The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เรื่องเล่าจากร่างกาย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by summerwar5u, 2022-12-28 10:02:25

เรื่องเล่าจากร่างกาย

เรื่องเล่าจากร่างกาย

เมอื่ เทยี บกบั สตั วอ์ น่ื   กระเพาะอาหารของเรากเ็ ลก็ มากเมอื่ เทยี บกบั ขนาดตวั   พน้ื ที่ 
ผิวในกระเพาะของเราต้องใหญ่กว่าน้ีอีก 3 เท่าจึงจะสอดคล้องกับขนาดร่างกาย 
ของเรา  ลำไส้ใหญ่ของเรามีพ้ืนที่ผิวน้อยเกินไปเกือบคร่ึง  มีเพียงอย่างเดียวใน 
ทางเดินอาหารของเราท่ไี ม่เลก็ ไปกว่าสตั ว์อ่นื มากนักคือ  ลำไส้เล็ก
การทเ่ี ราลดขนาดของทางเดนิ อาหารลงเกอื บทงั้ หมดมนั จะตอ้ งมขี อ้ ดอี ะไร 
บางอยา่ ง  และขอ้ ดนี น้ั ตอ้ งดกี วา่ ขอ้ เสยี จากการทยี่ อ่ ยอาหารไดน้ อ้ ยลง  ไมเ่ ชน่ นนั้  
ลกั ษณะน้ีคงจะไมถ่ กู คัดเลือกมาในธรรมชาติ  คำถามคอื   อะไรเป็นข้อดขี องการที่ 
ระบบทางเดนิ อาหารเล็กลง
ครง้ั หนา้ กอ่ นทคี่ ณุ จะกนิ อาหารตรงหนา้ อาหารนนั้ อาจจะเปน็ ขา้ วราดแกง 
ไก่ทอด หรือสเต๊ก  คุณลองจินตนาการว่าถ้าคุณต้องใช้มือเปล่าฉีก ทุบ หรือบีบ 
เพ่ือทำให้มันกลายเป็นของเหลวเละๆ  คุณคิดว่าคุณต้องใช้แรงมากแค่ไหน 
แต่ถา้ อาหารน้ันเปน็ อาหารดบิ ไก่ดิบ เนือ้ ดบิ ผกั ดิบ  แน่นอนวา่ พลังงานทใี่ ช้ตอ้ ง 
มากกว่าอาหารสุก  การย่อยอาหารโดยลำไส้เองก็เช่นกัน  กระบวนการบีบอาหาร 
สร้างน้ำย่อย  สร้างกรดท้ังหลายต้องใช้พลังงานค่อนข้างสูง  ตัวลำไส้เองก็เป็น 
กลา้ มเนอื้ ที่ตอ้ งการพลังงานไปหล่อเลย้ี งตลอดเวลา
เม่ือเราเร่ิมกินเนื้อสัตว์มากข้ึน  เราก็เข้าถึงแหล่งของโปรตีนและไขมัน 
ในรปู แบบใหมท่ ใี่ หพ้ ลงั งานสงู   เมอื่ เราทำอาหารใหส้ กุ ดว้ ยความรอ้ น  ความจำเปน็  
ที่จะต้องมีทางเดินอาหารที่ยาวและใหญ่ก็น้อยลง  บรรพบุรุษของเราที่ประหยัด 
พลงั งานตรงนไ้ี ปไดก้ จ็ ะไดเ้ ปรยี บคนอน่ื ๆ  ทำใหท้ างเดนิ อาหารทเ่ี ลก็ ถกู คดั เลอื กมา 
ถา้ คุณประหยัดพลังงานตรงนไี้ ด้ คณุ กจ็ ะมพี ลงั งานเหลอื ไปทำอย่างอื่น ท้ังหมดน ้ี
คือทฤษฎที ีม่ ีชือ่ ว่า Expensive tissue Hypothesis
แล้วพลังงานท่ีเหลือเราเอาไปทำอะไร? คงไม่ต้องสงสัย เราทุกคนรู้ดีว่า 
เราเอามันมาใช้สร้างสมอง แต่คำถามจริงๆ คือ  ทำไมเราเลือกเอาพลังงานมาใช ้
สร้างสมอง? งงกบั คำถามใช่ไหมครับ  เพราะทุกวันนีเ้ ราเหน็ แลว้ วา่ พลงั ของสมอง 
ทำอะไรไดบ้ า้ ง สรา้ งตกึ สงู สรา้ งเครอื่ งบนิ สรา้ งเรอื ดำนำ้ สมองมนั มปี ระโยชนแ์ นๆ่
แตป่ ญั หามนั อยทู่ วี่ า่ สมองเราไมไ่ ดว้ วิ ฒั นาการกระโดดจากสมองลงิ มาเปน็ สมองคน 
กระบวนการวิวัฒนาการไม่ใช่การวางแผนระยะยาว  และสมองเราไม่ได้มุ่งหน้า 
มาทศิ ทางนเ้ี รอ่ื ยๆ เพอื่ ทจ่ี ะกลายมาเปน็ สมองอยา่ งทเี่ รามใี นปจั จบุ นั   การคดั เลอื ก 
จะไปในทิศทางไหนได้ทิศทางน้ันต้องให้ประโยชน์หรือความได้เปรียบกลับมา 
ทันที  หมายความว่า  ลิงที่ฉลาดกว่าตัวอื่นนิดนึงต้องได้เปรียบจากความฉลาด 
นิดเดียวนั้นในทันที  ไม่เช่นนั้นความฉลาดนิดเดียวนั้นจะไม่ถูกคัดเลือกมา 
ดังนั้นคำถามที่ควรเป็นคือ  ทำไมลิงถึงกลายเป็นลิงที่ฉลาดกว่าตัวอ่ืนหน่อยนึง? 
ทำไมมันไม่เอาพลังงานท่ีเหลือไปสร้างลิงที่แข็งแรงกว่าตัวอื่นหน่อยนึง?  ทำไม 
เลือกสมองแทนที่จะเป็นกล้ามเน้ือ?  สมองท่ีฉลาดกว่าหน่อยนึงจะต้องดีกว่าลิง 
ทแี่ ขง็ แรงกวา่ ตวั อนื่ หนอ่ ยนงึ ไมเ่ ชน่ นนั้ ความฉลาดกวา่ หนอ่ ยนงึ จะไมถ่ กู คดั เลอื กมา 

100 เรอ่ื งเลา่ จากร่างกาย เข้าใจรา่ งกาย พฤติกรรมและธรรมชาติผ่านกระบวนการววิ ัฒนาการ

และถา้ ความฉลาดกวา่ หนอ่ ยนงึ ไมถ่ กู คดั เลอื กมา  ความฉลาดกวา่ มากๆ กไ็ มม่ ที าง 
เกดิ ขน้ึ ได ้ ในบทถดั ไปเราจะไปหาคำตอบกนั วา่   ฉลาดกวา่ หนอ่ ยนงึ มนั ดกี วา่ อยา่ งไร?

ววิ ัฒนาการและกำเนิดมนุษย์ ชัชพล เกียรติขจรธาดา 101

14

{ }ฉลาดกว่าหน่อยนงึ ดีอย่างไร
(กำเนิดสมองคน ตอนจบ) 

การอยู่รวมกันเป็นสงั คมใหญ่ ลิงตัวไหนที่สามารถบอกได้ว่า
“ฉันรวู้ ่าเขาร้วู า่ ฉนั รู้” ยอ่ มจะไดเ้ ปรียบลงิ อืน่ ๆ

เส้นทางจากบรรพบุรุษของเราที่รูปร่างหน้าตาคล้ายลิง 
มาเป็นคน  ไม่ได้เป็นการเดินทางผ่านกาลเวลามาเพียง 
ตระกลู เดยี วหรอื เผา่ พนั ธเ์ุ ดยี ว  ซง่ึ ถา้ เราจะมองวา่ จดุ ทเี่ รา 
มบี รรพบรุ ษุ รว่ มกบั ชมิ แปนซเี ปน็ จดุ เรมิ่ ของกง่ิ ไม ้ กงิ่ ไมน้ ้ี 
จะไม่ได้มีแขนงเดียวหรือสองสามแขนงแล้วกลายมาเป็น 
คน  แต่มันเป็นพุ่มไม้ซึ่งเราเองก็ยังไม่รู้ว่าพุ่มไม้นั้นใหญ่ 
แค่ไหน  แต่ท่ีแน่ๆ คือ ย่ิงนักวิทยาศาสตร์ศึกษามากข้ึน 
เท่าไหร่  เราย่ิงค้นพบว่าพุ่มไม้น้ันมันใหญ่ข้ึนได้อีกเร่ือยๆ 
การวิวัฒนาการจากบรรพบุรุษท่ีคล้ายลิงจนกลายมาเป็น 
คนก็ไม่ได้มาเป็นเส้นตรงเหมือนที่เคยเชื่อกันในอดีต 
ทว่าในยุคหน่ึงเมื่อ 3-4 ล้านปีก่อนอาจมีลิงท่ีไม่มีหาง 
เปน็ สบิ ๆ สปชี สี เ์ ดนิ กนั ใหข้ วกั ไขว ่ ลงิ เหลา่ นอ้ี าจจะไมส่ นใจ 
กัน  ต่างคนต่างอยู่  อาจจะกินกันเองเหมือนที่ทุกวันนี้ 
ชิมแปนซีล่าลิงโคลัมบัสเป็นอาหาร  หรือแย่งอาหารแย่ง 
ท่ีอยกู่ นั   โดยที่เราก็ยังไม่รแู้ นช่ ดั

102 เรอ่ื งเล่าจากรา่ งกาย เข้าใจร่างกาย พฤตกิ รรมและธรรมชาติผา่ นกระบวนการวิวัฒนาการ

อย่างท่ีกล่าวไว้ข้างต้นว่า  เร่ืองราวความเป็นมาของเผ่าพันธ์ุของเราน้ัน 
ช่างซับซ้อน  ซ่ึงเราจะไม่ไปพยายามลงรายละเอียด  (ถ้าท่านใดสนใจจริงคงต้อง 
ปิดหนังสือเล่มน้ี แล้วไปหาอ่านจากหนังสือท่ีเขียนโดยผู้เช่ียวชาญจริงๆ) แต่ส่ิง 
ที่เราจะมาดูกันในตอนนี้คือ  ภาพรวมกว้างๆ ของบรรพบุรุษเรา  เพราะผม 
อยากให้เห็นว่าในภาพรวมแล้วร่างกายของเรามีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง 
โดยเฉพาะอย่างย่ิงการเปล่ียนแปลงของขนาดสมอง  โดยเราจะไปดูกันว่า  สมอง 
ของเราใหญ่ขึ้นเมอื่ ไหร่
มีหลักฐานให้สงสัยว่า  บรรพบุรุษอาจเริ่มเดินสองขามาต้ังแต่ 6 ล้าน 
ปีท่ีแล้ว  แต่ถ้าจะเร่ิมจากลิงท่ีเรารู้แน่ๆ  ว่าเดินสองขาได้ดีแล้ว  เราคงต้องมาเร่ิม 
ท่ีออสตราโลพิธีซีน  (Australopithecine)  ซึ่งคำนี้มีความหมายรวมไปถึง 
สปีชีส์อ่ืนๆ ที่ช่ือข้ึนต้นด้วยคำว่า Australopithecus  ทั้งหมดหรือพูดง่ายๆ 
คอื เหลา่ ญาติๆ ของลซู ี่ ซ่งึ ตระกลู น้มี ชี วี ิตอยปู่ ระมาณ 3-4 ลา้ นปีที่แล้ว ตอ่ จาก 
ตระกูลของลูซี่ก็มาเป็นตระกูลของโฮโม  ซึ่งก็รวมมนุษย์เราเข้าไปด้วย ต้นตระกูล 
ของโฮโมคงตอ้ งเริม่ ต้นทโี่ ฮโม ฮาบลิ ิส ซึ่งเกิดมาเมื่อประมาณ 2.5 ล้านปีที่แลว้  
จากฮาบลิ ิสก็มาเป็นโฮโม อีเรคตสั (Homo erectus)  ตวั อย่างของอีเรคตัสกเ็ ชน่  
มนุษย์ชวา มนษุ ย์ปกั ก่ิง มนษุ ยล์ ำปาง (ขุดพบทล่ี ำปาง) ซง่ึ เกิดมาในโลกประมาณ 
1.8 ล้านปที แี่ ลว้ จากอเี รคตัส ก็มาเป็น ไฮเดลเบอร์เกนซิส (Homo heidelber 
gensis)  เกดิ เมื่อประมาณ 800,000 ปีที่แล้ว และก็มาเป็นเซเปยี นส์ หรือพวกเรา 
ซึ่งเกดิ มาเม่ือประมาณเกอื บ 200,000 กว่าปีท่แี ลว้   ซึง่ เป็นเวลาเดยี วกับที่ตระกลู  
โฮโมยงั มมี ากกวา่ น้ี
แม้ว่าผมจะไล่ช่ือของแต่ละสปีชีส์มาเรื่อยๆ ตามลำดับเวลา  แต่ทั้งหมด 
ทำไปเพ่ือความเรยี บงา่ ยในการทำความเข้าใจ ไมไ่ ดห้ มายความว่าการเปลย่ี นแปลง 
จากลิงสายพันธ์ุต่างๆ จะเดินหน้าเป็นแบบหนึ่งไปเป็นสองไปเป็นสาม  แต่การ 
ววิ ฒั นาการจะเปน็ ในลกั ษณะคาบเกย่ี ว เชน่ ลกู หลานสว่ นหนงึ่ ของลซู ม่ี วี วิ ฒั นาการ 
รปู ร่างเปลี่ยนไปเปน็ ฮาบลิ ิสแล้ว  แต่กย็ งั มญี าติๆ ของลูซี่อีกสว่ นหนง่ึ ทีย่ ังมหี น้าตา 
รูปร่าง  และพฤติกรรมแบบเดิมหรือแบบลูซี่อาศัยอยู่ใกล้ๆ นานๆ ไปลิงหน้าตา 
แบบเดิมหรือแบบลูซี่อาจไม่สามารถปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมท่ีเปลี่ยนไปได้ 
จงึ ค่อยๆ สูญพนั ธ์ุไป  สว่ นฮาบิลสิ ซง่ึ เหมาะกบั ส่งิ แวดลอ้ มมากกว่ากอ็ ยู่รอดตอ่ ไป 
หลังจากน้ันส่วนหนึ่งของฮาบิลิสก็วิวัฒนาการไปเป็นอีเรคตัส  และฮาบิลิสก็ค่อยๆ 
สูญพันธุ์ไปเช่นกัน  อีเรคตัสเองก็ไม่ได้วิวัฒนาการมาเป็นเรา  แต่บรรพบุรุษเรา 
อาจแตกแขนงออกมาจากอีเรคตัสอีกต่อหนึ่ง  แต่สุดท้ายแล้วในตระกูลโฮโม 
ทงั้ หมดมแี ต ่ โฮโม  เซเปยี นสเ์ ทา่ นน้ั ทเ่ี หลอื รอดมาจนถงึ ปจั จบุ นั   สว่ นญาตๆิ   ของ 
เราตา่ งทยอยสญู พนั ธก์ุ นั ไปเรอ่ื ยๆ จนหมดสน้ิ ไปจรงิ ๆ เมอื่ ประมาณ 20,000-30,000 
ปีท่แี ล้ว

วิวฒั นาการและกำเนิดมนษุ ย์ ชัชพล เกียรตขิ จรธาดา 103

ในส่วนของช่ือต่างๆ  เหล่าน้ีในความเป็นจริงมันมีความสับสนอยู่บ้าง 
เช่นผูเ้ ชยี่ วชาญบางท่านจัดโฮโม อีเรคตัสและโฮโม ไฮเดลเบอร์เกนซสิ ในยุคแรกๆ 
กอ่ นทจ่ี ะเดนิ ทางออกมาจากแอฟรกิ าเปน็ อกี กลมุ่ และใหช้ อ่ื วา่ โฮโม เออรแ์ กสเตอร ์
(Homo ergaster)  เมื่อเออร์แกสเตอร์เดินทางออกจากแอฟริกาแล้วส่วนหน่ึง 
เดินทางไปยุโรป  อีกส่วนหนึ่งเดินทางมาเอเชีย  ซ่ึงรายละเอียดเหล่านี้เราจะไม่ไป 
สนใจมัน  เพราะสงิ่ ทเ่ี ราต้องการคอื   แค่เหน็ ภาพรวมกวา้ งๆ เทา่ นั้นพอ
ต่อไปเรามาดูหน้าตาของบรรพบุรุษของเราเหล่าน้ีกันบ้าง  ถ้าเราเจอลูซ ่ี
เดนิ อยตู่ ามถนน  เราคงไมค่ ดิ อะไรนอกจากคดิ วา่ ลงิ ตวั นแ้ี ปลกเดนิ สองขาตลอดเลย 
แต่ถ้ามันเกิดตกใจกลัวอะไรข้ึนมา  เราจะเห็นว่ามันยังสามารถปีนหนีขึ้นต้นไม้ได้ 
สมมติว่าเราเดินมาอีกหน่อยแล้วมาเจอฮาบิลิส  เราก็ยังเชื่อว่าเห็นลิงเช่นกัน 
แต่ลิงตัวนี้แปลกเดินสองขาและยังถือหินที่กะเทาะจนคมเดินไปมา  ทั้งลูซ่ีและ 
ฮาบิลิสมีความสูงพอๆ กัน  คือประมาณ 100 เซนติเมตร  และมีขนเต็มตัว 
ไหล่ของลูซ่ีจะดูแปลกๆ เพราะจะดูเหมือนเราทำท่ายืนยักไหล่ค้างเอาไว้  ซ่ึงไหล่ 
แบบน้ีจะช่วยให้การปีนป่ายไปบนต้นไม้ทำได้ง่ายขึ้น  ขนาดสมองของลูซ่ีอยู่ท่ี 
ประมาณ 450 ซซี  ี แตฮ่ าบลิ สิ อยทู่ ปี่ ระมาณ 600 ซซี  ี เมอื่ เราเดนิ ตอ่ มาอกี หนอ่ ย 
เรากม็ าเจอคนคนหนง่ึ ทขี่ นตามตวั คอ่ นขา้ งดกในสายตาเรา คนคนนสี้ งู พอๆ กบั เรา 
แขนยาวเท่าๆ กับเรา ไหล่ดูปกติดี  เรานึกในใจว่าไอ้หมอน่ีหน้าตามันอย่างกับ 
ซุนหงอคง  แต่เราก็ไม่ได้คิดอะไรมาก  อาจจะมีบ้างท่ีรู้สึกอึดอัดใจ  ถ้าเขาหรือ 
เธอเกิดจะอยากมานั่งข้างๆ เราบนรถเมล์  แต่คงไม่ถึงกับว่ิงหนีด้วยความกลัว 
คนท่ีว่านี้คือ โฮโม อีเรคตัส สมองของอีเรคตัสจะใหญ่ประมาณ 1,000 ซีซี 
เพิ่มจากฮาบิลิสอย่างมาก  ต่อจากอีเรคตัสเม่ือมาถึงไฮเดลเบอร์เกนซิส (พบใน 
ยุโรป)  สมองของเขาจะโตเกือบๆ เท่าของเราคือ  มีสมองประมาณ 1,200 ซีซี 
ในขณะทเ่ี รามปี ริมาตรสมองประมาณ 1,400 ซีซ ี ลักษณะหนา้ ตาของไฮเดลเบอร์ 
เกนซสิ กน็ า่ จะประมาณเราแต่จะดคู ล้ายลิงกวา่ เราหน่อยนึง
จากภาพทเ่ี ราคยุ กนั ครา่ วๆ  เราจะเหน็ วา่   เมอื่ บรรพบรุ ษุ ของเราแยกจาก 
ชิมแปนซีเมื่อประมาณ 5-7 ล้านปีท่ีแล้ว  หลายล้านปีต่อมา  หน้าตาและรูปร่าง 
ของบรรพบุรุษของเราก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก  จนเมื่อมาถึงลูซ่ี  คือ เมื่อ 
ประมาณ 3 ล้านกว่าปีที่แล้ว  สมองของบรรพบุรุษของเราเร่ิมท่ีจะใหญ่กว่า 
สมองของชิมแปนซีในปัจจุบัน  สมองเป็นอวัยวะท่ีกินพลังงานเยอะมากๆ  ดังน้ัน
การที่สมองจะใหญ่ข้ึนมาได้มันต้องได้รับพลังงานมากเพียงพอ  ปัจจัยที่ทำให้เรา 
ข้ามข้อจำกัดดังกล่าวแล้วเปลี่ยนจากสมองท่ีเท่าๆ กับชิมแปนซีพัฒนาจนกลาย 
มาเป็นสมองของลูซ่ีได้  น่าจะเป็นอาหารท่ีมีแคลอรีสูงกว่าเดิม  ในกรณีของลูซ่ี 
แหล่งพลังงานใหม่นี้น่าจะได้มาจากการท่ีลูซี่ลงจากต้นไม้มาขุดรากสะสมต่างๆ 
เช่น หัวเผอื ก หัวมัน บ่อยขึ้นกวา่ เดิม เพราะหัวเผือก หวั มนั   เป็นคารโ์ บไฮเดรต 
ทใี่ หพ้ ลงั งานมากกวา่ ใบไมค้ อ่ นขา้ งมาก  และหลงั จากยคุ ของลซู เี่ รอื่ ยมา  สมองของ 

104 เร่ืองเลา่ จากร่างกาย เข้าใจร่างกาย พฤตกิ รรมและธรรมชาติผ่านกระบวนการววิ ัฒนาการ

บรรพบุรุษของเราก็โตข้ึนเรื่อยๆ แต่การเปลี่ยนแปลงที่มากจริงๆ เกิดในสองช่วง 
คือ ชว่ งที่ลูซ่กี ลายมาเปน็ ฮาบิลสิ ในช่วงนัน้ สมองใหญข่ ้ึนประมาณ 40 เปอรเ์ ซน็ ต ์
และจากฮาบิลิสมาเป็นอีเรคตัส  สมองใหญ่ขึ้นอีกประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ 
คำถามคอื ในระยะเวลาเพียงส้นั ๆ อะไรทำให้สมองอยู่ๆ กใ็ หญข่ ึน้ อย่างรวดเรว็
จากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์หลายๆ อย่างบอกเราว่า  สองช่วงเวลา 
ท่ีสมองของพวกเราใหญ่โตอย่างรวดเร็วน้ัน  เกิดขึ้นพร้อมๆ  กับช่วงที่บรรพบุรุษ 
ของเราก้าวข้ามข้อจำกัดสองข้อที่เราคุยกันไปแล้ว  ข้อแรกคือ  การที่บรรพบุรุษ 
ของเรามีความสามารถที่จะหาเนื้อสัตว์มากินเป็นอาหารร่วมกับพืชผักอ่ืนๆ ได้ 
บ่อยขึ้น  หรือก็คือ  ระยะเวลาที่เราเริ่มกินซากสัตว์ท่ีสัตว์อ่ืนล่าแล้วกินเหลือท้ิงไว้ 
และข้อที่สองคือการใช้ความร้อนทำอาหาร  ความร้อนทำให้อาหารย่อยง่ายขึ้น 
การดูดซึมอาหารทำได้มากข้ึน  และยังทำให้ความหลากหลายของอาหารท่ีเรากิน 
มีมากข้ึน เพราะความร้อนช่วยทำลายพิษหลายอย่างในพืชซ่ึงเดิมเราอาจจะกิน 
เปน็ อาหารไม่ได้
อย่างไรก็ตามพลังงานท่ีมีเพิ่มขึ้นไม่ใช่ตัวท่ีทำให้สมองของเราใหญ่ขึ้น 
พลังงานท่ีเพ่ิมข้ึนเป็นแค่การปลดพันธนาการของสมองออกจากพลังงานที่มีขีด 
จำกัด  แต่มันจะต้องมีปัจจัยอ่ืนที่เป็นตัวผลักให้สมองของเราใหญ่ขึ้น  อย่างที่เรา 
เคยคุยกันไป  กระบวนการวิวัฒนาการมันไม่มีทิศทางและมันไม่ใช่การวางแผนที่ 
จะมุ่งหน้ามาเป็นเรา  ดังน้ัน สมองจะใหญ่ขึ้นได้มันต้องมีประโยชน์ที่ทำให้ลิงท่ีมี 
สมองใหญไ่ ดเ้ ปรยี บกวา่ ลงิ อนื่ ๆ ดงั นนั้ คำถามทเ่ี ราจะตอ้ งตอบคอื อะไรคอื ประโยชน ์
ของสมองที่ใหญข่ น้ึ เล็กน้อยนี้?
โรบิน ดนั บาร์ (Robin Dunbar) เปน็ คนทีแ่ สดงให้เห็นว่าขนาดของสมอง 
ส่วนท่ีเรียกว่าเปลือกสมองในลิงไพรเมต (primate)  ทั้งหลายจะสัมพนั ธ์กบั ขนาด 
ของกลุ่มหรือฝูง  ย่ิงจำนวนสมาชิกในฝูงมากข้ึนเท่าไหร่  สมองส่วนที่เรียกว่า 
เปลือกสมองก็จะย่ิงมีขนาดใหญ่ข้ึน  ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่นๆ แม้ว่ามันจะอยู่ 
เปน็ สงั คม  แตส่ งั คมของมนั จะไมค่ อ่ ยมรี ะบบทซี่ บั ซอ้ นมากนกั   เชน่   อาจจะอยกู่ นั  
เปน็ ค ู่ อาจจะอยเู่ ปน็ ฝงู แบบฮาเรม็   แตล่ กั ษณะสงั คมของลงิ ไพรเมต เชน่ ในสงั คม 
ของชมิ แปนซหี รอื บาบนู จะซบั ซอ้ นและไมค่ งท ี่ ชมิ แปนซฝี งู หนง่ึ ทอ่ี าศยั รว่ มกนั จะม ี
ประมาณ 100 ตัว แต่ใน 100 ตัวนั้นก็ยังมีฝูงย่อยๆ อีก  ซึ่งก็จะมีจ่าฝูงของ 
แตล่ ะฝงู จำนวนสมาชกิ ในแตล่ ะฝงู กไ็ มค่ งท ี่ มกี ารยา้ ยเขา้ ยา้ ยออก  มกี ารสรู้ ะหวา่ ง 
ฝูงเพอื่ ปอ้ งกันถน่ิ ฐานของตัวเองหรือไม่กแ็ ย่งชงิ อาหารกนั
สังคมชิมแปนซีไม่เหมือนกอริลล่าที่จะมีตัวผู้ตัวเดียว  แต่ในชิมแปนซี 
จะมีเบอร์หน่ึง เบอร์สอง สาม ส่ี ไล่ลำดับไป ซ่ึงเบอร์ด้อยกว่าก็จะมีสิทธิ์ต่างๆ 
น้อยกว่า เช่น ต้องกินอาหารทีหลัง  ต้องนอบน้อมเกาหลังหาเห็บให้เบอร์ท่ีใหญ่ 
กว่า โอกาสผสมพันธุก์ ็นอ้ ยกวา่ ตวั เมียจะไมค่ ่อยสนใจ แต่เบอร์หนึ่งในชิมแปนซ ี
จะไม่เหมือนกอริลล่า  เพราะเบอร์หน่ึงไม่จำเป็นต้องเป็นชิมแปนซีท่ีแข็งแรงที่สุด 

