The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เรื่องเล่าจากร่างกาย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by summerwar5u, 2022-12-28 10:02:25

เรื่องเล่าจากร่างกาย

เรื่องเล่าจากร่างกาย

ไปด้านหน้าแล้วเหมือนมันจะหล่นลงมา)  ส่วนบนท่ีเอียงไปด้านหน้าจะอยู่แถว 
หน้าผาก  ส่วนโคนของไอศกรีมจะอยู่แถวๆ ต้นคอ ในคนจะพิเศษหน่อยตรงท่ี 
ไอศกรีมก้อนบนจะใหญ่มากเหมือนกับว่ามันโปะลงไปแล้วย้อยลงมาคลุมไอศกรีม 
ก้อนล่างไว้  ทำให้เมื่อมองจากภายนอกจะไม่เห็นไอศกรีมก้อนล่าง  เห็นแต่โคน 
ย่นื ลงมา


สมองลิง

สมองสตั ว์เลยี้ งลกู ดว้ ยนม

สมองกง้ิ ก่า

สว่ นโคนของไอศกรมี เปน็ สว่ นทม่ี ชี อ่ื วา่ กา้ นสมอง  ซง่ึ เราจะนบั รวมสว่ นท่ี 
ช่ือว่า  ไฮโปธาลามัส  (จะอธิบายในภายหลัง) เข้าไปด้วย  สมองส่วนน้ีเป็นสมอง 
ทก่ี งิ้ กา่ หรอื สมองทไ่ี ดโนเสารส์ รา้ งเอาไว้ แลว้ สตั วอ์ น่ื ๆ  ทว่ี วิ ฒั นาการมาทหี ลงั นำไป 
ใช้ซ่งึ กร็ วมพวกเราด้วย  ถัดขึน้ มาถึงไอศกรมี กอ้ นลา่ ง  สมองส่วนนีเ้ ปน็ ส่วนทส่ี ัตว ์
เล้ียงลูกด้วยนมโปะไปทับบนสมองกิ้งก่า  สมองส่วนนี้ไม่ใช่ว่าจะไม่มีในกิ้งก่า  แต ่
สมองสว่ นนใ้ี นกง้ิ กา่ พฒั นานอ้ ยมากเมอื่ เทยี บกบั สตั วเ์ ลยี้ งลกู ดว้ ยนม  สมองสว่ นนี้ 
จะมีส่วนที่เรียกว่าระบบลิมบิกทำงานอยู่ สมองส่วนนี้จะทำงานเกี่ยวกับอารมณ์ 
เกยี่ วกบั ความจำ  เราจะเรยี กสมองสว่ นนรี้ วมๆ วา่ สมองสตั วเ์ ลยี้ งลกู ดว้ ยนม  สมอง 
ชนั้ ถดั ไปหรอื ชน้ั บนสดุ เปน็ สมองทพ่ี ฒั นามากในลงิ ไพรเมตตา่ งๆ รวมไปถงึ เราดว้ ย 
เราเรียกสมองส่วนน้ีว่า  เปลือกสมอง  หรือ neocortex  หรืออาจจะเรียกเล่นๆ 
วา่ สมองลิงกไ็ ด้

150 เรือ่ งเล่าจากร่างกาย เข้าใจร่างกาย พฤติกรรมและธรรมชาตผิ า่ นกระบวนการววิ ัฒนาการ

คำถามคือ สมองคนต่างจากสมองลิงตรงไหน?...  สมองส่วนท่ีทำให้เรา 
พเิ ศษกวา่ ลงิ ไพรเมตอนื่ ๆ  คอื สว่ นทอ่ี ยดู่ า้ นหนา้ สดุ ของเปลอื กสมองหรอื สมองทอี่ ยู่
แถวๆ หน้าผากของเรา  ทีเ่ รยี กว่าสมองสว่ นหน้าหรือ prefrontal cortex (อ่านว่า
พร-ี ฟรอนทอล-คอร์เท็กซ)์   ส่วนนี้เปน็ ส่วนท่พี ฒั นามากเป็นพิเศษในคน
คราวนม้ี าดูกนั ครา่ วๆ  ว่าสมองแต่ละช้นั มันทำงานอะไรบ้าง... เมื่อคณุ ด ู
พฤติกรรมของจระเข้  ก้ิงก่า  หรือสัตว์เลื้อยคลานต่างๆ  คุณจะเห็นว่าสัตว์เหล่าน้ี 
มนั ดเู หมอื นจะไมม่ อี ารมณซ์ บั ซอ้ นอะไรมาก  มนั จะไมค่ อ่ ยดรามา่   เวลาหวิ   เวลา 
อยากสืบพันธุ์ก็จะลุกข้ึนมาดุร้ายที  ต่อสู้ที  หลังจากนั้นก็จะกลับไปนอนหรือน่ัง 
เฉยๆ ตอ่   สมองกงิ้ กา่ จะทำหนา้ ทธี่ รรมดาๆ ไมค่ อ่ ยมสี สี นั มากนกั   แตม่ คี วามสำคญั  
มากสำหรับการดำรงชีวิต เช่น มันจะคุมอัตราการเต้นของหัวใจว่าจะให้เต้นเร็ว 
หรอื ชา้   มนั จะทำงานเกย่ี วกบั การหายใจ  มนั จะคมุ การยอ่ ยอาหาร  ทำงานเกย่ี วกบั  
การแสดงออกทางร่างกายท่ีเกี่ยวกับความต้องการทางเพศ  หรือพูดง่ายๆ คือ 
คุมส่วนหลกั ๆ ท่ีจะทำให้สตั ว์มีชีวติ อย่ไู ด ้ สืบพันธ์ุได้
เม่ือเราเขยิบขึ้นมาช้ันท่ีสอง  (ไอศกรีมก้อนล่าง)  หรือสมองสัตว์ 
เล้ียงลูกด้วยนม  งานหลักๆ  ของสมองช้ันน้ีจะเก่ียวกับอารมณ์ต่างๆ  ความรัก 
ความเศร้า  ความโกรธ  รวมไปถึงความจำ  ระบบท่ีสำคัญในชั้นน้ีมีช่ือว่าระบบ 
ลิมบิก (limbic system) คำว่า ลิมบิก  มาจากภาษาละตินว่า limbus แปลว่า 
ขอบเขต  เส้นแบ่ง  ท่ีมันชื่อนี้เพราะนักวทิ ยาศาสตร์มองว่ามันเหมือนเป็นขอบเขต 
ที่แยกสมองซีกซ้ายและขวาออกจากกัน  เราจะเข้าใจการทำงานของสมองช้ันนี้ 
ง่ายข้ึนถ้าเราเทียบพฤติกรรมของสัตว์เล้ียงลูกด้วยนมกับสัตว์เลื้อยคลาน  ใน 
สัตว์เลื้อยคลานเราจะเห็นมันดูแลลูก  ป้องกันลูก  แต่บางคร้ังมันก็กินลูกตัวเอง 
หน้าตาเฉย  หรือเมื่อลูกมีอันตรายมันก็จะเข้าปกป้องเต็มที่  แต่ถ้าลูกมันโดนกิน 
มันก็ดูจะไม่เดือดร้อนอะไรมาก  ในทางตรงกันข้าม  สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมันจะ 
ดูมีอารมณ์มากกว่า  ถ้าลูกมันตายไปหรือหายไปเราจะพอมองออกมาว่ามันเศร้า 
มันจะเดินหาลูก  มันจะร้องครวญคราง  เรามองสายตามันเราก็บอกได้ว่ามันเศร้า 
อกี ตวั อยา่ งทเ่ี หน็ ชดั คอื   หมาและกงิ้ กา่   ในคนทเี่ ลย้ี งหมาจะรวู้ า่ หมามนั จะจำเราได้ 
มันจะดีใจ เสียใจ มันจะงอน ใหเ้ ห็นได้ชัดเจน  ในทางตรงกนั ข้าม  คนท่เี ล้ียงกิง้ ก่า 
จะรวู้ ่ากิ้งก่าจะไม่งอนหรือแสดงทา่ วา่ จำเราได ้ หรอื ดีใจเมอ่ื ไดเ้ จอเจ้าของ
ถัดข้ึนไปช้ันบนสุดคือ  สมองลิง  หรือที่เรียกว่า  neocortex  ซึ่งมาจาก 
ภาษาละติน นีโอ แปลว่า ใหม่ ส่วน คอรเ์ ทกซ์ หมายถึง คลุมหรือหุ้ม รวมแลว้ ก ็
หมายถงึ   เปลอื กหมุ้ ชนั้ ใหม ่ หรอื เปลอื กสมองทพี่ ฒั นาขน้ึ มาใหม ่ งานหลกั ๆ ของ 
สมองชั้นนี้จะเกี่ยวข้องกับการอยู่ร่วมในสังคม เช่น การใช้เหตุผล  การตัดสินใจ 
การพิจารณาไตร่ตรองสงิ่ ทเ่ี ห็น  สิง่ ทไ่ี ดย้ ินหรอื สง่ิ เร้าอนื่ ๆ ทไี่ ด้รับมาจากประสาท 
สมั ผสั   การวางแผนกอ่ นทำอะไรตา่ งๆ ทำใหส้ ตั วท์ ส่ี มองชน้ั นพี้ ฒั นาด ี (ซง่ึ ปจั จบุ นั  
กเ็ หลอื แตเ่ ราตระกลู เดยี ว)  จะมคี วามสามารถทจ่ี ะคดิ กอ่ นทจ่ี ะทำ  ไมใ่ ชต่ อบสนอง 

เมื่อมนษุ ยย์ ุคหินมาอยู่ในโลกปจั จบุ นั ชัชพล เกยี รติขจรธาดา 151

สมอง CEO

ออกไปตามสงิ่ เรา้ ภายนอก (สมองสว่ นนที้ ำใหเ้ รา “อดเปรยี้ วไวก้ นิ หวาน” ได)้   เมอื่  
มาถึงในคน  เราพัฒนาส่วนหน้าของสมองน้ีขึ้นไปอีกขั้น  โดยเฉพาะส่วนที่อยู่ด้าน 
หนา้ สดุ ทมี่ ชี อื่ วา่ prefrontal cortex  สมองสว่ นนม้ี ชี อื่ เลน่ อกี อยา่ งวา่   สมองผบู้ รหิ าร 
หรือสมองซีอีโอ  สมองส่วนหน้าน้ีเป็นส่วนที่ทำให้เราคิดต่างไปจากลิงอีกขั้นหน่ึง 
ทำใหเ้ รากลายเปน็ ลงิ เหนอื ลงิ   ในบทที่ 14 ทผ่ี า่ นมา  เราคยุ กนั ไวว้ า่   โรบนิ ดนั บาร ์
พบว่าขนาดของเปลือกสมองจะสัมพันธ์กับขนาดของสังคมลิงไพรเมตที่ใหญ่และ 
ซับซ้อน  สมองส่วนที่ว่าน้ันคือสมองส่วนนี้เอง  ซ่ึงส่วนนี้ทำให้การอยู่เป็นสังคม 
อย่างซับซ้อนเกิดข้ึนได้  สมองส่วนน้ียังเป็นส่วนที่ทำให้เกิดการวางแผนข้ึนในใจ 
ก่อนจะกะเทาะหินเพ่ือสร้างขวานมือ  และสมองส่วนนี้อีกเช่นกันท่ีทำให้เรา 
สามารถคดิ   “เขาร ู้ ว่าฉนั รู้  วา่ เขาหลอกฉนั ”
สมองในแต่ละช้ันยังมีรายละเอียดอีกมากและการทำงานของแต่ละชั้น 
ก็ไม่ได้แยกจากกันเด็ดขาด  แต่น่ันเป็นรายละเอียดที่เราจะไม่ไปสนใจลงลึกกันใน 
ตอนนี้  สาเหตุท่ีเราศึกษาสมองตามเวลาที่มันวิวัฒนาการมาเพราะมันจะทำให้เรา 
เขา้ ใจการทำงานของสมองไดง้ า่ ยขน้ึ

152 เรอ่ื งเลา่ จากร่างกาย เขา้ ใจร่างกาย พฤติกรรมและธรรมชาติผ่านกระบวนการววิ ฒั นาการ

หลักการท่ีผมอยากให้เข้าใจเกี่ยวกับสมองจะมีอยู่สองข้อคือ  หนึ่ง
สมองส่วนที่อยู่ล่างๆ จะเก่ากว่า  หรือพัฒนามาก่อนสมองส่วนท่ีอยู่บนๆ  สมอง 
ส่วนล่างเป็นสมองที่ก้ิงก่าสร้างข้ึนมาก่อนท่ีจะมีสัตว์เล้ียงลูกด้วยนมตัวแรกเกิดข้ึน 
ในโลก  สมองสว่ นนเ้ี รารบั เทคโนโลยมี าจากกงิ้ กา่ โดยทเี่ ราแทบจะไมไ่ ดไ้ ปดดั แปลง 
หรอื เปลย่ี นแปลงการทำงานของมนั เพราะมนั ทำงานไดด้ อี ยแู่ ลว้   (เหมอื นเทคโนโลยี 
เก่าที่พัฒนาต่อเนื่องมานานจนเทคโนโลยีค่อนข้างคงท่ี)  เมื่อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 
เกิดข้ึนมาบนโลก  สัตว์เล้ียงลูกด้วยนมก็มุ่งมั่นพัฒนาสมองช้ันที่สองหรือส่วนที่ 
เรยี กวา่ ระบบลมิ บกิ ใหด้ ยี ง่ิ ขน้ึ แลว้ โปะทบั ซอ้ นไปบนสมองกงิ้ กา่   ทำใหส้ ตั วเ์ ลยี้ งลกู  
ด้วยนมเป็นสัตว์ที่มีอารมณ์จัด  มีความรัก มีความเจ็บ มีความจำ ต่างจากกิ้งก่า 
ปลาทอง หรอื แมลงสาบ  เมอื่ ลงิ ไพรเมตเกดิ ขน้ึ ในโลก  สมองสว่ นทไี่ ดร้ บั การพฒั นา 
ใหม่ล่าสุดคือเปลือกสมองหรือสมองลิง  โดยสมองลิงนี้จะโปะทับไปบนสมองสัตว ์
เลยี้ งลูกด้วยนมอกี ที
หลักการข้อท่ีสองคือ  สมองท่ีอยู่บนกว่าจะพยายามคุมการทำงานของ 
สมองส่วนที่อยู่ต่ำกว่า  เหมือนควาญช้างที่ข่ีหลังช้างอยู่  ควาญช้างจะเห็นได้ไกล 
กว่า  มีวิสัยทัศน์ที่ดีกว่า  และพยายามจะใช้เหตุผล  แต่ช้างจะชอบใช้อารมณ์และ 
ใชส้ ญั ชาตญาณ  ชา้ งมนั มกี ำลงั มากกวา่ ควาญชา้ ง  มนั จะยอมทำตามเปน็ สว่ นใหญ ่
แต่ไม่เสมอไป  ช้างมันมีอารมณ์มีความต้องการของมันเอง  บางครั้งมันเดินผ่าน 
ต้นกล้วยมันก็จะตรงเข้าไปกิน  แต่ควาญช้างก็ต้องคอยคุมไม่ให้มันแวะออกไป 
ขา้ งทาง  ควาญชา้ งสงั่ ชา้ งไดแ้ ละกไ็ ดแ้ ตห่ วงั วา่ มนั จะทำตาม  ถา้ มนั ไมย่ อมทำตาม 
ขึ้นมาเม่ือไหร่  เช่น  ช้างตกมัน  ควาญช้างก็ไม่สามารถทำอะไรมันได้  สมองลิง 
ของเราก็ทำหน้าท่ีเหมือนควาญช้าง  ในขณะท่ีสมองลิมบิก  ไฮโปธาลามัส  และ 
ก้านสมองจะเหมือนช้าง  สมองช้ันล่างๆ  ของเราจะมีกำลังมากและอยากให้ 
ร่างกายตอบสนองตามอารมณ์ตามความรู้สึก  เช่น  หิวก็จะกินทันที  (สมองลิง 
ก็จะบอกว่าไม่ได้  ยังทำงานไม่เสร็จ)  ปวดฉี่ก็จะฉี่ตรงน้ี  (สมองลิงก็จะบอกว่า 
ไมไ่ ด ้ ในรถเมลฉ์ ไี่ มไ่ ด)้   กลวั กจ็ ะวง่ิ หน ี (สมองลงิ กจ็ ะบอกวา่ ไมไ่ ด ้ ถงึ กลวั กต็ อ้ ง 
ขนึ้ ไปพดู บนเวท ี มนั เปน็ หนา้ ท)่ี   โกรธกจ็ ะวงิ่ ไปชกหนา้ เขา  (สมองลงิ กจ็ ะบอกวา่  
ไมไ่ ด ้ ชกเขามนั บาป)  อยากมเี พศสมั พนั ธก์ จ็ ะม ี (สมองลงิ กจ็ ะบอกวา่ ไมไ่ ด ้ นนั่  
ลูกเมียคนอื่น)  แต่ก็มีหลายครั้งท่ีสมองลิงบอกไปแล้วแต่สมองก้ิงก่าและสมอง 
สัตว์เล้ียงลูกด้วยนมไม่สนใจท่ีจะฟัง  (ตอนเช้าตั้งใจอย่างดีท่ีจะลดความอ้วน 
แต่กินข้าวขาหมู  โค้ก  และชีสเค้กเป็นอาหารค่ำ)  การเข้าใจสมองในแง่น้ียังช่วย 
ให้เราเข้าใจว่าทำไมคนอายุมากๆ ท่ีสมองเสื่อม (ส่วนของสมองลิง) หรือคนที่ 
อดนอน  (สมองลิงทำงานด้อยลง)  ถึงไม่สามารถยับยั้งพฤติกรรมบางอย่างท่ีอาจ 
เรียกวา่ ไมเ่ หมาะสมในสงั คมได้
ถ้าจะสรุปหนา้ ท่ีของสมองลงิ โดยเฉพาะสว่ นท่เี รียกวา่ prefrontal cortex 
อย่างย่อๆ  คอื   เป็นสมองสว่ นท่ีจะห้ามแรงขบั เพื่อให้อยรู่ ว่ มกันเปน็ สังคมได้  เปน็  

เม่อื มนษุ ย์ยคุ หนิ มาอยใู่ นโลกปจั จุบนั ชชั พล เกียรติขจรธาดา 153

สมองส่วนที่จะรับหน้าท่ีทำเร่ืองท่ีทำได้ยากหรือเร่ืองท่ีต้องฝืนใจทำ  เช่น  อยาก 
ฆ่าคนด้วยความโกรธแต่ไม่ทำเพราะสมองส่วนนี้ห้ามไว้  ไม่อยากฆ่าคนแต่ต้อง 
ฝนื ใจทำ  เพราะเปน็ หน้าทีเ่ พ่อื สว่ นรวม  (เปน็ ตำรวจหรือทหาร)
เราเห็นภาพรวมของสมองไปแล้วว่ามันแบ่งเป็นส่วนๆ  และมีการทำงาน
ที่ต่างกันไปในแต่ละส่วน  เม่ือมันทำงานต่างกันเป็นส่วนๆ  สมองก็ต้องมีการคุย 
กนั เองเพอ่ื ใหท้ ำงานไดส้ มั พนั ธก์ นั   นอกไปจากนก้ี ารทส่ี มองจะสง่ั ใหร้ า่ งกายทำงานได ้
สมองกต็ อ้ งมชี อ่ งทางทจ่ี ะคยุ กบั รา่ งกาย  ตอ่ ไปเราจะมาดกู นั ครา่ วๆ วา่   การสอ่ื สาร 
ภายในสมองและการสั่งงานจากสมองออกไปให้ร่างกายทำงานมันเกิดข้ึนได้ 
อย่างไร

154 เรอ่ื งเล่าจากรา่ งกาย เขา้ ใจร่างกาย พฤตกิ รรมและธรรมชาติผ่านกระบวนการววิ ัฒนาการ



20

{ }สมองคุยกับร่างกายอยา่ งไร 

การสือ่ สารทุกวนั น้ที ำไดห้ ลายวธิ ี แตล่ ะวธิ กี ม็ ขี อ้ ดตี ่างกนั ไป
สมองเองจะคุยกบั ร่างกายก็ทำได้หลายวธิ ีเช่นกนั แตว่ ธิ หี ลกั ๆ
ทีส่ มองใชม้ สี องวธิ ีดว้ ยกนั น่นั คอื การสงั่ งานด้วยไฟฟา้ และการส่งั งานดว้ ยฮอรโ์ มน

วิธีการที่สมองจะคุยกันเองภายในสมองหรือคุยกับ 
ส่วนอื่นๆ ของร่างกาย  สมองจะคุยได้สองภาษาหรือสอง 
วิธีหลักๆ หน่ึงคือ  ใช้การเดินสายไฟฟ้าต่อตรงระหว่าง 
กันซึ่งก็คือใยประสาทหรือเส้นประสาท  วิธีท่ีสองคือ 
คุยกันด้วยภาษาเคมีหรือใช้สารเคมีท่ีเป็นของเหลวในการ 
ส่ือสาร  สารเคมีน้ีถ้าเป็นสารเคมีท่ีสมองใช้คุยกันเอง 
เราจะเรยี กมนั วา่   สารสอื่ ประสาท  (ความหมายตรงตวั คอื  
สารท่ีเซลล์ประสาทใช้สื่อสารกัน)  ส่วนสารเคมีท่ีสมอง 
ใช้คุยกับส่วนอ่ืนๆ  ของร่างกายเราเรียกมันว่า  ฮอร์โมน 
ตรงน้ีหลายคนอาจสงสัยในใจเพราะอาจจะคุ้นว่าฮอร์โมน 
เป็นเร่ืองของระบบต่อมไร้ท่อ  เช่น  อินซูลินจากตับอ่อน 
ไทรอยด์ฮอร์โมนจากต่อมไทรอยด์  สมองเป็นระบบ 
ประสาททำไมมีฮอร์โมน  ในความเป็นจริงแล้วสมอง 
นอกจากเป็นระบบประสาทแล้ว  ยังเป็นอวัยวะหลัก 
ในระบบต่อมไร้ท่อด้วย  สมองสร้างฮอร์โมนหลายชนิด 
เพอ่ื มาใชค้ ุยกบั ร่างกายส่วนต่างๆ

156 เร่ืองเล่าจากร่างกาย เข้าใจรา่ งกาย พฤติกรรมและธรรมชาตผิ า่ นกระบวนการวิวัฒนาการ

บางทา่ นอาจสงสยั ตอ่ วา่   สารสอ่ื ประสาทกบั ฮอรโ์ มนมนั เปน็ สารเคมที งั้ คู่ 
แล้วมันต่างกันอย่างไร?...  ในแง่ของการเป็นสารเคมีที่ร่างกายใช้ในการสื่อสาร 
แล้วมันไม่ต่าง  มันต่างกันแค่ที่อยู่  ถ้ามันทำงานอยู่ในสมองเราเรียกมันว่า 
สารสื่อประสาท  ถ้ามันอยู่ในเลือดเราเรียกมันว่า  ฮอร์โมน (ลำไส้เป็นอีกที่หน่ึง 
นอกเหนอื ไปจากสมองทใี่ ชส้ ารส่อื ประสาทในการส่อื สารภายในลำไส้)
วธิ ที สี่ มองจะคยุ กบั รา่ งกายดว้ ยสญั ญานไฟฟา้ นนั้   สมองจะสง่ สายไฟออก 
ไปไดส้ องทางหลกั ไดแ้ ก ่ หนง่ึ   เดนิ สายออกจากสมองไปยงั อวยั วะเปา้ หมายโดยตรง 
ซึ่งเส้นประสาทท่ีทำงานแบบน้ีจะมีไม่มากนัก  เส้นประสาทเหล่าน้ีเราเรียกมันว่า 
เส้นประสาทสมองหรือ cranial nerve (cranium หมายถึง  กะโหลก nerve 
หมายถงึ เสน้ ประสาท)  วธิ ที สี่ องซงึ่ เปน็ วธิ หี ลกั คอื เดนิ สายผา่ นลงไปทางไขสนั หลงั  
การส่งเส้นประสาทออกไปทางไขสันหลังน้ีจะเหมือนการจ่ายไฟออกไปแต่ละช้ัน 
ของตึกสูงๆ  โดยไขสันหลังจะเหมือนลิฟต์ท่ีจะหยุดในแต่ละชั้นของร่างกาย  ใน 
แต่ละชั้นก็จะมีเส้นประสาทวิ่งออกไปเพ่ือเล้ียงร่างกายแต่ละระดับ  ซ่ึงการเรียงตัว 
ของเส้นประสาทในไขสันหลังแบบน้ีจะอธิบายว่าทำไมคนที่มีภาวะเส้นประสาท 
ไขสันหลังถูกกดทับจะชาเป็นระดับไปรอบๆ ลำตัว  เช่น  ชาระดับราวนม  หรือ 
ถ้าเกิดการอ่อนแรงจะเป็นลักษณะของการอ่อนแรงคร่ึงล่าง  (ไม่ใช่ซ้ายขวา) 
เพราะเส้นประสาทที่อยู่ต่ำกว่าจุดที่ได้รับบาดเจ็บจะถูกตัดขาดจากการสื่อสาร 
กบั สมองไป
กลับมาท่ีการส่ังงานจากสมองไปที่ร่างกายแบบท่ีสองน่ันคือ  การส่ังงาน 
ด้วยสารเคมีหรือฮอร์โมน  พูดถงึ ฮอร์โมนบางทา่ นอาจจะยงั สงสยั อย่วู ่ามนั คืออะไร 
กนั แน่  จรงิ ๆ แลว้ ฮอร์โมนกเ็ ป็นแคห่ นง่ึ ในหลายๆ วธิ ีที่อวยั วะตา่ งๆ ในร่างกายใช้ 
เพอ่ื ทจี่ ะสอื่ สารกนั   อวยั วะบางอวยั วะสรา้ งฮอรโ์ มนขนึ้ มาแลว้ ปลอ่ ยออกไปในเลอื ด 
ให้ไหลไปเพ่ือคุยกับอวัยวะอื่น เช่น ฮอร์โมนอินซูลิน  เป็นสารท่ีตับอ่อนปล่อย 
ออกมาเพื่อไปบอกกล้ามเน้ือ ตับ และไขมันว่า  “ตอนนี้น้ำตาลในเลือดชักเยอะ 
ไปแล้ว  พวกนายช่วยดูดมันเข้าไปเก็บไว้หรือกล้ามเน้ือช่วยเอามันไปใช้หน่อย” 
แมว้ า่ ฮอรโ์ มนจะลอยอยใู่ นเลอื ด  แตไ่ มใ่ ชว่ า่ ทกุ อวยั วะทเ่ี หน็ ฮอรโ์ มนลอยผา่ นไปแลว้  
จะสนใจฟงั   ฮอรโ์ มนจะมคี วามจำเพาะตอ่ อวยั วะ  เหมอื นขา่ วในหนงั สอื พมิ พท์ กุ ขา่ ว 
วางอยตู่ รงหนา้ เราแตไ่ มใ่ ชว่ า่ เราจะอา่ นมนั ทงั้ หมด  เราเลอื กอา่ นแตข่ า่ วทเ่ี ราสนใจ 
หรือสำคัญ  เช่น  ข่าวดาราหรือข่าวกีฬาแล้วเปิดผ่านข่าววิทยาศาสตร์ไป  คำถาม 
ต่อไปคอื   ฮอร์โมนในสมองมนั สรา้ งมาจากตรงไหนกัน?
สมองสว่ นทส่ี รา้ งฮอรโ์ มนของเราจะวางตวั อยใู่ ตส้ มองสตั วเ์ ลยี้ งลกู ดว้ ยนม 
แต่อยู่เหนือสมองก้ิงก่า  สมองส่วนที่สร้างฮอร์โมนน้ีมีชื่อเรียกว่า  ไฮโปธาลามัส 
(hypothalamus)  คำว่า hypo แปลว่า  ต่ำกว่า  ส่วนคำว่า thalamus เป็นชื่อ 
ของสมองอีกส่วนหนึ่ง  สมองส่วนไฮโปธาลามัสน้ีจะมีขนาดประมาณเท่าๆ กับ 

