40 ภาคท่ี 1: ประวตั ศิ าลเจา้ แม่ทบั ทมิ พชิ ยั
ความสาเรจ็ เพราะหลงั จากนนั้ วญิ ญาณพญาเล่อ๋องกไ็ ม่มารบกวนพระเจา้
ถงั ไทจ้ ง อกี เลย
นบั ตงั้ แต่นนั้ มาคตคิ วามเชอ่ื การเขยี นทวารบาลกไ็ ดถ้ ือกาเนิดข้นึ มาใน
เมอื งจนี ก่อนจะแผ่อทิ ธิพลมาถึงเมอื งไทยจนกลายเป็นงานศิลปะไทยที่
เป็นเอกลกั ษณ์อีกอย่างหนึ่ง ซึง่ สนั นิฐานกนั ว่ามมี าตงั้ แต่สมยั สุโขทยั แล้ว
โดยตอนแรกๆ ยงั คงมอี ทิ ธพิ ลของจีนอยู่ สาหรบั ทวารบาลแบบจนี ที่ไทย
นามาและนิยมกนั กค็ อื “เซ่ียวกาง” มลี ักษณะเป็นนักรบจีนหนวดยาว
หนา้ ตาขงึ ขงั คาว่าเซี่ยวกาง สนั นิษฐานว่ามาจากคาว่า “เซ่ากงั ” ท่แี ปลว่า
ยนื ยาม นนั ่ เอง
คตขิ องการมเี ทพผพู้ ิทกั ษ์ประตูหรอื การตงั้ สง่ิ ทีด่ นู ่าเกรงขามน่า
กลวั ในการป้องกนั ศาสนสถานมมี าตงั้ แตโ่ บราณแลว้ ไมไ่ ดม้ แี ต่เฉพาะท่ีจนี
หรืออินเดยี เท่านัน้ ทางกรีก โรมนั กม็ ีความเช่อื ในเร่อื งผูพ้ ทิ กั ษ์เช่นกนั
เพราะพวกเขาต่างกเ็ ช่อื ว่าสถานท่ีต่างๆ บางครงั้ จะมีสงิ่ ทีช่ วั ่ รา้ ยหรอื สิง่
อปั มงคลต่างๆ มารบกวน ดว้ ยเหตุน้ีจงึ นิยมสรา้ งผพู้ ทิ กั ษ์เป็นรูปปนั้ บา้ ง
ใชเ้ ป็นรปู สลกั บา้ ง หรอื เป็นรปู วาดบา้ ง เพอ่ื ใชใ้ นการป้องกนั ศาสนสถาน
ภาคท่ี 1: ประวตั ศิ าลเจา้ แม่ทบั ทมิ พชิ ยั 41
ปฐมบทของการแห่เจา้
ประเพณีแห่เจา้ แม่ทบั ทิมพิชยั
การแห่เทพเจ้า คือการอญั เชิญองค์เทพเจ้าออกจากศาลเจ้า
ประดษิ ฐานในเก้ยี ว เพ่ือออกแห่ไปตามชุมชน รบั เร่อื งรอ้ งเรียนต่างๆ
เพราะในความเชอ่ื ของชาวจีน ศาลเจา้ กเ็ ปรยี บเสมอื นศาลพิพากษาคดใี น
การรบั เรอ่ื งรอ้ งเรยี น สงั เกตไดจ้ ากการทภี่ ายในศาลเจา้ ทุกๆที่ มกั จะมกี าร
ตงั้ ”กลองรอ้ งทุกข์ หรอื ระฆงั ”เพ่อื ใชใ้ นการตรี อ้ งเรยี นใหเ้ ทพเจ้ารบั รคู้ ารอ้ ง
ดงั นนั้ ในการเชญิ เทพเจา้ ออกแหแ่ ต่ละครงั้ จงึ มกี ารอญั เชญิ เครอ่ื งสงู สงิ่ ของ
ศกั ดสิ ์ ทิ ธิ ์ รวมถงึ ศาสตราวุธต่างๆ เพ่อื แสดงถงึ แสนยานุภาพและอานาจ
ของเทพเจ้าองคน์ นั้ ๆ (เช่นเดยี วกบั กรณีของพระราชพธิ พี ยุหยาตราทาง
สถลมารค ตามคตขิ องราชสานกั ไทย มกั จะมกี ารอญั เชญิ ศาสตราวธุ ต่างๆ
42 ภาคท่ี 1: ประวตั ศิ าลเจา้ แม่ทบั ทมิ พชิ ยั
ออกรว่ มกระบวนดว้ ย) ซง่ึ พธิ แี ห่เจา้ แมท่ บั ทมิ พิชยั เดมิ จะจดั ข้นึ ทุกๆ 4 ปี
ภายหลงั มกี ารปรบั เปลย่ี นเป็นทุกๆ 3 ปี
โ ด ย ใ น ก า ร อัญ เ ชิญ เ ท พ เ จ้ า อ อ ก แ ห่ มีค ติ นิ ย ม ม า จ า ก ก า ร ท่ี
จกั รพรรดจิ นี ในอดตี หรอื ขนุ นางชนั้ สงู ทม่ี อี านาจในการตดั สนิ คดคี วามออก
เยย่ี มเยยี นราษฎร รบั เรอ่ื งราวรอ้ งทุกข์ และสามารถเปิดศาลในการตดั สนิ
คดคี วามไดใ้ นทันที (ตัวอย่างเช่น กรณีของเปาบุน้ จ้ิน ตามบนั ทึกของ
เอกสารราชการในสมยั ราชวงศ์ซ่ง ในการออกว่าราชการตามหวั เมอื ง )
เน่ืองจากมีตราอาญาสทิ ธิพ์ ระราชทานท่ีได้รบั แต่งตงั้ จากจกั รพรรดิและ
อาวธุ ในการลงโทษมาดว้ ย ดงั นนั้ ในการอญั เชญิ เทพเจ้าออกแห่เพ่อื โปรด
ราษฎร มกั จะต้องมเี คร่อื งประกอบต่างๆ คลา้ ยกบั การจาลองการออกว่า
ราชการ ซงึ่ สามารถแบง่ เครอ่ื งประกอบอสิ รยิ ยศได้ 6 ประเภท ดงั น้ี
1. เครอ่ื งพาหนะ และเครื่องประกอบพาหนะ โดยการจาแนกชนั้ ยศ ดู
ได้จากการสลักลาย การลงรักปิดทอง ชนิดของคานหามและเคร่ือง
ประกอบอน่ื ๆ ประกอบดว้ ย
- ผ่างและธงชิงเต๋า ผา่ ง คอื เครอ่ื งตเี พ่ือประกาศว่าเทพเจ้า
เสดจ็ มาแล้ว ส่วนธงชงิ เต๋า 清道 หมายถึง ธงเบิกทาง
ใหก้ บั ขบวนของเทพเจา้ (เพราะ คาวา่ ชงิ 清 แปลวา่ สวา่ ง
สะอาด สว่ นคาวา่ เต๋า 道 หมายถงึ หนทาง แนวทาง)
- โคมไฟ สญั ลกั ษณ์แทนความสวา่ งไสว เจรญิ รงุ่ เรอื ง
- ป้ ายพระนาม ประกาศบทสรรเสรญิ พระคุณของเทพเจ้า
และบอกตาแหน่งทไี่ ดร้ บั การแตง่ ตงั้ ถวายจากจกั รพรรดหิ รอื
ขนุ นางในชมุ ชนนนั้
ภาคท่ี 1: ประวตั ศิ าลเจา้ แมท่ บั ทมิ พชิ ยั 43
- เกยี้ วประทบั ของเทวรปู เทพเจา้
2. เครื่องศาสตราวธุ
- อาวธุ จาลองในการพิพากษาคดี เชน่ ดาบ, งา้ ว, กระบอง
ทองขนาดต่างๆ สัญลักษณ์ ในการลง ทัณฑ์ , ดินส อ
สญั ลกั ษณ์ในการบนั ทกึ ความผดิ
- อาวุธวิเศษของแปดเซียน (บว้ ยโบ้) สญั ลกั ษณ์แทนการ
อวยพรของเทพแปดเซยี น
3. เครอื่ งสงู
- ธงอาญาสิทธ์ิ (令旗 ลิ่งฉี ) และตราตงั้ พระราชทาน
(封印 เฟิ งหยิน) เป็นเครอ่ื งแสดงอานาจของเทพเจา้
- กรรชิง(รม่ แผล่ วด) บงั สูรย(์ พดั ขนาดใหญ่) ฯลฯ
4. เครื่องอปุ โภค และเครอ่ื งใชข้ องเทพเจา้ ต่างๆ อาทิ กระเชา้ ดอกไม้ ชุด
น้าชา ชดุ สรุ า อาหาร ฯลฯ
5. เคร่ืองประดบั ขบวน
- ธงหรือป้ ายอวยพร (廠牌 ชางไป่ หรอื ฉ่ายไบ๊) มกั จะ
เป็นธงสามเหล่ียมขนาดใหญ่ ภายในมอี กั ษรอวยพรต่างๆ
หากเป็นป้ายอวยพร กม็ กั จะเป็นผา้ ผนื ยาวปกั ลวดลายมงคล
มวี ลอี วยพร หรอื ปกั พระนามของเทพเจา้
44 ภาคท่ี 1: ประวตั ศิ าลเจา้ แมท่ บั ทมิ พชิ ยั
- การละเลน่ ต่างๆ เพ่อื เป็นการฉลองการออกเยย่ี มเยยี นของ
เทพเจา้ หรอื อกี นยั หน่ึงคอื เป็นการอวยพรของเทพเจา้ ใหก้ บั
ราษฎร อาทิ การเชดิ สงิ โต แห่มงั กร การระบาราฟ้อน ฯลฯ
6.เคร่ืองประดบั อื่นๆ ที่เก่ียวข้องกบั ศาสนา เช่น ส่ิงของศกั ดิส์ ทิ ธิ ์
กระถางธูปพระราชทาน หรอื เครอ่ื งบชู าทางศาสนา เป็นตน้
ตามธรรมเนียมโดยทวั ่ ไป เมอ่ื มบี ุคคลสาคญั ตงั้ ขบวนผ่านหน้า
บ้าน ราษฎรก็มกั จะมีการต้อนรบั ด้วยการตัง้ โต๊ะสุรา อาหาร เป็น
ส ัญ ลั ก ษ ณ์ ใ น ก า ร เ ช้ื อ เ ชิ ญ แ ล ะ ต้ อ น ร ับ ก า ร ม า ถึ ง ข อ ง บุ ค ค ล ส า คัญ
เชน่ เดยี วกบั ขบวนแหข่ องเทพเจา้ กจ็ ะมกี ารตงั้ โต๊ะบชู าดว้ ยเครอ่ื งเซ่นไหว้
เพ่อื แสดงถงึ การบชู าและสานึกในพระคุณของเทพเจ้าทช่ี ว่ ยเหลอื ปดั เป่า
ทุกขภ์ ยั โดยคติดงั กล่าวเป็นธรรมเนียมนิยมของชาวจนี โดยทวั ่ ไป ดงั จะ
เหน็ ไดจ้ ากหลกั ฐานทเ่ี ป็นบนั ทกึ ความทรงจาในหนงั สอื เร่อื ง หงส์ป่า ของ
ยุงจาง ทีบ่ นั ทกึ ไวใ้ นเทศกาลโคมไฟ ทม่ี กี ารอญั เชญิ เทพเจ้าออกแห่ของ
ชมุ ชน ซึ่งแม่ของผบู้ นั ทึกกล่าววา่ “เคร่อื งเซ่นไหวค้ อื การแสดงน้าใจต่อ
เทพเจา้ สว่ นอาหารทเี่ หลอื คอื ผลพลอยไดท้ เี่ ป็นมงคล อมิ่ ทอ้ งและอมิ่ ใจ”2
2 Jung Chang. Wild Swans. (HarperCollins. London, 1991), p.55
ภาคท่ี 1: ประวตั ศิ าลเจา้ แมท่ บั ทมิ พชิ ยั 45
盂蘭勝會
ประวตั ิพิธีทิ้งกระจาดไทยทาน
พิธีโยคกรรมอัคนีชวาลมุขเปรตพลี หรอื พิธีท้ิงกระจาดแจก
ไทยทาน (ซโิ กวโพว่ โตว่ ) หรอื 盂蘭勝會(ย่หู ลนั เซง่ิ ฮ่ยุ ) เป็นพธิ โี ปรด
วญิ ญาณผูท้ ่ีล่วงลบั ไปแล้ว ซ่ึงตามพระไตรปิฎกจีน พระสูตรน้ีช่ือว่า
“ อคั นชี วาลมขุ เปรตพลี ” บรรยายไวว้ า่ ครงั้ นนั้ พระพุทธเจ้าเสดจ็ ประทบั
แสดงพระธรรมเทศนา ณ นโิ ครธารามวหิ าร เมอื งกบลิ พสั ด์ุ พระอานนท์
ไดห้ ลกี ออกไปเขา้ ญาณสมาบตั ิ อยู่ทโ่ี คนต้นไมใ้ หญ่ ขณะทพ่ี ระอานนท์
บาเพญ็ ญาณปรเิ วทธรรมอยู่นนั้ ไดม้ อี สูรกายตนหน่ึงปรากฏข้นึ เบ้อื งหน้า
46 ภาคท่ี 1: ประวตั ศิ าลเจา้ แม่ทบั ทมิ พชิ ยั
บอกวา่ ตนคอื อคั นีชวาลมขุ เปรต รปู รา่ งสูงใหญ่ มใี บหน้าสเี ขยี ว แสยะ
เขย้ี ว ตามตวั มแี ต่หนงั หุ้มกระดูก ลาคอเลก็ เท่ารเู ขม็ มเี ปลวไฟลุกโชติ
ชว่ งออกจากปากเป็นนิจ ไดก้ ล่าวกบั พระอานนท์ว่า “ท่านอานนท์ เรา
ไดร้ บั ทุกขเ์ วทนาอยา่ งแสนสาหสั เพราะความหวิ กระหาย ไมม่ โี อกาสจะได้
กนิ อาหารใด ๆ เลย ไดร้ บั แตท่ ุกขเวทนามานานแสนนาน ท่านผเู้ ป็นสาวก
ของพระพทุ ธเจา้ อดุ มดว้ ยความเมตตากรณุ าต่อสตั ว์ ขอพระเถระท่านอุทิศ
สงิ่ อุปโภคบริโภคเป็นไทยทานแก่ฝูงเปรตดว้ ยเถิด ถ้าท่านไม่กระทา
ภายใน 3 วนั กจ็ ะถงึ ซงึ่ แกม่ รณะ” แลว้ อสรู กายตนนนั้ กห็ ายวบั ไป
พระอานนท์เกดิ ความกลวั จงึ เขา้ เฝ้าพระพุทธเจ้ากราบทูลให้
ทรงทราบและกราบขอพระพทุ ธบารมแี ห่งพระพุทธองคเ์ ป็นที่พ่งึ พระพุทธ
องคท์ รงตรสั แกพ่ ระอานนทว์ า่ ในอดตี เมอ่ื พระองคย์ งั เป็นพระโพธสิ ตั ว์อยู่
ในสานกั พระอวโลกเิ ตศวรนนั้ พระโพธสิ ตั ว์ไดต้ รสั เทศนาถงึ พิธโี ยคเปรต
พลี เพอ่ื โปรดเหลา่ เปรตและสตั ว์ทงั้ หลาย อคั นีชวาลมขุ เปรตตนนนั้ คอื
พระอวโลกเิ ตศวรมหาโพธิสตั วก์ วนอมิ ผมู้ มี หาปณิธานท่ีจะโปรดสตั ว์ให้
