73 ส่วนที่ 2 ข้อมูลเกี่ยวกับความพึงพอใจในผลิตภัณฑ์บัวหลวง ข้อมูลเกี่ยวกับความพึงพอใจในผลิตภัณฑ์บัวหลวง พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ชอบ บริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ จ านวน 38 คน (ร้อยละ 84.44) รองลงมาคือ ไม่ชอบบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ จ านวน 7คน (ร้อยละ 15.56) เหตุผลที่ชอบใช้สินค้าเพื่อสุขภาพ คือ ดูแล/รักษาสุขภาพตนเอง จ านวน 17 คน (ร้อย ละ 44.74) รองลงมาคือ มีประโยชน์และปลอดภัยต่อร่างกาย จ านวน 8 คน (ร้อยละ 21.05) ดีต่อสุขภาพ จ านวน 5 คน (ร้อยละ 13.16) สุขภาพดี ส่งเสริมสินค้า และเศรษฐกิจชุมชน จ านวน 3 คน (ร้อยละ 7.89) ดีต่อ ตัวเองและรักษาสิ่งแวดล้อม จ านวน 2 คน (ร้อยละ 5.26) ช่วยให้เรามีทางเลือกรับประทานแทนอาหารขยะ ลดความเสี่ยงการเจ็บป่วยก่อนวัย และสะดวกและมีคุณภาพ จ านวน 1 คน (ร้อยละ 2.63) คิดว่าส่วนของบัว หลวงที่สามารถน ามาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ คือ กลีบดอกบัว จ านวน 35 คน (ร้อยละ 21.74) รองลงมาคือ เม็ด บัว จ านวน 33 คน (ร้อยละ 20.50) รากบัว จ านวน 26 คน (ร้อยละ 16.15) ไหลบัว จ านวน 21 คน (ร้อยละ 13.04) เกสร จ านวน 18 คน (ร้อยละ 11.18) ใบบัว จ านวน 13 คน (ร้อยละ 8.07) ฝักอ่อนบัว จ านวน 12 คน (ร้อยละ 7.45) และดีบัว จ านวน 3 คน (ร้อยละ 1.86) รูปแบบผลิตภัณฑ์จากบัวที่ผู้ตอบแบบสอบถามชื่นชอบ มากที่สุด คือ แปรรูป (อบกรอบ เชื่อม กวน) จ านวน 26 คน (ร้อยละ 21.49) รองลงมาคือ ภาชนะจากใบบัว หลวง จ านวน 19 คน (ร้อยละ 15.70) ผงละลายน้ า ชงดื่ม, สปา (สเปรย์ให้ความสดชื่น) และการท่องเที่ยวเชิง สุขภาพ จ านวน 16 คน (ร้อยละ 13.22) วิถีชีวิตวัฒนธรรม จ านวน 15 คน (ร้อยละ 12.40) ของที่ระลึกจาก บัวหลวง จ านวน 10 คน (ร้อยละ 8.26) อื่น ๆ ระบุ (ชาดอกบัว, ลิปสติกจากดอกบัวและน้ ามันดอกบัว (1 คน) จ านวน 3 คน (ร้อยละ 2.48) คุณสมบัติจากบัวหลวงที่ผู้ตอบแบบสอบถามจะตัดสินใจซื้อมากที่สุด คือ สรรพคุณ จ านวน 36คน (ร้อยละ 19.05) รองลงมาคือ ความสะอาด จ านวน 30 คน (ร้อยละ 15.87) มาตรฐาน ผลิตภัณฑ์ของวิสาหกิจชุมชน จ านวน 26 คน (ร้อยละ 13.76) รสชาติจ านวน 22 คน (ร้อยละ 11.64) กลิ่น จ านวน 19 คน (ร้อยละ 10.05) ส่วนผสม จ านวน 18 คน (ร้อยละ 9.52) ความหลากหลายของสินค้า จ านวน 15 คน (ร้อยละ 7.94) เนื้อสัมผัสผลิตภัณฑ์จ านวน 9 คน (ร้อยละ 4.76) สี จ านวน 6 คน (ร้อยละ 3.17) ตรา ยี่ห้อ จ านวน 5 คน (ร้อยละ 2.65) อื่น ๆ ระบุ (ราคา (2 คน), เรื่องเล่า/คุณค่าของบัวหลวง (1 คน) จ านวน 3 คน (ร้อยละ 1.59) ปัจจัยที่มีอิทธิพลในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์บัวหลวงของผู้ตอบแบบสอบถามมากที่สุด คือ ตัวท่านเอง จ านวน 39 คน (ร้อยละ 23.49) รองลงมาคือ ราคา จ านวน 29 คน (ร้อยละ 17.47) คนในครอบครัว จ านวน 16 คน (ร้อยละ 9.64) สื่อประชาสัมพันธ์/โฆษณา จ านวน 14 คน (ร้อยละ 8.43) กระแสด้านสุขภาพ จ านวน 12 คน (ร้อยละ 7.23) เพื่อนและพกพาสะดวก จ านวน 9 คน (ร้อยละ 5.42) การส่งเสริมการขาย (สินค้าขนาดทดลอง ลดราคา แลก) จ านวน 8คน (ร้อยละ 4.82) ผู้น าเสนอสินค้า จ านวน 6คน (ร้อยละ 3.61)
74 แฟนหรือคู่สมรส จ านวน 4 คน (ร้อยละ 2.41) อื่น ๆ โปรดระบุ (ผลลัพธ์ของผลิตภัณฑ์) จ านวน 1 คน (ร้อยละ 0.60) ส่วนที่ 3 ข้อมูลเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ช่องทางการจัดจ าหน่าย และการท าการตลาดของ ผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง ข้อมูลเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ช่องทางการจัดจ าหน่าย และการท าการตลาดของผลิตภัณฑ์จากบัว หลวง พบว่า แหล่งข้อมูลที่ท าให้ผู้ตอบแบบสอบถามทราบถึงสรรพคุณบัวหลวง มากที่สุด คือ อินเตอร์เน็ต จ านวน 33 คน (ร้อยละ 42.86) คนรู้จักแนะน าบอกต่อ จ านวน 26 คน (ร้อยละ 33.77) แผ่นพับประชาสัมพันธ์ , สื่อโทรทัศน์และสื่อวิทยุ จ านวน 6 คน (ร้อยละ 7.79)ส่วนของบัวหลวงที่ผู้ตอบแบบสอบถามเคยน ามาใช้ ประโยชน์ มากที่สุด คือ เม็ด จ านวน 32 คน (ร้อยละ 31.68) รองลงมาคือ ไหล จ านวน 21 คน (ร้อยละ 20.79) ดอก จ านวน 19 คน (ร้อยละ 18.81) ราก จ านวน 13 คน (ร้อยละ 12.87) ใบ จ านวน 8 คน (ร้อยละ 7.92) ไม่เคย จ านวน 2 คน (ร้อยละ 1.98)ความถี่ของผู้ตอบแบบสอบถามที่เคยใช้ผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง มากที่สุด คือ น้อยกว่า 1 ครั้ง/สัปดาห์ 34 คน (ร้อยละ 75.56) รองลงมาคือ อื่นๆ โปรดระบุ (นานครั้ง เนื่องจากหา ทานยาก (3 คน), ไม่เคย(2 คน) ทดลองใช้จากการเปิดบูทการแสดงและช่วงโอกาสส าคัญ (1 คน) จ านวน 7 คน (ร้อยละ 15.55) 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ จ านวน 4 คน (ร้อยละ 8.89) มีความเห็นว่าประโยชน์ของบัวหลวงดีต่อ สุขภาพมาก จ านวน 24 คน (ร้อยละ 53.33) รองลงมาคือ ปานกลาง จ านวน 10 คน (ร้อยละ 22.22) มากที่สุด จ านวน 8 คน (ร้อยละ 17.78) ไม่ทราบ จ านวน 2 คน (ร้อยละ 4.44) และน้อย จ านวน 1 คน (ร้อยละ 2.22) ความต้องการช่องทางการจัดจ าหน่ายสินค้าจากบัวหลวงของผู้ตอบแบบสอบถาม มากที่สุด คือ Super Market และ อื่นๆ โปรดระบุ (ช่องทางออนไลน์ เพจ, Facebook, line, ร้านค้าออนไลน์) จ านวน 23 คน (ร้อยละ 17.56) รองลงมาคือ ร้านขายของที่ระลึกและร้านสะดวกซื้อ จ านวน 22 คน (ร้อยละ 16.79) เคาเตอร์ เครื่องส าอาง จ านวน 9 คน (ร้อยละ 6.87) สมาชิกขายตรง จ านวน 7 คน (ร้อยละ 5.34) ร้านขายของช าใน ชุมชน จ านวน 6 คน (ร้อยละ 4.58) ช่องทางสื่อประชาสัมพันธ์ที่ท าให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าจากบัวหลวง มาก ที่สุด คือ สื่อทางอินเตอร์เน็ต เช่น เว็บไซต์ จ านวน 36 คน (ร้อยละ 27.91) รองลงมาคือ สื่อสังคมออนไลน์ Facebook, line, Instagram จ านวน 35 คน (ร้อยละ 27.13) การบอกต่อ จ านวน 23 คน (ร้อยละ 17.83) แผ่นพับ จ านวน 10 คน (ร้อยละ 7.75) สื่อโฆษณาทางทีวี จ านวน 9 คน (ร้อยละ 6.98) ได้รับค าแนะน าจาก พนักงานขายตรง จ านวน 7 คน (ร้อยละ 5.43) สื่อโฆษณาทางวิทยุ จ านวน 5 คน (ร้อยละ 3.88) หนังสือพิมพ์ จ านวน 3 คน (ร้อยละ 2.33) อื่นๆ โปรดระบุ จ านวน 1 คน (ร้อยละ 0.78)
75 2.2 ผลการหาแนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่ม แนวทางในการสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยวิธีการศึกษาดูงาน และประชุมกลุ่ม 2.2.1 การศึกษาดูงาน ทีมวิจัยร่วมกับกลุ่มชุมชนที่เข้าร่วมโครงการได้การประชุมร่วมกันเพื่อ คัดเลือกสถานที่ในการศึกษาดูงานที่สอดคล้องกับบริบทของชุมชน และคัดเลือกตัวแทนชุมชนที่จะเข้าร่วม ศึกษาดูงาน จ านวน 10 คน โดยได้เลือกศึกษาดูงาน การจัดการท่องเที่ยวชุมชนบ้านดอกค าใต้ และกลุ่ม วิสาหกิจชุมชนผลิตภัณฑ์บัวกว๊านพะเยา ต าบลท่าจ าปี อ าเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา สามารถสรุปได้ดังนี้ ผลจากการได้ไปศึกษาดูงาน การจัดการท่องเที่ยวชุมชนบ้านดอกค าใต้เห็นกระบวนการท างานเป็นทีม ได้แลกเปลี่ยนข้อมูลข้อสงสัย การต้อนรับนักท่องเที่ยว การร่วมกิจกรรมในฐานเรียนรู้ต่างๆ ท าให้เห็นวิถีชุมชน น าของดี (การล่องเรือ และน าสินค้าชุมชนขายริมน้ า) การสร้างเรื่องราวตามจุดแวะต่างๆ (สั่นระฆังให้กังวาน) การ เรื่องเล่าความเป็นมาของชุมชน เรื่องราวประวัติศาสตร์ที่ส าคัญเชื่อมโยงสามกษัตริย์ในพื้นที่ มาเป็นกิจกรรมบน เส้นทางท่องเที่ยว ร่วมคิด ร่วมแก้ไขปัญหาการจัดการท่องเที่ยว ที่มีทั้งภาคีภายในชุมชนและภาคีภายนอกชุมชนที่ มองหาแนวทางร่วมกันในการบริหารท่องเที่ยวโดยชุมชน อีกทั้งยังน าสิ่งที่เคยสูญหายไปจากชุมชน เหตุเพราะไม่เห็น คุณค่าของต้นดอกค าใต้ ที่มีดอกส่งกลิ่นหอม แต่มีหนามแหลมคม ก่อให้เกิดอันตรายกับผู้ที่อยู่ใกล้ จึงท าลายทิ้ง กลับน าต้นค าใต้มาปลูกใหม่ เพื่อให้คงอยู่ในพื้นที่ สร้างเสน่ห์ให้บ้านดอกค าใต้ เป็นการค้นรากหาทุนชุมชน และยัง ร่วมกับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลิตภัณฑ์บัวกว๊านพะเยา น าไปเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชนร่วมกันเป็นชาบัวดอกค าใต้ สร้างพลัง ความน่าสนใจให้กับพื้นที่ท่องเที่ยว และผลจากการได้ไปศึกษาดูงาน กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลิตภัณฑ์บัว กว๊านพะเยา ต าบลท่าจ าปี อ าเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา มีการจัดการปัญหาของบัวจากกว๊านพะเยา โดยเริ่ม จากการรวมกลุ่มชุมชนที่มีแนวคิดเดียวกันจัดตั้งเป็นกลุ่มวิสาหกิจเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กลุ่ม น าไปขอความ ร่วมมือจากภาคีภายนอกชุมชน หน่วยงานต่างๆ ที่จะเข้ามาหนุนเสริมกลุ่มวิสาหกิจน าไปสู่การมีโรงเรือนที่ได้ มาตรฐาน ได้รับการช่วยเหลือจากอุตสาหกรรมจังหวัด และหน่วยงานอื่นๆ เข้ามาร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน จาก การศึกษาดูงานทั้ง 2 แห่ง ท าให้ชุมชนได้รับองค์ความรู้ แนวคิดในการจัดการท่องเที่ยวในชุมชน โดยการน าบัว หลวงมาเป็นกิจกรรม เส้นทางการท่องเที่ยวในชุมชน เช่น การน าผลิตภัณฑ์จากบัวหลวงมาใช้ต้อนรับ นักท่องเที่ยว การให้นักท่องเที่ยวร่วมท าอาหารจากบัวหลวง การรวมกลุ่มเพื่อจดทะเบียนวิสาหกิจ การเข้ารับ มาตรฐานผลิตภัณฑ์สินค้าของพัฒนาชุมชน และการขอมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชนของอุตสาหกรรมจังหวัด ซึ่ง ถ้าจะได้รับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชนที่เป็นประเภทอาหารจะต้องได้มาตรฐานผลิตภัณฑ์ของส านักงาน คณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ก่อน
76 ภาพที่ 21 การศึกษาดูงาน ผลิตภัณฑ์ชุมชน กลุ่มวิสาหกิจชาบัว กว๊านพะเยา ภาพที่22 ร่วมฝึกการท ายาสีฟันและผงพอกหน้า จากถ่านชาโคล ภาพที่ 23 ศึกษาดูงาน รับฟังเรื่องเล่าประวัติศาสตร์ สถานที่จัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน
77 2.2.2 จากการประชุมหาแนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มจากบัวหลวง โดยการน าผลการวิเคราะห์ จากแบบสอบถามการศึกษาความต้องการตลาดมาประชุมหาแนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มร่วมกับชุมชน กลุ่มตัวอย่างที่เข้าร่วมโครงการ โดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วม จากการประชุมได้แนวทางจากการสร้าง มูลค่าเพิ่ม 2 ด้าน ดังนี้ 1) ด้านการจัดการท่องเที่ยว พบว่า มีการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนในพื้นที่ ในศูนย์เครือข่าย ปราชญ์ชาวบ้านชุมชนแม่ระวาน และจากการด าเนินการของโครงการ U2T ยังไม่มีการน าบัวหลวงมาเป็น กิจกรรม เส้นทางการท่องเที่ยวในชุมชน ในที่ประชุมทีมวิจัยและผู้ด าเนินโครงการ เห็นว่าควรประสานกับศูนย์ เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านแม่ระวาน มีนายพงษ์สิริ นนทะชัย เป็นประธานกลุ่ม และกลุ่มการท่องเที่ยวโดย ชุมชนต าบลยกกระบัตร มีนายวรเศรษฐ์ ทิอุด (ก านัน) เป็นประธานกลุ่ม ให้น าอาหารถิ่นที่มีบัวเป็นส่วนผสม เช่น แกงส้มไหลบัว รากบัวเชื่อม น้ าชาบัว ชาบัวหมัก มาต้อนรับนักท่องเที่ยว ในส่วนของเส้นทางท่องเที่ยว ขอให้เพิ่มเติมกิจกรรมเกี่ยวกับบัวหลวงในช่วงเดือน มิถุนายน – กันยายน ซึ่งเป็นช่วงที่มีบัวหลวงขึ้นจ านวน มาก นอกจากนี้ที่ประชุมยังเห็นว่าหนองบัวที่เหมาะสมในการจัดการท่องเที่ยว คือ หนองจระเข้ เนื่องจากเป็น หนองน้ าที่กว้างที่สุดในต าบล ในช่วงที่บัวหลวงขึ้นจ านวนมาก จะบานสะพรั่งเต็มหนองจระเข้ อีกทั้งการ เดินทางไปยังหนองจระเข้สะดวก เป็นเส้นทางผ่านก่อนถึงศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านชุมชนแม่ระวาน และ อยู่ห่างจากศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านชุมชนแม่ระวาน ประมาณ 4 กิโลเมตร ท าให้เกิดเส้นทางการ ท่องเที่ยวที่ว่า “เที่ยวเขื่อนพ่อ สานต่อเศรษฐกิจพอเพียง เชียงแสนพระพุทธรูปลือเลื่อง ดินแดนแห่งเกษตร อินทรีย์ ถิ่นดอกบัวหลวง” โดยมีก าหนดการ ดังนี้ ก าหนดการ เที่ยวเขื่อนพ่อ สานต่อเศรษฐกิจพอเพียง เชียงแสนพระพุทธรูปลือเลื่อง ดินแดนแห่งเกษตรอินทรีย์ถิ่นดอกบัวหลวง 07.00 น. นักท่องเที่ยวรวมตัวกันที่ว่าการอ าเภอสามเงา 08.00 น. เช็คอินเที่ยวชมเขื่อนภูมิพล บริเวณสันเขื่อน และบ้านเรือนไทย 09.00 น. ชมทุ่งดอกบัวหลวง ร่วมเก็บดอกบัว ฝักบัว ไหลบัว 10.00 น. ศึกษาวัฒนธรรมอาหารพื้นถิ่น “การท าน้ าข้าวโพดและขนมทองม้วนจากข้าวโพด” “แกงส้มไหลบัว” “ปลาทอดแม่น้ า” ณ ศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านชุมชนแม่ระวาน 12.00 น. กิ๋นมื้อเที่ยง ณ ศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านชุมชนแม่ระวาน
78 13.00 น. เรียนรู้ “การท าเกษตรวิถีชุมชน” ศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านชุมชนแม่ระวาน - แปรรูปวัสดุเหลือใช้ : กระถางต้นไม้ ปลูกผักกินได้ในครัวเรือน - การเตรียมดินและปลูกผักสวนครัว - ท าสบู่น้ าผึ้งผสมน้ าส้มควันไม้ในชุมชน 14.30 น. สักการะพระพุทธรูปเชียงแสน 15.00 น. เที่ยวชมไร่ตะวันเชิงดอย และท าลิปกลอสด้วยกลีบดอกไม้ 16.00 น. ส่งนักท่องเที่ยว ณ ที่ว่าการอ าเภอสามเงา ภาพที่ 24 จัดท าแผนที่ท่องเที่ยว กิจกรรมเส้นทางโดยน าบัวอยู่บนเส้นทางท่องเที่ยวในพื้นที่ ภาพที่ 25 เส้นทางการท่องเที่ยว เชื่อมโยงถิ่นดอกบัวหลวง
79 2. ด้านการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง พบว่า ความต้องการของตลาดสนใจ พัฒนาผลิตภัณฑ์ ที่ท าจากกลีบดอกบัว โดยการแปรรูป เนื่องจากสรรพคุณของดอกที่มีมาก และต้องการความสะอาดเป็นส าคัญ ซึ่งปัจจัยที่มีอิทธิพลในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์บัวหลวงคือ ตัวผู้บริโภคเอง และราคาของผลิตภัณฑ์ แหล่งข้อมูล ที่สร้างการรับรู้ของผู้บริโภคคือ สื่ออินเตอร์เน็ต การแนะน าบอกต่อ นอกจากนี้ชุมชนยังเคยน าดอกบัวหลวงมา แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชน เช่น ชาบัวหลวง (แบบชง) สปาบัวหลวง และสบู่บัวหลวง การผลิตสินค้าดังกล่าว พบปัญหา เช่น ชาบัวหลวง (แบบชง) ไม่มีกลิ่นหอมของบัว สปาบัวหลวง ที่ขุ่นและมีกลิ่นเหม็น เนื่องจากชุมชน ยังขาดองค์ความรู้ในการแปรรูปบัวหลวง ดังนั้น ในที่ประชุมจึงเห็นว่าควรน าดอกบัวหลวงมาใช้เป็นผลิตภัณฑ์ ชุมชนในระดับต้นก่อน แล้วจึงขยายผลไปยังส่วนต่างๆ ของบัว โดยการสร้างภาคีเครือข่ายการมีส่วนร่วมจาก หน่วยงานภาครัฐ ได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฏก าแพงเพชร ที่มีสาขาวิทยาศาสตร์การอาหาร (Food Science) เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีมาตรฐาน ความหลากหลาย นวัตกรรมด้าน อาหาร และการแก้ปัญหาต่างๆ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนาตาก เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนา ออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้ดึงดูดใจ มีความน่าสนใจมากขึ้น ภาพที่ 26 ระดมความคิดเห็น องค์ความรู้ของชุมชนในการน าบัวมาใช้ประโยชน์ ภาพที่ 27 ประชุมคืนข้อมูลชุมชน และหาแนวทางการท างานร่วมกัน