เมื่อมนุษยย์ ุคหินมาอยู่ในโลกปจั จบุ ัน ชชั พล เกียรตขิ จรธาดา 157

CRH จากไฮโปธาลามัส
ต่อมใต้สมอง

ACTH

ตอ่ มหมวกไต

Costisol
HPA axis

ลกู เกาลดั   ถา้ คณุ เอานว้ิ ชจ้ี ม้ิ ไปทหี่ วา่ งคว้ิ และนวิ้ ชอี้ กี มอื จม้ิ ไปแถวๆ ขมบั   จดุ ทนี่ วิ้  
คุณเขา้ ไปตัดกันข้างในสมอง  จะเปน็ ท่อี ยู่ของสมองส่วนไฮโปธาลามสั นี้
สมองส่วนน้ีถ้าจะให้อธิบายหน้าที่ของมันกว้างๆ  แบบรวบรัดได้ใจความ 
ก็ต้องบอกว่ามันเป็นศูนย์บัญชาการท่ีจะทำให้ร่างกายกลับเข้าภาวะสมดุล  มันจะ 
เป็นตัวหลักท่ีจะคอยสอดส่องและปรับภาวะของร่างกายท่ีเบี่ยงเบนไป (ภาวะ 
เครียดต่างๆ)  ให้เข้าสู่สมดุล  หรือท่ีเราเรียกว่า homeostasis  วิธีหลักท่ีสมอง 
ส่วนน้ีใช้ในการปรับร่างกายเข้าสมดุลคือ  การหล่ังฮอร์โมนลงไปคุยกับร่างกาย 
ส่วนต่างๆ  เพื่อขอความร่วมมือให้ช่วยกันดึงร่างกายกลับคืนสู่ภาวะสมดุล  โดยที่ 

158 เร่อื งเล่าจากรา่ งกาย เข้าใจร่างกาย พฤติกรรมและธรรมชาตผิ ่านกระบวนการววิ ัฒนาการ

ตัวมันจะเป็นเหมือนคนท่ีคอยกำกับว่าซ้ายอีกนิดหรือขวาอีกหน่อย  แต่ฮอร์โมน 
ของไฮโปธาลามัสมันไม่ได้เดินทางลงไปคุยเองโดยตรง  มันจะส่ังงานผ่านสมอง 
อกี สว่ นทอี่ ยตู่ ำ่ กวา่ มนั ลงไปประมาณหนง่ึ นว้ิ   สมองสว่ นนม้ี ชี อื่ วา่   ตอ่ มใตส้ มองหรอื  
พิทูอิทารี  (pituitary)  หมายความว่า  ไฮโปธาลามัสหล่ังฮอร์โมนเพ่ือไปสั่งต่อม 
ใต้สมองให้หลั่งฮอร์โมนอีกชุดลงไปคุยกับร่างกายส่วนต่างๆ  ร่างกายส่วนที่รอฟัง 
การสั่งงานด้วยวิธีการนี้มีอยู่หลายระบบด้วยกัน เช่น ระบบสืบพันธุ์ (การสร้าง 
อสุจิ  การตกไข่  ว่าควรจะสร้างหรือไม่สร้าง  ฮอร์โมนเพศมากไปแล้วหรือน้อยไป 
หน่อย)  ต่อมไทรอยด์ซึ่งจะเก่ียวข้องกับเมตาบอลิซึมหรือการเผาผลาญอาหาร 
ในรา่ งกายและระบบอนื่ ๆ  อกี มากมาย  แตอ่ วยั วะทเ่ี ราจะใหค้ วามสำคญั เปน็ พเิ ศษ 
ในตอนนี้คอื   ต่อมหมวกไต (adrenal gland)
ในบทที่แล้วเราทำความรู้จักต่อมหมวกไตกันไปบ้างแล้ว  เราคุยกันไปว่า 
มนั ทำหนา้ ทเี่ หมอื นเปน็ โรงงานสรา้ งฮอรโ์ มนออกมาหลายชนดิ ดว้ ยกนั   วตั ถดุ บิ หลกั  
ทม่ี นั ใชใ้ นการสรา้ งฮอรโ์ มนตา่ งๆ  คอื   คอเลสเตอรอล  ฮอรโ์ มนทม่ี นั สรา้ งออกมา 
จะมี 3 กลุ่มหลักๆ ด้วยกันคือ  หน่ึง  ฮอร์โมนท่ีจะทำให้ร่างกายเรารับมือกับ 
ความเครียดทางร่างกาย  สารเคมีกลุ่มน้ีมีหลายตัว  เช่น  คอร์ติซอล (cortisol) 
กลโู คคอรต์ คิ อยด์ (glucocorticoid)  เอปเิ นฟรนี (epinephrine) เปน็ ตน้   กลมุ่ ทส่ี อง 
คือฮอร์โมนที่เกี่ยวกับเพศ  เช่น  ฮอร์โมนเพศชายเทสทอสเทอโรน  ฮอร์โมน 
เพศหญิงเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน  กลุ่มท่ีสามจะเป็นฮอร์โมนท่ีคุมเกี่ยวกับ 
สมดลุ ของเกลอื ในรา่ งกาย  เราจะเหน็ วา่ ฮอรโ์ มนทอ่ี อกมาจากตอ่ มหมวกไตทง้ั หลาย 
มนั ทำงานทไี่ มค่ ่อยจะเกย่ี วข้องกันเลย  แต่ท่ีมันสร้างมาจากทเ่ี ดียวกันเพราะมันใช ้
วตั ถดุ ิบเดียวกนั คอื   คอเลสเตอรอล
ต่อมหมวกไตจะหลั่งฮอร์โมนอะไรบ้าง  ออกมาตอนไหนมันไม่ได้กำหนด 
เอง  แต่มันรับคำสั่งตรงมาจากสมอง  ดังนั้นเมื่อเรามองในภาพกว้างจะเห็นว่าการ 
ทำงานของมันจะเป็นลำดับช้ันของการสั่งงานสามระดับด้วยกัน  โดยเร่ิมจาก 
Hypothalamus ลงไปท่ีต่อม Pituitary แล้วจึงลงมาท่ี Adrenal gland  ทำให้ 
ระบบนี้มีชื่อเรียกพิเศษว่า HPA axis  (หรือแกน HPA)  ตามช่ือย่อของลำดับ 
อวยั วะท่ีเกี่ยวข้อง  ซึ่งเปน็ ระบบท่จี ะทำงานเวลารา่ งกายเครียด
ในบทท่ีแล้วและบทนี้เราเห็นภาพรวมคร่าวๆ  ของสมองแล้วว่ามันมีการ 
จัดเรียงตัวกันอย่างไร  สมองมันมีวิธีสั่งงานกันอย่างไร  มันคุยกันได้อย่างไร 
เราเห็นแล้วว่าสมองส่วนที่เรียกว่าสมองเกี่ยวกับอารมณ์มันวางตัวอยู่ตรงไหน  เรา 
เห็นแล้วว่าวิธีหนึ่งที่ไฮโปธาลามัสใช้เพื่อส่ือสารกับต่อมหมวกไตคือการใช้ฮอร์โมน 
และเป็นไฮโปธาลามัสน่ีเองท่ีส่ังงานต่อมหมวกไตให้ทำงานมากเกินไปทำให้ขนาด 
ของมันใหญ่กว่าปกติในหนูของเซลเย่  เราขยับเข้าไปใกล้ท่ีจะเข้าใจว่าเกิดอะไร 
ขึ้นกับหนูของเซลเย่มาอีกขั้นหน่ึงแล้ว  ในบทหน้าเราจะไปทำความรู้จักกับระบบ 
สำคญั ของรา่ งกายเราอีกหนงึ่ ระบบคือ  ระบบประสาทอัตโนมตั ิ

เม่ือมนุษย์ยุคหนิ มาอยใู่ นโลกปจั จบุ ัน ชัชพล เกียรตขิ จรธาดา 159

21

{ }ระบบประสาทอตั โนมตั  ิ

ระบบประสาทอตั โนมตั ิสามารถแบง่ การทำงานไดเ้ ป็นสองชนดิ คอื
ระบบประสาทท่ีชว่ ยเราหนสี ิงโต และระบบท่ีทำงานเม่ือเราเขา้ สปา

ขณะท่ีคุณกำลังน่ังอ่านหนังสือเล่มน้ีอยู่  ตาคุณมองไล่ไป 
ตามตวั หนงั สอื เรอ่ื ยๆ เมอ่ื คณุ อา่ นจนจบหนง่ึ หนา้   คณุ กย็ ก 
นว้ิ มอื ไปแตะทก่ี ระดาษแลว้ ตวดั นว้ิ อยา่ งรวดเรว็   กระดาษ 
จะสบัดเข้ามาใต้นิ้วคุณ  จากนั้นคุณก็พลิกกระดาษเพ่ือที่ 
จะอ่านหน้าถัดไป  ขั้นตอนท้ังหมดท่ีว่ามาสมองของคุณ 
เป็นตัวสั่งกล้ามเนื้อที่นิ้ว  ที่มือ  และท่ีแขนให้ทำงานตาม 
ที่สมองอยากให้ทำ  คุณอยากอ่านหน้าถัดไปคุณจึง 
พลิกกระดาษไปหน้าถัดไป  แต่ในช่วงเวลาเดียวกับท่ีคุณ 
กำลังอ่านหนังสือน้ีอยู่น้ัน  ตาคุณกะพริบเบาๆ  เป็น 
ครั้งคราว  คุณหายใจเข้า  หายใจออก  หัวใจคุณบีบตัว 
เพื่อสูบฉีดเลือด  อาหารท่ีอยู่ในกระเพาะก็กำลังถูกย่อย 
คุณไม่ได้คิด  ไม่ได้ส่ัง  และไม่ได้อยากให้มันทำงาน  แต่ 
มนั ทำงานไปเรอื่ ยๆ ของมนั เอง  คำถามคอื   ถา้ คณุ ไมไ่ ดค้ ดิ  
ท่ีจะสงั่ งานมันแลว้   ใครส่ังใหก้ ระเพาะหรือหวั ใจทำงาน...

160 เร่ืองเล่าจากร่างกาย เข้าใจรา่ งกาย พฤติกรรมและธรรมชาตผิ ่านกระบวนการววิ ฒั นาการ

แนน่ อนครบั   ยงั ไงตวั ทส่ี ง่ั งานกย็ งั เปน็ สมองของคณุ อยดู่  ี แตส่ ง่ิ ทตี่ า่ งกนั  
ระหว่างการพลิกเปลี่ยนหน้ากระดาษกับการเต้นของหัวใจคือ  การพลิกหน้า 
กระดาษคุณคิดหรือรู้สึกอยากเปล่ียนไปอ่านหน้าต่อไปมือคุณจึงเอ้ือมไปเปล่ียน 
หน้ากระดาษ  ในทางตรงกนั ขา้ ม  คณุ ไม่ต้องคดิ ว่า “เต้นเรว็ ...หายใจเขา้ ...ยอ่ ย... 
เต้นช้าลง ... หายใจออก”  เพ่ือที่จะให้หัวใจคุณเต้นเร็วเต้นช้า  ให้ปอดหายใจ 
และให้กระเพาะย่อยอาหาร  (หัวใจและลำไส้ของเราทำงานได้เองโดยไม่ต้องมี 
สมองส่ังงาน  มันรู้งานของมัน  ถ้าเราตัดหัวใจหรือลำไส้ออกมาจากร่างกายแล้ว 
เอามาวางบนโต๊ะ  มันก็จะยังเต้น  ยังทำงานของมันไปเร่ือยๆ ตราบใดท่ีเรายังมี 
เลือดไปเลี้ยงมัน  สมองแค่คุมการทำงานของมันว่ามันควรจะทำงานมากหรือ 
ทำงานนอ้ ย)  ในทางตรงกนั ขา้ ม  แมว้ า่ คณุ อยากสงั่ ระบบประสาทเหลา่ น ี้ เชน่ คณุ  
อยากใหห้ วั ใจเตน้ ชา้ ลงหรอื เรว็ ขน้ึ   คณุ ไมส่ ามารถสง่ั มนั ไดโ้ ดยตรง  คณุ ไมส่ ามารถ 
บอกว่าเร็วขนึ้   หรอื จงหยดุ !  แล้วหวงั ว่าหวั ใจมนั จะฟังคุณแล้วทำตาม  คุณอาจจะ 
พอบงั คบั มนั ไดบ้ า้ งแตก่ แ็ คบ่ างสว่ นเทา่ นนั้   เชน่   คณุ อาจกลน้ั หายใจได ้ หายใจเรว็ ๆ 
ได้  แต่คุณไม่สามารถกล้ันหายใจจนตายได้  เพราะถึงจุดหน่ึงระบบอัตโนมัติ 
น้ีจะกลับมาแย่งงานไปแล้วทำให้คุณหายใจเองอีกครั้ง  มันทำงานโดยอัตโนมัติ 
นกั วทิ ยาศาสตรเ์ ลยเรยี กการทำงานระบบประสาทสว่ นนว้ี า่ “ระบบประสาทอตั โนมตั ”ิ
ในแง่ “การทำงานของระบบประสาท” เราจงึ แบ่งระบบประสาทออกเป็น 
สองชนิดคือ  ทำงานแบบอัตโนมัติและไม่อัตโนมัติ  แต่ส่วนท่ีเราจะให้ความสนใจ 
กันในตอนนี้คอื   ระบบประสาทอตั โนมัติ
คราวนี้ผมอยากลองให้คุณจินตนาการ  ลองนึกถึงหน้าคนท่ีคุณเกลียด 
หาอา่ นขา่ วทที่ ำใหค้ ณุ หงดุ หงดิ   นกึ ถงึ เหตกุ ารณท์ ที่ ำใหค้ ณุ โกรธมากๆ เชน่ แฟนคณุ  
บอกว่ากางเกงยีนส์ที่คุณซื้อมาใหม่ใส่แล้วอ้วนจัง  เม่ือคุณหงุดหงิด  อารมณ์เสีย 
แล้วลองสังเกตร่างกายของคุณตอนนี้ดูว่าระบบประสาทอัตโนมัติต่างๆ  มันทำงาน 
อย่างไรบ้าง  เราลองมาดูไปพร้อมๆ กันว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง  หน้าคุณอาจจะแดง 
ถ้าส่องกระจกคุณจะเห็นม่านตาคุณขยายใหญ่  สมาธิคุณจะจดจ่อกับส่ิงที่ทำให้ 
คุณโกรธ  คุณจะคิดถึงแต่เร่ืองน้ีซ้ำแล้วซ้ำอีก  ถ้าคุณโกรธมากๆ  น้ำลายคุณจะ 
เหนยี วขน้ึ   กลา้ มเนอ้ื คอ  กลา้ มเนอื้ ตามตวั จะตงึ หรอื สนั่ ระรกิ   (โกรธจนเนอ้ื เตน้ ) 
คณุ อาจจะยงั ไมร่ ตู้ วั ตอนน ี้ แตเ่ มอื่ หายโกรธคณุ อาจสงั เกตไดว้ า่ คณุ รสู้ กึ เมอื่ ยตามตวั  
คอและหลงั ได ้ หวั ใจคณุ เตน้ เรว็ จนคณุ รสู้ กึ ไดว้ า่ ใจคณุ สนั่   คณุ หายใจเรว็ และตน้ื ขน้ึ  
แม้ว่าคุณจะไม่ได้ออกกำลัง  กระเพาะและลำไส้ทำงานน้อยลง  ถ้าโกรธบ่อยๆ 
คุณอาจสังเกตว่ากินแล้วอาหารจะไม่ค่อยย่อย  คุณจะท้องอืด  สำหรับคุณผู้ชาย 
ผมเชอื่ วา่ คณุ คงไมร่  ู้ แตค่ รง้ั หนา้ เมอ่ื ใดทค่ี ณุ โกรธใครมากๆ ลองเอามอื ลว้ งเขา้ ไปจบั  
อณั ฑะตวั เองด ู คณุ จะรสู้ กึ วา่ มนั หดขนึ้ ไป  หรอื ถา้ ลองถอดกางเกงออกด ู คณุ จะเหน็  
ถงุ อณั ฑะตงึ เรยี บและหดเลก็ ลง  ถา้ กอ่ นทจ่ี ะโกรธคณุ มอี ารมณเ์ พศอย ู่ เมอ่ื คณุ โกรธ 
อารมณท์ างเพศจะหายวบั ไปในทนั ท ี คำถามคือ  ทำไมรา่ งกายเราทำงานเช่นน้นั ? 
ธรรมชาติตอ้ งการอะไรถึงทำใหร้ ่างกายเราเปน็ เช่นนัน้ ?

เมือ่ มนษุ ยย์ คุ หนิ มาอยใู่ นโลกปัจจุบนั ชัชพล เกียรติขจรธาดา 161

เรามาลองจินตนาการกันใหม่อีกสักครั้ง  คราวน้ีเรามาจินตนาการว่าคุณ 
กำลังขับรถตอนตี 3 คนเดียวในชนบทสักท่ีหน่ึงท่ีคุณไม่รู้จัก  ระหว่างท่ีขับรถอยู่
ซีดีเพลงที่คุณฟังอยู่เพลินๆ  กลับค่อยๆ  เงียบไปและมีเสียงแหบแห้งกระซิบเบาๆ 
ดังข้ึนออกมาจากลำโพง  คุณพอจะตั้งสติจับความได้ว่าเสียงแหบๆ  นั้นฟังดู 
เหมือนจะมีคนพูดว่า...ช่วยยย...ด้วยยย...  พอสิ้นเสียงน้ัน  รถคุณกระตุก 
2-3 คร้ังแล้วเคร่ืองยนต์ก็ดับลง  คุณพยายามสตาร์ทรถใหม่อยู่หลายครั้งแต่ไม่มี 
วี่แววว่ามันจะกลับมาทำงานได้อีกครั้ง  คุณเริ่มกลัวและหันมองไปรอบๆ  ตัว 
พยายามจะดูว่าคุณอยู่ท่ีไหน  แต่คุณไม่เห็นอะไรอ่ืนนอกไปจากแสงรำไรจาก 
พระจันทร์  ทันใดน้ันเองสายตาคุณก็เหลือบไปเห็นแสงไฟติดขึ้นมาหนึ่งดวงทาง 
ด้านซ้ายมือ  เม่ือคุณหันไปเพ่ือดูว่าแสงนั้นมาจากไหน  คุณก็พบว่าแสงไฟนั้นเป็น 
แสงท่ีมาจากกระท่อมเล็กๆ เก่าๆ ท่ีดูเหมือนถูกทิ้งร้างหลังหน่ึง  ขณะท่ีคุณกำลัง 
ลังเลว่าจะลงไปขอความช่วยเหลือดีหรือไม่นั้น  คุณก็ได้ยินเสียงกรอบแกรบดัง 
เปน็ จงั หวะชา้ ๆ มาจากดา้ นหลงั ไกลๆ  คณุ พยายามเพง่ ตามองผา่ นกระจกมองหลงั  
ขณะที่ในใจคุณรู้ดีว่ามันเป็นเสียงย่ำเท้าบนก้อนกรวด  แต่คุณมองไม่เห็นใครเลย 
คุณจึงเอีย้ วตวั เพอ่ื จะหนั ไปดชู ัดๆ  แต่ขณะที่สายตาคณุ กวาดผ่านไปทห่ี น้าตา่ งของ 
ที่น่ังข้างคนขับ  คุณเห็นใบหน้าที่ซีดขาวแนบเข้ามาชิดติดกระจกและกำลังจ้องตรง 
มายังคุณ
เราลองกลบั มาดกู นั อกี ครง้ั วา่   ในเหตกุ ารณเ์ ชน่ นร้ี ะบบประสาทอตั โนมตั  ิ
ของร่างกายคุณทำงานอย่างไรบ้าง  คุณจะเห็นว่าการตอบสนองของร่างกายคุณ 
จะคลา้ ยๆ  กบั ตอนทโ่ี กรธ  อาจจะมที เ่ี หน็ ไดเ้ ดน่ ชดั กวา่ บา้ งในบางสว่ น  เชน่   คณุ  
อาจจะรู้สกึ ขนหวั ลกุ   ขนลกุ ตามแขนขา  มอื เทา้ คณุ เย็น  หนา้ ซดี ปากซีด คณุ อาจ 
จะกลวั มากจนตวั สน่ั   กลา้ มเนอื้ เกรง็   คณุ จะหายใจตน้ื และเรว็   ใจสนั่   หคู ณุ ไดย้ นิ  
ชัดข้ึนกว่าปกติ  (นึกถึงเวลากลัวมากๆ แล้วมีคนมาสะกิดด้านหลัง  มาตะโกนใส่ 
ใหต้ กใจ  หรอื เสยี งประตูเปดิ ช้าๆ ดงั แอด๊ ...เบาๆ แตค่ ุณไดย้ ินชัดแจ๋ว) สายตาคณุ  
จะดขี น้ึ และเหน็ การเคลอ่ื นไหวชดั เจนขน้ึ (นกึ ถงึ ขณะทกี่ ำลงั กลวั   อะไรไหวนดิ เดยี ว 
คุณก็สะดงุ้ และมองเหน็ ไดท้ ันทดี ว้ ยหางตา) บางคนอาจกลัวจนฉ่รี าด
คำถามเหมือนเดิมคือ  ร่างกายเราทำส่ิงเหล่านี้เพื่ออะไร?  ธรรมชาติ 
ต้องการอะไร?
เราลองมาจนิ ตนาการอกี เปน็ ครง้ั สดุ ทา้ ย  คราวนค้ี ณุ กำลงั เดนิ อยทู่ า่ มกลาง 
แสงแดดที่ร้อนระอุของเดือนเมษายน  คุณก้าวเท้าจ้ำๆ  ไปอย่างรวดเร็วเพ่ือที่จะ 
ไปให้พ้นจากแสงแดดที่แผดเผาให้เร็วท่ีสุดเท่าท่ีจะทำได้  คุณเอ้ือมมือไปแล้วผลัก 
ประตูกระจกด้านหน้าอย่างเต็มแรง  ทันใดนั้นเองคุณก็รู้สึกได้ถึงไอเย็นท่ีลอยมา 
ปะทะเขา้ ทใี่ บหนา้   กลน่ิ หอมอบอวลของอะไรสกั อยา่ งทคี่ ณุ นกึ ไมอ่ อกแตท่ ำใหค้ ณุ  
รู้สึกผ่อนคลายลอยเข้ามาแตะที่จมูก  เสียงของกระดิ่งที่แขวนอยู่หน้าประตูก็ดัง 
กุ๊งกิ๊งๆ ฟังแล้วจิตใจก็เย็นและผ่อนคลายลง  พนักงานสาวของสปาเดินย้ิมหวาน 

162 เรื่องเลา่ จากรา่ งกาย เขา้ ใจร่างกาย พฤตกิ รรมและธรรมชาตผิ ่านกระบวนการววิ ฒั นาการ

