มธ 10:29-31 ใจความหลกั ‘อยา่ กลวั เลย’ ยงั ดาํ เนินต่อไป นกกระจอกสองตวั เขาขาย
บาทหนึงมใิ ช่หรือ แต่ถ้าพระบดิ าของท่านไม่ทรงเหน็ ชอบ นกนันแม้สักตัวเดยี วจะตกลงถงึ ดินก็
ไม่ได้ 30 ถงึ ผมของท่านทงั หลายกท็ รงนับไว้แล้วทุกเส้น 31 เหตุฉะนันอย่ากลวั เลย ท่านทงั
หลายกม็ คี ่ากว่านกกระจอกหลายตวั ไม่มนี กกระจอกตวั ใดทีตกลงถึงพนื โดยทีพระเจา้ พระบิดา
ไม่ทรงทราบและอนุญาตใหม้ นั เกิดขึน นอกจากนี พระเจา้ ไดท้ รงนบั เสน้ ผมบนศีรษะเราไวแ้ ลว้
ทุกเสน้ (และจาํ นวนเสน้ ผมนนั ของเรากเ็ ปลียนไปวนั ต่อวนั ดว้ ย) ดงั นนั “ท่านทงั หลายอยา่ กลวั
เลย” เรามีค่ามากกวา่ นกกระจอกหลายตวั นกั หากพระเจา้ ทรงดูแลนกทีพบเห็นไดด้ าษดืน
พระองคจ์ ะมิทรงดูแลประชาชนของพระองคเ์ หมอื นกนั หรือ (นอกจากนี นียงั เป็นคาํ ตอบทีแสบ
สันทีทรงตอบพวกรณรงคส์ ิทธิสัตวท์ ีอา้ งวา่ สัตวม์ ีค่าเท่ากบั ชีวติ มนุษยด์ ว้ ย)
พระสญั ญาของพระเยซูเรืองการปกป้ องดูแลของพระเจา้ ยอ่ มประยกุ ตใ์ ชไ้ ดก้ บั ผเู้ ชือทุก
คน อยา่ งไรกต็ าม บริบทกย็ งั สือถึงพวกยวิ ทีกลบั ใจรับเชือในยคุ เจด็ ปี อยดู่ ี
มธ 10:32-33 พระเยซูตรัสต่อไปวา่ เหตุดงั นันผู้ใดจะรับเราต่อหน้ามนุษย์ เราจะรับผู้
นันต่อพระพกั ตร์พระบิดาของเราผู้ทรงสถติ ในสวรรค์ด้วย 33 แต่ผู้ใดจะปฏเิ สธเราต่อหน้า
มนุษย์ เราจะปฏเิ สธผู้นันต่อพระพกั ตร์พระบิดาของเราผู้ทรงสถิตในสวรรค์ด้วย เมือเราไดเ้ ห็น
ถึงการดูแลอนั เปี ยมดว้ ยพระกรุณาและฤทธิเดชแลว้ หากเรายงั จะไม่ยอมรับพระองคต์ ่อหนา้
มนุษย์ พระเยซูกต็ รัสวา่ พระองคก์ จ็ ะไม่ทรงยอมรับเราต่อพระพกั ตร์พระบดิ าในสวรรคข์ อง
พระองคเ์ ช่นกนั พระเยซูมิไดก้ าํ ลงั พดู ถงึ การสูญเสียความรอดสาํ หรับการทาํ ชวั ดงั กล่าว แต่ทรง
หมายถึงการทีเราจะไม่ไดร้ ับการยอมรับ คาํ ชมเชย และบาํ เหน็จต่อพระพกั ตร์พระองคส์ กั วนั
หนึง ถึงแมว้ า่ หลกั การนียอ่ มใชไ้ ดส้ ากล แต่บริบทตรงนีกย็ งั สือถึงการข่มเหงอนั รุนแรงทีพวกยวิ
ทีกลบั ใจรับเชือจะเผชิญในช่วงยคุ เจด็ ปี เหมือนเดิม
มธ 10:34-36 เมือข่าวสารเรืองพระคริสตจ์ ะเขา้ สู่บา้ นของยวิ บางคน พวกยวิ บางคนกจ็ ะ
เชือและบา้ งกจ็ ะไม่เชือ อย่าคดิ ว่าเรามาเพอื จะนําสันตภิ าพมาสู่โลก เรามไิ ด้นําสันตภิ าพมาให้ แต่
เรานําดาบมา 35 ด้วยว่าเรามาเพอื จะให้ลูกชายหมางใจกบั บดิ าของตน และลูกสาวหมางใจกบั
มารดาและลูกสะใภ้หมางใจกบั แม่สามี 36 และผู้ทอี ยู่ร่วมเรือนเดยี วกนั กจ็ ะเป็ นศัตรูต่อกนั พระ
เยซูตรัสวา่ พระองคจ์ ะทรงก่อใหเ้ กิดความแตกแยกขึนในครอบครัวต่างๆ
ดูเหมือนวา่ คาํ พยากรณ์นีจะเป็นจริงทีสุดในช่วงยคุ เจด็ ปี เมือการข่มเหงจะทวคี วามรุนแรง
ถึงขีดสุดเท่าทีมีมาในประวตั ิศาสตร์ เมือถึงตอนนนั เมือสมาชิกในครอบครัวของยวิ บางคนกลบั
ใจรับเชือพระคริสต์ เขากจ็ ะเจอกบั การข่มเหงอยา่ งรุนแรง แมก้ ระทงั จากคนในครอบครัวเขาเอง
นีกเ็ ป็นจริงอยบู่ า้ งในหม่ผู เู้ ชือทีเป็นคนต่างชาติซึงโดนครอบครัวของตนต่อตา้ นเพราะการทีเขา
มารับเชือพระคริสต์ แต่ครอบครัวชาวยวิ แมก้ ระทงั ในตอนนีกถ็ ือวา่ เป็นการทรยศขนั ร้ายแรงเมือ
สมาชิกครอบครัวคนใดหนั มารับเชือพระคริสต์ บ่อยครังทีคนพวกนีถูกมองวา่ เป็นคนทีตายแลว้
ในสายตาของครอบครัวตนเอง พระเยซูจึงทรงเตือนพีนอ้ งชาวยวิ ของพระองคเ์ กียวกบั ความ
รุนแรงของการต่อตา้ นทพี วกเขาจะเจอเมือกลบั ใจรับเชือพระองค์ โดยเฉพาะอยา่ งยงิ ในช่วงยคุ
เจด็ ปี
มธ 10:37 องคพ์ ระผเู้ ป็นเจา้ ของเราจึงทรงนาํ เสนอหลกั การง่ายๆ ผู้ใดทรี ักบิดา
มารดายงิ กว่ารักเรากไ็ ม่สมกบั เรา และผู้ใดรักบุตรชายหญงิ ยงิ กว่ารักเรา ผู้นันกไ็ ม่สมกบั เรา ถึง
แมว้ า่ ครอบครัวเป็นสิงสาํ คญั ทีสุดอนั ดบั สองในชีวติ แต่สิงหนึงกส็ าํ คญั ยงิ กวา่ นนั คือ พระเยซู
คริสต์ การใหค้ รอบครัวของเรามาก่อนพระองคก์ เ็ ท่ากบั ใหพ้ ระองคเ์ ป็นทีสอง พระองคต์ อ้ งทรง
เป็นทีหนึงเสมอ หลกั การนียอ่ มเป็นจริงในปัจจุบนั และมนั จะยงิ เป็นจริงมากขนึ อีกในวนั นนั
มธ 10:38 พระเยซูจึงทรงสังสอนพวกสาวกของพระองคต์ ่อไปก่อนทีพวกเขาจะเริม
ออกเดินทาง และผู้ใดทไี ม่รับเอากางเขนของตนตามเราไป ผู้นันกไ็ ม่สมกบั เรา การรับเอากางเขน
ของตนนนั เป็นสาํ นวนทีคนเขา้ ใจกนั ดีในศตวรรษแรก
การตรึงกางเขนเป็นวธิ ีประหารชีวติ ทีแพร่หลายของพวกโรม คนทีถูกตดั สินใหร้ ับโทษ
ประหารชีวติ ปกติแลว้ กถ็ กู บงั คบั ใหแ้ บกบางชินส่วนของกางเขนของตนไปยงั สถานทีๆจะมีการ
ตรึงกางเขน ดงั นนั พระเยซูจึงกาํ ลงั ตรัสวา่ หากท่านไม่ยอมสละชีวติ ของตนเพอื เรา ท่านกไ็ ม่
คู่ควรกบั เรา พระองคจ์ ึงนาํ เสนอตรงนีถึงหลกั การทีเรียบง่ายแต่ลึกซึงเกียวกบั การอุทิศตวั เตม็
ร้อยแด่พระองค์ ในเมือพระองคไ์ ดท้ รงทาํ เช่นนนั เพือเราแลว้ เราไม่ควรเตม็ ใจทีจะทาํ เช่นนนั
เพือพระองคห์ รือ อีกครังทีหลกั การนีกก็ ินความถึงคนในยคุ คริสตจกั รดว้ ย อยา่ งไรกต็ าม บริบท
ตรงนีกย็ งั เกียวขอ้ งกบั พวกผเู้ ชือชาวยวิ ในยคุ เจด็ ปี เหมือนเดิม
มธ 10:39 ความเชือแบบคริสเตียนเป็นสิงทีดูเหมอื นขดั แยง้ กนั เอง ผู้ทจี ะเอาชีวติ
ของตนรอดจะกลบั เสียชีวติ แต่ผู้ทสี ู้เสียชีวิตของตนเพราะเหน็ แก่เรากจ็ ะได้ชีวติ รอด ผทู้ ีจะมี
ชีวติ อยเู่ พือตวั เองและสนใจแต่ตวั เองจะไม่เพียงสูญเสียพระพรอนั เตม็ เปี ยมของพระเจา้ ในตอน
นีเท่านนั แต่ยงั จะสูญเสียบาํ เหน็จใดกต็ ามในนิรันดร์กาลดว้ ย (สมมติวา่ เขาไดร้ ับความรอดตงั แต่
แรก) อยา่ งไรกต็ าม ผทู้ ีจะเสียสละตวั เองเพอื พระคริสตจ์ ะพบกบั ชีวติ อนั เตม็ เปี ยมและบริบูรณ์
ไม่เพียงในตอนนีเท่านนั แต่ในยคุ ต่างๆทีจะมาดว้ ย ดูขอ้ อา้ งอิงคลา้ ยๆกนั ในมทั ธิว 16:25, มาระ
โก 8:35, ลกู า 17:33, ยอห์น 12:25
มธ 10:40-42 พระคมั ภีร์ตอนนีอนั แสนมหศั จรรยป์ ิ ดทา้ ยดว้ ยการทีพระเยซูตรัสวา่ ผู้ที
รับท่านทงั หลายกร็ ับเรา และผู้ทรี ับเรากร็ ับพระองค์ทีทรงใช้เรามา 41 ผู้ทรี ับศาสดาพยากรณ์
เพราะนามแห่งศาสดาพยากรณ์นัน กจ็ ะได้บําเหน็จอย่างทศี าสดาพยากรณ์พงึ ได้รับ และผู้ทรี ับผู้
ชอบธรรมเพราะนามแห่งผู้ชอบธรรมนัน กจ็ ะได้บาํ เหนจ็ อย่างทผี ู้ชอบธรรมพงึ ได้รับ คนเหล่า
นนั ทีตอ้ นรับพวกสาวกของพระเยซูสุดทา้ ยแลว้ กก็ าํ ลงั ตอ้ นรับพระเจา้ ผทู้ รงใชพ้ วกเขามา การ
ตอ้ นรับผพู้ ยากรณ์หรือคนชอบธรรมสักคนเพราะเห็นแก่พระองคก์ เ็ ท่ากบั เป็นการไดร้ ับบาํ เหนจ็
ของพวกเขา
นอกจากนี 42 และผู้ใดจะเอานําเยน็ สักถ้วยหนึงให้คนเลก็ น้อยเหล่านีคนใดคนหนึงดมื
เพราะนามแห่งศิษย์ของเรา เราบอกความจริงแก่ท่านทงั หลายว่า คนนันจะขาดบําเหนจ็ ก็
หามไิ ด้” อนั ทีจริงแลว้ การตอ้ นรับแมแ้ ต่ผเู้ ชือใหม่กเ็ ป็นทีชอบพระทยั ในสายพระเนตรของ
พระเจา้ ดู มทั ธิว 25:40 บทเรียนทีสาํ คญั กค็ ือ การตอ้ นรับบรรดาผรู้ ับใชข้ องพระเจา้ และ
ประชาชนของพระเจา้ จะมีบาํ เหน็จสักวนั หนึงในกาลนิรันดร์สาํ หรับการทาํ เช่นนนั นนั เป็นจริง
ในสมยั พระเยซู มนั กเ็ ป็นจริงในวนั นีดว้ ย มนั จะเป็นจริงมากยงิ กวา่ นีเสียอีกในช่วงยคุ เจด็ ปี
*****
ภาพรวมของมัทธิว 11: ในบทนียอห์นผ้ใู ห้บพั ติศมาสงสัยว่าพระเยซูทรงเป็นพระเมสสิ
ยาห์จริงๆหรือไม่ พระเยซูทรงตอบคาํ ถามนนั และถือโอกาสนีตอบคาํ ถามเกียวกับตัวตนและ
การรับใช้ของพระองค์ บทนีปิ ดท้ายด้วยการทีพระเยซูทรงตาํ หนิเมืองต่างๆในแคว้นกาลิลีทีไม่
สนใจข่าวสารของพระองค์เกียวกับการกลบั ใจใหม่ พระองค์ทรงปิ ดท้ายด้วยคาํ เชิญชวนผ้ใู ด
กต็ ามทีเตม็ ใจมาหาพระองค์
มธ 11:1 ขอ้ 1 อาจถือไดว้ า่ เป็นส่วนหนึงของบททีแลว้ ต่อมาเมอื พระเยซูตรัสสัง
สาวกสิบสองคนของพระองค์เสร็จแล้ว พระองค์ได้เสดจ็ จากทนี ันไปเพอื จะสังสอนและประกาศ
ในเมอื งต่างๆของเขา ใหเ้ ราสงั เกตส่วนสาํ คญั ของการรับใชข้ องพระองค์ นนั คือ การสังสอนและ
การประกาศ นนั กลายเป็นแบบอยา่ งสาํ หรบั การรับใชแ้ มก้ ระทงั จนถึงทุกวนั นี เมืองต่างๆทีถูก
เอ่ยถึงน่าจะเป็นเมืองในแควน้ กาลิลี
มธ 11:2-3 มทั ธิวบนั ทึกวา่ ฝ่ ายยอห์นเมอื ตดิ อยู่ในเรือนจําได้ยนิ ถงึ กจิ การของพระ
คริสต์ จึงได้ใช้สาวกสองคนของท่านไป 3 ทูลถามพระองค์ว่า "ท่านเป็ นผู้ทจี ะมานันหรือ หรือ
เราจะต้องคอยหาผู้อนื " ยอห์นผใู้ หบ้ พั ติศมาตอนนีกถ็ กู เฮโรดสังจาํ คุกแลว้ (ดู มทั ธิว 14:3) เขา
สงสัยวา่ พระเยซูทรงเป็นผนู้ นั หรือไม่ สาระสาํ คญั ของการรับใชข้ องยอห์นกค็ ือการประกาศวา่
พระมหากษตั ริยก์ าํ ลงั จะปรากฏพระองคแ์ ละสถาปนาอาณาจกั รของพระองคแ์ ลว้ ข่าวสารของ
พระองคค์ ือ การกลบั ใจใหม่มาสู่การดงั กล่าวนนั เอง บดั นีเมือถกู จาํ คุกและยงั ไม่เห็นการปรากฏ
ของอาณาจกั รยวิ ยอหน์ จึงสงสยั วา่ พระเยซูทรงเป็นพระเมสสิยาหจ์ ริงๆหรือ บางทียอห์นกม็ ี
ความคิดฝังหวั อยนู่ ิดๆวา่ พระเมสสิยาห์จะเสดจ็ มาเพือมีชยั ในทางการเมืองและทางทหาร โดย
ปลดแอกของพวกโรมทิงเสีย กระนนั เขากท็ ราบเกียวกบั การอศั จรรยต์ ่างๆและขอ้ ความของพระ
เยซู เขาจึงอาจรู้สึกสับสนหน่อยๆ
มธ 11:4-6 คาํ ตอบของพระเยซูทีทรงมีแก่พวกสาวกของยอห์นกค็ ือ จงไปบอก
ยอหน์ ถึงสิงพวกท่านไดเ้ ห็นและไดย้ นิ ในการรับใชข้ องเรา ฝ่ ายพระเยซูตรัสตอบพวกเขาว่า
"จงไปแจ้งแก่ยอห์นอกี ครังถงึ สิงทที ่านได้ยนิ และได้เห็น 5 คอื ว่าคนตาบอดกห็ ายบอด คนง่อย
เดนิ ได้ คนโรคเรือนหายสะอาด คนหูหนวกได้ยนิ ได้ คนตายแล้วเป็ นขนึ มา หลงั จากทบทวน
เกียวกบั การอศั จรรยห์ ลายอยา่ งของพระองคแ์ ลว้ พระเยซูกต็ รัสวา่ และข่าวประเสริฐกป็ ระกาศ
แก่คนอนาถา
คาํ ทีแปลวา่ คนอนาถา (พโทคอส) มีความหมายวา่ ‘คนตาํ ตอ้ ย’ ข่าวประเสริฐนนั กาํ ลงั
เลยผา่ นพวกนกั ศาสนาตาํ แหน่งสูงๆและตรงเขา้ หาพวกสามญั ชนทียอมฟังและเชือ นอกจากนี
พระเยซูตรัสเสริมวา่ 6 บุคคลผู้ใดไม่สะดุดเพราะเรา ผู้นันเป็ นสุข" มีพระพรทีทรงสัญญาไว้
สาํ หรับผใู้ ดกต็ ามทีไม่สะดุดเพราะพระนามและข่าวสารของพระเยซูคริสต์ ข่าวสารทีทรงส่งถึง
ยอห์นนนั ชดั เจน นนั คือ จงแบกรับความอปั ยศเพอื ข่าวประเสริฐและเพราะเห็นแก่พระองค์
มธ 11:7-9 ในการรับใชช้ ่วงแรกๆของยอหน์ ฝงู ชนไดพ้ ากนั ไปในถินทุรกนั ดารเพอื
ไปดูและฟังยอห์น พระเยซูจึงตรัสถึงช่วงเวลานนั หลงั จากทีพวกสาวกของยอหน์ จากไปแลว้ วา่
พระเยซูเริมตรัสกบั คนหมู่นันถึงยอห์นว่า "ท่านทงั หลายได้ออกไปในถินทุรกนั ดารเพอื ดูอะไร
ดูต้นอ้อไหวโดยถูกลมพดั หรือ 8 แต่ท่านทงั หลายออกไปดูอะไร ดูคนนุ่งห่มผ้าเนืออ่อนนิมหรือ
ดูเถดิ คนนุ่งห่มผ้าเนือนิมกอ็ ยู่ในพระนเิ วศของกษตั ริย์ 9 แต่ท่านทงั หลายออกไปดูอะไร ดู
ศาสดาพยากรณ์หรือ แน่ทเี ดยี ว และเราบอกท่านว่า ท่านนันเป็ นยงิ กว่าศาสดาพยากรณ์เสียอกี
พระเยซูตรัสคาํ ถามสามประการ (1) พวกท่านออกไปในถินทุรกนั ดารเพือไปดูตน้ ออ้
ไหวโดยถูกลมพดั หรือ เห็นไดช้ ดั วา่ คาํ ตอบนนั ไม่ใช่ อยา่ งไรกต็ าม คาํ เปรียบนีกไ็ ม่ใช่เรือง
บงั เอิญ ยอหน์ ไม่ยอมอ่อนขอ้ เลย ถึงแมส้ ายลมแห่งการต่อตา้ นเขาจะโหมกระหนาํ สกั ปานใด
กต็ าม (2) พวกท่านออกไปดูคนนุ่งห่มผา้ เนืออ่อนนิมหรือ อีกครังทีคาํ ตอบนนั ชดั เจนอยแู่ ลว้
นอกจากนีพระเยซูกท็ รงทราบดีวา่ เครืองแต่งกายของยอหน์ คือ ขนอูฐและหนงั สัตว์ (3) พวก
ท่านออกไปดูศาสดาพยากรณ์หรือ เห็นไดช้ ดั วา่ คาํ ตอบตรงนีคือใช่ แต่พระเยซูตรัสต่อไปวา่
ยอหน์ เป็นยงิ กวา่ ผพู้ ยากรณ์ธรรมดาๆ
มธ 11:10 พระองคต์ รัสชดั เจนวา่ ยอห์นเป็นผเู้ บิกทางซึงมีพยากรณ์ไวใ้ นหนงั สืออิส
ยาหแ์ ละมาลาคี คอื ผู้นันเองทพี ระคมั ภรี ์ได้เขยี นถึงว่า `ดูเถิด เราใช้ทูตของเราไปข้างหน้าท่าน ผู้
นันจะเตรียมทางของท่านไว้ข้างหน้าท่าน' ดูอิสยาห์ 40:3 และมาลาคี 3:1
มธ 11:11 พระเยซูตรัสชมยอห์นมากมายทีเดียว เราบอกความจริงแก่ท่านทงั หลาย
ว่า ในบรรดาคนซึงเกดิ จากผู้หญงิ มานัน ไม่มผี ู้ใดใหญ่กว่ายอห์นผู้ให้รับบัพติศมา แต่ว่าผู้ที
ตําต้อยทสี ุดในอาณาจกั รแห่งสวรรค์กย็ งั ใหญ่กว่ายอห์นเสียอกี พระเยซูทรงสาํ แดงใหเ้ ห็นชดั เจน
วา่ คุณค่าต่างๆฝ่ ายวญิ ญาณยอ่ มอยคู่ นละมิติกบั คุณค่าต่างๆตามแบบของโลก ยอห์นเป็นนกั เทศน์
และเป็นคนของพระเจา้ ชาวโลกมองวา่ เขาเป็นคนประหลาด แต่พระเยซูกต็ รัสวา่ เขายงิ ใหญ่กวา่
บรรดากษตั ริยแ์ ละคนใหญ่คนโตของโลกทีเคยมีมาเสียอีก กระนนั ยอห์นกจ็ ะไม่ไดม้ ีโอกาสได้
เห็นอาณาจกั รนนั ในวนั ของเขา ดว้ ยเหตุนีเขาจึงตาํ ตอ้ ยกวา่ คนทีตาํ ตอ้ ยทีสุดซึงจะไดอ้ ยใู่ น
อาณาจกั รนนั ในวนั หนึง นีจึงสือถึงความยงิ ใหญ่ของอาณาจกั รนนั นอกจากนี เห็นไดช้ ดั อีกวา่
อาณาจกั รนนั ยงั มาไม่ถึง ถึงแมว้ า่ พระมหากษตั ริยไ์ ดเ้ สดจ็ มาถึงแลว้ ท่ามกลางพวกเขา แต่
อาณาจกั รนนั กย็ งั มาไม่ถึงและจะยงั ไม่มาจนกวา่ พระมหากษตั ริยจ์ ะเสดจ็ มาเพอื สถาปนามนั
มธ 11:12 ข่าวสารสาํ หรบั อาณาจกั รนนั (นนั คือ การกลบั ใจใหม่) ไดถ้ กู พวกผ้นู าํ
ของอิสราเอลเพกิ เฉย แถมพวกเขากป็ ฏิเสธหลกั การของมนั ดว้ ย และตังแต่สมยั ยอห์นผู้ให้รับบพั
ตศิ มาถงึ ทุกวนั นี อาณาจกั รแห่งสวรรค์กเ็ ป็ นสิงทคี นได้แสวงหาด้วยใจร้อนรน และผู้ทใี จร้อน
รนกเ็ ป็ นผู้ทีชิงเอาได้ คาํ ทีแปลวา่ เป็ นสิงทคี นได้แสวงหาด้วยใจร้อนรน (บิอาโซ) หมายถึง ‘การ
ใชก้ าํ ลงั ’ หรือ ‘บงั คบั ’ ในแบบเดียวกนั คาํ ทีแปลวา่ ผู้ทใี จร้อนรน (บิอาสเทส) มีความหมายวา่ ผู้
ที ‘แขง็ แรง’ หรือ ‘มีกาํ ลงั มาก’
ความหมายตรงนีอาจเป็นวา่ พวกยวิ จาํ นวนมากไดพ้ ยายามทีจะก่อการกบฏเพอื ลม้ ลา้ ง
การปกครองของพวกโรมเพือทีจะสถาปนาอาณาจกั รของพวกยวิ อีกครัง สิงนีเกิดขึนเป็นประจาํ
และเป็นเหตุวา่ ทาํ ไมบารับบสั จึงถกู จาํ คุกในเวลาต่อมา พวกเศโลเทประสบความสาํ เร็จเพียง
ชวั คราวในการลุกฮือต่อตา้ นโรมในปี ค.ศ. 66 เพียงเพือทีจะถูกบดขยที งั หมดในอีกหลายปี ต่อมา
เมือโรมกลบั มาพรอ้ มกบั กองกาํ ลงั เหลือคณานบั มีอยคู่ รังหนึงในการรับใชข้ องพระเยซู บาง
คนในแควน้ กาลิลีกถ็ ึงกบั คิดทีจะตงั พระองคเ์ ป็นกษตั ริยด์ ว้ ยซาํ นอกจากนี ยอหน์ กต็ ิดคุกเพราะ
ความเชือมนั ของเขาดว้ ย ประเดน็ สาํ คญั ทีพระเยซูทรงตอ้ งการสือกค็ ือวา่ อาณาจกั รนนั จะไม่มา
โดยวธิ ีการทางการเมืองหรือแบบมนุษย์ มนั จะไม่มาโดยการใชก้ าํ ลงั ถึงแมว้ า่ บางคนกาํ ลงั
พยายามทีจะทาํ ใหม้ นั เกิดขึนโดยการใชก้ าํ ลงั กต็ าม
มธ 11:13 พระเยซูตรัสต่อไปวา่ เพราะคาํ ของศาสดาพยากรณ์ทงั หลายและพระราช
บัญญัตไิ ด้พยากรณ์มาจนถงึ ยอห์นนี การตรัสถึง “คาํ ของศาสดาพยากรณ์ทงั หลายและพระราช
บญั ญตั ิ” หมายถึงพระคมั ภีร์เดิม ความหมายทีน่าจะถูกสือตรงนีอยา่ งชดั เจนกค็ ือวา่ ยอหน์ เป็นผู้
พยากรณ์คนสุดทา้ ยของพระคมั ภีร์เดิม ถึงแมว้ า่ การรับใชข้ องยอห์นถูกบนั ทึกอยใู่ นพระคมั ภีร์
