23 2.3 การสร้างมูลค่าเพิ่มท าให้ธุรกิจสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งในภาวะที่มีการแข่งขันอย่าง รุนแรงได้ และท าให้ธุรกิจมีความได้เปรียบทางการแข่งขัน 3. การสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Adder Creation) ในตลาดที่มีการแข่งขันกันอย่างรุนแรง และ อุตสาหกรรมอยู่ในภาวะอิ่มตัว ซึ่งจะเห็นว่าผลิตภัณฑ์หลัก จะไม่ค่อยมีความแตกต่างกันเท่าใดนัก ดังนั้นธุรกิจ แต่ละรายจึงพยายามหาโอกาสพัฒนา และยกระดับ คุณลักษณะต่าง ๆ ของผลิตภัณฑ์เสนอแก่ลูกค้า (ศิริวรรณ เสรีรัตน์ และคณะ,2541, หน้า 45) เครื่องมือ ที่จะช่วยให้ธุรกิจอยู่รอด และเติบโต โดยสามารถสร้างความ พึงพอใจแก่ลูกค้าเหนือคู่แข่ง ในภาวะที่มีการ แข่งขันอย่างรุนแรงได้ นั่นก็คือ การดึงดูดด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่ม ที่มอบให้แก่ผู้บริโภค ซึ่งเป็นมูลค่าเพิ่มที่ท า ให้ลูกค้ามีความรู้สึกมากกว่าความพอใจ (ฉัตยาพร เสมอใจ, 2547, หน้า 79) การสร้างมูลค่าเพิ่มนั้น ผู้ประกอบการจะต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์ หรือบริการให้มีคุณค่าในสายตาของ ลูกค้าทั้ง 4 ด้าน ซึ่งคุณค่าทั้ง 4 ด้านนี้เรียกว่าคุณค่ารวมส าหรับลูกค้า (ศิริวรรณ เสรีรัตน์ และคณะ, 2541, หน้า 46) ได้แก่ 3.1 คุณค่าด้านผลิตภัณฑ์ (Product Value) 3.2 คุณค่าด้านบริการ (Service Value) 3.3 คุณค่าด้านบุคลากร (Personnel Value) 3.4 คุณค่าด้านภาพลักษณ์ (Image Value) 4. การสร้างมูลค่าเพิ่มโดยการสร้างคุณค่า การสร้างความพึงพอใจแก่ลูกค้าที่เหนือกว่าคู่แข่ง ในสภาวะการแข่งขันที่รุนแรง นั่นคือการดึงดูด ด้วยการสร้างคุณค่าเพิ่มที่มอบให้แก่ลูกค้า ซึ่งถือได้ว่าเป็น เครื่องมือที่จะช่วยให้ธุรกิจสามารถแข่งขัน เติบโต และอยู่รอดในตลาดได้ 4.1 การสร้างคุณค่าให้กับลูกค้า ศิริวรรณ เสรีรัตน์ (2539, หน้า 204) กล่าวถึง การสร้างคุณค่า ให้กับลูกค้า ไว้ดังนี้ 4.1.1 ก าหนดโมเดลของลูกค้า (Defining the Customer Value Model) ในขั้นนี้เริ่มต้น ด้วยการที่บริษัทจะระบุปัจจัยเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ และบริการที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้ในคุณค่าของ ลูกค้า 4.1.2 ก าหนดล าดับขั้นตอนของคุณค่าในสายตาลูกค้า (Building the Customer Value Hierarchy) ในกรณีนี้แต่ละปัจจัยจะแยกเป็น 4 ประเภทด้วยกัน ดังนี้ 4.1.2.1 ผลิตภัณฑ์พื้นฐาน (Basic Product) 4.1.2.2 ผลิตภัณฑ์ที่คาดหวัง (Expected Product) 4.1.2.3 ผลิตภัณฑ์ที่ปรารถนา (Desired Product)
24 4.1.2.4 ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้คาดหวังไว้ (Unanticipated Product) 4.1.3 การตัดสินใจเกี่ยวกับส่วนประกอบในคุณค่าทั้งหมดที่จะจัดให้ส าหรับลูกค้า (Deciding on the Customer Value Package) เป็นการตัดสินใจเลือกส่วนประกอบต่าง ๆ เพื่อเอาชนะ คู่แข่ง และ สามารถตอบสนองความพึงพอใจ และสร้างความภักดีจากลูกค้า 4.2 คุณค่าในใจผู้บริโภค (Insight Value) แนวคิดในการสร้างคุณค่าเป็นการมองในทัศนะของ ผู้บริโภค โดยค้นหาความต้องการที่ลึกอยู่ในใจของผู้บริโภค โดยวิลัดดา เตชะเวช (2547, หน้า 28) ได้กล่าวถึง ความเข้าใจเรื่องคุณค่าในความต้องการ และในใจผู้บริโภค ว่ามีปัจจัยที่เกี่ยวข้องดังนี้7 4.2.1 ปัจจัยเพิ่มคุณค่า (Value enhancers) ได้แก่ การผลิตผลิตภัณฑ์ที่ไม่เคยมีบริษัทใด น าเสนอในตลาดมาก่อน เช่น ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมใหม่ เป็นจุดขายที่ลูกค้าสนใจ บริษัทที่น าเสนอผลิตภัณฑ์ ที่เพิ่มคุณค่าจะสามารถสร้างขยายส่วนแบ่งตลาดได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีจุดขายที่มีความได้เปรียบด้าน การแข่งขันเหนือคู่แข่ง 4.2.2 ปัจจัยรักษาคุณค่า (Value maintainers) จะท าหน้าที่รักษาคุณค่าให้คงอยู่ในใจ ของลูกค้าต่อไป ซึ่งจะท างานควบคู่กับปัจจัยเพิ่มคุณค่า จนพัฒนากลายเป็นปัจจัยเพิ่มคุณค่าในที่สุด 4.2.3 ปัจจัยที่ท าลายคุณค่า (Value destroyers) การลดคุณค่าในความรู้สึก ในสายตา หรือ ในใจของลูกค้า ซึ่งเป็นจุดอ่อนของผลิตภัณฑ์ บริการ ด้านภาพพจน์ และตราสินค้า เป็นต้น ซึ่งบริษัท จ าเป็นต้องเร่งแก้ไข 4.3 การสร้างคุณค่าในใจผู้บริโภค (Value Creation) กลยุทธ์การตลาดในการสร้างคุณค่าในใจ ผู้บริโภคปัจจุบันเป็นการบริหารทรัพยากรที่มีคุณค่าของบริษัท เพื่อตอบสนองความต้องการ ความคาดหวัง และเกิดคุณค่าในใจผู้บริโภค ซึ่งแนวคิดในการสร้างคุณค่าที่ส าคัญ (วิลัดดา เตชะเวช, 2547, หน้า 30) ประกอบด้วย 4.3.1 กลยุทธ์การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ เป็นการเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือปรับปรุง ผลิตภัณฑ์ เดิมให้มีคุณสมบัติดีขึ้น หรือเป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ 4.3.2 กลยุทธ์ตราสินค้า มีความส าคัญในขบวนการสร้างคุณค่าในใจผู้บริโภคปัจจุบัน ผู้บริโภค จะเชื่อมความคิดตัวผลิตภัณฑ์คุณภาพ กับตราสินค้า สัญลักษณ์ ภาพพจน์ และความรู้สึกในใจ ผู้บริโภค เพื่อสร้างภาพพจน์ที่ดี และมีคุณค่าในความรู้สึกของผู้บริโภคซึ่งเป็นกลยุทธ์การตลาดที่ส าคัญใน ปัจจุบันนี้
25 4.3.3 กลยุทธ์การตั้งราคาสินค้า มีความส าคัญในขบวนการสร้างคุณค่าในใจผู้บริโภค เช่นกัน โดยที่ราคามีความสัมพันธ์สูงกับคุณภาพ และคุณค่าของผลิตภัณฑ์ หรือบริการในใจผู้บริโภค ซึ่ง ผู้บริโภคจะมี ความเชื่อว่าผลิตภัณฑ์ที่มีราคาสูงควรจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและคุณค่าสูงด้วยเช่นกัน สรุปได้ว่า การสร้างมูลค่าเพิ่ม หมายถึง สิ่งที่ช่วยสร้างความ ได้เปรียบทางการแข่งขันโดยผ่านการ สร้างคุณค่าส าหรับลูกค้าที่ดีขึ้น (Customer Value) โดยมีขั้นตอนการ ผลิต หรือบริการที่ดีกว่า เพื่อการเป็น ผู้น าในผลิตภัณฑ์นั้น ๆ นอกจากการสร้างความแตกต่างในตลาดแล้ว มูลค่าเพิ่มจะเป็นตัวช่วยในการสร้าง คุณค่าที่ส่งผลต่อการรับรู้ของผู้บริโภคที่สูงกว่า ซึ่งน าไปสู่ความมั่นใจในการตัดสินใจเลือก หรือซื้อผลิตภัณฑ์ และบริการต่อไป 6. แนวคิดเศรษฐกิจชุมชน (1) แนวคิดทั่วไปของเศรษฐกิจชุมชน เศรษฐกิจชุมชนถือเป็นรูปแบบการด าเนินกิจกรรมทาง เศรษฐกิจที่เริ่มตั้งแต่ในระดับฐานล่าง โดยมีชุมชนเป็นแหล่งตั้งต้นของการด าเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ มีครอบครัวเป็นหน่วยการผลิตที่ส าคัญของชุมชน ซึ่งแนวคิดในเรื่องเศรษฐกิจชุมชนมีผู้ให้แนวคิดไว้อย่าง หลากหลาย ดังนี้ ฉัตรทิพย์นาถสุภา ได้ให้แนวคิดเกี่ยวกับเศรษฐกิจชุมชนไว้ว่า เศรษฐกิจชุมชนมีครอบครัว เป็น หน่วยการผลิต แรงงานของสมาชิกในครอบครัวเป็นปัจจัยที่ส าคัญที่สุด เพราะแรงงานเป็นสิ่งที่ครอบครัว มีอยู่ โดยธรรมชาติไม่ต้องจ้าง เป็นสิ่งที่มีมากับสถาบันครอบครัวโดยทั่วไปครอบครัวคิดถึงการอยู่รอดก่อนแล้ว จึง สะสมและค้าขาย พึ่งแรงงานในครอบครัว พึ่งทรัพยากรท้องถิ่น พึ่งตัวเองและพึ่งชุมชนก่อนและหากจะขาย ซึ่ง เป็นขั้นตอนที่สูงก็จะขายในตลาดใกล้ตัวตลาดภายในประเทศ แนวคิดนี้มุ่งให้ค านึงถึงชุมชน ศีลธรรม ครอบครัว เพื่อนบ้านและท้องถิ่นเป็นหลัก เศรษฐกิจชุมชน หมายถึง กิจกรรมทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการผลิตการบริโภค การ จ าหน่ายจ่ายแจกที่คนในท้องถิ่นชุมชนได้มีส่วนร่วมคิดร่วมท าร่วมรับประโยชน์ของประชาชน และร่วมกัน เป็น เจ้าของ เศรษฐกิจชุมชนมีรากฐานมาจากศักยภาพของชุมชน ภูมิปัญญาของชุมชน หรือทุนในชุมชน อาทิ วัฒนธรรม ประเพณีสภาพภูมิประเทศ ความหลากหลายทางทรัพยากรที่มีอยู่ (ศิริพร สัจจานันท์, “แนวคิด เศรษฐศาสตร์ทางเลือก แนวคิดเศรษฐกิจชุมชน,”สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, http://www.stou.ac.th/stouonline/lom/data/sec/Alternative/home.html (สื บ ค้ น เ มื่ อ วั น ที่ 4 กุมภาพันธ์ 2565).
26 เป้าหมายส าคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน คือ เพื่อพัฒนาศักยภาพตั้งแต่ระดับบุคคล ครอบครัว และชุมชน โดยใช้กิจกรรมเศรษฐกิจสร้าง “กระบวนการเรียนรู้” ซึ่งจะทาให้ชุมชนพึ่งตนเองได้ ในขณะเดียวกันยังมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อนุรักษ์วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น ฯลฯ หรืออีกนัยหนึ่ง เพื่อพัฒนาชุมชนท้องถิ่นอย่างบูรณาการ (สยามรัฐออนไลน์, “ประเทศไทย 4.0 อย่าลืม เศรษฐกิจชุมชน,” https://siamrath.co.th/n/9124 (สืบค้นเมื่อวันที่4กุมภาพันธ์ 2565). (2) ความหมายของเศรษฐกิจชุมชน เศรษฐกิจชุมชนนั้นมีผู้ให้ความหมายไว้อย่างหลากหลาย ดังนี้ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 “เศรษฐกิจ” หมายถึง งานอันเกี่ยวกับการผลิต การจ าหน่ายจ่ายแจก และการบริโภค ใช้สอย สิ่งต่าง ๆ ของชุมชน “ชุมชน” หมายถึง หมู่ชน กลุ่มคนที่อยู่รวมกันเป็นสังคมขนาดเล็ก อาศัยอยู่ในอาณาบริเวณ เดียวกันและมีผลประโยชน์ร่วมกัน ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการด าเนินงานโครงการเศรษฐกิจชุมชน พ.ศ. 2541 ได้ให้ความหมายไว้ว่า เศรษฐกิจชุมชน หมายถึง เศรษฐกิจทุกสาขาของชุมชนและหมู่บ้าน ซึ่ง ด าเนินอยู่บนพื้นฐานการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างเหมาะสม คุ้มค่าและยั่งยืน เป็นการ ผลิตที่เลี้ยงชีวิต ครอบครัวและชุมชนได้อย่างพอเพียง ส่วนเกินแห่งผลผลิตนี้เป็นเศรษฐกิจแห่งการแลกเปลี่ยน ซื้อขายหรือแปรรูปตามก าลังและวัฒนธรรมของชุมชนเอง สัมพันธ์เตชะอธิก เสนอค าว่าเศรษฐกิจชุมชนที่มีความหมายครอบคลุมค าอื่น เช่น เศรษฐกิจ ชุมชน เศรษฐกิจพอเพียง เศรษฐกิจพึ่งตนเอง มีนัยทางหลักการและแนวคิดเหมือนกัน และน าไปสู่การพัฒนา ที่ยั่งยืนของชุมชนนี้มีนัยของความยั่งยืน 6 ประการ ดังนี้ 1) การพึ่งตนเองได้ทางเศรษฐกิจ เริ่มจากสิ่งที่มีอยู่ไม่เป็นหนี้หรือเป็นหนี้น้อย ๆ ลดความต้องการ วัตถุเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการผลิต โดยการศึกษา เรียนรู้แบ่งปันความรู้เทคนิคและทรัพยากรด้วยกัน เองและภายนอก ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม มีความขยันหมั่นเพียร ด ารงชีวิตอย่างมีอิสระและศักดิ์ศรีมีความ สมดุลทั่วภายในครอบครัวและการรวมกลุ่มเป็นเครือข่ายเกื้อกูลกัน 2) การดูแลรักษาสุขภาพตนเองได้รู้จักการกินอยู่หลับนอน การพึ่งตนเองทางสุขภาพ ศึกษา หาความรู้สาเหตุอาการทางสุขภาพ 3) การรวมกลุ่มวิเคราะห์ปัญหาและทางเลือกจนน าไปสู่การแก้ไขปัญหาได้เน้นการมีส่วนร่วม ของประชาชนในหลากหลายกลุ่ม เปิดเวทีส ารวจปัญหาและทางเลือกที่แก้ไขได้จริงร่วมกัน
27 4) การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยชุมชน ด้วยจิตส านึกความเป็นเจ้าของ และ มีส่วนร่วมในการดูแลรักษาฟื้นฟูอนุรักษ์และพัฒนา โดยมีหลักคิดคนอยู่ร่วมกับทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมได้ 5) การด ารงรักษาวัฒนธรรม ประเพณีภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวการอยู่ร่วมกัน ในครอบครัวและชุมชน โดยไม่ละเลยและให้ความส าคัญกับความเป็นท้องถิ่นที่มีองค์ความรู้ในการด ารงความ เป็นชุมชนอย่างยั่งยืน 6) การใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับชุมชน เน้นกระบวนการผลิต การแปรรูป ลดการใช้สารเคมี การน าเข้าเครื่องจักรกล พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์และส่งเสริมเทคโนโลยีพื้นบ้าน (สัมพันธ์เตชะอธิก, การวิจัยเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน ในเอกสารประกอบการ เสวนา ทางวิชาการ เรื่อง “การวิจัยเศรษฐกิจชุมชนท้องถิ่น : ภาคเหนือ” จัดโดยคณะกรรมการสภาวิจัย แห่งชาติสาขาเศรษฐศาสตร์และส านักงานคณะกรรมการการวิจัยแห่งชาติร่วมกับคณะมนุษยศาสตร์และ สังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยนเรศวร วันพฤหัสบดีที่ 4 กรกฎาคม 2545 ณ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร: 4, อ้างถึงใน อัครเจตน์ชัยภูมิ, “แนวคิดเศรษฐกิจชุมชน: เหลียวหลัง แลหน้า น าพา เศ รษ ฐกิจชุม ชน สู่ท างรอด The economic community concept: Look back, Go forward, Bring Economic Community to survive,” http://202.28.109.66/journalfiles/mcu59_2_04.pdf html (สืบค้นเมื่อวันที่4 กุมภาพันธ์ 2565) (3) รูปแบบการด าเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจของเศรษฐกิจชุมชน ด้วยเศรษฐกิจชุมชนเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีความหลากหลายและครอบคลุมการด าเนิน กิจกรรมทางเศรษฐกิจในหลายด้าน ทั้งการผลิต การบริโภค การแปรรูป และการขาย ซึ่งกิจกรรมใน กระบวนการนี้อาจจ าแนกได้ดังต่อไปนี้ 1) การเกษตรต่อเนื่องการเกษตร และนอกการเกษตร ประกอบไปด้วย ผลิตภัณฑ์จากผ้า เช่น การท าผ้าฝ้ายทอมือย้อมสีธรรมชาติผ้าไหม มัดหมี่ เป็นต้น ผลิตภัณฑ์จักสานไม้ไผ่และหวาย เช่น ตะกร้า เข่ง กระจาด เป็นต้น ผลิตภัณฑ์อาหารและการแปรรูป เช่น ไวน์จากผลไม้ต่าง ๆ เป็นต้น 2) กิจกรรมลานค้าชุมชน ได้แก่ การจัดหาพื้นที่ที่ชาวบ้านน าผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดซึ่งลานค้า อาจตั้งในตลาดชนบท ตลาดเมือง โดยปลอดการเสียค่าธรรมเนียมต่าง ๆ
