การพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่มจากบัวหลวงของชุมชน ต าบลยกกระบัตร อ าเภอสามเงา จังหวัดตาก Developing Grassroot Economy by Creating Value of Royal Lotus of Communities in Yokkrabat Subdistrict, Samngao District, Tak Province คณะผู้วิจัย นางกรรณิการ์ บุญยัง นางสาวสายสุนีย์ ตันแปง นางสวาท ไพศาลศิริทรัพย์ นางสาวโสภา มุ่งเหมือย นางสาววัชรินทร์รัตน์ ศรีสมุทร นางสาววันวิสา แก้วแสนตอ นายเจริญ อ่างค า นางสาวศรวนีย์ อุดแคว นายโปรด แย้มแบน นางกนกวรรณ ทาปิ๋ว นายปรีดา ยะแก้ว นางอ าไพ วันทัพ นายธวัชชัย แก้วทรัพย์ นางสาวอลิศรา หมุดเขียว นางสาววิริญญา ทิอุด นายพงษสิริ นนทะชัย นางสาวรัตนาภรณ์ วงษ์ค า ได้รับทุนอุดหนุนการวิจัย จากส านักงานการวิจัยแห่งชาติประจ าปีงบประมาณ 2564 พุทธศักราช 2565
เลขที่สัญญา N73C640028 การพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่มจากบัวหลวงของชุมชน ต าบลยกกระบัตร อ าเภอสามเงา จังหวัดตาก Developing Grassroot Economy by Creating Value of Royal Lotus of Communities in Yokkrabat Subdistrict, Samngao District, Tak Province คณะผู้วิจัย นางกรรณิการ์ บุญยัง นางสาวสายสุนีย์ ตันแปง นางสวาท ไพศาลศิริทรัพย์ นางสาวโสภา มุ่งเหมือย นางสาววัชรินทร์รัตน์ ศรีสมุทร นางสาววันวิสา แก้วแสนตอ นายเจริญ อ่างค า นางสาวศรวนีย์ อุดแคว นายโปรด แย้มแบน นางกนกวรรณ ทาปิ๋ว นายปรีดา ยะแก้ว นางอ าไพ วันทัพ นายธวัชชัย แก้วทรัพย์ นางสาวอลิศรา หมุดเขียว นางสาววิริญญา ทิอุด นายพงษสิริ นนทะชัย นางสาวรัตนาภรณ์ วงษ์ค า ได้รับทุนอุดหนุนการวิจัย จากส านักงานการวิจัยแห่งชาติประจ าปีงบประมาณ 2564 พุทธศักราช 2565
ก กิตติกรรมประกาศ การวิจัยเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่มจากบัวหลวงของชุมชน ต าบลยกกระบัตร อ าเภอสามเงา จังหวัดตาก เป็นกระบวนการวิจัยและพัฒนาการเรียนรู้ร่วมกันของผู้เกี่ยวข้อง ได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยจากส านักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ประจ าปงงบประมา 2564 ขอขอบคุ ทีมผู้ประสานงานชุดสนับสนุนโครงการเศรษฐกิจฐานราก น าโดยนางอาวร ์ โอภาสพัฒนกิจ ที่กรุ าเติมเต็ม องค์ความรู้ แนวคิดในการด าเนินงานวิจัย ขอขอบคุ ดร. อเนก หาลีอาจารย์ประจ าหลักสูตร โปรแกรมวิชา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร ค ะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมหาวิทยาลัยราชภัฏก าแพงเพชร ที่กรุ าให้ค าแนะน า พัฒนาผลิตภั ฑ์จนได้เป็นผลิตภั ฑ์ที่เหมาะกับชุมชนต าบลยกกระบัตร ขอขอบคุ นางสาวธัญญาภักดิ์ ธิเดช อาจารย์สอน สาขาออกแบบอุตสาหกรรม ค ะศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ตาก ที่กรุ าให้ค าปรึกษา ร่วมออกแบบบรรจุภั ฑ์ ขอขอบคุ นายอ าเภอสามเงา นายกองค์การบริหารส่วนต าบลยกกระบัตร ส านักงานเกษตรอ าเภอสามเงา และส านักงาน พัฒนาชุมชนอ าเภอสามเงา ที่ให้โอกาสชุมชนพัฒนาผลิตภั ฑ์ชุมชนที่มีวัตถุดิบในท้องถิ่น รวมถึงขอขอบคุ นายอารักษ์ อนุชปรีดา ผู้อ านวยการวิทยาลัยชุมชนตาก ที่ส่งเสริมสนับสนุนให้บุคลากรในสังกัดได้ท างานวิจัย อย่างเต็มศักยภาพ อีกทั้งยังได้รับค าปรึกษาจาก ดร.เปรมจิต มอร์ซิง ที่ช่วยเติมเต็มองค์ความรู้ในการท างาน วิจัย สามารถรวบรวมข้อมูลและสรุปข้อมูลได้อย่างราบรื่น ซึ่งการวิจัยครั้งนี้ส าเร็จลุล่วงด้วยดีจากการได้รับ ความร่วมมือร่วมใจจากก านัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้น าชุมชนกลุ่มต่างๆ ภาคีเครือข่ายทั้งภายในและภายนอกพื้นที่ ที่ให้ ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาผลิตภั ฑ์ ค ะผู้วิจัยขอขอบคุ บุคคลและหน่วยงานที่ได้กล่าวมา โอกาสนี้ ค ะผู้วิจัย กรกฎาคม 2565
ข แบบสรุปผู้บริหาร [Executive Summary] 1. รายละเอียดเกี่ยวกับแผนงานวิจัย / โครงการวิจัย 1.1 ชื่อเรื่อง ก ารพัฒ น าเศ รษ ฐกิ จฐ าน ร าก ด้ วยก ารส ร้างมูลค่ าเพิ่ มจ ากบั วห ล วงของชุมชน ต าบลยกกระบัตร อ าเภอสามเงา จังหวัดตาก จังหวัดตาก Developing Grassroot Economy by Creating Value of Royal Lotus of Communities in Yokkrabat Subdistrict, Samngao District, Tak Province. 1.2 ชื่อคณะผู้วิจัย (นาย นาง นางสาว) กรรณิการ์ บุญยัง หน่วยงานที่สังกัด วิทยาลัยชุมชนตาก หมายเลขโทรศัพท์ 08 6926 9733 โทรสาร 055 897064 1.3 ชื่อคณะผู้วิจัย (นาย นาง นางสาว) นางสวาท ไพศาลศิริทรัพย์ หน่วยงานที่สังกัด วิทยาลัยชุมชนตาก หมายเลขโทรศัพท์ 08 6328 7999 โทรสาร 055 897064 1.4 ชื่อคณะผู้วิจัย (นาย นาง นางสาว) นางสาววัชรินทร์รัตน์ ศรีสมุทร หน่วยงานที่สังกัด วิทยาลัยชุมชนตาก หมายเลขโทรศัพท์ 08 8280 2653 โทรสาร 055 897064 1.5 งบประมาณและระยะเวลาท าวิจัย ได้รับงบประมาณ ประจ าปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 งบประมาณที่ได้รับ 340,000 บาท ระยะเวลาท าวิจัย ตั้งแต่ 29 มิถุนายน 2564 ถึง 29 มิถุนายน 2565 2 สรุปโครงการวิจัย เขียนภาพรวมโครงการในลักษณะย่อและกะทัดรัดที่สามารถใช้ในการเผยแพร่ ผลงานวิจัยได้ โดยแสดงถึงความส าคัญและที่มาของปัญหาในการวิจัย สรุปวัตถุประสงค์ของการวิจัยและ ระเบียบวิธีการวิจัย ผลการวิจัย คุณสมบัติ/จุดเด่นของผลิตภัณฑ์หรือเทคโนโลยีที่ได้รับ กลุ่มเป้าหมาย และประโยชน์ที่ได้รับจากโครงการ การน าไปใช้ประโยชน์ และข้อเสนอแนะที่ได้จากการวิจัย (ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ข้อเสนอแนะเชิงวิชาการ ข้อเสนอแนะในการน าไปใช้ประโยชน์)
ค ความส าคัญและที่มาของปัญหาการวิจัย ต าบลยกกระบัตรเป็นที่ราบกว้าง ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม และเลี้ยงสัตว์ ใน อดีตสภาพอากาศอุดมสมบูรณ์เกษตรกรท าการเพาะปลูกตลอดทั้งปี แต่ในสถานการณ์ภัยแล้งน้ าไม่เพียงพอกับ การเกษตร เป็นเหตุให้เกษตรกรท าการเกษตรได้เพียงช่วงฤดูกาลเดียว เกิดปัญหารายได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย ในครัวเรือน รายได้ต่อครัวเรือนตกเกณฑ์ และจากสถานการณ์โควิด-19 กลุ่มผู้ใช้แรงงานต่างถิ่นต่างถูกพักงาน หยุดงานเกิดปัญหาคนว่างงานเพิ่มขึ้น ในพื้นที่มีทรัพยากรบัวหลวงจ านวนมากในหนองจระเข้ที่มีขนาดใหญ่ถึง 800 – 1,200 ไร่ แต่ชุมชนไม่ได้น ามาใช้ประโยชน์ปริมาณที่มีมากส่งผลให้น้ าในหนองส่งกลิ่นเหมนนก่อเกิด ปัญหาแก่ชุมชน ประกอบกับสรรพคุณของบัวหลวงที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ จึงได้น าบัวหลวงมาใช้ประโยชน์ อย่างคุ้มค่า ลดต้นทุน สร้างเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ สร้างอาชีพ สร้างรายได้ลดรายจ่าย ให้กับคนในพื้นที่ ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้คนในพื้นที่ไม่ตกงาน และแก้ปัญหาเรื่องน้ าเน่าเสีย รวมถึงการส่งเสริมด้าน การตลาดเพื่อการด าเนินการครบวงจรต่อเนื่องและยั่งยืน ตลอดจนการใช้กระบวนการงานวิจัยพัฒนาจนเกิด เป็นสินค้าชุมชนที่ได้มาตรฐานพัฒนาชุมชน (พช.) กระตุ้นหนุนเสริมให้เกิดเป็นธุรกิจชุมชนในพื้นที่ต าบล ยกกระบัตร จึงเป็นที่มาของค าถามงานวิจัยว่า “แนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มจากบัวหลวงเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ ฐานรากชุมชน ต าบลยกกระบัตร อ าเภอสามเงา จังหวัดตาก ควรเป็นอย่างไร ?” วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อศึกษาบริบทพื้นที่ และการจัดการทรัพยากรบัวหลวง ของเครือข่ายชุมชนต าบลยกกระบัตร 1) ศึกษาบริบทพื้นที่ ปัญหาที่เกิดจากบัวหลวง และแนวทางการแก้ไขปัญหา 2) ศึกษาการจัดการทรัพยากรบัวหลวง การใช้ประโยชน์จากบัวหลวงของชุมชน 3) ศึกษาช่องทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชน 2. เพื่อศึกษาความต้องการของตลาด และแนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มจากบัวหลวง 3. เพื่อพัฒนามาตรฐานของผลิตภัณฑ์และการสร้างภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนามูลค่าเพิ่มจากบัวหลวง 4. เพื่อศึกษาและพัฒนาช่องทางการจัดจ าหน่ายผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง ประชากรหรือกลุ่มตัวอย่าง 1. ประชากร ได้แก่ ชุมชนต าบลยกกระบัตร อ าเภอสามเงา จังหวัดตาก จ านวน 12 หมู่บ้าน ประกอบด้วย หมู่ 1 บ้านคลองไม้แดง, หมู่ 2 บ้านยกกระบัตร, หมู่ 3 บ้านท่าไผ่, หมู่ 4 บ้านสองแคว, หมู่ 5 บ้านแม่ระวาน, หมู่ 6 บ้านหนองเชียงคา, หมู่ 7 บ้านแม่เชียงราย, หมู่ 8 บ้านใหม่สามัคคี, หมู่ 9 บ้านหนองแม่ล่าง, หมู่ 10 บ้านใหม่สามัคคีเหนือ, หมู่ 11 บ้านหนองเชียงคาใต้, หมู่ 12 บ้านสองแควพัฒนา
ง 2. กลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย กลุ่มประชากรที่เข้าร่วมโครง (ผู้ที่ตกงานจากสถานการณ์โควิด, เกษตรกร ที่ต้องการอาชีพเสริม), กลุ่มประชากรที่ไม่เข้าร่วมโครงการ (ประชากรโดยรอบ), กลุ่มทั่วไป (กลุ่มนักท่องเที่ยว, กลุ่มผู้ ประกอบธุรกิจการท่องเที่ยว, ร้านค้าในสถานที่ท่องเที่ยว) รูปแบบการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยใช้รูปแบบการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methodology Research) ประกอบด้วย การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ดังนี้ 1.การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research)การเกนบรวบรวมข้อมูล โดยใช้การสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) กับผู้ให้ข้อมูลส าคัญ (Key Informants) จากคนในชุมชนจ านวน 60คน การศึกษาวิเคราะห์ ข้อมูลมือ 2 จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและทางอินเทอร์เนนต และการลงพื้นที่เกนบข้อมูลโดยตรงจากแหล่งข้อมูล เพื่อให้ ได้ข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน เพื่อศึกษาบริบทพื้นที่ วิธีการการก าจัดบัวหลวงที่ผ่านมา และการน าบัวหลวงไปใช้ประโยชน์ที่มี ประชาชนในชุมชนเป็นผู้มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรในชุมชน อีกทั้งยังมีเจ้าหน้าที่จากภาครัฐ และ ภาคเอกชนที่ให้การสนับสนุนโดยใช้วิธีการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก (In-Depth Interview) โดยใช้ค าถามเกี่ยวกับ กระบวนการก าจัดบัวหลวง การใช้ประโยชน์และแนวทางการจัดการการท่องเที่ยวในชุมชน รูปแบบการจัดการ ท่องเที่ยวที่เหมาะสม และปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นในพื้นที่ 2. การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) โดยการใช้แบบส ารวจรายได้ครัวเรือน (ก่อนระยะ ด าเนินโครงการ) สอบถามกลุ่มประชากรที่เข้าร่วมโครงการและไม่เข้าร่วมโครงการ จ านวน 69 คน, แบบสอบถาม ศึกษาความต้องการการใช้ผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง สอบถามกลุ่มทั่วไป (กลุ่มนักท่องเที่ยว, กลุ่มผู้ประกอบธุรกิจ ท่องเที่ยว และร้านค้าในสถานที่ท่องเที่ยว) จ านวน 50 คน ผู้วิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อจะศึกษาความต้องการในการใช้รูปแบบผลิตภัณฑ์จากบัวหลวงเพื่อน ามา ท าผลิตภัณฑ์จากบัวหลวงให้ตรงกับความต้องการของตลาดและรายได้ครัวเรือนการศึกษาส ารวจรายได้ของ ประชากรในพื้นที่และใช้แบบสอบถามดังกล่าวเป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์และแสดงผลการวิจัยเป็นจ านวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เพื่อให้งานวิจัยครั้งนี้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของผู้ท าการวิจัย กระบวนการงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น (Community Based Research) ผู้วิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้าง กระบวนการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนร่วมคิด ร่วมท าและชุมชนเป็นผู้ร่วมวิจัยโดยแบ่งออกเป็น 3 ระยะดังนี้ 1. ระยะเตรียมการ การเตรียมการ เตรียมชุมชน ใช้เวทีประชุมชี้แจง การพูดคุยในกลุ่มย่อย หรือ พุดคุยเป็นรายบุคคลเป็นหลัก
จ ในระยะเริ่มต้นทีมนักวิจัยได้ลงพื้นที่เพื่อสร้างภาคีกับแกนน า ผู้น าชุมชน และเยาวชนในพื้นที่โดย การชักชวนพูดคุยสร้างความเข้าใจโดยแบ่งออกเป็น 4 ส่วนดังนี้ 1. หน่วยงานภาครัฐที่มีบทบาทเกี่ยวข้อง ประกอบด้วยหน่วยงานพัฒนาชุมชนอ าเภอสามเงา องค์การบริหารส่วนต าบลยกกระบัตร เกษตรอ าเภอสามเงา และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลในพื้นที่ต าบลยกกระบัตร 2. ประชาชนในพื้นที่แกนน า ปราชญ์ ซึ่งบุคคล เหล่านี้เป็นกลุ่มข้าวโพดแปลงใหญ่ในพื้นที่ ก านัน ผู้ใหญ่บ้านและเยาวชนที่สนใจ 3. กลุ่มนักวิชาการที่มีองค์ ความรู้ด้านการแปรูปผลิตภัณฑ์ 4.ทีมนักวิจัย โดยใช้กระบวนการทาบทาม ลงพื้นที่พูดคุย โทรศัพท์ประสาน ประชุมผ่านระบบสื่ออิเลนกทรอนิกส์และการจัดประชุมย่อยเพื่อร่วมหารือ หาแนวทาง ร่วมคิดร่วมท าและสร้าง การรับรู้ การออกแบบการขับเคลื่อนการท างานร่วมกัน 2. ระยะด าเนินการ การเกนบข้อมูล ด้านเอกสาร การศึกษาบริบทชุมชน การวิเคราะห์ปัญหาของ ชุมชนอย่างเป็นระบบ เพื่อพิจารณาความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของทุนชุมชน ภูมิปัญญาท้องถิ่น น ามา ก าหนดเป็นแผนงานวิจัย การบริหารจัดการ เช่น ผู้รับผิดชอบ ระยะเวลา งบประมาณ ขั้นตอนนี้ท างานร่วมกับ คนทุกฝ่ายโดยมีชุมชนเป็นหลัก น าแผนงานไปปฏิบัติ ทดลอง ปฏิบัติก่อนจึงจะได้ข้อสรุป การติดตาม ประเมินผลแต่ละขั้นตอนโดยสรุปงานเป็นระยะๆ เริ่มด าเนินการหาความต้องการตลาดจากการส่งแบบสอบถามไปยังบุคคลทั่วไปสรุปผลความ ต้องการ หารูปแบบผลิตภัณฑ์ในชุมชนร่วมกันกับภาคีที่เกี่ยวข้อง วางระบบการขับเคลื่อนงานเพื่อพัฒนา ศักยภาพกลุ่ม และการร่วมวงสนทนาออกแบบ ก าหนดแผนงาน การออกแบบผลิตภัณฑ์ การบริหารจัดการ การกระจายผลประโยชน์ วิเคราะห์บริบท สถานการณ์ต่างๆที่เกี่ยวข้องเช่นการใช้พื้นที่ การใช้ทรัพยากร รวม ไปถึงก าลังการผลิต การออกแบบผลิตภัณฑ์ การตลาด การกระจายประโยชน์ตลอดจนการรับผิดชอบร่วมใน การใช้ทรัพยากร การก าหนดกติการ่วมกัน จากการประชุมและกระบวนการพัฒนาท าให้ชุมชนเหนนความส าคัญ ในการแปรรูปและเหนนว่าเป็นช่องทางที่จะช่วยสร้างรายได้ให้กับคนในพื้นที่โดยการน าวัสดุที่มีในชุมชนมาใช้ให้ เกิดประโยชน์ จังร่วมกันหารือจัดตั้งกลุ่มเพื่อสานต่อการด าเนินกิจกรรมจึงเกิดกลุ่มขึ้นและจดทะเบียนเป็น “วิสาหกิจชุมชนผลิตภัณฑ์แปรรูปบัวหลวง ยกกระบัตร” 3. ระยะการสรุปผลและเขียนรายงานการวิจัย ควรต้องมีการเกนบข้อมูลอย่างมีระบบ มีการ ประชุมสรุป/ถอดบทเรียนงานทุกครั้ง การสรุปผลควรท าการถอดบทเรียนร่วมกันระหว่าง ทีมวิจัย โดยน าข้อมูล จากเอกสาร แบบสอบถาม การสังเกตการณ์ การสัมภาษณ์หรือศึกษาดูงาน น ามาวิเคราะห์และหาข้อสรุป ร่วมกัน เพื่อหาข้อสรุปเหตุผลมาตอบค าถามของงานวิจัย การเขียนรายงานการวิจัย มีเวทีสรุปบทเรียนก่อน ดังนั้น ภายหลังการด าเนินงานวิจัยเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไร ได้อะไร มีสิ่งใดที่ต้องปรับปรุงแก้ไขเป็นการ รวบรวมข้อมูลและประมวลผลทุกด้านที่ได้ด าเนินการผ่านมาแล้ว มาแยกแยะเป็นหมวดหมู่เพื่อตอบค าถามการ วิจัยได้ครบถ้วน
