The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แผนการจัดการเรียนรู้ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by pure_082, 2021-10-20 12:59:35

แผนการจัดการเรียนรู้ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564

แผนการจัดการเรียนรู้ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564

301

5. สาระการเรียนรู้
5.1 ความรู้
ในการหาตำแหน่งของภาพที่เกิดจากกระจกโค้งเว้า สามารถใช้การเขียนแผนภาพรังสี โดยเริ่มต้นจากการ

เขยี นรงั สที ่อี อกจากสว่ นหวั ของวัตถมุ ายังกระจกโคง้ เวา้ ดงั รปู
ในการหาตำแหน่งของภาพทีเ่ กิดจากกระจกโค้งนูน สามารถใชก้ ารเขียนแผนภาพรังสีของแสง สามารถทำได้โดยการ
เขยี นรังสีแสงจำนวน 4 เส้น ในทำนองเดยี วกันกับกระจกโคง้ เว้า ดงั รูป

5.2 กระบวนการ
1) ความสามารถในการสอ่ื สาร (อ่าน ฟัง พดู เขียน)
2) ความสามารถในการคดิ (สงั เกต วเิ คราะห์ จัดกลุ่ม สรปุ )
3) ความสามารถในการแกป้ ัญหา (การแกส้ มการ)
4) ความสามารถในการใชท้ กั ษะชวี ิต (ทำงานกลุม่ และความรบั ผดิ ชอบ)
5) ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศ (ใชก้ ารสืบคน้ ผ่านคอมพิวเตอร)์

5.3 คุณลกั ษณะและค่านิยม
1) มงุ่ มนั่ ในการทำงาน และมคี วามรบั ผิดชอบ

6. บรู ณาการ
6.1 บูรณาการ PLC นกั เรยี นแตล่ ะคนแลกเปลีย่ นเรยี นรู้เลา่ สูก่ นั ฟงั ถงึ ความรทู้ ีไ่ ดจ้ ากการศกึ ษาคน้ ควา้
6.2 บูรณาการกบั กลุม่ สาระการเรยี นรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง การแกส้ มการ และเส้นขนาน

7. กจิ กรรมการเรยี นรู้
ข้ันตอนการเรยี นรู้
ขั้นที่ 1 ขนั้ สร้างความสนใจ

7.1.1 ครูให้นักเรียนเข้าชั้นเรียนออนไลน์ผ่าน google meet โดยครูส่งลิงค์ในการเข้าชั้นเรียนผ่านกลุ่ม
classroom รายวชิ าฟิสกิ ส์เพ่ิมเติม ครูทบทวนความรู้ เรอ่ื ง การหกั เหของแสงผ่านเลนส์

7.1.2 ครูต้ังคำถามเพ่ือเข้าสู่กจิ กรรม
1) ภาพทเ่ี กดิ จากกระจกเงาทม่ี ีผิวโค้งจะเหมือนหรือแตกต่างจากกระจกเงาราบหรอื ไม่ อยา่ งไร
2) กระจกเงาผิวโคง้ มีก่ีแบบ อะไรบา้ ง
3) แต่ละแบบจะทำ ให้เกิดภาพเหมอื นหรอื แตกต่างกนั หรอื ไม่

(โดยครเู ปดิ โอกาสให้นักเรยี นแสดงความคดิ เห็นอยา่ งอสิ ระและไมค่ าดหวงั คำ ตอบทีถ่ ูกต้อง)

302

ขน้ั ท่ี 2 ขัน้ สำรวจและคน้ หา
7.2.1 ครูให้นกั เรยี นทุกคนศึกษาค้นคว้าขอ้ มูลและทำความเขา้ ใจ เรื่อง การเกิดภาพจากกระจกเงาทรงกลม

ในหนงั สอื เรียน เอกสารประกอบการเรยี นการสอน และอินเทอร์เน็ต
7.2.2 นกั เรยี นทำใบงาน เรอ่ื ง การเกิดภาพของกระจกนนู
7.2.3 นกั เรยี นทำใบงาน เร่อื ง การเกดิ ภาพของกระจกเวา้
7.2.4 นกั เรยี นทำโจทยป์ ัญหา เรอื่ ง การเกิดภาพของกระจกเงาทรงกลม

ขั้นที่ 3 ขัน้ อธบิ ายและลงขอ้ สรปุ
7.3.1 ครูให้นักเรียนอาสาออกมานำเขียนการเกิดภาพจากกระจกเงาทรงกลมหน้าชั้นเรียนออนไลน์ผ่าน

google meet
7.3.2 ครใู ห้นักเรยี นอาสาออกมาเฉลยโจทยป์ ญั หาหนา้ ช้ันเรียนออนไลน์ผา่ น google meet
7.3.3 ครูนำนักเรียนอภิปรายเพ่อื นำไปสกู่ ารสรุปโดยใชค้ ำถามต่อไปนี้
1) กระจกนูนเกิดภาพกี่ชนิด อะไรบ้าง ขนาดภาพเป็นอย่างไร และตำแหน่งของภาพเกิดขึ้นที่ใด

(แนวการตอบ 1 ชนิด คือ ภาพเสมือนหัวตั้ง ขนาดภาพเล็กกว่าวัตถุ และตำแหน่งของภาพอยู่หลังกระจก ระหว่าง
จดุ F กับ จดุ P)

2) ถา้ วางวตั ถุไวห้ นา้ กระจกเว้า ซง่ึ มีระยะมากกว่า 2F จะเกิดภาพชนิดใด ขนาดภาพเป็นอยา่ งไร
และตำแหน่งของภาพเกดิ ขน้ึ ทใ่ี ด (แนวการตอบ เกดิ ภาพจริงหัวกลบั ขนาดภาพเลก็ กว่าวตั ถุ ตำแหน่งภาพอยหู่ น้า
กระจก ระหว่างจดุ 2F กบั จดุ F)

3) ถ้าวางวตั ถไุ วห้ น้ากระจกเว้า ซ่งึ มีระยะเท่ากบั 2F จะเกิดภาพชนิดใด ขนาดภาพเปน็ อยา่ งไร และ
ตำแหนง่ ของภาพเกดิ ขึ้นท่ใี ด (แนวการตอบ เกิดภาพจรงิ หัวกลบั ขนาดภาพเท่ากบั วตั ถุ ตำแหนง่ ภาพอยหู่ นา้ กระจก
ที่จุด 2F)

4) ถ้าวางวตั ถุไวห้ นา้ กระจกเว้า ซึ่งมรี ะยะน้อยกว่า 2F แตม่ ากกวา่ F จะเกดิ ภาพชนิดใด ขนาดภาพ
เปน็ อย่างไร และตำแหน่งของภาพเกิดข้นึ ท่ีใด (แนวการตอบ เกิดภาพจริงหวั กลบั ขนาดภาพใหญ่กว่าวตั ถุ ตำแหน่ง
ภาพอยหู่ น้ากระจก มากกว่าจดุ 2F)

5) ถา้ วางวัตถุไวห้ น้ากระจกเว้า ซึ่งมีระยะเท่ากับ F จะเกดิ ภาพชนิดใด ขนาดภาพเป็นอยา่ งไร และ
ตำแหน่งของภาพเกดิ ข้นึ ทีใ่ ด (แนวการตอบ เกิดภาพจริงหัวกลบั ขนาดภาพใหญก่ วา่ วตั ถุ ตำแหนง่ ภาพระยะอนนั ต)์

6) ถ้าวางวตั ถไุ วห้ น้ากระจกเว้า ซึ่งมรี ะยะนอ้ ยกว่า F จะเกิดภาพชนิดใด ขนาดภาพเป็นอย่างไร และ
ตำแหนง่ ของภาพเกิดขึ้นที่ใด (แนวการตอบ เกิดภาพเสมือนหวั ตั้ง ขนาดภาพใหญก่ วา่ วตั ถุ ตำแหนง่ ภาพอยู่หลงั
กระจก)