28 3) กิจกรรมร้านค้าชุมชน ได้แก่ การส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มกันตั้งร้านค้าเพื่อขายผลิตภัณฑ์ ของตน ซึ่งมักมีความเกี่ยวพันกับกิจกรรมการออมทรัพย์การระดมหุ้น ระดมทุน การผลิต และการแปรรูป ซึ่งถือว่าเป็นวงจรที่กลุ่มเกษตรกรผู้มีประสบการณ์จัดตั้งขึ้น 4) การท่องเที่ยว ประเทศไทยอุดมไปด้วยแหล่งโบราณสถาน น้ าตก แม่น้ า ล าคลอง และทิวทัศน์ ธรรมชาติซึ่งการฟื้นฟูความส าคัญของสิ่งเหล่านี้จะท าให้ผู้คนทั้งภายในประเทศและต่างประเทศเข้ามาเที่ยว เป็นโอกาสให้คนในชุมชนสามารถเก็บเงินค่าขนส่งและการขายผลิตภัณฑ์เพื่อเป็นของฝากหรือของที่ระลึกได้ 5) ศูนย์บริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จ หรือเรียกว่า ศูนย์One-Stop-Service เป็นการจัดตั้งเพื่อ เจริญรอยตามพระราชด าริที่ว่าควรมีสถานที่ที่เกษตรกรสามารถแสวงหาข้อมูล ค าแนะน าในการปลูกพืช เลี้ยง สัตว์บก สัตว์น้ า การใช้น้ า บ ารุงดิน การป้องกันและปราบศัตรูพืช การลงทุน การตลาด การแปรรูปผลผลิต เป็นต้น ได้อย่างครบถ้วน นอกจากนั้น ยังมีการแบ่งกลุ่มผลิตภัณฑ์ตามเกณฑ์ของกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย โดยเป็นผลิตภัณฑ์ในโครงการหนึ่งต าบลหนึ่งผลิตภัณฑ์(One Tampon One Product) ซึ่งเป็นนโยบายของ รัฐบาล ที่ต้องการสนับสนุนกระบวนการพัฒนาท้องถิ่น สร้างชุมชนให้เข้มแข็ง สามารถพึ่งตนเองได้ ให้ประชาชนมีส่วนร่วม ในการสร้างงาน สร้างรายได้ด้วยการน าทรัพยากร และภูมิปัญญาท้องถิ่นมาพัฒนาเป็น สินค้าที่มีคุณภาพ มีจุดเด่นและมีมูลค่าเพิ่มเป็นที่ต้องการของตลาด ซึ่งสามารถแบ่งผลิตภัณฑ์ของโครงการนี้ ออกได้เป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ ประเภทอาหาร ประเภทเครื่องดื่ม ประเภทผ้าและเครื่องแต่งกาย ประเภทของใช้ ของตกแต่ง และของที่ระลึก และประเภทสมุนไพรที่ไม่ใช่อาหาร (ขวัญกมลดอนขวา, รายงานการวิจัยเรื่อง “การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ,” https://core.ac.uk/download/pdf/70938311.pdf (สืบค้นเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2565). สรุปได้ว่า แนวคิดเศรษฐกิจชุมชน หมายถึง กิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจของชุมชน ซึ่งประกอบด้วยกิจกรรมทางการผลิต การบริโภค การจ าหน่ายจ่ายแจกที่คนในชุมชนได้มีส่วนร่วมคิด ร่วมท า ร่วมรับประโยชน์และร่วมกันเป็นเจ้าของ โดยการด าเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจมีฐานมาจากศักยภาพของ ชุมชน ภูมิปัญญาของชุมชน หรือทุนในชุมชน ซึ่งมีความสัมพันธ์กับสังคม วัฒนธรรม และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ ของคนในชุมชน โดยการพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชน จะมีความสัมพันธ์กับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ เศรษฐกิจชุมชนเป็นเรื่องกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ทั้งในด้านการผลิต การบริโภค การใช้สอยสิ่งต่าง ๆ และ การจ าหน่ายผลผลิตของชุมชน น าไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนของชุมชน
29 7. แนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับ พฤติกรรมของผู้บริโภค การศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภค จะท าให้สามารถสร้างกลยุทธ์ทางการตลาดที่สร้างความพึงพอใจ ให้แก่ผู้บริโภคและความสามารถในการค้นหาทางแก้ไข พฤติกรรมในการตัดสินใจซื้อสินค้าของผู้บริโภคใน สังคมได้ถูกต้องและสอดคล้องกันความสามารถในการตอบสนองของธุรกิจมากยิ่งขึ้น ที่ส าคัญจะช่วยในการ พัฒนาตลาดและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดีขึ้น ในตลาดปัจจุบันถือว่าผู้บริโภคเป็นใหญ่ และมีความส าคัญที่สุดของ นักธุรกิจ จึงจ าเป็นอย่างยิ่งที่ผู้บริหารการตลาด จะต้องศึกษากลุ่มผู้บริโภคให้ละเอียด ถึงสาเหตุของการซื้อ การเปลี่ยนแปลงการซื้อ การตัดสินใจซื้อ ฯลฯ จะช่วยให้ผู้บริหารทายใจหรือเดาใจกลุ่มผู้บริโภคของกิจการได้ ถูกต้องว่ากลุ่มผู้บริโภคเหล่านั้นต้องการอะไร มีพฤติกรรมการซื้ออย่างไร แรงจูงใจในการซื้อเกิดจากอะไร แหล่งข้อมูลที่ผู้บริโภคน ามาตัดสินใจซื้อคืออะไร รวมทั้งกระบวนการตัดสินใจซื้อข้อมูลต่างๆ เหล่านี้เป็น ประโยชน์ต่อการวางแผนทางการตลาด ซึ่งจะขอกล่าวเป็นตอน ๆ ดังนี้ ความหมายของพฤติกรรมผู้บริโภค ฉัตยาพร เสมอใจ (2550 : 18) พฤติกรรมผู้บริโภค หมายถึง กระบวนการ หรือ พฤติกรรมการ ตัดสินใจ การซื้อ การใช้ และการประเมินผลการใช้สินค้าหรือบริการของบุคคล ซึ่งจะมีความส าคัญต่อการซื้อ สินค้าและบริการทั้งในปัจจุบันและอนาคต สุปัญญา ไชยชาญ (2550 : 51) พฤติกรรมของผู้บริโภค หมายถึง การกระท าหรืออาการที่ แสดงออกทางกล้ามเนื้อ ความคิด และความรู้สึกเพื่อตอบสนองสิ่งเร้า สุวัฒน์ ศิรินิรันดร์ และภาวนา สวนพลู (2552 : 241) ได้กล่าวไว้ว่า พฤติกรรมผู้บริโภค หมายถึง ความต้องการ ความคิด การกระท า การประเมินผล การตัดสินใจซื้อ และการใช้สินค้าหรือบริการของบุคคล เพื่อตอบสนองความพึงพอใจของบุคคลนั้น ๆ ธนกฤต วันต๊ะเมล์ (2554 : 90) พฤติกรรมผู้บริโภค หมายถึง พฤติกรรมการแสดงออกในการ ค้นหา การซื้อ การใช้ การประเมิน และการก าจัดทิ้งซึ่งสินค้า บริการ และแนวคิดต่าง ๆ ของผู้บริโภค ชูชัย สมิทธิไกร (2554 : 6) พฤติกรรมผู้บริโภค หมายถึง การกระท าของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการ ตัดสินใจเลือก (Select) การซื้อ (Purchase) การใช้ (Use) และการก าจัดส่วนที่เหลือ(Dispose) ของสินค้าหรือ บริการต่าง ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของตน ปณิศา มีจินดา (2553:10) พฤติกรรมของผู้บริโภค หมายถึง เป็นกระบวนการที่เกี่ยวข้อง กับ บุคคลหรือกลุ่มในการจัดหา การเลือกสรร การซื้อ การใช้ และการจัดการภายหลังการบริโภคผลิตภัณฑ์/ บริการ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ
30 พฤติกรรมผู้บริโภค คือ กระบวนการที่เกี่ยวกับการค้นหาข้อมูล การซื้อ การใช้การประเมินผล ในสินค้าหรือบริการ จากความหมายของพฤติกรรมผู้บริโภคนี้ สามารถแยก ได้ดังนี้ มีการแสดงกิริยาอาการของ บุคคล ด้วยการเดินทางไปจับจ่ายหาซื้อและใช้สินค้าหรือบริการตามความต้องการของบุคคล พฤติกรรม ผู้บริโภคเป็นกระบวนการที่เกี่ยวกับการเปิดรับสื่อ การพิสูจน์ความต้องการ การตรวจสอบ การแสวงหาข่าวสาร การจับจ่าย และการพูดคุยเพื่อค้นหาค ายืนยัน บุคคลที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย ผู้บริโภคคนสุดท้ายที่เป็น ครอบครัวแม่บ้าน หรือซื้อไปเป็นของขวัญให้บุคคลอื่น กัลป์ยกร วรกุลลัฎฐานีย์ และพรทิพย์ สัมปัตตะวนิช (2553 : 90) ได้อธิบายถึง พฤติกรรม ผู้บริโภคว่า หมายถึง กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับความคิดและความรู้สึกที่ผู้บริโภคมี 3 รูปแบบพฤติกรรมผู้บริโภค แปรเปลี่ยนได้ (Dynamic) เนื่องจากความเปลี่ยนแปลง ของสภาพแวดล้อมภายนอก เช่น การสื่อสาร เทคโนโลยี สังคม ฯลฯ ท าให้มีผลกระทบต่อปัจจัยด้านความคิด ความรู้สึกของผู้บริโภคด้วย และพฤติกรรม ผู้บริโภค ได้รับผลกระทบมาจากปัจจัยภายใน และภายนอก จึงท าให้พฤติกรรมผู้บริโภคไม่หยุดนิ่งอยู่ เหมือนเดิม แต่อาจมีการเปลี่ยนแปลงเคลื่อนไหวได้ตลอดเวลาพฤติกรรมผู้บริโภคเกี่ยวข้องกับปฏิสัมพันธ์ (Interaction) ระหว่างความคิดความรู้สึกและการกระท า กับสิ่งแวดล้อมภายนอก ดังนั้น ความเข้าใจ พฤติกรรมผู้บริโภคจึงต้องศึกษาทั้งปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกว่า ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อสินค้า/บริการอะไร อย่างไร และท าไม พฤติกรรมบริโภคเกี่ยวข้องกับการแลกเปลี่ยน (Exchanges) หมายความว่า ผู้บริโภคมีพฤติกรรม เพื่อแลกเปลี่ยนคุณค่าบางอย่างกับบางคน ในกรณีนี้คือการแลกเปลี่ยนระหว่างผู้ซื้อ(ผู้บริโภค) กับผู้ขาย (เจ้าของสินค้า) เพื่อตอบสนองความต้องการของตนเอง สุปัญญา ไชยชาญ (2550 : 51-57) ให้กล่าวเกี่ยวกับพฤติกรรมผู้บริโภคไว้ว่า อาการที่แสดงออก ในการซื้อของผู้บริโภคแบ่งออกเป็น 4 ประเภท ดังต่อไปนี้พฤติกรรมการซื้อแบบเป็นปกติกิจ หมายถึง พฤติกรรมที่เกิดขึ้นเมื่อผู้บริโภคท าการซื้อผลิตภัณฑ์ที่จะต้องซื้อถี่ เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะทั่วไป มีราคา ต่อหน่วยต่ า มีวางจ าหน่ายทั่วไป ผู้ซื้อจะตัดสินใจซื้อโดยไม่ยุ่งยากแต่อย่างใดพฤติกรรมการซื้อแล้วลดความ กังวลใจ เป็นผลิตภัณฑ์ที่ ผู้บริโภค รู้จักดี และรู้ว่ามีความแตกต่างระหว่างตรายี่ห้อ น้อยมาก แต่ผู้บริโภค ก็ยังคงตัดสินใจได้ยากในการซื้อ เพราะเป็นประเภทที่มีราคาและความเสี่ยงสูง มีการซื้อเป็นครั้งคราว พฤติกรรมการซื้อแบบซับซ้อน (complex buying behavior) เป็นผลิตภัณฑ์ที่ผู้บริโภค มีความคุ้นเคย มีราคาสูง มีความเสี่ยงสูง แต่มีความถี่ในการซื้อต่ ามาก บางครั้งมีการซื้อเพียงครั้งเดียวตลอด อายุของผู้บริโภค ก่อนการลงมือซื้อ ผู้บริโภคต้องเสาะแสวงหาสารสนเทศ เพิ่มเติมอีกจ านวนมากเกี่ยวกับ
31 ประเภทและตราผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ทราบถึงคุณลักษณะของ ผลิตภัณฑ์นั้น ๆ เช่น บริโภคที่จะลงมือซื้อเครื่อง คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลมาใช้ เป็นต้น พฤติกรรมการซื้อแบบแสวงหาความหลากหลาย ผู้บริโภคบางกลุ่มเมื่อ จะซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีความยุ่งยากน้อย ก็ยังถือว่าตราผลิตภัณฑ์มีความส าคัญอยู่ ไม่อยากซื้อตราเดิม พฤติกรรม การซื้อจึงมีการเปลี่ยนเป็นตราใหม่เสมอ ๆ เพราะอยากหลุดพ้นจากความจ าเจ ซ้ าซากอยากลองของใหม่ สรุปได้ว่า พฤติกรรมผู้บริโภค คือ “อาการแสดงออกเกี่ยวกับพฤติกรรมการซื้อ การใช้ ของ ผู้บริโภคโดยการประเมินผลสินค้าหรือบริการ จากการได้มาตามความต้องการและคาดหวังของผู้บริโภค” 8. แนวคิดการท าการตลาดรูปแบบออนไลน์ และออฟไลน์ Marketin Oops (2552) อธิบายเรื่องการใช้งาน Social Media ไว้ว่า เป็นกลุ่มสังคมที่มีกลุ่มคน ผู้ใช้งานเป็นผู้สื่อสารในสารนั้นๆ หรือการบอกต่อเรื่องราว การเขียน ประสบการณ์ รูปภาพหรือบันทึก เคลื่อนไหว ที่ผู้ใช้เป็นผู้เขียน ขึ้นเอง โดน น ามากระจายถ่ายทอกบอกต่อบนพื้นที่ของตัวเองในโลกออนไลน์หรือ Social Media ที่ให้บริการ เพื่อน าพาสารมาเผยแพร่ Thump อธิบายเรื่อง Social Media เอาไว้ว่าเป็นการใช้ Webbased ผสมผสานกับเทคโนโลยีของโทรศัพท์มือ ถือ เพื่อสร้างประสิทธิภาพการสื่อสารให้เกิดการ ปฏิสัมพันธ์และโต้ตอบได้ในทันที (Thumbsup, 2554) SEO (2554) ได้พูดถึงเรื่อง Social Media ว่าหมายถึง เป็นสื่อในสังคมออนไลน์ปัจจุบันที่เป็นที่ใช้งานอย่าง แพร่หลาย ด้วยรูปแบบการสื่อสารแบU Interactive หรือ Two Way Communications ท าให้ผู้ใช้สามารถเข้า ถึงโลก Social Media ประเภทต่างๆ อย่างรวดเร็วและ เข้าถึง โดยผู้ใช้งานสามารถใช้พื้นที่ เผยแพรโต้ตอบได้ อย่างทันทีทันใด ธัญวัฒน์ กาบค า (2553) กล่าวถึง Social Media ว่าเป็นสังคมออนไลน์ที่ตอบสนองได้ทุกทิศ ทุกทาง โดยผ่านตัวกลางเป็นสื่อออนไลน์ซึ่งสามารถท าให้มีการโต้ตอบกันได้จากการให้ความหมายข้างบนนี้ สามารถให้ข้อสรุปได้ว่า Social Media เป็นสื่อสังคมออนไลน์บนเครือข่าย ออนไลน์ หรือมีการท ากิจกรรมใด ร่วมกันบนอินเทอร์เน็ต โดยหัวใจส าคัญคือการสื่อสารที่สามารถโต้ตอบได้ทั้งสองฝ่ายได้โดยมีบุคคลใช้การ สื่อสารต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นวิดีโอ หรือรูปภาพตัวอักษร เพื่อแบ่งปันให้ผู้อื่นรับรู้ ได้ถึงการกระท าของตัวเอง โดยผู้ใช้งานสามารถสร้างเนื้อหาสาระเพื่อชักจูงให้ผู้ที่อยู่ในโลกออนไลน์นั้นได้เข้าถึง กลายเป็นสถานที่พบปะ ผู้คนโดย จะสร้างประวัติของตัวเองและสร้างเครือข่ายของบุคคลเพื่อติดต่อและสื่อสารกับผู้อื่น เช่น My Space Facebook Line Instagram Twitter Google+ YouTube เป็นต้น เหล่านี้ล้วนแล้ว แต่เป็น เว็บที่สร้าง ขึ้นมาเพื่อการตอบสนองความต้องการในการติดต่อธุรกิจหรือหาเพื่อนบนโลกไซเบอร์ ทั้งสิ้น ค าว่า Social Media ไม่มีค าไทยอย่างเป็นทางการ แต่มีการใช้ค าว่า "เครือข่ายสังคมออนไลน์" มาแทนที่ ท าให้เราเกิดการ ปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน ซึ่งเราเรียกว่า Participation หรือการมีส่วนร่วมนั่นเอง ปัจจุบันผู้ใช้เครือข่ายสังคม
32 ออนไลน์ (Social Media! ทั่วโลกมีจ านวนมากดังนั้นการจัดอันดับเครือข่ายสังคมออนไลน์ จึงเปิดเผยว่า Facebook มีบัญชีผู้ใช้งานมากเป็นอับดัน 13 ของโลก และกรุงเทพฯ ติดเป็นอันดับเมืองที่มีผู้คนใช้ Facebook มากที่สุดในโลกอีกเช่นกัน ด้วยจ านวนในประเทศไทยสูถึง 128 ล้านบัญชี จากจ านวนของคนใช้ งานทั่วประเทศ 18.3 ล้านบัญชีนั่นเอง นอกจากนี้ยังมีสื่อสังคมยังมี Twitter, YouTube , Line และ Instagram ที่มาแรงและเริ่มเป็นที่นิยมขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งนี้สาเหตุที่สังคมออนไลน์นั้นมีการเติบโตพัฒนาได้อย่าง รวดเร็วเพราะเครือข่ายสังคมออนไลน์จะช่วยให้เกิดประโยชน์รวมถึงการติดต่อสื่อสารที่สะดวกและรวดเร็วได้ ในทันที สื่อสังคมออนไลน์นั้นล้วนมีความแตกต่างและจุดเด่นที่ไม่เหมือนกันและมีเทคโนโลยีเกิดขึ้นใหม่ๆ ตลอดเวลาเมื่อโลกแห่งการสื่อสารพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ปัจจัยโดยรอบต่างก็มีความเปลี่ยนแปลง เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นสื่อต่าง ๆ ท าให้ตลาดในปัจจุบันนั้นสื่อต่าง ๆ จ าเป็นจะต้องอาศัยการปรับตัวให้ทันท่วงที ไม่ว่าจะเป็นสื่อโทรทัศน์ วารสาร ไปจนถึงสื่อภาพยนตร์ การแข่งขันในตลาดปัจจุบันของผู้ให้บริการภาพยนตร์ รูปแบบสตรีมมิ่งนั้นถือเป็นช่วงที่เริ่มต้นท าความเข้าใจให้กับผู้บริโภค ดังนั้นเพื่อให้ได้กลุ่มเป้าหมายที่ตรงกับ ความต้องการของผู้ประกอบการ การใช้การท าการตลาดในรูปแบบออนไลน์จึงเป็นเครื่องมือส าคัญเพื่อเพิ่มการ เติบโตในแวดวงของธุรกิจ นักการตลาดชื่อ Smith และ Chaffey (2005) ได้กล่าวว่า การใช้แนวคิดการประกอบธุรกิจ ในรูปแบบการท าการตลาดอิเล็กทรอนิกส์นั้นจะส่งผลดีกับองค์กรเป็นอย่างสูง เนื่องจากความสามารถในการ จ าแนก (identity) ผู้บริโภคได้อย่างชัดเจนว่าเป็นใคร มีจุดประสงค์อะไรต่อความต้องการผ่านจดหมาย อิเล็กทรอนิกส์ ห้องสนทนา จึงสามารถเก็บบันทึกข้อมูลขอผู้บริโภค ส่งผลให้เกิดการรู้ทันความต้องการของ ผู้บริโภคได้ (Anticipating) ท าให้สามารถตอบสนองความพึงพอใจของลูกค้าได้ (Satisfy) เพื่อเกิดประโยชน์ สูงสุด (Effectively) นอกจากนี้แล้วนักการตลาดชื่อ Smith และ Chaffey (2005) ยังได้กล่าวไว้ถึง คุณประโยชน์จากการท าตลาดอิเล็กทรอนิกส์ ดังต่อไปนี้ 1) การขาย (Sell) ช่องทางการขายที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้รองรับลูกค้าเก่าและใหม่ที่จะ เกิดขึ้นได้ 2) การบริการ (Service) ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ตลอดเวลา 3) การพูดคุย (Speak) ช่วยลดพื้นที่ว่างตรงกลางระหว่างสินค้ากับผู้บริโภค ท าให้เกิดการเข้าถึงที่ ง่ายขึ้น ผู้บริโภคจึงมีพื้นที่ส าหรับการพูดคุยมากขึ้น 4) ประหยัด (Save) ช่วยลดค่าใช้จ่ายหรือทดแทนค่าใช้จ่ายจากการด าเนินงานต่าง ๆ ตัวอย่างเช่นการส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แทนการส่งจดหมายแบบเดิม
