The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แผนการจัดการเรียนรู้ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by pure_082, 2021-10-20 12:59:35

แผนการจัดการเรียนรู้ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564

แผนการจัดการเรียนรู้ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564

151

บันทกึ หลงั การสอน

หน่วยการเรียนรทู้ ่ี 9 เรื่อง คลื่น อ

แผนการสอนท่ี 16 เรือ่ ง คล่นื น่ิง .

วันที่.................................................เดอื น.......................................................................พ.ศ......................................

ผลการจดั การเรียนรู้

…………………………………………………………………………………………………………………………… ………….…………………...
……………………………………………………………………………………………………………………………………….…… ……………..
…………………………………………………………………………………………………………………………
…………….…………………...
ปัญหา / อปุ สรรค

………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………...
……………………………………………………………………………………………………………………………………….…… ……………...
……………………………………………………………………………………………………………………………………
….…………………...
ข้อเสนอแนะ/แนวทางแก้ปญั หา

…………………………………… ………………………………………………………………………………………………….…………………...

…………………………………………………………………… ………………………………………………………………….…………………...

…………………………………………………………………………………………………………………………………… ….…………………...

บันทึกสำหรบั ครพู เี่ ลย้ี ง

…………………………………… ………………………………………………………………………………………………….…………………...

…………………………………………………………………… ………………………………………………………………….…………………...

…………………………………………………………………………………………………………………………………… ….…………………...

ลงช่ือ....................................................... ลงชอื่ ..............................................................
( นายทวพิ งศ์ ศรีสุวรรณ ) ( นางสาวอุทยั ทิพย์ เมอื งรืน่ )
ครพู ่เี ลี้ยง นกั ศึกษาปฏบิ ัตกิ ารสอน

152

แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 17

รายวชิ า ว32203 ฟสิ กิ สเ์ พมิ่ เตมิ เลม่ 3 ช้ันมัธยมศกึ ษาปีท่ี 5 ภาคเรยี นที่ 1
เร่ือง คลน่ื น่งิ ในเส้นเชือก จำนวน 2 คาบ
ครผู สู้ อน ปส.อทุ ัยทิพย์ เมอื งรน่ื ครูพเ่ี ลย้ี ง อ.ทวิพงศ์ ศรสี ุวรรณ

1. สาระฟสิ กิ ส์
2. เข้าใจการเคลอ่ื นทแ่ี บบฮารม์ อนกิ อยา่ งงา่ ย ธรรมชาตขิ องคลน่ื เสียงและการได้ยิน ปรากฏการณท์ ี่

เก่ียวข้องกบั เสยี ง แสงและการเหน็ ปรากฏการณ์ท่เี กีย่ วข้องกบั แสงรวมท้งั นำความรูไ้ ปใช้ประโยชน์

2. ผลการเรียนรู้
4. สังเกตและอธิบายการสะท้อน การหักเห การแทรกสอด และการเลี้ยวเบนของคลื่นผิวน้ำ รวมท้ัง

คำนวณปรมิ าณตา่ ง ๆ ทเ่ี กี่ยวขอ้ ง

3. จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
3.1 ดา้ นความรู้ (K)

1) อธบิ ายการเกดิ คลื่นน่งิ ในเสน้ เชอื กได้
3.2 ดา้ นกระบวนการ (P)

1) สงั เกตการเกิดคลื่นน่ิงในเสน้ เชือกได้
3.3 ด้านเจตคติ (A)

1) ใฝ่เรยี นรู้ และมีความรบั ผดิ ชอบ

4. สาระสำคัญ

พฤตกิ รรมของคลื่น คลื่นแสดงพฤติกรรมการสะทอ้ นเมื่อกระทบสิ่งกดี ขวางหรอื รอยต่อของตัวกลางท่ี

ต่างกัน

การสะทอ้ นของคลนื่ เปน็ ไปตามกฎการสะทอ้ น คือ มุมสะท้อนเทา่ กับมุมตกกระทบ คลนื่ สะทอ้ นในเชอื กจะกลบั เฟส

เม่ือปลายเชือกตรึงแนน่ และคลนื่ สะทอ้ นในเชือกมเี ฟสคงเดิม เมอ่ื ปลายเชือกอสิ ระ

คลื่นเกิดการหักเหเมื่อเคลอื่ นท่ีผ่านรอยต่อของตวั กลางท่ีต่างกัน โดยคลื่นมคี วามถี่คงที่ แตอ่ ัตราเร็วคลน่ื

เปลีย่ นไปเปน็ ไปตามกฎการหกั เห แทนดว้ ยสมการ sin 1 = 1

sin 2 2

เม่อื คล่ืนสองขบวนเคลอ่ื นทม่ี าพบกันเกิดการแทรกสอดกนั ถา้ คล่นื จากแหล่งกำเนิด S1 และ S2 มคี วามถ่ี
เท่ากัน เฟสตรงกัน แอมพลจิ ดู เทา่ กนั เม่ือแทรกสอดกันเกดิ ตำแหน่งที่รวมแบบเสรมิ เรยี กวา่ ปฏิบพั และแบบหกั ลา้ ง

เรียกวา่ บัพ โดยตำแหนง่ ที่เกดิ ปฏิบพั เป็นไปตามสมการ | 1 − 1 | = เม่อื n = 0, 1, 2, 3, …

และตำแหน่งท่ีเกดิ บพั เปน็ ไปตามสมการ | 1 − 1 | = ( = 1) เมื่อ n = 1, 2, 3, …

2
คลน่ื อาพันธส์ องขบวนเคลื่อนทสี่ วนทางกันจะเกิดการแทรกสอดเกิดเป็นปฏิบพั และบพั ท่อี ยนู่ ง่ิ โดยมีระยะ

ระหว่างบัพท่ถี ัดกนั และปฏบิ ัพทถี่ ัดกนั เทา่ กบั ครึง่ หน่ึงของความยาวคลนื่ เรยี กวา่ คลน่ื นิง่

คลืน่ เกิดการเลยี้ วเบนเม่ือเคลื่อนท่พี บขอบของสิ่งกีดขวางหรอื ช่องแคบ แลว้ มีคลืน่ แผอ่ อกจากของของสิ่งกดี

ขวางไปทางด้วนหลังได้

153

5. สาระการเรียนรู้
5.1 ความรู้
เมื่อคลน่ื ที่เคลื่อนท่ีมาพบกนั จะเกดิ การรวมกันตามหลักการซอ้ นทับของคล่ืนโดยเราพจิ ารณากรณี

ที่คลื่นทั้งสองขบวนมีความยาวคลื่น ความถี่ และแอมพลิจูดเท่ากัน แต่เคลื่อนที่สวนทางกันมาซ้อนทับกันแสดงผล
การรวมคลน่ื ดังรปู

การรวมกันของคลื่น ตามรูป 9.21 แสดงคลื่นฮาร์มอนิก 2 ขบวนดังกล่าวด้วยกราฟเส้นสีแดงกับสี
เขียว โดยแสดงค่าการกระจัดของตัวกลาง y ที่ตำแหน่ง x ต่างๆ ณ เวลาที่ต่างกัน 5 เวลา กราฟของคลื่นรวมตาม
หลักการของการซ้อนทับแสดงด้วยเส้นกราฟสีฟ้า ตำแหน่งบนแกน x ตรงแนวเส้นทึบ เส้นตรงทึบเป็นตัวอย่างของ
ตำแหนง่ ที่อนุภาคตวั กลางในคลน่ื รวมมีแอมพลิจดู สูงสุดเท่ากบั 2 เท่าของแอมพลิจดู ของคลืน่ แต่ละขบวน เรียกจุดนี้
ว่า จุดปฏิบัพ (antinode) และตำแหน่งบนแกน x ตรงแนวเส้นประ เป็นตัวอย่างของตำแหน่งทีอ่ นุภาคตวั กลางใน
คลื่นรวมอยู่นิ่ง เรียกจุดนี้ว่า จุดบัพ (node) การที่มีจุดบัพนี้ทำให้ดูเหมือนว่าคลื่นรวมไม่มีการเคลื่อนที่ไปทางซ้าย
หรือทางขวา เรยี กคลืน่ รวมน้ีว่า คลืน่ น่งิ (standing wave)

ตามรูป 9.22 แสดงคลื่นนิ่งซึ่งมีความยาวคลื่นและความถี่เท่ากับความยาวคลื่นและความถี่ของ
คลื่นแต่ละขบวนที่มาซ้อนทับกัน แต่ละแอมพลิจูดเป็น 2 เท่า และระยะระหว่างจุดบัพที่อยู่ถัดกันเท่ากับระยะ
ระหว่างจดุ ปฏบิ ัพทอี่ ยถู่ ดั กันและเทา่ กับคร่ึงหน่งึ ของความยาวคลื่น

5.2 กระบวนการ
1) ความสามารถในการสอื่ สาร (อา่ น ฟงั พดู เขยี น)
2) ความสามารถในการคดิ (สังเกต วเิ คราะห์ จัดกล่มุ สรุป)
3) ความสามารถในการแกป้ ญั หา (-)
4) ความสามารถในการใชท้ ักษะชีวิต (ทำงานกลมุ่ และความรบั ผดิ ชอบ)
5) ความสามารถในการใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศ (ใช้การสบื คน้ ผา่ นคอมพวิ เตอร)์

154

5.3 คณุ ลกั ษณะและค่านยิ ม
ใฝ่เรยี นรู้ และมคี วามรับผิดชอบ

6. บรู ณาการ
6.1 บูรณาการ PLC นักเรียนแต่ละกลุ่มแลกเปลี่ยนเรียนรู้เล่าสู่กันฟังถึงความรู้ที่ได้จากการทำกิจกรรม และปัญหาท่ี

เกิดขึ้นระหว่างการทำกจิ กรรม

7. กจิ กรรมการเรยี นรู้
ข้ันตอนการเรียนรู้
ขน้ั ที่ 1 ขนั้ สรา้ งความสนใจ

7.1.1 ครูนำนักเรียนเข้าสู่ห้องเรียนออนไลน์ด้วย google meet ระหว่างรอนักเรียนเข้าห้องเรียนออนไลน์
ครูละลายพฤติกรรมของนักเรียนด้วยการเปิดคลิปหรือเพลง ที่นักเรียนชอบ และเช็คจำนวนของนักเรียนที่เข้าเรียน
ไปในตัว

7.1.2 ครูพูดคุยกับนักเรียนต่อเนื่องจากคาบที่แล้วที่เรียนเรื่อง คลื่นนิ่งในเส้นเชือกในแบบจินตนาการ และ
animation เพ่ือนำนกั เรยี นเข้าสู้การเรียนรู้คลืน่ นงิ่ ในเสน้ เชือกแบบการสาธิตจากการทำด้วยอปุ กรณจ์ ริง

ขน้ั ท่ี 2 ข้นั สำรวจและคน้ หา
7.2.1 นกั เรยี นแตล่ ะคนศึกษาใบวธิ ปี ระกอบอปุ กรณ์ เรื่อง คลนื่ น่ิงในเส้นเชือก
7.2.2 ครแู จง้ จดุ ประสงค์การเรียนรู้ อุปกรณ์ และขัน้ ตอนการทดลองต่างๆ
7.2.3 นกั เรยี นแตล่ ะคนทำการสังเกตจากการทดลองที่ครกู ำลังสาธิต และบันทกึ ผลสง่ิ ทีไ่ ด้จากการสังเกต

ขนั้ ที่ 3 ข้ันอธบิ ายและลงข้อสรุป
7.3.1 ครนู ำนกั เรียนอภปิ รายเพ่อื นำไปสกู่ ารสรปุ โดยใชค้ ำถามตอ่ ไปนี้
1) ลักษณะของคล่ืนเมอ่ื เพ่ิมแรงดึงเชือกเปลย่ี นแปลงอยา่ งไร (แนวการตอบ เมอ่ื เพม่ิ แรงดงึ เชือก

ระยะห่างระหวา่ งบพั กบั บพั ท่ีอยู่ถดั กนั มากกวา่ เดิม)
2) อัตราเรว็ ของคลน่ื ในเชือกข้ึนอยกู่ บั ค่าใดบา้ ง (แนวการตอบ แรงดงึ เชือกและคา่ ความหนาแนน่ เชิง

เส้น)

3) เมอื่ เพิ่มแรงดึงในเชอื กทำใหอ้ ัตราเร็วในเชือก และความถเี่ ป็นอย่างไร เพิ่มข้ึนในขณะทคี่ วามถี่
คลนื่ เทา่ เดมิ (แนวการตอบ เมื่อเพ่มิ แรงดึงในเชือกทำใหอ้ ัตราเรว็ ในเชอื กเพ่มิ ขึน้ ในขณะทค่ี วามถีค่ ลืน่ เทา่ เดิม)

4) จากขอ้ 3) ค่าของความยาวคลื่นระยะห่างระหว่างบัพสองบพั ทอ่ี ยู่ถัดกันมีคา่ เท่าใด
(แนวการตอบ ระยะห่างระหว่างบพั สองบพั ทอี่ ยู่ถัดกันเท่ากบั ครึง่ หนึง่ ของความยาวคลื่นจึงน้อยลง)