หลุดพ้นจากกองทุกข์ ไดน้ ิรมติ กายมาเพ่อื เป็นอุบายให้พระพุทธองค์ได้
แสดงพระธรรมเทศนาเกย่ี วกบั พธิ โี ยคเปรตพลีอุทิศแก่พระอานนท์ และ
เป็นการโปรดสตั ว์ในไตรภูมิเป็นปฐมกุศล และพิธีน้ีไดป้ ฏบิ ตั ิสืบเน่ือง
ตอ่ มาจนถงึ ทุกวนั น้ี
海南人
珍珠龍暹羅
ไหหลา: มกุ มงั กรแห่งแผ่นดินสยาม
48 ภาคท่ี 2: ไหหลา มุกมงั กรแหง่ แผน่ ดนิ สยาม
海南話
ภาษาจีนไหหลา
ภาคท่ี 2: ไหหลา มุกมงั กรแห่งแผน่ ดนิ สยาม 49
ภาษาหม่ิน – จีนไหหลา
ภาษาไหหลา ตามการเรยี กของชาวจีนไหหลาในประเทศไทย
นนั้ คอื ภาษาจีนกลุ่มไหน ทาไมเวลาพูดภาษาไหหลา กบั ภาษาแต้จิ๋ว
หรอื กบั ภาษาจีนกลาง จึงออกเสียงไม่เหมอื นกนั ทงั้ ๆ ทเี่ ป็นภาษาจีน
เหมอื นกนั แน่นอนวา่ ขอ้ สงสยั น้ีคงเป็นคาถามอย่ใู นใจลกู หลานชาวจนี มา
ตงั้ แต่เดก็ หากแต่บรรดาบรรพบรุ ษุ ร่นุ ปู่ย่า ไมไ่ ดอ้ ธิบายไวใ้ ห้กระจ่าง
ลูกหลานชาวจนี หลายคนจึงไม่รู้ จนหลายคนเม่อื ได้ยิน อากง อาเหน่
ถามวา่ “ดบู่ ดั ๊ กง่ ไหห่ น่าอวยบอ่ 3” กค็ งไมเ่ ขา้ ใจกบั ประโยคดงั กล่าว
3汝识讲海南话不 แปลวา่ คุณพูดภาษาไหหลาไดห้ รอื ไม่
50 ภาคท่ี 2: ไหหลา มกุ มงั กรแห่งแผ่นดนิ สยาม
การจะทาความเขา้ ใจถงึ ภาษาจนี ไหหลาตามการเรยี กของชาว
จนี ไหหลาในประเทศไทยนนั้ จะตอ้ งทาความเขา้ ใจ ระดบั และประเภท
ของภาษากอ่ น
1.ตระกลู ภาษา (Language Family) เป็นการรวมกลุ่มของ
ภาษาตามภมู ภิ าค เชน่ กลุ่มภาษาจีน-ธิเบต เป็นตระกลู ของภาษาท่ีรวม
ภาษาจีนและตระกลู ภาษาย่อยทเิ บต-พม่า มสี มาชกิ ทงั้ ส้นิ 250 ภาษา
สว่ นใหญ่เป็นภาษาในเอเชยี ตะวนั ออกมจี านวนผพู้ ูดเป็นอนั ดบั สองของ
โลกรองจากภาษากล่มุ อนิ โด-ยโุ รเปียน (ภาษาฝงั ่ ตะวนั ตก)
2.ภาษา (Language) ซง่ึ จะเป็นการเรยี กภาษาทีม่ รี ปู แบบของ
การออกเสยี ง ไวยากรณ์ รูปแบบพยญั ชนะ สระ วรรณยุกต์ท่ีแตกต่าง
จากภาษาอน่ื ๆ ในโลก กลา่ วคอื มคี วามเป็นเอกภาพ มรี ปู แบบเฉพาะ
3.ภาษาถิ่น (Dialect) เป็นการแบง่ ประเภทของภาษาในระดบั
ย่อยลงมาจาก ภาษา (Language) อกี ทีหนึ่ง เพราะมรี ูปแบบไวยากรณ์
เดยี วกบั ภาษาอ่ืน หากแต่มคี วามตกต่างกนั ตรงคาศพั ท์และสาเนียง
เพียงเท่านัน้ ตวั อย่างเช่น ภาษาไทย มีภาษาถิ่นคอื ภาษาถิ่นเหนือ
ภาษาถนิ่ อสี าน เป็นตน้ เพราะรปู แบบของภาษาเหนือ ภาษาอสี าน เป็น
ภาษาที่มีรูปแบบไวยากรณ์เหมอื นกนั กบั ภาษาไทย เพียงแต่มีการ
เปล่ียนสาเนียง และคาศัพท์ เพียงเท่านัน้ จึงไม่ได้เรียกว่า ภาษา
เทยี บเท่าภาษาไทย หากแต่เป็นสว่ นหนงึ่ ของภาษาไทย
4.ภาษาถ่ิ นย่อย (Sub-Dialect) หรือจะเรียกง่ายๆว่า
“สาเนียง” กไ็ มผ่ ดิ เพราะมคี วามแตกต่างกนั ทส่ี าเนียงเพียงเท่านนั้ แต่
ภาคท่ี 2: ไหหลา มกุ มงั กรแหง่ แผ่นดนิ สยาม 51
ส่วนอ่ืนๆจะไปเหมืนหรือคล้ายกบั ภาษาถ่ินย่อยอ่ืนๆ ตัวอย่างเช่น
สาเนยี งอุดร สาเนยี งศรษี ะเกษ เป็นสว่ นหนง่ึ ของภาษาถนิ่ อสี าน เป็นตน้
อธบิ ายดว้ ยวธิ งี า่ ยทสี่ ดุ คอื การเรยี งลาดบั ตามระดบั ของภาษา คอื
ภาษาจีน หรอื 中文 จงเหวนิ เป็นหนึ่งในตระกูลภาษาจนี -
ทเิ บต ชาวจีนส่วนใหญ่ถือภาษาจีนพูดชนิดต่าง ๆ ว่าเป็นภาษาเดยี ว
โดยทวั ่ ไปแล้ว ภาษาพูดในกลุ่มภาษาจีนเป็นภาษาท่ีมเี สยี งวรรณยุกต์
และไมอ่ ่านเน่ืองเสยี ง อย่างไรกด็ ี ยงั มคี วามแตกต่างกนั ในภาษาพูดแต่
ละภาษาอยมู่ าก เราอาจแบง่ ภาษาพูดของจนี ได้ 6 ถงึ 12 กลุ่ม ข้นึ อยู่กบั
เกณฑ์ท่ใี ชใ้ นการแบ่ง ที่เป็นทีร่ ู้จกั ดี เช่น กลุ่มแมนดารนิ กลุ่มหวู และ
กลุ่มกวางตุ้ง ยงั เป็นท่ีโต้เถียงกนั ถึงปจั จุบนั ว่าภาษาพูดบางกลุ่มควร
จดั เป็น "ภาษา" หรอื เป็นแค่ "สาเนยี ง"
ภาษาถ่ินหมนิ่ 闽语 เป็นหนึ่งในภาษาของตระกลู ภาษาจีน
พูดทางตะวนั ออกเฉียงใต้ ของมณฑลฝูเจ้ยี น และผทู้ ่ีอพยพไปมณฑล
กวางตงุ้ หูหนาน และไต้หวนั แบง่ ย่อยไดเ้ ป็น ภาษาถน่ิ หมนิ่ เปย่ หรอื
หมนิ่ เหนือ 闽北 และภาษาถน่ิ หมน่ิ หนาน หรอื หมน่ิ ใต้ 闽南
ภาษาถน่ิ ยอ่ ย “หมน่ิ หนาน 闽南 หรอื หมน่ิ ใต้” ใชพ้ ูดทางใต้
ของมณฑลฝูเจ้ียนและทางตะวนั ออกของมณฑลกวางตุ้ง รวมทงั้ เกาะ
ไหหลา สาเนียงฮกโลของภาษาน้ีถอื เป็นภาษาประจาชาติของไต้หวนั
เรยี กภาษาไต้หวนั ผพู้ ูดภาษาถน่ิ ย่อยหมน่ิ ใตม้ มี ากในเอเชยี ตะวนั ออก
เฉยี งใตท้ งั้ ใน ฟิลปิ ปินส์ สงิ คโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซยี และ ไทย ภาษา
ในเอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใตส้ ว่ นหนง่ึ มาจากเขตเจา้ ซานในกวางตุ้งและพูด
ภาษาถ่นิ ย่อยหมน่ิ ใตส้ าเนียงแต้จวิ๋ นอกจากน้ีภาษาถิ่นย่อยหมนิ่ ใตย้ ัง
52 ภาคท่ี 2: ไหหลา มุกมงั กรแหง่ แผน่ ดนิ สยาม
เป็นภาษาแม่ของชาวจีนในฟิลิปปินส์อีกราว 98.5 % ซ่ึงพูดสาเนียง
ลนั นงั ประเทศไทยพูดกนั มากในจงั หวดั ภเู กต็ และบรเิ วณโดยรอบ ซ่ึงพูด
สาเนยี ง ปีนงั ฮกเก้ยี น เป็นสาเนียงท่ีพูดในปีนงั ซึง่ เดมิ เป็นสาเนียงของ
เมอื งฉวนโจว และ เป็นตน้ ภาษาทาใหเ้ กดิ ภาษาไทยบา้ บ๋าภูเกต็ ซึ่งมคี า
ยมื ในภาษาหมนิ่ ใต้ (สาเนียงจวนโจว) จานวนมาก
ภาษาถนิ่ ย่อยหมิ่นใต้ ไมม่ รี ปู แบบมาตรฐาน ผูพ้ ูดภาษาน้ีจะ
เรยี นการอ่านภาษาจนี กลางในโรงเรยี น ไม่มกี ารพฒั นาระบบการเขยี น
เป็นของตนเอง จนในปจั จุบนั จึงมีการพัฒนาระบบการเขียนที่เป็น
มาตรฐานคอื ใช้อักษรจนี ซึ่งใชต้ ามแบบภาษาจีนกลาง แต่มกี ารเพ่ิม
อกั ษรบางตวั ทใี่ ชเ้ ฉพาะภาษาถิ่นย่อยหมน่ิ ใต้ ใชใ้ นจีน ไตห้ วนั สงิ คโปร์
และบรเิ วณอ่นื ๆในเอเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใต้ สว่ นไวยากรณ์นนั้ ใชร้ ูปแบบ
เรยี งตาม ประธาน-กรยิ า-กรรม ไมม่ กี ารผนั ตามกาลเวลา
ภาษาถ่ินย่อยหม่ินใต้ ยังแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มคือ ฮกเก้ยี น
แตจ้ วิ๋ และไหหลา
สรปุ งา่ ยๆคือ ภาษาไหหลาที่เราร้จู กั กนั นัน้ เป็ นสาเนียง 1
ใน 3 ของสาเนียงหรือภาษาถิ่นย่อยหมิ่นใต้ (4) ในกลุ่ม ภาษาถิ่น
หมิ่น (3) ในภาษาจนี (2) ในตระกลู ภาษาจีน-ธิเบต (1)
การจะทาความเข้าใจสาเนียงไหหลา ไม่ใช่แค่การเข้า
ภาคทฤษฎี แตจ่ าเป็นท่จี ะต้องอาศยั ภาคปฏบิ ตั ดิ ว้ ย รแู้ ล้ว กต็ ้องหดั พูด
จะไดไ้ มโ่ ดนคนรนุ่ กอ่ นบน่ เอาไดว้ า่ “ไหหน่านงั ่ โบบ่ ดั ๊ ไหหน่าอ่วย” 4
4海南人 不识海南话 แปลว่า เป็นคนไหหลา ไม่รภู้ าษาไหหลาไดอ้ ยา่ งไร
ภาคท่ี 2: ไหหลา มกุ มงั กรแห่งแผน่ ดนิ สยาม 53
คาศพั ท์ภาษาจีนสาเนียงไหหลาท่ีน่าสนใจ ซง่ึ ชาวจนี ไหหลา
จาเป็นต้องรคู้ อื คาศพั ท์พ้นื ฐานในการเรยี กคนในครอบครวั เพราะโดย
สว่ นใหญ่ชาวจนี ไมว่ ่าจะกลุ่มภาษาใด กม็ กั จะคงไวซ้ ่ึงอตั ลกั ษณ์ของตน
ผา่ นการเรยี กคนในครอบครวั ไมว่ า่ จะมคี วามเป็นจนี มากหรอื น้อย ไม่วา่
จะพูดภาษาจนี ไดห้ รอื ไม่ เกอื บทุกครอบครวั มกั จะใหเ้ รยี กตาแหน่งของ
คนในครอบครวั เป็นภาษา-สาเนยี งของชาตพิ นั ธ์ุตนเองดว้ ยกนั ทงั้ สน้ิ
เด = พอ่ มา = แม่
กง = ปู่ เหน่ = ย่า
วากง = ตา วาเหน่ = ยาย
หน่ง = ผม , หนู (สรรพนามบรุ ษุ ที่ 1)
เยยี โก = พช่ี าย เจ = พสี่ าว
เลา้ ด้ี = น้องชาย (ผพู้ ดู เป็นพเี่ ป็นผชู้ าย)
โกเขยี่ ง = น้องสาว (ผพู้ ดู เป็นพเี่ ป็นผชู้ าย)
กเู่ ขย่ี ง = น้องชาย (ผพู้ ดู เป็นพเี่ ป็นผหู้ ญงิ )
อเ่ี ขย่ี ง = น้องสาว (ผพู้ ดู เป็นพเี่ ป็นผหู้ ญงิ )
กเู่ ด = น้าชาย อเี หนยี น = นา้ สาว
เจย๊ี บเด = อาผชู้ าย ยเี ด = อาผชู้ ายคนท2ี่
ตาเด = อาผชู้ ายคนท3ี่ โกไหม่ = อาผหู้ ญงิ
54 ภาคท่ี 2: ไหหลา มุกมงั กรแหง่ แผ่นดนิ สยาม
เหล่าเหน่ = ป้าสะใภ้ (พส่ี ะใภพ้ ่อ)
เหลา่ เบ้ = ลงุ (พชี่ ายพ่อ)
เบเ้ ด = ลุง(พชี่ ายแม)่ เบเ้ หนยี น = ป้า (พสี่ ะใภแ้ ม)่
เหนียนโบ้ = พสี่ าวพอ่ , พส่ี าวแม่ โบ๊เด = ลงุ (พเ่ี ขยพ่อ ,แม)่
เตยี่ มเหนียน = อาสะใภ้ เกย่ี มเหนียน = นา้ สะใภ้
ภาคท่ี 2: ไหหลา มุกมงั กรแห่งแผ่นดนิ สยาม 55
海南信念
ความเช่ือของชาวจีนไหหลา
56 ภาคท่ี 2: ไหหลา มุกมงั กรแหง่ แผน่ ดนิ สยาม
พืน้ ฐานสาคญั ของ 3 ศาสนา
ความเชอ่ื ของชาวจีนไหหลา(เฉพาะในประเทศไทย เพราะแต่
เดมิ ชาวไหหลานับถอื บรรพบุรุษและผธี รรมชาตเิ ป็นหลกั ) กเ็ หมอื นกบั
ชาวจนี กลมุ่ อน่ื ๆ พน้ื ฐานสาคญั ของความเช่อื ของชาวจนี นนั้ ประกอบไป
ดว้ ย 3 ศาสนาหลัก คือ ลทั ธิขงจื๊อ ศาสนาเต๋า และพุทธศาสนา