ฉ ทีมนักวิจัยร่วมประชุม หารือ และร่วมวงสนทนาถอดบทเรียนการด าเนินการวิจัยโดยแบ่งประเดนน ออกเป็น 4 ด้าน ดังนี้ 1.ด้านบุคลากรที่ด าเนินกิจกรรมกลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์พบว่า กลุ่มต้องการพัฒนาด้านการบริหาร จัดการซึ่งกลุ่มมีการแบ่งบทบาทหน้าที่อย่างชัดเจนแต่การด าเนินกิจกรรมยังขาดความเชื่อมั่นในด้านการตลาดเพราะ ยังเขินอายที่จะพูด ตอบลูกค้า ท าการขาย ภาระงานจึงตกหนักที่ประธานกลุ่มที่มีภารกิจมากมาย ท าให้ต้องสร้างวง สนทนาเพื่อหาทางออกร่วมกันโดยการปรับบทบาทหน้าที่และมีการเพิ่มจ านวนสมาชิกที่สนใจเข้าร่วมเพิ่มเติม 2. ด้านมาตรฐานผลิตภัณฑ์ การผลิตอาหารหรือเครื่องดื่มต้องได้รับมาตรฐาน จึงต้องหาทางออกในการ ประสานงานความร่วมมือจากภาคีช่วยส่งเสริมสนับสนุนการขับเคลื่อนงานของกลุ่มวิสาหกิจโดยการส่งต่อผลการวิจัย ให้กับพัฒนาชุมชนอ าเภอสามเงา และองค์การบริหารส่วนต าบลยกกระบัตรเพื่อจัดท าแผนงบประมาณส่งเสริมด้าน การผลิตและการขอมาตรฐาน อย. 3.ด้านการใช้ทรัพยากรในพื้นที่หากมีการน าทรัพยากรสาธารณะมาใช้ให้เกิดประโยชน์เฉพาะบางกลุ่ม อาจท าให้เกิดปัญหาในอนาคต ทีมนักวิจัยจึงร่วมหาแนวทางสร้างวงสนทนาเพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาใน เบื้องต้นด้วยการเชิญภาคีที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมวงสนทนา หาทางออก ก าหนดกติการ่วม 4. ด้านการขับเคลื่อนงานวิจัย ในขั้นตอนนี้การด าเนินการวิจัยมีการพูดคุยหารือ หาแนวทางร่วมกันทุก ช่วงระยะในการด าเนินการวิจัย ร่วมแก้ไขสถานการณ์หาทางออกการด าเนินกิจกรรมทั้งการเผชิญสถานการณ์ระบาด โควิดที่ต้องปรับการท างานให้เหมาะสม การเปลี่ยนคนเข้าร่วมกิจกรรม การหาคนแทนทุกขั้นตอนทีมนักวิจัยต่างร่วม คิดร่วมท าร่วมแก้ไขปัญหาและร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างต่อเนื่องจนเกิดการพัฒนา การรับฟังและการท างานเป็น ทีมอย่างกัลยาณมิตรเกิดความสุข ความสามัคคีขึ้นในทีมทั้งทีมนักวิจัย ภาคี และชุมชน วิธีด าเนินการวิจัย ใช้กระบวนการงานวิจัยที่เน้นการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนต าบลยกกระบัตร อ าเภอสามเงา จังหวัดตาก โดยการด าเนินการวิจัยแบ่งเป็น 6 ขั้นตอน ดังนี้ 1) ศึกษาบริบทพื้นที่ 2) หารูปแบบที่เหมาะสม ของการสร้างนวัตกรรมจากบัวหลวง 3) พัฒนากลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง 4) หาช่องทางการจัด จ าหน่ายการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง 5) สังเคราะห์ข้อมูลงานวิจัยเพื่อชุมชน 6) สรุปผลการวิจัยเพื่อ จัดท ารายงานความก้าวหน้าและรายงานฉบับสมบูรณ์ เครื่องมือการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการเกนบข้อมูลประกอบด้วย 1. เครื่องมือการศึกษาบริบทชุมชน ประกอบด้วย ประชุมกลุ่ม, Time line, ปฏิทินอาหาร, ปฏิทิน ประเพณีวัฒนธรรม, ปฏิทินพืชผลทางการเกษตร เป็นต้น 2. การสัมภาษณ์ ทีมนักวิจัยชุมชนใช้การสัมภาษณ์ 2 แบบ ดังนี้
ช 1) การสัมภาษณ์แบบเจาะลึกรายบุคคล (In-depth interview) ใช้สัมภาษณ์กลุ่มประชากรใน พื้นที่ เกี่ยวกับบริบทพื้นที่ 2) การสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง (non-Structured interview) ใช้สัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย ประชากรที่เข้าร่วมโครงการ และไม่เข้าร่วมโครงการ สัมภาษณ์เกี่ยวกับปัญหาที่เกิดจากบัวหลวง และแนวทางการแก้ไขปัญหา ช่วงเวลาที่บัวหลวงออก การจัดการทรัพยากรบัวหลวง การใช้ประโยชน์จากบัว หลวงของชุมชม 3) การสังเกตแบบมีส่วนร่วม (Participant Observations) ใช้สังเกตกลุ่มประชากรที่เข้าร่วม โครงการ ภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องในการจัดประชุมสร้างการมีส่วนร่วม การระดมความคิดเหนน เวทีคืนข้อมูลชุมชน ศักยภาพการท่องเที่ยว ศักยภาพโครงสร้างพื้นฐาน สภาพแวดล้อมทางสังคมและธรรมชาติ วัฒนธรรมประเพณี วิถีชีวิต อุปกรณ์ที่ใช้ได้แก่ แผนที่ กล้องถ่ายรูป สมุดบันทึก เป็นต้น 3. แบบสอบถามกึ่งทางการ (Questionnaire) ประกอบด้วย แบบสอบถามที่มีค าถามแบบปลายปิด (Close end) และแบบสอบถามที่มีค าถามแบบปลายเปิด (Open end) เพื่อสอบถามกลุ่มตัวอย่างเกี่ยวกับ รายได้ครัวเรือน (ตัวชี้วัดความเหลื่อมล้ ามิติเศรษฐกิจ) แบบสอบถามศึกษาความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์จาก บัวหลวง 4. อุปกรณ์ส าหรับงานสนาม ประกอบด้วย โทรศัพท์มือถือ ใช้ในการบันทึกการสัมภาษณ์ ถ่ายรูป ถ่าย วีดีโอ, กล้องถ่ายรูป และสมุดจดบันทึก วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล ส าหรับข้อมูลที่ได้จากงานวิจัยนี้จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ข้อมูลปฐมภูมิ (Primary data) ซึ่งจะเป็น ข้อมูลที่ใช้ในการน าเสนอรายงานการวิจัย และข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary data) ซึ่งเป็นข้อมูลที่ได้จากการค้นคว้า จากเอกสารและวารสารอื่น ๆ ตลอดจนแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องในการน ามาอธิบายผลการวิจัยเพื่อให้งานวิจัย นี้มีความถูกต้องและน่าเชื่อถือ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis)
ซ ผลการวิจัย 1. ศึกษาบริบทพื้นที่และการจัดการทรัพยากรบัวหลวง ของเครือข่ายชุมชนต าบลยกกระบัตร 1) ผลการศึกษาบริบทพื้นที่ พบว่า ต าบลยกระบัตร เป็นต าบลที่ตั้งอยู่ในเขตการปกครองของ อ าเภอสามเงา จังหวัดตาก ลักษณะดินส่วนใหญ่เป็นดินร่วนปนดินเหนียว แหล่งน้ าตามธรรมชาติในการอุปโภค บริโภค ได้แก่ แม่น้ าวัง หนองจระเข้ หนองจะหลอด หนองปู่เฮียน ประชากรในพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นชาวล้านนา ประกอบอาชีพเกษตรกร มีประเพณีและภูมิปัญญาท้องถิ่นวิถีล้านนา ลักษณะภูมิประเทศ เป็นที่ราบกว้างใน ตอนกลางของต าบล มีเทือกเขาถนนธงชัยเป็นตัวปะทะมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดมาจากมหาสมุทรอินเดีย และทะเลอันดามัน ท าให้ได้รับความชุ่มชื้นจากลมมรสุมไม่เตนมที่ รัฐต้องเข้ามาช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ า ท าให้ในพื้นที่มีแหล่งกักเกนบน้ าหลายแห่งที่เป็นของชุมชนและสาธารณะซึ่งจะมีบัวหลวงขึ้นจ านวนมาก ซึ่งใน หนองจระเข้เป็นหนองน้ าที่มีบัวหลวงขึ้นมากที่สุด ด้วยวิถีชุมชนที่เรียบง่าย รักสงบ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ท าให้การใช้ ประโยชน์จากหนองน้ าธรรมชาติที่เป็นสาธารณะ จึงไม่มีการตั้งกฎกติกาในการใช้หนองน้ าแม้จะเป็น บุคคลภายนอกพื้นกนตาม 2) ผลการศึกษาการจัดการทรัพยากรบัวหลวง การใช้ประโยชน์จากบัวหลวงของชุมชน พบว่า ชุมชนไม่มีกฎกติกา/ข้อตกลงการใช้ประโยชน์จากบัวหลวง เนื่องจากเป็นหนองบัวสาธารณะที่เป็นพื้นที่ดูแลของ องค์การบริหารส่วนต าบลยกกระบัตร การใช้ประโยชน์จากบัวหลวงของชุมชน แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วน ของหนองบัว ครอบคลุมพื้นที่ 4 หมู่บ้าน ประกอบด้วย หมู่ 3 หมู่ 4 หมู่ 6 และหมู่ 11 มีการใช้ประโยชน์ 1,133 ครัวเรือน ได้แก่ การใช้น้ าทางการเกษตร เลี้ยงสัตว์ ตกปลา เป็นต้น ส่วนของบัวหลวงมีการใช้ ประโยชน์บัวหลวงเชิงภูมิปัญญา/วิถีถิ่น น าบัวหลวงมาไหว้พระ และกินเมนดบัวสดแล้ว ชุมชนได้น ามาใช้ ประกอบอาหารถิ่น ได้แก่ แกงไหลบัว รากบัวเชื่อม น ามาใช้ในวิถีถิ่น ได้แก่ มวนยาสูบรักษาริดสีดวงจมูก บุหรี่ กลีบบัวหลวง (น ากลีบดอกบัวแทนใบยาสูบ) ใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ พบว่า มีเพียง 10 ครอบครัว ที่เกนบไหล บัวและฝักบัวมาขายเพื่อเลี้ยงชีพ รายได้เพียง 200 บาท/วัน แต่ไม่ได้ไปเกนบทุกวัน เนื่องจากมีอาชีพรับจ้าง ทั่วไปภายในหมู่บ้าน อีกทั้งคนในพื้นที่ส่วนใหญ่ไม่เกนบบัวหลวงจากหนองน้ า แต่จะซื้อมากกว่า เนื่องจากไม่มี พาหนะ ทักษะ ความรู้ และกลัวอันตราย บัวหลวงในหนองน้ าเติบโตจากเมนดบัว จากเกนบข้อมูลพบว่า ชุมชนยัง ใช้ประโยชน์จากบัวไม่เตนมประสิทธิภาพ เนื่องจากขาดองค์ความรู้ และยังไม่เหนนคุณค่าของบัวหลวง ปริมาณ ของบัวที่มีมากส่งผลให้น้ าเน่าเสีย ส่งกลิ่นเหมนน หนองน้ าตื้นเขิน สร้างปัญหาให้กับครัวเรือนรอบหนอง และ ครัวเรือนที่ใช้น้ าจากหนองจระเข้ จึงต้องมีการลอกดึงบัวขึ้นมาจากหนองน้ ามาไว้ขอบหนอง เกิดเป็นขยะจาก บัวหลวง อีกทั้งชุมชนขาดองค์ความรู้ในการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง นอกจากการท าอาหารถิ่น 3) ผลการศึกษาช่องทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชน พบว่า ชุมชนมีจัดการท่องเที่ยวโดย ชุมชน จ านวน 2กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มศูนย์ปราชญ์ชาวบ้านแม่ระวาน กลุ่มนักท่องเที่ยวจะเป็นกลุ่มศึกษาดูงาน และ กลุ่มการท่องเที่ยวโดยชุมชนต าบลยกกระบัตร โดยความร่วมมือจากโครงการยกระดับเศรษฐกิจและสังคมรายต าบล แบบบูรณาการ (U2T) แต่ยังไม่มีการน าบัวหลวงมาใช้ในประโยชน์ในการจัดการท่องเที่ยวของพื้นที่ ดังนั้นทีมวิจัย และชุมชนประชุมร่วมกัน เหนนว่า ควรเพิ่มเมนูอาหารถิ่นเกี่ยวกับบัว และน าผลิตภัณฑ์บัวหลวงมาใช้ในการรับ
ฌ นักท่องเที่ยว รวมทั้งควรเพิ่มกิจกรรมการท่องเที่ยวเกี่ยวกับบัวหลวงช่วงเดือน มิถุนายน –กันยายน ซึ่งเป็นช่วงที่มี บัวหลวงบานสะพรั่งเตนมหนองจระเข้เป็นอีกหนึ่งเส้นทางการท่องเที่ยว เพื่อสร้างเสน่ห์ให้กับพื้นที่ จากการวิเคราะห์ข้อมูลรายได้ของชุมชน จากกลุ่มตัวอย่าง พบว่า กลุ่มตัวอย่าง ส่วนใหญ่ มีรายได้อยู่ต่ ากว่าเส้นความยากจน รายได้ระหว่าง 628 – 2,575 บาท/เดือน (ร้อยละ 40.58) มีหนี้สินของ ครัวเรือน อยู่ระหว่าง 0 – 400,000 บาท มีรายได้สูงกว่าเส้นความยากจน แต่ต่ ากว่าเส้น 40% ล่าง รายได้ ระหว่าง 2,912 – 5,058 บาท/เดือน (ร้อยละ 36.23) มีหนี้สินของครัวเรือน อยู่ระหว่าง 0 – 300,000 บาท มีรายได้สูงกว่าเส้น 40% ล่าง แต่ต่ ากว่าค่ามัธยฐาน รายได้ 5,929-6,200 บาท/เดือน (ร้อยละ 2.90) มีหนี้สิน ของครัวเรือน 320,000 บาท มีรายได้สูงกว่าค่ามัธยฐาน รายได้ระหว่าง 6,700 – 16,517 บาท/เดือน (ร้อยละ 20.29) มีหนี้สินของครัวเรือน 0 – 900,000 บาท 2. ศึกษาความต้องการของตลาด และแนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มจากบัวหลวง จากการศึกษาความต้องการของตลาด และแนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มจากบัวหลวง โดยใช้ แบบสอบถาม จากการสุ่มตัวอย่างกลุ่มผู้บริโภคและผู้ประกอบการ จ านวน 50 คน เพื่อศึกษาความต้องการใน การใช้รูปแบบผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง ด้านข้อมูลทั่วไป ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 41-46 ปี ระดับการศึกษา ระดับปริญญาตรี ประกอบอาชีพ รับราชการ ด้านข้อมูลเกี่ยวความพึงพอใจในผลิตภัณฑ์จาก บัวหลวง พบว่า ส่วนใหญ่ชื่นชอบบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ เหตุผลที่ชอบ คือ ดูแล/รักษาสุขภาพตนเอง ส่วน ของบัวหลวงที่ชื่นชอบในการน ามาพัฒนาผลิตภัณฑ์ ได้แก่ กลีบดอกบัว รูปแบบผลิตภัณฑ์จากดอกบัวที่ชื่นชอบ ได้แก่ การแปรรูป คุณสมบัติจากบัวหลวงที่จะตัดสินใจซื้อ ได้แก่ สรรพคุณ ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเลือกซื้อ ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ ตนเอง และราคา แหล่งข้อมูลที่ท าให้ทราบถึงผลิตภัณฑ์และสรรพคุณบัวหลวง ได้แก่ อินเตอร์เนนท และการแนะน าบอกต่อ ส่วนของบัวหลวงที่เคยบริโภค ได้แก่ เมนดบัว และไหลบัว ความถี่ที่เคยใช้ ผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง น้อยกว่า 1 ครั้งต่อสัปดาห์ เคยทดลองใช้ผลิตภัณฑ์บัวหลวงจากการเปิดบูทการแสดง ทีมนักวิจัยได้ท าการพัฒนาศักยภาพคนในชุมชน โดยวิธีการศึกษาดูงาน ท าให้ชุมชนได้รับองค์ความรู้ แนวคิดใน การจัดการท่องเที่ยวในชุมชน โดยการน าบัวหลวงมาเป็นกิจกรรม เส้นทางการท่องเที่ยวในชุมชน เช่น การน า ผลิตภัณฑ์จากบัวหลวงมาใช้ต้อนรับนักท่องเที่ยว การให้นักท่องเที่ยวร่วมท าอาหารจากบัวหลวง การรวมกลุ่ม เพื่อจดทะเบียนวิสาหกิจ การเข้ารับมาตรฐานผลิตภัณฑ์สินค้าของพัฒนาชุมชน และการขอมาตรฐานผลิตภัณฑ์ ชุมชนของอุตสาหกรรมจังหวัด ซึ่งถ้าจะได้รับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชนที่เป็นประเภทอาหารจะต้องได้ มาตรฐานผลิตภัณฑ์ของส านักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ก่อน นอกจากนี้ยังได้ท าการประชุม หารือ พูดคุย เพื่อหาแนวทางร่วมกัน จนได้แนวทางในการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากบัวหลวงโดยการน าดอกบัวมา ท าผลิตภัณฑ์อันดับต้นก่อน โดยน าเอาใบมะรุมซึ่งเป็นวัตถุดิบที่มีมากในท้องถิ่น และมีคุณประโยชน์สูงมาเป็น ส่วนผสม แล้วจึงหาภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์ ให้ความรู้คุณประโยชน์จากบัวหลวง การแปรรูป ผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง และหาแนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มจาก ภาคีภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และ ภาควิชาการ จนได้แนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มจากบัวหลวง 2 วิธี ดังนี้ 1) การท าความร่วมมือกับกลุ่มจัดการท่องเที่ยวในชุมชนจ านวน 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มเครือข่าย ปราชญ์ชาวบ้านซึ่งนักท่องเที่ยวจะเป็นกลุ่มศึกษาดูงาน น าบัวหลวงมาท าอาหารถิ่น และน าผลิตภัณฑ์บัวหลวง