ววิ ัฒนาการและกำเนิดมนุษย์ ชัชพล เกียรตขิ จรธาดา 105

ชิมแปนซีเบอร์หนึ่งอาจเป็นตัวท่ีมีพรรคพวกมากที่สุด  มีฐานเสียงและมีลิงตัวอ่ืนๆ 
สนับสนุนอยู่จำนวนมาก  เช่น  มีเบอร์สองหรือสามสนับสนุน  ใครมาหาเรื่อง 
เบอร์หนึ่งเท่ากับหาเรื่องเบอร์สองและสามไปด้วย  ถ้าใครก็ตามจะมาล้มเบอร์หน่ึง 
เบอร์สองและสามก็จะมาช่วย  แต่บางครั้งถ้าเบอร์หน่ึงทำตัวไม่ดี  เช่น  หงุดหงิด 
อารมณ์เสียใส่เบอร์สองและสามบ่อยๆ  เบอร์สองและสามอาจจะเปลี่ยนใจเลิก 
สนับสนุน  แล้วหันไปจับมือกันโค่นเบอร์หน่ึงหรือแปรพักตร์ไปร่วมกับศัตรูแล้ว 
มาโคน่ เบอรห์ นง่ึ ลงกเ็ ปน็ ไปได ้ หลายครง้ั ทช่ี มิ แปนซแี สดงพฤตกิ รรมทท่ี ำใหเ้ ชอ่ื วา่  
มันสามารถประเมินท่าทีของตัวอ่ืนได้  เช่น  ชิมแปนซีเบอร์หน่ึงซ่ึงเดิมเคยเกเร 
ใสเ่ บอรส์ องและสาม  ตอ่ มาเมอ่ื เบอรส์ องและสามเรม่ิ ไมพ่ อใจ  แสดงทา่ ทอี อกหา่ ง 
เบอร์หนึ่งก็มีท่าทีอ่อนลง  เกเรน้อยลง  หรืออาจจะไปเกาหลังหาเห็บให้เพ่ือดึง 
คะแนนนยิ มกลับมา
เราจะเห็นว่าในสังคมของชิมแปนซี  ความแข็งแรงอย่างเดียวไม่เพียงพอ 
ที่จะเป็นเบอร์หน่ึงหรือเบอร์ต้นๆ  แต่ต้องมีความฉลาดด้วยและดูเหมือนว่า 
ความฉลาดอาจจะสำคัญกว่าความแข็งแรงเสียด้วยซ้ำ  เราอาจจะคาดเดาได้ว่า 
สังคมของบรรพบุรุษของเราเมื่อ 7-8 ล้านปีก่อนก็น่าจะมีลักษณะคล้ายๆ กัน
คอื การจะเปน็ เบอร์ต้นๆ ของฝงู ได ้ ความแข็งแรงอยา่ งเดยี วไมเ่ พยี งพออกี ต่อไป
การท่ีสัตว์จะมีสังคมท่ีซับซ้อนแบบชิมแปนซีได้  สิ่งที่จำเป็นต้องมีคือ 
ความสามารถทจี่ ะจำไดว้ า่ ใครเปน็ ใคร ใครเคยชว่ ยเหลอื มนั ในอดตี ใครเคยหกั หลงั  
และไมค่ วรจะไวใ้ จอกี ตอ่ ไป  มนั ตอ้ งมคี วามสามารถทจ่ี ะเรยี นรอู้ ดตี และคาดการณ์ 
ส่ิงท่ีจะเกิดข้ึนในอนาคต  ถ้าไม่มีความสามารถที่จะทำส่ิงเหล่าน้ีได้  ระบบสังคมท ี่
ซบั ซอ้ นแบบนจี้ ะไมม่ ที างเกดิ ขนึ้ ไดเ้ ลย  นอกจากนี้ เมอื่ สงั คมซบั ซอ้ นขนึ้   การทม่ี นั  
จะอยดู่ ำรงชวี ติ อยรู่ อดไดด้ ี มนั ตอ้ งฉลาดพอทจี่ ะรเู้ ทา่ ทนั วา่ มนั กำลงั โดนลงิ สบิ แปด 
มงกุฎพยายามหลอกล่อมันอยู่หรือเปล่า  มันต้องประเมินท่าทีของลิงอ่ืนให้ออก 
และทส่ี ำคญั สดุ คอื   มนั ตอ้ งรวู้ า่ ลงิ อน่ื เองกอ็ า่ นทา่ ทมี นั ออกดว้ ย  ซง่ึ อธบิ ายใหเ้ ขา้ ใจ 
ได้ด้วยประโยคนี้ “เขารู้ว่าฉันรู้ว่าเขาหลอกฉัน” (ทฤษฎีน้ีมีช่ือเป็นทางการว่า 
Theory of Mind)  ในทางตรงกันข้าม  มันจะเป็นฝ่ายได้เปรียบถ้ามันมีกลเม็ด 
ในการเอาเปรยี บลงิ ตวั อน่ื เลก็ ๆ นอ้ ยๆ (แตก่ ารเอาเปรยี บตอ้ งอยใู่ นขอบเขตทจ่ี ำกดั  
ไม่เช่นนั้นความร่วมมือในสังคมจะล่มสลายไป  รายละเอียดเราจะพูดถึงกันใน 
โอกาสต่อไป)  การจะทำส่ิงเหล่าน้ีได้สมองต้องพัฒนาขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง  ดังน้ัน 
ใครก็ตามที่ฉลาดกว่าตัวอื่นหน่อยนึง  ไม่จำเป็นต้องฉลาดมากแต่แค่ฉลาดพอที่จะ 
จำไดว้ า่ ใครเปน็ ใครมากกวา่ ตวั อน่ื   ฉลาดพอทจี่ ะไมโ่ ดนเอาเปรยี บหรอื ฉลาดพอทจ่ี ะ 
เอาเปรียบลิงอ่ืนก็จะเกิดความได้เปรียบข้ึนมาทันที  เม่ือความฉลาดกว่าหน่อยนึง 
ถูกคัดเลือกมา  สังคมก็มีลิงฉลาดเพิ่มขึ้น  เมื่อลิงฉลาดเพ่ิมขึ้นสังคมก็ยิ่งซับซ้อน 
ข้ึน  ความฉลาดยิ่งต้องเพิ่มข้ึนไปอีก  ทำให้เกิดลักษณะท่ีเรียกว่า feed forward 
คือลักษณะที่เกิดใหม่น้ีจะย้อนกลับไปกระตุ้นให้ลักษณะน้ีเกิดเพ่ิมมากขึ้นไปอีก 

106 เร่อื งเล่าจากรา่ งกาย เขา้ ใจร่างกาย พฤตกิ รรมและธรรมชาติผา่ นกระบวนการวิวฒั นาการ

เป็นทวีคูณ  เพื่อท่ีจะให้เห็นชัดข้ึนว่าสังคมที่ซับซ้อนต้องการสมองที่ทรงพลังมาก 
เพียงใด เราจะลองไปดูตัวอย่างจากโฆษณาในทวี ชี ้ินหน่งึ กัน
ชายหนมุ่ : เว้ยเสา้ เทยี นวันน้ีเปน็ วนั ตายของเจา้
ชายอาวุโส: โอหงั ! แนจ่ รงิ กเ็ ข้ามา
ชายหน่มุ : ตายซะ
(ขณะนั้นกม็ ีหญิงอาวุโสกระโดดเขา้ มาขวางไม่ใหช้ ายหนุม่ สงั หารชายอาวุโส)
หญงิ อาวุโส: ช้าก่อน เวย้ เส้าเทยี นคอื พอ่ ของเจ้า ซงึ่ เป็นสหายรักของจางฟ่เู หยิน
หวั หนา้ พรรคกเิ ลนขาวทเี่ กบ็ เจา้ มาเลย้ี งเมอ่ื 22 ปกี อ่ น ซง่ึ จรงิ ๆ แลว้ กอ่ นทจี่ ะเจอเจา้  
เสา้ ซือเฉยี นแม่นาง 14
ชายอาวโุ ส: แหง่ สำนกั กเิ ลนขาวซงึ่ ไดพ้ บเจา้ ขา้ งหนองนำ้ ใกลเ้ มอื งเหลยี งขนุ่ ซงึ่ เปน็  
ท่ที เ่ี ซย้ี ถงลน่ี า้ สาวพ่แี ม่ได้แนะนำใหข้ ้า
หญงิ อาวโุ ส: ได้พบขา้ หลี่เซ้ยี ชุย ก่อนท่ีจะเจอเจ้า
ชายอาวุโสพูดสลับกับหญิงอาวุโส:  ซึ่งอันที่จริงแล้วข้าเองก็ไม่เคยรู้มาก่อนว่า 
เจ้าเป็นลูกของจางฟู้เจ๋ิน  จนข้านึกข้ึนได้จึงว่าจ้างจางม่านจือ  แม่เจ้าพาข้าไปเจอ 
พ่สี าวแมข่ องเจ้า ซ่งึ น้าสาว ...

…..........
ไมม่ ใี ครรแู้ นช่ ดั จรงิ ๆ ว่าเกดิ อะไรข้ึนเม่อื 10 ล้านกว่าปที แี่ ล้ว  สว่ นหนึ่ง 
อาจเป็นจากอนุทวีปอินเดียว่ิงชนกับทวีปยูเรเชีย  ทำให้เกิดท่ีราบสูงทิเบตและ 
เทอื กเขาหมิ าลยั   ซงึ่ นำไปสกู่ ารเกดิ มรสมุ อนิ เดยี   หรอื อาจเปน็ จากการเคลอ่ื นของ 
เปลอื กโลกทำใหก้ ระแสนำ้ ทะเลเปลย่ี นแปลง  แตไ่ มว่ า่ จะเปน็ จากสาเหตอุ ะไรกต็ าม 
ภูมิอากาศของโลกก็เปลี่ยนแปลงไป  เม่ือภูมอิ ากาศเปลย่ี นแปลง  ป่าดงดิบในทวปี  
แอฟริกาเปลี่ยนไปเป็นทุ่งหญ้า  เม่ือป่าหดเล็กลง  ลิงฝูงหนึ่งจึงต้องลงมาหากิน 
ในทงุ่ หญา้ สะวนั นา การคดั เลอื กตามธรรมชาตกิ ค็ ดั เลอื กลงิ ทเ่ี ดนิ ในทงุ่ หญา้ ไดด้ กี วา่  
มีหัวแม่เท้าที่เหมาะกับการเดินมากกว่า  ทำให้มีลูกมากกว่า  เมื่อเราเดินสองขา 
มือเราก็ว่างทำให้เราใช้มือมากข้ึน เมื่อใช้มือมากข้ึนจึงเกิดการคัดเลือกมือท่ีมี 
ประสทิ ธภิ าพมากขน้ึ   เมอ่ื นว้ิ หวั แมม่ อื เราสามารถแตะปลายนว้ิ กอ้ ยได ้ การหยบิ จบั  
กด็ ขี นึ้   การใชเ้ ครอ่ื งมอื หนิ หรอื ขวานมอื จงึ ทำไดด้ ขี นึ้   ขวานมอื นกี้ ท็ ำใหก้ ารแลเ่ นอ้ื  
ออกจากกระดูกที่สัตว์อื่นกินเหลือไว้หรือทุบกระดูกให้แตกเพ่ือกินไขกระดูกทำได้ 
ง่ายขึ้น  เม่ือลิงที่ว่ิงช้าไม่มีเขี้ยว  ไม่มีกล้ามเนื้อ  ริอ่านจะไปแย่งอาหารกับหมาไน 
หรืออีแร้ง  สิ่งท่ีมันต้องทำคือ  ร่วมมือกัน  ช่วยเหลือกัน  เมื่อช่วยกันหากินก็ต้อง 
จำกันได้  ต้องจำว่าใครเคยมาช่วยเรา  ใครเคยแบ่งเน้ือให้กิน  ใครเคยระวังหลัง 
ให้เรา  ใครเคยเอาเปรียบเราหรือหนีเอาตัวรอด  การล่าสัตว์และสังคมที่ซับซ้อน 
ทำให้เกิดการคัดเลือกลิงที่ฉลาดมากขึ้น  เม่ือลิงฉลาดก็มีเพ่ือนร่วมทีมท่ีดี  เมื่อม ี
ทมี ทด่ี กี ม็ เี นอ้ื สตั วก์ นิ มากขน้ึ   ยง่ิ เมอ่ื เนอ้ื ถกู ยา่ ง  หวั มนั ถกู ตม้   สารอาหารทย่ี อ่ ยและ 
ดดู ซมึ ไดก้ ย็ ง่ิ มากขนึ้   การกนิ ผกั ผลไมก้ ล็ ดลงได ้ เมอ่ื กนิ ใบไมด้ บิ ๆ ลดลง  กระเพาะ 

วิวัฒนาการและกำเนิดมนุษย์ ชัชพล เกยี รติขจรธาดา 107

และลำไส้ก็เล็กลงได้  เมื่อทางเดินอาหารเล็กลง  ก็มีพลังงานเหลือไปสร้างสมอง 
ให้ใหญ่ข้ึนย่ิงทำให้ฉลาดขึ้น  เมื่อฉลาดมากขึ้น  การหาอาหารก็ไม่จำเป็นต้อง 
เป็นแค่การกินซากสัตว์อีกต่อไป  แต่เปลี่ยนเป็นการวางแผนเพ่ือช่วยกันล่าสัตว์ 
อย่างมีกลยุทธ์ มีการสร้างเครื่องมือใหม่ๆ ท่ีใช้ล่าสัตว์  การล่าเองก็มีส่วนทำให้ 
สังคมซับซ้อนมากขึ้นไปอีก  สังคมซับซ้อนก็ยิ่งเปิดโอกาสให้คนที่สมองใหญ่กว่า 
ไดเ้ ปรียบ  ทั้งหมดนีเ้ ปน็ ปจั จยั ทีค่ อ่ ยๆ เสรมิ กนั ไปเรอื่ ยๆ มนษุ ยจ์ ึงคอ่ ยๆ ไตบ่ ันได 
นักล่าจากสตั วก์ ินซากจนขน้ึ ไปนั่งอยบู่ นบลั ลังกส์ ูงสดุ ของนกั ล่าได้ในเวลาไมน่ าน
ถ้ามองในมุมกลับกัน  เราอาจพูดได้ว่า  ถ้าเปลือกโลกไม่เคล่ือนที่  ถ้า 
กระแสน้ำไม่เปล่ียนแปลง  ถ้าภูมิอากาศไม่เปล่ียนแปลง  ป่าอาจไม่หดเล็กลง 
ถา้ ปา่ ไมเ่ ลก็ ลงกอ็ าจไมม่ หี วั แมเ่ ทา้   และอาจไมม่ กี ารเดนิ สองขา  ไมม่ กี ารเดนิ กอ็ าจ 
ไมม่ หี วั แมม่ อื   ไมม่ หี วั แมม่ อื กอ็ าจไมม่ เี ครอื่ งมอื และการลา่ อยา่ งจรงิ จงั   ไมม่ กี ารลา่  
ก็ไม่มีอาหารคุณภาพดี  ไม่มีทีมเวิร์กท่ีดีก็อาจไม่มีสมอง  ท้ังหมดเป็นเรื่องราว 
ท่ีร้อยเรียงกันมาอย่างต่อเนื่อง  ร่างกายเราทำงานเป็นหน่ึงเดียวและสัมพันธ์กับ 
ส่ิงแวดล้อมรอบตัว  เมื่อสิ่งหนึ่งเปลี่ยน  สิ่งอื่นๆ ก็ต้องเปล่ียน  เม่ือสิ่งแวดล้อม 
เปลี่ยนก็มีผลให้ส่ิงมีชีวิตต้องเปล่ียนตาม  ด้วยกฎง่ายๆ กฎการคัดเลือกตาม 
ธรรมชาติ
ทผี่ า่ นมาเราเดินทางจากอดีตไลม่ าจนถงึ วันท่คี นมีสมองท่ีฉลาด แตเ่ รายัง 
ขาดส่วนสุดทา้ ยไป  เรายังไมไ่ ด้คำตอบวา่ คนเกอื บ 7 พนั ล้านคนบนโลกน้ีมาจาก 
ท่ีไหนกัน และเรามาจนถึงจุดนี้กันได้อย่างไร แต่การจะตอบคำถามนี้เราต้องใช้ 
เทคโนโลยีและวิธีการสืบค้นเรื่องราวที่ต่างไป  ใน 3 บทท่ีเหลือก่อนท่ีจะจบตอน 
ท่ี 1 นน้ั   เราจะออกเดินทางไกลกนั อีกครงั้   เราจะไปดกู นั วา่ พวกเรา 6 พนั ลา้ น 
กวา่ คนบนโลกใบนมี้ าจากทไี่ หน  และเรามาอย่ทู ่ตี รงนไ้ี ด้อย่างไรกัน?

108 เร่อื งเลา่ จากร่างกาย เข้าใจรา่ งกาย พฤติกรรมและธรรมชาติผา่ นกระบวนการวิวฒั นาการ



{ 15หมเู่ ลอื ดบอกความเปน็ ญาติไดอ้ ย่างไร

  }(การเดนิ ทางของเผา่ พนั ธุ์มนษุ ย์ ตอนท่ี 1)

เม่ือเรานำความคล้ายกนั ของสัดส่วนหมู่เลือดในคนแต่ละเชอื้ ชาติ
วาดออกมาเปน็ แผนภมู ิต้นไม้ สิ่งท่เี ราไดค้ ือต้นไมท้ ี่มีตน้ ตอร่วมกัน

จินตนาการว่าคุณกำลังนอนแหงนมองดูดวงดาวต่างๆ 
อยู่กลางทุ่งหญ้ากว้าง  ใกล้ๆ กับท่ีคุณนอนอยู่  พ่อแม่ 
และคนอื่นๆ ในเผ่ายังนงั่ ล้อมรอบกองไฟกนั อยู่  ทกุ คนมี 
ความสุขกันเป็นพิเศษเพราะวันนี้เหล่านักรบของเผ่าล่า 
สัตว์ใหญ่มาได้  หลายวันแล้วท่ีคุณไม่ได้กินเน้ือสัตว์ 
ปริมาณมากขนาดนี้  คุณได้ยินเสียงลุงของคุณเริ่มต้น 
เล่าถึงความตื่นเต้นของการล่าสัตว์ในวันนี้  ลุงเล่าถึง 
วธิ กี ารใหมๆ่ ท่เี หลา่ นักรบนำมาใชล้ ่าสตั วใ์ นวนั นี้  การคยุ  
รอบกองไฟเป็นวิธีหน่ึงของการเรียนรู้หรือถ่ายทอดส่ิงท่ี 
แต่ละคนพบในแต่ละวันได้ดีท่ีสุด  คุณรู้ว่าอีกไม่นานเม่ือ 
ลุงหมดเร่ืองที่จะเล่า  ลุงก็จะกลับมาเล่าเรื่องกำเนิดของ 
คนทั้งโลก  ซึ่งสำหรับคุณแล้วคนท้ังโลกก็คือคนในเผ่า 
ของคุณ  เพราะนอกจากคนในเผ่าแล้วคุณไม่เคยเห็นคน 
อ่ืนๆ  เลย เป็นไปได้จริงๆ หรือว่าบรรพบุรุษของคนจะ 
เกดิ มาจากแผน่ ดนิ ทอี่ ยใู่ ตน้ ำ้ ทะเลอยา่ งทล่ี งุ หรอื บรรพบรุ ษุ  
รุ่นก่อนๆ เล่าต่อๆ กันมา  ถ้ามีแผ่นดินอยู่ในทะเลจริง 
ทำไมทุกวันน้ีไม่มีคนเดินทางจากน้ำขึ้นมาบนบกอีกเลย 
หรอื วา่ คนมาจากทอ่ี ื่น  ถ้าเช่นน้นั คนมาจากไหนกัน?

110 เรื่องเลา่ จากร่างกาย เข้าใจร่างกาย พฤติกรรมและธรรมชาตผิ ่านกระบวนการวิวฒั นาการ

100,000 กว่าปีหลังจากทีค่ ณุ ถามตัวเองในคนื นนั้   คนในยุคต่อๆ  มาอกี  
จำนวนมากท่ีมองฟ้าในตอนกลางคืนแล้วอดถามคำถามเดียวกันไม่ได้  คำถามท่ีว่า
“เรามาจากไหน?” เปน็ คำถามทเี่ กา่ แกม่ าก  คนในเกอื บทกุ วฒั นธรรมหรอื เกอื บทกุ  
ศาสนาจะมีคำตอบหรือมีเร่ืองเล่าถึงความเป็นมาของคนที่แตกต่างกันออกไป  แต่ 
คำตอบเหล่านั้นก็เป็นเพียงเร่ืองที่เล่าต่อๆ กันมาโดยไม่สามารถพิสูจน์อะไรได้ 
คำถามคอื   มวี ิธีอะไรไหมทีจ่ ะบอกได้จริงๆ วา่ คนมาจากทไ่ี หนกนั ?
ในบทที่ผ่านๆ มา  เราพอได้เห็นภาพรวมไปบ้างว่าบรรพบุรุษของเรา 
เปลี่ยนจากสิ่งมีชีวิตที่คล้ายลิงและอาศัยอยู่บนต้นไม้  จนกลายมาเป็นลิงท่ีเดิน 
สองขา  มเี ครอื่ งมอื หนิ   และฉลาดขนึ้ ไดอ้ ยา่ งไร  แตเ่ รอ่ื งราวเหลา่ นนั้ ยงั ไมส่ มบรู ณ ์
เพราะจากมนุษย์วานรในแอฟริกาจนมาเป็นคนเกือบ 7 พันล้านคนบนโลกน้ีมัน 
ยังมีช่องว่างใหญ่ค่ันอยู่  เร่ืองราวในส่วนนั้นเป็นอย่างไร?  เรามาจากไหนกัน? 
นับตั้งแต่วันที่คำถามน้ีถูกถามขึ้นครั้งแรกในโลกเมื่อนานแสนนานมาแล้ว  วันนี้ 
พวกเราทุกคนเป็นคนกลุ่มแรกท่ีรู้คำตอบนั้น  เราเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ 
ท่ีคนรุ่นหลังในอนาคตจะพูดถึงว่าพวกเราคือคนท่ีสามารถไขความลับอันเก่าแก่ 
น้ไี ด ้ ความลับทีว่ ่าคนต่างๆ ท่ัวโลกมาจากทไ่ี หนกัน?
หลักฐานทางฟอสซิลบอกเราว่า  ทุกอย่างเริ่มต้นขึ้นในทวีปแอฟริกา 
บรรพบุรุษเราแยกสายออกมาจากบรรพบุรุษของชิมแปนซีเม่ือประมาณ  5-7 
ล้านปีท่ีแล้ว  หลังจากนั้นเร่ืองราวของเราก็จำกัดอยู่ในทวีปแอฟริกามาตลอด 
เราเร่ิมเดินสองขาท่ีนั่น  เราเรียนรู้ที่จะใช้เคร่ืองมือหินที่น่ัน  เราหัดใช้ไฟทำ 
อาหารท่ีนั่น แอฟรกิ าเป็นเพียงบา้ นแหง่ เดียวของเราอยหู่ ลายสิบลา้ นปี คำถามคือ
พวกเราชาวโฮโม  เซเปียนส์เกิดที่แอฟริกาด้วยหรือไม่  แล้วเรากระจายไปท่ัวโลก 
กันได้อย่างไร?...  ถ้าเราลองมาพยายามตอบคำถามเหล่านี้ด้วยกระดูกฟอสซิล 
กันดู  เราจะพบว่ากระดูกของมนุษย์โฮโมที่พบนอกแอฟริกาหลักๆ  ก็มี  โฮโม
อีเรคตัส (Homo erectus) ซึ่งเช่ือว่าเดินทางออกจากแอฟริกาเม่ือประมาณ 
1.8 ล้านปีท่ีแล้ว  และได้เดินทางกระจายไปทั่วเอเชียและยุโรปทางตอนใต้ 
รวมถงึ จงั หวดั ลำปางของเราดว้ ย โฮโม ไฮเดลเบอรเ์ กนซสิ (Homo heidelbergensis) 
ซึ่งเดินทางออกมาจากแอฟริกาเป็นระลอกท่ีสองประมาณ 500,000 ปีท่ีแล้ว 
และต่อมาเชื่อว่าวิวัฒนาการไปเป็นโฮโม  นีแอนเดอร์ทอลเอนซิส  (Homo 
neanderthalensis)  ซ่ึงกระจายตัวอยู่ในยุโรปเป็นส่วนใหญ่  ส่วนกระดูกของโฮโม 
เซเปียนส์ท่ีเก่าท่ีสุดพบบริเวณแม่น้ำโอโม (Omo) ในประเทศเอธิโอเปีย  มีอายุ 
ประมาณ 195,000 ปีท่ีแล้วซ่ึงก็ยังอย่ใู นทวปี แอฟรกิ า แตโ่ ฮโม เซเปยี นส์ทีเ่ ก่าสดุ  
ทพี่ บนอกทวปี แอฟรกิ ามอี ายปุ ระมาณ 120,000 ปี พบทถี่ ำ้ สกลู (Skhul) ในประเทศ 
อิสราเอล  ซ่ึงถ้าว่ากันจริงๆ ส่วนของประเทศอิสราเอลนี้ก็อาจเทียบได้ว่าเป็นแค่ 
ประตูทางออกจากทวีปแอฟริกาเท่านั้น  เช่ือว่าโฮโม เซเปียนส์กลุ่มนี้น่าจะอาศัย 
อยบู่ รเิ วณนนั้ แคช่ ว่ งเวลาสน้ั ๆ ประมาณ 2,000-3,000 ชวั่ อายคุ น  จากนนั้ รอ่ งรอย 