มหายาน ซงึ่ ในทด่ี จี ะกล่าวถงึ ความสาคญั และแนวคดิ หลกั ๆ ของแต่ละ
ศาสนา เพ่อื แสดงให้เหน็ ถงึ ความสอดคล้องกนั ของทงั้ 3 ศาสนา จนทา
ให้เกดิ เป็นความเชอ่ื วฒั นธรรม ประเพณี ของชาวจีนไหหลาทส่ี บื ทอด
ตอ่ กนั มาจนถงึ ปจั จุบนั
ภาคท่ี 2: ไหหลา มกุ มงั กรแหง่ แผน่ ดนิ สยาม 57
องคป์ ระกอบสาคญั ของศาสนา: ปัจจยั ท่ีทาให้เหมอื น – แตกต่าง
ความเชอ่ื ของชาวจนี ประกอบไปดว้ ย 3 ศาสนา ซงึ่ ไมใ่ ช่
ศาสนาทงั้ หมด แตม่ ”ี ลทั ธ”ิ รวมอยู่ดว้ ยนนั ่ คอื ลทั ธขิ งจ๊อื เพราะ
องคป์ ระกอบของศาสนาและลทั ธมิ คี วามแตกตา่ งกนั โดยแยกไดด้ งั น้ี
1.ผกู้ อ่ ตงั้ หรือ ศาสดา
พทุ ธศาสนาคอื พระพุทธเจ้า /ลทั ธิขงจ๊ือคอื ขงจ๊อื /ศาสนา
เต๋าคอื เล่าจ๊อื
2. หลกั คาสอน หรือศาสนธรรม ทุกศาสนาต้องมีหลักคาสอนเป็น
สารตั ถะ เพ่อื เป็นแนวทางในการปฏบิ ตั ใิ นการดาเนนิ ชวี ติ ในสงั คมและหา
เป้าหมายสดุ ทา้ ยของชวี ติ
พุทธศาสนาคอื พระธรรม หรอื พระไตรปิฎก /ลทั ธิขงจ๊ือคอื
ตาราทงั้ 5 คือ ซือจิง(คมั ภรี ์กวีนิพนธ์) ซูจิง(ประวัติศาสตร์
โบราณ) หลจี่ ้(ี บนั ทกึ วา่ ดว้ ยธรรมเนยี มประเพณี) อ้จี งิ (คมั ภรี ว์ ่า
ดว้ ยการเปลี่ยนแปลง) ชุนชิว(ประวัติศาสตร์สมยั ชุนชวิ ) /
ศาสนาเต๋าคอื คมั ภรี ต์ าเตก็ เกง็ หรอื เต๋าเตอจงิ
3. นักบวช สาวก หรือ ศาสนบุคคล เพ่อื การสบื ทอดจากการปฏบิ ตั ิ
การศกึ ษาและการเผยแผ่
พุทธศาสนาคือ ภกิ ษุ ภกิ ษุณี สามเณร สามเณรี(ชี) /ลทั ธิ
ขงจอ๊ื ไมม่ ี /ศาสนาเต๋าคอื นกั บวชเต๋า ผปู้ ระกอบพธิ ี
58 ภาคท่ี 2: ไหหลา มุกมงั กรแหง่ แผ่นดนิ สยาม
4. ศาสนิ กชน หมายถึง ผนู้ บั ถือศาสนาโดยยดึ หลกั แนวคาสอนมาเป็น
แนวทางในการดาเนนิ ชวี ติ
พุทธศาสนาคือ พุทธบรษิ ัท 4 ได้แก่ ภกิ ษุ ภกิ ษุณี อุบาสก
อุบาสกิ า /ลทั ธิขงจ๊ือคอื ผนู้ บั ถอื โดยทวั ่ ไป /ศาสนาเต๋าคอื ผู้
นบั ถอื โดยทวั ่ ไป
5. ศาสนสถาน ศาสนวตั ถุ หรอื สญั ลกั ษณ์ทเี่ กยี่ วกบั ศาสนา
พทุ ธศาสนา เชน่ สงั เวชนียสถาน 4 เจติยะ 4 /ลทั ธิขงจื๊อ ไม่
มี /ศาสนาเต๋าคอื ศาลเจา้
6. พิธกี รรม หรือพทุ ธศาสนพิธี หมายถึงกจิ กรรม ของศาสนิกชนตอ้ ง
ปฏบิ ตั เิ พอ่ื ดารงไวซ้ ง่ึ ศาสนา
พทุ ธศาสนาและศาสนาเต๋า มกี ารประกอบพธิ กี รรม แต่ลทั ธิ
ขงจือ๊ ขน้ึ อยกู่ บั การตคี วามและดลุ ยพนิ จิ ของผนู้ ับถอื ว่า สมควร
จะมหี รอื ไม่
จะเห็นไดว้ ่า ลทั ธิขงจ๊อื มคี วามแตกต่างจากพุทธศาสนาและ
ศาสนาเต๋า เน่ืองจาก องคป์ ระกอบของการเป็นศาสนานนั้ มไี มค่ รบถ้วน
จงึ เป็นเพยี งลทั ธๆิ หนึง่ แต่อยา่ งไรกต็ าม ชาวจนี ไดน้ ามาประพฤตปิ ฏบิ ตั ิ
และผสมผสานความเชอ่ื ทงั้ 3 เขา้ ไวก้ บั วฒั นธรรมประเพณีและหยงั ่ ราก
ลกึ มาเป็นระยะเวลานานหลายพนั ปี
ภาคท่ี 2: ไหหลา มกุ มงั กรแหง่ แผน่ ดนิ สยาม 59
ลทั ธิขงจอื๊
ขงจ๊ือเกดิ ปีท่ี 21 แห่งการครองราชย์ของกษตั ริย์หมนิ แห่ง
ราชวงศโ์ จว ปีที่ 22 แห่งการปกครองของเจ้านครเซ่ยี งแห่งรฐั หลู่ ขงจ๊อื
เกดิ ทเ่ี มอื งโจ่ว รฐั หลู่ ในเขตมณฑลชานตุงในปจั จุบนั 5 โดยขงจ๊อื ไดร้ บั
การศกึ ษาศิลปวทิ ยาและระเบยี บแบบแผนต่างๆของราชวงศก์ อ่ นท่ตี ก
ทอดมา ขงจ๊อื สามารถศกึ ษาเล่าเรยี นจนแตกฉาน และเรม่ิ เขา้ รบั ราชการ
ครงั้ แรกในรฐั หลู่ โดยทาหน้าทีด่ ูแลยุง้ ฉางและทด่ี นิ สาธารณะ ชวี ติ สว่ น
ใหญข่ องขงจ๊อื จะทุม่ เทใหก้ บั การศกึ ษา งานราชการและการสอนหนงั สอื
จงึ มลี ูกศษิ ย์มากมาย
ข ง จ๊ื อ ม อ ง ส ัง ค ม ม นุ ษ ย์ ต า ม แ บ บ โ ค ร ง ส ร้า ง ข อ ง ส่ิง มีชีวิต
กล่าวคอื สงั คมประกอบขน้ึ มาจากหน่วยย่อย หมายถึง ปจั เจกชนแต่ละ
คน ถ้าแต่ละคนเป็นคนดี สงั คมก็ดดี ว้ ย การกระทาของแต่ละคนย่อม
กระทบกระเทอื นตอ่ สงั คม เปรยี บเสมอื นรา่ งกายของเราประกอบขน้ึ ดว้ ย
อวยั วะต่างๆ ถ้าอวยั วะส่วนหน่ึงสว่ นใดไดร้ บั อนั ตรายย่อมกระทบถึง
อวยั วะสว่ นรวม ขงจ๊ือเห็นว่าพ้นื ฐานของความสมั พนั ธ์ทางสงั คมเรม่ิ ท่ี
ครอบครวั ตอ่ ไปยงั กลมุ่ เพ่อื นหรอื เพอ่ื นบา้ น จนในท่สี ดุ ไปถึงทุกๆคนใน
สงั คม บคุ คลแตล่ ะคนยอ่ มจะมคี วามสมั พนั ธต์ อ่ กนั โดยฐานะใดฐานะหนึ่ง
และความสมั พนั ธ์ขนั้ ต้นในสงั คมทค่ี วรไดร้ บั การปรบั ปรุงพัฒนามอี ยู่ 5
ประการคอื 6
5 สวุ รรณา สถาอานันท์, “กระแสธารปรชั ญาจนี : ขอ้ โตแ้ ยง้ เร่อื ง ธรรมชาติ อานาจ และ
จารตี ”, (กรุงเทพฯ : จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั , 2539), 1.
6 ทววี ฒั น์ ปณุ ฑรกิ ววิ ฒั น์, “ศาสนาและปรชั ญาในจนี ทเิ บตและญป่ี นุ่ ”, (กรงุ เทพฯ :
สขุ ภาพใจ, 2545), 26.
60 ภาคท่ี 2: ไหหลา มกุ มงั กรแห่งแผน่ ดนิ สยาม
1. ความสมั พนั ธ์ระหวา่ ง ผปู้ กครองกบั ผใู้ ตป้ กครอง
2. ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งบดิ ากบั บตุ ร
3. ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งสามกี บั ภรรยา
4. ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งพกี่ บั นอ้ ง
5. ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งมติ รกบั มติ ร
จะเหน็ ไดว้ า่ ความสมั พนั ธ์ทงั้ 5 ประการเป็นระดบั ความสมั พนั ธ์
ทเ่ี รมิ่ จากครอบครวั ขยายกวา้ งออกไปสู่ระดบั บา้ นเมอื งซ่ึงเปรยี บเสมอื น
ครอบครวั ใหญ่ โดยมหี ลกั ความสาคญั อยู่ท่กี ารเคารพผอู้ าวโุ สกวา่ ความ
กตญั ญูกตเวทถี อื เป็นจุดสาคญั ของเป้าหมายความสมั พนั ธ์เหล่าน้ี ขงจ๊อื
ถอื หลกั วา่ ความกตญั ญูกตเวทีเป็นรากฐานของคณุ งามความดแี ละเป็น
ทมี่ าของวฒั นธรรมทงั้ หลาย เพราะร่างกายของทุกๆคนเป็นผลผลิตของ
พ่อแม่ เราอยูร่ อดมาไดเ้ พราะพ่อแม่เล้ยี งดมู า เมอ่ื เรารกั พ่อแม่ ใหค้ วาม
เคารพ จติ ใจอนั มศี ลี ธรรมของเรากเ็ ป็นความดขี องตวั เราเอง คณุ สมบตั นิ ้ี
กจ็ ะตอบแทนตอ่ พระมหากษตั รยิ เ์ ชน่ เดยี วกนั เพราะกษตั รยิ ์เป็นพ่อของ
ประชาชนทงั้ หลาย เสมอื นกบั ครอบครวั ท่ีมพี ่อเพียงคนเดียวซ่ึงจะให้
ความรกั ความเมตตาต่อบรรดาบตุ รทุกคน
ในการจัดระเบียบสังคมนั้น ขงจ๊ือได้ให้ความสาคัญต่อ
ความสมั พนั ธ์ในระดบั ครอบครวั มากโดยถือว่าครอบครวั เป็นสงั คมหน่วย
เล็กท่ีมคี วามสาคญั เบ้อื งตน้ ของสงั คมอ่นื ๆ ดงั คากล่าวของขงจ๊ือตอน
หน่งึ ทวี่ า่ “...ถา้ สมาชกิ ในครอบครวั หนึ่งมคี วามเมตตารกั ใครก่ นั ดี ย่อม
ภาคท่ี 2: ไหหลา มุกมงั กรแหง่ แผน่ ดนิ สยาม 61
เป็นแบบอยา่ งและเป็นพลงั มหาศาลทจี่ ะบนั ดาลใหค้ นในรฐั มคี วามรกั ใคร่
ปรองดองกนั ...”7
ความคิดพ้นื ฐานของขงจ๊อื ในเร่อื งของ “ลี”8 ยงั มคี วามหมาย
หลายอย่าง เช่น ความประพฤติชอบ ความสุภาพอ่อนน้อม พิธีการ
ประเพณี แบบฉบบั ความประพฤติทางสงั คมและศาสนา ทุกอย่างท่ี
มนุษย์ปฏบิ ตั ิอยู่ “ลี” เป็นสงิ่ ที่สาคญั ทสี่ ุด ถา้ เราไมม่ ี ลี เราคงไม่รวู้ ่าจะ
ประพฤตติ ่อวญิ ญาณในโลกน้ีอย่างไร วตั ถปุ ระสงคข์ องการปฏบิ ตั ิแบบ ลี
เพ่ือสรา้ งความสมั พันธ์กลมเกลียวกนั ระหว่างมนุษย์โลกและสวรรค์
เน่ืองจาก ลี เป็นความผกู พนั ของมนุษย์กบั วญิ ญาณที่มนุษย์ตอ้ งปฏบิ ตั ิ
อย่างเหมาะสม มลี กั ษณะของมนุษย์รบั ใชว้ ญิ ญาณซึ่งเป็นพิธีกรรมอย่าง
หนึ่ง ซง่ึ พธิ กี รรมการเซ่นสรวงน้เี รยี กวา่ ลี ดว้ ยเชน่ เดยี วกนั ดงั นนั้ ลี จึง
เป็นสง่ิ ชน้ี าความรสู้ กึ ของมนุษย์ สงั คมจงึ มพี ิธีกรรมทางศาสนา เพ่อื เป็น
การสกั การบูชาวิญญาณ “ซึง่ มคี วามสมั พันธ์เชอื่ มโยงกนั ระหว่างการ
สกั การบูชาวิญญาณกบั การสักการบูชาบรรพบุรุษอย่างแยกจากกนั
ไมไ่ ด”้ 9
หากพิจารณาจากหลักคาสอนของขงจ๊อื แล้วจะพบว่า ขงจ๊อื มี
ความเชอ่ื ในเร่อื งวญิ ญาณ เพราะเขาสอนใหป้ ระชาชนประกอบพธิ ีเซ่น
สรวงสงั เวยดวงวญิ ญาณของบรรพบรุ ษุ โดยถือวา่ การเซ่นสรวงสงั เวย
ดวงวญิ ญาณบรรพบุรษุ เป็นหน้าท่สี าคญั ประการหน่ึงของบุตรหลาน ผู้
สบื สกลุ จะตอ้ งกระทา แตข่ งจ๊อื ไมไ่ ดเ้ น้นใหก้ ระทาการเซ่นสรวงบูชาเพ่อื
7 ทองหลอ่ วงษธ์ รรมา, “ปรชั ญาจนี ”, (กรุงเทพฯ : โอเดยี นสโตร์, 2538), 61.
8 ชยั ชนะ พมิ านแมน, "ประวตั คิ วามคดิ การเมอื งตะวนั ออก: อนิ เดยี และจนี ", (กรุงเทพฯ :
มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร,์ 2527), 91-94.
9 เร่อื งเดยี วกนั , 100.