7.3.2 นกั เรยี นและครรู ว่ มกนั อภปิ รายจนสรุปได้ ดงั น้ี
จากการสาธิต กิจกรรมคลื่นนิ่งในเส้นเชือก อัตราเร็วของคลื่นในเชือกขึ้นอยู่กับแรงดึงเชือกและค่าความ
หนาแน่นเชิงเส้น เมื่อเพิ่มแรงดึงในเชือกทำ ให้อัตราเร็วในเชือกเพิ่มขึ้นในขณะที่ความถี่คลื่นเท่าเดิมจึงทำ ให้ความ
ยาวคล่นื ลดลง ระยะหา่ งระหวา่ งบัพสองบัพทอ่ี ยถู่ ดั กนั เท่ากบั ครึ่งหน่ึงของความยาวคลน่ื จงึ น้อยลง

155

ขั้นท่ี 4 ขนั้ ขยายความรู้
7.4.1 ครูอธิบายให้ความร้เู พ่ิมเตมิ ดังนี้
1) จากคำถามชวนคิด
- ถ้าคลื่นฮาร์มอนิก 2 ขบวนที่เคลื่อนที่สวนทางกันมาซ้อนทับกันโดยทั้งคู่มีความถี่และความยาวคล่ืน

เทา่ กนั แต่แอมพลิจูดไมเ่ ทา่ กนั จะเกดิ คล่นื นิง่ ได้หรอื ไม่
(แนวคำตอบ จะไม่เกิดคลื่นนิ่งเพราะตำแหน่งที่รวมแบบเสริมและหักล้างจะอยู่นิ่งแต่การรวมแบบ

หกั ล้างจะหักล้างกนั ไม่หมด)
ข้นั ท่ี 5 ขน้ั ประเมนิ ผล

7.5.1 นกั เรยี นสรปุ องค์ความรู้ เร่ือง คล่นื นิ่ง

8. ส่ือการเรยี นร้/ู แหล่งเรียนรู้
8.1 อนิ เทอร์เนต็
8.2 ใบกจิ กรรม เรอื่ ง คล่ืนนง่ิ ในเสน้ เชอื ก
8.3 ใบความรู้ เร่อื ง คล่ืนนง่ิ ในเส้นเชือก

9. การวดั และประเมนิ ผล วิธีการวดั เคร่อื งมอื เกณฑ์การประเมิน
จดุ ประสงค์การเรียนรู้ 1) คำถามในชน้ั เรยี น
1) การตอบคำถามในชั้น 1) นกั เรยี นสามารถ
ดา้ นความรู้ (K) เรยี น ตอบคำถามได้ระดับดี
1) อธิบายการเกิดคลื่นน่งิ ในเส้น ผ่านเกณฑ์
เชือกได้
1) นกั เรยี นสามารถ
ด้านกระบวนการ (P) 1) ตรวจใบกิจกรรม เรือ่ ง 1) ใบกจิ กรรม เรอ่ื ง บนั ทึกกิจกรรมได้
1) สงั เกตการเกดิ คลนื่ นง่ิ ในเสน้ คลืน่ นง่ิ ในเสน้ เชือก คลืน่ น่งิ ในเส้นเชือก ระดบั ดีผา่ นเกณฑ์
เชอื กได้
1) นกั เรียนไดร้ ะดบั ดี
ด้านคุณลักษณะ (A) 1) ตรวจการส่งใบกิจกรรม 1) ใบกจิ กรรม เร่อื ง ผ่านเกณฑ์
1) ใฝเ่ รียนรู้ และมีความ เร่อื ง คล่นื นง่ิ ในเส้นเชือก คลื่นนง่ิ ในเส้นเชอื ก
รบั ผดิ ชอบ

156

10. เกณฑ์การประเมินผลงานนกั เรยี น
เกณฑก์ ารประเมนิ แบบ Rubrics ของการทำกิจกรรม เรือ่ ง คลนื่ น่ิงในเสน้ เชอื ก

ประเดน็ การ คา่ นำ้ หนกั แนวทางการใหค้ ะแนน
ประเมนิ คะแนน

ดา้ นความรู้ 3 ตอบคำถามได้ถกู ต้องครบถว้ นทกุ ข้อ

(K) 2 ตอบคำถามคอ่ นขา้ งถกู ต้อง

1 ตอบคำถามได้คอ่ นขา้ งถูกตอ้ ง

ดา้ น 3 ทำกจิ กรรมไดถ้ ูกตอ้ งครบถ้วน

กระบวนการ 2 ทำกจิ กรรมคอ่ นขา้ งถกู ตอ้ ง

(P) 1 ทำกิจกรรมไดค้ ่อนขา้ งถูกต้อง

ดา้ น 3 ทำภาระงานท่ีไดร้ บั มอบหมายเสร็จภายในเวลาทกี่ ำหนด และเรยี บร้อยถูกต้องครบถ้วน

คณุ ลักษณะ 2 ทำภาระงานที่ได้รบั มอบหมายเสรจ็ ภายในเวลาทก่ี ำหนด แตง่ านยงั ผิดพลาดบางสว่ น

(A) 1 ทำภาระงานท่ีไดร้ ับมอบหมายเสรจ็ แตล่ า่ ชา้ และเกดิ ขอ้ ผดิ พลาดบางส่วน

ระดบั คะแนน 3 หมายถงึ ระดบั ดมี าก
คะแนน 2 หมายถึง ระดบั ดี
คะแนน 1 หมายถงึ ระดับพอใช้
คะแนน

157

การประเมนิ การทำกจิ กรรม เรอื่ ง คลน่ื น่งิ ในเส้นเชือก

จดุ ประสงค์การเรยี นรู้

ที่ ช่ือ - นามสกลุ ด้านความรู้ ด้าน ดา้ น รวม ระดับ
(K) กระบวนการ คณุ ลักษณะ คะแนน คุณภาพ

(P) (A)

3 3 39

1

2

3

4

5

6

7

8

9

10

11

12

13

14

15

16

17

18

19

20

21

22

23

24

25

26

27

28

158

จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้

ที่ ชือ่ - นามสกลุ ดา้ นความรู้ ดา้ น ดา้ น รวม ระดับ
(K) กระบวนการ คณุ ลักษณะ คะแนน คณุ ภาพ

(P) (A)

3 3 39

29

30

31

32

33

34

35

36

37

38

39

40

ระดบั คณุ ภาพ 9 หมายถึง ระดบั ดีมาก
คะแนน 7-8 หมายถึง ระดบั ดี
คะแนน 5-6 หมายถึง ระดบั ปานกลาง
คะแนน 3-4 หมายถึง ระดบั ปรบั ปรงุ
คะแนน

159

บนั ทึกหลังการสอน

หน่วยการเรยี นรทู้ ี่ 9 เร่ือง คลื่น อ

แผนการสอนที่ 17 เร่อื ง คลน่ื นง่ิ ในเส้นเชือก .

วนั ที่.................................................เดอื น.......................................................................พ.ศ......................................

ผลการจัดการเรยี นรู้

…………………………………………………………………………………………………………………………… ………….…………………...
……………………………………………………………………………………………………………………………………….…… ……………..
…………………………………………………………………………………………………………………………
…………….…………………...
ปัญหา / อุปสรรค

………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………...
……………………………………………………………………………………………………………………………………….…… ……………...
……………………………………………………………………………………………………………………………………
….…………………...
ข้อเสนอแนะ/แนวทางแก้ปญั หา

…………………………………… ………………………………………………………………………………………………….…………………...

…………………………………………………………………… ………………………………………………………………….…………………...

…………………………………………………………………………………………………………………………………… ….…………………...

บนั ทึกสำหรบั ครพู เี่ ลยี้ ง

…………………………………… ………………………………………………………………………………………………….…………………...

…………………………………………………………………… ………………………………………………………………….…………………...

…………………………………………………………………………………………………………………………………… ….…………………...

ลงช่อื ....................................................... ลงชอ่ื ..............................................................
( นายทวพิ งศ์ ศรสี ุวรรณ ) ( นางสาวอุทยั ทิพย์ เมืองร่นื )
ครูพเ่ี ล้ียง นักศกึ ษาปฏบิ ตั กิ ารสอน

160

161

162

163

*** แนวปฏบิ ัพ (antinode) เป็นตำแหนง่ ทีเ่ กดิ การแทรกสอดแบบเสรมิ กันของคลื่น ตำแหน่งนี้อนภุ าคของ
เสน้ เชอื กจะมกี ารกระจัดสูงสุด และสั่นตลอดเวลาทำให้มองเห็นเหมอื นเชอื กปอ่ ง
แนวบัพ (node) เป็นตำแหน่งทเ่ี กิดการแทรกสอดแบบหกั ลา้ งกนั ของคล่ืน ตำแหนง่ นอ้ี นุภาคของเสน้ เชอื กจะมี
การกระจดั เปน็ ศนู ยแ์ ละส่ันตลอดเวลาทำให้มองเหน็ เหมือนเปน็ จุด

คลื่นนง่ิ ในเส้นเชอื ก

164

สมการความเร็วในเส้นเชอื ก

ตวั แปร
= ඨ
= อตั ราเรว็ คลน่ื
ความยาวคลน่ื หาไดจ้ ากรูปคลนื่ นิ่งทเี่ กดิ ข้นึ T = แรงตงึ ในเสน้ เชือก
แลว้ ใชค้ วามสัมพนั ธ์ ที่ว่า = ความหนาแน่นเชิงเส้น

1 = 2 Loob

ถาม-ตอบ ทดสอบความเข้าใจ

คำถาม คำตอบ
ถา้ L = 3 เมตร , = ?
=3m
ถ้า L = 3 เมตร , = ? 2

= 6 m

= 3 m

165

ถาม-ตอบ ทดสอบความเข้าใจ

คำถาม คำตอบ
แนวปฏิบพั ถึงแนวปฏบิ ัพทีอ่ ยตู่ ดิ กันห่างกนั 3 เมตร, = ?
= 3 m
แนวปฏิบัพถึงแนวบัพท่ีอยู่ตดิ กนั หา่ งกนั 3 เมตร, = ?
2

= 6 m

= 3 m

4

= 12 m

คำถามจากการสาธิต 166
1) ลักษณะของคลืน่ เมือ่ เพ่มิ แรงดึงเชือกเปล่ยี นแปลงอยา่ งไร
แนวคำตอบ เมอ่ื เพิ่มแรงดงึ เชอื ก ระยะห่างระหวา่ งบัพกับบพั ท่ีอยู่ถดั กันมากกวา่ เดิม

2) อตั ราเรว็ ของคลน่ื ในเชือกขน้ึ อยกู่ บั ค่าใดบา้ ง
แนวคำตอบ แรงดงึ เชือกและคา่ ความหนาแน่นเชิงเส้น

3) เมอื่ เพม่ิ แรงดงึ ในเชือกทำให้อตั ราเร็วในเชอื ก และความถ่เี ปน็ อย่างไร เพิม่ ขึน้ ในขณะท่คี วามถี่คล่ืนเท่าเดมิ
แนวคำตอบ เมือ่ เพิม่ แรงดึงในเชือกทำให้อตั ราเร็วในเชอื กเพ่มิ ข้นึ ในขณะที่ความถคี่ ลื่นเทา่ เดมิ

4) จากข้อ 3) คา่ ของความยาวคลื่นระยะหา่ งระหวา่ งบพั สองบัพที่อยู่ถัดกนั มีคา่ เท่าใด
แนวคำตอบ ระยะห่างระหว่างบัพสองบัพท่อี ยถู่ ดั กนั เทา่ กับครึง่ หนึง่ ของความยาวคล่นื จึงน้อยลงต้ืน
สองบพั ท่อี ยู่ถัดกันเทา่ กับครงึ่ หนึง่ ของความยาวคลื่นจึงน้อยลง

สรปุ ส่ิงทไี่ ด้จากการสาธิต

แนวคำตอบ จากการสาธติ การทดลอง อตั ราเร็วของคล่ืนในเชือกข้ึนอยกู่ ับแรงดึงเชอื กและคา่ ความหนาแน่นเชงิ
เสน้ เมื่อเพิม่ แรงดึงในเชือกทำ ใหอ้ ัตราเรว็ ในเชอื กเพิ่มข้ึนในขณะท่ีความถีค่ ลื่นเท่าเดิมจึงทำ ให้ความยาวคลน่ื
ลดลง ระยะหา่ งระหวา่ งบพั

167

แผนการจัดการเรยี นร้ทู ่ี 18

รายวิชา ว32203 ฟสิ กิ สเ์ พมิ่ เตมิ เลม่ 3 ชนั้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 5 ภาคเรยี นท่ี 1

เร่ือง การแทรกสอดของคลน่ื ผิวน้ำ จำนวน 2 คาบ

ครูผสู้ อน ปส.อุทยั ทิพย์ เมืองรน่ื ครพู เ่ี ลยี้ ง อ.ทวพิ งศ์ ศรีสวุ รรณ

1. สาระฟิสิกส์
2. เขา้ ใจการเคลอื่ นทแ่ี บบฮาร์มอนกิ อยา่ งง่าย ธรรมชาตขิ องคลื่น เสยี งและการได้ยนิ ปรากฏการณท์ ่ี

