The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แผนการจัดการเรียนรู้ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by pure_082, 2021-10-20 12:59:35

แผนการจัดการเรียนรู้ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564

แผนการจัดการเรียนรู้ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564

201

จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้

ที่ ชือ่ - นามสกลุ ดา้ นความรู้ ดา้ น ดา้ น รวม ระดับ
(K) กระบวนการ คณุ ลักษณะ คะแนน คณุ ภาพ

(P) (A)

3 3 39

29

30

31

32

33

34

35

36

37

38

39

40

ระดบั คณุ ภาพ 9 หมายถึง ระดบั ดีมาก
คะแนน 7-8 หมายถึง ระดบั ดี
คะแนน 5-6 หมายถึง ระดบั ปานกลาง
คะแนน 3-4 หมายถึง ระดบั ปรบั ปรงุ
คะแนน

202

บนั ทึกหลงั การสอน

หนว่ ยการเรียนรูท้ ่ี 10 เรอื่ ง แสงเชิงคลื่น อ

แผนการสอนที่ 21 เรื่อง การแทรกสอดของแสงผ่านสลิตคู่ .

วนั ที่.................................................เดอื น.......................................................................พ.ศ......................................

ผลการจัดการเรียนรู้

…………………………………………………………………………………………………………………………… ………….…………………...

……………………………………………………………………………………………………………………………………….…… ……………..

………………………………………………………………………………………………………………………… …………….…………………...

ปัญหา / อุปสรรค

………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………...

……………………………………………………………………………………………………………………………………….…… ……………...

…………………………………………………………………………………………………………………………………… ….…………………...

ขอ้ เสนอแนะ/แนวทางแกป้ ญั หา

…………………………………… ………………………………………………………………………………………………….…………………...

…………………………………………………………………… ………………………………………………………………….…………………...

…………………………………………………………………………………………………………………………………… ….…………………...

บันทกึ สำหรบั ครูพเ่ี ลย้ี ง

…………………………………… ………………………………………………………………………………………………….…………………...

…………………………………………………………………… ………………………………………………………………….…………………...

…………………………………………………………………………………………………………………………………… ….…………………...

ลงชอ่ื ....................................................... ลงชื่อ..............................................................
( นายทวพิ งศ์ ศรสี ุวรรณ ) ( นางสาวอุทัยทิพย์ เมืองรืน่ )
ครพู ีเ่ ล้ยี ง นกั ศึกษาปฏิบัตกิ ารสอน

แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ 22

รายวชิ า ว32203 ฟสิ ิกส์เพม่ิ เตมิ เล่ม 3 203
เรื่อง การแทรกสอดของแสงผา่ นสลิตคู่(ตอ่ )
ครูผสู้ อน ปส.อทุ ัยทพิ ย์ เมอื งรนื่ ชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ 5 ภาคเรยี นท่ี 1
เวลา 2 ชั่วโมง
ครูพเ่ี ลย้ี ง อ.ทวพิ งศ์ ศรีสุวรรณ

1. สาระฟิสกิ ส์
2. เขา้ ใจการเคลื่อนทีแ่ บบฮาร์มอนิกอย่างงา่ ย ธรรมชาติของคลืน่ เสยี งและการได้ยนิ ปรากฏการณท์ ่ี

เกี่ยวข้องกบั เสียง แสงและการเหน็ ปรากฏการณท์ ี่เกยี่ วขอ้ งกบั แสงรวมทัง้ นำความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์

2. ผลการเรยี นรู้
5. ทดลอง และอธิบายการแทรกสอดของแสงผ่านสลิตคู่และเกรตติง การเลี้ยวเบนและการแทรกสอดของ

แสงผา่ นสลติ เดย่ี ว รวมท้งั คำนวณปรมิ าณตา่ ง ๆ ทีเ่ ก่ียวขอ้ ง

3. จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
3.1 ดา้ นความรู้ (K)
1) อธบิ ายรูปแบบการแทรกสอดของแสงผ่านสลิตคู่ได้
3.2 ด้านกระบวนการ (P)
1) ทดลองการแทรกสอดของแสงผา่ นสลติ คไู่ ด้
3.3 ด้านเจตคติ (A)
1) ใฝ่เรยี นรู้ และมคี วามรับผดิ ชอบ

4. สาระสำคญั
การแทรกสอดของแสงผ่านแสงผ่านสลิตคู่ จากการแทรกสอดของแสงตามการทดลองของ ธอมัส ยัง

พิจารณาว่าเมื่อแสงผ่านสลิตคู่ช่องของสลิตเหมือนกับเป็นแหล่งกำเนิดแสงอาพันธ์ ทำให้เกิดการแทรกสอดของแสง
ตำแหน่งบนฉากที่แทรกสอดแบบเสริม เกิดแถบสว่าง ซึ่งมีความต่างระยะทาง ∆ = หรือ
sin = เมื่อ n = 0, 1, 2,… ตำแหน่งบนฉากที่แทรกสอดแบบหักล้าง เกิดแถบมือ ซึ่งมีความต่าง
ระยะทาง ∆ = ( − 1) หรือ sin = ( − 1) เม่ือ n = 1, 2, 3, … โดยที่ความกว้างของ

22

แถบสวา่ ง ความสว่าง และระยะระหวา่ งแถบสวา่ งจะพอๆ กัน

204

5. สาระการเรียนรู้
5.1 ความรู้
สลิตเป็นอุปกรณ์ทางแสงมีลักษณะเป็นช่องเปิดขนาดเล็กที่มีความกว้างน้อยๆ ค่าหนึ่ง หากมีช่อง

เดียวเรียกวา่ สลิตเด่ยี ว (single slit) หากมี 2 ช่อง ใกลก้ ันเรียกว่า สลิตคู่ (double slit)

เมื่อให้แสงเดินทางผ่านสลิตคู่ไปตกกระทบบนฉากที่อยู่ห่างออกไป ภาพที่ปรากฏบนฉาก
จะมีลักษณะเกิดแถบสว่างและแถบมืดบนฉาก (คล้ายกับการเกิดปฏิบัพและบัพจากการแทรกสอดของคลื่นผิวน้ำ)

แสงเดินทางเป็นเส้นตรง เมื่อแสงเดินทางผ่านช่องเปิด 2 ช่อง จะปรากฏเป็นแถบสว่าง 2 แถบ
บนฉากในแนวทต่ี รงกับชอ่ งเปิด 2 ชอ่ งนนั้

แนวคิดหลักในการอธิบายปรากฏการณ์การแทรกสอดของแสง โดยช่องเล็กๆ ทำหน้าที่เป็น
แหล่งกำเนิดคลื่นแสง และคลื่นแสง 2 ขบวนหรือมากกว่าทีเ่ ดินทางมาพบกัน ณ ตำแหน่งหนึ่งบนฉาก ทำให้เกิดการ
รวมคลื่นแบบเสริมและแบบหักล้าง พิจารณาได้จากความต่างระยะทางเดินของแสงจากแหล่งกำเนิดแสงถึงตำแหน่ง
พจิ ารณา ในกรณแี หล่งกำเนิดอาพนั ธ์เฟสตรงกนั แบบจุด

พิจารณา S1 และ S2 เป็นแหล่งกำเนิดคลื่นอาพันธ์แบบจุด ซึ่งอยู่ห่างกันเป็นระยะ d ทำให้ปรากฏ
แถบสวา่ ง-แถบมดื บนฉากทอ่ี ยู่หา่ งออกไป ดงั รปู

แผนภาพแสดงเฉพาะทางเดินของคลน่ื จากแหล่งกำเนิดไปยังตำแหน่ง O, P และ Q บนฉาก

กำหนดให้ O, P และ Q เปน็ ตำแหนง่ บนฉากทีอ่ ยหู่ ่างออกไปจากแหล่งกำเนิดคลน่ื ทั้งสอง

ความตา่ งระยะทาง (∆ ) ของคลนื่ จากแหลง่ กำเนดิ ทงั้ สองไปยงั จดุ O, P และ Q บนฉาก คอื

จากแหล่งกำเนิดทง้ั สองถึงจุด O (∆ = |S1O − S2O|)
จากแหล่งกำเนดิ ท้ังสองถงึ จุด P (∆ = |S1P − S2P|)
จากแหลง่ กำเนดิ ทั้งสองถึงจุด Q (∆ = |S1Q − S2Q|)

205

นอกจากการพจิ ารณาความตา่ งระยะทาง สามารถพจิ ารณาความตา่ งเฟส (∆∅) ของคลื่นจากสอง

แหล่งกำเนิดเมื่อไปถึงตำแหนง่ ทพี่ ิจารณาบนฉาก จะไดว้ ่า

กำหนดให้ ∆∅ = ∆ (2 )



∆∅ คือ มุมเฟสตา่ ง (มีหน่วยเปน็ องศา)

∆ คือ ความต่างระยะทาง (มหี น่วยเปน็ เมตร)

λ คือ ความยาวคลื่น (มหี น่วยเปน็ นาโนเมตร)

แหล่งกำเนิดแสงอาพันธ์ (coherent light source) เป็นแหล่งกำเนิดที่ให้แสงที่มีความถี่

เดียวกันมีเฟสตรงกันหรือมีความต่างเฟสคงที่ ตัวอย่างของแหล่งกำเนิดแสงอาพันธ์ เช่น เลเซอร์ แหล่งกำเนิดแสง

โดยทั่วไปเป็นแหล่งกำเนิดแสงไม่อาพนั ธ์ สามารถทำใหแ้ สงไม่อาพันธ์มคี วามอาพันธ์มากขึน้ โดยการกำจดั ให้แสงผ่าน

ช่องเปิดเล็กๆ เพื่อกำจัดแสงที่มีความถี่หรือเฟสแตกต่างกันให้มีจำนวนน้อยลง แสงที่ผ่านช่องเปิดออกมาจะมีความ

อาพันธ์มากข้ึน แต่ความเขม้ ของแสงที่ได้จะลดน้อยลง

5.2 กระบวนการ

1) ความสามารถในการส่ือสาร(อา่ น ฟัง พูด เขียน)

2) ความสามารถในการคดิ (สงั เกต วเิ คราะห์ สรุป)

3) ความสามารถในการแกป้ ัญหา(-)

4) ความสามารถในการใชท้ กั ษะชีวติ (ความรับผิดชอบ)

5) ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศ (ใช้การสบื คน้ ผา่ นคอมพิวเตอร)์

5.3 คุณลักษณะและคา่ นิยม

ใฝเ่ รียนรู้ และมีความรับผิดชอบ

6. บรู ณาการ
6.1 บูรณาการ PLC นักเรียนแต่ละคนแลกเปลี่ยนเรียนรู้เล่าสู่กันฟังถึงความรู้ที่ได้จากการทำกิจกรรม และ

ปัญหาทเี่ กิดข้ึนระหวา่ งการทำกจิ กรรม

7. กิจกรรมการเรยี นรู้
ขั้นตอนการเรยี นรู้

ขนั้ ที่ 1 ขน้ั สร้างความสนใจ
7.1.1 ครูนำนักเรียนเข้าสู่ห้องเรียนออนไลน์ด้วย google meet ระหว่างรอนักเรียนเข้าห้องเรียนออนไลน์

ครูละลายพฤติกรรมของนักเรียนด้วยการเปิดคลิปหรือเพลง ที่นักเรียนชอบ และเช็คจำนวนของนักเรียนที่เข้าเรียน
ไปในตวั

7.1.2 ครูพูดคุยกับนักเรียนต่อเนื่องจากคาบที่แล้วที่เรียนเรื่อง การแทรกสอดของแสงผ่านสลิตคู่ เพื่อนำ
นกั เรยี นเขา้ สู้หวั ขอ้ การทดลองใน การแทรกสอดของแสงผ่านสลิตคู่

206

ขน้ั ท่ี 2 ข้ันสำรวจและคน้ หา
7.2.1 ครูให้นักเรียนศึกษาหา หาความยาวคลื่นของแสง โดยทำกิจกรรมที่ 1 การแทรกสอดของแสงผ่านส

ลิตคู่
7.2.1 ครูให้นักเรียนบันทึกผลการทดลองลงในใบกิจกรรมการแทรกสอดของแสงผ่านสลิตคู่ และตอบ

คำถามท้ายกจิ กรรม

ข้นั ท่ี 3 ขัน้ อธบิ ายและลงข้อสรุป
7.3.1 ครูให้นักเรียนอาสาออกมานำเสนอสิ่งที่ได้จาการทดลองของตนเองในชั้นเรียนออนไลน์ผ่าน google

meet
7.3.2 นกั เรยี นและครรู ว่ มกนั อภปิ รายและสรปุ ผลการทำการทดลองจนสรุปได้ ดังน้ี
จากการทำการทดลอง พบว่า เมื่อแสงเลเซอร์ผ่านสลิตคู่ จะเห็นลวดลายการแทรกสอดของแสงเป็น

แถบสว่าง และแถบมืดสลับกันบนฉาก คล้ายกับการเกิดปฏิบัพและบัพจากการแทรกสอดของคลื่นผิวน้ำตามลำดับ
แสดงว่าคลน่ื แสงมีการแทรกสอดแบบเสรมิ และแบบหกั ลา้ งลวดลายการแทรกสอดทป่ี รากฏเม่ือแสงเลเซอร์ผ่านสลิต
คู่น้ันแถบสว่างแต่ละแถบมีขนาดใกลเ้ คยี งกัน แผอ่ อกไปท้งั สองข้างจากก่งึ กลาง เมอ่ื เปล่ียนสลิตท่มี รี ะยะหา่ งระหวา่ ง
ช่องของสลิตคู่มากขึ้น ขนาดของแถบสว่างที่ปรากฎจะมีขนาดเล็กลง และอยู่ใกล้กันมากขึ้นเมื่อให้แสงเลเซอร์สีแดง
และสีเขียว ผ่านสลิตคู่ที่มีระยะระหว่างช่องเท่ากัน ความกว้างของแถบสว่างที่ปรากฏจากแสงเลเซอร์สีเขียวกว้าง
น้อยกว่าที่ปรากฏจากแสงเลเซอร์สีแดง แสดงให้เห็นว่าเมื่อใช้แสงเลเซอร์สีเขียวซึ่งมีความยาวคลื่นน้อยกว่าแสง
เลเซอรส์ แี ดงจะทำ ใหค้ วามกวา้ งของแถบสวา่ งมีค่านอ้ ยกว่า