33 ส่งผลในการท ากลยุทธ์การท าตลาดแบบออนไลน์เป็นสิ่งส าคัญเป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะสินค้าหรือ ผู้ให้บริการประเภทออนไลน์ยิ่งจ าเป็นจะต้องมีความเข้าใจในการท าตลาดรูปแบบใหม่ เพื่อให้ทันกับการ เปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ไปจนถึงการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายของบริการให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และเข้าถึง ผู้บริโภคได้อย่างแท้จริง จึงจ าเป็นจะต้องมีหลักการในการท าการตลาดออนไลน์หลักในการท าการตลาด ออนไลน์การท าการตลาดนั้นไม่ใช่เพียงแค่มีเว็บไซต์ หรือเฟสบุค หรือเครื่องมือทางการตลาดออนไลน์รูปแบบ ใดแบบหนึ่งเท่านั้น สิ่งส าคัญคือจะต้องมีข้อมูลต่าง ๆ ที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ทุกรูปแบบ ซึ่งขั้นตอนการท าการตลาดแบบอิเล็กทรอนิกส์ SOSTAO เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ตรงที่สุดรวมถึง เกิดประโยชน์สูงสุด โดยมีขั้นตอนในการท าการตลาดดังต่อไปนี้ (Smith & Chaffey.2005) 1) วิเคราะห์สถานการณ์ (Situation) โดยพิจารณาว่าปัจจุบันองค์กรหรือตัวสินค้าของเรานั้นอยู่ บริเวณต าแหน่งใดของตลาดในทุก ๆ ด้าน เพื่อให้ทราบถึงต าแหน่งปัจจุบันขององค์กร ทั้งทางด้านสถานการณ์ ทางการตลาดด้านสินค้า ด้านการแข่งขัน ด้านการจัดจ าหน่าย รวมถึงปัจจัยโดยน าข้อมูลที่ได้มาท าการ วิเคราะห์หาโอกาสและรู้ทัน อุปสรรคเพื่อเป็นตัวช่วยในการก าหนดทิศทางการพัฒนาแผนการตลาด 2) วัตถุประสงค์ (Objective) ต าแหน่งของสิ่งที่องค์กรต้องการจะเป็น ซึ่งเกิดจากการก าหนด ทิศทางวัตถุประสงค์ โดยวัตถุประสงค์จะต้องอธิบายเหตุผล หรือผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากการท าการตลาด แบบอิเล็กทรอนิกส์อย่างชัดเจน 3) กลยุทธ์ (Strategy) หมายถึงวิธีการโดยใช้แผนกลยุทธ์เป็นตัวผลักดันให้องค์กรไป สู่วัตถุประสงค์หรือตามความส าเร็จในขั้นตอนที่ได้ตั้งเอาไว้ โดยเครื่องมือที่จะน ามาใช้นั้นจะต้องเป็นตาม กลยุทธ์ที่วางเอาไว้ 4) วางกลยุทธ์ (Tactics) หมายถึงการวางแผนการด าเนินงานโดยใช้เครื่องมือและการตลาด แบบผสม (Marketing Mix) เป็นแนววิธีคิดที่จะช่วยให้นักการตลาดสามารถสร้างโครงสร้างรวมถึงวิธีการเพื่อให้ ไปถึงกลุ่มเป้าหมาย 5) การด าเนินการ (Action) หมายถึง การด าเนินงาน การบริหารโครงการที่จะต้องแสดงให้เห็น ถึงศักยภาพของแผนการตลาดที่วางเอาไว้ไปจนถึงการบรรลุวัตถุประสงค์และกลยุทธ์ของการตลาดที่ตั้งเอาไว้ และเพื่อแสดงถึงแผนวิธีการท างานที่ชัดเจนว่าจะเริ่มท าอะไร เมื่อไหร่ ด้วยใคร ต้นทุน ไปจนถึงผู้รับผิดชอบใน ส่วนงานต่าง ๆ 6) การควบคุม (Control ) ถือเป็นส่วนสุดท้ายของแผ่นการตลาดเพื่อเป็นการตรวจสอบ ความก้าวหน้าหรือการด าเนินงานของแผนการตลาดเพื่อใช้ในการวัดผลโดยจ าเป็นจะต้องใช้การคิดวิเคราะห์
34 ส่วนต่าง ๆ ของตลาดประกอบกันไปด้วย เพื่อให้ควบคุมแผนการด าเนินงานใช้เงินไปตามเป้าหมายรวมถึงการ ติดตามการเปลี่ยนแปลง สรุปได้ว่า การใช้แนวคิดการประกอบธุรกิจในรูปแบบการท าการตลาดอิเล็กทรอนิกส์นั้นจะส่งผล ดีกับองค์กรเป็นอย่างสูง เนื่องจากความสามารถในการจ าแนก (identity) ผู้บริโภคได้อย่างชัดเจนว่าเป็นใคร มีจุดประสงค์อะไร ส่งผลให้เกิดการรู้ทันความต้องการของผู้บริโภคได้ (Anticipating) ท าให้สามารถตอบสนอง ความพึงพอใจของลูกค้า เกิดช่องทางการขายที่เพิ่มมากขึ้น ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ตลอดเวลา ลดพื้นที่ว่าง ตรงกลางระหว่างสินค้ากับผู้บริโภค ท าให้เกิดการเข้าถึงที่ง่ายขึ้น ลดค่าใช้จ่ายหรือทดแทนค่าใช้จ่ายจากการ ด าเนินงานต่าง ๆ การท ากลยุทธ์การท าตลาดแบบออนไลน์เป็นสิ่งส าคัญเป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะสินค้าหรือ ผู้ให้บริการประเภทออนไลน์ยิ่งจ าเป็นจะต้องมีความเข้าใจในการท าตลาดรูปแบบใหม่ เพื่อให้ทันกับการ เปลี่ยนแปลงของ เทคโนโลยี ไปจนถึงการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายของบริการให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด สิ่งส าคัญ คือจะต้องมีข้อมูลต่าง ๆ ที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ทุกรูปแบบ 9. องค์ความรู้ที่หลากหลายของบัวหลวง/การใช้ประโยชน์จากบัวหลวง ข้อมูลพฤกษศาสตร์ของบัวหลวง (Nelumbo nucifera Gaertm) ธาริณี แดงน้อย (2559). องค์ความรู้ที่หลากหลายของบัวหลวง/การใช้ประโยชน์จากบัวหลวง มหาวิทยาลัยบูรพา บัวหลวงเป็นพืชน้ าที่จัดเป็นไม้ดอกในเขตร้อนของทวีปเอเชียมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Nelumbo mucjera Gacrt จัดอยู่ในวงศ์ Nelumbo naccae มีชื่อสามัญว่า Lotus, Sacred lotus, East Indian lotus มีชื่อเรียกแตกต่างไปตามท้องถิ่น เช่น บุณทริก ปุณฑริก ปทุม ปัทมา สัดตบุษย์ บัวถัตรขาว สัตตบงกบัวฉัตรชมพู เป็นตัน (จันทรวรรณ แสงแข และเพชรรัตน์ ตรงต่อศักดิ์, 2548 บัวหลวงมีลักษณะทาง พฤกษศาสตร์ คือ ล าต้นมีทั้งเป็นเหง้าอยู่ใต้ดิน และเป็นไหลอยู่เหนือดินใต้น้ า ลักษณะของเหง้าเป็นท่อนขาว มีปล้องสีเหลืองอ่อนจนถึงสีเหลือง มีความแข็งเล็กน้อย หากตัดตามขวางจะเห็นเป็นรูปกลมๆ อยู่หลายรู โดยส่วนของไหลจะเป็นส่วนเจริญไปเป็นต้นใหม่ สามารถเจริญเติบโตได้ดีในดินเหนียวในระดับน้ าลึก 30-50 เซนติเมตร และสามารถขยายพันธุ์ด้วยวิธีการใช้เมล็ดหรือวิธีการแยกไหลราก เป็นระบบรากฝอย รากเกิด บริเวณข้อของล าต้น รากอ่อนมีสีขาว เมื่ออายุมากขึ้นจะเปลี่ยนเป็นสีน้ าตาลแก่ และมีแขนงออกมา ใบบัว เป็นใบเดี่ยว ใบอ่อนจะลอยปริ่มน้ า ส่วนใบแก่แผ่นใบจะชูขึ้นเหนือน้ า ลักษณะของใบเป็นรูปเกือบกลมและ มีขนาดใหญ่ โดยมีขนาดประมาณ 50 เซนติเมตร ขอบใบเรียบและเป็นคลื่น ผิวใบด้านบนเป็นนวลเคลือบอยู่ ก้นใบจะติดอยู่ตรงกลางของแผ่นใบ ก้านใบมีลักษณะแข็งและเป็นหนาม หากตัดตามขวางจะเห็นรูอยู่ภายใน และก้านใบจะมีน้ ายางสีขาว เมื่อหักก้านจะมีสายใยสีขาว 1 ส าหรับใบอ่อนจะเป็นสีเทานวล ปลายจะม้วนงอ
35 ขึ้นเข้าหากันทั้งสองด้านดอก เป็นดอกเคี่ยวมีขนาดใหญ่มี 2 สี คือ สีขาวและสีชมพู เป็นดอกสมบูรณ์เพศ (Perfect lower) มีกลิ่นหอมอ่อนๆ กั้นดอกแข็งและมีผิวขรุขระเป็นหนามเล็กๆ สีน้ าตาลแลง กระจายอยู่ทั่วไป คล้ายก้านใบ ภายในก้านดอก (Peduncle) มีรูอากาศเป็นจ านวนมาก และมีน้ ายางเช่นเดียวกันกับก้านใบ ดอก ชูขึ้นเหนือน้ า กลีบเลี้ยง (Sepal) สีเขียวมี 46 กลีบ เหี่ยวและร่วงง่าย แต่บางครั้งก็ติดอยู่จบเป็นผล กลีบดอก (Petal) และกลีบเลี้ยงรูปร่างคล้ายกันมากจนแยกออกจากกันได้ยาก เกสรตัวผู้ (Stamen) เรียงตัว รอบฐานรองดอกในต าแหน่งที่ต่ ากว่ารังไข่ มีกลิ่นหอม อับเรณู (Anther) สีเหลืองมี 4 อัน ลักษณะเรียวยาว ปลายอับเรณูมีระยางค์ (Appendix) สีขาวขุ่นหรือขาวอมเหลือง ยาวประมาณ 2-3 มิลลิเมตร บัวพันธุ์ สัตตบุษย์ และพันธุ์สัตตบงกช มีเกสรตัวผู้เปลี่ยนแปลงไปคล้ายกลีบดอก (Stamcnpetaloid) แต่เล็กกว่า มีทั้ง เกสรตัวผู้ที่เป็นหมันและไม่เป็นหมัน เกสรตัวเมียมีรังไข่อยู่เหนือชั้นของกลีบเลี้ยง กลีบดอกและก้านเกสรตัวผู้ เกสรตัวเมียมีหลายรังไข่แยกกันเป็นอิสระ โดยฝังอยู่ในฐานรองดอก (Receptacle) ที่ขยายออกมาเป็นรูปกรวย เรียกว่า ฝักบัว รังไข่แต่ละรังมีเพียง 1 คาร์เปล (Carpel) แต่ละคาร์เปลมีไข่อ่อน 1 ใบ ยอดเกสรตัวเมียเป็นตุ่ม สีเหลืองติดอยู่ที่รังไข่ โดยไม่มีก้านชูเกสรตัวเมียหรือมีก็สั้นมาก ผล หรือฝักบัวจัดเป็นผลกลุ่ม (Aggregate fruit) ประกอบด้วยผลย่อยเป็นแบบนัท (Nut) เปลือกหนาสีเขียว ด้านในมีสีขาว เมื่อแก่เปลือกจะมีสีด าและ แข็ง เรียกว่า "เม็ดบัว" สามารถน ามารับประทานได้ เมล็ด มีเปลือกบางสีขาวอ่อนนุ่ม เมล็ดมีความกว้าง ประมาณ 1 เซนติเมตร ภายในมีกลีบเลี้ยงหนา 2 ใบ สีขาวนวล ต้นอ่อน (Embryo) มีสีเขียวเข้ม เรียกว่า ดีบัว มีรสขม ดีบัว เป็นส่วนของตันอ่อนที่อยู่ในเม็ดบัวหลวง ดีบัวมีลักษณะคล้ายสาก มีความยาวประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร และมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2 มิลลิเมตร มีใบอ่อน 2 ใบ ใบหนึ่งสั้น ส่วนอีกใบยาว ใบมี สีเขียวเข้มหรือสีเขียวอมเหลือง ปลายใบมีลักษณะม้วนเป็นรูปคล้ายลูกศร มีต้นอ่อนตรง ขนาดเล็กมากอยู่ ระหว่างใบอ่อนทั้งสอง มีความยาวประมาณ 2 มิลลิเมตร โคนต้นมีสีเหลืองอ่อนหรือเป็นสีเหลืองอมเขียว ลักษณะเป็นรูปทรงกระบอกขาวประมาณ 24 มิลลิเมตร เนื้อหนาเปราะ ร้อนหน้าตัดจะมีรูเล็ก ๆ จ านวนมาก ดีบัวมีรสขมจัด แต่ไม่มีกลิ่น (อังคณา เทียนกล่ า, 2551) ส่วนต่าง ๆ ของบัวสามารถน าไปใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน มีสรรพคุณในการบ ารุงร่างกายหรือน ามา ปรุงเป็นยารักษาโรคได้ เช่น เกสรตัวผู้ บ ารุงหัวใจ เกสรปรุงเป็นยาหอมบ ารุงหัวใจ บรรเทาอาการหน้ามืด วิงเวียน ท าให้ขึ้นใจ เป็นยาสงบประสาท ขับเสมหะ ดอก แก้อาการช้ าใน ช่วยให้นอนหลับก้านใบ แก้ริดสีดวง จมูก แก้ลมพิษ ยางจากก้านใยและก้านดอก แก้ท้องเดิน ใช้เป็นยาห้ามเลือดใบ ใช้ห้ามเลือด ใบอ่อนกินได้เป็น ผักใบแก่แก้อาการปวดศีรษะ เป็นไข้ ท้องร่วง มีเสมหะปนเลือด เลือดก าเดาไหล และประจ าเดือนมามาก ผิดปกติ เมล็ด ได้จากฝักแก่ ใช้รับประทานเป็นอาหาร แก้อาการท้องร่วง ดีบัว มีรสขมจัด ช่วยขยายเส้นเลือด
36 หัวใจ เหง้า เป็นยาเย็น ใช้บ ารุงก าลัง แก้ร้อนในกระหายน้ าแก้เสมหะ แก้พุพอง ฝักบัว ได้จากฝักแก่ ที่แกะ เมล็ด และเอาก้านออก ใช้แก้ประจ าเดือนมามากกว่าปกติหรือตกเลือด แก้เป็นตะคริวที่ท้อง และห้ามเลือด (สุดารัตน์ หอมหวล, ม.ป.ป.และคณะ, 2551) สรุปได้ว่า บัวสามารถน าไปใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน มีสรรพคุณในการบ ารุงร่างกายหรือน ามาปรุง เป็นยารักษาโรคได้ซึ่งหากชุมชนในพื้นที่ต าบลยกกระบัตรได้น าบัวหลวงในพื้นที่มาใช้ประโยชน์สูงสุด จะช่วยลด ปัญหาขยะจากบัวหลวง และได้ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่จะสามารถน ามาใช้ในชุมชน และจ าหน่ายเป็นสินค้า ของชุมชนอีกทางหนึ่งด้วย 10. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง จากงานวิจัยของวีระศักดิ์ ศรีลารัตน และ ณัฐสิมา โทขันธ เรื่อง การเพิ่มมูลค่าบัวหลวงปทุมด้วย ภูมิปัญญาผ้าฝ้ายมัดย้อมสีธรรมชาติโดย พบว่า การศึกษาเพิ่มมูลค่าบัวหลวงปทุมด้วยภูมิปัญญาผ้ามัดย้อมสี ธรรมชาติเป็นทางเลือกหนึ่งในการลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมแล้วยังเป็นการส่งเสริมอาชีพและอนุรักษ์ วัฒนธรรมไทย ผลการศึกษาพบว่า สีสกัดจากใบบัวแก่ ฝักบัวแห้ง และกลีบดอกบัว (สัดส่วน 1 : 5) ด้วยวิธีการ ต้มนาน 3 ชั่วโมง ให้สีน้ าตาลและได้รับความพอใจสูงสุด (4.42+0.08) ส าหรับเทคนิคการมัดย้อมผ้าฝ้ายแบบ การพับแล้วมัด การพับแล้วหนีบ และการขย าแล้วมัด ที่ผ่านการย้อมแบบ ย้อมร้อนด้วยสีกัดจากบัวใบบัว สีฝัก และกลีบดอกบัวเป็นเวลา 1 ชั่วโมง พบว่า ทุกแบบได้รับความพึงพอใจมาก จากผู้ตอบแบบสอบถาม (n=100) โดยแบบลวดลายขย าแล้วมัดที่ย้อมจากสีสกัดฝักบัวให้ค่าคะแนนความพึงพอใจเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือ สีสกัด จากใบบัว และกลีบดอกบัว ตามล าดับ ซึ่งสีสันของผ้ามัดย้อมสีไม่ฉูดฉาดจนเกินไปและลวดลายประณีตสะดุด ตาจึงเหมาะสมต่อการทท าเสื้อผ้าและดอกไม่ประดิษฐ์จากผ้า ตลอดจนทดแทนสีสังเคราะห์ และเป็นวิธีการ ย้อมที่ไม่ซับซ้อนเหมาะสมต่อการส่งเสริมธุรกิจชุมชนได้ จากงานของธาริณี แดงน้อย เรื่อง การทดสอบสารพฤกษเคมีและฤทธิ์ทางชีวภาพของบัวหลวง พบว่า สารพฤกษเคมีและฤทธิ์ทางชีวภาพของสารสกัดหยาบเอทานอล จากบัวหลวง 2 สายพันธุ์คือ บัวหลวง สีข าว (white Nelumbo nucifera) และบั วห ล วงสีชมพู (pink Nelumbo nucifera) จ ากก ารศึกษ า สารพฤกษเคมีเบื้องต้นของสารสกัดหยาบเอทานอลจากบัวหลวง ทั้งสองสายพันธุ์ พบสารพฤกษเคมี คือ ซาโปนิน แทนนิน เทอร์ปี นอยด์ ฟลาโวนอยด์ คูมาริน คาร์ดิแอคไกลโคไซด์ และสเตียรอยด์นอกจากนี้สาร สกัดดังกล่าวยังได้ศึกษาปริมาณสารประกอบ ฟีนอลิกรวม (8.96±0.51 ถึง 83.28±2.49 mg GAE/g crude extract) สารประกอบฟลาโวนอยด์รวม (3.76±0.17 ถึง36.95±1.72 mg QE/g crude extract) และสารต้าน อนุมูลอิสระรวม (235.97±2.28 ถึง 1202.90±42.20 mg AE/g crude extract) และจากการศึกษาฤทธิ์ต้าน
37 อนุมูลอิสระด้วยวิธี DPPH free radical scavenging พบว่า ส่วนสกัดจากกลีบดอกบัวหลวงสีขาว มีฤทธิ์ต้าน อนุมูลอิสระสูงสุด (94.95%) ที่ความเข้มข้น 0.250 mg/mL การศึกษาฤทธิ์ยับยั้งเอ็นไซม์แอลฟา-กลูโคซิเดรส และเอ็นไซม์แอลฟาอะไมเลส ที่เกี่ยวข้องกับโรคเบาหวาน ของสารสกัดหยาบเอทานอลจากบัวหลวง 2 สาย พันธุ์ พบว่า ส่วนสกัดจากกลีบดอกบัวหลวงสีขาว มีฤทธิ์ยับยั้งเอ็นไซม์แอลฟา-กลูโคซิเดรส (86.17±0.19%) และเอ็นไซม์แอลฟา-อะไมเลส(99.01±0.57%) สูงสุด ที่ความเข้มข้น 2.0 mg/mL และสูงกว่ายามาตรฐาน อคาร์โบส (86.09±0.87 และ95.55±0.32% ตามล าดับ)อีกด้วย จากผลดังกล่าวข้างต้นพบว่าสามารถ พัฒนา และน าส่วนต่าง ๆ ของบัวหลวงไปใช้ประโยชน์ทางยารักษาโรคเบาหวานหรือเป็นผลิตภัณฑ์ เครื่องส าอาง ได้อีกด้วย งานวิจัยของ บุษราคัม สิงห์ชัย , นิศา ตระกูลภักดี และสาวิตรี ทองลิ้มเรื่อง (2560) น้ ามันหอม ระเหยจากเกสรบัวหลวงราชินีงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบวิธีการสกัดน้ ามันหอมระเหยที่แตกต่าง กันและองค์ประกอบทางเคมีของน้ ามันหอมระเหยจากเกสรบัวหลวงราชินี และเพื่อศึกษาฤทธิ์ต้านออกซิเดชัน ของน้ ามันหอมระเหยจากเกสรบัวหลวงราชินี โดยเก็บเกสรบัวหลวงที่วัดเขาบันไดอิฐ ต าบลไร่ส้ม อ าเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี เดือนมิถุนายน ถึงเดือนกรกฎาคม 2558 และสกัดน้ ามันหอมระเหย 3 วิธี ได้แก่ การสกัดด้วย ตัวท าละลาย การสกัดด้วยไขเย็น และการสกัดด้วยไขร้อน การศึกษาองค์ประกอบทางเคมีของน้ ามันหอม ระเหยที่สกัดได้ด้วยเครื่อง GC-MS: Electron, Ionization Acquisition mode; Scan 30-500 amu และ เปรียบข้อมูล EI-MS ที่ได้ใน NIST library และศึกษาฤทธิ์ต้านออกซิเดชันด้วยวิธี DPPH โดยมีวิตามินซีเป็นสาร ควบคุม ผลการวิจัย พบว่า น้ ามันหอมระเหยที่สกัดด้วยตัวท าละลายจะมีสีน้ าเข้มและเป็นของเหลวหนืด ส่วน การสกัดด้วยไขทั้งสองวิธีเป็นของเหลวใสสีเหลืองอ่อน และน้ ามันหอมระเหยทั้งหมดมีองค์ประกอบทางเคมีที่ แตกต่างกันเป็นส่วนใหญ่โดยไม่มีองค์ประกอบเคมีใดเหมือนกันในน้ ามันหอมระเหยทั้ง 3 วิธี และที่เหมือนกัน ของน้ ามันหอมระเหยที่สกัดด้วยตัวท้าละลายและไขเย็น ได้แก่ สาร 2,3-dihydro-3,5-dihydroxy-6- methylpyran-4-one และ lidocain ในปริมาณที่แตกต่างกัน ส่วนน้ ามันหอมระเหยที่สกัดด้วยตัวท าละลาย และไขร้อนพบเฉพาะสาร ethyl palmitate โดยมีปริมาณที่ใกล้เคียงกัน และน้ ามันหอมระเหยที่สกัดด้วยตัว ท าละลายแสดงค่าการต้านออกซิเดชันด้วยค่า IC50±SD เท่ากับ 31.00±0.94 µg/ml ส่วนน้ ามันหอมระเหยที่ เหลือไม่แสดงค่าการต้านออกซิเดชันที่ความเข้มข้นเริ่มต้น 125.00 µg/ml และวิตามินซีแสดงค่าการต้าน ออกซิเดชันด้วยค่า IC50±SD เท่ากับ 0.75±0.22 µg/m สรุปได้ว่าบัวหลวงสามารถน ามาท าเป็นผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพและสามารถน ามาใช้ประโยชน์ ได้ทั้งทางตรงและทางอ้อมและยังเป็นผลดีต่อสิ่งแวดล้อมละส่งผลดีต่อสุขภาพผู้บริโภคมีงานวิจัยที่สามารถน า
38 บัวหลวงมาสร้างมูลค่าเพิ่มทั้งจากการท าน้ ามันหอม การท าสารสกัดและการน ามาเป็นส่วนผสมในการย้อมผ้าที่ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและยังสามารถน ามาท าเป็นยาและเป็นส่วนผสมในเครื่องส าอางได้ด้วยจากงานวิจัยที่ เกี่ยวข้องท าให้ทีมนักวิจัยได้มีแนวทางในการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากบัวหลวงเพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนา ผลิตภัณฑ์จากบัวหลวงเพื่อส่งเสริมอาชีพคนในชุมชนและส่งเสริมให้ชุมชนเกิดรายได้