ใหม่ แต่จริงๆแลว้ เขากเ็ ป็นผพู้ ยากรณ์คนสุดทา้ ยของเหล่าผพู้ ยากรณ์สมยั พระคมั ภีร์เดิม พระเยซู
ทรงสือชดั เจนวา่ ยอหน์ ดาํ รงตาํ แหน่งผพู้ ยากรณ์ของพระคมั ภีร์เดิม เพราะสามญั ชนแห่ง
อิสราเอลเห็นวา่ ยอห์นเป็นผพู้ ยากรณ์ทีแทจ้ ริง พวกเขาจึงกรูกนั ไปหาบุคคลแห่งประวตั ิศาสตร์
คนนี ผพู้ ยากรณ์ทีแท้จริงคนสุดทา้ ยคือ มาลาคี ซึงมาก่อนมากกวา่ สีร้อยปี ก่อนหนา้ นนั
มธ 11:14 คราวนีพระเยซูทรงอา้ งอิงถึงหนงั สือมาลาคีอยา่ งชดั เจน ถ้าท่านทงั หลาย
จะยอมรับในเรืองนี กย็ อห์นนีแหละเป็ นเอลยี าห์ซึงจะมานัน ในมาลาคี 4:5 มาลาคีกล่าวชดั เจน
วา่ ผพู้ ยากรณ์เอลียาหจ์ ะปรากฏตวั อีกครังก่อนวนั ขององคพ์ ระผเู้ ป็นเจา้ พระเยซูตรสั วา่ หากพวก
เขาจะยอมรับในเรืองนี (คอื ขอ้ ความทงั หมดเกียวกบั อาณาจกั รนนั นนั คือ การกลบั ใจใหม่) จริงๆ
แลว้ ยอห์นกเ็ ป็นเอลยี าห์ซึงจะมานนั เขาอาจไม่ใช่ตวั ตนเอลียาห์จริงๆ แต่เขากท็ าํ ใหค้ าํ พยากรณ์
นีสาํ เร็จ และจริงๆแลว้ กม็ ีความคลา้ ยคลึงกนั หลายประการระหวา่ งการรับใชข้ องเอลียาหแ์ ละ
ยอห์น ถึงแมว้ า่ ก่อนหนา้ นียอห์นไดป้ ฏิเสธวา่ ตวั เองเป็นเอลียาห์ (ยอห์น 1:21) แต่พระเยซูกต็ รัส
วา่ จริงๆแลว้ เขากท็ าํ ใหค้ าํ พยากรณ์นนั สาํ เร็จ ดว้ ยเหตุนียอห์นจึงเป็นการทาํ ใหค้ าํ พยากรณ์เกียว
กบั เอลียาห์สาํ เร็จฝ่ ายวิญญาณ
เราเห็นไดว้ า่ เอลียาหอ์ าจกลบั มาจริงๆในฐานะเป็นหนึงในผพู้ ยากรณ์สองคนนนั ทีมี
บรรยายไวใ้ นววิ รณ์ 11 ดู คาํ อธิบายในขอ้ นนั ได้ นนั ยอ่ มเป็นช่วงเวลาทีมาก่อนการมาถึงของ
อาณาจกั รนนั จริงๆและการเสดจ็ กลบั มาของพระมหากษตั ริยอ์ งคน์ นั
มธ 11:15 พระเยซูจึงปิ ดทา้ ยเนือหาตอนนีดว้ ยความเห็นวา่ ใครมหี ูจงฟังเถดิ พระ
เยซูทรงใชส้ าํ นวนนีสีครังต่างกนั ในหนงั สือกิตติคุณสีเล่ม กล่าวอีกนยั หนึงความหมายของคาํ พดู
นีกค็ ือ จงฟังใหด้ ีๆ พระองคต์ รัสเป็นนยั วา่ สิงทีพระองคเ์ พิงกล่าวออกไปนนั มีอะไรมากกวา่ ที
เห็น ดงั นนั จงตงั ใจฟังใหด้ ีๆ
มธ 11:16-19 คราวนีพระเยซูตรัสถึงความขดั แยง้ กนั เองของพวกคนทีมาจบั ผดิ พระองค์
เราจะเปรียบคนยคุ นีเหมอื นกบั อะไรดี เปรียบเหมอื นเด็กนังทกี ลางตลาดร้องแก่เพอื น 17 กล่าว
ว่า `พวกฉันได้เป่ าปี ให้พวกเธอ และเธอมไิ ด้เต้นรํา พวกฉันได้พลิ าปรําไห้แก่พวกเธอ และพวก
เธอมไิ ด้ครําครวญ' 18 ด้วยว่ายอห์นมากไ็ ม่ได้กนิ หรือดมื และเขาว่า `มผี เี ข้าสิงอยู่' 19 ฝ่ ายบุตร
มนุษย์มาทงั กนิ และดมื เขากว็ ่า `ดูเถดิ นีเป็ นคนกนิ เตบิ และดืมนําองุ่นมาก เป็ นมติ รสหายกบั คน
เกบ็ ภาษแี ละคนบาป' แต่พระปัญญากป็ รากฏว่าชอบธรรมแล้วโดยผลแห่งพระปัญญานัน"
ไม่วา่ พระเยซูหรือยอหน์ ทาํ อะไร พวกเขากโ็ ดนวจิ ารณ์ พระเยซูทรงเปรียบพวกชอบ
วจิ ารณ์พระองคว์ า่ เป็นเหมือนพวกเดก็ เลก็ ๆทีเอาแต่ใจตวั เองในทีสาธารณะ พวกเขาถามคาํ ถาม
โง่ๆ จากนนั กเ็ ปลียนเรืองไปยงั ความโง่เขลาแบบอืน
ยอห์นมาพร้อมกบั วิถีชีวติ แบบเรียบง่าย พวกเขาจึงกล่าวหาเขาวา่ ถูกผสี ิง พระเยซูเสดจ็
มาพร้อมกบั ชีวติ ปกติธรรมดาหากพดู ถงึ นิสัยการกินของพระองคแ์ ลว้ ชาวโลกรอบตวั พระองค์
จึงกล่าวหาพระองคว์ า่ เป็นคนกินเติบ คาํ ตอบของพระเยซูทงั ลึกซึงและสันไดใ้ จความ “พระ
ปัญญากป็ รากฏวา่ ชอบธรรมแลว้ โดยผลแห่งพระปัญญานนั ” พระปัญญากป็ รากฏวา่ ชอบธรรม
แลว้ โดยดูจากผลลพั ธข์ องมนั การทีพระองคต์ รัสถึงผล (บตุ รทังหลาย) นนั ไม่ใช่เรืองบงั เอิญ
บางทีสิงทีเผยใหเ้ ห็นสติปัญญาในชีวติ ของเรามากทีสุดกจ็ ะปรากฏในชีวติ ลกู ๆของเรา ในแบบ
เดียวกนั สติปัญญากป็ รากฏวา่ ชอบธรรมในผลลพั ธต์ ่างๆของมนั ดว้ ยถอ้ ยคาํ มากมาย พระเยซู
ทรงตอบพวกชอบติพระองคโ์ ดยตรัสวา่ ขอ้ พิสูจนน์ นั ปรากฏชดั อยแู่ ลว้ พวกเขาวจิ ารณ์ทุกสิงที
พระองคท์ รงกระทาํ แต่พระปัญญาแห่งชีวติ และการรับใชข้ องพระองคก์ ป็ รากฏชดั แลว้ ใน
ผลลพั ธ์ต่างๆของมนั
มธ 11:20 แล้วพระองค์กท็ รงตงั ต้นตเิ ตียนเมอื งต่างๆทพี ระองค์ได้ทรงกระทาํ การ
อทิ ธิฤทธิเป็ นส่วนมาก เพราะเขามไิ ด้กลบั ใจเสียใหม่ ขอ้ 20 กบ็ ่งบอกถึงจุดเปลียนสาํ คญั ในการ
รับใชข้ องพระคริสต์ เราเห็นชดั เจนมากขึนเรือยๆวา่ ชนชาติอิสราเอลโดยรวมแลว้ กก็ าํ ลงั ปฏิเสธ
ข่าวประเสริฐแห่งอาณาจกั รนนั ใจความสาํ คญั ของข่าวสารนนั กค็ ือ การกลบั ใจใหม่ แมแ้ ต่แควน้
กาลิลีซึงน่าจะยอมรับความจริงนนั มากกวา่ พวกนกั ศาสนามืออาชีพทงั หลายแห่งกรุงเยรูซาเลม็
และแวน่ แควน้ โดยรอบ กป็ ฏิเสธพืนฐานทางศีลธรรมและฝ่ ายวญิ ญาณของอาณาจกั รนนั นนั คือ
การกลบั ใจใหม่มาหาพระเจา้ ถึงแมว้ า่ การปฏิเสธกษตั ริยอ์ งคน์ นั ยงั ไม่ถึงทีสุดจนกวา่ จะถึง
กางเขน แต่วา่ กนั ตามจริงมนั กป็ รากฏชดั มากพอแลว้ แมใ้ นตอนนี การรับใชใ้ นตอนแรกของพระ
เยซูมอี ยใู่ นแควน้ กาลิลี ในแควน้ นนั การอศั จรรยต์ ่างๆของพระองคก์ ป็ รากฏชดั และพระสุรเสียง
ของพระองคก์ เ็ ป็นทีไดย้ นิ แลว้ กระนนั เมืองต่างๆในแควน้ นนั กไ็ ม่ยอมกลบั ใจใหม่ (แควน้ กาลิลี
นนั ถือไดว้ า่ มีลกั ษณะ ‘อนุรักษน์ ิยม’ และมีแนวโนม้ ทีจะตอบรับมากกวา่ กรุงเยรูซาเลม็ ซึงเป็น
เมืองของชนชนั สูง กระนนั แมแ้ ต่พวกเขาส่วนใหญ่กไ็ ม่ยอมรับข่าวสารของพระคริสต)์ ดว้ ยเหตุ
นี พระองคจ์ ึงทรงเริมเตือนพวกเขาแรงๆ
มธ 11:21-22 "วบิ ตั ิแก่เจ้า เมอื งโคราซิน วบิ ัตแิ ก่เจ้า เมอื งเบธไซอดิ า เพราะถ้าการ
อทิ ธฤิ ทธิซึงได้กระทาํ ท่ามกลางเจ้าได้กระทาํ ในเมอื งไทระและเมอื งไซดอน คนในเมอื งทงั สอง
จะได้นุ่งห่มผ้ากระสอบ นังบนขเี ถ้า กลบั ใจเสียใหม่นานมาแล้ว 22 แต่เราบอกเจ้าว่า ในวนั
พพิ ากษา โทษเมอื งไทระและเมอื งไซดอนจะเบากว่าโทษของเจ้า
ผา้ กระสอบและขีเถา้ เป็นวธิ ีของคนตะวนั ออกกลางสมยั โบราณในการแสดงออกถึง
การกลบั ใจใหม่และการคราํ ครวญ เมืองโคราซินและเมืองเบธไซอิดา เป็นเมืองเลก็ ๆของพวกยวิ
ในแควน้ กาลิลีซึงไดเ้ ห็นการรับใชข้ องพระคริสตแ์ ลว้ กระนนั พระเยซูกต็ รัสวา่ ถา้ เมืองไทระและ
เมืองไซดอนซึงเป็นเมืองของคนต่างชาติและนอกศาสนา (ในเลบานอน) ไดเ้ ห็นการอศั จรรย์
เหล่านนั พวกเขากค็ งกลบั ใจใหม่ไปแลว้ (ทงั เมืองไทระและเมืองไซดอนไดถ้ ูกทาํ ลายอยา่ ง
รุนแรงในประวตั ิศาสตร์ก่อนหนา้ นนั พระคมั ภีร์เดิมกล่าวชดั เจนวา่ เมอื งทงั สองไดโ้ ดนพระเจา้
พพิ ากษา ดู อิสยาห์ 23:1, 4-12 และเอเสเคียล 26-29) เมอื งคนต่างชาติเหล่านีจะไดร้ ับโทษเบา
กวา่ ในวนั พพิ ากษาเมือเทียบกบั เมืองเหล่านีซึงไดป้ ฏิเสธการรับใชข้ องพระคริสต์
มธ 11:23-24 พระเยซูทรงสงวนการพิพากษาเดียวกนั นีไวส้ าํ หรับเมืองคาเปอรนาอุมซึง
เป็นเมืองทีพระองคท์ รงรับไวเ้ ป็นบา้ นเกิดดว้ ย และฝ่ ายเจ้า เมอื งคาเปอรนาอมุ ซึงถูกยกขึนเทยี ม
ฟ้ าแล้ว เจ้าจะต้องลงไปถงึ นรกต่างหาก ด้วยว่าการอทิ ธฤิ ทธิซึงได้กระทาํ ในท่ามกลางเจ้านัน ถ้า
ได้กระทาํ ในเมอื งโสโดม เมอื งนันจะได้ตังอยู่จนทุกวนั นี เมอื งคาเปอรนาอุมถือวา่ เป็นเมืองที
ราํ รวยพร้อมกบั บรรยากาศการคา้ ทีรุ่งเรือง ตงั อยบู่ นชายฝังตอนเหนือของแควน้ กาลิลี เมอื งนีจงึ
ไดร้ ับลมพดั เยน็ สบายจากทะเลสาบกาลิลี ชือของเมืองนี คาเปอรนาอุม แปลวา่ ‘หม่บู า้ นแห่ง
ความสบาย’ ดงั นนั มนั จึงเป็นเมืองหนึงทีพวกยวิ ทีมงั มีมกั ไปพกั ตากอากาศ มีธรรมศาลาที
หรูหราถูกก่อสร้างขึนทีนนั อยา่ งไรกต็ าม ในความมงั มีของพวกเขา เมืองนีกเ็ ริมทีจะไม่แยแสสิง
ต่างๆของพระเจา้ พวกเขาจอ้ งจบั ผดิ การรับใชข้ องพระเยซู ความมงั คงั และความเจริญของพวก
เขาทาํ ใหพ้ วกเขาดา้ นชาต่อเรืองต่างๆทีเป็นฝ่ ายวญิ ญาณ
คาํ ทีแปลวา่ นรก (ฮาเดส) สามารถหมายถึง ‘หลุมศพ’ หรือ ‘แดนคนตาย’ ไดเ้ ช่นกนั
พระเยซูอาจกาํ ลงั ตรัสถึงบรรดาผอู้ ยอู่ าศยั ในเมืองคาเปอรนาอุมหรือพระองคอ์ าจกาํ ลงั ตรัสถึง
เมืองนีเอง ถงึ แมว้ า่ หลายเมอื งและหม่บู า้ นในอิสราเอลยงั คงอยจู่ นถึงทุกวนั นีโดยมีชือแบบใน
สมยั โบราณ แต่เมืองคาเปอรนาอุมพร้อมกบั เมืองโคราซินและเมืองเบธไซอิดากถ็ กู ทาํ ลายไปตงั
นานแลว้ และมีแต่ซากปรักหกั พงั เหลืออยจู่ นถึงทุกวนั นี
กระนนั พวกเขากอ็ าจไดเ้ ห็นฤทธิเดชของพระเจา้ ผา่ นทางพระเยซูมากกวา่ เมืองอืนๆ
24 แต่เราบอกเจ้าว่า ในวนั พพิ ากษา โทษเมอื งโสโดมจะเบากว่าโทษของเจ้า” พระเยซูตรัสวา่
หากการอิทธิฤทธิแบบเดียวกนั นีไดก้ ระทาํ ในเมืองโสโดม มนั กค็ งกลบั ใจใหม่ไปตงั นานแลว้ ใน
แบบเดียวกนั เมืองโสโดมกจ็ ะไดร้ ับโทษเบากวา่ พวกเขาในการพพิ ากษา นีสือถึงใจแขง็ กระดา้ ง
ฝ่ ายวญิ ญาณของเมืองเหล่านี
มธ 11:25-26 บางทีดว้ ยจิตวญิ ญาณของอิสยาห์ 6:9-11 พระเยซูทรงอธิษฐานและ
ขอบพระคุณพระเจา้ ทีบรรดาคนทีมีความรู้และชนชนั สูงในสมยั นนั ไม่นึกถึงความจริงนนั เลย
กระนนั ผ้นู ้อย (นนั คือ เดก็ ๆ) กลบั เขา้ ใจและยอมรับความจริงนนั ขณะนันพระเยซูทูลตอบว่า
"โอ ข้าแต่พระบดิ า ผู้เป็ นเจ้าแห่งฟ้ าสวรรค์และแผ่นดนิ ข้าพระองค์ขอขอบพระคุณพระองค์ ที
พระองค์ได้ทรงปิ ดบงั สิงเหล่านีไว้จากผู้มปี ัญญาและผู้ฉลาด และได้สําแดงให้ผู้น้อยรู้ การที
พระองคต์ รัสถึง “ผมู้ ีปัญญาและผฉู้ ลาด” กห็ มายถึงพวกชนชนั สูงในสมยั นนั ความหมายรวมก็
คือวา่ บางทีพวกสามญั ชนและพวกคนทีถ่อมใจไดย้ อมรับพนั ธกิจของพระคริสตข์ ณะทีพวก
ชนชนั สูงและพวกมีอาํ นาจกลบั ไม่ยอมรับ พระเยซูจึงตรัสเสริมวา่ 26 ข้าแต่พระบดิ า ทเี ป็ นอย่าง
นันกเ็ พราะเป็ นทชี อบพระทยั ในสายพระเนตรของพระองค์ ใหเ้ ราสงั เกตดว้ ยวา่ พระเยซูทรง
เรียกพระบิดาของพระองคว์ า่ “ผเู้ ป็นเจา้ แห่งฟ้ าสวรรคแ์ ละแผน่ ดิน” พระองคท์ รงเป็นเช่นนนั
จริงๆ!
มธ 11:27 ตรงนีเราไดเ้ ห็นถึงความสัมพนั ธ์อนั ใกลช้ ิดระหวา่ งพระเยซูและพระบิดา
ผทู้ รงสถิตในสวรรคข์ องพระองค์ ซึงมีลกั ษณะคลา้ ยกบั ในยอห์น 17 พระเยซูตรัสถึงการมี
สามคั คีธรรมระหวา่ งพระองคเ์ องและพระบิดาดงั ต่อไปนี พระบิดาของเราได้ทรงมอบสิง
สารพดั ให้แก่เรา และไม่มใี ครรู้จักพระบุตรนอกจากพระบดิ า และไม่มใี ครรู้จักพระบดิ านอกจาก
พระบุตรและผู้ใดกต็ ามทพี ระบุตรประสงค์จะสําแดงให้รู้ พระเจา้ ไดท้ รงสาํ แดงทุกสิงแก่พระ
บุตร มีแต่พระองคท์ งั สองทีรู้จกั กนั และกนั อยา่ งแทจ้ ริง ความหมายตรงนีกส็ อดคลอ้ งกบั สิงที
พระเยซูไดต้ รัสกบั ฟี ลิปในยอห์น 14:9 “ผทู้ ีไดเ้ ห็นเรากไ็ ดเ้ ห็นพระบิดา” เมือเราไดม้ ารู้จกั พระ
เยซูคริสต์ เรากไ็ ดม้ ารู้จกั พระบิดาดว้ ย
มธ 11:28-30 ข่าวสารของพระเยซูตรงนีเริมเปลียนแปลงอยา่ งแยบยล ขณะทีจนถึงจุดนี
จุดสนใจของการรับใชข้ องพระองคก์ ค็ ือ อาณาจกั รนนั และการเตรียมการสาํ หรับอาณาจกั รนนั
บดั นีพระองคท์ รงเริมเปลียนมาตรัสถึงความสมั พนั ธส์ ่วนตวั สามคั คธี รรม และการเป็นสาวก นี
ยงิ เป็นเรืองทีรุนแรงเพราะการทีประชาชนของพระองคป์ ฏิเสธและไม่สนใจพระองค์ ดู ยอห์น
1:11 พระเยซูจึงทรงหยบิ ยนื คาํ เชิญใหแ้ ก่ผใู้ ดกต็ ามทีประสงคจ์ ะมา บรรดาผู้ทาํ งานเหน็ดเหนือย
และแบกภาระหนัก จงมาหาเรา และเราจะให้ท่านทงั หลายหายเหนือยเป็ นสุข 29 จงเอาแอกของ
เราแบกไว้ แล้วเรียนจากเรา เพราะว่าเรามใี จอ่อนสุภาพและถ่อมลง และท่านทงั หลายจะพบที
สงบสุขในใจของตน
ถึงแมว้ า่ ไม่ไดม้ บี อกไวอ้ ยา่ งเฉพาะเจาะจง แต่นีกส็ ือวา่ การรับใชข้ ององคพ์ ระผเู้ ป็น
เจา้ ของเรากาํ ลงั จะหนั ไปหาคนต่างชาตแิ ลว้ ชนชาติอิสราเอลโดยทวั ไปและพวกคนใหญ่คนโต
ในอิสราเอลโดยเฉพาะไดป้ ฏิเสธพระองคแ์ ละขอ้ เสนอของพระองคเ์ รืองอาณาจกั รนนั บดั นี
พระองคไ์ ดท้ รงเสนอพระคุณของพระองคแ์ ก่คนทังปวงแลว้ ถึงแมไ้ ม่ไดก้ ล่าวถึงคนต่างชาติโดย
เฉพาะ แต่ขอ้ เสนอของพระองคแ์ ก่บรรดาคนทงั หลายกส็ ือวา่ นีเป็นการหยบิ ยนื พระคุณแก่พวก
คนต่างชาติอยา่ งชดั เจน จริงแทท้ ีเดียวทีเราไดม้ าถึงจดุ เปลียนในการรับใชข้ องพระองคแ์ ลว้
มีคาํ สงั สามประการตรงนี (1) “จงมาหาเรา”, (2) “จงเอาแอกของเราแบกไว”้ และ (3) “จง
เรียนจากเรา” เมือเรามาหาพระองคเ์ ท่านนั เราจึงสามารถพบทีสงบสุขสาํ หรับจิตวญิ ญาณของเรา
ได้ พระสัญญาของพระองคจ์ ริงๆแลว้ คือสนั ติสุขในใจซึงกค็ ือความสงบสุขแห่งจิตวญิ ญาณ คาํ ที
แปลวา่ ทสี งบสุข (อานาเพาโอ) มีความหมายดว้ ยวา่ เงยี บและสงบ ทีสงบสุขแห่งจิตวญิ ญาณ
และสนั ติสุขแห่งใจนนั เป็นคุณธรรมทีมีค่ามากซึงสุดทา้ ยแลว้ กม็ าโดยทางพระคริสตเ์ ท่านนั
ปัญหาดา้ น ‘จิตวทิ ยา’ ส่วนใหญ่ทีผคู้ นมีกม็ ีรากเหงา้ อยใู่ นขอ้ เทจ็ จริงทีวา่ พวกเขาไม่มีที
สงบสุขแห่งจิตวญิ ญาณหรือสนั ติสุขในใจ ในการมาหาพระคริสตแ์ ละติดตามพระองคไ์ ปดว้ ย
คนๆนนั กไ็ ดร้ ับความสงบสุขและสนั ติสุขทีไม่มีจติ แพทยห์ รือนกั จิตวทิ ยาคนไหนสามารถใหไ้ ด้
แต่มนั กต็ อ้ งอาศยั การหนั กลบั มาหาพระองคจ์ ริงๆ นนั เรียกวา่ การกลบั ใจใหม่และความเชือ
มนั ยงั รวมถึงการรับเอาแอกของพระองคด์ ว้ ย แอกเป็นเครืองมือสมยั โบราณทีมีไวเ้ พือ
เทียมววั หรือสัตวช์ นิดอืนๆเพอื ใหท้ าํ งานดว้ ยกนั มนั สือถึงทงั การทาํ งานและการร่วมมือกนั มนั
เป็นสัญลกั ษณ์ของการรับใช้ สันติสุขและทีสงบสุขนนั ซึงมีในพระคริสตจ์ ะมาไดก้ ต็ ่อเมือเราเริม
เตม็ ใจทีจะปรนนิบตั พิ ระองค์ โดยรับแอกแห่งการรับใชข้ องพระองคแ์ บกไวบ้ นตวั เรา นียงั สือ
ดว้ ยวา่ เราไดก้ ลายเป็นผรู้ ่วมทาํ การดว้ ยกนั กบั พระองคต์ ามทีเปาโลไดก้ ล่าวไวใ้ น 1 โครินธ์ 3:9
ตรงนีดูเหมือนเป็นสิงทีขดั แยง้ กนั เองของความเชือแบบคริสเตียนทีแทจ้ ริง เมือเรา
เหน็ดเหนือยและแบกภาระหนกั ดว้ ยปัญหาต่างๆของชีวติ พระเยซูกท็ รงบญั ชาใหเ้ ราเอาแอกของ
พระองคแ์ บกไว้ ในการทาํ เช่นนนั พระองคก์ จ็ ะทรงประทานทีสงบสุขใหแ้ ก่จิตวญิ ญาณของเรา
นอกจากนี พระองคย์ งั ทรงบญั ชาใหเ้ ราเรียนจากพระองคด์ ว้ ย นอกจากการมาหาพระองคแ์ ละ
ปรนนิบตั ิพระองคแ์ ลว้ พระองคย์ งั ตรัสดว้ ยวา่ “จงเรียนจากเรา” มนั เป็นส่วนหนึงของสมการที
ใหญ่กวา่
พระเยซูตรัสอยา่ งสันๆไดใ้ จความเกียวกบั ลกั ษณะเฉพาะตวั สองประการของพระองค์
พระองคท์ รง (1) มีใจอ่อนสุภาพ และ (2) ถ่อมลง คุณสมบตั ิอนั น่ามหศั จรรยใ์ นตวั ผเู้ ป็นเจา้ นาย
คือสิงเหล่านี ถึงแมว้ า่ ทงั สองคาํ นีค่อนขา้ งเชือมโยงกนั แต่ทงั สองคาํ กไ็ ม่ใช่คาํ เหมือนกนั
คาํ ทีแปลวา่ มใี จอ่อนสุภาพ (พราออส) มีทีมาจากคาํ วา่ พราอสุ คาํ หลงั นีมีความหมายวา่
สภาพอารมณ์คงที มนั สือถึงการมีวนิ ยั ในเรืองอารมณ์ ทศั นคติ และคาํ พดู ของคนๆหนึง ความ
อ่อนสุภาพในความหมายตามพระคมั ภีร์แลว้ จึงแสดงออกมาเป็นการมีใจอ่อนโยนและมีวนิ ยั ใน
การแสดงอารมณ์ต่างๆ มนั ทาํ ใหค้ นๆนนั เป็นคนมีสภาพอารมณ์คงที สงบเยอื กเยน็ และไม่