ววิ ัฒนาการและกำเนิดมนษุ ย์ ชชั พล เกยี รตขิ จรธาดา 111

ก็อันตรธานหายไปหมด  และไม่มีการพบร่องรอยของพวกเรานอกแอฟริกาอีกเลย 
ทำให้เชื่อว่าความพยายามเดินทางออกจากทวีปแอฟริกาของพวกเราครั้งน้ันคงจะ 
ไปไดไ้ มไ่ กลนกั   แตแ่ ลว้ จๆู่ หลายหมนื่ ปตี อ่ มา คอื ประมาณ 40,000-60,000 ปที แี่ ลว้  
ก็มีร่อยรอยของพวกเรากระจายอยู่ทั่วไปหมดทั้งในยุโรป  ตะวันออกกลาง  เอเชีย 
ไปจนถงึ ออสเตรเลยี ซง่ึ อยหู่ า่ งไกลออกไปอกี ฝงั่ หนง่ึ ของมหาสมทุ รอนิ เดยี คำถามคอื  
โฮโม  เซเปยี นส์ทั้งหลายโผล่มาจากไหนในชว่ งเวลาสน้ั ๆ?
หลายสบิ ปที ่ีผา่ นมาทฤษฎีทอ่ี ธิบายความเป็นมาของพวกเรา  หลกั ๆ แลว้  
แตกออกเป็นสองทฤษฎีใหญ่ๆ  กลุ่มแรกเชื่อว่าคนในส่วนต่างๆ  ของโลกต่างก็ 
ววิ ฒั นาการมาเปน็ มนษุ ย์ปัจจบุ ันโดยไมเ่ กย่ี วขอ้ งกนั เชน่ คนยุโรปววิ ัฒนาการมา 
จากนีแอนเดอร์ทอล ส่วนคนทางเอเชียมาจากโฮโม อีเรคตัส ทฤษฎีน้ีมีช่ือว่า 
Multiregional theory หรือการวิวัฒนาการเป็นคนเกิดข้ึนในหลายๆ ที่ (multi 
region หมายถงึ หลายท)ี่   อกี กลมุ่ เชอื่ วา่ คนเกดิ มาจากทใ่ี ดทหี่ นงึ่ ในแอฟรกิ า จากนน้ั  
คอ่ ยเดนิ ทางออกจากแอฟรกิ าแลว้ กระจายไปทวั่ โลก ทฤษฎนี มี้ ชี อื่ วา่ Replacement 
theory  ซ่ึงก็หมายความถึงพวกเรา (โฮโม เซเปียนส์) เข้ามาแทนที่ (replace) 
คนอนื่ ๆ ทอี่ าศยั อยดู่ งั้ เดมิ (เชน่ นแี อนเดอรท์ อลและอเี รคตสั ) ทฤษฎนี มี้ อี กี ชอ่ื หนงึ่  
ทมี่ ักได้ยนิ กนั บ่อยๆ ตามสื่อต่างๆ วา่ Out of Africa Theory
เราจะรู้ได้อย่างไรว่าทฤษฎีไหนถูกหรือเป็นไปได้มากกว่ากัน  ในเม่ือวิธีท ี่
จะบอกได้คือ  ต้องหาหลักฐานฟอสซิลมาให้ได้มากพอที่เราจะสามารถไล่เรื่องราว 
จากอดตี มาหาปจั จบุ นั แตป่ ญั หาคอื เราไมม่ หี ลกั ฐานอยา่ งทวี่ า่ มานน้ั กระดกู ฟอสซลิ  
หรือซากบรรพชีวินท่ีค้นพบก็น้อยเต็มที  ทำให้ปัญหานี้ดูเหมือนจะไม่มีทางตอบ 
ได้ง่ายๆ ทว่าทุกอย่างก็เปล่ียนไปเมื่อมีวิธีการศึกษาแบบใหม่เกิดข้ึน  แต่การ 
เปล่ียนแปลงวิธีการศึกษาคร้ังนี้ไม่ได้มาจากการศึกษาซากบรรพชีวิน  แต่มาจาก 
วิทยาศาสตร์ด้านอ่ืนท่ีไม่เก่ียวข้องกันโดยตรง  เป็นการศึกษาเรื่องราวของเราใน 
ทศิ ทางยอ้ นจากปจั จบุ นั กลบั ไปหาเรอื่ งราวในอดตี   และไมใ่ ชก่ ารขดุ ลงไปในดนิ เพอ่ื  
หากระดูก  แต่เป็นการขุดเข้าไปในร่างกายของคนท่ียังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน  เราจะ 
ไปดกู นั วา่ เรอ่ื งราวของการศกึ ษาดว้ ยวธิ นี ม้ี นั มคี วามเปน็ มาอยา่ งไร  เราจะไปเรม่ิ การ 
เดนิ ทางยอ้ นเวลาของเรากันท่ีประเทศกรีซ  สมัยสงครามโลกครั้งท่ี 1

…..........
ทเ่ี มอื งเทสสาโลนกี ี (Thessaloniki) ในชว่ งสงครามโลกครงั้ ท่ี 1 (ค.ศ. 1914- 
1918)  มีการตั้งธนาคารเลือดชั่วคราวขึ้นมาแห่งหน่ึงเป็นแห่งแรกๆ ของโลก 
ในช่วงก่อนสงครามการบริจาคเลือดจะทำกันง่ายๆ  โดยการให้ญาติของผู้ที่จะ 
รับเลือดมาตรวจดูว่าเลือดของใครผสมกับเลือดของผู้ป่วยแล้วไม่ตกตะกอนบ้าง 
ถา้ เลอื ดเขา้ กนั ไดก้ จ็ ะถา่ ยเลอื ดใหก้ นั ทนั ทโี ดยทไ่ี มต่ อ้ งนำเลอื ดไปเกบ็ ไวใ้ นธนาคาร 
เลือด  แต่ในภาวะสงครามความจำเป็นต้องใช้เลือดจำนวนมากทำให้ไม่สามารถ 
ใช้วิธีแบบเดิมได้จึงต้องมีการบริจาคเลือดและเก็บไว้ในธนาคารเพื่อจะได้มีใช้ทันที 

112 เร่ืองเลา่ จากร่างกาย เข้าใจร่างกาย พฤตกิ รรมและธรรมชาตผิ ่านกระบวนการวิวฒั นาการ

เมอ่ื ตอ้ งการ ทธ่ี นาคารเลอื ดแหง่ นน้ั เองทห่ี มอนกั วทิ ยาศาสตรช์ าวโปแลนดส์ ามภี รรยา 
ลุดวิคและแฮงกา เฮริ สซเ์ ฟลด์ (Ludwik และ Hanka Hirszfeld) สังเกตเห็นว่า 
ทหารแต่ละเชื้อชาติจะมีสัดส่วนของหมู่เลือด A และ B ท่ีแตกต่างกันอย่างมาก 
เขาพบว่าถา้ เปน็ ทหารชาวยุโรป เช่น อังกฤษและฝรง่ั เศสจะพบคนทมี่ ีหมูเ่ ลือด B 
แค่ประมาณ 15 เปอร์เซน็ ต ์ และพบคนทมี่ หี มู่เลอื ด A ประมาณ 40 เปอรเ์ ซน็ ต์ 
แต่ถ้าเป็นทหารชาวเอเชียหรือคนผิวดำจากแอฟริกาจะพบหมู่เลือด B มากข้ึน 
คอื ประมาณ 30 - 35 เปอร์เซ็นต์ และพบหมเู่ ลือด A นอ้ ยลงมาหน่อยคือประมาณ 
30 เปอร์เซ็นต์  แต่ทหารจากอินเดียที่รบให้ประเทศอังกฤษจะพบหมู่เลือด B 
มากกวา่ เชอ้ื ชาติอื่นคอื   พบไดถ้ ึง 50 เปอร์เซน็ ต์ เปน็ ไปไดห้ รือไมว่ า่ สัดสว่ นของ 
หมู่เลือดต่างๆ (ABO) จะใช้บอกความเป็นญาติใกล้ชิดของคนแต่ละเช้ือชาติหรือ 
แต่ละกลมุ่ คนได้
ต่อมาเม่ือสงครามสิ้นสุดลงและมีการตั้งธนาคารเลือดอย่างเป็นทางการ 
มากข้ึน  ข้อมูลเกี่ยวกับหมู่เลือดของคนจึงมีสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ  นักวิทยาศาสตร์ 
จึงพบว่าส่ิงท่ีเฮิรตส์เฟลด์พบในช่วงสงครามนั้นแม้ว่าจะเป็นจริงแต่ก็มีข้อจำกัด 
อยบู่ า้ ง เชน่ คนผวิ ดำ  คนเอเชยี หรอื คนรสั เซยี บางกลมุ่ ดภู ายนอกแตกตา่ งกนั มาก 
แต่สัดส่วนของหมู่เลือดในประชากรกลับคล้ายกัน  ในการศึกษาหมู่เลือดของ 
คนเชื้อชาติต่างๆ  ยังพบอีกลักษณะหนึ่งท่ีน่าสังเกตคือ  คนท่ีเรียกว่า Native 
American  หรือคนพ้ืนเมืองทวีปอเมริกา  (ที่เรารู้จักในชื่ออินเดียนแดง) เกือบ 
ท้ังหมดจะมีหมู่เลือด O  และพบหมู่เลือดอ่ืนน้อยมากๆ  ซ่ึงต่างจากคนในทวีป 
อ่นื ๆ ทวั่ โลก  ทำไมจงึ เป็นเชน่ น้นั ?  อยา่ งไรกต็ าม  แม้ว่าส่ิงทเ่ี ฮริ ตสเ์ ฟลดส์ งั เกต 
เหน็ จะไมส่ ามารถนำไปใชท้ ำอะไรไดม้ ากนกั   แตห่ ลกั การทว่ี า่   สดั สว่ นของหมเู่ ลอื ด 
ในประชากรสามารถบอกความใกล้ชิดของความเป็นญาติระหว่างประชากรแต่ละ 
กลมุ่ ได้  จะเปน็ หลักการทีจ่ ะใช้ต่อมาในอนาคต
ก่อนที่เราจะเดินทางไปกันต่อ  ผมขออนุญาตอธิบายเพ่ิมเติมสักเล็กน้อย 
เพ่ือไม่ให้สับสน  การท่ีหมู่เลือดบอกความเป็นญาติในกรณีน้ีจะไม่เหมือนกับการ 
ตรวจหมเู่ ลอื ดเพอื่ บอกความเปน็ พอ่ ลกู ทเ่ี ราเคยไดย้ นิ กนั เพราะในญาตทิ ใ่ี กลช้ ดิ กนั  
เช่น พี่น้อง หรือลูกก็จะมีหมู่เลือดแตกต่างกันไปได้ ในกรณีน้ีเราพูดถึงสัดส่วน 
(หรือเปอร์เซ็นต์)  ของหมู่เลือดในประชากร  ซึ่งถ้าเปอร์เซ็นต์ของหมู่เลือดต่างๆ 
ในประชากรสองกลุ่มมีสัดส่วนคล้ายกันก็บ่งว่าประชากรในสองกลุ่มน้ันน่าจะมี 
ความใกล้ชิดเป็นญาติกัน  เช่น  คนอังกฤษและคนฝรั่งเศส  ที่เป็นเช่นนั้นเพราะ 
หมเู่ ลอื ด ABO เกิดจากโปรตีนชนิดต่างๆ ทอ่ี ยบู่ นผิวของเมด็ เลือดแดง มโี ปรตีน
A กจ็ ะมเี ลือดเปน็ หมู่ A มีโปรตีน B กม็ เี ลือดเป็นหมู่ B มโี ปรตนี ทัง้ สองชนดิ กม็ ี
หมเู่ ลือดเปน็ AB แตถ่ า้ ไม่มีเลยกจ็ ะมหี ม่เู ลอื ดเปน็ O โปรตีนที่ทำใหเ้ กิดหมู่เลอื ด
ABO แต่ละชนิดนั้นสร้างมาจากพันธุกรรมที่ต่างกัน ในยุคของเฮิรตส์เฟลด์น้ัน 
ไม่มีใครรู้ว่าพันธุกรรมทำงานยังไงหรือหน้าตาเป็นแบบไหน รู้แต่เพียงว่าหมู่เลือด 

วิวฒั นาการและกำเนิดมนุษย์ ชชั พล เกียรตขิ จรธาดา 113

ถา่ ยทอดทางพนั ธกุ รรมได้ แตเ่ ขาไมจ่ ำเปน็ ตอ้ งไปสนใจตรงนน้ั สง่ิ ทเี่ ขาดคู อื ผลสดุ ทา้ ย 
ท่ีออกมาหลังจากพันธุกรรมทำงานของมันเสร็จแล้ว  คือดูผลของหมู่เลือดท่ีได้ 
ออกมา  เพ่ือให้เข้าใจมากข้ึน  ลองนึกถึงว่ามีคนยื่นตารางผลการแข่งขันฟุตบอล 
พรีเมียร์ลีกของอังกฤษมาให้ทีมหนึ่งโดยไม่บอกว่าเป็นผลการแข่งขันของทีมอะไร 
เม่ือคุณมองดูตารางผลการแข่งขันน้ันคุณพบว่า แข่ง 38 นัด ชนะไป 30 นัด 
คุณก็สามารถเดาได้ว่าน่าจะเป็นผลงานของทีมใหญ่ๆ ซึ่งก็มีอยู่ 4 หรือ 5 ทีม 
ทีจ่ ะชนะได้มากขนาดน้ี คณุ ไม่ต้องรู้รายละเอียดว่าใครชนะใครบา้ ง  นักเตะในทีม 
มีใครบ้าง  แต่คุณพอบอกได้เพราะผลรวบยอดท่ีออกมามันบ่งว่าทีมน้ีเก่ง  และ 
คณุ สามารถสรปุ ตอ่ ไปอกี หนง่ึ ทอดวา่ ทมี ทเ่ี กง่ เหลา่ นน้ี า่ จะมนี กั เตะทม่ี คี วามสามารถ 
ใกล้เคียงกัน เช่นเดียวกัน  คุณไม่ต้องรู้ว่าพันธุกรรมท่ีกำหนดหมู่เลือดมีอะไรบ้าง 
เพราะเปอร์เซ็นต์ของแต่ละหมู่เลือดท่ีออกมาเป็นผลรวบยอดของปฏิสัมพันธ์ของ 
พนั ธกุ รรมทม่ี อี ยใู่ นเชอ้ื ชาตนิ นั้ ๆ เรยี บรอ้ ยแลว้ จากนน้ั เรากส็ รปุ ตอ่ ไปอกี หนง่ึ ทอดวา่  
ถ้าสัดส่วนของพนั ธกุ รรมในประชากรคล้ายๆ กัน  ประชากรทัง้ สองนน้ั ก็นา่ จะเปน็  
ญาติใกล้ชิดกัน  ส่วนสาเหตุว่าทำไมคนที่สีผิวต่างกันกลับมีสัดส่วนของหมู่เลือด 
ในประชากรเหมือนกันได้น้ัน  เป็นเพราะพันธุกรรมที่ใช้กำหนดหมู่เลือด ABO 
มันมอี ยู่ไมก่ ่ตี วั   มันไมล่ ะเอียดพอทีจ่ ะแยกคนบางกลมุ่ ออกจากกัน
กลับมาเขา้ เรอื่ งของเรากันต่อ...

ในปี ค.ศ. 1951 หมออิตาลี ลุยจิ ลูกา้ คาวาลี สฟอรซ์ ่า (Luigi Luca 
Cavalli-Sforza)  สงสัยว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ท่ีเราจะแกะรอยประวัติของมนุษย์ 
จากข้อมูลของหมู่เลือดต่างๆ  จากคนท่ีมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน  ในยุคของสฟอร์ซ่า 
ยงั ไมร่ เู้ ชน่ กนั วา่ พนั ธกุ รรมทำงานอยา่ งไร  แตค่ วามเขา้ ใจเกยี่ วกบั หมเู่ ลอื ดมมี ากขน้ึ  
ยคุ นน้ั รแู้ ลว้ วา่ นอกจากโปรตนี ทท่ี ำใหม้ หี มเู่ ลอื ด ABO แลว้ บนผวิ ของเมด็ เลอื ดแดง 
ยังมีโปรตีนอื่นๆ  อีกหลายชนิด  ถ้าเราใช้โปรตีนชนิดต่างๆ มากขึ้นมาแบ่งความ 
เป็นญาติของคน  เราก็น่าจะแบ่งคนออกเป็นกลุ่มๆ  ได้ละเอียดข้ึน  และเม่ือ 
เราแยกคนออกเป็นกลุ่มๆ ได้แล้ว  เราก็สามารถดูว่าคนแต่ละกลุ่มหรือเชื้อชาติ 
มีพันธุกรรมห่างกันมากน้อยแค่ไหน เช่น ถ้าห่างกันนิดหน่อยเราก็จัดว่าเป็น 
เชื้อชาติพ่ีน้องกัน  ซึ่งอาจมีพี่น้องได้หลายคน  ถ้าห่างมากข้ึนเราก็จัดให้เป็นระดับ 
ลูกพ่ีลูกน้อง  จากนั้นเราก็เอาความห่างเหล่าน้ีมาวาดเป็นแผนผังต้นไม้  เมื่อได้ 
ต้นไมอ้ อกมาเราก็จะลำดบั ญาตขิ องคนทั่วโลกได้
สฟอร์ซ่าเลือกท่ีจะใช้โปรตีนชนิดต่างๆ  จากเม็ดเลือดมาจัดประเภทคน 
เพราะในตอนน้ันข้อมูลเกี่ยวกับหมู่เลือดมีสะสมค่อนข้างมากในหลายประเทศ 
ท่ัวโลก  สามารถท่ีจะนำมาใช้ได้เลย  แต่การจะประมวลผลข้อมูลท่ีมีจำนวนมาก 
ขนาดนน้ั ดว้ ยขอ้ จำกดั ของคนจงึ ไมส่ ามารถทำได ้ แตก่ น็ บั วา่ โชคดไี มน่ อ้ ยทย่ี คุ นน้ั  

114 เรื่องเลา่ จากร่างกาย เขา้ ใจร่างกาย พฤตกิ รรมและธรรมชาตผิ ่านกระบวนการววิ ัฒนาการ

เปน็ ชว่ งทเ่ี รม่ิ มคี อมพวิ เตอรใ์ ชพ้ อด ี สง่ิ ทสี่ ฟอรซ์ า่ ทำคอื   นำขอ้ มลู ใสเ่ ขา้ ไป  แลว้ ใช ้
คอมพิวเตอร์คำนวณความห่างของโปรตีนจากเลือดของคนกลุ่มต่างๆ ออกมา 
เป็นตัวเลข  ถ้าเลขห่างกันน้อยแปลว่าเป็นญาติใกล้ชิดกัน  ถ้าเลขห่างกันมาก 
แปลวา่ เปน็ ญาตหิ า่ งๆ กนั จากนนั้ กน็ ำตวั เลขมาวาดแผนผงั และในทส่ี ดุ การพยายาม 
ลำดบั ญาติของคนผิวขาว คนผวิ ดำ คนเอเชีย และคนอเมริกาใต้กถ็ กู เขียนข้ึนมา 
สำเรจ็ เปน็ ครงั้ แรกในโลก  ถงึ แมว้ า่ แผนผงั แรกของสฟอรซ์ า่ นจ้ี ะหยาบมากเมอ่ื เทยี บ 
กบั สิง่ ที่เราทำไดใ้ นทุกวนั น้ี  แตแ่ ผนผังน้ันก็มจี ุดท่ีนา่ สนใจมากๆ อยู่สองอย่าง
แรกสุดคือ  แผนผังท่ีได้มีลักษณะเป็นแผนผังรูปต้นไม้ที่คนท้ังหมด 
สามารถไล่ย้อนกลับไปท่ีลำต้นใหญ่ได้  ซ่ึงสนับสนุนว่าคนทั้งหมดไม่ว่าจะมีสีผิว 
อะไรก็ตาม  ต่างก็มีต้นตอมาจากท่ีเดียวกัน  แต่แผนผังของสฟอร์ซ่าบอกไม่ได้ว่า 
ตน้ ตอนน้ั คอื เมอื่ ไหร ่ อาจจะหลายแสนหรอื หลายลา้ นปกี เ็ ปน็ ไปได ้ และบอกไมไ่ ด้ 
ว่าต้นตอนั้นอยู่ท่ีไหน  จุดที่น่าสนใจจุดท่ีสองคือค่าความแตกต่างของโปรตีนในคน 
แตล่ ะสีผวิ แตกตา่ งกันก็จริงแตแ่ ยกจากกนั ไดย้ าก หมายความวา่ สมมติว่าเราต้อง 
แยกเฉดสเี ขยี วออกเปน็ สองสคี ือ  สเี ขยี วอ่อนและสีเขยี วแก่ เราบอกจุดท่เี ห็นชดั ๆ 
ไดว้ า่ ตรงไหนคือสเี ขียวอ่อนตรงไหนคือสีเขยี วแก ่ แตก่ ารจะขีดเส้นแบง่ ตรงไหนวา่  
ฝ่ังน้ีคือสีเขียวอ่อนและฝ่ังน้ีสีเขียวแก่จะทำได้ยาก  เช่นเดียวกันผลเลือดแสดงให ้
เห็นว่าโปรตีนของคนผิวขาวและคนผิวดำต่างกัน  แต่จากผิวขาวไปสู่แขกขาวไปสู่ 
ผิวเหลืองไปสู่ผิวน้ำตาลและผิวดำ  มันไม่มีจุดท่ีแยกจากกันได้ชัดเจน  คือมีคนท่ี 
อยู่ตรงกลางจำนวนมากที่บอกไม่ได้ว่าควรจัดเป็นคนขาวหรือคนตะวันออกกลางด ี
และมคี นทไ่ี มร่ วู้ า่ จะจดั เปน็ คนดำหรอื แขกผวิ นำ้ ตาลหรอื เอเชยี ผวิ คลำ้ ด ี ซงึ่ ทงั้ หมดน ี้
บ่งว่าการแยกคนออกเป็นเชื้อชาติต่างๆ อาจเป็นเร่ืองที่ทำไม่ได้จริง  ซ่ึงส่ิงท่ีพบนี้ 
ขดั กบั สิ่งที่เชอื่ กนั มาตลอด
การพยายามแบ่งคนออกเป็นสปีชีส์ย่อยต่างๆ  หรือเช้ือชาติต่างๆ  มีการ 
บันทึกไว้อย่างเป็นทางการคร้ังแรกต้ังแต่ในศตวรรษที่ 18  โดยคาร์ล  ลินเนอุส 
(ที่เราพบกันไปแล้วคร้ังหน่ึง)  ซ่ึงแบ่งคนออกเป็น 5 สปีชีส์ย่อยด้วยกัน ได้แก่ 
แอฟริกัน  อเมริกัน  เอเชียน  ยุโรป  และสัตว์ประหลาด  (คนกลุ่มน้ีเขาหมายถึง 
คนประหลาดต่างๆ  ในตำนานท่ีปัจจุบันเรารู้ว่าไม่เคยมีตัวตนอยู่ในโลกจริงๆ) 
ต่อมาในกลางทศวรรษที่ 60  คาร์ลตัน  คูน  (Carleton  Coon)  ก็ปรับการ 
แบ่งคนออกใหม่เป็น คอเคซอยด์ (คนขาว) นิกรอยด์ (คนดำ) มองโกลอยด์ 
(คนผวิ เหลอื ง) คาปอยด์ (ชาว Khoisan ทผี่ วิ จะออกสนี ำ้ ตาล ตาตี่ หนงั ตาชน้ั เดยี ว
ทางใต้ของทวีปแอฟริกา)  และออสตราลอยด์  (ชาวพ้ืนเมืองออสเตรเลียหรือ 
ชาวอะบอริจินส์)  ซ่ึงในยุคของคูนน้ันความเชื่อหลักในหมู่นักวิทยาศาสตร์คือคน 
มีบรรพบุรุษร่วมกันและวิวัฒนาการจนเป็นสปีชีส์ย่อยท่ีต่างกันไป  แต่แผนผังใหม ่
ของสฟอร์ซ่าไม่สนับสนุนความเชื่อท่ีว่าคนแบ่งเป็นสปีชีส์ย่อยได้ แต่อย่างไรก็ตาม 
ดว้ ยขอ้ จำกดั ของเทคโนโลยี ทำใหก้ ารจดั ความสมั พนั ธข์ องคนดว้ ยโปรตนี ไมส่ ามารถ 

ววิ ัฒนาการและกำเนดิ มนษุ ย์ ชัชพล เกยี รตขิ จรธาดา 115

ให้ข้อมูลท่ีมีรายละเอียดมากไปกว่าน้ีได้  ถ้าเราต้องการรายละเอียดมากกว่านี้ 
เราต้องขุดลงไปลึกกว่านี้  เราต้องลงไปท่ีต้นตอของสิ่งท่ีสร้างโปรตีนเหล่าน้ีขึ้นมา 
น่นั คือเราตอ้ งลงไปอา่ นพันธกุ รรม
ปัญหาคือ  พันธุกรรมไม่ใช่สิ่งท่ีเราจะเอากล้องจุลทรรศน์เข้าไปส่องแล้ว 
อ่านออกมาได้  เราสามารถมองเห็นตัวพันธุกรรมได้  แต่เราไม่สามารถอ่านมันได ้
ดว้ ยเหตผุ ลสองประการ  หนง่ึ คอื โดยโครงสรา้ งแลว้   สง่ิ ทเี่ ราเรยี กกนั วา่ พนั ธกุ รรมน้ี 
มันเป็นเหมือนเส้นเชือกที่บางมากๆ  บางกว่าผมเราประมาณ 100,000 เท่า 
และก็ยาวมากๆเช่นกันคือ  สมมติว่าเราหยิบพันธุกรรมออกมาจากเซลล์ได้
(แน่นอนวา่ จริงๆ ทำไมไ่ ด้) แล้วเราเอาพนั ธกุ รรมท่ีขมวดเปน็ ปมมาคลี่ออกเราจะ 
ได้สายพนั ธกุ รรมทีย่ าวประมาณ 2 เมตร  เม่ือพนั ธุกรรมทยี่ าวมากๆ แตบ่ างเฉียบ 
ต้องถูกบรรจุไปอยู่ในเซลล์เล็กๆ มันจึงต้องถูกพันขมวดเข้าด้วยกัน  ดังนั้นมันจึง 
เหมือนหนังสือพิมพ์ที่ถูกขยำเป็นก้อน  เรารู้ว่าบนหน้ากระดาษหนังสือพิมพ์มี 
ตวั หนงั สอื แตเ่ ราอา่ นไมไ่ ด ้ เหตผุ ลทส่ี องทอี่ า่ นไมไ่ ดค้ อื   พนั ธกุ รรมมนั เปน็ สารเคม ี
มันไม่ใช่ตัวอักษรที่มองด้วยตาเปล่าแล้วอ่านออกมาได้  สิ่งท่ีเราต้องทำคือ  เรา 
ต้องสกัดสารเคมีน้ันออกมาก่อนแล้วจึงไปตรวจด้วยวิธีการทางเคมีแล้วดูว่าสาร 
เคมีน้ันมีโครงสร้างหน้าตาเป็นอย่างไร  ดังน้ันในการที่เราจะเดินทางย้อนอดีตเพ่ือ 
ไปอ่านความเป็นมาของเรากันต่อได้  เราคงต้องแวะไปเข้าใจเรื่องของพันธุกรรม 
กันก่อน  ในบทถัดไป  เราจะไปดูกันว่าพันธุกรรมมันคืออะไร  และมีหน้าตาเป็น 
อย่างไร  จุดเริ่มต้นที่ดีท่ีสุดในการพูดถึงพันธุกรรมก็น่าจะเป็นวันที่เราได้รับ 
พันธุกรรมจากพ่อและแม่เป็นคร้ังแรกในชีวิต...  เราจะย้อนกลับไปวันแรกที่ไข่ 
ได้เจอกับอสจุ กิ ัน


116 เรื่องเล่าจากร่างกาย เข้าใจร่างกาย พฤตกิ รรมและธรรมชาตผิ า่ นกระบวนการวิวัฒนาการ



{ 16พนั ธุกรรมบอกความเปน็ มาของเราไดอ้ ย่างไร
  }(การเดนิ ทางของเผา่ พนั ธม์ุ นุษย์ ตอนที่ 2)

พนั ธุกรรมในรา่ งกายของเรามาจากพอ่ และแม่ ซึง่ พอ่ และแม่ก็รบั พันธุกรรมมาจากปยู่ า่ ตายาย
อีกทอดหนึ่ง ยอ้ นเช่นน้กี ลับไปเรือ่ ยๆ ดงั นน้ั พนั ธกุ รรมของมนุษยค์ นแรกท่ีเกิดขึน้
มาบนโลกจึงยังคงซอ่ นอยใู่ นร่างกายของเรา

ร่างกายของคนแต่ละคนเกิดมาจากอสุจิจากพ่อหน่ึงตัว 
ผสมกับไข่ท่ีมาจากแม่หน่ึงใบ  สิ่งท่ีอยู่ในอสุจิของพ่อคือ 
พนั ธกุ รรมของพอ่   และสงิ่ ทอ่ี ยใู่ นไขข่ องแมก่ ค็ อื พนั ธกุ รรม 
ของแม่  แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่าถ้าพ่อใส่พันธุกรรมทั้งหมด 
ที่พ่อมีเข้าไปในอสุจิ  และแม่ใส่พันธุกรรมทั้งหมดท่ีแม่ 
มเี ขา้ ไปในไข ่ เมอื่ อสจุ แิ ละไขผ่ สมกนั   ลกู กจ็ ะมพี นั ธกุ รรม 
มากกวา่ คนทวั่ ไปสองเทา่   แตธ่ รรมชาตยิ อมใหเ้ ปน็ เชน่ นน้ั  
ไม่ได้ (ยกเว้นในต้นไม้บางชนิดเกิดได้)  ดังนั้นธรรมชาติ 
จึงหาวิธีทำให้อสุจิในพ่อมีพันธุกรรมอยู่แค่คร่ึงเดียว 
เช่นเดียวกันธรรมชาติก็ทำให้ไข่ของแม่มีพันธุกรรมแค่ 
คร่งึ เดยี ว เมอื่ ไขผ่ สมกบั อสุจิ ครึ่งรวมกับครึ่งกไ็ ดเ้ ปน็ หนึง่  
ลูกจึงมีจำนวนพันธุกรรมเท่ากับคนทั่วไป  แต่คำถามคือ 
พ่อเลือกพันธุกรรมที่จะใส่มาในอสุจิอย่างไร?  พ่อเอา 
พันธุกรรมคร่ึงไหนใส่เข้ามา?  และอสุจิแต่ละตัวท่ีพ่อ 
สร้างข้นึ มามีพนั ธกุ รรมขา้ งในเหมอื นกนั หรือไม?่ ...