เกีย่ วข้องกบั เสียง แสงและการเหน็ ปรากฏการณ์ทีเ่ ก่ียวข้องกับแสงรวมทั้งนำความรู้ไปใชป้ ระโยชน์

2. ผลการเรยี นรู้
4. สังเกตและอธิบายการสะท้อน การหักเห การแทรกสอด และการเลี้ยวเบนของคลื่นผิวน้ำ รวมท้ัง

คำนวณปรมิ าณต่าง ๆ ทเี่ ก่ยี วขอ้ ง

3. จดุ ประสงค์การเรียนรู้
3.1 ด้านความรู้ (K)
1) อธิบายการแทรกสอดของคลน่ื ผิวนำ้ ได้
3.2 ดา้ นกระบวนการ (P)
1) ทดลองและสงั เกตการแทรกสอดของคลืน่ ผวิ น้ำได้
3.3 ด้านเจตคติ (A)
1) ใฝเ่ รยี นรู้ และมีความรับผิดชอบ

4. สาระสำคญั

พฤติกรรมของคลืน่ คล่ืนแสดงพฤติกรรมการสะท้อนเมอ่ื กระทบส่ิงกดี ขวางหรอื รอยต่อของตัวกลางที่

ตา่ งกนั

การสะท้อนของคลนื่ เป็นไปตามกฎการสะท้อน คอื มุมสะทอ้ นเทา่ กับมุมตกกระทบ คลน่ื สะท้อนในเชอื กจะ

กลับเฟสเมือ่ ปลายเชือกตรึงแน่น และคลื่นสะท้อนในเชอื กมีเฟสคงเดิม เม่ือปลายเชอื กอิสระ

คล่นื เกดิ การหกั เหเมื่อเคลื่อนทผี่ ่านรอยต่อของตวั กลางทตี่ ่างกนั โดยคล่ืนมคี วามถคี่ งท่ี แต่อัตราเรว็ คลน่ื

เปลีย่ นไปเป็นไปตามกฎการหกั เห แทนดว้ ยสมการ sin 1 = 1

sin 2 2

เมอ่ื คลนื่ สองขบวนเคล่อื นที่มาพบกันเกดิ การแทรกสอดกัน ถ้าคลน่ื จากแหล่งกำเนิด S1 และ S2 มคี วามถ่ี
เท่ากัน เฟสตรงกนั แอมพลิจดู เทา่ กนั เมือ่ แทรกสอดกันเกดิ ตำแหนง่ ท่รี วมแบบเสรมิ เรยี กวา่ ปฏบิ ัพ และแบบ

หักล้าง เรยี กวา่ บัพ โดยตำแหน่งท่ีเกดิ ปฏิบัพเปน็ ไปตามสมการ | 1 − 1 | = เมื่อ n = 0, 1, 2, 3,

… และตำแหนง่ ทเ่ี กิดบัพเปน็ ไปตามสมการ | 1 − 1 | = ( = 1) เมือ่ n = 1, 2, 3, …

2
คลื่นอาพันธ์สองขบวนเคลอ่ื นท่ีสวนทางกันจะเกดิ การแทรกสอดเกิดเปน็ ปฏิบัพและบพั ทอ่ี ยนู่ ่งิ โดยมีระยะ

ระหว่างบัพท่ถี ัดกัน และปฏิบัพท่ถี ัดกันเท่ากับคร่งึ หน่งึ ของความยาวคลนื่ เรยี กวา่ คลน่ื นิง่

คล่นื เกดิ การเลย้ี วเบนเมอื่ เคลื่อนทพ่ี บขอบของส่งิ กดี ขวางหรือชอ่ งแคบ แล้วมคี ลนื่ แผอ่ อกจากของของส่ิง

กดี ขวางไปทางดว้ นหลังได้

168

5. สาระการเรยี นรู้
5.1 ความรู้
แหล่งกำเนิดสองแหล่งอยู่มนตัวกลางเดียวกัน ให้คลื่นต่อเนื่องที่มีแอมพลิจูด ความถี่ และความยาวคลื่น

เท่ากัน มีเฟสเริ่มต้นตรงกันหรือต่างกันคงที่ จัดเป็นแหล่งกำเนิดอาพันธ์ (coherent sources) เมื่อแหล่งกำเนิด
คล่ืนน้ี แผ่คลืน่ ออกมา ดงั รปู

คลนื่ ท่ีเคล่ือนท่อี อกมาจะเกดิ การแทรกสอดกนั โดยบางจุดจะเกิดการแทรกสอดแบบหกั ล้างกนั สนิทเป็นจุด
บัพ ค่าการกระจัดลัพธ์ของตัวกลางที่จุดนี้จะเป็นศูนย์ และเกิดจุดที่มีการแทรดสอดแบบเสริมกันที่จุดปฏิบัพ
ค่าการกระจัดลัพธ์ของตัวกลางที่จุดนี้จะมีขนาดเป็น 2 เท่าของแอมพลิจูดของคลื่นที่ออกมาจากแหล่งกำเนิด ส่วน
ตำแหน่งอื่นๆ ทเ่ี หลือจะเป็นการแทรกสอดท่ีไม่ได้หักล้างกันสนทิ และเสรมิ กนั มากท่สี ุด

เมื่อคลื่นสองขบวนเคลื่อนที่มาพบกันเกิดการแทรกสอดกัน ถ้าคลื่นจากแหล่งกำเนิด S1 และ S2
มีความถี่เท่ากัน เฟสตรงกัน แอมพลิจูดเท่ากัน เมื่อแทรกสอดกันเกิดตำแหน่งที่รวมแบบเสริม เรียกว่า ปฏิบัพ และ

แบบหักล้าง เรียกว่า บัพ โดยตำแหน่งที่เกิดปฏิบัพเป็นไปตามสมการ | 1 − 1 | = เมื่อ n = 0, 1,

2, 3, … และตำแหน่งทีเ่ กิดบัพเป็นไปตามสมการ | 1 − 1 | = ( = 1) เมื่อ n = 1, 2, 3, …

5.2 กระบวนการ 2

1) ความสามารถในการสอ่ื สาร (อา่ น ฟงั พูด เขยี น)

2) ความสามารถในการคดิ (สงั เกต วิเคราะห์ จัดกลมุ่ สรุป)

3) ความสามารถในการแก้ปัญหา (-)

4) ความสามารถในการใชท้ ักษะชีวติ (ทำงานกลุ่ม และความรบั ผดิ ชอบ)

5) ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศ (ใช้การสบื ค้นผา่ นคอมพวิ เตอร)์

169

5. 3 คณุ ลักษณะและคา่ นยิ ม
ใฝ่เรียนรู้ และมีความรับผิดชอบ

6. บรู ณาการ
6.1 บูรณาการ PLC นักเรียนแต่ละกลุ่มแลกเปลี่ยนเรียนรู้เล่าสู่กันฟังถึงความรู้ที่ได้จากการทำกิจกรรม และ

ปัญหาทเ่ี กดิ ขนึ้ ระหวา่ งการทำกิจกรรม
7. กิจกรรมการเรยี นรู้
ขนั้ ตอนการเรียนรู้
ข้ันท่ี 1 ข้นั สร้างความสนใจ

7.1.1 ครูให้นักเรียนเข้าชั้นเรียนออนไลน์ผ่าน google meet โดยครูส่งลิงค์ในการเข้าชั้นเรียนผ่านกลุ่ม
classroom รายวิชาฟิสิกส์เพิ่มเติมครทู บทวนความรู้เดิม เรื่อง การแทรกสอดแบบหักล้าง การแทรกสอดแบบเสริม
กัน กรณี คลื่นต่อเนื่องที่มีแอมพลิจูด ความถี่ และความยาวคลื่นเท่ากัน มีเฟสเริ่มต้นตรงกันหรือต่างกันคงที่ และ
การเกดิ คลนื่ น่งิ
ขั้นท่ี 2 ขน้ั สำรวจและค้นหา

7.2.1 นกั เรยี นใหน้ ักเรยี นศกึ ษาเรื่องพฤตกิ รรมของคลืน่ (การแทรกสอด) ในเอกสารประกอบการเรียนและ
ในหนงั สอื เรยี น

7.2.2 ครตู ้ังคำถามเพ่อื นำเข้าสูก่ ารทำกจิ กรรม
- มีตำแหน่งอน่ื อีกหรือไม่ท่เี ป็นจุดบพั กบั จดุ ปฏิบพั (แนวการตอบ ตำแหน่งอ่นื ๆ เปน็ จุดบพั

กับปฏบิ ัพได้เช่นกนั )
- ถ้าคลืน่ ฮาร์มอนกิ 2 ขบวนท่ีเคลื่อนทส่ี วนทางกนั มาซอ้ นทบั กันโดยท้งั คมู่ ีความถี่และความยาว

คลื่นเท่ากนั แตแ่ อมพลจิ ดู ไม่เท่ากันจะเกดิ คล่นื นง่ิ ไดห้ รือไม่ (แนวการตอบ จะเกิดคลื่นนงิ่ ไม่ได้ เพราะตำแหน่งที่รวม
แบบเสริมและหกั ล้างจะอยู่นงิ่ แต่รวมแบบหักล้างจะหกั ลา้ งกนั ไมห่ มด)

7.2.3 ครใู ห้นักเรียนดวู ีดีโอกจิ กรรมเร่ือง คลน่ื น่งิ ในเสน้ เชอื ก

(อา้ งองิ https://www.youtube.com/watch?v=heXGbHUElr0 )

7.2.4 ครตู งั้ คำถามจากการดูวีดีโอการทดลองเพ่ือให้นักเรยี นไปค้นควา้ หาความรโู้ ดยใช้คำถาม ดังน้ี

170

- ลักษณะของคลนื่ เมอื่ เพ่มิ แรงดงึ เชือกเปลี่ยนแปลงอย่างไร (แนวการตอบ เมื่อเพ่มิ แรงดงึ เชือก
ระยะห่างระหวา่ งบัพกับบพั ท่ีอย่ถู ดั กันมากกวา่ เดมิ )
ขัน้ ที่ 3 ขน้ั อธิบายและลงข้อสรุป

7.3.1 นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายและสรุปผลการทำการทดลอง จนสรุปได้ ดังนี้ จากการทำการ
ทดลอง พบว่า ปุ่มกำเนิดคลื่นสองปุ่มติดอยู่กับคานกำเนิดคลื่นเดียวกัน ทำให้เกิดคลื่นผิวน้ำ ด้วยความถี่เดียวกัน
คลืน่ ผ่านตัวกลางเดยี วกัน อตั ราเรว็ เท่ากัน ความยาวคลื่นเทา่ กนั สัน่ แรงเท่ากนั แอมพลจิ ดู เท่ากนั เป็นแหล่งกำเนิด
อาพันธ์ เมื่อคลื่นจากแหล่งกำเนิดทั้งสองมาพบกัน จึงเกิดจุดที่คลื่นมารวมกันแบบเสริม เป็นจุดปฏิบัพ และจุดท่ี
คลืน่ รวมกันแบบหักลา้ ง เปน็ จุดบพั ซึง่ ตำ แหน่งทีเ่ ป็นบพั และปฏิบพั เหล่านี้ ไม่เคลือ่ นที่ จึงเปน็ คล่ืนนง่ิ สะทอ้ น

ข้ันที่ 4 ขน้ั ขยายความรู้

4.1 ครูอธิบายใหค้ วามรูเ้ พิ่มเติม ดงั นี้

เมอื่ คลน่ื สองขบวนเคลอ่ื นทีม่ าพบกนั เกิดการแทรกสอดกนั ถ้าคล่ืนจากแหล่งกำเนิด S1 และ S2 มี
ความถี่เท่ากัน เฟสตรงกัน แอมพลิจูดเท่ากัน เมื่อแทรกสอดกันเกิดตำแหน่งที่รวมแบบเสริม เรียกว่า ปฏิบัพ และ

แบบหักล้าง เรียกว่า บัพ โดยตำแหน่งที่เกิดปฏิบัพเป็นไปตามสมการ | 1 − 1 | = เมื่อ n = 0, 1, 2,

3, …และตำแหนง่ ทีเ่ กดิ บัพเปน็ ไปตามสมการ | 1 − 1 | = ( = 1) เมือ่ n = 1, 2, 3, …

4.1 ครอู ธิบายให้ความร้จู ากคำถามชวนคิด 2

- การแทรกสอดกันของคลื่นที่จุดอ่ืนๆ ที่ไม่ใช่จุดที่สันคลื่น (หรือท้องคลื่น) ซ้อนทับกับสันคล่ืน

(หรอื ทอ้ งคลื่น) เป็นการแทรกสอดแบบใด (แนวคำตอบ เปน็ การแทรกสอดแบบหักลา้ ง)