62 ภาคท่ี 2: ไหหลา มุกมงั กรแหง่ แผน่ ดนิ สยาม
หวงั ผลตอบแทนในชาตหิ น้า แตม่ จี ดุ ประสงค์เพ่อื สรา้ งคุณธรรมคอื ความ
กตญั ญรู คู้ ณุ ตระหนกั ในเกยี รตแิ ละศกั ดศิ ์ รขี องบรรพบรุ ุษ ให้ถือว่าบรรพ
บุรุษเป็นผูม้ ีพระคุณ ดงั นัน้ ลูกหลานจะต้องให้การเคารพบูชาจึงเป็น
คณุ ธรรมที่จะกล่อมเกลาจิตใจของอนุชนให้สรา้ งความดแี ละเป็นการ
ป้องกนั การประพฤตชิ วั ่ อนั จะทาใหเ้ สยี ชอ่ื เสยี งแกว่ งศต์ ระกูล และยงั เป็น
ผลดไี ปถึงการปกครองและความสงบเรียบรอ้ ยของสงั คมโดยส่วนรวม
ดว้ ย
ดว้ ยเหตุน้ี จึงไม่แปลกแต่ประการใดที่เราจะพบเหน็ พธิ กี รรม
ตา่ งๆในแตล่ ะเทศกาลของจนี ทปี่ ระกอบข้นึ ในทุกทที่ ่เี ป็นท่ีตงั้ ของชุมชน
ชาวจีน และโดยเฉพาะในระดบั พ้ืนฐาน ซ่ึงเราจะเห็นการแสดงออก
ทางดา้ นจรยิ ธรรมโดยเฉพาะในเร่อื งความกตญั ญูของสงั คมจนี ทมี่ คี วาม
แตกต่างไปจากสงั คมอ่นื ๆ คากล่าวท่ีมกั จะไดย้ นิ อยู่บ่อยครงั้ ในสงั คมท่ี
สะท้อนให้เหน็ คติความเชอ่ื ดงั กล่าวคอื “บุญคุณต้องทดแทน แคน้ ตอ้ ง
ชาระ” นับเป็นตัวอย่างท่ีชัดเจนตัวอย่างหน่ึง ซึ่งในท่ีสุดแล้วนั้น
ความหมายนนั ่ กค็ อื ความกตญั ญูกตเวที นนั ่ เอง
ศาสนาเต๋า
ผนู้ าของศาสนาเต๋าคือ เล่าจ๊อื ถือเป็นปรมาจารย์ผใู้ ห้กาเนิด
ปรชั ญาเต๋า หรือ เต๋า-เตก็ -เกง็ ชวี ประวตั ขิ องท่านเป็นมาอย่างไรไม่มี
หลักฐานยืนยันแน่ชดั นักปราชญ์บางท่านกก็ ล่าวว่า เล่าจ๊อื เป็นเพียง
บคุ คลในเทพนิยาย อย่างไรกต็ ามนกั ปราชญ์ส่วนใหญ่ให้ความเห็นว่า
เลา่ จอ๊ื เป็นบคุ คลทม่ี ตี วั ตนจรงิ ในประวตั ศิ าสตร์ (คอื เกดิ ระหวา่ งชว่ ง กอ่ น
พ.ศ. 62 ปี จนถงึ หลงั พระพุทธเจา้ 18 ปี) ในสมยั ราชวงศโ์ จว ภายหลงั
ภาคท่ี 2: ไหหลา มุกมงั กรแห่งแผน่ ดนิ สยาม 63
ไดร้ บั ราชการ ต่อมาเมอ่ื เกดิ ความเบ่อื หน่ายในชวี ติ ราชการกไ็ ดล้ าออก
แลว้ กห็ ลกี ออกจากสงั คม เดนิ ทางออกจากแควน้ โฮนานมุ่งหน้าไปยงั ทิศ
ตะวนั ตก นายดา่ นประจาเมอื งกไ็ ดข้ อใหเ้ ล่าจ๊อื บนั ทกึ ปรชั ญาแห่งชวี ติ ไว้
เพ่อื เป็นประโยชน์แก่คนรุน่ หลงั เล่าจ๊อื จึงไดบ้ นั ทกึ คาสอนของตนไวใ้ ห้
ชอ่ื วา่ เต๋า-เตก็ -เกง็ หลกั คาสอนสว่ นใหญ่นนั้ เกย่ี วกบั โลก ธรรมชาติ และ
ชวี ติ มนุษย์10
หากพจิ ารณาถงึ ศาสนาเต๋าทางดา้ นสงั คมและการเมอื งนนั้ ถอื
เป็นปรชั ญาทมี่ อี ทิ ธพิ ลต่อประชาชนในสมยั ราชวงศโ์ จวอย่างเหน็ ไดช้ ดั
เพราะเป็นชว่ งทป่ี ระชาชนจนี ตอ้ งการทพ่ี งึ่ ทางจติ ใจ ปรชั ญาเต๋าจงึ เป็นที่
นยิ มเชอ่ื ถอื อย่างน้อยกเ็ ป็นเคร่อื งปลอบใจและทาจิตใจให้เขม้ แขง็ ท่จี ะ
ดาเนินชีวติ ต่อไป ครนั้ ถึงสมยั ราชวงศ์ฉินและฮนั ่ ปรชั ญาเต๋าก็เรม่ิ มี
ลกั ษณะทางแนวความคดิ เปลี่ยนแปลงไปจากเดมิ คอื มแี นวโน้มทจ่ี ะเขา้
ไปเก่ยี วขอ้ งกบั เร่อื งไสยศาสตร์ โลกหน้า สวรรค์มากข้นึ และหลังจาก
สมยั ราชวงศฮ์ นั ่ แลว้ ปรชั ญาเต๋ากเ็ ขา้ ไปปะปนกบั พุทธศาสนามหายานท่ี
เผยแผส่ ู่ประเทศจนี และได้รบั อิทธิพลจากพุทธศาสนาหลายดา้ น เช่น
ความเช่อื เกี่ยวกบั โพธิสตั ว์ ประชาชนได้ให้การยกย่องนับถือเล่าจ๊ือ
มากกว่าที่จะเป็นบคุ คลสามญั ธรรมดา ในท่ีสดุ เล่าจ๊อื กไ็ ดก้ ลายมาเป็น
เทพ ทาให้ผทู้ ี่เช่ือในศาสนาเต๋าต่างกห็ าหนทางพ้นจากทุกข์เพ่ือไปสู่
สวรรค์ นอกจากน้ี แมแ้ ต่วดั ในศาสนาเต๋ากเ็ ปลย่ี นรปู แบบไปจากเดมิ นนั ่
คอื สง่ิ กอ่ สรา้ งไดล้ อกเลยี นแบบศลิ ปะแบบพุทธศาสนาไปใช1้ 1
10 ทววี ฒั น์ ปณุ ฑรกิ ววิ ฒั น์, “ศาสนาและปรชั ญาในจนี ทเิ บตและญป่ี นุ่ ”, 31.
11 ทองหล่อ วงษ์ธรรมา, “ปรชั ญาจนี ”, 51-52.
64 ภาคท่ี 2: ไหหลา มกุ มงั กรแหง่ แผน่ ดนิ สยาม
ในช่วงเวลาต่อมาไดม้ กี ารเปล่ียนแปลงแนวคดิ ของสานุศิษย์
ของเล่าจ๊อื ซงึ่ เกดิ ความสงสยั ทวี่ ่า ...เล่าจอื๊ มตี วั ตนจรงิ หรอื ไม่ หรอื เป็น
เพยี งผวู้ เิ ศษคนหนึง่ ในนิยาย และคาสอนของเต๋า เป็นคาสอนของเล่าจอื๊
เองหรอื ไม.่ ..12 ความสงสยั และไมเ่ ชอ่ื อย่างสนทิ ใจเหล่าน้ี ไดก้ ลายมาเป็น
สาเหตุสาคญั ประการหนึ่ง ที่ก่อใหเ้ กดิ แนวความคดิ ใหมใ่ นหม่สู านุศษิ ย์
ของเลา่ จอ๊ี ซง่ึ แนวคดิ และคาสอนใหม่ดงั กล่าวนัน้ มกี ารกล่าวถงึ การนับ
ถอื ความบรสิ ทุ ธิ ์ 3 ประการ ซง่ึ เล่าจ๊อื ไดก้ ล่าวถงึ ความบรสิ ทุ ธอิ ์ นั ย่งิ ใหญ่
ไวใ้ นคมั ภรี ์ เต๋า-เตก็ -เกง็ แต่ในสมยั เรมิ่ แรกนนั้ คาสอนน้ียงั ไมเ่ ป็นทน่ี ิยม
มากนกั ครนั้ ถงึ สมยั สานุศษิ ยข์ องเลา่ จอ๊ื พวกเขาไดน้ าเอามาอธิบายใหม่
อกี ครงั้ และคาสอนน้ีกลบั ไดร้ บั ความนิยมนับถืออย่างกวา้ งขวาง เน้ือหา
สาระของคาสอนเกยี่ วกบั “...ความบรสิ ทุ ธ์ิ 3 ประการคอื
1. สาระหรือรากฐานเดิม หมายถึงสวรรค์เรียกนามว่า วู
หรือ เทียน หากอธิบายในรูปร่างลักษณะบุคคล หรือ
บุคลาธิษฐาน ก็ทรงเป็นจอมแห่งโลก จอมสวรรค์ที่
ปราศจากรปู รา่ ง สงิ สถติ อยู่ในอาณาจกั รแห่งความบรสิ ุทธ์ิ
เปรียบไดก้ บั หยกวเิ ศษ อาณาจักรดงั กล่าวไดช้ อื่ ว่าเป็น
อาณาจักร นักบุญ คาอธิบายในแง่หนึ่ง แสดงเป็ น
บคุ ลาธษิ ฐาน ทรงเป็นจอมแห่งเทพ พระนามวา่ ยูชงิ มพี ระ
กายเป็นหยก มบี ลั ลงั ก์ตงั้ อยู่บนภูเขาหยก ประตูเขา้ สู่บงั
ลังก์ทาด้วยทองคา ทรงเปล่งรัศมีเหมือนแสงจากดวง
อาทติ ย์ รศั มนี ้ีสอ่ งสวา่ งใหเ้ ป็นสจั จะทงั้ ปวง
2. พลัง ห ม าย ถึง พ ลัง แ ห่ งส ติปญั ญ า ซึ่งแ ส ดง เ ป็ น
บคุ ลาธษิ ฐาน เรยี กว่า วซู ี เทียนชนุ ทรงเป็นจอมทพั แห้ง
ปญั ญา สถิตอยู่ในอาณาจกั รแห่งความบรสิ ุทธิ์อันสูงส่ง
คาอธบิ ายในแงห่ นึง่ ทรงเป็นมหาเทพ พระนามว่า ชางชงิ
12 เรอ่ื งเดยี วกนั , 52.
ภาคท่ี 2: ไหหลา มกุ มงั กรแห่งแผ่นดนิ สยาม 65
ทรงอุบตั ขิ น้ึ มาพรอ้ มกบั จกั รวาล ทมรงมหี น้าทใี่ นการจดั
เวลาเป็นวนั เดอื น ปี และฤดขู องโลก มบี ลั ลงั กอ์ ยู่ทางทิศ
เหนือ ทรงเป็นจอมทพั แหง่ ธรรมชาตขิ องโลกคอื หยิน และ
หยาง
3. วิญญาณ หากแสดงเป็นบุคลาธิษฐาน เรียกว่า ฟานซิง
เทยี นชนุ ทรงเป็นจอมทพั แห่งวญิ ญาณทงั้ ปวง ทรงสถติ อยู่
ในอาณาจกั รอนั อมตะ และเป็นผทู้ รงไวซ้ งึ่ ความบรสิ ทุ ธิ์อนั
สงู ยงิ่ คาอธบิ ายอีกแงห่ นึง่ ทรงเป็นมหาเทพมพี ระนามว่า
ไทซงิ อธิบายว่าเท่ากบั ตวั เล่าจอื๊ ผู้เป็นวญิ ญาณบรสิ ุทธิ์
อวตารลงมาเพอื่ สงั ่ สอนมนุษย์..” 13
แนวความคดิ ใหมท่ สี่ อดแทรกเขา้ มาในศาสนาเต๋าในรูปของไสย
ศาสตร์ เรอ่ื งราวเหนอื ธรรมชาตทิ ถี่ ูกอธบิ ายดว้ ยเทพซง่ึ เป็นบคุ ลาธิษฐาน
ทาให้นักบวชเต๋าอ้างตนว่าเป็นผู้วิเศษสามารถติดต่อกบั เทวะและ
วญิ ญาณของผู้ตายได้ การพิจารณาโลกและทศั นะเกยี่ วกบั วญิ ญาณน้ี
พยายามอธบิ ายปรชั ญาเต๋าใหเ้ ขา้ ไปเกย่ี วขอ้ งกบั สวรรค์ เทพเจ้า ทาให้
เกดิ ความคดิ ใหมข่ องสานุศษิ ยข์ องเลา่ จ๊อื ขน้ึ ซงึ่ เชอ่ื วา่ “...การปฏบิ ตั ิตาม
ความมงุ่ หมายของเต๋าจะกอ่ ใหเ้ กดิ ผลดี เพมิ่ พูนขน้ึ เป็นอกี สองเท่า คอื ยงิ่
บชู า (สวรรค-์ เทพเจา้ ) กจ็ ะยงิ่ ไดร้ บั พรตามทปี่ รารถนา ยงิ่ ไปกวา่ นนั้ หาก
ปฏบิ ตั ถิ ูกทางกจ็ ะพบกบั ความบรสิ ทุ ธอิ์ นั ยงิ่ ใหญ่ทงั้ 3 ประการ กจ็ ะไดช้ อื่
วา่ เขา้ ถงึ เต๋า เมอื่ เขา้ ถงึ เต๋าแลว้ กจ็ ะสามารถแปลงรา่ ง หายตวั กลายเป็น
ผวู้ เิ ศษ...”14
13 เร่อื งเดยี วกนั , 53.
14 เร่อื งเดยี วกนั , หน้าเดยี วกนั .