118 เรอ่ื งเลา่ จากรา่ งกาย เขา้ ใจรา่ งกาย พฤตกิ รรมและธรรมชาติผา่ นกระบวนการววิ ฒั นาการ

โดยหลกั การกวา้ งๆ แลว้   วธิ ีการทร่ี ่างกายของพ่อจะเลือกพนั ธกุ รรมเพอื่  
ใส่เข้ามาในอสุจิอาจเรียกส้ันๆ ได้ว่าใส่เข้ามามั่วๆ จริงอยู่ว่าพ่อไม่ได้ม่ัวใส่อะไร 
เข้ามาก็ได้ มันมีวิธีการอยู่บ้างซ่ึงเราคงจะไม่ลงไปในรายละเอียด  แต่ในภาพรวม
ร่างกายของพ่อจะสลับพันธุกรรมไปมาเหมือนสลับไพ่แล้วแจกจ่ายเข้าไปในอสุจิ 
แต่ละตัวแบบสุ่ม  ดังน้ันอสุจิแต่ละตัวที่พ่อสร้างจะมีพันธุกรรมท่ีแตกต่างกัน 
ออกไป  แม่เองก็ทำเช่นเดียวกันคือ  สลับพันธุกรรมไปมาแล้วจึงนำพันธุกรรม 
คร่ึงหนึ่งใสไ่ ปในไข่แต่ละใบ
เม่ือเรามองย้อนกลับไปอีกหน่ึงข้ันแล้วถามว่าพันธุกรรมในร่างกาย 
พ่อมาจากไหน  เราก็จะได้คำตอบเดียวกันว่า  พ่อได้พันธุกรรมคร่ึงหนึ่งมาจาก 
ปู่และอีกครึ่งมาจากย่า  ส่วนแม่ก็ได้คร่ึงหน่ึงมาจากตาและอีกครึ่งมาจากยาย 
ดังนั้นก็เท่ากับว่าพันธุกรรมท่ีพ่อให้เรามา  พ่อก็เอาของปู่และย่ามาผสมๆ  กัน 
ทางแม่เองก็ทำเช่นเดียวกัน  ร่างกายของเราจึงเท่ากับว่ามีพันธุกรรมของปู่ย่า 
ตายายผสมปนๆ กันอยู่  ถ้าเราขยันและถามย้อนกลับขึ้นไปอีกหนึ่งขั้นว่า
พันธุกรรมของยายมาจากไหน เราก็จะได้คำตอบว่ามาจากพ่อและแม่ของยาย 
อย่างละคร่ึง  ดังนั้นเราก็อาจพูดได้ว่าพันธุกรรมในร่างกายของเราก็ได้มาจาก 
พ่อแม่ของปู่ ของย่า ของตาและของยาย ผสมๆ กันอยู่ในร่างกายของเรา 
เราสามารถไล่ถามย้อนเช่นนี้กลับไปเร่ือยๆ และคำตอบที่เราจะได้คือบรรพบุรุษ 
ของเราทำเช่นน้มี าทุกชวั่ อายุคน (และชว่ั อายุสัตว)์
เม่ือพันธุกรรมที่อยู่ในร่างกายของเราแต่ละคนมาจากบรรพบุรุษจำนวน 
มากและปนกันยุ่งเหยิงไปหมด  จึงเป็นปัญหาหน่ึงของการตรวจพันธุกรรมเพื่อจะ 
ไล่ย้อนกลับไปว่าบรรพบุรุษเราเป็นใคร อยู่ท่ีไหน เช่น เมื่อเราหยิบพันธุกรรม 
ชิ้นเล็กๆ ช้ินหนึ่งข้ึนมาตรวจ  เราบอกไม่ได้เลยว่าส่วนของพันธุกรรมหนึ่งชิ้นน้ัน 
มาจากใครท่ีไหน  แต่ไม่ใช่ว่าการแกะรอยจากพันธุกรรมที่พันกันจนยุ่งนี้จะทำ 
ไม่ได้เลย  มันพอจะทำได้แต่มันต้องใช้วิธีการพิเศษซ่ึงเราจะไม่คุยกันถึงวิธีพิเศษนี้ 
เพราะมันค่อนข้างยุ่งยาก  แต่วิธีท่ีเราจะคุยกันต่อจากน้ีมันจะยุ่งยากน้อยกว่า 
และใช้หลักการกวา้ งๆ เหมือนกัน
แม้ว่าพันธุกรรมส่วนใหญ่ของเราจะได้มาจากบรรพบุรุษทั้งฝ่ังพ่อและแม ่
จำนวนมากปนกนั แตม่ อี ยสู่ องสว่ นในพนั ธกุ รรมของเราทร่ี อดจากการผสมปนเปนน้ั  
มาได้  พันธกุ รรมสองสว่ นนั้นมชี อ่ื ว่า  ไมโตคอนเดรยี ลโครโมโซม (mitochondrial 
chromosome หรือ mtDNA) และโครโมโซม Y (โครโมโซม Y ตวั นค้ี อื ตวั เดยี วกับ 
โครโมโซมเพศชาย  XY  ที่หลายท่านรู้จัก)  ผมจะขอไม่อธิบายในรายละเอียด 
ในตอนนี้ว่าโครโมโซมสองตัวนี้คืออะไร  และทำไมมันไม่สลับกันระหว่างพ่อแม ่
เพราะในโอกาสต่อๆ ไปเราจะได้มาพดู เรอ่ื งพันธกุ รรมสองตัวนก้ี นั อีกคร้ัง  ขอสรปุ  
ในตอนนเี้ พยี งสนั้ ๆ  วา่ พนั ธกุ รรมสองสว่ นนม้ี นั คอื สว่ นของพนั ธกุ รรมทไี่ มส่ ลบั กนั  
ในพ่อแม ่ ทว่ี ่าไม่สลบั กนั น้ีหมายความวา่   โครโมโซม Y นน้ั ลกู ชายรบั มาจากพ่อ 

วิวฒั นาการและกำเนดิ มนษุ ย์ ชชั พล เกยี รตขิ จรธาดา 119

โดยตรง  พ่อมียงั ไงกใ็ หม้ าอย่างน้นั เตม็ ๆ ไมม่ กี ารไปสลบั หรอื แบง่ ครงึ่ ใดๆ ทัง้ สิ้น 
ดังนั้นโครโมโซม Y ของลูกชายก็จะเหมือนของพ่อ เหมือนของปู่  เหมือนของปู่ 
ของปู่ของป.ู่ .. หรอื อาจพูดว่าโครโมโซม Y รับสง่ ตอ่ กนั ไปเร่อื ยๆ เหมอื นนามสกุล 
สาเหตุที่พ่อส่งให้แต่ลูกชายเพราะโครโมโซม  Y  ตัวน้ีมันคือโครโมโซมเพศชาย 
ใครมีคนนั้นก็จะกลายเป็นผู้ชาย  ดังนั้นลูกสาวจะไม่มี  (ถ้ามีก็จะไม่ใช่ลูกสาว 
ไปโดยปรยิ าย)  สว่ นไมโตคอนเดรยี ลโครโมโซม  คอื โครโมโซมทแี่ มส่ ง่ ใหล้ กู ทกุ คน 
แต่ลูกชายไม่มีสิทธิ์ส่งต่อให้ลูกตัวเอง  ดังน้ันมันจึงเป็นพันธุกรรมส่วนที่ทุกคน
ต้องรับมาจากแม่เท่านั้น  และแม่ก็รับมาจากยาย  จากยายของยายของยาย... 
ยอ้ นไปเร่อื ยๆ หรืออาจเทยี บไดก้ ับนามสกุลทสี่ ง่ ทางผูห้ ญิง (ซ่งึ ไม่มใี ช้จรงิ )
ถ้าเราเดินไปที่ไหนสักแห่งบนท้องถนนแล้วเราไปเจอคนท่ีนามสกุล 
เหมือนเรา  เราสามารถบอกได้ทันทีว่าคนคนนั้นเป็นญาติทางพ่อของเราไม่ระดับ 
ใดก็ระดับหนึ่ง  เช่นเดียวกัน  ถ้าเราเดินไปท่ีไหนในโลกแล้วเราไปตรวจพันธุกรรม 
ของผู้ชายคนหนึ่งแล้วเขามีโครโมโซม  Y  เหมือนเรา  (ซึ่งเป็นผู้ชาย)  แปลว่า 
เรากับเขาคนน้ันมีบรรพบุรุษทางพ่อร่วมกัน  นานแค่ไหนไม่รู้  แต่รู้แน่ๆ  ว่ามีปู่ 
ของปู่ของปู่...สักคนเป็นคนเดียวกัน  ในทางตรงกันข้ามถ้าเราเดินไปท่ีไหนก็ได้ 
สักที่ในโลกแล้วไปตรวจพันธุกรรมของคนคนหน่ึง  แล้วคนนั้น  (ผู้หญิงหรือผู้ชาย 
ก็ได้)  มีไมโตคอนเดรียลเหมือนกับเรา  เราบอกได้ทันทีว่าคนคนน้ันมีบรรพบุรุษ 
ทางแม่ร่วมกับเราหรือเรามี  ยายของยายของยาย...คนเดียวกัน  และนั่นคือสิ่งท่ี 
นักวิทยาศาสตร์พบหลังจากสุ่มตรวจคนจากทวีปต่างๆ  ท่ัวโลก  คือผู้ชายทั้งโลก 
มโี ครโมโซม  Y  เดียวกัน  และคนทัง้ โลกมีไมโตคอนเดรียลโครโมโซมชุดเดยี วกนั  
หรืออาจพูดงา่ ยๆ ว่า นามสกลุ ทางพอ่ และนามสกุลทางแมข่ องคนทง้ั โลก 7 พนั  
ล้านคนเหมือนกัน  หรือถ้าให้แปลอีกทีคือคนทั้งโลกเคยมีพ่อของพ่อของพ่อ...คน 
เดยี วกนั   และเคยมแี มข่ องแม่ของแม่...คนเดียวกัน
ฟังดูแล้วมันแปลกๆ  ท่ีคนหน่ึงคนในอดีตนานมาแล้วเป็นพ่อของพ่อ... 
ของคนเกอื บ 7 พนั ลา้ นคนในโลกปัจจุบนั   พ่อคนนี้เป็นท่ีรจู้ กั ในชือ่ เล่นทว่ั ๆ ไปวา่  
โครโมโซม อดมั หรือ Y chromosomal Adam และมีผหู้ ญิงหน่งึ คนในอดตี ทีจ่ ะ 
เปน็ แมข่ องแม.่ ..คนทกุ คนในโลกปจั จบุ นั หรอื ทม่ี ชี อื่ เลน่ เรยี กกนั วา่ ไมโตคอนเดรยี ล 
อีฟ หรือ mitochondrial Eve (ตามช่ือผชู้ ายและผู้หญงิ คแู่ รกทพี่ ระเจา้ ทรงสรา้ งขน้ึ  
ในพระคัมภีร์ในศาสนาคริสต์) มันฟังแล้วไม่น่าเช่ือว่าจะเกิดข้ึนได้อย่างไร?  แล้ว 
อดมั กบั อฟี ทวี่ า่ มชี วี ติ อยเู่ มอื่ ไหรใ่ นอดตี ?...  แตไ่ มเ่ ปน็ ไรเราจะลองทำใจเชอ่ื ตามนน้ั  
กันไปก่อน  แล้วเราจะมาตอบคำถามสองคำถามน้ีกันอีกคร้ังในท้ายบทนี้ คำถาม 
ตอ่ ไปที่เราจะไปคุยกนั กอ่ นคือ  พันธกุ รรมบอกการเดนิ ทางของคนไดอ้ ย่างไร?
แม้ว่าโครโมโซม Y ของผู้ชายจะเหมือนกันท้ังโลก  แต่คำว่าเหมือนใน 
ที่น้ไี ม่ได้แปลวา่ เหมือนกนั ร้อยเปอรเ์ ซน็ ต์ ความเหมือนของโครโมโซม Y ในทีน่ ีจ้ ะ 
เหมือนกับคนสองคนท่ีมีนามสกุลเดียวกัน  แต่ต่างกันเพราะเกิดการสะกดผิดข้ึน 

120 เรื่องเลา่ จากร่างกาย เข้าใจร่างกาย พฤตกิ รรมและธรรมชาติผา่ นกระบวนการววิ ฒั นาการ

เลก็ ๆ นอ้ ยๆ  การสะกดผิดนเ้ี กดิ ขึน้ เวลาใดเวลาหนึง่ ในอดีต  เม่อื บรรพบุรุษสะกด 
ผิดมาลูกหลานก็เลยสะกดผิดตามไปด้วย  ทำให้ลูกหลานของคนท่ีนามสกุลสะกด 
ผดิ นน้ั   มนี ามสกลุ ตา่ งจากญาตคิ นอน่ื ๆ ไปเลก็ นอ้ ย  คำถามทหี่ ลายทา่ นอาจสงสยั  
ในใจตอนนี้คือ  แล้วการสะกดผิดที่ว่านี้มันคือการสะกดอะไรท่ีไหน?  พันธุกรรม 
ของเรามีตัวหนังสืออะไรให้สะกดด้วยหรือ?...  จะเข้าใจในส่วนน้ี  เราต้องกลับไป 
ทำความเข้าใจกันก่อนว่าพันธุกรรมของเรามันมีหน้าตาเป็นอย่างไร  ดังนั้นผมจะ 
ขอพาออกนอกเร่ืองกันอีกครั้งเพอื่ ไปดูว่าพนั ธกุ รรมหนา้ ตามันเป็นอย่างไร
อยา่ งย่อๆ คอื ร่างกายของเราท่ีเราเห็นเป็นตัวใหญ่ๆ ในกระจกจรงิ ๆ แล้ว 
มนั เกิดจากเซลล์จำนวนมากเปน็ ล้านๆ เซลล์มาเกาะกลุม่ อยดู่ ว้ ยกนั ในทุกๆ เซลล ์
ของร่างกายเราจะมีสารพันธุกรรมซ่อนอยู่ภายใน  (มีข้อยกเว้นบ้าง)  ดังน้ันใน 
ร่างกายของเราจึงมีสารพันธุกรรมอยู่เป็นล้านๆ ก็อปป้ี สารพันธุกรรมเป็นล้านๆ
นี้มาจากไหน?... ท้ังหมดก็มาจากอสุจิจากพ่อและไข่จากแม่ ถ้าย้อนเวลากลับไป 
ในวนั แรกทอ่ี สจุ ขิ องพอ่ รวมตวั กบั ไขข่ องแม ่ ในวนั นนั้ เรามพี นั ธกุ รรมอยแู่ คช่ ดุ เดยี ว 
เพราะทั้งร่างกายของเรามีเซลล์อยู่แค่เซลล์เดียว  ต่อมาเมื่อเราเติบโตในท้องแม่ 
เรากแ็ บง่ ตวั ไปเรอื่ ยๆ จำนวนเซลลก์ ม็ ากขน้ึ เรอื่ ยๆ  ทกุ ครงั้ ทเี่ ซลลแ์ บง่ ตวั   รา่ งกาย 
เราก็คัดลอกพันธุกรรมข้ึนมาใหม่อีกชุดโดยคัดลอกมาจากต้นฉบับเพื่อท่ีจะใส่เข้า 
ไปในเซลลใ์ หม่  ดังน้นั เซลลใ์ หม่ทกุ เซลลก์ จ็ ะมีสารพนั ธกุ รรมอยภู่ ายในดว้ ย
แลว้ พนั ธกุ รรมทว่ี า่ หนา้ ตามนั เปน็ อยา่ งไร?...  สมมตเิ ลน่ ๆ วา่ เราสามารถ 
ย่อตัวให้เล็กลงมากๆ จนเราสามารถเดินเข้าไปในเซลล์ได้  ส่ิงแรกที่เราจะพบเมื่อ 
เราเดินทะลุผนังเซลล์เข้าไปคือ  เราจะถูกล้อมรอบไปด้วยน้ำหนืดๆ  เหมือนเจล 
ภายในเจลน้ีมีอวัยวะเล็กๆ  ของเซลล์จำนวนมากทำงานอยู่  หน่ึงในอวัยวะเล็กๆ
นนั้ คอื ไมโตคอนเดรยี แตเ่ นอ่ื งจากเราจะไมส่ นใจมนั ในตอนน้ี เราจงึ เดนิ ตอ่ ลกึ เขา้  
ไปเรอื่ ยๆ เมอ่ื เราเขา้ ไปถงึ ประมาณสว่ นกลางๆ ของเซลล ์ เราจะพบผนงั บางๆ อกี ชน้ั  
แยกเจลนี้จากสิ่งท่ีอยู่ด้านใน  และสิ่งท่ีอยู่ด้านในน้ีเองคือพันธุกรรม  เม่ือเห็น 
ดังน้ันเราจึงเดินทะลุผนังนี้เข้าไป  และเม่ือเราเงยหน้ามองข้ึนไป  ส่ิงที่เราเห็นคือ 
ของบางอยา่ งทห่ี นา้ ตาเหมอื นปาทอ่ งโกว๋ างเรยี งตวั กนั อยทู่ ง้ั หมด 23 คู่ สง่ิ ทหี่ นา้ ตา 
เหมอื นปาทอ่ งโกน๋ คี้ อื   โครโมโซม  โดยโครโมโซม 23 คนู่ ม้ี นั มขี นาดไมเ่ ทา่ กนั อนั ท ่ี
ใหญส่ ดุ เราเรียกมนั ว่าโครโมโซม 1 ใหญร่ องลงไปกเ็ ป็นเบอร์ 2 ไล่ไปอย่างนเ้ี รือ่ ยๆ 
ยกเว้นอันสุดท้ายที่แม้ว่าจะไม่เล็กท่ีสุดแต่ถูกจัดไว้สุดท้ายเพราะหน้าตามันต่างไป 
จากโครโมโซมอนื่ ๆ โครโมโซมนค้ี อื โครโมโซมเพศ เมอื่ คณุ เออื้ มมอื ไปจบั โครโมโซม 
คุณก็พบว่าที่เห็นรูปร่างเป็นปาท่องโก๋นี้  จริงๆ แล้วมันเหมือนเชือกท่ียาวมากๆ 
ขดตวั กนั อยา่ งเปน็ ระเบยี บจนมรี ปู รา่ งเหมอื นปาทอ่ งโก ๋ เมอื่ คณุ ดงึ คลเี่ ชอื กนอ้ี อกมา 
เป็นเส้นตรงที่ยาวมากๆ คือยาวประมาณ 2 เมตร (เชือกเส้นนี้มีชื่อจริงว่าสาย 
DNA)  เมื่อสังเกตดดู ๆี คุณกพ็ บว่าเชือกเสน้ น้ีจรงิ ๆ แล้วเปน็ เชอื กคว่นั ทเ่ี กิดจาก 
เชือกสองเส้นย่อยพันเกลียวกันอยู่  คุณสามารถที่จะดึงแยกเชือกท่ีพันเกลียวน้ี 

วิวฒั นาการและกำเนดิ มนุษย์ ชัชพล เกยี รตขิ จรธาดา 121

ออกจากกันได้  เชือกย่อยแต่ละเส้นน้ีเอง  (ชื่อทางการมันคือ  สายนิวคลีโอไทด์) 
คือสายพันธุกรรมสองเส้นที่พันเกลียวกันอยู่  ต่อมาเม่ือคุณแยกสายนิวคลีโอไทด์ 
ออกมาเป็นสองเส้นแล้ว  คุณพบว่าสายท้ังสองเส้นนี้มันเหมือนกันเลย  แต่เรียง 
ตัวกลบั ทิศกัน และเมื่อคณุ มองที่สายนวิ คลีโอไทด์เสน้ ใดเสน้ หนึ่งชัดๆ คณุ กพ็ บว่า 
มันไม่ใช่เชือกธรรมดา  แต่มันเป็นเหมือนลูกปัดที่มาร้อยเข้าด้วยกันเป็นสายยาว
(ลูกปดั ทว่ี ่านี้มชี อ่ื ทางการวา่ นวิ คลีโอไทด์ เบส หรอื ที่คนมกั เรียกย่อๆว่า “เบส”)
เมื่อคณุ มองดูดๆี คุณกเ็ ห็นวา่ ลกู ปดั ที่มาร้อยเป็นเสน้ นี้มีทง้ั หมด 4 สดี ้วยกนั และ 
เรียงตัวสลับสีไปมาอย่างไม่มีระเบียบ  ลูกปัดแต่ละสีนี้นักวิทยาศาสตร์เรียกแทน 
แต่ละสวี า่ A C T G ซึ่งตัวอักษรนี้เป็นช่ือย่อจากช่อื จริงทางเคมีของลูกปัดแต่ละสี 
ท้ังหมดน้ีมันคือรูปร่างหน้าตาของพันธุกรรม  และการสะกดผิดท่ีว่าคือ  การเรียง 
ลูกปัดตามสีมนั ผิดไปจากต้นฉบับเดิม
ถึงตรงน้ีเราพอจะเห็นภาพคร่าวๆ แล้วว่า  พันธุกรรมที่ว่ามันมีรูปร่าง 
หน้าตายังไง  คราวนี้เราจะมาถามคำถามง่ายๆ ตรงไปตรงมากันว่า  พันธุกรรม 
ทพี่ ูดๆ กันมนั ทำหน้าทอ่ี ะไรกันแน?่
เต่าทะเลเมื่อถึงเวลาวางไข่ เต่าตัวเมียจะคลานข้ึนมาบนหาดทรายแล้ว 
ขุดหลุมเพ่ือวางไข่ลงไป  เมื่อมันวางไข่เสร็จมันก็เอาทรายกลบแล้วมันก็คลาน 
กลับลงทะเล หลังจากนน้ั ตัวอ่อนในไขก่ ็ค่อยๆ โตขึน้ เรอ่ื ยๆ เปลี่ยนรปู รา่ งหน้าตา 
จนมันกลายเป็นลูกเต่า  เม่ือมันสร้างร่างกายเสร็จมันก็ฟักออกมาจากไข่  มันจะ 
มองดวู า่ ฝงั่ ไหนทมี่ แี สงสะทอ้ นมาจากนำ้ ทะเล  มนั จะวง่ิ ไปทางทศิ นน้ั เพอื่ ลงทะเลให ้
เร็วที่สุดเท่าท่ีจะทำได้  เพราะระหว่างที่มันคลานจากหาดทรายไปท่ีทะเล  จะมีนก 
และปูจำนวนมากมารอกินมันอยู่  ถ้ามันรอดลงทะเลไปได้  มันก็จะว่ายน้ำหากิน 
พืชน้ำไปเร่ือยๆ  เม่ือมันเข้าสู่วัยเจริญพันธ์ุ  ถ้าเป็นตัวผู้มันก็จะไปข่ีเต่าตัวเมียแล้ว 
สอดอวัยวะเพศผู้เข้าไปในตัวเมีย  เม่ือไข่ในตัวเมียถูกผสม  ตัวเมียก็จะว่ายเข้าฝ่ัง 
มาเพือ่ วางไข่
คำถามสำคัญอยู่ตรงนี้ครับ  ตัวอ่อนที่ยังเป็นวุ้นในไข่เต่ามันรู้ได้ยังไงว่า 
มนั ตอ้ งสรา้ งรา่ งกายอยา่ งไรมนั จงึ จะกลายมาเปน็ ลกู เตา่ เมอ่ื ลกู เตา่ คลอดออกมาแลว้  
มนั รไู้ ดย้ งั ไงวา่ มนั ตอ้ งคลานไปทางทศิ ทม่ี แี สงสะทอ้ นกบั นำ้ เพอ่ื ลงทะเล  ไมใ่ ชค่ ลาน 
ขนึ้ ตน้ ไมห้ รอื คลานยอ้ นกลบั เขา้ ปา่   เมอ่ื มนั ลงไปในทะเลมนั รไู้ ดย้ งั ไงวา่ มนั ตอ้ งกนิ  
สาหร่ายหรือพืชทะเล  ไม่ใช่ไปว่ายไล่กินปลาเล็กอ่ืนๆ และมันรู้ได้ยังไงว่าเมื่อไหร่ 
ต้องผสมพันธ์ุและวิธีผสมพันธ์ุคือต้องสอดอวัยวะเพศผู้เข้าไปในตัวเมีย  และเม่ือ 
ตวั เมยี จะวางไขม่ นั รไู้ ดย้ งั ไงวา่ มนั ไมค่ วรวางไขใ่ นนำ้ แตค่ วรขน้ึ ไปบนหาดทรายขดุ หลมุ  
แลว้ วางไขล่ งไปในนนั้   ซงึ่ ทงั้ หมดนไ้ี มไ่ ดเ้ กดิ จากการเรยี นร ู้ เพราะแมม่ นั ทงิ้ มนั ไป 
ตง้ั แตม่ นั ยงั ไมฟ่ กั ออกจากไข ่ แตม่ นั รทู้ งั้ หมดนไ้ี ดเ้ พราะมนั มขี อ้ มลู วา่ ตอ้ งทำอยา่ งไร 
กบั ชวี ติ มนั บา้ ง ฝงั อยใู่ นรา่ งกายของมนั ตงั้ แตม่ นั ยงั เปน็ วนุ้ อยใู่ นไข ่ และขอ้ มลู นก้ี ถ็ กู  
บนั ทกึ อยใู่ นสารพนั ธกุ รรม ดงั นนั้ ในความหมายแบบกวา้ งๆ ของพนั ธกุ รรมจงึ หมายถงึ  