80 ข้อสรุปผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 2 การศึกษาความต้องการของตลาด และแนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มจากบัวหลวง โดยใช้ แบบสอบถาม จากการสุ่มตัวอย่างกลุ่มผู้บริโภคและผู้ประกอบการ จ านวน 50 คน เพื่อศึกษาความต้องการใน การใช้รูปแบบผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง มาพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยใช้ข้อมูล 2 ล าดับแรกจากการตอบแบบสอบถาม พบว่า กลุ่มผู้ตอบแบบสอบถามมีอายุระหว่าง 41-46 ปี และ 47-52 ปี มีระดับการศึกษา ระดับปริญญาตรี และสูงกว่าปริญญาตรี ประกอบอาชีพ รับราชการ และพนักงานราชการ ส่วนมากชื่นชอบบริโภคอาหารเพื่อ สุขภาพ เหตุผลที่ชอบใช้สินค้าเพื่อสุขภาพ คือ ดูแล/รักษาสุขภาพตนเอง มีประโยชน์และปลอดภัยต่อร่างกาย ส่วนของบัวหลวงที่ชื่นชอบในการน ามาพัฒนาผลิตภัณฑ์ ได้แก่ กลีบดอกบัว และเม็ดบัว รูปแบบผลิตภัณฑ์จาก ดอกบัวที่ชื่นชอบ ได้แก่ การแปรรูป และภาชนะ คุณสมบัติจากบัวหลวงที่จะตัดสินใจซื้อ ได้แก่ สรรพคุณ และ ความสะอาด ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ ได้แก่ ตนเอง และราคา แหล่งข้อมูลที่ท าให้ทราบถึง ผลิตภัณฑ์และสรรพคุณบัวหลวง ได้แก่ อินเตอร์เน็ท และการแนะน าบอกต่อ ส่วนของบัวหลวงที่เคยบริโภค ได้แก่ เม็ดบัว และไหลบัว ความถี่ที่เคยใช้ผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง น้อยกว่า 1 ครั้งต่อสัปดาห์ อื่นๆ (นานๆ ครั้ง เนื่องจากหาทานยาก) (3 คน), ไม่เคย (2 คน) ทดลองใช้จากการเปิดบูทการแสดง หรือช่วงโอกาสส าคัญ (1 คน) ทีมวิจัยได้ใช้กระบวนการมีส่วนร่วมในการหาแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกัน ท าให้ได้รูปแบบการหาแนว ทางการพัฒนา 2 รูปแบบ คือ 1) การศึกษาดูงานชุมชนต้นแบบ ท าให้ชุมชนได้รับองค์ความรู้ แนวคิดในการ จัดการท่องเที่ยวในชุมชน โดยการน าบัวหลวงมาเป็นกิจกรรม เส้นทางการท่องเที่ยวในชุมชน เช่น การน า ผลิตภัณฑ์จากบัวหลวงมาใช้ต้อนรับนักท่องเที่ยว การให้นักท่องเที่ยวร่วมท าอาหารจากบัวหลวง การรวมกลุ่ม เพื่อจดทะเบียนวิสาหกิจ การเข้ารับมาตรฐานผลิตภัณฑ์สินค้าของพัฒนาชุมชน และการขอมาตรฐานผลิตภัณฑ์ ชุมชนของอุตสาหกรรมจังหวัด ซึ่งถ้าจะได้รับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชนที่เป็นประเภทอาหารจะต้องได้ มาตรฐานผลิตภัณฑ์ของส านักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ก่อน 2) การสร้างมูลค่าเพิ่มจากบัวหลวง การมีส่วนร่วมได้ 2 ด้าน ดังนี้ (1) ด้านการจัดการท่องเที่ยว พบว่า มีการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนในพื้นที่ ในศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านชุมชนแม่ระวาน และจากการด าเนินการของโครงการ U2T ยังไม่มีการน าบัว หลวงมาเป็นกิจกรรม เส้นทางการท่องเที่ยวในชุมชนในที่ประชุมเห็นว่าควรให้น าอาหารถิ่นที่มีบัวเป็นส่วนผสม มาต้อนรับนักท่องเที่ยว เช่น แกงส้มไหลบัว รากบัวเชื่อม น้ าชาบัวชาบัวหมัก ในส่วนของเส้นทางท่องเที่ยว ขอให้เพิ่มเติมกิจกรรมเกี่ยวกับบัวหลวงช่วงเดือน มิถุนายน – กันยายน ซึ่งเป็นช่วงที่มีบัวหลวงขึ้นจ านวนมาก นอกจากนี้ที่ประชุมยังเห็นว่าหนองบัวที่เหมาะสมในการจัดการท่องเที่ยว คือ หนองจระเข้ เนื่องจากเป็นหนอง น้ าที่กว้างที่สุดในต าบล ในช่วงที่บัวหลวงขึ้นจ านวนมาก จะบานสะพรั่งเต็มหนองจระเข้ อีกทั้งการเดินทางไปยัง
81 หนองจระเข้สะดวก เป็นเส้นทางผ่านก่อนถึงศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านชุมชนแม่ระวาน และอยู่ห่างจาก ศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านชุมชนแม่ระวาน ประมาณ 4 กิโลเมตร ท าให้เกิดเส้นทางการท่องเที่ยวที่ว่า “เที่ยวเขื่อนพ่อ สานต่อเศรษฐกิจพอเพียง เชียงแสนพระพุทธรูปลือเลื่อง ดินแดนแห่งเกษตรอินทรีย์ ถิ่นดอกบัว หลวง” (2) ด้านการแปรรูป จากการประชุมกลุ่ม ท าให้ได้รูปแบบในการสร้างผลิตภัณฑ์จากบัวหลวงโดยน า ดอกบัวหลวงมาใช้เป็นผลิตภัณฑ์ชุมชนในระดับต้นก่อน แล้วจึงขยายผลไปยังส่วนต่างๆ ของบัว โดยการสร้าง ภาคีเครือข่ายการมีส่วนร่วมจากหน่วยงานภาครัฐ ได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฏก าแพงเพชร ที่มีสาขา วิทยาศาสตร์การอาหาร (Food Science) เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มี มาตรฐาน ความหลากหลาย นวัตกรรมด้านอาหาร และการแก้ปัญหาต่างๆ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ล้านนาตาก เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้ดึงดูดใจ มีความน่าสนใจมากขึ้น ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 3 เพื่อพัฒนามาตรฐานของผลิตภัณฑ์ และการสร้างภาคีเครือข่าย ร่วมพัฒนามูลค่าเพิ่มจากบัวหลวง การพัฒนามาตรฐานของผลิตภัณฑ์ ได้ประสานความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในพื้นที่จังหวัดตาก จากมหาวิทยาลัยราชภัฏก าแพงเพชร น าโดย ดร. อเนก หาลี อาจารย์ประจ าหลักสูตร โปรแกรมวิชา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมพัฒนาด้านการแปรรูปผลิตภัณฑ์ จากบัวหลวง ข้อมูล และปัญหาที่พบจากการแปรรูป เช่น ชาบัวหลวงที่ไม่มีกลิ่นหอม และสปาบัวหลวงที่ขุ่น และมีกลิ่นเหม็น ดร. อเนก หาลี ให้ค าแนะน าในการเพิ่มความหอมของกลิ่นชาบัวหลวง ดังนี้ การตากแห้งกลีบ ดอกบัวและเกสรบัว ห้ามตากแดดต้องใช้วิธีการผึ่งลมในที่ร่มเท่านั้น และส่วนผสมขอชาบัวหลวงที่ชุมชนผลิต โดยน าเอาใบเตยมาเป็นส่วนผสมท าให้กลบกลิ่นบัว ดังนั้นหากต้องการชูกลิ่นดอกบัว ห้ามน าส่วนผสมที่มีกลิ่น หอมโดดเด่นมาผสมกับบัว อีกทั้งยังแนะน าการท าชาหมัก หรือ Kombucha เป็นการน าน้ าชา น้ าตาล จุลินทรีย์ และยีสต์ ไปหมักรวมกันอย่างน้อย 1 สัปดาห์ จนออกมาเป็นเครื่องดื่มที่มีฤทธิ์เป็นกรด เครื่องดื่มชนิด นี้ส่งผลดีต่อสุขภาพสารพัด เพราะไม่เพียงมีสรรพคุณเช่นเดียวกับชา แต่ยังประกอบด้วยโพรไบโอติกส์ หรือ เชื้อจุลินทรีย์และยีสต์ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ทั้งยังอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยท าลายเชื้อ แบคทีเรียอันตรายและเชื้อโรคหลายชนิดด้วย (ที่มา : https://www.pobpad.com วันที่ 13 มกราคม 2565 เวลา 17.55 น.) ซึ่งก าลังเป็นที่นิยมของผู้บริโภคในปัจจุบันนี้ นอกจากนี้เม็ดบัวยังสามารถน าไปอบหรือทอด เพื่อน ามาบริโภคเป็นอาหารเพื่อสุขภาพได้อีกทางหนึ่งด้วย ในครั้งนี้ ดร. อเนก หาลีได้ร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์ จ านวน 3 รูปแบบ คือ 1. แบบชง 2. แบบชาหมัก และ 3. แบบเยลลี่ ซึ่งมีสูตรในการผลิตที่ชุมชนสามารถ
82 ด าเนินการได้เป็นมาตรฐานเดียวกัน (รายละเอียดสูตรการผลิตอยู่ในภาคผนวก) นอกจากนี้ยังมีภาคีร่วม พัฒนาการออกแบบบรรจุภัณฑ์ จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ตาก น าโดย อาจารย์ธัญญาภักดิ์ ธิเดช อาจารย์สอน สาขาออกแบบอุตสาหกรรม คณะศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมศาสตร์ร่วมออกแบบโลโก้ ผลิตภัณฑ์ฉลากผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจ และได้มาตรฐาน รวมทั้งบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ ในการสร้างภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนามูลค่าเพิ่มจากบัวหลวง แบ่งออกเป็น 3 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 สร้างภาคีเครือข่ายร่วมด าเนินการโครงการ ทีมวิจัยได้ท าการเปิดตัวโครงการฯ โดยการ เข้าร่วมประชุมก านัน ผู้ใหญ่บ้านประจ าเดือนของอ าเภอสามเงา เพื่อให้นายอ าเภอและผู้เข้าร่วมประชุมได้รับ ทราบวัตถุประสงค์ของการท างานวิจัยในพื้นที่ และสะดวกในการขอข้อมูลจากหน่วยราชการต่าง ๆ หลังจาก นั้นจึงเข้าไปพูดคุยกับผู้น าชุมชนแต่ละหมู่บ้าน ติดต่อชุมชนเป็นรายบุคคลบ้าง หรือบางครั้งจัดกลุ่มเล็กๆ ในบาง หมู่บ้าน เพื่ออธิบายโครงการเน้นการมุ่งแสวงหากลุ่มบุคคลกลุ่มเป้าหมาย ประกอบด้วย กลุ่มคนตกงานจาก สถานการณ์โควิด กลุ่มเกษตรที่ต้องการอาชีพเสริม และกลุ่มเป้าหมายที่เป็นประชาชนในพื้นที่ ที่จะมาเป็น ผู้ร่วมด าเนินการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ได้คนในชุมชนเข้าร่วมด าเนินโครงการจ านวน 36 คน ภาพที่ 28 ดร. อเนก หาลีให้องค์ความรู้การท าชาบัวหมัก บัวหมัก ภาพที่ 29 ร่วมฝึกการอบรมแปรรูปผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง
83 ภาพที่ 30 เยลลี่บัวหลวง ภาพที่31 ชาบัวหมัก ภาพที่ 32 สีของชาบัวหมัก (สีน้ าตาลอ่อน) และบัวหมัก (สีชมพูอ่อน)
84 ระยะที่ 2 สร้างภาคีเครือข่ายร่วมสร้างมูลค่าเพิ่มจากบัวหลวง โดยการขอข้อมูลจากหน่วยงาน ต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น องค์การบริหารส่วนต าบลยกกระบัตร ช่วยในการวางแผนการปรับปรุงพื้นที่โดยรอบ หนองจระเข้ที่จะท าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวในชุมชน มหาวิทยาลัยในพื้นที่ ในการร่วมพัฒนามาตรฐานผลิตภัณฑ์ และแนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มจากบัวหลวง, เกษตรอ าเภอสามเงาให้ค าแนะน าในการจดทะเบียนวิสาหกิจ ชุมชน และสนับสนุนการพัฒนากิจการวิสาหกิจชุมชนตามมาตรการที่คณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน ก าหนด ซึ่งจะส่งผลท าให้ชุมชนมีความเข้มแข็งพึ่งพาตนเองได้ และพัฒนาชุมชน ในการขึ้นทะเบียนและเข้ารับ การตรวจมาตรฐานผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองจากทางราชการ เครือข่าย OTOP จังหวัดตากในการร่วม วางแผนการตลาด และช่องทางจัดจ าหน่ายผลิตภัณฑ์ ภาพที่ 33 ฉลากผลิตภัณฑ์ออกแบบโดย อาจารย์ธัญญาภักดิ์ ธิเดช
85 ภาพที่34 ฉลากผลิตภัณฑ์ส าหรับติดแท๊กซองชาบัวแบบชง ภาพที่ 35 ลักษณะบรรจุภัณฑ์ที่น าออกสู่ตลาด นอกจากนี้ทีมผู้ประสานงานชุดสนับสนุนโครงการเศรษฐกิจฐานราก น าโดยนางอาวรณ์ โอภาส พัฒนกิจ ได้ติดตามการขับเคลื่อนงานวิจัยเป็นระยะ ผลการถอดองค์ความรู้ในระยะ 7 เดือนที่ผ่านมา สอบถาม ผู้เกี่ยวข้องกับโครงการจากองค์ประกอบหลัก 3 ส่วน คือ 1. หัวหน้าโครงการ 2. ทีมวิจัย 3. กลุ่มเป้าหมาย
86 1. ทีมวิจัยและกลุ่มเป้าหมายได้ร่วมกันศึกษาบริบทพื้นที่ และการจัดการทรัพยากรบัวหลวง ของ เครือข่ายชุมชนต าบลยกกระบัตร ใช้กระบวนการมีส่วนร่วม ร่วมคิด ร่วมท า ร่วมแก้ไขปัญหา ร่วมศึกษาบริบท ของชุมชน ดูปัญหาที่เกิดจากบัวหลวง และแนวทางการแก้ไขปัญหา โดยการจัดการทรัพยากรบัวหลวง หาวิธีใช้ ประโยชน์จากบัวหลวง ศึกษาช่องทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยมีฐานของบัวหลวงเป็นหลัก อีกทั้งมีการ วางแผนการศึกษาดูงานบัวหลวงในพื้นที่ใกล้เคียงเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่อไป 2. ศึกษาความต้องการของตลาด และแนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มจากบัวหลวง ความต้องการของ ตลาดที่ทางหัวหน้าโครงการและทีมวิจัยออกแบบไว้ ผลิตภัณฑ์บัวหลวงที่น าออกสู่ท้องตลาด เช่น ชาบัวหลวง (แบบชาชง) ที่มีขั้นตอนการผลิตไม่ยุ่งยาก โดยใช้ตู้อบกล้วยของชุมชนที่มีอยู่แล้ว ออกมาเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อ สุขภาพ บรรจุซองละ 1 กรัม บรรจุ 4 ซองต่อกล่อง ราคากล่องละ 20 บาท ซึ่งประมาณราคาต้นทุนไว้ประมาณ 15 บาทต่อกล่อง มองว่าการตลาดควรทดลองตลาดในพื้นที่ เช่น ศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านชุมชนแม่ระ วาน ตลาดเขื่อนภูมิพล รพ.สต.ในพื้นที่ อบต.ยกกระบัตร เพื่อให้คนในพื้นที่ได้รู้จัก น าไปบอกต่อ และได้มีการ น าสินค้าไปทดลองขายออนไลน์ (Shopee) ก าหนดราคาไว้ที่ 35 บาท เพราะต้องมีค่าแพ็คและค่าส่งรวมไป ด้วย โดยทีมมีแนวคิดที่จะพัฒนาสินค้าในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้ถูกใจผู้ซื้อมากยิ่งขึ้น 3. การแปรรูปและพัฒนามาตรฐานผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง ได้รับความร่วมมือจาก ดร. อเนก หาลี อาจารย์ประจ าหลักสูตร โปรแกรมวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร คณะวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏก าแพงเพชร ในการคิดค้นสูตรการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง ท าให้ได้ ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับบัวหลวง 3 รูปแบบ ดังนี้ 1) แบบชงดื่ม ได้แก่ ชาบัว 2) แบบหมัก ได้แก่ ชาบัวหมัก บัวหมัก และ 3) เยลลี่บัว ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับชุมชนต าบลยกกระบัตร ด้านบรรจุภัณฑ์ และสลากที่เป็น มาตรฐาน ได้รับความอนุเคราะห์จาก อาจารย์ธัญญาภักดิ์ ธิเดช อาจารย์สอน สาขาออกแบบอุตสาหกรรม คณะศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ตาก ที่ให้ค าปรึกษา ร่วม ออกแบบบรรจุภัณฑ์ของบัวหลวง 4. การศึกษาช่องทางการจัดจ าหน่ายและการประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ที่โครงการนี้ได้พัฒนาและ ท าให้เกิดมาตรฐาน ผลิตภัณฑ์ใหม่หรือของเดิมให้ดีขึ้นจนได้มาตรฐานและมีการวางแผนการจัดจ าหน่ายทั้ง ช่องทางออนไลน์ และออฟไลน์ โดยมีชุมชนเป็นฐานต่อไป ระยะที่ 3 หาแนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรร่วมกัน ในการด าเนินการวิจัย ทีมนักวิจัยและ ภาคีที่เกี่ยวข้องและจากการประชุม พูดคุยหารือกันได้เห็นถึงปัญหาและหาแนวทางในการจัดการทรัพยากรที่มี เพื่อให้คนในพื้นที่สามารถใช้ประโยชน์จากบัวหลวงที่เกิดขึ้นในหนองน้ าสาธารณะเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม
87 มีข้อตกลงร่วมและร่วมกันรักษาสิ่งแวดล้อมให้เกิดประโยชน์ครอบคลุมพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง จากเวทีดังกล่าวสร้าง ให้เกิดการตระหนักร่วมรักษ์และใช้ประโยชน์อย่างมีระบบ โดยมีข้อสรุปจากการประชุมหารือและแบ่งบทบาท หน้าที่โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วนดังนี้ 1. บทบาทหน้าที่ภาครัฐ องค์การบริหารส่วนต าบลที่รับผิดชอบในพื้นที่ เป็นผู้จัดท าแผนพัฒนา ก าหนดยุทธศาสตร์หรือท าโครงการกิจกรรมที่ส่งเสริมพัฒนาพื้นที่ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานและ เชื่อมร้อยภาคี ภาครัฐอื่น ในมิติด้านต่างๆ เช่น การจัดการท่องเที่ยว การจัดการทรัพยากรน้ าเพื่อการเกษตร การปรับปรุงภูมิ ทัศน์ การส่งเสริมด้านสาธารณูปโภคเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนในพื้นที่และรักษาสิ่งแวดล้อม 2. บทบาทผู้ใช้ประโยชน์จากบัวหลวงการใช้ประโยชน์จากบัวหลวงทีมนักวิจัยสามารถสรุป ออกมาได้เป็น 3 กลุ่มดังนี้ 2.1 กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์ทั่วไป หมายถึงกลุ่มคนเก็บบัวไปเพื่อใช้รับประทานและขายฝักบัว ไหลบัว รากบัว 2.2 กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลิตภัณฑ์แปรรูปบัวหลวง ยกกระบัตร กลุ่มนี้คาดว่าจะมีการใช้บัว หลวงเป็นจ านวนมากที่เก็บส่วนต่างๆของบัวมาแปรรูปให้เป็นผลิตภัณฑ์ต่าง 2.3 กลุ่มท่องเที่ยวโดยชุมชนต าบลยกกระบัตร เป็นกลุ่มที่พานักท่องเที่ยวชมบึงบัว ท า กิจกรรมเชิงสร้างสรรค์กับผู้มาเยือนหรือนักท่องเที่ยวเพื่อให้เกิดรายได้หรือการน าบัวมาใช้ประกอบเป็นอาหาร ต้อนรับนักท่องเที่ยว ทั้งสามกลุ่มคนใช้ประโยชน์จากบัวหลวงต้องปฏิบัติตามข้อตกลงร่วมที่เกิดจากเวทีการประชุม หารือ หาทางออกจากกลุ่มย่อยขยายสู่วงกว้างจนเกิดเป็นข้อตกลงร่วมเพื่อเป็นแนวปฏิบัติดังนี้ 1.ช่วยกันดูแลรักษาหนองจระเข้ให้สะอาด 2. ผู้ที่เข้ามาใช้พื้นที่หนองจระเข้ห้ามทิ้งขยะ 3. การเก็บบัว 1 อาทิตย์สามารถเก็บได้ 4 วัน เพื่อให้บัวได้ขยายพันธุ์ 4. กรณีที่เข้าชมสระบัว ต้องให้คนในพื้นที่พาเข้าชมเท่านั้น ไม่อนุญาตให้ไกด์นอกพื้นที่น าเที่ยว เพื่อความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยว 5. กรณีที่มีการน าเรือมาให้บริการแก่นักท่องเที่ยวต้องเสียค่าธรรมเนียมเข้าชุมชนอย่างน้อย 10% เพื่อน าเข้าสาธารณะประโยชน์ 6. กรณีน านักท่องเที่ยวเข้ามาท ากิจกรรมที่หนองบัว ช าระค่าบริการเข้าใช้พื้นที่ 20 บาท/คน เพื่อน าเงินมาใช้สาธารณะประโยชน์พัฒนาหมู่บ้าน และพัฒนาหนองบัว
88 7. ในการเก็บค่าบริการต่างๆ จากหนองบัวให้น าส่ง นางสาวสายสุนีย์ ตันแปง (ผู้ที่ได้รับ มอบหมายเก็บเงิน) และน าแจ้งในที่ประชุมประจ าเดือนของต าบลยกกระบัตร 8. ชุมชนที่เข้าใช้หนองจระเข้เป็นประจ า ให้แจ้งรายชื่อและเบอร์โทรศัพท์ไว้ต่อนายวรเศรษฐ์ ทิอุด (ก านัน) และต้องเข้าร่วมพัฒนาหนองบัวทุกครั้ง 9. ให้ผู้ที่เข้าใช้หนองจระเข้เป็นประจ าช่วยสอดส่องดูแล กรณีคนนอกพื้นที่หรือมีผู้ท าผิดข้อตกลง การใช้ประโยชน์จากหนองจระเข้ 10. จัดให้มีกลุ่มผู้ดูแลหนองจระเข้ประกอบด้วย ก านัน (ประธาน) ตัวแทนชุมชน 5 คน ตัวแทน องค์การบริหารส่วนต าบลยกกระบัตร 2 คน ตัวแทนกลุ่มการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน 2 คน ตัวแทนกลุ่ม วิสาหกิจชุมชนผลิตภัณฑ์แปรรูปบัวหลวง ยกกระบัตร 2 คน 11. ให้มีการท าความสะอาดรอบหนองจระเข้ปีละ 1 ครั้ง ภาพที่ 36 เปิดเวทีสนทนาท าข้อตกลง โดยนายวรเศรษฐ์ ทิอุด (ก านันต าบลยกกระบัตร) ภาพที่ 37 ระดมความคิดเห็นจากกลุ่มผู้ใช้ประโยชน์จากบัวทั่วไป กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลิตภัณฑ์แปรรูปบัว หลวง ยกกระบัตร และกลุ่มท่องเที่ยวโดยชุมชนต าบลยกกระบัตร