- หากเฟสเริ่มต้นของคลื่นจากแหล่งกำเนิดทั้งสองมีค่าต่างกัน 180 องศา หรือมีเฟสตรงข้ามกัน

เงื่อนไขของการแทรกสอดแบบเสริมกับแบบหักล้างจะเปลี่ยนแปลงหรือไม่ อย่างไร เพราะเหตุใด

(แนวคำตอบ หากเฟสเริ่มต้นของคลื่นจากแหล่งกำเนิดทั้งสองมีค่าต่างกัน 180 องศา หรือมีเฟสตรงข้าม เงื่อนไข

ของการแทรกสอดเปลี่ยนไป โดยที่แนวกลางเป็นการแทรกสอดแบบหักล้าง เนื่องจากหน้าคลื่นแรกที่พบกันแทรก

สอดแบบหักลา้ งกนั )

- ในรูป 9.26 แสดงเสน้ แนวการแทรกสอดกนั แสดงค่า ∆r สูงสดุ เท่ากบั 2 λ มแี นวการแทรกสอด

ที่ค่า ∆r มากกว่า 2 λ หรือไม่ เพราะเหตุใด (แนวคำตอบ ไม่มี เนื่องจากแหล่งกำเนิดคลื่นทั้งสองเป็นแหล่งกำเนิด

อาพันธแ์ ละอยู่ห่างกนั 2 λเท่าน้ัน)

- หากเฟสเริ่มต้นของคลื่นจากแหล่งกำเนิดทั้งสองมีค่าต่างกัน 180 องศาหรือมีเฟสตรงข้ามกัน

เส้นแนวการแทรกสอดกันของคลื่นที่จุดซึ่งมีระยะห่างจากแหล่งกำเนิดทั้งสองเท่ากัน จะเกิดการแทรกสอดแบบใด

(แนวคำตอบ เกดิ การแทรกสอดแบบหักล้าง)

ขั้นท่ี 5 ข้ันประเมินผล

7.5.1 ครตู รวจโจทย์ตวั อย่างเร่ือง การแทรกสอด

7.5.2 สังเกตจากการร่วมกจิ กรรมในห้องเรยี น

171

8. สือ่ การเรียนรู้/แหล่งเรียนรู้
8.1 หนังสอื เรยี นรายวิชาเพ่ิมเตมิ วทิ ยาศาสตร์ (ฟิสิกส์) ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 5 เลม่ 3 (ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ.

2560)
8.2 อนิ เทอรเ์ นต็
8.3 เอกสารประกอบการเรียนการสอน เรือ่ ง การแทรกสอดของคลน่ื ผวิ น้ำ

9. การวัดและประเมินผล วธิ กี ารวัด เคร่ืองมอื เกณฑก์ ารประเมิน
จุดประสงค์การเรียนรู้
1) การตอบคำถามในชน้ั 1) คำถามในชน้ั เรยี น 1) นกั เรยี นสามารถ
ดา้ นความรู้ (K) เรียน ออนไลนผ์ ่าน google ตอบคำถามได้ระดบั ดี
1) อธบิ ายการการแทรกสอดของ meet ผา่ นเกณฑ์
คลนื่ ผวิ น้ำได้

ด้านกระบวนการ (P) 1) ตรวจโจทยต์ ัวอยา่ ง 1) โจทยต์ ัวอยา่ ง เร่อื ง 1) นกั เรยี นสามารถทำ
1) ทดลองและสงั เกตการแทรก การแทรกสอดของคลื่น โจทย์ตวั อย่างได้ระดบั
สอดของคลน่ื ผวิ นำ้ ได้ ผวิ น้ำ ดี ผ่านเกณฑ์

ด้านคุณลักษณะ (A) 1) สงั เกต คุณลักษณะอัน 1) แบบประเมนิ 1) นกั เรียนไดร้ ะดับดี
1) ใฝเ่ รียนรู้ และมีความ พึงประสงคข์ องนกั เรยี น คณุ ลกั ษณะอนั พึง ผา่ นเกณฑ์
รับผดิ ชอบ ประสงค์

172

10. เกณฑ์การประเมินผลงานนักเรยี น
เกณฑก์ ารประเมินแบบ Rubrics ของการทำกิจกรรม เรอ่ื ง การแทรกสอดของคลื่นผิวน้ำ

ประเดน็ การ ค่า แนวทางการใหค้ ะแนน
ประเมนิ นำ้ หนกั
คะแนน สรปุ ผลการทดลองไดถ้ ูกต้องครบถ้วน
ดา้ นความรู้ สรุปผลการทดลองคอ่ นขา้ งถกู ต้องครบถว้ น
(K) 3 สรปุ ผลการทดลองได้คอ่ นข้างถูกต้อง
2 บันทึกผลกจิ กรรมไดถ้ ูกต้องครบถ้วน
ดา้ น 1 บนั ทกึ ผลกิจกรรมคอ่ นข้างถูกตอ้ ง
กระบวนการ 3 บันทกึ ผลกิจกรรมได้คอ่ นข้างถกู ต้อง
2 ทำภาระงานที่ไดร้ บั มอบหมายเสร็จภายในเวลาทก่ี ำหนด และเรียบร้อยถูกต้องครบถ้วน
(P) 1 ทำภาระงานที่ไดร้ ับมอบหมายเสร็จภายในเวลาทก่ี ำหนด แตง่ านยงั ผดิ พลาดบางส่วน
ดา้ น 3 ทำภาระงานที่ไดร้ ับมอบหมายเสร็จ แตล่ า่ ชา้ และเกดิ ขอ้ ผดิ พลาดบางสว่ น
คุณลกั ษณะ 2
(A) 1

ระดับคะแนน 3 หมายถงึ ระดับดมี าก
คะแนน 2 หมายถงึ ระดับดี
คะแนน 1 หมายถงึ ระดบั พอใช้
คะแนน

173

การประเมนิ การทำกิจกรรม เร่ือง การแทรกสอดของคลื่นผิวนำ้

จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้

ที่ ชื่อ - นามสกลุ ด้าน ด้าน ด้าน รวม ระดับ
ความรู้ (K) กระบวนการ คณุ ลักษณะ คะแนน คณุ ภาพ

(P) (A)

3 3 39

1

2

3

4

5

6

7

8

9

10

11

12

13

14

15

16

17

18

19

20

21

22

23

24

25

26

27

28

174

จุดประสงค์การเรยี นรู้

ที่ ช่ือ - นามสกลุ ดา้ น ดา้ น ดา้ น รวม ระดับ
ความรู้ (K) กระบวนการ คุณลักษณะ คะแนน คณุ ภาพ

(P) (A)

3 3 39

29

30

31

32

33

34

35

36

37

38

39

40

ระดบั คณุ ภาพ 9 หมายถึง ระดับดมี าก
คะแนน 7-8 หมายถึง ระดับดี
คะแนน 5-6 หมายถึง ระดบั ปานกลาง
คะแนน 3-4 หมายถึง ระดบั ปรับปรงุ
คะแนน

175

บนั ทึกหลงั การสอน

หนว่ ยการเรียนรูท้ ่ี 9 เรอ่ื ง คลน่ื อ

แผนการสอนที่ 18 เร่อื ง การแทรกสอดของคล่นื ผิวน้ำ .

วันที่.................................................เดอื น.......................................................................พ.ศ......................................

ผลการจัดการเรียนรู้

…………………………………………………………………………………………………………………………… ………….…………………...
……………………………………………………………………………………………………………………………………….…… ……………..
…………………………………………………………………………………………………………………………
…………….…………………...
ปัญหา / อปุ สรรค

………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………...
……………………………………………………………………………………………………………………………………….…… ……………...
……………………………………………………………………………………………………………………………………
….…………………...
ข้อเสนอแนะ/แนวทางแก้ปญั หา

…………………………………… ………………………………………………………………………………………………….…………………...

…………………………………………………………………… ………………………………………………………………….…………………...

…………………………………………………………………………………………………………………………………… ….…………………...

บนั ทกึ สำหรบั ครพู เ่ี ลย้ี ง

…………………………………… ………………………………………………………………………………………………….…………………...

…………………………………………………………………… ………………………………………………………………….…………………...

…………………………………………………………………………………………………………………………………… ….…………………...

ลงชื่อ....................................................... ลงชื่อ..............................................................
( นายทวิพงศ์ ศรสี ุวรรณ ) ( นางสาวอทุ ัยทิพย์ เมอื งรนื่ )
ครพู ่เี ลย้ี ง นกั ศึกษาปฏบิ ัตกิ ารสอน

แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ 19 176
รายวิชา ว32203 ฟิสกิ สเ์ พม่ิ เติม เล่ม 3
เรอ่ื ง การเลีย้ วเบนของคลน่ื ผิวนำ้ ช้ันมัธยมศกึ ษาปีท่ี 5 ภาคเรยี นที่ 1
ครผู สู้ อน ปส.อทุ ยั ทิพย์ เมอื งรื่น จำนวน 1 คาบ
ครูพเี่ ลย้ี ง อ.ทวิพงศ์ ศรีสวุ รรณ

1. สาระฟิสิกส์
2. เข้าใจการเคลอื่ นทแ่ี บบฮารม์ อนิกอย่างงา่ ย ธรรมชาตขิ องคล่นื เสียงและการไดย้ นิ ปรากฏการณท์ ่ี

เก่ยี วขอ้ งกบั เสยี ง แสงและการเห็น ปรากฏการณ์ทีเ่ กีย่ วขอ้ งกบั แสงรวมทั้งนำความรู้ไปใชป้ ระโยชน์

2. ผลการเรยี นรู้
4. สังเกตและอธิบายการสะท้อน การหักเห การแทรกสอด และการเลี้ยวเบนของคลื่นผิวน้ำ รวมท้ัง

คำนวณปริมาณตา่ ง ๆ ท่ีเกยี่ วข้อง

3. จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้
3.1 ด้านความรู้ (K)
1) อธบิ ายการเลี้ยวเบนของคล่นื ผิวน้ำได้
3.2 ดา้ นกระบวนการ (P)
1) ทดลองและสังเกตการเลยี้ วเบนของคล่ืนผิวนำ้ ได้
3.3 ดา้ นเจตคติ (A)
1) ใฝ่เรยี นรู้ และมีความรับผดิ ชอบ

4. สาระสำคญั

พฤตกิ รรมของคลื่น คลืน่ แสดงพฤติกรรมการสะทอ้ นเมอื่ กระทบสิ่งกดี ขวางหรอื รอยตอ่ ของตวั กลางที่

ต่างกัน

การสะท้อนของคล่ืนเป็นไปตามกฎการสะท้อน คอื มมุ สะท้อนเท่ากับมุมตกกระทบ คลน่ื สะทอ้ นในเชอื กจะ

กลบั เฟสเมอื่ ปลายเชือกตรึงแน่น และคลื่นสะทอ้ นในเชือกมเี ฟสคงเดิม เม่ือปลายเชือกอิสระ

คลื่นเกิดการหกั เหเมอ่ื เคล่ือนทผ่ี า่ นรอยต่อของตวั กลางท่ีต่างกนั โดยคลน่ื มีความถ่ีคงท่ี แต่อัตราเรว็ คลน่ื

เปลี่ยนไปเป็นไปตามกฎการหกั เห แทนดว้ ยสมการ sin 1 = 1

sin 2 2

เม่อื คลืน่ สองขบวนเคล่อื นทีม่ าพบกนั เกิดการแทรกสอดกนั ถา้ คล่ืนจากแหล่งกำเนดิ S1 และ S2 มีความถี่
เทา่ กนั เฟสตรงกนั แอมพลิจดู เทา่ กนั เม่อื แทรกสอดกนั เกดิ ตำแหน่งทรี่ วมแบบเสริม เรยี กว่า ปฏิบพั และแบบหักลา้ ง

เรียกว่า บพั โดยตำแหนง่ ทีเ่ กดิ ปฏบิ พั เป็นไปตามสมการ | 1 − 1 | = เมอ่ื n = 0, 1, 2, 3, …

และตำแหนง่ ทีเ่ กดิ บัพเปน็ ไปตามสมการ | 1 − 1 | = ( = 1) เมอ่ื n = 1, 2, 3, …

2
คลน่ื อาพันธส์ องขบวนเคล่ือนทส่ี วนทางกนั จะเกิดการแทรกสอดเกิดเป็นปฏบิ ัพและบัพท่อี ยูน่ ง่ิ โดยมรี ะยะ

ระหวา่ งบัพท่ีถัดกัน และปฏบิ ัพทถี่ ัดกนั เทา่ กบั ครง่ึ หนงึ่ ของความยาวคลื่น เรยี กว่า คลน่ื นิ่ง

คลนื่ เกดิ การเลย้ี วเบนเมื่อเคลื่อนที่พบขอบของสิง่ กดี ขวางหรือชอ่ งแคบ แลว้ มคี ล่นื แผอ่ อกจากของของ

สิง่ กีดขวางไปทางดว้ นหลงั ได้

177

5. สาระการเรียนรู้
5.1 ความรู้
เมอื่ เคล่ือนเคลื่อนทีม่ าถึงบรเิ วณที่มสี ่ิงกีดขวาง ตรงจดุ ทีเ่ ปน็ ขอบของส่ิงกีดขวาง คลื่นจะเปลี่ยนทิศ