หุนหนั พลนั แล่น มนั เป็นสิงทีตรงขา้ มกบั การบนั ดาลโทสะหรือการตีโพยตีพายร้องห่มร้องไห้
มนั สือถึงความชอบธรรมในดา้ นจิตวญิ ญาณและทศั นคติ
คาํ ทีแปลวา่ ถ่อมลง (ทาเพะอีนอส) หมายถึงการมีใจถ่อม ดงั นนั องคพ์ ระผเู้ ป็นเจา้ ของเรา
ทรงตรัสวา่ ลกั ษณะเฉพาะตวั ของพระองคก์ ค็ ือ มีสภาพอารมณ์คงทีและถ่อมใจ นียงิ เป็นเรือง
พเิ ศษเมือเราระลึกวา่ พระองคท์ รงเป็นจอมกษตั ริยแ์ ละจอมเจา้ นาย พระองคท์ รงเป็นพระผสู้ ร้าง
และองคผ์ พู้ พิ ากษา ทรงเป็นปฐมและอวสาน เราจึงเห็นแบบอยา่ งสาํ หรับนิสัยและทศั นคติของ
เราในการทีเราจะมีสภาพตามแบบพระฉายของพระบุตรของพระองค์
นอกจากพระองคจ์ ะทรงบญั ชาใหเ้ รามาหาพระองค์ รับแอกของพระองคแ์ บกไว้ และ
เรียนจากพระองคแ์ ลว้ พระองคย์ งั ทรงเตือนความจาํ เราอีกวา่ 30 ด้วยว่าแอกของเรากแ็ บกง่าย
และภาระของเรากเ็ บา" คาํ ทีแปลวา่ ง่าย (เครสทอส) มีความหมายดว้ ยวา่ ‘มีใจกรุณา’ และมี
ความหมายเพิมเติมอีกวา่ ‘อ่อนโยน’ คาํ ทีแปลวา่ เบา (เอะลาฟรอส) มีความหมายง่ายๆวา่ ‘ไม่
หนกั ’ ถึงแมว้ า่ องคพ์ ระผเู้ ป็นเจา้ ของเราไดท้ รงเรียกเราใหม้ าถึงความรอดและการรับใช้ แต่เมือ
เรารับแอกของพระองคม์ าแบกแลว้ มนั กไ็ ม่ไดย้ ากหรือเป็นภาระหนกั เลย นนั เกิดจากขอ้ เทจ็ จริง
ทีวา่ พระองคท์ รงมีใจอ่อนสุภาพและมีใจถ่อมลง องคพ์ ระผเู้ ป็นเจา้ ของเราไม่ทรงมอี ารมณ์
ฉุนเฉียวหรือความหยงิ ยะโสเลย เมือเรายอมจาํ นนต่อความเป็นจอมเจา้ นายของพระองค์
พระองคก์ ท็ รงประทานสันติสุขและทีสงบสุขให้
คริสเตียนใหม่อาจรู้สึกขยาดเกียวกบั การรับใชพ้ ระองค์ โดยกลวั สิงทีพระองคอ์ าจทรง
เรียกร้องจากพวกเขา แต่เมือพวกเขายอมจาํ นนต่อนาํ พระทยั ของพระองค์ มนั กไ็ ม่เคยเป็นเรือง
ไม่น่าอภิรมยห์ รือเป็นภาระเลย ผเู้ ขียนเองในวยั หนุ่มกต็ ่อตา้ นการทรงเรียกของพระองคใ์ หม้ ารับ
ใช้ อยา่ งไรกต็ าม หลงั จากทีในทีสุดกย็ อมจาํ นน มนั กน็ าํ มาซึงพระพรมากกวา่ สามสิบปี อะไรที
นอ้ ยกวา่ นนั กค็ งเป็นเรืองทีน่าเศร้า ทางของพระองคน์ นั ดีทีสุดเสมอ ดู โรม 12:2
*****
ภาพรวมของมทั ธิว 12: เมือการรับใช้ของพระเยซูเพิมพูนขึน การต่อต้านพระองค์กเ็ พิม
ขึนเช่นกนั ในบทที 12 การต่อต้านนนั กม็ าจากพวกฟาริสีเป็นหลัก สิงทีปรากฏชัดในตวั พวกเขา
กค็ ือ จิตใจทีชอบวิพากษ์วิจารณ์ จุดสนใจหลกั แห่งการต่อต้านของพวกเขากค็ ือ การประพฤติ
ของพระองค์ในวนั สะบาโต จากนันพระเยซูกต็ รัสถึงห้าด้านของการสังสอนในเนือหาส่วน
สุดท้ายของบทนี (1) การหมินประมาทพระวิญญาณบริสุทธิ (2) คาํ พดู ส่อให้เห็นจิตใจ (3)
หมายสาํ คญั ของโยนาห์ (4) คาํ เตือนถึงพวกอิสราเอลเกียวกบั การพิพากษาทีจะมา และ (5) พืน
ฐานแห่งครอบครัวฝ่ ายวิญญาณของพระเยซู
มธ 12:1-2 พระเยซูทรงถูกพวกฟาริสีวพิ ากษว์ จิ ารณ์อยา่ งหนกั สาํ หรับการทีพระองค์
ยอมใหพ้ วกสาวกเดด็ รวงขา้ วมากินในวนั สะบาโต ในคราวนันพระเยซูเสด็จไปในนาในวนั สะบา
โต และพวกสาวกของพระองค์หิวจงึ เริมเด็ดรวงข้าวมากนิ 2 แต่เมอื พวกฟาริสีเหน็ เข้า เขาจงึ ทูล
พระองค์ว่า "ดูเถดิ สาวกของท่านทาํ การซึงพระราชบัญญตั ิห้ามไว้ในวนั สะบาโต"พวกฟาริสี
กล่าวหาพวกสาวกของพระเยซูวา่ ละเมิดพระราชบญั ญตั ิของพระเจา้ เราควรหมายเหตุไวว้ า่ สิงที
พวกสาวกละเมิดไม่ใช่พระราชบญั ญตั ิของพระเจา้ แต่เป็นประเพณีของพวกรับบีเกียวกบั พระ
ราชบญั ญตั ิต่างหาก พวกสาวกจึงฝ่ าฝื นแค่ประเพณีของพวกรับบีเท่านนั
ตลอดหลายร้อยปี หลงั จากการถูกกวาดตอ้ นไปเป็นเชลยยงั กรุงบาบิโลน ระบบรับบีกไ็ ด้
พฒั นาขึนในศาสนายวิ แลว้ พอเวลาผา่ นไปเรือยๆ ประเพณีต่างๆของพวกรับบี (ผปู้ กครอง) ก็
เริมถกู มองวา่ มีสิทธิอาํ นาจเทียบเท่าพระวจนะของพระเจา้ ในทางปฏิบตั ิแลว้ พวกฟาริสี (ซึงพวก
รับบีส่วนใหญ่เป็น) กถ็ ือวา่ ประเพณีต่างๆนนั มีสิทธิอาํ นาจมากกวา่ พระราชบญั ญตั ิเองเสียอีก ดงั
นนั พวกเขาจึงมองวา่ คาํ อธิบายต่างๆตามประเพณีของพวกเขาเป็นส่วนหนึงของพระราชบญั ญตั ิ
พวกฟาริสีทีถกู พดู ถึงตลอดทงั บทนีเป็นคณะหนึงภายในศาสนายดู าย พวกเขาเป็นพวก
อนุรักษน์ ิยมทางศาสนาในสมยั นนั และยดึ ถือการทาํ ความเขา้ ใจพระคมั ภีร์แบบตามตวั อกั ษร
พวกเขาน่าจะถูกตงั ชือตามบุตรชายคนหนึงของยดู าห์ทีชือวา่ ฟาเรส ซึงแปลวา่ แยกออก อีก
ทรรศนะหนึงกเ็ ชือวา่ ชือ ฟาริสี มาจากคาํ ฮีบรู ฟารูชิม ซึงแปลวา่ ‘ผตู้ ีความ’ (พระราชบญั ญตั ิ)
จริงๆแลว้ พวกฟาริสีกถ็ ือวา่ ตนมีหนา้ ทีตีความพระราชบญั ญตั ิ การตีความของพวกเขาจงึ เริมเป็น
ทีรู้จกั ในชือประเพณีต่างๆ
ปัจจุบนั นีประเพณีต่างๆของรับบีกถ็ ูกบนั ทึกอยใู่ นคมั ภีร์ทลั มุด พระเยซูไม่เคยตาํ หนิ
พวกฟาริสีในเรืองศาสนศาสตร์ขนั พืนฐานของพวกเขาเลย ถึงแมว้ า่ พระองคท์ รงต่อวา่ พวกเขา
อยา่ งรุนแรงในเรืองประเพณีต่างๆของพวกเขากต็ าม อยา่ งไรกต็ าม พระองคท์ รงตาํ หนิพวกเขา
อยเู่ รือยๆสาํ หรับจิตใจทีชอบวพิ ากษว์ จิ ารณ์ของพวกเขา ใจทีแขง็ กระดา้ ง และการทีพวกเขาขาด
ความเชือ ความเมตตา และความเห็นอกเห็นใจ พวกเขาเป็นพวกถือตามประมวลกฎหมายอยา่ ง
แทจ้ ริง พวกเขาสนใจแต่เรืองการรักษาขอ้ ความตามพระราชบญั ญตั ิและโดยเฉพาะอยา่ งยงิ
ประเพณีต่างๆแบบรับบีวา่ เป็นหนทางเดียวเท่านันทีนาํ ไปสู่ความชอบธรรมและพระเจา้
มธ 12:3-5 พระองค์จงึ ตรัสกบั เขาว่า "พวกท่านยงั ไม่ได้อ่านหรือ ซึงดาวดิ ได้กระทาํ
เมอื ท่านและพรรคพวกหิว 4 ท่านได้เข้าไปในพระนิเวศของพระเจ้า รับประทานขนมปังหน้า
พระพกั ตร์ ซึงพระราชบัญญตั ิห้ามไว้ไม่ให้ท่านและพรรคพวกรับประทาน ควรแต่ปโุ รหติ พวก
เดยี ว คาํ ตอบของพระเยซูทีมีต่อการวจิ ารณ์ของพวกเขานนั มีลกั ษณะสองประการ (1) พระองค์
ทรงเตือนความจาํ พวกเขาวา่ ดาวดิ กินขนมปังหนา้ พระพกั ตร์ทีพลบั พลาในเวลาทีเขาหิวจดั พระ
เยซูทรงเล่นงานพวกฟาริสีกลบั โดยใชค้ าํ พดู เดียวกนั “ซึงพระราชบญั ญตั ิหา้ มไว”้ ในเรืองทีเกียว
กบั ดาวดิ ประเพณีของพวกรับบีเชือกนั มานานแลว้ วา่ การละเมิดบญั ญตั ิขอ้ ทีไม่เกียวกบั การผดิ
ศีลธรรมหรือผดิ จรรยาบรรณถือวา่ เป็นเรืองทีทาํ ไดเ้ พอื ป้ องกนั มิใหเ้ กิดการเสียชีวติ การบาดเจบ็
หรือความเสียหาย นนั จึงเป็นสิงทีดาวดิ กระทาํ ในการทีเขารับประทานขนมปังหนา้ พระพกั ตร์
และนนั กเ็ ป็นสิงทีพวกสาวกไดก้ ระทาํ ในวนั สะบาโตเช่นกนั เราควรหมายเหตุไวว้ า่ ภายใตพ้ ระ
ราชบญั ญตั ิของพวกเลวแี ลว้ คนทีเดินทางผา่ นมาสามารถเดด็ รวงขา้ วกินได้ นนั ไม่ใช่ปัญหา แต่
พระเยซูทรงเล่นงานพวกฟาริสีดว้ ยคาํ วจิ ารณ์ของพวกเขาเองโดยยกขอ้ ยกเวน้ ทีพวกรับบีกใ็ ชเ้ อง
เช่นกนั
พระองคย์ งั ตรสั อีกวา่ 5 ท่านทงั หลายไม่ได้อ่านในพระราชบญั ญตั หิ รือ ทวี ่า ในวนั สะบา
โตพวกปโุ รหิตในพระวหิ ารดูหมนิ วนั สะบาโตแต่ไม่มคี วามผดิ (2) พระองคท์ รงเตือนใหพ้ วกฟา
ริสีระลึกวา่ พวกปุโรหิตในพระวหิ ารกด็ ูหมินวนั สะบาโตเป็นประจาํ โดยการทีพวกเขาทาํ งาน
จิปาถะต่างๆทีพระวหิ าร อยา่ งหนึงกค็ ือการจุดไฟเพือหุงตม้ เครืองสตั วบูชาทีพวกเขารับประทาน
คาํ ทีแปลวา่ ดูหมนิ (เบะเบลอโอ) หมายถึงการทาํ สิงทีสามญั ธรรมดา พวกฟาริสีไดย้ กชูวนั สะบา
โตในความคดิ ของตนจนถึงขนาดทีวา่ ใครทีทาํ อะไรสามญั ธรรมดาในวนั สะบาโตกถ็ ือวา่
เป็นการละเมิดพระราชบญั ญตั ิ แต่การรับประทานอาหารกเ็ ป็นการปฏิบตั ิทีสามญั ธรรมดาทีสุด
อยา่ งหนึงในชีวติ พวกปุโรหิตทีเขา้ เวรทีพระวหิ ารกร็ ับประทานอาหารในวนั สะบาโตเป็นปกติ
และในพระวหิ ารดว้ ยซาํ นีเป็นอีกครังทีพระเยซูทรงดกั จบั พวกเขาไดใ้ นตาข่ายแห่งประเพณี
ต่างๆของพวกเขาเอง
หลกั การสาํ คญั ทีพระเยซูทรงสอนตรงนีกค็ ือวา่ วนั สะบาโตนนั ทรงตงั ไวส้ าํ หรับมนุษย์
มิใช่ใหม้ นุษยป์ รนนิบตั ิวนั สะบาโต พวกฟาริสีจุกจิกในเรืองขอ้ ปลีกยอ่ ยต่างๆของการขยาย
ความพระราชบญั ญตั แิ บบรับบีเสียจนพวกเขาพลาดเป้ าไปจากจุดประสงคห์ ลกั ของมนั พวกเขา
มองป่ าไม่เห็นเพราะตน้ ไมบ้ งั
มธ 12:6 พระเยซูจึงทรง ‘เป่ าพวกเขากระจุย’ โดยบอกพวกเขาวา่ พระองคท์ รงเป็น
ใหญ่กวา่ พระวหิ าร แต่เราบอกท่านทงั หลายว่า ทนี ีมผี ู้หนึงเป็ นใหญ่กว่าพระวหิ ารอกี ประเดน็
ของพระองคก์ อ็ าจเป็นไดว้ า่ ถา้ พวกปุโรหิตทีพระวหิ ารไดร้ ับขอ้ ยกเวน้ โดยประเพณีต่างๆของ
พวกรับบี พระเมสสิยาห์กค็ วรไดร้ ับขอ้ ยกเวน้ มากยงิ กวา่ สกั เท่าใด
นอกจากนี พระวหิ ารของพวกยวิ กเ็ ป็นอาคารชุดมหึมาขนาดสามสิบหา้ เอเคอร์ซึงเป็น
หนึงในสถาปัตยกรรมทีน่าอศั จรรยข์ องโลกในตอนนนั พวกยวิ ภูมิใจในมนั มาก ไม่ใช่แค่เพราะ
ความหมาย ‘ทางศาสนา’ ของมนั เท่านนั แต่เพราะชือเสียงของมนั ทีโด่งดงั ไปทวั โลกดว้ ย การที
ใครสกั คนจะมายนื พดู กบั พวกเขาวา่ ตนเป็นใหญ่กวา่ พระวหิ ารกเ็ ป็นการพดู หมินประมาท
มธ 12:7 นีเป็นครังทีสองแลว้ ในหนงั สือกิตติคุณเล่มนีทีพระเยซูทรงยกขอ้ ความ
จากโฮเชยา 6:6 (ดู มทั ธิว 9:13 ดว้ ย) แต่ถ้าท่านทงั หลายได้เข้าใจความหมายของข้อทวี ่า `เรา
ประสงค์ความเมตตา ไม่ประสงค์เครืองสัตวบูชา' ท่านกค็ งจะไม่กล่าวโทษคนทไี ม่มคี วามผดิ สิง
ทีพระเยซูทรงสอนชดั เจนกค็ ือวา่ จุดประสงคข์ องพระราชบญั ญตั ิกค็ ือ เพอื เป็นพระพรแก่
ประชาชนของพระเจา้ ไม่ใช่เป็นภาระ พระเจา้ ทรงสนพระทยั ในความเมตตามากกวา่ ขอ้ ปลีกยอ่ ย
ของพระราชบญั ญตั ิ ดงั นนั พวกเขาจึงสบั สนแลว้ ในการกล่าวโทษการกระทาํ ธรรมดาๆของ
พระองค์ หากผทู้ ียดึ ถือตามประมวลกฎหมายทุกตวั อกั ษรและหยมุ หยมิ ในเรืองขอ้ ปลีกยอ่ ยของ
พระราชบญั ญตั ิเขา้ ใจมนั และจุดประสงคห์ ลกั ของมนั จริงๆ พวกเขากค็ งไม่วจิ ารณ์พวกสาวกที
ไม่มีความผดิ ของพระเยซู
เราควรหมายเหตุไวว้ า่ สาวกสิบเอด็ คนจากสิบสองคนของพระเยซูมาจากแควน้ กาลิลีและ
อยหู่ ่างไกลจากศนู ยก์ ลางแห่งพวกถือตามบญั ญตั ิของศาสนายวิ ทีกรุงเยรูซาเลม็ พวกเขาอาจไม่รู้
จกั กฎขอ้ นีของพวกฟาริสีดว้ ยซาํ หรือพวกเขาอาจรู้จกั มนั และคิดวา่ มนั เป็นเรืองไร้สาระกไ็ ด้
พวกยวิ ทีไม่ค่อยเคร่งตามพระราชบญั ญตั ิในปัจจุบนั กม็ องวา่ กฎต่างๆแบบนีของพวกทีถือเคร่ง
เป็ นเรื องเหลวไหลไร้สาระเช่นกนั
มธ 12:8 จากนนั พระเยซูกท็ รงตรัสความจริงทีประการทีน่าจะทาํ ใหพ้ วกปฏิปักษ์
ของพระองคโ์ กรธหวั ฟัดหวั เหวยี ง เพราะว่าบุตรมนุษย์เป็ นเจ้าเป็ นใหญ่เหนือวนั สะบาโต" ความ
จริงแลว้ พระองคท์ รงเป็นเจา้ แห่งวนั สะบาโตดว้ ย นอกจากนีพวกฟาริสีกน็ ่าจะรู้ดว้ ยวา่ พระองค์
ทรงเรียกตวั เองบ่อยๆวา่ เป็นบุตรมนุษย์ แต่ในฐานะเป็นผทู้ รงสร้างวนั สะบาโต พระองคจ์ ึงทรง
เป็นเจา้ เหนือมนั ดว้ ยจริงๆ
แน่นอนทีเรืองวนุ่ วายทงั หมดนีเกิดมาจากการตีความบญั ญตั ิขอ้ ทีสีทีพระเจา้ ตรัสวา่ ใน
วนั สะบาโต “อยา่ กระทาํ การงานใดๆ” (อพยพ 20:10) ปัญหาจริงๆแลว้ กค็ ือกฎระเบียบต่างๆและ
การตีความต่างๆทีพวกรับบีเสริมแต่งเขา้ ไปเพือตีความวา่ อะไรถือวา่ เป็นการงานในวนั สะบาโต
ส่วนใหญ่แลว้ กฎระเบียบเหล่านนั กเ็ ป็นเรืองทีเกือบเหลวไหลไร้สาระ พระเยซูทรงตาํ หนิขอ้
ปลีกยอ่ ยเหล่านีนีเอง จริงๆแลว้ พวกเขาไดเ้ สริมแต่งเขา้ ไปกบั พระวจนะของพระเจา้
มธ 12:9-10 น่าสงั เกตวา่ พระเยซูเสดจ็ ไปทีธรรมศาลาในวนั สะบาโต แล้วเมอื พระองค์
ได้เสดจ็ ไปจากทนี ัน พระองค์กเ็ ข้าไปในธรรมศาลาของเขา 10 ดูเถดิ มีชายคนหนึงมอื ข้างหนึง
ลบี คนทงั หลายถามพระองค์ว่า "การรักษาโรคในวนั สะบาโตนันพระราชบัญญตั ิห้ามไว้หรือ
ไม่" เพอื เขาจะหาเหตุฟ้ องพระองค์ได้ พระคมั ภีร์ไม่ไดบ้ อกวา่ พระองคเ์ สดจ็ เขา้ ไปในธรรม
ศาลาใดในเมืองไหน อยา่ งไรกต็ าม ตวั บ่งชีล่าสุดกค็ ือ เมืองคาเปอรนาอุมในขอ้ 11:23 นีน่าจะยงั
เป็ นสถานทีๆพระเยซูทรงอยู่
ธรรมศาลาทีเมืองคาเปอรนาอุมเป็นอาคารทีตกแต่งสวยงามและมีราคาแพง นนั คือเป็น
ธรรมศาลา ‘ในเมืองใหญ่’ ของพวกคนมีเงิน ขอ้ นียงั บอกดว้ ยวา่ มนั เป็น “ธรรมศาลาของพวก
เขา” ซึงบ่งบอกวา่ มนั เป็นธรรมศาลาทีฟาริสีทีชอบวจิ ารณ์พวกนี (บอกไวใ้ นขอ้ 2) ไปกนั
บงั เอิญที “ชายคนหนึงมือขา้ งหนึงลีบ” กอ็ ยทู่ ีนนั ดว้ ย พระเยซูน่าจะทรงทราบวา่ เขาอยทู่ ี
นนั ก่อนพระองคเ์ สดจ็ เขา้ ไปในธรรมศาลานนั เพราะวา่ ธรรมศาลาแห่งนีไดก้ ลายเป็นธรรมศาลา
‘บา้ นเกิด’ ของพระองคแ์ ลว้ พวกฟาริสีทีชอบติและมีใจแขง็ กระดา้ งกร็ ู้วา่ เขาอยทู่ ีนนั ดว้ ย พวก
เขาจึงถามพระองคว์ า่ “การรักษาโรคในวนั สะบาโตนนั พระราชบญั ญตั ิหา้ มไวห้ รือไม่” ความ
สนใจของพวกเขานนั ไม่ไดเ้ กิดจากความอยากรู้หรือเป็นเรืองศาสนศาสตร์แต่อยา่ งใด แต่สิงที
พวกเขาสนใจกค็ ือ “เพอื เขาจะหาเหตุฟ้ องพระองคไ์ ด”้ พวกเขาหวงั วา่ พระเยซูจะทรงรักษาชาย
คนนีใหห้ าย ไม่ใช่เพราะวา่ พวกเขาห่วงใยชายคนนี แต่เพราะวา่ พวกเขากาํ ลงั หวงั วา่ จะมีเหตุให้
ใชป้ รักปราํ พระเยซูไดต้ ่างหาก
มธ 12:11-13 จากนนั พระองคก์ ท็ รงดีดกบั ดกั พระองค์จึงตรัสกบั เขาว่า "ถ้าผู้ใดในพวก
ท่านมแี กะตัวเดยี วและแกะตัวนันตกบ่อในวนั สะบาโต ผู้นันจะไม่ฉุดลากแกะตัวนันขนึ หรือ พระ
เยซูทรงเตือนความจาํ พวกเขาวา่ คงไม่มีใครในพวกเขาลงั เลทีจะช่วยชีวติ ปศุสตั วข์ องตนในวนั
สะบาโต
พระองคจ์ ึงทรงถามคาํ ถามแบบทีไม่ตอ้ งการคาํ ตอบ 12 มนุษย์คนหนึงย่อมประเสริฐยงิ
กว่าแกะมากเท่าใด คาํ ตอบนนั ชดั เจนอยแู่ ลว้ พระเยซูจึงทรงประกาศวา่ เหตุฉะนันจงึ ถูกต้อง
ตามพระราชบญั ญัตใิ ห้ทาํ การดไี ด้ในวนั สะบาโต” แน่นอนทีมนั เป็นสิงทีดีทีจะทาํ การทีกอปร
ดว้ ยความกรุณาเช่นนนั นอกจากนีพวกรับบีเองกม็ กี ฎขอ้ หนึงเช่นกนั วา่ มนั ‘ถูกตอ้ งตามพระ
ราชบญั ญตั ิ’ ทีจะช่วยชีวติ หนึงหรือคนๆหนึงจากการบาดเจบ็ ในวนั สะบาโต พวกฟาริสีกร็ ู้ขอ้ นีดี
พระเยซูจึงทรงเล่นงานพวกเขา พวกเขาไม่อาจเถยี งกลบั พระสติปัญญาขอ้ นีไดเ้ ลย
จากนนั พระเยซูก็ 13 ตรัสกบั ชายคนนันว่า "จงเหยยี ดมอื ออกเถิด" เขากเ็ หยยี ดออก และ
มอื นันกห็ ายเป็ นปกติเหมอื นมอื อกี ข้างหนงึ เกรงวา่ จะมีผใู้ ดสงสัย ‘ความถูกตอ้ งตามพระราช
บญั ญตั ิ’ ของสิงทีพระเยซูเพิงกระทาํ ลงไป พระองคจ์ ึงแค่ทรงสังใหช้ ายคนนนั เหยยี ดมือของตน
ออก พระเยซูจึงมไิ ดท้ รงกระทาํ อะไรเลย มือของชายคนนีจึงกลบั คนื สภาพดีดงั เดิมอยา่ งน่า
อศั จรรยต์ ่อสายตาของพวกเขา
มธ 12:14 ตวั ตนทีแทจ้ ริงของพวกฟาริสีจึงเผยออกมา พวกเขาไม่ไดส้ นใจคนอืน
เลยนอกจากตวั เอง เพราะวา่ พระเยซูทรงทาํ ใหฐ้ านอาํ นาจของพวกเขาสนั คลอน พวกเขาจึง
วางแผนทีจะกาํ จดั พระองคเ์ สีย ดงั นนั ฝ่ ายพวกฟาริสีกอ็ อกไปปรึกษากนั ถงึ พระองค์ว่า จะทาํ
อย่างไรจงึ จะฆ่าพระองค์ได้
คาํ ทีแปลวา่ ปรึกษากนั (ซุมบออูลีออน) มีความหมายน่าสนใจ ถึงแมเ้ ป็นคาํ กรีก แต่มนั ก็
สือความหมายแบบภาษาละตินอยา่ งชดั เจน คาํ นีไม่ไดถ้ ูกใชเ้ พือหมายถึงการประชุมของพวกยวิ