89 ข้อสรุปผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 3 การพัฒนามาตรฐานของผลิตภัณฑ์ และการสร้างภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนามูลค่าเพิ่มจากบัวหลวง ทีมวิจัยได้ด าเนินแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 สร้างภาคีเครือข่ายร่วมด าเนินการโครงการท าให้ได้ภาคี เครือข่ายภายในชุมชนร่วมด าเนินการ โดยแบ่งออกเป็น กลุ่มคนในการท างานวิจัย จ านวน 9 คน และกลุ่มคน ร่วมด าเนินการพัฒนาผลิตภัณฑ์ จ านวน 27 คน ใช้กระบวนการประชุมกลุ่มผู้น าในระดับอ าเภอเป็นการสร้าง การรับรู้รับทราบวัตถุประสงค์ของการท างานวิจัยในพื้นที่เป็นอันดับต้น เพื่อให้เกิดความสะดวกในการท างาน ใช้การพูดคุยกับผู้น าชุมชนแต่ละหมู่บ้าน ติดต่อชุมชนเป็นรายบุคคลบ้าง หรือบางครั้งจัดกลุ่มเล็กๆ ในบาง หมู่บ้าน เพื่ออธิบายโครงการเน้นที่วัตถุประสงค์ คือ มุ่งแสวงหากลุ่มบุคคลกลุ่มเป้าหมาย ประกอบด้วย กลุ่ม คนตกงานจากสถานการณ์โควิด กลุ่มเกษตรที่ต้องการอาชีพเสริม และกลุ่มเป้าหมายที่เป็นประชาชนในพื้นที่ ที่ จะมาเป็นผู้ร่วมด าเนินงานในโครงการ ระยะที่ 2 สร้างภาคีเครือข่ายร่วมสร้างมูลค่าเพิ่มจากบัวหลวง ในระยะ นี้ทีมวิจัยได้ท าการสร้างเครือข่ายภายนอก ที่เกี่ยวข้อง เช่น องค์การบริหารส่วนต าบลยกกระบัตรช่วยในการ วางแผนการปรับปรุงพื้นที่โดยรอบหนองจระเข้ ที่จะท าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวในชุมชน มหาวิทยาลัยในพื้นที่ ใน การหาแนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มจากบัวหลวง, เกษตรอ าเภอสามเงาในการจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชน และ สนับสนุนการพัฒนากิจการวิสาหกิจชุมชนตามมาตรการที่คณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนก าหนด ซึ่งจะ ส่งผลท าให้ชุมชนมีความเข้มแข็งพึ่งพาตนเองได้ และพัฒนาชุมชน ในการขึ้นทะเบียนและเข้ารับการตรวจ มาตรฐานผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองจากทางราชการ เครือข่าย OTOP จังหวัดตากในการร่วมวางแผน การตลาด และช่องทางจัดจ าหน่ายผลิตภัณฑ์ ในการท างานวิจัยเป็นระยะ ยังมีทีมผู้ประสานงานชุดสนับสนุน โครงการคอยเติมเต็มความรู้ และติดตามผลการขับเคลื่อนการท างานวิจัยในพื้นที่เป็นระยะ รวมทั้งให้ ข้อเสนอแนะ ในการท างานให้เพื่อให้การท างานบรรลุวัตถุประสงค์ เกิดภาคีเครือข่ายการทุกระยะในการท างาน วิจัย ในระยะที่ 2 นี้ท าให้เกิดเส้นทาง กิจกรรมการท่องเที่ยวบัวหลวง และผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง จ านวน 3 รูปแบบ ดังนี้ 1) แบบชงดื่ม ได้แก่ ชาบัว 2) แบบหมัก ได้แก่ ชาบัวหมัก บัวหมัก และ 3)เยลลี่บัว ที่ได้ มาตรฐาน ประกอบด้วย สูตร บรรจุภัณฑ์ ฉลากที่ได้มาตรฐาน และแบรนด์สินค้าที่เป็นของชุมชน ระยะที่ 3 หา แนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรร่วมกัน ในการเข้าใช้ประโยชน์จากหนองจระเข้จากการประชุมภาคี เครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ภายในชุมชน ประกอบด้วย ก านัน ผู้น า แกนน า องค์การบริหารส่วนต าบลยกกระบัตร กลุ่มวิสาหกิจผลิตภัณฑ์แปรรูปบัวหลวงยกกระบัตร กลุ่มท่องเที่ยวโดยชุมชนต าบลยกกระบัตร ท าให้เกิดกฎ กติกา/ข้อตกลงร่วมกันในการเข้าใช้ประโยชน์จากหนองจระเข้ที่เกิดจากการมีส่วนร่วมของชุมชน ร่วมคิด ร่วม ท า ร่วมวางแผน ท าให้ชุมชนเห็นคุณค่า เกิดความรักและหวงแหนบัวหลวง และทรัพยากรที่มีในพื้นที่
90 ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 4 เพื่อศึกษาและพัฒนาช่องทางการจัดจ าหน่ายผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง ทีมผู้ประสานงานชุดสนับสนุนโครงการ ได้จัดอบรม หลักสูตร “แผนลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยาย กิจการ” (CBMC) ช่องทาง Online ให้กับทีมนักวิจัย จ านวน 6 วัน ระหว่างวันที่ 25-30 ตุลาคม 2564 ประกอบด้วย วันที่ 1 การตลาด CBMC “บันได 4 ขั้นการตลาด”เพื่อให้ลูกค้า ติดใจ ซื้อซ้ า บอกต่อ แนวทางการตลาด ขั้นที่ 1 (cbmc1) ค้นหาเสน่ห์ของสินค้าตัวเอก ด้วยการเขียนตอบค าถาม "สินค้าตัวเด็ดที่ท่านน ามาใช้เรียนครั้งนี้1. โดดเด่นอย่างไร? 2. แตกต่างจากคู่แข่งอย่างไร? 3. โดนใจ “คนแบบ ไหน”? แนวทางการตลาด ขั้นที่ 2 (cbmc2) ค้นหาลูกค้าเป้าหมายในอนาคตที่ชัดเจน โดยพิจารณา จาก ค าตอบข้อที่ 3 ของขั้นที่ 1 คือ 'โดนใจคนแบบไหน!' น ามาพิจารณาอย่างละเอียด ว่าคนลักษณะแบบนี้ แหละ ถ้า 'เห็นปุ๊บซื้อปั๊บ' แนวทางการตลาด ขั้นที่ 3 (cbmc 3) "ช่องทางการสื่อสาร ถึงลูกค้าเป้าหมาย" ด้วยการตอบ ค าถาม 1. ลูกค้าเป้าหมายอยู่ที่ไหนบ้าง? 2. เราจะค้นพวกเขาเจอได้อย่างไร? 3. เจอแล้วจะให้เขารู้จักสินค้าเรา ได้อย่างไร (เปิดการขาย) 4. ท าอย่างไรให้เขาซื้อ (ปิดการขาย) แนวทางการตลาด ขั้นที่ 4 (cbmc 4) การสร้างความประทับใจ ก่อนและหลังการขาย หรือ ท าให้ลูกค้า ติดใจซื้อซ้ า บอกต่อได้อย่างไร วิธีการ 1. ส่งของอย่างไรให้ประทับใจ 2. จ่ายเงินอย่างไรให้ ประทับใจ 3. บริการหลังการขายอย่างไรให้ประทับใจ วันที่2 "แนวทางการเพิ่มรายได้ ขยายกิจการ" (cbmc ข้อที่ 5) ร่วมแสดงความเห็น ตอบค าถาม 1.สินค้าเราโดดเด่น แตกต่าง โดนใจดีพอหรือยัง? 2. คู่แข่งของ เรา เขาจะสร้างความแตกต่าง หนีเราไปอีก เราจะท าอย่างไร!" 3.ท าอย่างไร ถ้าการตลาดดี แต่ไม่มีของขาย หรือส่งของไม่ทัน" 4. คนติดใจ สินค้าของเรา ซื้อซ้ า บอกต่อคึกคักแล้ว เราควรจะใช้โอกาสนี้ เพิ่มรายได้ ขยาย กิจการอย่างไร?" 4.1) น าสินค้าตัวรองมาขายดีไหม 4.2) ท าสินค้าตัวใหม่ที่ลูกค้ากลุ่มนี้ซื้อแน่ๆออกขายดีไหม? 4.3) น าสินค้าของเพื่อนๆในเครือข่ายที่ลูกค้ากลุ่มนี้ซื้อแน่ๆ มาชวนขายด้วยดีไหม?
91 วันที่ 3 "การแปลงบันได 4 ขั้นการตลาด และแนวคิดการเพิ่มรายได้ขยายกิจการให้เป็นวิธี ปฏิบัติให้ท าได้ใช้เป็น เห็นผล" กิจกรรมส าคัญที่ต้องท า (cbmc ข้อที่ 6) พิจารณา cbmc 1-5 ทีละข้อแล้วเขียนค าตอบ " แนวคิดบันได 4 ขั้นการตลาด และแนวคิด การเพิ่มรายได้ ขยายกิจการ ถ้าจะให้ท าได้ ใช้เป็น เราต้องแปลง แนวคิดเป็นตัวกิจกรรมหลักๆ กี่หมวด อะไรบ้าง?" และแต่ละหมวด แตกเป็นกิจกรรมย่อยอะไรบ้าง? วันที่ 4 แนวทางการจัดท าแผนด าเนินงาน 5 ช่อง น ากิจกรรมตามข้อ 6 ทีละข้อ ใส่ลงในตาราง 5 ช่อง มีกิจกรรมย่อยอะไรบ้าง แต่ละกิจกรรมย่อย ใครรับผิดชอบ เสร็จเมื่อไร (ระยะเวลา 6 เดือน) ท าเองได้ไหมเพื่อลดรายจ่าย (cbmc 7) อะไรที่ต้องร่วมมือกับ หน่วยงานอื่นเพื่อขยายกิจการ (cbmc 8) และอะไรต้องใช้เงิน รวบรวม ช่องที่ 5 อะไรที่ท าเองได้ ทั้งหมด (cbmc7) อะไรที่ร่วมกับหน่วยงานอื่น(cbmc8) และอะไรที่ต้องใช้เงิน (cbmc 9)แล้วน ามาใส่ใน ตาราง 9 ช่อง วันที่ 5 การจัดท า ตาราง 9 ข้อ หรือ แบบจ าลองธุรกิจที่เราท า (Business Model) น าแนวการตลาด ข้อที่ 1-4 และแนวการเพิ่มรายได้ขยายกิจการ ข้อ 5 และกิจกรรมส าคัญข้อที่ 6 ใส่ในตาราง 9 ช่อง รวบรวม ช่องที่ 5 อะไรที่ท าเองได้ ทั้งหมด (cbmc7) อะไรที่ร่วมกับหน่วยงานอื่น(cbmc 8) และอะไรที่ต้องใช้เงิน (cbmc 9) ใส่ในช่องที่ 7 8 และ 9 วันที่ 6 ข้อสอบ พร้อมส่ง ตาราง 9 ข้อ 5 ช่อง ทีมวิจัยได้น าองค์ความรู้มาขยายผล จัดประชุมกับ ผู้เข้าร่วมโครงการ เพื่อร่วมกันออกแบบแผนธุรกิจในการจัดจ าหน่ายผลิตภัณฑ์จากบัวหลวงตามแบบฟอร์ม ตาราง 9 ข้อ 5 ช่อง จากการได้เรียนรู้ CBMC ท าให้ชุมชนมีองค์ความรู้ในการค้นหาเสน่ห์สินค้าที่เป็นตัวเด่นของชุมชน มองกลุ่มลูกค้าได้ชัดเจนและสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย สร้างความประทับใจให้กับลูกค้า ได้ซื้อซ้ าบอกต่อ น าสินค้าตัวรองของชุมชน มาร่วมจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายให้กับสินค้าตัวหลักของชุมชน หาแนวทางในการ ค้นหาภาคีเพื่อร่วมพัฒนาสินค้าชุมชน เกิดแผนธุรกิจชุมชน ร่วมกันคิดจนได้เสน่ห์สินค้า ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ จากธรรมชาติในท้องถิ่น กระบวนการผลิตที่สะอาด ใส่ใจทุกขั้นตอน “รักสุขภาพ ต้องผลิตภัณฑ์บัวหลวง ยกกระบัตร” นอกจากนี้ทีมวิจัยยังได้น าผลิตภัณฑ์บัวหลวง วางจ าหน่ายตามช่องทางการจัดจ าหน่ายผลิตภัณฑ์ ทั้งภายในชุมชน ได้แก่ ศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านชุมชนแม่ระวาน, ร้านค้าในชุมชน และภายนอกชุมชน ได้แก่ ร้านค้าสวัสดิการเขื่อนภูมิพล , กาดเกาะลอย , ร้านค้าออนไลน์ ,เว็บแบ่งปั๋น , shopee , facebook : บัวหลวงชุมชน ต.ยกกระบัตร Line : @0826206775 ภายหลังด าเนินโครงการ ทีมวิจัยได้ท าการเก็บข้อมูล
92 จากกลุ่มผู้เข้าร่วมโครงการ และกลุ่มที่ไม่เข้าร่วมโครงการ ตามแบบส ารวจตัวชี้วัดความเหลื่อมล้ า โครงการการ พัฒนาเศรษฐกิจฐานรากด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่มจากบัวหลวงของชุมชนต าบลยกกระบัตร อ าเภอสามเงา จังหวัดตาก (ระยะหลังด าเนินการ) เพื่อส ารวจรายได้ครัวเรือน ส าหรับใช้ประเมินผลการสร้างมูลค่าเพิ่มจากบัว หลวงของชุมชนต าบลยกกระบัตร อ าเภอสามเงา จังหวัดตาก โดยได้สอบถามจากประชาชนในพื้นที่ จ านวน 69 คน แบ่งออกเป็น กลุ่มเป้าหมายหลัก คือ กลุ่มคนตกงานจากสถานการณ์โควิด จ านวน 9 คน กลุ่มเกษตรที่ ต้องการอาชีพเสริม 27 คน และกลุ่มเป้าหมายที่เป็นประชาชนในพื้นที่รอบข้าง จ านวน 33 คน แบบสอบถาม แบ่งออกเป็น 10 ส่วน ดังนี้ ส่วนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ส่วนที่ 2 การมีส่วนร่วมกับกิจกรรม ของโครงการ ส่วนที่ 3 รายได้จากการท างานในปี พ.ศ. 2564 ส่วนที่ 4 ก าไรจากการประกอบการ ส่วนที่ 5 ก าไรจากการประกอบการทางการเกษตร ส่วนที่ 6 เงินบ านาญ เงินสวัสดิการ เงินช่วยเหลือ ส่วนที่ 7 รายได้ จากทรัพย์สิน/การเงิน ส่วนที่ 8 รายจ่ายที่ไม่เป็นตัวเงิน ส่วนที่ 9 ผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง และส่วนที่ 10 ข้อมูล อื่นๆ ผลการวิเคราะห์แบบสอบถาม พบว่า ส่วนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปผู้ตอบแบบสอบถาม สถานภาพและข้อมูลทั่วไปส่วนใหญ่ของผู้ตอบแบบสอบถาม พบว่า เพศหญิง มากที่สุด จ านวน 60 คน (ร้อยละ 86.96) รองลงมา เพศชาย จ านวน 9 คน (ร้อยละ 13.04) มีอายุระหว่าง 56-65 ปีมากที่สุด จ านวน 22 คน (ร้อยละ 31.88) รองลงมา คือ ช่วงอายุ46-55 ปีจ านวน 20 คน (ร้อยละ 28.99) อายุ 66 ปี ขึ้นไป จ านวน 14 คน (ร้อยละ 20.29) อายุ36-45 ปี จ านวน 9 คน (ร้อยละ 13.04) อายุ26-35 ปีจ านวน 3 คน (ร้อยละ 4.35) และอายุ15-25 ปีจ านวน 1 คน (ร้อยละ 1.45) อาศัยอยู่ที่หมู่บ้านสองแควพัฒนา มากที่สุด จ านวน 15 คน (ร้อยละ 21.74) รองลงมา คือ บ้านสองแคว จ านวน 12 คน (ร้อยละ 17.39) บ้าน แม่ระวาน จ านวน 9 คน (ร้อยละ 13.04) บ้านแม่เชียงราย จ านวน 6 คน (ร้อยละ 8.70) บ้านคลองไม้แดง, บ้านท่าไผ่, บ้านใหม่สามัคคีจ านวน 5 คน (ร้อยละ 7.25) บ้านใหม่สามัคคีใต้จ านวน 4 คน (ร้อยละ 5.80) บ้านหนองแม่ล่าง จ านวน 3 คน (ร้อยละ 4.35) บ้านยกกระบัตรและบ้านหนองเชียงคา จ านวน 2 คน (ร้อยละ 2.90) และบ้านหนองเชียงคาใต้ จ านวน 1 คน (ร้อยละ 1.45) มีวุฒิการศึกษาระดับอื่นๆ ที่ตอบคือ ต่ ากว่า ประถมศึกษาปีที่ 6 มากที่สุด จ านวน 29 คน (ร้อยละ 42.03) รองลงมา คือ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น จ านวน 17 คน (ร้อยละ 24.64) ระดับประถมศึกษาปีที่ 6 จ านวน 10 คน (ร้อยละ 14.49) ระดับปริญญาตรี จ านวน 6 คน (ร้อยละ 8.70) ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จ านวน 4 คน (ร้อยละ 5.80) ระดับปวส.หรือเทียบเท่า จ านวน 2 คน (ร้อยละ 2.90) และระดับปวช. จ านวน 1 คน (ร้อยละ 1.45) มีอาชีพหลัก คือ อาชีพเกษตรกร มากที่สุด จ านวน 48 คน (ร้อยละ 69.57) รองลงมา คือ ค้าขาย จ านวน 9 คน (ร้อยละ 13.04) อื่นๆ ที่ตอบคือ ไม่ได้
93 ท างาน จ านวน 5 คน (ร้อยละ 7.25) รับจ้างทั่วไป จ านวน 4 คน (ร้อยละ 5.80) และรับราชการ จ านวน 3 คน (ร้อยละ 4.35) ประกอบอาชีพเสริม มากที่สุด คือ อื่นๆ ที่ตอบคือ ไม่มีอาชีพ, จักสาน, วิทยากร, วาดรูป จ านวน 33 คน (ร้อยละ 45.83) รองลงมา คือ รับจ้างทั่วไป จ านวน 17 คน (ร้อยละ 23.61) เกษตรกร จ านวน 15 คน (ร้อยละ 20.83) และค้าขาย จ านวน 7 คน (ร้อยละ 9.72) มีสถานภาพ สมรส มีบุตร มากที่สุด จ านวน 25 คน (ร้อยละ 36.23) รองลงมา คือ โสด จ านวน 23 คน (ร้อยละ 33.33) สมรส ไม่มีบุตร จ านวน 20 คน (ร้อยละ 28.99) และมีบุตร จ านวน 1 คน (ร้อยละ 1.45) มีสถานะเป็นหัวหน้าครัวเรือน มากที่สุด จ านวน 27 คน (ร้อยละ 39.13) รองลงมา คือ สามี/ภรรยาของหัวหน้าครัวเรือน จ านวน 21 คน (ร้อยละ 30.43) บุตร หลานของหัวหน้าครัวเรือน จ านวน 14 คน (ร้อยละ 20.29) พ่อแม่ของหัวหน้าครัวเรือนจ านวน 5 คน (ร้อยละ 7.25) พี่สาวหัวหน้าครอบครัวและลูกสะใภ้จ านวน 1 คน (ร้อยละ 1.45) มีความเกี่ยวข้องกับโครงการ มากที่สุด คือ ไม่เป็นสมาชิก/ไม่เข้าร่วมโครงการ จ านวน 31 คน (ร้อยละ 44.93) รองลงมา คือ เป็นสมาชิกที่ เข้าร่วมโครงการ จ านวน 28 คน (ร้อยละ 40.58) เป็นผู้น า/แกนน าของโครงการ จ านวน 8 คน (ร้อยละ 11.51) และไม่แน่ใจ จ านวน 2 คน (ร้อยละ 2.90)มีจ านวนสมาชิกในครัวเรือน (ตามทะเบียนบ้าน) 1-5 คน มากที่สุด จ านวน 55 คน (ร้อยละ 79.71) รองลงมา คือ 6-10 คน จ านวน 13 คน (ร้อยละ 18.84) และ 11-15 คน จ านวน 1 คน (ร้อยละ 1.45) อาศัยอยู่จริงในครัวเรือน 1-5 คน มากที่สุด จ านวน 64 คน (ร้อยละ 92.75) รองลงมา คือ 6-10 คน จ านวน 5 คน (ร้อยละ 7.25) ส่วนที่ 2 การมีส่วนร่วมกับกิจกรรมของโครงการ ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ มีส่วนร่วมกับโครงการ (เลือกตอบได้มากกว่า 1 ข้อ) ด้านการร่วม ให้ข้อมูล มากที่สุด จ านวน 64 คน (ร้อยละ 43.24) รองลงมา คือ ร่วมด าเนินเวทีตามโครงการ จ านวน 60 คน (ร้อยละ 40.54) พัฒนาโจทย์ จ านวน 10 คน (ร้อยละ 6.76) ออกแบบกิจกรรม และออกแบบการเก็บ ข้อมูล จ านวน 5 คน (ร้อยละ 3.38) และร่วมบันทึก/วิเคราะห์ข้อมูล จ านวน 4 คน (ร้อยละ 2.70) ส่วนที่ 3 รายได้จากการท างานในปี พ.ศ. 2564 ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ ได้รับค่าจ้างแรงงาน หรือ เงินเดือน ของ "ครัวเรือน" เฉลี่ย เดือนละ 0-1,000 บาท มากที่สุด จ านวน 54 คน (ร้อยละ 78.26) รองลงมา คือ 12,001 บาทขึ้นไป จ านวน 6 คน (ร้อย ละ 8.70) 3,001-6,000 บาท จ านวน 5 คน (ร้อยละ 7.25) 6,001-9,000 บาท จ านวน 3 คน (ร้อยละ 5.80) และ9,001-12,000 บาท จ านวน 1 คน (ร้อยละ 1.45) ได้รับผลตอบแทนอื่นๆ จากการท างานเป็นรายเดือน คือ 0-1,000 บาท มากที่สุด จ านวน 67 คน (ร้อยละ 97.10) รองลงมา คือ 3,001-6,000 บาท จ านวน 2 คน (ร้อยละ 2.90) ได้รับผลตอบแทน จากการท างานอื่นๆ ในรอบปี 2564 คือ 0-1,000 บาท มากที่สุด จ านวน
94 69 คน (ร้อยละ 100.00) มีข้อมูลรายละเอียดด้านรายได้จากการท างานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง คือ ไม่มีความ เกี่ยวข้อง มากที่สุด จ านวน 69 คน (ร้อยละ 100.00) ส่วนที่ 4 ก าไรจากการประกอบการ เช่น ร้านค้า ร้านตัดผม ร้านอาหาร ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ มีลักษณะการประกอบการที่เป็นแหล่งรายได้หลัก คือ ไม่มีรายได้ จากแหล่งนี้ มากที่สุด จ านวน 54 คน (ร้อยละ 77.14) รองลงมาคือ ร้านค้าขายของช า จ านวน 10 คน (ร้อยละ 14.29) อื่นๆ ที่ตอบคือ ท านา, รับซื้อขายนุ่น, ร้านน้ าหวานชาไข่มุก, กิจการรถบรรทุก จ านวน 1 คน (ร้อยละ 5.71) ได้รับก าไรจากการประกอบการธุรกิจโดยเฉลี่ย (บาท/เดือน) โดยนับเฉพาะรายได้สุทธิหลังจากหัก ค่าใช้จ่ายในการท าธุรกิจนั้น คือ 0-1,000 บาท มากที่สุด จ านวน 56 คน (ร้อยละ 81.16) รองลงมา คือ 3,001- 6,000 บาท จ านวน 7 คน (ร้อยละ 10.14) 1,001-3,000 บาท จ านวน 4 คน (ร้อยละ 5.80) และ6,001-9,000 บาท, 12,001 บาทขึ้นไป จ านวน 1 คน (ร้อยละ 1.45) มีข้อมูลรายละเอียดก าไรจากการประกอบการอื่นๆ ที่ เกี่ยวข้อง คือ ไม่มีมากที่สุด จ านวน 67 คน (ร้อยละ 97.10) รองลงมาคือ มี (รับซื้อนุ่นยกสวน, กิจการ รถบรรทุก แม็คโคร) จ านวน 2 คน (ร้อยละ 2.90) ส่วนที่ 5 ก าไรจากการประกอบการทางการเกษตร ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ มีลักษณะการประกอบการทางการเกษตรที่เป็นแหล่งรายได้หลัก คือ ปลูกพืชไร่ มากที่สุด จ านวน 45 คน (ร้อยละ 50.56) รองลงมา คือ เลี้ยงสัตว์จ านวน 19 คน (ร้อยละ 21.35) อื่นๆ ที่ตอบคือ ท านา,ปลูกไม้สักขาย จ านวน 14 คน (ร้อยละ 15.73) ไม่มีรายได้จากแหล่งนี้ จ านวน 10 คน (ร้อยละ 11.24) และ ปลูกพืชสวน จ านวน 1 คน (ร้อยละ 1.12) ได้รับก าไรสุทธิทางการเกษตรเป็นแบบ รายปีมากที่สุด จ านวน 39 คน (ร้อยละ 56.52) รองลงมา คือ รายรอบ จ านวน 12 คน (ร้อยละ 17.39) ไม่มี รายได้ทางการเกษตร และรายรอบและรายปีจ านวน 9 คน (ร้อยละ 13.04) มีรายรับจากภาคเกษตรเป็น รายเดือน เดือนละ 0-1,000 บาท มากที่สุด จ านวน 69 คน (ร้อยละ 100.00) มีต้นทุนในการเกษตร เดือนละ 0-1,000 บาท มากที่สุด จ านวน 69 คน (ร้อยละ 100.00) ได้รับรายรับจากภาคเกษตรเป็นรายปี คือ 12,001 บาทขึ้นไป มากที่สุด จ านวน 43 คน (ร้อยละ 62.32) รองลงมา คือ 0-1,000 บาท จ านวน 20 คน (ร้อยละ 28.99) และ 1,001-3,000 บาท จ านวน 6 คน (ร้อยละ 8.70) มีต้นทุนในการเกษตรรายปี คือ 12,001 บาท ขึ้นไป มากที่สุด จ านวน 30 คน (ร้อยละ 43.48) รองลงมา คือ 0-1,000 บาท จ านวน 20 คน (ร้อยละ 28.99) 6,001-9,000 บาท จ านวน 8 คน (ร้อยละ 11.59) 9,001-12,000 บาท จ านวน 5 คน (ร้อยละ 7.25) 3,001- 6,000 บาท จ านวน 4 คน (ร้อยละ 5.80) และ1,001-3,000 บาท จ านวน 2 คน (ร้อยละ 2.90) ไม่มีรายรับจาก ภาคการเกษตรเป็นรายรอบ มากที่สุด จ านวน 64 คน (ร้อยละ 92.75) รองลงมา คือ ปีละ 2 ครั้ง มีจ านวน