เข้ามาไหว้ทักทายอย่างนอบน้อม  จากน้ันก็พาคุณไปนั่งลงบนโซฟาพร้อมกับเสิร์ฟ 
น้ำดื่มสีชมพูเย็นๆ  กลิ่นหอมช่ืนใจของหยดอุทัยทิพย์  คุณปล่อยจิตใจให้ล่องลอย 
ไปแล้วก็ค่อยๆ  เอนหลังลงบนเบาะนุ่มๆ  จิบน้ำดื่มเย็นๆ  แล้วพร้ิมตาลงอย่างมี 
ความสุข
คราวนี้คุณคิดว่าระบบประสาทอัตโนมัติทำงานอย่างไร?  ระบบประสาท 
อัตโนมัติคราวนี้จะทำงานไปในทิศตรงข้ามกับตอนคุณโกรธหรือกลัว  หัวใจคุณ 
เต้นช้าลง  คุณรู้สึกผ่อนคลาย  กล้ามเนื้อคุณคลายตัว  คุณหายใจช้าลงแต่ลึกขึ้น 
คณุ รสู้ กึ เคลม้ิ   ประสาทสมั ผสั ตา่ งๆ ของคณุ เบลอลง  ระบบทางเดนิ อาหารของคณุ  
ทำงานมากขน้ึ   อาหารทก่ี นิ ตอนผอ่ นคลายหรอื อารมณด์ จี ะมรี สชาตดิ ขี น้ึ   กลน่ิ จะ 
หอมหวนรสชาตจิ ะเดน่ ชดั ทำใหค้ ณุ มคี วามสขุ กบั การกนิ มากขนึ้   อาหารทกี่ นิ เขา้ ไป 
กย็ อ่ ยดขี นึ้   ระบบขบั ถา่ ยทำงานไดด้ ี ฯลฯ  ทง้ั หมดนเี้ พอ่ื อะไร?  รา่ งกายเราทำงาน 
สลบั ไปมาสองแบบเชน่ น้เี พอื่ อะไร?
จากตัวอย่างท้ังหมด  คุณคงเห็นแล้วว่าการทำงานของระบบประสาท 
อัตโนมัติจะทำงานเป็นสองแบบที่ต่างกัน  แบบหนึ่งจะทำงานเหมือนตอนท่ีเรา 
กลัวหรือโกรธ  แบบท่ีสองจะทำงานเหมือนตอนท่ีเราเข้าสปา  เราทุกคนรู้ดีว่า 
ระบบท้ังสองน้ีจะไม่ทำงานพร้อมกัน  คุณไม่สามารถให้หัวใจเต้นเร็วและช้าใน 
เวลาเดียวกันได้  คุณไม่กลัวหรือโกรธแล้วรู้สึกผ่อนคลายในเวลาเดียวกัน  ระบบ 
ทั้งสองจะทำงานเหมือนหยินและหยาง  ถ้าระบบหน่ึงทำงานเพ่ิมขึ้นอีกระบบจะ 
ค่อยๆ  ทำงานลดลง  ระบบท้ังสองมีช่ือว่า ซิมพาเทติก (sympathetic)  ซึ่งจะ 
ทำงานเวลาเราโกรธหรือกลัว  และระบบพาราซิมพาเทติก (parasympathetic) 
จะทำงานเวลาเราสบายๆ ผ่อนคลายชลิ ๆ
คำถามคือ  ร่างกายเรามีระบบไว้สองแบบเพ่ืออะไร?  แต่ก่อนจะไปตอบ 
คำถามนนั้   เราจะแวะไปเขา้ ใจทม่ี าของชอื่   ซมิ พาเทตกิ กนั กอ่ น ชอ่ื ของซมิ พาเทตกิ  
เป็นชื่อเก่าที่เรียกมาเป็นพันปีและความหมายมันก็ไม่ตรงกับหน้าท่ี  หรือพูดง่ายๆ 
คอื ชอื่ ที่ใชอ้ ยูม่ ันมคี วามหมายทผ่ี ิดแตใ่ ชก้ นั มานานเลยใชต้ ่อกนั ไปเรือ่ ยๆ  เรอื่ งมัน 
มอี ย่วู ่า…
นานมาแล้วต้ังแต่สมัยกรีกโบราณยังรุ่งเรือง  หมอจะผ่าศพคนตายเพื่อ 
ศึกษาว่าภายในร่างกายคนเป็นอย่างไร  มันทำงานอย่างไร  สมมติว่าคุณเป็นหมอ 
สมัยน้ัน  ถ้าคุณผ่าไปท่ีเส้นเลือดคุณจะเห็นว่ามันเป็นท่อกลวงๆ  ข้างในมีเลือดอยู่ 
คุณก็พอจะเดาเทียบกับส่ิงท่ีคุณรู้อยู่แล้วว่าเส้นเลือดน่าจะทำงานเหมือนคลอง 
หรือแม่น้ำท่ีพาเลือดไหลวนไปรอบๆ ร่างกาย  ส่วนหัวใจมีกล้ามเน้ือหนาโดยรอบ 
และมชี อ่ งกลวงใหญๆ่   ตรงกลางตอ่ กบั เสน้ เลอื ด  กค็ งทำงานเหมอื นกระบอกสบู นำ้  
ผลักน้ำเข้าน้ำออกให้เลือดไหลเวียน  เมื่อคุณผ่าเข้าไปในกระเพาะอาหารหรือ 
ลำไส ้ คณุ จะเหน็ อวยั วะเหลา่ นเ้ี ปน็ ทอ่ กลวงเชน่ กนั   นอกจากนเี้ มอ่ื คณุ ไลต่ ามทอ่ น ี้
ขึ้นไปข้างบน  คุณจะพบว่ามันต่อกับปาก  เมื่อไล่ลงไปด้านล่างคุณก็จะพบว่ามัน 

เมื่อมนุษยย์ คุ หินมาอยใู่ นโลกปจั จุบัน ชัชพล เกียรตขิ จรธาดา 163

ต่อกับก้น  คุณก็รู้ได้ทันทีว่าเวลากินอาหารทางปากมันต้องผ่านเส้นทางนี้  แล้ว 
สุดท้ายมันจะออกไปเป็นก้อนเหม็นๆ  ดังน้ันเส้นทางนี้น่าจะเป็นที่ย่อยอาหาร 
และขับถ่ายออก  แต่ทันทีท่ีคุณผ่าเข้าไปในกะโหลก  คุณงงกับก้อนสีขาวๆ เทาๆ 
เนื้อตัน (เหมือนยางลบ) มีช่องตรงกลางนิดหน่อย นอกจากนี้ยังมีสายยาวๆ 
ระโยงระยาง (เส้นประสาท)  จากก้อนนี้ไปท่ัวร่างกายอีกด้วย  หมอกรีกเหล่านั้น 
จนปัญญาท่ีจะอธิบายว่ามันทำงานอย่างไร  เพราะในยุคน้ันคนยังไม่รู้จักไฟฟ้าและ 
ไม่รู้ว่าฟ้าผ่าเกิดได้อย่างไร  (สมองกับเส้นประสาททำงานด้วยไฟฟ้า)  หมอยุคนั้น 
พยายามท่ีจะอธิบายส่ิงท่ีเห็นเท่าท่ีความรู้สมัยนั้นจะทำได้และนำมาซึ่งคำตอบ 
(ที่ผิด)  ว่าสายขาวๆ ยาวๆ  เหล่าน้ีเป็นทางเดินให้ความเห็นอกเห็นใจของอวัยวะ 
ตา่ งๆ สง่ ตอ่ ระหวา่ งกนั   ชอ่ื ทเี่ รยี กจงึ เปน็ รากศพั ทข์ องคำวา่ เหน็ อกเหน็ ใจ sympathy 
หรือ sympathetic ที่เราใชก้ ันทุกวันน ้ี สว่ นคำวา่ พารา แปลว่า “ขา้ งๆ” เพราะ 
เส้นประสาทพาราซมิ พาเทติกมนั วิง่ อยู่ข้างๆ ซิมพาเทตกิ

…..........
เราเร่ิมมีร่างกายแบบของเราทุกวันนี้เมื่อประมาณสองแสนปีท่ีแล้ว  ใน 
เวลาเกอื บ 2 แสนปที ผี่ า่ นมา  รา่ งกายของคนเราไมไ่ ดเ้ ปลย่ี นแปลงมากนกั   ถา้ เรา 
น่ังไทม์แมชชีนย้อนกลับไปได้  แล้วเราไปคว้าเด็กออกจากถ้ำเพื่อพากลับมาเลี้ยง 
ในโลกปัจจุบัน  เด็กคนน้ันอาจจะไม่มีอะไรที่ต่างไปจากเด็กอื่นๆ ถ้าร่างกายเรา 
เหมอื นคนเมอ่ื 200,000 ปที แ่ี ลว้   เราอาจจะพดู อกี แบบไดว้ า่   พนั ธกุ รรมและรา่ งกาย 
ของเราถกู สรา้ งมาหรอื ถกู คดั เลอื กมาใหเ้ หมาะกบั โลกหลกั แสนปที แ่ี ลว้ เราววิ ฒั นาการ 
มาใหเ้ หมาะกบั ทงุ่ หญา้ สะวนั นาในทวปี แอฟรกิ า  เราคอื ลงิ ปา่ หรอื มนษุ ยย์ คุ หนิ ทหี่ ลง 
เข้ามาอาศยั อยู่ในปา่ คอนกรีต
ในการศึกษาพฤติกรรมของสัตว์อะไรก็ตาม  ถ้าเราอยากเข้าใจมันจริงๆ 
เราต้องศึกษามันในส่ิงแวดล้อมหรือในสภาพธรรมชาติจริงๆ ของมัน  ถ้าร่างกาย 
เราสร้างมาให้เหมาะกับทุ่งหญ้าสะวันนา  เราก็คงต้องต้ังคำถามกันใหม่ว่า  ระบบ 
ประสาทอัตโนมัติของเรามันมีประโยชน์อะไรในวันท่ีเราว่ิง  ผมเผ้ารุงรังในทุ่งหญ้า 
สะวันนา  เราต้องมองการทำงานของร่างกายเราในสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติของ 
เราจรงิ ๆ  เราไมส่ ามารถเขา้ ใจการทำงานของรา่ งกายโดยศกึ ษามนั ในสภาพแวดลอ้ ม 
ท่นี ั่งอยู่ในรถ  โกรธแฟน  หรอื น่ังในสปาได้
ดงั นนั้ เรามาจนิ ตนาการกนั ใหมอ่ กี ครง้ั คราวนค้ี ณุ นงุ่ ผา้ ทที่ ำจากหนงั สตั ว์ 
ไมม่ กี างเกงใน  วงิ่ โทงเทงอยกู่ ลางทงุ่ หญา้ สะวนั นาไปพรอ้ มกบั เพอื่ นของคณุ   ทนั ใด 
นน้ั เอง  จมกู คณุ กไ็ ดก้ ลน่ิ สาบของสงิ โต  คณุ กระโจนเขา้ ไปหลบหลงั พมุ่ ไมแ้ ละมอง 
ไปรอบๆ ในท่ีสุดคุณก็เห็นสิงโตเดินหิวโซอยู่เหนือลมไม่ใกล้ไม่ไกลออกไปนัก 
คณุ กบั เพอื่ นไมแ่ นใ่ จวา่ ระยะหา่ งขนาดนจี้ ะวงิ่ หนที นั หรอื ไม ่ หรอื วา่ ควรเสย่ี งทจี่ ะสดู้ ี 
ความกลัวตายเข้ามาจับกุมจิตใจของคุณ  มือคุณเย็นและมีเหงื่อออกบนฝ่ามือ 
จนเปียก  แต่คุณกย็ งั กำหอกปลายหินไวแ้ นน่   สาเหตุทมี่ ือเทา้ คณุ เย็นเพราะระบบ 

164 เร่ืองเล่าจากรา่ งกาย เขา้ ใจรา่ งกาย พฤตกิ รรมและธรรมชาติผ่านกระบวนการวิวัฒนาการ

ซมิ พาเทตกิ ทำใหเ้ สน้ เลอื ดทไ่ี ปเลยี้ งผวิ หนงั หดตวั   สมองคณุ กำลงั เตรยี มตวั   สมอง 
คุณรู้ว่าอีกไม่นานคุณอาจต้องหนีหรือสู้กับสิงโตซึ่งต้องใช้กล้ามเน้ือเยอะ  ควรจะ 
ส่งเลือดไปเล้ียงกล้ามเนื้อให้มากและลดการส่งเลือดไปยังอวัยวะที่ไม่จำเป็นต้องใช้ 
เชน่ ผวิ หนงั นอกไปจากนร้ี ะหวา่ งทว่ี งิ่ หนหี รอื ตอ่ สคู้ ณุ อาจไดร้ บั บาดเจบ็ จากหนิ บาด 
หนามเกี่ยวหรือกรงเลบ็ ตะปบ  การที่เลือดไปเลีย้ งผวิ หนังน้อยลงจะพอช่วยลดการ 
เสยี เลอื ดไดบ้ า้ ง  รา่ งกายคณุ ยงั วางแผนลว่ งหนา้ โดยการสรา้ งโปรตนี ทชี่ ว่ ยใหเ้ ลอื ด 
แข็งตวั ง่ายออกมาเพิ่มขน้ึ   ถ้ามีแผลจริงๆ โปรตีนท่ชี ่วยใหเ้ ลือดแขง็ ตวั นจ้ี ะทำงาน 
ได้ทันท่วงทีทำให้เลือดหยุดง่ายข้ึน  แต่การมีโปรตีนเหล่านี้ก็เป็นข้อเสียเพราะทำ 
ใหเ้ ลอื ดคณุ หนดื มากขนึ้   (และเปน็ หนงึ่ ในกลไกทที่ ำใหห้ วั ใจขาดเลอื ดขณะทเี่ ครยี ด 
ในโลกปัจจุบนั )
การท่ีมือคุณเปียกเป็นผลจากอดีตที่ตกค้างมาต้ังแต่สมัยที่คุณยังอาศัย 
อยบู่ นตน้ ไม ้ มอื ทเ่ี ปยี กและเสน้ ลายมอื ทน่ี นู ขนึ้ จะชว่ ยใหม้ อื ไมล่ นื่ เวลาทบี่ รรพบรุ ษุ  
คุณกระโจนระหว่างกิ่งไม้  (ไม่ใช่เพื่อให้อ่านเส้นลายมือได้ชัดขึ้น)  กล้ามเนื้อ 
ทั้งร่างกายคุณจะเกร็งและเตรียมพร้อมสำหรับกรณีฉุกเฉินท่ีต้องออกว่ิงเต็มกำลัง 
หรือกรณีที่ต้องขว้างหอกออกไปในทันที  (โกรธจนตัวส่ันหรือโกรธจนเน้ือเต้น) 
สมองคุณต่ืนตัวกว่าปกติ  ความง่วงที่เคยมีหายไปหมดเกลี้ยง  สมาธิคุณดี  จิตใจ 
คุณจดจ่อกับสถานการณ์  สมองคุณประมวลผลเร็วขึ้นกว่าสภาวะปกติ  หลายคน 
เคยมีประสบการณ์เวลามีเหตุฉุกเฉินจะเห็นทุกอย่างรอบๆ  ตัวกลายเป็นภาพ 
สโลว์โมชั่น  ทุกอย่างดูช้าลงเพราะสมองคุณทำงานเร็วขึ้น  สมองคุณทำงาน 
เหมือนคอมพิวเตอร์ที่ถูกโอเวอร์คล็อก  ม่านตาคุณจะขยายรับแสงเพื่อให้เห็น 
ภาพชัดขึ้น  หูก็เช่นกันจะฟังเสียงได้เร็วข้ึนและชัดขึ้น  (ท้ังหมดนี้เกิดจากสาร 
อะดรีนาลินจากต่อมหมวกไต)  ระบบภูมิคุ้มกันท่ีมีอยู่แล้วจะอยู่ในสภาวะต่ืนตัว 
และพรอ้ มจโู่ จมมากขน้ึ   และแนน่ อนภาวะนอ้ี าจมผี ลเสยี ได้ เชน่ อาจทำใหเ้ กดิ การ 
ทำร้ายตัวเองโดยไมต่ ง้ั ใจ  (ตรงนีอ้ ธบิ ายว่าทำไมความเครียดเรอ้ื รงั ถึงทำให้บางคน 
ทเ่ี ปน็ โรคแพภ้ มู ติ วั เอง เชน่ โรคพมุ่ พวง หรอื ขอ้ อกั เสบรมู าตอยด์ อาการแยล่ งได)้
สมองและกลา้ มเนอ้ื เปน็ อวยั วะทก่ี นิ พลงั งานสนิ้ เปลอื งมากๆ  และพลงั งาน 
ที่สมองและกล้ามเนื้อใช้คือ  น้ำตาลในเลือด  เมื่อสองอวัยวะน้ีทำงานมากขึ้นก็ 
เดือดร้อนไปถงึ ตบั เพราะต้องเอาแป้งทส่ี ะสมไว้มาสลายและสรา้ งเป็นน้ำตาลอัดฉีด 
เข้าไปในเลือด  น้ำตาลในเลือดจะสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว  ซ่ึงอาจจะสูงเกินระดับที่ 
ปลอดภัย  แต่ตับของคุณยืนยันว่าไม่เป็นไร  ตับให้เหตุผลว่าในภาวะคับขันเช่นนี้ 
ถ้ามัวแต่มากังวลว่าระดับน้ำตาลจะสูงเกินไปคงไม่พ้นที่จะถูกสิงโตกิน  นอกจากนี้ 
เมื่อวิ่งหนีหรือสู้กับสิงโต  น้ำตาลที่สูงอยู่น้ีจะถูกกล้ามเนื้อใช้ไปอย่างรวดเร็ว  และ 
เมอื่ ภาวะฉกุ เฉนิ ผา่ นพน้ ไป  ตบั ออ่ นจะทำหนา้ ทดี่ งึ นำ้ ตาลทเี่ กนิ กลบั เอง  (ในคนท่ี 
เปน็ เบาหวานตรงนจี้ ะอธบิ ายวา่ ทำไมความเครยี ดทำใหก้ ารคมุ นำ้ ตาลทำไดย้ ากขนึ้ ) 
การทจ่ี ะสลายนำ้ ตาลเพอ่ื ใหไ้ ดพ้ ลงั งาน รา่ งกายตอ้ งใชอ้ อกซเิ จนรว่ มไปดว้ ย หลอดลม 

เมอื่ มนษุ ย์ยุคหนิ มาอยใู่ นโลกปัจจุบนั ชชั พล เกียรติขจรธาดา 165

คณุ ขยายตวั เพอื่ ใหช้ อ่ งลมทจ่ี ะนำลมเขา้ ไปในปอดใหญข่ น้ึ   สมองคณุ สงั่ ใหค้ ณุ หายใจ 
เข้าออกเร็วข้ึนเพื่อเร่งการหมุนเวียนของอากาศเข้าออก  (นำออกซิเจนเข้าและขับ 
คาร์บอนไดออกไซดอ์ อก)  แต่การหายใจเร็วกม็ ขี ้อเสยี เพราะทำให้การหายใจต้นื
เม่ือต้องใช้พลังงานมากร่างกายคุณจะหยุดระบบทุกอย่างที่ไม่จำเป็น 
ช่ัวคราวเพ่ือประหยัดพลังงานและส่งไปให้กล้ามเน้ือและสมองใช้  อวัยวะท่ีโดนตัด 
งบประมาณท้ังหลายจึงต้องยอมเสียสละเพ่ือส่วนรวม  แม้ว่าการประหยัดพลังงาน 
จะมีผลเสียกับมันก็ตาม  เรามาลองดูตัวอย่างกันว่าอวัยวะอะไรบ้างท่ีโดนตัด 
งบประมาณไป
อย่างแรกเลยระบบสืบพันธุ์  ร่างกายคุณมันรู้ว่าระหว่างสู้กับสิงโตคุณคง 
ไม่อยากสืบพันธุ์  ดังนั้นร่างกายจึงปิดระบบนี้ไปก่อนเลย  งดการแข็งตัวของ 
อวัยวะเพศชาย ชะลอการสร้างสเปิร์ม ชะลอการตกไข่ไว้ก่อน เม่ือภาวะคับขัน 
ผา่ นไปแลว้ คอ่ ยเรม่ิ การทำงานใหม ่ ในระหวา่ งทสี่ หู้ รอื หนสี งิ โตโอกาสทบ่ี าดเจบ็ มไี ด้ 
สงู   ดงั น้ันเม็ดเลอื ดขาว (ทหาร)  ของระบบภูมคิ ุ้มกันควรจะต่ืนตวั และถูกกระตุ้น 
ให้ทำงานได้ง่ายขึ้น  เม็ดเลือดขาวจะลาดตระเวนไปทั่วร่างกายพร้อมกับอาวุธหนัก 
แนน่ อนการออกมาจากคา่ ยของเหลา่ ทหารมคี า่ ใชจ้ า่ ย  แตเ่ มอ่ื ถงึ คราวจำเปน็ กต็ อ้ ง
ยอมเสยี   แตส่ งิ่ ทรี่ า่ งกายตอ้ งหยดุ คอื   หยดุ การฝกึ ทหารใหมเ่ พราะฝกึ มากไ็ มท่ นั ใช ้
การอยู่ดี  ดังนั้นโรงเรียนท่ีจะฝึกภูมิคุ้มกันใหม่ๆ จึงปิดช่ัวคราว  โรงเรียนเตรียม 
ทหารที่ถูกสั่งปิดได้แก่  ไขสันหลังและต่อมไธมัสในช่องอกส่วนบน  เม็ดเลือดขาว 
ใหม่ๆ จากไขสันหลังจึงลดลง  (ตรงน้ีอธิบายว่าทำไมหนูของเซลเย่ถึงมีต่อมไธมัส 
ที่ฝ่อลง)
ระบบทางเดินอาหารก็เป็นอีกระบบที่โดนตัดงบประมาณและให้หยุดงาน 
การย่อยอาหารก็ต้องหยุดลง  คุณจะรู้สึกได้ว่าน้ำลายจะเหนียว  น้ำย่อยและ 
เอนไซมต์ า่ งๆ หยดุ การหลง่ั ออกมา  เลอื ดทไี่ ปเลยี้ งกระเพาะอาหารลดลง  หลายคน 
อาจสงสัยว่าร่างกายหยุดการย่อยอาหารทำไม  ร่างกายกำลังต้องการพลังงาน 
ไมใ่ ชห่ รอื ?  ทต่ี อ้ งหยดุ เพราะการยอ่ ยอาหารตอ้ งใชพ้ ลงั งานเยอะมาก  ในการยอ่ ย 
อาหารที่เรากินเข้าไปต้องใช้พลังงานถึง 20 เปอร์เซ็นต์ของพลังงานที่เราใช้ใน 
แต่ละวนั   หรอื ทเี่ รยี กวา่ BMR (Basal metabolic rate)  อาหารที่อยู่ในกระเพาะ 
และลำไสก้ วา่ จะยอ่ ยเปน็ พลงั งานออกมาใชไ้ ด้ (เปน็ ชวั่ โมง)  ยงั ไงกไ็ มท่ นั ใชห้ นสี งิ โต 
อยู่ดี (เป็นวินาทีหรือไม่กี่นาที)  ดังน้ันท้ิงมันไว้อย่างนั้นก่อน  ถ้าหนีสิงโตได้แล้ว
ค่อยกลับมาย่อยต่อ  ไตเองก็ไม่ได้มีส่วนช่วยทำให้หนีสิงโตได้เร็วข้ึน  ไตจึงพลอย 
โดนหางเลขไปดว้ ย ปรมิ าณเลอื ดทไี่ ปเลยี้ งไตจะลดลง รา่ งกายยงั มกี ารเปลยี่ นแปลง 
ในส่วนอ่ืนๆ อีกมากแต่เราคงจะไม่จำเป็นต้องไปดูมันท้ังหมด  เพราะเท่าท่ีเราคุย 
กนั มาเรากพ็ อจะเหน็ ภาพใหญก่ นั แลว้ วา่ รา่ งกายเราตอ้ งการอะไร...  ทงั้ หมดรา่ งกาย 
เราทำไปเพอื่ ใหเ้ ราพร้อมจะส้หู รอื หนีสงิ โต

166 เรือ่ งเลา่ จากร่างกาย เขา้ ใจรา่ งกาย พฤตกิ รรมและธรรมชาตผิ า่ นกระบวนการวิวัฒนาการ

ในตอนน้ีเราเร่ิมจะเห็นแล้วว่าทำไมหนูของเซลเย่ถึงป่วย  ในบทต่อไป 
เราจะไปดวู า่ ความเครยี ดทางจติ ใจทำใหป้ ว่ ยไดอ้ ยา่ งไร และเราจะไปสรปุ เรอื่ งทงั้ หมด 
ของหนเู ซลเย่กนั

เม่อื มนุษย์ยคุ หนิ มาอยู่ในโลกปจั จุบนั ชัชพล เกยี รติขจรธาดา 167

22

{ }ทำไมหนูของเซลเยจ่ งึ ปว่ ย 

เมอ่ื ระบบฉุกเฉนิ ถกู ใชง้ านบ่อยกว่าที่มนั ควรจะเปน็ ในสภาพธรรมชาติ
ความเจบ็ ป่วยของร่างกายจงึ เกิดตามมา

กลางทุ่งหญ้าสะวันนาในทวีปแอฟริกา  สิงโตหิวโซฝูงหน่ึง 
คอ่ ยๆ หมอบคลานเขา้ ไปชา้ ๆ เพอ่ื ทจ่ี ะเขา้ ใกลก้ วางตวั หนง่ึ  
ให้มากท่ีสุดเท่าที่จะเป็นไปได้  ธรรมชาติของสิงโตมัน 
จะเลือกล่าเหยื่อที่ล่าได้ง่าย  เช่น  ลูกกวาง  กวางท้องแก่ 
หรือในกรณีน้ีคือ  กวางที่ขาพิการ  มันเห็นแล้วว่ากวาง 
ที่เดินโขยกเขยกคงหนีมันไม่พ้นเป็นแน่  ขณะที่สิงโต 
กำลังคลานเข้าไปช้าๆ  กวางทั้งหลายก็เริ่มไหวตัวจึงหยุด 
เล็มหญ้าและต่ืนตัวเตรียมพร้อมท่ีจะออกว่ิง  มันไม่รู้ 
ว่าสิงโตจะเลือกมันหรือเพ่ือนมันไปเป็นอาหารมื้อน้ี  แต ่
เม่ือไหร่ก็ตามที่สิงโตวิ่ง  มันก็คงต้องวิ่งอย่างสุดฝีเท้า 
เช่นกัน  วินาทีนั้นเองสิงโตตัวหนึ่งก็กระโจนออกจาก 
กอหญ้า  สงิ โตตวั อ่ืนทีซ่ ุม่ อยู่ใกล้ๆ กก็ ระโจนตามออกไป 
กวางทุกตัวต่างก็ทะยานออกเต็มกำลัง  การไล่ล่ากินเวลา 
ไม่เกินหน่ึงนาทีและสิ้นสุดเม่ือกวางขาพิการตัวน้ันกลาย 
เป็นอาหารของเหล่าสิงโตที่หิวโหย  ครั้นเมื่อสิงโตหยุดว่ิง 
กวางทั้งหลายต่างก็หยุดว่ิงเช่นกัน  และก้มหน้าก้มตา 
เลม็ หญ้าต่อไปเหมอื นไม่มอี ะไรเกดิ ขน้ึ

168 เรื่องเล่าจากรา่ งกาย เขา้ ใจร่างกาย พฤตกิ รรมและธรรมชาตผิ ่านกระบวนการวิวฒั นาการ

ระบบฉุกเฉินหรือระบบซิมพาเทติกในกวางและสัตว์เล้ียงลูกด้วยนมอ่ืนๆ
รวมทง้ั คนจะทำงานคลา้ ยๆ กนั   ระบบนจี้ ะทำงานเมอ่ื รา่ งกายมคี วามเครยี ดเกดิ ขน้ึ  
ซ่ึงในธรรมชาติความเครียดหน่ึงที่พบได้บ่อยคือ  การถูกไล่ล่าเป็นอาหาร  แต่เมื่อ 
อนั ตรายผา่ นพน้ ไป  ระบบฉกุ เฉนิ กจ็ ะปดิ การทำงานลง  แลว้ รา่ งกายกจ็ ะเขา้ สภู่ าวะ 
ปกติอีกคร้ัง  และทุกครงั้ ที่ระบบฉกุ เฉินน้ที ำงาน  มนั ต้องการความร่วมมือจากทกุ  
หน่วยงาน  อวัยวะทุกส่วนในร่างกายจะต้องพร้อมใจทำงานไปในทิศทางเดียวกัน 
เพอ่ื ให้ร่างกายรอดพน้ จากการถกู กนิ   ในบทน้เี ราจะมาดูเพิ่มเตมิ ในรายละเอยี ดว่า 
เกดิ อะไรขน้ึ กบั รา่ งกายในแตล่ ะระบบ  และสดุ ทา้ ยเราจะไปตอบคำถามกนั วา่ ทำไม 
หนขู องเซลเยจ่ ึงป่วย

