The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แผนการจัดการเรียนรู้ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by pure_082, 2021-10-20 12:59:35

แผนการจัดการเรียนรู้ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564

แผนการจัดการเรียนรู้ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564

251

จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้

ที่ ชือ่ - นามสกลุ ดา้ นความรู้ ดา้ น ดา้ น รวม ระดับ
(K) กระบวนการ คณุ ลักษณะ คะแนน คณุ ภาพ

(P) (A)

3 3 39

29

30

31

32

33

34

35

36

37

38

39

40

ระดบั คณุ ภาพ 9 หมายถึง ระดบั ดีมาก
คะแนน 7-8 หมายถึง ระดบั ดี
คะแนน 5-6 หมายถึง ระดบั ปานกลาง
คะแนน 3-4 หมายถึง ระดบั ปรบั ปรงุ
คะแนน

252

บันทึกหลังการสอนการเคลือ่ นทแ่ี ละอตั ราเรว็ ของแสง

หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 11 เร่ือง แสงเชิงรงั สี อ

แผนการสอนที่ 26 เรอื่ ง การเคลอ่ื นท่แี ละอตั ราเร็วของแสง .

วันที่.................................................เดอื น.......................................................................พ.ศ......................................

ผลการจัดการเรียนรู้

…………………………………………………………………………………………………………………………… ………….…………………...
……………………………………………………………………………………………………………………………………….…… ……………..
…………………………………………………………………………………………………………………………
…………….…………………...
ปญั หา / อปุ สรรค

………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………...
……………………………………………………………………………………………………………………………………….…… ……………...
……………………………………………………………………………………………………………………………………
….…………………...
ขอ้ เสนอแนะ/แนวทางแกป้ ญั หา

…………………………………… ………………………………………………………………………………………………….…………………...

…………………………………………………………………… ………………………………………………………………….…………………...

…………………………………………………………………………………………………………………………………… ….…………………...

บันทึกสำหรบั ครพู เี่ ลยี้ ง

…………………………………… ………………………………………………………………………………………………….…………………...

…………………………………………………………………… ………………………………………………………………….…………………...

…………………………………………………………………………………………………………………………………… ….…………………...

ลงช่ือ....................................................... ลงชอื่ ..............................................................
( นายทวพิ งศ์ ศรสี ุวรรณ ) ( นางสาวอุทัยทพิ ย์ เมืองร่ืน )
ครูพ่ีเล้ียง นกั ศกึ ษาปฏิบัตกิ ารสอน

253

แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 27

รายวิชา ว32203 ฟิสกิ ส์เพมิ่ เติม เลม่ 3 ชนั้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 5 ภาคเรยี นที่ 1

เรื่อง การสะทอ้ นของแสง เวลา 2 ช่วั โมง

ครูผสู้ อน ปส.อทุ ยั ทพิ ย์ เมอื งร่นื ครูพเ่ี ลย้ี ง อ.ทวิพงศ์ ศรสี ุวรรณ

1. สาระฟสิ กิ ส์
2. เขา้ ใจการเคล่ือนท่แี บบฮาร์มอนิกอย่างง่าย ธรรมชาติของคลน่ื เสียงและการไดย้ ิน ปรากฏการณ์ที่

เกย่ี วขอ้ งกบั เสียง แสงและการเหน็ ปรากฏการณ์ท่เี กย่ี วขอ้ งกับแสงรวมทงั้ นำความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์

2. ผลการเรยี นรู้
6. ทดลอง และอธิบายการสะท้อนของแสงที่ผิววัตถุตามกฎการสะท้อน เขียนรังสีของแสงและ คำนวณ

ตำแหน่งและขนาดภาพของวัตถุ เมื่อแสงตกกระทบกระจกเงาราบและกระจกเงาทรงกลม รวมทั้งอธิบายการนำ
ความร้เู ร่ืองการสะทอ้ นของแสงจากกระจกเงาราบ และกระจกเงาทรงกลมไปใชป้ ระโยชนใ์ นชวี ิตประจำวนั

3. จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้
3.1 ด้านความรู้ (K)
1) อธบิ ายการสะทอ้ นของแสง และกฎการสะท้อนของแสงได้
3.2 ดา้ นกระบวนการ (P)
1) คำนวณหาการสะท้อนของแสงได้
3.3 ด้านเจตคติ (A)
1) ใฝเ่ รียนรู้ และมคี วามรบั ผดิ ชอบ

4. สาระสำคญั
การสะท้อนของแสง (reflection of light) เป็นปรากฏการณ์ที่แสงเดินทางจากตัวกลางที่มีความ

หนาแน่นคา่ หนง่ึ มายังตัวกลางท่ีมีค่าความหนาแนน่ อกี ตัวหนึ่ง ทำให้แสงตกกระทบกบั ตวั กลางใหม่ แลว้ สะทอ้ นกลับ
สู่ตวั เดมิ เม่ือแสงตกกระทบผิววตั ถจุ ะเกดิ การสะท้อนของแสง โดยเปน็ ไปตามกฎการสะทอ้ น ดังนี้

1. มมุ ตกกระทบกับมุมสะท้อน
2. รังสตี กกระทบ รังสสี ะทอ้ น และเสน้ แนวฉาก อยู่ในระนาบเดยี วกนั

5. สาระการเรยี นรู้
5.1 ความรู้
การสะท้อนของแสง (reflection of light) เป็นปรากฏการณ์ที่แสงเดินทางจากตัวกลางที่มี

ความหนาแน่นค่าหนึ่งมายังตัวกลางที่มีค่าความหนาแน่นอีกตัวหนึ่ง ทำให้แสงตกกระทบกับตัวกลางใหม่
แลว้ สะทอ้ นกลับสู่ตัวเดมิ

การสะท้อนของแสงเกิดขึ้นเมื่อแสงเดินทางไปถึงผิวสะท้อน ซึ่งอาจจะเป็นกระจกเงาหรือพื้นผิว
อื่นๆ ท่ีสามารถสะท้อนแสงได้ และไม่จำเป็นต้องเป็นผิวที่เรียบ การเขียนรังสีของแสงและหาความสัมพันธ์ระหว่าง
มมุ ตกกระทบ (angle of incidence) กบั มมุ สะทอ้ น (angle of incidence)

254

โดยมุมตกกระทบเป็นมุมที่รังสีตกกระทบกับเส้นสมมติที่ตั้งฉากกับผิวสะท้อน เรียกว่า เส้นแนว
ฉาก (normal line) การสะท้อนของแสงประกอบด้วย ดงั นี้

1. รังสีตกกระทบ (Incident Ray) คือ รงั สขี องแสงทีพ่ ่งุ เข้าหาพ้ืนผวิ ของวตั ถุ
2. รังสีสะท้อน (Reflected Ray) คือ รังสขี องแสงที่พุ่งออกจากพื้นผิวของวตั ถุ

3. เส้นแนวฉาก (normal line) คอื เส้นท่ลี ากตง้ั ฉากกับพ้ืนผวิ ของวัตถุตรงจุดท่ีแสง
กระทบ
4. มมุ ตกกระทบ (Angle of Incidence) คือ มุมที่รังสีตกกระทบทำกบั เส้นปกติ
5. มุมสะทอ้ น (Angle of Reflection) คือ มุมท่รี ังสสี ะท้อนทำกับเส้นปกติ
เมื่อแสงตกกระทบผิววัตถุจะเกิดการสะท้อนของแสง โดยเป็นไปตามกฎการสะท้อน (law of

reflection) ดงั นี้
1. มมุ ตกกระทบกับมมุ สะทอ้ น ( 1 = 2)
2. รงั สีตกกระทบ รงั สสี ะท้อน และเส้นแนวฉาก อย่ใู นระนาบเดยี วกนั

ในกรณีที่ผิวสะท้อนมีความขรุขระ เช่น กระดาษที่ยับ พื้นคอนกรีตที่ไม่เรียบ การสะท้อนของแสง
ยังคงเป็นไปตามกฎการสะท้อน การสะท้อนของแสงจากพื้นผิวที่ไม่เรียบ นั้นไม่เปน็ ไปตามกฎการสะท้อนเพราะรงั สี
สะท้อนไม่ได้ขนานกัน ทั้งที่รังสีตกกระทบก็เป็นรังสีขนาน คือ เส้นแนวฉากที่แต่ละจุดบนพื้นที่เกิดการสะท้อนน้ั น
ไมไ่ ด้ขนานกัน จงึ ทำให้มุมตกกระทบท่แี ต่ละจุดไมเ่ ท่ากนั ดงั รูป

การสะท้อนของแสงบนวัสดุที่มีผิวขรุขระทำให้แสงสะท้อนออกมานั้นมีทิศทางที่หลากหลาย และ
ไม่ทำให้ความเข้มแสงในทิศทางใดทิศทางหนึ่งมีค่ามากเกินไป จึงทำให้สามารถมองเห็นวัตถุนั้นได้ในหลายๆ มุม
รวมท้ังมองเหน็ วัตถนุ น้ั ไดโ้ ดยไม่มีจุดใดจุดหน่งึ ทีส่ วา่ งหรอื มืดมากเกินไป

5.2 กระบวนการ
1) ความสามารถในการสอ่ื สาร (อ่าน ฟงั พูด เขยี น)
2) ความสามารถในการคดิ (สังเกต วิเคราะห์ สรุป)

255

3) ความสามารถในการแก้ปัญหา (แก้สมการ)
4) ความสามารถในการใชท้ กั ษะชีวิต (ความรับผิดชอบ)
5) ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ (ใชก้ ารสบื ค้นผา่ นคอมพวิ เตอร์)
5.3 คุณลกั ษณะและคา่ นิยม
ใฝเ่ รยี นรู้ และมคี วามรบั ผดิ ชอบ

6. บูรณาการ
6.1 บรู ณาการกบั กลมุ่ สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เร่ือง เสน้ ขนาน

7. กจิ กรรมการเรยี นรู้
ข้ันตอนการเรยี นรู้

ข้ันท่ี 1 ขน้ั สรา้ งความสนใจ
7.1.1 ครูให้นักเรียนเข้าชั้นเรียนออนไลน์ผ่าน google meet โดยครูส่งลิงค์ในการเข้าชั้นเรียนผ่านกลุ่ม

classroom รายวิชาฟสิ กิ สเ์ พิม่ เตมิ ครทู บทวนความรู้ที่ได้ศกึ ษามาแล้วในบทที่ 10 แสงเชิงคล่ืน
7.1.2 ครอู ธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาตติ ่างๆ ทเ่ี กยี่ วกบั แสง แนวคิด แบบจำลอง และสมบตั ิของคลน่ื

ขน้ั ที่ 2 ขน้ั สำรวจและค้นหา
7.2.1 ครใู ห้นกั เรยี นแต่ละคนศกึ ษาเนื้อหาเร่อื งการสะท้อนของแสงจากหนงั สอื เรยี นและเอกสาร

ประกอบการเรียนการสอน
7.2.2 ครแู นะนำให้นกั เรียนสบื ค้นขอ้ มลู เกย่ี วกับการสะท้อนของแสงจากแหล่งข้อมลู อนื่ ๆเช่นอินเทอร์เน็ต

โดยเนน้ ย้ำใหน้ ักเรยี นพิจารณาความนา่ เช่อื ถอื ของแหลง่ ข้อมูล

ขั้นที่ 3 ข้ันอธบิ ายและลงขอ้ สรุป
7.3.1 ครูใหน้ ักเรยี นอาสาออกมานำเสนอผลการศกึ ษาคน้ ควา้ หนา้ ช้ันเรยี นออนไลนผ์ ่าน google meet
7.3.2 นกั เรยี นและครรู ว่ มกนั อภปิ ราย จนสรปุ ได้ ดงั น้ี
การสะท้อนของแสงเป็นไปตามกฎการสะท้อนของแสง คือ 1. มุมตกกระทบและมุมสะท้อน 2.

รังสีตกกระทบ รังสีสะท้อน และเส้นแนวฉากอยู่ในระนาบเดียวกัน การสะท้อนของแสงในกรณีผิวสะท้อนมีความ
ขรขุ ระ ผิวสะทอ้ นนูน และผิวสะท้อนเว้า ยังคงเปน็ ไปตามกฎการสะท้อนของแสง

ขั้นท่ี 4 ข้นั ขยายความรู้
7.4.1 ครอู ธิบายใหค้ วามรู้เพมิ่ เติม ดงั นี้
1) การสะท้อนของแสง (reflection of light) เป็นปรากฏการณ์ที่แสงเดินทางจากตัวกลางที่มี

ความหนาแน่นค่าหนึ่งมายังตัวกลางที่มีค่าความหนาแน่นอีกตัวหนึ่ง ทำให้แสงตกกระทบกับตัวกลางใหม่ แล้ว
สะท้อนกลบั สู่ตัวเดมิ

2) การสะท้อนของแสงเกิดขึ้นเมื่อแสงเดินทางไปถึงผิวสะท้อน ซึ่งอาจจะเป็นกระจกเงาหรือพื้นผิว
อื่นๆ ที่สามารถสะท้อนแสงได้ และไม่จำเป็นต้องเป็นผิวที่เรียบ การเขียนรังสีของแสงและหาความสัมพันธ์ระหว่าง
มุมตกกระทบ (angle of incidence) กบั มุมสะทอ้ น (angle of incidence)

256

โดยมุมตกกระทบเป็นมุมที่รังสีตกกระทบกับเส้นสมมติที่ตั้งฉากกับผิวสะท้อน เรียกว่า เส้นแนว
ฉาก (normal line) การสะท้อนของแสงประกอบดว้ ย ดงั นี้