ทางการเคลื่อนที่ อ้อมขอบสิ่งกีดขวางไปด้านหลังของสิ่งกีดขวางได้โดยทิศทางของการเคลื่อนที่จะเปลี่ยนไปและ
แอมพลิจูดของคลื่นที่อ้อมไปนั้นมีค่าน้อยลง แต่ความยาวคล่ืนกับความถี่ยังคงเดิม เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า
การเลย้ี วเบน (diffraction)

จากรูป 9.27 แสดงการเลยี้ วเบนของคลื่นระนาบผ่านส่ิงกีดขวาง 2 แบบ ในรปู ด้านซ้าย 8
คลื่นเคลือ่ นท่ีมาถงึ แผน่ กั้นท่ีมีขอบหนึ่งด้าน ในรูปด้านขวา คลื่นระนาบเคลือ่ นที่ผ่านชอ่ งที่มีคามกว้างมากกว่าความ
ยาวคลื่น จะเห็นว่าในทั้งสองกรณี เมื่อเคลื่อนที่มาถึงขอบของสิ่งกีดขวาง คลื่น ณ จุดนั้นจะทำตัวเป็นแหล่งกำเนิด
แบบจุด ตามหลักการของฮอยเกนส์ ทำให้หน้าคลื่นที่แผ่จากจุดที่ขอบนั้น เคลื่อนที่ไปได้โดยมีหน้าคลื่นเป็นส่วนโค้ง
วงกลม

5.2 กระบวนการ
1) ความสามารถในการสอ่ื สาร (อา่ น ฟงั พดู เขยี น)
2) ความสามารถในการคดิ (สงั เกต วิเคราะห์ จดั กล่มุ สรุป)
3) ความสามารถในการแกป้ ัญหา (-)
4) ความสามารถในการใชท้ ักษะชีวติ (ทำงานกลุม่ และความรบั ผิดชอบ)
5) ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ (ใชก้ ารสืบคน้ ผ่านคอมพวิ เตอร)์

5.3 คณุ ลักษณะและคา่ นิยม
ใฝเ่ รียนรู้ และมีความรบั ผิดชอบ

6. บรู ณาการ
6.1 บูรณาการ PLC นักเรียนแต่ละกลุ่มแลกเปลี่ยนเรียนรู้เล่าสู่กันฟังถึงความรู้ที่ได้จากการทำกิจกรรม และ

ปัญหาท่ีเกิดข้ึนระหวา่ งการทำกจิ กรรม

178

7. กิจกรรมการเรยี นรู้
ขน้ั ตอนการเรยี นรู้
ขน้ั ท่ี 1 ขน้ั สร้างความสนใจ

7.1.1 ครูให้นักเรียนเข้าชั้นเรียนออนไลน์ผ่าน google meet โดยครูส่งลิงค์ในการเข้าชั้นเรียนผ่านกลุ่ม
classroom รายวชิ าฟสิ ิกสเ์ พ่มิ เตมิ ครูทบทวนความรู้เดิม เรอื่ ง การแทรกสอดของคลืน่ ผิวน้ำ สมการท่ีเก่ียวข้องของ
การแทรกสอดของคลื่นผวิ นำ้ ครทู บทวนหลักการของฮอยเกนสท์ ่ีเคยเรียนผ่านมา

7.1.2 ครทู บทวนพฤตกิ รรมของคลนื่ เม่อื ผา่ นรอยตอ่ ของตัวกลางวา่ มคี ลืน่ สะท้อนและหักเห
7.1.3 ครูยกสถานการณ์ให้นักเรียนร่วมกันอภิปรายกรณีที่คลื่นกระทบสิ่งกีดขวางที่ขนาดเล็กกว่าความยาว
ของหน้าคลื่นทำใหค้ ลื่นส่วนหนึง่ ผ่านขอบของสิ่งกีดขวางได้ หรือสิ่งกีดขวางมีลักษณะเปน็ ช่องที่ให้คลื่นผ่านได้ คล่ืน
แสดงพฤตกิ รรมอยา่ งไร (เปดิ โอกาสใหน้ กั เรยี นแสดงความคิดเหน็ อย่างอสิ ระโดยไม่คาดหวงั คำ ตอบทถ่ี ูกต้อง)
ขั้นที่ 2 ขั้นสำรวจและคน้ หา
7.2.1 นกั เรยี นใหน้ กั เรยี นศึกษาเรอ่ื งพฤตกิ รรมของคลนื่ (การเล้ียวเบน) ในเอกสารประกอบการเรยี นและ
ในหนังสอื เรยี น
7.2.2 ครูใหน้ ักเรยี นดูวดี โี อทดลองเรือ่ ง การเลย้ี วเบนของคล่ืน

(อ้างองิ https://www.youtube.com/watch?v=6CpbjBsxTS0 )

7.2.3 ครตู ้ังคำถามจากการดวู ีดีโอการทดลองเพอื่ ใหน้ กั เรียนไปคน้ คว้าหาความร้โู ดยใช้คำถาม ดังน้ี
- เมอื่ ใชแ้ ผน่ กนั้ ขวางการเคล่อื นที่ของผวิ นำ้ บางสว่ น คลื่นจะมีการเคลอ่ื นท่ีอย่างไรบรเิ วณดา้ นหลงั

ของแผ่นกัน้ (แนวคำตอบ เมือ่ คลนื่ เคลือ่ นทผ่ี า่ นกัน้ พบวา่ มีคล่นื แผ่เป็นแนวโค้งทางดา้ นหลงั ของแผน่ ก้นั ตามรูปใน
หนงั สือเรียน)

- เมื่อใชแ้ ผน่ กนั้ สองแผน่ ทำชอ่ งเปิดทางทมี่ ีความกว้างมากกวา่ ใกลเ้ คยี งและนอ้ ยกวา่ ความยาว
คลื่นของคล่นื ผวิ น้ำ ในแต่ละครง้ั คลนื่ ท่ีเคลอื่ นทเี่ คลอ่ื นทผ่ี า่ นชอ่ งเปดิ มลี ักษณะอย่างไร (แนวคำตอบ เม่อื คลื่นผ่าน
ช่องเปิดทีม่ ีความกว้างมากกว่าความยาวคล่ืน เมอื่ คลืน่ ผา่ นช่องเปิดทม่ี ีความกวา้ งใกล้เคยี งความยาวคลื่น และเม่ือ
คลนื่ ผา่ นช่องเปิดที่มีความกวา้ งนอ้ ยกว่าความยาวคลื่น มีลกั ษณะดงั รูป 9.28 ในหนงั สอื เรียน)

179

ขัน้ ที่ 3 ขัน้ อธบิ ายและลงข้อสรปุ
7.3.1 นกั เรยี นและครรู ว่ มกนั อภปิ รายและสรปุ ผลการทำการทดลอง จนสรปุ ได้ ดังนี้ จากการทำการทดลอง

พบว่า ทุกกรณีที่คลื่นผ่านขอบของสิ่งกีดขวาง หรือผ่านช่องแคบจะเกิดคลื่นแผ่อ้อมไปทางด้านหลังของสิ่งกีดขวาง
เสมอ เรยี ก พฤตกิ รรมของคล่ืนนี้วา่ การเลี้ยวเบนของคลื่น แลว้ ต้ังคำ ถามว่า คลนื่ อ้อมเข้าไปด้านหลังของสิง่ กีดขวาง
ไดอ้ ย่างไร ใหน้ ักเรียนรว่ มกนั อภปิ รายอยา่ งอิสระ
ขน้ั ที่ 4 ขนั้ ขยายความรู้

7.4.1 ครูอธิบายใหค้ วามรู้เพ่มิ เตมิ ดงั นี้
เมื่อเคลื่อนเคลื่อนที่มาถึงบริเวณที่มีสิ่งกีดขวาง ตรงจุดที่เป็นขอบของสิ่งกีดขวาง คลื่นจะเปลี่ยนทิศ

ทางการเคลอ่ื นท่ี ออ้ มขอบสิง่ กดี ขวางไปดา้ นหลงั ของสง่ิ กดี ขวางได้โดยทศิ ทางของการเคลอ่ื นท่ีจะเปลีย่ นไปและแอม
พลิจูดของคลื่นที่อ้อมไปนั้นมีค่าน้อยลง แต่ความยาวคลื่นกับความถี่ยังคงเดิม เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า การเลี้ยวเบน
(diffraction)

จากรูป 9.27 แสดงการเลี้ยวเบนของคลื่นระนาบผ่านสิ่งกีดขวาง 2 แบบ ในรูปด้านซ้าย 8คลื่น
เคลื่อนที่มาถึงแผ่นกั้นที่มีขอบหนึ่งด้าน ในรูปด้านขวา คลื่นระนาบเคลื่อนที่ผ่านช่องที่มีคามกว้างมากกว่าความยาว
คลื่น จะเห็นว่าในทั้งสองกรณี เมื่อเคลื่อนที่มาถึงขอบของสิ่งกีดขวาง คลื่น ณ จุดนั้นจะทำตัวเป็นแหล่งกำเนิดแบบ
จุด ตามหลักการของฮอยเกนส์ ทำให้หน้าคลื่นที่แผ่จากจุดที่ขอบนั้น เคลื่อนที่ไปได้โดยมีหน้าคลื่นเป็นส่วนโค้ง
วงกลม
ขนั้ ที่ 5 ข้ันประเมินผล

7.5.1 ครตู รวจโจทย์ตวั อย่างเรือ่ ง การเลี้ยวเบน
7.5.2 สงั เกตจากการร่วมกิจกรรมในหอ้ งเรยี น
8. ส่ือการเรียนร/ู้ แหล่งเรียนรู้
8.1 หนังสือเรยี นรายวิชาเพิม่ เตมิ วิทยาศาสตร์ (ฟสิ ิกส)์ ช้ันมธั ยมศกึ ษาปีที่ 5 เลม่ 3 (ฉบับปรับปรงุ พ.ศ.2560)
8.2 อินเทอรเ์ นต็
8.3 เอกสารประกอบการเรยี นการสอน เรอ่ื ง การเลยี้ วเบนของคลื่นผวิ น้ำ

180

9. การวัดและประเมนิ ผล

จดุ ประสงค์การเรียนรู้ วิธีการวัด เครอ่ื งมอื เกณฑก์ ารประเมนิ

ด้านความรู้ (K) 1) การตอบคำถามในช้ัน 1) คำถามในชน้ั เรียน 1) นักเรยี นสามารถ
1) อธบิ ายการเลี้ยวเบนของคล่ืน เรยี นออนไลนผ์ า่ น google ออนไลน์ผ่าน google ตอบคำถามได้ระดับดี
ผิวน้ำได้ meet meet ผ่านเกณฑ์

ดา้ นกระบวนการ (P) 1) ตรวจโจทยต์ ัวอยา่ ง 1) โจทยต์ วั อยา่ ง เร่อื ง 1) นกั เรยี นสามารถทำ
1) ทดลองและสังเกตการ การเลยี้ วเบนของคลน่ื ผวิ โจทย์ตวั อยา่ งไดร้ ะดบั
เล้ยี วเบนของคลื่นผิวน้ำได้ นำ้ ดี ผ่านเกณฑ์

ด้านคุณลกั ษณะ (A) 1) สังเกต คุณลกั ษณะอนั พึง 1) แบบประเมิน 1) นกั เรยี นไดร้ ะดบั ดี
1) ใฝ่เรียนรู้ และมคี วาม ผา่ นเกณฑ์
รบั ผิดชอบ ประสงค์ของนักเรยี น คุณลักษณะอนั พึง

ประสงค์

181

10. เกณฑ์การประเมินผลงานนกั เรยี น
เกณฑก์ ารประเมินแบบ Rubrics ของการทำกจิ กรรม เรอื่ ง การเลี้ยวเบนของคลนื่ ผวิ น้ำ

ประเดน็ การ ค่านำ้ หนกั แนวทางการให้คะแนน
ประเมนิ คะแนน

ดา้ นความรู้ 3 สรปุ ผลการทดลองไดถ้ ูกตอ้ งครบถ้วน

(K) 2 สรุปผลการทดลองคอ่ นขา้ งถูกต้องครบถว้ น

1 สรปุ ผลการทดลองไดค้ อ่ นขา้ งถกู ต้อง

ด้าน 3 บันทึกผลกจิ กรรมได้ถูกต้องครบถว้ น

กระบวนการ 2 บันทกึ ผลกจิ กรรมคอ่ นข้างถูกตอ้ ง

(P) 1 บันทึกผลกิจกรรมไดค้ ่อนขา้ งถกู ต้อง

ด้าน 3 ทำภาระงานที่ไดร้ ับมอบหมายเสร็จภายในเวลาท่ีกำหนด และเรียบรอ้ ยถูกต้องครบถ้วน

คณุ ลักษณะ 2 ทำภาระงานท่ีไดร้ ับมอบหมายเสรจ็ ภายในเวลาท่ีกำหนด แตง่ านยังผิดพลาดบางส่วน

(A) 1 ทำภาระงานท่ีไดร้ บั มอบหมายเสร็จ แตล่ า่ ช้า และเกดิ ขอ้ ผดิ พลาดบางส่วน

ระดบั คะแนน 3 หมายถงึ ระดบั ดมี าก
คะแนน 2 หมายถงึ ระดบั ดี
คะแนน 1 หมายถงึ ระดบั พอใช้
คะแนน

182

การประเมินการทำกิจกรรม เรอ่ื ง การเล้ยี วเบนของคลน่ื ผิวน้ำ

จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้

ที่ ช่อื - นามสกลุ ดา้ นความรู้ ด้าน ด้าน รวม ระดับ
(K) กระบวนการ คณุ ลักษณะ คะแนน คณุ ภาพ

(P) (A)

3 3 39

1

2

3

4

5

6

7

8

9

10

11

12

13

14

15

16

17

18

19

20

21

22

23

24

25

26

27

28

183

จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้

ที่ ชือ่ - นามสกลุ ดา้ นความรู้ ดา้ น ดา้ น รวม ระดับ
(K) กระบวนการ คณุ ลักษณะ คะแนน คณุ ภาพ

(P) (A)

3 3 39

29

30

31

32

33

34

35

36

37

38

39

40

ระดบั คณุ ภาพ 9 หมายถึง ระดบั ดีมาก
คะแนน 7-8 หมายถึง ระดบั ดี
คะแนน 5-6 หมายถึง ระดบั ปานกลาง
คะแนน 3-4 หมายถึง ระดบั ปรบั ปรงุ
คะแนน

184

บันทกึ หลงั การสอน

หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 9 เร่อื ง คลนื่ อ

แผนการสอนท่ี 20 เรอ่ื ง การเล้ยี วเบนของคลืน่ ผิวน้ .