ระบบขนส่ง
สง่ิ แรกทค่ี ณุ รสู้ กึ ไดท้ นั ทเี มอื่ คณุ กลวั หรอื โกรธคอื ใจเตน้ เรว็ และแรง การท ่ี
หัวใจเต้นเร็วและบีบตัวแรงขึ้นน้ีทำให้เลือดที่ออกจากหัวใจในแต่ละนาทีเพ่ิมข้ึน 
อยา่ งมาก  และไหลไปดว้ ยความเรว็ ทมี่ ากกวา่ ปกต ิ สาเหตทุ หี่ วั ใจบบี ตวั แรงขน้ึ นน่ั  
เปน็ เพราะสมองคณุ ชินกบั เหตุการณ์นม้ี าเป็นลา้ นๆ ป ี สมองคณุ รู้ว่าในธรรมชาต ิ
ความเครยี ดมกั จะตามมาดว้ ย “สหู้ รอื หน”ี ในการจะสหู้ รอื หนกี ลา้ มเนอื้ ตอ้ งทำงาน 
มากขึ้น  ดังนั้นกล้ามเนื้อต้องการน้ำตาลและออกซิเจนในเลือดไปเลี้ยงเพ่ิมขึ้น 
อยา่ งทสี่ องทค่ี ณุ รคู้ อื เวลาโกรธความดนั เลอื ดคณุ จะสงู ขน้ึ สาเหตทุ ค่ี วามดนั เลอื ดสงู  
น้ันตรงไปตรงมา  เมื่อเลือดไหลมากขึ้นในหลอดเลือด  ความดันก็ต้องสูงขึ้นเป็น 
ธรรมดา  แต่อีกปัจจัยที่คุณอาจยังไม่รู้คือ  ระบบฉุกเฉินน้ีจะทำให้หลอดเลือด 
จำนวนมากในร่างกายหดตัวลง  คำถามคือ  ทำไมร่างกายทำเช่นน้ัน?  ถ้าอยาก 
ให้เลือดไหลไปได้เร็วและทั่วถึง  หลอดเลือดควรจะขยายตัวไม่ใช่หรือ  เหมือนการ 
ขยายถนนใหใ้ หญข่ น้ึ รถจะไดว้ ่งิ ได้เยอะๆ
โดยปกติแล้วหลอดเลือดของเราจะมีความยืดหยุ่นเหมือนสายยางฉีดน้ำ 
นมิ่ ๆ  ทสี่ ามารถขยายหรอื หดตวั ตามแรงดนั เลอื ดได ้ เมอื่ รา่ งกายเขา้ สภู่ าวะฉกุ เฉนิ  
และหัวใจบีบตัวแรงขึ้น  ทำให้แรงดันเลือดในหลอดเลือดสูงข้ึน  หลอดเลือดที่น่ิม 
และยืดหยุ่นก็จะขยายตัวตามแรงดันท่ีมากข้ึน  ผลคือเลือดไหลไปได้ช้าลงเพราะ 
ชอ่ งวา่ งภายในหลอดเลอื ดเพมิ่ ขน้ึ   แตร่ า่ งกายเรายอมไมไ่ ด ้ รา่ งกายเราตอ้ งการให้ 
เลอื ดไหลไปทก่ี ลา้ มเนอื้ ใหเ้ รว็ ทสี่ ดุ   ระบบซมิ พาเทตกิ จากสมองจงึ สงั่ ใหห้ ลอดเลอื ด 
ตรึงตัวไว้ต้านกับแรงดันเลือดท่ีเพิ่มขึ้น  ผลท่ีได้จะเหมือนเวลาเรารดน้ำต้นไม้ด้วย 
การฉีดน้ำจากสายยาง  เม่ือเราบีบท่ีปลายสายยางน้ำก็พุ่งได้แรงและไปไกลข้ึน 
และดว้ ยเหตผุ ลเดยี วกนั นกี้ ย็ งั ใชอ้ ธบิ ายวา่ ทำไมเมอื่ คนมอี ายมุ ากขน้ึ ความดนั เลอื ด 
จึงมักจะสูงขึ้นเกือบทุกคน  เม่ืออายุมากขึ้นหลอดเลือดจะเสียความยืดหยุ่นไป 
คลา้ ยๆ  กบั ผวิ หนงั บนใบหนา้ เสยี ความหนา้ เดง้ ไป  หรอื สายยางฉดี นำ้ ทเ่ี กา่ และเสยี  

เมอื่ มนษุ ยย์ คุ หินมาอยูใ่ นโลกปัจจบุ นั ชัชพล เกียรติขจรธาดา 169

ความยดื หยนุ่ ไป  เมอื่ หลอดเลอื ดหดเลก็ และแขง็   หลอดเลอื ดกไ็ มส่ ามารถขยายตวั  
ออกเพ่ือรองรับเลอื ดทไ่ี หลเพิม่ ขึน้ หรอื แรงขนึ้ ได้  ความดนั ในหลอดเลอื ดจึงสงู ข้ึน

ระบบพลังงาน
ส่วนใหญ่ถ้าเราทำงานหาเงินได้เกินความจำเป็นต้องใช้มากๆ  เรามักจะ 
ไม่เก็บเงินส่วนเกินนี้ในรูปเงินสด  แต่เราจะแปลงมันไปเป็นสินทรัพย์อย่างอื่น
ร่างกายของเราก็เช่นกัน  ในภาวะปกติเมื่อเรากินอาหารเกินกว่าความจำเป็นที่ 
ร่างกายต้องใช้  ร่างกายเราก็จะเอาพลังงานส่วนเกินไปเก็บสะสมไว้ในรูปแบบอ่ืนๆ 
ซึ่งน้ำตาลกลูโคสในเลือดจะเทียบได้กับเงินสดที่ร่างกายสามารถหยิบมาใช้ได้ทุกท ี่
ทกุ เวลา  หรอื อาจจะพดู ภาษาทห่ี ลายทา่ นคนุ้ เคยมากกวา่ ไดว้ า่   นำ้ ตาลเปน็ พลงั งาน 
ทม่ี สี ภาพคลอ่ งสงู แตก่ ารมนี ำ้ ตาลในเลอื ดสงู ๆ เปน็ สง่ิ ไมด่ ี เพราะนำ้ ตาลในปรมิ าณสงู ๆ 
สามารถทำลายเสน้ ประสาท  ผนงั หลอดเลอื ด  คอเลสเตอรอล  และคอลลาเจนได้ 
ในทางตรงกนั ขา้ มถา้ นำ้ ตาลนอ้ ยเกนิ ไปกเ็ หมอื นกบั การขาดสภาพคลอ่ งทางการเงนิ  
ถา้ เกดิ มเี หตดุ ว่ นใหส้ มองตอ้ งใชน้ ำ้ ตาลแลว้ มนี ำ้ ตาลไมพ่ อ  เรากอ็ าจจะหมดสตชิ กั  
หรือเสียชีวิตได้ในเวลาอันส้ัน  ดังนั้นร่างกายเราจึงมีวิธีที่จะคอยปรับค่าน้ำตาล 
ในเลือดของเราให้พอดีตลอดเวลา  ซึ่งคำว่าพอดีนี้ไม่ได้แปลว่าคงที่  แต่พอดีน้ีจะ 
เปลยี่ นแปลงขน้ึ ลงไปตามความเหมาะสม  แปรผนั ไปตามชว่ งเวลาของวนั   เดอื น  ป ี
และแรงทีเ่ ราใชใ้ นแตล่ ะวัน
รา่ งกายเรามที างเลอื กในการเกบ็ พลงั งานสะสมหลายทางดว้ ยกนั   ตวั อยา่ ง 
เช่น  การเก็บในรูปของไขมันไว้ท่ีพุง  ต้นขา  ต้นแขน  ซึ่งการเก็บพลังงานในรูป 
ของไขน้ันมีข้อดีคือ  น้ำหนักเบา  ให้พลังงานเยอะ  ห่อหุ้มเป็นกันชนให้อวัยวะ 
ภายใน  และยังช่วยให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายได้  การเก็บแบบน้ีช่วยทำให้สัตว์ 
เดินทางไปไหนมาไหนได้ไกลเพราะเบาและยังสามารถทำให้เข้าไปอยู่อาศัยในท ี่
อากาศหนาวเย็นได้  แต่การเก็บสะสมพลังงานในรูปแบบน้ีมีสภาพคล่องในการ 
แปลงกลบั มาเปน็ นำ้ ตาลคอ่ นขา้ งตำ่   วธิ กี ารเกบ็ อกี แบบคอื   การเกบ็ ในรปู ของแปง้  
ท่ีเรียกว่าไกลโคเจน  (glycogen)  ในกล้ามเน้ือหรือในตับ  หรือเก็บในรูปของ 
ครเี อทนี (creatine)  ในกลา้ มเนอื้   ซง่ึ สองแบบหลงั นข้ี อ้ ดคี อื   มขี นาดเลก็ กวา่ ไขมนั  
และถอนออกมาใช้เป็นพลังงานสด (น้ำตาลกลูโคส) ได้เร็ว ทั้งนี้ในกระบวนการ 
แปลงน้ำตาลไปสะสมเป็นพลังงานในรปู อนื่ ๆ นั้น  หวั หน้าใหญท่ ่คี อยกำกับดูแลคือ 
ฮอรโ์ มนอนิ ซลู ิน (insulin)
เม่ือร่างกายเราเข้าสู่ภาวะฉุกเฉิน  ร่างกายเราต้องการพลังงานมาใช้มาก 
ข้ึนกว่าในภาวะปกติ  ร่างกายจึงต้องนำพลังงานที่สะสมไว้แปลงออกมาเป็นน้ำตาล 
ระบบซมิ พาเทตกิ จะทำใหฮ้ อรโ์ มนอนิ ซลู นิ หยดุ ทำงานและลดลง ในทางตรงกนั ขา้ ม 
ฮอรโ์ มนทห่ี ลง่ั ออกมาในภาวะฉกุ เฉนิ ทงั้ หลาย เชน่ กลโู คคอรต์ คิ อยด์ (glucocorticoid) 

170 เรือ่ งเลา่ จากร่างกาย เข้าใจรา่ งกาย พฤติกรรมและธรรมชาตผิ ่านกระบวนการวิวฒั นาการ

และอะดรีนาลิน (adrenaline) จากต่อมหมวกไต  ก็จะเร่งให้มีการสลายไขมัน 
และไกลโคเจนออกมาใช้เป็นพลังงาน  ส่ิงท่ีเกิดตามมาคือ  ระดับของน้ำตาล 
และไขมันในเลือดจะสูงข้ึนอย่างรวดเร็ว  ซึ่งระดับที่สูงข้ึนน้ีหลายครั้งจะสูงเกิน 
ระดับปลอดภัยของภาวะปกติ แต่ในภาวะฉุกเฉินจริงๆ กล้ามเน้ือและสมองจะ 
ผลาญน้ำตาลและไขมันน้ีออกไปจากเลือดอย่างรวดเร็ว ในกรณีท่ีภาวะฉุกเฉิน 
รุนแรงและดำเนินไปนานมากๆ  (เช่น  คนที่ป่วยหนักหรือบาดเจ็บรุนแรงขนาด 
ตอ้ งนอนในโรงพยาบาล)  ร่างกายอาจจำเป็นต้องสลายกล้ามเน้อื ออกมาแล้วนำไป 
เปลย่ี นเปน็ นำ้ ตาลเพอ่ื นำไปเลย้ี งสมอง  หรอื อาจพดู ไดว้ า่ รา่ งกายจำเปน็ ตอ้ งกนิ เนอ้ื  
ตวั เองเพือ่ ใหม้ ีชีวิตรอด

หนว่ ยสนบั สนุน
ในภาวะฉุกเฉินไม่ใช่ทุกระบบที่ต้องทำงานเพ่ิมขึ้นเพ่ือ  “สู้หรือหนี”  บท
ทแ่ี ล้วเราเหน็ กนั ไปแล้ววา่ หลายระบบในรา่ งกายเราทท่ี ำงานเพ่มิ ข้ึนเมื่อเราเขา้ สปา 
หรือเป็นระบบท่ีคุมด้วยพาราซิมพาเทติกเป็นหลัก  เม่ือบางหน่วยงานของร่างกาย 
เราตอ้ งการพลงั งานเพม่ิ ขนึ้   บางสว่ นของรา่ งกายกจ็ ำตอ้ งเสยี สละเพอื่ ผลประโยชน ์
ของส่วนรวม  เราจะมาดูกันว่าระบบตา่ งๆ เหล่านม้ี ีอะไรกนั บ้าง
เร่ิมกนั ที่ระบบทางเดินอาหาร  ในบทท่ี 13 เราเหน็ กันไปแลว้ ว่าการย่อย 
อาหารของเรากินพลังงานถึง 20 เปอร์เซ็นต์ของพลังงานท่ีร่างกายใช้ท้ังหมด 
พลังงานส่วนน้ีถ้าประหยัดได้ในภาวะฉุกเฉินจะสามารถนำไปใช้สู้หรือหนีได้ดีมาก 
สมองจึงตัดสินใจขอความร่วมมือไปยังระบบทางเดินอาหาร  โดยการขอให้ 
ทางเดินอาหารหยุดทำงานและลดการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น  เส้นเลือดที่ไปเล้ียง 
กระเพาะและลำไส้จึงหดตัวลง  และส่งเลือดไปให้กล้ามเนื้อและสมองแทน 
น้ำลายจะเหนียวกว่าปกติ (นึกถึงต้องพูดต่อหน้าคนมากๆ แล้วน้ำลายเหนียว 
ต้องจิบน้ำบ่อยๆ)  น้ำย่อยและกรดในกระเพาะอาหารจะลดลง  ลำไส้เล็กจะบีบตัว 
ทำงานลดลง  อาหารท่ียังย่อยค้างอยู่ก็จะถูกพักเอาไว้ก่อน  ถ้ารอดตายมาได้ค่อย 
กลับมายอ่ ยกนั ต่อ
ระบบอีกระบบท่ีต้องเสียสละคือ  ระบบภูมิคุ้มกัน  ฮอร์โมนกลูโคคอร์ 
ติคอยด์ท่ีหลั่งออกมาจากต่อมหมวกไตเมื่อเราเครียดจะไปยับยั้งการสร้างเซลล์ 
เม็ดเลือดขาวใหม่ๆ ออกมาจากต่อมไธมัสและไขกระดูก  เพราะกระบวนการน้ี 
สิ้นเปลืองทรัพยากรมากเช่นเดียวกัน  แต่การทำงานของร่างกายเช่นน้ีมันขัดกับ 
ความรสู้ กึ ของเรา  ในภาวะคบั ขนั เราคาดวา่ การสหู้ รอื หนอี าจทำใหเ้ กดิ การบาดเจบ็  
มีแผลขึ้นมาได้  ในระยะนี้ระบบภูมิคุ้มกันควรจะทำงานมากเพ่ือเตรียมรับมือกับ 
ภาวะติดเช้ือไม่ใช่หรือ?... คำตอบคือ  ใช่ครับ  แต่กลไกตรงนี้มันมีรายละเอียด 
ซ่อนอยูเ่ ลก็ น้อย

เมอ่ื มนษุ ยย์ คุ หนิ มาอยู่ในโลกปัจจุบัน ชัชพล เกียรตขิ จรธาดา 171

เม่ือนักวิทยาศาสตร์ศึกษาลงไปในรายละเอียดสิ่งท่ีพบคือ  กลูโคคอร์ 
ติคอยด์มีผลต่อภูมิคุ้มกันต่างกันไปในแต่ละช่วงเวลา  จริงอยู่ว่าฮอร์โมนน้ีเมื่อ 
มองในระยะยาวมันกดการทำงานของภูมิคุ้มกัน  แต่ในระยะไม่ก่ีนาทีแรกท่ีมัน 
หล่ังออกมามันสามารถท่ีจะไปกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานเพ่ิมข้ึนได้  เม่ือ 
เม็ดเลือดขาวซ่ึงเป็นทหารเอกของระบบภูมิคุ้มกันทำงานเพ่ิมข้ึน  เม็ดเลือดขาว 
จะหลั่งสารชนิดหน่ึงออกมาในเลือดชื่อว่า  อินเตอร์ลิวคิน-1  หรือ Interleukin-1 
(ยังไม่ต้องไปสนใจจำช่ือมันในตอนนี้ก็ได้ครับ)  สารน้ีจะสามารถย้อนกลับข้ึนไป 
และทำให้สมองสว่ นไฮโปธาลามสั หล่ังฮอรโ์ มนเครยี ดลงมาตาม HPA axis ของเรา 
อีกรอบ  จากไฮโปธาลามัสลงมาที่ต่อมใต้สมองแล้วลงมาท่ีต่อมหมวกไต  ทำให ้
ฮอร์โมนกลูโคคอร์ติคอยด์หลั่งออกมาเพ่ิมข้ึน  คราวนี้ฮอร์โมนกลูโคคอร์ติคอยด ์
จะไมก่ ระตนุ้ แตจ่ ะยบั ยง้ั การทำงานของเมด็ เลอื ดขาว  ถา้ เรามองในภาพนอี้ กี ครง้ั ใน 
มุมมองที่กว้างข้ึน  เราจะเห็นว่าแรกสุดระบบฉุกเฉินจะไปกระตุ้นให้เม็ดเลือดขาว 
ทำงานเพม่ิ ขน้ึ   จากนนั้ เมด็ เลอื ดขาวมนั จะหลงั่ สารขน้ึ ไปทสี่ มองเพอื่ ใหส้ มองสงั่ งาน 
ลงมาหยุดการทำงานของตัวมันเอง  จึงเท่ากับว่ามันเป็นระบบท่ีควบคุมตัวมันเอง 
ไมใ่ หท้ ำงานมากเกนิ ไป  ถา้ ระบบนที้ ำงานไมด่  ี เมด็ เลอื ดจะทำงานมากเกนิ ไปและ 
อาจหนั กลบั มาโจมตอี วยั วะส่วนอืน่ ๆ ของร่างกายเราได้
สาเหตทุ ผี่ มเลา่ รายละเอยี ดตรงนใี้ หฟ้ งั เพราะผมเหน็ วา่ ตรงนเี้ ปน็ ตวั อยา่ ง 
ทด่ี ตี วั อยา่ งหน่ึงท่จี ะแสดงใหเ้ ห็นวา่ ร่างกายเราเปน็ ระบบท่ีซับซ้อน  การตอบสนอง 
ของร่างกายไม่ใช่มีสารหน่ึงแล้วจะได้ผลแบบหน่ึงเสมอไป  สารแต่ละชนิดจะมีผล 
อย่างไรกับร่างกายมันขึ้นกับหลายปัจจัย  สารเดียวกันแต่ทำงานผิดท่ี  ผิดเวลา 
หรือผิดปริมาณก็ให้ผลท่ีตรงข้ามได้  หลักการน้ีเป็นหลักการท่ีสำคัญที่เราจะได้นำ 
ไปใช้กนั อกี เร่อื ยๆ ในโอกาสต่อๆ ไป
เรื่องของความเครียดกับผลต่อร่างกายเรายังไม่จบเพียงเท่าน้ี  แต่เราจะ 
พักไว้ก่อน  เพราะมาถึงตรงนี้เราสามารถท่ีจะตอบคำถามเก่าของเราได้แล้วว่า 
ทำไมหนขู องเซลเยถ่ ึงป่วย?
เราจะเห็นว่าระบบความเครียดหรือระบบฉุกเฉินเป็นระบบท่ีออกแบบมา 
ดีและมีประโยชน์อย่างมากต่อร่างกายของสัตว์ต่างๆ  แต่ระบบนี้จะต้องทำงานเมื่อ 
ถึงเวลาจำเป็นและหยุดการทำงานเมื่อไม่จำเป็น  ไม่เช่นนั้นจะมีผลเสียตามมาได้ 
ในโลกทเ่ี ราววิ ฒั นาการมาความเครยี ดแตล่ ะครง้ั จะสน้ั   การไลล่ า่ จะเสรจ็ สนิ้ ในเวลา 
ไม่กี่นาที  เกือบทุกครั้งของความเครียดจะตามมาด้วยการ  “สู้หรือหนี”  ดังน้ัน 
ระบบฉุกเฉินท่ีเปิดทำงานจะสัมพันธ์กับการทำงานของร่างกายทุกอย่าง  สาเหตุท ่ี
หนูของเซลเย่ป่วยน่ันเป็นเพราะร่างกายมันต้องทำงานในสภาพที่ผิดธรรมชาติไป 
ในโลกท่ีหนูวิวัฒนาการมาไม่มีนักวิทยาศาสตร์จับให้มันต้องไปอยู่ในที่ท่ีอุณหภูม ิ
หนาวหรือรอ้ นเกนิ ไปแล้วหลบหนีไปท่ีอื่นไม่ได ้ ในธรรมชาตจิ ริงๆ ไมม่ ีสายพานท ่ี
บงั คบั ใหม้ นั ตอ้ งวงิ่ จนมนั วงิ่ ตอ่ ไปไมไ่ หว เมอ่ื ระบบฉกุ เฉนิ ของหนเู ซลเยต่ อ้ งทำงาน 

172 เร่ืองเล่าจากรา่ งกาย เขา้ ใจรา่ งกาย พฤตกิ รรมและธรรมชาติผ่านกระบวนการววิ ฒั นาการ

มากเกินกว่าที่ร่างกายมันออกแบบมาให้รับได้  มันจึงป่วยด้วยอาการสามอย่างท ี่
เราไดก้ ลา่ วไป
ในบทถัดไป  เราจะไปคุยกันต่อเก่ียวกับความเครียด  โดยคร้ังนี้เราจะ 
กลบั มาทค่ี วามเครยี ดในคน  โดยเราจะตอบคำถามวา่   ความเครยี ดทางจติ ใจซง่ึ เปน็  
นามธรรม  จบั ต้องไม่ได้  ทำใหร้ า่ งกายเราปว่ ยไดอ้ ย่างไร? ส่วนในบทที่ 24 เราจะ 
ไปดกู นั วา่   ความเครยี ดทำใหเ้ ราอว้ นไดอ้ ยา่ งไร?  จากนนั้ ในบทที่ 25 เราจะไปดวู า่  
ความเครียดในผู้ชายทำใหเ้ ซก็ ส์เส่ือมได้อยา่ งไร?

เม่อื มนุษย์ยุคหนิ มาอยใู่ นโลกปจั จบุ นั ชชั พล เกียรตขิ จรธาดา 173

23

{ }ความเครียดทางจติ ใจทำใหร้ า่ งกายเราปว่ ยได้อย่างไร
เมื่อสมองส่วนทที่ ำให้เราพิเศษกว่าสัตวอ์ น่ื คือ จนิ ตนาการไปในอนาคต
หรือมองย้อนกลบั ไปในอดตี ได้ กลับกลายมาเป็นผลเสยี เน่อื งจากทำให้
ความเครียดทางจิตใจเปลยี่ นเป็นความเครยี ดทางรา่ งกาย

ช่วงกลางๆ ทศวรรษที่ 60  หมอผ้เู ชี่ยวชาญทางด้านการ 
รักษาโรคหัวใจแห่งเมืองซานฟรานซิสโกสองคน  เมเยอร ์
ฟรดี แ์ มน (Meyer Friedman)  และเรย ์ โรแซนแมน (Ray 
Rosenman) มคี ลนิ กิ โรคหวั ใจทปี่ ระสบความสำเรจ็ อยา่ งสงู  
เนอื่ งจากผปู้ ว่ ยเปน็ โรคหวั ใจมากขนึ้ เรอื่ ยๆ แตป่ ญั หาอยา่ ง 
หนึ่งของคลินิกแห่งน้ีคือ  เก้าอี้นวมหุ้มด้วยผ้าสำหรับให้ 
คนไข้น่ังรอหมอมักจะฉีกขาด  และต้องให้ช่างมาปะซ่อม 
ผ้าหุ้มเก้าอี้บ่อยครั้งมาก  มีอยู่วันหนึ่งเม่ือช่างที่เดินทาง 
มารับเก้าอ้ีไปซ่อมเห็นเก้าอ้ีก็กล่าวขึ้นด้วยความแปลกใจ 
ว่า  “คนไข้ของหมอน่ีน่ังเก้าอ้ีกันยังไง  คนธรรมดาท่ัวๆ 
ไปทีเ่ ขานั่งเกา้ อ้กี ัน  เกา้ อ้มี นั จะไม่ขาดแบบนีน้ ะ”

174 เรือ่ งเลา่ จากรา่ งกาย เขา้ ใจรา่ งกาย พฤติกรรมและธรรมชาติผ่านกระบวนการวิวฒั นาการ

แรกทเี ดยี วหมอทง้ั สองกไ็ มไ่ ดใ้ สใ่ จกบั สงิ่ ทช่ี า่ งซอ่ มเกา้ อท้ี กั แตใ่ นเวลาตอ่ มา 
เมอื่ ทงั้ คเู่ รม่ิ สนใจศกึ ษาวา่ ทำไมคนถงึ เปน็ โรคหวั ใจมากขนึ้ ทงั้ ๆ ทค่ี อเลสเตอรอลหรอื  
ปริมาณของไขมันในอาหารที่คนกินในช่วงหลายๆ  ปีที่ผ่านมาก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลง 
อะไรมาก  ส่ิงที่ช่างทำเก้าอ้ีทักเมื่อหลายปีก่อนจึงกลับเข้ามาในความทรงจำของ 
หมอท้ังสองคนอีกคร้ัง  และนำไปสู่คำอธิบายถึงอีกหน่ึงปัจจัยที่จะเพิ่มความเสี่ยง 
ของการปว่ ยเป็นโรคหัวใจได้
จะเข้าใจว่าเก้าอี้ที่ขาดเหล่านี้มันสัมพันธ์กับโรคหัวใจอย่างไร  เราต้องไป 
เรียนรู้กันก่อนว่าความเครียดหรือความกังวลทางด้านจิตใจเหล่านี้มันทำให้ร่างกาย 
ป่วยได้อย่างไร?  เราจะไปเร่มิ ด้วยการไปดกู นั ว่าสมองเราทำงานอยา่ งไร?

