The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เรื่องเล่าจากร่างกาย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by summerwar5u, 2022-12-28 10:02:25

เรื่องเล่าจากร่างกาย

เรื่องเล่าจากร่างกาย

เมอ่ื สน้ิ สดุ ปี ค.ศ. 1982 ภาวะแลง้ ก็ผา่ นพ้นไป นกทร่ี อดตายก็มปี ระชากรเพิ่มขึ้น 
อกี ครงั้ และเมอื่ แกรนทเ์ ขา้ ไปวดั ขนาดเฉลยี่ ของจะงอยปากนกกพ็ บวา่ มขี นาดใหญข่ น้ึ  
จาก 9.4 มม. เป็น 10 มม. จริงอย่วู ่าขนาดของจะงอยปากเปลยี่ นไปไม่มากนักเมอ่ื  
มองด้วยสายตาของเรา  แต่ขนาดไม่ก่ีมิลลิเมตรนี้มันหมายถึงความเป็นความตาย 
ของนกเหล่านี้
แตเ่ รอ่ื งราวมนั ยงั ไมจ่ บแคน่ นั้ เพราะในปี ค.ศ. 1982 เกดิ ภาวะเอลนโี ญขน้ึ  
ทำใหม้ ีฝนตกชุกในชว่ งเวลาหลายสปั ดาห ์ และสง่ิ ทตี่ ามมาคอื ตน้ ไมต้ ่างๆ เติบโต 
ขึ้นอย่างรวดเร็ว  จากเกาะที่เคยแห้งแล้งกลับเปล่ียนเป็นป่าทึบในเวลาไม่ก่ีสัปดาห ์
เม่ือป่าเพิ่มข้ึนปริมาณนกก็เพ่ิมขึ้นอย่างรวดเร็วอีกคร้ัง  คร้ังน้ีปริมาณนกเพ่ิมขึ้น 
สงู มากอยา่ งทไี่ มเ่ คยเปน็ มากอ่ นคอื   ขน้ึ ไปถงึ ประมาณ 2,000 ตวั   แตเ่ หตกุ ารณน์  ี้
คงอยู่ไม่นาน  เมื่อภูมิอากาศกลับเข้าสู่ภาวะปกติ  ปริมาณต้นไม้ก็ลดลงจากเดิม 
อาหารก็ลดน้อยลงอย่างรวดเร็วและน้อยเกินกว่าที่จะพอเพียงให้นกทั้งหมดกิน 
นกบางส่วนจึงอดตายไป  แต่ท่ีน่าสนใจคือ  คราวนี้นกท่ีตายไปกลับเป็นนกที่มี 
จะงอยปากใหญ ่ มันเกดิ อะไรข้ึน?
สิ่งที่เกิดข้ึนคือ  เมล็ดพืชส่วนใหญ่ท่ีพบเป็นเมล็ดเปลือกอ่อนขนาดเล็ก 
ปรมิ าณฝนทมี่ ากกว่าปกตนิ ้ีทำใหต้ น้ ไมท้ ่ที นแลง้ ได้ดตี ายไปเกอื บหมด ดงั นน้ั เมลด็  
ท่ีเปลือกแข็งจึงน้อยลง  ถ้าเช่นนั้นแสดงว่าจะงอยปากที่ใหญ่ทำให้กินเมล็ดเล็กๆ 
ไดไ้ มด่ หี รอื ?... ไมใ่ ชค่ รบั สงิ่ ทพี่ บคอื   นกทม่ี จี ะงอยปากใหญห่ ากนิ ไดไ้ มน่ อ้ ยไปกวา่  
นกทจี่ ะงอยปากเลก็ แตส่ งิ่ ทพี่ บคอื   นกทมี่ จี ะงอยปากใหญม่ กั จะมรี า่ งกายทใี่ หญก่ วา่  
เม่ือมีร่างกายท่ีใหญ่กว่าก็ต้องการอาหารมากกว่าเพียงเพ่ือที่จะมีชีวิตรอด เม่ือหา 
อาหารได้ไม่เพียงพอนกท่ีตัวใหญจ่ งึ ตายไปมากมาย

…..........
กระบวนการวิวัฒนาการที่นำไปสู่การเกิดสัตว์ชนิดใหม่หรือสปีชีส์ใหม่ 
เกิดขึ้นได้จากหลายกลไกด้วยกัน แต่กลไกหลักท่ีเราจะให้ความสำคัญเป็นพิเศษ 
ในหนังสอื เลม่ นีค้ ือ การคดั เลือกตามธรรมชาติ จากเรื่องราวของดารว์ ินและคสู่ ามี 
ภรรยาแกรนท์  เราได้เห็นกันไปแล้วว่ากระบวนการวิวัฒนาการมันทำงานอย่างไร 
อย่างไรกต็ ามเราจะลองมาสรุปใจความสำคญั กนั อีกคร้ัง
เรอ่ื งราวทง้ั หมดมนั เรมิ่ มาจากปจั จยั แรกคอื   มกี ารเปลย่ี นแปลงบางอยา่ ง 
เกดิ ขนึ้ กบั สงิ่ แวดลอ้ ม  เชน่   อาจจะเปน็ อากาศเปลย่ี นแปลง  อาหารนอ้ ยลง  ปจั จยั  
ท่ีสองคือ  สัตว์แต่ละตัวจะไม่เหมือนกัน  หรือเรียกว่ามีความหลากหลาย  ภาษา 
วิทยาศาสตร์จะใช้คำว่า  variation  ปัจจัยที่สามคือ  ถ้าความหลากหลายน้ีเป็น 
ผลมาจากพันธุกรรมท่ีต่างกัน  ความหลากหลายนี้ก็จะส่งต่อจากพ่อแม่ไปสู่ลูกได ้
ปัจจัยท่ีส่ีคือ  ถ้าความแตกต่างน้ีทำให้เกิดความได้เปรียบหรือเสียเปรียบ 
ในการดำรงชีวิต  เช่น  หากินเก่งกว่า  หนีจากการถูกกินเก่งกว่า  ทนฝนดีกว่า 
แยง่ สบื พนั ธดุ์ กี วา่   สง่ิ มชี วี ติ นนั้ กจ็ ะมลี กู มากกวา่   และลกู กม็ โี อกาสทจี่ ะมลี กั ษณะ 

050 เร่ืองเลา่ จากร่างกาย เข้าใจรา่ งกาย พฤติกรรมและธรรมชาติผา่ นกระบวนการวิวัฒนาการ


ที่ทำให้ได้เปรียบมากกว่า  ลูกก็จะมีหลานมากกว่า  เมื่อเวลาผ่านไปนานๆ  เข้า 
ลักษณะนัน้ กจ็ ะกลืนลกั ษณะอน่ื ที่ทำใหด้ ำรงชวี ิตได้ไมด่ เี ท่า
แต่การได้เปรียบน้ันไม่ใช่การได้เปรียบอย่างถาวร  ความได้เปรียบนั้น 
ขึ้นกับว่าอยู่ในสิ่งแวดล้อมแบบไหน  ต้นไม้ที่ทนแล้งได้ดีจะได้เปรียบในหน้าแล้ง 
แต่ตายเม่ือฝนตกมากกว่าปกติ  นกฟินช์ที่ตัวใหญ่ที่เคยได้เปรียบก็มาเสียเปรียบ 
เมื่ออาหารมีน้อยลง  ความได้เปรียบกลายเป็นการเสียเปรียบได้เม่ือสิ่งแวดล้อม 
เปลย่ี นไป  ในทางตรงกนั ขา้ มความเสยี เปรยี บกส็ ามารถกลบั เปน็ ความไดเ้ ปรยี บได้ 
และในบางส่ิงแวดล้อมลักษณะที่เคยได้เปรียบหรือเสียเปรียบอาจกลายเป็นศูนย์ 
คือไม่เป็นท้ังข้อดีและข้อเสีย  ทั้งหมดนี้เป็นหลักการกว้างๆ ของกระบวนการ 
ทเี่ รยี กวา่ “การคดั เลอื กตามธรรมชาต”ิ หรอื natural selection  ซงึ่ เปน็ กระบวนการ 
ทที่ ำงานตอ่ เนอื่ งมาตลอด 3 พนั ลา้ นกวา่ ป ี นบั ตง้ั แตส่ ง่ิ มชี วี ติ เกดิ ขน้ึ ในโลกครง้ั แรก 
ผลู้ า่ เลอื กเหยอื่   เหยอื่ เลอื กผลู้ า่   ผลู้ า่ วง่ิ เรว็ ขน้ึ   เหยอ่ื กว็ ง่ิ เรว็ ขน้ึ   เมอ่ื ผลู้ า่ ยง่ิ วงิ่ เรว็  
ขึ้นอีก  ถ้าร่างกายของเหยื่อไม่สามารถว่ิงเร็วขึ้นอีกได้ เหยื่อก็ต้องหาทางปรับตัว 
วธิ อี น่ื   เชน่   มตี าทม่ี องเหน็ ไดไ้ กลขน้ึ   หรอื จมกู ทไี่ ดก้ ลน่ิ ไวขน้ึ เพอื่ ใหร้ ตู้ วั ไดเ้ รว็ ขน้ึ  
ถ้าเหยื่อปรับตัวไม่ได้  เผ่าพันธ์ุของเหย่ือก็อาจต้องสูญพันธุ์ไป  เร่ืองราวท้ังหมดน้ี 
เปน็ สงครามท่ดี ำเนนิ ต่อเนือ่ งติดต่อกันมานาน 3 พันล้านกวา่ ปี  ผลัดกนั ไดเ้ ปรียบ 
เสียเปรียบคนละยก  ใครแพ้ต่อเน่ืองหลายๆ ยกติดต่อกันก็อาจต้องลาสังเวียน 
จนสูญพันธ์ุไปในท่สี ดุ
มีจุดที่น่าสังเกตเป็นพิเศษอีกสองจุดคือ  กระบวนการคัดเลือกตาม 
ธรรมชาตินี้ ไม่ใช่การเลือกสิ่งที่ดีท่ีสุดที่เป็นไปได้ในการแก้ปัญหา  แต่เป็นการ 
เลือกส่ิงที่ดีที่สุดเท่าที่มีให้เลือก  ถ้าความหลากหลายมีไม่มากก็ไม่มีช่องทาง 
ให้ธรรมชาติเลือกมากนัก  จุดสังเกตข้อท่ีสองคือ  กระบวนการวิวัฒนาการเป็น 
กระบวนการทไ่ี มม่ ที ศิ ทาง  ไมม่ กี ารวางแผนลว่ งหนา้ และไมม่ จี ดุ มงุ่ หมาย อาจเทยี บ 
ได้กับการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าไปเรื่อยๆ มีอะไรใช้แก้ปัญหาได้ก็ใช้อันน้ัน 
โดยที่ไม่ได้วางแผนระยะยาว  ในทางตรงกันข้ามการคัดเลือกตามธรรมชาติเป็น 
กระบวนการท่ีมีทิศทาง  คือมีทิศท่ีนำไปสู่ส่ิงมีชีวิตท่ีเหมาะกับส่ิงแวดล้อมมากขึ้น 
เรื่อยๆ  ตราบใดท่ีส่ิงแวดล้อมไม่ได้เปลี่ยนไป  ลักษณะไหนที่ดีหรือเหมาะสมก็จะ 
ถูกเก็บไว้  เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้าลักษณะท่ีเหมาะกับสิ่งแวดล้อมก็จะสะสม 
มากขน้ึ เรือ่ ยๆ  ลักษณะไหนท่ไี มเ่ หมาะกจ็ ะค่อยๆ ถกู กำจัดออกไป
คำถามสำคัญที่หลายท่านอยากถามหลังทนอ่านผมบรรยายมานานคือ 
การคัดเลือกตามธรรมชาติมันเก่ียวกับเราอย่างไร?  วิธีตอบคำถามน้ีที่ง่ายที่สุด 
เราคงต้องถามตัวเองอีกหนึ่งคำถามว่า  ทำไมเราถึงเป็นอย่างท่ีเป็นอยู่น้ี ทำไม 
เราเดินสองขา  แต่เสือเดินส่ีขา  ทำไมเราต้องมีหมอช่วยทำคลอดแต่สัตว์อื่นๆ 
ไม่ต้องมี ทำไมทารกของคนเกิดมาช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เป็นปีๆ แต่สัตว์อ่ืนๆ 
เกิดมาไม่นานก็วิ่งได้  ทำไมไก่ย่างมันถึงหอม  คำถามเหล่าน้ีดูเหมือนจะไม่ 

ววิ ฒั นาการและกำเนดิ มนษุ ย์ ชัชพล เกียรตขิ จรธาดา 051


เกี่ยวข้องกันเลย  เพราะมันก็เป็นอย่างท่ีมันเป็น  แต่ในความเป็นจริงส่ิงเหล่าน้ี 
มีคำอธบิ าย  สง่ิ เหลา่ นเ้ี ปน็ “ผล” ทีม่ ี “เหต”ุ จากอดตี นำมา  ถา้ เราตั้งคำถามว่า 
“ทำไม” มากพอ  คำตอบของคำถามที่ดูเหมือนจะไม่เก่ียวข้องกันเหล่าน้ีจะพาเรา 
เข้าไปหาต้นตอซึ่งเป็นรากของความเป็นเรา  รากที่เราอาจต้องย้อนเวลากลับไป 
เป็นแสน เป็นล้านปี หรือนานมากกว่านัน้   จงึ จะเขา้ ใจและเห็นถงึ ทม่ี าของมันได้
ลองจินตนาการถึงเวลาเราไปยืนที่หน้าผาหรือหุบเขาแล้วเราตะโกน 
ให้เสียงมันดังก้องสะท้อนไปมา  จนเสียงที่ได้ยินฟังดูสับสนไม่รู้เรื่อง  หลายอย่าง 
ท่ีเราเห็นในปัจจุบันก็เป็นเหมือนเสียงตะโกนจากอดีตท่ียังคงก้องกังวานอยู่  เม่ือ 
ไดย้ นิ เสยี งสะทอ้ นทว่ี า่ นก้ี ลบั ไปกลบั มาในทศิ ทางตา่ งๆ  เราจะไมร่ เู้ ลยวา่ เสยี งมาจาก 
ทศิ ไหน  ไมร่ วู้ า่ มนั หมายความวา่ อะไร  แตถ่ า้ เรายอ้ นเวลากลบั ไปไดก้ อ่ นทเ่ี สยี งมนั  
จะสะท้อนไปมา  เราจะรู้ว่าต้นตอมันมาจากทางไหน  มันพูดว่าอะไร  และเราก็จะ 
เข้าใจความหมายของมัน
ร่างกายและความคิดของเราในปัจจุบันก็เหมือนเสียงที่สะท้อนไปมา 
เราดไู มอ่ อกวา่ ทำไมมนั เปน็ เชน่ นน้ั   ทำไมมนั ทำอยา่ งน ้ี แตถ่ า้ เรายอ้ นเวลากลบั ไปดู
เราจะเห็นท่ีมาของมัน  เราจะเข้าใจในสิ่งที่มันเป็น  เพราะหลายอย่างในร่างกาย 
ของเราผ่านกลไกการคัดเลือกตามธรรมชาติมาแล้ว  ในบทน้ีเราเห็นตัวอย่างของ 
ร่างกายที่ผ่านกลไกของการคัดเลือกมาแล้ว  ในบทต่อไปเราจะไปดูกันว่าความคิด 
หรือความรู้สึกที่เป็นนามธรรม ไม่สามารถจับต้องได้  ผ่านกระบวนการคัดเลือก 
ตามธรรมชาตมิ าดว้ ยหรอื ไมอ่ ยา่ งไร เราจะไปตอบคำถามกนั วา่ ทำไมคนหลอ่ ถงึ หลอ่  
และทำไมคนสวยถึงสวย?

052 เรื่องเล่าจากร่างกาย เขา้ ใจร่างกาย พฤตกิ รรมและธรรมชาติผ่านกระบวนการวิวัฒนาการ


07

{ }ทำไมคนหล่อถงึ หลอ่ ทำไมคนสวยจงึ สวย 
ถ้าเราเขา้ ใจวา่ ทำไมนกยูงตวั เมียชอบนกยงู ตวั ผทู้ ห่ี างใหญๆ่
ทำไมสงิ โตตวั เมียชอบตัวผทู้ ีแ่ ผงคอดกดำ
เราจะเข้าใจวา่ ทำไมคนจึงชอบคนหลอ่ คนสวย

วันท่ี 3 เมษายน ค.ศ. 1860  ดาร์วินเขียนจดหมาย 
ไปถึงอาซ่า เกรย์ (Asa Gray)  เพ่ือนนักพฤกษศาสตร์ 
ทม่ี หาวทิ ยาลยั ฮารว์ ารด์ ว่า “ผมรูส้ กึ หงดุ หงิดทุกครัง้ ทผ่ี ม 
มองไปเหน็ หางของนกยงู ตวั ผ”ู้ ดารว์ นิ ไมช่ อบหางนกยงู ตวั ผ ู้
เพราะหางของนกยงู ทใ่ี หญแ่ ละสวยงามนน้ั มนั ขดั กบั ทฤษฎ ี
การคัดเลือกตามธรรมชาติของเขาทุกอย่าง  หางนกยูงท่ี 
ใหญโ่ ต มสี สี นั สวยงามนนั้ ไมม่ ปี ระโยชนอ์ ะไรเลย นอกจากน ี้
มนั ยงั ทำใหน้ กยงู บนิ ไดย้ าก หลบซอ่ นจากผลู้ า่ เชน่ เสอื ไดย้ าก 
แต่หางที่มีอันตรายน้ีก็ยังถูกคัดเลือกมา  มันน่าจะเป็นว่า 
นกที่หางใหญ่ตายง่ายกว่า  ดังน้ันลักษณะของหางท่ีใหญ่ 
ควรจะถูกกำจัดออกไปจากประชากร  ทำไมมันจึงไม่เป็น 
เชน่ นั้น

054 เรอ่ื งเล่าจากร่างกาย เข้าใจรา่ งกาย พฤติกรรมและธรรมชาตผิ า่ นกระบวนการวิวฒั นาการ


คำตอบนด้ี ารว์ นิ เปน็ คนตอบเองในหนงั สอื เลม่ ถดั มา The Descent of Man, 
and Selection  in Relation to Sex ว่าลักษณะเหล่าน้ีถูกคัดเลือกมาได้เพราะ 
ลักษณะเหล่านี้ตัวเมียชอบ  เมื่อตัวเมียชอบตัวเมียก็เลือกท่ีจะผสมพันธ์ุแต่กับ 
ตวั ผทู้ หี่ างใหญ ่ ลกั ษณะหางทใี่ หญข่ องนกยงู ตวั ผจู้ งึ ถกู คดั เลอื กมา  คำถามตอ่ ไปคอื
ทำไมตัวเมียถงึ ชอบหางที่สวยและใหญ่ ?... เม่ือเราดพู ฤติกรรมของสตั วอ์ ่ืนๆ เรา 
จะพบวา่ ไมใ่ ชแ่ ตน่ กยงู เทา่ นน้ั ทเ่ี ลอื กคดู่ ว้ ยลกั ษณะทด่ี เู หมอื นจะเปน็ แคค่ วามสวยงาม 
ลักษณะเหล่านี้ไม่ช่วยในการมีชีวิตรอด  ไม่ช่วยในการหาอาหารและยังอาจทำให้ 
โอกาสตายสงู ข้ึน แต่ถูกคดั เลือกมาเพราะตัวเมียชอบ ตวั อยา่ งเชน่ แผงคอทีใ่ หญ ่
ดกดำของสงิ โตตวั ผู้ นกทม่ี จี ะงอยปากหรอื ขนสสี นั สดใส องึ่ อา่ งทร่ี อ้ งไดอ้ ดึ ทนนาน 
กวา่ ตวั อน่ื   หงอนไกท่ ใี่ หญแ่ ละแดงของพอ่ ไก ่ ลกั ษณะเหลา่ นเ้ี ปน็ ลกั ษณะทตี่ วั เมยี  
ชอบทั้งนั้น  ดังนั้นเราอาจจะพอเรียกได้ว่าลักษณะเหล่านี้มันทำให้หล่อหรือเซ็กซ ่ี
คำถามคอื   ทำไมลกั ษณะเหลา่ นถี้ งึ ไดก้ ลายเปน็ ความหลอ่ ได?้ นา่ จะเปน็ การงา่ ยกวา่  
ถ้าเราจะกลับมาถามตัวเรากันเองว่า  ทำไมความหล่อมันถึงได้หล่อ  และทำไม 
ความสวยมนั ถงึ ไดส้ วย
ก่อนท่ีเราจะไปเข้าใจในส่วนนี้  เราคงต้องไปตอบคำถามแรกกันก่อนว่า 
ความชอบมนั อยทู่ ไี่ หน?  เราชอบกนิ ไอศกรมี เพราะมนั หวานเยน็ ชนื่ ใจ รสชาตหิ วาน 
เรารบั รทู้ ี่ไหน? ทลี่ ้นิ หรอื ท่ีสมอง? ความชนื่ ใจเกิดทห่ี ัวใจหรือทส่ี มอง
ความชอบท้ังหมดนี้มันเกิดขึ้นในสมองของเรา  เพราะเมื่อลิ้นชิมรส 
(สารเคมี) หรอื ตาเราเห็นสิ่งของ (เห็นแสง) ล้ินและตาจะแปลงสง่ิ น้นั เป็นสัญญาณ 
ไฟฟ้าแล้วส่งผ่านเส้นประสาทไปท่ีสมอง  เม่ือสมองรับสัญญาณก็จะนำสัญญาณ 
น้นั ไปแปลว่าควรชอบหรอื ไมช่ อบของทชี่ ิมหรอื ของท่ีเหน็ ถา้ ของนั้นรสชาตเิ หมอื น 
อาหารที่บูดเน่า  สมองเราก็หลั่งสารเคมีให้เราไม่ชอบรสชาติน้ัน  ถ้าภาพนั้นเป็น 
ภาพสิงโตหิวโซยืนจ้องเราอยู่  สารเคมีในสมองจะทำให้เรารู้สึกกลัว  รู้สึกไม่ชอบ 
ส่ิงท่ีเห็นและพยายามหนีห่าง  หรือเราอาจสรุปต่อไปได้ว่าการท่ีวัวชอบกินหญ้า 
หรือกระต่ายชอบกินอึตัวเอง  น่ันเป็นเพราะสมองวัวออกแบบมาให้ชอบรสชาติ 
ของหญ้า  ส่วนสมองของกระต่ายออกแบบมาให้ชอบกลิ่นและรสชาติอึของตัวเอง 
แต่สมองของคนเราถูกออกแบบมาให้ไม่ชอบกินหญ้าหรือกินอึตัวเอง  ดังนั้นการท ี่
เราชอบหน้าตาท่ีหล่อหรือสวยเป็น  เพราะสมองของเราสร้างมาเพ่ือให้รู้สึกชอบ 
หน้าตาเหล่าน้นั
คำถามถัดไปคือ  สมองชอบแบบน้ีเพราะอะไร?  ถึงตรงนี้เราก็ต้อง 
กลบั ไปหาหลกั การเก่าของดาร์วนิ ซง่ึ อาจสรปุ สั้นๆ ไดว้ ่า ร่างกายและสมองของเรา 
ถกู ออกแบบมาใหท้ ำงานหลักสามอยา่ ง คอื กนิ สตั ว์อนื่ หนีการถูกกนิ และสบื พันธ์ุ 
มีลูก ลักษณะอะไรก็ตามท่ีถ่ายทอดทางพันธุกรรมและทำให้เกิดสามอย่างน้ีได้ 
ลักษณะนัน้ ก็มีโอกาสสูงทจ่ี ะถกู คัดเลือกมา ดงั นน้ั การที่สมองเราชอบแบบน้ีมนั นา่  
จะเป็นเพราะความหลอ่ ความสวยมันใหบ้ างอย่างหนงึ่ ในสามอย่างนี้

วิวัฒนาการและกำเนดิ มนษุ ย์ ชชั พล เกียรตขิ จรธาดา 055


มาถึงตรงนี้  หลายท่านอาจแย้งในใจ...  แต่ความสวยความหล่อมันเป็น 
ความชอบส่วนบุคคล  แต่ละคนก็ชอบไม่เหมือนกัน  หน้าตาดีของคนแต่ละชาติ 
ก็ไม่เหมือนกัน  คนขาวชอบแบบหน่ึง  คนเอเชียก็ชอบอีกแบบ  แล้วหน้าตาดี 
ในท่ีน้ีจะหมายถึงอะไร?  จริงอยู่ที่รสนิยมแต่ละคนไม่เหมือนกัน  คุณอาจไม่ชอบ 
คนผวิ ดำ แตค่ ณุ พอทจ่ี ะบอกไดว้ า่ คนผวิ ดำคนไหนหนา้ ตาด ี คนผวิ ดำคนไหนหนา้ ตา 
ไม่เข้าข้ัน
ลองนึกภาพไปว่า  คุณเห็นสาวแขกสองคน  คนหน่ึงเป็นนางงามสวย 
หยาดเยิ้ม แตอ่ กี คนหนา้ ตาสุดแสนจะธรรมดา ทัง้ คู่อาจไมใ่ ช่รสนยิ มของคณุ แต ่
อย่างน้อยคุณสามารถแยกได้ว่าคนไหนเป็นนางงาม  คนไหนไม่ใช่นางงาม  ท่ีคุณ 
ทำได้นั่นเพราะสมองของคุณชอบลักษณะหน้าตาของคนสองคนไมเ่ ทา่ กนั ทงั้ หมด 
มนั เกิดข้ึนเพราะมนุษย์มีรูปแบบความหล่อ ความสวยท่เี ปน็ สากล ความสวย หลอ่  
ทีเ่ ปน็ สากลของสปชี ีส์ “โฮโม เซเปยี นส์”
เช่นน้ันแล้ว อะไรคือความหล่อความสวยที่เป็นสากล? ลักษณะอย่างไร 
ท่ีสมองของคนไม่วา่ จะเป็นชาติไหนๆ ชอบท่ีจะมอง?
คำตอบมีสามอย่างคือ  สมมาตร  ใกล้ค่าเฉล่ีย  และลักษณะเด่นของ 
แตล่ ะเพศ งงใช่ไหมครบั เดี๋ยวผมจะอธบิ ายให้ฟงั ... ถ้าลักษณะสามอย่างนเ้ี ป็นสงิ่  
ที่สมองถูกคัดเลือกมาให้ชอบ  แสดงว่าลักษณะที่ว่านี้ต้องมีประโยชน์  แต่มัน 
มปี ระโยชนอ์ ยา่ งไร? เราจะดกู นั ไปทลี ะลกั ษณะ โดยเราจะมาเรมิ่ กนั ทล่ี กั ษณะแรก 
คอื ความสมมาตร
ถ้าคุณไปหารูปคนที่คุณคิดว่าหน้าตาหล่อหรือสวยหลายๆ  ชาติพันธ์ุ 
มานั่งดู  จากนั้นคุณลองหารูปของคนท่ีคุณคิดว่าหน้าตาน่าเกลียด  น่ากลัว
มาเทียบ  คุณจะเห็นว่าความสมมาตรของคนเหล่าน้ีต่างกัน  ยิ่งไปกว่าน้ันถ้าคุณ 
รีทัชรูปเป็น  คุณลองเอารูปคนหน้าตาดีมาทำให้สมมาตรน้อยลง  คุณจะพบว่า 
หน้าตาท่ีเคยดูดีจะลดน้อยลง  ในทางตรงกันข้าม  คนท่ีหน้าตาน่าเกลียดถ้าคุณ 
ตดั หนา้ เขาไปซกี หนง่ึ แลว้ กอ็ ปปรี้ ปู หนา้ อกี ฝงั่ มาแทนเพอ่ื ใหไ้ ดร้ ปู หนา้ ทส่ี มมาตรกนั  
หนา้ ตาเขามีแนวโนม้ ท่จี ะดูดขี ้ึน ทำไมมนั จึงเปน็ เช่นน้นั ?
ถ้าผมขอให้คุณวาดรูปส่ีเหล่ียมจัตุรัสหรือวาดรูปวงกลมด้วยมือเปล่า 
มีความเป็นไปได้สูงว่าคุณจะวาดเบี้ยว  ไม่เบ้ียวมากก็เบี้ยวน้อยแล้วแต่ความ 
สามารถของแต่ละคน  การสร้างอะไรให้สมมาตรในธรรมชาติไม่ใช่เร่ืองง่าย 
พลาดไปนิดเดียวก็บิดเบี้ยวแล้ว ย้อนเวลากลับไปในวันแรกท่ีเราเกิดมาในท้องแม ่
ในวันนั้นร่างกายเราทั้งตัวมีแค่เซลล์เล็กๆ เซลล์เดียว  จากเซลล์หนึ่งเซลล์เราต้อง 
โตออกมาเป็นทารกที่มีขนาดใหญ่ข้ึนเป็นล้านเท่า  มีเซลล์เป็นล้านๆ เซลล์ 
ในกระบวนการสร้างร่างกายของเราเป็นการทำงานร่วมกันของพันธุกรรมและ 
สิ่งแวดล้อม  เหมือนกับการปลูกต้นไม้ให้ได้ดี  เมล็ดพันธุ์ดีแล้วส่ิงแวดล้อม 
ก็ต้องดี ดิน น้ำ แสงแดด ต้องดี  รา่ งกายเราเองก็เชน่ กัน  ร่างกายเราจะสร้างได้