1. รังสตี กกระทบ (Incident Ray) คอื รังสีของแสงทีพ่ ุ่งเขา้ หาพื้นผิวของวัตถุ
2. รงั สีสะท้อน (Reflected Ray) คือ รังสขี องแสงที่พุ่งออกจากพน้ื ผวิ ของวัตถุ
3. เส้นแนวฉาก (normal line) คอื เส้นที่ลากตงั้ ฉากกบั พ้ืนผิวของวัตถตุ รงจดุ ทแี่ สงกระทบ
4. มมุ ตกกระทบ (Angle of Incidence) คือ มุมท่รี ังสตี กกระทบทำกับเส้นปกติ
5. มมุ สะทอ้ น (Angle of Reflection) คอื มุมท่รี ังสีสะท้อนทำกบั เสน้ ปกติ
3) เมื่อแสงตกกระทบผิววัตถุจะเกิดการสะท้อนของแสง โดยเป็นไปตามกฎการสะท้อน (law of
reflection) ดังนี้
1. มุมตกกระทบกบั มุมสะทอ้ น ( 1 = 2)
2. รังสตี กกระทบ รังสสี ะทอ้ น และเสน้ แนวฉาก อยู่ในระนาบเดยี วกัน
4) ในกรณีที่ผิวสะท้อนมีความขรุขระ เช่น กระดาษที่ยับ พื้นคอนกรีตที่ไม่เรียบ การสะท้อนของแสง
ยังคงเป็นไปตามกฎการสะท้อน การสะท้อนของแสงจากพื้นผวิ ที่ไม่เรียบ นั้นไม่เป็นไปตามกฎการสะท้อนเพราะรงั สี
สะท้อนไม่ได้ขนานกัน ทั้งที่รังสีตกกระทบก็เป็นรังสีขนาน คือ เส้นแนวฉากที่แต่ละจุดบนพื้นที่เกิดการสะท้อนนั้น
ไม่ไดข้ นานกัน จึงทำใหม้ มุ ตกกระทบท่ีแต่ละจดุ ไมเ่ ท่ากัน ดงั รปู

การสะท้อนของแสงบนวัสดุที่มีผิวขรุขระทำให้แสงสะท้อนออกมานั้นมีทิศทางที่หลากหลาย และไม่ทำให้
ความเข้มแสงในทิศทางใดทิศทางหนึ่งมีค่ามากเกินไป จึงทำให้สามารถมองเห็นวัตถุนั้นได้ในหลายๆ มุม รวมท้ัง
มองเหน็ วตั ถนุ น้ั ไดโ้ ดยไม่มีจุดใดจุดหน่ึงท่ีสว่างหรอื มดื มากเกนิ ไป
ขั้นท่ี 5 ขน้ั ประเมนิ ผล

7.5.1 นกั เรยี นสง่ แบบฝกึ เรอ่ื ง กฎการสะทอ้ นของแสง

8. สอ่ื การเรยี นรู้/แหลง่ เรยี นรู้
8.1 หนังสือเรยี นรายวชิ าเพมิ่ เติมวิทยาศาสตร์ (ฟิสกิ ส์) ช้นั มธั ยมศึกษาปีที่ 5 เล่ม 3 (ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ.

2560)
8.2 อินเทอร์เนต็
8.3 เอกสารประกอบการเรียนการสอน กฎการสะทอ้ นของแสง

257

9. การวัดและประเมนิ ผล วธิ กี ารวัด เครอ่ื งมอื เกณฑก์ ารประเมนิ
จุดประสงค์การเรียนรู้
1) การตอบคำถามในช้นั 1) คำถามในชน้ั เรียน 1) นกั เรยี นสามารถ
ด้านความรู้ (K) เรียนออนไลน์ผา่ น
1) อธิบายการสะทอ้ นของแสง google meet เร่ือง ออนไลน์ผา่ น ตอบคำถามได้ระดบั
และกฎการสะทอ้ นของแสงได้ สะทอ้ นของแสง
และกฎการสะท้อนของ google meet เรื่อง ดผี ่านเกณฑ์
ดา้ นกระบวนการ (P) แสงได้
1) คำนวนกฎการสะทอ้ นของแสงได้ สะท้อนของแสง

ด้านคณุ ลักษณะ (A) และกฎการสะทอ้ น
1) ใฝ่เรยี นรู้ และมคี วามรบั ผดิ ชอบ
ของแสงได้

1) ตรวจแบบฝกึ เร่อื งกฎ 1) แบบฝกึ เรอ่ื ง กฎ 1) นกั เรยี นสามารถ
การสะท้อนของแสงได้ การสะทอ้ นของแสง วเิ คราะห์กฎการ
สะท้อนของแสงได้
ระดับดี ผ่านเกณฑ์

1) ตรวจการสง่ แบบฝึก 1) แบบฝึก เรอื่ ง กฎ 1) นักเรยี นไดร้ ะดบั ดี
เรอ่ื งกฎการสะท้อนของ การสะท้อนของแสง ผ่านเกณฑ์
แสงได้

258

10. เกณฑ์การประเมินผลงานนกั เรียน
เกณฑ์การประเมินแบบ Rubrics ของการทำกิจกรรม เรื่อง กฎการสะทอ้ นของแสง

ประเดน็ การ คา่ นำ้ หนัก แนวทางการใหค้ ะแนน
ประเมนิ คะแนน

ด้านความรู้ 3 ตอบคำถามทา้ ยการทดลองได้ถกู ต้องทุกข้อ

(K) 2 ตอบคำถามทา้ ยการทดลองไดถ้ ูกต้อง 2-3 ข้อ

1 ตอบคำถามท้ายการทดลองได้ถกู ตอ้ ง 1 ขอ้ หรอื ไมถ่ ูกต้อง

ด้าน 3 วเิ คราะหค์ ำนวณได้ถูกตอ้ งครบถว้ น

กระบวนการ 2 วเิ คราะหค์ ำนวณค่อนข้างถูกตอ้ งครบถว้ น

(P) 1 วิเคราะห์คำนวณได้ค่อนข้างถูกต้อง

ด้าน 3 ทำภาระงานที่ไดร้ ับมอบหมายเสรจ็ ภายในเวลาทกี่ ำหนด และเรยี บรอ้ ยถกู ตอ้ งครบถว้ น

คุณลักษณะ 2 ทำภาระงานท่ีได้รบั มอบหมายเสร็จภายในเวลาท่กี ำหนด แต่งานยงั ผดิ พลาดบางสว่ น

(A) 1 ทำภาระงานที่ไดร้ ับมอบหมายเสร็จ แตล่ า่ ช้า และเกิดขอ้ ผดิ พลาดบางสว่ น

ระดบั คะแนน 3 หมายถงึ ระดับดีมาก
คะแนน 2 หมายถึง ระดับดี
คะแนน 1 หมายถึง ระดบั พอใช้
คะแนน

259

การประเมนิ การทำกจิ กรรม เรอื่ ง กฎการสะทอ้ นของแสง

จดุ ประสงค์การเรียนรู้

ที่ ชอื่ - นามสกลุ ดา้ นความรู้ ด้าน ด้าน รวม ระดับ
(K) กระบวนการ คณุ ลกั ษณะ คะแนน คุณภาพ

(P) (A)

3 3 39

1

2

3

4

5

6

7

8

9

10

11

12

13

14

15

16

17

18

19

20

21

22

23

24

25

26

27

28

260

จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้

ที่ ชือ่ - นามสกลุ ดา้ นความรู้ ดา้ น ดา้ น รวม ระดับ
(K) กระบวนการ คณุ ลักษณะ คะแนน คณุ ภาพ

(P) (A)

3 3 39

29

30

31

32

33

34

35

36

37

38

39

40

ระดบั คณุ ภาพ 9 หมายถึง ระดบั ดีมาก
คะแนน 7-8 หมายถึง ระดบั ดี
คะแนน 5-6 หมายถึง ระดบั ปานกลาง
คะแนน 3-4 หมายถึง ระดบั ปรบั ปรงุ
คะแนน

261

บนั ทึกหลังการสอน

หน่วยการเรียนรทู้ ี่ 11 เร่อื ง แสงเชงิ รงั สี อ

แผนการสอนท่ี 27 เร่อื ง การสะทอ้ นของแสง .

วนั ที่.................................................เดือน.......................................................................พ.ศ......................................

ผลการจัดการเรยี นรู้

…………………………………………………………………………………………………………………………… ………….…………………...
……………………………………………………………………………………………………………………………………….…… ……………..
…………………………………………………………………………………………………………………………
…………….…………………...
ปญั หา / อปุ สรรค

………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………...
……………………………………………………………………………………………………………………………………….…… ……………...
……………………………………………………………………………………………………………………………………
….…………………...
ขอ้ เสนอแนะ/แนวทางแก้ปญั หา

…………………………………… ………………………………………………………………………………………………….…………………...

…………………………………………………………………… ………………………………………………………………….…………………...

…………………………………………………………………………………………………………………………………… ….…………………...

บนั ทกึ สำหรบั ครูพเ่ี ลยี้ ง

…………………………………… ………………………………………………………………………………………………….…………………...

…………………………………………………………………… ………………………………………………………………….…………………...

…………………………………………………………………………………………………………………………………… ….…………………...

ลงชือ่ ....................................................... ลงชือ่ ..............................................................
( นายทวพิ งศ์ ศรสี วุ รรณ ) ( นางสาวอทุ ยั ทพิ ย์ เมืองร่ืน )
ครูพีเ่ ล้ียง นักศกึ ษาปฏบิ ตั ิการสอน

262

แผนการจัดการเรียนรทู้ ี่ 28

รายวิชา ว32203 ฟสิ กิ สเ์ พม่ิ เติม เล่ม 3 ชัน้ มธั ยมศึกษาปที ี่ 5 ภาคเรยี นท่ี 1

เรอ่ื ง การหกั เหของแสง เวลา 2 ชว่ั โมง

ครูผสู้ อน ปส.อุทัยทิพย์ เมืองรนื่ ครูพเี่ ลย้ี ง อ.ทวพิ งศ์ ศรสี ุวรรณ

1. สาระฟสิ ิกส์
2. เขา้ ใจการเคลอื่ นที่แบบฮาร์มอนิกอย่างงา่ ย ธรรมชาตขิ องคล่ืน เสยี งและการไดย้ ิน ปรากฏการณท์ ่ี

เกยี่ วข้องกับเสยี ง แสงและการเหน็ ปรากฏการณ์ท่ีเกีย่ วขอ้ งกับแสงรวมทง้ั นำความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์

2. ผลการเรียนรู้
7. ทดลอง และอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างดรรชนีหักเห มุมตกกระทบ และมุมหักเหรวมทั้งอธิบาย

ความสัมพันธ์ระหว่างความลึกจริงและความลึกปรากฏ มุมวิกฤตและการสะท้อนกลับหมดของ แสง และคำนวณ
ปริมาณต่าง ๆ ทเี่ กีย่ วข้อง

3. จดุ ประสงค์การเรียนรู้
3.1 ด้านความรู้ (K)
1) อธบิ ายการหักเหของแสง และกฎของสเนลล์ได้
3.2 ดา้ นกระบวนการ (P)
1) นกั เรยี นสามารถนำกฎของสเนลลค์ ำนวณหาปรมิ าณตา่ งๆทเ่ี กย่ี วข้องได้
3.3 ดา้ นเจตคติ (A)
1) ใฝเ่ รยี นรู้ และมคี วามรับผดิ ชอบ

4. สาระสำคญั

การหักเหของแสง (refraction of light) เกิดขึ้นเมื่อแสงมีการเดินทางจากตัวกลางหนึ่งไปอีกตัวกลาง หนึ่ง

ทำให้มีอัตราเร็วเปลี่ยนไป โดยอัตราส่วนระหว่างอัตราเร็วแสงในสุญญากาศกับอัตราเร็วแสงในตัวกลางใด ๆ คือ

ดรรชนีหักเห ( index of refraction) = และ n1 sin 1 = n2 sin 2 เรียกว่า กฎของ

สเนลล์ (Snell’s law)

การหกั เหของแสงเปน็ ไปตามกฎการหักเห (law of refraction) คือ

1. n1 sin 1 = n2 sin 2
2. รงั สตี กกระทบ รังสีหกั เห และเส้นแนวฉาก อยใู่ นระนาบเดียวกัน

ในกรณีทีแ่ สงเดนิ ทางจากตวั กลางทมี่ ีดรรชนีหกั เหมากไปตัวกลางทม่ี ีดรรชนีหักเหน้อย จะทำให้มุมหกั เห โตกวา่

มมุ ตกกระทบ เมอ่ื เพิ่มมมุ ตกกระทบจนมีมุมหักเหเป็นมุม 90 องศาพอดี เรียกมมุ ตกกระทบนวี้ ่า มมุ วิกฤต (critical

angle, θc ) ซึ่งเป็นไปตามสมการ sin = 2 ถ้ามุมตกกระทบโตกว่ามุมวิกฤต จะทำให้ไม่มีแสงหักเหผ่าน
1
เข้าสู่ตัวกลางที่มีดรรชนีหักเหน้อย มีแต่แสงส่วนที่สะท้อนกลับในตัวกลางเดิมเท่านั้น เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า การ

สะท้อนกลับหมด (total internal reflection) เมื่อให้แสงขาวผ่านปริซึมจะพบว่าแสงที่หักเหออกจากปริซึมจะ

แยกออกเป็นแสงสีตา่ ง ๆ เรยี ก ปรากฏการณ์น้วี ่า การกระจายแสง (dispersion of light)

263

5. สาระการเรยี นรู้
5.1 ความรู้
การหักเหของแสง (refraction of light) เป็นปรากฏการณ์ทางแสงที่เห็นได้อย่างชัดเจน เพราะเมื่อ

เกิดขึ้นจะทำให้แสงเปลี่ยนแนวทางไปจากเดิม โดยเกิดขึ้นเมื่อแสงมีการเดินทางจากตัวกลางหนึ่งไปอีกตัวกลางหน่ึง
ทำให้มีอัตราเร็วเปลี่ยนไป เช่น แสงเลเซอร์ที่เดินทางจากอากาศเข้าไปในแท่งแก้ว และเดินทางจากแก้วออกสู่
อากาศ

แผนภาพรังสีสำหรับอธิบายปรากฏการณ์การหักเหของแสง แสดงได้ดังรูป โดยรังสีตกกระทบทำมุมตกกระทบ 1
กับเส้นแนวฉาก ส่วนรังสีของแสงที่เข้าไปในตัวกลางใหม่ เรียกว่า รังสีหักเห ( refracted ray)
ซ่ึงทำมุมหกั เห 2 กบั เสน้ แนวฉาก

ดรรชนีหักเห (index of refraction) คือ อัตราส่วนระหว่างอัตราเร็วแสงในสุญญากาศกับอัตราเร็วแสงใน