ญ มาใช้ต้อนรับนักท่องเที่ยว และกลุ่มการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนต าบลยกกระบัตร ให้เพิ่มกิจกรรม เส้นทาง การท่องเที่ยวในชุมชนตามฤดูกาล การท าอาหารถิ่นจากบัวหลวง และผลิตภัณฑ์จากบัวหลวงมาใช้ในการ ต้อนรับนักท่องเที่ยว 2) การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง จากการศึกษาความต้องการของตลาด มาพัฒนาเป็น ผลิตภัณฑ์ที่ท าจากดอกบัวโดยความร่วมมือจากภาคีภาควิชาการ เนื่องจากสรรพคุณของดอกที่มีมาก และเป็น ความต้องของตลาด 3. พัฒนามาตรฐานของผลิตภัณฑ์ และการสร้างภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนามูลค่าเพิ่มจากบัวหลวง การพัฒนามาตรฐานของผลิตภัณฑ์ และการสร้างภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนามูลค่าเพิ่มจากบัวหลวง ทีมวิจัยได้ด าเนินแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 สร้างภาคีเครือข่ายร่วมด าเนินการโครงการท าให้ได้ภาคี เครือข่ายภายในชุมชนร่วมด าเนินการ โดยแบ่งออกเป็น กลุ่มคนในการท างานวิจัย จ านวน 9 คน และกลุ่มคน ร่วมด าเนินการพัฒนาผลิตภัณฑ์ จ านวน 27 คน ใช้กระบวนการประชุมกลุ่มผู้น าในระดับอ าเภอเป็นการสร้าง การรับรู้รับทราบวัตถุประสงค์ของการท างานวิจัยในพื้นที่เป็นอันดับต้น เพื่อให้เกิดความสะดวกในการท างาน ใช้การพูดคุยกับผู้น าชุมชนแต่ละหมู่บ้าน ติดต่อชุมชนเป็นรายบุคคลบ้าง หรือบางครั้งจัดกลุ่มเลนกๆ ในบาง หมู่บ้าน เพื่ออธิบายโครงการเน้นที่วัตถุประสงค์ คือ มุ่งแสวงหากลุ่มบุคคลกลุ่มเป้าหมาย ประกอบด้วย กลุ่ม คนตกงานจากสถานการณ์โควิด กลุ่มเกษตรที่ต้องการอาชีพเสริม และกลุ่มเป้าหมายที่เป็นประชาชนในพื้นที่ ที่ จะมาเป็นผู้ร่วมด าเนินงานในโครงการ ระยะที่ 2 สร้างภาคีเครือข่ายร่วมสร้างมูลค่าเพิ่มจากบัวหลวง ในระยะ นี้ทีมวิจัยได้ท าการสร้างเครือข่ายภายนอก ที่เกี่ยวข้อง เช่น องค์การบริหารส่วนต าบลยกกระบัตรช่วยในการ วางแผนการปรับปรุงพื้นที่โดยรอบหนองจระเข้ ที่จะท าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวในชุมชน มหาวิทยาลัยในพื้นที่ ใน การหาแนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มจากบัวหลวง, เกษตรอ าเภอสามเงาในการจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชน และ สนับสนุนการพัฒนากิจการวิสาหกิจชุมชนตามมาตรการที่คณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนก าหนด ซึ่งจะ ส่งผลท าให้ชุมชนมีความเข้มแขนงพึ่งพาตนเองได้ และพัฒนาชุมชน ในการขึ้นทะเบียนและเข้ารับการตรวจ มาตรฐานผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองจากทางราชการ เครือข่าย OTOP จังหวัดตากในการร่วมวางแผน การตลาด และช่องทางจัดจ าหน่ายผลิตภัณฑ์ ในการท างานวิจัยเป็นระยะ ยังมีทีมผู้ประสานงานชุดสนับสนุน โครงการคอยเติมเตนมความรู้ และติดตามผลการขับเคลื่อนการท างานวิจัยในพื้นที่เป็นระยะ รวมทั้งให้ ข้อเสนอแนะ ในการท างานให้เพื่อให้การท างานบรรลุวัตถุประสงค์ เกิดภาคีเครือข่ายการทุกระยะในการท างาน วิจัย ในระยะที่ 2 นี้ท าให้เกิดเส้นทาง กิจกรรมการท่องเที่ยวบัวหลวง และผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง จ านวน 5 ชนิด ได้แก่ ชาบัว ชาบัวผสมมะรุม (แบบชงดื่ม) ชาบัวหมัก บัวหมัก และเยลลี่บัว ที่ได้มาตรฐาน ประกอบด้วย สูตร บรรจุภัณฑ์ ฉลากที่ได้มาตรฐาน และแบรนด์สินค้าที่เป็นของชุมชน ระยะที่ 3 หาแนวทาง การบริหารจัดการทรัพยากรร่วมกัน ในการเข้าใช้ประโยชน์จากหนองจระเข้จากการประชุมภาคีเครือข่ายที่ เกี่ยวข้อง ภายในชุมชน ประกอบด้วย ก านัน ผู้น า แกนน า องค์การบริหารส่วนต าบลยกกระบัตร กลุ่มวิสาหกิจ ผลิตภัณฑ์แปรรูปบัวหลวงยกกระบัตร กลุ่มท่องเที่ยวโดยชุมชนต าบลยกกระบัตร ท าให้เกิดกฎกติกา/ข้อตกลง ร่วมกันในการเข้าใช้ประโยชน์จากหนองจระเข้ที่เกิดจากการมีส่วนร่วมของชุมชน ร่วมคิด ร่วมท า ร่วมวางแผน ท าให้ชุมชนเหนนคุณค่า เกิดความรักและหวงแหนบัวหลวง และทรัพยากรที่มีในพื้นที่
ฎ 4. ศึกษาและพัฒนาช่องทางการจัดจ าหน่ายผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง การศึกษาและพัฒนาช่องทางการจัดจ าหน่ายผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง ทีมวิจัยได้อบรม CBMC ท าให้ชุมชนได้รับองค์ความรู้ในการค้นหาเสน่ห์สินค้าที่เป็นตัวเด่นของชุมชน มองกลุ่มลูกค้าได้ชัดเจนและ สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย สร้างความประทับใจให้กับลูกค้า ได้ซื้อซ้ าบอกต่อ น าสินค้าตัวรองของชุมชน มาร่วมจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายให้กับสินค้าตัวหลักของชุมชน หาแนวทางในการค้นหาภาคีเพื่อร่วมพัฒนา สินค้าชุมชน เกิดแผนธุรกิจชุมชน ร่วมกันคิดจนได้เสน่ห์สินค้า ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ จากธรรมชาติในท้องถิ่น กระบวนการผลิตที่สะอาดใส่ใจทุกขั้นตอน “รักสุขภาพ ต้องผลิตภัณฑ์บัวหลวงยกกระบัตร” และยังน าผลิตภัณฑ์ บัวหลวงรวมอยู่ในแพคเกนจการท่องเที่ยวโดยนักท่องเที่ยวจะได้ผลิตภัณฑ์บัวหลวงกลับไปเป็นของที่ระลึก อีกทั้ง น าเอาบัวหลวงมาท าเป็นกิจกรรม เส้นทางการท่องเที่ยวตามฤดูกาลเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ชมความงามของ ดอกบัวหลวง และเกนบบัวหลวงมาท าอาหารรับประทานเป็นอาหารพื้นถิ่น นอกจากนี้ยังได้มีช่องทางการจัด จ าหน่ายผลิตภัณฑ์ภายในชุมชน ได้แก่ ศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านชุมชนแม่ระวาน, ร้านค้าในชุมชน และ ภายนอกชุมชน ได้แก่ ร้านค้าสวัสดิการเขื่อนภูมิพล กาดเกาะลอย, ร้านค้าออนไลน์ เวนบแบ่งปั๋น shopee facebook : บัวหลวงชุมชน ต.ยกกระบัตร Line : @0826206775 ยังได้รวมรวมข้อมูลแบบสอบถาม (ระยะ หลังด าเนินการ) จากประชาชนในพื้นที่ จ านวน 69 คน แบ่งออกเป็น กลุ่มเป้าหมายหลัก คือ กลุ่มคนตกงาน จากสถานการณ์โควิด จ านวน 9 คน กลุ่มเกษตรที่ต้องการอาชีพเสริม 27 คน และกลุ่มเป้าหมายที่เป็น ประชาชนในพื้นที่รอบข้าง จ านวน 33 คน (ระยะหลังด าเนินการ) ในส่วนนี้จะน าเพียงข้อมูลส่วนที่ 9 ผลิตภัณฑ์ จากบัวหลวงมาวิเคราะห์ข้อมูล 2 ล าดับแรก ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 4 เพื่อศึกษาและพัฒนาช่อง ทางการจัดจ าหน่ายผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ เคยน าผลิตภัณฑ์บัวหลวงมาใช้ ประโยชน์ (ร้อยละ 94.20) และ ไม่เคย (ร้อยละ 5.80) น าผลิตภัณฑ์จากบัวหลวงมาใช้ประโยชน์คือ ไหลบัว (ร้อยละ 47.41) และ ฝักบัว (ร้อยละ 23.70) น าผลิตภัณฑ์จากบัวหลวงมาใช้ประโยชน์คือ บริโภค (ร้อยละ 91.30) และ ไม่ได้ใช้ประโยชน์ (ร้อยละ 7.25) มีรายได้ในการจ าหน่ายผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง คือ 0-1,000 บาท (ร้อยละ 100.00) เคยน าบัวหลวงมาแปรรูป (ร้อยละ 92.75) และ ไม่เคย (ร้อยละ 7.25) เคยท าผลิตภัณฑ์ จากบัวหลวงน ามาแปรรูป ในรูปแบบ อาหารคาว (ร้อยละ 81.58) และ อาหารหวาน (ร้อยละ 11.84) มีรายได้ จากการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง รายปี 0-1,000 บาท (ร้อยละ 100.00) ปัจจุบันยังท าผลิตภัณฑ์จากบัว หลวง (ร้อยละ 75.36) และ ไม่ท า (ร้อยละ 24.64) หยุดท าการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง เนื่องจากไม่มี เวลา (ร้อยละ 89.86) และ ไม่มีบัว ช่วงหน้าน้ า น้ าท่วมบัว (ร้อยละ 10.14) ไม่เคยมีส่วนร่วมหรือเข้ารับการ พัฒนาศักยภาพในงานวิจัยฯ (ร้อยละ 27.82) และร่วมศึกษาดูงาน รูปแบบการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง (ร้อยละ 18.05) ไม่เคยได้รับการพัฒนาตนเอง (ร้อยละ 26.04) และ ภาคีในการร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์(ร้อยละ 16.57) ไม่ได้รับประโยชน์จากการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากจากการสร้างมูลค่าเพิ่มของบัวหลวง เนื่องจากไม่ได้ เข้าร่วมกิจกรรม (ร้อยละ 51.16) และ ทางอ้อม : ขนส่ง จ้างงาน และ จ าหน่ายสินค้าและอาหารให้แก่ นักท่องเที่ยว (ร้อยละ 32.56)
ฏ ผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถาม ชุดที่ 3 แบบส ารวจตัวชี้วัดความเหลื่อมล้ า โครงการการ พัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่มจากบัวหลวงของชุมชนต าบลยกกระบัตร อ าเภอสามเงา จังหวัดตาก (ระยะหลังด าเนินการ) เปรียบเทียบรายได้ของผู้เข้าร่วมโครงการ และผู้ไม่เข้าร่วมโครงการ ผลการวิเคราะห์ พบว่า จ านวนกลุ่มตัวอย่างผู้ที่เข้าร่วมโครงการ มีสัดส่วนคนยากจนมากขึ้น ร้อยละ 22.22 และไม่เข้าร่วมโครงการ มีสัดส่วนคนยากจนมากขึ้น ร้อยละ 12.13 ทั้งนี้เนื่องจากสภาวการณ์ปัจจุบัน ด้านเศรษฐกิจของประเทศตกต่ า ภาวะค่าครองชีพสูง น้ ามันและปุ๋ยราคาสูง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นตาม ไปด้วย ด้านผลผลิตมีราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ าไม่ได้ราคาเท่าที่ควร ส่งผลให้กลุ่มตัวอย่างขยับเข้าสู่เส้น ความยากจน อีกทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ที่ผ่านกระบวนการคิดค้น ปรับปรุงจนได้ผลิตภัณฑ์ที่มีสูตรเป็น มาตรฐาน อยู่ในช่วง 2 เดือนท้ายของโครงการ รวมทั้งการขอรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชนจากส านักงาน พัฒนาชุมชน ต้องใช้ระยะเวลาในการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานตามล าดับการยื่นเสนอ ซึ่งขณะนี้อยู่ ระหว่างการรอตรวจสอบมาตรฐาน อีกทั้งผลิตภัณฑ์บัวหลวงยังเป็นนวัตกรรมของชุมชนและผู้บริโภค ต้องใช้ เวลาในการสร้างการรับรู้ และประชาสัมพันธ์ให้เป็นที่รับรู้ เชื่อมั่นที่จะบริโภคสินค้าของชุมชน จากการน า ผลิตภัณฑ์ชุมชนไปทดลองจ าหน่าย พบว่า ผู้บริโภคชื่นชอบ ชาหมักและชาบัวหมัก เป็นอย่างมาก โดยให้ เหตุผลว่ารสชาติหวานอมเปรี้ยว ท าให้สดชื่น และเหนนถึงประโยชน์ที่จะเป็นเติมจุลินทรีย์ชั้นดีเข้าไปในล าไส้ช่วย ในการขับถ่าย นอกจากนี้การด าเนินงานยังเป็นในรูปแบบกลุ่มมีการปันผลเป็นรายปี จึงท าให้ผู้เข้าร่วมโครงการ ไม่มีรายได้เพิ่มจากผลิตภัณฑ์บัวหลวงภายใต้โครงการฯ แต่สิ่งที่ชุมชนได้รับเปลี่ยนแปลงน าไปสู่การลดความ เหลื่อมล้ า เกิดความร่วมมือ ลดช่องว่างระหว่างชุมชน กระตุ้นศักยภาพด้านอื่นของชุมชน เช่น การเป็นนักเล่า เรื่องในกลุ่มเยาวชน เรียนรู้กระบวนการสืบค้นข้อมูลชุมชน และการบริหารจัดการกลุ่มวิสาหกิจ ข้อเสนอแนะ 1. ส่งมอบผลงานวิจัยให้กับองค์การบริหารส่วนต าบลยกกระบัตร เพื่อน าไปเป็นข้อมูลพื้นฐานในการ ก าหนดแผนและนโยบายในการแก้ไขปัญหาการจัดการทรัพยากร ความยากจนและลดความเลื่อมล้ าอย่าง ต่อเนื่องในพื้นที่ 2. การต่อยอดงานวิจัยไปสู่การขยายผลยังพื้นที่ใกล้เคียงให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม ร่วมกันทั้งระดับต าบลเพื่อน าไปสู่ความยั่งยืนรองรับต่อการเปลี่ยนแปลงในอนาคต 3. ส่งเสริมการน าส่วนต่างๆ ของบัวหลวง มาแปรรูปผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง เช่น ภาชนะจากใบบัว เมนดบัวอบแห้ง เพื่อให้เป็นสินค้าตัวรอง และชุมชนควรพัฒนาศักยภาพชุมชนในการเข้าถึงแหล่งทุนของภาครัฐ เพื่อเพิ่มโอกาสในการได้รับมาตรฐานผลิตภัณฑ์จากหน่วยงานต่างๆ 4. ชุมชนควรมีสถานที่การผลิตที่ได้มาตรฐานของส านักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อ สร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค และจะส่งผลให้มีโอกาสได้รับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชนจากอุตสาหกรรม จังหวัด ซึ่งจะมีโอกาสในการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่องจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 5. องค์การบริหารส่วนต าบลยกกระบัตร สนับสนุนแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน เช่น การบรรจุ แผนการสร้างโรงเรือนให้ได้มาตรฐาน การบรรจุแผนการพัฒนาส่งเสริมการท่องเที่ยวรอบหนองจระเข้
ฐ 6. สนับสนุนให้คนรุ่นใหม่เข้าร่วมกลุ่ม ร่วมเป็นผู้ดูแลเพจ Facebook สร้างความเคลื่อนไหวข่าวสารที่ เพจ Facebook รองรับผู้บริโภคที่สนใจผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพ และรองรับการท่องเที่ยวโดยชุมชนที่ปัจจุบันมี พฤติกรรมค้นหาข้อมูลจากสื่อสังคมออนไลน์ ที่เข้าถึงได้อย่างรวดเรนว 7. การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง ในรูปแบบชาหมัก หรือ Kombucha ที่เป็นนวัตกรรมส าหรับ ชุมชนและผู้บริโภค อีกทั้งในสร้างการรับรู้ และวางจ าหน่ายต้องใช้เวลาจึงจะสามารถสร้างรายได้ของชุมชนได้ ซึ่งในระยะ 12 เดือน ไม่สามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชนได้ ควรงานวิจัยเพิ่มอีก 1 ปี จะท าให้เหนนการ เปลี่ยนแปลงของรายได้ชุมชนจากโครงการได้ 3 บทคัดย่อภาษาไทย และบทคัดย่อภาษาอังกฤษ (Abstract) บทคัดย่อ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาบริบทพื้นที่ และการจัดการทรัพยากรบัวหลวงของ เครือข่ายชุมชนต าบลยกกระบัตร 2) ศึกษาความต้องการของตลาด และแนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มจาก บัวหลวง 3) พัฒนามาตรฐานของผลิตภัณฑ์ และการสร้างภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนามูลค่าเพิ่มจากบัวหลวง 4) ศึกษาและพัฒนาช่องทางการจัดจ าหน่ายผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง ใช้ระเบียบการวิจัยแบบผสม (Mixed Method) ทั้งในเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณอย่างมีส่วนร่วมมาประยุกต์ใช้เน้นกระบวนการมีส่วนร่วม กลุ่มผู้ให้ ข้อมูล ได้แก่ กลุ่มชุมชนที่เข้าร่วมโครงการ (กลุ่มคนตกงานจากสถานการณ์โควิด กลุ่มเกษตรที่ต้องการอาชีพ เสริม) กลุ่มชุมชนที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการ (ประชาชนในพื้นที่รอบข้าง) กลุ่มผู้ประกอบการท่องเที่ยว กลุ่ม นักท่องเที่ยว และร้านค้าในสถานที่ท่องเที่ยว จ านวน 119 คน โดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ใน งานวิจัยเป็นแบบสัมภาษณ์ และแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลแบบพรรณนาความ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ และการพรรณนาโวหาร ผลการวิจัย สรุปตามวัตถุประสงค์ได้ดังนี้ 1) การศึกษาบริบทพื้นที่ และการจัดการทรัพยากรบัวหลวง ของเครือข่ายชุมชนต าบลยกกระบัตร พบว่า พื้นที่ ต าบลยกระบัตรเป็นพื้นที่ราบกว้าง ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวล้านนา ประกอบอาชีพเกษตรกร และเลี้ยงสัตว์ จากการเกนบข้อมูล ด้านรายได้ พบว่า ส่วนใหญ่กลุ่มเป้าหมายมีรายได้อยู่ต่ ากว่าเส้นความยากจน ในพื้นที่มีบัว หลวงเกิดขึ้นเองตามหนองน้ าธรรมชาติ มีมากที่หนองจระเข้ ขนาด 800-1,200 ไร่คนในพื้นที่ส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้ ประโยชน์จาก บัวหลวงอย่างเตนมประสิทธิภาพ มีเพียง 10 ครอบครัว ที่เกนบไหลบัวและฝักบัวมาจ าหน่าย ตื้น เขิน เกิดเป็นขยะ สร้างปัญหาให้กับชุมชนรอบหนอง และชุมชนที่ใช้น้ า ส่วนในด้านช่องทางส่งเสริมการ ท่องเที่ยว ชุมชนสามารถน าบัวมาประกอบอาหารรับนักท่องเที่ยว เป็นกิจกรรม และเส้นทางการท่องเที่ยวตาม ฤดูกาล และท าการสื่อสารประชาสัมพันธ์ผ่าน สื่ออิเลนกทรอนิกส์ เช่น เวนบไซต์ สื่อสังคมออนไลน์ Facebook, Line, Instagram แผ่นพับ เป็นต้น 2) การศึกษาความต้องการของตลาด และแนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มจากบัว หลวง พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่นิยมบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ (ร้อยละ84.44) เหตุผลที่ชอบใช้สินค้าเพื่อ
