมชาติ ส่วนสิ่งมีชีวิตท่ีม ี
ลักษณะท่ีไมเ่ หมาะสมกบั สิง่ แวดลอ้ มน้ันกจ็ ะนอ้ ยลงจนอาจสูญพนั ธุ์ไปในทีส่ ุด
เม่ือหนังสือ On the Origin of Species ตีพิมพ์ออกไป ก็เกิดให้มี
การถกเถียงเร่ืองของวิวัฒนาการกันอย่างกว้างขวางและรุนแรง ในอังกฤษยุค
วิคตอเรีย ศาสนา วิทยาศาสตร์และการเมืองเกี่ยวข้องกันจนแทบจะเป็นเรื่อง
เดียวกัน การเสนอความคิดท่ีขัดแย้งกับคำสอนของศาสนาจึงเท่ากับเป็นการ
ต่อต้านวิทยาศาสตร์และการเมืองไปด้วยในตัว นักวิทยาศาสตร์หลายคนที่เป็น
อาจารยแ์ ละเพ่ือนของดารว์ ินมากว่า 20 ป ี กลบั กลายมาเปน็ ศตั รทู ี่เกลียดชังกัน
ริชาร์ด โอเวนซึ่งเป็นท้ังเพ่ือนและคนท่ีช่วยดาร์วินศึกษากระดูกต่างๆ ท่ีสะสมมา
กลายมาเป็นศัตรูอันดับหน่ึงท่ีคอยทำลายทฤษฎีและช่ือเสียงของดาร์วิน
ววิ ฒั นาการและกำเนดิ มนุษย์ ชัชพล เกียรติขจรธาดา 023
แตส่ ดุ ทา้ ยหลักฐานต่างๆ ท่ีดารว์ ินสะสมมาและการศึกษาเพ่ิมเติมอีกกวา่ 20 ป ี
ก็ทำให้ทฤษฎีวิวัฒนาการและการคัดเลือกตามธรรมชาติได้รับการยอมรับใน
วงกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อคนยอมรับกันมากขึ้นว่าสัตว์มีวิวัฒนาการ จึงอดไม่ได้
ที่จะสงสัยต่อแล้วถามตัวเองว่า ถ้าสัตว์วิวัฒนาการได้ แล้วมนุษย์อย่างเราๆ ล่ะ
จะววิ ฒั นาการได้ดว้ ยหรอื ไม่
…..........
นับจากวันท่ีหนังสือ On the Origin of Species ตีพิมพ์ครั้งแรก
ก็ผ่านมาแล้ว 150 กว่าปี ในช่วงเวลาที่ผ่านมานี้ มีความรู้หรือวิชาใหม่ๆ ท่ี
แตกยอดออกมาจากหนังสือของดาร์วินอีกมาก วิชาทุกวิชาที่เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิต
ลว้ นแลว้ แตต่ งั้ อยบู่ นทฤษฎวี วิ ฒั นาการ ซง่ึ แนน่ อนวา่ รวมถงึ วชิ าแพทยด์ ว้ ย ดงั คำ
ทธี่ โี อดอร์ ดอปแชนสก ี (Theodore Dobzhansky)นักชีววทิ ยาทีย่ ่ิงใหญ่ชาวยูเครน
เคยกลา่ วไวว้ า่ Nothing in Biology Makes Sense except in the Light of
Evolution ไม่มีอะไรในวิชาชีววิทยาท่ีดูสมเหตุสมผลยกเว้นเสียแต่จะเข้าใจผ่าน
กระบวนการวิวัฒนาการ เร่ืองราวทุกอย่างในหนังสือจากนี้ไปจะเป็นเรื่องของการ
ทำความเข้าใจร่างกายและจิตใจผ่านทฤษฎีวิวัฒนาการ เราจะไปเริ่มแกะรอย
เรื่องราวต่างๆ ของเราและธรรมชาติอ่ืนๆ ท่ซี อ่ นอยู่ดว้ ยการไปหาทีม่ าของแขนขา
เรา
024 เรื่องเล่าจากรา่ งกาย เข้าใจรา่ งกาย พฤตกิ รรมและธรรมชาติผ่านกระบวนการววิ ัฒนาการ
03
{ }ครีบปลากบั ทมี่ าของแขนขา
แขนของเราไมใ่ ช่ของใหมท่ พี่ ึง่ เกิดขึ้นมาในธรรมชาติ
แต่มันเปน็ ผลของการพัฒนาเปลีย่ นแปลงมาเรอ่ื ยๆ
จากอวยั วะของสัตวอ์ น่ื ท่ีหนา้ ตาและการทำงานแตกตา่ งไป
ย้อนไปในปี ค.ศ. 1849 หรือประมาณ 10 ปีก่อนทช่ี ารล์ ส์
ดาร์วนิ จะตีพมิ พห์ นงั สอื On the Origin of Species
ออกมา เซอร์ ริชาร์ด โอเวน (Sir Richard Owen)
นกั ธรรมชาตวิ ทิ ยาทมี่ ชี อ่ื เสยี งอยใู่ นยคุ สมยั เดยี วกบั ชารล์ ส ์
ดาร์วิน ได้ตีพิมพ์หนังสือเล่มเล็กๆ ออกมาเล่มหนึ่งช่ือ
On the Nature of Limbs นำเสนอเรือ่ งราวทีเ่ ขาศกึ ษา
เกยี่ วกบั รา่ งกายของสตั วต์ า่ งๆ เปรยี บเทยี บกนั โดยเฉพาะ
โครงกระดูก ไม่เพียงแต่สัตว์ท่ีพบในคาบสมุทรอังกฤษ
เท่านั้น แต่เขายังมีโอกาสได้ศึกษากระดูกของสัตว์ใน
ทวีปอ่ืนๆ เชน่ กอริลล่าจากทวีปแอฟริกา ตัวสล็อธจาก
ทวีปอเมริกาใต้ รวมถึงกระดูกของสัตว์ต่างๆ ที่สูญพันธุ์
ไปแล้วด้วย และท่านผู้นี้เองเป็นคนที่ศึกษากระดูกของ
สัตว์เลื้อยคลานโบราณกลุ่มหน่ึง และต้ังชื่อให้มันว่า
Dinosaurs หรือไดโนเสาร์ทีเ่ ราใช้กนั อยู่ การทีเ่ ขาศึกษา
กระดูกของสัตว์ต่างๆ มากมาย ทำให้เขาเห็นแบบแผน
บางอยา่ งทซ่ี อ่ นอยรู่ ะหวา่ งสตั วท์ ง้ั หลาย แมว้ า่ สตั วเ์ หลา่ น้ี
จะอาศยั อยคู่ นละท ่ี มชี วี ติ อยคู่ นละชว่ งเวลา และหนา้ ตา
รูปร่างแตกตา่ งกนั อย่างสิ้นเชิง
026 เร่ืองเล่าจากร่างกาย เข้าใจร่างกาย พฤติกรรมและธรรมชาตผิ า่ นกระบวนการวิวฒั นาการ
ถ้าคุณเคยเห็นฟิล์มเอกซเรย์แขนของตัวเอง หรือถ้าคุณผอมมากๆ
แล้วคลำแขนของตัวเองดู คุณจะพอคลำได้ว่าที่ต้นแขนจะมีกระดูกช้ินใหญ่ๆ
อยูห่ นงึ่ ชิ้น ท่แี ขนทอ่ นลา่ งจะมีกระดูกสองชนิ้ ไล่มาทีข่ ้อมือจะมกี ระดูกเม็ดเล็กๆ
อยู่หลายชิ้น ส่วนมือและน้ิวก็จะมีกระดูกเป็นแท่งยาวๆ หลายแท่ง หรือถ้าลอง
เอกซเรย์ดูขาของตัวเองดูบ้าง เราจะพบว่าท่ีต้นขาก็มีกระดูกใหญ่ๆ อยู่หน่ึงช้ิน
ขาส่วนท่ีต่ำกว่าเข่าลงมาจะมีกระดูกสองช้ิน บริเวณข้อเท้าจะมีกระดูกเม็ดเล็กๆ
อยู่หลายชิ้น และส่วนเท้าจะมีกระดูกเป็นแท่งยาวๆ หลายแท่ง เพ่ือให้ง่ายข้ึนต่อ
จากนี้ไปเราจะเรียกโครงสรา้ งของกระดูกแบบนก้ี นั ว่า “หน่ึง-สอง-เม็ดๆ-แท่งๆ”
ส่ิงท่ี เซอร์ ริชาร์ด โอเวน พบคือ อวัยวะของสัตว์ต่างๆ จำนวนมาก
ไม่วา่ จะเปน็ ปีกนก ปีกค้างคาว ขากบ ครบี นกเพนกวิน ครบี ปลาวาฬ ขาของจระเข้
หรอื แมแ้ ตไ่ ดโนเสารส์ ายพนั ธตุ์ า่ งๆ ทส่ี ญู พนั ธไ์ุ ปแลว้ เปน็ ลา้ นๆ ปี ตา่ งกม็ โี ครงสรา้ ง
ของกระดูกทีเ่ ป็นแบบแผนเดียวกนั และคลา้ ยกบั แขนขาของคนเราคือ “หนึ่ง-สอง-
เมด็ ๆ-แทง่ ๆ”
ถ้าเราเอาแขนและมือของคนเป็นแม่แบบ เราก็จะได้แม่แบบเป็น
“หน่ึง-สอง-เม็ดๆ-แท่งๆ” ทม่ี ีแทง่ ๆอยู่ 5 แทง่ เทา่ จำนวนนว้ิ มือของเราจากแมแ่ บบ
หรือแขนของเรา ถ้าธรรมชาติอยากสร้างปีกนก ธรรมชาติก็จะวาง “หนึ่ง-สอง-
เม็ดๆ-แท่งๆ” ไว้เป็นโครง จากนั้นย่อกระดูกช้ินต่างๆ ให้เล็กลง รวบน้ิวต่างๆ
เข้าด้วยกันก็จะได้กระดูกของปีกนก แต่ถ้าอยากได้ปีกค้างคาวก็จับ “หนึ่ง-สอง-
เม็ดๆ-แท่งๆ” มาวางแล้วยืดนิ้วต่างๆ ให้ยาวออกไปมากๆ อยากได้ขาของม้า
ธรรมชาตกิ จ็ ดั ให ้ โดยการยดื แทง่ ทเ่ี ปน็ นว้ิ กลางออกไปใหย้ าวและขยายใหญม่ ากๆ
จากนั้นก็ทำให้น้ิวอื่นๆ ฝ่อไป (ทำให้ส่วนท่ีเราเห็นว่าเป็นเข่าของม้าจริงๆ แล้ว
เทียบเท่ากับข้อเท้าของเรา) หรืออยากได้ครีบปลาวาฬก็หดกระดูก “หนึ่ง-สอง”
ให้สั้นลง จากน้ันก็ยืดนิ้วออกไปยาวๆ แล้วทำให้กระดูกข้อน้ิวกระจายออกเป็น
เม็ดเล็กๆ เราจะเห็นว่าอวัยวะที่ย่ืนออกมาจากลำตัวของสัตว์เหล่านี้ไม่ว่ามันจะม ี
หนา้ ตาแบบไหน ไมว่ า่ มันจะทำหนา้ ทว่ี ิ่ง วา่ ยน้ำ หรอื จ่วั ไพ่ มันมีโครงสร้างพนื้ ฐาน
เหมือนกันหมด
คำถามท่ีน่าสนใจคือ ทำไมธรรมชาติต้องให้อวัยวะท่ีแตกต่างกันเหล่าน ้ี
มีโครงสร้างพื้นฐานเหมือนกัน? เพราะถ้าเราเดินไปถามวิศวกรว่า การจะสร้าง
ครบี ปลาโลมาเพ่ือใชว้ ่ายน้ำ สรา้ งขาให้ว่งิ ได้เรว็ สร้างปกี ทีท่ ำใหบ้ นิ ได้ หรอื สร้าง
มอื ไวจ้ ว่ั ไพ่ จำเปน็ หรอื ไมท่ จ่ี ะตอ้ งสรา้ งโครงใหเ้ หมอื นกนั ? ซงึ่ เราอาจจะเจอวศิ วกร
คนนัน้ ยงิ คำถามกลบั มาว่า แล้วจะทำอยา่ งนนั้ ไปเพื่ออะไร? สิง่ ของทที่ ำงานตา่ งกนั
ในสภาพแวดลอ้ มทตี่ ่างกัน จะออกแบบให้เหมอื นกนั ไปเพื่ออะไร?