056 เรอ่ื งเล่าจากร่างกาย เข้าใจร่างกาย พฤตกิ รรมและธรรมชาติผา่ นกระบวนการววิ ฒั นาการ


ดี พันธุกรรมต้องดี ส่งิ แวดล้อมระหวา่ งท่ีสร้างรา่ งกายก็ต้องดี ในที่นส้ี ง่ิ แวดล้อม 
ของเรามีสองช่วงคือ  ระยะที่อยู่ในท้องแม่  และระยะหลังคลอดที่ร่างกายกำลัง 
เจริญเติบโต
สิ่งแวดล้อมต่างๆ  ในท้องแม่  ได้แก่  อาหาร  ภาวะโภชนาการของแม่
อณุ หภมู ิในทอ้ งแม่ ภาวะปลอดจากการตดิ เช้อื ระหว่างอยู่ในท้องแม่ ฮอร์โมนต่างๆ 
ในเลือดของแม่ก็ผ่านเข้ามาเป็นส่ิงแวดล้อมของทารกได้  ฉะนั้นในการสร้าง 
ร่างกายให้เท่ากันสองข้างเป็นเร่ืองยาก  เพราะปัจจัยเหล่าน้ีต้องดี ถ้ามีภาวะท่ีมา 
รบกวน การสร้างรา่ งกายสองข้างกอ็ าจจะสรา้ งไดไ้ มเ่ ท่ากัน ส่วนปัจจยั หลังคลอด 
ที่สำคัญในการกำหนดว่าร่างกายจะสมมาตรหรือไม่  มีด้วยกันอีกหลายอย่าง
แต่ปจั จยั หลกั ๆ  คอื ภาวะตดิ เชอื้ ปรสิตและภาวะโภชนาการ
ในธรรมชาติสิ่งมีชีวิตตัวใหญ่ๆ  ทั้งหลายทุกชนิด  (รวมท้ังคน) จะมี 
ส่ิงมีชีวิตเล็กๆ  เข้าไปทำมาหากินในร่างกาย  บางชนิดก็ทำตัวให้เป็นประโยชน์ 
กับเจ้าของบ้าน  แต่บางชนิดสร้างความเสียหายให้อย่างเดียวก็มี  ซ่ึงกลุ่มที่สร้าง 
แต่ความเสียหายเราเรียกมันว่า  Parasites  หรือปรสิตในภาษาไทย  ตัวอย่าง 
ปรสิตในคน  ได้แก่  หนอนพยาธิต่างๆ  ยีสต์  เช้ือรา  แบคทีเรีย  (บางชนิด) 
ทวา่ สง่ิ มชี ีวติ ตา่ งๆ  ในธรรมชาตจิ ะไม่มีใครยอมให้อีกฝ่ายมาเอาเปรยี บกันได้ง่ายๆ 
สง่ิ มีชวี ติ ไหนที่ไมห่ าทางตอบโตก้ ลบั ก็อาจจะสญู พนั ธุไ์ ปในเวลาอนั ส้นั เจ้าของบ้าน 
หรือเจ้าของร่างกายก็เลยต้องหาทางสู้กับปรสิตต่างๆ โดยการวิวัฒนาการระบบ 
ภมู ิคุ้มกนั ขนึ้ มา สง่ิ มชี วี ิตท่มี ภี มู คิ ุ้มกันดปี รสติ ก็เข้าไปต้งั รกรากทำมาหากนิ ได้ยาก 
ในโลกที่คนเราวิวัฒนาการมา คนเรากินน้ำจากลำธาร จากบึง เราไม่ใส่รองเท้า
ไมม่ หี มอ ไม่มียาปฏิชีวนะ อาวุธเพยี งหนง่ึ เดยี วที่คนเราใชส้ ู้ปรสิตต่างๆ คือระบบ 
ภูมิคุ้มกัน ดังนั้นในธรรมชาติ ภาวะติดเช้ือจึงเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลอย่างมากใน 
การกำหนดหรอื คดั เลอื กวา่ ใครควรอยู่ ใครควรสญู พนั ธุ์ ใครภมู คิ มุ้ กนั ดแี ละเหมาะกบั  
สิ่งแวดล้อมก็อยู่รอดปลอดภัย ใครภูมิคุ้มกันไม่ดีก็ตายไปหรือไม่ก็ป่วยบ่อยและ 
ไม่แข็งแรง
ภูมิคุ้มกันของร่างกายจะทำงานได้ดีหรือไม่  จะมีปัจจัยท่ีสำคัญสองอย่าง 
คือหนึ่ง  พันธุกรรมที่ดี  อันหมายถึง  การท่ีภูมิคุ้มกันแข็งแกร่งสามารถต่อกรกับ 
ปรสติ ต่างๆ ไดเ้ ยี่ยม แต่กองทัพต้องเดนิ ด้วยท้อง  ภมู คิ ุ้มกนั จะทำงานไดด้ ีเสบียง 
ต้องสมบูรณ์  ดังน้ันปัจจัยท่ีสองที่ทำให้ภูมิคุ้มกันทำงานได้ดีคือ  ภาวะโภชนาการ 
ถ้าเสบยี งอาหารขาดก็ไม่สามารถมกี องทพั ทเ่ี กรยี งไกรได้
ดังน้ันการที่คุณมีร่างกายที่สมมาตรก็เหมือนเป็นการโฆษณากลายๆ 
ว่าพันธุกรรมของคุณดี  และคุณมีอาหารการกินสมบูรณ์  คุณเป็นสุดยอดพ่อพันธ ุ์
หรือแม่พันธุ์ท่ีดี  ถ้าใครมาครองคู่และมีลูกกับคุณ  ลูกที่เกิดมาก็จะได้พันธุกรรม 
ที่ดี ผู้หญิงหรือผู้ชายท่ีมีรสนิยมชอบคนท่ีหน้าตาสมมาตรก็มีโอกาสท่ีจะมีลูกที่ 
ภูมิคุ้มกันที่ดีกว่า แข็งแรงกว่า โอกาสมีชีวิตรอดเติบโตเป็นผู้ใหญ่ก็มากกว่าด้วย 

วิวัฒนาการและกำเนดิ มนษุ ย์ ชชั พล เกยี รติขจรธาดา 057


ในทางตรงกนั ขา้ ม  คนทเี่ กดิ มามรี สนยิ มชอบความไมส่ มมาตร  ลกู กม็ แี นวโนม้ ทจี่ ะ 
ไม่แขง็ แรงเท่า
มาถึงลักษณะที่สองคือ  หน้าตาใกล้ค่าเฉลี่ย  แต่มันคืออะไร  และมันดี 
อยา่ งไร?
สมมติว่าคุณเดินทางไปสุ่มถ่ายรูปคนหนุ่มคนสาวจำนวนมากในที่ต่างๆ 
มาทว่ั โลก  เมอ่ื คณุ เอารปู เหลา่ นน้ั มาวางบนโตะ๊ แลว้ นง่ั มอง  คณุ จะเหน็ วา่ คนเหลา่ นน้ั  
มีหน้าตาแตกต่างกัน บางคนค้ิวเข้มดกเหมือนชินจัง  ขณะท่ีบางคนเหมือน 
เณรน้อยอิคคิวซังเพราะแทบจะไม่มีค้ิวเลย  บ้างปากหนา  บ้างปากบาง  บางคน 
หนา้ กลม  บางคนหนา้ ยาว  บางคนจมกู โดง่ จนนา่ เกลยี ด  บางคนจมกู แบน  ถา้ คณุ  
เอารูปหน้าของคนเหล่านี้มาหาค่าเฉลี่ยแล้วสร้างออกมาเป็นใบหน้าใหม่ ลักษณะ 
ท่ีกลางๆ  จากการเฉล่ียน้ีจะประกอบออกมาเป็นใบหน้าที่ดูดี (ลูกครึ่งท้ังหลาย 
จึงมักจะหน้าตาดี)  ซึ่งคำว่าหน้าตาดีในท่ีนี้ไม่ได้แปลว่าจะหน้าตาดีที่สุด  แต่จะ 
เป็นหน้าตาท่ีคนส่วนใหญ่ยอมรับว่าเข้าเกณฑ์ของคำว่าหน้าตาดี  คำถามต่อไปคือ 
แลว้ หน้าตาแบบนี้มนั มอี ะไรดีในแงว่ วิ ัฒนาการ?
คำตอบของคำถามน้ีมีสมมติฐานหลายอย่างที่เป็นไปได้แต่เราจะไม่ไป 
พดู ถึงมนั ท้งั หมด  เราจะมาเลอื กดูกันเฉพาะอันทมี่ นั นา่ สนใจ
หนา้ ตาทใ่ี กลค้ า่ เฉลย่ี ของประชากรจะเกดิ ขนึ้ ไดม้ กั จะเกดิ จากการผสมกนั  
ของหน้าตาท่ีแตกต่างกันหลายๆ แบบ  ซึ่งเป็นการบ่งถึงพันธุกรรมท่ีหลากหลาย 
ไปด้วย พันธุกรรมท่ีหลากหลายก็ทำให้มีความหลากหลายทางภูมิคุ้มกัน เพราะ 
ภูมิคุ้มกันเองก็สร้างมาจากพันธุกรรม  การมีภูมิคุ้มกันท่ีหลากหลายอาจเทียบได้ 
กับการมีกลยุทธ์ที่เอาไว้ต่อสู้กับปรสิตหลายกระบวนท่าหรือมีเทคนิคให้เลือกใช้ 
หลากหลายกวา่
มาถึงลักษณะสุดท้ายของความหล่อสวยคือ  หน้าตาท่ีมีลักษณะเด่น 
ของแต่ละเพศ  ในลักษณะนี้  เราจะไม่คุยกันแค่เฉพาะหน้าตาเท่าน้ัน  เพราะเรา 
ทุกคนรดู้ วี า่ ความสวยความหล่อไมไ่ ดห้ ยุดแค่ที่คาง  ต่ำกว่าคางลงไปก็มีจุดท่ดี ึงดูด 
ความสนใจทางเพศอีกมาก  แม้ว่าเราจะไม่ใช้คำว่าสวยหล่อกับส่วนที่อยู่ต่ำกว่า 
คางลงไป แตค่ ำวา่ เซก็ ซ่ี ล่ำ อ๋ึม ในธรรมชาติก็ทำหน้าทไ่ี มต่ า่ งจากความสวยหล่อ 
คือดงึ ดดู เพศตรงข้ามให้สนใจ  ให้อยากมามเี พศสมั พนั ธด์ ้วย  แตจ่ ะไปเข้าใจตรงน ้ี
เราต้องไปทำความรูจ้ ักกบั ฮอรโ์ มนกลุ่มหนงึ่ กนั ก่อน

…..........
สเตียรอยด์ฮอร์โมน (Steroid Hormone) เป็นชอื่ ของฮอร์โมนกลมุ่ หนึ่ง 
เราเรียกฮอร์โมนเหล่านี้รวมเป็นกลุ่มเดียวกัน  ไม่ใช่เพราะมันทำหน้าที่คล้ายกัน 
แต่เป็นเพราะโครงสร้างทางเคมีมันคล้ายกัน  หรือจะเรียกว่าหน้าตามันคล้ายกัน 
ทห่ี นา้ ตาของมนั ดคู ลา้ ยกนั กเ็ ปน็ เพราะฮอรโ์ มนเหลา่ นสี้ รา้ งมาจากวตั ถดุ บิ เดยี วกนั  
น่ันก็คือคอเลสเตอรอล  การที่เราเรียกส่ิงท่ีทำหน้าที่ต่างกัน  แต่หน้าตามันคล้าย 

058 เรื่องเลา่ จากรา่ งกาย เขา้ ใจรา่ งกาย พฤตกิ รรมและธรรมชาตผิ ่านกระบวนการววิ ัฒนาการ


กันด้วยคำเรียกรวมๆ ก็จะคล้ายๆ กับเวลาเรียกเคร่ืองใช้ที่ต่างกันแต่ทำด้วย 
ทองเหลอื งเหมอื นกันว่าเครอื่ งทองเหลอื ง
จริงๆ แล้วฮอร์โมนกลุ่มน้ีไม่ได้มีแค่เฉพาะในร่างกายคนเท่านั้น  แต่ 
สเตียรอยด์ฮอร์โมนเป็นฮอร์โมนที่มีใช้ในธรรมชาติมานานมาก ตั้งแต่เรายังมี 
บรรพบุรุษร่วมกับปลา  ตั้งแต่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมตัวแรกยังไม่เกิดขึ้นมาบนโลก 
ซ่ึงอาจมองได้ว่าเป็นเทคโนโลยีที่สร้างมาโดยปลาและเรารับเอามาใช้ต่อกันมา 
เร่อื ยๆ โดยดัดแปลงมันบ้างหรอื เปล่ียนหนา้ ทมี่ นั เลก็ น้อย
สเตียรอยด์ฮอร์โมนมันมีลักษณะอย่างหนึ่งเหมือนกันท้ังกลุ่มคือ 
มันไปกดระบบภูมิคุ้มกันทำให้ร่างกายเราต่อสู้กับเชื้อโรคหรือปรสิตต่างๆ  ที่ 
บุกรุกเข้ามาได้ด้อยลง  ฮอร์โมนท่ีเรียกว่าสเตียรอยด์ฮอร์โมนนี้มีหลายตัว  เช่น 
ฮอร์โมนคอร์ติซอล  หรือท่ีหลายคนรู้จักในชื่อเล่นของมันว่าฮอร์โมนเครียด  แต่ท ่ี
เราจะมาสนใจตอนนม้ี สี องตัวคือ ฮอรโ์ มนทีช่ ือ่ เทสทอสเทอโรน (Testosterone) 
หรอื ทม่ี กั รจู้ กั กนั ในชอื่ ฮอรโ์ มนเพศชาย และฮอรโ์ มนทชี่ อ่ื เอสโตรเจน (Estrogen) 
หรอื ทมี่ กั เรยี กกนั วา่ ฮอรโ์ มนเพศหญงิ   เราเรยี กฮอรโ์ มนเทสทอสเทอโรนวา่ ฮอรโ์ มน 
เพศชายเพราะในผชู้ ายพบฮอรโ์ มนนม้ี าก  และปรมิ าณของฮอรโ์ มนนย้ี งั สมั พนั ธก์ บั  
ลกั ษณะของผชู้ าย  เชน่   กลา้ มเนอ้ื ทใ่ี หญ ่ ผวิ หยาบ  ขนเยอะ  ตวั ใหญ ่ เสยี งทมุ้  
กรามใหญ่ และรปู รา่ งเปน็ เหลย่ี ม ทำใหใ้ บหนา้ ดแู ขง็ แรง ไมม่ เี อว ไมม่ สี ะโพก รปู รา่ ง 
เหมือนท่อนไม้ ฯลฯ  ในทางตรงกันข้ามเราเรียกฮอร์โมนเอสโตรเจนว่าฮอร์โมน 
เพศหญงิ เพราะในผหู้ ญงิ พบฮอรโ์ มนนม้ี าก  และปรมิ าณของฮอรโ์ มนนจี้ ะสมั พนั ธก์ บั
ลกั ษณะของผหู้ ญงิ เชน่ กลา้ มเนอื้ นอ้ ยกวา่ ผชู้ าย มไี ขมนั มากกวา่ ผชู้ าย ไขมนั จะไปอย ู่
ทห่ี นา้ อก ทสี่ ะโพก ทำใหเ้ อวคอด สะโพกผาย รปู รา่ งเหมอื นนาฬกิ าทราย เสยี งเลก็  
ออ่ นหวาน  ผวิ นมุ่   ขนนอ้ ย  ฯลฯ  สงิ่ ทน่ี า่ สนใจคอื   ลกั ษณะของตวั ผทู้ หี่ ลอ่ ในสตั ว ์
อนื่ ๆ ทเี่ ราพดู ถงึ ไป  เชน่   ความดำของแผงคอสงิ โต  ความอดึ ในการรอ้ งขององ่ึ อา่ ง 
สสี นั สดใสของจะงอยปากหรอื ขนนก ทง้ั หมดนลี้ ว้ นสมั พนั ธก์ บั ปรมิ าณของฮอรโ์ มน 
เพศชาย เมอื่ ฮอรโ์ มนทง้ั สองนเ้ี ปน็ สเตยี รอยดฮ์ อรโ์ มน มนั จงึ กดภมู คิ มุ้ กนั เชน่ เดยี ว 
กบั สเตียรอยดฮ์ อร์โมนอ่นื ๆ

…..........
มาถงึ ตรงนหี้ ลายทา่ นอาจทจี่ ะอดสงสยั ไมไ่ ดว้ า่ ถา้ ฮอรโ์ มนเพศกดภมู คิ มุ้ กนั  
จริงอย่างท่ีว่าไป  การท่ีมีฮอร์โมนเพศเยอะโดยเฉพาะเพศชายก็ไม่น่าจะดี  เพราะ 
จะทำให้ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ  ถ้าเป็นเช่นน้ันแล้วทำไมเราวิวัฒนาการมาให้ชอบคน 
ทม่ี ลี กั ษณะทางเพศเดน่   (ฮอรโ์ มนเพศเยอะ)  เรานา่ จะชอบคนทภ่ี มู คิ มุ้ กนั ด ี ซงึ่ ใน 
กรณีนคี้ วรจะเป็นคนทมี่ ลี กั ษณะทางเพศนอ้ ย  (ฮอรโ์ มนเพศนอ้ ย) ไม่ใช่หรือ?
ในการทดลองที่นำนกสองกลุ่มมาเลี้ยง  โดยกลุ่มหน่ึงเลี้ยงในส่ิงแวดล้อม 
ทป่ี ลอ่ ยใหม้ ปี รสติ เชน่ หนอนพยาธิ หรอื เชอื้ ราจำนวนมาก อกี กลมุ่ เลยี้ งในสงิ่ แวดลอ้ ม 
ท่ีสะอาด  ผลท่ีได้คือ  นกที่มีการติดเช้ือมากระบบภูมิคุ้มกันต้องทำงานอย่างหนัก 

วิวฒั นาการและกำเนดิ มนุษย์ ชัชพล เกยี รตขิ จรธาดา 059


เมอื่ ภมู คิ มุ้ กนั ตอ้ งทำงานมาก รา่ งกายกไ็ มส่ ามารถมฮี อรโ์ มนเพศเยอะได ้ เพราะมนั  
จะไปกดการทำงานของภูมิคุ้มกัน  เม่ือฮอร์โมนเพศชายน้อยลักษณะของผู้ชาย 
กน็ อ้ ย  ซง่ึ ในนกมนั หมายถงึ สสี นั ไมส่ ดใส  ในไกม่ นั คอื หงอนไกส่ ไี มแ่ ดง  ในอง่ึ อา่ ง 
หมายถึงร้องได้ไม่นาน  ส่วนในคนหมายถึงกล้ามไม่ใหญ่  หรือเราอาจสรุปได้ว่า 
ร่างกายจำเป็นต้องลดการสร้างฮอร์โมนเพศเพ่ือเอาตัวให้รอดจากปรสิตก่อน 
ส่วนความหล่อค่อยว่ากันทีหลัง  ในกรณีของนกกลุ่มที่เลี้ยงมาให้มีการติดเชื้อน้อย 
รา่ งกายของมนั กไ็ มม่ พี นั ธนาการทางดา้ นสขุ ภาพทำใหร้ า่ งกายมนั สรา้ งฮอรโ์ มนเพศ 
เพอื่ แสดงออกทางเพศไดเ้ ตม็ ท ่ี โตขนึ้ มาเป็นนกหน่มุ ทีม่ ีสสี ันจัดจ้าน
แตป่ ญั หาของการทดลองนคี้ อื   ในธรรมชาตจิ รงิ ๆ นกทจี่ ะมาผสมพนั ธกุ์ นั  
มกั จะอาศยั อยใู่ นระบบนเิ วศนเ์ ดยี วกนั   หมายความวา่ ทกุ ตวั นา่ จะอยใู่ นสง่ิ แวดลอ้ ม 
ที่มีปรสิตเท่าๆ  กัน  ดังนั้นการแปลผลการทดลองน้ีต้องมองในมุมกลับกัน 
ซึ่งจะมองได้ว่าการที่นกมีฮอร์โมนเพศสูงได้แม้ว่าจะอยู่ในส่ิงแวดล้อมที่มีปรสิต 
จึงเหมือนเป็นการอวดให้โลกรู้ว่า“เห็นไหม  ภูมิคุ้มกันฉันแข็งแรงขนาดไหน 
ขนาดมีฮอร์โมนเพศเยอะ  (กดภูมิคุ้มกัน)  ฉันยังสามารถเติบโตแข็งแรงมาได้ 
ถ้าภูมิคุ้มกันฉันไม่แน่จริงร่างกายฉันทนฮอร์โมนสูงๆ อย่างน้ีไม่ได้หรอก”  ซึ่ง 
พฤติกรรมท่ีคล้ายๆ  กันน้ีสามารถเห็นได้ในเด็กวัยรุ่นชายท่ีฝนตกแล้วถอดเส้ือว่ิง 
หรืออากาศเย็นแตไ่ มย่ อมใสเ่ สอื้ กนั หนาว
โดยสรุปเรื่องราวต่างๆ ท่ีเราคุยกันไปในเรื่องของหน้าตาดี  หุ่นดี  เซ็กซี่ 
รปู รา่ งลำ่ สัน เราจะเหน็ วา่ ท้งั หมดมันเป็นการบง่ ถึงสิง่ หน่งึ นนั่ คือ สขุ ภาพ สมอง 
ทมี่ องความหลอ่ สวยคอื สมองทมี่ องหาคำบอกใบว้ า่ เพศตรงขา้ มทเ่ี ราจะมลี กู ดว้ ยนนั้  
มีสุขภาพดีแค่ไหน  ภูมิคุ้มกันดีแค่ไหน  โภชนาการดีแค่ไหน  เพ่ือให้เห็นภาพชัด 
ขึ้นเราลองมาดูกันอีกตัวอย่างหน่ึง  คุณลองถามตัวเองดูว่าคนหน้าตาแบบไหน 
ทค่ี ุณอยากมีลกู ด้วยมากกวา่ กัน
คนแรก หน้าตาสะอาดสะอา้ น ปากแดง ตาใสเป็นประกาย ผิวเปลง่ ปลัง่  
เรยี บเนยี น  เลบ็ ตดั สน้ั เรยี บสะอาด  ผมมนั เปน็ เงางาม  เวลายมิ้ ฟนั ขาวเปน็ ระเบยี บ 
ส่วนคนที่สอง  ใบหน้าเต็มไปด้วยสิวหนอง  ตาเหลืองขุ่น  ปากซีดคล้ำ  ผิวหนัง 
มีแผลฝีพุพอง  เล็บดำมีร่องรอยฉีกขาดบ่งบอกถึงความเปราะของเล็บ  ผมแห้ง 
หยาบกรา้ นบง่ ถงึ ภาวะขาดอาหาร  เวลายม้ิ เหน็ ฟนั ผดุ ำ  มฟี นั หลอ  หนองไหลเยมิ้  
ออกมาจากรอ่ งเหงอื ก
ตัวอย่างของคนท้ังสองนี้ จริงอยู่ว่าเป็นตัวอย่างสุดโต่งไปคนละขั้ว แต่ก็ 
ทำให้คุณเห็นภาพได้ชัดเจนว่าความสวยหล่อนั้นเป็นวิธีการที่ธรรมชาติสร้างมา 
เพื่อคัดกรองหาพ่อแม่พันธุ์ท่ีสุขภาพดี  เมื่อสมองผลักดันให้เราอยากมีลูกกับ 
คนหนา้ ตาดี ลกู ของเรากม็ โี อกาสทจ่ี ะมภี มู คิ มุ้ กนั ทด่ี ี โอกาสทจ่ี ะรอดจากการตดิ เชอื้  
ก็สูง และโอกาสท่จี ะโตไปเป็นผูใ้ หญแ่ ละมหี ลานให้เราไดม้ ากกว่า พันธุกรรมทีท่ ำ 
ใหช้ อบคนหนา้ ตาดกี ถ็ กู คดั เลอื กมา หรอื ในภาษาวทิ ยาศาสตรจ์ ะใชค้ ำวา่ “การชอบ 