ข้ันท่ี 4 ขน้ั ขยายความรู้
7.4.1 ครูอธิบายให้ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับสมการการหาระยะวัตถุ ระยะภาพ ความยาวโฟกัส และ

กำลังขยาย
7.4.2 ครอู ธบิ ายตัวอยา่ ง ตามเอกสารประกอบการเรียนการสอน อยา่ งละเอยี ด

303

ขนั้ ที่ 5 ขนั้ ประเมนิ ผล
7.5.1 นกั เรยี นส่งใบงาน เรื่อง การเกดิ ภาพของกระจกนนู
7.5.2 นกั เรียนสง่ ใบงาน เรื่อง การเกิดภาพของกระจกเวา้
7.5.3 นกั เรยี นสง่ โจทย์ปัญหา เร่ือง การเกิดภาพของกระจกเงาทรงกลม

8. ส่ือการเรียนรู/้ แหล่งเรยี นรู้
8.1 หนงั สอื เรยี นรายวชิ าเพม่ิ เตมิ วทิ ยาศาสตร์ (ฟสิ ิกส์) ชน้ั มัธยมศึกษาปที ี่ 5 เลม่ 3 (ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ.

2560)
8.2 อนิ เทอร์เนต็
8.3 ใบงาน เรอื่ ง การเกิดภาพของกระจกนูน
8.4 ใบงาน เร่อื ง การเกิดภาพของกระจกเวา้
8.5 โจทย์ปญั หา เรอื่ ง การเกดิ ภาพของกระจกเงาทรงกลม
8.6 เอกสารประกอบการเรียนการสอน

304

9. การวดั และประเมนิ ผล

จุดประสงค์การเรียนรู้ วธิ กี ารวัด เครือ่ งมอื เกณฑ์การประเมิน

ดา้ นความรู้ (K) 1) ใบงาน เรอ่ื ง การเกดิ 1) นกั เรยี นสามารถ
ภาพของกระจกนูน ตอบคำถามได้ระดับ
1) อธิบายการเกดิ ภาพของกระจกเงา 1) ตรวจใบงาน เรอื่ ง 2) ใบงาน เรอ่ื ง การเกิด ดีผา่ นเกณฑ์
ภาพของกระจกเว้า
ทรงกลม การเกดิ ภาพของ 1) นกั เรยี นสามารถ
1) ใบงาน เรือ่ ง การเกิด เขยี นรงั สกี ารเกดิ
กระจกนนู ภาพของกระจกนนู ภาพของกระจกเงา
2) ใบงาน เรื่อง การเกดิ ทรงกลมไดร้ ะดับดี
2) ตรวจใบงาน เร่อื ง ภาพของกระจกเว้า ผา่ นเกณฑ์
3) โจทยป์ ญั หา เรื่อง 2) นกั เรยี นสามารถ
การเกิดภาพของกระจก การเกดิ ภาพของกระจก คำนวณการเกดิ ภาพ
เวา้ เงาทรงกลม ของกระจกเงาทรง
กลมได้ระดบั ดี ผ่าน
ดา้ นกระบวนการ (P) 1) ใบงาน เรื่อง การหกั เกณฑ์
เหของแสงผา่ นเลนส์
1) เขยี นรังสีของแสงท่สี ะทอ้ นจากผิว 1) ตรวจใบงาน เร่ือง 2) ใบกจิ กรรม 11.3 1) นกั เรยี นไดร้ ะดับดี
เร่ือง การหกั เหของแสง ผ่านเกณฑ์
ของกระจกเงาทรงกลมเพอื่ ระบุ การเกิดภาพของ ผ่านเลนสน์ ูน

ตำแหนง่ และชนิดของภาพ กระจกนูน
2) คำนวณหาปริมาณตา่ ง ๆ ที่ 2) ตรวจใบงาน เรอ่ื ง

เก่ียวข้องกับการเกิดภาพจากกระจก การเกิดภาพของกระจก

เงาทรงกลม เว้า

3) ตรวจโจทยป์ ัญหา เรื่อง

การเกดิ ภาพของกระจก
เงาทรงกลม

ด้านคุณลกั ษณะ (A) 1) ตรวจการสง่ ใบงาน
1) มงุ่ มัน่ ในการทำงาน และมคี วาม เร่ือง การหักเหของแสง
รับผดิ ชอบ ผ่านเลนส์เกิดภาพ
2) ตรวจการสง่ ใบกิจกรรม
11.3 เรอ่ื ง การหกั เหของ
แสงผ่านเลนสน์ ูน

305

10. เกณฑ์การประเมนิ ผลงานนักเรยี น
เกณฑ์การประเมนิ แบบ Rubrics ของการทำกิจกรรม เรอื่ ง การเกิดภาพของกระจกเงาทรงกลม

ประเดน็ การ ค่านำ้ หนกั แนวทางการให้คะแนน
ประเมนิ คะแนน

ด้านความรู้ 3 สามารถตอบคำถามได้ถูกตอ้ งครบถว้ นทุกขอ้
(K) 2 สามารถตอบคำถามได้ถูกต้องครบถ้วน 5-9 ข้อ
1 สามารถตอบคำถามได้ถกู ตอ้ งครบถว้ นน้อยกวา่ 5 ขอ้

1.5 สามารถเขียนรงั สีการเกดิ ภาพของกระจกเงาทรงกลมไดถ้ กู ต้องครบถ้วน

ดา้ น 1 สามารถเขียนรงั สีการเกิดภาพของกระจกเงาทรงกลมค่อนขา้ งถกู ตอ้ ง
กระบวนการ 0.5 สามารถเขยี นรงั สกี ารเกดิ ภาพของกระจกเงาทรงกลมไดค้ อ่ นขา้ งถูกต้อง แตไ่ มค่ รบถว้ น
1.5 สามารถคำนวณการเกิดภาพของกระจกเงาทรงกลมไดถ้ กู ต้องครบถ้วน
(P) 1 สามารถคำนวณการเกดิ ภาพของกระจกเงาทรงกลมคอ่ นขา้ งถกู ตอ้ ง

0.5 สามารถคำนวณการเกดิ ภาพของกระจกเงาทรงกลมไดถ้ กู ตอ้ ง แต่ไมค่ รบถว้ น

ด้าน 3 ทำภาระงานที่ไดร้ ับมอบหมายเสร็จภายในเวลาท่ีกำหนด และเรยี บรอ้ ยถกู ต้องครบถว้ น

คณุ ลกั ษณะ 2 ทำภาระงานท่ีไดร้ ับมอบหมายเสร็จภายในเวลาที่กำหนด แต่งานยังผิดพลาดบางสว่ น

(A) 1 ทำภาระงานท่ีได้รบั มอบหมายเสรจ็ แตล่ ่าชา้ และเกิดขอ้ ผดิ พลาดบางส่วน

ระดับคะแนน 3 หมายถึง ระดบั ดมี าก
คะแนน 2 หมายถงึ ระดับดี
คะแนน 1 หมายถงึ ระดบั พอใช้
คะแนน

306

การประเมินการทำกิจกรรม เร่อื ง การเกดิ ภาพของกระจกเงาทรงกลม

จุดประสงคก์ ารเรียนรู้

ที่ ช่อื - นามสกลุ ดา้ นความรู้ ด้าน ดา้ น รวม ระดบั
(K) กระบวนการ คณุ ลักษณะ คะแนน คณุ ภาพ

(P) (A)

3 3 39

1

2

3

4

5

6

7

8

9

10

11

12

13

14

15

16

17

18

19

20

21

22

23

24

25

26

27

28

307

จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้

ที่ ชือ่ - นามสกลุ ดา้ นความรู้ ดา้ น ดา้ น รวม ระดับ
(K) กระบวนการ คณุ ลักษณะ คะแนน คณุ ภาพ

(P) (A)

3 3 39

29

30

31

32

33

34

35

36

37

38

39

40

ระดบั คณุ ภาพ 9 หมายถึง ระดบั ดีมาก
คะแนน 7-8 หมายถึง ระดบั ดี
คะแนน 5-6 หมายถึง ระดบั ปานกลาง
คะแนน 3-4 หมายถึง ระดบั ปรบั ปรงุ
คะแนน

308

บนั ทึกหลังการสอน

หนว่ ยการเรยี นร้ทู ี่ 11 เร่ือง แสงเชิงรงั สี อ

แผนการสอนที่ 32 เร่ือง การเกดิ ภาพของกระจกเงาทรงกลม .