คำอธิบายหนึ่งท่ีอาจเป็นไปได้สำหรับอวัยวะท่ีลักษณะต่างกัน ใช้งาน
ต่างกันแต่มีโครงสร้างเหมือนกันคือ อวัยวะทั้งหลายเหล่าน้ีพัฒนามาจากต้นตอ
เดยี วกนั โดยอวยั วะเหลา่ นอ้ี าจจะเปน็ อวยั วะทเี่ คยทำหนา้ ทอี่ นื่ มากอ่ น ตอ่ มาเมอื่
วิวฒั นาการและกำเนิดมนุษย์ ชัชพล เกยี รตขิ จรธาดา 027
แขนมนุษย์
หน่ึง สอง แท่งๆ
ไดโนเสาร์เทอโรพอด เมด็ ๆ
แมวน้ำ
นก
เพนกวนิ
ค้างคาว
วาฬหลงั คอ่ ม
เปรียบเทียบโครงสร้างกระดกู ของสตั วช์ นิดต่างๆ กบั แขนขาของคนท่มี ีแบบแผนเดียวกัน
028 เร่ืองเลา่ จากรา่ งกาย เข้าใจร่างกาย พฤตกิ รรมและธรรมชาติผา่ นกระบวนการวิวัฒนาการ
ต้องทำหน้าที่ใหม่ๆ ในสิ่งแวดล้อมท่ีเปลี่ยนไป จึงถูกดัดแปลงเพ่ือให้เหมาะกับ
ลักษณะการใช้งานแบบใหม่ เช่น ยืดตรงนั้นออกไปนิด หุบตรงนี้เข้าไปหน่อย
เอาขนมาตดิ เพิ่มบา้ ง เปน็ ต้น
ประเดน็ ทเี่ ราคงจะอดถามตอ่ ไมไ่ ดค้ อื ถา้ “หนงึ่ -สอง-เมด็ ๆ-แทง่ ๆ” มนั เปน็
โครงตน้ แบบจริง แล้วตวั “หนึง่ -สอง-เมด็ ๆ-แทง่ ๆ” มนั มจี ุดเริม่ มาจากไหน อะไรคอื
ต้นแบบของมัน?
ถ้าเรามองครีบปลาจากภายนอกจะเห็นว่ามันไม่มีลักษณะอะไรเลย
ที่เหมือนกับแขนหรือขาของเรา คร้ันพอจับครีบปลาไปศึกษาหรือไปเอกซเรย์
ส่ิงท่ีเราจะพบคือที่โคนของครีบปลาจะมีกระดูกเม็ดเล็กๆ ขนาดเท่าๆ กันอยู่
หลายชิ้นแค่น้นั เอง ไมม่ อี ะไรท่จี ะไปคล้ายกบั “หนึง่ -สอง-เมด็ ๆ-แท่งๆ” ของเราเลย
แต่เรื่องราวของครีบปลามันเริ่มน่าสนใจครั้งแรกเม่ือประมาณ 200 กว่าปีที่แล้ว
หรือประมาณกลางๆ ศตวรรษที่ 19 ในชว่ งน้ันนกั วทิ ยาศาสตร์ชาวยโุ รปทมี่ ีโอกาส
ได้เดินทางไปศึกษาสิ่งชีวิตในทวีปอื่นๆ เริ่มแปลกใจที่ค้นพบว่าปลาในบริเวณ
อเมรกิ าใต้และแอฟริกาบางชนิดมีปอดไวห้ ายใจ ปอดของปลาเหลา่ นี้พฒั นามาจาก
ถงุ ลมของปลา (หรือกระเพาะปลาที่เรากินกนั ) ซ่ึงหน้าที่ของถุงลมคือชว่ ยพยุงตวั
ปลาให้ลอยในน้ำได้ดี ปลาเหล่าน้ีเป็นปลาท่ีใช้ชีวิตอยู่ในน้ำต้ืน มันจึงมีทั้งเหงือก
ไวห้ ายใจใตน้ ำ้ และปอดสำหรบั หายใจเมอ่ื หนา้ มนั ลอยขน้ึ มาเหนอื ผวิ นำ้ ทน่ี า่ สนใจ
ไปกวา่ นน้ั คอื เมอ่ื ศกึ ษาโครงกระดกู ของปลาทมี่ ปี อดเหลา่ นกี้ ลบั พบวา่ มนั มกี ระดกู
ชน้ิ เล็กๆ เพิ่มข้ึนมาหนง่ึ ช้นิ ซึง่ ต่างจากปลาทว่ั ๆ ไป กระดูกชนิ้ น้จี ะใหญก่ วา่ ชนิ้ อืน่ ๆ
และพบอยทู่ โี่ คนของครบี สว่ นทต่ี ดิ กบั ลำตวั กระดกู ชน้ิ นนี้ า่ จะทำใหค้ รบี มนั แขง็ แรง
ข้ึน เร่ืองนี้มันน่าสนใจตรงที่ดูเหมือนว่าเราจะเจอปลาที่มีปอดและมีกระดูกเล็กๆ
ทคี่ ลา้ ยๆ จะเปน็ กระดกู ตน้ แขน (ตน้ ขา) ซอ่ นอยู่ เปน็ ปลาทอ่ี าจจะเปน็ ตน้ แบบของ
ปลารุ่นต่อๆ มาที่พร้อมจะข้นึ มาหายใจและเดนิ ไปมาบนพ้ืนดิน
เรอ่ื งราวของครบี ปลามาปะตดิ ปะตอ่ กนั มากข้ึน เม่อื มีการขุดพบฟอสซิล
ของปลาโบราณชนดิ หน่ึงในปี ค.ศ. 1881 ทีค่ วิเบค (Quebec) ประเทศแคนาดา
ปลาโบราณชนิดนมี้ ชี ่ือทางการว่า Eusthenopteron (อ่านว่า ย-ู สต-ี นอพ-ธี-รอน)
ซ่ึงมีชวี ิตอยปู่ ระมาณ 380 ลา้ นปีทีแ่ ลว้ ปลาชนดิ น้ที ำให้เรอ่ื งยิ่งนา่ สนใจ เพราะ
ภายในครีบที่ใช้ว่ายน้ำของมันมีกระดูกอยู่และกระดูกน้ีก็ไม่ใช่กระดูกทั่วๆ ไป
แต่เป็นกระดูกท่ีมีการเรียงตัวแบบ “หนึ่งสอง” แต่ยังไม่มีลักษณะของแท่งๆ
ให้เห็น
ต่อมาเม่ือประมาณปี ค.ศ. 1920 นักบรรพชีวินวิทยาชาวสวีเดนก็พบ
ซากฟอสซิลของสัตว์โบราณอีกชนิดหนึ่งอายุประมาณ 360 ล้านปี ซ่ึงการพบ
ครง้ั นเ้ี ปน็ ขา่ วดงั ไปทว่ั โลก สตั วโ์ บราณนมี้ ชี อ่ื วา่ Ichthyostega (อา่ นวา่ อกิ -ไธ-โอ-
สติ-กา) สัตว์ชนิดน้ีน่าสนใจเพราะมันจะเป็นปลาก็ไม่ใช่ จะเป็นสัตว์สะเทินน้ำ
สะเทนิ บกกไ็ มเ่ ชงิ มลี กั ษณะทอ่ี ยตู่ รงกลางระหวา่ งสตั วท์ งั้ สองกลมุ่ มนั มหี วั และหาง
วิวัฒนาการและกำเนดิ มนุษย์ ชัชพล เกียรตขิ จรธาดา 029
Acanthostega
Tiktaalik
Eusthenopteron
เหมอื นปลาแตม่ ขี าสข่ี า แนน่ อนวา่ ขาทวี่ า่ คอื ขาทม่ี กี ระดกู แบบ “หนงึ่ -สอง-แทง่ ๆ”
อยู่ภายในอยา่ งสมบูรณ์
หลังจากการค้นพบฟอสซิล Ichthyostega อีก 68 ปีต่อมาหรือในปี
ค.ศ. 1988 เจนนี่ คลาร์ก (Jenny Clark) นักบรรพชวี ินวทิ ยาชาวองั กฤษก็พบ
ฟอสซิลของสัตว์ท่ีมีลักษณะกึ่งปลากึ่งสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกอีกชนิดหน่ึงท่ีมีช่ือ
ว่า Acanthostega (อา่ นวา่ อะ-แคน-โต-สต-ี กา) คลารก์ ไมใ่ ช่คนแรกทพ่ี บฟอสซิล
ของสัตว์ชนิดนี้ แต่ส่ิงสำคัญที่คลาร์กพบคือ สัตว์ชนิดนี้มีร่างกายที่เหมาะกับการ
อาศัยอยู่ในนำ้ มากกว่าบนบก แถมยงั มีกระดกู แบบ “หนึ่ง-สอง-แทง่ ๆ” แตก่ ระดูก
ทง้ั หมดนไี้ มไ่ ดอ้ ยใู่ นขา แตม่ นั ซอ่ นอยภู่ ายในครบี หรอื พดู อกี อยา่ งไดว้ า่ สง่ิ ทคี่ ลารก์
030 เร่อื งเลา่ จากร่างกาย เขา้ ใจร่างกาย พฤตกิ รรมและธรรมชาตผิ า่ นกระบวนการวิวฒั นาการ
พบคอื กระดกู แบบ “หนงึ่ -สอง-แทง่ ๆ” ของสัตว์ทั้งหลาย รวมทั้งแขนและขาของ
คนเราสร้างมาครั้งแรกไม่ใชเ่ พ่อื เดินหรือวิ่งบนดนิ แต่มนั ถกู สรา้ งมาเพ่ือวา่ ยนำ้
โดยสรุปคือ เมื่อ 380 ล้านปีท่ีแล้ว Eusthenopteron มีกระดูกแบบ
“หนึง่ -สอง” แต่ยังไม่มีกระดูกทีด่ ูเปน็ แท่งๆ เมื่อ 365 ลา้ นปที ่แี ลว้ Ichthyostega
และ Acanthostega มกี ระดกู แบบ “หนง่ึ -สอง-แท่งๆ” แตเ่ รายังขาดแบบท่ีจะมา
เช่ือมโยงสัตว์ทั้งสองชนิดน้ีเข้าด้วยกัน สัตว์ท่ีจะมาร้อยเรียงเร่ืองราวความเป็นมา
ของแขนและขาเราให้สมบูรณ์มากขึ้น ทว่าการรอคอยนั้นก็กินเวลาไม่นานนัก
เพราะอกี 18 ปตี อ่ มาคอื ในปี ค.ศ. 2006 การคน้ พบ Tiktaalik (อา่ นวา่ ทกิ -ตา-ลกิ )
โดย นีล ชบู นิ (Neil Shubin) กเ็ ป็นข่าวหน้าหนึ่งหนังสอื พิมพย์ ักษใ์ หญ่หลายฉบับ
ทว่ั โลก การค้นพบของชบู ินนีม้ ีจดุ ที่นา่ สนใจมากพอทีเ่ ราจะไปหยุดคยุ รายละเอียด
กนั สกั เล็กนอ้ ย
จากข้อมูลที่เราคุยกันไปแล้ว ก็พอจะเห็นได้ว่าสัตว์ท่ีมีกระดูกแบบ
”หน่ึง-สอง” น้ี มีชีวิตอยู่เมื่อ 380 ล้านปีท่ีแล้ว ส่วนสัตว์ที่มี “หนึ่ง-สอง-
แทง่ ๆ” นน้ั มชี ีวติ อยเู่ ม่อื 360 ล้านปีทแ่ี ล้ว ถา้ เราอยากพบสตั วท์ ่ีจะเปน็ ตัวเชอ่ื ม
สัตว์ท้ังสองชนิดน้ี เราก็ควรจะไปถามนักธรณีวิทยาว่าในโลกนี้มีชั้นหินตรงไหน
บ้างที่มีอายุอยู่ระหว่าง 380 และ 360 ล้านปีที่แล้ว จึงค่อยไปขุดตรงน้ัน
อยา่ งท่ีสองถ้าเราดรู ูปจะเหน็ ว่า Eusthenopteron มันมหี ัวกลมๆ และมตี าอยขู่ า้ งๆ
หัวเหมอื นปลา แต่ Ichthyostega มันมหี ัวแบนๆ และมตี าอยู่ดา้ นบนเหมอื นจระเข้
เราก็เดาต่อได้ว่าสัตว์ที่ค่ันอยู่ตรงกลางน่าจะมีหัวแบนและมีตาอยู่ด้านบนเพ่ือให ้
เหมาะกบั การใชช้ วี ติ ในบรเิ วณนำ้ ตนื้ อยา่ งสดุ ทา้ ย ถา้ มนั เปน็ สตั วท์ หี่ ากนิ ในบรเิ วณ
นำ้ ตน้ื ๆ ท้องของมนั มีโอกาสจะตอ้ งถูกกดจากแรงโน้มถ่วง เราก็คาดว่ามันนา่ จะม ี
“ซี่โครง” เพื่อเป็นเกราะปกป้องอวัยวะภายในช่องท้อง และนั่นเป็นตัวอย่างของ
หลักการที่ นีล ชูบิน และนักบรรพชีวินวิทยาท่ัวไปใช้กัน ดังนั้นการไปขุดหา
ฟอสซลิ จงึ ไมใ่ ช่การไปขุดแบบเสี่ยงดวง แตเ่ ปน็ การไปขดุ หาสัตวท์ นี่ กั วทิ ยาศาสตร์
ตั้งสมมตฐิ านไวแ้ ลว้ ว่าจะต้องมีรปู รา่ งอยา่ งไร ในบริเวณไหน
และในปี ค.ศ. 2004 ชูบินกไ็ ด้พบสัตวท์ ี่มกี ระดูก หนง่ึ -สอง- และเร่ิมเห็น
การเรียงตัวของกระดูกเป็นแท่งๆ ขนาดย่อมๆ หัวมีรูปร่างแบน มีตาอยู่ด้านบน
มีกระดูกซ่ีโครง และฟอสซิลน้ีฝังตัวอยู่ในชั้นหินท่ีมีอายุประมาณ 375 ล้านปี
ตรงตามทคี่ าดการณ์ไว้ทกุ อยา่ ง (ชบู นิ พบฟอสซลิ ของ Tiktaalik ในปี ค.ศ. 2004
และใชเ้ วลาศกึ ษาอีก 2 ป ี กอ่ นจะตีพมิ พ์ผลงานในปี ค.ศ. 2006)
เม่ือกลับมาดูแขนของเรากันอีกคร้ังจะเห็นว่าแขนของเราไม่ใช่ของใหม่
มือที่สามารถทำงานซับซ้อนอย่างการเล่นเปียโนหรือเขียนหนังสือได้นั้น ไม่ใช่ว่า
อยดู่ ีๆ กเ็ กดิ ขน้ึ มาในธรรมชาตไิ ด้เลยทันที แตม่ ีการพัฒนามาเร่อื ยๆ จากอวัยวะ
ของสัตว์อ่ืนที่ไม่ซับซ้อนเท่ามือของเรา แม้ว่าครีบปลาจะดูเป็นแผ่นเนื้อเย่ือ
ธรรมดาๆ ท่ีทำได้แค่ตวัดน้ำไปมา ทว่ามันคือต้นแบบที่ต่อมาพัฒนากลายมาเป็น
ววิ ัฒนาการและกำเนดิ มนุษย์ ชัชพล เกยี รตขิ จรธาดา 031
ขาของเสอื ชตี าหท์ ว่ี งิ่ เรว็ ทส่ี ดุ ในโลก กลายมาเปน็ นว้ิ ทพ่ี มิ พค์ ยี บ์ อรด์ หรอื เขยี นหนงั สอื
แขน ขา และมือของเราเป็นแค่บทหน่ึงในหนังสือนิยายเรื่องยาวท่ีเขียนเกี่ยวกับ
อวัยวะต่างๆ ท่เี คยเกดิ ขึ้นมาในธรรมชาติ
…..........