บทที่ 3 ระเบียบวิธีด ำเนินกำรวิจัย ในการด าเนินงานวิจัยเรื่อง “การพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่มจากบัวหลวงของ ชุมชน ต าบลยกกระบัตร อ าเภอสามเงา จังหวัดตาก” และเพื่อให้การวิจัยสามารถได้มาซึ่งค าตอบเชิงประจักษ์ใน แต่ละวัตถุประสงค์ ทีมวิจัยได้ก าหนดวิธีด าเนินการวิจัยเป็นกรอบกว้างๆ ตามแต่ละวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้ 1. ประเภทของงานวิจัย 2. ประชากร และกลุ่มตัวอย่าง 3. เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา 4. การทดสอบเครื่องมือ 5. วิธีการเก็บข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูล 6. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 3.1 ประเภทของงำนวิจัย การวิจัยในหัวข้อ “การพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่มจากบัวหลวงของชุมชน ต าบลยกกระบัตร อ าเภอสามเงา จังหวัดตาก” เป็นการศึกษาค้นคว้าวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Research) เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) และการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) โดยมี วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบริบทพื้นที่ และการจัดการทรัพยากรบัวหลวง ของเครือข่ายชุมชนต าบลยกกระบัตร (บริบทพื้นที่ ปัญหาที่เกิดจากบังหลวง และแนวทางการแก้ไขปัญหา,การจัดการทรัพยากรบัวหลวง การใช้ ประโยชน์จากบัวหลวงของชุมชนและช่องทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชน) ศึกษาความต้องการ ของตลาด และแนวทางการสร้างนวัตกรรมจากบัวหลวง พัฒนามาตรฐานของผลิตภัณฑ์ และการสร้างภาคี เครือข่ายร่วมพัฒนานวัตกรรมจากบัวหลวงและพัฒนาช่องทางการจัดจ าหน่ายผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง โดยการ มีส่วนร่วมของคนในชุมชนท้องถิ่น (คนรุ่นใหม่ในพื้นที่ ประชาชน แกนน า ปราชญ์)และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตลาด ผู้จ าหน่าย ผู้บริโภคและบุคคลทั่วไป ดังนั้นผู้วิจัยได้ท าการศึกษาค้นคว้าตามขั้นตอนดังต่อไปนี้
40 1. ศึกษำบริบทพื้นที่ วิธีการก าจัดบัวหลวงที่ผ่านมา และการน าบัวหลวงไปใช้ประโยชน์ ที่ได้ ด าเนินการ ได้แก่ (1) ศึกษาบริบทพื้นที่ วิธีการก าจัดบัวหลวงที่ผ่านมา และการน าไปใช้ประโยชน์จากบัวหลวง ที่ผ่านมาของชุมชนทั้งในลักษณะกลุ่ม และส่วนบุคคล เพื่อการทบทวนองค์ความรู้ที่มีอยู่ในชุมชน จัดประชุมทีม นักวิจัยเพื่อแบ่งบทบาทหน้าที่ในการศึกษาบริบทพื้นที่กระจายงานแบ่งพื้นที่รับผิดชอบ และลงพื้นที่เก็บข้อมูล ชุมชนโดยการลงพื้นที่สัมภาษณ์ การศึกษาส ารวจข้อมูลมือสองจากผู้น าชุมชน ชาวบ้าน ปราชญ์ แกนน า ในพื้นที่และประสานขอความอนุเคราะห์ ข้อมูลมือสองจากหน่วยงานองค์การบริหารส่วนต าบลยกกระบัตร พัฒนาชุมชนอ าเภอสามเงา เกษตรอ าเภอสามเงา และการประชุมกลุ่มย่อยเพื่อความสะดวกของชุมชน (2) ประสาน รวมกลุ่มประชาชน และทาบทามปราชญ์ชาวบ้าน นักวิชาการ เพื่อสร้างภาคี เครือข่าย สืบเนื่องจากกระบวนการในข้อที่ 1 เป็นการขยับพื้นที่ให้ครอบคลุมและค้นหา ชักชวนกลุ่มแกนน า นักวิชาการ ร่วมขับเคลื่อนการด าเนินกิจกรรมในระดับพื้นที่เพื่อหนุนเสริมก าลังคน สร้างความร่วมมือในการ พัฒนา ส่งเสริมกิจกรรมองค์รวมและประสานทาบทามทีมวิชาการจากมหาวิทยาลัยราชภัฏก าแพงเพชร ด้านการแปรรูปบัวหลวง และประสานทาบทามทีมนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีล้านนา ตาก พัฒนาออกแบบผลิตภัณฑ์ ประสานความร่วมมือ พัฒนาชุมชนอ าเภอสามเงาเพื่อส่งเสริมผลิตภัณฑ์ชุมชน ประสานผู้น าชุมชนเพื่อขอเข้าร่วมท าความเข้าใจ สร้างภาคีผู้น ากับพื้นที่ที่เกี่ยวข้องทั้งตลอดจนปราชญ์ชุมชน เพื่อสร้างกระบวนการท างานแบบมีส่วนร่วมในระยะเริ่มต้น (3) ศึกษาช่วงเวลาการเติบโตของบัวหลวง และการน าเอาบัวหลวงไปใช้ประโยชน์และของ ประชาชนในชุมชนและชุมชนใกล้เคียง ประชุมสร้างแบบสอบถาม ปรับแก้ และส่งผู้เชี่ยวชาญช่วยตรวจสอบ และน ากลับมาใช้เป็นเครื่องมือในการศึกษาการน าเอาบัวหลวงไปใช้ประโยชน์ โดยแบ่งทีมลงพื้นที่เก็บข้อมูล และสัมภาษณ์รายได้ครัวเรือน ส่งแบบสอบถามไปยังหน่วยงาน ร้านค้าผู้ประกอบการ และประชาชนทั่วไปเพื่อ หาความต้องการในการใช้ประโยชน์จากบัวหลวง เก็บรวบรวมข้อมูล และสรุปผลการเก็บรวบรวมข้อมูล ขั้นตอนกำรประชุมทีมนักวิจัยเพื่อออกแบบ 2. หำรูปแบบที่เหมำะสมของกำรสร้ำงนวัตกรรมจำกบัวหลวง เพื่อสร้างอาชีพและรายได้ให้กับ ประชาชนชุมชนต าบลยกกระบัตร อ าเภอสามเงา จังหวัดตาก (1)ศึกษาสรรพคุณ คุณสมบัติของบัวหลวง โดยการประสานความร่วมมือกับนักวิชาการ มหาวิทยาลัยราชภัฎก าแพงเพชร โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลบ้านหนองเชียงคา โรงพยาบาลส่งเสริม สุขภาพต าบลบ้านแม่ระวานสองแคว จัดทีมลงพื้นที่เพื่อศึกษาข้อมูลการน าบัวหลวงมาใช้ประโยชน์ด้านสุขภาพ ของหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่รวมถึงการศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องและศึกษาข้อมูลจากเว็ปไซด์ต่างๆ เพื่อ
41 น ามาเป็นฐานข้อมูลในการวิเคราะห์ สังเคราะห์เพื่อเป็นส่วนในการด าเนินงานร่วมกับทีมนักวิจัยและภาคีที่ เกี่ยวข้อง (2) การศึกษาดูงาน รูปแบบการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง การออกแบบผลิตภัณฑ์ ประชุมทีมนักวิจัยและแกนน าชุมชนเพื่อหารือ หาแนวทางและก าหนดช่วงเวลา จ านวนคน เข้าร่วม กรอบการศึกษาดูงานโดยเน้นบริบทใกล้เคียงกันและพื้นที่ไม่ห่างไกลมาก แบ่งบทบาทหน้าที่ทีมนักวิจัย เพื่อมาสรุปพื้นที่เป้าหมายโดยเลือกเป็นพื้นที่บัวศิริ ชาบัวกว๊านพะเยา จังหวัดพะเยา หลังจากนั้นก็ประสานงาน พื้นที่เป้าหมายเพื่อขอเข้าศึกษาดูงานและและทาบทามทีมชุมชนร่วมศึกษาดูงานเพื่อเข้าศึกษาวิธีการจัดการ กลุ่ม การแปรรูปผลิตภัณฑ์และการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน การสร้างภาคีการขับเคลื่อนงาน การเชื่อมร้อย วิถีชุมชนกับการใช้ทรัพยากรในพื้นที่สร้างมูลค่าเพิ่ม และร่วมสรุปผลการศึกษาดูงานเพื่อถอดบทเรียนเพื่อน า แนวทางมาปรับใช้ในการขับเคลื่อนการพัฒนาในระดับพื้นที่ต าบลยกกระบัตรเพื่อการจัดการทั้งทรัพยากรใน พื้นที่ การจัดการก าลังคน การรวมกลุ่มและการกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้จากการแลกเปลี่ยนในการศึกษาดูงาน (3) ประชุมภาคีเครือข่ายเพื่อร่วมกันก าหนดรูปแบบการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากบัวหลวงกับวัสดุ ในชุมชนที่ช่วยเพิ่มสรรพคุณของผลิตภัณฑ์ของชุมชน จากการศึกษาดูงาน การร่วมวงสนทนา ประชุมหารือ ทั้งทีมภายในและภาคีที่เกี่ยวข้องประกอบกับการน าข้อมูลต่างๆ มาประกอบการร่วมวงสนทนา หารือ ในขั้นตอนข้างต้นชุมชนยังมองเห็นทรัพยากรพื้นถิ่นที่มีจ านวนมาก และสามารน ามาสร้างมูลค่าเพิ่มได้จึง ร่วมกันวิเคราะห์ทรัพยากรในพื้นถิ่นที่มีจ านวนมากและมีประโยชน์ ปลอดภัยจึงเสนอให้น า มะรุมหรือส่วน ของมะรุมไปแปรรูปร่วมกับดอกบัว และส่งวัตถุดิบเข้าสู่กระบวนการทดลอง เพื่อสร้างให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ ส่งผลดีต่อสุขภาพ จากการศึกษาทดลองโดยนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยราชภัฎก าแพงเพชรจึงท าให้ได้ ผลิตภัณฑ์ที่เป็นชาบัวหมัก ที่มีโพรไบโอติกส์ เพิ่มเชื้อจุลินทรีย์ชั้นดีในล าไส้ช่วยในการขับถ่าย 3. พัฒนำกลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์จำกบัวหลวงเพื่อสร้างอาชีพและรายได้ให้กับชุมชนต าบล ยกกระบัตร อ าเภอสามเงา จังหวัดตาก (1)รวมกลุ่มสมาชิกในการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง ประกอบด้วย คนรุ่นใหม่ ผู้ว่างงาน และผู้มีรายได้น้อย ในพื้นที่ต าบลยกกระบัตร และประชาชนที่สนใจ เพื่อพัฒนากลุ่มอาชีพการแปรรูปผลิตภัณฑ์ จาก บัวหลวง ของชุมชนต าบลยกกระบัตร กระบวนการสร้างเวทีร่วมคิด ร่วมท าจากการเชิญผู้ที่มีส่วน เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม จัดกระบวนการเพื่อให้เกิดการรวมกลุ่มในการแปรรูปผลิตภัณฑ์ โดยมีแกนน าที่ไปร่วม แลกเปลี่ยนเรียนรู้ศึกษาดูงานเห็นประโยชน์การใช้ทรัพยากรถิ่นให้เกิดมูลค่าเพิ่มและเกิดประโยชน์ภาพรวมโดย เริ่มต้นจากกลุ่มแกนน าที่มีความสนใจทั้งในและนอกพื้นที่ รวมถึงการจัดตั้งกลุ่ม จดทะเบียนกลุ่มเพื่อเติมองค์ ความรู้และก าหนดแนวทางบทบาทหน้าที่ร่วมกัน
42 (2) พัฒนารูปแบบการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง และพัฒนามาตรฐานผลิตภัณฑ์โดยการ ประสานความร่วมมือกับนักวิชาการ จากมหาวิทยาลัย สรุปข้อมูลจากการเก็บแบบสอบถามที่ใช้ถามคนทั่วไป เพื่อหาความต้องการรูปแบบการแปรรูปเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นไปตามความต้องการของตลาดและน าเสนอ ข้อมูลแก่นักวิชาการ น าวัตถุดิบ บัวหลวงและใบมะรุมส่งเข้าห้องทดลองเพื่อหารูปแบบ ทดสอบคุณค่าทาง โภชนาการเพื่อน ามาเป็นต้นแบบในการถ่ายทอดยังชุมชน (3) อบรมเชิงปฏิบัติการแปรรูปจากบัวหลวงในหลายรูปแบบโดยการประสานความร่วมมือกับ อาจารย์ในมหาวิทยาลัยราชภัฎก าแพงเพชร โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลบ้านหนองเชียงคา โรงพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพต าบลบ้านแม่ระวานสองแคว และส านักงานพัฒนาชุมชนอ าเภอสามเงา จัดประชุมเชิง ปฏิบัติการเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ในการแปรรูปผลิตภัณฑ์ที่ผ่านกระบวนการทดลอง ทดสอบคุณค่าทาง โภชนาการซึ่งเป็นชาบัวหมักที่มีประโยชน์ต่อร่างกายประกอบด้วยจุลินทรีย์ชั้นดีส่งผลดีต่อระบบขับถ่ายโดย เชิญสมาชิกกลุ่มและผู้สนใจและประสานภาคีเพื่อประชาสัมพันธ์คนเข้าร่วมพัฒนาศักยภาพในครั้งนี้ (4) พัฒนาศักยภาพของกลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง ในชุมชนโดยการพัฒนากลไก โครงสร้างของกลุ่ม เช่น การระดมทุนในการสมัครสมาชิกกลุ่ม ผลผลิตที่ได้จากการพัฒนาผลิตภัณฑ์นั้น สมาชิกกลุ่มแบ่งบทบาทหน้าที่ เข้าประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ในชุมชน หน่วยงานราชการและร้านค้าสวัสดิการ เขื่อนภูมิพลที่มีจุดจ าหน่ายสินค้าชุมชนเพื่อน ารายได้จากการขายมาเป็นทุนในการด าเนินการกิจกรรมกลุ่ม แปรรูปจากบัวหลวงและเพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์หน่วยงานต่างๆ รู้จักสินค้า รวมถึงการรับฟังประเมินผล จากผู้บริโภคเพื่อน ามาพัฒนาปรับปรุงผลิตภัณฑ์ต่อไป (5) การบริหารจัดการกลุ่ม ประชุมกลุ่มเพื่อรับฟัง และสร้างวงสนทนาเพื่อให้เกิดการ วางแผน แนวทางการบริหารจัดการกลุ่มและหาแนวทางการขับเคลื่อนการพัฒนากลุ่มเพื่อให้เกิดรายได้และ กระจายอย่างเป็นธรรม รวมถึงการหาแนวทางในการขับเคลื่อนกลุ่มและการก าหนดข้อตกลงร่วมในการใช้ ทรัพยากรชุมชน (6) ประชุมติดตามและประเมินผล จัดประชุมสรุปผลการด าเนินกิจกรรมกลุ่ม ปัญหา อุปสรรคและวางแผนการส่งเสริมการตลาด 4. หำช่องทำงกำรจัดจ ำหน่ำยกำรแปรรูปผลิตภัณฑ์จำกบัวหลวง เพื่อสร้างอาชีพและรายได้ ให้กับประชาชนชุมชน ต าบลยกกระบัตร อ าเภอสามเงา จังหวัดตาก (1) ส ารวจผู้ต้องการใช้ผลิตภัณฑ์จากบัวหลวงในชุมชนและนอกชุมชนต าบลยกกระบัตรเพื่อ หาช่องทางการจัดจ าหน่ายผลิตภัณฑ์
43 (2) ออกแบบสัญลักษณ์และบรรจุภัณฑ์ของบัวหลวงโดยการประสานความร่วมมือของ นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (3) การสื่อสารและการประชาสัมพันธ์การผลิต และการจ าหน่ายการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากบัว หลวง ของชุมชนต าบลยกกระบัตร 5. สังเครำะห์ข้อมูลงำนวิจัยเพื่อชุมชน “การพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่ม จาก บัวหลวงของชุมชน ต าบลยกกระบัตร อ าเภอสามเงา จังหวัดตาก” ที่เน้นการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่ การพัฒนาอย่างยั่งยืนโดยชุมชนมีส่วนร่วมสู่การถ่ายทอดความรู้ให้กับประชาชนในชุมชนและชุมชนใกล้เคียง 6. สรุปผลกำรวิจัยเพื่อจัดท ำรำยงำนควำมก้ำวหน้ำและรำยงำนฉบับสมบูรณ์ กำรวิจัยเชิงคุณภำพ (Qualitative Research) เพื่อศึกษาบริบทพื้นที่ วิธีการการก าจัดบัวหลวงที่ผ่านมา และการน าบัวหลวงไปใช้ประโยชน์ที่มี ประชาชนในชุมชนเป็นผู้มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรในชุมชน อีกทั้งยังมีเจ้าหน้าที่จากภาครัฐ และ ภาคเอกชนที่ให้การสนับสนุนโดยใช้วิธีการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก (In-Depth Interview) โดยใช้ค าถามเกี่ยวกับ กระบวนการก าจัดบัวหลวง การใช้ประโยชน์และแนวทางการจัดการการท่องเที่ยวในชุมชน รูปแบบการจัดการ ท่องเที่ยวที่เหมาะสม และปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นในพื้นที่ กำรวิจัยเชิงปริมำณ (Quantitative Research) ผู้วิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อจะศึกษาความต้องการในการใช้รูปแบบผลิตภัณฑ์จากบัวหลวงเพื่อน ามา ท าผลิตภัณฑ์จากบัวหลวงให้ตรงกับความต้องการของตลาดและรายได้ครัวเรือนการศึกษาส ารวจรายได้ของ ประชากรในพื้นที่และใช้แบบสอบถามดังกล่าวเป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์และแสดงผลการวิจัยเป็นจ านวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เพื่อให้งานวิจัยครั้งนี้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของผู้ท าการวิจัย กระบวนการงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น (Community Based Research) ผู้วิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ สร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนร่วมคิด ร่วมท าและชุมชนเป็นผู้ร่วมวิจัยโดยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ดังนี้ 1. ระยะเตรียมการ การเตรียมการ เตรียมชุมชน ใช้เวทีประชุมชี้แจง การพูดคุยในกลุ่มย่อย หรือ พุดคุยเป็นรายบุคคลเป็นหลัก ในระยะเริ่มต้นทีมนักวิจัยได้ลงพื้นที่เพื่อสร้างภาคีกับแกนน า ผู้น าชุมชน และเยาวชนในพื้นที่โดย การชักชวนพูดคุยสร้างความเข้าใจโดยแบ่งออกเป็น 4 ส่วนดังนี้ 1. หน่วยงานภาครัฐที่มีบทบาทเกี่ยวข้อง ประกอบด้วยหน่วยงานพัฒนาชุมชนอ าเภอสามเงา องค์การบริหารส่วนต าบลยกกระบัตร เกษตรอ าเภอสามเงา และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลในพื้นที่ต าบลยกกระบัตร 2. ประชาชนในพื้นที่แกนน า ปราชญ์ ซึ่งบุคคล