ตัวกลางใด ๆ สมการหาคา่ ดรรชนีหักเห


=

โดยท่ี คอื ดรรชนีหักเหของตัวกลาง

คือ อัตราเร็วของแสงในสุญญากาศซึง่ มีคา่ ประมาณ 3.0 x 108 เมตรตอ่ วินาที

คือ อตั ราเรว็ ของแสงในตวั กลาง มหี นว่ ยเป็นเมตรต่อวนิ าที (m/s)

ความสัมพันธ์ตามสมการ n1 sin 1 = n2 sin 2 เรยี กว่า กฎของสเนลล์ (Snell’s law)
และสามารถสรุป กฎการหกั เห (law of refraction) ไดว้ ่า

1. n1 sin 1 = n2 sin 2
2. รังสีตกกระทบ รงั สีหักเห และเสน้ แนวฉาก อยใู่ นระนาบเดยี วกนั

264

5.2 กระบวนการ
1) ความสามารถในการสื่อสาร (อ่าน ฟัง พดู เขยี น)
2) ความสามารถในการคิด (สังเกต วิเคราะห์ จัดกล่มุ สรุป)
3) ความสามารถในการแกป้ ัญหา (แก้สมการ)
4) ความสามารถในการใช้ทกั ษะชีวิต (ทำงานกลุ่ม และความรบั ผิดชอบ)
5) ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศ (ใชก้ ารสบื คน้ ผา่ นคอมพวิ เตอร์)

5.3 คณุ ลักษณะและค่านยิ ม
ใฝเ่ รยี นรู้ และมคี วามรบั ผิดชอบ

6. บูรณาการ
6.1 บรู ณาการกับกล่มุ สาระการเรียนร้คู ณติ ศาสตร์ เรื่อง การแก้สมการ

7. กิจกรรมการเรยี นรู้
ขั้นตอนการเรยี นรู้
ขั้นที่ 1 ข้นั สร้างความสนใจ

7.1.1 ครูให้นักเรียนเข้าชั้นเรียนออนไลน์ผ่าน google meet โดยครูส่งลิงค์ในการเข้าชั้นเรียนผ่านกลุ่ม
classroom รายวิชาฟิสกิ ส์เพิม่ เติม ครูทบทวนความรู้ เรื่อง การสะท้อนของแสง และกฎการสะท้อนของแสง

การสะท้อนของแสงเกิดขึ้นเมื่อแสงเดินทางไปถึงผิวสะท้อน ซึ่งอาจจะเป็นกระจกเงาหรือพื้นผิวอื่นๆ ที่
สามารถสะท้อนแสงได้ และไม่จำเป็นต้องเป็นผิวที่เรียบ การเขียนรังสีของแสงและหาความสัมพันธ์ระหว่างมุมตก
กระทบ (angle of incidence) กบั มมุ สะท้อน (angle of incidence)

โดยมุมตกกระทบเป็นมุมที่รังสีตกกระทบกับเส้นสมมติที่ตั้งฉากกับผิวสะท้อน เรียกว่า เส้นแนวฉาก
(normal line) การสะท้อนของแสงประกอบดว้ ย ดังนี้

1. รงั สีตกกระทบ (Incident Ray) คือ รังสขี องแสงทพี่ ุ่งเข้าหาพืน้ ผวิ ของวตั ถุ
2. รังสีสะทอ้ น (Reflected Ray) คอื รงั สีของแสงท่พี ุ่งออกจากพืน้ ผวิ ของวัตถุ
3. เส้นแนวฉาก (normal line) คือ เสน้ ทลี่ ากต้ังฉากกับพนื้ ผิวของวัตถุตรงจดุ ท่ีแสงกระทบ
4. มมุ ตกกระทบ (Angle of Incidence) คือ มมุ ทร่ี งั สีตกกระทบทำกับเสน้ ปกติ
5. มุมสะทอ้ น (Angle of Reflection) คอื มุมท่ีรังสสี ะทอ้ นทำกับเส้นปกติ
เมื่อแสงตกกระทบผิววัตถุจะเกิดการสะท้อนของแสง โดยเป็นไปตามกฎการสะท้อน (law of
reflection) ดังนี้

1. มุมตกกระทบกบั มมุ สะท้อน ( 1 = 2)
2. รังสีตกกระทบ รังสสี ะท้อน และเสน้ แนวฉาก อยู่ในระนาบเดียวกนั

265

ขนั้ ท่ี 2 ข้ันสำรวจและคน้ หา
7.2.1 ครใู ห้นักเรยี นแต่ละคนศึกษาเนอ้ื หาเร่ืองการหักเหของแสงจากหนงั สอื เรยี นและเอกสารประกอบการ

เรียนการสอน
7.2.2 ครูแนะนำให้นกั เรียนสบื ค้นข้อมลู เกย่ี วกับการหักเหของแสงจากแหลง่ ขอ้ มลู อื่นๆเชน่ อินเทอร์เนต็ โดย

เน้นย้ำให้นกั เรยี นพจิ ารณาความนา่ เชือ่ ถือของแหลง่ ขอ้ มลู

ขั้นท่ี 3 ข้นั อธิบายและลงขอ้ สรุป
7.3.1 ครใู ห้นกั เรียนอาสาออกมานำเสนอผลการศึกษาคน้ คว้าหน้าช้ันเรียนออนไลนผ์ า่ น google meet
7.3.2 ครูนำนักเรยี นอภิปรายเพ่อื นำไปสูก่ ารสรุปโดยใชค้ ำถามต่อไปน้ี
1) จงอธิบายการหักเหของแสง (refraction of light) (แนวการตอบ เปน็ ปรากฏการณ์ทางแสงที่

เหน็ ได้อยา่ งชัดเจน เพราะเม่อื เกดิ ขึน้ จะทำให้แสงเปลย่ี นแนวทางไปจากเดิม โดยเกิดขึน้ เมือ่ แสง
มีการเดินทางจากตวั กลางหน่งึ ไปอกี ตัวกลางหนึ่ง ทำให้มอี ตั ราเรว็ เปลีย่ นไป)

2) จงอธิบายกฎของสเนลล์ (แนวการตอบ อตั ราส่วนระหว่างไซน์ของมุมตกกระทบกับไซน์ของมมุ
หกั เหมีค่าคงตัวค่าหนึ่ง ความสมั พนั ธ์ตามสมการ n1 sin 1 = n2 sin 2)

3) กฎการหักเห มีกี่ข้อ อะไรบ้าง (แนวการตอบ 2 ข้อ คือ 1. n1 sin 1 = n2 sin 2 2.
รังสีตกกระทบ รังสหี ักเห และเส้นแนวฉาก อยใู่ นระนาบเดยี วกนั )

7.3.3 นกั เรยี นและครรู ว่ มกนั อภปิ รายสรปุ ได้ ดงั น้ี
1) เม่อื ลำแสงเคลือ่ นทีจ่ ากอากาศเขา้ สแู่ ท่งพลาสตกิ สีเ่ หลย่ี มผืนผ้า แสงจะเกดิ การหกั เหและเมื่อแสง

เคลอื่ นที่จากแทง่ พลาสตกิ สเี่ หลยี่ มผืนผา้ กลับออกสู่อากาศ แสงจะเกดิ การหักเหอกี คร้ัง ดังรูป

2) มุม θ1 โตกว่า θ2 นั่นคือ เมื่อแสงเคลื่อนที่จากอากาศเข้าไปในแท่งพลาสติกสี่เหลี่ยม ผืนผ้า มุม
หกั เหจะเลก็ กวา่ มมุ ตกกระทบ

3) มุม θ3 เล็กกว่า θ4 นั่นคือ เมื่อแสงเคลื่อนที่จากแท่งพลาสติกสี่เหลี่ยมผืนผ้าเข้าไปในอากาศ มุม
หักเหจะโตกว่ามุมตกกระทบ

4) อัตราส่วนของ sin 1 และอัตราสว่ นของ sin 3 มคี ่าคงตวั
sin 2 sin 4
5) อัตราสว่ นของ sin 1 เท่ากบั สว่ นกลับของอัตราส่วน sin 3
sin 2 sin 4

266

6) อตั ราส่วนระหวา่ งไซน์ของมมุ ตกกระทบกับไซน์ของมุมหักเหมีค่าคงตวั ค่าหน่ึง เรียกความสัมพนั ธ์
น้ีว่า กฎของสเนลล์

ขนั้ ท่ี 4 ข้นั ขยายความรู้
7.4.1 ครอู ธบิ ายใหค้ วามรู้เพม่ิ เตมิ ดังนี้
การหักเหของแสง (refraction of light) เป็นปรากฏการณ์ทางแสงที่เห็นได้อย่างชัดเจน เพราะเม่ือ

เกิดขึ้นจะทำให้แสงเปลี่ยนแนวทางไปจากเดิม โดยเกิดขึ้นเมื่อแสงมีการเดินทางจากตัวกลางหนึ่งไปอีกตัวกลางหนึ่ง
ทำให้มีอัตราเร็วเปลี่ยนไป เช่น แสงเลเซอร์ที่เดินทางจากอากาศเข้าไปในแท่งแก้ว และเดินทางจากแก้วออกสู่
อากาศ

แผนภาพรังสีสำหรับอธิบายปรากฏการณ์การหักเหของแสง แสดงได้ดังรูป โดยรังสีตกกระทบทำมุมตก

กระทบ 1 กับเส้นแนวฉาก ส่วนรังสีของแสงที่เข้าไปในตัวกลางใหม่ เรียกว่า รังสีหักเห (refracted ray) ซึ่งทำมมุ
หักเห 2 กับเสน้ แนวฉาก

ดรรชนีหักเห (index of refraction) คือ อัตราส่วนระหว่างอัตราเร็วแสงในสุญญากาศกับอัตราเร็วแสง

ในตัวกลางใด ๆ สมการหาคา่ ดรรชนีหกั เห


=

โดยท่ี คือ ดรรชนีหกั เหของตวั กลาง
คือ อตั ราเร็วของแสงในสญุ ญากาศซ่งึ มีคา่ ประมาณ 3.0 x 108 เมตรตอ่ วนิ าที
คอื อัตราเรว็ ของแสงในตัวกลาง มีหน่วยเปน็ เมตรต่อวนิ าที (m/s)

267

7.4.2 ครูอธบิ ายตวั อยา่ งในเอกสารประกอบการเรียนการสอน เรือ่ งการหักเหของแสง
7.4.3 ครใู หน้ กั เรียนทำแบบฝึกหัดในเอกสารประกอบการเรียนการสอน เร่อื งการหักเหของแสง

ข้ันท่ี 5 ข้ันประเมนิ ผล
7.5.1 นกั เรยี นสง่ แบบฝกึ หดั ในเอกสารประกอบการเรียนการสอน เรื่องการหกั เหของแสง

8. ส่อื การเรยี นรู้/แหล่งเรยี นรู้
8.1 หนงั สือเรยี นรายวชิ าเพม่ิ เติมวิทยาศาสตร์ (ฟสิ กิ ส)์ ชนั้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 5 เล่ม 3 (ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ.

2560)
8.2 อินเทอรเ์ น็ต
8.3 เอกสารประกอบการเรียนการสอน เรอื่ งการหักเหของแสง

9. การวัดและประเมินผล วิธีการวัด เครอื่ งมือ เกณฑก์ ารประเมนิ
จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
1) การตอบคำถามในชั้น 1) คำถามในชน้ั เรยี น 1) นกั เรยี นสามารถ
ดา้ นความรู้ (K) เรียนออนไลนผ์ า่ น
1) อธิบายการหกั เหของแสง และกฎ google meet เรอ่ื ง การ ออนไลนผ์ า่ น ตอบคำถามได้ระดับ
ของสเนลล์ได้ หักเหของแสง และกฎ
ของสเนลลไ์ ด้ google meet เร่อื ง ดผี ่านเกณฑ์
ด้านกระบวนการ (P)
1) คำนวนหาการหกั เหของแสงได้ การหกั เหของแสง

ด้านคณุ ลกั ษณะ (A) และกฎของสเนลลไ์ ด้
1) ใฝ่เรยี นรู้ และมคี วามรบั ผดิ ชอบ
1) ตรวจแบบฝกึ หัดเร่อื ง 1) แบบฝกึ หัดเรื่อง 1) นกั เรยี นสามารถ
การหักเหของแสง การหักเหของแสง คำนวนหาการหกั เห
ของแสงไดร้ ะดับดี
ผ่านเกณฑ์

1) ตรวจแบบฝึกหดั เรื่อง 1) แบบฝกึ หดั เร่อื ง 1) นักเรียนไดร้ ะดบั ดี

การหักเหของแสง การหกั เหของแสง ผา่ นเกณฑ์

268

10. เกณฑ์การประเมนิ ผลงานนักเรยี น
เกณฑ์การประเมนิ แบบ Rubrics ของการทำกิจกรรม เร่อื ง การหกั เหของแสง

ประเดน็ การ คา่ แนวทางการให้คะแนน
ประเมนิ นำ้ หนัก
คะแนน ตอบคำถามการหักเหของแสงได้ถกู ตอ้ งทกุ ขอ้
ด้านความรู้ ตอบคำถามการหักเหของแสงได้ถกู ต้อง บางขอ้
(K) 3 ตอบคำถามการหกั เหของแสงได1้ ขอ้
2 คำนวนหาการหักเหของแสงได้ถกู ตอ้ งครบถ้วน
ด้าน 1 คำนวนหาการหกั เหของแสงได้ค่อนข้างถูกต้องครบถ้วน
กระบวนการ 3 คำนวนหาการหักเหของแสงได้ค่อนข้างถกู ต้อง
2 ทำภาระงานที่ไดร้ บั มอบหมายเสรจ็ ภายในเวลาท่ีกำหนด และเรียบร้อยถูกตอ้ งครบถว้ น
(P) 1 ทำภาระงานที่ไดร้ ับมอบหมายเสร็จภายในเวลาท่ีกำหนด แต่งานยงั ผดิ พลาดบางส่วน
ด้าน 3 ทำภาระงานท่ีไดร้ ับมอบหมายเสร็จ แตล่ า่ ชา้ และเกดิ ข้อผดิ พลาดบางสว่ น
คุณลกั ษณะ 2
(A) 1

ระดบั คะแนน 3 หมายถงึ ระดบั ดมี าก
คะแนน 2 หมายถึง ระดบั ดี
คะแนน 1 หมายถงึ ระดับพอใช้
คะแนน

269

การประเมนิ การทำกจิ กรรม เรอื่ ง การหกั เหของแสง

จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้

ที่ ชอื่ - นามสกลุ ด้าน ด้าน ด้าน รวม ระดบั
ความรู้ (K) กระบวนการ คณุ ลักษณะ คะแนน คุณภาพ

(P) (A)

3 3 39

1

2

3

4

5

6

7

8

9

10

11

12

13

14

15

16

17

18

19

20

21

22

23

24

25

26

27

28

270

จดุ ประสงค์การเรยี นรู้

ที่ ช่ือ - นามสกลุ ดา้ น ดา้ น ดา้ น รวม ระดับ
ความรู้ (K) กระบวนการ คุณลักษณะ คะแนน คณุ ภาพ

(P) (A)

3 3 39

29

30

31

32

33

34

35

36

37

38

39

40

ระดบั คณุ ภาพ 9 หมายถึง ระดบั ดีมาก
คะแนน 7-8 หมายถึง ระดับดี
คะแนน 5-6 หมายถึง ระดับปานกลาง
คะแนน 3-4 หมายถึง ระดบั ปรับปรุง
คะแนน

271

บันทึกหลงั การสอน

หน่วยการเรยี นร้ทู ี่ 11 เรื่อง แสงเชงิ รังสี อ

แผนการสอนท่ี 28 เร่ือง การหกั เหของแสง .