060 เร่ืองเลา่ จากรา่ งกาย เขา้ ใจร่างกาย พฤติกรรมและธรรมชาตผิ ่านกระบวนการววิ ัฒนาการ


คนหลอ่ สวยเป็น Adaptive Response  ตอ่ สง่ิ แวดล้อมท่มี กี ารตดิ เชือ้ มากในอดตี ” 
คำว่า  Adaptive  Response  ในท่ีน้ีหมายถึง  การตอบสนองเพื่อปรับตัวที่เป็น 
ประโยชน์ในแง่ของวิวัฒนาการ
ก่อนที่จะจบบทนี้มีจุดที่สำคัญท่ีผมอยากย้ำให้เห็นอยู่จุดหน่ึง  น่ันคือ 
ความไมเ่ ขา้ กันระหว่างรา่ งกายเราและสงิ่ แวดลอ้ มปจั จบุ นั   โลกทกุ วันนโี้ ภชนาการ 
การสาธารณสุขมูลฐานและการแพทย์ดี  ทำให้ความสำคัญของการมีลูกกับคน 
ที่ภูมิคุ้มกันแข็งแรงน้อยลงไปมาก  ลูกของคนหล่อคนสวยไม่จำเป็นว่าจะแข็งแรง 
หรือมีโอกาสรอดตายมากกว่าคนอ่ืนอีกต่อไป  แต่สมองของเรายังติดอยู่กับโลก 
ยุคหินอยู่  เรายังชอบคนหล่อคนสวยอยู่แม้ว่ามันจะไม่ได้ให้ประโยชน์อะไร 
ในแง่การอยู่รอดในธรรมชาติ  หรือจะเรียกว่าสมองท่ีทำให้ชอบหน้าหล่อหน้าสวย 
มัน  “ทำงานไมเ่ ข้ากับส่งิ แวดล้อมในปจั จุบนั ”
เราทกุ คนรดู้ วี า่ หนา้ ตาดเี ปน็ แคส่ ว่ นหนงึ่ ทดี่ งึ ดดู ความสนใจ  แตก่ ารเลอื ก 
ค่จู ริงๆ มันไมใ่ ช่แค่นัน้   ยังมลี กั ษณะอนื่ ๆ ที่เราตอ้ งการ เชน่ เปน็ คนใจดมี ีน้ำใจ 
เปน็ ทร่ี กั ของเพอื่ นๆ เปน็ คนตลก อารมณด์  ี เปน็ คนทมี่ คี วามรบั ผดิ ชอบ นอกไปจากน ี้
นักร้อง ศิลปิน คนดัง ก็มักจะเป็นที่ช่ืนชอบของสาวๆ และผู้หญิงจำนวนไม่น้อย 
ก็ชอบผู้ชายรวย  ความชอบในสิ่งเหล่านี้เป็นสัญชาตญาณของคนเช่นกัน  หรือพูด 
ได้ว่าพฤติกรรมเหล่านี้อยู่ภายใต้อิทธิพลของพันธุกรรม  สมองท่ีชอบคุณลักษณะ 
เหลา่ นถี้ กู คดั เลอื กมาดว้ ยเหตผุ ลบางอยา่ ง แตเ่ หตผุ ลอะไร ทำไมมนั ถงึ ถกู คดั เลอื กมา 
เราจะทยอยคยุ กนั ไปเรอ่ื ยๆ แตย่ งั ไมใ่ ชต่ อนน้ี ในบทหนา้ เราจะไปตอบคำถามอกี ครง่ึ  
ท่ีเหลอื อยคู่ ือ  ทำไมผชู้ ายชอบสาวๆ ทมี่ สี ่วนโคง้ สว่ นเวา้

วิวฒั นาการและกำเนิดมนษุ ย์ ชัชพล เกยี รติขจรธาดา 061


08

{ }ทำไมผู้ชายชอบสาวๆ ทมี่ สี ่วนโคง้ สว่ นเวา้  
เหตผุ ลท่ีผู้ชายชอบสาวๆ ทีม่ อี กเอว
ไมต่ า่ งไปจากการท่ีชิมแปนซตี วั ผู้ชอบชมิ แปนซีตวั เมยี แก่ๆ

ขน้ึ ตน้ เรอื่ งมาแบบนที้ า่ นผชู้ ายหลายๆ  ทา่ นคงจะสงสยั วา่  
ทำไมเรอ่ื งอยา่ งนถี้ งึ ตอ้ งเปน็ คำถาม  เรอ่ื งนม้ี นั ชดั ๆ อยแู่ ลว้  
วา่ มนั เปน็ สญั ชาตญาณของผชู้ าย  ถา้ เชน่ นนั้ คำถามทตี่ อ้ ง 
ถามต่อคือ  ธรรมชาติสร้างสัญชาตญาณเช่นนั้นขึ้นมา 
เพ่ืออะไร?  หรือคำถามที่ดีกว่าคือ  ทำไมสมองผู้ชาย 
จงึ ถกู คดั เลอื กมาใหช้ อบสว่ นโคง้ สว่ นเวา้ ?  สว่ นโคง้ สว่ นเวา้  
ของผู้หญิงมันมีประโยชน์อย่างไรในกฎสามอย่างของเรา 
มนั ชว่ ยหากิน  หนกี ารถกู กนิ   หรือช่วยการมีลกู ?...

062 เรื่องเลา่ จากรา่ งกาย เขา้ ใจร่างกาย พฤติกรรมและธรรมชาติผา่ นกระบวนการวิวฒั นาการ


ในบททแ่ี ลว้ เราคยุ กนั ไวว้ า่ ฮอรโ์ มนเพศชายทำใหช้ ายดเู ปน็ ชาย  ฮอรโ์ มน 
เพศหญงิ ทำใหห้ ญงิ ดเู ปน็ หญงิ   ผหู้ ญงิ ชอบผชู้ ายทดี่ แู มนสมชาย  เพราะบง่ บอกถงึ  
ความเป็นพ่อพนั ธทุ์ ่ีสขุ ภาพสมบูรณ ์ มีภูมิคุ้มกนั ทดี่ ีและโภชนาการดี  ในเพศหญิง 
ก็เช่นกัน  ผู้หญิงท่ีมีลักษณะทางเพศหญิงสูง  ผิวพรรณสะอาดเปล่งปล่ังก็บ่งชี้ถึง 
พนั ธกุ รรมและโภชนาการทด่ี ไี ดเ้ ชน่ เดยี วกนั   แตใ่ นผหู้ ญงิ แลว้   ลกั ษณะของผหู้ ญงิ  
ยงั มีความหมายมากกวา่ นั้น
เดก็ ผชู้ ายเมอ่ื เขา้ สวู่ ยั รนุ่   ฮอรโ์ มนในรา่ งกายจะเรมิ่ เปลยี่ นแปลง  สงิ่ หนงึ่  
ที่เป็นผลมาจากฮอร์โมนที่เปล่ียนแปลงคือ  อัณฑะจะมีขนาดใหญ่ขึ้นและเร่ิมสร้าง 
อสจุ  ิ ผชู้ ายจะสรา้ งอสจุ ไิ ดเ้ รอื่ ยๆ  ทกุ วนั ทกุ คนื ตอ่ เนอ่ื งไปไมม่ วี นั หยดุ พกั จนแกเ่ ฒา่  
ดงั นน้ั ผชู้ ายแกแ่ มว้ า่ ความสามารถทจ่ี ะมลี กู ลดลงแตก่ ย็ งั ทำใหผ้ หู้ ญงิ ทอ้ งได ้ แตใ่ น 
ผู้หญิงจะแตกต่างไป  ในเด็กผู้หญิงเม่ือแรกคลอดออกมาลืมตาดูโลกจะมาพร้อม 
กับไข่ในรังไข่ปริมาณคงท่ีจำนวนหนึ่ง  ตลอดชีวิตของผู้หญิงจะไม่มีการสร้างไข่ 
ข้ึนมาใหม่ เมื่อร่างกายของเด็กผู้หญิงเข้าสู่วัยรุ่น  ฮอร์โมนเพศหญิงที่เพ่ิมขึ้น 
จะทำให้ไข่เหล่าน้ีทยอยสุกแล้วตกลงมาเดือนละหนึ่งหรือสองใบ  และยังมีผลให้ 
มดลกู มกี ารเปลยี่ นแปลงเพอ่ื พรอ้ มทจี่ ะรบั การฝงั ตวั ของทารก  นอกจากนฮี้ อรโ์ มน 
เพศหญิงจะทำให้ร่างกายของเด็กผู้หญิงเริ่มมีการสะสมไขมันที่หน้าอกและสะโพก 
เพมิ่ ขนึ้ เรอ่ื ยๆ  กอ่ นทจ่ี ะเขา้ วยั รนุ่   เดก็ ชายและเดก็ หญงิ จะมรี ปู รา่ งทไ่ี มต่ า่ งกนั มาก 
แต่เม่ือเข้าวัยสาว  รูปร่างท่ีแต่เดิมไม่ต่างจากเด็กผู้ชายนี้ก็เริ่มมีส่วนโค้งส่วนเว้า 
เกิดขึ้น  ดังนั้นการเปล่ียนแปลงของร่างกายภายนอกท่ีบ่งว่า  “หนูเป็นสาวแล้ว” 
จะเป็นการประกาศให้โลกรู้ว่าฉันพร้อมท่ีจะมีลูกแล้วนะ  ไข่ฉันเริ่มตกแล้ว 
มดลูกฉนั เรมิ่ ทำงานแล้ว
ผู้หญิงมีลักษณะท่ีแปลกมากอย่างหน่ึงคือ  รังไข่ของผู้หญิงมีวันหมดอายุ 
เมื่อรังไข่หยุดทำงาน  ฮอร์โมนเพศหญิงก็จะลดลงและหมดประจำเดือนไปในที่สุด 
ท่ีผมใช้คำว่าแปลกเพราะตัวเมียในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่นๆ  หลายพันชนิดทั่วโลก 
แทบจะไม่มีภาวะหมดประจำเดือนเลย  ท่ีพอจะพบได้ก็มีแค่ปลาวาฬบางสปีชีส์ 
เท่านั้น  แต่ในคนเม่ือร่างกายสร้างฮอร์โมนเพศหญิงลดลงหรือขาดฮอร์โมนนี้ไป 
ความสาวที่เห็นจากภายนอกก็จะค่อยๆ ลดลง  เมื่อร่างกายเปล่ียนแปลงไป 
แม้จะไม่อยากให้ใครรู้  แต่การเปล่ียนแปลงนี้มันก็เหมือนกับเป็นการประกาศให้ 
โลกรู้ว่า  วันของฉันผ่านไปแล้ว  ความสามารถในการมีลูกของฉันหมดสิ้นแล้ว 
หน้าอกท่ีเต่งตูม  ผิวหนังท่ีเต่งตึงก็จะไม่เหมือนเดิม  เอวท่ีเคยคอดกิ่ว  หุ่นท่ีเคย 
เหมือนนาฬิกาทรายก็จะค่อยๆ เปลยี่ นไปเปน็ ทรงกระบอกเหมือนในผูช้ าย  ฉะนนั้  
จึงไม่แปลกเลยที่ผู้ชายเม่ือแสนปีที่แล้วจะชอบลักษณะของความเป็นสาว  เพราะ 
มันหมายถึงวัยเจริญพันธุ์และความสามารถในการมีลูก  ผู้ชายท่ีชอบหญิงที่มี 
ลักษณะของความเป็นสาวก็มีโอกาสท่ีจะมีลูกมากกว่าผู้ชายท่ีชอบเด็กน้อยหรือ 

ววิ ฒั นาการและกำเนิดมนษุ ย์ ชัชพล เกียรตขิ จรธาดา 063


ผหู้ ญงิ ที่ดสู งู วยั ลกู หลานของคนท่ีชอบสาวๆ กม็ ีแนวโน้มจะชอบสาวๆ เหมือนพอ่  
ลักษณะน้ีจงึ ถูกคัดเลือกมา
สัตว์ต่างๆ ในธรรมชาติเม่ือมันจะผสมพันธ์ุ ตัวผู้จะมองหา “สัญญาณ” 
จากตัวเมียเพื่อประเมินว่าโอกาสที่มันจะมีลูกสำเร็จมีมากน้อยแค่ไหน สัญญาณนี้ 
อาจเป็นก้นที่แดงของชิมแปนซีตัวเมีย หน้าอกที่แดงของเจลาดาบาบูน หรือกลิ่น 
ของฉท่ี ี่เปล่ียนแปลงไปของกวาง คนเรามสี ง่ิ ท่แี ปลกจากสตั ว์อนื่ ในเร่อื งนส้ี องอย่าง 
คอื หนง่ึ เรามภี าวะหมดประจำเดอื นอยา่ งทพ่ี ดู ไปแลว้ และสองคอื เราไมม่ ฤี ดผู สมพนั ธ ์ุ
เรามีอารมณ์เพศเกิดข้ึนได้ในทุกวินาทีของปี  (ทำไมจึงเป็นเช่นน้ันเราจะไปคุยกัน 
ในบทที่ 34) ดงั นน้ั การมองหาสญั ญาณของมนษุ ยผ์ ชู้ ายสว่ นหนง่ึ จงึ เปน็ การมองหา 
ผู้หญิงอยู่ในวัยเจริญพันธุ์หรือไม่ แต่การมองหาวัยเจริญพันธุ์ไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ 
ทำใหผ้ ้ชู ายชอบสาวๆ ยงั มอี ีกหน่งึ ปจั จัยทีท่ ำใหค้ วามสำคญั ของการชอบความสาว 
มีมากข้ึน ปัจจัยนั้นเริ่มต้นข้ึนเมื่อบรรพบุรุษมนุษย์วานรตัวผู้ของเราหลายล้านปี 
ท่แี ลว้ เปลยี่ นมาอยู่เป็นคู่และชว่ ยเลย้ี งลูก
ในธรรมชาติการครองคู่ของสัตว์มีหลายแบบ  บ้างอยู่เป็นคู่  เช่น  หงส์ 
นกเพนกวนิ   บางชนดิ อยเู่ ปน็ ฮาเรม็   ตวั ผหู้ นงึ่ ตวั มตี วั เมยี หลายตวั   เชน่   กอรลิ ลา่  
แมวนำ้ ชา้ ง  บางชนดิ อยแู่ บบคอ่ นไปทางฟรเี ซก็ ส ์ เชน่   ลงิ ชมิ แปนซ ี สตั วบ์ างชนดิ  
เมื่อผสมพันธุ์เสร็จ  ตัวผู้ก็แยกทางไป  เมื่อแม่ตกลูกหรือวางไข่แล้วก็ท้ิงลูกไป 
ทันที ฯลฯ
การท่ีสัตว์แต่ละชนิดมีครอบครัวหรือการครองคู่แบบใด  ธรรมชาติมันมี 
กฎของมันอยู่  แต่รายละเอียดจะเป็นยังไงเราจะไปคุยกันในบทที่ 33  ในตอนนี้ 
เราจะมาตอบคำถามกันก่อนว่า  คนเรานั้นครองคู่แบบไหน?  ผมเชื่อว่าเม่ือเจอ 
คำถามนี้คำตอบแรกท่ีผุดข้ึนทันทีของหลายท่านคือ  รักเดียวใจเดียว  ผัวเดียว 
เมยี เดยี ว เพราะนนั่ คอื วฒั นธรรมทเ่ี ราคนุ้ เคยกนั ในปจั จบุ นั และเชอื่ วา่ นน่ั คอื ศลี ธรรม 
อนั ดงี าม แตเ่ ราตอ้ งไมล่ มื อยา่ งหนง่ึ วา่ เราไมส่ ามารถเอามาตรฐานของเราในปจั จบุ นั  
ไปเปน็ มาตรฐานของเผา่ พนั ธม์ุ นษุ ยท์ งั้ โลกได้ เพราะเอาเขา้ จริงเมอื่ มองไปรอบโลก 
ในหลายวฒั นธรรมหรอื แมแ้ ตว่ ฒั นธรรมไทยในอดตี   สง่ิ ทเ่ี ราพบคอื   สว่ นใหญข่ อง 
การครองคูค่ ือหน่งึ ชายหลายหญงิ
เราต้องไม่ลืมว่าในศาสนาอิสลามการที่ผู้ชายมีภรรยาหลายคนไม่ใช่เร่ือง 
ผิดศีลธรรม  อับราฮัมบิดาของชาวยิวก็มีภรรยา 3 คน  หรือชาวพื้นเมืองต่างๆ 
ทว่ั โลกกม็ กี ารครองคตู่ า่ งกนั ไปอกี หลายแบบ เชน่ ชายหนง่ึ หญงิ หนงึ่ แตแ่ คช่ ว่ั คราว 
สกั 4 หรอื 5 ปีแล้วเปลีย่ นค่ใู หม่  บางวฒั นธรรมกค็ รองค่แู บบหน่ึงหญงิ หลายชาย 
และบางวัฒนธรรม  เช่น  อเมริกาและวงการบันเทิงก็นิยมแต่งแล้วหย่าแต่ง 
แล้วหย่า  ทั้งหมดนี้มันมีคำอธิบายทางชีววิทยาของมันซ่ึงเราจะได้คุยกันต่อไป 
ดังนั้นผมจึงขอสรุปแบบสั้นๆ ในตอนนี้ไปก่อนว่าการครองคู่ของคนไม่ว่าจะเป็น 
แบบใดก็ตาม  สิ่งหน่ึงทผี่ ู้ชายสว่ นใหญใ่ นทกุ วัฒนธรรมทำเหมอื นๆ กนั คือ  ผู้ชาย 

064 เรื่องเล่าจากร่างกาย เข้าใจรา่ งกาย พฤตกิ รรมและธรรมชาตผิ า่ นกระบวนการววิ ฒั นาการ


อยู่กับผู้หญิงและช่วยเลี้ยงลูก  ปกป้องลูก  อย่างน้อยที่สุดก็จะอยู่เป็นคู่ไปจนกว่า 
ลูกจะดูแลตัวเองได้
ชิมแปนซีในธรรมชาติจะอยู่เป็นฝูงใหญ่  ในฝูงใหญ่ยังมีการแบ่งเป็นฝูง 
ย่อยๆ บ้าง  เม่ือตัวเมียพร้อมท่ีจะผสมพันธุ์ก้นก็จะแดง  ลิงตัวผู้ทั้งฝูงก็จะรับรู้ได้ 
พรอ้ มๆ กนั   แต่ไมใ่ ช่วา่ ตัวผ้ทู ุกตวั จะมโี อกาสเทา่ กัน  ลิงที่เป็นจ่าฝงู หรอื ทีเ่ รยี กว่า 
อลั ฟา (alpha male) และพวกพ้องเบอร์สอง สาม ส่ี เท่าน้ันทจี่ ะมโี อกาสผสมพนั ธ ์ุ
หลังจากตัวผู้ผสมพันธุ์เสร็จมันจะทิ้งตัวเมียไปและใช้เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับ 
การวง่ิ ไล่หาตวั เมยี อนื่ ๆ  และว่งิ ไล่ตวั ผอู้ นื่ ๆ ไมใ่ หเ้ ขา้ มายงุ่ กบั ตัวเมยี จนกว่าตวั เมยี  
จะผ่านช่วงตกไข่ไปแล้ว  เมื่อตัวเมียมีลูกมันก็จะไม่ได้มาอยู่เป็นคู่และทำหน้าท่ีพ่อ 
ท่ดี ี  มีบา้ งทมี่ นั หาอาหารมาให้ลูก  แต่ยังไงกไ็ ม่เทา่ พอ่ ของลงิ โฮโม  เซเปยี นส์
กอริลล่าอยู่เป็นฮาเร็มที่มีจ่าฝูงเป็นตัวผู้อยู่หน่ึงตัวท่ีเรียกว่า silverback 
(เพราะวา่ หลงั มนั จะมสี ขี าว)  จา่ ฝงู เทา่ นน้ั ทมี่ สี ทิ ธผิ์ สมพนั ธกุ์ บั ตวั เมยี ในฝงู ทงั้ หมด 
ถา้ ตวั ผตู้ วั อนื่ อยากมาผสมพนั ธก์ุ ต็ อ้ งเขา้ มาแยง่ ความเปน็ จา่ ฝงู ไป  เมอื่ ตวั เมยี มลี กู  
ตวั ผจู้ ะไมเ่ สยี เวลามาชว่ ยหาอาหารหรอื เลย้ี งด ู มนั จะผสมพนั ธก์ุ บั ลงิ ตวั เมยี ตวั อน่ื ตอ่  
หรอื ตอ่ สไู้ ล่ตวั ผู้อืน่ ออกไปไมใ่ หม้ ายุง่ กบั ตัวเมยี
หลายลา้ นปที ่แี ลว้ มเี หตุบางอยา่ ง  (เหตอุ ะไรเราจะไปคยุ กนั ในบทที่ 33) 
ที่ทำให้สังคมของบรรพบุรษเราค่อยๆ เปลี่ยนจากสังคมก่ึงกอริลล่าก่ึงชิมแปนซี 
(ชายหนึ่งหลายหญิง)  มาเป็นสังคมท่ีมีการจับคู่ชายหญิงชัดเจน  เม่ือมนุษย์วานร 
ตัวผู้เปลี่ยนมาอยู่เป็นคู่ช่วยปกป้องและหาอาหารมาให้แม่และลูกกิน  เวลาท่ีจะไป 
ว่ิงไล่หาตัวเมียอื่น  ก็ถูกใช้ไปเพื่อล่าสัตว์และหาอาหารมาเล้ียงลูก  โอกาสที่จะไป 
มลี กู ทอ่ี นื่ กจ็ ะนอ้ ยลง  ดงั นนั้ การเลอื กคจู่ งึ เปน็ เรอ่ื งสำคญั   ถา้ จบั คกู่ บั สาวอายนุ อ้ ย 
ก็จะได้แม่ท่ีมีวัยเจริญพันธุ์เหลือนานก่อนที่จะหมดประจำเดือน  ส่วนมนุษย์วานร 
ตวั ผทู้ ม่ี รี สนยิ มชอบสาวใหญว่ ยั ใกลห้ มดประจำเดอื นกจ็ ะมชี ว่ งเวลาทจ่ี ะมลี กู นอ้ ยกวา่  
(อยา่ ลมื วา่ เรากำลงั พดู ถงึ มนษุ ยว์ านรทไ่ี มไ่ ดเ้ รยี นวชิ าเพศศกึ ษา)  เมอื่ มลี กู มากกวา่  
พันธกุ รรมที่ทำใหช้ อบสาวๆ กถ็ ูกส่งต่อไปถงึ ลูกๆ มากกว่า  ทำใหผ้ ชู้ ายรุ่นลูกก็มี 
แนวโน้มที่จะชอบสาวๆ ในทางตรงกันข้ามสัตว์อ่ืนๆ ท่ีไม่ได้อยู่แบบครองคู่ เช่น 
อุรังอุตัง  มันจะไม่เก่ียงเร่ืองความสาวของคู่ผสมพันธ์ุมันนัก  หรือในสัตว์ที่ตัวเมีย 
มีลกู ไดแ้ ม้วา่ จะอายมุ าก เช่น เตา่ เมือ่ เตา่ หนมุ่ เจอตวั เมียอายเุ กือบร้อยป ี มันไมม่  ี
ท่าทางลังเลเลยท่ีจะเข้าไปผสมพันธ์กับคุณยายเต่า  แต่ท้ังอุรังอุตังและเต่าก็ไม่ 
สามารถเทียบได้กับรสนิยมของชิมแปนซีหนุ่ม
สำหรบั โฮโม  เซเปยี นส ์ สาวท่ีผิวใส  ผวิ เนียนเรยี บ  ผมสลวย  แขง็ แรง 
จะเป็นทีต่ ้องการของหนุ่มนอ้ ยหน่มุ ใหญท่ ั้งหลาย  แตส่ ำหรับหนุม่ ๆ ชิมแปนซีแล้ว 
ตัวเมียหน้าย่น  มีรอยเห่ียว  มีตีนกา  หัวล้าน  มักจะเป็นที่หมายปองของหนุ่มๆ 
มากกวา่ ตวั เมยี ทผ่ี วิ เรยี บ  ขนดก  ยงิ่ ตวั เมยี อายมุ ากขนึ้ กย็ งิ่ เซก็ ซ ี่ โฮโม เซเปยี นส ์
หนุ่มอย่างเราๆ  อาจจะกำลังเกาหัวสงสัยอยู่ว่าทำไมจึงเป็นเช่นน้ัน?  ทำไม 

วิวัฒนาการและกำเนิดมนุษย์ ชัชพล เกียรติขจรธาดา 065


ชิมแปนซีหนุ่มถึงมีรสนิยมแปลกเช่นนี้?  (ชิมแปนซีเองมันก็กำลังเกาหัวสงสัยใน 
รสนยิ มของเราเช่นกัน)
เราคุยกันไปแล้วว่าในสังคมชิมแปนซีตัวผู้จะมีลำดับข้ัน  ในทางฝ่ังตัวเมีย 
ก็จะมีลำดับขั้นในการเข้าถึงอาหารเช่นเดียวกัน  โดยสายลำดับข้ันในฝ่ังตัวเมียจะ 
แยกออกจากตัวผู้ชัดเจน  (คล้ายๆ กับแยกสายปกครอง) สำหรับทางฝั่งตัวเมีย 
ส่วนใหญ่เมื่อตัวเมียมีอายุมากข้ึนสถานะในสังคม (ในฝูง)  มักจะดีกว่าลิงสาวๆ 
เพราะสั่งสมบารมีไว้มากกว่า  เมื่อสถานะในสังคมดีกว่า  สิทธ์ิในการเข้าถึงอาหาร 
กจ็ ะมากกวา่ ลกู ของคณุ ยายลงิ กจ็ ะมโี อกาสเตบิ โตมากกวา่ นอกไปจากนล้ี งิ ตวั เมยี  
ท่ีอายุมากกว่าจะมีประสบการณ์ในการเล้ียงลูกทำให้โอกาสลูกรอดตายจะมีสูงกว่า 
ลิงสาวๆ ชิมแปนซีหนุ่มที่ชอบสาววัยดึกจึงมีลูกมากกว่าและส่งต่อพันธุกรรมได ้
มากกวา่
ลิงชอบแบบลิงเพราะมันทำให้ลิงส่งต่อพันธุกรรมลิงได้มากกว่า  เต่าชอบ 
แบบเต่าเพราะมันทำให้เต่าส่งต่อพันธุกรรมเต่าได้มากกว่า  และคนชอบแบบคน 
เพราะมันทำให้คนส่งต่อพันธุกรรมคนได้มากกว่า  ทั้งหมดน้ีเป็นการทำงานของ 
การคดั เลือกตามธรรมชาติ ทีค่ มุ อยู่ดว้ ยกฎทเี่ รียบงา่ ย