…..........
สมมติว่าคุณแต่งตัวด้วยชุดสวยชุดใหม่เพื่อที่จะอวดแฟนและมั่นใจว่า 
เขาตอ้ งชอบ  แตท่ นั ทที แ่ี ฟนคณุ เหน็   เขากพ็ ดู ออกมาวา่   “ชดุ นใ้ี สแ่ ลว้ อว้ นจงั เลย” 
เสียงจากปากของแฟนคุณจะเข้าไปที่หู  ภาพของหน้าแฟนคุณจะส่งเข้าไปที่ตา 
หูและตาจะแปลแสงและเสียงเป็นภาษาที่สมองฟังเข้าใจคือ  สัญญาณไฟฟ้า 
แล้วสัญญาณไฟฟ้านี้จะแยกเป็นสองส่วน  ส่วนที่หน่ึงจะวิ่งเข้าไปที่เปลือกสมอง
(สมองลิง)  ส่วนท่ีเหลือจะว่ิงไปที่สมองลิมบิกซึ่งเกี่ยวข้องกับความจำและอารมณ์ 
(สมองสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหรือไอศกรีมก้อนล่าง)  เปลือกสมองของเราจะแบ่ง 
ออกเป็นส่วนย่อยอีกหลายๆ  ส่วน  ซ่ึงแต่ละส่วนก็ทำหน้าที่ต่างกัน  ในกรณีน้ี 
สมองส่วนท่ีอยู่แถวๆ ขมับจะประมวลผลสัญญาณจากหูเพ่ือให้เข้าใจความหมาย 
สิ่งท่ีได้ยิน  สมองอีกส่วนที่อยู่บริเวณท้ายทอยก็จะประมวลผลสัญญาณจากตา 
เพื่อให้เห็นสิ่งท่ีตามอง  เม่ือสมองลิงประมวลผลเสร็จว่าคำพูดและภาพท่ีเห็นน้ัน 
มันมีความหมายว่าอะไร  มันจะปรึกษากับสมองสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม  (ไอศกรีม 
กอ้ นลา่ ง)  ซงึ่ เปน็ ทที่ ำงานของระบบลมิ บกิ วา่ จะตดั สนิ ใจทำยงั ไงกบั สง่ิ ทไ่ี ดเ้ หน็ หรอื  
ได้ยินมา  หน้าที่หลักของสมองลิมบิกคือ  มันจะแปะอารมณ์เข้าไปท่ีข้อมูลน้ัน 
ถ้าสมองลิงประมวลผลออกมาแล้วสรุปว่า  แม้ว่าหูจะได้ยินแฟนพูดว่าอ้วน  แต่ 
สัญญาณจากตาบอกว่าแฟนคุณพูดเพื่อแก้เขินเพราะตะลึงในความงาม  สมองลิง 
จะประเมินผลโดยรวมออกมาว่าชอบสิ่งท่ีรับรู้  ส่วนสมองลิมบิกก็ช่วยจะแปะ 
อารมณบ์ วกเขา้ ไปกบั ขอ้ มลู ชดุ นนั้   แตถ่ า้ สมองลงิ ปรกึ ษากบั ลมิ บกิ แลว้ สรปุ รว่ มกนั  
ว่านี่มันด่ากันต่อหน้าเลยน่ี  ลิมบิกก็จะแปะอารมณ์ลบเข้าไป  จากนั้นสมองสัตว์ 
เลย้ี งลกู ดว้ ยนมกจ็ ะสง่ ขอ้ มลู ตอ่ ลงไปใหส้ มองสว่ นไฮโปธาลามสั และกา้ นสมองทอี่ ย ู่
ตำ่ ลงไป  ซง่ึ สมองสองสว่ นนกี้ จ็ ะสงั่ งานรา่ งกายตอ่ ไปอกี วา่ รา่ งกายควรจะตอบสนอง 
เช่นไร  ถ้าอารมณ์ที่ลงมาจากลิมบิกเป็นอารมณ์โกรธสมองก็จะสั่งลงไปท่ีร่างกาย 
(ผ่านท้ังทางเส้นประสาทและฮอร์โมน)  ให้ระบบซิมพาเทติกทำงาน  ร่างกายคุณ 
กจ็ ะเขา้ สภู่ าวะฉุกเฉินคือเตรยี มท่ีจะสู้กบั สงิ โต (กรณนี ค้ี ือแฟนคุณ)

เมือ่ มนษุ ยย์ คุ หนิ มาอยใู่ นโลกปัจจุบัน ชัชพล เกียรติขจรธาดา 175

จุดท่ีน่าสังเกตจุดหนึ่งท่ีผมอยากช้ีให้เห็นคือ  สมองลิมบิกจะแปะอารมณ ์
แบบไหนเขา้ ไปไมไ่ ดข้ นึ้ กบั สงิ่ เรา้ ทอ่ี ยภู่ ายนอกเพยี งอยา่ งเดยี ว  แตข่ นึ้ กบั วา่ สมองลงิ  
ของคุณจะตีความสิ่งเร้าเหล่าน้ันอย่างไรด้วย  ซึ่งสมองลิงและสมองลิมบิกสามารถ 
ที่จะควบคุมหรือฝึกได้  คุณสามารถที่จะฝึกสมองส่วนนี้ให้มองโลกในแง่บวกได ้
แต่เมื่อสัญญาณประสาทมันผ่านสมองสองส่วนนี้ลงไปแล้ว  สิ่งที่ตามมาจะเป็น 
การเปลี่ยนแปลงการทำงานของอวัยวะต่างๆ  เกือบท้ังร่างกายที่อยู่นอกเหนือการ 
ควบคุมอย่างทีเ่ ราไดค้ ยุ กนั ไปแลว้
เม่ือสมองของคนวิวัฒนาการมาจนถึงข้ันท่ีทำให้เราจำอดีตได้ดีหรือ 
คาดการณ์เหตุการณ์ในอนาคตได้  เราก็มีความสามารถท่ีจะเรียนรู้อดีตและ 
วางแผนสำหรับอนาคตได้  แต่ความสามารถน้ีก็เป็นเหมือนดาบสองคมภายใต้ 
สิง่ แวดล้อมปัจจุบัน  เรามคี วามสามารถจดจำเรือ่ งราวความแคน้ เม่ือ 40 ปีท่แี ล้ว 
ท่ีนึกขึ้นมาทีไรก็ยังเจ็บใจอยู่ร่ำไป  เราสามารถท่ีจะน่ังอ่านหนังสือพิมพ์สบายๆ 
บนโซฟานุ่มๆ แล้วเครียดกับปัญหาการเมือง  เรากังวลว่าจะมีเงินส่งลูกคนท่ีสอง 
ไปเรียนต่างประเทศหรือไม่  ทั้งๆ  ที่ในความเป็นจริงเรายังหาแฟนไม่ได้  เรา 
สามารถทีจ่ ะกังวลกบั ปญั หาท่ยี งั ไม่เกดิ   (และอาจจะไมเ่ กิดด้วยซ้ำไปถ้ายงั หาแฟน 
ไม่ได้)  ในทางตรงกันข้ามหมีแพนด้าไม่เคยต้องมากังวลกับเงินออมเพ่ือใช้ในยาม 
เกษยี ณเพราะมนั ไมม่ คี วามสามารถทจี่ ะคดิ ถงึ อนาคตได ้ และเมอื่ เรามคี วามเครยี ด 
ทางจติ ใจเกดิ ขน้ึ   เรากส็ ามารถไปกดปมุ่ เปดิ ระบบฉกุ เฉนิ ใหท้ ำงานขน้ึ มาได ้ แมว้ า่  
เราจะนอนปลอดภัยสบายๆ อยใู่ นห้องนอนของเราเองก็ตาม
จากการศกึ ษาวถิ ชี วี ติ ในภาพรวมกวา้ งๆ ของชนเผา่ ตา่ งๆ ทว่ั โลกทย่ี งั ใชช้ วี ติ  
เรร่ อ่ นลา่ สตั ว ์ หาของปา่   เชน่   คงุ ซงั (!Kung San - สำหรบั ทา่ นทส่ี งสยั วา่   เครอ่ื งหมาย 
ตกใจตรงน้ีคืออะไร  มันคือเสียงเดาะล้ินของภาษาที่ใช้ในทวีปแอฟริกา)  ใน 
ทะเลทรายคาลาฮาร ี ทวปี แอฟรกิ า  ชนเผา่ ยาโนมาโม (Yanomamo)  ในปา่ อะเมซอน 
ทวีปอเมริกาใต้  หรือชนเผ่าต่างๆ  ในหมู่เกาะปาปัวนิวกินี  พบว่าคนเหล่าน้ี 
แมว้ า่ จะถกู ไลท่ ใี่ หต้ อ้ งไปอาศยั ในปา่ ทไี่ มค่ อ่ ยอดุ มสมบรู ณก์ ต็ าม  แตโ่ ดยเฉลยี่ แลว้  
คนเหลา่ นใ้ี ช้เวลาในการหาอาหารวันหนง่ึ ประมาณ 4 ชัว่ โมง  เวลาทเี่ หลือจากนัน้  
ใชไ้ ปกบั การพกั ผอ่ นหยอ่ นใจ  รอ้ งเพลง  พดู คยุ   เลน่ กบั เดก็ ๆ ในสว่ นของการนอน 
คนเหล่านี้จะเข้านอนแต่หัวค่ำแล้วต่ืนมาประมาณเที่ยงคืน  อาจมีการน่ังคุยกัน 
หรอื รอ้ งเพลงรอบกองไฟอยปู่ ระมาณ 2 หรอื 3 ชวั่ โมงแลว้ กลบั ไปนอนตอ่ จนถงึ เชา้  
และในช่วงกลางวันก็มีการงีบเป็นเวลาส้ันๆ  วันละครั้ง  วิถีชีวิตในสังคมของคน 
เหลา่ นพ้ี อจะสะทอ้ นใหเ้ หน็ วา่   สงั คมทเี่ ราววิ ฒั นาการมาหลายแสนปคี งจะมลี กั ษณะ 
คล้ายๆ กัน  คืออยู่เป็นเผ่าซึ่งมีความสัมพันธ์แบบเครือญาติ  ชีวิตไม่ต้องเร่งรีบ 
มเี วลาสำหรบั สนั ทนาการมาก  ไมม่ เี วลาเขา้ ทำงาน  ไมม่ กี ารสอบเขา้ มหาวทิ ยาลยั  
ไมม่ รี ะบบภาษี ไม่ต้องเผชิญกบั รถติด  ไม่ตอ้ งกงั วลกับภาวะเศรษฐกจิ โลก  (แต่ม ี
ฆ่าตัดหัวผู้ชายล้างเผา่ พนั ธ์แุ ละฉดุ คร่าขโมยผู้หญงิ บา้ งนานๆ คร้ัง)

176 เรือ่ งเล่าจากร่างกาย เขา้ ใจรา่ งกาย พฤตกิ รรมและธรรมชาตผิ ่านกระบวนการวิวัฒนาการ

ในธรรมชาติระบบฉุกเฉินจะทำงานเม่ือถึงคราวจำเป็นจริงๆ เท่าน้ัน  ซึ่ง 
คราวจำเป็นเหล่าน้ีส่วนใหญ่เป็นเร่ืองของความเป็นความตาย  สมองและร่างกาย 
ของเราไม่ได้ถูกสร้างมาให้รับมือกับความเครียดแบบสังคมเมืองในทุกวันนี้  ความ 
เครียดของสังคมเมืองจึงทำให้เกิดการทำงานของระบบฉุกเฉินบ่อยเกินไป  เราเจอ 
สงิ โตเมอ่ื นาฬกิ าปลกุ ดงั ตอนตหี า้   เราเจอสงิ โตอกี ครงั้ เมอื่ เราโมโหรถคนั ทป่ี าดหนา้  
แซงเราไป  เราเจอสิงโตอีกครั้งเมื่อเราเปิดหนังสือพิมพ์อ่านข่าวการเมือง  เราเจอ 
สิงโตอีกครั้งเม่ือเจ้านายเรียกเราเข้าไปต่อว่า  แต่ความบ่อยของการเปิดระบบ 
ฉุกเฉินไม่ใช่ปัญหาเดียวของเรา  อีกสิ่งหนึ่งท่ีร่างกายเราสับสนคือ  เราไม่ยอม 
“สู้หรือหนี”  เม่ือเจอสิงโต  ร่างกายเราคาดหวังว่าเราจะต้องออกกำลังกาย 
อย่างหนักและใช้พลังงานที่ร่างกายเฟ้นออกมาเม่ือเราเครียด  แต่เรากลับยืน 
เฉยๆ และยงั ยม้ิ รบั เมอ่ื เจา้ นายตอ่ วา่ สง่ิ ทร่ี า่ งกายคาดหวงั วา่ เราจะทำคอื หนั หลงั กลบั  
แล้วว่ิงหนีออกไปจากห้องเจ้านายอย่างสุดฝีเท้า  หรือไม่ก็ต้องกระโจนเข้าใส่แล้ว 
ต่อสู้กับเจ้านาย  (เพื่อให้เข้าใจตรงกัน  ผมไม่ได้แนะนำหรือสนับสนุนให้คุณทำ 
เช่นนัน้ เพอ่ื สขุ ภาพ)
ในตอนนเ้ี ราจะกลบั ไปดรู า่ งกายในแตล่ ะระบบกนั อกี ครงั้ วา่ ความไมเ่ ขา้ กนั  
ระหว่างสมองของเราและสิ่งแวดล้อมปัจจุบันก่อให้เกิดผลเสียอะไรกับร่างกาย 
ของเราบา้ ง
เราจะเรม่ิ กนั ทรี่ ะบบหลอดเลอื ดและหวั ใจ  เมอื่ หวั ใจบบี ตวั แรงและหลอด 
เลือดหดตัวเพื่อให้แรงดันภายในหลอดเลือดสูงข้ึน  เลือดท่ีไหลแรงน้ีก็จะกระแทก 
ผนงั ของเสน้ เลอื ดแรงขนึ้   เลอื ดของเราไมใ่ ชน่ ำ้ ใสๆ เหมอื นนำ้ เปลา่ แตเ่ ปน็ นำ้ ขนุ่ ๆ
ทีม่ ตี ะกอนต่างๆ อยมู่ ากมาย เช่น ไขมนั โปรตีนชนดิ ตา่ งๆ ผนังเส้นเลือดจึงถกู  
กระแทกดว้ ยตะกอนเหลา่ น ี้ ผลคอื ผนงั ของเสน้ เลอื ดจะมกี ารกระเทาะแตกออกไป 
บา้ งและเกิดเป็นรอยแยกเลก็ ๆ อยู่บนผนงั เส้นเลอื ด  โดยทั่วไปถ้ารอยแตกเหลา่ น้ ี
ไมม่ ากเกนิ ไปรา่ งกายเรากจ็ ะซอ่ มแซมมนั ได ้ แตถ่ า้ รอยแตกเหลา่ นมี้ มี ากหรอื เกดิ  
บ่อยเกินไปจากความดันท่ีสูงซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเวลานาน  ร่างกายคุณจะซ่อมไม่ทัน 
ทำให้เกิดเป็นรอยแตกถาวรและเป็นจุดอ่อนที่จะทำให้เกิดการสะสมเซลล์ไขมัน
เกล็ดเลือดและเม็ดเลือดขาวได้  ซึ่งในระยะยาวอาจนำไปสู่ภาวะเส้นเลือดอุดตัน 
ถา้ เสน้ เลอื ดนเี้ ปน็ เสน้ เลอื ดทจ่ี ะไปเลย้ี งหวั ใจกอ็ าจจะนำไปสภู่ าวะหวั ใจขาดเลอื ดได้ 
หรือถ้าเป็นเส้นเลือดท่ีนำเลือดไปเลี้ยงสมองก็อาจนำไปสู่ภาวะเส้นเลือดสมองตีบ 
หรอื แตกไดเ้ ชน่ กนั
ระบบท่ีสองคือ  เร่ืองของพลังงาน  เมื่อร่างกายเราดึงน้ำตาลและไขมันที่ 
สะสมไว้ออกมาเตรียมพร้อมในเส้นเลือด  ร่างกายคาดหวังว่าเราจะใช้กล้ามเนื้อ 
อย่างหนักและเผาน้ำตาลและไขมันน้ีไป  แต่เมื่อเราน่ังอยู่บนเก้าอี้เฉยๆ  ไม่ได้ใช ้
กล้ามเน้ืออย่างที่สมองคาดเอาไว้  น้ำตาลและไขมันที่สูงขึ้นในเส้นเลือดจึงไม่มี
ท่ีไปและค้างอยู่เช่นน้ัน  ซึ่งน้ำตาลและไขมันท่ีสูงอยู่สามารถทำอันตรายกับเส้น 

เม่อื มนุษยย์ คุ หนิ มาอยใู่ นโลกปจั จบุ นั ชชั พล เกยี รตขิ จรธาดา 177

ประสาท  ผนังหลอดเลือด  คอเลสเตอรอล  โปรตีนคอลลาเจน (ผิวเห่ียว) ฯลฯ 
นอกไปจากนี้ฮอร์โมนเครียด เช่น กลูโคคอร์ติคอยด์และคอร์ติซอลยังมีผลให้ 
กล้ามเน้ือและไขมันเกิดภาวะด้ือต่ออินซูลิน  คือไม่ยอมตอบสนองต่ออินซูลิน 
ทำให้ในคนที่ปร่ิมๆ จะเป็นเบาหวานกลายเป็นโรคเบาหวานได้  หรือในคนท่ีเป็น 
เบาหวานอยู่แล้วคุมน้ำตาลได้แย่ลง
ตอ่ มาคอื ระบบทางเดนิ อาหาร หลายทา่ นอาจเคยไดย้ นิ เรอื่ งราวหนง่ึ ทเ่ี กดิ  
ขน้ึ ในปี ค.ศ. 1982 มหี มอชาวออสเตรเลยี สองคนท่ชี ่ือ โรบิน วอร์เรน (Robin 
Warren) และแบรร์ ่ี มารแ์ ชลล์ (Barry Marshall)  ไดค้ น้ พบวา่ แบคทีเรยี ท่ชี ื่อ 
H.pylori  (อ่านว่า  เอช-ไพ-ลอ-รี)  ทำให้เกิดแผลในกระเพาะและลำไส้เล็กได้ 
แต่ไม่มีใครเชื่อ  หมอมาร์แชลจึงพิสูจน์ด้วยการดื่มเช้ือโรคเข้าไปและส่องกล้องเข้า 
ไปในกระเพาะและลำไสเ้ ลก็   เพอื่ ใหเ้ หน็ วา่ เกดิ แผลในลำไสจ้ รงิ   จากนน้ั กก็ นิ ยาฆา่  
เช้ือและส่องกล้องซ้ำเพ่ือพิสูจน์ให้เห็นว่าแผลในกระเพาะและลำไส้เล็กหายได้ด้วย 
ยาฆ่าเช้ือแบคทีเรีย  หลังจากนั้นมาโรคแผลในลำไส้เล็ก  (หรือที่เรานิยมเรียกกัน 
ว่าโรคกระเพาะ)  ก็ถูกจัดเป็นโรคติดเชื้อ  และการรักษาหลักของโรคกระเพาะจึง 
เป็นการรักษาด้วยยาฆ่าเช้ือแบคทีเรีย  และหมอสองคนน้ีก็ได้รางวัลโนเบลสาขา 
การแพทย์ในปี ค.ศ. 2005
แต่เรื่องมันไม่ตรงไปตรงมาเช่นน้ัน  เพราะในความเป็นจริงคนในโลกน้ี 
ติดเชื้อ H.pylori นี้เกินกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรโลกหรืออาจมากถึง 2 ใน 3 
ของประชากรโลก แตค่ นทป่ี ว่ ยเปน็ โรคกระเพาะมอี ยจู่ ำนวนไมม่ าก แสดงวา่ คนทม่ี  ี
เชื้อน้ีส่วนน้อยมาก (ประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์หรือน้อยกว่า)  เท่านั้นที่ป่วยเป็น 
โรคกระเพาะ  นอกไปจากนน้ั ในคนทม่ี แี ผลในลำไสเ้ ลก็ มถี งึ ประมาณ 15 เปอรเ์ ซน็ ต ์
ท่ีไม่ได้ติดเช้ือนี้  ท้ังหมดท่ีพูดมาหมายความว่าเราไม่สามารถพูดได้เต็มปากว่า 
“เชื้อโรคนี้เป็นสาเหตุของโรคกระเพาะ” เราบอกได้แค่เพียงว่า “การติดเช้ือน้ี 
สัมพันธ์กับการป่วยเป็นโรคกระเพาะ” หรือ “การติดเชื้อน้ีเป็นปัจจัยเส่ียงที่ทำให้ 
โอกาสเปน็ โรคกระเพาะสงู ขึ้น”  ถา้ เช่นนัน้ ปัจจยั เสย่ี งอืน่ ๆ คอื อะไร?... แนน่ อนวา่  
สิ่งที่ผุดขึ้นมาในหัวของคนส่วนใหญ่คือ  เหล้า  บุหร่ี  ความเครียด  (ส่วนอาหาร 
รสจัดท้ังหลายไม่พบว่าเพิ่มความเส่ียงการเป็นแผล  แต่ถ้ามีแผลอยู่แล้วอาจทำ 
ให้อาการแย่ลงได้)  คำถามคือ  ความเครียดเพิ่มความเส่ียงของโรคกระเพาะได้ 
อยา่ งไร?
เราคุยกันไปแล้วว่าเมื่อเรามีความเครียดเกิดข้ึน  สมองเราจะขอให้ 
ทางเดินอาหารทำงานลดลง  และลดปริมาณเลือดที่จะไปเลี้ยงทางเดินอาหาร 
ดังน้ันคำถามท่ีเราอยากรู้คือ  ทางเดินอาหารทำงานน้อยลง  หรือเลือดมาเลี้ยง 
น้อยลงมันทำให้โอกาสป่วยเป็นโรคกระเพาะเพ่ิมข้ึนได้อย่างไร?...  คำตอบจริงๆ 
คงต้องบอกว่าเรายังไม่รู้  แต่เชื่อว่าน่าจะเกิดจากหลายสาเหตุด้วยกัน  เราจะลอง 
มาดูคำอธบิ ายเหลา่ น้ีกนั บ้างพอเปน็ ตัวอยา่ ง

178 เรอื่ งเล่าจากรา่ งกาย เข้าใจรา่ งกาย พฤติกรรมและธรรมชาตผิ า่ นกระบวนการววิ ัฒนาการ

แรกสุดคือเรื่องของภูมิคุ้มกัน  เม่ือเราเครียดนานๆ  หรือบ่อยๆ
ภมู คิ ุม้ กันเราจะทำงานด้อยลง ซง่ึ อาจมีผลทำให้เช้อื H.pylori นี้เพมิ่ จำนวนมากข้ึน 
คำอธิบายที่สองคือ  ในภาวะปกติกรดและน้ำย่อยในกระเพาะจะไม่ย่อยตัวมัน 
เอง เพราะกระเพาะจะสรา้ งดา่ งเคลอื บปอ้ งกนั ตวั มนั เองไว ้ เวลาเราเครยี ดกระเพาะ 
อาหารและลำไส้เล็กจะย่อยอาหารลดลง  กรดก็หล่ังลดลง  เมื่อกรดลดลงร่างกาย 
เราก็จะหล่ังด่างที่เคลือบป้องกันน้ีลดลงตามไปด้วย  ต่อมาเม่ือเราหายเครียด 
กรดและดา่ งกจ็ ะกลบั มาหลง่ั เพม่ิ ขนึ้ อกี ครงั้   แตก่ ารกลบั มาทไี่ มพ่ รอ้ มกนั อาจทำให้ 
เกิดภาวะกรดมากไปช่ัวคราวซ่ึงทำอันตรายต่อกระเพาะและลำไส้เล็กส่วนต้นได้ 
ปกตถิ ้ามีการทำลายนดิ ๆ หน่อยๆ ร่างกายเรากพ็ อจะซอ่ มได้  แต่ถ้าเครียดบอ่ ยๆ 
กอ็ าจนำไปสแู่ ผลในกระเพาะและลำไสเ้ ลก็ ได้ คำอธบิ ายท่ี 3 คอื ภาวะขาดเลอื ดเอง 
อาจทำให้เนื้อเย่ือของลำไส้ตายได้  แรกสุดอาจเป็นแค่แผลเล็กๆ  ที่ไม่มีอาการ 
แตก่ ารขาดเลอื ดซ้ำๆ นานๆ อาจนำไปสู่แผลในทางเดินอาหารได้ นอกเหนอื ไปจาก 
นี้แล้วยังมีคำอธิบายปลีกย่อยอ่ืนๆ อีก เช่น เรื่องของอนุมูลอิสระทำลายผิวของ 
ลำไสซ้ ง่ึ เราจะพอกนั ไวแ้ ต่เพียงเทา่ น้ี

…..........
ในปี ค.ศ. 1974  หมอฟรีด์แมนและโรแซนแมนได้ตีพิมพ์หนังสือขายด ี
ออกมาเล่มหนึ่งซึง่ อธิบายถงึ คนท่ีมีบุคลิกชนดิ A หรอื type A personality วา่  
มคี วามเสี่ยงต่อการเปน็ โรคหวั ใจมากกว่าปกติ เขาใหค้ ำนยิ ามคนท่มี ีบคุ ลกิ ชนิด A 
ไวว้ า่ เปน็ คนทต่ี รงตอ่ เวลามาก  ชอบแขง่ ขนั   ความอดทนตำ่   ความทะเยอทะยานสงู  
ฯลฯ  แตต่ อ่ มาเมอ่ื มคี นอน่ื มาทำการศกึ ษาเพมิ่ เตมิ กพ็ บวา่ ลกั ษณะของบคุ ลกิ ชนดิ A 
ไม่ใช่ทั้งหมดที่เพ่ิมความเสี่ยงของโรคหัวใจ  การเป็นคนตรงต่อเวลา  ชอบแข่งขัน 
การเป็นคนทะเยอทะยานไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจ  แต่ส่ิงท่ี 
เพ่ิมความเสี่ยงของการตายจากโรคหัวใจจริงๆ  คือ  ความเป็นคนอารมณ์เสียง่าย 
ชา่ งหงดุ หงดิ   หรอื อารมณร์ นุ แรง  คำนยิ ามของบคุ ลกิ ชนดิ A จงึ มกี ารเปลย่ี นแปลง 
จากนยิ ามเดมิ ไปตามข้อมูลของงานวิจัยใหมๆ่
เม่ือเรามาดูรูปเก้าอี้ในห้องน่ังรอของหมอฟรีด์แมน  เราก็พอจะบอก 
ได้คร่าวๆ ว่า  ระหว่างท่ีคนไข้ท้ังหลายน่ังรอหมอด้วยการวางก้นไว้ที่ขอบหน้าของ 
เกา้ อ ี้ แลว้ เอามอื ถไู ถจนเกา้ อข้ี าดไดน้ น้ั   กำลงั หงดุ หงดิ หรอื อารมณเ์ สยี ขนาดไหน

ลักษณะเก้าอี้ในหอ้ งรอพบแพทย์ในคลนิ กิ หมอฟรีด์แมน

เมื่อมนุษยย์ คุ หินมาอย่ใู นโลกปัจจุบัน ชชั พล เกยี รติขจรธาดา 179

24

{ }ความเครยี ดกบั ความอว้ น 

เมอ่ื ภาวะฉกุ เฉินผ่านพ้นไป รา่ งกายของเราจะมรี ะบบท่ที ำให้เรากนิ เพ่ือทดแทน
พลังงานส่วนทีใ่ ช้ไปในยามฉกุ เฉนิ แตเ่ มื่อรา่ งกายไมไ่ ดส้ ญู เสยี พลงั งานน้นั ไปจริง