66 ภาคท่ี 2: ไหหลา มุกมงั กรแหง่ แผ่นดนิ สยาม
เม่อื เวลาผ่านไป ความเปล่ียนแปลงในศาสนาเต๋ากข็ ยายวง
กวา้ งออกไปมากข้นึ พวกนักบวชในศาสนาเต๋าไดเ้ ขยี นคาสอนดว้ ยการ
แต่งเป็นบทร้อยกรอง และเขยี นแบบอย่างทางพิธีกรรมต่างๆไว้ โดย
อาศยั หลกั คาสอนทาง พทุ ธศาสนา ผสมผสานเขา้ ไวด้ ว้ ย แนวความคดิ
ใหมท่ อ่ี อกมาเป็นไปในแนวการพรรณนาเรอ่ื งสวรรค์-นรก จุดมุ่งหมายก็
เพอ่ื ใหม้ นุษยเ์ กดิ ความหวาดกลวั ตอ่ การถูกลงโทษ และมคี วามปิตใิ นการ
ทจ่ี ะกา้ วไปสสู่ วรรค์ อนั เป็นจดุ สดุ ทา้ ยของชวี ติ มนุษย์ ซึ่งพธิ กี รรมใหมใ่ น
ศาสนาเต๋ามอี ทิ ธพิ ลตอ่ วถิ ชี วี ติ ของชาวจนี เรอ่ื ยมาจนถึงปจั จุบนั ซึง่ สว่ น
ใหญจ่ ะเป็นพธิ กี รรมเกย่ี วกบั เวทมนตรแ์ ละการปลุกเสก จนเป็นสาเหตุใน
นกั บวชในศาสนาเต๋ากลายเป็นที่ปรกึ ษา คอยหาฤกษ์ยามเพ่อื ประกอบ
พธิ มี งคลต่างๆ เชน่ พธิ แี ตง่ งาน พธิ ศี พ เป็นตน้
พทุ ธศาสนามหายาน
พุทธศาสนามหายาน เป็นนิกายหน่ึงที่แยกออกมาจากฝ่าย
ปญั ญาเดมิ ของพุทธศาสนา ต่อมานิกายของฝ่ายปญั ญาเดมิ ถูกเรยี กเป็น
“หินยาน” หลกั เกณฑ์ทางการปฏบิ ตั ิและพระธรรมวินัยที่นับถือ ไม่มี
ความแตกตา่ งในสองนิกายน้ี เพียงแต่เกดิ จากความขดั แยง้ ในทศั นะที่มี
ตอ่ พระธรรมวนิ ยั ในพทุ ธศาสนา โดยเน้ือหาสาระทสี่ าคญั อยู่ตรงท่ี นิกาย
มหายานมที ฤษฎบี างอยา่ งทใ่ี หอ้ สิ รภาพมากกว่าฝ่ายปญั ญาเดมิ อีกทงั้ มี
ทศั นคตทิ เี่ ป็นเสรมี ากข้นึ 15 ประกอบกบั การที่ฝ่ายมหายาน มกี ารศกึ ษา
ถงึ พระโพธสิ ตั วด์ ว้ ย
15 คอนซ์, เอด็ เวริ ด์ , “พุทธศาสนา : สาระและพฒั นาการ” ใน วารสารบา้ นและสวน, แปล
ภาคท่ี 2: ไหหลา มุกมงั กรแห่งแผ่นดนิ สยาม 67
ตามความเชอ่ื ฝา่ ยมหายาน ผูท้ ่บี าเพ็ญบารมอี อกบวชเพ่ือช่วย
นาเวไนยสตั วไ์ ปสนู่ พิ พานนนั้ จะตอ้ งตงั้ ความปรารถนาพุทธภูมิ กล่าวคอื
ความเป็นพระพุทธเจา้ จะมหี ลายองค์ ทกุ พระองคเ์ มอ่ื นพิ พานแลว้ จะต้อง
สรา้ งพระโพธิสตั ว์ให้ลงมาช่วยเหลือโลก ดงั นนั้ พระพุทธเจ้าและพระ
โพธสิ ตั วต์ ามนิกายมหายานน้จี งึ มหี ลายองค์ เชน่
- พระอาทิพุทธ ซึ่งเกิดเองเ ป็ นเอง เป็ น ต้นกาเ นิดขอ ง
พระพุทธเจา้ และพระโพธสิ ตั วท์ งั้ หลาย
- พระธยานิพุทธ หมายถึง พระพุทธเจ้าซึ่งดารงอยู่ดว้ ยฌาน มี
อย่ทู งั้ หมด 5 องค์ องคท์ พ่ี ุทธศาสนกิ ชนฝา่ ยมหายานเคารพนบั
ถอื มากทส่ี ดุ คอื พระอมติ าภพทุ ธเจา้
- พระมนุสีพุทธเจ้า (ถัดมาจากพระธยานิพุทธ) หมายถึง
พระพุทธเจา้ ทเี่ คยเสวยพระชาตเิ ป็นพระโพธิสตั ว์ในชาติต่างๆ
เพอ่ื บาเพญ็ บารมใี หแ้ กก่ ลา้ ดว้ ยการตงั้ มโนปณิธานเพ่อื พุทธภมู ิ
คอื การไดต้ รสั รเู้ ป็นพระพุทธเจา้ ในเพศมนุษย์ เชน่ พระสมณ
โคตมพุทธเจา้ 16
นอกจากมพี ระพทุ ธเจา้ หลายองคแ์ ลว้ จดุ มงุ่ หมายของฝ่ายมหายาน
คือ ช้ที างพ้นทุกข์แก่มนุษย์และกาหนดความสมั พันธ์ของมนุษย์กบั
สภาพแวดล้อม โดยให้มคี วามผสมกลมกลืนกบั สภาพธรรมชาติของ
มนุษย์และกาหนดความสมั พนั ธ์ของมนุษย์ พยายามตอบสนองความ
ตอ้ งการของมนุษย์ในหลายดา้ น
โดยนิธิ เอยี วศรวี งศ,์ (กรุงเทพฯ: บา้ นและสวน, 2530), 165-172.
16 หนังสอื พมิ พ์ เสน้ ทางเศรษฐกจิ , "เสน้ ทางเศรษฐกจิ ฉบบั พเิ ศษ คนจนี 200 ปี ภายใต้
พระบรมโพธสิ มภาร", (กรงุ เทพฯ : หนังสอื พมิ พ์ เสน้ ทางเศรษฐกจิ , 2526),
219.
68 ภาคท่ี 2: ไหหลา มกุ มงั กรแหง่ แผ่นดนิ สยาม
อย่างไรกต็ ามหลกั คาสอนของพทุ ธศาสนามหายานน้ี ยงั มหี วั ใจ
สาคญั ของการปฏบิ ตั ธิ รรมใหบ้ รรลุผลคอื
1. “จะตอ้ งมีปญั ญาและความกรุณาควบคกู่ นั ทาหน้าทีเ่ ป็น
เครอื่ งกากบั ความสมั พนั ธท์ างสงั คมของมนุษย์
2. ความสมั พนั ธข์ องมนุษย์กบั บรรพบรุ ษุ ทลี่ ่วงลบั ไปแลว้
3. ความสมั พันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิง่ แวดล้อมทีเ่ ป็นเรอื่ ง
ลกึ ลบั ปาฏหิ ารยิ ์”17
จากความสาคญั ดงั กล่าวทงั้ หมดทย่ี กมาน้ี พทุ ธศาสนามหายาน
มคี วามเช่อื ในเร่อื งของพระโพธิสตั ว์ ที่จะนาพาหมู่มวลสรรพสตั ว์ทงั้ 3
โลกอนั ไดแ้ ก่ มนุษย์ สวรรค์ และบาดาลใหข้ า้ มพน้ สงั สารวฏั ไปส่นู ิพพาน
ตลอดจนศลี ธรรมพ้นื ฐานในเรอ่ื งของความกตญั ญูกตเวที ต่อบรรพบรุ ุษ
หรอื ผมู้ พี ระคณุ ซง่ึ มกี ารทาบญุ อุทศิ สว่ นกศุ ลให้กบั ผทู้ ่ลี ่วงลบั และความ
เชอ่ื ในเร่อื งของโลกหลงั ความตายนนั้ สามารถสอดรบั เขา้ กนั ไดอ้ ย่างดี
กบั คตคิ วามเชอ่ื พ้นื ฐานของลทั ธขิ งจ๊อื และศาสนาเต๋า ทาให้ทงั้ 3 ความ
เชอ่ื ดารงอยู่ในวฒั นธรรม คตคิ วามเชอ่ื และประเพณตี ่างๆของชาวจนี
17 สมบูรณ์ สขุ สาราญ, “ความเชอ่ื ทางศาสนาและพธิ กี รรมของชุมชนชาวจนี ”, (กรุงเทพฯ:
โรงพมิ พ์แหง่ จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั , 2530), 26.
ภาคท่ี 2: ไหหลา มกุ มงั กรแหง่ แผ่นดนิ สยาม 69
พ้ืนฐานแนวความคิดของลัทธิขงจ๊ือ ศาสนาเต๋า และพุทธ
ศาสนามหายาน อันเป็นองค์ประกอบสาคญั ของคติความเช่ือ และ
วฒั นธรรมจนี น้ี ศาสนาเต๋าและลทั ธิขงจ๊อื ซงึ่ มจี ุดกาเนิดในสมยั ราชวงศ์
โจว ไดร้ บั การยอมรบั จากชนชนั้ นาทางอานาจพรอ้ มกนั กบั การยอมรบั
พุทธศาสนามหายานในภายหลงั พัฒนาการของชนชนั้ นาจีนในสมยั
ตอ่ มานนั้ ไดม้ คี วามพยายามในการปรบั ใชป้ รชั ญาดงั กล่าวมาสนองตอบ
ต่ อ เ ส ถี ย ร ภ า พ ท า ง ก า ร เ มือ ง ก า ร ป ก ค ร อ ง ภ า ย ใ ต้ ร ะ บ อ บ
สมบูรณาญาสิทธิราชย์ของจีน18 ดงั นัน้ การเปลี่ยนแปลงเพ่ือปรบั ให้
ปรชั ญาทงั้ สามจงึ สะทอ้ นออกมาในรปู ของวฒั นธรรม
ดงั ทกี่ ลา่ วผา่ นไปแล้วว่า ลทั ธิขงจ๊อื นนั้ โดยการแสดงออกแล้ว
จะเป็นไปตามมาตรฐานทแี่ น่นอนของตนเอง โดยเฉพาะในเรอ่ื งจรยิ ธรรม
แตส่ ง่ิ ซง่ึ ลทั ธขิ งจ๊อื ไมเ่ คยละเลยกค็ อื เรอ่ื งของ “พิธกี รรม” อนั มลี กั ษณะท่ี
เป็น “นามธรรม” ดว้ ยเหตุน้ีศาสนาเต๋าจงึ งา่ ยต่อการปรบั เปลย่ี นเพ่อื ให้
เกดิ การงา่ ยตอ่ การยอมรบั
ก า ร เ ป ล่ีย น แ ป ล ง ที่น่ า ส น ใ จ นั ้น เ ริ่ม เ ม่ือ มีก า ร น า สิ่ง ซ่ึง เ ป็ น
“นามธรรม” ของศาสนาเต๋ามาทาใหเ้ ป็น “รปู ธรรม” โดยผา่ นสง่ิ ทเ่ี ป็นเวท
มนตร์คาถาหรอื ไสยศาสตรด์ ว้ ยวธิ ีการส่งผา่ นเช่นน้ี เต๋าจึงเปล่ยี นจาก
ลทั ธิความเช่อื เชงิ ปรชั ญามาเป็นอกี ลทั ธหิ น่ึง ดงั นนั้ ความจาเป็นในเชิง
โครงสรา้ งจงึ เกดิ ข้นึ และเป็นเหตุให้ศาสนาเต๋ามปี ระมขุ ทางศาสนาของ
ตนโดยสถาปนาให้เล่าจ๊อื มฐี านะเป็นเทพ และนาไปสู่การสรา้ งเทพเจ้า
18 สภุ างค์ จนั ทวานิช, “รายงานการวจิ ยั เรอ่ื งชาวจนี แตจ้ วิ๋ ในประเทศไทยและในภมู ลิ าเนาเดมิ
ทเ่ี ฉาซนั : สมยั ทส่ี อง ทา่ เรอื ซ่านโถว”, (กรงุ เทพฯ : ศูนยจ์ นี ศกึ ษา สถาบนั เอเชยี ศกึ ษา
จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั , 2539), 207.
70 ภาคท่ี 2: ไหหลา มกุ มงั กรแหง่ แผ่นดนิ สยาม
ระดบั ต่างๆของศาสนาเพอ่ื เป็นเสมอื นตวั แทนในดา้ นต่างๆของความดี ท่ี
สามารถบนั ดาลผลสาเร็จใหก้ บั ผูก้ ราบไหวบ้ ูชารวมไปถึงการเซ่นไหว้
บชู าวญิ ญาณของบรรพบรุ ษุ
โดยสรุป พทุ ธศาสนามหายาน กม็ กี ารกล่าวถึงเร่อื งราวของ
การกลบั ชาติมาเกิด การเสวยชาติเป็นพระโพธิสตั ว์ช่วยเหลือมนุษย์
สงั สารวัฏ และความกตัญญูกตเวที ยิ่งเป็นการสอดรบั กับรูปแบบ
พิธีกรรมและจริยธรรมของลทั ธิขงจื๊อ ตลอดจนการเซ่นสรวงดวง
วญิ ญาณ ไสยศาสตรแ์ ละการกาเนิดเทพเจา้ ของศาสนาเต๋า อนั เป็นการ
สรา้ งรปู แบบทางวฒั นธรรมประเพณีของชาวจนี ขน้ึ ในทสี่ ดุ
จากการผสมผสานของลทั ธิขงจือ๊ ศาสนาเต๋า และพุทธ
ศาสนามหายาน เกิดเป็นความเชือ่ พิธีกรรมต่างๆของชาวจีน เมือ่
มีการอพยพมาสู่ประเทศไทย พิธีกรรมดงั กล่าว กถ็ กู ส่งต่อและสืบ
ทอดมาจนถึงชาวไทยเช้ือสายจนี โดยมีการประพฤติปฏิบตั ิตามวิถี
แห่งวฒั นธรรมตามชาติพนั ธ์ุตน ตามแต่ละกลุ่มภาษาทงั้ 5 กลุ่ม
ภาษา อนั ไดแ้ ก่ จนี กวางตุ้ง จีนแต้จิว๋ จีนใหหลา จีนฮกเก้ียน และ
จีนฮากกา ซึง่ แต่ละกลุ่มต่างกม็ ีเอกลกั ษณ์เป็ นของตนเอง ซึง่ มีทงั้
ส่วนทีเ่ หมือน และส่วนทีต่ ่าง ตามแต่บริบททางสงั คมทีจ่ ะมีส่วน
เกีย่ วข้องกบั องคป์ ระกอบของพิธกี รรมและประเพณีทีถ่ ือปฏิบตั ิสืบ
ต่อมา
ภาคท่ี 2: ไหหลา มุกมงั กรแห่งแผน่ ดนิ สยาม 71
เจา้ แม่ทบั ทิมจีน-ไทย
ตานานกบั การเรียกชื่อ
ชาวจนี ไหหลาฮกเก้ยี น แต้จวิ๋ และกวางตุ้ง มคี วามคนุ้ เคยกบั
ทะเลมาชา้ นาน เพราะสถานที่ตงั้ ของบา้ นเมอื ง มอี าณาเขตตดิ กบั ทะเล
ดว้ ยเหตนุ ้ี กล่มุ คนทมี่ ใี จนกั สู้ หรอื บางครงั้ เพราะความจาเป็น เน่ืองจากมี
ภยั สงครามหรอื เกดิ ภาวะขา้ วยากหมากแพง กลุ่มคนชุดแรก ซ่งึ เปรยี บ
เหมือนกลุ่มผู้แสวงโชค ก็ออกทะเลเพ่ือหาที่ทากินในแผ่นดินใหม่
กลายเป็นคนจีนโพน้ ทะเลหวั เฉียว 华侨 ตน้ บรรพบรุ ุษชาวจนี โพ้น
ทะเลในปจั จบุ นั