122 เร่อื งเลา่ จากรา่ งกาย เข้าใจร่างกาย พฤติกรรมและธรรมชาติผ่านกระบวนการววิ ัฒนาการ

ข้อมูลท่ีพ่อแม่ส่งให้ลูก  เพื่อให้ลูกรู้ว่าต้องทำอะไรกับชีวิตของมันเองบ้างมันถึงจะ 
เติบโตไปจนมลี กู ต่อไปได้
เราจะหยุดเร่ืองเกี่ยวกับการทำงานของพันธุกรรมกันไว้ตรงน้ีก่อนและ 
กลับไปท่ีเร่ืองโครโมโซม Y ของเรากันอีกครั้ง  เราคุยค้างกันไว้ว่า เมื่อพ่อจะ 
สง่ ตอ่ โครโมโซม Y ใหล้ กู พอ่ ตอ้ งคดั ลอกมนั ขนึ้ มาอกี หนง่ึ ชดุ ซงึ่ การคดั ลอกนก้ี ค็ อื  
การสรา้ งสายนวิ คลโี อไทดข์ นึ้ มาอกี หนงึ่ เสน้ แลว้ ยกใหล้ กู   วธิ กี ารทรี่ า่ งกายคดั ลอก 
นี้โดยหลักการจะเหมือนกับการค่อยๆ ร้อยสายลูกปัดขึ้นมาอีกหนึ่งเส้น  เมื่อการ 
คัดลอกต้องทำดว้ ยการคอ่ ยๆ ร้อยเบส (ลกู ปัด) ขึน้ มา การร้อยผิดก็เกิดข้นึ ไดบ้ า้ ง
แม้ว่าจะเกดิ ข้นึ น้อยมาก (ประมาณหนึง่ พันล้านลูกปดั จะมีผดิ พลาดสักหนึง่ ) เม่ือ 
ร้อยผิดลูกก็จะได้พันธุกรรมเดียวกับพ่อแต่เป็นแบบท่ีสะกดผิดไป  การสะกดผิด
(ท่ีเรียกว่าการกลายพันธ์ุหรือ  mutation)  ส่วนใหญ่จะไม่มีผลอะไรกับร่างกาย 
เหมือนหนังสือที่สะกดผิดเล็กๆ น้อยๆ แต่ก็พออ่านได้ใจความ เม่ือลูกได้แบบที่ 
สะกดผดิ มาเม่อื ถงึ เวลาส่งต่อใหห้ ลาน ลกู กเ็ ร่ิมด้วยตน้ ฉบบั ทสี่ ะกดผิดอยู่เดิมและ 
ตวั ลูกเองก็อาจมีการสะกดผดิ เพ่มิ ท่อี ืน่ ไปอีกนิดหน่อย และการสะกดผดิ ทีต่ า่ งกัน 
น้ีเองเปน็ ส่วนทน่ี ักวทิ ยาศาสตรใ์ ช้ในการลำดบั ญาตขิ องคนตา่ งๆ ท่วั โลก
ปกติการสะกดผิดท่ีนักวิทยาศาสตร์ใช้ศึกษานี้จะเป็นการสะกดผิดท่ี 
กวา่ จะพบไดแ้ ตล่ ะครง้ั กใ็ ชเ้ วลาหลายสบิ หรอื หลายรอ้ ยชว่ั อายคุ น  เมอื่ การสะกดผดิ  
เกิดขึ้นแล้วลูกหลานท่ีรับพันธุกรรมท่ีสะกดผิดไปก็จะสะกดผิดเหมือนกันต่อไป 
เรอื่ ยๆ เชน่ สมมติว่าทวดสะกดผดิ หน่งึ ท ี่ ลูกหลานของทวดคนน้นั ก็จะสะกดผดิ  
ท่ีเดียวกันเพราะรบั พันธกุ รรมมาจากทวด แตล่ กู หลานของพี่ชายทวดหรือน้องชาย 
ทวดจะไมม่ กี ารสะกดผดิ นน้ั   ถา้ เราตรวจพบการสะกดผดิ นน้ั ในคนไหน  เรากบ็ อก 
ได้ว่าคนน้ันเป็นลูกหลานสายตรงมาจากทวด  สมมติว่าเม่ือมาถึงรุ่นเราจะส่งต่อ 
พันธุกรรมให้ลูกก็เกิดการสะกดผิดอีกครั้งในอสุจิที่จะส่งให้ลูก  ลูกเราก็จะมี 
พนั ธกุ รรมทม่ี กี ารสะกดผดิ สองทค่ี อื   การสะกดผดิ ทไี่ ดจ้ ากทวดและการสะกดผดิ ที่ 
ได้จากเรา  แต่ลูกชายของพ่ีชายเราหรือลูกชายของน้องชายเราจะไม่มีการสะกด 
ผิดนี้  ในอนาคตเมื่อรุ่นโหลนชายไปตรวจพันธุกรรม  ถ้ามีผิดสองท่ีเราก็บอกได้ 
ว่าเด็กชายคนนั้นมาจากสายตรงของเรา  แต่ถ้าผิดที่เดียวแบบของทวด  เราก็ 
บอกได้ว่าเด็กชายคนน้ันอาจเป็นโหลนของทางสายพี่ชายหรือสายน้องชายเรา 
ทงั้ หมดนเ้ี ปน็ หลกั การครา่ วๆ วา่ พนั ธกุ รรมใชน้ บั ญาตหิ า่ งๆ ไดอ้ ยา่ งไร และหลกั การ 
เดยี วกนั นก้ี ใ็ ชน้ บั ญาตทิ างฝา่ ยแมไ่ ดโ้ ดยการเทยี บไมโตคอนเดรยี ลโครโมโซมของคน
ตา่ งๆ  เมอ่ื นกั วทิ ยาศาสตรส์ มุ่ ตรวจพนั ธกุ รรมจากคนทวั่ โลก กจ็ ะเรม่ิ เหน็ ภาพครา่ วๆ
วา่ จากพ่อเดียวกนั คนหนึง่ ในอดีต  หรือแม่คนเดียวกนั ในอดตี คนท่ัวโลกนบั ลำดับ 
ญาติกนั ไดอ้ ยา่ งไร
แต่รู้แค่ว่าใครเป็นญาติใกล้หรือไกลจากใครยังไม่เพียงพอสำหรับเรา 
เพราะเราต้องการรู้ด้วยว่าบรรพบุรุษเราเคยอยู่ท่ีไหน?  แตกสายเป็นสายอื่นๆ

ววิ ัฒนาการและกำเนิดมนุษย์ ชชั พล เกยี รติขจรธาดา 123

เมอ่ื ไหร่?
สมมติว่าในเมืองไทยมีนามสกุลประมาณ  6  นามสุกลท่ีคล้ายๆ  กัน 
กระจายอยู่ในจังหวัดต่างๆ 4 จังหวัดด้วยกัน และเรารู้ว่านามสกุลเหล่าน้ีมาจาก 
ตน้ ตอเดียวกันที่ค่อยๆ สะกดตา่ งกันไปตามกาลเวลา นามสกุลทงั้ 6 และจังหวัด
ท่พี บนามสกลุ เหล่าน้ไี ด้แก่
เกยี รตขิ จรธาดา (กทม.)
เกียรติขจรธาดาดา (กทม. ลพบุรี)
เกียรติขจรธาดาธาดา (กทม. พษิ ณุโลก)
เกยี รตขิ จรธา (กทม.) 
เกยี รตขิ ะจรธาดาธาดา (พิษณโุ ลก แพร่)
เกยี รติธาดาดา (ลพบรุ )ี
…..........
คำถามคือ เราจะบอกได้อย่างไรว่าท่ีไหนคือถิ่นฐานเดิมของนามสกุลน ้ี
และตระกูลนมี้ กี ารเดนิ ทางไปจงั หวัดต่างๆ ไดอ้ ย่างไร?
ขั้นแรกสุดเลยเราต้องไปสำรวจว่านามสกุลท้ัง 6 น้ีพบได้ท่ีไหนบ้าง 
ซึ่งผลที่ได้คือ  ที่กรุงเทพฯ พบนามสกุลเหล่าน้ีได้ถึง 4 นามสกุลท่ีแตกต่างกัน 
พิษณุโลกพบ 2 นามสกลุ ลพบุรีพบ 2 นามสกุล และแพรพ่ บ 1 นามสกุล ในการ 
จะบอกว่าท่ีไหนน่าจะเป็นต้นตอมีหลักการอยู่ข้อหนึ่งคือ  ท่ีไหนก็ตามท่ีเป็นต้น 
ตอของตระกูลที่แห่งน้ันจะมีคนอาศัยอยู่ตรงน้ันมานานท่ีสุด  เม่ือมีคนอยู่มานาน 
ที่สุดก็หมายความว่าที่แห่งน้ันมีการส่งต่อพันธุกรรมจากพ่อแม่ไปสู่ลูกเกิดขึ้น 
บ่อยครัง้ ท่ีสดุ (หลายเจเนอเรชนั่ มากท่สี ุด) เมื่อมีการคดั ลอกเพ่ือส่งตอ่ พนั ธุกรรม 
บอ่ ยครง้ั มากทส่ี ดุ   โอกาสทจ่ี ะมกี ารสะกดผดิ สะสมอยใู่ นบรเิ วณนนั้ กน็ า่ จะมากทสี่ ดุ  
ดังน้ันท่ีไหนก็ตามท่ีมีรูปแบบของการสะกดผิดหลายรูปแบบท่ีสุด  ที่แห่งนั้นน่าจะ 
เป็นถ่ินเดิมของตระกูลนั้น  คำพูดนี้ถ้าพูดให้เป็นวิทยาศาสตร์มากข้ึนก็พูดได้ว่า 
ทไี่ หนกต็ ามทม่ี คี วามหลากหลายของพนั ธกุ รรมมากทส่ี ดุ   ทน่ี นั้ นา่ จะเปน็ ตน้ กำเนดิ  
ของสปชี สี น์ น้ั   ซง่ึ ในภาวะจรงิ ๆ ในธรรมชาตสิ ว่ นใหญจ่ ะเปน็ ไปตามนน้ั กค็ อื   ทไี่ หน 
ทมี่ พี ชื หรอื สตั วต์ ระกลู เดยี วกนั แตห่ ลากหลายสปชี สี ม์ ากทสี่ ดุ   ทแี่ หง่ นนั้ มกั จะเปน็  
ต้นกำเนิดสัตว์หรือพืชน้ันๆ ภาษาวิทยาศาสตร์เรียกต้นกำเนิดน้ีว่า center of 
origin
เม่อื เรามาดูตวั อย่างนามสกลุ เรากพ็ บวา่ ท่กี รุงเทพฯ มีความหลากหลาย 
ของนามสกลุ นี้มากทสี่ ุดคือ  มีถงึ 4 นามสกลุ   รองลงไปคอื   พิษณุโลกและลพบรุ  ี
และนอ้ ยทส่ี ดุ ทแ่ี พร ่ ดงั นน้ั กรงุ เทพฯ  นา่ จะเปน็ ถนิ่ ฐานเดมิ ของตระกลู นม้ี ากทส่ี ดุ  
และจากกรงุ เทพฯ  คนในตระกลู นส้ี ว่ นหนง่ึ กน็ า่ จะยา้ ยถน่ิ ฐานไปพษิ ณโุ ลกและลพบรุ  ี
เนื่องจากมีความหลากหลายรองลงไป  แต่กฎข้อนี้ก็มีข้อยกเว้นได้  ดังน้ันเราต้อง 
ใช้หลกั ฐานอื่นๆ มาช่วยประกอบในการศึกษาดว้ ย

124 เรื่องเลา่ จากร่างกาย เขา้ ใจรา่ งกาย พฤตกิ รรมและธรรมชาตผิ ่านกระบวนการววิ ัฒนาการ

เม่ือเรามาดูรายละเอียดของการสะกดผิดท่ีเกิดขึ้น  โดยมาดูที่จังหวัด 
พษิ ณโุ ลกกนั กอ่ น  เราจะพบวา่ ทจ่ี งั หวดั นม้ี อี ยสู่ องนามสกลุ คอื เกยี รตขิ จรธาดาธาดา 
และเกียรติขะจรธาดาธาดา  เรายังพบอีกว่านามสกุล  เกียรติขจรธาดาธาดาน้ี 
ยังพบได้ในกรุงเทพฯ  ดงั น้ันจากกฎข้อแรกทบ่ี ่งวา่ กรงุ เทพฯ เปน็ ตน้ ตอของตระกลู  
แสดงว่าตระกูล  เกียรติขจรธาดาธาดา  ส่วนหน่ึงเดินทางมาจากกรุงเทพฯ แล้ว 
ตอ่ มาเมอ่ื เวลาผา่ นไปกม็ กี ารสะกดผดิ เกดิ ขนึ้ อกี ครง้ั คอื   จากขจรเปน็ ขะจร  ดงั นน้ั  
ลูกหลานสายเกียรติขะจรธาดาธาดา  จึงเป็นเหมือนก่ิงย่อยท่ีแตกออกจากก่ิงท่ี 
ใหญ่กว่าคือ  เกียรติขจรธาดาธาดา  เมื่อเข้าใจดังน้ีเราก็ใช้หลักการเดียวกันไป 
พจิ ารณาทจี่ งั หวดั ลพบรุ  ี เรากจ็ ะสรปุ ไดว้ า่ ทจ่ี งั หวดั ลพบรุ คี นสว่ นหนงึ่ ของนามสกลุ  
เกยี รตขิ จรธาดาดาไดเ้ ดนิ ทางมาอยทู่ ลี่ พบรุ  ี และเมอ่ื เวลาผา่ นไปกเ็ กดิ การสะกดผดิ  
อีกคร้ังได้เป็นอีกหนึ่งนามสกุลคือ  เกียรติธาดาดา  (ขจรหายไป) ขึ้นมาใหม่ 
ในจังหวัดลพบุรี  สำหรับในจังหวัดแพร่เราพบนามสกุล  เกียรติขะจรธาดาธาดา 
ซ่ึงเหมือนที่พบในจังหวัดพิษณุโลก  เราก็คาดได้ว่าคนนามสกุลนี้น่าจะย้ายถิ่นฐาน 
มาจากจังหวัดพิษณุโลก  และอาจจะย้ายมาไม่นานนักเพราะยังไม่มีการสะกดผิด 
เกดิ ขนึ้ ใหม่
ท้ังหมดนี้เป็นหลักการท่ีใช้คร่าวๆ  และแน่นอนว่าพันธุกรรมที่ใช้ 
ศึกษาไม่ได้มีแค่ตัวอักษรไม่กี่ตัวเช่นนามสกุลในตัวอย่างนี้  ในไมโตคอนเดรียล 
โครโมโซมมีตัวอักษรที่ใช้ศึกษา (หรือนิวคลีโอไทด์ เบส) ประมาณ 16,000 
ตัวอักษร ส่วนในโครโมโซม Y มีตัวอักษรทใี่ ชศ้ กึ ษาเป็น 10 ล้านตวั อักษร ถ้าม ี
การสะกดผิดแบบเดียวกันและยังผิดท่ีตำแหน่งเดียวกัน โอกาสที่การสะกดผิดนั้น 
จะเหมอื นกนั โดยบงั เอญิ จะนอ้ ยมากๆ ดงั นน้ั ถา้ เราไปตรวจพนั ธกุ รรมคนสองคนแลว้  
พบว่ามีการสะกดผิดสามหรือสี่ท่ีในตำแหน่งเดียวกันและยังสะกดผิดแบบเดียวกัน 
คนสองคนน้นั ควรจะมีบรรพบรุ ษุ รว่ มกัน
ตอนนเี้ รารเู้ รอ่ื งของสถานทแี่ ลว้   คำถามตอ่ ไปคอื   เรอ่ื งของเวลา  เราบอก 
ได้หรือไม่ว่าการย้ายถิ่นฐานแต่ละครั้งเกิดข้ึนเมื่อไหร่?...  เราสามารถบอกได้  แต่ 
การบอกในเรอื่ งของเวลาจากพนั ธกุ รรมนน้ั เราบอกไดแ้ คค่ รา่ วๆ เทา่ นน้ั   สาเหตทุ เ่ี รา 
บอกเกย่ี วกบั เวลาทสี่ ะกดผดิ ไดน้ นั้ เพราะภาวะจรงิ ๆ ในธรรมชาต ิ นกั วทิ ยาศาสตร ์
พบว่าการสะกดผิดของพันธุกรรมมักจะมีการสะกดผิดใหม่ๆ  เกิดขึ้นในอัตรา 
ทคี่ อ่ นขา้ งคงท ่ี หมายความวา่ การสะกดผดิ แตล่ ะครงั้ มกั จะเกดิ ขน้ึ ในเวลาทหี่ า่ งกนั  
เทา่ ๆ กนั เชน่ ทกุ ชว่ งเวลาประมาณ 1,000 ปจี ะมกี ารสะกดผดิ แบบทน่ี กั วทิ ยาศาสตร ์
ใช้ศึกษาเกิดข้ึนหน่ึงคร้ัง  ดังนั้นถ้าพบว่าคนสองคนมีการสะกดผิดต่างกันสองท่ี 
คนสองคนนี้น่าจะมีบรรพบุรุษร่วมกันเม่ือประมาณ 2,000 ปีที่แล้ว  ในตัวอย่าง 
ของเราการเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปพิษณุโลก  และจากพิษณุโลกขยายไปแพร่ 
ทั้งหมดพบว่ามีการสะกดผิดเกิดข้ึนสองครั้ง  ดังน้ันระยะเวลาการเคลื่อนย้าย 
ทั้งหมดจากกรุงเทพฯ ไปถึงแพร่น่าจะกินเวลาไม่น้อยกว่า 2,000 ปี  แต่อย่างท่ี 

ววิ ัฒนาการและกำเนดิ มนษุ ย์ ชัชพล เกียรตขิ จรธาดา 125

กล่าวไว้คือค่านี้เป็นการประมาณหยาบๆ  ซึ่งในสัตว์แต่ละชนิดก็ต่างกันไป 
การสะกดผิด  แต่ละแบบในโครโมโซมแต่ละส่วนก็มีอัตราการเกิดต่างกันไป 
ดังน้ันการคำนวณระยะเวลาแบบน้ีต้องมีการปรับค่า  แต่ถึงกระน้ันก็ยังมีความ 
คลาดเคล่ือนค่อนข้างสูงในระดับหม่ืนปี  เราจึงไม่สามารถบอกเรื่องราวละเอียด 
ในระดับร้อยปหี รอื พนั ปไี ด้
ถึงตรงน้ีส่ิงที่เราคุยกันไปจะเป็นหลักการกว้างๆ ที่พอจะทำให้เห็นภาพ 
แลว้ วา่   การตรวจพนั ธกุ รรมชว่ ยลำดบั ญาตไิ ดอ้ ยา่ งไร  บอกการเคลอ่ื นยา้ ยของคน 
ได้อย่างไร  และบอกเวลาที่เคลื่อนย้ายได้อย่างไร  ผมจะกลับมาตอบคำถาม 
ที่ค้างไว้คือ  มันเป็นไปได้อย่างไรที่คนท้ังโลกจะเคยมีพ่อของพ่อของพ่อ... 
และแม่ของแม่ของแม่... เป็นคนเดียวกัน  และอดัมกับอีฟนี้มีชีวิตอยู่เม่ือไหร่ 
ในอดีต
จากหลกั การของการตรวจพนั ธกุ รรมทเ่ี ราคยุ กนั ไป  สงิ่ ทนี่ กั วทิ ยาศาสตร์ 
พบคือ  แม่ของคนทั้งโลกน้ันมีชีวิตอยู่ในทวีปแอฟริกาเมื่อประมาณ 200,000
ปที ่แี ล้วหรือประมาณ 10,000 ชว่ั อายุคนเท่านั้นเอง (คิดหน่งึ ชว่ั อายคุ นประมาณ 
20 ป)ี ซึง่ เวลาเทา่ นี้เปน็ เวลาทีน่ ้อยมากๆ ในแง่ของวิวัฒนาการ  นอกไปจากนีย้ ังมี 
จดุ ทนี่ า่ สนใจอกี จดุ คอื ที่ 200,000 ปนี ้ี โฮโม อเี รคตสั และโฮโม ไฮเดลเบอรเ์ กนซสิ  
ได้เดินทางออกจากแอฟริกามาแลว้ แตย่ งั ไม่พบโฮโม เซเปียนส์ นอกแอฟริกาเลย 
ดังนั้นหลักฐานทางพันธุกรรมที่ได้เท่ากับเป็นการสนับสนุนทฤษฎีที่ว่าคนท้ังหมด 
ในโลกเกิดข้ึนที่แอฟริกาก่อน  จากน้ันคนส่วนหนึ่งจึงค่อยเดินทางออกมานอก 
แอฟรกิ าและกระจายไปทวั่ ทกุ มมุ โลก สว่ นในทางฝงั่ พอ่ สงิ่ ทพ่ี บคอื พอ่ ของคนทงั้ โลก 
ท่วี ่าน้มี ชี ีวติ อยใู่ นแอฟรกิ าเชน่ กันเมอ่ื ประมาณ 70,000 ปีท่ีแล้ว
ถงึ ตรงนบี้ างทา่ นอาจกำลงั สงสยั วา่ ทำไมอดมั และอฟี ถงึ มชี วี ติ อยคู่ นละชว่ ง 
เวลากัน  สาเหตุที่ท้ังคู่อยู่คนละยุคสมัยน้ันเป็นเพราะว่าทั้งคู่ไม่ใช่สามีภรรยากัน 
แต่เป็นผู้ชายท่ีมีลูกหลานเหลนโหลน...เพศชายไม่ขาดสายทำให้สุดท้ายจำนวน 
ลกู หลานผชู้ ายมากกวา่ คนอน่ื ๆ และกลนื นามสกลุ อนื่ ไปในทสี่ ดุ   สว่ นอฟี เองกเ็ ชน่ กนั  
คอื เป็นผู้หญงิ ทม่ี ลี กู สาว หลานสาว เหลน โหลนสาว... ไมข่ าดสายทำใหล้ ูกหลาน 
ผู้หญิงค่อยๆ สะสมจนมากกว่าคนอ่ืน  และสุดท้ายกลืนลูกสาวบ้านอ่ืนๆ ไปหมด 
ตรงนี้ผมอาจจะทำให้หลายท่านย่ิงงงเข้าไปใหญ่  เพราะโอกาสท่ีจะมีลูกชายหรือ 
ลูกสาวมากจนกลืนคนบ้านอ่ืนมันยากจนไม่น่าจะเป็นไปได้  ถ้าจะพอเป็นไปได้ 
ก็อาจเป็นกรณีของหมู่บ้านเล็กๆ ที่มีคนไม่มาก และลูกหลานบางบ้านมีลูกมาก 
ในขณะทบ่ี างบา้ นลกู หลานไมไ่ ดแ้ ตง่ งานทำใหบ้ างนามสกลุ ขาดหายไป  และนนั่ กค็ อื  
สง่ิ ทน่ี กั วทิ ยาศาสตรพ์ บจากพนั ธกุ รรม  ในอดตี มนษุ ยเ์ คยเปน็ สตั วท์ เ่ี กอื บจะสญู พนั ธ ุ์
มาแลว้ สองครั้ง คร้ังแรกเม่ือประมาณ 150,000 ปีมาแลว้ และคร้งั ทสี่ องเกดิ ข้ึน 
เมอ่ื ประมาณ 60,000 ปีท่แี ลว้ สว่ นเรอื่ งราวจะเปน็ อยา่ งไร รายละเอยี ดของการ 
เดินทางมีอะไรบ้าง  เป็นเรื่องท่ีเราจะคุยกันในบทหน้าซึ่งเป็นบทสุดท้ายของ 
ตอนท่ี 1

126 เรือ่ งเล่าจากร่างกาย เข้าใจร่างกาย พฤตกิ รรมและธรรมชาติผ่านกระบวนการววิ ัฒนาการ

จากรปู ขา้ งบน สมมตวิ า่ ตกุ๊ ตา 15 ตวั ทยี่ นื อยดู่ า้ นบนเปน็ ตวั แทนของผหู้ ญงิ  
15 คน แตล่ ะสายทีล่ ากจากบนลงลา่ งคอื   ไมโตคอนเดรียลโครโมโซมที่ส่งจากแม ่
(ดา้ นบน) ลงมาสลู่ กู หลานทอี่ ยดู่ า้ นลา่ ง  สว่ นแถบสเี ทาหมายถงึ   แตล่ ะหนง่ึ เจเนอ 
เรช่ันท่ีไล่ลงมาเร่ือยๆ  สายของไมโตคอนเดรียลโครโมโซมท่ีกุดหายไปหมายถึง 
ไมม่ กี ารสง่ ตอ่ ลงมา  ซงึ่ อาจเกดิ จากแมค่ นนน้ั มแี ตล่ กู ชาย  มลี กู สาวทเี่ สยี ชวี ติ ตง้ั แต ่
ยงั เดก็ (พบไดบ้ อ่ ยในอดตี ) หรอื ไมม่ ลี กู   จากภาพตวั อยา่ งเรม่ิ ตน้ ดว้ ยผหู้ ญงิ 15 คน 
ใน 15 คนนี้มีส่ีสายท่ีกุดไปทันที 4 สาย ต่อมาในรุ่นที่สองมีอีกสี่สายที่กุดไป 
จากน้ันเม่ือไล่ลงมาเรื่อยๆ ไมโตคอนเดรียลก็ค่อยๆ ขาดไปที่ละสายจนในท่ีสุด 
เมอื่ ผา่ นไป 16 ช่วั อายคุ นก็พบว่าเหลือเพยี งสายเดยี วท่สี ่งต่อลงมาโดยไมข่ าดสาย