ฑ สุขภาพ คือ ดูแล/รักษาสุขภาพตนเอง (ร้อยละ 44.74) ส่วนของบัวหลวงที่ชื่นชอบในการน ามาพัฒนาผลิตภัณฑ์ คือ กลีบดอกบัว (ร้อยละ 21.74) รูปแบบผลิตภัณฑ์จากดอกบัวที่ชื่นชอบ คือ การแปรรูป (ร้อยละ 21.49) คุณสมบัติ จากบัวหลวงที่จะตัดสินใจซื้อ คือ สรรพคุณ (ร้อยละ 19.05) ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ คือ ตนเอง (ร้อยละ 23.49) แหล่งข้อมูลที่ท าให้ทราบถึงผลิตภัณฑ์และสรรพคุณบัวหลวง คือ อินเตอร์เนนต (ร้อยละ 42.86) แนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่ม มี 2 รูปแบบ ดังนี้ 2.1) การน าดอกบัวหลวงมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชน แล้วจึง ขยายผลไปยังส่วนต่างๆ ของบัว 2.2) การน าบัวหลวงมาท าเป็นกิจกรรม เส้นทางการท่องเที่ยว ประกอบด้วย เส้นทางชมดอกบัวหลวง ในช่วงเดือน มิถุนายน-กันยายน กิจกรรมพายเรือชมความงามของดอกบัว เกนบดอกบัว ไหลบัว มาประกอบอาหารถิ่น เพื่อสร้างการเรียนรู้วิถีวัฒนธรรมชุมชนแก่ผู้มาเยือน 3) การพัฒนามาตรฐานของ ผลิตภัณฑ์ และการสร้างภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนามูลค่าเพิ่มจากบัวหลวง ทีมวิจัยได้ใช้กระบวนการการมีส่วน ร่วมของคนในชุมชนและภาคีเครือข่ายโดยแบ่งออกเป็น 3 ระยะดังนี้ระยะที่ 1 สร้างภาคีเครือข่ายร่วม ด าเนินการโครงการ ระยะที่ 2 สร้างภาคีเครือข่ายร่วมสร้างมูลค่าเพิ่มจากบัวหลวง ระยะที่ 3 หาแนวทางการ บริหารจัดการทรัพยากรร่วมกัน จนท าให้เกิดการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง จ านวน 3 รูปแบบ คือ 1) แบบชง 2) แบบชาหมัก และ 3) แบบเยลลี่ โดยใช้กระบวนการ ดังนี้ 3.1) การประชุมกลุ่มผู้น าในระดับอ าเภอเป็นการ สร้างการรับรู้วัตถุประสงค์ของการท างานวิจัย 3.2) พูดคุยเป็นรายบุคคล กลุ่มย่อย เพื่อหากลุ่มเป้าหมายร่วม ด าเนินการพัฒนาผลิตภัณฑ์ 3.3) ประสานความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายภายนอกที่เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วมใน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีมาตรฐาน 3.4) ประสานความร่วมมือทางการตลาดกับร้านค้าภายในและภายนอก ชุมชนในการวางจ าหน่ายผลิตภัณฑ์ 4) การศึกษาและพัฒนาช่องทางการจัดจ าหน่ายผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง มี ดังนี้ 4.1) ศึกษาความต้องการของตลาด 4.2) พัฒนาผลิตภัณฑ์ และศักยภาพชุมชน 4.3) การบริหารจัดการ และการบริหารงานร่วมกันของชุมชน 4.4) จัดท าแผนธุรกิจชุมชน (CBMC) และการตลาดออนไลน์ ออฟไลน์ Abstract This research aims to 1) Analyze the local environment and the Yok Krabat Subdistrict Community Network's Royale Lotus Flower Resource Management 2) Research market needs and potential solutions to make Royale Lotus Flower more valuable. 3) Create product standards and network partners to create value-added products from Royale Lotus Flower. 4) Research and create Royale Lotus Flower product distribution channels. Utilizing a participatory application and mixed research approach (Mixed Method), with a focus on participatory processes Community organizations taking part in the project make up the informant groups. Group of individuals who lost their jobs as a result of the COVID-19 issue,
ฒ agricultural groups in need of new careers, and community organizations that are not involved in the project (People in the surrounding area) group of tour guides, travelers, and merchants employing a certain technique in 119 tourist attractions Interviews and questionnaires were the research's primary data collection methods. The mean, percentage, and style description were the statistics employed in the data analysis. The following objectives can be used to summarize the research findings.1) Royale Lotus Flower Resource Management and Area Context Studies It was discovered from the community network in Yokkrabat sub-district that the region was a large plain area in the middle of the sub-district. Lanna people, who are employed in agriculture and animal husbandry, make up the majority of the population. The majority of the target groups had incomes that were below the poverty level, according to the income data collection. In local natural marshes, the lotus blooms on its own. There are numerous 1200 rai-sized crocodiles at Nong Crocodile. The majority of the locals don't fully benefit from the grilled lotus. Only 10 families do laundry and take showers as a side job. In his free time after becoming employed. In his spare time from being hired for a living The large amount of lotus flower resulted in waste water. smelly and shallow swamps resulting in garbage causing problems for communities around the swamp and communities that use water The state has to pay the budget to deal with such problems. As for the tourism promotion channel, the community brought lotus to cook for tourists. is an activity and seasonal tourism routes and make public relations communications through Electronic media such as websites, social media, Facebook, Line, Instagram, leaflets, etc. 2) A research of market demand Additionally, the Royale Lotus Flower value-added approach discovered that the majority of respondents preferred nutritious meals (84.44 percent). Like in product development, namely lotus petals (21.74%). Favorite lotus product form is processing (21.49%). Properties from lotus flowers to make a purchase decision are properties (19.05%). Factors influencing Product selection is self (23.49%), the source of information about lotus products and properties is the Internet (42.86%). There are 2 ways to create added value as follows: 2.1) Processing lotus flowers into community products and then expand the results to different parts of the lotus. 2.2) Bringing the lotus to make an activity Itineraries include the route to see the lotus flowers
ณ during the months of June-September. boating activities Admire the beauty of lotus flowers, collect lotus flowers, flow lotus and cook local food. to create learning about community culture for visitors; 3) development of product standards and the creation of network partners to develop added value from Bualuang . We proceeding the process into 3 steps are as follows 1 To create a network of partners to join the project 2. To create a network of partners to create add vaule from Bualang 3.To find the way to manage Bualang resources together. The details.as follows: 3.1) Leadership group meetings at district level to create awareness of research objectives 3.2) Individual discussions and subgroups to find target groups to jointly develop Products 3.3) Collaborate with related external network partners to take part in product development to meet standards 3.4) Coordinate marketing cooperation with stores inside and outside the community 4) Study and develop product distribution channels from Bualuang as follows: 4.1) Studying market demand 4.2) Developing products and community potential 4.3) Management and joint administration of the community. 4.4) Prepare a community business plan. (CBMC) and online and offline marketing.
ด สารบัญ เรื่อง หน้า กิตติกรรมประกาศ....................................................................................................................................... ก บทสรุปผู้บริหาร.......................................................................................................................................... ข บทคัดย่อ ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ....................................................................................................... ฐ สารบัญเรื่อง........................................................................................................................................... ...... ด สารบัญตาราง.................................................................................................................. ............................ ถ สารบัญภาพ.................................................................................................................... ............................. ท บทที่ 1 บทน า.......................................………………………………………………………………….………………… 1 1 หลักการ เหตุผลและความเป็นมา………………………………………………..……….…………… 1 2 ค าถามวิจัย................................................................................................................... 3 3 วัตถุประสงค์ของการวิจัย............................................................................................. 3 4 ขอบเขตของการวิจัย.................................................................................................... 3 5 งบประมาณที่ใช้ในงานวิจัย.......................................................................................... 4 6 นิยามศัพท์เฉพาะ......................................................................................................... 5 7 ผลที่คาดว่าจะได้รับ...................................................................................................... 5 8 กรอบปฏิบัติการในด าเนินการวิจัย............................................................................... 6 9 กรอบแนวคิดการวิจัย................................................................................................... 7 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง…………………………………………………………………..………………. 12 1 แนวคิดทฤษฏีเกี่ยวกับการมีส่วนร่วม............................................................................ 12 2 แนวคิดงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น..................................................…………..........……………… 17 3 แนวคิดด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์...............................................................................................…. 18 4 ความหมายของความคิดสร้างสรรค์.............................................................................. 20 5 แนวคิดเรื่องการสร้างมูลค่าเพิ่ม...............…………………………………………….……………… 21 6 แนวคิดเศรษฐกิจชุมชน..........................................................………………….…………….. 25 7 แนวคิดทฤษฏีเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้บริโภค.................................……….………………. 29 8 แนวคิดการท าการตลาดรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์………………………….…..…………. 31 9 องค์ความรู้ที่หลากหลายของบัวหลวง การใช้ประโยชน์จากบัวหลวง.......................…. 34 10 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง............………………………………………………………………….……………. 36 บทที่ 3 ระเบียบวิธีการด าเนินงานวิจัย................................................................................................ 39 1 ประเภทของงานวิจัย................................................................................................... 39 2 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง.......................................................................................... 45