72 ภาคท่ี 2: ไหหลา มุกมงั กรแห่งแผน่ ดนิ สยาม
แมพ้ วกเขาจะคนุ้ เคยกบั ทะเล แต่กม็ คี วามเกรงกลัวสุดๆ คน
แตจ้ วิ๋ รนุ่ กอ่ นพูดว่า “เกยี่ จุ๊งชุกไฮ่ซาฮุงเหมยี่ ” 行船出海三分命
หมายถงึ วา่ แล่นเรอื ออกเดนิ ทางในมหาสมุทร โอกาสมชี วี ติ เหลอื แค่ 30
เปอร์เซ็นต์เท่านนั้ ก่อนออกเดนิ ทาง พวกเขาและญาติพ่ีน้อง จะไปบน
บานศาลกล่าวต่อส่ิงศักดิส์ ิทธิ ์ ขอให้เดินทางโดยปลอดภัย โดยส่ิง
ศกั ดสิ ์ ทิ ธทิ ์ กี่ ราบไหวบ้ ชู ากอ่ นออกเดนิ ทาง หากเป็นคนแตจ้ วิ๋ กม็ ี เทพมา
จู่ 妈祖 และถา้ หากเป็นคนไหหลากจ็ ะไปบนบานตอ่ เจา้ แมต่ ุ๊ยบว้ ย 水
尾聖娘19 เรยี กไดว้ า่ แนวคดิ เร่อื งเทพเจ้าเพศหญงิ กบั สายน้าถือเป็น
เรอ่ื งทมี่ อี ยู่ในทกุ กล่มุ ชาวจนี อยา่ งเหน็ ไดช้ ดั
ส่ิงศกั ดสิ ์ ิทธิข์ องชาวจีนอย่าง “เจ้าแม่ทบั ทิม” ดูจะเป็นช่อื ท่ี
ไดร้ บั ความนยิ มเป็นอย่างมาก สาหรบั การเรยี กช่อื ของเทพยุดาผมู้ คี วาม
ศกั ดสิ ์ ิทธิซ์ ่ึงเป็นเทพองค์ประธานของศาลเจ้านัน้ ๆ แทบทุกพ้ืนท่ีใน
ประเทศไทย แต่อย่างไรกต็ าม ในความเหมอื น ย่อมมีความต่างโดย
สน้ิ เชงิ เพราะในการเรยี กช่อื ภาษาไทยว่า “เจา้ แม่ทบั ทมิ ” นนั้ เกดิ ข้นึ ใน
สมยั หลงั ๆ มาน้ี ซ่งึ เรยี กไดว้ ่าเป็นวธิ กี ารท่ไี ม่ค่อยถูกต้องนัก ไม่ว่าจะ
ศาลเจา้ ไทย หรอื ศาลเจา้ จนี เมอ่ื มเี ทพประธานเป็นผหู้ ญิงกเ็ หมารวมเอา
ชอ่ื เจา้ แมท่ บั ทมิ ดว้ ยกนั ทงั้ หมด
สง่ิ ท่ีจะบ่งบอกได้ว่า ศาลเจ้านนั้ เป็นศาลเจ้าแม่ทบั ทิมหรือไม่
อย่างไรกค็ งจะตอ้ งใชค้ วามรจู้ ากภาษาจนี หน้าศาลเจา้ เป็นตวั บ่งบอก ซง่ึ
หากใครไม่สามารถอ่านภาษาจนี ออก กจ็ ะไมม่ ที างทราบไดเ้ ลยว่า สรุป
แล้วศาลเจ้าแมท่ ับทิมนนั้ เป็นศาลเจ้าแม่ทบั ทิมองคใ์ ด ซึ่งตานานของ
19 คาว่า 聖 ซง่ึ เป็นภาษาจนี ตวั เตม็ สว่ นภาษาจนี ตวั ยอ่ คอื 圣 เซง่ิ แปลวา่ เทพ
ภาคท่ี 2: ไหหลา มกุ มงั กรแห่งแผ่นดนิ สยาม 73
องคเ์ จา้ แมท่ บั ทมิ ในประเทศไทยทไ่ี ดร้ บั สบื ทอดมาจากบรรพชนชาวจนี ก็
มอี ยู่ดว้ ยกนั ถงึ 4 ตานาน โดยสามารถจาแนก เจา้ แมท่ บั ทมิ ไดด้ งั น้ี
1.เทียนโฮ่วเสิ้งหมู่ 天后聖母 หรือมาจู่ 妈祖
เป็นเจา้ แมท่ บั ทมิ เดอื น 3 ทช่ี าวจนี แตจ้ วิ๋ ใหค้ วามเคารพนบั ถือ
มเี ทพบรวิ ารคอื อสรู หทู พิ ยแ์ ละอสรู ตาทพิ ย์ เชน่ เจา้ แมท่ บั ทมิ สะพานหนั
กรงุ เทพฯ เจา้ แมโ่ ต๊ะโมะ จ.นราธวิ าส
2.สยุ เหวย่ เสิ้งเหนียง 水尾聖娘 หรอื ต๊ยุ บว้ ยเต๋งเหน่ียง
เป็นเจา้ แมท่ บั ทมิ เดอื น 10 ทช่ี าวจีนไหหลาให้ความเคารพนับ
ถือมาก โดยทวั ่ ไปมกั จะเรียกว่าโผวโต่ว (婆祖) ในสาเนียงไหหลา
แปลวา่ คณุ ยา่ ทวด ตามประวตั จิ ากขอนไมล้ อยน้าแลว้ นามาแกะสลกั เป็น
องคเ์ จา้ แม่ ซง่ึ มเี ทพบรวิ ารคอื คณุ ขา้ หลวง-นางในรวม 4 องค์ (บางแห่งมี
เพยี งนางใน 2 องค)์ เชน่ เจา้ แมท่ บั ทมิ สามเสน กรงุ เทพฯ เจ้าแมท่ บั ทมิ
พชิ ยั จ.อตุ รดติ ถ์
3.เจิ้งส่นุ เสิ้งเหนี่ยง 正顺聖娘 หรือ เจ๋ียต้นเต๋งเหนี่ยง
เป็นเจา้ แมท่ บั ทมิ เดอื น 2 ซงึ่ ศาลท่านจะทพี่ บเห็นแถวย่านบาง
โพ กรงุ เทพมหานคร ซงึ่ มปี ระวตั ิเป็นวรี ะสตรผี กู้ ลา้ มปี ระวตั ิจารกึ อยู่ที่
มณฑลไหหลา ประเทศจนี
74 ภาคท่ี 2: ไหหลา มุกมงั กรแหง่ แผ่นดนิ สยาม
4.ไท่ฮวั้ เสิ้งเหน่ียง 泰華聖娘 หรอื ไทหวาเต๋งเหน่ียง
เป็นเจา้ แม่ทบั ทิมเดอื น 6 เป็นเจ้าแมท่ ีม่ ปี ระวตั ลิ กึ ลบั คลา้ ยๆ
กบั สุยเหว่ยเส้งิ เหนียงคอื ไม่มีชวี ติ เป็นตวั เป็นตนจรงิ ซงึ่ ตงั้ อยู่ทต่ี ลาด
นอ้ ย รมิ คลองผดงุ เกษม กรงุ เทพฯ
นอกจากน้ียงั มกี ารใชช้ อ่ื เจา้ แม่ทบั ทิม ในการเรยี กเทพเจา้ ซ่ึง
เป็นเทพในระดบั “รกุ ขเทวดา” ของชาวไทยอกี เป็นจานวนมาก โดยจะไม่
ขอกลา่ วถงึ ในทน่ี ้ี ซงึ่ ก่อนทจี่ ะกล่าวถึงตานานของเจ้าแมท่ บั ทิม ตอ้ งทา
ความเขา้ ใจก่อนวา่ “คติความเชือ่ ไม่มีคาว่าผิดหรือถกู หากแต่เราก็
เข้าใจถึงสาระของคติความเชือ่ นัน้ ๆ เข้าใจจุดประสงค์ของการ
เคารพบชู า ส่วนเรือ่ งอืน่ ถือเป็ นผลพลอยได้แก่ผ้ศู รทั ธา จะดีหรือ
เลวข้ึนอยู่กบั วิจารณญาณและประสบการณ์ของแต่ละบคุ คล”
เรอ่ื งราวของเจา้ แมล่ ้มิ กอเหนย่ี ว ทจ่ี งั หวดั ปตั ตานีของไทย เป็น
เรอ่ื งละเอยี ดออ่ น เพราะคาวา่ “ลม้ิ ” มาจากแซ่ลม้ิ หรอื จนี กลางวา่ “หลิน”
林 สว่ นกอเหน่ยี ว น่าจะเป็นสาเนียงฮกเกย้ี น จนี กลางอ่านวา่ “กเู หน่ียง”
姑娘 แตจ้ วิ๋ อา่ นวา่ “โกวเน้ยี ”
จะเหน็ ไดว้ า่ เจา้ แมล่ ม้ิ กอเหนี่ยว มชี อ่ื แซ่คล้ายกบั มาจู่ “หลนิ โม่
เหนยี ง” 林默娘 หรอื “หลม่ิ หมกิ เน้ีย” แต่ที่ต่างกนั อย่างเห็นไดช้ ดั คอื
เรอ่ื งราวของล้มิ กอเหนี่ยว เกดิ หลงั เร่อื งราวของหลนิ โมเ่ หนียงประมาณ
600 ปี และล้มิ กอเหนยี่ ว ไมป่ รากฏชอ่ื จรงิ เพราะล้มิ กอเหน่ียว หรอื หล่มิ
โกวเน้ยี มคี วามหมายว่า “แมน่ างแซ่ล้ิม” ฉะนนั้ ผมู้ จี ติ ศรทั ธาจึงควรทา
ความเขา้ ใจแต่ตน้ ว่าทงั้ 2 ท่านเป็นบุคคลในประวตั ิศาสตร์ต่างยุคต่าง
ภาคท่ี 2: ไหหลา มกุ มงั กรแห่งแผน่ ดนิ สยาม 75
สมยั และกลายเป็นเทพในหวั จติ หวั ใจของผศู้ รทั ธาในภายหลงั แต่เป็น
เทพคนละองค์ ไมค่ วรเหมาเป็นเทพองคเ์ ดยี วกนั
ดงั นนั้ การรวบรวมขอ้ มลู ในครงั้ น้ี จงึ ไม่ไดต้ อ้ งการลบหลู่หรอื ดู
หม่ินคติความเช่อื ของคนในพ้ืนที่ใด หรอื บอกว่าคติความเช่อื นัน้ ผิด
เพราะคตคิ วามเช่อื คอื สงิ่ ท่ีไมส่ ามารถประเมินไดว้ ่าแบบใดผิดหรอื ถูก
การรวบรวมในครงั้ น้ีจงึ เป็นเพยี งการแสดงตานานความเชอ่ื ของชาวจนี ที่
สง่ ตอ่ มาจากแผน่ ดนิ ใหญ่ สู่ความเช่อื ในปจั จุบนั ของชาวไทยเช้อื สายจีน
เกย่ี วกบั เทพยุดาที่สร้างคุณความดใี ห้กบั ประชาชน ตามหลักฐานทาง
ประวตั ิศาสตรป์ ระเภทตานานท่ถี ูกจดบนั ทึกไว้ เปรยี บเทยี บกบั ตานาน
จากจนี แผน่ ดนิ ใหญ่และเกาะไหหลา กบั ตานานความเชอ่ื ของชาวจนี ใน
ประเทศไทย ซ่งึ ตานานทงั้ 4 น้ีคอื เทพยุดาคนละองค์กนั แยกออกจาก
กนั ทงั้ โดยชว่ งสมยั (กาละ) และพ้นื ที่ (เทศะ) โดยส้นิ เชงิ เพียงแต่ช่อื ใน
ภาษาไทยถกู ขนานนามวา่ ”เจา้ แมท่ บั ทมิ ”เหมอื นกนั เท่านนั้
หลายพ้ืนทขี่ องประเทศไทยมกี ารสรา้ งศาลและรปู เคารพของ
เทพยุดาสตรใี นนามของเจ้าแมท่ บั ทมิ โดยสรา้ งรปู เคารพจากความเชอ่ื
หลายรปู แบบรวมกนั ไวใ้ นศาลเดยี ว เชน่ กรณีศาลเจ้าแม่ทบั ทิมท่ีตลาด
โพธิท์ อง จ.อ่างทอง ที่มรี ูปเคารพเทพยุดา 3 องค์ ซ่ึงทงั้ 3 องค์คือ
ตานานของ เทียนโฮ่วเสง้ิ หมู่ สยุ เหวย่ เสง้ิ เหนียง และเจ้งิ สุ่นเสง้ิ เหนียง
(ชาวบา้ นเรยี กว่า ตวั ่ ม่า หยี่ม่า และซาม่า) หรอื กรณีของศาลเจ้าแม่
ทบั ทมิ จ.อุทยั ธานี ทสี่ รา้ งรูปเคารพของเจา้ แมท่ บั ทิม 2 องค์ คอื ตานาน
ของ เทยี นโฮว่ เสง้ิ หมู่ สยุ เหวย่ เสง้ิ เหนียง ไวค้ กู่ นั เป็นตน้
76 ภาคท่ี 2: ไหหลา มุกมงั กรแหง่ แผ่นดนิ สยาม
เจ้าแมท่ บั ทิม(สยุ เหว่ยเสิ้งเหนียง) เกาะไหหลา ประเทศจนี
เจ้าแม่ทบั ทิม(สยุ เหว่ยเสิ้งเหนียง) เกาะฮ่องกง ประเทศจนี
ภาคท่ี 2: ไหหลา มุกมงั กรแหง่ แผ่นดนิ สยาม 77
เจา้ แมท่ บั ทิม(สยุ เหว่ยเสิ้งเหนียง) เชิงสะพานกรงุ ธนฯ(ซงั ฮี้)
เขตสามเสน กรงุ เทพมหานคร
3 เจ้าแมท่ บั ทิม ตลาดโพธ์ิทอง จ.อ่างทอง
(สุยเหว่ยเสิ้งเหนียง-ซ้าย, เทียนโฮ่วเสิ้งหม่-ู กลาง,
และเจิ้งสุ่นเสิ้งเหนียง-ขวา)
78 ภาคท่ี 2: ไหหลา มกุ มงั กรแห่งแผ่นดนิ สยาม
2 เจา้ แม่ทบั ทิม ถ.สุนทรสถิตย์ จ.อทุ ยั ธานี
(สุยเหว่ยเสิ้งเหนียง-ซ้าย, เทียนโฮ่วเสิ้งหม่-ู ขวา)
ภาคท่ี 2: ไหหลา มกุ มงั กรแห่งแผน่ ดนิ สยาม 79
ตานานท่ี 1
เทียนโฮ่วเสิ้งหมู่ 天后聖母 หรอื มาจู่ 妈祖
หมาโจว้ 妈祖 หากเป็นจนี กลาง ออกเสยี งวา่ "มาจู่" มา 妈
หรอื อามา่ 阿妈/ จู่ 祖 หมายถงึ บรรพบรุ ษุ หรอื คณุ ทวด แปลตรงๆ วา่
คณุ ยา่ ทวดหรอื คณุ ยายทวด แต่ในทนี่ ้ี มคี วามหมายพเิ ศษ หมายถงึ เทพ
สตรอี งคห์ น่ึงทชี่ าวเรอื เคารพนบั ถอื เป็นพเิ ศษ เพราะเชอ่ื วา่
“หมาโจว้ ” หรอื “มาจู่” เป็นผคู้ มุ้ ครองชาวเรอื ให้ปลอดภยั จาก
ภยั พบิ ตั ทิ งั้ ปวง
เทพมาจู่หรอื หมาโจว้ 妈祖 ไม่ไดเ้ ป็นเทพมาตงั้ แต่ต้น ท่าน
เกิดเป็นมนุษย์อย่างเราๆ ท่านๆ ในวนั ที่ 23 เดอื น 3 ตามปฏทิ ินทาง
จนั ทรคตแิ บบจนี ปี ค.ศ. 960 ปีนนั้ เป็นปีแรกแห่งศกั ราชเจ้ยี นหลง 建
隆 ซ่งไท่จู่จ้าวควงอ้นิ 宋太祖赵匡胤 ข้นึ ครองราชย์เป็นปฐม
กษตั รยิ ์แห่งราชวงศซ์ ่ง 宋 (เรมิ่ ราชวงศซ์ ง่ เหนอื 北宋)
มาจูเ่ ป็นคนเกาะเหมยโจว 湄洲岛 แต่ขอ้ มลู บางแห่งระบุวา่
ไมไ่ ดเ้ กดิ บนเกาะ แต่บา้ นเกดิ อยู่แถวอ่าวใกล้เกาะเหมยโจว 湄洲湾
畔 อาเภอผูเถียน 莆田 มณฑลฝูเจ้ยี น 福建 หรอื ฮกเก้ยี นนนั ่ เอง
พอ่ ของนางแซ่ล้มิ (หลนิ ) ชอ่ื หล่มิ เต็ก 林德 แต่บางแห่งระบุหล่ิมหงวง
林愿 แม่แซ่เฮ้ง(หวางส้ือ 王氏) ตอนเกิด ดินฟ้ าอากาศมี
ปรากฏการณ์มหศั จรรย์ แต่ในทน่ี ้ีจะไมบ่ รรยาย เพราะเป็นความเชอ่ื แต่
โบราณ
80 ภาคท่ี 2: ไหหลา มุกมงั กรแห่งแผน่ ดนิ สยาม