ขนั้ ท่ี 4 ข้นั ขยายความรู้
7.4.1 ครอู ธบิ ายใหค้ วามรูเ้ พม่ิ เติม ดังนี้
1. แหล่งกำเนิดแสงอาพันธ์ (coherent light source) เป็นแหล่งกำเนิดที่ให้แสงที่มีความถี่

เดียวกันมีเฟสตรงกันหรือมีความต่างเฟสคงที่ ตัวอย่างของแหล่งกำเนิดแสงอาพันธ์ เช่น เลเซอร์ แหล่งกำเนิดแสง
โดยท่ัวไปเปน็ แหลง่ กำเนิดแสงไม่อาพนั ธ์ สามารถทำให้แสงไมอ่ าพันธม์ ีความอาพันธ์มากขึ้นโดยการกำจดั ให้แสงผ่าน
ช่องเปิดเล็กๆ เพื่อกำจัดแสงที่มีความถี่หรือเฟสแตกต่างกันให้มีจำนวนน้อยลง แสงที่ผ่านช่องเปิดออกมาจะมีความ
อาพนั ธม์ ากขึ้น แตค่ วามเขม้ ของแสงที่ไดจ้ ะลดนอ้ ยลง

7.4.2 ครูถามคำถามชวนคิด
1. ใช้เลเซอร์พอยเตอร์สีม่วง และสีเขียวฉายแสงผ่านสลิตคู่ที่มีระยะห่างเท่ากัน ความกว้างของ

แถบสว่างเนื่องจากแสงเลเซอรส์ มี ว่ งและแสงเลเซอรส์ เี ขยี ว แตกต่างกนั หรือไม่ อยา่ งไร
(แนวคำตอบ แตกต่างกนั เนือ่ งจากแสงเลเซอรส์ ีมว่ งมคี วามยาวคลื่นนอ้ ยกว่าแสงเลเซอร์สีเขียวความ

กวา้ งของแถบสว่างของแสงเลเซอรส์ ีม่วงจะมีความกวา้ งน้อยกวา่ แถบสว่างของแสงเลเซอร์สีเขียว)

ขัน้ ที่ 5 ข้นั ประเมนิ ผล
7.5.1 นกั เรยี นสง่ ใบกจิ กรรมเรอ่ื ง การแทรกสอดของแสงผา่ นสลติ คู่

207

8. สอ่ื การเรียนรู้/แหลง่ เรียนรู้
8.1 หนงั สอื เรยี นรายวิชาเพ่ิมเติมวิทยาศาสตร์ (ฟสิ ิกส)์ ช้นั มัธยมศึกษาปีท่ี 5 เล่ม 3 (ฉบับปรบั ปรงุ พ.ศ.2560)
8.2 อนิ เทอร์เน็ต
8.3 ใบงาน เรอ่ื ง การแทรกสอดของแสงผ่านสลติ คู่

9.การวดั และประเมนิ ผล วธิ ีการวัด เครือ่ งมอื เกณฑ์การประเมิน
จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
1) ตรวจใบกจิ กรรม เร่อื ง 1) ใบกจิ กรรม เรอื่ ง 1) นกั เรยี นสามารถ
ดา้ นความรู้ (K) การแทรกสอดของแสง การแทรกสอดของแสง ตอบคำถามท้าย
1) อธบิ ายรปู แบบการแทรกสอด ผ่านสลิตคู่ ผา่ นสลติ คู่ กิจกรรมได้ระดับดผี ่าน
ของแสงผา่ นสลติ คไู่ ด้ เกณฑ์

ด้านกระบวนการ (P) 1) นกั เรยี นสามารถ
บันทึกผลการทดลอง
1) ทดลองการแทรกสอดของแสง 1) ตรวจใบกิจกรรม เรอ่ื ง 1) ใบกิจกรรม เรอ่ื ง ไดร้ ะดบั ดี ผ่านเกณฑ์

ผ่านสลติ คู่ได้ การแทรกสอดของแสง การแทรกสอดของแสง 1) นกั เรียนไดร้ ะดับดี
ผ่านเกณฑ์
ผา่ นสลิตคู่ ผ่านสลติ คู่

ดา้ นคุณลักษณะ (A)

1) ใฝเ่ รียนรู้ และมคี วาม 1) ตรวจการสง่ ใบกจิ กรรม 1) ใบกจิ กรรม เรอ่ื ง

รับผิดชอบ เรอ่ื ง การแทรกสอดของแสง การแทรกสอดของแสง

ผ่านสลติ คู่ ผ่านสลิตคู่

208

10. เกณฑ์การประเมนิ ผลงานนักเรยี น
เกณฑ์การประเมินแบบ Rubrics ของการทำกิจกรรม เรือ่ ง การแทรกสอดของแสงผา่ นสลติ คู่

ประเดน็ การ คา่ นำ้ หนกั แนวทางการใหค้ ะแนน
ประเมนิ คะแนน

ด้านความรู้ 3 ตอบคำถามได้ถูกต้องครบถว้ นทุกขอ้

(K) 2 ตอบคำถามถูกตอ้ ง 1 ข้อ

1 ตอบคำถามไมถ่ กู ต้อง

ด้าน 3 บนั ทกึ ผลการทดลองไดถ้ กู ตอ้ งครบถ้วน

กระบวนการ 2 บันทึกผลการทดลองค่อนข้างถูกตอ้ งครบถ้วน

(P) 1 บนั ทกึ ผลการทดลองไดค้ ่อนขา้ งถูกต้อง

ด้าน 3 ทำภาระงานที่ได้รับมอบหมายเสรจ็ ภายในเวลาท่กี ำหนด และเรียบร้อยถูกต้องครบถ้วน

คุณลักษณะ 2 ทำภาระงานที่ไดร้ บั มอบหมายเสร็จภายในเวลาท่กี ำหนด แต่งานยงั ผิดพลาดบางส่วน

(A) 1 ทำภาระงานท่ีไดร้ บั มอบหมายเสรจ็ แตล่ ่าชา้ และเกดิ ข้อผดิ พลาดบางสว่ น

ระดับคะแนน 3 หมายถึง ระดับดีมาก
คะแนน 2 หมายถึง ระดบั ดี
คะแนน 1 หมายถงึ ระดบั พอใช้
คะแนน

209

การประเมินการทำกิจกรรม เรือ่ ง การแทรกสอดของแสงผา่ นสลิตคู่

จุดประสงคก์ ารเรียนรู้

ที่ ช่อื - นามสกลุ ด้านความรู้ ดา้ น ด้าน รวม ระดบั
(K) กระบวนการ คุณลักษณะ คะแนน คณุ ภาพ

(P) (A)

3 3 39

1

2

3

4

5

6

7

8

9

10

11

12

13

14

15

16

17

18

19

20

21

22

23

24

25

26

27

28

210

จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้

ที่ ชือ่ - นามสกลุ ดา้ นความรู้ ดา้ น ดา้ น รวม ระดับ
(K) กระบวนการ คณุ ลักษณะ คะแนน คณุ ภาพ

(P) (A)

3 3 39

29

30

31

32

33

34

35

36

37

38

39

40

ระดบั คณุ ภาพ 9 หมายถึง ระดบั ดีมาก
คะแนน 7-8 หมายถึง ระดบั ดี
คะแนน 5-6 หมายถึง ระดบั ปานกลาง
คะแนน 3-4 หมายถึง ระดบั ปรบั ปรงุ
คะแนน

211

บนั ทึกหลังการสอน

หนว่ ยการเรียนรทู้ ่ี 10 เรอ่ื ง แสงเชิงคล่ืน อ

แผนการสอนท่ี 22 เร่อื ง การแทรกสอดของแสงผ่านสลติ คู่ .

วันที่.................................................เดือน.......................................................................พ.ศ......................................

ผลการจดั การเรียนรู้

…………………………………………………………………………………………………………………………… ………….…………………...

……………………………………………………………………………………………………………………………………….…… ……………..

………………………………………………………………………………………………………………………… …………….…………………...

ปัญหา / อุปสรรค

………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………...

……………………………………………………………………………………………………………………………………….…… ……………...

…………………………………………………………………………………………………………………………………… ….…………………...

ขอ้ เสนอแนะ/แนวทางแกป้ ญั หา

…………………………………… ………………………………………………………………………………………………….…………………...

…………………………………………………………………… ………………………………………………………………….…………………...

…………………………………………………………………………………………………………………………………… ….…………………...

บันทึกสำหรบั ครพู เี่ ลย้ี ง

…………………………………… ………………………………………………………………………………………………….…………………...

…………………………………………………………………… ………………………………………………………………….…………………...

…………………………………………………………………………………………………………………………………… ….…………………...

ลงช่ือ....................................................... ลงชื่อ..............................................................
( นายทวพิ งศ์ ศรสี วุ รรณ ) ( นางสาวอุทยั ทพิ ย์ เมืองรืน่ )
ครูพเี่ ล้ยี ง นกั ศึกษาปฏบิ ัติการสอน

212

รายวชิ า ว30203 ฟสิ กิ ส3์ ชัน้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 5

เรือ่ ง กจิ กรรม การแทรกสอดของแสงผ่านสลติ คู่

ผ้สู อน ……………………………………………………………………………………………………………………………

ชื่อ-สกุล.......................................................................................เลขที่..................... ม...................

จดุ ประสงค์

1. หาความยาวคลน่ื ของแสง
วัสดุและอุปกรณ์

1. โทรศัพท์หรอื โน๊ตบคุ้ หรือแทปเล็ต

2. แบบจำลองหอ้ งทดลองการแทรกสอดของแสง จาก https://phet.colorado.edu

ทฤษฎี

ถา้ ให้ ชอ่ งแคบ S1และ S2เป็นแหลง่ กำเนิดแสงห่างกัน x
เปน็ ระยะ d เมอ่ื แสงเดนิ ทางจากช่องแคบมาถึงฉากดว้ ย
ระยะทางท่ีตา่ งกัน เดนิ ทางมาพบกันบนจดุ เดยี วกันคือจดุ P จะ

ไดผ้ ลตา่ ง S1P กับ S2P เปน็ ดังสมการ
จากภาพการแทรกสอดของแสง พบวา่

|S1P − S2P| = dsinθ
เน่ืองจากมมุ θ เปน็ มมุ นอ้ ย ๆ จะได้ θ = สามารถสรปุ สมการทใ่ี ช้คำนวณเกยี่ วกับสลติ คู่ ดงั นี้

การแทรกสอดแบบเสรมิ กัน แถบสวา่ ง การแทรกสอดแบบหักล้างกนั แถบมดื

(แนวกลางเปน็ แนวปฏบิ ัพ A0) |S1P − S2P| = (n − 1)λ
2
|S1P − S2P| = nλ dsinθ =
(n − 1)λ
dsinθ = nλ dx = 2
L
d x = nλ (n − 1)λ
L เมอ่ื n = 1, 2, 3, …. 2

เมือ่ n = 0, 1, 2, 3, ….

213

วธิ ที ำกิจกรรม
1. เขา้ เวบ็ ไซต์ https://phet.colorado.edu/sims/html/wave-interference/latest/wave-
interference_th.html ในโทรศพั ท์หรอื โนต๊ บคุ้ หรือแทปเล็ต

2. กดเลอื กทีห่ นา้ ต่าง “สลิต” qr code
3. เลอื กแถบเมนดู า้ นขวาให้เป็น “แสงเลเซอร์”
แสงเลเซอร์

4. แถบเมนูทางด้านขวา หลังจากที่เลือก แสงเลเซอรแ์ ลว้ ให้นกั เรียน คลกิ ในชอ่ ง กราฟ , ฉาก , ความเขม้
แสง ใหน้ กั เรียนเลอื กสลติ คู่ ความกว้างของสลิตเปน็ 200 นาโนเมตร ระยะทางของสลติ เป็น 3200 นา
โนเมตร

คลกิ

คลกิ ลากเพ่อื เปล่ยี นค่าดงั นี้

214

5. ให้นักเรยี นกดปมุ่ สเี ขยี ว เพอ่ื ทำการยงิ แสงเลเซอร์

คลกิ

6. จากน้ันดา้ นขวามอื แถบเมนูความถ่ี และตลบั เมตร ใหน้ กั เรยี นปรบั คลื่นความถี่ตามทตี่ นเองสนใจแลว้ นำ
ตลับเมตรมาวดั ค่า L (ระยะห่างจากสลติ ถึงฉาก)

ปรบั ความถ่ีแสง

วดั ระยะ L

7. ให้นักเรยี นวัดระยะ x (จากแถบสว่างกลางถงึ ลำดบั n ต่างๆ) แลว้ บนั ทกึ ผลทไี่ ดล้ งในตาราง

วดั ระยะจากแถบสวา่ งกลางถึง
ลาดับ n ตา่ งๆ (3ลาดับ)

ผลการทดลอง

215

ตารางบันทึกผลการทดลอง (ระยะหา่ งจากสลติ ถงึ ฉาก...............) (ความกวา้ งของสลิต...............)

ลำดับท(่ี n) วัดระยะจากแถบสวา่ งกลางถงึ ลำดบั n ความยาวคล่ืน
หน่วย......... (x) ( )

หน่วย......... หนว่ ย.........