ต สารบัญ (ต่อ) เรื่อง หน้า 3 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา............................................................................................ 46 4 การทดสอบเครื่องมือ.................................................................................................... 47 5 วิธีการเก็บข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูล..................................................................... 47 6 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล..................................................................................... 47 บทที่ 4 ผลการวิจัย................................................................................................................... ............ 48 ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 1......................................................................................... 48 ข้อสรุปผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 1............................................................................. 69 ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 2......................................................................................... 72 ข้อสรุปผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 2............................................................................. 80 ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 3......................................................................................... 81 ข้อสรุปผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 3............................................................................. 89 ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 4......................................................................................... 90 ข้อสรุปผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 4............................................................................. 98 บทที่ 5 อภิปรายและวิจารณ์ผล........................................................................................................... 102 อภิปรายผลการวิจัย............................................................................................................ ..... 102 วิจารณ์ผลการวิจัย.............................................................................................................. ..... 106 บทที่ 6 สรุปผลการวิจัยและข้อเสนอแนะ............................................................................................ 113 สรุปผลการวิจัย............................................................................................................... ......... 113 ข้อเสนอแนะ............................................................................................................................ 119 บรรณานุกรม................................................................................................................... ............................ 120 ภาคผนวก ……………………........................................................................................................................... 123 ภาคผนวก ก สรุปผลแบบสอบถาม......................................................................................... 124 ภาคผนวก ข ภาพการแผยแพร่.............................................................................................. 199 ภาคผนวก ค เอกสารที่เกี่ยวข้อง............................................................................................. 201 ภาคผนวก ง แผนธุรกิจชุมชน.................................................................................................. 226 แบบฟอร์มสรุปผลงานวิจัย/โครงการวิจัย 1 หน้า กระดาษ A4 (ส าหรับประชาสัมพันธ์)........ 227 แบบฟอร์มสรุปผลงานวิจัย/โครงการวิจัย 5 บรรทัด................................................................ 230 แบบฟอร์มประเมินผลการวิจัยในการน าไปใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมฯ........................... 235 ประวัติย่อของผู้วิจัย........................................................................................................ ......... 240
ถ สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า 1 ตารางแสดงจ านวนผู้เข้าร่วมโครงการ และผู้ไม่เข้าร่วมโครงการ จ าแนกตามกลุ่มรายได้ 86
ท สารบัญภาพ ภาพที่ หน้า 1 แผนที่ต าบลยกกระบัตร........................................................................................................... 48 2 เปิดตัวโครงการต่อ ว่าที่ร้อยเอกสมศักดิ์ ไชยมณี นายอ าเภอสามเงา...................................... 50 3 เปิดตัวโครงการในการประชุมในระดับอ าเภอ.......................................................................... 51 4 ร่วมประชุมสร้างความเข้าใจโครงการกับหน่วยงานท้องถิ่น และหาภาคีร่วมพัฒนา................ 51 5 ประชุมเปิดตัวโครงการในเวทีประชุมระดับหมู่บ้าน................................................................. 51 6 ประชุมทีมนักวิจัยออกแบบสอบถามที่ใช้ในการเก็บข้อมูล...................................................... 52 7 ทีมวิจัยส ารวจเก็บข้อมูลบริบท และรายได้ของชุมชน............................................................. 59 8 เวทีประชุมศึกษาปัญหาที่เกิดจากบัวหลวง และแนวทางการแก้ไขปัญหาฯ............................ 60 9 หนองจระเข้ หนองจะหลอด และหนองปู่เฮียน....................................................................... 61 10 การสูบน าจากหนองมาใช้ประโยขน์ทางการเกษตร................................................................. 61 11 การใช้ประโยชน์จากหนองน าในการเลี ยงสัตว์ และการเกษตร................................................ 62 12 ผลิตภัณฑ์แปรรูปบัวหลวงที่ชุมชนเคยผลิต.............................................................................. 63 13 แกงส้มไหลบัว.......................................................................................................................... 64 14 รากบัวเชื่อม............................................................................................................................. 65 15 ก้านบัวจุดสูบคล้ายบุหรี่........................................................................................................... 65 16 ไส้ยาเส้น (มวนยาสูบ) จากกลีบบัว.......................................................................................... 66 17 มวนยาสูบจากกลีบบัว............................................................................................................. 66 18 ผลิตภัณฑ์ชาบัวที่ชุมชนเคยผลิต............................................................................................. 67 19 โปสเตอร์ท่องเที่ยว.................................................................................................................. 68 20 แสดงผลการวิเคราะห์รายได้.................................................................................................... 71 21 การศึกษาดูงาน ผลิตภัณฑ์ชุมชน กลุ่มวิสาหกิจชาบัว กว๊านพะเยา......................................... 76 22 ร่วมฝึกการท ายาสีฟันและผงพอกหน้า จากถ่านชาโคล........................................................... 76 23 ศึกษาดูงาน รับฟังเรื่องเล่าประวัติศาสตร์ สถานที่จัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน......................... 76 24 จัดท าแผนที่ท่องเที่ยว กิจกรรมเส้นทางโดยน าบัวอยู่บนเส้นทางท่องเที่ยวในพื นที่................. 78 25 เส้นทางการท่องเที่ยว เชื่อมโยงถิ่นดอกบัวหลวง.................................................................... 78 26 ระดมความคิดเห็น องค์ความรู้ของชุมชนในการน าบัวมาใช้ประโยชน์.................................... 79 27 ประชุมคืนข้อมูลชุมชน และหาแนวทางการท างานร่วมกัน..................................................... 79 28 ดร. อเนก หาลี ให้องค์ความรู้การท าชาบัวหมัก บัวหมัก......................................................... 82 29 ร่วมฝึกการอบรมแปรรูปผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง...................................................................... 82 30 เยลลี่บัวหลวง.......................................................................................................................... 83
ธ สารบัญภาพ (ต่อ) ภาพที่ หน้า 31 ชาบัวหมัก.................................. .......................................................................................... ... 83 32 สีของชาบัวหมัก (สีน าตาลอ่อน) และบัวหมัก (สีชมพูอ่อน) .................................................... 83 33 ฉลากผลิตภัณฑ์ออกแบบโดย อาจารย์ธัญญาภักดิ์ ธิเดช........................................................ 84 34 ฉลากผลิตภัณฑ์ส าหรับติดแท๊กซองชาบัวแบบชง................................................................... 85 35 ลักษณะบรรจุภัณฑ์ที่น าออกสู่ตลาด........................................................................................ 85 36 เปิดเวทีสนทนาท าข้อตกลง โดยนายวรเศรษฐ์ ทิอุด (ก านันต าบลยกกระบัตร)...................... 88 37 ระดมความคิดเห็นจากกลุ่มผู้ใช้ประโยชน์จากบัวหลวง........................................................... 88
บทที่ 1 บทน ำ 1. หลักกำร เหตุผลและควำมเป็นมำ ต ำบลยกกระบัตรมีพื้นที่ติดกับดอยไม้แดง ดอยเม่น และดอยขุนห้วยห้ำมีลักษณะพื้นที่เป็นที่รำบกว้ำง มีแม่น้ ำวังไหลผ่ำนและมีหนองธรรมชำติขนำดใหญ่ เช่น หนองจระเข้ หนองจะหลอดและหนองปู่เฮียน ประชำกรส่วนใหญ่ประกอบอำชีพเกษตรกรรมและเลี้ยงสัตว์ ในอดีตสภำพอำกำศอุดมสมบูรณ์ เกษตรกร ท ำกำรเพำะปลูกตลอดทั้งปีแต่ในสถำนกำรณ์ภัยแล้งน้ ำไม่เพียงพอกับกำรเกษตร เป็นเหตุให้เกษตรกร ท ำกำรเกษตร ได้เพียงช่วงฤดูกำลเดียว เกิดปัญหำรำยได้ไม่เพียงพอกับค่ำใช้จ่ำยในครัวเรือนประกอบกับ สถำนกำรณ์โควิด-19 กลุ่มผู้ใช้แรงงำนต่ำงถิ่นถูกพักงำน หยุดกำรจ้ำงงำนเกิดปัญหำคนว่ำงงำนเพิ่มขึ้นรำยได้ ต่อครัวเรือนตกเกณฑ์ จำกกำรส ำรวจข้อมูลเบื้องต้นคนในพื้นที่ต้องกำรมีอำชีพเสริม เพื่อเป็นกำรสร้ำงรำยได้ ต่อครัวเรือนให้เพียงพอกับรำยจ่ำยโดยเฉพำะในช่วงฤดูกำลที่ไม่สำมำรถท ำกำรเกษตรได้นั้น ประกอบกับ ในพื้นที่มีทรัพยำกรบัวหลวงจ ำนวนมำกในหนองจระเข้ที่มีขนำดใหญ่ถึง 800 - 1,200 ไร่ จำกบัวที่มีปริมำณ มำกก่อให้เกิดน้ ำเน่ำเสียส่งกลิ่นเหม็น ส่งผลกระทบต่อกำรใช้น้ ำอุปโภคบริโภค หน่วยงำนและชุมชนในพื้นที่ ต้องใช้งบประมำณในกำรแก้ไขปัญหำ จำกปัญหำดังกล่ำวจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องแก้ไขเพื่อให้คนในพื้นที่มี รำยได้เสริมหลังกำรเก็บเกี่ยว ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐำนรำกให้คนในพื้นที่ไม่ตกงำน และแก้ปัญหำเรื่องน้ ำ เน่ำเสีย โดยกำรน ำบัวหลวงมำใช้ประโยชน์อย่ำงคุ้มค่ำ จำกกำรศึกษำข้อมูลเบื้องต้น พบว่ำบัวหลวงมีประโยชน์ต่อสุขภำพบัวหลวงถูกน ำมำใช้ประโยชน์ตั้งแต่ อดีตเพรำะบัวเป็นสัญลักษณ์ที่อยู่คู่กับพุทธศำสนำมำยำวนำน เป็นสัญลักษณ์ของพุทธบูชำ จึงนิยมใช้ดอกบัวใน กำรไหว้พระ ท ำบุญ และบูชำสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และสิ่งที่เป็นมงคล อีกทั้งยังสำมำรถน ำมำใช้ปรุงเป็นอำหำรได้ทั้งคำว หวำน เช่น เหง้ำบัวผัดน้ ำมัน เหง้ำบัวอ่อนต้มหรือตุ๋นกระดูกหมูกับเครื่องยำจีน หรือน ำเหง้ำบัวมำต้มเป็นน้ ำ สมุนไพรไทยรำกบัวก็ได้ ไหลบัว สำมำรถน ำมำประกอบอำหำรได้ทั้งสดและแห้ง เช่น กำรน ำมำท ำแกงเลียง แกงส้ม ต้มกะทิ ผัดเผ็ดต่ำง ๆ สำยบัวน ำมำปรุงเป็นอำหำรหรือใช้แทนผักได้หลำยชนิด เช่น แกงส้มสำยบัวกับ ปลำทู แกงส้มสำยบัว ต้มกะทิปลำทู กลีบดอกบัวนิยมน ำไปท ำเมี่ยงดอกบัว ย ำดอกไม้ หรือท ำเมนูกลีบบัวชุบ แป้งทอด เม็ดบัวทั้งอ่อนและแก่สำมำรถน ำมำรับประทำนหรือใช้ท ำน้ ำ น้ ำอำร์ซี ข้ำวอบใบบัว เม็ดบัวต้มน้ ำตำล ทรำยแดงผสมในเต้ำฮวยหรือเต้ำทึง สังขยำเม็ดบัว เม็ดบัวเชื่อม สำคูเม็ดบัว ขนมหม้อแกงเม็ดบัว เป็นต้น ใบบัวหลวงน ำมำใช้ส ำหรับห่อข้ำว ห่ออำหำร ห่อขนม ซึ่งจะช่วยเพิ่มควำมหอมน่ำรับประทำนยิ่งขึ้น หรือใช้ใน งำนประดิษฐ์ต่ำง ๆ ส่วนใบอ่อนใช้รับประทำนเป็นผักสดแกล้มกับน้ ำพริก ใบบัวแก่เมื่อน ำมำตำกแห้ง ใช้เป็น ส่วนผสมของยำกันยุงได้เปลือกบัวน ำมำใช้เป็นวัสดุในกำรปลูกเห็ดชนิดหนึ่ง หรือที่เรียกว่ำ "เห็ดบัว"
2 ส่วนเปลือกเมล็ดและฝักแก่ใช้ท ำเป็นปุ๋ย นอกจำกนี้สำรสกัดจำกเกสรยังน ำมำใช้ท ำเป็นเครื่องส ำอำงที่เป็นตัว ช่วยชะลอกำรสร้ำงเม็ดสีผิว ท ำให้ผิวหนังเต่งตึงและอ่อนนุ่ม เช่น ครีมกันแดด ครีมบ ำรุงผิวทั้งกลำงวันกลำงคืน ได้อีกด้วยสรรพคุณทำงยำของบัวหลวงนั้นตำมต ำรำยำไทยระบุว่ำ รำกและเม็ดบัว มีรสหวำนเย็นและมัน เล็กน้อย ช่วยบ ำรุงก ำลัง ใช้เป็นยำชูก ำลัง หรือใช้ปรุงเป็นยำหอมบ ำรุงหัวใจ บรรเทำอำกำรหน้ำมืด วิงเวียน ท ำให้ชื่นใจเป็นยำสงบประสำท ขับเสมหะ เกสรบัวหลวง ใช้บ ำรุงหัวใจ ท ำให้ชุ่มชื่น บ ำรุงปอด บ ำรุงตับ บ ำรุง ก ำลังคุมธำตุ แก้ลม แก้ไข้ ตำมต ำรำยำจีน ใช้แก้ปัสสำวะบ่อย แก้น้ ำกำมเคลื่อน (ฝันเปียก) แก้ตกขำว ประจ ำเดือนมำมำกกว่ำปกติ เลือดก ำเดำไหล และแก้อำกำรท้องเสีย ดอก แก้อำกำรช้ ำใน ช่วยให้นอนหลับ ก้ำนใบ แก้ริดสีดวงจมูก แก้ลมพิษ ยำงจำกก้ำนใบ และก้ำนดอก แก้ท้องเดิน ใช้เป็นยำห้ำมเลือด ใบ ใช้ห้ำม เลือด ใบอ่อนกินได้ เป็นผัก โบรำณใช้ใบแก่เอำดินหุ้ม อบในกองไฟ บดให้ละเอียด ผสมพิมเสน แทรกยำหอม กินให้มีลมเบ่งในกำรคลอดลูก แก้อำกำรปวดศีรษะ เป็นไข้ ท้องร่วง ไอมีเสมหะปนเลือด เลือดก ำเดำไหล และ ประจ ำเดือนมำมำกผิดปกติเมล็ด ได้จำกฝักแก่ ใช้รับประทำนเป็นอำหำร แก้อำกำรท้องร่วงดีบัว (ดีบัว คือต้น อ่อนในเมล็ด) มีรสขมจัด ช่วยขยำยเส้นเลือดเลือดหัวใจ กรณีเส้นเลือดตีบเหง้ำ เป็นยำเย็น ใช้บ ำรุงก ำลัง แก้ร้อนในกระหำยน้ ำ แก้เสมหะ แก้พุพอง ฝักบัว ได้จำกฝักแก่ที่แกะเมล็ดและเอำก้ำนออก ใช้แก้ประจ ำเดือน มำมำกกว่ำปกติหรือตกเลือด แก้เป็นตะคริวที่ท้อง และห้ำมเลือด นอกจำกนี้กำรวิจัยเกี่ยวกับบัญชียำจำก สมุนไพร ยังปรำกฏกำรใช้เกสรบัวหลวง ร่วมกับสมุนไพรอื่น ๆ ใน “ต ำรับยำเขียวหอม” สรรพคุณ บรรเทำ อำกำรไข้ ร้อนในกระหำยน้ ำ แก้พิษหัด พิษสุกใส ส่วนในต ำรำยำจีน ใช้บัวหลวง แก้ปัสสำวะบ่อย ช่วยแก้ น้ ำกำมเคลื่อน (ฝันเปียก) ช่วยแก้ตกขำว แก้ประจ ำเดือนมำมำกกว่ำปกติ แก้เลือดก ำเดำไหล และแก้อำกำร ท้องเสีย วิทยำลัยชุมชนตำกและทีมนักวิจัยชุมชนได้ร่วมลงพื้นที่ส ำรวจข้อมูล น ำมำวิเครำะห์ข้อมูลกับตัวแทน ชุมชน ผู้น ำชุมชน หน่วยงำนทั้งภำครัฐ ภำคเอกชนในเบื้องต้น พบว่ำ บัวหลวงที่มีจ ำนวนมำกในหนองจระเข้ ชุมชนไม่ได้น ำมำใช้ประโยชน์ส่งผลให้น้ ำในหนองส่งกลิ่นเหม็น ก่อเกิดปัญหำแก่ชุมชน ประกอบกับสรรพคุณ ของบัวหลวงที่มีประโยชน์ต่อสุขภำพ ดังนั้นเพื่อเป็นกำรใช้ทรัพยำกรในพื้นที่ ลดต้นทุน และแก้ปัญหำในชุมชน จึงได้น ำดอกบัวหลวงมำสร้ำงเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภำพ สร้ำงอำชีพ สร้ำงรำยได้ลดรำยจ่ำยให้กับคนในพื้นที่ อีกทั้งได้เชื่อมโยงกับศูนย์เครือข่ำยปรำชญ์ชำวบ้ำนชุมชนแม่ระวำน เพื่อรับสินค้ำมำวำงจ ำหน่ำยและ ประชำสัมพันธ์ไปยังหน่วยงำนต่ำงๆ และซื้อสินค้ำที่ชุมชนผลิตขึ้น เป็นกำรกระตุ้นเศรษฐกิจฐำนรำก สร้ำง รำยได้กระจำยสู่ชุมชน ด้วยกำรน ำบัวหลวงมำแปรรูป เช่น ชำดอกบัว, สบู่ดอกบัว, สปำดอกบัว เป็นต้น รวมถึง กำรส่งเสริมด้ำนกำรตลำดเพื่อกำรด ำเนินกำรครบวงจรต่อเนื่องและยั่งยืน ตลอดจนกำรใช้กระบวนกำรงำนวิจัย