วนั ท่ี.................................................เดือน.......................................................................พ.ศ......................................

ผลการจัดการเรยี นรู้

…………………………………………………………………………………………………………………………… ………….…………………...
……………………………………………………………………………………………………………………………………….…… ……………..
…………………………………………………………………………………………………………………………
…………….…………………...
ปัญหา / อุปสรรค

………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………...
……………………………………………………………………………………………………………………………………….…… ……………...
……………………………………………………………………………………………………………………………………
….…………………...
ขอ้ เสนอแนะ/แนวทางแก้ปญั หา

…………………………………… ………………………………………………………………………………………………….…………………...

…………………………………………………………………… ………………………………………………………………….…………………...

…………………………………………………………………………………………………………………………………… ….…………………...

บันทึกสำหรบั ครพู เ่ี ลย้ี ง

…………………………………… ………………………………………………………………………………………………….…………………...

…………………………………………………………………… ………………………………………………………………….…………………...

…………………………………………………………………………………………………………………………………… ….…………………...

ลงช่ือ....................................................... ลงชอ่ื ..............................................................
( นายทวพิ งศ์ ศรสี ุวรรณ ) ( นางสาวอุทัยทพิ ย์ เมอื งร่ืน )
ครพู ่เี ลี้ยง นกั ศึกษาปฏบิ ัติการสอน

272

แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 29

รายวชิ า ว32203 ฟิสกิ ส์เพม่ิ เตมิ เล่ม 3 ช้นั มธั ยมศึกษาปที ี่ 5 ภาคเรยี นที่ 1

เร่อื ง การสะท้อนกลับหมด มมุ วกิ ฤต และการกระจายของแสง เวลา 2 ช่ัวโมง

ครูผสู้ อน ปส.อุทยั ทพิ ย์ เมอื งรืน่ ครพู เี่ ลย้ี ง อ.ทวพิ งศ์ ศรีสุวรรณ

1. สาระฟสิ กิ ส์
2. เข้าใจการเคล่อื นทแี่ บบฮารม์ อนกิ อย่างง่าย ธรรมชาติของคลน่ื เสียงและการไดย้ นิ ปรากฏการณ์ที่

เกย่ี วขอ้ งกบั เสยี ง แสงและการเห็น ปรากฏการณ์ทเ่ี กีย่ วขอ้ งกับแสงรวมทั้งนำความรไู้ ปใช้ประโยชน์

2. ผลการเรียนรู้
7. ทดลอง และอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างดรรชนีหักเห มุมตกกระทบ และมุมหักเหรวมทั้งอธิบาย ความสัมพันธ์
ระหว่างความลึกจริงและความลึกปรากฏ มุมวิกฤตและการสะท้อนกลบั หมดของ แสง และคำนวณปริมาณต่าง ๆ ท่ี
เก่ยี วข้อง

3. จุดประสงคก์ ารเรียนรู้
3.1 ดา้ นความรู้ (K)

1) อธบิ ายการสะท้อนกลบั หมด การเกิดมมุ วิกฤต และการกระจายของได้
3.2 ด้านกระบวนการ (P)

1) สามารถคำนวณหาปริมาณตา่ งๆ ท่ีเกีย่ วขอ้ งได้
3.3 ดา้ นเจตคติ (A)

1) ใฝเ่ รียนรู้ และมีความรับผดิ ชอบ

4. สาระสำคญั

การหักเหของแสง (refraction of light) เกิดขึ้นเมื่อแสงมีการเดินทางจากตัวกลางหนึ่งไปอีกตัวกลาง

หนึ่ง ทำให้มีอัตราเร็วเปลี่ยนไป โดยอัตราส่วนระหว่างอัตราเร็วแสงในสุญญากาศกับอัตราเร็วแสงในตัวกลางใด ๆ

คือ ดรรชนีหักเห (index of refraction) = และ n1 sin θ1 = n2 sin θ2 เรียกว่า กฎของส

เนลล์ (Snell’s law)

การหักเหของแสงเป็นไปตามกฎการหกั เห (law of refraction) คอื

1. n1 sin θ1 = n2 sin θ2
2. รังสตี กกระทบ รงั สหี ักเห และเส้นแนวฉาก อยใู่ นระนาบเดยี วกนั

ในกรณที ี่แสงเดินทางจากตัวกลางที่มีดรรชนีหักเหมากไปตวั กลางท่ีมีดรรชนหี ักเหน้อย จะทำให้มุมหักเห โตก

ว่ามุมตกกระทบ เมื่อเพิ่มมุมตกกระทบจนมีมุมหักเหเป็นมุม 90 องศาพอดี เรียกมุมตกกระทบนี้ว่า มุมวิกฤต

(critical angle, θc ) ซึ่งเป็นไปตามสมการ sin θc = 2 ถ้ามุมตกกระทบโตกว่ามุมวิกฤต จะทำให้ไม่มีแสง
1
หักเหผ่านเข้าสู่ตัวกลางที่มีดรรชนีหักเหน้อย มีแต่แสงสว่ นที่สะท้อนกลับในตวั กลางเดิมเท่านั้น เรียกปรากฏการณน์ ี้

ว่า การสะท้อนกลับหมด (total internal reflection) เมื่อให้แสงขาวผ่านปริซึมจะพบว่าแสงที่หักเหออกจาก

ปริซมึ จะแยกออกเปน็ แสงสีตา่ ง ๆ เรยี ก ปรากฏการณ์น้วี ่า การกระจายแสง (dispersion of light)

273

5. สาระการเรียนรู้
5.1 ความรู้
1) ปรากฏการณ์การสะท้อนกลับหมด พิจารณาจากในกรณีที่แสงเดินทางจากตัวกลางที่มีดรรชนี

หักเหมากไปยังตัวกลางท่ีมีดรรชนีหักเหน้อย เช่น จากแก้วไปยังอากาศ จะทำให้รังสหี ักเหเบนออกจากเสน้ แนวฉาก
โดยมมุ หกั เหจะโตกว่ามมุ ตกกระทบ ดังรูป

เมื่อมุมตกกระทบมีค่าเพิ่มขึ้น จะพบว่ามีมุมตกกระทบมุมหนึ่งทำให้มุมหักเหเป็นมุม 90 องศา เรียกมุมตก

กระทบนี้ว่า มุมวิกฤต (critical angle, ) ซึ่งเป็นมุมที่ใช้ในการพิจารณาการสะท้อนกลับหมด ในกรณีที่แสง

เดินทางจากตวั กลาง 1 ไปยังตัวกลางทม่ี ดี รรชนหี ักเห 2 โดยที่ 1 > 2 สามารถหามุมวกิ ฤตไดด้ งั นี้
2
c = sin−1 1

ดังนั้นการสะท้อนกลับหมดจะเกิดขึ้นเมื่อมุมตกกระทบโตกว่ามุมวิกฤต เฉพาะกรณีที่แสงเดินทางจาก
ตัวกลางที่มีดรรชนีหักเหมากกว่าไปยังผิวรอยต่อของตัวกลางที่มีดรรชนีหักเหน้อยกว่าเท่านั้น เช่น การที่แสง
เดินทางจากในน้ำ (ดรรชนหี กั เห 1.33) มายงั ผิวรอยต่อระหว่างนำ้ กับอากาศ (ดรรชนหี กั เห 1.00)

2) ปรากฏการณ์การกระจายแสงเกิดขึ้นเนื่องจากแสงขาวประกอบด้วยแสงหลายสีและดรรชนีหักเหของ
แก้วสำหรับแสงแต่ละสีไม่เท่ากัน ทำให้เมื่อรังสีแสงขาวผ่านปริซึมที่ทำจากแก้วคราวน์ ซึ่งแสงสีทุกสี
ตกกระทบปริซึมดว้ ยมุมตกกระทบเทา่ กนั เกดิ การหกั เหด้วยมุมทไ่ี ม่เทา่ กัน แสงสแี ตล่ ะสีแยกออกจากกัน

5.2 กระบวนการ
1) ความสามารถในการสอื่ สาร (อ่าน ฟัง พดู เขยี น)
2) ความสามารถในการคดิ (สังเกต วิเคราะห์ สรปุ )
3) ความสามารถในการแก้ปัญหา (การแกส้ มการ)
4) ความสามารถในการใชท้ กั ษะชวี ติ (ทำงานกลุ่ม และความรบั ผิดชอบ)
5) ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศ (ใช้การสบื ค้นผา่ นคอมพวิ เตอร์)

5.3 คณุ ลกั ษณะและค่านิยม
ใฝ่เรยี นรู้ และมีความรบั ผิดชอบ

6. บูรณาการ
6.1 บรู ณาการกบั กลุ่มสาระการเรยี นรู้คณติ ศาสตร์ เร่ือง การแก้สมการ

274

7. กจิ กรรมการเรยี นรู้
ขัน้ ตอนการเรียนรู้
ขั้นที่ 1 ขัน้ สร้างความสนใจ

7.1.1 ครูให้นักเรียนเข้าชั้นเรียนออนไลน์ผ่าน google meet โดยครูส่งลิงค์ในการเข้าชั้นเรียนผ่านกลุ่ม
classroom รายวิชาฟสิ กิ ส์เพมิ่ เตมิ ครูทบทวนความรู้ เร่อื ง การหกั เหของแสง

7.1.2 ครูนำภาพการเกิดการสะท้อนกลับหมด และการเกิดมุมวิกฤตมาให้นักเรียนได้วิเคราะห์ และตอบ
คำถามเพื่อนำเขา้ สกู่ ารทำกจิ กรรม ดงั นี้

1) แสงเดินทางจากตัวกลางที่มีดรรชนีหักเหมากกว่าไปยังผิวรอยต่อของตัวกลางที่มีดรรชนีหักเหน้อยกว่า มุมตก
กระทบทีท่ ำใหม้ ุมหกั เหเทา่ กบั 90 องศา เราจะเรียกวา่ มุมตกกระทบนี้วา่ มมุ อะไร (แนวการตอบ มมุ วิกฤต ( ))
2) ถา้ มุมตกกระทบโตกว่ามุมวิกฤต ทิศทางการเคลือ่ นทีข่ องแสงเป็นอย่างไร (แนวการตอบ ทิศทางของแสง
เคล่อื นทไ่ี ปยังตวั กลางเดมิ )

ขน้ั ที่ 2 ขั้นสำรวจและคน้ หา
7.2.1 ครใู หน้ กั เรยี นทกุ คนศึกษาค้นคว้าข้อมูลและทำความเขา้ ใจ เรือ่ ง การสะทอ้ นกลบั หมด การเกิดมุม

วกิ ฤต และการกระจายแสง ในหนงั สอื เรยี น และอินเทอร์เน็ต
7.2.2 นกั เรียนทำแบบฝกึ เรอื่ ง การสะท้อนกลับหมด การเกิดมมุ วิกฤต และการกระจายแสง

ขน้ั ท่ี 3 ขั้นอธิบายและลงขอ้ สรปุ

7.3.1 ครใู ห้นักเรียนอาสาออกมานำเสนอผลการศกึ ษาคน้ คว้าหนา้ ช้นั เรียนออนไลนผ์ ่าน google meet

7.3.2 ครนู ำนักเรยี นอภิปรายโดยใช้คำถาม ดังนี้

1) แสงเดินทางจากตัวกลางทม่ี ีดรรชนีหกั เหมากกว่าไปยังผวิ รอยตอ่ ของตัวกลางทม่ี ดี รรชนหี กั เหน้อย

กว่า มุมตกกระทบที่ทำให้มุมหักเหเท่ากับ 90 องศา เราจะเรียกว่ามุมตกกระทบนี้ว่ามุมอะไร (แนวการตอบ มุม

วิกฤต ( )) (แนวการตอบ
2) ถ้ามุมตกกระทบโตกว่ามุมวิกฤต ทิศทางการเคลื่อนที่ของแสงเป็นอย่างไร

ทศิ ทางของแสงเคล่ือนทีไ่ ปยงั ตวั กลางเดมิ )

3) จงอธิบายการเกิดมุมวิกฤต (critical angle, θc ) (แนวการตอบ ในกรณีที่แสงเดินทางจาก

ตัวกลางที่มีดรรชนีหักเหมากไปตัวกลางที่มีดรรชนีหักเหน้อย จะทำให้มุมหักเหโตกว่ามุมตกกระทบ เมื่อเพิ่มมุมตก

กระทบจนมีมุมหักเหเป็นมุม 90 องศาพอดี เรียกมุมตกกระทบนี้ว่า มุมวิกฤต (critical angle, θc ) ซึ่ง

เปน็ ไปตามสมการ sin = 2)

1

275

4) จงอธิบายปรากฏการณ์การสะท้อนกลับหมด (total internal reflection) (แนวการตอบ
ถ้ามุมตกกระทบโตกว่ามุมวิกฤต จะทำให้ไม่มีแสงหักเหผ่านเข้าสู่ตัวกลางที่มีดรรชนีหักเหน้อย มีแต่แสงส่วนท่ี
สะท้อนกลับในตวั กลางเดมิ เทา่ นัน้ )