ค่าเฉลีย่

วเิ คราะหผ์ ลการทดลอง
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

สรุปผลการทดลอง
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

216

แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 23

รายวิชา ว32203 ฟสิ กิ ส์เพม่ิ เติม เล่ม 3 ชน้ั มธั ยมศึกษาปที ี่ 5 ภาคเรยี นที่ 1

เร่ือง การเล้ยี วเบนของแสงผา่ นสลิตเดย่ี ว เวลา 2 ชั่วโมง

ครผู สู้ อน ปส.อุทยั ทพิ ย์ เมอื งร่ืน ครพู เ่ี ลย้ี ง อ.ทวิพงศ์ ศรสี ุวรรณ

1. สาระฟิสกิ ส์
2. เขา้ ใจการเคลื่อนทแี่ บบฮารม์ อนกิ อย่างงา่ ย ธรรมชาตขิ องคล่ืน เสยี งและการได้ยนิ ปรากฏการณ์ที่

เกีย่ วขอ้ งกับเสียง แสงและการเห็น ปรากฏการณ์ทเ่ี กยี่ วขอ้ งกับแสงรวมทง้ั นำความรู้ไปใช้ประโยชน์

2. ผลการเรยี นรู้
5. ทดลอง และอธิบายการแทรกสอดของแสงผ่านสลิตคู่และเกรตติง การเลี้ยวเบนและการแทรกสอดของ

แสงผา่ นสลิตเดย่ี ว รวมทง้ั คำนวณปริมาณตา่ ง ๆ ท่เี กีย่ วข้อง

3. จุดประสงค์การเรียนรู้
3.1 ดา้ นความรู้ (K)
1) อธิบายรปู แบบการเลีย้ วเบนของแสงผ่านสลิตเดย่ี วทม่ี คี วามกว้างขนาดต่างๆ ได้
3.2 ดา้ นกระบวนการ (P)
1) คำนวณหาปริมาณตา่ งๆ ทีเ่ กี่ยวขอ้ งกับการเลย้ี วเบนของแสงผา่ นสลิตเดีย่ วได้
3.3 ด้านเจตคติ (A)
1) ใฝ่เรยี นรู้ และมคี วามรบั ผดิ ชอบ

4. สาระสำคญั
การเลี้ยวเบนของแสงผ่านสลิตเดี่ยว เมื่อฉายแสงผ่านสลิตเดี่ยว จะเกิดการเลี้ยวเบนและการแทรดสอด

ของแสง เกิดแถบสว่างและแถบมืดบนฉาก โดยแถบสว่างกลางกว้างและสว่างที่สุด แถบสว่างด้านข้างทั้งสองจะมี
ความสว่างลดลงตามลำดับ ตำแหน่งที่เป็นแถบมืดพิจารณาโดยแบ่งช่องสลิตออกเป็นส่วนๆ แล้วใช้หลักการของ
ฮอยเกนส์กำหนดจุดบนหน้าคลื่นที่ผ่านสลิตแต่ละส่วนเป็นแหล่งกำเนิดคลื่น ที่จับคู่กันแล้วหักล้างกันซึ่งทำให้ได้
ความสัมพันธ์ ดังน้ี

sin = n=1, 2, …
ทัง้ สลติ ค่แู ละสลติ เดีย่ ว ถา้ สลติ อยูห่ า่ งฉากมากๆ และคา่ มมุ θ > 10° ทำให้ sin ≈ tan
โดยสลิตคสู่ ามารถใช้ความสมั พันธ์ = เม่อื = 0,1, 2, … และ



= ( − 1) เมือ่ = 1, 2, … ในการหาแถบสว่างและแถบมดื ตามลำดบั

2

และสำหรบั สลติ เดี่ยวใช้ = เม่ือ = 1, 2, … ในการหาแถบมดื



217

5. สาระการเรียนรู้
5.1 ความรู้
การเลี้ยวเบนของแสงผ่านสลิตเดี่ยว พบว่า แถบสว่างที่ปรากฏบนฉากมีขนาดใหญ่กว่าช่องแสดง

ว่าแสงมีการเลีย้ วเบนผา่ นสลิตเดี่ยว เห็นแถบสว่างและแถบมืดบนฉากคล้ายกับกรณีการแทรกสอดของแสงผ่านสลิต
คู่ แต่แตกต่างกัน คือ แถบสว่างกลางมีความกว้างและมีความเข้มแสงมากกว่าแถบสว่างอื่นๆ และความกว้างของ
แถบสวา่ งกลางเพ่มิ ข้ึนเม่ือความกว้างของสลติ เดีย่ วลดลง และระยะระหวา่ งแถบสวา่ งอนื่ ๆ เพม่ิ ขน้ึ

การเกิดแถบสว่างแถบมืดที่ปรากฏบนฉากเป็นผลมาจากการท่แี สงเลย้ี วเบนชอ่ งแคบไปแทรกสอด
กัน ซึ่งมีแหล่งกำเนิดแสงอาพันธ์อย่างน้อยสองแหล่งกำเนิดแสงเดินทางมาแทรกสอดกัน เงื่อนไขการเกิดแถบสว่าง
แถบมืดจะเหมอื นหรือแตกตา่ งกนั กบั การแทรกสอดของแสงจากสลิตคู่

พิจารณาแสงความยาวคลื่น ผ่านสลิตเดี่ยวที่มีความกว้างสลิตเท่ากับ a การที่แสงสามารถเกิดการ
แทรกสอดบนฉากได้นั้นแสดงว่ามีการซ้อนทับกันของคลื่นแสงมากกว่าหนึ่งแหล่งกำเนิด จากหลักการของฮอยเกนส์
ทุกๆ ตำแหน่งบนหน้าคลื่นตรงช่องของสลิตทำหน้าที่เสมือนเป็นแหล่งกำเนิดคล่ืนทรงกลมใหม่ที่แผ่หน้าคลืน่ ออกไป
ดังนั้น การเกิดตำแหน่งมืดแสดงว่าคลื่นจากแหล่งกำเนิดจะต้องจับคู่แทรกสอดแบบหักล้างหมดพอดี การพิจารณา
แถบมืดอันดับหนึ่ง จะแบ่งแหล่งกำเนิดตรงช่องของสลิตออกเป็น 2 ส่วน คือ AB และ BC โดย S1 เป็นแหล่งกำเนิด
บนสุดของส่วน AB และ S’1 เป็นแหล่งกำเนิดบนสุดของส่วน BC พิจารณาการหักล้างของคลื่นดังนี้ คลื่นจาก S1 กับ
S’1 หักล้างกันที่จุด Q ทำนองเดียวกันคลื่นจากแหล่งกำเนิดถัดจาก S1 และถัดจาก S’1 เช่น S2 กับ S’2 จะหักล้างที่
จุด Q จนครบแหล่งกำเนิดทั้ง 2 ส่วน โดยความต่างระยะทาง (∆ ) จากแหล่งกำเนิดแสงทุกคู่ไปยังจุด Q เท่ากับ

2

ดังรูป

เน่ืองจากระยะสลติ กับฉากไกลมาก เมื่อเทียบกบั ความกว้างของชอ่ ง ประมาณไดว้ า่ แสงจากช่องไปกระทบฉากท่ี
ตำแหน่ง Q เกอื บเปน็ รงั สีขนาน เนอื่ งจากจดุ Q เป็นตำแหน่งมืดอนั ดับหน่ึง ดังนนั้


|S1Q − S′1Q| = 2


2 sin 1 = 2

sin 1 =

218

กำหนดให้ คือ ความกวา้ งของสลิตเด่ยี ว

คือ ความยาวคลืน่ ของแสง

1 คือ มุมของตำแหนง่ ท่เี กดิ แถบมืดอนั ดับทห่ี นง่ึ บนฉาก
เทียบกับเสน้ แนวกลางระหว่างสลติ กบั ฉาก ซงึ่ จะเกิดข้นึ ทั้งสองด้านของเสน้ แนวกลาง

ในการพจิ าณาตำแหนง่ ของแถบมืดอนั ดับอนื่ ๆ สามารถพิจารณาได้ในทำนองเดยี วกนั โดยแบ่งสลิต
เด่ยี วออกเปน็ สว่ นๆ ท่เี ป็นเลขคู่ ดงั นน้ั จะไดค้ วามสัมพนั ธ์แถบมดื อันดับต่างๆ ดงั น้ี

sin = = 1, 2, …

กำหนดให้ คอื ความกว้างของสลิตเดย่ี ว
ฉาก คือ ความยาวคลื่นของแสง

คือ มุมของตำแหน่งที่เกิดแถบมืดอันดับที่ n บน

ตำแหน่งของแถบมืดอันดับที่ n บนฉากเทียบกับแนวสว่างกลาง โดยระยะระหว่างตำแหน่งท่ี

พิจารณากับแนวสว่างกลาง (x) มีค่าน้อยกว่าระยะห่างระว่างช่องของสลิตกับฉาก (L) มากๆ อาจประมาณได้ว่า

เป็นมุมเล็กๆ (θ > 10°) โดย sin ≈ tan =



สามารถเขียนสมการแถบมดื อันดับท่ี n ได้ คือ

= = 1, 2, …



5.2 กระบวนการ
1) ความสามารถในการสอื่ สาร (อ่าน ฟงั พูด เขยี น)
2) ความสามารถในการคดิ (สังเกต วิเคราะห์ สรปุ )
3) ความสามารถในการแกป้ ญั หา (แก้สมการ)
4) ความสามารถในการใชท้ ักษะชีวิต (ทำงานกลุม่ และความรับผิดชอบ)
5) ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศ (ใชก้ ารสบื ค้นผ่านคอมพิวเตอร์)
5.3 คณุ ลกั ษณะและค่านิยม
ใฝเ่ รียนรู้ และมคี วามรับผิดชอบ

6. บรู ณาการ
6.1 บรู ณาการกบั กล่มุ สาระการเรียนรคู้ ณิตศาสตร์ เร่ือง การแก้สมการ

219

7. กจิ กรรมการเรียนรู้
ขั้นตอนการเรยี นรู้
ข้นั ที่ 1 ขน้ั สรา้ งความสนใจ

7.1.1 ครูให้นักเรียนเข้าชั้นเรียนออนไลน์ผ่าน google meet โดยครูส่งลิงค์ในการเข้าชั้นเรียนผ่านกลุ่ม
classroom รายวิชาฟิสิกส์เพิ่มเติม ครูทบทวนความรู้เดิม เรื่อง การแทรกสอดของแสงผ่านสลิตคู่ สมการที่
เกี่ยวขอ้ ง

7.1.2 ครตู ัง้ คำถามเพ่ือนำเขา้ สูก่ ารการเรียนการสอน
1) นกั เรยี นคิดวา่ เมอ่ื ฉายแสงผา่ นสลิตเดย่ี ว จะเกดิ ปรากฏการณใ์ ด
2) นกั เรยี นคิดวา่ จะเกดิ แถบสวา่ งและแถบมดื บนฉากหรอื ไม่
3) นกั เรยี นคดิ วา่ แถบสวา่ งกลางจะมกี วา้ งและสวา่ งเปน็ อยา่ งไร
4) นกั เรยี นคิดวา่ แถบสวา่ งดา้ นขา้ งทง้ั สองของแถบสวา่ งจะมคี วามสวา่ งเปน็ อยา่ งไร

(เปดิ โอกาสใหน้ กั เรียนแสดงความคิดเห็นอย่างอสิ ระ ไม่คาดหวงั คำตอบท่ีถกู ตอ้ ง)

ขัน้ ที่ 2 ข้ันสำรวจและคน้ หา

7.1.2 ครใู หน้ ักเรยี นแต่ละกลมุ่ ศึกษาเน้ือหาเรือ่ งการเล้ียวเบนของแสงผ่านสลติ เดีย่ วจากหนังสอื เรียน

และเอกสารประกอบการเรยี นการสอน

7.1.3 ครูแนะนำใหน้ ักเรียนสืบคน้ ข้อมูลเกย่ี วกบั การเลย้ี วเบนของแสงผ่านสลิตเดี่ยวจากแหลง่ ข้อมลู อ่นื ๆ
เช่นอินเทอรเ์ น็ตโดยเน้นยำ้ ให้นักเรียนพิจารณาความน่าเช่ือถอื ของแหล่งขอ้ มลู

ข้นั ท่ี 3 ขนั้ อธบิ ายและลงข้อสรุป
7.3.1 ครูให้นกั เรียนอาสาออกมานำเสนอผลการทดลองหน้าชั้นเรียนออนไลนผ์ ่าน google meet
7.3.2 ครนู ำนักเรียนอภิปรายเพื่อนำไปสู่การสรปุ โดยใช้คำถามต่อไปนี้
1) นักเรียนแต่ละกลุ่มได้ผลการทำกิจกรรมเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร (แนวการตอบ ได้ผล

เหมอื นกนั )
2) ขนาดแถบสวา่ งท่ปี รากฏบนฉากเปรียบเทยี บกับขนาดของสลิตเดีย่ ว เป็นอย่างไร

(แนวการตอบ ขนาดแถบสวา่ งที่ปรากฏบนฉากมขี นาดกวา้ งกว่าความกวา้ งของสลติ เดีย่ ว)
3) ภาพบนฉากในกรณีทีใ่ ช้สลิตเด่ียวท่คี วามกว้างตา่ งกัน มลี ักษณะอย่างไร และเหมือนหรอื

แตกต่างกันอย่างไร (แนวการตอบ ภาพบนฉากมลี กั ษณะเหมอื นกนั คือ ปรากฏแถบสวา่ งและแถบมดื สลับกนั บนฉาก
โดยแถบสว่างกลาง มีความสว่างและความกว้างมากกวา่ แถบสว่างที่อย่ถู ดั ไปทงั้ สองดา้ น แตกตา่ งกนั คือ เม่ือความ
กว้างของสลติ เดย่ี วมากข้นึ แถบสวา่ งจะมคี วามกวา้ งน้อยลง และอยู่ชดิ กนั มากขนึ้ )

4) แถบสว่างและแถบมืดที่ปรากฏบนฉากเหมือนหรือแตกต่างจากสลิตคู่อย่างไร (แนวการตอบ
แตกต่างกัน โดยแถบสว่างกลางซึ่งเกิดจากสลิตเดี่ยวมีความกว้างมากกว่าแถบสว่างอื่น ๆ อย่างเห็นได้ชัด แต่
แถบสว่างทเ่ี กดิ จากสลติ คู่มีขนาดความกวา้ งเท่า ๆ กัน)

7.3.3 นกั เรยี นและครรู ว่ มกนั อภปิ รายและสรปุ ผลการทำการทดลอง จนสรปุ ได้ ดงั น้ี
จากการทำการทดลอง พบว่า เมื่อแสงเลเซอร์ผ่านสลิตเดี่ยว ปรากฏแถบสว่างกลางกว้างมากกว่าความ
กว้างของสลิต แสดงว่าแสงมีการเลี้ยวเบน ลวดลายการแทรกสอดที่ปรากฏเมื่อแสงเลเซอร์ผ่านสลิตเดี่ยวนั้น

220

แถบสว่างกลางจะมีความกว้างมากกว่าแถบสว่างอื่น เมื่อเปลี่ยนสลิตโดยให้ความกว้างของสลิตมีขนาดมากข้ึน
แถบสวา่ งที่ปรากฏจะมีความกว้างลดลง