44 เหล่านี้เป็นกลุ่มข้าวโพดแปลงใหญ่ในพื้นที่ ก านัน ผู้ใหญ่บ้านและเยาวชนที่สนใจ 3. กลุ่มนักวิชาการที่มีองค์ ความรู้ด้านการแปรูปผลิตภัณฑ์4.ทีมนักวิจัย โดยใช้กระบวนการทาบทาม ลงพื้นที่พูดคุย โทรศัพท์ประสาน ประชุมผ่านระบบสื่ออิเล็กทรอนิกส์และการจัดประชุมย่อยเพื่อร่วมหารือ หาแนวทาง ร่วมคิดร่วมท าและสร้าง การรับรู้ การออกแบบการขับเคลื่อนการท างานร่วมกัน 2. ระยะด าเนินการ การเก็บข้อมูล ด้านเอกสาร การศึกษาบริบทชุมชน การวิเคราะห์ปัญหาของ ชุมชนอย่างเป็นระบบ เพื่อพิจารณาความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของทุนชุมชน ภูมิปัญญาท้องถิ่น น ามา ก าหนดเป็นแผนงานวิจัย การบริหารจัดการ เช่น ผู้รับผิดชอบ ระยะเวลา งบประมาณ ขั้นตอนนี้ท างานร่วมกับ คนทุกฝ่ายโดยมีชุมชนเป็นหลัก น าแผนงานไปปฏิบัติ ทดลอง ปฏิบัติก่อนจึงจะได้ข้อสรุป การติดตาม ประเมินผลแต่ละขั้นตอนโดยสรุปงานเป็นระยะๆ เริ่มด าเนินการหาความต้องการตลาดจากการส่งแบบสอบถามไปยังบุคคลทั่วไปสรุปผลความ ต้องการ หารูปแบบผลิตภัณฑ์ในชุมชนร่วมกันกับภาคีที่เกี่ยวข้อง วางระบบการขับเคลื่อนงานเพื่อพัฒนา ศักยภาพกลุ่ม และการร่วมวงสนทนาออกแบบ ก าหนดแผนงาน การออกแบบผลิตภัณฑ์ การบริหารจัดการ การกระจายผลประโยชน์ วิเคราะห์บริบท สถานการณ์ต่างๆที่เกี่ยวข้องเช่นการใช้พื้นที่ การใช้ทรัพยากร รวม ไปถึงก าลังการผลิต การออกแบบผลิตภัณฑ์ การตลาด การกระจายประโยชน์ตลอดจนการรับผิดชอบร่วมใน การใช้ทรัพยากร การก าหนดกติการ่วมกัน จากการประชุมและกระบวนการพัฒนาท าให้ชุมชนเห็นความส าคัญ ในการแปรรูปและเห็นว่าเป็นช่องทางที่จะช่วยสร้างรายได้ให้กับคนในพื้นที่โดยการน าวัสดุที่มีในชุมชนมาใช้ให้ เกิดประโยชน์ จังร่วมกันหารือจัดตั้งกลุ่มเพื่อสานต่อการด าเนินกิจกรรมจึงเกิดกลุ่มขึ้นและจดทะเบียนเป็น “วิสาหกิจชุมชนผลิตภัณฑ์แปรรูปบัวหลวง ยกกระบัตร” 3. ระยะการสรุปผลและเขียนรายงานการวิจัย ควรต้องมีการเก็บข้อมูลอย่างมีระบบ มีการ ประชุมสรุป/ถอดบทเรียนงานทุกครั้ง การสรุปผลควรท าการถอดบทเรียนร่วมกันระหว่าง ทีมวิจัย โดยน าข้อมูล จากเอกสาร แบบสอบถาม การสังเกตการณ์ การสัมภาษณ์หรือศึกษาดูงาน น ามาวิเคราะห์และหาข้อสรุป ร่วมกัน เพื่อหาข้อสรุปเหตุผลมาตอบค าถามของงานวิจัย การเขียนรายงานการวิจัย มีเวทีสรุปบทเรียนก่อน ดังนั้น ภายหลังการด าเนินงานวิจัยเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไร ได้อะไร มีสิ่งใดที่ต้องปรับปรุงแก้ไขเป็นการ รวบรวมข้อมูลและประมวลผลทุกด้านที่ได้ด าเนินการผ่านมาแล้ว มาแยกแยะเป็นหมวดหมู่เพื่อตอบค าถามการ วิจัยได้ครบถ้วน ทีมนักวิจัยร่วมประชุม หารือ และร่วมวงสนทนาถอดบทเรียนการด าเนินการวิจัยโดยแบ่งประเด็น ออกเป็น 4ด้าน ดังนี้
45 1.ด้านบุคลากรที่ด าเนินกิจกรรมกลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์พบว่า กลุ่มต้องการพัฒนาด้านการบริหาร จัดการซึ่งกลุ่มมีการแบ่งบทบาทหน้าที่อย่างชัดเจนแต่การด าเนินกิจกรรมยังขาดความเชื่อมั่นในด้านการตลาดเพราะ ยังเขินอายที่จะพูด ตอบลูกค้า ท าการขาย ภาระงานจึงตกหนักที่ประธานกลุ่มที่มีภารกิจมากมาย ท าให้ต้องสร้างวง สนทนาเพื่อหาทางออกร่วมกันโดยการปรับบทบาทหน้าที่และมีการเพิ่มจ านวนสมาชิกที่สนใจเข้าร่วมเพิ่มเติม 2. ด้านมาตรฐานผลิตภัณฑ์ การผลิตอาหารหรือเครื่องดื่มต้องได้รับมาตรฐาน จึงต้องหาทางออกในการ ประสานงานความร่วมมือจากภาคีช่วยส่งเสริมสนับสนุนการขับเคลื่อนงานของกลุ่มวิสาหกิจโดยการส่งต่อผลการวิจัย ให้กับพัฒนาชุมชนอ าเภอสามเงา และองค์การบริหารส่วนต าบลยกกระบัตรเพื่อจัดท าแผนงบประมาณส่งเสริมด้าน การผลิตและการขอมาตรฐาน อย. 3.ด้านการใช้ทรัพยากรในพื้นที่หากมีการน าทรัพยากรสาธารณะมาใช้ให้เกิดประโยชน์เฉพาะบางกลุ่ม อาจท าให้เกิดปัญหาในอนาคต ทีมนักวิจัยจึงร่วมหาแนวทางสร้างวงสนทนาเพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาใน เบื้องต้นด้วยการเชิญภาคีที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมวงสนทนา หาทางออก ก าหนดกติการ่วม 4. ด้านการขับเคลื่อนงานวิจัย ในขั้นตอนนี้การด าเนินการวิจัยมีการพูดคุยหารือ หาแนวทางร่วมกันทุก ช่วงระยะในการด าเนินการวิจัย ร่วมแก้ไขสถานการณ์หาทางออกการด าเนินกิจกรรมทั้งการเผชิญสถานการณ์ระบาด โควิดที่ต้องปรับการท างานให้เหมาะสม การเปลี่ยนคนเข้าร่วมกิจกรรม การหาคนแทนทุกขั้นตอนทีมนักวิจัยต่างร่วม คิดร่วมท าร่วมแก้ไขปัญหาและร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างต่อเนื่องจนเกิดการพัฒนา การรับฟังและการท างานเป็น ทีมอย่างกัลยาณมิตรเกิดความสุข ความสามัคคีขึ้นในทีมทั้งทีมนักวิจัย ภาคี และชุมชน 3.2 ประชำกร และกลุ่มตัวอย่ำง ประชากร ได้แก่ ชุมชนต าบลยกกระบัตร อ าเภอสามเงา จังหวัดตาก จ านวน 12 หมู่บ้าน ประกอบด้วย หมู่ 1 บ้านคลองไม้แกง, หมู่ 2 บ้านยกกระบัตร, หมู่ 3 บ้านท่าไผ่, หมู่ 4 บ้านสองแคว, หมู่ 5 บ้านแม่ระวาน, หมู่ 6 บ้านหนองเชียงคา, หมู่ 7 บ้านแม่เชียงราย, หมู่ 8 บ้านใหม่สามัคคี, หมู่ 9 บ้านหนองแม่ล่าง, หมู่ 10 บ้านใหม่สามัคคีเหนือ, หมู่ 11 บ้านหนองเชียงคาใต้, หมู่ 12 บ้านสองแควพัฒนา กลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย กลุ่มประชากรที่เข้าร่วมโครง (ผู้ที่ตกงานจากสถานการณ์โควิด, เกษตรกรที่ต้องการอาชีพเสริม), กลุ่มประชากรที่ไม่เข้าร่วมโครงการ (ประชากรโดยรอบ), กลุ่มนักท่องเที่ยว, กลุ่มผู้ประกอบธุรกิจน าเที่ยว, ร้านค้าในสถานที่ท่องเที่ยว
46 3.3 เครื่องมือที่ใช้ในกำรศึกษำ เครื่องมือที่ใช้ในกำรเก็บข้อมูลประกอบด้วย 1. การสัมภาษณ์ / การพูดคุย / กล้องถ่ายรูป / สมุดบันทึก 2. การสังเกตแบบมีส่วนร่วม (Participant Observations) 3. แบบสอบถามกึ่งทางการ (Questionnaire) กำรสัมภำษณ์และกำรสังเกต ประชำกรที่เป็นกลุ่มตัวอย่ำง บุคลากรจากหน่วยงานภาครัฐ ได้แก่ พัฒนาชุมชน ประชารัฐรักสามัคคี ส านักงานการท่องเที่ยวและ กีฬาจังหวัดตาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ส านักงานตาก องค์การบริหารส่วนต าบลยกกระบัตร ส านักงาน เกษตรอ าเภอสามเงา ส านักงานสาธารณสุขอ าเภอสามเงา ผู้วิจัยได้เลือกสุ่มกลุ่มตัวอย่างโดยไม่ใช้หลักความน่าจะ เป็นในการสุ่มกลุ่มตัวอย่าง (Nonprobability Sampling) เป็นการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) และได้ใช้ การสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง (Unstructured Interview) ในการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง บุคลากรจากหน่วยงานภาคเอกชน ผู้ประกอบการธุรกิจสินค้าและบริการ ผู้บริโภค ผู้ประกอบการธุรกิจ สินค้าที่ระลึก ผู้ประกอบการธุรกิจที่พัก ผู้ประกอบการร้านอาหาร ผู้ประกอบการด้านสุขภาพ ผู้วิจัยได้เลือกสุ่มกลุ่ม ตัวอย่างโดยไม่ใช้หลักความน่าจะเป็นในการสุ่มกลุ่มตัวอย่าง (Nonprobability Sampling) เป็นการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) และได้ใช้การสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง (Unstructured Interview) ในการเก็บข้อมูลจาก ผู้ประกอบการธุรกิจประเภทต่างๆ นอกจากนั้นยังใช้วิธีการสังเกตแบบมีส่วนร่วม (Participant Observation) และ การสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม (Non-participant Observation) บุคลากรภายในชุมชน ประชาชนในพื้นที่ แกนน า ปราชญ์ ผู้น าชุมนและกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ผู้วิจัยได้ เลือกสุ่มกลุ่มตัวอย่างโดยไม่ใช้หลักความน่าจะเป็นในการสุ่มกลุ่มตัวอย่าง (Nonprobability Sampling) เป็นการสุ่ม แบบเจาะจง (Purposive Sampling) และได้ใช้การสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง (Unstructured Interview) ในการเก็บ ข้อมูลใช้วิธีการสังเกตแบบมีส่วนร่วม (Participant Observation) และการสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม (Non-participant Observation) การวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติในกรณีที่แบบสอบถามมีระดับการวัดแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating scale) ใช้ค่าเฉลี่ยเป็นตัวสถิติเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลที่เก็บมาได้จากจ านวนตัวอย่างทั้งหมด ค่าเฉลี่ยที่ค านวณได้ส่วน ใหญ่จะมีทศนิยม 2 ต าแหน่ง ดังนั้นผู้วิจัยจึงก าหนดเกณฑ์การแปลความหมายเพื่อจัดระดับค่าเฉลี่ยออกเป็นช่วงโดย ไม่ใช้หลักความน่าจะเป็นในการสุ่มกลุ่มตัวอย่าง (Nonprobability Sampling) แบบการสุ่มแบบบังเอิญ (Accidental Sampling)
47 3.4 กำรทดสอบเครื่องมือ กำรทดสอบเครื่องมือและควำมเชื่อมั่น การทดสอบความเที่ยงตรงของเนื้อหา (Content validity test) และการทดสอบความน่าเชื่อถือ (Reliability test) ของแบบสอบถาม (Questionnaire) งานวิจัยนี้จะน าแบบสอบถามที่สร้างเสร็จแล้วมอบให้กับผู้ทรงคุณวุฒิจ านวน 3 ท่าน ตรวจสอบความ ถูกต้องของเนื้อหา และท าการแก้ไขตามข้อเสนอแนะและข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ต่องานวิจัย การทดสอบความน่าเชื่อถือ (Reliability test) เมื่อผู้วิจัยได้แก้ไขแบบสอบถามตามที่ผู้ทรงคุณวุฒิระบุเรียบร้อยแล้วจะต้องน าแบบสอบถามมาท าการ ทดสอบความน่าเชื่อถือ (Reliability test) โดยท าการแจกกับกลุ่มตัวอย่างที่มีสภาพเป็นกลุ่มตัวอย่างซึ่งได้แก่ กลุ่ม ผู้ประกอบการและผู้บริโภคจ านวน 50 คน เพื่อตรวจสอบความน่าเชื่อถือโดยการวิเคราะห์ประมวลหาค่า ครอนบาร์ค แอลฟ่า (Cronbach’s Alpha analysis test) 3.5 วิธีกำรเก็บข้อมูลและกำรวิเครำะห์ข้อมูล กำรเก็บรวบรวมข้อมูล ส าหรับข้อมูลที่ได้จากงานวิจัยนี้จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ข้อมูลปฐมภูมิ (Primary data) ซึ่งจะ เป็นข้อมูลที่ใช้ในการน าเสนอรายงานการวิจัย และข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary data) ซึ่งเป็นข้อมูลที่ได้จากการ ค้นคว้าจากเอกสารและวารสารอื่น ๆ ตลอดจนแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องในการน ามาอธิบายผลการวิจัยเพื่อให้ งานวิจัยนี้มีความถูกต้องและน่าเชื่อถือ ส าหรับขั้นตอนการด าเนินการวิจัยมีดังนี้ 1. ค้นคว้าหาข้อมูล รวบรวมเอกสาร และวางแผนการศึกษา 2. สร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3. เก็บรวบรวมข้อมูล 4. วิเคราะห์และแปลผลข้อมูล 5. สรุปผลและเขียนรายงานการวิจัย 3.6 สถิติที่ใช้ในกำรวิเครำะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis)
บทที่ 4 ผลการวิจัย การวิจัยเรื่อง “การพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่มจากบัวหลวงของชุมชน ต าบล ยกกระบัตร อ าเภอสามเงา จังหวัดตาก” ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ข้อที่ 1 เพื่อศึกษาบริบทพื้นที่ และการจัดการ ทรัพยากรบัวหลวง ของเครือข่ายชุมชนต าบลยกกระบัตร 1) ศึกษาบริบทพื้นที่ ปัญหาที่เกิดจากบัวหลวง และ แนวทางการแก้ไขปัญหา 2) ศึกษาการจัดการทรัพยากรบัวหลวง การใช้ประโยชน์จากบัวหลวงของชุมชน 3) ศึกษาช่องทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชน ข้อที่ 2 เพื่อศึกษาความต้องการของตลาด และแนวทาง การสร้างมูลค่าเพิ่มจากบัวหลวง ข้อที่ 3 เพื่อพัฒนามาตรฐานของผลิตภัณฑ์และการสร้างภาคีเครือข่ายร่วม พัฒนามูลค่าเพิ่มจากบัวหลวง และข้อที่ 4 เพื่อศึกษาและพัฒนาช่องทางการจัดจ าหน่ายผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง ได้ผลตามวัตถุประสงค์ดังนี้ ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 1 เพื่อศึกษาบริบทพื้นที่ และการจัดการทรัพยากรบัวหลวง ของเครือข่ายชุมชนต าบลยกกระบัตร 1.1 ศึกษาบริบทพื้นที่ ปัญหาที่เกิดจากบัวหลวง และแนวทางการแก้ไขปัญหา 1.1.1 บริบทพื้นที่ 1) ลักษณะพื้นที่ ภาพที่1 แผนที่ต าบลยกกระบัตร
49 ต าบลยกระบัตร เป็นต าบลที่ตั้งอยู่ในเขตการปกครองของอ าเภอสามเงา จังหวัดตาก มีประชากร รวมทั้งสิ้น 8,065 คน จ านวน 2,571 ครัวเรือน แบ่งเป็น 12 หมู่บ้าน ได้แก่ หมู่ที่ 1 บ้านคลองไม้แดง หมู่ที่ 2 บ้านยกกระบัตร หมู่ที่ 3 บ้าน ท่าไผ่ หมู่ที่ 4 บ้านสองแคว หมู่ที่ 5 บ้านแม่ระวาน หมู่ที่ 6 บ้านหนองเชียงคา หมู่ที่ 7 บ้านแม่เชียงราย หมู่ที่ 8 บ้านใหม่สามัคคีหมู่ที่ 9 บ้านหนองแม่ล่าง หมู่ที่ 10 บ้านใหม่สามัคคีเหนือ หมู่ที่ 11 บ้านหนองเชียงคาใต้และหมู่ที่ 12 บ้านสองแควพัฒนา อยู่ห่างจากสถานีขนส่งจังหวัดตาก 66.7 กิโลเมตร ห่างจากที่ว่าการอ าเภอสามเงา 16.2 กิโลเมตร มีพื้นที่ประมาณ 301.51 ตารางกิโลเมตร หรือ ประมาณ 171,456 ไร่ แบ่งเป็น พื้นที่ทางการเกษตร27,409 ไร่ พื้นที่ป่าไม้127,750 ไร่ พื้นที่ส าหรับเป็นที่อยู่ อาศัย 4,577 ไร่ พื้นที่แหล่งน้ า 10,246 ไร่ พื้นที่สาธารณประโยชน์1,474 ไร่ ทิศเหนือ ติดต่อกับ ต าบลก้อ อ าเภอลี้ จังหวัดล าพูน ทิศใต้ ติดต่อกับ ต าบลสามเงา อ าเภอสามเงา จังหวัดตาก ทิศตะวันออก ติดต่อกับ ต าบลแม่พริก อ าเภอแม่พริก จังหวัดล าปาง , ต าบลวังหมัน อ าเภอสามเงา จังหวัดตาก และต าบลวังจันทร์ อ าเภอสามเงา จังหวัดตาก ทิศตะวันตก ติดต่อกับ ต าบลบ้านนา อ าเภอสามเงา จังหวัดตาก ประชากรในพื้นที่ ประกอบอาชีพท านา ท าสวน ท าไร่ และเลี้ยงสัตว์ อาชีพเสริม กลุ่มธนาคารต้นไม้ กลุ่มน้ าพริก กลุ่มจักสาน กลุ่มทอผ้า กลุ่มเลี้ยงหม่อนไหม กลุ่มกล้วย กลุ่มไม้กวาด กลุ่มมะละกอ แหล่งน้ าตามธรรมชาติได้แก่ 1) แม่น้ าวัง พื้นที่ที่ได้รับประโยชน์ 50,000 ไร่ จ านวน 2,100 ครัวเรือน 2) หนองจระเข้ พื้นที่ที่ได้รับประโยชน์ 1,500 ไร่ จ านวน 1,014 ครัวเรือน 3) หนองจะหลอด พื้นที่ที่ได้รับประโยชน์ 50,000 ไร่ จ านวน 664 ครัวเรือน 4) หนองปู่เฮียน พื้นที่ที่ได้รับประโยชน์ 100 ไร่ จ านวน 350 ครัวเรือน ลักษณะภูมิประเทศ เป็นที่ราบกว้างในตอนกลางของต าบล ซีกตะวันตกเป็นแนวเทือกเขา ได้แก่ ดอยไม้แดง ดอยเม่น และดอยขุนห้วยห้า ซีกตะวันตกออกมีภูเขา ได้แก่ ดอยม้าเฒ่า มีเทือกเขาถนนธงชัยเป็น ตัวปะทะมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดมาจากมหาสมุทรอินเดีย และทะเลอันดามัน ท าให้ได้รับความชุ่มชื้นจาก ลมมรสุมไม่เต็มที่ ฤดูร้อน ช่วงเดือน มีนาคม – มิถุนายน ฤดูฝน ช่วงเดือน กรกฎาคม – ตุลาคม ฤดูหนาว ช่วงเดือน พฤศจิกายน – กุมภาพันธ์ลักษณะดินส่วนใหญ่เป็นดินร่วนปนดินเหนียว เหมาะแก่การเพาะปลูกท า การเกษตร ประเพณีและงานประจ าปีได้แก่ 1) ประเพณีลอยกระทง 2) ประเพณีสงกรานต์3) ประเพณี บุญบั้งไฟ (หมู่ที่ 3, 4, 5, 6, 7, 11, 12) 4) ประเพณีแห่เทียนพรรษาและถวายผ้าอาบน้ าฝน 5) ประเพณี ตานก๋วยสลาก 6) วัฒนธรรมท าบุญกลางบ้าน 7) วัฒนธรรมการจ้อยของผู้เฒ่าผู้แก่ 8) วัฒนธรรมการละเล่น พื้นบ้าน 9) วัฒนธรรมตีกลองมงตึงเซ่ 10) วัฒนธรรมส่งเคราะห์บ้าน/ ท าบุญกลางบ้าน และ11) วัฒนธรรม ร าวงย้อนยุค