แต่ของพวกโรมต่างหาก นีสือชดั เจนวา่ พวกเฮโรดไดร้ ับเชิญใหม้ าร่วมวางแผนดว้ ย ในการรับใช้
ช่วงตน้ ๆของพระเยซูนี พวกศตั รูของพระองคก์ เ็ ริมวางแผนทีจะกาํ จดั พระองคแ์ ลว้ แมก้ ระทงั ใน
แควน้ กาลิลีดว้ ยซาํ นอกจากนี คนเหล่านนั ทีเป็นพวกศตั รูทางการเมืองตอนนีกก็ าํ ลงั ร่วมมือกนั
เพือกาํ จดั พระเยซูแลว้
มธ 12:15 ขณะเดียวกนั (เห็นไดช้ ดั วา่ นียงั เป็นวนั สะบาโตอย)ู่ แต่เมอื พระเยซูทรง
ทราบ พระองค์จงึ ได้เสด็จออกไปจากทนี ัน และคนเป็ นอนั มากกต็ ามพระองค์ไป พระองค์กท็ รง
รักษาเขาให้หายโรคสินทุกคน พระเยซูแค่เสดจ็ ไปจากเมืองคาเปอรนาอุมและไปทีอืนเสีย แต่พอ
พระองคเ์ สดจ็ ไป พระองคก์ ท็ รงรักษาผคู้ นใหห้ ายโรคต่อไป โดยเห็นไดช้ ดั วา่ ยงั เป็นวนั สะบาโต
อยเู่ หมอื นเดิม พระองคไ์ ม่ทรงครันคร้ามต่อคาํ ข่ขู องพวกศตั รูของพระองคเ์ ลย
มธ 12:16-21 อยา่ งไรกต็ าม แล้วพระองค์ทรงกาํ ชับห้ามเขามใิ ห้แพร่งพรายว่าพระองค์
คอื ผู้ใด เช่นเดียวกบั ในชุมชนชาวยวิ อืนๆ พระเยซูทรงพยายามหา้ มมิใหบ้ รรดาผทู้ ีไดร้ ับการ
อศั จรรยต์ ่างๆของพระองคป์ ่ าวประกาศเรืองดงั กล่าว เวลาทีพระองคจ์ ะหยบิ ยนื ขอ้ เสนออยา่ ง
เป็นทางการและประกาศตวั เป็นพระเมสสิยาห์ยงั มาไม่ถึง ถึงแมว้ า่ พระองคก์ าํ ลงั ปูพืนสาํ หรับ
การประกาศเรืองดงั กล่าว แต่มนั กย็ งั ไม่ใช่เวลาของพระเจา้ ทีจะเปิ ดเผยพระองคต์ ่อสาธารณชน
นอกจากนี พระวญิ ญาณบริสุทธิยงั ทรงดลใจมทั ธิวใหเ้ ขียนวา่ จริงๆแลว้ นีเป็นการทาํ ให้
อิสยาห์ 42:1-4 สาํ เร็จ 17 ทงั นีเพอื คาํ ทไี ด้กล่าวไว้แล้วโดยอสิ ยาห์ศาสดาพยากรณ์จะสําเร็จ ซึงว่า
18 `ดูเถดิ ผู้รับใช้ของเราซึงเราได้เลอื กสรรไว้ ทรี ักของเรา ผู้ซึงจิตใจเราโปรดปราน เราจะเอา
วญิ ญาณของเราสวมท่านไว้ ท่านจะประกาศการพพิ ากษาแก่พวกต่างชาติ 19 ท่านจะไม่ทะเลาะ
ววิ าท และไม่ร้องเสียงดงั ไม่มใี ครได้ยนิ เสียงของท่านตามถนน 20 ไม้อ้อชําแล้วท่านจะไม่หัก
ไส้ตะเกยี งเป็ นควนั แล้วท่านจะไม่ดับ กว่าท่านจะทาํ ให้การพพิ ากษามชี ัยชนะ 21 และพวกต่าง
ชาตจิ ะวางใจในนามของท่าน'
สาเหตุทีขอ้ ความนีถูกยกมากค็ ือ (1) มนั เป็นคาํ พยากรณ์ถึงพระเมสสิยาห์อยา่ งชดั เจนซึง
ยวิ คนใดกร็ ู้ นอกจากนี มนั ยงั ประยกุ ตใ์ ชก้ บั พระเยซูอยา่ งชดั เจนดว้ ย (2) นีสือวา่ พระเจา้ ทรงพอ
พระทยั กบั การรับใชข้ องพระเยซูแมใ้ นยามทีพวกนกั ศาสนาในสมยั นนั ไม่ชอบ (3) นอกจากนี นี
เป็นเบาะแสทีชดั เจนอีกอนั ทีวา่ พระราชกิจของพระคริสตก์ าํ ลงั มีทิศทางไปถึงพวกคนต่างชาติ
เพราะเหตุทีวา่ พวกยวิ ส่วนใหญ่กาํ ลงั ปฏิเสธพระองคอ์ ยู่
อิสยาห์พยากรณ์วา่ พระเมสสิยาหจ์ ะทรงเป็นผอู้ ่อนสุภาพและถ่อมลง นนั คอื “ท่านจะไม่
ทะเลาะววิ าท และไม่ร้องเสียงดงั ไม่มีใครไดย้ นิ เสียงของท่านตามถนน” (อิสยาห์ 42:1-4) พระ
เยซูทรงทาํ ใหค้ าํ พยากรณ์นีสาํ เร็จอยา่ งชดั เจน ไมอ้ อ้ ทีชาํ แลว้ กโ็ คง้ งอใกลห้ กั แลว้ ความหมายก็
คือวา่ เมือพระเมสสิยาห์เสดจ็ มา พระองคจ์ ะไม่ทรงหกั สิงทีฟกชาํ แลว้ ไส้ตะเกียงเป็นควนั แล้วก็
น่าจะหมายถึง ไสต้ ะเกียงทีจวนมอดซึงพยายามทีจะรักษาเปลวไฟของมนั ใหล้ ุกโชนต่อไป นีก็
อาจหมายความวา่ เมือพระเมสสิยาหเ์ สดจ็ มา พระองคก์ จ็ ะไม่ทรงดบั ไส้ตะเกียงทีริบหรีเตม็ ที
โดยไม่ยนิ ดียนิ ร้ายอะไร
ความหมายทีสาํ คญั กค็ ือวา่ พระเมสสิยาห์จะทรงอ่อนโยนและมีพระทยั กรุณาต่อความ
จาํ เป็นต่างๆของผคู้ นทีอยรู่ อบตวั พระองค์ ขณะทีพระเยซูทรงเทียวไปรักษาความเจบ็ ป่ วย (แม้
กระทงั ในวนั สะบาโต) พระองคก์ ไ็ ดแ้ สดงใหเ้ ห็นถึงพระทยั ทีอ่อนโยนและเปี ยมกรุณา พระองค์
จึงทาํ ใหค้ าํ พยากรณ์ทีอิสยาห์กล่าวไวก้ ่อนหนา้ ตงั หลายร้อยปี สาํ เร็จ นอกจากนี อิสยาหก์ ็
พยากรณ์อยา่ งชดั เจนวา่ “พวกต่างชาติจะวางใจในนามของท่าน” นนั กลายเป็นจริงในคริสตจกั ร
ของคนต่างชาติส่วนใหญ่ อีกครังทีพระเยซูทรงตรัสเป็นนยั อยา่ งชดั เจนวา่ ในไม่ชา้ ข่าวประเสริฐ
จะไปถึงคนต่างชาติ เปาโลจะยกขอ้ ความนีอกี ในโรม 15:12
มธ 12:22-24 ขณะนันเขาพาคนหนึงมผี เี ข้าสิงอยู่ ทงั ตาบอดและเป็ นใบ้มาหาพระองค์
พระองค์ทรงรักษาให้หาย คนตาบอดและใบ้นันจึงพูดจงึ เหน็ ได้ 23 และคนทงั ปวงกอ็ ศั จรรย์ใจ
ถามกนั ว่า "คนนีเป็ นบุตรของดาวดิ มใิ ช่หรือ" 24 แต่พวกฟาริสีเมอื ได้ยนิ ดงั นันกพ็ ูดกนั ว่า "ผู้นี
ขบั ผอี อกได้กเ็ พราะใช้อาํ นาจเบเอลเซบูลผู้เป็ นนายผนี ัน” พระเยซูทรงกระทาํ การอศั จรรยใ์ หญ่
อีกครังในการทีพระองคท์ รงรักษาคนๆหนึงทีตาบอดและเป็นใบเ้ พราะซาตาน นีสือวา่ ความ
บกพร่องทางกายทีรา้ ยแรงนนั สามารถเกิดขึนเพราะฝี มือของพญามารได้
พวกสามญั ชนเรียกพระเยซูวา่ เป็นบุตรของดาวดิ ซึงสือวา่ พระองคท์ รงเป็นพระเมสสิยาห์
แต่เมือพวกฟาริสีไดย้ นิ เช่นนนั พวกเขากอ็ า้ งวา่ พระองคก์ าํ ลงั กระทาํ กิจดว้ ยฤทธิเดชของซาตาน
เบเอลเซบลู เป็นชือเชิงดูถกู ทีใชเ้ รียกซาตานซึงมีความหมายตรงตวั วา่ ‘เจา้ แห่งแมลงวนั ’ โดย
อาจสือถึงหอ้ งส้วม พวกเขาไม่เพียงพดู หมินประมาทพระเยซูโดยบอกเป็นนยั วา่ พระราชกิจของ
พระองคเ์ ป็นมาจากพญามารเท่านนั แต่พวกเขายงั ทาํ เช่นนนั โดยใชว้ ธิ ีทีตาํ ชา้ ทีสุดทีพวกเขาจะ
หาไดด้ ว้ ย ดูคาํ อธิบายสาํ หรับมทั ธิว 10:24-25
มธ 12:25-26 ใหเ้ ราสงั เกตวา่ การทีพระเยซูทรงทราบความคิดของพวกเขานนั กบ็ ่งบอก
ชดั เจนถึงความเป็นพระเจา้ ของพระองค์ ฝ่ ายพระเยซูทรงทราบความคดิ ของเขา จงึ ตรัสกบั เขา
ว่า "ราชอาณาจกั รใดๆซึงแตกแยกกนั เองกจ็ ะรกร้างไป เมอื งใดๆหรือครัวเรือนใดๆซึงแตกแยก
กนั เองจะตังอยู่ไม่ได้ 26 และถ้าซาตานขบั ซาตานออก มนั กแ็ ตกแยกกนั ในตัวมนั เอง แล้ว
อาณาจกั รของมนั จะตังอยู่อย่างไรได้ พระเยซูแค่ทรงเตือนความจาํ พวกเขาวา่ ซาตานไม่โจมตี
อาณาจกั รของมนั เอง มนั รู้ดีกวา่ อยแู่ ลว้ หากพวกปี ศาจถูกขบั ออกโดยอาศยั ความช่วยเหลือของ
ซาตาน งนั ซาตานกก็ าํ ลงั ต่อสู้กบั พวกสมุนของมนั เอง อาณาจกั รของมนั กจ็ ะแตกแยกกนั เอง
มธ 12:27 พระเยซูตรัสถามต่อไปวา่ และถ้าเราขบั ผอี อกโดยเบเอลเซบูล พวกพ้อง
ของท่านทงั หลายขบั มนั ออกโดยอาํ นาจของใครเล่า เหตุฉะนันพวกพ้องของท่านเองจะเป็ นผู้
ตดั สินกล่าวโทษพวกท่าน พวกยวิ เองกท็ าํ พธิ ี ‘ไล่ผ’ี พระเยซูจึงเล่นงานพวกเขากลบั โดยถาม
พวกเขาวา่ “ถา้ เราขบั ผอี อกโดยอาศยั ซาตาน แลว้ พวกท่านขบั ผอี อกไดอ้ ยา่ งไรเล่า’ ใหล้ ูกๆของ
พวกท่านตดั สินเองเถิด คาํ ประชดประชดั ของพระองคก์ แ็ ทงใจดาํ พวกเขาจริงๆ
มธ 12:28 หรือไม่พระองคก์ ก็ าํ ลงั กระทาํ กิจดว้ ยฤทธิเดชแห่งพระวญิ ญาณของ
พระเจา้ แต่ถ้าเราขบั ผอี อกด้วยพระวญิ ญาณของพระเจ้า อาณาจกั รของพระเจ้ากม็ าถงึ ท่านแล้ว
พระองคท์ รงเตือนความจาํ พวกเขาวา่ หากพระองคท์ รงขบั ผอี อกดว้ ยพระวญิ ญาณของพระเจา้
(และมนั เป็นเช่นนนั จริงๆ) อาณาจกั รของพระเจา้ ทีพวกเขารอคอยมานานกม็ าถึงพวกเขาแลว้ น่า
เศร้าทีพวกเขาปฏิเสธพระองคแ์ ละเท่ากบั เป็นการปฏิเสธอาณาจกั รนนั ทีพวกเขารอคอยดว้ ย
มธ 12:29 พระเยซูจึงทรงใชค้ าํ เปรียบง่ายๆ หรือใครจะเข้าไปในเรือนของคนทมี ี
กาํ ลงั มากและปล้นเอาทรัพย์ของเขาอย่างไรได้ เว้นแต่จะจบั คนทมี กี าํ ลงั มากนันมดั ไว้เสียก่อน
แล้วจงึ จะปล้นทรัพย์ในเรือนนันได้ ไม่มีใครสามารถเขา้ ไปในบา้ นของคนมีกาํ ลงั มากและปลน้
บา้ นเขาไดน้ อกจากจะกาํ ราบเจา้ ของบา้ นไดเ้ สียก่อน อนั ทีจริงแลว้ พระเยซูกก็ าํ ลงั บุกเขา้ ไปใน
อาณาจกั รของซาตานและอยใู่ นขนั ตอนของการกาํ ราบมนั
มธ 12:30 องคพ์ ระผเู้ ป็นเจา้ ของเราจึงตรัสวา่ ผู้ทไี ม่อยู่ฝ่ ายเรากเ็ ป็ นปฏปิ ักษ์ต่อเรา
และผู้ทไี ม่รวบรวมไว้กบั เรากเ็ ป็ นผู้กระทาํ ให้กระจดั กระจายไป นีเท่ากบั พระองคท์ รงถามวา่
‘ใครอยฝู่ ่ ายเราบา้ ง’ หรือ ‘ใครเป็นพวกเราในเรืองนีบา้ ง’ เราอยฝู่ ่ ายพระองคใ์ นการสู้รบครังนี
หรือไม่เรากไ็ ม่ไดอ้ ยฝู่ ่ ายพระองค์ ไม่มีการวางตวั เป็นกลางเดด็ ขาด
มธ 12:31-32 ความบาปทียกโทษใหไ้ ม่ได้ หรือเป็นทีรู้จกั ในชือ การหมินประมาทพระ
วญิ ญาณบริสุทธิ ถูกพดู ถึงตรงนี เพราะฉะนัน เราบอกท่านทงั หลายว่า ความผดิ บาปและคาํ หมนิ
ประมาททุกอย่างจะโปรดยกให้มนุษย์ได้ เว้นแต่คาํ หมนิ ประมาทพระวญิ ญาณบริสุทธิจะทรง
โปรดยกให้มนุษย์ไม่ได้ 32 ผู้ใดจะกล่าวร้ายบุตรมนุษย์จะโปรดยกให้ผู้นันได้ แต่ผู้ใดจะกล่าวร้าย
พระวญิ ญาณบริสุทธิ จะทรงโปรดยกให้ผู้นันไม่ได้ทงั โลกนีโลกหน้า
บริบทเป็นกุญแจทีช่วยใหเ้ ขา้ ใจหลกั การขอ้ นี ก่อนหนา้ นีเอง พวกฟาริสีซึงปฏิเสธการ
อศั จรรยต์ ่างๆของพระคริสตก์ ป็ ัดทิงพระวญิ ญาณบริสุทธิซึงพระเยซูทรงกระทาํ กิจโดยฤทธิเดช
ของพระองค์ พวกเขาไดย้ กใหพ้ ระราชกิจของพระเจา้ เป็นกิจของพญามาร จริงๆแลว้ พระ
วญิ ญาณบริสุทธิทรงเป็นผกู้ ระทาํ กิจผา่ นทางพระเยซู ซึงโดยพระวญิ ญาณบริสุทธินีเองพระเยซู
ไดท้ รงกระทาํ การอศั จรรยต์ ่างๆในการรับใชบ้ นโลกนีของพระองค์ ดงั นนั พวกเขาจงึ กาํ ลงั พดู
หมินประมาทพระวญิ ญาณบริสุทธิในการกล่าวหาวา่ พระเยซูทรงกระทาํ กิจโดยฤทธิเดชของ
พญามาร
ทุกวนั นีการหมินประมาทพระวญิ ญาณบริสุทธิกค็ ือ การปฏิเสธการฟ้ องใจอยเู่ รือยๆของ
พระวญิ ญาณบริสุทธิขณะทีพระองคท์ รงพยายามทีจะนาํ พาคนทงั หลายมาถึงพระคริสต์ ขอ้ พระ
คมั ภีร์ทีมีเนือหาคลา้ ยๆกนั คือ ฮีบรู 6:4-6 มนั เป็นเรืองอนั ตรายทีเดียวทีจะปฏิเสธพระราชกิจของ
พระวญิ ญาณบริสุทธิขณะทีพระองคจ์ ะทรงนาํ คนๆหนึงมาถึงพระคริสต์
มธ 12:33-34 คาํ อุปมาสนั ๆนีน่าจะหมายถึงใจมนุษย์ จงกระทาํ ให้ต้นไม้ดแี ละผลของ
ต้นไม้นันดี หรือกระทาํ ให้ต้นไม้เลวและผลของต้นไม้นันเลว เพราะเราจะรู้จกั ต้นไม้ด้วยผลของ
มนั 34 โอ ชาตงิ ูร้าย เจ้าเป็ นคนชัวแล้วจะพูดความดไี ด้อย่างไร ด้วยว่าปากย่อมพดู จากสิงทเี ตม็
อยู่ในใจ พระเยซูทรงยกภาพประกอบของตน้ ไมท้ ีออกผลเพือใชเ้ ป็นตวั อยา่ งอธิบายลกั ษณะ
เฉพาะของตน้ ไมน้ นั ๆ ตน้ แอปเปิ ลป่ ากอ็ อกผลทีรสฝาดเสียจนคนกินตอ้ งบว้ นทิง แหล่งทีมาของ
ผลทีรสฝาด (เลวทราม) นนั กค็ ือตน้ ของมนั ส่วนตน้ แอปเปิ ลทีนาํ มาปลูกไวใ้ นสวนกจ็ ะออกผล
ทีรสหวานน่ารับประทาน แหล่งทีมาของรสหวานดงั กล่าวกค็ ือ ตน้ ของมนั ทีออกผลดงั กล่าว
นนั เอง
ในแบบเดียวกนั วสิ ัยฝ่ ายวญิ ญาณอนั เก่าทีอยภู่ ายในตวั เราแต่ละคนกอ็ อกผลรสขม ขณะ
ทีวสิ ยั ฝ่ ายวญิ ญาณอนั ใหม่กอ็ อกผลดี ชีวติ ของเรากเ็ ผยใหเ้ ห็นถึงลกั ษณะเฉพาะตวั ของวสิ ยั ฝ่ าย
วญิ ญาณทีทาํ งานอยภู่ ายใน ทางออกของการเกบ็ เกียวผลรสฝาดกค็ ือ การเปลียนตน้ ไมน้ นั ใน
โลกของการเพาะปลูก เราจะทาํ เช่นนนั ไดก้ ต็ ่อเมือเราต่อกิงของตน้ ทีปลกู ไวเ้ ขา้ กบั ลาํ ตน้ ของตน้
ทีมีอยใู่ นป่ า มนั จึงใหว้ สิ ัยใหม่หรือธรรมชาติใหม่แก่ตน้ ๆนนั มนั เป็นภาพประกอบทีเรียบง่ายแต่
กไ็ ดผ้ ลของการบงั เกิดใหม่และสิงต่างๆทีตามมาของมนั นนั เป็นเหตุวา่ ทาํ ไมพระเยซูจึงตรัสวา่
“จงกระทาํ ใหต้ น้ ไมด้ ีแลว้ ผลของตน้ ไมน้ นั ดี หรือกระทาํ ใหต้ น้ ไมเ้ ลวแลว้ ผลของตน้ ไมน้ นั เลว”
คนเราจะเกิดผลดีในชีวติ ของตนกต็ ่อเมือเขาไดบ้ งั เกิดใหม่แลว้ เท่านนั
พระเยซูจึงทรงสลบั เรืองเปรียบ เปลียนจากภาพเปรียบของผลรสฝาดทีมาจากตน้ ในป่ า
พระองคจ์ ึงตรัสถึงพษิ ทีออกมาจากงพู ิษ งรู ้ายในทีนีคือ งหู างกระดิงหรืออาจเป็นงูเห่า พษิ ของ
มนั ทาํ อนั ตรายถึงตายได้ พระเยซูทรงเปรียบพวกฟาริสี (ซึงเป็นพวกทีพระเยซูตรัสถึงอยา่ งไม่
ตอ้ งสงสยั ) วา่ เป็นเหมือนกบั “ชาติงูร้าย” สิงทีออกมาจากปากของสัตวร์ ้ายชนิดนีกค็ ือพษิ ร้ายถึง
ตาย
พระองคจ์ ึงทรงผกู คาํ เปรียบสองเรืองนีเขา้ ดว้ ยกนั โดยตรัสวา่ “ดว้ ยวา่ ปากยอ่ มพดู จากสิง
ทีเตม็ อยใู่ นใจ” สิงทีออกมาจากปากกบ็ ่งบอกถึงวสิ ยั ฝ่ ายวญิ ญาณของใจทีเป็นบ่อเกิดของคาํ พดู
นนั ๆ คาํ พดู ทีดียอ่ มออกมาจากใจทีดี คาํ พดู ทีขมขืนและเตม็ ไปดว้ ยพิษร้ายกอ็ อกมาจากใจเช่น
กนั ความแตกต่างกเ็ ผยใหเ้ ห็นถึงวสิ ัยฝ่ ายวญิ ญาณซึงเป็นทีมาของคาํ พดู นนั ๆ คนทีดาํ เนินตาม
วสิ ัยฝ่ ายวญิ ญาณใหม่กจ็ ะเอ่ยคาํ พดู ทีดีๆ ส่วนคนทีดาํ เนินในเนือหนงั กจ็ ะเอ่ยคาํ พดู ทีชวั ร้ายและ
เตม็ ไปดว้ ยพิษอนั เป็นลกั ษณะเฉพาะตวั ของเนือหนงั นอกจากนีพระเยซูตรัสอีกวา่ ใจเตม็ ไปดว้ ย
อะไร มนั กท็ ่วมออกมาทางปากเท่านนั
กาลาเทีย 5 พดู ถึงการดาํ เนินชีวติ ตามพระวญิ ญาณดุจเป็นนิสยั ของชีวติ ในการทาํ เช่นนนั
ใจเตม็ ไปดว้ ยอะไร ปากกพ็ ดู ออกมาอยา่ งนนั ในทางกลบั กนั เมือเราดาํ เนินชีวติ ตามเนือหนงั ต่อ
ไป วสิ ยั ทีน่าเกลียดกอ็ อกมาจากสิงทีเตม็ อยใู่ นใจเป็นคาํ พดู เช่นนนั ดว้ ย ดู คาํ อธิบายสาํ หรับ กา
ลาเทีย 5:13-26
มธ 12:35-37 พระเยซูทรงขยายความเพมิ เติมเกียวกบั หลกั การขอ้ นี คนดีกเ็ อาของดมี า
จากคลงั ดแี ห่งใจนัน คนชัวกเ็ อาของชัวมาจากคลงั ชัว สิงทีออกมาจากริมฝี ปากของเรากอ็ อกมา
จากใจเรา พระเยซูจึงตรัสถึงคนดีและคนชวั และคลงั แห่งใจ นีอาจหมายถึงสถานทีนนั ทีอยู่
ใจกลางแห่งตวั ตนของเราซึงเป็นทีๆเราเกบ็ ความคิดส่วนลึกทีสุดเอาไว้ สิงทีเกบ็ ไวอ้ ยเู่ ตม็ ในใจ
เราจึงออกมาจากคลงั นนั เป็นคาํ พดู ทีออกมาทางปาก
หากใจผใู้ ดมีลกั ษณะตามแบบของพระเจา้ และอยฝู่ ่ ายวญิ ญาณ สิงทีออกมาเป็นคาํ พดู กจ็ ะ
สะทอ้ นใหเ้ ห็นสิงนนั หากผใู้ ดดาํ เนินตามเนือหนงั ทาํ ชวั และทาํ ตามแบบชาวโลก สิงนนั กจ็ ะ
ออกมาเป็นคาํ พดู เช่นกนั พระเยซูทรงเรียกพวกฟาริสีและคนทีติดตามพวกเขาวา่ เป็นฝงู งใู นทุ่ง
หญา้ เช่นทีเห็นในขอ้ 33 ปากของเรากเ็ ผยใหเ้ ห็นวา่ อุปนิสัยฝ่ ายวญิ ญาณแบบใดกาํ ลงั ทาํ งานอยู่
ในชีวิตของเรา นนั คือ แบบเก่าหรือแบบใหม่
นอกจากนี คาํ ไม่เป็นสาระทุกคาํ ทีเราพดู กจ็ ะถูกคิดบญั ชีในวนั พพิ ากษาดว้ ย 36 ฝ่ ายเรา
บอกเจ้าทงั หลายว่า คาํ ทไี ม่เป็ นสาระทุกคาํ ซึงมนุษย์พูดนัน มนุษย์จะต้องให้การสําหรับถ้อยคาํ
เหล่านันในวนั พพิ ากษา คาํ ทีแปลวา่ ทไี ม่เป็ นสาระ (อารกอส) มคี วามหมายดว้ ยวา่ ‘เล่นๆ’ หรือ
‘ไม่ระวงั ’ นีอาจหมายความวา่ คาํ พดู เล่นๆทีเผลอพดู ออกไปทุกคาํ กาํ ลงั ถกู บนั ทึกไวอ้ ยแู่ ละจะ
ถูกนาํ มาเปิ ดเผยในวนั พพิ ากษา ดงั นนั เราจึงตอ้ งระวงั คาํ พดู ของเราใหด้ ี ดู โรม 14:12
เพราะเหตุทีคาํ พดู แสดงใหเ้ ห็นถึงลกั ษณะทีแทจ้ ริงของจิตใจ สิงทีมนุษยไ์ ดพ้ ดู ในชีวติ ก็
จะถูกใชเ้ ป็นพยานปรักปราํ พวกเขาเองในวนั นนั เหตุการณ์ทุกอยา่ งทีมนุษยแ์ ช่งด่าโดยใช้
พระนามของพระเจา้ จะถกู นาํ มาใชเ้ ป็นพยานปรักปราํ สภาพทีหลงหายและชวั รา้ ยของพวกเขาที
การพพิ ากษาทีบลั ลงั กใ์ หญ่สีขาว
พระเยซูตรัสปิ ดทา้ ยเนือหาตอนนีวา่ 37 เหตุว่าทเี จ้าจะพ้นโทษได้ หรือจะต้องถูกปรับ