ข้ันที่ 4 ขนั้ ขยายความรู้
7.4.1 ครอู ธบิ ายให้ความรเู้ พิ่มเตมิ ดงั นี้
การเลี้ยวเบนของแสงผ่านสลิตเดี่ยว พบว่า แถบสว่างที่ปรากฏบนฉากมีขนาดใหญ่กว่าช่องแสดงว่าแสงมี

การเลี้ยวเบนผ่านสลิตเดี่ยว เห็นแถบสว่างและแถบมืดบนฉากคล้ายกับกรณีการแทรกสอดของแสงผ่านสลิตคู่ แต่
แตกต่างกัน คือ แถบสว่างกลางมีความกว้างและมีความเข้มแสงมากกว่าแถบสว่างอื่นๆ และความกว้างของ
แถบสวา่ งกลางเพ่มิ ขึ้นเมอ่ื ความกวา้ งของสลิตเดยี่ วลดลง และระยะระหวา่ งแถบสว่างอ่นื ๆ เพมิ่ ขนึ้

การเกิดแถบสวา่ งแถบมืดท่ีปรากฏบนฉากเป็นผลมาจากการท่แี สงเล้ยี วเบนชอ่ งแคบไปแทรกสอด
กัน ซึ่งมีแหล่งกำเนิดแสงอาพันธ์อย่างน้อยสองแหล่งกำเนิดแสงเดินทางมาแทรกสอดกัน เงื่อนไขการเกิดแถบสว่าง
แถบมืดจะเหมอื นหรอื แตกตา่ งกันกบั การแทรกสอดของแสงจากสลติ คู่

พิจารณาแสงความยาวคลื่น ผ่านสลิตเดี่ยวที่มีความกว้างสลิตเท่ากับ a การที่แสงสามารถเกิดการ
แทรกสอดบนฉากได้นั้นแสดงว่ามีการซ้อนทับกันของคลื่นแสงมากกว่าหนึ่งแหล่งกำเนิด จากหลักการของฮอยเกนส์
ทุกๆ ตำแหน่งบนหน้าคลื่นตรงช่องของสลิตทำหน้าทีเ่ สมือนเป็นแหล่งกำเนิดคล่ืนทรงกลมใหม่ที่แผ่หน้าคลืน่ ออกไป
ดังนั้น การเกิดตำแหน่งมืดแสดงว่าคลื่นจากแหล่งกำเนิดจะต้องจับคู่แทรกสอดแบบหักล้างหมดพอดี การพิจารณา
แถบมืดอันดับหนึ่ง จะแบ่งแหล่งกำเนิดตรงช่องของสลิตออกเป็น 2 ส่วน คือ AB และ BC โดย S1 เป็นแหล่งกำเนิด
บนสุดของส่วน AB และ S’1 เป็นแหล่งกำเนิดบนสุดของส่วน BC พิจารณาการหักล้างของคลื่นดังนี้ คลื่นจาก S1 กับ
S’1 หักล้างกันที่จุด Q ทำนองเดียวกันคลื่นจากแหล่งกำเนิดถัดจาก S1 และถัดจาก S’1 เช่น S2 กับ S’2 จะหักล้างที่
จุด Q จนครบแหลง่ กำเนดิ ท้งั 2 ส่วน โดยความต่างระยะทาง (∆ ) จากแหล่งกำเนดิ แสงทกุ คูไ่ ปยงั จุด Q เท่ากับ

2

ดังรูป

เนื่องจากระยะสลิตกับฉากไกลมาก เม่ือเทียบกบั ความกวา้ งของชอ่ ง ประมาณได้ว่าแสงจากช่องไปกระทบฉากท่ี
ตำแหน่ง Q เกอื บเปน็ รงั สขี นาน เนอ่ื งจากจดุ Q เปน็ ตำแหน่งมดื อนั ดับหนึง่ ดังนั้น


|S1Q − S′1Q| = 2


2 sin 1 = 2

221

sin 1 =

กำหนดให้ คือ ความกว้างของสลติ เดี่ยว

คือ ความยาวคลืน่ ของแสง

1 คือ มุมของตำแหนง่ ที่เกดิ แถบมดื อนั ดบั ที่หนง่ึ บนฉาก
เทียบกับเสน้ แนวกลางระหว่างสลติ กบั ฉาก ซง่ึ จะเกิดข้ึนทง้ั สองดา้ นของเสน้ แนวกลาง

ในการพิจาณาตำแหน่งของแถบมืดอันดับอื่นๆ สามารถพิจารณาได้ในทำนองเดียวกัน โดยแบ่งสลิตเดี่ยวออกเป็น

สว่ นๆ ทเี่ ป็นเลขคู่ ดังน้นั จะไดค้ วามสมั พันธแ์ ถบมดื อนั ดับต่างๆ ดงั นี้

sin = = 1, 2, …

กำหนดให้ คือ ความกวา้ งของสลติ เด่ยี ว
คือ ความยาวคลน่ื ของแสง
คือ มมุ ของตำแหน่งทเี่ กดิ แถบมืดอนั ดบั ที่ n บนฉาก

ตำแหน่งของแถบมืดอันดับที่ n บนฉากเทียบกับแนวสว่างกลาง โดยระยะระหว่างตำแหน่งที่พิจารณากับแนวสว่าง

กลาง (x) มีค่าน้อยกว่าระยะห่างระว่างช่องของสลิตกับฉาก (L) มากๆ อาจประมาณได้ว่า เป็นมุมเล็กๆ

(θ > 10°) โดย sin ≈ tan =



สามารถเขยี นสมการแถบมดื อันดบั ที่ n ได้ คอื

= = 1, 2, …



7.4.2 ครถู ามคำถามชวนคิด
1. เพราะเหตุใดการเลี้ยวเบนของแสงจึงพบเห็นได้ยาก แต่การเลี้ยวเบนของคลื่นน้ำ จึงพบ

ได้ทั่วไป (แนวคำตอบ คลื่นที่มีความยาวคลื่นมาก เกิดการเลี้ยวเบนได้มากกว่าคลื่นที่มีความยาวคลื่นน้อย คลื่นน้ำมี
ความยาวคล่นื มากกว่าความยาวคล่นื ของแสงมาก จงึ พบการเลี้ยวเบนของคลนื่ นำ้ ในธรรมชาตงิ ่ายกวา่ คลน่ื แสง)

ขนั้ ที่ 5 ข้นั ประเมินผล
7.5.1 นกั เรยี นสง่ ใบแบบฝึก เร่ือง การเลย้ี วเบนของแสง

8. ส่อื การเรียนรู้/แหลง่ เรียนรู้
8.1 หนังสอื เรยี นรายวชิ าเพิ่มเตมิ วิทยาศาสตร์ (ฟิสิกส)์ ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 5 เลม่ 3 (ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ.2560)
8.2 อินเทอร์เนต็
8.3 เอกสารประกอบการเรียนการสอน เรื่อง การเลีย้ วเบนของแสง

222

9. การวัดและประเมินผล

จดุ ประสงค์การเรียนรู้ วธิ ีการวดั เครอื่ งมือ เกณฑ์การประเมิน

ดา้ นความรู้ (K) 1) นกั เรยี นสามารถ
ตอบคำถามได้ระดับดี
1) อธบิ ายรูปแบบการเลีย้ วเบน 1) การตอบคำถามในชั้น 1) คำถามในชน้ั เรยี น ผ่านเกณฑ์

ของแสงผา่ นสลิตเด่ียวทีม่ ีความ เรยี นออนไลนผ์ ่าน google ออนไลน์ผา่ น google 1) นกั เรยี นสามารถทำ
แบบฝกึ หัดไดร้ ะดับดี
กวา้ งขนาดต่างๆ ได้ meet เรอ่ื ง แนวคดิ เกี่ยวกบั meet เรอื่ ง การ ผ่านเกณฑ์

แสงเชงิ คล่ืน เลย้ี วเบนของแสงผา่ น

สลิตเดี่ยว

ดา้ นกระบวนการ (P)

1) คำนวณหาปริมาณตา่ งๆ ที่ 1) ตรวจแบบฝกึ เร่อื ง การ 1) แบบฝกึ เรื่อง การ

เกีย่ วขอ้ งกบั การเลี้ยวเบนของแสง เลี้ยวเบนของแสงผ่าน เล้ียวเบนของแสงผ่าน

ผา่ นสลิตเดย่ี วได้ สลติ เด่ยี ว สลิตเด่ยี ว

ดา้ นคณุ ลกั ษณะ (A) 1) สงั เกต คณุ ลักษณะอันพงึ 1) แบบประเมิน 1) นกั เรยี นไดร้ ะดบั ดี
1) ใฝเ่ รยี นรู้ และมีความ ผ่านเกณฑ์
รับผิดชอบ ประสงคข์ องนักเรยี น คุณลักษณะอนั พึง

ประสงค์

223

10. เกณฑ์การประเมินผลงานนกั เรยี น
เกณฑ์การประเมนิ แบบ Rubrics ของการทำกิจกรรม เรื่อง การเล้ยี วเบนของแสง

ประเดน็ การ คา่ นำ้ หนัก แนวทางการใหค้ ะแนน
ประเมนิ คะแนน

ดา้ นความรู้ 3 ตอบคำถามได้ถกู ต้องครบถว้ นทุกขอ้

(K) 2 ตอบคำถามถกู ต้องบางขอ้

1 ตอบคำถามถูกตอ้ ง 1 ขอ้ หรอื ไม่ถกู ตอ้ ง

ดา้ น 3 ทำแบบฝกึ หัดได้ถกู ตอ้ งทง้ั หมด

กระบวนการ 2 ทำแบบฝึกหดั ได้ถกู ต้องบางข้อ

(P) 1 ทำแบบฝึกหัด แต่ไมถ่ ูกต้อง

ดา้ น 3 ทำภาระงานท่ีไดร้ ับมอบหมายเสร็จภายในเวลาที่กำหนด และเรียบรอ้ ยถูกตอ้ งครบถ้วน

คณุ ลกั ษณะ 2 ทำภาระงานที่ได้รับมอบหมายเสร็จภายในเวลาทีก่ ำหนด แตง่ านยงั ผิดพลาดบางสว่ น

(A) 1 ทำภาระงานท่ีได้รับมอบหมายเสร็จ แตล่ า่ ช้า และเกิดขอ้ ผดิ พลาดบางส่วน

ระดบั คะแนน 3 หมายถึง ระดบั ดีมาก
คะแนน 2 หมายถึง ระดบั ดี
คะแนน 1 หมายถงึ ระดบั พอใช้
คะแนน

224

การประเมินการทำกจิ กรรม เรอื่ ง การเล้ยี วเบนของแสง

จดุ ประสงค์การเรียนรู้

ที่ ช่อื - นามสกลุ ดา้ นความรู้ ด้าน ด้าน รวม ระดับ
(K) กระบวนการ คุณลักษณะ คะแนน คณุ ภาพ

(P) (A)

3 3 39

1

2

3

4

5

6

7

8

9

10

11

12

13

14

15

16

17

18

19

20

21

22

23

24

25

26

27

28

225

จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้

ที่ ชือ่ - นามสกลุ ดา้ นความรู้ ดา้ น ดา้ น รวม ระดับ
(K) กระบวนการ คณุ ลักษณะ คะแนน คณุ ภาพ

(P) (A)

3 3 39

29

30

31

32

33

34

35

36

37

38

39

40

ระดบั คณุ ภาพ 9 หมายถึง ระดบั ดีมาก
คะแนน 7-8 หมายถึง ระดบั ดี
คะแนน 5-6 หมายถึง ระดบั ปานกลาง
คะแนน 3-4 หมายถึง ระดบั ปรบั ปรงุ
คะแนน

226

บันทกึ หลงั การสอน

หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 10 เรื่อง แสงเชิงคลืน่ อ

แผนการสอนที่ 23 เรอื่ ง การเลยี้ วเบนของแสง .

วันท่ี.................................................เดือน.......................................................................พ.ศ......................................

ผลการจดั การเรยี นรู้

…………………………………………………………………………………………………………………………… ………….…………………...
……………………………………………………………………………………………………………………………………….…… ……………..
…………………………………………………………………………………………………………………………
…………….…………………...
ปญั หา / อปุ สรรค

………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………...
……………………………………………………………………………………………………………………………………….…… ……………...
……………………………………………………………………………………………………………………………………
….…………………...
ข้อเสนอแนะ/แนวทางแก้ปญั หา

…………………………………… ………………………………………………………………………………………………….…………………...

…………………………………………………………………… ………………………………………………………………….…………………...

…………………………………………………………………………………………………………………………………… ….…………………...

บนั ทึกสำหรบั ครูพเ่ี ลย้ี ง

…………………………………… ………………………………………………………………………………………………….…………………...

…………………………………………………………………… ………………………………………………………………….…………………...

…………………………………………………………………………………………………………………………………… ….…………………...