วนั ท่ี.................................................เดือน.......................................................................พ.ศ......................................

วันท่ี.................................................เดอื น.......................................................................พ.ศ......................................

ผลการจัดการเรยี นรู้

…………………………………………………………………………………………………………………………… ………….…………………...
……………………………………………………………………………………………………………………………………….…… ……………..
…………………………………………………………………………………………………………………………
…………….…………………...
ปญั หา / อปุ สรรค

………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………...
……………………………………………………………………………………………………………………………………….…… ……………...
……………………………………………………………………………………………………………………………………
….…………………...
ข้อเสนอแนะ/แนวทางแก้ปญั หา

…………………………………… ………………………………………………………………………………………………….…………………...

…………………………………………………………………… ………………………………………………………………….…………………...

…………………………………………………………………………………………………………………………………… ….…………………...

บนั ทกึ สำหรบั ครพู เ่ี ลย้ี ง

…………………………………… ………………………………………………………………………………………………….…………………...

…………………………………………………………………… ………………………………………………………………….…………………...

…………………………………………………………………………………………………………………………………… ….…………………...

ลงช่ือ....................................................... ลงชือ่ ..............................................................
( นายทวพิ งศ์ ศรสี ุวรรณ ) ( นางสาวอุทัยทิพย์ เมืองร่ืน )
ครูพีเ่ ลี้ยง นักศึกษาปฏิบัตกิ ารสอน

309

แผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ 33

รายวิชา ว32203 ฟิสกิ สเ์ พม่ิ เติม เล่ม 3 ช้ันมธั ยมศกึ ษาปีที่ 5 ภาคเรยี นท่ี 1

เรอื่ ง แสงสแี ละการมองเหน็ แสงสี เวลา 2 ชว่ั โมง

ครูผสู้ อน ปส.อุทยั ทพิ ย์ เมอื งรน่ื ครูพเี่ ลยี้ ง อ.ทวพิ งศ์ ศรีสวุ รรณ

1. สาระฟิสิกส์
2. เขา้ ใจการเคลอ่ื นทแ่ี บบฮารม์ อนกิ อยา่ งงา่ ย ธรรมชาติของคล่ืน เสียงและการได้ยิน ปรากฏการณท์ ่ี

เกี่ยวข้องกบั เสียง แสงและการเห็น ปรากฏการณ์ทเี่ ก่ยี วขอ้ งกับแสงรวมทั้งนำความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์

2. ผลการเรยี นรู้
10. สังเกต และอธิบายการมองเห็นแสงสี สีของวัตถุ การผสมสารสี และการผสมแสงสี รวมทั้งอธิบาย

สาเหตขุ องการบอดสี

3. จดุ ประสงค์การเรียนรู้
3.1 ด้านความรู้ (K)
1) อธิบายการมองเหน็ แสงสี สขี องวัตถุ และสาเหตุของการบอดสี
2) อธบิ ายการผสมแสงสแี ละการผสมสารสี
3.2 ดา้ นกระบวนการ (P)
1) นกั เรยี นสามารถจดั กระทำและสอ่ื ความหมายของขอ้ มลู ทศ่ี กึ ษาคน้ ควา้ ได้
3.3 ดา้ นเจตคติ (A)
1) มุ่งมัน่ ในการทำงาน และมคี วามรบั ผดิ ชอบ

4. สาระสำคญั
การมองเหน็ แสงสเี ป็นการรบั รอู้ ย่างหนง่ึ ท่เี กิดข้ึนในสมองเมอื่ มีแสงมากระทบบนจอตา (retina) ซง่ึ มีเซลล์

รูปกรวย (cone cell) 3 ชนิด คือ ชนิด S ชนิด M และ ชนิด L โดยเซลล์รูปกรวยแต่ละชนิดจะมีการตอบสนอง
ต่อแสงที่มีความยาวคลื่นต่าง ๆ ที่แตกต่างกัน การมองเห็นสีของวัตถุจะขึ้นกับแสงสีที่ตก กระทบกับวัตถุและสารสี
บนวัตถุโดยสารสีจะดูดกลืนบางแสงสีและสะท้อนบางแสงสีเมื่อแสงสีสะท้อนจาก วัตถุมาเข้าตาทำให้สามารถ
มองเห็นวัตถุเป็นสีต่าง ๆ ได้ แสงสีแดง แสงสีเขียว และแสงสีน้ำเงิน จัดเป็น แสงสีปฐมภูมิ(primary colours of
light) เพราะเมื่อแสงสีเหล่านี้มาผสมกันจะได้เป็นแสงสีต่าง ๆ ครบทุกสี ส่วนสารสีน้ำเงินเขียว สารสีเหลือง และ
สารสีแดงม่วง จัดเป็นสารสีปฐมภูมิ (primary colours of pigment) เพราะเมื่อสารสีเหล่านี้มาผสมกันจะได้
สีต่าง ๆ ครบทุกสี ถ้าเซลล์รูปกรวยชนิดใดชนิดหนึ่งหรือ มากกว่ามีความบกพร่อง จะมองเห็นสีแตกต่างไปจากคน
ปกติเรียกความผิดปกตใิ นการมองเหน็ สนี ้ีว่า การบอดสี (colour blindness)

ความรู้เรื่องแสงเชิงรังสีสามารถนำไปใช้อธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติ เช่น รุ้ง การทรงกลด มิราจ และ
การเห็นท้องฟ้าเป็นสีต่าง ๆ ในช่วงเวลาต่างกัน รวมทั้งการใช้ประโยชน์เกี่ยวกับแสงในชีวิตประจำวัน เช่น
กลอ้ งโทรทรรศน์กลอ้ งจุลทรรศนแ์ ละกลอ้ งถา่ ยรปู

310

5. สาระการเรียนรู้
5.1 ความรู้
มนุษย์มองเห็นสีต่างๆ เป็นเพราะมีแสงสีตกกระทบบนจอตา (retina) ซึ่งมีเซลล์รูปกรวย (cone

cell) 3 ชนิด คือ ชนิด S ชนิด M และ ชนิด L เซลล์รูปกรวยแต่ละชนิดจะมีการตอบสนองต่อแสงที่มีความยาว
คลื่นต่าง ๆ ที่แตกต่างกัน โดยตัวย่อ S M L หมายถึง ช่วงความยาวคลื่นที่เซลล์รูปกรวยแต่ละชนิดตอบสนอง คือ
ความยาวคล่ืนส้ัน ความยาวคล่นื กลาง และความยาวคลน่ื ยาว ตามลำดบั ดังรปู