ระบบนีจ้ ึงทำใหเ้ ราได้พลังงานส่วนเกินเข้ามาแทน

หลายท่านอาจจะคุ้นเคยดี  (หรือประสบกับตัวเอง) 
ว่าความเครียดมันมีผลต่อการกินของเราใหญ่ๆ 2 แบบ 
ดว้ ยกัน  คือเครยี ดจนกินอะไรไมล่ ง  กบั เครียดแล้วอยาก 
กนิ จบุ จบิ   อยากกนิ ของเคม็ ๆ  มนั ๆ หรอื ขนมนมุ่ ๆ หวานๆ 
ยิ่งเครียดย่ิงอยากหาอะไรใส่ปาก  ซ่ึงอาการนี้เห็นได้ชัด 
เวลาตอ้ งทำงานดกึ ๆ หรอื อา่ นหนงั สอื เตรยี มสอบ  จะเขา้ ใจ 
ว่ามันเกิดอะไรข้ึน  ร่างกายเราทำเช่นน้ันเพราะอะไร 
เราก็ต้องกลับมาที่ไฮโปธาลามัส  พิทูอิทารี และต่อม 
หมวกไต  (adrenal  gland)  หรือ  HPA  axis  ของเรา 
กันอีกคร้ัง  เราคุยกันไปว่า  HPA  axis  น้ีทำงานโดย 
กระตุ้นไล่กันลงมาเป็นข้ันๆ จากไฮโปธาลามัสลงมา 
ท่ีพิทูอิทารีและลงไปท่ีต่อมหมวกไต  ในตอนนี้เราจะ 
มาคยุ รายละเอยี ดเพิ่มกนั อกี เล็กนอ้ ย

180 เรือ่ งเลา่ จากรา่ งกาย เขา้ ใจร่างกาย พฤตกิ รรมและธรรมชาติผา่ นกระบวนการววิ ฒั นาการ

ฮอรโ์ มนทห่ี ลง่ั จากไฮโปธาลามสั มชี อ่ื วา่   CRH  จะไปกระตนุ้ ใหต้ อ่ มพทิ อู ทิ าร ี
หลง่ั ฮอรโ์ มน ACTH และ ACTH  จะไปกระตนุ้ ตอ่ มหมวกไตใหห้ ลงั่ ฮอรโ์ มนเครยี ด 
ออกมา  ซึง่ ก็คือ  คอร์ติซอล (cortisol) และกลูโคคอรต์ ิคอยด์ (glucocorticoid)
ฮอร์โมน CRH จากไฮโปธาลามัสนอกจากจะไปกระตุ้นให้ต่อมพิทูอิทารี 
หลัง่ ACTH แลว้   มนั ยงั มีฤทธอ์ิ ีกอย่างคอื   มนั ยงั ไปกระตุ้นสมองอกี สว่ นทำใหค้ ุณ 
รู้สึกเบื่ออาหาร  เม่อื ACTH จากตอ่ มพทิ อู ทิ ารไี หลตามเลือดลงไปถึงต่อมหมวกไต 
มนั จะกระตนุ้ ใหต้ อ่ มหมวกไตหลงั่ ฮอรโ์ มนกลโู คคอรต์ คิ อยด์ (glucocorticoid)  ซงึ่  
ฮอร์โมนกลูโคคอร์ติคอยด์ตัวนี้ก็ทำหน้าท่ีหลายอย่างเช่นกัน  หนึ่งในหน้าที่ของมัน 
คอื มนั จะทำใหค้ ณุ หวิ และไมใ่ ชห่ วิ ธรรมดา  มนั ทำใหค้ ณุ หวิ อาหารพวกแปง้   นำ้ ตาล 
หรืออาหารมันๆ  แต่เม่ือเรามองภาพรวมท้ังระบบจะเห็นว่าระบบมันแปลกๆ  เมื่อ 
CRH กระตุ้น ACTH จากนัน้ ACTH  จะมากระต้นุ glucocorticoid ขณะที่ CRH 
ทำใหไ้ ม่อยากกินแต่ glucocorticoid กลับทำให้คุณอยากกนิ   ทำไมรา่ งกายเราถึง 
หลง่ั ฮอรโ์ มนทที่ ำงานตรงขา้ มกนั ในวงจรเดยี วกนั   ถา้ เชน่ นน้ั แลว้ การทำงานของมนั  
จะไมข่ ดั กนั หรอื ?


CRH (ทำใหอ้ ่มิ )
ACTH

ตอ่ มหมวกไต

GLUCOCORTICOIDS (ทำใหห้ ิว)

HPA axis

เมอ่ื มนษุ ยย์ ุคหินมาอยใู่ นโลกปัจจุบัน ชัชพล เกียรติขจรธาดา 181

ถา้ เราลองมามองชดั ๆ ลงไปในรายละเอยี ด  เราจะเหน็ วา่ ธรรมชาตมิ นั ทำ 
เช่นนีเ้ พื่ออะไร การหลั่งของ CRH  และกลูโคคอร์ติคอยดจ์ ะหลง่ั ออกมาไมพ่ ร้อม 
กัน CRH  จากไฮโปธาลามัสจะหลั่งออกมาก่อน  อีกสักพักหนึ่งกลูโคคอร์ติคอยด์ 
จงึ หลง่ั ตามออกมาจากตอ่ มหมวกไต ทเ่ี ปน็ เชน่ นน้ั เพราะการกระตนุ้ มนั ลงมาทลี ะขนั้  
จาก CRH กว่าจะลงมาถงึ กลูโคคอรต์ คิ อยดจ์ ะต้องใช้เวลา  จุดสังเกตจุดที่สองคือ 
CRH  มนั ทำงานอยไู่ มก่ ว่ี นิ าทแี ลว้ กส็ ลายตวั ไป  ในขณะทกี่ ลโู คคอรต์ คิ อยดท์ ำงาน 
อยู่นานหลายสิบนาที  และกว่าจะหมดไปจากเลือดก็ใช้เวลาอีกเป็นช่ัวโมง  ดังนั้น 
ผลรวมท่ีเราได้คือ  ช่วงแรกๆ ของความเครียดหรือช่วงท่ีความเครียดสูงเราจะ 
ไม่อยากกินอะไรเป็นเวลาส้ันๆ  ร่างกายทำเช่นนี้เพ่ือให้แน่ใจว่าระหว่างที่หนีสิงโต 
เราจะไม่หยุดแวะหาอะไรกิน  ต่อมาเม่ือเหตุการณ์ท่ีอันตรายผ่านไปแล้ว  (ใน 
ธรรมชาตเิ หตกุ ารณฉ์ กุ เฉนิ จะดำเนนิ ไปไมน่ าน) รา่ งกายจะทำใหเ้ ราหวิ เพอ่ื ใหแ้ นใ่ จวา่  
เราจะไปหาอะไรกนิ เพอ่ื เตมิ พลงั ทดแทนสว่ นทใ่ี ชไ้ ป  ถงึ ตรงนค้ี ณุ อาจกำลงั สงสยั ตอ่  
และหงุดหงิดอยู่ในใจ  ใครที่ไหนจะไปบ้าหยุดกินระหว่างที่หนีสิงโต  สมองไม่เห็น 
ตอ้ งมีระบบเหลา่ นก้ี ็ได้  ใชต้ รรกะธรรมดาๆ เราก็ร้อู ยแู่ ล้ววา่ ไมค่ วรหยุดหาอาหาร 
กินขณะท่ีว่งิ หนสี ิงโต
จรงิ ครบั   เราไมจ่ ำเปน็ ตอ้ งมรี ะบบเหลา่ น ้ี ถา้ สมองนเ้ี ปน็ ของเราหรอื สรา้ ง 
มาเพอ่ื เราโดยเฉพาะ  แตม่ นั ไมไ่ ดเ้ ปน็ เชน่ นน้ั   สมองของเราเปน็ สมองของสตั วอ์ น่ื  
ที่เรานำมาดัดแปลง  ระบบความเครียดน้ีมีใช้มาตั้งแต่เรามีบรรพบุรุษร่วมกับปลา 
ระบบน้สี ร้างมาเพอ่ื ใหแ้ น่ใจวา่ ระหวา่ งทว่ี ิง่ หนแี มว  แมลงสาบมันจะไมห่ ยุดแวะกิน 
อะไร  และเพอื่ ใหแ้ นใ่ จวา่ เมอ่ื มนั หนพี น้ มนั จะหากนิ เพอื่ ทดแทนพลงั งานทสี่ ญู เสยี ไป 
แมลงสาปจะทำเช่นน้ันโดยท่ีมันไม่ต้องเข้าใจว่าแคลอรีคืออะไร  เมตาบอลิซึมคือ 
อะไร  และการว่ิงเป็นการเสียพลังงาน  มันทำตามที่ฮอร์โมนสั่งให้มันทำ  สำหรับ 
พวกเราทุกวันนี้  ระบบน้ีสร้างปัญหาให้เราเพราะเราไม่ได้เครียดขณะที่เราวิ่ง  แต่ 
เราเครียดขณะท่ีเรานอนก่ายหน้าผาก  หรืออดนอนจากการดูทีวีดึกระบบน้ีทำให้ 
เราอยากกนิ ตอนท่เี รานงั่ เฉยๆ อย่บู นเตียง นอกไปจากน้เี มือ่ ความเครยี ดเกิดข้นึ  
บอ่ ยๆ ในแตล่ ะวนั   สง่ิ ทเ่ี กดิ ขนึ้ ในเลอื ดเรากจ็ ะเปน็ วงจรขน้ึ มา เชน่ CRH หลงั่ ออกมา 
glucocorticoid หลงั่ ตามมา CRH หลง่ั อีก glucocorticoid  ตามอกี เชน่ นไี้ ปเรอื่ ยๆ 
ทกุ ครงั้ ทเี่ ราเครยี ด จนถงึ จดุ หนง่ึ ทก่ี ลโู คคอรต์ คิ อยดข์ องเกา่ ยงั ไมท่ นั สลาย ของใหม ่
กห็ ลง่ั ซำ้ ออกมาอกี   สง่ิ ทเ่ี กดิ ตามมาคอื อาการทห่ี ยบิ นนู่ ใสป่ ากหยบิ นใี่ สป่ ากตลอด 
ทั้งวันจนกว่าเราจะหาวิธีควบคุมความเครยี ดของเราได้
แต่ไม่ใช่ทุกคนที่เครียดแล้วกินจุบกินจิบ  มีบางคนซึ่งอาจเป็นส่วนน้อย 
เป็นคนประเภทท่ีเครียดแล้วไม่อยากกินอะไรเลย  ทำไมจึงเป็นเช่นน้ัน  คำตอบ 
ที่ส้ันที่สุดคือ  คนเราแต่ละคนไม่เหมือนกัน  ปริมาณของฮอร์โมนที่หลั่งออกมาใน 
แต่ละคนไม่เท่ากัน  เหมือนๆ กับที่คนเราสูงต่ำไม่เท่ากัน  คนบางคนหลั่ง CRH 
มาก  บางคนหล่ัง glucocorticoid มาก  การตอบสนองของสมองต่อฮอร์โมน 

182 เร่อื งเล่าจากร่างกาย เขา้ ใจร่างกาย พฤตกิ รรมและธรรมชาติผ่านกระบวนการวิวัฒนาการ

แตล่ ะคนก็ไม่เท่ากนั   บางคนได้ CRH นิดเดียวก็ไมก่ นิ อะไรแล้ว แต่บางคน CRH 
จำนวนมากกฉ็ ุดไมอ่ ยู่
แล้วก็มาถึงความอ้วนจากความเครียด  เราคุยกันไปแล้วว่าร่างกายเรา 
มีระบบท่ีจะเติมพลังงานกลับคืนมา  หลังจากท่ี (ร่างกายคาดว่า) เราใช้พลังงาน 
ไปมาก  แต่การเติมพลังงานกลับในรูปไขมันมีจุดท่ีน่าสนใจมากอยู่จุดหน่ึง  น่ันคือ 
รา่ งกายเราจะเติมไขมนั กลับไปที่ส่วนตา่ งๆ ของรา่ งกายไมเ่ ท่ากนั
หลายปีที่ผ่านมาเราจะได้ยินเร่ืองการรณรงค์ “คนไทยไร้พุง”  แต่ถ้า 
กระทรวงสาธารณสขุ อยากใหค้ นไทยลดความอว้ น  ทำไมเราตอ้ งเจาะจงไปวา่ เปน็ พงุ  
ทำไมเราถึงไม่ได้ยินการรณรงค์คนไทยไร้ต้นขา  ลดต้นแขน  หรือคนไทยไร้ก้น
ทำไมต้องเป็นพุง  น่ันเป็นเพราะไขมันท่ีพุงไม่เหมือนไขมันที่อ่ืน  ไขมันท่ีพุงทำให ้
เสี่ยงต่อการป่วยหรือการตายมากกว่าไขมันที่อ่ืน  เซลล์ไขมันท่ีอยู่ลึกลงไปท่ีพุงน ้ี
มีช่ือเรยี กพิเศษวา่ visceral fat คำว่า visceral  (อ่านว่า วิส-เซอ-รลั ) หมายถงึ  
อวยั วะภายในตา่ งๆ  ทมี่ นั ไดช้ อ่ื เชน่ นเ้ี พราะมนั เปน็ ไขมนั ทชี่ ว่ ยหอ่ หมุ้ อวยั วะภายใน 
ต่างๆ หรือบางท่านอาจได้ยินในอีกชื่อคือ omental fat (อ่านว่า โอ-เมน-ตอล) 
ซึ่งไขมันนี้เทียบได้กับไขมันเปลวในหมู  ไขมันที่พุงน้ีมันพิเศษเพราะมันตอบสนอง 
ต่อฮอร์โมนกลูโคคอร์ติคอยด์มากกว่าไขมันบริเวณอ่ืนๆ ทำให้ไขมันมันไปสะสม 
ที่พุงมาก  ถึงตรงน้ีท่านผู้อ่านที่เก็บรายละเอียดอาจเอะใจ  เพราะเราคุยกันไปว่า 
กลูโคคอร์ติคอยด์มันทำหน้าที่ดึงไขมันออกมาใช้เมื่อเครียด  แต่ทำไมตอนนี้ 
ผมกลับบอกว่ามันเอาไขมันกลับมาสะสม  ตกลงมันทำหน้าท่ีฝากหรือถอนกันแน ่
คำตอบคือท้ังสองอย่าง ข้ึนกับว่าขณะน้ันฮอร์โมนอินซูลินสูงหรือต่ำ  ถ้าฮอร์โมน 
อินซูลินต่ำ  (ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อเรากำลังเครียด)  กลูโคคอร์ติคอยด์จะทำหน้าท่ีถอน 
ไขมนั ออกมาใช ้ แตถ่ า้ ขณะนน้ั อนิ ซลู นิ สงู   มนั จะทำหนา้ ทฝ่ี ากไขมนั กลบั เขา้ ไปทพี่ งุ  
ของเรา  ตรงนเ้ี ปน็ จดุ สงั เกตทน่ี า่ จดจำมากๆ อกี จดุ หนง่ึ คอื “สารตวั เดยี วกนั   ปรมิ าณ 
เทา่ กนั แต่เม่ืออยูใ่ นสง่ิ แวดลอ้ มทตี่ ่างกันจะมผี ลตอ่ ร่างกายต่างกนั ”
เมื่อไขมันไปสะสมที่พุงมาก  ความอ้วนที่ออกมาก็จะเป็นลักษณะอ้วน 
แบบป่องกลางหรือท่ีเรียกว่าอ้วนแบบแอ๊ปเปิ้ล  แต่ในคนที่อ้วนต้นขาหรือสะโพก
ฝร่ังจะเรียกว่าอ้วนแบบลูกแพร์  สำหรับคนไทยเราอาจเทียบว่าเป็นการอ้วนแบบ 
ชมพกู่ ไ็ ด ้ คำถามตอ่ ไปคอื   ทำไมการอว้ นแบบปอ่ งกลางหรอื แอป๊ เปลิ้ ถงึ แยก่ วา่ อว้ น 
แบบชมพ ู่ คำตอบตรงนจ้ี รงิ ๆ เรายงั ไมเ่ ขา้ ใจมนั ทง้ั หมด  แตค่ ำอธบิ ายทเี่ ราพอทราบ 
ก็มีหลายอย่างเช่น  ไขมันส่วนน้ีเม่ือมันสลายแล้วมันจะถูกส่งไปที่ตับได้ง่ายเพราะ 
มันอยตู่ ิดกัน  ผลคอื มันสามารถถูกเปลยี่ นไปเป็นนำ้ ตาลไดง้ ่าย (เกินไป)  หรอื อกี  
คำอธบิ ายคอื ไขมนั เหลา่ นส้ี ามารถหลงั่ สารเคมแี ละฮอรโ์ มนออกมาหลายสบิ ชนดิ และ 
สารเหลา่ นใี้ นปรมิ าณทม่ี ากเกนิ ไปจะเปน็ อนั ตรายตอ่ รา่ งกายในระยะยาว  อนั ตราย 
ทว่ี า่ นผ้ี มหมายถงึ หวั ใจขาดเลอื ด เบาหวาน เสน้ เลอื ดในสมองตบี หรอื แตก รวมไป 
ถงึ มะเร็งหลายชนดิ

เมอื่ มนษุ ย์ยุคหินมาอย่ใู นโลกปัจจบุ ัน ชัชพล เกียรตขิ จรธาดา 183

สุดท้ายก่อนจะจบบทนี้  ผมอยากจะคุยถึงอีกเร่ืองหน่ึงซึ่งหลายท่าน 
อาจเคยมีประสบการณ์กับตัวเองหรือญาติที่ป่วยต้องเข้าโรงพยาบาล  ซ่ึงผู้ป่วย 
อาจเขา้ โรงพยาบาลดว้ ยสาเหตหุ นง่ึ   แตต่ อ่ มาเมอื่ รกั ษาไปแลว้ เกดิ ภาวะแทรกซอ้ น 
ตา่ งๆ ตามมา  เชน่   เลอื ดออกในทางเดนิ อาหาร  ปอดบวม  ตดิ เชอื้ ในกระแสเลอื ด 
แทรกซ้อน ผมรู้ว่าหลายท่านไม่พอใจและไม่เข้าใจว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร  ทำไม 
ลูกเข้าโรงพยาบาลจากโดนรถชน  หรือคุณตาป่วยเป็นปอดบวม  แต่หมอรักษาไป 
รักษามาเกิดเลือดออกในกระเพาะอาหาร  กล้ามเน้ือลีบ  ภูมิคุ้มกันต่ำลงจนเกิด 
การติดเช้ือแทรกซ้อนที่อ่ืนๆ ท้องอืดอาหารไม่ย่อย  คนท่ีมีเบาหวานอยู่เดิมโรคก็ 
แยล่ ง  นำ้ ตาลแกวง่ ขน้ึ ลงรนุ แรง  ซง่ึ ภาวะเหลา่ นไ้ี มว่ า่ จะมองมมุ ไหนมนั กไ็ มเ่ กย่ี วกบั  
โรคหรอื อบุ ตั เิ หตทุ เี่ ขา้ โรงพยาบาลไปครง้ั แรก  หมอรกั ษายงั ไงทำไมมนั ถงึ ไดม้ ภี าวะ 
แทรกซ้อนวุ่นวายไปหมด  หลายท่านเลยเข้าใจว่าเป็นผลข้างเคียงจากการรักษา 
หมอให้ยาแรงไปหรือไม่ก็รักษาไปผิดทาง  แต่มาถึงตรงนี้เม่ือเราเข้าใจการทำงาน 
ของรา่ งกายแลว้ เราจะเหน็ วา่ ภาวะตดิ เชอ้ื ภมู คิ มุ้ กนั ตำ่ เลอื ดออกในทางเดนิ อาหาร
ฯลฯ เกิดข้ึนจากภาวะเครียดที่รุนแรงของร่างกาย ภาวะแทรกซ้อนต่างๆ เหล่านี้ 
เปน็ ผลทต่ี ามมาจากการทร่ี า่ งกายพยายามลดความเครยี ด  แตค่ วามเครยี ดทรี่ นุ แรง 
ในระดบั ทตี่ อ้ งเขา้ โรงพยาบาลจะเปน็ ความเครยี ดทไ่ี มพ่ บทวั่ ไปในธรรมชาต ิ เพราะ 
ความเครียดระดบั นม้ี ักนำไปสู่การตายในระยะเวลาอนั สนั้ (กลไกการคดั เลือกตาม 
ธรรมชาติจึงไม่มีโอกาสได้ทำงาน)  ดังน้ันในการรักษาของหมอจะต้องทำศึกสอง 
ทางคอื หนงึ่ แกไ้ ขสงิ่ ทท่ี ำใหค้ นไขต้ อ้ งเขา้ โรงพยาบาล  และสอง วางแผนปอ้ งกนั ผล 
ที่จะตามมาจากการที่ร่างกายเสียสมดุลและพยายามกลับคืนสู่สมดุล  ซ่ึงแม้จะรู้ 
ล่วงหน้าวา่ จะเกดิ อะไรตามมาบ้าง  แต่การป้องกนั ก็ไมใ่ ช่ทำไดง้ า่ ยๆ และบ่อยครั้ง 
กท็ ำไม่สำเรจ็ จงึ เกิดผลแทรกซ้อนต่างๆ ตามมา

…..........
ท่ีผ่านมาเราคุยถึงผลต่างๆ  ของความเครียดต่อร่างกายกันมามากแล้ว 
แต่ยังมีหน้าที่ของระบบซิมพาเทติกท่ีสำคัญอีกหน่ึงอย่างท่ีเรายังไม่ได้ไปพูดถึง 
กันเลย  นั่นคือเร่ืองของเซ็กส์  ในบทถัดไปเราจะไปคุยกันเรื่องซิมพาเทติก  เซ็กส์
และเซก็ ส์เสอ่ื ม

184 เรื่องเล่าจากร่างกาย เข้าใจร่างกาย พฤติกรรมและธรรมชาตผิ า่ นกระบวนการวิวัฒนาการ



25
ความเครียดและปัญหานกเขาไม่ขนั 

{ }และนกกระจอกไมท่ นั กินนำ้

เมอ่ื ร่างกายเข้าสู่ภาวะเครียด ระบบประสาทอตั ิโนมตั ทิ คี่ วรจะทำงานสมดุล
กันแบบหยินหยางก็เสียสมดุลไป ผลที่ตามมาคอื สมรรถภาพทางเพศของผูช้ ายจึงด้อยลง

วิธีหนึ่งที่นักเรียนแพทย์หลายคนใช้ในการช่วยจำเม่ือ 
เรียนเก่ียวกับระบบซิมพาเทติกคือ  การจำว่าซิมพาเทติก 
ทำงานในภาวะ 4F ด้วยกัน  เราคุยกันไปแล้ว 3F 
นนั่ คอื fight (ส)ู้ flight (หน)ี feeding (กนิ ) สว่ น f ตวั ที่ 4 
คือส่ิงท่ีเราจะคุยกันในบทน้ี  ผมไม่สามารถที่จะเขียน 
คำเต็มของ f  ตวั ท่ี 4 นี้ลงไปในหนงั สอื ได้  แตผ่ มเชือ่ วา่  
หลายท่านน่าจะทราบว่ามันคือคำที่หมายถึงการมี 
เพศสัมพันธ์  เราเคยเทียบกันไปแล้วว่าระบบประสาท 
อัตโนมัติท้ังสองนั้นทำงานเหมือนหยินและหยาง  ถ้า 
ซิมพาเทติกมากขึ้นพาราซิมต้องน้อยลง  และทั้งสอง 
จะทำงานในคนละภาวะ  แต่ในการท่ีท่านชายทั้งหลาย 
จะมีเพศสัมพันธ์ให้ประสบผลสำเร็จได้นั้น  ท่านจำเป็น 
ตอ้ งมที งั้ หยนิ และหยาง

186 เรื่องเลา่ จากร่างกาย เขา้ ใจรา่ งกาย พฤตกิ รรมและธรรมชาตผิ ่านกระบวนการววิ ัฒนาการ