โทษนัน กเ็ พราะวาจาของเจ้า" คาํ พดู ของเราจะเป็นพยานช่วยเราหรือปรักปราํ เราในการ
พพิ ากษาสักวนั หนึง นีเป็นอีกครังทีองคพ์ ระผเู้ ป็นเจา้ ของเราทรงเตือนเราถึงวธิ ีการใชค้ าํ พดู ของ
เรา การพดู นนั เป็นเรืองง่าย แต่มนั กน็ าํ มาซึงความรับผดิ ชอบทีดาํ รงอยถู่ าวรและใหญ่ยงิ
นอกจากนีมนั ยงั สะทอ้ นใหเ้ ห็นถึงสภาพฝ่ ายวญิ ญาณของจิตใจซึงเป็นทีมาของคาํ พดู นนั ดว้ ย
มธ 12:38 คราวนีมทั ธิวเปลียนไปเล่าอีกเหตุการณ์หนึงในการรับใชข้ ององคพ์ ระผู้
เป็นเจา้ ของเรา ถึงแมไ้ ม่มีบอกเวลาไว้ แต่ดูเหมือนวา่ เหตุการณ์นีเกิดขึนต่อจากเหตุการณ์ก่อน
หนา้ ทนั ทีตามทีบริบทเสนอไว้ คราวนันมบี างคนในพวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสีทูลว่า
"อาจารย์เจ้าข้า พวกข้าพเจ้าอยากจะเหน็ หมายสําคญั จากท่าน" พวกคนไม่เชือตลอดทุกยคุ สมยั
พยายามแสวงหาหมายสาํ คญั บางอยา่ งเพอื พสิ ูจนว์ า่ พระเจา้ ทรงมีอยจู่ ริงมาตลอด ในการทาํ เช่น
นนั พวกเขากแ็ สดงใหเ้ ห็นถึงใจไม่เชือของตนและความมดื บอดฝ่ ายวญิ ญาณต่อการเปิ ดเผยของ
พระเจา้ ผา่ นทางพระวจนะของพระองคแ์ ละสิงทรงสร้าง ดู ยอหน์ 2:18 และ 1 โครินธ์ 1:22
พวกยวิ (ซึงไดเ้ ห็นพระราชกิจของพระเจา้ ทีสาํ แดงผา่ นทางพวกเขามากกวา่ ชนชาติใด) ดู
เหมือนวา่ จะเป็นผทู้ ีกระทาํ ผดิ มากทีสุดในเรืองนี ในบริบทก่อนหนา้ พระเยซูไดท้ รงกระทาํ การ
อศั จรรยอ์ ยา่ งหนึง คือ รักษาชายทีตาบอดและเป็นใบใ้ หห้ าย เห็นไดช้ ดั วา่ พวกธรรมาจารยแ์ ละ
พวกฟาริสีกลุ่มเดิมนีอยากเห็นมากกวา่ นี นีอาจเป็นความอยากรู้อยากเห็นฝ่ ายเนือหนงั ทีตอ้ งการ
การตอบสนองใหห้ ายอยากเฉยๆ แน่นอนทีวา่ พวกเขามใี จไม่เชือ น่าสนใจตรงทีคาํ ทีแปลวา่
หมายสําคญั (เซเมะอิออน) กเ็ ป็นคาํ เดียวกบั ทีปกติแลว้ แปลวา่ ‘การอศั จรรย’์
มธ 12:39-40 คาํ ตอบของพระเยซูกค็ ือวา่ หมายสาํ คญั เดียวทีพวกเขาจะไดเ้ ห็นกค็ อื
หมายสาํ คญั ของโยนาห์ พระองค์จงึ ตรัสตอบเขาว่า "คนชาตชิ ัวและเล่นชู้แสวงหาหมายสําคญั
และจะไม่ทรงโปรดให้หมายสําคญั แก่เขา เว้นไว้แต่หมายสําคญั ของโยนาห์ศาสดาพยากรณ์
40 ด้วยว่า `โยนาห์ได้อยู่ในท้องปลาวาฬสามวนั สามคนื ' ฉันใด บุตรมนุษย์จะอยู่ในท้องแผ่นดนิ
สามวนั สามคนื ฉันนัน
พระเยซูตรัสถึงการฟื นคนื พระชนมข์ องพระองค์ นนั เป็นหมายสาํ คญั อนั ใหญ่เดียว
เท่านนั ทีพระองคไ์ ดท้ รงประทานแก่คนยคุ นี การพดู ถึงโยนาห์ทีอยใู่ นทอ้ งปลาวาฬสามวนั สาม
คืนกส็ ือถึงการถกู ฝังไวข้ องพระคริสตเ์ ช่นกนั การคิดเลขง่ายๆกจ็ ะแสดงใหเ้ ห็นวา่ พระเยซูทรง
ถูกตรึงกางเขนก่อนหนา้ วนั ศุกร์ศกั ดิสิทธิตามทีพวกคาทอลิกเชือกนั เมือนบั ยอ้ นไปสามวนั สาม
คืนจากเชา้ วนั อาทิตย์ เรากจ็ ะไดว้ นั ทีพระองคถ์ กู ตรึงเป็นวนั พฤหสั บดีหรือไม่กว็ นั พุธ พระคมั ภีร์
ไม่เคยบอกตรงไหนเลยวา่ พระองคท์ รงถกู ตรึงวนั ศุกร์ อยา่ งไรกต็ ามประเดน็ สาํ คญั กค็ ือวา่ หมาย
สาํ คญั เดียวเท่านนั ทีพระเยซูจะทรงประทานใหแ้ ก่คนชวั อายนุ นั (และจนถึงทุกวนั นีดว้ ย) คือ
การฟื นคืนพระชนมข์ องพระองค์ นนั เป็นหมายสาํ คญั เดียวทีรับรองพระองคว์ า่ ทรงเป็นพระเจา้
พระผชู้ ่วยใหร้ อด และองคพ์ ระผเู้ ป็นเจา้ (คาํ ทีแปลวา่ ปลาวาฬ (เคทอส) มีความหมายตรงตวั ว่
า ‘ปลาใหญ่’)
นอกจากนี องคพ์ ระผเู้ ป็นเจา้ ของเรายงั ทรงเรียกคนชวั อายนุ นั ซึงแสวงหาหมายสาํ คญั
จากพระเจา้ ตลอดวา่ เป็น “คนชาติชวั และเล่นชู”้ นีแสดงใหเ้ ห็นถึงความเชือมโยงกนั ระหวา่ งใจ
ไม่เชือและการผดิ ผวั ผดิ เมียเขา ถึงแมว้ า่ พวกเขาดูเป็นคนน่าเลือมใสและถือวา่ ตวั เองชอบธรรม
แต่พระเยซูกท็ รงเรียกพวกธรรมาจารยแ์ ละพวกฟาริสีวา่ เป็นคนเล่นชู้ คนเหล่านีเป็นคนหนา้ ซือ
ใจคดสินดี พวกเขาตาํ หนิพระเยซูสาํ หรับสิงทีพวกเขาคิดวา่ เป็นการละเมิดวนั สะบาโตอยา่ ง
รุนแรงโดยการทีพระองคท์ รงรักษาโรคในวนั นนั กระนนั เห็นไดช้ ดั วา่ พวกเขาเป็นคนเล่นชู้
จนถึงทุกวนั นี ไม่ใช่เรืองแปลกทีเราจะเห็นวา่ พวกคนทีละทิงความจริงในดา้ นศาสนศาสตร์มกั
เกียวขอ้ งกบั ความบาปเรืองเพศในรูปแบบทีเลวร้ายทสี ุด
มธ 12:41 อีกครังทีพระเยซูตรัสถงึ เมืองต่างๆสมยั โบราณทีไดเ้ จอกบั การพพิ ากษา
ของพระเจา้ โดยในกรณีนีคือ เมืองนีนะเวห์ ชนชาวนีนะเวห์จะลกุ ขนึ ในวนั พพิ ากษาพร้อมกบั
คนยคุ นี และจะกล่าวโทษเขา ด้วยว่าชาวนีนะเวห์ได้กลบั ใจเสียใหม่เพราะคาํ ประกาศของโยนาห์
และดูเถดิ ผู้เป็ นใหญ่กว่าโยนาห์อยู่ทนี ี นีเป็นอีกครังทีพระเยซูทรงประณามชนชาติอิสราเอล
เพราะใจไม่เชือและใจทีแขง็ กระดา้ งของพวกเขา เมืองนีนะเวห์ (ซึงเป็นเมืองของคนต่างชาติ) ได้
กลบั ใจเสียใหม่เพราะคาํ ประกาศของโยนาห์ ถึงแมว้ า่ ชนชาติอสิ ราเอลทีไดร้ ับพนั ธสญั ญาจะไม่
ยอมกลบั ใจใหม่เมือไดฟ้ ังคาํ ประกาศของพระเยซูกต็ าม นีสือใหเ้ ห็นชดั เจนวา่ ชนชาติอสิ ราเอล
จาํ เป็นตอ้ งกลบั ใจใหม่ เมืองนีนะเวหซ์ ึงเป็นเมืองของคนต่างชาติและนอกรีตไดก้ ลบั ใจใหม่เมือ
โยนาห์ไปประกาศ แต่พวกอิสราเอลมีแต่ทาํ ใหใ้ จของตนแขง็ กระดา้ งและร้องขอหมายสาํ คญั
มากขึนเมือพระเยซูทรงประกาศแก่พวกเขา
นอกจากนี ทีสือชดั เจนกค็ ือความเป็นจริงของการเป็นขึนจากตาย พระเยซูตรัสวา่ ชาว
เมืองนีนะเวหจ์ ะลุกขนึ ในวนั พพิ ากษาทีปรับโทษชนชาวอิสราเอลและกล่าวโทษชนอิสราเอล
นนั สือชดั เจนถึงการเป็นขึนจากตายของพวกเขาและการทีพวกเขาจะกล่าวโทษพวกอิสราเอลใน
วนั นนั ดว้ ย นีสือดว้ ยวา่ ชนชาวนีนะเวหจ์ ะมีชยั ในการพิพากษาขณะทีชนอิสราเอลจะไม่มีชยั ใน
การพพิ ากษาอยา่ งนอ้ ยกใ็ นวนั นนั พระเยซูอาจทรงทาํ ใหพ้ วกฟาริสีเดือดดาลโดยการทีพระองค์
ตรัสแก่พวกเขาวา่ พระองคผ์ ทู้ รงเป็นใหญ่กวา่ โยนาห์ไดอ้ ยทู่ ่ามกลางพวกเขาแลว้ นีเป็นการ
เปรียบเทียบครังทีสองแลว้ ในบทนีซึงบอกวา่ พระเยซูทรงเป็นใหญ่กวา่ สิงทีพวกยวิ ยกยอ่ ง สิง
แรกกค็ ือพระวหิ ารใน 12:6
มธ 12:42 นอกจากนีนางกษตั ริย์ฝ่ ายทศิ ใต้จะลกุ ขนึ ในวนั พพิ ากษาพร้อมกบั คนยุค
นี และจะกล่าวโทษเขา ด้วยว่าพระนางนันได้มาจากทสี ุดปลายแผ่นดินโลกเพอื จะฟังสตปิ ัญญา
ของซาโลมอน และดูเถดิ ผู้เป็ นใหญ่กว่าซาโลมอนกอ็ ยู่ทนี ี นางกษตั ริยแ์ ห่งเชบา (ผปู้ กครองคน
ต่างชาติ) ซึงมาจากเอธิโอเปี ย กจ็ ะกล่าวโทษชนอิสราเอลทีไม่เชือเช่นกนั ในวนั พพิ ากษาซึงเกิด
ขึนหลงั การเป็นขึนจากตาย นางไดม้ าพร้อมกบั ใจทีเปิ ดออกเพอื รับฟังสติปัญญาตามแบบของ
พระเจา้ ของซาโลมอนและไดเ้ ชือ ดู 1 พงศก์ ษตั ริย์ 10:1 กระนนั พระองคผ์ ทู้ รงเป็นใหญ่กวา่ ซา
โลมอนกท็ รงอยทู่ ่ามกลางพวกเขาแลว้
นีเป็นครังทีสามแลว้ ในบทนีทีพระเยซูทรงเปรียบพระองคเ์ องวา่ เป็นใหญ่กวา่ พวกคนทีมี
เกียรติในประวตั ิศาสตร์ของชาวยวิ พระองคท์ รงเปรียบตวั เองวา่ เป็นใหญ่กวา่ ซาโลมอน ผเู้ ป็น
กษตั ริยท์ ีมีสติปัญญามากทีสุดและมงั คงั ทีสุดทีไดเ้ คยขึนครองบลั ลงั กก์ ษตั ริยแ์ ห่งอิสราเอล
ความหมายของการเปรียบเทียบเหล่านีไม่น่าจะพน้ หูพน้ ตาพวกปฏิปักษข์ องพระองคไ์ ปไดถ้ ึง
แมว้ า่ พวกเขาจะไม่ยอมรับรู้มนั กต็ าม ไม่วา่ พวกเขาจะชอบหรือไม่ชอบ แต่พระเยซูกไ็ ดท้ รง
บรรยายถึงตวั เองวา่ เป็นใหญ่กวา่ พระวหิ าร โยนาห์ และกษตั ริยซ์ าโลมอน
มธ 12:43-45 พระเยซูทรงตาํ หนิชนอิสราเอลในสมยั นนั ต่อไป เมอื ผโี สโครกออกมา
จากผู้ใดแล้ว มนั กท็ ่องเทยี วไปในทกี นั ดาร เพอื แสวงหาทหี ยดุ พกั แต่ไม่พบเลย 44 แล้วมนั ก็
กล่าวว่า `ข้าจะกลบั ไปยงั เรือนของข้าทขี ้าได้ออกมานัน' และเมอื มนั มาถงึ กเ็ หน็ เรือนนันว่าง
กวาดและตกแต่งไว้แล้ว 45 มนั จงึ ไปรับเอาผอี นื อกี เจด็ ผรี ้ายกว่ามนั เอง แล้วกเ็ ข้าไปอาศัยทนี ัน
และในทสี ุดคนนันกต็ กทนี ังร้ายกว่าตอนแรก คนชาติชัวนีกจ็ ะเป็ นอย่างนัน"
คาํ อุปมานีอาจหมายถึงความไร้ค่าของการถือวา่ ตวั เองชอบธรรมซึงพวกฟาริสีปฏิบตั ิอยู่
เป็นประจาํ หรือทีน่าจะเป็นมากกวา่ (ในบริบทนี) กค็ ือมนั อาจหมายถึงชนอิสราเอลโดยรวมที
คิดวา่ ตวั เองชอบธรรมซึงจะเผชิญกบั การพิพากษาในภายหนา้ ทีรุนแรงยงิ กวา่ เสียอกี และมนั ก็
เป็นอยา่ งนนั กบั พวกเขาจริงๆ
ไม่วา่ จะในกรณีใด ภาพเปรียบทีพระเยซูทรงใชก้ แ็ สดงใหเ้ ห็นถึงโลกของพวกภตู ผปี ี ศาจ
และวธิ ีการทาํ งานของพวกมนั พวกมนั ปรารถนาร่างกายมนุษย์ นอกจากนี ผมี ากกวา่ หนึงตวั ก็
สามารถเขา้ สิงคนๆเดียวไดแ้ ละพวกมนั กท็ าํ อยา่ งนนั บ่อยๆ ในกรณีทีพระเยซูทรงบรรยายถึงนี
เจา้ ผตี วั นีไดอ้ อกไปและกลบั มาพบวา่ ชายทีน่าสงสารคนนีไดจ้ ดั การชีวติ ของตวั เองกลบั เป็น
เหมือนเดิมเรียบร้อยแลว้ ดงั นนั เจา้ ผตี วั นีจึงพาผอี ีกเจด็ ตวั กลบั มาสิงชายผเู้ คราะห์ร้ายคนนีอีก
ครัง
ประเดน็ ของพระเยซูอาจเป็นไดว้ า่ ถึงแมว้ า่ ชนอิสราเอลในสมยั นนั พยายามทีจะสาํ แดง
ตวั ใหป้ รากฏวา่ เป็นคนชอบธรรม แต่พวกเขากแ็ ยย่ งิ กวา่ เก่าเสียอีก วลีสาํ คญั ของคาํ อุปมาเรืองนี
ปรากฏในวลีสุดทา้ ย “และในทีสุดคนนนั กต็ กทีนงั ร้ายกวา่ ตอนแรก คนชาติชวั นีกจ็ ะเป็นอยา่ ง
นนั ” ถงึ แมว้ า่ ชนอิสราเอลดูเหมือนจะจดั การกบั ชีวติ ของตนแลว้ โดยการเลิกไหวร้ ูปเคารพ แต่
สภาพฝ่ ายวญิ ญาณของพวกเขาจริงๆแลว้ กแ็ ยก่ วา่ แต่ก่อน เช่นเดียวกบั ทีกลุ่มผโี สโครกทีกลบั มา
สิงชายคนนนั เลวร้ายยงิ กวา่ พวกอิสราเอลกม็ ีสภาพเลวร้ายกวา่ เก่าเช่นกนั นอกจากนีพวกเขาก็
จะตอ้ งรับการตีสอนทีจะมาเมือพระเจา้ ทรงพพิ ากษาพวกเขาสาํ หรับการทีพวกเขาปฏิเสธพระ
คริสตใ์ นอีกหลายสิบปี นบั จากนี
มธ 12:46-50 ขณะเดียวกนั ขณะทพี ระองค์ยงั ตรัสกบั ประชาชนอยู่นัน ดูเถิด มารดา
และพวกน้องชายของพระองค์พากนั มายนื อยู่ภายนอกประสงค์จะสนทนากบั พระองค์ 47 แล้วมี
คนหนงึ ทูลพระองค์ว่า "ดูเถดิ มารดาและพวกน้องชายของพระองค์ยนื อยู่ข้างนอกประสงค์จะ
สนทนากบั พระองค์" 48 แต่พระองค์ตรัสตอบผู้ทที ูลพระองค์นันว่า "ใครเป็ นมารดาของเรา
ใครเป็ นพนี ้องของเรา"
ในการอ่านตอนแรก ยอ่ หนา้ ขา้ งบนดูเหมือนจะบ่งบอกวา่ พระเยซูทรงแสดงความไม่
สุภาพต่อครอบครัวของพระองคเ์ อง อยา่ งไรกต็ าม บทเรียนทีพระองคท์ รงตอ้ งการสอนกอ็ ยใู่ น
ขอบเขตของเหตุการณ์ต่างๆทีใหญ่กวา่ ครอบครัวฝ่ ายวญิ ญาณของพระองคท์ ีแทจ้ ริงกค็ ือ คน
เหล่านนั ทีเชือฟังนาํ พระทยั ของพระเจา้ 49 พระองค์ทรงเหยยี ดพระหตั ถ์ไปทางพวกสาวกของ
พระองค์ และตรัสว่า "ดูเถิด นีเป็ นมารดาและพนี ้องของเรา 50 ด้วยว่าผู้ใดจะกระทาํ ตามพระทยั
พระบิดาของเราผู้ทรงสถติ ในสวรรค์ ผู้นันแหละเป็ นพนี ้องชายหญิงและมารดาของเรา"
คนเหล่านนั ทีเชือฟังและนบนอบต่อความเป็นเจา้ นายของพระองคก์ ค็ ือคนทีใกลช้ ิด
พระองคม์ ากทีสุด ความเชือฟังพระคริสตเ์ ป็นสิงทีสาํ แดงใหเ้ ห็นถึงความรักทีแทจ้ ริงทีมีต่อ
พระองค์ ดู ยอห์น 15:21, 23-24 แต่สิงทีขดั แยง้ กนั เองกค็ ือวา่ พวกพนี อ้ งของพระองคส์ ่วนใหญ่
ไม่ไดเ้ ชือในพระองคข์ ณะทีพระองคท์ รงรับใชอ้ ยบู่ นโลกนี พระเยซูทรงทราบดีและพวกเขาก็
เช่นกนั อีกครังทนี ีสือถึงการทีชนอิสราเอลปฏิเสธพระองคใ์ นฝ่ ายวญิ ญาณเหมือนกบั ทีบาง
คนในครอบครัวของพระองคเ์ องกป็ ฏิเสธพระองคเ์ ช่นกนั ในทางตรงกนั ขา้ ม คนต่างชาติ
มากมายในอีกหลายปี นบั จากนีจะไม่เพียงเชือในพระองคเ์ ท่านนั แต่จะเชือฟังพระบิดาดว้ ย คน
เหล่านีเองทีจะกลายเป็นครอบครัวฝ่ ายวญิ ญาณทีแทจ้ ริงของพระองค์ หลกั การนีกย็ งั เป็นจริงอยู่
จนถึงทุกวนั นี
*****
ภาพรวมของมทั ธิว 13: บททีสิบสามของมทั ธิวมีเนือหาเกียวกบั คาํ อุปมาเจด็ เรืองที
พระองค์ทรงสอนทีริมทะเลกาลิลี คาํ อุปมาแต่ละเรืองหรือข้อความลึกลบั แต่ละเรืองกพ็ ดู ถึงหลกั
การต่างๆทีเกียวข้องกบั อาณาจักรของพระเจ้า
มธ 13:1-2 มทั ธิวเกรินนาํ บททีน่าสนใจนีโดยกล่าววา่ ในวนั นันเองพระเยซูได้เสดจ็
จากเรือนไปประทบั ทชี ายทะเล 2 มคี นพากนั มาหาพระองค์มากนัก พระองค์จงึ เสดจ็ ลงไป
ประทบั ในเรือ และบรรดาคนเหล่านันกย็ นื อยู่บนฝัง
อีกครังทีมีการพดู ถึงบา้ นซึงไม่ระบุวา่ เป็นของใคร พวกเขาน่าจะยงั อยใู่ นเมืองคาเปอรนา
อุมอยเู่ หมอื นเดิม ถึงแมว้ า่ ใน 12:15 มทั ธิวระบุวา่ พระเยซูไดเ้ สดจ็ ไปจากทีนนั กต็ าม เห็นไดช้ ดั
วา่ “วนั นนั เอง” ยอ่ มหมายถึงวนั เดียวกบั ทีเหตุการณ์ต่างๆในเนือหาตอนสุดทา้ ยของบทที12 ได้
เกิดขึน มนั ไดช้ ือวา่ เป็น ‘วนั ทียงุ่ วนุ่ วาย’ เพราะทุกสิงทีไดเ้ กิดขึนในวนั นนั เมอื งคาเปอรนาอุม
ตงั อยบู่ นชายฝังตอนเหนือของแควน้ กาลิลี ทางตอนใตแ้ ละตะวนั ตกของเมอื งคาเปอรนาอุมมี
อ่าวเลก็ ๆหรือปากนาํ ตามแนวชายฝังของทะเลนี คนเชือกนั วา่ เป็นสถานทีนีเองทีพระเยซูเสดจ็ ลง
เรือลาํ หนึงขณะทีฝงู ชนจาํ นวนมหาศาลรวมตวั กนั ตามแนวชายฝังในลกั ษณะอฒั จนั ทร์ จากเรือ
นนั เองพระองคก์ ท็ รงสอนคาํ อุปมาเจด็ เรืองตามทีมีบนั ทึกอยใู่ นบทนี คาํ อุปมาแต่ละเรืองกม็ ี
เนือหาเกียวกบั อาณาจกั รของพระเจา้
แนวคิดของอาณาจกั รนนั กเ็ ป็นเรืองของอนาคต คริสตจกั รอยใู่ นปัจจุบนั อาณาจกั รนนั
หมายถึงการสถาปนาอาณาจกั รของพวกยวิ ซึงมีศูนยก์ ลางอยทู่ ีกรุงเยรูซาเลม็ เมือพระเยซูเสดจ็
กลบั มาในฐานะกษตั ริย์ ปกติแลว้ มนั กถ็ ูกเรียกวา่ ยคุ พนั ปี อยา่ งไรกต็ าม อาณาจกั รนนั กจ็ ะ
ดาํ เนินสืบต่อไปจนตลอดนิรันดร์กาลเมือพระเจา้ ทรงสร้างฟ้ าสวรรคใ์ หม่และแผน่ ดินโลกใหม่
ดูคาํ อธิบายเพมิ เติมเกียวกบั อาณาจกั รนนั ไดใ้ นหมายเหตุเกียวกบั มทั ธิว 3:2
มธ 13:3-8 คาํ อุปมาเรืองแรกในเจด็ เรืองของบทนีกค็ ือ เรืองของผหู้ วา่ นพชื แล้ว
พระองค์กต็ รัสกบั เขาหลายประการเป็ นคาํ อปุ มาว่า "ดูเถดิ มผี ู้หว่านคนหนึงออกไปหว่านพชื
4 และเมอื เขาหว่าน เมลด็ พชื กต็ กตามหนทางบ้าง แล้วนกกม็ ากนิ เสีย 5 บ้างกต็ กในทซี ึงมพี นื หิน
มเี นือดินแต่น้อย จงึ งอกขนึ โดยเร็วเพราะดนิ ไม่ลกึ 6 แต่เมอื แดดจดั แดดกแ็ ผดเผา เพราะราก
ไม่มจี งึ เหียวไป 7 บ้างกต็ กกลางต้นหนาม ต้นหนามกง็ อกขนึ ปกคลมุ เสีย 8 บ้างกต็ กทดี นิ ดี แล้ว
เกดิ ผล ร้อยเท่าบ้าง หกสิบเท่าบ้าง สามสิบเท่าบ้าง
ในคาํ อุปมาเรืองผหู้ วา่ นพชื นี พระเยซูตรัสถึงดินสีประเภท (1) ดินตามหนทางทีพวกนก
มากินเมลด็ พชื (2) ดินทีมีพนื หินซึงมีเนือดินนอ้ ยและดินไม่ลึก (3) วชั พืชและตน้ หนามซึงขึน
ปกคลุมเมลด็ พชื และ (4) ดินดีซึงเกิดผลมาก
ชาวไร่ชาวนาสมยั โบราณจะเดินไปตามทุ่งหญา้ ของตนพร้อมกบั สะพายถุงใส่เมลด็ พืช
พาดบ่าของตน พวกเขาจะ ‘หวา่ น’ เมลด็ พชื นนั โดยโยนเมลด็ พชื ออกไปเป็นวถิ ีครึงวงกลมขณะ
ทีพวกเขาเดินไปตามทุ่งหญา้ แต่ละแห่ง ในกรณีนี ดูเหมือนวา่ ชาวนา (ผหู้ วา่ น) คนนีกาํ ลงั ปลูก
ขา้ วสาลีหรือไม่กธ็ ญั พชื ชนิดหนึงอยู่ ทุ่งนาดงั กล่าวปกติแลว้ กไ็ ม่ไดม้ ีขนาดใหญ่และมกั มที าง
เดินหรือ ‘ถนน’ ทีทอดยาวตามแนวของทุ่งอยา่ งนอ้ ยกด็ า้ นหนึง ขา้ งทางนีจึงไม่ค่อยมคี นสญั จร