การมองเห็นสีของวัตถุจะขึ้นกับแสงสีที่ตก กระทบกับวัตถุและสารสีบนวัตถุโดยสารสีจะดูดกลืน
บางแสงสีและสะท้อนบางแสงสีเมื่อแสงสีสะท้อนจาก วัตถุมาเข้าตาทำให้สามารถมองเห็นวัตถุเป็นสีต่าง ๆ ได้ แสง
ทั้ง 3 สี คือ แสงสีแดง แสงสีเขียว และแสงสีน้ำเงิน จัดเป็นแสงสีปฐมภูมิ(primary colours of light) เพราะ
สามารถทำให้เซลล์รูปกรวยตอบสนองในรูปแบบต่างๆ กัน และเมื่อแสงสีเหล่านี้มาผสมกันจะได้เป็นแสงสีต่าง ๆ
ครบทกุ สี

ส่วนสารสีน้ำเงินเขียว สารสีเหลือง และสารสีแดงม่วง จัดเป็นสารสีปฐมภูมิ (primary colours
of pigment) เพราะเมื่อสารสีเหล่านี้มาผสมกันจะได้สีต่าง ๆ ครบทุกสี ถ้าเซลล์รูปกรวยชนิดใดชนิดหนึ่งหรือ
มากกว่ามีความบกพร่อง จะมองเห็นสีแตกต่างไปจากคนปกติเรียกความผิดปกติในการมองเห็นสีนี้ว่า การบอดสี
(colour blindness)

5.2 กระบวนการ
1) ความสามารถในการสอ่ื สาร (อา่ น ฟงั พดู เขียน)
2) ความสามารถในการคดิ (สงั เกต วิเคราะห์ จดั กลุ่ม สรุป)
3) ความสามารถในการแกป้ ญั หา (-)
4) ความสามารถในการใชท้ กั ษะชวี ติ (ทำงานกล่มุ และความรบั ผิดชอบ)
5) ความสามารถในการใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศ (ใช้การสบื คน้ ผ่านคอมพิวเตอร)์

5.3 คณุ ลกั ษณะและค่านิยม
1) มงุ่ มัน่ ในการทำงาน และมีความรับผดิ ชอบ

311

6. บรู ณาการ
6.1 บูรณาการ PLC นกั เรยี นแตล่ ะคนแลกเปลีย่ นเรยี นรู้เลา่ สูก่ นั ฟงั ถงึ ความรทู้ ีไ่ ดจ้ ากการศกึ ษาคน้ ควา้
6.2 บูรณาการกบั กลมุ่ สาระการเรียนรศู้ ิลปะ เรอื่ ง แม่สี และการผสมสี

7. กจิ กรรมการเรียนรู้
ขัน้ ตอนการเรยี นรู้
ขั้นที่ 1 ขัน้ สรา้ งความสนใจ

7.1.1 ครูให้นักเรียนเข้าชั้นเรียนออนไลน์ผ่าน google meet โดยครูส่งลิงค์ในการเข้าชั้นเรียนผ่านกลุ่ม
classroom รายวชิ าฟสิ กิ ส์เพิม่ เติม ครูทบทวนความรู้ เร่อื ง การเกดิ ภาพของกระจกเงาทรงกลม

7.1.2 ครูให้นักเรียนสังเกตวัตถุที่มีสีต่าง ๆ แล้วตอบคำถามว่าส่วนใดของตาของมนุษย์ทำให้มองเห็นวัตถุ
เปน็ สีตา่ ง ๆ (โดยครูเปิดโอกาสให้นักเรียนแสดงความคิดเหน็ อยา่ งอสิ ระและไม่คาดหวงั คำตอบทีถ่ กู ตอ้ ง

ข้ันที่ 2 ขน้ั สำรวจและค้นหา
7.2.1 ครูให้นักเรียนทุกคนศกึ ษาคน้ คว้าขอ้ มูลและทำความเขา้ ใจ เรือ่ ง แสงสีและการมองเห็นแสงสี ใน

หนังสอื เรยี น เอกสารประกอบการเรยี นการสอน และอินเทอรเ์ น็ต
7.2.2 นกั เรยี นทุกคนสรุปองคค์ วามร้ทู ่ไี ดศ้ กึ ษาค้นควา้ เร่ือง แสงสีและการมองเหน็ แสงสี ลงในกระดาษ A4

ในรูปแบบ Mind mapping
7.2.3 นกั เรยี นทำใบงาน เรือ่ ง แสงสแี ละการมองเห็นแสงสี

ข้นั ท่ี 3 ข้นั อธิบายและลงข้อสรปุ
7. 3.1 ครูให้นักเรียนอาสาออกมานำเสนอ Mind mapping ของตนเองหน้าชั้นเรียนออนไลน์ผ่าน google

meet
7.3.2 ครูนำนักเรยี นอภปิ รายเพ่ือนำไปสู่การสรุปโดยใช้คำถามในใบงาน เรอื่ ง แสงสีและการมองเหน็ แสงสี

ขน้ั ที่ 4 ขน้ั ขยายความรู้
7.4.1 ครูอธบิ ายให้ความร้เู พ่ิมเตมิ ดังนี้
1) แสงสีที่ไม่สามารถผสมขึ้นใหม่ได้ มี 3 สี คือ แสงสีแดง แสงสีเขียว และแสงสีน้ำเงิน เรียกว่า แสง

สีปฐมภูมิ ส่วนแสงสีที่เกิดจากการผสมของแสงสีปฐมภูมิ ทำให้เห็นเป็นแสงสีอื่น เช่น แสงสีเหลือง แสงสีแดงม่วง
และแสงสีน้ำเงินเขียว เรียกว่า แสงสีทุติยภูมิ เมื่อแสงสีปฐมภูมิทั้งสามสีผสมกันจะเห็นเป็นแสงขาว โดยแสงสีคู่ใด
เมอื่ ผสมกนั แล้วเหน็ เป็นแสงขาว เรียกแสงสีคูน่ นั้ วา่ แสงสีเติมเตม็ เช่น แสงสีแดงกบั แสงสนี ำ้ เงนิ เขยี ว

2) วตั ถุสามารถแบ่งตามปรมิ าณแสงและลักษณะทแ่ี สงผา่ นวตั ถุได้ ดังน้ี
2.1 วัตถุโปร่งใส (transparent material) หมายถึง วัตถุที่แสงผ่านไปได้เกือบหมด ทำให้

สามารถมองผา่ นวตั ถุชนิดน้ไี ด้อย่างชัดเจน เชน่ กระจกใส พลาสติกใส พลาสตกิ ใสสแี ละแกว้ ใส
2.2 วัตถุโปร่งแสง (translucent material) หมายถึง วัตถุที่แสงผ่านไปได้อย่างไม่เป็น

ระเบยี บ ทำใหไ้ ม่สามารถมองผ่านวัตถนุ ไี้ ดช้ ดั เช่น น้ำ ขุ่น กระจกฝา้ และกระดาษชุบไข
2.3 วัตถุทึบแสง (opaque material) หมายถึง วัตถุที่แสงผ่านไปไม่ได้เลย แสงทั้งหมดจะถูก

ดดู กลืนไว้หรอื สะทอ้ นกลบั จึงไม่สามารถมองผา่ นวตั ถุชนดิ นี้ได้ เช่น ไม้ผนงั ตกึ และกระจกเงา

312

3) ในวิชาศิลปะแม่สีสำหรับการผสมสีจะมี 3 สี คือ สีเหลือง สีแดง และสีน้ำเงิน เพื่อใช้ผสมให้เกิด
เป็นสีอื่น ๆ ได้ซึ่งอาจจะทำให้นักเรียนสับสน เพราะชื่อเรียกแม่สีในวิชาศิลปะไม่ตรงกับชื่อสารสีปฐมภูมิในทาง
วิทยาศาสตร์ เนือ่ งจากมีเกณฑ์ในการจำแนกสที แ่ี ตกต่างกัน

ขัน้ ท่ี 5 ข้นั ประเมินผล
7.5.1 นกั เรียนส่งใบงาน เรอ่ื ง แสงสแี ละการมองเห็นแสงสี
7.5.2 นกั เรียนสง่ Mind mapping เร่อื ง แสงสีและการมองเหน็ แสงสี

8. ส่ือการเรียนรู/้ แหล่งเรยี นรู้
8.1 หนงั สือเรยี นรายวชิ าเพม่ิ เตมิ วิทยาศาสตร์ (ฟิสกิ ส์) ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 5 เล่ม 3 (ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ.