เป็นที่ทราบกันทั่วไปในหมู่ผู้ชายว่าการที่จะทำกิจกรรมทางเพศให้สำเร็จ 
ไดน้ นั้   มสี องสง่ิ ทต่ี อ้ งทำใหไ้ ดค้ อื   หนงึ่   ทำอวยั วะเพศใหแ้ ขง็ พอทจ่ี ะใชง้ านได ้ และ 
สองคือ  ทำให้ถึงจุดสุดยอดเพ่ือที่จะหล่ังอสุจิออกมา  นอกไปจากสองอย่างน้ียังมี 
ขอ้ ทส่ี ามซงึ่ แมว้ า่ จะไมใ่ ชส่ งิ่ จำเปน็ ในการสบื พนั ธ ุ์ แตจ่ ำเปน็ สำหรบั ความพอใจของ 
คนู่ อน  นั่นคือฝ่ายชายต้องทำไดน้ านเพยี งพอ
ในการจะทำให้อวัยวะเพศแข็งตัว  ผู้ชายต้องเร่ิมจากอารมณ์ที่ผ่อนคลาย 
สบายเนอ้ื สบายตวั   ถา้ กงั วล  กลวั หรอื ตนื่ เตน้ มากเกนิ ไปจะทำใหอ้ วยั วะเพศไมย่ อม 
แข็งตัว  ตัวอย่างพบได้ในผู้ชายท่ีไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อนหรือต่ืนเต้นมาก 
เกนิ ไป  ซึ่งเราพอจะเดากนั ได้วา่ ภาวะสบายใจสบายตัวเช่นน้ี  ผมกำลังพดู ถงึ ภาวะ 
ที่ระบบพาราซิมพาเทติกทำงานเด่น  ภาวะเช่นนี้ถ้าจะให้เห็นภาพเราอาจจะลอง 
นึกถึงเหตุการณ์ท่ีชายหนุ่มหญิงสาวดินเน่อร์สองคนใต้แสงเทียนบนโต๊ะเล็กๆ 
ทปี่ ดู ว้ ยผา้ ลนิ นิ สขี าว  จบิ ไวน์ มดี นตรเี บาๆ ขบั กลอ่ ม อาจมกี ารจบู เบาๆ คลอเคลยี  
ลบู ไล้ไปตามรา่ งกายชา้ ๆ เบาๆ ทงั้ หมดนีค้ ือ  โลกของพาราซมิ พาเทตกิ
ตอ่ มาเมอ่ื กจิ กรรมดำเนนิ ไปจนถงึ การขนึ้ เตยี งและมจี งั หวะทเี่ รง่ เรา้ มากขน้ึ  
กระแทกกระท้ันมากข้ึน  ช่วงน้ีกล้ามเนื้อจะเกร็งตัว  หัวใจเต็นเร็ว  หายใจหอบถ่ี 
ประสาทสัมผัสต่างๆ จะตื่นตัว  ระยะนี้ระบบซิมพาเทติกจะทำงานเพิ่มข้ึนเร่ือยๆ 
ในขณะท่ีพาราซิมค่อยๆ ทำงานลดลง  เม่ือผ่านไปสักระยะหน่ึงก็จะเข้ามาถึงโค้ง 
สุดท้าย  อารมณ์จะข้ึนมาถึงขีดสุดจนถึงจุดท่ีฝ่ายชายอั้นต่อไปไว้ไม่ไหว  จุดนี้ 
ซมิ พาเทตกิ จะเขา้ มาแทนทพี่ าราซมิ อยา่ งสมบรู ณ์ แลว้ อารมณก์ จ็ ะลอยลำเขา้ เสน้ ชยั  
ไปพร้อมๆ กับการหลั่งอสุจิออกมา  ในจังหวะเดียวกันนั้น  เหนือข้ึนไปบนศีรษะ 
สมองกจ็ ะถกู อาบไปดว้ ยสารทชี่ อื่ โดปามนี และเอนดอรฟ์ นิ   ซง่ึ ทำใหร้ สู้ กึ มคี วามสขุ  
สบายตัวและติดใจอยากทำอีก  อย่างไรก็ตามท่านชายเกือบทุกคนทราบดีว่า 
แม้กิจกรรมทางเพศจะทำให้รู้สึกพอใจ  แต่เม่ือเสร็จกิจหน่ึงคร้ัง  อารมณ์ทางเพศ 
ของฝ่ายชายจะหายไปหมดเกลี้ยงและไม่สามารถทำต่ออีกรอบได้ในทันที  ในทาง 
ตรงกนั ขา้ มผหู้ ญงิ จะไมม่ อี าการน ้ี (จงึ ทำใหอ้ ดถามอกี ไมไ่ ดว้ า่ ทำไม? ทำไมธรรมชาต ิ
ทำให้ผู้ชายหมดอารมณ์เม่ือเสร็จกิจ  แต่ผู้หญิงไม่มีอาการนี้  คำถามนี้เราจะกลับ 
มาตอบในบทท่ี 37)
เมื่อเราเข้าใจการทำงานของระบบประสาทซิมพาเทติกและพาราซิมว่า 
มนั ตอ้ งทำงานรว่ มกนั อยา่ งไรเพอ่ื ใหง้ านสำเรจ็   เราจะมาดกู นั ตอ่ วา่ ความเครยี ดทำ 
ให้มีปัญหาเก่ียวกับนกสองชนิดคือ  ปัญหานกเขาไม่ขัน (ไม่สามารถทำให้อวัยวะ 
เพศแข็งตัวได)้ กบั นกกระจอกไมท่ ันจะกนิ นำ้ (หล่งั เร็วก่อนกำหนด) ได้อย่างไร
ในการทผี่ ชู้ ายจะยกตงั้ อวยั วะเพศไดน้ นั้ ตอ้ งใชพ้ าราซมิ   แตถ่ า้ สง่ิ แวดลอ้ ม 
ทำให้ระบบซิมพาเทติกทำงานค้างอยู่ตลอดเวลา เช่น ภาวะที่เครียดหรืออารมณ์ 
เสยี ทงั้ วนั   เมอ่ื ขนึ้ เตยี งแลว้ กย็ งั ไมล่ มื   หรอื ในผชู้ ายทอ่ี อ่ นประสบการณจ์ นตน่ื เตน้  

เมอ่ื มนษุ ย์ยคุ หนิ มาอยูใ่ นโลกปจั จุบัน ชชั พล เกยี รตขิ จรธาดา 187

มากเกินไป  การท่ีจะยกให้ต้ังข้ึนและให้แข็งพอก็จะกลายเป็นเร่ืองยากข้ึนมาทันท ี
ดังนัน้ สว่ นหนึ่งของปญั หานกเขาไม่ขันจงึ เปน็ เรอื่ งของจติ ใจ
สมมติว่าเกิดฟลุคนกเขามันขันได้  ปัญหานกแบบที่สองจะตามมาคือ 
นกกระจอกไมท่ นั กนิ นำ้ เพราะการทค่ี ณุ จะทำใหไ้ ดน้ านพอ คณุ ตอ้ งประคองพาราซมิ  
ใหย้ ืนระยะไดส้ กั พกั   แต่ถ้าคุณอยูก่ ับสง่ิ แวดลอ้ มท่ีทำใหซ้ ิมพาเทติกทำงานมากไป 
คุณจะไม่สามารถประคองพาราซิมได้นานพอ  แรงของซิมพาเทติกท่ีมันค้างอยู่ 
เปน็ ทนุ เดมิ จะหนนุ และผลกั ใหพ้ าราซมิ ออกไปใหพ้ น้ ทางเรว็ ขน้ึ   และการทพ่ี าราซมิ  
เปล่ียนเป็นซิมพาเทติกเร็วเกินไปก็จะนำมาซ่ึงภาวะนกกระจอกไม่ทันกินน้ำหรือ 
การหลง่ั เรว็ กอ่ นกำหนด ในสว่ นนก้ี จ็ ะอธบิ ายไดว้ า่ ทำไมหนมุ่ ๆ ทอ่ี อ่ นประสบการณ ์
ถึงเสร็จเร็ว  ด้วยความที่ตื่นเต้นกับประสบการณ์ที่แปลกใหม่จึงทำให้ซิมพาเทติก 
ทำงานมากตง้ั แตต่ ้น  ทุกอยา่ งจึงเสรจ็ เร็วกว่าทตี่ ้ังใจไว้

…..........
เมอ่ื เราเขา้ ใจกลไกกนั แลว้ วา่   ความเครยี ดทำใหผ้ ชู้ ายเซก็ สเ์ สอ่ื มไดอ้ ยา่ งไร 
ถ้าเราจะไม่มองว่าน่ี ”เป็นความผิดปกติ” และถามให้ลึกขึ้นไปอีกว่าธรรมชาติ 
ทำเชน่ นเ้ี พอ่ื อะไร? ธรรมชาตซิ อ่ นเหตผุ ลอะไรไวห้ รอื ไม ่ ทที่ ำใหผ้ ชู้ ายมเี พศสมั พนั ธ ์
ไดย้ ากเมือ่ มีความเครยี ด? คำถามน้เี ราจะมาตอบในอีกสองสามบทถดั ไป
พูดถึงเรื่องการสืบพันธ์ุแบบใช้เพศ  ทำให้มีคำถามเกี่ยวกับเร่ืองน้ีตามมา 
อกี มากมาย? แรกสดุ คอื ทำไมตอ้ งมเี พศสมั พนั ธ ์ ในธรรมชาตมิ วี ธิ สี บื พนั ธทุ์ ไี่ มต่ อ้ ง 
มีเพศสัมพันธ์ุต้ังมากมาย  เช่น  แบ่งตัว  สร้างสปอร์  หรือตัวเมียมีไข่แล้วไข่โต 
เป็นตัวอ่อนโดยไม่ต้องผสมกับอสุจิที่เรียกว่า  parthenogenesis  แล้วทำไมเรา 
ไมว่ ิวฒั นาการมาให้ทำเช่นนั้นบา้ ง  คำตอบน้เี ราจะไปตอบกันในบทที่ 29
คำถามทสี่ อง  เหตผุ ลทอี่ วยั วะเพศชายตอ้ งแขง็   เราพอจะเขา้ ใจไดไ้ มย่ าก 
เพราะสตั วเ์ ลย้ี งลกู ดว้ ยนมทกุ ชนดิ จะอมุ้ ทอ้ งเพอื่ ปกปอ้ งลกู ไวใ้ นรา่ งกายหลายเดอื น 
ดังน้ันการสืบพันธ์ุจึงต้องมีการสอดใส่เพ่ือให้อสุจิเข้าไปผสมกับไข่ภายในร่างกาย 
แตท่ น่ี า่ สงสยั คอื   ทำไมตอ้ งสอดใสเ่ ขา้ ออกหลายๆ ครงั้   ทำไมเราไมท่ ำเหมอื นกวาง 
ท่ีใส่เข้าไปหน่ึงหรือสองคร้ังแล้วหลั่ง  หรือกอริลล่าท่ีทำเสร็จใน 8 วินาที  ทำไม 
การมีเพศสัมพันธ์ในคนถึงกินเวลานานหลายสิบนาที  ซึ่งหลายสิบนาทีน้ียังไม่นับ 
รวมเวลาที่ต้องโหมโรง  ก็เลยมีคำถามตามมาอีกสองคำถามคือ  ทำไมผู้หญิงชอบ 
ใหโ้ หมโรงหรอื เลา้ โลมกอ่ น อกี คำถามทค่ี ลา้ ยกนั คอื ทำไมตอ้ งทำไดน้ านพอฝา่ ยหญงิ  
ถึงจะมีความสุข  ธรรมชาติทำเช่นนี้เพื่ออะไร  คำถามนี้เราจะไปหาคำตอบกันใน 
บทที่ 34
แตข่ น้ั ตอนในการสบื พนั ธขุ์ องคนไมไ่ ดม้ แี คโ่ หมโรงหรอื การสอดใสเ่ ทา่ นนั้  
ยังมีชว่ งเวลาของการทำความร้จู กั หรอื “จีบ” กันอกี ซง่ึ กินเวลาอกี หลายเดอื นหรือ 
หลายปีกว่าจะตามมาด้วยการข้ึนเตียง  (ถ้าสไตล์อเมริกันหรือยุโรปบางประเทศก็ 
หลายช่ัวโมงหรือหลายวัน)  แตไ่ ม่ได้มีแต่มนษุ ย์เทา่ น้นั ที่จบี   สตั วอ์ นื่ ๆ หลายชนดิ  

188 เรอื่ งเล่าจากรา่ งกาย เข้าใจร่างกาย พฤตกิ รรมและธรรมชาตผิ า่ นกระบวนการววิ ฒั นาการ

กม็ กี ารจบี กนั เชน่ กนั   แมว้ า่ การจบี ของมนั จะไมก่ นิ เวลานานเทา่ ไร  เราจบี กนั ไปเพอ่ื  
อะไร  และทำไมผ้ชู ายตอ้ งเปน็ ฝา่ ยจีบ  คำถามนีเ้ ราจะไปคยุ กันในบทที่ 31
ในบทนี้เราคุยกันแต่ผลของความเครียดต่อความสามารถทางเพศใน 
ผชู้ าย  แลว้ ความเครยี ดมผี ลตอ่ เซก็ สใ์ นผหู้ ญงิ หรอื ไม.่ ..  คำตอบคอื   มเี ชน่ เดยี วกนั  
แต่อาจไม่ชัดเจนเพราะผู้หญิงไม่มีอะไรต้องตั้งแข็งและไม่ต้องหลั่งอสุจิ  สิ่งท่ี 
พอจะเหน็ ไดก้ ไ็ ดแ้ ก ่ ความเครยี ดหรอื ความกงั วลทำใหค้ วามตอ้ งการทางเพศลดลง 
หรืออาจทำให้มีน้ำหล่อลื่นไม่มากพอจนทำให้เจ็บจากการมีเพศสัมพันธ์ได้  ซ่ึง 
กลไกการทำงานก็จะคล้ายๆ กับในผู้ชาย  ในบทหน้าเราจะคุยเรื่องท่ีน่าสนใจไป 
มากกว่าน้ัน  คอื ความเครียดมผี ลต่อการตั้งครรภใ์ นผู้หญงิ อย่างไรบ้าง

เม่อื มนุษยย์ ุคหนิ มาอยใู่ นโลกปจั จบุ นั ชชั พล เกียรตขิ จรธาดา 189

26

{ }ความเครียดกับการแทง้  

ในภาวะเครียดร่างกายเราจะมีกลไกหลายวธิ ดี ว้ ยกนั
ทีจ่ ะยับยง้ั หรือสิ้นสดุ การต้งั ครรภ์

เราเรียนรู้จากการดูละครทีวีกันมาหลายปีว่าความกดดัน 
ทางด้านจิตใจร่วมไปกับการตกบันไดของบรรดานางเอก 
หรอื นางรา้ ย  สามารถนำไปสกู่ ารแทง้ ลกู ได ้ แตห่ ลายทา่ น 
อาจไม่ทราบว่า  แม้ไม่มีการตกบันไดเหมือนในละคร 
การแท้งลูกก็สามารถเกิดข้ึนได้  เพราะในความเป็นจริง 
ความเครียดหรือความกดดันทางจิตใจอย่างรุนแรงหรือ 
เป็นระยะเวลานานๆ  เพียงอย่างเดียวก็อาจนำไปสู่การ 
แทง้ ได ้ คำถามทน่ี า่ สนใจสองคำถามคอื   ความเครยี ดทาง 
จติ ใจมนั นำไปสกู่ ารแทง้ ไดอ้ ยา่ งไร และธรรมชาตทิ ำเชน่ นน้ั  
เพอื่ อะไร?  ทำไมรา่ งกายเราสรา้ งมาใหม้ รี ะบบทที่ ำใหเ้ กดิ  
การขบั ทารกออกหรอื ดดู ซมึ ทารกกลบั เขา้ รา่ งกายเมอ่ื แมม่ ี 
ความเครยี ด?... กอ่ นทเ่ี ราจะไปเขา้ ใจในสว่ นนนั้   เราจะไป 
คุยกนั ก่อนว่าระบบส่ือสารในร่างกายเราทำงานอย่างไร

190 เรอ่ื งเล่าจากรา่ งกาย เขา้ ใจร่างกาย พฤตกิ รรมและธรรมชาติผา่ นกระบวนการววิ ฒั นาการ

ในการติดต่อสื่อสารทุกวันน้ีเรามีหลากหลายวิธีที่จะสื่อสารระหว่างกัน 
แต่ละวิธีก็มีข้อดีข้อเสียต่างๆ กันไป  เวลาเข้าห้องน้ำผู้ชายบางคนต้องใช้ small 
talk เสียบหูหรอื ใชค้ อหนบี โทรศัพท์เพื่อทจ่ี ะฉ่ีไปคยุ ไป  เพราะการคยุ โทรศพั ท์เปน็  
การสื่อสารท่ีผู้สื่อสารคาดหวังการสื่อสารในลักษณะไปกลับที่ทันท่วงที  แต่ถ้าเป็น 
text message  เราสามารถรอจนฉ่เี สรจ็   ล้างมือแล้วค่อยสง่ ขอ้ ความตอบกลบั ไป 
เพราะความคาดหวังจากการส่งข้อความจะไม่เร่งด่วนเหมือนการโต้ตอบทาง 
โทรศัพท์  ส่วนถ้าเป็นอีเมลเราอาจรอกลับบ้านตอนเย็นแล้วค่อยไปทยอยตอบใน 
ทีเดียวก็ยังได้  นอกไปจากน้ีการส่ือสารยังต่างกันในแง่ของจำนวนคนท่ีเราส่ือสาร 
ด้วย  การคุยโทรศัพท์มันเป็นในลักษณะหน่ึงต่อหน่ึง  หรืออย่างมากก็สองสามคน 
แต่ถ้าเราเลือกสื่อสารด้วยการโพสท์ข้อความลงกระทู้ในอินเทอร์เน็ตหรือเฟสบุ๊ค 
นนั่ คอื เราพยายามสง่ ขอ้ ความไปสคู่ นเปน็ จำนวนมากๆ  (โดยเฉพาะเมอ่ื หนงั สอื พมิ พ ์
เอาข้อความจากเฟสบุ๊คไปลงข่าวหน้าหน่ึง)  เราเลือกการสื่อสารแต่ละแบบเพราะ 
เราตอ้ งการผลของการสอื่ สารทแี่ ตกต่างกนั
เราคยุ กนั ไปวา่ เมอ่ื รา่ งกายเราเครยี ด สมองเราจะหาทางคยุ กบั ตอ่ มหมวกไต 
ด้วยภาษาเคมีหรือการหล่ังฮอร์โมนไปตาม HPA axis  เพื่อให้ต่อมหมวกไตหลั่ง 
ฮอร์โมนเครียดออกมา  แต่น่ันไม่ใช่วิธีเดียวที่สมองจะส่ือสารกับต่อมหมวกไต 
สมองเรายังมวี ิธสี ื่อสารไปทต่ี อ่ มหมวกไตอกี วิธคี อื การคุยโดยตรงด้วยภาษาไฟฟ้า 
หรือการสื่อสารด้วยเส้นประสาทซึ่งมีความเร็วในการสื่อสารมากกว่าการคุยด้วย 
ฮอร์โมน  ในกรณีน้ีสมองจะส่งสัญญานไฟฟ้าลงไปตามเส้นประสาทซิมพาเทติก 
ไปทต่ี อ่ มหมวกไต  หรอื อาจเทยี บเทา่ กบั การทสี่ มองโทรศพั ทล์ งไปหาโดยตรงเพอื่ ให ้
ตอ่ มหมวกไตตอบสนองในทนั ที แตต่ อ่ มหมวกไตสว่ นทร่ี บั โทรศพั ทน์ เี้ ปน็ คนละสว่ น 
กับส่วนท่ีรับงานผ่านทางฮอร์โมน  เพราะต่อมหมวกไตส่วนนี้จะหลั่งสารออกมา 
ชนดิ หนึง่ มชี ่ือว่า อะดรนี าลิน (adrenaline) หลายทา่ นอาจเคยได้ยินชื่อของสารนี ้
ในชอื่ อน่ื ๆ เชน่ เอปเิ นฟรนี (epinephrine)  นอรเ์ อปเิ นฟรนี (norepinephrine)  หรอื  
สารทท่ี ำใหแ้ บกตมุ่ วง่ิ หนไี ฟไหมไ้ ด้ สารอะดรนี าลนิ น้ี งานหลกั ของมนั คอื   มนั จะไป 
ทำใหร้ ่างกายตอบสนองแบบซมิ พาเทติกต่างๆ ท่ีเราคยุ กนั ไปแล้ว
ผลของอะดรีนาลินต่อร่างกายอีกอย่างที่เราสนใจในตอนนี้คือ  มันทำให้ 
เส้นเลือดท่ีไปเล้ียงมดลูกหดตัวเล็กลง  ปริมาณเลือดที่ไปเล้ียงมดลูกจึงลดลง 
ช่ัวคราว  ซ่ึงแน่นอนว่าเส้นเลือดนี้คือเส้นเลือดที่จะนำอาหารและออกซิเจนไปให ้
ทารกท่ีอยู่ในท้องแม่  ถ้าเส้นเลือดน้ีเกิดการหดตัวบ่อยๆ หรือนานๆ อาจเป็น 
อนั ตรายตอ่ ทารกได ้ มองในมมุ กลบั กนั เมอ่ื ทารกรบั รวู้ า่ อาหารและออกซเิ จนลดลง 
ร่างกายของทารกจะมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างเกิดขึ้นและสมองของทารกจะส่ัง 
ให้ร่างกายขยับตัวน้อยลงเพื่อเป็นการลดการใช้พลังงานและออกซิเจน  ซ่ึงภาวะนี้ 
แมจ่ ะสงั เกตเหน็ วา่ “ลกู ดนิ้ ลดลง”  ถา้ ความรนุ แรงของการขาดเลอื ดรนุ แรงมากถงึ  
จุดหนึ่ง  ทารกจะเสียชีวิตและปล่อยสารบางอย่างออกมาในเลือด  เม่ือร่างกาย 

เม่ือมนุษย์ยุคหนิ มาอย่ใู นโลกปัจจุบัน ชัชพล เกียรตขิ จรธาดา 191

ของแม่ได้รับสารน้ีก็จะรู้ได้ทันทีว่าบัดนี้ทารกได้เสียชีวิตแล้ว  สองหรือสามวันหลัง 
จากนั้นร่างกายของแม่ก็จะเริ่มกระบวนการยุติการต้ังครรภ์  ถ้าทารกมีขนาดเล็ก 
ร่างกายของแม่จะดูดซึมร่างกายของทารกกลับเข้าสู่ร่างกายของแม่  แต่ถ้าดูดซึม 
กลับได้ไม่หมดหรือทารกมีขนาดใหญ่เกินไป  ร่างกายของแม่ก็จะขับทารกออกมา 
ซ่ึงเราเรยี กว่าการแทง้
เราเห็นแล้วว่าความเครียดทางจิตใจและร่างกายสามารถไปมีผลให้การ 
ตง้ั ครรภส์ นิ้ สดุ ลงไดอ้ ยา่ งไร  ทวา่ อทิ ธพิ ลของความเครยี ดยงั ไมห่ มดแคน่ นั้   เพราะ 
มันยังไปมีผลต่อความสามารถในการสืบพันธ์ุในผู้หญิงอีกอย่างหน่ึงน่ันคือ  ทำให ้
ไขไ่ มต่ กอยา่ งทคี่ วรจะเปน็   ซงึ่ อาการทแ่ี สดงออกมาคอื   ประจำเดอื นมาไมส่ มำ่ เสมอ 
หรือการขาดประจำเดือน  เราจะไปดูกันว่ากลไกของความเครียดมันทำให้ผู้หญิง 
ขาดประจำเดือนได้อย่างไร  เพ่ือให้เห็นภาพ  เราจะเดินทางกลับไปเผชิญหน้ากับ 
สงิ โตในท่งุ หญา้ สะวนั นากนั อกี ครัง้
เม่ือเราต้องยืนประจันหน้ากับสิงโตอีกครั้ง  นอกเหนือไปจากระบบ 
ประสาทซมิ พาเทตกิ อะดรนี าลิน และฮอรโ์ มนเครยี ดตา่ งๆ แลว้   ยงั มสี ารอกี สอง 
ตัวทห่ี ล่ังออกมาคือ เอนดอรฟ์ ิน (endorphin) และเอนเคปฟาลิน (enkephalin) 
เอนดอรฟ์ ินตัวนี้เราไดย้ ินชือ่ กันบอ่ ยๆ ในชอื่ เล่นว่า สารความสขุ   แตก่ ารเรียกชอ่ื  
เชน่ นม้ี นั มขี อ้ จำกดั   เพราะสารหรอื ฮอรโ์ มนตา่ งๆ ในรา่ งกายของเราไมไ่ ดท้ ำหนา้ ท ี่
เดียว  และหน้าท่ีมันก็ต่างกันได้แล้วแต่สถานการณ์  ซึ่งเราเห็นตัวอย่างกันไปแล้ว 
เม่ือเราคุยเรื่องฮอร์โมนกลูโคคอร์ติคอยด์ในบทท่ี 24  การเรียกเอนดอร์ฟินว่า 
เป็นสารความสุขก็เหมือนกับการเรียกพ่อ  และเช่ือว่าพ่อมีหน้าที่เดียวคือเป็นพ่อ 
โดยที่ลืมไปว่า  พ่อมีบทบาทเป็นหมอเม่ืออยู่ที่โรงพยาบาล  เป็นครูเม่ืออยู่กับ 
นักเรียนแพทย์  และเป็นคนขับรถเม่ืออยู่กับภรรยา  เอนดอร์ฟินก็เช่นเดียวกัน 
บทบาทของมนั ไมไ่ ดม้ แี คท่ ำใหเ้ รามคี วามสขุ   เราจะไปดกู นั วา่ สารทง้ั สองนท้ี ำหนา้ ท ี่
อะไรเม่ือรา่ งกายเรามีความเครียด
เมื่อร่างกายเราเข้าสู่ภาวะฉุกเฉินสมองของเราจะหลั่งสารเอนดอร์ฟิน 
(endorphin)  และเอนเคปฟาลิน (enkephalin)  ออกมา  สารทั้งสองน้ีหน้าท่ี 
แรกของมันคือ  ทำให้สมองเราตอบสนองต่อความเจ็บปวดลดลง  ซึ่งก็สมเหตุ 
สมผล  เพราะในภาวะฉุกเฉินสมองต้องการให้เราว่ิงหนีอย่างไม่คิดชีวิตหรือสู้เพื่อ 
เอาตัวรอด  ระหว่างน้ันเราอาจจะโดนกัด  เท้ามีแผล  แต่ในสถานการณ์เช่นน้ัน 
การไม่รู้สึกเจ็บเป็นสิ่งท่ีดี  เพราะจะทำให้เราไม่ต้องชะลอความเร็วลงระหว่างท่ี 
ว่ิงหนีหรือไม่ลังเลที่จะยกแขนข้ึนต่อยเพราะความเจ็บปวด  ตัวอย่างเหล่าน้ีเรา 
สามารถเหน็ ไดง้ า่ ยๆ ในชวี ติ จรงิ   เชน่   คนทโี่ กรธจนหนา้ มดื และตอ่ สกู้ นั   ระหวา่ ง 
ที่สู้ท้ังคู่จะกอดรัดฟัดเหว่ียงกันเหมือนไม่รู้จักเจ็บปวด  แต่เมื่อความโกรธหายไป 
เอนดอร์ฟินและเอนเคปฟาลินลดลง  ความเจ็บปวดต่างๆ ก็เริ่มชัดข้ึน  หรือเม่ือ 
ได้รับบาดเจ็บในระหว่างที่ติดพันอยู่กับการเล่นกีฬา  เราจะไม่ค่อยรู้สึกเจ็บมาก 

192 เร่ืองเลา่ จากร่างกาย เขา้ ใจรา่ งกาย พฤตกิ รรมและธรรมชาติผา่ นกระบวนการววิ ฒั นาการ

ยังฝืนเล่นต่อไปได้  แต่หลังจากหยุดเล่นความเจ็บจึงย่ิงชัดข้ึน  แต่เอนดอร์ฟินและ 
เอนเคปฟาลนิ นมี้ นั ไมไ่ ดท้ ำหนา้ ทเ่ี ปน็ แคย่ าชา  สารสองตวั นใี้ นปรมิ าณทมี่ ากมนั ยงั  
ไปขดั ขวางการทำงานของ LHRH อกี ดว้ ย

…..........
LHRH คอื อะไร?