…..........
ในบทท่ี 6  เราคุยกันเร่ืองของนกฟินช์และกลไกที่เรียกว่าการคัดเลือก 
ตามธรรมชาติ  หรือ Natural Selection ส่วนในบทท่ี 7  และบทนี้เราคุยกัน 
ถึงการคัดเลือกอีกชนิดหนึ่งท่ีมีลักษณะต่างไปคือ  ไม่ได้เกิดจากผู้ล่าเลือกเหย่ือ 
หรอื เหยอื่ เลอื กผลู้ า่   แตเ่ ปน็ การเลอื กระหวา่ งเพศ  ตวั เมยี เลอื กตวั ผแู้ ละตวั ผเู้ ลอื ก 
ตัวเมีย  การคัดเลือกแบบนี้เราเรียกมันว่า Sexual Selection หรือการคัดเลือก 
ทางเพศ ตวั อยา่ งของการคดั เลอื กทางเพศทเ่ี ราเหน็ ไปแลว้ ไดแ้ ก่ นกตวั ผมู้ สี สี นั สดใส 
เพราะตัวเมียเลือกท่ีจะผสมพันธุ์กับตัวผู้ที่มีสีสันสดใส  ไก่ตัวผู้มีหงอนท่ีแดงใหญ ่
เพราะตัวเมียเลือกผสมพันธ์ุกับตัวผู้ท่ีหงอนแดงใหญ่  นกยูงตัวผู้หางใหญ่เพราะ 
ตวั เมยี เลอื กทจ่ี ะผสมพนั ธก์ุ บั ตวั ผทู้ ห่ี างใหญ ่ การคดั เลอื กทางเพศอาจจะเรยี กไดว้ า่  
เปน็ กลไกยอ่ ยหนงึ่ ของการคดั เลอื กตามธรรมชาต ิ อยา่ งไรกต็ ามการคดั เลอื กทางเพศ 
กม็ ขี ้อแตกตา่ งที่น่าสนใจอย่บู า้ งเหมอื นกนั
การคัดเลือกตามธรรมชาติที่ดำเนินไปนานพอ  ผลท่ีได้มักจะเป็นระบบ 
ที่มีประสิทธิภาพ  หมายความว่าดีเพียงพอต่อการใช้งานและยังประหยัดด้วย 
ตวั อยา่ งเชน่ สมมตมิ หี มาปา่ อยสู่ องตวั ตวั ทห่ี นงึ่ วงิ่ ไดเ้ รว็ มากถงึ 80 กโิ ลเมตรตอ่ ชว่ั โมง 
หมาปา่ อกี ตวั วง่ิ ได้ 50 กโิ ลเมตรตอ่ ชว่ั โมง แตก่ ารทจี่ ะจบั กระตา่ ยกนิ ได ้ หมาปา่ วง่ิ แค ่
45 กโิ ลเมตรต่อช่ัวโมง ก็เพยี งพอแลว้   การทห่ี มาป่าตวั ทีห่ นึง่ วิ่งไดเ้ ร็วกว่าอาจเปน็  
เพราะกล้ามเน้ือมันใหญ่กว่า  แข็งแรงกว่า  แต่กล้ามเนื้อท่ีแข็งแรงกว่าน้ีก็ต้องการ 
เชอ้ื เพลงิ ทม่ี ากกวา่   เหมอื นเครอ่ื งยนตข์ องรถทแ่ี รงกวา่ ใหญก่ วา่ กจ็ ะกนิ นำ้ มนั มากกวา่  
แม้ว่าจะวิ่งระยะทางเท่ากัน  ดังนั้นหมาป่าท่ีว่ิงเร็วกว่าก็ต้องกินอาหารมากกว่า 

066 เรื่องเลา่ จากรา่ งกาย เข้าใจร่างกาย พฤติกรรมและธรรมชาติผา่ นกระบวนการวิวฒั นาการ


จึงจะมีชีวิตรอดอยู่ได้ในแต่ละวัน  หมาป่าตัวที่ว่ิงช้ากว่าเม่ือไม่ต้องกินมากเท่า 
มนั กเ็ อาเวลาวา่ งจากการหากนิ ไปผสมพนั ธ ุ์ มนั กนิ อาหารนอ้ ยกวา่ มนั จงึ แบง่ อาหาร 
ให้ลูกกินได้มากกว่า  ส่วนหมาป่าท่ีวิ่งเร็วกว่าต้องเสียเวลาไปในการหากินมากกว่า 
ทำให้มีเวลาไปผสมพันธ์ุน้อยลง  หรือเลวร้ายกว่าน้ันอาหารท่ีหามาได้มีไม่พอท่ีจะ 
ไปเล้ียงกล้ามเน้ือท่ีใหญ่โต  ทำให้อดตาย  โอกาสท่ีมันจะมีลูกก็น้อยลงหรืออาจ 
ไม่มีเลย  ดังนั้นจะเห็นว่าการที่ว่ิงได้เร็วกว่าในสิ่งแวดล้อมนี้ไม่ใช่ส่ิงท่ีได้เปรียบ 
แต่กลับกลายเป็นการฟุ่มเฟือยที่ไม่ได้ประโยชน์และยังทำให้เสียเปรียบหมาป่า 
ท่ีว่งิ ได้ช้ากวา่ ดว้ ย
ในทางตรงกันข้าม  การคัดเลือกทางเพศมักได้ลักษณะที่ฟุ่มเฟือย 
โอ่อ่า  เกินความจำเป็น  เช่น  นกยูงตัวผู้ย่ิงหางใหญ่หรือมีรูปกลมๆ คล้ายตา 
บนหางยิ่งเยอะ  นกยูงสาวๆ  ก็ย่ิงชอบ  นกยูงท่ีหางใหญ่กว่าก็จะมีลูกมากกว่า 
รุ่นลูกจึงมีแต่นกยูงที่หางใหญ่ๆ  ตัวเมียก็ยังคงเลือกหางที่ใหญ่ในกลุ่มหางใหญ่ 
ด้วยกัน  รุ่นหลานจึงมีหางท่ีย่ิงใหญ่ขึ้นไปอีก และใหญ่ข้ึนไปเร่ือยๆ รุ่นต่อรุ่น 
ลกั ษณะท่ีฟมุ่ เฟือยมากขึ้นเรอ่ื ยๆ นี้มชี ื่อเรียกวา่   Fisherian  runaway (runaway 
ในที่น้ีหมายถึง ฟุ่มเฟือยจนเตลิดเปิดเปิง ฉุดไว้ไม่อยู่ ส่วน Fisher มาจากชื่อ 
ของคนที่อธิบายปรากฏการณ์นี้คือ Ronald Fisher)  แต่คำถามคือ  ถ้าเช่นน้ัน 
หางนกยงู จะใหญไ่ ปเร่ือยๆ ไม่มที ่สี ้นิ สุดหรือไม่?  แน่นอนว่าคำตอบคอื ไม ่ เพราะ 
ทุกอย่างในธรรมชาติต้องมคี วามพอดี  ของดที ม่ี ากไปจะกลายเปน็ ของไมด่ ีเสมอ
หางของตัวผู้จะใหญ่หรือไม่ใหญ่ขึ้นกับฮอร์โมนเพศชาย  ถ้าฮอร์โมนมาก 
หางมนั กม็ แี นวโนม้ จะใหญโ่ ต แตห่ างของนกยงู ไมม่ ปี ระโยชนอ์ ะไรเลยในการหากนิ  
หรอื สบื พนั ธ ์ุ มนั มไี วอ้ วดเพศตรงขา้ มอยา่ งเดยี ว  นอกไปจากน ี้ หางทใ่ี หญเ่ กนิ ไป 
ยงั ทำใหม้ นั ถกู เหน็ จากผลู้ า่ อยา่ งเชน่ เสอื ไดง้ า่ ย  เลวรา้ ยไปกวา่ นน้ั   หางทใ่ี หญข่ องมนั  
ยงั รบกวนการหน ี การบนิ   และการซอ่ นตวั ของมนั   ทำใหโ้ อกาสตายของมนั เพมิ่ ขนึ้  
หางนกยูงสามารถทจี่ ะใหญข่ ึ้นไปได้เรอื่ ยๆ ตราบใดก็ตามทหี่ างใหญ่ยังเพม่ิ โอกาส 
สบื พนั ธม์ุ ากกวา่ โอกาสตาย  หรอื อาจพดู วา่ ตราบใดทป่ี ระโยชนใ์ นการสง่ ตอ่ พนั ธกุ รรม 
ยังมากกว่าโทษ  ลกั ษณะนี้ก็ยังถกู คดั เลอื กตอ่ ไปได้
ถึงตรงนี้หลายท่านอาจสงสัยว่า  แล้วการคัดเลือกทางเพศในคนล่ะ 
มีบ้างไหม?  คำถามนี้ก็ตอบง่ายอีกเช่นกัน  เพราะเราทุกคนรู้ตัวเองดีว่า 
ลักษณะหลายอย่างของผู้หญิง (หรือผู้ชาย)  เป็นลักษณะที่น่าปรารถนาและใหญ่ 
เกินความจำเป็น  ลักษณะท่ีเกิดมาจากการคัดเลือกทางเพศในคนมีหลายลักษณะ 
ดว้ ยกนั   แต่ท่ีเดน่ ชดั ทส่ี ดุ   เตะตาทีส่ ดุ น้ัน  เราจะไปคุยกนั ในบทต่อไปครบั

ววิ ฒั นาการและกำเนิดมนษุ ย์ ชัชพล เกยี รตขิ จรธาดา 067


09

{ }ทำไมผู้หญิงมีนมและสะโพก 

การท่ไี ขมนั จำนวนน้อยๆ มากองตัง้ ฉากกบั แรงโน้มถ่วงของโลกมนั จงึ เรยี กรอ้ งความสนใจไดด้ ี
การลงทุนจำนวนนอ้ ยนจี้ ึงเทา่ กับการทำโฆษณาที่มีประสทิ ธิภาพสงู มาก

ทำไมผู้หญิงมีเต้านมใหญ่?  เป็นคำถามที่น่าสนใจพอๆ 
กับคำถามท่ีว่า  ทำไมผู้ชายถึงหมกมุ่นกับนมของผู้หญิง 
เหลือเกิน?  ก่อนที่จินตนาการของคุณจะเตลิดไปไกล 
เอาเป็นว่าสำหรับท่านท่ีไม่ชินกับชีววิทยาหรือวิชาทาง 
การแพทย์คำตอบแรกท่ีคิดขึ้นมาในหัวทันทีน่าจะเป็นว่า 
เพราะผู้หญิงต้องให้นมลูก  นมเลยต้องใหญ่  เหมือนมี 
ขวดนมขนาดใหญ่ไว้บรรจุน้ำนม  ส่วนคำอธิบายว่าทำไม 
ผู้ชายหมกมุ่นกับนมกันนักก็น่าจะเป็นว่า  ผู้ชายท่ีชอบ 
ผู้หญิงมีนมใหญ่  (ขวดนมขนาดใหญ่)  น้ำนมที่มีไว้ให้ 
ลูกดื่มกินก็น่าจะเยอะกว่า  สม่ำเสมอกว่าตามไปด้วย 
ธรรมชาติในโลกหลายล้านปีก่อนซึ่งอาหารหาไม่ได้ง่ายๆ 
เมื่อลูกมีอาหารเพียงพอ  ลูกจึงมีโอกาสรอดตายและ 
แข็งแรงกว่า  ผชู้ ายทชี่ อบผหู้ ญงิ นมใหญ่เลยถูกเลือกมา

068 เร่ืองเล่าจากร่างกาย เข้าใจร่างกาย พฤติกรรมและธรรมชาติผ่านกระบวนการวิวัฒนาการ


หากเรามาคิดดูดีๆ แล้ว  จะเห็นว่าคำตอบนี้มันมีส่วนที่ไม่ถูกต้องอยู่บ้าง 
ที่เห็นชัดเจนเลยก็คือ  ขนาดของเต้านมไม่ได้สัมพันธ์กับปริมาณน้ำนมท่ีจะมีให้ลูก 
เสมอไป  ผู้หญิงคัพดีไม่ได้แปลว่าจะมีนมให้ลูกมากกว่าผู้หญิงคัพเอ เพราะส่วน 
ทสี่ รา้ งนำ้ นมคอื ตอ่ มนำ้ นม ซงึ่ คอื ตอ่ มเหงอ่ื ทเ่ี ปลยี่ นหนา้ ทไ่ี ปสรา้ งนำ้ นม แตข่ นาด 
ของเต้านมเป็นเรื่องของไขมัน  และไขมันน้ีก็ไม่ได้มีไว้สร้างน้ำนมหรือเก่ียวข้องกับ 
การสร้างน้ำนมแต่ประการใด  ดังนั้น  อาจพูดได้ว่าการมีแค่หัวนมและต่อมสร้าง 
น้ำนมก็น่าจะเพียงพอในการท่ีจะทำหน้าท่ีของมันตามธรรมชาติได้โดยท่ีไม่ต้อง 
มีไขมันในเต้านม  คำถามคือ  แล้วหัวนมจะขึ้นไปนั่งอยู่บนก้อนไขมันสองก้อนเพื่อ 
อะไร?

…..........
ในสตั วเ์ ลย้ี งลกู ดว้ ยนมเกอื บทง้ั หมดเมอื่ แมต่ อ้ งใหน้ มลกู เตา้ นมจะใหญข่ นึ้  
เนอ่ื งจากตอ่ มนำ้ นมจะขยายตวั และมนี ำ้ นมมาสะสมไว้ แตก่ จ็ ะใหญข่ นึ้ เพยี งเลก็ นอ้ ย 
เทา่ นนั้ ในคนเม่อื ผหู้ ญิงเขา้ ส่วู ยั รุน่ ก็จะเริ่มมเี ต้านม เมอื่ หมดวัยที่มีลูกได้ เต้านม 
ก็ยังคงอยู่  การที่ร่างกายคงเต้านมเอาไว้แม้ไม่ได้ใช้งานมันจึงเป็นการสิ้นเปลือง 
พลังงานท่ีร่างกายสามารถนำไปใช้ทำประโยชน์อ่ืน นอกไปจากน้ีการมีเต้านม 
ยังมีผลเสียทที่ ำให้ความคล่องตัวลดลง (ผมกำลังพูดถึงโลกท่ยี ังไมม่ ยี กทรง) เมือ่  
ลักษณะนี้มันมีข้อเสียแต่มันยังคงถูกคัดเลือกมาแสดงว่ามันต้องมีข้อดีที่ทำให้ 
โดยรวมแล้วประโยชนท์ ี่ไดม้ มี ากกวา่ ขอ้ เสยี นอกไปจากนน้ั สตั วเ์ ล้ยี งลกู ด้วยนมอื่น 
เม่ือตัวผู้เห็นตัวเมียมีนมใหญ่ข้ึน  ตัวผู้จะหมดอารมณ์ทางเพศเพราะการ 
มีเต้านมใหญ่ในสัตว์เล้ียงลูกด้วยนมเป็นสัญญาณว่าขณะนี้ร่างกายของตัวเมีย 
ยังไม่พร้อมจะมีลูกและไม่มีการตกไข่ แต่ผู้ชายเมื่อเห็นนมใหญ่กลับได้ผลท่ี 
ตรงกนั ข้ามกับสตั ว์เลยี้ งลูกด้วยนมอน่ื ๆ ทำไมจงึ เปน็ เช่นนั้น?
ในสัตว์เล้ียงลูกด้วยนมสปีชีส์ต่างๆ  ร่างกายจะไม่สามารถมีลูกได้ถ้า 
ปรมิ าณไขมนั ในรา่ งกายมไี มม่ ากพอถงึ จดุ หนงึ่   เชน่   สตั วเ์ ลยี้ งลกู ดว้ ยนมสว่ นมาก 
แลว้ ตอ้ งมไี ขมนั อยา่ งนอ้ ย 5 - 10 เปอรเ์ ซน็ ต ์ จงึ จะสามารถตง้ั ทอ้ งได้ ไมเ่ ชน่ นนั้ ระบบ 
ในร่างกายจะมีกลไกท่ีไปยับยั้งการตั้งท้อง  และสำหรับในคน  ผู้หญิงต้องมีไขมัน 
อยา่ งนอ้ ยประมาณ 20 เปอรเ์ ซน็ ตข์ องนำ้ หนกั ตวั แตโ่ ลกทบ่ี รรพบรุ ษุ ของเราววิ ฒั นาการ 
มาไม่มีซูเปอร์มาร์เก็ต  อาหารที่ทารกกินได้จึงมีแค่น้ำนมแม่เพียงอย่างเดียว  เม่ือ 
แม่ที่ร่างกายมีไขมันสะสมไว้ไม่พอ  ก็อาจไม่มีพลังงานมากพอที่จะสร้างน้ำนม 
ให้ลูกและลูกอาจเสียชีวิตได้  เป็นไปได้หรือไม่ท่ีไขมันส่วนนี้จะเหมือนกับไขมัน 
ส่วนอ่ืนๆ ของร่างกายที่สะสมไว้ใช้เป็นพลังงานสำรองเพ่ือให้แน่ใจว่าจะมีพลังงาน
มากพอสำหรับการให้นมลูก  แต่ปัญหาหนึ่งท่ีทำให้คำอธิบายนี้ไม่สมเหตุสมผลคือ 
ปรมิ าณไขมนั ในเตา้ นม  ไมว่ า่ จะเปน็ คพั เอหรอื คพั ด ี เมอื่ เทยี บกบั ไขมนั ทง้ั รา่ งกาย 
คดิ เปน็ ไขมนั แคป่ ระมาณ 4 หรอื 5 เปอรเ์ ซน็ ตเ์ ทา่ นน้ั ปรมิ าณเทา่ นถ้ี อื วา่ นอ้ ยเกนิ ไป 
สำหรบั การสะสมไวเ้ พอ่ื เลยี้ งลกู   แตถ่ า้ รา่ งกายเราทำไปเพอื่ เพม่ิ พลงั งานสะสมจรงิ  

ววิ ัฒนาการและกำเนิดมนษุ ย์ ชัชพล เกียรติขจรธาดา 069


ทำไมร่างกายต้องเอาไขมันจำนวนน้อยนี้มากองรวมกันไว้ท่ีหน้าอก  ร่างกายเรา 
สามารถเกลี่ยไขมันจำนวนน้อยนี้แล้วไปแทรกรวมกับไขมันใต้ผิวหนังส่วนอื่นๆ 
ของรา่ งกายได้สบายๆ เช่นทีต่ ้นขา  สะโพก  หรอื พงุ
หรือว่าไขมันสองก้อนนี้จะทำให้ทารกดูดนมได้ง่ายขึ้น?  เพราะใบหน้า 
ของสตั ว์เลี้ยงลกู ดว้ ยนมส่วนใหญ่จะมสี ว่ นที่เรยี กว่า snout (อา่ นว่า สเนาท์) คอื  
ส่วนปากและจมูกที่ย่ืนยาวออกมา เหมือนหมา แมว วัว รวมไปถึงชิมแปนซี 
ชะนี  และลิงต่างๆ  แต่หน้าของคนเราแบน  เราไม่มีสเนาท์  เป็นไปได้หรือไม่ 
ท่ีธรรมชาติวางหัวนมไว้บนก้อนไขมันเพ่ือท่ีจะทำให้หัวนมมันลอยเด่นออกมา 
ทารกจะได้ดูดนมง่ายขึ้น  ซ่ึงในความเป็นจริงก็เป็นเช่นน้ัน  หัวนมที่ยื่นออกมา 
เล็กน้อยทำให้ทารกดูดนมได้ง่ายขึ้นจริงๆ แต่คำอธิบายน้ีก็มีปัญหาอยู่เหมือนกัน 
เพราะเต้านมของผู้หญิงที่ใหญ่เกินความจำเป็นบางทีก็มีข้อเสีย  ตรงท่ีเต้านมใน 
ผู้หญิงบางคนใหญ่จนตกลงไปกองบนหน้าและจมูกของทารก  ทำให้ทารกหายใจ 
ไม่ได้ระหว่างที่ดูดนม  ปัญหานี้ส่วนใหญ่จะไม่ใช่ปัญหาของคนเอเชีย  แต่ผู้หญิง 
ต่างชาติบางคนมีเต้านมใหญ่มากจนหมอต้องเตือนแม่มือใหม่ท้ังหลายให้พยุง 
เต้านมเอาไว้ไม่ให้ตกลงไปใส่หน้าของทารก  การที่เต้านมมีศักยภาพท่ีใหญ่เกิน 
ความจำเป็นนี้มันน่าสงสัยและชวนให้คิดว่ามันไม่ได้เกิดจากการคัดเลือกตาม 
ธรรมชาติ  เพราะเราคุยกันไปแล้วว่าโดยทั่วไปการคัดเลือกตามธรรมชาติมักจะได ้
ลกั ษณะทปี่ ระหยดั   เพยี งพอตอ่ การใชง้ าน  สว่ นลกั ษณะทมี่ ากเกนิ พอด ี หรอื ใหญ่ 
เกินไปจนกลายเป็นปัญหาได้น้ัน (Fisherian runaway) มักเป็นลักษณะของการ 
คัดเลือกทางเพศคือ  ลักษณะที่สร้างมาเพ่ือโอ้อวดเพศตรงข้าม หรือพูดกันตรงๆ 
เลยกค็ ือ  นมผู้หญงิ อาจจะใหญ่ไมใ่ ช่เพอ่ื ลูกแต่ใหญ่เพ่ือพอ่ ของลกู
ทราบกันหรือไม่ครับว่า  แม้แต่การกระจายตัวของไขมันว่าจะไปสะสม 
ทไ่ี หนบา้ ง กข็ นึ้ อยกู่ บั พนั ธกุ รรมดว้ ยเชน่ กนั โดยทร่ี า่ งกายของคนจะมไี ขมนั กระจาย 
อยู่ทั่วไปใต้ผิวหนัง  หน้าท่ีหลักของไขมันจึงมีด้วยกันอย่างน้อยสองประการคือ 
เปน็ พลงั งานสะสมและเปน็ ฉนวนปอ้ งกนั ไมใ่ หร้ า่ งกายเสยี ความรอ้ นออกจากรา่ งกาย 
เรว็ เกนิ ไป เมอื่ สมองของเราเปน็ อวยั วะทไี่ วตอ่ ความรอ้ นมากทส่ี ดุ เราจงึ ไมส่ ามารถ 
สะสมไขมันบนหนังศีรษะได้  ถ้าเรามีไขมันเยอะสมองเราอาจจะสุกได้ง่ายๆ หรือ 
ในสตั วเ์ ลยี้ งลกู ดว้ ยนมทอี่ าศยั อยใู่ นนำ้ เชน่ ปลาโลมา ปลาวาฬ หรอื นากจะมไี ขมนั  
ใต้ผิวหนังที่หนามากๆ  ซ่ึงจะช่วยให้ร่างกายมันอบอุ่นและยังช่วยให้มันว่ายน้ำได้ดี 
อยา่ งอฐู มหี นอกซงึ่ เปน็ กอ้ นไขมนั สะสมอยทู่ หี่ ลงั อฐู เปน็ สตั วท์ อ่ี าศยั อยใู่ นทะเลทราย 
มันไม่สามารถจะเอาไขมันไปไว้ส่วนอื่นๆ  ของร่างกายได้มากเพราะจะขัดขวาง 
การระบายความรอ้ นออกจากรา่ งกาย  นอกจากนไ้ี ขมนั ยงั เปน็ ตวั นำความรอ้ นทไ่ี มด่  ี
(หมายความว่าไขมันหมูวางบนกระทะนานๆ เราก็สามารถเอาน้ิวแตะมันได้ 
โดยนิ้วไม่พอง)  ร่างกายอูฐจึงเอาไขมันไปวางไว้ท่ีหลังเพื่อเป็นฉนวนกันความร้อน 
ให้กบั สว่ นอื่นๆ ของร่างกาย

070 เรอื่ งเล่าจากรา่ งกาย เขา้ ใจรา่ งกาย พฤตกิ รรมและธรรมชาตผิ า่ นกระบวนการวิวัฒนาการ