ววิ ฒั นาการและกำเนดิ มนษุ ย์ ชัชพล เกียรติขจรธาดา 127

17

{ }การเดินทางของเผ่าพันธุม์ นุษย์ ตอนจบ 

ประมาณ 60,000 ปที ่แี ลว้ คนกลุม่ หน่ึงตดั สินใจเสี่ยงภยั เดนิ ทางออกมาจากแอฟรกิ า
และภายในเวลาไม่กีห่ ม่ืนปีต่อมาลูกหลานของคนกลุ่มน้ันก็แยกยา้ ย
กระจายกันไปอาศัยอยู่ท่วั ทุกมุมของโลก

ประมาณ 200,000 ปีท่ีแล้วมนุษย์ท่ีมีร่างกายคล้ายกับ 
มนุษย์ในยุคปัจจุบันก็ถือกำเนิดขึ้นมาในโลก  หลักฐาน 
ทางบรรพชีวินและพันธุกรรมต่างบ่งชี้ไปในแนวทางเดียว 
กันว่า  บ้านเกิดของพวกเราน่าจะอยู่ทางทิศตะวันออก 
เฉียงเหนือของทวีปแอฟริกา  บริเวณท่ีเป็นประเทศ 
เอธิโอเปียในปัจจุบัน  ภูมิอากาศทวีปแอฟริกาในช่วงท่ี 
มนุษย์เกิดข้ึนมาครั้งแรกน้ันค่อนข้างดี  อากาศอุ่นกำลัง 
สบายๆ มปี า่ ไมแ้ ละสตั วต์ า่ งๆ คอ่ นขา้ งมาก  อาหารการกนิ  
ของพวกเราจงึ คอ่ นขา้ งสมบรู ณ ์ ตอ่ มาไมน่ านนกั ประชากร 
ของมนษุ ยก์ ค็ อ่ ยๆ เพม่ิ ขน้ึ   มนษุ ยจ์ งึ เรม่ิ กระจายตวั ออกไป 
ในสว่ นอนื่ ๆ ของทวปี แอฟรกิ า  แตก่ ารเพม่ิ ขนึ้ ของประชากร 
กต็ อ้ งหยดุ ลงในเวลาตอ่ มา  เพราะธรรมชาตเิ รม่ิ ทจ่ี ะทดสอบ 
ความสามารถในการอยู่รอดของลิงพนั ธใุ์ หม่น้ี

128 เรือ่ งเลา่ จากร่างกาย เขา้ ใจรา่ งกาย พฤตกิ รรมและธรรมชาติผา่ นกระบวนการววิ ฒั นาการ

ประมาณ 195,000 ปีทแี่ ล้ว บททดสอบแรกท่ีทา้ ทายความสามารถของ 
มนุษย์ก็เข้ามาเยือน เมื่ออากาศเริ่มเย็นและแห้งลงอีกคร้ัง  ธารน้ำแข็งที่ข้ัวโลก 
ท้ังสองฝ่ังเริ่มขยายตัวใหญ่ข้ึนเร่ือยๆ  ธารน้ำแข็งจะใหญ่ข้ึนได้ก็ต้องมีน้ำไปอยู่ใน 
นำ้ แขง็ นำ้ เหลา่ นนั้ กม็ าจากทะเล ดงั นนั้ ยงิ่ ธารนำ้ แขง็ ใหญข่ นึ้ เทา่ ไหร ่ ระดบั นำ้ ทะเล 
กย็ งิ่ ลดลงเทา่ นน้ั   นอกไปจากนนั้ เมอื่ อากาศเยน็ ลง  ความชนื้ ในอากาศกล็ ดลง  เมอ่ื  
ความช้ืนในอากาศลดลง  ฝนก็ตกน้อยลง  เม่ือฝนน้อยลงป่าก็หดเล็กลงเร่ือยๆ 
จนสุดท้ายพืชทั้งหลายก็ตายไปหมด  เม่ือไม่มีต้นไม้ดินก็อยู่ไม่ได้  พ้ืนท่ีป่าแต่เดิม 
จึงเปล่ียนเป็นทุ่งหญ้าและสุดท้ายก็กลายเป็นทะเลทราย  เมื่อทะเลทรายใหญ่ขึ้น 
สัตว์ใหญ่ต่างๆ  ก็ไม่มีอาหารและพากันล้มตายกันไปเป็นจำนวนมาก  ซึ่งหน่ึงใน 
สตั วท์ ล่ี ม้ ตายไปกค็ อื   มนษุ ยท์ เี่ พง่ิ เกดิ ขนึ้ มาในโลกไดไ้ มน่ าน  ความแหง้ แลง้ นไ้ี มไ่ ด้ 
เกิดขึ้นแค่ปีหรือสองปีแล้วผ่านไป  แต่ความแห้งแล้งนี้ดำเนินต่อเนื่องยาวนานกว่า 
70,000 ปี  ข้อมูลจากพันธุกรรมของคนในปัจจุบันบอกเราว่า  คนท้ังแอฟริกา
(ซง่ึ ก็คือทง้ั โลก)  เมอ่ื ประมาณ 195,000 ปีท่ีแล้วนนั้   นา่ จะเหลอื อยู่ไมก่ รี่ ้อยคน 
ซง่ึ จำนวนคนขนาดนบ้ี ง่ วา่ คนเหลา่ นน้ั นา่ จะเปน็ คนในเผา่ ใหญๆ่ แคห่ นง่ึ หรอื สองเผา่  
คำถามท่ีน่าสนใจคือทำไมคนเหล่านี้ (ซึ่งก็คือบรรพบุรุษสายตรงของคุณและผม) 
ถึงรอดตายมาได้?  และบริเวณไหนในแอฟริกาท่ีเป็นท่ีพึ่งให้บรรพบุรุษของเราไป 
อาศัยหลบอยู่ไดใ้ นชว่ งเวลาลำบากเชน่ นน้ั ?
เม่ือเรานำแผนท่ีโลกออกมากาง  เราจะเห็นว่าทางใต้ของทวีปแอฟริกา 
จะมีรูปร่างเป็นปลายแหลมช้ีไปท่ีขั้วโลกใต้  ทางฝ่ังตะวันตกของทวีปแอฟริกา 
(ซ้ายมือของเรา) จะเป็นมหาสมุทรแอตแลนติก  ส่วนทางทิศตะวันออกจะเป็น 
มหาสมุทรอินเดีย  และทางใต้ของทวีปลงไปจะเป็นมหาสมุทรใต้หรือ Southern 
Ocean ดงั นน้ั ปลายแหลมของทวปี แอฟรกิ าจงึ เปน็ ทพ่ี บกนั ของนำ้ จาก 3 มหาสมทุ ร
ถ้าสังเกตดูชายฝ่ังทางด้านทิศตะวันตกของทวีป  เราจะพบว่าทางด้านนี้ 
จะมีกระแสลมท่ีพัดน้ำอุ่นท่ีอยู่บนผิวๆ  ให้ลอยขึ้นไปทางทิศเหนือ  เมื่อน้ำส่วนบน 
โดนพัดไป  น้ำเย็นที่อยู่ด้านใต้ก็ลอยตัวข้ึนมาแทนท่ี  ทำให้เกิดเป็นกระแสน้ำเย็น 
ที่มีชื่อว่า  Benguela  (อ่านว่า  เบง-กัว-ล่า)  การลอยตัวขึ้นมาของน้ำเย็นใน 
ลักษณะนม้ี นั ไมไ่ ดน้ ำมาแคน่ ำ้ เปล่าๆ  แต่มนั พาสารอาหารตา่ งๆ ทเี่ กิดจากซากพชื  
ซากสัตว์ท่ีตายทับถมกันอยู่ท่ีก้นทะเลลอยข้ึนมาด้วย  เม่ือแร่ธาตุต่างๆ  ถูกกวน 
ข้ึนมาจากก้นทะเล  น้ำทะเลบริเวณน้ันจึงมีแพลงก์ตอนพืชหรือ  phytoplankton 
เติบโตได้มาก เม่ือมีแพลงก์ตอนพืชมาก แพลงก์ตอนสัตว์หรือ zooplankton 
ก็มากินแพลงก์ตอนพืช  เมื่อมีแพลงก์ตอนสัตว์มากก็มีสัตว์น้ำเล็กๆ มาก  เมื่อ 
มีสัตว์น้ำตัวเล็กๆ มาก  ก็มีปลาเล็กมากเมื่อมีปลาเล็กมากก็มีปลาใหญ่มาก 
เม่ือมีแพลงก์ตอน  ปลาเล็กและปลาใหญ่ก็มีสัตว์เล้ียงลูกด้วยนมท่ีอาศัยอยู่ในน้ำ 
เชน่   แมวนำ้   และปลาวาฬ

วิวัฒนาการและกำเนดิ มนษุ ย์ ชชั พล เกยี รตขิ จรธาดา 129

Romania

Sahara Egypt Red SeaIsrael China

Gช่อatงeแคoบf grief Thailand
Sarawak

Benguela Indian Ocean Australia

SAotluatnhtic Ocean Agulhas

Southern Ocean

มหาสมุทรท่ีอยรู่ อบๆ ทวปี แอฟรกิ าและกระแสน้ำ Agulhas & Benguela

คราวน้ีเรามามองทางด้านทิศตะวันออกของแหลมกันบ้าง  ฝั่งนี้จะมี 
กระแสนำ้ ช่ือ Agulhas (อา่ นวา่ อา-ก-ู ล่า) ไหลจากทิศเหนอื ลงมาทิศใต้ เม่ือนำ้  
ท่ีไหลลงมานี้มาจากฝั่งที่ใกล้เส้นศูนย์สูตร มันจึงเป็นน้ำอุ่นที่ไหลลงมาเจอน้ำเย็น 
ด้านล่าง  เม่ือน้ำอุ่นมาเจอน้ำเย็นที่ปลายแหลมทำให้บริเวณน้ีมีท้ังสัตว์ที่อาศัยอยู่ 
ในน้ำอุ่นและน้ำเย็น  ดังนั้นความหลากหลายทางชีวภาพของสัตว์และพืชน้ำใน 
บริเวณนี้จึงสูงมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก  นอกไปจากนั้นภูมิอากาศบริเวณน้ี 
ยังมีความชื้นสูงตลอดทั้งปีจากกระแสน้ำอุ่นและเย็นท่ีอยู่รอบๆ  ทำให้พืชบน 
แผน่ ดนิ เตบิ โตไดด้ แี ละมคี วามหลากหลายทางชวี ภาพสงู   จากขอ้ มลู ทงั้ หมดนที้ ำให้ 
นักวิทยาศาสตร์เช่ือว่าบริเวณน้ีน่าจะเป็นท่ีหลบภัยสุดท้ายของบรรพบุรุษพวกเรา 
ในยามทสี่ ว่ นอน่ื ๆ ของแอฟรกิ าไมส่ ามารถอาศยั อยไู่ ด ้ และเมอื่ นกั วทิ ยาศาสตรไ์ ป 
ศกึ ษาถำ้ ตา่ งๆ ในบรเิ วณนนั้ กพ็ บรอ่ งรอยวา่ มนษุ ยเ์ คยอาศยั อยใู่ นบรเิ วณดงั กลา่ วใน 
ช่วงเวลาประมาณ 180,000 - 30,000 ปีทีแ่ ลว้   เราจงึ พอเดาไดว้ ่าในขณะท่ีมนุษย ์
ในบริเวณอ่ืนต้องตายไป  มนุษย์กลุ่มนี้กลับรอดตายมาได้ด้วยอาหารทะเลและพืช 
ทีห่ ลากหลายในบรเิ วณแหง่ นี้

130 เรือ่ งเลา่ จากรา่ งกาย เขา้ ใจร่างกาย พฤตกิ รรมและธรรมชาติผา่ นกระบวนการววิ ฒั นาการ

แตท่ กุ วนั นเี้ ราไมไ่ ดอ้ าศยั อยใู่ นทวปี แอฟรกิ า  แสดงวา่ ชว่ งเวลาใดเวลาหนงึ่  
ในอดีตบรรพบุรุษของเราต้องเดินทางออกมาจากทวีปแอฟริกา  คำถามคือ 
บรรพบุรุษเราเดินทางออกมาจากแอฟริกาทางไหนและเม่ือไหร่?...  หากเรามาดู 
แผนทที่ วปี แอฟรกิ ากนั อกี ครงั้   เราจะพบวา่ ทวปี แอฟรกิ าโดยรอบถกู หอ้ มลอ้ มไปดว้ ย 
มหาสมทุ รใหญ ่ และการจะเดนิ ทางขา้ มมหาสมทุ รใหญใ่ นยคุ นน้ั คงเปน็ ไปไมไ่ ดเ้ ลย 
ดังนั้นทางออกท่ีพอจะเป็นไปได้มีสองทางคือ  ทางทิศเหนือโดยข้ามทะเลเข้าไปใน 
ยุโรป และทางท่ีสองคือ  ออกไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งทิศน้ีมีทะเลแดง 
หรือ Red  sea  ขวางทางอยู่  เส้นทางท่ีพอจะข้ามไปได้มีอยู่สองจุดคือ  หนึ่ง 
ดา้ นบนเหนอื ทะเลแดง โดยสว่ นนจ้ี ะมแี ผน่ ดนิ ทส่ี ามารถเดนิ เขา้ ไปในตะวนั ออกกลาง 
ได้โดยง่าย และสอง  ทางใต้ของทะเลแดง  ซ่ึงส่วนน้ีแม้ว่าจะมีผืนน้ำขวางอยู่แต่ก็ 
ไม่กว้างมากนัก  ในยุคท่ีน้ำทะเลต่ำกว่าทุกวันนี้อาจเป็นไปได้ว่าคนท่ียืนอยู่ทางฝ่ัง 
แอฟริกาจะพอมองเห็นแผ่นดินไกลลิบๆ ออกไปได้  จากทางเลือกทั้งหมดท่ีมี 
จะเห็นว่ามีทางเดียวท่ีไม่ต้องข้ามทะเลเลยคือ  เส้นทางเหนือทะเลแดงที่ตรงเข้าไป 
ในตะวันออกกลางในส่วนท่ีเรียกว่าเลแวนท์ (Levant)  ซ่ึงก็คือบริเวณประเทศ 
อิสราเอลและตุรกีในปัจจุบัน  แต่ปัญหาคือ  เมื่อนักวิทยาศาสตร์เอาแผนท่ีเม่ือ 
ประมาณ 200,000 ปีก่อนออกมาดู  ก็พบว่าการจะเดินทางเข้าไปตรงทางเชื่อม 
เหนือทะเลแดงน้ันต้องเดินทางผ่านทะเลทรายสะฮาราซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าใน 
ปัจจุบันมาก  แม้แต่เทคโนโลยีที่เรามีอย่างทุกวันนี้  การจะเดินเท้าผ่านทะเลทราย 
สะฮารายังเป็นเร่ืองท่ีแทบจะเป็นไปไม่ได้  ดังน้ันการที่คนยุคหินจะพาลูกเมียข้าม 
ทะเลทรายแลว้ มีชวี ิตรอดตอ่ ไปไดจ้ งึ เปน็ เรือ่ งทยี่ ากย่ิงกวา่
เมื่อนักวิทยาศาสตร์ไล่ศึกษาแผนที่ซึ่งเปลี่ยนไปเร่ือยๆ  ตามสภาพ 
ภูมิอากาศ  ก็พบว่าเม่ือ 125,000 ปีท่ีแล้วอากาศเริ่มอบอุ่นข้ึนอีกรอบ ป่าที่เคย 
หายไปก็กลับมาอกี ครัง้ พรอ้ มๆ กบั ทีท่ ะเลทรายคอ่ ยๆ หดเลก็ ลง  เมือ่ ทะเลทราย 
สะฮารามขี นาดเลก็ ลง  ประตทู เ่ี คยปดิ กน้ั การเดนิ ทางออกจากทวปี แอฟรกิ าผา่ นทาง 
ด้านทิศเหนือของทะเลแดงก็เปิดออกอีกคร้ัง  และเมื่อประตูเปิดทิ้งเอาไว้  มนุษย์ 
กลุ่มหน่ึงซ่ึงอาจค่อยๆ เดินตามสัตว์ที่ล่าข้ึนเหนือไปเรื่อยๆ ก็เดินทางออกไป 
นอกทวีปแอฟริกาโดยไม่รู้ตัว  และในที่สุดก็ไปต้ังรกรากอย่างถาวรอยู่บริเวณ 
ตะวันออกกลาง
ในปี ค.ศ. 1929 มกี ารคน้ พบกระดกู ของมนษุ ยโ์ ฮโม เซเปยี นส์ ในถำ้ สกลู  
(Skhul) และในแคฟเซ (Qafzeh) ประเทศอิสราเอลในปจั จุบัน ซึง่ มอี ายปุ ระมาณ 
120,000 ปีท่ีแล้ว นอกจากนยี้ งั พบรอ่ งรอยการอาศัยอยู่ในบรเิ วณนอ้ี ย่างตอ่ เนอื่ ง 
อีกเป็นหมื่นๆ ปี ก่อนท่ีจู่ๆ หลักฐานการอาศัยอยู่ของคนในบริเวณน้ีจะหายไป 
อย่างฉับพลันและไร้ร่องรอย  เกิดอะไรขึ้นกับคนเหล่านี้กันแน่?  คนเหล่าน้ีจู่ๆ 
หายไปไหน? นอกไปจากน้ัน  เม่ือคนเหล่าน้ีเดินทางออกมาจากทวีปแอฟริกา 

วิวัฒนาการและกำเนิดมนุษย์ ชชั พล เกียรติขจรธาดา 131

ไดแ้ ลว้ ทำไมไมเ่ ดนิ ทางตอ่ แลว้ กระจายไปทว่ั โลก กลบั ปกั หลกั อยใู่ นตะวนั ออกกลาง 
ทีเ่ ดียวเปน็ หมื่นๆ ปี
คำตอบทนี่ า่ จะเปน็ ไปไดม้ ากทสี่ ดุ ของคำถามทง้ั สองคอื เกดิ การเปลยี่ นแปลง 
ของภูมิอากาศอีกคร้ัง  เพราะเม่ือประมาณ 80,000 ปีท่ีแล้วอากาศก็เย็นลง 
อีกรอบ ดินแดนในตะวันออกกลางก็ค่อยๆ เปลี่ยนกลับมาเป็นทะเลทรายอีกครั้ง 
คนกลุ่มแรกที่เดินทางออกมาจากแอฟริกาจึงตกท่ีน่ังลำบาก  แต่ครั้นจะถอยกลับ 
เข้าแอฟริกาก็ทำไม่ได้เพราะทะเลทรายสะฮาราขยายใหญ่ขึ้นมาปิดก้ันทางเสียแล้ว 
จะเดินหน้าออกไปก็ไม่ได้เพราะดินแดนอ่ืนๆ ก็มีคนอาศัยอยู่ก่อนแล้ว  ซ่ึงถ้า 
จำกันได้  โฮโม  เซเปียนส์ไม่ใช่มนุษย์พวกแรกที่เดินทางออกมาจากแอฟริกา 
แต่มีโฮโม  อีเรคตัสออกมาบุกเบิกและจับจองท่ีทำมาหากินก่อนหน้าเราเกือบ 
2 ล้านปี  นีแอนเดอร์ทอลเองก็ออกมาก่อนเราหลายแสนปีเช่นกัน  คนเหล่านี้ 
ไม่ใช่มนุษย์ลิงโง่ๆ  แต่เป็นคนท่ีมีวัฒนธรรม  มีการฝังศพคนตายโดยการใส่ 
เครื่องมือหินและดอกไม้ลงในหลุมฝังศพ  (อาจหมายถึงความเช่ือเรื่องชีวิต 
หลังความตาย)  มีการดูแลรักษาคนเจ็บ  สามารถสร้างหอกไม้ท่ีมีรูปร่างลู่ลม
(แสดงว่าเข้าใจหลักการ aerodynamics)  และมีการล่าสัตว์เป็นทีม คนเหล่านี้ 
เรียนรู้ท่ีจะมีชีวิตรอดภายนอกแอฟริกามานานและยังมีร่างกายที่เหมาะสมกับ 
ส่ิงแวดล้อมมากกว่าพวกเราซึ่งมาใหม่  ดังนั้นเมื่อที่เก่าในตะวันออกกลางอยู่ไม่ได ้
จะถอยกลับบ้านในแอฟริกาก็ทำไม่ได้  จะเดินหน้าเลี้ยวซ้ายเข้ายุโรปก็เจอนีแอน 
เดอร์ทอล  จะเลี้ยวขวาไปเอเชียก็เจออีเรคตัส  การเดินทางออกนอกแอฟริกาของ 
โฮโม เซเปยี นส ์ ครง้ั แรกจงึ สน้ิ สดุ ลงเพยี งแคป่ ากประตทู วปี แอฟรกิ าเทา่ นน้ั   สดุ ทา้ ย 
เมอ่ื ภมู อิ ากาศเลวรา้ ยมากขน้ึ   ดนิ แดนในตะวนั ออกกลางแหง่ นจ้ี งึ เปน็ เหมอื นสสุ าน 
ท่ีฝังร่างของนักบกุ เบิกโฮโม เซเปยี นส์ เหล่านี้ไปในที่สดุ
หลงั จากมนษุ ยก์ ลมุ่ แรกไมป่ ระสบความสำเรจ็ ในการเดนิ ทางออกนอกทวปี  
แอฟริกาในครั้งน้ัน  อีกหลายหมื่นปีผ่านไปกว่าจะมีโฮโม  เซเปียนส์พยายามที่จะ 
เดินทางออกมานอกแอฟริกาอีกคร้ัง  และการเดินทางในครั้งต่อไปนั้นเองจะเป็น 
การเดินทางครั้งสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติที่เป็นจุดเร่ิมต้นอันจะ 
นำไปสูก่ ารเปลย่ี นแปลงของโลกอย่างที่ไม่เคยเกิดข้นึ มากอ่ น...
ประมาณ 70,000 ปีที่แล้ว ทางหัวมุมทิศตะวันออกเฉียงเหนือของ 
ทวปี แอฟรกิ า  มคี นกลมุ่ หนงึ่ กำลงั เตรยี มตวั ทจ่ี ะเดนิ ทางขา้ มทะเลออกไปยงั ดนิ แดน 
ใหม่ที่ยังไม่มีมนุษย์คนไหนเคยเหยียบย่างมาก่อน  ข้อมูลจากพันธุกรรมและ 
ภูมิอากาศโบราณบอกเราว่าคนกลุ่มน้ีเดินทางออกจากแอฟริกาโดยเส้นทางเดียว 
ที่พอจะเป็นไปได้ในขณะน้ัน  น่ันคือการข้ามทะเลแดงในส่วนท่ีอยู่ทางใต้สุดซึ่งเป็น 
ช่องแคบท่ีมีช่ือว่า Gate of grief คนกลุ่มน้ีคงไม่สามารถท่ีจะเดินทางข้ึนเหนือ 
ไดเ้ นอ่ื งจากทะเลทรายสะฮาราเปน็ ปราการธรรมชาตกิ น้ั ไว ้ เราคงบอกไมไ่ ดแ้ นช่ ดั วา่  
ทำไมคนกลมุ่ นจี้ งึ ตดั สนิ ใจทจี่ ะเสย่ี งชวี ติ อพยพลกู เมยี ขา้ มทะเลไป  อาจเปน็ ไปไดว้ า่  

132 เรอ่ื งเลา่ จากรา่ งกาย เขา้ ใจร่างกาย พฤติกรรมและธรรมชาตผิ ่านกระบวนการวิวัฒนาการ

อาหารน้อยลงเน่ืองจากโลกยุคนั้นติดอยู่ในช่วงอากาศหนาวเย็นมานาน  แต่ไม่ว่า 
จะเป็นเหตุผลใดก็ตาม  สุดท้ายคนเหล่าน้ีก็หาทางข้ามช่องแคบของทะเลแดง 
ที่กว้างประมาณ 10 กิโลเมตร (เนื่องจากระดับน้ำทะเลต่ำกว่าปัจจุบัน) ออกมา 
จากทวปี แอฟริกาไดเ้ ปน็ ผลสำเร็จ  ในวันนั้นคงไม่มีใครรู้ว่าการเดนิ ทางจะไปส้ินสุด 
ที่ไหน  และการเดินทางคร้ังนั้นจะเป็นการเดินทางจากมาที่แทบจะไม่มีใครได้หวน 
กลับบ้านเดิมอีกเลย
ข้อมูลพันธุกรรมบอกเราว่ากลุ่มคนท่ีเดินทางออกมาในครั้งนั้นน่าจะมีแค่ 
ประมาณ 100 หรอื 200 กวา่ คน  และการเดนิ ทางออกมาลักษณะนี้นา่ จะเกดิ ขึ้น 
แค่คร้ังเดียว  ซึ่งคน 200 กว่าคนนี้ก็คือบรรพบุรุษของคนนอกแอฟริกาท้ังหมด 
ไม่ว่าจะเป็นคนยุโรปผิวขาว  แขกตะวันออกกลางและแขกอินเดีย  ชาวเอเชีย 
ผวิ เหลืองทง้ั หมด  ชาวอนิ นุอทิ ในข้ัวโลกเหนอื   ชาวพน้ื เมอื งในทวีปอเมริกา (หรือ 
อินเดียนแดง)  ชาวเกาะในทะเลอันดามัน  ชาวอะบอริจินในออสเตรเลีย  และ 
ชาวเมารีในนิวซีแลนด์ ฯลฯ คำถามที่อดสงสัยไม่ได้คือ  ทำไมการเดินทางออก 
มานอกแอฟริกาตลอดหลายหม่ืนปีน้ีจึงเกิดขึ้นเพียงคร้ังเดียว  และการที่คนหยิบ 
มอื เดยี วเดินทางกระจายไปทั่วโลกมนั เกดิ ขน้ึ ได้อย่างไร?
เม่ือพูดถึงการเดินทาง  ในความรู้สึกของพวกเราคือการวางแผนอย่าง
ดีและมีเป้าหมายว่าเราจะเดินทางไปท่ีไหน แต่การเดินทางของคนเมื่อ 70,000
ปีท่ีแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้น  ส่ิงที่สำคัญในการอยู่รอดอย่างหน่ึงของคนท่ีใช้ชีวิตแบบ 
ลา่ สัตวห์ าของปา่ คอื   ตอ้ งมคี วามรหู้ รือคุ้นเคยกบั สง่ิ แวดลอ้ มรอบๆ ตัวเป็นอย่างด ี
ถ้าจะกินเห็ดหรือผลไม้สักชนิด  จะต้องมั่นใจว่ามันไม่มีพิษ  จะกินกบท่ีไม่คุ้นเคย 
สักตัวถ้าไม่ระวังอาจตายได้ง่ายๆ  ดังน้ันการเดินทางของคนเหล่าน้ีจะเป็นใน 
ลักษณะท่ีย้ายถิ่นฐานไปเมื่อจำนวนคนมากเกินกว่าที่ธรรมชาติบริเวณนั้นจะผลิต 
อาหารมาเลี้ยงได้เพียงพอ  และการเคล่ือนย้ายก็จะพยายามเลือกเดินทางไปในที่ท ี่
มีสิ่งแวดล้อมไม่ต่างไปจากที่คุ้นเคยมากนัก  เม่ือจับจองที่ไหนแล้วก็จะพยายาม 
ปอ้ งกนั ไมใ่ หค้ นอน่ื เขา้ มาแยง่ ทหี่ ากนิ   เมอื่ ทางออกจากแอฟรกิ ามชี อ่ งทางไมม่ ากนกั  
ประกอบกับการเดินทางออกมาก็ไม่ใช่เร่ืองง่าย  ครั้นออกมาแล้วก็ต้องมาแย่งท่ีทำ 
กินกับคนที่จับจองไว้ก่อน ท้ังหมดอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้การเดินทางออกมาจาก 
แอฟริกาเมอ่ื 70,000 ปที ่แี ลว้ เกิดขึ้นแคค่ ร้ังเดยี ว
หลังจากข้ามทะเลแดงออกมาแล้ว  บรรพบุรุษของเราก็มาขึ้นฝั่งในส่วน 
ทเี่ ปน็ ประเทศเยเมนในปจั จบุ นั   ตอ่ มาเมอื่ จำนวนคนเพมิ่ ขนึ้   ลกู หลานของคนกลมุ่  
น้ีก็เร่ิมค่อยๆ แยกย้ายออกไปต้ังครอบครัวใหม่หรือเผ่าใหม่ในดินแดนใกล้ๆ 
คนละทิศละทาง  เมอื่ ผา่ นไปรนุ่ แล้วร่นุ เลา่   เสน้ ทางทีข่ ยายออกไปก็เพมิ่ ข้ึนเรอ่ื ยๆ 
ลักษณะการใช้ชีวิตแบบล่าสัตว์หาของป่าต้องการพ้ืนท่ีในการทำมาหากินมากกว่า 
การทำเกษตรที่อยู่เป็นหลักแหล่ง  การขยายตัวของคนจึงเกิดข้ึนค่อนข้างเร็วกว่า 
สังคมแบบเกษตร  ในการศึกษาการเดินทางโดยใช้พันธุกรรมของคนปัจจุบัน 