ผา่ นไปมา เมลด็ พชื ทีตกบนขา้ งทางนีกจ็ ะอยเู่ ฉยๆบนพืนดินและเป็นอาหารของพวกนกไดโ้ ดย
ง่าย
สภาพทางธรณีวทิ ยาของประเทศอิสราเอลกม็ ีลกั ษณะทีวา่ พนื หินมกั ทอดยาวอยใู่ ตช้ นั
ดินตืนๆ ในคาํ อุปมาทีพระเยซูทรงเล่านี เห็นไดช้ ดั วา่ มสี ่วนหนึงของทุ่งนีทีมีพนื หินอยขู่ า้ งใต้
ชนั ดินทีอยขู่ า้ งบนกจ็ ะร้อนกวา่ และแหง้ กวา่ ส่วนทีเหลือเพราะความตืนของชนั ดิน ส่วนอืนๆ
ของทุ่งกม็ ีวชั พชื รบกวน โดยเฉพาะพวกตน้ หนาม อยา่ งไรกต็ าม พนื ทีส่วนอืนๆของทุ่งนีกเ็ ป็น
ดินดี ซึงไม่ไดม้ ีพนื ทีนอ้ ย ไม่ไดม้ ีพืนหินอยขู่ า้ งใต้ และไม่ไดม้ ีหนามปกคลุม
นอกจากนี เราควรหมายเหตุไวว้ า่ ในดินสามประเภทจากสีประเภทนี เมลด็ พืชกเ็ พาะตวั
และงอกเงยขึนมา ประเดน็ สาํ คญั ของคาํ อุปมานีกจ็ ะเป็นสาเหตุทีวา่ ทาํ ไมเมลด็ พชื บางอนั เกิดผล
และบางอนั กไ็ ม่เกิดผล
มธ 13:9 พระเยซูทรงเตือนสติพวกผฟู้ ังพระองคอ์ ีกครังวา่ ใครมหี ูจงฟังเถดิ "
ความหมายกค็ ือ จงตงั ใจฟังใหด้ ีๆ สิงทีท่านไดย้ นิ นนั อาจมีอะไรมากกวา่ ทีคิด
มธ 13:10-15 ฝ่ ายพวกสาวกจงึ มาทูลพระองค์ว่า "เหตไุ ฉนพระองค์ตรัสกบั เขาเป็ นคาํ
อปุ มา" 11 พระองค์ตรัสตอบเขาว่า "เพราะว่าข้อความลกึ ลบั ของอาณาจักรแห่งสวรรค์ทรง
โปรดให้ท่านทงั หลายรู้ได้ แต่คนเหล่านันไม่โปรดให้รู้ 12 ด้วยว่าผู้ใดมอี ยู่แล้ว จะเพมิ เติมให้คน
นันมเี หลอื เฟื อ แต่ผู้ใดทไี ม่มนี ัน แม้ว่าซึงเขามอี ยู่จะต้องเอาไปจากเขา 13 เหตุฉะนัน เราจงึ กล่าว
แก่เขาเป็ นคาํ อปุ มา เพราะว่าถึงเขาเห็นกเ็ หมอื นไม่เห็น ถงึ ได้ยนิ กเ็ หมอื นไม่ได้ยนิ และไม่เข้าใจ
เมือพระเยซูทรงถูกถามวา่ ทาํ ไมพระองคถ์ ึงทรงสอนเป็นคาํ อุปมาแทนทีจะสอนพวกเขา
ตรงๆ พระองคก์ ท็ รงยกคาํ พยากรณ์ของอิสยาห์ทีบอกวา่ พระเจา้ จะทรงทาํ ใหใ้ จทีแขง็ กระดา้ ง
ของชนอิสราเอลทีไม่เชือใหม้ ืดบอดฝ่ ายวญิ ญาณ (อิสยาห์ 6:9-10) การไม่ยอมรับและไม่เชือฟัง
พระเจา้ อยเู่ รือยๆจะนาํ มาซึงผลทีตามมาหลายประการ พระเจา้ ทรงเอาความสามารถทีจะเขา้ ใจ
ของพวกเขาไปเสียแลว้
การทีพระเยซูตรัสถึงคนทีมีมากขึนกบั คนทีไม่มี (และการทีเอาไปจากเขา) ในบริบทนี
ยอ่ มหมายถึงชนอิสราเอล พระเจา้ ไดท้ รงประทานความสวา่ ง พระคุณ และพระพรใหแ้ ก่พวกเขา
แลว้ มาตลอดหลายร้อยปี ชนอิสราเอลส่วนใหญ่แลว้ ไม่เห็นค่าพระพรของพระเจา้ ไม่สนใจ
พระองค์ และปฏิเสธความจริงของพระองคเ์ สีย ในท่ามกลางคนทงั หมด พวกเขาไดร้ ับพระพร
จากพระเจา้ แต่กห็ นั หลงั ใหพ้ ระองคเ์ สีย
ดงั นนั พระเจา้ จึงกาํ ลงั ตรสั กบั พวกเขาผา่ นทางพระเยซูในคาํ อุปมาต่างๆซึงส่วนใหญ่แลว้
พวกเขาไม่เขา้ ใจ สาํ หรบั คนเหล่านนั ไม่กีคนทียอมเปิ ดใจตอ้ นรับพระผชู้ ่วยใหร้ อด พระองคก์ จ็ ะ
ทรงประทานใหแ้ ก่คนเหล่านีมากขึน อยา่ งไรกต็ าม สาํ หรับคนมากมายทีมใี จแขง็ กระดา้ งและไม่
รับรู้ความจริง แมแ้ ต่ความเขา้ ใจเลก็ นอ้ ยทีพวกเขามีกจ็ ะถูกเอาไปจากพวกเขา มนั เป็นความเป็น
จริงอนั แสนโหดร้าย ชนอสิ ราเอลไดท้ าํ ผดิ ต่อพระเจา้ มากมายเสียจนบดั นีพระองคท์ รงตรัสกบั
พวกเขาเป็นคาํ อุปมาต่างๆทีคลมุ เครือ โดยตรัสตรงๆเฉพาะกบั คนเหล่านนั ทีเปิ ดใจตอ้ นรับ
พระองคเ์ ท่านนั
ฝงู ชนเหล่านนั ไดย้ นิ แต่กไ็ ม่เขา้ ใจ พวกเขาเห็นและไม่รับรู้ มนั เป็นการทาํ ใหค้ าํ พยากรณ์
สมยั โบราณทีพระเจา้ ตรสั ผา่ นอิสยาหส์ าํ เร็จโดยตรง 14 คาํ พยากรณ์ของอสิ ยาห์กส็ ําเร็จในคน
เหล่านันทวี ่า `พวกเจ้าจะได้ยนิ กจ็ ริง แต่จะไม่เข้าใจ จะดูกจ็ ริง แต่จะไม่รับรู้ 15 เพราะว่าชนชาติ
นีกลายเป็ นคนมใี จเฉือยชา หูกต็ งึ และตาเขาเขากป็ ิ ด เกรงว่าในเวลาใดเขาจะเหน็ ด้วยตาของเขา
และได้ยนิ ด้วยหูของเขา และเข้าใจด้วยจติ ใจของเขา และจะหันกลบั มา และเราจะได้รักษาเขาให้
หาย' (ขอ้ ความทียกมานีมาจากอิสยาห์ 6:9-10)
ชนอิสราเอลไดป้ ฏิเสธข่าวสารง่ายๆของทงั ยอห์นและพระเยซู นนั คอื จงกลบั ใจเสียใหม่
มนั ไม่มอี ะไรยงุ่ ยากซบั ซอ้ นเลยเกียวกบั เรืองนี เพราะการปฏิเสธนีเอง บดั นีพระเยซูจึงตรัสกบั
พวกเขาโดยคาํ อุปมาซึงไม่ใช่แบบตรงๆ พวกเขาไดย้ นิ แลว้ แต่กไ็ ม่เขา้ ใจ พวกเขาจึงกาํ ลงั เกบ็
เกียวผลทีตามมาอนั โหดร้ายของทศั นคติทีบาปหนาอนั ยาวนานของตน
มธ 13:16 กระนนั พระเยซูกท็ รงมพี ระพรสาํ หรับพวกสาวกของพระองคท์ ่ามกลาง
ความสลดหดหู่นี แต่ตาของท่านทงั หลายกเ็ ป็ นสุขเพราะได้เหน็ และหูของท่านกเ็ ป็ นสุขเพราะ
ได้ยนิ พวกเขาตอ้ นรับองคพ์ ระผเู้ ป็นเจา้ ของตน และพระองคก์ ท็ รงรับประกนั วา่ พวกเขาจะ
เขา้ ใจและมองเห็นความจริงนนั
มธ 13:17 พระเยซูทรงชีใหพ้ วกสาวกเห็นถึงพระพรต่างๆทีพวกเขากาํ ลงั เห็นอยู่ เรา
บอกความจริงแก่ท่านทงั หลายว่า ศาสดาพยากรณ์และผู้ชอบธรรมเป็ นอนั มากได้ปรารถนาจะ
เหน็ ซึงท่านทงั หลายเหน็ อยู่นี แต่เขามเิ คยได้เหน็ และอยากจะได้ยนิ ซึงท่านทงั หลายได้ยนิ แต่
เขากม็ เิ คยได้ยนิ พวกศาสดาพยากรณ์และผชู้ อบธรรมเป็นอนั มากจากหลายร้อยปี ก่อนปรารถนา
ทีจะไดเ้ ห็นและไดย้ นิ สิงทีพวกเขากาํ ลงั พบเห็นอยู่ กระนนั ชายสิบสองคนทีไดร้ ับพระพรนีก็
กาํ ลงั เห็นคาํ พยากรณ์สาํ เร็จต่อหนา้ ต่อตาพวกเขาเลย พวกเขากาํ ลงั ไดย้ นิ ความจริงทีพระเยซูตรัส
ซึงนอ้ ยคนนกั ทีมีโอกาสไดย้ นิ ตลอดหลายยคุ สมยั เพราะวา่ พวกเขาเปิ ดใจและเตม็ ใจเชือฟังองค์
พระผเู้ ป็นเจา้ ของตน พระองคจ์ ึงทรงเปิ ดเผยใหพ้ วกเขาเห็นความจริงทีลึกซึงและเปี ยมสุขซึงชน
อิสราเอลส่วนใหญ่มองไม่เห็น สาวกสิบสองคนนีเป็นอภิสิทธิชนส่วนนอ้ ยจริงๆ
มธ 13:18-23 พระเยซูจึงทรงเริมตน้ อธิบายคาํ อุปมาเรืองผหู้ วา่ นพชื ใหพ้ วกเขาฟัง เหตุ
ฉะนัน ท่านทงั หลายจงฟังคาํ อปุ มาว่าด้วยผู้หว่านพชื นัน เราควรชีใหเ้ ห็นวา่ ประเดน็ หลกั ของคาํ
อุปมานีกค็ ือวา่ ทาํ ไมประชากรของพระเจา้ จาํ นวนมากไม่เคยเกิดผลมากเลย มนั เป็นความจริงใน
คริสตจกั รสมยั นีและมนั กจ็ ะเป็นจริงสาํ หรับชนอิสราเอลในสมยั อาณาจกั รนนั ดว้ ย
(1) พระเยซูจึงตรัสถึงดินประเภทแรกในคาํ อุปมานี 19 เมอื ผู้ใดได้ยนิ พระวจนะแห่ง
อาณาจกั รนันแต่ไม่เข้าใจ มารร้ายกม็ าฉวยเอาพชื ซึงหว่านในใจเขานันไปเสีย นันแหละได้แก่ผู้
ซึงรับเมลด็ ริมหนทาง
ในส่วนของเมลด็ พชื ทีตกริมหนทางนนั พระเยซูทรงชีใหเ้ ห็นวา่ ซาตานจะดึงความสนใจ
ของคนไปจากสิงต่างๆของพระเจา้ โดยใชว้ ถิ ีชีวติ ทีรีบเร่งวุ่นวายของคนจาํ นวนมากทีใชช้ ีวติ
แบบนนั อยู่ ซาตานเป็นปฏิปักษโ์ ดยตรงในการทาํ ใหค้ นหมดความสนใจในสิงต่างๆของพระเจา้
ในดินประเภทนีเอง เราเห็นวา่ คนทีเป็นดินประเภทนีไม่เคยรอดเลย เช่นเดียวกบั ทางเดินผา่ น
สวนหรือทุ่งนาทีไม่มีเนือดินและไม่ตอบรับต่อเมลด็ พชื หวั ใจทีแขง็ กระดา้ งไปเพราะความบาป
และสิงรบกวนต่างๆของโลกกไ็ ม่เคยเขา้ ใจข่าวประเสริฐหรือตอ้ นรับพระคริสตเ์ ช่นกนั ไม่เคยมี
การบงั เกิดใหม่เกิดขึนเลย
(2) ในดินประเภทต่อมา 20 และผู้ทรี ับเมลด็ ซึงตกในทดี ินซึงมพี นื หินนัน ได้แก่บุคคลที
ได้ยนิ พระวจนะ แล้วกร็ ับทนั ทดี ้วยความปรีดี 21 แต่ไม่มรี ากในตัวเองจึงทนอยู่ชัวคราว และเมอื
เกดิ การยากลาํ บากหรือการข่มเหงต่างๆเพราะพระวจนะนัน ต่อมาเขากเ็ ลกิ เสีย
ในกรณีของดินทีมีพนื หินมากนี คนกไ็ ดย้ นิ และรับพระวจนะ แต่เพราะพวกเขาไม่มี
อุปนิสยั ทีลึกพอ ทนั ทีทีความเดือดร้อนหรือการต่อตา้ นเกิดขึนเพราะการเป็นคริสเตียน พวกเขาก็
ลม้ เลิกและถอยหลงั หนีไปเสีย ถึงแมจ้ ะเห็นไดช้ ดั วา่ รอดแลว้ แต่พวกเขากไ็ ม่เกิดผลถวายแด่พระ
ผชู้ ่วยใหร้ อดเลย เช่นเดียขนุ ทรัพยว์ กบั ทีดินซึงมีพนื หินอยขู่ า้ งใตน้ นั มลี กั ษณะตืน คนพวกนีก็
เช่นกนั พวกเขาตอบรับต่อข่าวประเสริฐและบงั เกิดใหม่แลว้ แต่เพราะวา่ พวกเขาไม่มีราก เมือ
ปัญหาเขา้ มา พวกเขากเ็ ลิกเสีย ดงั นนั พวกเขาจึงไม่เคยเกิดผลเพอื พระคริสต์ แก่นแทข้ องอุปนิสัย
แบบคริสเตียนคือการมีวนิ ยั ทีจะทาํ สิงทีเราควรกระทาํ คนมากมายไม่เคยก่อเกิดคุณธรรมนนั ขึน
ในชีวิตเลย ความเชือแบบคริสเตียนทีแทจ้ ริงไม่ใช่เรืองง่าย ดงั นนั พวกเขาจึงเลิกเสีย
(3) ต่อมา เมลด็ พชื ทีถูกหวา่ นกลางตน้ หนามกง็ อกเงยขึนมา 22 ผู้ทรี ับเมลด็ ซึงตกกลาง
หนามนัน ได้แก่บุคคลทไี ด้ฟังพระวจนะ แล้วความกงั วลตามธรรมดาโลก และการล่อลวงแห่ง
ทรัพย์สมบัตกิ ร็ ัดพระวจนะนันเสีย และเขาจึงไม่เกดิ ผล
ตรงนีเมลด็ พืชกเ็ พาะตวั และชีวติ ใหม่กบ็ งั เกิดขึนมา เห็นไดช้ ดั วา่ คนประเภทนีบงั เกิด
ใหม่แลว้ อยา่ งไรกต็ าม เพราะการรบกวนจากสิงต่างๆในชีวติ เมลด็ พชื นีจึงถูกปกคลุมและถึงแม้
มีชีวติ แต่กไ็ ม่เคยเกิดผลมากเลย ถึงแมว้ า่ รอดแลว้ แต่คริสเตียนประเภทนีกม็ วั แต่ยงุ่ อยกู่ บั
กิจกรรมต่างๆของโลกนีจนเขาไม่เคยเกิดผลมากถวายพระเจา้ เลย คนพวกนีมอี ยเู่ ยอะจริงๆ พวก
เขารอดแต่กไ็ ร้ผล
(4) อยา่ งไรกต็ าม เมลด็ ทีตกลงบนดินดีนนั กม็ ีลกั ษณะทีตรงกนั ขา้ ม 23 ส่วนผู้ทรี ับเมลด็
ซึงตกในดินดีนัน ได้แก่บุคคลทไี ด้ยนิ พระวจนะและเข้าใจ คนนันกเ็ กดิ ผลร้อยเท่าบ้าง หกสิบเท่า
บ้าง สามสิบเท่าบ้าง"
ตรงนีใจทีเปิ ดรับกไ็ ดย้ นิ ข่าวประเสริฐและตอ้ นรบั พระคริสต์ พวกเขาไม่มีปัญหาเรือง
ใจแขง็ กระดา้ งเลย พวกเขาไม่ไดข้ าดอุปนิสัยทีดีหรือมีกิจกรรมทีวงิ ชนกนั ตลอด เมลด็ พชื แห่ง
ข่าวประเสริฐจึงงอกเงยขึนและเกิดผลมาก ในบางกรณี เมลด็ พชื นีกอ็ อกผลสามสิบเท่า หกสิบ
เท่า และถึงขนาดเป็นร้อยเท่า การประยกุ ตใ์ ชก้ ค็ ือ คนเหล่านนั ทีไดย้ นิ ข่าวประเสริฐ เขา้ ใจมนั
และเกิดผลมากต่อไปถวายพระเจา้ ผลนนั กอ็ าจเป็นคนอืนๆทีเขานาํ มาถึงพระคริสตต์ ลอดชวั
ชีวติ ของเขา ในบางกรณี บางคนกน็ าํ วญิ ญาณไดส้ ามสิบคน บา้ งกห็ กสิบคน และบา้ งกส็ ามารถ
นาํ วญิ ญาณคนไดร้ ้อยคนมาถึงพระคริสตผ์ า่ นทางการรับใชข้ องเขา บทเรียนสาํ หรับเรากค็ ือ เรา
ตอ้ งระวงั ทีเราจะไม่ยงุ่ เกินไปจนไม่มีเวลาใหพ้ ระเจา้ ทีเราจะตอ้ งพฒั นาใหม้ ีความลึกดา้ น
อุปนิสยั ทีเราจะไม่มวั แต่สาละวนอยกู่ บั เรืองต่างๆของชีวติ เพอื ทีเราจะสามารถเกิดผลมากถวาย
แด่พระเจา้
มธ 13:24-30 ต่อไปนีเป็นคาํ อุปมาเรืองขา้ วละมานและขา้ วสาลี มนั ถกู อธิบายในขอ้
36-43 พระองค์ตรัสคาํ อปุ มาอกี ข้อหนึงให้เขาทงั หลายฟังว่า "อาณาจักรแห่งสวรรค์เปรียบ
เหมอื นชายคนหนึงได้หว่านพชื ดีในนาของตน 25 แต่เมอื คนทงั หลายนอนหลบั อยู่ ศัตรูของคน
นันมาหว่านข้าวละมานปนกบั ข้าวสาลนี ันไว้ แล้วกห็ ลบไป 26 ครันต้นข้าวนันงอกขนึ ออกรวง
แล้ว ข้าวละมานกป็ รากฏขนึ ด้วย 27 พวกผู้รับใช้แห่งเจ้าบ้านจงึ มาแจ้งแก่นายว่า `นายเจ้าข้า
ท่านได้หว่านพชื ดีในนาของท่านมใิ ช่หรือ แต่มขี ้าวละมานมาจากไหน' 28 นายกต็ อบพวกเขาว่า
`นีเป็ นการกระทาํ ของศัตรู' พวกผู้รับใช้จงึ ถามนายว่า `ท่านปรารถนาจะให้พวกเราไปถอนและ
เกบ็ ข้าวละมานหรือ' 29 แต่นายตอบว่า `อย่าเลย เกลอื กว่าเมอื กาํ ลงั ถอนข้าวละมานจะถอนข้าว
สาลดี ้วย 30 ให้ทงั สองจาํ เริญไปด้วยกนั จนถึงฤดูเกยี ว และในเวลาเกยี วนันเราจะสังผู้เกยี วว่า
"จงเกบ็ ข้าวละมานก่อนมดั เป็ นฟ่ อนเผาไฟเสีย แต่ข้าวสาลนี ันจงเกบ็ ไว้ในย้งุ ฉางของเรา"'”
เรืองนีกไ็ ม่มอี ะไรยงุ่ ยาก ขา้ วละมานคือขา้ วสาลีปลอมๆ มนั เป็นวชั พืชทีคนไม่ตอ้ งการ
ซึงในระยะแรกๆนนั กด็ ูเหมือนขา้ วสาลี เมือโตขึนแลว้ มนั กจ็ ะออกเมลด็ สีดาํ ทีเป็นอนั ตราย ตรง
นีศตั รูไดม้ าหวา่ นเมลด็ พชื ปลอมๆขณะทีชาวนาหลบั อยู่ เมือขา้ วละมานเริมปรากฏชดั เจน
ชาวนาคนนีกแ็ นะนาํ วา่ หากปล่อยมนั ทิงไวจ้ ะดีกวา่ พยายามทีจะถอนมนั ทิงและทาํ ใหพ้ ชื ผลดีๆ
เสียหาย ในฤดูเกบ็ เกียวพวกมนั จะถูกเกบ็ รวบรวมออกไปและเอาไปเผาไฟเสีย
คาํ อธิบายของคาํ อุปมาเรืองนีจะปรากฏในขอ้ 36 เราควรหมายเหตุไวว้ า่ นีเป็นคาํ อุปมา
เกียวกบั อาณาจกั รแห่งสวรรคแ์ ละมนั จึงเป็นคาํ อุปมาเกียวกบั อาณาจกั รนนั เมือเราเขา้ ใจเกียวกบั
เรืองนีเรากจ็ ะสามารถตีความมนั ไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ ง
มธ 13:31-32 คาํ อุปมาเรืองเมลด็ พนั ธุ์ผกั กาดเป็นคาํ อปุ มาเกียวกบั อาณาจกั รแห่งสวรรค์
เรืองต่อไปทีถกู นาํ เสนอโดยพระเยซู พระองค์ยงั ตรัสคาํ อปุ มาอกี ข้อหนึงให้เขาฟังว่า "อาณาจกั ร
แห่งสวรรค์เปรียบเหมือนเมลด็ พนั ธ์ุผกั กาดเมลด็ หนึง ซึงชายคนหนึงเอาไปเพาะลงในไร่ของตน
32 เมลด็ นันทจี ริงกเ็ ลก็ กว่าเมลด็ ทงั ปวง แต่เมอื งอกขนึ แล้วกใ็ หญ่ทสี ุดท่ามกลางผกั ทงั หลาย
และจําเริญเป็ นต้นไม้จนนกในอากาศมาทาํ รังอาศัยอยู่ตามกงิ ก้านของต้นนันได้"
เมลด็ พนั ธุผ์ กั กาดกม็ ีขนาดเลก็ จริงๆและบางพนั ธุ์กส็ ามารถเติบโตจนมขี นาดใหญ่
เหมือนตน้ ไมไ้ ด้ การประยกุ ตใ์ ชค้ าํ อุปมานีกถ็ กู พบในบริบทของอาณาจกั รนนั การประยกุ ตใ์ ช้
คาํ อุปมานีแบบง่ายๆกค็ ือวา่ อะไรทีเลก็ เหลือเกินอยา่ งความเชือของคนๆหนึงกส็ ามารถเติบโต
ขึนเป็นกิจการฝ่ ายวญิ ญาณทียงิ ใหญ่ได้
อยา่ งไรกต็ าม ในบริบทนี ความหมายกอ็ าจเป็นไดว้ า่ โดยคนทไี ม่สาํ คญั (เสท โนอาห์
อบั ราฮมั ยาโคบ อิสอคั ซามเู อล ฯลฯ) พระเจา้ จะทรงสร้างอาณาจกั รหนึงขึนมาซึงจะปกคลุมทวั
ทงั แผน่ ดินโลก แน่นอนทีสิงนีจะกลายเป็นจริงในอาณาจกั รยคุ พนั ปี ของพระคริสต์ พวกนกใน
อากาศกอ็ าจหมายถึงประชาชาติต่างๆของแผน่ ดินโลกทีเป็นคนต่างชาติทีกลายเป็นส่วนหนึง
ของอาณาจกั รนนั และอาศยั อยใู่ นนนั ดว้ ย
อาณาจกั รของพระเจา้ จะกลายเป็นอาณาจกั รทียงิ ใหญ่ทีสุดเท่าทีเคยมีมาเมือพระคริสต์
เสดจ็ กลบั มาและสถาปนามนั ในยคุ พนั ปี อยา่ งไรกต็ าม อาณาจกั รนีกไ็ ดเ้ ริมตน้ ขนึ ผา่ นทางคนทงั
หลายทีดาํ เนินตามทางของพระเจา้ ในหลายยคุ สมยั ก่อนซึงเป็นผทู้ ีโลกไม่รู้จกั นอกจากนี ในดา้ น
แนวคิดแลว้ อาณาจกั รนนั ซึงทรงสญั ญาไวแ้ ก่ชนอิสราเอลมานานแลว้ ในปัจจุบนั กเ็ ป็นแค่เมลด็
พืชเลก็ ๆ อยา่ งไรกต็ าม เมือพระคริสตเ์ สดจ็ กลบั มา มนั กจ็ ะงอกเงยขึนเป็นอาณาจกั รทีทรงพลงั
มากทีสุดเท่าทีโลกนีเคยพบเห็นมา โดยรวมทุกประชาชาติบนพนื แผน่ ดินโลกเขา้ ไวด้ ว้ ยกนั
มธ 13:33 พระเยซูจึงทรงนาํ เสนอคาํ อุปมาเกียวกบั อาณาจกั รนนั เรืองทีสี พระองค์
ยงั ตรัสคาํ อปุ มาให้เขาฟังอกี ข้อหนึงว่า "อาณาจกั รแห่งสวรรค์เปรียบเหมอื นเชือ ซึงผู้หญงิ คน
หนงึ เอามาเจือลงในแป้ งสามถัง จนแป้ งนันฟูขนึ ทงั หมด"
เชือในพระคมั ภีร์มกั หมายถึงลกั ษณะทีแทรกซึมไปทวั ของความบาป ถึงแมว้ า่ อาณาจกั ร
ของพระเจา้ จะเป็นรัชกาลแห่งความชอบธรรม แต่มนั กจ็ ะมีคนบาปทีถือกาํ เนิดขนึ อยใู่ นช่วงเวลา
นนั ววิ รณ์ 20:7-9 บนั ทึกไวว้ า่ พอสินยคุ พนั ปี จะมีการลุกฮือต่อตา้ นพระเจา้ ซึงนาํ โดยซาตาน