คำถามตอ่ ไปคอื นอกจากแขนและขาของเราแลว้ สว่ นอนื่ ๆ ของรา่ งกาย
เรามปี ระวตั คิ วามเป็นมาดว้ ยหรอื ไม?่ ส่วนอ่ืนๆ ของร่างกายเรามคี วามสมั พันธก์ ับ
รา่ งกายของสตั ว์อน่ื ๆ อยา่ งไร? น่นั คือเร่ืองราวทเี่ ราจะไปดูกนั ในบทต่อไป
032 เร่ืองเล่าจากรา่ งกาย เข้าใจร่างกาย พฤตกิ รรมและธรรมชาติผ่านกระบวนการววิ ฒั นาการ
04
{ }แบบแผนที่ซอ่ นอยใู่ นความแตกตา่ ง
สงิ่ ที่ซ่อนอย่ไู ม่ใช่สิ่งทมี่ องเห็นได้ยาก หากเรารู้วิธที ีจ่ ะมอง
เราจะเห็นแบบแผนทซี่ ่อนอยู่ในรา่ งกายท่ีแตกต่างกนั
จนิ ตนาการวา่ เราเดนิ อยใู่ นสวนสตั วห์ รอื พพิ ธิ ภณั ฑส์ ตั วน์ ำ้
ที่ไหนสักแห่งหน่ึง เราเห็นสัตว์มากมายหลายชนิด เช่น
ยรี าฟ กวาง เตา่ จระเข ้ กงุ้ หอย ปลา ดอกไมท้ ะเล
สิ่งหน่ึงท่ีเด่นชัดและเห็นได้ง่ายท่ีสุดคือ ความแตกต่าง
ระหว่างสัตว์เหล่านี้ มันต่างกันท้ังรูปร่างหน้าตา ต่างกัน
ท้ังขนาด สัตว์เหล่านี้แตกต่างกันจนดูเหมือนว่ามันไม่มี
อะไรทเี่ กย่ี วขอ้ งกนั เลย และนน่ั กค็ อื สง่ิ ทค่ี นสว่ นใหญเ่ หน็
และเชื่อกนั มาตลอด
034 เรอ่ื งเลา่ จากรา่ งกาย เขา้ ใจรา่ งกาย พฤติกรรมและธรรมชาตผิ า่ นกระบวนการวิวฒั นาการ
ย้อนกลับไปในปี ค.ศ. 1735 หรอื ประมาณ 100 ปีกอ่ นยคุ ของชารล์ ส ์
ดาร์วนิ เมือ่ คาโรลัส ลินเนอุส (Carolus Linnaeus) นักพฤกษศาสตร์ชาวสวเี ดน
พยายามท่ีจะจัดกลุ่มสัตว์และต้นไม้ชนิดต่างๆ อย่างเป็นระบบโดยอาศัยลักษณะ
รปู รา่ งภายนอกเปน็ เกณฑ์ในการแยกสิ่งมีชีวิตออกเปน็ ประเภทตา่ งๆ สง่ิ หนึ่งทเ่ี ขา
สงั เกตเหน็ คอื ไมว่ า่ เขาจะใชเ้ กณฑอ์ ะไรกต็ ามจดั กลมุ่ สตั ว ์ มนั จะมแี บบแผนทเ่ี ปน็
ระเบียบแบบหนึ่งเกิดขึ้นเสมอ แบบแผนท่ีต่อมาในภาษาวิทยาศาสตร์เรียกกันว่า
Nested Hierarchy
ลินเนอุสเห็นแบบแผนอะไร? แล้วอะไรคือ Nested Hierarchy?
วธิ ที เ่ี ราจะเขา้ ใจไดด้ ที สี่ ดุ คอื เราตอ้ งลองมาจดั กลมุ่ สตั วต์ า่ งๆ ในโลกดว้ ยตวั ของเรา
เองกนั สกั รอบ วิธีที่เราจะทำกนั กง็ ่ายๆ ไมม่ ีอะไรซบั ซอ้ น คือเราจะเลอื กลกั ษณะ
ของส่ิงมีชีวิตอะไรก็ได้ข้ึนมาสักอย่างหนึ่ง จากน้ันเราจะแยกสัตว์ในโลกน้ีเป็นสอง
กลุ่มคือ กลุ่มท่ีมีลักษณะนั้นและกลุ่มที่ไม่มี ตัวอย่างเช่น เราอาจเริ่มด้วยการใช้
“ความสมมาตร” มาเป็นเกณฑ์แบ่งสัตว์ทั้งโลกนี้ออกเป็นสองกลุ่มคือ กลุ่มท่ี
มีรูปร่างสมมาตรและกลุ่มที่ไม่มีรูปร่างสมมาตร อันนี้ผมต้องอธิบายกติกาเพิ่ม
เล็กน้อย สัตว์ที่สมมาตรหมายถึง สัตว์ที่ด้านซ้ายและด้านขวาหน้าตาคล้ายๆ
กัน ตัวอย่างเช่น คนเรามีด้านซ้ายและขวาที่สมมาตรกัน แม้ว่าด้านซ้ายด้านขวา
ของเราจะไมเ่ หมอื นกนั 100 เปอรเ์ ซน็ ตก์ ต็ าม แตก่ ถ็ อื วา่ สมมาตรกนั นอกจากเรา
แลว้ จะเห็นว่าสตั ว์ส่วนใหญ่กม็ กั จะมรี ปู รา่ งสมมาตรกัน ไมว่ า่ จะเปน็ ชา้ ง ม้า ววั
ควาย นกต่างๆ หอย แมงกะพรุน หนอนทะเลท้งั ตัวกลมและตวั แบน ดาวทะเล
ดอกไม้ทะเล และโลมา ส่วนสัตว์ที่ไม่สมมาตรกันหลายท่านอาจนึกไม่ค่อยออก
ตวั อย่างของสตั วท์ ่ไี ม่สมมาตรกไ็ ด้แก ่ ฟองนำ้
คราวนี้เรามาเร่ิมต้นกันใหม่ เราจะใช้เกณฑ์การมีทิศท่ีเรียกว่ามีทิศหัว
ทศิ หางในการแบง่ หรอื อาจพดู งา่ ยๆ วา่ สตั วท์ เี่ ราสามารถบอกไดว้ า่ มนั มงุ่ ไปขา้ งหนา้
หรือถอยหลัง สัตว์กลุ่มนี้เรามักจะคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว เช่น คน ช้าง ม้า วัว
ควาย นกต่างๆ ปลาต่างๆ โลมา ฉลามวาฬ ผีเสื้อ แมลงสาบ ตั๊กแตน
กุ้ง ปู หนอนทะเลทั้งตัวกลมและตัวแบน สัตว์เหล่าน้ีมีทิศหัวและทิศหางทั้งส้ิน
ทางด้านสัตว์ท่ีไม่มีทิศหัวทิศหางอาจจะนึกยากกว่าสักเล็กน้อยแต่ก็ไม่ยากเกินไป
ตัวอย่างของสัตว์เหล่านี้ได้แก่ หอย แมงกะพรุน ดาวทะเล (สองอย่างหลังนี้มี
ด้านบนกับดา้ นล่างแตไ่ มม่ ีทศิ หัวทิศหาง) นอกไปจากน้ยี งั มีทห่ี ลายคนอาจไมค่ อ่ ย
นึกถงึ เช่น ฟองน้ำ ดอกไมท้ ะเล
รอบท่ีสามเราลองมาแบ่งโดยการดูว่าสัตว์อะไรมีของแข็งๆ ท่ีช่วยพยุง
ร่างกายอยู่กลางลำตัว หรือจะพูดอีกอย่างคือ มีเน้ือน่ิมๆ หุ้มของแข็งๆ ที่อยู่
ด้านใน อาจจะเปน็ กระดูกก็ได้ กระดกู ออ่ นก็ได้ สัตวท์ เี่ ราค้นุ เคยท่วั ไปสว่ นใหญ่
กจ็ ะมกี ระดกู กนั ทงั้ นนั้ ไมว่ า่ จะเปน็ ชา้ ง มา้ ววั ควาย ปลาตา่ งๆ โลมา ฉลามวาฬ
(มีกระดูกอ่อน) และนกชนิดต่างๆ แต่พวกแมลงทั้งหลายจะทำตรงกันข้ามคือ
วิวฒั นาการและกำเนดิ มนษุ ย์ ชัชพล เกียรตขิ จรธาดา 035
มันจะมีเปลือกแข็งๆ หุ้มอยู่ด้านนอก ขณะท่ีส่วนเน้ือน่ิมๆ จะไปซ่อนอยู่ข้างใน
เชน่ ดว้ ง จง้ิ หรีด ตั๊กแตน และก็ยงั จะมีสัตวน์ ้ำ เชน่ กุ้ง หอย รวมท้งั สัตวบ์ างชนดิ
ทไ่ี มม่ ขี องแขง็ พยงุ รา่ งกายเลย เชน่ แมงกะพรนุ หนอนทะเลทงั้ ตวั กลมและตวั แบน
ดอกไมท้ ะเล
มาลองกนั อกี สกั ครงั้ ดว้ ยการใชข้ นทเ่ี ปน็ เสน้ ๆ เหมอื นขนแมวหรอื ขนหมา
เป็นตัวแบ่งดูบ้าง ซึ่งขนในที่น้ีเราจะไม่รวมขนแบบขนนก เราจึงสามารถคัดแยก
นกทั้งหลายออกไปได้ก่อนเลย ต่อมาก็ตัดสัตว์น้ำส่วนใหญ่ออกไปด้วย จะมี
ท่ียกเว้นบ้างก็เช่น ตัวนาก หรืออย่างพวกแมลงต่างๆ เราก็ตัดไปได้หมดเช่นกัน
ดังนนั้ สตั ว์ท่มี ขี นจริงๆ ก็จะมแี ต่สตั ว์ที่เราเรยี กรวมๆ กนั ว่า สตั วท์ ี่เล้ยี งลูกดว้ ยนม
เช่น คน ช้าง มา้ วัว ควาย
มาถึงตรงน้ีเราก็อาจจะเร่ิมเอะใจแล้ว ดูเหมือนว่าสัตว์ต่างๆ ในโลกท่ีดู
เหมือนจะแตกต่างกันอย่างสะเปะสะปะ แท้ท่ีจริงแล้วมันมีแบบแผนท่ีซ่อนอยู่
เพื่อให้เห็นชัดข้ึน ถ้าเราจะลองทำอย่างเดียวกับท่ีเราทำไปแล้ว แต่คราวน้ีเรามา
จัดกลุ่มของส่ิงท่ีไม่มีชีวิตดูบ้าง เช่น หาเกณฑ์ต่างๆ มาแบ่งชนิดของรถ
แบ่งชนิดของหนังสือ เราจะพบว่าทุกคร้ังที่เราเปลี่ยนเกณฑ์ที่ใช้แบ่ง สิ่งของท่ี
แบ่งไว้แล้วก็จะแตกจากกลุ่มเดิมและกระจายไปเข้ากลุ่มใหม่อย่างไม่มีแบบแผน
ในทางตรงกนั ขา้ ม ไมว่ า่ เราจะหยบิ ใช้เกณฑ์อะไรก็ตามมาแบง่ สัตว์ออกเปน็ กลมุ่ ๆ
ถ้าเราเปล่ียนเกณฑ์ไปเรื่อยๆ เราก็จะเห็นเหมือนกับว่าสัตว์ทั้งหลายมันค่อยๆ
จัดระเบียบตัวมันเอง ประเภทของสัตว์ที่เราจัดแบ่งได้ มันจะมีลักษณะของกลุ่ม
ใหญท่ ่ีมีกลมุ่ ยอ่ ยๆ ซอ้ นอยูภ่ ายในไปเรอื่ ยๆ
ในตวั อยา่ งที่เราลองทำกนั เล่นๆ ดนู ้นั เราจะเหน็ วา่ ถ้าสตั วอ์ ะไรมีขนแลว้
มันจะต้องมีกระดูกแข็งกลางลำตัว ต้องมีทิศหัวทิศหาง และต้องมีความสมมาตร
ซ่ึงลักษณะของกลมุ่ ซ้อนอยใู่ นกลมุ่ แบบน้ีเราเรยี กมันวา่ Nested Hierarchy คำว่า
Hierarchy หมายถึง ลำดับช้ัน ดังน้ัน Nested Hierarchy ความหมายของมัน
จงึ เป็นตาขา่ ยใหญ่ทคี่ ลมุ ซอ้ นตาขา่ ยทเี่ ลก็ กว่าเป็นชนั้ ๆ ไลเ่ รียงกันไปเรือ่ ยๆ หรอื