5) จงอธิบายปรากฏการณ์การกระจายแสง (dispersion of light) (แนวการตอบ เมอื่ ใหแ้ สงขาวผา่ น
ปรซิ มึ จะพบว่าแสงที่หักเหออกจากปริซึมจะแยกออกเป็นแสงสีต่าง ๆ)

7.3.3 นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายและสรุปปรากฏการณ์การเกิดมุมวิกฤต การสะท้อนกลับหมด และ
การกระจายแสง

ขน้ั ท่ี 4 ข้นั ขยายความรู้

7.4.1 ครูอธบิ ายให้ความรู้เพ่ิมเติม ดังน้ี

ปรากฏการณ์การสะท้อนกลับหมด พิจารณาจากในกรณีที่แสงเดินทางจากตัวกลางที่มีดรรชนีหักเห

มากไปยังตัวกลางที่มีดรรชนีหักเหน้อย เช่น จากแก้วไปยังอากาศ จะทำให้รังสีหักเหเบนออกจากเส้นแนวฉาก โดย

มุมหักเหจะโตกว่ามมุ ตกกระทบ

เมื่อมุมตกกระทบมีค่าเพิ่มขึ้น จะพบว่ามีมุมตกกระทบมุมหนึ่งทำให้มุมหักเหเป็นมุม 90 องศา เรียก

มุมตกกระทบนี้ว่า มุมวิกฤต (critical angle, ) ซึ่งเป็นมุมที่ใช้ในการพิจารณาการสะท้อนกลับหมด ในกรณีท่ี

แสงเดินทางจากตัวกลาง 1 ไปยังตัวกลางทม่ี ีดรรชนหี กั เห 2 โดยที่ 1 > 2 สามารถหามุมวิกฤตได้ดังน้ี
2
c = sin−1 1

ดังนั้นการสะท้อนกลับหมดจะเกิดขึ้นเมื่อมุมตกกระทบโตกว่ามุมวิกฤต เฉพาะกรณีที่แสงเดินทางจาก
ตวั กลางที่มดี รรชนหี กั เหมากกว่าไปยังผิวรอยต่อของตัวกลางทีม่ ีดรรชนหี กั เหนอ้ ยกวา่ เท่าน้นั เชน่ การท่ีแสงเดินทาง
จากในนำ้ (ดรรชนหี กั เห 1.33) มายงั ผวิ รอยตอ่ ระหวา่ งนำ้ กับอากาศ (ดรรชนีหกั เห 1.00)

7.4.2 ครอู ธิบายตัวอยา่ งในเอกสารประกอบการเรียนการสอน

ขั้นท่ี 5 ข้นั ประเมินผล
7.5.1 นกั เรยี นสง่ แบบฝกึ หัด เรอื่ ง การสะท้อนกลบั หมด การเกิดมุมวิกฤต และการกระจายแสง

8. สอ่ื การเรียนร/ู้ แหล่งเรียนรู้
8.1 หนงั สอื เรยี นรายวิชาเพม่ิ เติมวิทยาศาสตร์ (ฟิสกิ ส์) ชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 5 เล่ม 3 (ฉบับปรบั ปรงุ พ.ศ.

2560)
8.2 อนิ เทอร์เนต็
8.3 เอกสารประกอบการเรียนการสอน เร่อื ง การสะท้อนกลบั หมด การเกิดมุมวกิ ฤต และการกระจายแสง

276

9. การวัดและประเมนิ ผล

จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้ วธิ ีการวดั เครอ่ื งมือ เกณฑ์การประเมนิ

ด้านความรู้ (K)

1) อธิบายการสะทอ้ นกลับหมด การเกดิ 1) การตอบคำถามในช้นั 1) คำถามในชนั้ เรียน 1) นกั เรยี นสามารถ

มมุ วกิ ฤต และการกระจายของได้ เรียนออนไลน์ผา่ น ออนไลน์ผา่ น ตอบคำถามได้ระดบั

google meet เรื่อง การ google meet เรือ่ ง ดผี า่ นเกณฑ์

สะทอ้ นกลับหมด การเกิด การสะทอ้ นกลบั หมด

มุมวกิ ฤต และการกระจาย การเกดิ มุมวิกฤต
ของได้ และการกระจายของ

ได้

ด้านกระบวนการ (P)

1) สามารถคำนวณหาปรมิ าณตา่ งๆ ท่ี 1) ตรวจแบบฝกึ เร่อื ง การ 1) แบบฝกึ เรอ่ื ง การ 1) นกั เรยี นสามารถ

เกี่ยวขอ้ งได้ สะท้อนกลบั หมด การเกิด สะทอ้ นกลบั หมด บันทกึ ผลการทดลอง
มมุ วิกฤต และการกระจาย การเกิดมุมวกิ ฤต และสรปุ ผลการ

แสง และการกระจายแสง ทดลองได้ระดับดี

ผ่านเกณฑ์

ด้านคุณลักษณะ (A)

1) ใฝเ่ รียนรู้ และมคี วามรับผดิ ชอบ 1) ตรวจแบบฝกึ เร่ือง การ 1) แบบฝกึ เรอื่ ง การ 1) นกั เรียนไดร้ ะดับดี

สะท้อนกลับหมด การเกิด สะทอ้ นกลบั หมด ผ่านเกณฑ์

มุมวกิ ฤต และการกระจาย การเกิดมุมวกิ ฤต

แสง และการกระจายแสง

277

10. เกณฑก์ ารประเมินผลงานนกั เรียน
เกณฑ์การประเมนิ แบบ Rubrics ของการทำกิจกรรม เรอ่ื ง การสะทอ้ นกลบั หมด การเกดิ มุมวิกฤต และการ
กระจายแสง

ประเดน็ การ คา่ นำ้ หนัก แนวทางการใหค้ ะแนน
ประเมนิ คะแนน

ดา้ นความรู้ 3 ตอบคำถามได้ถูกต้องทุกขอ้

(K) 2 ตอบคำถามได้ถูกตอ้ งมากกวา่ 3 ข้อ

1 ตอบคำถามได้ถูกต้องน้อยกว่า 3 ข้อ

ด้าน 3 ทำโจทย์ปัญหาไดถ้ ูกตอ้ งทุกขอ้

กระบวนการ 2 ทำโจทย์ปญั หาไดถ้ ูกตอ้ ง 1 ข้อ

(P) 1 ทำโจทย์ปัญหา แตไ่ มถ่ ูกตอ้ ง

ด้าน 3 ทำภาระงานที่ได้รับมอบหมายเสร็จภายในเวลาท่กี ำหนด และเรียบร้อยถูกต้องครบถ้วน

คณุ ลกั ษณะ 2 ทำภาระงานที่ได้รบั มอบหมายเสร็จภายในเวลาที่กำหนด แต่งานยงั ผิดพลาดบางส่วน

(A) 1 ทำภาระงานท่ีได้รบั มอบหมายเสรจ็ แตล่ า่ ช้า และเกิดข้อผดิ พลาดบางส่วน

ระดับคะแนน 3 หมายถงึ ระดบั ดีมาก
คะแนน 2 หมายถึง ระดับดี
คะแนน 1 หมายถึง ระดบั พอใช้
คะแนน

278

การประเมนิ การทำกจิ กรรม เรื่อง การสะท้อนกลบั หมด การเกิดมมุ วิกฤต และการกระจายแสง

จุดประสงค์การเรยี นรู้

ที่ ช่อื - นามสกลุ ดา้ นความรู้ ดา้ น ด้าน รวม ระดับ
(K) กระบวนการ คุณลกั ษณะ คะแนน คุณภาพ

(P) (A)

3 3 39

1

2

3

4

5

6

7

8

9

10

11

12

13

14

15

16

17

18

19

20

21

22

23

24

25

26

27

28

279

จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้

ที่ ชือ่ - นามสกลุ ดา้ นความรู้ ดา้ น ดา้ น รวม ระดับ
(K) กระบวนการ คณุ ลักษณะ คะแนน คณุ ภาพ

(P) (A)

3 3 39

29

30

31

32

33

34

35

36

37

38

39

40

ระดบั คณุ ภาพ 9 หมายถึง ระดบั ดีมาก
คะแนน 7-8 หมายถึง ระดบั ดี
คะแนน 5-6 หมายถึง ระดบั ปานกลาง
คะแนน 3-4 หมายถึง ระดบั ปรบั ปรงุ
คะแนน

280

บันทึกหลังการสอน

หน่วยการเรียนรทู้ ี่ 11 เร่อื ง แสงเชิงรงั สี อ

แผนการสอนท่ี 29 เรอ่ื ง การสะท้อนกลับหมด การเกดิ มุมวกิ ฤต และการกระจายแสง .

วนั ท่ี.................................................เดือน.......................................................................พ.ศ......................................

ผลการจดั การเรียนรู้

…………………………………………………………………………………………………………………………… ………….…………………...
……………………………………………………………………………………………………………………………………….…… ……………..
…………………………………………………………………………………………………………………………
…………….…………………...
ปญั หา / อปุ สรรค

………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………...
……………………………………………………………………………………………………………………………………….…… ……………...
……………………………………………………………………………………………………………………………………
….…………………...
ขอ้ เสนอแนะ/แนวทางแกป้ ญั หา

…………………………………… ………………………………………………………………………………………………….…………………...

…………………………………………………………………… ………………………………………………………………….…………………...

…………………………………………………………………………………………………………………………………… ….…………………...

บนั ทกึ สำหรบั ครพู เ่ี ลยี้ ง

…………………………………… ………………………………………………………………………………………………….…………………...

…………………………………………………………………… ………………………………………………………………….…………………...

…………………………………………………………………………………………………………………………………… ….…………………...

ลงช่ือ....................................................... ลงชื่อ..............................................................
( นายทวพิ งศ์ ศรสี ุวรรณ ) ( นางสาวอทุ ยั ทิพย์ เมืองรนื่ )
ครพู เ่ี ลยี้ ง นกั ศึกษาปฏิบัตกิ ารสอน

281

แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี 30

รายวชิ า ว32203 ฟสิ ิกส์เพม่ิ เติม เลม่ 3 ชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ี่ 5 ภาคเรยี นท่ี 1

เรือ่ ง การมองเห็นและการเกดิ ภาพ เวลา 1 ช่วั โมง

ครผู สู้ อน ปส.อทุ ัยทิพย์ เมอื งรน่ื ครพู เี่ ลยี้ ง อ.ทวพิ งศ์ ศรีสวุ รรณ

1. สาระฟิสกิ ส์
2. เขา้ ใจการเคลื่อนท่ีแบบฮาร์มอนกิ อยา่ งงา่ ย ธรรมชาตขิ องคลน่ื เสียงและการได้ยนิ ปรากฏการณ์ท่ี

เก่ียวข้องกบั เสียง แสงและการเหน็ ปรากฏการณท์ ีเ่ กี่ยวข้องกับแสงรวมท้งั นำความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์

2. ผลการเรียนรู้
6. ทดลองและอธิบายการสะท้อนของแสงที่ผิววัตถุตามกฎการสะท้อน เขียนรังสีของแสงและคำนวณ

ตำแหน่งและขนาดภาพของวัตถุ เมื่อแสงตกกระทบกระจกเงาราบและกระจกเงาทรงกลม รวมทั้งอธิบายการนำ
ความรู้เรื่องการสะทอ้ นของแสงจากกระจกเงาราบ และกระจกเงาทรงกลม ไปใช้ประโยชนใ์ นชีวติ ประจำวัน

3. จุดประสงคก์ ารเรียนรู้
3.1 ดา้ นความรู้ (K)

1) อธบิ ายวธิ ีการเขยี นรงั สีของแสงและการเกดิ ภาพจากการสะท้อนของแสงจากกระจกเงาราบ
2) อธบิ ายวิธกี ารเขียนรังสขี องแสงและการเกดิ ภาพจากการหกั เหของแสงทผ่ี า่ นตวั กลางทต่ี า่ งกัน
3.2 ด้านกระบวนการ (P)
1) เขยี นรงั สีของแสง ระบตุ ำแหน่งและชนดิ ของภาพท่เี กดิ จากการสะท้อนของแสงจากกระจกเงาราบ
2) เขยี นรงั สีของแสง และคำนวณหาปรมิ าณต่าง ๆ ของการเกิดภาพท่เี กดิ จากการหกั เหของแสงท่ผี า่ น
ตัวกลางท่ีตา่ งกนั
3.3 ด้านเจตคติ (A)
1) ม่งุ มัน่ ในการทำงาน และมคี วามรบั ผดิ ชอบ

4. สาระสำคญั
เมื่อแสงจากวัตถุถูกทำให้เปลี่ยนเส้นทางเดินมาเข้าตา เช่น การสะท้อนกับกระจกเงาราบ การหักเหผ่าน

เลนส์บาง การสะท้อนจากกระจกเงาทรงกลม ทำให้เห็นวัตถุตรงตำแหน่งที่แนวรังสีที่เปลี่ยนเส้นทางมาเข้าตาตัดกนั
ซึง่ อาจไม่พบวตั ถุจริงตรงตำแหนง่ น้ัน เรยี กสงิ่ ทม่ี องเห็นว่า ภาพ (image)

กระจกเงาราบสามารถสะท้อนแสงได้ดี ภาพของวัตถุที่เกิดจากการสะท้อนกับกระจกเงาราบหาได้จากการ
เขียนรงั สีของแสง หรือใชค้ วามสัมพันธ์ ′ = −
เมื่อแสงจากวัตถุเดินทางผ่านรอยต่อระหว่างตัวกลางที่มีดรรชนีหักเหต่างกัน ตำแหน่งภาพที่มองเห็นจะ ต่างไปจาก
ตำแหน่งของวัตถุจริงทำให้ความลึกที่ปรากฏต่อสายตาต่างไปจากความลึกจริงของวัตถุ ซึ่งหาได้จากการเขียนรังสี
ของแสง หรือใชค้ วามสมั พันธ์ ′ =



282

5. สาระการเรยี นรู้
5.1 ความรู้
1) การมองเห็นวัตถุใดได้ต้องมีแสงจากวัตถุนั้นเข้าสู่ตาเรา ซึ่งวัตถุนั้นอาจจะเป็นวัตถุที่มีแสงในตัวเองหรือ

วตั ถุนน้ั สะท้อนจากแห่งกำเนดิ อ่ืนมาเขา้ ตาเรา เชน่ การมองเหน็ ต้นไมต้ ้นหน่ึง ดังรูป

- การมองตน้ ไมต้ ำแหนง่ C คอื ส่วนยอดสดุ ของต้มไม้ แสดงวา่ มีแสงจากจุด C มาเขา้ ตาเรา และถ้าเราขยับ
ตัวไปด้านข้าง เรายังคงมองเห็นจุด C ได้ แสดงว่าแสงที่ออกจากจุด C นั้นไม่ได้มีเพียงทิศทางใดทิศทางหนึ่ง แต่จะ
ออกไดท้ ุกทิศทาง (ดงั รปู ก.)