ลงชอื่ ....................................................... ลงช่อื ..............................................................
( นายทวิพงศ์ ศรีสุวรรณ ) ( นางสาวอุทยั ทิพย์ เมอื งร่ืน )
ครูพ่ีเลย้ี ง นกั ศึกษาปฏบิ ตั กิ ารสอน

227

แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 24

รายวชิ า ว32203 ฟสิ ิกสเ์ พม่ิ เติม เลม่ 3 ชั้นมธั ยมศึกษาปที ่ี 5 ภาคเรยี นท่ี 1

เรอื่ ง การเลย้ี วเบนของแสงผา่ นสลติ เดย่ี ว เวลา 2 ชั่วโมง

ครผู สู้ อน ปส.อทุ ัยทิพย์ เมืองรืน่ ครพู เ่ี ลยี้ ง อ.ทวิพงศ์ ศรีสวุ รรณ

1. สาระฟสิ ิกส์
2. เข้าใจการเคลอ่ื นที่แบบฮารม์ อนกิ อยา่ งง่าย ธรรมชาติของคลน่ื เสยี งและการไดย้ นิ ปรากฏการณท์ ่ี

เกยี่ วข้องกบั เสยี ง แสงและการเห็น ปรากฏการณ์ท่เี กย่ี วขอ้ งกับแสงรวมท้ังนำความร้ไู ปใชป้ ระโยชน์

2. ผลการเรยี นรู้
5. ทดลอง และอธิบายการแทรกสอดของแสงผ่านสลิตคู่และเกรตติง การเลี้ยวเบนและการแทรกสอดของ

แสงผ่านสลิตเดีย่ ว รวมทัง้ คำนวณปรมิ าณตา่ ง ๆ ทเี่ กย่ี วขอ้ ง

3. จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
3.1 ด้านความรู้ (K)

1) อธบิ ายรูปแบบการเลีย้ วเบนของแสงผา่ นสลิตเดี่ยวท่มี ีความกวา้ งขนาดตา่ งๆ ได้
3.2 ด้านกระบวนการ (P)

1) คำนวณหาปรมิ าณตา่ งๆ ทีเ่ กีย่ วขอ้ งกับการเล้ยี วเบนของแสงผา่ นสลิตเด่ยี วได้
3.3 ดา้ นเจตคติ (A)

1) ใฝ่เรยี นรู้ และมคี วามรับผดิ ชอบ

4. สาระสำคญั
การเลี้ยวเบนของแสงผ่านสลิตเดี่ยว เมื่อฉายแสงผ่านสลิตเดี่ยว จะเกิดการเลี้ยวเบนและการแทรดสอด

ของแสง เกิดแถบสว่างและแถบมืดบนฉาก โดยแถบสว่างกลางกว้างและสว่างที่สุด แถบสว่างด้านข้างทั้งสองจะมี
ความสว่างลดลงตามลำดับ ตำแหน่งที่เป็นแถบมืดพิจารณาโดยแบ่งช่องสลิตออกเป็นส่วนๆ แล้วใช้หลักการของ
ฮอยเกนส์กำหนดจุดบนหน้าคลื่นที่ผ่านสลิตแต่ละส่วนเป็นแหล่งกำเนิดคลื่นที่จับคู่กันแล้วหักล้างกันซึ่งทำให้ได้
ความสัมพนั ธ์ ดงั นี้

sin = n=1, 2, …
ทัง้ สลติ คแู่ ละสลติ เด่ียว ถา้ สลติ อยู่ห่างฉากมากๆ และค่ามุม θ > 10° ทำให้ sin ≈ tan
โดยสลิตคสู่ ามารถใชค้ วามสัมพันธ์ = เม่ือ = 0,1, 2, … และ



= ( − 1) เม่อื = 1, 2, … ในการหาแถบสว่างและแถบมืดตามลำดับ

2

และสำหรบั สลติ เดี่ยวใช้ = เม่ือ = 1, 2, … ในการหาแถบมืด



5. สาระการเรียนรู้
5.1 ความรู้

228

การเลี้ยวเบนของแสงผ่านสลิตเดี่ยว พบว่า แถบสว่างที่ปรากฏบนฉากมีขนาดใหญ่กว่าช่องแสดง
ว่าแสงมีการเลีย้ วเบนผา่ นสลิตเด่ียว เห็นแถบสว่างและแถบมืดบนฉากคลา้ ยกับกรณีการแทรกสอดของแสงผ่านสลติ
คู่ แต่แตกต่างกัน คือ แถบสว่างกลางมีความกว้างและมีความเข้มแสงมากกว่าแถบสว่างอื่นๆ และความกว้างของ
แถบสว่างกลางเพ่ิมข้ึนเมอ่ื ความกวา้ งของสลิตเด่ียวลดลง และระยะระหวา่ งแถบสวา่ งอื่นๆ เพมิ่ ขึน้

การเกดิ แถบสว่างแถบมดื ที่ปรากฏบนฉากเปน็ ผลมาจากการทีแ่ สงเลยี้ วเบนช่องแคบไปแทรกสอด
กัน ซึ่งมีแหล่งกำเนิดแสงอาพันธ์อย่างน้อยสองแหล่งกำเนิดแสงเดินทางมาแทรกสอดกัน เงื่อนไขการเกิดแถบสว่าง
แถบมืดจะเหมอื นหรอื แตกตา่ งกนั กบั การแทรกสอดของแสงจากสลติ คู่

พิจารณาแสงความยาวคลื่น ผ่านสลิตเดี่ยวที่มีความกว้างสลิตเท่ากับ a การที่แสงสามารถเกิดการ
แทรกสอดบนฉากได้นั้นแสดงว่ามีการซ้อนทับกันของคลื่นแสงมากกว่าหนึ่งแหล่งกำเนิด จากหลักการของฮอยเกนส์
ทุกๆ ตำแหน่งบนหน้าคลื่นตรงช่องของสลิตทำหน้าทีเ่ สมือนเป็นแหล่งกำเนิดคลื่นทรงกลมใหม่ที่แผ่หน้าคลื่นออกไป
ดังนั้น การเกิดตำแหน่งมืดแสดงว่าคลื่นจากแหล่งกำเนิดจะต้องจับคู่แทรกสอดแบบหักล้างหมดพอดี การพิจารณา
แถบมืดอันดับหนึ่ง จะแบ่งแหล่งกำเนิดตรงช่องของสลิตออกเป็น 2 ส่วน คือ AB และ BC โดย S1 เป็นแหล่งกำเนิด
บนสุดของส่วน AB และ S’1 เป็นแหล่งกำเนิดบนสุดของส่วน BC พิจารณาการหักลา้ งของคลื่นดังน้ี คลื่นจาก S1 กับ
S’1 หักล้างกันที่จุด Q ทำนองเดียวกันคลื่นจากแหล่งกำเนิดถัดจาก S1 และถัดจาก S’1 เช่น S2 กับ S’2 จะหักล้างท่ี
จุด Q จนครบแหลง่ กำเนิดทั้ง 2 ส่วน โดยความต่างระยะทาง (∆ ) จากแหล่งกำเนิดแสงทุกคู่ไปยังจุด Q เท่ากับ

2

ดงั รูป

เนอื่ งจากระยะสลติ กบั ฉากไกลมาก เม่อื เทยี บกับความกว้างของชอ่ ง ประมาณไดว้ ่าแสงจากชอ่ งไปกระทบฉากที่
ตำแหนง่ Q เกอื บเป็นรงั สขี นาน เน่ืองจากจุด Q เป็นตำแหน่งมดื อนั ดบั หน่ึง ดงั น้ัน


|S1Q − S′1Q| = 2


2 sin 1 = 2

sin 1 =

กำหนดให้ คอื ความกว้างของสลิตเดย่ี ว
คือ ความยาวคลน่ื ของแสง
1 คือ มมุ ของตำแหนง่ ท่เี กดิ แถบมดื อนั ดับทีห่ น่ึงบนฉาก

229

เทียบกับเสน้ แนวกลางระหวา่ งสลิตกบั ฉาก ซ่งึ จะเกดิ ขนึ้ ท้งั สองดา้ นของเสน้ แนวกลาง

ในการพจิ าณาตำแหน่งของแถบมืดอันดับอื่นๆ สามารถพจิ ารณาได้ในทำนองเดียวกนั โดยแบง่ สลิต
เดี่ยวออกเป็นส่วนๆ ที่เป็นเลขคู่ ดงั นน้ั จะไดค้ วามสัมพันธแ์ ถบมดื อันดบั ตา่ งๆ ดังนี้

sin = = 1, 2, …

กำหนดให้ คอื ความกวา้ งของสลติ เด่ยี ว
คือ ความยาวคล่นื ของแสง
คือ มุมของตำแหนง่ ทีเ่ กดิ แถบมืดอนั ดับท่ี n บนฉาก

ตำแหน่งของแถบมืดอันดับที่ n บนฉากเทียบกับแนวสว่างกลาง โดยระยะระหว่างตำแหน่งท่ี

พิจารณากับแนวสว่างกลาง (x) มีค่าน้อยกว่าระยะห่างระว่างช่องของสลิตกับฉาก (L) มากๆ อาจประมาณได้ว่า

เปน็ มมุ เลก็ ๆ (θ > 10°) โดย sin ≈ tan =



สามารถเขียนสมการแถบมดื อนั ดับที่ n ได้ คอื

= = 1, 2, …



5.2 กระบวนการ
1) ความสามารถในการสอ่ื สาร (อา่ น ฟงั พดู เขียน)
2) ความสามารถในการคดิ (สงั เกต วเิ คราะห์ สรปุ )
3) ความสามารถในการแกป้ ญั หา (แก้สมการ)
4) ความสามารถในการใชท้ กั ษะชวี ิต (ทำงานกล่มุ และความรับผดิ ชอบ)
5) ความสามารถในการใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศ (ใชก้ ารสืบคน้ ผ่านคอมพวิ เตอร์)

5.3 คณุ ลักษณะและคา่ นิยม
ใฝ่เรียนรู้ และมคี วามรับผดิ ชอบ

6. บูรณาการ
6.1 บรู ณาการกับกล่มุ สาระการเรยี นรู้คณติ ศาสตร์ เร่อื ง การแก้สมการ

7. กจิ กรรมการเรียนรู้
ขน้ั ตอนการเรียนรู้
ขั้นที่ 1 ขน้ั สร้างความสนใจ

7.1.1 ครูให้นักเรียนเข้าชั้นเรียนออนไลน์ผ่าน google meet โดยครูส่งลิงค์ในการเข้าชั้นเรียนผ่านกลุ่ม
classroom รายวิชาฟิสิกส์เพิ่มเติม ครูทบทวนความรู้เดิม เรื่อง การแทรกสอดของแสงผ่านสลิตคู่ สมการที่
เกี่ยวขอ้ ง

230

7.1.2 ครูต้ังคำถามเพ่ือนำเข้าส่กู ารการเรยี นการสอน
1) นกั เรยี นคดิ วา่ เมอ่ื ฉายแสงผา่ นสลติ เดย่ี ว จะเกดิ ปรากฏการณใ์ ด
2) นกั เรยี นคิดวา่ จะเกดิ แถบสวา่ งและแถบมดื บนฉากหรอื ไม่
3) นกั เรยี นคิดวา่ แถบสวา่ งกลางจะมกี วา้ งและสวา่ งเปน็ อยา่ งไร
4) นกั เรยี นคิดวา่ แถบสวา่ งดา้ นขา้ งทง้ั สองของแถบสวา่ งจะมคี วามสวา่ งเปน็ อยา่ งไร

(เปิดโอกาสให้นักเรยี นแสดงความคิดเหน็ อย่างอิสระ ไมค่ าดหวังคำตอบทีถ่ กู ต้อง)

ขัน้ ท่ี 2 ขน้ั สำรวจและค้นหา

7.1.2 ครูให้นักเรียนแต่ละกลมุ่ ศึกษาเน้ือหาเร่อื งการเลย้ี วเบนของแสงผา่ นสลติ เดีย่ วจากหนังสือเรียน

และเอกสารประกอบการเรียนการสอน

7.1.3 ครูแนะนำให้นกั เรียนสบื คน้ ข้อมูลเกยี่ วกบั การเลยี้ วเบนของแสงผ่านสลติ เดย่ี วจากแหลง่ ข้อมลู อ่ืนๆ
เชน่ อนิ เทอร์เน็ตโดยเนน้ ยำ้ ใหน้ กั เรยี นพจิ ารณาความนา่ เชื่อถือของแหล่งข้อมลู

ข้ันที่ 3 ข้ันอธิบายและลงขอ้ สรุป
7.3.1 ครใู หน้ ักเรียนอาสาออกมานำเสนอผลการทดลองหน้าชน้ั เรียนออนไลน์ผ่าน google meet
7.3.2 ครูนำนกั เรยี นอภปิ รายเพอ่ื นำไปสู่การสรปุ โดยใช้คำถามตอ่ ไปน้ี
1) นักเรียนแต่ละกลุ่มได้ผลการทำกิจกรรมเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร (แนวการตอบ ได้ผล

เหมือนกนั )
2) ขนาดแถบสว่างท่ปี รากฏบนฉากเปรยี บเทยี บกบั ขนาดของสลิตเดยี่ ว เปน็ อยา่ งไร

(แนวการตอบ ขนาดแถบสว่างที่ปรากฏบนฉากมขี นาดกวา้ งกวา่ ความกวา้ งของสลิตเดีย่ ว)
3) ภาพบนฉากในกรณที ใ่ี ช้สลติ เดี่ยวทีค่ วามกวา้ งตา่ งกนั มลี ักษณะอย่างไร และเหมือนหรือแตกตา่ ง

กนั อยา่ งไร (แนวการตอบ ภาพบนฉากมีลักษณะเหมือนกันคือ ปรากฏแถบสวา่ งและแถบมดื สลบั กนั บนฉาก โดย
แถบสว่างกลาง มีความสวา่ งและความกว้างมากกวา่ แถบสวา่ งทีอ่ ยู่ถดั ไปทงั้ สองดา้ น แตกตา่ งกันคอื เมอื่ ความกวา้ ง
ของสลิตเด่ียวมากขึ้น แถบสว่างจะมีความกว้างน้อยลง และอยชู่ ิดกนั มากขนึ้ )

4) แถบสว่างและแถบมืดที่ปรากฏบนฉากเหมือนหรือแตกต่างจากสลิตคู่อย่างไร (แนวการตอบ
แตกต่างกัน โดยแถบสว่างกลางซึ่งเกิดจากสลิตเดี่ยวมีความกว้างมากกว่าแถบสว่างอื่น ๆ อย่างเห็นได้ชัด แต่
แถบสว่างทเี่ กิดจากสลติ คูม่ ีขนาดความกว้างเท่า ๆ กัน)

7.3.3 นกั เรยี นและครรู ว่ มกนั อภปิ รายและสรปุ ผลการทำการทดลอง จนสรปุ ได้ ดงั น้ี
จากการทำการทดลอง พบว่า เมื่อแสงเลเซอร์ผ่านสลิตเดี่ยว ปรากฏแถบสว่างกลางกว้างมากกว่า

ความกว้างของสลิต แสดงว่าแสงมีการเลี้ยวเบน ลวดลายการแทรกสอดที่ปรากฏเมื่อแสงเลเซอร์ผ่านสลิตเดี่ยวนั้น
แถบสว่างกลางจะมีความกว้างมากกว่าแถบสว่างอื่น เมื่อเปลี่ยนสลิตโดยให้ความกว้างของสลิตมีขนาดมากขึ้น
แถบสว่างท่ีปรากฏจะมคี วามกวา้ งลดลง