วันที่.................................................เดอื น.......................................................................พ.ศ......................................

ผลการจัดการเรียนรู้

…………………………………………………………………………………………………………………………… ………….…………………...
……………………………………………………………………………………………………………………………………….…… ……………..
…………………………………………………………………………………………………………………………
…………….…………………...
ปญั หา / อุปสรรค

………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………...
……………………………………………………………………………………………………………………………………….…… ……………...
……………………………………………………………………………………………………………………………………
….…………………...
ขอ้ เสนอแนะ/แนวทางแก้ปญั หา

…………………………………… ………………………………………………………………………………………………….…………………...

…………………………………………………………………… ………………………………………………………………….…………………...

…………………………………………………………………………………………………………………………………… ….…………………...

บันทึกสำหรบั ครูพเี่ ลย้ี ง

…………………………………… ………………………………………………………………………………………………….…………………...

…………………………………………………………………… ………………………………………………………………….…………………...

…………………………………………………………………………………………………………………………………… ….…………………...

ลงชือ่ ....................................................... ลงช่ือ..............................................................
( นายทวพิ งศ์ ศรสี ุวรรณ ) ( นางสาวอุทยั ทพิ ย์ เมอื งรืน่ )
ครูพี่เล้ยี ง นักศกึ ษาปฏบิ ัตกิ ารสอน

185

แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี 20

รายวชิ า ว32203 ฟสิ กิ สเ์ พมิ่ เติม เลม่ 3 ช้ันมธั ยมศึกษาปที ่ี 5 ภาคเรยี นที่ 1

เร่ือง แนวคดิ เก่ียวกับแสงเชงิ คลน่ื เวลา 1 ช่ัวโมง

ครผู สู้ อน ปส.อทุ ยั ทิพย์ เมอื งรนื่ ครูพเ่ี ลย้ี ง อ.ทวิพงศ์ ศรีสวุ รรณ

1. สาระฟสิ ิกส์
2. เข้าใจการเคล่ือนทแ่ี บบฮาร์มอนิกอย่างง่าย ธรรมชาตขิ องคลื่น เสยี งและการได้ยิน ปรากฏการณท์ ่ี

เกีย่ วขอ้ งกบั เสยี ง แสงและการเหน็ ปรากฏการณท์ ี่เกีย่ วข้องกับแสงรวมทั้งนำความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์

2. ผลการเรียนรู้
5. ทดลอง และอธิบายการแทรกสอดของแสงผ่านสลติ คู่และเกรตติง การเลี้ยวเบนและการแทรกสอดของ

แสงผ่านสลิตเด่ยี ว รวมท้ังคำนวณปรมิ าณต่าง ๆ ทเี่ กย่ี วขอ้ ง

3. จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
3.1 ด้านความรู้ (K)
1) อธบิ ายแนวคิดเก่ียวกบั แสงเชิงคลน่ื ได้
3.2 ดา้ นกระบวนการ (P)
1) ระบไุ ดว้ า่ แสงเป็นคลนื่ แมเ่ หล็กไฟฟ้าทีต่ ามองเห็นได้
3.3 ด้านเจตคติ (A)
1) ใฝเ่ รียนรู้ และมีความรบั ผดิ ชอบ

4. สาระสำคญั
แสงเปน็ คลืน่ แม่เหลก็ ไฟฟา้ ความยาวคลื่นอยู่ในช่วงประมาณ 400-700 นาโนเมตร ซึง่ ตามนษุ ย์รับรูไ้ ด้ และ

แสดงพฤตกิ รรมการแทรกสอดและการเลีย้ วเบนเช่นเดียวกับคล่นื กล

5. สาระการเรียนรู้
5.1 ความรู้
คลื่นแสงหรือเรียกสั้นๆ ว่า แสง เป็นคลื่นชนิดที่แตกต่างจากคลื่นเสียงหรือคลื่นผิวน้ำซึ่งเป็นคล่ืน

กลที่ต้องอาศัยตัวกลางในการส่งผ่านพลังงาน ส่วนคลื่นแสงเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ไม่จำเป็นต้องอาศัยตัวกลางใน
การส่งผ่านพลังงาน คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในย่านที่ตามนุษย์สามารถตอบสนองได้หรือในช่วงความยาวคลื่นประมาณ
400-700 นาโนเมตร แสงทุกย่นความถี่เคลื่อนที่ด้วยอัตราเร็วเท่ากันในสุญญากาศ โดยอัตราเร็วในสุญญากาศมี
ค่าประมาณ 3 x 10 8 เมตรต่อวินาที ซึ่งตราบจนถึงปัจจุบันพบว่าเป็นอัตราเร็วสูงสุด ไม่มีคลื่นหรืออนุภาคใดๆ
เคลอ่ื นท่ใี นสุญญากาศดว้ ยอัตราเร็วหรือมากกวา่ แสง

แนวคิดเรื่องแสงของ นิวตัน (Newton) เสนอแนวคิดว่าแสงเป็นอนุภาค และสามารถใช้แนวคิดน้ี
ในการอธบิ ายการสะท้อนและการหักเหของแสงได้

แนวคิดเรื่องแสงของ ธอมัส ยัง (Thomas Young) เสนอแนวคิดเรื่องแสง เนื่องจากได้ทำการ
ทดลองโดยแสดงใหเ้ หน็ วา่ แสงเกดิ การแทรกสอด และคำนวณหาความยาวคลนื่ ได้

186

5.2 กระบวนการ
1) ความสามารถในการสอ่ื สาร (อ่าน ฟงั พูด เขยี น)
2) ความสามารถในการคดิ (สงั เกต วิเคราะห์ จดั กลมุ่ สรปุ )
3) ความสามารถในการแกป้ ัญหา (-)
4) ความสามารถในการใชท้ ักษะชวี ิต (ความรบั ผดิ ชอบ)
5) ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศ (ใชก้ ารสืบค้นผ่านคอมพิวเตอร์)

5.3 คุณลักษณะและค่านิยม
ใฝ่เรยี นรู้ และมคี วามรับผิดชอบ

6. บรู ณาการ
-

7. กิจกรรมการเรยี นรู้
ข้ันตอนการเรียนรู้

ขนั้ ที่ 1 ขั้นสรา้ งความสนใจ
7.1.1 ครูให้นักเรียนเข้าชั้นเรียนออนไลน์ผ่าน google meet โดยครูส่งลิงค์ในการเข้าชั้นเรียนผ่านกลุ่ม

classroom รายวิชาฟิสิกส์เพิ่มเติมครูทบทวนความรู้เดิม เรื่อง สเปกตรัมของแสง การรวมกันของคลื่น การแทรก
สอดของคล่นื การเล้ยี วเบนของคลน่ื และชนดิ ของคล่นื

7.1.2 ครูตง้ั คำถามนำเขา้ สู่กิจกรรม ดงั นี้
1) แสงเปน็ คลื่นชนิดใด
2) คลนื่ เสยี งเป็นคลนื่ ชนดิ ใด
3) คลนื่ แสงต่างจากคลนื่ เสียงหรอื ไม่ เพราะเหตใุ ด

ขน้ั ที่ 2 ข้ันสำรวจและค้นหา
7.2.1 ครใู ห้นกั เรยี นแตล่ ะคนศึกษาเรื่องแนวคิดเกี่ยวกบั แสงเชิงคล่นื จากเอกสารประกอบการเรยี นและ

หนงั สือเรยี นการสอนเร่อื ง แสงเชงิ คลื่น

ขน้ั ท่ี 3 ข้นั อธบิ ายและลงขอ้ สรปุ
7.3.1 ครใู ห้นกั เรยี นอาสาออกมานำเสนอส่ิงท่ไี ดศ้ ึกษาของตนเองในช้นั เรยี นออนไลนผ์ ่าน google meet
7.3.2 ครนู ำนักเรียนอภปิ รายเพอื่ นำไปส่กู ารสรปุ โดยใช้คำถามตอ่ ไปนี้
1) แสงเป็นคล่นื ชนิดใด (แนวการตอบ แสงเป็นคลนื่ แมเ่ หลก็ ไฟฟา้ )
2) คลนื่ เสียงเปน็ คล่ืนชนิดใด (แนวการตอบ คล่ืนเสยี งเป็นคลนื่ กล)
3) คลื่นแสงต่างจากคลื่นเสียงหรือไม่ เพราะเหตุใด (แนวการตอบ ต่างกัน เพราะคลื่นเสียงเป็นคลื่น

กล แต่แสงเปน็ คลน่ื แม่เหล็กไฟฟา้ ซึง่ มคี วามยาวคลนื่ ในช่วงประมาณ 400-700 นาโนเมตร)
4) นักเรียนวิทยาศาสตร์ใดเสนอแนวคิดว่าแสงเป็นอนุภาค และสามารถใช้แนวคิดนี้ในการอธิบาย

การสะทอ้ นและการหักเหของแสงได้ (แนวการตอบ นิวตนั (Newton))

187

5) นักเรียนวิทยาศาสตร์ใดเสนอแนวคิดเรื่องแสง เนื่องจากได้ทำการทดลองโดยแสดงให้เห็น
ว่าแสงเกิดการแทรกสอด และคำนวณหาความยาวคลืน่ ได้ (แนวการตอบ ธอมสั ยงั (Thomas Young))

6) พฤติกรรมใดที่แสดงว่าแสงเป็นคลื่น (แนวคำตอบ พฤติกรรมการแทรกสอดและการ
เล้ยี วเบนของแสง แสดงใหเ้ หน็ ว่าแสงเป็นคลน่ื )

7) มนุษยส์ ามารถรับร้คู ลนื่ แสงได้อยา่ งไร (แนวคำตอบ มนุษยส์ ามารถรบั รู้คลื่นแสงได้จากการ
มองเห็น)

7.3.3 นกั เรยี นและครรู ว่ มกนั อภปิ รายและสรปุ การศกึ ษาค้นควา้ จนสรุปได้ ดังนี้
แสงเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าความยาวคลื่นอยู่ในช่วงประมาณ 400-700 นาโนเมตร
ซ่ึงตามนุษย์รบั รไู้ ด้ และแสดงพฤตกิ รรมการแทรกสอดและการเล้ียวเบนเชน่ เดียวกับคล่นื กล
แนวคิดเรื่องแสงของ นิวตัน (Newton) เสนอแนวคิดว่าแสงเป็นอนุภาค และสามารถใช้แนวคิดนี้ใน
การอธิบายการสะทอ้ นและการหักเหของแสงได้
แนวคดิ เรอื่ งแสงของ ธอมัส ยัง (Thomas Young) เสนอแนวคดิ เร่อื งแสง เนอ่ื งจากไดท้ ำการทดลอง
โดยแสดงใหเ้ ห็นวา่ แสงเกิดการแทรกสอด และคำนวณหาความยาวคล่นื ได้

ข้ันที่ 4 ข้นั ขยายความรู้
4.1 ครูอธบิ ายใหค้ วามรเู้ พิ่มเติม ดงั นี้
คลื่นแสงหรือเรียกสั้นๆ ว่า แสง เป็นคลื่นชนิดที่แตกต่างจากคลื่นเสียงหรือคลื่นผิวน้ำซึ่งเป็นคลื่นกลที่