บางท่านอาจจะถนัดกว่าถ้าจะเทียบกับต้นไม้ท่ีแตกแขนงกิ่งก้านใบจากก่ิงใหญ่
ไปกง่ิ ขนาดกลางและเลก็ ลงเรอ่ื ยๆ
นอกไปจากลักษณะของ Nested Hierarchy แล้ว การจัดกลุ่มของ
สิ่งมีชีวิตยังมีจุดที่น่าสนใจอีกอย่างคือ สมมติว่าให้คนสองคนมาน่ังจัดกลุ่มสิ่งที่
ไมม่ ชี วี ติ ดว้ ยเกณฑล์ กั ษณะภายนอกไปเรอื่ ยๆ ตวั อยา่ งเชน่ เราใหส้ องคนนจี้ ดั กลมุ่ รถ
ในช่วงแรกๆ ท้งั สองคนอาจใชเ้ กณฑค์ ล้ายๆ กนั เชน่ สรี ถ ยี่ห้อรถ ยง่ิ นานเข้าเมือ่
แต่ละคนหมดมุขไม่รู้จะหาเกณฑ์อะไรมาใช้แล้ว การแบ่งของทั้งสองคนก็จะเริ่ม
แตกต่างกันมากข้ึนเรือ่ ยๆ เกณฑ์ของแต่ละคนก็จะคอ่ ยๆ พสิ ดารไปคนละทศิ ทาง
ในทางตรงกันข้ามถ้าให้สองคนน้ีมาน่ังจัดกลุ่มของส่ิงมีชีวิตด้วยลักษณะของ
รา่ งกายไปเรอ่ื ยๆ ไมว่ า่ ทง้ั สองคนจะเรม่ิ ตน้ ตา่ งกนั อยา่ งไร ถา้ ใหเ้ วลานานพอทา้ ยท ี่
036 เร่ืองเล่าจากร่างกาย เขา้ ใจรา่ งกาย พฤตกิ รรมและธรรมชาตผิ า่ นกระบวนการววิ ัฒนาการ
สดุ แลว้ เกณฑท์ ท่ี งั้ คใู่ ชก้ จ็ ะยงิ่ คลา้ ยกนั มากขน้ึ เรอ่ื ยๆ ทำไมจงึ เปน็ เชน่ นนั้ ? สาเหตุ
ท่ีเป็นเช่นนั้นเพราะเกณฑ์ท่ีจะใช้แบ่งส่ิงมีชีวิตออกเป็นประเภทต่างๆ ด้วยตาเปล่า
มีแบบแผนใหญ่ๆ แบบเดียวเท่านน้ั
ทั้งหมดน้ีมันแปลว่าอะไรกันแน่? ทำไมส่ิงมีชีวิตทั้งหลายในโลกถึงมี
รา่ งกายสัมพนั ธ์กนั แบบ Nested Hierarchy ได?้ และสุดทา้ ยแล้วทำไมเกณฑ์ทใี่ ช้
แบ่งสงิ่ มชี วี ิตมันถึงมแี ค่แบบแผนใหญ่แบบเดียว?
ลองจินตนาการว่าคุณมีผ้าปิดไว้จนตามองไม่เห็น แล้วมีคนมาจูงมือคุณ
ไปจับท่ีกิ่งไม้ของต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง แล้วปล่อยให้คุณคลำส่วนต่างๆ ของต้นไม้
ไปเร่ือยๆ เพื่อจินตนาการว่าต้นไม้ท้ังต้นน้ันมีรูปร่างอย่างไร สิ่งที่คุณต้องทำคือ
คอ่ ยๆ ไลจ่ บั กง่ิ ไมไ้ ปเรอื่ ยๆ คณุ อาจเรม่ิ ไลจ่ ากกงิ่ ใหญล่ งไปหากงิ่ ทเ่ี ลก็ กวา่ แตเ่ มอื่
คุณไปจนสุดปลายกิ่งคุณก็ต้องไล่ย้อนกลับขึ้นมาท่ีกิ่งใหญ่อีกคร้ังจนไปถึงส่วนของ
ลำตน้ จากนัน้ คณุ ก็ต้องคลำไลจ่ ากลำตน้ ลงไปท่กี ิ่งอ่นื ๆ อกี คร้ังทำเช่นนไี้ ปเรอื่ ยๆ
ถ้ามีคนอีกคนถูกปิดตาแบบเดียวกับคุณและต้องมาคลำต้นไม้ต้นเดียวกัน ไม่ว่า
คนคนนั้นจะเร่ิมต้นที่กิ่งไม้กิ่งไหน สุดท้ายแล้วท้ังคุณและเขาจะต้องไล่ย้อนกลับ
มาหาท่ีลำต้น และเมื่อคลำจนครบทุกก่ิง ภาพต้นไม้ต้นใหญ่ท่ีได้ก็จะออกมาเป็น
ภาพเดียวกัน
ลกั ษณะแบบ Nested Hierarchy (กลุ่มซอ้ นกลมุ่ ) และการท่คี นสองคน
จัดกลุ่มแล้วได้ภาพเดียวกันมันบอกว่าส่ิงท่ีเรากำลังศึกษา ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม
สง่ิ เหลา่ นนั้ มี “ตน้ ตอรว่ มกนั ” สำหรบั สงิ่ มชี วี ติ แลว้ นนั่ คอื การมี “บรรพบรุ ษุ รว่ มกนั ”
และนคี่ อื สิ่งท่ี คาโรลัส ลินเนอุส พบแตไ่ ม่เขา้ ใจเมือ่ เกือบ 300 ปที ี่แลว้ ลนิ เนอุส
เปน็ อกี คนหนง่ึ ทเ่ี ฉยี ดเขา้ ไปใกลท้ ฤษฎวี วิ ฒั นาการอยา่ งมาก แตส่ ดุ ทา้ ยกไ็ มส่ ามารถ
ที่จะจินตนาการทะลุกรอบความเช่ือเดิมออกไปและเห็นความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิต
ต่างๆ ในภาพใหญ่ได้
…..........
เรากลับมาท่ีสวนสัตว์กันอีกรอบ คร้ังน้ีเม่ือเรามองไปรอบๆ ตัว เราไม่
ได้เห็นแต่ความแตกต่างของสัตว์ชนิดต่างๆ อีกต่อไป สิ่งที่เราเห็นเพิ่มขึ้นคือ
ความคลา้ ยกนั ของรา่ งกายสตั วแ์ ตล่ ะประเภท เรามองเหน็ แบบแผนทซี่ อ่ นอยลู่ างๆ
ในร่างกายของสัตว์ที่ดูแตกต่างกัน เราพอจะบอกได้ว่าสัตว์แต่ละชนิดมันมีความ
สมั พนั ธเ์ กีย่ วข้องกนั มากน้อยแคไ่ หน แตค่ ำถามหน่งึ ที่เรายังสงสัยคอื ความคลา้ ย
กนั นี้เปน็ เพยี งแคค่ วามคล้ายกนั แตเ่ พยี งเปลือกนอก หรือความคลา้ ยกันนมี้ ันบ่งถงึ
ความสมั พันธท์ ใี่ กล้ชดิ กันของสัตว์ชนดิ ต่างๆ กัน? ร่างกายท่ีคลา้ ยกนั เหล่าน้ีมันม ี
ความคลา้ ยกันลงไปลึกแคไ่ หน? เราจะไปหาคำตอบกนั ในบทถัดไป
ววิ ฒั นาการและกำเนิดมนุษย์ ชชั พล เกยี รติขจรธาดา 037
05
{ }พนั ธุกรรมสตั วใ์ นรา่ งกายคน
ลกึ ลงไปในระดบั ของพนั ธกุ รรม รา่ งกายเราสรา้ งมาจากฟองนำ้
หนอนตัวแบน ปลา และลิง
ทันทีท่ีคุณตื่นขึ้นมาจากภวังค์ ทุกอย่างช่างดูสับสน
คุณไม่รู้ว่าคุณเป็นใคร? และที่น่ีคือที่ไหน? คร้ันพอ
ขตอัง้ สงคตณุ ิไดม้ รีคปู ุณรา่คงอ่ ทยรๆงกมลอมงทไม่ีปขีรนอบาดตเวัลชก็ ้ากๆวา่คจุณดุ นพี้บ“.ว”า่ ปรร่าะงมกาาณย
10 เท่า และคุณกำลังเดินทางอยู่ในปีกมดลูกด้วยความ
เร็วสูง (ในความรู้สึกของคุณ) คุณกำลังมุ่งหน้าไป
เพื่อไปฝังตัวในมดลูกของแม่ คุณตระหนักดีว่าตัวเอง
มีเวลาไม่มากนัก ระยะเวลา 9 เดือนแม้จะฟังดูว่า
ยาวนาน แต่สำหรับเมกะโปรเจ็คท์คร้ังนี้คุณไม่อาจ
เออ้ ระเหยไดอ้ กี ตอ่ ไป หลายคนในครอบครวั ตง้ั ความหวงั
กบั คณุ ไวม้ าก ภายใน 9 เดอื นน ้ี คณุ จงึ ตอ้ งสรา้ งรา่ งกาย
จากจดุ เลก็ ๆ ใหก้ ลายเปน็ ทารกทหี่ นกั 3 กโิ ลกรมั และม ี
อวัยวะครบ 32 ดูดนมได้ ร้องไห้ได้ คุณจึงเริ่มสำรวจ
ดูโดยรอบว่ามีเครื่องมืออะไรบ้างท่ีจะใช้สร้างร่างกาย
ทว่าส่ิงที่คุณพบกลับมีเพียงพันธุกรรมท่ีได้มาจากพ่อ
และแม่ อาหารอกี นดิ หนอ่ ย และโปรตนี คำสง่ั ทแี่ มฝ่ ากไว้
ในไข ่ คณุ รสู้ กึ มดื แปดดา้ น จนปญั ญา ไมร่ วู้ า่ การจะสรา้ ง
รา่ งกายขนึ้ มาไดน้ ้ันต้องมขี น้ั ตอนอะไรบา้ ง
038 เรอ่ื งเล่าจากร่างกาย เขา้ ใจร่างกาย พฤตกิ รรมและธรรมชาติผ่านกระบวนการววิ ฒั นาการ
“คิดซิ .. ตอ้ งคดิ ใหอ้ อก” คณุ บอกกบั ตัวเอง คณุ ร้วู ่าการท่ีร่างกายจะโต
เป็นทารกได้คุณมีงานหลักตอ้ งทำสองอย่าง หนงึ่ คือ ทำให้ตวั ใหญ่ ทำน้ำหนักใหไ้ ด ้
3 กโิ ลกรัม ซง่ึ ทำได้ไมย่ าก สงิ่ ทต่ี อ้ งทำมีเพยี งแค่ต้ังหน้าตงั้ ตาแบ่งเซลล์ไปเร่ือยๆ
ไม่นานนักร่างกายของคุณก็จะใหญ่โตขึ้นเอง ทว่าปัญหาท่ียากคือ อย่างท่ีสอง
เพราะคุณต้องทำให้ร่างกายมีหัว มีแขนขา มีอวัยวะครบ 32 ประการ แต่จะ
ทำอย่างไรล่ะ ร่างกายท่ีคุณสร้างข้ึนมาถึงจะไม่กลายเป็นแค่กลุ่มเซลล์ที่รวมกัน
เป็นก้อนกลมๆ แต่เป็นทารกท่ีดูน่ารักน่าชัง มีแก้มยุ้ยๆ สองข้าง มีหัวกลมๆ
มีลำตัว มีแขนขา นึกไปนึกมา ภาพความทรงจำหน่ึงก็ผุดขึ้นมาลางๆ เป็นภาพ
ตัวคุณในอดีตกำลังอ่านหนังสือเล่มหนึ่งอยู่ ซ่ึงคนเขียนดูเหมือนจะเป็นหมอ
ช่ือว่า ชัช... ชัช... อะไรสักอย่าง แต่เอาเถอะ หมอน่ันจะชื่ออะไรไม่สำคัญแล้ว
ในตอนน้ี แต่ที่คุณจำได้แม่นยำเลยคือ ในหนังสือเล่มน้ันมีรูปประหลาดอยู่
รูปหน่ึง ซ่ึงน่าจะเป็นกุญแจสำคัญที่จะไขความลับในการสร้างร่างกายให้แก่คุณ
รปู ประหลาดนัน้ มันคืออะไร และมนั จะเผยความลบั เกยี่ วกับการสรา้ งร่างกายของ
เราได้อยา่ งไร?