ส่วนคุณผู้ชายเวลาอ้วนมักจะอ้วนท่ีพุงรอบๆ  สะดือ  ผู้หญิงเวลาอ้วน 
มักจะออกท่ีสะโพก  ต้นขา  และพุง  แต่พุงในความหมายของผู้หญิงจะเป็น 
ส่วนที่อยู่ต่ำกว่าสะดือ  (ท้องน้อย)  นอกจากน้ีตำแหน่งของไขมันก็ไม่ได้คงที่ 
อยู่ตลอด แต่ยงั เปลยี่ นไปตามวัยได้ เช่นในทารกอ้วนๆ จะมไี ขมันสะสมอย่ทู ว่ั ตัว 
ทำให้แขนขาและลำตัวเปน็ ปลอ้ งๆ เหมอื นตัวการต์ นู โลโกข้ องยางมิชลิน เน่ืองจาก 
ทารกมีร่างกายที่เล็กทำให้เสียความร้อนออกจากตัวได้ง่าย  อีกทั้งทารกก็ยัง 
ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้  จึงเหมือนเป็นหลักประกันว่าจะมีพลังงานไว้ให้ใช้ยาม 
จำเป็น  แต่เมื่อทารกโตเป็นหนุ่มเป็นสาวปริมาณไขมันจะลดลงและย้ายไปที่อื่น 
ในผู้หญิงไขมันจะไปสะสมที่ต้นขา  สะโพก  และเต้านม  ส่วนวัยรุ่นผู้ชายร่างกาย 
จะลดการสะสมไขมนั   แตพ่ ยายามจะนำพลงั งานไปสรา้ งเป็นกลา้ มเน้อื แทน
นอกเหนือไปจากบนศีรษะท่ีเราไม่สามารถเอาไขมันไปวางไว้ได้แล้ว 
เราไม่สามารถเอาไขมันไปสะสมที่คอได้มากๆ  เหมือนหมู  เพราะมันจะมีผลเสีย 
ต่อการหมุนของคอ  สัตว์เล้ียงลูกด้วยนมที่เดินส่ีขาหลายชนิดนำไขมันไปสะสม
ไว้ท่ีไหล่  (ขาหน้า)  แต่เราและลิงไม่สามารถทำได้เพราะเราแกว่งแขนของเรา 
รอบทศิ ทาง  ไขมนั ทไี่ หลจ่ ะทำใหก้ ารหมนุ ไหลท่ ำไดย้ ากขน้ึ   เราไมส่ ามารถนำไขมนั  
ไปวางได้มากที่มือและน้ิวเพราะจะทำให้การใช้มือทำงานท่ีละเอียดทำได้ไม่ดี 
ต้นขาและขาก็เช่นเดียวกัน  คุณอาจจะเคยเห็นคนที่ต้นขาใหญ่มากๆ  เวลาเดิน 
ขาของเขาจะถ่าง  และทำให้เดินและว่ิงได้ลำบาก  หรือไขมันภายในช่องท้องและ 
ไขมนั ใตผ้ วิ หนงั บรเิ วณพงุ จะชว่ ยหอ่ หมุ้ อวยั วะภายในตา่ งๆ  และชว่ ยปอ้ งกนั อวยั วะ 
ภายในจากการโดนกระแทกอีกดว้ ย
จากตัวอย่างเหล่าน้ีจะเห็นว่าร่างกายจะเอาไขมันไปกองไว้ที่ไหนมันน่าจะ 
มีเหตุผลและอยู่ภายใต้การคัดเลือกตามธรรมชาติ  เช่นเดียวกับที่ร่างกายของเรา 
จะพยายามเอาไขมันไปไว้ในบริเวณที่มีประโยชน์และเลี่ยงท่ีจะเอาไขมันไปวางไว้ 
ในสว่ นทท่ี ำให้ร่างกายทำงานไดด้ อ้ ยลง
เมอื่ เรามาดทู เี่ ตา้ นมกนั อกี ครงั้ วา่ ทำไมไขมนั จำนวนไมม่ ากนต้ี อ้ งมากองไว้ 
บนหน้าอกในลักษณะท่ีเหมือนกับการก่อกองทราย  แถมยังเป็นการก่อกองทราย 
ในทิศที่กองทรายตั้งฉากกับแรงโน้มถ่วงของโลก  และเมื่อมันวางตัวเช่นน้ัน 
เป็นธรรมดาท่ีเวลาผู้หญิงวิ่งหรือเดินเต้านมจึงเด้งขึ้นเด้งลงเหมือนจงใจที่จะให้ 
ผู้คนหันมาสนใจ  (และมันก็ทำสำเร็จด้วย)  แม้แต่ระดับท่ีมันวางตัวอยู่ก็เช่นกัน 
มันวางตัวในระดับท่ีสายตาสามารถมองเห็นได้จากระยะไกล  หากธรรมชาติ 
สร้างเต้านมมาเพ่ือเรียกร้องความสนใจจริงๆ  เราคงต้องยอมรับว่าวิธีนี้เป็นการใช ้
ไขมัน 4 เปอร์เซ็นต์ได้อย่างชาญฉลาดมาก  ลงทุนน้อยแต่ได้ผลเกินคุ้ม  ดึงดูด 
ความสนใจจากกลุ่มเป้าหมาย  (ผู้ชาย)  ได้ทุกเพศทุกวัยและทุกยุคทุกสมัย 
(มีโฆษณาไหนอกี ไหมทไ่ี ด้รับความนิยมมาเป็นแสนๆ ปเี ชน่ นี)้

ววิ ัฒนาการและกำเนดิ มนุษย์ ชชั พล เกียรตขิ จรธาดา 071


เมื่ออธิบายถึงหน้าที่ของเต้านม  ถ้าเราไม่เอ่ยถึงทฤษฎีของเดสมอนด์ 
มอริส (Desmond Morris) ท่ีเสนอไว้เม่ือประมาณ 30 ปีก่อนคงไม่ได้  แม้ว่า 
โดยส่วนตัวผมไม่ค่อยจะเห็นด้วยกับทฤษฎีน้ีก็ตาม เน่ืองจากทฤษฎีของมอริส 
อธิบายว่า  หลายล้านปีก่อนเม่ือบรรพบุรุษเรายังเดินส่ีขาเหมือนชิมแปนซี  เราน่า 
จะมพี ฤตกิ รรมเหมอื นชมิ แปนซคี อื   กน้ ของตวั เมยี เปน็ อวยั วะทต่ี วั ผจู้ ะมองและสนใจ 
เมอื่ กน้ ตวั เมยี แดงตวั ผจู้ ะรวู้ า่ ตวั เมยี กำลงั ตกไขแ่ ละพรอ้ มจะสบื พนั ธุ์ แตเ่ มอื่ คนลกุ ขนึ้  
เดินสองขา ส่วนของก้นจึงมองเห็นได้ไม่ชัดในระดับสายตาอีกต่อไป หน้าอกของ 
ผู้หญิงจึงใหญ่ข้ึนเพือ่ เปน็ การเลียนแบบก้น
จากท้ังหมดที่เราคุยกันมาอะไรคือคำอธิบายที่เป็นไปได้มากท่ีสุด? 
คำตอบที่น่าจะเป็นคือ  ไม่มีคำอธิบายที่เป็นไปได้มากท่ีสุดเพียงคำตอบเดียว 
แต่ผู้หญิงน่าจะมีเต้านมจากหลายๆ ปัจจัยร่วมกัน  เช่นแรกสุดอาจเร่ิมจากผู้หญิง 
ที่มีไขมันมากและมีน้ำนมมากจะมีหน้าอกที่ดูใหญ่กว่าคนอ่ืนเล็กน้อย  ตัวผู้ที่ 
ชอบนมใหญ่กว่าจึงมีลูกท่ีสมบูรณ์กว่า  นมที่ใหญ่กว่าในช่วงแรกจึงเป็นสัญลักษณ ์
ของความอุดมสมบรู ณ์ นอกจากนี้ นมทใี่ หญเ่ ล็กนอ้ ยยังอาจทำให้ทารกดูดนมง่าย 
ขึ้นด้วย แต่เมื่อผู้ชายชอบนมที่ใหญ่และเลือกผสมพันธ์ุกับผู้หญิงท่ีนมใหญ่จึงทำ 
ให้เกิดเป็นการคัดเลือกทางเพศขึ้นมา เต้านมจึงเริ่มมุ่งหน้าไปสู่การเป็นไขมันท่ี 
ฟุม่ เฟอื ยมากเกินพอดี โออ้ วด ไขมันจึงมากองรวมกนั ท่หี น้าอกในลกั ษณะตัง้ ฉาก 
กับแรงโน้มถ่วงมากขึ้น  ในแง่น้ีเต้านมจึงมีหน้าที่เพ่ิมขึ้นมาอีกหนึ่งประการคือเป็น 
ป้ายโฆษณาที่เด้งได้  เพ่ือสื่อข้อความสะกดใจท่ีว่า  “ดูนี่สิ  เห็นไหมว่าฉันสมบูรณ์ 
มากแค่ไหน ที่เห็นนี่เป็นแค่ตัวอย่างเท่าน้ันนะ”  ดังน้ันเต้านมจึงมีสองหน้าท่ี แต่ 
เป็นหน้าที่รองนี้เองท่ีทำให้เต้านมใหญ่เกินความจำเป็นและไปรบกวนหน้าท่ีหลัก 
ของมันคือให้อาหารลกู
จากหน้าอกเราลงมาท่ีเอว  ในสัตว์เล้ียงลูกด้วยนมท้ังหลาย  เอวถูกมอง 
ว่าเปน็ ของแปลก  เพราะชมิ แปนซแี ละกอริลล่าไมม่ เี อว ชา้ ง หมา แมว เสอื หม ี
ก็ไม่มีเอว  ผู้ชายก็ไม่ค่อยมีเอว  แล้วทำไมผู้หญิงถึงมีเอว?  ในการศึกษารสนิยม 
ของผู้ชายจากหลายวัฒนธรรมพบว่า  รูปร่างของผู้หญิงโดยให้ดูเงารูปร่างของ 
ผหู้ ญงิ และเลอื กรปู รา่ งทคี่ ดิ วา่ เซก็ ซท่ี ส่ี ดุ   สงิ่ ทพี่ บคอื   เงาทม่ี สี ดั สว่ นเอวตอ่ สะโพก 
เป็น  0.7  เป็นสัดส่วนที่ผู้ชายส่วนใหญ่ในโลก  (ไม่ทั้งหมด)  คิดว่าเซ็กซ่ีที่สุด 
จุดที่น่าสนใจคือ ไม่ว่าในวัฒนธรรมนั้นๆ  จะชอบผู้หญิงค่อนข้างอ้วนหรือค่อนไป 
ทางผอม ตวั เลขดงั กล่าวจะคงท่ี
สัดส่วน 0.7 เป็นส่วนที่ทำให้เห็นส่วนโค้งส่วนเว้าได้ชัดเจน  ซึ่งการจะมี
ส่วนโคง้ สว่ นเว้าน้ไี ดต้ อ้ งมีไขมนั ที่สะโพก ตน้ ขา และเอวคอด ดงั น้ันการมสี ดั ส่วน 
0.7  จึงทำหน้าที่คล้ายกับเต้านมคือเป็นการโฆษณาว่าฉันมีไขมันมากพอที่จะ 
อุ้มท้องและให้นมลูกได้  ผู้ชายท่ีชอบเต้านม  ชอบส่วนโค้งส่วนเว้าจึงมีลูกมากกว่า 
ผ้ชู ายทีไ่ ม่ชอบ  และพนั ธุกรรมน้ันก็ถกู สง่ ตอ่ ไปในรุ่นลูก  รนุ่ หลานนัน่ เอง

072 เร่อื งเล่าจากรา่ งกาย เข้าใจร่างกาย พฤติกรรมและธรรมชาตผิ ่านกระบวนการววิ ัฒนาการ


10

{ }ทำไมเราเดนิ สองขา 

การเดินสองขาเป็นเหมอื นจุดเรม่ิ ต้นทท่ี ำใหเ้ ราสามารถพลิกวิกฤตเิ ป็นโอกาส
และก้าวขน้ึ มาเป็นมนุษยอ์ ย่างทเี่ ราเปน็ ในทกุ วันนี้

6  ล้านปีท่ีแล้วโลกเราไม่ได้เป็นอย่างเช่นทุกวันน้ี  ถ้าคุณ 
นั่งไทม์แมชชีนย้อนกลับไปยังดินแดนเดียวกับท่ีปัจจุบัน 
คอื ประเทศไทย  คณุ คงจะไมเ่ จอมนุษย์อย่างเราๆ เพราะ 
มนุษย์คนแรกยังไม่เกิด  ต้องรออีก  5  ล้านปีกว่า 
โฮโม  เซเปียนส์คนแรกจะถือกำเนิด  อาณาบริเวณที่จะ 
กลายมาเป็นเมืองไทยของเราในปัจจุบันอากาศอาจจะ 
เย็นสบายกว่านี้  เพราะภูมิอากาศของโลกในยุคนั้น 
เย็นและแห้งกว่าโลกปัจจุบัน  ภูมิอากาศของโลกเรา 
ไม่เคยหยุดน่ิง  ไม่มีภูมิอากาศที่เรียกว่าปกติ  แต่ใน 
สายตาของคนเราอาจมองว่าภูมิอากาศไม่เปลี่ยนแปลง 
เนื่องจากในแง่ของสปีชีส์แล้ว  พวกเราเป็นสัตว์ชนิดใหม่ 
ถอดด้ามของโลก  ตลอดเวลาหลายพันปีท่ีมนุษย์เรา 
ค่อยๆ สรรค์สร้างอารยธรรมกันมานั้น  เป็นช่วงเวลา 
ท่ีภูมิอากาศค่อนข้างคงท่ีมาก  ทว่าในทางตรงกันข้าม 
บรรพบุรุษของเราน้ันต้องเผชิญและวิวัฒนาการมาในโลก 
ที่ภูมิอากาศเปล่ยี นแปลงกลบั ไปกลับมา

074 เรื่องเล่าจากรา่ งกาย เข้าใจร่างกาย พฤติกรรมและธรรมชาตผิ ่านกระบวนการววิ ัฒนาการ


เมอ่ื ภมู อิ ากาศเปลย่ี นแปลง ปา่ ไมก้ ม็ กี ารเปลย่ี นแปลง เมอ่ื ปา่ เปลย่ี นแปลง
สัตว์ที่อาศัยในป่าก็ได้รับผลกระทบไปด้วย เม่ือประมาณ 6 ล้านปีที่แล้วอากาศ 
ในทวปี แอฟรกิ าเยน็ และแหง้   เมอ่ื อากาศแหง้ กห็ มายความวา่ ความชน้ื ในอากาศนอ้ ย 
เม่ือความช้ืนในอากาศน้อยฝนก็ตกน้อย ป่าไม้ในทวีปแอฟริกาที่เคยหนาแน่นก็ 
หดตัวลงเหลือเป็นป่ากระจัดกระจายเป็นหย่อมๆ ระหว่างป่าแต่ละแห่งก็มีทุ่งหญ้า 
สะวนั นา (“สะวนั นา” ไมใ่ ช่ชอื่ แตแ่ ปลวา่ ทุง่ หญา้ เปิดโลง่ ) เขา้ มาแทรก ลิงท่อี าศัย 
อยู่ในป่าบริเวณน้ันจึงมีทางเลือกอยู่สองทางคือ ปรับตัวให้เข้ากับส่ิงแวดล้อมท่ี 
เปลยี่ นแปลงไป หรอื ไมก่ ็หนีกลับเขา้ ไปอยใู่ นป่าท่พี อจะหลงเหลอื อยู่ ซง่ึ แน่นอนวา่  
เมอ่ื ปา่ เลก็ ลงการแยง่ กนั กนิ แยง่ กนั อยกู่ เ็ ปน็ เรอ่ื งทห่ี ลกี เลยี่ งไมไ่ ด ้ การคดั เลอื กผทู้  ี่
เหมาะสมกว่าก็เกิดข้ึน
แล้วบรรพบุรุษของเรากลับเข้าป่าหรือเปล่า?...  ไม่ครับ  ถ้าบรรพบุรุษ 
ของเราทำเช่นนั้น เราอาจไม่มีวันนี้ คำกล่าวท่ีว่า “พลิกวิกฤติเป็นโอกาส” และ
“โอกาสเป็นของคนท่ีพร้อม”  ดูเหมือนว่าจะใช้ได้กับบรรพบุรุษของเรา  เพราะ 
บรรพบรุ ุษของเราเลือกท่ีจะลงมาจากต้นไมแ้ ลว้ ไปผจญภยั ในโลกกว้าง จรงิ ๆ แล้ว
จะใช้คำว่าบรรพบุรุษเราเลือกท่ีจะลงมาจากต้นไม้คงจะไม่ถูกนัก บรรพบุรุษเราคง 
ไม่สมัครใจท่ีจะลงมา แต่อาจเป็นเพราะบรรพบุรุษของเราอาศัยอยู่ชายขอบป่ามา 
แต่เดิม เมื่ออาศัยอยู่ขอบป่าก็อาจจะเคยมีประสบการณ์ลงจากต้นไม้มาเดินหากิน 
อยู่บ้างทำให้มีทักษะท่ีจะหาอาหารตามพื้นอยู่เป็นทุนเดิม เม่ือมีการเปล่ียนแปลง 
ทท่ี ำใหม้ ที ่งุ หญ้าเกดิ ข้ึน บรรพบรุ ษุ ของเราท่มี ีทกั ษะอย่แู ลว้ จึงมชี ่องทางใหมใ่ ห้ลอง 
ลงมาหากินและสามารถเลยี่ งท่ีจะตอ้ งไปแยง่ ท่ีอยู่ที่กนิ กบั ลิงอ่นื ๆ
การลงจากตน้ ไมม้ าเดนิ ไมไ่ ดเ้ ปลย่ี นภายในระยะเวลาสน้ั ๆ การเปลย่ี นแปลงน ้ี
อาจกินเวลาเป็นล้านปีกว่าบรรพบุรุษของเราจะท้ิงต้นไม้อย่างถาวร  คำถาม 
ท่ีน่าสนใจคือ  เมื่อเราลงมาจากต้นไม้ในระยะแรกทำไมเราเดินสองขา?  ทุกวันนี้ 
กอริลล่า  ชิมแปนซี  ก็ใช้ชีวิตนอกต้นไม้เป็นเวลานานๆ  แต่มันก็ยังเดินสี่ขา 
ด้วยข้อน้ิวอยู่ดี (หรือที่เรียกว่า knuckle walking) นานๆ คร้ังมันจึงจะลุกข้ึน 
มาเดินสองขาเมื่อจำเป็น  สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่นๆ  ก็วิ่งส่ีขาในทุ่งหญ้ากว้าง 
และมันก็มีชีวิตท่ีดี  มันวิ่งได้เร็วกว่าเรา  แล้วทำไมร่างกายเราไม่วิวัฒนาการ 
จนเรากลายไปเป็นลิงลมกรดที่ว่ิงส่ีขาแล้วท้ิงความสามารถในการลุกขึ้นยืนไปเสีย 
ทุกวันนี้การที่เราเดินสองขากัน  แสดงว่าการลุกข้ึนยืนเป็นบางคร้ังต้องทำให้เกิด 
ประโยชน์บางอย่าง  และประโยชน์นั้นทำให้ลิงท่ียืนได้นานกว่า  เดินได้ไกลกว่า 
ได้เปรียบ  และนำไปสู่การมีลูกท่ีมากกว่า  ประโยชน์น้ันคืออะไร?  คำอธิบาย 
เกย่ี วกบั เรือ่ งน้ีมีอยู่หลายสมมติฐาน  แต่เราจะคุยกันเฉพาะอนั ทน่ี า่ สนใจ
อยา่ งแรกสดุ คอื   ในการเดนิ ระยะทางไกลๆ  ถา้ เดนิ ดว้ ยความเรว็ ปกตคิ อื  
ประมาณ 4 กโิ ลเมตรตอ่ ชว่ั โมง การเดนิ สองขาจะประหยดั พลงั งานกวา่ การเดนิ สขี่ า 
ในอดตี อาหารทบ่ี รรพบรุ ษุ ของเรากนิ ยงั ไมม่ พี ลงั งานมากเทา่ อาหารทเ่ี รากนิ ในปจั จบุ นั  

ววิ ฒั นาการและกำเนิดมนษุ ย์ ชชั พล เกียรตขิ จรธาดา 075


ลกั ษณะการเดินส่ขี าดว้ ยข้อน้ิวของลิงชิมแปนซี หรอื knuckle walking

ทุ่งหญ้าที่เกิดข้ึนใหม่มีขนาดกว้างใหญ่ทำให้ระยะทางที่บรรพบุรุษของเราต้องเดิน 
เพิ่มขึ้นมากเม่ือเทียบกับการเดินในป่า  การประหยัดพลังงานด้วยการเดินสองขา 
เป็นระยะทางไกลๆ เป็นการได้เปรียบกว่าการเดินสี่ขาอย่างมาก
เหตุผลท่ีสองเป็นเร่ืองของความร้อน  เพื่อให้เข้าใจเราต้องลองนึกภาพ 
ตวั เองคลานสขี่ ากลางแดดจา้ บนพนื้ ในตอนกลางวนั   แผน่ หลงั ทงั้ แผน่ ของเราจะรบั  
แดดเหมอื นแผงโซลารเ์ ซลล ์ หนา้ ทอ้ งและอกของเราจะอยตู่ ำ่ และใกลก้ บั พน้ื   ทำให ้
เราไดร้ บั ไอรอ้ นจากพน้ื ดนิ อยา่ งเตม็ ท ี่ แตเ่ มอ่ื เราลกุ ขน้ึ ยนื สองขา  ถา้ เรามองตวั เรา 
เองจากด้านบนจะเหมือนดินสอท่ีต้ังตรง  ทำให้พ้ืนท่ีรับแดดน้อยลงมาก  นอกไป 
จากนน้ั สว่ นทรี่ อ้ นทส่ี ดุ ของรา่ งกายของเราคอื สมอง กจ็ ะถกู ยา้ ยหนพี นื้ ทร่ี อ้ นขน้ึ มานงั่  
รบั ลมเย็นๆ ทพ่ี ดั ไปมาอยดู่ า้ นบนขณะท่ีสองขาก้าวเดนิ ไป
เหตผุ ลทส่ี ามของการเดนิ สองขาคอื   การทำใหม้ มี อื ทวี่ า่ งเกดิ ขนึ้   มอื ทวี่ า่ ง 
ขน้ึ มานมี้ นั ดยี งั ไง?  ผมเชอื่ วา่ หลายทา่ นอาจนกึ ในใจวา่   ไมเ่ หน็ ตอ้ งถามเลยเพราะ 
ทกุ วนั นเี้ ราเหน็ กนั ชดั เจนวา่ มอื เรามปี ระโยชนม์ าก แตเ่ ราตอ้ งไมล่ มื วา่ เราไมส่ ามารถ 
จะกระโดดมามองการใชม้ อื แบบทเ่ี ราใชใ้ นปจั จบุ นั เพราะในกระบวนการววิ ฒั นาการ 

076 เรื่องเลา่ จากรา่ งกาย เขา้ ใจรา่ งกาย พฤติกรรมและธรรมชาติผา่ นกระบวนการววิ ัฒนาการ


ไม่ใช่อยู่ๆ  ลิงจะมีลูกออกมาแล้วมีน้ิวที่สามารถเล่นเปียโนหรือโซโลกีตาร์ได้เลย 
แตค่ วามสามารถในการใชม้ ือจะคอ่ ยๆ พัฒนามาช้าๆ โดยทร่ี ะยะแรกๆ มอื ของเรา 
คงไม่ตา่ งจากมือลิงทว่ั ๆ ไปทคี่ อ่ นขา้ งงมุ่ ง่าม  เม่ือเทยี บกบั มอื ของเราแบบปจั จบุ นั  
ทใ่ี ชง้ านไดอ้ ยา่ งคลอ่ งแคลว่   คำถามคอื   มอื แบบทงี่ มุ่ งา่ มเหลา่ นนั้ ใชป้ ระโยชนอ์ ะไร 
ได้บ้าง  วิธีที่จะเข้าใจ  เราก็ต้องไปดูว่าลิงต่างๆ ที่ยังมีมือที่งุ่มง่ามมันใช้มือมันทำ 
อะไรบา้ ง
ลิง 2 ชนิดท่ีเป็นญาติใกล้ชิดกับเราท่ีสุดคือ  ชิมแปนซีและลิงโบโนโบ 
(เปน็ ญาตใิ กลช้ มิ แปนซ ี หนา้ ตาคลา้ ยกนั มากแตต่ วั เลก็ กวา่ เลก็ นอ้ ย)  ลงิ ทง้ั สองน ้ี
ในบางครง้ั เมอื่ มนั เกบ็ อาหารไดม้ ากและอยากนำกลบั ไปทบี่ า้ นมนั จะใชม้ อื อมุ้ อาหาร 
แลว้ เดนิ สองขา  หรอื ในบางครง้ั ทม่ี นั ตอ้ งขา้ มลำธารหรอื บงึ มนั จะยกของทม่ี นั ถอื อย ู่
ข้ึนเหนือหัวแล้วเดินลุยน้ำไป  จากพฤติกรรมของลิงทั้งสองนี้ทำให้เป็นไปได้ว่าใน 
สง่ิ แวดลอ้ มทเ่ี ปน็ ทงุ่ หญา้ ทต่ี อ้ งเดนิ ทางไกลๆ การมคี วามสามารถเดนิ สองขาแลว้ อมุ้  
ของด้วยมือได้ย่อมได้เปรียบกว่าการใช้ปากคาบ  นอกไปจากนี้เมื่อใช้มือมากขึ้น 
ทำให้เกิดการคัดเลือกมือที่ทำงานได้ดียิ่งข้ึน  และเม่ือมีประโยชน์มากข้ึนก็กลับไป 
ทำให้การเดินสองขาได้นาน  ยิ่งเป็นข้อได้เปรียบข้ึนไปอีก (รูปแบบท่ีลักษณะหน่ึง 
ทำใหล้ กั ษณะสองมปี ระโยชนม์ ากขนึ้ และลกั ษณะสองยอ้ นกลบั ไปทำใหล้ กั ษณะหนงึ่  
ยิ่งดขี ้ึนไปอกี เชน่ น้ี เราเรียกว่า feed forward)
การเดินสองขาของเรายังมีผลดีทางอ้อมอีกอย่างหนึ่ง  ซึ่งผลกระทบนี้ 
ไมไ่ ดเ้ กดิ ขน้ึ ในทนั ท ี กลา่ วคอื   ปกตใิ นสตั วท์ เ่ี ดนิ สขี่ า เชน่ หมา หรอื มา้ กลา้ มเนอื้  
ลำตวั ทที่ ำหนา้ ทเ่ี กย่ี วกบั การเดนิ หรอื วงิ่ จะเปน็ กลา้ มเนอ้ื ทท่ี ำงานเกยี่ วกบั การหายใจ 
ด้วย  เม่ือม้าหรือหมาวิ่งด้วยความเร็ว  ลำตัวของมันจะโค้งแล้วดีดออกสลับกันไป 
เหมอื นคนั ธน ู ซงึ่ กลา้ มเนอ้ื ทท่ี ำใหห้ ลงั มนั โคง้ และดดี ออกนย้ี งั ทำหนา้ ทช่ี ว่ ยหายใจ 
ไปดว้ ย เมอ่ื หลงั มนั เหยยี ดออก  ชอ่ งปอดกข็ ยายตวั ลมกไ็ หลเขา้ ปอด เมอ่ื มนั หดหลงั  
ใหโ้ คง้   ชอ่ งปอดกบ็ บี ตวั ลงไลอ่ ากาศออกจากปอด  ดงั นนั้ การทำงานของกลา้ มเนอื้ น ี้
จึงเหมือนยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว  คือใช้วิ่งด้วยและใช้หายใจไปด้วย  เม่ือมัน 
ไมต่ อ้ งพงึ่ กลา้ มเนอื้ สองชดุ เพอื่ ทำสองหนา้ ท ่ี แตม่ กี ลา้ มเนอื้ ชดุ เดยี วแตไ่ ดส้ องงาน 
พรอ้ มๆ กนั   ทำใหร้ า่ งกายมนั ประหยดั พลงั งานลง  และการหายใจกจ็ ะสมั พนั ธก์ บั  
ความเรว็ ในการวงิ่ โดยไมต่ อ้ งมีระบบพิเศษอน่ื ๆ มาชว่ ย
เมื่อคนเราเดินสองขา  เราก็เสียความสามารถในการประหยัดพลังงาน 
แบบนไี้ ป  เราตอ้ งมกี ลา้ มเนอ้ื กระบงั ลมและกลา้ มเนอ้ื ซโ่ี ครงเพอื่ มาทำหนา้ ทสี่ ำหรบั  
หายใจโดยเฉพาะ แต่ข้อเสียในวันที่เราเร่ิมลุกข้ึนมาเดินสองขาจะกลายเป็นข้อดี 
ในเวลาอีก 6 หรอื 7 ล้านปีตอ่ มา  เพราะเมอ่ื การหายใจของเราไม่ต้องใช้กลา้ มเน้ือ 
ชดุ เดยี วกบั กลา้ มเนอื้ ทใี่ ชเ้ ดนิ หรอื วงิ่ การหายใจของเรากเ็ ปน็ อสิ ระจากการเคลอื่ นไหว 
เม่ือสมองเราพัฒนาจนถึงขั้นท่ีเราสามารถสื่อสารด้วยสัญลักษณ์ที่ซับซ้อน  เรา 
กส็ ามารถทจี่ ะสอ่ื สารดว้ ยการควบคมุ ลมหายใจ  วธิ กี ารสอื่ สารดว้ ยภาษาพดู จงึ เกดิ  