มาจู่ยามเดก็ ไมร่ อ้ งไหโ้ ยเย อยูน่ ่ิงๆ เงยี บๆ พ่อแม่เลยตงั้ ช่อื วา่
โม่ 默 แปลวา่ เงยี บ ต่อมาจงึ เรยี กกนั วา่ หลนิ โมเ่ หนยี ง 林默娘
โมเ่ หนยี งเฉลียวฉลาดตงั้ แต่เดก็ ความจรงิ ต้องเรยี กพรสวรรค์
ถงึ จะถูก คอื มคี ณุ สมบตั ิพเิ ศษท่ีเดก็ ธรรมดาไม่มี อายุ 8 ขวบพ่อส่งเสยี
ใหเ้ รยี นหนงั สอื พออายุเพียงแค่ 12 ขวบ กส็ ามารถอ่านตาราไดส้ ารพดั
ไมใ่ ชห่ นงั สอื นวนิยาย แตเ่ ป็นระดบั จงิ 经 สอ่ื 史 จอ่ื 子 จี๋ 集 (ระดบั
ของประเภทหนงั สอื จนี )
พออายุได้ 13 ปี เล่ากนั ว่า ปรากฏนิมติ ของผวู้ เิ ศษ เสวยี นทง
เจนิ เหยนิ 玄通真人 (ตรงน้ีเขา้ สู่ความเช่อื แบบเต๋าแลว้ ) ผวู้ เิ ศษถือ
ว่าแม่นางโม่เหนียงมีคณุ สมบตั ิพิเศษ จึงถ่ายทอดเคล็ดลับวชิ าให้ โม่
เหนยี งบาเพญ็ ฝึกฝนเชา้ เยน็ ไมน่ านกบ็ รรลุเต๋า
เมอ่ื อายไุ ด้ 16 ปี ขณะทโี่ มเ่ หนียงกาลงั เล่นกบั เพ่อื นบา้ นท่ีขา้ ง
บอ่ น้า พลนั มเี ทพปรากฏกายขน้ึ พรอ้ มถ่ายทอดยนั ต์วเิ ศษให้โม่เหนียง
หลงั จากนนั้ โมเ่ หนียงกย็ ิ่งมวี ชิ าแก่กล้า สามารถล่วงรูด้ นิ ฟ้าอากาศ มกั
บอกชาวเรอื แถบนัน้ ใหร้ ถู้ ึงภยั จากลมพายุล่วงหน้า ทงั้ ยงั มมี นต์วเิ ศษ
สามารถรกั ษาโรคภยั ไขเ้ จ็บ บาบดั ทุกข์บารุงสุขใหก้ บั ชาวบา้ น อีกทงั้
สามารถขอฝนให้ตกยามฝนแล้ง และเรยี กฝนให้หยุดยามฝนชกุ ไม่มี
อะไรทที่ าไมไ่ ด้
ส่วนเร่อื งอิทธิฤทธิม์ ากไปกว่านัน้ เช่นสามารถสยบปีศาจตา
ทพิ ย์และหูทิพย์มาเป็นบรวิ าร ซง่ึ มีอิทธิฤทธิป์ าฏหิ าริย์เกนิ จะบรรยาย
สามารถไดย้ ินเสยี งและมองเห็นได้ไกลหลายหมน่ื ล้ี เทพบรวิ ารมาจู่คอื
“เชยี นหลเี ยย่ี น” (ตาพนั ล้ี) และ "สนุ้ เฟิงเอ่อร์" (หูตามลม) อสรู ตาทพิ ย์
ภาคท่ี 2: ไหหลา มุกมงั กรแหง่ แผน่ ดนิ สยาม 81
และอสูรหูทพิ ย์ ทาหน้าท่คี อยดแู ลชว่ ยเหลือมาจู่ โดยตานานเล่าวา่ ทงั้
สองเป็นพนี่ อ้ งกนั และเป็นทหารของตวิ อ๋อง (ตวิ อ๋องเป็นทรราชทถ่ี ูกจิวบู๋
อ๋องปราบปราม) คนพช่ี อ่ื เกาหมงิ คนนอ้ งชอ่ื เกาเจวยี๋ เกาหมงิ สามารถ
มองเหน็ ไดไ้ กลพนั ล้ี เกาเจวยี๋ สามารถไดย้ นิ เสยี งไกลกวา่ พนั ล้ี ทงั้ สองแม้
จะเกง่ กาจปานน้ี แต่เน่อื งจากอย่ใู นกองทพั ของฝ่ายอธรรม จงึ พ่ายแพ้ถูก
ทหารจวิ บ๋อู ๋องฆา่ ตาย กลายเป็นปีศาจอยู่บเขาเถาหวั ซาน ทางตะวนั ตก
เฉยี งเหนือองเกาะเหมยโจว ตานานเล่าไวม้ เี ลา่ ตา่ งกนั สามอย่าง
อย่างแรกเลา่ วา่ ปีศาจเชยี นหลเี ยยี่ นกบั สนุ้ เฟ่ิงเอ่อร์ เป็นปีศาจ
รา้ ย คอยทารา้ ยผูค้ นอยู่บนเขาเถาหวั ซาน วนั หน่ึงเจ้าแม่ผา่ นไป สอง
ปีศาจนึกจะข่มขู่จะเอาเจา้ แม่ จึงเกดิ การต่อสกู้ นั สองปีศาจพ่ายแพจ้ ึง
กลายเป็นผชู้ ว่ ยของเจา้ แม่
อย่างทสี่ องเล่าวา่ เจา้ แมไ่ ปพบหญงิ สาวนางหน่ึงนงั ่ รอ้ งไห้ เหตุ
ดว้ ยนางถูกคดั เลอื กใหเ้ ป็นสง่ิ บดั พลีให้กบั ปีศาจรา้ ย เจ้าแม่จึงชว่ ยเหลือ
นาง โดยตวั เองไปพบปีศาจแทน เจา้ แมข่ ้นึ ดอยเถาหวั ซานไปเจอปีศาจ
หน้าแดง คอื เชยี นหลเี ยี่ยน เจอปีศาจหน้าดา คือ สนุ้ เฟิงเอ่อร์ เจ้าแม่
พยายามสอนใหก้ ลบั เน้ือกลบั ใจเสยี แตส่ องปีศาจไม่เชอ่ื ฟงั ซ้ายงั คดิ เอา
เจา้ แมม่ าเป็นเมยี เจา้ แมจ่ งึ สาแดงฤทธปิ ์ ราบปีศาจทงั้ สองแลว้ กล่อมเกลา
ใหก้ ลบั เน้ือกลบั ใจมาคอยชว่ ยเหลอื มนุษย์ และไดเ้ ป็นผชู้ ว่ ยของเจา้ แม่
อย่างทส่ี ามเลา่ วา่ ขณะเมอ่ื เจา้ แมอ่ ายุได้ 23 ปี มขี า่ วว่ามปี ีศาจ
บนดอยเถาหวั ซาน เจา้ แมต่ รวจสอบดแู ลว้ พบวา่ ปีศาจคอื เชยี นหลเี ย่ยี น
และสนุ้ เฟิ่งเอ่อร์ ซงึ่ จะไดเ้ ป็นผชู้ ว่ ยของเจา้ แม่ เจา้ แมจ่ ึงคดิ ขน้ึ ไปสงั ่ สอน
ฝ่ายสองปีศาจมฤี ทธิร์ ูว้ ่าเจา้ แม่จะขน้ึ มาปราบตน เชยี นหลเี ย่ยี นผพู้ ีจ่ งึ
สงั ่ สนุ้ เฟิงเออ่ รน์ อ้ งชายใหล้ งไปคอยตรวจตราทตี่ ีนเขา สนุ้ เฟิงเอ่อรโ์ กรธ
82 ภาคท่ี 2: ไหหลา มกุ มงั กรแหง่ แผน่ ดนิ สยาม
ทพ่ี ชี่ ายเอาเปรยี บ จึงแกลง้ หลบนอนเสยี อยู่ในถ้า เจา้ แมจ่ ึงเขา้ สยบสนุ้
เฟิงเอ่อร์ไดอ้ ย่างง่ายดาย และนาตวั ขน้ึ เขาไปหาเชียนหลเี ยย่ี น ฝ่าย
เชยี นหลเี ยย่ี นกป็ ระมาท เหน็ วา่ นอ้ งเฝ้าอยูท่ ต่ี นี เขา จงึ นอนหลบั อยู่ในถ้า
จึงถูกเจา้ แมจ่ บั เชน่ กนั เจ้าแม่สงั ่ สอนกล่อมเกลาสองปีศาจจนกลบั เน้ือ
กลบั ตวั ยอมเป็นผชู้ ว่ ยของเจา้ แม่
แต่ใดๆ ในโลกไม่เทีย่ ง วนั หนึ่งท่านชว่ ยแม่ถกั แหจบั ปลาอยู่
แต่แล้วกน็ ัง่ หลับ แม่เหลือบไปเห็นเข้า เลยแตะไหล่เพ่ือปลุกให้ต่ืน
ปรากฏวา่ ทแี่ ทพ้ ช่ี ายและพอ่ ของโมเ่ หนียงออกทะเลไปหาปลา โม่เหนียง
รดู้ ว้ ยญาณวเิ ศษวา่ พช่ี ายและพ่อกาลงั ประสบกบั วาตภยั จึงเขา้ สมาธิส่ง
พลงั จิตไปชว่ ย ขณะที่แมป่ ลุกนนั้ โมเ่ หนียงเพ่งิ ชว่ ยพ่อไดส้ าเรจ็ ยงั ไม่
ทนั ไดช้ ว่ ยพชี่ าย กต็ น่ื จากภวงั ค์ เป็นอนั วา่ ชว่ ยพชี่ ายไมท่ นั
อภนิ ิหารของโมเ่ หนียง 默娘 ในการชว่ ยเหลอื ชาวประมงและ
นกั เดนิ เรอื เป็นท่ีโจษจนั ตงั้ แต่แม่นางยงั มชี วี ติ อยู่ ผมู้ ปี ระสบการณ์รอด
ชวี ติ กลบั มา ไมร่ จู้ ะอธบิ ายอยา่ งไร ไดแ้ ต่ขนานนามให้โมเ่ หนียงเป็น “ทง
เสยี นหลงิ หน่ีว์” 通贤灵女 หรอื “หลงหนี่ว์”龙女 แปลวา่ เทพธิดา
ผรู้ แู้ จง้ หรอื เทพธดิ าพญามงั กร
ปี ค.ศ. 987 โมเ่ หนยี งอายไุ ด้ 28 ปี โมเ่ หนียงรวู้ า่ ใกลถ้ งึ วนั ลา
จากแลว้ จงึ บอกชาวบา้ นใหร้ ตู้ วั ถงึ วนั ท่ี 9 เดอื น 9 ตามปฏทิ นิ อยา่ งจนี
โมเ่ หนยี งขน้ึ เขาเหมยซาน 湄山 สาเรจ็ เป็นเซยี นล่องลอยสสู่ วรรค์ โดย
ชาวบา้ นไดย้ นิ เสยี งดนตรขี บั กลอ่ มอย่เู ป็นฉากหลงั
ความดงี ามและอทิ ธฤิ ทธปิ ์ าฏหิ ารยิ ข์ องโมเ่ หนียง ไมเ่ คยจดื จาง
ไปจากศรทั ธาของชาวบา้ น เมอ่ื โมเ่ หนียงจากไป ชาวบา้ นจงึ พรอ้ มใจกนั
ภาคท่ี 2: ไหหลา มกุ มงั กรแหง่ แผน่ ดนิ สยาม 83
สรา้ งศาลเจา้ หลนิ โมเ่ หนยี ง 林默娘廟 เป็นทร่ี าลึก แต่แรงศรทั ธาไม่
หยุดเพยี งแคน่ นั้ ชาวบา้ นชาวช่องในเมอื งในมณฑลต่างๆ กพ็ ากนั สรา้ ง
ศาลเจา้ โมเ่ หนียงในกาลต่อมา แตอ่ าจมชี อ่ื เรยี กไมเ่ หมอื นกนั
ปี ค.ศ. 1155 สมยั ราชวงศซ์ ่งใต้ กษตั รยิ ์ซ่งเกาจง 宋高宗
พระราชทานสมญั ญาใหเ้ ป็น ฉงฝฟู ูเหยนิ 崇福夫人
ปี ค.ศ. 1190 กษตั รยิ ซ์ ่งกวงจง 宋光宗 พระราชทานสมญั ญาใหเ้ ป็น
หลงิ ฮยุ่ เฟย 灵惠妃
ปี ค.ศ. 1278 สมยั ราชวงศห์ ยวน กษตั รยิ ์หยวนสอ้ื จู่ 元世祖 (กบุ ไล
ขา่ น) ใหเ้ ป็น เทยี นเฟย 天妃
ปี ค.ศ. 1680 สมยั จกั รพรรดคิ งั ซี พระราชทานใหเ้ ป็น เทยี นซา่ งเสง้ิ หมู่
天上聖母
ปี ค.ศ. 1681 พระราชทานใหเ้ ป็น เหยนิ ฉือเทยี นโฮว่ 仁慈天后
จากนัน้ ในปีต่อๆ มา สมญั ญาของท่านโม่เหนียงกย็ าวข้นึ ๆ
จนถงึ สมยั จกั รพรรดเิ สยี นเฟิง 咸丰 สมญั ญาของโม่เหนียงตอ้ งเขยี น
เป็นตวั อกั ษรจนี ถงึ 64 คา
เวลาผา่ นไปเป็นรอ้ ยเป็นพนั ปี โมเ่ หนยี งกถ็ ูกชาวบา้ นยกเป็นย่า
ทวดยายทวด จงึ เรยี กวา่ หมาโจว้ หรอื มาจู่ 妈祖
84 ภาคท่ี 2: ไหหลา มกุ มงั กรแห่งแผ่นดนิ สยาม
ศาลเจา้ โมเ่ หนียง จนี ใชค้ าวา่ เมยี่ ว 廟 กใ็ หเ้ ปลยี่ นมาเป็น กง
宫 ซงึ่ หมายถงึ วงั สว่ นคาวา่ เทยี นโฮว่ เสง้ิ หมู่ 天后聖母 ก็
หมายถงึ ท่านโมเ่ หนยี งเหมอื นกนั
อย่างไรกต็ าม ตานานของมาจู่นัน้ เป็ นคนละตานานกบั
เจ้าแม่ลิ้มกอเหน่ียว จ. ปัตตานี แม้จะมีแซ่เหมือนกนั คือแซ่หลิน
(ลิ้ม) แต่เรอื่ งราวเกิดห่างกนั หลายร้อยปี ดงั นัน้ ในบางตาราที่กล่าว
วา่ เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวคือเจ้าแม่ทบั ทิม (เทียนโฮ่วเสิ้งหมู่) นัน้ ข้อ
สนั นิษฐานดงั กลา่ วเป็นการลากเอาหลกั ฐานของตานานทงั้ สองมา
ผกู กนั แบบไม่สมควรอย่างยิ่ง เพราะตานานหน่ึงคือเรื่องราวท่ีเกิด
ในเมอื งจนี ส่วนอีกตานานเป็นเร่ืองราวท่ีเกิดขึน้ ในเมอื งไทย อีกทงั้
ระยะเวลายงั ห่างกนั เป็ นอนั มาก ดงั นัน้ คงจะไม่ใช่ตานานเดียวกนั
อยา่ งแน่นอน
ภาคท่ี 2: ไหหลา มุกมงั กรแห่งแผน่ ดนิ สยาม 85
ตานานที่ 2
สยุ เหว่ยเสิ้งเหนียง 水尾聖娘 หรือ ตยุ๊ บ้วยเต๋งเหนี่ยง
ชาวไหหลา นบั ถือมาจู่เหมอื นชาวฮกเก้ยี น ไตห้ วนั และแตจ้ ิว๋
แต่ชาวไหหลายงั มเี ทพแห่งท้องทะเลในรูปแบบของตนเองอีกต่างหาก
แต่เกดิ หลงั มาจู่หลนิ โมเ่ หนียงราวหา้ รอ้ ยกวา่ ปี
ห า ก พิ จ า ร ณ า แ ผ น ท่ี เ ก า ะ ไ ห ห ล า เ ล็ ง ไ ป ท า ง ทิ ศ
ตะวนั ออกเฉยี งเหนือ จะเหน็ เมอื งเหวนิ ชาง 文昌市 ซงึ่ เป็นเมอื งติด
ทะเล ดา้ นหนา้ มลี กั ษณะเป็นอ่าวเวา้ เขา้ มาในแผน่ ดนิ ตรงจุดหนึ่งมชี ่อื วา่
“ชิงหลันกัง่ ” 清澜港 ลึกเข้าไปในชิงหลันกัง่ ค่อนไปทาง
ตะวนั ออกเฉยี งเหนือของเมอื งเหวนิ ชาง มเี มอื งอกี เมอื งหนึ่งช่อื ตงเจยี ว
东郊 บรเิ วณน้ีเอง ทเี่ ป็นทม่ี าของตานานเทพทางทะเลของชาวไหหลา
มชี อ่ื วา่ “สยุ เหวย่ เสง้ิ เหนียง” 水尾聖娘 (ชาวแตจ้ วิ๋ เรยี กวา่ “จุ๋ยบ๋วย
เน้ีย”)
เล่ากนั ว่าสมยั ราชวงศ์หมงิ ศกั ราชเจ้งิ เต๋อ 明正德 (ค.ศ.