เห็นไดช้ ดั วา่ นีเป็นคาํ อุปมาของเรืองดงั กล่าว เชือของความบาป ถึงแมจ้ ะถูกยบั ยงั ไว้ แต่กย็ งั
เหลืออยใู่ นช่วงเวลาดงั กล่าว พอสินยคุ พนั ปี น่าเศร้าทีทงั อาณาจกั รนนั จะถกู แทรกซึมไปดว้ ย
ความบาปของการกบฏเหมือนกบั ทีเชือเลก็ นอ้ ยทาํ ใหแ้ ป้ งดิบทงั กอ้ นฟูขึน พระเจา้ จะทรงยอม
ใหก้ ารกบฏนนั เกิดขึนหลงั จากทีซาตานถูกปล่อยตวั ออกมาในการสู้รบกบั โกกและมาโกก ความ
บาปและซาตานในตอนนนั กจ็ ะประสบกบั ความพา่ ยแพอ้ ยา่ งสินเชิงครังเดียวจบ
มธ 13:34-35 มทั ธิวจึงหยดุ สักครู่ท่ามกลางคาํ อุปมาหลายเรืองนีเพอื ออกความเห็นวา่
ข้อความเหล่านีทงั สิน พระเยซูตรัสกบั หมู่ชนเป็ นคาํ อปุ มา และนอกจากคาํ อปุ มา พระองค์มไิ ด้
ตรัสกบั เขาเลย 35 ทงั นีเพอื จะให้สําเร็จตามพระวจนะทตี รัสโดยศาสดาพยากรณ์ว่า `เราจะอ้า
ปากกล่าวคาํ อปุ มา เราจะกล่าวข้อความซึงปิ ดซ่อนไว้ตงั แต่เดมิ สร้างโลก'
นีทาํ ใหเ้ รานึกถึงสิงทีพระเยซูไดท้ รงอธิบายต่อพวกสาวกใน 13:10-15 พระเยซูทรงสอน
ฝงู ชนแห่งอิสราเอลแบบคลุมเครือผา่ นทางคาํ อุปมาต่างๆ พระองคท์ รงสอนพวกสาวกของ
พระองคอ์ ยา่ งตรงๆ ชนอิสราเอลส่วนใหญ่และโดยเฉพาะพวกคนใหญ่คนโตของอิสราเอลได้
เห็นการอศั จรรยต์ ่างๆของพระเยซูแลว้ พวกเขาไดย้ นิ ข่าวสารง่ายๆของพระองคเ์ ช่นกนั นนั คือ
จงกลบั ใจเสียใหม่ น่าเศร้าทีพวกเขาไดป้ ฏิเสธทงั พระองคแ์ ละข่าวสารของพระองค์ ดงั นนั บดั นี
พระองคจ์ ึงทรงสอนพวกเขาโดยใชค้ าํ อุปมาต่างๆทีคลุมเครือ พวกเขาไดย้ นิ แต่กไ็ ม่เขา้ ใจและ
เห็นแต่กไ็ ม่รับรู้ คาํ พยากรณ์ทีถูกยกมานีกม็ าจากเพลงสดุดี 78:2
มธ 13:36 จากนนั มทั ธิวกบ็ นั ทึกวา่ แล้วพระเยซูจงึ ทรงให้ฝูงชนเหล่านันจากไปและ
เสดจ็ เข้าไปในเรือน พวกสาวกของพระองค์กม็ าเฝ้ าพระองค์ทูลว่า "ขอพระองค์ทรงโปรด
อธิบายให้พวกข้าพระองค์เข้าใจคาํ อปุ มาทวี ่าด้วยข้าวละมานในนานัน" เพราะทรงมีเจตนาทีจะ
สอนชนอิสราเอลแบบคลมุ เครือแต่สอนพวกสาวกแบบตรงๆ พระเยซูจึงทรงใหฝ้ งู ชนเหล่านนั
จากไปสาํ หรับวนั นนั พระองคไ์ ดท้ รงอธิบายคาํ อุปมาเรืองผหู้ วา่ นพชื แก่พวกเขาแลว้ พวกสาวก
จึงขอใหพ้ ระเยซูอธิบายคาํ อุปมาเรืองทีสองจากสีเรืองนี คอื เรืองขา้ วละมานในนานนั
มธ 13:37-43 พระองค์ตรัสตอบเขาว่า "ผู้หว่านเมลด็ พชื ดีนันได้แก่บุตรมนุษย์ 38 นา
นันได้แก่โลก ส่วนเมลด็ พชื ดไี ด้แก่ลูกหลานแห่งอาณาจักร แต่ข้าวละมานได้แก่ลูกหลานของมาร
ร้าย 39 ศัตรูผู้หว่านข้าวละมานได้แก่พญามาร ฤดูเกยี วได้แก่การสินสุดของโลกนี และผู้เกยี วนัน
ได้แก่พวกทูตสวรรค์ 40 เหตุฉะนัน เขาเกบ็ ข้าวละมานเผาไฟเสียอย่างไร ในการสินสุดของโลกนี
กจ็ ะเป็ นอย่างนัน 41 บุตรมนุษย์จะใช้พวกทูตสวรรค์ของท่านออกไปเกบ็ กวาดทุกสิงทที าํ ให้หลง
ผดิ และบรรดาผู้ทที าํ ความชัวช้าไปจากอาณาจกั รของท่าน 42 และจะทงิ ลงในเตาไฟอนั ลกุ โพลง
ทนี ันจะมกี ารร้องไห้ขบเขยี วเคยี วฟัน 43 คราวนันผู้ชอบธรรมจะส่องแสงอยู่ในอาณาจักรพระ
บิดาของเขาดุจดวงอาทติ ย์ ใครมหี ูจงฟังเถดิ
ต่อไปนีคือคาํ อธิบายเกียวกบั ขา้ วละมานและขา้ วสาลี อีกครังทีกญุ แจทไี ขสู่ความเขา้ ใจ
คาํ อุปมานีคือ การจดจาํ วา่ บริบทนีเป็นเรืองของอาณาจกั รนนั ไม่ใช่ของคริสตจกั ร ความหมาย
ตรงนีคลา้ ยคลึงกบั คาํ อุปมาเรืองเชือ ถึงแมว้ า่ เฉพาะคนทีบงั เกิดใหม่แลว้ เท่านนั จะไดเ้ ขา้ ในยคุ
พนั ปี ในตอนทมี นั เริมตน้ แต่คนเหล่านนั ทีเขา้ สู่ยคุ พนั ปี นนั ในร่างกายธรรมดากจ็ ะออกลกู ออก
หลานไดอ้ ยู่ คนเหล่านีจะยงั มีวสิ ัยบาปอยู่ คนมากมายจะไดร้ ับความรอดในช่วงยคุ พนั ปี แต่บาง
คนกจ็ ะไม่รอด คนเหล่านนั ทียงั ไม่ถูกสร้างใหม่กน็ ่าจะเป็นขา้ วละมานทีถกู หวา่ นในอาณาจกั ร
นนั
พอสินยคุ พนั ปี ซาตานกจ็ ะถูกปล่อยตวั ออกมาและมนั จะรีบไปหาคนเหล่านนั ทีไม่เคย
บงั เกิดใหม่เลยในช่วงยคุ พนั ปี ถึงแมว้ า่ ดูเผนิ ๆแลว้ พวกเขาเป็นเหมอื นประชากรของพระเจา้ แต่
ตวั ตนทีแทจ้ ริงของพวกเขากจ็ ะปรากฏ และพวกเขาพร้อมกบั ซาตานกจ็ ะก่อกบฏ ปฏิกิริยาของ
พระเจา้ กค็ ือ พระองคท์ รงใชพ้ วกทตู สวรรคไ์ ปทวั อาณาจกั รของพระองคผ์ ซู้ ึงจะรวบรวมคน
เหล่านีสู่การพพิ ากษา เมือพิจารณาเรืองนีกบั ววิ รณ์ 20:7-9 เห็นไดช้ ดั วา่ พวกทูตสวรรคข์ อง
พระเจา้ กจ็ ะมีวธิ ีในการรวบรวมพวกเขามาสู่การสงครามทีโกกและมาโกก ดูคาํ อธิบายสาํ หรับ
ววิ รณ์ 20:7-9
ในการสงครามครังสุดทา้ ยเพอื ต่อสู้กบั ความบาปและการกบฏ ซาตานและพวกสมุนของ
มนั กจ็ ะถกู ทาํ ลายจนสินซาก นอกจากนี ในตอนนนั ซาตานกจ็ ะถูกโยนทิงลงไปในบึงไฟโดยตรง
ถึงแมว้ า่ ววิ รณ์ 20:7-9 ไม่ไดพ้ ดู ถึงเรืองนีโดยตรง แต่ตรงนีกส็ ือชดั เจนวา่ ทุกคนทีไปเขา้ ร่วมใน
การกบฏครังสุดทา้ ยนนั ต่อพระเจา้ จะถูกโยนลงไปในบึงไฟโดยตรงเช่นกนั นนั จะไม่ใช่วนั แห่ง
การพพิ ากษาใหญ่ยงิ ต่อพวกคนกบฏเท่านนั แต่คนทงั หลายทีสูญเสียคนทีรักไปกจ็ ะโศกเศร้า
อยา่ งหนกั เพราะความพนิ าศของคนเหล่านนั เช่นกนั คนทีไม่รอดกจ็ ะโศกเศร้าเสียใจดว้ ย แต่
สาํ หรับพวกเขามนั กจ็ ะสายเกินไปแลว้
ณ เวลานีเองทีอาณาจกั รนิรันดร์จะถกู สถาปนาขึนในฟ้ าสวรรคใ์ หม่และแผน่ ดินโลก
ใหม่ ดู ววิ รณ์ 21:1 ในตอนนนั พระคริสตจ์ ะทรงปราบพวกศตั รูทงั หมดลงใตพ้ ระบาทของ
พระองคแ์ ละส่งมอบอาณาจกั รนนั แด่พระเจา้ คือพระบิดา (1 โครินธ์ 15:24-28) “คราวนนั ผชู้ อบ
ธรรมจะส่องแสงอยใู่ นอาณาจกั รพระบิดาของเขาดุจดวงอาทิตย”์ พระเยซูทรงปิ ดทา้ ยคาํ อธิบาย
นีดว้ ยคาํ เตือนทีตรงจุด “ใครมีหูจงฟังเถิด” วลีสุดทา้ ยนีบ่งบอกวา่ คาํ อุปมานีมีอะไรมากกวา่ ที
เห็นในตอนแรก
มธ 13:44 ขณะทีมีแต่พวกสาวกของพระองคอ์ ยดู่ ว้ ยเท่านนั พระเยซูกท็ รงสอนคาํ
อุปมาเรืองทีหา้ เกียวกบั อาณาจกั รนนั ต่อไป อกี ประการหนึง อาณาจกั รแห่งสวรรค์เปรียบเหมอื น
ขุมทรัพย์ซ่อนไว้ในท่งุ นา เมอื มผี ู้ใดพบแล้วกก็ ลบั ซ่อนเสียอกี และเพราะความปรีดีจงึ ไปขาย
สรรพสิงซึงเขามอี ยู่ แล้วไปซือท่งุ นานัน
คาํ อุปมาเรืองขมุ ทรัพยท์ ีซ่อนไวอ้ าจหมายถึงตอนทีคนใดเขา้ ใจข่าวประเสริฐของพระ
คริสตอ์ ยา่ งถ่องแท้ (ยวิ หรือคนต่างชาติ) และตอ้ นรับพระคริสต์ เขากจ็ ะยนิ ดีถวายชีวติ ของตน
เพือพระคริสต์ ข่าวประเสริฐแห่งความรอดและอาณาจกั รนนั กเ็ ป็นขมุ ทรัพยอ์ นั มีค่ามาก เมือคน
ใดมาถึงพระคริสตแ์ ละกลบั ใจเชืออยา่ งแทจ้ ริง เขากจ็ ะเกิดความตืนเตน้ และความยนิ ดีทีจะถวาย
ทงั ตวั แด่พระองค์ นนั อาจเป็นความหมายทีถกู สือในคาํ อุปมาสนั ๆนี
สาํ หรับพวกยวิ ในตอนนนั ข่าวประเสริฐทีถูกเสนอตอนนนั กเ็ กียวขอ้ งกบั อาณาจกั รที
ทรงหยบิ ยนื ให้ ตงั แต่เหตุการณ์ตรึงกางเขนเป็นตน้ มา ข่าวประเสริฐนนั กไ็ ดเ้ ปลียนเป็นข่าว
ประเสริฐแห่งความรอดโดยทางการฟื นคืนพระชนมข์ องพระเยซูคริสต์
มธ 13:45-46 พระเยซูจึงทรงประกาศคาํ อุปมาเกียวกบั อาณาจกั รนนั เรืองทีหกแก่พวก
สาวกของพระองค์ อกี ประการหนึง อาณาจักรแห่งสวรรค์เปรียบเหมอื นพ่อค้าทไี ปหาไข่มุกอย่าง
ดี 46 ซึงเมอื ได้พบไข่มุกเมด็ หนึงมคี ่ามาก กไ็ ปขายสิงสารพดั ซึงเขามอี ยู่ ไปซือไข่มุกนัน
ใจความสาํ คญั ของคาํ อุปมานีกเ็ กือบจะเหมือนกนั กบั เรืองก่อนหนา้ เมือผใู้ ดตระหนกั
อยา่ งถ่องแทว้ า่ มีอะไรรอเขาอยเู่ บืองหนา้ สาํ หรับการเป็นผรู้ ับใชพ้ ระเจา้ ทีอุทิศตวั จริงๆ เขากจ็ ะ
ถวายทุกสิงแด่พระคริสต์ สาํ หรับพวกยวิ ในสมยั นนั (หรือในช่วงยคุ เจด็ ปี ) การทราบถึงความ
หวงั ของอาณาจกั รทีจะมานนั กเ็ ป็น (จะเป็น) อญั มณีอนั มีค่าประมาณไม่ไดเ้ ลย สาํ หรับคนทงั
หลายทีมีชีวติ อยใู่ นยคุ คริสตจกั ร ความเขา้ ใจเกียวกบั ข่าวประเสริฐแห่งความรอดนนั กก็ ลายเป็น
เพชรพลอยอนั มีค่ามาก
มธ 13:47-50 องคพ์ ระผเู้ ป็นเจา้ ของเราจึงทรงประกาศคาํ อุปมาเกียวกบั อาณาจกั รนนั
เรืองทีเจด็ ซึงเป็นเรืองสุดทา้ ยแก่พวกสาวกทีมารวมตวั กนั อกี ประการหนึง อาณาจกั รแห่งสวรรค์
เปรียบเหมอื นอวนทลี ากอยู่ในทะเล ตดิ ปลารวมทุกชนิด 48 ซึงเมอื เต็มแล้วเขากล็ ากขึนฝังนัง
เลอื กเอาแต่ทดี ีใส่ในภาชนะ แต่ทไี ม่ดีนันกท็ งิ เสีย
นีเป็นอีกครังทีพระเยซูตรัสถึงการทีในช่วงพนั ปี แรกของอาณาจกั รนนั จะมีคนทุกรูป
แบบอยรู่ ่วมกนั ถึงแมว้ า่ มีแต่คนทีถูกสร้างใหม่แลว้ เท่านนั ทีจะไดเ้ ขา้ ในอาณาจกั รนนั แต่จะมี
เดก็ รุ่นใหม่ๆเกิดขึนมาซึงจาํ เป็นตอ้ งกลบั ใจรับเชืออยู่ หลายคนจะกลบั ใจรับเชือแต่บางคนกจ็ ะ
ไม่ ถึงแมว้ า่ ในตอนนนั จะมีการบงั คบั ใชค้ วามชอบธรรมอยา่ งเขม้ งวด แต่เห็นไดช้ ดั วา่ จะมี ‘ขา้ ว
ละมาน’ ทีเหลือรอดมาจนถงึ กาลสุดปลาย ในวนั นนั พระเจา้ จะทรงคดั แยกคนดีออกจากคนชวั
โดยมีวธิ ีของพระองคซ์ ึงเราไม่อาจหยงั รู้ได้ นีกอ็ าจหมายถึงการสงครามแห่งโกกและมาโกกตาม
ทีมีบรรยายไวใ้ นววิ รณ์ 20:7-9
พระเยซูตรัสต่อไปวา่ 49 ในการสินสุดของโลกกจ็ ะเป็ นอย่างนันแหละ พวกทูตสวรรค์จะ
ออกมาแยกคนชัวออกจากคนชอบธรรม 50 แล้วจะทงิ ลงในเตาไฟอนั ลกุ โพลง ทนี ันจะมกี าร
ร้องไห้ขบเขยี วเคยี วฟัน"
นีอาจสอดคลอ้ งกบั คาํ อุปมาเรืองขา้ วละมาน ดูคาํ อธิบายของ 13:37-42 ถึงแมว้ า่ ไม่มีการ
เอ่ยถึงโดยตรงในววิ รณ์ 20:7-9 เกียวกบั คนอืนนอกจากซาตานทีถูกโยนทิงลงในบึงไฟโดยตรง
แต่ทงั ตรงนีและใน 13:42 กม็ ีการบ่งบอกอยา่ งมีนาํ หนกั วา่ ทุกคนทีกบฏในวนั นนั จะถกู โยนทิง
ลงไปในบึงไฟโดยตรง คราวนนั จะมี “การร้องไหข้ บเขียวเคียวฟัน” วลีหลงั นีเป็นสาํ นวนของ
คนตะวนั ออกกลางทีสือถึงความโศกเศร้าเสียใจใหญ่ยงิ
มธ 13:51-52 หลงั จากไดน้ าํ เสนอคาํ อุปมาเจด็ เรืองเกียวกบั อาณาจกั รนนั ไปแลว้ พระ
เยซูกต็ รัสถามพวกสาวกของพระองคว์ า่ "ข้อความเหล่านีท่านทงั หลายเข้าใจแล้วหรือ" เขาทูล
ตอบพระองค์ว่า "เข้าใจ พระเจ้าข้า” ดว้ ยความเคารพอยา่ งสุดซึง พวกเขาไม่น่าจะเขา้ ใจ พวกเรา
ทุกวนั นีไดเ้ ปรียบตรงทีมีพระคมั ภีร์ใหม่ฉบบั สมบูรณ์รวมถึงโครงสร้างทางศาสนศาสตร์ที
ครอบคลุมเพอื ทีจะเขา้ ใจความจริงเกียวกบั อวสานกาลทีซบั ซอ้ นเช่นนนั ได้ พวกสาวกในตอน
นนั ยงั ไม่มีขอ้ ไดเ้ ปรียบดงั กล่าว แน่นอนทีพวกเขาคิดไปเองวา่ ตวั เองเขา้ ใจสิงเหล่านีอยา่ งถ่องแท้
พระเยซูจึงกล่าวปิ ดทา้ ยเนือหาตอนนีโดยตรัสวา่ 52 ฝ่ ายพระองค์ตรัสกบั เขาว่า "เพราะ
ฉะนันพวกธรรมาจารย์ทุกคนทไี ด้รับการสังสอนถึงอาณาจกั รแห่งสวรรค์แล้ว กเ็ ป็ นเหมอื น
เจ้าของบ้านทเี อาทงั ของใหม่และของเก่าออกจากคลงั ของตน"
พวกธรรมาจารยท์ ีพระเยซูตรัสถึงนีไม่ใช่พวกธรรมจารยย์ วิ ทีเอาแต่ปรับปรุงแกไ้ ขขอ้
ปลีกยอ่ ยต่างๆของพระราชบญั ญตั ิ ธรรมาจารยก์ เ็ ป็นคาํ เหมือนโดยทวั ไปทีใชเ้ รียกอาจารย์ และ
นนั น่าจะเป็นความหมายของคาํ ๆนีทีพระเยซูทรงใชต้ รงนี อยา่ งไรกต็ ามพระเยซูอาจตรัสถึงพวก
ธรรมาจารยท์ ี “ไดร้ ับการสงั สอนถึงอาณาจกั รแห่งสวรรคแ์ ลว้ ” พระองคต์ รัสถึงคนเหล่านนั
(เช่นพวกสาวก) ทีหวงั วา่ จะเขา้ ใจความจริงเกียวกบั อาณาจกั รของพระเจา้ คนเช่นนนั ถูกเปรียบ
วา่ เป็นเหมือนกบั เจา้ ของบา้ นทีเอาทงั ของเก่าและของใหม่ออกมาจากคลงั ของตน
การประยกุ ตใ์ ชก้ อ็ าจเป็นไดว้ า่ แนวคิดเรืองอาณาจกั รนนั เป็นของเก่าทีพวกยวิ เห็นมาเป็น
ร้อยๆปี อยา่ งไรกต็ ามพระเยซูไดท้ รงเอาออกมาจากคลงั เดียวกนั นนั (พระคมั ภีร์) ซึงความจริง
ใหม่เกียวกบั อาณาจกั รนนั ทีแมแ้ ต่พวกสาวกกย็ งั ไม่รู้ ความจริงเหล่านนั กถ็ กู ฝังไวอ้ ยใู่ นคาํ อุปมา
เกียวกบั อาณาจกั รนนั ทงั เจด็ เรืองทีพระเยซูเพิงทรงสอนไป ความจริงพนื ฐานนนั เป็นของเก่า แต่
พระองคไ์ ดท้ รงเพิมมิติใหม่ๆแห่งความเขา้ ใจเกียวกบั มนั เขา้ ไปดว้ ย ความจริงทงั ใหม่และเก่าได้
ถูกนาํ มาผสมเขา้ ดว้ ยกนั จริงๆ
มธ 13:53-57 ต่อมาเมอื พระเยซูได้ตรัสคาํ อปุ มาเหล่านีเสร็จแล้ว พระองค์กเ็ สดจ็ ไป
จากทนี นั 54 เมอื พระองค์เสด็จมาถงึ บ้านเมอื งของพระองค์แล้ว พระองค์กส็ ังสอนในธรรม
ศาลาของเขา จนคนทงั หลายประหลาดใจ
หลงั จากไดท้ รงสอนคาํ อุปมายากๆเหล่านนั ไปแลว้ พระเยซูกเ็ สดจ็ ไปจากเมืองคาเปอร
นาอุม ส่วนวลีทีวา่ “บา้ นเมอื งของพระองค”์ นนั น่าจะหมายถึงเมืองนาซาเร็ธซึงอยหู่ ่างไปทาง
ตะวนั ตกและทางใตเ้ หนือเนินเขาทีขรุขระของแควน้ กาลิลี เมืองนาซาเร็ธเป็นทีๆมารียแ์ ละโย
เซฟไดเ้ ดินทางกลบั ไปและเลียงดูครอบครัวของตน ซึงรวมถึงพระเยซูดว้ ย มนั เป็นบา้ นเมือง
เลก็ ๆของพระองค์
ในขณะเดียวกนั กิตติศพั ทข์ องพระเยซูกไ็ ดล้ ือไปล่วงหนา้ พระองคแ์ ลว้ และประชาชนใน
ทอ้ งถินนนั กท็ ราบดีถึงชือเสียงและการอศั จรรยต์ ่างๆของพระองค์ พอพระองคเ์ สดจ็ ไปถึงทีนนั
พระองคก์ ท็ รงเขา้ ไปในธรรมศาลาของทีนนั และทรงสอนประชาชน เพอื นบา้ นเก่าๆของ
พระองคต์ ่างตกตะลึงกบั สิงทีพวกเขาไดย้ นิ
พวกเขาจึงถามวา่ "คนนีมสี ตปิ ัญญาและการอทิ ธิฤทธิอย่างนีมาจากไหน 55 คนนีเป็ นลูก
ช่างไม้มใิ ช่หรือ มารดาของเขาชือมารีย์มใิ ช่หรือ และน้องชายของเขาชือยากอบ โยเสส ซีโมน
และยูดาสมใิ ช่หรือ 56 และน้องสาวทงั หลายของเขากอ็ ยู่กบั เรามใิ ช่หรือ เขาได้สิงทงั ปวงเหล่านี
มาจากไหน"
ในบริเวณบา้ นเกิดเมืองนอนของพระองค์ พวกเพอื นบา้ นเดิมของพระองคก์ ล็ งั เลทีจะเชือ
ในพระองค์ มีการเอ่ยถึงโยเซฟ พ่อเลียงของพระองคว์ า่ เป็นช่างไม้ นีเป็นการเอ่ยถึงเรืองนีครัง
เดียวในพระคมั ภีร์ใหม่ ไม่วา่ พระศาสนจกั รคาทอลิกจะวา่ ยงั ไง แต่พระเยซูกท็ รงมีนอ้ งๆชาย
หญิงจริงๆ นางมารียก์ ไ็ ม่ใช่หญิงพรหมจารีเสมอไป นางมีลูกคนอนื ๆดว้ ย พวกนอ้ งๆของพระ
เยซูไดถ้ กู เอ่ยชือตรงนี คือ ยากอบ โยเสส ซีโมน และยดู าส พระองคน์ ่าจะมีนอ้ งสาวอยา่ งนอ้ ย
สองคนเพราะพวกนางถกู พดู ถึงในรูปพหูพจน์ (“นอ้ งสาวทงั หลาย”) ความเห็นทีวา่ “เขาได้สิง
ทงั ปวงเหล่านีมาจากไหน” จริงๆแลว้ กห็ มายความวา่ ‘เขาคิดวา่ ตวั เองเป็นใครกนั ’
มทั ธิวกล่าวต่อไปวา่ 57 เขาทงั หลายจงึ หมางใจในพระองค์ พวกเพอื นบา้ นน่าจะรู้สึกไม่
พอใจกบั สิงทีพวกเขาคิดวา่ เป็นความโง่เขลาของพระองค์ พระองคท์ รงอา้ งวา่ ตวั เองเป็นพระเมส
สิยาห์ พวกเขาคิดวา่ ตวั เองรู้ดีกวา่ พระองคไ์ ดท้ รงเติบโตมาทีนนั พวกนอ้ งๆของพระองคต์ ่าง
อบั อายขายหนา้ ทีพขี องพวกเขาดูเหมือนกาํ ลงั ทาํ ใหต้ วั เองกลายเป็นคนโง่
พระเยซูจึงทรงตอบกลบั ดว้ ยคาํ สุภาษิตทีเป็นจริงจนถึงทุกวนั นี ฝ่ ายพระเยซูตรัสกบั เขา
ว่า "ศาสดาพยากรณ์จะไม่ขาดความนับถือ เว้นแต่ในบ้านเมอื งของตน และในครัวเรือนของตน"
สถานทีๆนกั เทศนเ์ ติบโตขึนมามกั ไม่ค่อยใหค้ วามเชือถือมากนกั แก่เขา พวกเขารู้จกั พระองคใ์ น
ฐานะเดก็ คนหนึง เมือมองยอ้ นกลบั ไป นีกเ็ ป็นความเห็นทีน่าเศรา้ แมแ้ ต่ครอบครัวและเพอื นๆ
ของพระเยซูเองกป็ ฏิเสธพระองค์ เป็นความจริงทีพระองคเ์ สดจ็ มาหาพวกของพระองคแ์ ละพวก