วิวฒั นาการและกำเนิดมนุษย์ ชัชพล เกยี รติขจรธาดา 133

แผ่นดินซุนดา

นกั พนั ธศุ าสตรพ์ บวา่ เราสามารถทจี่ ะบอกเสน้ ทางการเดนิ ทางเมอ่ื 70,000 ปที แ่ี ลว้ ได ้
โดยพบว่าเม่ือคนเดินทางออกจากทวีปแอฟริกาเข้าไปในคาบสมุทรอาระเบียแล้ว 
คนสว่ นหนงึ่ กค็ อ่ ยๆ เดนิ ทางเลยี บชายฝงั่ ทะเลไปเรอื่ ยๆ ไปจนถงึ อนิ เดยี   กอ่ นทจี่ ะ 
เข้าไปในอินเดียก็มีการแยกสายการเดินทางออกเป็นสองกลุ่ม  กลุ่มแรกยังคงเดิน 
เลียบชายฝ่ังไปเรอ่ื ยๆ ลงไปทางใต้ของอินเดีย  เข้ามาทางเหนือของไทย  พอมาถึง 
เมืองไทยก็มีการแยกสายใหญ่ๆ อีกคร้ัง  โดยคนกลุ่มหนึ่งแวะเลยเข้ามาเท่ียว 
เมืองไทยแล้วเปลี่ยนใจย้อนกลับข้ึนเหนือเข้าไปในลาวและไปส้ินสุดในเมืองจีน 
ส่วนคนอีกกลุ่มเดินเลาะเมืองไทยและพม่าไปเร่ือยๆ ต่อลงไปมาเลเซีย  เดินข้าม 
แผน่ ดนิ ซนุ ดา (Sunda - ทกุ วนั นจี้ มนำ้ กลายเปน็ อา่ วไทยไปหมดแลว้ ) ไปสอู่ นิ โดนเี ซยี  
และขา้ มทะเลไปสดุ ทอ่ี อสเตรเลียเมือ่ ประมาณ 50,000 กว่าปีทแ่ี ลว้
อีกกลุ่มท่ีแยกกับกลุ่มแรกที่อินเดีย  เลือกท่ีจะเดินทางเข้าไปในแผ่นดิน 
ย้อนกลับไปตั้งรกรากที่ตะวันออกกลางอยู่อีกประมาณ 30,000 ปี  ก่อนท่ีคน 
ส่วนหนึ่งในตะวันออกกลางจะตัดสินใจเดินทางจากอิหร่าน  ผ่านตุรกีแล้วขึ้นเหนือ 
ไปเผชิญหน้ากับนีแอนเดอร์ทอลในยุโรปเมื่อประมาณ 40,000 ปีท่ีแล้ว  คนอีก 
กลุ่มหน่ึงในตะวันออกกลางเลือกท่ีจะเดินทางขึ้นไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ 
ผา่ นอุซเบกสิ ถาน  คาซัคสถาน  และตามล่ากวางเรนเดียร์จนหลงเข้าไปในไซบีเรีย 

134 เรื่องเล่าจากร่างกาย เขา้ ใจรา่ งกาย พฤติกรรมและธรรมชาตผิ ่านกระบวนการวิวฒั นาการ

และสุดท้ายก็เดินทางเข้าไปในทวีปอเมริกา  ภายในเวลา 20,000 ปีนับจากวัน 
ที่คนกลุ่มหนึ่งเดินทางออกมาจากแอฟริกา  พื้นท่ีส่วนใหญ่ของโลกก็มีคนเข้าไป 
อาศยั อยู่
ประมาณ 70,000 ปีท่ีแล้วคนกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหน่ึงเดินทางออกจาก 
แอฟรกิ าโดยไมร่ วู้ า่ อนาคตจะเปน็ อยา่ งไร  หลงั จากนน้ั ไมน่ านคนในเผา่ นก้ี แ็ ยกยา้ ย 
จากกนั ไปคนละทศิ ละทาง  และอกี หลายหมนื่ ปกี วา่ ลกู หลานของคนกลมุ่ นจี้ ะไดก้ ลบั  
มาพบกนั อกี ครง้ั แตเ่ มอ่ื ลกู หลานไดก้ ลบั มาเจอกนั ตา่ งฝา่ ยตา่ งจำกนั ไมไ่ ด้ รา่ งกาย 
ที่เปลี่ยนแปลงจากการปรับตัวให้เข้ากับส่ิงแวดล้อมที่แตกต่างกันทำให้ลักษณะ 
ภายนอก สผี ิว ขนาดร่างกายดแู ตกต่างกนั ไป แต่ลึกจากผวิ หนังลงไป พันธกุ รรม 
บอกเราว่าเรายงั เปน็ ครอบครวั เดียวกัน  ครอบครวั ท่มี าจากผูห้ ญิงคนหนง่ึ ซง่ึ มชี วี ิต 
อยู่เมื่อ 200,000 ปีที่แลว้


วิวัฒนาการและกำเนิดมนุษย์ ชัชพล เกยี รตขิ จรธาดา 135

{ }บทส่งทา้ ย ตอนที่ 1 

ในที่สุดเราก็เดินทางมาสู่ช่วงสุดท้ายของการเป็นมนุษย์ 
อย่างที่พวกเราเป็นในทุกวันนี้ ส่ิงหนึ่งที่เกิดขึ้นตลอดมา 
ในระยะเวลาหลายล้านปีคือ  ร่างกายของเราถูกปั้นแต่ง 
เปลย่ี นแปลงมาเรอื่ ยๆ ตามสงิ่ แวดลอ้ มทแี่ ตกตา่ งกนั ออกไป 
ลักษณะไหนของร่างกายท่ีเหมาะกับสิ่งแวดล้อมก็ถูก 
คัดเลือกไว้  ลักษณะไหนท่ีไม่เหมาะก็ถูกกำจัดออกไป 
การเปล่ียนแปลงทางร่างกายที่เกิดจากกระบวนการ 
วิวัฒนาการน้ีส่วนใหญ่จะกินเวลาค่อนข้างนานซ่ึงอาจ 
เป็นหลายหม่ืนหลายแสนหรือหลายล้านปี  ร่างกายแต่ละ 
แบบกท็ ำงานได้ดใี นสิ่งแวดล้อมทตี่ ่างๆ กนั ไป

136 เรอ่ื งเล่าจากรา่ งกาย เข้าใจร่างกาย พฤติกรรมและธรรมชาติผ่านกระบวนการวิวัฒนาการ

หลังจากท่ีบรรพบุรุษของเราเดินทางออกจากทวีปแอฟริกาเม่ือประมาณ 
70,000 ปที แี่ ลว้   พวกเราตา่ งกเ็ ดนิ ทางแยกยา้ ยไปอาศยั อยตู่ ามสว่ นตา่ งๆ ของโลก 
แตไ่ มว่ า่ คนจะเดนิ ทางไปอยทู่ ไี่ หน  การใชช้ วี ติ ของคนกย็ งั เปน็ แบบลา่ สตั วห์ าของปา่  
เหมือนในวันแรกๆ ท่ีลูซี่ลงจากต้นไม้มาเดินหาของป่าไปกิน  แต่ทุกอย่างก็เร่ิม 
เปลย่ี นแปลงอกี ครงั้ เมอื่ ประมาณเกือบๆ 20,000 ปีที่แล้ว  อากาศทเี่ ย็นอยู่หลายปี 
คอ่ ยๆ อุ่นขึ้นเรอื่ ยๆ  จนเมอื่ ประมาณ 10,000 ปีทแี่ ล้วภูมอิ ากาศก็เหมาะสมกับ 
การเพาะปลกู   คนสว่ นหนงึ่ โดยเฉพาะทอ่ี าศยั อยใู่ นทร่ี าบใกลแ้ หลง่ นำ้ กเ็ ลกิ วถิ ชี วี ติ  
แบบล่าสัตว์หาของป่า  และเริ่มวิถีชีวิตแบบใหม่น่ันคือ  ปักหลักตั้งถิ่นฐานแล้ว 
เพาะปลูกธัญพืชชนิดต่างๆ  การเปลี่ยนจากสังคมล่าสัตว์หาของป่ามาเป็นสังคม 
เกษตรน้เี กิดขึ้นพรอ้ มๆ กนั หลายทีใ่ นโลกในชว่ งห่างกนั ไม่กพี่ นั ปี
คนอีกกลุ่มหน่ึงซ่ึงไม่ได้อยู่ใกล้แหล่งน้ำมากนักก็เปลี่ยนไปใช้ใช้ชีวิตแบบ 
คนเลย้ี งสัตวท์ ่ีตอ้ งกวาดต้อนฝูงสตั วไ์ ปตามทงุ่ หญา้ และแหล่งน้ำตา่ งๆ แตไ่ ม่วา่ คน 
เหลา่ นจ้ี ะเปน็ ชาวนาหรอื จะเลย้ี งสตั ว ์ คนเหลา่ นก้ี เ็ ปน็ สว่ นหนง่ึ ของการปฏวิ ตั ทิ เ่ี รยี กวา่  
Neolithic Revolution หรือการปฏิวัติในยุคหินใหม่  เราเรียกการเป็นชาวนาและ
การเลี้ยงสัตว์ว่าเป็นการปฏิวัติเพราะเหตุการณ์น้ีเป็นครั้งแรกที่คนมีวิธีหาอาหาร 
ท่ีต่างจากสัตว์อ่ืนๆ ทั้งหลายในโลก  เราเปลี่ยนจากสัตว์ท่ี “หาอาหาร” เป็นสัตว์ 
ที่ “ผลิตอาหาร”  เมื่อเราผลิตอาหารได้  เราก็มีอาหารมากพอท่ีจะเล้ียงประชากร 
มากขึ้น  ขนาดของเผ่าแต่ละเผ่าจึงมีขนาดที่ใหญ่ขึ้นได้  ขณะเดียวกันเมื่อมีคน 
มากข้ึนก็ต้องการอาหารเพิ่มขึ้น วิธีท่ีทำเพื่อให้ได้อาหารมากขึ้นมีได้สองวิธีหลักๆ 
คือหนึ่งใช้ท่ีดินให้มีประสิทธิภาพมากข้ึน  และสองหาท่ีดินเพาะปลูกมากข้ึน  ซึ่ง 
วธิ ที ห่ี นง่ึ หมายถงึ การพยายามคดิ คน้ วธิ กี ารเพาะปลกู แบบใหมๆ่   เรยี นรเู้ กย่ี วกบั ดนิ  
การชลประทาน  ภูมิอากาศ  คิดเคร่ืองมือเก็บเกี่ยว  หรือวิธีเก็บผลผลิตทางการ 
เกษตรใหอ้ ยไู่ ดน้ าน  สว่ นวธิ ที ส่ี องนที้ ำใหม้ กี ารรกุ รานเผา่ อน่ื ๆ แลว้ แยง่ ทด่ี นิ มาเปน็  
ของเผ่าตัวเอง  เผ่าท่ีแข็งแรงกว่าก็ขยายใหญ่ข้ึนกว่าเดิมโดยที่ไม่ต้องแยกเป็นเผ่า 
ย่อยแล้วย้ายออกไปหากินท่ีใหม่เหมือนในอดีต  เม่ือจำนวนคนมากข้ึน  แรงงาน 
ในการเพาะปลูกก็ย่ิงมากข้ึน  อาหารก็ยิ่งมากข้ึนเป็นเท่าทวีคูณ  ธัญพืชท่ีมากเกิน 
ไปน้ีเก็บไว้ก็อาจมีเช้ือราหรือหนูมากิน  (หนูป่าเร่ิมกลายเป็นหนูนาและหนูบ้าน 
ตามคน)  คนจึงนำธัญพืชท่ีมากเกินนี้ไปทำเป็นอาหารสัตว์  ถึงตอนนี้คนจึงเรียนร ู้
ทจ่ี ะเปลย่ี นคารโ์ บไฮเดรตจากพชื ให้กลายเปน็ อาหารโปรตนี ในน้ำนมและเน้อื สตั ว์
เม่ือผลิตอาหารได้มากและคนไม่ย้ายที่ไปไหนก็เกิดการสะสมทรัพยากร 
และนำไปสสู่ ง่ิ ใหมท่ ไ่ี มม่ ใี นสงั คมลา่ สตั วห์ าของปา่   นน่ั คอื มคี นรวยและคนจน  มกี าร 
แบ่งแยกชนช้ันซ่ึงไม่เคยมีมาก่อนในสังคมล่าสัตว์หาของป่า  (สังคมล่าสัตว์หา 
ของป่าจะไม่มีหัวหน้าอย่างเป็นทางการ  แต่จะมีผู้อาวุโสที่คนอื่นให้ความเคารพ) 
นอกไปจากน้ีเมื่อมีคนมาก  ก็มีการแบ่งหน้าที่ไปทำงานท่ีแตกต่างกันอย่างชัดเจน 
จนเกิดความชำนาญและผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ  เมืองท่ีมีขนาดใหญ่ มีชนช้ัน 

วิวฒั นาการและกำเนิดมนษุ ย์ ชชั พล เกยี รตขิ จรธาดา 137

ปกครอง  มีอาชีพที่แตกต่างกันก็เกิดข้ึน  และในท่ีสุดก็พัฒนาไปเป็นอารยธรรม 
ทีย่ งิ่ ใหญ่ต่างๆ
สังคมแบบการเกษตรน้ีก็ดำเนินต่อเนื่องเร่ือยมาอีก 10,000 ปี  จนเมื่อ 
ประมาณ 200 ปีที่แล้ว  ประเทศทางยุโรปก็เร่ิมมีการปฏิวัติอุตสาหกรรม 
สังคมเกษตรแบบชนบทหลายแห่งก็เปล่ียนเป็นสังคมเมือง  จากเมืองใหญ่ก็กลาย 
เป็นมหานครที่มีคนเป็นหลักล้าน  กระบวนการผลิตอาหารมีการใช้เครื่องจักรมา 
เกี่ยวข้องมากขึ้น  การเกษตรและการเล้ียงสัตว์ก็เปลี่ยนจากแบบด้ังเดิมมาเป็น 
การทำเกษตรและปศสุ ตั วแ์ บบอตุ สาหกรรมคอื   ปลกู พชื ชนดิ เดยี ว  (พชื เชงิ เดย่ี ว)
ใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลง  ปลูกพืชนอกฤดูกาล  พืชเมืองหนาวถูกนำมาปลูกใน 
ประเทศอากาศรอ้ น  สตั วท์ เี่ คยอยเู่ ปน็ ฝงู เลก็ ๆ กถ็ กู นำมาเลย้ี งรวมกนั ในฟารม์ ใหญ่ 
ท่มี สี ัตว์อยู่รวมกนั เปน็ แสนๆ ตวั   จนเม่อื 20 กวา่ ปกี อ่ นโลกกเ็ ขา้ ส่ยู ุคโลกาภวิ ตั น์ 
อยา่ งเตม็ ตวั   คนทว่ั โลกกนิ อาหารเหมอื นๆ กนั   ดมื่ เครอื่ งดมื่ ชนดิ เดยี วกนั ใสก่ างเกง 
ย่ีห้อเดียวกัน  ร้านอาหารจานด่วนท้ังหลายเม่ือไปเปิดสาขาตามท่ีต่างๆ ท่ัวโลก 
กต็ อ้ งมกี ารคมุ มาตรฐานใหเ้ หมอื นกนั   ดงั นน้ั วตั ถดุ บิ ทใ่ี ช้ (ซง่ึ กค็ อื สง่ิ มชี วี ติ ) กต็ อ้ ง 
ผ่านกระบวนการการผลิตแบบโรงงานอตุ สาหกรรม  การเกษตรแบบอตุ สาหกรรม 
จึงมีความสำคญั มากขึน้
เม่ือได้เห็นความเป็นมาของเราในภาพใหญ่  เราจะเห็นว่าในช่วงเวลา 
10,000 ปที ผี่ า่ นมา  เราเรมิ่ ทจ่ี ะใชช้ วี ติ ตา่ งจากโลกทเ่ี ราววิ ฒั นาการมาเปน็ ลา้ นๆ ป ี
แต่การเปลี่ยนแปลงที่เร็วจริงๆ และแตกต่างอย่างมากเร่ิมเกิดขึ้นเม่ือ 100 - 200 
กว่าปีก่อน  ถ้าเราสมมติให้วันที่มนุษย์เกิดข้ึนมาคร้ังแรกในโลกเม่ือ 200,000 
ปีท่ีแล้วเป็นเวลา 00:01 น.  ของเชา้ วันที่ 1 มกราคม  เราใช้ชีวิตแบบลา่ สตั ว์หา 
ของป่ามาตลอดจนถึงวันท่ี 13 ธันวาคม และเราเริ่มเปล่ียนมาเป็นชาวนาในวันท ่ี
14 ธนั วาคม และเราก็ใชช้ วี ิตเช่นนัน้ ต่อมาจนถงึ เวลาประมาณ 4 โมงเยน็ ของวนั ท่ ี
31 ธนั วาคม  เราจงึ เขา้ สยู่ คุ อตุ สาหกรรม  สว่ นชว่ งเวลาทคี่ นไทยกนิ อาหารจานดว่ น 
ดืม่ น้ำอัดลม เกิดขึ้นเม่ือ 10 วนิ าทีกอ่ น count down สง่ิ แวดลอ้ มท่เี ปลย่ี นแปลง 
ไปอยา่ งรวดเรว็ ในไมก่ ว่ี นิ าทกี อ่ นปใี หมน่ ตี้ า่ งจากโลกทเ่ี ราววิ ฒั นาการมาอยา่ งสนิ้ เชงิ  
แต่พันธุกรรม  ร่างกาย  และสมองของเรายังติดอยู่ในโลกยุคหิน  ร่างกายเรายัง 
ทำงานเหมือนมนุษย์ถ้ำแสนกว่าปีท่ีแล้วท่ีวิ่งไปมาอยู่ในทุ่งหญ้าสะวันนา  เมื่อ 
รา่ งกายโบราณมาตดิ อยใู่ นสง่ิ แวดลอ้ มทตี่ า่ งไปจากโลกทม่ี นั ววิ ฒั นาการมา  ปญั หา 
ท้ังหลายที่เกิดจากความไม่เข้ากันนี้จึงเกิดข้ึน  และนั่นคือเน้ือหาของตอนที่ 2 
ทีเ่ ราจะไดค้ ุยกันตอ่ ไป

138 เร่อื งเล่าจากร่างกาย เข้าใจร่างกาย พฤติกรรมและธรรมชาติผ่านกระบวนการวิวฒั นาการ



140 เรอ่ื งเลา่ จากร่างกาย เขา้ ใจร่างกาย พฤติกรรมและธรรมชาตผิ า่ นกระบวนการวิวฒั นาการ

ตอนที่ 2
เมอ่ื มนษุ ยย์ คุ หนิ
มาอย่ใู นโลกปจั จบุ นั

เมือ่ มนุษย์ยุคหินมาอยู่ในโลกปัจจบุ ัน ชัชพล เกยี รตขิ จรธาดา 141

18

{ }เร่อื งของ Hans Selye และหนทู ดลอง 

ดว้ ยความท่ียังอ่อนประสบการณ์ทำให้เซลเย่ต้องทำงานวจิ ยั ไปพรอ้ มๆ กบั การวงิ่ ไล่ตะครุบหนู
ทวา่ การตอ้ งวงิ่ ไลจ่ บั กับหนนู ้เี องที่ทำให้เขาค้นพบสงิ่ ที่ไมค่ าดคิดมากอ่ น
และกลายมาเปน็ รากฐานของวิทยาศาสตรด์ ้านความเครียดในยคุ ตอ่ ๆ มา

ประมาณ 80 ปีท่ีแล้ว  มีหมอชาวฮังกาเรียน-แคนนาดา 
ผูห้ นึง่ นามวา่ ฮานส์ เซลเย ่ ซง่ึ ขณะนัน้ ยังเป็นนักวทิ ยา- 
ศาสตร์หนุ่มมือใหม่อ่อนประสบการณ์  และใฝ่ฝันไว้ว่า 
สักวันหน่ึงเขาจะเป็นหนึ่งในผู้ที่ค้นพบฮอร์โมนของมนุษย ์
ที่ยังไม่มีใครรู้จัก  ดังน้ันงานวิจัยที่เขาสนใจจึงมุ่งไปท่ีการ 
นำสารใหมๆ่ ที่สกัดได้จากร่างกายคนมาศกึ ษาวา่ มันมีผล 
อะไรกบั รา่ งกาย

142 เรือ่ งเลา่ จากร่างกาย เข้าใจร่างกาย พฤตกิ รรมและธรรมชาตผิ ่านกระบวนการวิวัฒนาการ

วันหน่ึงเขาได้รับสารชนิดใหม่ท่ีสกัดมาจากรังไข่  หมอเซลเย่อยากรู้ว่า 
สารนม้ี นั ทำหนา้ ทอี่ ะไรในรา่ งกาย  เขาจงึ ทดลองเอาสารนฉ้ี ดี เขา้ ไปในหนทู ดลองแลว้  
รอดูว่าจะมีอะไรเกิดข้ึนกับหนูตัวนั้นบ้าง  แต่อย่างที่เล่าไปในตอนแรกว่าสมัยนั้น 
หมอเซลเยย่ งั ออ่ นประสบการณ ์ ทกั ษะในการทำงานกบั หนทู ดลองจงึ ยงั ไมค่ อ่ ยดนี กั  
บางครง้ั เขาจบั หนขู น้ึ มาแตจ่ บั ไมถ่ กู วธิ ที ำใหห้ นดู น้ิ หลดุ มอื ตกลงไปทพี่ น้ื บา้ ง   เวลา 
สว่ นหนง่ึ ของการทดลองจงึ หมดไปกบั การวงิ่ ไลจ่ บั หน ู เอาไมก้ วาดเขยี่ ใหห้ นอู อกมา 
จากใตโ้ ตะ๊ หรอื ใตต้  ู้ กวา่ งานวจิ ยั จะเสรจ็ ทง้ั หนทู ง้ั คนวง่ิ ไลต่ ะครบุ จนเหนอ่ื ยไปตามๆ กนั  
แต่ผลการทดลองที่ได้ก็คุ้มคา่
เม่ือเขานำหนูท่ีฉีดสารจากรังไข่ไปผ่าเพ่ือดูว่ามีการเปล่ียนแปลงอะไร 
เกดิ ขน้ึ กบั รา่ งกายบา้ ง เขาพบวา่ หนเู กอื บทกุ ตวั มแี ผลในกระเพาะอาหาร ตอ่ มไธมสั  
ซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับภูมิคุ้มกันฝ่อลง  และต่อมหมวกไตมีขนาดใหญ่กว่าปกติซึ่ง 
หมายความวา่ มนั ทำงานหนกั จนมนั ใหญข่ น้ึ   (ตอ่ มหมวกไตเปน็ อวยั วะเลก็ ๆ ขนาด 
ประมาณเมด็ ถวั่ ลสิ ง  วางอยเู่ หนอื ไตทงั้ สองขา้ ง  ทำหนา้ ทส่ี รา้ งฮอรโ์ มนหลายชนดิ ) 
เซลเยด่ ใี จมากๆ เพราะสารทเ่ี ขาศกึ ษาอาจเปน็ ฮอรโ์ มนตวั ใหมท่ ย่ี งั ไมม่ ใี ครรจู้ กั และ 
เขาจะกลายเป็นคนแรกในโลกทพี่ บฮอรโ์ มนน้ี
เซลเย่ทำการทดลองซ้ำอีกคร้ัง  แต่คราวนี้เขาแยกหนูออกเป็นสองกลุ่ม 
กลุ่มหนง่ึ ฉีดสารที่ไดจ้ ากรงั ไข่  กลมุ่ ทีส่ องฉดี นำ้ เกลอื เปล่าๆ เพือ่ เปน็ กลุ่มควบคุม 
ถา้ ทงั้ หมดเปน็ อยา่ งทเ่ี ขาคดิ   กลมุ่ แรกจะปว่ ย  สว่ นกลมุ่ ทสี่ องทไ่ี ดน้ ำ้ เกลอื จะปกติ 
และแน่นอนเขาก็จะกลายเป็นคนมีชื่อเสยี งขึ้นมาในทนั ที
แต่ผลกลับไม่เป็นอย่างท่ีเซลเย่วาดฝันไว้  เพราะปรากฏว่าหนูไม่สบาย 
ท้ังสองกลุ่ม  คำถามคือ  มันเกิดอะไรข้ึนกันแน่?...  ถ้าหนูไม่ได้ป่วยจากสารที่ 
เขาฉีดแล้วอะไรทำให้หนูป่วย  ขณะที่กำลังน่ังงงกับผลการทดลองอยู่นั้น  ตาเขา 
เหลือบไปที่ชั้นวางสารละลายต่างๆ  ที่วางเรียงรายอยู่บนตู้  ด้วยความเซ็งกับ 
ผลการทดลอง  เขาเลยนึกในใจว่า  “ลองเอาสารเคมีทั้งหมดนี้มาฉีดใส่หนู 
แตล่ ะตวั ใหห้ มดทกุ สารเลยละกนั   แลว้ ดซู วิ า่ ผลจะเปน็ ยงั ไง”  แนน่ อนครบั   เขายงั  
ทำหนูหล่นพ้ืนบ้าง  หลุดมือบ้างเหมือนเดิม  และผลท่ีได้ก็ยังเหมือนเดิมคือ 
หนูทุกตัวป่วยด้วยอาการท้ังสาม  ไม่ว่าจะถูกฉีดด้วยสารอะไรก็ตาม  ถึงตอนน้ี 
เซลเย่รู้แล้วว่าอาการป่วยไม่ได้เกิดจากสารท่ีฉีด  เพราะไม่ว่าจะฉีดอะไรเข้าไป 
ก็จะได้อาการแบบเดียวกัน  อาการป่วยของหนูต้องเกิดจากขั้นตอนบางอย่าง 
ในกระบวนการทดลอง  สมมติฐานน้ีทำให้เขาต่ืนเต้นมากกว่าเดิม  เพราะสิ่งท่ี 
เขาอาจจะพบ  มนั นา่ จะยง่ิ ใหญก่ วา่ การพบฮอรโ์ มนตวั ใหมเ่ สยี อกี   เซลเยพ่ อจะเดา 
ได้แล้วว่าสาเหตุที่หนูป่วยอาจจะเกิดจากความอ่อนประสบการณ์ท่ีเขาทำหนูตก 
จากการทเ่ี ขาวงิ่ ไล่จบั มัน  และจากการท่ีเขาเอาเข็มไปจ้ิมมนั ก็เปน็ ได้
คราวนเ้ี ขาเลยออกแบบการทดลองใหม่ โดยทเ่ี ขาจะทำใหห้ นรู สู้ กึ ไมส่ บายตวั  
เชน่   เอาหนใู สก่ รงแลว้ เอากรงไปวางทห่ี อ้ งใตห้ ลงั คาทไ่ี มม่ เี ครอ่ื งทำความรอ้ น (เขาทำ 