- หากพจิ ารณาเฉพาะรงั สีของแสงทีม่ าเขา้ ตาเราเท่าน้ัน อาจเขียนรังสขี องแสงออกจากจุด C ดว้ ยรังสีเพียง
ไม่กเ่ี สน้ ซง่ึ ในทีน่ ้ี คอื 3 เส้น (ดงั รูป ข.)

- แต่การมองเหน็ ของมนุษย์ ไมไ่ ดเ้ ห็นเฉพาะจดุ C เท่านัน้ เราสามารถเห็นสว่ นอ่ืนๆ ของตน้ ไมด้ ้วย แสดงว่า
มแี สงจากส่วนอ่ืนออกมาเขา้ ตาเราอีกด้วย (ดังรปู ค.)

- การที่ตาเราสามารถแยกได้ว่าแสงมาจากส่วนไหนของต้นไม้ เนื่องจากแสงจากแตล่ ะจุดบนวัตถุที่มาเข้าตา
เรานั้นเป็นแสงทีบ่ านออก เมื่อรังสีของแสงบางส่วนเข้าตาเรา เลนส์ตาจะทำหน้าที่ชว่ ยให้แสงไปตกกระทบบนจอตา
(retina) และการรบั รู้บนจอตาจะส่งสญั ญาณใหส้ มองแปลความหมายจนทำให้เราเหน็ ตน้ ไม้ได้

2) การเกิดภาพ
- ภาพทเี่ กิดจากการสะท้อน การสะท้อนกบั กระจกเงาราบ การหักเหผ่าน เลนส์บาง การสะทอ้ นจากกระจก
เงาทรงกลม ทำใหเ้ ห็นวัตถตุ รงตำแหน่งท่แี นวรังสีท่เี ปลี่ยนเสน้ ทางมาเข้าตาตัดกนั ซ่ึงอาจไม่พบวัตถจุ ริงตรงตำแหน่ง
น้ัน เรยี กสิ่งทม่ี องเห็นวา่ ภาพ (image)
5.2 กระบวนการ
1) ความสามารถในการสอื่ สาร (อ่าน ฟงั พูด เขยี น)

283

2) ความสามารถในการคดิ (สังเกต วเิ คราะห์ จัดกลมุ่ สรปุ )
3) ความสามารถในการแก้ปัญหา (การแกส้ มการ)
4) ความสามารถในการใชท้ ักษะชวี ิต (ทำงานกลมุ่ และความรบั ผิดชอบ)
5) ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ (ใชก้ ารสืบคน้ ผา่ นคอมพวิ เตอร์)
5.3 คุณลกั ษณะและคา่ นยิ ม
1) มุง่ มัน่ ในการทำงาน และมคี วามรับผดิ ชอบ

6. บูรณาการ
6.1 บูรณาการ PLC นกั เรยี นแตล่ ะคนแลกเปลีย่ นเรยี นรู้เลา่ สูก่ นั ฟงั ถงึ ความรทู้ ีไ่ ดจ้ ากการศกึ ษาคน้ ควา้
6.2 บูรณาการกบั กลมุ่ สาระการเรียนรคู้ ณิตศาสตร์ เรือ่ ง การแก้สมการ

7. กิจกรรมการเรยี นรู้
ข้ันตอนการเรียนรู้
ข้ันท่ี 1 ขนั้ สร้างความสนใจ

7.1.1 ครูให้นักเรียนเข้าชั้นเรียนออนไลน์ผ่าน google meet โดยครูส่งลิงค์ในการเข้าชั้นเรียนผ่านกลุ่ม
classroom รายวิชาฟิสิกส์เพิ่มเติม ครูทบทวนความรู้ เรื่อง การเกิดมุมวิกฤต การสะท้อนกลับหมด และการ
กระจายแสง

7.1.2 ครูยกสถานการณ์ “ในเวลากลางคืนหรือเวลาที่เราอยู่ในสถานที่ที่มืดสนิท” แล้วตั้งคำถามเพื่อเข้าสู่
กจิ กรรม

1) ในเวลากลางคนื หรอื เวลาทเี่ ราอยู่ในสถานท่ที ่มี ืดสนิท เราสามารถมองเห็นวตั ถุได้หรอื ไม่
2) ถา้ มีการสอ่ งแสง เชน่ แสงจากไฟฉายไปกระทบวตั ถจุ ะทำใหเ้ ราสามารถมองเหน็ วตั ถไุ ดห้ รอื ไม่
3) จากสถานการณ์ดังกลา่ วนกั เรยี นสามารถนำมาอธิบายการมองเหน็ วตั ถุได้อย่างไร
(โดยครูเปิดโอกาสใหน้ กั เรยี นแสดงความคิดเห็นอยา่ งอิสระและไม่คาดหวังคำ ตอบทถี่ กู ตอ้ ง)

ข้ันท่ี 2 ขั้นสำรวจและคน้ หา
7.2.1 ครใู ห้นักเรยี นทุกคนศกึ ษาค้นควา้ ขอ้ มูลและทำความเขา้ ใจ เร่อื ง การมองเห็นและการเกดิ ภาพใน

หนงั สอื เรยี น เอกสารประกอบการเรียนการสอน และอนิ เทอรเ์ นต็
7.2.2 นกั เรยี นทำแบบฝกึ เรอื่ ง การมองเห็นและการเกดิ ภาพ

ขั้นที่ 3 ข้นั อธบิ ายและลงขอ้ สรุป
7.3.1 ครใู ห้นกั เรยี นอาสาออกมานำเสนอผลการศกึ ษาคน้ ควา้ หนา้ ชัน้ เรียนออนไลนผ์ ่าน google meet
7.3.2 ครูนำนักเรียนอภปิ รายโดยใช้คำถาม ดังน้ี
1) การมองเห็นวัตถุเกิดขึ้นเนื่องจากอะไร (แนวการตอบ การมองเห็นวัตถุเกิดขึ้นเนื่องจากมีแสงจาก

วัตถุเข้าตา)
2) เลนส์ตามีหน้าที่อย่างไร (แนวการตอบ ช่วยให้แสงไปรวมกันที่ตำแหน่งต่าง ๆ บนจอตา ทำ

ใหเ้ กดิ การรบั รู้บนจอตาส่งสญั ญาณให้สมองแปลความหมายเป็นการมองเหน็ วตั ถ)ุ
3) ภาพที่เห็นจากกระจกเงาราบอยูด่ ้านหลังกระจกเงาราบ เนอื่ งจากอะไร

284

(แนวการตอบ ภาพที่เห็นเกิดจากแสงสะท้อนที่ผิวกระจก โดยแสงดังกล่าวเสมือนออกมาจาก
ตำแหนง่ ภาพทอ่ี ยู่หลังกระจกเงาราบ)

4) เมื่ออยู่ในอากาศและมองวัตถุที่อยู่ในน้ำ จากด้านบน จะเห็นภาพของวัตถุในน้ำเป็นอย่างไร (แนว
การตอบ อยูต่ น้ื กวา่ ตำแหนง่ ของวตั ถจุ รงิ )

7.3.3 นกั เรยี นและครรู ว่ มกันอภิปรายและสรปุ การมองเห็นและการเกิดภาพ

ข้ันที่ 4 ขั้นขยายความรู้
7.4.1 ครูอธิบายให้ความรเู้ พ่ิมเตมิ ดงั น้ี
เมื่อแสงจากวัตถุถูกทำให้เปลี่ยนเส้นทางเดินมาเข้าตา เช่น การสะท้อนกับกระจกเงาราบ การหักเหผ่าน

เลนส์บาง การสะท้อนจากกระจกเงาทรงกลม ทำให้เห็นวัตถุตรงตำแหน่งทีแ่ นวรังสีทีเ่ ปล่ียนเส้นทางมาเข้าตาตัดกนั
ซ่งึ อาจไมพ่ บวตั ถจุ ริงตรงตำแหน่งนัน้ เรยี กสิ่งทม่ี องเห็นวา่ ภาพ (image)

กระจกเงาราบสามารถสะท้อนแสงได้ดี ภาพของวัตถุที่เกิดจากการสะท้อนกับกระจกเงาราบหาได้จากการ
เขียนรงั สีของแสง หรอื ใชค้ วามสมั พันธ์ ′ = −

เมื่อแสงจากวัตถุเดินทางผ่านรอยต่อระหว่างตัวกลางที่มีดรรชนีหักเหต่างกัน ตำแหน่งภาพที่มองเห็นจะ
ต่างไปจากตำแหน่งของวัตถุจริงทำให้ความลึกที่ปรากฏต่อสายตาต่างไปจากความลึกจริงของวัตถุ ซึ่งหาได้จากการ
เขียนรงั สขี องแสง หรอื ใช้ความสัมพันธ์ ′ =



ขน้ั ท่ี 5 ข้นั ประเมินผล
7.5.1 นกั เรยี นสง่ แบบฝกึ เรอ่ื ง การมองเหน็ และการเกดิ ภาพ

8. สอื่ การเรียนร/ู้ แหล่งเรยี นรู้
8.1 หนงั สอื เรยี นรายวิชาเพ่มิ เตมิ วทิ ยาศาสตร์ (ฟิสิกส์) ชนั้ มัธยมศึกษาปที ี่ 5 เลม่ 3 (ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ.

2560)
8.2 อนิ เทอรเ์ นต็
8.3 เอกสารประกอบการเรียนการสอน เร่ือง การมองเห็นและการเกิดภาพ

285

9. การวดั และประเมนิ ผล

จดุ ประสงค์การเรียนรู้ วิธีการวดั เคร่อื งมอื เกณฑก์ ารประเมนิ

ดา้ นความรู้ (K)

1) อธิบายวิธีการเขียนรงั สีของแสงและ 1) การตอบคำถามในชั้น 1) คำถามในชนั้ เรยี น 1) นกั เรยี นสามารถ

การเกดิ ภาพจากการสะทอ้ นของแสง เรยี นออนไลน์ผ่าน ออนไลนผ์ ่าน ตอบคำถามได้ระดบั

จากกระจกเงาราบ google meet 2) แบบฝึก เรอื่ ง การ ดีผ่านเกณฑ์

2) อธิบายวิธกี ารเขียนรังสีของแสงและ 2) ตรวจแบบฝกึ เร่อื ง การ มองเหน็ และการเกดิ 2) นกั เรยี นสามารถ

การเกดิ ภาพจากการหกั เหของแสงท่ผี า่ น มองเหน็ และการเกิดภาพ ภาพ ตอบคำถามได้ระดับ
ตัวกลางท่ตี ่างกัน ดีผ่านเกณฑ์

ด้านกระบวนการ (P) 1) ตรวจแบบฝึก เรื่อง การ 1) แบบฝึก เรอ่ื ง การ 1) นกั เรยี นสามารถ
1) เขียนรังสขี องแสง ระบุตำแหน่งและ มองเหน็ และการเกิดภาพ มองเห็นและการเกดิ เขียนรงั สขี องแสงที่
ชนดิ ของภาพที่เกดิ จากการสะทอ้ นของ
แสงจากกระจกเงาราบ ภาพ กำหนดให้ไดร้ ะดับดี
2) เขยี นรังสขี องแสง และคำนวณหา ผ่านเกณฑ์
ปริมาณต่าง ๆ ของการเกิดภาพท่ีเกิด
จากการหักเหของแสงทีผ่ ่านตัวกลางท่ี
ต่างกนั

ดา้ นคุณลักษณะ (A) 1) ตรวจการสง่ แบบฝึก 1) แบบฝึก เรอื่ ง การ 1) นักเรียนไดร้ ะดบั ดี
1) มงุ่ ม่นั ในการทำงาน และมคี วาม
รบั ผดิ ชอบ เรอ่ื ง การมองเห็นและการ มองเหน็ และการเกดิ ผ่านเกณฑ์

เกดิ ภาพ ภาพ

286

10. เกณฑ์การประเมินผลงานนักเรียน
เกณฑ์การประเมนิ แบบ Rubrics ของการทำกจิ กรรม เรอื่ ง การมองเหน็ และการเกดิ ภาพ

ประเดน็ การ คา่ นำ้ หนกั แนวทางการให้คะแนน
ประเมนิ คะแนน

ด้านความรู้ 1.5 สรุปองคค์ วามรู้ได้ถกู ต้องครบถ้วน

(K) 1 สรุปองคค์ วามรคู้ อ่ นข้างถกู ตอ้ งครบถว้ น

0.5 สรุปองค์ความรู้ไดค้ อ่ นขา้ งถกู ต้อง

1.5 ตอบคำถามได้ถูกตอ้ งทุกขอ้

1 ตอบคำถามได้ถูกตอ้ งบางข้อ

0.5 ตอบคำถามได้ถูกต้อง 1 ข้อ หรือไม่ถูกตอ้ ง

ดา้ น 3 ทำโจทย์ปัญหาไดถ้ กู ต้องทกุ ข้อ

กระบวนการ 2 ทำโจทย์ปญั หาได้ถูกตอ้ งบางขอ้

(P) 1 ทำโจทยป์ ญั หาได้ถูกต้อง 1 ข้อ หรือไม่ถูกตอ้ ง

ดา้ น 3 ทำภาระงานท่ีไดร้ ับมอบหมายเสร็จภายในเวลาที่กำหนด และเรียบรอ้ ยถกู ตอ้ งครบถ้วน

คุณลักษณะ 2 ทำภาระงานที่ได้รับมอบหมายเสร็จภายในเวลาทีก่ ำหนด แตง่ านยงั ผิดพลาดบางส่วน

(A) 1 ทำภาระงานที่ไดร้ ับมอบหมายเสรจ็ แตล่ า่ ช้า และเกิดขอ้ ผดิ พลาดบางส่วน

ระดบั คะแนน 3 หมายถึง ระดบั ดีมาก
คะแนน 2 หมายถงึ ระดับดี
คะแนน 1 หมายถงึ ระดบั พอใช้
คะแนน

287

การประเมินการทำกิจกรรม เร่อื ง การมองเหน็ และการเกดิ ภาพ

จุดประสงค์การเรยี นรู้

ที่ ชื่อ - นามสกลุ ดา้ นความรู้ ด้าน ด้าน รวม ระดบั
(K) กระบวนการ คุณลักษณะ คะแนน คุณภาพ

(P) (A)

3 3 39

1

2

3

4

5

6

7

8

9

10

11

12

13

14

15

16

17

18

19

20

21

22

23

24

25

26

27

28

288

จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้

ที่ ชือ่ - นามสกลุ ดา้ นความรู้ ดา้ น ดา้ น รวม ระดับ
(K) กระบวนการ คณุ ลักษณะ คะแนน คณุ ภาพ

(P) (A)

3 3 39

29

30

31

32

33

34

35

36

37

38

39

40

ระดบั คณุ ภาพ 9 หมายถึง ระดบั ดีมาก
คะแนน 7-8 หมายถึง ระดบั ดี
คะแนน 5-6 หมายถึง ระดบั ปานกลาง
คะแนน 3-4 หมายถึง ระดบั ปรบั ปรงุ
คะแนน

289

บนั ทกึ หลังการสอน

หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี 11 เร่อื ง แสงเชิงรงั สี อ

แผนการสอนที่ 30 เร่อื ง การมองเห็นและการเกิดภาพ .