2560)
8.2 อนิ เทอรเ์ น็ต
8.3 ใบงาน เร่ือง แสงสแี ละการมองเหน็ แสงสี
8.4 เอกสารประกอบการเรยี นการสอน

9. การวัดและประเมินผล วิธีการวดั เครือ่ งมอื เกณฑ์การประเมนิ
จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้
1) ตรวจใบงาน เรอ่ื ง แสงสแี ละ 1) ใบงาน เร่อื ง แสงสี 1) นกั เรยี นสามารถ
ด้านความรู้ (K) การมองเหน็ แสงสี และการมองเห็นแสงสี ตอบคำถามได้ระดบั
1) อธบิ ายการมองเหน็ แสงสี ดผี า่ นเกณฑ์
สีของวตั ถุ และสาเหตุของการ 1) ตรวจ Mind mapping เรื่อง 1) Mind mapping
บอดสี แสงสแี ละการมองเห็นแสงสี เรอ่ื ง แสงสแี ละการ 1) นกั เรยี นสามารถ
2) อธิบายการผสมแสงสแี ละ มองเหน็ แสงสี สรปุ องคค์ วามรู้
การผสมสารสี 1) ตรวจการสง่ ใบงาน เร่อื ง ไดร้ ะดบั ดี ผา่ นเกณฑ์
ดา้ นกระบวนการ (P) แสงสีและการมองเห็นแสงสี 1) ใบงาน เรอ่ื ง แสงสี
1) นกั เรยี นสามารถจดั กระทำ 2) ตรวจการสง่ Mind และการมองเห็นแสงสี 1) นกั เรยี นไดร้ ะดบั ดี
และสือ่ ความหมายของข้อมูลที่ mapping เร่อื ง แสงสแี ละการ 2) Mind mapping ผา่ นเกณฑ์
ศกึ ษาค้นควา้ ได้ มองเหน็ แสงสี เรอื่ ง แสงสแี ละการ
ดา้ นคณุ ลกั ษณะ (A) มองเห็นแสงสี
1) มุง่ ม่นั ในการทำงาน และมี
ความรับผดิ ชอบ

313

10. เกณฑ์การประเมินผลงานนกั เรียน
เกณฑ์การประเมนิ แบบ Rubrics ของการทำกจิ กรรม เรอ่ื ง แสงสีและการมองเห็นแสงสี

ประเดน็ การ คา่ นำ้ หนกั แนวทางการให้คะแนน
ประเมนิ คะแนน

ดา้ นความรู้ 3 สามารถตอบคำถามได้ถกู ตอ้ งครบถ้วนทกุ ขอ้
(K) 2 สามารถตอบคำถามคอ่ นข้างถกู ต้อง
1 สามารถตอบคำถามได้ค่อนขา้ งถูกต้อง

ดา้ น 3 จดั กระทำและสอ่ื ความหมายของขอ้ มูลที่ศกึ ษาคน้ คว้าได้ถกู ต้องครบถ้วนทุกหวั ข้อ
กระบวนการ 2 สะอาดและสวยงาม
1 จัดกระทำและสือ่ ความหมายของข้อมูลทีศ่ ึกษาค้นควา้ ค่อนขา้ งถูกต้องครบถ้วน
(P) สะอาดและสวยงาม
จดั กระทำและสอ่ื ความหมายของข้อมูลทีศ่ ึกษาค้นควา้ ไดค้ ่อนขา้ งถูกต้อง แต่ไม่
ครบทกุ หวั ข้อ สะอาดและสวยงาม

ด้าน 3 ทำภาระงานที่ได้รับมอบหมายเสรจ็ ภายในเวลาทก่ี ำหนด และเรียบรอ้ ยถูกตอ้ ง
ครบถ้วน

คุณลักษณะ 2 ทำภาระงานที่ไดร้ ับมอบหมายเสรจ็ ภายในเวลาทก่ี ำหนด แต่งานยงั ผิดพลาด
(A) บางส่วน

1 ทำภาระงานท่ีไดร้ ับมอบหมายเสรจ็ แตล่ า่ ช้า และเกดิ ข้อผดิ พลาดบางส่วน

ระดบั คะแนน 3 หมายถึง ระดับดมี าก
คะแนน 2 หมายถงึ ระดับดี
คะแนน 1 หมายถงึ ระดับพอใช้
คะแนน

314

การประเมนิ การทำกิจกรรม เร่ือง แสงสแี ละการมองเหน็ แสงสี

จดุ ประสงค์การเรียนรู้

ที่ ชื่อ - นามสกลุ ดา้ นความรู้ ดา้ น ดา้ น รวม ระดบั
(K) กระบวนการ คณุ ลักษณะ คะแนน คุณภาพ

(P) (A)

3 3 39

1

2

3

4

5

6

7

8

9

10

11

12

13

14

15

16

17

18

19

20

21

22

23

24

25

26

27

28

315

จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้

ที่ ชือ่ - นามสกลุ ดา้ นความรู้ ดา้ น ดา้ น รวม ระดับ
(K) กระบวนการ คณุ ลักษณะ คะแนน คณุ ภาพ

(P) (A)

3 3 39

29

30

31

32

33

34

35

36

37

38

39

40

ระดบั คณุ ภาพ 9 หมายถึง ระดบั ดีมาก
คะแนน 7-8 หมายถึง ระดบั ดี
คะแนน 5-6 หมายถึง ระดบั ปานกลาง
คะแนน 3-4 หมายถึง ระดบั ปรบั ปรงุ
คะแนน

316

บนั ทึกหลงั การสอน

หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี 11 เร่อื ง แสงเชิงรังสี อ

แผนการสอนที่ 33 เร่อื ง แสงสีและการมองเหน็ แสงสี .

วันท่ี.................................................เดือน.......................................................................พ.ศ......................................

ผลการจดั การเรียนรู้

…………………………………………………………………………………………………………………………… ………….…………………...
……………………………………………………………………………………………………………………………………….…… ……………..
…………………………………………………………………………………………………………………………
…………….…………………...
ปญั หา / อปุ สรรค

………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………...
……………………………………………………………………………………………………………………………………….…… ……………...
……………………………………………………………………………………………………………………………………
….…………………...
ข้อเสนอแนะ/แนวทางแก้ปญั หา

…………………………………… ………………………………………………………………………………………………….…………………...

…………………………………………………………………… ………………………………………………………………….…………………...

…………………………………………………………………………………………………………………………………… ….…………………...

บันทกึ สำหรบั ครูพเ่ี ลยี้ ง

…………………………………… ………………………………………………………………………………………………….…………………...

…………………………………………………………………… ………………………………………………………………….…………………...

…………………………………………………………………………………………………………………………………… ….…………………...