ววิ ัฒนาการและกำเนิดมนษุ ย์ ชชั พล เกยี รตขิ จรธาดา 077


ขน้ึ ได้ หรอื อาจกลา่ วไดว้ า่ การพดู ไมไ่ ดเ้ กดิ ขน้ึ เพราะเราเดนิ สองขา แตก่ ารเดนิ สองขา 
ทำให้ข้อจำกัดสำหรับการพูดหมดไป
มาถึงตรงน้ีเราก็เห็นแล้วว่าการเปลี่ยนแปลงจากการเดินส่ีขามาเดิน 
สองขานนั้ สง่ ผลใหเ้ กดิ สง่ิ มหศั จรรยห์ ลายประการ  เพราะเมอื่ เราเดนิ ได้ มอื ของเรา
ก็ว่างมากขึ้น  เม่ือมือเราว่าง  เราก็ใช้มือมากขึ้น  เมื่อเราใช้มือมากขึ้นก็ทำให้ 
เกิดการคัดเลือกตามธรรมชาติท่ีทำให้ได้มือท่ีทำงานได้ดีขึ้น  มาถึงตรงน้ีผมอยาก 
ใหค้ ณุ ลองเอานวิ้ โปง้ ไปแตะทปี่ ลายนว้ิ กอ้ ยด.ู ..  สง่ิ ทคี่ ณุ เพงิ่ ทำไปคอื สง่ิ ทป่ี ระหลาด 
และมหัศจรรย์ของโลก  เพราะสิ่งมีชีวิตต่างๆ ท่ีเกิดข้ึนมาในโลก 3 พันล้าน 
กว่าปีที่ผ่านมา การท่ีนิ้วหัวแม่มือสามารถไปแตะนิ้วก้อยอย่างง่ายดายเกิดขึ้น 
ครงั้ แรกในมอื ของเรา ชมิ แปนซที ำไดอ้ ยา่ งเกง่ กเ็ อานวิ้ โปง้ ไปแตะนว้ิ ช ี้ หรอื นว้ิ กลาง 
ดังน้นั   เมื่อนว้ิ โป้งไปแตะนว้ิ กอ้ ยได้  มอื ท่ีมีประสิทธภิ าพสูงและทรงพลังกเ็ กดิ ข้นึ
เครอ่ื งมอื ทม่ี หศั จรรยต์ อ่ ใหด้ ยี งั ไงกต็ อ้ งการคนใชท้ ใี่ ชง้ านมนั เปน็   จากวนั  
ท่ีนิ้วโป้งเอ้ือมไปแตะน้ิวก้อยได้ครั้งแรก  จนถึงวันที่มือน้ันสร้างพีระมิดขึ้นมา
ยงั มีเส้นทางให้เดินอีกไกล แตค่ ำตอบอยู่ใกล้ๆ ในมือคณุ แล้ว โปรดตดิ ตามครับ

078 เรือ่ งเลา่ จากรา่ งกาย เขา้ ใจรา่ งกาย พฤตกิ รรมและธรรมชาตผิ า่ นกระบวนการววิ ัฒนาการ


11

{ }ทำไมต้องมหี มอสตู ิฯ 

เม่อื การวิวฒั นาการเดนิ ทางมาถงึ จดุ ที่อวัยวะทงั้ สองขัดแย้งผลประโยชนก์ ัน
หมอสตู ิฯ จึงตอ้ งเขา้ มาช่วยแกป้ ัญหาท่เี กิดข้ึน

เคยสงสัยไหมครับวา่ ทำไมเราต้องมีหมอสตู ฯิ มาทำคลอด 
กอ่ นทจ่ี ะมหี มอสตู ฯิ กม็ หี มอตำแย  แตส่ ตั วอ์ น่ื ๆ มนั ไมเ่ หน็  
มปี ญั หาในการคลอดลกู เลย  สตั วเ์ ลยี้ งลกู ดว้ ยนมสว่ นใหญ ่
มันจะไปหาทเี่ งยี บๆ  แลว้ คอ่ ยๆ คลอดลูกออกมา  แมแ้ ต่ 
ญาติสนิทของเราอย่างชิมแปนซีมันก็คลอดลูกเอง 
วิธีท่ีมันทำคือ  ตัวเมียจะหลบไปหาที่ปลอดภัยเงียบๆ 
นง่ั ยองๆ ลงแลว้ เบง่   เมอื่ หวั ของลกู มนั โผลพ่ น้ ออกมานอก 
ช่องคลอดมันก็จะก้มลงไป  เอามือจับหัวลูกแล้วค่อยๆ 
ชว่ ยดงึ ลกู ออกมา  จากนนั้ มนั กจ็ ะใชฟ้ นั กดั สายสะดอื แลว้  
ก็เป็นอันเสรจ็ กระบวนการคลอด

080 เรอ่ื งเล่าจากรา่ งกาย เข้าใจรา่ งกาย พฤตกิ รรมและธรรมชาติผา่ นกระบวนการวิวฒั นาการ


คำถามคอื   คนเราคลอดเองไดไ้ หม?... ได้ครับ แตอ่ ัตราการตายของแม ่
และทารกจะสูงมาก  การคลอดลูกเองโดยไม่มีคนช่วยแม่จะมีโอกาสเสียชีวิตถึง 
1 ใน 5 (ยกเว้นในท้องหลังๆ ทีแ่ มค่ ลอดมาหลายครัง้ แลว้ ) ในทกุ ๆ วัฒนธรรม 
ด้ังเดิมเกือบทั่วโลกการคลอดจึงต้องมีคนช่วย  ผู้ช่วยคลอดนี้มักจะเป็นผู้หญิงอื่น 
ในเผา่ ดังน้ันคำถามตอ่ ไปคอื   ทำไมคนถึงเป็นสตั ว์ชนิดเดยี วทคี่ ลอดลูกเองไม่ได ้
สาเหตทุ ค่ี ลอดเองไมไ่ ดก้ ต็ รงไปตรงมาคอื ของทจี่ ะออกมามขี นาดใหญก่ วา่  
ช่องประตูทางออก  คนเราคลอดเองได้ยากเพราะหัวของทารกใหญ่กว่าสัตว์อ่ืนๆ 
มาก  แมจ่ งึ ตอ้ งใชแ้ รงเบง่ มหาศาลเพอื่ ทจ่ี ะคลอดหวั ออกมา เมอื่ คลอดหวั ออกมาแลว้  
แม่ยังต้องเบ่งต่อเพ่ือที่จะคลอดไหล่ซึ่งยิ่งยากขึ้นไปอีก  และมีไม่น้อยท่ีหัวและไหล่ 
ของทารกใหญ่เกินไปจนคลอดเองไม่ได้ต้องผ่าท้องคลอด  แม้ว่าในทารกบางราย 
แม่เบ่งหัวออกมาได้แต่หมดแรงท่ีจะเบ่งเพ่ือคลอดไหล่ต่อ  คร้ันจะก้มลงไปดึงลูก 
ออกมาเหมือนชมิ แปนซีก็ทำไมไ่ ดอ้ กี
เมื่อเรามาสำรวจดูจะพบว่า  กระดูกเชิงกราน  (กระดูกที่เชื่อมขาเข้ากับ 
ลำตัว)  ของชิมแปนซีจะยาวและมีโพรงตรงกลางกว้าง  แต่ในคนกระดูกเชิงกราน 
จะสนั้ และแคบ  นอกไปจากนชี้ อ่ งทางทหี่ วั เดก็ จะผา่ นจากมดลกู เพอื่ ไปเขา้ เชงิ กราน 
กับทางออกท่ีหัวเด็กจะออกจากเชิงกรานไปยังช่องคลอดยังกว้างคนละแนวกัน 
ทำให้เมื่อหัวเด็กเคล่ือนลงมาจากมดลูกเข้ามาในช่องเชิงกรานและออกไปทาง 
ช่องคลอด  จะต้องหมุนกลับไปกลับมาทางซ้ายทีขวาที  เหมือนเวลาเราพยายาม 
จะแบกโต๊ะผ่านช่องประตูแคบๆ เราอาจจะต้องตะแคงโต๊ะกลับไปกลับมาเพื่อ 
ให้ผ่านเข้าไปได้  ซึ่งส่วนใหญ่แล้วทิศสุดท้ายที่หัวเด็กออกมาหน้าจะหันไปทางก้น 
ของแม่  เม่ือแม่ก้มลงไปมองจะเห็นท้ายทอยลูก  ถ้าแม่พยายามก้มไปดึงหัวลูก 
ออกมาก็เท่ากบั แมด่ งึ ใหล้ ูกหน้าแหงน  และถ้ายังฝืนดงึ ต่อไปคอลกู ก็จะหกั
ทำไมเราวิวัฒนาการมาให้หัวของทารกกับช่องเชิงกรานไม่ไปด้วยกัน 
กลไกการคัดเลือกตามธรรมชาติไม่ช่วยทำอะไรเลยหรือ? ทำไมไม่ทำให้เชิงกราน 
ของเราใหญข่ น้ึ ?... ไมใ่ ชว่ า่ ธรรมชาตจิ ะไมพ่ ยายามทจ่ี ะชว่ ย  ธรรมชาตไิ ดพ้ ยายาม 
แล้ว  และด้วยความพยายามนี้เองทำให้ทารกมนุษย์เกิดมาแล้วยังช่วยเหลือตัวเอง 
ไม่ได้
วิธีที่ธรรมชาติพยายามทำเพ่ือแก้ปัญหาหัวใหญ่นี้มีอยู่สองอย่างคือ  หนึ่ง 
ทำให้กะโหลกของทารกยังไม่ปิดเมื่อถึงเวลาคลอดหรือที่เราเรียกกันว่ากระหม่อม 
ยงั ไมป่ ดิ   ซง่ึ กะโหลกทยี่ งั ไมเ่ ชอื่ มกนั สนทิ นที้ ำใหใ้ นระหวา่ งคลอด  กระดกู กะโหลก 
สามารถเลอื่ นเขา้ มาซอ้ นกนั และทำใหข้ นาดของหวั เลก็ ลงไดบ้ า้ ง อยา่ งทสี่ องทธ่ี รรม 
ชาตทิ ำคอื   ทำใหเ้ ราคลอดกอ่ นทส่ี มองของทารกจะโตเตม็ ท ่ี หรอื อาจพดู วา่ ธรรมชาติ 
ทำใหท้ ารกเราคลอดก่อนกำหนด
สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมส่วนใหญ่เม่ือคลอดออกมาไม่นานนัก  ลูกของมัน 
ก็พอจะลกุ วง่ิ ได ้ แต่ในคนอย่าว่าแตว่ ่ิงเลย  ทารกของเราจะยกหัวตวั เองให้พน้ จาก 

ววิ ัฒนาการและกำเนดิ มนษุ ย์ ชชั พล เกียรติขจรธาดา 081


เบาะยงั ทำไมไ่ ดเ้ ลย  ทเ่ี ปน็ เชน่ นน้ั เพราะสาเหตสุ องประการคอื   หนงึ่   แมว้ า่ ทารก 
จะคลอดก่อนท่ีหัวจะโตเต็มท่ีแต่สมองของเราก็ยังใหญ่มากจนทารกยกมันไม่ไหว 
และสอง  ถ้าเทียบกับสัตว์อื่นๆ แล้วทารกมนุษย์คลอดก่อนกำหนดไปอย่างน้อยๆ 
เก้าเดือน  และความที่ทารกคลอดออกมาก่อนกำหนด  ทำให้ระบบกล้ามเนื้อ 
และระบบประสาทยงั ไมพ่ รอ้ มทจ่ี ะทำงาน  ถา้ เชน่ นนั้   ธรรมชาตไิ มท่ ำอะไรกบั ชอ่ ง 
เชิงกรานเราเลยหรือ?  ทำไมเราไม่วิวัฒนาการมาให้กระดูกเชิงกรานขยายออก 
อกี หนอ่ ยการคลอดจะไดส้ ะดวกขึ้น?
จะเข้าใจตรงน้ีได้  อย่างแรกสุดเลยเราต้องเข้าใจกันก่อนว่ากระบวนการ 
วิวัฒนาการไม่ได้เดินทางมาอย่างมีจุดมุ่งหมาย ไม่ได้ตั้งใจพาเรามาท่ีตรงนี้ 
กระบวนการววิ ฒั นาการไมไ่ ดว้ างแผนวา่ วนั หนง่ึ เราจะมเี ชงิ กรานทแ่ี คบและหวั ทใ่ี หญ ่
จะได้มอี าชพี หมอตำแยหรือหมอสูตฯิ เกิดขึ้นบนโลก  แตก่ ระบวนการมันเดินทาง 
มาแบบไร้ทิศทาง  เราบังเอิญเดินทางมาถึงจุดท่ีสมองใหญ่เกินไปและเชิงกราน 
แคบเกินไปเพราะเราพยายามแก้ปัญหาสองปัญหา  ซึ่งวิธีแก้ปัญหาท้ังสองมันนำ 
มาสู่คำตอบที่ขัดแย้งกัน  ในตอนนี้เราจะย้อนเวลากลับไปดูกันว่าเราเดินทางมา 
ถึงจุดนี้กันได้อย่างไร  เราจะไปตอบคำถามสองคำถามคือ  ทำไมเชิงกรานเรา 
ขยายไมไ่ ด ้ และทำไมสมองเราใหญข่ น้ึ   เราจะไปเรมิ่ ทคี่ ำถามแรกกนั กอ่ นคอื ทำไม 
เชงิ กรานเราไมข่ ยายออก  แตก่ ารจะคยุ กนั เรอื่ งของกระดกู เชงิ กรานได ้ เราตอ้ งไป 
เรมิ่ กนั ทหี่ วั แมเ่ ทา้   ถา้ คณุ มองดนู วิ้ หวั แมม่ อื กบั หวั แมเ่ ทา้ เทยี บกนั   คณุ จะเหน็ ความ 
แตกต่างของน้ิวทั้งสองน้ีอย่างน้อยสองอย่าง  แรกสุดเลยนิ้วหัวแม่มือมันแยกตัว 
ออกมาจากนวิ้ อ่ืนๆ อยา่ งทสี่ องคอื   น้วิ หวั แมม่ อื มันวางตัวอยูต่ ่ำกวา่ น้วิ อ่ืนๆ แตถ่ ้า 
เราลองดูมือและเท้าของลิงเทียบกับมือและเท้าของเรา  เราจะเห็นว่าน้ิวท่ีหน้าตา 
ไมเ่ หมอื นใครเลยไมใ่ ชน่ วิ้ หวั แมม่ อื แตเ่ ปน็ นว้ิ หวั แมเ่ ทา้ หวั แมเ่ ทา้ เราเปน็ ของแปลก 
กว่าใครเพ่ือน  หัวแม่มือและหัวแม่เท้าของลิงจะคล้ายๆ กับน้ิวหัวแม่มือของเรา 
เพราะลิงต้องใช้เท้าจับก่ิงไม้เวลาปีนป่าย  เหมือนท่ีเราใช้มือเราจับก่ิงของต้นไม้ 
คำถามคอื   น้วิ หัวแมเ่ ท้าเรายดื ออกมายนื เคยี งข้างนิ้วอ่นื ๆ ทำไม?
ถ้าคุณลองกระดกน้ิวหัวแม่เท้าขึ้น  แล้ว  เดิน  ว่ิง  กระโดดไปมา 
คุณจะสังเกตเห็นว่า กระดูกนูนๆ ท่ีอยู่ท่ีฐานของหัวแม่เท้าจะกดพ้ืนเกือบตลอด 
เวลา  และการทคี่ ณุ จะกระโดดไปทางซา้ ยทขี วาทอี ยา่ งคลอ่ งแคลว่   คณุ ตอ้ งใชส้ ว่ น 
ของหัวแม่เท้าและโคนของหัวแม่เท้าอย่างมาก  ดังน้ันจะเห็นว่าการที่หัวแม่เท้า 
มันย่ืนตรงมาข้างหน้ามันช่วยให้เรายืน  เดิน  กระโดดไปมาได้อย่างคล่องแคล่ว 
หัวแม่เท้าทำให้การเดินสองขาทำได้ดีย่ิงข้ึน  แต่เราไม่ใช่ได้มันมาแบบฟรีๆ เพราะ 
เม่อื นว้ิ หัวแมเ่ ท้ายืดยาวข้ึน  เรากเ็ สยี ความสามารถทจี่ ะใชเ้ ทา้ จบั ก่ิงไมไ้ ป
แลว้ หวั แมเ่ ทา้ มันเก่ยี วกบั เชงิ กรานท่ีแคบอย่างไร?  เพอ่ื ตอบคำถามนเ้ี รา 
จะเดนิ ทางยอ้ นเวลากลบั ไปในอดตี ประมาณ 40 ปที แ่ี ลว้ ดว้ ยกนั เราจะไปเรมิ่ ตน้ หา 
คำตอบนี้กันทีป่ ระเทศเอธโิ อเปยี

082 เรื่องเลา่ จากร่างกาย เข้าใจรา่ งกาย พฤติกรรมและธรรมชาตผิ า่ นกระบวนการววิ ฒั นาการ


ลักษณะการลงนำ้ หนัก (แรเงา) ของเทา้ ลิงเปรยี บเทียบกบั เทา้ คน

เทย่ี งวันของวันที่ 30 พฤศจิกายน ปี ค.ศ. 1974 หรือเกอื บ 40 ปที ี่แล้ว 
ทฮี่ าดาร์ (Hadar) ประเทศเอธิโอเปยี   โดนลั ด์ โจแฮนสนั (Donald Johanson) 
และทอม เกรย์ (Tom Gray)  กำลังเดินกลับท่ีพักเพื่อหลบแดดตอนเที่ยงท่ี 
แผดเผา  แมว้ า่ เชา้ วนั นนั้ โจแฮนสนั จะขดุ ไมพ่ บอะไรเลย  แตใ่ นไมก่ อี่ ดึ ใจเขาจะพบ 
สงิ่ ที่ทำให้เขากลายเปน็ คนสำคัญในประวตั ศิ าสตรโ์ ลกในชว่ั ขา้ มคนื
ขณะทก่ี ำลงั ก้มหนา้ กม้ ตาเดินอยนู่ ้นั พลนั สายตาของโจแฮนสนั กเ็ หลอื บ 
ไปเห็นส่ิงที่ดูเหมือนกระดูกโผล่ข้ึนมาจากดิน  เม่ือเขาก้มลงไปดูก็พบว่ามันเป็น 
กระดกู ขอ้ ศอกท่โี ผล่พ้นดนิ ออกมา เมอื่ มองไปรอบๆ ก็พบวา่ รอบตัวเขาเต็มไปด้วย 
กระดูกของคนโบราณ ทั้งโจแฮนสันและเกรย์โผเข้ากอดกันด้วยความดีใจ  และ 
วนั นนั้ เองเปน็ วนั แรกทโ่ี ลกไดร้ จู้ กั กบั ลซู ่ี (Lucy)  หนง่ึ ในฟอสซลิ บรรพบรุ ษุ ของเรา 
ท่อี าจเรยี กไดว้ า่ มชี ่อื เสียงมากท่สี ุด

วิวัฒนาการและกำเนดิ มนษุ ย์ ชชั พล เกียรติขจรธาดา 083


Hadar
Laetoli

แผนท่ีฮาดารแ์ ละไลโทลี

ลูซ่ี  เป็นช่ือเล่นของลิงพันธ์ุหนึ่งซ่ึงเชื่อว่าน่าจะเป็นหน่ึงในบรรพบุรุษ 
ของเรา ชอ่ื เต็มของลูซคี่ อื ออสตราโลพิธิคสั แอฟฟาร์เอนซิส (Australopithecus 
afarensis)  ก่อนท่ีคุณจะตกใจกับชื่อเต็มของลูซี่  ผมขออธิบายที่มาของช่ือนี้ก่อน 
คำวา่ Australo เปน็ ภาษาละตนิ มคี วามหมายวา่ ทศิ ใต้ เปน็ คำเดยี วกบั ออสเตรเลยี  
ซ่ึงเป็นเกาะท่ีอยู่ทางใต้ของเส้นศูนย์สูตร ส่วนคำว่า pithecus มาจากภาษากรีก 
หมายถึง ลิง คำว่า ensis หมายถึง เป็นของหรือเป็นส่วนหน่ึงของ ส่วนคำว่า 
Afar เปน็ ชอ่ื ของพื้นท่ตี รงบริเวณทข่ี ุดพบ ซึ่งพ้นื ท่ีตรงน้เี ปน็ ดนิ แดนรปู สามเหล่ียม 
เพราะเปลือกโลกแยกออกจากกัน  เม่ือรวมคำท้ังหมดเข้าด้วยกันก็จะได้เป็น
ออสตราโล-พธิ ิคัส แอฟฟาร-์ เอนซสิ หรอื ลิงใตแ้ ห่งอะฟาร์ ดงั นั้นชอื่ ท้งั หมดของ 
ลซู แี่ มว้ า่ จะฟงั ดวู ทิ ยาศาสตร์ แตจ่ รงิ ๆ แลว้ มนั กค็ ลา้ ยๆ กบั สมญานามของตวั ละคร 
ในนยิ ายกำลงั ภายใน เชน่ พษิ ประจิมอาวเอ๊ียงฮง มารบรู พา ส่วนชื่อเล่นลูซ่ีได้มา 
เพราะในช่วงหลายเดือนท่ีขุดเธอข้ึนมา  นักโบราณมานุษยวิทยา (ภาษาอังกฤษ 
เรียกว่า Paleoanthropologist) ก็เปิดเพลงฟังไปด้วย  และเพลงฮิตที่ฟังกันมาก 
ระหว่างท่ีขุดคือเพลงของวง The Beatles ที่ชื่อว่า Lucy in the sky with 
diamonds
ในเวลาไล่เลี่ยกับท่ีโจแฮนสันต้ังหน้าตั้งตาขุดลูซ่ี  ห่างออกไปทางใต้ของ 
แอฟรกิ าในบริเวณทม่ี ีชอ่ื วา่ ไลโทลี (Laetoli) ในประเทศแทนซาเนยี (Tanzania) 
แมรี่ ลีกกี (Mary Leakey) ได้พบรอยเท้าเก่าท่ีแข็งเป็นหินสองรอยเท้าด้วยกัน 

084 เรอื่ งเล่าจากร่างกาย เข้าใจร่างกาย พฤติกรรมและธรรมชาติผา่ นกระบวนการวิวัฒนาการ


รอยเท้าน้ีเดิมเป็นรอยเท้าท่ีเหยียบไปบนฝุ่นจากภูเขาไฟ  ซึ่งต่อมาฝนอาจจะตก 
ทำให้เถ้าจากภูเขาไฟแข็งกลายเป็นซีเมนต์  แรกทีเดียวแมร่ี (ผมเรียกชื่อหน้า 
เพราะแมร่ีไม่ใช่คนเดียวในตระกูลลีกกีที่ขุดเจอฟอสซิลสำคัญๆ  ตระกูลน้ีขุดเจอ 
ฟอสซิลสำคัญกันหลายคน ท้ังปู่ ย่า ลูกชาย ลูกสะใภ้ และหลานสาว) ไม่ได้ 
สนใจรอยเท้าเหล่านี้มากนัก  เพราะมันดูสมบูรณ์จนเหมือนกับเป็นของที่มีอายุ 
ไม่ก่ีพันปี  แต่แมรี่และคนอ่ืนๆ ต้องประหลาดใจอย่างมาก  เมื่อผลการศึกษาอายุ 
ของรอยเท้าออกมาและพบว่ารอยเทา้ น้เี กา่ ประมาณ 3 ลา้ นกวา่ ปี
สงสยั ใชไ่ หมครบั วา่   กระดกู ลซู  ี่ กบั รอยเทา้ สามลา้ นกวา่ ป ี มนั นา่ ตนื่ เตน้  
ยังไง การค้นพบน้ีสำคัญเพราะการค้นพบของโจแฮนสันกับแมรี่ ผลักเวลา 
ท่ีเคยเชื่อว่าคนเร่ิมเดินสองเท้ากลับไปนานกว่าเดิมมาก นานเกินกว่าท่ีใครๆ เมื่อ 
30 กว่าปีท่ีแล้วจินตนาการไว้  การค้นพบนี้เป็นการเปล่ียนกรอบความคิดเดิม 
ท่ีเช่ือกันเกี่ยวกับขนาดสมอง  สิ่งที่พบมันบอกเราว่า  เราเร่ิมเดินสองเท้าตั้งแต่ 
ขนาดสมองของบรรพบรุ ษุ เรายงั เทา่ ๆ กบั สมองลงิ อาจเปน็ เพราะในชว่ งกอ่ นหนา้ นน้ั  
ความที่เราภูมิใจกับสมองของเรากันมาก  เราเชื่อว่าเส้นทางของการมาเป็นมนุษย ์
ที่ฉลาดเร่ิมต้นท่ีสมอง  สมองเราต้องพัฒนามาก่อนอวัยวะอื่นๆ ดังนั้นทุกคร้ังท่ี 
ขุดหาฟอสซิลในระยะก่อนๆ คนจะให้ความสนใจกับขนาดกะโหลกเป็นพิเศษ 
ความเชอื่ ทว่ี า่ บรรพบรุ ษุ ของเรานา่ จะเปน็ ลงิ ทมี่ สี มองใหญจ่ งึ ถกู ลม้ ลา้ งไป  เสน้ ทาง 
ของการมาเปน็ เราไมไ่ ดเ้ รม่ิ จากสมองแตม่ นั เรมิ่ จากหวั แมเ่ ทา้   หรอื อาจจะพดู ไดว้ า่  
ถา้ วนั นั้นหัวแมเ่ ทา้ ไม่ยืดออกมา วันนี้เราก็ไม่มี iPad ใหไ้ ด้ใชก้ ัน
ถ้าเราดูกอริลล่า ชิมแปนซี (นกึ ถึงปงั คงุ ) หรืออรุ ังอุตงั เดินสองขา เราจะ 
เห็นว่าลิงเหล่าน้ีพอจะเดินได้บ้าง แต่จะโอนเอนไปมาซ้ายทีขวาที เมื่อมันเหยียบ 
เท้าขวาลงไปมันก็เซไปทางขวา  เม่ือเหยียบเท้าซ้ายลงไปก็เซไปทางซ้าย  สิ่งท่ีทำ 
ให้เราเดินต่างจากลิงเหล่าน้ันย่อมไม่ใช่แค่หัวแม่เท้าอย่างเดียว  แรกสุดจะเห็นว่า 
กระดูกเชิงกรานท่ีเช่ือมระหว่างต้นขาสองข้างเข้ากับลำตัวของเราสั้นลง  และ 
รูปร่างเปล่ียนจากทรงกระบอกมาเป็นรูปเหมือนกรวย โดยปากกรวยหันไปใน 
ช่องท้อง ปลายกรวยหันไปทางช่องคลอด  กระดูกเชิงกรานท่ียาวของลิงทำหน้าท่ี 
เหมือนข้อต่ออีกอันท่ีทำให้ลำตัวและขาของลิงพลิกพับงอได้ดีซ่ึงจำเป็นในการ 
ปีนป่าย ห้อยโหนตัวไปตามกิ่งไม้ แต่ช่วงเอวท่ีพลิกไปมาได้ง่ายทำให้การเลี้ยงตัว 
บนเอวเม่ือยืนสองขาทำได้ยากข้ึน เม่ือเราลุกขึ้นมาเดินสองขาเป็นส่วนใหญ่ 
การทรงตวั บนขาเลก็ ๆ  สองขา้ งจะทำไดด้ กี วา่ ถา้ ชว่ งเอว (หมายถงึ กระดกู เชงิ กราน) 
ส้นั และมัน่ คง
เม่ือมาดูที่กระดูกต้นขา  ส่วนคอของกระดูกส่วนน้ีในชิมแปนซีจะตรง 
ด่ิงลงมาเกือบทำมุมฉาก  แต่ของเราทำมุมเป็นมุมแหลมทำให้เวลาเรายืนตรง 
ต้นขาของเราอยู่ห่างจากกันมากกว่าท่ีเข่าจะอยู่ห่างจากกัน  น้ำหนักจากช่วงบน 
ของลำตัวจงึ ถา่ ยไล่ลงมาตามกระดกู และเอยี งเขา้ หาศนู ยก์ ลาง เวลาเราเดิน จงั หวะ 