วันท่ี.................................................เดือน.......................................................................พ.ศ......................................

ผลการจดั การเรียนรู้

…………………………………………………………………………………………………………………………… ………….…………………...
……………………………………………………………………………………………………………………………………….…… ……………..
…………………………………………………………………………………………………………………………
…………….…………………...
ปญั หา / อปุ สรรค

………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………...
……………………………………………………………………………………………………………………………………….…… ……………...
……………………………………………………………………………………………………………………………………
….…………………...
ข้อเสนอแนะ/แนวทางแกป้ ญั หา

…………………………………… ………………………………………………………………………………………………….…………………...

…………………………………………………………………… ………………………………………………………………….…………………...

…………………………………………………………………………………………………………………………………… ….…………………...

บันทกึ สำหรบั ครูพเ่ี ลยี้ ง

…………………………………… ………………………………………………………………………………………………….…………………...

…………………………………………………………………… ………………………………………………………………….…………………...

…………………………………………………………………………………………………………………………………… ….…………………...

ลงชื่อ....................................................... ลงชื่อ..............................................................
( นายทวพิ งศ์ ศรีสวุ รรณ ) ( นางสาวอทุ ยั ทพิ ย์ เมอื งรนื่ )
ครพู ี่เล้ยี ง นกั ศกึ ษาปฏบิ ัตกิ ารสอน

290

แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 31

รายวิชา ว32203 ฟสิ กิ ส์เพมิ่ เตมิ เลม่ 3 ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 5 ภาคเรยี นท่ี 1

เรอื่ ง การหกั เหของแสงผ่านเลนส์ เวลา 2 ช่วั โมง

ครูผสู้ อน ปส.อุทยั ทพิ ย์ เมืองรน่ื ครูพเี่ ลย้ี ง อ.ทวิพงศ์ ศรสี วุ รรณ

1. สาระฟิสิกส์
2. เขา้ ใจการเคล่ือนทแี่ บบฮารม์ อนกิ อยา่ งง่าย ธรรมชาตขิ องคลื่น เสยี งและการไดย้ ิน ปรากฏการณท์ ี่

เกี่ยวขอ้ งกบั เสยี ง แสงและการเห็น ปรากฏการณ์ทเี่ กยี่ วขอ้ งกับแสงรวมท้งั นำความรไู้ ปใช้ประโยชน์

2. ผลการเรียนรู้
8. ทดลอง และเขียนรังสีของแสงเพื่อแสดงภาพที่เกิดจากเลนส์บาง หาตำแหน่ง ขนาด ชนิดของภาพ และ

ความสัมพันธร์ ะหว่างระยะวัตถุ ระยะภาพและความยาวโฟกัส รวมทงั้ คำนวณปริมาณต่างๆ ท่ีเกยี่ วข้อง และอธิบาย
การนำความร้เู ร่อื งการหกั เหของแสงผา่ นเลนสบ์ างไปใชป้ ระโยชน์ ในชวี ิตประจำวนั

3. จดุ ประสงค์การเรียนรู้
3.1 ดา้ นความรู้ (K)

1) อธิบายการเกดิ ภาพของเลนสบ์ าง
3.2 ด้านกระบวนการ (P)

1) คำนวณหาปรมิ าณตา่ ง ๆ ที่เก่ียวข้องกบั การเกิดภาพจากเลนส์บาง
3.3 ด้านเจตคติ (A)

1) มงุ่ มน่ั ในการทำงาน และมคี วามรบั ผดิ ชอบ

4. สาระสำคญั

เลนส์บางทำงานโดยใช้หลักการหักเหของแสง ทำจากแก้วหรือพลาสติกที่มีผิวโค้งทรงกลมทั้งสอง ข้างไม่

ขนานกัน เลนส์บางมี 2 ชนิด คือ เลนส์นูน (convex lens) และเลนส์เว้า (concave lens) เมื่อวางวัตถุหน้า

เลนสบ์ างจะเกดิ ภาพของวตั ถุ โดยตำแหนง่ ขนาดและชนิดของภาพท่เี กดิ ขึน้ หาได้จากการเขียน รงั สีของแสงหรือใช้

ความสัมพันธ์ = + ซ่ึงเรียกวา่ สมการของเลนส์บาง


กำลังขยาย (magnification, M) เท่ากับอัตราส่วนความสูงของภาพ ′กับความสูงของวัตถุ ดัง

สมการ = ′



กระจกเงาทรงกลมทำด้วยวัสดุที่สามารถสะท้อนแสงได้ดีเช่นเดียวกับกระจกเงาราบ กระจกเงาทรงกลม

มี 2 ชนิด คือ กระจกโค้งเว้า (concave mirror) และกระจกโค้งนูน (convex mirror) เมื่อวางวัตถุหน้ากระจก

เงาทรงกลมจะเกิดภาพของวัตถุ โดยตำแหน่ง ขนาดและชนิดของภาพที่เกิดขึ้นหาได้จาก การเขียนรังสีของแสงและ

การคำนวณโดยใช้รูปแบบสมการท่เี หมือนกับสมการของเลนสบ์ าง

291

5. สาระการเรยี นรู้
5.1 ความรู้
เลนส์บาง เป็นอุปกรณ์ทางแสงที่ทำงานโดยใช้หลักการการหักเหของแสง ทำจากแก้วหรือพลาสติกโปร่งใส

ที่มีผิวโค้งทรงกลมทั้งสองข้างไม่ขนานกัน เลนส์บางมี 2 ชนิด คือ เลนส์นูน (convex lens) และเลนส์เว้า
(concave lens) ดังรูป

ก. เลนสน์ ูน ข. เลนสเ์ วา้

ภาพที่เกิดจากเลนส์นูน เลนส์นูนเป็นเลนส์ที่มีลักษณะตรงกลางเลนส์หนากว่าที่ขอบเลนส์ โดยทั่วไปมีผิว
นูนทั้งสองด้าน ถ้าเราฉายแสงเลเซอรผ์ ่านเลนส์นูน พบว่า แสงที่ผา่ นเลนส์จะเกิดการหกั เหสองครั้ง โดยครั้งแรกเกดิ
ที่ผิวด้านหน้า และครั้งที่สองเกิดที่ผิวด้านหลังของเลนส์ ผลจากการหักเหทั้งสองครั้งนี้ ทำให้รังสีของแสงมีการ
เบี่ยงเบนไปจากแนวเดิม ดังรูป ก. (ด้านล่าง) ซึ่งในระดับนี้ พิจารณาเฉพาะเลนส์บางที่ความหนาของเลนส์น้อยๆ
และรงั สีหักเหผ่านเลนส์เพียงครั้งเดยี วท่แี กนเลนส์ ดังรูป ข. (ดา้ นลา่ ง)

ก. การหกั เหของแสงผา่ นเลนสห์ นา ข. การหักเหของแสงผา่ นเลนส์บาง

การหักเหของแสงผ่านเลนส์บาง นิยมสร้างเส้นสมมติที่ตั้งฉากกับแกนเลนส์และผ่านจุดกึ่งกลางเลนส์
เรียกว่า เส้นแกนมุขสำคัญ (principal axis) ดังรูป ก. (ด้านล่าง) ซึ่งถ้ามีรังสีของแสงขนานกับเส้นแกนมุขสำคัญ
มาตกกระทบเลนส์ รังสีขนานเหล่านี้จะหักเหผ่านเลนส์แล้วไปตัดกันที่จุดจุดหนึ่งบนเส้นแกนมุขสำคัญ คือ โฟกัส
(focus) ของเลนส์ เรียกระยะจากโฟกัสไปถึงจุดกึ่งกลางเลนส์ว่า ความยาวโฟกัส (focal length) และใช้
สัญลักษณ์ f แทนความยาวโฟกัส ดังรูป ข. (ด้านล่าง) การที่เลนส์นูนทำให้รังสีของแสงขนานลู่เข้าหากัน ทำให้
บางครั้งเรียกเลนส์นนู วา่ เลนส์รวมแสง (converging lens)

292

แกนเลนส์
เส้นแกนมขุ สำคญั

ก. เส้นแกนมขุ สำคญั ของเลนสน์ นู ข. รังสตี กกระทบขนานเส้นแกนมขุ สำคัญไปพบกนั ที่โฟกัส

สำหรับเลนส์นูนบาง จะมีความสมมาตรของเลนส์ คือ ถ้ามีแสงขนานเข้ามาจากทางด้านขวาของเลนส์ จะ
ตัดกันที่โฟกัสทางด้านซ้ายของเลนส์ โดยมีระยะโฟกัสเท่ากันทั้งสองด้าน ดังรูป (ด้านล่าง) พบว่า
มกี ารเขยี นโฟกัสไวท้ ั้งสองด้านของเลนส์

ก. การเกิดโฟกัสทางดา้ นขวาของเลนส์นูน ข. การเกดิ โฟกสั ทางดา้ นซ้ายของเลนสน์ ูน

ลกั ษณะท่สี ำคญั ในการหักเหของแสงผ่านเลนส์นนู ดังรปู (ดา้ นล่าง) คอื ถา้ รังสีของแสงทีผ่ า่ นเลนสม์ ีทิศทาง
ขนานกับเส้นแกนมุขสำคัญ รังสีหักเหจะรวมกันที่โฟกัส ดังรูป ก. (ด้านล่าง) ถ้ารังสีของแสงที่ผ่านโฟกัสที่หน้าเลนส์
รังสีหักเหจะมีทิศทางขนานกันเส้นแกนมุขสำคัญ ดังรูป ข. (ด้านล่าง) ถ้ารังสีของแสงที่ผ่านจุดกึ่งกลางเลนส์ รังสีหัก
เหจะไมม่ กี ารเปลีย่ นแปลงทศิ ทางการเคลอื่ นท่ี ดังรูป ค. (ดา้ นลา่ ง)

ก. รังสีของแสงท่ีขนานกับแกนมขุ สำคญั จะรวมกันทโ่ี ฟกัสด้านหลังเลนส์

293

ข. รงั สีของแสงท่ผี ่านโฟกสั ด้านหนา้ เลนสจ์ ะหกั เหเป็นรังสีท่ขี นานเสน้ แกนมขุ สำคญั

ค. รงั สขี องแสงทีผ่ ่านจดุ กงึ่ กลางเลนสจ์ ะไมม่ ีการเปลยี่ นแปลงจากเดมิ

การเกิดภาพจากเลนส์เว้า เลนส์เว้าเป็นเลนส์ที่มีลักษณะตรงกลางเลนส์บางกว่าที่ขอบเลนส์
โดยลักษณะสำคัญในการหักเหของแสงผ่านเลนส์เว้า คือ ถ้ามีแสงขนานเส้นแกนมุขสำคัญตกกระทบเลนส์เว้า แสง
นั้นจะหักเหในลักษณะที่บานออก เสมือนว่าออกมาจากจุดหนึ่งที่อยู่บนเส้นแกนมุขสำคัญด้านหน้าเลนส์ ที่เรียกวา่
โฟกัส ดังรูป ก. (ด้านล่าง) แต่ถ้ามีแสงที่ลู่เข้าไปยังโฟกัสที่อยู่ด้านหลังเลนส์ แสงนี้จะถ่างออกเป็นแสงขนาน ดังรูป
ข. (ดา้ นลา่ ง) นอกจากนี้ ถ้ามีรังสใี ดทีผ่ า่ นจดุ กง่ึ กลางของเลนสเ์ วา้ พอดีจะไม่เกิดการหักเห ดังรปู ค. (ด้านล่าง)

ส่วนการหาตำแหน่งของภาพที่เกิดจากเลนส์เว้า ทำได้เหมือนกับการเขียนแผนภาพรังสีของแสงสำหรับ
เลนส์นนู
5.2 กระบวนการ

1) ความสามารถในการสือ่ สาร (อา่ น ฟัง พดู เขียน)
2) ความสามารถในการคดิ (สงั เกต วเิ คราะห์ สรปุ )
3) ความสามารถในการแกป้ ัญหา (การแกส้ มการ)
4) ความสามารถในการใช้ทักษะชวี ิต (ทำงานกล่มุ และความรบั ผิดชอบ)
5) ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ (ใช้การสบื คน้ ผ่านคอมพวิ เตอร)์
5.3 คุณลักษณะและค่านิยม
1) มุ่งม่ันในการทำงาน และมีความรบั ผดิ ชอบ

6. บรู ณาการ
6.1 บูรณาการ PLC นกั เรยี นแตล่ ะคนแลกเปลีย่ นเรยี นรู้เลา่ สูก่ นั ฟงั ถงึ ความรทู้ ีไ่ ดจ้ ากการศกึ ษาคน้ ควา้
6.2 บูรณาการกับกลุ่มสาระการเรยี นร้คู ณิตศาสตร์ เรอ่ื ง การแก้สมการ และเสน้ ขนาน