3 พัฒนำจนเกิดเป็นสินค้ำชุมชนที่ได้มำตรฐำนพัฒนำชุมชน (พช.) กระตุ้นหนุนเสริมให้เกิดเป็นธุรกิจชุมชนใน พื้นที่ต ำบลยกกระบัตรจึงเป็นที่มำของค ำถำมงำนวิจัยว่ำ “แนวทำงกำรสร้ำงมูลค่ำเพิ่มจำกบัวหลวงเพื่อพัฒนำ เศรษฐกิจฐำนรำกชุมชนต ำบลยกกระบัตร อ ำเภอสำมเงำ จังหวัดตำกควรเป็นอย่ำงไร ?” 2. ค ำถำมวิจัย แนวทำงกำรสร้ำงมูลค่ำเพิ่มจำกบัวหลวงเพื่อพัฒนำเศรษฐกิจฐำนรำกชุมชนต ำบลยกกระบัตร อ ำเภอสำมเงำ จังหวัดตำก ควรเป็นอย่ำงไร 3. วัตถุประสงค์ของกำรวิจัย 3.1 เพื่อศึกษำบริบทพื้นที่ และกำรจัดกำรทรัพยำกรบัวหลวง ของเครือข่ำยชุมชนต ำบลยกกระบัตร 1) ศึกษำบริบทพื้นที่ ปัญหำที่เกิดจำกบัวหลวง และแนวทำงกำรแก้ไขปัญหำ 2) ศึกษำกำรจัดกำรทรัพยำกรบัวหลวง กำรใช้ประโยชน์จำกบัวหลวงของชุมชน 3) ศึกษำช่องทำงกำรส่งเสริมกำรท่องเที่ยวโดยชุมชน 3.2 เพื่อศึกษำควำมต้องกำรของตลำด และแนวทำงกำรสร้ำงมูลค่ำเพิ่มจำกบัวหลวง 3.3 เพื่อพัฒนำมำตรฐำนของผลิตภัณฑ์และกำรสร้ำงภำคีเครือข่ำยร่วมพัฒนำมูลค่ำเพิ่มจำกบัวหลวง 3.4 เพื่อศึกษำและพัฒนำช่องทำงกำรจัดจ ำหน่ำยผลิตภัณฑ์จำกบัวหลวง 4. ขอบเขตของกำรวิจัย ขอบเขตด้ำนพื้นที่ กำรวิจัยครั้งนี้มุ่งศึกษำประชำกรในเขตต ำบลยกกระบัตร อ ำเภอสำมเงำ จังหวัดตำก จ ำนวน 12 หมู่บ้ำน จ ำนวน 2,571 ครัวเรือน รวมประชำกรทั้งสิ้น 8,065 คน แบ่งเป็นชำย 3,941 คน หญิง 4,124 คน บ้ำนคลองไม้แดง หมู่ที่ 1 มีจ ำนวนครัวเรือน 222 ครัวเรือน ประชำกรรวมทั้งสิ้น 716 คน แบ่งเป็น ชำย 358 คน หญิง 358 คน บ้ำนยกกระบัตร หมู่ที่ 2 มีจ ำนวนครัวเรือน 184 ครัวเรือน ประชำกรรวมทั้งสิ้น 573 คน แบ่งเป็น ชำย 291 คน หญิง 282 คน บ้ำนท่ำไผ่ หมู่ที่ 3 มีจ ำนวนครัวเรือน 340 ครัวเรือน ประชำกรรวมทั้งสิ้น 1,089 คน แบ่งเป็น ชำย 519 คน หญิง 570 คน บ้ำนสองแคว หมู่ที่ 4 มีจ ำนวนครัวเรือน 233 ครัวเรือน ประชำกรรวมทั้งสิ้น 720 คน แบ่งเป็น ชำย 321 คน หญิง 399 คน
4 บ้ำนแม่ระวำน หมู่ที่ 5 มีจ ำนวนครัวเรือน 183 ครัวเรือน ประชำกรรวมทั้งสิ้น 497 คน แบ่งเป็น ชำย 230 คน หญิง 267 คน บ้ำนหนองเชียงคำ หมู่ที่ 6 มีจ ำนวนครัวเรือน 354 ครัวเรือน ประชำกรรวมทั้งสิ้น 1,193 คน แบ่งเป็น ชำย 588 คน หญิง 605 คน บ้ำนแม่เชียงรำย หมู่ที่ 7 มีจ ำนวนครัวเรือน 162 ครัวเรือน ประชำกรรวมทั้งสิ้น 484 คน แบ่งเป็น ชำย 242 คน หญิง 242 คน บ้ำนใหม่สำมัคคีหมู่ที่ 8 มีจ ำนวนครัวเรือน 226 ครัวเรือน ประชำกรรวมทั้งสิ้น 594 คน แบ่งเป็น ชำย 296 คน หญิง 298 คน บ้ำนหนองแม่ล่ำง หมู่ที่ 9 มีจ ำนวนครัวเรือน 80 ครัวเรือน ประชำกรรวมทั้งสิ้น 251 คน แบ่งเป็น ชำย 126 คน หญิง 125 คน บ้ำนใหม่สำมัคคีเหนือ หมู่ที่ 10 มีจ ำนวนครัวเรือน 200ครัวเรือน ประชำกรรวมทั้งสิ้น 566 คน แบ่งเป็น ชำย 305 คน หญิง 261 คน บ้ำนหนองเชียงคำใต้หมู่ที่ 11 มีจ ำนวนครัวเรือน 226ครัวเรือน ประชำกรรวมทั้งสิ้น 783 คน แบ่งเป็น ชำย 375 คน หญิง 408 คน บ้ำนสองแควพัฒนำ หมู่ที่ 12 มีจ ำนวนครัวเรือน 161 ครัวเรือน ประชำกรรวมทั้งสิ้น 599 คน แบ่งเป็น ชำย 290 คน หญิง 309 คน ขอบเขตด้ำนเนื้อหำ มุ่งศึกษำปัญหำ ควำมต้องกำร และแนวทำงกำรแก้ไขในกำรจัดกำรทรัพยำกรบัวหลวงให้เกิดประโยชน์ ส่งผลต่อเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมของชุมชน รวมถึงศึกษำแนวทำงกำรสร้ำงมูลค่ำเพิ่มและยกระดับ ผลิตภัณฑ์จำกบัวหลวงให้ได้รับมำตรฐำน ช่องทำงกำรจ ำหน่ำยผลิตภัณฑ์ ตำมควำมต้องกำรของผู้บริโภค รวมทั้งกำรสร้ำงภำคีเครือข่ำยร่วมกันพัฒนำผลิตภัณฑ์จำกบัวหลวง ต ำบลยกกระบัตร อ ำเภอสำมเงำ จังหวัดตำก ควรเป็นอย่ำงไร ขอบเขตด้ำนเวลำ กำรวิจัยครั้งนี้จะใช้เวลำกำรศึกษำ 12เดือน ตั้งแต่29 มิถุนำยน 2564 ถึง 29 มิถุนำยน 2565 5. งบประมำณที่ใช้ในกำรวิจัย งบประมำณที่ใช้ในกำรด ำเนินโครงกำร = 340,000 บำท
5 6. นิยำมศัพท์เฉพำะ 6.1 กำรพัฒนำ หมำยถึง กระบวนกำรท ำงำนที่มีกำรวำงแผน และก่อให้เกิดกำรเปลี่ยนแปลง ควำมรู้ ทัศนคติและพฤติกรรมของคนในชุมชนต ำบลยกกระบัตร 6.2 เศรษฐกิจฐำนรำก หมำยถึง ระบบเศรษฐกิจชุมชนท้องถิ่นที่สำมำรถพึ่งตนเองได้อย่ำงยั่งยืน เป็นระบบ เศรษฐกิจที่เอื้อให้เกิดกำรพัฒนำด้ำนอื่นๆ ในพื้นที่ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม ผู้คน ชุมชน วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม ทรัพยำกรธรรมชำติ ของคนในชุมชนต ำบลยกกระบัตร 6.3 กำรสร้ำงมูลค่ำเพิ่มจำกบัวหลวง หมำยถึง กำรน ำบัวหลวงในพื้นที่ต ำบลยกกระบัตรมำแปรรูปเป็น ผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภำพ เพื่อให้เกิดควำมพึงพอใจต่อผู้บริโภค 7. ผลที่คำดว่ำจะได้รับ 7.1 เกิดควำมรู้ ทักษะแปรรูปผลิตภัณฑ์จำกบัวหลวงที่ได้รับมำตรฐำนที่จะน ำไปสู่กำรรับรอง มำตรฐำน 7.2 เกิดช่องทำงกำรตลำดในรูปแบบต่ำงๆ ทั้งภำยในและภำยนอกชุมชน ที่ผู้บริโภคสำมำรถเข้ำได้ ง่ำยขึ้น และเป็นทำงเลือกให้กับผู้บริโภค 7.3 เกิดภำคีเครือข่ำยควำมร่วมมือระหว่ำง กลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์จำกบัวหลวง แกนน ำชุมชน และ หน่วยงำนทั้งภำครัฐ และเอกชน
6 8. กรอบปฏิบัติกำรในกำรด ำเนินกำรวิจัย ขั้นตอนที่ 1 ประสำนเชื่อมโยงคนในพื้นที่เพื่อเสนอกำรใช้ กระบวนกำรวิจัยเพื่อท้องถิ่นเป็นเครื่องมือในกำรสร้ำง เครือข่ำยแหล่งท่องเที่ยวชุมชน ขั้นตอนที่ 2 จัดท ำแผนปฏิบัติกำรวิจัยศึกษำสืบค้นองค์ควำมรู้และ ศักยภำพทำงกำรท่องเที่ยวของแม่ระมำดในประเด็นต่ำงๆ ที่ จะใช้เป็นทุนในกำรพัฒนำเส้นทำง/กิจกรรมท่องเที่ยว ขั้นตอนที่ 3 ด ำเนินกำรออกแบบเส้นทำงท่องเที่ยวเพื่อเรียนรู้ นิเวศวัฒนธรรมของชุมชน ขั้นตอนที่ 4 (Development in Action) สร้ำงเส้นทำงท่องเที่ยวเพื่อสร้ำงกำรเรียนรู้มรดกวัฒนธรรม ชุมชนและหำประสิทธิภำพของเส้นทำงท่องเที่ยว ขั้นตอนที่ 5 ประเมินควำมพึงพอใจของนักเที่ยวที่มีต่อกำรบริหำรจัดกำร และให้บริกำร CBT ขั้นตอนที่ 6 เวทีสรุปผลกำรท ำงำน สรุปผลกำรวิจัยและจัดท ำรำยงำน กระบวนกำร งำนวิจัยเพื่อ ท้องถิ่น (Communit y-Based Research)
9. กรอบแนวคิดกำรวิจัย
7
2
2 8
3 ไม่เห็น คุณค่า เก็บดอกบัวขาย วิถีชุมชน - ปัญหาด้านการศึกษา (A1) ขาดองค์ความรู้ รัฐหนุนไม่ตรงจุด ไม่มีการรวมกลุ่มที่ยั่งยืน ขาดโอกาสสร้าง รายได้ เข้าไม่ถึงตลาด การศึกษาน้อย หาอาชีพนอกพื้นที่ ยากจน ไม่มี ทุนเรียนต่อ ปัญหา -ขาดการสร้างมูลค่าเพิ่มจากบัว ที่มีปริมาณมากในพื้นที่ ท าเกษ
3 วหลวง รายได้ตก เกณฑ์จปฐ - ปัญหาด้านอาชีพรายได้ (A2) ษตรอย่างเดียว ตกงานจากโควิด รายได้ลด หนี้สิ้นเพิ่ม รายได้ไม่เพียงพอ ต้องการ อาชีพเสริม หนองขนาดใหญ่ - ปัญหาการก าจัดบัว (A3) งบน้อย บัวท าให้น ้าเน่า มลพิษทางน ้า ใช้น ้าได้ไม่เต็มที่ เก็บน ้าได้น้อย หนองตื้น เขิน 9
4 ศึกษาบริบทพื้นที่ และการสร้างภาคี เครือข่ายร่วม พัฒนาการสร้าง มูลค่าเพิ่ม จากบัว หลวง ไม่เห็น คุณค่า เก็บดอกบัว ขาย วิถีชุมชน - ปัญหาด้านการศึกษา (A1) ขาดองค์ความรู้ รัฐหนุนไม่ตรงจุด ไม่มีการรวมกลุ่มที่ยั่งยืน ขาดโอกาสสร้าง รายได้ เข้าไม่ถึงตลาด การศึกษา น้อย หาอาชีพนอกพื้นที่ ยากจน ไม่มี ทุนเรียนต่อ ปัญหา -ขาดการสร้างมูลค่าเพิ่มจากบัว หลวงที่มีปริมาณมากในพื้นที่ รายได้ ท าเกษต ชุมชน (B1) หารูปแบบการ หลวงที่เหมาะส มาตรฐาน สังเคราะห์ข้อมูลงานวิจัยฯ ที่เน้น การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่การ พัฒนาอย่างยั่งยืนโดยการมีส่วน ร่วมของชุมชนสู่การถ่ายทอดความรู้ ให้กับประชาชนในชุมชนและชุมชน ใกล้เคียง ประชุมทีมวิจัย
4 ้ตกเกณฑ์จปฐ. - ปัญหาด้านอาชีพรายได้ (A2) ตรอย่างเดียว ตกงานจากโควิด รายได้ลด หนี้สิ้นเพิ่ม รายได้ไม่เพียงพอ ต้องการอาชีพเสริม หนองขนาดใหญ่ - ปัญหาการก าจัดบัว (A3) งบน้อย บัวท าให้น ้าเน่า มลพิษทางน ้า ใช้น ้าได้ไม่เต็มที่ เก็บน ้าได้น้อย หนองตื้นเขิน องค์ความรู้(B2) ภาคเครือข่าย (B3) B หาช่องทางการจัดจ าหน่ายการ แปรรูปผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง เพื่อสร้างอาชีพและรายได้ให้กับ ชุมชน ต าบลยกกระบัตร รแปรรูปจากบัว สมเพื่อน าไปสู่ พัฒนากลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์จาก บัวหลวง และผลิตภัณฑ์ให้ได้ มาตรฐาน 10
5 Outcome chain Actor B 1 ชุมชน Out put Actor B 2 กลุ่ม/ข่าย Outcome 1. ลดปัญหาน ้าเน่าเสียอันเนื่องมาจากขยะ 2. ลดค่าใช้จ่ายในการก าจัดขยะบัวหลวง 3. เกิดการรวมกลุ่มธุรกิจชุมชนการแปรรูปผ เป็นผลิตภัณฑ์ของชุมชน 4. เกิดความรู้ และทักษะในการน าบัวหลวง 5. เกิดรายได้เพิ่มขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม 6. เกิดตลาดและช่องทางการจ าหน่ายทั้งใน 1. ความรู้ ทักษะแปรรูปผลิตภัณฑ์จากบัวหลวงที่ได้รับมาตรฐานที่จะ น าไปสู่การรับรองมาตรฐาน 2. เกิดช่องทางการตลาดในรูปแบบต่างๆ ทั้งภายใน และภายนอก ชุมชน ที่ผู้บริโภคสามารถเข้าได้ง่ายขึ้น เป็นทางเลือก 3. เกิดภาคีเครือข่ายความร่วมมือระหว่าง กลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์จาก บัวหลวง แกนน าชุมชน และหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน
5 2 1 Actor B 2 กลุ่ม/ข่าย impact ะบัวหลวง ผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง เพื่อ งมาใช้ประโยชน์ นและนอกชุมชน 1. เกิดทางเลือกและทางรอดในการสร้างอาชีพและรายได้ให้กับ ประชาชน ในต าบลยกกระบัตร 2. สร้างความสามัคคีในชุมชนให้มีส่วนร่วมและมีวงสนทนาพูดคุย ได้ทางเลือกในการแก้ไขปัญหาแบบมีส่วนร่วม 3. เกิดกลุ่มชุมชนที่มีพลังคานงัดที่จะต่อรองกับบุคคลหรือ หน่วยงานภายนอกทั้งทางตรงและทางอ้อม 4.เกิดแหล่งท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้ที่เป็นต้นแบบในการแก้ปัญหาที่ เกิดจากการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนในชุมชน 11
บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การวิจัยเรื่อง “การพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่มจากบัวหลวงของชุมชน ต าบล ยกกระบัตร อ าเภอสามเงา จังหวัดตาก” ครั้งนี้ ทีมวิจัยได้ศึกษาแนวคิด เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อ เป็นพื้นฐานในการก าหนดกรอบแนวคิดที่ใช้ในการวิจัยซึ่งประกอบด้วยหัวข้อต่างๆ ดังต่อไปนี้ 1. แนวคิด ทฤษฏีเกี่ยวกับการมีส่วนร่วม 2. แนวคิดงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น 3. แนวคิดด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ 4. ความหมายของความคิดสร้างสรรค์ 5. แนวคิดเรื่องการสร้างมูลค่าเพิ่ม 6. แนวคิดเศรษฐกิจชุมชน 7. แนวคิด ทฤษฏีเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้บริโภค 8. แนวคิดการท าการตลาดรูปแบบออนไลน์ และออฟไลน์ 9. องค์ความรู้ที่หลากหลายของบัวหลวง/การใช้ประโยชน์จากบัวหลวง 10. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 1. แนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับการมีส่วนร่วม 1) ความหมายของการมีส่วนร่วม การมีส่วนร่วมของประชาชน (Participation) ถือได้ว่าเป็น ขั้นตอน และกระบวนการที่ส าคัญที่มีพลังส่งผลให้การด าเนินโครงการต่างๆ ของหน่วยงานภาครัฐประสบ ผลส าเร็จอย่างเป็นรูปธรรมและได้รับการยอมรับจากประชาชน รวมถึงประชาชนมีความส านึกร่วมในการเป็น เจ้าของโครงการด้วย ซึ่งกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนที่เข้ามา ร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ แก้ไขปัญหา ร่วมกันพัฒนานั้น ได้มีนักวิชาการ ได้ให้นิยามความหมายของการมีส่วนร่วมเป็นจ านวนมาก ดังนี้ ถวิลวดีบุรีกุล ได้กล่าวว่าการมีส่วนร่วมของประชาชน คือ กระบวนการซึ่งประชาชนผู้มีส่วนได้ ส่วนเสียได้มีโอกาสแสดงทัศนะ และเข้าร่วมในกิจกรรมต่างๆ ที่มีผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน รวมถึง การน าความคิดเห็นไปประกอบการพิจารณาก าหนดนโยบายและตัดสินใจของ ภาครัฐ การมีส่วนร่วมของ ประชาชน เป็นการสื่อสารสองทาง คืออย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ ซึ่งประกอบด้วย การแบ่งสรร ข้อมูลร่วมกันระหว่างผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียและเป็นการเสริมสร้างความ สามัคคีในสังคม ทั้งนี้เพราะการมี ส่วนร่วมของประชาชน