ลงชื่อ....................................................... ลงช่อื ..............................................................
( นายทวพิ งศ์ ศรีสุวรรณ ) ( นางสาวอทุ ยั ทพิ ย์ เมืองร่ืน )
ครพู ี่เล้ยี ง นักศึกษาปฏบิ ัตกิ ารสอน

317

แผนการจดั การเรียนรทู้ ี่ 34

รายวิชา ว32203 ฟสิ กิ สเ์ พมิ่ เติม เลม่ 3 ช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ี่ 5 ภาคเรยี นท่ี 1

เรอ่ื ง ปรากฏการณธ์ รรมชาตแิ ละการใช้ประโยชน์เก่ยี วกับแสง เวลา 2 ช่วั โมง

ครูผสู้ อน ปส.อทุ ยั ทพิ ย์ เมืองรืน่ ครูพเี่ ลย้ี ง อ.ทวิพงศ์ ศรสี ุวรรณ

1. สาระฟิสกิ ส์
2. เข้าใจการเคลื่อนทแี่ บบฮาร์มอนิกอยา่ งง่าย ธรรมชาตขิ องคลื่น เสียงและการได้ยิน ปรากฏการณ์ที่

เกยี่ วขอ้ งกบั เสียง แสงและการเหน็ ปรากฏการณท์ ีเ่ กยี่ วข้องกับแสงรวมทงั้ นำความร้ไู ปใช้ประโยชน์

2. ผลการเรียนรู้
9. อธบิ ายปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เก่ียวกบั แสง เชน่ รงุ้ การทรงกลด มริ าจ และการเหน็ ทอ้ งฟ้า

เปน็ สีต่างๆ ในชว่ งเวลาต่างกัน

3. จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
3.1 ดา้ นความรู้ (K)
1) อธบิ ายการเกิดรงุ้ การทรงกลด มริ าจ และการมองเหน็ ท้องฟา้ เป็นสตี า่ ง ๆ ในช่วงเวลาที่ตา่ งกนั
3.2 ดา้ นกระบวนการ (P)
1) นกั เรยี นสามารถจดั กระทำและสอ่ื ความหมายของขอ้ มลู ทศ่ี กึ ษาคน้ ควา้ ได้
3.3 ดา้ นเจตคติ (A)
1) มงุ่ มนั่ ในการทำงาน และมคี วามรับผดิ ชอบ

4. สาระสำคญั
การมองเหน็ แสงสเี ปน็ การรบั รู้อย่างหน่งึ ทเ่ี กดิ ขน้ึ ในสมองเมอื่ มแี สงมากระทบบนจอตา (retina) ซง่ึ มีเซลล์

รูปกรวย (cone cell) 3 ชนิด คือ ชนิด S ชนิด M และ ชนิด L โดยเซลล์รูปกรวยแต่ละชนิดจะมีการตอบสนอง
ต่อแสงที่มีความยาวคลื่นต่าง ๆ ที่แตกต่างกัน การมองเห็นสีของวัตถุจะขึ้นกับแสงสีที่ตก กระทบกับวัตถุและสารสี
บนวัตถุโดยสารสีจะดูดกลืนบางแสงสีและสะท้อนบางแสงสีเมื่อแสงสีสะท้อนจาก วัตถุมาเข้าตาทำให้สามารถ
มองเห็นวัตถุเป็นสีต่าง ๆ ได้ แสงสีแดง แสงสีเขียว และแสงสีน้ำเงิน จัดเป็น แสงสีปฐมภูมิ(primary colours of
light) เพราะเมื่อแสงสีเหล่านี้มาผสมกันจะได้เป็นแสงสีต่าง ๆ ครบทุกสี ส่วนสารสีน้ำเงินเขียว สารสีเหลือง และ
สารสีแดงม่วง จัดเป็นสารสีปฐมภูมิ (primary colours of pigment) เพราะเมื่อสารสีเหล่านี้มาผสมกันจะได้สี
ต่าง ๆ ครบทุกสี ถ้าเซลล์รูปกรวยชนิดใดชนิดหนึ่งหรือ มากกว่ามีความบกพร่อง จะมองเห็นสีแตกต่างไปจากคน
ปกติเรียกความผดิ ปกติในการมองเหน็ สีนี้วา่ การบอดสี (colour blindness)

ความรู้เรื่องแสงเชิงรังสีสามารถนำไปใช้อธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติ เช่น รุ้ง การทรงกลด มิราจ และ
การเห็นท้องฟ้าเป็นสีต่าง ๆ ในช่วงเวลาต่างกัน รวมทั้งการใช้ประโยชน์เกี่ยวกับแสงในชีวิตประจำวัน เช่น
กล้องโทรทรรศนก์ ลอ้ งจลุ ทรรศนแ์ ละกลอ้ งถา่ ยรปู

318

5. สาระการเรยี นรู้
5.1 ความรู้
การเกิดรุ้ง เกิดจากการที่แสงอาทิตย์หักเหและสะท้อนผ่านละอองน้ำ ทำให้เกิดการกระจายแสงได้

สเปกตรมั ของแสงขาว
การทรงกลม เกดิ จากการท่ีแสงอาทติ ย์หักเหและเกดิ การกระจายแสงผ่านผลกึ น้ำแข็งในก้อนเมฆ ทำให้เกิด

แถบสขี องแสงเป็นวงกลมรอบดวงอาทติ ย์หรือดวงจันทร์
มริ าจ เกดิ จากการหักเหของแสงในอากาศชัน้ ต่างๆ ท่ีมคี วามแตกต่างของอุณหภมู ิมากๆ ทำใหเ้ หน็ ภาพของ

วตั ถุปรากฏขนึ้ เชน่ เหน็ ภาพท้องฟา้ ปรากฏบนถนนท่ีรอ้ นมากๆ
การกระเจิงของแสง เป็นปรากฏการณ์ที่แสงตกกระทบอนุภาคหรือโมเลกุลของอากาศ ทำให้แสงกระจัด

กระจายไปโดยรอบ ซึ่งแสงที่มีความยาวคลื่นสั้น เช่น แสงม่วง และแสงสีน้ำเงินจะกระเจิงได้ดีกว่าแสงที่มีความยาว
คลนื่ ยาว เชน่ แสงสแี ดง

ความรู้เรื่องหลักการทางแสง เช่น การสะท้อน และการหักเหของแสง นำมาใช้สร้างทัศนอุปกรณ์ซึ่งเป็น
เคร่อื งมือและอปุ กรณท์ างแสงทีเ่ ป็นประโยชน์หลายอย่าง เช่น กล้องโทรทรรศน์ กล้องจลุ ทรรศน์ และกลอ้ งถ่ายรูป

5.2 กระบวนการ
1) ความสามารถในการสอ่ื สาร (อ่าน ฟงั พูด เขียน)
2) ความสามารถในการคดิ (สงั เกต วิเคราะห์ จัดกลมุ่ สรุป)
3) ความสามารถในการแกป้ ัญหา (-)
4) ความสามารถในการใชท้ ักษะชวี ติ (ทำงานกล่มุ และความรบั ผิดชอบ)
5) ความสามารถในการใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศ (ใชก้ ารสบื คน้ ผา่ นคอมพิวเตอร)์

5.3 คุณลกั ษณะและค่านิยม
1) มุ่งมัน่ ในการทำงาน และมคี วามรบั ผดิ ชอบ

6. บูรณาการ
-

7. กจิ กรรมการเรียนรู้
ขั้นตอนการเรียนรู้
ข้ันท่ี 1 ข้ันสรา้ งความสนใจ

7.1.1 ครูให้นักเรียนเข้าชั้นเรียนออนไลน์ผ่าน google meet โดยครูส่งลิงค์ในการเข้าชั้นเรียนผ่านกลุ่ม
classroom รายวิชาฟสิ ิกสเ์ พิ่มเตมิ ครูทบทวนความรู้ เร่ือง แสงสแี ละการมองเหน็ แสงสี

7.1.2 ครตู ัง้ คำถามเพือ่ นำเขา้ ส่กู ารเรยี นการสอน ดงั นี้
1) นกั เรยี นคิดวา่ ปรากฏการณธ์ รรมชาตใิ ดบา้ งทเ่ี กยี่ วขอ้ งกบั แสง
2) การมองเห็นท้องฟ้าเป็นสีต่าง ๆ ในช่วงเวลาที่ต่างกัน มีลักษณะอย่างไร เกิดเมื่อไร และเกิดได้