95 5 คน (ร้อยละ 7.25) มีรายรับจากภาคการเกษตรเป็นรายรอบ รอบละ 0-1,000 บาท มากที่สุด จ านวน 47 คน (ร้อยละ 68.12) รองลงมา คือ 12,001 บาทขึ้นไป จ านวน 22 คน (ร้อยละ 31.88) มีต้นทุนในการเกษตรเป็น รายรอบ รอบละ 0-1,000 บาท มากที่สุด จ านวน 47 คน (ร้อยละ 69.57) รองลงมา คือ 12,001 บาทขึ้นไป จ านวน 20 คน (ร้อยละ 28.99) และ 6,001-9,000 บาท จ านวน 1 คน (ร้อยละ 1.45) มีข้อมูลรายละเอียด อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง คือ ไม่มีมากที่สุด จ านวน 69 คน (ร้อยละ 100.00) ส่วนที่ 6 เงินบ านาญ เงินสวัสดิการ เงินช่วยเหลือ ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ ได้รับเงินบ านาญจากราชการรายเดือน คือ 0-1,000 บาท มากที่สุด จ านวน 68 คน (ร้อยละ 98.55) รองลงมา คือ 12,001 บาทขึ้นไป จ านวน 1 คน (ร้อยละ 1.45) ได้รับ เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุรายเดือน คือ 0-1,000 บาท มากที่สุด จ านวน 59 คน (ร้อยละ 85.51) รองลงมา คือ 1,001- 3,000 บาท จ านวน 10 คน (ร้อยละ 14.49) ได้รับเงินส ารองเลี้ยงชีพหรือเงินประกันสังคมหรือเงินประกันชีวิต ส าหรับผู้สูงอายุรายเดือน 0-1,000 บาท มากที่สุด จ านวน 69 คน (ร้อยละ 100.00) ได้รับเบี้ยความพิการ รายเดือน 0-1,000 บาท มากที่สุด จ านวน 69 คน (ร้อยละ 10 0.00) ได้รับความช่วยเหลือจากบัตรสวัสดิการ พื้นฐานแห่งรัฐ รายเดือน 1,001-3,000 บาท มากที่สุด จ านวน 69 คน (ร้อยละ 100.00) ได้รับความช่วยเหลือ เงินสนับสนุนเด็กเล็กรายเดือน 0-1,000 บาท มากที่สุด จ านวน 67 คน (ร้อยละ 97.10) รองลงมาคือ 1,001- 3,000 บาท จ านวน 2 คน (ร้อยละ 2.90) ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาล ในสถานการณ์โควิด-19 รายปี 0-1,000 บาท มากที่สุด จ านวน 69 คน (ร้อยละ 100.00) มีรายได้จากเงินช่วยเหลือจากคนอื่นๆ หน่วยงาน อื่นๆ ที่ไม่ใช่รัฐบาลและสมาชิกในครอบครัว รายเดือน 0-1,000 บาท มากที่สุด จ านวน 69 คน (ร้อยละ 100.00) มีข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติมอื่นๆ ด้านเงินบ านาญ เงินสวัสดิการ เงินช่วยเหลือ คือ ไม่มีมากที่สุด จ านวน 52 คน (ร้อยละ 75.36) รองลงมา คือ มีจ านวน 17 คน (ร้อยละ 24.64) ส่วนที่ 7 รายได้จากทรัพย์สิน/การเงิน ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ มีรายได้จากดอกเบี้ยเงินฝาก พันธบัตร สลากออมสินรายเดือน 0- 1,000 บาท มากที่สุด จ านวน 69 คน (ร้อยละ 100.00) มีรายได้จากเงินปันผลของวิสาหกิจชุมชน รายเดือน 0- 1,000 บาท มากที่สุด จ านวน 69 คน (ร้อยละ 100.00) มีรายได้จากค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์ (เช่น บ้าน ที่ดิน) รายเดือน 0-1,000 บาท มากที่สุด จ านวน 68 คน (ร้อยละ 98.55) รองลงมา คือ 12,001 บาทขึ้นไป จ านวน 1 คน (ร้อยละ 1.45) มีรายได้จากการปล่อยเงินกู้ รายเดือน คือ 0-1,000 บาท มีจ านวน 69 คน (ร้อยละ 100.00) มีรายได้จากการถูกเงินรางวัลสลากกินแบ่ง สลากออมสิน อื่นๆ รายปี 0-1,000 บาท มากที่สุด จ านวน
96 69 คน (ร้อยละ 100.00) ไม่มีข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติมอื่นๆ ด้านรายได้จากทรัพย์สิน/การเงิน คือ ไม่มี มากที่สุด จ านวน 69 คน (ร้อยละ 100.00) ส่วนที่ 8 รายได้ที่ไม่เป็นตัวเงิน ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ ผลผลิตทางการเกษตรที่ได้จากไร่นาของท่าน ที่น ามาใช้ในการ บริโภคในครัวเรือน คือ พืชผักสวนครัว มากที่สุด จ านวน 37 คน (ร้อยละ 51.39) รองลงมา คือ ข้าว จ านวน 17 คน (ร้อยละ 23.61) ไม่มีจ านวน 13 คน (ร้อยละ 18.06) และข้าวโพด จ านวน 5 คน (ร้อยละ 6.94) มีผลผลิตทางการเกษตรจากไร่นาของท่านเอง หากต้องซื้อมาจากตลาด รายปี 1,001-3,000 บาท มากที่สุด จ านวน 43 คน (ร้อยละ 62.32) รองลงมา คือ 1,001-3,000 บาท จ านวน 14 คน (ร้อยละ 20.29) 6,001- 9,000 บาท จ านวน 4 คน (ร้อยละ 5.80) 3,001-6,000 บาท, 9,001-12,000 บาท จ านวน 3 คน (ร้อยละ 4.35) และ 12,001 บาทขึ้นไป จ านวน 2 คน (ร้อยละ 2.90) มีผลผลิตทางการเกษตรที่ได้จากผู้อื่นที่ไม่ใช่ สมาชิกในไร่นาของท่าน ที่น ามาใช้ในการบริโภคในครัวเรือน คือ ผัก ผลไม้ มากที่สุด จ านวน 56 คน (ร้อยละ 76.71) รองลงมาคือ ไม่มีจ านวน 16 คน (ร้อยละ 21.92) และข้าว จ านวน 1 คน (ร้อยละ 1.37) มีผลผลิตทาง การเกษตรที่ได้รับจากผู้อื่นที่ไม่ได้อยู่ในครัวเรือน หากต้องซื้อมาจากตลาด รายปี 0-1,000 บาท มากที่สุด จ านวน 52 คน (ร้อยละ 75.36) รองลงมา คือ 1,001-3,000 บาท จ านวน 16 คน (ร้อยละ 23.19) และ3,001- 6,000 บาท จ านวน 1 คน (ร้อยละ 1.45) ในรอบปีที่ผ่านมา ท่านมีค่าใช้จ่ายในการเช่าที่พักอาศัยหรือเช่าที่ดิน ท าการเกษตร คือ ไม่มีมากที่สุด จ านวน 63 คน (ร้อยละ 91.30) รองลงมา คือ มีจ านวน 6 คน (ร้อยละ 8.70) ต้องเสียค่าเช่าที่พักอาศัย จะต้องเสียค่าเช่า (ทั้งของตนเองและเช่าผู้อื่น) รายปี 12,001 บาทขึ้นไป มากที่สุด จ านวน 62 คน (ร้อยละ 89.86) รองลงมา คือ 9,001-12,000 บาท จ านวน 7 คน (ร้อยละ 10.14) ต้องเสีย ค่าเช่าที่ดินทางการเกษตร จะต้องเสียค่าเช่า (ทั้งของตนเองและผู้อื่น) รายปี 12,001 บาทขึ้นไป มากที่สุด จ านวน 20 คน (ร้อยละ 28.99) รองลงมา คือ 3,001-6,000 บาท จ านวน 17 คน (ร้อยละ 24.64) 9,001- 12,000 บาท จ านวน 14 คน (ร้อยละ 20.29) 1,001-3,000 บาท จ านวน 9 คน (ร้อยละ 13.04) 6,001-9,000 บาท จ านวน 8 คน (11.59) และ0-1,000 บาท จ านวน 1 คน (ร้อยละ 1.45) มีข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติมอื่นๆ เกี่ยวรายได้ที่ ไม่เป็นตัวเงิน คือ ไม่มีจ านวน 65 คน (ร้อยละ 94.20) รองลงมาคือ มี (จ่ายค่าเช่าที่ดินเป็นข้าว มูลค่า 5500 บาท/ปี, ให้เช่าที่ 10 ไร่ แรกข้าว เป็นมูลค่า 4200 บาท/ปี, แลกแรง เป็นมูลค่า 10,000/ปี, แลก แรงปลูกข้าว คิดเป็นเงิน 12000บาท/ปี) จ านวน 4 คน (ร้อยละ 5.80)
97 ส่วนที่ 9 ผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ เคยน าผลิตภัณฑ์บัวหลวงมาใช้ประโยชน์คือ เคย มากที่สุด จ านวน 65 คน (ร้อยละ 94.20) รองลงมา คือ ไม่เคย จ านวน 4 คน (ร้อยละ 5.80) น าผลิตภัณฑ์จากบัวหลวงมาใช้ ประโยชน์คือ ไหลบัว มากที่สุด จ านวน 64 คน (ร้อยละ 47.41) รองลงมา คือ ฝักบัว จ านวน 32 คน (ร้อยละ 23.70) ใบบัว จ านวน 30 คน (ร้อยละ 22.22) รากบัว จ านวน 8 คน (ร้อยละ 5.93) และดอกบัว จ านวน 1 คน (ร้อยละ 0.74) น าผลิตภัณฑ์จากบัวหลวงมาใช้ประโยชน์คือ บริโภค มากที่สุด จ านวน 63 คน (ร้อยละ 91.30) รองลงมา คือ ไม่ได้ใช้ประโยชน์ จ านวน 5 คน (ร้อยละ 7.25) และจ าหน่าย จ านวน 1 คน (ร้อยละ 1.45) มี รายได้ในการจ าหน่ายผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง คือ 0-1,000 บาท มีจ านวน 69 คน (ร้อยละ 100.00) เคยน าบัว หลวงมาแปรรูป คือ เคย มากที่สุด จ านวน 64 คน (ร้อยละ 92.75) รองลงมา คือ ไม่เคย จ านวน 5 คน (ร้อยละ 7.25) เคยท าผลิตภัณฑ์จากบัวหลวงน ามาแปรรูป ในรูปแบบ อาหารคาว จ านวน 62 คน (ร้อยละ 81.58) รองลงมาคือ อาหารหวาน จ านวน 9 คน (ร้อยละ 11.84) และไม่ได้ท า จ านวน 5 คน (ร้อยละ 6.58) มีรายได้ จากการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง รายปี 0-1,000 บาท มากที่สุด จ านวน 69 คน (ร้อยละ 100.00) ปัจจุบันยังท าผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง คือ ท า มากที่สุด จ านวน 52 คน (ร้อยละ 75.36) รองลงมา คือ ไม่ท า จ านวน 17 คน (ร้อยละ 24.64) หยุดท าการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง คือ ไม่มีเวลา มากที่สุด จ านวน 62 คน (ร้อยละ 89.86) รองลงมาคือ ไม่มีบัว ช่วงหน้าน้ า น้ าท่วมบัว จ านวน 7 คน (ร้อยละ 10.14) เคยมีส่วนร่วม หรือเข้ารับการพัฒนาศักยภาพในงานวิจัยฯ คือ ไม่เคยเข้าร่วม มากที่สุด จ านวน 37 คน (ร้อยละ 27.82) รองลงมา คือ ศึกษาดูงาน รูปแบบการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง จ านวน 24 คน (ร้อยละ 18.05) อบรม เชิงปฏิบัติการการแปรรูปจากบัวหลวง จ านวน 21 คน (ร้อยละ 15.79) หาแนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มจากบัว หลวง จ านวน 17 คน (ร้อยละ 12.78) การพัฒนาผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง จ านวน 11 คน (ร้อยละ 8.27) ประสานความร่วมมือ ประชาชน ปราชญ์ชาวบ้าน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสร้างภาคีเครือข่าย จ านวน 8 คน (ร้อยละ 6.02) การออกแบบสัญลักษณ์และบรรจุภัณฑ์จ านวน 7 คน (ร้อยละ 5.26) ลงพื้นที่เก็บข้อมูล จ านวน 5 คน (ร้อยละ 3.76) การหาช่องทางการจัดจ าหน่ายผลิตภัณฑ์จ านวน 2 คน (ร้อยละ 1.50) และหา รูปแบบการแปรรูปจากบัวหลวงที่เหมาะสมเพื่อน าไปสู่มาตรฐาน จ านวน 1 คน (0.75) ได้รับการพัฒนาตนเอง ในเรื่อง คือ ไม่เคยเข้าร่วม มากที่สุด จ านวน 44 คน (ร้อยละ 26.04) รองลงมา คือ ภาคีในการร่วมพัฒนา ผลิตภัณฑ์จ านวน 28 คน (ร้อยละ 16.57) การใช้เครื่องมือในการเก็บข้อมูลชุมชน, เทคนิคการตั้งประเด็น ค าถาม จ านวน 26 คน (ร้อยละ 15.38) แนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์จ านวน 19 คน (ร้อยละ 11.24) แนวทางการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน จ านวน 15 คน (ร้อยละ 8.88) การจัดตั้งกลุ่มและการบริหารจัดการ
98 กลุ่มจ านวน 7 คน (ร้อยละ 4.14) และการสร้างช่องทางการจัดจ าหน่ายด้วยระบบออนไลน์ หรือ ออฟไลน์, แนวทางการแปรรูปผลิตภัณฑ์ และความคิดสร้างสรรค์ในการน าวัสดุท้องถิ่นมาร่วมในผลิตภัณฑ์จ านวน 2 คน (ร้อยละ1.18) ได้รับประโยชน์จากการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากจากการสร้างมูลค่าเพิ่มของบัวหลวง คือ ไม่ได้ ประโยชน์ เนื่องจากไม่ได้เข้าร่วมกิจกรรม มากที่สุด จ านวน 44 คน (ร้อยละ 51.16) รองลงมา คือ ทางอ้อม : ขนส่ง จ้างงาน และ จ าหน่ายสินค้าและอาหารให้แก่นักท่องเที่ยว จ านวน 28 คน (ร้อยละ 32.56) และทางตรง : มีอาชีพเสริมที่เกิดจากการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากจากการสร้างมูลค่าเพิ่มของบัวหลวง จ านวน 14 คน (ร้อยละ 16.28) ส่วนที่ 10 ข้อมูลอื่นๆ ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ แบบสอบถาม มีทรัพย์สินภาคครัวเรือน (ที่ดิน บ้าน รถ ร้านขาย ของ วัว ควาย ต้นสัก) คือ รถ มากที่สุด จ านวน 124 คน (ร้อยละ 50.41) รองลงมา คือ บ้าน จ านวน 57 คน (ร้อยละ 23.17) ที่ดิน จ านวน 45 คน (ร้อยละ 18.29) วัว ควาย จ านวน 13 คน (ร้อยละ 5.28) ร้านขายของ จ านวน 6 คน (ร้อยละ 2.44) และต้นสัก จ านวน 1 คน (ร้อยละ 0.41) มีหนี้สินภาคครัวเรือน 12,001 บาทขึ้น ไป มากที่สุด จ านวน 47 คน (ร้อยละ 68.12) รองลงมา คือ 0-1,000 บาท จ านวน 19 คน (ร้อยละ 27.54) 3,001-6,000 บาท จ านวน 2 คน (ร้อยละ 2.90) และ9,001-12,000 บาท จ านวน 1 คน (ร้อยละ 1.45) มีข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติม คือ ไม่มีมากที่สุด จ านวน 61 คน (ร้อยละ 88.41) รองลงมา คือ มี (บ้านและที่ดิน ของรัฐ, ขายปลาที่หาได้จากแหล่งธรรมชาติ, สนใจเข้าร่วมโครงการ, ขายกล้วยหอม,ลูกให้เงินเดิน, ขายไข่ มดแดง, ลูกให้เงินเดือน, ท างานจักสานขาย) จ านวน 8 คน (ร้อยละ 11.59) ข้อสรุปผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 4 การศึกษาและพัฒนาช่องทางการจัดจ าหน่ายผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง ทีมวิจัยได้อบรม CBMC ท าให้ชุมชนได้รับองค์ความรู้ในการค้นหาเสน่ห์สินค้าที่เป็นตัวเด่นของชุมชน มองกลุ่มลูกค้าได้ชัดเจนและ สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย สร้างความประทับใจให้กับลูกค้า ได้ซื้อซ้ าบอกต่อ น าสินค้าตัวรองของชุมชน มาร่วมจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายให้กับสินค้าตัวหลักของชุมชน หาแนวทางในการค้นหาภาคีเพื่อร่วมพัฒนา สินค้าชุมชน เกิดแผนธุรกิจชุมชน ร่วมกันคิดจนได้เสน่ห์สินค้า ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ จากธรรมชาติในท้องถิ่น กระบวนการผลิตที่สะอาด ใส่ใจทุกขั้นตอน “รักสุขภาพ ต้องผลิตภัณฑ์บัวหลวงยกกระบัตร” และยังน าผลิตภัณฑ์ บัวหลวงรวมอยู่ในแพคเก็จการท่องเที่ยวโดยนักท่องเที่ยวจะได้ผลิตภัณฑ์บัวหลวงกลับไปเป็นของที่ระลึก อีกทั้ง น าเอาบัวหลวงมาท าเป็นกิจกรรม เส้นทางการท่องเที่ยวตามฤดูกาลเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ชมความงามของ ดอกบัวหลวง และเก็บบัวหลวงมาท าอาหารรับประทานเป็นอาหารพื้นถิ่น นอกจากนี้ยังได้มีช่องทางการจัด
99 จ าหน่ายผลิตภัณฑ์ภายในชุมชน ได้แก่ ศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านชุมชนแม่ระวาน, ร้านค้าในชุมชน และ ภายนอกชุมชน ได้แก่ ร้านค้าสวัสดิการเขื่อนภูมิพล กาดเกาะลอย, ร้านค้าออนไลน์ เว็บแบ่งปั๋น shopee facebook : บัวหลวงชุมชน ต.ยกกระบัตร Line : @0826206775 จากการรวบรวมแบบสอบถามจาก ประชาชนในพื้นที่ จ านวน 69 คน แบ่งออกเป็น กลุ่มเป้าหมายหลัก คือ กลุ่มคนตกงานจากสถานการณ์โควิด จ านวน 9 คน กลุ่มเกษตรที่ต้องการอาชีพเสริม 27 คน และกลุ่มเป้าหมายที่เป็นประชาชนในพื้นที่รอบข้าง จ านวน 33 คน (ระยะหลังด าเนินการ) ในส่วนนี้จะน าเพียงข้อมูลส่วนที่ 9 ผลิตภัณฑ์จากบัวหลวงมาวิเคราะห์ ข้อมูล 2 ล าดับแรก ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 4 เพื่อศึกษาและพัฒนาช่องทางการจัดจ าหน่ายผลิตภัณฑ์ จากบัวหลวง พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ เคยน าผลิตภัณฑ์บัวหลวงมาใช้ประโยชน์จ านวน 65 คน (ร้อยละ 94.20) และ ไม่เคย จ านวน 4 คน (ร้อยละ 5.80) น าผลิตภัณฑ์จากบัวหลวงมาใช้ประโยชน์คือ ไหล บัว จ านวน 64 คน (ร้อยละ 47.41) และ ฝักบัว จ านวน 32 คน (ร้อยละ 23.70) น าผลิตภัณฑ์จากบัวหลวงมา ใช้ประโยชน์คือ บริโภค จ านวน 63 คน (ร้อยละ 91.30) และ ไม่ได้ใช้ประโยชน์ จ านวน 5 คน (ร้อยละ 7.25) มีรายได้ในการจ าหน่ายผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง คือ 0-1,000 บาท มีจ านวน 69 คน (ร้อยละ 100.00) เคยน า บัวหลวงมาแปรรูป จ านวน 64 คน (ร้อยละ 92.75) และ ไม่เคย จ านวน 5 คน (ร้อยละ 7.25) เคยท าผลิตภัณฑ์ จากบัวหลวงน ามาแปรรูป ในรูปแบบ อาหารคาว จ านวน 62 คน (ร้อยละ 81.58) และ อาหารหวาน จ านวน 9 คน (ร้อยละ 11.84) มีรายได้จากการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง รายปี 0-1,000 บาท จ านวน 69 คน (ร้อยละ 100.00) ปัจจุบันยังท าผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง จ านวน 52 คน (ร้อยละ 75.36) และ ไม่ท า จ านวน 17 คน (ร้อยละ 24.64) หยุดท าการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง เนื่องจากไม่มีเวลา จ านวน 62 คน (ร้อยละ 89.86) และ ไม่มีบัว ช่วงหน้าน้ า น้ าท่วมบัว จ านวน 7 คน (ร้อยละ 10.14) ไม่เคยมีส่วนร่วมหรือเข้ารับการ พัฒนาศักยภาพในงานวิจัยฯ จ านวน 37 คน (ร้อยละ 27.82) และร่วมศึกษาดูงาน รูปแบบการแปรรูป ผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง จ านวน 24 คน (ร้อยละ 18.05) ไม่เคยได้รับการพัฒนาตนเอง จ านวน 44 คน (ร้อยละ 26.04) และ ภาคีในการร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์จ านวน 28 คน (ร้อยละ 16.57) ไม่ได้รับประโยชน์จากการพัฒนา เศรษฐกิจฐานรากจากการสร้างมูลค่าเพิ่มของบัวหลวง เนื่องจากไม่ได้เข้าร่วมกิจกรรม จ านวน 44 คน (ร้อยละ 51.16) และ ทางอ้อม : ขนส่ง จ้างงาน และ จ าหน่ายสินค้าและอาหารให้แก่นักท่องเที่ยว จ านวน 28 คน (ร้อยละ 32.56) ผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถาม ชุดที่ 3 แบบส ารวจตัวชี้วัดความเหลื่อมล้ า โครงการการ พัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่มจากบัวหลวงของชุมชนต าบลยกกระบัตร อ าเภอสามเงา