…..........
ย้อนกลับไปในยุคก่อนชาร์ลส์ ดาร์วิน เมื่อเทคนิคการฝนเลนส์พัฒนา
ดีขึ้นจนสามารถจะใช้เลนส์มาทำงานเป็นกล้องจุลทรรศน์ที่มีกำลังขยายสูง
นักวิทยาศาสตร์ก็เริ่มสนุกกับการนำส่ิงของท่ีมีขนาดเล็กต่างๆ มาส่องเล่นกันดู
การไดเ้ หน็ โลกอกี ใบทเ่ี ลก็ เกนิ กวา่ ตาเปลา่ ของเราจะมองเหน็ เปน็ เรอื่ งนา่ ตน่ื เตน้ มาก
ยง่ิ เทคนิคการทำเลนสพ์ ฒั นามากขน้ึ เท่าไหร่ โลกทไี่ ด้เหน็ กย็ ง่ิ เลก็ ลงเร่อื ยๆ แม้ว่า
นักวิทยาศาสตร์ในยคุ นั้นจะไมเ่ ขา้ ใจสิ่งท่ตี วั เองเห็นเท่าไหรน่ กั กต็ าม
ส่ิงหนึ่งท่ีนักวิทยาศาสตร์นำมาศึกษาด้วยกล้องจุลทรรศน์คือ ตัวอ่อน
ของสิง่ มีชีวิตตา่ งๆ ซึ่งตัวออ่ นนีภ้ าษาวทิ ยาศาสตรเ์ รยี กว่า คพั ภะ หรอื Embryo
(อา่ นวา่ เอ็ม-บร-ิ โอ) ในภาษาอังกฤษ เม่ือนักวิทยาศาสตร์ศกึ ษาตัวอ่อนของสัตว์
ตา่ งๆ รวมท้งั ของคนมากข้นึ ก็พบส่งิ ท่ีไมเ่ คยคาดคดิ มาก่อน เชน่ ทำไมตัวออ่ นของ
สัตว์ที่หน้าตาไม่เหมือนกันเลย เช่น ปลา ไก่ หมู คน ถึงเร่ิมต้นและพัฒนาไป
ววิ ัฒนาการและกำเนดิ มนุษย์ ชัชพล เกยี รติขจรธาดา 039
ในทิศทางเดียวกัน จนตัวอ่อนเหล่านี้มีรูปร่างหน้าตาคล้ายกันมาก ถึงขนาดท่ีมี
นกั วิทยาศาสตรเ์ ขียนจดหมายไปบ่นให้ดารว์ นิ ฟังว่า
“ผมมตี วั ออ่ นดองเกบ็ ไวอ้ ยสู่ องตวั แตผ่ มลมื เขยี นชอื่ ตดิ เอาไวด้ ว้ ย ตอนน ี้
เลยดไู มอ่ อกวา่ ตวั ออ่ นทงั้ สองนเ้ี ปน็ ตวั ออ่ นของสตั วก์ ลมุ่ ไหน ไม่รวู้ า่ มนั เปน็ ตวั ออ่ น
จำพวกสตั วเ์ ลอื้ ยคลาน พวกนก หรอื วา่ เปน็ สตั วเ์ ลย้ี งลกู ดว้ ยนมกนั แน่ รา่ งกายของ
ตัวอ่อนเหล่านี้มันเติบโตเหมือนกันมากเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็นส่วนหัวหรือส่วน
ลำตัว”
คนท่ีเขียนจดหมายฉบับน้ีไม่ใช่นักเรียนหรือนักวิทยาศาสตร์อ่อน
ประสบการณ์ แต่เขาคอื คารล์ เอริ ์นสท์ วอน แบร์ (Karl ernst von Baer) ซงึ่ อาจ
ถอื ไดว้ า่ โลกทั้งใบในยคุ นัน้ ไม่มีใครมคี วามรู้เกย่ี วกบั ตัวอ่อนดเี ท่าเขาอกี แลว้
สิ่งที่แปลกอีกอย่างท่ีนักวิทยาศาสตร์พบคือ ในระหว่างท่ีร่างกายกำลัง
ค่อยๆ ก่อตัวน้ัน มีหลายคร้ังท่ีเม่ืออวัยวะถูกสร้างข้ึนจากที่หน่ึงแล้วก็จะย้ายไป
อยู่อีกท่ีหนึ่ง เช่น การสร้างอัณฑะในคนจะเกิดข้ึนใต้ตับ แต่เม่ือสร้างเสร็จแล้ว
กลับต้องย้ายท่ีลงไปอยู่ระหว่างขา ทำไมมันไม่ถูกสร้างที่ระหว่างขาแต่แรกจะได้
ไมต่ อ้ งยา้ ยท ่ี หรอื บางครงั้ รา่ งกายสรา้ งสว่ นทเี่ กนิ ออกมาแลว้ สลายมนั ไปในภายหลงั
เช่น ในตัวอ่อนของคนจะมีช่วงท่ีสร้างเส้นเลือดใหญ่ข้ึนมาหกเส้นแต่สลายไป
สามเส้น หรือในช่วงที่ตัวอ่อนปลาโลมามีอายุได้ 24 วัน มันจะมีเน้ือเย่ือขาหลัง
งอกออกมาเหมอื นสตั วอ์ นื่ ๆ ทมี่ ขี ารวมทงั้ คนดว้ ย แตพ่ อมอี ายไุ ดป้ ระมาณ 48 วนั
ขาหลงั น้นั ก็สลายไป
อีกตัวอย่างคือ ในตัวอ่อนปลาจะมีส่วนท่ีหน้าตาเหมือนเหงือกปลา
และเม่ือปลาโตเป็นตัวเต็มวัยส่วนน้ันก็จะขยายใหญ่ขึ้น และทำหน้าที่เป็นเหงือก
ซึ่งก็ไม่แปลกอะไร แต่เม่ือไปดูตัวอ่อนของหมู ไก่และคน ตัวอ่อนเหล่าน้ีมีส่วน
ที่คล้ายเหงือกปลาแทบท้ังสิ้น แต่ส่วนนี้ในสัตว์อื่นเมื่อตัวอ่อนพัฒนาไปเรื่อยๆ
จะคอ่ ยๆ สลายไปเกอื บหมด จะมหี ลงเหลอื อยกู่ เ็ พยี งบางสว่ นเทา่ นน้ั แตเ่ ราทกุ คน
รดู้ วี า่ ไก ่ หม ู และตวั เราเองไมม่ เี หงอื กแบบปลาและเรากห็ ายใจในนำ้ ไมไ่ ด ้ นน่ั เปน็
เพราะอวยั วะส่วนทเ่ี จรญิ ไปเปน็ เหงอื กในปลาเจริญไปทำหน้าที่อ่ืนในคน เชน่ เปน็
กลา้ มเนื้อ เสน้ ประสาท เส้นเลือด กระดูก ฯลฯ ในบริเวณศีรษะและคอ
การเจริญของตัวอ่อนเหล่านี้ทำไมมันเป็นเช่นน้ัน? ธรรมชาติซ่อน
ความลบั อะไรเอาไว้ในแบบแผนนี?้ เมือ่ หนงั สือของชาร์ลส์ ดาร์วนิ ตพี มิ พ์ออกมา
นักวิทยาศาสตร์กลุ่มที่ศึกษาเร่ืองตัวอ่อนก็นำแนวคิดนี้มาอธิบายการเจริญเติบโต
ของตวั ออ่ น และหนง่ึ ในนกั วทิ ยาศาสตรท์ ถ่ี กู พดู ถงึ ทงั้ ในแงด่ แี ละไมด่ มี ากทส่ี ดุ กค็ อื
เอริ น์ สท์ เฮกเกิล้ (Ernst Haeckel)
เฮกเกิ้ลเป็นหนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ท่ียิ่งใหญ่ชาวเยอรมัน ซ่ึงเมื่อเขา
ได้อ่านหนังสือของดาร์วินก็ทำให้เขาประทับใจอย่างมากและนำเขาไปสู่ความเช่ือ
ท่ีว่ากระบวนการพัฒนาของตัวอ่อนท่ีคล้ายกันเป็นหลักฐานช้ินสำคัญท่ีช่วยยืนยัน
040 เรอ่ื งเลา่ จากร่างกาย เขา้ ใจรา่ งกาย พฤติกรรมและธรรมชาติผา่ นกระบวนการววิ ฒั นาการ
ปลา ซาลาแมนเดอร์ เตา่ ไก่ หมู วัว กระตา่ ย มนษุ ย์
เปรยี บเทียบตวั ออ่ นของคนกับสตั วอ์ ื่นๆ ในหนังสอื ของเฮกเกล้ิ
วิวัฒนาการและกำเนิดมนุษย์ ชัชพล เกียรตขิ จรธาดา 041
วา่ ววิ ฒั นาการเปน็ เรอ่ื งจรงิ เขาตง้ั กฎทอ่ี ธบิ ายปรากฏการณน์ ขี้ น้ึ มาวา่ Biogenetic
Law หรือ Recapitulation Theory แต่ทฤษฎีของเขามักถูกอ้างถึงด้วยชื่อ
อีกช่ือหน่ึงคือ “Ontogeny Recapitulates Phylogeny” ถึงตรงน้ีผมเริ่มได้ยิน
ผอู้ า่ นพมึ พำวา่ ชกั ไปกนั ใหญแ่ ลว้ ศพั ทอ์ ะไรไมร่ อู้ อกมาเตม็ ไปหมด อยา่ เพง่ิ ตกใจไป
เพราะผมจะไม่ลงไปในรายละเอียด เน่ืองจากปัจจุบันเรารู้แล้วว่าทฤษฎีน้ีผิด
แต่แม้ว่าทฤษฎีน้ีจะผิด ใจความส่วนหนึ่งก็มีคุณค่ามากพอที่เราจะเสียเวลาพูดถึง
กันสกั หน่อย
โดยกว้างๆ แล้ว เฮกเกิ้ลพยายามบอกว่าการเจริญเติบโตของตัวอ่อน
ในท้องแม่หรือในไข่ เป็นเหมือนกับการเล่นหนังซ้ำอีกรอบของกระบวนการ
วิวัฒนาการ หรือพูดแบบง่ายๆ คือ ในท้องแม่ก่อนที่เราจะมาคล้ายคน เรา
คล้ายลิงมาก่อน และก่อนคล้ายลิงเราคล้ายหนูมาก่อน ก่อนคล้ายหนูเราคล้าย
สัตว์เลื้อยคลาน ก่อนคล้ายสัตว์เล้ือยคลาน เราคล้ายสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก
และก่อนหน้านั้นเราคล้ายปลา เฮกเกิ้ลได้วาดรูปตัวอ่อนของสัตว์ต่างๆ เทียบกัน
เพื่อช้ีให้เห็นว่ามันคล้ายกันมากแค่ไหน แต่ปัญหาคือรูปของเฮกเกิ้ลนั้นมันผิดไป
จากความเป็นจริง ทำให้มีคนกล่าวหาเขาว่าจงใจบิดเบือนรูปเพ่ือสนับสนุนทฤษฎี
ตวั เอง แตก่ ารกล่าวหานไ้ี ม่มหี ลกั ฐานท่พี สิ จู น์ไดว้ ่าเขาจงใจบดิ เบอื น หลกั ฐานใน
ระยะหลังพบว่าเขาไม่ได้ต้ังใจบิดเบือนภาพ และเม่ือเขาทราบว่าภาพมันผิดเขาก็
แก้ไขให้ถกู ตอ้ งในภายหลงั
ถ้าทฤษฎีของเฮกเกิ้ลผิด แล้วอะไรคือเบ้ืองหลังท่ีแท้จริงของแบบแผนที่
ทำใหต้ วั ออ่ นของสตั วห์ ลายชนดิ มรี ปู แบบการพฒั นาเหมอื นกนั ? อะไรคอื คำอธบิ าย
การสร้างอวัยวะท่ีไม่จำเป็นและสลายมันไประหว่างเจริญเติบโต? อะไรคือเหตุผล
ท่ีระหว่างทีร่ ่างกายกำลงั พัฒนา อวัยวะต่างๆ ต้องย้ายท่ีไปมา?