อย่างไร
3) นกั เรยี นคิดวา่ รงุ้ กนิ นำ้ เกดิ ขน้ึ ไดอ้ ยา่ งไร และรงุ้ มกี ช่ี นดิ

(โดยครเู ปิดโอกาสให้นกั เรยี นแสดงความคดิ เหน็ อย่างอิสระและไมค่ าดหวงั คำตอบทถี่ กู ตอ้ ง

319

ขั้นท่ี 2 ข้ันสำรวจและคน้ หา
7.2.1 ครูให้นกั เรียนทุกคนศกึ ษาค้นควา้ ขอ้ มลู และทำความเข้าใจ เรื่อง ปรากฏการณ์ธรรมชาติและการใช้

ประโยชน์เก่ยี วกับแสง ในหนงั สือเรียน เอกสารประกอบการเรียนการสอน และอินเทอรเ์ น็ต
7.2.2 นกั เรยี นทกุ คนสรุปองคค์ วามรู้ท่ไี ด้ศึกษาค้นคว้า เรอ่ื ง การใช้ประโยชน์เกีย่ วกบั แสง และ ทศั น

อปุ กรณ์ ลงในกระดาษ A4 ในรปู แบบ Mind mapping
7.2.3 นกั เรยี นทำใบงาน เรื่อง ปรากฏการณธ์ รรมชาติเก่ียวกบั แสง

ขั้นที่ 3 ข้ันอธิบายและลงข้อสรุป
7. 3.1 ครูให้นักเรียนอาสาออกมานำเสนอ Mind mapping ของตนเองหน้าชั้นเรียนออนไลน์ผ่าน google

meet
7.3.2 ครูนำนักเรียนอภิปรายเพื่อนำไปสู่การสรุปโดยใช้คำถามในใบงาน เรื่อง ปรากฏการณ์ธรรมชาติและ

การใชป้ ระโยชน์เก่ยี วกบั แสง

ขนั้ ท่ี 4 ข้ันขยายความรู้
7.4.1 ครอู ธบิ ายให้ความรูเ้ พ่ิมเติม ดงั นี้
1) ความรเู้ รือ่ งหลกั การทางแสง เช่น การสะทอ้ น และการหักเหของแสง นำมาใช้สรา้ งทศั นอุปกรณ์

ซึ่งเป็นเครื่องมือและอุปกรณ์ทางแสงที่เป็นประโยชน์หลายอย่าง เช่น กล้องโทรทรรศน์ กล้องจุลทรรศน์ และกล้อง
ถา่ ยรูป

2) การถนอมสายตา
- ตาเป็นอวัยวะที่มีความไวต่อแสง การมองในบริเวณที่แสงมีความเข้มมากกับบริเวณที่มีความเข้ม
แสงน้อย อาจทำใหเ้ กิดอันตรายตอ่ ตา หรอื ทำให้สายตาเสยี ได้
- เรตินา เป็นส่วนของตาที่เสียหายได้ เมื่อได้รับแสงท่ีมีความสว่างเกินความสามารถของการรับรู้ของ
มัน เมื่อเราดูวัตถุหรือสิ่งต่างๆ ที่วางอยู่กลางแดดหรือบนหาดทรายขาว เราจะรู้สึกตาพร่า หรือบางครั้งก็รู้สึกตามัว
ทั้งนี้เป็นเพราะว่า เราตินาของตาถูกกระตุ้นจนเกินไปทำให้การตอบสนองช้า ถ้าเราจ้องดูวัตถุที่มีความสว่างมาก
ต่อไป การตอบสนองก็ยิ่งช้าลง สำหรับในกรณีที่ดูวัตถุที่มีความสว่างสูงมาก เรตินาจะถูกทำลายจนใช้การไม่ได้
ตลอดไป คอื ตาคนๆ น้นั จะบอด
- การดูวัตถุที่มีความสว่างมาก เช่น ดวงอาทิตย์ แสงจากการเชื่อมโลหะ จะต้องไม่มองสิ่งเหล่านี้
โดยตรงเพราะความเขม้ แสงมากจนทำให้เกดิ อนั ตรายร้าย แรงต่อตาได้ หรือมองวตั ถุที่แสงสวา่ งไมม่ ากเกนิ ไปแตม่ อง
ต่อเนื่องเป็นเวลานานก็สามารถเกิดอันตรายต่อสายตาได้เช่นกัน การป้องกันไม่ให้แสงที่มีความเข้มมากเข้าสู่ตา
โดยตรงเป็นวธิ ปี ้องกันดวงตา จากวตั ถทุ ส่ี วา่ งมากๆ
- การดูวัตถุที่มีความสว่างน้อย การดูวัตถุที่มีความสว่างน้อยก็จะทำให้เกิดความเสียหายต่อสายตา
ได้เนื่องจาก จะต้องเพ่งสายตาเป็นเวลานาน เช่น การอ่านหนังสือในที่ที่มีแสงน้อยๆ จะทำกล้ามเนื้อตาเสื่อมเร็ว
กว่าปกติ ดังนั้นจึงต้องอ่านหนังสือในบริเวณที่มีแสงสว่างเพียงพอ เช่น มีการกำหนดความสว่างสำหรับห้องเรียนไว้
300-700 Lux เป็นตน้
- การดูวัตถุผ่านทัศนอุปกรณ์ การใช้ทัศนอุปกรณ์อัน ได้แก่ กล้องส่องทางไกล กล้องโทรทรรศน์ดู
วัตถุหรือแหล่งกำเนิดแสงที่มีความสว่างมาก จะทำให้เรตินาเป็นอันตราย เช่นเดียวกับการใช้ตาเปล่าดูวัตถุหรือ

320

แหล่งกำเนิดท่ีมีความสวา่ งมาก อบุ ตั เิ หตุทีเ่ กดิ ขนึ้ บอ่ ย คือ การดูดวงอาทติ ยข์ ณะเกดิ สรุ ยิ ปุ ราคาไม่วา่ จะด้วยตาเปล่า
หรือด้วยกล้องส่องทางไกล ความสว่างที่เกิดจากการมองตรงเช่นนั้นมากเพียงพอให้เรตินาพิการอยา่ งถาวรได้ ดังนน้ั
ในการดูหรือถ่ายภาพดวงอาทิตย์เมื่อเกิดสุริยุปราคา จึงต้องทำด้วยความระมัดระวัง โดยดูผ่านแผ่นฟิล์มกรองแสง
หรือดูโดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านดาราศาสตร์ดแู ลทั่วไป เมื่ออยู่กลางแจ้งท่ีมีความสว่างมากกวา่ 10,000 ลักซ์ ควรใส่แว่น
กันแดด เพอื่ ลดความสวา่ งของแสงทีเ่ ขา้ ตา
ขั้นท่ี 5 ขัน้ ประเมนิ ผล

7.5.1 นกั เรยี นสง่ ใบงาน เรื่อง ปรากฏการณ์ธรรมชาติเก่ยี วกับแสง
7.5.2 นกั เรียนสง่ Mind mapping เรื่อง การใชป้ ระโยชนเ์ กี่ยวกบั แสง และทัศนอปุ กรณ์
7.5.3 นกั เรียนทำแบบทดสอบทา้ ยบท เรื่อง แสงเชิงรังสี

8. ส่อื การเรยี นร/ู้ แหล่งเรียนรู้
8.1 หนงั สือเรยี นรายวชิ าเพม่ิ เติมวทิ ยาศาสตร์ (ฟิสิกส)์ ชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 5 เล่ม 3 (ฉบับปรับปรงุ พ.ศ.