100 จังหวัดตาก (ระยะหลังด าเนินการ) เปรียบเทียบรายได้ของผู้เข้าร่วมโครงการ และผู้ไม่เข้าร่วมโครงการ มีรายละเอียดดังนี้ ตารางที่1 ตารางแสดงจ านวนผู้เข้าร่วมโครงการ และผู้ไม่เข้าร่วมโครงการ จ าแนกตามกลุ่มรายได้ ก่อนด าเนินการโครงการ กลุ่มตัวอย่าง เข้าร่วมโครงการ ร้อยละ ไม่เข้าร่วมโครงการ ร้อยละ กลุ่มต่ ากว่าเส้นความยากจน 15 41.67 13 39.39 กลุ่มที่ต่ ากว่า 40% ล่าง 13 36.11 12 36.36 กลุ่มที่ต่ ากว่ามัธยฐาน 1 2.78 1 3.03 กลุ่มที่สูงกว่าเส้นมัธยฐาน 7 19.44 7 21.21 รวม 36 100 33 100 หลังด าเนินการโครงการ กลุ่มตัวอย่าง เข้าร่วมโครงการ ร้อยละ ไม่เข้าร่วมโครงการ ร้อยละ กลุ่มต่ ากว่าเส้นความยากจน 23 63.89 17 51.52 กลุ่มที่ต่ ากว่า 40% ล่าง 8 22.22 8 24.24 กลุ่มที่ต่ ากว่ามัธยฐาน 1 2.78 2 6.06 กลุ่มที่สูงกว่าเส้นมัธยฐาน 4 11.11 6 18.18 รวม 36 100 33 100 จ านวนกลุ่มตัวอย่างจะเห็นได้ว่าผู้ที่เข้าร่วมโครงการ มีสัดส่วนคนยากจนมากขึ้น ร้อยละ 22.22 และไม่เข้าร่วมโครงการ มีสัดส่วนคนยากจนมากขึ้น ร้อยละ 12.13 ทั้งนี้เนื่องจากสภาวการณ์ปัจจุบันด้าน เศรษฐกิจของประเทศตกต่ า ภาวะค่าครองชีพสูง น้ ามันและปุ๋ยราคาสูง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นตาม ไปด้วย ด้านผลผลิตมีราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ าไม่ได้ราคาเท่าที่ควร ส่งผลให้กลุ่มตัวอย่างขยับเข้าสู่เส้น ความยากจน อีกทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ที่ผ่านกระบวนการคิดค้น ปรับปรุงจนได้ผลิตภัณฑ์ที่มีสูตรเป็น มาตรฐาน อยู่ในช่วง 2 เดือนท้ายของโครงการ รวมทั้งการขอรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชนจากส านักงาน พัฒนาชุมชน ต้องใช้ระยะเวลาในการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานตามล าดับการยื่นเสนอ ซึ่งขณะนี้อยู่ ระหว่างการรอตรวจสอบมาตรฐาน อีกทั้งผลิตภัณฑ์บัวหลวงยังเป็นนวัตกรรมของชุมชนและผู้บริโภค ต้องใช้ เวลาในการสร้างการรับรู้ และประชาสัมพันธ์ให้เป็นที่รับรู้ เชื่อมั่นที่จะบริโภคสินค้าของชุมชน จากการน า ผลิตภัณฑ์ชุมชนไปทดลองจ าหน่าย พบว่า ผู้บริโภคชื่นชอบ ชาหมักและชาบัวหมัก เป็นอย่างมาก โดยให้เหตุผล ว่ารสชาติหวานอมเปรี้ยว ท าให้สดชื่น และเห็นถึงประโยชน์ที่จะเป็นเติมจุลินทรีย์ชั้นดีเข้าไปในล าไส้ช่วยในการ
101 ขับถ่าย นอกจากนี้การด าเนินงานยังเป็นในรูปแบบกลุ่มมีการปันผลเป็นรายปี จึงท าให้ผู้เข้าร่วมโครงการไม่มี รายได้เพิ่มจากผลิตภัณฑ์บัวหลวงภายใต้โครงการฯ แต่สิ่งที่ชุมชนได้รับเปลี่ยนแปลงน าไปสู่การลดความเหลื่อม ล้ า เกิดความร่วมมือ ลดช่องว่างระหว่างชุมชน กระตุ้นศักยภาพด้านอื่นของชุมชน เช่น การเป็นนักเล่าเรื่องใน กลุ่มเยาวชน เรียนรู้กระบวนการสืบค้นข้อมูลชุมชน และการบริหารจัดการกลุ่มวิสาหกิจ
บทที่ 5 อภิปรายและวิจารณ์ผล การวิจัยเรื่อง “การพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่มจากบัวหลวงของชุมชน ต าบลยกกระบัตร อ าเภอสามเงา จังหวัดตาก” ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ข้อที่ 1 เพื่อศึกษาบริบทพื้นที่ และการ จัดการทรัพยากรบัวหลวง ของเครือข่ายชุมชนต าบลยกกระบัตร 1) ศึกษาบริบทพื้นที่ ปัญหาที่เกิดจากบัวหลวง และแนวทางการแก้ไขปัญหา 2) ศึกษาการจัดการทรัพยากรบัวหลวง การใช้ประโยชน์จากบัวหลวงของชุมชน 3) ศึกษาช่องทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชน ข้อที่ 2 เพื่อศึกษาความต้องการของตลาด และแนวทาง การสร้างมูลค่าเพิ่มจากบัวหลวง ข้อที่ 3 เพื่อพัฒนามาตรฐานของผลิตภัณฑ์ และการสร้างภาคีเครือข่ายร่วม พัฒนามูลค่าเพิ่มจากบัวหลวง และข้อที่ 4 เพื่อศึกษาและพัฒนาช่องทางการจัดจ าหน่ายผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง อภิปรายผลและวิจารณ์ผลตามวัตถุประสงค์ดังนี้ อภิปรายผลการวิจัย 1. ผลจากศึกษาบริบทพื้นที่ และการจัดการทรัพยากรบัวหลวง ของเครือข่ายชุมชนต าบลยกกระบัตร 1) ศึกษาบริบทพื้นที่ ปัญหาที่เกิดจากบัวหลวง และแนวทางการแก้ไขปัญหา พบว่า ต าบลยกระ บัตร เป็นต าบลที่ตั้งอยู่ในเขตการปกครองของอ าเภอสามเงา จังหวัดตาก มีลักษณะภูมิประเทศ เป็นที่ราบกว้าง ในตอนกลางของต าบล ลักษณะดินส่วนใหญ่เป็นดินร่วนปนดินเหนียว เหมาะแก่การเพาะปลูกท าการเกษตร ประชากรในพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นชาวล้านนามีประเพณีและภูมิปัญญาท้องถิ่นวิถีล้านนา มีพื้นที่มีหนองจระเข้ ขนาด 800-1,200 ไร่ ที่มีบัวหลวงปกคลุมจ านวนมาก คนในชุมชนไม่มีองค์ความรู้ในการแปรรูปบัวหลวงและ เนื่องจากวิถีชุมชนที่ไม่พิถีพิถันกับการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง 2) ผลการศึกษาการจัดการทรัพยากรบัวหลวง การใช้ประโยชน์จากบัวหลวงของชุมชน พบว่า ชุมชนไม่มีกฎกติกา/ข้อตกลงการใช้ประโยชน์จากบัวหลวง เนื่องจากเป็นหนองบัวสาธารณะที่เป็นพื้นที่ดูแลของ องค์การบริหารส่วนต าบลยกกระบัตร การใช้ประโยชน์จากบัวหลวงของชุมชน แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วน ของหนองบัว ครอบคลุมพื้นที่ 4 หมู่บ้าน ประกอบด้วย หมู่ 3 หมู่ 4 หมู่ 6 และหมู่ 11 มีการใช้ประโยชน์ 1,133 ครัวเรือน ได้แก่ การใช้น้ าทางการเกษตร เลี้ยงสัตว์ ตกปลา เป็นต้น ส่วนของบัวหลวงมีการใช้ประโยชน์ บัวหลวงเชิงภูมิปัญญา/วิถีถิ่น น าบัวหลวงมาไหว้พระ และกินเม็ดบัวสดแล้ว ชุมชนได้น ามาใช้ประกอบอาหาร ถิ่น ได้แก่ แกงไหลบัว รากบัวเชื่อม น ามาใช้ในวิถีถิ่น ได้แก่ มวนยาสูบรักษาริดสีดวงจมูก บุหรี่กลีบบัวหลวง (น ากลีบดอกบัวแทนใบยาสูบ) ใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ พบว่า มีเพียง 10 ครอบครัว ที่เก็บไหลบัวและฝักบัว มาขายเพื่อเลี้ยงชีพ รายได้เพียง 200 บาท/วัน แต่ไม่ได้ไปเก็บทุกวัน เนื่องจากมีอาชีพรับจ้างทั่วไปภายใน
103 หมู่บ้าน อีกทั้งคนในพื้นที่ส่วนใหญ่ไม่เก็บบัวหลวงจากหนองน้ า แต่จะซื้อมากกว่า เนื่องจากไม่มีพาหนะ ทักษะ ความรู้ และกลัวอันตราย บัวหลวงในหนองน้ าเติบโตจากเม็ดบัว จากเก็บข้อมูลพบว่า ชุมชนยังใช้ประโยชน์ จากบัวไม่เต็มประสิทธิภาพ เนื่องจากขาดองค์ความรู้ และยังไม่เห็นคุณค่าของบัวหลวง ปริมาณของบัวที่มีมาก ส่งผลให้น้ าเน่าเสีย ส่งกลิ่นเหม็น หนองน้ าตื้นเขิน สร้างปัญหาให้กับครัวเรือนรอบหนอง และครัวเรือนที่ใช้น้ า จากหนองจระเข้ จึงต้องมีการลอกดึงบัวขึ้นมาจากหนองน้ ามาไว้ขอบหนอง เกิดเป็นขยะจากบัวหลวง อีกทั้ง ชุมชนขาดองค์ความรู้ในการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง นอกจากการท าอาหารถิ่น 3) ศึกษาช่องทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชน พบว่า ชุมชนมีจัดการท่องเที่ยวโดย ชุมชน จ านวน 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มศูนย์ปราชญ์ชาวบ้านแม่ระวาน กลุ่มนักท่องเที่ยวจะเป็นกลุ่มศึกษาดูงาน และ กลุ่มการท่องเที่ยวโดยชุมชนต าบลยกกระบัตร โดยความร่วมมือจากโครงการยกระดับเศรษฐกิจและสังคมราย ต าบลแบบบูรณาการ (U2T) แต่ยังไม่มีการน าบัวหลวงมาใช้ในประโยชน์ในการจัดการท่องเที่ยวของพื้นที่ ดังนั้นทีมวิจัยและชุมชนประชุมร่วมกัน เห็นว่า ควรเพิ่มเมนูอาหารถิ่นเกี่ยวกับบัว และน าผลิตภัณฑ์บัวหลวงมา ใช้ในการต้อนรับนักท่องเที่ยว รวมทั้งควรเพิ่มกิจกรรมการท่องเที่ยวเกี่ยวกับบัวหลวงช่วงเดือน มิถุนายน – กันยายน ซึ่งเป็นช่วงที่มีบัวหลวงบานสะพรั่งเต็มหนองจระเข้เป็นอีกหนึ่งเส้นทางการท่องเที่ยว เพื่อสร้างเสน่ห์ ให้กับพื้นที่ ส าหรับรายได้ของชุมชนเป็นการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งน ามาแสดงดังกราฟผลการวิเคราะห์ ข้อมูลด้านรายได้ฯ ดังนี้ 2. ผลจากการศึกษาความต้องการของตลาด และแนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มจากบัวหลวงพบว่า 2.1 ผลศึกษาความต้องการของตลาด จากการสุ่มตัวอย่างกลุ่มผู้ประกอบการ จ านวน 50 คน เพื่อศึกษาความต้องการในการใช้รูปแบบ ผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง และจัดท าผลิตภัณฑ์จากบัวหลวงให้ตรงกับความต้องการของตลาด พบว่า ผู้ตอบ แบบสอบถามส่วนใหญ่ชอบบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ จ านวน 38 คน (ร้อยละ 84.44) รองลงมาคือ ไม่ชอบ บริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ จ านวน 7 คน (ร้อยละ 15.56) เหตุผลที่ชอบใช้สินค้าเพื่อสุขภาพ คือ ดูแล/รักษา สุขภาพตนเอง จ านวน 17 คน (ร้อยละ 44.74) รองลงมาคือ มีประโยชน์และปลอดภัยต่อร่างกาย จ านวน 8 คน (ร้อยละ 21.05) ดีต่อสุขภาพ จ านวน 5 คน (ร้อยละ 13.16) สุขภาพดี ส่งเสริมสินค้า และเศรษฐกิจ ชุมชน จ านวน 3 คน (ร้อยละ 7.89) ดีต่อตัวเองและรักษาสิ่งแวดล้อม จ านวน 2 คน (ร้อยละ 5.26) ช่วยให้เรา มีทางเลือกรับประทานแทนอาหารขยะ ลดความเสี่ยงการเจ็บป่วยก่อนวัย และสะดวกและมีคุณภาพ จ านวน 1 คน (ร้อยละ 2.63)
104 2.2 ผลการหาแนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่ม แนวทางในการสร้างมูลค่าเพิ่ม ทีมนักวิจัยได้ท าการพัฒนาศักยภาพคนในชุมชน โดยวิธีการศึกษา ดูงาน ท าให้ชุมชนได้รับองค์ความรู้ แนวคิดในการจัดการท่องเที่ยวในชุมชน โดยการน าบัวหลวงมาเป็นกิจกรรม เส้นทางการท่องเที่ยวในชุมชน เช่น การน าผลิตภัณฑ์จากบัวหลวงมาใช้ต้อนรับนักท่องเที่ยว การให้ นักท่องเที่ยวร่วมท าอาหารจากบัวหลวง การรวมกลุ่มเพื่อจดทะเบียนวิสาหกิจ การเข้ารับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ สินค้าของพัฒนาชุมชน และการขอมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชนของอุตสาหกรรมจังหวัด ซึ่งถ้าจะได้รับมาตรฐาน ผลิตภัณฑ์ชุมชนที่เป็นประเภทอาหารจะต้องได้มาตรฐานผลิตภัณฑ์ของส านักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ก่อน นอกจากนี้ยังได้ท าการประชุมหารือ พูดคุย เพื่อหาแนวทางร่วมกัน จนได้แนวทางในการพัฒนา ผลิตภัณฑ์จากบัวหลวงโดยการน าดอกบัวมาท าผลิตภัณฑ์อันดับต้นก่อน โดยน าเอาใบมะรุมซึ่งเป็นวัตถุดิบที่มี มากในท้องถิ่น และมีคุณประโยชน์สูงมาเป็นส่วนผสม แล้วจึงหาภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์ ให้ความรู้ คุณประโยชน์จากบัวหลวง การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง และหาแนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มจาก ภาคี ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และภาควิชาการ จนได้แนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มจากบัวหลวง 2 วิธี ดังนี้ 1) การท าความร่วมมือกับกลุ่มจัดการท่องเที่ยวในชุมชนจ านวน 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มเครือข่าย ปราชญ์ชาวบ้านซึ่งนักท่องเที่ยวจะเป็นกลุ่มศึกษาดูงาน น าบัวหลวงมาท าอาหารถิ่น และน าผลิตภัณฑ์บัวหลวง มาใช้ต้อนรับนักท่องเที่ยว และกลุ่มการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนต าบลยกกระบัตร ให้เพิ่มกิจกรรม เส้นทาง การท่องเที่ยวในชุมชนตามฤดูกาล การท าอาหารถิ่นจากบัวหลวง และผลิตภัณฑ์จากบัวหลวงมาใช้ในการ ต้อนรับนักท่องเที่ยว 2) การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง จากการศึกษาความต้องการของตลาดมาพัฒนาเป็น ผลิตภัณฑ์ที่ท าจากดอกบัวโดยความร่วมมือจากภาคีภาควิชาการ เนื่องจากสรรพคุณของดอกที่มีมาก และเป็น ความต้องการของตลาด 3. ผลการพัฒนามาตรฐานของผลิตภัณฑ์ และการสร้างภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนามูลค่าเพิ่มจากบัวหลวง ผลการพัฒนามาตรฐานของผลิตภัณฑ์ และการสร้างภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนามูลค่าเพิ่มจากบัว หลวง พบว่า การพัฒนามาตรฐานของผลิตภัณฑ์จากการแปรรูปชาบัวที่เพิ่มความหอมของกลิ่นชาบัวหลวงคือ การตากแห้งกลีบดอกบัวและเกสรบัวด้วยวิธีการผึ่งลมและห้ามโดนแดด หากต้องการชูกลิ่นดอกบัวกับพืชอื่น โดยยังคงกลิ่นหอมของบัวนั้น ห้ามน าส่วนผสมที่มีกลิ่นหอมโดดเด่นมาผสมกับบัว ในการสร้างภาคีเครือข่าย ร่วมพัฒนามูลค่าเพิ่มจากบัวหลวง แบ่งออกเป็น 3 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 สร้างภาคีเครือข่ายร่วมด าเนินการ โครงการ ระยะที่ 2 สร้างภาคีเครือข่ายร่วมสร้างมูลค่าเพิ่มจากบัวหลวง และระยะที่ 3 หาแนวทางการบริหาร จัดการทรัพยากรร่วมกัน จากการด าเนินงานทั้ง 3 ระยะท าให้เกิดการสร้างภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนามูลค่าเพิ่ม
105 จากบัวหลวง เกิดกิจกรรม เส้นทางการท่องเที่ยวเกี่ยวกับบัวหลวง และเกิดผลิตภัณฑ์บัวหลวงของชุมชน ได้แก่ ชาบัว ชาบัวผสมมะรุม(ชนิดชงดื่ม) ชาบัวหมัก บัวหมัก และเยลลี่บัว การสร้างภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนามูลค่าเพิ่มจากบัวหลวงประกอบด้วยภาคีภายในและภาคี ภายนอก ภาคีภายในที่เกี่ยวข้องกับโครงการมี3 ส่วนหลัก คือ 1. หัวหน้าโครงการ 2. ทีมวิจัย 3. กลุ่มเป้าหมาย ภาคีภายนอกมี 3 ส่วนหลักดังนี้ 1. ภาคีด้านวิชาการ 2. ภาคีที่หนุนเสริมด้านการตลาด 3. ภาคีกลุ่มเป้าหมายผู้ใช้ผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง สอดคล้องกับค ากล่าวของ อรทัย ก๊กผล (2552) กล่าวว่าการ ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการท างานนั้น จ าเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องค านึงถึง เงื่อนไขหรือหลักการส าคัญ 3 ประการ คือการมีส่วนร่วมต้องเกิดจากความเต็มใจและความตั้งใจที่จะเข้าร่วมเพราะจะท าให้เกิดความรู้สึก เป็นส่วนหนึ่งของชุมชนในการแก้ไขปัญหาตัดสินใจในเรื่องนั้นๆ กระบวนการมีส่วนร่วมนั้นต้องอยู่บนพื้นฐาน ของความเสมอภาค และขีดความสามารถของแต่ละบุคคลที่จะเข้ามามีส่วนร่วม การมีส่วนร่วมต้องอยู่บน พื้นฐานของเสรีภาพ อิสรภาพที่จะตัดสินใจว่าจะเลือกหรือจัดให้มีการมีส่วนร่วมหรือไม่ ข้อส าคัญคือ การมีส่วน ร่วมนั้นต้องไม่เกิดจากการบังคับ หรือขู่เข็ญจากผู้ที่เหนือกว่าเมื่อพิจารณาจากความหมายที่องค์การระหว่าง ประเทศ บุคคลผู้มีบทบาททางด้านการพัฒนาสังคมทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งนักวิชาการทั้งในและ ต่างประเทศที่ได้กล่าวถึงลักษณะของการมีส่วนร่วมหรือได้ให้ความหมายหรือได้ให้นิยามค าว่าการมีส่วนร่วมไว้ หลากหลาย ข้างต้นแล้วเห็นว่าการมีส่วนร่วมของประชาชนในกิจกรรมต่างๆ ของชุมชนนั้นขั้นแรกจะต้อง เกิดขึ้นจากจิตส านึกของประชาชนในชุมชนที่จะร่วมมือร่วมใจกันอย่างเต็มใจเต็มก าลังตามความรู้ ความสามารถของตนเองในการเข้าแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นแก่ชุมชน โดยร่วมกันวางแผน จัดรูปแบบ วางเป้าหมาย รวมถึงการจัดหางบประมาณในการแก้ไขปัญหาของชุมชนตนเองตลอดจนร่วมรับ ผลประโยชน์ที่ได้เข้าไปมี ส่วนร่วมกิจกรรมของชุมชน 4. ผลการศึกษาและพัฒนาช่องทางการจัดจ าหน่ายผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง ผลการศึกษาและพัฒนาช่องทางการจัดจ าหน่ายผลิตภัณฑ์จากบัวหลวงจากการตอบ แบบสอบถาม ชุดที่ 3 แบบส ารวจตัวชี้วัดความเหลื่อมล้ า โครงการการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ด้วยการสร้าง มูลค่าเพิ่มจากบัวหลวงของชุมชนต าบลยกกระบัตร อ าเภอสามเงา จังหวัดตาก (ระยะหลังด าเนินการ) ประชาชนในพื้นที่รอบข้างเคยน าผลิตภัณฑ์บัวหลวงมาใช้ประโยชน์ เคยน าผลิตภัณฑ์บัวหลวงมาใช้ประโยชน์ จ านวน 65 คน (ร้อยละ 94.20) และ ไม่เคย จ านวน 4 คน (ร้อยละ 5.80) มีรายได้ในการจ าหน่ายผลิตภัณฑ์ จากบัวหลวง คือ 0-1,000 บาท มีจ านวน 69 คน (ร้อยละ 100.00) เคยน าบัวหลวงมาแปรรูป จ านวน 64 คน (ร้อยละ 92.75) และ ไม่เคย จ านวน 5 คน (ร้อยละ 7.25) เคยท าผลิตภัณฑ์จากบัวหลวงน ามาแปรรูป ใน