ของพระองคห์ าไดต้ อ้ นรับพระองคไ์ ม่ แต่อยา่ งนอ้ ยยากอบ นอ้ งชายของพระองคก์ ไ็ ดก้ ลายเป็นผู้
เชือคนหนึงในเวลาต่อมาและประกาศพระคริสตอ์ ยา่ งมพี ลงั
มธ 13:58 ดงั นนั พระองค์จงึ มไิ ด้ทรงกระทาํ การอทิ ธฤิ ทธิมากทนี ัน เพราะเขาไม่มี
ความเชือ ใหเ้ ราสงั เกตความเชือมโยงกนั ระหวา่ งฤทธิเดชของพระเจา้ และความเชือ นอกจากนี
ความไม่เชือทีถูกเอ่ยถึงตรงนีกเ็ ป็นมากกวา่ แค่การขาดความเขา้ ใจ มนั สะทอ้ นใหเ้ ห็นถึงใจทีแขง็
กระดา้ ง ทีใดทีมีการขาดความเชือ ทีนนั พระเจา้ กไ็ ม่ทรงกระทาํ กิจใดๆเลย นีเป็นบทเรียน
สาํ หรับเราจนถึงทุกวนั นี
*****
ภาพรวมของมทั ธิว 14: เหตุการณ์สาํ คัญสามครังในการรับใช้ขององค์พระผ้เู ป็นเจ้าของ
เราได้ถกู พบตรงนี: (1) การถูกประหารชีวิตของยอห์นผ้ใู ห้บพั ติศมา (2) การเลียงอาหารคนห้า
พันคน (3) และการทีพระเยซูทรงดาํ เนินบนนาํ
มธ 14:1-2 คราวนีมทั ธิวเปลียนจุดสนใจของเขาไปทีการเสียชีวติ ก่อนเวลาอนั
สมควรของยอห์นผใู้ หบ้ พั ติศมา ครังนันเฮโรดเจ้าเมอื งได้ยนิ กติ ตศิ ัพท์ของพระเยซู 2 จงึ กล่าว
แก่พวกคนใช้ของท่านว่า "ผู้นีแหละเป็ นยอห์นผู้ให้รับบพั ตศิ มา ท่านได้เป็ นขนึ มาจากความตาย
แล้ว เหตุฉะนันท่านจึงกระทาํ การอทิ ธฤิ ทธิได้” มีการพดู ถึงเฮโรด อนั ทีพาส โอรสของเฮโรดม
หาราช ซึงเป็นทีรู้จกั ในชือเฮโรดเจา้ เมืองดว้ ยเพราะวา่ เขาครอบครองมากกวา่ หนึงในสีของ
อาณาจกั รเดิมของบิดาของตน เขาครอบครองแควน้ กาลิลแี ละแควน้ เปเรอา เพราะวา่ เขาไม่ค่อย
อยบู่ ่อยๆเพราะตอ้ งไปรบกบั คนอาระเบีย เขาจึงไม่น่าจะไดย้ นิ ข่าวคราวของพระเยซูมากนกั
อยา่ งไรกต็ าม พอกลบั มาและไดฟ้ ังเกียวกบั การอศั จรรยต์ ่างๆของพระเยซูมากขึน เขาจึงคิดวา่
พระเยซูคือยอหน์ ผใู้ หบ้ พั ติศมาทีเป็นขึนจากตาย
มธ 14:3-11 มทั ธิวจึงบนั ทึกวา่ ยอหน์ ผใู้ หบ้ พั ติศมาไดถ้ ูกประหารชีวติ แลว้ ด้วยว่าเฮ
โรดได้จบั ยอห์นมดั แล้วขังคุกไว้ เพราะเหน็ แก่นางเฮโรเดยี สภรรยาของฟี ลปิ น้องชายของ
ตน 4 เพราะยอห์นเคยทูลท่านว่า "ท่านผดิ พระราชบญั ญัตทิ รี ับนางมาเป็ นภรรยา" 5 ถงึ เฮโร
ดอยากจะฆ่ายอห์นกก็ ลวั ประชาชน ด้วยว่าเขาทงั หลายนับถือยอห์นว่าเป็ นศาสดาพยากรณ์
ก่อนหนา้ นียอหน์ ไดเ้ ทศนาต่อวา่ การเล่นชูข้ องเฮโรดกบั นางเฮโรเดียสนอ้ งสะใภข้ องเขา
เราเห็นถึงความเสือมทรามของพวกคนรวยและคนมีชือเสียงแมก้ ระทงั ในสมยั นนั จริงๆแลว้ นาง
เฮโรเดียสกเ็ ป็นหลานสาวของทงั ฟี ลิปและเฮโรดอนั ทีพาส ตอนแรกนางแต่งงานกบั ฟี ลิปแต่นาง
กเ็ ริมมีสัมพนั ธ์สวาทกบั เฮโรดและในทีสุดกแ็ ต่งงานกบั เขา
สาํ หรับเรืองนียอห์นไดก้ ล่าวประณามเฮโรดอยา่ งเปิ ดเผย โดยกล่าวอยา่ งชดั เจนวา่ ความ
สมั พนั ธ์ชูส้ าวดงั กล่าวเป็นการละเมิดต่อพระราชบญั ญตั ิของพระเจา้ เฮโรดจึงสงั ขงั ยอห์นในคุก
เฮโรดตงั ใจทีจะฆ่ายอห์น แต่เพราะเขาเห็นวา่ ประชาชนคิดวา่ ยอห์นเป็นศาสดาพยากรณ์ เขาจึง
ลงั เล
อยา่ งไรกต็ าม 6 แต่เมอื วนั ฉลองวนั กาํ เนิดของเฮโรดมาถึง บุตรสาวนางเฮโรเดียสกเ็ ต้นรํา
ต่อหน้าเขาทงั หลาย ทาํ ให้เฮโรดชอบใจ 7 เฮโรดจงึ สัญญาโดยปฏญิ าณว่า เธอจะขอสิงใดๆ กจ็ ะ
ให้สิงนัน 8 บุตรสาวกท็ ูลตามทมี ารดาได้สังไว้แล้วว่า "ขอศีรษะยอห์นผู้ให้รับบพั ตศิ มาใส่ถาด
มาให้หม่อมฉันทนี ีเพคะ"
การเตน้ ราํ ของบุตรสาวของนางเฮโรเดียสสือถึงการยวั ยวนทางเพศอยา่ งแน่นอน มนั
ไม่ใช่ธรรมเนียมทีผหู้ ญิงทีมีตาํ แหน่งสูงๆจะมาเตน้ ราํ ต่อหนา้ ผคู้ น อยา่ งไรกต็ าม ครอบครัวทีมี
อาํ นาจปกครองนีกไ็ ม่ไดค้ าํ นึงถึงความถูกตอ้ งเหมาะสมอยแู่ ลว้ การเตน้ ราํ ในวนั เกิดของคนโรม
กค็ งเปรียบไดก้ บั การเตน้ ระบาํ เปลืองผา้ ในสมยั นี แม่ผชู้ วั ร้ายคนนีจึงชกั จูงบุตรสาวของตวั เอง
ใหล้ ดตวั เพอื ทีจะบรรลุเป้ าหมายในการแกแ้ คน้ ของตวั เอง เฮโรดจึงไดร้ ับความบนั เทิงจากหญิง
สาวทีไม่รักนวลสงวนตวั คนนี เขาจึงสัญญาวา่ จะใหส้ ิงใดกต็ ามทีเธอขอ แม่ของเธอไดส้ งั เธอ
แลว้ วา่ เธอควรขอสิงใด
ความเจา้ คิดเจา้ แคน้ ของนางเฮโรเดียสในการขอใหป้ ระหารชีวติ ยอหน์ และการนาํ เสนอที
โหดเหียมเกินมนุษยม์ นามีแต่จะแสดงใหเ้ ห็นถึงความเสือมทรามของใจมนุษย์ นางขอใหน้ าํ
ศรี ษะของยอห์นใส่ถาดมาใหน้ าง ถึงแมว้ า่ เฮโรดจะไม่อยากทาํ ตามทีนางขอ 9 ฝ่ ายกษตั ริย์เฮโร
ดกเ็ ศร้าใจ แต่เพราะเหตุทไี ด้ปฏญิ าณไว้และเพราะเห็นแก่พวกทเี อนกายลงรับประทานด้วยกนั
กบั ท่าน จงึ ออกคาํ สังอนุญาตให้ 10 แล้วกใ็ ช้คนไปตดั ศีรษะยอห์นในคุก 11 เขาจงึ เอาศีรษะของ
ยอห์นใส่ถาดมาให้หญิงสาวนัน หญงิ สาวนันกเ็ อาไปให้มารดา ถึงแมว้ า่ เขาอาจเป็นศาสดา
พยากรณ์คนสุดทา้ ยของพระคมั ภีร์เดิม แต่ยอห์นกก็ ลายเป็นผพู้ ลชี ีพคนแรกทีมีบนั ทกึ ไวใ้ นพระ
คมั ภีร์ใหม่ เขาจึงทนทุกขเ์ พราะเหตุความชอบธรรมจริงๆ
มธ 14:12 เหตุการณ์ทีเกิดขึนตามมาในเนือหาส่วนทีเหลือของบทนีกพ็ ดู ถึงตอนที
พระเยซูทรงไดข้ ่าวเกียวกบั การประหารชีวติ ยอห์นอยา่ งโหดเหียม ฝ่ ายพวกสาวกของยอห์นกม็ า
รับเอาศพไปฝังไว้ แล้วกม็ าทูลพระเยซูให้ทรงทราบ พวกสาวกของยอห์นไดม้ ารับศพอาจารย์
ของตนไปฝังและมาแจง้ เรืองนีใหพ้ ระเยซูทรงทราบ
มธ 14:13 เราไดเ้ ห็นถึงความเป็นมนุษยข์ ององคพ์ ระผเู้ ป็นเจา้ ของเราตรงนี เมอื พระ
เยซูทรงได้ยนิ แล้ว พระองค์จงึ ลงเรือเสด็จไปจากทนี ัน ไปยงั ทเี ปลยี วแต่ลาํ พงั พระองค์ เมอื
ประชาชนทงั ปวงได้ยนิ เขากอ็ อกจากเมอื งต่างๆเดินตามพระองค์ไป ยอห์นผใู้ หบ้ พั ติศมาเป็น
ลูกพีลกู นอ้ งและ ‘เพอื นร่วมงาน’ ของพระเยซู พอไดย้ นิ ข่าวเรืองการเสียชีวติ ของเขา พระเยซูก็
ทรงไปหาทีเปลียวเพอื ทีจะอธิษฐาน (ดู มาระโก 6:46) ในช่วงเวลาทีทรงเป็นทุกขใ์ จ พระเยซูก็
ทรงหาทีสงบๆเพอื ทีจะอยลู่ าํ พงั กบั พระเจา้ นนั เป็นบทเรียนสาํ หรับเราดว้ ย
มธ 14:14 หลกั การฝ่ ายวญิ ญาณเรืองหนึงจึงถกู นาํ เสนอ ซึงพบหลายแห่งตลอดทวั
พระคมั ภีร์ทงั เล่ม ครันพระเยซูเสด็จขนึ จากเรือแล้ว กท็ อดพระเนตรเห็นประชาชนหมู่ใหญ่
พระองค์ทรงสงสารเขา จงึ ได้ทรงรักษาคนป่ วยของเขาให้หาย
ใหเ้ ราสงั เกตวา่ พระเยซู (1) “เสดจ็ ออกไป” จากนนั พระองคก์ ็ (2) “เห็น” ผคู้ นทีขดั สน
เดือดร้อน (3) จากนนั พระองคก์ ท็ รง “สงสารเขา” (4) หลงั จากนนั พระองคก์ ท็ รงตอบสนอง
ความจาํ เป็นต่างๆของพวกเขา กญุ แจสาํ คญั ทีทาํ ใหเ้ ราเกิดความเห็นอกเห็นใจคนทหี ลงหายกค็ ือ
การออกไปหาพวกเขา และเห็นความขดั สนต่างๆของพวกเขา จากนนั ความเห็นอกเห็นใจกจ็ ะ
ตามมา ในการรับใชใ้ นปัจจุบนั เราจะเกิดความเห็นอกเห็นใจผคู้ นกต็ ่อเมือเราไดอ้ อกไปและเห็น
ความขดั สนฝ่ ายวญิ ญาณของพวกเขา นนั เป็นเหตุทีวา่ ทาํ ไมพระเยซูถึงทรงสอนเราหลายครังให้
ออกไปพรอ้ มกบั ข่าวประเสริฐ เมือเราออกไปและไดเ้ ห็นผคู้ นในสภาพทีหลงหายของพวกเขา
เรากจ็ ะเกิดความเห็นอกเห็นใจพวกเขาเพอื ทีจะนาํ วญิ ญาณพวกเขามาถึงพระคริสต์ ดงั นนั ส่วน
ผสมสาํ คญั สาํ หรับความเห็นอกเห็นใจกค็ ือ การออกไปตงั แต่แรก ความเห็นอกเห็นใจและความ
ห่วงใยกจ็ ะตามมาอยา่ งหลีกเลียงไม่ได้
มธ 14:15-21 ครันเวลาเยน็ แล้วพวกสาวกของพระองค์มาทูลพระองค์ว่า "ทนี ีกนั ดาร
อาหารนัก และบัดนีกเ็ ยน็ ลงมากแล้ว ขอพระองค์ทรงให้ประชาชนไปเสียเถดิ เพอื เขาจะได้ไปซือ
อาหารตามหมู่บ้านสําหรับตนเอง" 16 ฝ่ ายพระเยซูตรัสกบั พวกสาวกว่า "เขาไม่จําเป็ นต้องไป
จากทนี ี พวกท่านจงเลยี งเขาเถดิ " 17 พวกสาวกจึงทูลพระองค์ว่า "ทนี ีพวกข้าพระองค์มแี ต่
ขนมปังเพยี งห้าก้อนกบั ปลาสองตวั เท่านัน" 18 พระองค์จึงตรัสว่า "เอาอาหารนันมาให้เราทนี ี
เถดิ " 19 แล้วพระองค์ทรงสังให้คนเหล่านันนังลงทหี ญ้า เมอื ทรงรับขนมปังห้าก้อนกบั ปลาสอง
ตวั นันแล้ว กท็ รงแหงนพระพกั ตร์ดูฟ้ าสวรรค์ ทรงขอบพระคุณ และหกั ขนมปังส่งให้เหล่าสาวก
เหล่าสาวกกแ็ จกให้คนทงั ปวง 20 เขาได้กนิ อมิ ทุกคน ส่วนเศษอาหารทยี งั เหลอื นัน เขาเกบ็ ไว้ได้
ถงึ สิบสองกระบุงเตม็ 21 ฝ่ ายคนทไี ด้รับประทานอาหารนันมผี ู้ชายประมาณห้าพนั คน มไิ ด้นับผู้
หญงิ และเดก็
เยน็ วนั นนั เอง (หลงั จากไดข้ ่าวการเสียชีวติ ของยอห์น) ฝงู ชนหม่ใู หญ่กต็ ิดตามพระเยซู
เขา้ ไปในทะเลทราย (หรือถินทุรกนั ดาร) เมือพวกสาวกขอใหพ้ ระเยซูส่งประชาชนกลบั ไปใน
หมู่บา้ นต่างๆเพอื ซืออาหาร พระเยซูกท็ รงทาํ ใหพ้ วกเขาตะลึงโดยสงั ใหพ้ วกสาวกเลียงอาหารฝงู
ชนหม่ใู หญ่นี พวกสาวกคดั คา้ นวา่ พวกเขามีเพยี งขนมปังหา้ กอ้ นกบั ปลาสองตวั ซึงพอทีจะทาํ
แซนวชิ ปลาไดห้ ลายชินเท่านนั (ขนมปังทีวา่ นีกม็ ีขนาดเลก็ และเป็นเหมือนกบั ขนมปังกอ้ นใน
สมยั นี)
พวกเขากเ็ หมือนพวกเราทีมองเห็นแต่ปัญหา แต่พวกเขากม็ องไม่เห็นวา่ จะแกป้ ัญหานีได้
อยา่ งไร ทางแกป้ ัญหากค็ ือการปล่อยใหอ้ งคพ์ ระผเู้ ป็นเจา้ ทรงกระทาํ กิจ เมือพวกเขานาํ
ทรัพยากรทีมีอยเู่ ลก็ นอ้ ยของตนมาถวายพระเยซู ฤทธานุภาพอนั ยงิ ใหญ่กพ็ ระองคก์ ส็ าํ แดงเดช
ใหเ้ ราสงั เกตวา่ พระเยซูทรงอธิษฐานสาํ หรับอาหารทีจะถูกรับประทาน จากนนั การ
อศั จรรยก์ เ็ ริมตน้ ขึน ขนมปังและปลาไม่เพยี งเพิมจาํ นวนพอทีจะเลียงผชู้ ายหา้ พนั คนเท่านนั (ไม่
นบั ผหู้ ญิงและเดก็ ) แต่ยงั มีอาหารเหลือถึงสิบสองกระบุงเตม็ ดว้ ย มีผเู้ สนอวา่ พระเยซูทรงรับ
ประกนั วา่ สาวกแต่ละคนจะไดร้ ับกระบุงอาหารของตนหลงั จากนนั นนั อาจเป็นไปได้ เมือพวก
เขาถวายสิงเลก็ นอ้ ยทีตนเองมีเพอื ตอบสนองความขดั สนของผอู้ นื โดยความเชือ พระองคก์ ท็ รง
ใชม้ นั เพือตอบสนองความจาํ เป็นดงั กล่าว คาํ พงั เพยนีจึงเป็นจริงดงั ทีวา่ “นอ้ ยคือมากเมือมี
พระเจา้ อยดู่ ว้ ย” นอกจากนี พระเจา้ กท็ รงสามารถตอบสนองความจาํ เป็นทุกอยา่ งของเราได้ ถึง
แมว้ า่ ในสายตามนุษยแ์ ลว้ ดูเหมือนไม่มีทางออกกต็ าม
มธ 14:22-24 ทนั ใดนนั พระเยซูกท็ รงสังพวกสาวกใหล้ งเรือลาํ หนึงล่วงหนา้ พระองค์
ไปก่อนเพือขา้ มไปยงั อีกฝังหนึง ในทนั ใดนันพระเยซูได้ตรัสให้เหล่าสาวกของพระองค์ลงเรือ
ข้ามฟากไปก่อน ส่วนพระองค์ทรงรอส่งประชาชนกลบั บ้าน 23 และเมอื ให้ประชาชนเหล่านัน
ไปหมดแล้ว พระองค์เสด็จขนึ ไปบนภูเขาโดยลาํ พงั เพอื จะอธษิ ฐาน เมอื ถงึ เวลาคาํ พระองค์ยงั
ทรงอยู่ทนี ันแต่ผู้เดยี ว 24 แต่ขณะนันเรืออยู่กลางทะเลแล้ว และถูกคลนื โคลงเพราะทวนลมอยู่
เมือเริมกลางคืน พระเยซูกเ็ สด็จขนึ ภูเขาลกู หนึงเพือทีจะอธิษฐาน บางทีพระองคอ์ าจยงั
ทรงโศกเศร้าเรืองการเสียชีวติ ของยอห์นอยกู่ ไ็ ด้ พระองคจ์ ึงใชเ้ วลาตามลาํ พงั กบั พระเจา้ เพอื
มอบภาระของพระองคแ์ ก่พระบิดา ขณะเดียวกนั พวกสาวกกพ็ บวา่ ตวั เองอยทู่ ่ามกลางพายุ
รุนแรงลูกหนึงบนทะเลกาลิลี พวกเขาไดล้ งเรือลาํ หนึงไป คาํ ทีแปลเช่นนนั (พลออีออน) หมาย
ถึงเรือพายทีมีความยาวประมาณยสี ิบหา้ ถึงสามสิบฟุต
เมือมวลอากาศพดั ลงมาจากเนินเขาสูงต่างๆจากฝังตะวนั ตกและทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
(หรือทีราบสูงโกลนั ทางทิศตะวนั ออก) พายทุ ีรุนแรงกส็ ามารถก่อตวั ขึนบนทะเลกาลิลีได้ ถึง
แมว้ า่ ทะเลสาบนีมขี นาดกวา้ งเพียงหกไมลแ์ ละยาวสิบสามไมล์ แต่สาํ หรับเรือขนาดดงั กล่าวแลว้
มนั กส็ ามารถถกู นาํ ทะเลทาํ ใหจ้ มได้ คาํ ทีแปลวา่ ทวนลม (เอะนานทิออส) มคี วามหมายตาม
บริบทนีวา่ ‘เป็นปฏิปักษ’์ หรือ ‘ต่อสูข้ ดั ขวาง’ คาํ ทีแปลวา่ ถูกคลนื โคลง (บาซานิโซ) มีความ
หมายวา่ ‘ตกอยใู่ นภาวะลาํ บาก’ หรือ ‘สูก้ บั ลมแรง’ ในบริบทนีน่าจะใช่ความหมายอนั หลงั
มากกวา่ พวกสาวกจึงกาํ ลงั ต่อสู้ดินรนเพือทีจะนาํ เรือของพวกเขาฝ่ าทะเลทีเป็นปฏิปักษอ์ ยู่
นอกจากนี มนั กเ็ ป็นเวลากลางดึกแลว้ ดว้ ยทีความมดื มีแต่จะทาํ ใหเ้ กิดความกลวั มากยงิ ขึน
มธ 14:25-26 เมือพวกสาวกเห็นรูปร่างของพระองคข์ ยบั ไปมาเหนือผวิ นาํ ทีมืดมิดพวก
เขากต็ กใจกลวั ครันเวลาสามยามเศษ พระเยซูจงึ ทรงดาํ เนินบนนําทะเลไปยงั เหล่าสาวก 26 เมอื
เหล่าสาวกเหน็ พระองค์ทรงดําเนินมาบนทะเล เขากต็ กใจนัก พูดกนั ว่า "เป็ นผ"ี เขาจงึ ร้ององึ ไป
เพราะความกลวั พวกยวิ ไดร้ ับเอาระบบการนบั โมงยามแบบโรมมาใชซ้ ึงเริมตน้ ตอน 6 โมงเยน็
แต่ละยามกป็ ระกอบดว้ ยสามชวั โมง ดงั นนั พระเยซูจึงเสดจ็ มาหาพวกเขาในเวลาประมาณหลงั ตี
สาม คาํ ทีแปลวา่ ผี ตรงนี (ฟานทาสมา) อาจแปลไดว้ า่ ‘ปี ศาจ’ หรือ ‘การปรากฏตวั ของ
วญิ ญาณ’ กล่าวอกี นยั หนึงกค็ อื พวกเขาคดิ วา่ ตวั เองกาํ ลงั เห็นผที ีมาจากโลกอืนอยู่
มธ 14:27 บทเรียนอนั น่าประทบั ใจปรากฏตรงนี ในทนั ใดนันพระเยซูตรัสกบั เขาว่า
"จงชืนใจเถิด คอื เราเอง อย่ากลวั เลย" เมือพระองคท์ รงอยใู่ กล้ เรากไ็ ม่ตอ้ งกลวั วลีทีวา่ “จงชืน
ใจเถิด” อาจแปลไดว้ า่ ‘จงมีกาํ ลงั ใจขนึ เถิด’ ใหเ้ ราจาํ ไวว้ า่ พระเยซูตรัสในเวลาต่อมาวา่ “ดูเถิด
เราอยกู่ บั ท่านทงั หลายเสมอไป” หากเราจะตระหนกั วา่ พระองคท์ รงอยกู่ บั เราเสมอไป เรากไ็ ม่
จาํ เป็นตอ้ งกลวั เลย
มธ 14:28-33 มทั ธิวบนั ทึกตรงนีถงึ เรืองหนึงทีสาํ คญั ทีสุดในพระคมั ภีร์ ฝ่ ายเปโตรจงึ
ทูลตอบพระองค์ว่า "พระองค์เจ้าข้า ถ้าเป็ นพระองค์แน่แล้ว ขอทรงโปรดให้ข้าพระองค์เดนิ บน
นําไปหาพระองค์" 29 พระองค์ตรัสว่า "มาเถดิ " เมอื เปโตรลงจากเรือแล้ว เขากเ็ ดนิ บนนําไปหา
พระเยซู 30 แต่เมอื เขาเห็นลมพดั แรงกก็ ลวั และเมอื กาํ ลงั จะจมกร็ ้องว่า "พระองค์เจ้าข้า ช่วยข้า
พระองค์ด้วย" 31 ในทนั ใดนันพระเยซูทรงเออื มพระหตั ถ์จบั เขาไว้ แล้วตรัสกบั เขาว่า "โอ คนมี
ความเชือน้อย เจ้าสงสัยทาํ ไม”
เปโตรดว้ ยความหุนหนั พลนั แล่นและอาจดว้ ยความสงสยั อยนู่ ิดหน่อยทูลพระเยซูวา่ เป็น
พระองคแ์ น่หรือทีเรียกเขาใหไ้ ปหา คาํ ตอบของพระเยซูนนั ชดั เจน มาเถิด ตราบใดทีเปโตรจบั
จอ้ งทีพระเยซู เขากไ็ ม่เป็นไร แต่เมือเขามองไปรอบๆและเห็นสภาพการณ์แวดลอ้ มทีเป็นภยั
คุกคาม เขากเ็ ริมจมลง ดว้ ยความเชือแบบสินหวงั เขาจึงร้องออกมาวา่ “พระองคเ์ จา้ ขา้ ช่วยขา้
พระองคด์ ว้ ย” ใหเ้ ราสังเกตวา่ พระเยซูทรงจบั เขาไวท้ นั ที นีช่างเป็นภาพอนั แสนวเิ ศษแห่งความ
รอดของเรา เมือไม่มีสิงอืนใดทีช่วยใหพ้ น้ ได้ หากเราแค่เพียงหนั มาหาพระองคแ์ ละวางใจ
พระองคด์ ว้ ยความเชือ พระองคก์ จ็ ะทรงช่วยเราใหร้ อดทนั ที
ใหเ้ ราสงั เกตคาํ เตือนสตขิ องพระเยซูแก่เปโตรทีวา่ “เจา้ สงสัยทาํ ไม” เมือเราละสายตาไป
จากพระเยซู เรากจ็ ะเกิดความสงสัย
หลงั จากนนั 32 เมอื พระองค์กบั เปโตรขนึ เรือแล้ว ลมกส็ งบลง 33 เขาทงั หลายทอี ยู่ในเรือ
จงึ มานมสั การพระองค์ทูลว่า "พระองค์ทรงเป็ นพระบุตรของพระเจ้าจริงแล้ว" ดูเหมือนจะเห็น
ไดช้ ดั วา่ พระเจา้ ทรงอนุญาตใหพ้ ายเุ ขา้ มาในชีวติ ของพวกสาวกเพือสอนบทเรียนทีลึกซึงแก่พวก
เขา พวกเขาตอ้ งเจอกบั พายเุ ช่นนนั เพอื ทีจะเชือวา่ พระเยซูทรงเป็นพระบุตรของพระเจา้ จริงๆ