231

ขัน้ ท่ี 4 ขน้ั ขยายความรู้
7.4.1 ครอู ธิบายใหค้ วามรเู้ พม่ิ เตมิ ดังนี้
การเลี้ยวเบนของแสงผ่านสลิตเดี่ยว พบว่า แถบสว่างที่ปรากฏบนฉากมีขนาดใหญ่กว่าช่องแสดงว่าแสงมี

การเลี้ยวเบนผ่านสลิตเดี่ยว เห็นแถบสว่างและแถบมืดบนฉากคล้ายกับกรณีการแทรกสอดของแสงผ่านสลิตคู่ แต่
แตกต่างกัน คือ แถบสว่างกลางมีความกว้างและมีความเข้มแสงมากกว่าแถบสว่างอื่นๆ และความกว้างของ
แถบสว่างกลางเพม่ิ ขึ้นเมอื่ ความกวา้ งของสลติ เดีย่ วลดลง และระยะระหว่างแถบสว่างอื่นๆ เพมิ่ ขึน้

การเกิดแถบสว่างแถบมืดที่ปรากฏบนฉากเป็นผลมาจากการที่แสงเลี้ยวเบนช่องแคบไปแทรกสอดกัน ซึ่งมี
แหล่งกำเนิดแสงอาพันธ์อย่างน้อยสองแหล่งกำเนิดแสงเดินทางมาแทรกสอดกัน เงื่อนไขการเกิดแถบสว่าง แถบมืด
จะเหมอื นหรอื แตกต่างกันกับการแทรกสอดของแสงจากสลติ คู่

พิจารณาแสงความยาวคล่นื ผา่ นสลติ เดี่ยวทมี่ คี วามกว้างสลิตเทา่ กับ a การทแ่ี สงสามารถเกิดการแทรกสอด
บนฉากได้นั้นแสดงว่ามีการซ้อนทับกันของคลื่นแสงมากกว่าหนึ่งแหล่งกำเนิด จากหลักการของฮอยเกนส์ ทุกๆ
ตำแหนง่ บนหนา้ คล่นื ตรงชอ่ งของสลิตทำหน้าทเี่ สมือนเป็นแหล่งกำเนิดคลน่ื ทรงกลมใหม่ทแี่ ผห่ น้าคลนื่ ออกไป ดังน้นั
การเกิดตำแหน่งมืดแสดงว่าคลื่นจากแหล่งกำเนิดจะต้องจับคู่แทรกสอดแบบหักล้างหมดพอดี การพิจารณาแถบมืด
อันดับหนึ่ง จะแบ่งแหล่งกำเนิดตรงช่องของสลิตออกเป็น 2 ส่วน คือ AB และ BC โดย S1 เป็นแหล่งกำเนิดบนสุด
ของส่วน AB และ S’1 เป็นแหล่งกำเนิดบนสุดของส่วน BC พิจารณาการหักล้างของคลื่นดังนี้ คลื่นจาก S1 กับ S’1
หักล้างกันท่ีจดุ Q ทำนองเดียวกนั คลน่ื จากแหล่งกำเนดิ ถัดจาก S1 และถดั จาก S’1 เช่น S2 กบั S’2 จะหกั ล้างที่จุด Q
จนครบแหลง่ กำเนิดทัง้ 2 ส่วน โดยความต่างระยะทาง (∆ ) จากแหล่งกำเนิดแสงทกุ คไู่ ปยงั จุด Q เทา่ กับ

2

ดงั รปู

เน่ืองจากระยะสลติ กับฉากไกลมาก เม่อื เทียบกบั ความกวา้ งของชอ่ ง ประมาณได้วา่ แสงจากช่องไปกระทบฉากที่
ตำแหนง่ Q เกอื บเป็นรงั สีขนาน เนือ่ งจากจดุ Q เปน็ ตำแหน่งมดื อันดบั หนงึ่ ดงั นั้น


|S1Q − S′1Q| = 2


2 sin 1 = 2

sin 1 =

232

กำหนดให้ คือ ความกว้างของสลติ เดี่ยว

คือ ความยาวคลื่นของแสง

1 คือ มุมของตำแหนง่ ที่เกดิ แถบมดื อนั ดับที่หนึ่งบนฉาก
เทยี บกบั เส้นแนวกลางระหว่างสลติ กับฉาก ซง่ึ จะเกิดข้ึนทัง้ สองด้านของเสน้ แนวกลาง

ในการพิจาณาตำแหน่งของแถบมืดอันดับอื่นๆ สามารถพิจารณาได้ในทำนองเดียวกัน โดยแบ่งสลิตเดี่ยวออกเป็น

ส่วนๆ ทเ่ี ปน็ เลขคู่ ดังน้ัน จะไดค้ วามสมั พนั ธ์แถบมดื อนั ดบั ต่างๆ ดงั นี้

sin = = 1, 2, …

กำหนดให้ คือ ความกว้างของสลิตเด่ียว
คือ ความยาวคลื่นของแสง
คือ มุมของตำแหนง่ ทีเ่ กิดแถบมืดอนั ดับที่ n บนฉาก

ตำแหน่งของแถบมืดอันดับที่ n บนฉากเทียบกับแนวสว่างกลาง โดยระยะระหว่างตำแหน่งที่พิจารณากับแนวสว่าง

กลาง (x) มีค่าน้อยกว่าระยะห่างระว่างช่องของสลิตกับฉาก (L) มากๆ อาจประมาณได้ว่า เป็นมุมเล็กๆ

(θ > 10°) โดย sin ≈ tan =



สามารถเขียนสมการแถบมืดอนั ดับที่ n ได้ คือ

= = 1, 2, …



7.4.2 ครูถามคำถามชวนคดิ
1. เพราะเหตุใดการเลี้ยวเบนของแสงจึงพบเห็นได้ยาก แต่การเลี้ยวเบนของคลื่นน้ำ จึงพบได้ทั่วไป

(แนวคำตอบ คล่นื ที่มีความยาวคลน่ื มาก เกดิ การเลี้ยวเบนได้มากกวา่ คลื่นทมี่ ีความยาวคล่นื น้อย คลื่นน้ำมีความยาว
คลื่นมากกว่าความยาวคล่ืนของแสงมาก จงึ พบการเล้ียวเบนของคลนื่ น้ำ ในธรรมชาติงา่ ยกวา่ คลน่ื แสง)

ขัน้ ท่ี 5 ขั้นประเมนิ ผล
7.5.1 นกั เรยี นสง่ ใบแบบฝึก เร่ือง การเลย้ี วเบนของแสง

8. สื่อการเรยี นร้/ู แหล่งเรยี นรู้
8.1 หนังสอื เรยี นรายวชิ าเพิ่มเตมิ วิทยาศาสตร์ (ฟสิ ิกส)์ ชนั้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 5 เลม่ 3 (ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ.2560)
8.2 อนิ เทอร์เน็ต
8.3 เอกสารประกอบการเรยี นการสอน เรือ่ ง การเล้ยี วเบนของแสง

233

9. การวัดและประเมินผล

จดุ ประสงค์การเรียนรู้ วธิ ีการวดั เครอื่ งมือ เกณฑ์การประเมิน

ดา้ นความรู้ (K) 1) นกั เรยี นสามารถ
ตอบคำถามได้ระดับดี
1) อธบิ ายรูปแบบการเลีย้ วเบน 1) การตอบคำถามในชั้น 1) คำถามในชน้ั เรยี น ผ่านเกณฑ์

ของแสงผา่ นสลิตเด่ียวทีม่ ีความ เรยี นออนไลนผ์ ่าน google ออนไลน์ผา่ น google 1) นกั เรยี นสามารถทำ
แบบฝกึ หัดไดร้ ะดับดี
กวา้ งขนาดต่างๆ ได้ meet เรอ่ื ง แนวคดิ เกี่ยวกบั meet เรอื่ ง การ ผ่านเกณฑ์

แสงเชงิ คล่ืน เลย้ี วเบนของแสงผา่ น

สลิตเดี่ยว

ดา้ นกระบวนการ (P)

1) คำนวณหาปริมาณตา่ งๆ ที่ 1) ตรวจแบบฝกึ เร่อื ง การ 1) แบบฝกึ เรื่อง การ

เกีย่ วขอ้ งกบั การเลี้ยวเบนของแสง เลี้ยวเบนของแสงผ่าน เล้ียวเบนของแสงผ่าน

ผา่ นสลิตเดย่ี วได้ สลติ เด่ยี ว สลิตเด่ยี ว

ดา้ นคณุ ลกั ษณะ (A) 1) สงั เกต คณุ ลักษณะอันพงึ 1) แบบประเมิน 1) นกั เรยี นไดร้ ะดบั ดี
1) ใฝเ่ รยี นรู้ และมีความ ผ่านเกณฑ์
รับผิดชอบ ประสงคข์ องนักเรยี น คุณลักษณะอนั พึง

ประสงค์

234

10. เกณฑ์การประเมินผลงานนกั เรยี น
เกณฑ์การประเมนิ แบบ Rubrics ของการทำกิจกรรม เรื่อง การเล้ยี วเบนของแสง

ประเดน็ การ คา่ นำ้ หนัก แนวทางการใหค้ ะแนน
ประเมนิ คะแนน

ดา้ นความรู้ 3 ตอบคำถามได้ถกู ต้องครบถว้ นทุกขอ้

(K) 2 ตอบคำถามถกู ต้องบางขอ้

1 ตอบคำถามถูกตอ้ ง 1 ขอ้ หรอื ไม่ถกู ตอ้ ง

ดา้ น 3 ทำแบบฝกึ หัดได้ถกู ตอ้ งทง้ั หมด

กระบวนการ 2 ทำแบบฝึกหดั ได้ถกู ต้องบางข้อ

(P) 1 ทำแบบฝึกหัด แต่ไมถ่ ูกต้อง

ดา้ น 3 ทำภาระงานท่ีไดร้ ับมอบหมายเสร็จภายในเวลาที่กำหนด และเรียบรอ้ ยถูกตอ้ งครบถ้วน

คณุ ลกั ษณะ 2 ทำภาระงานที่ได้รับมอบหมายเสร็จภายในเวลาทีก่ ำหนด แตง่ านยงั ผิดพลาดบางสว่ น

(A) 1 ทำภาระงานท่ีได้รับมอบหมายเสร็จ แตล่ า่ ช้า และเกิดขอ้ ผดิ พลาดบางส่วน

ระดบั คะแนน 3 หมายถึง ระดบั ดีมาก
คะแนน 2 หมายถึง ระดบั ดี
คะแนน 1 หมายถงึ ระดบั พอใช้
คะแนน

235

การประเมินการทำกจิ กรรม เรอื่ ง การเล้ยี วเบนของแสง

จดุ ประสงค์การเรียนรู้

ที่ ช่อื - นามสกลุ ดา้ นความรู้ ด้าน ด้าน รวม ระดับ
(K) กระบวนการ คุณลักษณะ คะแนน คณุ ภาพ

(P) (A)

3 3 39

1

2

3

4

5

6

7

8

9

10

11

12

13

14

15

16

17

18

19

20

21

22

23

24

25

26

27

28

236

จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้

ที่ ชือ่ - นามสกลุ ดา้ นความรู้ ดา้ น ดา้ น รวม ระดับ
(K) กระบวนการ คณุ ลักษณะ คะแนน คณุ ภาพ

(P) (A)

3 3 39

29

30

31

32

33

34

35

36

37

38

39

40

ระดบั คณุ ภาพ 9 หมายถึง ระดบั ดีมาก
คะแนน 7-8 หมายถึง ระดบั ดี
คะแนน 5-6 หมายถึง ระดบั ปานกลาง
คะแนน 3-4 หมายถึง ระดบั ปรบั ปรงุ
คะแนน

237

บันทกึ หลงั การสอน

หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 10 เรื่อง แสงเชิงคลืน่ อ

แผนการสอนที่ 24 เรอื่ ง การเลยี้ วเบนของแสง .

วันท่ี.................................................เดือน.......................................................................พ.ศ......................................

ผลการจดั การเรยี นรู้

…………………………………………………………………………………………………………………………… ………….…………………...
……………………………………………………………………………………………………………………………………….…… ……………..
…………………………………………………………………………………………………………………………
…………….…………………...
ปญั หา / อปุ สรรค

………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………...
……………………………………………………………………………………………………………………………………….…… ……………...
……………………………………………………………………………………………………………………………………
….…………………...
ข้อเสนอแนะ/แนวทางแก้ปญั หา

…………………………………… ………………………………………………………………………………………………….…………………...

…………………………………………………………………… ………………………………………………………………….…………………...

…………………………………………………………………………………………………………………………………… ….…………………...

บนั ทึกสำหรบั ครูพเ่ี ลย้ี ง

…………………………………… ………………………………………………………………………………………………….…………………...

…………………………………………………………………… ………………………………………………………………….…………………...

…………………………………………………………………………………………………………………………………… ….…………………...