106 รูปแบบ อาหารคาว จ านวน 62 คน (ร้อยละ 81.58) และ อาหารหวาน จ านวน 9 คน (ร้อยละ 11.84) มี รายได้จากการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง รายปี 0-1,000 บาท จ านวน 69 คน (ร้อยละ 100.00) สอดคล้อง กับค ากล่าวของ พรสนอง วงศ์สิงห์ทอง (2545) กล่าวว่าการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือการเปลี่ยนแปลง ผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่เดิม จะเริ่มตันด้วยความคิดที่ไขว้เขว ความคิดอาจมาจากใครก็ได้ในองค์กรที่ไม่ได้มีความ รับผิดชอบต่อความคิดใหม่ๆเลย แต่นักออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ดี มักจะมีแนวโน้มที่จะเป็นผู้ที่มีความคิดใหม่ๆ บ่อยครั้งเหมือนกันที่ความคิดมาจากนอกองค์กร เช่น เมื่อนักคิดคันเขามาเสนอขายความคิดให้กับบริษัท ความคิดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ใหม่ บางทีอาจเกิดขึ้นในงานวิจัยผลิตภัณฑ์นั้นเองและบ่อยครั้งเป็นผลพลอยได้ของการ วิจัยเพื่อวัตถุประสงค์อย่างอื่น ผลจากการพัฒนาทีมผู้ประสานงานชุดสนับสนุนโครงการ หลักสูตร “แผนลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายกิจการ” (CBMC) ช่องทาง Online พบว่าชุมชนมีองค์ความรู้ในการค้นหาเสน่ห์สินค้าที่เป็นตัวเด่นของ ชุมชน มองกลุ่มลูกค้าได้ชัดเจนและสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย สร้างความประทับใจให้กับลูกค้า ได้ซื้อซ้ า บอกต่อน าสินค้าตัวรองของชุมชน มาร่วมจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายให้กับสินค้าตัวหลักของชุมชน หาแนวทาง ในการค้นหาภาคีเพื่อร่วมพัฒนาสินค้าชุมชน เกิดแผนธุรกิจชุมชน ร่วมกันคิดจนได้เสน่ห์สินค้า ผลิตภัณฑ์เพื่อ สุขภาพ จากธรรมชาติในท้องถิ่น กระบวนการผลิตที่สะอาด ใส่ใจทุกขั้นตอน “รักสุขภาพ ต้องผลิตภัณฑ์บัวหลวง ยกกระบัตร”และน าผลิตภัณฑ์บัวหลวง วางจ าหน่ายตามช่องทางการจัดจ าหน่ายทั้งภายในและภายนอกชุมชน ชุมชน วิจารณ์ผลการวิจัย 1. การศึกษาบริบทพื้นที่ และการจัดการทรัพยากรบัวหลวง ของเครือข่ายชุมชนต าบลยกกระบัตร 1) ศึกษาบริบทพื้นที่ ปัญหาที่เกิดจากบัวหลวง และแนวทางการแก้ไขปัญหา ต าบลยกระบัตร เป็นต าบลที่ตั้งอยู่ในเขตการปกครองของอ าเภอสามเงา จังหวัดตากมีลักษณะ ภูมิประเทศ เป็นที่ราบกว้าง มีเทือกเขาถนนธงชัยเป็นตัวปะทะมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดมาจากมหาสมุทร อินเดีย และทะเลอันดามัน ท าให้ได้รับความชุ่มชื้นจากลมมรสุมไม่เพียงพอ ลักษณะดินส่วนใหญ่เป็นดินร่วนปน ดินเหนียว เหมาะแก่การเพาะปลูกท าการเกษตร ประชากรประกอบอาชีพเกษตรกรรม ประชากรในพื้นที่ส่วน ใหญ่เป็นชาวล้านนามีประเพณีและภูมิปัญญาท้องถิ่นวิถีล้านนาในพื้นที่มีหนองจระเข้ขนาด 800-1,200 ไร่ ที่มี บัวหลวงปกคลุมจ านวนมาก คนในชุมชนไม่มีองค์ความรู้ในการแปรรูปบัวหลวงและเนื่องจากวิถีชุมชนที่ ไม่พิถีพิถันกับการแปรรูปส่วนใหญ่สิ่งที่ปฏิบัติสืบมาจากรุ่นสู่รุ่น คือ การท าการเกษตร ส่วนการใช้ประโยชน์จาก
107 บัวนั้นเพียงแค่น ามาใช้ในการกราบไหว้บูชาพระและเก็บฝักขาย ซึ่งเป็นรายได้เล็กน้อยรายวันที่หาเลี้ยงชีพและ ครอบครัวยามว่างจากอาชีพหลักประกอบกับการเก็บบัวต้องใช้ความสามารถและทักษะในการเก็บ จึงท าให้ ชุมชนใช้บัวหลวงไม่เต็มประสิทธิภาพ บัวที่มีมากส่งผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม 2) ศึกษาการจัดการทรัพยากรบัวหลวง การใช้ประโยชน์จากบัวหลวงของชุมชน ผลการจัดการทรัพยากรบัวหลวง การใช้ประโยชน์จากบัวหลวงของชุมชน พบว่า บัวหลวงในพื้นที่ ต าบลยกกระบัตรจะขึ้นตามหนองน้ าธรรมชาติในพื้นที่หนองจระเข้มีมากที่สุด ซึ่งอยู่ในการดูแลขององค์การ บริหารส่วนต าบลยกกระบัตร ครอบคลุมอยู่ในพื้นที่ของ หมู่ที่ 3 บ้านท่าไผ่ หมู่ที่ 4 บ้านสองแคว หมู่ที่ 6 บ้าน หนองเชียงคา และหมู่ที่ 11 บ้านหนองเชียงคาใต้ชุมชนมีการเก็บฝักบัว ไหลบัว มาจ าหน่ายตามตลาดชุมชน บ้างและทุกคนในพื้นที่สามารถเก็บบัวหลวงใช้ประโยชน์ได้อย่างอิสระเนื่องจากเป็นหนองน้ าสาธารณะ และเป็น บัวที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ จ านวนบัวหลวงที่มีจ านวนมากแต่มีการใช้ประโยชน์น้อยจากคนในพื้นที่ จึงมีคน ในชุมชนที่เผชิญปัญหาสถานการณ์ระบาด โรคโควิด 19 คนรุ่นใหม่ที่ตกงานอยากมีรายได้ จึงรวมกลุ่มกับคนใน ชุมชนน าบัวหลวงมาแปรรูปแต่ไม่ประสบความส าเร็จเนื่องจากขาดทักษะและความรู้สินค้าไม่สามารถขายได้จึง ได้ยุติลงไว้ก่อน 3) ศึกษาช่องทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชน ผลจากการศึกษาช่องทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชน พบว่า พื้นที่ต าบลยกกระบัตรมี สถานที่เหมาะจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวหลายแห่งและในพื้นที่ยังได้มีการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน คือ ในศูนย์ เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านชุมชนแม่ระวาน และตามโครงการยกระดับเศรษฐกิจและสังคมรายต าบลแบบบูรณา การ (U2T) ภายใต้ชื่อว่า “เที่ยวเขื่อนพ่อ สานต่อเศรษฐกิจพอเพียง ลือเลื่องพระพุทธรูปเชียงแสน ดินแดน เกษตรอินทรีย์วิถีชุมชน” จากเส้นทางการท่องเที่ยวข้างต้น จะเห็นได้ว่ายังไม่มีการน าบัวหลวงมาเป็นกิจกรรม เส้นทางการท่องเที่ยว โดยอาจมีการเพิ่มกิจกรรมการท่องเที่ยวช่วงเดือน มิถุนายน – กันยายน ซึ่งเป็นช่วงที่มี บัวหลวงบานสะพรั่งเต็มหนองจระเข้เป็นอีกหนึ่งเส้นทางการท่องเที่ยว เพื่อสร้างเสน่ห์ให้กับพื้นที่ อีกทั้งอาจน า บัวหลวงที่มีในพื้นที่มาท าอาหารต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วย ส าหรับรายได้ของชุมชนซึ่งเก็บจากกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งน ามาแสดงผล ดังกราฟแสดงผลการวิเคราะห์ข้อมูลด้านรายได้ฯ ข้างล่างนี้
108 กราฟแสดงผลการวิเคราะห์ข้อมูลรายได้ของกลุ่มที่เข้าร่วม และกลุ่มไม่เข้าร่วม (ช่วงก่อนด าเนินการ) ในการวิจัยโครงการ “การพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่มจากบัวหลวงของชุมชน ต าบลยกกระบัตร อ าเภอสามเงา จังหวัดตาก” ผลการวิเคราะห์ข้อมูลรายได้ของชุมชน จากกลุ่มตัวอย่างผู้เข้าร่วมโครงการ และไม่เข้าร่วม โครงการ พบว่า กลุ่มผู้เข้าร่วมโครงการ มีรายได้อยู่ต่ ากว่าเส้นความยากจน รายได้ระหว่าง 628 – 2,417 บาท/ เดือน จ านวน 15 คน คิดเป็นร้อยละ 41.66 มีหนี้สินของครัวเรือน อยู่ระหว่าง 0 – 400,000 บาท มีรายได้สูง กว่าเส้นความยากจน แต่ต่ ากว่าเส้น 40% ล่าง รายได้ระหว่าง 3,125 – 5,058 บาท/เดือน จ านวน 13 คน คิดเป็นร้อยละ 36.11 มีหนี้สินของครัวเรือน อยู่ระหว่าง 0 – 300,000 บาท มีรายได้สูงกว่าเส้น 40% ล่าง แต่ต่ ากว่าค่ามัธยฐาน รายได้ 5,929 บาท/เดือน จ านวน 1 คน คิดเป็นร้อยละ 2.77 มีหนี้สินของครัวเรือน 320,000 บาท มีรายได้สูงกว่าค่ามัธยฐาน รายได้ระหว่าง 7,329 – 16,133 บาท/เดือน จ านวน 7 คน คิดเป็น ร้อยละ 19.44 มีหนี้สินของครัวเรือน 0 – 900,000 บาท และกลุ่มผู้ไม่เข้าร่วมโครงการ มีรายได้อยู่ต่ ากว่าเส้น ความยากจน รายได้ระหว่าง 1,142 – 2,575 บาท/เดือน จ านวน 13 คน คิดเป็นร้อยละ 39.39 มีหนี้สินของ ครัวเรือน อยู่ระหว่าง 0 – 170,000 บาท มีรายได้สูงกว่าเส้นความยากจน แต่ต่ ากว่าเส้น 40% ล่าง รายได้ ระหว่าง 2,912 – 4,750 บาท/เดือน จ านวน 12 คน คิดเป็นร้อยละ 36.36 มีหนี้สินของครัวเรือน อยู่ระหว่าง 0 – 420,000 บาท มีรายได้สูงกว่าเส้น 40% ล่าง แต่ต่ ากว่าค่ามัธยฐาน มีรายได้ 6200 บาท/เดือน จ านวน 1คน คิดเป็นร้อยละ 3.03 ไม่มีหนี้สินของครัวเรือน มีรายได้สูงกว่าค่ามัธยฐาน มีรายได้ระหว่าง 6,700
109 – 16,517 บาท/เดือน จ านวน 7 คน คิดเป็นร้อยละ 21.21 มีหนี้สินของครัวเรือน อยู่ระหว่าง 0 – 890,000 บาท 2. การศึกษาความต้องการของตลาด และแนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มจากบัวหลวง 2.1 ผลศึกษาความต้องการของตลาด จากการสุ่มตัวอย่างกลุ่มผู้บริโภคและผู้ประกอบการ จ านวน 50 คน เพื่อศึกษาความต้องการ ในการใช้รูปแบบผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง และจัดท าผลิตภัณฑ์จากบัวหลวงให้ตรงกับความต้องการของตลาด พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ชอบบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ จ านวน 38 คน (ร้อยละ 84.44) รองลงมา คือ ไม่ชอบบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ จ านวน 7 คน (ร้อยละ 15.56) เหตุผลที่ชอบใช้สินค้าเพื่อสุขภาพ คือ ดูแล/รักษาสุขภาพตนเอง จ านวน 17 คน (ร้อยละ 44.74) รองลงมาคือ มีประโยชน์และปลอดภัยต่อร่างกาย จ านวน 8 คน (ร้อยละ 21.05) ดีต่อสุขภาพ จ านวน 5 คน (ร้อยละ 13.16) สุขภาพดี ส่งเสริมสินค้า และ เศรษฐกิจชุมชน จ านวน 3 คน (ร้อยละ 7.89) ดีต่อตัวเองและรักษาสิ่งแวดล้อม จ านวน 2 คน (ร้อยละ 5.26) ช่วยให้เรามีทางเลือกรับประทานแทนอาหารขยะ ลดความเสี่ยงการเจ็บป่วยก่อนวัย และสะดวกและมีคุณภาพ จ านวน 1 คน (ร้อยละ 2.63) และข้อมูลเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ช่องทางการจัดจ าหน่าย และการท าการตลาดของ ผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง พบว่า แหล่งข้อมูลที่ท าให้ผู้ตอบแบบสอบถามทราบถึงสรรพคุณบัวหลวง มากที่สุด คือ อินเตอร์เน็ต จ านวน 33 คน (ร้อยละ 42.86) คนรู้จักแนะน าบอกต่อ จ านวน 26 คน (ร้อยละ 33.77) แผ่นพับประชาสัมพันธ์, สื่อโทรทัศน์และสื่อวิทยุ จ านวน 6 คน (ร้อยละ 7.79) 2.2 ผลการหาแนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่ม ผลจากการศึกษาแนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่ม พบว่า 2 แบบ ดังนี้1) การท่องเที่ยว โดยเครือข่าย ชุมชนต าบลยกกระบัตรสามารถน าบัวหลวงสร้างเป็นกิจกรรม เส้นทางการท่องเที่ยวในชุมชนได้2) การแปรรูป บัวหลวงเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชนที่ส่งผลดีต่อสุขภาพได้เพราะ ความต้องการของตลาดมีความสนใจพัฒนา ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากกลีบดอกบัวที่มีสรรพคุณมากและต้องการความสะอาดเป็นส าคัญ ซึ่งปัจจัยที่มีอิทธิพลใน การเลือกซื้อผลิตภัณฑ์บัวหลวงคือ ตัวผู้บริโภคเอง และราคาของผลิตภัณฑ์ แหล่งข้อมูลที่สร้างการรับรู้ของ ผู้บริโภคคือ สื่ออินเตอร์เน็ต การแนะน าบอกต่อและการสร้างภาคีเครือข่ายการมีส่วนร่วมจากหน่วยงานภาครัฐ ได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฏก าแพงเพชร ที่มีสาขาวิทยาศาสตร์การอาหาร (Food Science) เข้ามามีส่วนร่วมใน การพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีมาตรฐาน ความหลากหลาย นวัตกรรมด้านอาหาร และการ แก้ปัญหาต่างๆ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนาตากเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาออกแบบบรรจุ ภัณฑ์ให้ดึงดูดใจ มีความน่าสนใจมากขึ้น นอกจากนี้ ในช่วงที่บัวหลวงออกจ านวนมาก ควรท ากิจกรรม เส้นทางการท่องเที่ยวชมบัวหลวง เก็บดอกบัว ไหลบัว มาประกอบอาหารถิ่น เพื่อสร้างการเรียนรู้วิถีวัฒนธรรม
110 ชุมชนแก่ผู้มาเยือน ซึ่งเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มจากบัวหลวงอีกทางหนึ่งด้วย ดังค ากล่าวของ พรสนอง วงศ์สิงห์ ทอง (2545) กล่าวว่า การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือการเปลี่ยนแปลงผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่เดิม จะเริ่มตันด้วย ความคิดที่ไขว้เขว ความคิดอาจมาจากใครก็ได้ในองค์กรที่ไม่ได้มีความรับผิดชอบต่อความคิดใหม่ๆเลย แต่นัก ออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ดี มักจะมีแนวโน้มที่จะเป็นผู้ที่มีความคิดใหม่ๆ บ่อยครั้งเหมือนกันที่ความคิดมาจากนอก องค์กร เช่น เมื่อนักคิดคันเขามาเสนอขายความคิดให้กับบริษัท ความคิดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ใหม่ บางทีอาจ เกิดขึ้นในงานวิจัยผลิตภัณฑ์นั้นเองและบ่อยครั้งเป็นผลพลอยได้ของการวิจัยเพื่อวัตถุประสงค์อย่างอื่น 3 การพัฒนามาตรฐานของผลิตภัณฑ์ และการสร้างภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนามูลค่าเพิ่มจากบัวหลวง ผลการพัฒนามาตรฐานของผลิตภัณฑ์ และการสร้างภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนามูลค่าเพิ่มจากบัว หลวงพบว่า การพัฒนามาตรฐานของผลิตภัณฑ์ พบว่าจากการแปรรูปชาบัวที่เพิ่มความหอมของกลิ่นชาบัว หลวงคือ การตากแห้งกลีบดอกบัวและเกสรบัวด้วยวิธีการผึ่งลมและห้ามโดนแดด และหากต้องการชูกลิ่น ดอกบัวกับพืชอื่นโดยการคงกลิ่นหอมของบัวโดยห้ามน าส่วนผสมที่มีกลิ่นหอมโดดเด่นมาผสมกับบัว การท าชา หมัก หรือ Kombucha จนออกมาเป็นเครื่องดื่มที่มีฤทธิ์เป็นกรดส่งผลดีต่อสุขภาพ เพราะไม่เพียงมีสรรพคุณ เช่นเดียวกับชา แต่ยังประกอบด้วยโพรไบโอติกส์ หรือเชื้อจุลินทรีย์และยีสต์ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ทั้งยัง อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยท าลายเชื้อแบคทีเรียอันตรายและเชื้อโรคหลายชนิดด้วย (ที่มา : https://www.pobpad.com วันที่ 13 มกราคม 2565 เวลา 17.55 น.) ซึ่งก าลังเป็นที่นิยมของผู้บริโภคใน ปัจจุบันนี้ นอกจากนี้เม็ดบัวยังสามารถน าไปอบหรือทอด เพื่อน ามาบริโภคเป็นอาหารเพื่อสุขภาพซึ่งการพัฒนา ผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง 3 รูปแบบ ดังนี้ 1) แบบชงดื่ม ได้แก่ ชาบัว 2) แบบหมัก ได้แก่ ชาบัวหมัก บัวหมัก และ 3) เยลลี่บัว ในกระบวนการสร้างภาคีทีมนักวิจัยสามารถสรุปขั้นตอนการด าเนินงานออกเป็น 3 ระยะดังนี้ ระยะที่ 1 สร้างภาคีเครือข่ายร่วมด าเนินการโครงการ ระยะที่ 2 สร้างภาคีเครือข่ายร่วมสร้างมูลค่าเพิ่มจาก บัวหลวง ระยะที่ 3 หาแนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรร่วมกัน โดยการสร้างภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนา มูลค่าเพิ่มจากบัวหลวงประกอบด้วยภาคีภายในและภาคีภายนอก ภาคีภายในที่เกี่ยวข้องกับโครงการมี 3 ส่วน หลัก คือ 1. หัวหน้าโครงการ 2. ทีมวิจัย 3. กลุ่มเป้าหมาย มีส่วนร่วมคิด ร่วมท า วิเคราะห์ ทดลอง แก้ปัญหา จัดตั้งกลุ่มและพัฒนาผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง หาวิธีใช้ประโยชน์จากบัวหลวง ศึกษาช่องทางการส่งเสริมการ ท่องเที่ยวเพื่อหาตลาดที่เหมาะสมและเกิดรายได้ต่อคนในชุมชนสร้างเศรษฐกิจฐานรากด้วยกระบวนการมีส่วน ร่วมส่วนภาคีภายนอกมี 3 ส่วนหลัก ดังนี้ 1) ภาคีภาควิชาการที่มาหนุนเสริมองค์ความรู้ กระบวนการในการ พัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ 2) ภาคีที่หนุนเสริมด้านการตลาดประกอบด้วย มหาวิทยาลัยราชภัฏ ก าแพงเพชร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ตาก 3)ภาคีกลุ่มเป้าหมายผู้ใช้ผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง เป็นกลุ่มเป้าหมายทั้งในพื้นที่และออนไลน์