50 มีภูมิปัญญาท้องถิ่น ภาษาถิ่น ได้แก่ 1) การ จักสานเครื่องมือเครื่องใช้ (แห ยอ จั๋ม กระติ๊บข้าวเหนียว ตะกร้า กระบุง เปล ฯลฯ) 2) การเลี้ยงผีป่า ผีเขา ผีฝาย 3) การเลี้ยงผีปู่ย่า 4) การเลี้ยงเจ้า (การทรงเจ้าเข้าทรง) 5) การแห่นางแมว ขอฟ้าขอฝน 6) การสืบชะตาต่ออายุ7) การนั่งกะลาดูชะตา (นายเสมอ สมัคร) หมู่ที่ 6 บ้าน หนองเชียงคา) 8) ภาษาที่ใช้เป็นภาษาท้องถิ่นทางภาคเหนือ แหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ได้แก่ 1) น้ าตกแม่ดูด หมู่ที่ 11 บ้านหนองเชียงคาใต้โดยมีหน่วยพิทักษ์อุทยาน จ านวน 1 แห่ง หน่วย พิทักษ์อุทยานแห่งชาติแม่ปิงที่ 11 (ดอยขุนเม่น) เป็นหน่วยงานหนึ่งอยู่ในความดูแลของอุทยานแห่งชาติแม่ปิง ส่วนอุทยานแห่งชาติ ส านักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 (เชียงใหม่) กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชหน่วย พิทักษ์อุทยานแห่งชาติแม่ปิง ที่ มป.11(ดอยขุนเม่น) มีที่ท าการ 1 หลัง บ้านพักรับรอง 1 หลัง บ้านพักลูกจ้าง 4 ครอบครัว มีห้องน้ า มีลานกิจกรรมบรรจุได้ 1,200 คน สามารถจัดค่ายสื่อความหมาย ค่ายลูกเสือ - เนตรนารี และผู้สนใจเป็นหมู่คณะได้ 2) หนองจระเข้ หมู่ที่ 3 บ้านท่าไผ่ หมู่ที่ 4 บ้านสองแคว, หมู่ที่ 6 บ้านหนองเชียงคา, หมู่ที่ 11 บ้านหนองเชียงคาใต้ เป็นแหล่งกักเก็บน้ าขนาดใหญ่ เพื่อใช้ในการเกษตรครอบคลุมหลายหมู่บ้าน อีกทั้งยังเป็น แหล่งบัวหลวงขนาดใหญ่ 3) ทุ่งทานตะวัน หมู่ที่ 8 บ้านใหม่สามัคคีเป็นสถานที่เที่ยวใหม่ซึ่งข้อมูลอาจจะไม่เผยแพร่มาก นัก เป็นสถานที่ชมวิว มีทุ่งดอกทานตะวันเป็นไร่ที่ตั้งอยู่ติดกับภูเขา ทัศนียภาพรอบข้างที่สวยงาม และอีกทั้งมี รีสอร์ทให้กับนักท่องเที่ยวจ านวน 4 หลัง ภาพที่2 เปิดตัวโครงการต่อ ว่าที่ร้อยเอกสมศักดิ์ ไชยมณี นายอ าเภอสามเงา
51 ภาพที่ 3 เปิดตัวโครงการในการประชุมในระดับอ าเภอ ภาพที่4 ร่วมประชุมสร้างความเข้าใจโครงการกับหน่วยงานท้องถิ่น และหาภาคีร่วมพัฒนา ภาพที่5 ประชุมเปิดตัวโครงการในเวทีประชุมระดับหมู่บ้าน
52 2) การศึกษารายได้และความเป็นอยู่ของประชากรในพื้นที่ ทีมวิจัยจึงได้จัดประชุมเพื่อออกแบบแบบสอบถาม จ านวน 2 ชุด คือ 1) แบบส ารวจตัวชี้วัดความ เหลื่อมล้ า โครงการการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่มจากบัวหลวงของชุมชนต าบล ยกกระบัตร อ าเภอสามเงา จังหวัดตาก (ระยะก่อนด าเนินการ) และ 2) แบบส ารวจผู้บริโภคและผู้ประกอบการ การพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่มจากบัวหลวงของชุมชนต าบลยกกระบัตร อ าเภอสามเงา จังหวัดตาก โดยส่งแบบสอบถามให้ทีมที่ปรึกษาตรวจสอบ ก่อนส่งแบบสอบถามทดสอบความเที่ยงตรงของ เนื้อหาและทดสอบความน่าเชื่อถือ โดยมอบให้กับผู้ทรงคุณวุฒิจ านวน 3 แห่ง ประกอบด้วย มหาวิทยาลัย ราชภัฎก าแพงเพชร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ตาก และวิทยาลัยชุมชนตาก ก่อนน าไปใช้ จัดเก็บข้อมูล ภาพที่6 ประชุมทีมนักวิจัยออกแบบสอบถามที่ใช้ในการเก็บข้อมูล น าแบบสอบถาม ชุดที่ 1 แบบส ารวจตัวชี้วัดความเหลื่อมล้ า โครงการการพัฒนาเศรษฐกิจ ฐานราก ด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่มจากบัวหลวงของชุมชนต าบลยกกระบัตร อ าเภอสามเงา จังหวัดตาก (ระยะ ก่อนด าเนินการ) สอบถามกลุ่มตัวอย่างในพื้นที่ จ านวน 69 คน แบ่งเป็น กลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมโครงการ จ านวน 36 คน ประกอบด้วย กลุ่มคนตกงานจากสถานการณ์โควิด จ านวน 9 คน กลุ่มเกษตรที่ต้องการอาชีพเสริม 27 คน และกลุ่มเป้าหมายที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการซึ่งเป็นประชาชนในพื้นที่รอบข้าง จ านวน 33 คน แบบสอบถามแบ่งออกเป็น 10 ส่วน ดังนี้ ส่วนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ส่วนที่ 2 การมีส่วน ร่วมกับกิจกรรมของโครงการ ส่วนที่ 3 รายได้จากการท างานในปี พ.ศ. 2564 ส่วนที่ 4 ก าไรจากการ ประกอบการ ส่วนที่ 5 ก าไรจากการประกอบการทางการเกษตร ส่วนที่ 6 เงินบ านาญ เงินสวัสดิการ เงิน
53 ช่วยเหลือ ส่วนที่ 7 รายได้จากทรัพย์สิน/การเงิน ส่วนที่ 8 รายจ่ายที่ไม่เป็นตัวเงิน ส่วนที่ 9 ผลิตภัณฑ์จากบัว หลวง และส่วนที่ 10 ข้อมูลอื่นๆ ดังนี้ ส่วนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปผู้ตอบแบบสอบถาม สถานภาพและข้อมูลทั่วไปส่วนใหญ่ของผู้ตอบแบบสอบถาม พบว่า เป็นเพศหญิง จ านวน 54 คน (ร้อยละ 78.26) รองลงมา เพศชาย จ านวน 15 คน (ร้อยละ 21.74) มีอายุระหว่าง 56-65 ปีมากที่สุด จ านวน 15 คน (ร้อยละ 21.47) รองลงมา คือ ช่วงอายุ46-55 ปีจ านวน 14 คน (ร้อยละ 20.29) อายุ36-45 ปี และ 66 ปีขึ้นไป จ านวน 12 คน (ร้อยละ 17.39) อายุ15-25 ปีจ านวน 9 คน (ร้อยละ 13.04) และอายุ26-35 ปี จ านวน 7 คน (ร้อยละ 13.04) อาศัยอยู่ที่หมู่บ้านหนองเชียงคา มากที่สุด จ านวน 18 คน (ร้อยละ 26.09) รองลงมา คือ บ้านใหม่สามัคคี จ านวน 11 คน (ร้อยละ 15.94) บ้านแม่ระวาน และบ้านสองแคว จ านวน 9 คน (ร้อยละ 13.04) บ้านยกกระบัตร จ านวน 8 คน (ร้อยละ 11.59) บ้านคลองไม้แดง และ บ้านท่าไผ่ จ านวน 5 คน (ร้อยละ 7.25) บ้านแม่เชียงราย และบ้านหนองแม่ล่าง จ านวน 2 คน (ร้อยละ 2.90 ) มีวุฒิ การศึกษาระดับประถมศึกษา มากที่สุด จ านวน 38 คน (ร้อยละ 55.07) รองลงมา คือ ระดับมัธยมศึกษาตอน ปลายหรือเทียบเท่า จ านวน 16 คน (ร้อยละ 23.19) ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น จ านวน 10 คน (ร้อยละ 14.49) ไม่ได้เรียน จ านวน 3 คน (ร้อยละ 4.35 ) ระดับอนุปริญญาหรือเทียบเท่า และระดับปริญญาตรี จ านวน 1 คน (ร้อยละ 1.45) มีอาชีพหลัก คือ อาชีพเกษตรกร มากที่สุด จ านวน 30 คน (ร้อยละ 43.48) รองลงมา คือ ไม่มี อาชีพ และ รับจ้าง จ านวน 12 คน (ร้อยละ 17.39) นักเรียน/นักศึกษา จ านวน 8 คน (ร้อยละ 11.59) และรับ ราชการ จ านวน 7 คน (ร้อยละ 10.14) ประกอบอาชีพเสริม มากที่สุด คือ ไม่มีอาชีพ จ านวน 27 คน (ร้อยละ 39.13) รองลงมา คือ อาชีพเกษตรกร จ านวน 18 คน (ร้อยละ 26.09) รับจ้าง จ านวน 13 คน (ร้อยละ 18.84) นักเรียน/นักศึกษา และรับราชการ จ านวน 5 คน (ร้อยละ 7.25) และธุรกิจส่วนตัว (เช่น ค้าขาย) จ านวน 1 คน (ร้อยละ 1.45) มีสถานภาพ สมรส มีบุตร มากที่สุด จ านวน 47 คน (ร้อยละ 68.12) รองลงมา คือ โสด จ านวน 17 คน (ร้อยละ 24.64) และสมรส ไม่มีบุตร จ านวน 5 คน (ร้อยละ 7.25) มีสถานะเป็นหัวหน้าครัวเรือน มาก ที่สุด จ านวน 26 คน (ร้อยละ 37.68) รองลงมา คือ สามี/ภรรยาของหัวหน้าครัวเรือน จ านวน 24 คน (ร้อยละ 34.78) และบุตรหลานของหัวหน้าครัวเรือน จ านวน 19 คน (ร้อยละ 27.54) มีความเกี่ยวข้องกับโครงการ มาก ที่สุด คือ เป็นสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการ จ านวน 36 คน (ร้อยละ 52.17) รองลงมา คือ ไม่เป็นสมาชิก/ไม่เข้า ร่วมโครงการ จ านวน 33 คน (ร้อยละ 47.83) มีจ านวนสมาชิกในครัวเรือน (ตามทะเบียนบ้าน) 1-5 คน มาก ที่สุด จ านวน 55 คน (ร้อยละ 79.71) รองลงมา คือ 6-10 คน จ านวน 14 คน (ร้อยละ 20.29) อาศัยอยู่จริงใน
54 ครัวเรือน 1-5 คน มากที่สุด จ านวน 60 คน (ร้อยละ 86.96) รองลงมา คือ 6-10 คน จ านวน 9 คน (ร้อยละ 13.04) ส่วนที่ 2 การมีส่วนร่วมกับกิจกรรมของโครงการ ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ มีส่วนร่วมกับโครงการ (เลือกตอบได้มากกว่า 1 ข้อ) ด้านการร่วม ให้ข้อมูล มากที่สุด จ านวน 64 คน (ร้อยละ 43.24) รองลงมา คือ ร่วมด าเนินเวทีตามโครงการ จ านวน 60 คน (ร้อยละ 40.54) พัฒนาโจทย์ จ านวน 10 คน (ร้อยละ 6.76) ออกแบบกิจกรรม และออกแบบการเก็บข้อมูล จ านวน 5 คน (ร้อยละ 3.38) และร่วมบันทึก/วิเคราะห์ข้อมูล จ านวน 4 คน (ร้อยละ 2.70) ส่วนที่ 3 รายได้จากการท างานในปี พ.ศ. 2564 ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ มีรายได้จากการท างานในปี พ.ศ. 2564 ได้รับค่าจ้างแรงงาน หรือ เงินเดือน ของ "ครัวเรือน" เฉลี่ยเดือนละ 0-1,000 บาท มากที่สุด จ านวน 20 คน (ร้อยละ 28.99) รองลงมา คือ 3,001-6,000 บาท จ านวน 14 คน (ร้อยละ 20.29) 6,001-9,000 บาท จ านวน 13 คน (ร้อยละ 18.84) 1,001-3,000 บาท จ านวน 11 คน (ร้อยละ 15.94) 12,001 บาทขึ้นไป จ านวน 8 คน (ร้อยละ 11.59) และ 9,001-12,000 บาท จ านวน 3 คน (ร้อยละ 4.35) ได้รับผลตอบแทนอื่นๆ จากการท างานเป็นรายเดือน คือ 0-1,000 บาท มากที่สุด จ านวน 64 คน (ร้อยละ 92.75) รองลงมา คือ 1,001-3,000 บาท จ านวน 4 คน (ร้อยละ 5.80) และ6,001-9,000 บาท จ านวน 1 คน (ร้อยละ 1.45) ได้รับผลตอบแทน จากการท างานอื่นๆ ใน รอบปี 2564 คือ 0-1,000 บาท มากที่สุด จ านวน 69 คน (ร้อยละ 100) มีข้อมูลรายละเอียดด้านรายได้จาก การท างานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง คือ ไม่มีความเกี่ยวข้อง มากที่สุด จ านวน 68 คน (ร้อยละ 98.55) รองลงมา คือ มีจ านวน 1 คน (ร้อยละ 1.45) ส่วนที่ 4 ก าไรจากการประกอบการ เช่น ร้านค้า ร้านตัดผม ร้านอาหาร ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ มีลักษณะการประกอบการที่เป็นแหล่งรายได้หลัก เช่น ร้านค้า ร้าน ตัดผม ร้านอาหาร คือ ไม่มีรายได้จากแหล่งนี้ มากที่สุด จ านวน 67 คน (ร้อยละ 97.10) รองลงมาคือ ร้านค้า ขายของช า และร้านอาหาร (รวมถึง หาบเร่) จ านวน 1 คน (ร้อยละ 1.45) ได้รับก าไรจากการประกอบการ ธุรกิจโดยเฉลี่ย (บาท/เดือน) โดยนับเฉพาะรายได้สุทธิหลังจากหักค่าใช้จ่ายในการท าธุรกิจนั้น คือ 0-1,000 บาท มากที่สุด จ านวน 66 คน (ร้อยละ 95.65) รองลงมา คือ 1,001-3,000 บาท จ านวน 2 คน (ร้อยละ 2.90) และ9,001-12,000 บาท จ านวน 1 คน (ร้อยละ 1.45) มีข้อมูลรายละเอียดก าไรจากการประกอบการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง คือ ไม่มีมากที่สุด จ านวน 69 คน (ร้อยละ 100)
55 ส่วนที่ 5 ก าไรจากการประกอบการทางการเกษตร ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ ประกอบการทางการเกษตรที่เป็นแหล่งรายได้หลัก มีลักษณะการ ประกอบการทางการเกษตรที่เป็นแหล่งรายได้หลัก คือ ปลูกพืชสวน มากที่สุด จ านวน 23 คน (ร้อยละ 33.33) รองลงมา คือ เกษตรผสมผสาน จ านวน 17 คน (ร้อยละ 24.64) ปลูกพืชไร่ จ านวน 14 คน (ร้อยละ 20.29) เลี้ยงสัตว์จ านวน 10 คน (ร้อยละ 14.49) ไม่มีรายได้จากแหล่งนี้ จ านวน 4 คน (ร้อยละ 5.80) เก็บหาของป่า จ านวน 1 คน (ร้อยละ 1.45) ได้รับก าไรสุทธิทางการเกษตรเป็นแบบรายปีจ านวน 36 คน (ร้อยละ 52.17) ราย เดือน จ านวน 25 คน (ร้อยละ 36.23) และรายรอบ จ านวน 8 คน (ร้อยละ 11.59) มีรายรับจากภาคเกษตร เป็นรายเดือน เดือนละ 0-1,000 บาท มากที่สุด จ านวน 52 คน (ร้อยละ 75.36) รองลงมา คือ 3,001-6,000 บาท จ านวน 6 คน (ร้อยละ 8.70) 6,001-9,000 บาท จ านวน 5 คน (ร้อยละ 7.25) 1,001-3,000 บาท, 9,001-12,000 บาท และ12,001 บาทขึ้นไป จ านวน 2 คน (ร้อยละ 2.90) มีต้นทุนในการเกษตร เดือนละ 0-1,000 บาท มากที่สุด จ านวน 22 คน (ร้อยละ 31.88) รองลงมา คือ 3,001-6,000 บาท จ านวน 16 คน (ร้อยละ 23.19) 1,001-3,000 บาท จ านวน 15 คน (ร้อยละ 21.74) 6,001-9,000 บาท จ านวน 12 คน (ร้อยละ 17.39) 9,001-12,000 บาท และ12,001 บาทขึ้นไป จ านวน 2 คน (ร้อยละ 2.90) ได้รับรายรับจาก ภาคเกษตรเป็นรายปี คือ 3,001-6,000 บาท มากที่สุด จ านวน 43 คน (ร้อยละ 62.32) รองลงมา คือ 0-1,000 บาท จ านวน 9 คน (ร้อยละ 13.04) 1,001-3,000 บาท จ านวน 8 คน (ร้อยละ 11.59) 6,001-9,000 บาท จ านวน 4 คน (ร้อยละ 5.80) 9,001-12,000 บาท จ านวน 3 คน (ร้อยละ 4.35) และ12,001 บาทขึ้นไป จ านวน 2 คน (ร้อยละ 2.92) มีต้นทุนในการเกษตรรายปี คือ 3,001-6,000 บาท มากที่สุด จ านวน 44 คน (ร้อยละ 63.77) รองลงมา คือ 12,001 บาทขึ้นไป จ านวน 15 คน (ร้อยละ 21.74) 9,001-12,000 บาท จ านวน 6 คน (ร้อยละ 8.70) และ6,001-9,000 บาท จ านวน 4 คน (ร้อยละ 5.80) แบบสอบถาม มีรายรับจากภาค การเกษตรเป็นรายรอบ คือ ปีละ 1 ครั้ง มากที่สุด จ านวน 60 คน (ร้อยละ 86.96) รองลงมา คือ ปีละ 2 ครั้ง มีจ านวน 9 คน (ร้อยละ 13.04) มีรายรับจากภาคการเกษตรเป็น รายรอบ รอบละ 3,001-6,000 บาท มากที่สุด จ านวน 29 คน (ร้อยละ 42.03) รองลงมา คือ 6,001-9,000 บาท จ านวน 19 คน (ร้อยละ 27.54) 12,001 บาทขึ้นไป จ านวน 14 คน (ร้อยละ 20.29) และ9,001-12,000 บาท จ านวน 7 คน (ร้อยละ 10.14) มี ต้นทุนในการเกษตรเป็นรายรอบ รอบละ 3,001-6,000 บาท มากที่สุด จ านวน 29 คน (ร้อยละ 42.03) รองลงมา คือ 6,001-9,000 บาท จ านวน 19 คน (ร้อยละ 27.54) 12,001 บาทขึ้นไป จ านวน 14 คน (ร้อยละ 20.29) และ 9,001-12,000 บาท จ านวน 7 คน (ร้อยละ 10.14) มีข้อมูลรายละเอียดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง คือ ไม่มีมากที่สุด จ านวน 69 คน (ร้อยละ 100) ส่วนที่ 6 เงินบ านาญ เงินสวัสดิการ เงินช่วยเหลือ ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ ได้รับเงินบ านาญจากราชการรายเดือน คือ 0-1,000 บาท มากที่สุด จ านวน 64 คน (ร้อยละ 92.75) รองลงมา คือ 12,001 บาทขึ้นไป จ านวน 5 คน (ร้อยละ 7.25) ได้รับเบี้ยยังชีพ
56 ผู้สูงอายุรายเดือน คือ 0-1,000 บาท มากที่สุด จ านวน 37 คน (ร้อยละ 53.62) รองลงมา คือ 1,001-3,000 บาท จ านวน 32 คน (ร้อยละ 46.38) ได้รับเงินส ารองเลี้ยงชีพหรือเงินประกันสังคมหรือเงินประกันชีวิต ส าหรับ ผู้สูงอายุรายเดือน 0-1,000 บาท มากที่สุด จ านวน 64 คน (ร้อยละ 92.75) รองลงมา คือ 1,001-3,000 บาท จ านวน 5 คน (ร้อยละ 7.25) ได้รับเบี้ยความพิการรายเดือน 0-1,000 บาท มากที่สุด จ านวน 60 คน (ร้อยละ 86.96) รองลงมา คือ 1,001-3,000 บาท จ านวน 9 คน (ร้อยละ 13.04) ได้รับความช่วยเหลือจากบัตร สวัสดิการพื้นฐานแห่งรัฐ รายเดือน 1,001-3,000 บาท มากที่สุด จ านวน 50 คน (ร้อยละ 72.46) รองลงมา คือ 0-1,000 บาท จ านวน 17 คน (ร้อยละ 24.64) 9,001-12,000 บาท จ านวน 2 คน (ร้อยละ 2.90) ได้รับความ ช่วยเหลือเงินสนับสนุนเด็กเล็กรายเดือน 0-1,000 บาท มากที่สุด จ านวน 35 คน (ร้อยละ 50.72) รองลงมา คือ 1,001-3,000 บาท จ านวน 25 คน (ร้อยละ 36.23) 3,001-6,000 บาท จ านวน 9 คน (ร้อยละ 13.04) ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาล ในสถานการณ์โควิด-19 รายปี0-1,000 บาท มากที่สุด จ านวน 35 คน (ร้อยละ 50.72) รองลงมา คือ 12,001 บาทขึ้นไป จ านวน 11 คน (ร้อยละ 15.94) 3,001-6,000 บาท จ านวน 10 คน (ร้อยละ 14.49) 9,001-12,000 บาท จ านวน 8 คน (ร้อยละ 11.59) 6,001-9,000 บาท จ านวน 4 คน (ร้อยละ 5.80) และ1,001-3,000 บาท จ านวน 1 คน (ร้อยละ 1.45) มีรายได้จากเงินช่วยเหลือจากคนอื่นๆ หน่วยงานอื่นๆ ที่ไม่ใช่รัฐบาลและสมาชิกในครอบครัว รายเดือน 0-1,000 บาท มากที่สุด จ านวน 66 คน (ร้อยละ 95.65) รองลงมา คือ 3,001-6,000 บาท จ านวน 3 คน (ร้อยละ 4.35) มีข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติม อื่นๆ ด้านเงินบ านาญ เงินสวัสดิการ เงินช่วยเหลือ คือ ไม่มีมากที่สุด จ านวน 65 คน (ร้อยละ 94.20) รองลงมา คือ มีจ านวน 4 คน (ร้อยละ 5.80) ส่วนที่ 7 รายได้จากทรัพย์สิน/การเงิน ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ มีรายได้จากดอกเบี้ยเงินฝาก พันธบัตร สลากออมสิน รายเดือน 0-1,000 บาท มากที่สุด จ านวน 56 คน (ร้อยละ 81.16) รองลงมา คือ 1,001-3,000 บาท จ านวน 8 คน (ร้อยละ 11.59) 12,001 บาทขึ้นไป จ านวน 4 คน (ร้อยละ 5.80) และ3,001-6,000 บาท จ านวน 1 คน (ร้อยละ 1.45) มีรายได้จากเงินปันผลของวิสาหกิจชุมชน รายเดือน 0-1,000 บาท มากที่สุด จ านวน 65 คน (ร้อยละ 94.20) รองลงมา คือ 1,001-3,000 บาท จ านวน 4 คน (ร้อยละ 5.80) มีรายได้จากค่าเช่า อสังหาริมทรัพย์ (เช่น บ้าน ที่ดิน) รายเดือน 0-1,000 บาท มากที่สุด จ านวน 57คน (ร้อยละ 89.06) รองลงมา คือ 1,001-3,000 บาท จ านวน 3 คน (ร้อยละ 4.68) 6,001-9,000 บาท จ านวน 2 คน (ร้อยละ 3.12) 12,001 บาทขึ้นไป จ านวน 2 คน (ร้อยละ 3.12) มีรายได้จากการปล่อยเงินกู้ รายเดือน คือ 0-1,000 บาท มีจ านวน 69 คน (ร้อยละ 100) มีรายได้จากการถูกเงินรางวัลสลากกินแบ่ง สลากออมสิน อื่นๆ รายปี 0-1,000 บาท