ลงชอื่ ....................................................... ลงช่อื ..............................................................
( นายทวิพงศ์ ศรีสุวรรณ ) ( นางสาวอุทยั ทิพย์ เมอื งร่ืน )
ครูพ่ีเลย้ี ง นกั ศึกษาปฏบิ ตั กิ ารสอน

238

แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ 25

รายวชิ า ว32203 ฟสิ กิ สเ์ พม่ิ เตมิ เล่ม 3 ชน้ั มธั ยมศึกษาปที ี่ 5 ภาคเรยี นท่ี 1

เรอ่ื ง ความยาวคลนื่ ของแสง เวลา 1 ช่วั โมง

ครูผสู้ อน ปส.อทุ ยั ทิพย์ เมอื งร่นื ครพู เ่ี ลย้ี ง อ.ทวพิ งศ์ ศรสี วุ รรณ

1. สาระฟิสกิ ส์
2. เขา้ ใจการเคลื่อนที่แบบฮารม์ อนิกอยา่ งงา่ ย ธรรมชาตขิ องคลน่ื เสียงและการไดย้ นิ ปรากฏการณ์ที่

เกย่ี วข้องกับเสียง แสงและการเหน็ ปรากฏการณ์ทเ่ี กีย่ วขอ้ งกบั แสงรวมท้งั นำความรู้ไปใชป้ ระโยชน์

2. ผลการเรียนรู้
5. ทดลอง และอธิบายการแทรกสอดของแสงผ่านสลิตคู่และเกรตติง การเลี้ยวเบนและการแทรกสอดของ

แสงผ่านสลติ เดยี่ ว รวมทงั้ คำนวณปรมิ าณตา่ ง ๆ ท่เี กี่ยวข้อง

3. จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้
3.1 ดา้ นความรู้ (K)
1) อธบิ ายรปู แบบการเล้ยี วเบนของแสงผา่ นเกรตตงิ ได้
3.2 ด้านกระบวนการ (P)
1) คำนวณหาความยาวคลืน่ แสงและปรมิ าณต่างๆ ท่เี ก่ยี วข้องโดยใชเ้ กรตตงิ
3.3 ดา้ นเจตคติ (A)
1) ใฝ่เรียนรู้ และมคี วามรับผดิ ชอบ

4. สาระสำคญั

เกรตติงเปน็ อปุ กรณท์ างแสงท่ีประกอบด้วยช่องแคบจำนวนมาก เมื่อแสงผา่ นจะเลี้ยวเบน ทำให้แสงแต่ละสี

แยกออกจากกันเนื่องจากแสงแต่ละสีเลี้ยวเบนในมุมที่ต่างกัน หาตำแหน่งของแสงแต่ละสีจากความสัมพันธ์

sin = หรอื = เมือ่ = 0,1, 2, …



5. สาระการเรยี นรู้

5.1 ความรู้

อุปกรณ์ทางแสงที่มีช่องเล็กๆ หลายๆ ช่อง และระยะห่างแต่ละช่องเท่ากัน เรียกว่า เ กรตติง

(grating) โดยบางครัง้ ใชค้ ำวา่ เสน้ แทนช่อง ระยะระหวา่ งชอ่ ง (d) หาไดจ้ าก

ความกว้างของเกรตติง
= จำนวนเส้นของเกรตตงิ
หาตำแหน่งของแสงแตล่ ะสจี ากความสัมพนั ธ์ sin = หรอื = เม่อื



= 0,1, 2, …
เมื่อแสงขาวผ่านเกรตติง แสงที่เบนจากแนวกลางมากที่สุด คือ แสงสีแดง และแสงที่เบนจากแนว

กลางนอ้ ยทสี่ ุด คอื แสงสีมว่ ง โดยแสงสีต่างๆ มคี วามยาวคลนื่ ดงั ตาราง

239

แสงสี ความยาวคลนื่ (นาโนเมตร)
ม่วง 390-425
นำ้ เงนิ 425-500
เขยี ว 500-575
เหลอื ง 575-585
แสด 585-620
แดง 620-740

5.2 กระบวนการ
1) ความสามารถในการสอื่ สาร (อา่ น ฟงั พดู เขยี น)
2) ความสามารถในการคดิ (สังเกต วิเคราะห์ สรปุ )
3) ความสามารถในการแก้ปญั หา (แกส้ มการ)
4) ความสามารถในการใชท้ กั ษะชวี ิต (ความรบั ผิดชอบ)
5) ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศ (ใช้การสบื ค้นผา่ นคอมพิวเตอร์)

5.3 คณุ ลักษณะและค่านิยม
ใฝเ่ รยี นรู้ และมคี วามรบั ผดิ ชอบ

6. บูรณาการ
6.1 บรู ณาการกับกลมุ่ สาระการเรยี นรคู้ ณติ ศาสตร์ เรอื่ ง การแก้สมการ

7. กิจกรรมการเรียนรู้
ข้ันตอนการเรยี นรู้

ขั้นท่ี 1 ขั้นสร้างความสนใจ
7.1.1 ครูให้นักเรียนเข้าชั้นเรียนออนไลน์ผ่าน google meet โดยครูส่งลิงค์ในการเข้าชั้นเรียนผ่านกลุ่ม

classroom รายวิชาฟิสิกส์เพิ่มเติมครูทบทวนความรู้เดิม ครูทบทวนความรู้เดิม เรื่อง การเกิดแถบมืดแถบสว่าง
จากสลิตคู่ และสลิตเดี่ยว และเกี่ยวกับเกรตติงและการหาระยะห่างระหว่างช่องและที่มาของสมการ ตาม
รายละเอียดในหนังสือเรียน จนสรุปได้ว่า แสงขาวเมื่อผ่านเกรตติงจะเกิดแถบสว่างของแสงสีต่าง ๆ ณ ตำแหน่ง
ต่างกนั และสามารถนำ มาหาความยาวคล่ืนของแสงแตล่ ะสีได้

7.1.2 ครตู ั้งคำถามเพ่ือนำเขา้ สกู่ ารเรยี นการสอน
1) ความยาวคล่นื แสงแตล่ ะสมี ีคา่ เทา่ กันหรือไม่
2) สามารถหาความยาวคลื่นของแสงเลเซอรพ์ อยเตอร์สีแดงโดยใชเ้ กรตตงิ ได้หรอื ไม่
3) ค่าความยาวคลนื่ ของแสงสีแดงมีคา่ เท่าใด

ข้นั ที่ 2 ขัน้ สำรวจและค้นหา
7.1.2 ครใู หน้ ักเรียนแตล่ ะกลมุ่ ศกึ ษาเน้ือหาเรือ่ งความยาวคล่นื ของแสงจากหนงั สือเรยี นและเอกสาร

ประกอบการเรยี นการสอน

240

7.1.3 ครูแนะนำใหน้ กั เรยี นสบื ค้นขอ้ มลู เกย่ี วกับความยาวคลื่นของแสงจากแหลง่ ขอ้ มลู อ่นื ๆเชน่
อนิ เทอร์เนต็ โดยเน้นยำ้ ใหน้ ักเรยี นพจิ ารณาความน่าเช่ือถอื ของแหลง่ ขอ้ มลู

ขัน้ ท่ี 3 ขนั้ อธบิ ายและลงขอ้ สรปุ
7.3.1 ครใู หน้ กั เรยี นอาสาออกมานำเสนอผลงานของกลมุ่ หนา้ ชัน้ เรยี นออนไลน์ผา่ น google meet
7.3.2 ครูนำนักเรียนอภปิ รายโดยใช้คำถาม จนไดข้ ้อสรุปรว่ มกัน ดงั นี้
1) แสงสีใดมกี ารเบนจากเสน้ แนวกลางมากทีส่ ดุ และนอ้ ยท่สี ดุ

(แนวการตอบ แสงสแี ดงเบนจากแนวกลางมากทส่ี ดุ แสงสมี ่วงเบนจากแนวกลางนอ้ ยทีส่ ุด)

ขั้นที่ 4 ขนั้ ขยายความรู้
7.4.1 ครูอธิบายให้ความร้เู พม่ิ เตมิ ดงั น้ี
เมื่อแสงขาวผ่านเกรตตงิ แสงที่เบนจากแนวกลางมากที่สุด คือ แสงสีแดง และแสงที่เบนจากแนวกลาง

นอ้ ยทส่ี ดุ คือ แสงสีมว่ ง โดยแสงสตี ่างๆ มีความยาวคล่นื ดงั ตาราง

แสงสี ความยาวคลน่ื (นาโนเมตร)
ม่วง 390-425
นำ้ เงนิ 425-500
เขยี ว 500-575
เหลือง 575-585
แสด 585-620
แดง 620-740

7.4.3 ครูอธิบายให้ความรู้เพิ่มเติม การเกิดสีบนฟองสบู่ การเกิดสีรุ้งบนแผ่นซีดี (CD-ROM) และอัญมณี (โอ
ปอ) ตามหนังสอื เรยี น

ข้นั ที่ 5 ขนั้ ประเมินผล
7.5.1 นกั เรยี นแบบฝึก เรือ่ ง หาความยาวคล่ืนของแสง

8. สอื่ การเรียนรู้/แหล่งเรียนรู้
8.1 หนงั สอื เรยี นรายวชิ าเพม่ิ เติมวทิ ยาศาสตร์ (ฟิสิกส)์ ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 5 เล่ม 3 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560)
8.2 อนิ เทอร์เนต็
8.3 เอกสารประกอบการเรยี นการสอนเรื่อง การทดลองหาความยาวคลื่นของแสง

241

9. การวดั และประเมนิ ผล

จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้ วธิ กี ารวัด เคร่อื งมอื เกณฑ์การประเมิน

ดา้ นความรู้ (K) 1) การตอบคำถามในชั้น 1) คำถามในชน้ั เรียน 1) นกั เรยี นสามารถ
1) อธิบายรูปแบบการเลี้ยวเบน เรยี นออนไลน์ผา่ น google ออนไลน์ผ่าน google ตอบคำถามได้ระดับดี
ของแสงผ่านสลติ เดยี่ วทีม่ คี วาม meet เรื่อง การเลย้ี วเบน meet เรื่องการ ผา่ นเกณฑ์
กวา้ งขนาดต่างๆ ได้ ของแสงผ่านสลิตเดีย่ ว เลี้ยวเบนของแสงผา่ น
สลิตเด่ยี ว 1) นกั เรยี นสามารถทำ
ด้านกระบวนการ (P) แบบฝกึ หดั ไดร้ ะดับดี
1) แบบฝกึ เรอ่ื ง การ ผ่านเกณฑ์
1) คำนวณหาปรมิ าณต่างๆ ท่ี 1) ตรวจแบบฝกึ เรอ่ื ง การ เลย้ี วเบนของแสงผ่านส
ลติ เดี่ยวได้
เก่ยี วขอ้ งกบั การเลย้ี วเบนของแสง เลีย้ วเบนของแสงผา่ นสลติ

ผ่านสลติ เด่ยี วได้ เดย่ี วได้

ดา้ นคณุ ลักษณะ (A) 1) สังเกต คณุ ลักษณะอันพงึ 1) แบบประเมิน 1) นกั เรยี นไดร้ ะดบั ดี
1) ใฝ่เรยี นรู้ และมีความ ผ่านเกณฑ์
รบั ผิดชอบ ประสงคข์ องนักเรยี น คุณลักษณะอนั พึง

ประสงค์

242

10. เกณฑก์ ารประเมนิ ผลงานนกั เรยี น
เกณฑ์การประเมนิ แบบ Rubrics ของการทำกิจกรรม เรือ่ ง ความยาวคล่ืนของแสง

ประเดน็ การ ค่านำ้ หนัก แนวทางการใหค้ ะแนน
ประเมนิ คะแนน

ด้านความรู้ 3 ตอบคำถามได้ถกู ตอ้ งครบถ้วนทกุ ขอ้

(K) 2 ตอบคำถามถูกต้อง 2 ข้อ

1 ตอบคำถามถูกตอ้ ง 1 ขอ้ หรอื ไม่ถูกต้อง

ดา้ น 3 ทำแบบฝกึ หัดไดถ้ กู ตอ้ งท้ังหมด

กระบวนการ 2 ทำแบบฝกึ หดั ไดถ้ ูกต้องบางข้อ

(P) 1 ทำแบบฝกึ หดั แตไ่ มถ่ กู ตอ้ ง

ด้าน 3 ทำภาระงานที่ได้รับมอบหมายเสร็จภายในเวลาทกี่ ำหนด และเรียบรอ้ ยถูกตอ้ งครบถ้วน

คณุ ลกั ษณะ 2 ทำภาระงานท่ีไดร้ บั มอบหมายเสรจ็ ภายในเวลาทีก่ ำหนด แตง่ านยงั ผิดพลาดบางสว่ น

(A) 1 ทำภาระงานท่ีไดร้ บั มอบหมายเสรจ็ แตล่ ่าชา้ และเกดิ ขอ้ ผดิ พลาดบางส่วน

ระดบั คะแนน 3 หมายถงึ ระดับดีมาก
คะแนน 2 หมายถึง ระดบั ดี
คะแนน 1 หมายถึง ระดบั พอใช้
คะแนน

243

การประเมนิ การทำกจิ กรรม เร่อื ง ความยาวคลนื่ ของแสง

จุดประสงค์การเรียนรู้

ที่ ชื่อ - นามสกลุ ดา้ นความรู้ ด้าน ด้าน รวม ระดับ
(K) กระบวนการ คุณลักษณะ คะแนน คุณภาพ

(P) (A)

3 3 39

1

2

3

4

5

6

7

8

9

10

11

12

13

14

15

16

17

18

19

20

21

22

23

24

25

26

27

28

29

244

จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้

ที่ ชือ่ - นามสกลุ ดา้ นความรู้ ดา้ น ดา้ น รวม ระดับ
(K) กระบวนการ คณุ ลักษณะ คะแนน คณุ ภาพ

(P) (A)

3 3 39

30

31

32

33

34

35

36

37

38

39

40

ระดบั คณุ ภาพ 9 หมายถงึ ระดับดีมาก
คะแนน 7-8 หมายถงึ ระดับดี
คะแนน 5-6 หมายถึง ระดบั ปานกลาง
คะแนน 3-4 หมายถงึ ระดบั ปรบั ปรงุ
คะแนน

245

บันทกึ หลังการสอน

หน่วยการเรยี นรู้ท่ี 10 เร่ือง แสงเชิงคล่ืน อ

แผนการสอนที่ 25 เรื่อง ความยาวคลืน่ ของแสง .

วนั ที่.................................................เดอื น.......................................................................พ.ศ......................................

ผลการจัดการเรยี นรู้

…………………………………………………………………………………………………………………………… ………….…………………...
……………………………………………………………………………………………………………………………………….…… ……………..
…………………………………………………………………………………………………………………………
…………….…………………...
ปญั หา / อปุ สรรค

………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………...
……………………………………………………………………………………………………………………………………….…… ……………...
……………………………………………………………………………………………………………………………………
….…………………...
ข้อเสนอแนะ/แนวทางแกป้ ญั หา

…………………………………… ………………………………………………………………………………………………….…………………...

…………………………………………………………………… ………………………………………………………………….…………………...

…………………………………………………………………………………………………………………………………… ….…………………...

บันทกึ สำหรบั ครูพเี่ ลยี้ ง

…………………………………… ………………………………………………………………………………………………….…………………...

…………………………………………………………………… ………………………………………………………………….…………………...

…………………………………………………………………………………………………………………………………… ….…………………...