…..........
คุณได้สติกลับคืนมาจากความคิดที่ล่องลอยไปในอดีตอีกคร้ัง ทุกความ
กังวลใจตา่ งๆ หายไปหมดสน้ิ เพราะบดั น้ีคณุ รแู้ ลว้ ว่าทำอย่างไรจงึ จะทำให้ตวั เอง
กลายไปเป็นทารกท่ีหน้าตาดีใช้ได้เหมือนคนอื่นๆ สิ่งท่ีคุณต้องทำในตอนนี้ก็เพียง
แค่อ่านข้อความท่ีบันทึกอยู่ในพันธุกรรมและทำตามน้ันไปทีละข้ัน แน่นอนว่าอาจ
จะมีจุดหนึ่งท่ีหน้าตาคุณจะแปลกประหลาดไปบ้าง ดูไม่ค่อยเหมือนคนเท่าไหร่
แต่มันจะเกดิ ข้ึนแค่ช่วงสัน้ ๆ เทา่ นน้ั เพราะเมือ่ คณุ เริม่ แบ่งตัวจาก 1 เซลล์เปน็ 2
เซลล์ จาก 2 เปน็ 4 ตอ่ มามรี ปู รา่ งเปน็ ทรงกลม จากนนั้ กม็ โี พรงเกดิ ขนึ้ ตรงกลาง
ร่างกายคุณจากก้อนกลมเปลี่ยนไปเป็นรูปทรงรีๆ ท่ีมีทิศหัวทิศหาง เริ่มมีการ
เจรญิ เตบิ โตแบบสมมาตร คอื ฝง่ั ซา้ ยและขวาเจรญิ ไปเทา่ ๆ กนั นอกจากนรี้ า่ งกาย
ของคุณยังมีการแบ่งออกเป็นส่วนๆ หรือเป็นปล้องๆ เช่น ส่วนที่จะเจริญไปเป็น
หัวแยกจากส่วนท่ีจะเจริญไปเป็นแขน และแยกจากส่วนที่จะเจริญไปเป็นหน้าอก
บนลำตวั มีปุม่ นนู เลก็ ๆ เกดิ ขึน้ 4 ปุ่มด้วยกัน ปมุ่ เหล่านี้จะเจริญไปเปน็ แขนและขา
042 เร่ืองเลา่ จากรา่ งกาย เข้าใจรา่ งกาย พฤตกิ รรมและธรรมชาติผา่ นกระบวนการวิวฒั นาการ
คณุ รวู้ า่ ตวั ออ่ นของปลา ไก่ หมแู ละสตั วอ์ น่ื ๆ ตา่ งกส็ รา้ งรา่ งกายดว้ ยวธิ เี ดยี วกบั คณุ
เพราะพวกเราใชพ้ นั ธกุ รรมเดยี วกนั ในการสรา้ งรา่ งกายใหส้ มมาตรใหม้ ที ศิ หวั ทศิ หาง
ให้มรี า่ งกายเป็นปล้อง และใหม้ ปี มุ่ แขนขา 4 ป่มุ
เมอื่ คุณอายไุ ด้ 4 สปั ดาหใ์ นท้องแม่ คุณกจ็ ะมีหนา้ ตาคล้ายรูปท่ีเฮกเกลิ้
เคยวาดเอาไว้ คุณรู้ว่าเฮกเกิ้ลผิดตรงท่ีเช่ือว่าการเจริญเติบโตของตัวอ่อนเป็น
การพฒั นาผา่ น “ตวั เตม็ วยั ” ของสตั วอ์ น่ื ทวี่ วิ ฒั นาการมากอ่ น แตใ่ นความเปน็ จรงิ แลว้
การทคี่ ณุ มสี ว่ นทค่ี ลา้ ยเหงอื กไมไ่ ดแ้ ปลวา่ คณุ จะมชี ว่ งทก่ี ลายเปน็ ปลา แตค่ ณุ สรา้ ง
รา่ งกายตามคำส่งั เก่าทม่ี อี ยู่ในพันธุกรรม คุณสร้างร่างกาย “บางส่วน” เหมอื นท ่ี
“ตวั ออ่ น” ของปลาสรา้ ง คณุ รดู้ วี า่ อกี ไมน่ านจะมคี ำสงั่ ทใ่ี หมก่ วา่ เขยี นอยใู่ นพนั ธกุ รรม
บอกให้คุณสลายบางส่วนของเหงือกทิ้งไปซะ แต่ส่ิงหนึ่งที่คุณไม่แน่ใจคือทำไมคุณ
ซงึ่ เป็นคนถึงมีพนั ธกุ รรมของปลาปนเขา้ มาได?้
ในสว่ นนผี้ มขออาสาอธิบายให้ฟังก็แล้วกนั ครบั ... ใน 10 กวา่ ปีที่ผา่ นมาน้ ี
นักวิทยาศาสตร์เรียนรู้เกี่ยวกับพันธุกรรมของส่ิงมีชีวิตต่างๆ มากมาย ส่ิงหน่ึง
ซงึ่ สรา้ งความประหลาดใจให้กับเราเปน็ อันมากคือ พันธุกรรม(ยีน)ต่างๆ ท่ีเราใช้
สร้างร่างกายของตัวเราน้ัน เราไม่ได้คิดข้ึนมาเอง แต่รับมันมาจากสัตว์อ่ืนๆ ท่ี
วิวัฒนาการมาก่อนหน้าเรา โดยการท่ีเราสร้างร่างกายบางส่วนตามคำส่ังเดิมและ
เพม่ิ คำสง่ั ใหมเ่ ขา้ ไปตอ่ ทา้ ย คำสง่ั เดมิ สงั่ ใหเ้ ราสรา้ งเสน้ เลอื ดขนึ้ มา 6 เสน้ แตค่ ำสงั่
เพ่ิมเติมบอกให้สลายมันทิ้งไป 3 เส้น คำส่ังเดิมบอกให้สร้างอัณฑะไว้ข้างใต้ตับ
เหมือนทป่ี ลาฉลามสร้าง แต่คำส่งั เพมิ่ เติมบอกใหย้ ้ายมันลงไปท่หี วา่ งขา
เม่ือเข้าใจดังน้ันคุณก็วางใจมากข้ึน เพราะรู้ว่าอีกไม่นานคุณและตัวอ่อน
ของสัตว์อกี หลายชนดิ เชน่ ปลา กบ วัว จะสรา้ งไตขึ้นมาค่หู น่งึ คุณเรียกไตคูน่ ี้วา่
Pronephros (เอ่อ...ไม่ต้องไปสนใจช่ือมันก็ได้ครับ) แต่หลังจากนั้นไม่นานไต
คู่นี้ก็จะสลายไป ยกเว้นตัวอ่อนของปลาโบราณทั้งหลาย เช่น ปลาปากกลม
พวกมันจะเกบ็ ไตนีไ้ ว้ แต่สำหรบั ปลาอนื่ ๆ กบ วัว และคุณจะมีไตขน้ึ มาใหม่อีกหนง่ึ
คู่ชื่อว่า Mesonephros และก็เช่นเดียวกัน คุณและวัวจะสลายส่วนหนึ่งของไตนี้
ท้ิงไป แต่ปลาและกบมันจะใช้ไตนี้เป็นไตถาวรของมัน ส่วนคุณและวัวจะสร้างไต
ของจรงิ ขึ้นมาและเรยี กมันว่า Metanephros
เม่ือคุณอายุได้ 6 เดือนในท้องแม่ ก็ต้องตกใจอีกครั้งเพราะอยู่ดีๆ ก็มี
ขนอ่อนข้ึนมาเต็มตัวเหมือนลูกลิงไม่มีผิด แต่คุณนึกขึ้นมาได้ว่าร่างกายคุณสร้าง
ขนอ่อนเหล่าน้ีหรือที่เรียกว่า Lanugo (อ่านว่า ลา-นู-โก) ขึ้นมาจากคำสั่งเดิม
สมัยท่ีคนยังมีบรรพบุรุษร่วมกับลิงท้ังหลาย ทุกวันนี้ลูกลิงชิมแปนซีก็มีขนขึ้นเมื่อ
มันอายุได้ 6 เดือนในท้องแม่เหมือนกับเรา นั่นไม่ใช่เร่ืองแปลกเพราะชุดคำสั่ง
ของมนั กบั เราคงจะเปน็ ชดุ พนั ธกุ รรมเดยี วกนั (ยนี เดยี วกนั ) ถา้ รออกี หนอ่ ยเมอ่ื คณุ
อายุ 8 เดอื น พนั ธกุ รรมทเี่ ปน็ คำสง่ั ใหมจ่ ะเรม่ิ การทำงานแลว้ ขนเหลา่ นก้ี จ็ ะคอ่ ยๆ
ร่วงหลุดไป และนี่เองท่ีแม่บางคนท่ีลูกคลอดก่อนกำหนดเมื่อไปเห็นลูกท่ีนอนใน
วิวัฒนาการและกำเนิดมนุษย์ ชัชพล เกียรติขจรธาดา 043
ตู้อบอาจจะตกใจวา่ ทำไมลกู ฉนั ขนเยอะเหมือนลกู ลิง เมอ่ื คุณคลอดออกมา ผูใ้ หญ่
ทงั้ หลายชอบเอานว้ิ ชมี้ าวางบนมอื นอ้ ยๆ ของคณุ และชอบอกชอบใจทคี่ ณุ กำมอื ของ
ท่านไว้แน่น จริงๆ แล้วพฤติกรรมน้ีก็มาจากพันธุกรรมเดียวกับที่ลูกลิงใช้เพื่อให้
มันเกาะขนแม่ของมันเวลาแม่มันเดินไปมาหรือโหนไปตามก่ิงไม้ เพียงแต่ว่าคำสั่ง
เหล่าน้ียังไม่มีคำส่ังใหม่มายกเลิก มันจึงเหมือนเป็นหลักฐานช้ินหนึ่งท่ีบอกถึง
ความเปน็ ญาตขิ องคุณกบั ลิงทงั้ หลายทีก่ ำลังจะสญู พันธจ์ุ ากโลกน้ใี นอกี ไม่นาน
…..........