57 มากที่สุด จ านวน 64 คน (ร้อยละ 92.75) รองลงมา คือ 1,001-3,000 บาท จ านวน 5 คน (ร้อยละ 7.25) มีข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติมอื่นๆ ด้านรายได้จากทรัพย์สิน/การเงิน คือ ไม่มีมากที่สุด จ านวน 65 คน (ร้อยละ 94.20) รองลงมา คือ มีจ านวน 4 คน (ร้อยละ 5.80) ส่วนที่ 8 รายได้ที่ไม่เป็นตัวเงิน ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ มีผลผลิตทางการเกษตรที่ได้จากไร่นาของท่านที่น ามาใช้ในการ บริโภคในครัวเรือน คือ ข้าว มากที่สุด จ านวน 30 คน (ร้อยละ 43.48) รองลงมา คือ ไม่มี จ านวน 25 คน (ร้อยละ 36.23) ข้าวโพด จ านวน 10 คน (ร้อยละ 14.49) และท านา เลี้ยงสัตว์จ านวน 4 คน (ร้อยละ 5.80) แบบสอบถาม มีผลผลิตทางการเกษตรจากไร่นาของท่านเอง หากต้องซื้อมาจากตลาด รายปี 0-1,000 บาท มากที่สุด จ านวน 22 คน (ร้อยละ 31.88) รองลงมา คือ 3,001-6,000 บาท และ12,001 บาท ขึ้นไป จ านวน 15 คน (ร้อยละ 21.74) 1,001-3,000 บาท จ านวน 10 คน (ร้อยละ 14.49) 6,001-9,000 บาท จ านวน 4 คน (ร้อยละ 5.80) และ9,001-12,000 บาท จ านวน 3 คน (ร้อยละ 4.35) มีผลผลิตทางการเกษตรที่ได้จากผู้อื่นที่ ไม่ใช่สมาชิกในไร่นาของท่าน ที่น ามาใช้ในการบริโภคในครัวเรือน คือ ผัก มากที่สุด จ านวน 32 คน (ร้อยละ 36.23) รองลงมาคือ ไม่มีจ านวน 25 คน (ร้อยละ 36.23) ผลไม้จ านวน 8 คน (ร้อยละ 11.59) และข้าว จ านวน 4 คน (ร้อยละ 5.80) มีผลผลิตทางการเกษตรที่ได้รับจากผู้อื่นที่ไม่ได้อยู่ในครัวเรือน หากต้องซื้อมาจาก ตลาด รายปี 1,001-3,000 บาท มากที่สุด จ านวน 28 คน (ร้อยละ 40.58) รองลงมา คือ 0-1,000 บาท จ านวน 23 คน (ร้อยละ 33.33) 3,001-6,000 บาท จ านวน 12 คน (ร้อยละ 17.39) 9,001-12,000 บาท และ12,001 บาทขึ้นไป จ านวน 3 คน (ร้อยละ 4.35) ในรอบปีที่ผ่านมา ท่านมีค่าใช้จ่ายในการเช่าที่พักอาศัยหรือเช่าที่ดิน ท าการเกษตร คือ ไม่มีมากที่สุด จ านวน 59 คน (ร้อยละ 85.51) รองลงมา คือ มีจ านวน 10 คน (ร้อยละ 14.49) ต้องเสียค่าเช่าที่พักอาศัย จะต้องเสียค่าเช่า (ทั้งของตนเองและเช่าผู้อื่น) รายปี 12,001 บาทขึ้นไป มากที่สุด จ านวน 46 คน (ร้อยละ 66.67) รองลงมา คือ 1,001-3,000 บาท จ านวน 18 คน (ร้อยละ 26.09) 3,001-6,000 บาท จ านวน 3 คน (ร้อยละ 4.35) 9,001-12,000 บาท จ านวน 2 คน (ร้อยละ 2.90) ต้องเสีย ค่าเช่าที่ดินทางการเกษตร จะต้องเสียค่าเช่า (ทั้งของตนเองและผู้อื่น) รายปี 12,001 บาทขึ้นไป มากที่สุด จ านวน 31 คน (ร้อยละ 44.93) รองลงมา คือ 9,001-12,000 บาท จ านวน 13 คน (ร้อยละ 18.84) 1,001- 3,000 บาท, 3,001-6,000 บาท, 6,001-9,000 บาท จ านวน 7 คน (ร้อยละ 10.14) และ0-1,000 บาท จ านวน 4 คน (ร้อยละ 5.80) มีข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติมอื่นๆ เกี่ยวรายได้ที่ ไม่เป็นตัวเงิน คือ ไม่มีจ านวน 69 คน (ร้อยละ 100)
58 ส่วนที่ 9 ผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง ผู้ตอบแบบสอบถาม เคยน าผลิตภัณฑ์บัวหลวงมาใช้ประโยชน์คือ เคย มากที่สุด จ านวน 36 คน (ร้อยละ 52.17) รองลงมา คือ ไม่เคย จ านวน 33 คน (ร้อยละ 47.83) น าผลิตภัณฑ์จากบัวหลวงมาใช้ประโยชน์ คือ ฝักบัว มากที่สุด จ านวน 30 คน (ร้อยละ 41.67) รองลงมา คือ ไหลบัว จ านวน 27 คน (ร้อยละ 37.50) ดอกบัว จ านวน 13 คน (ร้อยละ 18.06) และ รากบัว จ านวน 2 คน (ร้อยละ 2.78) น าผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง มาใช้ประโยชน์คือ บริโภค มากที่สุด จ านวน 36 คน (ร้อยละ 52.17) รองลงมา คือ จ าหน่าย จ านวน 33 คน (ร้อยละ 47.83) มีรายได้ในการจ าหน่ายผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง คือ 0-1,000 บาท มีจ านวน 69 คน (ร้อยละ 100) เคยน าบัวหลวงมาแปรรูป คือ เคย มากที่สุด จ านวน 47 คน (ร้อยละ 68.12) รองลงมา คือ ไม่เคย จ านวน 22 คน (ร้อยละ 31.88) เคยท าผลิตภัณฑ์จากบัวหลวงน ามาแปรรูป ในรูปแบบอาหารคาว มากที่สุด จ านวน 18 คน (ร้อยละ 32.14) รองลงมา คือ ชา จ านวน 12 คน (ร้อยละ 21.43) สบู่และสปา (สเปรย์) จ านวน 11 คน (ร้อยละ 19.64) และอาหารหวาน จ านวน 4 คน (ร้อยละ 7.14) มีรายได้จากการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง รายปี 0-1,000 บาท มากที่สุด จ านวน 49 คน (ร้อยละ 71.01) รองลงมา คือ 1,001-3,000 บาท จ านวน 20 คน (ร้อยละ 28.99) ปัจจุบันยังท าผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง คือ ไม่ท า มากที่สุด จ านวน 64 คน (ร้อยละ 92.75) รองลงมา คือ ท า จ านวน 5 คน (ร้อยละ 7.25) หยุดท าการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง คือ ไม่มีบัว ช่วง หน้าน้ า น้ าท่วมบัว มากที่สุด จ านวน 66 คน (ร้อยละ 95.65) รองลงมา คือ ตามฤดูกาล จ านวน 3 คน (ร้อย ละ 4.35) ส่วนที่ 10 ข้อมูลอื่นๆ ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ มีทรัพย์สินภาคครัวเรือน (ที่ดิน บ้าน รถ) คือ บ้าน มากที่สุด จ านวน 64 คน (ร้อยละ 40.00) รองลงมา คือ ที่ดิน จ านวน 50 คน (ร้อยละ 31.25) และรถ จ านวน 46 คน (ร้อยละ 28.75) มีหนี้สินภาคครัวเรือน 12,001 บาทขึ้นไป มากที่สุด จ านวน 40 คน (ร้อยละ 57.97) รองลงมา คือ 0-1,000 บาท จ านวน 25 คน (ร้อยละ 36.23) และ9,001-12,000 บาท จ านวน 4 คน (ร้อยละ 5.80) มีข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติม คือ ไม่มีมากที่สุด จ านวน 65 คน (ร้อยละ 94.20) รองลงมา คือ มี จ านวน 4 คน (ร้อยละ 5.80)
59 ภาพที่ 7 ทีมวิจัยส ารวจเก็บข้อมูลบริบท และรายได้ของชุมชน 1.1.2 ปัญหาที่เกิดจากบัวหลวง และแนวทางการแก้ไขปัญหา จากการลงพื้นที่เก็บข้อมูลและประชุมร่วมกับคนในชุมชนที่เกี่ยวข้องเพื่อสอบถาม ถึงปัญหาและแนวทางแก้ไขของชุมชนที่เกิดจากบัวหลวง พบว่า บัวหลวงในพื้นที่ต าบลยกกระบัตรเกิดขึ้นเอง ตามหนองน้ าทางการเกษตร เช่น หนองจระเข้ หนองจะหลอด และหนองปู่เฮียน ซึ่งหนองจระเข้เป็นหนองน้ า ที่มีบัวหลวงขึ้นมากที่สุด จากการสอบถามคนที่อาศัยในพื้นที่รอบหนองน้ าจ านวน 20 ครอบครัว มีเพียง 10 ครอบครัว ที่เก็บไหลบัวและฝักบัวมาขายเพื่อเลี้ยงชีพ รายได้เพียง 200 บาท/วัน แต่ไม่ได้ไปเก็บทุกวัน เนื่องจากมีอาชีพรับจ้างทั่วไปภายในหมู่บ้าน อีกทั้งคนในพื้นที่ส่วนใหญ่ไม่เก็บบัวหลวงจากหนองน้ าแต่จะซื้อ มากกว่า เนื่องจากไม่มีพาหนะ ทักษะ ความรู้ และกลัวอันตราย บัวหลวงในหนองน้ าเติบโตจากเม็ดบัว และ ไหลบัวชอนไชอยู่เหนือดินใต้น้ า มีล าต้นเป็นเหง้าอยู่ใต้ดิน ส่งผลให้หนองน้ าตื้นเขิน ในช่วงที่บัวหลวงเติบโต เต็มที่ ใบบัวจะปกคลุมเต็มหนองน้ า ไม่มีการเก็บบัวมาใช้ประโยชน์อย่างเต็มประสิทธิภาพ ท าให้บัวที่ไม่ได้ใช้ ประโยชน์คงอยู่ในหนองน้ า ส่งผลให้น้ าเน่าเสีย ส่งกลิ่นเหม็น สร้างปัญหาให้กับครัวเรือนรอบหนอง และ
60 ครัวเรือนที่ใช้น้ าจากหนอง จึงต้องมีการลอกดึงบัวขึ้นมาจากหนองน้ ามาไว้ขอบหนอง เกิดเป็นขยะจากบัวหลวง ปัญหาหนองน้ าตื้นเขิน กรมชลประทานมีแผนขุดลอกหนองจระเข้และบริหารจัดการน้ าในต าบลยกกระบัตร เพื่อให้สามารถกักเก็บน้ ามาใช้ในการท าการเกษตรได้เพิ่มขึ้น โดยตั้งงบประมาณไว้100 ล้านบาท ในส่วน องค์การบริหารส่วนต าบลยกกระบัตรด าเนินการประสานงานกับชุมชนในการก าหนดพื้นที่รอบหนองให้เป็น พื้นที่สาธารณะอย่างชัดเจน ภาพที่ 8 เวทีประชุมศึกษาปัญหาที่เกิดจากบัวหลวง และแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ผ่านมาของชุมชน 1.2 ศึกษาการจัดการทรัพยากรบัวหลวง การใช้ประโยชน์จากบัวหลวงของชุมชน จากการลงพื้นที่ส ารวจข้อมูลบัวหลวง พบว่า พื้นที่ต าบลยกกระบัตรมีเทือกเขาถนนธงชัยเป็นตัว ปะทะมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดมาจากมหาสมุทรอินเดีย และทะเลอันดามัน ท าให้ได้รับความชุ่มชื้นจากลม มรสุมไม่เต็มที่ ในช่วงฤดูแล้งพื้นที่จะขาดแคลนน้ า หน่วยงานต่าง ๆ จึงเข้ามาท าการขุดสระน้ าเพื่อเก็บน้ าท า การเกษตรในฤดูแล้ง ท าให้มีแหล่งน้ าจ านวนมาก ซึ่งแหล่งน้ าที่มีในพื้นที่ก็มักจะมีบัวหลวงขึ้น หนองน้ าจะแบ่ง ออกเป็น หนองน้ าธรรมชาติที่เป็นหนองน้ าสาธารณะ จ านวน 3 แห่ง ประกอบด้วย 1) หนองจระเข้ พื้นที่ที่ ได้รับประโยชน์ 1,500 ไร่ จ านวน 1,014 ครัวเรือน 2) หนองจะหลอด พื้นที่ที่ได้รับประโยชน์ 50,000 ไร่ จ านวน 664 ครัวเรือน 3) หนองปู่เฮียน พื้นที่ที่ได้รับประโยชน์ 100 ไร่ จ านวน 350 ครัวเรือน และสระน้ าส่วน บุคคลของคนในชุมชน เพื่อใช้เก็บน้ าท าการเกษตรหลายแหล่ง การจัดการทรัพยากรบัวหลวง พบว่า ในช่วงที่มี บัวหลวงเกิดขึ้นจ านวนมาก ท าให้หนองน้ าตื้นเขิน น้ าเน่าเสีย องค์การบริหารส่วนต าบลยกกระบัตร ต้องเสีย งบประมาณในการลอกหนองที่เกิดปัญหาจากบัวหลวง จ านวน 2,520,000 บาท โดยบัวที่ท าการลอกขึ้นมาจะ น าไปฝังกลบ
61 ภาพที่ 9 หนองจระเข้ หนองจะหลอด และหนองปู่เฮียน ในช่วงที่บัวหลวงออกเต็มที่ ในการใช้ประโยชน์จากบัวของชุมชน พบว่า ชุมชนใช้ประโยชน์จากบัวหลวง 2 ส่วน ดังนี้ 1.2.1 ส่วนของหนองบัว ชุมชนที่ใช้ประโยชน์จากน้ าของหนองบัว ได้แก่ การใช้น้ าทางการเกษตร เลี้ยงสัตว์ ตกปลา เป็นต้น แต่ชุมชนไม่มีข้อตกลงในการใช้ประโยชน์จากหนองบัวนี้เนื่องจากชุมชนเห็นว่า เป็นหนองน้ าสาธารณะ ภาพที่10 การสูบน้ าจากหนองมาใช้ประโยขน์ทางการเกษตร
62 ภาพที่11 การใช้ประโยชน์จากหนองน้ าในการเลี้ยงสัตว์ และการเกษตร 1.2.2 ส่วนของบัวหลวง ชุมชนใช้ประโยชน์แบ่งออกเป็น 2 ด้าน 1) การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ พบว่า มีเพียงแค่ 10 ครอบครัว ที่เก็บฝักบัว ไหลบัว มาจ าหน่ายตามตลาดชุมชน ในส่วนของดอกบัวหลวงไม่มีการเก็บมาจ าหน่าย เนื่องจากในชุมชนมักปลูกดอกไม้ ชนิดอื่นที่สามารถน าไปไหว้พระไว้ภายในบริเวณบ้าน แต่มีการเก็บดอกบัวมาประกอบพิธีทางศาสนาหรือในช่วง เทศกาลต่างๆ ซึ่งใครก็สามารถเข้าไปเก็บก็ได้ เนื่องจากเป็นหนองน้ าสาธารณะ และเป็นบัวที่เกิดขึ้นเองตาม ธรรมชาติ อีกทั้งคนที่อาศัยอยู่ใกล้บริเวณหนองน้ าไม่นิยมเก็บบัวมาใช้ประโยชน์เนื่องจาก ไม่มีพาหนะ ทักษะ และความรู้ที่จะเลือกเก็บบัว อาจเก็บได้ฝักบัว ไหลบัว ที่อ่อนหรือแก่เกินไป บัวหลวงยังมีหนามแหลม หนองน้ า มีความตื้น-ลึกไม่เท่ากัน ยังมีปลิงที่อาศัยในหนองน้ า อาจเกิดอันตรายได้ จึงนิยมซื้อฝักบัว ไหลบัวมากกว่าการ ออกไปเก็บเอง ช่วงเดือน ตุลาคม – กุมภาพันธ์ จะมีน้ าหลากบัวหลวงจะยุบลง ครอบครัวที่เก็บบัวขายจะ เปลี่ยนมาท าอาชีพหาปลาและรับจ้างทั่วไปแทน ช่วงเดือนมีนาคม บัวหลวงจะเริ่มออกดอก และจะบานเต็มที่ ช่วงเดือน มิถุนายน – กันยายน จากดอกบัวตูม จะใช้เวลา 3-4 วันจึงจะบานเต็มที่ หลังจากนั้นอีก 3 วัน กลีบ ดอกจะเริ่มโรย ภายหลังที่กลีบดอกบัวโรยจะเหลือส่วนของฝักบัวอีก 15 วันจึงจะเก็บฝักบัวสดกินได้ หากไม่เก็บ ฝักบัวภายใน 1 สัปดาห์ ฝักบัวจะแก่เป็นเม็ดสีด า และอีก 20 วัน เม็ดสีด าจะหลุดออกจากฝักบัวลงสู่น้ าจมลง โคลนและเติบโตเป็นบัวหลวงชุดต่อไป วนเวียนเป็นวัฏจักรการเติบโตของบัวหลวง ด้วยบัวหลวงที่มีจ านวนมาก ในพื้นที่ ประกอบกับคนรุ่นใหม่ที่ตกงานจากสถานการณ์โควิด อยากมีรายได้ จึงรวมกลุ่มกับคนในชุมชนน าบัว หลวงมาแปรรูป เช่น ชาบัว สปาบัวหลวง สบู่บัวหลวง โดยน าความรู้จากสื่อ YouTube มาทดลองท าแต่ไม่ ประสบความส าเร็จเนื่องจากชาบัวไม่มีกลิ่นหอม ในส่วนของสปาบัวหลวงเมื่อกลั่นออกมาทิ้งไว้ 5-7 วัน
63 จะตกตะกอนและส่งกลิ่นเหม็น สบู่บัวหลวงยังไม่มีการรับรองมาตรฐานท าให้ผู้บริโภคขาดความมั่นใจที่จะซื้อ สินค้า ไม่มีการวางแผนการตลาดจึงได้ยุติลงไว้ก่อน ภาพที่ 12 ผลิตภัณฑ์แปรรูปบัวหลวงที่ชุมชนเคยผลิต 2) ใช้ประโยชน์เชิงวิถีถิ่น (ใช้ในครัวเรือน) จากการเก็บข้อมูล พบว่า ชุมชนมีการน าส่วนต่าง ๆ ของบัวหลวงมาใช้ประโยชน์ดังนี้ (1) ไหลบัว น ามาท า แกงส้มไหลบัว ส่วนผสม - ไหลบัวหรือเรียกอีกอย่างว่าหลบบัว 3 ก า - พริกแกงส้ม 1 ขีด - กะปิ 1 ขีด - น้ าเปล่า 0.5 ลิตร - ปลานิล 1 กิโลกรัม - ใบมะกูดฉีก 2 ก ามือ - เกลือ 1/2 ช้อนโต๊ะ - น้ าตาลปี๊บ 1/2 ช้อนโต๊ะ - น้ ามะขามเปียก 2 ช้อนโต๊ะ วิธีการท า น าไหลบัวมาหั่นเป็นท่อนๆ ยาวพอประมาณแช่น้ าให้ท่วม แล้วน าไม้ไผ่มาผ่าปลายไม้ เป็น 3 แฉก น ามาปั่นในอ่างแช่ไหลบัวเพื่อเอาใยบัวออก หลังจากนั้นเทน้ าที่เตรียมไว้ลงในหม้อพอน้ าเดือดน า
64 พริกแกงส้ม และกะปิใส่ลงไปคนให้เข้ากันปล่อยทิ้งไว้จนน้ าเดือดใส่ปลาช่อน (ห้ามคนเพราะจะท าให้เหม็นคาว ปลา) ใส่ใบมะกูดฉีดเพื่อดับคาว เมื่อปลาสุกใส่ไหลบัวลงไป ตามด้วยน้ ามะขามเปียก น้ าตาล เกลือ (ปรุงรส ตามชอบ รสชาติจะออกเปรี้ยวน า) ปล่อยทิ้งไว้จนเดือดอีกครั้ง เป็นอันเสร็จ ภาพที่ 64 แกงส้มไหลบัว (2) รากหรือเหง้าบัว น ามาท า รากบัวเชื่อม ส่วนผสม - รากบัว หรือเรียกอีกอย่างว่า เหง้าบัว - เกลือ - น้ าตาลทรายขาว ½ กิโลกรัม - น้ าตาลทรายแดง ½ กิโลกรัม - ใบเตย วิธีการท า น ารากบัวมาปอกเปลือก ตกแต่งให้สะอาด น ามาหั่นเป็นแว่น หนาประมาณ ½ เซนติเมตร น าเกลือ ¾ ช้อนโต๊ะ ละลายกับน้ าใส่รากบัวที่หั่นแล้วลงไปแช่ทิ้งไว้ 2-3 นาที เพื่อล้างยางออกและ ไม่ท าให้รากบัวด า แช่เสร็จแล้วให้ล้างอีกครั้งด้วยน้ าสะอาด น าขึ้นพักจนสะเด็ดน้ า หลังจากนั้นน ารากบัวมาต้ม ให้สุก ประมาณ 20 นาที เมื่อสุกแล้วตัดออกพักทิ้งไว้ น าหม้อใส่น้ า น้ าตาลทรายขาว น้ าตาลทรายแดง และ เกลือ 1 ช้อนชา ตั้งไฟคนละลายส่วนผสมให้เข้ากัน ปล่อยทิ้งไว้จนเดือด เมื่อน้ าเดือดแล้วน ารากบัวต้มสุก ใบเตย ลงไป เบาไฟลงอยู่ในระดับปานกลาง ทิ้งไว้จนน้ างวดลงเกือบแห้งให้พอมีน้ าเชื่อมเหลืออยู่ ปิดไฟเป็นอัน เสร็จ เคล็ดลับเมื่อใส่รากบัวลงไปห้ามคนให้ใส่น้ ามะนาวลงไปเล็กน้อย เพื่อป้องกันการตกทรายใช้รับประทาน เป็นขนมหวานใส่น้ าแข็งน้ าแดง ช่วยให้สดชื่น