2560)
8.2 อินเทอร์เนต็
8.3 ใบงาน เร่ือง ปรากฏการณ์ธรรมชาตเิ กย่ี วกบั แสง
8.4 เอกสารประกอบการเรีนนการสอน

321

9. การวดั และประเมินผล

จุดประสงค์การเรียนรู้ วธิ ีการวดั เคร่ืองมือ เกณฑก์ ารประเมนิ

ดา้ นความรู้ (K) 1) นกั เรยี นสามารถ
ตอบคำถามได้ระดบั
1) อธบิ ายการเกิดรงุ้ การทรง 1) ตรวจใบงาน เรอ่ื ง 1) ใบงาน เรอื่ ง ดผี า่ นเกณฑ์

กลด มริ าจ และการมองเหน็ ปรากฏการณ์ธรรมชาตเิ กีย่ วกับ ปรากฏการณธ์ รรมชาติ 1) นกั เรยี นสามารถ
สรปุ องคค์ วามรู้
ท้องฟ้าเปน็ สีตา่ ง ๆ ในช่วงเวลา แสง เกีย่ วกับแสง ได้ระดบั ดี ผ่านเกณฑ์

ท่ีต่างกัน 1) นกั เรยี นไดร้ ะดับดี
ผา่ นเกณฑ์
ดา้ นกระบวนการ (P)

1) นกั เรยี นสามารถจดั กระทำ 1) ตรวจ Mind mapping เรื่อง 1) Mind mapping

และสือ่ ความหมายของข้อมลู ที่ การใชป้ ระโยชนเ์ กีย่ วกบั แสง เร่อื ง การใช้ประโยชน์

ศกึ ษาคน้ คว้าได้ และทัศนอปุ กรณ์ เกี่ยวกบั แสง และทศั น

อุปกรณ์

ดา้ นคณุ ลกั ษณะ (A)

1) มุง่ มัน่ ในการทำงาน และมี 1) ตรวจการสง่ ใบงาน เรอื่ ง 1) ใบงาน เร่อื ง

ความรบั ผดิ ชอบ ปรากฏการณ์ธรรมชาติเกย่ี วกับ ปรากฏการณธ์ รรมชาติ

แสง เกีย่ วกับแสง

2) ตรวจการสง่ Mind 2) Mind mapping
mapping เรอ่ื ง การใช้ เร่ือง การใช้ประโยชน์

ประโยชนเ์ ก่ยี วกบั แสง และ เกย่ี วกบั แสง และทศั น

ทัศนอุปกรณ์ อุปกรณ์

322

10. เกณฑก์ ารประเมนิ ผลงานนักเรยี น
เกณฑก์ ารประเมินแบบ Rubrics ของการทำกิจกรรม เรอื่ ง ปรากฏการณธ์ รรมชาติและการใชป้ ระโยชนเ์ กีย่ วกับ
แสง

ประเดน็ การ ค่านำ้ หนกั แนวทางการใหค้ ะแนน
ประเมนิ คะแนน

ดา้ นความรู้ 3 สามารถตอบคำถามได้ถูกต้องครบถ้วนทุกขอ้
(K) 2 สามารถตอบคำถามค่อนขา้ งถกู ตอ้ ง
1 สามารถตอบคำถามได้ค่อนข้างถูกตอ้ ง

ด้าน 3 จดั กระทำและสื่อความหมายของขอ้ มลู ทีศ่ ึกษาคน้ ควา้ ไดถ้ กู ตอ้ งครบถ้วนทุกหวั ขอ้
กระบวนการ 2 สะอาดและสวยงาม
1 จัดกระทำและสอ่ื ความหมายของขอ้ มูลทศ่ี กึ ษาค้นคว้าค่อนข้างถกู ตอ้ งครบถ้วน
(P) สะอาดและสวยงาม
จดั กระทำและสื่อความหมายของข้อมูลที่ศกึ ษาคน้ คว้าได้คอ่ นขา้ งถกู ต้อง แตไ่ ม่
ครบทุกหัวข้อ สะอาดและสวยงาม

ด้าน 3 ทำภาระงานท่ีไดร้ ับมอบหมายเสร็จภายในเวลาท่กี ำหนด และเรยี บรอ้ ยถูกตอ้ ง
ครบถ้วน

คุณลักษณะ 2 ทำภาระงานท่ีได้รับมอบหมายเสร็จภายในเวลาทีก่ ำหนด แตง่ านยังผดิ พลาด
(A) บางสว่ น

1 ทำภาระงานท่ีไดร้ ับมอบหมายเสรจ็ แตล่ า่ ชา้ และเกิดข้อผดิ พลาดบางส่วน

ระดับคะแนน 3 หมายถงึ ระดบั ดมี าก
คะแนน 2 หมายถึง ระดับดี
คะแนน 1 หมายถงึ ระดับพอใช้
คะแนน

323

การประเมินการทำกจิ กรรม เรือ่ ง ปรากฏการณ์ธรรมชาตแิ ละการใช้ประโยชนเ์ ก่ยี วกบั แสง

จุดประสงคก์ ารเรียนรู้

ที่ ชือ่ - นามสกลุ ดา้ นความรู้ ดา้ น ดา้ น รวม ระดับ
(K) กระบวนการ คุณลกั ษณะ คะแนน คุณภาพ

(P) (A)

3 3 39

1

2

3

4

5

6

7

8

9

10

11

12

13

14

15

16

17

18

19

20

21

22

23

24

25

26

27

28

324

จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้

ที่ ชือ่ - นามสกลุ ดา้ นความรู้ ดา้ น ดา้ น รวม ระดับ
(K) กระบวนการ คณุ ลักษณะ คะแนน คณุ ภาพ

(P) (A)

3 3 39

29

30

31

32

33

34

35

36

37

38

39

40

ระดบั คณุ ภาพ 9 หมายถึง ระดบั ดีมาก
คะแนน 7-8 หมายถึง ระดบั ดี
คะแนน 5-6 หมายถึง ระดบั ปานกลาง
คะแนน 3-4 หมายถึง ระดบั ปรบั ปรงุ
คะแนน

325

บันทกึ หลังการสอน

หน่วยการเรยี นรู้ท่ี 11 เรอ่ื ง แสงเชิงรงั สี อ

แผนการสอนท่ี 34 เร่ือง ปรากฏการณธ์ รรมชาตแิ ละการใชป้ ระโยชนเ์ กย่ี วกับแสง .

วันท่ี.................................................เดอื น.......................................................................พ.ศ......................................

ผลการจดั การเรยี นรู้

…………………………………………………………………………………………………………………………… ………….…………………...
……………………………………………………………………………………………………………………………………….…… ……………..
…………………………………………………………………………………………………………………………
…………….…………………...
ปัญหา / อปุ สรรค

………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………...
……………………………………………………………………………………………………………………………………….…… ……………...
……………………………………………………………………………………………………………………………………
….…………………...
ขอ้ เสนอแนะ/แนวทางแกป้ ญั หา

…………………………………… ………………………………………………………………………………………………….…………………...

…………………………………………………………………… ………………………………………………………………….…………………...

…………………………………………………………………………………………………………………………………… ….…………………...

บนั ทึกสำหรบั ครูพเี่ ลยี้ ง

…………………………………… ………………………………………………………………………………………………….…………………...

…………………………………………………………………… ………………………………………………………………….…………………...

…………………………………………………………………………………………………………………………………… ….…………………...

ลงชื่อ....................................................... ลงชอ่ื ..............................................................
( นายทวพิ งศ์ ศรสี วุ รรณ ) ( นางสาวอทุ ัยทพิ ย์ เมอื งร่ืน )
ครพู เ่ี ลีย้ ง นักศึกษาปฏบิ ัตกิ ารสอน

326


Click to View FlipBook Version