ต้องอาศัยตัวกลางในการส่งผ่านพลังงาน ส่วนคลื่นแสงเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ไม่จำเป็นต้องอาศัยตัวกลางในการ
ส่งผ่านพลงั งาน คลื่นแม่เหลก็ ไฟฟ้าในยา่ นท่ีตามนุษย์สามารถตอบสนองไดห้ รือในช่วงความยาวคลืน่ ประมาณ 400-
700 นาโนเมตร แสงทุกย่นความถี่เคลื่อนที่ด้วยอัตราเร็วเท่ากันในสุญญากาศ โดยอัตราเร็วในสุญญากาศมี
ค่าประมาณ 3 x 10 8 เมตรต่อวินาที ซึ่งตราบจนถึงปัจจุบันพบว่าเป็นอัตราเร็วสูงสุด ไม่มีคลื่นหรืออนุภาคใดๆ
เคลื่อนทีใ่ นสญุ ญากาศด้วยอัตราเรว็ หรอื มากกว่าแสง

188

ข้ันท่ี 5 ขั้นประเมินผล
7 5.1 นกั เรยี นตอบคำถามเร่ือง แนวคิดเกีย่ วกบั แสงเชงิ คลน่ื

8. สือ่ การเรียนร้/ู แหล่งเรียนรู้
8.1 หนงั สือเรยี นรายวิชาเพ่มิ เติมวิทยาศาสตร์ (ฟสิ ิกส์) ชัน้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 5 เลม่ 3 (ฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ.
2560)
8.2 อินเทอรเ์ นต็
8.3 เอกสารประกอบการเรยี นการสอน เรอ่ื ง แนวคิดเกี่ยวกับแสงเชิงคลื่น

9. การวดั และประเมนิ ผล

จดุ ประสงค์การเรียนรู้ วิธกี ารวดั เคร่อื งมือ เกณฑก์ ารประเมิน
ด้านความรู้ (K)
1) อธบิ ายแนวคิดเก่ียวกับ 1) การตอบคำถามในชน้ั เรยี น 1) คำถามในชนั้ เรยี น 1) นกั เรยี นสามารถ
แสงเชิงคลืน่ ได้ ออนไลนผ์ า่ น google meet ออนไลนผ์ า่ น google ตอบคำถามได้ระดับดี
เร่ือง แนวคิดเกีย่ วกับแสงเชงิ meet เร่ือง แนวคิด ผ่านเกณฑ์
ด้านกระบวนการ (P) คล่นื เกย่ี วกบั แสงเชิงคลื่น

ดา้ นคุณลักษณะ (A) 1) สงั เกต คณุ ลักษณะอันพึง 1) แบบประเมนิ คุณลกั ษณะ 1) นกั เรยี นไดร้ ะดบั ดี
1) ใฝเ่ รียนรู้ และมีความ ประสงคข์ องนกั เรียน
รับผิดชอบ อนั พึงประสงค์ ผ่านเกณฑ์

189

10. เกณฑ์การประเมนิ ผลงานนกั เรียน
เกณฑก์ ารประเมินแบบ Rubrics ของการทำกจิ กรรม เรอ่ื ง แนวคิดเกี่ยวกับแสงเชิงคลืน่

ประเดน็ การ คา่ แนวทางการให้คะแนน
ประเมนิ น้ำหนกั
คะแนน สรปุ แนวคดิ ที่เก่ยี วขอ้ ง ไดถ้ กู ตอ้ งครบถว้ น
ดา้ นความรู้ สรุปแนวคดิ ที่เกย่ี วข้อง คอ่ นข้างถูกตอ้ งครบถ้วน
(K) 3 สรุปแนวคิดทเ่ี กี่ยวขอ้ ง ไดค้ อ่ นข้างถูกตอ้ ง แต่ไม่ครบถ้วน
2
ด้าน 1 ทำภาระงานท่ีไดร้ บั มอบหมายเสรจ็ ภายในเวลาที่กำหนด และเรยี บรอ้ ยถกู ตอ้ งครบถว้ น
กระบวนการ 3 ทำภาระงานที่ได้รบั มอบหมายเสร็จภายในเวลาทีก่ ำหนด แต่งานยังผดิ พลาดบางสว่ น
2 ทำภาระงานท่ีไดร้ ับมอบหมายเสร็จ แตล่ ่าชา้ และเกดิ ขอ้ ผดิ พลาดบางสว่ น
(P) 1
ด้าน 3
คณุ ลกั ษณะ 2
(A) 1

ระดบั คะแนน 3 หมายถงึ ระดบั ดมี าก
คะแนน 2 หมายถึง ระดับดี
คะแนน 1 หมายถงึ ระดับพอใช้
คะแนน

190

การประเมินการทำกจิ กรรม เรือ่ ง แนวคิดเก่ยี วกับแสงเชิงคลนื่

จุดประสงค์การเรยี นรู้

ที่ ชอ่ื - นามสกลุ ด้าน ดา้ น ดา้ น รวม ระดบั
ความรู้ (K) กระบวนการ คุณลกั ษณะ คะแนน คุณภาพ

(P) (A)

3 3 39

1

2

3

4

5

6

7

8

9

10

11

12

13

14

15

16

17

18

19

20

21

22

23

24

25

26

27

191

28

จุดประสงค์การเรยี นรู้

ที่ ชอ่ื - นามสกลุ ด้าน ดา้ น ดา้ น รวม ระดับ
ความรู้ (K) กระบวนการ คุณลักษณะ คะแนน คณุ ภาพ

(P) (A)

3 3 39

29

30

31

32

33

34

35

36

37

38

39

40

ระดับคณุ ภาพ 9 หมายถึง ระดับดีมาก
คะแนน 7-8 หมายถงึ ระดับดี
คะแนน 5-6 หมายถงึ ระดบั ปานกลาง
คะแนน 3-4 หมายถึง ระดบั ปรับปรุง
คะแนน

192

บันทึกหลงั การสอน

หนว่ ยการเรียนร้ทู ่ี 10 เรอ่ื ง แสงเชิงคลืน่ อ

แผนการสอนท่ี 20 เร่ือง แนวคิดเก่ยี วกับแสงเชิงคล่ืน .

วันท่ี.................................................เดือน.......................................................................พ.ศ......................................

ผลการจดั การเรียนรู้

…………………………………………………………………………………………………………………………… ………….…………………...
……………………………………………………………………………………………………………………………………….…… ……………..
…………………………………………………………………………………………………………………………
…………….…………………...
ปัญหา / อปุ สรรค

………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………...
……………………………………………………………………………………………………………………………………….…… ……………...
……………………………………………………………………………………………………………………………………
….…………………...
ขอ้ เสนอแนะ/แนวทางแกป้ ญั หา

…………………………………… ………………………………………………………………………………………………….…………………...

…………………………………………………………………… ………………………………………………………………….…………………...

…………………………………………………………………………………………………………………………………… ….…………………...

บันทึกสำหรบั ครพู เ่ี ลยี้ ง

…………………………………… ………………………………………………………………………………………………….…………………...

…………………………………………………………………… ………………………………………………………………….…………………...

…………………………………………………………………………………………………………………………………… ….…………………...

ลงชื่อ....................................................... ลงชอ่ื ..............................................................
( นายทวิพงศ์ ศรีสวุ รรณ ) ( นางสาวอุทยั ทพิ ย์ เมืองรน่ื )
ครพู ี่เลี้ยง นักศึกษาปฏิบตั ิการสอน

v

แผนการจัดการเรียนร้ทู ี่ 21 193
รายวชิ า ว32203 ฟสิ ิกสเ์ พม่ิ เติม เล่ม 3
เรอ่ื ง การแทรกสอดของแสงผ่านสลิตคู่ ช้นั มธั ยมศึกษาปที ี่ 5 ภาคเรยี นท่ี 1
ครผู สู้ อน ปส.อทุ ัยทพิ ย์ เมืองร่นื เวลา 2 ชัว่ โมง
ครพู เ่ี ลยี้ ง อ.ทวพิ งศ์ ศรีสุวรรณ

1. สาระฟิสิกส์
2. เข้าใจการเคลื่อนท่ีแบบฮาร์มอนกิ อยา่ งง่าย ธรรมชาตขิ องคล่ืน เสยี งและการได้ยิน ปรากฏการณท์ ี่

เก่ียวข้องกบั เสยี ง แสงและการเหน็ ปรากฏการณท์ ่ีเกย่ี วขอ้ งกบั แสงรวมทง้ั นำความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์

2. ผลการเรียนรู้
5. ทดลอง และอธิบายการแทรกสอดของแสงผ่านสลติ คู่และเกรตติง การเลี้ยวเบนและการแทรกสอดของ

แสงผ่านสลิตเดี่ยว รวมท้งั คำนวณปรมิ าณต่าง ๆ ท่เี กยี่ วขอ้ ง

3. จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
3.1 ดา้ นความรู้ (K)
1) อธบิ ายรูปแบบการแทรกสอดของแสงผา่ นสลติ คู่ได้
3.2 ดา้ นกระบวนการ (P)
1) นกั เรยี นสามารถจดั กระทำและสอ่ื ความหมายของขอ้ มลู ทศ่ี กึ ษาคน้ ควา้ ได้
3.3 ด้านเจตคติ (A)
1) ใฝ่เรียนรู้ และมคี วามรับผดิ ชอบ

4. สาระสำคญั
การแทรกสอดของแสงผ่านแสงผ่านสลิตคู่ จากการแทรกสอดของแสงตามการทดลองของ ธอมัส ยัง

พิจารณาว่าเมื่อแสงผ่านสลิตคู่ช่องของสลิตเหมือนกับเป็นแหล่งกำเนิดแสงอาพันธ์ ทำให้เกิดการแทรกสอดของแสง
ตำแหน่งบนฉากที่แทรกสอดแบบเสริม เกิดแถบสว่าง ซึ่งมีความต่างระยะทาง ∆ = หรือ
sin = เมื่อ n = 0, 1, 2, … ตำแหน่งบนฉากที่แทรกสอดแบบหักล้าง เกิดแถบมือ ซึ่งมีความต่าง
ระยะทาง ∆ = ( − 1) หรือ sin = ( − 1) เมื่อ n = 1, 2, 3, … โดยที่ความกว้าง

22

ของแถบสวา่ ง ความสว่าง และระยะระหว่างแถบสวา่ งจะพอๆ กนั

194

5. สาระการเรยี นรู้
5.1 ความรู้
สลิตเป็นอุปกรณ์ทางแสงมีลักษณะเป็นช่องเปิดขนาดเล็กที่มีความกว้างน้อยๆ ค่าหนึ่ง หากมีช่อง

เดยี วเรียกวา่ สลติ เด่ียว (single slit) หากมี 2 ช่อง ใกล้กนั เรียกวา่ สลิตคู่ (double slit)

เมื่อให้แสงเดินทางผ่านสลิตคู่ไปตกกระทบบนฉากที่อยู่ห่างออกไป ภาพที่ปรากฏบนฉาก
จะมีลักษณะเกิดแถบสว่างและแถบมืดบนฉาก (คล้ายกับการเกิดปฏิบัพและบัพจากการแทรกสอดของคลื่นผิวน้ำ)

แสงเดินทางเป็นเส้นตรง เมื่อแสงเดินทางผ่านช่องเปิด 2 ช่อง จะปรากฏเป็นแถบสว่าง 2 แถบ
บนฉากในแนวท่ตี รงกับช่องเปิด 2 ชอ่ งนนั้

แนวคิดหลักในการอธิบายปรากฏการณ์การแทรกสอดของแสง โดยช่องเล็กๆ ทำหน้าที่เป็น
แหล่งกำเนิดคลื่นแสง และคลื่นแสง 2 ขบวนหรือมากกว่าทีเ่ ดินทางมาพบกนั ณ ตำแหน่งหนึ่งบนฉาก ทำให้เกิดการ
รวมคลื่นแบบเสรมิ และแบบหักล้าง พิจารณาได้จากความต่างระยะทางเดินของแสงจากแหล่งกำเนิดแสงถึงตำแหน่ง
พจิ ารณา ในกรณแี หลง่ กำเนิดอาพันธเ์ ฟสตรงกันแบบจดุ

พิจารณา S1 และ S2 เป็นแหล่งกำเนิดคลื่นอาพันธ์แบบจุด ซึ่งอยู่ห่างกันเป็นระยะ d ทำให้ปรากฏ
แถบสวา่ ง-แถบมดื บนฉากท่ีอยูห่ ่างออกไป ดงั รปู

แผนภาพแสดงเฉพาะทางเดนิ ของคลนื่ จากแหล่งกำเนิดไปยังตำแหนง่ O, P และ Q บนฉาก

กำหนดให้ O, P และ Q เปน็ ตำแหนง่ บนฉากท่อี ยู่หา่ งออกไปจากแหลง่ กำเนดิ คลื่นทงั้ สอง

ความตา่ งระยะทาง (∆ ) ของคลน่ื จากแหลง่ กำเนดิ ทัง้ สองไปยงั จุด O, P และ Q บนฉาก คือ

จากแหล่งกำเนดิ ท้ังสองถึงจุด O (∆ = |S1O − S2O|)