ลงชอ่ื ....................................................... ลงชือ่ ..............................................................
( นายทวพิ งศ์ ศรสี ุวรรณ ) ( นางสาวอทุ ัยทพิ ย์ เมืองร่ืน )
ครพู ี่เลี้ยง นักศึกษาปฏิบัติการสอน

246

แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 26

รายวชิ า ว32203 ฟสิ กิ สเ์ พมิ่ เติม เล่ม 3 ชั้นมัธยมศึกษาปที ่ี 5 ภาคเรยี นที่ 1

เรื่อง การเคล่ือนทีแ่ ละอตั ราเร็วของแสง เวลา 1 ชัว่ โมง

ครผู สู้ อน ปส.อุทัยทิพย์ เมอื งรน่ื ครูพเี่ ลยี้ ง อ.ทวิพงศ์ ศรสี วุ รรณ

1. สาระฟสิ กิ ส์
2. เข้าใจการเคลอื่ นทีแ่ บบฮารม์ อนกิ อย่างงา่ ย ธรรมชาตขิ องคลนื่ เสยี งและการไดย้ ิน ปรากฏการณท์ ่ี

เกย่ี วข้องกับเสียง แสงและการเห็น ปรากฏการณท์ เ่ี กี่ยวขอ้ งกบั แสงรวมทั้งนำความรูไ้ ปใช้ประโยชน์

2. ผลการเรยี นรู้
6. ทดลอง และอธิบายการสะท้อนของแสงที่ผิววัตถุตามกฎการสะท้อน เขียนรังสีของแสงและ คำนวณ

ตำแหน่งและขนาดภาพของวัตถุ เมื่อแสงตกกระทบกระจกเงาราบและกระจกเงาทรงกลม รวมทั้งอธิบายการนำ
ความรเู้ ร่ืองการสะทอ้ นของแสงจากกระจกเงาราบ และกระจกเงาทรงกลมไปใชป้ ระโยชนใ์ นชวี ิตประจำวนั

3. จุดประสงคก์ ารเรียนรู้
3.1 ด้านความรู้ (K)
1) นกั เรยี นสามารถอธบิ ายความหมายของรงั สขี องแสงได้
3.2 ดา้ นกระบวนการ (P)
1) นักเรียนสามารถยกตัวอย่างสถานการณ์เพื่อแสดงให้เห็นว่า อัตราเร็วแสงสูงมากและมีค่าคงตัว

ได้
3.3 ดา้ นเจตคติ (A)
1) ใฝ่เรยี นรู้ และมคี วามรับผดิ ชอบ

4. สาระสำคญั
แสงเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในสุญญากาศ แสงจะเคลื่อนที่ด้วยอัตราเร็ว 299792458 เมตรต่อวินาที หรือ

ประมาณ 3.00 108 เมตรต่อวินาที ในการศึกษาเกี่ยวกับแสง กำหนดให้เส้นตรงที่ตั้งฉากกับหน้าคลื่น มีลูกศร
แสดงทศิ ทางของคลืน่ แสง เรยี กว่า รงั สขี องแสง หรือเรียกสั้น ๆ วา่ รังสี

5. สาระการเรียนรู้
5.1 ความรู้

การเคลื่อนทแ่ี ละอัตราเรว็ แสง

แสงที่กล่าวถึงในที่นี้คือแสงที่ตามนุษย์สามารถมองเห็นได้ เช่น แสงจากดวงอาทิตย์ซึ่งเราเรียกว่า แสง
ขาว เป็นต้น แสงขาวดังกล่าวนั้นจะประกอบด้วยแสงสีต่าง ๆ หลายสี ได้แก่ แสงสีม่วง คราม น้ำเงิน เขียว
เหลอื ง แสด แดง

247

แสงเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดหน่ึงในสญุ ญากาศคลืน่ แม่เหล็กไฟฟ้าซ่ึงรวมทัง้ แสงจะเคล่ือนที่เป็นเส้นตรง
ด้วยอัตราเร็วเท่ากัน คือ 299 792 458 เมตรต่อวินาที ในการคำนวณอาจใช้อัตราเร็วแสงเป็น 3108 สำหรับ
อตั ราเรว็ ของแสงในตัวกลางต่างๆ จะมคี า่ ไมเ่ ทา่ กัน และทุกอตั ราเร็วจะมีคา่ นอ้ ยกวา่ อตั ราเรว็ แสงในสุญญากาศ

จากการศึกษาคลื่นแสงที่ผ่านมาพบว่าเมื่อแสงผ่านสลิตเดีย่ วที่แคบแสงจะเลี้ยวเบนและถ้าสลิตเดี่ยวมีความ
กว้างของช่องสลิตมากขึ้น การเลี้ยวเบนจะน้อยลง ในการอธิบายปรากฏการณ์นี้ การเขียนหน้าคลื่นจะทำให้เขา้ ใจดี
ในกรณแี สงเคลอื่ นท่ตี ัวผ่านตวั กลางในแนวนอนเสน้ ตรง พบว่าการเขยี นเสน้ ตรงตงั้ ฉากกบั หน้าคล่ืนแสดงทิศทางของ
แสงที่เคลอ่ื นออกไปจะ ง่ายตอ่ การเข้าใจเรยี กเสน้ ตรงน้ีวา่ รังสีของแสง ตามปกติการเขียนรังสีจะใชล้ ูกศรกำกับเพื่อ
แสดงทิศทางสามารถใชร้ ังสีกับคลืน่ ทุกชนดิ

5.2 กระบวนการ
1) ความสามารถในการสอ่ื สาร (อ่าน ฟงั พดู เขยี น)
2) ความสามารถในการคดิ (สังเกต วเิ คราะห์ สรุป)
3) ความสามารถในการแก้ปญั หา (-)
4) ความสามารถในการใชท้ กั ษะชีวิต (ความรบั ผิดชอบ)
5) ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ (ใชก้ ารสืบคน้ ผ่านคอมพิวเตอร)์

5.3 คุณลักษณะและค่านิยม
ใฝเ่ รยี นรู้ และมีความรับผดิ ชอบ

6. บูรณาการ
-

7. กจิ กรรมการเรียนรู้
ขน้ั ตอนการเรียนรู้

ขนั้ ที่ 1 ขน้ั สร้างความสนใจ
7.1.1 ครูให้นักเรียนเข้าชั้นเรียนออนไลน์ผ่าน google meet โดยครูส่งลิงค์ในการเข้าชั้นเรียนผ่านกลุ่ม

classroom รายวชิ าฟสิ ิกสเ์ พ่ิมเติม ครทู บทวนความรู้ทไี่ ดศ้ ึกษามาแลว้ ในบทที่ 10 แสงเชงิ คลนื่
7.1.2 นกั เรยี นและครรู ว่ มกนั สนทนาเกย่ี วกบั ประโยชนข์ องแสงตอ่ การดำเนนิ ชวี ติ

ขั้นที่ 2 ขัน้ สำรวจและคน้ หา
7.2.1 ครูถาม“แสงเคล่ือนทีอ่ ย่างไรและมอี ตั ราเร็วสงู สุดเท่าใด” เพ่ือกระตุ้นให้นักเรียนร่วมกนั คิด

7.2.2 ครูให้นกั เรียนศกึ ษา เรอ่ื ง การเคลือ่ นทีแ่ ละอัตราเร็วของแสงจากหนงั สือเรียน และเอกสาร
ประกอบการเรียนการสอน เรือ่ ง แสงเชิงรงั สี

7.2.3 ครใู ห้นักเรยี นอาสาเพอื่ ตอบคำถาม แลว้ สอบถามนกั เรียนคนอ่ืนวา่ ได้คำตอบตรงกนั หรือไม่ ถา้ ไมต่ รง
ให้ชว่ ยสรุปคำตอบท่ีถกู ตอ้ งว่าเปน็ อย่างไร

248

ขนั้ ท่ี 3 ขน้ั อธบิ ายและลงข้อสรุป
7.3.1 ครูอธิบายให้นักเรียนเห็นว่า แสงมีแนวทางการเคลื่อนที่เป็นเส้นตรง เช่น การที่เราไม่สามารถมอง

อ้อมขอบวัตถุที่ขวางกันได้ หรือการมองเห็นไส้หลอดไฟฟ้า โดยมองผา่ นรูเล็กๆ บนแผ่นกระดาษได้ก็ต่อเมือ่ ไส้หลอด
ไฟฟา้ รูบนแผ่นกระดาษและตาตอ้ งอยใู่ นแนวเสน้ ตรงเดียวกนั

ขั้นที่ 4 ขั้นขยายความรู้
7.4.1 ครูเปิดโอกาสให้นักเรียนสอบถามเนื้อหาที่ได้ศึกษาผ่านมาแล้วว่ามีส่วนไหนที่ยังไม่เข้าใจ แล้วให้

ความรูเ้ พิ่มเติมในส่วนนั้น

ขน้ั ท่ี 5 ข้ันประเมนิ ผล
7.5.1 การถามตอบของนกั เรยี น

8. ส่ือการเรียนร/ู้ แหล่งเรยี นรู้
8.1 หนงั สอื เรยี นรายวิชาเพม่ิ เติมวิทยาศาสตร์ (ฟิสิกส์) ช้ันมัธยมศึกษาปที ่ี 5 เลม่ 3 (ฉบับปรบั ปรุง พ.ศ.2560)
8.2 อินเทอรเ์ นต็
8.3 เอกสารประกอบการเรยี นการสอน เร่อื ง แสงเชงิ รังสี

9. การวดั และประเมินผล วิธกี ารวดั เคร่อื งมอื เกณฑ์การประเมนิ
จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
1) การตอบคำถามในช้นั 1) คำถามในชนั้ เรียน 1) นกั เรยี นสามารถ
ดา้ นความรู้ (K) เรยี นออนไลน์ผา่ น ออนไลน์ผ่าน ตอบคำถามได้ระดบั
1) นกั เรยี นสามารถอธบิ ายความหมาย google meet เร่อื ง รังสี google meet เร่ือง ดีผา่ นเกณฑ์
ของรังสขี องแสงได้ ของแสง รงั สีของแสง
1) นกั เรยี นสามารถ
ดา้ นกระบวนการ (P) 1) การตอบคำถามในชน้ั 1) คำถามในชนั้ เรยี น ตอบคำถามได้ระดับ
1) นกั เรยี นสามารถยกตวั อยา่ ง เรยี นออนไลน์ผ่าน ออนไลนผ์ ่าน ดีผ่านเกณฑ์
สถานการณ์เพอ่ื แสดงให้เห็นวา่ อตั ราเร็ว google meet เรอื่ ง google meet เร่ือง
แสงสูงมากและมคี ่าคงตวั ได้ อตั ราเรว็ แสงสูงมากและมี อตั ราเร็วแสงสูงมาก 1) นักเรียนไดร้ ะดบั ดี
คา่ คงตวั ได้ และมคี า่ คงตวั ได้ ผ่านเกณฑ์
ดา้ นคุณลักษณะ (A)
1) ใฝเ่ รียนรู้ และมีความรับผดิ ชอบ 1) สังเกตคุณลกั ษณะ 1) แบบประเมนิ
คณุ ลักษณะอนั พึง
อันพงึ ประสงค์ของ ประสงค์
นกั เรยี น

249

10. เกณฑก์ ารประเมนิ ผลงานนักเรยี น
เกณฑก์ ารประเมนิ แบบ Rubrics ของการทำกจิ กรรม เรอ่ื ง การเคลือ่ นที่และอัตราเร็วของแสง

ประเดน็ การ ค่านำ้ หนกั แนวทางการให้คะแนน
ประเมนิ คะแนน

ด้านความรู้ 3 ตอบคำถามทา้ ยการเคลือ่ นทแ่ี ละอตั ราเร็วของแสงไดถ้ กู ต้องทุกข้อ

(K) 2 ตอบคำถามทา้ ยการเคลื่อนทแี่ ละอัตราเรว็ ของแสงได้ถกู ตอ้ ง 2-3 ข้อ

1 ตอบคำถามท้ายการเคลอื่ นทแ่ี ละอตั ราเร็วของแสงได้ถูกต้อง 1 ขอ้ หรอื ไม่ถกู ตอ้ ง

ดา้ น 3 ยกตัวอยา่ งสถานการณ์เพอ่ื แสดงใหเ้ หน็ วา่ อตั ราเร็วแสงสงู มากและมีคา่ คงตัวได้ถูกตอ้ ง

กระบวนการ ครบถว้ น

(P) 2 ยกตัวอยา่ งสถานการณ์เพอื่ แสดงให้เหน็ วา่ อัตราเรว็ แสงสงู มากและมคี ่าคงตวั ได้คอ่ นขา้ ง

ถกู ตอ้ งครบถว้ น

1 ยกตวั อยา่ งสถานการณ์เพือ่ แสดงให้เหน็ วา่ อัตราเรว็ แสงสงู มากและมีคา่ คงตัวไดค้ ่อนข้าง

ถูกต้อง

ด้าน 3 ทำภาระงานท่ีไดร้ บั มอบหมายเสรจ็ ภายในเวลาทีก่ ำหนด และเรยี บรอ้ ยถกู ต้องครบถว้ น

คุณลักษณะ 2 ทำภาระงานที่ไดร้ ับมอบหมายเสรจ็ ภายในเวลาทก่ี ำหนด แตง่ านยงั ผดิ พลาดบางส่วน

(A) 1 ทำภาระงานที่ได้รบั มอบหมายเสรจ็ แตล่ า่ ช้า และเกิดขอ้ ผดิ พลาดบางส่วน

ระดบั คะแนน 3 หมายถงึ ระดบั ดมี าก
คะแนน 2 หมายถึง ระดบั ดี
คะแนน 1 หมายถึง ระดับพอใช้
คะแนน

250

การประเมินการทำกจิ กรรม เร่อื ง การเคลื่อนทแี่ ละอตั ราเรว็ ของแสง

จดุ ประสงค์การเรียนรู้

ที่ ชื่อ - นามสกลุ ด้านความรู้ ด้าน ดา้ น รวม ระดบั
(K) กระบวนการ คณุ ลกั ษณะ คะแนน คณุ ภาพ

(P) (A)

3 3 39

1

2

3

4

5

6

7

8

9

10

11

12

13

14

15

16

17

18

19

20

21

22

23

24

25

26

27

28


Click to View FlipBook Version