13 เป็นการเพิ่มคุณภาพของการตัดสินใจ การลดค่าใช้จ่ายและการสูญเสียเวลา เป็นการสร้างฉันทา มติและท าให้ง่ายต่อการน าไปปฏิบัติอีกทั้งหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าใน กรณีที่ร้ายแรงที่สุด ช่วยให้เกิดความ น่าเชื่อถือและความชอบธรรม และช่วยให้ทราบความห่วงกังวลของประชาชนและค่านิยมของสาธารณชน รวมทั้งเป็นการพัฒนาความเชี่ยวชาญและความคิดสร้างสรรค์ของสาธารณชน ส านักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ 2 ได้ให้ความหมายของการมีส่วนร่วมของ ประชาชน ดังนี้ 1. กระบวนการซึ่งประชาชน หรือผู้ที่มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้องมีโอกาสเข้าร่วมในกระบวนการหรือ ขั้นตอนต่างๆ ของการบริหาร ตั้งแต่การรับรู้ข้อมูลการปฏิบัติงาน การร่วมแสดง ทัศนะแสดงความคิดเห็น การร่วมเสนอปัญหาและความต้องการของชุมชนและท้องถิ่น การร่วมคิด แนวทางแก้ไขปัญหา การร่วม ในกระบวนการตัดสินใจ การร่วมในการด าเนินการ และการร่วมติดตาม ประเมินผล รวมทั้งการร่วมรับ ผลประโยชน์จาการพัฒนา 2. กระบวนการสานสัมพันธ์ระหว่างภาครัฐและภาคประชาชน เพื่อสร้างความความ เข้าใจร่วม และเพื่อให้การพัฒนานโยบายและบริการสาธารณะเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน และสนองความ ต้องการของประชาชนมากขึ้นโดยเน้นที่ กระบวนการที่เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในการ ตัดสินใจของรัฐ กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นวิธีการที่ ภาครัฐ ภาค ประชาสังคม และผู้ที่เกี่ยวข้อง มีโอกาสเรียนรู้ท าความเข้าใจประเด็นนโยบายสาธารณะร่วมกัน ปรึกษาหารือร่วมกันเพื่อแสวงหาทางเลือกที่ดี ที่สุด ทุกฝ่ายยอมรับมากที่สุด และมีผลกระทบเชิงลบ น้อยที่สุด 3. กระบวนการที่ประชาชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วนเข้าร่วมในการหาวิธีแก้ไข ปัญหาที่ ยุ่งยากซับซ้อน ร่วมกันหาทางออกส าหรับการแก้ปัญหาต่างๆ ในทางสันติเป็นที่ยอมรับหรือ เป็นฉันทามติของ ประชาสังคม และมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจ โดยน าความเห็นและข้อเสนอแนะของประชาชนและผู้ที่ เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนมาเป็นองค์ประกอบส าคัญในการตัดสินใจ และก าหนดแนวทางหรือนโยบายสาธารณะที่ ภาครัฐจะด าเนินการ อรทัย ก๊กผล กล่าวว่า ความหมายของการมีส่วนร่วมของประชาชนเปลี่ยนแปลงไป ตามบริบท ทางสังคมและการเมือง ในอดีตการมีส่วนร่วมของประชาชนมักหมายถึงการมีส่วนร่วมทางการเมือง แต่ปัจจุบัน สังคมให้ความส าคัญกับประชาธิปไตยทางตรง ส่งผลให้ความหมายของการมีส่วนร่วมของประชาชนมีขอบเขต กว้างขึ้น การมีส่วนร่วมของประชาชน (Public Participation) หมายถึง การที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เปิดให้ประชาชนเข้าไปร่วมในการก าหนดกฎเกณฑ์นโยบาย กระบวนการบริหารและตัดสินใจของท้องถิ่นเพื่อ
14 ผลประโยชน์ของประชาชนโดยส่วนรวมอย่างแท้จริง ทั้งนี้ต้องอยู่บนพื้นฐานของการที่ประชาชนจะต้องมีอิสระ ทางความคิด โดยหลักการการมีส่วนร่วมของประชาชนจะต้องมีลักษณะการเข้าร่วมอย่างครบวงจรตั้งแต่ ต้นจนถึงสิ้นสุด ไม่ใช่เป็นการจัดเวทีการมีส่วนร่วมครั้งเดียว ซึ่งมีขั้นตอน ดังต่อไปนี้ (1) การเกิดจิตส านึกในตนเองและถือเป็นภาระหน้าที่ของตนในฐานะที่เป็นส่วน หนึ่งของสังคม หรือชุมชนที่ตนอยู่ (2) ร่วมกันคิดเรื่องสาเหตุปัญหาของชุมชน และล าดับความส าคัญของปัญหา ก าหนดเป้าหมาย และควรล าดับความส าคัญกับปัญหาก่อนหลัง (3) ร่วมมือวางแผนการด าเนินงานในการจัดกิจกรรมหรือโครงการต่างๆ และแบ่ง งานกันท า ในเรื่องก าหนดงบประมาณ การจัดหางบประมาณ และมอบหมายให้มีผู้ดูแลรักษา (4) ให้ประชาชนเข้าร่วมด าเนินกิจกรรมด้วยความเต็มใจ ด้วยความรู้ความสามารถ ของตนเอง (5) ร่วมติดตามและประเมินผล ในการตรวจสอบปัญหาอุปสรรคและร่วมกันในการ หาทางแก้ไข ปัญหา ตลอดเวลาที่ท างานร่วมกันกับประชาชน เพื่อให้งานหรือภารกิจสามารถส าเร็จ ลุล่วงตามเป้าหมาย (6) ร่วมรับผลประโยชน์ประชาชนที่เข้ามามีส่วนร่วมกิจกรรมของชุมชนแล้วย่อมที่จะได้รับ (7) เริ่มตั้งแต่การมีจิตส านึกในตนเองและถือเป็นภาระหน้าที่ของตนในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของ สังคมหรือชุมชนที่ตนอยู่ (8) ร่วมกันคิดถึงสาเหตุของปัญหาชุมชน ว่ามีสาเหตุเกิดจากอะไร และล าดับ ความส าคัญของ ปัญหา พร้อมก าหนดเป้าหมาย และด าเนินการแก้ไขกับปัญหาก่อน-หลัง (9) ร่วมวางแผนในการด าเนินกิจกรรม การแบ่งงานกันท า ก าหนดงบประมาณ จะจัดหาแหล่ง งบประมาณ และมอบหมายผู้ดูแลรักษา (10) ประชาชนจะต้องเข้าร่วมด าเนินกิจกรรมด้วยความเต็มใจ ด้วยก าลังความรู้ความสามารถ ของประชาชนเอง (11) ร่วมติดตามประเมินผล ในการตรวจสอบถึงปัญหาอุปสรรคและร่วมกันในการ หาแนวทาง แก้ไขปัญหาตลอดเวลาที่ท างานร่วมกันประชาชน เพื่อให้งานหรือภารกิจสามารถส าเร็จ ลุล่วงตามเป้าหมาย (12) ประชาชนที่ เข้ามามีส่วนร่วมกิจกรรมของชุมชนสมควรที่จะได้รับผลประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งอาจไม่จ าเป็นจะต้องอยู่ในรูปของเงิน วัตถุสิ่งของ แต่อาจเป็นความสบายใจ ความพึงพอใจ ในสภาพของ ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นก็ได้
15 การให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการท างานนั้น จ าเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องค านึงถึง เงื่อนไขหรือ หลักการส าคัญ 3 ประการ คือการมีส่วนร่วมต้องเกิดจากความเต็มใจและความตั้งใจที่ จะเข้าร่วมเพราะจะท า ให้เกิดความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนในการแก้ไขปัญหาตัดสินใจในเรื่องนั้นๆ กระบวนการมีส่วนร่วมนั้นต้อง อยู่บนพื้นฐานของความเสมอภาค และขีดความสามารถของแต่ละบุคคลที่จะเข้ามามีส่วนร่วม การมีส่วนร่วม ต้องอยู่บนพื้นฐานของเสรีภาพ อิสรภาพที่จะตัดสินใจว่าจะเลือกหรือจัดให้มีการมีส่วนร่วมหรือไม่ ข้อส าคัญคือ การมีส่วนร่วมนั้นต้องไม่เกิดจากการบังคับ หรือขู่เข็ญจากผู้ที่เหนือกว่าเมื่อพิจารณาจากความหมายที่องค์การ ระหว่างประเทศ บุคคลผู้มีบทบาททางด้านการพัฒนาสังคมทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งนักวิชาการทั้งในและ ต่างประเทศที่ได้กล่าวถึงลักษณะของการมีส่วนร่วมหรือได้ให้ความหมายหรือได้ให้นิยามค าว่าการมีส่วนร่วมไว้ หลากหลาย ข้างต้นแล้วเห็นว่าการมีส่วนร่วมของประชาชนในกิจกรรมต่างๆ ของชุมชนนั้นขั้นแรกจะต้อง เกิดขึ้นจากจิตส านึกของประชาชนในชุมชนที่จะร่วมมือร่วมใจกันอย่างเต็มใจเต็มก าลังตามความรู้ ความสามารถของตนเองในการเข้าแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นแก่ชุมชน โดยร่วมกันวางแผน จัดรูปแบบ วางเป้าหมาย รวมถึงการจัดหางบประมาณในการแก้ไขปัญหาของชุมชนตนเองตลอดจนร่วมรับ ผลประโยชน์ที่ได้เข้าไปมี ส่วนร่วมกิจกรรมของชุมชน 2) รูปแบบของการมีส่วนร่วมของประชาชน นักวิชาการและผู้ที่เคยท าการศึกษาวิจัยเรื่องการ มีส่วนร่วมได้กล่าวถึงรูปแบบของการมีส่วนร่วมของประชาชน ดังนี้ องค์การสหประชาชาติได้รวบรวมรูปแบบของการมีส่วนร่วมไว้ดังนี้ (1) การมีส่วนร่วมแบบเป็นไปเอง เป็นไปโดยการอาสาสมัครหรือการรวมตัวกันขึ้นเองเพื่อแก้ไข ปัญหาในกลุ่มของตนเองโดยไม่ต้องการความช่วยเหลือจากภายนอก โดยมีรูปแบบที่เป็นเป้าหมาย (2) การมีส่วนร่วมแบบชักน า เป็นการเข้าร่วมโดยต้องการความเห็นชอบหรือการสนับสนุนจาก รัฐบาล ซึ่งเป็นรูปแบบโดยทั่วไปในประเทศที่ก าลังพัฒนา (3) การมีส่วนร่วมแบบบังคับ ซึ่งเป็นผู้มีส่วนร่วมภายใต้การด าเนินนโยบายของรัฐบาลภายใต้ การด าเนินงานโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือการบังคับโดยตรง รูปแบบนี้เป็นรูปแบบที่ผู้ด าเนินการได้รับผลทันที แต่ไม่ได้รับผลระยะยาวและมีผลเสีย คือ ไม่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชน ถวิลวดีบุรีกุล ได้สรุปรูปแบบการมีส่วนร่วมของประชาชนไว้ 3 ด้าน ดังนี้ (1) ต้องมีวัตถุประสงค์หรือจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน การให้ประชาชนเข้าร่วมในกิจกรรมหนึ่งๆ จะต้องมีวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่ชัดเจนว่าเป็นไปเพื่ออะไร ผู้เข้าร่วมจะได้ตัดสินใจถูกว่าควรเข้าร่วม หรือไม่
16 (2) ต้องมีกิจกรรมเป้าหมาย การให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมต้องระบุลักษณะของ กิจกรรมว่า มีรูปแบบและลักษณะอย่างไร เพื่อที่ประชาชนจะได้ตัดสินใจว่าควรจะเข้าร่วมหรือไม่ (3) ต้องมีบุคคลหรือกลุ่มเป้าหมายการให้ประชาชนเข้ามีส่วนร่วมจะต้องระบุ กลุ่มเป้าหมาย อย่างไรก็ตามโดยทั่วไปกลุ่มบุคคลเป้าหมายมักถูกจ ากัดโดยกิจกรรม และวัตถุประสงค์ของการมีส่วนร่วมอยู่ แล้วโดยพื้นฐาน เมื่อพิจารณาจากความเห็นที่ องค์การระหว่างประเทศนักวิชาการและผู้ที่ท าวิจัยได้กล่าวถึง รูปแบบของการมีส่วนร่วมข้างต้นแล้วเห็นว่าการมีส่วนร่วมของประชาชนนั้นแบ่งออกเป็น (1) การที่ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมโดยความสมัครใจและร่วมเข้าไปแก้ปัญหาด้วย ตัวเอง (2) การเข้าไปมีส่วนร่วมโดยมีบุคคลอื่นมาชักจูงและบังคับแล้วจึงจะเข้าไปมีส่วนร่วม ไม่ว่าจะ เป็นการเข้าไปมีส่วนร่วมโดยตรงหรือผ่านองค์กรผู้แทนหรือกรรมการกลุ่มหรือชุมชน 3) เงื่อนไขของการมีส่วนร่วม การที่ประชาชนจะเข้าไปมีบทบาทหรือมีส่วนร่วมหรือไม่เข้าร่วมนั้น มีเงื่อนไขหลาย ประการที่มีผลต่อการตัดสินใจเข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งอาจเป็นไปด้วยความสมัครใจ หรือถูกบังคับ หรือ ผลักดันให้เข้าไปมีส่วนร่วม ดังนั้น เงื่อนไขในการเข้ามามีส่วนร่วมของประชาชนจึงมีอยู่หลายประการ องค์การสหประชาชาติ เสนอเงื่อนไขเบื้องต้นของการมีส่วนร่วมไว้ 5 ประการ คือ 1) รัฐบาล จะต้องมีการยอมรับในแนวคิดการมีส่วนร่วมของประชาชนก่อนในเบื้องต้น และได้บรรจุหลักการนี้ไว้ในแผน หรือนโยบายในระดับต่างๆ 2) ประชาชนต้องมีพื้นฐานองค์กรประชาชนที่สามารถเป็นตัวแทนในการเจรจา ต่อรองกับกลุ่มผลประโยชน์และบุคคลอื่นๆได้ 3) ประชาชนต้องมีอิสระในความคิดริเริ่มและในการตัดสินใจใน ระดับท้องถิ่นเพื่อก าหนดกิจกรรมของตนเอง 4) ชุมชนต้องมีการไหลเวียนของข่าวสารและความรู้ใหม่ๆ โดยเฉพาะหลักการและปรัชญาของการพัฒนา เทคนิค วิธีการ ในการจัดสรรทรัพยากรและความรู้ทางการ บริหาร และ5) ชุมชนจะต้องได้รับการสนับสนุนทางด้าน สิ่งของและความคิด เทคนิคที่จ าเป็นโดยเฉพาะใน ระยะแรก ถวิลวดีบุรีกุล กล่าวว่าเงื่อนไขขั้นพื้นฐานของประชาชนในการเข้าไปมีส่วนร่วมในการ พัฒนามี 3 ประการ คือ 1) ต้องมีอิสรภาพ หมายถึง มีอิสระที่จะเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมก็ได้การเข้า ร่วมต้องเป็นไปโดย ความสมัครใจ การถูกบังคับให้ร่วมไม่ว่าจะในรูปแบบใด ไม่ถือว่าเป็นการมีส่วนร่วม 2) ต้องมีความเสมอภาค ประชาชนเข้าร่วมในกิจกรรมใดจะต้องมีสิทธิเท่าเทียมกับผู้เข้าร่วมคนอื่นๆ 3) ต้องมีความสามารถ ประชาชน หรือกลุ่มเป้าหมายจะต้องมีความสามารถพอที่จะเข้าร่วมในกิจกรรมนั้น แม้กิจกรรมบางอย่างจะมีการก าหนด
17 ผู้เข้าร่วมที่มีเสรีภาพและความเสมอภาค แต่กิจกรรมที่ก าหนดไว้มีความซับซ้อนเกินความสามารถของ กลุ่มเป้าหมายการมีส่วนร่วมย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ สรุปได้ว่า การมีส่วนร่วมของประชาชน เป็นกระบวนการที่ประชาชนเข้ามา ร่วมคิด ร่วม ตัดสินใจ แก้ไขปัญหา ร่วมกันพัฒนา ซึ่งเป็นกระบวนการส าคัญที่มีพลังส่งผลให้การด าเนินโครงการต่างๆ ของ หน่วยงานภาครัฐประสบผลส าเร็จย่างเป็นรูปธรรมและได้รับการยอมรับจากประชาชน รวมถึงประชาชนมีความ ส านึกร่วมในการเป็นเจ้าของโครงการ 2. แนวคิดงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น (Community-Based Research) ช่วง พ.ศ.2541-2551 สังคมไทยเริ่มคุ้นเคยกับสายพันธุ์ใหม่ของงานวิจัยรุ่นล่าสุดคือ “งานวิจัย เพื่อท้องถิ่น” ซึ่งประเด็นหัวข้องานวิจัยที่ CBR สนใจนั้นจะครอบคลุม 9 ประเด็น คือ การท่องเที่ยว เกษตร สุขภาพ ศิลปวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เศรษฐกิจชุมชน การบริหารจัดการท้องถิ่น เด็ก/เยาวชน การศึกษาชุมชน และชุมชนกับการจัดการทรัพยากร โดยที่ทั้ง 9 ประเด็นนี้เป็นปัญหาพื้นฐานของท้องถิ่น ผู้ที่เข้ามาเกี่ยวข้องเป็นนักวิจัย คือ “ชาวบ้านและบุคคลทั่วไป” ที่ยังมิได้มีความเข้าใจงานวิจัยอย่างถ่องแท้ แต่สามารถเข้ามาร่วมวงไพบูลย์เป็นนักวิจัยได้ ซึ่งโดยปกติบุคคลเหล่านี้เป็นเพียง “กลุ่มตัวอย่าง”เท่านั้น แต่ใน การนี้งานวิจัยได้มีการสร้างกลไกลขึ้นมาเพื่อเป็นตัวช่วยเสริม คือ การมีพี่เลี้ยงเป็นตัวหนุนเสริมความเข้าใจให้ นักวิจัย(ชาวบ้าน) ระหว่างทางของการวิจัย10 ปี ที่ผ่านมา งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่า เป็นงานวิจัย ที่กินได้ เป็นงานวิจัยที่แก้ปัญหากุ้งหอยปูปลาที่หายหน้าไปจากท้องทะเลได้ เป็นงานวิจัยที่แก้ปัญหาหนี้สินของ นักวิจัยชาวบ้านได้อย่างแท้จริงเป็นงานวิจัยที่พัฒนาให้ชาวบ้านได้จัดการท่องเที่ยวได้ งานวิจัยเหล่านี้จึงเรียกได้ว่า เป็นงานวิจัย ที่มีพลังในการเปลี่ยนแปลงชีวิต นิสัย เปลี่ยนกลุ่ม เป็นชุมชนและความสัมพันธ์ของชุมชน แนวคิดกระบวนการงานวิจัยเพื่อชาวบ้าน (Community-Based Research) มุ่งให้คนในชุมชน ร่วมกระบวนการ การคิด ตั้งค าถาม วางแผนและท าวิจัยเพื่อหาค าตอบอย่างเป็นระบบได้เรียนรู้การท างานวิจัย เพื่อท้องถิ่นผ่านการปฏิบัติจริงอย่างมีส่วนร่วม (Participatory Action Research) เพื่อแก้ปัญหาของตัวเอง เป็นกระบวนการท างานอย่างเป็นเหตุเป็นผล โดยใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจผลที่คาดหวังจากการวิจัย ไม่เน้นการค้นพบองค์ความรู้ใหม่ หากแต่เน้นกระบวนการสร้างเครื่องมือวิจัยให้เป็นเครื่องมือเพื่อเพิ่มพลัง (Empower) หรือเสริมสร้างความเข้มแข็งของคนและชุมชนให้สามารถสร้างกลไกในการแก้ปัญหาของชุมชน ทั้งในปัจจุบันและพร้อมรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้นในอนาคต สามารถรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของชุมชนได้อย่าง เหมาะสม โดยมีพี่เลี้ยงเป็นผู้หนุนเสริม