1506-1521) ทเี่ มอื งตงเจยี ว 东郊 ใกล้ท่าเทยี บเรอื ชงิ หลนั กงั ่ 清澜
港 มชี าวประมงแซ่พาน 潘 (แซ่พวั ในสาเนียงภาษาจนี ไหหลา) ได้
ออกเรอื ไปจบั ปลา วนั หน่งึ ขณะทก่ี าลงั ลากแหอยู่นนั้ กร็ ลู้ ึกถงึ ความหนกั
ของแหอวน จงึ ดใี จวา่ คงจะไดป้ ลาจานวนมากในคราวน้ี แต่ครนั้ ดงึ ข้นึ มา
บนเรอื กพ็ บเพยี งทอ่ นไมท้ ่อนหน่งึ จงึ เหวยี่ งท่อนไมก้ ลบั ลงไปในน้า เม่อื
ทาการลากแหอีกครงั้ ปรากฏว่าท่อนไม้นัน้ ก็ติดแหอวนข้ึนมาอีก
ชาวประมงแซ่พาน กจ็ ึงอธิษฐานวา่ หากช่วยให้เขาจบั ปลาไดม้ าก เขาก็
86 ภาคท่ี 2: ไหหลา มกุ มงั กรแหง่ แผน่ ดนิ สยาม
จะนาท่อนไมน้ ้ี กลับไปแกะสลกั เป็นเทพเอาไว้บูชา ซ่ึงเขาก็ไดต้ าม
ประสงค์
ชาวประมงกลับถึงบ้าน เอาท่อนไมว้ างไวก้ ลางแจ้งตากแดด
ตากฝน ไมท่ นั ไดเ้ อาไปแกะสลกั ตามทบี่ นเอาไว้ เพราะวนั ๆ กเ็ อาแต่ทา
มาหากนิ ต่อมาท่อนไม้นัน้ ถูกย้ายไปย้ายมา จนไปวางอยู่หน้าเล้าหมู
เป็นเหตุใหห้ มตู ายอย่างไมม่ สี าเหตุ รวมทงั้ คนที่บงั เอญิ ไปลบหลู่ท่อนไม้
นนั้ โดยไมต่ งั้ ใจ กม็ อี นั ไมส่ บาย ทาให้ชาวประมงแซ่พานนึกข้นึ มาได้ วา่
คงเป็นเพราะสิง่ ศกั ดสิ ์ ทิ ธอิ ์ ย่างแน่แท้ เลยรบี จุดธูปขอขมา พลนั กม็ สี ่งิ
อศั จรรย์เกดิ ข้ึนคือ ทุกวนั ยามตะวนั โพล้เพล้ บนต้นลาไยหน้าบ้าน
ชาวประมงแซ่พาน จะปรากฏสตรหี นา้ ตาอม่ิ บญุ เปี่ยมดว้ ยเมตตาประทบั
อยูบ่ นตน้ ไม้ ชาวบา้ นรเู้ ขา้ กเ็ ลยรว่ มดว้ ยชว่ ยกนั จดั สรา้ งเป็นรปู เทพยุดา
สตรี สว่ นสถานทีต่ งั้ ของศาลเจา้ เดก็ ประทบั ทรง (乩童 จ้ถี ง) วง่ิ ไปช้ี
จุดตรงหมบู่ า้ นชายน้าชอ่ื “โพเหว่ยชุน” 坡尾村 ไกลออกไปหลายล้ี
ชาวบา้ นเลยขนานนามองคเ์ ทพวา่ พระแมช่ ายน้า (พระแมป่ ลายน้า) สยุ
เหวย่ เสง้ิ เหนียง 水尾聖娘 สาเนียงไหหลาจะออกเสยี งเป็น “ตุ๊ยบ๋วย
เต่งเหนีย่ ง” (ต๊ยุ 水 แปลวา่ น้า / บว้ ย 尾 แปลวา่ ชาย, หาง, ปลายหรอื
ทา้ ย /เต๋งเหนี่ยง 聖娘 แปลว่าเจา้ แม่) เมอ่ื ไดท้ าเลถูกต้องตามหลกั ฮ
วงจุ้ยแลว้ ชาวบ้านจึงร่วมมือร่วมใจกนั สร้างศาลเจา้ ท่ีมลี ักษณะเป็น
อาคารสามตอนเสรจ็ สน้ิ ในระยะเวลาเพียง 1 เดอื น ซึ่งตรงกบั วนั เพญ็
เดือนสิบ ตามจนั ทรคติแบบจีน ตงั้ แต่นัน้ จึงกาหนดวนั เพญ็ เดือน
สิบเป็ นวนั สมโภชเจ้าแม่ทบั ทิมจนกระทงั ่ ปัจจุบนั (ตรงกบั วนั ลอย
กระทงของไทย 15 คา่ เดอื น 12) โดยทวั ่ ไปมกั จะเรยี กวา่ โผวโต่ว (婆
ภาคท่ี 2: ไหหลา มกุ มงั กรแห่งแผ่นดนิ สยาม 87
祖) ในสาเนียงไหหลาแปลวา่ คณุ ยา่ ทวด ซง่ึ เป็นการแสดงถงึ ศรทั ธาของ
ความใกลช้ ดิ ระหวา่ งชาวไหหลากบั องคเ์ จา้ แม่
ต่อมาในสมยั ราชวงศ์ชิง รชั สมยั พระเจ้าเจียชงิ่ (ค.ศ. 1760-
1820) (พระราชโอรสของพระเจา้ เฉียนหลง) มขี ุนนางจนี ไหหลาช่อื จาง
เยย่ี เซยี ง (張岳像) ไดก้ ราบบงั คมทลู เรอ่ื งราวความศกั ดสิ ์ ทิ ธขิ ์ องเจ้า
แมท่ บั ทมิ ใหฮ้ ่องเตท้ ราบ ฮอ่ งเตจ้ งึ ถวายพระนามเจา้ แมว่ า่
“南天閃電火雷感應水尾聖娘”
“หน่าเทยี นเอ้ียมเด้ยี มหว้ ยหลุยก้าเอ๋ง ตุ๊ยบว้ ยเต๋งเหนี่ยง" มี
ความหมายวา่ สายฟ้าสนองตอบเสยี งฟ้าฝา่ ยใต้ เจา้ แมต่ ุ๊ยบว้ ย
เม่อื ชาวจนี ไหหลาอพยพถ่ินฐานมาเมอื งไทย ก็นาความเช่อื
เรอ่ื งพระแมช่ ายน้ามาสรา้ งศาลเจา้ ในเมอื งไทยเพ่อื ให้เป็นศูนย์รวมจติ ใจ
ของชาวจนี ในพน้ื ทน่ี นั้ ๆดว้ ย
เทพบรวิ ารของโผวโตว่ จะมอี ยูท่ งั้ หมด 4 องคค์ อื
องคท์ ่ี 1. 左殿夫人陳四娘 โต้เดยี้ น ผเู่ ย่ียน ดา่ น เซท็ เหน่ียง
หรือท่านผู้หญิงสกุลเฉิน (ด่าน 陳/陈-ในสาเนียง
ภาษาจีนไหหลา) เป็นนางในถือตราตงั้ อาญาสทิ ธิ ์ (ล่ิง-令)
แสดงถึง อานาจ ในการ สัง่ การข ององค์เจ้าแม่ ที่ได้รับ
พระราชทานจากเง็กเซียนฮ่องเตใ้ นการชว่ ยเหลือมวลมนุษย์
ท่านผู้หญิงสกุลเฉินมกั จะประทบั อยู่ดา้ นซ้ายขององค์เจา้ แม่
เพราะถอื วา่ เป็นเทพบรวิ ารทส่ี าคญั ทสี่ ดุ
88 ภาคท่ี 2: ไหหลา มกุ มงั กรแห่งแผน่ ดนิ สยาม
องคท์ ี่ 2. 右殿夫人馮七娘 ยิ้วเดยี้ น ผเู่ ยยี่ น บ่าง ตี้ เหนี่ยง
หรือท่านผู้หญิงสกุลเฝิง (บ่าง 馮/冯-ในสาเนียง
ภาษาจนี ไหหลา) เป็นนางในถือศาสตราวุธ (กระบ)่ี แสดงถงึ
อานาจของเจา้ แมใ่ นการปราบทุกข์เขญ็ ให้กบั มวลมนุษย์ ท่าน
ผหู้ ญงิ สกลุ เฝิงจะประทบั อย่ดู า้ นขวาขององคเ์ จา้ แมเ่ สมอ
องคท์ ่ี 3. 左殿通書通感舍人 โต้เดีย้ นทงตู่คงกา้ แต้เย่ยี น
หรอื คณุ ขา้ หลวงชายถอื หนงั สอื และพู่กนั คอื องครกั ษ์
ผชู้ ว่ ยองคเ์ จ้าแม่ในการจดบนั ทกึ การทาดขี องมวลมนุษย์ หรอื
อกี นยั หน่งึ คอื แสดงอานาจขององคเ์ จา้ แมใ่ นการช่วยเหลือมวล
มนุษย์เร่อื งการศกึ ษา ซึ่งคุณขา้ หลวงชายทงตู่คงก้า มกั จะ
ประทบั อย่ทู างซา้ ยขององคเ์ จา้ แม่ ถดั จากทา่ นผหู้ ญงิ สกลุ เฉนิ
องคท์ ่ี 4. 右殿吹風發火舍人 ยิ้วเดีย้ นซุยวงั วดั เว่ยแต้เยี่ยน
หรอื คุณขา้ หลวงชายถือนก(บางแห่งถือน้าเต้า) ซึ่ง
การถือนก หมายถึงเม่อื ไดร้ บั เร่อื งราวร้องทุกข์ไม่เป็นธรรม
องคร์ กั ษ์จะปล่อยนกบนิ ไปช่วยเหลือไปยบั ยงั้ เรอ่ื งราว (องค์น้ี
ศาลเจา้ บางแหง่ ถอื น้าเตา้ )— การถือน้าเต้า หมายถงึ การไดร้ บั
เรอ่ื งราวรอ้ งทกุ ขไ์ มเ่ ป็นธรรม และสง่ิ ไม่ดีจะถูกดดู ไปเกบ็ ไวใ้ น
น้าเตา้ หรอื อกี นยั หนงึ่ คอื แสดงถงึ อานาจขององคเ์ จา้ แม่ในการ
ช่วยเหลือมวลมนุษย์เร่อื งโรคภยั ไขเ้ จ็บ การรกั ษาโรค เพราะ
น้าเต้าถือเป็นสญั ลกั ษณ์เกยี่ วกบั การรกั ษาโรคภยั ดว้ ย ซงึ่ คุณ
ขา้ หลวงชายซยุ วงั วดั เวย่ จะประทบั อยู่ทางขวาขององค์เจ้าแม่
ถดั จากทา่ นผหู้ ญงิ สกลุ เฝิง
ภาคท่ี 2: ไหหลา มุกมงั กรแหง่ แผน่ ดนิ สยาม 89
ศาลเจา้ แมท่ บั ทมิ (สยุ เหวย่ เสง้ิ เหนียง) โดยทวั ่ ไปในเกาะไหหลา
มกั จะปรากฏเทพบรวิ ารทงั้ 4 องค์ เช่นเดยี วกบั ศาลเจ้าแม่ทับทิมใน
ประเทศไทย เชน่ ศาลเจ้าแมท่ บั ทิม จ.อุทยั ธานี เป็นต้น แต่ในศาลเจ้า
บางแห่งในประเทศไทยนนั้ อาจมเี พยี งเทวรปู เทพบรวิ ารท่านผหู้ ญงิ สกลุ
เฉนิ และท่านผหู้ ญงิ สกลุ เฝิงเท่านนั้ เชน่ กรณีของศาลเจ้าแมท่ บั ทิมพิชยั
จ.อตุ รดติ ถ์ เป็นตน้
วนั สาคัญในการไหว้เจ้าแม่ทับทิม สุยเหว่ยเส้งิ เหนียง นัน้
นอกจากประเพณใี นรอบปีแลว้ ยงั มกี ารจดั งานสาคญั ประจาท้องถน่ิ ดว้ ย
เชน่ วนั คล้ายวนั เกิดของเจ้าแม่ (วนั สรา้ งศาลสาเรจ็ ) ในวนั ข้นึ 15 ค่า
เดอื น 10 ตามจนั ทรคติจีน (ตรงกบั วนั ลอยกระทงของไทย) หรอื วนั
ตรษุ เลก็ งว่ งเตียว (หยวนเซยี ว) และ วนั ไหวพ้ ระจนั ทร์ เป็นตน้ ข้นึ อยู่
กบั ความศรทั ธาและการกาหนดของแตล่ ะทอ้ งถน่ิ
วนั ไหวเ้ จา้ แม่ของชุมชนบนเกาะไหหลา