คุณตื่นมาในเช้าของวันเกิดครบรอบ 3 ขวบ คุณพ่อคุณแม่จึงตั้งใจ
ว่าจะพาคุณไปเที่ยวสวนสัตว์และพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำเป็นคร้ังแรกในชีวิต แน่นอน
วา่ คณุ ตน่ื เตน้ เหมอื นเดก็ อนื่ ๆ ทว่ั ไป แตค่ ณุ ไมไ่ ดต้ น่ื เตน้ ทจี่ ะไดเ้ หน็ สตั วท์ หี่ นา้ ตา
แปลกประหลาดเหมือนเด็กอ่ืน คุณตื่นเต้นเพราะคุณรู้ว่าวันน้ีคุณจะพบกับความ
เป็นมาของร่างกายเรา คุณจะไปเรียนรู้ว่าสัตว์ท้ังหลายมีความเป็นญาติกับเรา
อย่างไร เม่ือคุณเห็นฟองน้ำคุณจะเห็นญาติท่ีเก่าแก่ของเรา การที่เซลล์ต่างๆ
ในรา่ งกายเราและสัตว์ต่างๆ ทวั่ โลกเกาะอยู่รวมกนั เป็นกลมุ่ และกลายเปน็ รา่ งกาย
ท่ีใหญ่โตได้นั้นต้องขอบคุณพันธุกรรมหรือยีนของปู่ทวดฟองน้ำ เมื่อเห็นดอกไม้
ทะเลคุณก็จำได้ทันทีว่าในวันท่ีคุณยังอยู่ในท้องแม่ขณะที่ร่างกายของคุณกำลัง
เปลย่ี นรปู รา่ งจากทรงกลมเปน็ รปู รา่ งรๆี ทมี่ คี วามสมมาตร คณุ กใ็ ชย้ นี ของดอกไม้
ทะเลสร้างความสมมาตรขึ้นมา ตาท่ีทำได้แค่รับแสงของหนอนตัวแบนก็เป็น
ตน้ กำเนดิ ดวงตาของเรา แตท่ น่ี า่ ทงึ่ สดุ คงเปน็ เพรยี งหวั หอมทเี่ กาะอยตู่ ามหนิ (และ
ตำเท้าเวลาคุณไปยืนบนโขดหินริมทะเล) เพราะมันคือสัตว์ที่สร้างสมองรุ่นแรก
ซึ่งต่อมาพฒั นาจนกลายมาเป็นสมองของเรา
อวัยวะบางอย่างเราไม่สามารถมองด้วยตาเปล่าแล้วรู้ได้ว่าเรานำอวัยวะ
ของสตั วอ์ น่ื มาพฒั นาใช้ เช่น เมือ่ เหน็ ปลาท่ีวา่ ยกันเป็นฝงู และพลิกตวั ไปมาอยา่ ง
พรอ้ มเพรยี ง คณุ รวู้ า่ มนั ทำไดเ้ พราะบรเิ วณดา้ นขา้ งลำตวั ของปลา ตรงทท่ี สี่ ขี องมนั
เปล่ียนจากสีอ่อนเป็นสีเข้ม มันจะมีอวัยวะที่มีขนเล็กๆ มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า
เป็นแนวยาวไปตามลำตัว ขนน้ีจะทำหน้าที่รับแรงสั่นสะเทือนของน้ำทำให้มันรู้ว่า
ปลาทวี่ า่ ยขา้ งๆ ตวั มนั เคลอื่ นไหวอยา่ งไร ทกุ วนั นเี้ ราไมไ่ ดว้ า่ ยอยใู่ นนำ้ เหมอื นปลา
เราจึงไม่มีอวัยวะน้ีท่ีข้างลำตัวของเรา แต่เรานำยีนหรือพันธุกรรมน้ีมาใช้ทำ
หน้าที่อื่น น่ันคือ หูชั้นในของเราที่ช่วยในการทรงตัว ทำงานได้เพราะมีขนเล็กๆ
ลอยอยู่ในนำ้ (หลายคนรู้จกั มันในชอ่ื นำ้ ในห)ู ขนนี้ไมใ่ ช่ของใหม่ แต่สรา้ งมาจาก
ยนี เดยี วกบั ทปี่ ลาใช้รับการเคลอ่ื นไหวของปลาตัวข้างๆ และแนน่ อนวา่ เมือ่ คุณเหน็
ครบี ปลาคณุ ร้วู า่ กำลังมองดูตน้ กำเนิดแขนขาของตัวเอง
…..........
044 เรอ่ื งเลา่ จากรา่ งกาย เขา้ ใจรา่ งกาย พฤตกิ รรมและธรรมชาตผิ า่ นกระบวนการววิ ฒั นาการ
ทั้งหมดนี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร? ยีนหรือพันธุกรรมท่ีถูกนำมาใช้ซ้ำ
รีไซเคิลในรูปแบบใหม่หรือดัดแปลงไปทำหน้าที่ใหม่มันเกิดข้ึนได้อย่างไร? อะไร
ทำให้สัตว์ทั้งหลายท่ีเป็นญาติกันมีความแตกต่างหลากหลายมากมายเช่นทุกวันน ้ี
ทำไมธรรมชาติต้องทำเช่นนี้กับเรา จะเข้าใจได้เราต้องกลับไปหาชาร์ลส์ ดาร์วิน
กันอีกคร้ัง เพ่ือท่ีจะไปดูกันว่าการคัดเลือกตามธรรมชาติของดาร์วินมันคืออะไร
กันแน่…
ววิ ฒั นาการและกำเนดิ มนุษย์ ชัชพล เกียรติขจรธาดา 045
06
{ }การคดั เลือกตามธรรมชาต ิ
เรม่ิ จากความหลากหลายทถี่ ่ายทอดทางพนั ธกุ รรมได้
นำไปสูค่ วามได้เปรียบในการสง่ ตอ่ พนั ธุกรรม
ผลทต่ี ามมาอยา่ งเลี่ยงไม่ได้คือ การคัดเลือกตามธรรมชาติ
บา่ ยของวนั ท่ี 15 กนั ยายน ปี ค.ศ. 1835 ในมหาสมุทร
อันเวิ้งว้าง ไกลออกไปสุดขอบฟ้า ดาร์วินและลูกเรือ
HMS Beagle เร่ิมมองเห็นยอดเขาสูงท่ีตั้งอยู่บน
เกาะแห่งหน่ึง นับเป็นเวลาเกือบ 4 ปีแล้วต้ังแต่ดาร์วิน
เดนิ ทางออกมาจากองั กฤษ และขณะนเี้ ขาไดเ้ ดนิ ทางไปถงึ
หมเู่ กาะนอ้ ยใหญจ่ ำนวนมากทตี่ งั้ อยใู่ นมหาสมทุ รแปซฟิ กิ
ทางทศิ ตะวนั ตกของทวปี อเมรกิ าใต ้ หมเู่ กาะกาลาปากอส
แห่งน้ีเดิมเคยเป็นส่วนหนึ่งของก้นทะเลลึกท่ีแตกกะเทาะ
ขน้ึ มาจากการระเบดิ ของภเู ขาไฟใตม้ หาสมทุ รเมอ่ื หลายลา้ น
ปกี ่อน ในเวลาน้ัน ชารล์ ส์ ดารว์ นิ ไมร่ ้เู ลยวา่ 5 สปั ดาห์
ที่เขาจะศึกษาและเก็บตัวอย่างพืชและสัตว์ในบริเวณน้นั
จะเปน็ หว้ งเวลาทจ่ี ะเปลย่ี นแปลงวทิ ยาศาสตรไ์ ปอยา่ งสน้ิ เชงิ
และเป็นการเปล่ียนแปลงท่ียังมีอิทธิพลต่อวิทยาศาสตร์
จวบจนถงึ ทุกวนั น้ี
046 เรือ่ งเล่าจากร่างกาย เข้าใจรา่ งกาย พฤตกิ รรมและธรรมชาตผิ ่านกระบวนการววิ ัฒนาการ
เมื่อดาร์วินไปสำรวจเกาะต่างๆ ในหมู่เกาะกาลาปากอส เขาพบว่าเกาะ
เหลา่ นี้ไมใ่ ช่เกาะทสี่ วยงามเลย พน้ื หินสีดำของเกาะที่เกดิ จากการแขง็ ตวั ของลาวา
ต้นไม้ สัตว์และนกเองก็ไม่ค่อยมีสีสันมากนัก กิ้งก่าอีกัวน่าก็หน้าตาน่าเกลียด
แตอ่ ยา่ งไรกต็ ามเกาะเหลา่ นกี้ ด็ งึ ดดู ความสนใจของเขาไดไ้ มน่ อ้ ย เพราะหลายอยา่ ง
ทีเ่ ขาพบเหน็ บนเกาะเหล่าน้ีมนั แปลก มนั ขดั กับสง่ิ ทเ่ี ขาเคยเรยี นรูม้ า แรกสดุ เลย
เกาะต่างๆ เหลา่ นอี้ ยูห่ ่างจากกนั ไมม่ ากและเกดิ ขึน้ พร้อมกัน จงึ มีสภาพภูมิอากาศ
ความชื้น อุณหภูมิ ลักษณะของดินไม่ต่างกัน แต่ทำไมต้นไม้ต่างๆ บนเกาะ
เหล่านี้ถึงไม่เหมือนกัน ถ้าตามความเชื่อเดิมส่ิงมีชีวิตทั้งโลกถูกสร้างขึ้นมาใน
คร้ังเดียว และเมื่อสร้างแล้วก็ถูกนำไปวางในท่ีต่างๆ ซ่ึงเหมาะกับส่ิงมีชีวิตน้ันๆ
หมายความวา่ ถา้ เราเขา้ ไปเดนิ ในปา่ ทไี่ หนสกั แหง่ ตราบใดทเ่ี รายงั เดนิ อยใู่ นบรเิ วณ
ที่มีภมู อิ ากาศคล้ายๆ กนั ดนิ คล้ายๆ กนั เรากค็ าดว่าเราจะเจอตน้ ไม้ที่คลา้ ยๆ กัน
ในบรเิ วณน้นั แตเ่ กาะเหล่านไี้ ม่ใช่ แมว้ า่ จะมีสภาพแวดล้อมเหมือนกนั แตร่ ะบบ
นิเวศนแ์ ละต้นไม้ในแต่ละเกาะกลับตา่ งกนั ค่อนข้างมาก
อยา่ งทส่ี องคอื ตน้ ไมบ้ นเกาะเหลา่ นแ้ี มว้ า่ มนั จะแตกตา่ งกนั แตท่ ง้ั หมด
กลับไปมีหน้าตาคล้ายหรือเป็นญาติกับต้นไม้ที่อยู่ในทวีปอเมริกาใต้ซึ่งอยู่ห่างออก
ไป 1,000 กิโลเมตร มนั นา่ แปลกใจเพราะภมู อิ ากาศ อุณหภูมิ ลักษณะของดิน
ทั้งสองที่ไม่เหมือนกันเลย ถ้าพืชถูกสร้างมาเพ่ือให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมต้ังแต ่
แรกจรงิ กไ็ มม่ เี หตผุ ลอะไรทจี่ ะสรา้ งมาใหม้ นั คลา้ ยกนั หรอื เราอาจสรปุ สง่ิ ทดี่ ารว์ นิ
สงสัยสั้นๆ ได้ว่า บริเวณท่ีภูมิอากาศคล้ายกันกลับมีต้นไม้ต่างกัน แต่บริเวณท่ี
ภมู อิ ากาศตา่ งกนั กลบั มตี น้ ไมค้ ลา้ ยกนั คำอธบิ ายทอ่ี าจเปน็ ไปไดแ้ ละตรงไปตรงมา
มากกว่า คือเมล็ดพืชจากแผ่นดินใหญ่ลอยน้ำมาท่ีเกาะ แต่ละเกาะจึงมีเมล็ดพืช
ทตี่ า่ งกนั ลอยไปตดิ และเจรญิ เตบิ โตเปน็ ตน้ ไมต้ า่ งกนั ไป แตต่ น้ ไมท้ ง้ั หมดจะคลา้ ยกบั
ต้นไม้บนแผ่นดินใหญ่ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของเมล็ด แล้วต้นไม้เหล่านั้นก็มีการปรับ
เปลี่ยนไปเล็กน้อยเพื่อให้เหมาะกับส่ิงแวดล้อมใหม่ของมัน ทำให้มันต่างไปจาก
ตน้ แมใ่ นแผน่ ดินใหญ่
อย่างไรก็ตามข้อสังเกตเหล่าน้ีก็ยังเป็นแค่ข้อสังเกตและคำอธิบายต่างๆ
ก็ยังเป็นแค่จินตนาการ ไม่มีข้อพิสูจน์อะไร ส่ิงท่ีดาร์วินพอจะทำได้ในตอนน้ันคือ
จดบนั ทกึ สง่ิ ทเี่ ขาสงั เกตเหน็ ตามจรงิ จดคำอธบิ ายทอ่ี าจเปน็ ไปได้ รวมถงึ เกบ็ ตวั อยา่ ง
ของพชื และสตั วช์ นิดตา่ งๆ ส่งกลับไปท่ีเกาะอังกฤษ หนึง่ ในตวั อย่างที่เขาเก็บสะสม