18 สรุปได้ว่า กระบวนการงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นเป็นเครื่องมือที่ทีมนักวิจัยชุมชนต าบลยกกระบัตร น ามาใช้ในการสร้างการเปลี่ยนแปลงของคนในชุมชนให้มาร่วมคิด ร่วมท า ร่วมหาทางออกของปัญหาต่าง ๆ ด้วยการพูดคุย ผ่านกระบวนการคิดอย่างเป็นระบบโดยใช้กระบวนการสร้างการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน เพื่อให้เกิดพลังการเปลี่ยนแปลง สร้างความเข้มแข็งของคนในชุมชนในการแก้ปัญหาและพัฒนาชุมชนต่อไป 3. แนวคิดด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ความหมายของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ Fuller, G.W. (1994) ได้ให้ความหมายว่า การพัฒนา ผลิตภัณฑ์ มีวัตถุประสงค์มากมายและ มีลักษณะครอบคลุมกว้างขวาง แต่มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือ ต้องการ ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่สร้างผลก าไร และเพื่อความอยู่รอดของบริษัท โดยทั่วไปสามารถรวบรวมความหมายของค าว่า ผลิตภัณฑ์ใหม่ ออกเป็น 7 ประเภท ดังนี้ 1. ผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากการขยายสายการผลิต โดยใช้กระบวนการผลิตที่มีอยู่ (line extensions) 2. การสร้างแนวคิดใหม่ในผลิตภัณฑ์เดิม (repositioned existing product) เป็นการปรับ ผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ในแง่ของการใช้งาน โดยไม่ได้เปลี่ยนแปลงคุณสมบัติหลัก ซึ่งบางครั้งเป็นไปตามข้อเสนอของ ผู้บริโภค 3. ผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่เดิมแต่ปรับเปลี่ยนรูปแบบใหม่ (new form of existing products) 4. ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เกิดจากการปรับปรุงสูตรที่มีอยู่แล้ว (reformulation of existing 5. ผลิตภัณฑ์ใหม่ในบรรจุภัณฑ์ใหม่ (new packaging of existing products) 6 . ผลิตภัณ ฑ์ ที่ เป็ นน วัตก ร รม (innovative products/ make changes in an existing product) เป็นการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์แปลกใหม่ที่แตกต่างจากผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่เดิม 7. ผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ (creative product/ bring into existence the rare, never before-seen product) นอกจากนี้ สุดาดวง เรืองรุจิระ (2538) ยังได้ให้ความเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ใหม่ ว่าเป็น ผลิตภัณฑ์ ใดๆ ที่กิจการน าเสนอต่อตลาดแล้วท าให้ตลาดมีโอกาสเลือกเพิ่มขึ้น ผลิตภัณฑ์ใหม่อาจเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ยัง ไม่เคยมีผู้ผลิตมาก่อน เริ่มมีผู้ผลิตรายแรกของโลกจัดเป็นนวัตกรรม (Innovation)หรืออาจเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ ของกิจการที่เพิ่งน าออกจ าหน่ายเป็นครั้งแรก หรืออาจตัดแปลงปรับปรุง จากผลิตภัณฑ์ที่เคยจ าหน่ายอยู่เดิม การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่มีเหตุผลและความส าคัญ ดังนี้
19 1. เพื่อรักษาสถานภาพการแข่งขัน ปัจจุบันสถานการณ์การแข่งขันในตลาดธุรกิจมีความรุนแรง มากขึ้นอย่างต่อเนื่องจากคู่แข่งที่เพิ่มขึ้นได้ส่งผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกสู่ตลาด ซึ่งส่งผลต่อส่วนแบ่งทางการตลาดที่ ถูกช่วงชิงไป การออกผลิตภัณฑ์ใหม่สู่ตลาดจะช่วยรักษาฐานการแข่งขันและส่วนแบ่งตลาดไว้ได้ 2. เพื่อทดแทนผลิตภัณฑ์เดิม วัฎจักรวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ โดยทั่วไปจะมีช่วงเวลาที่สั้น เมื่อผลิตภัณฑ์เริ่มเข้าสู่ช่วงท้ายของวงจรชีวิต หมายความว่า ผลิตภัณฑ์นั้นไม่ก่อประโยชน์หรือมียอดขายที่ ตกลง การออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ สู่ตลาดเพื่อทดแทนผลิตภัณฑ์เก่าจะช่วยรักษาชื่อเสียงของบริษัททดแทน ปริมาณขายก าไรของผลิตภัณฑ์เดิม และสามารถน าทรัพยากรจากผลิตภัณฑ์เดิมมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ 3. เพื่อใช้สมรรถนะส่วนเกินให้เกิดประโยชน์ การพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อใช้สมรรถนะทางการตลาด การขาย และการผลิตที่เหลือให้เกิดประโยชน์ เหตุผลส าคัญ คือ การกระจายต้นทุนคงที่ไปยังจ านวนผลิต ที่มากขึ้น เพื่อให้ต้นทุนรวมต่อหน่วยทั้งผลิตภัณฑ์เดิม และผลิตภัณฑ์ใหม่ลดลงมากพอที่จะเสนอราคาขายที่ ต่ ากว่าคู่แข่งและมีก าไรที่มากขึ้น 4. เพื่อปรับการเคลื่อนไหวเนื่องจากฤดูกาลให้น้อยลง ฤดูกาลที่แปรผันอาจส่งผลต่อทรัพยากร ต่างๆ ของธุรกิจที่อาจไม่เพียงพอ หรืออาจเหลือใช้การเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ที่สามารถขายหรือผลิตได้เมื่อ พ้นฤดูกาลไปแล้วย่อมท าให้การผันแปรต่างๆ ลดลง และเป็นการใช้ทรัพยากรของกิจการให้เกิดประโยชน์สูงสุด 5. เพื่อลดการเสี่ยงภัย เช่น ผลิตภัณฑ์ล้าสมัย ลูกค้าเสื่อมความนิยม ปริมาณขายไม่มากพอ กิจการมีผลิตภัณฑ์จ าหน่ายในตลาดน้อย เป็นต้น สถานการณ์เหล่านี้อาจส่งผลให้เกิดภาวะขาดทุนการเพิ่ม ผลิตภัณฑ์ที่มีความแปลกใหม่ การเพิ่มปริมาณการขายให้ครอบคลุมตลาด ย่อมช่วยกระจายความเสี่ยงภัยจาก ความผันผวนในตลาดที่มีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา 6. เพื่อการใช้ผลพลอยได้ให้เกิดประโยชน์ สินค้าใหม่ที่พัฒนาจากผลพลอยได้หรือของที่ทิ้งแล้วใน ธุรกิจ อาจน ามาซึ่งยอดขายหรือก าไรที่เพิ่มขึ้น 7. เพื่อโอกาสใหม่ จากการที่ธุรกิจเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ออกสู่ตลาด อาจท าให้เกิดความต้องการ ผลิตภัณฑ์จากผู้บริโภค จนกิจการสามารถผลิตและด าเนินงานการตลาด และความต้องการเช่นนี้ จึงถือเป็น โอกาสอันดีที่ธุรกิจจะเข้าไปตอบสนองความต้องการด้วยผลิตภัณฑ์ของตนเอง น ามาซึ่งก าไรและส่วนครอง ตลาดที่มากขึ้น พรสนอง วงศ์สิงห์ทอง (2545) กล่าวว่า การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือการเปลี่ยนแปลง ผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่เดิม จะเริ่มตันด้วยความคิดที่ไขว้เขว ความคิดอาจมาจากใครก็ได้ในองค์กรที่ไม่ได้มีความ รับผิดชอบต่อความคิดใหม่ๆเลย แต่นักออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ดี มักจะมีแนวโน้มที่จะเป็นผู้ที่มีความคิดใหม่ๆ
20 บ่อยครั้งเหมือนกันที่ความคิดมาจากนอกองค์กร เช่น เมื่อนักคิดคันเขามาเสนอขายความคิดให้กับบริษัท ความคิดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ใหม่ บางทีอาจเกิดขึ้นในงานวิจัยผลิตภัณฑ์นั้นเองและบ่อยครั้งเป็นผลพลอยได้ของ การวิจัยเพื่อวัตถุประสงค์อย่างอื่น สรุปได้ว่าแนวคิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์เป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่เดิมให้มีการเปลี่ยนแปลงที่ ส่งผลดีต่อผู้ผลิตต่อยอดมาจากผลิตภัณฑ์เดิมให้ทันสมัย มีคุณภาพและสามารถสร้างผลก าไรให้กับบริษัทหรือ ผู้ผลิตเพิ่มมากขึ้น และเพื่อเป็นการสร้างเสถียรภาพทางการตลาดให้คงความนิยม ทันสมัยอย่างต่อเนื่องและ เป็นการสร้างโอกาสใหม่ๆ ในการขยายช่องทางการตลาดมากยิ่งขึ้น ซึ่งทีมนักวิจัยชุมชนต าบลยกกระบัตรจะได้ น าแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์บัวหลวงเพื่อสร้างรายได้ให้คนในชุมชนพื้นที่และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มี ในชุมชนอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์ต่อชุมชน 4. ความหมายของความคิดสร้างสรรค์ ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) เป็นสิ่งที่มีอยู่ในตัวของมนุษย์เอง ซึ่งบางคนก็มีมากบางคนก็มี น้อยหรือที่เข้าใจว่าความคิดสร้างสรรค์อยู่ในความถนัด (Aptitude) หรือความสามารถ (Ability) ความคิด สร้างสรรค์นอกจากจะเกิดมาเฉพาะตัวบุคคลแล้วยังสามารถเกิดขึ้นได้ จากการสะสมประสบการณ์และการ แก้ปัญหา (เกษร ธิตะจารี, 2550) “ความคิดสร้างสรรค์” ได้มีผู้ศึกษาและให้ค าจ ากัดความไว้หลายท่าน ดังเช่น Torrance (1963 : 47) กล่าวว่า “ความคิดสร้างสรรค์คือความสามารถของบุคคลในการคิด แก้ปัญหา ด้วยการ คิดอย่างลึกซึ้งที่นอกเหนือไปจากล าดับขั้นการคิดอย่างปกติธรรมดาเป็นลักษณะ ภายในของบุคคลที่จะคิด หลายแง่หลายมุม ป ระสมป ระสานกันจนได้ผลผลิตใหม่ที่ถูกต้องสมบู รณ์” Guilford (1967:138) ให้ความหมายไว้ว่า หมายถึง ความสามารถในการแก้ปัญหาของบุคคลเป็นการคิดที่ก่อให้เกิดสิ่งใหม่ ๆ ขึ้นและ สามารถน ามาประยุกต์ใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ความคิดสร้างสรรค์เป็นความคิดหลายแง่หลายมุม” De Bono (1982 อ้างถึงใน ณัฎฐพงษ์ เจริญพิทย์, 2541 : 103) หมายถึง ความสามารถในการคิดนอกกรอบ (Lateral Thinking) เพื่อสร้างแนวคิดใหม่ที่จะน ามาใช้แก้ปัญหาได้หลายๆ แนวคิด และน าแนวคิดเหล่านี้ไปพัฒนาต่อ เพื่อให้สามารถใช้แก้ปัญหาที่ต้องการได้Rawlinson (1985 อ้างถึงใน ลักขณา สริวัฒน์ ,2549 : 136) ได้ให้ ความหมายความคิด สร้างสรรค์ เป็นสองระดับ คือ ระดับแรก หมายถึง การแสดงจินตนาการ หรือความรู้สึก อิสระในเรื่องที่สนใจอย่างจริงจัง และในระดับสูง หมายถึง การค้นพบและการคิดค้นสิ่งใหม่ๆ ขึ้นมา Simpson (1992 อ้างถึงใน ลักขณา สริวัฒน์ ,2549 : 137) ได้ให้ความหมายไว้ว่า ความคิด สร้างสรรค์ของบุคคลเป็น ความสามารถของสมองที่พยายามยึดให้แตกต่างไปจากความคิดเดิม เพื่อน าไปสู่ความคิดใหม่ๆ กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ (2535 : 2) ได้ให้ความหมายไว้ว่า หมายถึงความสามารถ ในการมองเห็นความสัมพันธ์
21 ของสิ่งต่าง ๆ โดยมีสิ่งเร้าเป็นตัวกระตุ้นท าให้ความคิดใหม่ต่อเนื่องกันไป และความคิดสร้างสรรค์นี้ ประกอบด้วยความคล่องในการคิด ความยืดหยุ่นและ ความคิดที่เป็นของตนเองโดยเฉพาะ หรือความคิดริเริ่ม” อารี พันธ์มณี(2537 : 26) ได้อธิบายความคิดสร้างสรรค์ใน 3 ลักษณะดังนี้1. ลักษณะทางกระบวนการ หมายถึงความรู้สึกไวต่อปัญหาและสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างมีขั้นตอนและเป็นระบบ และน าผลไปใช้ให้เกิด ประโยชน์ในสิ่งใหม่ต่อไป 2. ลักษณะของบุคคล หมายถึง บุคคลที่มีความอยากรู้อยากเห็น กระตือรือร้น กล้าคิด กล้าแสดง มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์มีอารมณ์ขัน มีจินตนาการและมีความยืดหยุ่นทั้งความคิด และ การกระท าและเป็นบุคคลที่มีความสุขกับการท างานหรือสิ่งที่ตนพอใจและยังไม่หวังผลจากการประเมิน ภายนอก 3. ลักษณะทางผลิตผล หมายถึง คุณภาพของผลงานที่เกิดขึ้น มีตั้งแต่ขั้นต่ าที่แสดงผลที่เกิดจากความ พอใจของตนที่จะแสดงซึ่งความคิดและการกระท า จนกระทั่งพัฒนาขึ้นเป็นการฝึกทักษะ และค่อยคิดได้เองถึง ระดับการคิดค้นพบทฤษฎีหลักการและการประดิษฐ์คิดค้นต่าง ๆ สุวิมล เขี้ยวแก้ว (2540 : 9) ได้สรุปไว้ว่า หมายถึง ความสามารถระดับสูงของสมองของคนที่สามารถคิดแบบอเนกนัย มีความคิดริเริ่ม มีแนวโน้มที่จะ ค้นพบสิ่งใหม่ๆ มีความสามารถในการประเมินค่า มีความละเอียดลออ ความสามารถในด้านความคิด สร้างสรรค์มีในตัวของบุคคล แต่อาจจะมีในระดับที่แตกต่างกัน ที่ส าคัญก็คือสามารถส่งเสริมและพัฒนา สมรรถภาพด้านนี้ได้ชัยศักดิ์ ลีลาจรัสกุล (2542 : 45) ได้ให้ความหมายไว้ว่าความคิดสร้างสรรค์ คือ ความสามารถบุคคลในการคิดแก้ปัญหาด้วยการคิดอย่างลึกซึ้ง ที่นอกเหนือไปจากการคิดอย่างปกติธรรมดา เป็นลักษณะภายในตัวบุคคลที่สามารถจะคิดได้หลายแง่หลายมุม ประสมประสานกันได้ผลผลิตใหม่ที่ถูกต้อง สมบูรณ์ สรุปได้ว่า ความคิดสร้างสรรค์คือ ความสามารถในการแก้ปัญหาของบุคคลเป็นการคิด ค้นพบ และการคิดค้นสิ่งใหม่ๆ ขึ้นมา จากจินตนาการ หรือความรู้สึก จนกระทั่งพัฒนาขึ้นเป็นการฝึกทักษะถึงระดับ การคิดค้นพบทฤษฎีหลักการและการประดิษฐ์คิดค้นต่าง ๆ ที่ก่อให้เกิดสิ่งใหม่ ๆ และสามารถน ามาประยุกต์ใช้ ให้เป็นประโยชน์ได้ 5. แนวคิดเรื่องการสร้างมูลค่าเพิ่ม แนวคิดเรื่องการสร้างมูลค่าเพิ่ม เนื่องจากในปัจจุบันผู้บริโภคนั้นมีทางเลือกมากขึ้น ซึ่งมีอีก สิ่งหนึ่งที่เมื่อก่อนอาจเล่นบทเป็นแค่ตัวประกอบเท่านั้น แต่ปัจจุบันก้าวขึ้นมามีความส าคัญไม่แพ้กันเลยทีเดียว ที่จะมีส่วนช่วยทั้งดึงผู้บริโภคกลุ่ม ใหม่ๆ เข้ามา รวมถึงรักษาผู้บริโภครายเดิมให้อยู่ไปนานๆ ก็คือ เรื่องของการ สร้างมูลค่าเพิ่ม โดยในอดีตนั้นหากผลิตภัณฑ์ หรือบริการหนึ่งจะประสบความส าเร็จได้ในท้องตลาดสิ่งที่ส าคัญ ที่สุดก็คงจะเป็นตัวผลิตภัณฑ์ หรือบริการหลักนั่นเองที่ต้องมีคุณภาพที่เยี่ยมยอดกว่าคู่แข่ง และสามารถ
22 ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดีกว่า อย่างไรก็ดีในปัจจุบันจะพบว่า จริงอยู่ที่บ่อยครั้งคุณภาพของ ผลิตภัณฑ์ หรือ บริการหลักอาจจะยังเป็นเรื่องส าคัญมาก แต่อีกสิ่งหนึ่งที่ก้าวขึ้นมามีส่วนส าคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็คือ เรื่อง ของ “มูลค่าเพิ่ม” ที่ติดมากับตัวผลิตภัณฑ์ หรือบริการหลักนั้น ๆ ในบางกรณีส่วนของมูลค่าเพิ่ม ก็จะเป็นตัวดึงดูดผู้บริโภคให้หันมามอง หรือตัดสินใจที่จะซื้อผลิตภัณฑ์ หรือบริการหลัก ดังนั้นธุรกิจในปัจจุบัน เราจะเห็นว่า ไม่ใช่เป็นการขายเพียงตัวผลิตภัณฑ์ หรือบริการหลักอย่างเดียว แต่จะต้องมีส่วนเพิ่มมูลค่าที่จะ ท าให้ผู้บริโภครู้สึกได้ประโยชน์มากขึ้นด้วย (พูนลาภ ทิพชาติโยธิน, 2553, หน้า 87-88) 1. ความหมายการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added Creation) ในการให้ความหมาย และค า จ ากัดความของการสร้างมูลค่าเพิ่ม ได้มีการให้นิยามไว้ในหลายๆ ด้าน ดังต่อไปนี้ ศิริวรรณ เสรีรัตน์ และคณะ (2542, หน้า 868) ได้ให้ความหมายไว้ว่า การสร้างมูลค่าเพิ่ม หมายถึง ความพยายามในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในด้านต่าง ๆ ให้มีคุณค่าในสายตาของลูกค้ามากขึ้น Louis (อ้างถึงใน ดนัย จันทร์ฉาย, 2547 หน้า 239) ได้ให้ความหมายไว้ว่า การสร้างมูลค่าเพิ่ม หมายถึง การน าเสนอผลิตภัณฑ์ หรือบริการที่ครบถ้วนสมบูรณ์ด้วยคุณภาพ บริการ และราคา เพื่อ ตอบสนอง ความต้องการของลูกค้าให้เกิดความพึงพอใจในการซื้อ ครอบครอง และใช้ประโยชน์ ทั้งนี้ในความหมายด้านการตลาด การสร้างมูลค่าเพิ่ม คือ การพัฒนาตัวผลิตภัณฑ์ให้เกิดความ พึง พอใจต่อผู้บริโภคสูงสุด และเกินความคาดหมายของผู้บริโภค อีกทั้งมูลค่าเพิ่มอาจเกิดจากการเพิ่มสิ่งที่ นอกเหนือจากสิ่งที่ผู้บริโภคคาดว่าจะได้รับ (Nilson, 1992) นอกจากนี้การสร้างมูลค่าเพิ่มที่เป็นการเพิ่ม หรือ เสริมสิ่งใหม่ๆ สู่ตัวผลิตภัณฑ์ ควรมีความเกี่ยวข้อง และเป็นสิ่งที่ลูกค้าต้องการ (Chematony & Harris, 1998) 2. ความส าคัญของการสร้างมูลค่าเพิ่ม ในปัจจุบันการด าเนินธุรกิจมีการแข่งขันอย่างรุนแรง และ พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้น ธุรกิจต่าง ๆ จึงต้องมีการปรับปรุงแนวคิด กลยุทธ์ให้ทันต่อการ เปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น กลยุทธ์การสร้างมูลค่าเพิ่ม สามารถท าให้ธุรกิจมีความได้เปรียบในการแข่งขัน ซึ่งการ สร้างมูลค่าเพิ่มมีความส าคัญต่อการด าเนินธุรกิจ (พินพัสนีย์ พรหมศิริ, 2547, หน้า 20) ดังต่อไปนี้ 2.1 การสร้างมูลค่าเพิ่มที่มากกว่าคู่แข่ง จะท าให้สามารถตอบสนองความต้องการและท าให้ ผู้บริโภคเกิดความพึงพอใจมากยิ่งขึ้น ซึ่งการสร้างมูลค่าเพิ่มอาจท าได้ด้วยการเสนอผลประโยชน์ที่ผู้บริโภค ต้องการ 2.2 การสร้างมูลค่าเพิ่มสามารถสร้างความเชื่อมั่น และความไว้วางใจจากผู้บริโภคที่ดีที่สุด เพราะ ท าให้ผู้บริโภคเชื่อมั่นในคุณภาพของผลิตภัณฑ์ หรือบริการที่ธุรกิจมอบให้