111 สอดคล้องกับค ากล่าวของ สนธยา พลศรี(2550:207) กล่าวว่าเครือข่ายความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยง ระหว่างสมาชิกอาจเป็นบุคคลต่อบุคคล บุคคลต่อกลุ่ม กลุ่มต่อกลุ่ม เครือข่ายต่อเครือข่าย กลายเป็นเครือข่าย ย่อยภายใต้เครือข่ายใหญ่ในการเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายไม่ได้เป็นเพียงการรวมตัวกันโดยทั่วไปแต่มีเป้าหมายใน การท ากิจกรรมร่วมกันทั้งเป็นครั้งคราวหรืออาจเป็นกิจกรรมที่ต่อเนื่องจึงเป็นการเชื่อมโยงคนที่มีความสนใจ ร่วมกันพบปะสังสรรค์และพัฒนาไปสู่การลงมือ ร่วมกันท ากิจกรรมต่างๆ ด้วยเป้าหมายและจุดประสงค์เดียวกัน ดังนั้นเครือข่ายจึงไม่ใช่เป็นเพียง การรวบรวมรายละเอียดบุคคลที่เป็นสมาชิกเท่านั้น แต่มีการจัดระบบให้ สมาชิกสามารถด าเนิน กิจกรรมร่วมกันเพื่อบรรลุจุดหมายที่สมาชิกเห็นพ้องต้องกัน สิ่งที่เชื่อมโยงสมาชิกเข้า ด้วยกัน คือ วัตถุประสงค์หรือผลประโยชน์ที่ต้องการบรรลุผลร่วมกัน การสนับสนุนช่วยเหลือซึ่งกันและกัน 4. การศึกษาและพัฒนาช่องทางการจัดจ าหน่ายผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง ผลการศึกษาและพัฒนาช่องทางการจัดจ าหน่ายผลิตภัณฑ์จากบัวหลวงจากการตอบ แบบสอบถาม ชุดที่ 3 แบบส ารวจตัวชี้วัดความเหลื่อมล้ า โครงการการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ด้วยการสร้าง มูลค่าเพิ่มจากบัวหลวงของชุมชนต าบลยกกระบัตร อ าเภอสามเงา จังหวัดตาก (ระยะหลังด าเนินการ) เพื่อ ส ารวจรายได้ครัวเรือน ส าหรับใช้ประเมินผลการสร้างมูลค่าเพิ่มจากบัวหลวงของชุมชนต าบลยกกระบัตร อ าเภอสามเงา จังหวัดตาก โดยได้สอบถามจากประชาชนในพื้นที่ จ านวน 69 คน แบ่งออกเป็น กลุ่มเป้าหมาย หลัก คือ กลุ่มคนตกงานจากสถานการณ์โควิด จ านวน 9 คน กลุ่มเกษตรที่ต้องการอาชีพเสริม 27 คน และ กลุ่มเป้าหมายที่เป็นประชาชนในพื้นที่รอบข้าง จ านวน 33 คน ในส่วนนี้จะน าเพียงข้อมูลส่วนที่ 9 ผลิตภัณฑ์ จากบัวหลวงมาวิเคราะห์ข้อมูล ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 4 เพื่อศึกษาและพัฒนาช่องทางการจัดจ าหน่าย ผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ เคยน าผลิตภัณฑ์บัวหลวงมาใช้ประโยชน์จ านวน 57 คน (ร้อยละ 82.61) น าผลิตภัณฑ์จากบัวหลวงมาใช้ประโยชน์คือ ฝักบัว จ านวน 30 คน (ร้อยละ 41.67) ไหลบัว จ านวน 27 คน (ร้อยละ 37.50) น าผลิตภัณฑ์จากบัวหลวงมาใช้ประโยชน์คือ บริโภค จ านวน 46 คน (ร้อยละ 56.10) จ าหน่าย จ านวน 36 คน (ร้อยละ 43.90) มีรายได้ในการจ าหน่ายผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง คือ 0-1,000 บาท มีจ านวน 69 คน (ร้อยละ 100) เคยน าบัวหลวงมาแปรรูป จ านวน 49 คน (ร้อยละ 71.01) เคยท าผลิตภัณฑ์จากบัวหลวงน ามาแปรรูป ในรูปแบบ สบู่, ชา, สปา (สเปรย์), อื่นๆ (ที่ตอบได้แก่ เยลลี่) จ านวน 36 คน (ร้อยละ 21.82) อาหารคาว จ านวน 21 คน (ร้อยละ 12.73) มีรายได้จากการแปรรูปผลิตภัณฑ์ จากบัวหลวง รายปี 0-1,000 บาท จ านวน 49 คน (ร้อยละ 71.01) ปัจจุบันยังท าผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง จ านวน 57 คน (ร้อยละ 82.61) หยุดท าการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง คือ ไม่มีบัว ช่วงหน้าน้ า น้ าท่วม บัว มากที่สุด จ านวน 66 คน (ร้อยละ 95.65) เคยมีส่วนร่วมหรือเข้ารับการพัฒนาศักยภาพในงานวิจัยฯ คือ
112 หาแนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มจากบัวหลวง, หารูปแบบการแปรรูปจากบัวหลวงที่เหมาะสมเพื่อน าไปสู่ มาตรฐาน, อบรมเชิงปฏิบัติการการแปรรูปจากบัวหลวง, การออกแบบสัญลักษณ์และบรรจุภัณฑ์จ านวน 36 คน (ร้อยละ 15.38) ไม่เคยเข้าร่วม จ านวน 33 คน (ร้อยละ 14.10) ได้รับการพัฒนาตนเองในเรื่อง คือ การจัดตั้งกลุ่มและการบริหารจัดการกลุ่ม, แนวทางการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน, แนวทางการแปรรูป ผลิตภัณฑ์ และความคิดสร้างสรรค์ในการน าวัสดุท้องถิ่นมาร่วมในผลิตภัณฑ์, องค์ความรู้เรื่องช่วงระยะเวลา การเติบโตของบัวและการแก้ไขปัญหาของบัว จ านวน 36 คน (ร้อยละ 13.53) ไม่เคยเข้าร่วม จ านวน 33 คน (ร้อยละ 12.41) ได้รับประโยชน์จากการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากจากการสร้างมูลค่าเพิ่มของบัวหลวง คือ ทางตรง : มีอาชีพเสริมที่เกิดจากการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากจากการสร้างมูลค่าเพิ่มของบัวหลวง จ านวน 36 คน (ร้อยละ 52.17) ทางอ้อม : ขนส่ง จ้างงาน และ จ าหน่ายสินค้าและอาหารให้แก่นักท่องเที่ยว จ านวน 17 คน (ร้อยละ 24.64) ดังค ากล่าวของ สุวัฒน์ ศิรินิรันดร์ และภาวนา สวนพลู (2552 : 241) พฤติกรรม ผู้บริโภค หมายถึง ความต้องการ ความคิด การกระท า การประเมินผล การตัดสินใจซื้อ และการใช้สินค้าหรือ บริการของบุคคล เพื่อตอบสนองความพึงพอใจของบุคคลนั้น ๆ ผลจากการพัฒนาทีมผู้ประสานงานชุดสนับสนุนโครงการ หลักสูตร “แผนลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายกิจการ” (CBMC) ช่องทาง Online พบว่าชุมชนมีองค์ความรู้ในการค้นหาเสน่ห์สินค้าที่เป็นตัวเด่นของ ชุมชน มองกลุ่มลูกค้าได้ชัดเจนและสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย สร้างความประทับใจให้กับลูกค้า ได้ซื้อซ้ า บอกต่อน าสินค้าตัวรองของชุมชน มาร่วมจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายให้กับสินค้าตัวหลักของชุมชน หาแนวทาง ในการค้นหาภาคีเพื่อร่วมพัฒนาสินค้าชุมชน เกิดแผนธุรกิจชุมชน ร่วมกันคิดจนได้เสน่ห์สินค้า ผลิตภัณฑ์เพื่อ สุขภาพ จากธรรมชาติในท้องถิ่น กระบวนการผลิตที่สะอาด ใส่ใจทุกขั้นตอน “รักสุขภาพ ต้องผลิตภัณฑ์บัวหลวง ยกกระบัตร”และน าผลิตภัณฑ์บัวหลวง วางจ าหน่ายตามช่องทางการจัดจ าหน่ายทั้งภายในและภายนอกชุมชน ชุมชน
บทที่ 6 สรุปผลการวิจัยและข้อเสนอแนะ การวิจัยเรื่อง “การพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่มจากบัวหลวงของชุมชน ต าบล ยกกระบัตร อ าเภอสามเงา จังหวัดตาก” ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ข้อที่ 1 เพื่อศึกษาบริบทพื้นที่ และการจัดการ ทรัพยากรบัวหลวง ของเครือข่ายชุมชนต าบลยกกระบัตร 1) ศึกษาบริบทพื้นที่ ปัญหาที่เกิดจากบัวหลวง และ แนวทางการแก้ไขปัญหา 2) ศึกษาการจัดการทรัพยากรบัวหลวง การใช้ประโยชน์จากบัวหลวงของชุมชน 3) ศึกษาช่องทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชน ข้อที่ 2 เพื่อศึกษาความต้องการของตลาด และแนวทาง การสร้างมูลค่าเพิ่มจากบัวหลวง ข้อที่ 3 เพื่อพัฒนามาตรฐานของผลิตภัณฑ์ และการสร้างภาคีเครือข่ายร่วม พัฒนามูลค่าเพิ่มจากบัวหลวง และข้อที่ 4 เพื่อศึกษาและพัฒนาช่องทางการจัดจ าหน่ายผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง โดยใช้กระบวนการงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นที่คนในชุมชนมีส่วนร่วมเรียนรู้ ลงมือปฏิบัติการวิจัยในทุกขั้นตอน สรุปผลการวิจัย 1. ศึกษาบริบทพื้นที่และการจัดการทรัพยากรบัวหลวง ของเครือข่ายชุมชนต าบลยกกระบัตร 1) ผลการศึกษาบริบทพื้นที่ พบว่า ต าบลยกระบัตร เป็นต าบลที่ตั้งอยู่ในเขตการปกครองของ อ าเภอสามเงา จังหวัดตาก ลักษณะดินส่วนใหญ่เป็นดินร่วนปนดินเหนียว แหล่งน้ าตามธรรมชาติในการอุปโภค บริโภค ได้แก่ แม่น้ าวัง หนองจระเข้ หนองจะหลอด หนองปู่เฮียน ประชากรในพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นชาวล้านนา ประกอบอาชีพเกษตรกร มีประเพณีและภูมิปัญญาท้องถิ่นวิถีล้านนา ลักษณะภูมิประเทศ เป็นที่ราบกว้างใน ตอนกลางของต าบล มีเทือกเขาถนนธงชัยเป็นตัวปะทะมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดมาจากมหาสมุทรอินเดีย และทะเลอันดามัน ท าให้ได้รับความชุ่มชื้นจากลมมรสุมไม่เต็มที่ รัฐต้องเข้ามาช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ า ท าให้ในพื้นที่มีแหล่งกักเก็บน้ าหลายแห่งที่เป็นของชุมชนและสาธารณะซึ่งจะมีบัวหลวงขึ้นจ านวนมาก ซึ่งใน หนองจระเข้เป็นหนองน้ าที่มีบัวหลวงขึ้นมากที่สุด ด้วยวิถีชุมชนที่เรียบง่าย รักสงบ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ท าให้การใช้ ประโยชน์จากหนองน้ าธรรมชาติที่เป็นสาธารณะ จึงไม่มีการตั้งกฎกติกาในการใช้หนองน้ าแม้จะเป็น บุคคลภายนอกพื้นก็ตาม 2) ผลการศึกษาการจัดการทรัพยากรบัวหลวง การใช้ประโยชน์จากบัวหลวงของชุมชน พบว่า ชุมชนไม่มีกฎกติกา/ข้อตกลงการใช้ประโยชน์จากบัวหลวง เนื่องจากเป็นหนองบัวสาธารณะที่เป็นพื้นที่ดูแลของ องค์การบริหารส่วนต าบลยกกระบัตร การใช้ประโยชน์จากบัวหลวงของชุมชน แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วน ของหนองบัว ครอบคลุมพื้นที่ 4 หมู่บ้าน ประกอบด้วย หมู่ 3 หมู่ 4 หมู่ 6 และหมู่ 11 มีการใช้ประโยชน์
114 1,133 ครัวเรือน ได้แก่ การใช้น้ าทางการเกษตร เลี้ยงสัตว์ ตกปลา เป็นต้น ส่วนของบัวหลวงมีการใช้ ประโยชน์บัวหลวงเชิงภูมิปัญญา/วิถีถิ่น น าบัวหลวงมาไหว้พระ และกินเม็ดบัวสดแล้ว ชุมชนได้น ามาใช้ ประกอบอาหารถิ่น ได้แก่ แกงไหลบัว รากบัวเชื่อม น ามาใช้ในวิถีถิ่น ได้แก่ มวนยาสูบรักษาริดสีดวงจมูก บุหรี่ กลีบบัวหลวง (น ากลีบดอกบัวแทนใบยาสูบ) ใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ พบว่า มีเพียง 10 ครอบครัว ที่เก็บไหล บัวและฝักบัวมาขายเพื่อเลี้ยงชีพ รายได้เพียง 200 บาท/วัน แต่ไม่ได้ไปเก็บทุกวัน เนื่องจากมีอาชีพรับจ้าง ทั่วไปภายในหมู่บ้าน อีกทั้งคนในพื้นที่ส่วนใหญ่ไม่เก็บบัวหลวงจากหนองน้ า แต่จะซื้อมากกว่า เนื่องจากไม่มี พาหนะ ทักษะ ความรู้ และกลัวอันตราย บัวหลวงในหนองน้ าเติบโตจากเม็ดบัว จากเก็บข้อมูลพบว่า ชุมชนยัง ใช้ประโยชน์จากบัวไม่เต็มประสิทธิภาพ เนื่องจากขาดองค์ความรู้ และยังไม่เห็นคุณค่าของบัวหลวง ปริมาณ ของบัวที่มีมากส่งผลให้น้ าเน่าเสีย ส่งกลิ่นเหม็น หนองน้ าตื้นเขิน สร้างปัญหาให้กับครัวเรือนรอบหนอง และ ครัวเรือนที่ใช้น้ าจากหนองจระเข้ จึงต้องมีการลอกดึงบัวขึ้นมาจากหนองน้ ามาไว้ขอบหนอง เกิดเป็นขยะจาก บัวหลวง อีกทั้งชุมชนขาดองค์ความรู้ในการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง นอกจากการท าอาหารถิ่น 3) ผลการศึกษาช่องทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชน พบว่า ชุมชนมีจัดการท่องเที่ยวโดย ชุมชน จ านวน 2กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มศูนย์ปราชญ์ชาวบ้านแม่ระวาน กลุ่มนักท่องเที่ยวจะเป็นกลุ่มศึกษาดูงาน และ กลุ่มการท่องเที่ยวโดยชุมชนต าบลยกกระบัตร โดยความร่วมมือจากโครงการยกระดับเศรษฐกิจและสังคมรายต าบล แบบบูรณาการ (U2T) แต่ยังไม่มีการน าบัวหลวงมาใช้ในประโยชน์ในการจัดการท่องเที่ยวของพื้นที่ ดังนั้นทีมวิจัย และชุมชนประชุมร่วมกัน เห็นว่า ควรเพิ่มเมนูอาหารถิ่นเกี่ยวกับบัว และน าผลิตภัณฑ์บัวหลวงมาใช้ในการรับ นักท่องเที่ยว รวมทั้งควรเพิ่มกิจกรรมการท่องเที่ยวเกี่ยวกับบัวหลวงช่วงเดือน มิถุนายน –กันยายน ซึ่งเป็นช่วงที่มี บัวหลวงบานสะพรั่งเต็มหนองจระเข้เป็นอีกหนึ่งเส้นทางการท่องเที่ยว เพื่อสร้างเสน่ห์ให้กับพื้นที่ จากการวิเคราะห์ข้อมูลรายได้ของชุมชน จากกลุ่มตัวอย่าง พบว่า กลุ่มตัวอย่าง ส่วนใหญ่ มีรายได้อยู่ต่ ากว่าเส้นความยากจน รายได้ระหว่าง 628 – 2,575 บาท/เดือน (ร้อยละ 40.58) มีหนี้สินของ ครัวเรือน อยู่ระหว่าง 0 – 400,000 บาท มีรายได้สูงกว่าเส้นความยากจน แต่ต่ ากว่าเส้น 40% ล่าง รายได้ ระหว่าง 2,912 – 5,058 บาท/เดือน (ร้อยละ 36.23) มีหนี้สินของครัวเรือน อยู่ระหว่าง 0 – 300,000 บาท มีรายได้สูงกว่าเส้น 40% ล่าง แต่ต่ ากว่าค่ามัธยฐาน รายได้ 5,929-6,200 บาท/เดือน (ร้อยละ 2.90) มีหนี้สิน ของครัวเรือน 320,000 บาท มีรายได้สูงกว่าค่ามัธยฐาน รายได้ระหว่าง 6,700 – 16,517 บาท/เดือน (ร้อยละ 20.29) มีหนี้สินของครัวเรือน 0 – 900,000 บาท
115 2. ศึกษาความต้องการของตลาด และแนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มจากบัวหลวง จากการศึกษาความต้องการของตลาด และแนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มจากบัวหลวง โดยใช้ แบบสอบถาม จากการสุ่มตัวอย่างกลุ่มผู้บริโภคและผู้ประกอบการ จ านวน 50 คน เพื่อศึกษาความต้องการใน การใช้รูปแบบผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง ด้านข้อมูลทั่วไป ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 41-46 ปี ระดับการศึกษา ระดับปริญญาตรี ประกอบอาชีพ รับราชการ ด้านข้อมูลเกี่ยวความพึงพอใจในผลิตภัณฑ์จาก บัวหลวง พบว่า ส่วนใหญ่ชื่นชอบบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ เหตุผลที่ชอบ คือ ดูแล/รักษาสุขภาพตนเอง ส่วน ของบัวหลวงที่ชื่นชอบในการน ามาพัฒนาผลิตภัณฑ์ ได้แก่ กลีบดอกบัว รูปแบบผลิตภัณฑ์จากดอกบัวที่ชื่นชอบ ได้แก่ การแปรรูป คุณสมบัติจากบัวหลวงที่จะตัดสินใจซื้อ ได้แก่ สรรพคุณ ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเลือกซื้อ ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ ตนเอง และราคา แหล่งข้อมูลที่ท าให้ทราบถึงผลิตภัณฑ์และสรรพคุณบัวหลวง ได้แก่ อินเตอร์เน็ท และการแนะน าบอกต่อ ส่วนของบัวหลวงที่เคยบริโภค ได้แก่ เม็ดบัว และไหลบัว ความถี่ที่เคยใช้ ผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง น้อยกว่า 1 ครั้งต่อสัปดาห์ เคยทดลองใช้ผลิตภัณฑ์บัวหลวงจากการเปิดบูทการแสดง ทีมนักวิจัยได้ท าการพัฒนาศักยภาพคนในชุมชน โดยวิธีการศึกษาดูงาน ท าให้ชุมชนได้รับองค์ความรู้ แนวคิดใน การจัดการท่องเที่ยวในชุมชน โดยการน าบัวหลวงมาเป็นกิจกรรม เส้นทางการท่องเที่ยวในชุมชน เช่น การน า ผลิตภัณฑ์จากบัวหลวงมาใช้ต้อนรับนักท่องเที่ยว การให้นักท่องเที่ยวร่วมท าอาหารจากบัวหลวง การรวมกลุ่ม เพื่อจดทะเบียนวิสาหกิจ การเข้ารับมาตรฐานผลิตภัณฑ์สินค้าของพัฒนาชุมชน และการขอมาตรฐานผลิตภัณฑ์ ชุมชนของอุตสาหกรรมจังหวัด ซึ่งถ้าจะได้รับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชนที่เป็นประเภทอาหารจะต้องได้ มาตรฐานผลิตภัณฑ์ของส านักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ก่อน นอกจากนี้ยังได้ท าการประชุม หารือ พูดคุย เพื่อหาแนวทางร่วมกัน จนได้แนวทางในการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากบัวหลวงโดยการน าดอกบัวมา ท าผลิตภัณฑ์อันดับต้นก่อน โดยน าเอาใบมะรุมซึ่งเป็นวัตถุดิบที่มีมากในท้องถิ่น และมีคุณประโยชน์สูงมาเป็น ส่วนผสม แล้วจึงหาภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ความรู้คุณประโยชน์จากบัวหลวง การแปรรูป ผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง และหาแนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มจาก ภาคีภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และ ภาควิชาการ จนได้แนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มจากบัวหลวง 2 วิธี ดังนี้ 1) การท าความร่วมมือกับกลุ่มจัดการท่องเที่ยวในชุมชนจ านวน 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มเครือข่าย ปราชญ์ชาวบ้านซึ่งนักท่องเที่ยวจะเป็นกลุ่มศึกษาดูงาน น าบัวหลวงมาท าอาหารถิ่น และน าผลิตภัณฑ์บัวหลวง มาใช้ต้อนรับนักท่องเที่ยว และกลุ่มการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนต าบลยกกระบัตร ให้เพิ่มกิจกรรม เส้นทาง การท่องเที่ยวในชุมชนตามฤดูกาล การท าอาหารถิ่นจากบัวหลวง และผลิตภัณฑ์จากบัวหลวงมาใช้ในการ ต้อนรับนักท่องเที่ยว
116 2) การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง จากการศึกษาความต้องการของตลาด มาพัฒนาเป็น ผลิตภัณฑ์ที่ท าจากดอกบัวโดยความร่วมมือจากภาคีภาควิชาการ เนื่องจากสรรพคุณของดอกที่มีมาก และเป็น ความต้องของตลาด 3. พัฒนามาตรฐานของผลิตภัณฑ์ และการสร้างภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนามูลค่าเพิ่มจากบัวหลวง การพัฒนามาตรฐานของผลิตภัณฑ์ และการสร้างภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนามูลค่าเพิ่มจากบัวหลวง ทีมวิจัยได้ด าเนินแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 สร้างภาคีเครือข่ายร่วมด าเนินการโครงการท าให้ได้ภาคี เครือข่ายภายในชุมชนร่วมด าเนินการ โดยแบ่งออกเป็น กลุ่มคนในการท างานวิจัย จ านวน 9 คน และกลุ่มคน ร่วมด าเนินการพัฒนาผลิตภัณฑ์ จ านวน 27 คน ใช้กระบวนการประชุมกลุ่มผู้น าในระดับอ าเภอเป็นการสร้าง การรับรู้รับทราบวัตถุประสงค์ของการท างานวิจัยในพื้นที่เป็นอันดับต้น เพื่อให้เกิดความสะดวกในการท างาน ใช้การพูดคุยกับผู้น าชุมชนแต่ละหมู่บ้าน ติดต่อชุมชนเป็นรายบุคคลบ้าง หรือบางครั้งจัดกลุ่มเล็กๆ ในบาง หมู่บ้าน เพื่ออธิบายโครงการเน้นที่วัตถุประสงค์ คือ มุ่งแสวงหากลุ่มบุคคลกลุ่มเป้าหมาย ประกอบด้วย กลุ่ม คนตกงานจากสถานการณ์โควิด กลุ่มเกษตรที่ต้องการอาชีพเสริม และกลุ่มเป้าหมายที่เป็นประชาชนในพื้นที่ ที่ จะมาเป็นผู้ร่วมด าเนินงานในโครงการ ระยะที่ 2 สร้างภาคีเครือข่ายร่วมสร้างมูลค่าเพิ่มจากบัวหลวง ในระยะ นี้ทีมวิจัยได้ท าการสร้างเครือข่ายภายนอก ที่เกี่ยวข้อง เช่น องค์การบริหารส่วนต าบลยกกระบัตรช่วยในการ วางแผนการปรับปรุงพื้นที่โดยรอบหนองจระเข้ ที่จะท าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวในชุมชน มหาวิทยาลัยในพื้นที่ ใน การหาแนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มจากบัวหลวง, เกษตรอ าเภอสามเงาในการจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชน และ สนับสนุนการพัฒนากิจการวิสาหกิจชุมชนตามมาตรการที่คณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนก าหนด ซึ่งจะ ส่งผลท าให้ชุมชนมีความเข้มแข็งพึ่งพาตนเองได้ และพัฒนาชุมชน ในการขึ้นทะเบียนและเข้ารับการตรวจ มาตรฐานผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองจากทางราชการ เครือข่าย OTOP จังหวัดตากในการร่วมวางแผน การตลาด และช่องทางจัดจ าหน่ายผลิตภัณฑ์ ในการท างานวิจัยเป็นระยะ ยังมีทีมผู้ประสานงานชุดสนับสนุน โครงการคอยเติมเต็มความรู้ และติดตามผลการขับเคลื่อนการท างานวิจัยในพื้นที่เป็นระยะ รวมทั้งให้ ข้อเสนอแนะ ในการท างานให้เพื่อให้การท างานบรรลุวัตถุประสงค์ เกิดภาคีเครือข่ายการทุกระยะในการท างาน วิจัย ในระยะที่ 2 นี้ท าให้เกิดเส้นทาง กิจกรรมการท่องเที่ยวบัวหลวง และผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง จ านวน 3 รูปแบบ ดังนี้ 1) แบบชงดื่ม ได้แก่ ชาบัว 2) แบบหมัก ได้แก่ ชาบัวหมัก บัวหมัก และ 3) เยลลี่บัว ที่ได้ มาตรฐาน ประกอบด้วย สูตร บรรจุภัณฑ์ ฉลากที่ได้มาตรฐาน และแบรนด์สินค้าที่เป็นของชุมชน ระยะที่ 3 หา แนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรร่วมกัน ในการเข้าใช้ประโยชน์จากหนองจระเข้จากการประชุมภาคี เครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ภายในชุมชน ประกอบด้วย ก านัน ผู้น า แกนน า องค์การบริหารส่วนต าบลยกกระบัตร กลุ่มวิสาหกิจผลิตภัณฑ์แปรรูปบัวหลวงยกกระบัตร กลุ่มท่องเที่ยวโดยชุมชนต าบลยกกระบัตร ท าให้เกิดกฎ