294

7. กิจกรรมการเรียนรู้
ขั้นตอนการเรียนรู้
ข้นั ที่ 1 ขัน้ สรา้ งความสนใจ

7.1.1 ครูให้นักเรียนเข้าชั้นเรียนออนไลน์ผ่าน google meet โดยครูส่งลิงค์ในการเข้าชั้นเรียนผ่านกลุ่ม
classroom รายวิชาฟิสิกส์เพิ่มเติม ครูทบทวนความรู้ เรื่อง การมองเห็นและการเกิดภาพ และการเกิดภาพของ
กระจกเงาราบ

7.1.2 ครูตงั้ คำถามเพ่ือเขา้ สู่การเรยี นการสอน
1) เลนส์มีก่แี บบ อะไรบ้าง
2) ภาพท่ีเกิดจากเลนสน์ นู และเลนส์เว้าจะเหมือนหรอื แตกต่างจากกระจกเงาราบหรือไม่ อย่างไร
3) แตล่ ะแบบจะทำ ให้เกดิ ภาพเหมือนหรอื แตกต่างกนั หรือไม่

(โดยครเู ปิดโอกาสใหน้ ักเรียนแสดงความคดิ เหน็ อยา่ งอิสระและไม่คาดหวงั คำ ตอบที่ถกู ตอ้ ง)

ขน้ั ท่ี 2 ข้นั สำรวจและคน้ หา
7.2.1 ครใู หน้ ักเรียนทกุ คนศึกษาค้นควา้ ขอ้ มลู และทำความเขา้ ใจ เรือ่ ง การหกั เหของแสงผ่านเลนส์ ใน

หนังสอื เรียน เอกสารประกอบการเรยี นการสอน และอนิ เทอรเ์ น็ต
7.2.2 นกั เรยี นทำแบบฝึก เรอ่ื ง การหักเหของแสงผ่านเลนส์

ขั้นท่ี 3 ขั้นอธบิ ายและลงขอ้ สรปุ

7.3.1 ครใู หน้ กั เรียนอาสาออกมานำเสนอผลการศึกษาค้นควา้ หนา้ ช้นั เรียนออนไลนผ์ า่ น google meet

7.3.3 นกั เรยี นและครรู ว่ มกนั อภปิ ราย จนสรปุ ได้ ดงั น้ี

1. เมื่อวัตถุอยู่ไกลจากเลนส์นูนมาก ๆ แสงจากวัตถุส่วนที่มากระทบเลนส์นูนถือว่าเป็นแสงขนาน

และเมื่อแสงขนานผ่านเลนส์นูนจะไปตัดกันที่โฟกัส นั่นคือ เกิดภาพของวัตถุที่อยู่ไกลมากที่โฟกัสของเลนส์ ทำให้

สามารถหาความยาวโฟกสั ของเลนส์นูน เท่ากับ 14.5 เซนตเิ มตร

2. ความสมั พันธ์ระหวา่ งส่วนกลบั ของระยะวัตถุ ระยะภาพ และความยาวโฟกสั คือ = +

ขั้นที่ 4 ขน้ั ขยายความรู้

7.4.1 ครูอธิบายใหค้ วามร้เู พิม่ เตมิ เกยี่ วกบั การเกดิ ภาพของเลนสบ์ าง

4.2 ครอู ธิบายตวั อยา่ ง การเกิดภาพของเลนสบ์ างอยา่ งละเอียด

ขัน้ ท่ี 5 ข้ันประเมนิ ผล
5.1 นกั เรยี นสง่ ใบงาน เรอ่ื ง การหกั เหของแสงผา่ นเลนสน์ นู และเลนสเ์ วา้

8. ส่ือการเรยี นรู/้ แหล่งเรยี นรู้
8.1 หนงั สอื เรยี นรายวชิ าเพิม่ เตมิ วทิ ยาศาสตร์ (ฟสิ กิ ส)์ ช้นั มธั ยมศึกษาปีท่ี 5 เลม่ 3 (ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ.

2560)
8.2 อนิ เทอร์เน็ต
8.3 เอกสารประกอบการเรยี นการสอน เร่อื ง การหกั เหของแสงผา่ นเลนสน์ ูน

295

9. การวดั และประเมนิ ผล วิธีการวัด เครอ่ื งมอื เกณฑก์ ารประเมิน
จุดประสงค์การเรยี นรู้ 1) ตรวจใบงาน เรือ่ ง การ
หักเหของแสงผา่ นเลนส์ 1) ใบงาน เรื่อง การ 1) นกั เรยี นสามารถ
ดา้ นความรู้ (K) หักเหของแสงผา่ น ตอบคำถามได้ระดบั
1) อธิบายการเกิดภาพของเลนสบ์ าง 1) ตรวจใบงาน เรอื่ ง การ เลนส์ ดผี า่ นเกณฑ์
หกั เหของแสงผ่านเลนส์
ด้านกระบวนการ (P) 1) ใบงาน เรื่อง การ 1) นกั เรยี นสามารถ
1) คำนวณหาปรมิ าณตา่ ง ๆ ที่เกย่ี วขอ้ ง 1) ตรวจการสง่ ใบงาน หักเหของแสงผ่าน เขยี นรงั สแี ละคำนวณ
กับการเกดิ ภาพจากเลนสบ์ าง เรื่อง การหักเหของแสง เลนส์ การเกิดภาพของ
ผ่านเลนส์เกดิ ภาพ เลนส์ได้ระดบั ดี ผา่ น
ด้านคุณลกั ษณะ (A) 1) ใบงาน เรอ่ื ง การ เกณฑ์
1) มุ่งมน่ั ในการทำงาน และมคี วาม หกั เหของแสงผ่าน
รบั ผิดชอบ เลนส์ 1) นกั เรยี นไดร้ ะดับดี
ผ่านเกณฑ์

296

10. เกณฑ์การประเมนิ ผลงานนกั เรยี น
เกณฑก์ ารประเมนิ แบบ Rubrics ของการทำกจิ กรรม เรอื่ ง การหักเหของแสงผา่ นเลนส์

ประเดน็ การ ค่านำ้ หนกั แนวทางการใหค้ ะแนน
ประเมนิ คะแนน

ด้านความรู้ 3 สามารถตอบคำถามได้ถูกต้องครบถว้ นทกุ ขอ้
(K) 2 สามารถตอบคำถามได้ถูกตอ้ งครบถ้วน 5-9 ข้อ
1 สามารถตอบคำถามไดถ้ ูกต้องครบถว้ นนอ้ ยกวา่ 5 ขอ้

ด้าน 3 สามารถเขยี นรงั สีและคำนวณการเกดิ ภาพของเลนส์ได้ถูกตอ้ งครบถว้ น

กระบวนการ 2 สามารถเขยี นรงั สีและคำนวณการเกดิ ภาพของเลนส์ค่อนขา้ งถูกต้อง แต่ไม่ครบถว้ น

(P) 1 สามารถเขยี นรงั สีและคำนวณการเกิดภาพของเลนส์ได้คอ่ นข้างถกู ตอ้ ง

ด้าน 3 ทำภาระงานที่ได้รับมอบหมายเสร็จภายในเวลาท่ีกำหนด และเรียบร้อยถูกต้องครบถว้ น

คณุ ลกั ษณะ 2 ทำภาระงานที่ไดร้ ับมอบหมายเสร็จภายในเวลาทก่ี ำหนด แต่งานยงั ผดิ พลาดบางสว่ น

(A) 1 ทำภาระงานท่ีได้รับมอบหมายเสรจ็ แตล่ า่ ชา้ และเกดิ ข้อผดิ พลาดบางส่วน

ระดับคะแนน 3 หมายถงึ ระดบั ดีมาก
คะแนน 2 หมายถึง ระดับดี
คะแนน 1 หมายถึง ระดบั พอใช้
คะแนน

297

การประเมนิ การทำกิจกรรม เรื่อง การหักเหของแสงผา่ นเลนส์

จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้

ที่ ชื่อ - นามสกลุ ดา้ นความรู้ ดา้ น ด้าน รวม ระดบั
(K) กระบวนการ คุณลักษณะ คะแนน คุณภาพ

(P) (A)

3 3 39

1

2

3

4

5

6

7

8

9

10

11

12

13

14

15

16

17

18

19

20

21

22

23

24

25

26

27

28

298

จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้

ที่ ชือ่ - นามสกลุ ดา้ นความรู้ ดา้ น ดา้ น รวม ระดับ
(K) กระบวนการ คณุ ลักษณะ คะแนน คณุ ภาพ

(P) (A)

3 3 39

29

30

31

32

33

34

35

36

37

38

39

40

ระดบั คณุ ภาพ 9 หมายถึง ระดบั ดีมาก
คะแนน 7-8 หมายถึง ระดบั ดี
คะแนน 5-6 หมายถึง ระดบั ปานกลาง
คะแนน 3-4 หมายถึง ระดบั ปรบั ปรงุ
คะแนน

299

บนั ทกึ หลงั การสอน

หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี 11 เรื่อง แสงเชิงรงั สี อ

แผนการสอนที่ 31 เรือ่ ง การหกั เหของแสงผา่ นเลนส์ .

วันท่ี.................................................เดือน.......................................................................พ.ศ......................................

ผลการจัดการเรยี นรู้

…………………………………………………………………………………………………………………………… ………….…………………...
……………………………………………………………………………………………………………………………………….…… ……………..
…………………………………………………………………………………………………………………………
…………….…………………...
ปญั หา / อปุ สรรค

………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………...
……………………………………………………………………………………………………………………………………….…… ……………...
……………………………………………………………………………………………………………………………………
….…………………...
ข้อเสนอแนะ/แนวทางแก้ปญั หา

…………………………………… ………………………………………………………………………………………………….…………………...

…………………………………………………………………… ………………………………………………………………….…………………...

…………………………………………………………………………………………………………………………………… ….…………………...

บนั ทึกสำหรบั ครูพเี่ ลยี้ ง

…………………………………… ………………………………………………………………………………………………….…………………...

…………………………………………………………………… ………………………………………………………………….…………………...

…………………………………………………………………………………………………………………………………… ….…………………...

ลงช่ือ....................................................... ลงชอ่ื ..............................................................
( นายทวพิ งศ์ ศรีสุวรรณ ) ( นางสาวอุทยั ทิพย์ เมอื งรืน่ )
ครพู ีเ่ ลย้ี ง นกั ศกึ ษาปฏบิ ัติการสอน

300

แผนการจัดการเรียนรทู้ ่ี 32

รายวชิ า ว32203 ฟสิ กิ ส์เพมิ่ เติม เล่ม 3 ช้นั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 5 ภาคเรยี นที่ 1

เร่อื ง การเกดิ ภาพจากกระจกเงาทรงกลม เวลา 2 ชัว่ โมง

ครูผสู้ อน ปส.อุทัยทพิ ย์ เมืองรน่ื ครูพเี่ ลยี้ ง อ.ทวิพงศ์ ศรสี ุวรรณ

1. สาระฟสิ กิ ส์
2. เข้าใจการเคลือ่ นท่แี บบฮาร์มอนกิ อย่างง่าย ธรรมชาติของคล่ืน เสยี งและการไดย้ นิ ปรากฏการณ์ท่ี

เกย่ี วข้องกบั เสยี ง แสงและการเหน็ ปรากฏการณ์ทเ่ี ก่ยี วข้องกบั แสงรวมท้งั นำความรูไ้ ปใช้ประโยชน์

2. ผลการเรียนรู้
6. ทดลอง และอธิบายการสะท้อนของแสงที่ผิววัตถุตามกฎการสะท้อน เขียนรังสีของแสงและ คำนวณ

ตำแหน่งและขนาดภาพของวัตถุ เมื่อแสงตกกระทบกระจกเงาราบและกระจกเงาทรงกลม รวมทั้งอธิบายการนำ
ความรู้เร่อื งการสะท้อนของแสงจากกระจกเงาราบ และกระจกเงาทรงกลม ไปใชป้ ระโยชนใ์ นชวี ติ ประจำวนั

3. จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
3.1 ดา้ นความรู้ (K)
1) อธิบายการเกดิ ภาพของกระจกเงาทรงกลม
3.2 ด้านกระบวนการ (P)
1) เขียนรงั สขี องแสงท่สี ะท้อนจากผวิ ของกระจกเงาทรงกลมเพอื่ ระบตุ ำแหน่งและชนดิ ของภาพ
2) คำนวณหาปรมิ าณตา่ ง ๆ ทีเ่ ก่ยี วขอ้ งกับการเกิดภาพจากกระจกเงาทรงกลม
3.3 ด้านเจตคติ (A)
1) มุง่ มนั่ ในการทำงาน และมคี วามรับผิดชอบ

4. สาระสำคญั

เลนส์บางทำงานโดยใช้หลักการหักเหของแสง ทำจากแก้วหรือพลาสติกที่มีผิวโค้งทรงกลมทั้งสอง ข้างไม่

ขนานกัน เลนส์บางมี 2 ชนิด คือ เลนส์นูน (convex lens) และเลนส์เว้า (concave lens) เมื่อวางวัตถุหน้า

เลนส์บางจะเกดิ ภาพของวัตถุ โดยตำแหนง่ ขนาดและชนดิ ของภาพทเ่ี กดิ ข้นึ หาไดจ้ ากการเขียน รังสีของแสงหรือใช้

ความสมั พันธ์ = + ซงึ่ เรยี กวา่ สมการของเลนสบ์ าง


กำลังขยาย (magnification, M) เท่ากับอัตราส่วนความสูงของภาพ ′กับความสูงของวัตถุ ดัง

สมการ = ′



กระจกเงาทรงกลมทำด้วยวัสดุที่สามารถสะท้อนแสงได้ดีเช่นเดียวกับกระจกเงาราบ กระจกเงาทรงกลม

มี 2 ชนิด คือ กระจกโค้งเว้า (concave mirror) และกระจกโค้งนูน (convex mirror) เมื่อวางวัตถุ

หน้ากระจกเงาทรงกลมจะเกิดภาพของวัตถุ โดยตำแหน่ง ขนาดและชนิดของภาพที่เกิดขึ้นหาได้จาก การ

เขยี นรังสีของแสงและการคำนวณโดยใชร้ ูปแบบสมการทเี่ หมอื นกบั สมการของเลนสบ์ าง


Click to View FlipBook Version