ววิ ฒั นาการและกำเนดิ มนษุ ย์ ชัชพล เกียรตขิ จรธาดา 085


กระดกู โคนขา กระดกู เชงิ กรานของชมิ แปนซแี ละคนเทียบกัน

086 เร่ืองเล่าจากร่างกาย เขา้ ใจร่างกาย พฤตกิ รรมและธรรมชาติผ่านกระบวนการววิ ฒั นาการ


ที่ขาหน่ึงกำลังก้าวและเรายืนอยู่บนขาข้างเดียว  น้ำหนักตัวของเราจะไม่ตกไป 
ข้างนอกตัวแต่ตกลงเข้าสู่แนวกลางตัว  เราจึงไม่เซไปมา  นอกจากน้ียังมีการ 
เปล่ียนแปลงอ่นื ๆ อกี หลายอย่าง เช่น ถา้ เราคลำฝ่าเทา้ เราเล่น จะเหน็ ว่ามนั โคง้  
เหมือนสะพานสองแนวคือ  โค้งแนวส้นเท้าไปน้ิวเท้า  และโค้งจากซ้ายไปขวา  แต่ 
เท้าชิมแปนซีจะแบนกว่าเรา  ความโค้งของฝ่าเท้าน้ีร่วมไปกับเส้นเอ็นต่างๆ ใน 
ฝา่ เทา้ ของเรา จะชว่ ยทำหนา้ ทเ่ี หมอื นแหนบรถกระบะหรอื สปรงิ ทช่ี ว่ ยรบั แรงกระแทก 
ทเ่ี กดิ จากเทา้ กระแทกพน้ื เวลาเดนิ   แลว้ นำพลงั งานเขา้ มาสะสมไวแ้ ลว้ ใชพ้ ลงั งานน ้ี
เด้งเราออกไปเวลาเราเดินก้าวถัดไป  ทำให้การเดินของเราเป็นระบบที่มีการเอา 
พลงั งานมารีไซเคลิ และช่วยประหยดั พลังงาน ถา้ อยากรวู้ ่าเสน้ เอ็นต่างๆ ในเทา้ เรา 
ช่วยประหยดั พลงั งานมากแคไ่ หนต้องลองไปเดินในทรายร่วนๆ ดู แลว้ เราจะเขา้ ใจ 
มากขนึ้ วา่ ถ้าขาดสปริงเล็กๆ เหล่านี้ไปชีวติ เราจะลำบากแคไ่ หน
มาถงึ คำตอบของคำถามวา่   ทำไมเราขยายเชงิ กรานของเราไมไ่ ด ้ เราเหน็  
กันแล้วว่าคำตอบคือ  เราจำเป็นต้องให้ขาของเราเข้ามาใกล้กันเพื่อประสิทธิภาพ 
การเดินที่ดี  ถ้าคุณลองเดินปกติแล้วค่อยๆ ถ่างขาออกเรื่อยๆ คุณจะเข้าใจดีขึ้น 
เมอื่ ขาเราจำเปน็ ตอ้ งเขา้ มาใกลก้ นั ทำใหเ้ ชงิ กรานของเราไมส่ ามารถขยายไปมากกวา่  
นไี้ ด ้ แตเ่ รอ่ื งราวจากการเปลยี่ นแปลงของนวิ้ หวั แมเ่ ทา้ ไมไ่ ดจ้ บแคท่ กี่ ระดกู สะโพก 
ของเรา
กระดูกสันหลังของเราแต่เดิมก็คล้ายๆ กับชิมแปนซีและลิงไม่มีหางอื่นๆ 
คอื มนั จะโคง้ นอ้ ยๆ  คลา้ ยกบั สะพานซงึ่ เวลาเดนิ สข่ี า  อวยั วะภายในตา่ งๆ กห็ อ้ ยลง 
มาจากสะพานโคง้ ๆ อนั น้ี โดยตอมอ่ ของสะพานคอื ขาทง้ั สขี่ องลงิ   แตเ่ มอื่ เรายนื ขน้ึ  
หลงั ที่คอ่ มกไ็ มเ่ หมาะอีกตอ่ ไป เพราะตอนน้กี ระเพาะ ลำไส้ ตบั ไต  เราห้อยลงมา 
เหมือนเอาสะพานมาตงั้ ขึน้ แล้วเอาก้อนหนิ ไปผกู เอาไว้  กระดกู สันหลงั ของเราเลย 
พยายามปรับรูปร่างเพื่อให้เหมาะกับการยืนสองขา  โดยการมีความโค้งเพ่ิมข้ึนมา 
ทำให้กระดูกสันหลังเราเปลี่ยนหน้าตา  จากรูปร่างโค้งธรรมดากลายมามีรูปร่าง 
เหมอื นตวั “S” แตถ่ า้ พดู กนั ตรงๆ แลว้ วธิ นี กี้ ไ็ มใ่ ชว่ ธิ ที ด่ี ที สี่ ดุ ในการแขวนตบั ไตไสพ้ งุ  
ถา้ เราสามารถยอ้ นกลบั ไปเร่ิมออกแบบรา่ งกายใหมไ่ ด้ วิธที ี่ดกี ว่าคือ เราไม่ควรจะ 
เอาเสาอนั เดยี วมาตง้ั แลว้ แขวนของหนกั ๆ  แตเ่ ราไมม่ ที างเลอื ก  เพราะกระบวนการ 
ววิ ฒั นาการไมใ่ ชก่ ารออกแบบตง้ั แตต่ น้ แตเ่ ปน็ การนำของเกา่ มาดดั แปลงใช้ ทกุ วนั  
นีป้ ญั หาปวดหลังในคนจึงเป็นปญั หาทีแ่ ก้ไม่ตกและรบกวนคนทกุ ชาตพิ นั ธ์ุ
การเปล่ียนแปลงยังมีผลขึ้นไปถึงคอ  ถ้าเรายืนอยู่หน้ากอริลล่าแล้วมัน 
เดินส่ีขา  (มนั งอนิ้วแล้วใช้ข้อนวิ้ ยนั พน้ื ที่เรียกวา่ knuckle walking) ตรงมาหาเรา 
คอของมันจะตั้งมองตรงมาที่เราได้  เพราะคอของมันต่อกับหัวใกล้ด้านหลังของ 
ฐานกะโหลก  แต่ถ้าเราลองเดินสี่ขาแบบกอริลล่า  แล้วเงยหน้ามองตรงตลอด 
สักพักเราจะเม่ือยคอมาก  เพราะคอของเราต่อกับกะโหลกท่ีตรงกลางของฐาน 
กะโหลก ทำใหเ้ ราตอ้ งฝนื เงยหนา้ ไวเ้ พอื่ จะมองไปขา้ งหนา้ ได้ แตถ่ า้ คอของเราตอ่ กบั  

ววิ ฒั นาการและกำเนดิ มนษุ ย์ ชชั พล เกยี รตขิ จรธาดา 087


ลักษณะกระดกู สนั หลงั และจดุ ศนู ยก์ ลางของนำ้ หนักตวั ชิมแปนซเี ทยี บกับคน

088 เรือ่ งเล่าจากร่างกาย เข้าใจรา่ งกาย พฤติกรรมและธรรมชาติผ่านกระบวนการววิ ฒั นาการ


กะโหลกท่ีด้านหลังของฐานกะโหลกเหมือนกอริลล่า  หน้าเราจะกลายเป็นแหงน 
มองฟ้าตลอดเวลา  (จากนี้ไปถ้าคุณเดินไปตามท้องถนนแล้วเจอกะโหลกคนหรือ 
ลิงตกอยู่  คุณสามารถหยิบขึ้นมาแล้วบอกคนอื่นๆ ได้ทันทีว่าเจ้าของกะโหลก 
เดนิ สองขาหรือสข่ี าโดยการดรู ูเปิดที่ฐานกะโหลก)

…..........
บัดนี้บรรพบุรุษของเราก็เดินสองขาแล้ว  เรามีน้ิวโป้งที่แตะนิ้วก้อยได้ 
แนน่ อนวา่ กา้ วตอ่ ไปจะเปน็ กา้ วทอี่ าจเรยี กไดว้ า่ สำคญั ทสี่ ดุ   กา้ วทจี่ ะทำใหเ้ ราตา่ งไป 
จากสตั วอ์ น่ื ๆ ทง้ั มวลทเ่ี คยเกดิ ขน้ึ มาในโลกใบน ี้ ในบทถดั ไปเราจะไปเรม่ิ ตน้ ดกู นั วา่  
สมองของเรามีท่ีมาเป็นอย่างไร  เราต้องข้ามข้อจำกัดอะไรบ้าง และเราต้องเสีย 
อะไรไปบา้ งกวา่ เราจะมสี มองอยา่ งทเ่ี รามที กุ วนั น ี้ เราจะไปดกู นั วา่   ทำไมถงึ เปน็ เรา 
ลิงเดินสองขากลมุ่ เลก็ ๆ แห่งทุ่งหญา้ สะวันนา  ท่ีก้าวขึ้นมาเปลยี่ นแปลงโลกใบน้ีได้ 
อย่างท่ีไม่เคยมีสตั วไ์ หนๆ ทำไดม้ ากอ่ น

วิวัฒนาการและกำเนิดมนุษย์ ชัชพล เกยี รตขิ จรธาดา 089


12

{ }ทำไมเป็นเราที่ฉลาดกว่าสตั ว์อนื่ ๆ
(กำเนดิ สมองคน ตอนท่ี 1) 

เมื่อสิง่ แวดลอ้ มเปลีย่ นกเ็ กดิ ระบบนิเวศน์ใหม่ทีย่ ังไมม่ ใี ครเข้าไปทำมาหากิน
วกิ ฤติจึงเปลีย่ นเปน็ โอกาสของคนทจี่ ะไปหากินในระบบนิเวศนใ์ หม่นี้
เมื่ออาหารท่ีกินมพี ลังงานสงู ข้นึ ขอ้ จำกัดแรกของการมสี มองที่
ต้องการพลังงานสงู กถ็ ูกก้าวข้ามไป

การเปลี่ยนแปลงในธรรมชาติบางคร้ังจะเป็นการเปิด 
โอกาสใหม ่ ถา้ เปน็ นกั การตลาดกจ็ ะเรยี กวา่ เปน็ ตลาดใหม่ 
ตลาดว่างที่ยังไม่มีใครเข้าไปบุกเบิก  หรือตลาดจำเพาะ
niche market ในทางวิทยาศาสตรจ์ ะใช้คำว่า eco-niche
คำว่า Eco ย่อมาจาก Ecology  ซึ่งแปลว่าระบบนิเวศน์ 
ดังน้ันความหมายรวมคือเป็นระบบนิเวศน์ใหม่ท่ียังไม่มี 
ใครเข้าไปหากิน  สัตว์ที่พร้อมจะปรับตัวกับสิ่งแวดล้อม 
ใหมเ่ ท่าน้นั ทจี่ ะไดร้ บั ประโยชนจ์ ากระบบนิเวศน์ใหมน่ ้ี

090 เรอื่ งเล่าจากร่างกาย เขา้ ใจรา่ งกาย พฤติกรรมและธรรมชาติผ่านกระบวนการวิวัฒนาการ


ในชว่ ง 5 ลา้ นปที ผ่ี า่ นมาโลกรอ้ นๆ หนาวๆ สลบั ไปมาอยหู่ ลายรอบ  แตท่  ่ี
มีผลกับบรรพบุรษุ เราอย่างมากกน็ ่าจะเป็นยคุ น้ำแข็งที่เกดิ เมือ่ ประมาณ 5 ล้านปี 
ทแ่ี ลว้ เมอ่ื อากาศเยน็ ลง นำ้ ทะเลกร็ ะเหยเปน็ ความชน้ื ในอากาศลดลง เมอื่ ความชน้ื  
ในอากาศลดลง  น้ำท่ีจะตกมาเป็นฝนก็ลดลง  ต้นไม้ที่ต้องใช้น้ำเยอะในการเจริญ 
เติบโตก็อยู่ไม่ได้  ดินท่ีว่างเปล่าก็เป็นตลาดใหม่ให้พืชตระกูลหญ้าเจริญเติบโต 
เกิดเป็นทุ่งหญ้าสะวันนาขึ้นมา  เมื่อมีหญ้าก็มีสัตว์ที่เห็นโอกาสใหม่และเรียนรู้ 
ท่ีจะกินหญ้าอย่างจริงจัง  เม่ือมีสัตว์กินหญ้าเกิดขึ้นก็มีสัตว์ที่เห็นโอกาสเปล่ียน 
มากนิ สตั วท์ กี่ นิ หญา้ อกี ท ี แตย่ งั ครบั   อยา่ เพง่ิ นกึ ภาพวา่ บรรพบรุ ษุ ของเรามรี ปู รา่ ง 
บึกบึน  ว่ิงไล่ล่าสัตว์อย่างสง่างามเหมือนในหนัง  เพราะในช่วงแรกน้ันเรายังไม่ได ้
เป็นนักล่า  เราสูงประมาณ 100 เซนติเมตร  มีขนเยอะมาก  แขนของเรายังยาว 
เหมอื นลงิ   ซงึ่ ทำใหเ้ รายงั ปนี หนกี ลบั ขนึ้ ตน้ ไมไ้ ดถ้ า้ จำเปน็   จงึ เปน็ ไปไดว้ า่   ถา้ คณุ  
เดินไปเจอบรรพบุรุษของเราในแบบที่กล่าวมาน้ี  คุณคงจะไม่คิดว่าตัวเองเจอคน 
หรอื แม้แตม่ นุษยล์ ิง  แตค่ ณุ จะคิดว่าคุณได้พบลิงหนา้ ตาแปลกๆ
ต่อมาเม่ือประมาณ 2 ล้านกว่าปีที่แล้ว  บรรพบุรุษของเรามีวิธีการหา 
อาหารแบบใหม่โดยท่ีเรายังไม่ได้เป็นนักล่า  แต่เราเป็นสัตว์กินซาก  วิธีหากินของ 
เราเหมอื นกบั อแี รง้ คอื เราอาจจะนงั่ มองฟา้ คอยสงั เกตวา่ มอี แี รง้ บนิ ไปวนตรงไหนบา้ ง 
และเราก็วิ่งตามไป เรายังไม่มีอาวุธแต่เราเร่ิมมีส่ิงท่ีสำคัญกว่านั้น สิ่งที่จะนำเรา 
ก้าวขึ้นไปสู่จุดที่เหนือกว่าสัตว์ท้ังปวง  เราพัฒนาเป็นลิงท่ีมีทีมเวิร์กและมีการ 
ส่ือสารท่ีดี  แต่การส่ือสารของเรายังไม่เรียกว่าเป็นภาษาพูด  แต่เรามีการส่งเสียง 
มีภาษากาย  เม่ือไปถึงซากสัตว์ท่ีสิงโตกินเหลือไว้  เราก็อาจว่ิงเข้าไปไล่อีแร้งให้ 
หลบไป  พวกเราส่วนหนึ่งอาจตรงเข้าไป  แล้วใช้เครื่องมือหินท่ีเรียกว่าขวานมือ 
หรอื Hand Axe (ช่ือเปน็ ขวานแตจ่ รงิ ๆ เปน็ แคก่ ้อนหนิ กลมๆ ทกี่ ะเทาะจนคม) 
ตัดเนื้อท่ียังเหลือติดกระดูกออกเป็นชิ้นๆ อีกกลุ่มอาจเฝ้าระวังหลังและคอยเอา 
ก้อนหินปาใส่หมาในหรืออีแร้งท่ีพยายามจะกลับมาแย่งอาหารคืน  การที่เราไม่ม ี
กรามท่ีแข็งแรงเหมือนหมาในท่ีกัดกระดูกให้แตกได้  แต่เรารู้ว่าถ้าเอาก้อนหิน 
ทุบไปท่ีกระดูก  ตรงกลางของกระดูกที่แตกจะมีไขกระดูกซ่ึงเป็นแหล่งของไขมัน 
ชั้นดีซ่อนอยู่  ดังนั้น  เมื่อเรามีเคร่ืองมือหิน  เราก็มีแหล่งอาหารชนิดใหม่คือ 
เนื้อสตั ว์และไขกระดกู นน่ั เอง
โจนาธาน ลีกกี (ลูกชายของแมร่ี ลีกกี)  ขุดพบกระดูกของลิงชนิดนี้
เม่ือเขาอายุ 20 ปี  นอกจากโครงกระดูกแล้ว  โจนาธานยังพบเครื่องมือหินอื่นๆ 
ตกอยใู่ กลๆ้ ดว้ ย  ซง่ึ ในความเหน็ ของโจนาธาน  ลงิ ทม่ี คี วามสามารถสรา้ งเครอ่ื งมอื  
หินมาใช้ไดไ้ ม่น่าจะเป็นใครอ่นื นอกจากพวกเดียวกับเรา  ลิงเหลา่ นี้สมควรจะได้รับ 
การเรยี กขานวา่ เปน็ พวกเดยี วกบั เรา คอื เปน็ “คน” เขาเลยเรยี กสายพนั ธทุ์ เี่ ขาพบวา่  
โฮโม  ความหมายของมันคือ  พวกเดียวกันกับเรา  และชื่อเต็มของมนุษย์ลิงที่ใช้ 

วิวัฒนาการและกำเนิดมนุษย์ ชชั พล เกยี รติขจรธาดา 091


เครอ่ื งมือหินเปน็ ครง้ั แรกน้ีคอื โฮโม ฮาบิลสิ (Homo habilis) ซงึ่ น่าจะมชี ีวติ อยู่ 
ประมาณ 2.5 ลา้ นปที แี่ ลว้
สงสัยไหมครับว่าทำไมนักวิทยาศาสตร์ถึงให้ความสำคัญกันนักกับแค่การ 
เอาหนิ มาทบุ กนั ใหแ้ ตกแลว้ นำมาใชเ้ ปน็ เครอื่ งมอื มหิ นำซำ้ ยงั ตง้ั ชอื่ ใหเ้ ศษหนิ เหลา่ น ้ี
พร้อมกับเรยี กมนั วา่ เทคโนโลยี เชน่ เทคโนโลยีโอดูวาน (Oldowan) เทคโนโลยี 
อาชูเล่ยี น (Acheulean)  และทำไมการเอาหินมาทบุ กนั ถงึ จดั เป็น “เทคโนโลยี”
สาเหตุที่หินเหล่าน้ีไม่ธรรมดา  เพราะถ้าตอนนี้คุณเดินออกไปนอกบ้าน 
แล้วคว้าหินข้ึนมาจากพ้ืนสักก้อนเพ่ือนำมากะเทาะกัน  คุณจะไม่ได้ Hand Axe 
เหล่าน้ีมาโดยง่าย  เพราะหินที่จะนำมาใช้ทำเป็นเครื่องมือเหล่านี้ได้ต้องเป็นหิน 
พิเศษที่แตกง่ายและให้รอยแตกท่ีเรียบ นอกจากน้ันในการจะกะเทาะหินให้แตก 
แตล่ ะครงั้ คณุ ตอ้ งเลง็   เวลาคณุ เลง็ คณุ ตอ้ งมจี นิ ตนาการในหวั วา่ ถา้ กระแทกไปแลว้  
ตรงไหนจะแตก เมอ่ื แตกแลว้ หินจะออกมาหน้าตาเป็นอย่างไร จากน้นั จะกะเทาะ 
มมุ ไหนตอ่ เพอื่ ใหม้ นั คมหรอื มปี ลายแหลม เมอื่ คดิ ไดท้ ง้ั หมดแลว้ คณุ ถงึ ยกมอื ขน้ึ แลว้  
กระแทกหนิ ลงไปตามทคี่ ณุ “จนิ ตนาการ” ไวแ้ ลว้ ลว่ งหนา้ จดุ สำคญั อยตู่ รงนค้ี รบั ... 
การจะทำเครอื่ งมือหินได้ คณุ ตอ้ ง “วางแผน” ก่อนลงมอื ทำจรงิ การวางแผนหรอื  
จินตนาการได้น้ันคุณต้องใช้สมองส่วนที่อยู่แถวๆ หน้าผากที่เรียกว่า prefrontal 
cortex  (อ่านว่า พรี-ฟรอนทอล-คอร์เท็กซ์)  หรือท่ีมีชื่อเล่นว่า  สมองผู้บริหาร 
ในลิงสมองส่วนน้ียังไม่พัฒนามากนัก  แต่ในคนเราจับสมองส่วนนี้มาขยายขนาด 
และพฒั นาจนทิง้ ลงิ ไม่เห็นฝนุ่   การทเ่ี ราวางแผนเพอื่ ทำเครื่องมอื หนิ ได้เหมือนเปน็  
สัญญาณว่าสมองเราเร่ิมต้นเดินทางมาเป็นสมองของเราแล้ว  อีกไม่นานนักจาก 
ขวานมอื จะกลายมาเปน็ มอื ถือทเ่ี ราใช้กันในปัจจุบัน
การจะโอเวอร์คล็อกคอมพิวเตอร์กำลังไฟต้องแรงพอ  รถยนต์เคร่ืองจะ
แรงได้น้ำมันที่ใช้ต้องออกเทนสูง  สมองเราจะใหญ่ได้เราต้องมีแหล่งพลังงานสูง 
มาเล้ียงมันอย่างต่อเน่ือง  และส่ิงที่จะมาช่วยให้เราข้ามข้อจำกัดเร่ืองพลังงานน้ีคือ 
การไดก้ นิ อาหารคุณภาพดี อาหารทม่ี แี คลอรสี ูงเปน็ จดุ เรม่ิ ต้นของการไตบ่ ันไดขึ้น 
มาน่งั บนบัลลงั ก์นักลา่ ของโฮโม เซเปียนส์
เน้ือสัตว์ไม่เหมือนผักผลไม้  เพราะเน้ือสัตว์เป็นแหล่งแร่ธาตุ  วิตามิน 
ไขมนั   โปรตนี   และพลงั งานอนั อดุ ม  คนเราไมใ่ ชส่ ตั วก์ นิ พชื   แตเ่ ราเปน็ ออมนวิ อร ์
(Omnivore)  หมายความว่าเรากินสิ่งมีชีวิตทุกอย่างท่ีไม่ทำให้เราป่วยหรือตาย 
เราถกู สร้างมาใหต้ ้องกนิ ทัง้ พชื สัตว์ และผลไม ้ คำถามคอื   รไู้ ดอ้ ยา่ งไรวา่ เราเปน็  
ออมนิวอร์?... คำตอบคือ  ร่างกายของเราบอกไว้  เรื่องราวที่บันทึกไว้ในร่างกาย 
ของเราไม่โกหก
ในโลกของสตั วเ์ ลย้ี งลกู ดว้ ยนม  ถา้ แบง่ ตามอาหารทกี่ นิ กวา้ งๆ เราจะแบง่  
สตั วไ์ ดเ้ ปน็ สตั วก์ นิ พชื   สตั วท์ กี่ นิ ผลไม ้ สตั วก์ นิ เนอื้   และสตั วท์ ก่ี นิ ทกุ อยา่ งทง้ั ผกั  
ผลไม้และเน้ือสัตว์  ฟันของสัตว์กินเน้ือจะมีลักษณะเป็นแท่งแหลมๆ  อยู่ห่างกัน 

092 เร่ืองเลา่ จากรา่ งกาย เขา้ ใจร่างกาย พฤตกิ รรมและธรรมชาติผา่ นกระบวนการววิ ัฒนาการ