117 กติกา/ข้อตกลงร่วมกันในการเข้าใช้ประโยชน์จากหนองจระเข้ที่เกิดจากการมีส่วนร่วมของชุมชน ร่วมคิด ร่วม ท า ร่วมวางแผน ท าให้ชุมชนเห็นคุณค่า เกิดความรักและหวงแหนบัวหลวง และทรัพยากรที่มีในพื้นที่ 4. ศึกษาและพัฒนาช่องทางการจัดจ าหน่ายผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง การศึกษาและพัฒนาช่องทางการจัดจ าหน่ายผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง ทีมวิจัยได้อบรม CBMC ท าให้ชุมชนได้รับองค์ความรู้ในการค้นหาเสน่ห์สินค้าที่เป็นตัวเด่นของชุมชน มองกลุ่มลูกค้าได้ชัดเจนและ สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย สร้างความประทับใจให้กับลูกค้า ได้ซื้อซ้ าบอกต่อ น าสินค้าตัวรองของชุมชน มาร่วมจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายให้กับสินค้าตัวหลักของชุมชน หาแนวทางในการค้นหาภาคีเพื่อร่วมพัฒนา สินค้าชุมชน เกิดแผนธุรกิจชุมชน ร่วมกันคิดจนได้เสน่ห์สินค้า ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ จากธรรมชาติในท้องถิ่น กระบวนการผลิตที่สะอาดใส่ใจทุกขั้นตอน “รักสุขภาพ ต้องผลิตภัณฑ์บัวหลวงยกกระบัตร” และยังน าผลิตภัณฑ์ บัวหลวงรวมอยู่ในแพคเก็จการท่องเที่ยวโดยนักท่องเที่ยวจะได้ผลิตภัณฑ์บัวหลวงกลับไปเป็นของที่ระลึก อีกทั้ง น าเอาบัวหลวงมาท าเป็นกิจกรรม เส้นทางการท่องเที่ยวตามฤดูกาลเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ชมความงามของ ดอกบัวหลวง และเก็บบัวหลวงมาท าอาหารรับประทานเป็นอาหารพื้นถิ่น นอกจากนี้ยังได้มีช่องทางการจัด จ าหน่ายผลิตภัณฑ์ภายในชุมชน ได้แก่ ศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านชุมชนแม่ระวาน, ร้านค้าในชุมชน และ ภายนอกชุมชน ได้แก่ ร้านค้าสวัสดิการเขื่อนภูมิพล กาดเกาะลอย, ร้านค้าออนไลน์ เว็บแบ่งปั๋น shopee facebook : บัวหลวงชุมชน ต.ยกกระบัตร Line : @0826206775 ยังได้รวมรวมข้อมูลแบบสอบถาม (ระยะ หลังด าเนินการ) จากประชาชนในพื้นที่ จ านวน 69 คน แบ่งออกเป็น กลุ่มเป้าหมายหลัก คือ กลุ่มคนตกงาน จากสถานการณ์โควิด จ านวน 9 คน กลุ่มเกษตรที่ต้องการอาชีพเสริม 27 คน และกลุ่มเป้าหมายที่เป็น ประชาชนในพื้นที่รอบข้าง จ านวน 33 คน (ระยะหลังด าเนินการ) ในส่วนนี้จะน าเพียงข้อมูลส่วนที่ 9 ผลิตภัณฑ์ จากบัวหลวงมาวิเคราะห์ข้อมูล 2 ล าดับแรก ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 4 เพื่อศึกษาและพัฒนาช่อง ทางการจัดจ าหน่ายผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ เคยน าผลิตภัณฑ์บัวหลวงมาใช้ ประโยชน์ (ร้อยละ 94.20) และ ไม่เคย (ร้อยละ 5.80) น าผลิตภัณฑ์จากบัวหลวงมาใช้ประโยชน์คือ ไหลบัว (ร้อยละ 47.41) และ ฝักบัว (ร้อยละ 23.70) น าผลิตภัณฑ์จากบัวหลวงมาใช้ประโยชน์คือ บริโภค (ร้อยละ 91.30) และ ไม่ได้ใช้ประโยชน์ (ร้อยละ 7.25) มีรายได้ในการจ าหน่ายผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง คือ 0-1,000 บาท (ร้อยละ 100.00) เคยน าบัวหลวงมาแปรรูป (ร้อยละ 92.75) และ ไม่เคย (ร้อยละ 7.25) เคยท าผลิตภัณฑ์ จากบัวหลวงน ามาแปรรูป ในรูปแบบ อาหารคาว (ร้อยละ 81.58) และ อาหารหวาน (ร้อยละ 11.84) มีรายได้ จากการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง รายปี 0-1,000 บาท (ร้อยละ 100.00) ปัจจุบันยังท าผลิตภัณฑ์จากบัว หลวง (ร้อยละ 75.36) และ ไม่ท า (ร้อยละ 24.64) หยุดท าการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง เนื่องจากไม่มี เวลา (ร้อยละ 89.86) และ ไม่มีบัว ช่วงหน้าน้ า น้ าท่วมบัว (ร้อยละ 10.14) ไม่เคยมีส่วนร่วมหรือเข้ารับการ
118 พัฒนาศักยภาพในงานวิจัยฯ (ร้อยละ 27.82) และร่วมศึกษาดูงาน รูปแบบการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง (ร้อยละ 18.05) ไม่เคยได้รับการพัฒนาตนเอง (ร้อยละ 26.04) และ ภาคีในการร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์(ร้อยละ 16.57) ไม่ได้รับประโยชน์จากการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากจากการสร้างมูลค่าเพิ่มของบัวหลวง เนื่องจากไม่ได้ เข้าร่วมกิจกรรม (ร้อยละ 51.16) และ ทางอ้อม : ขนส่ง จ้างงาน และ จ าหน่ายสินค้าและอาหารให้แก่ นักท่องเที่ยว (ร้อยละ 32.56) ผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถาม ชุดที่ 3 แบบส ารวจตัวชี้วัดความเหลื่อมล้ า โครงการการ พัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่มจากบัวหลวงของชุมชนต าบลยกกระบัตร อ าเภอสามเงา จังหวัดตาก (ระยะหลังด าเนินการ) เปรียบเทียบรายได้ของผู้เข้าร่วมโครงการ และผู้ไม่เข้าร่วมโครงการ ผลการวิเคราะห์ พบว่า จ านวนกลุ่มตัวอย่างผู้ที่เข้าร่วมโครงการ มีสัดส่วนคนยากจนมากขึ้น ร้อยละ 22.22 และไม่เข้าร่วมโครงการ มีสัดส่วนคนยากจนมากขึ้น ร้อยละ 12.13 ทั้งนี้เนื่องจากสภาวการณ์ปัจจุบัน ด้านเศรษฐกิจของประเทศตกต่ า ภาวะค่าครองชีพสูง น้ ามันและปุ๋ยราคาสูง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นตาม ไปด้วย ด้านผลผลิตมีราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ าไม่ได้ราคาเท่าที่ควร ส่งผลให้กลุ่มตัวอย่างขยับเข้าสู่เส้น ความยากจน อีกทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ที่ผ่านกระบวนการคิดค้น ปรับปรุงจนได้ผลิตภัณฑ์ที่มีสูตรเป็น มาตรฐาน อยู่ในช่วง 2 เดือนท้ายของโครงการ รวมทั้งการขอรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชนจากส านักงาน พัฒนาชุมชน ต้องใช้ระยะเวลาในการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานตามล าดับการยื่นเสนอ ซึ่งขณะนี้อยู่ ระหว่างการรอตรวจสอบมาตรฐาน อีกทั้งผลิตภัณฑ์บัวหลวงยังเป็นนวัตกรรมของชุมชนและผู้บริโภค ต้องใช้ เวลาในการสร้างการรับรู้ และประชาสัมพันธ์ให้เป็นที่รับรู้ เชื่อมั่นที่จะบริโภคสินค้าของชุมชน จากการน า ผลิตภัณฑ์ชุมชนไปทดลองจ าหน่าย พบว่า ผู้บริโภคชื่นชอบ ชาหมักและชาบัวหมัก เป็นอย่างมาก โดยให้ เหตุผลว่ารสชาติหวานอมเปรี้ยว ท าให้สดชื่น และเห็นถึงประโยชน์ที่จะเป็นเติมจุลินทรีย์ชั้นดีเข้าไปในล าไส้ช่วย ในการขับถ่าย นอกจากนี้การด าเนินงานยังเป็นในรูปแบบกลุ่มมีการปันผลเป็นรายปี จึงท าให้ผู้เข้าร่วมโครงการ ไม่มีรายได้เพิ่มจากผลิตภัณฑ์บัวหลวงภายใต้โครงการฯ แต่สิ่งที่ชุมชนได้รับเปลี่ยนแปลงน าไปสู่การลดความ เหลื่อมล้ า เกิดความร่วมมือ ลดช่องว่างระหว่างชุมชน กระตุ้นศักยภาพด้านอื่นของชุมชน เช่น การเป็นนักเล่า เรื่องในกลุ่มเยาวชน เรียนรู้กระบวนการสืบค้นข้อมูลชุมชน และการบริหารจัดการกลุ่มวิสาหกิจ
119 ข้อเสนอแนะ 1. ส่งมอบผลงานวิจัยให้กับองค์การบริหารส่วนต าบลยกกระบัตร เพื่อน าไปเป็นข้อมูลพื้นฐานในการ ก าหนดแผนและนโยบายในการแก้ไขปัญหาการจัดการทรัพยากร ความยากจนและลดความเลื่อมล้ าอย่าง ต่อเนื่องในพื้นที่ 2. การต่อยอดงานวิจัยไปสู่การขยายผลยังพื้นที่ใกล้เคียงให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม ร่วมกันทั้งระดับต าบลเพื่อน าไปสู่ความยั่งยืนรองรับต่อการเปลี่ยนแปลงในอนาคต 3. ส่งเสริมการน าส่วนต่างๆ ของบัวหลวง มาแปรรูปผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง เช่น ภาชนะจากใบบัว เม็ดบัวอบแห้ง เพื่อให้เป็นสินค้าตัวรอง และชุมชนควรพัฒนาศักยภาพชุมชนในการเข้าถึงแหล่งทุนของภาครัฐ เพื่อเพิ่มโอกาสในการได้รับมาตรฐานผลิตภัณฑ์จากหน่วยงานต่างๆ 4. ชุมชนควรมีสถานที่การผลิตที่ได้มาตรฐานของส านักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อ สร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค และจะส่งผลให้มีโอกาสได้รับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชนจากอุตสาหกรรม จังหวัด ซึ่งจะมีโอกาสในการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่องจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 5. องค์การบริหารส่วนต าบลยกกระบัตร สนับสนุนแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน เช่น การบรรจุ แผนการสร้างโรงเรือนให้ได้มาตรฐาน การบรรจุแผนการพัฒนาส่งเสริมการท่องเที่ยวรอบหนองจระเข้ 6. สนับสนุนให้คนรุ่นใหม่เข้าร่วมกลุ่ม ร่วมเป็นผู้ดูแลเพจ Facebook สร้างความเคลื่อนไหวข่าวสารที่ เพจ Facebook รองรับผู้บริโภคที่สนใจผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพ และรองรับการท่องเที่ยวโดยชุมชนที่ปัจจุบันมี พฤติกรรมค้นหาข้อมูลจากสื่อสังคมออนไลน์ ที่เข้าถึงได้อย่างรวดเร็ว 7. การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง ในรูปแบบชาหมัก หรือ Kombucha ที่เป็นนวัตกรรมส าหรับ ชุมชนและผู้บริโภค อีกทั้งในสร้างการรับรู้ และวางจ าหน่ายต้องใช้เวลาจึงจะสามารถสร้างรายได้ของชุมชนได้ ซึ่งในระยะ 12 เดือน ไม่สามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชนได้ ควรงานวิจัยเพิ่มอีก 1 ปี จะท าให้เห็นการ เปลี่ยนแปลงของรายได้ชุมชนจากโครงการได้
120 บรรณานุกรม กัลยกร วรกุลลัฎฐานีย์ และพรทิพย์ สัมปัตตะวนิช. (2553). การโฆษณาเบื้องต้น. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. เกษร ธิตะจารี. (2550). กิจกรรมศิลปะสาหรับครู. กรุงเทพฯ : อรุณการพิมพ์. ขวัญกมล ดอนขวา, รายงานการวิจัย เรื่อง “การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ”, https://core.ac.uk/download/pdf/70938311.pdf (สืบค้นเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2565). จันทรวรรณ แสงแข และคณะ. (2548). ผลของสารสกัดหยาบจากใบบัวหลวงต่อหลอดเลือดเอออร์ตาที่แยก จากหนูขาวที่มีภาวะความดันโลหิตสูงและหนูขาวที่มีความดันโลหิตปกติ. ชลบุรี : คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ฉัตยาพร เสมอใจ. (2547). การจัดการและการตลาดบริการ. กรุงเทพฯ : ส.เอเซียเพรส. ฉัตยาพร เสมอใจ. (2550). พฤติกรรมผู้บริโภค. กรุงเทพฯ : ซีเอ็ดยูเคชั่น. ชูชัย สมิทธิไกร. (2554). การฝึกอบรมบุคลากรในองค์การ. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ชัยศักดิ์ ลีลาจรัสกุล. (2542). ชุดกิจกรรมค่ายคณิตศาสตร์ เพื่อพัฒนาการจัดค่ายคณิตศาสตร์. กรุงเทพฯ : สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ. ณัฏฐพงษ์ เจริญทิพย์. (2541). ความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์: ทัศนะแบบองค์รวม. เล่ม 1-2 . พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : สยามโอเวอร์ซีส์โปร. ดนัย จันทร์ฉาย. (2547). เจาะลึกการตลาดจาก A ถึง Z: แนวคิดที่ผู้จัดการทุกคนต้องรู้ซึ้ง. กรุงเทพฯ : ดีเอ็มจี. ธนกฤต วันต๊ะเมล์. (2554). การสื่อสารการตลาด. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. ธัญวัฒน์ กาบค า. (2553). สังคมออนไลน์ (Social Media) คืออะไร. สืบค้นเมื่อ 4 กุมภาพันธ์ 2565, จากเว็บไซต์: http://krunum.wordpress.com/2010/06/02/social-network/. ธารินี แดงน้อย. (2559). การทดสอบพฤษเคมี และฤทธิ์ทางชีววิทยาของบัวหลวง. วิทยานิพนธ์ปริญญา วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยบูรพา. บุษราคัม สิงห์ชัย, นิศา ตระกูลภักดี, และสาวิตรี ทองลิ้ม. (2560). น้ ามันหอมระเหยจากเกสรบัวหลวงราชินี. วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. 25(1) : 27-34. ปณิศา มีจินดา. (2553). พฤติกรรมผู้บริโภค. กรุงเทพฯ : ธรรมสาร.
121 บรรณานุกรม (ต่อ) พรสนอง วงศ์สิงห์ทอง. (2545). วิธีวิทยาการวิจัยการออกแบบผลิตภัณฑ์. พิมพ์ครั้งที่ 1 กรุงเทพฯ : ส านักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พินพัสนีย์ พรหมศิริ. (2547). กลยุทธ์การตลาดส าหรับยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง. ประชาชาติธุรกิจ. 1 มกราคม 2547. ลักขณา สริวัฒน์. (2549). การคิด. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์. วิลัดดา เตชะเวช. (2547). รายงานการศึกษาวิจัยฉบับสมบูรณ์โครงการศึกษาวิจัยลักษณะความต้องการ รูปแบบบ้านมิติใหม่และปัญหาเศรษฐสังคมด้านที่อยู่อาศัยส าหรับผู้มีรายได้น้อย สถาบันวิจัยและ ให้ค าปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศิริวรรณ เสรีรัตน์และคณะ. (2542). องค์การและการจัดการ ฉบับสมบูรณ์ (ปรับปรุงใหม่). กรุงเทพฯ : ศูนย์หนังสือมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. ศิริวรรณ เสรีรัตน์และคณะ. (2541). การบริหารการตลาดยุคใหม่. กรุงเทพฯ : บริษัท ธีระฟิล์ม และไซเท็กซ์ จ ากัด ศิริวรรณ เสรีรัตน์และคณะ. (2541). พฤติกรรมองค์การ. กรุงเทพฯ : ธีระฟิร์มและไซเท็กซ์. ศิริวรรณ เสรีรัตน์. (2539). พฤติกรรมผู้บริโภคฉบับสมบูรณ์. กรุงเทพฯ : วิสิทธ์พัฒนา ศิริพร สัจจานันท์, “แนวคิดเศรษฐศาสตร์ทางเลือก แนวคิดเศรษฐกิจชุมชน”, สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, http://www.stou.ac.th/stouonline/lom/data/sec/Alternative/home.html (สืบค้นเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2565). สยามรัฐออนไลน์, “ประเทศไทย 4.0 อย่าลืม เศรษฐกิจชุมชน”, https://siamrath.co.th/n/9124 (สืบค้นเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2565). สุดาดวง เรืองรุจิระ. (2540). หลักการตลาด. พิมพ์ครั้งที่ 7. กรุงเทพฯ: ประกายพรึกอนันต์ สุปัญญา ไชยชาญ. (2550). การจัดการตลาด. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ : พี.เอ.ลิฟวิ่ง. สุวัฒน์ ศิรินิรันตร์ และภาวนา สวนพลู. (2552). แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับพฤติกรรมผู้บริโภค (ออนไลน์). แหล่งที่มา : http://www.doclemple.wordpress.com. 4 กุมภาพันธ์ 2565. สุปัญญา ไชยชาญ. (2550). การจัดการตลาด. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ : พี.เอ.ลิฟวิ่ง.
122 บรรณานุกรม (ต่อ) สุดารัตน์ หอมหวล และคณะ. (2551). ฤทธิ์ฆ่าแมลงของพืชพิษ ต่อเพลี้ยอ่อนถั่ว /. คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี: ม.ป.ท. สุวิมล เขี้ยวแก้ว. (2540). การสอนวิทยาศาสตร์ในระดับมัธยมศึกษา. ปัตตานี: ภาควิชาการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี. อัครเจตน์ชัยภูมิ, “แนวคิดเศรษฐกิจชุมชน: เหลียวหลัง แลหน้า น าพาเศรษฐกิจชุมชนสู่ทางรอด The economic community concept: Look back, Go forward, Bring Economic Community to survive”, http://202.28.109.66/journalfiles/mcu59_2_04.pdf html (สืบค้นเมื่อวันที่4 กุมภาพันธ์ 2565). อารี พันธ์มณี. (2537). ความคิดสร้างสรรค์. กรุงเทพฯ : ส านักพิมพ์ 1412. อรทัย ก๊กผล. (2552). คู่คิด คู่มือ การมีส่วนร่วมของประชาชนส าหรับนักบริหารท้องถิ่น. กรุงเทพฯ : จรัลสนิทวงศ์การพิมพ์. อังคณา เทียนกล่ า. (2551). การคัดเลือกพันธุ์ครามและพันธุ์พืชอื่น ๆ ที่ให้สีคราม. สกลนคร : มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร. Fuller, G.W. New Food Product Development: From Concept to Marketplace. CRC Press Inc. Boca Raton, London. 275p., 1994 Nilson, T.H. (1992). Creating Customer Value. The Part to Sustainable Competitive Advantage, Thompson Executive Press, OH. Thumbsup. (2554). ศัพท์น่ารู้: ค าว่า Social Network กับ Social Media ต่างกันอย่างไร. สืบค้นเมื่อ 4 กุมภาพันธ์ 2565, จากเว็บไซต์: http://thumbsup.in.th/2011/08/howsocialnetworkdifferent-from-social-media/.