65 ภาพที่ 14 รากบัวเชื่อม (3) ก้านบัว น ามา รักษารีดสีดวงจมูก วิธีการท า น าก้านดอกบัวมาล้างน้ าให้สะอาด ตัดเป็นท่อนยาวประมาณ 3 นิ้ว ตากแดดให้แห้ง สนิท แล้วน ามาจุดสูบคล้ายบุหรี่ ช่วยลดอาการภูมิแพ้ ไซนัส ริดสีดวงจมูก ภาพที่ 15 ก้านบัวจุดสูบคล้ายบุหรี่ (4) กลีบบัว น ามาใช้แทนไส้ยาสูบ วิธีการท า น ากลีบบัวมาล้างน้ าให้สะอาด ตากแดงให้แห้งทั้งกลีบ น ามาซอยพอหยาบใส่ในมวน ยาสูบแทนยาเส้นทั่วไป ช่วยให้มีกลิ่นหอมจากกลีบบัว
66 ภาพที่16 ไส้ยาเส้น (มวนยาสูบ) จากกลีบบัว (5) กลีบบัว น ามาใช้แทนใบยาสูบ วิธีการท า น ากลีบบัวมาล้างน้ าให้สะอาด ตากแดงให้แห้งทั้งกลีบ (พอม้วนได้ไม่ต้องแห้งสนิท) น ามาเป็นตัวมวนบุหรี่ โดยข้างในใส่ยาสูบทั่วไปช่วยให้มีกลิ่นหอมจากกลีบบัว ภาพที่17 มวนยาสูบจากกลีบบัว (6) ดอกบัว น ามาท าชาบัว ส่วนผสม - ดอกบัวและเกสรบัว ตากแห้ง - ใบเตยตากแห้ง
67 วิธีการท า น ากลีบดอก เกสร และใบเตย ล้างน้ าให้สะอาด พึ่งลมให้แห้ง แล้วน ามาซอยแล้วน า ส่วนผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน ชงดื่มกับน้ าร้อน ช่วยให้สดชื่น ลดไขมันในเส้นเลือด ช่วยให้หลับง่าย ภาพที่ 18 ผลิตภัณฑ์ชาบัวที่ชุมชนเคยผลิต 1.3 ศึกษาช่องทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชน ทีมวิจัยได้วิเคราะห์จากบริบทพื้นที่ร่วมกัน พบว่า ชุมชนมีสถานที่ที่เหมาะจะเป็นแหล่งท่องเที่ยว หลายแห่ง ได้แก่ ไร่ตะวันเชิงดอย น้ าตกแม่ดูด ศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านชุมชนแม่ระวาน สระเขียว สระแดง วัดหลวงพ่อเงินล้าน วัดเชียงแสน เป็นต้น ในพื้นที่ยังได้มีการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน ตามโครงการ ยกระดับเศรษฐกิจและสังคมรายต าบลแบบบูรณาการ (U2T) ภายใต้ชื่อว่า “เที่ยวเขื่อนพ่อ สานต่อเศรษฐกิจ พอเพียง ลือเลื่องพระพุทธรูปเชียงแสน ดินแดนเกษตรอินทรีย์วิถีชุมชน” โดยก าหนดเส้นทาง ดังนี้ 1) เริ่มต้นต้อนรับนักท่องเที่ยว ณ ที่ว่าการอ าเภอสามเงา 2) เช็คอินเที่ยวชมเขื่อนภูมิพล บริเวณสันเขื่อน , บ้านเรือนไทย และโคกหนองหนองโมเดล 3) รับประทานอาหารกลางวัน พักผ่อนตามอัธยาศัย และเรียนรู้วิถีเกษตรอินทรีย์ , สาธิตการท า สบู่น้ าผึ้งผสมน้ าส้มควันไม้ , สาธิตการท าขนมทองม้วนจากข้าวโพด ณ ศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านชุมชน แม่ระวาน ในจุดพักนี้ภายหลังรับประทานอาหารกลางวัน นักท่องเที่ยวสามารถเลือกแผนการท่องเที่ยวไปศึกษา เส้นทางธรรมชาติน้ าตกแม่ดูด ณ อุทยานแห่งชาติดอยขุนเม่น 4) กราบสักการะพระพุทธรูปเชียงแสน อายุกว่า 1,000 ปี ณ วัดแม่ระวาน 5) เรียนรู้การเพาะเห็ดโคน บริเวณพื้นที่ธนาคารต้นไม้
68 6) เรียนรู้การท าลิปกลอสจากกลีบกุหลาบ พักผ่อนถ่ายภาพตามอัธยาศัย ณ ไร่ตะวันเชิงดอย และส่งนักท่องเที่ยวกลับ ภาพที่ 19 โปสเตอร์ท่องเที่ยว จากเส้นทางการท่องเที่ยวข้างต้น จะเห็นได้ว่ายังไม่มีการน าบัวหลวงมาเป็นกิจกรรมเส้นทางการ ท่องเที่ยว โดยอาจมีการเพิ่มกิจกรรมของบัวหลวงจะอยู่ในช่วงเดือน มิถุนายน – กันยายน ซึ่งเป็นช่วงที่มี บัวหลวงบานสะพรั่งเต็มหนองจระเข้เป็นอีกหนึ่งเส้นทางการท่องเที่ยว เพื่อสร้างเสน่ห์ให้กับพื้นที่ อีกทั้งอาจน า บัวหลวงที่มีในพื้นที่มาท าอาหารคาว หวาน ต้อนรับนักท่องเที่ยวได้อีกด้วย นอกจากนี้องค์การบริหารส่วนต าบล ยังมีแผนในการปรับปรุงภูมิทัศน์รอบหนองจระเข้ให้สะอาด สวยงาม เพื่อเป็นสถานที่ให้บริการพักผ่อนกับคนใน ชุมชนต าบลยกกระบัตรและพื้นที่ใกล้เคียง เกิดการสร้างรายได้ในชุมชน ส่งผลให้ชุมชนช่วยการดูแลรักษาความ สะอาดหนองจระเข้ให้สวยงามอีกทางหนึ่งด้วย จากแบบสอบถามชุดที่ 2 เรื่องช่องทางสื่อประชาสัมพันธ์ที่ท าให้ ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าจากบัวหลวง ที่ได้น าเสนอข้อมูลไว้ในวัตถุประสงค์ที่ 2 พบว่า ช่องทางการส่งเสริมการ ท่องเที่ยวโดยชุมชน คือ สื่อทางอินเตอร์เน็ต เช่น เว็บไซต์ สื่อสังคมออนไลน์ Facebook, line, Instagram แผ่นพับ เป็นต้น
69 ข้อสรุปผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 1 การศึกษาบริบทพื้นที่ และการจัดการทรัพยากรบัวหลวงของเครือข่ายชุมชนต าบลยกกระบัตร พบว่า ชุมชนต าบลยกกระบัตร อยู่ในเขตการปกครองของอ าเภอสามเงา จังหวัดตาก เป็นพื้นที่ราบกว้างใน ตอนกลางของต าบล ซีกตะวันตกเป็นแนวเทือกเขา ได้แก่ ดอยไม้แดง ดอยเม่น และดอยขุนห้วยห้า ซีกตะวันตกออกมีภูเขา ได้แก่ ดอยม้าเฒ่า มีเทือกเขาถนนธงชัยเป็นตัวปะทะมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดมา จากมหาสมุทรอินเดีย และทะเลอันดามัน ท าให้ได้รับความชุ่มชื้นจากลมมรสุมไม่เต็มที่ ฤดูร้อน ช่วงเดือน มีนาคม – มิถุนายน ฤดูฝน ช่วงเดือน กรกฎาคม – ตุลาคม ฤดูหนาว ช่วงเดือน พฤศจิกายน – กุมภาพันธ์ ลักษณะดินส่วนใหญ่ เป็นดินร่วนปนดินเหนียว เหมาะแก่การเพาะปลูกท าการเกษตร ประชากรในพื้นที่ส่วน ใหญ่ประกอบอาชีพท าการเกษตร และเลี้ยงสัตว์ มีกลุ่มต่างๆ ในชุมชน เช่น กลุ่มธนาคารต้นไม้ กลุ่มน้ าพริก กลุ่มจักสาน กลุ่มทอผ้า กลุ่มเลี้ยงหม่อนไหม กลุ่มกล้วย กลุ่มไม้กวาด กลุ่มมะละกอ แหล่งน้ าตามธรรมชาติใน การอุปโภค บริโภค ได้แก่ แม่น้ าวัง หนองจระเข้ หนองจะหลอด หนองปู่เฮียน ภาษาที่ใช้เป็นภาษาท้องถิ่นทาง ภาคเหนือ แหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ได้แก่ น้ าตกแม่ดูด หนองจระเข้ ทุ่งทานตะวัน ประเพณีและงานประจ าปี 1) ประเพณีลอยกระทง 2) ประเพณีสงกรานต์ 3) ประเพณีบุญ บั้งไฟ 4) ประเพณีแห่เทียนพรรษาและถวาย ผ้าอาบน้ าฝน 5) ประเพณีตานก๋วยสลาก 6) วัฒนธรรมท าบุญกลางบ้าน 7) วัฒนธรรมการจ้อยของผู้เฒ่าผู้แก่ 8) วัฒนธรรมการละเล่นพื้นบ้าน 9) วัฒนธรรมตีกลองมงตึงเซ่ 10) วัฒนธรรมส่งเคราะห์บ้าน/ ท าบุญกลางบ้าน และ11) วัฒนธรรมร าวงย้อนยุคมีภูมิปัญญาและความเชื่อ ได้แก่ 1) การ จักสานเครื่องมือเครื่องใช้ (แห ยอ จั๋ม กระติ๊บข้าวเหนียว ตะกร้า กระบุง เปล ฯลฯ) 2) การเลี้ยงผีป่า ผีเขา ผีฝาย ผีปู่ย่า 3) การเลี้ยงเจ้า (การทรงเจ้า เข้าทรง) 4) การ แห่นางแมว ขอฟ้าขอฝน 5) การสืบชะตาต่ออายุ5) การนั่งกะลาดูชะตา มีบัวหลวงในพื้นที่ที่ เกิดขึ้นเองขึ้นเองตามธรรมชาติในหนองน้ าทางการเกษตร เช่น หนองจระเข้ หนองจะหลอด และหนองปู่เฮียน ซึ่งในหนองจระเข้เป็นหนองน้ าที่มีบัวหลวงขึ้นมากที่สุด ด้วยวิถีชุมชนที่เรียบง่าย รักสงบ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ท าให้ การใช้ประโยชน์จากหนองน้ าธรรมชาติที่เป็นสาธารณะ จึงไม่มีการตั้งกฎกติกาในการใช้หนองน้ าแม้จะเป็น บุคคลภายนอกพื้นก็ตาม ในการใช้ประโยชน์จากบัวหลวงของชุมชน แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนของหนองบัว ได้แก่ การใช้น้ าทางการเกษตร เลี้ยงสัตว์ ตกปลา เป็นต้น ส่วนของบัวหลวง แบ่งออกเป็น ใช้ประโยชน์เชิงวิถี ถิ่น (ในครัวเรือน) นอกจากการน าบัวหลวงมาไหว้พระ และกินเมล็ดบัวสดแล้วชุมชนได้น ามาใช้ประกอบอาหาร ถิ่น ได้แก่ แกไหลบัว รากบัวเชื่อม น ามาใช้ในวิถีถิ่น ได้แก่ มวนยาสูบรักษาริดสีดวงจมูก บุหรี่กลีบบัวหลวง (น ามาดอกบัวแทนใบยาสูบ) ใช้ประโยชน์เชิงพาณิช พบว่า มีเพียง10 ครอบครัว ที่เก็บไหลบัวและฝักบัวมา ขายเพื่อเลี้ยงชีพ รายได้เพียง 200 บาท/วัน แต่ไม่ได้ไปเก็บทุกวัน เนื่องจากมีอาชีพรับจ้างทั่วไปภายในหมู่บ้าน
70 อีกทั้งคนในพื้นที่ส่วนใหญ่ไม่เก็บบัวหลวงจากหนองน้ าแต่จะซื้อมากกว่า เนื่องจากไม่มีพาหนะ ทักษะ ความรู้ และกลัวอันตรายบัวหลวงในหนองน้ าเติบโตจากเม็ดบัว จากเก็บข้อมูลพบว่า ชุมชนยังใช้ประโยชน์จากบัวไม่ เต็มประสิทธิภาพ เนื่องจากขาดความรู้ และยังไม่เห็นคุณค่าของบัวหลวง ส่งผลให้น้ าเน่าเสีย ส่งกลิ่นเหม็น หนองน้ าตื้นเขิน สร้างปัญหาให้กับครัวเรือนรอบหนอง และครัวเรือนที่ใช้น้ าจากหนอง จึงต้องมีการลอกดึงบัว ขึ้นมาจากหนองน้ ามาไว้ขอบหนอง เกิดเป็นขยะจากบัวหลวง ในการจัดการท่องเที่ยวของชุมชน พบว่า ชุมชน มีจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนโดยความร่วมมือจากโครงการยกระดับเศรษฐกิจและสังคมรายต าบลแบบบูรณา การ (U2T) ภายใต้ชื่อว่า “เที่ยวเขื่อนพ่อ สานต่อเศรษฐกิจพอเพียง ลือเลื่องพระพุทธรูปเชียงแสน ดินแดน เกษตรอินทรีย์วิถีชุมชน” แต่ยังไม่มีการน าบัวหลวงมาใช้ในประโยชน์ในการจัดการท่องเที่ยวของพื้นที่ ดังนั้น ทีมวิจัยและชุมชนประชุมร่วมกันเห็นว่า ควรเพิ่มกิจกรรมการท่องเที่ยวเกี่ยวกับบัวหลวงช่วงเดือน มิถุนายน – กันยายน ซึ่งเป็นช่วงที่มีบัวหลวงบานสะพรั่งเต็มหนองจระเข้เป็นอีกหนึ่งเส้นทางการท่องเที่ยว เพื่อสร้างเสน่ห์ ให้กับพื้นที่ อีกทั้งอาจน าบัวหลวงที่มีในพื้นที่มาท าอาหารคาว หวาน ต้อนรับนักท่องเที่ยวได้อีกด้วย นอกจากนี้ องค์การบริหารส่วนต าบลยังมีแผนในการปรับปรุงภูมิทัศน์รอบหนองจระเข้ให้สะอาด สวยงาม สะอาด เพื่อเป็น สถานที่ให้บริการพักผ่อนกับคนในชุมชนต าบลยกกระบัตรและพื้นที่ใกล้เคียง เกิดการสร้างรายได้ในชุมชน ส่งผลให้ชุมชนช่วยการดูแลรักษาความสะอาดหนองจระเข้ให้สวยงามอีกทางหนึ่งด้วย เรื่องช่องทางสื่อ ประชาสัมพันธ์ที่ท าให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าจากบัวหลวง พบว่า ช่องทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชน คือ สื่อทางอินเตอร์เน็ต เช่น เว็บไซต์ สื่อสังคมออนไลน์ Facebook, line, Instagram แผ่นพับ เป็นต้น ส าหรับ รายได้ของชุมชนซึ่งเก็บจากกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งน ามาแสดงผล ดังนี้
71 กราฟแสดงผลการวิเคราะห์ข้อมูลรายได้ของกลุ่มที่เข้าร่วม และกลุ่มไม่เข้าร่วม (ช่วงก่อนด าเนินการ) ในการวิจัยโครงการ “การพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่มจากบัวหลวงของชุมชน ต าบลยกกระบัตร อ าเภอสามเงา จังหวัดตาก” ภาพที่ 20 แสดงผลการวิเคราะห์รายได้ ผลการวิเคราะห์ข้อมูลรายได้ของชุมชน จากกลุ่มตัวอย่างผู้เข้าร่วมโครงการ และไม่เข้าร่วม โครงการ พบว่า กลุ่มผู้เข้าร่วมโครงการ มีรายได้อยู่ต่ ากว่าเส้นความยากจน รายได้ระหว่าง 628 – 2,417 บาท/ เดือน จ านวน 15 คน คิดเป็นร้อยละ 41.66 มีหนี้สินของครัวเรือน อยู่ระหว่าง 0 – 400,000 บาท มีรายได้สูง กว่าเส้นความยากจน แต่ต่ ากว่าเส้น 40% ล่าง รายได้ระหว่าง 3,125 – 5,058 บาท/เดือน จ านวน 13 คน คิด เป็นร้อยละ 36.11 มีหนี้สินของครัวเรือน อยู่ระหว่าง 0 –300,000 บาท มีรายได้สูงกว่าเส้น 40% ล่างแต่ต่ ากว่า ค่ามัธยฐาน รายได้ 5,929 บาท/เดือน จ านวน 1 คน คิดเป็นร้อยละ 2.77 มีหนี้สินของครัวเรือน 320,000 บาท มีรายได้สูงกว่าค่ามัธยฐาน รายได้ระหว่าง 7,329 – 16,133 บาท/เดือน จ านวน 7 คน คิดเป็นร้อยละ 19.44 มีหนี้สินของครัวเรือน 0 – 900,000 บาท และกลุ่มผู้ไม่เข้าร่วมโครงการ มีรายได้อยู่ต่ ากว่าเส้นความยากจน รายได้ระหว่าง 1,142 – 2,575 บาท/เดือน จ านวน 13 คน คิดเป็นร้อยละ 39.39 มีหนี้สินของครัวเรือน อยู่ ระหว่าง 0 – 170,000 บาท มีรายได้สูงกว่าเส้นความยากจน แต่ต่ ากว่าเส้น 40% ล่าง รายได้ระหว่าง 2,912 – 4,750 บาท/เดือน จ านวน 12 คน คิดเป็นร้อยละ 36.36 มีหนี้สินของครัวเรือน อยู่ระหว่าง 0 – 420,000 บาท มีรายได้สูงกว่าเส้น 40% ล่าง แต่ต่ ากว่าค่ามัธยฐาน มีรายได้ 6200 บาท/เดือน จ านวน 1 คน คิดเป็น
72 ร้อยละ 3.03 ไม่มีหนี้สินของครัวเรือน มีรายได้สูงกว่าค่ามัธยฐาน มีรายได้ระหว่าง 6,700 –16,517 บาท/เดือน จ านวน 7 คน คิดเป็นร้อยละ 21.21 มีหนี้สินของครัวเรือน อยู่ระหว่าง 0 – 890,000บาท ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 2 เพื่อศึกษาความต้องการของตลาด และแนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่ม จากบัวหลวง 2.1 ผลศึกษาความต้องการของตลาด ทีมนักวิจัยชุมชนได้จัดท าแบบสอบถามศึกษาความต้องการของตลาด และส่งให้กับที่ปรึกษา และผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบก่อนน าแบบสอบถาม โดยการสุ่มตัวอย่างจากกลุ่มผู้บริโภคและผู้ประกอบการ จ านวน 50 คน เพื่อศึกษาความต้องการในการใช้รูปแบบผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง และจัดท าผลิตภัณฑ์จาก บัวหลวงให้ตรงกับความต้องการของตลาด โดยแบบสอบถามแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ดังนี้ ส่วนที่ 1 สถานภาพ และข้อมูลทั่วไป ส่วนที่ 2 ข้อมูลเกี่ยวกับความพึงพอใจในผลิตภัณฑ์บัวหลวง และส่วนที่ 3 เกี่ยวกับการพัฒนา ผลิตภัณฑ์ผลการวิเคราะห์แบบสอบถาม พบว่า ส่วนที่ 1 สถานภาพและข้อมูลทั่วไป สถานภาพและข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีอายุ ระหว่าง 41-46 ปี มากที่สุด จ านวน 12 คน (ร้อยละ 26.67) รองลงมา มีอายุระหว่าง 47 - 52 ปี จ านวน 9 คน (ร้อยละ 20.00) อายุระหว่าง 30-35 ปี จ านวน 8 คน (ร้อยละ 17.78) อายุระหว่าง 53 - 59 ปีจ านวน 6 คน (ร้อยละ 13.33) อายุระหว่าง 24 - 29 ปี และอายุระหว่าง36 – 40 ปี จ านวน 4 คน (ร้อยละ 8.89) อายุระหว่าง 18-23 ปี และอายุ 60 ปีขึ้นไป จ านวน 1 คน (ร้อยละ 2.22) มีสถานภาพโสด จ านวน 22 คน (ร้อยละ 48.49) รองลงมา มีสถานภาพสมรส จ านวน 19 คน (ร้อยละ 42.22) และ มีสถานภาพหย่าร่าง จ านวน 4 คน (ร้อยละ 8.89) มีระดับการศึกษาปริญญาตรี จ านวน 22 คน (ร้อยละ 48.89) รองลงมาคือ มีระดับการศึกษาสูงกว่า ปริญญาตรี จ านวน 16 คน (ร้อยละ 35.56) มีระดับการศึกษา ปวช./ปวส/อนุปริญญา จ านวน 4 คน (ร้อยละ 8.89) และมีระดับการศึกษามัธยมศึกษา จ านวน 3 คน (ร้อยละ 6.67) มีอาชีพรับราชการ จ านวน 13 คน (ร้อยละ 28.89) รองลงมา พนักงานราชการ จ านวน 10 คน (ร้อยละ 22.22) ธุรกิจส่วนตัว จ านวน 8 คน (ร้อยละ 17.78) รับจ้าง จ านวน 7 คน (ร้อยละ 15.56) และอื่น ๆ ระบุ (เกษตร, องค์กรอิสระ, ประชา สังคม, นักศึกษา) จ านวน 4 คน (ร้อยละ 8.89) มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001-30,000 บาทและมีรายได้เฉลี่ย มากกว่า 30,000 บาท จ านวน 13 คน (ร้อยละ 28.89) รองลงมา มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001-20,000 บาท จ านวน 12 คน (ร้อยละ 26.67) มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 5,000-10,000 บาท จ านวน 4 คน (ร้อยละ 8.89) และ มีรายได้เฉลี่ยต่ ากว่า 5,000 บาท จ านวน 3 คน (ร้อยละ 6.67)