และสง่ กลบั ไปทป่ี ระเทศองั กฤษคอื นกตวั เลก็ ๆ หนา้ ตาธรรมดาหลายชนดิ ในเวลานน้ั
ดาร์วินไม่คิดว่านกเหล่านี้มีอะไรท่ีน่าสนใจ เขาจึงไม่ได้ใส่ใจนักในการจดบันทึกว่า
นกเหล่านีเ้ ขาได้มาจากท่ไี หนบ้าง เม่ือเขาเดนิ ทางกลับไปถึงกรุงลอนดอน ดาร์วนิ
ก็ไดม้ อบนกท้ังหมดใหก้ บั จอหน์ กูลด์ (John Gould) ซงึ่ เป็นผเู้ ชย่ี วชาญเรื่องนก
ขององั กฤษในขณะนัน้ เพ่อื ใหไ้ ปช่วยศึกษาในรายละเอยี ด
วิวัฒนาการและกำเนดิ มนษุ ย์ ชชั พล เกยี รตขิ จรธาดา 047
ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1837 หรือประมาณ 4 เดือนหลังจากดาร์วิน
เดินทางกลับมา กูลด์ก็เชิญดาร์วินไปฟังผลสรุปของการศึกษานกท่ีเขาสะสมมา
กลูด์พบว่านกชนิดต่างๆ ที่ดาร์วินสะสมมาแม้ว่าจะเป็นคนละสปีชีส์กัน แต่ท้ัง
หมด 13 ชนิดนั้นคือนกตระกูลเดียวกันคือ นกฟินช์ นอกไปจากน้ันนกฟินช์
เหล่าน้ีเป็นสปีชีส์ใหม่ท่ีไม่มีใครรู้จักมาก่อนและพบเฉพาะท่ีหมู่เกาะกาลาปากอส
เทา่ นน้ั ความจรงิ สว่ นนสี้ รา้ งความประหลาดใจใหด้ ารว์ นิ เปน็ อยา่ งมาก แรกสดุ เลย
คอื ทำไมหม่เู กาะเลก็ ๆ อย่างหมเู่ กาะกาลาปากอสถึงมีนกฟินช์มากถึง 13 สปชี ีส์
เมือ่ เทยี บกบั แผ่นดินใหญ่ของอเมรกิ าใต้ซึ่งมีเนื้อท่ีกวา้ งกวา่ ภูมอิ ากาศหลากหลาย
กว่า แต่กลับไม่มีความหลากหลายของนกฟินช์มากเท่า อย่างท่ีสองคือ นกฟินช์
ท้ังหมดแม้ว่าจะมีสีต่างกันไปบ้าง จะงอยปากที่รูปร่างและขนาดต่างกัน แต่มัน
ก็ยังมีความคล้ายกันให้พอบอกได้ว่าเป็นญาติกัน แต่ท่ีสำคัญกว่าคือ มันยัง
ไปคล้ายกับนกฟินช์ที่อาศัยอยู่ในทวีปอเมริกาใต้ซ่ึงมีภูมิอากาศ สภาพแวดล้อม
และอาหารต่างจากเกาะกาลาปากอสด้วย
ดาร์วินไม่ได้เข้าใจเรื่องราวท้ังหมดในคราวเดียว แต่นกฟินช์ทำให้เขา
เริ่มเชื่อมากข้ึนว่านกสามารถที่จะเปล่ียนจากสปีชีส์หนึ่งไปเป็นอีกสปีชีส์ได้ และ
ส่ิงแวดล้อมในแต่ละเกาะท่ีต่างกันน่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นกเปล่ียนจาก
สปีชีส์หน่ึงไปเป็นอีกสปีชีส์หน่ึง อาจเป็นไปได้ว่าในอดีตอาจจะมีนกฟินช์ท่ีบินหลง
หรือถูกพายุพัดออกนอกเส้นทางมาจากทวีปอเมริกาใต้แล้วมันก็บินมาพบเกาะใด
เกาะหน่ึงโดยบังเอิญ เม่ือมาถึงเกาะมันก็พบแหล่งอาหารใหม่ที่ยังไม่มีนกอ่ืนพบ
เม่ือมีอาหารมากและไม่มีนกอื่นมาแย่งมันจึงเพ่ิมจำนวนได้อย่างรวดเร็ว ต่อมา
เม่ือนกมีจำนวนมากข้ึน นกส่วนหนึ่งอาจโดนบีบให้ต้องย้ายไปหาท่ีอยู่ใหม่ จึงบิน
ออกไปนอกเส้นทางแล้วไปพบอีกเกาะโดยบังเอิญ แต่บนเกาะน้ีมีอาหารที่ต่าง
ไปจากเกาะแรก เช่น อาจจะไมม่ หี นอน แมลง แตม่ ีเมล็ดพชื เปลอื กแข็งอยมู่ าก
นกท่ีบังเอิญเกิดมามีจะงอยปากท่ีใหญ่กว่า แข็งกว่า ก็สามารถกะเทาะเปลือก
เมล็ดเหล่าน้ีกินได้ดีกว่า เมื่อมันกินอาหารได้ดีกว่า มันก็เจริญเติบโตได้ดีกว่า
รอดตายได้มากกว่า และแข็งแรงกว่านกอื่น มันจึงมีโอกาสผสมพันธุ์มากกว่า
และมีลกู มากกว่า ถา้ ขนาดของจะงอยปากถ่ายทอดจากพ่อแมไ่ ปสู่ลกู ได้ ลกู มันกม็ ี
แนวโนม้ ทจ่ี ะมจี ะงอยปากใหญเ่ ชน่ กนั ทำใหร้ นุ่ หลานกม็ แี นวโนม้ จะมจี ะงอยปากใหญ ่
เช่นกัน ในทางตรงกันข้ามนกท่ีจะงอยปากเล็กก็มีลูกหลานได้น้อย ลักษณะของ
จะงอยปากเล็กก็มีโอกาสจะหายไปจากเกาะน้ัน และเม่ือนกแยกกันอยู่นานๆ ไป
นกก็มคี วามแตกตา่ งกันมากขน้ึ เรือ่ ยๆ จนเกิดเปน็ สปีชีส์ใหมข่ ึน้ มา
แต่ทั้งหมดน้ีเป็นแค่สมมติฐาน ตลอดช่วงเวลาที่ดาร์วินมีชีวิตอยู่เขาเห็น
ตวั อยา่ งอกี มากทสี่ นบั สนนุ ทฤษฎวี วิ ฒั นาการและการคดั เลอื กตามธรรมชาติ แตน่ บั
จากวนั ท่เี ขาจากหมเู่ กาะกาลาปากอสไป เขาไม่เคยมีโอกาสได้กลบั มาพสิ ูจนเ์ ลยว่า
เรื่องราวทเี่ ขาสงสยั เกีย่ วกับนกฟนิ ช์น้ันถูกตอ้ งหรือไม่
048 เรื่องเล่าจากรา่ งกาย เขา้ ใจรา่ งกาย พฤตกิ รรมและธรรมชาติผา่ นกระบวนการวิวัฒนาการ
ในปี ค.ศ. 1973 หรอื 138 ปหี ลงั ดารว์ นิ เดนิ ทางไปถงึ หมเู่ กาะกาลาปากอส
มเี หตกุ ารณส์ ำคญั เกดิ ขน้ึ สองอยา่ งดว้ ยกนั อยา่ งแรกคอื ปนี นั้ เปน็ ปเี กดิ ของผเู้ ขยี น
หนงั สอื เลม่ น ี้ และอยา่ งทสี่ องคอื ปนี นั้ เปน็ ปที ค่ี สู่ ามภี รรยาชาวองั กฤษ Peter และ
Rosemary Grant เดนิ ทางไปถงึ หมเู่ กาะกาลาปากอส เรอื่ งแรกเขา้ ใจวา่ คงไมเ่ ปน็ ท่ี
สนใจสำหรับทา่ นผอู้ า่ นส่วนใหญ่ ดังนั้นเราจะขา้ มไปคุยเรื่องท่ีสองกนั เลย
หมู่เกาะกาลาปากอสเป็นหมู่เกาะท่ีมีเกาะขนาดเล็กใหญ่อยู่รวมกันเป็น
จำนวนมาก หน่ึงในน้ันมีเกาะท่ีมีขนาดเล็กมากๆ อยู่เกาะหนึ่งช่ือว่า เกาะแดฟนี
เมเจอร์ (Daphne Major) ท่ีเกาะแห่งนี้ คู่สามีภรรยาแกรนท์ได้มาสานต่องาน
ที่ดาร์วินไม่เคยมีโอกาสได้ทำและพิสูจน์ให้เห็นว่ากระบวนการวิวัฒนาการและ
การคดั เลอื กตามธรรมชาตสิ ามารถเกดิ ขนึ้ จรงิ ในธรรมชาต ิ และดว้ ยอตั ราทเ่ี รว็ กวา่
ทด่ี าร์วนิ คดิ ไวม้ าก
นกฟนิ ช์ท่ีท้งั คู่สนใจศกึ ษามชี อื่ วทิ ยาศาสตร์ว่า Geospiza fortis ซึ่งเปน็
ทรี่ ้จู ักกันในภาษาอังกฤษธรรมดาวา่ medium ground finch เพราะเป็นนกฟนิ ช์ที ่
หากินตามพ้ืนและมีขนาดปานกลางเมื่อเทียบกับนกฟินช์อ่ืน สามีภรรยาแกรนท ์
เลอื กทจี่ ะศกึ ษาทเ่ี กาะแหง่ นเี้ ปน็ เพราะเกาะมขี นาดเลก็ ทำใหม้ นี กอาศยั อยไู่ ดเ้ ตม็ ท่ี
กแ็ คป่ ระมาณ 2,000 ตวั ซง่ึ นกจำนวนเทา่ นถ้ี อื วา่ ไมม่ ากเกนิ ไปทจี่ ะจบั นกทงั้ หมด
มาทำเครื่องหมายและตามศึกษา ท้ังคู่ตามศึกษานกเหล่านี้อยู่กว่า 30 ปีซ่ึงนาน
พอที่ทง้ั ค่จู ะจำนกเหล่านไี้ ด้ทกุ ตวั และร้วู า่ แตล่ ะตวั เกย่ี วดองกันอยา่ งไร
ในการศกึ ษาสง่ิ หนง่ึ ทท่ี ง้ั คทู่ ำคอื การวดั ขนาดของจะงอยปาก โดยวดั จาก
ขอบบนลงมาขอบลา่ ง ในการวดั ครง้ั แรกเมอ่ื ทงั้ คเู่ รม่ิ เขา้ ไปศกึ ษาพบวา่ นกทงั้ หมด
แม้ว่าจะเป็นนกสปีชีส์เดียวกันแต่ขนาดของจะงอยปากก็ใหญ่เล็กต่างกันไป ตัวท่ี
ปากใหญ่มากๆ มีปากใหญ่ถึง 13 มม. ตัวท่ีปากเล็กมากๆ มีปากแค่ 6 มม.
สว่ นคา่ เฉลยี่ ของขนาดจะงอยปากนกทงั้ หมดอยทู่ ี่ 9.4 มม. นอกไปจากนที้ ง้ั คพู่ บวา่
นกท่มี ีจะงอยปากใหญ่จะกนิ เมลด็ พืชที่แขง็ ๆ ไดด้ กี ว่า สว่ นนกที่มีจะงอยปากเลก็
จะกนิ เมล็ดพชื ท่ีมีเปลือกออ่ นและขนาดเล็กได้ดีกวา่
ในปี ค.ศ. 1977 ถึง 1982 มเี หตนุ า่ เศร้าเกิดขึน้ กับนกแตถ่ ือเป็นโชคดี
ของทง้ั คู่ เพราะในชว่ งเวลานน้ั เกดิ ภาวะแหง้ แลง้ อยา่ งรนุ แรงขนึ้ เมอ่ื อากาศแหง้ แลง้
ต้นไม้ก็ไม่ยอมออกดอก เม่ือไม่ออกดอกก็ไม่มีเมล็ด เม่ือไม่มีเมล็ดนกต่างๆ
ก็ขาดอาหาร ในช่วงเวลานั้นนกบนเกาะตายไปกว่า 80 เปอร์เซ็นต์จากปีก่อนๆ
และเหลือรอดอยแู่ คป่ ระมาณ 200 กวา่ ตวั เม่ือทั้งคเู่ ขา้ ไปศกึ ษาในรายละเอียดวา่
นกทร่ี อดตายมนั มอี ะไรพเิ ศษทตี่ า่ งไปจากนกตวั อน่ื ๆ สง่ิ ทเี่ ขาพบคอื นกเกอื บทง้ั หมด
ที่รอดเป็นนกที่มีจะงอยปากใหญ่ ทำไมจึงเป็นเช่นน้ัน?... เม่ือท้ังคู่ศึกษาลงใน
รายละเอียดก็พบว่า บนเกาะน้ันมีต้นไม้อยู่ชนิดหนึ่งซ่ึงสามารถทนแล้งได้ดีและ
ยังสามารถมีเมล็ดได้ในภาวะแห้งแล้ง แต่เมล็ดของมันมีเปลือกท่ีแข็งมาก ดังน้ัน
นกท่ีจะงอยปากใหญ่และแข็งแรงเท่านั้นท่ีสามารถขบเปลือกออกและกินเน้ือในได้
ววิ ฒั นาการและกำเนิดมนุษย์ ชัชพล เกยี รติขจรธาดา 049