195

จากแหล่งกำเนิดทั้งสองถึงจุด P (∆ = |S1P − S2P|)

จากแหลง่ กำเนิดท้ังสองถงึ จุด Q (∆ = |S1Q − S2Q|)

นอกจากการพิจารณาความตา่ งระยะทาง สามารถพิจารณาความต่างเฟส (∆∅) ของคลนื่ จากสอง

แหล่งกำเนดิ เมื่อไปถึงตำแหน่งทพ่ี จิ ารณาบนฉาก จะไดว้ า่

กำหนดให้ ∆∅ = ∆ (2 )



∆∅ คือ มุมเฟสตา่ ง (มีหนว่ ยเป็น องศา)

∆ คือ ความตา่ งระยะทาง (มีหน่วยเปน็ เมตร)

λ คือ ความยาวคลนื่ (มีหนว่ ยเปน็ นาโนเมตร)

5.2 กระบวนการ
1) ความสามารถในการสอ่ื สาร (อา่ น ฟงั พดู เขียน)
2) ความสามารถในการคดิ (สงั เกต วเิ คราะห์ สรุป)
3) ความสามารถในการแก้ปญั หา (-)
4) ความสามารถในการใชท้ ักษะชวี ติ (ความรับผดิ ชอบ)
5) ความสามารถในการใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศ (ใชก้ ารสืบคน้ ผา่ นคอมพิวเตอร)์

5.3 คณุ ลกั ษณะและค่านยิ ม
ใฝ่เรยี นรู้ และมคี วามรบั ผดิ ชอบ

6. บูรณาการ
6.1 บูรณาการ PLC นกั เรยี นแตล่ ะคนแลกเปล่ยี นเรียนรูเ้ ล่าสู่กันฟงั ถึงความรูท้ ่ีไดจ้ ากการศกึ ษาค้นควา้

7. กิจกรรมการเรียนรู้
ข้ันตอนการเรยี นรู้

ขั้นท่ี 1 ขัน้ สร้างความสนใจ
7.1.1 ครูให้นักเรียนเข้าชั้นเรียนออนไลน์ผ่าน google meet โดยครูส่งลิงค์ในการเข้าชั้นเรียนผ่านกลุ่ม

classroom รายวชิ าฟิสกิ สเ์ พม่ิ เติม ครทู บทวนความรเู้ ดมิ เร่ือง การแทรกสอดของคล่นื ผิวนำ้ สมการท่ีเกยี่ วขอ้ งของ
การแทรกสอดของคล่ืนผวิ น้ำ

7.1.2 ครูอภิปรายเกี่ยวกับสลิต จนสรุปได้ว่า เป็นอุปกรณ์ทางแสงมีลักษณะเป็นช่องเปิดขนาดเล็กท่ีมคี วาม
กวา้ งน้อยๆ คา่ หน่ึง หากมีช่องเด่ียว เรียกวา่ สลติ เด่ยี ว มสี องชอ่ ง เรยี กวา่ สลิตคู่

7.1.3 ครูตง้ั คำถามเพอ่ื นำเขา้ สู่การเรียนการสอน
1) หากแสงผ่านสลิตคไู่ ปตกบนฉาก ภาพท่ีปรากฏบนฉากจะมลี กั ษณะอย่างไร

(เปิดโอกาสใหน้ กั เรียนแสดงความคดิ เหน็ อยา่ งอสิ ระ ไมค่ าดหวังคำตอบทถี่ ูกต้อง)

196

ข้นั ท่ี 2 ขัน้ สำรวจและคน้ หา
7.2.1 ครูให้นักเรียนแต่ละคนศึกษาเรื่องการแทรกสอดของแสงผ่านสลิตคู่ จากเอกสารประกอบการเรียน

และหนังสอื เรียนการสอนเรื่อง แสงเชิงคล่ืน

ขนั้ ท่ี 3 ขน้ั อธบิ ายและลงขอ้ สรปุ
7.3.1 ครใู หน้ กั เรยี นอาสาออกมานำเสนอสงิ่ ทไ่ี ดศ้ ึกษาของตนเองในช้ันเรยี นออนไลนผ์ ่าน google meet

ขัน้ ที่ 4 ขั้นขยายความรู้
7.4.1 ครอู ธิบายใหค้ วามรเู้ พ่ิมเติม ดังน้ี
1. เมื่อให้แสงเดินทางผ่านสลิตคู่ไปตกกระทบบนฉากที่อยู่ห่างออกไป ภาพที่ปรากฏบนฉากจะมี

ลกั ษณะเกดิ แถบสวา่ งและแถบมดื บนฉาก (คลา้ ยกับการเกดิ ปฏิบพั และบัพจากการแทรกสอดของคล่นื ผิวนำ้ )
2. แสงเดินทางเป็นเส้นตรง เมื่อแสงเดินทางผ่านช่องเปิด 2 ช่อง จะปรากฏเป็นแถบสว่าง 2 แถบบน

ฉากในแนวทต่ี รงกบั ช่องเปดิ 2 ช่องนั้น
3. แนวคิดหลักในการอธิบายปรากฏการณ์การแทรกสอดของแสง โดยช่องเล็กๆ ทำหน้าที่เป็น

แหล่งกำเนิดคลื่นแสง และคลื่นแสง 2 ขบวนหรือมากกว่าทีเ่ ดินทางมาพบกัน ณ ตำแหน่งหนึ่งบนฉาก ทำให้เกิดการ
รวมคลื่นแบบเสรมิ และแบบหักล้าง พิจารณาได้จากความต่างระยะทางเดินของแสงจากแหล่งกำเนิดแสงถึงตำแหนง่
พจิ ารณา ในกรณแี หล่งกำเนดิ อาพันธเ์ ฟสตรงกันแบบจุด

4. พจิ ารณา S1 และ S2 เปน็ แหลง่ กำเนิดคล่นื อาพันธแ์ บบจดุ ซึ่งอยูห่ ่างกนั เป็นระยะ d ทำให้ปรากฏ
แถบสว่าง-แถบมดื บนฉากท่ีอยหู่ า่ งออกไป ดังรูป

แผนภาพแสดงเฉพาะทางเดินของคลนื่ จากแหล่งกำเนดิ ไปยังตำแหนง่ O, P และ Q บนฉาก

5. กำหนดให้ O, P และ Q เป็นตำแหนง่ บนฉากทอ่ี ยู่ห่างออกไปจากแหลง่ กำเนิดคล่ืนทงั้ สองความ

ตา่ งระยะทาง (∆ ) ของคลืน่ จากแหลง่ กำเนดิ ทงั้ สองไปยงั จุด O, P และ Q บนฉาก คอื

จากแหลง่ กำเนดิ ทัง้ สองถึงจดุ O (∆ = |S1O − S2O|)

จากแหล่งกำเนดิ ทั้งสองถึงจุด P (∆ = |S1P − S2P|)

จากแหล่งกำเนดิ ทั้งสองถงึ จุด Q (∆ = |S1Q − S2Q|)

นอกจากการพิจารณาความต่างระยะทาง สามารถพจิ ารณาความต่างเฟส (∆∅) ของคล่ืนจากสอง

แหล่งกำเนิดเมือ่ ไปถึงตำแหน่งท่พี จิ ารณาบนฉาก จะได้ว่า

∆∅ = ∆ (2 )



197

กำหนดให้ ∆∅ คอื มุมเฟสตา่ ง (มหี นว่ ยเป็น องศา)
∆ คือ ความต่างระยะทาง (มีหน่วยเป็น เมตร)
λ คือ ความยาวคลืน่ (มหี น่วยเปน็ นาโนเมตร)

6. แหล่งกำเนิดแสงเลเซอร์สามารถแบ่งออกเป็นชั้นตามระดับอันตรายที่แสงเลเซอร์สามารถทำให้
เกิดต่อดวงตาและผิวหนัง แหล่งกำเนิดแสงเลเซอร์สามารถแบ่งได้เป็น 7 ชั้น (class) ตามรหัสที่แสดงไว้ดังรูป ซึ่ง
เรยี งลำดับช้นั จากอันตรายน้อยทีส่ ุด (least hazardous) จนถงึ ชนั้ อันตรายมากท่สี ดุ (most hazardous)

ขนั้ ท่ี 5 ข้นั ประเมนิ ผล
7.5.1 นกั เรยี นสง่ แบบฝกึ การแทรกสอดของแสงผ่านสลติ คู่
7 5.2 นกั เรยี นตอบคำถามเรอ่ื ง การแทรกสอดของแสงผา่ นสลิตคู่

8. สอื่ การเรยี นร/ู้ แหล่งเรียนรู้
8.1 หนังสอื เรยี นรายวชิ าเพมิ่ เตมิ วทิ ยาศาสตร์ (ฟิสกิ ส์) ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 5 เล่ม 3 (ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ.2560)
8.2 อนิ เทอรเ์ นต็
8.3 เอกสารประกอบการเรยี นการสอนเรือ่ งการแทรกสอดของแสงผ่านสลติ คู่

198

9. การวดั และประเมนิ ผล

จุดประสงคก์ ารเรียนรู้ วิธีการวัด เครอื่ งมือ เกณฑก์ ารประเมนิ
ด้านความรู้ (K)
1) อธิบายการแทรกสอดของแสง 1) การตอบคำถามในชั้น 1) คำถามในชน้ั เรียน 1) นกั เรยี นสามารถ
ผ่านสลิตคู่ได้ เรยี นออนไลนผ์ า่ น google ออนไลนผ์ า่ น google ตอบคำถามได้ระดบั ดี
meet เรอื่ ง แนวคดิ meet เรื่อง แนวคิด ผา่ นเกณฑ์
ด้านกระบวนการ (P) เกี่ยวกบั แสงเชงิ คลน่ื เกีย่ วกับแสงเชิงคล่ืน
1) วิเคราะหโ์ จทยก์ ารแทรกสอด 1) นกั เรยี นสามารถ
ของแสงผา่ นสลติ คู่ได้ 1) ตรวจแบบฝกึ เร่ือง การ 1) แบบฝกึ เรอื่ ง วเิ คราะห์โจทยก์ ารแทรก
แทรกสอดของแสงผา่ นสลติ การแทรกสอดของแสง สอดของแสงผา่ นสลติ คู่ดี
ด้านคณุ ลกั ษณะ (A) คู่ ผา่ นสลติ คู่ ผา่ นเกณฑ์
1) ใฝ่เรียนรู้ และมคี วาม
รบั ผิดชอบ 1) สงั เกต คณุ ลกั ษณะอนั 1) แบบประเมิน 1) นกั เรยี นไดร้ ะดบั ดี
พึงประสงคข์ องนกั เรยี น คุณลักษณะอนั พึง ผ่านเกณฑ์
ประสงค์

199

10. เกณฑ์การประเมินผลงานนกั เรียน
เกณฑ์การประเมนิ แบบ Rubrics ของการทำกิจกรรม เรื่อง การแทรกสอดของแสงผ่านสลติ คู่

ประเดน็ การ ค่านำ้ หนกั แนวทางการให้คะแนน
ประเมนิ คะแนน

ดา้ นความรู้ 3 ตอบคำถามได้ถกู ต้องครบถว้ นทุกขอ้

(K) 2 ตอบคำถามถูกตอ้ ง 1 ข้อ

1 ตอบคำถามไม่ถกู ต้อง

ดา้ น 3 วิเคราะหโ์ จทยไ์ ด้ถกู ต้องครบถ้วน

กระบวนการ 2 วิเคราะหโ์ จทยค์ ่อนขา้ งถูกตอ้ งครบถ้วน

(P) 1 วิเคราะหโ์ จทยไ์ ดค้ ่อนขา้ งถกู ต้อง

ด้าน 3 ทำภาระงานที่ไดร้ ับมอบหมายเสรจ็ ภายในเวลาทก่ี ำหนด และเรยี บร้อยถกู ตอ้ งครบถ้วน

คณุ ลกั ษณะ 2 ทำภาระงานที่ได้รบั มอบหมายเสร็จภายในเวลาทก่ี ำหนด แตง่ านยงั ผดิ พลาดบางสว่ น

(A) 1 ทำภาระงานที่ได้รับมอบหมายเสรจ็ แตล่ า่ ช้า และเกิดข้อผดิ พลาดบางสว่ น

ระดบั คะแนน 3 หมายถึง ระดบั ดีมาก
คะแนน 2 หมายถงึ ระดบั ดี
คะแนน 1 หมายถงึ ระดับพอใช้
คะแนน

200

การประเมินการทำกิจกรรม เรือ่ ง การแทรกสอดของแสงผา่ นสลิตคู่

จุดประสงคก์ ารเรียนรู้

ที่ ช่อื - นามสกลุ ด้านความรู้ ดา้ น ด้าน รวม ระดบั
(K) กระบวนการ คุณลักษณะ คะแนน คณุ ภาพ

(P) (A)

3 3 39

1

2

3

4

5

6

7

8

9

10

11

12

13

14

15

16

17

18

19

20

21

22

23

24

25

26

27

28


Click to View FlipBook Version