ฮอร์โมนท่ีสร้างจากไฮโปธาลามัสในภาวะปกติอีกตัวคือ  LHRH (เราจะ 
ไมไ่ ปสนใจชอื่ เตม็ ของมนั )  ซง่ึ หนา้ ทขี่ องฮอรโ์ มนตวั นค้ี อื   มนั จะลงไปกระตนุ้ ตอ่ ม 
พิทูอิทารี (หรืออีกช่ือคือต่อมใต้สมอง  เพราะมันอยู่ส่วนล่างของสมอง  ต่ำกว่า 
ไฮโปธาลามสั ลงมาประมาณ 1 นว้ิ ) ใหห้ ลง่ั ฮอร์โมนอกี สองตวั ท่ชี อ่ื FSH และ LH 
(ใจเยน็ ๆ ไมต่ ้องตกใจครบั   เราจะค่อยๆ ดกู ันไป)  ซึ่งฮอร์โมนสองตวั นจ้ี ะลงไปที่ 
อณั ฑะในผชู้ ายและรงั ไขใ่ นผหู้ ญงิ   ขนั้ ตอนทงั้ หมดนเ้ี ปน็ วธิ กี ารหนง่ึ ทส่ี มองจะบอก 
อัณฑะให้สร้างอสุจิและสร้างฮอร์โมนเพศชาย  หรือบอกรังไข่ให้ตกไข่และสร้าง 
ฮอรโ์ มนเพศหญงิ ในผหู้ ญิง
ดังนั้นเม่ือเอนดอร์ฟินและเอนเคปฟาลินไปขัดขวาง LHRH ก็จึงเท่ากับ 
ไปขัดขวางระบบสืบพันธุ์และทำให้ร่างกายสร้างฮอร์โมนเพศน้อยลง  เมื่อฮอร์โมน 
เพศนอ้ ยลงความตอ้ งการทางเพศกล็ ดลง อสจุ กิ ล็ ดลง อณั ฑะเลก็ ลง ไขอ่ าจหยดุ ตก
(ประจำเดอื นขาด) ซงึ่ ในผหู้ ญงิ มนั หมายถงึ ความสามารถในการมลี กู ลดลง  ตรงนยี้ งั  
ใช้อธบิ ายตอ่ ได้ว่าทำไมในคนทีใ่ ชย้ าเสพติดกล่มุ เฮโรอนี   (ญาตๆิ กับเอนดอร์ฟิน) 
ความตอ้ งการทางเพศถงึ หายไป อณั ฑะเลก็ ลงและรงั ไขท่ ำงานนอ้ ยลง ความเปลง่ ปลงั่  
ของผ้หู ญิงลดลง
ถงึ ตรงนเี้ รากไ็ ดค้ ำตอบทงั้ หมดแลว้ วา่   ความเครยี ดทำใหผ้ ชู้ ายเซก็ สเ์ สอื่ ม 
ได้อย่างไร  ผู้หญิงแท้งได้อย่างไร  ทำไมประจำเดือนขาดและต้ังครรภ์ยาก  แต่ 
คำถามท่ีเรายังต้องตอบอีกหน่ึงคำถามคือ ธรรมชาติทำเช่นน้ีเพ่ืออะไร?... ถ้าเรา 
สังเกตในภาพรวม  เราจะเห็นว่าความเครียดทางร่างกายมันไปลดความสามารถ 
ในการสืบพันธุ์  โดยมันไปทำให้การสร้างอสุจิลดลง  ทำให้ไข่ไม่ตก  ทำให้ความ 
ต้องการทางเพศลดลง  ทำให้อวัยวะเพศชายแข็งตัวยาก  นอกไปจากนี้ความ 
เครียดยังกดการทำงานของระบบสืบพันธ์ุผ่านทางฮอร์โมนอ่ืนๆ  ที่เราไม่ได้คุยกัน 
เช่น  กลูโคคอร์ติคอยด์ท่ีหลั่งออกมาจากต่อมหมวกไต  (ฮอร์โมนเครียดตัวที่เรา 
คุยกันในบทท่ีเราเจอสิงโต)  จะยับย้ังไม่ให้อัณฑะตอบสนองต่อฮอร์โมน LH ท่ี 
หลง่ั มาจากตอ่ มใตส้ มอง ซงึ่ หนา้ ที่ LH ทเ่ี ราคยุ กนั ไปคอื   ทำใหอ้ ณั ฑะสรา้ งฮอรโ์ มน 
เพศชาย และไข่ตกในผูห้ ญงิ   ดังนนั้ เทา่ กับวา่ ความเครยี ดมนั ขัดขวางการทำงาน 
ระบบสืบพันธุ์ทั้งในระดับสมองและมันยังตามลงมาขัดขวางในระดับอัณฑะและ 
รงั ไขอ่ กี ดว้ ย  คอื ไมใ่ หอ้ ณั ฑะหรอื รงั ไขฟ่ งั คำสงั่ (ฮอรโ์ มน LH) ทม่ี าจากสมอง  หรอื  
อกี ตวั อยา่ ง  ความเครยี ดจะไปลดการหลง่ั ของฮอรโ์ มนอกี ตวั ทช่ี อื่   โปรเจสเตอโรน 

เมือ่ มนษุ ยย์ คุ หินมาอยใู่ นโลกปัจจบุ ัน ชชั พล เกยี รติขจรธาดา 193

(progesterone)  ซง่ึ ปกตมิ นั จะทำใหผ้ นงั มดลกู หนาตวั และเตรยี มพรอ้ มใหต้ วั ออ่ น 
ฝังตัว  การทำเช่นน้ีจึงเหมือนดังว่ามดลูกแสดงออกชัดเจนว่าไม่ต้อนรับตัวอ่อน 
และสุดท้ายเม่ือการต้ังครรภ์เกิดขึ้นแล้ว  ความเครียดมันยังทำแม้แต่การไปตัดน้ำ 
ตัดไฟ (ผลของอะดรีนาลนิ ) ทจี่ ะส่งไปเลย้ี งตัวออ่ น
เมื่อเรารวมภาพทั้งหมดเข้าด้วยกัน  มันชวนให้อดคิดไม่ได้ว่า  เมื่อเรามี 
ความเครยี ด  ธรรมชาติจะไมย่ อมใหเ้ รามลี ูก  มนั เหมอื นกับวา่ ธรรมชาตจิ ะหาทาง 
มาขัดขวางเราทุกขั้นตอนต้ังแต่ในระดับสมอง  เช่น  ไฮโปธาลามัส  พิทูอิทารี 
ความตอ้ งการทางเพศ  ลงไปจนถงึ ระดบั ของอวยั วะเพศชาย  อณั ฑะ  มดลกู   และ 
รังไข่  ธรรมชาติทำแม้กระท่ังให้ทารกเสียชีวิตและแท้งลูกออกมา  คำถามคือ 
ธรรมชาติทำอย่างนนั้ กบั เราทำไม?  ธรรมชาตติ ้องการอะไรจากเรากนั แน?่

194 เรื่องเลา่ จากรา่ งกาย เขา้ ใจร่างกาย พฤตกิ รรมและธรรมชาติผา่ นกระบวนการวิวัฒนาการ



27

{ }ธรรมชาตคิ มุ กำเนดิ  

สตั ว์เลย้ี งลกู ด้วยนมหลายชนดิ มีวธิ ปี ระเมินวา่ ควรจะมีลูกช่วงนัน้ หรือไม่
ถา้ ส่ิงแวดลอ้ มยังไม่เหมาะสม รา่ งกายจะหยุดการทำงานของระบบสืบพนั ธุ์ไว้

ในปี ค.ศ. 1946  หรอื กวา่ 60 ปที แี่ ลว้   มเี หตกุ ารณแ์ ปลก 
ประหลาดเกิดขึ้นทางตะวันตกของประเทศออสเตรเลีย 
คนเล้ียงแกะจำนวนมากเริ่มสังเกตว่ามีบางอย่างทำให้ 
แกะตัวเมียจำนวนมากไม่สามารถมีลูกได้  ในระยะแรกๆ 
คนเลี้ยงแกะคิดว่าเป็น  ปัญหาเล็กๆ  จึงไม่ได้ใส่ใจมาก 
แต่ต่อมาในเวลาไม่นาน  ปัญหานี้ก็ลุกลามออกไปอย่าง 
รวดเร็ว  จนในที่สุดแกะจำนวนมากไม่สามารถมีลูกได้ 
นอกเหนือไปจากน้ัน  เมื่อแกะส่วนหน่ึงตั้งท้องได้  แกะที่ 
ตงั้ ทอ้ งจำนวนมากกแ็ ทง้ ลกู ออกมา  เหตกุ ารณเ์ ชน่ นไี้ มเ่ คย 
เกดิ ขน้ึ มากอ่ น ไมม่ ใี ครรวู้ า่ เกดิ จากอะไร นกั วทิ ยาศาสตร ์
กลุ่มหนึ่งจึงเดินทางเข้าไปศึกษาว่าเกิดอะไรขึ้นกับแกะ 
เหลา่ นี้

196 เรอ่ื งเล่าจากรา่ งกาย เข้าใจรา่ งกาย พฤตกิ รรมและธรรมชาตผิ า่ นกระบวนการวิวฒั นาการ

หลังจากที่นักวิทยาศาสตร์เข้ามาศึกษาได้ระยะหนึ่งก็พบว่า  ต้นตอของ
ปัญหาอยู่ท่ีวัชพืชชนิดหน่ึงที่ชื่อ red clover  ช่ือเต็มทางวิทยาศาสตร์ของมันคือ 
Trifolium subterraneum (ช่ือมันยาว มันจะแปลวา่ อะไรกช็ ่างมันเถอะครบั )  ซงึ่  
ในใบโคลเวอร์ชนดิ น้มี ันมีสารเคมชี นดิ หน่ึงทชี่ ่อื วา่ formononetin (อา่ นว่า ฟอร-์  
โม-โน-เน-ติน)  สารเคมีนี้เมื่อแกะกินเข้าไปแล้วจะส่งผลให้แบคทีเรียในลำไส้ของ 
แกะเปลี่ยนโครงสร้างโมเลกุลของสารน้ีให้กลายเป็นสารที่มีฤทธิ์คล้ายกับฮอร์โมน 
เพศหญงิ ของสตั ว์มกี ระดูกสนั หลัง  นกั วทิ ยาศาสตร์เรยี กสารกลุ่มนร้ี วมๆ วา่ สาร 
ไฟโตเอสโตรเจน (phytoestrogen)  ซ่งึ คำว่า phyte หมายถึง พืช สว่ น Estrogen 
เป็นช่ือของฮอร์โมนเพศหญิง  แปลว่า  ฮอร์โมนเพศหญิงท่ีได้จากพืช  ซ่ึงสารท่ี 
เหมือนฮอร์โมนเหล่านี้จะเข้าไปรบกวนระบบสืบพันธ์ุของแกะ  ทำให้ระดับของ 
ฮอร์โมนเสยี สมดุลไป  จึงมีลูกไดย้ ากและแท้งง่าย
เมื่อได้คำตอบแล้วว่าอะไรเป็นสาเหตุ  คำถามต่อมาที่ต้องตอบให้ได้คือ 
ทำไมอยู่ๆ จึงเกิดเหตุการณ์นี้ข้ึน  ท้ังๆ ท่ีก่อนหน้านี้ไม่เคยมีเหตุการณ์เช่นน้ี 
เกดิ ขึน้ มากอ่ นเลย?
คำตอบคอื   โคลเวอรพ์ นั ธนุ์ ไ้ี มใ่ ชพ่ ชื ทอ้ งถนิ่ ของออสเตรเลยี   แตบ่ า้ นเดมิ  
ของมันอยู่ในทวีปยุโรป  อาจเป็นไปได้ว่าเมล็ดพันธ์ุของมันอาจมีการปนเปื้อนมา 
เม่ือมันมาโตท่ีออสเตรเลียซึ่งไม่มีศัตรูพืชทางธรรมชาติของมัน  พืชชนิดนี้จึง 
แพร่กระจายไปทั่วได้อย่างรวดเร็ว  เม่ือแกะมากินมัน  แกะจึงมีลูกไม่ได้  ถึงตรงน ้ี
ดเู หมอื นวา่ ปญั หาทกุ อยา่ งจะคลค่ี ลาย  คนเลยี้ งแกะรแู้ ลว้ วา่ ทำไมแกะถงึ มลี กู ไมไ่ ด ้
แต่สำหรับคนช่างสงสัยอย่างเรา  เท่าน้ียังไม่พอ  ยังมีคำถามท่ีเรายังหาคำอธิบาย 
ไมไ่ ดซ้ อ่ นอย ู่ ถา้ โคลเวอรพ์ นั ธน์ุ เ้ี ปน็ สาเหตขุ องการเปน็ หมนั และการแทง้ ในแกะจรงิ  
เราก็คาดว่าแกะหรือวัวในยุโรปที่เล็มกินโคลเวอร์น้ีต้องมีปัญหาเดียวกัน  แต่ใน 
ความเปน็ จรงิ ไมเ่ ปน็ เชน่ นน้ั   เมอื่ แกะในยโุ รปทก่ี นิ โคลเวอรพ์ นั ธเุ์ ดยี วกนั นกี้ ลบั ไมม่  ี
ปัญหาในการมีลูก  แสดงว่ามันต้องมีความลับบางอย่างซ่อนอยู่  เหตุการณ์นี้ต้อง 
ไมต่ รงไปตรงมาแนๆ่
…..........

สิ่งมีชีวิตทุกชนิดในโลกจะต้องกินส่ิงมีชีวิตอื่น  และส่ิงมีชีวิตทุกชนิดต้อง 
เป็นอาหารของส่ิงมีชีวติ อ่ืนๆ ไม่มขี ้อยกเว้น  แม้ว่าในปจั จุบนั ดเู หมอื นว่าเราจะกา้ ว 
ออกมาจากกฎธรรมชาติ  แต่เมื่อเราตาย  แบคทีเรีย  ไส้เดือนดิน  ต้นไม้  อีแร้ง 
สัตว์ทะเลต่างๆ  ก็เอาเราไปเป็นอาหารอยู่ดี  ขึ้นกับว่าศพของเราจะไปอยู่ที่ไหน 
แน่นอนว่าไม่มีสิ่งมีชีวิตไหนที่จะยอมถูกกินง่ายๆ  ถ้าเป็นสัตว์จะว่ิงหนีหรือไม่ก ็
หาทางสู้กลับ  สำหรับพืชท่ีวิ่งหนีหรือสู้กลับไม่ได้ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะยืนรอ 
ความตายอยกู่ บั ทเ่ี ฉยๆ แลว้ รอใหส้ ตั วม์ ากนิ มนั   แตม่ นั เลอื กวธิ ที ำสงครามทตี่ า่ งไป 
จากสัตว ์ เพราะมันเลอื กที่จะทำสงครามเคมี

เม่อื มนุษยย์ ุคหินมาอยใู่ นโลกปัจจบุ นั ชัชพล เกียรติขจรธาดา 197

ถน่ิ ฐานเดมิ ของตน้ โคลเวอรอ์ ยใู่ นทวปี ยโุ รปซงึ่ มอี ากาศชนื้   ถา้ มเี หตกุ ารณ ์
ทที่ ำใหภ้ มู อิ ากาศในยโุ รปแหง้ แลง้ มากขนึ้   โคลเวอรเ์ หลา่ นจี้ ะโตไดไ้ มด่  ี เมอ่ื มนั โต 
ไดไ้ มด่  ี ลกู หลานมนั กน็ อ้ ยลง  แตถ่ า้ ลกู หลานมนั นอ้ ยลงแลว้ ปรมิ าณผลู้ า่ เชน่ แมลง 
หรอื สตั วต์ า่ งๆ ทจี่ ะมากนิ มนั ยงั เทา่ เดมิ   ประชากรของโคลเวอรก์ จ็ ะลดลงอยา่ งมาก 
หรอื อาจสญู พนั ธไ์ุ ปเลยกไ็ ด ้ โคลเวอรจ์ งึ ยอมไมไ่ ด ้ เมอื่ ใดกต็ ามทอ่ี ากาศแหง้ แลง้ ลง 
ตน้ โคลเวอรน์ จี้ ะยอมนำพลงั งานสว่ นหนงึ่ มาสรา้ งสารเคมขี นึ้ เพอ่ื นำมาตอ่ สกู้ บั สตั ว ์
ทจ่ี ะมากนิ มนั   ซง่ึ ในกรณขี องโคลเวอรน์  ้ี มนั เลอื กทจ่ี ะทำหมนั สตั วท์ ม่ี ากนิ มนั ดว้ ย 
การสร้างสารที่มารบกวนระบบสืบพันธ์ุของสัตว์มีกระดูกสันหลัง  (หมายถึงสัตว์ 
ต้ังแต่ปลา กบ เต่า จระเข้ หนู กวาง และคน) เมือ่ มันจบั พลัดจับผลูมาโตอย่ทู าง 
ตะวันตกของออสเตรเลีย  อันเป็นบริเวณที่มีอากาศแห้งแล้งกว่าบ้านเดิมของมัน 
โคลเวอรม์ ันก็ตอบสนองเหมือนทม่ี นั เคยทำคอื   สร้างสารพษิ ขึน้ มา
ในกรณีทั่วๆ ไปพืชหรือสัตว์มักจะเติบโตในที่ต่างถ่ินได้ไม่ดี  เหมือนที่ 
พยายามปลูกต้นเชอร่ีในเมืองไทยหรือพยายามเล้ียงยุงในประเทศนอร์เวย์  แต่ถ้า 
บงั เอญิ มนั ปรบั ตวั และเตบิ โตได ้ มนั จะกลายเปน็ สมาชกิ ใหมข่ องระบบนเิ วศนน์ น้ั ไป 
และจากการที่มันเพิ่งมาใหม่นี้เอง  ส่ิงมีชีวิตอ่ืนๆ จึงยังกินมันไม่เป็น  สิ่งมีชีวิตท่ี 
มาใหมก่ จ็ ะขยายพนั ธเ์ุ พม่ิ จำนวนไดอ้ ยา่ งรวดเรว็   ภาษาวทิ ยาศาสตรจ์ ะเรยี กมนั วา่  
invasive species หรอื สปชี สี ร์ กุ ราน  สำหรบั โคลเวอรแ์ มว้ า่ มนั จะโตในออสเตรเลยี  
ได้ไม่ดีเทา่ ในยุโรป  แต่เม่อื มนั ไม่มผี ู้ลา่ (แมลงตา่ งๆ)  ประชากรของมันจงึ เพิม่ ขึ้น 
อย่างรวดเร็ว
โดยสรปุ ในภาพรวมเราจะเหน็ วา่ เรอ่ื งราวมนั ประกอบไปดว้ ยเหตกุ ารณย์ อ่ ย 
สามตอน  หนง่ึ คอื   การปรบั ตวั ของโคลเวอรเ์ พอ่ื ใหเ้ ขา้ กบั หนา้ แลง้   สอง  โคลเวอร์ 
เปน็ สปชี สี ร์ กุ รานทำใหก้ ารปรบั ตวั ของมนั เกดิ ขน้ึ ผดิ สถานการณ ์ และสาม  แกะซง่ึ  
ไมร่ เู้ รอื่ งอะไรเลยพลอยโดนคมุ กำเนดิ ไปโดยไมไ่ ดต้ งั้ ใจ  แตเ่ รอ่ื งนม้ี นั ยงั ไมจ่ บแคน่ น้ั  
ยงั มตี อนทสี่ ซี่ ง่ึ เปน็ บทสรปุ ของเรอื่ งน ี้ แตเ่ รายงั ไมค่ ยุ กนั ตอนน ้ี เราจะขา้ มไปดกู นั  
ก่อนว่าธรรมชาติคมุ กำเนิดส่ิงมชี ีวติ ไปเพื่ออะไร

…..........
หลายหม่ืนปีที่แล้วก่อนท่ีคนเราจะปักหลักต้ังถ่ินฐาน  ก่อนท่ีคนเรา 
จะเร่ิมทำการเกษตร  ในโลกที่อาหารไม่ได้มีแคลอรีสูงอย่างทุกวันน้ี  การที่แม่ 
แตล่ ะคนจะมลี กู จงึ เปน็ เรอื่ งใหญส่ ำหรบั รา่ งกายมาก พลงั งานทแี่ มต่ อ้ งเสยี ไประหวา่ ง 
ตั้งครรภ์และให้นมลูกถือว่าเป็นการลงทุนที่สูงมาก  รวมท้ังการเล้ียงลูกในท่ีซึ่งยัง 
มีสัตว์ต่างๆ  คอยล่าคนเป็นอาหารก็เป็นเรื่องอันตราย  การมีลูกเล็กๆ หลายคน 
ท่ีต้องดูแลเป็นเรื่องอันตราย  ถ้าเช่นนั้นในยุคที่เรายังไม่มีวิชาสุขศึกษา  ยังไม่มี 
ยาคุมและยงั ไม่มีถุงยาง  คนเราคุมกำเนดิ กนั ยังไง?  ธรรมชาตทิ ำอย่างไรไม่ใหเ้ รา 
มลี ูกมากเกนิ กวา่ จะดแู ลได้?

198 เรอื่ งเลา่ จากร่างกาย เข้าใจร่างกาย พฤติกรรมและธรรมชาตผิ ่านกระบวนการววิ ฒั นาการ

วธิ หี าคำตอบวธิ หี นงึ่ ทพ่ี อจะทำไดค้ อื   กลบั ไปศกึ ษาจากคนทย่ี งั ใชช้ วี ติ แบบ 
ดง้ั เดมิ คอื   ลา่ สตั วห์ าของปา่   เมอื่ นกั วทิ ยาศาสตรไ์ ปศกึ ษาชวี ติ ของชาว  bushmen 
ในทะเลทรายคาลาฮารี (Kalahari) ทวีปแอฟริกา (หรืออีกช่ือคือ !Kung  San) 
ส่ิงที่นักวิทยาศาสตร์พบคือ  แม้ว่าคนเหล่านี้จะมีเพศสัมพันธ์กันค่อนข้างบ่อย 
และไม่คุมกำเนิด  แต่ผู้หญิงจะมีลูกทุกสามหรือส่ีปีไม่ถี่ไปกว่าน้ัน  อะไรทำให้ 
ระยะห่างของการมีลูกมันนานขนาดนั้นได้?... คำถามนี้ผมเชื่อว่าคนที่เคยเป็น 
แม่หลายท่านคงทราบว่าคำตอบมันคือ  การให้ลูกดูดนมแม่จะช่วยคุมกำเนิดได้ 
แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่า  ทุกวันน้ีเรารู้ว่าการคุมกำเนิดด้วยการให้ลูกดูดนมแม่ 
เป็นการคุมกำเนิดที่เช่ือถือไม่ได้เลย  และเราต้องใช้การคุมกำเนิดวิธีอ่ืนๆ 
เข้ามาช่วย  แต่ทำไมชาว bushmen เหล่าน้ีถึงเว้นระยะห่างการมีลูกสามหรือ 
ส่ีปีข้นึ ไป?
เมอื่ นกั วทิ ยาศาสตรศ์ กึ ษาในรายละเอยี ดจงึ พบวา่   วธิ กี ารใหล้ กู ดดู นมของ 
คนเหลา่ นจี้ ะตา่ งจากเรา  แมใ่ นชนเผา่ นจี้ ะใชผ้ า้ คลอ้ งลกู ไวก้ บั อกตลอดเวลา  ซงึ่ ไม ่
น่าแปลกใจสำหรับการเล้ียงลูกในทุ่งหญ้าทะเลทรายท่ีมีสัตว์ป่าอาศัยอยู่หลายชนิด 
ระดับท่ีลูกนอนจะอยู่ตรงหน้าอกของแม่พอดีทำให้ทารกดูดนมแม่ได้บ่อยครั้งเท่า 
ทท่ี ารกตอ้ งการโดยไมต่ อ้ งใหแ้ มช่ ว่ ย การดดู แตล่ ะครง้ั จะดดู ปรมิ าณไมม่ าก แตล่ ะวนั  
จะดดู นมแมห่ ลายสบิ ครงั้   แมแ้ ตใ่ นตอนกลางคนื ระหวา่ งทแ่ี มห่ ลบั บางครงั้ เมอ่ื ทารก 
ตืน่ ข้นึ มากจ็ ะดูดนมแม่เองอีกหลายคร้งั โดยที่แมไ่ มต่ ้องตื่นขน้ึ มา
การกระตุ้นที่หัวนมแม่จะทำให้มีการส่งสัญญานจากหัวนมขึ้นไปที่ 
ไฮโปธาลามสั ใหห้ ลง่ั ฮอรโ์ มนออกมาสองชนดิ   คอื   ออกซโี ตซนิ   (Oxytocin)  และ 
โปรแลคติน (Prolactin) (อย่าสับสนกับโปรเจสเตอโรนที่คุยกันไปก่อนหน้าน้ี) 
หน้าที่ของออกซีโตซินจะทำหน้าที่เหมือนกับเป็นตัวเปิดก็อกให้นมไหลออกมาจาก 
หัวนม  ส่วนโปรแลคตินจะทำหน้าท่ีคอยบอกต่อมท่ีสร้างน้ำนมว่าขณะนี้น้ำนม 
กำลังลดลงแล้วนะ  สร้างมาเติมได้แล้ว  แต่อย่างที่เราเห็นกันมาแล้วว่าธรรมชาติ 
จะเน้นความประหยัด เมื่อสร้างฮอร์โมนชนิดหนึ่งมาแล้วมันจะใช้ทำหน้าที่ต่างกัน 
ในอวัยวะที่ต่างกันไป  ในกรณีของโปรแลคติน  หน้าท่ีอีกอย่างของฮอร์โมนน้ีคือ 
ไปหยดุ การตกไขจ่ ากรงั ไข ่ การทชี่ าวเผา่ นใ้ี หล้ กู ดดู นมทง้ั วนั ทง้ั คนื จงึ เปน็ การกระตนุ้  
ใหฮ้ อรโ์ มนโปรแลคตนิ หลงั่ ออกมาอยา่ งตอ่ เนอ่ื ง  ทำใหก้ ารคมุ กำเนดิ ดว้ ยธรรมชาต ิ
มีประสิทธิภาพสูง

…..........
ในสัตว์สังคม  สัตว์เล้ียงลูกด้วยนมส่วนใหญ่จะมีลักษณะสังคมแบบ 
ฮาเรม็ คอื   ตวั ผหู้ นงึ่ ตวั มตี วั เมยี หลายตวั เชน่ สงิ โต บาบนู หรอื มา้ ปา่   การทต่ี วั ผมู้  ี
ตวั เมยี หลายตวั ไดม้ นั จะตอ้ งผา่ นการตอ่ สแู้ ยง่ ชงิ มากบั ตวั ผตู้ วั อน่ื   หลงั จากทม่ี นั ได ้
เข้าครอบครองฮาเร็มแล้วมันไม่มีทางรู้เลยว่าวันใดจะมีผู้ท้าชิงใหม่เข้ามาแล้วแย่ง 
ฮาเรม็ ไปจากมนั   เมอื่ มนั กา้ วเขา้ มาครอบครองฮาเรม็ ได ้ สง่ิ แรกทต่ี วั ผเู้ หลา่ นจ้ี ะทำ 

เม่ือมนษุ ย์ยุคหนิ มาอย่ใู นโลกปจั จุบัน ชชั พล เกยี รติขจรธาดา 199


Click to View FlipBook Version