ซ่ึงช่วยในการกัดเจาะฉีกเนื้อและไม่ทำให้เศษเนื้อเข้าไปติดในซอกฟัน  (ไม่ต้องใช้ 
ไหมขดั ฟนั ) ในขณะทส่ี ตั วก์ ินพชื ฟันจะเรียงกนั แนน่ และหนา้ ตาจะเหมอื นฟันกราม 
ของเรา ฟนั ลกั ษณะนจ้ี ะใชบ้ ดผกั หญา้ เวลาเรากนิ เนอ้ื เราจะใชฟ้ นั เขยี้ วในการฉกี เนอ้ื  
ฟนั หนา้ ของเราดา้ นบนกบั ดา้ นลา่ งจะสบเหลอื่ มกนั เพราะจะทำหนา้ ทเ่ี หมอื นกรรไกร 
ทจี่ ะเฉอื นผา่ นกนั เพอ่ื ใชใ้ นการตดั อาหารทจ่ี ะกนิ   ถา้ คณุ ลองเอามอื ทาบไปบนแกม้  
ขา้ งหนง่ึ แลว้ ทำทา่ เหมอื นเคยี้ ว  คณุ จะรสู้ กึ ทฝ่ี า่ มอื ไดว้ า่ จากกรามลา่ งถงึ โหนกแกม้  
มีกล้ามเน้ือขยับอยู่ข้างใต้  เหนือกว่าน้ันข้ึนไปถึงขอบบนของใบหูก็ยังรู้สึกได้บ้าง 
แต่น้อยลง  และการขยับของกล้ามเนื้อระหว่างเคี้ยวที่เหนือใบหูขึ้นไปจะน้อยมาก 
แต่ในลิงกอริลล่าหรือบาบูน  กล้ามเน้ือที่ดึงกรามให้เคี้ยวบดพืชจะใหญ่และขึ้นไป 
เกาะถึงกลางหวั
น้ำลายของเรามเี อนไซม์อะไมเลส (Amylase) ชว่ ยย่อยอาหารพวกแปง้  
คารโ์ บไฮเดรต  เหมอื นสตั วก์ นิ พชื อนื่ ๆ  ในขณะทสี่ ตั วก์ นิ เนอ้ื   เชน่   แมว หรอื เสอื  
จะไมม่ เี อนไซมน์ ้ี สตั วก์ นิ เนอื้ มกั จะเคยี้ วอาหารไมล่ ะเอยี ด  แตจ่ ะกดั ใหม้ ขี นาดเลก็  
พอทจี่ ะกลนื แลว้ ปลอ่ ยใหท้ างเดนิ อาหารทำหนา้ ทต่ี อ่   แตส่ ตั วก์ นิ พชื จะเคย้ี วอาหาร 
นานมาก  ทำให้ในแต่ละวันจะเสียเวลาไปกับการเค้ียวอาหาร 4 ชั่วโมง  หรือ 
มากกว่านั้น  และบางคร้ังจะสำรอกขึ้นมาเพ่ือเคี้ยวต่อ  ในส่วนของทางเดินอาหาร 
กระเพาะอาหารของเราเหมอื นสตั วก์ นิ เนอื้ ซงึ่ จะมกี รดในกระเพาะทม่ี คี วามเปน็ กรด 
สูงมากๆ เพื่อช่วยสลายโปรตีนในเนื้อและยังช่วยฆ่าแบคทีเรียท่ีมากับเนื้อสัตว์ 
ทก่ี นิ เขา้ ไป  สว่ นสตั วก์ นิ พชื ทห่ี ยาบจะมกี ระเพาะทใ่ี หญห่ รอื หลายกระเพาะเพอ่ื หมกั  
พืชผักที่กินเข้าไป  ในลำไส้ของเราเองก็มีแบคทีเรียมากมายซ่ึงช่วยเราย่อยสกัด 
สารอาหารออกจากพืชท่ีเรากินเข้าไปแต่ไม่มากเท่าสัตว์กินพืชทั้งหลาย  สัตว์ 
กินพืชบางชนิดที่มีลำไส้สั้นมันจะมีพฤติกรรมการกินที่ช่างเลือกเพราะมันต้อง 
เลอื กกนิ ใบออ่ นทไี่ มค่ อ่ ยมเี ซลลโู ลส หรอื ในสตั วเ์ ลก็ ๆ เชน่ กระตา่ ย มนั ไมส่ ามารถ 
มีลำไสท้ ่ยี าวมากๆ ได้ มนั เลยแกป้ ัญหาด้วยการให้อาหารผ่านลำไส้ 2 รอบ คือ 
กระตา่ ยจะกินแล้วออึ อกมาแลว้ กนิ ซ้ำเพื่อเข้าไปย่อยต่ออกี หนึ่งรอบ
การท่ีเรามีกระเพาะเดียวและลำไส้ที่ยาวไม่มากบ่งว่าเราไม่ได้พึ่งพาแค่ 
พืชเป็นอาหาร  เราไม่จำเป็นต้องสกัดเอาโปรตีนออกจากหญ้าหรือใบไม้ให้มาก 
ที่สุดเท่าท่ีจะมากได้  เม่ือลำไส้เราสั้นลงทำให้ท้องเราเล็กกว่าสัตว์เล้ียงลูกด้วยนม 
หรือลงิ อ่นื ๆ รูปร่างของชายอกสามศอก อกจะกว้างเอวจะแคบเหมอื นสามเหลย่ี ม 
ที่ปลายแหลมชี้ลง แต่กอริลล่า ชิมแปนซี หรืออุรังอุตัง รูปร่างจะตรงข้ามกับ 
เราคือ  เป็นเหมือนสามเหลย่ี มปลายแหลมชี้ขึ้นเพราะช่องทอ้ งมนั เต็มไปดว้ ยลำไส ้
เม่ือลำไส้ของเราสั้นลง  ท้องเราก็เบาลง  การลุกขึ้นเดินสองขาก็ย่ิงทำได้ง่ายขึ้น 
โดยไม่ตอ้ งใชส้ ี่ขาช่วยรับนำ้ หนกั ท้อง
แต่เหตุผลที่เห็นได้ชัดที่สุดท่ีทำให้เรารู้ว่าเราเป็นสัตว์ที่กินทุกอย่างคือ 
สัญชาตญาณในการกินของเราเอง  ตราบใดที่กล่ินหมูปิ้ง  รสชาติไก่ย่างทำให้เรา 

วิวฒั นาการและกำเนดิ มนุษย์ ชัชพล เกยี รติขจรธาดา 093


น้ำลายไหลได้  เราก็รู้ว่าเราเป็นสัตว์กินเน้ือ  ถ้าเรายังอยากกินมะม่วง  ทุเรียน 
มังคุด  เราก็รู้ว่าเรายังเป็นสัตว์กินผลไม้  แม้ว่าไม่ทุกคนท่ีชอบกินผักแต่ผักก็ยัง 
เป็นส่วนหน่ึงที่ทำให้อาหารอร่อยขึ้นได้  ทำให้เรารู้ว่าเราก็เป็นสัตว์ที่กินใบไม้ด้วย 
ผมจะไม่ลงรายละเอียดสัญชาตญาณในการกินตอนน้ีเพราะเราจะคุยเร่ืองนี้ 
กันอีกคร้ัง  แต่ผมอยากให้เข้าใจว่าเราชอบกินส่ิงเหล่านี้เพราะสมองเราสร้างมาให้ 
ชอบสง่ิ เหลา่ น ี้ สมองเราออกแบบมาใหช้ อบสงิ่ เหลา่ นเี้ พราะมนั ดกี บั รา่ งกายของเรา 
การกินเนื้อสัตว์ทำให้เรามีแหล่งโปรตีน  ไขมัน  และแร่ธาตุแห่งใหม่ที่มีคุณภาพ 
เราไม่ต้องเสียเวลาไปกับการเคี้ยวหลายช่ัวโมงต่อวันอีกต่อไป  เครื่องในสัตว์เป็น 
แหล่งสำคัญของคอเลสเตอรอลท่ีจำเป็นสำหรับการสร้างสมองและเส้นประสาท 
ดังน้ัน  การลงจากต้นไม้เป็นการเพ่ิมโอกาสให้เรากินเน้ือสัตว์มากข้ึนและทำให้เรา 
ข้ามข้อจำกัดแรกในเส้นทางเดินของการมามีสมองใหญ่อย่างทุกวันนี้  แต่ยังมีข้อ 
จำกดั สำคญั อกี หนง่ึ ขอ้ ทบ่ี รรพบรุ ษุ ของเราขา้ มผา่ นมาจนมนษุ ยล์ งิ พฒั นามาเปน็ เรา 
นน่ั คือ  การใช้ความร้อนในการทำอาหาร

094 เรื่องเล่าจากรา่ งกาย เข้าใจร่างกาย พฤตกิ รรมและธรรมชาติผ่านกระบวนการววิ ฒั นาการ


13

{ }ทำไมเราทำอาหาร (กำเนิดสมองคน ตอนที่ 2) 
เมอ่ื ใชไ้ ฟในการทำอาหารความจำเป็นของการต้องมีลำไสท้ ่ียาวก็ลดลง
เมอ่ื ประหยดั พลงั งานทไ่ี ปเลย้ี งลำไสไ้ ด้ เรากก็ า้ วขา้ มขอ้ จำกดั ของสมองทต่ี อ้ งการพลงั งานสงู ไปได้

มนุษย์เป็นสัตว์ท่ีแปลก  สัตว์อ่ืนๆ  ในโลกนี้ต่างก็กิน 
อาหารดิบๆ กันท้ังหมด  ไม่ว่าจะเป็นพืชหรือสัตว์ดิบ 
แต่คนเราหงุ ตม้ อาหาร  คำถามคือ  เรารวู้ า่ การหุงตม้ เปน็  
การกินที่ถูกสุขลักษณะเราจึงทำเช่นนั้น  หรือว่าเราเป็น 
สัตวท์ ต่ี อ้ งกินอาหารทสี่ ุก?... คำตอบคือมนุษยไ์ ม่สามารถ 
อยู่ได้ด้วยอาหารดิบอย่างเดียว  เราใช้ไฟในการหุงต้ม 
อาหารมานานจนทำให้เรากลายเป็นสัตว์ท่ีต้องกินอาหาร 
ทส่ี กุ   ไม่วา่ จะเป็นเนือ้ สัตวห์ รอื พืชผัก

096 เรือ่ งเลา่ จากร่างกาย เข้าใจรา่ งกาย พฤตกิ รรมและธรรมชาติผา่ นกระบวนการวิวัฒนาการ


ผมเชื่อว่าหลายคนคงเริ่มสงสัยหรือค้านในใจ  เพราะเรามักจะได้ยินหรือ 
เคยไดอ้ า่ นมาวา่   ความรอ้ นสามารถทำลายวติ ามนิ ในผกั และผลไมจ้ นแทบไมเ่ หลอื  
คุณค่าอะไรเลย หรอื อาหารปงิ้ ย่างมสี ารก่อมะเรง็   ทำใหภ้ าพลกั ษณ์ของการหงุ ตม้  
อาหารถูกมองว่าทำไปเพื่อฆ่าเช้ือโรคหรือพยาธิ  ทำให้อาหารอร่อยข้ึนหรือไม่ก็ 
ทำลายพิษในผักหรือถ่ัวบางชนิดเท่าน้ัน  คงมีคนไม่มากท่ีมองว่าการทำอาหารเป็น 
การทำให้อาหารเหมาะกับทางเดินอาหารของเรามากข้ึน  หรือการทำอาหารทำให้ 
อาหารมีประโยชนก์ ับเรามากขึน้
ในยุโรปและในอเมริกาจะมีคนกลุ่มหนึ่งกินอาหารทุกอย่างดิบๆ ไม่ว่าจะ 
เป็นพืชผักหรือเนื้อสัตว์  เพราะเชื่อว่าดีกับสุขภาพ  โดยคนกลุ่มน้ีเรียกอาหารของ 
ตัวเองว่า Raw food diet หรือเรียกตัวเองว่า Raw-foodists  ถ้าคนเหล่าน้ี 
กินอาหารดิบได้จริง  ก็แสดงว่าคนเรามีชีวิตอยู่ได้ด้วยอาหารดิบๆ โดยไม่ต้อง 
หุงต้มอาหารก็ได้  แต่เมื่อนักวิทยาศาสตร์ไปศึกษาในรายละเอียดจริงๆ พบว่า 
มากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของคนกิน Raw food diet  จำเป็นต้องกินอาหาร 
ที่ทำให้สุกบ้างปะปนไปด้วย  ส่วนในแง่ของสุขภาพคนเหล่านี้ถ้ากินอาหารดิบ 
เป็นส่วนใหญ่มานาน  เกือบทุกคนจะมีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ท่ีควรจะเป็นและ 
มีปัญหาในการคุมไม่ให้น้ำหนักลดต่ำลงไปอีก  มากกว่าครึ่งไม่มีประจำเดือน 
เพราะผอมเกินไป  แม้ในคนท่ีมีประจำเดือนก็จะมีปัญหามีลูกยากกว่าปกติ 
แย่ไปกว่าน้ันส่วนใหญ่ของคนท่ีกิน Raw food diet  บอกว่าแทบจะเลิกคิดเร่ือง 
ทางเพศไปเลย  เพราะความต้องการหายไปเกอื บหมด
สำหรบั ทา่ นทไ่ี มค่ นุ้ เคยอาจสงสยั วา่ ทำไมคนเหลา่ นถ้ี งึ ไดก้ นิ อาหารดบิ ?... 
นั่นเพราะพวกเขาเชื่อว่า  การทำอาหารให้สุกทำให้เสียคุณค่าทางโภชนาการ 
ความเชื่อน้ีเริ่มมาจากหนังสือของ เอ็ดเวิร์ด ฮาวเวล (Edward Howell)  ในปี
ค.ศ. 1946  ซ่ึงเชื่อว่าในผักผลไม้มีพลังชีวิตและเอนไซม์ การประกอบอาหาร 
ด้วยความร้อนจะทำให้พลังชีวิตและเอนไซม์สูญสลายไป  ซ่ึงในความเป็นจริง 
มันเป็นไปไม่ได้เลยท่ีเอนไซม์ในผักผลไม้จะมาทำประโยชน์ให้กับร่างกายของเรา 
เพราะเอนไซม์เป็นโปรตีนซึ่งจะเสียสภาพธรรมชาติหรือที่เรียกว่า  denature
ทันทีท่ถี ูกกรดในกระเพาะอาหาร และเอนไซม์ไมว่ ่าจะเปน็ ของพชื หรอื ของสตั ว์ใดๆ 
ก็ตามจะมีความจำเพาะสูงมาก  หมายความว่าของใครของมัน  ใครสร้างคนนั้นใช้ 
(ตัวน้ันหรือต้นน้ันใช้) เอนไซม์ของพืชก็จะทำงานในพืชแต่จะไม่ข้ามมาทำงาน 
ในร่างกายของคนหรือสัตว์  ดังน้ันคำถามถัดไปคือ  ทำไมคนเราอยู่ด้วยอาหารดิบ 
ไม่ได้ ทั้งๆ ท่ีสัตว์ทุกชนิดในโลกล้วนกินอาหารดิบทั้งนั้น? ทำไมเราเสียความ 
สามารถในการกินอาหารดบิ ไป?
ในการศึกษาคนที่กินอาหารดิบอย่างเดียวพบว่า  แม้คนเหล่านี้จะได้ 
แคลอรีจากการคำนวณในปริมาณมากเกินพอ  น้ำหนักก็ยังลดลงเรื่อยๆ ทำให้ 
เราพอจะเดากันได้ว่าทางเดินอาหารของเราคงย่อยหรือดูดซึมอาหารดิบได้ไม่ดี 

ววิ ัฒนาการและกำเนดิ มนษุ ย์ ชัชพล เกยี รติขจรธาดา 097


แต่ถ้ามาคิดดูในแง่ของวิวัฒนาการ  การที่เราไม่สามารถย่อยอาหารดิบได้เป็น 
ผลเสียอย่างมาก  เพราะอาหารในธรรมชาติเป็นของดิบท้ังนั้น  อาหารเป็นของ 
หายาก  เมื่อกินแล้วกลับย่อยได้ไม่หมดเป็นการเสียของอย่างมาก  ทำไมการเสีย 
ความสามารถย่อยอาหารดิบจึงถูกคัดเลือกมาได้?  การที่ย่อยอาหารดิบได้ไม่ดี 
นา่ จะเป็นขอ้ เสยี ให้สตั ว์น้นั เสยี เปรยี บไมใ่ ช่หรอื ?
คำตอบท่ีน่าจะเป็นไปได้คือ  เพราะเราควบคุมไฟได้มานานมากแล้ว 
เมอื่ เราควบคมุ ไฟได ้ เรากม็ ไี ฟไวห้ งุ อาหารทกุ ครง้ั ทเี่ ราตอ้ งการ  เมอ่ื เรากนิ อาหาร 
ทท่ี ำใหส้ กุ มานาน  ทางเดนิ อาหารของบรรพบรุ ษุ ของเรากค็ อ่ ยๆ ปรบั เพอื่ ใหเ้ ขา้ กบั  
อาหารที่สุกจนเราไม่สามารถอยู่ได้ด้วยอาหารดิบอีกต่อไป  แต่การที่สมมติฐานนี้ 
จะเปน็ จริงได้  เราตอ้ งพิสูจนใ์ หไ้ ด้ก่อนว่าอาหารที่สกุ ยอ่ ยงา่ ยกวา่ จริง?
ปกตอิ าหารจำพวกโปรตนี หรอื เนอื้ สตั วจ์ ะยอ่ ยในกระเพาะอาหารเปน็ หลกั  
ส่วนอาหารอ่ืนๆ  จะย่อยและดูดซึมมากในลำไส้เล็ก  ลำไส้ใหญ่จะไม่ทำหน้าท่ี 
ในการย่อยมากนัก  ดังนั้นถ้าเราอยากทดสอบการย่อยเนื้อสัตว์  เราก็ต้องดูท่ี 
กระเพาะอาหาร  ถ้าอยากทดสอบการย่อยคาร์โบไฮเดรต เช่น พวกผัก ผลไม้ 
หัวเผือกหัวมัน  เราก็ต้องดูที่ลำไส้เล็ก  เราจะมาเร่ิมต้นท่ีการย่อยคาร์โบไฮเดรต 
กันก่อน
วิธีทดสอบทำได้ไม่ยาก  เร่ิมด้วยการหาคนมาหน่ึงคน  แล้วให้เขากิน 
อาหาร 2 แบบคอื   อาหารทีผ่ ่านความร้อนกับอาหารดิบ  เสร็จแล้วเมอื่ อาหารผ่าน 
ลำไสเ้ ลก็ ไป (จดุ สดุ ทา้ ยของการยอ่ ย)  และกอ่ นทจี่ ะไปเขา้ ลำไสใ้ หญ ่ เรากผ็ า่ ทอ้ ง 
เปดิ ลำไสเ้ ลก็ แลว้ เอาอาหารนน้ั ออกมาเทยี บกนั ดวู า่ อาหารยอ่ ยไปไดม้ ากนอ้ ยตา่ งกนั  
แค่ไหน แน่นอนว่าเราไม่สามารถทำการทดลองอย่างนั้นจริงๆ ในคนได้ แต่ถ้า 
มลี ำไสเ้ ล็กท่ีเปิดรอไวแ้ ลว้ เรากท็ ดสอบดูได้
ในทางการแพทย์มีผู้ป่วยหลายกรณีท่ีหมอจำเป็นต้องผ่าตัดแล้วนำ 
ลำไสเ้ ลก็ สว่ นปลายมาเปดิ ไวท้ ห่ี นา้ ทอ้ ง  ซง่ึ อาจเปน็ อยา่ งถาวรคอื   ถา่ ยทางหนา้ ทอ้ ง 
หรืออาจเป็นการชั่วคราวซึ่งหมอจะผ่าตัดปิดให้ในภายหลัง  การผ่าตัดลักษณะน้ี 
มชี ื่อเรยี กวา่ ileostomy (อา่ นว่า ไอลอี อส-โตมี) มาจากคำวา่ ไอเลย่ี ม (ileum) 
ซ่ึงเป็นช่อื ของลำไสเ้ ล็กสว่ นปลาย คำวา่ ออสโตมี (ostomy) หมายถงึ ปากหรือ 
รูเปดิ   รวมกนั กห็ มายถึงรเู ปิดของลำไส้เล็กสว่ นปลาย  อาหารท่ีออกมาทางรเู ปิดน ี้
ปกตกิ ็ไมไ่ ด้ใชอ้ ะไรนอกจากเอาไปท้งิ ดังนั้น ถ้าเราให้ผปู้ ่วยทานอาหารดบิ และสกุ  
เทียบกันเราก็บอกได้ว่าลำไส้เราย่อยอาหารต่างกันแค่ไหน  ในการศึกษาที่ทำใน 
ผู้ป่วยอาสาสมัครท่ีมี ileostomy อยู่แล้ว ผลท่ีพบคือ  ถ้าอาหารคาร์โบไฮเดรต 
ในธรรมชาติ เช่น ฟักทอง เผือก มันหรือผักชนิดต่างๆ ผ่านความร้อนมาก่อน 
เมอื่ ใหก้ นิ พบวา่ จะถกู ยอ่ ยไป  85-95  เปอรเ์ ซน็ ต์ แตถ่ า้ ใหก้ นิ ดบิ ๆ จะยอ่ ยไดน้ อ้ ยกวา่  
คอื ยอ่ ยไปประมาณ 50-70 เปอรเ์ ซน็ ต ์ สรปุ คอื อาหารคารโ์ บไฮเดรตทผ่ี า่ นความรอ้ น 
ยอ่ ยได้มากกวา่

098 เรือ่ งเล่าจากร่างกาย เขา้ ใจรา่ งกาย พฤตกิ รรมและธรรมชาติผา่ นกระบวนการววิ ัฒนาการ


มาถึงอาหารจำพวกโปรตีน  เราจะรู้ได้อย่างไรว่ากระเพาะย่อยเน้ือดิบกับ 
เน้ือสุกต่างกันหรือเปล่า?  ในกรณีนี้เราไม่สามารถทำการทดลองได้เพราะเรา 
ไม่สามารถเอาอาหารออกจากกระเพาะมาตรวจได้โดยไม่เป็นผลเสียต่อคนท่ีถูก 
ทำการทดลอง  แตบ่ ังเอญิ วา่ เรามบี ันทกึ เก่าแก่ท่เี ขยี นถึงเร่อื งนี้ไว้อย่แู ล้ว

…..........
วันท่ี 6 มิถุนายน ค.ศ. 1822  หรือเกือบ 200 ปีมาแล้ว  เป็นวัน 
โชคร้ายของชายหนุ่มอายุ 28 ปี อเล็กซสิ เซนต์ มาร์ตนิ (Alexis St. Martin) 
ปืนยาวเกิดลั่นใส่ท้องของเขาในระยะเผาขน  แรงจากกระสุนปืนทำให้ท้องของเขา 
มีรูเปิดขนาดใหญ่พอท่ีจะใส่กำปั้นเข้าไปได้  เนื้อปอดส่วนล่าง  กระบังลมฉีกขาด
ซ่ีโครงแตกกระจุยหลุดลอยออกไป  กระเพาะถูกระเบิดออกเป็นรูขนาดใหญ่  ซ่ึง
สำหรับการแพทย์ในยุคนั้นบาดแผลสาหัสขนาดน้ีไม่มีทางรอด  แต่หมอวิลเล่ียม 
โบวม์ อนท์ (William Beaumont) ตดั สนิ ใจผา่ ตดั ชว่ ยเหลอื และรกั ษาชวี ติ ของมารต์ นิ  
ไว้ได้  ต่อมาไม่นานมาร์ตินก็กลับมาแข็งแรงเหมือนปกติอย่างน่าอัศจรรย์  แต่สิ่ง 
ทไ่ี มป่ กตคิ อื   เขากลายเปน็ คนทมี่ รี เู ปดิ ทหี่ นา้ ทอ้ ง  รนู เ้ี ปน็ โพรงตอ่ เขา้ ไปทกี่ ระเพาะ 
อาหาร ซง่ึ ถา้ เราเอานว้ิ จม้ิ เขา้ ไปในรทู หี่ นา้ ทอ้ งนเี้ ราจะคลำภายในกระเพาะของเขาได ้
ปัจจุบันน้ีหมอสามารถรักษารูน้ีได้ไม่ยาก  ทว่าเมื่อ 200 ปีก่อนไม่มีใครรู้ว่า 
จะทำยังไงกับรูแบบน้ ี หมอโบว์มอนทจ์ งึ ปลอ่ ยรนู ี้ทิง้ ไวเ้ ฉยๆ
หลังจากท่ีมาร์ตินหายดี  เขาก็ได้ทำงานเป็นลูกจ้างของหมอโบว์มอนท์ 
ในยุคน้ันความรู้เกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารยังน้อยมาก  หมอโบว์มอนท์เห็น 
เป็นโอกาสดี  เลยสังเกตและทดลองเก่ียวกับการทำงานของกระเพาะอาหารจาก 
รูเปิดนี้  หน่ึงในการทดลองท่ีเขาทำและจดบันทึกไว้คือ  เขาเอาเน้ือสองชิ้นที่มี 
ขนาดเท่าๆ กัน  ชิ้นหน่ึงทำให้สุก อีกชิ้นเป็นเนื้อดิบ  หลังจากทุบเนื้อน้ันจนเละ 
(ทำให้เหมือนโดนเค้ียว)  เขาก็ผูกเนื้อทั้งสองไว้ด้วยเชือกเส้นเล็กๆ แล้วใส่เข้าไป 
ในกระเพาะอาหารของมาร์ติน  2 ช่ัวโมงต่อมาเขาดึงเน้ือออกมาดูแล้วก็พบว่า 
เนื้อท่ที ำใหส้ ุกถูกย่อยไปเกือบหมด  แตเ่ นื้อดบิ มีรอยยุ่ยแค่ผิวๆ เท่านัน้   นอกจาก 
เนือ้ วัวแล้วเขากท็ ดลองกับเนอ้ื สตั วอ์ น่ื ๆ ซง่ึ เขาพบวา่   แมว้ า่ เนื้อสตั วอ์ ืน่ จะย่อยงา่ ย 
กว่า  แต่กระเพาะของคนยอ่ ยเนอ้ื สัตว์ดิบไดไ้ ม่คอ่ ยดีนัก
เม่ือเราดูร่างกายของเราเทียบกับสัตว์อื่นๆ  โดยเฉพาะในลิงทั้งท่ีมีหาง 
และไมม่ หี าง  โดยทวั่ ไปขนาดของอวยั วะภายในมกั จะสมั พนั ธก์ บั ขนาดของรา่ งกาย 
เช่น เม่ือตวั ใหญก่ วา่ ตับ ไต ม้าม กระเพาะ ก็มกั จะใหญ่กว่าดว้ ย แตร่ า่ งกายของ 
เรากลับไม่เป็นไปตามน้ัน  เคยเห็นชิมแปนซีหาวไหมครับ  ความกว้างของปากเรา 
และความจุในช่องปากของเราเทียบไม่ได้กับลิงท่ีตัวเล็กๆ เหล่าน้ัน  ริมฝีปากเรา 
บอบบางมาก  แต่ชิมแปนซีสามารถท่ีจะคั้นน้ำส้มโดยใช้ริมฝีปากของมันบ้ีผลส้ม 
ไปกบั ฟนั ได ้ กรามเรากไ็ มแ่ ขง็ แรงเทา่ ชมิ แปนซ ี แรงบดจากการกดั ของเรานอ้ ยมาก 

ววิ ัฒนาการและกำเนดิ มนุษย์ ชชั พล เกียรติขจรธาดา 099


Click to View FlipBook Version