เมอ่ื มนษุ ย์ยุคหนิ มาอยู่ในโลกปจั จุบนั ชัชพล เกยี รติขจรธาดา 143

การทดลองในฤดูหนาวที่ประเทศแคนาดา  หรือพูดง่ายๆ คือเขาทรมานหนู 
โดยการทำใหม้ ันหนาว) เขาเอากรงหนูอีกส่วนหนึ่งไปไวใ้ นห้องทำความร้อนทร่ี อ้ น 
เกินไปสำหรับหนู  หรือจับหนูไปวิ่งบนสายพานแต่ให้สายพานหมุนไปเรื่อยๆ 
ไมย่ อมใหห้ นหู ยุดวงิ่ จนกวา่ มนั จะวิง่ ไม่ไหว
เมอ่ื เซลเยเ่ อาหนมู าศกึ ษาด ู มนั กเ็ ปน็ อยา่ งทเี่ ขาตงั้ สมมตฐิ านเอาไวจ้ รงิ ๆ 
นั่นคอื หนูทุกตัวปว่ ยดว้ ยอาการทัง้ สามอย่างคือ มีแผลในทางเดินอาหาร ภูมคิ ุ้มกัน 
ตำ่ ลงและตอ่ มหมวกไตโตกวา่ ปกติ

…..........
ต่อมหมวกไตท่พี ูดถงึ มันคอื อะไร?... ต่อมหมวกไตมีช่ือจริงๆ เป็นภาษา 
อังกฤษว่า adrenal (อ่านว่า อะ-ดรี-นัล) เป็นอวัยวะเล็กๆ ที่วางอยู่เหนือไต 
คนส่วนใหญ่เห็นว่ารูปร่างมันเหมือนหมวกมันจึงได้ช่ือว่าหมวกไต  ต่อมน้ีทำหน้าท ี่
เปน็ โรงงานสรา้ งฮอรโ์ มนหลายชนดิ ฮอรโ์ มนแตล่ ะตวั กท็ ำหนา้ ทต่ี า่ งกนั ไป วตั ถดุ บิ หลกั  
ทโ่ี รงงานแหง่ นใี้ ชใ้ นการสรา้ งฮอรโ์ มนตา่ งๆ คอื   คอเลสเตอรอล  ฮอรโ์ มนทมี่ นั สรา้ ง 
ออกมาจะมีโครงสร้างทางเคมีคล้ายๆ กัน  หรือจะเรียกว่าหน้าตามันคล้ายกัน 
แตห่ น้าที่ของมันจะแตกตา่ งกนั   แม้วา่ ฮอรโ์ มนเหล่าน้จี ะทำงานไมเ่ ก่ยี วข้องกันเลย 
แตเ่ พราะหนา้ ตามนั คลา้ ยๆ กนั   นกั วทิ ยาศาสตรเ์ ลยเรยี กฮอรโ์ มนกลมุ่ นร้ี วมๆ กนั  
ไปวา่   สเตียรอยดฮ์ อร์โมน


Adrenal glands

Kidneys

ต่อมหมวกไต (adrenal)

144 เรือ่ งเลา่ จากร่างกาย เขา้ ใจร่างกาย พฤตกิ รรมและธรรมชาตผิ ่านกระบวนการววิ ฒั นาการ

ตรงนี้มีจุดท่ีน่าสนใจจุดหน่ึง  จำได้ไหมครับ  ผมเคยบอกว่าธรรมชาติ 
มักจะมีระบบที่ประหยัดและชอบเอาของท่ีมีอยู่แล้วมาดัดแปลงใช้  ในกรณีน้ี
คอเลสเตอรอลเป็นวัตถุดิบที่หาได้ง่ายในธรรมชาติ  ได้จากอาหารท่ีกินเข้าไป
หรือตับจะสร้างเองก็ได้  หน้าท่ีของคอเลสเตอรอลในร่างกายมีอยู่หลายอย่าง  แต ่
เนอื่ งจากมนั เปน็ ของทห่ี าไดง้ า่ ยในธรรมชาต ิ รา่ งกายจงึ นำมนั ไปดดั แปลงโครงสรา้ ง 
นดิ หนอ่ ยแลว้ ใชเ้ ปน็ ฮอรโ์ มน เทา่ นน้ั ยงั ไมพ่ อ  มนั ยงั เอาฮอรโ์ มนตวั แรกไปดดั แปลง 
โครงสร้างทางเคมีอีกเล็กน้อยก็จะได้เป็นฮอร์โมนตัวท่ีสองซ่ึงทำหน้าที่แตกต่าง 
ออกไป  เชน่   เมอื่ ตอ่ มหมวกไตเอาคอเลสเตอรอลเขา้ มาแลว้ ทำการดดั แปลงกจ็ ะได้ 
เป็นฮอรโ์ มนเพศหญงิ ท่ชี อื่   โปรเจสเตอโรน (เหมือนท่ใี ช้ในยาคุมกำเนดิ )  เม่อื นำ 
เอาโปรเจสเตอโรนมาดดั แปลงอกี เลก็ นอ้ ยกจ็ ะไดฮ้ อรโ์ มนคอรต์ ซิ อล  หรอื ทห่ี ลายคน 
ชินกับชื่อเล่นของมันว่าฮอร์โมนเครียด  เมื่อเอาคอร์ติซอลไปดัดแปลงต่ออีกหน่อย 
ก็ได้ฮอร์โมนอีกตัวที่ทำหน้าที่แตกต่างออกไปคือ  ทำหน้าที่คุมสมดุลของเกลือใน 
ร่างกาย  เป็นต้น  จะเห็นว่าเร่ิมต้นจากวัตถุดิบเดียวกัน  แต่ร่างกายของเรานำมัน 
ไปดดั แปลงเพอื่ ใชง้ านต่างๆ กันไปอกี หลายอย่าง
กลับมาท่ีหนูของเรา  เม่ือเซลเย่ศึกษาเพิ่มก็พบว่าต่อมหมวกไตที่โตข้ึนนี้ 
เป็นเพราะมันต้องทำงานสร้างฮอร์โมนเครียด  (คอร์ติซอลและกลูโคคอร์ติคอยด์) 
เพิ่มมากข้ึนมันจึงต้องขยายโรงงานผลิต  (ต่อมหมวกไต)  ให้ใหญ่ข้ึน  เม่ือเซลเย่ 
พบว่าภาวะต่างๆ ท่ีทำให้หนูไม่สบายตัวสามารถทำให้หนูป่วยได้ แต่เขาไม่รู้ว่าจะ 
เรยี กภาวะทไ่ี ม่สบายตวั เหลา่ นร้ี วมๆ กนั วา่ อะไร เขาจงึ ไปยมื คำของนักฟิสิกสม์ าใช้ 
เวลาที่นักฟิสิกส์มีค่าบางอย่างของระบบท่ีกำลังศึกษามันเบี่ยงเบนออกไปจากภาวะ 
สมดุล  นักฟิสิกส์จะพูดกันว่าระบบมัน stress  ซ่ึงแปลตามตัวก็แปลว่า  เครียด 
เซลเย่ก็เลยเอาคำว่า stress  มาใช้กับสิ่งมีชีวิต  เมื่อเราแปลเป็นไทยเราก็เลยใช ้
คำว่า เครียด ซ่ึงคำว่า เครียด คำนี้มันต่างจากเครียดที่เราใช้กันในภาษาพูด 
ทั่วๆ ไป  ความเครียดนี้เป็นความเครียดของร่างกายท่ีเกิดเมื่อร่างกายเบ่ียงเบน 
ออกไปจากภาวะสมดลุ
คำถามสำคัญคือ  แล้วทำไมความเครียดถึงทำให้กระเพาะอาหารมีแผล 
และต่อมไธมัสฝ่อได้  มันเกิดอะไรข้ึน?  กรณีของต่อมหมวกไตที่โตขึ้นเรารู้แล้วว่า 
เปน็ เพราะมนั ต้องสรา้ งฮอร์โมนเครียดมากข้ึน (คอรต์ ิซอลและกลโู คคอรต์ คิ อยด)์  
ภาวะเครยี ดของรา่ งกายมนั ทำงานอยา่ งไร?  คำถามทส่ี องคอื   ภาวะเครยี ดทางจติ ใจ 
อารมณ์ทางลบหรือความคิดทางลบที่เป็นนามธรรมจะไปทำให้ร่างกายเราซึ่งเป็น 
รปู ธรรมปว่ ยได้หรือไม่? ถา้ ได้  มันเกิดขน้ึ ไดอ้ ยา่ งไร?
การทเ่ี ราจะตอบคำถามเหลา่ นไ้ี ดม้ อี กี หลายเรอ่ื งทเี่ ราตอ้ งไปเรยี นรกู้ นั กอ่ น 
เราจะมาเรมิ่ ดว้ ยการมาทำความรจู้ กั กบั   “ความเครยี ดทางรา่ งกาย” ในรายละเอยี ด 
วา่ มนั คอื อะไรกนั แน่

เมอื่ มนุษยย์ คุ หินมาอย่ใู นโลกปจั จบุ ัน ชัชพล เกียรตขิ จรธาดา 145

สมมติว่าร่างกายของคุณทำงานได้ดีถ้าอุณหภูมิของห้องอยู่ท่ี  23-25 
องศาเซลเซียส  ในขณะที่คุณกำลังน่ังสบายๆ  อยู่ในห้องท่ีอุณหภูมิ  25
องศาเซลเซียส  อยู่ๆ ผมก็เดินเข้าไปแล้วเร่งเครื่องปรับอากาศให้แรงจนอุณหภูม ิ
ของหอ้ งลดลงไปเหลือ 20 องศาเซลเซียส  ทำใหค้ ุณเร่มิ รสู้ ึกหนาว  เมอ่ื อณุ หภมู ิ 
ร่างกายของคุณลดลงตามอากาศที่เย็นลง  ร่างกายคุณก็จะทำงานไม่ราบร่ืน 
เหมือนเดมิ   รา่ งกายจงึ พยายามปรบั ตวั เพ่ือรับมอื กับความหนาว สมองสว่ นระบบ 
อัตโนมัติ (ผมจะอธิบายให้ฟังในอนาคตอันใกล้ว่ามันคืออะไร)  จะทำให้ร่างกาย 
คุณส่ันเทา  เพราะการสั่นจะต้องใช้กล้ามเน้ือทำงาน  เม่ือกล้ามเน้ือทำงานก็จะ 
เผาไหม้อาหาร  การเผาก็จะได้ความร้อนออกมาให้ร่างกายคุณอุ่นขึ้น  ถ้าเท่าน้ัน 
ยังไม่พอ  สมองคุณจะทำให้คุณอยากเอาผ้ามาห่ม  แต่ถ้าหาผ้าไม่ได้  สมองคุณ 
จะทำให้คุณลุกข้ึนเดินหรือวิ่งเพ่ือให้ใช้กล้ามเน้ือจะได้มีความร้อนออกมา  หรือ 
สมองอาจทำให้คุณอยากนอนขดตัวด้วยความหนาว (เป็นการลดพื้นท่ีผิวที่จะเสีย 
ความร้อนออกไป)
การท่ีร่างกายของคุณถูกผลักให้ออกไปจากช่วงท่ีอยู่ได้สบายหรือช่วงท่ี 
รา่ งกายทำงานไดอ้ ยา่ งสมดลุ ราบรน่ื   ทางวทิ ยาศาสตรจ์ ะเรยี กวา่ รา่ งกายคณุ เครยี ด 
(จติ ใจอาจจะเครยี ดหรอื ไมก่ ไ็ ด)้   เมื่อร่างกายเข้าสู่ภาวะเครียด  รา่ งกายจะหาทาง 
ปรับตัวให้กลับมาสมดุล  ซ่ึงในท่ีน้ีคือ  ขนลุก  สั่น  หรือมีการปรับโดยพฤติกรรม 
เช่น  นอนขดตัว  ลุกขึ้นมาว่ิง  ซ่ึงระบบท่ีพยายามจะพาร่างกายกลับเข้าสู่สมดุล 
จะทำงานเหมือนกับตุ๊กตาล้มลุก  ความเครียดจะผลักให้คุณเอียงไปทางหนึ่ง  แต่ 
รา่ งกายคณุ จะพยายามกลบั มาตง้ั ตรงใหม ่ การทร่ี า่ งกายพยายามกลบั มาตง้ั ตรงใหม ่
หรอื พยายามรกั ษาสมดลุ   ภาษาวทิ ยาศาสตรจ์ ะเรยี กวา่ กระบวนการ homeostasis 
(มาจากภาษากรีก homeo หมายถึง  เหมอื นกันหรอื เหมอื นเดมิ stasis หมายถึง 
อยนู่ ่งิ   รวมกันจึงมีความหมายวา่   น่งิ อยู่ทส่ี ภาพเดิม)
แล้วอะไรเป็นความเครียดได้บ้าง?...  คำตอบคืออะไรก็ได้ที่ทำให้ร่างกาย 
คุณออกจากสมดุลของมันหรือจุดท่ีมันทำงานได้ราบรื่น  ร่างกายของสิ่งมีชีวิต 
จะทำงานได้ดีในสภาวะหนึ่งเท่านั้น  ถ้าถูกผลักให้ออกไปจากสภาวะนั้นไม่ว่า 
จะมากไปหรือน้อยไป  ร่างกายจะเครียด  เช่น  ร้อนไป  หนาวไป  ออกซิเจน 
ในอากาศน้อยไปหรือมากไป  เลือดเป็นกรดมากไปหรือน้อยไป  น้ำตาลในเลือด 
มากไปหรือนอ้ ยไป  เกลอื แร่ต่างๆ ในรา่ งกายมากไปหรือน้อยไป ฯลฯ
ความเครยี ดทผี่ ดิ ปกตจิ ะมาในสองรปู แบบดว้ ยกนั คอื หนง่ึ เครยี ดมากๆ และ 
รปู แบบท่ีสองคือ  เครียดน้อยๆ แต่นานๆ ยกตวั อยา่ งเช่น ถ้าผมจบั คณุ โยนเข้าไป 
ในตู้เย็นใหญๆ่ ที่อณุ หภูมิ -20 องศาเซลเซยี ส คุณคงทนไดไ้ มถ่ ึง 5 นาที แต่ถ้า 
อากาศเยน็ สัก 17 องศาเซลเซียส คณุ อาจรสู้ กึ สบายๆ ในชว่ งแรก  แตถ่ า้ นานเป็น 
2-3 ชว่ั โมง  คณุ อาจจะทนไมไ่ หว  อกี ตวั อยา่ งคอื   คนทโ่ี ดนมดี แทงเสยี เลอื ดมากๆ 
รา่ งกายจะเครยี ดมาก  เพราะเลอื ดไหลออกไปมากและเรว็   แตใ่ นคนทม่ี แี ผลเลก็ ๆ 

146 เรอ่ื งเล่าจากร่างกาย เขา้ ใจรา่ งกาย พฤตกิ รรมและธรรมชาติผา่ นกระบวนการววิ ัฒนาการ

ในลำไส ้ เลอื ดจะออกนอ้ ยๆ  แตน่ านเปน็ เดอื นๆ  (จะเหน็ วา่ รา่ งกายเครยี ดแตจ่ ติ ใจ 
ไมเ่ ครยี ด)  ชว่ งแรกๆ อาจไมม่ อี าการอะไรเลย  แตผ่ า่ นไปหลายๆ เดอื นอาจมอี าการ 
ของเลอื ดจางและทำใหอ้ ่อนเพลียได้
ตอนนี้เม่อื เรารู้จกั ความเครยี ดทางรา่ งกายกันแล้ววา่ มันคอื อะไร  เราเหน็  
แล้วว่าธรรมชาติสร้างมาให้ร่างกายเรามีระบบที่จะพยายามลดความเครียดของ 
รา่ งกายลง  กรณหี นขู องเซลเยเ่ ราเหน็ แลว้ วา่ รา่ งกายของมนั เครยี ดจากสง่ิ แวดลอ้ ม 
รอบๆ ตวั ท่ีมากเกนิ ไป (ร้อนไป หนาวไป ออกกำลงั มากไป)  และรา่ งกายมนั คง 
จะพยายามกลบั เขา้ สสู่ มดลุ อกี ครง้ั   แตเ่ รายงั ไมไ่ ดค้ ำตอบวา่ ทำไมหนถู งึ ปว่ ย  และ 
อกี คำถามคอื   ความเครยี ดทางจติ ใจมนั มาเกยี่ วกบั เรอ่ื งนต้ี รงไหน  ความเครยี ดทาง 
จิตใจท่ีเป็นนามธรรมทำให้ร่างกายที่จับต้องได้ป่วยได้อย่างไร? ในบทต่อไปเราจะ 
ไปทำความเขา้ ใจในเรอ่ื งของอารมณแ์ ละสมอง  หลงั จากนน้ั เรากจ็ ะเหน็ วา่ ทำไมหนู 
ของเซลเย่ถงึ ป่วย

เม่ือมนษุ ย์ยคุ หินมาอยใู่ นโลกปจั จุบนั ชัชพล เกยี รติขจรธาดา 147

19

{ }สมองสามชนั้  

สมองของเราในแง่ววิ ฒั นาการก็เหมือนกบั ไอติมซ้อนกันอยู่บนโคน
ลา่ งสุดคอื สมองก้ิงกา่ ช้นั กลางคอื สมองของสัตว์เลีย้ งลูกด้วยนม

และทวี่ างอยบู่ นสุดคือสมองลงิ

พูดถึงสมองผมเช่ือว่าหลายท่านอาจเคยรู้มาแล้วว่า 
สมองของเรามีซีกซ้ายและซีกขวา  สมองเราแบ่งเป็น 
ส่วนต่างๆ  หรือท่ีเรียกว่า  lobe  ต่างๆ  สมองแต่ละ 
บริเวณก็ทำหน้าท่ีแตกต่างกันไป  สำหรับในตอนน้ีผม 
อยากใหล้ มื ตรงนน้ั ไปกอ่ น  เราจะมาเรม่ิ ทำความรจู้ กั สมอง 
ของเรากันใหม่  แต่คราวน้ีเราจะไม่มองสมองของเรา 
แยกจากสมองของสัตว์อ่ืนๆ  เราจะมาเข้าใจมันตาม 
ชว่ งเวลาทมี่ นั ถกู พฒั นาขนึ้ มาใชใ้ นโลก  เราจะไปรจู้ กั สมอง 
ในแง่ของวิวัฒนาการ

148 เรอื่ งเล่าจากรา่ งกาย เขา้ ใจรา่ งกาย พฤติกรรมและธรรมชาตผิ ่านกระบวนการววิ ัฒนาการ

สมมตวิ า่ ผมเอาสมองคน สมองลงิ สมองววั สมองจระเข้ มาวางเรยี งกนั  
สง่ิ ทค่ี ณุ จะแปลกใจมสี องอยา่ งคอื   หนงึ่   สมองคนทำไมใหญอ่ ยา่ งน ้ี ตวั เราเลก็ นดิ  
เดียวเม่ือเทียบกับสัตว์ใหญ่อื่นๆ  สัดส่วนของขนาดสมองต่อขนาดร่างกายของเรา 
ใหญ่มาก  อยา่ งท่สี องท่ีคณุ จะแปลกใจคือ  ทำไมโครงสร้างหลกั ๆ ของสมองเราจึง 
คล้ายกับสมองของสัตว์อื่นๆ ขนาดนี้  เมื่อคิดดูยิ่งน่าแปลกใจเพราะสมองของเรา 
คิดประดษิ ฐ์สง่ิ ตา่ งๆ ได้มากมาย ขณะที่สัตว์อ่นื ๆ ทำไมไ่ ด้เลย เรากค็ าดวา่ จะเหน็  
สมองทหี่ นา้ ตาตา่ งกนั   แตน่ โี่ ครงสรา้ งหลกั ๆ  ของสมองคนและสมองสตั วช์ นดิ ตา่ งๆ 
คล้ายกนั มาก
สตั วช์ นดิ แรกในโลกทพี่ อจะมสี ว่ นทเ่ี รยี กวา่ สมองไดค้ อื   ตวั เพรยี งหวั หอม 
หรอื sea squirt ในภาษาอังกฤษ (สำหรับทา่ นทีน่ กึ ไม่ออกวา่ เพรียงมันคืออะไร 
ซากของเพรยี งทีต่ ายแล้วมนั จะเกาะอยเู่ ต็มโขดหินในทะเล เวลาเหยยี บจะเจ็บเท้า) 
แต่สมองของเพรียงมันแทบจะไม่มีอะไรท่ีดูเหมือนสมองเราเลย  สมองของมันเป็น 
แค่กลุ่มของเซลล์ประสาทท่ีมาอยู่รวมกันช่ัวคราวตอนที่มันเป็นตัวอ่อนหน้าตา 
เหมือนลูกออ๊ ด
จากสมองของเพรียงก็พัฒนาต่อมาเรื่อยๆ  จนกลายเป็นสมองของปลา 
ซ่ึงเรม่ิ ท่ีจะมีโครงสรา้ งสมองคลา้ ยๆ ของเรามากขนึ้   แต่หน้าตายงั ไมเ่ หมือนสมอง 
เราเท่าไหร่  ต่อมาสมองของปลาก็พัฒนากลายมาเป็นสมองของสัตว์สะเทินน้ำ 
สะเทินบก เช่น กบ เขียด ปาด คางคก  สมองพวกน้ีเร่ิมท่ีจะมีโครงสร้างต่างๆ 
ที่หน้าตาคล้ายสมองของเรามากข้ึนแล้ว  จนเม่ือมาถึงสมองของสัตว์เลื้อยคลาน 
ลักษณะโครงสร้างของสมองท่ีคล้ายกับของเราก็เริ่มเห็นได้ชัดเจนมากขึ้น  บางคน 
เรียกสมองแบบน้ีว่าสมองก้ิงก่าบ้าง  สมองไดโนเสาร์บ้าง  อันน้ีแล้วแต่ความชอบ 
ต่อมาเมื่อสมองวิวัฒนาการไปอีกก็กลายมาเป็นสมองของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 
โครงสรา้ งหนา้ ตาสมองของสตั วเ์ หลา่ นกี้ ย็ งิ่ เหมอื นสมองเรามากขน้ึ   จากสมองสตั ว ์
เลี้ยงลูกด้วยนมก็พัฒนามาเป็นสมองลิง  โดยเฉพาะลิงไม่มีหางทั้งหลายท่ีเราเรียก 
รวมๆ กันวา่   ไพรเมต
จดุ สำคญั อยู่ตรงนค้ี รบั   สมองของสัตวต์ า่ งๆ ไมไ่ ดเ้ รมิ่ สร้างใหมจ่ ากศนู ย์ 
แตพ่ ฒั นาตอ่ มาจากสมองของสตั วท์ ว่ี วิ ฒั นาการมากอ่ น  เชน่   สตั วเ์ ลยี้ งลกู ดว้ ยนม 
เอาสมองกิ้งก่ามาปรับปรุงให้ซับซ้อนขึ้น  กิ้งก่าเองมันก็เอาสมองกบมาปรับปรุง 
อีกท ี ดงั นน้ั เราอาจจะพดู ไดว้ ่าสมองของเราเปน็ เวอรช์ น่ั อพั เดทของสมองลิง  สว่ น 
สมองลิงเปน็ เวอร์ชน่ั อัพเดทของสมองสตั วเ์ ล้ียงลกู ด้วยนม  สมองสัตวเ์ ลี้ยงลูกด้วย 
นมก็เป็นเวอรช่ันอัพเดทของสมองก้ิงก่า  ไล่อย่างนี้ไปเร่ือยจนถึงสมองของเพรียง 
หวั หอม
เมอ่ื มาดใู นแงส่ ถาปตั ยกรรมของสมอง  โครงสรา้ งของสมองเราจะเหมอื น 
ไอศกรีมสองก้อนที่โปะทับซ้อนกันแล้ววางอยู่บนโคน  โดยไอศกรีมก้อนท่ีอยู่บน 
จะค่อนข้างเอนไปด้านหน้ากวา่ ก้อนลา่ งเล็กน้อย  (เหมือนคนตักไอศกรีมโปะเบ้ยี ว 

เม่ือมนษุ ยย์ คุ หนิ มาอยใู่ นโลกปัจจบุ นั ชัชพล เกียรตขิ จรธาดา 149


Click to View FlipBook Version